รายงานวจิ ัย
การพฒั นาทกั ษะการอา่ นและการเขยี นคำยากในภาษาไทย
โดยใชช้ ุดฝกึ ทกั ษะของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 4
โดย
นางสาวภาสินี รินถา รหสั นักศึกษา 62031280135
นางสาวศริ ประภา นาคมี รหสั นักศกึ ษา 62031280146
นางสาวอินทริ า นนั ทา รหสั นกั ศึกษา 62031280162
นักศึกษาชัน้ ปีท่ี 3
อาจารยท์ ป่ี รกึ ษา
อาจารย์อิสระ ทบั สีสด
รายงานวจิ ยั เปน็ สว่ นหนง่ึ ของรายวชิ าวจิ ยั และสมั มนาปญั หาในชัน้ เรยี น
ระดบั ประถมศกึ ษา รหสั วิชา 1104903 สาขาการประถมศึกษา
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุตรดติ ถ์
ชอ่ื เรอื่ ง การพัฒนาทกั ษะการอา่ นและการเขียนคำยากในภาษาไทยโดยใช้ชดุ ฝกึ ทักษะของนักเรยี น
ผู้วิจยั ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4
1. นางสาวภาสินี รินถา
2. นางสาวศริ ประภา นาคมี
3. นางสาวอินทิรา นันทา
ก
บทคัดยอ่
การวิจยั คร้ังนี้กระทำกับกลุ่มตัวอย่างเดียวที่ถูกคัดเลือกโดยวธิ ีการสุ่มตามหลักการความน่าจะเป็นอย่างง่าย
จากนักเรียนระดับชั้นปรถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร) อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพ่ือ 1. เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียน 2. เพื่อทดลองและศึกษาผล
การทดลองใชช้ ุดฝึกทักษะจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองการอ่านและการเขยี นกบั นักเรียน 3. เพื่อศึกษาระดับความ
พึงพอใจของนักเรียนมีต่อการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านและการเขียนระเบียบ
วิธีการวิจัยเปน็ แบบก่งึ ทดลอง เครื่องมือการวจิ ยั ซง่ึ ผา่ นการหาประสทิ ธิภาพแล้วประกอบด้วย แบบประเมินความ
เทย่ี งตรงเชิงเนอื้ หา IOC ของแบบทดสอบ แบบประเมนิ ความเทย่ี งตรงเชิงเนอ้ื หา IOC ของนวัตกรรม แบบประเมิน
ความเท่ียงตรงเชิงเน้อื หา IOC ของแบบความพงึ พอใจ แบบวดั ระดับความพงึ พอใจและแบบประเมนิ ความเหมาะสม
ของแผนการจดั การเรียนรู้ เปน็ ตน้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉล่ีย ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และ Paired - Sample t
Test ผลการวจิ ัยพบวา่
ชดุ ฝึกทกั ษะการอ่านและการเขียนสรา้ งข้ึนตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วธิ ีการของนางกัญญาภัค คำงาม
(2558) ทำวจิ ยั เรอื่ ง การพฒั นาทกั ษะการอ่านสะกดคำของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2/1 ผลการวจิ ยั พบว่า การ
ใช้ชดุ ฝกึ พฒั นาทกั ษะการอ่านสะกดคำผู้วิจยั ไดน้ ำผลจากการคดั กรองนักเรียนตามโครงการด้านการอ่านการเขียน
ภาษาไทย “ปี 2558 เปน็ ปีปลอดนกั เรยี นอา่ นไมอ่ อกเขยี นไมไ่ ด”้ โดยสำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษามธั ยมศึกษาเขต
33 นัน้ นักเรยี นชนั้ ม.2/1 จำนวน 3 คน ยังอา่ นสะกดคำอยใู่ นเกณฑร์ ้อยละเฉลย่ี 41.33 คือผลยงั ตอ้ งมีการแก้ไข
ดังนั้นครูจึงมีการสอนและใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ Think Pair Share ในการที่จะให้นักเรียนมีความ
เข้าใจทักษะในด้านการอ่านสะกดคำ หลังจากนนั้ ครูไดใ้ ชแ้ บบทดสอบการอา่ นชดุ เดิมใหน้ ักเรียนไดอ้ ่านสะกดคำอีก
คร้งั หนึ่งผลปรากฎว่านกั เรียนมผี ลสัมฤทธิ์ในด้านการอา่ นสะกดคำโดยคิดเป็นรอ้ ยละเฉล่ีย 90.33 แสดงว่านกั เรียน
มีพัฒนาการอ่านที่ดีขึ้นจากผลการทบทวนตัวอย่างงานวิจัยที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุกฝึกทักษะและ การ
จัดการเรยี นร้แู บบร่วมมอื ด้วยเทคนิค Think-Pair-Shar เมอ่ื วเิ คราะห์โดยภาพรวมนักเรยี นมรี ะดบั ผลการเรียนรู้ทั้ง
3 ด้ายรวมกันคือ ด้านความรู้ (K) ด้านผลผลิต/กระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ที่ระดับ
มาก น้นั ภายหลังทดลองใช้ชดุ ฝึกทักษะจัดกจิ กรรมการเรยี นร้เู ร่ืองคำยากในบทเรียนเพอ่ื พัฒนาทักษะการอ่านและ
การเขียนแล้วนำผลมาเปรียบเทียบกับทักษะการอ่านและการเขียนที่อยู่เดิมด้วยแบบทดสอบก่อน – หลังการใช้
นวตั กรรมดว้ ยวธิ ีการดังกลา่ วทักษะการอ่านและการเขยี นของกลมุ่ ตัวอย่างที่มีอยเู่ ดมิ อย่ทู ี่ 63.7 เม่ือเทียบกับเกณฑ์
ของ สพฐ. และจากการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะอยู่ที่ระดับ 75.3 เมื่อเทียบกับเกณฑ์เดียวกันและเมื่อวิเคราะห์
เปรียบเทียบดว้ ย Paired –Sample t Test ด้านทักษะการอา่ นและการเขียนสงู กว่าทม่ี ีอยเู่ ดิมอย่างมีนยั สำคัญทาง
ก
สถิติที่ 0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % มีความพึงพอใจต่อเฉพาะการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะที่ระดับ ปาน
กลาง)
___________________________________________________________________________________
* นักศกึ ษาสาขาวิชาการประถมศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อตุ รดติ ถ์
นางสาวภาสินี รินถา
นางสาวศริ ประภา นาคมี
นางสาวอินทริ า นันทา
สารบญั ข
บทท่ี
หน้าท่ี
บทคัดยอ่ ก
สารบัญ ข
บทที่ 1 บทนาํ
1-4
- ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา 4
- คำถามการวจิ ัย 5
- วัตถุประสงคก์ ารวิจยั 5
- ผลและประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะไดร้ บั 5-6
- ขอบเขตการวิจยั 6-7
- นยิ ามคำศัพทเ์ ฉพาะ 7-10
- สมมติฐานการวจิ ยั
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข้อง 11-12
- การวจิ ัยในชน้ั เรียน 12-13
- ความจำเปน็ ทค่ี รูต้องทำวิจัยในชน้ั เรยี น 13-27
- นวตั กรรมทางการศึกษา 27-35
- เครอื่ งมอื การวจิ ัย 36-37
- ความพงึ พอใจ 37-40
- ผลสัมฤทธิก์ ารเรียนรู้ 40-43
- งานวิจัยทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจยั 44
- แหล่งขอ้ มลู การวจิ ัย 46
- การสร้างและหาประสิทธิภาพเชงิ ประจกั ษ์ 47
- เครอ่ื งมือรวบรวมข้อมูล 51-52
- การดำเนินการรวบรวมขอ้ มูล 52-53
- การวิเคราะห์ขอ้ มูล 53
- การนำเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู 54
- ผลการพฒั นาชุดฝึกทกั ษะการอา่ นและเขียนคำยาก
ในภาษาไทย
- นวตั กรรมทีส่ ร้าง ข
- การหาประสทิ ธิภาพของนวตั กรรม
- การหาประสทิ ธิภาพเชงิ เหตุผล 54
- การหาประสทิ ธิภาพเชงิ ประจักษ์ 54
- การพฒั นาผลการเรยี นรู้ 54-57
- การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิก์ ารเรียนรู้ 57
- ระดบั ความพึงพอใจ 57-58
บทที่ 5 สรปุ อภิปราย และข้อเสนอแนะผลการวิจัย 59-60
- สรปุ ผลการวจิ ัย 60-62
- อภปิ รายผลการวิจัย
- การเขียนบรรยายการอภิปรายผลการวิจัย 63-64
- ขอ้ เสนอแนะ 64-65
- การเขียนบรรยายข้อเสนอแนะผลการวจิ ยั 65-97
บรรณานกุ รม 67
ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ีใช้วิธกี ารสอนแบบ 67
รว่ มมือเทคนิค Think-Pair-Share 68
ภาค ข นวัตกรรมท่ใี ช้ในการวิจัย 69-142
ภาคผนวก ค แบบประเมินความเทย่ี งตรงเชิงเนอื้ หา
ภาคผนวก ง เคร่อื งมอื ทใี่ ช้หาประสิทธภิ าพในงานวจิ ยั 144-161
ภาคผนวก จ หนังสือขอความอนุเคราะห์ 162-186
ภาคผนวก ฉ คะแนนกอ่ น-หลงั การทดลอง 187-219
220-224
225-226
1
บทท่ี 1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญของปญั หา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติความตามมาตรา 22 ว่าการจัดต้องยึดหลักว่า
นักเรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่านักเรียนทุกคนมีความสำคัญที่สุดกระบวนการจัด
การศึกษาต้องส่งเสริมให้นกั เรียนนั้นสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพความตามมาตรา 24 (1)
บัญญัติว่าการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้
สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของนกั เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและความตอนหน่ึง
ของมาตราเดียวกนั บัญญตั ิว่าใหผ้ ู้สอนสามารถใช้การวิจยั เปน็ ส่วนหนึง่ ของกระบวนการเรียนรู้และความตามมาตรา
30 บัญญตั วิ า่ ให้สถานศกึ ษาพัฒนากระบวนการเรยี นการสอนทีม่ ีประสทิ ธิภาพรวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัย
เพื่อที่จะพัฒนาการเรียนรูท้ ี่เหมาะสมกับนักเรียนในแต่ละสถานศึกษาจากความตามมาตราดังกล่าวถึงตีความวา่
ภายหลงั ที่ผ้สู อนจัดกจิ กรรมการเรยี นรสู้ าระการเรยี นรูใ้ ดๆด้วยวิธแี ละเทคนิคการสอนวธิ กี ารใดวิธีการหนึ่งแล้วเม่ือ
ทำการวดั และประเมินผลพบว่ามผี ลอย่างใดอย่างหนึง่ คอื จำนวนนักเรยี นทง้ั ชั้นเรียน จำนวนนกั เรียนส่วนมากของ
