The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเล่มประชุมวิชาการกรม ครั้งที่ 13

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thunya_meawoon, 2021-04-05 03:41:17

รวมเล่มประชุมวิชาการกรม ครั้งที่ 13

รวมเล่มประชุมวิชาการกรม ครั้งที่ 13

บทคดั ยอ่ การประชมุ วิชาการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563 139

การพฒั นารูปแบบการใหค้ วามรดู้ า้ นโภชนาการโดยใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ เพ่ือควบคุมระดับนำ้ ตาล
ในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน

Development of nutrition knowledge-based learning model by Information Technology
for blood sugar control among diabetic patients

จารวุ รรณ หม่ันมี, สถติ ย์ นิรมติ มหาปญั ญา, องอาจ สิกขมาน, หทยา สที อง
โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์

หลักการและเหตุผล การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวานเพื่อชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อน
ปัจจัยสำคัญคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และมีความรอบรู้เพื่อจัดการสุขภาพด้วยตนเอง รูปแบบ
การให้ความรู้ในการบริโภคอาหารมีหลากหลาย แต่การใช้รูปแบบเกมภาพเคลื่อนไหวใน Mobile application ยังมี
จำกัด

วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการให้ความรู้ด้านโภชนาการโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อควบคมุ ระดับ
น้ำตาลในเลอื ดของผ้ปู ว่ ยเบาหวานและประเมินผลลพั ธก์ ารใช้รปู แบบที่พัฒนาขึ้น

วิธกี ารศกึ ษา การศกึ ษากึ่งทดลอง (Quasi-Experimental study) 2 ระยะคือ 1) พัฒนารปู แบบการให้ความรู้
ด้านโภชนาการฯ จากการวเิ คราะหส์ ถานการณก์ ารดูแลผ้ปู ว่ ยเบาหวานและระดมสมองของทีมสหวชิ าชพี จนได้รูปแบบ
การให้ความรู้โดยใช้เกมจำแนกประเภทอาหาร (Classify foods) ผ่าน smart devices ระบบปฏิบัติการ Android และ
2) ประเมินผลลพั ธ์ในผู้ป่วยเบาหวานชนดิ ที่ 2 อายตุ ั้งแต่ 18 ปี ระดับ FBS ที่ 1 เดอื นและ HbA1c ท่ี 3 เดือน ตัวอย่าง
กลุ่มละ 40 คน กลุม่ ทดลองใชเ้ กม Classify foods กลุม่ เปรียบเทยี บให้ความรแู้ บบเดิม (counseling) เครือ่ งมือ 4 ส่วน
คือ 1) ข้อมูลทั่วไป พฤติกรรมสุขภาพ FBS และ HbA1c 2) ความรู้จำแนกประเภทอาหาร กลุ่มทดลอง วัดความรู้จาก
เกม classify foods คือ อาหารที่รับประทานได้ไม่จำกัด, อาหารรับประทานได้จำกัด และอาหารที่ห้ามรับประทาน
เลือกรูปอาหารที่ปรากฏเข้าประเภทกลุ่มอาหารโดยใช้โทรศัพท์มือถือ ในเวลา 1 นาที ทดลอง 1 ครั้ง ใช้จริงครั้งที่ 1
และหลังจากได้รับความรู้ด้านโภชนาการ ใช้จริงอีก 1 ครั้ง วัดคะแนนจำนวนข้อที่ตอบถูก กลุ่มเปรียบเทียบวดั ความรู้
โดยใช้รูปภาพจำแนกอาหารแบบกระดาษ ท้ังสองกลุ่มไดร้ บั การประเมินความรู้การจำแนกประเภทอาหาร กอ่ นและหลัง
เข้าพบนักโภชนาการ วัดคะแนนจำนวนข้อทีต่ อบถกู 3) ความพึงพอใจ และ 4) แบบประเมินการตดิ ตามทางโทรศัพทท์ กุ
2 สัปดาห์เพื่อทบทวนความรู้และกระตุ้นให้คำแนะนำด้านโภชนาการทั้งสองกลุ่ม โครงการวิจัยผ่านการรับรองจาก
คณะกรรมการจรยิ ธรรมการวจิ ยั ในคน โรงพยาบาลราชวิถี

ผลการศึกษา คุณลักษณะส่วนบุคคลทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน หลังทดลอง กลุ่มทดลองมีความรู้ด้านการ
จำแนกประเภทอาหารสูงกว่าก่อนทดลอง และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.035) กลุ่มทดลองมี
คา่ เฉลย่ี FBS และ HbA1c ลดลงกวา่ ก่อนทดลอง และลดลงมากกว่ากลุ่มเปรียบเทยี บอย่างมนี ัยสำคญั (p = 0.041 และ
p = 0.048 ตามลำดับ) กลุ่มทดลองพึงพอใจต่อรูปแบบการให้ความรู้มากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญ
(p<0.001) ในประเดน็ ด้านความนา่ สนใจ ความรูค้ วามเข้าใจทีด่ ีขึน้ ความทนั สมัย และความสะดวกตอ่ การใชง้ าน

ข้อเสนอแนะ ควรเพิ่มระยะเวลาติดตามผู้ป่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลเพื่อให้เกิดความยั่งยืน และพัฒนา
เคร่ืองมือในด้านการออกกำลังกายและการจัดการอารมณ์ควบคู่ไปด้วย

คำสำคญั (keyword) รูปแบบการให้ความรู้ด้านโภชนาการ, การควบคุมนำ้ ตาลในเลือด, ผ้ปู ว่ ยเบาหวาน

140 บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครงั้ ที่ 13 ประจำปี 2563

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผูส้ ูงอายทุ ี่มีภาวะไขมันในเลือดสูง
คลนิ ิกส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายศุ นู ย์อนามัยท่ี 7 ขอนแก่น

THE EFFECT OF A SELF HEALTH CARE PROMOTING PROGRAM FOR THE ELDERLY WITH
HYPERLIPIDEMIA ELDERLY HEALTH PROMOTION CLINIC HEALTH CENTER 7 KHON KAEN

รงุ่ รวี เอกคณาสงิ ห์
คลนิ ิกส่งเสรมิ สุขภาพผู้สูงอายศุ ูนยอ์ นามยั ที่ 7 ขอนแกน่

หลักการและเหตุผล ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ
โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด พบว่าแนวโน้มผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้น สาเหตุเนื่องมาจากการ
เปลย่ี นแปลงในวิถีชีวิตประจำวนั คา่ นยิ มในการบรโิ ภคนำไปเป็นข้อมูลพฒั นาโปรแกรมการส่งเสริมพฤตกิ รรมการดูแล
สุขภาพตนเองของผู้สูงอายุ โดยใช้การปฏิบัติตามแนวคิดการกำกับตนเอง (Self-Regulation) ของ Bandura (1986)
มาศกึ ษาการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สงู อายุที่มีภาวะไขมนั ในเลือดสูงให้เกิดความรู้ความเข้าใจ
และนำไปปฏิบัติได้ถูกต้อง เพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
ตนเอง ใหม้ ีพฤตกิ รรมการดูแลสุขภาพทด่ี ี

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในผู้สูงอายุที่มีภาวะ
ไขมันในเลือดสงู

วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง( Quasi Experimental Research ) แบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนและ
หลังการทดลอง (One group Pretest-Posttest Design )เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม โดยกลุ่มตัวอย่างจะได้รับ
โปรแกรม การสง่ เสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง (Self – Regulation) วเิ คราะหข์ ้อมลู โดยใชส้ ถติ ิเชิงพรรณนา
และสถิติเชิงอนุมาน เพื่อเปรียบเทียบระดับความรู้ การรับรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และลำดับขั้นตอนการ
ปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรมการดูแลตนเองของผู้ท่ีมีภาวะไขมนั ในเลือดสงู

ผลการศึกษา พบว่าหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับเรื่องการบริโภคอาหาร การออก
กำลังกาย และการจัดการอารมณ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (0.05) มีคะแนนการรับรู้ ความรุนแรง/อันตราย
โอกาสเสี่ยง ประโยชน์ของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อุปสรรคของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมนี ัยสำคญั
ทางสถิติ (0.05) มีคะแนนแผนการปรบั เปล่ียนพฤติกรรม การดูแลตนเองต่อการเป็นโรคเรื้อรัง และภาพรวมด้านความ
มงุ่ ม่นั ในการปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมเพ่ิมข้นึ อยา่ งมีนยั สำคัญทางสถติ ิ (0.05)

ข้อเสนอแนะ นำผลการวิจัยและโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุ ที่มี
ภาวะไขมันในเลือดสูงไปปรับกับใช้กับกลุ่มที่มีความคล้ายคลึงกันได้โดยต้องคำนึงถึงระดับความรุนแรงของโรคที่ไม่
ส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพของผู้ป่วยและสามารถใช้ร่วมกับแผนการรักษาของแพทย์ได้โดยไม่มีผลกระทบต่อ
ผลการรกั ษา

คำสำคญั พฤติกรรมสขุ ภาพภาวะไขมันสูงในเลือด

บทคดั ยอ่ การประชุมวิชาการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563 141

ภาวะสขุ ภาพและปจั จัยเสีย่ งตอ่ โรคหวั ใจและหลอดเลือดในพระสงฆเ์ ขตสุขภาพที่ 3
Situation of Health and Risk factor for cardiovascular disease in monks in the

Health Region 3

นาฏสนิ ี ชยั แกว้ ,อนุช สนี ารอด,พรทิพย์ สงิ หช์ ัย และคณะ
ศูนย์อนามยั ท่ี 3 นครสวรรค์

หลักการและเหตุผล พระสงฆ์เป็นผู้มีความสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนา เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับ
ชุมชน ในเรื่องการดูแลสุขภาพตนเอง สิ่งแวดล้อมภายในวัด และขยายผลสู่การพัฒนาสุขภาวะของชุมชน ปัจจุบัน
พระสงฆ์ไทยมีปัญหาทางสุขภาพโดยเฉพาะป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจขาด เลือดและภาวะไขมันในเลือดสูง สถานะสุขภาพพระสงฆ์ ซึ่งได้จากการตรวจคัดกรองสุขภาพพระสงฆ์
และสามเณรทวั่ ประเทศ ในปี 2559 พบการป่วยมากทส่ี ุด คอื โรคความดันโลหิตสงู และโรคเบาหวาน ซึ่งในเขตสุขภาพ
ท่ี 3 นั้นยงั ไมม่ ฐี านขอ้ มลู ในเร่ืองสถานะสขุ ภาพพระสงฆ์

วัตถปุ ระสงคเ์ พ่ือศึกษาภาวะสุขภาพและปัจจยั เสีย่ งต่อ โรคหวั ใจและหลอดเลือดในพระสงฆ์เขตสุขภาพที่ 3
ที่มอี ายตุ ั้งแต่ 35 ปขี ้ึนไป

วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลพระสงฆ์ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ระหว่างเดือนเดือน
พฤษภาคม ถึง เดือนสงิ หาคม พ.ศ.2562 จำนวน 2,329 รูป เครื่องมือท่ีใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลท่ัวไป
แบบคดั กรองภาวะสุขภาพ ได้แก่ พฤติกรรมที่พึงประสงค์ 5 ด้าน ภาวะซึมเศร้า ภาวะสมองเสื่อม (เฉพาะในพระสงฆ์
อายุ 60 ปีขึ้นไปภาวะโภชนาการ และเจาะเลือดเพื่อดูผลการตรวจร่างกาย ได้แก่ ระดับไขมัน คลอเรสเตอรอล
วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และประเมินโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
และหลอดเลือด (Thai CV Risk score) โดยใช้โปรแกรม Thai CV Risk ผลการศึกษา พบว่า พระสงฆ์มีโรคประจำตัว
เป็นโรคความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ18.85 และเป็นโรคเบาหวานร้อย ละ 9.6 และเมื่อประเมินดัชนีมวลกาย พบว่า
พระสงฆ์มี BMI ≥ 25 กิโลกรัม/เมตร 2 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มโรคอ้วนถึงอ้วน อันตราย (ร้อยละ 35.9 สอดคล้องกับผล
ประเมินโอกาสเสย่ี งต่อการเกิดโรคหวั ใจและหลอดเลือด (Thai CV Risk score) พบว่า 1 พระสงฆ์ท่ีมคี วามเส่ียงระดับ
ปานกลางถึงเสย่ี งสงู พบรอ้ ยละ 51.6 และจากการลงพนื้ ที่เป้าหมายคืน ขอ้ มูลผลการตรวจคัดกรองสุขภาพ และถวาย
ความรู้แก่พระสงฆ์กลุ่มเสี่ยงสูงเพื่อเฝ้าระวังป้องกันปัจจัยเสี่ยงของ โรคหัวใจและหลอดเลือด จำนวน 207 รูป พร้อม
ทั้งติดตามประเมินโอกาสเสี่ยงในครั้งที่สอง พบว่าผลการตรวจ สุขภาพในพระสงฆ์กลุ่มเสี่ยงสูงเปรียบเทียบกับครั้งท่ี
แรก พระสงฆ์ที่จัดในกลุ่มมีระดับน้ำตาลในเลือดกลุ่มเสี่ยง (FPG >100 มก./ดล.) มีสัดส่วนลดลงจากเดิม คือร้อยละ
37 เหลือร้อยละ 29.1 เช่นเดียวกับผลการประเมินโอกาสเสี่ยงต่อ การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Thai CV Risk
score) พบว่าพระสงฆ์ที่จัดในกลุ่มระดับเสี่ยงสูง มีสัดส่วนลดลงจากเดิม คือ ร้อยละ 97.7 เหลือร้อยละ 77.8
ข้อเสนอแนะ สำหรับพระสงฆ์ทั่วไปควรได้รับการตรวจสุขภาพทุกปีสำหรับพระสงฆ์ที่มีโรคประจำตัวควรได้รับการ
ตรวจหาระดับไขมันในเลือด การลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมกับการรักษาด้วยยา การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ อัน
ได้แก่ การถวายความรู้เร่ืองโรคหวั ใจและหลอดเลือด สาเหตุและปัจจัยเส่ียงของโรคหัวใจและหลอดเลือด การป้องกัน
ซึ่งพื้นที่ควรมีการวางแผนติดตามพระสงฆ์กลุ่มดังกล่าวอย่างตอ่ เนือ่ งเพื่อเปน็ การลดการเจ็บป่วยและอตั ราการตายที่
เกิดจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้

คำสำคญั (keyword) ภาวะสขุ ภาพ, พระสงฆ์, ปัจจัยเสยี่ ง, โรคหัวใจและหลอดเลือด

142 บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการสง่ เสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ที่ 13 ประจำปี 2563

การประเมนิ ผลผูน้ ำการบริหารร่างกาย 14 ทา่ หลักสูตรพฒั นาศกั ยภาพแกนนำชมรมผู้สูงอายเุ ขตสุขภาพที่ 10
Evaluation Of Leader of 14 Physical Exercises Program for Developing Leadership Potential of

the Elderly Club , Health Promotion Center Region 10

เดือนธิดา ศรเี สมอ1 นางวรรณภา อนิ ตะ๊ ราชา2
ศูนยอ์ นามยั ที่ 10 กรมอนามยั

การพัฒนาศักยภาพแกนนำชมรมผู้สูงอายุ เป็นกลวิธีการหนึ่งที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับแกนนำ
ชมรมผู้สูงอายุให้มีพฤติกรรมสุขภาพด้านการออกกำลังกายของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมให้มีพฤติกรรมสุขภาพทีดีขึ้น
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะของผู้นำบริหารร่างกาย 14 ท่า ใน
ชมรมผู้สูงอายุ เขตสุขภาพที่ 10 กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรในชมรมผู้สูงอายุที่ผ่านการอบรมใน
โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขและแกนนำผู้สูงอายุด้านการส่งเสริมสุขภาพป้องกันสมองเสื่อมใน
ผู้สูงอายุ เขตสุขภาพที่ 10 ปีงบประมาณ 2561 จำนวน 70 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi -
stage Random Sampling) เครื่องมือวิจัย คือแบบสอบถามประเมินความรู้การเป็นผู้นำจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ
ในชมรมผู้สูงอายุ เขตสุขภาพที่ 10ประเมินความสามารถด้านการเป็นผู้นำออกกำลังกายป้องกันการหกล้ม 14 ท่า
และการfocus groupสถติ ิที่ใช้ : one simple pair t – test ระยะเวลาการวจิ ยั : กุมภาพันธ์ - มถิ ุนายน 2561

ผลการศึกษา พบว่า ความรู้ของผู้นำการบริหารร่างกาย 14 ท่า พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรู้ของผู้นำบริหาร
ร่างกาย 14 ท่าก่อนการอบรม หลังการอบรมและระยะติดตามหลังการอบรม 3 เดือน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติ (p < .001) และความสามารถของผู้นำการบริหารร่างกาย 14 ท่า หลักสูตรพัฒนาศักยภาพแกนนำชมรม
ผู้สูงอายุ เขตสุขภาพที่ 10 พบว่า กอ่ นและหลังการอบรมระยะติดตาม 3 เดือน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติ (p < .001)

ผลการศึกษาครัง้ นี้แสดงให้เห็นว่า ผูน้ ำการบรหิ ารรา่ งกาย 14 ท่า หลกั สตู รพฒั นาศักยภาพแกนนำชมรม
ผู้สูงอายุ เขตสุขภาพที่ 10 มีทักษะการนำกิจกรรมบริหารร่างกาย 14 ท่าในชมรมผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี จนส่งผลให้
สมาชิกสมาชิกในชมรมผู้สูงอายุสามารถปฏิบัติบริหารร่างกายได้ 14 ท่า และสมาชิกชมรมผู้สูงอายุมีการทรงตัวและ
เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น จนทำให้สมาชิกมาร่วมกิจกรรมออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น บุคลากรสาธารณสุข
และชมรมผสู้ ูงอายสุ ามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในชมรมผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุและ
ในชุมชนได้

คำสำคัญ: ผู้นำการบริหารรา่ งกาย 14 ท่า/หลักสตู รพัฒนาศักยภาพแกนนำชมรมผู้สูงอายุ เขตสุขภาพท่ี 10

บทคัดย่อการประชุมวิชาการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามัยส่งิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ที่ 13 ประจำปี 2563 143

โปรแกรมการสรา้ งความรแู้ ละการรบั ร้สู ถานะสขุ ภาพตนเองมผี ลตอ่ การควบคุม
ความดนั โลหิตในผูป้ ว่ ยโรคความดนั โลหติ สูง แผนกผปู้ ว่ ยนอก

Health education and self-perceived health status program effects blood
pressure control in outpatient care for hypertensive patient

นางแววตา ระโส, นางศิรริ ตั น์ อศิ รางกูร ณ อยุธยา
งานเวชกรรม ศนู ย์อนามัยที่ 2 พษิ ณโุ ลก

หลักการและเหตุผล โรคความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชากรทั่วโลกตายก่อนวัยอัน
ควร การท่ีผู้ปว่ ยโรคความดันโลหิตสูงมีความรู้ในการดูแลตนเองและสามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ท่ีดี
สามารถท่ีจะลดภาวะแทรกซ้อนเช่นโรคเสน้ เลือดหัวใจ โรคเสน้ เลือดสมอง อตั ราทพุ ลภาพ และการเสียชีวิตลงได้

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาโปรแกรมการการสร้างความรู้และการรับรู้สถานะสุขภาพของตนเองในผู้ป่วยโรค
ความดันโลหติ สูงมผี ลตอ่ การควบคุมระดบั ความดันโลหติ ในแผนกผปู้ ว่ ยนอก

วิธีการศึกษา งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดซ้ำก่อน-หลัง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรค
ความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 2 พิษณุโลก 204 คน ที่ไม่ได้รับการปรับเพิ่มหรือลดยา
โดยแพทย์ กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจะได้รับโปรแกรมที่ประกอบด้วย ความรู้ในการดูแลตนเอง และความรับรู้สถานะ
สุขภาพตนเองในโรคความดันโลหิตสูง โดยพยาบาลหน้าห้องตรวจโรค ประกอบด้วย ผลการประเมินนำคำนวณ ร้อย
ละ ค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์ความแตกต่างของความรู้ก่อนและหลัง และระดับความดันโลหิตด้วยค่า Dependent T-
test

ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 62 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปี คิดเป็นร้อยละ 59.30
คะแนนความรู้หลังไดร้ ับโปรแกรมมีคา่ เฉล่ยี สูงขึ้นจาก 7.67 คะแนน เป็น 8.61 คะแนน (95% CI:-1.48 ถงึ 0.38; p =
0.001) คะแนนการรับรู้สถานะสุขตนเองสูงขึ้นจาก 5.63 คะแนนเป็น 6.34 คะแนน (95% CI: -1.09 ถึง -.32; p <
0.001) ผู้ป่วยควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้นจากร้อยละ 82.1 เป็นร้อยละ 88.20 และค่าเฉลี่ยความดันโลหิตในกลุ่ม
ความดันโลหิตสูงเบื้องต้น (SBP 140-159 มิลลิเมตรปรอท/DBP 90-99 มิลลิเมตรปรอท) มีค่า SBP เฉลี่ยลดลง 5.06
มิลลิเมตรปรอท (95% CI: 4.42 ถึง 10.36; p < 0.001) ค่า DBP เฉลี่ยลดลง 4.57 (95% CI: 3.44 ถึง 8.98; p <
0.001), ในกลุ่มความดันโลหิตสูงปานกลาง (SBP 160-179 มิลลิเมตรปรอท/DBP 100-109 มิลลิเมตรปรอท) มีค่า
SBP เฉลี่ยลดลง 3.80 มิลลิเมตรปรอท (95% CI: -2.59 ถึง 41.93.; p = 0.06) ค่า DBP เฉลี่ยลดลง 0.18 (95% CI: -
45.58 ถึง 49.58; p = 0.87), และในกลมุ่ ทค่ี วบคุมความดันโลหิตได้ดียงั คงไว้ในเกณฑ์ท่ีดี จากขอ้ มลู ขา้ งตน้ พบว่าการ
ให้โปรแกรมความรู้และการรับรู้สถานะสุขภาพตนเองสามารถทำให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง มีความรู้มีและมีการ
รับรู้สถานะสุขภาพตนเองดีข้ึน และสามารถสามารถควบคุมความดันโลหิตไดด้ ีข้ึนโดยเฉพาะในกลุ่มท่มี ีความดันโลหิต
สูงเกนิ เกณฑ์

ขอ้ เสนอแนะ สามารถนำโปรแกรมการสร้างความรู้และการรับรสู้ ถานะสุขภาพของตนเองในผู้ป่วยโรคความ
ดันโลหิตสูงไปประยุกต์ใช้ยังโรงพยาบาลอื่นได้เพื่อให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสามารถดูแลตนเองควบคุมความดัน
โลหิตได้ดีขึ้นและใช้เวลาสั้น ในการทำวิจัยครั้งตอ่ ไปอาจจะวัดผลดา้ นพฤติกรรมที่ผูป้ ่วยปฏิบตั ิสูง และใช้เทคนิคการ
วดั ความดันโลหติ ทเี่ ที่ยงตรงมากยิง่ ขนึ้ เชน่ การวัดความดนั โลหติ สงู เองที่บา้ น

คำสำคญั (keyword) ความดนั โลหิตสูง ความรู้สขุ ภาพ การรบั รสู้ ถานะสุขภาพ

144 บทคัดย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสริมสุขภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ท่ี 13 ประจำปี 2563

ประเมินการปฏบิ ตั ิงานของผู้จดั การการดแู ลผู้สงู อายุ (Care Manager) เขตสขุ ภาพที่ 10
Performance Evaluation of Care Manager in 10th Pubic health regiona
วรรณภา อินต๊ะราชา1 เดอื นธิดา ศรี
ศนู ย์อนามัยท่ี 10 กรมอนามัย

