The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเล่มประชุมวิชาการกรม ครั้งที่ 13

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thunya_meawoon, 2021-04-05 03:41:17

รวมเล่มประชุมวิชาการกรม ครั้งที่ 13

รวมเล่มประชุมวิชาการกรม ครั้งที่ 13

บทคดั ย่อ
การประชมุ วชิ าการส่งเสรมิ สขุ ภาพ
และอนามยั สิงแวดล้อมแหง่ ชาติ
ครงั ที 13 พ.ศ. 2563

ภายใต้หัวขอ้ หลัก “ไทยรู้ สูว้ กิ ฤต”ิ

ระหวา่ งวนั ที
26-28 พฤษภาคม 2563
ณ กรมอนามัย

ทป่ี รึกษา

แพทยห์ ญิงพรรณพมิ ล วปิ ลุ ากร อธิบดีกรมอนามัย
รองอธิบดีกรมอนามัย
นายแพทยด์ นัย ธวี นั ดา รองอธิบดีกรมอนามยั
รองอธบิ ดีกรมอนามัย
นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธ์ิ รองอธิบดีกรมอนามัย
นักวชิ าการสาธารณสขุ ทรงคุณวุฒ(ิ ด้านโภชนาการ)
นายแพทย์บัญชา คา้ ของ รก.นกั วชิ าการสาธารณสขุ ทรงคุณวุฒิ(ดา้ นสขุ าภิบาล)
รก.นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ(ดา้ นส่งเสริมสขุ ภาพ)
นายแพทยส์ ราวุฒิ บุญสุข รก.ทันตแพทยท์ รงคณุ วุฒ(ิ ดา้ นทันตสาธารณสุข)
รก.นักวชิ าการสาธารณสขุ ทรงคณุ วฒุ ิ(ดา้ นสง่ เสริมสุขภาพ)
นายแพทย์สมพงษ์ ชยั โอภานนท์ รก.นกั วชิ าการสาธารณสขุ ทรงคุณวฒุ ิ(ด้านอนามัยสิ่งแวดลอ้ ม)

ดร.อัมพร จันทวิบลู ย์ สำนกั คณะกรรมการผู้ทรงคุณวฒุ ิ
สำนกั คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
นายแพทย์กติ ติพงศ์ แซเ่ จง็ สำนกั คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
สำนกั คณะกรรมการผทู้ รงคณุ วุฒิ
ทันตแพทย์หญิงวรวรรณ อัศวกลุ สำนักคณะกรรมการผทู้ รงคุณวฒุ ิ
สำนักคณะกรรมการผู้ทรงคณุ วฒุ ิ
ดร.จินตนา พฒั นพงศธ์ ร สำนกั คณะกรรมการผทู้ รงคณุ วุฒิ
สำนักคณะกรรมการผู้ทรงคณุ วุฒิ
นางสาวสริ วิ รรณ จนั ทนจุลกะ

คณะบรรณาธิการ ทาวงศ์มา
นางศรีวรรณ เมืองหนองหว้า
นางสาวเบญจมาพร นามแดง
นางสาวเกศินี พุฒพนั ธ์
นางสาวมลฤดี ไขข่ วัญ
นางสาวดวงพร สนั ทัด
นางสาววรินทรท์ ิพย์ พบิ ูลยพ์ ล
นางสาวธนั ญาภรณ์ ดา่ นกลาง
นายปรชั ญา

คำนำ

การประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิง่ แวดล้อมแห่งชาติ ครัง้ ที่ 13 พ.ศ. 2563 ภายใต้หัวข้อหลัก
“ไทยรู้ สู้วกิ ฤติ” มีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือเปน็ เวทีแลกเปล่ียนความรู้ นวตั กรรม เทคโนโลยี ผลงานวิจัย และความสำเร็จ
ในการขับเคลื่อนนโยบายและกฎหมายด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเพื่อสานสัมพันธ์
สร้างแรงจูงใจในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่กรมอนามัย สหวิชาชีพและเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ โดย
สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัย พัฒนานวัตกรรม และการนำเทคโนโลยีดิจิตอลมาใช้ในการทำงานเพื่อให้ประชาชน
สามารถเข้าถงึ ความรแู้ ละบริการดา้ นส่งเสรมิ สุขภาพและอนามัยสง่ิ แวดล้อมท่ีถูกต้อง รวดเร็ว ได้มาตรฐาน

ซึ่งการประชุมเป็นรูปแบบการถ่ายทอดสดผ่านช่อง Youtube : TRUE 4U และ TNN 16 ประกอบด้วย
ปาฐกถาพิเศษ การบรรยายพิเศษ การอภิปรายทางวิชาการ และในส่วนการนำเสนอผลงานวิชาการ ทั้งภาค
ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นำเสนอผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยผลจากการประชุมฯ ครั้งนี้ จะเกิด
ประโยชนแ์ ละนำไปสู่ความร่วมมือระหวา่ งหนว่ ยงานภาคเี ครือข่าย ท่ีจะรว่ มกนั ผลักดันการดำเนินงานด้านส่งเสริม
สุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม สคู่ วามสำเร็จต่อไป

การนำเสนอผลงานวิชาการ ประกอบด้วย การนำเสนอด้วยวาจา (Oral presentation) 6 กลุ่ม คือ 1)
การส่งเสรมิ สุขภาพกลมุ่ สตรแี ละเด็กปฐมวัย 2) การสง่ เสรมิ สขุ ภาพกลุ่มวัยเรยี น วยั รนุ่ 3) การส่งเสรมิ สุขภาพกลุ่ม
วัยทำงาน 4) การส่งเสริมสุขภาพกลุ่มวัยทำงาน 5) กลุ่มอนามัยสิ่งแวดล้อม 6) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงานการ
ส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสง่ิ แวดล้อมระดับนานาชาติ(International Oral Presentation) และการนำเสนอด้วย
บอร์ดวชิ าการ (Poster Presentation) 5 กลุม่ คือ 1) การสง่ เสรมิ สุขภาพกลมุ่ สตรีและเด็กปฐมวยั 2) การส่งเสริม
สุขภาพกลุ่มวัยเรียน วัยรุ่น 3) การส่งเสริมสุขภาพกลุ่มวัยทำงาน 4) การส่งเสริมสุขภาพกลุ่มวัยทำงาน 5) กลุ่ม
อนามัยสง่ิ แวดล้อม จำนวนผลงานในการนำเสนอดว้ ยวาจา (Oral presentation) 51 เรือ่ ง และจำนวนผลงานการ
นำเสนอด้วยบอร์ดวิชาการ 90 เรื่อง รวมผลงานที่เข้าร่วมนำเสนอครั้งนี้ 141 เรื่อง ดังรายละเอียดในเอกสารรวม
บทคดั ย่อ

สารบัญ

ลำดับ ชื่อเร่ือง หน้า

การนำเสนอผลงานด้วยวาจา (Oral Presentation) 3
การสง่ เสริมสุขภาพกลุ่มสตรีและเดก็ ปฐมวัย (O1) 4
5
O1-01 ประสทิ ธิผลของการพัฒนาศักยภาพครอบครัวและชมุ ชน ในการส่งเสรมิ พัฒนาการเด็กปฐมวัย 6
ในพ้ืนที่องค์การบรหิ ารสว่ นตำบลโนนหนามแทง่ จงั หวัดอำนาจเจรญิ 7
8
O1-02 การประเมนิ ผลนโยบายการเฝา้ ระวังและการสง่ เสรมิ พัฒนาการเด็ก (DSPM) 9
10
O1-03 กระบวนการและผลการพัฒนาตำบลตน้ แบบเพื่อจดั การระบบเฝ้าระวังและสง่ เสริมพัฒนา 11
การเด็ก 0-5 ปี โดยการมสี ่วนรว่ มของชมุ ชน พ้นื ทีเ่ ขตสขุ ภาพท่ี 7 ดว้ ยเทคนิคค่ากลาง

O1-04 ความชกุ พาหะธาลสั ซเี มยี ในคู่สมรสคนตา่ งดา้ วทมี่ าฝากครรภ์
ของสถาบันพฒั นาสุขภาวะเขตเมือง กรงุ เทพฯ

O1-05 ผลของการพัฒนาระบบดแู ลสุขภาพและปอ้ งกนั โรคพิษตะกั่วในเดก็ ปฐมวยั เขตอำเภอเมอื ง
จงั หวดั ระยอง

O1-06 การส่งเสริมความรอบรกู้ ารเฝ้าระวังพฒั นาการเดก็ ปฐมวยั ด้วยคูม่ ือ DSPM , DAIM โดยการมี
สว่ นรว่ มของผูป้ กครอง

O1-07 สำรวจสถานการณ์การใชค้ ู่มือเฝ้าระวงั และส่งเสรมิ พัฒนาการเด็กปฐมวยั ( DSPM, DAIM)
ของผูเ้ ลี้ยงดหู ลกั ในเขตเมือง

O1-09 รูปแบบการดแู ลเด็กที่มคี วามพร่องทางพัฒนาการแบบมสี ่วนรว่ มของโรงพยาบาลสง่ เสรมิ
สุขภาพตำบลบา้ นวัดแคในโดยโชคดโี มเดล

O1-10 การพฒั นาเครอื ข่ายความร่วมมอื การเฝา้ ระวังคดั กรองพัฒนาการเดก็ ปฐมวัยเพ่อื เพ่มิ การเข้าถึง
บริการอย่างมมี าตรฐานและเทา่ เทียม เขตสุขภาพท่ี 13 กรุงเทพมหานคร

กลมุ่ ส่งเสรมิ สขุ ภาพกลุ่มวัยเรียน วยั รนุ่ (O2) 15

O2-01 การรบั รคู้ วามเชอ่ื ด้านสุขภาพกับพฤตกิ รรมการปฏบิ ัตติ นเพื่อป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน 16
ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาในพนื้ ท่ีชายแดนไทย-ลาว 17
18
O2-02 รปู แบบการปรับเปลยี่ นพฤติกรรมบรโิ ภคอาหารในเด็กวัยเรียนในเขตสุขภาพท่ี 7 19

O2-03 นโยบายการศกึ ษาในเด็กตา่ งดา้ วของประเทศไทยและความเปน็ จรงิ กรณีศึกษาจังหวัดระนอง
ประเทศไทย

O2-04 การขับเคลื่อนพระราชบัญญัติการปอ้ งกนั และแก้ไขปัญหาการตั้งครรภใ์ นวัยรนุ่ พ.ศ.2559
เขตสุขภาพที่ 6

O2-05 การพฒั นารปู แบบการสง่ เสริมการบรโิ ภคผกั ผลไม้และแกไ้ ขภาวะโภชนาการในโรงเรียน :
กรณีศึกษาโรงเรยี นระดบั ประถมศึกษา 7 แหง่ ในจงั หวัดอุทัยธานี

ลำดบั ชื่อเร่ือง หนา้
20
O2-06 การวจิ ยั ประเมินผลการพฒั นาระบบดูแลช่วยเหลอื วัยรุ่นที่ตง้ั ครรภไ์ ม่พรอ้ มของคลนิ ิกวัยร่นุ
โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพศูนยอ์ นามัยที่ 7 ขอนแกน่ ตามแนวทาง YFHS โดยใช้รูปแบบ 21
ประเมนิ ผล CIPP MODEL 22
23
O2-07 การศึกษาเพศวถิ ขี องการตั้งครรภ์วัยรนุ่ ในจงั หวดั ฉะเชิงเทรา

O2-08 ประสิทธผิ ลของชดุ กิจกรรมการสง่ เสรมิ สขุ ภาพ ทม่ี ผี ลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของ
สามเณรทมี่ ีภาวะอว้ น

O2-09 การพฒั นาโปรแกรมเฝา้ ระวังการตั้งครรภ์แมว่ ัยรุ่นในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัย
ที่ 12 ยะลา

กล่มุ ส่งเสริมสขุ ภาพกล่มุ วยั ทำงาน (O3) 27
28
O3-01 สัณฐานวิทยาของฝุน่ ละอองขนาดเล็กและองค์ประกอบธาตุทางเคมีในบรรยากาศการทำงาน 29
กลุ่มผลิตภณั ฑต์ ู้เฟอร์นิเจอร์ไม้สกั พื้นที่จงั หวัดสโุ ขทัย 30
31
O3-02 สมรรถภาพการมองเหน็ ของพนักงานขับรถรับจา้ งขนสง่ แรงงานเมยี นมาผ่านด่านความมน่ั คง
จงั หวดั ตาก

O3-03 สภาวะสขุ ภาพและการมองเห็นของพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะช่วงเทศกาลปีใหมจ่ ังหวัด
พิษณุโลก

O3-04 รปู แบบการเลิกบุหร่ีของผนู้ ำศาสนาอสิ ลาม จังหวัดปตั ตานี

O3-07 การพัฒนาระบบเฝา้ ระวังพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานรว่ มกบั แอพพลิเคชน่ั H4U

O3-08 ปจั จยั เชิงสาเหตุทผ่ี ลต่อประสิทธิผลของการนวดแผนไทยรว่ มกบั ลูกประคบสมุนไพรในการ 32
สร้างความพร้อมทางรา่ งกายกอ่ นการแขง่ ขนั ของนักกีฬาคนพิการทางการเคลื่อนไหว 33
34
O3-09 ผลของโปรแกรมเสรมิ พลังเพ่ือปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมเส่ยี งต่อโรคหวั ใจและหลอดเลือดใน
บคุ ลากรสถาบนั พัฒนาสุขภาวะเขตเมืองทนี่ ้ำหนักและรอบเอวเกนิ เกณฑ์

O3-10 การพฒั นารปู แบบโรงพยาบาลรอบร้ดู า้ นสขุ ภาพเพ่ือหุน่ ดสี ขุ ภาพดี กรณีศึกษาโรงพยาบาล
ขอนแกน่

กลมุ่ ส่งเสริมสขุ ภาพกลุ่มผู้สงู อายุ (O4) 37
38
O4-01 แบบจำลองเชงิ เศรษฐศาสตร์เพอ่ื ชว่ ยในการตัดสินใจประเมินความคุ้มคา่ ในประชากร 39
กลุ่มท่ีพักอาศยั ในสถานดแู ลผู้สูงอายุ

O4-02 รูปแบบการดำเนนิ ชีวิตของศตวรรษิกชนคนอายเุ กิน 100 ปี อำเภอด่านขุนทด
จงั หวัดนครราชสีมา

O4-03 การพฒั นารปู แบบการส่งเสริมสขุ ภาพผู้สงู อายกุ ล่มุ ติดบ้านโดยการมสี ่วนรว่ มของชุมชนจังหวัด
อุบลราชธานี

ลำดับ ชอ่ื เรอ่ื ง หน้า
40
O4-05 การพฒั นาชมรมผสู้ งู อายุรอบร้ดู า้ นสขุ ภาพ กรุงเทพมหานคร 41

O4-06 การประเมินผลการใช้ระบบสารสนเทศโปรแกรมดูแลระยะยาว 42
ดา้ นสาธารณสุขสำหรับผูส้ งู อายุทมี่ ภี าวะพ่ึงพิง (Long Term Care) เขตสขุ ภาพท่ี 1
43
O4-07 การพฒั นาระบบการดแู ลผสู้ งู อายทุ ่ีมภี าวะพ่ึงพงิ ระยะยาว
ในสถานสงเคราะห์คนชราบ้านลพบุรี 44

O4-08 รปู แบบเฝา้ ระวังการฆา่ ตัวตายในผูส้ ูงอายุโดยความร่วมมือของครอบครวั และชมุ ชน อำเภอปวั 45
จงั หวัดนา่ น

O4-09 Knowledge and Rational Drug Use of the Community of Ban Nongyang in
Tambon Hua Ruea, Mueang District, Ubon

O4-10 พฤติกรรมสขุ ภาพของพระสงฆ์กบั ความรอบร้ดู า้ นสุขภาพจากพระคิลานุปัฏฐากสู่พระนัก
สอ่ื สารในเขตสุขภาพที่ 1

กลุ่มอนามยั สิ่งแวดล้อม (O5) 49

O5-01 การพฒั นารปู แบบการจัดการขยะมลู ฝอยของชุมชน “หมบู่ ้านไรถ้ งั รวมพลังจติ อาสากำจัด 50
ขยะอยา่ งยั่งยืนเพ่อื สุขภาวะและส่งิ แวดล้อมชุมชน” : กรณีศกึ ษาหมูบ่ ้านแห่งหนงึ่ ในจงั หวดั 51
อุทัยธานี 52
53
O5-02 ปัจจัยทม่ี ผี ลตอ่ คุณภาพนำ้ ทผี่ ลติ จากเครอ่ื งผลิตนำ้ ด่ืมหยอดเหรียญ ในเขตอำเภอวารินชำราบ

O5-03 การพฒั นารูปแบบการจัดการมูลฝอยตดิ เชือ้ ในชุมชน เขตสขุ ภาพที่ 4 กรณศี ึกษาจงั หวัด
สระบุรี

O5-04 การศึกษามลภาวะอากาศภายในอาคาร และการประเมนิ ผลกระทบต่อสุขภาพ จากการรับ
สัมผัสมลพิษทางอากาศภายในอาคารสาธารณะของประเทศไทย ปี 2562

O5-05 ก๊าซโพเพนรวั่ ไหลและอาบนำ้ ดว้ ยเครือ่ งทำน้ำร้อนชนดิ ก๊าซหุงต้มในพ้นื ท่ีดอยสูง

O5-06 ประสทิ ธิผลของนวตั กรรมไส้กรองอากาศในอุปกรณด์ ำนำ้ (Snorkel) ในการปอ้ งกันการติดเช้อื 54
ระบบทางเดนิ หายใจสว่ นบน 55
56
O5-07 การพฒั นารูปแบบการสรา้ งโปรแกรมประยกุ ต์ฐานขอ้ มลู อนามัยส่งิ แวดล้อมสำหรับอุปกรณ์
เคลอ่ื นทีส่ ำหรบั เจา้ หนา้ ท่ีสาธารณสุข

O5-08 การศกึ ษาผลของรางจดื ต่อพฤตกิ รรมการใชส้ ารเคมีกำจดั ศัตรพู ืชในเกษตรกร
เขตตำบลขนงพระ เขตตำบลขนงพระ อำเภอปากว่อง จงั หวัดนครราชสีมา

O5-09 การพัฒนารูปแบบการเสรมิ สรา้ งสมรรถนะชุมชนเพ่ือเตรียมความพร้อมในการจดั การสุขภาพ 57
ตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน ในภาวะวิกฤตนำ้ ปา่ ไหลหลากและดนิ โคลนถลม่ ในชมุ ชนชาวเขา 58
เผา่ ลวั ะตำบลสกาด อำเภอปัว จงั หวัดน่าน

O5-10 การพัฒนารูปแบบการดูแลระบบบำบัดนำ้ เสยี โรงพยาบาล ในจงั หวดั ขอนแกน่

ลำดับ ชอ่ื เร่ือง หนา้

กลุม่ International (O6) 61
62
O6-01 Assessment of Lung cancer probability from radon exposure in Mueang Maha
Sarakham District

O6-02 THAILAND SCHOOLS EVALUATION QUALITY OF DRINKING IN CASE OF 2017-2019

O6-03 A HEALTH IMPACT ASSESSMENT MODEL DEVELOPMENT FOR ENVIRONMRNTAL 63
HEALTH MANAGEMENT BY LOCAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATIONS 64
65
O6-04 Risk communication innovation for disease prevention in occupational health
and environment According to international standards (IHR2005)

O6-05 DEVELOPMENT OF GREEN CANTEEN IN THE MINISTRY OF PUBLIC HEALTH

O6-06 A model development for implementation Water Safety Plan to the local 66
water supply system Tha Khantho subdistrict municipality

การนำเสนอผลงานดว้ ยโปสเตอร์ (Poster Presentation) 69
กลุม่ ส่งเสริมสุขภาพกลุม่ สตรีและเดก็ ปฐมวัย (P1)
70
P1-01 การพัฒนารปู แบบการมีส่วนรว่ มในการจดั การเดก็ พัฒนาการสงสัยล่าชา้ ตำบลคลองนอ้ ย 72
อำเภอปากพนัง จงั หวดั นครศรีธรรมราช

P1-02 ภาคีเครือขา่ ย 5 setting สู่ Smart รูสะมิแล

P1-03 การลดมารดาตายในเขตสุขภาพท่ี 1

P1-04 การพัฒนาโปรแกรมความรอบรู้ดา้ นสขุ ภาพในหญิงต้งั ครรภ์ เขตสขุ ภาพท่ี 10 73
P1-05 การสง่ เสริมความรอบรู้ผูป้ กครองเดก็ ปฐมวยั ในการเลน่ เปล่ียนโลก 74

P1-06 นวัตกรรมการป้องกันการตกเลอื ดหลงั คลอด “Clock contraction” 75

P1-07 การพฒั นาตำรับอาหาร สำหรับเดก็ ปฐมวัย กรณีศึกษา ศนู ย์พฒั นาเดก็ เล็กเทศบาลวังสมบรู ณ์ 77
1 อำเภอวังสมบูรณ์ จงั หวัดสระแก้ว 78

P1-08 พัฒนาระบบการป้องกนั ภาวะซมึ เศร้าในมารดาเพอ่ื ลูกรกั พัฒนาการสมวยั พร้อมเรยี นรู้
พนื้ ท่นี ำร่อง อ.เดชอุดม จ.อบุ ลราชธานี

P1-09 ความรอบรใู้ นการเลยี้ งดเู ด็กปฐมวัยของผูเ้ ลย้ี งดูเด็ก เขตสุขภาพที่ 9 80
P1-10 มหัศจรรย์ 1,000 วัน PLUS ต่อการลดทารกแรกเกิดน้ำหนกั นอ้ ย เขตสุขภาพท่ี 9 81

P1-11 ความรอบรูด้ า้ นสุขภาพในการเลีย้ งดูเด็กปฐมวยั ของผู้เล้ียงดูหลัก: กรณศี ึกษา 4 อำเภอ 82

ลำดบั ช่ือเรอื่ ง หนา้
83
P1-12 ความชกุ ของภาวะโลหติ จางและปัจจัยท่ีมคี วามสมั พนั ธ์กับภาวะโลหิตจางในหญงิ ให้นมบุตร 84
พน้ื ท่เี ขตสุขภาพท่ี 7 และ 8
85
P1-13 การพัฒนาตำรับอาหารสำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยเครอื ข่ายนกั โภชนาการ
เขตสุขภาพท่ี 9

P1-14 การพฒั นารูปแบบคลนิ กิ ชุมชนอบอุ่นรอบรดู้ า้ นสุขภาพ

P1-15 ผลการพัฒนาแนวทางการดูแลหญิงต้ังครรภ์เพ่ือตรวจคัดกรองกลมุ่ อาการดาวน์ โรงพยาบาล 86
สง่ เสริมสขุ ภาพ ศูนย์อนามยั ที่ 7 ขอนแก่น 87
88
P1-16 การมีสว่ นรว่ มของชุมชนในสรา้ งความรอบรู้ด้านการใชค้ ่มู ือ DSPM ในผ้เู ลีย้ งดูเด็กปฐมวัย 89
เขตสุขภาพท่ี 9 90

P1-17 ความสมั พันธร์ ะหวา่ งการบริหารแบบมีส่วนรว่ มของผ้บู รหิ ารระดบั ตน้ คุณภาพชวี ิตการทำงาน
กบั ความยึดม่ันผูกพนั ในองคก์ รของพยาบาลวิชาชพี ศูนยอ์ นามัย กระทรวงสาธารณสขุ

P1-18 การพฒั นาโปรแกรมสำเร็จรูปงานสารบรรณเพื่อเพิ่มประสิทธภิ าพการจดั ทำหนังสือราชการ
สถาบนั พัฒนาสขุ ภาวะเขตเมือง

P1-19 คณะกรรมการพฒั นาคณุ ภาพชีวิตระดบั อำเภอมงุ่ สกู่ ารสง่ เสรมิ สุขภาพ : กรณีศึกษาอำเภอ
แหลมสงิ ห์ จังหวดั จนั ทบรุ ี