ช้นั เรียนหรอื นกั เรยี นจำนวนส่วนน้อยของช้นั เรียนมผี ลสัมฤทธ์ิการเรยี นรู้ตำ่ กวา่ เกณฑ์มาตรฐานทผ่ี ู้สอนกำหนดขึ้น
ผลการประเมนิ ดังกลา่ วไมส่ ามารถลงข้อสรปุ ว่าผลสัมฤทธ์กิ ารเรียนรขู้ องนักเรยี นไมผ่ ่านเกณฑม์ าตรฐานที่ผู้สอนได้
กำหนดและได้ถูกตัดสินให้ “ตก” ในสาระการเรียนรู้นั้นแต่ผู้สอนต้องพึงตระหนักเสมอว่าการที่นักเรียนมี
ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดอาจจะเป็นเพราะว่าวิธีแ ละเทคนิคการสอนตามที่ผู้สอน
นำมาใช้จัดกิจกรรมการเรยี นรูน้ ้ันอาจยงั ไมส่ อดคล้องกับความถนดั และความสนใจของนักเรียน
ดังนั้นผู้สอนจึงต้องค้นหาวิธีและเทคนิคการสอนวิธีใหม่ที่เหมาะสมกับความถนัดและความสนใจของ
นักเรียนการทำวจิ ยั ของผู้สอนจะใชเ้ ป็นหลักฐานยนื ยันว่าวิธีและเทคนคิ การสอนวิธใี หม่ท่ีผู้สอนสามารถนำมาใช้จัด
กจิ กรรมการเรยี นร้นู ้นั มผี ลการพฒั นาผลสมั ฤทธิ์การเรยี นรขู้ องนกั เรยี นหรอื ไมอ่ ยา่ งไรเมอ่ื เปรียบเทียบเปรียบเทียบ
กับวิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดิม ด้วยเหตุดังกล่าวจึงตอบคำถามว่าทำไมผู้สอนจึงต้องทำวิจัยทั้งวิจัยเพื่อพัฒนา
และแก้ปัญหานกั เรียน
ท 4.1 ป.4/1 กำหนดข้อความเฉพาะตัวชี้วัดว่า สะกดคำและบอกความหมายของคำในบริบทต่าง ๆ
สาระสำคัญเฉพาะสะกดคำและบอกความหมายของคำถูกกำหนดเป็นสาระการเรียนรู้แกนกลางว่าทบทวนสาระ
การเรียนรูห้ ลักการใช้ภาษาไทย ชั้น ป.1 – 3 คำเป็นคำตาย (ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551) สาระการเรียนรู้แกนกลางดังกล่าวกำหนดอยู่ในหนังสือเรียนรายวิชา
ภาษาไทยกลมุ่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทยโดยใช้ช่ือว่าชุดพื้นฐานภาษา (เป็นคำใหมใ่ นบทเรียนและคำทีน่ กั เรียนควร
2
รู้(ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4) หนังสือดังกล่าวจัดทำโดยกระทรวงศึกษาธิการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ท 2.1 ป.4/2
กำหนดขอ้ ความเฉพาะตวั ชวี้ ดั ว่าเขยี นส่ือสารโดยใช้คำไดถ้ กู ตอ้ ง ชดั เจน และเหมาะสม สาระสำคัญเฉพาะของการ
เขียนและการสื่อสารถูกกำหนดเป็นสาระการเรียนรู้แกนกลางว่าทบทวนสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเ กี่ยวกับการ
เขียนสื่อสาร (ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551) สาระ
การเรียนรู้แกนกลางดังกล่าวกำหนดอยู่ในหนังสือเรียนรายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไท เป็นการ
เรียนร้เู ร่อื งของการเขียนคำก่อนนำปสกู่ ารเขียนเป็นรูปแบบประโยคและส่ือความหมายออกมาได้หนังสือดังกล่าว
จัดทำโดยกระทรวงศึกษาธกิ ารการศึกษาขนั้ พื้นฐาน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยให้กับนักเรียนระดับช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรยี นเทศบาลหวั ดง(ป.ฟักอังกูร) อำเภอลบั แล จังหวดั อตุ รดิตถ์ ทเ่ี คยเปน็ มาพบว่านักเรียน
บางส่วนมีปัญหาในเรื่องของการอา่ นไม่ออกและการเขียนไม่ได้ของคำในคำพื้นฐานวิชาภาษาไทย สำหรับการจดั
กิจกรรมการเรียนรู้ตาม ท 4.1 ป.4/1 สะกดคำและบอกความหมายของคำในบริบทต่าง ๆ และ ท 2.1 ป.4/2
เขียนสื่อสารโดยใช้คำได้ถูกต้อง ชัดเจน และเหมาะสม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยให้กับนักเรียนระดับ
ประถมศึกษาปีท่ี 4 เรื่องการอา่ นและการเขียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้ดังกล่าวจะจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
รปู แบบเดมิ ท่เี ป็นการเรียนการสอนแบบอธบิ ายและผูเ้ รียนทำใบงานอย่างเดียวเท่านัน้ ส่วนการประเมินผลการเรียนรู้
จะประเมิน 3 ด้านรวมกันคือ ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นทกั ษะ กระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
และกำหนดระดับผลการการเรียนรู้ทปี่ ระเมนิ เป็น 4 ระดบั ตามเกณฑ์ประเมินของสำนกั งานการศึกษาขนั้ พน้ื ฐานคือ คือ
ดีเยยี่ ม มรี ้อยละของค่าคะแนนเฉล่ีย 80 – 100 ดี ร้อยละ 65 – 79 พอใช้ (ผ่าน) ร้อยละ 50 -64 และต้องปรับปรุง
(ไมผ่ า่ น) ต่ำกวา่ รอ้ ยละ 50 สำหรับเกณฑ์การประเมนิ ผา่ นเฉพาะรายบุคคลน้นั นกั เรยี นแตล่ ะคนตอ้ งมีผลการเรียนรู้
ตั้งแต่ระดับ ดี ส่วนเกณฑ์การประเมนิ ผ่านทั้งชั้นเรียนนั้นต้องมีนักเรียนอย่างน้อยร้อยละ 70 ของจำนวนทั้งหมด
มผี ลการเรียนรู้ต้ังแตร่ ะดบั ดี
จากการวดั และประเมินผลรวมท้ังชนั้ เรยี นเร่ืองการอ่านและการเขยี นคำยากในภาษาไทย ตามเกณฑ์การ
ประเมินผ่านพบว่า นกั เรยี นทม่ี ีผลการเรยี นรูร้ ะดับ ดี คิดเป็นร้อยละ 60 ซ่งึ ต่ำกวา่ เกณฑป์ ระเมินผ่านที่กำหนดคือ
ร้อยละ 70 จากการสัมภาษณน์ ักเรยี นพบว่า สาเหตุทท่ี ำให้ผลการเรียนรู้ต่ำกวา่ เกณฑ์การประเมินผา่ นทก่ี ำหนดเป็น
เพราะว่านกั เรียนบางส่วนมีการอา่ นและเขียนไมไ่ ด้เน่ืองจากไม่สนใจในการเรียนรู้หรอื การเรียนไม่มีความน่าสนใจ
เชน่ เดก็ ชายธนวนิ ท์ ชมุ พลสขุ และเดก็ หญงิ ณชิ ชยา เตชยั ใหเ้ หตผุ ลวา่ มันนา่ เบือ่ และบางครง้ั อา่ นคนเดียวไม่ได้ครู
สอนรวดเร็วเกินไปทำให้เรียนไม่ทันและมักต้องให้เพื่อนสอนย้ำอีกครั้งถึงจะได้จากสาเหตุของปัญหาและ
ความสำคญั ของการจดั กิจกรรมการเรยี นร้เู รอื่ งการอา่ นและการเขียนคำยากในภาษาไทยดงั กล่าวก่อนหน้าผู้วิจัยจึง
3
ต้องทำการวิจัยเพื่อพัฒนา/ปรับปรุงผลการเรียนรู้เรือ่ งดังกล่าวของนักเรยี นระดับช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรียน
เทศบาลหัวดง(ป.ฟักองั กูร) อำเภอลบั แล จังหวัดอุตรดิตถ์
ชุดฝึกทักษะ หมายถึง งานหรือกจิ กรรมทีค่ รสู ร้างขึน้ โดยมีรูปแบบกิจกรรมหลากหลายมจี ุดมุ่งหมายเพื่อ
ฝกึ ใหน้ ักเรยี นมีความรู้ความเข้าใจบทเรียนได้ดียง่ิ ขน้ึ และชว่ ยฝึกทกั ษะต่าง ๆ ให้ผเู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้อย่างแท้จริง
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ด้วยวิธีการสอนแบบร่วมมือ Think Pair Share หมายถึง เป็นวิธีการจับคู่เพ่ือใหผ้ ู้เรียน
ทำกิจกรรมการเรียนร่วมกันเพื่อให้คำแนะนำปรึกษาหรือแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์และร่วมมือกันทำ
กิจกรรมตามกระบวนการเรยี นจนค้นพบข้อสรุปข้อความรูห้ รอื คำตอบร่วมกันข้ันตอนของการจัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือดว้ ยเทคนิค Think-Pair-Shar ของ ขจรศกั ดิ์ หลักแกว้ มขี ้ันตอนสำคญั ดังนี้
ข้นั ท่ี 1 แบง่ ผู้เรียนเป็นกลมุ่ เลก็ ๆ แบบคละความสามารถกลมุ่ ละ 2 - 4 คน
ข้ันที่ 2 ครตู ้งั ประเดน็ ส้นั ๆ หรือโจทยค์ ำถาม
ขน้ั ที่ 3 ผู้เรยี นแต่ละคนคิดหาคำตอบด้วยตนเองสกั 1-2 นาที
ข้ันที่ 4 ใหผ้ ู้เรยี นจบั คู่กับเพอ่ื นแลกเปลี่ยนความคดิ ผลัดกนั เลา่ ความคิดหรือคำตอบของตนให้เพ่ือนฟังจน
ไดข้ ้อสรุปที่เห็นพ้องกัน
ขนั้ ที่ 5 ผู้เรยี นคนใดคนหนึ่งสามารถอธบิ ายคำตอบใหเ้ พื่อนฟงั ทง้ั ช้ันได้หรอื ครูสมุ่ บางคู่มารายงานหน้าชั้น
เรยี น ตัวอยา่ งงานวิจัย เช่น
สุพิณญา เหล็กเพชร เสนอ ภิรมจิตรผ่องและสุนทร วรหาร (2559) ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการ
เขียนสะกดคำโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ Think Pair Share ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนบา้ นนากระแซง สำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี ผลการวจิ ยั พบวา่ ผลการพัฒนา
ทกั ษะการเขียนดว้ ยกระบวนการเรียนร้แู บบรว่ มมือ 5 ช้ัน การทำงานเป็นกลุ่ม สำหรับพฒั นาทักษะการเขียนสะกด
คำของนักเรียนสามารถพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำได้ตามเกณฑท์ ี่กำหนดไว้นักเรียนมผี ลสัมฤทธิ์เฉลี่ยร้อยละ
87.44 ของคะแนนเตม็ และผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 83.88 ของจำนวนนักกเรียนทั้งหมดผลการพฒั นาทักษะการเขียน
โดยใชก้ ระบวนการเรียนรู้แบบรว่ มมือของนักเรียนเมอ่ื พิจารณาจากค่าเฉล่ียพบว่าหลังเรยี นมีค่าเฉลี่ยของคะแนน
สูงกว่าก่อนเรียนความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำโดยใช้กระบวนการเรียนรู้
แบบรว่ มมืออยทู่ ่ีระดบั มากที่สดุ
นางกาญจนา ชลเกริกเกียรติ (2561) ทำวิจัยเร่ือง การพัฒนาทักษะการอา่ นและเขยี นคำพน้ื ฐานภาษาไทย
โดยใช้ชุดฝึกทักษะสาระการเรยี นรูภ้ าษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจยั พบวา่ การพฒั นาทักษะ