รัฐบาลมีนโยบายด้านการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุทุกกลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุ
โดยมุ่งเน้นการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง และส่งเสริมสุขภาพในผู้สูงอายุที่สุขภาพแข็งแรงเพื่อชะลอการเข้าสู่
ภาวะพึ่งพิง โดยมีระบบกลไกการทำงานผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ (Care manager) ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนา
ระบบดแู ลระยะยาว (Long Term Care : LTC) เป็นการวจิ ัยเชิงสำรวจ มวี ตั ถปุ ระสงค์เพอ่ื ศึกษาการปฏบิ ตั ิหน้าที่เป็น
ผู้จัดการการดแู ลผู้สงู อายุ (Care Manager) ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรCare manager 70 ชั่วโมง ในเขตสุขภาพที่ 10
และเป็นข้อมูลในการพัฒนาระบบบริการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ กลุ่ม
ตัวอย่าง คือ บุคลากรที่ผ่านการอบรมหลักสูตร Care manager 70 ชั่วโมง ระหว่างปีงบประมาณ 2558 - 2561 ใน
เขตสุขภาพที่ 10 สุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จำนวน 412 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามการปฏิบัติงานของผู้จดั การ
การดูแลผู้สูงอายุ (Care Manager) เขตสุขภาพท่ี 10 โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ
สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน

กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 382 คน คิดเป็นร้อยละ 92.7 เพศชายจำนวน 30 คน
คิดเปน็ รอ้ ยละ 7.3 ส่วนมากกล่มุ ตัวอย่างมอี ายรุ ะหว่าง 40-50 ปี คิดเปน็ รอ้ ยละ 40.8 ส่วนมากกลมุ่ ตวั อยา่ งมีการศึกษา
ระดบั ปริญญาตรี รอ้ ยละ 90.5 ปฏิบัติงานท่จี งั หวดั อบุ ลราชธานี รอ้ ยละ 38.3 ผ่านการอบรมหลักสูตร Care Manager ใน
ปี 2560 รอ้ ยละ 50.2 สว่ นใหญ่ปฏบิ ตั ิงานอยทู่ ี่โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำบล รอ้ ยละ 86.2 เป็นพยาบาลวิชาชีพ มาก
ทสี่ ดุ รอ้ ยละ 83.5 และปฏบิ ัติงาน Care Manager มานาน 1 ปี ร้อยละ 40.0

ผลการประเมินการปฏิบัติงานของ Care Manager พบว่า ด้านการประเมินคัดกรองความสามารถในการ
ดำเนนิ ชีวิตประจำวันตาม ADL พบวา่ มีการปฏิบตั ิทุกครั้งน้อย ร้อยละ 47.3 แต่ มกี ารคัดกรองผู้สูงอายุด้านอ่ืนๆ เช่น
ภาวะหกล้ม ภาวะสมองเสื่อม ภาวะซึมเศร้า การกลั้นปัสสาวะ การนอนหลับ ทุกครั้งร้อยละ 96.6 ส่วนใหญ่จัดทำ
ขอ้ มูลสุขภาพที่ปฏบิ ัติทกุ ครัง้ ได้แก่ ข้อมูลเจบ็ ป่วยของผสู้ ูงอายุแยกรายหมู่บา้ น/ตำบล รอ้ ยละ 91.5 การจัดทำข้อมูล
ผู้สูงอายุปฏิบัติบ้าง และไม่ปฏิบัติเลยที่พบมากได้แก่ จัดทำข้อมูลผู้สูงอายุแยกตามกลุ่มอาการที่พบในผู้สูงอายุ
(Geriatrics syndrome) เชน่ ภาวะหกล้ม ซึมเศรา้ สมรรถภาพสมอง ขอ้ เขา่ เส่ือม ภาวะโภชนาการ (ร้อยละ 55.1 และ
ร้อยละ 5.3 ตามลำดับ) การจัดทำแผนดูแลรายบุคคล ส่วนใหญ่จะปฏิบัติทุกครั้ง ร้อยละ 50 ปฏิบัติบางครั้งและไม่
ปฏบิ ตั ิเลย ไดแ้ ก่ การปรบั ปรุงแผนการปรับปรุงcare plan เมอื่ มกี ารเปล่ียนแปลงหรือทุก 3 เดือน การจัดประชุมกลุ่ม
เพอื่ ปรกึ ษาปัญหารายกรณี (care conference) ร้อยละ 50 มีการปฏิบัตดิ ำเนนิ การ การเชือ่ มประสานกบั ทมี สหสาขา
วิชาชีพของหน่วยบริการฯ อปท.และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องตาม care plan ร้อยละ 50 ปฏิบัติทุกครั้ง การพัฒนา
ศักยภาพการทำงานเป็นทีม แผนการพัฒนา CM CG ต่อยอดฟื้นฟูหรือทดแทนกรณีลาออก/ย้ายงาน ร้อยละ 79.1
การบริหารจัดการและกำกับติดตามการดำเนินงานของ Care Giverให้เป็นไปตาม care plan ร้อยละ 60 ที่มีการ
บริหารจัดการและกำกับติดตามทุกคร้ัง ส่วนนอ้ ยที่ปฏิบัติบ้างหรือไมป่ ฏิบัติเลย การประเมินและทบทวน care plan
ให้สอดคล้องกบั บริบทของผูส้ ูงอายุแต่ละราย ผลประเมนิ แผนงานและผลการปฏิบตั งิ านเชิงระบบเพ่ือปรับปรุงพัฒนา
ได้มีการนำผลทีไ่ ด้จากการประเมนิ แผนงานมาใช้พัฒนาการดูแลผ้สู งู อายุรายบุคคลและเป็นภาพรวมระดับตำบล ร้อย
ละ 82.8 สามารถใชเ้ ป็นแนวทางสำหรับผบู้ ริหารในการพัฒนาต่อยอดการฝึกอบรมใหม้ ีความชัดเจน และมกี ารติดตาม
การปฏิบตั งิ านอย่างตอ่ เน่ืองเพื่อการพัฒนาสมรรถนะของ care manager ให้มปี ระสิทธภิ าพ และมีคุณภาพ

คำสำคัญ: การปฏิบตั งิ าน/ผู้จัดการการดูแลผูส้ ูงอายุ (Care Manager)

บทคดั ยอ่ การประชมุ วชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้ังที่ 13 ประจำปี 2563 145

ความสมั พันธ์ระหว่างความรอบร้ดู า้ นสขุ ภาพและพฤติกรรมสุขภาพต่อการมภี าวะเสยี่ งโรคขอ้ เขา่
เสื่อมของผ้สู ูงอายุ

จุฬาภรณ์ ปรัสรา, ฐติ ริ ัตน์ ภาวะสทุ ธพิ งษ์
ศนู ยอ์ นามยั ท่ี 10 อุบลราชธานี

หลกั การและเหตุผล โรคข้อเขา่ เสื่อมเป็นปัญหาทางสุขภาพทสี่ ่งผลกระทบต่อผู้ป่วยและบุคคลในครอบครัว
ทงั้ ในเร่อื งการดูแลรักษาประเทศชาตติ อ้ งใช้งบประมาณเปน็ จำนวนมากในการดแู ลรักษาผู้ปว่ ย และสำหรับผปู้ ว่ ยเองก็
อาจทำให้เกิดความพิการขึ้นได้ การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมพี ฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง สามารถประเมินอาการเจ็บป่วย
ของตนเองได้ก่อนที่จะเกิดอาการโรคข้อเข่าเสื่อมที่รุนแรง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สถานบริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับ
ตำบลที่ใกล้ชิดกับผู้สูงอายุในพื้นที่มากที่สุดได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุเพื่อป้องกันโรคข้อเข่า
เสื่อมก็จะทำให้ปัญหาโรคข้อเข่าเสื่อมของผู้สูงอายุลดลงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาถึง
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างความรอบรดู้ ้านสุขภาพและพฤติกรรมสขุ ภาพของผสู้ งู อายุต่อการมีภาวะสยี่ งต่อโรคข้อเข่าเส่ือม
ที่มารับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยท่ี 10 กรมอนามัย เพื่อนำข้อมูลจากการศึกษาไปใช้ในการ
วางแผนและพัฒนาระบบการดูแลสขุ ภาพผูส้ ูงอายใุ นเขตพ้ืนทีต่ ่อไปวัตถปุ ระสงค์

วธิ กี ารศกึ ษา การศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหวา่ งความรอบรู้ดา้ นสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ
ต่อการมีภาวะเส่ียงต่อโรคข้อเขา่ เส่ือม ทมี่ ารับบริการโรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพศูนย์อนามัยที่ 10 (Cross-sectional
Descriptive Study) กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 153 คน ซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่มี
อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 10 กรมอนามัย ระหว่าง มิถุนายน -
กรกฎาคม 2562

การวิเคราะห์ข้อมลู ใชส้ ถิตเิ ชิงพรรณนา ร้อยละ คา่ เฉลย่ี และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และสถติ ิ เชงิ อนุมาน
Chi-square test เพ่ือหาความสมั พนั ธ์ระหว่างตัวแปร

ผลการศึกษา จากการศกึ ษาพบวา่ กลุ่มตวั อยา่ งที่ตอบแบบสอบถามที่มารบั บริการที่ศนู ย์อนามัยท่ี 10 ส่วน
ใหญ่เป็นกลุ่มข้าราชการและข้าราชการบำนาญ คิดเป็นร้อยละ 85.22 จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบ ร้อยละ 73.9 มี
ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในเรื่องโรคข้อเข่าเสื่อมในระดับไม่เพียงพอในด้านปัจจัยส่วนบุคคล ด้านเพศ อายุ
การศึกษา อาชีพ ระดับ BMI สถานภาพสมรส โรคประจำตัว อาชีพ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กับ
ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤตกิ รรมการปฏบิ ัติการปฏบิ ัติเพ่ือป้องกนั โรคข้อเข่าเส่ือมของผูส้ ูงอายุ ยกเว้น ประวัติ
การปวดข้อเข่า มีความสัมพันธ์กับภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ
อายุ มคี วามสมั พันธ์อยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ิที่ระดับ 0.01 กับพฤติกรรมการปฏิบัติในการดูแลตนเองของผู้สูงอายุต่อ
โรคข้อเข่าเสื่อม ในส่วนความรอบรู้ด้านสุขภาพ 6 ด้าน พบว่า ทั้ง 6 ด้าน ไม่มีความสัมพันธ์ กับภาวะเสี่ยงต่อโรคข้อ
เข่าเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมของผู้สูงอายุ ไม่มี
ความสัมพนั ธ์กบั การภาวะเสี่ยงของผสู้ งู อายตุ อ่ โรคข้อเข่าเส่อื มท่ีอย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ิ

สรุปการศึกษาครั้งนี้ สามารถใช้เป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาการให้บริการกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อป้องกัน
การเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม กระตุ้นให้ผู้สูงอายุเกิดความรู้ การรับรู้ภาวะเสี่ยงทางสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้น ส่งเสริมให้
ผู้สูงอายุหรือผู้ที่กำลังจะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุตระหนักถึงความสำคัญและมีพฤติกรรมการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง
เหมาะสม

ขอ้ เสนอแนะ การทำวิจัยครั้งน้ีสามารถนำมาเป็นข้อมลู พ้ืนฐานสำหรบั เจา้ หนา้ ที่สาธารณสุขในพ้ืนที่ ในการ
วางแผนและพัฒนารูปแบบการจัดบริการเพื่อดูแลผู้สูงอายุให้มีการดูแลตนเองที่ถูกต้องและเพื่อชะลอการเกิดโรคข้อ
เข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ และเป็นข้อมูลเบื้องต้นของพื้นที่ในการจัดโปรแกรมการให้สุขศึกษาหรือการจัดหลักสูตรเพ่ือ
ปอ้ งกนั หรือลดความรนุ แรงของโรคข้อเขา่ เสื่อมในผู้สงู อายุ

คำสำคัญ(keyword) ความรอบรดู้ า้ นสุขภาพ/โรคข้อเข่าเสื่อม

146 บทคดั ยอ่ การประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563

ผลของโปรแกรมป้องกันการหกล้มต่อสมรรถภาพทางกายและการทรงตัวของผสู้ ูงอายุ
ในสถานสงเคราะห์คนชราบา้ นลพบรุ ี

EFFECTS OF A FALL PREVENTION PROGRAM ON PHYSICAL ON PHYSICAL FITNESS
AND BALANCE OF THE ELDERLY IN THE LOPBURI HOME FOR THE AGED

รัตนาภรณ์ วัฒนา
สถานสงเคราะหค์ นชราบา้ นลพบรุ ี

หลักการและเหตุผล จากสถิติของสถานสงเคราะห์คนชราบ้านลพบุรี (ตุลาคม 2558 – พฤษภาคม 2559)
พบว่า มีจำนวนผู้สูงอายุพลัดตกหกล้มจำนวน 114 ครั้ง และต้องส่งต่อรักษาตัวที่โรงพยาบาล 13 ราย ลักษณะการ
บาดเจบ็ ที่พบคือ ฟกชำ้ เคล็ดขดั ยอก แผลฉีกขาด ข้อเคลอ่ื น กระดกู ร้าวหรอื หัก ศรี ษะแตก กระดกู สะโพกหัก เป็นต้น
การบาดเจ็บเหล่านี้ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ เน่ืองจากต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสภาพนาน เป็นการสร้าง
ความทกุ ข์ทรมานต่อตัวผูส้ ูงอายุและผู้ดูแล และเสียคา่ ใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวน ดงั น้นั การปอ้ งกนั พลัดตกหกล้ม
ในผู้สูงอายุที่สำคัญ คือ การประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ท่ีเคยมี
ประวัติหกล้มมาก่อน และควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยฝึกการทรงตัวและการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง
ของกล้ามเนื้อ กรณที ผ่ี ู้สงู อายมุ ีโรคประจำตัวและกนิ ยาหลายชนดิ ควรจะรู้ผลข้างเคยี งของยาที่ใช้ รวมถึงการประเมิน
และปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัยต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุ
ในสถานสงเคราะห์คนชราบา้ นลพบุรี

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายและการทรงตัวของผู้สูงอายุก่อนและหลังการเข้าร่วม
โปรแกรมป้องกนั การหกล้ม

วิธีการศึกษา การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental
Reseach) แบบศึกษา 1 กลุ่ม วัดก่อนหลัง (The Pretest - Posttest Design) โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
(purposive sampling) ได้กลมุ่ ตวั อย่าง จำนวน 30 คน

ผลการศกึ ษา จากการเข้ารว่ มโปรแกรมป้องกันการหกล้ม จำนวน 13 สัปดาห์ พบว่า มผี ้สู ูงอายุเข้าร่วมจน
ครบโปรแกรมจำนวน 21 คน กลับไปเยี่ยมบ้าน จำนวน 4 คน และรักษาตัวที่โรงพยาบาลจำนวน 5 คน ผลการศึกษา
พบว่า ค่าดัชนีมวลกาย อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตขณะพัก และสัดส่วนรอบเอว/รอบสะโพก มีคะแนน
ประเมินหลังเข้าร่วมโปรแกรมไมแ่ ตกต่างจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิที่ระดับ p>.05 รอบเอว
และรอบสะโพก ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนมือ
ความทนทานในการทำงาน ความยืดหยุ่นของแขนและร่างกายส่วนบน ความยืดหยุ่นของหลังและขา และ
ความสามารถในการทรงตัว มีคะแนนประเมินหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนประเมินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี
ระดบั p<.05

ข้อเสนอแนะ 1) ควรให้ความรู้กับผู้ดูแลผู้สูงอายุควบคู่ไปด้วยเกี่ยวกับ การป้องกันการหกล้ม และการจัด
สภาพแวดลอ้ มเพ่ือปอ้ งกนั การหกลม้ 2) ในกล่มุ ผสู้ งู อายทุ ี่มีปัญหาในเร่ืองของการอา่ น เขยี น ไม่ควรใชเ้ คร่อื งมือที่เป็น
หนงั สือหรอื การจดบันทึก เนอื่ งจากสร้างความเครียดให้กบั ผู้สงู อายุ แตอ่ าจใช้สัญลักษณ์แทน เชน่ การใชป้ ฏิทิน การ
ใช้ภาพ และการเป็นต้นแบบในการปฏิบัติเป็นต้น 3) หาวิธีเสริมแรงเชิงบวกแก่ผู้สูงอายุที่สามารถปฏิบัติตนในการ
ปอ้ งกันการหกล้มได้ดี 4) การเสริมสร้างการออกกำลังกายในผูส้ งู อายุ ควรมกี ารทดสอบสมรรถภาพทางกายก่อนและ
หลังการออกกำลังกายเสมอ เพื่อให้ผู้สูงอายุเห็นถึงความแตกต่าง และการเปลี่ยนแปลงของร่างกายไปในทางที่ดีขึ้น
ส่งผลใหเ้ กดิ ทศั นคติท่ีดตี อ่ การสร้างเสริมสขุ ภาพของตนเอง

คำสำคญั หกลม้ / สมรรถภาพทางกาย / การทรงตัว / ผู้สูงอายุ

บทคดั ย่อการประชุมวิชาการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563 147

Predicting Factors of Inappropriate Medication Usage Behavior among Community
Dwelling Elderly People in Chon Buri Province

Nattanee Pili, Chonticha Iemsaard, Bantita Yothanan, Wasan Laesun, Kanchana Piboon
Faculty of Public Health, Burapha Univerity

Abstract
OBJECTIVE: This descriptive research was aimed at examining the predicting factors of

inappropriate medication usage behavior among community dwelling elderly people.
MATERIALS AND METHODS: Two hundred and eight community dwelling elderly people

in Chon Buri province were invited to participate in this study. Data were collected by using
questionnaires and multiple linear regressions statistic was used for analyzing the predicting factors
of inappropriate medication usage behavior.

RESULTS: The research findings were revealed that 56.3 percent of the research participants
had a moderate level of inappropriate medication usage behavior. Their perceived barrier and
severity of medication usage (ß= 0.274, p<0.01), and knowledge (ß=-0.252, p<0.01) were the
significant predictors of physical activity, accounted for 14.1 % of the variance.

CONCLUSION: Encouraging older adults to heed their own health and motivating them to
engage in taking medication appropriately by community health promotion agencies would finally
result in their health benefits. The strategies targeted for medication usage behavior, knowledge,
and perceived barrier and severity of medication usage should be developed for promoting
medication using behaviors in daily life of elderly people.

Keywords: Inappropriate medication usage behavior, perceived barrier and severity,
knowledge, community dwelling elderly

148 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการสง่ เสริมสุขภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563

การดำเนินงานโครงการระบบดูแลส่งเสรมิ สุขภาพผู้สูงอายรุ ะยะยาว (Long Term Care)
ของผูจ้ ัดการการดูแลผู้สงู อายุ (Care Manger) เขตสขุ ภาพท่ี 3

A STUDY OF OPERATIONS MANAGEMENT OF CARE MANAGER IN LONG TERM CARE
OF THE ELDERLY AT COMMUNITY IN HEALTH REGION 3

นางนาฏสนิ ี ชยั แกว้ , นางสาวพรทพิ ย์ สิงห์ชัย, นางสาวอัชฌามาศ ปานแดง
ศูนยอ์ นามยั ที่ 3 นครสวรรค์

หลักการและเหตุผล ผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ (Care Manger) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบ
ดูแลส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) ในชุมชน ซึ่งต้องอาศัยทักษะทั้งด้านความรู้
ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการเข้าถึงชุมชน มีบทบาทเป็นผู้วางแผนการดูแล เป็นผู้ปฏิบัติการพยาบาล
เป็นผู้ประสานงาน เป็นผู้นำ เป็นผู้ให้คำปรึกษา และเป็นผู้พิทักษ์สิทธิ์ เพื่อบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพให้
เหมาะสม และสามารถเข้าถึงบริการให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผล
การดำเนินงานของผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุในโครงการระบบการดูแลส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (Long
Term Care) เขตสุขภาพที่ 3 ตั้งแต่ปี 2558 -2563 ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท จังหวัดอุทัยธานี
จงั หวดั นครสวรรค์ จังหวดั กำแพงเพชร และจงั หวดั พจิ ิตร วิธศี กึ ษา : ใช้รูปแบบการประเมินผลแบบซปิ โมเดล (CIPP
Model) ของสตัฟเฟิลบีม ดำเนินการเก็บข้อมูล ในกลุ่ม Care Manager ท่ีปฏิบัติงานจริงในเขตสุขภาพที่ 3 ตั้งแต่
เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ถึงเดือนเมษายน 2563 จำนวน 300 คน โดยใช้กลุ่มตวั อย่างแบบโควตา้ รวบรวมข้อมูลโดย
ใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 3 ส่วน 1. ข้อมูลทั่วไป 2. แบบสอบถามการดำเนินงานโครงการระบบดูแลส่งเสริม
สุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) ในชุมชนประเมิน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ สภาพแวดล้อม (บริบท),
ปัจจัยนำเข้า, กระบวนการ, ผลผลิต ปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะของผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุในการเนินงาน
โครงการระบบดูแลส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) ในชุมชนเขตสุขภาพที่๓ และทำการ
วิเคราะหข์ อ้ มูลเชงิ ปริมาณโดยใชส้ ถิติเชิงพรรณา และวเิ คราะห์ข้อมูลเชงิ คณุ ภาพโดยการวิเคราะหโ์ ครงสร้างเน้ือหา
ผลการศึกษา : พบว่า มีข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานของ Care Manager ได้แก่ 1. ควรมีจำนวน
ผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ(Care Manger) เพียงพอกับภาระงาน 2. ควรปรับปรุงระบบฐานข้อมูลให้เสถียร ข้อมูล
เปน็ ปัจจุบันเชือ่ ถือได๓้ .ควรมีช่องทางการติดตอ่ ประสานงานระหวา่ งผจู้ ดั การการดูแลผสู้ ูงอายุ (Care Manger) และ
ภาคีเครือข่ายที่เป็นทางการ 4. ควรมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานของผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ (Care
Manger) ภายในเขต 5. ควรมีการฟื้นฟูศักยภาพ CM และ CG ชี้แจงการดำเนินงานของผู้จดั การการ ดูแลผู้สูงอายุ
(Care Manger) อยา่ งตอ่ เน่อื ง

ข้อเสนอแนะ ควรพัฒนาเป็นงานวิจัยประเมินผลโครงการระบบดูแลส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว
(Long Term Care) ในเขตสุขภาพที่ ๓ ทั้งระบบ เพื่อวิเคราะห์การดำเนินงานการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวได้อย่าง
ต่อเนื่องและนำไปใช้ในกระบวนการปรับปรุงการดำเนินงานโครงการตำบลดูแลผูส้ ูงอายุระยะยาวในชุมชนส่งผลให้
ผูส้ ูงอายมุ ีสขุ ภาวะท่ดี แี บบองค์รวมตอ่ ไป

คำสำคัญ (Key words) ผสู้ ูงอายุ, โครงการระบบดแู ลสง่ เสรมิ สขุ ภาพผสู้ งู อายุระยะยาว
(Long Term Care), ผจู้ ัดการการดูแลผู้สงู อายุ

บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามัยส่งิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563 149

ผ้าขาวม้าและเพื่อนมะกรดู

นางภญิ ยา ไปมลู เปย่ี ม
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตำบลยาบหัวนา อำเภอเวียงสา จังหวดั น่าน

หลักการและเหตุผล ข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ของผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
ยาบหัวนา 5 อันดับโรคที่ผู้ป่วยมารับบริการมากที่สุดคือกลุ่มโรคอาการปวดกล้ามเนื้อ มากกว่าร้อยละ 72 เป็น
ผู้สูงอายุ สาเหตุมาจากพฤติกรรมจากการทำงานอาชีพเกษตรกรรมที่สะสมมานาน ส่วนใหญ่มารักษาด้วยการ
รับประทานยาแก้ปวดเป็นประจำ ซึ่งมีผลเสียต่อร่างกาย ผู้จัดทำจึงได้ทำนวัตกรรมผ้าขาวม้าและเพื่อนมะกรูดขึ้น
เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและลดปัญหาการรับประทานยาแก้ปวด เพื่อให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดีขึ้นและ
เป็นนวตั กรรมทท่ี ำเองทบ่ี ้าน

