บทคัดย่อการประชมุ วชิ าการสง่ เสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563 89
การพัฒนาโปรแกรมสำเรจ็ รูปงานสารบรรณเพื่อเพ่ิมประสิทธภิ าพการจัดทำหนังสือราชการ สถาบัน
พัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
The results of the official program development for increase effectiveness of official
letters at metropolitan health and wellness institute
เกศรา โชคนำชยั สิริ , เออ้ื มพร มวลศริ ิ , เทวพงศ์ วงคเ์ ข่ือนแก้ว
สถาบันพฒั นาสขุ ภาวะเขตเมอื ง
หลักการและเหตุผล การดำเนินงานสารบรรณ ในการจัดทำหนังสอื ราชการ หนังสือภายใน หนังสือภายนอก มี
การจัดหน้ากระดาษ ข้อความ ที่ต้องใช้ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ของผู้ปฏิบัติงานในการดำเนินงานแต่ละ
เรื่อง ให้ถกู ต้องตามกฎหมาย ระเบยี บ หรือขอ้ บังคับชนดิ ของหนงั สอื ซึง่ ในการดำเนินงานโครงการหรือกจิ กรรม ต้องมี
การจดั ทำหนงั สือราชการ เชน่ ขออนุมัติจัดกจิ กรรม ขออนุมตั ิคณะทำงาน ขอเชญิ เข้ารว่ มประชมุ ขอเชิญวิทยากร ฯลฯ
หรือการขออนุมัติหลักการ ขอซื้อ/ขอจ้าง หรือการเบิกวัสดุ เพื่อให้กิจกรรมสำเร็จตามระยะเวลาที่กำหนด ปัจจุบัน
สถาบนั พัฒนาสุขภาวะเขตเมือง มีการเปลี่ยนแปลงผูร้ บั ผิดชอบดำเนินงานงานโครงการ/กิจกรรม จากการเปลีย่ นแปลง
หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย บุคลากรขาดทักษะ มีการแก้ไขรายละเอียดในหนังสือภายใน หนังสือภายนอก ส่งผลให้
ระยะเวลาการดำเนินงานกจิ กรรมแล้วเสร็จ 45 วัน ต่อกิจกรรม และใช้ปริมาณกระดาษจำนวนมาก ซึ่งหากมีโปรแกรม
สำเร็จรูปงานสารบรรณ ที่มีข้อความ รูปแบบ ที่ถูกต้อง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ (ฉบับท่ี
2) พ.ศ.2548 จะลดขั้นตอนการแก้ไข เช่น การเว้นวรรค คำลงท้าย คำขึ้นต้น เนื้อหาที่ไม่ครบถ้วนตามระเบียบการ
เบิกจา่ ย สามารถลดระยะเวลาการแก้ไขเอกสารกอ่ นเสนออนุมัตแิ ละการส่งใบสำคญั เงนิ สด เพื่อลา้ งหนเี้ งนิ ยมื ได้
วัตถุประสงค์ 1.เพื่อพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปงานสารบรรณ สำหรับการจัดทำหนังสือราชการ ดำเนินงาน
โครงการหรือกิจกรรม ให้เป็นระบบ เป็นส่วนกลาง สามารถใช้งานร่วมกันได้ 2.เพื่อให้การจัดทำหนังสือราชการ
มีความถกู ตอ้ ง ครบถว้ นตามระเบียบการเบิกจา่ ย ลดการแก้ไข ลดขน้ั ตอนในการปฏบิ ตั ิงานให้กับเจ้าหน้าที่
วิธกี ารศกึ ษา กลุ่มตวั อย่าง คือ ผู้รบั ผดิ ชอบดำเนนิ งานโครงการ/กิจกรรม จำนวน 130 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูปงาน
สารบรรณ
การดำเนินงาน 1. จดั ประชุมรวบรวมปญั หาจากการดำเนินงานโครงการและกจิ กรรม คณะทำงานปฏิรูป
ภารกิจสนบั สนนุ และคณะปฏริ ปู ระบบธุรการ และผรู้ ับผดิ ชอบดำเนินงานโครงการ / กจิ กรรม และใช้งานระบบ
สารบรรณ 2. กำหนดรูปแบบโปรแกรมสำเร็จรูปงานสารบรรณ รายละเอียดและหัวข้อ แต่ละเรื่องของหนังสือ
ภายในและหนังสือภายนอก 3. พัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปงานสารบรรณ 4. ทดสอบโปรแกรม/ฝึกอบรม 5.
ติดตามประเมนิ ผล
ผลการศกึ ษา ผ้ใู ช้งานโปรแกรมสำเรจ็ รูปงานสารบรรณ มีคะแนนความพงึ พอใจตอ่ โปรแกรมฯต่อการลด
การใชก้ ระดาษจากการแกไ้ ขเอกสาร อยใู่ นระดับดมี าก (x̄ = 4.82, SD = 0.40) และมคี วามพึงพอใจภาพรวมต่อ
โปรแกรมในระดบั ดีมาก (x̄ = 4.57, SD = 0.56)
ข้อเสนอแนะ 1. ควรจัดอบรมฝึกปฏบิ ัติให้กับบุคลากรท่ีมาปฏิบัติงาน เพื่อให้ทราบการใชโ้ ปรแกรมเปน็
แนวทางเดยี วกนั 2. ควรขยายการใชง้ านโปรแกรมสำเร็จรปู งานธุรการ ในหนว่ ยงานอืน่ ในสงั กดั ของกรมอนามัย
เพื่อลดปริมาณการใช้กระดาษ ในภาพรวมของกรมอนามัย 3. ควรสร้างรูปแบบ หนังสือภายนอก นอกสังกัด
กระทรวงสาธารณสุข กบั เครอื ข่าย อ่นื ๆ เชน่ พระสงฆ์
คำสำคญั โปรแกรมสำเรจ็ รูปงานสารบรรณ หนังสือราชการ
90 บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามัยส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้ังที่ 13 ประจำปี 2563
คณะกรรมการพฒั นาคุณภาพชีวติ ระดับอำเภอมงุ่ สู่การส่งเสรมิ สุขภาพ : กรณีศึกษาอำเภอแหลมสงิ ห์
จงั หวดั จันทบุรี
DISTRICT-LEVEL COMMITTEE FOR QUALITY OF LIFE DEVELOPMENT TOWARD HEALTH
PROMOTION : A CASE STUDY OF LAEM SING DISTRICT, CHANTHABURI PROVINCE
นิธริ ัตน์ บุญตานนท์1, พิเชฐ ปัญญาสิทธ2์ิ
ศูนยอ์ นามยั ที่ 9 นครราชสมี า1, สำนกั งานสาธารณสขุ อำเภอแหลมสงิ ห์2
หลักการและเหตุผล : คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) มีบทบาทในการกำหนดแผนงาน
และเป้าหมายในการพฒั นาคุณภาพชวี ิตใหเ้ หมาะสมกับสภาพข้อเท็จจรงิ และสภาพปญั หาในพ้นื ท่ี โดยอำเภอแหลมสงิ ห์
เรม่ิ ดำเนนิ การขับเคลือ่ นมาตัง้ แต่ พ.ศ.2560 และพัฒนากระบวนการดำเนนิ งานตามระเบยี บสำนกั นายกรฐั มนตรีวา่ ดว้ ย
การพฒั นาคุณภาพชวี ิตระดบั พนื้ ท่ี พ.ศ.2561
วัตถปุ ระสงค์ : เพ่อื ศึกษากระบวนการสร้างความรว่ มมือระดับอำเภออนั นำไปสู่กิจกรรมการส่งเสรมิ สขุ ภาพ ใน
พนื้ ท่อี ำเภอแหลมสงิ ห์ จงั หวัดจันทบรุ ี
วิธีการศึกษา : ใช้การศกึ ษาเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การทบทวนเอกสาร การสังเกตการณ์แบบไม่มีสว่ นร่วม
การสมั ภาษณ์คณะกรรมการ พชอ. และประชาชนในอำเภอแหลมสิงห์ รวม 15 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมลู เชิงเนื้อหา
ผลการศึกษา : พบว่า พชอ.แหลมสิงห์ มีนายอำเภอเป็นประธานคณะกรรมการ และมกี รรมการจากภาคส่วนที่
เกย่ี วขอ้ งทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน จำนวน 20 คน มีการประชุมกันอย่างสมำ่ เสมอ การบรหิ ารจดั การใช้การ
มีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย โดยมีพื้นที่เป็นฐาน และประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีกระบวนการระดมปัญหาของพื้นท่ี
จัดลำดับความสำคัญของปัญหา ร่วมเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ดำเนินกิจกรรม และประเมินผลการแก้ไขปัญหา
อย่างเปน็ ระบบ มกี ารสนับสนุนดา้ นวิชาการ งบประมาณ และบุคลากร จากคณะกรรมการแต่ละภาคสว่ น สอดคล้องกับ
แนวคิดการกำกับดูแลแบบร่วมมือ (Collaborative Governance) และกลยุทธ์ PIRAB โดยในปี พ.ศ.2562 มีการแก้ไข
ปัญหาคณุ ภาพชีวติ 2 ประเดน็ คอื 1) การส่งเสรมิ สุขภาพทกุ กลุ่มวัย และ 2) การดแู ลผยู้ ากไร้โดยการสง่ เสริมสุขภาพมี
กจิ กรรมเดินว่งิ เพ่ือสุขภาพระดับอำเภอ ซ่ึงมกี ารแบ่งหนา้ ทคี่ วามรบั ผดิ ชอบตามประสบการณ์ของคณะกรรมการแต่ละ
คน มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมจากทั้งในและนอกอำเภอ และทำให้สามารถตอบสนองความต้องการการส่งเสริมสุขภาพ
ด้านการออกกำลังกายของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี แต่พบว่ายังขาดการพัฒนาสมรรถนะของคณะกรรมการฯ
อยา่ งเปน็ รปู ธรรม
ข้อเสนอแนะ : ควรส่งเสริมให้ พชอ. แต่ละพ้ืนทีไ่ ด้วเิ คราะห์ปัญหา ระดมความคิด และทรัพยากรในพื้นที่ เพื่อ
พัฒนาการส่งเสริมสุขภาพตามบริบทและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยมีหน่วยงานส่วนกลางเป็นผู้ให้การ
สนบั สนุนวิชาการ และพฒั นาสมรรถนะบคุ ลากรให้สามารถดำเนนิ การได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ
คำสำคญั : คณะกรรมการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตระดับอำเภอ/ การสง่ เสรมิ สุขภาพ/ การสรา้ งความร่วมมือ
บทคดั ย่อการประชมุ วชิ าการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563 91
Poster Presentation
กลุ่มส่งเสริมสุขภาพ
กลมุ่ วัยเรยี น วยั รนุ่
92 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563
บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามัยส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563 93
เมล็ดพนั ธ์ุใหม่ อาสาสมคั รประจำครอบครวั (อสค.น้อย)
Health Volunteer New seed
ลำดวน โรจรตั น์ , อรพรรณ แสนใจวุฒิ , จติ รา ศวิ รักษ์
ศูนยบ์ ริการสาธารณสุขเทศบาลเมอื งคูคต อำเภอลำลกู กา จงั หวดั ปทมุ ธานี
หลักการและเหตุผล การพัฒนาศักยภาพด้านสาธารณสุขของประเทศ มีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนมีสุขภาพดี
ถว้ นหนา้ การจดั บรกิ ารสาธารณสุขเชงิ รกุ ในกลุ่มเด็กวัยเรยี น เปน็ อีกหน่ึงในการสง่ เสริม สนับสนุน และปอ้ งกันปัญหา
ด้านสาธารณสุข เทศบาลเมืองคูคตได้เห็นความสำคัญในการให้ประชาชนมีสุขภาพดีถ้วนหน้า จึงได้จัดทำโครงการ
พัฒนาศักยภาพด้านสาธารณสุขให้แก่กลุ่มวัยเรียนในกิจกรรม “เมล็ดพันธุ์ใหม่ อาสาสมัครประจำครอบครัว (อสค.
น้อย)”โดยประยุกตแ์ นวคิด อาสาสมคั รประจำครอบครวั (อสค.) ของกระทรวงสาธารณสุข มาสง่ เสรมิ สนบั สนนุ ให้แก่
เด็กและเยาวชน เพอื่ ให้มีความรู้ ความสามารถในการดูแลสุขภาพเบ้ืองตน้ ของตนเองและครอบครัว โดยมุง่ เน้นให้เป็น
แกนนำ ปฏิบัติตนด้านสุขภาพให้มีพฤติกรรมเป็นแบบอย่างให้แก่ครอบครัว และเป็นผู้ดูแลสุขภาพของคนใน
ครอบครัวตนเองได้ รวมทั้งสามารถถ่ายทอดความรู้ นำไปใช้กับเยาวชนในโรงเรียน ชุมชน และหมู่บ้านได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพตอ่ ไป
วตั ถปุ ระสงค์ เพอ่ื สง่ เสรมิ สุขภาพและป้องกนั โรคให้แก่เด็กกลุ่มวยั เรียน และใหม้ ีความรู้ เจตนคติ ทักษะและ
ความสามารถในการปฏิบัติในการดูแลตนเองด้านสุขภาพที่ถูกต้อง มีทักษะในการดูแลสุขภาพให้กับครอบครัว และ
สามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่สมาชิกในครอบครัว มีทักษะในการปฏิบัติงานอสค.น้อยได้อย่างมีคุณภาพและเป็น
เครอื ขา่ ยสานต่อการดูแลสุขภาพกับอสม.ได้
วธิ กี ารศกึ ษา จัดอบรมให้แกน่ ักเรยี นในกลุ่มวัยเรียน โดยการให้ทำแบบทดสอบ(Pretest) กอ่ นฟงั การบรรยาย
ให้ความรู้ หลังจากนั้นเป็นการบรรยายให้ความรู้ และมีกิจกรรมเข้าฐาน 3 ฐานคือฐานที่ 1 การประเมินสัญญาณชีพ,
การหาค่าดัชนีมวลกาย ฐานที่ 2 การเช็ดตัวลดไข้,สุขบัญญัติ 10 ประการ ฐานที่ 3 ภาวะฉุกเฉิน1669, การปฐม
พยาบาลเบอ้ื งต้น และทำแบบทดสอบ (Posttest) หลังฟงั การบรรยายและเขา้ ฐาน
ผลการศึกษา จากการดำเนินโครงการ พบว่า นักเรียนที่ได้รับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจในการส่งเสริม
สุขภาพและป้องกันโรคเพิ่มขึ้น โดยการตอบแบบสอบถาม Pretest-Posttest โดยก่อนการอบรมเด็กมีความรู้ร้อยละ
55 หลังการอบรมและมีกิจกรรมการเข้าฐานฝึกปฏิบัติ เด็กมีความรู้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ85 และมีทักษะในการ
ปฏิบตั งิ านอสค.น้อยได้อยา่ งมีคุณภาพ เปน็ เครอื ข่ายสานต่อการดแู ลสุขภาพกบั กลมุ่ อสม.และสามารถส่งเสริมสุขภาพ
ของสมาชกิ ในครอบครวั ใหม้ ีการดแู ลตนเองในด้านสุขภาพได้
คำสำคญั การสง่ เสรมิ สขุ ภาพในเด็กวยั เรียน / อาสาสมคั รประจำครอบครัว (อสค.)นอ้ ย
94 บทคัดย่อการประชมุ วิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563
พฤติกรรมการสบู บหุ ร่ีและการพบเห็นกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยาสูบของเยาวชนอายุ 15 – 19 ปี
ในจงั หวดั นครปฐม และประจวบคีรีขันธ์
นรา เทียมคลี , ธญั ญลกั ษณ์ ทองตระกลู
สำนักงานป้องกันควบคมุ โรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี
การสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Cross - sectional Survey Research) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรม
การสูบบุหรี่ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ และการพบเห็นกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยาสูบของเยาวชนอายุ
15 – 19 ปี ในจังหวัดนครปฐม และประจวบคีรีขันธ์ ซึง่ เป็นจงั หวัดที่มีอตั ราการสบู บุหรี่ของเยาวชนอายุ 15 – 19 ปี
ตำ่ ทีส่ ุด และสูงทีส่ ดุ ในปี พ.ศ. 2560 ตามลำดบั เมอ่ื เทียบกับจังหวัดภายในเขตสุขภาพที่ 5 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 ที่มีอายุระหว่าง 15 – 19 ปี รวมจำนวน 312 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม
ในชว่ งเดือนกันยายน พ.ศ. 2562 และวเิ คราะห์ข้อมลู ด้วยสถติ ิเชิงพรรณนา และสถิติเชงิ อนมุ าน ได้แก่ Chi – square
test, Independent Samples T – Test และ Pearson correlation
ผลการศึกษา พบว่า กล่มุ ตวั อย่างสบู บุหรร่ี ้อยละ รอ้ ยละ 7.4 สว่ นใหญ่เปน็ เพศชาย ร้อยละ 87.0 มีอายุเฉลี่ย
16.5 ปี (S.D. = 0.8) กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ร้อยละ 37.5 รายได้/เงินที่ได้รับมาเรียนอยู่ระหว่าง 301 –
500 บาทต่อสัปดาห์ รอ้ ยละ 34.8 อาศยั อยกู่ บั บดิ ามารดา ร้อยละ 47.8 โดยสถานทพี่ ักอาศัยเป็นบ้านของตนเอง ร้อย
ละ 69.6 นอกจากนี้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่สูบบุหรี่มอี ายุเฉลี่ยทีเ่ ริ่มสบู บุหรี่ครั้งแรกเท่ากับ 13.6 ปี (S.D. = 2.0) โดย
สาเหตทุ ่ที ำให้สูบบุหร่ี 3 อันดับแรก ได้แก่ อยากลองด้วยตนเอง รอ้ ยละ 69.6 ตอ้ งการคลายเครียด รอ้ ยละ 43.5 และ
เพื่อนชวน ร้อยละ 39.1 ประเภทของบุหรี่ที่สูบเกือบทั้งหมดเป็นบุหรี่ซองหรือบุหรี่โรงงาน ร้อยละ 95.7 รองลงมา
ไดแ้ ก่ บุหร่ไี ฟฟ้า รอ้ ยละ 39.1 และใน 30 วนั ทผ่ี า่ นมา พบว่า กล่มุ ตวั อยา่ งที่สูบบุหรรี่ ้อยละ 34.8 สูบบหุ ร่ีทกุ วัน โดย
ปริมาณบุหรี่ที่สูบเฉลี่ย 4.6 มวนต่อวัน (S.D. = 5.4) สถานที่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่สูบที่บ้านเพือ่ น ร้อยละ 82.6 ซึ่งบุหรี่ที่
ได้รบั มารอ้ ยละ 65.2 ไดม้ าจากการซ้ือด้วยตนเองจากร้านค้า/ร้านขายของชา และรอ้ ยละ 26.1 สามารถซื้อบุหรี่ได้ทุก
ครั้งจากร้านค้าที่ขายบุหรี่ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ พบว่า มีเพียงปัจจัยด้านเพศที่มีความสัมพันธ์กับ
การสูบบหุ รอ่ี ย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติ (p = 0.001) สว่ นการพบเหน็ กลยุทธ์ของอตุ สาหกรรมยาสบู ในช่วง 30 วนั ที่ผา่ น
มาของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 312 คน พบว่า ร้อยละ 79.2 เคยพบเห็นนักแสดงสูบบุหรี่ เมื่อชมโทรทัศน์ วีดีโอ
ภาพยนตร์ หรือสื่อออนไลน์ เช่น Youtube เป็นต้น ร้อยละ 42.6 เคยพบเห็นการโฆษณาบุหรี่หรือส่งเสริมการขาย
บุหรี่ เช่น ลด แลก แจก แถม และรอ้ ยละ 30.1 เคยพบเห็นตราสินค้าเป็นช่ือยี่ห้อบหุ รี่ การโฆษณาสินคา้ /ผลิตภัณฑ์ท่ี
มีลักษณะคล้ายบุหรี่ ช่ือยี่ห้อบุหรี่ในโทรทัศน์ วิดีโอ ภาพยนตร์ และสื่อออนไลน์ เช่น Facebook, IG, Line และ
Youtube ขณะที่ การพบเห็นข้อความเกี่ยวกับการรณรงค์โทษพิษภัย/การช่วยลดละเลิกสูบบุหรี่ในสื่อประเภทต่างๆ
เชน่ โทรทศั น์ หนงั สือพมิ พ์ นิตยสาร วิทยุ ภาพยนตร์ สือ่ ออนไลน์ และแผ่นโปสเตอร์ อยู่ระหวา่ งร้อยละ 45.8 – 86.2
ดงั นนั้ สถานศึกษาจึงควรสง่ เสริมและพฒั นาองคค์ วามรู้ของเยาวชนตั้งแต่มธั ยมศึกษาตอนตน้ เพื่อให้รู้เท่าทัน
กลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยาสูบที่มุ่งประชาสัมพันธ์ สื่อสาร และสร้างภาพลักษณ์ของการสูบบุหรี่ โดยมีเป้าหมาย
เพื่อให้เกิดนักสูบหน้าใหม่ในเยาวชน พร้อมทั้งเฝ้าระวังการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบของเยาวชนทั้งจากร้านขายของชา
และร้านคา้ ออนไลน์
คำสำคญั (keyword) พฤตกิ รรมการสูบบหุ รี่ กลยทุ ธข์ องอตุ สาหกรรมยาสบู เยาวชนอายุ 15 – 19 ปี
บทคัดย่อการประชุมวชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามัยสิง่ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563 95
ผลของโปรแกรมส่งเสริมทักษะชีวติ แบบมสี ่วนร่วมต่อความรเู้ ร่อื งเพศศึกษา ทกั ษะชีวิต และพฤติกรรม
ปอ้ งกันการตั้งครรภไ์ ม่พร้อมในวัยรนุ่ ตอนต้น
THE EFFECT OF PARTICIPATORY LIFE SKILLS PROMOTION PROGRAM ON KNOWLEDGE OF
SEX EDUCATION LIFE SKILLS AND BEHAVIOR UNPLANED PREGNANCY IN EARLY
ADOLESCENT
บษุ กร กนแกม , ดวงกมล ป่นิ เฉลยี ว2 , ทพิ ยฆ์ ัมพร เกษโกมล3
โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำบลบา้ นสหกรณ์ จังหวดั นครศรธี รรมราช1*, มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช2
และ วทิ ยาลยั พยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลตำรวจ สำนกั งานตำรวจแห่งชาติ3
หลักการและเหตุผล : การตัง้ ครรภ์ในวยั รนุ่ แม้จะเปน็ ปัญหาทีม่ แี นวโน้มจะลดลงแต่ก็ยงั สงู ซ่ึงก่อให้เกิดความ
เส่ียงตอ่ ภาวะแทรกซอ้ นตา่ งๆ ท้งั มารดาและทารก สาเหตสุ ่วนใหญ่เกดิ จากการไมไ่ ดค้ มุ กำเนิด หรือการมเี พศสัมพันธ์ท่ี
ไม่ได้ป้องกัน ขาดความรู้ในเรื่องเพศศึกษา ปัจจุบันมีหลักสูตรการเรียนการสอน เพศศึกษาที่หลากหลาย แต่อุปสรรค
สำคัญของการสอนเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียนมีหลายประการ เช่น เวลาเรียนไม่พอ เนื้อหาวิชาที่เรียนมีมากเกินไป ไม่
สอดคล้องกับความต้องการ ไม่มีผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเพศศึกษา ความคิดเห็นที่แตกต่าง เห็นว่าเป็นสิ่งที่เดก็
จะต้องได้เรียนเพ่ือให้รู้เทา่ ทันและเป็นเกราะคุ้มกัน อีกฝ่ายมองวา่ เปน็ การชีโ้ พรงให้กระรอก ทำให้มีครูจำนวนหนึง่ ไม่
กล้าสอนหรอื ขาดความมัน่ ใจในการสอนเพศศึกษา และทักษะชวี ติ กม็ ีสว่ นสำคญั ท่สี ง่ เสริมใหว้ ัยรุ่นเกิดการเรียนรู้ ที่จะ
ช่วยในการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์วิกฤต ผู้วิจัยจึงพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมทักษะชีวิตตามองค์ประกอบทักษะชีวติ
ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ที่ดัดแปลงมาจากองคก์ ารอนามัยโลก ร่วมกับการเรียนรู้แบบมสี ่วนร่วม ของ
กรมสขุ ภาพจติ กระทรวงสาธารณสุข เพ่อื เปน็ แนวทางการสอนใหก้ ับพยาบาล ครู และเจ้าหนา้ ท่ที ี่เกย่ี วข้อง เพือ่ ทีจ่ ะทำ
ใหว้ ัยรุน่ พัฒนาตนเองดา้ นความรูค้ วามเขา้ ใจเรื่องเพศศึกษา มีพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ เกดิ ทักษะชวี ิตทีจ่ ำเป็นที่จะเป็น
ภูมิคมุ้ กนั ในการดำเนนิ ชวี ติ ในอนาคตอยา่ งถกู ต้องตอ่ ไป
วัตถปุ ระสงค์การศกึ ษา : เพ่อื เปรียบเทยี บความรู้เรื่องเพศศึกษาและการป้องกนั การตัง้ ครรภ์ ทกั ษะชีวิต และ
พฤติกรรมป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมของวัยรุ่นตอนต้น ในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบก่อนและหลังเข้าร่วม
โปรแกรมส่งเสรมิ ทกั ษะชวี ิตแบบมสี ว่ นรว่ ม
วิธกี ารศึกษา : เป็นการวจิ ัยกึง่ ทดลอง แบบสองกลมุ่ วดั ก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตวั อยา่ งเป็นนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 50 คน ซึ่งนักเรียนจะได้รับการสอนตามโปรแกรมส่งเสริมทักษะชีวิตแบบมีส่วนร่วม รวม 6
ครั้ง ๆละ 2 ชั่วโมง ในวิชาเพศศึกษาหรือชั่วโมงที่นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการสอนตามปกติ
วเิ คราะห์ข้อมูลโดยใชส้ ถติ ิ ร้อยละ ค่าเฉลยี่ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน Paired t-test และ Independent t-test
ผลการศกึ ษา : ความรูเ้ รอ่ื งเพศศึกษา ทกั ษะชวี ติ โดยรวม และพฤติกรรมปอ้ งกนั การตง้ั ครรภ์ไมพ่ รอ้ มของวัยรนุ่
ตอนต้นหลังเข้าร่วมโปรแกรมดกี วา่ ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ิ และดีกวา่ กลุ่มเปรียบเทยี บอย่างมี
นัยสำคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดบั .001
ข้อเสนอแนะ : ควรนำโปรแกรมส่งเสริมทักษะชีวิตแบบมีส่วนร่วม ถ่ายทอดให้กับครูในโรงเรียน โดยจัดอบรม
เชิงปฏิบัติการแก่พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพนักเรียนกลุ่มวัยรุ่น เพื่อให้มีความรู้
ความสามารถในการใช้โปรแกรมส่งเสริมทักษะชีวิตแบบมีส่วนร่วมในการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อม และทำงาน
รว่ มกับครใู นโรงเรยี น, นำเสนอผลการฝึกอบรมเพอื่ ให้ ผู้อำนวยการโรงเรียน กำหนดเป็นนโยบายในการจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนของครูให้กับนักเรียนในแต่ละภาคของปกี ารศกึ ษา และถา่ ยทอดผลการวิจัยสู่เครือข่าย เพื่อพัฒนาระบบ
การเรยี นการสอนเพศศึกษาและพฒั นาทกั ษะชวี ิตวัยร่นุ ในโรงเรยี น โดยมีพยาบาลเวชปฏิบัตเิ ปน็ พีเ่ ลี้ยงถ่ายทอดความรู้
ใหแ้ ก่ครูในโรงเรียน
คำสำคัญ (keyword) : โปรแกรมส่งเสริมทักษะชวี ติ แบบมสี ว่ นร่วม, ความรู้เร่ืองเพศศกึ ษา, พฤติกรรมป้องกัน
การตัง้ ครรภไ์ ม่พร้อม, วยั ร่นุ ตอนต้น
96 บทคัดย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั สงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563
การขบั เคลือ่ นโรงเรียนรอบรู้สุขภาพดา้ นการดแู ลสุขภาพช่องปากและฟนั ในโรงเรยี นนำร่องระดบั
ประถมศกึ ษาสังกัดกรุงเทพมหานคร
สุกญั ญา เขตอนันต์
สถาบันพฒั นาสุขภาวะเขตเมอื ง
หลักการและเหตุผล : ปัญหาสขุ ภาพช่องปากมีผลต่อสุขภาพและคุณภาพชวี ิตของทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะกลุ่ม
นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษา เน่อื งจากเป็นช่วงทีม่ ีการเปล่ยี นชดุ ฟนั น้ำนมเป็นฟันแท้ ในช่องปากจะมีทง้ั ฟันน้ำนมและฟัน
แท้ทท่ี ยอยข้ึนมาจนครบ 28 ซ่ี จากรายงานผลการสำรวจ สภาวะสขุ ภาพ ชองปากแหง่ ชาติ ครัง้ ท่ี 8 ประเทศไทย พ.ศ.