การอา่ นและเขียนคำพน้ื ฐานภาษาไทยโดยใชช้ ุดฝกึ ทักษะสาระการเรยี นรภู้ าษาไทยของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปี
ที่ 1 มปี ระสิทธภิ าพซ่ึงงสูงกวา่ เกณฑ์มาตรฐานที่ต้งั ไว้ผลทเ่ี กดิ กบั นกั เรียนหลงั การพัฒนาทักษะการอ่านและเขียน
4
คำพืน้ ฐานภาษาไทยโดยใชช้ ุดฝึกทกั ษะสาระการเรียนรูภ้ าษาไทยของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 1 พบวา่ นกั เรียน
มีทักษะการอ่านและเขียนดขี ้ึนซง่ึ สง่ ผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นดา้ นทกั ษะการอา่ นและเขียนคำพนื้ ฐาน
สงู ขนึ้
นางกัญญาภคั คำงาม (2558) ทำวิจัยเร่ืองการพฒั นาทกั ษะการอา่ นสะกดคำของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปี
ที่ 2/1 ผลการวิจัยพบว่า การใช้ชุดฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำผู้วิจัยได้นำผลจากการคัดกรองนักเรียนตาม
โครงการด้านการอ่านการเขียนภาษาไทย “ปี 2558 เป็นปปี ลอดนกั เรียนอา่ นไมอ่ อกเขยี นไม่ได”้ โดยสำนกั งานเขต
พืน้ ท่กี ารศึกษามัธยมศึกษาเขต 33 นัน้ นกั เรียนช้นั ม.2/1 จำนวน 3 คน ยงั อ่านสะกดคำอยู่ในเกณฑ์ร้อยละเฉลี่ย
41.33 คือผลยงั ต้องมีการแกไ้ ข ดังนัน้ ครจู งึ มกี ารสอนและใช้กระบวนการเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื Think Pair Share ใน
การทจี่ ะให้นกั เรียนมคี วามเขา้ ใจทักษะในดา้ นการอา่ นสะกดคำ หลังจากน้นั ครไู ดใ้ ชแ้ บบทดสอบการอา่ นชุดเดิมให้
นักเรียนได้อา่ นสะกดคำอีกครั้งหนึ่งผลปรากฎว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ในด้านการอ่านสะกดคำโดยคิดเป็นร้อยละ
เฉล่ยี 90.33 แสดงวา่ นักเรียนมพี ัฒนาการอ่านทด่ี ีขึ้นจากผลการทบทวนตัวอย่างงานวิจัยทจ่ี ัดกิจกรรมการเรียนรู้
โดยใช้ชุกฝึกทักษะและการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค Think-Pair-Shar เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวม
นักเรียนมีระดับผลการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้ายรวมกันคือ ด้านความรู้ (K) ด้านผลผลิต กระบวนการ (P) และด้าน
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A) ท่ีระดับ ดมี าก
ด้วยบทบาทหน้าที่ของผู้สอน ตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 มาตราที่ 22 มาตราที่ 24 (5)
มาตราที่ 30 และจากสภาพของปัญหาและความสำคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอา่ นและเขียนคำ
ยากในภาษาไทยผู้สอนจึงมีแนวคิดที่จะทำวิ จัยเพื่อพัฒนา หรือปรั บปรุงผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดั บชั้ น
ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร) อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยใช้ชุดฝึกทักษะ
ผลการวิจัยจะทำให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลการเรียนรู้เรื่องการอ่านและเขียนคำยากในภาษาไทย
เพ่มิ ขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับนวัตกรรมเดิมที่คร/ู อาจารย์พ่ีเล้ียงใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ปีการศึกษาก่อนหน้าทำการ
วจิ ยั
คำถามการวจิ ัย
1. การสร้างชุดฝึกทกั ษะเรื่องการอ่านและการเขยี นของนักเรียนระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนเทศบาลหัว
ดง(ป.ฟกั องั กูร) อำเภอลบั แล จังหวดั อตุ รดติ ถ์ ทำอยา่ งไร
2. ผลการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านและการเขียนกับนักเรียนระดับชั้น
ประถมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรียนเทศบาลหวั ดง(ป.ฟักอังกูร) อำเภอลบั แล จงั หวดั อุตรดติ ถ์ เปน็ อย่างไร
3. ระดบั ความพงึ พอใจของนักเรยี นระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นเทศบาลหวั ดง(ป.ฟักอังกรู ) อำเภอลับแล
จังหวดั อุตรดิตถ์ จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้เรื่องการอ่านและการเขียนเป็นอยา่ งไร
5
วัตถุประสงค์การวจิ ยั
1. เพอ่ื พฒั นาความสามารถในการอ่านและการเขยี นของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 4
2. เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่านและการเขียนกับ
นักเรียนระดับช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4
3. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีต่อการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะจัด
กจิ กรรมการเรียนรูเ้ รอ่ื ง การอ่านและการเขยี น
ผลและประโยชนท์ ี่คาดว่าจะไดร้ ับ
1. มชี ดุ ฝึกทกั ษะการอ่านและเขียนคำยากในภาษาไทยระดับชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง (ป.ฟัก
องั กูร)
2. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร) จะได้เรียนรู้เรื่อง การอ่านและการ
เขยี นคำยากเมอื่ ใชช้ ุดฝึกทกั ษะโดยวิธีการสอนแบบรว่ มมอื Think Pair Share
3. ความสำเรจ็ ของงานวิจัยสามารถใช้เปน็ แนวทางการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรยี น กลุม่ สาระการ
เรยี นรอู้ ื่น ๆ
ขอบเขตการวิจยั
1. ขอบเขตดา้ นประชากร
นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนเทศบาลหวั ดง(ป.ฟกั องั กูร) อำเภอลบั แล จงั หวดั อตุ รดติ ถ์
2. ขอบเขตดา้ นตวั แปร
2.1 ตวั แปรอสิ ระ
1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรือ่ งการอ่านและการเขียนคำยากโดยใช้วิธกี ารสอนแบบรว่ มมือ Think Pair Share
กับนกั เรยี นระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักองั กรู ) อำเภอลับแล จงั หวดั อตุ รดติ ถ์
2. การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้เรื่องการอา่ นและการเขยี นคำยากกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน
เทศบาลหวั ดง (ป.ฟกั อังกูร) อำเภอลับแล จังหวดั อุตรดิตถ์ โดยทดลองใช้ชดุ ฝึกทกั ษะ
2.2 ตวั แปรตาม
1. ระดับผลการเรียนรู้เรื่องการอ่านและการเขียนคำยากจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนระดับชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนเทศบาลหวั ดง(ป.ฟักอังกูร) อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยทดลองใช้วิธีการสอน
แบบรว่ มมือ Think Pair Share
2. ระดับผลการเรียนรู้เรื่องการอ่านและการเขียนคำยากจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนระดับช้ัน
ประถมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกรู ) อำเภอลบั แล จังหวัดอตุ รดติ ถ์ โดยทดลองใช้ชดุ ฝึกทักษะ
6
3. ระดบั ความพึงพอใจของนักเรยี นระดับชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรยี นเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกรู ) อำเภอลับแล
จงั หวดั อุตรดติ ถ์ ทีม่ ีต่อการจัดกิจกรรมการเรยี นร้เู รื่องการอ่านและการเขียนคำยาก โดยทดลองใช้วิธีการสอนแบบ
รว่ มมอื Think Pair Share ร่วมกับชุดฝกึ ทกั ษะ
2.3. ขอบเขตด้านเนือ้ หา
การอา่ นและการเขยี นคำยากมาตรฐานการเรยี นรู้ ท 4.1 สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
2.4. ขอบเขตด้านระยะเวลาและสถานท่ี
ดำเนินการทำวจิ ัยท่ีโรงเรยี นเทศบาลหวั ดง(ป.ฟกั องั กรู ) อำเภอลบั แล จงั หวัดอตุ รดิตถ์ ปีการศึกษา 2564
นิยามคำศัพท์เฉพาะ
1. นักเรียนระดับชั้น ป.4 หมายถึง นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร)
อำเภอลบั แล จงั หวดั อุตรดิตถ์
2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดว้ ยวิธีการสอนแบบร่วมมอื Think Pair Share หมายถึง เป็นวิธกี ารจบั คู่เพ่ือให้
ผู้เรียนทำกิจกรรมการเรยี นร่วมกัน เพื่อให้คำแนะนำปรกึ ษาหรือแลกเปลี่ยนความรูป้ ระสบการณ์ และร่วมมอื กนั
ทำกิจกรรมตามกระบวนการเรียนจนค้นพบข้อสรุปข้อความรู้หรือคำตอบร่วมกัน ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมือดว้ ยเทคนคิ Think-Pair-Shar มีขจรศกั ดิ์ หลักแกว้ มีขนั้ ตอนสําคัญ ดังนี้
ขน้ั ท่ี 1 แบง่ ผู้เรียนเป็นกลุ่มเลก็ ๆ แบบคละความสามารถกลมุ่ ละ 2 - 4 คน
ขนั้ ท่ี 2 ครตู ัง้ ประเดน็ ส้ัน ๆ หรอื โจทยค์ ําถาม
ขน้ั ที่ 3 ผเู้ รียนแตล่ ะคนคดิ หาคําตอบดว้ ยตนเองสัก 1-2 นาที
ขั้นที่ 4 ให้ผู้เรียนจับคู่กับเพื่อนแลกเปลี่ยนความคิดผลัดกันเล่าความคิด หรือคําตอบของตนให้เพื่อนฟังจนได้
ขอ้ สรุปทีเ่ ห็นพอ้ งกนั
ขัน้ ที่ 5 ผูเ้ รียนคนใดคนหน่งึ สามารถอธบิ ายคําตอบใหเ้ พอ่ื นฟังทงั้ ชั้นไดห้ รือ ครสู ุ่มบางคู่มารายงานหน้าช้ันเรยี น
