The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่ม หลักสูตร นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ 10

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เสกสรร ผ่องแผ้ว, 2023-07-21 21:23:17

เล่ม หลักสูตร นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ 10

เล่ม หลักสูตร นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ 10

หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๔๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การปฐมพยาบาลกระดูกหัก ข้อเคลื่อน 1. สำรวจอวัยวะส่วนที่หัก อย่าพยายามดึงข้อหรือจัดกระดูกให้เข้าที่ 2. หากจำเป็นต้องถอดเสื้อผ้าออก ควรใช้วิธีตัดตามตะเข็บ 3. ห้ามเลือด 4. เข้าเฝือกชั่วคราว โดยใช้วัสดุที่หาได้หนุนหรือประคองข้อให้บริเวณที่ บาดเจ็บนั้นอยู่นิ่ง โดยใช้ผ้าพยุง หรือดามไว้ 5. ประคบบริเวณที่บาดเจ็บด้วยความเย็น เช่นผ้าหรือถุงใส่น้ำแข็ง การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บอย่างถูกวิธี จะช่วยลดความพิการและอันตรายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ รีบนำส่ง โรงพยาบาล การปฐมพยาบาลกระดูกหัก ข้อเคลื่อน หลักการเข้าเผือกชั่วคราว -วัสดุที่ใช้ดามต้องยาวกว่าอวัยวะส่วนที่หัก โดยจะต้องยาวพอที่จะบังคับ ข้อต่อที่อยู่เหนือและใต้ บริเวณที่สงสัยว่ากระดูกหัก - บริเวณที่เข้าเฝือกจะต้องจัดให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด อย่าจัดกระดูกให้เข้า รูปเดิม ไม่ว่ากระดูกที่หัก จะโค้ง โก่ง หรือ คด ก็ควรเข้าเผือกในท่าที่เป็นอยู่ - ไม่วางเผือกลงบนกระดูกหักโดยตรง ควรมีสิ่งอื่นรอง เช่น ผ้า หรือ สำลี - มัดเผือกกับอวัยวะที่หักให้แน่นพอที่จะประคองส่วนที่หักได้ -ระวังอย่าให้ปมเชือกกดแผล เพราะอาจจะมีการบวม ซึ่งจะต้องคลายเชือก ที่ผูกให้แน่นน้อยลง การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน CPR การปฏิบัติการช่วยชีวิต (Cardio Pulmonary Resuscitation : CPR) คือ การปฐมพยาบาล เพื่อช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจกระทันหัน หรือหัวใจหยุดเต้นให้ กลับมาหายใจ และมีการไหลเวียน ออกซิเจน รวมทั้งเลือดกลับคืนสู่สภาพเดิม พร้อมทั้ง ป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้ได้รับอันตรายจากการขาด ออกชิเจนอย่างถาวร โดยเราสามารถทำ การฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานให้ผู้ประสบเหตุได้โดยการกดหน้าอก และช่วยหายใจ "เมื่อผู้ป่วยหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นควรรีบทำ CPR ทันที ภายในเวลา 4 นาที แรก หลังจากหยุดหายใจ" สำหรับอาการของผู้บาดเจ็บที่ควรได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ด้วยการทำ CPR สามารถสังเกตได้ ดังนี้


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๔๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 1. หมดสติ ไม่รู้สึกตัว 2. ไม่หายใจ หรือหายใจเฮือก 3. หัวใจหยุดเต้น ขั้นตอนการทำ CPR 1. ตัวเราปลอดภัย สถานการณ์ปลอดภัย เมื่อพบคนหมดสติ ให้ตรวจดูความปลอดภัยก่อนเข้าไป ช่วยเหลือ เช่น ระวัง อุบัติเหตุ ไฟช็อต หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดซ้ำ 2. ปลุกผู้ป่วยด้วยเสียงที่ดังและตบไหล่ทั้งสองข้าง หากผู้ป่วยรู้สึกตัว หายใจ เองได้ ให้จัดท่านอน ตะแคง 3. ประเมินผู้ป่วยว่าหายใจหรือรู้สึกตัวหรือไม่ 4. ไม่หายใจร้องขอความช่วยเหลือ ช่วยด้วยครับ/ค่ะ มีคนหมดสติโทร ๑๖๖๙ พร้อมนำเครื่อง AED มาด้วย 5. ช่วยฟื้นคืนชีพ CPR กดหน้าอกลึกอย่างน้อย 5 เซนติเมตร ในอัตราเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที ขั้นตอนการใช้เครื่อง AED 1. หากมีเครื่อง AED ให้เปิดเครื่องถอดเสื้อผ้าผู้ป่วยออก 2. ติดแผ่น AED หรือแผ่นนำไฟฟ้า บริเวณใต้กระดูกไหปลาร้าด้านขวา และ ชายโครงด้านซ้าย และห้ามสัมผัสตัวผู้ป่วย 3. ปฏิบัติตามที่เครื่อง AED แนะนำ คือ หากเครื่องสั่งให้ช็อกไฟฟ้า ให้กดปุ้ม ช็อก และทำการกด หน้าอกหลังทำการช็อกทันที แต่หากเครื่องไม่สั่งช็อก ให้ทำการกดหน้าอกต่อไป 4. กดหน้าอกต่อเนื่อง ทำ CPR และปฏิบัติตามคำแนะนำของเครื่อง AED จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง 5. ส่งต่อผู้ป่วยให้กับทีมกู้ชีพเพื่อนำส่งโรงพยาบาล เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ ผู้ป่วยฉุกเฉินมีโอกาสรอด และปลอดภัย


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๔๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นและการประสานงานแผนพัฒนาท้องถิ่น โดย นายพิสิฐ โอ่งเจริญ นักวิชาการอิสระ วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม 2566 เวลา 09.00-12.00 น. ที่มาและความสำคัญของการจัดทำและประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ 1.ความเป็นมา 1.1 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี(พ.ศ. 2561 - 2580) ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับ สมดุลละพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ข้อ 4.2 กำหนดให้ภาครัฐบริหารงานแบบบูรณาการ โดยมียุทธศาสตร์ชาติ เป็นเป้าหมายและเชื่อมโยงการพัฒนาในทุกระดับ ทุกประเด็น ทุกภารกิจ และทุกพื้นที่ การบริหารจัดการภาครัฐ มีความสอดคล้องเชื่อมโยงและเป็นกลไกสำคัญในการนำ ยุทธศาสตร์ชาติสู่การปฏิบัติในทุกระดับมีการจัดสรรงบประมาณ ที่มีลักษณะยึดโยงกับยุทธศาสตร์ใน ทุกระดับ มีเป้าหมายร่วมกันทั้งในเชิงประเด็น เชิงภารกิจ และเชิงพื้นที่ โดยอาศัยข้อมูลขนาดใหญ่ รวมทั้งมีระบบติดตามและประเมินผลการดำ เนินงาน ทั้งในระดับยุทธศาสตร์ภารกิจและพื้นที่ เพื่อนำไปสู่ การกำหนดประเด็นการพัฒนา การจัดทำนโยบายและการติดตามประเมินผลที่เป็นระบบ อย่างต่อเนื่อง 1.2 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ได้มีข้อบัญญัติที่ เกี่ยวข้องกับการบริหารงานแบบบูรณาการในจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัด ไว้ในมาตรา 52 วรรคสาม และมาตรา 53/1 ไว้ดังนี้ (1) มาตรา52วรรคสาม บัญญัติว่า“เพื่อประโยชน์ในการบริหารแบบบูรณาการในจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัด ให้จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดยื่นคำขอจัดตั้งงบประมาณได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด ในพระราชกฤษฎีกา ในกรณีนี้ให้ถือว่าจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดเป็นส่วนราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการ งบประมาณ” (2) มาตรา53/1 บัญญัติว่า“ให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดให้สอดคล้องกับแนวทาง การพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมในระดับชาติและความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นในจังหวัด” 1.3 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2551 กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) ทำหน้าที่กำหนดกรอบนโยบายและวางระบบในการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัด กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์และวิธีการ ในการจัดทำ รวมทั้งพิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นชอบ แผนพัฒนา แผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด และกลุ่มจังหวัด การจัดทำและบริหาร งบประมาณจังหวัดและงบประมาณกลุ่มจังหวัดโดยมีเจตนารมณ์คือ (1) ต้องการเน้นการพัฒนาระบบการบริหารที่ยึดพื้นที่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนา ของแต่ละพื้นที่ ให้มีลักษณะใกล้เคียงกันมากขึ้น และตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ (2) เป็นเรื่องของระบบการบริหารจัดการตามหลักการบริหารจัดการแนวใหม่ เป็นการ จัดความสัมพันธ์ ในแนวตั้งระหว่างการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นรวมทั้ง ความสัมพันธ์ในแนวนอน ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๕๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 1.4 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ มีการแบ่งพื้นที่การพัฒนาออกเป็น 6 ภาค และกำหนดให้มียุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเป็น แผน กำหนดแนวทางการพัฒนาในภาพรวมของพื้นที่ เพื่อประโยชน์ในการบูรณาการ งบประมาณ หรือการปฏิบัติภารกิจ ที่มีความเชื่อมโยงกับแผนระดับชาติและนโยบายรัฐบาล ที่ครอบคลุมในทุกมิติ และเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาระดับพื้นที่ตั้งแต่ระดับภาคลงไปสู่กลุ่มจังหวัดและจังหวัด และกำหนดให้ การจัดทำแผนพัฒนาในแต่ละระดับจะต้องมีความสอดคล้อง และเชื่อมโยงกัน เพื่อให้เกิดแรง ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปพร้อมกันในทุกพื้นที่ตามหลักการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตการสร้างโอกาสสร้างอาชีพ สร้างรายได้และการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน ตั้งแต่ระดับ จังหวัด/กลุ่มจังหวัด/ระดับภาค ไปสู่เวทีการแข่งขันในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และไปสู่ระดับโลก โดยมีกลไก ในการบริหารงานในภาพรวม ดังนี้ กลไกระดับชาติ (1) คณะกรรมการบูรณาการ พัฒนาภาค(ก.บ.ภ.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เป็นกรรมการและเลขานุการ (2) คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นกรรมการ และเลขานุการ (3) คณะอนุกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาค(อ.ก.บ.ภ.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน (6คน รับผิดชอบ 6 ภาค) และผู้แทนสำนักเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ(สศช.) เป็นอนุกรรมการ และเลขานุการ กลไกระดับกลุ่มจังหวัด คณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.ก.) โดยมีหัวหน้ากลุ่มจังหวัด เป็น ประธาน และข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง เป็นกรรมการ และเลขานุการ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๕๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย กลไกระดับจังหวัด คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และหัวหน้าสำ นักงานจังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ 1.5 นโยบายคณะกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาค (ก.บ.ภ.) กำ หนดให้การจัดทำ แผนพัฒนา กลุ่มจังหวัดและจังหวัด ใช้กระบวนการประชาคมแบบมีส่วนร่วมของทุก ภาคส่วนหรือ การจัดเวทีระดมความคิดเห็นของประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งปัญหาและความต้องการจากประชาชนใน พื้นที่ รวมทั้งให้มีการประสานแผนในระดับพื้นที่ โดยการรวบรวมและจัดลำ ดับความสำคัญของปัญหา และความต้องการ ของประชาชนในพื้นที่ ผ่านกลไกการจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน แผนพัฒนาท้องถิ่น แผนพัฒนาอำเภอ เพื่อให้แผนมีความเชื่อมโยงสอดคล้องกันในทุกระดับ เป็นแผนเดียวกัน (One Plan) 1.6 การจัดทำและประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ในปัจจุบัน


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๕๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย จากแผนภาพที่ 2 และ 3 แสดงให้เห็นถึงกระบวนการของการจัดทำ แผนตั้งแต่ระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด และระดับภาคซึ่งมีกลไกการบริหารงานรองรับในแต่ละระดับคือ ก.บ.จ. ,ก.บ.ก.,ก.น.จ. และ ก.บ.ภ.อยู่แล้วตามลำดับแต่ในการ จัดทำแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ ประกอบด้วย แผนพัฒนา หมู่บ้าน แผนชุมชน แผนชุมชนระดับตำบล (แผนพัฒนาตำบล) มีระเบียบแนวทางปฏิบัติในการจัดทำ แผนที่แตกต่างกัน ขาดการบูรณาการเชื่อมโยงแผน และในการจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ ยังไม่มี ระเบียบ/กฎหมายหรือกลไกรองรับการจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ ซึ่งปัจจุบันได้ใช้แนวทางปฏิบัติของ หน่วยงานที่ รับผิดชอบในการจัดทำแผนพัฒนาในรูปแบบหนังสือสั่งการของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ทำ ให้การจัดทำ และประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ตั้งแต่หมู่บ้าน/ชุมชนไปถึง ระดับอำเภอ ขาดการบูรณาการและความเชื่อมโยง ในลักษณะเป็นแผนเดียวกัน (One Plan) 1.7 ปัญหาและอุปสรรคในการจัดทำแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ (1) ระดับหมู่บ้าน/ชุมชน : ขาดการบูรณาการเกี่ยวกับการจัดเวทีประชาคม และการประสานแผนพัฒนา หมู่บ้าน/ชุมชนกับแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแผนอื่น ๆ ในพื้นที่ รวมทั้งขาดการสนับสนุนข้อมูล ประกอบการวิเคราะห์ปัญหาความต้องการ ของพื้นที่ (2) ระดับตำบล : บทบาทและอำนาจหน้าที่ในการจัดทำ และประสานแผนชุมชนระดับ ตำบลของ คณะกรรมการศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนระดับตำบล (ศอช.ต.) ภายใต้ระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินงาน ศูนย์ประสานงานองค์การชุมชน พ.ศ.2551 ไม่ชัดเจน ประกอบกับกรมการพัฒนาชุมชน ยังไม่สามารถสนับสนุนให้(ศอช.ต.)จัดทำแผนได้ ครอบคลุมทุกตำบล (3) ระดับอำเภอ : การจัดทำแผนพัฒนาอำเภอยังไม่มีระเบียบ/กฎหมายรองรับทำให้ ภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ให้ความสำคัญในการจัดทำแผน และสนับสนุนงบประมาณตามแผนพัฒนาอำเภอ รวมทั้งขาดแนวทางปฏิบัติ ในการประสานแผนพัฒนาตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน/ชุมชน ตำบลมาใช้ ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ จากข้อจำกัดในการจัดทำแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ดังกล่าวมาข้างต้น ประกอบกับนโยบาย คณะกรรมการ บูรณาการนโยบายพัฒนาภาค(ก.บ.ภ.) ที่ต้องการให้แผนพัฒนาในระดับพื้นที่มาจาก ปัญหาและความต้องการของประชาชน อย่างแท้จริง โดยผ่านกลไกการจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผน ชุมชน แผนชุมชนระดับตำบล (แผนพัฒนาตำบล) แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนพัฒนาอำเภอ ใน ลักษณะเป็นแผนเดียวกัน (One Plan) จึงได้กำหนดแนวทางในการจัดทำและประสาน แผนพัฒนาใน ระดับพื้นที่ (แผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน แผนชุมชนระดับตำบล (แผนพัฒนาตำบล) แผนพัฒนา ท้องถิ่น และแผนพัฒนาอำเภอ) เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกันของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในการจัดทำแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ดังนี้ - แผนพัฒนาหมู่บ้าน จัดทำ โดยคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ตามพระราชบัญญัติลักษณะ ปกครองท้องที่ พ.ศ.2457และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีสำ นักงานพัฒนาชุมชนอำเภอและองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ให้การสนับสนุน