2560 พบว่า ความชุกของโรคฟันผุในเด็กอายุ 12 ปี คือ ร้อยละ 52.0 โดย มีค่าเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด 1.4 ซี่/คน จาก
ปัญหาสุขภาพชอ่ งปากและฟนั ของโรงเรยี นระดบั ประถมศึกษาแห่งหนึ่ง ในสงั กดั กรงุ เทพมหานคร พบว่า ผลการตรวจ
สุขภาพช่องปากและฟันในปีการศึกษา 2561 เทอม 1 ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 - ประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน
559 คน พบว่า นักเรียนมีภาวะฟันผุ ร้อยละ 49.1 :ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีฟันผุ เพียงร้อยละ 23.8 และจากการ
สุ่มสัมภาษณ์นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 1 และ 4 จำนวน 20 คน พบวา่ นกั เรยี นมีการแปรงฟันหลงั อาหารกลางวัน
ร้อยละ 50 นักเรียนมีฟันผุ ร้อยละ 55 และไม่เคยได้รับการรักษาฟันและเหงือก ร้อยละ 30 นักเรียนส่วนใหญ่มีการ
แปรงฟันไม่ถูกวิธี และยังรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีผลต่อสุขภาพฟัน หากปัญหาเรื่องสุขภาพช่องปากและ
ฟันในเด็กวัยเรียนไม่ไดร้ ับการแก้ไข จะทำให้เกิดปัญหาตามมาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การปวดฟัน การติดเชื้อ
การรับประทานอาหาร เกิดปัญหาการบดเคี้ยว หากเด็กบดเคี้ยวไม่ดี อาจส่งผลต่อน้ำหนักและการเจริญเติบโตไม่
สมวัย กระทบการพักผ่อนนอนหลับ บุคลิกภาพ การยิ้ม การออกไปพบปะผู้คน การพูด เป็นต้น การขับเคลื่อนความ
รอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันเป็นกระบวนการพัฒนารูปแบบที่อาศัยความร่วมมือของภาคีเครือข่าย
ร่วมกันพัฒนากิจกรรมให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้แบบ Active learning และมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health
Literacy) ซึ่งเป็นความสามารถ และทักษะของบุคคลในการกลั่นกรอง ประเมิน และตัดสินใจ ที่จะปรับเปลี่ยน
พฤติกรรม เลอื กใชบ้ รกิ าร และผลติ ภณั ฑ์สขุ ภาพ ไดอยา่ งเหมาะสม
วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนารูปแบบโรงเรียนรอบรู้สุขภาพด้านการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันในโรงเรียนนำ
ร่องระดบั ประถมศกึ ษาสงั กดั กรุงเทพมหานคร
วธิ ีการศึกษา : วิจัยเชงิ ปฏบิ ัตกิ าร (Action research)
ผลการศึกษา : 1 .รูปแบบการขับเคลื่อนขบั เคล่ือนโรงเรยี นรอบรูส้ ุขภาพดา้ นการดูแลสขุ ภาพช่องปากและฟัน
ในโรงเรียนนำร่องระดับประถมศึกษาพัฒนาขึ้นเกิดจากการบูรณาการการทำงานแบบเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียน
ผปู้ กครอง และเจ้าหน้าท่ีสาธารณสุข ประกอบด้วย 1) กิจกรรมสร้างความตระหนักด้านการดูแลสุขภาพช่องปากและ
ฟันในครู นกั เรียน และผปู้ กครอง 2) กจิ กรรมจัดปัจจยั สิ่งแวดล้อมและสื่อรอบรู้สุขภาพด้านการดูแลสุขภาพช่องปาก
และฟันของนักเรียนตามประเด็นส่ือสารสำคญั 3) กิจกรรมพัฒนาระบบการส่งต่อในการดูแลสขุ ภาพช่องปากและฟัน
4) กิจกรรมสร้างทักษะการดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน 5) กิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรและนักเรียนด้านการ
ดูแลสขุ ภาพช่องปากและฟัน 2. ก่อนและหลังดำเนินกิจกรรม นกั เรียนสว่ นใหญม่ ีความรอบรู้ดา้ นการดูแลสุขภาพช่อง
ปากและฟันในระดับมาก เพิ่มขึ้น จากร้อยละ 81.5 เป็นร้อยละ 90.6 3. ภาวะฟันผขุ องนกั เรียน ก่อนและหลังดำเนิน
กจิ กรรม จากรอ้ ยละ 49.1 เหลือเพียง ร้อยละ 37.73
ข้อเสนอแนะ : จากการวิจัย พบว่า บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ยังขาด
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพอย่างลึกซึ้ง การให้ความรู้เพียงครั้งเดียวจากกิจกรรมที่ดำเนินการ
อาจไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงควรมีการเพิ่มพูนความรู้เรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่บุคลากรทีเ่ กี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
รวมถึงผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อให้บุคคลกลุ่มนี้สามารถดำเนินกิจกรมเพื่อเสริมสร้างความ
รอบรสู้ ุขภาพแกน่ กั เรียนได้อย่างถูกต้องและยง่ั ยนื
คำสำคัญ(keyword) : โรงเรยี นรอบรูด้ ้านสุขภาพ, สุขภาพช่องปากและฟนั , ประถมศกึ ษา
บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสริมสุขภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ที่ 13 ประจำปี 2563 97
โครงการหุ่นฟิต พชิ ติ อ้วน (Shapely over come obesity)
จิตรานุช สวุ รรณบุตร , พีรวชิ ญ์ ชินบุตร
เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี
หลักการและเหตุผล ภาวะอ้วนในเด็กวัยเรียน เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประเทศไทย หลายปีที่ผ่านมา
พบว่าเดก็ ไทยมีแนวโน้มมีภาวะนำ้ หนักเกินและอว้ นเพม่ิ มากข้นึ ซ่งึ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของ
เด็ก รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนต่างๆในระยะยาว ซึ่งสาเหตุของการเกิดภาวะอ้วนในเด็กวัยเรียนมาจากหลายปัจจัย
เช่น การบริโภคอาหารประเภทจานด่วน อาหารกึ่งสำเร็จรูป เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งอาหารประเภทนี้จะมี
แปง้ น้ำตาล และไขมันสงู ความเจริญกา้ วหน้าของเทคโนโลยี เชน่ เกมตา่ งๆ ทำใหเ้ ดก็ วยั เรียนเข้าถึงได้ง่ายเกดิ การติด
เกม การขาดการออกกำลงั กาย เป็นต้น องค์ประกอบเหล่านสี้ ่งผลกระทบต่อสขุ ภาพและการเรียน
เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ให้ความสำคัญกับการเกิดปัญหานี้ ได้ทำการประเมินภาวะโภชนาการของเด็กวัย
เรียนในโรงเรียนในเขตเทศบาล โดยจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพนักเรียนประจำปี ซึ่งพบว่าในปี 2560 ได้ตรวจสุขภาพ
นักเรียน จำนวน 5,526 คน พบเด็กที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน จำนวน 799 คน คิดเป็นร้อยละ 14.45 จึงได้จัดทำ
โครงการห่นุ ฟิต พิชติ อ้วน โดยงานส่งเสริมสุขภาพ สำนกั การสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เพ่ือให้เด็กวัยเรียนท่ีมีภาวะ
เริ่มอ้วนและอ้วนได้รับการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ต่อเนื่อง และยั่งยืน ส่งผลให้นักเรียนมีสุขภาพดี
ลดความเส่ยี งต่อการเกดิ โรคที่เกิดจากภาวะอ้วน
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้เด็กวัยเรียนที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
2.เพอื่ ให้เด็กวยั เรียนทมี่ ภี าวะเริ่มอ้วนและอว้ นลดลง
วิธีการศึกษา 1. ประสานสถานศึกษาเพื่อแจ้งรายละเอียดกิจกรรม 2. จัดเตรียมข้อมูลนักเรียนที่มีภาวะ
โภชนาการเกิน (เริ่มอ้วนและอ้วน) 3. จัดเตรียมข้อมูลการให้สุขศึกษาและกิจกรรมเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพท่ี
เหมาะสมพรอ้ มสมุดบันทึกหุ่นฟติ พิชิตอ้วน 4. ประเมนิ ภาวะโภชนาการ โดยชั่งน้ำหนัก วดั ส่วนสูง เปรียบเทยี บกราฟ
การเจริญเติบโต 5. จัดกิจกรรมในสถานศึกษา โดยดำเนินการให้สุขศึกษาและกิจกรรมเกี่ยวกบั พฤติกรรมสุขภาพเปน็
ฐานกจิ กรรม 4 ฐาน คือ ฐานกจิ กรรมหวานซ่อนนำ้ ตาล ฐานกิจรรมอร่อยดีมีประโยชน์ ฐานกจิ กรรมออกกำลังกายวัน
ละนิด และฐานกิจกรรมหุ่นดีมีรางวัล 6. ติดตามภาวะโภชนาการของนักเรียน หลังการให้ความรู้ในการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมสขุ ภาพไปแล้ว 3 เดือน
ผลการศึกษา จากการตรวจสุขภาพนักเรียนประจำปี ในปี 2560 พบนกั เรียนท่ีมีภาวะโภชนาการเริ่มอ้วนและ
อ้วน จำนวน 799 คน จากนักเรียนที่ได้รับการประเมนิ ภา วะโภชนาการทั้งหมด 5,526 คน คิดเป็นร้อยละ 14.45 จึง
ได้นำปัญหาที่พบมาจดั ทำโครงการหุ่นฟิต พิชิตอ้วน โดยเริ่มดำเนินการในปี 2561 เมื่อจัดกิจกรรมให้กับนักเรียนที่มี
ภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนตามโครงการแล้ว พบว่านักเรียนที่มีภาวะโภชนาการเริ่มอ้วนและอ้วนเดิมลดลงมาอยู่ในภาวะ
โภชนาการระดับท้วม จำนวน 149 คน คิดเปน็ ร้อยละ 18.64
ขอ้ เสนอแนะ -
คำสำคัญ (Keyword) พิชติ อว้ น (Lose weight)
98 บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563
นวัตกรรม “ล้วงกล่องดวงใจ โตไปใช้เป็น”
MYSTERY BOX, DEMONSTRATE HOW TO USE THE CONDOM CORRECTLY
ธฏิ ญิ าศ์ภคั วรปรัชญช์ ยตุ ม์ และ คณะ
ศนู ยอ์ นามยั ที่ 9 นครราชสมี า
การคมุ กำเนิดโดยใชถ้ ุงยางอนามัย เป็นวิธกี ารท่ีเหมาะสมกับกลุ่มวยั รุน่ เพราะสามารถคุมกำเนิดและป้องกัน
โรคตดิ ตอ่ ทางเพศสมั พันธ์ เปน็ วธิ กี ารท่งี ่าย แต่ในทางปฏิบัติพบวา่ ยังขาดความครอบคลมุ ของการใช้ เนอื่ งจากความ
ยุ่งยากในขั้นตอนของการใส่ ศูนย์อนามัยที่ 9 ได้เล็งเห็นความสำคัญ จึงได้จัดทำนวัตกรรม “ล้วงกล่องดวงใจ
โตไปใช้เป็น” กลอ่ งฝึกการใสถ่ ุงยางอนามยั โดยไม่ใช้การมอง เพื่อเพิ่มประสทิ ธิภาพและความชำนาญในการใส่ถุงยาง
อนามัยในสถานการณ์จริง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินนวตั กรรม“ล้วงกล่องดวงใจ โตไปใช้เป็น”กล่องฝึก
การใส่และถอดถุงยางอนามัยโดยไม่ใช้การมอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความชำนาญในการใส่ถุงยางอนามัยใน
สถานการณ์จริง การศึกษานี้เป็นการศึกษาพรรณนา (descriptive study) เก็บรวบรวมจากข้อมูลทุติยภูมิจากแบบ
ประเมนิ กจิ กรรม“ล้วงกล่องดวงใจ โตไปใช้เป็น” คร้งั ที่ 2 ของศูนยอ์ นามยั ที่ 9 นครราชสีมา ในช่วงเดอื นกุมภาพันธ์
2562 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างตัวแปร ได้แก่ Independent-Samples T-Test, Anova และเปรียบเทียบความ
แตกต่างรายคดู่ ้วยวิธี Scheffe ผลการศกึ ษา พบว่า 1)มนี ักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 124 คน เป็นนักเรียนชาย
86 คน และนกั เรียนหญงิ 38 คน 2)ระดบั ความม่นั ใจรวมในการใสแ่ ละถอดถุงยางอนามัย ก่อนการฝึกใชก้ ล่องดวงใจ
อยใู่ นระดบั ปานกลาง คา่ เฉลย่ี 3.25 (SD=1.05634) และ ระดบั ความม่ันใจรวมในการใส่และถอดถงุ ยางอนามัยหลัง
การฝึกใช้กล่องดวงใจเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.516 (SD=0.5910) 3)ระดับความพึงพอใจต่อผลงาน
กล่องดวงใจอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.621 (SD=0.41009) 4)ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความ
แตกต่างของระดับความมั่นใจก่อนการฝึกใช้กล่องดวงใจ พบว่า เพศชายและเพศหญิงมีความมั่นใจในการใช้ถุงยาง
อนามยั แตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทร่ี ะดบั .05 โดยเพศชายมีความมน่ั ใจในการถอดถงุ ยางอนามัยมากกว่า
เพศหญิง ผู้เคยใช้และไม่เคยใช้ถุงยางอนามัยมีความมั่นใจในการใช้ถุงยางอนามัยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิติที่ระดับ.05 โดยผู้เคยใช้ถุงยางอนามัยจะมีความมั่นใจมากกว่าผู้ที่ไม่เคยใช้แต่เคยได้รับการฝึกและผู้ไม่เคยใช้
และไม่เคยได้รับการฝึก ตามลำดับ จะเห็นได้ว่าก่อนและหลังการฝึกจะมีระดับความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
เพราะการทำกิจกรรมเน้นใชป้ ระสาทสมั ผัส ทำใหผ้ ูฝ้ กึ มพี ัฒนาการท่ีดียิง่ ขนึ้ ซ่ึงจะชว่ ยส่งเสรมิ ให้วัยรุ่นเข้าถึงการใช้
ถงุ ยางอนามัย ลดปญั หาโรคตดิ ตอ่ ทางเพศสมั พันธแ์ ละการตั้งครรภไ์ ม่พร้อม
คำสำคัญ (Keyword) ถุงยางอนามยั การฝกึ ใส่ถงุ ยางอนามัย ล้วงกลอ่ งดวงใจ โตไปใช้เป็น
บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563 99
แนวทางการดแู ลมารดาต้งั ครรภว์ ยั รุ่นแผนกหอ้ งคลอดตามมาตรฐานบรกิ ารสุขภาพทีเ่ ปน็ มติ รสำหรบั
วัยรนุ่ และเยาวชน
สุรัตนา หะยีปะดอเห็ง
การจัดทำแนวทางการดูแลมารดาตั้งครรภ์วัยรุ่นแผนกห้องคลอดครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการมารดา
วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ และต้องการยุติการตั้งครรภ์ สามารถเข้าถึงระบบบริการอย่างเป็นมิตรและลดความวิตกกังวลจาก
การตั้งครรภ์ไม่พร้อม โดยในมารดาวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์จะให้การดูแลการคลอดตามมาตรฐาน เน้นการดูแลด้านจิตใจ
เป็นสำคัญ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการคลอด รวมถึงวิธีการดูแลตนเองภายหลังคลอด การวางแผน
ครอบครัวเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ซ้ำ การวางแผนการคลอดและการเลี้ยงบุตรของมารดาวัยรุ่นและครอบครัว การ
ประเมินความพร้อมในการเลี้ยงดูบตุ รหลังคลอด และสำหรบั วัยรุน่ ทยี่ ุติการต้ังครรภ์มีการประสานงานเพ่ือส่งต่อแก่
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปยังแผนกต่างๆ ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา โดยมีแนวทางการ
ดูแลมารดาตั้งครรภ์วัยรุ่นแผนกห้องคลอดตามมาตรฐานบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชนดังนี้
กรณีคลอดปกติ 1) การเข้าถึงบริการ ได้แก่ สร้างสัมพันธ์ที่ดีและความไว้วางใจ, จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม 2)
การคัดกรอง ได้แก่ ติดสติ๊กเกอร์ YFHS, YFHS+ บริเวณมุมขวาบนของหน้าปก OPD Card ของแม่และลูก 3) การ
จัดระบบบริการและการดูแล ได้แก่ ดูแลการคลอดตามมาตรฐาน เน้นการดูแลด้านจิตใจเป็นสำคัญ, ให้ข้อมูล
เกี่ยวกับการประเมินความก้าวหน้าของการคลอดและอาการเมื่อเข้าสู่ภาวะคลอด, สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างมารดา
กบั ทารกในครรภโ์ ดยให้แมส่ ัมผสั พดู คยุ กับทารก, เลยี้ งลกู ดว้ ยนมแม่ โดยใหแ้ ม่โอบกอดทารกใน ครงึ่ ชม.นาน 1 ชม.
และใหด้ ดู นมแมภ่ ายใน 30 นาที – 1 ชม. หลงั คลอด, ให้คำปรึกษาการเวน้ ระยะการมบี ตุ ร และบทบาทของแม่ต่อลูก
, กรณี YFHS+ จัดให้อยู่ในห้องรอคลอดที่แยกเป็นสัดส่วน มีเจ้าหน้าที่ และอนุญาตให้ญาติ/สามี คอยดูแลอย่าง
ใกล้ชิด 4) ประสานให้ แผนกหลังคลอด และแผนกเด็ก สามารถดูแลได้อย่างต่อเนื่อง และ 5) ลงบันทึกในแบบเฝ้า
ระวัง Teenage Pregnancy กรณียุติการตัง้ ครรภ์ 1) สร้างความสัมพันธ์ท่ีดี และความไว้วางใจ 2) แนะนำการดูแล
ตนเองหลังสิ้นสุดการตั้งครรภ์ 3) แนะนำการวางแผนครอบครัว และการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย 4) การจำหน่าย
เม่อื ยุติการตงั้ ครรภ์แลว้ ไดแ้ ก่ กรณใี นเวลาราชการ สง่ ผู้รบั บริการไปคลินกิ วัยทำงาน เพอื่ รับบรกิ ารคุมกำเนิด, กรณี
นอกเวลาราชการ สอน/สาธิตการใช้ถุงยางอนามัย และแจกถุงยางอนามัยก่อนกลับบ้าน และนัดผู้รับบริการมาที่
คลินิกวัยทำงาน 1 สัปดาห์ เพื่อรับบริการคุมกำเนิดและ 5) ส่งข้อมูลให้คลินิกวัยรุ่น เพื่อการดูแลต่อเนื่องและได้มี
การประเมินผลจากความพงึ พอใจทั้งผู้รบั บริการและเจ้าหนา้ ท่ี โดยคะแนนความพงึ พอใจของแนวทางการดแู ลมารดา
ตั้งครรภ์วัยรุ่นจากผู้รับบริการมารดาวัยรุ่นตั้งครรภ์ มีคะแนนสูงสุดได้แก่ ข้อที่6 ให้บริการผู้ป่วยเหมือนกันทุกราย
โดยไม่เลือกปฏิบัติ ( ̅ = 4.86, S.D = 0.34) รองลงมาข้อที่5 พยาบาลให้ความรู้และคำแนะนำการดูแลตนเองก่อน
และหลังคลอด ( ̅ = 4.66, S.D = 0.47) และข้อที่ 4 พยาบาลตอบคำถามได้อย่างเข้าใจและเหมาะสม ( ̅ = 4.50,
S.D = 0.62) โดยคดิ คะแนนเป็นร้อยละ 86, ร้อยละ 66 และรอ้ ยละ 56 ตามลำดับ ความพงึ พอใจเจา้ หนา้ ท่ีมีคะแนน
สูงสุด ไดแ้ ก่ ขอ้ ท่ี 2 ข้นั ตอนในการบริการมีความครบถ้วนชดั เจน ( ̅ = 4.78, S.D = 0.57) และขอ้ ท่ี 4 แนวทางการ
ดูแลมารดาตั้งครรภ์วัยรุ่นของห้องคลอดมีความเหมาะสมกับผู้รับบริการ ( ̅ = 4.78, S.D = 0.42) โดยคิดคะแนน
เป็นรอ้ ยละ 85 และรอ้ ยละ 78 ตามลำดับ จากภาพรวมทั้งหมดทัง้ ผู้รบั บรกิ ารและเจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจดีมาก
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้มีรูปแบบบริการเพื่อการดูแลมารดาวัยรุ่นในห้องคลอดและเจ้าหน้าที่สามารถดูแล
มารดาตั้งครรภ์วัยรุ่นให้เป็นไปตามมาตรฐานบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน 2. เพื่อให้มารดา
ตั้งครรภว์ ยั รุ่นได้เขา้ ถงึ ระบบบรกิ ารตามมาตรฐานบริการสขุ ภาพที่เปน็ มติ รสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน
วธิ ีการดำเนินงาน 1. ศกึ ษาข้อมลู และทบทวนปัญหาของมารดาตงั้ ครรภ์วัยรนุ่ ในห้องคลอด 2. นำเสนอสาเหตุ
ปัญหาท่เี กิดข้ึนในการดูแลมารดาต้ังครรภ์วัยรุ่นแก่เจ้าหน้าท่ีในหน่วยงาน ทมี สหสาขาวิชาชีพและประชุมระดมความ
คิดเห็นร่วมกัน เพื่อจัดทำแนวทางในการบริการให้กับมารดาตั้งครรภ์วัยรุ่นให้ได้เข้าถึงบริการตามมาตรฐานบริการ
สุขภาพเป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน แบบบันทึกการเฝ้าระวัง หญิงต้ังครรภ์วยั รุน่ อายุน้อยกว่า 20 ปี และหญิง
ตั้งครรภ์ไม่พร้อม การให้คำปรึกษาและแบบสอบสอบถามความพึงพอใจ จัดสถานที่และสิ่งแวดล้อมสำหรับมารดา
วัยรุ่น เพื่อความเหมาะสมในการให้บริการมารดาวัยรุ่น 3. จัดทำแนวทางเฝ้าระวัง แนวทางการจัดบริการสุขภาพ
แบบสอบสอบถามความพงึ พอใจ แบบบนั ทึกการเฝา้ ระวงั หญงิ ตั้งครรภ์วยั รนุ่ อายุน้อยกว่า 20 ปี และหญิงตั้งครรภ์ไม่
พร้อม และการให้คำปรึกษา จัดสถานที่และสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม 4. ทดลองให้บริการตามแนวทางการจัดบริการ
สุขภาพมารดาตั้งครรภ์วัยรุน่ ของห้องคลอด และนำผลการ ทดลองมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับบรบิ ทของผู้รับบริการ
100 บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563
และปรับปรุงโปรแกรมจัดเก็บข้อมูลให้ ครอบคลุมตัวชี้วัดที่ต้องติดตาม 5. เปรียบเทียบขั้นตอนที่แตกต่างของแนว
ทางการให้บริการมารดาวัยรุ่นในห้องคลอดแบบเก่าและใหม่ 6. ประเมินความเหมาะสมของแนวทางการดูแลมารดา
ตั้งครรภ์วัยรุ่นในห้องคลอด โดยประเมินความพึงพอใจของแนวทางการดูแลมารดาตั้งครรภ์วัยรุ่นของห้องคลอด จาก
มารดาตั้งครรภ์วัยรุ่น ญาติ และเจ้าหน้าที่ในแผนกห้องคลอด โดยคะแนนความพึงพอใจของแนวทางการดูแลมารดา
ต้งั ครรภ์วยั ร่นุ จากผ้รู ับบรกิ ารมารดาวัยรนุ่ ตง้ั ครรภ์ มคี ะแนนสูงสดุ ได้แก่ การใหบ้ ริการผู้ปว่ ยเหมือนกนั ทกุ รายโดยไม่
เลอื กปฏิบัติ 4.86 คิดเปน็ ร้อยละ 86 ความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ มคี ะแนนสูงสดุ ไดแ้ ก่ ขัน้ ตอนในการบริการมีความ
ครบถ้วนชัดเจน 4.78 คิดเป็นร้อยละ 85 และแนวทางการดูแลมารดาตั้งครรภ์วัยรุ่นของห้องคลอดมีความเหมาะสม
กับผู้รับบริการ 4.78 ร้อยละ 78 จากภาพรวมทั้งหมดทั้งผู้รับบริการและเจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจดีมาก
7. นำข้อเสนอแนะจากการพูดคุยและการแสดงความคิดเห็นของผู้ประเมินการใช้แนวทางการดูแลมารดาตั้งครรภ์
วัยรุน่ ของหอ้ งคลอดมาปรับและแกไ้ ข
ผลการดำเนินงาน จากผลการดำเนินงานตามรูปแบบบริการเพื่อการดูแลมารดาวัยรุ่นในห้องคลอด ของ
เจ้าหน้าที่แผนกห้องคลอด โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา พบว่า จากการดำเนินงานดังกล่าว
เหมาะสมกับมารดาตั้งครรภ์วัยรุ่นที่มารับบริการ มารดาวัยรุ่นสามรถเข้าถึงระบบบริการทุกราย ตลอดจนมีการ
เชื่อมโยงระบบบริการ ส่งต่อ และดูแลต่อเนื่องกับแผนกต่างๆในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับบริการที่มี
คุณภาพและต่อเน่ือง
ข้อเสนอแนะ/วจิ ารณ์ 1. รูปแบบบรกิ ารเพื่อการดูแลมารดาวัยรนุ่ ในห้องคลอด สามารถนำมาใชใ้ นการดูแลได้
ช่วยให้ผู้รับบริการมีความไว้วางใจ แต่บางรายก็ยังขาดความร่วมมือ 2. การให้บริการยังมีการตกหล่นในการบันทึก
ขอ้ มลู จำเป็นต้องปรับเพ่ือการพฒั นาระบบบริการต่อไป
บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้ังที่ 13 ประจำปี 2563 101
motion graphic การใช้ถงุ ยางอนามัยใหป้ ลอดภัย ไรท้ ้อง ไร้โรค
ฟาลนิ ดา สาแล
โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพศูนยอ์ นามัยท่ี 12 ยะลา
หลักการและเหตุผล จากข้อมูลการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่เสี่ยงสมั พนั ธ์กบั การติดเชือ้ เอชไอวีของกลุ่มนักเรียน
นักศึกษา ในปี 2561 พบรายงานผูป้ ่วยโรคตดิ ต่อทางเพศสัมพันธ์มากทส่ี ุด ในชว่ งอายุ 15-24 ปี คดิ เป็นร้อยละ 36.9
ซึ่งอยู่ในกลุ่มวัยรุ่น วัยเรียน และวัยเจริญพันธุ์ พบว่า วัยรุ่นมีแนวโน้มมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น โดยอายุเฉลี่ย 13-15 ปี
และไม่ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกประมาณร้อยละ 30 ส่วนข้อมูลพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัย
ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทั้งชายและหญิง ร้อยละ 76.9 และ 66.7 ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทั้งชายและหญิง ร้อยละ
74.1 และ 76.9 ระดบั ช้นั ประกาศนียบัตรวิชาชีพปที ่ี 2 ทั้งชายและ หญงิ ร้อยละ 69.5 และ 74.6 จากข้อมูลดังกล่าว
แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันวัยรุ่นมีทัศนคติและพฤติกรรมในเรื่องเพศเปลี่ยนไป วัยรุ่นเริ่มมีความรัก มีแฟน มี
เพศสัมพันธ์ครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อย บางคู่คบกันไม่นานก็มีเพศสัมพันธ์แล้ว และอาจมีคู่นอนมากกว่าหนึ่งคน
นอกจากนั้นยังมีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ในการมีเพศสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำเสี่ยงต่อ
โรคติดต่อทางเพศสัมพนั ธ์ ดงั นั้นในการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศควรทำให้วัยรนุ่ มีความสามารถและทักษะใน
การเข้าถึงข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สามารถวิเคราะห์ ประเมินการ
ปฏิบัติและการจัดการตนเอง รวมทั้งสามารถชี้แนะเรื่องสุขภาพส่วนบุคคล ครอบครัว และชุมชนเพื่อสุขภาพที่ดี
จะต้องอาศัยสอ่ื ทเี่ ข้าใจงา่ ย ทนั สมัย และเหมาะสมกับวยั
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลสื่อได้อย่างรวดเร็ววัยรุ่นได้รับความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ถุงยางอนามัย 2.