วตั ถุประสงค์ 1.เพือ่ ศกึ ษาประสิทธิผลของการใช้นวตั กรรมผา้ ขาวมา้ และมะกรูด 2.เพื่อลดอาการปวดของ
เม่อื ยของผปู้ ว่ ย 3.เพ่อื ลดการใช้ยาแกป้ วด

วธิ กี ารพฒั นานวัตกรรม : อปุ กรณ์ 1. ผา้ ขาวม้า 1 ผืน 2. มะกรดู 2 ลกู ขนาดพอดี
วิธีการศึกษา วิธีใช้นวัตกรรม โดยการออกกำลังกาย ด้วยผ้าขาวม้า ครั้งละ 10-15 นาที วันละ 1-2 ครั้ง
ตามความเหมาะสม ตามอาการปวด ตั้งแต่ปวดศีรษะปวดขมับ ปวดต้นคอ ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดเอว ปวด
กล้ามเนือ้ ดา้ นหลงั ปวดขา ปวดเข่า และการใชผ้ ลมะกรูดนวดมือ โดยการคลงึ มะกรูด เปลอื กมะกรูดจะขรุขระ เป็น
การนวดมอื น้ำมันหอมระเหยจะออกมาขณะนวด และดูดซมึ เข้าผวิ หนังมีกล่นิ หอมซึ่งจะชว่ ยสร้างความผ่อนคลายได้
ดี และปวดบริเวณไหน เอาไปนวดคลึงบริเวณนน้ั ลดการใชย้ านวดยาครีมทา
ผลการศึกษา การใช้นวัตกรรม พบว่า ผู้รับบริการเลือกเป็นผู้สูงอายุจำนวน 50 คน ใช้ยาแก้ปวดร้อยละ
100 ก่อนใช้นวัตกรรมผู้รับบริการมีอาการปวดระดับเล็กน้อย ร้อยละ 24 ปวดระดับปานกลางร้อยละ 72 ปวดมาก
ร้อยละ 4 เมื่อนำนวัตกรรมมาใช้ กับผู้ป่วยพบว่าหลังใช้นวัตกรรม ผู้ใช้บริการมีอาการปวดลดลง มีอาการปวดน้อย
ร้อยละ 70 อาการปวดปานกลาง ร้อยละ 28 มีอาการปวดมากร้อยละ 2 ผู้รับบรกิ ารลดการใช้ยาแก้ปวดเหลือร้อยละ
30 และผรู้ บั บริการมีความพงึ พอใจในการใชน้ วตั กรรมร้อยละ 100
ข้อเสนอแนะ ผลการใช้นวัตกรรมที่ใช้ได้ดี ง่ายนำไปขยายต่อกบั ครอบครวั เพื่อนบ้านในกลุม่ วัยทำงาน ได้
เปน็ อย่างดี
คำสำคญั (keyword) นวด มะกรดู ออกกำลงั กาย ผ้าขาวม้า

150 บทคัดย่อการประชุมวชิ าการสง่ เสริมสุขภาพและอนามัยสิง่ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครัง้ ท่ี 13 ประจำปี 2563

รปู แบบการสอ่ื สารความเสี่ยงในการปอ้ งกันภาวะหกล้มของผสู้ ูงอายใุ นชุมชน อ.เมืองลำพูน จ.ลำพนู
RISK COMMUNICATION MODEL FOR PREVENTING FALLS IN THE ELDERLY IN THE
COMMUNITY : MUEANG LAMPHUN DISTRICT, LAMPHUN PROVINCE

จันทรชั ต์ นาคทอง, จำเรียง อตุ สาหวรารัตน์
กล่มุ งานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลลำพนู

หลักการและเหตุผล ภาวะหกล้มเป็นปัญหาสำคัญในผู้สูงอายุส่งผลให้ผู้สูงอายุกลายเป็นผู้สูงอายุติดบ้าน-
ติดเตียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสี่ยงของการหกล้มจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ผู้สูงอายุที่มีประวัติหกล้มจะมี
โอกาสหกล้มซ้ำและยังส่งผลต่อสุขภาพจิต กลัวการล้ม ไม่กล้าเดิน เกิดซึมเศร้าได้ การลดปัญหาหกล้มในผู้สูงอายุจงึ
ควรดำเนนิ การเชิงรุกในชุมชน โดยการค้นหาผสู้ งู อายทุ ี่เสี่ยงหกล้มเพื่อการดูแลสง่ ต่อและปรบั สภาพแวดล้มให้ถูกต้อง
เหมาะสมก่อนที่จะเกิดการล้ม ผลที่คาดว่าจะได้จากการศึกษาครั้งนี้คือผู้สูงอายุ ครอบครัวและชุมชน มีความรอบรู้
ด้านสุขภาพในการป้องกันภาวะหกล้มที่เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชุมชน เพื่อนำไปสู่ขยายการพัฒนาในระดับภาคี
เครือข่ายใหเ้ กิดรปู แบบการป้องกนั หกลม้ ของผสู้ ูงอายุกลุ่มเสี่ยงหกลม้ ในชมุ ชน

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบการสือ่ สารความเสีย่ งเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสขุ ภาพในการป้องกันการ
หกล้มของผ้สู งู อายุในชุมชน ตามบริบท อ.เมืองลำพูน

วธิ ีการศกึ ษา การศึกษาเปน็ เชิงปฏบิ ัติการ กลมุ่ ศกึ ษา คือ ผ้สู งู อายทุ ่อี าศัยอยู่ในอำเภอเมืองลำพูน จำนวน
2 ตำบล ได้แก่ ตำบลมะเขือแจ้ และตำบลบ้านกลาง จำนวน 3,860 คน ที่ได้รับการคัดกรองภาวะเสี่ยงหกล้ม Time
Up and Go Test และเข้ากระบวนการสื่อสารความเสี่ยงสุขภาพเชิงรุก Health Literacy Model ประกอบด้วย การ
ใหข้ อ้ มูลความรสู้ รา้ งความตระหนักฝึกทักษะออกกำลังกายป้องกันหกล้มของกรมอนามยั การแจกสอื่ โปสเตอร์ท่าออก
กำลังกายป้องกันหกล้มขนาดใหญ่ การติดตามกระตุ้นให้คำแนะนำโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ใช้
ระยะเวลา 3 เดือนตั้งแต่ มกราคม-มิถุนายน 2562 สถิติทใี่ ช้วเิ คราะห์ข้อมลู เป็นจำนวน รอ้ ยละ

ผลการศึกษา กลุ่มศึกษาเป็นกลุ่มปกติร้อยละ 96.68 คัดกรองพบผู้ที่เสี่ยงหกล้ม 150 คน คิดเป็นร้อยละ
3.89 เข้าถึงการสื่อสารความเสี่ยงครบกระบวนการ จำนวน 2,166 คน คิดเป็นร้อยละ 68.13 มีการออกกำลังกาย
ป้องกันหกล้มสม่ำเสมอ จำนวน 2,123 คน คิดเป็นร้อยละ 55.00 ผู้ที่พบความเสี่ยงหกล้มทุกรายได้รับการส่งต่อ
สถานบริการสุขภาพเพื่อการวินิจฉัยดูรักษาอย่างเหมาะสม พบปัจจัยสาเหตุร่วมที่อาจจะส่งผลกระทบให้ผู้สูงอายุมี
ความเสี่ยงหกล้ม ได้แก่ วิถีอาชีพของชุมชน พบว่าผู้สูงอายุ จำนวน 2,769 คนคิดเป็นร้อยละ 71.73 ประกอบอาชีพ
เกษตรกรรับจ้าง ซึ่งท่าทางการทำงานไม่ถูกต้อง นั่งราบกับพื้น/ม้านั่งเตี้ย นั่งตัวงอเป็นเวลานาน การใช้ยาที่ไม่
ปลอดภัย พบผู้ท่ีมีอาการปวดหลังรุนแรงและรับประทานยาแก้ปวดเป็นประจำ จำนวน 308 คน คิดเป็นร้อยละ 7.97
และภาวะโภชนาการ พบผู้สูงอายทุ ี่มีค่าดชั นีมวลกายต่ำกว่าเกณฑ์ จำนวน 447 คน คิดเป็น ร้อยละ 11.58 ข้อสรุป
การศึกษาครั้งนี้ทำให้ได้รูปแบบการสื่อสารความเสี่ยงเชิงรุกในชุมชนสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุชนบท ได้ครอบคลุมและมี
ประสิทธิภาพ ทำให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและวิธีการดูแลตนเองผ่านสื่อภาพและได้รับกระตุ้นเสริม
ความม่นั ใจในการออกกำลงั กายจากแกนนำสุขภาพ

ข้อเสนอแนะ ควรมีการศึกษาประสิทธิผลของการดูแลตนเองป้องการหกล้มในผู้สูงอายุต่อเนื่อง รวมทั้งคืน
ข้อค้นพบปัญหาปัจจัยสาเหตุร่วมของการพลัดตกหกล้มให้กับภาคีเครือข่าย เพื่อหาแนวทางป้องกันในรูปแบบการมี
สว่ นรว่ มของชมุ ชนตอ่ ไป

คำสำคัญ(keyword) การสื่อสารความเสี่ยง ภาวะเสี่ยงหกล้มในสูงอายุ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health
Literacy)

บทคัดย่อการประชุมวิชาการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครงั้ ที่ 13 ประจำปี 2563 151

กล่องสีตรังสำหรบั ดูแลสุขภาพช่องปากผูป้ ่วยท่ีมภี าวะพ่งึ พิงในเขตเทศบาลนครตรงั
ORAL HEALTH CARE BOX FOR DEPENDENCY PATIENTS AT TRANG MUNUCIPALITY

วิทยา หลูโป1 กรรณกิ า เรืองเดช ชาวสวนศรเี จริญ1 นารรี ัตน์ ศรหี ิรญั เดช1 และธนปนนั ท์ อัครวรี วัฒน1์
วทิ ยาลยั การสาธารณสุขสริ นิ ธร จงั หวดั ตรัง1

หลักการและเหตผุ ล: จากจำนวนและสดั ส่วนผูส้ งู อายุท่ีเพิม่ ขนึ้ เปน็ ลำดับ รว่ มกบั การเปลย่ี นแปลงด้าน
ระบาดวทิ ยาของการเจบ็ ป่วยของประชาชนจากโรคติดต่อแบบเฉยี บพลันเป็นโรคไม่ตดิ ต่อ เรอ้ื รัง ซึ่งมกั นำมาซ่ึงภาวะ
ทพุ ลภาพ ไมส่ ามารถรักษาให้หายขาดได้ ต้องการบริการดูแลแบบต่อเน่ือง เป็นผู้ป่วยทมี่ ภี าวะพ่ึงพงิ การดูแลสุขภาพ
ช่องปากและฟันของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงหรือผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านและติดเตียง ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมใน
ระบบการดูแลระยะยาว (Long-term care) ซึ่งเป็นบริการสาธารณสุขและบริการทางสังคมที่จัดขึ้นเพื่อตอบสนอง
ความต้องการของผู้ที่ประสบภาวะยากลำบากเพราะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในชีวิตประจำวัน โดยแบ่งเป็น
รูปแบบทางการ คือดูแลโดยบุคลากรด้านสาธารณสุขและสังคม กับรูปแบบไม่เป็นทางการ คือดูแลโดยครอบครัว
อาสาสมคั ร เพอื่ น และเพ่อื นบ้าน

วัตถปุ ระสงค์ 1. เพื่อพัฒนากล่องสตี รงั สำหรับดูแลสุขภาพชอ่ งปากผู้ป่วยที่มีภาวะพง่ึ พิงในเขตเทศบาล
นครตรงั และ 2. เพอ่ื ศกึ ษาผลของกลอ่ งสีตรังในการดูแลสขุ ภาพช่องปากผปู้ ว่ ยท่มี ภี าวะพง่ึ พิงในเขตเทศบาลนครตรัง

วิธีการศึกษา: การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษานำร่อง (Pilot study) มีรูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง
(Quasi-experimental research) แบบ 1 กลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-group pretest-posttest
design) เพื่อศึกษาผลของกล่องสีฟันตรังในการดูแลสขุ ภาพช่องปากผู้ป่วยทีม่ ีภาวะพึ่งพิง เขตเทศบาลนครตรัง กลุ่ม
ตัวอย่าง คือ ผูป้ ว่ ยที่มีภาวะพงึ่ พงิ ของศนู ยบ์ รกิ ารสาธารณสขุ 3 เทศบาลนครตรัง จำนวน 15 คน แบ่งเป็น 3 กลมุ่ คือ
ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง 5 คน ผู้ป่วยอัมพาตท่อนล่าง 5 คน และผู้ป่วยนอนติดเตียง 5 คน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ดูแล
ผู้ปว่ ยที่มภี าวะพงึ่ พิงแตล่ ะกลมุ่ รวมเปน็ จำนวน 15 คน เครอื่ งมือทใี่ ช้รวบรวมข้อมลู คือ แบบทดสอบความรู้การดูแล
สุขภาพช่องปากผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง แบบประเมินดชั นีอนามัยชอ่ งปาก และแบบสัมภาษณ์ความพงึ พอใจ วิเคราะห์
ดว้ ยสถติ เิ ชิงพรรณนา และสถติ ิ Paired t-test

ผลการศึกษา พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรู้ผู้ดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง ระหว่างหลังการทดลองและ
กอ่ นการทดลอง ไม่แตกตา่ งกนั ทางสถติ ิ ผู้ดูแลผปู้ ว่ ยอัมพาตทอ่ นลา่ ง ระหวา่ งหลงั การทดลองและก่อนการทดลอง ไม่
แตกต่างกันทางสถิติ และผู้ดูแลผู้ป่วยนอนติดเตียง ระหว่างหลังการทดลองและก่อนการทดลอง แตกต่างกันอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คะแนนเฉลี่ยดัชนีอนามัยช่องปาก ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง ระหว่างหลังการทดลอง
และก่อนการทดลอง แตกตา่ งกนั อย่างมีนยั สำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 ผู้ป่วยอมั พาตทอ่ นล่าง ระหว่างหลงั การทดลอง
และก่อนการทดลอง ไม่แตกต่างกันทางสถิติ ผู้ป่วยนอนติดเตียง ระหว่างหลังการทดลองและก่อนการทดลอง ไม่
แตกต่างกันทางสถิติ ผลการสัมภาษณ์ความพึงพอใจต่อความสะอาดช่องปากของผู้ป่วย ระหว่างหลังการทดลองและ
ก่อนการทดลอง มีความพึงพอใจมากขน้ึ และผดู้ แู ลมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรม

ข้อเสนอแนะ: นำกล่องสีตรังไปขยายผลใช้ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงจำนวนมากขึ้น และ
ทดลองใช้ทั้งรูปแบบทางการ คือ ดูแลโดยบุคลากรด้านสาธารณสุขและสังคมกับรูปแบบไม่เปน็ ทางการ คือ ดูแลโดย
ครอบครวั อาสาสมัคร เพือ่ น และเพ่อื นบา้ น

คำสำคัญ: นวตั กรรมสำหรับดแู ลสขุ ภาพชอ่ งปาก, ผปู้ ่วยท่ีมีภาวะพึ่งพิง, ผดู้ แู ล

152 บทคัดย่อการประชุมวชิ าการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ที่ 13 ประจำปี 2563

โครงการฟื้นฟูศักยภาพผู้สูงอายเุ พื่อลดภาวะติดเตียง โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)
MEDICAL TRAINING PROJECT FOR THE ELDERLY TO PREVENT BED RIDDEN

COMPLICATION IN BANPHAEO GENERAL HOSPITAL

อานนท์ แป้นกลดั
โรงพยาบาลบ้านแพว้ (องค์การมหาชน)

หลกั การและเหตผุ ล การคดั กรองผสู้ ูงอายขุ องโรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์การมหาชน) สาขาหลักหา้ ในปี 2561
พบว่ามผี ู้สงู อายุตดิ เตียงทง้ั หมด 72 คน สาเหตุที่ทำใหผ้ ปู้ ่วยสงู อายตุ ดิ เตยี ง คือ 1.โรคหลอดเลือดสมอง 54% 2.วัยชรา
31% 3.การหกล้ม 6% 4.โรคสมองเสื่อม 6% 5.โรคปอดติดเชื้อ 4% เมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ข้อสรุปว่าการลด
จำนวนผู้ป่วยสูงอายุติดเตยี งรายใหม่ นอกเหนือจากการพฒั นาแนวทางการดแู ลผู้ปว่ ยโรค NCDs ที่ได้จัดทำขึ้น จะตอ้ ง
พัฒนาแนวทางการดูแลผูส้ งู อายเุ พือ่ ลดสาเหตุรองทที่ ำให้ผูป้ ว่ ยสงู อายเุ กดิ ภาวะติดเตยี งได้เชน่ กัน คือ จากการหกล้มซ่ึง
คิดเป็นจำนวน 6% และจากโรคสมองเสื่อม ซึ่งคิดเป็นจำนวน 6% เช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการพัฒนาทีมสหสาขา
วิชาชพี เพอื่ สร้างกจิ กรรมบำบัดเฉพาะบุคคลมาดูแลผู้สูงอายกุ ลมุ่ ติดสงั คม ใหม้ คี วามแข็งแรงของกล้ามเน้ือ การทรงตัว
และสภาพการทำงานของสมองที่ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นให้เกิดกิจกรรมการดูแลผู้สูงอายุในลักษณะการป้องกันโรคและลด
โอกาสท่จี ะเกดิ ภาวะติดเตียงในภายหน้าของผ้สู ูงอายทุ เ่ี ข้าร่วมโครงการ

วัตถุประสงค์ สร้างรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุทีเ่ ป็นมาตรฐานและนำสู่การฟืน้ ฟศู ักยภาพทั้งด้านรา่ งกาย และ
สภาพการทำงานสมองเพอ่ื ลดปัจจยั ที่ทำใหเ้ กดิ ภาวะติดเตยี งในผู้สูงอายโุ ดยชุมชนเขา้ มามีส่วนรว่ ม

วิธีการศึกษา คัดกรองผู้สูงอายุที่ติดสังคมโดยใช้แบบคัดกรองปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาวในชุมชนและ
คัดเลือกผู้สูงอายุที่พบว่ามีความเสี่ยงต่อการหกล้มหรือมีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมจำนวนทั้งหมด 18 คน มาทำ
กิจกรรมฟ้นื ฟสู มองและปอ้ งกนั การหกล้ม โดยกิจกรรมจะมี 10 ครง้ั สัปดาห์ละ 1 คร้ัง แบ่งเป็น 3 ขัน้ ตอน คือ ขั้นที่ 1
วันแรกผู้สูงอายุต้องรบั การประเมินสมรรถภาพทางด้านร่างกายและสภาพสมองก่อนเข้าทำกิจกรรม (PRE-TEST) ขั้นท่ี
2 การทำกิจกรรมบำบัดป้องกันการหกล้มและฟื้นฟูสภาพสมองตามโปรแกรมของนักกิจกรรมบำบัดทั้งหมด 8 คร้ัง
(ACTION) ขั้นท่ี 3 ทำการประเมินอีกครั้งเพื่อนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบกับผลการประเมินผลวันแรกก่อนเข้าร่วม
กิจกรรม (POST-TEST)

ผลการศึกษา ผู้สูงอายุมีศักยภาพทางด้านร่างกายและสภาพสมองเพิ่มขึ้น พบว่ามีความเสี่ยงต่อการหกล้ม
จาก 13% เหลือเพียง 3% ความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมจาก 32% เหลือเพียง 7% และผลสมรรถภาพความแข็งแรง
ของร่างกาย ความยืดหยุ่นของร่างกายดีขึ้นชัดเจน โดยเก็บข้อมูลเป็นผลลัพธ์รูปแบบตัวเลขในทุกกิจกรรมที่ผู้สูงอายุ
ไดร้ ับการฟนื้ ฟู

ข้อเสนอแนะ : การดำเนนิ โครงการใชข้ อ้ มูลทเ่ี กิดข้ึนจากการนำข้อมูลจรงิ ในพน้ื ท่มี าวเิ คราะห์และประมวลผล
กอ่ นดำเนินการ (Data Analysis) ทำใหโ้ ครงการที่ทำสอดคลอ้ งกับบริบทพื้นทจี่ ริง

คำสำคญั ( Keyword) : กจิ กรรมบำบัดผูส้ งู อายุ การปอ้ งกนั หกล้ม การลดภาวะติดเตยี ง

บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั ส่งิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563 153

การศึกษาพฤติกรรมสขุ ภาพท่พี งึ ประสงค์ของผู้สูงอายุ เขตสขุ ภาพที่ 4 ปี 2562

พชั ราภรณ์ พฒั นะ, ปริยา ศรีน้ำออ้ ม
กลุ่มพัฒนาการส่งเสรมิ สขุ ภาพวัยสงู อายุ ศนู ย์อนามยั ที่ 4 สระบุรี กรมอนามัย

หลักการและเหตุผล ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ ประชากรมีอายุยืนยาวมากขึ้น ในขณะที่แนวโน้ม
ผูส้ งู อายุอยคู่ นเดียวหรืออย่ลู ำพังเพมิ่ มากข้นึ ซึ่งมีผลตอ่ การให้การดูแลผ้สู ูงอายุทง้ั ดา้ นรา่ งกายและจิตใจ ประเทศไทย
มเี ป้าหมายให้ประชาชนมีอายยุ นื ยาวและต้องการให้ผ้สู งู อายมุ ีพฤติกรรมทพ่ี ึงประสงคท์ ่ดี ีขึน้ จากการสำรวจสุขภาวะ
ผู้สูงอายุไทย ภายใต้แผนงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ พบว่าผู้สงู อายุไทย มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ซึ่งต่ำกว่า
เป้าหมาย ซึ่งการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ส่งผลให้ผู้สูงอายุไทยมีปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพหลายประการ ท่ี
สำคญั ทส่ี ุดคอื ภาวะนำ้ หนกั เกินและโรคอ้วน การส่งเสริมสุขภาพจงึ เปน็ สำคัญ ดงั นั้นผู้วจิ ัยตอ้ งทราบสถานการณ์ของ
พฤตกิ รรมสขุ ภาพทพ่ี ึงประสงค์ของเขตสุขภาพที่ 4 เป็นอยา่ งไร จึงจะสง่ เสริมการดูแลสง่ เสริมสุขภาพผ้สู ูงอายไุ ด้อย่าง
ตรงจดุ อกี ทั้งเพ่ือเปน็ การศึกษาและใช้เปน็ แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพท่ีพงึ ประสงค์ของผสู้ ูงอายุในพ้ืนท่ีเขต
สุขภาพที่ 4 จึงเป็นสิ่งท่ตี อ้ งทำการศึกษาเพ่อื ดูในเร่ืองพฤติกรรมสขุ ภาพทีพ่ งึ ประสงค์ของผ้สู งู อายุต่อไป

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อประเมินพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุ เขตสุขภาพที่ 4
2. เพื่อวิเคราะห์ลักษณะส่วนบุคคล ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน และ พฤติกรรมสุขภาพที่พึง
ประสงคข์ องผสู้ ูงอายุ เขตสุขภาพท่ี 4