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๕๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย - แผนชุมชน จัดทำโดยคณะกรรมการชุมชน ตามระเบียบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อาศัยอำนาจ ในการออกระเบียบตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0413/ว1553 ลงวันที่29ธันวาคม 2530 เรื่องการจัดตั้งชุมชน ย่อยเพื่อพัฒนาเทศบาลและสุขาภิบาล) - แผนชุมชนระดับตำบล จัดทำ โดยศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนระดับตำบล (ศอช.ต.) ตามระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำ เนินงานศูนย์ประสานงานองค์การชุมชน พ.ศ.2551 โดยมีสำ นักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผน - แผนพัฒนาท้องถิ่น จัดทำโดยคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่นตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดทำ แผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม - แผนพัฒนาอำเภอ จัดทำ โดยคณะกรรมการบริหารงานอำเภอ (กบอ.) ตามแนวทางที่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยกำหนด(ตามหนังสือกระทรวงมหาดไ ทยด่วนที่สุด ที่ มท 0305.1/ว3205 ลงวันที่23 กุมภาพันธ์ 2558 เรื่อง การเชื่อมโยงและบูรณาการแผนใน ระดับพื้นที่ 2.แนวทางการจัดทำและประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ (แผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน แผนชุมชนระดับตำบล (แผนพัฒนาตำบล) แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนพัฒนาอำเภอ) 2.1 แนวทางการจัดทำและประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ แนวทางการจัดทำ และประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่หมายถึงแนวทางการจัดทำและประสานแผนพัฒนา ตั้งแต่แผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน แผนชุมชนระดับตำบล(แผนพัฒนาตำบล)แผนพัฒนาท้องถิ่นและ แผนพัฒนาอำเภอ ภายใต้ระเบียบและแนวทางปฏิบัติในการจัดทำแผนพัฒนาในแต่ละระดับ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกำหนดแนวทางและขั้นตอนในการประสานแผนพัฒนาให้สอดคล้องกับห้วงเวลา ของการจัดทำแผนพัฒนาในแต่ละระดับ เช่น การจัดเวทีประชาคมร่วมกัน เพื่อรวบรวมปัญหา ความต้องการของประชาชน มาจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน และแผนชุมชน การส่งต่อปัญหา ความต้องการของหมู่บ้าน/ชุมชน ให้ศูนย์ประสานงานองค์การ ชุมชนระดับตำบล (ศอช.ต.) เพื่อใช้วิเคราะห์กลั่นกรอง และใช้ประกอบในการจัดทำแผนชุมชนระดับตำบลและการส่งต่อ ให้ คณะกรรมการบริหารงานอำเภอ (กบอ.) ใช้ประกอบในการจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ รวมทั้งการประสานบัญชีโครงการ กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของแผนพัฒนาในแต่ละระดับ เพื่อบรรจุแผนงาน/โครงการ ไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่น หรือ แผนของหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ 2.2 วัตถุประสงค์ในการจัดทำและประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ (1) เพื่อให้กลไกการจัดทำและประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่มีประสิทธิภาพ (2) เพื่อยกระดับคุณภาพแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ให้มีลักษณะเป็นแผนเดียว One Plan (3) เพื่อให้มีแนวทางการสนับสนุน ควบคุม และกำกับติดตามการจัดทำและประสานแผนพัฒนา ในระดับพื้นที่


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๕๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 2.3 หลักการดำเนินงาน (1) กำหนดแนวทางการเชื่อมโยงและประสานแผนพัฒนาในลักษณะ One Plan โดยไม่ส่งผล กระทบ ต่ออำนาจหน้าที่ในการจัดทำและประสานแผนของส่วนราชการหรือองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นที่กำหนดไว้ในระเบียบ กฎหมายหรือแนวทางปฏิบัติ (2) กำหนดแนวทางการเชื่อมโยงในการทำงานร่วมกันของการบริหารราชการส่วนภูมิภาค กับ อปท. (อาศัยระเบียบ/กฎหมายของ อปท. ที่มีผลบังคับใช้อยู่แล้ว โดยไม่ได้มีผลกระทบต่อบทบาท อำนาจหน้าที่ของ อปท.) (3) กำหนดเป้าหมายเพื่อให้การจัดทำแผนทุกระดับมาจากปัญหาความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง (4) กำหนดกลไกให้มีหน่วยงานรับผิดชอบการจัดทำแผนในทุกระดับ และกำหนดแนวทาง ปฏิบัติในการ เชื่อมโยงประสานแผนเพื่อให้การดำเนินงานไม่เกิดความซ้ำซ้อน และเกิดความคุ้มค่ากับ ประชาชนมากที่สุด (5) ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People Centric) ในการบริหารราชการ โดยความร่วมมือ จากภาค ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารราชการส่วนภูมิภาค 2.4 ผลที่ได้รับ (1) แผนพัฒนาในระดับพื้นที่มีคุณภาพสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนใน พื้นที่ได้อย่างแท้จริง ดังนี้ - เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการระบุถึงสภาพปัญหาและความ ต้องการที่แท้จริง ในระดับพื้นที่ ผ่านกลไกการจัดทำประชาคมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการชุมชนและองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น - สามารถรวบรวมปัญหาและความต้องการที่แท้จริงซึ่งได้มาจากประชาชนในระดับ พื้นที่หมู่บ้านและชุมชน ซึ่งเป็นผู้ประสบปัญหาหรือมีความต้องการที่แท้จริง (2) มีงบประมาณสนับสนุนการจัดทำแผน และการนำแผนงาน/โครงการบรรจุไว้ในแผนของ ส่วนราชการ แผนของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ แผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแผนของ หน่วยงานอื่น ๆ (3) มีการกำกับ ติดตามการจัดทำและประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ และการประเมินผล คุณภาพแผน เพื่อปรับปรุงคุณภาพให้สอดคล้องกับความต้องการและปัญหาของประชาชนในพื้นที่


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๕๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 3.กระบวนการ/ขั้นตอนการจัดทำและประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ 3.1 การจัดทำและประสานแผนพัฒนาหมู่บ้านและแผนชุมชน ให้คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พ.ศ.2457 และคณะกรรมการกลาง หมู่บ้านอาสา พัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.) ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบบริหารหมู่บ้านอาสาพัฒนา และป้องกัน ตนเอง พ.ศ. 2522 มีหน้าที่บูรณาการทบทวน/จัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน และให้คณะกรรมการชุมชนในพื้นที่ที่ไม่มี กม. และ อพป. มีหน้าที่บูรณาการทบทวน/จัดทำแผนชุมชน โดยมีสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสนับสนุนข้อมูลสารสนเทศ เพื่อการพัฒนาและวิทยากร กระบวนการ และมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/อำเภอ สนับสนุนการจัดทำเวทีประชาคม ร่วมกันในระดับหมู่บ้าน/ชุมชน/ท้องถิ่นในพื้นที่ การจัดทำและประสานแผนพัฒนาหมู่บ้านและแผนชุมชน ให้ดำเนินการในห้วงเวลาระหว่าง เดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ โดยให้นายอำเภอมีบทบาทสำคัญในการจัดทำปฏิทินกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการจัดเวทีประชาคม หมู่บ้าน/ชุมชน รวมทั้งการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วมประชาคม โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านและ คณะกรรมการชุมชน เป็นกลไกหลักในการจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้านและแผนชุมชน ซึ่งมี ขั้นตอนใน การจัดทำแผนฯ ดังนี้ 1. จัดเวทีประชาคมหมู่บ้านและชุมชน เพื่อรวบรวมปัญหาความต้องการต่าง ๆ ในพื้นที่ของ หมู่บ้าน และชุมชน รวมทั้งใช้ข้อมูลพื้นฐานของหมู่บ้านและชุมชนจากข้อมูล จปฐ.และ กชช.2ค โดย มีสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ สนับสนุนข้อมูลสารสนเทศและวิทยากรกระบวนการ โดยมี อปท./ อำเภอ สนับสนุนการจัดเวทีประชาคม 2. นำข้อมูลปัญหาความต้องการจากเวทีประชาคมตามข้อ 1. มาจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน และแผนชุมชน ตามแนวทางที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กำหนด


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๕๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 3. จัดส่งแผนพัฒนาหมู่บ้านและแผนชุมชน ให้ศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนระดับตำบล (ศอช.ต.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อใช้ประกอบในการจัดทำแผนชุมชนระดับตำบล และ แผนพัฒนาท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้อง 4. นำโครงการตามแผนพัฒนาหมู่บ้านและแผนชุมชนไปประสานเพื่อขอรับการสนับสนุน งบประมาณ ในการจัดทำโครงการจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง 3.2 การจัดทำและประสานแผนชุมชนระดับตำบล (แผนพัฒนาตำบล) ให้สำนักงาน พัฒนาชุมชนอำเภอ สนับสนุนการจัดทำแผนชุมชนระดับตำบล โดยใช้กลไกศูนย์ประสานงาน องค์การ ชุมชนระดับตำบล(ศอช.ต.) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินงานศูนย์ประสานงาน องค์การชุมชน พ.ศ. 2551 เป็นกลไกรับผิดชอบการจัดทำแผนชุมชนระดับตำบล โดยประมวลความ ต้องการ จากแผนพัฒนาหมู่บ้าน/ แผนชุมชน/แผนพัฒนาท้องถิ่น หรือแผนอื่น ๆ รวมทั้งนำข้อมูล จปฐ. และ กชช.2ค มาใช้ประกอบในการวิเคราะห์ กลั่นกรอง ประมวลผล และจัดลำดับความสำคัญ ของแผนงาน/โครงการ เพื่อจัดทำ เป็นแผนชุมชนระดับตำบลโดยให้ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ เป็นหน่วยงานหลักสนับสนุนการจัดทำแผนชุมชนระดับตำบล และให้ความสำคัญกับ การสร้างและ พัฒนาศักยภาพของศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนระดับตำบล (ศอช.ต.) ในการจัดทำและประสาน แผน ชุมชนระดับตำบล


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๕๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การจัดทำและประสานแผนชุมชนระดับตำบล (แผนพัฒนาตำบล) ให้ดำเนินการในห้วงเวลา ระหว่าง เดือน มีนาคม - เมษายน โดยมีศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนระดับตำบล (ศอช.ต.) เป็น กลไกหลักในการจัดทำและประสานแผนชุมชนระดับตำบล ซึ่งมีขั้นตอนในการจัดทำแผนฯ ดังนี้ 1. รวบรวมข้อมูล จปฐ. ข้อมูล กชช.2ค ข้อมูลตำบลจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และข้อมูลอื่น ๆ ในตำบลเพื่อเป็นข้อมูลเตรียมความพร้อมประกอบการจัดทำแผนชุมชนระดับตำบล 2. รวบรวมแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน และแผนพัฒนาท้องถิ่นในตำบล เพื่อใช้ประกอบการจัดทำ แผนชุมชนระดับตำบล 3. จัดทำแผนชุมชนระดับตำบลโดยนำข้อมูลจากข้อ1.และข้อ2. มาวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ กลั่นกรอง ประมวลผล และจัดลำดับความสำคัญของแผนงานหรือโครงการระดับตำบล รวมทั้งจัดทำ แผนงานหรือโครงการสำหรับ การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ที่มีความคาบเกี่ยวตั้งแต่สองหมู่บ้าน หรือสองชุมชนขึ้นไป เพื่อรองรับการพัฒนาและตอบสนอง นโยบายสำคัญเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาในตำบล 4. จำแนกแผนงานหรือโครงการระดับตำบลที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ระดับตำบล โดยจัดทำเป็นบัญชีประสานโครงการพัฒนา ส่งให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาบรรจุไว้ใน แผนพัฒนาท้องถิ่น 5. จัดส่งแผนชุมชนระดับตำบล ให้คณะกรรมการบริหารงานอำเภอ (กบอ.) ใช้ประกอบการ จัดทำ แผนความต้องการระดับอำเภอ 3.3 การจัดทำและประสานแผนพัฒนาท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำ แผนพัฒนาท้องถิ่นตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำ แผนพัฒนาขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลง แผนพัฒนาท้องถิ่น โดยนำปัญหาและความต้องการของประชาชนจากการจัดทำเวที ประชาคมร่วมกัน ของหมู่บ้าน/ชุมชน/ท้องถิ่น รวมทั้งนำข้อมูลจากแผนชุมชนระดับตำบล (แผนพัฒนาตำบล) มาใช้ประกอบการพิจารณา ปรับปรุงเพิ่มเติมแผนพัฒนาท้องถิ่น โดยให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ความสำคัญกับการสร้างและพัฒนาศักยภาพในการจัดทำและประสาน แผนพัฒนาท้องถิ่น


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๕๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การจัดทำและประสานแผนพัฒนาท้องถิ่น ให้ดำเนินการในห้วงเวลาระหว่างเดือน มีนาคม - เมษายน โดยมีคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น (อบต./เทศบาล) เป็นกลไกหลักในการจัดทำและ ประสานแผนพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งมีขั้นตอนในการจัดทำแผนฯ ดังนี้ 1. เข้าร่วมเวทีประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชน และนำปัญหาความต้องการของประชาชนจากการ จัดทำเวที ประชาคมดังกล่าว และโครงการที่ ศอช.ต. ขอประสาน มาใช้ประกอบการพิจารณาจัดทำ แผนพัฒนาท้องถิ่น 2. คณะกรรมการประสานแผนพัฒนาท้องถิ่นระดับอำเภอ จำแนกแผนงาน/โครงการที่ อบต. เทศบาล เมืองพัทยา และแผนงาน/โครงการที่ กบอ. ขอรับการสนับสนุน รวบรวมจัดทำเป็นบัญชี ประสานโครงการพัฒนาของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งให้คณะกรรมการประสานแผนท้องถิ่น ระดับจังหวัดรวมทั้งจัดทำบัญชีประสานโครงการพัฒนา ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาในพื้นที่ อำเภอ ส่งให้ กบอ. 3. คณะกรรมการประสานแผนพัฒนาท้องถิ่นระดับจังหวัด พิจารณาโครงการที่ คณะกรรมการประสาน แผนท้องถิ่นระดับอำเภอขอรับการประสานโครงการตามบัญชีประสาน โครงการพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือโครงการที่ ก.บ.จ. ขอประสาน เพื่อนำไปบรรจุไว้ ในแผนพัฒนาขององค์การบริหารส่วนจังหวัด รวมทั้ง จัดทำบัญชี ประสานโครงการพัฒนาที่สอดคล้อง กับทิศทางการพัฒนาในพื้นที่จังหวัด ส่งให้ ก.บ.จ. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบรรจุไว้ ในแผนเพื่อ จัดสรรงบประมาณ 3.4 การจัดทำและประสานแผนพัฒนาอำเภอ ให้อำเภอโดยกลไกของคณะกรรมการ บริหารงานอำเภอ (กบอ.) ตามแนวทางที่กรมการปกครอง กระทรวง มหาดไทยกำหนด ประสานและ รวบรวมข้อมูลจากปัญหาและความต้องการของประชาชน (Bottom-up)จากแผนพัฒนา หมู่บ้าน แผนชุมชน แผนชุมชนระดับตำบล (แผนพัฒนาตำบล) แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนพัฒนาของส่วน ราชการ หรือหน่วยงานอื่นที่ดำเนินการในพื้นที่อำเภอเพื่อใช้ประกอบในการจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ และแผนความต้องการระดับอำเภอ โดยให้ที่ทำการปกครองอำเภอเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุน การจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ และให้ความสำคัญ กับการสร้างและพัฒนาศักยภาพของ กบอ. ในการจัดทำและประสานแผนพัฒนาอำเภอ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๕๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การจัดทำและประสานแผนพัฒนาอำเภอ ให้เป็นไปตามที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กำหนด โดยให้คณะกรรมการบริหารงานอำเภอ (กบอ.) เป็นกลไกหลักในการ จัดทำและประสานแผนพัฒนาอำเภอซึ่งมีขั้นตอนในการจัดทำแผนฯ ดังนี้ ระยะที่ 1 ช่วงเดือนมกราคม - พฤษภาคม 1. อำเภอโดยกลไกของคณะกรรมการบริหารงานอำเภอ (กบอ.) นำกรอบทิศทางและ ยุทธศาสตร์ การพัฒนาจังหวัด (Top-down) จากแผนพัฒนาจังหวัด มาเป็นแนวทางในการทบทวน การจัดทำกรอบทิศทาง การพัฒนาพื้นที่และยุทธศาสตร์การพัฒนาอำเภอ และแจ้งให้ภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ทราบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนนำไปใช้เป็นแนวทางในการ พัฒนาพื้นที่ระดับอำเภอให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน 2. ให้ กบอ. จัดทำบัญชีแผนงานหรือโครงการระดับอำเภอ ที่เห็นว่าอยู่ในความรับผิดชอบ ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งให้คณะกรรมการประสานแผนพัฒนาท้องถิ่นระดับอำเภอ เพื่อ พิจารณาบูรณาการโครงการ ตามแผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และ นำเสนอคณะกรรมการประสานแผนพัฒนาท้องถิ่น ระดับจังหวัดเพื่อพิจารณาบูรณาการโครงการที่ เกินขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาพรวมของจังหวัด และเสนอให้องค์การ บริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พิจารณาบรรจุไว้ในแผนพัฒนาของ อบจ. ระยะที่ 2 ช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 3. ให้ กบอ. ประสานและรวบรวมข้อมูลจากปัญหาและความต้องการของประชาชน (Bottom-up) จากแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน แผนชุมชนระดับตำบล (แผนพัฒนาตำบล) แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนพัฒนาของ ส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นที่ดำเนินการในพื้นที่อำเภอ เพื่อจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ และให้ กบอ. ประกาศใช้ และจัดส่งแผนพัฒนาอำเภอให้หน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อให้ทุกภาคส่วนทราบ และร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนา และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างยั่งยืนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 4. ให้ กบอ. จัดทำแผนความต้องการระดับอำเภอให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาจังหวัด โดยโครงการ ที่อยู่ในแผนความต้องการระดับอำเภอจะต้องเป็นโครงการที่ถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนา อำเภอและจะต้องจัดกลุ่มโครงการ ตามประเด็นยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาจังหวัดโดยให้อำเภอจัดส่ง แผนความต้องการระดับอำเภอให้ ก.บ.จ. และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำ แผนพัฒนาจังหวัดและแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดรวมทั้งการประสาน ขอรับการสนับสนุน การดำเนินงานหรืองบประมาณจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3.5 การบูรณาการและประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ 1) ให้การบูรณาการและประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ เป็นไปตามหลักการ ดังนี้ (1) ใช้กระบวนการประชาคมแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนหรือการจัดเวทีระดม ความคิดเห็นของ ประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งปัญหาและความต้องการจากประชาชนในพื้นที่ (2) ให้มีการประสานแผนในระดับพื้นที่ โดยการรวบรวมและจัดลำดับความสำคัญ ของปัญหา และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ผ่านกลไกการจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้านแผนชุมชน