ให้ความรเู้ ก่ียวกบั การคุมกำเนดิ โดยวิธีการสวมใสถ่ ุงยางอนามยั ได้อยา่ งถูกวธิ ี
วิธีการศึกษา 1. ศึกษาและทบทวนปัญหาของวัยรุ่นในการเข้าถึงสื่อความรู้เพื่อป้องกันโรคติดต่อทาง
เพศสัมพันธ์และการต้ังครรภ์ก่อนไว้อันควร 2. ประชุมวางแผนการพฒั นาส่ือความรู้การเข้าถึงถุงยางอนามยั 3. จัดทำ
เนอ้ื หาของส่ือ โดยใหผ้ เู้ ชยี่ วชาญซ่ึงประกอบด้วยแพทย์ พยาบาลวิชาชพี นกั วิชาการคอมพิวเตอร์ ตรวจสอบความถูก
ตอ้ งของเนื้อหา และความเป็นไปได้ของเนื้อหาเพ่ือนำไปผลิต 4. ผลติ สอื่ ในรูปแบบ Motion graphic แผน่ ความรู้ โดย
ใช้คิวอาร์โค้ดเรื่องการใช้ถุงยางอนามัยปลอดภัย ไร้ท้อง ไร้โรค 4. ประเมินความเหมาะสมของสื่อการเรียนรู้โดยใช้
แบบประเมนิ ของเครื่องมือการสื่อสารและประชาสมั พันธ์ เพ่อื การเรียนรู้ Suitability assessment of materiel:SAM
5. ประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของสื่อการเรียนรู้ Motion graphic เรื่องการใช้ถุงยางอนามัย
ปลอดภัย ไร้ท้อง ไร้โรค 6. นำข้อเสนอแนะจากการพูดคุยและการแสดงความคิดเห็นของผู้ประเมินการใช้สื่อมา
ปรบั ปรงุ พฒั นาให้ดยี งิ่ ขึ้น
ผลการศึกษา 1. มี motion graphic และแผ่นความรู้ โดยใช้คิวอาร์โค้ด 2. ความพึงพอใจของผู้ใช้สื่อพบว่า
ร้อยละ 92.87 %
ข้อเสนอแนะ ควรจัดทำสื่อ Motion graphic เพิ่มเพื่อให้ครอบคลุมวิธีการคุมกำเนิดในหลากหลายวิธี และ
ควรสอดแทรกภาษามาลายูเพื่อให้สอดคลอ้ งกบั บริบทของพ้ืนท่ี
102 บทคัดย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามยั ส่งิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563
การคุมกำเนิดของหญิงต้ังครรภ์วยั รุน่ ในเขตสุขภาพที่ 1
ไพลนิ เชิญทอง , สมุ าลี สายบบุ ผา
การตง้ั ครรภว์ ัยรุ่นเป็นปัญหาสำคญั ท่ัวโลก โดยพบวา่ วัยรนุ่ หญิงมีการต้ังครรภ์และคลอดบุตรปีละ 16 ล้านคน
(WHO, 2013) ในประเทศไทยพบอตั ราการคลอดในวยั รุน่ อายุตำ่ กวา่ 20 ปี ในปพี .ศ. 2559-2561 คิดเปน็ ร้อยละ 14.2
12.9 11.5 ตามลำดับ ในปี 2561 วยั รุ่นคลอดบตุ รซ้ำ พบมาถึง 6,543 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 9 โดยจังหวัดในเขตสุขภาพ
ที่ 1 ที่มีอัตราคลอดของหญิงอายุ 15-19 ปีมากที่สุด คือจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร้อยละ 45.5 รองลงมาคือ จังหวัด
เชียงใหม่ ร้อยละ 35.1 และจังหวัดเชียงราย 32.7 (กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข, 2562) การ
ตง้ั ครรภใ์ นวัยรุ่นสง่ ผลกระทบเชงิ ลบต่อสุขภาพแม่วัยรุน่ และทารก เช่น การเสียชีวิตของมารดา การเสยี ชีวติ ของทารก
ทารกนำ้ หนักตำ่ กวา่ เกณฑ์ (สำนกั อนามัยการเจริญพันธ์ุ กรมอนามัย, 2560) ดงั นนั้ การปอ้ งกันปัญหาโดยการส่งเสริม
ใหว้ ยั ร่นุ ไม่มีเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งท่ีดีท่ีสุดแต่ปฏบิ ตั ิได้ยาก การคมุ กำเนิดจงึ เป็นวิธีการป้องกนั ปัญหาได้ คำแนะนำของ
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำว่าทางเลือกแรกในการคุมกำเนิดในวัยรุ่น คือการใช้ถุงยางอนามัย
ร่วมกับวิธีการคุมกำเนิดประเภทกึ่งถาวร ได้แก่ ห่วงอนามัยและยาฝังคุมกำเนิด เนื่องจากมีประสิทธิภาพสามารถ
คุมกำเนิดได้ในระยะเวลานาน แต่พบว่าวัยรุ่นมีการคุมกำเนิดในสัดส่วนที่ต่ำ (ต่ำกว่าร้อยละ 80 ตามเกณฑ์ของกรม
อนามยั ) ถงึ แม้นว่ารฐั บาลจะมีนโยบายให้วยั รุ่นได้รับการคุมกำเนดิ ฟรี ในสถานบรกิ ารสขุ ภาพของรัฐก็ตาม
วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาวิธีการคุมกำเนิดที่เคยใช้ก่อนตั้งครรภ์และเหตุผล และศึกษาการ
วางแผนคุมกำเนิดหลังคลอดบุตร วิธีการคุมกำเนิดที่วางแผนจะเลือกใช้และเหตุผล และเหตุผลในการเลือกใช้หรือไม่
ใชย้ าฝงั คุมกำเนดิ ของหญิงตงั้ ครรภว์ ัยร่นุ ในเขตสุขภาพท่ี 1
วธิ กี ารศกึ ษา เปน็ การศกึ ษาเชิงพรรณนา (descriptive study) กล่มุ ตัวอยา่ ง คอื หญิงตัง้ ครรภว์ ัยรุ่นอายุน้อย
กว่า 20 ปี ที่มาฝากครรภ์หรือคลอดทีโ่ รงพยาบาลรัฐในเขตสุขภาพที่ 1 (8 จังหวัด) จำนวน 396 คน เครื่องมือที่ใชใ้ น
การศึกษาสรา้ งข้นึ จากการทบทวนวรรณกรรม ผา่ นการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผ้ทู รงคณุ วฒุ จิ ำนวน 3 ท่าน
วเิ คราะห์ขอ้ มลู ด้วยสถติ ิเชิงพรรณนา นำเสนอดว้ ยจำนวนและรอ้ ยละ
ผลการศกึ ษา พบวา่ ขอ้ มูลทัว่ ไปของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุ 15-20 ปี รอ้ ยละ 95.45 อายุตำ่ สุด คือ 13 ปี
เกินคร่งึ มสี าม/ี แฟน เปน็ วัยรุ่น (อายุ 10-20 ป)ี รอ้ ยละ 62.12 ซง่ึ เม่ือต้งั ครรภ์ได้เรียนต่อ รอ้ ยละ 62.12 กลุ่มตัวอย่าง
ส่วนใหญ่เป็นคนไทยร้อยละ 81.31 ชาติพันธุ์ร้อยละ 16.41 และต่างด้าวร้อยละ 2.27 การประกอบอาชีพ ร้อยละ
43.69 ไม่ได้ประกอบอาชีพ ซ่ึงแหล่งทีม่ าของรายได้มาจากสามี/แฟน ร้อยละ 63.38 การตง้ั ครรภพ์ บว่า ตั้งครรภ์แรก
ร้อยละ 87.63 ครั้งที่ 2 ขึ้นไป ร้อยละ 12.37 สาเหตุที่ต้ังครรภ์ คือ ตั้งใจตั้งครรภ์ ร้อยละ 43.94 และไม่ได้ตั้งใจ ร้อย
ละ 56.06 เหตทุ ่ีไม่ไดต้ ั้งใจตั้งครรภ์ คอื ไม่ไดป้ ้องกันหรือคุมกำเนิดร้อยละ 53.60 รองลงมาคือ เกิดความผิดพลาดใน
การคุมกำเนิด ร้อยละ 50.45 ข้อมูลการคุมกำเนิดก่อนการตั้งครรภ์ กลุ่มตัวอย่างมกี ารคมุ กำเนิดเพยี ง ร้อยละ 61.11
สว่ นใหญ่เลอื กวธิ ีการกินยาเมด็ คุมกำเนิด รอ้ ยละ 62.40 รองลงมาคือ ใช้ถุงยางอนามยั ร้อยละ 35.54 เหตผุ ลเน่ืองจาก
หาซ้อื ง่าย (ร้อยละ 64.64) การวางแผนคมุ กำเนิดหลงั คลอดบุตร กลุม่ ตวั อยา่ งเลอื กท่ีจะคุมกำเนิด รอ้ ยละ 95.71 ดว้ ย
วธิ ียาฝงั คมุ กำเนิด ร้อยละ 51.98 รองลงมาคือ ยาฉดี คมุ กำเนิด ร้อยละ 62.45 เหตผุ ลเน่ืองจากมีประสิทธิภาพในการ
คุมกำเนิดได้นาน (ร้อยละ 46.97) และได้รับการสนับสนุนฟรีจากภาครัฐ (ร้อยละ 43.01) แต่เหตุผลที่ไม่ใช้ยาฝัง
คุมกำเนิด คือ ต้องการที่จะคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นๆ (ร้อยละ 63.10) กลัวผลข้างเคียงของยา (ร้อยละ 29.53) และมี
ทศั นคตทิ ่ไี ม่ดีตอ่ การฝงั ยา (ร้อยละ 23.53)
ข้อเสนอแนะ ได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการคุมกำเนิดก่อนตั้งครรภ์ และการวางแผนการคุมกำเนิดหลังคลอด
บุตรของหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น และเหตุผลของการคุมกำเนิด สามารถนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนจัดทำโครงการให้หญิง
ต้ังครรภว์ ยั รนุ่ มคี วามรอบรดู้ ้านสุขภาพในการป้องกันการตัง้ ครรภ์ และมกี ารคมุ กำเนิดเพ่ิมมากข้ึน
คำสำคัญ (keyword) การคุมกำเนดิ , หญิงตงั้ ครรภว์ ัยรุ่น
บทคัดย่อการประชมุ วชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั สงิ่ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครัง้ ที่ 13 ประจำปี 2563 103
การดำเนนิ งานสร้างความรอบรดู้ ้านการปอ้ งกนั และแก้ไขปญั หาการต้ังครรภใ์ นวัยรนุ่
โดยเทคนคิ คา่ กลาง ในพน้ื ที่รบั ผิดชอบศนู ยอ์ นามยั ที่ 7 ขอนแกน่ ปีงบประมาณ 2562
OPERATIONS TO CREATE KNOWLEDGE AND PREVENTION TO SOLUTION FOR PREGNANCY
PROBLEMS IN TEENAGE BY NORM TECHNIQUE IN REGIONAL HEALTH CENTER 7 KHONKAEN
นรินทร มาตรา
ศนู ย์อนามัยท่ี 7 ขอนแก่น
หลักการและเหตุผล ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาวัยรุ่นในระดับจังหวัด
อำเภอ ตำบล ชุมชน โรงเรียน และครอบครัว รวมทั้งพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน
พฒั นาการสง่ เสรมิ สขุ ภาพวัยร่นุ
วัตถปุ ระสงค์ เพื่อพัฒนาการดำเนินงานด้านปอ้ งกนั และแก้ไขปัญหาการต้งั ครรภ์ในวยั รนุ่ โดยเทคนิคคา่ กลาง
วิธกี ารศกึ ษา การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ กลมุ่ ตวั อยา่ ง ไดแ้ ก่ ผ้รู บั ผิดชอบงานดา้ นสาธารณสขุ เจา้ หนา้ ที่บ้านพกั
เด็กและครอบครัว องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชนครูและแกนนำสภานักเรียนรวม 70 คน
โดยมีการดำเนินงาน 3 ระยะ คือ 1) วิเคราะห์สถานการณ์และวางแผน 2) ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ใช้เทคนิคค่า
กลางในการพัฒนา ให้สอดคล้องบริบทของพื้นที่ โดย ภาคีเครือข่ายบูรณาการงานทั้งบุคลากร งบประมาณ และ
ทรัพยากรต่างๆ 3) ประเมินผลกระบวนการและเสนอแนวทางปฏิบัติเพื่อการพัฒนาต่อไป เก็บข้อมูลโดยใช้ แบบ
บันทึกข้อมูลและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ข้อมลู เชิงคุณภาพใชก้ ารวิเคราะห์เชงิ เน้ือหา
ผลการวิจัย ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือในกระบวนการดำเนินงานร่วมคิด วิเคราะห์ วางแผน
ดำเนินการ และติดตามประเมินผล การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอย่างเป็นรูปธรรม จัดทำ
แผนปฏิบัติการการดำเนินงานสร้างความรอบรู้ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นโดยเทคนิคค่า
กลางประกอบไปด้วย กจิ กรรม 1) การเฝ้าระวัง/คัดกรอง 2)การใชม้ าตรการทางสังคม 3) กจิ กรรมการจัดการสุขภาพ
กลุ่มวัย 4) กิจกรรมการจัดการสภาวะแวดล้อม 5) การสื่อสารเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 6)การปรับปรุงโครงการ
วิธีการดำเนินงาน งบประมาณ วิธีการประเมินท่ีชัดเจนทุกกิจกรรม จากการประเมินผล พบว่า ภาคีเครือข่ายทุกภาค
สว่ นมรี ะดับความพงึ พอใจต่อการดำเนินงานในระดับดีมาก แผนปฏบิ ัตกิ ารนำไปใช้ในพ้นื ทไ่ี ด้จรงิ
ข้อเสนอแนะ บุคลากรสาธารณสุขนำแผนปฏิบัติการที่ได้จากการพัฒนาครั้งนี้ไปใช้ในการจัดทำโครงการด้าน
สง่ เสริมสขุ ภาพ และสรา้ งเสริมสิง่ แวดล้อมท่ปี ลอดภัยสำหรบั วยั ร่นุ ในชมุ ชนอยา่ งย่ังยืน และขยายไปยงั ชุมชนอ่ืนตอ่ ไป
คำสำคัญ: การวิจัยเชงิ ปฏบิ ัติการ, การปอ้ งกันการตงั้ ครรภ์ในวัยรุ่น, คา่ กลาง
104 บทคัดย่อการประชุมวิชาการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563
การพฒั นาคู่มอื การดำเนนิ งานโรงเรียนรอบรสู้ ุขภาพดี มีความสขุ ศูนย์อนามัยท่ี 11 นครศรธี รรมราช
THE DEVELOPMENT OF THE OPERATION MANUAL FOR HAPPINESS HEALTH LITERATE
SCHOOL HEALTH PROMOTING CENTER 11 NAKHON SI THAMMARAT
วนั ชยั เย่ียงกลุ เชาว์
ศนู ย์อนามัยท่ี 11 นครศรีธรรมราช
หลักการและเหตุผล กลมุ่ งานวยั เรียน ศนู ยอ์ นามยั ที่ 11 ไดร้ ่วมกบั ภาคเี ครือขา่ ย คดิ รูปแบบในการพัฒนาการ
ดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ให้ครอบคลุมโดยการบูรณาการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนต้นแบบนักเรียน
ไทยสุขภาพดี และโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ จึงมีแนวคิดในการพัฒนาคู่มือการดำเนินงานโรงเรียนรอบรู้สุขภาพดี
มคี วามสุข
วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์การส่งเสริมสุขภาพวัยเรียน และความต้องการพัฒนาด้านการส่งเสรมิ
สุขภาพในโรงเรียน 2) เพื่อพัฒนาคู่มือการดำเนินงานโรงเรียนรอบรู้สุขภาพดี มีความสุข และ 3) เพื่อหาประสิทธิภาพ
ของคมู่ อื การดำเนนิ งานโรงเรยี นรอบรูส้ ุขภาพดี มคี วามสขุ
วิธีการศึกษา การวจิ ัยเชิงพัฒนา เกบ็ ขอ้ มูลโดยใชก้ ารประชมุ กลุม่ แบบประเมินคุณภาพคู่มอื และแบบประเมนิ
ประสิทธิภาพและความพึงพอใจต่อคู่มือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (Standard Deviation)
ผลการศกึ ษา พบว่า 1) สถานการณ์การส่งเสริมสุขภาพวัยเรียน อยูร่ ะดับปานกลาง ( X = 3.24, S.D. = 0.76)
และความต้องการพัฒนาด้านการส่งเสริมสุขภาพในโรงเรียน อยู่ระดับมาก ( X = 4.38, S.D. = 0.62) 2) ผลการ
พัฒนาคู่มือการดำเนินงานโรงเรียนรอบรู้สุขภาพดี มีความสุข คู่มือมีองค์ประกอบและเนื้อหา 2 ส่วน คือ 1) ส่วนนำ
ของคู่มือ ประกอบดว้ ย ปก พระบรมราโชวาท คำนำ สารบัญ และ 2) ส่วนสาระสำคญั ของคมู่ ือ มเี น้ือหาประกอบด้วย
บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 พฒั นาการโรงเรยี นส่งเสริมสุขภาพสูโ่ รงเรยี นรอบร้สู ุขภาพดี มคี วามสุข บทที่ 3 ก้าวสู่โรงเรียน
รอบรู้สุขภาพดี มีความสุข บทที่ 4 มาตรฐานโรงเรียนรอบรู้สุขภาพดี มีความสุข บทที่ 5 การดำเนินงานเสริมสร้าง
ความรอบรู้สุขภาพวัยเรียน และภาคผนวก โดยผ่านการประเมินความเหมาะสมด้านองค์ประกอบและเนื้อหา ด้าน
ภาษา และด้านรูปแบบ จากผู้ทรงคุณวุฒิ 8 ท่าน ผลการประเมินความเหมาะสมโดยรวมอยู่ระดับมาก ( X = 4.03,
S.D. = 0.56) 3) ผลการหาประสิทธิภาพของการพัฒนาคู่มือการดำเนินงานโรงเรียนรอบรู้สุขภาพดี มีความสุข จาก
ผู้เกี่ยวข้อง 3 ภาคส่วน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน/ครูอนามัยโรงเรียน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข สำนักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษา ท่ผี า่ นการทดลองใช้คมู่ ือ ในด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ ด้านความเป็นประโยชน์
โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.64, S.D. = 0.60) และระดับความพึงพอใจต่อคู่มือแนว
ทางการดำเนนิ งานโรงเรียนรอบร้สู ขุ ภาพดี มคี วามสขุ โดยภาพรวมอย่รู ะดับมากที่สดุ ( X = 4.76, S.D. = 0.43)
ข้อเสนอแนะ การพัฒนาคู่มือ ควรมีการพัฒนาบนพื้นฐานสภาพปัญหา และความต้องการของนักเรียน
สถานศกึ ษา และผลกั ดันใหเ้ ป็นนโยบายเพ่อื ใหห้ นว่ ยงานท่เี กี่ยวขอ้ งสามารถนำไปปฏิบตั ไิ ด้
คำสำคัญ : โรงเรยี นรอบรสู้ ุขภาพดี มคี วามสขุ
บทคดั ยอ่ การประชมุ วิชาการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามัยส่งิ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563 105
รูปแบบการสรา้ งแกนนำในการป้องกนั การต้ังครรภใ์ นวยั รุน่ เครอื ขา่ ยโรงพยาบาลบ้านแพง
ปภาดา บญุ ทา
โรงพยาบาลบา้ นแพง จงั หวัดนครพนม
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ยังพบใน
พื้นทอ่ี ำเภอบ้านแพง จากข้อมลู ปี 2559-2560 อตั ราการคลอดของวยั รนุ่ อายุ 10-14 ปี 1.9 และ 1.77 ต่อพนั อตั ราการ
คลอดของหญิงอายุ 15-19 ปี 19.35 และ 44.17 ต่อพัน และอัตราการตั้งครรภ์ซ้ำในหญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ
16.67 และ 13.21 จากปัญหาดังกล่าวโรงพยาบาลบ้านแพงได้จัดตั้งคลินิกเพื่อนใจวัยรุ่นขึ้น แต่ยังไม่สามารถเข้าถึง
วยั รนุ่ ได้ทุกกลุ่มทุกพืน้ ท่ี จึงเกดิ แนวคดิ การสร้างแกนนำขึน้ เพอื่ ใหเ้ ขา้ ถึงบคุ คลกลมุ่ นี้ ซ่ึงเป็นกลุม่ วัยทม่ี ีพฤตกิ รรมเรยี น
แบบเพื่อนหรือแกนนำ
วัตถปุ ระสงค์ เพือ่ ศกึ ษารปู แบบการสร้างแกนนำในการปอ้ งกันการต้ังครรภใ์ นวยั รุ่นเครอื ข่ายโรงพยาบาลบา้ นแพง
วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เลือกเข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจคือ แกนนำเยาวชน
โรงเรียนบา้ นแพงพทิ ยา 10 คน โรงเรียนดอนกลาง 10 คน แกนนำในชมุ ชน 20 คน ระยะเวลาตั้งแต่ 1 ตุลาคม
2561 – 30 กันยายน 2562 มีขั้นตอนดำเนินการ 4 ระยะคือ 1) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยพฤติกรรมวัยรุ่น
วิเคราะห์สถานการณ์/ บริบทพื้นที่/ ประชุมผู้รับผิดชอบงานวัยรุ่น 11 คน ผู้บริหารโรงเรียน 8 คน แกนนำ
เยาวชน 10 คน ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียน 2) พัฒนาศักยภาพเจา้ หนา้ ที่โดยการ
ส่งเข้ารับการอบรมหลักสูตรพัฒนาวิทยากรจากเขตสุขภาพที่ 8 3) จัดการอบรมแกนนำ 4) ประเมิลผลการ
ดำเนนิ การ เคร่อื งมือทใ่ี ช้คือ แบบบันทกึ ผลการปฏิบตั ิงานและแบบสอบถาม วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใช้สถิติ ร้อยละ
คา่ เฉลย่ี คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)
ผลการศึกษา 1) ได้ข้อสรุปปัญหาคือการเข้าไม่ถึงกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่นอกระบบโรงเรียน แกนนำจึงร่วมกัน
จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพศศึกษารอบด้านในชุมชน 3 แห่ง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในศูนย์ฯ เกิดกลุ่มดนตรี-กีฬาใน
หมูบ่ า้ น มกี ลุ่มเฟสบคุ๊ ใหค้ ำปรกึ ษา และมวี ยั รุ่นขอรับคำปรึกษาเร่อื งปอ้ งกันการตงั้ ครรภ์ 18 ราย ปญั หาอน่ื ๆ 17
ราย เยาวชนแกนนำเป็นต้นแบบที่ดี เล่นดนตรี-กีฬา เต้นบีบอย ไปแข่งขันได้รับรางวัลในระดบั อำเภอ/จังหวัด
และร่วมจัดรายการวิทยุสวัสดีนครพนมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 2) แกนนำที่ผ่านการอบรม มีความรู้เรื่อง
เพศศึกษา/การป้องกนั การตัง้ ครรภ์เพม่ิ ขน้ึ มากกวา่ ก่อนการอบรมอย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิติ (p < 0.05)
3) อัตราการคลอดของวยั รนุ่ อำเภอบา้ นแพง 14.14 ต่อพันประชากรหญิง 15-19 ปี (จากเดมิ 41.14)
ข้อเสนอแนะ รูปแบบการป้องกันปัญหาการต้ังครรภ์ในวัยรุ่นโดยการมีส่วนร่วมของแกนนำ ทำให้วัยรนุ่
เข้าถึงบริการซึ่งจะต้องดำเนินการขยายศูนย์เรียนรู้เพศศึกษารอบด้านสู่ชุมชนอื่นต่อไป การดำเนินงานส่งเสรมิ
สุขภาพในกลมุ่ วัยร่นุ วยั เรยี นต้องใช้รูปแบบการดำเนินการท่หี ลากหลายและเนน้ การมสี ว่ นรว่ ม
คำสำคัญ (keyword) ; รูปแบบ, แกนนำ, การต้ังครรภใ์ นวยั รุน่
106 บทคัดย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามัยส่งิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563
การศกึ ษาการดำเนนิ งานป้องกนั และแก้ไขปัญหาการตั้งครรภใ์ นวยั รุ่นของกลไกคณะกรรมการพัฒนา
คุณภาพชวี ิตระดับอำเภอ (พชอ.)
A STUDY OF PREVENTIVE IMPLEMENTATION AND PROBING THE TEENAGE PREGNANCY
PROBLEMS OF DISTRICT HEALTH BOARD: DHB
ภัทรพงศ์ ชูเศษ, นฎาประไพ สาระ และอรอมุ า ทางดี
สำนกั อนามยั การเจริญพันธุ์
ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 และมีการ
ขับเคลื่อน “อำเภออนามัยการเจริญพันธุ์” และกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.)
มีเป้าหมายลดการต้ังครรภ์ในวัยรุน่ อายุต่ำกว่า 20 ปี การศึกษานีม้ ีวัตถปุ ระสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินงานป้องกันและ
แก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของกลไก พชอ. โดยเป็นการวิจัยประเมินผลด้วยวิธีแบบผสมผสาน (mixed
methods) มีการศึกษา ทัง้ เชิงปริมาณดว้ ยแบบสอบถาม และการศกึ ษาเชงิ คุณภาพด้วยการประชุมถอดบทเรียนจาก
การสนทนากลุ่ม เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามส่งทางไปรษณีย์และออนไลน์ครอบคลุม พชอ. 878
แห่ง และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่มเพื่อถอดบทเรียนใน พชอ. 2 แห่ง โดยข้อมูล
เชิงปริมาณนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถ่แี ละร้อยละ คา่ เฉลีย่ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
และขอ้ มูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะหเ์ น้ือหา
ผลการศึกษา จากการเก็บรวบรวมแบบสอบถาม ผู้ให้ข้อมูลร้อยละ 47.7 เป็นสาธารณสุขอำเภอหรือผู้แทน
รองลงมาคือ เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล ซึ่งสูงถึงร้อยละ 96.6 ระบุว่ายังมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันและ
แกไ้ ขปัญหาการต้ังครรภ์ของวยั รุน่ อย่างต่อเน่ืองผ่านกลไกคณะกรรมการอำเภออนามัยเจริญพันธุ์ และคณะกรรมการ
พชอ. โดยกิจกรรมที่ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง คือ คลินิกวัยรุ่น การรณรงค์ การอบรมให้ความรู้
การประชาสัมพันธ์ การอบรมแกนนำ/พ่อแม่ และการจัดหน่วยเคลื่อนที่ให้ความรู้ สำหรับการให้ความสำคัญใน
ประเด็นวัยรุ่นและการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของ พชอ. พบว่า มีร้อยละ 41.1 ที่ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ข้อมูลเชิง
คุณภาพหนุนเสริมข้อมูลเชิงปริมาณในประเด็นหลัก ๆ คือ บทบาทของ พชอ. จาก 2 พื้นที่ เห็นได้ชัดเจนถึงความ
ต่อเนื่องและประสิทธิผลของการดำเนินงานท่ีเกิดจาก 1) การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องท่มี ีเจ้าหน้าทที่ ี่เกาะติดมาต้ังแต่
เริ่มขับเคล่ือน 2) การขบั เคล่ือนทำมาอยา่ งต่อเนื่องดว้ ยการเห็นความสำคัญในปัญหาของพ้ืนที่และการหนุนเสริมจาก
ภายนอกให้ขับเคลื่อน ดังนั้นคณะกรรมการอำเภออนามัยเจริญพันธุ์จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำให้การ
ดำเนินงานเป็นอย่างต่อเนื่องได้ แม้ พชอ. จะไม่ได้รับเป็นวาระเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา 3) การมีระบบการ
ดำเนินงานที่ลงตัวในระบบบริการปกติและมีการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ในแผนปกติและได้รับงบประมาณ
สนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆ 4) สัมพันธภาพของภาคีเครือข่ายที่เป็นแบบไม่เป็น
ทางการและมีส่วนร่วมในการทำงานทุกเรื่อง และ 5) การจัดทำข้อมูล ซึ่งเป็นพื้นฐานการทำงานที่ทำให้เกิดความ
ตระหนักและเปน็ เครื่องมอื ในการติดตามกำกบั ให้เกิดการเปลย่ี นแปลง
ข้อเสนอแนะ เชิงนโยบายต่อหน่วยงานส่วนกลางในการสนับสนุนทางวิชาการ สสอ. เป็นหน่วยถ่ายทอด
นโยบายและประสานงานเพื่อการดำเนินงานมีประสิทธิภาพ รพช. มีการจัดระบบบริการที่เป็นมิตร ทำให้
กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงได้ง่าย การจัดทำข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อน สถาบันการศึกษามีการบูรณาการลง
ในหลกั สตู รและการจัดกิจกรรมของโรงเรียน การจัดสิง่ แวดล้อมที่เอ้ือต่อการสรา้ งภูมิคมุ้ กันและช่วยเหลือเด็ก การให้
ความสำคัญของผู้บริหาร รพ.สต. มีการดำเนินงานทั้งเชิงรับและเชิงรุก เข้าถึงเด็กวัยรุ่น ครอบครัวและชุมชน
และ อปท. ควรให้การสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการพัฒนาสภาเด็กและเยาวชนให้เข้มแข็งและ
การจัดพื้นทีส่ รา้ งสรรคใ์ ห้เด็ก
คำสำคัญ : การต้ังครรภ์ในวยั รุ่น คณะกรรมการพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตระดับอำเภอ (พชอ.)