กลุม่ ส่งเสริมสุขภาพกลุ่มวัยเรียน วยั รนุ่ (P2) 93
94
P2-01 เมลด็ พนั ธุใ์ หม่ อาสาสมัครประจำครอบครวั (อสค.นอ้ ย) 95
96
P2-02 พฤติกรรมการสูบบุหรี่และการพบเหน็ กลยทุ ธ์ของอตุ สาหกรรมยาสูบของเยาวชนอายุ 15 –
19 ปี ในจังหวัดนครปฐม และประจวบคีรีขันธ์ 97

P2-03 ผลของโปรแกรมส่งเสริมทักษะชวี ิตแบบมีส่วนรว่ มตอ่ ความรูเ้ ร่อื งเพศศึกษา ทักษะชีวิต และ
พฤติกรรมป้องกันการตง้ั ครรภไ์ ม่พร้อมในวยั รนุ่ ตอนตน้

P2-04 การขับเคล่ือนโรงเรยี นรอบรู้สุขภาพดา้ นการดแู ลสุขภาพช่องปากและฟัน ในโรงเรยี นนำร่อง
ระดับประถมศึกษาสังกดั กรุงเทพมหานคร

P2-07 โครงการห่นุ ฟติ พิชิตอ้วน

P2-08 นวตั กรรม “ลว้ งกล่องดวงใจ โตไปใช้เป็น” 98
99
P2-09 การพฒั นาแนวทางการดแู ลมารดาตั้งครรภว์ ัยรุ่นแผนกห้องคลอดตามมาตรฐานบรกิ ารสุขท่ี
เปน็ มิตรสำหรบั วยั รุ่นและเยาวชน 101

P2-10 Motion graphic การใช้ถุงยางอนามัยใหป้ ลอดภยั ไร้ท้อง ไรโ้ รค

ลำดบั ช่อื เรื่อง หนา้
102
P2-11 การคุมกำเนิดของหญิงต้ังครรภ์วัยรุ่น ในเขตสขุ ภาพท่ี 1 103

P2-12 การดำเนนิ งานสรา้ งความรอบรดู้ ้านการปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หาการตัง้ ครรภ์ในวัยร่นุ โดย 104
เทคนคิ ค่ากลาง ในพืน้ ท่รี ับผิดชอบศนู ย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ปีงบประมาณ 2562
105
P2-13 การพัฒนาคมู่ ือการดำเนนิ งานโรงเรียนรอบรู้สขุ ภาพดี มีความสุข ศนู ย์อนามยั ที่ 11
นครศรีธรรมราช

P2-14 รูปแบบการสร้างแกนนำในการป้องกันการตงั้ ครรภใ์ นวยั รุน่ เครือข่ายโรงพยาบาลบ้านแพง

P2-15 การศกึ ษาการดำเนินงานป้องกนั และแกไ้ ขปญั หาการตง้ั ครรภ์ในวัยร่นุ ของกลไกคณะกรรมการ 106
พฒั นาคุณภาพชีวติ ระดับอำเภอ (พชอ.) 107
110
P2-16 การส่งเสริมสขุ ภาพด้านโภชนาการเดก็ วัยเรียน สูงดีสมสว่ นในโรงเรียนสง่ เสริมสขุ ภาพระดบั 111
เพชรต่อเน่ือง 2 สมัยขึน้ ไป

P2-17 การพฒั นาแนวทางการเช่ือมโยงขอ้ มลู ภาวะโภชนาการของเดก็ วัยเรียน เขตสขุ ภาพที่ 3 จาก
ฐานข้อมลู HDC กับ DMC

P2-18 มัลตมิ ีเดยี บา้ นห้วยเปล้าโมเดล

P2-19 ปัจจยั สุขภาพและภาวะโภชนาการของนกั เรยี นท่ีแข่งขันกระโดดเชอื ก เขตสุขภาพที่ 3 113

P2-20 นวัตกรรมลดโลกร้อน กระป๋องก๋องแกง๋ “ เปล่ียนของเหลอื ใชเ้ พ่ือไอคิวน้อง” 114

กลมุ่ ส่งเสริมสขุ ภาพกลุม่ วยั ทำงาน (P3) 117
118
P3-01 ประสิทธผิ ลของการให้คำปรกึ ษาดว้ ยเทคนิค Ask Me 3 ต่อการควบคมุ น้ำหนกั ตัว และระดบั
นำ้ ตาลในเลือดในผ้ปู ่วยเบาหวานท่เี ข้ารับบรกิ ารในคลินกิ DPAC ศูนย์อนามัยท่ี 9 นครราชสีมา

P3-02 ความเส่ยี งด้านสุขภาพของชา่ งเสริมสวยในเขตอำเภอธาตุพนม จงั หวดั นครพนม

P3-03 ผลของการสนับสนุนการจดั การตนเองโดยใช้กระบวนการ PDCA ของกล่มุ เส่ยี งโรคเบาหวาน 119
ตำบลวงั ทอง อำเภอวังเหนือ จังหวดั ลำปาง

P3-04 ผลของโปรแกรมการส่งเสรมิ การรบั ร้สู มรรถนะแห่งตนในการปอ้ งกนั ตนเองและการบริหาร 120
การหายใจต่อประสทิ ธิภาพการทำงานของปอดในกลุ่มเกษตรกรผปู้ ลกู เหด็ 121
122
P3-05 ความรอบรู้ดา้ นสุขภาพและพฤตกิ รรมสขุ ภาพ 3อ.2ส. ของกลุ่มวยั ทำงาน อำเภอฝาง
จังหวัดเชยี งใหม่

P3-06 สถานการณ์การใช้วสั ดอุ ุดฟนั ความเสย่ี งด้านสขุ ภาพ และการจดั การของเสียท่ปี นเปื้อน
อะมลั กมั ในโรงพยาบาลสงั กัดกระทรวงสาธารณสุข

ลำดบั ชือ่ เรอ่ื ง หนา้
123
P3-07 ปจั จยั ท่ีมีความสมั พนั ธต์ ่อภาวะซึมเศร้าของกลุ่มวยั ทำงาน กรณีศึกษาตำบลทุง่ ยั้ง
อำเภอลบั แล จังหวัดอตุ รดติ ถ์ 124

P3-08 การศึกษาการประคบเยน็ ด้วยเจลเก็บรกั ษาอณุ หภมู ิในผู้ปว่ ยภายหลังศัลยกรรมชอ่ งปาก

P3-10 ผลของโปรแกรมส่งเสรมิ สุขภาพ“เมนูบ้านเฮากินข้าวเล่าเรอ่ื งหวาน”ต่อพฤติกรรมการควบคมุ 125
ระดับนำ้ ตาลในเลือดของผูป้ ่วยโรคเบาหวาน อำเภอนาตาล จงั หวดั อบุ ลราชธานี

P3-11 ความรอบร้ดู า้ นสุขภาพและพฤตกิ รรมสุขภาพ 3อ 2ส บคุ ลากรสาธารณสขุ 126

P3-12 ประสทิ ธผิ ลของโปรแกรม ช่วยเลิกบุหร่ขี องพนักงานในสถานประกอบการจังหวัดนครปฐม 127

P3-13 แนวทางการเฝา้ ระวังและคดั กรองสุขภาพสำหรับกลุ่มเกษตรกรปลกู ใบยาสบู 128

P3-14 การวิเคราะห์ปัจจยั ความผกู พันของบุคลากรต่อองค์กรทม่ี ีผลตอ่ การปฎิบตั งิ านของบุคลากร 129
ศูนย์อนามยั ที่ 2 พิษณุโลก ตามข้อตกลงการปฎิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 130
131
P3-15 ศกึ ษาสถานการณ์โรคมะเร็งเตา้ นมของสตรไี ทย อายุ 30 – 70 ปี ในโครงการสืบสานพระราช
ปณิธานสมเด็จยา่ ตา้ นภัยมะเร็งเต้านม เขตสุขภาพที่ 8

P3-16 ศึกษาสถานการณก์ ารมีกิจกรรมทางกายของประชากรวัยทำงานในเขตสุขภาพท่ี 2

P3-17 ปจั จัยทีส่ ง่ ผลตอ่ พฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหารของประชากรวยั ทำงานในเขตสุขภาพท่ี 2 132

P3-18 ประเมนิ ผลการดำเนนิ งานป้องกันและเฝา้ ระวังโรคมะเร็งเต้านมในสตรีไทยอายุ 30 – 70 ปี : 133
กรณศี ึกษาจงั หวดั อำนาจเจริญ 134

P3-19 ผลของการส่งเสริมสุขภาพปรับเปล่ยี นพฤติกรรมวัยทำงานในสถานประกอบการ

P3-20 ปัจจัยทีม่ ีความสมั พนั ธก์ บั การเตรียมความพรอ้ มเปน็ ผู้สงู อาย:ุ กรณีศกึ ษา พนักงานวยั ทำงาน 135
ตอนปลายในโรงแรม เขตกรุงเทพเหนือ

กลุ่มส่งเสรมิ สุขภาพกลมุ่ วยั ผูส้ งู อายุ (P4)

P4-01 การพฒั นารูปแบบการให้ความรูด้ า้ นโภชนาการโดยใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ เพ่ือควบคมุ ระดบั 139
น้ำตาลในเลอื ดของผู้ปว่ ยเบาหวาน 140
141
P4-02 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสขุ ภาพตนเองของผู้สงู อายทุ ี่มีภาวะไขมันใน
เลือดสูงคลินิกส่งเสริมสุขภาพผู้สงู อายุ ศนู ย์อนามัยท่ี 7 ขอนแกน่

P4-03 ภาวะสขุ ภาพและปจั จัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลอื ดในพระสงฆ์ เขตสุขภาพท่ี 3

ลำดับ ชอ่ื เรอ่ื ง หนา้
142
P4-04 การประเมินผลผนู้ ำการบรหิ ารรา่ งกาย 14 ท่า หลักสตู รพัฒนาศกั ยภาพแกนนำชมรมผสู้ ูงอายุ 143
เขตสุขภาพที่ 10
144
P4-05 โปรแกรมการสร้างความรูแ้ ละการรบั รู้สถานะสขุ ภาพตนเองมผี ลต่อการควบคุมความดันโลหิต
ในผูป้ ่วยโรคความดันโลหติ สงู แผนกผู้ปว่ ยนอก

P4-06 ผลการปฏบิ ตั งิ านของผูจ้ ัดการการดูแลผสู้ ูงอายุ (Care Manager) เขตสขุ ภาพที่ 10 ท่ี

P4-07 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งความรอบรดู้ ้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพตอ่ การมีภาวะเสีย่ งโรคข้อ 145
เขา่ เส่ือมของผู้สงู อายุ 146
147
P4-08 ผลของโปรแกรมปอ้ งกันการหกลม้ ต่อสมรรถภาพทางกายและการทรงตัวของผู้สูงอายุ 148
ในสถานสงเคราะห์คนชราบ้านลพบุรี 149

P4-09 Predicting Factors of Inappropriate Medication Usage Behavior among
Community Dwelling Elderly People in Chon Buri Province

P4-10 การดำเนินงานโครงการระบบดูแลสง่ เสริมสขุ ภาพผูสูงอายรุ ะยะยาวของผจู้ ัดการการดูแล
ผ้สู ูงอายุ เขตสุขภาพท่ี 3

P4-11 ผา้ ขาวมา้ และเพ่ือนมะกรูด

P4-12 รปู แบบการสอ่ื สารความเส่ียงในการป้องกันภาวะหกล้มของผสู้ ูงอายุในชุมชน อ.เมืองลำพนู 150
จ.ลำพูน 151

P4-13 กลอ่ งสตี รังสำหรับดแู ลสขุ ภาพชอ่ งปากผูป้ ่วยทีม่ ีภาวะพึ่งพิง

P4-14 โครงการฟ้นื ฟศู ักยภาพผ้สู งู อายุเพื่อลดภาวะติดเตียง โรงพยาบาลบา้ นแพว้ (องค์การมหาชน) 152

P4-15 การศกึ ษาพฤติกรรมสขุ ภาพที่พึงประสงคข์ องผ้สู งู อายุ เขตสุขภาพท่ี 4 ปี 2562 153

P4-16 การประเมนิ ผลการดำเนนิ งาน การสง่ เสรมิ การใช้ยาสมเหตุผล ในสถาบนั พฒั นาสุขภาวะ 154
เขตเมือง 155
156
P4-17 การศึกษาการประยุกตใ์ ช้ความรู้ทไี่ ด้รบั จากการฝึกอบรม กรณศี กึ ษา : หลักสตู รเตรียมความ 157
พร้อมผู้นำการเปลีย่ นแปลงกรมอนามยั ร่นุ ที่ 4 (Our Skills Our Future : OSOF IV)

P4-18 ผลการใช้ยาหอมเทพจิตรและยาขิงในการช่วยลดความปวดของผรู้ ับบรกิ ารคลินกิ แพทย์แผน
ไทยและแพทย์ทางเลือก

P4-19 การประยุกตก์ ระบวนการสร้างความรอบรูส้ ุขภาพในงานจา่ ยยาผู้ป่วยนอก (Ask Me 3 P+)

P4-20 แบบแผนความเชอื่ ด้านสขุ ภาพและพฤติกรรมการปอ้ งกันและควบคมุ โรคไข้เลือดออก 158
ของกลมุ่ ชาติพนั ธ์ุ เผา่ ม้ง เผ่าขมุ และเผา่ ถิ่น บ้านปา่ แพะ ตำบลแม่ขะนงิ อำเภอเวยี งสา
จงั หวดั นา่ น

ลำดับ ชอ่ื เรือ่ ง หนา้

กลมุ่ อนามยั สิ่งแวดล้อม (P5) 161
162
P5-01 รูปแบบการเฝ้าระวังอาการระบบทางเดนิ หายใจ โดยการมีส่วนรว่ มของชมุ ชน รอบเหมืองแร่ 163
อตุ สาหกรรมหินทราย (2S2P โมเดล) บ้านป่าหวา้ น จังหวัดนครพนม 164
165
P5-02 การศกึ ษาการสรา้ งการมสี ว่ นรว่ มของภาคเี ครือข่าย ในการดำเนนิ งานพัฒนาอนามยั 166
สง่ิ แวดล้อม บ้านม่วงชี จังหวดั นครพนม 167

P5-03 คณุ ภาพสง่ิ แวดล้อมในชมุ ชนที่มกี ารรื้อแยกซากเครื่องใชไ้ ฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกส์
ตำบลบ้านกอก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอบุ ลราชธานี

P5-04 การพัฒนานวตั กรรมการหาปรมิ าตรน้ำเสียระบบบำบัดน้ำเสยี

P5-05 การประยุกตใ์ ช้การประเมินผลกระทบต่อสขุ ภาพระดับทอ้ งถิ่น กรณศี ึกษา กิจการเผาถ่าน
เทศบาลตำบลโคกสงู อำเภอโพนทอง จงั หวดั ร้อยเอด็

P5-07 การศกึ ษาผลกระทบต่อสุขภาพจากโรงไฟฟ้าชีวมวลท่ีใช้ชานอ้อยเป็นเชื้อเพลิง
ในเขตสขุ ภาพท่ี 10

P5-08 การประยุกต์สารสนเทศทางภูมศิ าสตร์เพื่อแกไ้ ขปัญหาฟลอู อไรดใ์ นน้ำบรโิ ภค

P5-09 การศกึ ษาระบบบริหารจัดการน้ำเสีย/น้ำทงิ้ โรงพยาบาลในประเทศไทย กรณีการจัดการน้ำ 168
เสีย/นำ้ ทง้ิ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสขุ

P5-10 การใชถ้ ่านไบโอชารเ์ พ่ือลดสารเคมใี นดินในเขตพนื้ ที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบา้ น 169
โคกพะธาย อำเภอบ้านแพง จงั หวดั นครพนม

P5-11 การศึกษาสถานการณ์การจัดการอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มจากการเผาศพของวดั ในประเทศไทย 170

P5-12 การศึกษาการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็กกวา่ 2.5 ไมครอน 171
(PM 2.5) ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 172

P5-13 การประเมินคณุ ภาพนำ้ ประปาหมบู่ า้ นตามความเหมาะสมสำหรับการบรโิ ภคในครัวเรอื น

P5-14 การพัฒนาเกณฑม์ าตรฐานสขุ าภิบาลอาหารสำหรบั สถานท่ีจำหน่ายอาหาร 173
174
P5-15 การคดั กรองประชากรกลุม่ เส่ียงโรคพิษสารหนูในพนื้ ทเ่ี ส่ียงด้วยตัวบง่ ชีท้ างชีวภาพตา่ งชนดิ 175

P5-16 รูปแบบการจดั การอาหารปลอดภยั ภายใต้การขบั เคล่ือนนโยบาย “การพัฒนามาตรฐาน
GREEN & CLEAN Hospital” จงั หวดั นครศรีธรรมราช

บทคดั ย่อการประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563 1

Oral Presentation
กลุ่มส่งเสรมิ สขุ ภาพ
กลุ่มสตรีและเดก็ ปฐมวยั

2 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

บทคดั ย่อการประชุมวิชาการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามัยสิง่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครง้ั ที่ 13 ประจำปี 2563 3

ประสทิ ธผิ ลของการพฒั นาศักยภาพครอบครวั และชมุ ชน ในการส่งเสรมิ พฒั นาการเด็กปฐมวัย
ในพื้นท่ีองค์การบรหิ ารส่วนตำบลโนนหนามแท่ง จังหวัดอำนาจเจรญิ

ประเสริฐ ประสมรักษ์ , อสิ ระพงศ์ โพธิ์สุข
โครงการจดั ตัง้ วิทยาเขตอำนาจเจรญิ มหาวิทยาลยั มหดิ ล

หลักการและเหตุผล เด็กแรกเกิด ถึง 5 ปี เป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของการเจริญเติบโตทั้งร่างกาย จิตใจ
อารมณ์ สังคมและสติปัญญา แต่ปัจจุบันพบเด็กปฐมวัยมีแนวโน้มพัฒนาการไม่สมวัยเพิ่มขึ้น การเลี้ยงดูเป็นปัจจัย
สำคญั ตอ่ พัฒนาการของเด็กปฐมวัย ดังนั้นจงึ จำเป็นต้องมกี ารสง่ เสรมิ บทบาทของครอบครวั และชุมชนเพมิ่ มากขน้ึ

วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการพัฒนาศักยภาพครอบครัวและชุมชนในการ
สง่ เสริมพฒั นาการเดก็ ปฐมวัย ในพ้นื ท่อี งคก์ ารบริหารส่วนตำบลโนนหนามแท่ง จังหวัดอำนาจเจรญิ

วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ในกลุ่มเด็กอายุ 3-5 ปี สังกัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ องค์การ
บริหารส่วนตำบลโนนหนามแท่ง จงั หวดั อำนาจเจริญ จำนวน 208 คน สุ่มตวั อยา่ งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1 แห่ง ได้บ้าน
ทับเมย เป็นการศึกษาประชากรเด็กทั้งหมดในศูนย์ฯ จำนวน 44 คน และผู้ปกครอง 1 : 1 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย
แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย แบบวัดความรู้ ซึ่งมีค่า KR20 เท่ากับ 0.64 แบบวัดพฤติกรรม ซึ่งมีค่า
สัมประสิทธิ์อัลฟ่าเท่ากับ 0.64 และแบบประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย DSPM การวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ
1) ศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา 2) พัฒนาและดำเนินการตามรูปแบบ และ 3) ประเมินผลการ
พฒั นารูปแบบ วเิ คราะหข์ ้อมูลด้วยสถิติ Chi-square test และ Paired Sample t test

ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างผู้ดูแลเด็กปฐมวัย ส่วนใหญ่เป็นพ่อ แม่ของเด็ก ร้อยละ 40.0 มีอายุ 55 ปีขึ้นไป
ร้อยละ 30.0 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 92.5 ได้แบบการพัฒนาศักยภาพครอบครัวและชุมชน ในการส่งเสริมพัฒนาการ
เดก็ ปฐมวัย ประกอบดว้ ย 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนาศกั ยภาพครอบครัวและชมุ ชน รว่ มกบั องคก์ ารบริหารส่วน
ตำบลโนนหนามแท่ง ระยะที่ 2 จัดกิจกรรมสร้างกระแส ระยะที่ 3 พัฒนาและขยายคนต้นแบบ ระยะที่ 4 ติดตาม
เยี่ยมบ้าน ผลการดำเนินการตามรูปแบบเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนทดลองพบว่า ผู้ดูแลมีความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริม
พัฒนาการเด็กปฐมวัยเพิ่มขึ้นจาก 14.82±1.18 เป็น 17.43±1.55 คะแนน และมีพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ดูแล
เหมาะสมเพิ่มข้ึนจาก 72.98±7.35 เป็น 80.40±6.06 คะแนน โดยเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติ p-value
< .001 เช่นกันและทำให้เด็กที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า ลดลงจาก 11 ราย เหลือเพียง 1 ราย โดยลดลงอย่างมี
นัยสำคญั p-value = .004

ข้อเสนอแนะ ควรมุ่งเน้นพัฒนาโปรแกรมที่ส่งเสริมสมรรถนะของผู้ดูแลในด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
ปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง โดยประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เหมาะสมกับบริบท และเสริมสร้างบทบาทขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่นิ และชุมชนในการมีส่วนร่วมดูแลเด็กแบบองค์รวม

คำสำคญั (keyword) พัฒนาการเดก็ ปฐมวยั ครอบครวั และชุมชน

4 บทคดั ยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสริมสุขภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ที่ 13 ประจำปี 2563

การประเมนิ ผลนโยบายการเฝ้าระวังและการส่งเสรมิ พัฒนาการเดก็ (DSPM)
The evaluation of Developmental Surveillance and Promotion Manual (DSPM).