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๖๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย แผนชุมชนระดับตำบล(แผนพัฒนา ตำบล) แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนพัฒนาอำเภอ เพื่อให้แผนมี ความเชื่อมโยงสอดคล้องกันในทุกระดับเป็นแผนเดียวกัน (3) บูรณาการการบริหารงบประมาณ และประสานความร่วมมือเพื่อขอรับการ สนับสนุนงบประมาณ ให้เป็นไปตามแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ โดยการแสวงหาความร่วมมือและ การบูรณาการจากทุกภาคส่วน 2) ให้คณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ จัดทำเวที ประชาคมร่วมกัน เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ ปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ นำไปใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำ แผนพัฒนาหมู่บ้าน และแผนชุมชน โดยให้นายอำเภอประสานงานการ กำหนด วัน เวลา และสถานที่จัดเวทีประชาคม ร่วมกันของคณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการ ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ รวมทั้งประสานให้ ส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นที่ ดำเนินการในพื้นที่เข้าร่วมเวทีประชาคมดังกล่าวด้วย 3) ให้คณะกรรมการชุมชน และเมืองพัทยาจัดทำเวทีประชาคมเพื่อรวบรวม วิเคราะห์ปัญหา และความต้องการของประชาชนในพื้นที่นำไปใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำแผนชุมชนหรือแผนพัฒนา ท้องถิ่นโดยให้นายกเทศมนตรี หรือนายกเมืองพัทยาประสานงานการกำหนดวัน เวลาและสถานที่จัด เวทีประชาคมของคณะกรรมการชุมชน และเมืองพัทยา รวมทั้งประสานให้ส่วนราชการหรือหน่วยงาน ที่ดำเนินการในพื้นที่เข้าร่วมเวทีประชาคมดังกล่าวด้วย 4) การบูรณาการและประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ให้เป็นไปตามปฏิทินการจัดทำ แผนพัฒนาที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด 5) ให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด โดยนำแผนพัฒนาอำเภอ แผนความต้องการระดับอำเภอ แผนพัฒนาท้องถิ่นระดับจังหวัด มาประกอบ ในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ที่บูรณาการ ร่วมกันของหน่วยงาน 3.6 การกำกับและติดตาม 1) ในการประสานให้แผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน แผนชุมชนระดับตำบล(แผนพัฒนา ตำบล)แผนพัฒนา ท้องถิ่น แผนพัฒนาอำเภอ และแผนพัฒนาของส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นที่ ดำเนินการในพื้นที่อำเภอสัมฤทธิ์ผล ให้นายอำเภอมีหน้าที่ติดตามพร้อมให้คำแนะนำ 2) เพื่อให้การประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่สัมฤทธิ์ผล ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจ หน้าที่กำกับ และติดตามพร้อมให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ดังนี้ (1) กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ที่มีการบูรณาการกับทุกภาคส่วน และ สอดคล้องเชื่อมโยง กับแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด (2) ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และผลกระทบ ที่เกิดขึ้นจากการประสานแผนพัฒนาพื้นที่ (3) การมีส่วนร่วมของประชาชน และการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (4) พิจารณาให้หน่วยงานใดเป็นผู้ดำเนินการในกรณีที่มีความซ้ำซ้อนกันในเรื่องงบประมาณ ระยะเวลา ดำเนินการ ผู้ดำเนินการ หรือโครงการ 3) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอกำกับดูแลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ จัดทำแผน พัฒนาท้องถิ่นและการประสานแผนพัฒนาท้องถิ่นให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาในระดับ จังหวัดโดยในการพิจารณาโครงการ พัฒนาในข้อบัญญัติเทศบัญญัติและงบประมาณรายจ่าย ต้อง


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๖๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย สอดคล้องเชื่อมโยงตามแนวทางการจัดทำและประสาน แผนพัฒนาในระดับพื้นที่และสอดคล้องกับ แผนพัฒนาจังหวัดก่อนให้ความเห็นชอบ ตามกฎหมายว่าด้วยองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด กฎหมายว่า ด้วยเทศบาล กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารเมืองพัทยา และกฎหมายว่าด้วยสภาตำบล และองค์การ บริหารส่วนตำบล 4) เพื่อให้การจัดทำและประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่สัมฤทธิ์ผลให้กรมการปกครอง กรมการพัฒนาชุมชน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีหน้าที่ เร่งรัด ติดตาม รายงานผลการ ดำเนินการประสานแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน แผนชุมชนระดับตำบล(แผนพัฒนาตำบล) แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนพัฒนาอำเภอให้กระทรวงมหาดไทยทราบ 5) ให้สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกรมการปกครอง กรมการพัฒนาชุมชน และ กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น จัดทำระบบประเมินผลคุณภาพแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน แผนชุมชนระดับตำบล (แผนพัฒนา ตำบล) แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนพัฒนาอำเภอ เป็นประจำทุก ปีเพื่อปรับปรุงคุณภาพให้สอดคล้องกับความต้องการ และปัญหาของประชาชนในพื้นที่ วิชา การส่งเสริมภาวะโภชนาการ โดย นางสาวลักษณิน รุ่งตระกูล ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย วันอังคารที่ 11 กรกฏาคม ๒๕๖๖ เวลา 13.00-16.00 น. การส่งเสริมภาวะโภชนาการ 1.ความหมายของอาหาร สารอาหาร โภชนาการ อาหาร: สิ่งที่มนุษย์กิน ดื่ม รับ เข้าสู่ร่างกาย ช่วยซ่อมแซมอวัยวะที่สึกหรอ และทำให้กระบวนการ ต่างๆ ในร่างกายดำเนินไปอย่างปกติ สารอาหาร: สารที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในอาหรที่รับประทานเข้าไปในร่างกายแล้วร่างกายนำไปใช้ ประโยชน์อาหาร แบ่งเป็น 2 กลุ่ม 1.มหโภชนาหาร (Macronutrient) : คาร์โบไฮเดรท ไขมัน โปรตีน 2.จุลโภชนาหาร (Micronutrient) : วิตามิน แร่ธาตุ หน้าที่ของสารอาหาร 1.ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย 2.สร้างและซ่อมแซมอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย 3.ควบคุมการทำงานของร่างกาย โภชนาการ : การที่ร่างกายนำสารอาหารจากอาหารไปใช้ โดยครอบคลุมถึงการย่อย การดูดซึม การขนส่งสารอาหารและการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๖๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 2.ข้อแนะนำการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี ( Food Base Dietary Guideline: FBDG) ร่าง ข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี (ภาพรวม) 1. กินอาหารให้ครบ 6 กลุ่ม แต่ละกลุ่มให้หลากหลายในปริมาณที่แนะนำตามธงโภชนาการ หมั่นดูแลน้ำหนักตัว รอบเอว (เฉพาะวัยทำงานและผู้สูงอาย) และส่วนสูง (เฉพาะเด็ก) 2. กินข้าวเป็นหลัก เน้นข้าวกล้อง ข้าวขัดสีน้อย สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ 3. กินปลา ไข่ เนื้อสัตว์มติดมัน ถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์เป็นประจำ 4. กินผักให้มาก กินผลไม้ประจำ และหลากหลายสี หลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานจัด 5. ดื่มนมรสจืด และกินอาหารที่เป็นแหล่งแคลเซียมอื่นๆ 6. หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หวานจัด เค็มจัด ให้ใช้เครื่องปรุงรสเค็มเสริมไอโอดีน 7. กินอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และปรุงสุกใหม่ ๆ ไม่กินอาหารสุกๆ ดิบๆ 8. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวาน ชา กาแฟ และน้ำอัดลม 9. งดหรือหลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ปริมาณอาหารตามธงโภชนาการ ✓ เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ ✓ โดยสื่อสารถึง ✓ ความหลากหลายของชนิดอาหาร ✓ สัดส่วนของอาหาร ✓ ปริมาณอาหาร กลุ่มที่ 1 ข้าว-แป้ง ให้คาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยให้มีแรงวิ่งเล่นและทำกิจกรรมต่างๆ กลุ่มที่ 2 ผัก ให้วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารพฤกษเคมี (Phytonutrients) มีสารต้านมะเร็ง ต้านการอักเสบ ยับยั้งไม่ให้เลือดจับตัวเป็นก้อน ลดการรวมตัวของเกล็ดเลือด ช่วยลดระดับ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๖๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย คอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆให้เป็นปกติ เช่น ผักสีเหลือง-ส้ม วิตามินเอ แคโรทีนอยด์ กลุ่มที่ 3 ผลไม้ ให้วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารพฤกษเคมี (Phytonutrients) มีสารต้านมะเร็ง ต้านการ อักเส ยับยั้งไม่ให้เลือดจับตัวเป็นก้อน ลดการรวมตัวของเกล็ดเลือด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆให้เป็นปกติ เช่น ผลไม้สีเขียว เป็นแหล่งของโคโรฟิล ลูทีน ซีแซนทีน กลุ่มที่ 4 เนื้อสัตว์ ให้โปรตีน บางชนิดเป็นแหล่งแคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินเอ ช่วยในการเจริญเติบโต และซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอ สร้างภูมิต้านทานโรค เช่น ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง/อ่อน เป็นแหล่งของแคลเซียม กลุ่มที่ 5 นมและผลิตภัณฑ์ ให้แคลเซียม ช่วยสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยการเจริญเติบโตของเด็ก กลุ่มไขมัน ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ปริมาณแนะนำ ควรศึกษาตามช่วงอายุ เพศ กิจกรรมที่ทำ กลุ่มน้ำตาลใช้เติมในอาหาร เพื่อปรุงแต่งรสปริมาณแนะนำ ควรศึกษาตามช่วงอายุ เพศ กิจกรรมที่ทำ กลุ่มเกลือ ส่วนประกอบของเกลือ คือ โซเดียม ซึ่งควบคุมสมดุลของน้ำ ความเป็นกรดด่าง 1 วัน ไม่ควรได้รับโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม หรือเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา ๓. การประเมินทางโภชนาการ วิธีการประเมินทางโภชนาการที่นิยมใช้ในด้านสาธารณสุข การวัดสัดส่วนต่างๆของร่างกาย (Anthropometry assessment) 1. การชั่งน้ำหนัก 2. การวัดความยาว/วัดส่วนสูง 3. การวัดเส้นรอบเอว การแปลผลการเจริญเติบโต


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๖๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การประเมินภาวะโภชนาการสำหรับประชาชนอายุ 19 ปีขึ้นไป - เป็นดัชนีชี้วัดที่แสดงความสมพันธ์กับปริมาณของไขมันในร่างกาย ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index ; BMI) = น้ำหนัก (กิโลกรัม)/ส่วนสูง 2 (เมตร)


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๖๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย - การวัดเส้นรอบวงเอว (Waist circumference) เป็นการประเมินการสะสมของไขมันในช่องท้อง เกณฑ์ตัดสินภาวะอ้วนลงพุง คือ มากกว่าส่วนสูงหารสอง - การประเมินทางชีวเคมี (Biochemistry assessment) ปัสสาวะ: ตัวชี้วัด คือ ปริมาณไอ โอดีนในปัสสาวะ ซึ่งใช้ในการประเมินโรคขาดสารไอโอดีนในระดับพื้นที่ เลือด : ตรวจค่า Hb/Hct เพื่อประเมินภาวะโลหิตจาง ๔. สถานการณ์โภชนาการแต่ละกลุ่มวัย การวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ เช่น