บทคัดย่อการประชมุ วชิ าการสง่ เสริมสุขภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2563 107
การส่งเสริมสุขภาพดา้ นโภชนาการเดก็ วัยเรียน สูงดีสมส่วนในโรงเรียนส่งเสริมสขุ ภาพ
ระดับเพชรต่อเนื่อง 2 สมัยขึ้นไป
สายสนุ ี เจรญิ ศลิ ป์
กลุม่ พฒั นาการส่งเสรมิ สุขภาพเดก็ วัยเรยี น
ความเป็นมา/หลักการและเหตุผล แนวคิดการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ เป็นการพัฒนาที่มีความ
ครอบคลุมทุกมิติด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของทุกคนทั้งในโรงเรียนและชุมชน ให้
สามารถนำความรู้และทักษะด้านสุขภาพมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยการดูแลใส่ใจสุขภาพของตนเองและผู้อ่ืน
รวมท้งั สามารถตดั สินใจในการควบคมุ สภาวการณท์ ี่มีผลกระทบต่อสุขภาพ สมาชิกในชุมชนมีสุขภาพกายและสขุ ภาพจติ ทีด่ ี
อยใู่ นสิง่ แวดลอ้ มที่สะอาดและปลอดภัย โดยใชฐ้ านคิดการดำเนินงานอนามัยโรงเรยี น (School Health Program) ไดแ้ ก่ สุข
ศกึ ษาในโรงเรียน อนามัยแวดลอ้ มในโรงเรียน บริการอนามัยโรงเรยี น และความสมั พันธ์ระหว่างบา้ นและโรงเรียน ซึ่งตอ่ มมา
มีการยกระดับเกณฑ์มาตรฐานการประเมินโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร ตั้งแต่ปีงบประมาณปี 2556 โดยมีแนว
ทางการประเมนิ ให้ชัดเจน สอดคลอ้ งกับบริบทโรงเรียนและสถานการณป์ ัญหาสุขภาพนักเรียน มตี วั ชว้ี ัดท่เี น้นการการวดั ผล
ทางสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของนกั เรียน และผลการดำเนนิ งานตามนโยบายของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
จากข้อมูลภาวะสุขภาพ รายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข (HDC) เขตสุขภาพที่ 3
พบว่าปัญหาโภชนาการยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอยา่ งต่อเน่อื ง ขอ้ มูล 3 ปี ย้อนหลงั ปี 2550 – 2562 (ข้อมลู เดอื นกนั ยายน ของ
ทกุ ป)ี พบว่า ร้อยละของเดก็ วยั เรยี นวยั รุ่นอายุ 6-14 ปี สูงดสี มส่วนลดลงอยา่ งต่อเนอื่ ง คือ รอ้ ยละ 64.4, รอ้ ยละ 62.9, และ
ร้อยละ 59.0 ตามลำดบั ดงั น้ันกลมุ่ พฒั นาการส่งเสริมสุขภาพเด็กวยั เรียน ศนู ยอ์ นามัยที่ 3 นครสวรรค์จงึ ความสนใจศึกษา
ปัจจยั แห่งความสำเรจ็ ในการดำเนินงานในโรงเรยี นสง่ เสริมสุขภาพระดับเพชรเพือ่ ใหภ้ าวะโภชนาการของนกั เรียนดีต่อเน่ือง
อยใู่ นคา่ เปา้ หมาย เพอ่ื สรปุ เป็นแนวทางขบั เคลอื่ นการแกไ้ ขปัญหาโภชนาการนักเรยี นในเขตสุขภาพท่ี 3 ตอ่ ไป
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาด้าน
โภชนาการในโรงเรียนสง่ เสรมิ สุขภาพระดบั เพชรต่อเน่ือง 2 สมยั ข้ึนไป
วธิ กี าร 1. ศกึ ษาแนวทางและกรอบการดำเนนิ งานจากคมู่ ือโรงเรยี นสง่ เสรมิ สุขภาพระดับเพชร
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2558) 2. รวบรวมรายชื่อโรงเรียนส่งเสริสุขภาพระดับเพชรสมัยที่ 2 ขึ้นไป ย้อนหลัง 3 ปีเพือ่ ศึกษาการ
ดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพแต่ละโรงเรียน 3. ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องการสง่ เสริมด้านโภชนาการ ดังนี้ 3.1 ปัจจัยที่เกีย่ วขอ้ ง
นโยบายด้านโภชนาการ เช่น นโยบายของโรงเรียน แกนนำ/ชมรมโดยนักเรียน และกิจกรรมที่ชุมชน/ครอบครัวมีส่วนร่วม
3.2 โครงงานส่งเสริมสขุ ภาพ 3.3 กจิ กรรมตา่ งตา่ งๆ เชน่ กิจกรรม 3 อ. 4.สรปุ บทเรยี นผู้เก่ยี วขอ้ งและปจั จยั แห่งความสำเร็จ
ของโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดบั เพชร ในการจดั การดา้ นโภชนาการ
ผลการศึกษา 1. จากการศึกษาและทบทวนวรรณกรรมพบว่า แนวทางและกรอบการดำเนินงานจากคู่มือโรงเรียน
สง่ เสรมิ สุขภาพระดับเพชร แบ่งได้ตามแผนภมู ิที่ 1 ดงั นี้
โรงเรียนสง่ เสริม
สุขภาพระดบั เพชร
กรอบการดำเนนิ งาน องค์ประกอบ/ตวั ช้วี ัด
โรงเรยี นส่งเสรมิ สุขภาพระดบั เพชร มาตรฐาน 3 ดา้ น 19 ตัวชว้ี ัด
มาตรฐานที่ 1 การดำเนนิ งานโรงเรยี นส่งเสริมสขุ ภาพ : ตัวชวี้ ดั ที่ 1
มาตรฐานที่ 2 การดำเนินงานสุขภาพของนกั เรียนแกนนำ : ตัวชวี้ ัดที่ 2 และ 3
มาตรฐานที่ 3 ผลสำเร็จของการดำเนนิ งาน
3.1 ภาวะสขุ ภาพนกั เรียน: ตวั ช้ีวัดท่ี 4 – 10
3.2 โครงการแกไ้ ขปัญหาในโรงเรียน : ตวั ชี้วัดท่ี11
3.3 งานตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสขุ
1) นำ้ บรโิ ภคปลอดภยั และเพยี งพอ : ตวั ชีว้ ดั ที่ 12
2) สุขาน่าใช:้ ตัวชวี้ ดั ที่13
3) โภชนาการและสขุ าภบิ าลอาหาร : ตวั ชว้ี ัดท่ี14, 15, 16
4) การปอ้ งกนั อุบัตเิ หตุ : ตวั ช้ีวดั ที่17
5) การป้องกันและแก้ไขมลภาวะที่มีผลกระทบต่อสขุ ภาพ : ตวั ชว้ี ดั ที่18, 19
108 บทคดั ย่อการประชุมวิชาการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563
2. รายชอ่ื โรงเรียนสง่ เสริสุขภาพระดบั เพชรสมยั ที่ 2 ขน้ึ ไป ย้อนหลัง 3 ปี คือปี พ.ศ.2560 - 2562 ดงั ตารางที่ 1 ดงั น้ี
ปี โรงเรยี นสง่ เสรมิ สุขภาพระดบั เพชรสมยั ท่ี 2 โรงเรยี นสง่ เสรมิ สขุ ภาพระดบั เพชรสมยั ท่ี 3
ปี 2560 - -
ปี 2561 โรงเรียนชุมชนวัดหว้ ยรว่ ม -
โรงเรยี นบ้านหนองไผ่
โรงเรยี นวังแขมวทิ ยาคม
ปี 2562 โรงเรยี นนิคมสรา้ งตนเอง ๑ (ทุง่ โพธท์ิ ะเล) โรงเรยี นปางศิลาทองศึกษา
โรงเรยี นบา้ นหว้ ยเปล้า
โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร
5 3 2
0 ปี 2561 ปี 2562
0
ปี 2560
สมัยท่ี 2 สมยั ท่ี 3
จากรวบรวมรายช่ือโรงเรยี นสง่ เสริสุขภาพระดบั เพชรสมัยที่ 2 ขน้ึ ไป ย้อนหลัง 3 ปี พบว่ามีแนวโน้มการเข้า
ร่วมประเมนิ โรงเรียนส่งเสรมิ สุขภาพระดบั เพชรเพ่ิมมากข้นึ จาก ปี 2560 โดยแบ่งเปน็ โรงเรยี นสง่ เสรมิ สุขภาพระดับ
เพชรสมยั ที่ 2 จำนวน 5 แห่ง และโรงเรยี นส่งเสริมสขุ ภาพระดับเพชรสมัยท่ี 3 จำนวน 1 แหง่ ซึง่ ศึกษาแนวทางและ
กรอบการดำเนินงานโรงเรยี นส่งเสริมสขุ ภาพระดับเพชร พบวา่ ปจั จัยสำคญั ในการสร้างโรงเรียนส่งเสริมระดับเพชร
ซึ่งทุกแห่งแสดงข้อมูลประกอบการประเมินด้านภาวะโภชนาการ นักเรียนมีน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง( W/H)
เกินเกณฑ์ (เริ่มอ้วนและอ้วน) ไม่เกินรอ้ ยละ 7 และนักเรียนมีส่วนสูงตามเกณฑอ์ ายุ (H/A) ต่ำกว่าเกณฑ์ (ค่อนข้าง
เต้ียและเตย้ี ) ไมเ่ กนิ รอ้ ยละ 5 ประกอบไปด้วย
ตวั บคุ คล การบริหารจดั การ ทรัพยากร
- ผู้อำนวยการ - การวางแผน - เงนิ
- ครผู รู้ ับผิดชอบ - การจดั องคก์ ร - แหล่งทรพั ยากรอนื่ ๆ
- นกั เรียน - การนำ - การสนับสนนุ จากองค์กรภายนอก
-เจ้าหน้าที่สาธารณสขุ -การควบคมุ
-การมสี ่วนร่วมบคุ คลภายนอก เชน่ ผปู้ กครอง
3. จากการวิเคราะหป์ ัจจยั ท่ีเกย่ี วข้องกบั การสง่ เสริมด้านโภชนาการ เชน่ โครงงาน กจิ กรรม 3 อ. นโยบายดา้ นโภชนาการ
มาตรการ การมสี ่วน โครงงานเกย่ี วกบั กจิ กรรม 3 อ.
ตา่ งๆ รว่ ม โภชนาการ
โรงเรยี น ออกกำลัง อารมณ์ อาหาร
กาย
โรงเรียนชุมชนวัดหว้ ย √ √ √ √ √√
ร่วม
โรงเรยี นบา้ นหนองไผ่ √ √ - √ √√
โรงเรียนวังแขมวทิ ยาคม √ √ - √ √√
โรงเรียนนคิ มสร้าง √√ √ √ √√
ตนเอง 1 (ทงุ่ โพธิ์ทะเล)
โรงเรยี นบ้านหว้ ยเปลา้ √ √ √ √ √√
โรงเรยี นปางศลิ าทอง √ √ √ √ √√
ศกึ ษา
จากการวเิ คราะหพ์ บวา่ โรงเรียนตา่ งๆมโี ครงการสง่ เสรมิ สขุ ภาพด้านโภชนาการ ร่วมกบั กจิ กรรม 3 อ. คอื ออกกำลัง
กาย อารมณ์ อาหาร คิดเป็น 100% และส่งผลให้นักเรียนมีสุขภาพที่ดี มีภาวะโภชนาการผ่านตามเกณฑ์ โดย
ผู้บริหารโรงเรียนชี้แจง ครู นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาที่มีผู้นำชุมชนและผู้สนใจ บุคลากร
บทคัดยอ่ การประชมุ วิชาการสง่ เสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563 109
สาธารณสุข และผู้แทนองค์กรในชุมชนงานส่งเสรมสุขภาพเป็นกรรมการ โดยมีการวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพ/
ความต้องการของนักเรียน บุคลากรในโรงเรียน ผู้ปกครองและชุมชน เพื่อนำมากำหนดประเด็นดำเนินการจัดทำ
แผน กำหนดการติดตามผล กระตุ้นให้นักเรียนดำเนินการ กำกับติดตามภาวะสุขภาพโดยผู้ปกครอง และปรับ
แผนงานกิจกรรมเพือ่ แก้ไขข้อบกพร่องในการดำเนินงานเปน็ ประจำต่อเนื่อง
4. จากการถอดบทเรียนผเู้ กย่ี วข้องและปัจจัยแห่งความสำเร็จของโรงเรียนส่งเสรมิ สขุ ภาพระดับเพชร ในการ
จดั การดา้ นโภชนาการ พบวา่ ตอ้ งประกอบไปดว้ ยหลายปัจจยั รวมกัน ดังนี้
ปัจจยั แหง่ การวางแผน - ผอู้ ำนวยการ
ความสำเร็จ การจัดองคก์ ร - ครผู รู้ บั ผดิ ชอบ
- นักเรยี น
การนำ -เจา้ หนา้ ที่สาธารณสขุ
การควบคมุ -การมสี ว่ นร่วมบุคคลภายนอก เช่น
ผปู้ กครอง
ปัจจยั แห่งความสำเร็จของจัดการดา้ นโภชนาการคอื บุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวขอ้ งทุกส่วน เชน่ ผู้อำนวยการ ครู
ผู้รับผิดชอบ นักเรียน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้ปกครอง ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยในการขับเคล่ือนร่วมกันโดย
การใช้หลักการตา่ งๆ ตามทส่ี รปุ คือ การวางแผน การจดั การองค์กร การนำ การควบคมุ และทส่ี ำคัญคอื การติดตาม
และการประเมินผล ซง่ึ เมอื่ เกดิ ส่ิงต่างๆเหล่านแี้ ล้วกจ็ ะทำให้โครงการต่างๆประสบความสำเร็จตามวตั ถุประสงค์
5. จดั ทำขอ้ เสนอแนะประชาสัมพันธบ์ ทเรียนแหง่ ความสำเร็จ ใหแ้ กโ่ รงเรียนรอบรูด้ ้านสขุ ภาพ เพื่อขยายผล
และเพื่อยกระดับเข้าสู่การประเมินโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร โดย ชี้แจงขั้นตอนการดำเนินงานตาม
องค์ประกอบแห่งความสำเร็จ ตามที่ได้ถอดบทเรียน คือ การวางแผน การจัดการองค์กร การนำ การควบคุม และ
การประเมินผลติดตาม เมื่อมีการประชุมโรงเรียนรอบรูด้ ้านสุขภาพเพื่อกระตุ้นเตือนให้เกิดแรงผลักดันในการเข้าสู่
โรงเรียนสง่ เสริมสุขภาพระดบั เพชร ปจั จัยสำคญั คอื ผบู้ รหิ ารเห็นความสำคญั มีนโยบายชัดเจน อยา่ งต่อเนอื่ ง
ข้อเสนอแนะ key results ของโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร ทั้ง 6 แห่ง ภาวะโภชนาการของเด็ก
เป็นไปตามค่าเปา้ หมาย โดยมีจุดร่วมที่สำคัญ คือ ผู้บริหาร กำหนดนโยบายและการบริหารงานการส่งเสริมสุขภาพ
ของนกั เรียนทตี่ อ่ เน่ือง มกี ารมอบหมายผูร้ ับผิดชอบหลัก นกั เรยี นดูแลสุขภาพกนั เองผ่านชมรมสุขภาพและกิจกรรม
ลดเวลาเพม่ิ เวลารู้โดยครูทำหนา้ ทเ่ี ปน็ ที่ปรึกษา
110 บทคัดยอ่ การประชุมวิชาการสง่ เสริมสุขภาพและอนามยั ส่งิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563
การพัฒนาแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลภาวะโภชนาการของเด็กวัยเรียน เขตสุขภาพที่ 3 จากฐานข้อมูล
HDC กับ DMC
ลำพงึ อภริ มานนท์ และทีมวัยเรยี น
กลมุ่ พฒั นาการสง่ เสริมสุขภาพวัยเรยี น
ความเป็นมา/หลักการและเหตุผล ข้อมูลการเฝ้าระวังภาวะโภชนาการของเด็กวัยเรียน (อายุ 6-14 ปี) ใน
ระบบรายงาน Health Data Center (HDC) พบว่าเปน็ มปี ัญหาทุพโภชนาการ ทุกมิตไิ ม่เปน็ ไปตามค่าเป้าหมาย ได้แก่
ภาวะผอม ร้อยละ 4.87 ภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 16.84 และภาวะเต้ยี รอ้ ยละ 11.04 และสว่ นสงู เฉล่ียของเด็ก
อายุ 12 ปี ในเดก็ ชาย 147.63 เซนตเิ มตร เดก็ หญงิ 148.72 เซนตเิ มตร ซง่ึ ยงั กวา่ ค่าเป้าหมายของกรมอนามัยที่ต้ังไว้
ภายในปี 2564 เด็กชายต้องมีส่วนสูงเฉลี่ยเท่ากับ 154 เซนติเมตร และเด็กหญิงเท่ากับ 155 เซนติเมตร เมื่อติดตาม
แนวโน้ม 3 ปีย้อนหลัง พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี สถานการณ์ดังกล่าวได้สะท้อนถึงปัญหาเร่งด่วนที่ต้องควบคุม
ป้องกัน และพัฒนากลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียนสู่เป้าหมายให้เด็กวัยเรียน
แข็งแรงและฉลาด
กลุ่มพัฒนาการส่งเสริมสุขภาพวัยเรียน ศูนย์อนามัยที่ 3 ได้วิเคราะห์การรายงานในระบบ HDC พบว่าข้อมูล
ความครอบคลุมของการรายงานไม่ครอบคลุมตามจำนวนเด็กนักเรียน ร้อยละ 30 จึงทบทวนแหล่งข้อมูลสุขภาพเด็ก
นักเรียนที่มีในปัจจุบัน เพื่อประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพนักเรียนท้ัง
บุคลากรสำนักงานสาธารณสุขจงั หวัด ผรู้ บั ผดิ ชอบงานสง่ เสรมิ สุขภาพนักเรียนและศึกษานเิ ทศก์จากสำนักงานพื้นฐาน
การศึกษาที่เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนแนวทางในเริ่มต้นจัดทำฐานข้อมูลภาวะสุขภาพนักเรียน ให้เป็นปัจจุบัน และ
ครอบคลุมมากขน้ึ
วัตถุประสงค์ เพือ่ พฒั นาระบบการเชือ่ มโยงฐานข้อมลู ภาวะโภชนาการของเด็กวยั เรียน เขตสขุ ภาพที่ 3 โดยใช้
ฐานขอ้ มลู HDC ของกระทรวงสาธารณสขุ กบั ฐานข้อมลู DMC กระทรวงศึกษาธิการ
วิธกี าร 1. วเิ คราะห์ GAP การดำเนินงาน 2. ออกแบบระบบการเชือ่ มโยงฐานขอ้ มลู ภาวะโภชนาการของเด็กวยั เรียน
ผลการศึกษา กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่ 1 (วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2562 เวลา 08.30 - 16.30 น.)
ณ หอ้ งประชมุ พลอยไพลนิ โรงแรมบ้านสวนรสี อรท์ อำเภอเมือง จังหวดั นครสวรรค์ รว่ มกนั การประสานความร่วมมือ
ในการพัฒนา/เชื่อมโยงข้อมูลภาวะโภชนาการในเด็กวัยเรียน ผู้รวมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประกอบด้วย ตัวแทน
ศึกษาธิการจังหวัด, ตวั แทนเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา, ตัวแทนเขตพ้ืนท่ี การศกึ ษามัธยมศึกษา จำนวน 43 คน
สรุปผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่ 1 จากการประสานความร่วมมือหน่วยงานทางการศึกษา พบว่าข้อมูลนักเรียน
สามารถขอได้ที่กลุ่มงานนโยบายและแผนของเขตพื้นที่การศึกษาในแต่ละเขต (ข้อมูล 10 มิถุนายน ในภาคเรียนที่ 1
และข้อมูล 10 พฤศจิกายน ในภาคเรียนที่ 2) กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรูครั้งที่ 2 (วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563)
ณ ห้องประชุมสุพรรณิการ์ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการสร้างระบบเฝ้าระวัง
ภาวะโภชนาการเด็กวัยเรียน 6-14 ปีกับปัจจยั ทเี่ ก่ยี วข้อง สรปุ ผลการแลกเปล่ียนเรียนรูครง้ั ท่ี 2 (1) ใช้ข้อมลู Setting
นักเรียนในโรงเรียนผ่านระบบการรายงาน“การจัดเกบ็ ข้อมูลนักเรยี นรายบุคคล” Data Management Center: DMC
ซึ่งทุกโรงเรียนในกระทรวงศึกษาธิการ รายงานเทอมละ 1 ครั้ง ประกอบด้วย ข้อมูล 5 ด้าน ได้แก่ ข้อมูลเบื้องต้น:
ชื่อ-นามสกุล, ID, วันเกิด, กลุ่มเลือด, เชื้อชาติ, ศาสนา ที่อยู่: ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน, ที่อยู่ปัจจุบัน, เบอร์โทรศัพท์
ติดต่อ รายละเอียดนักเรียน: การพักนอนของนักเรียน, ความพิการ, ความด้อยโอกาส, ความขาดแคลน, การเดินทาง
สุขภาพ: น้ำหนกั , ส่วนสูงครอบครวั : สถานภาพสมรสของบดิ า-มารดา, ขอ้ มูลพี่น้อง, ข้อมลู ส่วนตวั บิดา-มารดา, ข้อมูล
ผ้ปู กครอง (2) นำขอ้ มลู “ในขอ้ 1”ที่เกยี่ วข้องกบั ภาวะโภชนาการเด็ก จาก DMC ประกอบด้วย ID, ชือ่ โรงเรียน, ที่อยู่
ปัจจุบัน, วดป.เกิด, เพศ, น้ำหนัก, ส่วนสูง เพื่อวิเคราะห์แปลผลภาวะโภชนาการของเด็กนกั เรียนด้วยโปรแกรม THAI
GROWTH (3) นำข้อมูล “ในข้อ 2” match กับ 43 แฟ้มเพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการกำหนดภาวะสุขภาพ โดยหา
จาก 3.1 แฟ้ม ที่ 6 Home: เลือกข้อมูลการใช้สารปรุงแต่งในครัว, น้ำพอเพียงตลอดปี, ประเภทแหล่งน้ำดืม่ ที่บริโภค
เปน็ ประจำ 3.2 แฟม้ ที่ 7 Village: เลอื กขอ้ มูล จำนวนรา้ นอาหาร, จำนวนชมรมออกกำลังกาย 3.3 แฟม้ ที่ 22 NCD:
เลือกข้อมูล เส้นรอบเอว, ความดันโลหิตซิสโตลิค, ความดันโลหิตไดแอสโตลิค, การตรวจน้ำตาล (คนที่อยู่บ้านเลขท่ี
เดียวกับ=คนในครอบครัว) 3.4 แฟ้มที 29 dental: เลือกข้อมูล cavity , career free และ 3.5 แฟ้ม ที 40 nutrition
: เลอื กข้อมูล น้ำหนกั , สว่ นสูง
ขอ้ เสนอแนะ ตดิ ตามและวิเคราะหผ์ ลการรายงานและปัญหาอปุ สรรค
บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครัง้ ที่ 13 ประจำปี 2563 111
Multimedia ห้วยเปล้า Model
เอกกวี หอมขจร และทมี วยั เรยี น
กลมุ่ พฒั นาการสง่ เสริมสุขภาพวัยเรยี น
ความเป็นมา/หลักการและเหตผุ ล จากนโยบายและทศิ ทางการดำเนนิ งานดา้ นการสง่ เสรมิ สุขภาพเด็กวยั เรียนและ
เยาวชนของประเทศไทย โดยรัฐบาล ผ่านการสร้างเสริมสุขภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรไทยตลอดช่วงชีวิต
รวมถงึ ยทุ ธศาสตร์ ดา้ นการพฒั นาสขุ ภาพกลมุ่ เดก็ วยั เรยี นหรือการขับเคลือ่ นเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 ทเ่ี น้นการพฒั นาการ
เรียนรู้สู่นวตั กรรม กรมอนามัย กระทรวงสาธารสขุ มมี าตรการสอดรบั กับนโยบายรฐั บาล ในการส่งเสรมิ และสนบั สนุนระบบ
บริการสุขภาพอนามัยที่เชื่อมต่อกันระหว่างระบบสาธารณสุขกับโรงเรียนหรือสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของ
นกั เรยี นผ่านกิจกรรมโรงเรียนรอบรดู้ ้านสขุ ภาพ เพ่ือใหน้ ักเรยี นมที กั ษะการเข้าถึง เขา้ ใจข้อมลู ขา่ วสาร ทักษะการตัดสินใจ
ทักษะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทักษะการสื่อสารหรือการบอกต่อ ส่งผลให้นักเรียนมีความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา
ความฉลาดทางอารมณ์ตลอดจนภมู คิ มุ้ กันชีวิต ผา่ นกจิ กรรมต่าง ๆ เพ่ือเตรยี มความพร้อมใหก้ ับการดำเนินชีวิตของกลุ่มวัย
เรียน ใหเ้ ท่าทันโลกยคุ ดิจติ อล การเปล่ียนแปลทางด้านเทคโนโลยสี ง่ ผลกระทบให้พฤติกรรมการดำเนนิ ชีวติ ของเดก็ วัยเรยี น
เปลี่ยนไป เกิดพฤติกรรมเนือยนิ่งไม่มีกิจกรรมทางกายและทักษะการดำรงชีวิตลดลง เกิดพฤติกรรมเลียบแบบจากสื่อ
ออนไลน์ สถานการณส์ ขุ ภาพเดก็ วยั เรยี นจากผลการสำรวจพฤตกิ รรมท่พี ึงประสงค์ เดก็ วยั เรยี นของกรมอนามยั ในนักเรยี น
อายุ 12 ปี ในปีการศึกษา 2560 ท่ีผา่ นมา พบวา่ 1 ใน 5 ของนกั เรียนไทย มีภาวะอ้วน สงู ถงึ (ร้อยละ 21.6) แต่มเี พยี งแค่ 1
ใน 3 ของเด็กอายุ 12 ปี ที่กินข้าวครบ 3 มื้อ (ร้อยละ 33.2) และมีนักเรียนถึง 4 ใน 5 ที่ดื่มน้ำอัดลม (ร้อยละ 81.2)
นอกจากนี้ มีนกั เรยี นแค่ 1 ใน 3 (หรอื รอ้ ยละ 18.5) ที่มีกิจกรรมทางกายมากกวา่ 3 วนั ต่อสัปดาห์ และมากกว่า 60 นาทีใน
1 วนั และยงั พบอีกว่าประมาณ 2 ใน 4 ใช้คอมพวิ เตอรโ์ ทรศัพท์มอื ถือนานเกนิ 2 ชัว่ โมง (รอ้ ยละ 38.3)
ผลการศึกษา การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ในเด็กนักเรียนพบว่า ร้อยละ 92.8 เพื่อเข้าถึงสื่อชนิดต่างๆ 3
อันดับต้น ได้แก่ ไลน์ ร้อยละ 83.7 เฟซบุ๊ก ร้อยละ 80.9 และยูทูป ร้อยละ 80.3 ผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นส่วนใหญ่
ร้อยละ 94.7 เพื่อจุดประสงค์ในการทากิจกรรมต่าง ๆ 3 อันดับต้น ได้แก่ พูดคุย ร้อยละ 76.2 อัพโหลด แชร์
รูปภาพ/วิดีโอ ร้อยละ 71.7 และอัพเดทข้อมูลข่าวสาร ร้อยละ 59 (สาริศา จันทรอำพร, มฤษฎ์ แก้วจินดา, 2559)
ซง่ึ สอดคล้องกบั ผลการสำรวจพฤติกรรมสขุ ภาพนกั เรียนระดับประเทศพบว่าร้อยละ 56.3 นกั เรียนใชเ้ วลา 3 ชั่วโมง
ตอ่ วันหรอื มากกว่า ในการน่งั ดูโทรทัศน์ นัง่ เล่นเกมคอมพวิ เตอรค์ ยุ กับเพ่อื น น่งั อ่านหนงั สอื ตามลำดับ (อรอุมา โภค
สมบตั ,ิ กิตติลาภสมบตั ิศิริ, ชนกานต์ ด่านวนกจิ เจรญิ , 2558) โรงเรียนเรียนหว้ ยเปล้า จังหวัดอทุ ยั ธานเี ปน็ โรงเรียน
รอบรู้สขุ ภาพด้านการมสี อ่ื สขุ ภาพ โดยนกั เรยี นเปน็ ผผู้ ลิตสอื่ ผ่านคำแนะนำและการชว่ ยเหลอื จากครทู ี่ปรกึ ษา ทำให้
เด็กนักเรียนโรงเรียนห้วยเปล้ามีทักษะในการสื่อสารด้านสุขภาพ มีความคิดสร้างสรรค์และได้รับรางวัลจากการ
ประกวดสื่อ Media หลายรางวัลทำให้เด็กนักเรียนภูมิใจและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเพื่อนๆ ในโรงเรียนใกล้เคียง
ดงั นน้ั ทางคณะผ้จู ดั ทำได้เลง็ เหน็ ความสำคัญของพฤติกรรมประจำวันหรอื life style ของเดก็ วัยเรยี นทเ่ี ปลย่ี นแปลง
ไปซึ่งอยู่ในโลกออนไลน์เป็นส่วนมากร้อยละ 92.8 (สาริศา จันทรอำพร, มฤษฎ์ แก้วจินดา, 2559) การสร้างสื่อ
สขุ ภาพสาธารณะออนไลน์เปน็ กระบวนการท่ีสร้างความรอบรู้และเหมาะสมกับเดก็ วัยเรียนในยคุ ปจั จุบนั รวมถึงการ
สร้างนักสื่อสารสุขภาพออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มเด็กวัยเรียนจะทำให้เกิดการเลียนแบบตามทฤษฎี Social
Cognitive Learning หรือการเรียนรู้ผ่านการสังเกตจากตัวแบบ ของ Albert Bandura ซึ่งเวลาพบเจอตัวแบบที่
แสดงพฤติกรรมได้น่าสนใจ เด็กก็จะใส่ใจในตัวแบบ และจดจำพฤติกรรมเหล่านั้น อันนำมาสู่กระบวนการแสดง
พฤติกรรมที่คล้ายคลงึ กบั ตัวแบบเมือ่ มีโอกาส เพื่อลดพฤติกรรมเสีย่ งทางด้านสุขภาพและลดการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่
ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มสร้างความพร้อมในการเรยี นรู้และส่งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและสามารถดำรงตนอยู่ใน
สงั คมไดอ้ ยา่ งมีคณุ ภาพและมคี วามสขุ
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จในการสนับสนุนให้นักเรียนสร้างสื่อสุขภาพ 2. เพื่อให้แรง
บนั ดาลใจแกเ่ ดก็ วยั เรียนและผู้สนใจในการสร้างสอ่ื และเป็นนกั สื่อสารสุขภาพออนไลน์ (Smart kids net Idol)
วิธีการ 1. ค้นหาโรงเรียนต้นแบบในการสร้างสื่อสุขภาพโดยนักเรียน 1.1 ประชาสัมพันธ์กิจกรรมโครงการ
โรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ (พฤตกิ รรมที่พึงประสงค์ 5 ด้าน) ผ่านหนว่ ยงานทีร่ ับผิดชอบคือ สำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษา และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศึกษานิเทศก์ สำนักงานสาธารณะสุขจังหวัด ในพื้นที่เพ่ือ
ประเมินสถานการณ์ รวบรวมวิเคราะห์ข้อมลู ทรัพยากร ความพร้อมของโรงเรียนในสังกัดตนเองที่จะพัฒนาเป็นโรงเรียน
รอบรู้ด้านสุขภาพในแต่ละด้าน 1.2 เชิญโรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมโครงการโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ
(พฤติกรรมที่พึงประสงค์ 5 ด้าน) ประชุมชี้แจงนโยบาย วัตถุประสงค์ วิธีการ และผลลัพธ์ที่คาดหวังหลังจากการดำเนิน
112 บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสริมสุขภาพและอนามัยสิง่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563
โครงการ และร่วมกำหนดประเด็นที่ต้องการพัฒนานักเรียนทั้งด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษา 1.3 การดำเนินการ