ศรชั ฌา กาญจนสิงห์ , พนติ โลเ่ สถยี รกิจ
ศูนยอ์ นามัยท่ี 6 กรมอนามัย

การประเมินผลนโยบายการเฝ้าระวังและการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) เป็นสว่ นหนึ่งของการ
วิจัย “การศึกษารูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยไทยแบบองค์รวม” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผล
นโยบายการดำเนินงานและศึกษารูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยไทย งานวิจัยดังกล่าวเป็นการวิจัยเชิง
พรรณนา (Descriptive study) โดยใช้กระบวนการ CIPP Model ประเมินผลนโยบายการดำเนินงานด้านการส่งเสริม
พัฒนาการเด็กปฐมวัยไทย สุ่มเลือกพื้นที่แบบลำดับขั้น (Three-Stages Cluster Sampling ) โดยสุ่มจังหวัดในเขต
สขุ ภาพเปน็ หนว่ ยตัวอย่างขั้นที่หน่งึ อำเภอเปน็ หนว่ ยตัวอยา่ งขนั้ ท่ีสองและตำบลเปน็ หน่วยตัวอย่างขั้นท่ีสาม ใช้แบบ
สัมภาษณ์การหารูปแบบส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยไทยแบบองค์รวม ในกลุ่มผู้บริหารกลุ่มเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
และกลุ่มผู้รับบริการในสถานบริการระดับจังหวัด อำเภอและตำบล รวมทั้งสิ้น 624 ราย ระหว่างเดือนมีนาคม-
พฤษภาคม 2561 วิเคราะห์ข้อมูลเชงิ ปริมาณดว้ ยสถิติเชงิ พรรณนา และวเิ คราะห์ข้อมลู เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์
เนื้อหาตามกระบวนการประเมิน CIPP Model การวิจัยนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการจริยธรรมกรมอนามัย
ตามรหัสโครงการวิจัยท่ี 172 รบั รองตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 ถงึ วันที่ 30 กนั ยายน 2564

ผลการศึกษา พบวา่ 1) ด้านบรบิ ท: มีนโยบายการดำเนนิ งานและการขบั เคล่ือนงานของผู้บริหารถ่ายทอด
ส่ผู ปู้ ฏิบตั ิและผรู้ ับบรกิ าร โดยกำหนดเป็น KPI และ PA ขบั เคลื่อนนโยบายผ่าน MCH Board และ ชว่ งวยั เน้นการคัด
กรองพัฒนาการร้อยละ 100 2) ปัจจัยนำเข้า: สสจ.ได้รับคู่มือ DSPM จากส่วนกลางและแจกจา่ ยให้ทุกโรงพยาบาลที่
แผนกห้องคลอดพร้อมอธิบายการใช้คู่มือ DSPM ให้หญิงหลังคลอดทุกราย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นผู้บันทกึ ข้อมูล
และส่งออกข้อมูลด้วยโปรแกรมคลังข้อมูลสุขภาพ จำนวนเจ้าหน้าที่ให้บริการมีไม่เพียงพอ รายละเอียดการเฝ้าระวัง
และสง่ เสริมพัฒนาการมีจำนวนมาก ใช้เวลานานต่อการตรวจเด็กหน่ึงคน 3) กระบวนการ: การคัดกรอง การเฝ้าระวัง
และการส่งเสริมพัฒนาการเด็กทำในคลินิก WCC สถานบริการบางแห่งจะแยกวันให้บริการรับวัคซีนกับการตรวจ
พัฒนาการเด็กออกจากกัน เด็กไม่มาจะติดตามทางโทรศัพท์ร่วมกับ อสม.ตามที่บ้าน ผู้ให้บริการขาดทักษะและการ
แจ้งผลตรวจ คู่มือ DSPM มีขนาดใหญ่ต้องนำมาพร้อมสมุดสีชมพูทำให้เกิดการฉีกขาด สูญหาย ผู้รับบริการไม่
ตระหนักต่อการใช้คู่มือ คู่มือมีไม่เพียงพอ สถานที่คับแคบ 4) ผลผลิต: พบเด็กมีพัฒนาการสงสัยล่าช้าและได้รับการ
ติดตามกระตุ้นอย่างเป็นระบบมากขึ้น บางแห่งพบความครอบคลุมน้อยเนื่องจากเด็กไม่มาตรวจ ตามเด็กไม่ได้ เด็ก
ยา้ ยถิน่ เน้ือหาในคมู่ ือ DSPM มีมากใชเ้ วลาตรวจนาน

ข้อเสนอแนะ ระดับนโยบาย: กำหนดบทบาทและช่วงอายุสำหรับตรวจคัดกรองที่ชัดเจน ปรับเนื้อหา
รูปเล่มคู่มือ DSPM ให้ง่ายต่อการพกพาและใช้งาน ผลิตสื่อเพื่อรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ สร้างกระแส ระดับพื้นที่ :
มีกระบวนการติดตามเด็กที่เป็นระบบ รณรงค์สร้างกระแสให้พ่อแม่ มีความรู้และตระหนัก สนับสนุนการส่งเสริม
พัฒนาการเด็กในท้องถ่นิ ในศนู ย์พฒั นาเด็กเล็กและโรงเรียนอนบุ าล

คำสำคญั : การประเมนิ ผลนโยบาย การเฝา้ ระวังและการสง่ เสริมพฒั นาการเด็กปฐมวัย

บทคดั ย่อการประชุมวิชาการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563 5

กระบวนการและผลการพัฒนาตำบลต้นแบบเพ่ือจัดการระบบเฝ้าระวงั และสง่ เสริมพัฒนาการเดก็ 0-5 ปี
โดยการมีสว่ นรว่ มของชุมชน พ้นื ท่เี ขตสุขภาพที่ 7 ดว้ ยเทคนคิ คา่ กลาง

THE PROCESS AND OUTCOME OF THE SUB-DISTRICT MODEL DEVELOPMENT FOR
MANAGING SURVEILLANCE SYSTEMS AND PROMOTING IN EARLY CHILDHOOD
DEVELOPMENT THROUGH COMMUNITY PARTICIPATION IN HEALTH AREA 7 WITH THE

NORM TECHNIQUE

ธิโสภญิ ทองไทย , ทศั นยี ์ รอดชมพู , ธนิศรา นามบญุ เรือง
ศนู ย์อนามยั ที่ 7 ขอนแก่น

บทคัดยอ่ หลกั การและเหตผุ ล การพฒั นาประชากรทีม่ ีคุณภาพจำเป็นต้องได้รับการดูแลเฝา้ ระวังและส่งเสริม
ใหม้ ีพัฒนาการที่เหมาะสมเป็นไปตามวัยท้งั จากครอบครัวและชมุ ชนตง้ั แต่ปฐมวัย

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการและผลของการพัฒนาตำบลต้นแบบในการจัดการระบบเฝ้าระวังและ
ส่งเสรมิ พัฒนาการเดก็ 0-5 ปี โดยการมสี ่วนรว่ มของชุมชน ดว้ ยการจัดการคา่ กลาง

วิธีการศึกษา การวิจัยเชิงพรรณนาแบบศึกษาย้อนหลังนี้ มีกลุ่มตัวอย่างคือ พื้นที่ 77 ตำบลนำร่องใน 77
อำเภอ ของเขตสุขภาพท่ี 7 คดั เลือกจากความสมัครใจเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบรายงานผลดำเนนิ งานโครงการและ
การสรุปบทเรียน ข้อมูลกระบวนการและสรุปบทเรียนการพัฒนา ฯ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ข้อมูลผลลัพธ์จาก
กระบวนการพัฒนาฯ วิเคราะห์ดว้ ยค่าความถี่ และร้อยละ

ผลการศึกษากระบวนการพัฒนา ฯ ประกอบด้วย 1) การจัดทำค่ากลางความสำเร็จในการเฝ้าระวังและ
ส่งเสรมิ พฒั นาการเด็ก 0-5 ปี โดยการมสี ่วนร่วมของชุมชน 2) การพฒั นาศักยภาพแกนนำชุมชน ในการเฝ้าระวังและ
ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้วย DSPM 3) การสร้างค่ากลางความคาดหวังในการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการ
เดก็ 0-5 ปี ระดับจงั หวดั 4) การจัดทำแผนปฏบิ ตั ิการชุมชนโดยแกนนำชุมชน 5) การสนบั สนุนงบประมาณดำเนินงาน
จากศูนย์อนามัยและการระดมทรัพยากรในพื้นที่ 6) การติดตามเยี่ยมเสริมพลังและความก้าวหน้าการดำเนินงานทุก
เดือนทุกระดับ7) การประเมินผลเพื่อสรุปบทเรียนโครงการผลลัพธ์จากกระบวนการพัฒนา พบว่า ทุกตำบลมีการเฝา้
ระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กและมีผลลัพธ์การดำเนินงานสูงกว่าเป้าหมาย โดย 1) เด็กอายุ 9, 18, 30, 42 เดือน
ได้รับการคัดกรองพัฒนาการครอบคลุม ร้อยละ 99.6 2) เด็กอายุ 0-5 ปี มีพัฒนาการสมวัย ร้อยละ 94.4 3) เด็กอายุ
9, 18, 30, 42 เดือน ท่ไี ดร้ บั การคดั กรองทุกคนพบพัฒนาการสงสยั ลา่ ชา้ ร้อยละ 27.4 4) เดก็ ทีพ่ ัฒนาการสงสัยล่าช้า
ได้รบั การติดตามกระตนุ้ พฒั นาการและประเมินซำ้ ใน 30 วัน ร้อยละ 98.5

ขอ้ เสนอแนะ นวัตกรรมและสง่ิ ประดิษฐ์ใช้เพ่ือเฝา้ ระวังและส่งเสริมพฒั นาการเด็กจากภมู ปิ ัญญาและปราชญ์
ทอ้ งถ่ิน กระบวนการพัฒนาต้นแบบฯ น้ถี กู นำไปใชด้ ำเนินโครงการสง่ เสริมเด็กอายุ 0-5 ปี พนื้ ท่เี ขต 7 เพ่ือพัฒนาการ
สมวัย สูงดีสมส่วน ฟันไม่ผุ (Smart Kids 4.0) ขยายครอบคลุมประชากรทั้งกลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์ หญิงตั้งครรภ์
และเด็กอายุ 0-5 ปี เขตสุขภาพท่ี 7 จึงควรนำกระบวนการพัฒนาน้ไี ปใชส้ ง่ เสริมสขุ ภาพในกลุ่มวยั อื่นต่อไป

คำสำคัญ : กระบวนการพฒั นา, ระบบเฝา้ ระวงั , พฒั นาการเด็ก, การมสี ่วนรว่ มของชมุ ชน, ค่ากลาง

6 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563

ความชุกพาหะธาลัสซเี มียในคูส่ มรสคนตา่ งดา้ วที่มาฝากครรภ์ของสถาบนั พัฒนาสขุ ภาวะเขตเมือง กรงุ เทพฯ
(Prevalence of Thalassemia Carriers of foreign spouses attending at the antenatal Clinic ,

Metropolitan Health and Wellness Institution, Bangkok)

ณชั ชา หิรโิ อตปั ปะ
สถาบนั พัฒนาสุขภาวะเขตเมอื ง กรุงเทพฯ

หลกั การและเหตุผล โรคโลหิตจางธาลสั ซีเมีย (Thalassemia) เปน็ โรคเลือดจางหรอื โรคโลหิตจางเรอื้ รงั มสี าเหตุ
มาจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์อย่างหนึ่ง ทำให้ร่างกายมีการสร้างโปรตีนโกลบิน ที่มีลักษณะผิดปกติส่งผลให้เม็ด
เลือดแดงของผู้ป่วยมีอายุสั้น แตกง่าย และถูกทำลายได้ง่าย เป็นผลทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการซีดเหลืองเรื้อรังและมี
ภาวะแทรกซอ้ นตา่ งๆ จากการศึกษาวิจัยพบวา่ มปี ระชากรรอ้ ยละ 35 (มากกวา่ 20 ลา้ นคน) ของประเทศเป็นพาหะของ
โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ในปัจจุบันเนื่องจากการย้ายถิ่นฐานของประชากรไทยและต่างด้าว จากเหตุผลทางเศรษฐกิจ
หรือทางสังคมซึ่งมีผลให้เกิดการเปลีย่ นแปลงทางระบาดวิทยาของโรคธาลัสซเี มีย4จะพบว่ามีคนต่างด้าวมาอาศยั อย่ใู น
ประเทศจำนวนมากอกี ท้ังมาคลอดบตุ รเป็นจำนวนมาก ทำให้การเฝ้าระวังอุบัตกิ ารณ์ผปู้ ่วยโรคโลหิตจางธาลสั ซีเมยี เกิด
ใหม่ชนดิ รุนแรงเปล่ียนแปลงไป จงึ จำเปน็ ตอ้ งศึกษาหาความชกุ ความชุกพาหะธาลสั ซเี มยี ของคนตา่ งด้าว

วัตถุประสงค์ เพ่ือศกึ ษาความชกุ พาหะธาลสั ซเี มยี ของค่สู มรสตา่ งดา้ วทกุ คนทม่ี าฝากครรภ์ ที่สถาบนั พฒั นาสุข
ภาวะเขตเมอื ง กรงุ เทพฯ เพื่อศกึ ษาวิเคราะหค์ วามเปน็ ไปได้ในการเกิดบุตรเปน็ โรคธาลสั ซีเมียชนิดรุนแรง ของสตรีต่าง
ด้าวที่ต้ังครรภ์ทุก 10,000 การตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นประโยชน์ ต่อการวางแผนในการควบคุมตอ่ ไปในเขตกรุงเทพฯและเพอื่
พจิ ารณาผลการศึกษาให้ทราบถงึ สถานการณ์โรคธาลัสซเี มียของคนตา่ งด้าวในพน้ื ทีเ่ ขตกรุงเทพฯ

วิธีการศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบไปข้างหน้าเพื่อประเมินขนาดของพาหะโรคธาลัสซี
เมยี ในคสู่ มรสต่างดา้ วทุกคนทีม่ าฝากครรภ์ท่ีสถาบนั พฒั นาสขุ ภาวะเขตเมืองกรงุ เทพฯชว่ งปี พ.ศ. 2562 มจี ำนวนท้งั สนิ้
81 คู่ ซงึ่ มีจำนวนทงั้ หมด 162 คนคูส่ มรสต่างดา้ วทุกคนทีม่ าฝากครรภ์จะได้รบั การใหค้ ำปรกึ ษาทางพันธกุ รรม และการ
ตรวจทางหอ้ งปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนการควบคุมและป้องกันโรคธาลัสซเี มียตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขหา
ยีนท่ีเสย่ี งตอ่ การเกิดโรคธาลสั ซเี มียชนดิ รุนแรง8 โดยนำความถข่ี องยีนมาวเิ คราะหค์ ำนวณโดยใช้หลกั การประชากรพันธุ
ศาสตรของฮารดีและไวนเบิรก9,10 (Hardy-Weinberg formulation) [p2 +2pq+q2 = 1 ซึ่งใช้เป็นหลักในการคำนวณ
ประชากรที่มีความเป็นไปได้ในการเกิดบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงของสตรีตั้งครรภ์ทุก 10,000 การตั้งครรภ์
เป็น โฮโมไซกัสเบต้า-ธาลัสซีเมีย เป็น ฮีโมโกลบินอี/เบต้า ธาลัสซีเมีย ละ ฮีโมโกลบิน บาร์ต ไฮดรอป ฟีทัลลิส (Hb
Bart’s hydrops fetalis)

ผลการศึกษา ความเป็นไปได้ในการเกิดบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ของสตรีต่างด้าวตั้งครรภ์ทุก
10000 การตั้งครรภ์ หาความเป็นไปได้ในการเกิดของเด็กที่เป็น โรคโฮโมไซกัสเบตา-ธาลัสซีเมีย 2 คน,เด็กที่เป็น
ฮโี มโกลบินอ/ี เบตา้ ธาลสั ซเี มยี 64 คน และเด็กทเ่ี ป็น Hb Bart’s hydrops fetalis 11 คน

ข้อเสนอแนะ ปัจจุบันคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯมีจำนวนหลายแสนคน ซึ่งมาสร้างครอบครัวมีบุตร
หลานเกิดขน้ึ มากมาย ทำให้มคี วามจําเปน็ จะต้องควบคุมการเกิดของเด็กที่เปน็ โรคธาลัสซีเมียชนดิ รุนแรงและนำมาใช้
ในวางแผนการควบคมุ โรคธาลัสซีเมยี ในระดับประเทศต่อไป

คำสำคญั (keyword) ธาลสั ซีเมยี การคัดกรองพาหะธาลัสซีเมีย โรคธาลสั ซเี มียชนิดรุนแรง สถาบันพัฒนาสุข
ภาวะเขตเมือง กรุงเทพฯ

บทคัดย่อการประชุมวชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามัยส่งิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563 7

ผลของการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพและป้องกันโรคพษิ ตะกั่วในเด็กปฐมวัยเขตอำเภอเมือง จังหวัดระยอง
RESULTS OF HEALTH CARE AND PREVENTION OF CHILDHOOD LEAD POISONING SYSTEM

DEVELOPMENT, MUEANG DISTRICT, RAYONG PROVINCE.

จันทร์ทิพย์ อนิ ทวงศ1์ , ศริ ิยา ทรงสถาพรเจรญิ 1, เบญจวรรณ ตระกลู สถิตยม์ นั่ 2, มนสั ดาว แนวพนา1,
พัชรนิ ทร์ พฤทธพิ งศส์ ิทธ2์ิ , กรรณกิ าร์ พนิ จิ 3, วัลภา เพ็งเพชร2

กลุ่มงานอาชีวเวชกรรม1 กลมุ่ งานกมุ ารเวชกรรม2 กลุม่ งานเวชกรรมสังคม3 โรงพยาบาลระยอง

หลักการและเหตุผล : องค์การอนามัยโลกระบุว่าการมีสารตะกั่วในเลือดเพียง 5 ug/dl สามารถทำให้สติปัญญา
ของเด็กลดลง และภาวะปัญญาอ่อนจากพษิ สารตะกั่วเป็น 1 ใน 10 อันดับแรกของโรครา้ ยแรงที่สุดที่เกิดจากปจั จัยเสี่ยง
ดา้ นสงิ่ แวดลอ้ ม

วตั ถปุ ระสงค:์ ศกึ ษาผลของการพฒั นาระบบการดแู ลสขุ ภาพและปอ้ งกันโรคพิษตะกัว่ ในเดก็ ปฐมวยั
วิธีการศึกษา: การศึกษาเชงิ ปฏิบัติการ แบ่งเป็น 2 ระยะคือ 1) พัฒนาระบบการดูแลสุขภาพและป้องกันโรคพษิ
ตะกั่วในเดก็ ปฐมวยั โดยกลไกภาคีเครอื ขา่ ย และทีมสหวิชาชีพด้วยกระบวนการกลุม่ แบบมีสว่ นร่วม 2) ศึกษาผลของการ
ใช้ระบบทั้งด้านเชิงรุก: ศึกษาในศูนย์เด็กเล็กภาครัฐ 24 แห่ง ด้วยการประเมินความเสี่ยงโดยใช้แบบประเมินตนเองของ
กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดลอ้ ม ตรวจระดบั สารตะกั่วในสิ่งแวดล้อม คืนข้อมูลให้กับองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น ผู้บริหารและครูผู้ดูแลศูนย์เด็กเล็กและสื่อสารความเสี่ยงโดยใช้สื่อดิจิทัล กระตุ้นเตือนการปรับเปลี่ยน
สภาพแวดล้อมให้ปลอดภยั ด้วยการเย่ยี มเสรมิ พลงั และสื่อสารผ่านไลน์กลุ่ม ส่วนดา้ นเชิงรบั : ศึกษาท่ีคลินิกเด็กสุขภาพดี
รพ.ระยอง ด้วยการคัดกรองความเส่ียงการสัมผัสสารตะกั่วในผู้รับบริการกลุ่มอายุ 0-5 ปี โดยผู้ปกครองทำแบบประเมนิ
ตนเองท่พี ัฒนารว่ มกับภาคเี ครือขา่ ยและทมี สหวิชาชีพ พยาบาลผดู้ แู ลคลนิ กิ ใหค้ ำแนะนำการดูแลตนเองเบ้ืองตน้ และส่ง
ต่อข้อมูลให้ทีมอาชีวอนามัยเพื่อติดตามประเมินความเสี่ยงสภาพแวดล้อมด้วยการเยี่ยมบ้านและตรวจระดับตะกั่วใน
สิง่ แวดล้อมด้วยวิธี wipe test และ X-ray Fluorescence ใหค้ วามร้แู ละเพิม่ ทักษะการป้องกนั และลดการสัมผัสตะกั่วใน
เด็ก โดยส่ือดจิ ทิ ลั ระยะเวลาดำเนนิ การ ปี 2561 - 2562
ผลการศกึ ษาพบว่า ระยะที่ 1 มีระบบการดูแลสขุ ภาพและป้องกันโรคพิษตะกั่วในเด็กปฐมวัย ใช้เปน็ แนวปฏบิ ัติ
สำหรับ โรงพยาบาลระยองและ รพ.สต.ในเครือข่ายบริการสุขภาพประกอบด้วย บริการเชิงรุกในชุมชน และเชิงรับท่ี
โรงพยาบาลระยองและ เครือข่ายบริการสุขภาพ ระยะที่ 2 ผลของการศึกษาระบบการดูแลสุขภาพและป้องกันโรคพิษ
ตะกั่วในเด็กปฐมวัย พบว่า ด้านเชิงรุก; ศูนย์พัฒนาการเด็กเล็กตรวจพบระดบั ตะกัว่ เกินมาตรฐาน 22.82%(67/307) ทำ
การปรับปรุง เครอ่ื งเล่นอุปกรณ์ ให้ปลอดตะก่ัวหลังคืนข้อมลู ทันทีได้เพียง 40.29 % (24/67) ศนู ยฯ์ สามารถปรับปรุงให้
ปลอดตะกัว่ 12.5 % (3/24 แห่ง) ด้านเชงิ รับ; ผลการคัดกรองความเส่ียงของผรู้ บั บริการในคลินกิ เด็กสขุ ภาพดี รพ.ระยอง
พบ เด็กกลุ่มเสี่ยงต่อการสัมผัสที่ต้องเยี่ยมบ้านและให้คำแนะนำการดูแลตนเอง ปี 2561-2562 เท่ากับ 7.40 %(4/331)
และ4.48 %(3/260) และในปี 2562 เพิ่มการคัดกรองระดับตะกั่วในเลือด พบว่า ผลระดับตะกั่วในเลือดต่ำกว่าเกณฑ์
100% (50/50) และไม่พบโรคพิษตะกั่ว แม้ผลระดับตะกั่วต่ำกว่าเกณฑแ์ ต่ผลการติดตามเยี่ยมบ้านและตรวจสิ่งแวดล้อม
ในบ้านพบมีการปนเปื้อนตะกั่วในสิ่งแวดล้อมเกินเกณฑ์ 8.57 % (3/35) และไม่เกินเกณฑ์ 91.43 % (32/35) คืนข้อมูล
ใหผ้ ้ปู กครองและดำเนนิ การกำจดั อุปกรณเ์ คร่ืองเลน่ ท่ปี นเปอื้ นตะกั่ว
ข้อเสนอแนะ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้บริหารศูนย์พัฒนาการเด็กเล็กควรกำหนดนโยบายและจัดหา
อุปกรณเ์ ครอ่ื งเลน่ และรวมทั้งสรา้ งส่งิ แวดลอ้ มทีป่ ลอดตะก่ัว หนว่ ยบริการสาธารณสขุ ควรบรู ณาการคัดกรองตะกวั่ ในเด็ก
ปฐมวยั ในคลนิ กิ เดก็ สุขภาพดีและควรให้มกี ารตรวจระดบั ตะกั่วในเลือดเพ่ือประเมนิ การสมั ผัสตะก่ัว รวมทั้งส่ือสารความ
เส่ยี งใหค้ รูผดู้ ูแล ผ้ปู กครองร่วมกนั รณรงค์ลดการสมั ผัสตะกวั่ ในเดก็ ปฐมวยั
คำสำคัญ ดแู ลสุขภาพ เดก็ ปฐมวัย ตะก่วั ในเลอื ด โรคพิษตะก่ัว

8 บทคัดย่อการประชมุ วชิ าการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ที่ 13 ประจำปี 2563

การส่งเสรมิ ความรอบรูก้ ารเฝา้ ระวังพัฒนาการเด็กปฐมวยั ด้วยคู่มอื DSPM , DAIMโดยการมสี ว่ นร่วมของผ้ปู กครอง
Participatory Health Literacy on Child Development Surveillance using DSPM and DAIM

ชนญั ญา รตั นยงค์ , ดวงประทปี ไตรสรุ ัตน์
สถาบนั พัฒนาสุขภาวะเขตเมอื ง

หลักการและเหตผุ ล สถานการณพ์ ฒั นาการเดก็ ปฐมวยั ทว่ั ประเทศปงี บประมาณ2559-2560 พบพัฒนาการเดก็
สมวยั ลดลง คอื ปี 2559, 2560 และ 2561 เปน็ ร้อยละ 86.22, 83.61 และ 78.82 ตามลำดบั สถานการณพ์ ฒั นาการเด็ก
ในกรงุ เทพมหานครปงี บประมาณ 2562 ช่วงรณรงค์ พบพัฒนาการสงสยั ลา่ ชา้ ร้อยละ 10.11 สถานการณ์พฒั นาการเดก็
ในศูนย์พฒั นาเด็กสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมอื ง ปี 2560 ในเด็กรับใหม่ 19 ราย พบพัฒนาการสงสัยล่าช้า 9 รายคดิ
เปน็ รอ้ ยละ 47 หากมกี ารสรา้ งความรอบรูใ้ ห้ผปู้ กครองเข้าถึงข้อมลู และเห็นความสำคัญในการเฝา้ ระวงั พัฒนาการเด็ก
ด้วยคู่มือ DSPM, DAIM ผู้ปกครองสามารถออกแบบการส่งเสริมพัฒนาการตามอายุพัฒนาการของเด็ก ก็จะเป็นการ
สง่ เสรมิ พัฒนาการเดก็ โดยผู้ปกครองมสี ่วนร่วมได้