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๖๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ๕. ผลกระทบของปัญหาทุพโภชนาการในหญิงตั้งครรภ์ เช่น ๖. เป้าหมายโลกและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านสาธารณสุข 17 เป้าหมาย 169 เป้าประสงค์ เป้าประสงค์ที่ 2.1 ยุติความหิวโหยและสร้างหลักประกันให้ทุกคนโดยเฉพาะที่ยากจนและอยู่ใน ภาวะเปราะบาง อันรวมถึงทารกได้เข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และปริมาณ เพียงพอตลอดทั้งปี ภายในปี ๒๕๗๓ เป้าประสงค์ที่ 2.2 ยุติภาวะทพโภชนาการทุกรูปแบบ / แก้ไขปัญหาความต้องการสารอาหารของ หญิงวัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์/ให้นมบุตร ผู้สูงอายุ ๗. ความสำคัญของโภชนาการแต่ละกลุ่มวัย ทารกในครรภ์และเด็กแรกเกิด - 5 ปี เป็นช่วงที่มีการพัฒนาสมองมากที่สุด การเจริญเติบโต อย่างรวดเร็ว สร้างองค์ประกอบของร่างกายให้สมบูรณ์ ป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในผู้ใหญ่ ตัดวงจรของการถ่ายทอดการขาดอาหารและโรคเรื้อรังในรุ่นลูกรุ่นหลาน ความยากจน เด็กวัยเรียน/วัยรุ่น เป็นช่วงที่เด็กมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว (Growth spurt) และสะสมมวล กระดูก ช่วยสะสมสารอาหารให้เพียงพอในช่วงการเจ็บป่วยและตั้งครรภ์ในวัยผู้ใหญ่ ป้องกันการเกิด โรคไม่ติดต่อเรื้อรังในผู้ใหญ่ ตัดวงจรของการถ่ายทอดการขาดอาหารและโรคเรื้อรังในรุ่นลูกรุ่นหลาน วัยทำงานและผู้สูงอายุ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ชะลอการสูญเสียมวลกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน เพิ่มการไหลเวียนของกระแสเลือดไปยังสมอง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 8. การขับเคลื่อนงานส่งเสริมโภชนาการ - การส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เรื่องสุขภาพ - การขับเคลื่อนมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต - การเฝ้าระวังการเจริญเติบโต - การจัดอาหารกลางวันให้ได้คุณภาพและอาหารว่างในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย - ส่งเสริมโภชนาการเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น วัยทำงาน เช่น โรงอาหารปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๖๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา วิเคราะห์ปัญหาการปฏิบัติงานในหน้าที่ โดย นายอำนวย เถาตระกูล ตำแหน่ง นักวิชาการอิสระ วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม ๒๕๖๖ เวลา 09.00-12.00 น. การปกครองท้องถิ่นการบริหารจัดการท้องถิ่น ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 แบบ แนวคิดหลักการกระจายอำนาจ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 แบบ ๑. การรวมอำนาจปกครอง ( Centralization ) เป็นการรวมอำนาจการตัดสินใจ และการดำเนินการต่าง ๆ ไว้ที่ราชการส่วนกลาง ได้แก่ คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สังกัดราชการส่วนกลาง ที่สามารถใช้อำนาจบริหารครอบคลุมทั่วประเทศ เป็นหลัดที่ถือเอาสิทธิขาดในการปกครองเป็นที่ตั้ง ๒. การกระจายอำนาจ) Decentralization ) เป็นวิธีการที่รัฐ/ราชการส่วนกลาง โอนอำนาจ การปกครอง หรือบริหารบางส่วนบางเรื่อง ที่เกี่ยวกับการจัดบริการสาธารณะให้องค์กรหรือนิติ บุคคลอื่นรับไปดำเนินการแทน ภายในอาณาเขตของแต่ละท้องถิ่น ด้วยงบประมาณและเจ้าหน้าที่ของ ท้องถิ่นโดยมีอิสระพอสมควร ราชการส่วนกลางเพียงกำกับดูแล (มิใช่บังคับบัญชา) เป็นหลักที่เอา เสรีภาพของประชาชนที่จะปกครองตนเอง เป็นที่ตั้ง ๓. การแบ่งอำนาจ ( Deconcentration )เกิดจากข้อจำกัดของการรวมอำนาจในเรื่อง ของความล่าช้า และไม่ทั่วถึงทุกท้องที่พร้อมๆกัน ราชการส่วนกลางจึงแบ่งมอบอำนาจการตัดสินใจ ทางการบริหารในบางเรื่องให้เจ้าหน้าที่ของราชการส่วนกลางที่ส่งไปประจำปฏิบัติหน้าที่ในภูมิภาค เขตการปกครองต่างๆ (Field office) สามารถปฏิบัติงานได้บรรลุ นโยบายและวัตถุประสงค์ ของราชการส่วนกลาง แนวคิดหลักการกระจายอำนาจ การรวมอำนาจ ปกครอง การกระจายอำนาจ ปกครอง การแบ่งอำนาจ ปกครอง


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๖๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การมีส่วนร่วมจัดการทำบริการสาธารณะสนองความต้องแก้ปัญหาความเดือดร้อน ลักษณะการมีส่วนร่วมของประชาชน 1. ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ 2. ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน 3. ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ 4. ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล แนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ปัญหา/อุปสรรค ในการมีส่วนร่วมของประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการสาธารณะของท้องถิ่น


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๖๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 1. ลักษณะการมีส่วนร่วมของ ประชาชน 2. ปัญหาและอุปสรรคใน การมีส่วนร่วมของ ประชาชน 3. แนวทางการส่งเสริมการมีส่วน ร่วมของประชาชน ด้านที่ 1 การมีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจ พบว่า ประชาชนส่วน ใหญ่มีส่วน ร่วมในการตัดสินใจ คัดเลือกคณะกรรมการหรือ คณะทำงานในการดำเนินงาน พัฒนา ท้องถิ่นมากที่สุด ด้านที่ 2 การมีส่วนร่วมในการ ดำเนินงาน พบว่า ประชาชน ส่วนใหญ่ มี ส่วนร่วมในการ ปฏิบัติหรือเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง เมื่อมีกิจกรรม/โครงการต่าง ๆ ที่ จัดขึ้นเพื่อพัฒนาท้องถิ่นมาก ที่สุด ป ร ะ ช า ช น บ า ง ก ล ุ ่ ม มี แนวความคิดที่ผิดแผกไป โดย เห็นว่าผลประโยชน์ที่ ตนควร จะได้รับจากการเข้าร่วมเป็น เงิน (เงินเบี้ยเลี้ยง) มากกว่า สิ่งอื่นที่ท้องถิ่นของตนเองควร จะได้รับประชาชนบางคนไม่ สามารถเข้าร่วมประชุมได้ เนื่องจากมีสถานที่ทำงาน นอกพื้นที่ไม่สามารถกลับมา ประชุมทันได้ จึงมีประชาชน เข้าร่วมจำนวนค่อนข้างน้อย ประชาชนขาดความรู้ ความ เข้าใจเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ประชาชนให้ความสำคัญกับ ผู้นำ ควรมีการแต่งตั้งคณะทำงานที่ สามารถเข้าถึงประชาชนทุกเพศ ทุกช่วงอายุในท้องถิ่น ให้เป็นผู้ ประสานงานกับประชาชนทั่วไป ควรส่งเสริมและสนับสนุนการจัดให้ มีแหล่งเรียนรู้ภายในชุมชน รวมทั้ง ควรกระตุ้นให้ประชาชนทุกเพศ/ ทุกช่วงอายุ เข้ามามีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจเลือกกิจกรรม/โครงพัฒนา ท้องถิ่นหรือแผนการพัฒนา ท้องถิ่น ด้วยตนเอง หน่วยงานภาครัฐที่ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาท้องถิ่น อย่างใกล้ชิด ควรมีประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับรายระเอียดดำเนินงานที่ ผ่านการประเมินผล เรียบร้อยแล้ว 1. ลักษณะการมีส่วนร่วมของ ประชาชน 2. ปัญหาอุปสรรคในการมี ส่วนร่วมของประชาชน 3. แนวทางการส่งเสริมการมีส่วน ร่วมของประชาชน ด้านที่ 3 การมีส่วนร่วมในการรับ ผลประโยชน์ พบว่า ประชาชนส่วน ใหญ่มี ความยินดีและภาคภูมิใจ เมื่อกิจกรรม/โครงการต่าง ๆ ที่จัด ขึ้นเพื่อพัฒนาชุมชน ก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อตัวท่านและท้องถิ่น มากที่สุด ด้านที่ 4 การมีส่วนร่วมในการ ประเมินผล พบว่า ประชาชนส่วน ใหญ่มีส่วน ร่วมในการสังเกตการณ์ และติดตามผลการดำเนินงาน พัฒนาท้องถิ่นมากที่สุด หรือคณะทำงาน ส่งผลให้ ประชาชนไม่กล้าแสดงความ คิดเห็นของตนเกี่ยวกับวิธีการ ดำเนินงานในด้านต่าง ๆ อย่างเต็มที่ เป็นเพียงผู้ให้การ สนับสนุนความคิดเห็นของ ผู้นำหรือคณะทำงานเพียง อย่างเดียว ควรมีการจัดกิจกรรมหรือเวที แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ควบคู่กับการใช้ เทคโนโลยีเพื่อเปิดโอกาสให้ ประชาชนสามารถแสดงความ คิดเห็นได้อย่างสะดวก


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๗๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย หลักการบริหารทุนมนุษย์มุ่งสู่ HPO, TEAM WORK การบริหารงานทุนมนุษย์พันธ์ใหม่สู่องค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง (HPO) 1. VUCA World VUCA World V-Volatility ความผันผวนสูง U-Uncertain ความไม่แน่นอนสูง C-Complex ความซับซ้อน A-Ambiguous ความคลุมครือ 2. ในยุค VUCA World บทบาท & การสื่อสาร Volatility –ความผันผวนสูงVision วิสัยทัศน์) การสื่อสารความเชื่อมั่น ความมุ่งมั่น) Uncertain –ความไม่แน่นอนสูง Understand เข้าใจ)อยากรู้อยากเห็น เอาใจใส่ เปิดใจ) Complex –ความซับซ้อน Clarify กระจ่าง ชัดเจน) จัดระบบให้ง่าย ตระหนักรู้ คิดเชิงระบบ) Ambiguous –ความคลุมเครือ Agility (ความว่องไว การตัดสินใจ พัฒนานวัตกรรม ให้อำนาจ) 3. อำนาจการบริหาร กฎหมายบริหารราชการกระทรวง บ.ร.พ. 2546 พรบ.ปฏิบัติราชการปกครอง. พรบระเบียบ ข้าราชการครูฯ พรบ.บริหารราชการกระทรวง 2539 กฎกระทรวง กฎ ก.ค.ศ. และ กฎ ก.พ. ฯ เรื่อง อำนาจการลงโทษทางวินัย ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เช่น การลา 2555, การพัสดุ 2535 , อิเล็กทรอนิกส์ 2549 การอนุญาตเดินทางไปราชการ 2524 กระทรวงการคลัง (การเบิกจ่ายเงิน) (เงินรายได้สถานศึกษาของรัฐ)(ลูกจ้าง) กระทรวงศึกษาธิการ (การลงโทษนักเรียนนักศึกษา)(การ วัดผล/การจัดการเรียนการสอน) (การสั่งปิดสถานศึกษา) The New Normal ความเป็นปกติแบบใหม่


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๗๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 4. ผู้ใช้อำนาจบริหาร ต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายระเบียบ 5. เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ การพัสดุ (ระเบียบฯพัสดุ ๒๕๓๕) การเงิน (ระเบียบการเงิน การคลัง) ค่าเช่าบ้าน (พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านฯ) การสอบสวนวินัย (กฎ ก.พ. กฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการสอบสวน พ.ศ.๒๕๕๐) งานบุคลากร (พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ๒๕๔๗และ พรบ.ว่าด้วยข้าราชการพลเรือน) 6. ผู้ใช้อำนาจบริหารต้องมีความเป็นกลาง หรือไม่ เป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับเรื่องที่ปฏิบัติราชการ หลักความเป็นกลาง กรณีดังต่อไปนี้เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจพิจารณา - เป็นคู่กรณีในเรื่องนั้น - เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี - เป็นญาติ บุพาการี ผู้สืบสันดานของคู่กรณี - เป็นผู้แทน/ ผู้พิทักษ์ / ตัวแทนของคู่กรณี - เป็นเจ้าหนี้/ ลูกหนี้ / นายจ้างของคู่กรณี 7. การปฏิบัติราชการ ปฏิบัติราชการแทน มอบอำนาจ รักษาการในตำแหน่ง มีผู้ดำรงตำแหน่งแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้หรือว่างลง (ข้าราชการครู) รักษาราชการแทน มีผู้ดำรงตำแหน่งแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ข้าราชการพลเรือน 8. การพิจารณาปฏิบัติราชการ อนุมัติ การเงิน/ การพัสดุ/รถราชการ/อาคารสถานที่ อนุญาต บุคลากร/การลา/การเดินทางไปราชการ/การลาศึกษาต่อ 9. คำสั่งทางปกครอง - คำสั่งที่ออกโดยหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นคำสั่งที่มีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคล 10. คำสั่งทางปกครอง ต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้ - ข้อเท็จจริง - ข้อกฎหมายที่อ้างอิง - ข้อพิจารณา - ผู้มีอำนาจลงนามในคำสั่ง - สิทธิในการอุทธรณ์หรือร้องทุกข์โต้แย้งคำสั่ง 11. ตัวอย่างคำสั่งทางปกครอง - คำสั่งลงโทษทางวินัยข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง - คำสั่งไม่อนุมัติเบิกค่าเช่าบ้าน/ สวัสดิการอื่น ๆ - คำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือน / ค่าตอบแทน/ค่าจ้าง


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๗๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย - คำสั่งรับหรือไม่รับใบเสนอราคาขาย/จ้าง - คำสั่งยกเลิกการสอบราคา/ ประกวดราคา/แจ้งทิ้งงาน - คำสั่งลงโทษนักเรียน นักศึกษา - คำสั่งไม่อนุญาตการลา - คำสั่งเลิกจ้างลูกจ้าง 12. การปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ - ไม่มีอำนาจกระทำการ - ทำการนอกเหนืออำนาจ - ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย - ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ - ไม่สุจริต - เลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม - สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น - สร้างภาระกับประชาชน - ใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบ ๑๓. หลักธรรมาภิบาลสิทธิของคู่กรณี ๑. สิทธิทราบข้อเท็จจริง ข้อมูลข่าวสาร/พยานหลักฐาน 2540 ๒. สิทธิ โต้แย้ง แสดงพยานหลักฐานหักล้าง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ศ.2539 ๓ . สิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้ามา ๑๔. การกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (๑) ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความ ซึ่งควรต้องแจ้ง ถือ ว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย (๒) ต้องไม่ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำหรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว (๓) ต้องไม่อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน หาประโยชน์ให้แก่ ตนเองหรือผู้อื่น (๔) ต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ (๕) ต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยง ธรรม หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน (๖) ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใด ที่มีลักษณะงาน คล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท (๗) ต้องไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้ง กดขี่ หรือข่มเหงกัน ในการปฏิบัติราชการ (๘) ต้องไม่กระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. (๙) ต้องไม่ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการ (๑๐) ไม่กระทำการอื่นใดตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๗๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ๑๕. วินัยข้าราชการ ๑. ไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวน ๒. ไม่ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาแก้ข้อกล่าวหาและนำพยานหักล้างข้อกล่าวหา ๓. ลงโทษเกินอำนาจผู้อำนวยการ ๔. ลงโทษวินัยลูกจ้างชั่วคราว ๕. ไม่แจ้งสิทธิการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ การมุ่งเน้น TEAM WORK ทฤษฎีสมอง 3 ส่วน สู่การทำงานกับประชาชน ข้อควรรู้/นำสู่การปฎิบัติ 1. ค่า IQ ปกติ คือ ๙๐ - ๑๐๙ 2. ส่วนที่ต่ำกว่าปกติเล็กน้อย คือ ๘๐ - ๘๙ จะเรียกว่า Quotient กลุ่ม Dull normal เป็น กลุ่มคนที่สามารถเรียนรู้ในความฉลาดทางระบบปกติได้ เพียงแต่จะช้ากว่าเล็กน้อยในเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิชาการ 3. กลุ่มที่ต่ำลงไปอีก คือ ๗๐ - ๗๙ ถือเป็นกลุ่มคำนวน Borderline MR (คำว่า MR มาจาก Mental Retardation) 4. กลุ่ม Superior และ Very superior ซึ่ง ๒ กลุ่มมีความฉลาดสูงมาก (EQ= Emotional Quotient) ความ ฉลาดทางอารมณ์ ประเด็นข้อควรรู้/นำสู่การปฏิบัติ ๑. ค่า IQ ปกติ คือ ๙๐ - ๑๐๙ 2. ส่วนที่ต่ำกว่าปกติเล็กน้อย คือ ๘0 - ๘๙ จะเรียกว่ากลุ่ม Dull normal เป็นกลุ่มคนที่ สามารถเรียนรู้ในระบบปกติได้ เพียงแต่จะข้ากว่าเล็กน้อยในเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน วิชาการ 3. กลุ่มที่ต่ำลงไปอีก คือ ๗0 -๗๙ ถือเป็นกลุ่ม Borderline MR (คำว่า MR มาจาก Mental Retardation) ๔. กลุ่ม Superior และ Very superior ซึ่ง ๒ กลุ่มมีความฉลาดสูงมาก 1. ผู้นำทีม การสร้างระบบ TEAM WORK 2. สมาชิกทีม 3.ระบบการทำงานและกติกา