ตามแผน 1) ด้านการศึกษา โรงเรียนดำเนินกิจกรรมพัฒนานักเรียนตามแผนและประเดน็ ปญั หา จากหารวิเคราะห์
และกระบวนการแก้ไขปัญหาเพื่อให้นักเรียนมีทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2) ด้านสาธารณสุข ศูนย์อนามัย
ดำเนินการสืบค้นข้อมูลทางการมีสุขภาพท่ีดีและส่งผล สัมฤทธ์ทิ างการศกึ ษาท่ีดีข้ึน เพ่อื เปน็ กลยุทธ์ให้ภาคการศึกษาเห็น
ความสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีของเด็กนักเรียน เป็น Codecher ให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และคณะครูในพื้นที่เพ่ือ
กำกับกิจกรรมให้เป็นไปตามที่ร่วมกันตั้งเป้าหมาย ให้คำปรึกษาการดำเนินกิจกรรมโครงการ ทั้งข้อมูลด้านวิชาการ
อุปกรณ์และรูปแบบการดำเนินการ ส่งเสริมสุขภาพของนักเรียน 1.4 การเยี่ยมเสริมพลัง เพื่อประเมินสถานการณ์
หลังจากที่ได้ดำเนินการกิจกรรมโครงการมาแลว้ เพ่ือวิเคราะห์ปญั หาอุปสรรค์ และหาแนวทางแก้ไขปญั หาของระดบั
พนื้ ท่ใี ห้บรรลวุ ตั ถุประสงคท์ ตี่ ้งั ไว1้ .5 การคัดเลือกต้นแบบโรงเรยี นรอบร้ดู า้ นสุขภาพ ดา้ นส่ือสุขภาพสาธารณะ โดยโรงเรียน
ห้วยเปล้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานีเขต 2 เป็นโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชรปี 2558 มีการ
ดำเนินการส่งเสริมสุขภาพนักเรียนตามตัวชีวัด 19 ตัวชี้วัด และประเด็นที่นักเรียนให้ความสนใจคือการถ่ายทำคลิปวีดีโอ
สขุ ภาพ ส่งเขา้ ประกวดแขง่ ขัน อยากได้รางวลั อยากไดค้ ำชมเชย ขอให้ครเู ปน็ ทปี่ รกึ ษาในการผลิตส่อื วีดีโอเขา้ ประกวด
2.ถอดบทเรียนผูเ้ กี่ยวข้องและปัจจัยแห่งความสำเร็จในการสรา้ งสือ่ สุขภาพโดยนักเรียน ผู้อำนวยการ
จากการรายงานการประเมินตนเอง โรงเรียนส่งเสรมิ สุขภาพระดับเพชร ผู้อำนวยการโรงเรียน ให้การสนับสนุนการ
ขบั เคลือ่ นงานโรงเรียนส่งเสริมสขุ ภาพ โดยดำเนินการภายใตแ้ นวคิดการมีสว่ นร่วมของนกั เรียน คณะครูบุคลากรใน
โรงเรียน รวมทั้งผู้ปกครองและชุมชน เพื่อส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนให้มีสุขภาพกาย และใจ ให้ แข็งแรงเพื่อเป็น
พื้นฐานของการเรยี นร้ทู ่ีดี จึงมีการกำหนดทศิ ทางการขับเคลอ่ื นงานสง่ เสรมิ สุขภาพนกั เรยี นดงั น้ี 1) การประกาศเปน็
นโยบายโรงเรียนห้วยเปล้า เรื่อง นโยบายโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ 2) กำหนด วิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ด้าน
สขุ ภาพของโรงเรยี นบา้ นห้วยเปล้า 3) ครูผู้รบั ผดิ ชอบ 4) จากการสัมภาษณ์ 5) นกั เรยี น และจากการสัมภาษณ์ครูท่ี
ปรึกษาพบว่าประเดน็ ที่กระตุ้นให้เด็กนักเรียนมีแรงขับเคลื่อนในการทำสื่อหรือการแสดงความสามารถคือ มีเวทีให้
นกั เรยี นแสดงความสามารถ มรี างวัล คำชมเชย ทำใหน้ กั เรยี นมคี วามภาคภูมิใจในตนเองและพัฒนาตนเองในด้านท่ี
สนใจ
3.รวบรวมวิเคราะห์ผลการดำเนนิ งานผลติ สอ่ื ของนักเรียน จำนวนสือ่ ทีน่ กั เรียนผลิตกเี่ รอ่ื ง ไดร้ างวลั กี่
เร่อื ง ยอดววิ ความสนใจ
4.สรุปบทเรยี นความสำเร็จและผลของการผลิตส่ือ 1. ดา้ นผู้บริหารสนับสนนุ อุปกรณ์ เครื่องมือ และการ
ให้คำปรึกษาในการพฒั นานกั เรียน 2. ด้านครูทปี่ รึกษา (ครูเอกสงั คม) พัฒนาตนเองใหม้ คี วามรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตส่อื
และเรียนรู้พรอ้ มๆ กบั นกั เรียน ให้คำแนะนำชอ่ งทางในการสบื ค้นข้อมลู ทางสุขภาพท่ถี กู ต้อง และเทคนิคตา่ ง ๆ ในการ
ผลิตสื่อดงั นี้ (เทคนิคดา้ นการถา่ ยทำ , การตัดตอ่ , การประยุกต์ใชอ้ ุปกรณ์ทมี่ อี ยใู่ หเ้ กิดประโยชนส์ งู สุด}การดำเนิน
เรอื่ ง เอฟเฟค และเสยี งท่ดี ึงดดู ความสนใจ) 3. ด้านเดก็ นกั เรียนมคี วามสนใจอยากเขา้ ประกวดแขง่ ขนั อยากได้
รางวลั อยากไดค้ ำชมเชย ขอใหค้ รูเปน็ ทปี่ รกึ ษาในการผลิตสือ่
ผลการศกึ ษา จาการถอดบทเรยี นแห่งความสำเร็จพบว่าการสรา้ งแรงจงู ใจให้กับนกั เรียนเป็นส่ิงสำคัญที่จะ
กระตุ้นให้นกั เรียนมีความอยากเรียนรู้และพัฒนาทักษะรอบตัวตามความสนใจของเด็กนักเรียนโดยปัจจัยภายในตวั
นักเรียนที่สำคัญคือ ความสนใจ ความตั้งใจ และเห็นคุณค่าในการกระทำ แรงผลักดันดังกล่าวทำให้เด็กนักเรียน
แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ ปัจจัยภายนอกที่สนับสนุนให้เด็กเกิดการเรียนรู้คือการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดง
ความสามารถ การแข่งขันและการให้รางวัลคำชมเชย ทำให้เด็กนักเรียนมีแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานและ
พฒั นารูปแบบสอื่ สขุ ภาพให้นา่ สนใจและเหมาะกบั เดก็ วัยเรยี น
บทคัดย่อการประชมุ วชิ าการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ที่ 13 ประจำปี 2563 113
ปจั จยั สุขภาพและภาวะโภชนาการของนักเรียนท่ีแข่งขันกระโดดเชือก เขตสขุ ภาพที่ 3
วนั เพญ็ สทุ ธโิ กมนิ ทร์ และคณะ ศนู ยอ์ นามัยท่ี 3
ที่มาความสำคัญ Health Data Center กระทรวงสาธารณสุข ปี 2562 พบเด็กวัยเรียน 6 - 14 ปี มีภาวะ
เตี้ยร้อยละ 8.8 ซึ่งเป้าหมายของประเทศกำหนดไว้ไมเ่ กินร้อยละ 5 จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าการเจริญเตบิ โตของเด็กวัยเรยี น
ยงั ไมด่ ีเทา่ ทีค่ วร คือมสี ว่ นสงู นอ้ ยกว่าเกณฑ์ในเด็กทมี่ ีอายุเทา่ กัน โดยตั้งเป้าหมายให้ปี 2564 เดก็ ผ้ชู ายอายุ 12 ปี มี
ส่วนสูงเฉลี่ย 154 เซนติเมตร เพิ่มจากค่าเฉลี่ยความสูงปัจจุบันคือ 148.6 เซนติเมตร ส่วนเด็กผู้หญิงอายุ12 ปี มี
ส่วนสูงเฉลี่ย 155 เซนติเมตร เพิ่มจากค่าเฉลี่ยความสูงปัจจุบันคือ 149.9 เซนติเมตร ขณะที่ข้อมูลส่วนสูงระดับเขต
สุขภาพที่ 3 พบว่าเด็กผู้ชายมีความสูงเฉลี่ย 147.3 เซนติเมตร และเด็กผู้หญิงมีความสูงเฉลี่ย 148.6 เซนติเมตร
ตามลำดับ กฬี ากระโดดเชอื กเปน็ ทางเลือกในการส่งเสรมิ ความสงู ของนักเรียน
วัตถุประสงค์ เพื่อหาความความสัมพันธ์ของปัจจัยสุขภาพและภาวะโภชนาการของนักเรียนที่แข่งขัน
กระโดดเชอื ก เขตสขุ ภาพที่ 3
วิธีการดำเนินการ รูปแบบการศึกษา cross-sectional study กลุ่มตัวอย่างนักกีฬาแข่งขันกระโดดเชือก
รวบรวมข้อมลู ปัจจัยสุขภาพโดยขออนญุ าตและตอบแบบสอบถามโดยผู้ปกครองของนกั เรียน 29 แห่งๆ 348 คน และ
วัดประเมินภาวะโภชนาการด้วยเครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตัล ทศนิยม 1 ตำแหน่ง และเครื่องวัดความสูง ประเมินภาวะ
โภชนาการด้วยกราฟการเจริญเติบโตกรมอนามัย วิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และหา
ความสัมพนั ธโ์ ดยใช้ pearson correlation
ผลการศึกษา ลักษณะข้อมูลทั่วไปนักเรียน 348 คน แบ่งเป็นเพศ หญิงร้อยละ 64.5 และเพศชายร้อยละ
35.5 ช่วงอายุ 10-12 ปี ร้อยละ 46 ช่วงอายุ 13-16 ปี ร้อยละ 54 ภาวะโภชนาการ สูงดีสมสว่ นร้อยละ 93 ผอม ร้อย
ละ 2 เริ่มอ้วน ร้อยละ 1 ไม่มีภาวะเตี้ย ความสัมพันธ์จากภาวะสุขภาพ พบว่าร้อยละ 97 คลอดครบกำหนด และมี
น้ำหนกั ตัวมากกวา่ 2,500 กรมั มีแฝด ร้อยละ 0.8 เมือ่ หาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งภาวะโภชนาการ พบวา่ ภาวะสุขภาพที่
สัมพันธก์ บั ภาวะโภชนาการดี (สูงดีสมสว่ น)อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การคลอดครบกำหนด น้ำหนักแรกคลอด
พฤตกิ รรมการรบั ประทานเน้ือสัตว์ การดม่ื นม และการนอนท่มี ากกว่า 8 ช่วั โมง
ข้อเสนอแนะ ควรมีการติดตามอย่างต่อเนื่องการเพิ่มความสูง และพฤติกรรมพึงประสงค์ในกลุ่มนักกีฬา
กระโดดเชือกตอ่ เน่ือง
คำสำคัญ ปัจจยั สขุ ภาพ ภาวะโภชนาการ นักเรยี น กระโดดเชอื ก
เอกสารอ้างอิง
1.ทัศนยี ์ พนิ ิจชัย และคณะ.ผลการใช้โปรแกรมการฝึกกระโดดเชือกท่ีมีต่อพลังของกล้ามเนื้อขาของ นักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 โรงเรียนบ้านตลุกข่อยน้ำ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต
2.การประชมุ สัมมนาวิชาการและนาํ เสนอผลงานวจิ ัยระดบั ชาติ เครอื ขา่ ยบณั ฑิตศึกษามหาวิทยาลยั ราชภัฏภาคเหนือ
ครงั้ ที่ 16.
เขา้ ถึงเวบ็ ไซต์ http://research.pcru.ac.th/pcrunc2016/datacd/pcrunc2016/files/P1-035.pdf
114 บทคดั ย่อการประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ที่ 13 ประจำปี 2563
นวัตกรรมลดโลกร้อน กระป๋องก๋องแก๋ง “ เปลย่ี นของเหลือใชเ้ พ่ือไอคิวน้อง”
วนั เพ็ญ ใส่ดว้ ง
แผนกสูตินรเี วชกรรม 1-2
หลักการและเหตุผล จากการสำรวจระดับไอคิวครง้ั ล่าสดุ ในปี 2559 ในเดก็ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1
พบภาพรวมท้ังประเทศมีคา่ เฉลย่ี อยทู่ ี่ 98.23 จุด โดยยงั มีเดก็ ประถมศึกษา ปที ี่ 1 ทม่ี ไี อควิ ตำ่ กวา่ คา่ ปกติคือต่ำกว่า
90 จุด อยู่ถึงร้อยละ 37.61 ซึ่งสูงกว่าเกณฑข์ ององคก์ ารอนามยั โลกที่กำหนดว่าไอคิวกลุ่มนีไ้ ม่ควรมเี กินร้อยละ 25
ซึ่งในจำนวนนี้มีระดับไอคิวน้อยกว่า 70 จุดที่จัดอยู่ในเกณฑ์เข้าข่ายสติปัญญาบกพร่องที่ต้องได้รับการดูแล
ช่วยเหลอื ทนั ทอี ยู่ถึงรอ้ ยละ 5.8 กรมสขุ ภาพจติ จงึ ได้วจิ ัยและพัฒนาค่มู ือเฝ้าระวังและสง่ เสริมพฒั นาการเด็กปฐมวัย
(DSPM) ขึ้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งมีทั้งหมด 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และ
เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ 2. ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจเชิงมิติสัมพันธ์ จากการมองเห็นและ
แสดงออกโดยการใช้กล้ามเน้ือ การเคลื่อนไหว 3. ความสามารถในการประมวลผลความจำในการเหน็ และการได้ยิน
4. ความสามารถในการรู้จัก เขา้ ใจความหมายและเหตผุ ลทางด้านภาษา การเรยี นรู้ การสงั เกตจากส่ิงแวดล้อม และ
การแก้ปัญหาโดยใช้ประสบการณ์ และ 5. ความสามารถในการแยกแยะและการจัดประเภทของสิ่งตา่ งๆ ซึ่งจะชว่ ย
ให้พ่อแม่และผู้เลี้ยงดสู ามารถพัฒนาไอควิ ของเดก็ ใหด้ ีข้นึ ได้ในชว่ ง 3 ขวบแรกดว้ ยเคร่ืองมือทีล่ งทนุ ตำ่
แตจ่ ากการให้บรกิ ารท่ผี า่ นมาในแผนกสูตินรีเวชกรรม 1-2 โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพศูนยอ์ นามยั ที่ 1
เชียงใหม่ พบว่าหลังจากบิดามารดา ได้รับการสอนให้ใช้คูม่ อื เฝ้าระวังและสง่ เสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM)
ที่แผนกสูตินรีเวชกรรม 1-2 ก่อนกลับบ้านแล้ว เมื่อโทรเยี่ยม 7 วันและ 14 วันหลังคลอด ยังพบมารดาไม่ไดท้ ำ
ตามคำแนะนำในคมู่ อื DSPM ในชว่ งอายุแรกเกดิ ถึง 1 เดือนเป็นจำนวนมาก พบรอ้ ยละ 85 ทอี่ ายุ 7 วัน ละร้อย
ละ 81 ที่อายุ 14 วัน (ข้อมูล1 ก.ค.62-30 ก.ย.62) ผู้ปกครองหลายท่านบอกว่าไม่มีเวลาไปหาซ้ืออุปกรณ์ (ของ
เล่น) ที่ใช้ประกอบการทำกิจกรรม คือ ลูกบอลแดง และกระดิ่งที่มีเสียงดัง ทางแผนกจึงคิดจัดทำเครื่องมือที่มี
ตน้ ทนุ ตำ่ โดยผลิตจากวัสดเุ หลอื ใช้ หางา่ ย เพอ่ื ใชเ้ ป็นตวั อยา่ งใหพ้ ่อแม่ ผ้ปู กครองเห็นและสามารถไปทำตามได้
และแจกกลบั บา้ น
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ได้เครื่องมือสำหรับส่งเสริมพัฒนาการทารกแรกเกิดถึง 1 เดือน ที่มีต้นทุนตำ่
โดยผลิตจากวัสดุเหลือใช้ และหาได้ง่าย 2.เพื่อเพิ่มอัตราการใช้คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวยั
(DSPM) ของบดิ ามารดาในทารกแรกเกดิ ถงึ 1 เดอื น
วิธดี ำเนนิ การ 1.เสนอประเด็นปัญหาและร่วมแสดงความคิดเหน็ เพื่อหาแนวทางแกป้ ญั หารว่ มกันในวัน
ประชุมประจำเดอื น 2.จัดหาวัสดุอุปกรณ์ โดยขอรับบรจิ าคกระป๋องเหลอื ใช้ และเศษผา้ สีสดใสจากเจา้ หน้าที่ใน
แผนก 3.ร่วมกันผลิตกระป๋องที่ทำให้เกิดเสียงดงั และบอลผ้าสีสดใสโดยใช้เศษผ้า 4.นำกระป๋องสร้างเสียง และ
บอลสีสดใส มาทดลองใช้ในแผนก โดยใช้ในการสอนบิดามารดาใช้คู่มือ DSPM และแนะนำให้ผลิตเองได้ท่บี า้ น
และแจกให้กลับบ้านด้วย 5.ติดตามการทำแบบประเมินตามคู่มือ DSPM จากการโทรเยี่ยมหลังคลอดที่ 7 วัน
และ14 วนั
ผลการประเมิน 1.อตั ราการใช้คูม่ อื DSPM ที่ 7 วันและ14 วนั
อตั ราการใช้คู่มือDSPM เดอื นก.ค.-ก.ย.62 (ก่อนแจกกระปอ๋ ง) ต.ค.62 พ.ย.62 ธ.ค.62
7 วนั 15.0 15.5 15.0 15.5
14 วัน 19.0 21.4 23.2 25.1
การพัฒนาเพิ่มเติมคือ 1. เพิ่มการจัดทำมุม DSPM ในแผนกหลังคลอดชักชวนให้บิดามารดา กระตุ้น
พัฒนาการทารกตามคู่มือตอนมารดามาเยี่ยมหลังคลอด 7 วันที่แผนกสูตินรีเวชกรรม 1-2 2. เพิ่มการกระตุ้น
เตอื นมารดาให้ประเมินพฒั นาการทารกตามคูม่ อื DSPM เมือ่ โทรเยย่ี มหลังคลอดที่ 7 วนั และ14 วัน ทกุ ราย
บทคดั ยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563 115
Poster Presentation
กลุ่มสง่ เสรมิ สุขภาพกลุ่มวยั ทำงาน
116 บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563
บทคดั ยอ่ การประชุมวชิ าการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครัง้ ที่ 13 ประจำปี 2563 117
ประสิทธิผลของการใหค้ ำปรึกษาดว้ ยเทคนิค Ask Me 3 ต่อการควบคุมน้ำหนักตัว และระดับน้ำตาลในเลอื ด
ในผู้ปว่ ยเบาหวานทีเ่ ขา้ รบั บริการในคลินิก DPAC ศูนย์อนามยั ท่ี 9 นครราชสีมา
The effectiveness consultation with the technique Ask Me 3 control body weight and blood
sugar levels in patient with diabetes
จตุพร แก้วมณี
ศนู ย์อนามัยท่ี 9 นครราชสมี า
หลักการและเหตุผล เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ และก่อให้เกิด
ภาวะแทรกซ้อนในหลายระบบของร่างกาย ส่งผลต่อการดำรงชีวติ และภาวะเศรษฐกิจของผปู้ ่วย ครอบครวั หัวใจ
สำคญั ของการรักษาและป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน คือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ใน
ระดับเป้าหมายเกณฑ์การรักษา ดังนั้น กระบวนการการให้คำปรึกษาจึงเป็นหัวใจสำคัญในการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมสุขภาพ 3 อ 2 ส คลินิก DPAC ศูนย์อนามยั ท่ี 9 นครราชสีมา ได้นำเทคนิค Ask me 3 ร่วมกับการวาด
รูป มาประกอบการให้คำปรึกษาเพ่ือสร้างความเขา้ ใจ เขา้ ถึงข้อมูลความเสยี่ งดา้ นสุขภาพแก่ผู้ป่วยมากขึ้น และหา
แนวทางการปรับเปล่ียนพฤติกรรมสขุ ภาพรว่ มกนั ระหวา่ งผใู้ ห้คำปรึกษาและผู้รบั คำปรกึ ษา คลนิ ิก DPAC จงึ สนใจ
ศึกษาผลของการให้คำปรึกษาดว้ ยเทคนิค Ask Me 3 ต่อการควบคุมน้ำหนักตวั และระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วย
เบาหวานท่ีเขา้ รบั บรกิ ารในคลินกิ DPAC ศูนย์อนามยั ที่ 9 นครราชสมี า
วัตถุประสงค์การวิจัย เพ่อื ศกึ ษาผลของการให้คำปรึกษาด้วยเทคนิค Ask Me 3 ต่อการควบคุมน้ำหนัก
ตวั และระดับนำ้ ตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานทีเ่ ข้ารับบริการในคลนิ กิ DPAC ศนู ย์อนามยั ท่ี 9 นครราชสมี า
วิธีการศึกษา เป็นวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi – experimental research) เก็บข้อมูลก่อนและหลังการ
ทดลอง (The pre-test – Post-test One groups design) ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีค่าระดับ
น้ำตาลในเลือดตั้งแต่ 150 mg% ขึ้นไป ที่เข้ารับบริการในคลินิก DPAC จำนวน 57 ราย มีขั้นตอน ดังนี้ 1)
คน้ หาผปู้ ่วยโรคเบาหวานตามเกณฑ์การคัดเข้า 2) ให้คำปรึกษาโดยใช้เทคนิค Ask me 3 ประกอบดว้ ยคำถามท่ี 1
ปัญหาสุขภาพของฉันคืออะไร คำถามที่ 2 ฉันต้องทำอะไรบ้าง คำถามที่ 3 ทำไมจึงต้องทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมัน
สำคัญอย่างไร ร่วมกับการวาดรูปประกอบ 3) นัดติดตามประเมินผลหลังการให้คำปรึกษา 12 สัปดาห์ เก็บข้อมูล
โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกน้ำหนักตัว ค่าดัชนีมวลกาย และค่าน้ำตาลในเลือดวิเคราะห์ข้อมูล
ด้วยสถติ กิ ารแจกแจงความถรี่ ้อยละ คา่ เฉลย่ี ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน paired t-test
ผลการศึกษา พบว่า เม่ือเปรียบเทียบผลการศึกษาก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ กลุ่มตัวอย่างมี
ค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ p<0.05 (mean71.10±14.47,70.35±14.73) มีค่าดัชนีมวลกายลดลง
อย่างมีนัยสำคัญท่ี <0.05 (mean27.14±4.32, 26.86±4.38) และค่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
p<0.00 (mean217.43±57.69, 139.61±43.15) สรุปได้ว่า การให้คำปรึกษาด้วยเทคนิค Ask Me 3 ร่วมกับการ
วาดภาพประกอบ มีผลต่อการสร้างความเข้าใจภาวะสุขภาพของตนเอง และสามารถจัดการตนเองในการปรับ
พฤติกรรมเสี่ยง ส่งผลให้มีการวางแผนและตัดสินใจที่จะปฏิบัติตนเพื่อปรับเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพในการความ
คุมระดับนำ้ ตาลในเลอื ดได้อยา่ งเหมาะสม
คำสำคญั (keyword) Ask Me 3, การควบคมุ น้ำหนกั ตวั , ระดบั น้ำตาลในเลอื ด
118 บทคัดย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสริมสุขภาพและอนามยั ส่งิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563
ความเส่ียงด้านสุขภาพของช่างเสรมิ สวยในเขตอำเภอธาตพุ นม จังหวัดนครพนม
ณัฐชัย คุปตปิ ทั มกุล
โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตำบลดงยอ
หลกั การและเหตผุ ล การประกอบอาชีพเสริมสวยในปัจจบุ นั เป็นอาชีพท่เี ป็นท่ีนิยมและมีให้บริการท่ัวไปมี
การขยายการบริการเปน็ จำนวนมากทั้งในเมืองใหญ่ และแมแ้ ตใ่ นหม่บู ้าน อาชพี ชา่ งเสริมสวยมีโอกาสเกิดโรคจากการ
ประกอบอาชีพโดยเฉพาะระบบทางเดนิ หายใจ และระบบผิวหนัง
วตั ถุประสงค์ เพื่อศกึ ษาปญั หาด้านสขุ ภาพและความเส่ียงจากการทำงานของชา่ งเสริมสวย
วิธีการศึกษา การศึกษาเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างคือช่างเสริมสวยในเขตอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
จำนวน 114 คน เกบ็ รวบรวมข้อมูลดว้ ยแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ขอ้ มลู ด้วยสถิตเิ ชงิ พรรณนา
ผลการศึกษา ปัญหาด้านสุขภาพของกลุ่มช่างเสริมสวยแบ่งออกเป็น 1) สภาพแวดล้อมการทำงานสาเหตุ
จากท่าทางการทำงาน ประกอบด้วย อุณหภูมิสูงร้อยละ 42.61 เสียงดังร้อยละ 51.36 แสงสว่างไม่เพียงพอร้อยละ
23.89 สมั ผัสสารเคมรี ้อยละ 62.00 สัมผสั ฝุ่นละอองรอ้ ยละ 25.30 การยกของหนักร้อยละ 16.98 ท่าทางการทำงานที่
ไมถ่ ูกต้องร้อยละ 24.69 ไมม่ กี ารระบายอากาศ รอ้ ยละ 39.67 2) ปัญหาสุขภาพทเ่ี กดิ จากการใช้สารเคมีในการทำงาน
ประกอบด้วย แสบจมูกจากการกลิ่นสารเคมี ร้อยละ86.37 แสบหรือคันผิวหนังจากการสัมผัสสารเคมี ร้อยละ 78.23
ปวดศีรษะหรือวิงเวียนศีรษะหลังจากการสูดดมสารเคมีร้อยละ 69.87 แสบตา เคืองตาหรือน้ำตาไหลหลังจากสัมผัส
สารเคมีร้อยละ 76.21 ไอ ร้อยละ 68.36 โดยปัญหาสุขภาพนี้มีสาเหตุมาจากการสัมผัสน้ำยายืดผมมากที่สุดร้อยละ
98.36 รองลงมาคือน้ำยาดัดผมร้อยละ 68.36 และน้ำยาย้อมผมร้อยละ 87.29 ความรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของ
ผู้ประกอบการเสริมสวยพบวา่ สว่ นใหญ่มคี วามรู้อยใู่ นระดบั ต่ำ คิดเปน็ ร้อยละ 64.84 รองลงมาคือระดบั ปานกลาง คดิ
เปน็ รอ้ ยละ 30.26 และระดับสงู คิดเปน็ รอ้ ยละ 4.90
ข้อเสนอแนะ ปัญหาสุขภาพของช่างเสรมิ สวยเกดิ จากสภาพแวดล้อมในการทำงานและ จากการใช้ สารเคมี
ของช่างเสริมสวย เช่น มีความเสี่ยง ในการเกิดโรคผิวหนังอักเสบ ปัญหาระบบทางเดินหายใจ การให้อุปกรณ์ป้องกัน
ตนเองที่ถูกต้องและถูกวิธีเป็นการป้องกันอันตรายที่จะเกิดข้นต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานได้ในอนาคต หน่วยงาน
สาธารณสขุ ควรให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของช่างเสริมสวย การตรวจสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อการทำงาน การ
ตรวจสุขภาพตามความเสี่ยง การให้สุขศึกษาและการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองให้ถูกต้องและ
เหมาะสม
คำสำคญั : ความเสยี่ ง ชา่ งเสริมสวย สุขภาพ
บทคดั ย่อการประชุมวิชาการสง่ เสริมสุขภาพและอนามัยสิง่ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้ังที่ 13 ประจำปี 2563 119
ผลของการสนับสนุนการจัดการตนเองโดยใช้กระบวนการ PDCA ของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน
ตำบลวังทอง อำเภอวังเหนือ จงั หวัดลำปาง
Effect of self-management support using PDCA process among diabetes risk group
In Wang Thong Sub district, Wang Nuea District, Lampang Province
พรชยั ชัยดายันท์
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบล บา้ นตึงใต้
ผลการดำเนินการคัดกรองสุขภาพของประชาชนในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบล
บา้ นตึงใต้ ตำบลวังทอง ในปี 2560 และปี 2561 พบกลมุ่ เสี่ยงโรคเบาหวาน จำนวนทั้งหมด 87 และ 114 คน คิด
เปน็ ร้อยละ 5.19 และ 7.78 ตามลำดับ และพบว่ากลมุ่ ปว่ ยโรคเบาหวานที่พฒั นามาจากกลุ่มเสยี่ งโรคเบาหวานใน
ปี 2561 พบมากถึงร้อยละ 3.77 ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์เป้าหมายที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดไว้การพัฒนาความ
รอบรู้ด้านสขุ ภาพเป็นสิ่งสำคญั ที่ชว่ ยให้กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม การวิจัยนี้เป็นการ
วิจัยกลุ่มตัวอยา่ งเดียววัดผลกอ่ นและหลงั การทดลอง โดยมีวัตถุประสงคเ์ พื่อศึกษาผลของการสนบั สนนุ การจัดการ
ตนเองโดยใช้ กระบวนการ PDCA ของกลุม่ เสี่ยงโรคเบาหวาน ท่ีมีอายรุ ะหวา่ ง 35-59 ปี ท้ังเพศชายและเพศหญิง
ที่มภี มู ลิ ำเนาในเขตโรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตำบล บา้ นตงึ ใต้ ตำบลวังทอง อำเภอวงั เหนือ จงั หวดั ลำปาง และมี
ระดับน้ำตาลในเลือดสูง (DTX= 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซลิ ิตร แต่ยังไม่ไดร้ ับการวินิจฉัยวา่ เป็นโรคเบาหวานโดย
แพทย์) ผ่านการคดั กรองตามแบบฟอรม์ ข้อมลู การคัดกรองผปู้ ่วยโรคเบาหวาน (Verbal Screening) ของกระทรวง
สาธารณสุข ระหว่างเดือนธันวาคม 2561 – มีนาคม 2562 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม
ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (กองสุขศึกษา, 2561) เครื่องตรวจระดับนำ้ ตาลในเลือด และโปรแกรมการสนับสนุนการ
จัดการตนเองโดยใช้กระบวนการ PDCA ของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน เป็นโปรแกรมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นตาม
