The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเล่มประชุมวิชาการกรม ครั้งที่ 13

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thunya_meawoon, 2021-04-05 03:41:17

รวมเล่มประชุมวิชาการกรม ครั้งที่ 13

รวมเล่มประชุมวิชาการกรม ครั้งที่ 13

บทคดั ยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามัยส่งิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครง้ั ที่ 13 ประจำปี 2563 39

การพฒั นารปู แบบการสง่ เสรมิ สขุ ภาพผูส้ งู อายกุ ลุม่ ติดบา้ นโดยการมีส่วนรว่ มของชมุ ชนจงั หวัดอุบลราชธานี
DEVELOPMENT OF A HEALTH PROMOTION MODEL FOR HOME BOUND ELDER BY COMMUNITY PARTICIPATION IN

UBON RATCHATHANI, THAILAND

จกั รพงศ์ ปติ โิ ชคโภคนิ ท์*, พัชรี อมรสิน, นันท์นภสั ปิตโิ ชคโภคินท์
โรงพยาบาลนาตาล จงั หวดั อุบลราชธานี

หลกั การและเหตผุ ล ปัจจุบันโลกและไทยกา้ วเขา้ สภู่ าวะสังคมผู้สูงอายุ จงั หวดั อุบลราชธานี พ.ศ.2559-2560 มี
ประชากร 1.8 ลา้ นคน มีผสู้ งู อายุ 226,848 คน (ร้อยละ 12.45) กลุ่มติดสังคมรอ้ ยละ 91.03, ตดิ บา้ นร้อยละ 6.89 และ
ติดเตียงร้อยละ 2.08 การดำเนินงานผู้สูงอายุของจงั หวัดอุบลราชธานีเน้นดูแลผู้สูงอายตุ ิดสงั คมและติดเตียง ปัญหาที่
พบคอื การจดั บรกิ ารสุขภาพในชมุ ชนและการดแู ล การสง่ เสริมสขุ ภาพของผสู้ ูงอายุตดิ บ้านไมม่ ีรปู แบบแนวทางท่ชี ดั เจน
เปน็ รูปธรรม มกี ารดำเนนิ งานเน้นกจิ กรรมการใหค้ วามรู้และพัฒนาศกั ยภาพแก่แกนนำท่ีอยู่ในชมรมผู้สงู อายุ การเย่ียม
บา้ นโดยเจ้าหนา้ ที่สาธารณสุข ยังขาดการมีส่วนรว่ มของชมุ ชนชวี ติ ท่ดี ีและชมุ ชนมสี ว่ นร่วมด้วย

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านโดยการมีส่วนร่วมของ
ชุมชน

วธิ ีการศกึ ษา การวิจยั ครั้งน้เี ปน็ วิจยั เชิงปฏบิ ตั ิการแบบมีสว่ นรว่ มและแนวคดิ การใชช้ ุมชนเป็นฐาน การศกึ ษามี
2 ส่วนคือ 1) การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน 2) การประเมินผลการมีส่วนร่วม ความพึง
พอใจและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุหลังได้ใช้รูปแบบ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบ่งชั้นแบบชั้นภูมิ ได้กลุ่ม
ตัวอย่างคือชุมชนหรือภาคีเครือขา่ ยสขุ ภาพ 40 คน ผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน 100 คน ศึกษาเดือน ม.ค. 2561–ก.ย. 2562
เครื่องมือที่ใช้ได้แก่แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินการมีส่วนร่วม แบบประเมินความพึงพอใจและ
แบบประเมินคณุ ภาพชีวิตผูส้ ูงอายุ ใชส้ ถิตเิ ชงิ พรรณนาและใชส้ ถติ ิทดสอบที (Paired t-test) และวิเคราะห์เนอื้ หา

ผลการศกึ ษา มีกระบวนการพฒั นา 2 วงรอบและได้รปู แบบดแู ลสุขภาพผ้สู งู อายกุ ลมุ่ ติดบา้ นโดยการมสี ่วนรว่ ม
ของชุมชน คือ“2HOME CARES model” ประกอบด้วย Health การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน, Holistic การ
ดูแลแบบองค์รวม, Organization : Local people สร้างองค์กรประชาชนดูแลผู้สูงอายุ, Management การจัดการ
รว่ มกนั ทั้งรัฐ ชมุ ชนและภาคเี ครือขา่ ย, Elderly care สร้างหลักการดแู ลผู้สูงอายุ, Community Participation กจิ กรรม
ชุมชนช่วยชมุ ชนโดยชุมชน, Action and Area Base การร่วมกันปฏิบัติการและพัฒนาตามศกั ยภาพพื้นท่ี, Responds
จัดกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการชุมชน, Equipment มีเครื่องมือ/กายอุปกรณ์สนับสนุน, Social Network ภาคี
เครือข่ายและช่องทางสือ่ สารโดยทุกองค์ประกอบเน้นกิจกรรมตามบริบทชุมชน ผลการนำรูปแบบไปใช้ในผูส้ ูงอายุ ผล
การเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยการมีส่วนร่วมก่อนและหลังการพัฒนามคี วามแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี
ระดับ.021 (t=2.23, P-value < .05) ความพึงพอใจของของชมุ ชนตอ่ รปู แบบหลงั การพัฒนาอยใู่ นระดบั มากโดยค่าเฉลยี่
ความพึงพอใจเพิ่มขึ้น (ˉx =37.88, S.D. = 6.66) คุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับคุณภาพชีวิตที่ดี ( x =96.10,
S.D.=12.39) กอ่ นพฒั นาคุณภาพชวี ติ อยู่ในระดับกลางๆ ( x =68.74, S.D.=8.22)

ข้อเสนอแนะ ควรศึกษาเรื่องจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพเอื้อต่อการเยียวยาการส่งเสริมสุขภาพ
เพอ่ื ปอ้ งกันการเกิดโรคและป้องกนั ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเรื้อรงั รว่ มด้วย

คำสำคญั (keyword) : รูปแบบการดแู ลสุขภาพผูส้ งู อายุ, ผ้สู งู อายุกลมุ่ ติดบ้าน, การมสี ว่ นร่วมของชุมชน

40 บทคดั ย่อการประชมุ วชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2563

การพัฒนาชมรมผู้สงู อายรุ อบรู้ด้านสุขภาพ กรงุ เทพมหานคร
DEVELOPMENT OF HEALTH LITERACY ELDERLY CLUB IN BANGKOK METROPOLITAN

กานดาวสี มาลีวงษ1์ ขวญั ใจ อำนาจสัตยซ์ อ่ื 2 มลนิ ี สมภพเจริญ2
ยงยส หัถพรสวรรค์1 เยาวเรศ วงศาสุลกั ษณ์1
1 สถาบันพัฒนาสขุ ภาวะเขตเมอื ง กรมอนามัย
2 คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล

หลักการและเหตุผล ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสำคัญตอ่ การสร้างเสริมสุขภาพของทุกกลุ่มวัย และกลุ่ม
ผู้สูงอายุมีความรอบรู้ด้านสุขภาพต่ำกว่ากลุ่มวัยอื่น มีงานวิจัยจำนวนมาก พบว่าชมรมผู้สูงอายุส่วนใหญ่เน้นการจัด
กิจกรรมด้านสันทนาการและการคัดกรองสุขภาพเบื้องต้นซึ่งไม่สะท้อนการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ดังนั้นการ
ยกระดับความสามารถและศักยภาพของประธานและคณะกรรมการของชมรมผู้สงู อายจุ ึงเป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยง
ระหวา่ ง “ความรอบร้ดู ้านสขุ ภาพ” และ “การส่งเสริมสุขภาพ”

วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้นำชมรมผู้สูงอายุ และ
ประเมนิ ระดบั ความรอบรดู้ ้านสุขภาพของชมรมผสู้ งู อายุและผ้นู ำชมรมผู้สูงอายุ

วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยแบบมีส่วนร่วม ผ่านกระบวนการทำงานแบบ Plan, Act, Observe and Reflect
ด้วยการพัฒนาหลักสูตร จัดอบรม ติดตามการจัดกิจกรรม และสรุปผล ในการจัดทำหลักสูตรประยุกต์แนวคิดความ
รอบรู้สุขภาพของ นัทบีม (Nutbeam) และการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ (Andragogy) ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วยการอบรม
ภาคทฤษฎี การฝึกปฏิบัติ และการลงพ้นื ที่ จำนวนท้งั หมด 15 ชวั่ โมง เคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัยประกอบดว้ ย หลกั สูตร
พัฒนาชมรมผู้สูงอายุรอบรู้สุขภาพ แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้นำชมรมผู้สูงอายุและแบบประเมิน
ชมรมผู้สูงอายุรอบรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.8 และมีค่าความเชื่อมั่น ครอนบาค อัลฟ่า
เทา่ กบั 0.7 และ 0.96 ตามลำดบั กลุ่มตวั อยา่ ง คอื ผ้นู ำชมรมผู้สูงอายุ 4 ชมรมในกรงุ เทพมหานคร จำนวน 20 คน

ผลการศึกษา คุณลักษณะของชมรมผู้สูงอายุ 4 ชมรมก่อนเข้ารับการอบรมหลักสูตรพัฒนาชมรมผู้สูงอายุ
รอบรู้สุขภาพ พบว่าผู้นำชมรมผู้สูงอายุมีระดับความรอบรู้สุขภาพแตกต่างกัน สามารถแบ่งได้เป็นระดับพื้นฐาน
Functional Health Literacy และระดับปฏิสัมพันธ์ Interactive Health Literacy ซึ่งทำให้รูปแบบกิจกรรมและ
เทคนิคของการพัฒนาไปสู่สมาชิกชมรมผู้สูงอายุมีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามแนวคิดและเทคนิคที่สำคัญในการ
พัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับชมรมผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 3 แนวคิดหลัก คือ แรงจูงใจ Motivation,
ความผูกพัน Engagement และ การสร้างพลัง Empowerment ผ่านกระบวนการปฏิบัติจริงในพื้นท่ี
ตามคุณลักษณะ 6 ด้านของความรอบรู้สุขภาพ เข้าถึง เข้าใจ โต้ตอบซักถาม ตัดสินใจ ปรับเปลีย่ นพฤติกรรมสุขภาพ
และบอกต่อได้ การเยี่ยมเสริมพลังครอบคลุมเนื้อหา 4 เรื่องคือ ไม่ล้ม ไม่ลืม ไม่ซึมเศร้า กินข้าวอร่อย ผลการศึกษา
พบว่าคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้นำชมรมผู้สูงอายุและคะแนนชมรมผู้สูงอายุรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มข้ึน
ภายหลังเข้ารับการอบรมหลักสูตรพัฒนาชมรมผ้สู ูงอายรุ อบรสู้ ุขภาพ (p-value < 0.05)

ข้อเสนอแนะ ควรสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้นำชมรมผู้สูงอายุ เพื่อสร้างชมรมผู้สูงอายุรอบรู้สุขภาพใน
พื้นทเ่ี ขตเมือง ที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน จะสง่ ผลให้ผูส้ งู อายุมพี ฤติกรรมสุขภาพและภาวะสขุ ภาพท่ดี ีขนึ้

คำสำคัญ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผ้นู ำชมรมผู้สงู อายุ หลักสูตร

บทคดั ยอ่ การประชุมวชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563 41

การประเมนิ ผลการใช้ระบบสารสนเทศโปรแกรมดแู ลระยะยาว
ดา้ นสาธารณสุขสำหรบั ผสู้ งู อายทุ ่ีมีภาวะพ่ึงพิง (Long Term Care) เขตสุขภาพที่ 1

ชลลดา สรศกั ด์ิ 1 และดร.วรยุทธ นาคอ้าย 2
1 ศูนยอ์ นามยั ท่ี 1 เชียงใหม่ 2 วทิ ยาลัยการสาธารณสุขสริ นิ ธร จังหวดั ชลบรุ ี สถาบนั พระบรมราชชนก

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการใช้โปรแกรมดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มี
ภาวะพึ่งพิง (Long Term Care) เขตสุขภาพที่1 เก็บข้อมูลภาคสนาม (Field Survey) ในกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ
กลุม่ ท่ี 1 สุมตัวอยา่ งจากผดู้ ูแลควบคมุ โปรแกรมฯ (Admin) จำนวน 5 คน ในระดับสำนักสง่ เสริมสุขภาพผู้สงู อายุ กรม
อนามัย ระดับเขตสุขภาพที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ส่วนกลุ่มที่ 2 สุ่มตัวอย่างจากผู้ใช้งานโปรแกรมฯ
(User) จำนวน 312 คน ซึ่งสุ่มตัวอย่างจาก Care Manger เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire)
วเิ คราะหข์ อ้ มูลเชงิ ปริมาณ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรปู ทางสถติ ิ ดว้ ยสถติ ิเชิงพรรณนาประกอบด้วย การแจกแจงความถี่
ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการจำแนกหรือการจัดกลุ่มข้อมูล
วดั ผลและตัดสนิ การประเมินโดยใช้ Scoring Rubrics แบบองค์รวม (Holistic Scoring Rubric)

ผลการศึกษาพบว่า การประเมินตามเกณฑ์การประเมินคุณภาพ แบบองค์รวม (holistic scoring rubric) คือ
ผใู้ ช้ (USER) โปรแกรมระบบสารสนเทศโปรแกรมดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรบั ผู้สงู อายุทีม่ ีภาวะพ่ึงพิง (Long
Term Care) มคี วามเข้าใจในภาพรวมระดบั ปานกลาง ผใู้ ชม้ คี วามพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง พบปัจจัย
การดำเนินงานที่ส่งผลต่อความสำเร็จอย่างน้อย 3 ด้านคือ ปัจจัยความพร้อมด้านระบบเครือข่าย ด้านอุปกรณ์ ด้าน
เครื่องมือและเครื่องใช้ ด้านฐานข้อมูลของโปรแกรม และด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้อง หากผู้ใช้พบปัญหาการใช้งาน
สามารถแกไ้ ขปัญหาให้เสร็จส้ินโดยการส่งต่อ ADMIN ระดบั เขตสุขภาพปัญหาอปุ สรรคคือการเขา้ ถึงโปรแกรมได้ยาก
เครอื ขา่ ยInternet บางแหง่ ไมส่ นบั สนนุ การทำงานของโปรแกรม ขอ้ มูลในโปรแกรมสูญหาย ขาดความรคู้ วามเข้าใจใน
การใช้โปรแกรม จากการสัมภาษณ์ Admin พบว่าปัญหาด้านฐานข้อมูลยังไม่สามารถประมวลผลตอบสนองความ
ตอ้ งการของ Admin ได้และข้อมูลไม่เปน็ ปัจจุบัน โดย Admin ในระดับจังหวัดมีรูปแบบการส่งต่อการแก้ไขปัญหาให้
Admin ระดับเขต กรมอนามัย และProgrammerตามลำดับ ทำให้ปัญหาได้รับการแก้ไขล่าช้าไม่ทันข้อเสนอแนะใน
ระดับองค์กรคือ ควรมีการเชื่อมโยงบูรณาการระหว่างทีมงานผู้สร้างโปรแกรมฯ ทุกหน่วยงานให้มีการปรับปรุง
โปรแกรมฯ ตามปจั จยั การดำเนินงานที่สง่ ผลต่อความสำเร็จและตอบสนองความต้องการต่อผู้ใชง้ านทุกระดับ

42 บทคัดย่อการประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563

การพัฒนาระบบการดูแลผ้สู ูงอายุทีม่ ภี าวะพ่ึงพงิ ระยะยาว ในสถานสงเคราะห์คนชราบ้านลพบุรี
THE DEVELOPMENT OF A LONG TERM CARE SYSTEM FOR THE ELDERLY IN THE

LOPBURI HOME FOR THE AGED

รัตนาภรณ์ วฒั นา1 , คณุ ัสปกรณ์ มัคคปั ผลานนท์2

สถานสงเคราะหค์ นชราบ้านลพบรุ 1ี , วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีชลบรุ ี2

หลักการและเหตุผล สถานสงเคราะห์คนชรา (The Residential Home) เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่เป็นที่พ่ึง
ในการรองรับกับจำนวนผู้สูงอายุด้อยโอกาส ปัจจุบันมีผูส้ ูงอายุอาศัยอยู่จำนวน 111 คน พบว่า มีผู้สูงอายุที่มีความ
เจ็บป่วยเรื้อรัง จำนวน 96 คน คิดเป็นร้อยละ 86.49 มีความพิการทุพพลภาพช่วยเหลือตนเองได้บางส่วน หรือไม่
สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน จำนวน 34 คน คิดเป็น ร้อยละ 30.63 จากการคัดกรองภาวะสมอง
เสื่อมโดยใช้แบบคัดกรอง MMSE พบว่า มีจำนวนผู้สูงอายุผิดปกติ จำนวน 65 คน คิดเป็นร้อยละ 72.15 และจาก
การคัดกรองภาวะซึมเศร้าโดยใช้แบบคัดกรอง 2Q พบว่า มีจำนวน ผู้สูงอายุผิดปกติ จำนวน 29 คน คิดเป็นร้อยละ
23.20 (สถิติเดือนตุลาคม, 2560) ดังนั้นหลักการสำคัญคือ การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการรู้สึกมีคุณค่าในตนเองมี
สุขภาพกายจิตและสังคมที่ดี ช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน และช่วยเหลือผู้อื่นและสังคมให้ได้นานที่สุด ลด
การเป็นผสู้ ูงอายทุ ม่ี ที ุพพลภาพหรือเจบ็ ปว่ ยติดเตียง ให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้มากทีส่ ุด ทั้งกาย จติ สงั คม และ
จิตวิญญาณ โดยใหบ้ ุคคลากรทกุ คนที่เก่ยี วข้องดา้ นสุขภาพ ได้มีส่วนในการร่วมคดิ หาแนวทางดูแลผู้สงู อายุที่มีภาวะ
พงึ่ พึง เพอ่ื ใหเ้ กิดแบบแผนการปฏิบัติทีย่ ่ังยืนตอ่ ไป

วัตถุประสงค์ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะ
พึ่งพิงระยะยาวที่อาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชราบ้านลพบุรี ประเมินความรู้และทักษะของผู้ดูแลผู้สูงอายุ
ประเมนิ ความพงึ พอใจของผสู้ งู อายตุ อ่ การบริการของผู้ดแู ล และประเมินคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

วิธีการศึกษา การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยประเมินผลแบบ (Summative Evaluation) โดยผู้วิจัยได้เลือก
กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) กลุ่มที่ศึกษาประกอบด้วย ผู้ดูแลผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์
คนชราบ้านลพบุรี จำนวน 15 คน ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่อาศัยอยู่ใน สถานสงเคราะห์คนชราบ้านลพบุรี ที่ไม่มี
ภาวะสมองเสอ่ื มรุนแรง และภาวะซมึ เศรา้ จำนวน 65 คน วเิ คราะห์ข้อมูลดว้ ยโปรแกรมสำเรจ็ รูป

ผลการศึกษา ผลการศึกษา พบว่า ผู้ดูแลทั้งหมดเป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 40.5 ปี มีการศึกษาระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 40.0 เมื่อประเมินระดับความรู้และทักษะของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง พบว่า
ระดับความรู้และทักษะของผู้ดูแลในมิติด้านกาย จิตใจ สังคมและสิ่งแวดล้อม พบว่า มิติทางกายและจิตใจอยู่ใน
ระดับดี เฉพาะมิติทางสังคมและส่ิงแวดล้อม ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 80) ข้อมูลทั่วไปของผู้สูงอายุทีม่ ภี าวะ
พึ่งพิงที่อยู่ในการดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 65 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 65.2 ส่วน
ใหญ่เป็นผู้สูงอายุตอนกลาง (70 – 79 ปี) ร้อยละ 43.9 มีโรคประจำตัว อันดับแรกได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ร้อย
ละ 65.2 ด้านความพึงพอใจ พบว่า ระดับความพึงพอใจมิติทางจิตใจ และมิติทางสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับดี ร้อยละ
67.7 และรอ้ ยละ 61.5 ตามลำดบั มิติทางกายและมติ ิทางสัมพันธภาพทางสังคม อยใู่ นระดับปานกลาง รอ้ ยละ 66.2
และร้อยละ 61.5 ตามลำดับ ด้านคุณภาพชีวิต พบว่า มีความพึงพอใจในระดับดี จำนวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ
33.8 มคี วามพึงพอใจในระดับกลาง จำนวน 43 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 66.2

ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะควรปรับปรุงการอบรมพัฒนาเพ่ิมเตมิ ให้เหมาะสมกับลักษณะบุคคล ตามสภาพจริง
ของผู้ดูแลและสภาพของผู้สูงอายุ เช่น สภาพของผูส้ ูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์คนชรา เพื่อให้เกิดความร้แู ละทกั ษะ
สงู สุด นอกจากนี้ควรมีระบบการสนบั สนนุ ให้แก่ผูด้ แู ลและดแู ลดา้ นสขุ ภาพแก่ผดู้ แู ลเพอ่ื ใหท้ ำงานได้ต่อไปในระยะยาว

คำสำคัญ การพฒั นาระบบการดแู ล / ผูส้ ูงอายุภาวะพึ่งพิงระยะยาว / สถานสงเคราะหค์ นชรา

บทคดั ยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครง้ั ท่ี 13 ประจำปี 2563 43

รูปแบบเฝา้ ระวงั การฆ่าตวั ตายในผ้สู งู อายุโดยความรว่ มมือของครอบครัวและชมุ ชน อำเภอปัว จังหวดั นา่ น

วชิ าภรณ์ คนั ทะมลู
สำนกั งานสาธารณสขุ อำเภอปัว จงั หวัดนา่ น
* ทุนการจดั การความรกู้ ารวจิ ยั เพอื่ การใช้ประโยชน์เชิงนโยบายสาธารณะ วช.

การฆ่าตัวตายสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศและทุกวัย ทั้งนี้ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังการฆ่าตัวตาย
อย่างใกลช้ ิด เน่อื งจากวัยสูงอายุมีความเปราะบางจากหลายปจั จัยท่ีสามารถกระตุ้นให้ผู้สูงอายุมีโอกาสเส่ียงต่อการ
ฆา่ ตัวตายได้ตลอดเวลา

รูปแบบการวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรูปแบบเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายในผู้สูงอายุโดย
ความร่วมมือของครอบครัวและชุมชน และกำหนดเป็นนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ในอำเภอปัว จังหวัดน่าน
กำหนดเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นการสร้างรูปแบบเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายในผู้สูงอายุโดยความร่วมมือของ
ครอบครัว ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ และศักยภาพของครอบ ครัวและชุมชน 2) การสร้างความ
ร่วมมือ และสร้างรูปแบบเฝ้าระวังการฆ่าตวั ตายในผู้สูงอายุ 3) ปฏิบัติการเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายในผู้สงู อายุ โดยใช้
แนวคดิ ความรอบรทู้ างสุขภาพ 4) การประเมิน และสะท้อนผลการเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายในผ้สู งู อายุ ระยะท่ี 2 เป็น
การกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ในการเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายในผู้สูงอายุโดยความร่วมมอื ของครอบครัว
และชุมชน กลุ่มเป้าหมายการวิจัย ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล ผู้นำ
ชุมชนและแกนนำชุมชนพระสงฆ์ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ บุคคลในครัวเรือนผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุ เก็บรวบรวมข้อมูล โดย
การสัมภาษณ์ สนทนากล่มุ และใชแ้ บบสอบถาม วิเคราะหข์ ้อมลู ท้งั เชิงคณุ ภาพและเชงิ ปริมาณ

รูปแบบเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายในผู้สูงอายุความร่วมมือของครอบครัวและชุมชน ประกอบด้วย การ
ดำเนินงาน ดังน้ี 1) การค้นหาผู้สูงอายุที่เสี่ยงต่อภาวะซมึ เศร้าและฆ่าตัวตาย 2) การวินิจฉัยและการประเมินความ
รุนแรงของโรคซมึ เศรา้ และการฆ่าตวั ตาย 3) การดูแลในผ้สู งู อายุ และ 4) การตดิ ตามในผู้สงู อายุ โดยกำหนดบทบาท
หน้าที่ที่ชัดเจน ให้กับสมาชิกในครอบครัว อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หน่วยบริการสาธารณสุข ชุมชน
และเครอื ข่ายทีเ่ กี่ยวข้อง ในกจิ กรรมทีต่ อ้ งร่วมกันปฏบิ ัติอยา่ งเชื่อมโยงในระดบั ชมุ ชน

การพัฒนารูปแบบครั้งนี้เป็นการดูแลเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายในผู้สูงอายุในระดับปฐมภูมิ (Primary
Prevention) เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายของผู้สูงอายุโดยครอบครัวและชุมชนเป็นหลักในการดูแล
รูปแบบนี้มีความแตกต่าง และสามารถเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับระบบการดูแลเฝ้าระวังภาวะซึมเศร้าของกรม
สุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขได้ ซึ่งเป็นการดูแลในระดับ (Secondary Prevention) จึงทำให้ผู้สูงอายุในพื้นท่ี
ได้รบั การดูแลและเฝ้าระวังการฆา่ ตวั ตาย และถกู นำส่งเขา้ ส่รู ะบบการดูแลของหนว่ ยงานสาธารณสุขได้อย่างทนั ท่วงที

คำสำคัญ : ผูส้ ูงอายุ, รปู แบบเฝา้ ระวงั การฆา่ ตัวตายในผสู้ ูงอายุ, ความรว่ มมือของครอบครัวและชมุ ชน

44 บทคัดย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสริมสุขภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563

Knowledge and Rational Drug Use of the Community of Ban Nongyang in
Tambon Hua Ruea, Mueang District, Ubon

Ratchathani Province, Thailand
Thanyasawad T* and Srimoungam W
Faculty of Nursing, Ratchathani Ubon University, Thailand

Introduction : WHO defines the rational drug use as ‘Using drugs according to the patient’s
health problem. An appropriate dose is used for individual patients in an appropriate time.’ The
communities at local and international levels inappropriately spend more than 50% on drugs. An
estimated 35 million people worldwide have suffered thanks to unnecessary drugs. Only one in
seven was given appropriate treatment. The consequence was a side effect, drug-related dangers
and unnecessary economic loss.

Objective :
• Aim to study drug knowledge and understanding correctly and safely.
• Aim to assess the practice of using self-medication reasonably
• Aim to compare between knowledge and understanding about medicine and the

practice of using self-justifying medicine.
Material & Methods : A questionnaire was administered to 2 9 2 respondents from the

communities of Tambon Hua Ruea in Ubon Ratchathani province, Thailand. It was concerned with
the subjects’ knowledge and behavior in using drugs.

Results : It was found that the respondents were females (59.2%), aged 61-70 years (22.95%),
and completed the primary education (60.96%). They had knowledge and could complete the
questionnaire (68.25%). Their drug-using behavior averaged 2.70%. With knowledge in using drugs
and the subjects’ behavior in using drugs studied, it was found that age, educational levels,
treatment rights and personal disease were statistically different at p<.05.

Conclusion : The medical network has a vital role to play to support the operation. Local
mechanisms should be used to solve the problems. Attention should be given to the performance
of the local hospital officials in terms of using drugs, and providing counseling. Attention is also to
be given to the relations between the service providers and the people who are the recipients of
the service.

Discussion : A majority of the subjects did not have a proper knowledge and lacked an
understanding concerning the safe drug use. That was due to the patient’s drug-using behavior. To
tackle the problems, the Hua Ruea Community Hospital conducted the project to launch the
rational drug use with the aim to reduce the drug resistance in the patients.