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการส่งเสริมความรอบรู้ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย ภายหลังการส่งเสริมความรอบรู้การ
ใชค้ มู่ ือ DSPM, DAIM

วิธกี ารศึกษา
1. เรยี นรกู้ ลุ่มเปา้ หมายและออกแบบกจิ กรรม
2. จดั ทำสอ่ื ตารางรายงานอายุพัฒนาใชภ้ าพสญั ลักษณแ์ ทนตวั เดก็ ให้ผู้ปกครองทราบผลพฒั นาการ เฉพาะราย
3. จดั กิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้ผปู้ กครองเรือ่ งการใช้คมู่ ือ DSPM, DAIM และแลกเปลย่ี นขอ้ มูลผา่ นกล่มุ ไลน์
4. ประเมนิ ผลโดยใหผ้ ปู้ กครองสง่ คลปิ VDO การใช้คูม่ อื DSPM, DAIM ฝึกลูก มาใหผ้ า่ นทางไลนผ์ ปู้ ระเมนิ
5. ประเมนิ ผล หลังจดั กิจกรรมสง่ เสริมความรอบรู้ 2 เดือน และประเมินผลพฒั นาการเดก็ ตามชว่ งอายคุ ดั กรอง
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เป็นการวจิ ัยแบบ Action Research ใชส้ ถติ คิ วามถ่ี ร้อยละ
ผลการศึกษา การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาจากกลุ่มผู้ปกครองเด็กที่มารับบริการที่ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย
สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง จำนวน 40 ราย พ่อแม่เป็นผูด้ ูแลหลักร้อยละ 90 การศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ
77.5 อาชพี รับราชการ รอ้ ยละ 82.5 ลกั ษณะครอบครวั เป็นครอบครวั เดีย่ ว ร้อยละ 95 อายุ 29-35 ปี ร้อยละ 87.5 ผล
การศึกษาพบว่า ผู้ปกครองเด็กร้อยละ 97.5 ได้รับคู่มือ DSPM, DAIM เป็นคร้ังแรกเมื่อนำเด็กมาฝากเลี้ยงรอ้ ยละ 97.5
และไม่เคยนำมาฝกึ กบั เด็ก รอ้ ยละ 67.5 ภายหลงั การทำสอื่ สญั ลกั ษณ์ตารางอายุพฒั นาการแทนตวั เดก็ เฉพาะราย และ
จดั กจิ กรรมสง่ เสริมความรอบรูพ้ บว่า ผปู้ กครองใชค้ มู่ อื DSPM, DAIM ฝึกเด็กร้อยละ 100 สง่ คลปิ วิดีโอการฝึกลกู มาให้
ผู้ประเมินผ่านช่องทางไลน์ และสามารถออกแบบการฝึกได้ถูกต้องเหมาะสมกับอายุพัฒนาการของเด็ก บุคคลใน
ครอบครัวงดใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์และมีเวลาคุณภาพขณะอยู่กับเด็กร้อยละ 97 ผู้ดูแลหลักมีความพึงพอใจต่อคู่มือ
DSPM, DAIM ในระดับมากที่สดุ จากการประเมินพัฒนาการเด็กในศนู ยพ์ ฒั นาเดก็ ปฐมวัยเดือนธันวาคม 2562 จำนวน
22 คน พบพัฒนาการสงสัยล่าช้าด้านภาษา 1 ราย พัฒนาการสงสัยล่าช้าด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่(GM) 2 ราย ภายหลัง
สง่ เสริมความรอบรู้ 2 เดอื น พบว่าพฒั นาการดา้ นกลา้ มเนือ้ มดั ใหญ่ สมวัยทกุ ราย ด้านภาษามีความกา้ วหน้า
ขอ้ เสนอแนะ ควรนำรปู แบบน้ไี ปขยายผลใหก้ ับผปู้ กครองกลุ่มอ่นื
คำสำคัญ (keyword) การส่งเสรมิ , ความรอบร,ู้ พฒั นาการ, DSPM, DAIM

บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสริมสุขภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563 9

สำรวจสถานการณ์การใชค้ ู่มอื เฝ้าระวงั และส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ( DSPM, DAIM)
ของผู้เล้ียงดูหลักในเขตเมือง

SURVEY THE SITUATION OF THE USE OF DEVELOPMENTAL SURVEILLANCE AND
PROMOTION MANUAL (DSPM, DAIM) OF PRIMARY CAREGIVERS IN URBAN AREAS

มณฑาทิพย์ เหตานุรกั ษ,์ กนกวรรณ กันยาสาย
สถาบนั พัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

หลกั การและเหตผุ ล เดก็ 0-5 ปีท่ไี ด้รบั การสง่ เสริมพัฒนาการอยา่ งเหมาะสมจะทำให้เตบิ โตอย่างมีคณุ ภาพ กระทรวง
สาธารณสุขได้มีการสำรวจในปี 2558 พบว่าเด็กไทยมีพัฒนาการล่าช้าประมาณร้อยละ 30 จึงจัดทำคู่มือ
DSPM/DAIM ซึ่งมีแนวคิดให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นผู้เฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการที่บ้าน แต่จากการสำรวจ
สถานการณ์การใช้คู่มือ DSPM พบว่าผู้เลี้ยงดูหลักส่วนมากไม่รู้จักคู่มือร้อยละ 41 รู้จักแต่ไม่เคยใช้ถึงร้อยละ 26.2
(สถาบันพัฒนาอนามัยเด็กแห่งชาติ,2560) คลินิกพฒั นารูปแบบและนวัตกรรมบริการสุขภาพเด็กดี จึงได้มีการสำรวจ
สถานการณ์การใช้คู่มือDSPM/DAIM ระหว่างเดือน ก.ย.-พ.ย. 62 พบว่าผู้รับบริการทั้งสิ้น 513 ราย มีผู้ใช้คู่มือ
DSPM/DAIMท่บี ้านจำนวน 82 รายคิดเป็นร้อยละ15.98 คลินิกพัฒนารูปแบบและนวัตกรรมบริการสุขภาพเด็กดี จงึ มี
ความจำเป็นในการสำรวจสถานการณ์การใชค้ ่มู ือDSPM/DAIM เพือ่ ศึกษาสถานการณ์ ปจั จัยที่เกย่ี วขอ้ งกับการใช้คู่มือ
DSPM/DAIM เพ่อื นำข้อมูลดังกลา่ วไปใช้ในการวางแผนการดำเนนิ งานใหผ้ ู้เล้ียงดูหลักมีการนำคู่มือ DSPM/DAIM ไป
ใชใ้ นการสง่ เสริมพัฒนาการเด็กมากขึน้ ต่อไป
วัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจสถานภาพส่วนบุคคล สถานการณ์การใช้คู่มือ,ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการใช้คู่มือและเพื่อสร้าง
ข้อเสนอแนะใหผ้ ้เู ลีย้ งดหู ลักมีการนำคู่มือไปใช้ ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข
วิธีการศึกษา เป็นการสำรวจสถานการณ์การใช้คู่มือ DSPM/DAIM ของผู้เลี้ยงดูหลักในเขตเมืองโดยใช้แบบสอบถาม
ประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ดูแลหลัก ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริม
พัฒนาการเดก็ ปฐมวัย
ผลการศึกษา จากการศึกษาการใช้คู่มือ DSPM/DAIM ของผู้เลย้ี งดูหลักในเขตเมืองจำนวน 106 ราย พบว่า รู้จักคู่มือ
ร้อยละ 94.2 ได้รับคู่มือร้อยละ 97.1 ส่วนมากได้รับคู่มือเมื่อแรกคลอดร้อยละ 55.4 มีความถี่ในการใช้, คู่มือเล่ม
ใหญ่,เวลาในการใช้, เนอื้ หามากเกินไป, ตวั หนังสอื เลก็ เกินไป, ไมม่ อี ุปกรณใ์ นการประเมนิ , ไมม่ ัน่ ใจในการประเมินด้วย
ตนเองและไม่มีเวลาในการใช้คู่มือระดับปานกลาง ร้อยละ 53.3, 32.4, 43.8, 40.4, 37.5, 35, 38.1 และร้อยละ 39
ตามลำดับ ไม่เข้าใจเนื้อหาและเกณฑ์การประเมินระดับน้อยร้อยละ 37.1 และ 39 ตามลำดับ ผู้เลี้ยงดูหลักอาชีพรับ
ราชการและรับจ้าง/พนักงานบริษัทมีผลต่อความถี่ในการใช้คู่มือมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.051) ระดับ
การศึกษาชั้นประถมศึกษามีความถี่ในการใช้คู่มือน้อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.034) เด็กที่คลอดรพ.เอกชน ผู้
เลี้ยงดูหลักได้รับการสอนการใช้คู่มือมากกว่า รพ. รัฐบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.019) และพบว่าอาชีพ
รบั จ้างไมม่ เี วลาในการใช้ค่มู อื มากทีส่ ดุ อย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติ (p=0.036)
ข้อเสนอแนะ
1. ควรมีการศกึ ษาข้อมลู กลุ่มผู้เลย้ี งดูหลักที่มีอาชพี รบั จ้าง เพอ่ื หาแนวทางที่เหมาะสมในการสง่ เสริมการใช้คมู่ ือ
2. ควรศกึ ษาข้อมลู เพม่ิ เติมในรายท่ีคลอดรพ.เอกชน เพอ่ื เพิม่ ปัจจยั เสริมในการทำให้ผู้เลย้ี งดูหลักมีการใชค้ มู่ ือ
คำสำคัญ(keyword) DSPM DAIM ผู้เลีย้ งดูหลัก เขตเมือง

10 บทคดั ยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้ังที่ 13 ประจำปี 2563

รูปแบบการดแู ลเด็กท่ีมคี วามพร่องทางพัฒนาการแบบมีส่วนรว่ มของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
บ้านวัดแคในโดยโชคดโี มเดล

A MODEL OF CARING FOR CHILDREN WITH DEVELOPMENTAL INSUFFCIENCY IN PARTICIPATORY
AT BAN WAT KHAENAI HEALTH PROMOTING HOSPITAL BY CHOKDEE MODEL

ธนารีย์ อินทสวัสดิ์1 ณัฐนนั ท์ วรสขุ 2 สรุ ยิ ะ ปิยผดงุ กิจ3
Tanalee Intasavas1 Nattanan Worasuk2 Suriya piyapadungkit3

โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตำบลบ้านวัดแคในตำบลบางกร่าง1
วทิ ยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวดั นนทบรุ ี2
โรงพยาบาลพระนงั่ เกล้า จังหวัดนนทบุรี3

รูปแบบการดูแลเด็กที่มีความพร่องทางพัฒนาการแบบมีส่วนร่วมของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
บ้านวัดแคในตำบลบางกร่างโดยโชคดีโมเดล เป็นงานวิจัยจากงานประจำ จากการดูแลเด็กในพื้นที่รับผิดชอบ
ใน พ.ศ. 2559 ทำการตรวจคัดกรองพัฒนาการเดก็ จำนวน 378 คน พบพัฒนาการล่าช้าจำนวน 6 คน และจาก
การเยี่ยมบ้านในพ้ืนที่พบว่าผู้ปกครองยังมีการเลี้ยงดูเด็กที่ไมถ่ ูกต้อง ให้เด็กอยู่กับโลกเทคโนโลยีเปน็ เวลานานๆ
บางรายรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และจากการตรวจคัดกรองเด็กในโรงเรียน พบว่าครูมีภาระงานมากไม่
สามารถดูแลเด็กได้ รวมทั้งขาดความรู้เรื่องการดูแลเด็กที่มีความล่าช้าหรือพร่องพัฒนาการ ทีมผู้วิจัยในฐานะ
พยาบาล อาจารย์พยาบาล แพทย์ รวมทั้งทมี สุขภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบา้ นวัดแคใน เห็นปัญหา
ของการดูแลเด็กท่ีมีความพร่องทางพฒั นาการในชุมชน จึงสนใจที่ทำการศกึ ษาและพฒั นารปู แบบการดูแลเด็กท่ี
มีความพร่องทางพัฒนาการแบบมีส่วนร่วมโดยใช้โชคดีโมเดล เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ทำให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดต่อเด็ก ครอบครัว ชุมชน สังคม รวมทั้งพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข ให้เป็นไปตามแผน
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (ด้านสาธารณสุข) ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าท่ีมีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน โดยมี
วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาประสิทธิผลของการดูแลเด็กที่มีความพร่องทางพัฒนาการแบบมีส่วนร่วม
จากการศึกษา โชคดีโมเดลใช้ได้ผลกว่าวิธีเดิม คือค้นพบได้เร็ว แรงแม่นยำ แก้ไขได้เร็ว เด็กที่มีความพร่องทาง
พัฒนาการเข้าโครงการ จำนวน 30 คน พัฒนาการเด็กดีข้ึน จำนวน 29 คน คิดเป็นร้อยละ 96.67 และจากการ
ดำเนินการยังได้ นวัตกรรมหลักการทำงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข คือ 4H รวมทั้ง นวัตกรรมวิธีการดูแลเดก็
พร่องพัฒนาการ คือ ตาดู หูฟัง จับมือทำ ทำ ไป ด้วยกัน และ กิน กอด เล่น เล่า รวมทั้ง ชุดนวัตกรรมของเล่น
เด็กการเรียนรู้ผ่านการเล่นประดิษฐ์จากของใช้ในบ้านและวัสดุในชุมชน (ชื่อชุดนวัตกรรมโชคดี) เพื่อส่งเสริม
พัฒนาการเด็ก ส่วนเด็ก 1 คน ที่มีปัญหาทางร่างกายทีมสขุ ภาพได้ดำเนนิ การชว่ ยเหลือขั้นต่อไป จากการศึกษา
เรื่องนี้ทำให้ผู้วิจัยเข้าใจและเห็นคุณค่าที่แท้จริงของผู้ให้บริการ ซึ่งถ้าเราเปลี่ยนจากการทำงานประจำของ
เจ้าหนา้ ทใ่ี หเ้ ป็นการสรา้ งความโชคดีใหก้ บั ผมู้ ารับบริการ ทีไ่ ด้รับการแกไ้ ขการพร่องทางพัฒนาการของเดก็ อย่าง
จริงจังและต่อเนื่องเกิดคุณค่ายิ่งใหญ่กับชีวิตและอีกหลายชีวิต ได้เปลี่ยนเขาเหล่านั้นให้ดีขึ้นเติบโ ต มีคุณค่าใน
สังคมและเปน็ ทรัพยากรทดี่ ขี องประเทศชาติตอ่ ไป

คำสำคัญ : รูปแบบการดูแลเด็ก; ความพรอ่ งทางพัฒนาการ; การมีส่วนร่วม

บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสริมสุขภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครงั้ ที่ 13 ประจำปี 2563 11

การพัฒนาเครือขา่ ยความร่วมมือการเฝ้าระวงั คดั กรองพัฒนาการเด็กปฐมวัย
เพื่อเพิ่มการเข้าถงึ บรกิ ารอย่างมีมาตรฐานและเท่าเทียม เขตสขุ ภาพที่ 13 กรงุ เทพมหานคร

ศิรพิ รรณ บุตรศรี, จันทริ า นนั ทมงคลชัย, กรรณิการ์ เจรญิ จิตร, ราตรี ชายทอง
สถาบนั พฒั นาสขุ ภาวะเขตเมอื ง

หลักการและเหตุผล พื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตการปกครองพิเศษ มีกลุ่มประชากรโยกย้ายเขา้ ออกอยู่
ตลอดเวลา การติดตามเด็กเพ่ือเข้ารับการตรวจคัดกรองพัฒนาการมีความยากกว่าพืน้ ที่ท่ัวไป เพราะเด็กสว่ นใหญจ่ ะมี
ทั้งที่อยู่จริงตามทะเบียนราษฎร์และเด็กท่ีย้ายตามพ่อแม่เข้ามาทำงาน จึงจำเป็นที่ต้องเร่งรัดการติดตามเด็กกลุ่มน้ใี ห้
เข้ามารบั บริการเพ่อื ลดปญั หาเดก็ กลุม่ เสย่ี ง ข้อมูลผลการเฝ้าระวังและคัดกรองพฒั นาการเด็ก ปี 2560-2561 พบว่าเด็ก
ที่เข้าถึงบริการเฝ้าระวังและตรวจคัดกรองพัฒนาการในเขตสุขภาพท่ี 13 มีสัดส่วนที่ต่ำกว่าจำนวนเด็กตามทะเบียน
ราษฎร์เข้าถึงบริการตรวจคัดกรองเพียงร้อยละ 14.7 และ 15.3 ตามลำดับ เด็กส่วนใหญ่ในชุมชนยังขาดโอกาสเข้าถงึ
บริการตรวจคัดกรอง สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองจึงพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือสร้างการมีส่วนร่วมของภาคี
เครือข่ายภาครัฐและเอกชน โดยใช้กลยุทธ์ PIRAB ในการเฝ้าระวังและคัดกรองพัฒนาการเด็ก ปีงบประมาณ 2562
เพอื่ กระต้นุ ให้พอ่ แม่ ผูป้ กครองเหน็ ถงึ ความสำคญั ในการติดตามเฝ้าระวังและส่งเสรมิ พฒั นาการเด็กโดยสามารถเข้ารับ
บริการได้ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านและเพิ่มการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองพัฒนาการเชิงรุกแก่เด็กในชมุ ชน
เขตเมอื ง โดยภาคเอกชนคลินิกชุมชนอบอุ่น

วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาเครอื ข่ายความรว่ มมือเฝ้าระวงั และคดั กรองพัฒนาการเด็กปฐมวัยและเพ่ิมการเข้าถงึ
บรกิ ารตรวจคัดกรองพัฒนาการอยา่ งมมี าตรฐานและเทา่ เทยี ม ในเขตสขุ ภาพท่ี 13 กรงุ เทพมหานคร

วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีขั้นตอนการดำเนินการวิจัย 4
ข้นั ตอน คอื 1) ศกึ ษาขอ้ มลู ผลการรณรงคค์ ัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัย ปี 2560-2561 วเิ คราะหช์ ่องว่าง ค้นหาความ
ต้องการและโอกาสพัฒนา 2) ประชุมคืนข้อมูลในเวทีเขตสุขภาพที่ 13 สร้างการมีส่วนร่วมโดยออกแบบการพัฒนา
เครอื ขา่ ยความรว่ มมือ โดยใช้กลยทุ ธ์ PIRAB 3) ผนกึ กำลังภาคเี ครอื ข่ายเฝ้าระวงั และคดั กรองพฒั นาการเด็กปฐมวัยโดย
การบริหารจัดการแบ่งพื้นที่ให้คลินิกชุมชนอบอุ่น มีส่วนร่วมคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัยเชิงรุกนอกสถานบริการ
ระยะน้ีไดใ้ ช้แนวคิดการดำเนนิ งานในลักษณะวงรอบ (PDSA) 4) ภาคเี ครือขา่ ยกรมวชิ าการติดตามประเมินคุณภาพการ
ดำเนินงาน สรุปผลลพั ธก์ ารเขา้ ถงึ บริการตรวจคัดกรองพฒั นาการ

ผลการศึกษา 1) ผลผลิตของการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือการเฝ้าระวังคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัย
เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบรกิ ารอย่างมีมาตรฐานและเทา่ เทียมเขตสุขภาพที่ 13 กทม. ได้ผลลัพธ์เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ
15.3 เป็นร้อยละ 56.2 ในปี 2562 2) เกิดความร่วมมือของภาคเอกชนคลินิกชุมชนอบอุ่นเข้าร่วมโครงการรณรงค์คัด
กรองพัฒนาการเด็กปฐมวัยเชิงรุกนอกสถานบริการขยายความครอบคลุมจากร้อยละ 30 ในปี 2561 ครอบคลมุ รอ้ ยละ
100 ในปี 2562 3) ผลการติดตามประเมินคุณภาพการการเฝ้าระวังและตรวจคัดกรองพัฒนาการ ของบุคลากรคลินกิ
ชุมชนอบอุ่นเปรียบเทียบจากผลการพบสงสัยล่าช้าในปี 2561.ร้อยละ 5.33 ปี 2562 บุคลากรมีทักษะและตรวจพบ
สงสัยล่าชา้ เพ่ิมขึ้นเปน็ .ร้อยละ19.6 4) การสรา้ งการมสี ่วนรว่ มของภาคเี ครอื ขา่ ย ได้แก่ สปสช.เขต 13 เขตสขุ ภาพที่ 13
กรมการแพทย์ สำนักอนามัย สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ศูนย์สุขภาพจิตที่13 และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นท่ี
ร่วมกันให้ข้อมูล ข้อเสนอแนะ และมีส่วนร่วมสนับสนุนด้านการพัฒนาศักยภาพการเยี่ยมเสริมพลังและการประเมิน
คณุ ภาพ การรว่ มพฒั นาระบบฐานขอ้ มูลและการจ่ายค่าตอบแทนทสี่ อดคลอ้ งกับนโยบายดงั กลา่ วภายใต้กลยทุ ธ์ PIRAB

ขอ้ เสนอแนะ เชงิ นโยบายระดับกรมวชิ าการ ควรพฒั นาศกั ยภาพบุคลากรอยา่ งต่อเน่อื งเพ่ือให้การดำเนินงานมี
ประสทิ ธภิ าพมากขน้ึ และทดแทนบคุ ลากรทีม่ กี ารหมุนเวยี น นำผลการประเมินมาวางแผนพัฒนาอยา่ งต่อเนอื่ ง

คำสำคัญ (keyword) พัฒนาการเดก็ ปฐมวยั

12 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามยั สงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563 13

Oral Presentation
กลุ่มสง่ เสริมสุขภาพ
กลุ่มวัยเรยี น วยั รุ่น

14 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

บทคดั ย่อการประชมุ วชิ าการส่งเสริมสุขภาพและอนามยั ส่งิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครง้ั ที่ 13 ประจำปี 2563 15

การรบั รูค้ วามเชอื่ ดา้ นสขุ ภาพกบั พฤตกิ รรมการปฏิบตั ิตนเพื่อปอ้ งกันโรคขาดสารไอโอดีนของนกั เรียน
ในพน้ื ทีช่ ายแดนไทย-ลาว

อโนชา วปิ ลุ ากร, กฤษณา กาเผอื ก, ไพรชล ตนั อดุ , พชรา คำฟู
ศนู ยอ์ นามยั ที่ 1 เชยี งใหม่

ภูมิหลัง : ระหว่างปี 2560 - 2562 พบอัตราคอพอกของนักเรียนในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว ร้อยละ 3.9, 7.0
และ 11.7 ตามลำดบั ถึงแม้จะมมี าตรการต่างๆในการแกไ้ ขปญั หา อัตราคอพอกกย็ ังคงเพ่ิมขนึ้ อย่างต่อเนื่อง การรับรู้
ความเชือ่ ดา้ นสขุ ภาพอาจเปน็ ปจั จยั หลกั ทมี่ ีผลต่อพฤติกรรมการปฏิบตั ิตนเพอ่ื ป้องกนั โรคขาดสารไอโอดนี

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคขาดสาร
ไอโอดีนและความสัมพันธ์ของการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคขาดสาร
ไอโอดนี ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาในพน้ื ทช่ี ายแดนไทย-ลาว

วัสดุและวิธีการ : เป็นวิจัยเชิงพรรณนา ประชากรที่ศึกษาคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 128
คน ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอาชีวศึกษาเชียงราย-พะเยา อำเภอเชียงของ จังหวดั เชยี งราย เครอื่ งมอื ทใี่ ช้เป็น
แบบสอบถามที่ได้รับการตรวจสอบความเที่ยงตรงโดยผู้เชี่ยวชาญและมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 ใช้ประเมินการ
รับรู้และการปฏบิ ัติตนในการป้องกนั โรคขาดสารไอโอดีนของนกั เรียน เกบ็ รวบรวมข้อมูลระหว่างวนั ท่ี 14 พฤศจิกายน
ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2562 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent sample T-test, Kruskal-Wallis Test และ
Pearson Correlation