กระบวนการวงจร PDCA (Plan-Do-Check-Act) ซึ่งกลุ่มตัวอย่างจะได้รับโปรแกรมตามที่ผู้วิจัยกำหนดใช้
ระยะเวลาในการดำเนินการวจิ ยั ท้ังหมด 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมลู โดยใชส้ ถิติ เชิงพรรณนาและสถิติที
ผลการวิจัยพบว่า หลังการเข้าร่วมการจัดการตนเองโดยใช้กระบวนการ PDCA กลุ่มตัวอย่างมีคะแนน
เฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p<.01) และมี ระดับ
น้ำตาลในกระแสเลือดต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p<.01) ผลการวิจัย
ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยการสนับสนุนการจัดการตนเอง ตามกระบวนการ PDCA เป็น
กิจกรรมที่ช่วยให้กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานมีพฤติกรรมการดูแลตัวเองที่เหมาะสมกับโรค ซึ่งจะช่วยป้องกันการปว่ ย
ด้วยโรคเบาหวานได้ ข้อเสนอแนะ การปรับเปล่ียนพฤติกรรม กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานควรมสี ว่ นร่วมในการวางแผน
กิจกรรมเพื่อส่งเสริมการดูแลตนเอง มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อให้การปรับเปลี่ยนนั้นมี
ประสทิ ธิภาพซง่ึ สามารถทำให้เปน็ แนวทางท่ปี ฏิบัตไิ ด้จริงและเกิดศักยภาพสูงสดุ ในการปรับเปลยี่ นพฤตกิ รรม
คำสำคญั : การจดั การตนเอง กระบวนการ PDCA กลมุ่ เส่ยี งโรคเบาหวาน
120 บทคัดย่อการประชมุ วชิ าการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการรบั รสู้ มรรถนะแห่งตนในการปอ้ งกนั ตนเองและการบริหารการหายใจ
ต่อประสิทธภิ าพการทำงานของปอดในกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกเหด็ ตำบลธาตพุ นม
รนิ หทยั ธนพรสิทธกิ ูล สมศกั ด์ิ อนิ ทมาต
โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชธาตุพนม
หลักการและเหตุผล โรคระบบทางเดนิ หายใจจากการทำงาน (occupational respiratory diseases)
เกิดจากการทำงาน ที่สัมผัส และหายใจเอาฝุ่นละออง ควัน และอณูสารพิษเข้าไปในปอดทำให้เกิดการระคาย
เคือง หรือเป็นอันตรายต่อทางเดินหายใจ ปอดถูกทำลายหรือเป็นพังผืดที่เนื้อปอด และสูญเสียการทำงาน
โดยเฉพาะสว่ นใหญเ่ กิดจากการสัมผัสฝุ่น
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันตนเองและการ
บริหารการหายใจตอ่ ประสิทธภิ าพการทำงานของปอดในกล่มุ เกษตรกรผปู้ ลกู เห็ด
วิธีการศึกษา การศึกษากึ่งทดลองนี้กลุ่มตัวอย่างคือเกษตรกรผู้ปลูกเห็ด คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง
จำนวน 32 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองก่อนและหลงั เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบดว้ ยโปรแกรมการสง่ เสริม
การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการบริหารการหายใจ คู่มือความรู้ด้านสุขภาพและการบริหารการหายใจ วีดิทัศน์
การบริหารการหายใจ คู่มือการใช้เครื่องป้องกันตัวเอง ระยะเวลาในการวิจัยทั้งหมด 16 สัปดาห์ เก็บรวบรวม
ข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ ข้อมูลส่วนบุคคล แบบสัมภาษณ์อาการทางระบบทางเดินหายใจ แบบสัมภาษณ์การ
รับรู้สมรรถนะของตนเองในการบริหารการหายใจ ความรูใ้ นการประกอบอาชพี ปลูกเห็ด ประเมนิ พฤติกรรมการ
ป้องกันตัวเองและประเมินประสิทธิภาพการทำงานของปอด (forced vital capacity (FCV), forced expiratory
volume in one second (FEV1)) ด้วยเครอ่ื ง Spirometer วิเคราะหข์ ้อมูลรอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย และ Paired t-test
ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีอาการหายใจลำบากร้อยละ 21.87 หายใจมีเสียง ร้อยละ 12.50
และไอเรื้อรังร้อยละ 3.12 ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการบริหารการหายใจหลังการทดลอง
ดีกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการประกอบอาชีพหลังการ
ทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการป้องกนั ตัวเองหลัง
การทดลองดีกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ค่า FCV และ FEV1 หลังการทดลองเพิ่มข้ึน
ก่อนการทดลองอยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถติ ิ (p<0.05)
ข้อเสนอแนะ ผลการศึกษาครั้งนี้สนับสนุนแนวคิดการส่งเสริมการรับรู้ความสมรรถนะของตนเองและ
พฤติกรมการป้องกันตนเองจากสิ่งคุกคามต่อสุขภาพ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกเห็ดมีการรับรู้สมรรถนะของตนเอง
เพิ่มขึ้นและมีปัญหาการหายใจลดลง การตดิ ตามเฝา้ ระวงั และประเมนิ สขุ ภาพ การสง่ เสรมิ และเพ่ิมองค์ความรู้ท่ี
ถกู ต้องแก่เกษตรกรอยา่ งตอ่ เนือ่ งจะชว่ ยให้เกดิ วามเช่ือม่นั ในการดแู ลสุขภาพ สง่ ผลดา้ นบวกต่อสขุ ภาพเกษตรกร
เอง จากการศึกษาครั้งนี้สนับสนุนแนวคดิ การส่งเสริมการรับรู้ความสมรรถนะของตนเองทำให้ผู้เกษตรกรมีการ
รับรู้สมรรถนะของตนเองเพ่ิมขึ้นและประสิทธภิ าพการทำงานของปอดดีข้นซ่ึงมปี ระโยชน์ต่อการพัฒนาคณุ ภาพ
ชวี ติ ในเกษตรกรกลุม่ นี้ต่อไป
คำสำคญั โปรแกรมการส่งเสริมการรับร้สู มรรถนะแหง่ ตน ประสทิ ธภิ าพการทำงานของปอด
บทคัดย่อการประชมุ วชิ าการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563 121
ความรอบรดู้ ้านสุขภาพและพฤตกิ รรมสุขภาพ 3อ.2ส. ของกลุ่มวัยทำงานอำเภอฝาง จังหวดั เชียงใหม่
The Working age group’s Health Literacy and Health Behavior 3E 2S In Fang District,
Chiang Mai Province
อภวิ ัฒน์ มีทอง
โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำบล บ้านแม่งอนกลาง
การทำงานสขุ ศึกษามีกรอบการทำงานไม่ใชเ่ ฉพาะการให้ข้อมูลขา่ วสารด้านตา่ งๆ ผ่านการพดู คุยแบบตัว
ต่อตัวหรือสื่อมวลชนเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดีแต่ต้องมีการทำงานในการผลักดันนโยบายสังคมร่วมด้วยดังนน้ั
เป้าหมายของการทำงานเพ่อื ให้ประชาชนสุขภาพดีคอื การทำให้เกิดความรรู้ อบด้านสุขภาพซ่ึงการพฒั นาความรอบ
รดู้ า้ นสขุ ภาพเป็นสิ่งสำคญั ที่ชว่ ยใหก้ ลุ่มวัยทำงานมีพฤติกรรมสุขภาพท่ีเหมาะสม การวจิ ยั นก้ี ารวิจัยเชิงสำรวจคร้ัง
นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2ส. ของประชาชนกลุ่มวัย
ทำงาน และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนกลุ่มวัยทำงาน เก็บข้อมูล
ระหวา่ งเดือน เมษายนถงึ เดอื นมิถนุ ายน 2562 กล่มุ ตวั อยา่ งใช้การสมุ่ อยา่ งงา่ ยตามสัดสว่ นจากกลุ่มวัยทำงานอายุ
15-59 ปใี นอำเภอฝาง จังหวัดเชยี งใหม่ จำนวน 381 คน เครื่องมอื ทใ่ี ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลเปน็ แบบประเมิน
ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2ส. ของกลุ่มวัยทำงานอายุ 15-59 ปีของกองสุขศึกษากรม
สนับสนุนบรกิ ารสขุ ภาพ กระทรวงสาธารณสขุ วเิ คราะห์ขอ้ มูลโดยใช้ร้อยละ คา่ เฉลย่ี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ
สถติ ิทดสอบเพียรส์ นั ไคสแควร์
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับพอใช้ โดยมีค่าเฉลี่ย 44.28
และพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. อยู่ในระดับดีโดยมีค่าเฉลี่ย 21.14 ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ
พฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.05 ได้แก่ เพศสถานภาพ และ
การศึกษา และความรอบรู้ด้านสขุ ภาพโดยภาพรวมมีความสัมพนั ธ์กับพฤติกรรมสขุ ภาพตามหลัก 3อ. 2ส. อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ p<0.001 ซึ่งผลการศึกษานี้จะใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้าน
สุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในอำเภอฝางต่อไปดังนั้นการที่จะแก้ไขปญั หาสุขภาพและลดการเกิด
โรคลงนั้นจำเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องพัฒนาความรอบรู้ด้านสขุ ภาพ เนื่องจากจะทำให้ประชาชนมีความสามารถและ
ทักษะในการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพความรู้ความเข้าใจ เพื่อวิเคราะห์ ประเมินและจัดการตนเองให้มีพฤติกรรม
สุขภาพดีขึน้ ได้ขอ้ เสนอแนะ ควรจัดปัจจัยแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้เรือ่ งสุขภาพ ได้แก่ จัดหาสื่อ/ช่องทางการ
สื่อสารสุขภาพที่ทันสมัย เข้าถึงได้ง่าย ตลอดเวลา และการใช้ข้อความ/ภาษาที่จดจาง่ายในการปฏิบัติตัว เป็นที่
เข้าใจของประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถจดจาและพูดคุยเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น มีศูนย์การเรียนรู้ด้าน
สุขภาพสาหรับเป็นแหลง่ เรยี นรูแ้ ละเปน็ สถานท่ีในการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
คำสำคญั ความรอบรู้ดา้ นสุขภาพ, พฤติกรรมสุขภาพ, 3อ. 2ส.
122 บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามัยส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563
สถานการณก์ ารใช้วัสดุอดุ ฟัน ความเส่ยี งด้านสขุ ภาพและการจดั การของเสียทปี่ นเป้ือน
อะมัลกัม ในโรงพยาบาลสังกดั กระทรวงสาธารณสขุ
The situation of using tooth fillings, health risks, and management of amalgam
contaminated waste at the Ministry of Public Health hospitals
ณัชชา เปรมประยรู , สรุ ตั น์ มงคลชยั อรญั ญา, วกิ ลุ วสิ าลเสสถ์
สำนักทนั ตสาธารณสขุ กรมอนามยั
ประเทศไทยเปน็ ภาคีสมาชิกของอนุสญั ญามินามาตะวา่ ด้วยสารปรอท ซึง่ มวี ตั ถปุ ระสงคใ์ นการลดการใช้สาร
ปรอทและลดการปลดปล่อยสารปรอทสู่สิ่งแวดล้อม อะมัลกัมทางทันตกรรมเป็นวัสดุอุดฟันที่มีปรอทเป็นส่วนผสม
เป็นวัสดุการแพทย์ที่ถูกกำหนดให้ลดการใช้และจัดการของเสียที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการปฏิบัติตาม
อนุสญั ญาอยา่ งมีประสิทธิภาพ สำนกั ทนั ตสาธารณสุขจึงได้ประเมินสถานการณ์การใช้และจัดการอะมัลกัมทางทันตก
รรมของหน่วยบริการสุขภาพในภาครัฐ เพื่อจะนำข้อมูลใช้ในการกำหนดกลยุทธ์และแนวทางในการดำเนินงานต่อไป
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การใช้วัสดุอุดฟันอะมัลกัมและวัสดุทางเลือกที่ไม่มีปรอท การปฏิบัติตัวของทันต
บุคลากร การจัดการของเสียเกี่ยวกับอะมัลกัมและการรับรู้เรื่องอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท ของบุคลากรที่
ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขวิธีการศึกษาเป็นการสำรวจโดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการ
ทดสอบแลว้ ประชากรท่ีศึกษาเป็นโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลท่ัวไป โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลวิ ในสังกัด
กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 959 แหง่ คำนวณมีขนาดตัวอย่างได้จำนวน 275 แห่งเกบ็ ข้อมูลเดือนธนั วาคม 2561 –
มีนาคม 2562 ได้รับแบบสอบถามกลับ จำนวน 196 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 71.3 ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่รอ้ ยละ 84.2 เป็น
ทันตแพทย์ผลการศึกษาพบว่าใน 1 ปีมีผู้มารับบริการทันตกรรมเฉลี่ย 43,023.6 คนต่อแห่งร้อยละ 99.4 เป็นการ
ให้บริการในโรงพยาบาล ให้บริการอุดฟันเฉลี่ย 2,624.7 รายต่อแห่งอุดฟันด้วยอะมัลกัมเฉลี่ย 990.3 ซ่ีต่อแห่ง และ
อุดฟนั ดว้ ยวัสดอุ ่ืนเฉล่ีย 2,559.7ซต่ี ่อแห่งมโี รงพยาบาลไม่ใช้อะมลั กัมชนดิ เมด็ รอ้ ยละ 91.3 ใช้อะมัลกัมชนิดแคปซูล
ร้อยละ 78.1 ในส่วนวัสดุอุดทดแทน ใช้คอมโพสิตเรซิน ร้อยละ 38.8 ใช้วัสดุกลาสไอโอโนเมอร์
ร้อยละ 83.2 จากผลการดำเนินงาน ปี 2558-2561 พบว่าโรงพยาบาลมีแนวโน้มใช้วัสดุอะมัลกัมลดลง ร้อยละ 69.4
และใช้วัสดุอุดฟันทางเลือกเพิ่มขึ้น โรงพยาบาลเกือบทั้งหมดมีกิจกรรม/โครงการป้องกันฟันผุ ร้อยละ 90.8
ดำเนินงานในกลุ่มวัยเด็กปฐมวัยและวัยเรียน ร้อยละ 38.2 และ 37.1 ตามลำดับ ในการปฏิบัติงานมีการใช้อุปกรณ์
ป้องกันตัวเช่นถุงมือ หน้าการอนามัยและแว่นตา โรงพยาบาลร้อยละ 87.2 ไม่มีการแยกห้อง/กั้นห้องในการ
ผสมอะมัลกัมออกจากห้องบริการ มีการตรวจหาปรอทตกค้างในร่างกายเจ้าหน้าที่ ร้อยละ 25.0 เคยได้รับการอบรม
เพื่อเกี่ยวกับปรอทและอะมัลกัม ร้อยละ 47.4 วัสดุอะมัลกัมที่เหลือใช้จัดเก็บในน้ำในภาชนะปิดสนิท ร้อยละ 70.4
รวมท้ังอะมัลกัมท่ีปนเปื้อนมีการจัดเกบ็ ในนำ้ ในภาชนะปิดสนทิ ร้อยละ 39.8 ส่วนมากจำหน่ายให้ผูม้ ารบั ซื้อ ร้อยละ
55.6 ในส่วนของสำลี และผ้าก๊อซที่ปนเป้ือนอะมัลกัมถูกระบุเปน็ “ขยะอันตราย”และ”ขยะอันตรายปรอท” ร้อยละ
13.3 และ 4.1 ตามลำดับ การตรวจปริมาณปรอทในน้ำทิ้งจากห้องบริการทนั ตกรรม ร้อยละ 4.6 การรับรู้อนุสัญญามิ
นามาตะวา่ ด้วยปรอท รอ้ ยละ 44.9 โดยสรุปการใชว้ สั ดุอะมลั กัมมีการใช้น้อยลงและมีแนวโน้มลดลง โดยมีการใช้วัสดุ
ทดแทนมากขึ้น และอะมัลกัมท่ีใช้ส่วนใหญ่เป็นชนิดแคปซลู ซึง่ เปน็ ไปตามข้อแนะนำของอนุสัญญาฯ ทันตบุคลากรใช้
อุปกรณ์ในการป้องกันขณะปฏิบัติงานซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ และการจัดการของเสียที่เกี่ยวข้องกับอะ
มลั กัมบางสว่ นยงั ไม่เหมาะสม เนอ่ื งจากการรไี ซเคลิ ปรอทต้องเปน็ ระบบท่ีปดิ เปน็ มิตรกับส่ิงแวดล้อม
ข้อเสนอแนะ ควรมีแนวทางการจัดการการใช้งานวัสดุอุดอะมัลกัมรวมถึงการจัดการของเสีย และมีกล
ยุทธ์กระตุ้นให้การส่งเสริมป้องกันโรคฟันผุในทุกกลุ่มวัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เน้นการดูแลด้วย
ตนเองเพอ่ื ลดความจำเป็นในการอุดฟนั ในระยะยาว
คำสำคญั (keyword): อะมลั กมั ทางทนั ตกรรม วัสดุอุดฟัน การจดั การของเสยี โรงพยาบาล
บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสริมสุขภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563 123
ปัจจัยที่มีความสัมพนั ธต์ ่อภาวะซึมเศร้าของกลุ่มวัยทำงาน : กรณศี ึกษาตำบลทุ่งย้ัง
อำเภอลับแล จังหวดั อุตรดติ ถ์
Factors related to depression among working age population : A case study of
ThungyangSubdistrict, Laplae District, Uttaradit Province
สนุ ยี ์ กันแจม่ , เผดจ็ การ กันแจม่ , วรรณษิ า จกั รเงนิ
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อตุ รดิตถ์
หลักการและเหตุผล ภาวะซึมเศร้าเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยองค์การอนามัยโลก ได้
ทำนายว่าในปี พ.ศ. 2563 โรคซึมเศร้าจะเปน็ โรคที่กอ่ ใหเ้ กิดภาวะทุกข์ทรมานมากที่สุด เป็นอันดับสองรองจาก
โรคหลอด เลือดและหวั ใจ นอกจากน้อี งคก์ ารอนามัยโลก พบว่า ภาวะซึมเศรา้ ในกลมุ่ ประชากรวยั ผ้ใู หญม่ ากกว่า
เด็กและวัยรุ่น ทั่วโลกมีผู้ป่วยซึมเศร้าในทุกช่วงอายุรวมกันเป็นจำนวน 322 ล้านคน ในช่วง 10 ปี ของการเก็บ
สถิติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 – 2558 จำนวนผู้มีอาการซึมเศร้าทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น 18.4 % (กรมสุขภาพจิต, 2558)
ภาวะซึมเศร้าเกิดขึน้ ได้จากปัจจัยตา่ งๆ ซึ่งปัจจัยทางชวี ภาพ คือการนอนหลับทีผ่ ิดปกติ ได้แก่ การเข้านอนแลว้
หลับยาก นอนหลับแล้วตื่นบ่อย หรือตื่นเช้ามืด นอนหลับมากกว่าปกติ พันธุกรรม ปัจจัยทางจิตสังคม คือการ
เกิดเหตุการณ์ชีวิต ได้แก่ เหตุการณ์ชีวิตที่เป็นการแยกจาก พลัดพราก หรือ การสูญเสีย และปัจจัยทางสภ าพ
สังคมเศรษฐกิจและวัฒนธรรม (สายฝน เอกวรางกูร, 2553) จากสถานการณ์การเจ็บป่วยโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่
พบในกลุ่มวัยทำงาน เนื่องจากวัยทำงานมี เวลาพักผ่อนน้อย ขาดการดูแลสุขภาพของตนเอง ขาดกิจกรรมที่
เพียงพอจนก่อให้เกิดโรค รวมถึงการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องเกีย่ วกับการดำเนินชีวิตประจำวัน (ฉัตรชัย นกดี, 2559)
ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสุขภาพในเรื่องของภาวะซึมเศร้าของประชากรกลุ่มวัย
ทำงาน จึงไดท้ ำการศกึ ษางานวิจัยนี้
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับของภาวะซึมเศร้าในกลุ่มวัยทำงานและปัจจัยทีม่ ีความสัมพันธ์กับภาวะ
ซมึ เศรา้ ในกลมุ่ วยั ทำงานตำบลทงุ่ ยง้ั อำเภอลบั แล จงั หวดั อตุ รดิตถ์
วิธีการศกึ ษา เป็นการวจิ ยั พรรณนาเชิงสมั พนั ธ์ (Correlation Descriptive Research)
ผลการศึกษา กลมุ่ ตัวอยา่ งเป็นวยั ทำงาน อายุ 25-59 ปี จำนวน 279 คน พบว่า ระดบั ความรุนแรงของ
ภาวะซึมเศร้าของกลุ่มวัยทำงาน มากที่สุดอยู่ในอาการซึมเศร้าระดับเล็กน้อย จำนวน 146 คน คิดเป็นร้อยละ
52.33 รองลงมามีอาการซึมเศร้าระดับปานกลาง จำนวน 129 คน คิดเป็นร้อยละ 46.24 และมีอาการซึมเศร้า
ระดับรุนแรงคอ่ นข้างมาก จำนวน 4 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 1.43 การวิเคราะห์ความสัมพนั ธ์ระหว่างปจั จัยส่วนบุคคล
กบั ภาวะซมึ เศรา้ ของกลมุ่ วัยทำงาน พบวา่ โรคประจำตวั มคี วามสมั พนั ธ์กับภาวะซึมเศร้า (Chi-square = 11.021,
p-value = 0.004) และการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อภาวะซึมเศร้าของกลุ่มวัยทำงาน พบว่า ปัจจัย
ทางด้านสขุ ภาพมคี วามสัมพนั ธ์กบั ภาวะซมึ เศร้า (r = -0.234, p-value <0.001)
ข้อเสนอแนะควรจัดกจิ กรรมให้ความรเู้ กยี่ วกบั โรคประจำตวั การดูแลตนเองเพ่ือป้องกันปัจจยั ทม่ี ผี ล
ต่อภาวะซึมเศร้า และสง่ เสรมิ การดูแลสขุ ภาพในชวี ิตประจำวนั ของกลุม่ วยั ทำงาน
คำสำคัญ(keyword) ปัจจัยท่ีมคี วามสัมพันธภ์ าวะซึมเศร้ากลมุ่ วัยทำงาน
124 บทคดั ยอ่ การประชุมวิชาการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563
การศกึ ษาการประคบเยน็ ด้วยเจลเก็บรักษาอณุ หภูมใิ นผู้ป่วยภายหลงั ศลั ยกรรมช่องปาก
The study of oral surgical patients with cold compression using tempearature
maintaining gel
สทิ ธิเดช สุขแสง
สถาบันพฒั นาสขุ ภาวะเขตเมอื ง
หลักการและเหตุผล การทำศัลยกรรมในช่องปากเป็นการผ่าตัดอวัยวะต่างๆในช่องปาก เช่น การถอนฟัน
การผ่าฟันคดุ หรือฟันฝัง เป็นต้น การรักษาทางศัลยกรรมก่อให้เกิดกระบวนการอักเสบ ซึ่งเป็นสภาวะการตอบสนอง
ของร่างกาย ตามปกติ โดยเนื้อเยอื่ บรเิ วณทมี่ ีการไดร้ บั ศัลยกรรมจะมีการขยายตัวของหลอดเลือด ทำใหเ้ ลือดไหลเวียน
มามากขึ้น ผิวหนังบริเวณนั้นจึงแดงและอุ่น มีการรั่วของผนังหลอดเลือดทำให้โปรตีนและของเหลวเคลื่อนออกจาก
หลอดเลือด ไปสู่ชอ่ งว่างระหว่างเซลล์ ก่อให้เกิดอาการเจบ็ ปวด บวม รู้สึกไม่สบาย ส่งผลใหค้ ุณภาพชวี ิตลดลง การให้
ผปู้ ่วยประคบบรเิ วณท่ไี ด้รบั การรกั ษาทางศลั ยกรรมด้วยความเย็น สามารถลดอาการบวมและความเจ็บปวดหลังได้รับ
ศัลยกรรมได้ โดยลดการไหลเวียนเลือดมายังบริเวณที่ได้รับการผ่าตัดและลดอัตราการเผาผลาญอาหารของเนื้อเย่ือ
บริเวณนน้ั การดูแลผปู้ ่วยหลงั เข้ารบั ศัลยกรรมในช่องปาก ผูป้ ่วยควรใช้น้ำแข็งประคบแกม้ ด้านท่ีได้รับศัลยกรรมเพ่ือ
บรรเทาอาการ เจ็บปวด ลดการอักเสบ การบวม และช่วยให้เลือดออกน้อยลง รูปแบบที่ใช้ที่สถาบันพัฒนาสุขภาวะ
เขตเมืองเปน็ ก้อนน้ำแข็งใสถ่ ุงพลาสติกแลว้ ห่อดว้ ยกระดาษท่ีห่อถงุ มือผา่ ตัด พบวา่ มปี ัญหา คอื นำ้ แข็งมีลักษณะเป็น
ก้อนแข็ง ไม่ยืดหยุ่น ตัวไปตามรูปร่างของแก้ม เมื่อน้ำแข็งละลายจะมีหยดน้ำเกาะเปียก ทำให้กระดาษเปื่อยยุ่ยและ
ฉีกขาด ส่วนเจลประคบเย็นทั่วไปมีราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ใช้เพียงช่วงสั้นๆ อีกทั้งมีขนาดใหญ่ไม่
เหมาะสมกับบริเวณใบหน้า ผู้ป่วย ผู้วิจัยจึงไดป้ ระดิษฐ์เจลประคบเย็นจากเจลที่ใช้เก็บความเย็นระหว่างขนส่งวคั ซนี
หรือเวชภัณฑ์ที่ตอ้ งเก็บรักษาท่ี อุณหภูมิต่ำ โดยนำเจลมาแบ่งใส่ถงุ ซิปลอ็ คให้ผู้ป่วยใชป้ ระคบที่ใบหน้าด้านท่ีรบั การ
รักษาแทนการใช้น้ำแข็งประคบ เพื่อนำมาเปน็ ทางเลือกในการดูแลตนเองหลังผา่ ตัดอีกวธิ ีหน่ึง
วัตถุประสงค์ 1. พัฒนาอุปกรณ์ประคบเย็นที่ประดิษฐ์จากเจลเก็บรักษาอุณหภูมิ 2. สำรวจความพึงพอใจ
ของผ้ปู ่วยต่อการใช้เจลประคบเย็น
วิธีการศึกษา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่ได้รับศัลยกรรมช่องปากที่สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ระหว่างเดือน ธันวาคม 2562 - มกราคม 2563 จำนวน 16 คน ได้ทำการประคบเย็นด้วยเจลเย็นที่ทำจากเจลเก็บ
รักษาอุณหภูมิโดย ให้ประคบต่อเนื่อง 10-20 นาทีแล้วหยุดพัก 20 นาที จากนั้นให้ประคบต่อเนื่องอย่างน้อย 48
ช่ัวโมงภายหลังการรักษา วดั ความพึงพอใจของผู้ป่วยหลังการใช้งานเจล โดยบันทกึ แบบสอบถาม 5 ระดับตามมมาตร
วัดของลเิ คริ ์ท ซงึ่ ระดบั 1 แสดงความพึงพอใจน้อยทีส่ ุด ระดับ 5 แสดงถงึ ความพงึ พอใจมากทสี่ ดุ วเิ คราะห์ข้อมูลโดย
ใช้ร้อยละ ค่าเฉลยี่ และค่า เบ่ียงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา อายุเฉล่ยี ของกล่มุ ตัวอย่าง 22.9 ปีค่าเฉลยี่ ความพงึ พอใจด้านขนาด รปู แบบและความแข็งแรง
ทนทาน ของเจลเท่ากับ 4.21 (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.47) ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจด้านประสิทธิภาพและการพัฒนา
เจลเท่ากบั 4.38 (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.34) ค่าเฉลี่ยความพงึ พอใจด้านการใช้เจลประคบเยน็ หลงั ผา่ ตดั เทา่ กบั 4.72
(ค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.45) ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจรวมทุกด้านเท่ากับ 4.44 (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.38)
ข้อเสนอแนะ ควรมีการพัฒนาหรือปรับปรุงบรรจุภัณฑ์เจลให้มีความสวยงาม และมีขนาดต่างๆกันให้เหมาะสมกับ
ใบหน้า รวมทั้งศึกษาระยะเวลาและความถี่ที่ใช้ประคบเย็นต่อประสิทธิภาพในการลดความเจ็บปวดและอาการบวม
หลงั การรักษา
คำสำคญั (keyword) การประคบเย็น, ศลั ยกรรมชอ่ งปาก, ความพงึ พอใจ, เจลเย็น
บทคัดยอ่ การประชุมวิชาการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามัยส่งิ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563 125
ผลของโปรแกรมสง่ เสริมสุขภาพ“เมนบู ้านเฮากนิ ขา้ วเล่าเรอ่ื งหวาน”ต่อพฤติกรรมการควบคมุ ระดบั น้ำตาล
ในเลือดของผูป้ ว่ ยโรคเบาหวาน อำเภอนาตาล จังหวดั อุบลราชธานี
THE EFFECT OF A HEALTH PROMOTION PROGRAM "BAN HAO KIN KHAO LAO RUANG WAN MENU" ON BLOOD
SUGAR CONTROL BEHAVIOR OF DIABETIC PATIENTS IN NATAL DISTRICT, UBONRATCHATHANI PROVINCE.