วิธีการศึกษา การวิจัยเป็นการศึกษาเชิงสำรวจ กลุ่มเป้าหมายจำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการ
สุ่มแบบระบบ ระหว่างเมษายน 2562 – กันยายน 2562 ให้ผู้สูงอายุตอบแบบสอบถาม เครื่องมือที่ใช้เป็น
แบบสอบถามและแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุประกอบด้วย 4 ส่วน จำนวน 43 ข้อ
วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยการใชส้ ถติ ิเชิงพรรณาประกอบด้วย ความถี่ รอ้ ยละ คา่ เฉล่ยี มัธยฐาน และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุเป็นเพศหญิง ร้อยละ 73.2 มีช่วงอายุ 60-69 ปี ร้อยละ 46 ส่วนใหญ่
สถานภาพสมรส จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ไม่ได้ประกอบอาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 บาทขึ้นไป
ผู้สูงอายุมีรายได้เพียงพอแตไ่ ม่เหลือ มีโรคประจำตัว มีรอบเอวปกติเพียง ร้อยละ 33.7 ผู้สูงอายชุ ว่ ยเหลือตนเองได้ดี
อาศัยอยกู่ บั คู่สมรสและบุตรหลาน มีการใช้บริการสุขภาพอยู่ในระดบั ปานกลาง รบั รู้สุขภาพตนเองอยู่ในระดับดี รับรู้
สุขภาพเมื่อเปรียบเทียบกับวัยเดียวกันดีกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน สุขภาพของผู้สูงอายุเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วพอๆ
กัน ผู้สงู อายุมีการเข้าร่วมกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพระดับมาก ผ้สู งู อายุมีพฤติกรรมสุขภาพท่พี งึ ประสงค์ผ่าน 5 ข้อ
เพียงร้อยละ 13 โดยผ่าน 4 ข้อ ร้อยละ 34.3 ผ่าน 3 ข้อ ร้อยละ25.8 ผ่าน 2 ข้อ ร้อยละ 19 ผ่าน 1 ข้อ ร้อยละ 5.2
และไมผ่ า่ นทกุ ข้อ ร้อยละ 2.7 ตามลำดับ ผสู้ ูงอายมุ ีพฤตกิ รรมสุขภาพท่ีพึงประสงค์รายดา้ นท่ดี ีจากมากไปน้อย คือ มี
พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 79.8 ไม่สูบบุหรี่หรือยาเส้น ร้อยละ 78.8 มีการดื่มน้ำ
สะอาด ร้อยละ 67.3 กนิ ผัก/ผลไม้ รอ้ ยละ 66 และมกี ิจกรรมทางกาย ร้อยละ 30.7 ตามลำดับ

ข้อเสนอแนะ เพ่ือให้เกิดพฤติกรรมสขุ ภาพท่พี ึงประสงค์ในผู้สูงอายุเพ่มิ มากข้นึ ควรสง่ เสรมิ และ
ผลกั ดนั ใหผ้ ูส้ ูงอายุมกี จิ กรรมทางกาย สร้างกระบวนการมีสว่ นร่วมของชมุ ชน

คำสำคญั (keyword) พฤติกรรมสุขภาพทพ่ี งึ ประสงคข์ องผสู้ ูงอายุ, การเขา้ ร่วมกิจกรรมส่งเสรมิ สขุ ภาพ,
ความสามารถในการประกอบกจิ วัตรประจำวันของผสู้ งู อายุ

154 บทคดั ยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563

การประเมนิ ผลการดำเนนิ งานการส่งเสริมการใช้ยาสมเหตผุ ลในสถาบนั พฒั นาสขุ ภาวะเขตเมอื ง
THE EVALUATION OF RATIONAL DRUG USED (RDU) PROMOTION
IN METROPOLITAN HEALTH AND WELLNESS INSTITUTE

พชั รนิ ทร์ ศรปี ระทกั ษ์, วิชติ ประเสริฐศลิ ปะกลุ , เรอื งรอง ชว่ ยสำเรจ็
กลุม่ งานเภสัชกรรมชมุ ชน สถาบันพฒั นาสขุ ภาวะเขตเมอื ง

หลกั การและเหตุผล นโยบายการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตผุ ล เปน็ หนึ่งในยุทธศาสตร์ในการพัฒนา
ระบบยาที่สำคญั ของทั่วโลก ซ่ึงในประเทศไทยไดม้ ีการนำนโยบายดังกล่าว มาใชอ้ ย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่เกิดผล
สัมฤทธิ์เท่าที่ควร ส่งผลให้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องปรับการดำเนินการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซ่ึง
คณะอนกุ รรมการส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล ไดจ้ ดั ทำคู่มอื การดำเนนิ การโครงการโรงพยาบาลสง่ เสริมการใช้ยา
อย่างสมเหตุผล (Rational drug use Hospital Manual) ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้สถานพยาบาลได้ใช้
แนวปฏิบัติที่เป็นสากล และสสม.ได้นำแนวทางดังกล่าวมาดำเนินงาน โดยจัดทำกิจกรรมหลายอย่าง งานวิจัยน้ี
จึงมวี ัตถุประสงค์ทจี่ ะประเมินผลการดำเนินงานตามตวั ช้ีวัดจากค่มู ือฯ ดงั กลา่ ว เพ่อื นำผลที่ไดม้ าใช้ประโยชน์ใน
การตัดสินใจ และพัฒนาการดำเนินงานใหด้ ยี ง่ิ ขน้ึ

วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลเปรียบเทียบก่อน-หลัง การดำเนินงานการส่งเสริมใช้ยาสมเหตุผลใน
สถาบนั พฒั นาสุขภาวะเขตเมืองตามตวั ชีว้ ดั จากคู่มือฯ (Rational drug use Hospital Manual)

วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยประเมินผลตามตัวชี้วัดและเป้าหมายจากคู่มือฯ และเปรียบเทียบก่อน-หลัง
การดำเนินงาน โดยใช้โปรแกรม SPSS สถติ ิ คา่ เฉล่ยี (Mean) สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน (SD.) และการเปรียบเทียบ
คา่ เฉลีย่ ขอ้ มูล 2 ชดุ โดยเก็บข้อมูลยอ้ นหลังจากโปรแกรมบรกิ ารผู้ปว่ ยนอก (Hospital OS)

ผลการศึกษา การดำเนินงานในภาพรวมดีขึ้น โดยหลังการดำเนินงานส่งผลให้ จำนวนตัวชี้วัดร้อยละ
41.66 จากเดิมที่ไม่ผ่าน สู่การผา่ นเกณฑ์เป้าหมาย ได้แก่ ตัวชี้วัด RAS blockage, ตัวชี้วัดการใช้ยา Metformin,
ตัวชี้วัดการติดตาม Scr ในผู้ใช้ยา ACEI /ARB /DIURETIC, ตัวชี้วัดข้อห้ามการใช้ยา Metformin, ตัวชี้วัดการ
หยุด/ลดขนาดยา Statin และจำนวนตัวชี้วัด ร้อยละ 16.68 ยังคงผ่านเกณฑ์ทั้งก่อน-หลังการดำเนินงาน ได้แก่
ตัวชี้วัดยา Long acting BDZ, ตัวชี้วัดยา Non sedative anti histamine ซึ่งตัวชี้วัดนี้แม้จะยังคงผ่านเกณฑ์ แต่
พบว่าหลังการดำเนินงานมีแนวโน้มแย่ลง (สวนทางกับเป้าหมาย) อีกทั้งค่าเฉลี่ยตัวชี้วัดก่อน-หลัง แตกต่างกัน
อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิตทิ ่ีระดับนัยสำคัญ 0.05 นอกจากน้ีมจี ำนวนตัวช้วี ดั รอ้ ยละ 41.66 ท่ียังไม่สามารถทำให้
ผา่ นเกณฑ์เป้าหมายได้ เช่น ตัวชวี้ ัด inhaled corticosteroid อาจเนือ่ งมาจากผปู้ ว่ ยมารับบริการคำปรึกษา ซึ่ง
มีการรับยาดังกล่าวจากสถานพยาบาลอื่นมาแล้วและยังมียาเหลืออยู่ หรือผู้ป่วยไม่มารับบริการตรวจติดตาม
อย่างต่อเนื่อง ตัวชี้วัดการใช้ยา statin อาจเนื่องมาจากแพทย์ต้องการให้ลองปรับพฤติกรรมร่วมกับการให้ยา
Low intensity statin ก่อน แต่ทั้งน้ีแม้ตัวชี้วัดเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะในโรค URI จะยังคงไม่ผ่านเกณฑ์ แต่มี
แนวโนม้ ดีขึ้น (เข้าสู่เป้าหมาย) ค่าเฉลี่ยตัวช้ีวัด ก่อน-หลังแตกต่างกนั อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั นัยสำคัญ
0.05 โดย หลงั ดำเนนิ งานมีคา่ ตำ่ กว่าก่อนดำเนินงาน

ข้อเสนอแนะ ควรมีการจัดทำ MWI Antibiotic guideline สำหรับโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันและโรคติด
เชื้อทางเดินหายใจส่วนบนในเด็ก,ในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง เนื่องจากเกณฑ์เป้าหมายระดับไขมันของแต่ละ
คนแตกต่างกัน ดังนั้นควรสื่อสารด้วยการพูด และบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในสมุดบันทึกสุขภาพประจำตัว ให้
ผู้ป่วยแต่ละคนไดร้ บั ทราบ และเข้าใจ, ควรส่อื สารถงึ ความจำเปน็ ของการมารับการตรวจติดตามรักษาอย่างต่อเนื่องใน
ผู้ป่วยโรคหอบหืด และควรเฝ้าระวัง ตัวชี้วัดที่มีแนวโน้มแย่ลง (สวนทางกับเป้าหมาย) โดยเฉพาะตัวช้ีวัดที่ยังไม่ผ่าน
เกณฑเ์ ป้าหมายควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชดิ

คำสำคญั (keyword) การใชย้ าสมเหตผุ ล

บทคดั ยอ่ การประชุมวิชาการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563 155

การศึกษาการประยกุ ต์ใช้ความรทู้ ี่ได้รับจากการฝึกอบรม กรณศี ึกษา : หลักสูตรเตรียมความพร้อมผู้นำ
การเปลี่ยนแปลงกรมอนามัย ร่นุ ท่ี 4 (Our Skills Our Future : OSOF IV)
The Study of an Applied Knowledge Gained through the Training,

A Case Study: The Department of Health's 4th Empowerment Course for the
Transformational Leadership (Our Skills Our Future: OSOF IV)

ขจรศกั ด์ิ สขุ เปรม
กองการเจา้ หนา้ ท่ี กรมอนามัย

การศกึ ษาการประยกุ ต์ใช้ความรูท้ ่ีได้รบั จากการฝึกอบรม กรณีศึกษา : หลักสตู รเตรยี มความพร้อมผู้นำ
การเปลี่ยนแปลงกรมอนามัย รุ่นที่ 4 (Our Skills Our Future : OSOF IV) เป็นการศึกษาประเมินผลการ
ฝึกอบรมภายหลังจากสิน้ สดุ การอบรม ทีเ่ กิดจากการเตรียมกำลังคนใหม้ ีสมรรถนะ และขับเคลอ่ื นไปสู่การเป็นผู้
อภิบาลระบบ ตามวิสัยทัศน์ของกรมอนามัย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลผู้ผ่านการอบรม
หลกั สูตรเตรยี มความพร้อมผนู้ ำการเปล่ียนแปลงกรมอนามัย รุ่นท่ี 4 (Our Skills Our Future : OSOF IV) ตามกรอบ
แนวคิดของเคิร์กแพทริค ในระดับปฏิกิริยา และระดับพฤติกรรม และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการถ่าย
โอนการฝึกอบรม วิธีการศึกษาได้ใช้เครื่องมอื ผสมผสาน ประกอบด้วย แบบสอบถาม (Questionnaire) ใช้กับผู้
ผ่านการอบรม ข้อมูลที่ได้ใช้ในการประเมินปัจจัยที่มีผลต่อการถ่ายโอนการฝึกอบรม และการสัมภาษณ์เชิงลึก
(Deep-Interview) ใช้กับผูบ้ ังคับบญั ชาเหนือขึ้นไป 1 ระดับ และผู้บริหารหน่วยงานของผู้ผ่านการอบรม ข้อมูล
ที่ได้เป็นการสะท้อนผลการศึกษาในระดับปฏิกิริยา และระดับพฤติกรรม ตามกรอบแนวคิดของเคิร์กแพทริค
สถิติที่ใช้ประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน (Inferential
Statistic) เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการถ่ายโอนการฝึกอบรม โดยใช้การห าค่า
สัมประสิทธ์ิสหสมั พนั ธ์

ผลการศึกษาพบว่า การประเมินผลตามกรอบแนวคิดของเคิร์กแพทริค ในระดับปฏิกิริยา จาก
ผู้บังคับบัญชาเหนือขึน้ ไป 1 และผู้บริหารระดับหน่วยงาน มีความคิดเห็นตรงกันว่า หลักสูตรเตรยี มความพรอ้ ม
ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกรมอนามัย รุ่นที่ 4 (Our Skills Our Future : OSOF IV) มีความสอดคล้องและเป็นไปตาม
เจตนารมณ์ของกรมอนามัย ในการยกระดับเป็นผู้อภิบาลระบบ และการศึกษาในระดับพฤติกรรม พบว่า
ผู้บังคับบัญชารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ที่ผ่านการอบรม โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายในการ
ทำงานรว่ มกันภายใตบ้ รบิ ทสว่ นกลาง สว่ นภูมภิ าค และสามารถนำเอาความรทู้ ่ีไดร้ บั จากการอบรมมาประยกุ ตใ์ ช้
ในการทำงาน ส่วนปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการถ่ายโอนการฝึกอบรม ผลการศึกษาพบว่า การออกแบบหลักสูตร
ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของหลักสูตร รายละเอียดของหลักสูตร และวิธีการเรียนการสอน มีผลต่อการถ่าย
โอนการฝึกอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ
สภาพแวดลอ้ มภายในองคก์ ร ประกอบดว้ ยผูบ้ งั คบั บัญชา เพอื่ นรว่ มงาน เทคโนโลยี และโอกาสในการใชค้ วามรู้ มีผล
ต่อการถ่ายโอนการฝึกอบรม อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ 0.01

กองการเจา้ หน้าท่ี จำเป็นต้องสะทอ้ นใหเ้ หน็ ถึงความสำคัญ และเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ
ทิศทางการพัฒนาบุคลากรของกรมอนามัย ให้กับผู้บริหารทุกหน่วยงานภายใต้สังกัดกรมอนามัย เพื่อให้เกิด
ความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากร และนำไปสู่การวางระบบการพัฒนาบุคลากรของกรมอนามัยอย่างต่อเนื่อง
เพือ่ ยกระดบั ศกั ยภาพของบคุ ลากรกรมอนามยั ให้มีความพรอ้ มตอ่ การเปล่ียนแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ ตลอดเวลา

คำสำคญั (Keyword) การประยุกต์ใชค้ วามรู้, การถ่ายโอนการฝึกอบรม

156 บทคัดย่อการประชุมวชิ าการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ที่ 13 ประจำปี 2563

ผลการใช้ยาหอมเทพจติ รและยาขิงในการช่วยลดความปวดของผู้รับบรกิ ารคลินิกแพทย์แผนไทยและ
แพทย์ทางเลือก

Results of herbal medicine “Yahom Theppachit and Ginger” in reducing pain of clients
of Thai Traditional Medicine and Alternative Medicine Clinic

กนกรัศม์ จันทน์สุทธปิ ระภา1,วรรณวิไล ฤทธิเ์ น่ือง2

หลักการและเหตุผล ปัจจุบันเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อ
ปัญหาสุขภาพของประชาชนที่เกิดขึ้น คือ ความเครียด การทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำและติดต่อกันเป็น
เวลานานโดยไม่ได้ดูแลสุขภาพ จากสถิติของผู้มารับบริการในคลินิกแพทยแ์ ผนไทยและแพทย์ทางเลือก มีปัญหาด้าน
กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ เช่น ปวดบ่า ต้นคอ สะบัก หัวไหล่ เป็นต้น คลินิกแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ศูนย์
อนามัยท่ี 10 กรมอนามยั ให้บริการหตั ถการนวด ประคบ อบสมุนไพร กวั ซา และมีการตรวจหาความผดิ ปกตขิ องตรธี าตุ
ด้วยการจบั ชีพจรและตรวจร่างกาย เพื่อให้การรักษาโดยใช้ยาสมุนไพร ซ่งึ ส่วนใหญ่มี 2 แบบ คือ ปิตตะ(ระบบธาตุไฟมี
ปัญหา เช่น มีอาการปวดกล้ามเนื้อแข็งเป็นแผ่น สัมผัสเจอความร้อน) รักษาด้วยการใช้ยาหอมเทพจิตรร่วมกับกัวซา
และวาตะ (ระบบธาตุลมมีปัญหา เช่น มีอาการปวดกล้ามเนื้อแข็งเป็นก้อน) รักษาด้วยการใช้ยาขิงร่วมกับการนวด
ประคบ และหากพบทั้ง 2 แบบ จะใช้ยาร่วมกันทั้งสองตัว ร่วมกับการนวดประคบสลับกับกัวซาในการช่วยลดระดับ
ความปวดของผ้รู บั บริการ

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความปวดก่อนและหลังของผูร้ บั บริการทีไ่ ดร้ บั หัตถการ และเปรียบเทยี บการ
ใช้ยาและไม่ใช้ยาหอมเทพจิตรหรือยาขิง หรือการใช้ยาทั้งสองตัวร่วมกันเพื่อลดระดับความปวดในผู้รับบริการคลินกิ
แพทยแ์ ผนไทยและแพทย์ทางเลือก

วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาย้อนหลัง (Case Retrospective study) กลุ่มผู้มารับบริการที่มีอาการปวดที่
ได้รับหัตถการ ทั้งที่ได้รับยาและไม่ได้รับยาหอมเทพจิตรหรือขิง หรือได้รับยาทั้งสองตัวร่วมกัน ทั้งหมดในช่วงเวลา 1
กันยายน 2561 ถึง 25 มิถุนายน 2562 จำนวน 172 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินระดับความเจ็บปวด แบบซัก
อาการเจ็บปวด และผลการตรวจร่างกาย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ยี
สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน เปรยี บเทยี บด้วย Paired T- test และ ANOVA

ผลการศกึ ษา การศกึ ษาในกลุม่ ตวั อย่าง ที่มารับบรกิ ารหัตถการทง้ั ที่ใช้ยา 86 คน และไมใ่ ชย้ า 86 คน พบวา่
สว่ นใหญ่ เป็นเพศหญงิ 76.2% อาชพี รบั ราชการ/พนักงานของรฐั 72.1% อายเุ ฉลี่ย 50.4 ปี (S.D.= 11.22) สาเหตุการ
ปวดมากที่สุด คือ อยู่ในท่าเดิมต่อเน่ืองนานเกิน 1 ชั่วโมง ได้แก่ ยืน เดิน นั่ง ขับรถ 65.1 % อาการทีม่ า พบมากที่สุด
คอื ปวดหลงั ส่วนบน ไหล่ ต้นคอ สะบกั 82.0% สว่ นใหญ่มรี ะยะเวลาปวดมากกว่า 6 เดือน 57.0% ตรวจความผดิ ปกติ
ของตรีธาตุ พบว่า มีผิดปกติทั้งแบบปิตตะและวาตะ 43.0 % แบบวาตะ 32.0% และแบบปิตตะ 25.0% ผลการใช้ยา
และไมใ่ ช้ยาหอมเทพจติ รหรอื ยาขงิ หรือได้รับยาทงั้ สองตัวร่วมกับหตั การ พบวา่ ผู้ใชย้ าร่วมกบั หตั ถการในการรักษา มี
ระดับความปวดลดลงอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติ (P< 0.000) ตั้งแต่ครั้งท่ี 2 3 4 5 โดยค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.47 ± 1.46 (P<
0.000), 2.32 ± 1.32 (P< 0.000), 2.57 ± 1.67 (P< 0.000), 2.67 ± 1.60 (P< 0.000) และผู้ที่ไม่ได้รับยาใช้เพียง
หัตถการอยา่ งเดียว มีระดบั ความปวดลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิ (P< 0.000) มีค่าเฉลี่ยเทา่ กับ 2.09 ± 1.13 (P<
0.000), 2.10 ± 1.24 (P< 0.000), 2.27 ± 1.34 (P< 0.000), 2.00 ± 1.05 (P< 0.000) แตเ่ มอ่ื เปรียบเทียบความแตกตา่ ง
ของค่าเฉลี่ยระดับความปวดทีล่ ดลง ผู้ทไี่ ด้รับยารว่ มกับหัตการ มีคา่ เฉลยี่ ระดบั ความปวดก่อนและหลงั ลดลงได้ดีกวา่ ผู้
ที่ไมไ่ ด้รับยาใชเ้ พียงหตั ถการอยา่ งเดียว และเมื่อเทียบระดบั ความปวดทีล่ งลดในครัง้ แรกกบั ครัง้ ที่ 5 มีระดบั ความปวด
ลดลง (1.49 ± 1.46) อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ิ P <0.000

ขอ้ เสนอแนะ การนำยาหอมเทพจิตรและยาขิงมาใช้รว่ มกบั หัตการตามแนวทางการรกั ษาทเี่ หมาะสมกบั ความ
ผิดปกติของตรีธาตุท้ังปิตตะและวาตะ และการมารักษาต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ครั้ง น่าจะช่วยลดความปวดได้ ดังนั้น ยา
หอมเทพจติ รและยาขิงน่าจะสามารถนำมาใช้รว่ มกับหัตการท่ีเหมาะสม จะเพิ่มประสทิ ธภิ าพการรกั ษาให้ดยี ่งิ ขึน้

คำสำคญั ผลการใช้ยาหอมเทพจติ รและยาขงิ , การช่วยลดความปวด, ผูร้ บั บรกิ ารคลินกิ แพทยแ์ ผนไทยและ
แพทยท์ างเลอื ก

บทคัดย่อการประชุมวชิ าการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563 157

การประยุกต์กระบวนการสร้างความรอบรสู้ ขุ ภาพในงานจา่ ยยาผปู้ ่วยนอก (Ask Me 3 P+)

นางสาวธนพร จติ วิกลุ ศนู ย์อนามยั ท่ี 1 เชยี งใหม่

งานเภสชั กรรมมเี ป้าหมายให้ผูป้ ่วยได้รับยาทีถ่ ูกต้อง เหมาะสม ปลอดภัย และได้ผล เพื่อการรักษาทีม่ ีประสิทธิ ที่
ผ่านมาไม่เคยมีการ ประเมินผลของกระบวนการสื่อสารข้อมูลในการจ่ายยา ทําให้ไม่ทราบว่าผู้ป่วยหรือผู้ดูแลผู้ป่วยได้รับ
ขอ้ มลู หรอื มคี วามเข้าใจในข้อมูลทีส่ ำคญั กบั การดูแลสุขภาพมากน้อยเพียงใด จึงทดลองนําแนวคิด prime question แนวคดิ
Ask Me 3 และ Teach-back และแนวคิดความรอบรู้สุขภาพ มาประยุกต์ใช้โดยสร้างเป็น dialog ในประเด็นที่สำคัญเพ่ือ
ประเมินผู้ป่วยหรือผู้ดูแลผู้ป่วยหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการจ่ายยาแบบเดิมที่ใช้เพียง prime question จำนวน 30 ราย
พบว่า สามารถบอกโรคทไ่ี ด้รับการวนิ ิจฉยั ไดอ้ ยา่ งถูกต้องจำนวน 22 ราย (ร้อยละ 73.33) อธิบายยาได้ถกู ตอ้ ง จำนวน 29 ราย
(ร้อยละ 96.67) อธิบายวธิ กี ารใช้ยาได้อยา่ งถูกต้องจำนวน 27 ราย (รอ้ ยละ 90) สามารถบอกคำแนะนำเฉพาะของยาท่สี ำคญั ได้
ถูกต้องจำนวน 18 ราย (ร้อยละ 60) สามารถบอกเหตุผลในการกินยาที่สำคัญได้อย่างถูกต้องจำนวน 12 ราย (ร้อยละ 40)
สามารถบอกการปฏิบัติ ตัวที่เหมาะสมกับโรคได้จำนวน 22 ราย (ร้อยละ 73.33) สามารถบอกอาการสำคัญที่ต้องกลับมา
โรงพยาบาลทันทไี ดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งจำนวน 16 ราย (ร้อยละ 53.33) จากผลการประเมินจะเหน็ ไดว้ ่าขอ้ มูลท่สี ำคัญในการดแู ลดา้ น
สุขภาพยังไม่สมบูรณ์ จึงมีแนวคิดพัฒนาแนวทางการจ่ายยาเพื่อสื่อสาร เติมเต็มข้อมูลด้านสุขภาพให้ผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยได้รบั
ข้อมูลที่ครบถ้วน สั้นกระชับ ตรงประเด็น และเหมาะสมกับผู้ปว่ ย ภายใต้ระยะเวลาท่ีจำกดั และภายใต้ความหลากหลายของ
ผู้ป่วย ให้เกิดเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันของเภสัชกรผูกจ่ายยา เนื่องจากงานเภสัชกรรมเป็นจุดบริการสุดท้ายของโรงพยาบาล
เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยเกิดความรอบรู้สุขภาพและสามารถจัดการกับการเจ็บป่วยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และเพื่อสร้างความ
ตระหนกั ให้เกดิ การซกั ถามเมอ่ื ไม่ไดร้ ับข้อมลู ที่ครบถ้วนในครงั้ ต่อไป