ผลการศึกษา : นักเรียนมีการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคขาดสาร
ไอโอดีนอยู่ในระดับปานกลาง และการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปฏิบัติตนเพ่ือ
ปอ้ งกนั โรคขาดสารไอโอดนี อยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ิ (p<0.001)

สรุป : นักเรียนในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว มีการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการปฏิบัติตนเพื่อ
ป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนอยู่ในระดับปานกลาง การรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการ
ปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานท่ี
เกี่ยวข้องในการกำหนดมาตรการจัดทำโครงการควบคุมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนในพ้ืนที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และย่งั ยนื

คำสำคญั : โรคขาดสารไอโอดนี , การรับรู้ความเช่ือดา้ นสขุ ภาพ, พฤติกรรมการปฏบิ ตั ติ น

16 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

รปู แบบการปรับเปล่ียนพฤติกรรมบริโภคอาหารในเดก็ วยั เรยี นในเขตสุขภาพท่ี 7
DIETARY PATTERNS OF BEHAVIOR IN SCHOOL CHILDREN IN HEALTH REGION 7

กรแก้ว ถิรพงษส์ วัสดิ์
ศูนยอ์ นามยั ท่ี 7 ขอนแก่น

หลักการและเหตุผล การส่งเสริมสุขภาพประชากร โดยกรมอนามัย ได้จัดบริการเป็นกลุ่มวัยเพื่อให้
สามารถส่งเสริมสุขภาพให้เหมาะสมตามความจำเป็นของกลุ่มวัย สำหรับกลุ่มเด็ก มุ่งเน้นในการพัฒนาสุขภาพ
เดก็ และเยาวชนใหม้ ีสขุ ภาพกาย จิต ปญั ญา สังคม โดยการสนับสนนุ พฤติกรรมบุคคล และจัดการสภาพแวดลอ้ ม
เพื่อส่งเสริมสุขภาพ เป็นแนวทางสำคัญซึ่งถูกกำหนดไว้ใน พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน
แห่งชาติ พ.ศ.2560 มาตรา 6 ระบุ เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาเด็กและเยาวชนว่า “ให้เด็กมีสุขภาพและ
พลานามัยแข็งแรงรู้จกั การป้องกันตนเองจากโรคและสิ่งเสพติด"

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและสร้าง
แนวทางในการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนในพื้นที่ จังหวัด กาฬสินธุ์
ขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอด็

วิธีการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพนักเรียน และแบบ
สัมภาษณ์ผู้ปกครองวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย และส่วน
เบีย่ งเบนมาตรฐานขอ้ มูลเชิงคุณภาพวิเคราะหเ์ น้อื หาเชงิ โครงสร้าง

ผลการศึกษา กลมุ่ ตวั อย่างสว่ นใหญเ่ ปน็ เพศหญงิ ร้อยละ 55.9 การศึกษาช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 4 ร้อยละ
32.5 อายุเฉลี่ย 10.6 ปี และไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 89.0 ภาวะโภชนาการ สมส่วน ร้อยละ 77.0 การสร้าง
แนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคโดยนักเรียนและผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม ประกอบไปด้วย
กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 2 ขั้นตอน ได้แก่ การพัฒนาเงื่อนไขการนำหรือพัฒนาองค์ความรู้ในการ
บริโภคอาหารที่เหมาะสม โดยสร้างกิจกรรมให้ความรู้ที่สนุกสนานเหมาะสมกับเด็กวัยเรียน และการสร้างแรง
เสริมพฤติกรรมทางบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วมตั้งเป้าหมายและกำหนดแรงจูงใจด้านบวก การประเมินผล
นกั เรียนมีพฤตกิ รรมบริโภคอาหารท่พี ึงประสงค์ในอัตราท่เี พม่ิ ข้นึ

ข้อเสนอแนะ รูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไปใช้ควรดำเนินกระบวนการให้ครบท้ัง
กระบวนการพัฒนาเงื่อนไขการทำและกระบวนการสร้างเสริมพฤติกรรมทางบวกโดยเฉพาะการสร้างพฤตกิ รรม
ทางบวก ควรมีระยะเวลาตอ่ เนือ่ งมากกว่า 1 เดอื น เพ่อื ใหเ้ กิดพฤติกรรมกบั เดก็ ไดจ้ ริง หากมีการศึกษาเพม่ิ ในมิติ
ชองชุมชนโดยเฉพาะร้านค้า หรือชุมชนท่ีจะออกมาตรการทางสงั คมรว่ มในการเสรมิ แรงพฤติกรรมทางบวกด้วย
จะเปน็ องค์รวมมากขึ้น

คำสำคญั : การปรับเปลย่ี นพฤตกิ รรม, การบริโภคอาหาร, เด็กวัยเรยี น

บทคดั ยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสริมสุขภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563 17

Education Policy for Migrant Children in Thailand and How It Really Happens; A
Case Study of Ranong Province, Thailand

Abstract : Health and education are interrelated, and it is for this reason that we studied
the education of migrant children. The Thai Government has ratified ‘rights’ to education for all
children in Thailand since 2005. However, there are gaps in knowledge concerning the
implementation of education policy for migrants, such as whether and to what extent migrant
children receive education services according to policy intentions. The objective of this study is
to explore the implementation of education policy for migrants and the factors that determine
education choices among them. A cross-sectional qualitative design was applied. The main data
collection technique was in-depth interviews with 34 key informants. Thematic analysis with an
intersectionality approach was used. Ranong province was selected as the main study site. Results
found that Migrant Learning Centers (MLCs) were the preferable choice for most migrant children
instead of Thai Public Schools (TPSs), even though MLCs were not recognized as formal education
sites. The main reason for choosing MLCs was because MLCs provided a more culturally sensitive
service. Teaching in MLCs was done in Myanmar’s language and the MLCs offer a better chance
to pursue higher education in Myanmar if migrants migrate back to their homeland. However,
MLCs still face budget and human resources inadequacies. School health promotion was
underserviced in MLCs compared to TPSs. Dental service was underserviced in most MLCs and
TPSs. Implicit discrimination against migrant children was noted. The Thai Government should
view MLCs as allies in expanding education coverage to all children in the Thai territory. A
participatory public policy process that engages all stakeholders, including education officials,
health care providers, Non-Governmental Organizations (NGOs), MLCs’ representatives, and
migrants themselves is needed to improve the education standards of MLCs, keeping their
culturally-sensitive strengths.

Keywords : migrants; Migrant Learning Center; education; school health; intersectionality

18 บทคดั ย่อการประชุมวชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563

การขับเคลือ่ นพระราชบัญญตั ิการป้องกนั และแกไ้ ขปัญหาการตง้ั ครรภใ์ นวยั รุน่ พ.ศ. 2559 เขตสุขภาพท่ี 6
DRIVE ACT FOR PREVENTION AND SOLUTION OF THE ADOLESCENT PREGNANCY
PROBLEM, B.E. 2559 (2016) in HEALTH REGION 6

นงลกั ษณ์ สุขเอีย่ ม , ภูรภิ คั พ์ พรหมมินทร์
ศูนยอ์ นามยั ที่ 6 กรมอนามยั

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) กับกระบวนการรวมพลังสร้างสรรค์ (AIC)
มีวัตถุประสงค์เพื่อศกึ ษารูปแบบการขับเคลื่อนพระราชบัญญัตกิ ารป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.
2559 แบบมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้รับผิดชอบหรือผู้เกี่ยวข้องกับงานวัยรุ่นจาก 5 กระทรวงหลัก
ดังนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้แก่ เจ้าหน้าทีอ่ งค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน กระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ ครูใน
สถานศึกษา กระทรวงพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ย์ ได้แก่ แกนนำสภาเด็กและเยาวชนระดับตำบล กระทรวง
แรงงาน ไดแ้ ก่ ผู้แทนสถานประกอบกิจการ และกระทรวงสาธารณสุข ไดแ้ ก่ เจา้ หนา้ ทีโ่ รงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตำบล
อาสาสมคั รสาธารณสุขประจำหม่บู า้ น และแมว่ ยั รุน่ จากพน้ื ที่ดำเนินการใช้พระราชบญั ญัติการปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หา
การตัง้ ครรภใ์ นวัยร่นุ พ.ศ.2559 ทั้งสิ้น 27 อำเภอ จาก 8 จังหวัดในเขตสขุ ภาพท่ี 6 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบนั ทกึ
กิจกรรม แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นกึ่งโครงสร้าง และแบบบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยวิธี
วเิ คราะห์เชิงเนอ้ื หา

ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ชุมชน ทบทวนสถานการณ์/ปัญหาหา
แนวทาง จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และมีการดำเนินการตามแผน ดังนี้
กระทรวงศึกษาธิการ 1) มีการสอนเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตในช่ัวโมงสุขศึกษา ชั่วโมงโฮมรูมหรอื บูรณาการร่วมกับ
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ มกี ารใชแ้ ผนการสอนผา่ นส่อื ออนไลน์ จัดอบรมปอ้ งกันการตง้ั ครรภ์ในวัยรุ่นร่วมกบั หนว่ ยงานอน่ื ๆ
2) มีระบบดูแลช่วยเหลือและส่งต่อนักเรียน โดยการเยี่ยมบ้าน ปีละ 2 ครั้ง มีคลินิกวัยรุ่น และมีระบบส่งต่อกับ
โรงพยาบาล กระทรวงมหาดไทย 1) จัดอบรมป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และอาสาสมัคร
สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 2) สนับสนุนกิจกรรม/พื้นที่สร้างสรรค์ โดยจัดโครงการส่งเสริมการออกกำลังกายสำหรับ
เยาวชน ลานกฬี า และกิจกรรมจติ อาสา กระทรวงพัฒนาสงั คมและความมนั่ คงของมนุษย์ 1) สนบั สนุนเงินสวสั ดิการเดก็
แรกเกิด 2) สนับสนุนแกนนำสภาเด็กและเยาวชนในการจัดอบรมป้องกนั การตั้งครรภใ์ นวัยรุน่ กระทรวงสาธารณสขุ 1)
บริการเชิงรบั ในสถานบริการ โดยให้บริการข้อมูล ให้คำปรึกษาและการคุมกำเนิด 2) บริการเชิงรุก โดยการอบรมเพศ
วิถีศึกษา การป้องกันการตั้งครรภ์ในวยั รุ่นให้กับนักเรียน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และผู้ปกครอง จัดตัง้
ศูนย์อนามัยการเจริญพันธุ์ในชุมชน และประชาสัมพันธ์พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ใน
วัยรุ่น พ.ศ.2559 3) บริการส่งต่อ เพื่อได้รับบริการในสถานบริการที่เหมาะสม เช่น การฝังยาคุมกำเนิด การยุติการ
ตั้งครรภท์ ีป่ ลอดภยั เปน็ ต้น สถานประกอบการ 1) จดั กจิ กรรมการสร้างทกั ษะชวี ิต และความเข้มแข็งทางใจให้วยั รุ่นใน
โรงงาน โดยพบว่าพ้ืนท่ีดำเนนิ การส่วนใหญ่ดำเนินการไม่ครบถว้ นตามแผนทีจ่ ัดทำไว้

ข้อเสนอแนะ ระดับนโยบาย : ขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ใน
วัยรุ่นระดับจังหวัดสู่คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ระดับพื้นท่ี : หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่
ดำเนินการตามบทบาทภายใตพ้ .ร.บ.ฯ และรณรงค์ ประชาสัมพันธ์เพอ่ื ใหว้ ยั รุ่นได้รบั ทราบสิทธติ ่างๆ ภายใตพ้ .ร.บ.ฯ นี้

คำสำคัญ : การตงั้ ครรภ์ในวัยรนุ่ พระราชบญั ญัตกิ ารป้องกนั และแก้ไขปญั หาการตง้ั ครรภ์ในวยั รุ่น พ.ศ.2559

บทคดั ย่อการประชุมวชิ าการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563 19

การพฒั นารูปแบบการสง่ เสริมการบรโิ ภคผักผลไมแ้ ละแกไ้ ขภาวะโภชนาการในโรงเรียน :
กรณีศกึ ษาโรงเรยี นระดบั ประถมศกึ ษา 7 แห่ง ในจงั หวัดอทุ ัยธานี

The development of a model for promoting fruit and vegetable consumption and solving the
nutritional problems in schools. : A case study of 7 elementary schools in Uthai Thani Province.

ดร.สมนึก หงษ์ยม้ิ
สำนกั งานสาธารณสุขจงั หวัดอุทัยธานี

หลักการและเหตุผล ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งปัจจุบันปัญหาภาวะโภชนาการเกินและภาวะขาด
สารอาหารในเวลาเดียวกันโดยเฉพาะในวัยเด็ก ผลกระทบอันเกิดจากภาวะผอมและเตี้ยของเด็กไทยจะส่งผลต่อภาวะ
ไอคิวของเด็กไทย สาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไทยวัยเรียน ผอม เตี้ย หรืออ้วน เพราะพฤติกรรมทางโภชนาการและ
สุขภาพทไ่ี ม่พึงประสงค์ การไมบ่ ริโภคผกั ผลไมข้ องนักเรยี นทมี่ ีอตั ราท่สี ูงข้ึน

วตั ถปุ ระสงค์ เพ่ือพฒั นารูปแบบการส่งเสริมการบรโิ ภคผกั ผลไม้ และแก้ไขปญั หาภาวะโภชนาการของนักเรยี น
วธิ ีการศึกษา รปู แบบการศกึ ษาแบบวจิ ยั เชิงปฏบิ ตั ิการแบบมสี ่วนรว่ ม พน้ื ทีศ่ กึ ษา โรงเรยี นประถมศกึ ษาขนาด
เล็ก 7 แห่งในจังหวัดอุทัยธานี การศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ระยะได้แก่ 1. ทบทวนเอกสารและศึกษาบริบทโรงเรียน
2. พัฒนารูปแบบการดำเนินงานด้วยการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง และ 3. ศึกษาผลการใช้รูปแบบการดำเนินงานโดย
วธิ ีการประเมนิ แบบผสมผสาน กลมุ่ ตวั อยา่ งทศี่ กึ ษา ครู นักเรยี น ผปู้ กครองนักเรียน ในระยะเวลา 10 เดือน ดำเนนิ การ
ภายใตแ้ นวคดิ แผนทผ่ี ลลัพธ์ (Outcome Mapping) วิเคราะหข์ ้อมลู โดยการวเิ คราะหเ์ นอื้ หาจากการสัมภาษณ์เชิงลกึ
และจากการสนทนากลมุ่ ข้อมูลเชิงปริมาณวเิ คราะห์ จำนวน ร้อยละ และ paired t-test
ผลการศึกษา โรงเรียนประถมศึกษาทั้ง 7 แห่ง มีนักเรียน 752 คน ครู 36 คน ผู้ปกครองนักเรียนที่เข้าร่วม
โครงการ 757 คน แม่ครัวในโรงเรียน 14 คน ผลการศึกษาพบวา่ มีเดก็ ทไ่ี ม่บริโภคผกั ผลไม้เลย รอ้ ยละ 28 บริโภคบา้ งแต่
กินเหลือในมื้ออาหารกลางวนั ร้อยละ 54 จากการสอบถามพฤตกิ รรมไม่ชอบกินผักผลไม้ รอ้ ยละ 64 มีภาวะอ้วนรอ้ ยละ
11.84 ผอมกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 7.58 ภายหลังการดำเนินงานพบว่า เด็กนักเรียนบริโภคผักผลไม้เพิ่มขึ้น 99.3 มีแกนนำ
นักเรียนในโรงเรียนในการส่งเสริมการกินผักและแก้ไขปัญหาในโรงเรียน จำนวน 175 คน เด็กที่มีภาวะอ้วนสามารถมี
น้ำหนกั ตามเกณฑ์ รอ้ ยละ 88.76 เดก็ ทผ่ี อมสามารถมนี ้ำหนกั ตามเกณฑ์ ร้อยละ 89.47 เมนูอาหารกลางวนั ของโรงเรยี น
มผี ักและผลไมต้ ามมาตรฐานท่กี ำหนด แม่ครัวทำอาหารกลางวนั ตามเมนทู ่ีกำหนดทกุ เดือน คณะทำงานสามารถติดตาม
กลไกที่ออกแบบไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สัดส่วนผัก ผลไม้ในกระบวนการทำอาหารกลางวันถูกต้องตามหลัก
โภชนาการ นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถทำโครงงานเกี่ยวกับการบริโภคผักและผลไม้ และมีรายได้จากกิจกรรมการ
ปลูกผกั ในโรงเรยี นเฉลี่ยคนละ 600 บาท ตลอดโครงการวิจัยและยงั สามารถนำมาเปน็ ส่วนหนึง่ ในกิจกรรมการเรียนการ
สอนวิชาคณติ ศาสตรป์ ระจำวนั รปู แบบทพ่ี ฒั นาข้ึนประกอบไปดว้ ย 9 กจิ กรรม 1. จดั ตง้ั คณะทำงาน 2. พฒั นาศักยภาพ
คณะทำงาน 3. ติดตามประเมินผลโครงการโดยคณะทำงาน 4. พัฒนาศักยภาพแม่ครัว 5. จัดทำรายการอาหารกลางวนั
6. พัฒนาศักยภาพ แกนนำนักเรียน 7. สง่ เสริมการเรยี นรู้เร่ืองการบริโภคผัก ผลไม้ 8. ส่งเสรมิ กิจกรรมทางกายและการ
บรโิ ภคในเดก็ อว้ นและผอม 9. กจิ กรรมถอดบทเรียนและการจัดตง้ั วงสะท้อนอย่างตอ่ เนือ่ ง
ข้อเสนอแนะ การส่งเสริมการการบริโภคผักผลไม้และแก้ไขภาวะโภชนาการในโรงเรียนจุดเน้นของการ
ดำเนินการคอื แม่ครวั มีการปรับพฤตกิ รรมโดยการปรุงอาหารกลางวันตามรายการอาหารทมี่ ีการกำหนดไวท้ กุ มอื้
และผู้ปกครองเด็กที่สนใจและให้ความสำคัญกับปัญหาดังกลา่ ว ซึ่งงานวจิ ัยนี้ถือเปน็ รูปแบบท่ีเกิดจากการมีสว่ น
ร่วมในการแกไ้ ขปัญหาของผู้ประสบปญั หาและผู้เกี่ยวข้องเอง ดังนั้นการขับเคลื่อนการดำเนินงานจึงบรรลไุ ปได้
ตามผลลพั ธท์ ่ตี ้ังไว้ การดำเนินการวิจัยต่อไปควรวดั ผลในระยะยาว และขยายผลรปู แบบนีไ้ ปในพื้นท่อี ่นื ตอ่ ไป
คำสำคัญ keyword การสง่ เสรมิ การบรโิ ภคผักผลไม้, นกั เรยี น, ภาวะโภชนาการ

20 บทคดั ยอ่ การประชุมวิชาการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

การวิจัยประเมินผลการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือวัยรุ่นท่ีตงั้ ครรภไ์ ม่พร้อมของคลินิกวัยรุ่นโรงพยาบาล
ส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแกน่ ตามแนวทาง YFHS โดยใชร้ ูปแบบประเมนิ ผล CIPP MODEL
THE CIPP EVALUATION OF YEHS-BASED REFERRAL SYSTEM FOR TEENAGE PREGNANCY IN
TEEN CLINIC, HEALTH PROMOTION HOSPITAL, HEALTH PROMOTION CENTER REGION 7TH

KHONKAEN, 2018 A MODEL FOR 7TH AND 8TH HEALTH REGIONS

ธัญลกั ษณ์ วฒั นศ์ ริ ธิ รรม , เรืองกติ ติ์ ศิรกิ าญจนกลู
ศนู ยอ์ นามยั ที่ 7 ขอนแก่น

หลักการและเหตุผล ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวยั รุ่นทีผ่ ่านมามีแนวโน้มสูงขึ้นท้ังขนาดและความรุนแรง
ของปัญหาส่งผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และก่อให้เกิดปัญหาครอบครัวตามมา ดังน้ัน
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขจงึ ได้กำหนดนโยบายให้โรงพยาบาลในสงั กัดกระทรวงสาธารณสุขจัดต้ังคลินิกวัยรุ่น
เพื่อป้องกันและแกไ้ ขปญั หา การตั้งครรภไ์ มพ่ ร้อมในวยั รนุ่

วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินโครงการการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมของคลินิกวัยรุ่น
ศนู ยอ์ นามยั ท่ี 7 ขอนแกน่ โดยใชร้ ูปแบบ CIPP Model

วิธกี ารศึกษา เกบ็ ขอ้ มลู ย้อนหลัง ในปีงบประมาณ 2554-2559 ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง คือ วยั รุ่นที่มารับ
บริการ ณ คลินิกวัยรุ่นฯ และเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนรบั ผิดขอบวัยรุ่น ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่นจำนวน 10 คน รวม 145
คนเกบ็ ข้อมลู ก่อนและหลงั การพัฒนาฯ

ผลการศึกษา ระยะที่1วัยรุ่นเข้าถึงบริการสุขภาพ ณ คลินิกวัยรุ่นอย่างครอบคลุมทั้งการได้รับข้อมูลความรู้
การได้รับการปรึกษา ดูแล รักษา และส่งต่อ เกินร้อยละ 100.0 ในแต่ละปีรวมทั้งกิจกรรมเชิงรุกและในการให้
คำปรกึ ษาการต้ังครรภ์ไม่พร้อมแล้วตัดสนิ ใจตั้งครรภต์ ่อร้อยละ 26.3, ยุติการตง้ั ครรภ์ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ร้อย
ละ 41.6 ส่วนทเ่ี หลือร้อยละ 16.1 ไมม่ ขี ้อบ่งช้ที างการแพทย์ ท่จี ะยตุ ิการตง้ั ครรภ์ไดจ้ ะได้รับการดูแล รกั ษา ฟื้นฟู ส่ง
ตอ่ ไปยงั เครือขา่ ยทางสังคมและเครือข่ายสุขภาพ RSA อย่างปลอดภัย และหลงั ยตุ ิการตั้งครรภ์ได้ใหบ้ ริการคุมกำเนิด
เพอื่ ปอ้ งกันการต้งั ครรภ์ซำ้ ร้อยละ 80.0 และสว่ นใหญ่จะเลือกวธิ ีโดยการฝงั ยาคุมกำเนิด ในปีงบฯ 2556 คลินิกวัยรุ่น
ฯผา่ นการประเมนิ รับรองมาตรฐานการจัดบริการสุขภาพท่ีเป็นมิตรสำหรับวยั ร่นุ และเยาวชนจากกรมอนามัยทำให้เป็น
แหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานของโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 7 และ 8 เพื่อนำไปขยายผล และพบว่าในปีงบฯ 2560
โรงพยาบาลในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์อนามัยท่ี 7 ผ่านการประเมินฯ ร้อยละ 97.2 บรรลุเป้าหมายที่กรมอนามัย
กำหนดไวร้ ้อยละ 80.0 ระยะที่ 2 ประเมนิ ผลในภาพรวมโครงการโดยใช้รปู แบบ CIPP Model พบว่าภาพรวมของการ
ประเมินผลทั้ง 4 ด้าน อย่ใู นระดบั มาก โดยด้านผลผลิตโครงการมคี ่าคะแนนระดับมากท่ีสดุ (mean=4.67, sd=0.41)
ความพงึ พอใจผ้มู ารบั บริการพบว่า ภายหลังการพัฒนาฯมคี วามพึงพอใจระดับมาก (mean=4.40 , sd=0.15) ค่าเฉล่ีย
ความพึงพอใจสงู กวา่ ก่อนการพัฒนาฯ อย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติ (p value<0.01)

ขอ้ เสนอแนะ 1. ควรขยายผลการดำเนินงานคลนิ กิ วัยรุ่นภายใต้แนวคิด YFHS ลงสูร่ พ.สต และสถานศึกษา
2. ควรผลักดันนโยบาย ยุทธศาสตร์ การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นให้ภาคีเครือข่าย 5 กระทรวง
หลกั เข้ามามสี ่วนร่วมทำงานแบบบรู ณาการให้เปน็ รปู ธรรมมากข้ึน

คำสำคัญ : การวิจัยประเมินผล, คลินิกวัยรุ่น, การจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน
(YFHS)

บทคัดย่อการประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563 21

การศกึ ษาเพศวิถขี องการตัง้ ครรภ์วยั รุ่นในจงั หวัดฉะเชิงเทรา
A Study of Sexuality of Teenage Pregnancy in Chachoengsao Province.