Keywords : Knowledge; Rational Drug Use; Communities; Behavior

บทคดั ยอ่ การประชุมวชิ าการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563 45

พฤติกรรมสุขภาพของพระสงฆก์ บั ความรอบรดู้ ้านสุขภาพจากพระคลิ านปุ ัฏฐากสู่พระนักส่อื สาร
ในเขตสุขภาพท่ี 1

HEALTH BEHAVIORS OF MONKS AND HEALTH LITERACY FROM PHRA KILANUPHATTHAK
TO COMMUNICATIORS IN HEALTH REGION 1

อมุ าพร น่มิ ตระกลู
ศนู ย์อนามยั ท่ี 1 เชยี งใหม่

หลักการและเหตุผล การดูแลสุขภาพของพระสงฆ์เป็นที่น่าสนใจพระสงฆใ์ นปัจจุบันมีการดูแลสขุ ภาพอย่างไร
มีความรู้ และไดร้ บั คำแนะนำอยา่ งไร ส่งผลให้มกี ารจดั ทำร่างธรรมนญู สขุ ภาพพระสงฆ์แห่งชาติเพ่อื เป็นกรอบและแนว
ทางการสร้างสุขภาวะให้แก่พระสงฆ์ทั่วประเทศ รวมถึงการประกาศ “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560”
ฉบับแรกของประเทศไทย โดยกรอมนามัยได้จัดทำหลักสูตรอบรมพระสงฆ์ให้เป็นพระคิลานุปัฏฐาก (พระอาสาสมัคร
ส่งเสริมสุขภาพประจำวดั - อสว.) มีบทบาทเพื่อคอยดูแลและส่งเสริมสุขภาพตนเอง อุปัชฌาย์ อาจารย์และสหธรรมิกท่ี
เอื้อต่อพระธรรมวินัย โดยใชค้ วามรอบรู้ดา้ นสุขภาพ (Health Literacy) เพื่อขับเคลื่อนความรอบรูด้ ้านสุขภาพและตอ่
ยอดให้เป็นพระนักสื่อสารให้มีความรู้ในการสื่อสารเผยแพร่ ข้อมูลด้านสุขภาพหลากหลายช่องทาง ผู้วิจัยได้เล็งเห็น
ความสำคัญในการดูแลสุขภาพพระสงฆ์จึงได้ศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของพระสงฆ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพจาก
พระคิลานุปัฏฐากสู่พระนักสื่อสารเขตสุขภาพที่ 1 เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ ในการเสริมสร้าง
ประสบการณ์เกี่ยวกับสุขภาพทถ่ี ูกต้องเหมาะสมสามารถนำไปใช้กับตนเองและผ้อู ืน่ ไดต้ ่อไป

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพและความรอบรู้ด้านสุขภาพของพระคิลานุปัฏฐาก เพื่อศึกษา
พฤติกรรมสุขภาพและความรอบรู้ด้านสุขภาพของพระนักสื่อสาร เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพและความรอบรู้
ด้านสขุ ภาพของพระคิลานปุ ฏั ฐากและพระนักสอื่ สารในเขตสขุ ภาพที่ 1

วิธีการศึกษา ดำเนินการแจกแบบสอบถามพระคิลานุปัฏฐาก 55 รูป และพระนักสื่อสาร 55 รูป ผู้วิจัยเก็บ
รวบรวมขอ้ ในเชิงคุณภาพ โดยการถอดบทเรยี นพฤติกรรมสุขภาพและความรอบรู้ด้านสขุ ภาพของพระคิลานปุ ัฏฐากและ
พระนักสอ่ื สารโดยใช้กระบวนการ Body paint และนำขอ้ มูลท่ไี ด้ทั้งหมดไปวเิ คราะหต์ ามวธิ ีการทางสถติ ิ

ผลการศึกษา ประเด็นศึกษาพฤติกรรมสุขภาพและความรอบรู้ด้านสุขภาพพบว่าพระสงฆ์ที่ผ่านการอบรม
พระคิลานุปัฏฐากมีความรอบรู้ด้านสุขภาพและมีพฤติกรรมสุขภาพด้านการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย
มากกวา่ พระสงฆ์ที่ไม่ไดร้ ับการอบรมพระคลิ านปุ ฏั ฐาก มีความแตกตา่ งกันอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิ (p < .001) คะแนน
เฉลย่ี กอ่ นและหลงั การอบรมมคี วามรอบรดู้ า้ นสุขภาพและมพี ฤตกิ รรมสุขภาพด้านการบรโิ ภคอาหารและการออกกำลัง
กายมากกว่าหลังการอบรมพระคิลานุปัฏฐากมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p < .001) มีการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านในด้านต่างๆ พฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารและพฤติกรรมการออกกำลังกายมากกว่าพระคิลา
นุปัฏฐากที่ไม่ได้ผ่านการอบรมพระนักสื่อสารไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= .081) โดยมีปัจจัย
สำเร็จการเปน็ พระคิลานปุ ัฏฐาก มีปจั จยั ความสำเรจ็ ของการขับเคล่อื นงาน เช่น มีความม่นั ใจในความรู้พ้ืนฐานท่ีอบรม
มา การมีส่วนร่วมและมีภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรคณะสงฆ์และประชาชน ผลการเปรียบเทียบ
พฤติกรรมสุขภาพพฤติกรรมสขุ ภาพด้านการบรโิ ภคอาหารพระคลิ านปุ ฏั ฐากและพระนักสอ่ื สารความแตกตา่ งกนั อยา่ งมี
นยั สำคัญทางสถติ ิ (p < .000) ผลการเปรยี บเทยี บพฤตกิ รรมสุขภาพพฤตกิ รรมสุขภาพดา้ นการออกกำลังกายพระคิลานุ
ปัฏฐากและพระนักสอ่ื สาร ไม่มีความแตกต่างกนั อย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติ (p = .094)

ข้อเสนอแนะ ควรมีการอบรมพัฒนาศักยภาพพระคิลานุปัฏฐากและพระนักสื่อสาร อย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยง
ข้อมูลกันระหว่างทีมสหวิชาชีพ ตลอดจนการพฒั นาหลักสูตรให้สอดคล้องกบั สถานการณท์ ีเ่ ปลี่ยนแปลงไป ควรศึกษา
ปัญหาตา่ งๆ ทีเ่ กิดขึน้ ระหวา่ งการนำนโยบายดังกลา่ วไปส่กู ารปฏิบัติ ให้อยู่ในระบบไดอ้ ย่างย่ังยนื

คำสำคัญ(keyword) เขตสุขภาพที่ 1 ความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพพระสงฆ์ พระคิลานุปัฏฐาก
พระนกั สอื่ สาร

46 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

บทคดั ยอ่ การประชุมวิชาการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563 47

Oral Presentation
กลุ่มอนามัยสิง่ แวดลอ้ ม

48 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการสง่ เสริมสุขภาพและอนามัยสิง่ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563 49

การพฒั นารูปแบบการจดั การขยะมลู ฝอยของชุมชน“หมู่บ้านไรถ้ งั รวมพลงั จิตอาสา กำจดั ขยะอยา่ ง
ยง่ั ยืนเพ่ือสุขภาวะและสงิ่ แวดล้อมชุมชน” : กรณศี ึกษาหมบู่ า้ นแห่งหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี

1ดร.สมนึก หงส์ย้มิ 2องอาจ เกษศลิ ป์
1สำนกั งานสาธารณสุขจงั หวัดอทุ ยั ธานี 2องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลหนองกลางดง

หลักการและเหตุผล การจัดการขยะในชุมชนเป็นปัญหาสำคัญที่คนในชุมชนควรให้ความตระหนัก
เนื่องมาจากส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ซึ่งเป็นผลกระทบทางตรง และผลกระทบทางอ้อมคือ ทำให้
บ้านเมืองสกปรก ก่อมลพิษ สร้างความรำคาญ ส่งผลต่อภาพพจน์ที่ดีของชุมชน และเศรษฐกิจการท่องเที่ยว
เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในการจัดการและการรกั ษาพยาบาล

วัตถปุ ระสงค์ เพอ่ื พัฒนารปู แบบการจดั การขยะมลู ฝอยแบบมีส่วนรวมของชุมชน และประเมนิ ผลรูปแบบท่ี
สร้างข้ึน วิธีการศึกษา งานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้ดำเนินการในพื้นท่ีวิจัยได้แก่ หมู่ 4 บ้านตลุกหมู
อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี จำนวน 168 หลังคาเรือน แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เรียนรู้ประสบการณ์
ชุมชน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่ม สำรวจข้อมูลพื้นฐาน และร่วมกับชุมชนวิเคราะห์ข้อมูล ระยะที่ 2
จัดทำแผนและเสริมพลังให้กับชุมชน โดยใช้กระบวนการประชาชนเพื่อให้มีแผนงานในชุมชน ระยะที่ 3 ทดลอง
รูปแบบที่สร้างขึ้น ระยะที่ 4 การประเมินผล ดำเนินการภายใต้แนวคิด แผนที่ผลลัพธ์ (Outcome Mapping) เป็น
ระเวลา 10 เดือน เคร่ืองมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทกึ ข้อมลู และแบบสังเกต ที่ผ่าน
การตรวจสอบผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย
สถิตเิ ชิงพรรณนาไดแ้ ก่ คา่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลีย่ และสถติ เิ ชงิ อนมุ าน ดว้ ย Paired t-test

ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการจดั การขยะมลู ฝอยแบบมีส่วนรวมของชุมชนประกอบด้วย 6 กิจกรรมหลัก
ได้แก่ 1. ตั้งคณะทำงานดำเนินงาน ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากกรรมการชุมชน,ตัวแทนคุ้มต่างๆ ในชุมชน และ
ผู้แทน อปท. 2. คณะทำงานเก็บข้อมลู สำรวจสถานการณ์ปญั หา ปริมาณ ชนิด และการคัดแยกขยะแต่ละประเภท
ทั้งในช่วงเริ่มต้นและช่วงใกล้เสร็จสิ้นโครงการ เพื่อใช้เปรียบเทียบแสดงผลลัพธ์ของโครงการ และใช้วิเคราะห์
ออกแบบ-วางแผนในการทำงานและผลลัพธ์ตามขั้นตอน 3. คณะทำงานจัดประชุมประชาคมหมู่บ้าน และพัฒนา
ศกั ยภาพชมุ ชนและจัดทำกตกิ าของชมุ ชน 4. ปฏบิ ัติการคัดแยกขยะในครวั เรือน/ชมุ ชน และใช้ประโยชนจ์ ากขยะ 5.
คณะทำงานมีการติดตามและสร้างแรงจูงใจในการดำเนินงาน 6. จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมสรุปบทเรียนการ
ดำเนินงานเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการหมู่บ้าน แกนนำคุ้ม/กลุ่มต่างๆ ในชุมชน กับหน่วยงานท่ี
เก่ียวขอ้ ง ในการขับเคล่ือน ผลการประเมนิ ระดับการมีส่วนร่วม ความรู้ และความตระหนักของครัวเรือนสูงขึ้นอย่าง
มีระดับนัยสำคัญทางสถิติ ปริมาณ ขยะ ลดลง เมื่อเปรียบเทียบขยะทุกประเภทก่อนดำเนินการ เฉลี่ย 65 กก./
เดือน/ครัวเรือน ลดลงเหลือ 8 กก./เดือน/ครัวเรือนหลังดำเนินการและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ร้อยละ 100
เกิดครัวเรือนต้นแบบ 25 ครัวเรือน กติกาของชุมชน 5 ข้อ ครัวเรือนต้นแบบในการนำขยะชีวภาพไปเลี้ยงไส้เดือน
ดิน 10 ครัวเรือน กองทุนจัดการขยะ 1 กองทุน ซึ่งรายได้มาจากการจัดทำผ้าป่าขยะสามัคคี ร้อยละ 42.2 ของ
ครวั เรือนมีรายได้จากการใช้ประโยชน์จากขยะ การประเมินความพึงพอใจของ ประชาชน อยูใ่ นระดบั มากท่สี ุด ดา้ น
การปรับเปลีย่ นพฤติกรรม เกดิ กระบวนการจดั การขยะในระดบั ครัวเรือน ทกุ ครวั เรือนมีความรับผดิ ชอบมากข้ึนใน
การที่จะใส่ใจคัดแยกขยะก่อนทิ้งถังขยะที่มีรถขยะมารับ เป็นการลดปริมาณขยะได้มากและในเวลาเดียวกันก็
สามารถเพม่ิ รายไดใ้ หก้ บั ครวั เรือนทเ่ี อาขยะไปขาย ทมี งานจัดการขยะทม่ี ีจติ อาสาพร้อมท่ีจะทำงานเพื่อชุมชน

ขอ้ เสนอแนะ ควรนำรปู แบบนี้ไปขยายผลและใชใ้ นพืน้ ทอี่ ืน่ ๆตอ่ ไป
คำสำคัญ (Keyword) ขยะมลู ฝอย, การจดั การขยะ, สง่ิ แวดลอ้ มชุมชน

50 บทคัดย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563

ปัจจยั ทมี่ ผี ลตอ่ คณุ ภาพนำ้ ทผี่ ลติ จากเคร่อื งผลติ น้ำดืม่ หยอดเหรียญ ในเขตอำเภอวารินชำราบ FACTORS
AFFECTING THE QUALITY OF WATAR VENDING MACHINE IN WARIN CHAMRAB DISTRICT

สนธยา การะเกษ
สำนักงานสาธารณสุขจังหวดั อุบลราชธานี

หลกั การและเหตุผล ดว้ ยในปัจจบุ ันน้ำด่มื ทผี่ ลติ เพ่ือจำหนา่ ยมีหลากหลายรูปแบบ แตย่ ังมีน้ำดมื่ อีกรูปแบบ
หนึง่ ท่ีกำลงั เปน็ ทนี่ ิยมเพราะมรี าคาถูก ซึง่ สะดวก งา่ ย และประหยดั กว่าน้ำดื่มทวี่ างขายตามรา้ นค้าทัว่ ไป น้ำดื่มจาก
ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญได้กลายเป็นทางเลือกใหม่เป็นที่นิยมสำหรับผู้บริโภค ดังนั้น หากขาดการบำรุงรักษาอย่าง
สม่ำเสมอ รวมทั้งคณุ ภาพน้ำดบิ และพฤติกรรมผ้บู รโิ ภคเก่ยี วกับการใช้ภาชนะ รองรบั นำ้ ท่ไี ม่สะอาด ล้วนเป็นปัจจัย
เส่ียงของการปนเปอ้ื นส่งผลกระทบต่อสขุ ภาพของประชาชนผู้บรโิ ภค

วัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจลักษณะทางกายภาพของตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ เพื่อวิเคราะห์คุณภาพน้ำจากตู้น้ำ
ด่มื หยอดเหรียญ คน้ หาปัจจยั ที่มผี ลต่อคณุ ภาพนำ้ ของตู้นำ้ ด่มื หยอดเหรียญ และเสนอแนะแนวทางในการกำกบั ดูแล
ตอ่ หนว่ ยงานทเ่ี กี่ยวขอ้ งเพ่ือคมุ้ ครองประชาชนผ้บู ริโภคได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ

วิธีการศึกษา สำรวจโดยใช้แบบสำรวจทีส่ ร้างขึ้นโดยพจิ ารณาตามคำแนะนำของคณะกรรมการสาธารณสขุ
ความสัมพันธ์ระหวา่ งสภาพสุขาภิบาลกบั คุณภาพนำ้ ดื่มตูห้ ยอดเหรียญอัตโนมัติ ความสัมพันธ์ระหวา่ งการทำความ
สะอาดกับคณุ ภาพน้ำดื่มตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ และสุ่มเกบ็ ตวั อย่างนำ้ ก่อนเขา้ และน้ำที่ผา่ นตู้น้ำด่ืมหยอดเหรียญ
อัตโนมัติ ตรวจวิเคราะห์ทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ ส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ศูนย์ห้องปฏิบัติการ
กรมอนามัย จำนวน 15 ตู้ 30 ตวั อย่าง

ผลการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพสุขาภิบาลกับคุณภาพน้ำดื่มตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ โดยสภาพ
พร้อมใช้งานของประตูเปิด-ปิดช่องจ่ายน้ำที่ไม่เหมาะสม มีความเสี่ยงต่อคุณภาพน้ำที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเป็น
7.5 เท่าของสภาพพร้อมใช้งานของประตูเปิด-ปิดช่องจ่ายน้ำที่เหมาะสม และการทำความสะอาดระบบกรอง
โดยพบว่าการทำความสะอาดระบบกรองไมถ่ ูกต้อง เช่น ไม่ล้างไส้กรอง ไม่เปลี่ยนไส้กรอง มีผลต่อคุณภาพน้ำที่ไม่
ผ่านมาตรฐาน 4.16 เท่าของการทำความสะอาดถูกต้อง คุณภาพน้ำก่อนและหลังการปรับปรุงคุณภาพจากตู้น้ำ
หยอดเหรียญ พบว่า ค่า pH มีผลต่อคุณภาพน้ำดื่มตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ค่าโคลิฟอร์มแบคทีเรียมีผลต่อคุณภาพน้ำดื่มตูหยอดเหรียญอัตโนมัติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ
ค่าฟีคลั โคลิฟอรม์ แบคทีเรีย มีผลตอ่ คณุ ภาพนำ้ ดื่มตูห้ ยอดเหรียญอัตโนมัติอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ 0.05

ข้อเสนอแนะ ส่วนประกอบของตู้นำ้ ดื่มหยอดเหรียญที่ควรให้ความสำคัญ คือ ระบบกรอง และประตูเปิด-ปิด
ช่องจ่ายน้ำ ถ้าระบบการกรองมีประสทิ ธิภาพดี น้ำทีไ่ ด้จากการกรองคุณภาพควรผา่ นเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมดแต่จาก
ผลการศึกษาพบว่า ตรวจพบคา่ ความเป็นกรดเป็นด่าง ความขนุ่ แมงกานสี โคลฟิ อรม์ แบคทีเรียและคา่ ฟีคัลโคลิฟอร์ม
แบคทีเรียเกินค่ามาตรฐาน แสดงว่า ระบบการกรองขาดการดูแล ควรล้างและเปลีย่ นไส้กรองตามรอบระยะเวลานำ้ ที่
ผ่านการกรองคลอรีนตกค้างจะถูกกำจัดออกไปหมดและน้ำส่วนนี้จะถูกเก็บกักในถังเก็บน้ำ ในสภาพน้ำนิ่งขาดการ
ดูแลล้างทำความสะอาดถังเก็บน้ำ จึงเกิดการปนเปื้อนซ้ำได้ (Recontamination) โดยโคลิฟอร์มแบคทีเรียสามารถ
เจริญเพิ่มจำนวนในส่งิ แวดลอ้ มดงั กลา่ วได้ ส่งผลต่อคณุ ภาพนำ้ ดืม่ จากตู้หยอดเหรียญอตั โนมตั ไิ ด้

คำสำคัญ(keyword) เครอื่ งผลติ นำ้ ดื่มหยอดเหรียญ คุณภาพน้ำ ปัจจัยท่ีมีผลต่อคุณภาพนำ้

บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั สงิ่ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้ังที่ 13 ประจำปี 2563 51

การพัฒนารูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ในชุมชนพน้ื ที่เขตสุขภาพที่ 4 (กรณศี กึ ษาจังหวัดสระบรุ ี)
A Study of Development of a Model for Community Infectious Waste Management in

Health Region 4 (Case Study Saraburi Province)

ประจวบ แสงดาว1, ดร.วสิ ุทธิ์ สุกรินทร์2
ศนู ย์อนามัยที่ 4 สระบุรี1, สสจ.สระบุรี2

การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเช้ือในชมุ ชน พื้นที่เขตสุขภาพที่ 4 กรณีศึกษาจังหวัด
สระบุรี เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participation Action Research) โดยการผสมผสานรูปแบบ
วิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสังเคราะห์วรรณกรรมเกี่ยวกับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน
เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการฝอยติดเชื้อที่เหมาะสม พื้นที่ศึกษาได้แก่ จังหวัดสระบุรี ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่
ศึกษา ได้แก่ผู้รับผิดชอบการจัดการ มูลฝอยติดเชื้อในชุมชน (โรงพยาบาลชุมชน, สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ)
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล, เทศบาล, ผู้นำชุมชน, อาสาสมัครสาธารณสุขและนักบริบาล) จานวน 145 คน
วิเคราะห์ข้อมูลใช้ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) เพื่อวิเคราะห์ ข้อมูลทั่วไป ความรู้ ทัศนคติ และการ
ปฏิบัติ ในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ สถิติท่ีใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการ
วิเคราะหข์ อ้ มูลตามหลกั การ วเิ คราะห์เน้อื หา (Context Analysis) ใชก้ ารนาเสนอข้อมูลแบบพรรณนา และการสรุป
เชงิ วิเคราะห์

ผลการศึกษาพบว่า ผู้รับผิดชอบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน ส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง ร้อยละ 70.00
มีอายุ ระหว่าง 50 - 59 ปี ร้อยละ 40.00 ส่วนมากจบชั้นมัธยมศึกษา ร้อยละ 30.00 ส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่ง
อาสาสมัครสาธารณสุข รอ้ ยละ 56.30 โดยท่สี ่วนใหญ่เคยได้รบั การอบรมเก่ียวกบั การจดั การมูลฝอยติดเช้ือ ร้อยละ
65.70 ระดบั ความรู้ ส่วนใหญอ่ ยใู่ นระดบั ดี ร้อยละ 81.25 ระดบั ทัศนคติ และระดับการปฏิบัติ ส่วนใหญอ่ ยใู่ นระดับ
ปานกลาง รอ้ ยละ 95.00 และ ร้อยละ 81.25 ตามลำดับ

รูปแบบที่ใช้ในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน ที่ผ่านการทดลองและปรับปรุงแล้วประกอบไปด้วย
ขั้นตอนที่ 1 การถอดบทเรียนการดำเนินงานการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน โดยใช้การสนทนากลุ่ม (Focus
Group) ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนการปฏิบัติการ วิเคราะห์ปัญหาร่วมกันและเลือกวิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ขั้นตอนที่ 3 การปฏิบัติตามแผน และ ขั้นตอนที่ 4 ติดตามประเมินผล โดยการประเมินรปู แบบด้านความเหมาะสม
และความเป็นไปได้ โดยรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก ทุกองค์ประกอบ จากการดำเนินการพบว่า กระบวนการ
จัดการมูลฝอยตดิ เชือ้ ที่ใช้การมีส่วนร่วมของชุมชน จะช่วยให้การจัดการมูลฝอยติดเชื้อได้รับการจัดการที่ถูกต้องได้
ตามบรบิ ทของพ้นื ท่ี

คำสำคัญ การพฒั นารูปแบบ, การจัดการมูลฝอยตดิ เชือ้ ในชุมชน, พนื้ ท่เี ขตสขุ ภาพที่ 4

52 บทคดั ย่อการประชุมวิชาการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ที่ 13 ประจำปี 2563

การศกึ ษามลภาวะอากาศภายในอาคาร และการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพจากการรับสัมผัส
มลพิษทางอากาศภายในอาคารสาธารณะของประเทศไทย ปี 2562

A STUDY OF INDOOR AIR POLLUTION AND HEALTH RISK ASSESSMENT OF AIR
POLLUTION EXPOSURE IN PUBLIC BUILDINGS IN THAILAND

ปรยี นิตย์ ใหมเ่ จรญิ ศรี, ทัยธัช หริ ญั เรือง, วรรณวิศา รตั นบรุ ี
สำนกั อนามัยสิ่งแวดลอ้ ม กรมอนามัย

ปญั หามลภาวะอากาศภายในอาคาร (Indoor air pollution) เป็นปัญหาทางดา้ นคุณภาพชวี ิต ทม่ี คี วามสำคัญ
เปน็ อย่างมาก และมีแนวโนม้ จะมีความรนุ แรงมากยิง่ ขึ้น สาเหตุมาจากทั้งมลภาวะอากาศจากภายนอกอาคารและจาก
สภาพปัญหาภายในอาคารเอง งานวิจยั นีม้ วี ตั ถปุ ระสงค์หลกั เพื่อศกึ ษาสถานการณ์คุณภาพอากาศภายในอาคาร และ
ผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษภายในอาคาร รวมทง้ั จดั ทำข้อเสนอต่อการกำหนดคา่ มาตรฐานคุณภาพอากาศภายใน
อาคารสาธารณะที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา คือ อาคารสาธารณะ 7 ประเภท
ได้แก่ โรงมหรสพ โรงแรม โรงพยาบาล อาคารสถานบริการ/อาคารท่าอากาศยาน อาคารศนู ย์เด็กเล็ก อาคารดูแลกลุ่ม
ผู้สูงอายุ และอาคารสำนักงาน ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 4 ภาค รวมจำนวนทั้งสิ้น 62 อาคาร โดยดำเนินการเก็บรวบรวม
ข้อมูลภาคสนาม ประกอบด้วย การประเมินมลภาวะอากาศภายในอาคารสาธารณะโดยใช้แบบสำรวจอาคาร
การตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคารสาธารณะโดยใช้เคร่ืองมือวิทยาศาสตร์ และการสำรวจปัญหาสุขภาพของผู้ท่ี
อยู่ในอาคารโดยใช้แบบสอบถาม และจดั กระบวนการประชมุ สนทนากล่มุ กับผ้ทู รงคุณวฒุ ิ ผ้เู ชีย่ วชาญ และนักวิชาการ
จำนวน 30 คน เพอ่ื ระดมสมอง และจัดทำข้อเสนอต่อการกำหนดคา่ มาตรฐานคุณภาพอากาศภายในอาคารสาธารณะ
ในประเด็นเกณฑ์มาตรฐานค่าคุณภาพอากาศภายในอาคารสาธารณะ รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการพฒั นาระบบ
การจัดการคณุ ภาพอากาศภายในอาคารสาธารณะของประเทศไทย

ผลการศึกษา พบว่า ปัญหาคุณภาพอากาศที่พบมากที่สุด คือ 1) ปริมาณอนุภาคที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน
(PM10) มีค่าเกินเกณฑ์ค่าเฝ้าระวังเกือบทุกอาคาร ยกเว้นโรงมหรสพ โดย 3 อันดับแรกที่พบค่า PM10 สูง คือ โรงแรม
ศนู ยเ์ ด็กเลก็ และโรงพยาบาล ตามลำดบั 2) ปรมิ าณอนุภาคทม่ี ขี นาดไมเ่ กนิ 2.5 ไมครอน (PM2.5) โรงแรมและศูนย์เด็ก
เลก็ มคี า่ เกนิ เกณฑค์ ่าเฝา้ ระวัง และ 3) ปริมาณกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) พบว่า ศูนยเ์ ด็กเลก็ มีค่าเกินเกณฑค์ า่ เฝ้า
ระวัง และผลจากแบบสอบถามปญั หาสุขภาพผู้ใช้อาคาร พบว่า ผู้ปฏิบัติงานกวา่ 70% มีปัญหาสุขภาพจากการใช้งาน
ภายในอาคาร ซึ่งเมื่อพิจารณาจากผลการศึกษาทั้งหมด พบว่า อาคารสาธารณะที่มีแนวโน้มมีความเสี่ยงต่อการได้รับ
ผลกระทบต่อสุขภาพจากคุณภาพอากาศภายในอาคาร คือ ศูนย์เด็กเล็ก โรงพยาบาล โรงแรม และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
เนื่องจากเป็นอาคารที่มีค่าคุณภาพอากาศภายในอาคารเกินเกณฑ์ค่าเฝ้าระวัง อีกทั้งผู้ใช้บริการในอาคารดังกล่าว คือ
กลุ่มเสี่ยง/กลุ่มอ่อนไหวต่อการได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งผลการศึกษาดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาค่าเฝ้าระวัง
คุณภาพอากาศภายในอาคารสาธารณะของประเทศไทย ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1) ภาวะสบายเชิงความร้อน ได้แก่
อุณหภูมิ (Temperature) ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative humidity) การเคลื่อนที่ของอากาศ (Air movement) และ 2)
มลภาวะอากาศภายในอาคาร ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อนุภาคที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)
อนุภาคที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายทั้งหมด (TVOC) ก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์
(HCHO) ก๊าซคารบ์ อนมอนอกไซด์ (CO) ก๊าซโอโซน (O3) เชอ้ื แบคทีเรยี รวม (Total Bacteria Count) เช้ือรารวม (Total
Fungal Count) ซึ่งเป็นพารามเิ ตอร์ที่ส่งผลต่อภาวะความสบายและผลกระทบต่อสุขภาพของผูใ้ ช้อาคาร ข้อเสนอแนะ
ประเทศไทยควรมีระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศภายในอาคารและประเมินผลกระทบต่อสุขภาพอย่างเป็นระบบและ
ต่อเนือ่ ง รวมถงึ กำหนดกลไกการดำเนินการเพ่ือการพฒั นาคุณภาพอากาศภายในอาคารอย่างบูรณาการจากทุกภาคสว่ น
ทัง้ ภาครัฐ เอกชน และสมาคมทเี่ ก่ยี วข้อง