3. ชดุ ฝึกทกั ษะ หมายถงึ งานหรือกิจกรรมท่คี รสู รา้ งขึน้ โดยมรี ูปแบบกิจกรรมหลากหลาย มีจุดมุง่ หมายเพ่ือฝึกให้
นักเรยี นมีความรูค้ วามเข้าใจบทเรียนไดด้ ยี ิง่ ขึน้ และช่วยฝึกทักษะตา่ ง ๆ ใหผ้ ้เู รียนเกิดการเรยี นรู้อย่างแทจ้ ริง
4. การอ่าน หมายถึง กระบวนการที่ผู้อ่านรับรู้สารซึ่งเป็นความรู้ ความคิด ความรู้สึกและความคิดเห็นที่ผู้เขียน
ถ่ายทอดออกมาเปน็ ลายลกั ษณ์อกั ษร
5. การเขียน หมายถงึ การสอื่ สารชนดิ หนงึ่ ของมนุษย์เราที่ตอ้ งอาศัยความพยายาม การเขยี นเป็นการแสดงความรู้
ความคดิ ความรู้สกึ ความต้องการ เปน็ ลายลักษณอ์ กั ษรต่อผู้ท่ีอ่านเพื่อให้ผรู้ ับสารสามารถอา่ นได้เขา้ ใจ
6. ผลสมั ฤทธ์ิการเรียนรู้
6.1 ค่าคะแนนเฉลี่ยทั้งชั้นเรียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟัก
องั กรู ) จากการจดั กิจกรรมการเรียนรู้เรือ่ งการอา่ นและการเขียนโดยใชว้ ิธกี ารสอนแบบร่วมมอื Think Pair Share
7
6.2 คา่ คะแนนเฉลยี่ ทง้ั ช้ันเรียนของนักเรยี นระดับช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรยี นเทศบาลหวั ดง
(ป.ฟกั อังกูร) จากการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เรอ่ื งการอ่านและการเขยี นโดยใช้ชุดฝกึ ทักษะ
7. ระดับผลการเรียนรู้ หมายถึง ระดับผลการเรียนรู้ที่กำหนดตามเกณฑ์วัดและประเมินผลของสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานหรือ สพฐ. (2550) ดงั นี้
ดเี ยยี่ ม มคี า่ ร้อยละของคา่ คะแนนเฉล่ีย 80-100
ดี มีคา่ รอ้ ยละของค่าคะแนนเฉลย่ี 65-79
พอใช้ (ผา่ น) มีค่าร้อยละของคา่ คะแนนเฉลย่ี 50-64
ตอ้ งปรับปรุง(ตำ่ กวา่ เกณฑ์) มีคา่ รอ้ ยละของคา่ คะแนนเฉลยี่ ตำ่ กวา่ 50
8. การพัฒนาผลสัมฤทธิก์ ารเรียนรู้ หมายถงึ คา่ คะแนนเฉลี่ยท้งั ชน้ั เรียนของนกั เรยี นระดับชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 4
โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักองั กูร) ที่เพิ่มขึ้นอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ α = 0.05 เมื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์
การเรียนรเู้ รือ่ งการอา่ นและการเขียนคำยากระหวา่ งการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ด้วยวธิ ีการสอนแบบร่วมมือ Think
Pair Share รว่ มกับการทดลองใชช้ ดุ ฝึกทกั ษะ
9. ความพงึ พอใจ หมายถงึ ความพึงพอใจด้านเอกสาร กิจกรรม ตวั ครู บรรยากาศและความรู้ความเข้าใจเน้ือหา
ของนักเรยี นประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรียนเทศบาลหวั ดง(ป.ฟักอังกูร) ทีม่ ตี อ่ การจดั กิจกรรมการเรียนร้เู รื่องการอ่าน
และการเขียนคำยากโดยวธิ ีการสอนแบบร่วมมอื Think Pair Share รว่ มกับการทดลองใชช้ ดุ ฝกึ ทักษะ
10. ระดบั ความพงึ พอใจ หมายถงึ ระดับความพึงพอใจของนกั เรยี นระดับชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรยี นเทศบาล
หัวดง(ป.ฟักอังกูร) ที่มีต่อการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรือ่ งการอ่านและการเขียนคำยากโดย
ระดับความพึงพอใจแต่ละด้าน ดังกล่าวข้อ 7 จะอ้างอิงตามเกณฑ์ระดับคะแนนเฉลี่ยของ บุญชม ศรีสะอาด
(2545) ดังนี้
คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจที่ระดับมากสดุ
คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มคี วามพงึ พอใจทร่ี ะดบั มาก
คะแนนเฉลย่ี 2.51 – 3.50 หมายถึง มคี วามพึงพอใจที่ระดับปานกลาง
คะแนนเฉลยี่ 1.51 – 2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจทรี่ ะดบั นอ้ ย
คะแนนเฉลย่ี 1.00 – 1.50 หมายถงึ มีความพึงพอใจที่ระดับน้อยสุด
สมมติฐานการวิจยั
สมมติฐานการวิจยั ท่ี 1
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านและการเขียนคำยากโดยใช้รูปแบบการสอนแบบอธิบาย
แบบเดิมกับนักเรยี นระดับชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรยี นเทศบาลหวั ดง(ป.ฟกั อังกรู ) อำเภอลบั แลจงั หวัดอุตรดิตถ์
8
พบวา่ เม่ือเทียบกับระดับผลการเรียนรู้ตามเกณฑ์ของ สพฐ. นกั เรียนจำนวนทั้งหมดมผี ลการเรยี นรู้ทีร่ ะดบั 60 ซ่ึง
ต่ำกว่าเกณฑ์ประเมินผ่านคือต้องผ่านอย่างน้อยรอ้ ยละ 70 สาเหตุเป็นเพราะรูปแบบการเรียนการสอนเดิมทำให้
ผู้เรียนเกดิ ความเบือ่ หน่ายและทำใหผ้ ู้เรยี นไม่อยากเรยี นจงึ ทำเกิดปญั หาการอา่ นไม่ออกและเขียนไม่ได้เกดิ ขึ้น
จากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
บัญญัติความตามมาตรา 22 ว่าการจัดต้องยึดหลักวา่ นักเรียนทุกคนสามารถเรียนรูแ้ ละพัฒนาตนเองได้และถือวา่
นกั เรียนทกุ คนมคี วามสำคัญท่สี ดุ กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสรมิ ให้นักเรยี นนนั้ สามารถพฒั นาตามธรรมชาติ
และเต็มตามศกั ยภาพความตามมาตรา 24 (1) บัญญตั ิวา่ การจดั กระบวนการเรียนร้ใู ห้สถานศึกษาและหน่วยงานท่ี
เกี่ยวข้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของนักเรียนโดยคำนึงถึงความ
แตกต่างระหว่างบุคคลและความตอนหนึ่งของมาตราเดียวกันบัญญัตวิ า่ ให้ผู้สอนสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนง่ึ
ของกระบวนการเรียนรู้และความตามมาตรา 30 บัญญัติว่าให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มี
ประสิทธิภาพรวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อที่จะพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนในแต่ละ
สถานศกึ ษาจากความตามมาตราดงั กล่าวถึงตีความว่าภายหลงั ที่ผูส้ อนจัดกิจกรรมการเรียนรูส้ าระการเรียนรู้ใด ๆ
ดว้ ยวธิ ีและเทคนิคการสอนวธิ ีการใดวธิ กี ารหนง่ึ แล้วเมอ่ื ทำการวัดและประเมินผลพบว่ามีผลอย่างใดอย่างหนึ่งคือ
จำนวนนักเรียนทั้งชั้นเรียน จำนวนนักเรียนส่วนมากของชั้นเรียนหรือนักเรียนจำนวนส่วนน้อยของชั้นเรียนมี
ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดขึ้นผลการประเมินดังกล่าวไม่สามารถลงข้อสรุปว่า
ผลสมั ฤทธิก์ ารเรยี นรู้ของนกั เรียนไม่ผา่ นเกณฑ์มาตรฐานที่ผสู้ อนได้กำหนดและไดถ้ ูกตัดสินให้ “ตก” ในสาระการ
เรียนรู้นั้นแต่ผู้สอนต้องพงึ ตระหนักเสมอว่าการทีน่ ักเรียนมีผลสัมฤทธิก์ ารเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด
อาจจะเป็นเพราะว่าวิธีและเทคนิคการสอนตามทีผ่ ู้สอนนำมาใช้จดั กิจกรรมการเรียนรู้นัน้ อาจยังไม่สอดคล้องกับ
ความถนัดและความสนใจของนกั เรยี น มสี าระสำคัญคือ
ท 4.1 ป.4/1 สะกดคำและบอกความหมายของคำในบริบทต่างๆสาระสำคญั เฉพาะสะกดคำและบอกความหมาย
ของคำ
ท 2.1 ป.4/2 เขียนสื่อสารโดยใช้คำได้ถูกต้อง ชัดเจน และเหมาะสม จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา
ภาษาไทย กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทยให้กับนกั เรยี นระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟัก
องั กรู ) อำเภอลบั แล จังหวดั อตุ รดติ ถ์ ทเี่ คยเป็นมาพบวา่ นักเรยี นบางสว่ นมีปญั หาในเรื่องของการอ่านไม่ออกและ
การเขียนไม่ได้ของคำพื้นฐานในรายวิชาภาษาไทย โดยมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรูปแบบเดิมที่เป็นการ
เรยี นการสอนแบบอธิบายและผู้เรียนทำใบงานอย่างเดียวเทา่ นน้ั ทำให้ผู้เรียนไม่เกดิ การพัฒนาในด้านของการอ่าน
และการเขยี นและยงั ทำใหผ้ ู้เรยี นเกดิ การเบือ่ หน่ายในการเรียน ผู้วจิ ัยจงึ ได้ศกึ ษาจากการเฉพาะงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข้อง
พบวา่
9
สุพิณญา เหล็กเพชร เสนอ ภิรมจิตรผ่อง และสุนทร วรหาร (2559) ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการ
เขียนสะกดคำโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ Think Pair Share ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนบา้ นนากระแซง สำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาอุบลราชธานี ผลการวจิ ยั พบวา่ ผลการพัฒนา
ทกั ษะการเขยี นด้วยกระบวนการเรียนรแู้ บบร่วมมอื 5 ชนั้ การทำงานเปน็ กลุม่ สำหรบั พฒั นาทักษะการเขียนสะกด
คำของนักเรียนสามารถพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำได้ตามเกณฑ์ทีก่ ำหนดไว้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์เฉลีย่ ร้อยละ
87.44 ของคะแนนเตม็ และผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 83.88 ของจำนวนนักกเรียนทั้งหมดผลการพฒั นาทักษะการเขียน
สะกดคำโดยใช้กระบวนการเรยี นรู้แบบร่วมมือของนกั เรยี นเมอื่ พิจารณาจากค่าเฉลีย่ พบว่าหลังเรียนมีค่าเฉล่ียของ