มุกดา ไชยมโน
โรงพยาบาลบางปะกง

หลักการและเหตุผล ประเทศไทยได้รับอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการ
แพร่กระจายขอ้ มูลข่าวสารในยุคไร้พรมแดน ทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิต ค่านิยม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี
เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกับวัยรุ่นในความนิยมชื่นชอบการบริโภคนิยม การบริโภคสื่อ การสร้างอัตลักษณ์กลุ่ม
เพื่อนและพฤติกรรมทางเพศ องค์การอนามัยโลก เปิดเผยรายงานเกี่ยวกบั สถานการณก์ ารตั้งครรภข์ องผู้หญงิ อายุต่ำกวา่
20 ปี ทวั่ โลกในปี 2556 โดยประเทศไทยมจี ำนวนสงู ถงึ 74 คนต่อ 1,000 (UNFPA, 2013) จากขอ้ มลู โรงพยาบาลสายใยรกั
ทัว่ ประเทศ ของกรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ พบวา่ อัตรามารดาทีม่ อี ายุนอ้ ยกวา่ 20 ปี คลอดบตุ ร ในปี พ.ศ. 2555-
2557 ร้อยละ 16.9, 16.8 และ 16.2 ตามลำดับ (เกณฑไ์ มเ่ กนิ รอ้ ยละ 10) จะเห็นได้วา่ หญงิ ตั้งครรภว์ ยั รุ่นในประเทศไทยมี
แนวโนม้ เพิม่ มากข้นึ อยา่ งน่าวิตกเปน็ อย่างย่ิง การตง้ั ครรภใ์ นวยั รนุ่ สง่ ผลกระทบอย่างมากต่อมารดาและทารกทัง้ ทางดา้ น
ร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม เช่น มีภาวะโลหิตจาง ความดันโลหิตสงู เจ็บครรภ์คลอดนาน คลอดก่อนกำหนด ทารก
น้ำหนักตวั น้อยกวา่ เกณฑ์มาตรฐาน (Lowdermilk, & Perry, 2004) ก่อให้เกิดปัญหาอนื่ ๆ ตามมา เชน่ การต้องหยุดหรือ
ออกจากการศึกษา ไม่มงี านทำ คา่ รกั ษาพยาบาลขณะตัง้ ครรภ์ การคลอดบตุ ร และการเล้ยี งดูบตุ ร ปญั หาเหลา่ นี้ส่งผลต่อ
คุณภาพชีวิตของท้งั แม่วัยร่นุ และบุตรท่ีเกิดมา ครอบครัว และสงั คมไทยในภาพรวม ผู้วจิ ยั สนใจทีจ่ ะศึกษาการก่อรูปการ
ต้งั ครรภ์วยั ร่นุ หาสาเหตุและทำความเข้าใจอย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะนำแนวคดิ ไปวางแผนแกไ้ ขปัญหาการตั้งครรภ์วัยรุ่นได้
อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการก่อรูปของการตั้งครรภ์วัยรุ่น เพื่อศึกษาเพศวิถีของวัยรุ่นในการตั้งครรภ์ไม่พร้อม
และเพอ่ื ศกึ ษาเพศวถิ ศี กึ ษา

วิธีการศึกษา การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) โดยเก็บข้อมูลจากวัยรุ่นหญิง
ตั้งครรภ์ วัยรุ่นชาย วัยรุ่นหญิง พ่อแม่หรือผู้ปกครองของวัยรุ่น และครูในสถานศึกษา ในจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 38
คน การเกบ็ ขอ้ มูลใชก้ ารสมั ภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview)

ผลการวิจัย พบวา่ การก่อรปู การตง้ั ครรภว์ ยั รุน่ เป็นผลมากจาก บริบททางสงั คมและวัฒนธรรม สื่อสังคมออนไลน์
ช่องว่างในทัศนคติเรื่องเพศระหว่างวัยรุ่นกับผู้ใหญ่ สัมพันธภาพภายในครอบครัว สภาพเศรษฐกิจ ทัศนะของวัยรุ่น
เกย่ี วกับความรัก การสรา้ งสัมพันธภาพทร่ี วดเรว็ ระหวา่ งคนรกั ของวยั รุ่น การไม่ตระหนักถงึ การคมุ กำเนิด ซง่ึ นำไปส่กู ารมี
เพศสัมพันธใ์ นวัยรุ่นจนเกิดการตัง้ ครรภ์ขึน้ มา เพศวิถีมีความขอ้ งเก่ียวกบั การตั้งครรภ์ของวัยรุน่ คอื ขาดการสือ่ สารเร่อื ง
เพศในครอบครัว ค่านิยมทางเพศที่ไม่เหมาะสม อิทธิพลจากกลุ่มเพื่อนที่มีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ สื่อกระตุ้น
อารมณ์ทางเพศ วฒั นธรรมชายเป็นใหญ่ ส่วนเพศวิถศี ึกษาน้นั พบวา่ ครอบครัวไทยมีการพูดคุยสอื่ สารเรือ่ งเพศศกึ ษานอ้ ย
มาก การเรยี นการสอนเพศวิถศี กึ ษารอบด้านในโรงเรียนยงั ไม่ครอบคลมุ และขาดประสิทธิภาพ

ข้อเสนอแนะ จากการศึกษานี้คือ การเสริมสร้างบทบาทของสถาบันครอบครัวในการเรียนรู้เพศศึกษา การเรียน
การสอนเพศวถิ ีศกึ ษาในโรงเรียน การผลกั ดนั พ่อวัยรุน่ ใหม้ สี ว่ นรับผดิ ชอบปญั หาไมใช่เป็นภาระทางครอบครัววัยรุ่นหญิง
ตั้งครรภ์ฝ่ายเดียว การสร้างกระแสความเท่าเทียมกันในสังคม การปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคม การกรองข่าวของส่ือ
อย่างเปน็ ธรรม ควรจัดเวทีเสวนาหรือเปดิ พื้นทีใ่ ห้เด็กและเยาวชนมีโอกาสเสนอความคิดเห็นและเข้าร่วมกำหนดนโยบาย
ดา้ นเดก็ และเยาวชน

คำสำคญั : การศกึ ษาเพศวิถ,ี ตง้ั ครรภว์ ัยรุ่น

22 บทคดั ยอ่ การประชุมวิชาการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามัยส่ิงแวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

ประสทิ ธิผลของชดุ กิจกรรมการสง่ เสริมสุขภาพท่มี ีผลต่อพฤติกรรม
การดแู ลสุขภาพตนเองของสามเณรทมี่ ภี าวะอว้ น

อโนชา วปิ ลุ ากร , พลอยเนตร ชนานนั ท์พจนิธิ , อนสุ รณ์ กนั ธา
ศูนย์อนามัยที่ 1 เชยี งใหม่

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยน
พฤตกิ รรมสุขภาพทม่ี ผี ลต่อการรับรู้ความสามารถของตนเอง การกำกบั ตนเอง พฤตกิ รรมการดูแลสุขภาพตนเอง
น้ำหนกั ตัว และไขมันใตผ้ ิวหนังของสามเณรที่มีภาวะอ้วน กลุ่มตัวอย่างเป็นสามเณรท่ีมีภาวะอว้ น โรงเรียนพทุ ธ
โกศัยวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ จำนวน 60 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนเท่ากัน
กลุ่มละ 30 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง กลุ่มทดลองจะได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่
ประยุกต์ใช้กลไกแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเอง การกำกับตนเอง และการดูแลสุขภาพตนเอง
เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธ์ิของครอนบาคอยู่
ระหว่าง 0.94-0.97 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนหลายตัวแปรแบบวัดซ้ำ และการ
วิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมหลายตัวแปรผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีการรับรู้
ความสามารถของตนเองในการดูแลสุขภาพ การกำกับตนเองในการดูแลสุขภาพ และพฤตกิ รรมการดูแลสุขภาพ
ตนเอง สงู กวา่ กอ่ นการทดลอง และสูงกวา่ กลุ่มควบคุมอยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั 0.05 และกลุ่มทดลองมี
น้ำหนักตัวลดลงต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการ
ปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมสขุ ภาพสามารถชว่ ยใหเ้ กดิ การปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรมสขุ ภาพและทำใหน้ ำ้ หนักตวั ลดลงได้

คำสำคญั : สามเณรภาวะอ้วน การปรบั เปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพ

บทคัดย่อการประชุมวชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ ครัง้ ท่ี 13 ประจำปี 2563 23

การพัฒนาแบบคัดกรองและโปรแกรมเฝ้าระวังการต้ังครรภ์แมว่ ัยร่นุ ในโรงพยาบาล
Development of screening and surveillance programs for teenage pregnancy in hospitals

สากีนะห์ อบั พนั ดี
ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา

หลักการและเหตุผล จากกระบวนการดูแลแม่วัยรุน่ ของคลินิกวัยรุ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพ ศูนย์อนามัยที่
12 ยะลา พบว่าประเดน็ จุดอ่อนในการพฒั นาระบบ คอื การคัดกรองแม่วัยรุ่นทตี่ ัง้ ครรภท์ ่ีเขา้ มารับบริการ ปงี บประมาณ
ละ 200-300 คน ไม่ครอบคลุมและไม่เป็นทิศทางเดียวกัน การอ่านลายมือเจ้าหน้าทีใ่ นแบบบันทึกการให้คำปรึกษาที่ไม่
ออก และการจดั เก็บข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน เนอื่ งจากการคัดกรองถือวา่ เป็นจดุ สำคญั และเปน็ การคัดกรองปญั หาในระดับตน้
ของผู้รับบริการ หากมีการคัดกรองที่ถูกต้อง ครบถ้วนแบบองค์รวม ก็จะส่งผลให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต
จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาภายในหนว่ ยงานให้มปี ระสิทธิภาพ และนำไปสู่ระดับพื้นที่เขตรับผิดชอบ หากได้พัฒนาอย่าง
ต่อเนื่อง คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อแม่วัยรุ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เนื่องจากทางหน่วยงานได้ข้อมูลที่ถูกต้อง
ครบถ้วน ทำให้หน่วยงานได้รู้ปัญหาที่ถ่องแท้ นำไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาที่ตรงจุด และเป็นความต้องการของ
ผูร้ บั บริการโดยตรง จงึ จำเปน็ ตอ้ งพัฒนาแบบคดั กรองเฝ้าระวงั การตงั้ ครรภ์แม่วัยร่นุ ในโรงพยาบาลและโปรแกรมดังกล่าว
และถ่ายทอดลงสู่พื้นที่ให้นำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการ คลินิกวัยรุ่นได้เล็งเห็นความสำคัญจึงได้ดำเนินการพัฒนา
แบบคัดกรองและโปรแกรมเฝ้าระวังการต้งั ครรภแ์ ม่วัยรุ่นในโรงพยาบาล เพอ่ื ให้เกดิ ระบบการบริการทีม่ ีคณุ ภาพต่อไป

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาแบบคัดกรองให้ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย สังคม เศรษฐกิจและจิตใจตลอดจน
ปัจจัยและผลกระทบที่เกี่ยวข้อง และเกิดการวางแผนการพยาบาลตามความต้องการของผู้รับบริการและมีคุณภาพ
2. เพื่อให้เกิดกระบวนการให้การปรึกษาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดขั้นตอน และระยะเวลาในการติดตามต่อเนื่อง
3. สามารถลงบันทกึ ข้อมลู การใหบ้ ริการได้อย่างรวดเรว็ ถกู ต้องตลอดจนมีข้อมูลสารสนเทศทีพ่ ร้อมใช้

วิธีการศึกษา 1. ประชุมเจ้าหน้าที่คลินิกวัยรุ่นเพื่อค้นปัญหา 2. จัดทำแบบคัดกรองและโปรแกรมเฝ้าระวังการ
ตั้งครรภ์แม่วัยรุ่นในโรงพยาบาลโดยพัฒนามาจากแบบฟอร์มการเฝ้าระวังการตั้งครรภ์แม่วัยรุ่นในโรงพยาบาลของ
สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย 3. ทดลองใช้แบบคัดกรองและโปรแกรมเฝ้าระวังการตั้งครรภ์แม่วัยรุ่นใน
โรงพยาบาลจำนวน 30 ราย และนำผลการทดลองมาปรบั ปรงุ แบบคัดกรองใหส้ อดคล้องกบั บรบิ ทของพนื้ ที่ และปรับปรุง
โปรแกรมจัดเก็บข้อมูลให้ครอบคลมุ ตัวชีว้ ดั ทีต่ ้องตดิ ตาม 4. นำแบบคดั กรองและโปรแกรมเฝา้ ระวังการต้ังครรภ์แม่วัยรุ่น
ในโรงพยาบาล ที่ปรบั ปรุงแลว้ มาใชใ้ นการให้บรกิ าร 5. นำเสนอแบบคัดกรองและโปรแกรมเฝ้าระวังการต้ังครรภ์แม่วัยรุ่น
ในโรงพยาบาล เพื่อทำ CQI R2R และพัฒนาสูก่ ารทำวิจยั 6. นำเสนอแบบคัดกรองและโปรแกรมเฝา้ ระวังการต้ังครรภแ์ ม่
วัยรุ่นในโรงพยาบาลสู่พื้นที่ผิดชอบเขตสุขภาพที่ 12 เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง สำนักงานสาธารณสุข
จงั หวดั ปตั ตานี ซ่ึงเปน็ ท่ีน่าสนใจมาก และคาดวา่ จะนำไปใช้ในพนื้ ที่ เพ่ือพฒั นาระบบบริการในพ้นื ท่ตี ่อไป

ผลการศึกษา จากการใช้แบบคัดกรองและโปรแกรมเฝ้าระวังการตั้งครรภ์แม่วัยรุ่นในโรงพยาบาล ในช่วง 3 ปี
ที่ผ่านมา พบว่า แบบคัดกรองและโปรงแกรมเฝ้าระวังการตั้งครรภ์แม่วัยรุ่นในโรงพยาบาล มีความครอบคลุมทั้งด้าน
ร่างกาย สังคม เศรษฐกจิ และจติ ใจ ตลอดจนปจั จยั และผลกระทบท่เี กี่ยวข้อง ทำให้เจา้ หนา้ ทส่ี ามารถให้การดูแลไดอ้ ยา่ ง
มีคุณภาพ เน้นแนวทางเดียวกัน ลดขั้นตอน และระยะเวลาการติดตามดูแลต่อเนื่อง สามารถลงบันทึกข้อมูลการ
ใหบ้ รกิ ารไดอ้ ย่างรวดเรว็ และถูกต้อง ตลอดจนมขี ้อมูลสารสนเทศทพี่ ร้อมใช้ ในการเฝา้ ระวงั และนำมาวางแผนพฒั นา

ข้อเสนอแนะ อยากให้มกี ารขบั เคลอ่ื น และนำไปใช้แบบคดั กรองและโปรแกรมเฝา้ ระวังการตั้งครรภแ์ ม่วัยรนุ่ ใน
โรงพยาบาลและเป็นไปในทิศทางเดียวกันทุกพื้นที่ จะได้มีการนำเสนอสภาพปัญหาแบบภาพรวม เพื่อนำไปพัฒนางาน
บริการให้คณุ ภาพต่อไป

24 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

บทคดั ยอ่ การประชุมวิชาการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563 25

Oral Presentation
กลุม่ ส่งเสรมิ สุขภาพกลุ่มวยั ทำงาน

26 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

บทคัดย่อการประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563 27

สัณฐานวิทยาของฝุ่นละอองขนาดเล็กและองค์ประกอบธาตุทางเคมีในบรรยากาศการทำงานกลุ่ม
ผลิตภณั ฑ์ตเู้ ฟอร์นเิ จอร์ไม้สักพืน้ ทจี่ ังหวัดสโุ ขทัย

Morphology and chemical elements fine dust of furniture cabinet factory, Sukhothai

วินยั ทองชบุ 1, พวงผกา ภาระกา้ นตง2, สกุ ลั ยา ทองเสริม2, วนั ธนีย์ พธี รากร3
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคท่ี 2 จังหวัดพษิ ณุโลก1
คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร2
โรงพยาบาลสโุ ขทัย3

หลักการและเหตผุ ล การศึกษานี้สำรวจสิ่งคกุ คามในบรรยากาศการทำงานของคนงานในโรงงานเฟอร์นิเจอรไ์ ม้
สักพืน้ ที่จังหวดั สุโขทัย ในปี พ.ศ. 2562 แหลง่ ผลติ สินค้า OTOP ท่สี รา้ งรายได้และเปน็ ที่นยิ มของประชาชนจำนวนมาก

วตั ถปุ ระสงค์ เพ่ือศึกษาดา้ นสณั ฐานวิทยาของฝุ่นละอองขนาดเล็กและองค์ประกอบธาตุทางเคมใี นบรรยากาศ
การทำงานของคนงานผลิตตู้เฟอรน์ ิเจอร์ไม้สักจงั หวัดสโุ ขทยั

วิธีการศึกษา วิเคราะห์ปริมาณความเข้มข้นของอนุภาคฝุ่นละอองขนาดต่ำกวา่ 10 ไมครอน และ 2.5 ไมครอน
ภายใต้สภาพอุตุนิยมวิทยาในพ้ืนที่ศึกษาเฉพาะ ได้แก่ ความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิอากาศ ความดันบรรยากาศ บริเวณ
ขั้นตอนการเลื่อยตัดไม้ ฉลุลายไม้ การขัดหยาบ และขั้นตอนการตกแต่งขัดละเอียดชิ้นงานเพื่อจำหน่าย ด้วยการใช้
เครื่องเก็บตัวอย่างฝุ่นละอองในอากาศเฉพาะจุด ติดตั้งบริเวณที่คนงานทำงานประจำ และตรวจวิเคราะห์ด้วยกล้อง
จุลทรรศน์อิเลคตรอนแบบส่องกราด (SEM/EDS) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ขนาด รูปทรง และองค์ประกอบธาตุทางเคมีของ
ฝุน่ ละอองขนาดเล็ก

ผลการศึกษา พบว่า สณั ฐานวทิ ยาของอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กท่ีพบในบรรยากาศการทำงานท่ีกำลังขยาย
1,000 เท่า วิเคราะห์รูปทรงเรขาคณิต ลักษณะเหลี่ยม มีมุมแหลม ผิวไม่เรียบ ขนาดเล็กวัดขนาดได้ 5 – 13
ไมโครเมตร พบองคป์ ระกอบธาตุทางเคมีประกอบด้วย (Si) ซลิ ิกอน 14.33% รองลงมาคือ (Mg) แมกนเี ซียม 6.03%,
(Al) อลูมิเนียม 1.56%, (Ca) แคลเซยี ม 4.02% และ (Fe) เหลก็ 5.33% เป็นต้น ภายใต้อณุ หภมู ิอากาศเฉล่ีย 36.6 0C
ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ย 50.5% และผลวิเคราะห์สิ่งคุกคามต่อสุขภาพได้ว่า คนงานในพื้นที่เตรียมชิ้นงานหรือขั้นตอน
แรกของทำตู้เฟอร์นิเจอร์ไม้สัก พบฝุ่น (PM10) ปริมาณ 95.8 ug/m3 (มาตรฐานไม่เกิน 120 ug/m3) ฝุ่น (PM2.5)
ปริมาณ 12.8 ug/m3 (มาตรฐานไม่เกิน 15 ug/m3) และปริมาณร้อยละซิลิกาในบรรยากาศการทำงาน 0.031% ซึ่ง
ต่างจากบริเวณคนงานเพื่อประกอบชิน้ งานตกแต่งเพื่อจำหน่าย พบฝุ่น (PM10) ปริมาณ 216.3 ug/m3 (มาตรฐานไม่
เกิน 120 ug/m3) และฝุ่น (PM2.5) ปริมาณ 8.8 ug/m3 (มาตรฐานไม่เกิน 15 ug/m3) และปริมาณร้อยละซิลิกาใน
บรรยากาศการทำงาน 0.024%

ข้อเสนอแนะ การศึกษาสัณฐานวิทยา ปริมาณ และองค์ประกอบธาตุทางเคมี ตรวจพบฝุ่นละอองขนาดเล็ก
ฝนุ่ (PM10) กับฝ่นุ (PM2.5) และปริมาณร้อยละซลิ ิกาบรรยากาศการทำงานของคนงานเฟอร์นิเจอรไ์ มส้ กั พ้นื ทจี่ ังหวัด
สุโขทัย อาจเพิ่มโอกาสได้รับความเสี่ยงหรือสิ่งคุกคามต่อสุขภาพ เช่น ผลต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบน หรือใน
ส่วนล่างส่งผลระยะยาว กอปรอนุภาคเล็กที่มีสัณฐานลักษณะรูปทรงเรขาคณิต สามารถอาจเกิดการระคายเคือง
บริเวณผิวหนัง สามารถนำไปประกอบการพิจารณาจัดระบบการไหลเวียนอากาศในที่ทำงาน ออกแบบการจัดการฝุ่น
ละอองขนาดเล็กแต่ละแผนก การพิจารณาใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่เหมาะสมกับชนิด ขนาด
คณุ ลกั ษณะของอนุภาคขนาดเล็ก และการเฝา้ ระวงั ผลกระทบทางสุขภาพสำหรับหนว่ ยงานท่ีเกี่ยวข้อง ตลอดจนโรคซิ
ลิโคสิสอันเนื่องจากการทำงานเมื่อพิจารณาองค์ประกอบทางเคมีตรวจพบปริมาณสูงในบรรยากาศการทำงานจาก
สภาพแวดลอ้ มการทำงานทไ่ี มเ่ หมาะสมและปอ้ งกันจากแหล่งมลพษิ ไดต้ ่อไป

คำสำคญั อนุภาคขนาดเล็ก สณั ฐานวทิ ยา เฟอรน์ ิเจอรไ์ ม้สกั

28 บทคัดย่อการประชมุ วิชาการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2563

สมรรถภาพการมองเห็นของพนักงานขับรถรับจา้ งขนส่งแรงงานเมียนมาผา่ นด่านความมั่นคงจังหวัดตาก
Visibility of the drivers transport Myanmar labour passing the security checkpoint, Tak

นภิ าพร นองเทศ, วินยั ทองชุบ, กอบโชค วุฒิโชติวณิชยก์ ิจ
สำนักงานป้องกนั ควบคุมโรคที่ 2 จงั หวดั พิษณุโลก

หลักการและเหตุผล การศึกษานี้เพื่อตรวจคัดกรองสมรรถภาพการมองเห็นของพนักงานขับรถรับจ้างขนส่ง
แรงงานเมียนมาบริเวณชายแดนไทย – เมียนมา พื้นที่จังหวัดตาก ขับรถตู้หรือรถบัสนำส่งแรงงานเข้าทำงาน
ภาคอุตสาหกรรมกระจายไปทุกภาคของประเทศไทย ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ของทุกปีมีแรงงานกลับเข้ามาใน
ประเทศไทยจำนวนมาก ทำให้เกิดความชุกของการเกิดอุบัติเหตุบนถนนและเกิดการเสียชีวิตของแรงงานต่างชาติ
ในขณะการเดินทางในประเทศไทย สิ่งคุกคามปจั จัยหนึ่ง คือ สมรรถภาพการมองเห็นของพนักงานขับรถรับจ้างขนส่ง
แรงงาน เนอ่ื งดว้ ยพฤติกรรมการขับรถระยะทางไกลต่อเน่อื งเป็นเวลานานและขับรถเพยี งลำพงั ไม่มีพนักงานหมนุ เวียน
เปลีย่ นสลับ

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมรรถภาพการมองเห็นของพนักงานขับรถรับจ้างขนส่งแรงงานเมียนมาผ่านด่าน
ตรวจความมน่ั คงชายแดนพน้ื ที่จงั หวดั ตาก