คำสำคัญ : มลภาวะอากาศภายในอาคาร การประเมนิ ผลกระทบต่อสขุ ภาพ อาคารสาธารณะ

บทคดั ย่อการประชุมวชิ าการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามัยส่งิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ที่ 13 ประจำปี 2563 53

กา๊ ซโพรเพนร่วั ไหลขณะอาบนำ้ ด้วยเครือ่ งทำน้ำร้อนชนิดใชก้ ๊าซหุงตม้ ในพน้ื ท่ีดอยสงู
Hot water heater using LPG have leak Propane gas while bathing in the highland area

วินยั ทองชุบ , ธิตาภรณ์ วิชชุปกรณ์ , กอบโชค วุฒโิ ชติวณิชย์กจิ
สำนักงานปอ้ งกันควบคมุ โรคท่ี 2 จงั หวัดพษิ ณโุ ลก

หลักการและเหตุผล การศึกษานี้สำรวจสิ่งคุกคามด้านเคมีในบรรยากาศภายในรีสอร์ทห้องพักบนพื้นที่ดอยสูง
จากกรณีนกั ท่องเท่ียวตา่ งชาติเป็นลมหมดสติขณะใช้เครื่องทำน้ำร้อนชนดิ ใช้ก๊าซหงุ ตม้ (LPG) ทำความร้อนแบบเผาไหม้
กา๊ ซชนดิ เปดิ บนตวั เครอ่ื งอตั โนมัติ ซ่ึงกา๊ ซเผาไหม้มอี งค์ประกอบหลักของกา๊ ซโพรเพน (C3H8) บรรจภุ ายในถงั ก๊าซหงุ ต้ม

วตั ถุประสงค์ เพือ่ ค้นหาชนดิ ก๊าซทีต่ รวจพบและปริมาณความเข้มข้นของก๊าซของบรรยากาศภายในรสี อรท์ ห้อง
พักบนพื้นทีด่ อยสูง

วิธีการศึกษา ตรวจวัดวิเคราะห์ชนิดและปริมาณก๊าซที่พบในบรรยากาศจำลองสถานการณ์ 3 รูปแบบ 1.
กรณไี มไ่ ดเ้ ปิดใชเ้ ครื่องทำน้ำร้อนในห้องน้ำ 2.กรณีเปิดเคร่ืองทำนำ้ ร้อนเปรียบเทียบชนิดปดิ พัดลมดูดอากาศกับเปิด
พัดลมดดู อากาศภายในห้องน้ำ 3.กรณตี รวจวดั บรรยากาศภายในห้องนอนขณะเปิดใช้เคร่ืองทำน้ำร้อน โดยใช้เวลา
ตรวจวัดวิเคราะห์ก๊าซในบรรยากาศทุก 15 นาทีแต่ละสถานการณ์จำลอง ซึ่งใช้เครื่องมือวิเคราะห์ก๊าซพิษ Miran
Sapphire (C3H8) เครอ่ื งวิเคราะห์คณุ ภาพอากาศ (CO, CO2) และเคร่อื งวเิ คราะหอ์ ุตนุ ยิ มวิทยา (%ความชนื้ สัมพัทธ์,
อุณหภมู ิ, ความดนั บรรยากาศ)

ผลการศึกษา สถานการณ์แบบที่ 1 พบว่า มีปริมาณ C3H8 เพียง 14 ppm สะสมในบรรยากาศ มีปริมาณ
CO2 491 ppm และมีปริมาณ CO 0.67ppm ภายใต้ความดันบรรยากาศ 29.7 inHg ความชื้นสัมพัทธ์ 46% และ
อุณหภมู ิ 18.4 0C สถานการณแ์ บบที่ 2 เม่อื เปดิ พดั ลมดูดอากาศขณะใช้เคร่ืองทำน้ำร้อนภายในห้องน้ำ พบกลิ่นฉุน
และมีปริมาณ C3H8 เพิ่มขึ้นเพียง 141 ppm มีปริมาณ CO2 1,300 ppm และมีปริมาณ CO น้อยกว่า 0.01 ppm
ภายใต้บรรยากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ 70% แต่เมื่อปิดพัดลมดูดอากาศภายในห้องน้ำจะพบกลิ่นฉุนเพิ่มขึ้น มี
ปริมาณ C3H8 เพ่ิมสงู ขน้ึ ถึง 1,787 ppm มีปริมาณ CO2 1,700ppm และมปี ริมาณ CO 4.7 ppm ความชนื้ สัมพทั ธ์
84% ภายใต้ความดันบรรยากาศ 29.7 inHg และอุณหภูมิ 18.7 – 20.2 0C และสถานการณ์แบบที่ 3 ทำการ
ตรวจวัดบริเวณเตียงในห้องนอนที่ระดับความสูง 0.47 เมตร พบกลิ่นฉุน มีปริมาณ C3H8 สะสมบรรยากาศภายใน
ห้องนอนถึง 552 ppm มีปริมาณ CO2 632 ppm และมีปริมาณ CO 1.95 ppm ความชื้นสัมพัทธ์ 66% ขณะ
ตรวจวดั ซง่ึ ทั้งหมดอยูภ่ ายใต้ความดนั บรรยากาศ 29.7inHg และอุณหภูมภิ ายในห้องนอน 18.4 – 19.0 0C

ข้อเสนอแนะ ลักษณะอาการแสดงของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่พบ ได้แก่ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
ตาลาย กระสับกระส่าย หัวใจเต้นไม่เป็นปกติ หมดสติไป สอดคล้องกับการพบข้อสังเกตจากปริมาณก๊าซโพรเพน
(C3H8) ปริมาณมากที่ตรวจวัดได้ทั้งในบริเวณเตียงนอนภายในห้องพักและภายในห้องน้ำ (TWA กำหนดไม่เกิน
1,000 ppm) ทั้งนี้ใกล้เคียงกับค่าความเป็นพิษ IDLH ที่ระดับ 2,100 ppm ที่ระดับ LEL 10% อาจเกิดการติดไฟ
ระเบิด เมื่อเกิดประกายไฟภายในห้องพักรีสอร์ท เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือ การเผาปิ้งย่างในห้องพัก การสูบบุรี่
และคุณลักษณะของก๊าซโพรเพนหนักกว่าอากาศทำให้ลอยตัวต่ำในบรรยากาศสามารถแทนที่ปริมาณออกซิเจนได้
กอปรการปดิ พดั ลมดูดอากาศทำให้เพ่ิมระดับความเขม้ ข้นสงู ขน้ึ ดว้ ย ซง่ึ ในการจำลองสถานการณ์ใชท้ ี่ระดับอุณหภูมิ
น้ำปานกลาง 30 – 34 0C และระยะเวลาเพียง 15 นาที เท่านั้น อาจมีผลระดับรุนแรงขึ้นถ้าสัมผัสระยะเวลานาน
ขณะอาบนำ้ หรอื ไม่ได้ตดิ ตั้งพดั ลมดดู อากาศภายในห้องน้ำและห้องนอน ควรแจ้งเตือนและมีมาตรการกำหนดด้าน
ความปลอดภยั การใชแ้ ละตดิ ตั้งเคร่อื งทำนำ้ ร้อนชนดิ ใชก้ า๊ ซหงุ ตม้ เผาไหม้แบบอตั โนมตั ิบนพ้นื ทด่ี อยสูงของประเทศ

คำสำคญั ก๊าซโพรเพน เคร่อื งทำนำ้ ร้อนชนดิ ใช้ก๊าซหงุ ตม้ บนพ้ืนที่ดอยสงู

54 บทคัดย่อการประชุมวชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

ประสทิ ธผิ ลของนวตั กรรมไส้กรองอากาศในอปุ กรณ์ดำนำ้ (Snorkel) ในการปอ้ งกันการติดเชือ้
ระบบทางเดนิ หายใจส่วนบน

The Effectiveness of Innovation of Air filter in Snorkel for Upper
Respiratory Tract Infection Prevention

ทัศนมินทร์ รชั ตาธนรัชต์
ศนู ยว์ จิ ยั และพฒั นาระบบความมน่ั คงและความปลอดภยั ชายฝั่งเศรษฐกจิ อ่าวไทยและอันดามัน

หลักการและเหตุผล snorkel เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญกับนักดำน้ำเพื่อใช้ช่วยในการหายใจทางปาก
ในขณะดำน้ำ แต่ในปัจจุบัน พบว่า นักท่องเที่ยวมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนจากการใช้
อุปกรณ์ดำน้ำ (Snorkel) ที่ไม่สะอาดร่วมกัน อีกทั้งในปัจจุบันมีการระบาดของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจท่ี
รุนแรง อาทิ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 (novel coronavirus 2019, 2019-nCoV) โรคซาร์
(severe acute respiratory syndrome, SARS) หรือMiddle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-
CoV) เปน็ ต้น

วัตถุประสงค์ . เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมไส้กรองอากาศในอุปกรณ์ดำน้ำ (Snorkel)
ในการปอ้ งกันการตดิ เช้ือระบบทางเดินหายใจส่วนบน

วิธกี ารศึกษา การวจิ ยั ครั้งน้ีเปน็ การวจิ ยั แบบผสมวธิ ีวทิ ยา (Mixed Methodology) กลมุ่ ตวั อยา่ งแบง่ เป็น 3
กลุ่ม ได้แก่ (1) ผู้ป่วยติดเชื้อระบบทางหายใจส่วนบน จำนวน 30 คน (2) นักท่องเที่ยวที่ใช้อุปกรณ์ดำน้ำ จำนวน
400 คน (3) ผูใ้ ห้ข่าวสารสำคญั จำนวน 6 คน เคร่ืองมือวจิ ัยเป็นการตรวจเพาะเชอ้ื ทางห้องปฏิบัติการ แบบสอบถาม
และแบบสัมภาษณเ์ ชิงลึกแบบก่ึงมโี ครงสรา้ ง วิเคราะห์ข้อมลู โดยใชส้ ถิติพรรณนา และการวิเคราะห์เชงิ เน้ือหา

ผลการศึกษา ผลการเพาะเชื้อสิ่งส่งตรวจจากอุปกรณ์ดำน้ำ พบว่า ไม่พบเชื้อ ร้อยละ 90 และพบเชื้อ ร้อยละ
10 ส่วนใหญ่ พบเชื้อ Influenza virus ชนิด A, B สกุล Orthomyxoviridae ด้านการให้คุณค่านวัตกรรมไส้กรอง
อากาศในอุปกรณ์ดำน้ำมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (X2=4.18, SD=0.20) จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่านวัตกรรม
ไสก้ รองอากาศในอปุ กรณ์ดำน้ำสามารถช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อของโรคระบบทางเดนิ หายใจสว่ นบนได้

ขอ้ เสนอแนะ หนว่ ยงานทีเ่ กีย่ วข้องควรให้การสนับสนุนการใช้นวตั กรรมไสก้ รองอากาศในอุปกรณด์ ำนำ้ เพ่อื
ลดความเสี่ยง และปอ้ งกนั การติดเชอื้ ในระบบทางเดินหายใจของนักท่องเทย่ี วทใ่ี ช้อุปกรณด์ ำนำ้

คำสำคัญ(keyword) นวตั กรรม, ไสก้ รองอากาศ, อุปกรณด์ ำนำ้ , การติดเช้ือระบบทางเดนิ หายใจส่วนบน

บทคัดยอ่ การประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามยั ส่งิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563 55

การพัฒนารปู แบบการสร้างโปรแกรมประยุกต์ฐานข้อมลู อนามัยส่ิงแวดล้อมสำหรบั อุปกรณเ์ คลอ่ื นที่
สำหรับเจ้าหน้าทสี่ าธารณสขุ

(MODEL DEVELOPMENT OF CREATING ENVIRONMENTAL HEALTH MOBILE
DATABASES APPLICATION FOR PUBLIC HEALTH OFFICER)

ปวณี า คำแปง
ศูนย์อนามัยท่ี 1 เชยี งใหม่

จากการดำเนินงานพัฒนาระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การรวบรวมและ
ส่งต่อผลการประเมินผ่านไฟล์ Excel ซึ่งเป็นโปรแกรมสำนักงานปฏิบัติงานผ่านคอมพิวเตอร์ จากผู้ประเมินระดับ
อำเภอ จังหวัด ศูนยอ์ นามยั ไปจนถึงส่วนกลาง ทำให้สิน้ เปลอื งทรพั ยากร เวลา ในการนำเขา้ วเิ คราะห์ รายงาน รวมถึง
การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมลู อีกทัง้ ยังยงุ่ ยากในการนำเข้าข้อมูลประเภทไฟล์ รูปภาพ และพกิ ัดสำหรับจัดทำ
รายงานแผนที่ ในขณะที่การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ฐานข้อมูลสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Databases Mobile
Application) ต้องคำนึงถึงระยะเวลา ทรัพยากร งบประมาณค่าพัฒนา ค่าพื้นที่จัดวางและติดตั้งโปรแกรม (Server)
ค่าดูแลบำรุงรักษา และปัญหาการประสานเพื่อแก้ไขปรับปรุง การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการ
สร้างโปรแกรมประยุกต์ฐานข้อมูลอนามัยสิ่งแวดล้อมสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่โดยไม่ใชง้ บประมาณสำหรับเจ้าหนา้ ท่ี
สาธารณสุขด้วยเทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ในการเขียนโค้ดขั้นสูง วิธีการศึกษาเป็นการวิจัย
เชิงปฏิบัติการ (Operational Research) โดยประยุกต์ใช้ Google Sheet เป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบน Google Drive
และใช้ AppSheet เป็นแพลตฟอร์มสำหรับพัฒนาโปรแกรม EHA_HPC01 : เพื่อผู้ประเมินระบบบริการอนามัย
สิ่งแวดล้อมบันทึกและแสดงผลการประเมินแบบทันที และยังประยุกต์ใชพ้ ฒั นาโปรแกรมฐานขอ้ มูลอื่นๆ เช่น Local
EnV Prototype: โปรแกรมต้นแบบการจัดการข้อมูลระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
นำไปติดตั้งและเก็บข้อมูลไว้ใน Google Drive ของแต่ละหน่วยงาน BFSI & Law Training : ใช้สื่อสาร รับสมัคร
ติดตามแลกเปลี่ยนข้อมูล และดาวน์โหลดไฟล์ที่เกี่ยวข้องในการอบรม และ Royal Initiative : เพื่อเป็นศูนย์กลาง
ข้อมูลสารสนเทศการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ กพด. ของศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ เป็นต้น
ผลการศึกษาพบว่าการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ มีแนวทางปฏิบัติดังนี้ 1) กำหนดวัตถุประสงค์ และกลุ่มเป้าหมาย
2) วิเคราะห์ ออกแบบ และสรา้ งผังความสัมพันธ์ตาราง (Table Design) 3) สร้างและทดสอบโปรแกรม 4) เผยแพร่ไป
ยังกลุ่มเป้าหมาย 5) ดูแลและพัฒนาปรับปรุง โดยสรุปการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ด้วย Google Sheet และ
AppSheet แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้นเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาในการจัดการโปรแกรม
ประหยัด ลดปัญหาการดูแลระบบ กลุ่มเป้าหมายใช้งานด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านเครือข่าย Internet จึงไม่มี
ข้อจำกัดเรื่องสถานที่และอุปกรณ์ โปรแกรมประยุกต์ที่พัฒนาขึ้นนั้นลดระยะเวลา ความซ้ำซ้อนในการนำเข้า
วิเคราะห์ และรายงานข้อมูล ใช้สื่อสารภายในองค์กรและระหว่างองค์กรกับผู้มีส่วนได้เสียง่ายขึ้น และลดการใช้
กระดาษอกี ด้วย ข้อเสนอแนะควรจดั ทำส่ือสาธิตการใช้งาน (Guideline) เปน็ วดิ โี อ หรือค่มู ือแนบไว้ในโปรแกรมแต่ละ
ประยุกต์ เพื่อเป็นแนวทางใช้งานอย่างถูกต้อง สะดวก สามารถนำสารสนเทศไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงควร
จัดให้มีการโคช้ (Coaching) ถ่ายทอด และแลกเปล่ียนเรยี นรู้เทคนิคการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ตอ่ ไป

คำสำคัญ(keyword) Mobile Application AppSheet สารสนเทศ ฐานข้อมลู

56 บทคัดยอ่ การประชมุ วิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ที่ 13 ประจำปี 2563

การศึกษาผลของรางจืดตอ่ พฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศตั รพู ืชในเกษตรกรเขตตำบลขนงพระ
Study of using presides application behaviours in Rang Jued Tea of Farmers in

Khanong Phra

มธลุ ดา อนันตส์ วสั ดิ์, ณฐั พล มูลวริ ยิ กจิ

หลักการและเหตุผล ในปัจจุบันพบว่าการใช้สารเคมีกำจัดศตั รูพืชมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้น โดยข้อมูลพบวา่
ต้งั แตป่ ี พ.ศ. 2551 ถึง 2561 สงู ถงึ 228,934 ตนั มูลค่า 50,287 ลา้ นบาท คดิ เปน็ รอ้ ยละ 12 ของปริมาณและมลู ค่า
การนำเข้าวัตถุอันตรายทางเกษตร (กรมวิชาการเกษตร, 2561) และในปี 2561 พบผู้ป่วยจาการใช้สารเคมีกำจัด
ศัตรูพืช 4,736 คน เสียชีวิตถึง 601 คน คิดเป็นมูลค่าการรักษา 21.78 ล้านบาท (สำนักงานหลักประกันสุขภาพ
แห่งชาติ, 2561) โดยพื้นที่ตำบลขนงพระ เมื่อปี พ.ศ.2561 – 2562 ที่ผ่านมา มีอัตราป่วยจากพิษสารกำจัดศตั รูพชื
จำนวน 222 คน (Health Data Center, 2562) ซึ่งเป็นปญั หาทางสุขภาพท่ีเกิดขึ้นอย่างตอ่ เนือ่ ง จึงจำเป็นอย่างยงิ่
ที่ตอ้ งมมี าตรการรณรงคส์ ่งเสรมิ ใหค้ วามรู้ในกลุ่มผทู้ ไ่ี ด้รับผลกระทบโดยตรงอย่างกลุม่ เกษตรกร ตลอดจนการตรวจ
สารเคมีในเลอื ดเกษตรกร เพอ่ื ใหท้ ราบถงึ สถานะทางสุขภาพของตนเองและรูถ้ ึงวธิ ีการดูแลตนเองเบ้ืองตน้

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลจากการดื่มรางจืดติดต่อกันเป็นระยะเวลา 7 วัน ในกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้สารเคมี
กำจดั ศตั รูพชื ในกล่มุ ทีม่ ีผลเลือดมีความเสีย่ งและผลเลอื ดไม่ปลอดภัย

วิธีการศึกษา กำหนดให้มีการตรวจเลือดเกษตรกรทั้งหมดจำนวน 74 คน ด้วยแผ่นกระดาษทดสอบ
โคลีนเอสเตอเรส โดยดำเนินการตรวจเลือดเกษตรกรครั้งท่ี 1 เพื่อให้ทราบถึงระดับสารเคมีในเลือดของเกษตรกร
แล้วจงึ แบ่งกลุ่มเกษตรกรออกเปน็ 2 กลุ่ม คอื กลุ่มที่ 1 คอื กลุม่ ทไ่ี มต่ อ้ งดม่ื ชาสมนุ ไพรรางจืด ประกอบด้วยกลุ่มที่มี
ผลเลอื ดปกติ และผลเลือดปลอดภัย และกลุม่ ที่ 2 คือกล่มุ ท่ีต้องดืม่ ชาสมนุ ไพรรางจืดติดต่อกันเปน็ ระยะเวลา 7 วัน
ก่อนอาหารเช้า ประกอบด้วยกลุ่มที่มีผลเลือดมีความเสี่ยงและผลเลือดไม่ปลอดภัย จากนั้นดำเนินการตรวจเลือด
เกษตรกรครั้งที่ 2 โดยให้กลุ่มเกษตรมีพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเช่นเดิม เพื่อวิเคราะห์ผลในการดื่มชา
สมุนไพรรางจืดต่อพฤติกรรมการใชส้ ารเคมีกำจัดศัตรพู ชื

ผลการศึกษา ผลการตรวจเลือดเกษตรกรดว้ ยแผน่ กระดาษทดสอบโคลนี เอสเตอเรส ครั้งที่ 1 จำนวน 74 คน
พบว่าผลเลือดสามารถแบ่งออกได้ดังนี้ คือ กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มที่ไม่ต้องดื่มชาสมุนไพรรางจืด ร้อยละ 29.73
โดยแบ่งเปน็ ผลเลือดปกติ ร้อยละ 8.11 และผลเลอื ดมีความปลอดภยั รอ้ ยละ 21.62 และกลุ่มท่ี 2 คอื กลุ่มท่ีด่ืมชา
สมุนไพรรางจืด ร้อยละ 70.27 โดยแบ่งเป็นผลเลือดมีความเสี่ยง ร้อยละ 32.43 และผลเลือดไม่ปลอดภัย ร้อยละ
37.84 จากนั้นให้เกษตรกรกลุ่มที่ 2 ดื่มชาสมุนไพรรางจืดต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 7 วัน และให้เจาะเลือดซ้ำอีกครั้ง
โดยการทดสอบด้วยแผน่ กระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส ในครั้งที่ 2 พบว่าผลการตรวจเลือดเกษตรกรกลุ่มท่ี 2 ท่ี
ดื่มชาสมุนไพรรางจืดมีผลเลือดที่ดีขึ้น โดยพบผลเลือดมีความเสี่ยง ร้อยละ 35.14 และผลเลือดไม่ปลอดภัย
ร้อยละ 8.11 ซึ่งผลเลือดมีความเสี่ยงและไม่ปลอดภัยลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 43.24 จากเดิม ร้อยละ 70.27
จากการทดลองพบว่าหลังจากเกษตรกรกลุม่ ที่ 2 ที่มีผลเลือดมีความเสี่ยงและผลเลอื ดไม่ปลอดภัยได้ดืม่ ชาสมนุ ไพร
รางจืดตดิ ตอ่ กันเป็นระยะเวลา 7 วนั ก่อนอาหารเช้า โดยมีพฤตกิ รรมในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรพู ืชเช่นเดิมปรากฏ
ว่าผลเลือดมีความเสี่ยงและไม่ปลอดภัยมีจำนวนลดลงจากกลุ่มที่ 1 โดยผลมีความเสี่ยงและไม่ปลอดภัยในครั้งที่ 1
และครง้ั ท่ี 2 มีความแตกตา่ งกนั ทางสถิตทิ รี่ ะดับนยั สำคัญ 0.05 (t = 1.438, p-value = 0.000)

บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ที่ 13 ประจำปี 2563 57

การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะชุมชนเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการสุขภาพตนเอง
ครอบครัว ชุมชน ในภาวะวิกฤตน้ำปา่ ไหลหลากและดนิ โคลนถล่ม ในชุมชนชาวเขา เผ่าลวั ะตำบลสกาด

อำเภอปัว จังหวัดนา่ น
THE DEVELOPMENT OF CAPACITY BUILDING COMMUNITY MODEL FOR SELF-CARE
HEALTH MANAGEMENT TO PREPARE FOR FLOODS AND LANDSLIDES DISASTER IN LUA

TRIBE IN SAKAD SUB - DISTRICT PUA DISTRICT NAN PROVINCE.