จกั รพงศ์ ปิติโชคโภคนิ ท์, นนั ทน์ ภสั ปิตโิ ชคโภคนิ ท,์ นลินี พวงยอด,
กาญจนา วลิ ามาศ, เบญจมาภรณ์ ทองจันดา
โรงพยาบาลนาตาล จงั หวัดอุบลราชธานี
หลักการและเหตุผล อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี ปีงบประมาณ 2561 พบว่ามีจำนวนประชากร
37,705 คน มผี ู้ป่วยโรคเบาหวานทง้ั หมด 1,792 ราย ผปู้ ่วยเบาหวานท่คี วบคุมน้ำตาลในเลือดได้รอ้ ยละ 29.76 จากการ
ทบทวนโดยการศึกษานำร่องในกลุ่มนี้พบว่าผู้ป่วยมีพฤติกรรมด้านการรับประทานอาหารไม่ถูกต้องส่งผลต่อระดับ
น้ำตาลสูง ผู้วิจัยจึงได้จัดทำโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารต่อการ
ควบคมุ ระดบั น้ำตาลในเลือดของผปู้ ่วยโรคเบาหวาน โดยนำแนวคดิ และทฤษฏีการดแู ลตนเองของโอเรม็ และทฤษฏีแบบ
แผนความเชื่อด้านสุขภาพของเบคเกอร์มาประยุกต์ใช้เพื่อนำผลที่ได้มาเป็นโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพด้านการ
รบั ประทานอาหารไดอ้ ย่างถกู ต้องเหมาะสมต่อไป
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ“เมนูบ้านเฮากินข้าวเล่าเรื่องหวาน”ด้านการ
รับประทานอาหารต่อการควบคมุ ระดบั นำ้ ตาลในเลือดของผู้ปว่ ยโรคเบาหวาน อำเภอนาตาล จงั หวดั อุบลราชธานี
วิธีการศึกษา การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (Two group pre-test and
post-test) กลุ่มตวั อย่างได้จากการสุ่มแบบแบ่งช้ันได้แก่ ผู้ปว่ ยโรคเบาหวาน จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และ
กลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือประกอบด้วยโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ“เมนูบ้านเฮากินขา้ วเล่าเรื่องหวาน”และ
แบบสอบถามพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน
ไดแ้ ก่ Paired t-test และ Independent t-test ศกึ ษาระหว่าง ตุลาคม 2561 - กันยายน 2562
ผลการศกึ ษา พบว่าโปรแกรมส่งเสริมสขุ ภาพ“เมนูบ้านเฮากินขา้ วเลา่ เร่อื งหวาน”ด้านการรบั ประทานอาหาร
สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานได้โดยหลังการให้
โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value<.001 โดยพบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรม
การควบคมุ ระดบั นำ้ ตาลในเลอื ดของผู้ปว่ ยโรคเบาหวานของกล่มุ ทดลอง กอ่ นการทดลองมีค่าเฉล่ีย 47.53 คะแนน สว่ น
เบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.439 เมื่อได้รับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ย 51.17 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน 4.646 ทั้งน้ีพบว่า ค่าคะแนนพฤตกิ รรมการควบคุมระดบั น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานหลังการทดลอง
มากกว่าก่อนการทดลอง 3.64 คะแนน พฤติกรรมและค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของ
ผู้ป่วยโรคเบาหวานระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมหลังการได้รับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพแตกต่างกันอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติ, กลุ่มทดลองมีระดับนำ้ ตาลเฉลี่ยสะสมอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่า 7 ร้อยละ 93.33
ข้อเสนอแนะ ควรมีการศึกษาในเรื่องการปรับพฤติกรรมการรับประทานยาและการออกกำลังกายต่อการ
ควบคุมระดบั นำ้ ตาลในเลอื ดของผู้ปว่ ยเบาหวานรว่ มดว้ ย
คำสำคัญ(keyword): โปรแกรมสง่ เสรมิ สุขภาพ, โรคเบาหวาน, พฤติกรรม, ระดบั นำ้ ตาลในเลอื ด
126 บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563
ความรอบรดู้ ้านสขุ ภาพและพฤตกิ รรมสขุ ภาพ 3อ 2ส บุคลากรสาธารณสขุ
Health literacy and health behaviors 3E 2S of public health personnel
จารวุ รรณ หมนั่ มี
โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์
หลักการและเหตุผล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) คือ ระดับสมรรถนะของบุคคลในการ
เขา้ ถงึ เขา้ ใจ ประเมิน และปรับใชข้ อ้ มูลความรู้ และบรกิ ารสุขภาพได้อย่างเหมาะสมซึ่งการศึกษาทผ่ี ่านมาระบุว่าเป็น
ปัจจัยที่สำคัญที่กำหนดสถานะสุขภาพ ในหน่วยงานด้านสุขภาพจำเป็นยิ่งที่บุคลากรต้องมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ
เพื่อปรับใช้ในการดูแลตนเองและผู้รับบริการ บุคลากรทางสาธารณสุขที่มีพฤติกรรมสุขภาพดีย่อมเป็นตัวอย่างและ
นำพาให้คนในองค์กรประพฤติปฏิบัติตนด้านสุขภาพดีด้วยจากการทบทวนที่ผ่านมาพบว่ายังมีการศึกษาความรอบรู้
ดา้ นสขุ ภาพ ในบคุ ลากรสาธารณสขุ ค่อนขา้ งนอ้ ย
วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินและเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพระหว่าง
บุคลากรสาธารณสุขสังกัดกรมการแพทยแ์ ละสำนกั ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความ
รอบร้ดู า้ นสขุ ภาพและภาวะสุขภาพในบุคลากรสาธารณสขุ
วิธีการศึกษา การวิจัยภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเมษายน-กันยายน
2562 จากบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 1 ปีในโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ และสำนักงาน
สาธารณสุขจังหวัดจนั ทบุรีสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสขุ จำนวนรวม 756 ราย เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถาม ซ่ึง
เป็นขอ้ มูลสว่ นบุคคล และแบบประเมนิ ความรอบรดู้ ้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ ตาม 3อ. 2ส. โดยกองสุขศึกษา
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพวิเคราะห์ข้อมูลและรายงานผลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย Mean±standard
deviation (SD) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้ Chi-square test (x2) วิเคราะห์
ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพและภาวะสุขภาพด้วยสถิติ Pearson’s Correlation และงานวิจัยผ่าน
การรบั รองจากคณะกรรมการจรยิ ธรรมการวิจัยในคน โรงพยาบาลราชวถิ ี
ผลการศกึ ษา ตวั อย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญงิ อายุเฉล่ีย 41.49±11.25 ปี รับราชการ อาชพี พยาบาลร้อยละ
54.9 รายได้ตอ่ เดือน 20,001 - 30,000 บาท ส่วนใหญ่สงั กัดกรมการแพทย์ รอ้ ยละ 71 ไมม่ ีโรคประจำตวั ส่วนใหญ่ไม่
สูบบุหรี่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ตรวจสุขภาพประจำปี แต่ร้อยละ 48.9 มีค่า BMI เกินมาตรฐาน โดย BMI เฉล่ีย
23.55±4.31 kg/m2 ความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพร้อยละ 40 อยู่ในระดับปานกลางการเข้าถึงข้อมูลบริการสุขภาพ
ระดับดีมากการสื่อสารสุขภาพระดับพอใช้การจัดการตนเองระดับดีมากและรู้เท่าทันสื่อในระดับดีมาก การตัดสินใจ
เลือกปฏิบัติที่ถูกต้องอยู่ในระดับต่ำ โดยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมสุขภาพระดับไม่ดีความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีคะแนน
43.36±6.25 อยใู่ นระดับปานกลาง ความรอบรูด้ า้ นสุขภาพแตกตา่ งกันใน 2 กลุม่ โดยตวั อย่างจากสำนักงานปลัดฯ มี
ค่าคะแนนสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบระดับความรู้ ความเข้าใจทางสุขภาพ ระหว่าง 2 กลุ่ม
พบว่า ประเด็นที่มีความแตกต่างกันคือความรู้ ความเข้าใจทางสุขภาพ, การสื่อสารสุขภาพ, และการรู้เท่าทันสื่อและ
สารสนเทศ โดยตัวอย่างจากสำนักงานปลัดฯ มคี า่ คะแนนสูงกว่าในทุกมิติ แตพ่ ฤติกรรมสุขภาพทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่าง
กนั ขณะทีค่ วามสมั พนั ธ์ระหวา่ งความรอบรูด้ ้านสุขภาพและพฤตกิ รรมสุขภาพกบั BMI ไมม่ คี วามสัมพนั ธ์กัน
ข้อเสนอแนะ ควรศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลายให้ครอบคลุมทุกหน่วยงานที่จะเป็นตัวแทนของ
กระทรวงสาธารณสขุ เพื่อได้ขอ้ มลู ถกู ตอ้ ง ตลอดจนนำปรบั ใชใ้ นการเสนอแนวทางใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพมากข้นึ
คำสำคญั (keyword) Health literacy, health behaviors 3E 2S, public health personnel
บทคดั ย่อการประชมุ วชิ าการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครงั้ ที่ 13 ประจำปี 2563 127
ประสิทธิผลของโปรแกรม ช่วยเลิกบุหร่ีของพนกั งานในสถานประกอบการจังหวัดนครปฐม
TheEffectiveness Of A Workplace SmokingCessation Program In A Workplace
,NakhonPathom Province
อญั ชญั จันทราภาส, วิไลรัตน์ รจุ ิวัฒนพงศ์
โรงพยาบาลนครปฐม1
สุรนิ ธร กลมั พากร, แอนน์ จริ ะพงษ์สุวรรณ
คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหดิ ล 2
หลักการและเหตุผล การสูบบุหรี่ของคนทำงาน เป็นปัญหาสาธารณสุขท่ีสำคัญทำให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพ
ของผสู้ ูบและเพอื่ นร่วมงาน เนอ่ื งจากสถานทที่ ำงานเปน็ ท่ีที่คนทำงานอยูบ่ ริเวณเดียวกันเปน็ เวลานาน 8-10 ชว่ั โมงต่อ
วัน และ 5-6 วัน/สัปดาห์ อีกทั้งในสถานประกอบการยังมีสิง่ คกุ คามตอ่ สุขภาพเช่น แสง เสียง ฝุ่น สารเคมีต่างๆ การ
สูบบุหรี่ยังเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ
หลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งต่างๆ และโรคจากการทำงาน เช่น โรคปอดซิลิโคสิสแอสเบสโตสิส โรคประสาทหู
เสื่อม โรคกระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นต้น แม้ว่าสถานประกอบการจะมีมาตรการควบคุมและมาตรการห้ามสูบบุหรี่ใน
สถานที่ทำงาน รวมทั้งจัดสถานที่ไว้ให้ แต่ยังไม่มีการจัดโครงการช่วยเลิกบุหรี่ให้กับพนักงาน จากการตรวจสุขภาพ
ประจำปี 2561 ให้แก่หน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดนครปฐม พบว่ามีผู้สูบบุหรี่ร้อยละ 14.78 สอดคล้องกับสถิติการสูบ
บุหรี่ของประชากรในจังหวัดนครปฐมซึ่งพบร้อยละ 13.5 ผู้วิจัยซึ่งเป็นพยาบาลอาชีวอนามัย มีบทบาทในการดูแล
สุขภาพของพนักงานในสถานประกอบการจึงเห็นความสำคัญของการช่วยเลิกบุหรี่ เพราะจะเป็นผลดีต่อสุขภาพและ
เศรษฐกิจของพนักงานแล้วยงั ส่งผลโดยตรงต่อประสทิ ธิภาพการทำงาน และลดความเสย่ี งของการเกิดอัคคีภัยในสถาน
ประกอบการ และลดมลพษิ สิ่งแวดล้อม PM2.5 การเผาไหม้
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมช่วยเลิกบุหรี่ของพนักงานในสถานประกอบการจังหวัด
นครปฐม โดยเปรียบเทียบระดับความรุนแรงของการติดนิโคติน จำนวนมวนบุหรี่ที่สูบต่อวัน ปริมาณก๊าซคาร์บอน
มอนนอกไซด์ในลมหายใจออก (CO) และความตงั้ ใจในการเลิกสูบบุหรกี่ ่อนและหลังการใช้โปรแกรมการเลิกบุหร่ี
วิธีการศึกษา การวิจัยเป็นการวจิ ัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อน-หลัง (Quasi-Experimental research
one group Pre - Post test design) กลุ่มตวั อย่างเป็นพนักงานสถานประกอบการ 4 แหง่ ท่สี มคั รใจเข้ารว่ มโครงการ
จำนวน 93 ราย ได้รับโปรแกรมช่วยเลิกบุหรี่ตามหลักการ 5A,5R,5Dมีการจัดอบรมและกิจกรรมกลุ่มบำบัดจำนวน 1
ครั้งและตดิ ตามหลงั อบรมจำนวน 6 ครง้ั ในวนั ที่ 3, 7, 14, 1 เดือน, 2 เดอื น และ 3 เดอื น
ผลการศึกษา พบว่า เมื่อสิ้นสุดโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยระดับความรุนแรงของการติดนิโคติน
จำนวนมวนบหุ รท่ี ่ีสูบต่อวนั ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ในลมหายใจออกและความตั้งใจในการเลิกบุหรี่มีความ
แตกต่างจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(P<0.05) และมีอัตราการเลิกบุหรี่สำเร็จอยู่ที่ร้อยละ
36.56
ข้อเสนอแนะ ควรมีการติดตามผลการเลิกบุหรี่ต่อเนื่อง 6 เดือน และ 1 ปี เพื่อดูความคงทนของพฤติกรรม
การเลิกบุหรี่ โดยส่งต่อเครือข่ายและผู้รับผิดชอบของสถานประกอบการ และโปรแกรมดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับ
ประชากรวัยทำงานกลุ่มอนื่ ๆไดต้ ่อไป
คำสำคญั (Key word) Smoking Cessation program, workplace, Nicotine dependence
128 บทคัดยอ่ การประชมุ วิชาการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้ังที่ 13 ประจำปี 2563
แนวทางการเฝา้ ระวงั และคดั กรองสขุ ภาพสำหรับกลุ่มเกษตรกรปลกู ใบยาสบู
GUIDELINES FOR HEALTH SURVEILLANCE AND SCREENING FOR TOBACCO FARMERS
ชญาดา พลู ศรี, วนิ ัย ทองชบุ
สำนกั งานปอ้ งกนั ควบคุมโรคที่2จังหวัดพษิ ณุโลก
หลักการและเหตุผล พื้นที่เขตสุขภาพที่ 2 มีจังหวัดสุโขทัยและจังหวดั เพชรบูรณท์ ่ีเป็นพื้นที่ท่ีมีการผลิตใบ
ยาสบู พันธเุ์ บอรเ์ ลย์ทใ่ี หญ่ทีส่ ุดในประเทศ โดยเฉพาะจงั หวดั สุโขทัยมีพื้นทก่ี ารปลูกอย่ทู ี่ประมาณ 32,000 – 40,000 ไร่
ปลูกกันมากในพ้ืนทีอ่ ำเภอเมืองสุโขทัย อำเภอสวรรคโลก และอำเภอศรีสำโรง โดยมีการใช้พ้ืนทีใ่ นการปลูกใบยาสบู ถงึ
19,650 ไร่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ดินมีความเหมาะสมสำหรับการปลูกยาสูบ(กรมพัฒนาที่ดิน,2551) และจังหวัด
เพชรบูรณป์ ลกู มากที่อำเภอหล่มสัก เกษตรกรที่ปลูกใบยาสบู จึงมโี อกาสรบั สัมผสั สารนโิ คตินทีม่ ีอยู่ในใบยาสูบเข้าทาง
ผิวหนังและเขา้ สู่กระแสเลือดจากมือของเกษตรกรทีม่ ีการสมั ผัสกับใบยาสบู ในระหวา่ งการเกบ็ เก่ียวส่งผลให้เกิดอาการ
พิษจากสารนิโคตินที่เรียกว่า GTS(Nicotine poisoning หรือ Green tobacco sickness)โดยตั้งแต่ช่วงปลายเดือน
พฤศจิกายนจนถึงเดือนเมษายนในปีถัดไป ซึ่งจะเปน็ ช่วงที่มีการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวใบยาสูบเป็นจำนวนมาก ทำให้
เกษตรกรมีภาวะเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจภูมิแพ้และผื่นคันตามร่างกายเป็นจำนวนมาก จึงสนใจหาแนว
ทางการคัดกรองสุขภาพทเี่ กี่ยวเนอ่ื งจากการทำงานของกล่มุ เกษตรกรปลูกใบยาสบู เพื่อประโยชนใ์ นการหาแนวทางการ
ปอ้ งกนั สขุ ภาพใหก้ บั เกษตรกรปลูกใบยาสบู ต่อไป
วัตถุประสงค์ 1)ศึกษาพฤติกรรมการป้องกันตนเองในขณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสใบยาสบู 2)ศึกษา
รูปแบบแนวทางการเฝา้ ระวงั และคดั กรองสขุ ภาพสำหรับกลมุ่ เกษตรกรปลูกใบยาสูบ
วิธีการศึกษา การศึกษาครั้งนีเ้ ป็นศกึ ษาเชิงพรรณนาเก็บข้อมูลในกลุ่มเกษตรกรปลูกใบยาสูบในพื้นทีอ่ ำเภอ
ศรีสำโรง จำนวน 53 คน ที่ทำงานในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวใบยาสูบ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชงิ
พรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่ามธั ยฐานและนำรูปแบบการเฝ้าระวัง คัดกรอง
สขุ ภาพไปใช้ในหน่วยบริการสาธารณสขุ ทมี่ กี ลมุ่ เกษตรกรปลูกใบยาสบู ในพน้ื ท่ี
ผลการศึกษา พบว่าเกษตรกรปลูกใบยาสูบที่ทำงานในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวใบยาสูบสด มีพฤติกรรมการ
ทำงานท่ีปฏิบตั เิ ปน็ ประจำ ได้แก่ สวมใส่เส้ือแขนยาว ร้อยละ 100 สวมกางเกงขายาว ร้อยละ 94.34 เปลี่ยนชุดที่เปยี ก
หลักเลิกงาน ร้อยละ 92.45 สวมถุงมือในขณะเก็บใบยา ร้อยละ 86.79 สวมใส่รองเท้าบูธ ร้อยละ 64.15 และมี
พฤติกรรมการป้องกันตนเองที่ปฏิบัติได้น้อยที่สุด คือ การสวมเสื้อคลุมพลาสติกขณะเก็บใบยา ร้อยละ 11.32 และมี
อบุ ตั เิ หตจุ ากการทำงานอน่ื ๆ (ไมเ้ สียบมือ, น้ำยางจากใบยาสูบกระเดน็ เข้าตา) ร้อยละ 35.85 เกษตรกรมีการนำใบยาสบู
มาบ่มในบริเวณบา้ นเรอื น ใต้ถนุ บา้ นเนือ่ งจากไม่มโี รงบ่มท่แี ยกออกจากตวั อาคารบา้ นเรือน วดั ปริมาณฝนุ่ PM 10 ไดค้ า่
ต่ำสุดที่ 41.9ug/m3และสูงสุดที่ 724.8ug/m3และวัดปริมาณฝุ่นPM 2.5 ได้ค่าต่ำสุดที่ 2.5ug/m3และสูงสุดที่ 31.9
ug/m3 เมื่อนำแบบคัดกรองสุขภาพสำหรับเกษตรกรปลูกใบยาสูบที่มีการคัดกรองข้อมูลประวัติการตรวจสุขภาพช่อง
ปากและการกำหนดรหสั โรคจากการทำงานไปใชป้ ฏบิ ตั ิในโรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบลในพื้นท่ี พบวา่ ผู้ปฏิบัตงิ าน
มีความเข้าใจวิธีการคัดกรองผู้ป่วยด้วยโรคจากการทำงาน (กลุ่มเกษตรกรปลูกใบยาสูบ)มากยิ่งขึ้นสามารถเชื่อมโยง
ปญั หาและหาแนวทางการแกไ้ ขปญั หาอยา่ งเป็นระบบ และสรา้ งความตระหนกั ให้กลุ่มเกษตรกรมกี ารปฏบิ ัติตนในขณะ
ปฏิบัตงิ านในทุกขัน้ ตอนการทำงาน
ขอ้ เสนอแนะควรมีการอบรมดา้ นสุขภาพกับกลุม่ เกษตรกรปลูกใบยาสบู เพือ่ สง่ เสรมิ ป้องกนั การได้รับพิษจาก
สารนิโคตินในใบยาสูบของเกษตรกรผูป้ ลูกใบยาสบู และการตรวจสุขภาพช่องปากให้กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างความ
ตระหนักและเหน็ ประโยชนข์ องการป้องกันตนเองตอ่ ไป
คำสำคญั เกษตรกรปลกู ใบยาสบู , แนวทางการคดั กรองสขุ ภาพ, พฤตกิ รรมสุขภาพ
บทคดั ยอ่ การประชุมวิชาการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั ส่งิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563 129
การวิเคราะหป์ ัจจัยความผูกพันของบคุ ลากรต่อองค์กรทมี่ ีผลต่อการปฏิบตั ิงานของบุคลากรศูนย์อนามัยท่ี 2
พษิ ณโุ ลกตามขอ้ ตกลงการปฏิบัติราชการประจำปงี บประมาณ พ.ศ. 2562
An Analysis of Personnel Commitment Factors Affecting Organizations that Affect the
Personnel Health Center Operations 2 Phitsanulok under the agreement for the
performance of government services for the fiscal year 2562
อจั ฉรา ศิริลกั ษณ์, ธาราตรี เจตน์อัศวภริ มย์
ศนู ย์อนามยั ท่ี2 พษิ ณโุ ลก
หลักการและเหตุผล “ทรัพยากรมนุษย์” เป็น ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร การสร้างความ
ผูกพันของบุคลากรต่อองค์กร (Employee Engagement) เป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อการนำพาองค์กรไปสู่
ความสำเร็จ ทั้งยังใช้เป็นเครื่องมือในการพยากรณ์พฤติกรรมของบุคลากรได้ ศูนย์อนามัยที่ 2 พิษณุโลก ได้รับการ
ถ่ายทอดตัวชี้วัดด้านความผูกพันของบุคลากรต่อองค์กรตามข้อตกลงการปฏิบัติราชการเพื่อให้หน่วยงานมีส่วนร่วม
รับผดิ ชอบต่อผลลพั ธด์ ้านความผกู พนั ของบคุ ลากรในภาพรวมของกรมอนามยั
วัตถปุ ระสงค์ เพ่ือวเิ คราะหป์ ัจจยั ความผกู พันของบคุ ลากรตอ่ องคก์ รและเพื่อเปรียบเทียบระดบั ความคิดเห็น
เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความผกู พันของบุคลากรต่อองค์กรของบุคลากรศูนย์อนามัยที่ 2 พิษณุโลกตามข้อตกลงการ
ปฏิบตั ิราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 จำแนกตามปัจจัยสว่ นบคุ คล
วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง Cross-sectional study โดยใช้แบบสอบถาม
ออนไลน์ของกรมอนามยั กลุ่มตัวอย่าง คอื บคุ ลากรทป่ี ฏบิ ตั งิ านท่ศี นู ย์อนามัยท่ี 2 พิษณโุ ลกจำนวน 99 คนประกอบไป
ด้วย ข้าราชการ และพนกั งานราชการ ลูกจา้ งประจำ พนักงานกระทรวง มขี อบเขตเน้ือหาประเด็นที่เกย่ี วข้องกับความ
ผูกพันของบุคลากรต่อองค์กร (Employee Engagement) และการปฏิบัติงานของบุคลากรเก็บข้อมูลช่วงเดือน
มกราคม - กุมภาพันธ์ 2562 วิเคราะห์โดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์
เปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร โดยใช้ค่า t-test และ F-test (One-way ANOVA)ในกรณีพบความ
แตกตา่ ง อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.05 ใช้การทดสอบรายค่ดู ้วยวธิ ขี อง เชฟเฟ่ (Scheffe’s method)
ผลการศกึ ษา พบว่าบุคลากรมคี วามคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยทีส่ ่งผลตอ่ ความผกู พันของบุคลากรต่อองค์กรของ
บุคลากรศูนย์อนามัยที่ 2 พิษณุโลกตามข้อตกลงการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณพ.ศ.2562ในภาพรวมอยู่ใน
ระดับปานกลาง ( ̅= 3.00, S.D. = 0.608) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า บุคลากรที่มีเพศ ระดับการศึกษา
ระยะเวลาที่ปฏิบัติราชการ ประเภทตำแหน่ง แตกต่างกันมีความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรศูนย์อนามัยที่ 2
พิษณุโลก ไม่แตกตา่ งกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนบุคลากรที่มีอายุตา่ งกัน มีความคิดเห็นเกีย่ วกับ
ปจั จยั ทสี่ ง่ ผลต่อความผูกพันตอ่ องค์กรศูนย์อนามัยท่ี 2 พษิ ณโุ ลก ด้านผลตอบแทน แตกตา่ งกันอย่างมีนัยสำคญั ทาง
สถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05
ขอ้ เสนอแนะ พบว่าพฤติกรรมอนั พงึ ประสงคท์ ีบ่ ุคลากรแสดงออกมาผา่ นความคิดเห็นทสี่ ามารถมองเห็นเป็น
รูปธรรมคือปัจจัยด้านค่าตอบแทนเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถส่งผลโดยตรงต่อความผูกพันต่อองค์กร ดังนั้น ผู้บริหาร
ระดับสูง หรอื นักวางแผนกลยุทธ์ควรท่จี ะนำปจั จยั ดา้ นน้ีมาคำนงึ ถงึ ในการวางแผนเพือ่ พฒั นาองค์กรตอ่ ไป
คำสำคญั (keyword): ความผูกพันของบคุ ลากร การปฏบิ ัติงานของบคุ ลากรศนู ยอ์ นามยั ที่ 2 พษิ ณโุ ลก
130 บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครัง้ ท่ี 13 ประจำปี 2563
การศึกษาอุบัติการณ์แนวโน้มระยะของมะเร็งเตา้ นมของสตรีไทย อายุ 30 – 70 ปี เขตสุขภาพที่ 8
INCIDENCE ANDSTAGE OF BREAST CANCER AMONG THAI WOMEN AGED 30 - 70
YEARS HEALTH REGION 8
ภัคชดุ า บอ่ คำเกิด, ภทั ราพร ชศู ร, มาลินี ลามคำ, อรสา สำมะล,ี ยทุ ธนา ชนะพันธ์
ศนู ย์อนามยั ท่ี 8 อดุ รธานี
หลักการและเหตุผล: โรคมะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุที่ทำให้สตรีทั่วโลกและสตรีในไทยเสียชีวติ สูงท่ีสุด (ภรณี
เหล่าอิทธิ และคณะ, 2559) อุบัติการณ์เกิดโรคมะเร็งเต้านมของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 35.7 ต่อแสน
ประชากร อัตราตาย 10.9 ต่อแสนประชากร (Globocan, 2018) ในเขตสุขภพท่ี8 โรคมะเร็งเต้านมพบเป็นอันดับ 1
ของสตรี ร้อยละ 27.82 (tcb.nci.go.th, 25.06.61) ในปันจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัด จึงไม่มีวิธี
ป้องกนั ได้ การลดอตั ราตายดที ี่สุด คือ Early detection ค้นหาความผิดปกติของเตา้ นมต้ังแต่ระยะแรกคลำพบก้อนที่
มีขนาดเล็ก ได้รับการวนิ ิจฉยั ท่ีรวดเรว็ และเข้าสูก่ ารรักษาก่อนมีการลุกลามไปสู่อวัยวะอื่นที่ใกล้เคียงข้อมูลทจ่ี ะได้จาก
งานวจิ ัยครัง้ นส้ี ะท้อนให้เห็นถงึ ประโยชน์ของการตรวจคัดกรองมะเรง็ เต้านมด้วยตนเองถือเป็นการค้นหาความผิดปกติ
ของเต้านมไดต้ ั้งแต่ระยะแรกซึง่ สตรีทุกคนสามารถตรวจไดด้ ้วยตนเองเปน็ การป้องกันโรคมะเรง็ เตา้ นมแบบเชิงรุกและ
เป็นวิธีทไี่ ด้รับการยอมรบั มากในประเทศกำลงั พัฒนาโดยเพาะในพื้นที่หา่ งไกลที่ประชากรยังไมส่ ามารถเข้าเทคโนโลยี
ทางการแพทยท์ ่ีมีราคาแพงได้
วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ของระยะมะเร็งเต้านมของสตรีไทย อายุ 30 – 70 ปี ในโครงการสืบ
สานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านม เขตสุขภาพที่ 8 2) เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การตรวจพบก้อนที่เต้า