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๗๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ส่วนที่ ๑ แสวงหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอสู่องค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง (HPO) ข้อควรรู้/นำสู่การปฏิบัติ ประเด็นทัศนคติเชิงบวก ๑. รักในงานที่ทำ 2. ปรับทัศนคติเกี่ยวกับงานอยู่เสมอ 3. เห็นความสำคัญของสิ่งที่ทำ และตระหนักถึงความสำคัญที่เรามีต่องาน 4. มองแง่มุมที่ดีของเพื่อนร่วมงานและเจ้านายเสมอ 5. เชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปได้และเราทำได้ ประเด็นคุณธรรม ๑. ความขยัน ๒. ความปุระหยัด 3. ความซื่อสัตย์ 4. ความมีวินัย ๕. ความสุภาพ 6. ความสะอาด 7. ความสามัคคี 8. ความมีน้ำใจ ประเด็นจริยธรรม 1. จริยธรรม (Ethics) มีที่มาจากคำว่า "จริยะ" หรือ "จริยา" หมายถึง ความประพฤติ การ ปฏิบัติพฤติกรรมการแสดงออก ส่วนคำว่า "ธรรม" หมายถึง หน้าที่ที่คนในสังคมต้องปฏิบัติ อันเกี่ยวถึง ความถูกต้องดีงามที่คนในสังคมประพฤติ 2. หลักแห่งความประพฤติที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ที่เกี่ยวข้องกับหลักคำสอนของศาสนา และ ยังรวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ยอมรับกันว่าดีงามของสังคมโดยรวม เพื่อให้ตนเองและสังคมรอบ ข้างมีความสุข สันติสุข ก่อให้เกิดความรักความสามัคคี ประเด็นบุคลิกภาพ บุคลิกภาพภายนอก ๑. การแต่งกายและทรงผม ๒. การเคลื่อนไหวร่างกาย ๓. โทนเสียงในการพูด ๔. การใช้สายตา ๕. การจัดระเบียบร่างกาย บุคลิกภาพภายใน 1. มนุษย์สัมพันธ์ดี ๒. ช่างสังเกต ๓. มีความละเอียดรอบคอบ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๗๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ๔. รักที่จะเรียนรู้และพัฒนา ๕. มีความนอบน้อม ประเด็นการสื่อสาร ข้อควรรู้/นำสู่การปฏิบัติ 1. การสื่อสารภายในบุคคล (Intrapersonal Communication) ๒. สื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal Communication) 3. กลุ่มใหญ่ (Communication) 4. การสื่อสารมวลชน (Mass Communication) 5. การสื่อสารในองค์การ (Organization) ส่วนที่ 2 การเพิ่มพูลทักษะการทำงานที่จำเป็นต่อตนเองและองค์กร ประเด็นการบริหารจัดการผู้มีความสามารถสูง ข้อควรนำสู่การปฏิบัติ ๑. แนวคิดการบริหารจัดการคนเก่ง ๒. การบริหารจัดการคนเก่ง (Talent Management) 3. กระบวนการสรรหาและการคัดเลือกคนเก่ง ๔. การพัฒนาคนเก่ง ๕. การให้รางวัลคนเก่ง ๖. การรักษาคนเก่ง


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๗๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ประเด็นบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ข้อควรนำสู่การปฏิบัติ ๑. สภาพพยาธิวิทยาทางสังคม 2. การเสียระเบียบทางสังคม 3. การขัดกันในค่านิยม ๔. ภาวะพฤติกรรมเบี่ยงเบน ๕. การขนานนาม 6. ปัญหาในสถาบันเศรษฐกิจ ๗. ปัญหาในสถาบันการเมือง ๘. ปัญหาสถาบันครอบครัว ๙. ปัญหาสถาบันศาสนา 10.ปัญหาสถาบันด้านสื่อมวลชน ประเด็น Service mind ข้อควรนำสู่การปฏิบัติ SERVIC: S (smile) การยิ้มแย้ม R (rapidness) รวดเร็วและมีคุณภาพ V (value) คำนึงถึงมูลค่าเพิ่ม I (Impression) ทำช่วงเวลาแรกพบ C (courtesy) ความสุภาพอ่อนโยน E (endurance) ความอดทน MIND: M (make believe) การมีความเชื่อที่ถูกต้อง | (insist) ยืนหยัดในสิ่งที่ทำ N (necessitate) เพราะลูกค้าคือคนสำกัญ D (devote) อุทิศตนให้กับงานที่ทำ ประเด็นแรงจูงใจ ข้อควรนำสู่การปฏิบัติ ๑. P = Positive Emotion อารมณ์ที่เป็นบวกในการทำงาน ๒. E = Engagement การมีส่วนร่วม/ผูกพัน ๓. R = Relationships ความสัมพันธ์ที่ดี ๔. M = Meaning มีความหมาย/มีคุณค่า ๕. A = Achievement ความสำเร็จ ส่วนที่ 3 วิเคราะห์ปัญหาทั้งภายในและภายนอกองค์กร 1. ภาวะผู้นำของผู้บริหาร 1.1 ความคิดในมุมมองขององค์รวม (Holistic Thinking) 1.2 การปรับเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) 1.3 การมีวิสัยทัศน์ (Vision) และพันธกิจ (Mission) 1.4 การมีความคิดในเชิงบูรณาการ (Innovative Thinking)


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๗๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 1.5 ความคิดนอกกรอบ (Creative Thinking) 1.6 การวางแผนทางเลือก (Scenario Planning) 1.7 การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) 2. ระเบียบกฎหมายในการทำงานที่ไม่ชัดเจน 2.1 ปัญหาประการแรก คือ ปัญหาการออกกฎหรือระเบียบของกระทรวงมหาดไทย โดยไม่มี ฐานทางกฎหมายอื่นๆ มารองรับ 2.2 ปัญหาการออกกฎหรือระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 2.3 ปัญหาการใช้หนังสือสั่งการหรือหนังสือเวียนของกระทรวงมหาดไทยในการกำกับดูแล องค์การบริหารส่วนตำบล ในการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3. ความก้าวหน้าในสายงาน 3.1 ขาดความสนใจส่วนตัว ที่เป็นผลดีในการพัฒนาตนเองและอาชีพ 3.2 ขาดความสามารถเฉพาะตัวและการทำงานเป็นทีม 3.3 ขาดการศึกษางานในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ 3.4 ขาดการกำหนดเป้าหมายที่ต้องการในระยะสั้น และระยะยาว 3.5 ไม่หมั่นฝึกฝนและพัฒนาตนเองในการทำงานอยู่เสมอ 3.6 ไม่ปฏิบัติตามแผนการที่ตั้งไว้อย่างเคร่งครัด 4. ความมั่นคงในอาชีพ 4.1 ผลจากปัจจัยส่วนบุคคล 4.2 ผลจากปัจจัยองค์กร 4.3 ผลจากปัจจัยการปฏิบัติงาน 4.4 ผลจากปัจจัยคุณภาพในการปฏิบัติงาน 5. ปัญหาการเมืองท้องถิ่น 5.1 ปัญหาความไม่ชัดเจนของอำนาจหน้าที่ 5.2 ปัญหาการถ่ายโอนภารกิจ 5.3 ปัญหาด้านโครงสร้างของ อปท. 5.4 ปัญหาด้านบุคลากร 5.5 ปัญหาในเรื่องการทำงานตามภารกิจถ่ายโอน 6. ปัญหาระบบอุปถัมภ์ 6.1 ค่านิยมผู้น้อย-ผู้ใหญ่ การฝากเนื้อฝากตัว ทดแทนบุญคุณ 6.2 การยึดตัวบุคคล อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว มากกว่าหลักคุณธรรม กฎหมาย 6.3 การถูกแทรกแซงโดยนักการเมือง 6.4 การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ทั้งเงิน สิทธิพิเศษทางสังคม 6.5 ระเบียบกฎหมายมีช่องว่าง 6.6 การบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจัง 6.7 ระบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการไม่เป็นไปตามหลักคุณธรรม


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๗๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 6.8 ผู้บังคับบัญชาใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ 7. ปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กร 7.1 ปัจจัยทางจิตวิทยาและพฤติกรรมของแต่ละบุคคลที่ขัดแย้งกัน 7.2 ผลประโยชน์ขัดกัน 7.3 การมีทรัพยากรที่จำกัด 7.4 อุปสรรคจากการติดต่อสื่อสารขององค์กร 7.5 โครงสร้างขององค์กร 7.6 การที่บุคคลต้องปฏิบัติงานร่วมกัน 7.7 การมีความคาดหวังที่แตกต่างกัน วิชา สิทธิประโยชน์และการคุ้มครองประชาชนตามหลักประกันสุขภาพ โดย นายสมนึก แช่มช้อย ตำแหน่ง นักวิชาการอิสระ วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรที่เปลี่ยนแปลงปีงบประมาณ 2566 ๑. การรับเงิน และการเก็บรักษาเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ ๑.๑ บรรดาเงินรายรับเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพตามข้อ ๗ วรรคหนึ่ง ให้นำส่งเข้าบัญชี กองทุนหลักประกันสุขภาพ ที่เปิดบัญชีกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประเภทบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ โดยใช้ชื่อบัญชีว่า “กองทุนหลักประกันสุขภาพ...(ระบุชื่อองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น)” ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับเงินตามข้อ ๗ วรรคสอง เปิดบัญชีกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ประเภทบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ โดยใช้ชื่อบัญชีว่า “กองทุนหลักประกันสุขภาพ...(ระบุชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) เพื่อการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะ พึ่งพิง”แยกออกจากบัญชีกองทุนหลักประกันสุขภาพตามวรรคหนึ่ง กรณีที่มีความจำเป็นไม่อาจเปิดบัญชีกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรตาม วรรคหนึ่งและวรรคสองได้ ให้เปิดบัญชีกับธนาคารของรัฐอื่นได้ โดยให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทั้งนี้ บัญชีกองทุนหลักประกันสุขภาพที่ได้เปิดบัญชีไว้แล้วก่อนประกาศนี้ ใช้บังคับ ให้ถือว่า เป็นบัญชีเงินฝากตามวรรคหนึ่งและวรรคสองแล้วแต่กรณี ๑.๒ การรับเงินเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพให้รับเป็น เงินสด เช็ค ตั๋วแลกเงิน หรือธนาณัติ ก็ได้ และให้ออกใบเสร็จรับเงินในนามของกองทุนหลักประกันสุขภาพ ตามแบบที่สำนักงานกำหนด ให้แก่ผู้ชำระเงิน ทุกครั้ง เว้นแต่การรับเงินที่ได้รับการจัดสรรแต่ละปีจากกองทุนหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ ตามที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนด โดยให้ใช้หลักฐานการโอนเงินผ่าน ทางธนาคารเป็นหลักฐานอ้างอิงในการบันทึกบัญชีรายรับ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๗๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ๑.๓ เงินสดที่กองทุนหลักประกันสุขภาพได้รับไว้ ให้นำฝากเข้าบัญชีตาม ๑.๑ ภายในวันที่ ได้รับเงิน หากไม่สามารถนำเงินดังกล่าวฝากเข้าบัญชีได้ทัน ให้พนักงานส่วนท้องถิ่นที่ผู้บริหารสูงสุด มอบหมายนำเงินสดจำนวนดังกล่าวเก็บรวมไว้ในซองหรือหีบห่อ ระบุเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ จำนวนเงิน ปิดผนึก ลงลายมือชื่อผู้รับผิดชอบ และนำฝากไว้ที่ตู้นิรภัยหรือสถานที่เก็บรักษาเงิน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วให้นำฝากเข้าบัญชีในวันทำการถัดไป ๑.๔ การสมทบเงินจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ดำเนินการโดยเร็วเมื่อเริ่มต้น ปีงบประมาณ กรณีมีความจำเป็น ให้สมทบได้ไม่เกินปีงบประมาณที่สำนักงานจ่ายเงินสนับสนุน ๒. การจ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ ๒.๑ การจ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพตามข้อ ๗ วรรคหนึ่ง และวรรคสองแล้วแต่กรณี ให้ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สั่งจ่ายได้ตามวัตถุประสงค์ของเงินกองทุน หลักประกันสุขภาพ นั้น ๆ ทั้งนี้ ภายใต้โครงการหรือกิจกรรมที่คณะกรรมการกองทุน หรือ คณะอนุกรรมการสนับสนุนการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงอนุมัติ แล้วแต่กรณี ๒.๒ วิธีการจ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ ให้จ่ายได้ ดังต่อไปนี้ ๒.๒.๑ จ่ายเป็นเช็คขีดคร่อมหรือตั๋วแลกเงินหรือธนาณัติ ๒.๒.๒ จ่ายทางธนาคาร ๒.๒.๓ จ่ายทางอื่นตามที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด ๒.๓ ให้ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรองผู้บริหารสูงสุดที่ผู้บริหารสูงสุด มอบหมายหรือปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คนใดคนหนึ่ง ลงนามร่วมกับพนักงานส่วนท้องถิ่น คน ใดคนหนึ่งที่ผู้บริหารสูงสุดมอบหมายไว้จำนวนสองคน รวมเป็นผู้ลงนามสองคน เป็นผู้เบิกเงินจากบัญชี กองทุนหลักประกันสุขภาพตามโครงการ หรือกิจกรรมที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกองทุนหรือ คณะอนุกรรมการสนับสนุนการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง แล้วแต่กรณี ๒.๔ การจ่ายให้ผู้มีสิทธิรับเงินที่เป็นหน่วยบริการ สถานบริการ หน่วยงานสาธารณสุข หรือหน่วยงานอื่น ให้หัวหน้าของหน่วยบริการ สถานบริการ หน่วยงานสาธารณสุข หรือหน่วยงานอื่น นั้นเป็นผู้รับเงิน หากไม่สามารถมารับเงินได้ด้วยตนเอง จะมอบอำนาจให้ผู้อื่นเป็นผู้รับเงินแทนก็ให้ กระทำได้ ทั้งนี้ ต้องมีหนังสือมอบอำนาจที่ชัดเจน ๒.๕ การจ่ายให้ผู้มีสิทธิรับเงินที่เป็นองค์กรหรือกลุ่มประชาชน ให้ผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย จากองค์กรหรือกลุ่มประชาชน ไม่น้อยกว่าสองคนขึ้นไปเป็นผู้รับเงิน ๒.๖ การจ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ ต้องมีหลักฐานการจ่ายเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญรับเงิน ตามแบบที่สำนักงานกำหนด หรือหลักฐานการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มี สิทธิรับเงินหรือหลักฐานการรับเงินอย่างอื่น ตามที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด เก็บไว้เพื่อการ ตรวจสอบ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๘๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ๓. การจัดทำบัญชีและรายงานกองทุนหลักประกันสุขภาพ ๓.๑ การบันทึกบัญชี ให้บันทึกตามรูปแบบที่สำนักงานกำหนด ๓.๒ รอบระยะเวลาบัญชีให้ถือตามปีงบประมาณ กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วม ดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ ระหว่างรอบ ระยะเวลาบัญชี ให้เริ่มระบบบัญชี ณ วันที่ได้รับเงินเป็นครั้งแรกจากกองทุนหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๓.๓ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน รายงานการรับเงิน การจ่ายเงิน และเงินคงเหลือด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์สารสนเทศหรือระบบอื่น และจัดส่งรายงานผล การดำเนินงาน รายงานการรับเงิน การจ่ายเงิน และเงินคงเหลือของกองทุนหลักประกันสุขภาพที่ผ่าน ความเห็นชอบจากคณะกรรมการกองทุนแล้ว ให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต ทุกไตรมาส โดยให้จัดส่งภายในสามสิบวันนับจากวันสิ้นไตรมาส ตามรูปแบบที่สำนักงานกำหนด ภายในเดือนธันวาคมของทุกปีให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน รายงาน การรับเงิน การจ่ายเงิน และเงินคงเหลือของกองทุนหลักประกันสุขภาพที่ผ่านความเห็นชอบจาก คณะกรรมการกองทุนแล้ว เก็บไว้เพื่อการตรวจสอบการกำกับติดตามเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ ๔. กรณีหน่วยบริการ สถานบริการ หน่วยงานสาธารณสุข และหน่วยงานอื่น ๔.๑ เมื่อได้รับเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพ ให้นำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของ กองทุนหลักประกันสุขภาพ ภายใต้โครงการหรือกิจกรรมที่คณะกรรมการกองทุนอนุมัติ ทั้งนี้ การรับ เงิน การเก็บรักษาเงิน การจ่ายเงิน ให้เป็นไปตามระเบียบที่หน่วยงานนั้น ๆ ถือปฏิบัติ ๔.๒ เก็บหลักฐานการจ่ายเงินจากบัญชีไว้เพื่อการตรวจสอบ ๔.๓ เมื่อเสร็จสิ้นโครงการ ให้จัดทำรายงานผลการดำเนินงาน และรายงานการจ่ายเงินตาม โครงการ หรือกิจกรรมที่ได้รับอนุมัติ ส่งให้กองทุนหลักประกันสุขภาพ เพื่อให้คณะกรรมการกองทุน ทราบและให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเก็บไว้เพื่อการตรวจสอบ ๔.๔ กรณีที่มีเงินเหลือจากการดำเนินงาน ให้นำเงินที่เหลือส่งคืนกองทุนหลักประกันสุขภาพ เว้นแต่เงินสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะ พึ่งพิง หากดำเนินการตามโครงการและแผนการดูแลรายบุคคลแล้ว ให้ถือเป็นทรัพย์สินของหน่วยงาน ๕. กรณีองค์กรหรือกลุ่มประชาชน ๕.๑ เมื่อได้รับเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ ให้นำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของกองทุน หลักประกันสุขภาพ ภายใต้โครงการ หรือกิจกรรมที่คณะกรรมการกองทุนอนุมัติ เว้นแต่รายการ ค่าใช้จ่าย ดังต่อไปนี้ ให้จ่ายตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ ๕.๑.๑ ค่าใช้จ่ายสำหรับบุคคลที่ดำเนินงานตามโครงการ หรือกิจกรรมที่ได้รับอนุมัติ จากคณะกรรมการกองทุน ให้เบิกจ่ายในอัตราเทียบเคียงตามระเบียบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยอนุโลม ๕.๑.๒ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับบุคคลที่ดำเนินงานตามโครงการ หรือกิจกรรม ที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกองทุน ให้เบิกจ่ายในอัตราเทียบเคียงตามระเบียบขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นโดยอนุโลม