อสิ รภาพ มาเรอื น, วชิ าภรณ์ คันทะมลู , ผดุง ตอ๊ ดแกว้
สำนกั งานสาธารณสุขอำเภอปวั จงั หวัดน่าน

หลักการและเหตุผล พื้นที่วิจัย มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน อยู่ห่างไกล การสื่อสารและการคมนาคม
ยากลำบาก เม่อื เกิดฝนตกหนักจะเกิดน้ำปา่ ไหลหลากและดนิ โคลนถล่ม สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของ
ประชาชนอยู่เสมอ และมีรอยแยกของผืนดินกว้าง 30 ซม. ลึก 1 - 5 เมตร ยาว 1.5 กิโลเมตร พาดผ่านชุมชน ซึ่งกรม
ทรัพยากรธรณีได้วิเคราะห์ว่า เป็นพื้นที่เสี่ยงสูงมากที่จะเกิดดินโคลนถล่ม ซึ่งเมื่อเกิดภัยพิบัติจะมีดินโคลนถล่มปิด
เส้นทาง ความช่วยเหลือจากภายนอกจะไม่ทันสถานการณ์ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมให้ชุมชนสามารถรับมือกับ
ภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในด้านการแพทย์ สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ผู้วิจัยร่วมกับภาคี
เครือข่ายจงึ จัดทำโครงการนขี้ น้ึ

วัตถปุ ระสงค์ เพอ่ื พฒั นารปู แบบและประเมนิ ผลรูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะชมุ ชนเพื่อเตรียมความพร้อม
ในการจัดการระบบสุขภาพ ในภาวะวิกฤตน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ในชุมชนชาวเขาเผ่าลัวะ ตำบลสกาด
อำเภอปัว จ.น่าน

วิธีการศึกษา ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ประชากรการวิจัยเลือกแบบเจาะจง ได้แก่
แกนนำสุขภาพครัวเรือน กลุ่มผู้รู้ ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และกลุ่มผู้มีประสบการณ์ฯ รวมท้ังสิ้น 922 คน
เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสอบถาม และเครื่องมือเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2561-2562 สถิติที่ใช้ คือ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที และการ
วเิ คราะห์เชงิ เนอื้ หา

ผลการศึกษา 1. การพัฒนารูปแบบฯ ประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่ 1) การจัดทำแผนกลยุทธ์การดำเนินงาน
2) การเสรมิ สรา้ งสมรรถนะชุมชน 3) การตดิ ตามประเมินผล 4) การถอดบทเรียนและจดั การความรเู้ พื่อการพัฒนาอยา่ ง
ยั่งยืน 2. การนำรูปแบบไปปฏิบัติ โดยชุมชนและภาคีเครือข่าย พบว่า 1) ชุมชนได้ยกระดับปัญหาขึ้นเป็นปัญหา
สาธารณะ 2) มีการแต่งตั้งคณะทำงานและจัดทำแผนปฏิบัติการ 3) การเสริมสร้างสมรรถนะชุมชน 3 ด้าน ได้แก่
ด้านสุขาภิบาลและอนามัยสิ่งแวดล้อม ด้านสุขวิทยาส่วนบุคคล และด้านการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นในภาวะภัยพิบัติ
4) การให้ความรู้การปฐมพยาบาล 5) การจัดหาและอนุรักษ์สถานที่อพยพ 6) การฝึกซ้อมเตือนภัยและอพยพ
7) การประสานเครือข่ายเตือนภัยกับชุมชนอื่น 8) การสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ฯ 9) การถอดบทเรียน 10) จัดตั้งชุมชน
ต้นแบบ 3. ประสทิ ธผิ ลของรูปแบบฯ พบวา่ ชมุ ชนมีแผนและปฏิบตั ิการอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเครอื ขา่ ยอำเภอเป็นพี่
เล้ียง สง่ ผลทำให้ชุมชนเกดิ ความตระหนักในการเตรยี มความพร้อม โดยระดับความพรอ้ มก่อนดำเนินการภาพรวมอยู่ใน
ระดบั ปานกลาง หลังดำเนนิ การอยใู่ นระดบั มาก และชมุ ชนและภาคเี ครอื ขา่ ยมีความพึงพอใจตอ่ รูปแบบ รอ้ ยละ 100

ขอ้ เสนอแนะ ภาคีเครือขา่ ยควรเข้ามามีบทบาทร่วมกันอย่างบูรณาการในการกระตนุ้ ชุมชนอย่างต่อเน่ือง และ
ประคับ ประคองไปจนกว่าชมุ ชนจะสามารถพง่ึ ตนเองได้ รวมถงึ ส่งมอบภารกิจให้กบั อบต.สกาด เพอื่ ดำเนนิ การต่อไป

คำสำคัญ : การเสรมิ สรา้ งสมรรถนะ, การจดั การระบบสขุ ภาพ, นำ้ ปา่ ไหลหลากและดนิ โคลนถล่ม

58 บทคดั ย่อการประชมุ วชิ าการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563

การพัฒนารูปแบบการดูแลระบบบำบดั นำ้ เสียโรงพยาบาล ในจงั หวดั ขอนแก่น

อดเิ รก เร่งมานะวงษ์1 , จำเนียร มลู เทพ2
สำนกั งานสาธารณสุขจงั หวัดขอนแก่น1 2

หลักการและเหตุผล โรงพยาบาลเป็นสถานที่ใหบ้ ริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคตดิ ต่อและไม่ติดต่อกิจกรรมท่ี
ให้บรกิ ารก่อให้เกิดของเสีย เชน่ มูลฝอยทวั่ ไป มลู ฝอยติดเช้ือ มูลฝอยอันตราย และนำ้ เสีย ซึ่งต้องได้รับการจัดการที่
ถูกต้อง และเหมาะสม เพื่อไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์ รวมถึงต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
ตามความในมาตรา 80 แหง่ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535 และสอดคล้อง
กบั มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ (HA)

วัตถุประสงค์ เพอ่ื ศึกษาสถานการณ์การดูแลระบบบำบัดนำ้ เสียโรงพยาบาล การพัฒนารปู แบบการดูแลระบบ
น้ำเสียระบบบำบัดน้ำเสียโรงพยาบาล และประเมินผลการพัฒนารูปแบบการดูแลระบบบำบัดน้ำเสียโรงพยาบาล ใน
จงั หวดั ขอนแกน่

วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติ ศึกษาในโรงพยาบาล ในจังหวัดขอนแก่น ทั้งหมด 26 แห่ง ระยะเวลา
ศกึ ษา เดือนกันยายน 2562 – กมุ ภาพนั ธ์ 2563 วิเคราะหข์ อ้ มูลเชิงปริมาณ โดยใชส้ ถิตเิ ชงิ พรรณนาและเปรยี บเทียบ
ความแตกต่างก่อน-หลังพัฒนาการดำเนินการ ด้วยสถิติ Paired Samples t-test และข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการ
วิเคราะห์เชิงเน้อื หา (content analysis)

ผลการศึกษา พบว่า ระบบบำบัดน้ำเสียโรงพยาบาล ในจังหวัดขอนแก่น ชนิดของระบำบัดน้ำเสีย ส่วนใหญ่
เป็น ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเอสบีอาร์ ร้อยละ 65.4 รองลงมาได้แก่ แบบติดกับที่ ร้อยละ 15.4 แบบตะกอนเร่ง และ
คลองวนเวียน สัดส่วนเท่ากัน ร้อยละ 7.7 น้อยที่สุด คือ สระเติมอากาศ ร้อยละ 3.8 รูปแบบการพัฒนารูปแบบการ
การดูแลระบบบำบัดน้ำเสียโรงพยาบาล ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) โครงสร้างรูปแบบการดูแล 2) การ
พัฒนาศกั ยภาพผู้ดูแลและผคู้ วบคุมระบบ 3) การปฏบิ ตั ิตามกฎหมาย 4) การเฝา้ ระวงั และการดูแลรักษา และ 5) การ
ติดตามและประเมินผล ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการดูแลระบบบำบัดน้ำเสียโรงพยาบาล ก่อน-หลังดำเนินการ
พบว่า มคี วามแตกต่างกนั อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.001)

ข้อเสนอแนะ ควรพัฒนาพิจารณาขีดความสามารถในการรองรับน้ำเสียของระบบบำบัดน้ำเสีย ในกรณีเพ่ิม
จำนวนเตยี งมากกว่าท่ีออกแบบไว้ การก่อสร้างอาคารเพ่ิมเติม และการมีคลินิกไตเทียม ซง่ึ มผี ลต่อการตรวจวิเคราะห์
คุณภาพตัวอย่างน้ำทิ้ง ควรพิจารณาขยาย สร้างระบบบำบัดน้ำเสียใหม่ การแยกระบบ และการจัดการบำบัดน้ำทิ้ง
จากคลินิกไตเทียมก่อนปล่อยลงสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย ให้สามารถรองรับปริมาณน้ำเสียที่เพิ่มขึ้น และควรนำรูปแบบ
การพฒั นาจากการวิจัยครงั้ น้ี เพ่ือดำเนินการ การเฝ้าระวัง การติดตามและประเมนิ ผลอย่างตอ่ เน่ือง

คำสำคญั (keyword): ระบบบำบดั นำ้ เสีย, โรงพยาบาล, การพัฒนารูปแบบ

บทคดั ยอ่ การประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563 59

Oral Presentation
กลมุ่ International

60 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

บทคดั ย่อการประชุมวิชาการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563 61

Assessment of Lung cancer probability from radon exposure in
Mueang Maha Sarakham District

Vitsanusat Atyotha

Principle and reasonThe respiration is the most importance of human that are air
exchange. Therefore, the air quality is more concern since increasing air pollution can reach
harmful leading health effects such as cancer and Respiratory disease that may induce
premature death. One serious source of air pollution is radon. Radon results from the radioactive
decay of radium and easy reaction with oxygen and stick to oxygen particle that can delivery
on everywhere such as air, soil and river. Moreover radon gas interferes with the delivery of
oxygen throughout the body. Therefore, the concentrations of radon gas in the air are essential
to study and find out the protection of harmful from elevated radon concentration.

Objective The present study aimed to investigate concentration of radon and the
possibility of cancer when exposed to radon in Mueang Maha Sarakham, Maha Sarakham
Province.

Study method 106 samples from the various air in Mueang Maha Sarakham, Maha
Sarakham Province were collected to determine the concentration of radon by Active method
using Electronic Radon Detector ( RAD 7) . The radon concentration value was compared with
standard value and calculated possibility of lung cancer when exposed to radon per population
in study areas.

Results The value of radon concentration showed in the range of 0 – 62.85 Bq⸱m-3,
with a mean value at 8.82 ± 2.97 Bq⸱m-3. The standard value of United States Environmental
Protection Agency (EPA) suggested that the value is no more than 10 Bq⸱m-3. The results
demonstrated that the main value of radon concentration in study areas showed lower than
standard value of EPA. However, some areas showed higher value more than standard value
such as Bua Ko, Khok Ko and Don Wan Sub-district. Moreover, the value of radon
concentration was evaluated the possibility of lung cancer in people living in study area. The
results showed that the possibility was in the range of 0 - 0.006 % with a mean value at
0.0009 %. In addition, the results were calculated with a total number 158,860 of populations
(as recoded in 2561) who living in Mueang Maha Sarakham to determine the affected
possibility of lung cancer. The possibility value were in the range of 0 – 953.16 people with a
mean at 142.97. Therefore, the results indicated that in every 142.97 people, they will be lung
cancer due to exposed to high radon concentration.

Keyword Radon, Lung cancer, Mueang Maha Sarakham District.

62 บทคัดยอ่ การประชุมวิชาการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ ครัง้ ท่ี 13 ประจำปี 2563

THAILAND SCHOOLS EVALUATION QUALITY OF DRINKING IN CASE OF 2017-2019

THANACHEEP PERATHORNICH
Research and Laboratory Department Center

Water is an important factors for human life. Both in consumption and various activities
everyday life. Especially the water used for daily consumption must be clean, free from germs
and contaminants. Which having safe and clean drinking water for the people must have quality
management before suppling the public. Therefore, to monitor and surveillance quality of water
and to be a guideline for water quality management in the schools in Thailand. The Research
and Laboratory Department Center investigated and analyzed data from the standard 20
parameters of drinking water. According to the data of tap and potable water quality
examination in 2017-2019 total 2,303 samples (624, 1021, 658 samples respectively). There were
classified schools potable and drinking water quality to, physical, chemical and biological, The
analyst show that the physical water quality and chemical water quality most of the criteria are
specified. There are still some parts that exceed the threshold. For biological found that
Coliform bacteria exceeded more than 50 percent in every year analyzed (52.29%, 51.78% and
52.28 % respectively), and Fecal coliform bacteria more than 35 percent exceeded the specified
threshold in every year analyzed (39.87%, 37.52% and 39.54% respectively). Which the
contamination of Coliform bacteria and Fecal coliform bacteria was the main bacteria causing
problems that was important to the quality of potable and drinking water for students. That is
a major cause of the spread water-borne diseases such as acute diarrhea, food poisoning,
cholera, etc. The Department of Health has recommendations for the management of schools
potable and drinking water quality by supporting chlorine disinfection, the UV rays of the water
purifier or ozone or boiling before consumption. Making the network to surveillance community
water supply plants.

Keywords : Quality of drinking water, Water quality management

บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563 63

A HEALTH IMPACT ASSESSMENT MODEL DEVELOPMENT FOR ENVIRONMRNTAL
HEALTH MANAGEMENT BY LOCAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATIONS

Wassana Loonsamrong1, Sukanda Pudpadee2, Nuttapon Sirilar1, Panita Charoensuk1
Chanajit Panou1

1 Health Impact Assessment Division, Department of Health
2 Regional Health Promotion Center 4 Saraburi

Health Impact Assessment (HIA) is a combination of procedures that uses in the
environmental health management for Local Administrative Organization (LAOs). HIA focuses on
gathering data and evidences ethically in order to relate risk factors and environmental health
impacts, and identify mitigation measures for protecting people’s health through stakeholder
and public participation. It can be used for environmental health services management and
also public health policy development. This action research aims to developed Health Impact
Assessment model for environmental health management at local level. For methodology we
reviewed literature and synthesized information to determine "the HIA model for environmental
health management" and test the model in 12 local administrative organizations during
December 2017 - September 2018. The results , the relatively stable procedures and processes
of HIA that LAOs can be applied consisting of 7 steps included 1) Gathering secondary
information and environmental health situations 2) Citizen and stakeholder participation
(meeting, focus group, public consultation) to analyzed the situation and identified the impact
assessment methodology 3) Data collection 4) Data analysis and forecasting the environmental
health impact. 5) Citizen and stakeholder participation to determine mitigation measures on
minimizing health impacts or determine the environmental health management. 6) Operational
planning or action planning 7) Implementation and evaluation. In addition, the factors
influencing the success of HIA included 4 elements. First, LAOs staff and HIA teams that
understands and realizes the importance of HIA and the opportunities of using HIA in
environmental health management. Secondly, public participation must presents evidence
based information, a smart facilitator can provide a learning environment and provide
opportunities to support involvement of all stakeholder. Thirdly, Executives of Local
Administration have an important role for driving health in all local policies and good
governance. Fourthly, Information and knowledge support in the accuracy assessment and
identify health impact for specify mitigation measures. This study suggests that, follow 7step of
HIA model to develop and expand to others area, follow 4 success elements to develop
strategies and promote HIA for environmental health management, and further evaluation.

Keywords: Health Impact Assessment, Local HIA, Environmental Health Management,
public participation

64 บทคัดยอ่ การประชุมวิชาการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครงั้ ท่ี 13 ประจำปี 2563

นวัตกรรมการส่อื สารความเส่ยี งเพ่ือปอ้ งกนั ควบคุมโรคในงานอาชีวอนามยั และสิ่งแวดล้อม ตาม
มาตรฐานสากล(IHR2005)

Risk communication innovation for disease prevention in occupational health and
environment according to international standards (IHR2005)

กีรติภัทท์ ยอดจันทร์
สำนกั งานปอ้ งกนั ควบคุมโรคที่ 2 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค

หลักการและเหตุผล การสื่อสารความเสี่ยงในงานด้านอาชีวอนามัย มีความสำคัญต่อการพัฒนางานป้องกนั
ควบคุมโรคและภัยสุขภาพจากการประกอบอำชีพเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่สำคัญยิ่งในการจัดการเพื่อให้เกิดความเข้าใจ
อย่างต่อเน่ืองของความเสี่ยงและอนั ตรายในการดำเนินงานโดยเฉพาะผูป้ ระกอบการในสถานประกอบการ กระบวนการ
ควบคุมความเสี่ยงเพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย ปราศจากโรคและการบาดเจ็บจากการทำงาน
ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ (anticipating) การตระหนัก (recognition) การประเมิน (evaluation) และการควบคุม
(control) สิ่งคกุ คามสขุ ภาพ (health hazard) การสอ่ื สารความเส่ียงสามารถดำเนนิ การไดท้ ง้ั ในสว่ นของการปอ้ งกนั การ
บาดเจ็บและโรคจากการทำงาน ประโยชน์จากการพฒั นารูปแบบในการส่อื สารความเสย่ี งตามมาตรฐานสำกล(IHR2005)
เพื่อประเมินศักยภาพของการก่อโรคจากการได้รับสัมผัสสิ่งคุกคามจะได้รับนั่นคือลดค่ำใช้จ่ายด้านต่ำงๆ เช่น ค่า
รักษาพยาบาล ฟื้นฟู และค่าซ่อมแซมเคร่ืองมืออปุ กรณ์เป็นตน้ เพิ่มคุณภาพของผลประกอบการ เพิ่มขวัญและกำลงั ใจ
ของผู้ปฏิบัตงิ าน และมีภาพลกั ษณท์ ีด่ ี

วัตถุประสงค์ เพอื่ พฒั นารูปแบบการสอ่ื สารความเสย่ี งดา้ นการป้องกันโรคและภยั จากการประกอบอาชพี ตาม
มาตรฐานสากล

วิธีการดำเนินงาน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสมั ภาษณ์แบบเจาะลกึ ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง คือเจ้าหน้าท่ี
ผู้รับผิดชอบงานอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 2 จำนวน 50 คน ช่วงระหว่างวันท่ี 1 ตุลาคม
พ.ศ.2562 – 31 มกราคม พ.ศ.2563

ขอบเขตการศึกษา เปน็ การศึกษาวิจยั เชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Research) รูปแบบ ข้อคิดเห็น ขอ้ เสนอแนะ
และปัจจยั ทีม่ ผี ลต่อการดำเนนิ งานสื่อสารความเสย่ี งเพอ่ื สรา้ งเสรมิ สขุ ภาพการปอ้ งกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพดา้ นอา
ชีวอนามยั และสิ่งแวดลอ้ มตามมาตรฐานสำกล(IHR2005) และการพัฒนาการสอื่ สารความเส่ยี งของหน่วยงานในรูปแบบ
ตา่ งๆ

ผลการศึกษา พบว่าการดำเนนิ งานส่ือสารความเสยี่ งเพอ่ื ป้องกนั ควบคมุ โรคและภัยสุขภาพด้านอาชวี อนามัย
และสิ่งแวดล้อม รูปแบบการสื่อสารความเสี่ยงในหน่วยงานบริการสาธารณสุขในเขตสุขภาพท่ี 2 หลากหลายรูปแบบ
เช่น ทางช่องทางระบบอินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เป็นต้นแต่การดำเนินงานที่ผ่านมา ไม่มีแบบแผนหรือกลไก
การดำเนินงานที่ชัดเจนเป็นระบบ ขำดกระบวนกำรวิเคราะห์ เพื่อจัดการความเสี่ยง เป็นเพียงการจัดการสื่อสารความ
เสี่ยงรายประเด็น ตามสถานการณ์เท่านั้น เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้มาตรฐานสื่อสารความเสี่ยงตามมาตรฐานกฏ
อนามัยระหว่างประเทศ JEE-IHR2005แล้ว พบว่าหน่วยงานส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ90 ไม่มีแบบแผนและการ
ดำเนินการท่ีเปน็ ระบบ โดยเฉพาะการประสานงานกับเครือข่ายหรือผูท้ ี่มีส่วนได้เสีย ทำให้ประสิทธิภาพการสื่อสารไม่
ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายไม่ตรงประเด็น หลังจากที่ได้นำหลักการสื่อสารความเส่ียงตามมาตรฐานโลกมา
ปรับใช้ พบว่าหน่วยงำนกลุ่มเป้าหมาย สามารถจัดระบบการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ
ด้านอาชีวอนำมยั และส่ิงแวดล้อมในภาพรวนดีขึน้ ตรงความต้องกำรกลุ่มเป้าหมาย ลดอัตราเสี่ยงและอัตราป่วยได้รอ้ ย
ละ 30 ผู้รับบริการ พึงพอใจในการสื่อสารเพิ่มขึ้น ร้อยละ60 ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีของหน่วยงานและเกิดความ
เช่อื มนั่ ในการนำเสนอส่ือตลอดจนได้รบั ความรว่ มมอื จากผรู้ บั บริการเพ่มิ ขนึ้ จึงถือเปน็ นวัตกรรมใหมใ่ นการสือ่ สารความ
เส่ียงของหน่วยงานสาธารณสขุ ด้านป้องกนั ควบคุมโรคและภยั สขุ ภาพด้านอาชวี อนามยั และส่งิ แวดล้อม

ข้อเสนอแนะ ผลการศึกษาน้ีสามารถนำไปใช้ในการวางแผนการสื่อสารความเสี่ยงป้องกนั ควบคุมโรคและภยั
สุขภาพ เพื่อจัดระบบการส่งเสริมสุขภาพป้องกันควบคุมโรคและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ที่เหมาะสม สามารถพัฒนา
ต่อยอดการดำเนินงานสูง่ านด้านสาธารณสุขด้านอน่ื ๆ
คำสำคัญ (Key words) : การสอ่ื สารความเสย่ี งมาตรฐานสำกล(IHR2005), อาชีวอนามยั และสงิ่ แวดล้อม

บทคัดย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563 65

การพฒั นาโรงอาหารคณุ ภาพ สะอาด ปลอดภัย (GREEN Canteen) ในกระทรวงสาธารณสุข
DEVELOPMENT OF GREEN CANTEEN IN THE MINISTRY OF PUBLIC HEALTH

Palawat Phutharuk , Chailert Kingkaewcharoenchai, Suchart Sukcharoen,
Chanunnisa Lertsupochavanit

Bureau of Food and Water Sanitation

Rational: Regarding the MOPH and DOH strategic issues and policy that aimed to achieve
good health for public, in which working people is dominated at about 56 million people,
promoting healthy working people is therefore support an initiation of healthy work places with
good and clean environment. Cafeteria or canteen at the workplace is one of an important
places that affects the health of people using the service, either the agencies’ staff or the
people who come in for services. Unsafe and unhealthy consumption of food can pose a risk
of food and water-borne illnesses. The DOH has recognized an importance of the canteen and
had a policy to develop the canteens in MOPH to become GREEN canteens by integrating all
relevant agencies to participate in creating a GREEN canteen model for safety of consumers,
sustainable management and environmental friendly.

Objectives: To develop MOPH’s canteen management system with good quality and
safe food as the GREEN canteen model in the MOPH.

Method: The study employed mixed methodologies; purposive survey and cross-
sectional studies. All canteens in MOPH were purposively selected, in total 9 canteens, as target
areas in this study. The data and information were collected by questionnaires, focus group
interview, workshops, surveillances, training and monitoring & evaluation. The food sanitation
situation of the target canteens were assessed using the food sanitation standard for canteen.
The data were complied, synthesized, and analyzed using content analysis and descriptive
statistic.

Results: The GREEN canteen guideline and standard was set up and disseminated to all
target areas to improve their canteen. The standard included management of Garbage,
Restroom, Energy, Environment, and Nutrition at the canteen. Most of the canteen had
problems of the infrastructure such as floor, wall, light, ventilation, wash basin, and waste water
treatment as well as utensils, food storage, and hygiene practices of food handlers. The results
of food sampling for chemical and biological contamination revealed that no chemical
contamination from all samples. About 6.5 % (16) of the samples (246) were contaminated from
coliform bacteria in which 62.5% (10) were food handlers’ hands, 25% (4) were ready-to-eat
food, and 12.5% (2) were utensils. The food sanitation for food handlers training course was
conducted for 300 food handlers from the 9 canteens. All canteens were agreed to improve
and upgrade their places to meet the required standard in particular the nutrition requirement.

Recommendations: The most important factors for a success of the GREEN canteen
are policy administration and cooperation of all relevant partners and network, and
consumers.

Keyword: 1. Canteen: A place in a company/office, factory, college/school where
food and meals are sold at low price. 2. GREEN: Garbage, Restroom, Energy, Environment, and
Nutrition management at canteen

66 บทคัดยอ่ การประชมุ วิชาการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามัยส่ิงแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครง้ั ที่ 13 ประจำปี 2563

การพัฒนารปู แบบการใช้แผนการจัดการน้ำสะอาด (Water Safety Plan) สำหรับระบบประปาของ
องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ เทศบาลตำบลทา่ คนั โท จังหวดั กาฬสนิ ธ์ุ

A model development for implementation Water Safety Plan to the local water
supply system Tha Khantho subdistrict municipality

Parichart Soisoongnern1, Naiyana Hanwarodom1 Ratchapadung Dumrongpingkasakul1 Wassana Kanawapee2
Rattanaphon Issariyakul3 Bureau of Food and Water Sanitation1 Health Promotion Centers 7 Khon Kaen2

Provincial Waterworks Authority (PWA)3

Background and Significant: The Water Safety Plans (WSP) plan is a management system for

water supply starting from raw water sources, water treatment and distribution systems to the public

with 11 operational procedures including the risk assessment. The Metropolitan Waterworks Authority

( MWA) and the Provincial Waterworks Authority (PWA) have adopted and implemented WSP to

continuously control, maintainand improve water production standards. For the local government water

work systems, the WSP has not been adopted to implement to the systems. They applied only the

drinking water quality management guidelines or EHA 2000, which has similar procedures to the WSP.

The Department of Health recognizes an importance of WSP and aims to improve the water quality of

the small water supply systems. In this study. One municipality that is ready and voluntary, Tha-Khantho

sub-district municipality, was selected to implement the WSP to the water supply system development

in the project.

Objective: To develop the water supply system management of the local government using

the Water Safety Plan.

Method: The study employed mixed methodologies; purposive survey and cross-sectional

studies. Tha-Khantho sub-district municipality, Kalasin province, was purposively selected as target area

in this study. The data and informationwere collectedby questionnaires,brain storm, workshops,training,

and internal & external auditing. The data were complied, synthesized, and analyzed using content

analysis.

Results: The Tha-Khantho water work division is the main unit of small-scale water supply

operations using surface water from the reservoir as a source for 24 hours tap water production. The

water distribution area covers 2 sub-districts of 2,410 households. After discussion, consultation and

agreement among relevant and responsible agencies and network partners, the municipality has

implemented 8 of 11 WSP steps to the water supply system, consisting of 1) Assemble the WSP team,

2) Describe details of the water supply system, 3) Identify hazards and hazardous events and

assess the risks, 4) Determine and validate control measures, reassess and prioritize the risks, 5) Develop,

implement and maintain an improvement/upgrade the plan, 6) Define monitoring of the control

measures, 7) Verify the effectiveness of the WSP, and 8) Prepare management procedures. Still, the Tha-

Khantho sub-district has to continue and complete 11 steps of WSP as a model development. A success

WSP implementation at this water supply system will motivate the other municipalities to implement

the WSP to their water supply systems for safe water supply for the consumers.

Suggestion: Although the WSP have to improve water quality and reduce all excessive costs, it

should be intentionally adopted and implemented to the water supply systems for safe water supply

consumption.