วัตถุประสงค์ พัฒนากระบวนการสื่อสารที่จุดจ่ายยาใหม่ เพื่อเติมเต็มข้อมูลด้านสุขภาพให้ผู้ป่วยอย่างครบถ้วน
สง่ เสริมการดแู ลสขุ ภาพของตัวเอง และผอู้ น่ื อย่างถกู ตอ้ ง และมีประสิทธภิ าพ

วธิ กี ารศึกษา กระบวนการพฒั นา ใช้กระบวนการพฒั นางานตามแนวทาง D-A-L-I
Design 1. ประชุมหน่วยงานเพื่อชี้แจงปัญหาและหาวิธีแก้ไขร่วมกัน 2. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีในการส่งเสริมความ
รอบรดู้ า้ นสขุ ภาพ (ASK ME 3, Teach back method) เพอื่ นำมาปรับใชใ้ น กระบวนการใหม่ 3. ออกแบบกระบวนการใหม่ให้
เกดิ ความเหมาะสม
กระบวนการเดิม ใช้แนวคิด prime question ในการจ่ายยา คำถามคือ 1. ถามชื่อ สกุล 2. ถามประวัติแพ้ยา 3.
ขอ้ มูลยาและวธิ ใี ช้ยา
กระบวนการใหม่. Ask Me P+ 1. ถามชื่อ สกุล 2.ถามประวัติแพ้ยา. 3.ถามอาการที่มาโรงพยาบาลและแจ้งการการ
วินิจฉัยโรค 4. แจ้งข้อมูลยาและวิธีการใช้ยาอย่าง ละเอียด 5.แจ้งข้อมูลยาที่ต้องมีคำแนะนำพิเศษ พร้อมเหตุผล 5.ให้ข้อมลู
การปฏิบัติตัวท่ีเหมาะสมกับโรค 6. ให้ข้อมูลอาการสำคัญที่ต้องรีบไป โรงพยาบาลทันทที ี่ตรงกบั โรคนั้นๆ 4. นำไปทดลองใช้
และปรับปรุงให้เกิดความเหมาะสม
Action - นาํ แนวทางการสอ่ื สารขอ้ มูลแบบใหม่ไปใชจ้ รงิ
Learning 1.จากการเก็บข้อมูลผูกป่วยหรือผู้ดแู ลผู้ป่วยจำนวน 30 ราย พบว่าสามารถบอกโรคท่ีได้รับการวินิจฉยั
ได้อย่างถูกต้องจำนวน 29 ราย (ร้อยละ 96.67) อธิบายยาได้อย่างถูกต้องจำนวน 29 (ร้อยละ 96.67) อธิบายวิธีการใช้ยาได้
อย่างถูกต้องจำนวน 29 ราย (ร้อยละ 96.67) สามารถ บอกคำแนะนำเฉพาะของยาที่สำคัญได้ถูกต้องจำนวน 24 ราย (ร้อยละ
80) สามารถบอกเหตุผลในการกินยาที่สำคัญได้อย่างถูกต้องจำนวน 19 ราย (ร้อยละ 63.33) สามารถบอกการปฏิบัติตัวที่
เหมาะสมกับโรคไดจ้ ำนวน 26 ราย (ร้อยละ 86.67) สามารถบอกอาการสำคัญทีต่ ้องกลบั มา โรงพยาบาลทันทไี ด้อย่างถูกต้อง
จำนวน 27 ราย (ร้อยละ 90)
Improve จากการประเมินพบว่าหลังใช้กระบวนการจ่ายยาเพื่อสื่อสารข้อมูลสุขภาพแนวใหม่ผู้รับบริการมีความ
รอบรู้สุขภาพในประเด็นที่สำคัญดีขึ้นใน 5 ประเด็น จากทั้งหมด 6 ประเด็น แต่ยังพบมีปัญหาในการดำเนินการ จึงมี
ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นโอกาสพัฒนางานให้ดีขึ้นดังนี้ 1. การสื่อสารการวินิจฉัยโรคให้สามารถเข้าใจได้ง่ายจากการแปลเป็น
ภาษาไทย หรอื โรคท่ีวนิ ิจฉัยเป็นตดิ เชื้อ แตเ่ ป็นตดิ เชื้อท่ไี ม่ต้องใช้ ยาเป็นตน้ 2. การอธบิ ายอาการสำคัญทต่ี ้องไปโรงพยาบาล
อาจเกิดข้อขัดแย้งหรือสร้างความไม่มั่นใจในยาที่ใช้รักษา 3. การมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในประเด็นที่สำคัญอาจมีปัจจัย
รบกวนอื่นๆ ได้ เช่น การมารับบริการหลายครง้ั การป่วยดว้ ยโรคเดิมบ่อย จนมีความรอบรสู้ ขุ ภาพ การศกึ ษาข้อมลู ดว้ ยตนเอง
ผู้ท่ีรับขอ้ มลู เช่น มารดา บดิ า ตา ยาย หรอื ผูร้ ับข้อมลู ทำงานเกี่ยวกบั การแพทย์หรอื เป็น บคุ ลากรทางการแพทย์ ความเข้าใจ
ภาษาไทย เปน็ ตน้ ซงึ่ เป็นโอกาสพัฒนาเป็นงานวิจัยต่อไป 4. การใช้ความรว่ มมอื ของสหสาขาวิชาชพี หรอื การจดั ทำชุดความรู้
โดยใชส้ ือ่ ทีม่ คี วามเหมาะสม. 5. ขอ้ มลู ในบางประเดน็ ทส่ี ำคัญควรได้รับการสอ่ื สารทสี่ ำคัญซำ้ ๆ ในหลายๆ จุดบรกิ าร

158 บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ท่ี 13 ประจำปี 2563

แบบแผนความเชือ่ ดา้ นสุขภาพและพฤติกรรมการปอ้ งกันและควบคมุ โรคไขเ้ ลอื ดออก ของกลุ่มชาตพิ นั ธุ์
เผา่ มง้ เผ่าขมุ และเผา่ ถิ่น บ้านปา่ แพะ ตำบลแมข่ ะนิง อำเภอเวียงสา จงั หวดั นา่ น

Health believe model and health behavior on Dengue fever of ethnic group, mong
tribe, khamu tribe and thin tribe in pa-pae village, mae ka ning sub-district,
wiangsa district, nan province.

วีระยทุ ธ ปานหลา้
โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำบลบา้ นปา่ แพะ อำเภอเวยี งสา จงั หวดั นา่ น

บทคัดยอ่
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ (Survey study) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแบบแผนความเชื่อ

ด้านสุขภาพ ด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเป็นโรคไข้เลือดออก การรับรู้ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก การ
รับรู้ถึงประโยชน์ของการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก การรับรู้ต่ออุปสรรคของโรคไข้เลือดออก และ
พฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ เผ่าม้ง เผ่าขมุ และเผ่าถิ่น บ้านปา่
แพะ ตำบลแม่ขะนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ศึกษาในเดือน เมษายน 2562 จำนวน 86 คน โดยการใช้
แบบสอบถาม สอบถามกลุ่มตัวอย่างโดย ผู้วิจัย และผู้ช่วยวจิ ัย เป็นผู้บันทึกข้อมูล จากการศึกษาผู้วิจยั ได้นำขอ้ มูล
ดังกล่าวมาวเิ คราะหโ์ ดยใช้สถติ ิเชิงพรรณนา (Descriptive statistics)

ผลการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เปน็ เพศหญิง รอ้ ยละ 80.3 อายุของกล่มุ ตวั อยา่ งส่วนใหญ่
อยูใ่ นชว่ ง 30-40 ปี รอ้ ยละ 43 อายเุ ฉลีย่ 31.95 ± 8.22 ปี อายุสูงสดุ 56 ปี อายตุ ำ่ สุด 27 ปี สว่ นใหญ่มสี ถานภาพ
สมรส รอ้ ยละ 87.9 สว่ นใหญจ่ บการศึกษาในระดบั ชั้นประถมศึกษาและมธั ยมศึกษาตอนตน้ ร้อยละ 29.5 รายได้ต่อ
เดอื นนอ้ ยกวา่ 5,000 บาท ร้อยละ 62.1 สว่ นใหญป่ ระกอบอาชพี เกษตรกรรม รอ้ ยละ 46.2 กล่มุ ชาติพนั ธ์ุ สว่ นใหญ่
เป็นเผ่าม้ง ร้อยละ 39.4 พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีแบบแผนความเชือ่ ด้านสุขภาพ ด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเป็น
โรคไข้เลือดออกในระดับปานกลาง ร้อยละ 53.5 การรับรู้ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกระดับปานกลาง ร้อยละ
46.2 การรับรู้ถึงประโยชน์ของการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 48.5 การรับรู้ต่อ
อุปสรรคของการเกิดโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 47.4 และมีพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรค
ไข้เลอื ดออกอยู่ในระดับปานกลาง รอ้ ยละ 47.5

จากผลการศึกษา พบว่าควรมีการจัดกิจกรรมการให้สุขศึกษาที่เหมาะสม ให้กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้แบบ
แผนความเชื่อด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการควบคุมป้องกันโรคที่ถูกต้อง และควรมีการประเมินผลของกิจกรรม
นอกจากนี้ควรสร้างมาตรการในการป้องกันควบคุมโรคในชุมชน เพื่อให้เกิดการป้องกันและควบคุมโรคที่มี
ประสทิ ธิภาพ

คำสำคญั : โรคไข้เลือดออก, กลุ่มชาตพิ นั ธุ์, แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ

บทคัดยอ่ การประชุมวิชาการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามัยส่งิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563 159

Poster Presentation
กลุม่ อนามยั ส่ิงแวดลอ้ ม

160 บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

บทคัดย่อการประชมุ วิชาการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563 161

รูปแบบการเฝ้าระวังอาการระบบทางเดนิ หายใจ โดยการมีสว่ นร่วมของชุมชน รอบเหมืองแร่
อุตสาหกรรมหินทราย (2S2P โมเดล) บา้ นปา่ หว้าน จังหวัดนครพนม

Model of Respiratory Surveillance System by Community Participation around
Sandstone Mining Industry (2S2P Model) at Parwan village, Nakhon Phanom Province.

ชนิ วัตร คำหา
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบลโพนทอง จงั หวัดนครพนม

หลักการและเหตุผล บ้านป่าหว้าน มีประชากรทั้งสิ้น 564 คน มีเหมืองแร่หินทรายอุตสาหกรรม จำนวน
3 แห่ง โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 เป็นต้นมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงที่อาจจะได้รับผลกระทบทาง
สุขภาพ แต่ในปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จึงมีแนวคิดพัฒนารูปแบบ
ดำเนินการเฝ้าระวังอาการระบบทางเดินหายใจ ด้วยกระบวนการ 2S2P โมเดลขึ้น เพื่อคุ้มครองสุขภาพของ
ประชาชนจากการสัมผัสฝุ่นละออง ให้มีความเหมาะสม สร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในชุมชน เพื่อการ
พฒั นาอยา่ งย่งั ยนื และลดการเจบ็ ปว่ ยดว้ ยโรคระบบทางเดินหายใจของคนในชมุ ชนต่อไป

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความชุกของอาการระบบทางระบบหายใจ และเพื่อศึกษารูปแบบการเฝ้าระวัง
อาการระบบทางเดนิ หายใจ โดยการมสี ่วนรว่ มของชุมชน รอบเหมืองแร่อุตสาหกรรมหนิ ทราย

วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามจากกลุ่ม
ตัวอย่าง ร่วมกบั การตรวจเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray: CXR) วเิ คราะห์ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการสัมภาษณ์
ผู้นำชมุ ชน และคณะกรรมการกองทุนเฝ้าระวงั สุขภาพประชาชน โดยใชก้ ระบวนการเรยี นรู้ร่วมกันในการปฏิบัติใน
ความเป็นจรงิ (PILA) จากนน้ั นำขอ้ มูลท่ไี ด้ ทำการวเิ คราะหข์ อ้ มลู เชิงคุณภาพ

ผลการศกึ ษา กลุม่ ตวั อยา่ งมอี าการไอบ่อยๆ ร้อยละ 17.7 อาการแน่นหนา้ อก หรอื หายใจไม่สะดวก ร้อย
ละ 13.0 และมีเสียงหายใจดังวดี้ ร่วมกบั อาการเหน่อื ย รอ้ ยละ 9.3 จากผลการตรวจเอกซเรยป์ อด พบว่า มรี อยโรคท่ี
ปอด ร้อยละ 5.6 มีกลุ่มอาการหัวใจโต ร้อยละ 1.9 และเยื่อหุ้มปอดหนาตัว ร้อยละ 0.9 จากการสัมภาษณ์กลุ่ม
ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน และคณะกรรมการกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน จำนวน 1๕คน กลุ่มตัวอย่างให้
ความเห็นในประเด็นข้อคำถาม การเฝ้าระวังอาการระบบทางเดินหายใจ โดยสามารถสรุปกิจกรรม/โครงการ เป็น
กระบวนการ 2S2P โมเดล ประกอบด้วย Screening คือ มีกระบวนการคัดกรองสุขภาพของคนในชุมชน
Surveillance System คือ มีการเฝ้าระวังปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ และแจ้งเตือนให้ทราบ Prevention คือ มี
ระบบการปอ้ งกันตนเองจากฝุ่นละออง และParticipation คือการมสี ว่ นรว่ มของภาคีเครือขา่ ยในชุมชน

ขอ้ เสนอแนะ ควรสนบั สนนุ ใหห้ น่วยงานภาครฐั และภาคเอกชนท่ีเก่ยี วข้อง เข้ามามสี ่วนร่วมในการจัดการ
ส่ิงแวดลอ้ มเพ่ือลดปญั หาฝ่นุ ละอองในชมุ ชนต่อไป

คำสำคญั (keyword) ระบบเฝ้าระวัง, อาการทางเดนิ หายใจ, การมีสว่ นร่วม, เหมอื ง

162 บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563

การศึกษาการสร้างการมีสว่ นร่วมของภาคเี ครอื ขา่ ยในการดำเนนิ งานพฒั นาอนามัยส่ิงแวดล้อม
บ้านมว่ งชี จังหวดั นครพนม

Study of the participation of network partners in the development of
environmental health in Ban Muang Chee, Nakhon Phanom Province.

อภนิ ันท์ บพุ ศริ ิ
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตำบลบา้ นดอนสะฝาง จังหวดั นครพนม

หลักการและเหตผุ ล บ้านม่วงชี เป็นพื้นท่ีเสี่ยงทีอ่ าจจะได้รับผลกระทบทางสุขภาพในด้านสิ่งแวดล้อม
เพราะประชาชนบางครอบครวั ยงั ไม่ตระหนกั ถงึ การจดั การสงิ่ แวดล้อมในชุมชน และปจั จุบันยงั ขาดการเชื่อมโยง
ข้อมูลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษา การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายใน
ชุมชน ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และลดการเจ็บป่วยด้วยโรคจาก
ส่งิ แวดลอ้ ม ของคนในชมุ ชนต่อไป

วัตถุประสงค์ เพือ่ ศกึ ษาการมสี ว่ นรว่ มของภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานอนามยั สิ่งแวดล้อม
วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมใน
การดำเนินงานพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยเลือกกลุ่ม
ผเู้ ข้าร่วมวิจัยแบบเจาะจงคอื ภาคเี ครอื ขา่ ย 60 คน
ผลการศึกษา พบว่าชุมชนบ้านม่วงชี มีกระบวนการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นขั้นตอน 3
ระยะดงั น้ี 1) วเิ คราะห์สถานการณด์ ้านสุขาภิบาล/สิง่ แวดลอ้ มของคนในชุมชน 2) นำขอ้ มลู จากการวิเคราะหม์ า
วางแผน ประชาสัมพันธ์/ให้สุขศึกษาในชุมชน และปฏิบัติโดยชุมชน ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐใน
พื้นที่ 3) ประเมินผลการดำเนินงานโดยชุมชนมีส่วนร่วม/ช่วยกันแก้ไขปัญหามีมาตรการทางสังคม ก่อให้เกิด
ชมรม/เครือข่าย/มาตรการรักสุขภาพต่างๆ เช่น ชมรมรักษาสิ่งแวดล้อม มีมาตรงานบุญ/งานศพปลอดปลาดบิ
มีภาคีเครือข่ายในการควบคุมป้องกันโรคติดต่อในชุมชน มีการจัดการขยะ/ขัดแยกขยะผลการวิจัยพบว่า
หลังดำเนินการกลุ่มตัวอย่างภาคีเครือข่ายมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรม สูงกว่าก่อนดำเนินการอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติ ( p<0.05 ) ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ดังนี้ คือ หมู่บ้านมีมาตรการทางสังคม มีการจัดการสุขภาพ
อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้หมู่บ้านปลอดโรคไข้เลือดออกมา 2ปี/หมู่บ้านผ่านการประเมินหมู่บ้านจัดการสุขภาพ
ระดับดีเยี่ยม ชนะเลิศการประกวดหมู่บ้านจัดการขยะระดับอำเภอ และได้รับรางวัลหมู่บ้านสะอาดในระดับ
จังหวัด คนในชุมชนเขม้ แข็ง สามัคคี รว่ มกันในการหาแนวทางพฒั นาสิ่งแวดล้อมในชุมชนอยา่ งมีสว่ นรว่ ม
ข้อเสนอแนะ ควรมีการวางแผนระยะยาวในการดำเนนิ งานแกไ้ ข รวมทัง้ จดั สรรงบประมาณอย่างต่อเนอื่ ง
คำสำคัญ (keyword) การมีสว่ นร่วม, ภาคีเครอื ขา่ ย, การจดั การสงิ่ แวดลอ้ ม

บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2563 163

คุณภาพสงิ่ แวดล้อมในชุมชนทม่ี กี ารรื้อแยกซากเคร่ืองใชไ้ ฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกส์
ตำบลบ้านกอก อำเภอเขอ่ื งใน จังหวดั อุบลราชธานี

ENVIRONMENTAL QUALITY OF COMMUNITY THAT DISMANTLED ELECTRICAL AND
ELECTRONIC EQUIPMENT WASTE IN BAN KOK,
KHUEANG NAI, UBONRATCHATHANI

กุลวรรณ โสรจั จ,์ ธรี วรรณ บุญโทแสง, อนวุ ฒั น์ ยินดีสขุ , ศศธิ ร อดศิ รเมธากลุ
พชร วารินสทิ ธิกลุ , รัชนี จมู จี, พฒั นศกั ดิ์ ประทุมวรรณ
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

หลักการและเหตุผล ขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากจำเปน็ ต้องมีกระบวนการ
กำจัดอย่างมีประสิทธิภาพครบวงจร จากข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ (2012) พบว่าซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
และอิเล็กทรอนิกส์ส่วนมากถูกรวบรวมโดยระบบค้าของเก่าและขายต่อให้กับกลุ่มถอดรื้อและคัดแยก เพื่อแยก
ส่วนที่ขายได้นำไปรีไซเคิล ดังนั้นธุรกิจดังกล่าวจึงมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพราะสร้างรายได้สูง เช่น บ้านนาแก้ว บ้าน
กอก อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี มีผู้ประกอบการดังกล่าวทั้งกิจการขนาดใหญ่จนถึงระดับครัวเรือน แม้ในด้าน
เศรษฐกิจจะสามารถสร้างรายได้สูงให้กับชุมชนแต่ขณะเดียวกันกิจกรรมดังกล่าวย่อมส่งผลให้ชุมชนเป็นพื้นทีม่ ี
ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของมลสารที่อาจก่อเกิดผลกระทบดา้ นสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในพนื้
ได้ การศึกษานี้จึงมีความสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น และแนวทางแกไ้ ขปัญหาที่อาจเกิดขึน้ ในชุมชนอย่างมี
ส่วนรว่ ม

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้านดิน, น้ำ และอากาศ ในพื้นที่ชุมชนรอบสถาน
ประกอบการทม่ี กี ารร้อื แยกซากเครือ่ งใช้ไฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ในชุมชนบ้านนาแกว้ และบา้ นกอก ต.บา้ นกอก
อ.เข่อื งใน จ.อบุ ลราชธานี

วิธีการศึกษา สำรวจลกั ษณะทางภูมิศาสตร์ การใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ
กำหนดจุดเกบ็ ตัวอย่าง ทำการวเิ คราะห์คุณภาพดิน 10 ตัวอย่าง (EC, pH, %OC, %OM, โลหะหนัก) วิเคราะห์
คุณภาพน้ำ 12 ตัวอย่าง (pH, EC, TS, Total Hardness, Cl, โลหะหนัก) และวิเคราะห์คุณภาพอากาศ (TSP,
Total VOCs) ที่รัศมี 50, 100 m จากตัวแทนสถานประกอบการฯ 10 แห่ง วิเคราะห์ตามวิธีของกรมควบคุม
มลพิษ (2004 และ 2012)

ผลการศึกษา คุณภาพสิ่งแวดล้อมในชุมชนบ้านนาแก้วและบ้านกอก ต.บ้านกอก อ.เขื่องใน จ.
อุบลราชธานี ซึ่งมีอาชีพรื้อแยกซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนิกส์ พบว่าค่าดัชนีชี้วดั คุณภาพดิน น้ำ(น้ำผวิ
ดิน,น้ำบาดาล,นำ้ ประปา) และอากาศท่ัวไป อยใู่ นเกณฑ์ปกตโิ ดยไม่เกินคา่ มาตรฐานตามที่กฏหมายกำหนด และ
ไมพ่ บ Pb และ Cd ในตวั อย่างดินและนำ้ ส่วน Fe Zn Cr Mn สามารถพบได้แต่ไม่เกนิ เกณฑ์มาตรฐาน ค่า TSP
ที่ระยะ 50 -100 m จากสถานประกอบการ มีค่า 0.05-0.64 mg/m3 และ Total VOCs 0.08-0.54 ppm ซ่ึง
ปริมาณความเข้มข้นจะลดลงตามระยะห่างจากชุมชนที่มากขึ้น แสดงให้เห็นว่าคุณภาพสิง่ แวดล้อมชุมชนจัดอยู่
ในเกณฑ์ปกติ (สมดลุ )

ข้อเสนอแนะ ควรดำเนนิ การตดิ ตามตรวจสอบคณุ ภาพสงิ่ แวดล้อมในพนื้ ที่อย่างตอ่ เน่ือง
คำสำคัญ(keyword) คุณภาพสิ่งแวดล้อม ซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ การรื้อแยกซาก
ผลิตภณั ฑ์

164 บทคดั ยอ่ การประชมุ วชิ าการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ที่ 13 ประจำปี 2563

การพัฒนานวัตกรรมการหาปรมิ าตรนำ้ เสียระบบบำบดั น้ำเสยี
Innovative development the measurement volume of wastewater