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๘๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ๕.๒ การจัดซื้อจัดจ้างตามโครงการ หรือกิจกรรม ให้ถือราคากลางตามระเบียบของทาง ราชการ หรือราคาตลาดโดยทั่วไปในขณะที่จัดซื้อจัดจ้าง ๕.๓ การจัดหาครุภัณฑ์ให้แนบเอกสารใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญรับเงินไว้กับรายงานการ จ่ายเงินดังกล่าวด้วย ๕.๔ เมื่อเสร็จสิ้นโครงการ ให้จัดทำรายงานผลการดำเนินงาน และรายงานการจ่ายเงินตาม โครงการ หรือกิจกรรมที่ได้รับอนุมัติ ส่งให้กองทุนหลักประกันสุขภาพ เพื่อให้คณะกรรมการกองทุน ทราบและให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเก็บไว้เพื่อการตรวจสอบ ๕.๕ กรณีที่มีเงินเหลือจากการดำเนินงาน ให้นำเงินที่เหลือส่งคืนกองทุนหลักประกันสุขภาพ ค่าตอบแทนการประชุม ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติหน้าที่ ๖. เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพให้จ่ายเป็น ค่าตอบแทนของกรรมการ ที่ปรึกษา อนุกรรมการ คณะทำงาน และบุคคลภายนอกที่ได้รับเชิญมาประชุม ดังต่อไปนี้ ๖.๑ ค่าตอบแทนในการประชุมสำหรับกรรมการหรือที่ปรึกษา ไม่เกินครั้งละ ๔๐๐ บาทต่อ คน เดือนหนึ่งไม่เกิน ๘๐๐ บาท ๖.๒ ค่าตอบแทนในการประชุมสำหรับอนุกรรมการ ไม่เกินครั้งละ ๓๐๐ บาทต่อคน เดือน หนึ่งไม่เกิน ๖๐๐ บาท ๖.๓ ค่าตอบแทนในการประชุมสำหรับคณะทำงาน ไม่เกินครั้งละ ๒๐๐ บาทต่อคน เดือน หนึ่งไม่เกิน ๔๐๐ บาท ๖.๔ ค่าตอบแทนในการประชุมสำหรับบุคคลภายนอกซึ่งเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ กองทุน หรือคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน ให้เบิกจ่ายค่าตอบแทนได้เท่ากับกรรมการ หรือ อนุกรรมการ หรือคณะทำงาน แล้วแต่กรณี ๗. เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพให้จ่ายเป็นค่าตอบแทนสำหรับเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินงานและบริหารจัดการ กองทุนหลักประกันสุขภาพที่เข้าประชุมคณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน ให้เบิกจ่ายในอัตราเท่ากับกรรมการ หรืออนุกรรมการ หรือคณะทำงาน แล้วแต่กรณี ๘. เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพให้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางของกรรมการ ที่ปรึกษา อนุกรรมการ คณะทำงาน และเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับการ แต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพ ให้เบิกจ่ายได้ในอัตราไม่เกินระเบียบของทางราชการโดยอนุโลม ทั้งนี้ โดยการอนุมัติของประธาน กรรมการ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๘๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา การบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพในท้องที่หรือพื้นที่ โดย นายสมนึก แช่มช้อย ตำแหน่ง นักวิชาการอิสระ วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 16.00 - 19.00 น. พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิทธิหลักประกันสุขภาพ เป็นสิทธิของคนไทยตามกฎหมาย ส่งเสริม ให้คนไทยเข้าถึงบริการ สาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ ทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การตรวจ วินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพ และการดำรงชีวิต ระบบหลักประกันสุขภาพของรัฐ 3 ระบบ ดังนี้ 1) สิทธิข้าราชการ (OFC) ผู้มีสิทธิคือ ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชาวต่างประเทศ บุคคลในครอบครัว กลุ่มรับบำนาญ แหล่งเงินจากภาษีทั่วไป (เงินงบประมาณ งบกลาง) 2) สิทธิประกันสังคม (SSS) ผู้มีสิทธิคือ ลูกจ้าง ภาคแรงงานในระบบ แหล่งเงิน สมทบ 3 ฝ่าย (นายจ้าง ลูกจ้าง รัฐบาล) 3) สิทธิหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ (UC) ผู้มีสิทธิคือ ประชาชนไทยที่ไม่มีสิทธิสวัสดิการ อื่นใด แหล่งเงิน จากภาษีทั่วไป การบูรณาจัดการระบบทะเบียนสิทธิรักษาพยาบาล พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ เริ่มมีผลบังคับใช้ วันที่ 19 พ.ย. 2545 มาตรา 5 บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ ตามที่กำหนด โดย พ.ร.บ.นี้ ประเภท/ขอบเขต ตามคณะกรรมการกำหนด มาตรา 6 ยื่นคำขอลงทะเบียนเพื่อเลือกหน่วยบริการเป็นหน่วยบริการประจำ/เปลี่ยนหน่วย บริการประจำได้ตามขอบเขตที่กำหนด


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๘๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย มาตรา 7 รับบริการที่หน่วยบริการประจำ ยกเว้น อุบัติเหตุ เจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือ เหตุ สมควร สามารถเข้ารับบริการจากสถานบริการอื่นนอกเหนือจากหน่วยบริการประจำได้ มาตรา 8 สิทธิว่าง ใช้สิทธิครั้งแรกที่หน่วยบริการใดก็ได้ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 57, 59 ร้องเรียน เมื่อได้รับบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้รับความสะดวกตาม สมควร ไม่ได้รับบริการตามสิทธิ ถูกเรียกเก็บเงิน ซึ่งมีคำจำกัดดังนี้ มาตรฐานการให้บริการสาธารณสุข : เรื่องเกี่ยวกับมาตรฐานการรักษาพยาบาล เช่น ตรวจวินิจฉัย การรักษา การให้ยา ไม่ได้รับความสะดวกตามสมควร : รอนาน บริการช้า สถานที่ไม่เหมาะสม บุคลากร ทางสาธารณสุขพูดจาไม่สุภาพ ไม่ให้การต้อนรับ หน่วยบริการอยู่ไกล ไม่ได้รับบริการตามสิทธิที่กำหนด : การถูกปฏิเสธให้ใช้สิทธิ ปฏิเสธการรับผิดชอบ ค่าใช้จ่าย ปฏิเสธการส่งตัวในกรณีเกินความสามารถในการรักษา ถูกเรียกเก็บเงิน : การถูกเรียกเก็บค่ารักษา ค่าวินิจฉัย ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์อุปกรณ์ทาง การแพทย์ในการเข้ารับบริการโดยใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การคุ้มครองสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แจ้งร้องเรียนตามช่องทางต่างๆ ดังนี้ • โทร 1330 • Web site 1330 @nhso.go.th , Line @nhso , Facebook, Traffy Fondue • สปสช. ส่วนกลาง ชั้น 2 และเขตพื้นที่ ทั้ง 13 เขต • หน่วยรับเรื่องร้องเรียนอิสระ 50 (5) • ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน • ศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพในหน่วยบริการ (งานประกันสุขภาพของทุก รพ.) • กระทรวงสาธารณสุข หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด • หน่วยงานอื่นๆ > ผู้ตรวจการแผ่นดิน, 1111, ศูนย์ดำรงธรรม, สำนักราชเลขาธิการ, มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค NGO ต่างๆ ฯลฯ สิทธิของประชาชนตาม พ.ร.บ. ผู้มีสิทธิ คือ คนไทย สัญชาติไทย ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และไม่มีสิทธิอื่นๆ ที่ รัฐจัดให้ เช่น ไม่มีสิทธิอื่นๆที่รัฐจัดให้ เช่น ประกันสังคม/ข้าราชการ/อปท./รัฐวิสาหกิจ และครอบครัว หน้าที่ของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือ 1) ลงทะเบียนสิทธิ หลักฐาน : บัตรประจำตัวประชาชน/สูติบัตร ทะเบียนบ้านที่มีชื่ออยู่ 2) ย้ายหน่วยบริการ กรณีย้ายที่อยู่ (ย้ายได้ 4 ครั้ง/ปีงบประมาณ) กทม.:ลงทะเบียนผ่านแอป สปสช. หรือ Line@NHSO ทุกวัน เวลา 08.00-20.00 น. ต่างจังหวัด : รพ.สต./รพ.รัฐใกล้บ้าน/ลงทะเบียนผ่านแอป สปสช ถ้าพักไม่ตรงตามทะเบียนบ้าน เพิ่มหลักฐานรับรองอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น หนังสือ รับรองของเจ้าบ้าน ผู้นำชุมชน ผู้ว่าจ้าง หรือเอกสารหลักฐานอื่น ใบเสร็จค่าสาธารณูปโภค ใบเสร็จรับเงินค่าเช่าที่พัก สัญญาเช่าที่พักที่แสดงว่าตนเอง มีถิ่นที่อยู่หรือพักอาศัยในพื้นที่นั้น เป็นต้น


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๘๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 3) ใช้สิทธิตามขั้นตอนที่หน่วยบริการประจำ ไปหน่วยบริการประจำตามสิทธิ กรณีอุบัติเหตุ/เจ็บป่วยฉุกเฉิน เข้าหน่วยบริการใกล้ที่สุด ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (อุบัติเหตุจากรถใช้ พ.ร.บ.รถก่อน) กรณีหน่วยบริการเกินศักยภาพจะได้รับการส่งต่อตามขั้นตอน 4) ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ให้การรักษา สถานบริการ คือ สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ของเอกชน และของสภากาชาด ไทย หน่วยบริการประกอบโรคศิลปะสาขาต่างๆ และสถานบริการสาธารณสุขอื่นๆ ที่คณะกรรมการ กำหนดเพิ่มเติม เช่น รพ.สต. คลินิกชุมชนอบอุ่น ศูนย์บริการสาธารณสุข ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาล หน่วยบริการในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หน่วยบริการ คือ สถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนเข้าร่วมบัตรทอง เช่น คลินิก ศูนย์บริการ สาธารณสุข รพ.รัฐบาล รพ.เอกชน แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้ 1) หน่วยบริการปฐมภูมิ Primary Care Unit : PCU) เช่น รพ.สต. คลินิกชุมชนอบอุ่น ศูนย์บริการสาธารณสุข ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาล วิธีการใช้สิทธิ เข้ารับบริการหน่วยบริการปฐมภูมิตามสิทธิก่อน (ตามศักยภาพ) - ส่งเสริม ป้องกัน วินิจฉัย รักษา ฟื้นฟู - รับ-ส่งต่อโรคทั่วไป - อุบัติเหตุ - เจ็บป่วยฉุกเฉิน - มาตรา 41 2) หน่วยบริการประจำ (Contracting for Primary : CUP) 1. สามารถจัดบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ อย่างเป็นองค์รวมทั้ง สร้างเสริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู 2. มีเครือข่ายหน่วยบริการเพื่อส่งต่อผู้รับบริการ 3. ได้รับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขในลักษณะค่าเหมาจ่ายรายหัวหรืออื่นๆ โดยตรงจาก สปสช. 4. ต้องให้บริการด้านเวชกรรมด้วยตนเอง เช่น รพช., รพท., รพศ.,รพ.ของรัฐสังกัดอื่นๆ, รพ.เอกชน, คลินิกเอกชน, ศบส.เทศบาล หรือ รพ.สต. วิธีการใช้สิทธิ เข้ารับบริการหน่วยบริการปฐมภูมิตามสิทธิก่อน (ตามศักยภาพ) - ส่งเสริม ป้องกัน วินิจฉัย รักษา ฟื้นฟู - รับ-ส่งต่อโรคทั่วไป - อุบัติเหตุ - เจ็บป่วยฉุกเฉิน - มาตรา 41