Keywords: Water safety Plan (WSP)

บทคดั ยอ่ การประชมุ วชิ าการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามัยส่ิงแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563 67

Poster Presentation
กล่มุ ส่งเสริมสุขภาพ
กลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย

68 บทคัดยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

บทคดั ย่อการประชมุ วิชาการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ที่ 13 ประจำปี 2563 69

การพัฒนารูปแบบการมสี ว่ นรว่ มในการจัดการเด็กพฒั นาการสงสัยลา่ ชา้ ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนงั
จังหวดั นครศรธี รรมราช

THE DEVELOPMENT OF COMMUNITY PARTICIPATION FOR THE MANAGEMENT OF CHILD’S
DELAYED DEVELOPMENTTHE STUDY OF COMMUNITY PARTICIPATION FOR CHILD’S
DELAYED DEVELOPMENT MANAGEMENT IN KLONGNOI SUB-DISTRICT, PAKPHANANG
DISTRICT, NAKHON SI THAMMARAT PROVINCE

สายฟ้า แก้วมไี ชย
ศูนย์อนามยั ท่ี 11 นครศรีธรรมราช

หลักการและเหตุผล เด็กเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาพบว่ามีเด็ก
อายุต่ำกว่า 5 ปีอย่างน้อย 200 ล้านคนมีพัฒนาการไม่สมวัย ผลการคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัยไทย พ.ศ.2560
พบเดก็ ไทยมพี ัฒนาการสมวัย 78.4% พฒั นาการสงสัยลา่ ช้า 21.6%

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมในการจัดการเด็กพัฒนาการสงสัยล่าช้า มุ่งส่งเสริม
กระบวนการเรยี นร้รู ่วมกนั ของคนในชมุ ชนเพ่ือเฝ้าระวังพฒั นาการเด็กสงสัยลา่ ชา้

วิธกี ารศึกษา การวิจัยเชิงปฏิบตั ิการแบบมีสว่ นรว่ ม (Participatory Action Research: PAR)
ผลการศึกษา 1) ขน้ั ตอนก่อนพัฒนารปู แบบ ศกึ ษาบรบิ ทและสถานการณ์ โดยใชก้ ระบวนการสมั ภาษณ์ CIPP
model ในกลุ่มผู้บริหาร ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ จำนวน 42 คนระยะเวลาศึกษา 1 ตุลาคม 2561 – 30 กันยายน
2562 และชแี้ จงนโยบายมหศั จรรย์ 1000 วนั แรกแห่งชวี ิต 2) ระยะพัฒนารูปแบบ สรา้ งนโยบายขอ้ ตกลงร่วมกัน เพ่อื
ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ขับเคลื่อนผ่านนโยบายมหัศจรรย์ 1000 วันแรกแห่งชีวิต และศึกษาข้อมูลสถานการณ์
พัฒนาการเด็ก 0-5 ปี กำหนดแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 0 - 5 ปี แนวทางในการติดตามส่งต่อ และ
ประเมนิ ผลเด็ก 0-5 ปี พัฒนาสมรรถนะบุคคลากร อาสาสมัครสาธารณสุข ครูศูนยพ์ ัฒนาเด็ก ผ้นู ำชมุ ชน จัดกิจกรรม
ส่งเสริมพัฒนาการ 3) ระยะประเมินรูปแบบ ประเมินผลกิจกรรม ใช้กระบวนการสัมภาษณ์ CIPP model ประเมิน
นโยบายมหัศจรรย์ 1000 วันแรกของชีวิต และกระบวนการ Focus group ประเมินสถานการณ์พัฒนาการเด็ก 0 - 5
ปี ประเมินการใช้คู่มือ DSPM เต็มพื้นที่ ประเมินกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็ก มีนวัตกรรม สื่อการสอน ระบบการ
ส่งต่อแบบมีส่วนร่วม กระบวนการพัฒนาทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่
สามารถจดั การสุขภาพชุมชนของตนเองได้อย่างมสี ่วนร่วม เกิดการประสานการทำงานของผนู้ ำชุมชนดา้ นการส่งเสริม
พัฒนาการเด็ก เกิดความร่วมมือเป็นเครือข่ายสุขภาพของภาคส่วนต่างๆ และสามารถจัดการวางแผนชุมชนตนเองได้
แบบมีส่วนร่วม พบว่าองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชนและผู้ปกครองเด็ก ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เจ้าหน้าที่
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลส่วนใหญ่มีความพร้อมและยินดีที่จะส่งเสริม เฝ้าระวัง ร่วมสร้างนโยบายร่วมกันใน
การดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของสังคม ในการจัดการเด็กพัฒนาการสงสัยล่าช้า ผลสำเร็จของ
การศึกษา คือ การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเด็กพัฒนาการสงสัยล่าชา้ ในชุมชน เห็นได้จากการเกิดนักวิจัยชุมชน
โดยคนในชุมชน เกิดนวัตกรรม สื่อการสอน แนวทางการคัดกรอง แนวทางการส่งต่อ และครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมี
บทบาทในการเฝ้าระวังพัฒนาการเด็กมากขึ้น เกิดกลุ่มแกนนำในชุมชนที่มีการดำเนินกิจกรรม มีแนวทางในการ
ดำเนนิ งานต่อเน่ืองในการเฝ้าระวังติดตามพัฒนาการเด็กแบบมสี ่วนร่วม เปน็ รปู แบบการจัดการและแบบอย่างท่ีดีกับ
พื้นท่ตี า่ งๆ และสามารถขยายผลให้กับพืน้ ทอ่ี ่นื ๆ ได้
ขอ้ เสนอแนะ สรา้ งระบบฐานข้อมูลให้เปน็ ปัจจุบันเพ่ือสะดวกในการวิเคราะหป์ ัญหา เจ้าหนา้ ที่ผู้ประเมินต้อง
สร้างความตระหนักรู้ใหก้ บั ผปู้ กครอง ใหม้ ี HL ในการใชค้ ่มู อื DSPM ให้คมุ่ ค่าเกดิ การเรียนรู้ผ่านควิ อาร์โค้ดของแต่ละ
ช่วงวัย ทดลองเก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ว่ามีผู้ปกครองเข้าถึงบริการมากน้อยขนาดไหน เพื่อทันยุค 4.0 ตาม
วัตถปุ ระสงค์ท่ีต้งั ไว้ และจดั กจิ กรรมเพ่ือสร้างความตระหนกั ในผู้ปกครองเพื่อเปน็ ขวญั กำลังใจ
คำสำคัญ (keyword) พัฒนารูปแบบ, วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม, การจัดการ, เด็กพัฒนาการสงสัย
ลา่ ช้า

70 บทคดั ยอ่ การประชมุ วิชาการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามยั สงิ่ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้ังที่ 13 ประจำปี 2563

ภาคเี ครอื ขา่ ย 5 setting สู่ Smart รสู ะมแิ ล

5 SETTINGS ASSOCIATION TO SMART RUSAMILAE

พิมพก์ มล หะยดี ามะ, เจ๊ะฮสั นะห์ หวั แท้, สรุ ียานา มาหะมะ, ชารฟี เจะ๊ อาลี, ยสั มนี หะยอี าแว

โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบลรสู ะมิแล จังหวัดปตั ตานี

หลักการและเหตุผล การเฝ้าระวังสถานการณ์สภาวะสุขภาพเด็ก 0-5 ปี ของตำบลรูสะมิแล ท้ัง 4 ด้าน
ประกอบดว้ ย สงู ดีสมส่วน ฟันไม่ผุ พฒั นาการสมวัย และวัคซีนครบตามเกณฑ์ จากการดำเนินงานปี 2559 พบวา่ เด็ก
0-5 ปี สงู ดสี มส่วน รอ้ ยละ 90.55 (เกณฑ7์ 0) ฟนั ไม่ผุ ร้อยละ 35.09 (เกณฑ์ ไมเ่ กนิ ร้อยละ50) พัฒนาการสมวัย ร้อย
ละ 97.52 (เกณฑ์ > 90) และวัคซีนครบตามเกณฑ์ ความครอบคลุมได้รับวัคซีนของเด็กอายุ 1 ปี DTP-HB3/OPV3
รอ้ ยละ 82.92 (เกณฑ์ > 90) ความครอบคลุมไดร้ ับวัคซนี MMR1 รอ้ ยละ 84.44 (เกณฑ์ > 95) ความครอบคลุมได้รับ
วัคซีนของเด็กอายุ 2 ปี DTP4/OPV4 ร้อยละ 73.47 (เกณฑ์ > 90) ความครอบคลุมได้รับวัคซีน JE2 ร้อยละ 73.47
(เกณฑ์ > 90) ความครอบคลุมได้รับวัคซีนของเด็กอายุ 3 ปี JE3 ร้อยละ 77.09 (เกณฑ์ > 90) ความครอบคลุมได้รับ
วัคซีน MMR2 ร้อยละ 90.5 (เกณฑ์ > 95) และความครอบคลุมได้รับวัคซีนของเด็กอายุ 5 ปี DTP5/OPV5 ร้อยละ
75.16 (เกณฑ์ > 90) สว่ นปัญหาทุพโภชนาการพบว่า มีเด็กอ้วนจำนวน 6 คน (ร้อยละ0.42%) เด็กผอมจำนวน 10 คน
(รอ้ ยละ 0.69%) และ เด็กเตย้ี จำนวน 7 คน (รอ้ ยละ 0.49%) จากการวิเคราะหข์ ้อมลู และเยีย่ มบา้ นพบว่า ผู้ปกครอง
ขาด ความรู้เร่ืองโภชนาการและการดูแลสุขภาพช่องปาก รอ้ ยละ 73.98 วิธีการเล้ียงดูบตุ รที่ไม่ถูกต้อง ร้อยละ 64.35
และฐานะเศรษฐกจิ ของครอบครัว ร้อยละ 24.91 สง่ ผลใหเ้ ด็กขาดสารอาหาร ฟันผุมีพฒั นาการค่อนข้างล่าช้า

วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพ่อื ให้ภาคีเครือขา่ ยของตำบลรูสะมิแลทำงานแบบมีส่วนร่วม 2. เพอ่ื ใหเ้ ดก็ 0-5 ปี ตำบลรู
สะมิแล สูงดสี มส่วน ฟนั ไม่ผุ พัฒนาการสมวัย วัคซนี ครบตามเกณฑ์

วธิ กี ารศกึ ษา 1) ระยะกอ่ นดำเนนิ การ (Plan) ประเมนิ ตนเองกอ่ นดำเนนิ งานใน 5 setting ตามแนวทาง
การดำเนินงานตำบลส่งเสริมเด็กอายุ 0-5 ปี สูงดีสมส่วน ฟันไม่ผุ พัฒนาการสมวัย เพื่อค้นหาจุดบกพร่องของ
พื้นที่ในแต่ละ setting 2) ระยะดำเนินการ (Do) 1. ประชุมภาคีเครือข่าย 5 setting ซึ่งประกอบด้วยเทศบาล
ตำบลรูสะมิแล ครูศูนย์พัฒนาเด็ก อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่ 2.
ประชุมเจ้าหนา้ ที่ และอาสาสมคั รสาธารณสุขประจำหมบู่ ้าน (อสม.) เพ่อื ชีแ้ จงกลุ่มเปา้ หมายตามพน้ื ท่ีรบั ผดิ ชอบ
(Catchment Area) ให้ทราบการดำเนินงาน 3. ส่ือสารประชาสัมพันธ์ 4. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสำรวจ และ
รวบรวมฐานข้อมูลกลุ่มเป้าหมายเด็ก 0-5 ปี ได้แก่ กลุ่มเป้าหมายเดิม/ ย้ายเข้าใหม่/ ย้ายออกจากพื้นที่ และ
จดั ทำทะเบียนรายช่ือกลมุ่ เป้าหมาย 0-5 ปี 5. ทำแผนลงเย่ียมบ้านตดิ ตามเด็ก 0-5 ปี กลมุ่ ไหนท่ีได้รับการเยี่ยม
บ้าน ทั้งหมด หรือเฉพาะราย ร่วมกับภาคีเครือข่ายตำบลรูสะมิแล สูงดีสมส่วน ฟันไม่ผุ พัฒนาการสมวัย วัคซีน
ครบตามเกณฑ์โดยจัดบัดดี้อสม.กับผู้ปกครองเด็ก 0-5 ปี เพื่อดูแล และติดตามอย่างต่อเนื่อง และบันทึกลงใน
สมุด “หนูน้อยสมาร์ทคิดส์” 6. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสาธิตอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ให้กับผู้ปกครองเด็ก
0-5 ปี โดยเลือกเมนูอาหารที่มีอยู่ในพื้นที่ ซึ่งตำบลรูสะมิแลอยู่ติดทะเล จะใช้วัสดุดิบในการสาธิตอาหารจาก
ทะเล อาทิ เชน่ ปลาโอ ปลาจิงจงั ฯลฯ 7. อสม.นำผลการติดตาม ใหเ้ จา้ หนา้ ที่ผ้ดู ูแลรบั ผิดชอบหมู่แต่ละหมบู่ า้ น
เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งอำเภอต่อไป 2) ระยะหลังดำเนินการ (Check) 1. วิเคราะห์ ข้อมูลที่ได้สู่การทบทวน
บทเรยี น และแกป้ ัญหารว่ มกันในเวทีชุมชน 2. ประเมินและสรุปผลการดำเนินงาน

บทคัดยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั สงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ที่ 13 ประจำปี 2563 71

ผลการศกึ ษา

รอ้ ยละของเด็ก 0-5 ปี สงู ดีสมส่วน (เกณฑ์ ร้อยละ70) ร้อยละการเกดิ โรคฟันผุในเดก็ อายุ3ปี(เกณฑ์ไม่เกินร้อยละ50)
100
80 87.93 90.55 95 100
80
60 60
40 25.54 35.09
40 20 21.99
0
20
ปี 58 ปี 59 ปี 60 ป5ี 8 ปี59 ปี60

ขร้อ้อเยสลนะอขอแงนเดะก็ 0-5 ปี มีพัฒนาการสมวยั (เกณฑร์ ้อยละ 90) ความครอบคลมุ ของการรับวคั ซีน(เกณฑ์ร้อยละ90)(MMR รอ้ ยละ95)

100
80
92.63 97.52 98.87

60
40
20
0

ปี 58 ปี 59 ปี 60

1. ภาคเี ครอื ขา่ ยทกุ ภาคส่วนในตำบล ตอ้ งรว่ มคดิ รว่ มทำ รว่ มพัฒนา
2. ทีมงาน ตอ้ งมคี วามมงุ่ มั่น ร่วมเรยี นรู้ สรา้ งความคดิ สรา้ งสรรค์ สง่ เสรมิ องคค์ วามรู้ให้กับทีมงาน และ
เครอื ข่าย และสนบั สนนุ นวัตกรรมในพน้ื ท่ี
3. มกี ระบวนการ โดยใช้ SRM การทำประชาคม และการประชุม
4. การมีสว่ นรว่ มใน Setting ศนู ย์พฒั นาเดก็ ควรไดร้ บั การสง่ เสริมในด้านโภชนาการ ไดแ้ ก่ การคน้ หา
ปัญหาท่แี ท้จรงิ จากปัญหาทุพโภชนาการ เขน่ งดจำหนา่ ยอาหารรสหวาน ลกู อมทร่ี า้ นสะดวกซอ้ื ควบคมุ ไดย้ าก
อาจขับเคลอื่ นโดยใชม้ าตรการทางสงั คม จากเวทกี ารมีสว่ นร่วมของภาคีเครอื ข่าย
5. ผู้บริหาร สรา้ งค่านยิ มในการสง่ ไมต้ ่อ ใหก้ บั ผ้บู ริหารคนใหม่ หรือผทู้ มี่ าใหม่
คำสำคญั (keyword) ภาคเี ครอื ขา่ ย

72 บทคัดย่อการประชมุ วชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563

การลดมารดาตายในเขตสุขภาพที่ 1
REDUCE MATERNAL DEAD : Health Region 1

วราพร สภุ า , กฤษณา กาเผือก
ศูนยอ์ นามยั ที่ 1 เชยี งใหม่

หลักการและเหตผุ ล เขตสุขภาพท่1ี ซง่ึ เปน็ พน้ื ท่ีรับผดิ ชอบของศูนยอ์ นามยั ที่ 1 ครอบคลุม 8 จงั หวดั ภาคเหนอื
ตอนบนของประเทศไทยประสบปัญหาการตายของมารดาเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ตั้งแต่ปี 2556-2559 คือ
16.28,21.07,18.17 และ39.23 ต่อแสนการเกิดมีชีพ ตามลำดับ จากการวิเคราะห์สาเหตุพบว่า ร้อยละ 52 เกิดจาก
สาเหตุที่ป้องกันได้คือ ภาวะตกเลือดหลังคลอด ภาวะความดันโลหิตสูง ดังนั้นศูนย์อนามัยที่ 1 ร่วมกับคณะกรรมการ
พัฒนาอนามัยแม่และเด็กเขตสุขภาพ จึงเกิดแนวคิดการขจัดปัญหามารดาเสยี ชีวิตจากการคลอดน้อยกว่า 17 ต่อแสน
การเกิดมีชีพ ดว้ ย “6 มาตรการปอ้ งกนั การตายของเขตสุขภาพท่ี 1”

วัตถปุ ระสงค์
1. เพ่ือสรา้ งโมเดลการลดมารดาตายด้วย “6 มาตรการป้องกันการตายของเขตสุขภาพที่ 1”
2. เพื่อลดมารดาตายในเขตสขุ ภาพท่ี 1 นอ้ ยกวา่ 17 ตอ่ แสนการเกิดมีชีพ
วิธีการศึกษา ในปี 2559 จำนวนมารดาตาย 22 ราย คิดเป็นร้อยละ 39.23 จากการทบทวนการตายของมารดา
พบว่าสาเหตุเกิดจากที่ป้องกันได้ คือ ตกเลือดหลังคลอด (Postpartum hemorrhage,PPH) และความดันโลหิตสูง
(Pregnancy induce hypertension,PIH) คณะกรรมการอนามยั แม่และเดก็ ในเขตสขุ ภาพที่ 1 รว่ มมือกบั ภาคีเครอื ข่าย
กำหนดมาตรการ ไดศ้ กึ ษาและพัฒนามาตรการการในการป้องกันการตายของมารดาซึง่ มีกระบวนการพฒั นาดงั นี้

ปี 2559 มาตรการป้องกัน ปี 2560 มาตรการป้องกัน ปี 2561

PPH= 52 % 1.PPH PPH= 21.4 % 1. PPH PPH= 1.7 %
PIH = 13.2% 2.PIH PIH = 28.57% 2. PIH
-พฒั นาศักยภาพบุคลากร 3.คุมกาเนดิ +R-SA 1663
ในการดำเนนิ การพบปัญหาหญิง
ตั้งครรภ์ในถิ่นทุรกนั ดาร ห่างไกลจาก 4.คมุ กำเนดิ +ดแู ลรว่ มกบั
สถานบริการพยาบาล ไดแ้ กไ้ ขโดยจดั med
บ้านพักรอคลอด 5.ประเมนิ สุขภาพจติ
+ ดแู ล รว่ มกับจติ เวช
6.ระบบตดิ ตามหลงั คลอด

ในรายท่ีเป็น Hi-Risk

ผลการศึกษา 6 มาตรการป้องกันการตายของเขตสุขภาพท่ี 1เป็นโมเดล-ลพดัฒมนาาศรกั ดยภาาตพาบยุคลไดากผ้ รลเชิงประจักษ์

อัตราการตายลดลงน้อยกว่า 17 ตอ่ แสนการเกิดมีชพี ในปี 2559-2561 คือ 39.23,29.96 และ 10.2 ตามลำดบั

โอกาสพฒั นาคือหญงิ ต้งั ครรภ์เข้าไม่ถึงบรกิ ารสขุ ภาพเป็นความทา้ ทายทต่ี อ้ งพัฒนาต่อไป

ข้อเสนอแนะ : ควรนำ 6 มาตรการ การลดมารดาตายเขตสขุ ภาพที่ 1 ไปใชอ้ ยา่ งต่อเนื่องทกุ สถานบรกิ าร

คำสำคัญ : การลดมารดาตาย สาเหตทุ ป่ี ้องกัน สาเหตุทางอ้อม

บทคดั ย่อการประชุมวิชาการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ที่ 13 ประจำปี 2563 73

การพัฒนาโปรแกรมความรอบรู้ด้านสขุ ภาพในหญงิ ต้ังครรภ์ เขตสขุ ภาพท่ี 10
(Development of program health literacy in pregnancy in Health Region 10)

สุนทรยี ์ พันธคุ์ ำ
ศนู ย์อนามัยท่ี 10 อบุ ลราชธานี

หลักการและเหตุผล การพัฒนาและเสริมสร้างให้หญิงตั้งครรภ์มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นการสร้างและ
พัฒนาขีดความสามารถระดับบุคคลในการธำรงรักษาสุขภาพอย่างยั่งยืน การแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพของตนเอง
ร่วมกับผูใ้ หบ้ ริการและสามารถคาดการณค์ วามเส่ยี งด้านสขุ ภาพท่ีอาจเกดิ ขนึ้ ได้ โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในชว่ งขณะตั้งครรภ์
ย่อมส่งผลต่อการดูแลสภาวะสุขภาพในภาพรวมของตนเอง ส่งผลต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ด้วย ดังนั้นพฤติกรรม
สุขภาพในหญิงตั้งครรภ์จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง โดยการส่งเสริมและพัฒนาปัจจัยที่
เกยี่ วข้อง ได้แก่ ปัจจยั ภายในตัวบุคคล (ปัจจัยนำเขา้ ) เชน่ ความรู้ การรบั รู้ ความเข้าใจ และปจั จัยแวดลอ้ ม (ปจั จยั เออื้
ปัจจัยเสริม) อย่างเหมาะสม ในการพัฒนาปัจจัยภายในจะต้องปลูกฝังให้หญิงตั้งครรภ์เกิด “Health Literacy” หรือ
“ความรอบรู้ด้านสุขภาพ” ดังนั้นข้อมูลสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ สภาพอารมณ์ตลอดจนพฤติกรรมการดูแลตนเอง
ขณะตั้งครรภ์ควรได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ ส่งผลต่อการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี
ตลอดจนการดูแลตนเอง ไปพบแพทยต์ ามนดั รวมไปถงึ การปฏิบัติตนตามคำแนะนำอยา่ งถกู ต้องและเพยี งพอ

วัตถปุ ระสงค์ เพอื่ ส่งเสริมให้มีการสอ่ื สารข้อมูลดา้ นสขุ ภาพใหห้ ญิงตงั้ ครรภ์รบั รู้ มีความรู้ สามารถเข้าถึงข้อมูล
ดา้ นสขุ ภาพเข้าใจง่าย นำไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิตวั ท่ีถกู ต้องในขณะต้ังครรภ์

วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง (cross-sectional study) โดยการเก็บข้อมูลจากหญิง
ตั้งครรภ์ท่ีมารับบริการในโรงพยาบาลพื้นที่วิจยั ระหว่างเดอื น เมษายน - พฤษภาคม 2562 จำนวน 40 ตัวอย่าง โดยมี
กิจกรรมการเข้าใช้โปรแกรมออนไลน์ผ่านระบบ Scan QR Code ลงทะเบียนผู้ใช้บริการตามช่วงอายุครรภ์
หญงิ ตง้ั ครรภ์สามารถเขา้ ระบบออนไลน์ anchpc.com ดสู ื่อออนไลน์ คลิปวดี โี อแนะนำตามชว่ งอายคุ รรภ์ และประเมนิ
ความรู้ก่อนและหลังจากดวู ดิ ีโอ จะมีการเลือกทำแบบทดสอบตามช่วงอายุครรภ์ เมื่อทำแบบทดสอบเสรจ็ คะแนนก็จะ
ปรากฏให้เห็นความรู้ก่อนและหลังได้รับความรู้ ทำให้ทราบได้ทันทีว่าหญิงตั้งครรภ์ต้องได้รับความรู้เพิ่มเติมเรื่อง
สขุ ภาพขณะตง้ั ครรภอ์ ย่างไรบา้ ง ใชเ้ วลาการเขา้ ถึงระบบออนไลน์และทำตามขัน้ ตอน 10 นาทีตอ่ ราย

ผลการศึกษา พบว่า การเข้าใช้โปรแกรมมีความสะดวก ร้อยละ 49.12 ใช้งานง่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ร้อยละ
50.88 เนอื้ หาของสือ่ และวดี โี อเขา้ ใจง่าย รอ้ ยละ 63.16 สื่อและวดี โี อนา่ สนใจ รอ้ ยละ 56.14 ระยะเวลาในการเรียนรู้ มี
ความเหมาะสม ร้อยละ 43.86 สามารถนำความรู้ไปปรับใช่ได้ ร้อยละ 59.65 โปรแกรมนี้มีประโยชน์และควรใช้ต่อไป
ร้อยละ 61.40 และจะนำความรู้จากโปรแกรมนี้ไปบอกต่อ ร้อยละ 54.39 จากการประเมินโปรแกรมการส่งเสริมความ
รอบรู้ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการส่งเสริมความรูใ้ นการดแู ลสขุ ภาพของหญิงตั้งครรภ์ มีความ
เป็นไปไดใ้ นการนำไปใชใ้ นหน่วยบริการฝากครรภ์ท่ีมีระบบสญั ญาณอินเทอร์เน็ตท่รี องรับ การเข้าใช้โปรแกรมไม่ย่งุ ยาก
ใช้งานง่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก สื่อและวีดีโอมีความน่าใจ ระยะเวลาการเรียนรู้ไม่นาน สามารถประชาสัมพันธ์ให้หญิง
ตง้ั ครรภ์เข้าถงึ ขอ้ มลู ไดใ้ นระหว่างรอพบแพทย์

ข้อเสนอแนะ การพัฒนาสื่อทางสขุ ภาพสำหรับให้ความรู้ด้านสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ขั้นพื้นฐานด้วยสือ่ ออนไลน์
สง่ ผลใหห้ ญิงตั้งครรภ์เขา้ ถึงข้อมลู ดา้ นสุขภาพและเข้าถงึ สุขภาพของตนเองตลอดจนเกิดการปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมการ
ดูแลตนเองขณะตั้งครรภ์ สอดคลอ้ งกบั การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสขุ ภาพของประชาชนในการเตรียมตัวขณะตัง้ ครรภ์
ซง่ึ จะสง่ ผลตอ่ พัฒนาการสขุ ภาพของทารกในครรภ์ด้วย ควรมีการขยายและนำโปรแกรมไปใชใ้ นพ้ืนทอี่ น่ื ๆ ดว้ ย
คำสำคัญ : โปรแกรมการสร้างความรอบรู้, หญิงต้งั ครรภ์, การสง่ เสริมความรอบรู้ดา้ นสขุ ภาพ

74 บทคัดย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสริมสุขภาพและอนามยั ส่งิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ที่ 13 ประจำปี 2563

การสง่ เสรมิ ความรอบร้ผู ู้ปกครองเด็กปฐมวัยในการเลน่ เปลี่ยนโลก
Health Literacy for Parent on Child Development Through Playing

ดวงประทปี ไตรสรุ ตั น์ , ชนัญญา รตั นยงค์
สถาบนั พัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

หลักการและเหตุผล สถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยทั่วประเทศปีงบประมาณ 2559 - 2560 พบว่า
มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าเพิ่มขึ้น คือปี 2559, 2560 และ 2561 เป็นร้อยละ13.78, 16.39 และ 21.18 ตามลำดับ และ
สถานการณ์พัฒนาการเด็ก ในกรุงเทพมหานครปีงบประมาณ 2562 พบพัฒนาการสงสัยล่าชา้ ร้อยละ10.11 และเป็น
พัฒนาการล่าช้ากล้ามเนื้อมัดใหญ่ (GM) และกล้ามเนื้อมัดเล็ก (FM) เนื่องจากผู้ปกครองใช้เวลาเล่นกับเด็กน้อย โดย
ใช้เวลาเล่นกับเด็กมากกว่า 30 นาทีต่อวันต่อครั้งมีเพียงร้อยละ 19.7 หากมีการสร้างความรอบรู้ให้ผู้ปกครองเห็น
ความสำคัญในการเล่นกับเด็ก และออกแบบการเล่นกับเด็กที่เหมาะสมกับบริบทของผู้ปกครอง ก็จะเป็นการส่งเสริม
พัฒนาการของเด็กไม่ให้เดก็ ขาดโอกาสพฒั นาได้

วตั ถุประสงค์ เพ่อื ศึกษาผลการสง่ เสริมความรอบรผู้ ู้ปกครองเดก็ ปฐมวัยในการส่งเสรมิ พัฒนาการผ่านการเล่น
วธิ กี ารศึกษา 1. เรยี นรกู้ ลุม่ เปา้ หมายและออกแบบกจิ กรรม