วิธีการศึกษา ตรวจสมรรถภาพการมองเห็นของพนักงานขับรถรับจ้างขนส่งแรงงานเมียนมา วิเคราะห์ด้วย
เครื่องตรวจสมรรถภาพการมองเห็น (Vision Tester) ได้แก่ การมองเห็นระยะไกล การกะระยะและความชัดลึกของภาพ
ความบกพรอ่ งการแยกสี ความเมื่อยลา้ ของกลา้ มเน้ือตา และลานสายตา ช่วงหลงั เทศกาลสงกรานตเ์ ดอื นเมษายน 2561

ผลการศึกษา พบว่า พนักงานขับรถรับจ้างขนส่งแรงงานเมียนมา จำนวน 182 ราย จำแนกเป็นเพศชาย
สัดส่วนร้อยละ 98.90 และเพศหญิงสัดส่วนร้อยละ 1.09 ส่วนใหญ่เป็นประเภทรถตู้รับจ้าง จำนวน 117 คัน คิดเป็น
สัดส่วนร้อยละ 64.28 รองลงมา คือ รถบัสขนาดใหญ่ จำนวน 65 คัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35.71 ประวัติท่ัวไปของ
พนักงานขับรถมอี ายเุ ฉลย่ี 42 ปี (อายุต่ำสุด 23 ปี อายสุ ูงสุด 64 ปี) และมีอายงุ านเฉล่ยี 13.30 ปี (อายงุ านต่ำสดุ 1 ปี
อายุงานสูงสุด 40 ปี) โดยขับรถระยะทางไกลสุด 1,700 กิโลเมตร ใช้เส้นทางอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ถึงอำเภอ
หาดใหญ่ จังหวดั สงขลา และพนักงานขบั รถใช้ระยะเวลานานสุด 24 ช่วั โมง ตลอดเส้นทางการเดนิ ทางไม่มีการเปล่ียน
พนักงานขับรถ ขณะขับขี่พนักงานขับรถสวมใส่แว่นชนิดสายตาสั้นสัดส่วนร้อยละ 2.19 และสวมแว่นชนิดกันแดด
เพียงสัดส่วนร้อยละ 20.87 เมื่อวิเคราะห์ตรวจวัดสมรรถภาพการมองเห็น พบว่า พนักงานขับรถอยู่ในกลุ่มไม่
เหมาะสมต่อสภาพการมองเห็นสภาพปัจจุบันสัดสว่ นร้อยละ 7.14 จำแนกเป็นประเภท การมองเห็นระยะไกลผิดปกติ
สัดส่วนร้อยละ 4.40 การกะระยะและความชัดลึกของภาพผิดปกติสัดส่วนร้อยละ 2.75 ความบกพร่องการแยกสี
สดั สว่ นรอ้ ยละ 3.85 ความเม่อื ยลา้ ของกลา้ มเนื้อตาสดั สว่ นร้อยละ 1.10 และตรวจไมพ่ บความผิดปกตลิ านสายตา โดย
พนักงานขับรถรับจ้างพักผ่อนอยู่ในช่วงระยะเวลา 1 – 4 ชั่วโมง ก่อนขับขี่รถเพื่อขนส่งแรงงานเมียนมากลับเข้าสู่
โรงงานอุตสาหกรรมท่ัวประเทศไทย

ข้อเสนอแนะ การศึกษาครั้งนี้ สามารถเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงด้านบุคคลในขณะขับรถระยะทางไกลและระยะ
เวลานานต่อเน่ือง อาจสง่ ผลต่อสมรรถภาพการมองเหน็ ขณะขับรถ ไดแ้ ก่ ความเม่ือยล้าของกล้ามเน้ือตาในสภาพแสง
จ้าเวลากลางวันและความมืดเวลากลางคืน เพื่อนำไปสู่การสร้างมาตรการกวดขันกลุ่มเป้าหมายเฉพาะจากเจ้าหน้าที่
ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น การพักผ่อนเพียงพอก่อนขับรถรับจ้างขนส่งแรงงานระยะทางไกล การตั้งจุดลงเวลาเข้าและ
ออกก่อนขับรถด้วยระยะเวลาพักผ่อนตามกำหนด เพื่อสร้างความปลอดภัยจากการทำงานและส่งเสริมความปลอดภัย
บนถนน ช่วยสรา้ งเสรมิ นโยบายสำคญั ของประเทศต่อไป

คำสำคญั แรงงานเมยี นมา ขับรถรบั จา้ ง สมรรถภาพการมองเหน็

บทคดั ย่อการประชุมวชิ าการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563 29

สภาวะสขุ ภาพและการมองเหน็ ของพนกั งานขบั รถโดยสารสาธารณะชว่ งเทศกาลปใี หม่จงั หวัดพิษณโุ ลก
Health conditions and visibility of public bus drivers in New Year festival, Phitsanulok

วิภาวี แก้วจอมแพง , ธติ าภรณ์ วชิ ชปุ กรณ,์ วนิ ัย ทองชุบ
สำนกั งานป้องกันควบคุมโรคท่ี 2 จงั หวดั พิษณุโลก

หลักการและเหตุผล การศึกษานี้เพื่อตรวจเฝ้าระวังสถานะสุขภาพและคัดกรองสมรรถภาพการมองเห็นของ
พนักงานขับรถโดยสารสาธารณะผ่านจุดตรวจสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นสี่แยกอินโดจีนศูนย์รวม
เส้นทางจากทุกภาคของประเทศ ช่วงเทศกาลปใี หม่ พ.ศ. 2563 อาจเกดิ ความชุกของการเกดิ อบุ ตั ิเหตุบนถนนช่วงเทศกาล
และการสูญเสียของประชาชนผู้สัญจรทางถนนในประเทศไทย สิ่งคุกคามปัจจัยหนึ่ง คือ สมรรถภาพการมองเห็นของ
พนักงานขับรถโดยสารสาธารณะ เนื่องด้วยพฤติกรรมการขับรถระยะทางไกลต่อเนื่องเป็นเวลานาน ความถี่ในการขับไป
กลับ และขาดพนกั งานหมุนเวียนเปลย่ี นสลบั ขณะขับรถ

วตั ถปุ ระสงค์ เพอื่ ศึกษาสถานะสขุ ภาพเบ้ืองตน้ และสมรรถภาพการมองเหน็ ของพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะ
วิธีการศึกษา ซักประวัติการทำงาน ตรวจสุขภาพท่ัวไป ได้แก่ วัดดัชนมี วลกาย ความดนั โลหิต ตรวจสมรรถภาพ
การมองเห็นวิเคราะห์ด้วยเครื่อง Vision Tester บ่งชี้ การมองเห็นระยะไกล การกะระยะและความชัดลึกของภาพ
ความบกพร่องการแยกสี ความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตา และลานสายตา ช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2563 บริเวณจุดตรวจ
สถานีขนส่งผโู้ ดยสารจังหวัดพิษณุโลก
ผลการศึกษา พบว่า พนักงานขับรถโดยสารสาธารณะ จำนวน 73 ราย เป็นเพศชายทั้งหมดและขับรถโดยสารบัส
ขนาดใหญ่ ประวัติทั่วไปของพนักงานขับรถมีอายุเฉลี่ย 50 ปีอยู่ในช่วงอายุ 30 – 73 ปี และมีอายุงานเฉลี่ย 18 ปี
(อายงุ านตำ่ สดุ 3 ปี อายุงานสูงสุด 50 ป)ี โดยขบั รถระยะทางไกลสดุ 580 กิโลเมตร และพนักงานขับรถใช้ระยะเวลาเฉล่ีย
5 ชว่ั โมง ขบั ยาวนานสดุ 11 ชัว่ โมง ตลอดเส้นทางการเดนิ ทางไมม่ กี ารเปลยี่ นพนกั งานขับรถ ขณะขบั ขีพ่ นกั งานขบั รถสวม
แว่นชนิดกันแดดเพียงสัดส่วนร้อยละ 57.83 เมื่อวิเคราะห์ผลตรวจสุขภาพเบื้องต้นพบมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน
ความดนั โลหิต สัดสว่ นมากถงึ รอ้ ยละ 31 รกั ษาต่อเน่อื งทุกราย พบภาวะอว้ น (BMI ≥ 25) สัดส่วนรอ้ ยละ 65.65 พบภาวะ
อ้วนอันตราย (BMI ≥ 30) สัดสว่ นร้อยละ 20.48 พบกลุม่ สงสัยป่วยความดันโลหิตสูง (มากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท)
สดั สว่ นร้อยละ 68 และในกลุ่มน้ีพบระดับความดันโลหิตสงู อนั ตราย (มากกว่า 180/110 มลิ ลเิ มตรปรอท) สัดส่วนร้อยละ
16 สำหรับผลตรวจวัดสมรรถภาพการมองเห็น พบว่า พนักงานขับรถอยู่ในกลุ่มไม่เหมาะสมต่อการมองเห็นในสภาพ
ปัจจุบนั มากถึงสัดส่วนร้อยละ 12.04 จำแนกเป็นประเภทการมองเหน็ ระยะไกลผดิ ปกติสัดส่วนร้อยละ 1.37 (1 ราย) การ
กะระยะและความชัดลกึ ของภาพผิดปกตถิ งึ สดั ส่วนรอ้ ยละ 9.59 (7 ราย) ความบกพร่องการแยกสีสัดส่วนร้อยละ 1.37 (1
ราย) ความเมื่อยล้าของกล้ามเน้ือตามากถงึ สัดส่วนร้อยละ 2.74 (2 ราย) บง่ ชี้ถึงการพักผ่อนไม่เพยี งพอและใช้สายตาเป็น
ระยะเวลานาน และตรวจไม่พบความผิดปกติลานสายตา โดยพนักงานขบั รถโดยสารสาธารณะพกั ผอ่ นอยู่ในช่วงระยะเวลา
4 – 8 ช่ัวโมง ก่อนขบั ขี่รถเพ่อื ขนส่งผู้โดยสารประจำทาง
ข้อเสนอแนะ การศึกษาครั้งนี้ สามารถเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงด้านบุคคล กลุ่มโรคไม่ติดต่อ และสมรรถภาพความ
พร้อมในกล่มุ พนักงานขับรถโดยสารสาธารณะทีต่ อ้ งขับระยะทางไกลเปน็ เวลานานต่อเน่ือง อาจสง่ ผลตอ่ สุขภาพท้ังในโรค
เรื้อรังและขณะเฉียบพลัน ตลอดจนสมรรถภาพการมองเห็นขณะขับรถทีม่ ีผลตอ่ ประสิทธิภาพการขับขี่และการตดั สินใจ
ได้แก่ ความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตาในสภาพแสงจ้าเวลากลางวันและความมืดเวลากลางคืน เพื่อนำไปสู่การสร้าง
มาตรการควบคุมกำกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการพักผ่อนเพียงพอก่อนขับรถ
โดยสารสาธารณะทุกครั้ง การตั้งจุดลงเวลาเพื่อประเมินสภาพความพร้อมขณะขับขี่ตามจุดจอดโดยสารประจำทาง
การตรวจสขุ ภาพประจำทกุ 6 เดอื นและผา่ นการรับรองโดยแพทย์เฉพาะทาง เพื่อสร้างความปลอดภัยจากการทำงานและ
ส่งเสริมความปลอดภยั บนถนน ช่วยสรา้ งเสรมิ นโยบายสำคัญของประเทศตอ่ ไป
คำสำคัญ รถโดยสารสาธารณะ พนักงานขับรถ สมรรถภาพการมองเหน็

30 บทคัดย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563

รูปแบบการเลิกบุหร่ีของผนู้ ำศาสนาอสิ ลาม จังหวัดปัตตานี
Smoking Cessation Model among Islamic Leaders in Pattani Province

ศิริพร จนิ ดารัตน์1 , ต่วนนุรมา หะมะ2 , พารีดาห์ ดาโอะ3 , กีรติ มอลอ3 , ฤทยั ชนนี สิทธชิ ยั 4
โรงพยาบาลหนองจิก จังหวัดปัตตานี1 สำนกั งานสาธารณสขุ ปตั ตาน2ี โรงพยาบาลมายอ3
คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปตั ตานี4

การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคเรื้อรังแต่สามารถป้องกันได้ ร้อยละ 87.25 ของประชากรจังหวัด
ปัตตานี นับถือศาสนาอิสลามและผู้นำศาสนาเป็นต้นแบบท่ีสำคัญของชาวมุสลิม พบว่าปจั จุบันร้อยละ 40.2 ของผู้นำ
ศาสนาในปัตตานียังสูบบุหรี่ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบการเลิกบุหรี่ของผู้นำศาสนาอิสลาม จังหวัดปัตตานี
การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย ผู้นำศาสนาในมัสยิดปลอดบุหรี่
จาก 4 มัสยิดในอำเภอหนองจิกและอำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี คือกลุ่มเลิกบุหรี่ได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป จำนวน 19
คน ดำเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 ถึงกรกฎาคม 2562 เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง
ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกรายกลุ่มโดยการบันทึกเทปและสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์
เชิงเนือ้ หา ผลการวจิ ัยพบว่า การนำหลกั ศาสนามาใช้ในการเลิกร่วมกบั การปรับเปลยี่ นความคิด และมปี จั จยั สนับสนุน
ต่างๆ เชน่ พยาบาล และครอบครัว ด้วยการอ่านอลั กุรอาน การฟัง และการเรยี นศาสนาซำ้ ๆ และนำหลักศาสนามาใช้
ร่วมกับภาวะเจ็บป่วยทางสุขภาพ ความกลัวจากโรค กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หักดิบ
การขอรบั คำปรึกษาจากพยาบาล ทกั ษะปฏิเสธ ออกกำลังกาย และใชส้ มุนไพรช่วยเลิกบุหร่ี ขอ้ เสนอแนะ ผูน้ ำศาสนา
เป็นต้นแบบที่สำคัญในการช่วยเลิกบุหรี่ ควรใช้พลังเครือข่ายในชุมชนผลักดันการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้เห็น
ความสำคัญ รวมท้ังกำหนดมาตรการทางสงั คมปลอดบหุ รี่ในการถือปฏิบัติ

คำสำคญั : รูปแบบ, การเลกิ บหุ รี่, ผู้นำศาสนา

บทคัดย่อการประชมุ วิชาการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563 31

การพฒั นาระบบเฝา้ ระวังพฤตกิ รรมสุขภาพวัยทำงานรว่ มกบั แอพพลิเคชั่น H4U
THE DEVELOPMENT OF HEALTH BEHAVIOR SURVEILLANCE SYSTEM

IN WORKING AGE WITH APPLICATION H4U

นนั ทม์ นัส แยม้ บตุ ร , นพวรรณ โพชนุกูล
สำนกั ทันตสาธารณสขุ

หลักการและเหตุผล ประชากรวัยทำงานอายุ 18 - 59 ปี เป็นกลุ่มประชากรที่มีความสำคัญต่อการพัฒนา
ครอบครัว สงั คม และประเทศชาติ มบี ทบาทเปน็ ทง้ั ผขู้ ับเคลือ่ นเศรษฐกิจของประเทศ เป็นผู้นำครอบครัว และตอ้ งดูแล
ประชากรกลมุ่ วยั ตา่ งๆ จากการสำรวจสขุ ภาพประชาชนไทยครัง้ ท่ี 5 พ.ศ. 2557 พบวา่ ประชากรไทยมีแนวโนม้ เป็นโรค
ไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มมากขึ้น สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคดังกล่าว คือการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม
ได้แก่ พฤติกรรมการบริโภค พฤติกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง พฤติกรรมการนอน พฤติกรรมการดูแลช่องปาก
พฤติกรรมการสูบบุหร่ี และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ การดำเนินงานเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้จะส่งผลให้อัตรา
การเกิดโรคไมต่ ดิ ต่อเรื้อรงั ในประชากรวัยทำงานลดลง กรมอนามยั ได้ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศรว่ มกบั การดำเนนิ งานเฝ้า
ระวังพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานตั้งแต่ปี 2560 ได้แก่การเกบ็ ข้อมูลประเมินพฤตกิ รรมสุขภาพที่พึงประสงค์ผ่านระบบ
JHCIS และ Google form แตพ่ บวา่ ระบบดงั กลา่ วเกบ็ ข้อมูลได้ปริมาณนอ้ ย ไม่เป็นปัจจุบัน และประชาชนผู้ตอบแบบ
ประเมนิ พฤติกรรมสขุ ภาพยังขาดความรู้ดา้ นพฤตกิ รรมสุขภาพทไี่ มพ่ ึงประสงคท์ ่ีตนเองปฏิบัติอยู่

วตั ถุประสงค์ เพ่ือพฒั นาระบบเฝา้ ระวังพฤตกิ รรมสขุ ภาพรว่ มกบั แอพพลเิ คชนั่ H4U
วิธีการศึกษา พัฒนาชุดคำถามแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์วัยทำงานจำนวน 10 ข้อ
ผ่านแอพพลิเคชัน่ H4U ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวง ทดสอบความเข้าใจแบบประเมินฯ
และความเสถียรของแอพพลิเคชั่น และนำไปเก็บข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์วัยทำงานระหว่างเดือน
กมุ ภาพันธ์-พฤษภาคม 2562 โดยการสมุ่ ประชากรวัยทำงานอายุ 15 - 59 ปี แบบโควตา้ จังหวัดละ 600 คน ท่ีอาศัยอยู่
ในประเทศไทย 77 จังหวัด ให้ประชากรวัยทำงานประเมินพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของตนเองผ่านแอพพลิเคช่นั
H4U ในโทรศัพท์มือถือหรือ tablet หากไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ด้วยตนเอง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาล
หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจะเป็นผู้สอบถามข้อมูลตามแบบประเมิน และบันทึกให้ ภายหลังการทำ
แบบสอบถาม ระบบจะประมวลผลพฤติกรรมสุขภาพ และให้ความรู้พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ผ่าน Infographic
ประเมินความพงึ พอใจ และความรูด้ า้ นพฤติกรรมสขุ ภาพท่ผี ตู้ อบแบบสอบถามไดร้ ับ
ผลการศึกษา พบผู้ตอบแบบสอบถามประเมินตนเองจำนวน 37,504 คน มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์
ได้แก่ กนิ ผักวันละ 5 ทพั พสี ม่ำเสมอ, มกี ิจกรรมทางกายนานอย่างน้อย 30 นาที 5 วันตอ่ สัปดาห์, นอนหลบั เพียงพอวนั
ละ 7 - 9 ช่วั โมง และแปรงฟนั ก่อนนอนนานอย่างนอ้ ย 2 นาที รอ้ ยละ 25.27 เมือ่ ประเมินความพึงพอใจของผตู้ อบแบบ
ประเมนิ พฤติกรรมสุขภาพทพ่ี ึงประสงคผ์ ่านแอพพลเิ คช่ัน H4U พบวา่ มีความพึงพอใจในระบบดงั กล่าว ร้อยละ 88.74
และประชากรวยั ทำงานมคี วามรูพ้ ฤตกิ รรมสขุ ภาพเพ่ิมมากข้นึ รอ้ ยละ 71.11
ข้อเสนอแนะ 1) คืนข้อมูลผลการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์วัยทำงานให้แก่พื้นที่ เพื่อให้
ศูนย์อนามัยนำขอ้ มูลไปใชใ้ นการวางแผนการดำเนินโครงการ/กิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในพื้นที่
ของตนเอง และรายงานผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู พฤตกิ รรมสุขภาพทพี่ ึงประสงค์ด้านต่างๆ แก่หนว่ ยงานทเี่ กยี่ วข้องในกรม
อนามัย เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวางกลยุทธ์ดำเนินงานเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์วัยทำงาน
2) นำข้อเสนอแนะจากการประเมินความพึงพอใจของผู้ตอบแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ผ่าน
แอพพลิเคช่นั H4U มาวางแผนพฒั นาระบบเฝ้าระวังพฤตกิ รรมสขุ ภาพวัยทำงานตอ่ ไป
คำสำคญั (keyword) Health Behavior, Surveillance, Working Age, H4U

32 บทคดั ย่อการประชุมวชิ าการส่งเสริมสุขภาพและอนามยั ส่งิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ที่ 13 ประจำปี 2563

ปจั จยั เชิงสาเหตุทีผ่ ลต่อประสทิ ธิผลของการนวดแผนไทยรว่ มกับลกู ประคบสมุนไพรในการสร้าง
ความพรอ้ มทางร่างกายก่อนการแขง่ ขันของนักกีฬาคนพิการทางการเคล่อื นไหว

ทศั นมนิ ทร์ รัชตาธนรชั ต์
ศนู ยว์ จิ ัยและพัฒนาระบบความมนั่ คงและความปลอดภยั ชายฝ่ังเศรษฐกิจอา่ วไทยและอนั ดามัน

หลักการและเหตุผล การนวดแผนไทยเป็นภูมิปัญหาของคนไทย และเป็นศาสตร์ในการบำบัดรักษาโรค
ที่สืบทอดกันมายาวนาน แต่ยังไม่มีการศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่ผลต่อประสิทธิผลของการนวดแผนไทยร่วมกับ
ลูกประคบสมุนไพรในการสร้างความพรอ้ มทางร่างกายกอ่ นการแขง่ ขันของนักกีฬาคนพกิ ารทางการเคลื่อนไหว

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับปัจจัยเชิงสาเหตุ ระดับประสิทธิผล และอิทธิพลของปัจจัยเชิงสาเหตุที่ผลต่อ
ประสิทธิผลของการนวดแผนไทยร่วมกับลูกประคบสมุนไพรในการสร้างความพร้อมทางร่างกายก่อนการแข่งขันของ
นกั กีฬาคนพิการทางการเคลอ่ื นไหว

วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีกลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักกีฬาคนพิการจำนวน 120 คน แบ่งออกเป็น
2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ได้รับการนวดแผนไทยอย่างเดียวและกลุ่มท่ี 2 ได้รับการนวดแผนไทยร่วมกับลูกประคบสมุนไพร
จำนวนกลุ่มละ10 ครั้ง ก่อนการแข่งขันฯ โดยประเมินประสิทธิผลจากแบบประเมินทักษะการเคลื่อนย้ายตนเอง
(Transferring oneself) และการทดสอบสมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness Test) โดยวเิ คราะห์ผลเปรียบเทียบผล
การวดั ซ้ำระหวา่ งกลมุ่ กลมุ่ ตวั อย่าง โดยใช้สถิตทิ ี่ใช้วเิ คราะห์ข้อมลู คือ สถติ พิ รรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนทาง
เดยี วและสหสัมพนั ธ์ของเพยี รส์ ัน

ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยเชิงสาเหตุทีส่ ่งผลต่อประสิทธผิ ลของการนวดแผนไทยรว่ มกับลูกประคบสมนุ ไพรใน
การสร้างความพร้อมทางร่างกายก่อนการแข่งขันของนักกีฬาคนพิการทางการเคลื่อนไหวกับข้อมูลเชิงประจักษ์
ค่าไคสแควร์ ( X2= 89.52) ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p >.05) และค่าความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่าพารามิเตอร์
(RMSEA= 0.041) มคี ่านอ้ ยกว่า .05 ทงั้ นีป้ ัจจัยเชงิ สาเหตุท่ีสง่ ผลตอ่ ประสิทธผิ ลของการนวดแผนไทยรว่ มกับลูกประคบ
สมุนไพรในการสร้างความพร้อมทางร่างกายก่อนการแข่งขันของนักกีฬาคนพิการทางการเคลื่อนไหว มีความกลมกลืน
กับข้อมูลเชิงประจักษ์ (X2= 89.52, P=0.102, RMEA=0.025) และพบว่า ระดับประสิทธิผลของการนวดแผนไทย
รว่ มกับลกู ประคบสมนุ ไพรสง่ ผลใหร้ ะบบกลา้ มเนอื้ ลายระบบประสาท และระบบไหลเวยี นโลหิตและหายใจอย่ใู นระดบั ดี
มากและความสมดลุ ร่างกาย อย่ใู นระดบั ดีและอิทธพิ ลของปัจจยั เชงิ สาเหตทุ ส่ี ่งผลต่อประสิทธผิ ลของการนวดแผนไทย
ร่วมกับลูกประคบสมุนไพรพบว่า ปัจจัยอาการล้าของกล้ามเนื้อภายหลังจากการฝึกซ้อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดับ .01 สง่ ผลทางออ้ มโดยผ่านปจั จัยการนวดและปจั จัยลูกประคบสมุนไพรอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .01 2.2)
ปัจจัยความพร้อมร่างกายอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และส่งผลทางอ้อมโดยผ่าน ปัจจัยลูกประคบสมุนไพรอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติท่รี ะดับ .01 และปจั จัยลูกประคบสมนุ ไพรตอ่ ประสิทธิผล อย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิติท่รี ะดับ .01