วิชา ไชยรา1 รตั ติยา ไชยรา2
รพ.คำตากลา้ 1 นศ.ป.โทวิศวกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ พระนครเหนอื 2
หลกั การและเหตผุ ล น้ำเสยี เปน็ ความเจ็บป่วยของโรงพยาบาลท่ีต้องได้รบั การรักษา บำบัด ประกอบกับการ
ประเมินคุณภาพโรงพยาบาล (HA) จึงมีข้อคำถามในการปรับปรุงพัฒนาเพื่อให้ผ่านมาตรฐาน คือ มีน้ำเสียปริมาตร
เท่าไร มีมากช่วงเวลาใด การสูบน้ำเสียเข้าระบบจะสูบเข้าอย่างไร คุณภาพน้ำเสียผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำทิ้งหรือไม่
ระบบสามารถรองรับน้ำเสียได้หรือไม่ ฯลฯ จากปัญหาที่พบเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายและการประเมินคุณภาพ
โรงพยาบาล (ถูกหลกั วิชาการ) จงึ ได้พัฒนานวตั กรรมการหาปริมาตรน้ำเสยี น้ีขนึ้
วตั ถุประสงค์
1. เพื่อพฒั นาเครอื่ งมือในการหาปริมาตรน้ำเสียของระบบบำบดั นำ้ เสียของโรงพยาบาล
2. เพอื่ พัฒนาการตดิ ตงั้ อุปกรณ์ต่อพว่ งให้มปี ระสิทธิภาพ
3. เพอื่ ปรับปรงุ ระบบบำบดั นำ้ เสยี โดยรวม
วิธีการศึกษา
1. การสร้างHardwareประกอบด้วย รเี ลย์ หม้อแปลง ไดโอด parallel port (DB25)

2. การพัฒนาโปรแกรมsoftware (Timecounter ver… ) โดยใช้Delphi ตอ่ เข้ากับเคร่ืองคอมพิวเตอร์

3. แนวคิดและหลักการ ระบบถังเทอนุกรม เอสบีอาร์ทำงานโดยสูบน้ำเสีย เข้า-ถ่ายออก การเติมอากาศ
และการตกตะกอน โดยต่อHardwareขนานกบั ลูกลอยไฟฟ้าท่บี อ่ รวบรวม

4. จับเวลาการสูบน้ำเสียตามระดับที่น้ำเสียที่ไหลเข้าระบบฯโดยsoftwareนำผลเวลาที่จับได้นำไปหา
ปรมิ าตร เปรยี บเทยี บกับเครื่องมือวัดน้ำเสยี ในระบบเช่น weir

5. ปรบั ปรุงการทำงานระบบบำบัดนำ้ เสีย
ผลการศกึ ษา

1. ผลการคำนวณจากการวดั อัตราการไหลกบั Performance curves มคี วามผดิ พลาด ร้อยละ 3.7
2. น้ำเสียแยกรายวัน เมษายน 2562 น้อยที่สุด 23.079 ลบ.ม.มากที่สดุ 46.249 ลบ.ม.เฉลี่ย 30.631 ลบ.ม.
ช่วงท่ีนำ้ เข้าระบบฯมากท่ีสดุ 09.00-12.59 น. เฉลย่ี 8.834 ลบ.ม./วนั รองลงมา 05.00-08.59 น. เฉลย่ี 5.364 ลบ.ม./
วนั นอ้ ยท่สี ุด 01.00-04.59 น. เฉล่ยี 3.518 ลบ.ม./วัน
3. ทราบพฤติกรรมการเกิดน้ำเสยี ของโรงพยาบาล
ข้อเสนอแนะ : ควรพัฒนาsoftwareโดยMicrocontroller เพ่อื ให้มีประสทิ ธิภาพสูงสดุ
คำสำคัญ นวตั กรรมการหาปริมาตรน้ำเสีย

บทคดั ย่อการประชุมวชิ าการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้ังที่ 13 ประจำปี 2563 165

การประยกุ ตใ์ ชก้ ารประเมนิ ผลกระทบต่อสุขภาพระดบั ท้องถิ่น
กรณศี กึ ษา กิจการเผาถ่าน เทศบาลตำบลโคกสงู อำเภอโพนทอง จังหวัดรอ้ ยเอด็
The applied of Health Impact Assessment in Community Participatory Action; Case
Study Charcoal Business in Khok Sung district, Phon Thong, Roi Et Province.

ปยิ มาภรณ์ ดวงมนตรี วาทนิ ี จันทรเ์ จรญิ 1
มาลา สรรพวุธ ขนษิ ฐา คชมติ ร อทุ ยั พันธ์อะนุ2
1 ศูนย์อนามยั ท่ี 7 ขอนแกน่ 2 สำนักงานสาธารณสุขจงั หวัดรอ้ ยเอ็ด

หลักการและเหตผุ ล 20 ปีที่ผ่านมา ประชาชนในพื้นที่ตำบลโคกสูงมีการร้องเรียนทั้งในระดบั เทศบาล
ผู้วา่ ราชการจงั หวัดไปจนถงึ ผตู้ รวจการแผน่ ดิน ว่าไดร้ บั ผลกระทบตอ่ สุขภาพจากการประกอบกจิ การเผ่าถ่านมา
โดยตลอด ดังนั้นศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น จึงสนใจที่จะนำกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพมา
ประยุกต์ใช้เพือ่ ศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพจากกิจการเผาถา่ นและสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสยี ใน
การกำหนดมาตรการปอ้ งกนั และลดผลกระทบตอ่ สขุ ภาพร่วมกัน นำไปส่กู ารออกเทศบัญญตั ิในการควบคมุ กำกบั
กจิ การเผาถา่ นในพ้ืนท่ตี อ่ ไป

วัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลผลกระทบต่อสุขภาพจากกิจการเผาถ่าน 2) จัดทำมาตรการปอ้ งกนั
และลดผลกระทบต่อสุขภาพเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการออกเทศบัญญัติในการควบคุมกำกับกิจการเผาถ่าน
ศึกษาในพนื้ ท่ีตำบลโคกสูง อำเภอโพนทอง จงั หวัดรอ้ ยเอ็ด

วธิ กี ารศึกษา เปน็ การวิจัยเชิงปฏบิ ัติการแบบมีส่วนรว่ มโดยประยกุ ตใ์ ช้กระบวนการประเมนิ ผลกระทบ
ต่อสุขภาพ ด้วยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จำนวน 638 คน และคัดเลือกตัวแทนแบบเจาะจงในกลุ่มผู้มีส่วนได้
ส่วนเสยี จำนวน 80 คน เครอ่ื งมือท่ีใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม เครื่องตรวจวดั ฝุ่นละออง (High Volume) เครื่อง
เป่าปอดแบบพกพา (Peak flow) และการประชุมกลุ่มย่อย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ได้แก่ รอ้ ยละ ค่าเฉลยี่ วิเคราะห์ข้อมลู เชิงคุณภาพ ได้แก่ วเิ คราะห์เน้อื หาและสรา้ งขอ้ สรปุ การศึกษา

ผลการศึกษา พบว่า ประชาชนได้รับผลกระทบจากกิจการเผาถ่านมากที่สุด คือ ผลกระทบจากควัน
(ร้อยละ 43.80) รองลงมาคือผลกระทบจากกลิ่นเหม็น (ร้อยละ 31.80) และผลกระทบจากฝุ่นละออง (ร้อยละ
29) ช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ 18.00-21.00 น. ผลจากการตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก
(PM2.5) คา่ เฉลยี่ 24 ชวั่ โมงตอ่ เนอื่ ง มีค่าระหว่าง 24.83 – 33.39 ไมโครกรมั ต่อลกู บาศก์เมตร ส่วนใหญป่ ระชาชน
มีอาการเจ็บป่วยที่สัมพันธ์กับมลพิษอากาศ คือ อาการคัดจมูกมากที่สดุ (ร้อยละ 27) รองลงมาคือปวดศีรษะ (ร้อยละ
21.90) และแสบคอ (ร้อยละ 20.70) โดยผลจากการระดมความคิดเห็นจากผู้มีสว่ นได้ส่วนเสียมีข้อเสนอมาตรการ
ปอ้ งกนั และลดผลกระทบต่อสุขภาพจากกิจการเผาถ่าน คอื กำหนดให้หยุดประกอบกจิ การในช่วงเดือนมกราคม
- เมษายนของทกุ ปี กำหนดช่วงเวลาของการเผา จัดโซนนิง่ การประกอบกจิ การเผาถ่าน ลดหรือจำกดั ขนาดและ
ปรมิ าณเตาเผา และควรแกไ้ ขเทศบัญญัติเทศบาลตำบลโคกสงู เพม่ิ เติมใหท้ ันสมัยและมีบทกำหนดโทษสงู ขึ้น

ข้อเสนอแนะ จากกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพได้ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกิดความ
ตระหนักและคำนึงถึงความสำคัญของผลกระทบต่อสุขภาพ และมีข้อเสนอเพื่อนำไปสู่การออกเทศบัญญัติเพื่อ
ควบคมุ กำกบั กจิ การเผาถา่ นในพ้ืนทเ่ี ทศบาลตำบลโคกสงู ร่วมกัน อย่างไรกต็ ามเมอ่ื เทศบาลตำบลโคกสงู ออกเทศ
บัญญัติแล้วควรดำเนินการติดตามตรวจสอบเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากกิจการเผาถ่านในพื้นที่อย่าง
ต่อเนือ่ ง

คำสำคัญ การประเมินผลกระทบตอ่ สขุ ภาพ กจิ การเผาถา่ น การวจิ ยั เชงิ ปฏิบตั ิการแบบมีสว่ นรว่ ม

166 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการสง่ เสริมสุขภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563

การศกึ ษาผลกระทบต่อสุขภาพจากโรงไฟฟ้าชีวมวลทใี่ ช้ชานอ้อยเปน็ เช้อื เพลิงในเขตสุขภาพที่ 10
The study of health impact from bagasse power plant in health region 10

นิสติ อินลี และ ดารกิ า เพม่ิ พร
ศนู ย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี

หลกั การและเหตุผล จากการทีร่ ัฐบาลมีนโยบายส่งเสรมิ การใช้พลังงานทดแทนท่ผี ลติ ได้ภายในประเทศ ทำ
ให้แนวโน้มการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากชีวมวลมเี พิ่มมากขึ้น ซึ่งในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 10 มีโรงไฟฟ้าชีวมวล จำนวน 6
แหง่ (กรมพฒั นาพลังงานทดแทนและอนรุ ักษ์พลังงาน,2561) โดยโรงไฟฟา้ ท่ีมีกำลงั การผลิตสูงทส่ี ุด 18 – 27 MW มี
จำนวน 1 แห่ง ซึ่งใช้ชานอ้อยเป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ซึ่งอาจจะทำให้เกิดมลพิษ ไดแก ฝุ่นละออง
ประกอบด้วย TSP และ PM10 ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) มลพิษทางน้ำ และเสียงดัง (ศูนย์ส่งเสริมพลังงาน
ชีวมวล, 2549) ดังนั้นเพื่อทราบผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยรอบโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้ชานอ้อยเป็น
เชื้อเพลิงในเขตสุขภาพท่ี 10 จึงไดท้ ำการศกึ ษาผลกระทบต่อสุขภาพจากโรงไฟฟ้าชวี มวลที่ใช้ชานอ้อยเป็นเชือ้ เพลิงใน
เขตสขุ ภาพท่ี 10 ครั้งนขี้ ึ้น

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระทบต่อสุขภาพจากการประกอบกิจการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้ชานอ้อยเป็น
เช้อื เพลิงในพน้ื ทีเ่ ขตสุขภาพท่ี 10

วิธีการศึกษา ทำการเกบ็ รวบรวมข้อมูลการรับรผู้ ลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพ้ืนที่รอบโรงไฟฟ้าชีว
มวลในรศั มี 3 กโิ ลเมตร ดว้ ยแบบสอบถามจากกลุ่มตวั อย่าง 321 หลงั คาเรือน และเกบ็ ตัวอยา่ งนำ้ ผิวดนิ เพ่ือวิเคราะห์
คุณภาพน้ำผิวดิน จำนวน 6 จุด และตรวจวิเคราะห์คุณภาพอากาศ จำนวน 4 จุด วิเคราะห์ข้อมูลการรับรู้ผลกระทบ
ตอ่ สขุ ภาพของประชาชนด้วยสถิติเชงิ พรรณนา ได้แก่ ความถ่ี และรอ้ ยละ และ วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพน้ำผิวดนิ และ
คณุ ภาพอากาศเทยี บกบั คา่ มาตรฐาน

ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่รับรู้ถึงผลกระทบด้านกายภาพ ได้แก่ ความหนาแน่นการจราจรและ
ปริมาณรถบรรทุกที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 68.8 สภาพถนนชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อเพิ่มขึ้น ร้อยละ 59.8 อาการเจ็บป่วยด้วย
โรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น ร้อยละ 36.8 อาการตาแดง เคืองตาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 23.7 อาการทางผิวหนัง ผื่นคัน
เพ่ิมขึน้ รอ้ ยละ 29.6 สว่ นผลกระทบดา้ นจติ ใจ พบวา่ กลุ่มตวั อย่างส่วนใหญห่ งุดหงิดรำคาญจากฝนุ่ ละอองเขา้ ตาเวลา
ขบั รถจกั รยานยนต์ ร้อยละ 49.8 หงุดหงิดรำคาญจากกลน่ิ รอ้ ยละ 47.0 และเปน็ ห่วงสขุ ภาพบตุ รหลาน ร้อยละ 57.6
ส่วนคุณภาพน้ำผิวดินในแหล่งนำ้ รอบโรงไฟฟ้าชีวมวล จำนวน 2 แหล่ง ได้แก่ ห้วยเตย และห้วยมุก จำนวน 6 จุด มี
คุณภาพน้ำอย่ใู นค่ามาตรฐานคุณภาพนำ้ ผิวดิน ประเภทที่ 3 ตามประกาศประกาศคณะกรรมการสงิ่ แวดล้อมแห่งชาติ
ผลการวิเคราะห์คุณภาพอากาศ ได้แก่ ฝุ่นละอองรวม เฉลี่ย 24 ชั่วโมง PM10 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง PM2.5 เฉลี่ย 24
ชว่ั โมง ก๊าซ NO2 เฉลี่ย 1 ชวั่ โมง กา๊ ซ SO2 เฉล่ีย 24 ช่วั โมง พบว่า จุดตรวจวดั 4 จดุ รอบโรงไฟฟา้ ชีวมวลมคี ่าไม่เกิน
คา่ มาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทัว่ ไป ตามประกาศคณะกรรมการสง่ิ แวดล้อมแห่งชาติ

ข้อเสนอแนะ ควรจัดทำระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าชีวมวลและสุขภาพของ
ประชาชนกลุ่มอ่อนไหว ได้แก่ เด็ก คนชรา ผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการรับสัมผัสมลพิษทางอากาศจาก
โรงไฟฟ้าชีมวล เช่น ฝนุ่ ละอองขนาดเล็ก

คำสำคญั ผลกระทบตอ่ สุขภาพ โรงไฟฟา้ ชวี มวล

บทคดั ยอ่ การประชุมวิชาการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563 167

การประยกุ ต์สารสนเทศทางภมู ศิ าสตร์เพ่ือแกไ้ ขปญั หาฟลูออไรด์ในนำ้ บรโิ ภค
APPLICATION OF GEOGRAPHIC INFORMATION FOR SOLVING HIGH FLUORIDE IN

DRINKING WATER

สพุ จน์ ชำนาญไพร, นำ้ ผึ้ง รตั นพบิ ูลย์, ธวัชชยั สุธาชยั ,
วิสเพ็ญ กจิ ธเนศ, สทุ ธกิ านต์ กนั ตี และภาวณิ ี วรรณศรี

ศนู ย์ทันตสาธารณสขุ ระหวา่ งประเทศ

บทคดั ยอ่
หน่วยงานภาครัฐประเทศไทยมีนโยบายในการผลักดันการจัดหาน้ำสะอาด โดยสรา้ งระบบประปาหมู่บา้ นท่วั

ประเทศเพื่อการจัดหาน้ำสะอาดโดยการเจาะบ่อบาดาล และนำน้ำต่อเป็นระบบประปาหมู่บ้านให้ประชาชนในการ
อุปโภค บริโภค ซึ่งแหลง่ นำ้ นั้นมีการปนเป้ือนฟลูออไรด์ค่อนข้างสูง น้ำบริโภคทีม่ ีปริมาณฟลูออไรด์สูงมีผลกระทบต่อ
สุขภาพของประชาชน เช่น การเกิดฟันตกกระ ผลกระทบต่อกระดูก ฯลฯ งานวิจัยนีม้ ีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจสภาวะ
ฟันตกกระของนักเรยี นประถมศึกษาปีท1ี่ - 6 ปรมิ าณฟลูออไรดใ์ นแหล่งนำ้ บรโิ ภค และนำขอ้ มูลจัดทำแผนทคี่ วามเสย่ี ง
ฟลูออไรด์โดยใช้ข้อมูลปริมาณฟลูออไรด์ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงพื้นที่มาสร้างฐานข้อมูลระบบสารสนเทศ กำหนดพื้นที่เส่ยี ง
เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา โดยทำการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ที่
อาศัยอยู่ในพื้นทมี่ ีปริมาณฟลอู อไรดส์ งู จังหวัดเชยี งใหม่ ลำพนู ลำปาง แม่ฮ่องสอน และพะเยา จำนวน 1012 คน เก็บ
รวบรวมข้อมูล เดือนกันยายน 2562 - กุมภาพนั ธ์ 2563 โดยใชแ้ บบสอบถามเกบ็ ตัวอยา่ งนำ้ บริโภคและพกิ ัดนำ้ ประปา
หมบู่ า้ น และวิเคราะหป์ รมิ าณฟลูออไรดโ์ ดยใชว้ ิธี Ion Selective Electrode(ISE) จากการศกึ ษา พบว่า ฟนั ตกกระของ
กลุ่มตัวอย่างจังหวัดลำพูน พบมากที่สุด ร้อยละ40.7 (ฟันตกกระระดับรุนแรง ร้อยละ6.9) จังหวัดลำปาง ร้อยละ38.9
จงั หวัดเชียงใหม่ ร้อยละ 15.4 แมฮ่ อ่ งสอน รอ้ ยละ8.5 และพะเยา รอ้ ยละ7.1 กลุ่มตวั อย่างด่มื น้ำทไ่ี มป่ ลอดภัย(ปรมิ าณ
ฟลูออไรด์สูงกว่า 0.70 มิลลิกรัมต่อลิตร) ร้อยละ17.1 และปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำบริโภค มีค่าระหว่าง 0.10-14.0
มิลลิกรัมต่อลิตร โดยที่ปริมาณฟลูออไรดส์ ูงสุด พบที่บ้านสันคะยอม ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน มีค่า
14.0 มิลลิกรัมต่อลิตร จากนั้นนำข้อมูลปริมาณฟลูออไรด์ในประปาหมู่บ้านที่วิเคราะห์ได้มากำหนดสีตามความเสี่ยง
และนำลงในแผนที่ http://icoh.anamai.moph.go.th:81/fluoridemap/ frontend/web/index.php?r=fdata
รูปแบบการแก้ไขปัญหาฟลูออไรด์สูงในน้ำบริโภค ได้แก่ การปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยระบบรีเวอส์ออสโมซีส การหา
แหล่งนำ้ ดิบใหม่ที่มีฟลูออไรด์ต่ำ เช่น น้ำผิวดิน, บ่อน้ำตื้น, น้ำฝน หรือประสานความร่วมมือกบั ระบบประปาในระดบั
เมืองหรือภมู ิภาค ผลการศกึ ษาทีไ่ ด้ เป็นแนวทางในการปอ้ งกนั ควบคมุ และแกไ้ ขปญั หาได้ทนั ท่วงที รวมถงึ บอกลำดบั
ความสำคัญของปัญหา ตลอดจนภาคีเครือข่ายสามารถเฝ้าระวัง ป้องกันและแก้ไขการเกิดผลกระทบต่อสุขภาพจาก
ฟลูออไรด์สูงในน้ำบริโภคด้วยตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม สิ่งที่สำคัญ คือ การคืนข้อมูลให้กับองค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน เนื่องจากเปน็ องค์กรหลกั ทจ่ี ะดำเนินการแกไ้ ขปญั หาระดบั ท้องถ่ิน และมีศกั ยภาพในการตดั สนิ ใจ
ดำเนนิ การในพนื้ ที่ทร่ี บั ผิดชอบการดำเนนิ งานจะต้องทำใหอ้ งคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ ตระหนักในปญั หาท่ีเกิดขึ้น และ
เลือกแนวทางการแกไ้ ขปัญหาดว้ ยชมุ ชนอย่างยงั่ ยืน
คำสำคญั (keyword) : ฟลอู อไรด์, ฟนั ตกระ, น้ำบรโิ ภค

168 บทคัดยอ่ การประชมุ วิชาการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั ส่งิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563

การศึกษาระบบบริหารจดั การนำ้ เสยี /นำ้ ทงิ้ โรงพยาบาลในประเทศไทย
กรณีการจดั การน้ำเสีย/นำ้ ทง้ิ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสขุ
THE HOSPITAL WASTE WATER MANAGEMENT SYSTEM OF MINISTRY OF PUBLIC HEALTH

วาสนา คงสุข ศูนยห์ ้องปฏิบตั กิ ารกรมอนามยั

หลักการและเหตุผล การดำเนินงานแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตาม
แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างความเข้มแข็งระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้
โครงการสง่ เสริมและเพมิ่ ประสทิ ธิภาพการดำเนนิ งานของจงั หวดั องคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนเพ่อื การจดั การขยะและ
สิ่งแวดลอ้ ม มเี ป้าหมายหนงึ่ คอื ใหโ้ รงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขดำเนนิ งานตามแนวทาง Green & Clean Hospital ซึ่ง
การจัดการน้ำเสียโรงพยาบาลเป็น 1 ในแนวทางดังกล่าว ในแต่ละวันโรงพยาบาลประมาณการว่ามีการใช้นำ้ ของโรงพยาบาลตอ่
ผรู้ บั บริการ 1 เตียงอยทู่ ี่ประมาณ 800 ลิตรและโรงพยาบาลตอ้ งทำการบำบัดน้ำเสียให้ปลอดจากปนเป้ือนรวมถงึ เช้ือโรคก่อนจะ
ปล่อยทิ้งออกสู่สิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน มีโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 958 แห่งหรือร้อยละ 100 พัฒนาได้ตามเกณฑ์
Green & Clean Hospital ขั้นพื้นฐานแล้ว แต่พบว่า สถานการณ์แนวโน้มคุณภาพการน้ำเสีย/น้ำทิ้งของโรงพยาบาลยังไม่ผ่าน
เกณฑ์มาตรฐาน

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาแนวโน้มสถานการณ์การจัดการคุณภาพน้ำเสีย/น้ำทิ้งของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวง
สาธารณสุขรายเขตสุขภาพ 2. เพื่อศึกษาการบริหารจัดการน้ำเสีย/น้ำทิ้งโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นไปตาม
มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

วิธีการศึกษา/ขอบเขตงาน 1. รวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ ได้แก่ ข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์น้ำเสีย/น้ำทิ้งของ
โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขย้อนหลงั 4 ปีงบประมาณ (2559-2562) 2. วิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์การจัดการนำ้
เสีย/นำ้ ท้ิงเทียบกบั เกณฑ์มาตรฐาน 3. จัดทำขอ้ เสนอเชงิ นโยบายและแนวทางในการแก้ปัญหา

ผลการศึกษา จากผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเสีย/น้ำทิ้ง ของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตาม
ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่ือง กำหนดมาตรฐานควบคุม การระบายน้ำท้ิงจากอาคารบางประเภท
และบางขนาด ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559-2562 จำนวนทงั้ สน้ิ 4,553 ตวั อย่าง 1,615 โรงพยาบาล
(นับซ้ำ) พบว่าคุณภาพน้ำเสีย/น้ำทิ้งโรงพยาบาลผ่านเกณฑ์เฉลี่ยร้อยละ 48.84 ไม่ผ่านเกณฑ์เฉลี่ยร้อยละ 51.16 ซึ่งแนวโน้ม
คุณภาพนำ้ ทง้ิ โรงพยาบาลมีแนวโนม้ ไม่ผา่ นเกณฑม์ าตรฐานสูงข้นึ รายการทดสอบทีไ่ มผ่ ่านเกณฑม์ าตรฐานไดแ้ ก่ Bacteria, TDS,
SS, COD, BODและTKN และจากการดำเนินงานการตรวจวิเคราะห์และทดสอบทางห้องปฏิบัติการพบความสัมพันธ์กันของ
รายการทดสอบ COD และ TKN ไม่เป็นไปในทศิ ทางเดยี วกนั คือ ปริมาณ COD ต่ำแต่ปริมาณ TKN (Total Kjeldahl Nitrogen)
กลับมีค่าสงู เกินกวา่ มาตรฐานที่กำหนด และเม่อื พิจารณาแนวโน้มคณุ ภาพน้ำเสีย/น้ำทิ้งรายเขตสุขภาพ พบวา่ เขตสขุ ภาพท่ี 6,
7 และ 12 มีแนวโน้มของคุณภาพน้ำเสีย/น้ำท้ิงของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขผ่านเกณฑ์มาตรฐานมากกว่าร้อยละ
40 สำหรับเขตสุขภาพที่ 1-5, 8-11 มีแนวโนม้ ของคณุ ภาพน้ำเสีย/นำ้ ท้งิ ผา่ นเกณฑ์มาตรฐานน้อยกวา่ รอ้ ยละ 40