2. จัดทำส่ือส่งเสริมการเลน่ ตามช่วงอายวุ ัยของเด็ก
3. จัดกิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้ผู้ปกครองเรื่องการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ (ทำ pre test
กอ่ นทำกจิ กรรม) และแลกเปลย่ี นขอ้ มลู กนั ผา่ นทางกลุ่มไลน์
4. ประเมนิ ผลโดยให้ผ้ปู กครองสง่ คลิป VDO การเล่นกบั ลกู มาให้ผ่านไลน์ของผปู้ ระเมนิ
5. ประเมินผล post test หลงั จดั กจิ กรรมสง่ เสรมิ ความรอบรู้ 1 เดือน นำไปปรบั ปรงุ และขยายผล
การวิเคราะห์ผล การวจิ ยั ครั้งน้เี ปน็ การวจิ ัยแบบ action research ใชส้ ถิติ ความถ่ี รอ้ ยละ
ผลการศึกษา การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาจากกลุ่มผู้ปกครองเด็กที่มารับบริการที่ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย
สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง จำนวน 32 ราย ผู้ที่ดูแลหลักทีเ่ ล่นกับเดก็ ประจำคือพอ่ แม่เด็ก ร้อยละ87 เป็นปู่ ย่า
ตา ยาย ร้อยละ 10 และพี่เลี้ยงเด็กร้อยละ 3 อายุผู้แลหลักเฉลี่ย 29 - 35 ปีร้อยละ 72.5 อาชีพผู้ดูแลหลัก คือ รับ
ราชการ ร้อยละ 78.13 ลักษณะครอบครัวเป็นครอบครัวเดียวร้อยละ 93.75 ก่อนการศึกษา คนในครอบครัวเล่นกับ
เดก็ เฉพาะวนั หยุดราชการร้อยละ18 เหตผุ ลเพราะผ้ปู กครองต้องทำงานไม่มีเวลาร้อยละ 74 ไม่คดิ วา่ จำเปน็ ร้อยละ 63
และคดิ ว่าเป็นหน้าที่ครูพ่ีเลี้ยงเด็กร้อยละ 81.6 หากเปน็ การเลน่ ในวันหยุดก็เล่นกับลูกน้อยกวา่ 30 นาทรี ้อยละ 35.7
กจิ กรรมที่เด็กชอบเล่นเป็นประจำคือการเล่นโทรศัพทม์ ือถือ โดยเดก็ ทำทา่ จดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ ภายหลังการ
จัดกิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้พบว่า ผู้ปกครองได้ส่งคลิปวิดีโอการเล่นกับลูกมาให้ผู้ประเมิน สามารถออกแบบการ
เล่นได้เหมาะสมกับบริบทของครอบครัว อุปกรณ์การเล่นเหมาะสมกับช่วงอายุพัฒนาการเด็กและไม่เป็นพิษหรือ
อันตรายต่อเด็ก และให้เวลาเล่นกับลูกทุกวัน วันละ 30 นาทีร้อยละ 97 บุคคลในครอบครัวงดใช้ สื่ออิเล็กทรอนิกส์
ขณะอยู่กับเด็กร้อยละ 97 ท่าทางของเด็กยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุขขณะเล่น จากการประเมินพัฒนาการเด็กในศูนย์
พัฒนาเด็กปฐมวัยเดือนธันวาคม 2562 จำนวน 22 คน พบพัฒนาการสงสัยล่าช้าด้านภาษา 1 ราย พัฒนาการสงสัย
ลา่ ชา้ ด้านกล้ามเน้ือมัดใหญ่ (GM) 2 ราย ภายหลังส่งเสริมความรอบรู้ผู้ปกครอง 1 เดอื น และผูป้ กครองนำไปส่งเสริม
พฒั นาการผ่านการเลน่ กบั เด็ก พบว่า พฒั นาการกล้ามเนือ้ มดั ใหญ่ (GM) สมวยั ทุกคน
ขอ้ เสนอแนะ ควรนำรปู แบบนีไ้ ปขยายผลให้กบั ผูป้ กครองกลุม่ อืน่
คำสำคัญ(keyword) การส่งเสรมิ , ความรอบร,ู้ การเล่น, พฒั นาการ

บทคัดยอ่ การประชุมวิชาการสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสิง่ แวดลอ้ มแห่งชาติ คร้ังท่ี 13 ประจำปี 2563 75

นวัตกรรมการป้องกนั การตกเลือดหลังคลอด “Clock contraction”

นางนูรีซนั มัวมะ

นวัตกรรมการป้องกันการตกเลือดหลังคลอด “Clock contraction” จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้
มารดาหลังคลอดในระยะ 2 ชั่วโมงแรกตระหนักและเห็นความสำคัญของการคลึงมดลกู โดยมีกระบวนการคือ การใช้
นาฬิกาเตอื นใหม้ ารดาหลังคลอดคลงึ มดลูกทุกครั้งทม่ี ีเสียงเตือนจากนาฬิกา เพอ่ื กระตุ้นใหม้ ดลูกมีการหดรัดตัวอย่าง
มีประสิทธิภาพ ส่งผลในการลดปริมาณการสูญเสียเลือด และลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอดจากการ
หดรัดตัวของมดลูกที่ไม่มีประสิทธิภาพ จากการใช้นวัตกรรมการป้องกันการตกเลือดหลังคลอด “Clock
contraction” เพ่อื กระตุ้นให้มารดาหลังคลอด 2 ช่วั โมงแรกทำการคลงึ มดลกู ตามเสียงเตือนของนาฬกิ า โดยมขี ัน้ ตอน
การใช้นวัตกรรมดังนี้ 1) เมื่อรกคลอดสมบูรณ์ ให้การพยาบาลสวนปัสสาวะ และตรวจเช็คช่องคลอด 2) เตรียมเย็บ
แผล และใช้ถุงตวงเลือดรองก้นมารดาหลังคลอด 3) อธิบายให้มารดาหลังคลอดทราบถึงการใช้นวัตกรรม Clock
contraction 4) เมื่อ Clock contraction ดังขึ้นทุก 15 นาที พยาบาลสังเกตและกระตุ้นมารดาหลังคลอดให้คลึง
มดลูกอย่างเคร่งครัด 5) Record V/S, Blood Loss, Uterine contraction q 15 นาที ขณะเย็บแผล พร้อมแจ้ง
Inchart จดบนั ทึกลงในแบบบนั ทกึ การคลึงมดลกู ของมารดาหลงั คลอดในระยะ 2 ช่ัวโมงแรก 6) กรณี Blood Loss <
300 ml. กระตุ้นมารดาหลังคลอดคลึงมดลูกทุก 15 นาที ตาม Clock contraction จนครบ 2 ชั่วโมง แต่ในกรณีท่ี
Blood Loss ≥ 300 ml. และยังคงมีเลือดออกอย่างต่อเนื่อง ให้ปฏิบัติตามแนวทางป้องกันและรักษาภาวะตกเลือด
หลังคลอดทันที ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือน มกราคม – มีนาคม พ.ศ. 2562 จากมารดาที่คลอดปกติทางช่อง
คลอด และไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ หลังคลอด จำนวน 98 ราย พบว่ามารดาหลังคลอด 2 ชั่วโมงแรก มีปริมาณ
เลือดออกทางช่องคลอดน้อยกว่า 300 มิลลิลิตร จำนวน 87 ราย คิดเป็นร้อยละ 88.77 อีก 11 ราย มีปริมาณ
เลือดออกทางช่องคลอดมากกว่า 300 มิลลิลิตร คิดเป็นร้อยละ 11.22 (แผนกห้องคลอด ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา
กำหนดเกณฑ์ Early Warning Sign PPH ให้เฝ้าระวังตั้งแต่ 300 มิลลิลิตร) จากการสุ่มตรวจโดยหัวหน้าแผนก พบว่า
เจ้าหน้าที่ในแผนกสามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนการใช้นวัตกรรม 100% จากแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้
นวัตกรรมการป้องกันการตกเลือดหลังคลอด “Clock contraction” พบว่า 1) ความสะดวกในการใช้งานของมารดา
หลังคลอด 94.11% อยู่ในระดับดีมาก 2) อุปกรณ์ขนาดเหมาะสมสวยงาม 88.23% อยู่ในระดับดีมาก 3) สามารถ
ปฏิบัติใช้นวัตกรรมได้ง่าย 92.1% อยู่ในระดับดีมาก 4) เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นการนวดคลึงมดลูก
สำหรับมารดาหลงั คลอด 2 ชว่ั โมงแรก 88.23% อยใู่ นระดบั ดีมาก

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้มารดาหลังคลอดในระยะ 2 ชั่วโมงแรก สามารถคลึงมดลูกได้ถูกต้องตามแนวทางการ
ป้องกันและรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด 2. เพื่อพัฒนารูปแบบนวัตกรรมการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด 3.
เพอื่ ลดปริมาณการสูญเสยี เลอื ด และลดอตั ราการเกิดภาวะตกเลือดหลงั คลอดจากการหดรัดตวั ไมด่ ีของมดลกู

วิธีการดำเนินงาน/วิธีการศึกษา/ขอบเขตงาน จัดทำนวัตกรรมการป้องกันการตกเลือดหลังคลอด “Clock
contraction” โดยใช้ PDCA Deming Cycle โดยเริ่มจัดทำตง้ั แต่ เดอื น ตลุ าคม 2561 ถงึ มนี าคม 2562

ขน้ั ตอนการวางแผน (Plan) 1. ศกึ ษาค้นคว้าเอกสารและทบทวนสถติ ิท่ีเกยี่ วข้องกับภาวะตกเลือดหลังคลอด
ของผู้คลอด แผนกห้องคลอด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา 2. ประชุม วางแผน ชี้แจง
เจา้ หน้าท่ใี นแผนกใหท้ ราบถึงวัตถุประสงค์ของการทำนวัตกรรม และทำความเขา้ ใจ เกย่ี วกบั การใช้นวตั กรรม และขอ
ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมลู 3. จัดทำแบบบนั ทึกการคลึงมดลกู ของมารดาหลังคลอดในระยะ 2 ชั่วโมงแรก
แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ให้บริการต่อการใช้นวัตกรรมการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด “Clock
contraction” แบบประเมินความพึงพอใจของมารดาหลังคลอดต่อการใช้นวัตกรรมการป้องกันภาวะตกเลือดหลัง
คลอด “Clock contraction” 4. จัดทำนวตั กรรมการปอ้ งกันภาวะตกเลือดหลงั คลอด “Clock contraction”

ขั้นตอนการลงมือทำ (Do) 1. อธิบายมารดาหลังคลอด โดยให้ทราบวัตถุประสงค์และประโยชน์ของการใช้
นวัตกรรมการป้องกนั ภาวะตกเลือดหลังคลอด “Clock contraction” 2. หลงั จากรกคลอดแล้ว พยาบาลห้องคลอดใน
เวรคลงึ มดลูกไล่ก้อนเลือดออกให้หมด ตรวจสอบ ช่องทางคลอดให้เรียบร้อย และสอดถุงตวงเลือดไว้ใตก้ ้นมารดาหลัง
คลอด เพอ่ื ประเมินปรมิ าณเลือดที่ออกจากช่องคลอด 3. พยาบาลให้คำแนะนำวิธีการคลึงมดลูกตามเสยี งเตือนนาฬิกา
โดยวางมือข้างที่ถนัด บริเวณยอดมดลูกและคลึงเบาๆด้วยปลายนิ้วจนกว่ามดลูกจะหดรัดตัวดี 4. เก็บนาฬิกาไว้กับ
มารดาหลังคลอดจนกวา่ พยาบาลห้องคลอดจะเยบ็ แผลเสร็จ โดยนำนาฬกิ ามาวางที่หัวเตียงมารดาและคลึงมดลูกตาม
เสียงเตือนของนาฬิกาทุก 15 นาที จนครบ 2 ชั่วโมงหลังคลอด 5. พยาบาลห้องคลอดในเวรประเมินการสูญเสยี เลือด

76 บทคดั ย่อการประชมุ วชิ าการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2563

ในระยะ 2 ชว่ั โมงแรกหลังคลอด โดยดูจากสเกลถุงตวงเลือด แลว้ ลงบันทกึ 6. แจกแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการ
ใช้นวัตกรรมการปอ้ งกันภาวะตกเลอื ดหลังคลอด “Clock contraction”

ขั้นตอนการปรับปรุงและพัฒนา (Check&Act ) 1. ติดตามประเมินผลการใช้นวัตกรรมและการปฏิบัติตาม
ขั้นตอนการใช้นวัตกรรมการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด “Clock contraction” ของเจ้าหน้าที่ในแผนกห้อง
คลอด โดยติดตามใหใ้ ช้ทุกราย กรณที ค่ี ลอดปกตทิ างชอ่ งคลอดและไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆจากการคลอด พรอ้ มตอบ
แบบประเมินความพึงพอใจของมารดาหลังคลอดต่อการใช้นวัตกรรมการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด “Clock
contraction” 2. ประชุมเจ้าหน้าที่ในแผนก เพื่อดำเนินการในทิศทางเดียวกัน โดยหัวหน้าแผนกสุ่มตรวจจากการ
ปฏิบัติงานเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดโดยใช้นวัตกรรม Clock contraction ของเจ้าหน้าที่ในแต่ละเวร 3.
ประชมุ เจ้าหน้าท่ีในแผนกคร้ังที่ 2 เพอื่ ค้นหาปญั หาท่ีเกิดขึน้ จากการใช้นวตั กรรมการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด
“Clock contraction” 4. นำปัญหาที่พบจากการใช้นวัตกรรมการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด “Clock
contraction” ปรับแก้เพื่อใหม้ ีความเหมาะสม และสะดวกในการใชม้ ากย่งิ ข้นึ

ผลการดำเนินงาน/ ผลการศึกษา จากการใช้นวัตกรรมการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด “Clock
contraction” โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือน มกราคม - มีนาคม พ.ศ. 2562 จากมารดาที่คลอดปกติทางช่องคลอด และ
ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆหลังคลอด จำนวน 98 ราย พบว่ามารดาได้มีการคลึงมดลูกตามมาตรฐาน ทำให้มารดาหลัง
คลอด 2 ช่ัวโมงแรก มีปริมาณเลอื ดออกทางช่องคลอดน้อยกว่า 300 มิลลิลติ ร จำนวน 87 ราย คิดเป็น 88.77 % อีก
11 ราย มีปริมาณเลอื ดออกทางช่องคลอด มากกว่า 300 มิลลิลติ ร คิดเป็น 11.22 % และเจ้าหน้าท่ีในแผนกสามารถ
ปฏิบัติได้ตามขั้นตอนการใช้นวัตกรรม 100 % ความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมการป้องกันการตกเลือดหลังคลอด
“Clock contraction” ประกอบด้วย 1. ความสะดวกในการใช้งานของมารดาหลังคลอด 94.11% อยู่ในระดับดีมาก
2. อุปกรณ์ขนาดเหมาะสมสวยงาม 88.23% อยู่ในระดับดีมาก 3. สามารถปฏิบัติใช้นวัตกรรมได้ง่าย 92.1% อยู่ใน
ระดับดีมาก 4. เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นการนวดคลึงมดลูกสำหรับมารดาหลังคลอด 2 ชั่วโมงแรก
88.23% อยูใ่ นระดบั ดมี าก

การนำไปใช้ประโยชน์ 1. มารดาหลังคลอดที่ได้รับการเตือนจากนาฬิกา สามารถคลึงมดลูกได้ตามแนว
ทางการป้องกันและรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด 2. มารดาหลงั คลอดท่ีได้รับการเตือนจากนาฬิกา สามารถลดอัตรา
การตกเลือดหลังคลอดจากภาวะการหดรัดตวั ไมด่ ีของมดลกู

ความยุ่งยากในการดำเนินงาน/ปัญหาและอุปสรรค 1. มารดาหลังคลอดท่ีคลอดเวรดึก ไม่สามารถคลึงมดลูก
ได้ตามเสียงเตือนทุกครั้ง ซึ่งให้เหตุผลว่า เหนื่อยล้าจากการคลอด เลยเผลอหลับไป บางรายกำลังให้นมบุตรอยู่ใน
ขณะที่เสียงนาฬิกาเตือน เมื่อลูกดูดนมเสร็จลืมว่าต้องคลึงมดลูก 2. กรณีที่มีคลอด 2 รายพร้อมกันหรือคลอดใน
ระยะเวลาทใ่ี กลเ้ คียงกัน ทำให้มารดาหลังคลอดสบั สนใน เสียงเตือนของนาฬิกา

ข้อเสนอแนะ/วิจารณ์ รูปแบบของนวัตกรรมควรเพิ่มเสียงที่แตกต่างในแต่ละราย เนื่องจากกรณีที่มีคลอด 2
รายพรอ้ มกนั หรือคลอดในระยะเวลาท่ีใกล้เคียงกนั ทำให้มารดาหลงั คลอดสับสนใน เสียงเตือนของนาฬิกา

บทคัดย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามัยส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ ครัง้ ท่ี 13 ประจำปี 2563 77

การพัฒนาตำรับอาหาร สำหรับเด็กปฐมวัยกรณศี กึ ษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลวังสมบูรณ์ 1
อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแกว้

Recipe development for Pre-school children, a case study of Wang Somboon 1’s
Child Care Center

ปวณี ภสั สร์ คลำ้ ศริ ิ
สำนกั งานสาธารณสุขจงั หวดั สระแกว้

หลักการและเหตุผล อาหารที่มีคุณภาพเป็นสิ่งจำเป็นในเด็กปฐมวัย เนื่องจากในวัยนี้มีการเจริญเติบโตอย่าง
รวดเร็ว เป็นช่วงที่สมองกำลังพัฒนา ซึ่งมีผลในด้านสติปัญญา พัฒนาการ การเรียนรู ถ้าเด็กวัยนี้ไดรับอาหารที่ไมมี
คณุ ภาพ สง่ ผลใหก้ ารเจรญิ เติบโตช้า สติปัญญาตำ่ การเรียนรูชา นอกจากเดก็ จะไดรับประทานอาหารจากท่บี า้ นแลว้ ยัง
ไดรับประทานอาหารที่ศนู ยพ์ ฒั นาเด็กเลก็ อีกมื้อหนึ่ง ซึ่งถือว่าเปน็ อีกมื้อมื้อที่สำคัญ ดังน้ันการจัดอาหารกลางวันและ
อาหารว่างใหเ้ ด็กปฐมวัยน้ัน ตองคำนึงถึงปรมิ าณและสารอาหารให้เดก็ ไดรับอย่างเพียงพอ การสำรวจการจัดการอาหาร
และโภชนาการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ปพ.ศ.2557 จำนวน
500 แหง พบว่าส่วนใหญ่มีการจัดอาหารที่มีวิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และโปรตีนไดมากกว่าค่ามาตรฐานที่
กำหนด และไขมันสามารถจัดไดพอดกี ับ ค่ามาตรฐาน แต่พลังงาน คาร์โบไฮเดรต แคลเซยี ม เหล็ก วิตามินเอ ใยอาหาร
และคลอเลสเตอรอล ยังจัดได้น้อยกว่าค่ามาตรฐานกำหนด และเมือ่ สำรวจภาวะโภชนาการของเด็ก พบเดก็ ผอม รอ้ ยละ
18 เด็กอ้วน ร้อยละ 12.7 น้ำหนักน้อย ร้อยละ 18.2 น้ำหนักเกิน ร้อยละ 11.6 ส่วนสูงน้อย ร้อยละ 18.3 ซึ่งแสดงให้
เห็นถึงภาวะขาดสารอาหารมาเป็นระยะเวลานาน ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการอาหารในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คือ
การขาดความชว่ ยเหลอื และร่วมมือจากเจ้าหนา้ ทผ่ี ้เู ชีย่ วชาญดา้ นอาหารและโภชนาการ ขาดอุปกรณ์ หรอื เครือ่ งอำนวย
ความสะดวกต่อการจัดเตรยี มอาหารหรือเก็บรกั ษาอาหาร และการขาดแหลง่ ความรูดา้ นอาหารและโภชนาการ

วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาสำรับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เพียงพอต่อความต้องการของเด็กใน 1 สัปดาห์
และศกึ ษาการยอมรบั ตำรบั อาหารของเด็กปฐมวยั ในศูนย์เดก็ เลก็ เทศบาลวังสมบรู ณ์ 1 อำเภอวงั สมบรู ณ์ จังหวัดสระแก้ว

วิธีการศึกษา การศึกษาครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ระยะเวลาเดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2562
โดยดำเนินงาน 1) จัดทำรายการอาหารมื้อกลางวันและมื้อว่าง หมุนเวียน 1 เดือน 2) ประเมินคุณค่าทางโภชนาการของ
สำรับอาหารโดยใช้โปรแกรม ThaiSchoolLunch และปรับรายการอาหารหมุนเวียน 1 เดือน ให้ผ่านเกณฑ์ประเมิน
คณุ ภาพสารอาหารตามเกณฑ์ระบบคะแนนคุณคา่ สารอาหาร 3) แม่ครัวปรุงอาหารและจดั สำรบั อาหาร จำนวน 20 สำรับ
4) ประเมินผลการยอมรับตำรับอาหาร โดยเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลวังสมบูรณ์ 1 ด้วยวิธีทดสอบการ
ยอมรับ โดยใช้สเกลวัด 2 ระดับ คือ ยอมรับและไมยอมรับ แล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการประมวลค่าสถิติ ไดแก
ร้อยละ และค่าเฉลีย่

ผลการศึกษา ไดสำรับอาหาร จำนวน 20 สำรับ มีปริมาณพลงั งานโดยเฉล่ียมือ้ ละ 419.30 กิโลแคลอรี่ โดยสาร
อาหารเพียงพอกับความต้องการของเด็กปฐมวัยใน 1 มื้อ กล่าวคือ มีแรธาตุและวิตามินท่ีสำคญั ไดแก่วิตามินเอ เฉลยี่
168.23 RE. แคลเซยี ม เหล็ก วิตามนิ บี 1 วิตามินบี 2 วติ ามนิ ซี เฉลีย่ 233.59, 2.02, 0.38, 0.58, และ 55.52 มิลลิกรัม
ตามลำดบั และใยอาหารเฉลี่ย 3.21 กรัม สัดส่วนพลงั งานมกี ารกระจาย สัดส่วน คาร์โบไฮเดรต : โปรตีน : ไขมัน เฉลยี่
ร้อยละ 52.28 : 15.81 : 31.91 ตามลำดับ ตำรับอาหารไดรับการยอมรับจากเด็ก มากที่สุด ได้แก่ ข้าวเหนียวขาวนึ่ง
ส้มตำไทย หมูทอด (1.00 คะแนน) รองลงมา หมูทอดกระเทียม และก๋วยเตี๋ยวน้ำเส้นบะหมี่ไก่ ลูกชิ้นไก่ ผักกวางตุ้ง
ถ่วั งอก (0.97 คะแนน) แกงจืดเต้าหู้ไข่ หมสู บั ใส่เลอื ด ตำลึง (0.91 คะแนน) ตามลำดบั ตำรับอาหารทเี่ ด็กยอมรับ นอ้ ย
ท่ีสดุ คือ ผดั ผักรวมมิตรหมู ใส่ตับ และ ผดั ผักรวมมติ รไก่ ใสต่ ับ (0.57 และ 0.51 คะแนน)

ขอ้ เสนอแนะ ครู แมค่ รัว ควรมีความรู ความเขา้ ใจ หลกั การจัดอาหารกลางวนั การตกั อาหาร และใชโ้ ปรแกรมสำเรจ็ รปู
คำสำคัญ(keyword) ตำรับอาหารของเด็กปฐมวัยในศูนยพ์ ัฒนาเด็กเล็ก

78 บทคัดย่อการประชุมวิชาการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ท่ี 13 ประจำปี 2563

พฒั นาระบบการป้องกันภาวะซึมเศร้าในมารดาเพ่อื ลูกรักพัฒนาการสมวัยพร้อมเรียนรู้ พ้นื ที่นำร่อง
อ.เดชอดุ ม จ.อุบลราชธานี

พัชราภรณ์ โตสงค์

หลกั การและเหตุผล รฐั บาลให้ความสำคญั ต่อการพฒั นา “คน” ทกุ ช่วงวัย โดยเฉพาะเดก็ ปฐมวยั (อายุ 0-5 ปี)
ซึ่งเป็นวัยรากฐานของชีวิตที่จะส่งผลต่อพัฒนา “คน” ในช่วงวัยต่อๆไป จากการสำรวจสถานการณ์พัฒนาการเด็ก
ปฐมวัยครั้งที่ 6 ปีพ.ศ.2560 ด้วยเครื่องมือ Denver II พบเด็กมีพัฒนาการสมวัย ร้อยละ 67.5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อ
พัฒนาการเด็ก จากภาวะทุพโภชนาการของมารดาช่วงตั้งครรภ์ ภาวะทุพโภชนาการของเด็ก พฤติกรรมการเลี้ยงดูเดก็
ของครอบครวั การศึกษา อาชีพ รายไดข้ องครอบครัว และสภาพแวดลอ้ มดา้ นสังคม (จนิ ตนา พัฒนพงศ์ธรและวนั วสิ าห์
แก้วขันแข็ง, 2561) นอกจากนี้จากข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กพบว่ามีแม่ที่รับเงิน
อุดหนุนฯวา่ งงาน รอ้ ยละ 67.08 แม่เลี้ยงเดยี่ ว ร้อยละ 29.31 แม่วยั ใส รอ้ ยละ 21.67 ซึง่ ปญั หาดังกลา่ วลว้ นแล้วส่งผล
ตอ่ การพฒั นาการเด็ก

การศึกษาวิจัยด้านพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็ก พบว่าการกระตุ้นและการรับสัมผัสความรู้สึกจากแม่ก่อเกิด
พัฒนาการทางด้านต่างๆของบุตร (Beck & Driscoll, 2006) ทั้งนี้ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในแม่จะเป็นปัจจัยขัดขวางตอ่
การเลี้ยงดู เด็กขาดการกระตุ้นและการสัมผัสที่อบอุ่น ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในแม่มีอิทธิพลในระดับปานกลางถึง
ระดับสูง ต่อการสร้างสมั พันธภาพระหว่างแม่และทารกในช่วง 1 ปีแรกหลังคลอด (Beck, 1995) จากการศึกษายังพบวา่
แมท่ ม่ี ีภาวะซมึ เศร้าทีร่ ะยะ 4,6 สปั ดาห์ และ 4 เดือนหลงั คลอด มีความสัมพนั ธ์กับคะแนนสมั พันธภาพระหวา่ งแม่ ทารก
ในระดับต่ำ ในระยะ 14 เดือนหลังคลอด (Moeh, Brunner, Wiebel, Reck, & Resh, 2006) อีกทั้งแม่จะแสดงพฤติกรรม
ดา้ นบวกกบั บตุ รนอ้ ยลงและแสดงพฤตกิ รรมทางด้านลบตอ่ บุตรมากกวา่ เช่น การแสดงอารมณ์ ปฏิกริ ิยาการพูดและการ
เล่นกับบุตร (Foster, Garber, & Durlak, 2008 ; Reck et al, 2004 ; Righetti – Veltema, Bousquet, & Manzano,
2003) สง่ ผลให้การตอบสนองระหวา่ งแมแ่ ละบุตรไมม่ ีความสอดคล้องกัน อนั เป็นสาเหตุตอ่ พัฒนาการดา้ นการเรยี นรู้ของ
ลูกเป็นไปอย่างล่าช้าหรือมีความผิดปกติ (Dave, Sherr, Senior, & Nazareth, 2008 ; DiPietro, Novak, Costigan,
Atella, & Reusing , 2006 ; Hay et al, 2001) และการมีความสัมพันธ์ทางด้านบวกต่อความคิดของแม่ที่จะทำร้ายบุตร
(Child harming thoughts) ทั้งทางด้านความถี่และความรุนแรง (Humenik & Fingerhut, 2007) จากการทบทวนความ
ชุกของการเกิดภาวะซึมเศร้าแม่หลังคลอด พบร้อยละ 19-29 (Bugdayci, Sasmaz, Tezcan, Kurt, & Oner, 2004 ;
Leung, Arthur, & Martinson, 2005 ; Ozbaoaran, Coban, & Kucuk,201) และการศึกษาในแม่วัยรุ่นพบว่า มีความชกุ
ของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดมากกว่าแม่วัยผู้ใหญ่ (Eshbaugh, 2008 ; Lanzi, Bert, & Jacobs, 2009 ; Nakku, Nakasi &
Mirembe, 2006) การศึกษาในต่างประเทศ พบความชุกการเกิดภาวะซึมเศร้าหลงคลอดแม่วัยรุ่นสูง ร้อยละ 53 – 56
(Hudson, Elek, & Campbell – Grossman, 2000 ; Logsdon, Birkimer, Simpson & Looney, 2005) และการสำรวจ
ภาวะซึมเศร้าของแมห่ ลงั คลอดประเทศไทยพบร้อยละ 9.50 (ปิตานพุ งศ์จ.วชั ราภรณ์ก.ม2547) ซึ่งแม่ท่ีมีภาวะซึมเศร้าจะ
ส่งผลกระทบต่อการมีปฏิสมั พนั ธแ์ ละการเลยี้ งดูเดก็ อันเปน็ ผลตอ่ ปญั หาพัฒนาการไม่สมวยั ของเด็กปฐมวัย