คะแนนสูงกว่าก่อนเรียนความพึงพอใจของนักเรียนทีม่ ีตอ่ การพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำโดยใช้กระบวนการ
เรยี นรู้แบบร่วมมืออยู่ท่ีระดับ มากท่ีสุด
นางกาญจนา ชลเกรกิ เกียรติ (2561) ทำวจิ ัยเร่ือง การพัฒนาทักษะการอา่ นและเขยี นคำพืน้ ฐานภาษาไทย
โดยใช้ชุดฝกึ ทกั ษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 ผลการวจิ ัยพบวา่ การพัฒนาทักษะ
การอ่านและเขยี นคำพ้ืนฐานภาษาไทยโดยใชช้ ุดฝึกทักษะสาระการเรยี นรภู้ าษาไทยของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปี
ท่ี 1 มปิ ระสิทธภิ าพซง่ึ งสงู กว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ต้ังไว้ผลที่เกดิ กับนักเรียนหลงั การพัฒนาทักษะการอ่านและเขียน
คำพืน้ ฐานภาษาไทยโดยใช้ชดุ ฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 พบว่านักเรียน
มีทกั ษะการอ่านและเขียนดีข้นึ ซึ่งส่งผลใหน้ ักเรยี นมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นดา้ นทกั ษะการอา่ นและเขยี นคำพ้ืนฐาน
สงู ข้ึน
นางกญั ญาภคั คำงาม (2558) ทำวจิ ัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำของนักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษา
ปที ี่ 2/1 ผลการวิจยั พบว่า การใชช้ ดุ ฝึกพฒั นาทกั ษะการอา่ นสะกดคำผวู้ ิจยั ไดน้ ำผลจากการคดั กรองนักเรียนตาม
โครงการดา้ นการอ่านการเขยี นภาษาไทย “ปี 2558 เปน็ ปีปลอดนักเรียนอา่ นไมอ่ อกเขียนไมไ่ ด”้ โดยสำนักงานเขต
พ้นื ทีก่ ารศกึ ษามัธยมศึกษาเขต 33 นนั้ นกั เรยี นชัน้ ม.2/1 จำนวน 3 คน ยงั อา่ นสะกดคำอย่ใู นเกณฑ์ร้อยละเฉล่ีย
41.33 คือผลยงั ต้องมกี ารแกไ้ ข ดงั น้นั ครูจงึ มีการสอนและใช้กระบวนการเรียนร้แู บบรว่ มมือ Think Pair Share ใน
การทจี่ ะให้นักเรียนมีความเข้าใจทักษะในด้านการอา่ นสะกดคำ หลังจากน้นั ครไู ดใ้ ชแ้ บบทดสอบการอา่ นชุดเดิมให้
นักเรียนได้อา่ นสะกดคำอีกคร้ังหน่ึงผลปรากฎว่านักเรียนมผี ลสัมฤทธิ์ในด้านการอ่านสะกดคำโดยคิดเป็นร้อยละ
เฉล่ีย 90.33 แสดงว่านักเรียนมีพัฒนาการอ่านที่ดีขึ้นจากผลการทบทวนตัวอย่างงานวิจัยทจ่ี ัดกิจกรรมการเรียนรู้
โดยใช้ชุกฝึกทักษะและการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค Think-Pair-Shar เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวม
นักเรียนมีระดับผลการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้านรวมกันคือ ด้านความรู้ (K) ด้านผลผลิต กระบวนการ (P) และด้าน
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A) ที่ระดับมาก
สมมติฐานการวิจยั ที่ 2
จากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า สมบัติ พลอยศรี (2554 : 86) ศึกษาความคิดเหน็
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาชุดแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและ
10
เขียนคำในมาตราตัวสะกดแมก่ .กาสำหรับนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1 ผลการวจิ ยั พบว่า แบบฝึกเสรมิ ทักษะการ
อ่านและเขียนคำประสมในแม่ก.กาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 81.82/84.23
นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1 มรี ะดบั ความคิดเหน็ ตอ่ แบบฝึกเสริมทกั ษะการอ่านและเขียนคำประสมในแม่ก.กา
การวิจัยพบว่านกั เรยี นมคี วามพงึ พอใจตอ่ การทดลองจดั กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยนวตั กรรมดงั กลา่ วอย่ทู รี่ ะดับ ดีมาก
ลุนา ศรกี ตุ า (2553 : บทคัดยอ่ ) ศึกษาเรอ่ื งการพฒั นาทกั ษะการอ่านและเขยี นคำพนื้ ฐานภาษาไทยโดยใช้
แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรูภ้ าษาไทยของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนและความสามารถในการอา่ นและเขยี นคำพ้นื ฐานภาษาไทยของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 2/1 ซึ่ง
ผลที่เกิดกับนักเรียนหลังการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการ
เรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 พบว่านักเรียนมีทักษะการอ่านและเขียนดีขึ้นซึ่งส่งผลให้
นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะ การอ่านและเขียนคำพื้นฐานสูงขึ้นค่าเฉลี่ยร้อยละ 86.47 การวิจัย
พบว่านกั เรียนมคี วามพงึ พอใจตอ่ การทดลองจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ด้วยนวัตกรรมดงั กลา่ วอยทู่ รี่ ะดับ ดีมาก
กฤษณา ธรี ะเชาวพัฒน์ (2557 : บทคัดย่อ) ได้ศกึ ษาเร่ืองการพัฒนาทกั ษะการอ่านของนักเรียนระดับชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ชุดแบบฝึกการอ่านสะกดคำมีวัตถุประสงค์เพ่ือส่งเสริมทักษะการอ่านสะกดคำสำหรับ
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 โดยใช้
นักเรียนจำนวนทั้งหมด 7 คน โดยใช้ชุดแบบฝึกการอ่านสะกดคำจำนวน 5 ชุดกิจกรรม โดยบันทึก คะแนนเป็น
ตารางและสรปุ ผลการเปรยี บเทยี บการอ่านและสะกดคำเป็นความเรยี งผลการศึกษาครัง้ นีป้ รากฏว่าการใช้แบบฝึก
การอ่านสะกดคำของนกเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 1 นกั เรียนสามารถอ่านและทำแบบสะกดคำได้ดีข้ึนคิดค่าเฉลี่ย
ได้เป็นร้อยละ 62.57 การวิจัยพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการทดลองจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรม
ดงั กลา่ วท่รี ะดบั ดี
จากการอ้างองิ นวตั กรรมที่นำมาใช้ทดลองจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ของงานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้องดังกล่าว จงึ กำหนด
สมมติฐานการวิจัยข้อท่ี 2 วา่ การจดั กิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองการอ่านและการเขียนโดยทดลองใช้ชุดฝึกทักษะมีผลต่อ
ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศลาบหัวดง(ป.ฟักอังกูร)อำเภอลับแล
จงั หวัดอุตรดติ ถ์ การวิจัยพบว่านักเรียนมคี วามพงึ พอใจต่อการทดลองจัดกิจกรรมการเรยี นรดู้ ้วยนวัตกรรมดังกล่าว
ทรี่ ะดับ ดีมาก
11
บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กยี่ วขอ้ ง
การทำวิจัยในชั้นเรียนเรอื่ งการพัฒนาทกั ษะการอ่านและเขยี นคำยากในภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัยขอเสนอผลการทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องประกอบด้วยหัวขอ้
หลกั ตามลำดบั ดังนี้
1. การวิจัยในชน้ั เรียน
2. ความจำเปน็ ท่ีครูตอ้ งทำวิจัยในชน้ั เรียน
3. นวัตกรรมทางการศกึ ษา
4. เครือ่ งมือการวิจัย
5. ความพึงพอใจ
6. ผลสมั ฤทธกิ์ ารเรยี นรู้
7. งานวิจัยท่เี ก่ยี วข้อง
แตล่ ะหวั ขอ้ หลกั ดงั กล่าว นำเสนอรายละเอียดตามลำดบั ขั้น ดังนี้
การวิจยั ในชั้นเรยี น
1. ความหมายของการวจิ ยั ในชัน้ เรยี น
การวิจัยในชั้นเรียน หมายถึงการวิจัยที่ทำในบริบทของชั้นเรียนและมุ่งนำผลการวิจัยมาใช้ในการ
พัฒนาการเรียนการสอนของตน เป็นการนำกระบวนการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาครูให้ไปสู่ความเป็นเลิศ และมี
อิสระทางวิชาการ (ทศิ นา แขมมณี 2540:5)
2. ประเภทของการวจิ ัยในชน้ั เรียน
การวจิ ยั ในช้นั เรียนพบว่า ใช้การวิจยั เชงิ บรรยายและวจิ ัยเชงิ ทดลองรายละเอยี ดเป็นดังนี้
1. การวิจยั เชงิ บรรยาย เป็นการศกึ ษาค้นควา้ ในลักษณะตอ่ ไปนี้
1 ศึกษารวบรวมขอ้ มูลต่าง ๆ ที่เกดิ ข้ึนในปัจจบุ นั ค้นหาขอ้ เทจ็ จริงตา่ ง ๆ ในเหตุการณท์ ่เี กิดขน้ึ แล้ว
2 ไมม่ กี ารสรา้ งสถานการณ์ใด ๆ
3 ไม่มีการกำหนดตัวแปรอสิ ระและตวั แปรตามใด ๆ
1.1 ลกั ษณะของปญั หาหรอื เรอ่ื งทเ่ี หมาะสมสำหรบั การวจิ ัยเชิงบรรยาย มลี ักษณะ ดงั นี้
1.1.1 ลกั ษณะเปน็ ความสมั พนั ธใ์ นปจั จบุ ัน
1.1.2 เป็นสิ่งทปี่ ฏิบตั ิอย่เู ปน็ ประจำ
1.1.3 ความเชื่อ แนวคิด หรอื ทัศนคติ
1.1.4 กระบวนการทก่ี ำลังดำเนนิ อยู่
1.1.5 เปน็ การทำนายลักษณะของผลท่จี ะเกิดข้ึน
12
1.2 ประเภทของการวิจัยเชิงบรรยาย
สำหรับการวิจัยในชั้นเรียนแบบการสำรวจเป็นแบบที่ควรใช้อย่างมากก่อนที่จะทำการวิจัยเชิงทดลอง
เพราะ การวิจัยแบบสำรวจจะทำให้ผู้วิจัยได้รู้จักเด็กรู้จักนักเรียนอย่างแท้จริงรู้ปัญหาของการเรียนการสอนท่ี
แท้จรงิ รสู้ าเหตุของปญั หาทีแ่ ทจ้ ริงทำใหร้ ้วู ่ามนี ักเรียนจำนวนเท่าใดทเี่ ปน็ ปัญหามีปญั หาเรื่องใดเพอื่ ครูจะสามารถ
แก้ไขปญั หาได้ตรงจุดและแก้ปัญหากับกลุ่มนักเรียนทเี่ ปน็ ปญั หาจริง ๆ เมอื่ ครูวจิ ัยในช้ันเรียนรู้จักเด็กอย่างดีแล้ว
ครูจงึ ต้องคดิ ต่อไปว่าจะแกไ้ ขอย่างไรแลว้ จงึ ลงมือแกไ้ ขหรอื ทดลองแก้ไขซง่ึ เป็นการวจิ ยั ในช้นั เรยี นเชงิ ทดลอง