ข้อเสนอแนะ การสร้างความพร้อมทางร่างกายของนักกฬี าคนพิการทางการเคลื่อนไหว เมื่อได้รับการนวดแผน
ไทยร่วมกับลูกประคบสมุนไพร อย่างต่อเนื่องเพื่อการสร้างความพร้อมระบบประสาท ความสมดุลร่างกาย ระบบ
กล้ามเนื้อลาย และระบบไหลเวียนโลหติ และหายใจ

คำสำคญั (Keyword) ประสทิ ธิผล, การนวดแผนไทย, ลกู ประคบสมนุ ไพร, คนพิการทางการเคล่ือนไหว

บทคัดย่อการประชุมวิชาการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563 33

ผลของโปรแกรมเสรมิ พลงั เพ่อื ปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในบคุ ลากร
สถาบนั พฒั นาสุขภาวะเขตเมอื งที่นำ้ หนักและรอบเอวเกนิ เกณฑ์

Effect of Empowerment Program on modification health behaviors for reduce risk
of cardiovascular disease in Overweight

พกิ ุล ศรีบุตรดี , ณัฐนนั ท์ แซมเพชร , วภิ าดา รูปงาม , พงศา โพชยั
สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมอื ง

ในประเทศไทย จากสถิติสาเหตุการตายประจำปี 2561 โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการตายด้วยโรค
เป็นอันดับที่ 2 จากสาเหตุการตายด้วยโรค 10 อันดับ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดเกิดจากการ
มีพฤติกรรมสุขภาพไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมนั ใน
เลือดสูง เปน็ ต้น ดังน้ันการลดปจั จัยเสยี่ งของโรคหวั ใจและหลอดเลือดจงึ ตอ้ งใชก้ ลวธิ ใี นการปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมในวถิ ี
ชีวิตให้เป็นไปในทิศทางที่พึงประสงค์และยั่งยืน โดยใช้กระบวนการเสริมพลังเพื่อเป็นแรงผลักดันให้เกิดปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมสุขภาพ โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมพลัง
เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในบุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองที่น้ำหนักและ
รอบเอวเกินเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง อายุระหว่าง 18 – 59 ปี ที่มีดัชนีมีมวล
กายตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และมีเส้นรอบเอวตั้งแต่ 90 เซนติเมตร ในเพศชาย และมีเส้นรอบเอวตั้งแต่ 80
เซนตเิ มตรในเพศหญงิ จำนวน 60 คน เขา้ ร่วมโปรแกรมเสริมพลงั เพอ่ื ปรบั เปล่ียนพฤติกรรมเสยี่ งต่อโรคหัวใจและหลอด
เลือดเป็นระยะเวลา 5 เดือนๆ ละ 1 ครั้ง มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดย 1) แบบประเมินความเชื่อในความสามารถของ
ตนเองในการปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมสุขภาพเพือ่ ลดความเสย่ี งต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด 2) แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการ
ดูแลตนเองในเรื่องการรับประทานอาหารการออกกำลังกายการจัดการความเครียดด้วยตัวเองดูแลและเฝ้าระวังภาวะ
เสี่ยง 3) แบบบันทึกข้อมูลน้ำหนัก รอบเอว และความดันโลหิตก่อนและหลังการทดลอง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้
โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเรจ็ รปู โดยใชส้ ถติ ิ pair t-test แสดงค่าเป็นคา่ เฉล่ีย และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา พบว่าจากการเข้าร่วมโปรแกรมเสริมพลังเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเส่ียงต่อโรคหัวใจและหลอด
เลือดกลุ่มตัวอยา่ งมีค่าเฉลยี่ นำ้ หนักเสน้ รอบเอว และดชั นีมวลกายลดลงอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติ (p<0.05) สว่ นในดา้ น
ความเชื่อและพฤติกรรมสุขภาพ (การกินการออกกำลังกายการจัดการความเครียดและการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน)
พบว่าหลังเข้าโปรแกรมดีขึ้นกว่ากอ่ นเข้าโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้นจะเห็นไดว้ ่าการเสรมิ
พลงั เป็นวิธกี ารทท่ี ำให้ผเู้ ขา้ ร่วมโปรแกรมมองเห็นปญั หาดว้ ยตนเองและสามารถจดั การกบั ปญั หาดว้ ยวิธที ่ีเหมาะสมกับ
ตนเองได้และเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนควรจัดกิจกรรมเสริมพลังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกระตุ้นและ
สนับสนุนให้มีความเชื่อในความสามารถของตนเองสนับสนุนให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแลตนเองและนำ
แนวคดิ การเสริมพลงั ไปจัดโปรแกรมการเรยี นรู้ผูป้ ว่ ยโรคไม่ติดต่อเรอ้ื รงั

คำสำคัญ (keyword) โปรแกรมเสรมิ พลังโรคหัวใจและหลอดเลอื ดน้ำหนักและรอบเอวเกนิ เกณฑ์

34 บทคดั ยอ่ การประชุมวชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563

การพัฒนารูปแบบโรงพยาบาลรอบรู้ดา้ นสุขภาพเพื่อหนุ่ ดสี ุขภาพดี กรณีศกึ ษาโรงพยาบาลขอนแก่น
The development of health Literatedhospital model for Smart and healthy people, a

case studyKhonKaen Hospital

เดอื นเพญ็ ใจเต้, เพ็ญนิดา ไชยสายณั ห์, ชญั ญานชุ ปานนิล, วาสนา มงคลศลิ ป์
ศูนย์อนามยั ท่ี 7 ขอนแก่น

โรงพยาบาลเป็นสถานบริการสาธารณสุข ที่ต้องรับผลกระทบด้านการรักษาพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดตอ่
เรื้อรังที่มีสาเหตุจากภาวะอ้วน ไม่ตระหนักในพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ หรือจัดการภาวะสุขภาพตนเองบกพร่อง คิด
เปน็ มูลคา่ การรกั ษาท่ีสูงมากและเพ่มิ ข้ึนตอ่ เนื่องเพิ่มภาระด้านบรหิ ารจัดการ ดา้ นการเงนิ และอัตรากำลังบคุ ลากรดงั น้ันการ
มองหามาตรการการป้องกันและแผนการควบคุมโรค จึงต้องกระทำเป็นนโยบายเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบต่อหน่วยบริการ
สุขภาพ ความแออัด และงบประมาณในดูแลรักษาโรงพยาบาลขอนแก่นก็ประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ การศึกษาน้ี
เป็นการวิจัยและพัฒนา

วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบโรงพยาบาลรอบรู้ด้านสุขภาพ ณ โรงพยาบาลขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากร
โรงพยาบาลขอนแกน่ จำนวน 107 คน ดำเนนิ การศกึ ษา ปี 2561-2562

วธิ กี ารศกึ ษา 1) ประชมุ ชี้แจงนโยบายโรงพยาบาลรอบรดู้ า้ นสุขภาพ แนะนำกระบวนการสรา้ งรอบรู้ด้านสุขภาพใน
องค์กร และศึกษาสถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพขององค์กร และภาวะสุขภาพของบุคลากร 2) ขับเคลื่อนนโยบาย
จัดทำแผนการพฒั นาโรงพยาบาลรอบรดู้ ้านสขุ ภาพ และรปู แบบการส่งเสรมิ ความรอบรู้ดา้ นสุขภาพ โดยใชแ้ นวทางการสร้าง
เสริมสุขภาพวัยทำงานหุ่นดี สุขภาพดี ด้วยหลักพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 3อ2ส1ฟ1น ร่วมกับกลยุทธ์ DPAC
ดำเนินการตามกระบวนการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ 3) ดำเนินการตามแผน 4) ประเมินกระบวนการสร้างความรอบรู้
ด้านสุขภาพในโรงพยาบาล และประเมินผลภาวะสุขภาพบุคลากรหลังดำเนินการ 5) วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการ
ดำเนนิ งาน

ผลการศกึ ษาพบวา่ โรงพยาบาลขอนแก่นไดด้ ำเนินการเป็นระยะดังน้ี ระยะที่1ขับเคลื่อนนโยบาย HLO โดยกำหนด
เป็น Policy Personnel Process Public (4P) เป็น KPI ของหน่วยงานเพื่อออกแบบบริการผู้บริหาร ร.พ.จะติดตามเยี่ยม
ใกล้ชิด ทุกเดือน ทุกแผนก แบ่งเป็น 3 ด้านได้แก่ 1. ผู้ให้บริการ คือบุคลากร มีการประเมินภาวะสุขภาพโดยใช้โปรแกรม
ประเมินภาวะอว้ นแนะนำกลุ่มเสี่ยงและอ้วนโดยจัดเข้าสู่โปรแกรมดูแลสุขภาพตามแนวทางการสร้างเสริมสขุ ภาพวัยทำงาน
หุ่นดี สุขภาพดี ด้วยหลักพฤติกรรมสุขภาพท่ีพงึ ประสงค์ 3อ2ส1ฟ1น ร่วมกับการให้บริการDPAC 2. ผู้ใช้บรกิ าร คือ ผู้ป่วย
และญาติ มีการวิเคราะหป์ ัญหาแต่ละแผนก แล้วจัดทำและใช้สือ่ คลิปวีดิโอเพื่อสื่อสารให้ความรู้ การบริการ และคำแนะนำ
พร้อมประเมินความพึงพอใจ ซึ่งได้ผลลัพธ์ในระดับมาก 3. ด้านสิ่งแวดล้อม กำกับแผนตามกระบวนการ HL ออกแบบ
สิ่งแวดล้อมที่เอื้อผู้ให้บริการ ผู้ใช้บริการ และญาติเข้าถึงความรอบรู้ด้านสุขภาพ เช่น แผ่นป้ายความรู้ ป้ายกำกับสถานท่ี
ต่างๆ ระยะที่ 2 ดำเนินการตามแผนโดยจัดอบรมการทำ Infographic สื่อสารผ่านภาพ แล้วทดสอบก่อนใช้จริง จัด
นิทรรศการประกวดสื่อและประกวดวิธีสื่อสารเพื่อสร้างความรอบรู้ ได้เป็นนวัตกรรมการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของ
โรงพยาบาล ระยะท่ี 3 ประเมนิ ผลการสรา้ งความรอบร้ดู า้ นสขุ ภาพวัยทำงานหุ่นดสี ุขภาพดี บุคลากรโรงพยาบาลขอนแก่นมี
เสน้ ค่าเฉลี่ยเส้นรอบเอวก่อนดำเนินการ 92.6 หลังดำเนนิ การ 87.4 ลดลงเฉลยี่ -5.2 สรปุ วา่ การพัฒนารูปแบบโรงพยาบาล
รอบรู้ด้านสุขภาพ สามารถทำได้และเป็นประโยชน์ต่อบุคลากร ผู้ป่วยและญาติ การพัฒนาระบบบริการ และการพัฒนา
สิ่งแวดล้อมภายในโรงพยาบาล ทำให้บุคลากรมีการดูแลตนเองด้านสุขภาพ และหน่วยงานต่างๆ ภายในโรงพยาบาลมีการ
ปรับปรงุ สอื่ วิธกี ารสอื่ สารในการประชาสมพันธ์กับผู้ป่วย ญาติ และผ้มู าตดิ ต่อประสานงาน เพ่ือให้ประชาชนเกดิ ความรอบรู้
ตระหนักรู้ด้านสุขภาพ และสามารถดูแลตนเองได้ข้อเสนอแนะให้ดำเนินการต่อเนื่อง และครอบคลุมระบบบริการของ
โรงพยาบาล บุคลากรควรดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีและมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์เป็นแบบอย่างในการสร้างความรอบรู้
ตระหนักร้ใู นการดูแลสุขภาพตนเองของประชาชน

คำสำคัญ(keyword): ความรอบรู้ด้านสขุ ภาพโรงพยาบาลรอบรดู้ า้ นสุขภาพหุ่นดสี ุขภาพดี

บทคัดย่อการประชุมวิชาการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563 35

Oral Presentation
กลุ่มสง่ เสริมสขุ ภาพกล่มุ ผ้สู ูงอายุ

36 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

บทคัดยอ่ การประชมุ วิชาการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563 37

แบบจำลองเชิงเศรษฐศาสตรเ์ พื่อช่วยในการตดั สินใจประเมนิ ความคมุ้ คา่ ในประชากรกลุ่มท่ีพักอาศยั
ในสถานดแู ลผูส้ ูงอายุ (Economic Decision Analytic Models in Care Home Populations)

พรชยั ประเสริฐวชิรากลุ
กลมุ่ งานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลปตั ตานี

หลกั การและเหตุผล : คา่ ใช้จ่ายทางดา้ นสขุ ภาพของผสู้ ูงอายมุ แี นวโนม้ จะสงู ขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปญั หาประชากร
ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่พักอาศัยในสถานดูแลผู้สูงอายุซึ่งมีสุขภาพเปราะบางกว่าผูส้ ูงอายุกลุ่มปกติ ดังนั้น จึงเป็น
เรอ่ื งสำคัญเปน็ อย่างยิ่งทต่ี ้องจดั สรรทรพั ยากรทางด้านสขุ ภาพให้แก่ประชากรกลุ่มนี้อย่างมีประสทิ ธิภาพโดยใชห้ ลักฐานความ
คุม้ คา่ จากแบบจำลองเชิงเศรษฐศาสตรเ์ พ่อื ชว่ ยในการตัดสนิ ใจประเมินความคุ้มคา่

วัตถุประสงค์ : เพื่อประเมินหลักฐานความคุ้มค่าของทางเลือกของการดูแลสุขภาพต่างๆ จากงานวิจัยประเภท
แบบจำลองเชิงเศรษฐศาสตร์เพื่อช่วยในการตัดสินใจประเมินความคุ้มค่าในประชากรกลุ่มที่พักอาศัยในสถานดูแลผู้สูงอายุท่ี
ได้รับการตีพิมพ์แล้ว และประเมินคุณภาพแบบจำลองในงานวิจัยแต่ละการศึกษาที่นำมาใช้อ้างอิงโดยใช้เครื่องมือ Philips
checklist

วิธีการศึกษา : ดำเนินการศกึ ษาโดยใชก้ ารทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเพอ่ื รวบรวมวเิ คราะหข์ ้อมลู จากงานวิจัย
ประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ประเภทแบบจำลอง (Model-based economic evaluation) ทุกเรื่องที่ทำการศึกษา
ความคุ้มค่าของทางเลือกในการดูแลสุขภาพตา่ งๆ ในประชากรกลุ่มที่พักอาศัยในสถานดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งตีพิมพ์ต้ังแตม่ กราคม
ค.ศ.2000 – มิถนุ ายน ค.ศ.2016 จากฐานข้อมลู อเิ ล็กทรอนิกส์ MEDLINE และ EMBASE

ผลการศกึ ษา : มีงานวจิ ัยที่ถูกสบื คน้ ท้ังส้ิน 1,559 การศึกษา มงี านวจิ ัยซึง่ เขา้ เกณฑ์การคดั เลือกและถูกนำมาทบทวน
อยา่ งละเอยี ดทงั้ ส้ิน 15 การศกึ ษา เกี่ยวขอ้ งกบั ลักษณะทางคลินกิ 4 หวั ขอ้ ไดแ้ ก่ (1) การป้องกันกระดูกหักจากการหกล้ม (2)
การป้องกันการเกิดแผลกดทับ (3) การป้องกัน/รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ และ (4) การคัดกรองวัณโรค มีทางเลือกในการดูแล
สุขภาพเพียง 5 รายการเท่านั้นที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนอย่างเพียงพอและมศี ักยภาพสำหรับการนำไปใช้งานจริงให้
แพร่หลายมากขึ้น ในส่วนของการประเมินคุณภาพงานวิจัย การศึกษาส่วนใหญ่ยังพบปัญหาทางระเบียบวิธีวิจัยในหลาย
ประเดน็ ทั้งในสว่ นของโครงสรา้ ง ข้อมูล และความมั่นคงของแบบจำลอง

ข้อเสนอแนะ : จากการศึกษาครั้งนี้พบว่าทางเลือกในการดูแลสุขภาพที่มีความคุ้มค่าทั้ง 5 รายการนั้นมีการใช้ในเวช
ปฏิบัติประเทศไทยอย่างแพร่หลายเกือบทุกรายการ ยกเว้นก็เพียงแต่อุปกรณ์ป้องกันกระดูกสะโพกหัก (Hip Protectors) ซึ่ง
ยงั คงมใี ช้น้อยในประเทศไทย ทง้ั ๆ ท่ีมีหลกั ฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนเร่ืองความคุม้ ค่าของอุปกรณ์ตัวนี้ไปในแนวทางเดียวกัน
อย่างชัดเจนในการทบทวนวรรณกรรมครั้งนี้ ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสดีของประเทศไทยที่จะนำอุปกรณ์ตัวนี้ไปศึกษาพัฒนา
ต่อไปในอนาคตทั้งในเชิงการวิจัยต่อยอดและการทดลองใช้จริงในเวชปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำไปประยุกต์ใช้ในกลุ่ม
ผ้สู ูงอายทุ ่ีมภี าวะพึง่ พิง ในระบบการดูแลระยะยาว (Long term care) ของกรมอนามยั

คำสำคัญ (Keyword) : ประชากรผู้สูงอายุ, ประชากรที่พกั อาศัยในสถานดูแลผู้สูงอายุ, แบบจำลองเชิงเศรษฐศาสตร์
เพ่อื ชว่ ยตดั สินใจ, ความคมุ้ คา่

38 บทคัดย่อการประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครงั้ ที่ 13 ประจำปี 2563

รูปแบบการดำเนนิ ชวี ติ ของศตวรรษกิ ชนคนอายเุ กนิ 100 ปี อำเภอด่านขนุ ทด จังหวัดนครราชสมี า
The way of life of Centenarians the over 100 years elderly in Dankhuntod District,

NakronRatchasima Province,Thailand

สายชล ไทยอดุ ม
โรงพยาบาลดา่ นขุนทด

หลักการและเหตุผล อำเภอด่านขุนทดได้ก้าวเข้าสู่สังคมผูส้ ูงอายรุ ะดับต้น (Aged Society) พบว่ามีผู้สูงอายุ
เกิน 100 ปีขึ้นไป ทั้งหมดจำนวน 14 คน ทุกคนยังมีสุขภาพดีและพบว่ายังไม่มีการศึกษาเกี่ยวบุคคลกลุ่มนี้เลย
จึงสนใจท่ีจะศกึ ษาเพื่อใหผ้ ทู้ ี่เก่ียวข้องนำผลไปจัดบริการส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะสมสอดคล้องตรงกบั ปัญหาและความ
ต้องการของผู้สูงอายุเกิน 100 ปี และใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุเกิน 100 ปี สามารถดูแลและ
พึ่งพาตนเองด้านสุขภาพที่เหมาะสม เป็นข้อมูลให้ผู้สูงอายุช่วงต้นและช่วงกลางที่เตรียมเข้าสู่ช่วงสูงอายุตอนปลาย
สามารถวางแผนการดำเนินชีวิตได้อยา่ งมีแบบแผน

วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินชีวิตของศตวรรษิกชนคนอายุเกิน 100 ปี ที่มีอายุยืนยาวตาม
กิจกรรมตามความสนใจและสภาพแวดล้อมและตามความคิดเห็น 2) ศึกษาเงื่อนไขที่เก่ียวข้องกับการมีอายุที่ยืนยาว
ของผู้สูงอายุ เกิน 100 ปี ทีอ่ าศัยอยูใ่ นอำเภอด่านขนุ ทด จงั หวัดนครราชสมี า

วิธีการศึกษา ศึกษากลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไป ทุกคนจำนวน 14 คนเก็บรวบรวมข้อมูล
เจาะลึกรายบุคคล ใช้วิธีสัมภาษณ์ตามแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และแบบประเมินบาร์เธล ADL เป็นเครื่องมือ
ประกอบการสังเกตสภาพแวดล้อม และองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องแบบไม่เป็นทางการ วิเคราะห์ข้อมูลตามการจำแนก
ชนดิ ของขอ้ มลู เชิงคุณภาพดว้ ยวธิ ีการวิเคราะหเ์ น้ือหาระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 – เดอื นเมษายน 2562

ผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุเกิน 100 ปีทั้งหมด มีอาชีพเกษตรกรรม ร่างกายแข็งแรง ส่วนใหญ่เป็นหม้าย
อาศัยอยู่กับลูก อากาศถ่ายเทดี เย็นสบาย มีรูปร่างสมส่วน ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุเป็นรายได้ประจำ รูปแบบการดำเนิน
ชีวิตพบว่า ด้านกิจกรรมสามารถช่วยเหลือตนเองได้ทุกคนมีคะแนนประเมิน ADL ไม่ต่ำกว่า 12 (เฉลี่ย18.53) ไม่สูบ
บุหรี่หรือดื่มสุรา จำนวนครึ่งหนึ่งมีโรคประจำตัว มีเพียง 4 คนเท่านั้นที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและกำลังรักษา ส่วน
ใหญ่ออกกำลังกายทุกวัน รับประทานอาหารแต่น้อยเป็นอาหารพื้นบ้านเน้นผักตามธรรมชาติ นอนหลับสนิทและตน่ื
แต่เช้า ด้านความสนใจและสิ่งแวดล้อม สนใจในเรื่องข่าวสารเพื่อให้ตนเองทันสมัย ผ่านทางโทรทัศน์ ฟังวิทยุ เสียง
ตามสาย หรือจากการบอกเล่า มีปัญหาเรื่องการได้ยินแต่ไม่สนใจทีจ่ ะใช้เครื่องช่วยฟัง บางคนสามารถใช้สมาร์ทโฟน
ได้ ยอมรับและปรบั ตัวเข้ากับความเปลีย่ นแปลงท่ีเกิดข้ึนในชวี ิต ด้านความคดิ เห็น รสู้ กึ ว่าตนเองยังมีประโยชน์และมี
คณุ คา่ ได้รบั ความเคารพนับถือจากชุมชน และครอบครัว สำหรบั เงือ่ นไขอืน่ ๆ ทีพ่ บคอื การรกั ษาสขุ ภาพกายให้ดีเพ่ือ
ไม่เปน็ ภาระ รักษาอารมณใ์ หด้ เี บกิ บาน ฝึกการคิดบวก พอใจกบั สงิ่ ทม่ี ี สนใจใฝธ่ รรมะ ทำบญุ ทำทานสมำ่ เสมอ เตรยี ม
ตัวตายอย่างกล้าหาญตลอดเวลา คิดดี ทำดี รักษาศีล ชีวิตจะมีสุขต่อไปได้อย่างยืนยาว ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับ
ประชาชนญีป่ ่นุ ทอ่ี าศัยบนเกาะโอกินาวา แต่แตกต่างกันในด้านสังคมและส่ิงแวดลอ้ มทางภูมิศาสตรเ์ ทา่ นั้น

ข้อเสนอแนะ ควรกำหนดกลยุทธ์ นโยบาย แผนงานโครงการเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุให้เป็นผู้มี
คุณภาพ

คำสำคัญ : การดำเนินชีวติ ศตวรรษิกชน คนอายเุ กิน 100 ปี


Click to View FlipBook Version