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๘๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 3) หน่วยบริการรับส่งต่อ* เช่น รพช. , รพท. ,รพศ. ,รพ.ของรัฐสังกัดอื่นๆ, รพ.เอกชน 1. สามารถจัดบริการระดับทุติยภูมิ ตติยภูมิ หรือ เฉพาะทาง 2. ใช้บริการได้ก็ต่อเมื่อได้รับการส่งต่อ หรือได้รับความเห็นชอบจากหน่วยบริการประจำ หรือ ตามที่ สปสช.กำหนด 3. ได้รับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขจากหน่วยบริการประจำ หรือจากกองทุน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนด วิธีการใช้สิทธิ เข้ารับบริการ หน่วยบริการ ปฐมภูมิ/ประจำได้ทั้งสองแห่ง ที่ใดที่หนึ่ง แล้วแต่สะดวก - ส่งเสริม ป้องกัน วินิจฉัย รักษา ฟื้นฟู - รับ-ส่งต่อโรคทั่วไป - อุบัติเหตุ - เจ็บป่วยฉุกเฉิน - มาตรา 41 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบหลักประกันสุขภาพของรัฐ มี 3 ระบบ 1. สิทธิราชการ (OFC) ปี 2523 ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชาวต่างประเทศ บุคคล ในครอบครัว กลุ่มรับบำนาญ 2. สิทธิประกันสังคม (SSS) ปี 2533 ลูกจ้างภาคแรงงานในระบบ 3. สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (UC) ปี 2545 ประชาชนไทยที่ไม่มีสิทธิสวัสดิการอื่นใด มาตราที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 5 บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมี ประสิทธิภาพตามที่กำหนด โดย พ.ร.บ.นี้ ประเภท/ขอบเขตตาม คกก. กำหนด มาตรา 6 ยื่นคำขอลงทะเบียนเพื่อเลือกหน่วยบริการเป็นหน่วยบริการประจำ / เปลี่ยนหน่วยบริการประจำได้ตามขอบเขตที่กำหนด มาตรา 7 รับบริการที่หน่วยบริการประจำตามสิทธิ ยกเว้น..อุบัติเหตุ เจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือ เหตุสมควร สามารถเข้ารับบริการจากสถานบริการอื่น นอกเหนือจากหน่วยบริการประจำได้ มาตรา 8 สิทธิว่างใช้สิทธิครั้งแรกที่หน่วยบริการใดก็ได้ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หน้าที่ของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 1. ลงทะเบียนสิทธิ 2. ย้ายหน่วยบริการ กรณีย้ายที่อยู่ (ย้าย4ครั้ง/ปีงบ) 3. ใช้บริการตามขั้นตอนที่หน่วยบริการประจำ 4. ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ให้การรักษา ใครคือผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คนไทย สัญชาติไทย มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ไม่มีสิทธิอื่นๆที่รัฐจัดให้ - ประกันสังคม/ครูเอกชน/ข้าราชการ/อปท./รัฐวิสาหกิจ รวมถึงบุคคลในครอบครัว(ไม่มี สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๘๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย - กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน /อสม./บิดามารดาครูเอกชน/ธกส. (มีสิทธิ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ช่องทางการตรวจสอบสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 1. แอปพลิเคชันชื่อ สปสช. เมนูตรวจสอบสิทธิ 2. ผ่านช่องทางไลน์ของ สปสช. ค้นหา ID line คือ @nhso 3. ตรวจสอบสิทธิผ่านแอดมินไลน์ชื่อฟองดูว์ของ กทม. ค้นหาไอดี @traffyfondue 4. ตรวจสอบสิทธิด้วยตนเองผ่านช่องทางหน้าเว็บไซต์สปสช. (เมนูประชาชน) 5. ตรวจสอบสิทธิผ่านระบบของสายด่วน สปสช. 1330 กด 2 (เมนูตรวจสอบสิทธิอัตโนมัติ) 6. ติดต่อหน่วยบริการใกล้บ้าน/สปสช.เขตพื้นที่ใกล้บ้านทั้ง 13 แห่ง *กรณีเปลี่ยนแปลงชื่อ สกุล ที่อยู่จากสนบท.มาแล้วแต่ฐาน สปสช.ยังไม่ปรับสามารถ แจ้ง 1330 ปรับให้ตรงกับ สนบท. ได้ การลงทะเบียนสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การลงทะเบียนทำบัตรทอง 1. พักตรงตามที่อยู่หน้าบัตรประจำตัวประชาชน หลักฐาน : - บัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ (ผู้ขอลงทะเบียน) - สูติบัตร 1 ใบ (อายุต่ำกว่า 15 ปี) พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนผู้ปกครอง 1 ใบ (ให้ผู้ปกครองดำเนินการแทน) 2. พักไม่ตรงตามที่อยู่หน้าบัตรประจำตัวประชาชน หลักฐาน : ถ้าพักไม่ตรงตามที่อยู่ในบัตรประจำตัวประชาชนหรือไม่ตรงตามที่อยู่ใน ทะเบียนบ้าน เพิ่มหลักฐานรับรองอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น หนังสือรับรองของเจ้าบ้าน ผู้นำชุมชน ผู้ว่า จ้าง หรือเอกสารหลักฐานอื่น เช่น ใบเสร็จค่าสาธารณูปโภครายเดือน (ที่มีชื่อเจ้าตัวเท่านั้น) สัญญาเช่า ที่พัก ที่แสดงว่าตนเองมีถิ่นที่อยู่หรือพักอาศัยในพื้นที่นั้น เป็นต้น (ต้องมีแบบคำร้องการลงทะเบียน ด้วย ดาวน์โหลดหน้าเว็บสปสช.เมนูสำหรับประชาชน) สถานที่ลงทะเบียน 1. ต่างจังหวัด ผ่านช่องทางดังนี้ - แอป : สปสช. - ไลน์ : @nhso - โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)/โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้าน (วันเวลาราชการ) 2. กรุงเทพมหานคร ผ่านช่องทางดังนี้ - แอป : สปสช. - ไลน์ : @nhso


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๘๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ขั้นตอนการใช้สิทธิที่หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 1. ไปหน่วยบริการประจำตามสิทธิ - ไปที่หน่วยบริการปฐมภูมิก่อนเสมอ - แจ้งใช้สิทธิโดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน/สูติบัตร 2. กรณีหน่วยบริการเกินศักยภาพจะได้รับการส่งต่อตามขั้นตอน 3. กรณีอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินเข้าหน่วยบริการที่ใกล้ที่สุด กรณีอุบัติเหตุ / เจ็บป่วยฉุกเฉินไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่อุบัติเหตุจากรถต้องใช้ พ.ร.บ. รถ ก่อน ตามกฎหมาย หรือหากมีประกันสุขภาพ/ประกันชีวิต ใช้สิทธิดังกล่าวก่อน ส่วนเกินจากสิทธิ ดังกล่าวใช้สิทธิบัตรทองต่อได้ หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคืออะไร สถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนเข้าร่วมบัตรทอง เช่น คลินิก ศูนย์บริการสาธารณสุข รพ. รัฐบาล รพ.เอกชน ร้านยา สถานบริการอื่น คือ สถานพยาบาลที่ไม่ได้เข้าร่วมกับบัตรทอง สถานพยาบาลเอกชน เช่น คลินิก รพ.เอกชน วิธีค้นหาสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เข้าหน้าเว็บ สปสช. เมนูสำหรับประชาชน สิทธิประโยชน์ต่างๆ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 1. ตรวจและดูแลเพื่อส่งเสริมสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ 2. ดูแลสุขภาพเด็ก พัฒนาการ ภาวะโภชนาการให้ภูมิคุ้มกันโรค 3. ตรวจสุขภาพประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยง 4. วางแผนครอบครัว (คุมกำเนิดชั่วคราว/ถาวร) 5. ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคช่องปาก 6. เยี่ยมบ้าน/ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค บริการคนไทยทุกสิทธิ แบ่งเป็น 5 กลุ่มวัย 1. ฝากครรภ์ 1.1 บริการฝากครรภ์คุณภาพตามแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์แนวใหม่ขององค์การ อนามัยโลกหรือตามที่กรมอนามัยแนะนำ 1.2 การตรวจร่างกายและตรวจครรภ์ 1.3 การประเมินสุขภาพจิต 1.4 บริการเยี่ยมบ้าน 1.5 การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น 1.6 การให้การดูแลรักษาป้องกัน 1.7 การให้คำแนะนำตอบคำถามและการนัดครั้งต่อไป 1.8 บริการตรวจหลังคลอด 1.9 บริการเยี่ยมบ้าน


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๘๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 2. กลุ่มเด็กเล็กอายุ 0-5 ปี 2.1 บริการคลินิกสุขภาพเด็ก ประเมินสุขภาพและปัญหาทั่วไป ตรวจร่างกาย 2.2 บริการคัดกรองภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน 2.3 บริการคัดกรองโรคทางพันธุกรรมเมตาบอลิก 2.4 บริการคัดกรองการได้ยินในเด็กแรกเกิ 2.5 บริการวัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) 2.6 บริการวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (HB) 2.7 บริการคัดกรองภาวะสายตาผิดปกติ 2.8 บริการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสเชื้อ (HIV PEP) 3. กลุ่มเด็กโตและวัยรุ่น อายุ 6-24 ปี 3.1 บริการซักประวัติ/สอบถาม ตรวจร่างกาย ประเมินสุขภาพกาย/ 3.2 สุขภาพจิตและปัญหาทั่วไป 3.3 บริการวัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) 3.4 บริการวัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก (dT) 3.5 บริการวัคซีนป้องกันโปลิโอชนิดกิน (OPV) 3.6 บริการวัคซีนป้องกันหัดหัดเยอรมันหรือคางทูม(MMR) 3.7 บริการวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 3.8 วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกจากเชื้อเอชพีวี (HPV) 3.9 บริการคัดกรองช่องปากในโรงเรียน 4. กลุ่มผู้ใหญ่ อายุ 25-59 ปี 4.1 บริการซักประวัติ-สอบถาม ตรวจร่างกาย ประเมินสุขภาพกาย/สุขภาพจิต (ความเครียด/ซึมเศร้า) 4.2 บริการวัคซีนป้องกันคอตีบและบาดทะยัก (dT) 4.3 บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 4.4 บริการคัดกรองความเสี่ยง สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเสพสารเสพติด 4.5 บริการคัดกรองเบาหวาน 4.6 บริการคัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด 4.7 บริการตรวจคัดกรองการกลายพันธุ์ของยีนโรคมะเร็งเต้านม 4.8 บริการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ 5. กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปี 5.1 บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 5.2 บริการคัดกรองเบาหวาน 5.3 บริการคัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด 5.4 บริการคัดกรองและประเมินโรคซึมเศร้า 5.5 บริการคัดกรองการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 5.6 บริการตรวจคัดกรองการกลายพันธุ์ของยีนโรคมะเร็งเต้านม


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๘๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 5.7 บริการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ 5.8 บริการเยี่ยมบ้าน/ชุมชน ช่องทางการร้องเรียน/ร้องทุกข์ 1. สายด่วน สปสช.1330 2. Facebook สปสช. 3. Line สปสช. 4. Line @traffyfondue 5. หน่วยรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียนตามมาตรา 50 (5) : ศูนย์สิทธิบัตรทอง 6. ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน 7. ศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพในหน่วยบริการ 8. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต 1 - 12 9. ศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพ สปสช. ชั้น 2 อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร บี ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2555 (29 มิ.ย.55) (มาตรา 41) หลักเกณฑ์การพิจารณา 1. เป็นผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2. เป็นความเสียหายที่เกิดจากการให้บริการสาธารณสุข 3. เป็นการให้บริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ 4. ความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องไม่เป็นไปตามพยาธิสภาพหรือเหตุแทรกซ้อนของโรค 5. ต้องยื่นคำร้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่รับทราบความเสียหาย อัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น (เริ่มมีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2555) 1. เสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร หรือเจ็บป่วยเรื้อรังที่ต้องได้รับการรักษาตลอดชีวิต จำนวน 240,000 แต่ไม่เกิน 400,000 บาท 2. สูญเสียอวัยวะหรือพิการ ที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต จำนวน 100,000 แต่ไม่เกิน 240,000 บาท 3. บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง จำนวน ไม่เกิน 100,000 บาท หมายเหตุ : ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องไม่เกิดจากการดำเนินตามพยาธิสภาพของโรค หรือเหตุแทรกซ้อนที่เป็นผลจากการวินิจฉัยตามปกติ หรือการรักษาโรคตามมาตรฐาน ระยะเวลาการยื่นเรื่อง ผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการ ต้องยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ทราบความเสียหาย กรณีไม่พอใจผลการวินิจฉัย ต้องยื่นอุทธรณ์ ภายใน 30 วัน นับแต่ วันที่ทราบผลการวินิจฉัย แนวทางการดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น ปี 2566


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๙๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย - สปสช. จัดสรรงบประมาณให้กับ อปท. (45 บาท/ปชก.) อบต./เทศบาลสมทบจากงบกลาง ตามประกาศฯ 1. สมทบเงินไม่น้อยกว่า ร้อยละ 30 รายได้ไม่รวมเงินอุดหนุน ต่ำกว่า 6 ล้านบาท 2. สมทบเงินไม่น้อยกว่า ร้อยละ 40 รายได้ไม่รวมเงินอุดหนุน ตั้งแต่ 6 ถึง 20 ล้าน 3. สมทบเงินไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 รายได้ไม่รวมเงินอุดหนุน สูงกว่า 20 ล้านบาท รายได้อื่นของกองทุน • ดอกเบี้ย • เงินบริจาค • เงินจากกองทุนอื่นๆ ในชุมชน คณะกรรมการกองทุนฯ มีอำนาจในการพิจารณาให้การสนับสนุนงบประมาณ 6 ด้าน 1. 10 (1) สนับสนุน หน่วยบริการ, สถานบริการ, หน่วยงานสาธารณสุข (ส่งเสริม, ป้องกัน, รักษา, ฟื้นฟู) 2. 10 (2) สนับสนุน กลุ่ม/องค์กร, หน่วยงานในพื้นที่ (ส่งเสริม, ป้องกัน (ครุภัณฑ์ ไม่เกิน 10,000/โครงการ)) 3. 10 (3) สนับสนุน ศูนย์เด็กเล็ก, ศูนย์ผู้สูงอายุ, ศูนย์ฟื้นฟูคนพิการ (ศูนย์,คณะกรรมการ ศูนย์) 4. 10(4) สนับสนุนการบริหารจัดการ, การพัฒนาศักยภาพ (ประชุม, ค่าตอบแทน, ศึกษาดู งาน ไม่เกิน 15% ของรายรับในปีนั้น และไม่เกิน 20% กรณีมีกองทุน LTC) 5. 10 (5) สนับสนุน กรณีเกิดโรคระบาด หรือภัยพิบัติในพื้นที่ (ประมาณการณ์ตามข้อมูล) 6. 10 (6) แผนงานโครงการตามมติคณะกรรมการหลัก ประกันสุขภาพแห่งชาติ (ผ้าอ้อม ผู้ใหญ่, ชะลอไตเสื่อม) หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจ่ายงบที่ดำเนินงานร่วมกับท้องถิ่นที่เปลี่ยนแปลงกองทุน ท้องถิ่น - กำหนดให้มีการจัดทำและอนุมัติแผนการใช้เงินประจำปีงบ 66 และสปสช.จะโอนเงินตาม วงเงินที่ทำแผนการใช้เงิน หากมีเงินเหลือให้สปสช.เขตดำเนินการบริหารจัดการงบ (ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2566) - กรณีเงินเหลือเกิน 1 เท่า ไม่สมทับเงิน - ระหว่างปีงบประมาณ อปท. ที่ประสงค์จะรับเงินเพิ่ม กรณีเงินมีไม่พอใช้ สามารถขอรับงบ เพิ่มได้ โดยอปท. ต้องสมทบเงินในส่วนที่ได้รับเพิ่ม ทั้งนี้การจัดสรรงบส่วนเพิ่มเป็นบทบาท สปสช.เขต ตามประกาศบริหารกองทุนฯ ปี 66 กองทุน LTC - โอนเงินเมื่อมีการอนุมัติ Care Plan - ไม่โอนเงินกรณีเงินเหลือเกิน 1 เท่า - ทำแผนจัดหาผ้าอ้อมผู้ใหญ่/แผ่นรองซับ/ผ้าอ้อมทางเลือก เสนอโครงการผ่านกองทุนท้องถิ่น โดยมีเป้าหมาย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่ม ADL น้อยกว่าหรือเท่ากับ 6 คะแนน 2.กลุ่มกลั้นปัสสาวะ/ อุจจาระไม่ได้