2. การวิจัยเชิงทดลอง เป็นการศึกษาโดยจงใจเปลี่ยนแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่ทำอยู่สร้าง
สถานการณข์ ึน้ เอง เพ่ือศกึ ษาผลของการเปล่ยี นแปลงการวิจัยในชน้ั เรยี นก็คือทดลองใชน้ วตั กรรมการศึกษาท่ีสร้าง
ขน้ึ เพ่อื แกไ้ ขปญั หาการเรียนการสอนท่เี กดิ ข้นึ ในหอ้ ง
ตวั อยา่ งเช่น "ผลของการสอนโดยวิธีเกมตอ่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาไทยและความพอใจตอ่ การเรียนการ
สอนของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 6/2 โรงเรียนปยิ ะวิทยาคม" จากตัวอยา่ งผู้สอนจงใจเปล่ยี นแปลงวธิ ีสอนจาก
แบบเดิมมาเป็นสอนด้วยวิธีเกมเพื่อศึกษาว่าจะเกิดอะไรขึ้นคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยและความ
พอใจตอ่ การเรยี นการสอนของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 6/2 จะเป็นอย่างไร
(ดร.พมิ พันธ์ เดชะคปุ ต์ 2544 : 4)
3. ความจำเปน็ ทค่ี รตู อ้ งทำการวจิ ัยในช้นั เรียน
การปฏบิ ตั ิการวิจยั ในชน้ั เรยี น (Classroom Action Research) ถอื เป็นนวัตกรรมรูปแบบหนึ่งท่ีเอ้ือต่อ
การพัฒนาการเรยี นการสอนสำหรบั ครูยุคใหม่ที่สอดคล้องกับแนวการจัดการศึกษาตามแนวทางพระราชบัญญัติ
แหง่ ชาติ พุทธศักราช 2542 โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งในมาตรา 24 ระบวุ า่ “การจดั กระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ( 5 ) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการ
เรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเปน็ ส่วน
หนึง่ ของกระบวนการเรียนรู้
ทง้ั นี้ ผู้สอนและผเู้ รียนอาจเรียนรไู้ ปพร้อมกันจากสือ่ การเรยี นการสอนและแหล่งวิทยากรประเภทตา่ ง ๆ ”
จากข้อความดังกล่าวจะเหน็ ไดว้ า่ แนวคิดตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 เน้นการวิจัย
เปน็ ส่วนหนึ่งของการจดั การเรียนการสอน คอื ไมแ่ ยกสว่ นจากการเรียนการสอนวจิ ัยและพัฒนาการเรียนการสอน
ไปพรอ้ ม ๆ กนั การวจิ ัย (Research) เปน็ กระบวนการแสวงหาความรู้ การแก้ปญั หาหรอื การพัฒนาเพ่อื ใหไ้ ด้ข้อมูล
และข้อเทจ็ จรงิ ท่ถี ูกต้องเช่ือถอื ได้ (พ.ร.บ. การศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 มาตราที่ 22 ท่ี 24 (1) และ (5))
4. ประโยชน/์ ความสำคัญของการวจิ ยั ในช้นั เรียน
1. ช่วยแก้ปญั หาในห้องเรยี น
2. ชว่ ยทำให้เกดิ การเปลี่ยนแปลงในทางท่ดี ขี น้ึ
3. เป็นการเปลีย่ นบทบาทของครูใหม่
13
4. เสรมิ พลังอำนาจแก่ครูในการแก้ปญั หาในชน้ั เรยี น
5. ทำให้รู้ถึงวิธกี ารเรยี นการสอนท่มี ปี ระสิทธภิ าพ
6. เป็นการกระตนุ้ การสอนแบบสะทอ้ นกลับ
7. ช่วยตรวจสอบวิธีการทำงานครูทม่ี ีประสทิ ธิภาพ
8. ชว่ ยพัฒนาทกั ษะทางวิชาชพี ครู
9. เป็นการเชือ่ มโยงระหว่างวธิ สี อนกับผลที่ไดร้ ับ
10. ช่วยให้ครูนำผลการวิจยั ไปใช้ในห้องเรยี น
11. ทำให้ครูเป็นผูน้ ำการเปลย่ี นแปลง (Change agent)
จากประโยชนข์ ้างตน้ จะเห็นได้วา่ การวจิ ัยเชิงปฏิบตั กิ าร มีประโยชนต์ อ่ การพฒั นาการเรยี นการสอนเป็นอย่างมาก
ครูควรศึกษาขั้นตอนการวจิ ัยแลว้ นำไปพัฒนาการเรียนการสอนใหม้ ปี ระสิทธิภาพมากย่ิงขึน้ (แฮมทาโร่: ณัฐกรณ์
หนอ่ ตยุ้ )
นวตั กรรมทางการศกึ ษา ชดุ ฝกึ ทกั ษะการอ่านและการเขยี นคำยากในภาษาไทย
1.ความหมาย
นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง การนำแนวคิด วิธีการปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการพัฒนา
ปรับปรงุ หรือดัดแปลงใหม้ ีความเหมาะสมและสอดคลอ้ งกับการนำมาใช้ในการจดั การศกึ ษาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
แก้ไขปัญหาเพิ่มประสิทธภิ าพและประสิทธิผลและกอ่ ใหเ้ กิดความสำเรจ็ สูงสุดแก่ผู้เรียน (อญั ชลี โพธ์ิทอง และอัป
ษรศรี ปลอดเปลีย่ ว (2542 : 9), อรนุช ลิมตศิริ (2543 : 3)
ชุดฝึกทักษะการอ่าน หมายถึง หมายถึง สิ่งทีสร้างขึ้นเพื่อเสริมความเข้าใจและเสริมเพิ่มเติมเนื้อหา
บางส่วนทีช่วยให้นักเรียนได้ปฏิบัตแิ ละนําไปใชไ้ ดอ้ ยา่ งแม่นยําถูกต้องคล่องแคล่ว (อัจฉรา ชีวพันธ์(2542 : 102)
และ หมายถึงคู่มอื นกั เรยี นทีน่ ักเรียนต้องใชค้ วบคูไ่ ปกับการเรียนการสอนเปน็ สว่ นท่ีนักเรียนบันทึกสาระสาํ คัญและ
ทาํ แบบฝึกด้วยมลี ักษณะคลา้ ยแบบฝึกหัดแต่มีเน้ือหาครอบคลุมกิจกรรมทีผู้เรยี นพึงกระทำมากกวา่ แบบฝึกหดั (ชัย
ยงค์ พรหมวงศ์ (2537 : 53)
2. การจำแนกประเภท
ประเภทของนวัตกรรม วทุ ธศิ ักด์ิ โภชนุกูล (2550 :8) กล่าวไว้วา่ นวตั กรรมทางการศึกษาแบ่งออกเป็น 5
ประเภท ดงั น้ี
1. นวัตกรรมทางด้านหลักสูตร เช่น หลักสูตรบูรณาการ หลักสูตรรายบุคคล หลักสูตรกิจกรรมและ
ประสบการณ์ หลักสตู รทอ้ งถ่นิ
2. นวตั กรรมการจัดการเรยี นรู้ เชน่ การสอนแบบศูนยก์ ารเรียน การใชก้ ระบวนการกลมุ่ สัมพันธ์ การสอน
แบบเรียนรู้ร่วมกันและการเรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต กระบวนการสร้างความตระหนัก
กระบวนการสร้างเจตคติ กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการสืบสอบ
14
กระบวนการสรา้ งทกั ษะการคิดคำนวณ การสอนแบบศูนยก์ ารเรียน การสอนแบบใช้ บทบาทสมมติ การสอนโดย
ใช้สถานการณจ์ ำลอง การเรียนเปน็ คู่ การเรยี นแบบรว่ มมือ เปน็ ต้น
3. นวัตกรรมสื่อการสอน เช่น Computer Assisted Instruction (CAI) , Web-based Instruction
(WBI) , Web-based Training (WBT) , Virtual Classroom (VC) , Web Quest Web Blog บทเรียนสำเร็จรูป
บทเรียนโมดูล บทเรียนออนไลน์ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชุดการสอนจุลบท ชุดสื่อประสมวีดิทัศน์ สไลด์ประกอบ
เสียง แผน่ โปร่งใส บัตรการเรยี นรู้ บตั รกจิ กรรม แบบฝึกทักษะ เกม เพลง เปน็ ต้น
4. นวัตกรรมการประเมินผล เช่น การพัฒนาคลังขอ้ สอบ การลงทะเบียนผา่ นทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์
และอินเทอรเ์ น็ต การใชบ้ ตั รสมาร์ทการด์ เพ่ือการใช้บรกิ ารของสถาบันศึกษา การใชค้ อมพิวเตอร์ในการตัดเกรด
5. นวตั กรรมการบรหิ ารจดั การ เชน่ ฐานข้อมูล นักเรยี น นกั ศกึ ษา ฐานข้อมลู คณะอาจารย์ และบุคลากร
ในสถานศกึ ษา ด้านการเงิน บญั ชี พสั ดุ และครภุ ณั ฑ์
ประเภทของชดุ ฝกึ ทกั ษะ
สําลี รกั สุทธิ (ม.ป.ป., หนา้ 31-32) กลา่ วไว้วา่ ชดุ แบบฝกึ ทกั ษะมี 3 ประเภท ดังนี้
1. ชุดแบบฝึกเสริมทักษะ เป็นแบบฝึกที่นําไปใช้กับนักเรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ มีความคิด ความ
จําเป็นพิเศษ สามารถเรียนรู้ได้เร็วเพียงแนะนํานิดหน่อยก็เข้าใจไดเ้ ร็วหรือกลุม่ นักเรยี นที่เรียกว่า อุฆฎิตัญญู คือ
กลมุ่ นกั เรยี นท่มี สี ตปิ ญั ญาเป็นเลศิ นัน่ เอง ดงั นั้นชดุ แบบฝกึ เสรมิ ทักษะจงึ นาํ ไปใช้เสรมิ เพอื่ พฒั นาความเป็นเลิศของ
นกั เรยี นกลมุ นี้ใหก้ า้ วไปกอ่ นเพ่ือน
2. ชดุ แบบฝกึ ทักษะ เปน็ แบบฝึกทน่ี าํ ไปใช้กบั นกั เรียนทีม่ คี วามสามารถระดับปานกลางหรือท่เี รยี กว่า เนย
ยะบุคคล คือกลุ่มนักเรียนสามารถฝึกได้สอนได้ใช้สื่อนวัตกรรมหรือแบบฝึกทักษะแล้วสามารถเข้าใจเนื้อหาได้
นกั เรยี นกลุ่มนส้ี ่วนใหญแ่ ล้วจะเป็นกลมุ่ ใหญ่เปน็ กลมุ่ ปกติ
3. ชดุ แบบฝึกซ่อมทักษะ เป็นแบบฝึกท่ีนาํ ไปใชก้ ับนักเรียนที่มปี ญั หาทางการเรยี นมีความบกพรองด้านใด
ดา้ นหนง่ึ เป็นนักเรยี นที่มสี ตปิ ญั ญาระดับต่ำหรือเด็กแอลดี (LD-Learning Disability) หรือที่เรยี กว่า ปทปรมะ คือ
นักเรียนมปี ญั หาขนั วกิ ฤต
จากแนวคดิ ท่ีกลาวมาสามารถสรปุ ได้ว่าชุดแบบฝึกแบง่ ได้เปน็ 3 ประเภท ได้แก่
1. ชุดแบบฝึกเสริมทกั ษะ คือแบบฝึกทีน่ ําไปใชเ้ สริมเพื่อพฒั นาความเปน็ เลิศของนกั เรียนทม่ี ีความสามารถโดดเด่น
สามารถเรยี นร้ไู ดเ้ ร็วให้ก้าวไปก่อนเพือ่ น
2. ชุดแบบฝึกทกั ษะ คือแบบฝึกทน่ี ําไปใชก้ บั นักเรียนท่มี ีความสามารถระดับปานกลางท่ีสามารถฝึกได้ สอนได้
3. ชดุ แบบฝกึ ซ่อมทกั ษะ คอื แบบฝกึ ทีน่ ําไปใช้กบั นกั เรยี นท่ีมปี ัญหาทางการเรียนและมีความบกพร่องด้านใดด้าน
หนง่ึ เป็นนกั เรียนท่มี ีสติปัญญาระดับตำ่
15
3. ความสำคญั
ความสำคญั ของนวตั กรรมมี
นวัตกรรมมีความสำคัญต่อการศึกษาหลายประการทั้งนี้เนื่องจากในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ โลกมีการ
เปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างย่งิ ความก้าวหนา้ ท้งั ดา้ นเทคโนโลยแี ละสารสนเทศการศึกษา
จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงจากระบบการศึกษาที่มีอยู่เดิม เพื่อให้ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของ
เทคโนโลยีและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอีกทั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาทางด้านศึกษาบางอย่างที่เกิดขึ้นอย่างมี
ประสิทธิภาพ เช่น เดียวกันการเปลี่ยนแปลงทางด้านการศึกษาจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับนวัตกรรม
การศึกษาที่จะนำมาใช้ เพื่อแกไ้ ขปัญหาทางการศึกษาในบางเรอ่ื ง เช่น ปัญหาทเี่ กยี่ วเนื่องกันจำนวนผู้เรียนท่ีมาก
ข้ึน การพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมยั การผลิตและพฒั นาสอ่ื ใหม่ ๆ ข้นึ มาเพื่อตอบสนองการเรยี นรู้ของมนษุ ย์ให้เพ่ิม
มากขนึ้ ด้วยระยะเวลาท่สี ้ันลง การใชน้ วตั กรรมมาประยกุ ตใ์ นระบบการบรหิ ารจดั การด้านการศึกษาก็มีสว่ นช่วยให้
การใช้ทรพั ยากรการเรยี นรเู้ ป็นไปอย่างมปี ระสิทธภิ าพ กลา่ วโดยสรุป นวัตกรรมการศึกษาเกดิ ขึน้ ตามสาเหตใุ หม่ ๆ
มีดงั ตอ่ ไปนี้
1. การเพิ่มปริมาณของผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเป็นไปอย่างรวดเร็วทำให้นัก
เทคโนโลยีการศึกษาตอ้ งหานวตั กรรมใหม่ ๆ มาใชเ้ พ่อื ให้สามารถสอนนักเรยี นไดม้ ากขนึ้
2. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเป็นไปอยา่ งรวดเร็วการเรียนการสอนจึงต้องตอบสนองการเรียนการ
สอนแบบใหม่ ๆ ท่ชี ว่ ยใหผ้ เู้ รียนสามารถเรียนรไู้ ด้เร็วและเรยี นรไู้ ด้มากในเวลาจำกัดนกั เทคโนโลยกี ารศึกษาจ่งต้อง
คน้ หานวตั กรรมมาประยกุ ตใ์ ชเ้ พือ่ วัตถปุ ระสงค์น้ี
3. การเรียนรูข้ องผูเ้ รยี นมแี นวโน้มในการเรยี นรู้ดว้ ยตนเองมากข้ึนตามแนวปรัชญาสมัยใหม่ ที่ยึดผู้เรียน
เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการศึกษาสามารถช่วยตอบสนองการเรยี นรู้ตามอัตภาพตามความสามารถของแต่ละคน
เชน่ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI (Computer Assisted instruction)
4. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยสี ารสนเทศและเทคโนโลยโี ทรคมนาคมท่ีสว่ นผลักดนั ให้มีการใชน้ วัตกรรม
การศึกษาเพิ่มมากขึ้น เช่น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทำให้คอมพิวเตอร์มขี นาดเล็กลงแต่มปี ระสิทธิภาพสูงขึ้นมาก
เทคโนโลยีเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์และอนิ เตอรเ์ นต็ ทำให้เกดิ การสอ่ื สารไรพ้ รมแดน นกั เทคโนโลยีการศึกษาจึงคดิ ค้น
หาวิธีการใหม่ ๆ ในการประยุกต์ใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นฐานในการเรียนรู้ที่เรียกว่า “Web-based
Learning” ทำให้สามารถเรียนรู้ในทุกที่ทุกเวลาสำหรับทุกคนถ้าหากผู้เรียนสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้การใช้
คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันก็เปน็ ไปอย่างกวา้ งขวางในวงการศกึ ษาคอมพิวเตอร์ มิใชเ่ พียงแตส่ งิ่ อำนวยความสะดวกใน
สำนักงานเทา่ นนั้ แต่ยงั ใชเ้ ปน็ สือ่ หรือเปน็ เครือ่ งมือสรา้ งส่ือได้อยา่ งสวยงามเหมือนจรงิ และรวดเร็วมากกว่าก่อนนัก
เทคโนโลยีการศกึ ษาจึงศึกษาวจิ ัยบทนวตั กรรมทางดา้ นการผลิตและการใช้สอื่ ใหม่ ๆ ตามศกั ยภาพของเทคโนโลยี
คอมพวิ เตอร์ เชน่ คอมพวิ เตอรก์ ราฟิก ระบบมัลติมีเดยี วดิ ีโอออนดีมานด์ การประชมุ ทางไกล เป็นตน้
16
ความสำคัญของชดุ ฝกึ ทกั ษะ
การทีค่ รูจะช่วยใหน้ กั ศึกษามที ักษะในการพิมพ์น้ันนอกจากการจัดกิจกรรมการเรียนทเ่ี หมาะสมแล้วก็ควร
สร้างชุดฝึกเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาในการการเรียนการสอน ชุดฝึกจึงมีความสําคัญต่อการเรียนการสอน
อย่างมากนกั การศกึ ษาจึงได้กลา่ วความสาํ คญั ของชดุ ฝกึ ทกั ษะไว้ ดังน้ี
มะลิ อาจวิชัย (2540 :17) ไดก้ ล่าวถงึ ประโยชน์และความสาํ คัญของแบบฝกึ ทกั ษะท่ีดมี ปี ระสิทธิภาพชว่ ยให้ผู้เรียน
ประสบผลสําเร็จในการฝึกทักษะไดเ้ ป็นอย่างดีซึง่ แบบฝึกทกั ษะที่ดีเปรียบเหมือนผู้ช่วยท่ีสําคัญของครูทําให้ครูลด
ภาระการสอนน้อยลงได้ทําให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้อยางเต็มที่และเพิ่มความมั่นใจในการเรียนได้เป็น
อยา่ งดี
ชยาภรณ์ พิณพาทย์ (2542:118) กล่าวว่า ชดุ ฝึกทักษะมคี วามสาํ คัญและจาํ เป็นตอ่ การเรียนการสอนเปน็ อยา่ งมาก
เพราะจะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจบทเรียนยิ่งขึ้น สามารถจดจําเนื้อหาในบทเรียนได้เป็นอย่างดีและผู้เรียนยังเกิด
ความสนุกสนานในขณะที่เรียนละยังทราบความก้าวหน้าของตนเองสามารถนําแบบฝึกทบทวนเนื้อหาเดิมของ
ตนเองได้
ชดุ ฝึกทกั ษะ
1. แนวคิดของชุดฝกึ ทักษะ การปฏิรูปการศึกษา การประกาศใช้พระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
2542 และการประกาศใช้หลกั สูตรการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พ.ศ.2544 ทำให้แนวคิดในการจัดการเรียนการสอนกว้าง
ขึ้น คำว่า “ชุดการสอน” จึงเปลี่ยนมาเป็น “ชุดกิจกรรมการเรียนรู้” ซึ่งเน้นกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้ที่
ผู้เรียนสามารถเรียนรูแ้ ละพัฒนาได้ดว้ ยตนเอง แนวคิดและทฤษฎีทีน่ ำมาใช้ในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้จึง
เหมือนกันกับแนวคิดทฤษฎีและหลักการที่ใช้ในการสรา้ งชุดการสอน ชม ภูมิภาค (ม.ป.ป., หน้า 100) ได้จำแนก
แนวคิด ทฤษฎีและหลกั การของ ดร.ชยั ยงค์ พรมวงศ์ ไวด้ ังนี้
1. ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล นักการศึกษาได้นำหลักจิตวิทยามาใช้ในการเรียนการสอนโดย
คำนึงถึงความต้องการ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนเป็นสำคัญบุคคลมีความแตกต่างกันหลายด้าน
กล่าวคือ ความสามารถ สติปัญญา ความต้องการ ความสนใจ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และความแตกต่างอื่นๆ
วธิ กี ารที่เหมาะสมท่ีสดุ คือการจดั การสอนรายบุคคลหรือการศึกษาตามสภาพการศกึ ษาแบบเสรีและการศึกษาด้วย
ตนเองล้วนเปน็ วธิ ีสอนท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมอี สิ ระในการเรยี นตามสติปญั ญาความสามารถและความสนใจโดยครู
เป็นผูค้ อยช่วยเหลือตามความเหมาะสม
2. ทฤษฎกี ารเรยี นรยู้ ึดหลักจติ วิทยาการเรยี นรหู้ มายถงึ การเรียนการสอนทเ่ี ปดิ โอกาสให้นักเรยี น ดงั น้ี
2.1 เข้าร่วมกจิ กรรมในการเรียนดว้ ยตนเอง
2.2 การทราบผลการเรียนทนั ที
2.3 มีการเสริมแรงอนั จะทำให้นกั เรียนกระทำพฤตกิ รรมนนั้ ซำ้ หรือหลีกเล่ียงไมก่ ระทำ
2.4 ได้เรียนร้ไู ปทีละขนั้ ตอนตามความสามารถและความสนใจ
17
2.5 การนำเอาสื่อประสมมาใช้ หมายถึงการนำสือ่ การสอนหลาย ๆ อย่างมาสัมพันธ์กันอย่างมี
คณุ คา่ ทส่ี ง่ เสริมซ่ึงกันและกนั อยา่ งมรี ะบบสื่อการสอนอยา่ งงหนึ่งอาจใช้เร้าความสนใจ ในขณะอกี อย่างหนง่ึ ใช้เพื่อ
การอธิบายขอ้ เทจ็ จริงของเน้ือหาและอีกชนิดหนึ่งอาจใช้ เพือ่ ก่อใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจที่ลึกซง้ึ การใช้สื่อประสมช่วยให้
ผู้เรียนมีประสบการณ์จากประสาทสัมผัสที่ผสมผสานกับให้นักเรียน ได้ค้นพบวิธกี ารที่จะเรยี นในสิ่งท่ีต้องการได้
ดว้ ยตนเองมากยง่ิ ขน้ึ
2.6 การเอากระบวนการกลุ่มมาใช้ เดิมนั้นความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนในห้องเรียนมี
ลกั ษณะเปน็ ทางเดียว กล่าวคอื ครูเป็นผู้นำนักเรยี นเปน็ ผ้ตู ามนกั เรียนไมม่ ีโอกาสฝึกการทำงานเป็นกลุ่มท่ีจะฝึกการ
เคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น เมื่อโตขึ้นจึงทำงานร่วมกันไม่ได้แนวโน้มในปัจจุบันและอนาคตจะต้องนำ
กระบวนการกลุม่ สัมพนั ธม์ าใช้ทฤษฎีกระบวนการกลุ่มจงึ เปน็ แนวคดิ ทางพฤตกิ รรมศาสตร์ซ่งึ นำมาไว้ในรูปของชุด
การสอน
2.7 การนำวธิ วี ิเคราะหร์ ะบบมาใชใ้ นการผลติ ชุดการเรยี นซึง่ แตกต่างไปจากการทำโครงการสอน
ในปัจจุบันตรงที่ว่าชุดการสอนมีการจัดเนื้อหาวิชาให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและวัยของผูเ้ รียนรายละเอียด
ต่าง ๆ ได้นำไปทดลองปรับปรุงจนมีคณุ ภาพเชื่อถือได้แล้วจึงนำมาใช้ และ บูรณะ สมชัย (2542 : 14) ได้กล่าวไว้
ว่า ชุดฝึกทักษะช่วยสอนสามารถสนองความต้องการในการเรียนรู้ที่นึกถึงความแตกตา่ งระหว่างบุคคลได้อย่างดี
และเปิดโอกาสให้ผูเ้ รยี นไดเ้ รยี นตามเวลาท่ีสะดวกตามความสนใจของผู้เรียนและทส่ี ำคญั ที่สุดคือชุดฝึกทักษะช่วย
สอนมีการประเมินผลในตนเอง เพื่อให้ผู้เรียนเห็นผลสำเร็จเห็นความเจริญก้าวหน้าของตนในการเรียนรู้ในแต่ละ