ข้อเสนอแนะ เพอ่ื ใหก้ ารดำเนนิ งาน Green & Clean Hospital ระดบั ดมี ากบรรลุเป้าหมายจงึ ขอเสนอ 1. ควรใชข้ อ้ มลู
แนวโนม้ สถานการณ์การจัดการคณุ ภาพน้ำเสีย/น้ำทิ้งของรพ. สังกัดสธ. แยกรายเขตสุขภาพ ไปวางแผนในการให้การสนับสนุน
และพฒั นาระบบบำบัดน้ำเสยี โรงพยาบาล 2. สร้างความตระหนักให้ผ้เู กี่ยวขอ้ งกบั การบรหิ ารจดั การนำ้ เสีย/น้ำท้ิงรพ.ทุกระดับ
ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ติดตามการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและควรนำข้อมูลในแบบ ทส 1 ซึ่ง
ประกอบด้วย สถิติและข้อมูลแสดงผลการทำงานของระบบหรืออุปกรณ์และเครื่องมือของระบบบำบัดน้ำเสียประกอบการ
ประเมิน Green & Clean Hospital 3. รพ.สังกัดสธ.ควรตระหนักถึงประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียของ
โรงพยาบาล โดยต้องมขี อ้ มูลการตรวจวิเคราะหค์ ุณภาพน้ำเสีย/น้ำท้ิงอย่างน้อย 2 จดุ เกบ็ คอื น้ำเสียก่อนการบำบัดและน้ำหลัง
การเติมคลอรนี แลว้ 4.ปรับเกณฑใ์ นการประเมนิ Green & Clean Hospital โดยต้องมรี ายงานผลการตรวจวเิ คราะห์และทดสอบ
คณุ ภาพนำ้ เสยี /น้ำทิ้ง อยา่ งนอ้ ยปีละ 2 ครง้ั กำหนดจุดสุม่ เกบ็ ตวั อย่างน้ำอย่างนอ้ ย 2 จดุ เกบ็ โดย 1. สุม่ เกบ็ ตวั อยา่ งน้ำเสียกอ่ น
เข้าระบบและ 2. สุ่มเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งหลังผ่านการเติมคลอรีนแล้ว 5. กำหนดให้มีการรายงานผลการสำรวจ/ประเมิน ระบบ
บำบัดน้ำเสียของรพ. เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสีย เช่น ป้องกันไม่ให้เศษอาหารโดยเฉพาะเศษ
เนื้อสัตว์หลุดเข้ามาในระบบ ปรับปรุงระบบบำบัดให้สามารถบำบัดสารไนโตรเจนได้ 6. ผลการศึกษานี้พบความสัมพันธก์ นั ของ
รายการทดสอบ COD และ TKN ไมเ่ ปน็ ไปในทิศทางเดยี ว จงึ ควรดำเนนิ การศึกษาต่อโดยการพัฒนาชุดทดสอบอย่างง่ายรายการ
แอมโมเนีย-ไนโตรเจนในนำ้ เสยี /น้ำทิ้ง เพ่อื เพ่อื ใหเ้ กดิ การเฝา้ ระวัง การแก้ปญั หาและการปรบั ปรงุ คุณภาพน้ำเสีย/น้ำทง้ิ ในระบบ
ได้อยา่ งทนั ทว่ งที

คำสำคญั (keyword) การจัดการน้ำเสีย, นำ้ เสยี โรงพยาบาล, HOSPITAL WASTE WATER

บทคดั ยอ่ การประชุมวิชาการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ท่ี 13 ประจำปี 2563 169

การใช้ถา่ นไบโอชารเ์ พือ่ ลดสารเคมีในดนิ ในเขตพนื้ ท่ี โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำบลบ้านโคก
พะธาย อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม

The use of bio-char charcoal to reduce soil chemicals in the area Ban Khok Phathai
Health Promoting Hospital, Ban Phaeng District, Nakhon Phanom Province

นายสุรเดช ฮ่อบตุ ร เจา้ พนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบลบา้ นโคกพะธาย อำเภอบ้านแพง จงั หวดั นครพนม

หลักการและเหตุผล อำเภอบา้ นแพงมีการส่งเสริม การแก้ปัญหา และการพัฒนาด้านเกษตรอยา่ งต่อเนือ่ ง มี
แผนพัฒนาอำเภอรณรงค์เรื่องการทำเกษตรปลอดภยั และพฒั นาต่อยอดการผลิตให้เปน็ อำเภอที่ทำเกษตรอินทรีย์ เพ่ือ
ลดการใช้ 2 – 3 สารเคมีท่ีเป็นอันตรายอย่างมากในปจั จบุ ัน รวมถึงเป็นการลดต้นทนุ การผลิตจากการไมใ่ ชส้ ารเคมี โดย
การนำองค์ความรู้จากสารอินทรีย์มาใช้ทดแทนซึ่งวัตถุดิบสามารถหาได้ในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งถือได้ว่าแนวทางนี้เกิด
ประโยชน์สงู สดุ ตอ่ เกษตรกร แตก่ ระบวนการปรับเปลย่ี นพฤตกิ รรมการทำการเกษตรไมส่ ามารถใช้เพยี งองคค์ วามรอู้ ยา่ ง
เดียวมาแก้ปัญหาได้ เนื่องจากเกษตรกรเคยชินกับการใช้สารเคมมี าเปน็ เวลานานซ่ึงสะดวกและใหผ้ ลเรว็ การทำเกษตร
อินทรีย์จึงต้องอาศัย องค์ความรู้หรือแนวคิดแปลกใหม่ ที่เป็นนวัตกรรมมาเป็นทางเลือกในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
การทำการเกษตร ทำให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโคกพะธาย ได้เข้ามาช่วยในกระบวนการแก้ปัญหาและ
การพัฒนา โดยการใช้ถ่านไบโอชาร์เพือ่ ลดสารเคมีในดินในเขตพื้นที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบา้ นโคกพะธาย
อำเภอบา้ นแพง จงั หวัดนครพนม

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อประเมินการประยุกต์ถ่านชีวภาพเพ่ือการปรับปรุงดินและประเมินระดับความพึงพอใจ
ของเกษตรกรต่อการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการทดลองและการสัมมนาเรื่องการใช้ถ่านชีวภาพร่วมกับปุ๋ยคอกเพื่อการ
ปรับปรุงดิน 2. เพือ่ ประเมินระดับการยอมรบั การประยกุ ตถ์ า่ นชวี ภาพเพ่ือการปรบั ปรงุ ดนิ และหาความสัมพนั ธร์ ะหว่าง
ประสบการณ์เดิมท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั การปรับปรงุ ดนิ กับระดบั การยอมรบั ของผเู้ ข้าร่วมกจิ กรรม

วิธีการศึกษา ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการทดลองแบบมีส่วนร่วมการตรวจสอบสมบัติของถา่ นชีวภาพและของ
ดินในห้องปฏิบัติการก่อนและหลังการทดลอง ในการใช้ถ่านไบโอชาร์เพื่อลดสารเคมีในดินในเขตพื้นที่ โรงพยาบาล
ส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโคกพะธาย อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนมจำนวน เกษตรกร 40 คน ในระหว่าง เดือน
ตลุ าคม 2562 ถึง มกราคม 2563

ผลการศึกษา พบว่าผักคะนา้ ในแปลงทดลองท่ีใชอ้ ตั ราส่วนของปยุ๋ คอกต่อถ่านชวี ภาพ 25:75 มคี วามสงู และ
นำ้ หนักเฉลย่ี มากกวา่ ทุกแปลงโดยเฉพาะนำ้ หนักเฉลย่ี มคี วามแตกตา่ งจากทุกแปลงอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั
0.05 การประเมนิ ระดบั ความพึงพอใจของเกษตรกรต่อการเขา้ ร่วมกจิ กรรมพบวา่ อยู่ในระดบั พงึ พอใจมาก การติดตามผู้
ไดเ้ ขา้ รว่ มกิจกรรมหลงั จากเสรจ็ สนิ้ กิจกรรมแลว้ 1 เดือน พบวา่ ผไู้ ดเ้ ข้าร่วมกิจกรรมร้อยละ 57 มีการยอมรบั ในระดบั
ปฏบิ ัตจิ รงิ ดว้ ยความเชอ่ื มน่ั และพบวา่ ความรเู้ ดมิ ของผู้เขา้ รว่ มกิจกรรมในเรอื่ งท่เี กี่ยวขอ้ งกบั การปรบั ปรงุ ดนิ ไมม่ ผี ลตอ่
ระดบั การยอมรบั การประยกุ ต์ถา่ นชวี ภาพเพอื่ การปรบั ปรงุ ดนิ สำหรับผูท้ ย่ี งั ไมน่ ำไปปฏบิ ัตจิ รงิ พบวา่ มสี าเหตมุ าจาก
การขาดอปุ กรณใ์ นการผลติ ถา่ นชวี ภาพ

ข้อเสนอแนะ 1. ในการวจิ ัยครงั้ ตอ่ ไปควรกำหนดแผนการทดลอง ให้มกี ารทดลองซำ้ อยา่ งน้อย 3 ชดุ และควร
ทำการวจิ ัยอยา่ งตอ่ เน่ืองเพื่อเปรยี บเทยี บผลผลิตในระยะยาว 2. ควรมีการวจิ ยั ต่อยอดจากการวจิ ยั ในครงั้ น้ี

คำสำคญั (keyword) ถา่ นชวี ภาพ ปยุ๋ คอก การปรบั ปรงุ ดนิ

170 บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2563

การศึกษาสถานการณ์การจดั การอนามัยสิ่งแวดล้อมจากการเผาศพของวัดในประเทศไทย
STUDY OF ENVIRONMENTAL HEALTH MANAGEMENT SITUATIONS FROM CREMATION

OF TEMPLES IN THAILAND

ชไมพร เป็นสขุ
สำนกั อนามัยส่ิงแวดล้อม

หลักการและเหตุผล การเผาศพในประเทศไทยพบได้ทุกภาคทั่วประเทศ แต่เทคโนโลยีเตาเผาศพและ
การจัดการการเผาศพยังมีประสิทธิภาพไม่ครอบคลุม ในปี 2560 ประเทศไทยมีวัดทั่วประเทศ 41,142 วัด
ประมาณร้อยละ 70 มีเตาเผาศพ แต่มีวัดที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงก่อสร้างเตาเผาศพ
ปลอดมลพิษจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจำนวน 295 แห่งเท่านั้น และการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์จาก
กระบวนการเผาศพอาจก่อให้เกิดมลพษิ อากาศที่สง่ ผลกระทบตอ่ สขุ ภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมจากการเผาศพของวัดในประเทศ
ไทย

วิธีการศึกษา ทำการสุ่มสำรวจข้อมูลโดยใช้แบบสำรวจข้อมูลเตาเผาศพและการจัดการเผาศพของวัด
8,040 แหง่ แบ่งเปน็ วดั ในเขตกรงุ เทพมหานคร 456 วัด วัดในเขตเมอื งพัทยา เทศบาลนครและเทศบาลเมอื ง 2,185
วัด และวดั ในเขตเทศบาลตำบลและองคก์ ารบริหารสว่ นตำบล 5,399 วดั

ผลการศึกษา จากการสำรวจมีวดั ท่ีให้ข้อมูล 892 แหง่ เปน็ วดั ที่มเี ตาเผาศพ 688 แห่ง และวัดที่ไม่มีเตาเผา
ศพ 204 แห่ง โดยพบว่า วัดส่วนใหญ่มีเตาเผาศพจำนวน 1 เตาร้อยละ 89.83 เป็นเตาเผาศพแบบ 1 ห้องเผาร้อยละ
54.51 ชนดิ เชื้อเพลงิ ท่ีใชใ้ นการเผาศพเป็นฟนื และถ่านร้อยละ 54.07 ใช้ระยะเวลาการเผาศพระหว่าง 1-2 ชั่วโมงต่อ
ศพร้อยละ 35.32 ปริมาณการเผาศพของวัดส่วนใหญ่ประมาณ 1- 5 ศพต่อเดือน ร้อยละ 59.16 โลงศพและสิ่งของ
ต่างๆ ที่ใส่ลงไปในเตาเผาศพส่วนใหญ่เป็นโลงไม้แบบเรียบไม่มีลวดลายร้อยละ 49.42 กระบวนการเผาศพเริ่มจาก
การอุ่นห้องเผาควันให้มีอุณหภูมิสูงประมาณ 800 ºC เพื่อที่จะสามารถเผามลพิษได้มีเพียงร้อยละ 13.97 เท่านั้น
ระหว่างการเผาศพมีการเปิดประตูเตาเพื่อเขี่ยศพประมาณ 1-3 ครั้งร้อยละ 66.74 หลังการเผาศพวัดมีการจัดการ
เถ้าที่เหลือจากการเผาศพด้วยการนำไปทิ้งในบ่อหรือหลุมฝังกลบภายในวัดร้อยละ 73.84 และวัดที่มีระบบบำบัด
มลพิษทางอากาศที่เตาเผาศพมีเพียงร้อยละ 8.64 เท่านั้น นอกจากน้ีวิธีการจัดการศพที่มีโรคติดตอ่ อันตรายส่วน
ใหญ่ไม่เปิดถุงเก็บศพโดยจะทำพิธีก่อนแล้วจึงทำการเผาร้อยละ 41.13 สำหรับผู้ควบคุมเตาเผาศพส่วนใหญ่มี
การใชอ้ ุปกรณ์ปอ้ งกันอนั ตรายสว่ นบุคคลร้อยละ 71.51 และวัดส่วนใหญไ่ มม่ ีกฎระเบียบหรือข้อห้ามเร่ืองการใส่
สง่ิ ของตา่ งๆ ในโลงศพและเผาไปพร้อมกับศพรอ้ ยละ 70.06 ส่วนใหญจ่ ึงถกู ร้องเรียนเรื่องกลนิ่ และควันจากการ
เผาศพ โดยวัดแกไ้ ขปัญหาโดยการซอ่ มปรับปรงุ ตามสาเหตุท่ถี กู ร้องเรยี นทนั ทรี อ้ ยละ 47.06

ข้อเสนอแนะ วัดในประเทศไทยยังตอ้ งไดร้ บั การส่งเสริมให้มีเตาเผาศพปลอดมลพษิ เพิ่มมากข้นึ และมี
การกำหนดแนวทางการปฏิบัติในการจัดการการเผาศพเพื่อลดมลพิษ อีกทั้งจำเป็นต้องส่งเสริมให้ประชาชนมี
ความรเู้ รอ่ื งการลดพลาสตกิ ในการเผาศพอกี ทางหน่งึ ด้วย

คำสำคญั (keyword) เตาเผาศพ การจัดการอนามยั สง่ิ แวดลอ้ ม

บทคัดย่อการประชุมวิชาการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563 171

การศึกษาการรับรแู้ ละพฤติกรรมการป้องกนั สขุ ภาพจากฝ่นุ ละอองขนาดเลก็ กว่า 2.5 ไมครอน
(PM 2.5) ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปรมิ ณฑล

A Study of Risk Perception and Health Behavior related to Prevention of PM 2.5
Exposure Among Population in Bangkok Metropolitan Area.

จติ ติมา รอดสวาสดิ์, กชพรรณ นราวีรวฒุ ,ิ วรวรรณ พงษ์ประเสริฐ, ประทมุ สดี าจิตต์, ชวศิ า แก้วสอน
กองประเมนิ ผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย

หลักการและเหตุผล สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ในเขตพื้นท่ี
กรงุ เทพมหานคร และปริมณฑล พบวา่ มีค่าเกินมาตรฐาน ตง้ั แตช่ ่วงเดอื นธนั วาคม 2561 จนถงึ เดือนกุมภาพันธ์
2562 กระทรวงสาธารณสขุ จึงมมี าตรการสำคัญในการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ คือ การสอื่ สารความเสี่ยง
เพอ่ื ใหป้ ระชาชนมคี วามรใู้ นการปอ้ งกันผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนัน้ เพอ่ื ใหก้ ารสือ่ สารมปี ระสิทธิภาพ ท่ีสามารถ
ปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมของประชาชนได้ จงึ นำมาสกู่ ารศึกษาน้ี

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการรับรู้ และพฤติกรรมของประชาชนในการป้องกันสขุ ภาพจาก PM2.5 ของ
ประชาชนในเขตกรงุ เทพมหานครและพืน้ ที่ปรมิ ณฑล

วิธกี ารศกึ ษา กำหนดขนาดของกลุ่มตวั อย่างประชาชนท่สี ำรวจโดยใช้สตู ร Krejcie & Morgan จำนวน
1,983 ตัวอย่าง ใช้เครื่องมือแบบสอบถาม รวบรวมข้อมูลในเดือนมกราคม 2562 และวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม
สำเรจ็ รูป SPSS ใชส้ ถิติเชงิ พรรณนา และสถติ ไิ คสแควร์

ผลการศึกษา พบวา่ ประชาชนรับรู้ถึงผลกระทบต่อสุขภาพจากปัญหา PM2.5 เกนิ มาตรฐาน โดยร้อย
ละ 59.7 มรี ะดับของการรับรู้อยู่ในระดับสูง และแต่ละกล่มุ อายุรับรู้ขอ้ มลู ผา่ นชอ่ งทางแตกต่างกนั แหลง่ ขอ้ มูลท่ี
ทุกกลุ่มอายุเข้าถึงมากที่สุดคือ สื่อโทรทัศน์ ซึ่งสามารถเข้าถึงได้มากกว่าร้อยละ 70 รองลงมาคือ สื่อ Social
Media ซ่ึงกลมุ่ อายุไม่เกนิ 21 ปี และอายุ 22-39 ปี เข้าถงึ มากกวา่ รอ้ ยละ 50 ในขณะท่กี ลมุ่ อายุ 40-59 ปี และ
อายุ 60 ปีขึ้นไป จะเข้าถึงแหล่งข้อมูลผ่านเพื่อน บุคคลรู้จัก ในด้านพฤติกรรมการป้องกันสุขภาพพบว่าอยู่ใน
ระดับต่ำ เมื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะทางประชากรกับพฤติกรรมการป้องกัน พบว่า
ความสัมพันธ์มีทิศทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ P-Value = 0.05 ในส่วนของความสัมพันธ์
ระหว่างระดับการรับรู้และระดับของพฤติกรรมการป้องกัน พบว่า มีความสัมพันธ์กันมีทิศทางเดียวกัน อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ P-Value = 0.000 อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์การรับรู้เกี่ยวกับ PM2.5 ยังไม่
สัมพันธ์กับการเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันสุขภาพ แสดงให้เห็นยังว่า อาจมีปัจจัยร่วมอื่นที่มีส่วนส่งเสริมหรือ
เปน็ อปุ สรรคตอ่ การท่บี คุ คลจะปรับพฤติกรรมเพอ่ื การป้องกนั สขุ ภาพ

ข้อเสนอแนะในการศึกษาต่อไป ควรศึกษาเชิงลึกเพื่อให้ทราบถึงปัจจัยที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยน
พฤตกิ รรมท่ถี กู ตอ้ ง ในการป้องกนั ตนเองจากปัญหา PM2.5 เพ่ือการให้การสื่อสารความเส่ยี งแก่ประชาชน ท่ตี รง
ประเดน็ และมคี วามชดั เจนมากขนึ้ รวมทัง้ เอ้ือต่อการพฒั นาการสรา้ งความรอบรดู้ า้ นสุขภาพจากสง่ิ แวดล้อมของ
ประชาชนต่อไป

คำสำคัญ: การรบั ร้,ู พฤติกรรม, ฝุ่นละอองขนาดเลก็ , กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

172 บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามัยส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ ครัง้ ท่ี 13 ประจำปี 2563

การประเมินคุณภาพน้ำประปาหมูบ่ ้านตามความเหมาะสมสำหรบั การบรโิ ภคในครวั เรือน
Assessment of village water supply quality as appropriate for household

consumption.