จากขอ้ มลู ขา้ งตน้ จะเหน็ วา่ การมงุ่ พัฒนาเด็กในสงั คมไทย จำเป็นตอ้ งให้ความสำคญั ต่อภาวะซมึ เศรา้ หลงั คลอด
(Postpartum Depression) ซึ่งเปน็ ปัจจัยเสี่ยงทีส่ ำคัญข้อหน่ึงต่อปัญหาการเจริญเติบโต และพัฒนาการที่ลา่ ชา้ ในเด็ก
อีกทั้งยังสง่ ผลกระทบดา้ นลบต่อเด็กและสังคมได้อีกหลายรูปแบบ อย่างไรก็ตามแม้จะมีข้อแนะนำจากองคก์ ารอนามยั
โลกชัดเจน แต่การดำเนินงานในประเทศไทยยังขาดระบบในการคัดกรอง ช่วยเหลือและติดตามเด็กกลุ่มนี้ ในขณะที่
กลุ่มของแม่ที่มีฐานะยากจน ต้องเผชิญกับปัญหาสังคมในด้านต่างๆ และยากต่อการเข้าถึงบริการทางด้านสุขภาพ ซึ่ง
รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณกว่า 600 ล้านบาท ดำเนินงานโครงการเงินอุดหนนุ เพื่อการเลี้ยงดู
เด็กแรกเกิดโดยคาดหวังว่าเด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จะได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพและมี
พัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย กระทรวงสาธารณสุขเห็นความสำคัญของการดูแลมารดาในช่วงของการตั้งครรภ์ คลอด
และหลังคลอด ตลอดจนการเลี้ยงดูลูกและมีจุดเน้นที่มารดาในโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เพราะ
เป็นกลุ่มเปราะบางทร่ี ฐั ควรให้การดแู ลชว่ ยเหลือ เพอื่ ใหเ้ ด็กที่เกิดมามกี ารเจรญิ เติบโตและพัฒนาการสมวยั อย่ใู นสังคม
ไดอ้ ยา่ งมีความสุขเป็นทรัพยากรมนษุ ย์ท่ีมีคุณภาพตอ่ ไป

วัตถุประสงค์ พัฒนาระบบการป้องกันภาวะซึมเศร้าในมารดา ตั้งแต่ระยะตัง้ ครรภ์ คลอด หลังคลอด และการ
เลยี้ งดเู ด็กทารกในขวบปีแรก

บทคัดย่อการประชมุ วิชาการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครง้ั ที่ 13 ประจำปี 2563 79

วธิ กี ารศึกษา 1) ขอบเขตเชิงประชากร ดำเนนิ งานกลมุ่ มารดาท่ขี น้ึ ทะเบยี นรับเงนิ โครงการเงินอดุ หนุนเพ่ือการ
เลี้ยงดูเด็กแรกเกิดทุกคน และกลุ่มมารดาช่วงตั้งครรภ์ คลอด หลังคลอดทุกคนในพื้นที่เป้าหมายและสมัครใจเข้าร่วม
โครงการฯ เทา่ นน้ั กล่มุ ตัวอย่างสามารถยกเลิกการเข้ารว่ มโครงการฯไดต้ ลอดเวลา 2) ขอบเขตเชงิ พื้นท่ี คดั เลือดอำเภอ
เข้าร่วมโครงการฯ ในพื้นที่ที่มารดารับเงินในโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดสูง และบุคลากรทั้งจาก
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมัน่ คงของมนษุ ย์กระทรวงสาธารณสุข สมคั รใจเข้าร่วมโครงการฯ

ผลการศกึ ษา ผลการคดั กรองภาวะซมึ เศร้าในหญิงตงั้ ครรภแ์ ละหลงั คลอด เฉพาะรายใหม่ พนื้ ทีน่ ำรอ่ ง อ.เดชอุดม
จ.อุบลราชธานี จำนวนที่คัดกรอง 189 คน พบภาวะซึมเศร้าในหญงิ ตัง้ ครรภ์ จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.53 จากการ
เก็บข้อมูล พบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะซึมเศร้าได้ 10 คะแนน (ทำซ้ำได้ 10 คะแนน) จำนวน 1 คน หญิงตั้งครรภ์ที่ได้
คะแนน 8-9 คะแนน มีจำนวน 3 คน และได้คะแนนน้อยกว่า 8 ลงมามีจำนวน 185 คน สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ
ซึมเศร้า ทไี่ ดค้ ะแนน 10 คะแนน ไดส้ ง่ พบแพทย์ นักจติ วทิ ยา และลงเยีย่ มบ้านโดยทมี ครู ข แลว้ ผลการตดิ ตามเย่ียมหลงั
คลอด มารดาหลังคลอดที่ผ่านการคัดกรองมีจำนวน 108 คน พบมีมารดาหลังคลอดมีภาวะซึมเศร้าจำนวน 1 คน ที่ได้
คะแนน 22 คะแนน คิดเปน็ ร้อยละ 092 สว่ นมารดาหลังคลอดท่ไี ด้คะแนน 10 คะแนน จำนวน 3 คน มารดาหลงั คลอดท่ี
ได้คะแนน 8-9 คะแนน มีจำนวน 12 คน และได้คะแนนน้อยกว่า 8 คะแนนมีจำนวน 93 คน มารดาหลังคลอดท่ีมีภาวะ
ซึมเศร้าจำนวน 1 คน เป็นมารดาหลังคลอด 2 สัปดาห์ (2Q + ve), 9Q (10 คะแนน), 8Q (15 คะแนน) แบบสัมภาษณ์
ซึมเศร้าหลังคลอด 22 คะแนน ได้มีการเยี่ยมบ้าน โดยมีการวางแผนติดตามเยี่ยมบ้านของ รพ.สต. ร่วมกับ อสม./อพม.
และสง่ พบแพทย์ นักจติ วิทยา พยาบาลจติ เวชชมุ และทมี ครู ข ผลการเยยี่ มบ้านมารดาหลงั คลอดรสู้ กึ ผอ่ นคลาย และรสู้ ึก
ไมอ่ ยโู่ ดดเด่ยี วตามลำพงั มกี ารประสาน พมจ.ในขน้ึ ทะเบยี นรับเงินโครงการเงนิ อดุ หนนุ เพ่อื การเล้ยี งดูเด็กแรกเกิด

ข้อเสนอแนะ ดำเนนิ การขยายพ้นื ทีใ่ นการดำเนินโครงการฯ เพ่ือพัฒนาระบบการปอ้ งกนั ภาวะซึมเศรา้ ในมารดา
ต้งั แต่ระยะต้งั ครรภ์ คลอด หลังคลอด และการเลี้ยงดเู ด็กทารกในขวบปแี รก

คำสำคญั (keyword) ภาวะซมึ เศรา้ ในหญงิ ต้งั ครรภ์ , มารดาหลงั คลอดมีภาวะซึมเศร้า , พฒั นาการสมวยั

80 บทคดั ย่อการประชมุ วชิ าการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยส่งิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ท่ี 13 ประจำปี 2563

ความรอบรใู้ นการเลย้ี งดูเด็กปฐมวัยของผูเ้ ลี้ยงดูเด็ก เขตสุขภาพท่ี 9
Health literacy in early childhood of care providers in reginal health area 9

นติ ย์ติญา ดวงใจ
ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสมี า

ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) คือ ระดับสมรรถนะของบุคคล ในการเข้าถึง เข้าใจ ประเมิน และ
ปรับใช้ข้อมูลความรู้ และบริการสุขภาพได้อย่างเหมาะสม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ในการ
เลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงดูเด็กในเขตสุขภาพที่ 9 ในประเด็นความสามารถในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงดู
เด็กปฐมวัย ด้านความเข้าใจในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ด้านการตรวจสอบและตัดสินใจเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
ด้านการจัดการตนเอง และด้านการสื่อสารระหว่างบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ บิดา มารดา
หรือผเู้ ลี้ยงดูเด็ก ในเขตสุขภาพที่ 9 จำนวน 280 คน โดยใชว้ ิธสี ุ่มตวั อย่างเปน็ ขนั้ ลำดบั แบบ Three - Stages Custer
Sampling เครื่องมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ัย คอื แบบสอบถามเก่ียวกับความรอบรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผเู้ ลี้ยงดูเด็กของ
กรมอนามัย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน – สิงหาคม 2562 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่า
รอ้ ยละ คา่ เฉลยี่ และค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐาน

ผลการวิจัย พบว่า ความรอบรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงดูเด็ก พบว่าในภาพรวมความรอบรู้ด้าน
ความสามารถในการค้นหาได้ทุกครั้งและด้านความเข้าใจอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 72.4 และร้อยละ 71.7 ตามลำดับ )
เมื่อพิจารณารายข้อพบว่าการฝึกสุขนิสัยในการกิน การนอน การขับถ่ายและทำความสะอาดช่องปาก เมื่อเด็กอายุ
3 ปี พบน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 51.9 ด้านการการจัดการตนเองและด้านการสื่อสารระหว่างบุคคลในภาพรวมอยู่ใน
ระดับดมี าก สว่ นด้านการตรวจสอบและตัดสินใจในภาพรวมอยู่ในระดบั ดี

ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัย 1) ควรมีการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการสง่ เสริมพัฒนาการเด็กในชุมชน 2) ศูนย์
พัฒนาเด็กเล็กควรมีกิจกรรมที่กระตุ้น ร่วมกันวางแผน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในรูปแบบต่างๆ
ให้หลากหลายยิ่งขึ้น 3) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองต่อการ
พัฒนาโครงการหรือกิจกรรมมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อเป็นแนวทางให้เกิดการพัฒนาการส่งเสริมพฤติกรรมการมีส่วน
ร่วมของผปู้ กครองในชมุ ชนใหม้ ากขึ้น

คำสำคญั ความรอบรูด้ ้านสุขภาพ เดก็ ปฐมวยั ผูเ้ ลยี้ งดเู ดก็

บทคัดย่อการประชมุ วชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 13 ประจำปี 2563 81

มหัศจรรย์ 1,000 วัน PLUS ต่อการลดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย เขตสุขภาพท่ี 9
THE MIRACLES 1,000 DAYS PLUS PROJECT ON THE REDUCTION OF LOW BIRTH

WEIGHT IN REGIONAL HEALTH AREA 9

ประดับ ศรีหมน่ื ไวย1, ชัชฎา ประจดุ ทะเก, อัญชลี ภูมจิ นั ทึก, ดวงพร วรแสน
ดวงใจ ไทยประทุม, ธนสิ า อนุญาหงษ,์ นติ ยต์ ญิ า ดวงใจ
ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสมี า

หลักการและเหตุผล ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย (Low birth weight) เป็นปัญหาสำคัญของงานอนามัยแม่
และเดก็ ในประเทศไทย โดยทารกแรกเกิดนำ้ หนักน้อยเปน็ ประชากรกลมุ่ เสี่ยงต่อการตายปริกำเนดิ และระยะขวบปี
แรกของชีวติ ในสัดสว่ นท่ีสูง นอกจากนีย้ งั เป็นกลุ่มท่มี ีความเส่ยี งต่อการเจ็บป่วย และพัฒนาการลา่ ช้าท่ีสูงกว่าทารก
แรกคลอดน้ำหนักปกติ สถานการณ์ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาของเขตสุขภาพที่ 9 พบว่ายงั
เป็นปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า ปี 2560-2562 พบอัตราทารกแรกคลอดน้ำหนักน้อย คิดเป็นร้อยละ 9.4 8.8
และ 8.3 ตามลำดับ ซึ่งมีแนวโน้มลดลง แต่ยังสูงกว่าเกณฑท์ ี่กำหนด ดังนั้น จึงได้มีการทบทวนถึงสาเหตุสำคัญของ
ปัญหา ซงึ่ สว่ นใหญ่เกดิ จากการคลอดก่อนกำหนด และโภชนาการมารดาก่อนและหลังการต้ังครรภ์ เขตสขุ ภาพที่ 9
จงึ ไดม้ ีการพัฒนากระบวนการดแู ลมารดาและทารกในครรภ์ เพือ่ ลดการเกิดปญั หาทารกน้ำหนักตวั น้อย ภายใต้การ
ดำเนินโครงการมหศั จรรย์ 1,000 วัน PLUS เขตสุขภาพที่ 9

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย และการดำเนินการโครงการมหัศจรรย์
1,000 วัน PLUS เขตสุขภาพที่ 9

วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Description research) โดยใช้รูปแบบการดำเนินโครงการ 7
ระยะ ประกอบดว้ ย ระยะก่อนตั้งครรภ์ ระยะตงั้ ครรภ์ ระยะคลอด ระยะ 0-6 เดือน ระยะ 6-12 เดอื น ระยะ 1-2 ปี
และ 3-6 ปี เพือ่ มุ่งสู่ 2,500 วัน โดยมพี ้ืนทด่ี ำเนินการ จำนวน 14 อำเภอ มีการพัฒนารูปแบบอยา่ งต่อเนือ่ ง ตั้งแตป่ ี
2560 โดยได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการ บทบาทในภาคส่วนของสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในแต่
ละระยะ เพือ่ ใหไ้ ดร้ ูปแบบการแกไ้ ขปญั หางานอนามัยแม่และเด็กของพื้นที่

ผลการศกึ ษา จากการตดิ ตามผลการศึกษา พบว่า ผลการดำเนนิ งานปี 2562 เพม่ิ ข้นึ จากปี 2561 เร่ืองหญิง
วยั เจรญิ พนั ธุไ์ ดร้ บั Folic และ Ferrous กอ่ นตงั้ ครรภ์ จากร้อยละ 94.57 เปน็ 94.78 การฝากครรภค์ รงั้ แรกก่อน 12
สัปดาห์ จากรอ้ ยละ 72 เปน็ 76.33 หญิงตั้งครรภ์ไดร้ ับยาเมด็ เสรมิ ไอโอดีน จากรอ้ ยละ 95.66 เปน็ 98.71 และหญงิ
ต้ังครรภไ์ ด้รับนม 90 วัน 90 กล่อง จากรอ้ ยละ 79.03 เป็น 85.1 และพบว่าทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยจากมารดาที่
ได้รับนม 90 วัน 90 กล่อง พบว่าลดลงจากร้อยละ 7.71 เป็น 6.58 และลดลงเมื่อเทียบกบั ระดับเขตทีพ่ บถึงร้อยละ
8.3 รวมถงึ การใช้ Progesterone เพ่อื ปอ้ งกนั การคลอดก่อนกำหนด ซึง่ เปน็ สาเหตุสำคัญของทารกแรกเกิดน้ำหนัก
น้อย ที่เป็นนโยบายและกิจกรรมสำคัญในระยะตั้งครรภ์ร่วมด้วย ซึ่งพบว่า โรงพยาบาลที่เป็น NODE สูติกรรม
จำนวน 25 แห่ง มีการใช้ Progesterone ชนิดฉีดครบทุกแห่ง และมีการใช้ Progesterone ชนิดเหน็บ ร้อยละ 52
รวมยังทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะท้องถิ่นและชุมชน ในการใช้งบประมาณกองทุนตำบล
แก้ไขปัญหาโภชนาการในหญงิ ตั้งครรภ์ การสร้างความรอบรู้เร่ืองวิตามนิ เสรมิ ธาตุเหล็กชุมชน โรงเรียน และโรงงาน
การจดั ทำ care plan ในกลมุ่ เสี่ยงสงู

แผนการดำเนนิ งานต่อไป ปี 2563 มกี ารขยายพน้ื ท่กี ารดำเนนิ งานครบ 88 อำเภอ โดยดำเนินการอยา่ งนอ้ ย
1 ตำบลใน 1 อำเภอ และมีการกำหนด Road map ในการดำเนินงาน เน้นการ Monitor และ Evaluate
กระบวนการและข้อมูล รวมถึงการวางแผนจัดทำ Prospective Research และติดตามผลลัพธ์ ในปี 2564 และ
2565 ตอ่ ไป

ขอ้ เสนอแนะ ควรมขี ยายพ้นื ทีด่ ำเนินงานให้ครบทุกตำบล ทกุ อำเภอ และมกี ารถอดบทเรยี น Best Practice
ในพื้นที่ รวบรวมและจัดทำเป็นฐานข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศของเขตสุขภาพ เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการ
ดำเนินงาน และปรับเปลยี่ นตามบรบิ ทปัญหาของพน้ื ท่ีตอ่ ไป

คำสำคญั ทารกแรกเกดิ นำ้ หนกั นอ้ ย, มหัศจรรย์ 1,000 วัน

82 บทคดั ย่อการประชุมวชิ าการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ ครง้ั ที่ 13 ประจำปี 2563

ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลย้ี งดูเด็กปฐมวยั ของผู้เลยี้ งดูหลกั : กรณีศกึ ษา 4 อำเภอ
HEALTH LITERACY SITUATION OF CHILD REARING AMONG PRESCHOOLERS OF PRIMARY

CAREGIVER: 4 CASE STUDY

เปรมฤทยั เกตุเรน
สถาบนั พฒั นาอนามยั เด็กแห่งชาติ

พัฒนาการภาวะสุขภาพและการเจริญเติบโตของเด็กปฐมวัยมีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการ
เล้ียงดเู ดก็ ของพ่อแม่ผู้เลยี้ งดู การที่พ่อแม่ผ้เู ลย้ี งดูมีความรอบรู้ในการเลย้ี งดูเด็กไม่เพียงพอ ขาดความตระหนักในการ
ดูแลและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก การศึกษาสถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็ก เป็นฐานข้อมูล
สถานการณ์ความรอบรู้ในการเลย้ี งดูเด็กปฐมวัย จงึ มีความสำคัญและจำเป็น เพ่อื ใชเ้ ป็นแนวทางในการกำหนดทิศทาง
ยุทธศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมและการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ให้เด็กปฐมวัยได้รับ
การเลยี้ งดูเหมาะสม และมีพฒั นาการที่สมวัย โดยมีวตั ถุประสงค์เพ่ือศึกษาสถานการณ์ความรอบรู้ดา้ นสุขภาพในการ
เลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย และความสัมพันธ์
ระหวา่ งความรอบรู้ดา้ นสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยกับพัฒนาการ ภาวะโภชนาการ และสุขภาพช่องปากของเด็ก
ปฐมวัย วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ศึกษาในผู้เลี้ยงดูหลักของเด็กปฐมวัยที่มีอายุแรกเกิด-3 ปี คัดเลือก
จาก 4 พื้นที่ของประเทศไทยที่สมัครใจเข้าร่วมการวิจัย 4 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดบุรีรัมย์) ภาคกลาง (จังหวัดสระบุรี) และภาคใต้ (จังหวัดนครศรีธรรมราช) จำนวน
ทั้งหมด 1,080 คน เคร่ืองมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
แบบสอบถามความรอบรูด้ า้ นสุขภาพในการเลยี้ งดูเด็กปฐมวัยของผู้เล้ียงดูหลัก แบบประเมนิ ภาวะสุขภาพเด็กปฐมวัย
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ไค-สแควร์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียรสัน ผลการศึกษา พบว่าความ
รอบรู้ดา้ นสขุ ภาพในการเล้ยี งดูเด็กปฐมวัยของผูเ้ ลี้ยงดูหลกั โดยรวมอยู่ใน ระดับพอใชร้ อ้ ยละ 48.3 ระดับดมี ากร้อยละ
38.8 ระดับไม่ดีพอร้อยละ 12.9 เมื่อแบ่งรายด้านพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้านการ
ค้นหาข้อมูลอยู่ในระดับดีมากร้อยละ 41.5 ด้านความเข้าใจอยู่ในระดับดีมากร้อยละ 51.8 ด้านการตรวจสอบและ
ตัดสินใจอยู่ในระดับดีมากร้อยละ 40.4 ด้านการจัดการตนเองอยู่ในระดับดีมากร้อยละ 65.3 และด้านการสื่อสาร
ระหว่างบุคคลอยู่ในระดับดีมากร้อยละ 26.8 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ได้แก่ อายุ ระดับ
การศึกษา อาชีพ รายได้ของครอบครัวต่อเดือน ความสัมพันธ์ของผู้เลี้ยงดูกับเด็กปฐมวัย และลักษณะครอบครัว มี
ความสัมพันธ์กับความรอบรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.05) ในขณะที่ปัจจัย
ดา้ นเพศ และสถานภาพสมรส ไมม่ ีความสัมพันธ์กบั ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้เลย้ี งดูหลักในการเล้ียงดูเด็กปฐมวัย
โดยความรอบรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยมีความสมั พันธ์กบั ภาวะโภชนาการจำแนกส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ และจำแนก
น้ำหนักตามเกณฑส์ ่วนสงู ของเด็กปฐมวัย อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิติ (p-value <0.05) ขอ้ เสนอแนะนำผลการศึกษาไป
ออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่
สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของผู้เลี้ยงดูเด็กในแต่ละพื้นที่ผ่านกิจกรรมครอบครัวคุณภาพ โรงเรียนพ่อแม่
โดยเนน้ ความรอบรดู้ ้านสุขภาพในภาพรวมและรายด้านให้กบั พ่อแม่ ผเู้ ลย้ี งดูเด็กปฐมวัย

คำสำคัญ (keyword) ความรอบรดู้ ้านสขุ ภาพ การเลยี้ งดเู ด็ก เด็กปฐมวัย (Health literacy, Child Rearing,
preschoolers)

บทคดั ยอ่ การประชุมวชิ าการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้ังที่ 13 ประจำปี 2563 83

ความชุกของภาวะโลหิตจางและปจั จัยที่มีความสัมพนั ธ์กับภาวะโลหิตจางในหญิงใหน้ มบตุ ร พืน้ ท่ีเขต
สขุ ภาพท่ี 7 และ 8

PREVALENCE OF ANEMIA AND RISK FACTOR AMONG LACTATING MOTHERS IN HEALTH
AREA 7 AND 8

ปิยะ ปุรโิ ส1, ธิโสภิญ ทองไทย1, สจุ รติ รพรรณ ดอนทราย2, ดวงใจ กนั ธยิ า2
ศนู ยอ์ นามยั ที่ 7 ขอนแกน่ 1 ศนู ย์อนามยั ท่ี 8 อุดรธานี2

หลักการและเหตุผล ภาวะโลหิตจางเปน็ ปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบกับทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะ
ในหญิงหลังคลอดที่ต้องให้นมบุตรเน่ืองจากต้องสูญเสียโลหิตและสารอาหารตา่ งๆ รวมถึงธาตุเหล็กจากการคลอดบุตร
และให้นมบุตร และหากมีภาวะโลหิตจางตั้งแตก่ ่อนและระหว่างตั้งครรภ์อาจเพิ่มความรุนแรงขึ้นในช่วงหลังคลอดและ
ให้นมบุตร ส่งผลต่อสุขภาพของมารดารวมถึงปริมาณและคุณภาพของน้ำนมที่ต้องใช้ในการเลี้ยงบุตรได้ การประเมนิ
ความชุกของภาวะโลหิตจางและปัจจัยท่สี ัมพันธก์ ับภาวะโลหิตจางในหญงิ หลงั คลอดและใหน้ มบุตรจะทำให้ทราบขนาด
ของปัญหาและนำไปสแู่ นวทางการป้องกันภาวะโลหติ จางตอ่ ไป

วัตถปุ ระสงค์ เพ่อื ศกึ ษาความชกุ ของภาวะโลหิตจาง และปจั จัยท่มี คี วามสัมพันธ์กบั ภาวะโลหติ จางของหญิงให้
นมบุตรในเขตสุขภาพที่ 7 ขอนแกน่ และเขตสุขภาพที่ 8 อดุ รธานี

วิธีการศึกษา การวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวางแบบย้อนหลังจากข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการศึกษาสถานการณ์
การเจริญเติบโต ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเจริญเติบโต และรูปแบบการส่งเสริมการเจริญเติบโตเต็มศักยภาพของ
เดก็ ปฐมวยั ไทย สำนักโภชนาการ กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ ปี 2561 ในหญิงให้นมบุตรจากพ้ืนที่เขตสุขภาพที่ 7
และ 8 จำนวน 222 คน สุ่มแบบชั้นภูมิตามคุณสมบัติ เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจง
ความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลีย่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และสถิติไควสแคว์ (Chi-Square Test)

ผลการศึกษา พบว่า หญิงให้นมบุตรมีภาวะโลหิตจาง ร้อยละ 25.2 (95%CI: 19.5-31.0) หรือเป็นปัญหาโลหิต
จางระดบั ปานกลาง โดยกล่มุ ทอี่ ายุนอ้ ยกวา่ 20 ปี มีความชุกของภาวะโลหิตจางสูงสดุ รอ้ ยละ 28.6 รองลงมาคอื กลุ่มที่
อายุมากกกวา่ 35 ปี ร้อยละ 25.0 ปัจจัยทีม่ ีความสัมพันธ์กับภาวะโลหติ จางในหญงิ ให้นมบุตรมีปัจจัย คือ การบรโิ ภค
อาหารมื้อหลักน้อยกว่า 3 มอื้ ต่อวัน (P = 0.03) และการบรโิ ภคอาหารเชา้ ไมค่ รบทกุ วนั (P = 0.04) โดยหญงิ ใหน้ มบุตร
ที่รับประทานอาหารมื้อหลักน้อยกว่า 3 มื้อต่อวันมีโอกาสเกิดภาวะโลหิตจาง เป็น 2.99 เท่าของหญิงให้นมบุตรที่
รับประทานอาหารมื้อหลักครบ 3 มื้อต่อวัน (OR = 2.99 ; 95% CI of OR : 1.17–7.78) และการบริโภคอาหารเช้าไม่
ครบทุกวันมโี อกาสเกิดภาวะโลหิตจาง เป็น 1.97 เท่าของหญงิ ให้นมบุตรที่บริโภคอาหารเช้าทุกวัน (OR = 1.97 ; 95%
CI of OR : 1.03-3.74)

ข้อเสนอแนะ 1 ใน 4 ของหญิงให้นมบุตรมีภาวะโลหิตจาง การบริโภคอาหารมื้อหลัก 3 มื้อต่อวัน และการ
บริโภคอาหารมื้อเช้าส่งผลต่อภาวะโลหิตจางในหญิงให้นมบุตร การป้องกันภาวะโลหิตจางในกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้
รูปแบบการส่งเสริมป้องกันทั้งด้านการบริโภคอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่อย่างเพียงพอทั้ง 3 มื้อหลัก หรืออาจเพิ่มม้ือ
อาหารระหว่างวันเพิ่มข้ึน 1 มื้อ เนื่องจากหญิงให้นมบุตรต้องได้รับพลงั งานเพิ่มขึน้ 500 กิโลแคลอรีต่อวัน และไม่ควร
งดอาหารมื้อเช้าซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน พร้อมกับการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กเป็นประจำ เช่น
เครื่องใน ตับ เลือด อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง หรือวันเว้นวัน ควบคู่กับการรับประทานยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก โฟลกิ
และไอโอดีนทุกวันตลอด 6 เดือนที่ให้นมบุตร รวมถึงสถานบริการสาธารณสุขควรจัดให้หญิงให้นมบุตรสามารถเข้าถึง
และเห็นความสำคญั ของการรบั ประทานยาเมด็ เสรมิ ธาตเุ หล็ก โฟลิก และไอโอดนี ตามชดุ สิทธปิ ระโยชน์

คำสำคัญ(keyword) : ภาวะโลหติ จาง หญิงใหน้ มบุตร ปจั จยั ที่สัมพนั ธก์ ับภาวะโลหิตจาง