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๙๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย กองทุนฟื้นฟูจังหวัด - วงเงินสมทบ ไม่เกิน 8 บาท - ให้มีการจัดทำและอนุมัติแผนการใช้เงินประจำปีงบ 66 และสปสช. จะโอนเงินให้ตามวงเงินที่ ทำแผนการใช้เงิน - กรณีเงินเหลือเกิน 1 เท่า ไม่สมทบเงิน ประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ พ.ศ. 2561 ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า“ประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพใน ระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ พ.ศ. ๒๕๖๑” ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๑ เป็นต้นไป เว้นแต่ข้อ ๘ ให้ใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ เป็นต้นไป ข้อ ๓ ให้ยกเลิก (๑) ประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพ ในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ พ.ศ. ๒๕๕๗ (๒) ประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพใน ระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ (๓) ประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพ ในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๑ ข้อ ๔ ในประกาศนี้ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หมายความว่า องค์การบริหารส่วนตำบล ตามกฎหมายว่า ด้วยสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลตามกฎหมายว่าด้วยเทศบาล หรือองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง ที่ได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินงานและบริหาร จัดการระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ แต่ไม่ให้หมายความรวมถึง กรุงเทพมหานคร “กองทุนหลักประกันสุขภาพ” หมายความว่า กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น หรือพื้นที่ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการรักษาพยาบาล ระดับปฐมภูมิเชิงรุกที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต “คณะกรรมการกองทุน” หมายความว่า คณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพ “การจัดบริการสาธารณสุข” หมายความว่า การจัดบริการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพ และรักษาพยาบาลระดับปฐมภูมิเชิงรุก รวมถึงการจัดกระบวนการหรือกิจกรรมเพื่อ การสร้างเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค “สถานบริการ” หมายความว่า สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ “หน่วยบริการ” หมายความว่า หน่วยบริการตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๙๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย “หน่วยงานสาธารณสุข” หมายความว่า หน่วยงานที่มีภารกิจด้านการสาธารณสุขโดยตรง แต่มิได้เป็นสถานบริการหรือหน่วยบริการ “หน่วยงานอื่น” หมายความว่า หน่วยงานที่มิได้มีภารกิจด้านการสาธารณสุข “องค์กรหรือกลุ่มประชาชน” หมายความว่า องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน ภาคเอกชน หรือ บุคคลที่มีการรวมตัวกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่มิใช่เป็นการแสวงหาผลกำไร ทั้งนี้จะเป็น นิติบุคคลหรือไม่ก็ได้ “ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง” หมายความว่า ผู้สูงอายุที่มีคะแนนประเมินความสามารถในการ ดำเนินชีวิตประจำวันตามดัชนีบาร์เธลเอดีแอล (Barthel ADL index) เท่ากับหรือน้อยกว่าสิบเอ็ด คะแนน หรือตามเกณฑ์การประเมินที่สำนักงานกำหนด “การบริการสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง” หมายความว่า การบริการดูแล ระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุ ที่มีภาวะพึ่งพิง ที่บ้านหรือชุมชน โดยศูนย์พัฒนาคุณภาพ ชีวิตผู้สูงอายุในชุมชน หน่วยบริการ หรือสถานบริการ “ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชน” หมายความว่า ศูนย์ซึ่งดำเนินงานเกี่ยวกับการ พัฒนาและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุหรือคนพิการในชุมชน “ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง” (Caregiver) หมายความว่า บุคคลที่ผ่านการ อบรมตามหลักสูตรผู้ช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่สำนักงานกำหนด “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ข้อ ๕ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จะได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินงานและบริหารจัดการ กองทุนหลักประกันสุขภาพ ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) มีความประสงค์เข้าร่วมดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพใน ระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (๒) มีความพร้อมในการอุดหนุนเงินหรืองบประมาณ ข้อ ๗ เงินหรือทรัพย์สินในกองทุนหลักประกันสุขภาพ ประกอบด้วย (๑) เงินที่ได้รับจัดสรรแต่ละปีจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (๒) เงินสมทบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (๓) รายได้อื่น ๆ หรือทรัพย์สินที่ได้รับมาในกิจการของกองทุนหลักประกันสุขภาพ นอกจากเงินที่ได้รับจัดสรรจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตาม (๑) แล้ว ให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อม ความเหมาะสม ซึ่งได้แสดงความจำนงเข้าร่วมและสำนักงาน เห็นชอบ ได้รับเงินเพิ่มจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในส่วนค่าบริการสาธารณสุขสำหรับ ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ต้องสมทบเงิน หรือค่าบริการอื่น ตามที่ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนด ข้อ ๘ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตกลงสมทบเงินเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพ ในอัตราร้อยละของเงินที่ได้รับจัดสรรจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามข้อ ๗ (๑) ดังต่อไปนี้ (๑) สมทบเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่รวม เงินอุดหนุน ต่ำกว่า ๖ ล้านบาท


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๙๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย (๒) สมทบเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ ๔๐ กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่รวม เงินอุดหนุน ตั้งแต่ ๖ ถึง ๒๐ ล้านบาท (๓) สมทบเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๐ กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่รวม เงินอุดหนุน สูงกว่า ๒๐ ล้านบาท ข้อ ๙ การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน การจัดทำบัญชี การรายงานของกองทุน หลักประกันสุขภาพ และการกำกับติดตามเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ ให้เป็นไปตามเอกสาร หมายเลข ๑ แนบท้ายประกาศนี้ เงินในกองทุนหลักประกันสุขภาพสามารถใช้ในปีงบประมาณถัดๆ ไปได้ ข้อ ๑๐ เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพตามข้อ ๗ วรรคหนึ่ง ให้ใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนและ ส่งเสริมเป็นค่าใช้จ่ายตามแผนงาน โครงการ หรือกิจกรรม ที่คณะกรรมการกองทุนอนุมัติ ดังต่อไปนี้ (๑) เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ สถานบริการ หรือหน่วยงานสาธารณสุข (๒) เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการจัดกระบวนการหรือกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ และ การป้องกันโรคขององค์กรหรือกลุ่มประชาชน หรือหน่วยงานอื่น (๓) เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือศูนย์ ที่ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาและดูแลเด็กเล็กในชุมชน ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุใน ชุมชน หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือศูนย์ที่ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนา และดูแลเด็กเล็กในชุมชน หรือการพัฒนาและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุหรือคนพิการในชุมชน (๔) เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการบริหารหรือพัฒนากองทุนหลักประกันสุขภาพให้มี ประสิทธิภาพ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่เกินร้อยละ ๑๕ ของเงินรายรับของกองทุน หลักประกันสุขภาพตามข้อ ๗ วรรคหนึ่งในแต่ละปีงบประมาณนั้น หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ได้รับเงินเพิ่มตามข้อ ๗ วรรคสอง อาจสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้อีกไม่เกินร้อยละ ๕ กรณีที่มีความ จำเป็นต้องใช้จ่ายเพื่อจัดหาครุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ให้สนับสนุนได้ในวงเงินตามความจำเป็น และ ครุภัณฑ์ที่จัดหาได้ให้เป็นทรัพย์สินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น (๕) เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมกรณีเกิดโรคระบาดหรือภัยพิบัติในพื้นที่ ในการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณสุขได้ตามความจำเป็น เหมาะสม และทันต่อสถานการณ์ได้ ข้อ ๑๑ เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพในส่วนค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะ พึ่งพิงตามข้อ ๗ วรรคสอง ให้สนับสนุนแก่ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชน หน่วยบริการ หรือสถานบริการ เพื่อจัดบริการสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงสิทธิหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติต่อปี ตามชุดสิทธิประโยชน์ การบริการด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่กำหนดในเอกสารหมายเลข ๒ แนบ ท้ายประกาศนี้ ทั้งนี้ ตามโครงการที่คณะอนุกรรมการสนับสนุนการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับ ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงอนุมัติ กรณีผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงนอกเหนือจากวรรคหนึ่ง ให้ใช้จ่ายจาเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพตาม ข้อ ๗ วรรคหนึ่ง และใช้ชุดสิทธิประโยชน์การบริการด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมา เทียบเคียงโดยอนุโลม ทั้งนี้ ตามโครงการที่คณะกรรมการกองทุนอนุมัติ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๙๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ข้อ ๑๒ ให้มีคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพ ประกอบด้วย (๑) ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นประธานกรรมการ (๒) ผู้ทรงคุณวุฒิในท้องถิ่น จำนวนสองคน เป็นกรรมการ (๓) สมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นกรรมการ ที่สภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมายจำนวนสองคน (๔) หัวหน้าหน่วยบริการปฐมภูมิที่จัดบริการสาธารณสุข เป็นกรรมการ ในท้องถิ่น ที่คัดเลือกกันเอง จำนวนไม่เกินสองคน (๕) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในท้องถิ่น เป็นกรรมการ ที่คัดเลือกกันเอง จำนวนสองคน (๖) ผู้แทนหมู่บ้านหรือชุมชนที่ประชาชนในหมู่บ้าน เป็นกรรมการ หรือชุมชนคัดเลือกกันเอง จำนวนไม่เกินห้าคน (๗) ผู้แทนของศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน เป็นกรรมการ หรือหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอิสระ ที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น (ถ้ามี) (๘) ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นกรรมการและเลขานุการ (๙) ผู้อำนวยการหรือหัวหน้ากองสาธารณสุข เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และสิ่งแวดล้อมหรือส่วนสาธารณสุขหรือที่เรียกชื่ออื่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ เจ้าหน้าที่อื่นที่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมาย (10) หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ของหน่วยงานคลังที่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมาย ให้สาธารณสุขอำเภอ หัวหน้าหน่วยบริการประจำที่จัดบริการสาธารณสุขในพื้นที่ และท้องถิ่น อำเภอเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการกองทุน การคัดเลือกกรรมการตาม (๔) (๕) และ (๖) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานกำหนด ให้กรรมการตาม (๑) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) และ (๑๐) ประชุมคัดเลือกกรรมการตาม (๒) จำนวนสองคน จากผู้ทรงคุณวุฒิในท้องถิ่น เมื่อได้กรรมการที่มาจากการคัดเลือก ให้ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ ออกคำสั่งแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการกองทุน และแจ้งให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต ทราบต่อไป ข้อ ๑๓ ให้กรรมการตามข้อ ๑๒ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๗) มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี นับแต่วันที่ออกคำสั่งแต่งตั้ง เมื่อครบกำหนดวาระตามวรรคหนึ่งแล้ว หากยังมิได้มีการคัดเลือกกรรมการขึ้นใหม่ ให้ กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่ากรรมการซึ่งได้รับการ คัดเลือกขึ้นใหม่ เข้ารับหน้าที่แต่ต้องไม่เกินเก้าสิบวัน นับแต่วันที่กรรมการพ้นจากตำแหน่ง ในกรณีที่กรรมการตามวรรคหนึ่ง พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระให้ดำเนินการคัดเลือก กรรมการประเภทเดียวกันแทนภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ตำแหน่งกรรมการนั้นว่างลง ตาม หลักเกณฑ์ที่สำนักงานกำหนดในข้อ ๑๒ วรรคสามหรือวรรคสี่ แล้วแต่กรณี ให้ผู้ได้รับการคัดเลือกอยู่ ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลือของกรรมการซึ่งตนแทน เว้นแต่กรณีที่วาระของกรรมการที่พ้นจาก


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๙๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งก่อนครบวาระเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่ดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้งกรรมการแทน ตำแหน่งที่ว่างนั้นก็ได้ และในการนี้ให้คณะกรรมการกองทุนประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ ในกรณีที่กรรมการตามข้อ ๑๒ (๓) ว่างลงโดยมิใช่เหตุพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้ประชุม คณะกรรมการกองทุนประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ ข้อ ๑๔ กรรมการตามข้อ ๑๒ วรรคหนึ่ง (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๗) นอกจากการพ้นจาก ตำแหน่งตามวาระแล้ว ให้พ้นจากตำแหน่ง ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ย้ายไปดำรงตำแหน่งหรือไปประกอบอาชีพในท้องถิ่นหรือพื้นที่อื่น (๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ (๕) เป็นบุคคลล้มละลาย (๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่โทษสำหรับความผิดที่ได้ กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๗) พ้นจากความเป็นสมาชิกภาพของสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ผู้แทนศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน หรือหน่วยรับเรื่อง ร้องเรียนอิสระในท้องถิ่น (๘) ขาดประชุมสามครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ข้อ ๑๕ การประชุมคณะกรรมการกองทุนต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ จำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการ ไม่มาประชุมหรือไม่อาจ ปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ข้อ ๑๖ คณะกรรมการกองทุนมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) พิจารณาอนุมัติแผนการเงินประจำปีของกองทุนหลักประกันสุขภาพ (๒) พิจารณาอนุมัติโครงการ หรือกิจกรรม ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนตามข้อ ๑๐ (๓) ออกระเบียบที่จำเป็นเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารกองทุน ทั้งนี้ ต้องไม่ขัดหรือ แย้งกับประกาศนี้ (๔) สนับสนุนให้บุคคลในท้องถิ่นสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขทั้งที่บ้าน ในชุมชน หรือหน่วยบริการ ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ (๕) ให้คำแนะนำในการจัดทำข้อมูลและโครงการ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานสาธารณสุข ของกลุ่มเป้าหมาย แก่หน่วยงาน องค์กรหรือกลุ่มประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (๖) พิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานผลการดำเนินงาน รายงานการรับเงิน การจ่ายเงิน และเงินคงเหลือของกองทุนหลักประกันสุขภาพ ข้อ ๑๗ คณะกรรมการกองทุนมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อปฏิบัติ หน้าที่ตามประกาศนี้ หรือตามที่คณะกรรมการกองทุนมอบหมาย ข้อ ๑๘ ให้คณะกรรมการกองทุนแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดหนึ่งชื่อ“คณะอนุกรรมการ สนับสนุนการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ ที่มีภาวะพึ่งพิง” ประกอบด้วย


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๙๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย (๑) ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรปกครองท้องถิ่นหรือผู้บริหารอื่น เป็นประธานอนุกรรมการ ที่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมาย (๒) ผู้แทนกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพ จำนวนสองคน เป็นอนุกรรมการ (๓) หัวหน้าหน่วยบริการประจำที่จัดบริการสาธารณสุข เป็นอนุกรรมการ ในท้องถิ่น หรือผู้แทน (๔) สาธารณสุขอำเภอหรือผู้แทน เป็นอนุกรรมการ (๕) หัวหน้าหน่วยบริการปฐมภูมิที่จัดบริการสาธารณสุขในท้องถิ่น เป็นอนุกรรมการ (๖) ผู้จัดการการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุข เป็นอนุกรรมการ (๗) ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เป็นอนุกรรมการ (๘) ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ (๙) เจ้าหน้าที่อื่นที่ผู้บริหารสูงสุด เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมอบหมาย ข้อ ๑๙ คณะอนุกรรมการสนับสนุนการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง มีอำนาจหน้าที่ พิจารณาอนุมัติโครงการ แผนการดูแลรายบุคคล รวมถึงค่าใช้จ่ายตามแผนการดูแล รายบุคคลสำหรับผู้สูงอายุ ที่มีภาวะพึ่งพิง ของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชน หน่วยบริการ หรือสถานบริการ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชน ตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานกำหนด ข้อ ๒๐ การประชุมของคณะอนุกรรมการสนับสนุนการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ ที่มีภาวะพึ่งพิง คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน ที่คณะกรรมการกองทุนแต่งตั้ง ให้นำข้อ ๑๕ มาบังคับ ใช้โดยอนุโลม ข้อ ๒๑ ให้กรรมการ ที่ปรึกษา อนุกรรมการ และคณะทำงาน ได้รับค่าตอบแทนในการประชุม ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่น ให้บุคคลภายนอก และเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับการแต่งตั้งให้ ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพ ที่เข้าร่วมประชุม มี สิทธิได้รับค่าตอบแทนในการประชุม ทั้งนี้ ต้องไม่เกินวงเงินของข้อ ๑๐ (๔) ค่าใช้จ่ายตามวรรคหนึ่ง และวรรคสองให้เป็นไปตามเอกสารหมายเลข ๑ แนบท้ายประกาศนี้ ข้อ ๒๒ เพื่อให้กองทุนหลักประกันสุขภาพมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนและมีการดำเนินงานที่มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต ประสานกับท้องถิ่นจังหวัดใน การติดตาม กำกับ ประเมินผล และส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานของกองทุนหลักประกันสุขภาพใน พื้นที่ที่รับผิดชอบให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และรายงานให้สำนักงานทราบ ข้อ ๒๓ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดมีเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพคงเหลือมากกว่าสองเท่า ของรายรับของกองทุนหลักประกันสุขภาพตามข้อ ๗ วรรคหนึ่ง ของปีงบประมาณที่ผ่านมา สำนักงาน อาจงดการจัดสรรเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามข้อ ๗ (๑) และองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นงดการสมทบเงินตามข้อ ๗ (๒) ของปีงบประมาณนั้น


Click to View FlipBook Version