รัชชผดงุ ดำรงพิงคสกลุ นยั นา หาญวโรดม
ปาริชาติ สร้อยสูงเนิน สงิ ค์คร พรมขาว
สำนกั สขุ าภิบาลอาหารและนำ้ กรมอนามัย

หลักการและเหตุผล แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ได้วางยุทธศาสตร์การจัดการน้ำ

อปุ โภคบรโิ ภคที่สอดคล้องกับเปา้ หมายการพฒั นาท่ยี ่ังยนื (SDGs) เพ่อื ใหท้ กุ คนได้เข้าถึงน้ำดืม่ ท่ีสะอาดปลอดภัยและ

ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ โดยมุ่งเน้นให้ประปาหมู่บ้านที่มีมากถึง 75,032 แห่ง สามารถผลิตน้ำประปาที่สะอาด

ปลอดภัย ได้มาตรฐาน กรมอนามัยในฐานะองค์กรที่มีบทบาทในการอภิบาลระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัย

สิ่งแวดล้อม โดย “การสังเคราะห์ใช้ ความรู้ ดูภาพรวม” นั้นจึงต้องมีการประเมินคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านเพ่ือ

สังเคราะห์ขอ้ มูลคุณภาพนำ้ ตามความเหมาะสมสำหรบั การบรโิ ภคในครวั เรือนและสร้างแนวทางในการส่งเสรมิ พัฒนา

ปรับปรงุ ระบบประปาหมบู่ า้ นให้สามารถผลติ น้ำประปาท่ีสะอาดเหมาะสมสำหรับการบริโภคในครัวเรือนต่อไป

วัตถุประสงค์ เพื่อจำแนกคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านตามความเหมาะสมสำหรับการบริโภคในครัวเรือน

พรอ้ มท้ังสงั เคราะห์มาตรการสง่ เสรมิ พฒั นา ปรับปรุงระบบประปาหม่บู า้ นและแนวทางในการสรา้ ง Health literacy

วิธีการศึกษา รูปแบบการศึกษาเป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบตัดขวาง กลุ่มประชากรเป็นระบบประปา

หม่บู า้ นทวั่ ประเทศ ขนาดตวั อยา่ งคำนวณตามสตู ร Taro Yamane ไดจ้ ำนวนตัวอยา่ ง 398 แห่ง การสุ่มตวั อย่างจะใช้

การสมุ่ แบบกลุ่ม (Cluster sampling) จากระดับภาค ระดับเขต และระดับจังหวัด จากน้นั สมุ่ ตวั อยา่ งประปาหมู่บ้าน

อย่างง่ายในจังหวัดนั้นจนครบจำนวนเพื่อเก็บตัวอย่างน้ำประปาหมู่บ้านนำมาวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ

เปรียบเทียบตามเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้กรมอนามัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และจำแนก

คุณภาพน้ำประปาตามความเหมาะสมในการบรโิ ภคโดยใช้ความยากง่ายในการปรับปรุงคุณภาพน้ำมาเป็นหลักเกณฑ์

ในการจำแนก

ผลการศึกษา คุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน 594 ตัวอย่าง จำแนกตามความเหมาะสมสำหรับการบริโภคใน

ครัวเรือน พบว่าระดับสีเขียว มีความเหมาะสมสำหรับการบริโภค ร้อยละ 19.7 ระดับสีเหลือง ต้องปรับปรุงก่อน

บริโภคร้อยละ 53.5 ระดับนี้สามารถปรบั ปรุงง่ายๆ เช่น การกรอง การต้ม การเติมคลอรีน เนื่องจากความขุ่น สี และ

แบคทีเรียเกิน ระดับสีแดง ไมเ่ หมาะสมสำหรับการบริโภคร้อยละ 26.8 ระดับน้มี คี ณุ ภาพทางด้านเคมีเกิน เช่น เหล็ก

แมงกานีส คลอไรด์ซัลเฟต ฟลูออไรด์ ซึ่งการปรับปรุงต้องอาศัยเทคนิค วิชาการ เทคโนโลยีและงบประมาณมาก ส่วน

การสังเคราะห์มาตรการ แนวทางเพ่ือส่งเสริม พัฒนา ปรับปรุงระบบประปาและสร้าง Health literacy สำหรับ

ประชาชนในการบริโภคนำ้ ประปาหมบู่ า้ นตามระดบั ความเหมาะสมสำหรับการบริโภค ดังน้ี

ระดบั ความเหมาะสม มาตรการที่ใช้ แนวทางพฒั นาของ อปท. การสร้าง Health literacy

เหมาะสมสำหรบั การบริโภค รกั ษาคณุ ภาพ - WSP EHA 2001 - การยอมรบั กลิน่ คลอรีน

(ร้อยละ 19.7) ประปาดื่มได้ ใน

น้ำประปาของประชาชน

ปรบั ปรุงกอ่ นบรโิ ภค ปรบั ปรงุ พัฒนา - อบรมผู้ดูแลระบบ - การเลอื ก ใชเ้ คร่ืองกรอง

(ร้อยละ 53.5) - ปรบั ปรงุ ระบบฆา่ เชือ้ โรค - การตม้ การเติมคลอรนี

ไมเ่ หมาะสมสำหรับการบรโิ ภค แกไ้ ข เปลย่ี นแปลง - แกไ้ ขกระบวนการผลิต - การเลือกนำ้ บรโิ ภคจาก

(รอ้ ยละ 26.8) - เปล่ียนระบบผลติ แหล่งอื่นทดแทน

ท้ังนไี้ ดน้ ำผลการศึกษาดังกลา่ วไปทดลองใช้ในพ้ืนท่ีเทศบาลตำบลบ้านตาล อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ และไดน้ ำเสนอผลการ

ดำเนนิ งานใหแ้ ก่คณะผบู้ รหิ ารเทศบาลรบั ทราบ เพื่อนำไปวางแผนในการแก้ไข ปรับปรงุ ระบบประปาหมู่บา้ นต่อไป

ข้อเสนอแนะ อปท.ควรนำเอาแนวทางดังกล่าวไปใช้ในการจำแนกระบบประปาเพื่อจัดลำดับความสำคัญใน

การแกไ้ ขปญั หา ซึ่งจะทำให้สามารถวางแผนงานโครงการและจดั สรรงบประมาณให้สอดคลอ้ งกบั ปัญหาไดช้ ดั เจนย่งิ ข้นึ

คำสำคญั (keyword) ประปาหมบู่ ้าน คณุ ภาพน้ำประปาหมูบ่ า้ น การจำแนกคณุ ภาพนำ้ ประปา

บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563 173

การพฒั นาเกณฑม์ าตรฐานสุขาภบิ าลอาหารสำหรบั สถานทีจ่ ำหนา่ ยอาหาร
The Development Checklist Form for Food Sanitation Standard in Foodservices

เอกชัย ชัยเดช1, สชุ าติ สขุ เจริญ2
สำนักสขุ าภบิ าลอาหารและนำ้

หลักการและเหตุผล ปัจจุบันวัฒนธรรมการบริโภคอาหารของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่นิยม
ประกอบอาหารเพ่ือบริโภคเอง โดยเปลี่ยนเปน็ นิยมบริโภคอาหารนอกบา้ นหรือบริโภคอาหารปรุงสำเร็จ สถานทีจ่ ำหน่าย
อาหารจึงมีผลกระทบสำคัญต่อสุขภาพประชาชน เนื่องจากสถานที่จำหน่ายอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะอาจทำให้เกิดการ
ปนเปื้อนเชือ้ โรค สารเคมี หรอื โลหะหนกั รวมทัง้ มีความเสยี่ งต่อการแพร่ระบาดของโรคที่มีอาหารและน้ำเปน็ สอื่ ประกอบ
กับกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ได้มีผลบังคับใช้เม่ือวันที่ 16 ธันวาคม 2561
จึงจำเปน็ ตอ้ งมีการพฒั นาขอ้ กำหนดมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารสำหรบั สถานทจี่ ำหน่ายอาหารเพื่อใหร้ าชการส่วนทอ้ งถ่ิน
และหนว่ ยงานท่ีเกยี่ วขอ้ งสามารถนำไปใชใ้ นการสง่ เสริมและพัฒนาสถานทจี่ ำหนา่ ยอาหารให้มกี ารจัดบรกิ ารอาหารให้ถูก
สขุ ลกั ษณะและปลอดภัยและเป็นไปตามบญั ญัติของกฎกระทรวงสขุ ลกั ษณะของสถานท่ีจำหนา่ ยอาหาร พ.ศ. 2561

วัตถุประสงค์ 1) เพื่อสถานการณ์และความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาสถานที่
จำหน่ายอาหารตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 2) เพื่อการพัฒนา
เกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหารสำหรบั สถานท่ีจำหน่ายอาหารตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร
พ.ศ. 2561

วิธีการศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา โดยใช้เทคนิคโมดิฟายแบบปรับปรุง (Modified Delphi
Technique) ตามแนวคิดของฮาร์ทแมน (Hartman) แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาสถานการณ์และ
ความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาสถานที่จำหน่ายอาหารตามข้อกำหนดในกฎกระทรวง
สุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 และวิชาการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 20 เป็นกระบวนการ
สังเคราะห์ข้อมูลพฒั นา(ร่าง)เกณฑม์ าตรฐานและพิจารณาความเหมาะสมและความครอบคลมุ ของ(รา่ ง)เกณฑม์ าตรฐาน
ฯ จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรวจสอบเครื่องมือหาความตรงตามเนื้อหาด้วยค่าดชั นีความสอดคล้อง (IOC) ต้องมีตั้งแต่ 0.75
ขึ้นไป และนำ(ร่าง)แบบตรวจมาตรฐานไปทดลองใช้ในพื้นที่จังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ระยะที่ 3 เป็นการวัดความ
เหมาะสมของ(ร่าง)เกณฑม์ าตรฐานฯ โดยคัดเลอื กกลุม่ ตัวอย่างผเู้ ชยี่ วชาญจากศนู ยอ์ นามัย สำนักงานสาธารณสุขจงั หวดั
องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ โดยใชเ้ ครือ่ งมือแบบสอบถามปลายปิดแบบประมาณคา่ 5 ระดบั ตรวจสอบความเที่ยงตรง
ตามเนื้อหา และทดสอบหาความเชื่อมั่น (Reliability) ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach Alpha
Coefficient) เพอื่ พิจารณาว่าข้อกำหนดของเกณฑม์ าตรฐานในแต่ละขอ้ นนั้ มีความเห็นสอดคล้องไปทางเดียวกนั

ผลการศึกษา ผลการวิจัยพบว่าเกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหารสำหรับสถานที่จำหน่ายอาหารตาม
กฎกระทรวงสขุ ลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ด้านกายภาพของ
สถานที่จำหน่ายอาหาร จำนวน 4 หมวด ข้อกำหนด จำนวน 74 ข้อ ได้แก่ หมวดที่ 1 สถานที่จำหน่ายอาหาร (36 ข้อ)
แบ่งเป็น 4 หมวดย่อย ในแต่ละบริเวณ คือ 1.1) บริเวณที่จำหน่าย และบริโภคอาหาร 1.2) บริเวณที่เตรียม ปรุง
ประกอบอาหาร 1.3)บริเวณห้องส้วม 1.4) ค่าความเข้มของแสงสว่างในบริเวณต่างๆ หมวด 2 อาหาร กรรมวิธีการทำ
ประกอบ หรอื ปรุง การเก็บรักษา และการจำหนา่ ยอาหาร (22 ข้อ) แบ่งเปน็ 3 หมวดยอ่ ย เพอ่ื ความชัดเจนตามกลมุ่ ของ
อาหาร คือ 2.1) อาหารสด อาหารแห้ง และอาหารปรุงสำเร็จพร้อมบริโภค 2.2) น้ำดื่ม และนำ้ ใช้ 2.3) น้ำแข็ง หมวด 3
สุขลักษณะของภาชนะ อุปกรณ์ และเครื่องใช้อื่นๆ (11 ข้อ) แบ่งเป็นความเหมาะสมของการใช้และการล้างภาชนะ
อปุ กรณ์ หมวด 4 สขุ ลักษณะสว่ นบคุ คลของผ้ปู ระกอบกิจการและผ้สู มั ผัสอาหาร ส่วนท่ี 2 ดา้ นชวี ภาพ โดยการตรวจ
การปนเปอื้ นเชอื้ โคลฟิ อร์มแบคทเี รยี ในอาหาร ภาชนะอุปกรณ์ มอื ผูส้ มั ผสั อาหาร เพอ่ื ตรวจสอบความสะอาด ปลอดภัย
ของอาหาร

ข้อเสนอแนะ 1) ด้านปฏิบัติการผู้รับผิดชอบควรนำข้อกำหนดในเกณฑ์มาตรฐานไปจัดทำเป็นคู่มือตรวจ
แนะนำด้านสขุ าภบิ าลอาหารเพือ่ สนับสนุนและสง่ เสรมิ ให้องคป์ กครองสว่ นทอ้ งถนิ่ นำไปใชใ้ นการตรวจประเมนิ สถานที่
จำหน่ายอาหาร 2) ด้านนโยบายกรมอนามยั ควรยกระดับสถานที่จำหน่ายอาหารโดยออกประกาศกรมอนามัยถึงเกณฑ์
มาตรฐานดังกล่าวโดยการปรับเกณฑ์มาตรฐาน (Re-Brand) Clean Food Good Taste ให้เหมาะสมตามข้อกฎหมาย
และสถานการณ์ปัจจุบนั

คำสำคญั (keyword) สถานทีจ่ ำหนา่ ยอาหาร, เกณฑ์มาตรฐาน, กฎกระทรวง, สขุ ลักษณะ

174 บทคัดย่อการประชมุ วิชาการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563

การคัดกรองประชากรกลุ่มเสี่ยงโรคพิษสารหนใู นพืน้ ท่ีเส่ียงดว้ ยตัวบ่งชี้ทางชีวภาพต่างชนิด
THE SCREENING METHODOLOGY FOR RISK POPULATION TO ARSENIC POISONING
BY DIFFERENT BIOMARKERS ANALYSIS FOR HEALTH SURVEILLANCE IN RISK AREA

ภทั รกร ประกายพฤษ, ชวลั นาฏ ชูจติ ร, นุสรา เปรมจิตร
พชั รพ์ ิดา ศิริพงศโ์ ภคณิ , นลินี ศรพี วง

กองโรคจากการประกอบอาชีพและส่ิงแวดล้อม กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสขุ

หลักการและเหตุผล สารหนู (Arsenic: As) มีผลกระทบต่อสุขภาพโดยทำให้เป็นโรคพิษสารหนู
(Arsenic Poisoning) และเปน็ สารกอ่ มะเร็งผิวหนัง สารหนทู พี่ บในส่งิ แวดล้อมน้นั มีทั้งชนดิ ท่เี ปน็ สารหนูอินทรีย์
และสารหนูอนินทรีย์ โดยสารหนูอนินทรีย์เป็นสารหนูชนิดที่มีพิษต่อร่างกาย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์
ปริมาณสารหนูแยกชนิด (Urinary Arsenic Speciation Concentration) จะมีราคาแพงกว่าวิธีการตรวจ
วเิ คราะหป์ รมิ าณสารหนูรวม (Total Urinary Arsenic Concentration) ดังน้นั การเลอื กวธิ ที ีจ่ ำเปน็ ในการตรวจ
ปรมิ าณตวั บ่งช้ที างชีวภาพ (biomarker) ของสารหนูในปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการวิเคราะห์พิษวิทยาเพ่ือคัดกรอง
ประชากรกลุ่มเสี่ยงโรคพิษสารหนูได้อย่างครอบคลุมจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อการดำเนินงานเฝ้าระวังสุขภาพ
ประชาชนในพ้ืนที่เส่ียงโรคพษิ สารหนู

วัตถุประสงค์ เพื่อการเลือกวิธีคัดกรองประชากรกลุ่มเสี่ยงโรคพิษสารหนูที่เหมาะสมด้วยปริมาณตัว
บ่งชีท้ างชีวภาพตา่ งชนิดของสารหนูสำหรับการเฝา้ ระวงั สุขภาพประชาชนในพ้ืนทเี่ ส่ียงโรคพษิ สารหนู

วิธีการศึกษา ดำเนินการเก็บตัวอย่างปัสสาวะของประชากรไทยกลุ่มเสี่ยงแบบไม่เจาะจงในรัศมี 10
กิโลเมตร จากขอบเหมืองในพืน้ ทีเ่ หมอื งแร่ทองคำรอยต่อ 3 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการได้รบั สมั ผสั สารหนู
โดยไม่จำกัดเพศและอายุ ในปี 2560 และ 2562 จำนวน 1,817 และ 659 ตัวอย่าง ตามลำดับ พร้อมแบบซัก
ประวัติ แล้วตรวจปริมาณสารหนูรวมและปริมาณสารหนูแยกชนิด ด้วยเทคนิค ICP–MS ณ ศูนย์อ้างอิงทาง
หอ้ งปฏบิ ตั ิการและพษิ วิทยา แลว้ นำมาเปรยี บเทียบกับคา่ อ้างองิ สำหรบั เฝา้ ระวังสุขภาพของปริมาณสารหนูรวม
และค่าอ้างอิงสำหรับเฝ้าระวังสุขภาพของปริมาณสารหนูแยกชนิด นำเสนอผลการศึกษาด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย
และค่าความคลาดเคลื่อน (Mean + S.D.)

ผลการศึกษา จากการศกึ ษาด้วยวิธวี เิ คราะหป์ รมิ าณสารหนูรวมในปสั สาวะเพื่อคดั กรองเบื้องตน้ พบว่า ปี
2560 และ 2562 มีค่าเฉลี่ยปริมาณสารหนูรวมเท่ากับ 44.79±39.96 µg/L และ 66.88±81.91 µg/L ตามลำดับ
โดยปี 2560 มีตวั อยา่ งปสั สาวะทีม่ ปี ริมาณสารหนูรวมเกนิ คา่ อา้ งองิ ฯ จำนวน 135 ตัวอย่าง (ร้อยละ 7.43) และปี
2562 มีปริมาณสารหนูรวมเกินค่าอ้างอิงฯ จำนวน 103 ตัวอย่าง (ร้อยละ 18.10) เมื่อศึกษาด้วยวิธีวิเคราะห์
ปริมาณสารหนูแยกชนิดจากตัวอย่างปัสสาวะที่มีปริมาณสารหนูรวมเกินคา่ อ้างอิงฯ พบว่า ปี 2560 และ 2562
มีค่าเฉลี่ยปริมาณสารหนแู ยกชนิดในปัสสาวะ 56.76±26.95 µg/L และ 66.42±47.21 µg/L ตามลำดับ โดยใน
ปี 2560 มีตัวอย่างปริมาณสารหนูแยกชนิดเกินค่าอ้างอิงฯ จำนวน 134 ตัวอย่าง (ร้อยละ 99.26) และปี 2562
มีตัวอย่างที่มีปริมาณสารหนู แยกชนิดเกินค่าอ้างอิงฯ จำนวน 100 ตัวอย่าง (ร้อยละ 97.09) จากการศึกษาพบว่า
การตรวจตัวบ่งชีป้ รมิ าณสารหนูรวมจะชว่ ยในการคัดกรองประชากรกลุ่มเส่ียงเบือ้ งต้นได้เปน็ อย่างดี ซึ่งส่งผลทำ
ให้ลดปริมาณการตรวจปรมิ าณสารหนแู ยกชนิดจำนวนมากโดยไมจ่ ำเปน็ สำหรบั การเฝา้ ระวงั สขุ ภาพประชากรใน
พน้ื ทเ่ี สี่ยง

ข้อเสนอแนะ ควรใช้ปริมาณสารหนูรวมในการคัดกรองประชากรกลุ่มเสี่ยงเบื้องต้นก่อนการตรวจ
ปริมาณสารหนูแยกชนิดในการเฝา้ ระวงั สุขภาพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อการได้รับสัมผัสสารหนู เพราะจะช่วย
ลดงบประมาณในการดำเนินการเฝ้าระวังสุขภาพและช่วยให้ประชากรกลุ่มเสีย่ งเข้าถึงการบริการตรวจเฝ้าระวงั
สขุ ภาพไดม้ ากขึ้น

คำสำคัญ (keyword) วิธีการคดั กรอง (Screening Methodology) การวเิ คราะหต์ วั บง่ ชีวภาพ
(Biomarkers Analysis) การเฝา้ ระวงั สุขภาพ (Health Surveillance) โรคพษิ สารหนู (Arsenic Poisoning)

บทคดั ย่อการประชุมวิชาการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครงั้ ที่ 13 ประจำปี 2563 175

รูปแบบการจดั การอาหารปลอดภยั ภายใตก้ ารขบั เคลือ่ นนโยบาย “การพัฒนามาตรฐาน GREEN & CLEAN
Hospital” จงั หวดั นครศรีธรรมราช

Food safety model under “GREEN & CLEAN Hospital Standard” in Nakhon Si Thammarat

นฤมล มแี ก้ว1 สุนทร ปานเม่า2 สุนารี เรอื งญา3 เมตตา ธรรมรกั ษ4์ สธุ ียา หอมเกตุ5
สำนกั งานสาธารณสุขจงั หวดั นครศรีธรรมราช1 โรงพยาบาลหวั ไทร2

โรงพยาบาลขนอม3 โรงพยาบาลนาบอ4 โรงพยาบาลบางขัน5 จงั หวดั นครศรธี รรมราช

หลักการและเหตุผล : จากยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล ซึ่งประเด็นอาหาร
ปลอดภัยเป็น 1 ใน 16 ข้อ ตามมาตรฐาน GREEN & CLEAN Hospital สูก่ ารยกระดับดมี ากพลัส สำนกั งานสาธารณสขุ จงั หวัด
นครศรีธรรมราช จึงได้จัดทำแผนงานโครงการโดยกำหนดกิจกรรมผ่านการขับเคลื่อนภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ด้านการจัดการอาหารตามสภาพพื้นที่ และโซนการทำงานสาธารณสุข โดยยึดความเป็นอารยธรรมท้องถิ่นเข้ามาร่วมในการ
จัดการ นำไปสู่การจดั การความรู้ใหไ้ ดร้ ูปแบบที่เหมาะสมและใช้เป็นเคร่ืองมือในการขับเคลือ่ นการดำเนนิ นโยบายงานอาหาร
ปลอดภยั ของจงั หวัดนครศรีธรรมราชตอ่ ไป

วัตถุประสงค์ : ศึกษากลวิธีการจัดการอาหารปลอดภัยในโรงพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช และจัดการ
ความรูใ้ หไ้ ด้รปู แบบการจดั การอาหารปลอดภยั ในโรงพยาบาล สูม่ าตรฐาน GREEN & CLEAN Hospital ระดบั ดมี ากพลัส

วิธีการศึกษา : รวมรวมกลวิธี ผลที่ได้ และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการอาหารปลอดภัยในโรงพยาบาล
ทำการวิเคราะห์ และจัดการความรู้ เริ่มจากให้โรงพยาบาลทุกแห่งวิเคราะห์วิสัยทัศน์กระทั่งถึงเป้าหมายในการพัฒนา
มกี ิจกรรมเตมิ เต็มรปู แบบการทำงาน จัดใหม้ ีการแสดงผลงานและเวทีแลกเปล่ียนเรียนรู้ดา้ นนวัตกรรมเชงิ พ้นื ท่ีเพื่อนำไปพัฒนา
งานเดิม ระยะต่อมาให้โรงพยาบาลที่มีความพร้อมเข้าร่วมการประกวดผลงานเชิงนวัตกรรมเพื่อคัดเลือกรูปแบบและผลงานที่ดี
ที่สุดเข้าเป็นตัวแทนระดับจังหวัด สู่เวทีการประกวดระดับเขตและประเทศ มีการสื่อสารผลผ่านเฟซบุ๊ค กลุ่มไลน์ และเวทีการ
ประชมุ จัดเวทกี ารแบ่งปันและแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ระดับจังหวัด ระดบั เขต ทั้งโรงพยาบาลภายในและภายนอกระทรวงสาธารณสุข
นอกจาน้ยี งั มีการพฒั นาระบบพ่ีเลย้ี งโซนตา่ งๆ และการติดตามและชนื่ ชมความสำเร็จเชิงพืน้ ท่ีมุ่งเนน้ ความเป็นตน้ แบบที่มีความ
มั่นคงทางอาหารทีย่ ่งั ยืน

ผลการศึกษา : ได้รูปแบบการพัฒนาการจัดการอาหารปลอดภัยตามโซนพื้นที่ต่างๆ พบว่า 1.พื้นที่สถานบริการ
สาธารณสขุ โซนเขา – ด้านตะวันตก มีนวัตกรรมศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างงาน สร้างรายได้
จากการจัดการขยะสกู่ ารพฒั นาแหล่งพืชพันธอ์ุ าหารปลอดภยั ในชมุ ชน เกดิ ครอบครัวตน้ แบบ ในการสรา้ งความมน่ั คงทาง
อาหารในครัวเรือน อสม./ผู้นำ/ปราชญ์ชุมชน เกิดการใช้พื้นที่ของสถานบริการเป็นแหล่งอาหารปลอดภัย ชุมชนซึมซับ
และเกิดการเรยี นรู้ ตระหนักและนำไปใช้ สร้างพน้ื ทใ่ี ห้เปน็ แบบอย่าง และขยายพนื้ ทล่ี งสู่ชุมชนผ่านการมอบปา้ ย “ชุมชน
จัดการสิ่งแวดล้อมด้านอาหารปลอดภัย” โดยกลุ่มงานอนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัยในจังหวัดนครศรีธรรมราช
และ 2. พื้นที่สถานบริการสาธารณสุขโซนเล - ด้านทิศเหนือ มีการใช้พื้นที่ในสถานบริการเป็นพื้นที่สื่อสาร “GREEN
MARKET” โดยการนำเอาอาหารปลอดภัยที่มีในชุมชนมาสู่ผู้บริโภค ทุกสัปดาห์ ขยายพื้นที่ลงสู่ชุมชนผ่านการมอบป้าย
“ชมุ ชนจดั การสิง่ แวดล้อมดา้ นอาหารปลอดภยั ” เชน่ กัน

ข้อเสนอแนะ : ความแตกต่างตามบรบิ ทพ้ืนที่ พืชผักผลไม้ทีเ่ หมาะสำหรบั แต่ละโซน ส่งผลให้การจดั การอาหารมรี ะดับ
ความสำเร็จที่แตกต่างกัน ต้องอาศัยกระบวนการอื่นๆเข้ามาเสริม เช่น การจัดการอาหารปลอดภัยที่จำเพาะ การเฝ้าระวังความ
เสี่ยงด้านอาหาร นอกจากนี้กลไกประชารัฐ กลไกการขับเคลื่อนเมืองของคนคอน การจัดพื้นที่เมืองนิเวศน์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น
เส้นทางทคี่ นในนครศรธี รรมราช เปน็ อีกเครอื่ งมอื หนง่ึ ท่จี ำเปน็ ต้องเรยี นร้แู ละเพ่ือพัฒนาอยา่ งตอ่ เนอื่ งสู่นครอาหารปลอดภยั

คำสำคัญ การจัดการอาหารปลอดภยั การขบั เคลือ่ นนโยบาย มาตรฐาน GREEN & CLEAN Hospital


Click to View FlipBook Version