84 บทคดั ยอ่ การประชุมวิชาการสง่ เสริมสขุ ภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2563

การพฒั นาตำรับอาหารสำหรบั สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยเครือข่ายนกั โภชนาการเขตสุขภาพที่ 9
THE DEVELOPMENT OF LUNCH MENU FOR PRE-SCHOOL CHILDREN BY THE
COLLABORATION OF NUTRITIONISTS IN REGIONAL HEALTH AREA 9

ธนสิ า อนญุ าหงษ์
ศนู ย์อนามัยท่ี 9 นครราชสมี า

หลักการและเหตุผล: สถานพัฒนาเดก็ ปฐมวัย เป็นสถานที่รับดูแล เสริมสร้าง พัฒนาและจดั การเรียนรู้ให้เหมาะสม
กับช่วงวัยของเด็กปฐมวัย โดยครอบคลุมตั้งแต่ทารกแรกเกิดถึงอายุ 6 ปี ประกอบด้วยมาตรฐาน 3 ด้าน อันได้แก่ ด้านการ
บริหารจัดการสถานพัฒนาเดก็ ปฐมวัย ด้านครูหรือครูผู้ดแู ลเด็กและการจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการเล่น เพื่อพัฒนา
เด็กปฐมวัย และด้านคุณภาพของเด็กปฐมวัย ซึ่งได้กำหนดประเด็นย่อยเรือ่ งการส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและการดูแล
สุขภาพว่าจะต้องมีการจัดรายการอาหารที่เพียงพอ เหมาะสม มีความหลากหลาย รวมทั้งได้สารอาหารและคุณค่าทาง
โภชนาการ ให้เหมาะสมตามวัยของเด็กในทุกวัน เพื่อเป็นมาตรการในการส่งเสริมภาวะโภชนาการของเด็กปฐมวัย โดยมุ่งหวัง
ให้เด็กมีพัฒนาการตามวัย สูงดีสมส่วนและมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างไรก็ตามข้อมูลจากการเยี่ยมประเมินสถานพัฒนาเด็ก
ปฐมวัยในเขตสุขภาพที่ 9 พบว่าสถานพัฒนาเดก็ ปฐมวยั มีการจัดรายการอาหารท่ีแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง โดยผู้ที่กำหนด
รายการอาหารส่วนใหญเ่ ป็นครูผู้ดูแลเด็ก ซึ่งยังขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดรายการอาหารท่ีถูกต้อง เหมาะสมและสมวัย
สำหรบั เด็กปฐมวัย ประกอบกับยังไม่มีรายการอาหารมาตรฐานหรือตำรบั อาหารท่สี ามารถนำไปเปน็ แบบอยา่ ง รวมท้ังสามารถ
นำไปประยุกต์ใช้ในแต่ละพื้นที่ได้ นอกจากนี้ยังไม่มีการศึกษาหรือการพัฒนาตำรับอาหารท่ีเหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย ใน
เขตสุขภาพที่ 9

วตั ถุประสงค์: เพ่ือศกึ ษาและพัฒนาตำรับอาหารสำหรบั สถานพัฒนาเด็กปฐมวยั โดยการมสี ว่ นรว่ มของเครือข่ายนัก
โภชนาการ เขตสุขภาพที่ 9
วธิ ีการศกึ ษา: การศกึ ษาครั้งน้ีเป็นการศึกษาวจิ ัยเชงิ พัฒนา (Research and development) โดยมขี น้ั ตอนการดำเนินงาน 4
ขั้นตอน ได้แก่ 1) ประเมินสภาพปัจจุบันและปัญหา 2) หาทางเลือกใหม่ในการยกระดับคุณภาพของงาน
3) จัดทำแผนงานโครงการและประเมินความเป็นไปได้ และ 4) ตดิ ตามและประเมนิ ความก้าวหนา้ สรุปผลการดำเนนิ งาน

ผลการศึกษา: จากการสำรวจขอ้ มูลสถานการณ์ ความตอ้ งการและการจดั การอาหารในสถานพัฒนาเด็กปฐมวยั สังกัด
องคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ เขตสุขภาพท่ี 9 จำนวน 584 แห่ง จากจำนวนทั้งหมด 2,214 แหง่ (คิดเป็นร้อยละ 26.4) พบว่า ผู้
จัดรายการอาหารในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ส่วนใหญ่เป็นครูผดู้ ูแลเด็ก คดิ เป็นร้อยละ 81.0 โดยมีจำนวนเด็กปฐมวัยในความ
ดแู ลอยรู่ ะหว่าง 21-50 คน และมกี ารจดั รายการอาหารลว่ งหน้าอย่างน้อย 30 วนั คิดเปน็ ร้อยละ 60.6 โดยรายการอาหารส่วน
ใหญท่ ีจ่ ดั จะไม่ผ่านโปรแกรมการคำนวณคุณคา่ ทางโภชนาการ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 55.3 ในการนคี้ รูผดู้ แู ลเด็กในสถานพัฒนาเด็ก
ปฐมวัย มีความต้องการตำรับอาหารหรือรายการอาหารที่เหมาะสมกับท้องถิ่น ที่ได้คุณค่าทางโภชนาการ สามารถนำไป
ประยกุ ต์ใชแ้ ละปรงุ ประกอบไดจ้ ริงในพืน้ ทแ่ี ละเป็นตำรบั ทีพ่ ฒั นาโดยผ้เู ชี่ยวชาญหรอื นกั โภชนาการ คิดเปน็ รอ้ ยละ 61.1 จาก
ประเด็นสภาพปัญหาและความต้องการดงั กล่าว ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา จึงได้มีการประชุมและการสร้างเครือข่ายนกั
โภชนาการ เพื่อพัฒนาตำรับอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัยขึ้น และได้รายการอาหารทั้งหมด จำนวน 40 รายการ ทั้งนี้
เครือข่ายนักโภชนาการได้ทำการทดลองตำรับอาหาร พร้อมทั้งมีการคำนวณคุณค่าทางโภชนาการผ่านโปรแกรม INMUCAL-
Nutrients V. 4.0 เพื่อแสดงพลังงานและสารอาหารในแต่ละตำรับ และได้จัดทำรูปเล่มของตำรับอาหารเพื่อเผยแพร่ให้สถาน
พฒั นาเดก็ ปฐมวยั ในเขตสขุ ภาพท่ี 9 ได้นำไปประยกุ ต์ใช้ตอ่ ไป

ข้อเสนอแนะ: ควรมกี ารประเมินความพงึ พอใจต่อตำรับอาหารเพ่ือจะไดน้ ำไปปรับปรงุ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับ
การนำไปใชใ้ นอนาคตตอ่ ไป นอกจากนี้ควรมีการประเมนิ ภาวะโภชนาการของเดก็ ปฐมวยั ก่อนและหลงั การนำตำรบั อาหารท่ีได้
พัฒนาไปใช้

คำสำคัญ (keyword): สถานพัฒนาเดก็ ปฐมวยั , ตำรับอาหารสำเดก็ ปฐมวัย, เครือขา่ ยนกั โภชนาการ, เขตสุขภาพท่ี 9

บทคัดย่อการประชมุ วิชาการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ที่ 13 ประจำปี 2563 85

การพฒั นารปู แบบคลนิ ิกชมุ ชนอบอุ่นรอบรู้ด้านสุขภาพ

จนั ทิรา นนั ทมงคลชัย และคณะ

การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนารูปแบบเพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานองค์กร
รอบรู้ด้านสุขภาพและยกระดับคุณภาพงานอนามัยแม่และเด็กในคลนิ ิกชุมชนอบอุน่ กรุงเทพมหานครขัน้ ตอนการวิจัย
ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ไดแ้ ก่ ขนั้ ตอนที่ 1 ศกึ ษาสถานการณ์/บริบทการทำงานคลินิกชุมชนอบอนุ่ ตามแนวทางการ
ประเมินคุณลักษณะองค์กรรอบรู้ด้านสขุ ภาพ 10 ข้อ ทำการศึกษาข้อมูลโดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง และ
การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบ / นวัตกรรมการพัฒนาคลินิกชุมชนรอบรู้สุขภาพ
โดยนำผลจากขั้นตอนที่ 1 มาใช้ในการกำหนดกรอบแนวคิดของการพัฒนารูปแบบ/นวัตกรรมและกำหนด
องค์ประกอบกาพัฒนาให้สมบูรณ์ โดย 2.1 การออกแบบและกำหนดแนวทางโดยการปรับกิจกรรมการเรียนรู้ให้เป็น
หลกั สูตรความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2.2 ศกึ ษาดูงานพน้ื ทตี่ น้ แบบ 2.3 การทดลองใช้รปู แบบการพัฒนา/นวัตกรรม เป็น
การนำรูปแบบการที่สร้างขึ้นใน 2.3 ไปทดลองใช้ ขั้นตอนที่ 3 ประเมินผลรูปแบบ/นวัตกรรมการพัฒนาคลินิกชุมชน
รอบรู้สุขภาพ โดย 1) ประเมินความสามารถในการนำแนวคิด/วิธีการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพไปออกแบบและ
พัฒนากระบวนการบริการในคลินิก 2) ประเมินความสามารถในการปฏิบัติงานด้านบริการสุขภาพเปรียบเทียบก่อน
และหลังการพัฒนา และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ข้ันตอนท่ี 4 การประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบ
เป็นการนำผลการทดลองในขั้นตอนที่ 3 มาปรับปรุงแก้ไข กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพตาม
แนวคิดการพัฒนาองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 27 คน เก็บรวบรวม
ขอ้ มลู โดยใชแ้ บบสอบถามชนดิ ตอบเองทผ่ี ู้วจิ ัยพฒั นาข้ึน

ผลการศึกษา พบวา่ บุคลากรสามารถนำแนวคิดเร่ืองความรอบรู้ดา้ นสุขภาพ และองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพมา
ออกแบบเพื่อพัฒนารูปแบบการบริการคลนิ ิกชุมชนอบอุ่นได้ดี สามารถนำมาพฒั นาขดี ความสามารถในการปฏิบัติงาน
บริการได้ในระดับดีเมื่อเปรียบเทียบกับการบริการแบบเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดบริการกิจกรรมโรงเรียนพ่อ
แม่ในคลินิกชุมชนอบอุ่น เนื่องจากระบบที่ใช้อยู่ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน เป็นการให้ความรู้ โดย แพทย์ พยาบาล
บุคลากรสาธารณสุข แบบใช้การสื่อสาร 2 ทางเป็นหลัก (Two -ways communication) แต่รูปแบบที่บุคลากรได้รบั
การพฒั นา ประกอบดว้ ยองค์ประกอบ 3 สว่ น คอื 1) การออกแบบแผนการเรียนรทู้ ี่สอดคล้องกบั บริบท/ปัญหา/ความ
ตอ้ งการของผู้รับบริการ 2) กระบวนการ ส่งเสรมิ ความรอบรูด้ ้านสุขภาพ ประกอบไปด้วย การใชเ้ ทคนิคและกลวิธีการ
สรา้ งความรอบรู้ด้านสุขภาพ 6 ทกั ษะ ตาม V-Shape เพื่อให้ผรู้ บั บริการเกิดความเขา้ ถึง เขา้ ใจ ไตร่ตรอง ซกั ถาม เกิด
การตัดสนิ ใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จนถึงการบอกต่อข้อมูลสผู่ ู้อน่ื และ 3) การนำแผนการเรียนรู้ไปใช้กับผู้รับบริการ
ต้องมีการประเมินผลครบ 6 ทักษะ เพื่อให้สามารถดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ส่วนการทดลองใช้รูปแบบ/
นวัตกรรมพบว่าบุคลากรสามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอน ความสามารถในการปฏิบัติงานด้านการบริการสุขภาพก่อน
และหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P-value <0.05 ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจต่อการบริการ
รูปแบบใหม่ รูปแบบการวิจัยที่พัฒนาข้ึนโดยการนำแนวคดิ การส่งเสรมิ ความรอบรู้สุขภาพมาใช้นี้ เป็นรูปแบบหน่งึ ท่ี
เหมาะสมต่อการนำไปใช้ในการพัฒนาความสามารถในการปฏิบัติงานด้านบริการสุขภาพสำหรับบุคลากร และควรมี
การศกึ ษาวิจัยเพื่อพฒั นารูปแบบให้สามารถใชก้ ับกลมุ่ บคุ ลากรกลุ่มอืน่ ต่อไป

86 บทคัดยอ่ การประชมุ วิชาการส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครัง้ ท่ี 13 ประจำปี 2563

ผลการพัฒนาแนวทางการดแู ลหญิงต้ังครรภเ์ พื่อตรวจคดั กรองกล่มุ อาการดาวน์ โรงพยาบาล
ส่งเสริมสขุ ภาพ ศูนยอ์ นามยั ที่ 7 ขอนแกน่

The Development of Nursing Care Activities of Down’s Syndrome Screening on Pregnant
Women, Health Promoting Hospital HPC 7 Khon Kaen

วิไลลกั ษณ์ ปิยะวัฒนพงศ์ , สรุ างรตั น์ โฆษิตธนสาร , พัชรนิ ทร์ เหลา่ คนคา้ , นงลักษณ์ แสนกจิ ตะ
โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพ ศูนยอ์ นามัยท่ี 7 ขอนแก่น

หลักการและเหตุผล กลุ่มอาการดาวน์ หรือ ดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) เป็นโรคพันธุกรรมที่เกิดจาก
การมโี ครโมโซม 21 เกนิ มาทง้ั อันหรอื บางส่วน อุบัติการณเ์ กดิ พบวา่ ทารกแรกเกดิ 800 – 1,000 คน มโี อกาสเป็นเด็ก
กลุ่มอาการดาวน์ได้ 1 คน ผู้ที่เป็นดาวน์ซนิ โดรมจะมพี ัฒนาการล่าช้าระดบั เชาวป์ ัญญาต่ำนอกจากนีย้ ังเพ่ิมความเส่ยี ง
ตอ่ ปัญหาสุขภาพต่างๆ เช่น โรคหัวใจพกิ ารแตก่ ำเนิด โรคลมชัก มะเร็งเมด็ เลอื ดขาว โรคไทรอยด์ และโรคทางจิตตา่ งๆ

วัตถุประสงค์ การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการ
ดแู ลหญิงต้งั ครรภ์ในการตรวจคดั กรองกลมุ่ อาการดาวน์

วิธีการศึกษา แบ่งเป็น 3 ระยะคือ 1) ระยะวิเคราะห์สถานการณ์ 2) ระยะดำเนินการพัฒนา และ 3) ระยะ
ประเมินผล การพัฒนาปรับปรุงแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ การพัฒนาครั้งที่ 1 เพื่อปรบั ปรุงระบบนดั หมายและการจัดบริการ
ให้หญิงตั้งครรภ์สามารถเข้าถึงการคัดกรองตามเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างคือหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 14-18 สัปดาห์
จำนวน 500 ราย การพัฒนาครั้งที่ 2 เพื่อพัฒนาแนวทางทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในการตรวจคัดกรองกลุ่มอาการ
ดาวน์และทดลองใช้แนวทาง กลุ่มตัวอย่างคือหญิงตั้งครรภ์มีอายุครรภ์ 14-18 สัปดาห์ที่มาเจาะเลือดคัดกรองกลุ่ม
อาการดาวน์ด้วยวิธีตรวจสารชีวเคมีในเลือด(Quadruple test) จำนวน 200 ราย เครื่องมือในการศึกษาประกอบด้วย
เครื่องมือในการดำเนนิ การวิจยั ไดแ้ ก่ แนวทางการดแู ลหญงิ ต้งั ครรภ์ในการตรวจคัดกรองกล่มุ อาการดาวน์ เคร่ืองมือใน
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสมั ภาษณเ์ ชิงโครงสร้างเกี่ยวกบั การรบั รขู้ อ้ มูลการคดั กรองกลมุ่ อาการดาวน์

ผลการศกึ ษา การพัฒนาครั้งท่ี 1 พบวา่ การปรับจำนวนครัง้ การมาฝากครรภจ์ าก 5 ครงั้ คณุ ภาพ เปน็ ฝากครรภ์
6 คร้งั คณุ ภาพ โดยเพมิ่ การนัดหมายชว่ งอายุครรภ์ 15 สปั ดาห์ เป็นช่วงอายุครรภ์ทเ่ี หมาะสมที่สดุ ท่ที ำให้หญงิ ต้ังครรภ์
สามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองได้มากที่สุดจากเดิมร้อยละ 64.3 ก่อนการปรับปรุงเป็นร้อยละ 99.5 ภายหลังการ
ปรับปรุง โดยการนัดครั้งนี้สามารถเพิ่มบริการคดั กรองอ่ืนรว่ มด้วยเช่นการตรวจภายใน การจัดกิจกรรมโรงเรยี นพ่อแม่
เปน็ ตน้ การพฒั นาครั้งท่ี 2 ไดแ้ นวทางการดแู ลหญิงตัง้ ครรภใ์ นการตรวจคดั กรองกลุ่มอาการดาวน์ ภายหลังการทดลอง
ใช้ พบวา่ ชว่ ยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏบิ ตั ไิ ด้เปน็ แนวทางเดยี วกนั และหญิงตง้ั ครรภม์ กี ารรบั รู้ข้อมูลการคดั กรองกลุ่ม
อาการดาวน์ไดถ้ ูกต้องใน เรื่องโรคดาวนซ์ ินโดรม, การแปลผลการคัดกรอง,โอกาสเกิดโรคดาวน์ซินโดรมของตนเองและ
ข้อมลู ทางเลอื กในการตรวจวินิจฉยั และวิธปี ฏบิ ตั ภิ ายหลังทราบผลการคัดกรอง

ขอ้ เสนอแนะ หน่วยบริการรับฝากครรภข์ องรัฐควรปรบั ระบบการนดั หมายรับบริการฝากครรภ์จากเกณฑ์ 5ครั้ง
คณุ ภาพเป็น 6 ครัง้ โดยเพิม่ การนดั หมายช่วงอายคุ รรภ์ 15 สัปดาหเ์ พ่ือใหห้ ญิงต้งั ครรภ์สามารถเขา้ ถึงชดุ สทิ ธปิ ระโยชน์
การคดั กรองกล่มุ อาการดาวนไ์ ด้ตามเกณฑก์ ารคัดกรองทุกราย ควรเพม่ิ การให้ขอ้ มูลการตรวจวินจิ ฉัยทารกในครรภ์โดย
การเจาะน้ำครำ่ (PND)ในรายทมี่ อี ายุ 35 ปีขึน้ ไปแต่ได้ผลการคดั กรองเป็นลบ

คำสำคญั (Key Word) : หญงิ ตง้ั ครรภ์, การตรวจคัดกรองกลุ่มอาการดาวน,์ ดาวน์ซินโดรม

บทคดั ยอ่ การประชุมวิชาการสง่ เสริมสุขภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ ครงั้ ที่ 13 ประจำปี 2563 87

การมีสว่ นรว่ มของชุมชนในสร้างความรอบรูด้ ้านการใชค้ มู่ อื DSPM ในผเู้ ลยี้ งดูเดก็ ปฐมวัย
เขตสุขภาพท่ี 9

THE COMMUNITY PARTICIPATION IN BUILDING HEALTH LITERACY ABOUT THE USE OF THE
DSPM GUIDE IN EARLY CHILDHOOD CAREGIVERS IN REGIONAL HEALTH AREA 9

นติ ยต์ ญิ า ดวงใจ, ดวงพร วรแสน
ศูนยอ์ นามยั ท่ี 9 นครราชสมี า

หลักการและเหตุผล : การพัฒนาการเด็กให้เต็มศักยภาพ เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพในอนาคต
มคี วามสำคญั และจำเปน็ อยา่ งยง่ิ อีกทัง้ ต้องอาศัยความมอื จากทุกภาคส่วน จากการสำรวจพัฒนาการเด็กปฐมวัย
ของกรมอนามัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา พบว่าเด็กทีส่ งสยั มีพฒั นาการล่าช้ามีเพิ่มมากขึ้น และเครื่องมือ
สำคัญที่ใช้ในการเฝ้าระวังคือ คู่มือการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก (Developmental Surveillance
and Promotion Manual) หรือคู่มือ DSPM เพอ่ื ให้ครอบครัวและผูท้ มี่ หี นา้ ท่ีเลีย้ งดูเด็กปฐมวัย ใชเ้ ป็นแนวทาง
ในการเฝ้าระวังและส่งเสริมพฒั นาการของเด็กปฐมวัย ให้มพี ฒั นาการตามวัยและเติบโตเต็มศักยภาพ ดังนั้นการ
สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการเฝ้าระวังและสร้างความรอบรู้ในการใช้คู่มือ DSPM ให้เหมาะสมกับบริบท
ชุมชน จึงมีความสำคญั และจำเป็น เพื่อใหป้ ระชาชนมกี ารเฝ้าระวงั โดยชุมชนได้อยา่ งยงั่ ยืน

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการสร้างความรอบรู้ด้านการใช้คู่มือ DSPM ในผู้
เลยี้ งดเู ดก็ ปฐมวัยเขตสขุ ภาพท่ี 9

วธิ กี ารศกึ ษา : การศึกษาน้ีเปน็ การวจิ ยั เชิงปฏิบตั กิ ารแบบมสี ว่ นร่วม (Participatory action research)
ในพน้ื ท่ี 4 ตำบล จาก 4 จังหวัดในเขตสขุ ภาพที่ 9 ประกอบดว้ ย 8 ข้นั ตอน ไดแ้ ก่ 1) การเก็บรวบรวมขอ้ มลู และ
การประเมินพัฒนาการเด็กด้วยเครื่องมือ DSPM 2) การคืนข้อมูลให้ชุมชน 3) การวางแผนของชุมชน 4) การ
ปฏิบัติตามแผนงาน 5) กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย 6) การติดตามและประเมินผล 7) จัดเวที
สะท้อนผล ติดตามผลการปฏบิ ัติ 8) สรุปผลการดำเนินงาน โดยมีระยะเวลาในการศึกษาตงั้ แต่เดือนพฤศจิกายน
2561 ถงึ เดือนสิงหาคม 2562

ผลการศกึ ษา : พบว่าการมสี ่วนรว่ มของชุมชนในการสรา้ งความรอบรู้ดา้ นการใช้คมู่ ือ DSPM ในผู้เลี้ยงดู
เด็กปฐมวัยของชมุ ชนพบว่า กลมุ่ อาสาสมคั รสาธารณสุขประจำหมูบ่ า้ น (อสม.) มสี ว่ นรว่ มมากทส่ี ุด โดยใช้วธิ ีการ
พัฒนาตนเอง แสวงหาความรู้และฝึกปฏิบัติ จากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล แล้วนำ
ความร้ทู ี่ไดม้ าประยุกตใ์ ชก้ บั ครอบครัวตนเอง จากน้นั นำไปบอกตอ่ ชมุ ชนท่ตี นเองดูแล และมผี ลงานเชิงประจักษ์
คือ จากการพบเด็กปฐมวยั ในชุมชนที่มพี ัฒนาการสงสัยลา่ ช้า 122 ราย มีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นเป็น 116 ราย
คิดเป็นร้อยละ 95.08 อีก 6 รายส่งต่อไปกระตุ้นพัฒนาการด้วย TEDEA 4I และติดตามทุก 1 เดือน โดยปัจจัย
แหง่ ความสำเรจ็ ของการมสี ่วนรว่ มในการสรา้ งความรอบรูด้ า้ นการใช้ค่มู ือ DSPM คอื ภาคีเครือข่ายมีการกำหนด
เป้าหมายรว่ มกนั มกี ารกำหนดแนวทางการสง่ เสรมิ พฒั นาการเด็กปฐมวัยอย่างชดั เจน และใช้กระบวนมีส่วนร่วม
ที่มุ่งเน้นให้ผู้เกี่ยวข้องตระหนักถึงความสำคัญและเข้าใจบทบาทของตนเองในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กใน
ครอบครัวและชมุ ชมร่วมกัน

ข้อเสนอแนะ : ควรมีการกำกบั ติดตาม และประเมินผลอยา่ งตอ่ เน่ือง เพือ่ สร้างความยง่ั ยนื ในชุมชนและ
มกี ารกำหนดรูปแบบท่ีเปน็ รปู ธรรมเพ่อื ใหเ้ ปน็ ต้นแบบและสามารถถ่ายทอดไปยงั ชุมชนอน่ื ได้

คำสำคัญ (Keyword) : การสรา้ งความรอบรู้, การมีสว่ นรว่ ม, คู่มอื DSPM, เด็กปฐมวยั

88 บทคดั ยอ่ การประชมุ วชิ าการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยส่ิงแวดลอ้ มแหง่ ชาติ คร้งั ท่ี 13 ประจำปี 2563

ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งการบริหารแบบมสี ่วนรว่ มของผ้บู ริหารการพยาบาลระดบั ต้นคุณภาพชวี ิตการ
ทำงาน กบั ความยดึ มั่นผูกพันในองคก์ รของพยาบาลวิชาชพี ศูนยอ์ นามัย กระทรวงสาธารณสขุ
Relationships between Participative Management of First-line Nurse Managers,
Quality of Work Life, and Organizational Commitment of Professional Nurses,
Health Center, Ministry of Public Health

อัจฉรา โพชะโน1 , นฤมล ปทุมารกั ษ์2, พัชราภรณ์ อารยี ์3
สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมอื ง

การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารการ
พยาบาลระดับต้น คุณภาพชีวิตการทำงาน กับความยึดมั่นผูกพันในองค์กรของพยาบาลวิชาชีพ ศูนย์อนามัย
กระทรวงสาธารณสุข เป็นการวิจัยแบบศึกษาความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพของศูนย์อนามัย
กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 183 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น
แบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการบริหารแบบมีส่วนร่วมของ
ผู้บริหารการพยาบาลระดับต้น คุณภาพชีวิตการทำงาน และความยึดมั่นผูกพันในองค์กร เครื่องมือได้ผ่านการ
ตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน และการ
วิเคราะหก์ ารถดถอยโลจิสตกิ ส์

ผลการวิจัยพบว่า ความยึดมั่นผูกพันในองค์กรของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับปานกลาง (x = 2.98, SD =
0.55) การรับรู้การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารการพยาบาลระดับต้นมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความยดึ ม่ัน
ผกู พันในองค์กร (rs = .361, p <.001) นอกจากนี้การรับรู้การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผบู้ ริหารการพยาบาลระดับ
ต้นสามารถทำนายโอกาสเกดิ ความยึดม่ันผูกพนั ในองค์กรได้ 8.72 เท่า (OR = 8.72; 95% CI = 3.11, 24.53) ส่วน
คุณภาพชีวิตการทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกบั ความยึดม่ันผูกพันในองค์กร (rs= .151, p < .05) แต่ไม่สามารถ
ทำนายความยึดมั่นผูกพนั ในองค์กร (OR= .99; 95% CI = .48, 2.07)

ผลจากการศึกษาในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าองค์กรการพยาบาลควรพัฒนาและส่งเสริมให้ผู้บริหารการพยาบาล
ระดับต้น ให้มีความสามารถในการใช้การบริหารงานแบบมีสว่ นรว่ มในหนว่ ยงานพยาบาล เนื่องจากการบริหารงาน
แบบนี้ทำใหเ้ กิดความยึดมั่นผูกพนั ในองคก์ รของพยาบาลวิชาชีพสูงขึน้

คำสำคัญ: ความยึดมั่นผูกพันในองค์กร/ การบริหารแบบมีส่วนร่วม/ ผู้บริหารการพยาบาลระดับต้น/
คุณภาพชีวติ การทำงาน


Click to View FlipBook Version