นมของสตรไี ทย อายุ 30 – 70 ปี ในโครงการสืบสานพระราชปณธิ านสมเดจ็ ย่าตา้ นภยั มะเรง็ เต้านม เขตสขุ ภาพที่ 8
วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา โดยเก็บข้อมูลแบบ Retrospective descriptive Design โดย
ดำเนินการเก็บข้อมูลจากโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านม ช่วง ตุลาคม 2555 ถึง
ตุลาคม 2562 รวมเป็นเวลา 7 ปี มีจำนวนสตรีที่ลงทะเบียนร่วมโครงการในเขตสุขภาพที่ 8 รวม 478,101 ราย
(จังหวัดสกลนคร จังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดเลย) ข้อมูลที่ต้องพิจารณา คือ ระยะของมะเร็งเต้านมและขนาด
กอ้ นท่ีเตา้ นม
ผลการศึกษา พบว่า ปี 2555 - 2562 พบมากที่สุดคือ Stage 2 ร้อยละ 39.12, พบเป็นอันดับสอง คือ
Stage 3 ร้อยละ 20.11 และพบเป็นอันดับสามคือ Stage 1 ร้อยละ 18.73 ขนาดก้อนที่เต้านมพบ ขนาดน้อยกว่า 2
ซม. ร้อยละ 18.18,ขนาด 2 - 5 ซม. ร้อยละ 44.94, และขนาดมากกวา่ 5 ซม. รอ้ ยละ 8.05 พบว่าการตรวจเตา้ นมของ
สตรีในโครงการฯ สามารถพบกอ้ นทีข่ นาดน้อยกวา่ 2 ซม. และสามารถพบระยะของมะเร็งเต้านมใน Stage 1
ข้อเสนอแนะ ข้อมลู น้ีสามารถช่วยยืนยันประสิทธิผลของการตรวจคัดกรองเต้านมจากการติดตามการตรวจ
เต้านมอย่างสม่ำเสมอของสตรีในโครงการฯพบว่าประโยชน์ของการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมช่วยให้พบก้อนที่มี
ขนาดน้อยกว่า 2 ซม. และสามารถพบระยะของมะเร็งเต้านมใน Stage 1 ซึ่งส่งผลให้ผู้ปว่ ยได้รับการรักษาเร็วและทำ
ให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด ข้อมูลที่ได้ในครั้งนี้สามารถนำไปใช้ออกแบบแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมการ
ตรวจคัดกรองเตา้ นมตนเองของสตรีเขตสุขภาพท่ี 8
คำสำคญั (keyword) มะเรง็ เต้านม, อุบตั กิ ารณ, ระยะของโรค,ขนาดก้อนท่ีเต้านม
บทคดั ย่อการประชมุ วชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ท่ี 13 ประจำปี 2563 131
ศึกษาสถานการณ์การมกี จิ กรรมทางกายของประชากรวัยทำงานในเขตสขุ ภาพที่ 2
Physical Activity of Adults in Health Promotion Region 2
นศิ ราพงษพ์ านิช, ปยิ พรรณ ตระกลู ทพิ ย์
ศนู ยอ์ นามยั ท่ี 2 พษิ ณุโลก
หลักการและเหตุผล วัยทำงานเป็นกำลังหลักสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เมื่อทบทวนปัญหาด้านสุขภาพ
พบว่า สุขภาพของวยั ทำงานมีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ (BMI ≥ 22.9 กโิ ลกรมั /เมตร2) เสย่ี งต่อภาวะอ้วน (pre-obese)
สูงกว่าประชากรวัยอื่น สาเหตุ คือ ขาดความตระหนักต่อการดูแลสุขภาพตนเองและมีพฤติกรรมการบริโภคอาหาร
และการมกี ิจกรรมทางกาย ไม่เหมาะสมเพียงพอ (พานทิพย์ แสงประเสรฐิ , 2556) เขตสขุ ภาพที่ 2 วยั ทำงานมีค่าดัชนี
มวลกาย เกินเกณฑ์เป็นอันดับ 1 ของประเทศ ปี พ.ศ. 2561 พบอ้วนระดับ 2 (BMI>25-29.9kg/m2) ร้อยละ 39.4
ดงั น้นั ศนู ย์อนามัยที่ 2 จงึ ไดท้ ำการศึกษาสถานการณ์การมีกจิ กรรมทางกายของประชากรวัยทำงานในเขตสุขภาพที่ 2
วัตถปุ ระสงค์ เพอื่ ศึกษาระดบั การมีกิจกรรมทางกายของประชาชนวยั ทำงานในเขตสขุ ภาพที่ 2
วิธีการศึกษา รูปแบบการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบตัดขวาง (Cross-sectional Survey
Research) เพื่อศึกษาระดับการมีกิจกรรมทางกายของประชากรวัยทำงาน ดำเนินการเก็บข้อมูลในช่วงเดือน พ.ค. -
ก.ค. พ.ศ. 2561
ผลการศึกษาวิเคราะห์การมีกิจกรรมทางกายทั้งสิ้น 2,978 คน โดยวิเคราะห์หาจำนวน ร้อยละ ของกลุ่ม
ตัวอย่างตามกิจกรรมทางกาย 3 ประเภท ได้แก่ กิจกรรมทางกายจากการทำงาน กิจกรรมทางกายจากการเดินทาง
กิจกรรมทางกายจากการนันทนาการ และวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของจำนวนวัน เวลาที่มีกิจกรรม
ทางกาย และคา่ มธั ยฐาน พสิ ยั ควอไทล์ คา่ ต่ำสุด คา่ สูงสุด ของพลังงานท่ใี ช้ในการมีกจิ กรรมทางกายในแตล่ ะประเภท
เปน็ MET-minutes/week ดงั นี้
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง จากการเดินทาง ร้อยละ 60.1 มีจำนวนวันเฉลี่ย 4.43 วัน/
สปั ดาห์ (S.D. = 3.53 วนั /สัปดาห์) ใชเ้ วลาเฉลี่ย 69.27 นาที (S.D.=151.09 นาที/วนั ) รองลงมาเป็นกิจกรรมทางกาย
จากการทำงาน ในระดบั ปานกลาง รอ้ ยละ 58.3 มจี ำนวนวนั เฉล่ยี 4.58 วัน/สัปดาห์ (S.D.= 3.59 วนั /สปั ดาห)์ ใชเ้ วลา
เฉลี่ย 177.50 นาที (S.D. = 212.01 นาที/วัน) และกิจกรรมทางกายจากการนันทนาการ ในระดับปานกลาง ร้อยละ
45.0 มจี ำนวนวันเฉล่ีย 3.95 วัน/สปั ดาห์ (S.D.= 3.53 วนั /สปั ดาห์) ใช้เวลาเฉล่ีย 56.01 นาที (S.D.=12.57 นาที/วัน)
เมื่อวิเคราะห์ค่าพลังงานที่ใช้ในการมีกิจกรรมทางกายของกลุ่มตัวอย่าง พบวา่ กิจกรรมทางกายจากการทำงานมากมี
ค่าพลังงานมากที่สุด โดยมีค่ามัธฐานรวมพลังงานที่ใช้ต่อสัปดาห์เท่ากับ 2160 MET-minutes/week (IQR = 6000)
รองลงมาเป็นกิจกรรมทางกายจากการนันทนาการ มีค่ามัธฐานรวมพลังงานที่ใช้ต่อสัปดาห์เท่ากับ 648 MET-
minutes/week (IQR = 1376) และกิจกรรมทางกายจากการเดินทาง มีค่ามัธฐานรวมพลังงานที่ใช้ต่อสัปดาห์น้อย
ท่สี ดุ เทา่ กับ 400 MET-minutes/week (IQR = 682)
ข้อเสนอแนะ ควรเพิ่มปัจจัยสุขภาพอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อการมีกิจกรรมทางกาย และควรมีการแบ่งกลุ่ม
อาชีพให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพราะคนที่ประกอบอาชีพเดียวกันอาจมีการออกแรงในการทำงานที่แตกต่างกัน ซ่ึง
ข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือออกแบบการส่งเสริมกิจกรรมทางกายของประชากรวัย
ทำงานตอ่ ไป
คำสำคัญ(keyword) กิจกรรมทางกายจากการทำงาน กิจกรรมทางกายจากการเดินทาง กิจกรรมทางกาย
จากการนนั ทนาการ
132 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563
ปัจจัยทีส่ ่งผลต่อพฤตกิ รรมการบริโภคอาหารของประชากรวยั ทำงานในเขตสุขภาพท่ี 2
Affected factors on food comsumption of working age group in
Health Promotion Region 2
นิศรา พงษ์พานชิ , ปิยพรรณ ตระกลู ทิพย์
ศูนย์อนามยั ที่ 2 พิษณโุ ลก
หลักการและเหตุผล วัยทำงานเป็นกำลังหลักสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เมื่อทบทวนปัญหาด้านสุขภาพ
พบว่า สุขภาพของวยั ทำงานมีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ (BMI ≥ 22.9 กิโลกรัม/เมตร2) เสี่ยงต่อภาวะอว้ น (pre-obese)
สูงกว่าประชากรวัยอื่นเขตสุขภาพที่ 2 มีประชากรวัยทำงานกลุ่มเสี่ยงและเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเบาหวานสูงสุดใน
ประเทศ ร้อยละ 9.8 และร้อยละ 1.5 และเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 8.3 สูงที่สุดใน
ประเทศเชน่ กัน (Health Data Center : HDC, 2560) ปญั หาการมีพฤติกรรมสขุ ภาพที่ไม่เหมาะสมของกลุ่มวยั ทำงาน
โดยเฉพาะพฤติกรรมสุขภาพที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการ หากไม่ได้รับการเสริมสร้างความตระหนัก ปลูก
จิตสำนึก และให้คำแนะนำแก้ไขได้อย่างถูกต้อง ก็จะส่งผลเสียทั้งด้านการสาธารณสุข สังคมและเศรษฐกิจของไทย
ดังนน้ั ศูนยอ์ นามัยท่ี 2 จงึ ไดท้ ำการศกึ ษาสถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายของประชากรวัยทำงานในเขตสุขภาพท่ี 2
วตั ถุประสงค์ เพื่อศกึ ษาพฤตกิ รรมการบริโภคอาหารของประชาชนวัยทำงานในเขตสุขภาพท่ี 2
วิธีการศึกษา รูปแบบการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบตัดขวาง (Cross-sectional Survey
Research) ดำเนนิ การเกบ็ ขอ้ มูลในช่วงเดือน พ.ค.- ก.ค. พ.ศ. 2561
ผลการศึกษา จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 4,078 คน มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารซึ่งประกอบด้วย การ
บริโภคผกั 5 ทพั พตี อ่ วัน การเติมหรือปรงุ รสเค็มเพม่ิ และการดื่มหวาน พบว่า กล่มุ ตวั อยา่ งบรโิ ภคผักไม่เพียงพอ ร้อย
ละ 79.8 มพี ฤตกิ รรมการเติมหรือปรุงเค็มเพ่มิ รอ้ ยละ 53.0 และด่ืมหวาน ร้อยละ 81.5 ท้ัง 3 พฤตกิ รรมพบปัญหาอยู่
ในกลุ่มวัยทำงานตอนต้นอายุ 15-29 ปี ร้อยละ 86.2, 57.9 และ 87.8 ตามลำดับปัจจัยหลักที่มีผลต่อพฤติกรรมการ
บริโภคผัก 5 ทัพพีต่อวัน การเติมหรือปรุงเค็มเพ่ิม และการดื่มหวานของประชาชนวัยทำงานในเขตสุขภาพที่ 2 คือ
เพศ อายุ และการมโี รคประจำตวั เชน่ โรคเบาหวาน
ข้อเสนอแนะ ควรมีการศึกษาปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการบริโภคอาหารของประชาชนวัยทำงาน เช่น ปัจจัย
กำหนดสุขภาพ (Determinant of Health) เพื่อช่วยให้เห็นปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสมได้
รอบดา้ นมากย่ิงขน้ึ ควรมีการศึกษาเชิงคุณภาพเก่ียวกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชาชนวยั ทำงาน เพ่ือให้ได้
ข้อมลู ทีล่ ะเอยี ดสามารถเข้าใจปญั หาได้มากข้ึน นำไปสกู่ ารแก้ไขปัญหาโภชนาการที่เหมาะสมต่อไป
คำสำคัญ(keyword) พฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหาร
บทคัดย่อการประชุมวชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563 133
ประเมนิ ผลการดำเนนิ งานป้องกนั และเฝ้าระวังโรคมะเร็งเต้านมในสตรีไทยอายุ 30 – 70 ปี
: กรณศี ึกษาจังหวัดอำนาจเจริญ
Evaluation of the Prevention and Early detection of Breast Cancer amongst Thai Women
aged 30-70 years. Case study of Amnat Chareon Province
ลกั ขณา ประมลู พงศ์ รัชดาพร จนั ทบุตรและคณะ
ศนู ย์อนามัยท่ี 10 อบุ ลราชธานี
หลักการและเหตุผล ปจั จบุ นั โรคมะเร็งเตา้ นมมีอบุ ตั ิการณ์ของโรคเพ่ิมสูงขึน้ ในสตรไี ทย พบมากในสตรีอายุ
30-70 ปี ข้อมูลสถิติโรคมะเร็งของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556-2558 (Cancer in Thailand Vol. IX, 2013-2015)
จาก สถาบันมะเรง็ แห่งชาติ พบวา่ อตั ราการเกิดโรคมะเร็งเต้านมเป็นอันดบั 1 ในเพศหญิง มีอบุ ตั ิการณ์ คือ 31.4 ต่อ
ประชากรแสนคน ดงั นั้นกระทรวงสาธารณสุขจงึ ได้ให้ความสำคัญและตระหนักถงึ ความเสยี หาย รวมทัง้ อนั ตรายที่เกิด
จากมะเร็งเต้านมที่เกิดขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต จึงได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ด้านส่งเสริมสุขภาพ
และ ป้องกันโรคกลุ่มวัยทำงาน และกำหนดตัวชี้วัดของกระทรวงสาธารณสุข คือ อัตราการคัดกรองมะเร็งเต้านมใน
สตรีอายุ 30 – 70 ปี ไมน่ อ้ ยกวา่ ร้อยละ 80
วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลการดำเนินงานป้องกันและเฝ้าระวังโรคมะเร็งเต้านมในสตรีไทยอายุ 30 - 70
ปี เพ่ือสบื สานพระราชปณิธานสมเด็จยา่ ตา้ นภัยมะเร็งเตา้ นม : กรณีศึกษาจงั หวดั อำนาจเจรญิ
วิธีการศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยประเมินผล (Evaluation research) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย
ผู้รับผดิ ชอบงานของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลชมุ ชน/ทั่วไป โรงพยาบาล
ส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล และสตรีไทยอายุ 30 - 70 ปี ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ดำเนินการเก็บ ข้อมูลเชิง
คุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และการใช้ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้การสัมภาษณ์ จาก
แบบสอบถามเกี่ยวกับด้านบริบท(Context) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ด้านกระบวนการ (Process) ด้านผลผลิต
(Product) ข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกทำการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ข้อมูลแบบสัมภาษณ์ทำการวิเคราะห์
ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา : พบว่า ด้านบริบท(Context) มีการกำหนดผู้รับผิดชอบ
งานปอ้ งกันและเฝ้าระวังมะเร็งเตา้ นมที่ชดั เจน ใช้การบรู ณาการแผนการดำเนินงาน โครงการ และงบประมาณร่วมกับ
การดำเนินงานอ่นื เชน่ โครงการรณรงค์ มะเรง็ ทุกชนิด โครงการหมู่บ้านจัดการสุขภาพ 5 กลุม่ วัย เปน็ ต้น ด้านปัจจัย
นำเข้า (Input) โดยส่วนใหญ่พื้นที่เขียน โครงการเพื่อรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสุขภาพตำบล หมู่บ้าน
ละ 20,000 บาท ได้รับการสนับสนุนสื่อ สิ่งพิมพ์จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด มีการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัคร
สาธารณสุขปีละ 1 – 2 ครั้ง และมีการ เก็บข้อมูลผ่านระบบรายงานเดือนของอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน ด้าน
กระบวนการ (Process) พื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ การรณรงค์ประชาสัมพันธ์การตรวจเต้านมด้วยตนเอง และตรวจโดย
เจ้าหน้าทส่ี าธารณสุขปีละ 1 คร้ัง รว่ มกบั การตรวจมะเร็งปากมดลูก และมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ผ่านเสียงตาม
สายหมู่บ้าน การประชาคมหมู่บ้าน การออกอำเภอเคลื่อนที่ ด้านผลผลิต (Product) อัตราการคัดกรองมะเร็งเต้านม
ในสตรีอายุ 30 – 70 ปี สถานการณภ์ าพรวมเขตสขุ ภาพท่ี 10 รอ้ ยละ 70.82 จงั หวดั อำนาจเจริญ รอ้ ยละ 75.61 (จาก
ระบบฐานข้อมูลสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 ) และข้อมูลจากการสำรวจ พบว่า ส่วน
ใหญ่มีการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ร้อยละ 97.16 ตรวจเต้านมด้วยตนเองสม่ำเสมออย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน ร้อยละ
65.3 สตรีสว่ นใหญท่ ราบถึงวธิ ีการ ตรวจเต้านมด้วยตนเองจากอาสาสมัครสาธารณสุขหมบู่ ้าน ร้อยละ 67.52 มีระดับ
การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิด โรคมะเร็งเต้านมและการรับรู้ประโยชน์ของการตรวจเต้านมด้วยตนเอง อยู่ในเกณฑ์
ระดบั สงู
ข้อเสนอแนะ ควรมีการศึกษาถึงผลลัพธ์การดำเนินงานในเชิงคุณภาพ เพื่อประเมินผลการดำเนินงานที่
ครอบคลมุ
คำสำคญั (keyword) ประเมนิ ผล ตรวจเตา้ นมดว้ ยตนเอง
134 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563
ผลของการสง่ เสริมสขุ ภาพปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมวัยทำงานในสถานประกอบการ
The effect of health promotion on working behavior change in workplaces
วาสนา มงคลศลิ ป์, เพ็ญนดิ า ไชยสายณั ห์, เดอื นเพ็ญ ใจเต,้ ชญั ญานชุ ปานนิล
กลุ่มพัฒนาการส่งเสรมิ สุขภาพวยั ทำงาน ศนู ยอ์ นามยั ที่ 7 ขอนแกน่
หลักการและเหตุผล วัยทำงาน เป็นกลุ่มประชากรที่อยู่ในช่วงอายุ 15 - 59 ปี คนวัยทำงานมีความสำคัญ
อย่างยิ่งต่อการพัฒนาสังคมและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศชาติ จากข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติ
แหง่ ชาติ (กันยายน, 2562) พบวา่ เปน็ วัยทำงาน จำนวน 56.64 ล้านคน คิดเปน็ รอ้ ยละ 56.80 ของประชากรท้ังหมด วัย
ทำงานเส่ียงตอ่ การเกดิ ปญั หาสขุ ภาพ เชน่ โรคจากการประกอบอาชีพ กายศาสตร์ในการทำงาน และภาวะความเจ็บปว่ ย
จากพฤตกิ รรมสขุ ภาพและแบบแผนการดำเนินชีวติ ทไ่ี มเ่ หมาะสม
ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ได้ดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในสถานประกอบการ เพื่อ
ส่งเสริมให้วยั ทำงานมสี ุขภาพดี เตรยี มพรอ้ มเข้าสูก่ ารเป็นผู้สูงวยั ทพ่ี ึง่ ตัวเองใหไ้ ด้มากทส่ี ุด เป็นภาระตอ่ สงั คมนอ้ ยทส่ี ดุ
และมคี ณุ ภาพชวี ติ ที่ดี เกิดประโยชน์ สถานประกอบการ และระบบเศรษฐกิจของประเทศตอ่ ไป
วัตถุประสงค์ ประเมินผลของการส่งเสริมสุขภาพปรับเปลี่ยนพฤติกรรมวัยทำงาน ในสถานประกอบการ ต่อ
ดัชนมี วลกายและพฤติกรรม ก่อนและหลังเข้ารว่ มกจิ กรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
วิธกี ารศึกษา การวิจยั คร้งั นเ้ี ปน็ การวจิ ยั กง่ึ ทดลอง 1 กลุ่ม เปรยี บเทยี บก่อนและหลัง (Quasi-Experimental
Research one Group Pre – Posttest design) ประชากรกลุ่มเป้าหมาย คือ พนักงานในสถานประกอบการในพื้นที่
จังหวัดขอนแกน่ จำนวน 30 ราย ระยะเวลาดำเนนิ การระหว่าง 1 ก.ย.2562 – 1 ม.ค.2563
ผลการศึกษา ลกั ษณะท่ัวไป กลุ่มตัวอยา่ งเปน็ เพศหญิงและเพศชายรอ้ ยละ 50 อายอุ ยรู่ ะหว่าง 24-51ปี กอ่ น
เข้าร่วมกิจกรรมมี ภาวะท้วมร้อยละ30 อ้วนร้อยละ70 รอบเอวปกติ ร้อยละ30 รอบเอวเกิน ร้อยละ 70 หลังเข้าร่วม
กิจกรรมมี ดัชนีมวลกายปกติ ร้อยละ 13.3 ภาวะท้วมรอ้ ยละ 23.3 อ้วนร้อยละ 63.3 รอบเอวปกติ ร้อยละ 43.3 รอบ
เอวเกิน รอ้ ยละ 56.7
ผลการเปรียบเทียบผลรวมคะแนนพฤติกรรมสขุ ภาพกอ่ นและหลงั เข้าร่วมกิจกรรม พบวา่ มคี วามแตกต่างกัน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ค่า P-value < 0.05) ผลการการเปรียบเทียบดัชนีมวลกายก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม
พบว่า มคี วามแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถติ ิ (ค่า P-value < 0.05)
ข้อเสนอแนะ 1. ควรการกำหนดนโยบายแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพหนักงานในสถานประกอบการ อย่าง
เป็นระบบและลงนามความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 2. ผู้ประกอบการต้องเห็นถึงความสำคัญของการดูแล
สขุ ภาพคนทำงาน คนทำงานตระหนักถึงความสำคญั ของการดแู ลสขุ ภาพตนเอง 3. ประเทศไทยมสี ถานประกอบการเปน็
จำนวนมาก ในขณะที่บุคลากรสาธารณสุขยังไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพคนทำงานในสถาน
ประกอบการเพอ่ื ให้เกิดการจัดการสขุ ภาพดว้ ยตนเอง
คำสำคัญ (keyword) ปรับเปล่ียนพฤติกรรม วยั ทำงาน สถานประกอบการ
บทคดั ย่อการประชุมวชิ าการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563 135
ปัจจัยทีม่ ีความสมั พันธ์กับการเตรียมความพรอ้ มเปน็ ผ้สู งู อายุ : กรณศี กึ ษา พนกั งานวยั ทำงานตอนปลาย
ในโรงแรม เขตกรุงเทพเหนอื
Factors related to preparation for being an elderly person : A case study of late-
working employees in hotels North Bangkok
สามารถ อคั รอโุ ฆษ, นางอรอุมา ไชยดำ และคณะ
สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
หลักการและเหตุผล 40 ปีที่ผ่านมา ประชากรสูงอายุเพิ่มสูงขึ้นทั้งขนาดและสัดส่วนต่อประชากรทั้งหมด
ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ใช้เวลาน้อยในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) จึงมีเวลาในการเตรียม
นอ้ ย ทำใหป้ ระชากรวยั ทำงานขาดการเตรียมหรือมีการเตรยี มทีไ่ มด่ ี
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคลกับการเตรียมความพร้อมเป็น
ผ้สู ูงอายุ เพื่อเป็นข้อมลู ในการสง่ เสริมการเตรยี มฯ ทำให้เป็นผู้สูงอายทุ ม่ี คี ณุ ภาพ
วิธีการศึกษา เป็นการวจิ ัยภาคตัดขวางเชงิ พรรณนา โดยการศึกษาในประชากรวยั ทำงานตอนปลายที่มีอายุ
ระหว่าง 45 – 59 ปี ที่ปฏิบัติงานในโรงแรมเขตกรุงเทพเหนือ ใช้สูตรคำนวณขนาดตัวอย่างของ Cochran (1977) ได้
ตัวอย่างที่ศึกษาทั้งหมด 458 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ ตัวแปรในการศึกษาแบ่งเป็นตัวแปรต้นได้แก่ ตัว
แปรคุณลักษณะส่วนบุคคล และตัวแปรตามเป็นตัวแปรการปฏิบัติตัวเพื่อเตรียมความพร้อมเป็นผู้สูงอายุ แบ่ง
ออกเป็นด้านสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตใจ สังคม เศรษฐกิจ และที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม เก็บข้อมูลโดยใช้
แบบสอบถาม ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และความเหมาะสมของภาษาและหาความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้
สถิติเชิงพรรณนา และเชิงอนุมาน Pearson’s Correlation Coefficient และ Chi-Square test
ผลการศึกษา พบว่า โรงแรมที่ทำงาน เพศ ลักษณะที่อยู่อาศัย ระยะเวลาที่อาศัยในชุมชน ทัศนคติต่อการ
เตรียมความพร้อมเป็นผู้สูงอายุ มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติตัวเพื่อเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพร่างกาย โดย
โรงแรมที่ทำงานและเพศ มีความสัมพันธ์มากทีส่ ุดและรองลงมา ด้วยค่า p value < .001, .001 ตามลำดับ โรงแรมที่
ทำงาน สถานภาพสมรส หนี้สิน การมีผู้ดูแลเมื่อเจ็บป่วย ทัศนคติต่อการเตรียมความพร้อมฯ มีความสัมพันธ์กับการ
ปฏิบัติตวั เพือ่ เตรียมความพร้อมด้านสุขภาพจิตใจ โดยโรงแรมที่ทำงาน การมีผู้ดูแลเมื่อเจ็บป่วย มีความสัมพันธ์มาก
ที่สุดและรองลงมา ด้วยค่า p value < .001, .002 ตามลำดับ โรงแรมที่ทำงาน ความเพียงพอของรายได้ ผู้ดูแลเมื่อ
เจ็บป่วย สิทธิการอยู่อาศัย ระยะเวลาที่อาศัยในชุมชน ทัศนคติต่อการเตรียมความพร้อมฯ มีความสัมพันธ์กับการ
ปฏิบัติตัวเพื่อเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจ โดยโรงแรมที่ทำงาน ทัศนคติต่อการเตรียม ความพร้อมฯ มี
ความสัมพันธ์มากที่สุดและรองลงมา ด้วย p value เท่ากับ .001, .009 ตามลำดับ โรงแรมที่ทำงาน รูปแบบการอยู่
อาศัย การมีผู้ดูแลเมื่อเจ็บปว่ ย มีความสัมพันธ์กับการปฏบิ ัติตัวเพือ่ เตรียมความพร้อมด้านสังคม โดยรูปแบบการอยู่
อาศัย และการมีผู้ดูแลเมื่อเจ็บป่วย มีความสัมพันธ์มากที่สุดและรองลงมา ด้วย p value เท่ากับ .013 และ .027
ตามลำดับ และโรงแรมที่ทำงาน สถานภาพสมรส สิทธิการอยู่อาศัย มีความสัมพนั ธ์กับการปฏิบตั ติ วั เพื่อเตรียมความ
พร้อมด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม โดยโรงแรมที่ทำงาน สิทธิ์การอยู่อาศยั มีความสัมพันธ์มากท่ีสุด ด้วย p value
< .001 เท่ากัน รองลงมาเป็น สถานภาพสมรส ด้วย p value .002 ข้อเสนอแนะ: ควรส่งเสริมสุขภาพ และมีการ
วางแผนรองรับภาวการณ์เจ็บป่วยในอนาคต เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังมีภาวะน้ำหนักเกิน ควรสนับสนุนการ
เตรียมความพร้อมด้านการออมและการลงทุน ควรมีการเตรียมความพร้อมในเชิงนโยบายด้านที่อยู่อาศัย ควรมี
นโยบาย แผนงาน โครงการ และองค์กรรบั ผิดชอบด้านการเตรียมความพร้อมก่อนการเปน็ ผู้สงู อายุแบบบูรณาการด้าน
ตา่ ง ๆ และใชส้ ถติ ทิ ่ีสงู ข้ึนเพื่อสามารถพยากรณส์ ถานการณ์การเตรยี มความพร้อมได้แมน่ ยำข้ึน
คำสำคัญ(keyword) การเตรียมความพร้อมเป็นผู้สูงอายุ หมายถึง การเตรียมตัวหรือการวางแผนในสิ่งที่
จำเป็นของคนวัยทำงานตอนปลาย ที่จะเข้าสู่การเป็นผูส้ งู อายุ
136 บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563
บทคดั ย่อการประชุมวชิ าการสง่ เสริมสุขภาพและอนามยั สงิ่ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563 137
Poster Presentation
กลุม่ สง่ เสรมิ สขุ ภาพกลุม่ วยั ผูส้ ูงอายุ
138 บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563