ตอนแต่ละหนว่ ยการเรียนสามารถเรยี นได้ด้วยตนเอง นอกจากนีช้ ดุ ฝึกทักษะสอนยงั สามารถชว่ ยแก้ปัญหาการขาด
แคลนผู้สอนไดด้ ว้ ยเพราะสามารถใชส้ อนแทนครแู ละสอนผูเ้ รยี นได้จำนวนมาก ในเวลาเดยี วกัน
ดังนนั้ ผู้วจิ ัยจึงเหน็ วาการนาํ เอาชดุ ฝกึ ทักษะมาเปน็ สื่อการสอนจะทำให้เกิดการเรยี นรตู้ าม ความสามารถ
ของผเู้ รยี นโดยไมต่ ้องรอหรือเรง่ ให้ทนั เพอื่ นและถา้ ผู้เรียนไม่เข้าใจในส่วนใดของบทเรียนก็สามารถกลับไปเรียนซ้ํา
ได้ซึง่ ในฐานะทีผ่ วู้ ิจัยการพฒั นาชุดฝกึ ทักษะเรอื่ งการใช้เครอ่ื งมอื โปรแกรม Microsoft Word 2016 เปน็ การยากที่
จะให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ทันกันโดยเฉพาะชุดคําส่ังของโปรแกรมที่นักเรียนมักจะมีปญั หาในการเรียน
เนื่องจากทำความเข้าใจได้ยากจากเหตุผลที่กล่าวมาจึงทำให้ผู้วิจัยสนใจสร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะเรื่องการใช้
เคร่อื งมือโปรแกรม Microsoft Word 2016 ข้ึนมาเพ่อื เป็นการแกปญั หาดังท่กี ล่าวมาข้างต้นท่ีจะส่งผลให้ผู้เรียนมี
ส่วนร่วมในกจิ กรรมการเรยี นทงั้ ร่างกาย สตปิ ัญญา อารมณแ์ ละสังคม
2. องคป์ ระกอบและโครงสรา้ งของชดุ ฝกึ ทกั ษะ
สุวทิ ย์ มูลคำและอรทยั มูลคำ (2545:52) ได้กล่าวไว้วา่ ชดุ ฝึกทกั ษะมีองค์ประกอบทีส่ ำคัญ 4 ประการ ดงั น้ี
1. คมู่ ือการใชช้ ุดกิจกรรม เปน็ คู่มือหรอื แผนการสอนสำหรับผู้สอนใช้ศกึ ษาและปฏิบัตติ ามขั้นตอนต่าง ๆ
ซึ่งมีรายละเอียดชี้แจงไว้อย่างชัดเจน เช่น การนำเข้าสู่บทเรียนการจัดชั้นเรียน บทบาทของผู้เรียน ลักษณะของ
ค่มู ืออาจจัดทำเป็นเล่มหรอื แผน่ พบั กไ็ ด้
18
2. บัตรคำสงั่ หรือบตั รงาน เปน็ เอกสารทบ่ี อกใหผ้ ู้เรียนประกอบกิจกรรมแต่ละอย่างตามขั้นตอนท่ีกำหนด
ไว้บรรจุอยู่ในชุดการสอนบัตรคำสั่งหรือบัตรงานจะมีครบตามจำนวนกลุ่มหรือจำนวนผู้เรียน ซึ่งประกอบด้วย
คำอธิบายในเร่อื งทีจ่ ะศกึ ษาคำส่งั ใหผ้ ูเ้ รียนประกอบกจิ กรรมและการสรุปบทเรยี น
3. เนอ้ื หาสาระและสอื่ การเรียนประเภทต่าง ๆ จัดไว้เป็นรปู ของสอ่ื การสอนทห่ี ลากหลายอาจแบ่งได้เป็น
2 ประเภท
3.1 ประเภทเอกสารสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร บทความ ใบความรู้ ของเนื้อหาเฉพาะเรื่อง
บทเรยี นโปรแกรม เป็นตน้
3.2 ประเภทโสตทัศนูปกรณ์ เช่น รูปภาพ แผนภาพ แผนภูมิ สมุดภาพเทปบันทึกเสียง เทปโทรทัศน์
สไลด์ วีดทิ ัศน์ ซีดรี อม โปรแกรมคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน เป็นตน้
4. แบบทดสอบ เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดและประเมินความรู้ด้วยตนเองท้ังก่อนและหลังเรียนอาจจะเปน็
แบบทดสอบชนิดจับคู่เลอื กตอบหรือกาเครื่องหมายถูกผิดก็ได้
ดังนน้ั องคป์ ระกอบของชุดฝกึ ทักษะ ควรประกอบดว้ ย
1. คู่มือครซู ึ่งเปน็ ค่มู ือและแผนการจดั การเรียนรูใ้ นการใช้ชดุ กจิ กรรม
2. วัตถุประสงค์ของชดุ กจิ กรรม
3. คำชแ้ี จงเน้อื หากจิ กรรมการสอน
4. เน้ือหาสาระและสื่อ
5. การประเมนิ ท่ีสอดคลอ้ งกับวตั ถปุ ระสงค์
ข้นั ตอนวิธกี ารสอนแบบร่วมมอื ดว้ ยเทคนคิ (Think-Pair-Share)
เป็นเทคนิคการเรียนแบบร่วมมือโดยเป็นวิธีการจับคู่ เพื่อให้ผู้เรียนทำกิจกรรมการเรียนร่วมกันเพื่อให้
คำแนะนำปรึกษาหรอื แลกเปล่ียนความรูป้ ระสบการณ์และรว่ มมอื กันทำกิจกรรมตามกระบวนการเรียนจนคน้ พบ
ขอ้ สรปุ ขอ้ ความรหู้ รือคำตอบร่วมกนั ขน้ั ตอนกิจกรรม ดังนี้
ขั้นที่ 1 Think เป็นขั้นตอนท่ีกระทํารว่ มกนั ทัง้ ชั้นเรียนโดยผู้สอนอธิบายพร้อมสาธติ วิธีการใชง้ านแตล่ ะ
โปรแกรมและแจกใบงานให้กับนักเรียนเพื่อให้นักเรียนแต่ละคนคิดและวิเคราะห์ขั้นตอนการทำงาน คำสั่ง สูตร
ฟังก์ชน่ั และการแทนคา่ เพอ่ื ใหไ้ ด้คาํ ตอบตามทตี่ ้องการ
ขั้นที่ 2 Pair เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนจบั คู่ให้นักเรียนตามเงื่อนไขที่ผู้สอนกำหนด เช่น จับคู่ นักเรียนที่มีผล
การเรยี นดคี กู่ ับนักเรยี นท่ีมผี ลการเรยี นต่ำเพือ่ ให้นกั เรยี นแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ ซ่ึงกันและกนั
ขั้นที่ 3 Share เป็นขั้นตอนสุดท้ายผูส้ อนจะสุ่มนักเรียนมานําเสนอหน้าชั้นเรียนเพื่อ สรุปผลการเรียนรู้
จรศักดิ์ หลักแก้ว (2551:) เสนอขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค Think-Pair-Share จะมี
ขั้นตอนสาํ คัญ ดงั นี้
19
ขน้ั ท่ี 1 แบง่ ผู้เรียนเป็นกลุม่ เลก็ ๆ แบบคละความสามารถกลุ่มละ 2 - 4 คน
ขัน้ ท่ี 2 ครตู งั้ ประเดน็ สัน้ ๆ หรอื โจทยค์ ําถาม
ขัน้ ท่ี 3 ผู้เรียนแตล่ ะคนคิดหาคาํ ตอบด้วยตนเองสัก 1-2 นาที
ขั้นที่ 4 ให้ผู้เรียนจับคู่กับเพื่อนแลกเปลี่ยนความคิดผลัดกันเล่าความคิดหรือคําตอบของตนให้
เพ่ือนฟังจนไดข้ อ้ สรุปท่เี หน็ พอ้ งกัน
ขั้นที่ 5 ผู้เรียนคนใดคนหนึ่งสามารถอธิบายคําตอบให้เพื่อนฟังทั้งชั้นได้หรือครูสุ่มบางคู่มา
รายงานหนา้ ช้นั เรียน
3. ขอ้ ดีและข้อเสยี
ข้อดีของนวตั กรรม
1. นักเรยี นเรยี นรไู้ ด้เร็วขึ้น
2. นักเรียนเขา้ ใจบทเรยี นเปน็ รปู ธรรม
3. บรรยากาศการเรยี นสนุกสนาน
4. บทเรยี นน่าสนใจ
5. ลดเวลาในการสอน
6. ประหยัดคา่ ใชจ้ า่ ย
ข้อเสยี ของนวัตกรรม
1. ด้านบคุ คลากร ขาดความร้คู วามเข้าใจของนวัตกรรม
2. ด้านอุปกรณ์ไมเ่ พยี งพอต่อความตอ้ งการของผเู้ รยี น
3. ด้านการสนับสนนุ ขาดการสนับสนุนทด่ี ีในการสรา้ งนวตั กรรม
4. ด้านผู้เรียนใชไ้ ด้กับนกั เรยี นบางคนเพราะบางคนขาดวนิ ัยในตนเอง
ขอ้ ดีของชดุ แบบฝึกทกั ษะ
เพ็ตตี้ (Petty,1963, pp.469-472 อ้างถึงพนมวัน วรดลย์,2542, หน้า38-39) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของ
แบบฝึกดังน้ี
1. เป็นสว่ นเพมิ่ หรอื เสริมหนงั สอื เรยี นในการเรียนทกั ษะ เปน็ อุปกรณก์ ารสอนที่ช่วยลดภาระของครไู ดม้ าก
เพราะแบบฝึกเป็นสง่ิ ท่ีจดั ทำขน้ึ อยา่ งเปน็ ระบบระเบยี บ
2. ช่วยเสริมทักษะทางการใช้ภาษา แบบฝึกเป็นเครื่องมอื ที่ช่วยให้เด็กฝึกทักษะการใช้ภาษาได้ดี แต่ต้อง
อาศัยการส่งเสริมและเอาใจใสจ่ ากครผู ้สู อนดว้ ย
3. ช่วยในเรื่องความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล เนือ่ งจากเด็กมีความสามารถทางภาษาแตกต่างกัน การให้เด็ก
ทำแบบฝกึ ทเ่ี หมาะสมกับความสามารถจะชว่ ยใหเ้ ด็กประสบความสำเร็จในด้านจติ ใจมากข้ึน
4. แบบฝกึ ชว่ ยเสรมิ ใหท้ ักษะทางภาษาคงทนโดยกระทำ ดังนี้
20
4.1 ฝึกทนั ทหี ลงั จากท่เี ดก็ ไดเ้ รยี นรู้เรอ่ื งน้ัน ๆ
4.2 ฝกึ ซำ้ หลาย ๆ ครง้ั
4.3 เนน้ เฉพาะเร่อื งท่ีตอ้ งฝกึ
5. แบบฝกึ ที่ใชเ้ ปน็ เครอื่ งมือวัดผลการเรียนรหู้ ลังจากบทเรียนในแตล่ ะครั้ง
6. แบบฝึกทจ่ี ดั ทำขน้ึ เป็นรปู เล่ม เด็กสามารถเกบ็ รักษาไวเ้ พื่อเปน็ แนวทางและทบทวนด้วยตนเองไดต้ ่อไป
7. การให้เด็กทำแบบฝึกช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็กได้ชัดเจนซึ่งจะช่วยให้ครู
ดำเนนิ การปรบั ปรงุ แกป้ ัญหาน้ัน ๆ ไดท้ นั ท่วงที
8. แบบฝกึ ทจ่ี ดั ทำขนึ้ นอกเหนือจากที่มีอยูใ่ นหนงั สอื เรียน จะช่วยใหเ้ ด็กได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่
9. แบบฝึกทจี่ ัดพมิ พไ์ วเ้ รยี บรอ้ ย จะชว่ ยให้ครูประหยัดทง้ั แรงงานและเวลาในการทจ่ี ะ
ตอ้ งจดั เตรียมสรา้ งแบบฝึกอยู่เสมอ ในดา้ นผ้เู รียนกไ็ มต่ ้องเสยี เวลาลอกแบบฝกึ จากตำราเรียน ทำใหม้ โี อกาสฝึกฝน
ทกั ษะต่าง ๆ ได้มากข้นึ
10. แบบฝึกหัดช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะการจัดพิมพ์ขึ้นเป็นรูปเล่มแน่นอนย่อมลงทุนต่ำกว่าที่จะ
พิมพล์ งกระดาษไขทุกคร้ัง ผู้เรียนสามารถบันทกึ และมองเหน็ ความก้าวหนา้ ของตนเองได้อยา่ งมีระบบระเบียบ
เทคนิคการสอน
วธิ กี ารสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค (Think-Pair-Share)
เป็นเทคนิคการเรียนแบบร่วมมือโดยเป็นวิธีการจับคู่เพื่อให้ผู้เรียนทำกิจกรรมการเรียนร่วมกัน เพื่อให้
คำแนะนำปรึกษาหรอื แลกเปล่ียนความรู้ประสบการณแ์ ละร่วมมือกันทำกิจกรรมตามกระบวนการเรยี นจนคน้ พบ
ขอ้ สรปุ ขอ้ ความรหู้ รือคำตอบรว่ มกันขั้นตอนกิจกรรม ดังนี้
ขั้นที่ 1 Think เป็นขั้นตอนที่กระทําร่วมกนั ทั้งช้ันเรียนโดยผู้สอนอธิบายพร้อมสาธิตวิธีการใชง้ านแตล่ ะ
โปรแกรมและแจกใบงานให้กับนักเรียนเพื่อให้นักเรียนแต่ละคนคิดและวิเคราะห์ขั้นตอนการทำงาน คำสั่ง สูตร
ฟังก์ชัน่ และการแทนคา่ เพื่อใหไ้ ดค้ ําตอบตามทีต่ อ้ งการ
ขั้นที่ 2 Pair เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนจับคู่ให้นักเรียนตามเงือ่ นไขที่ผู้สอนกำหนด เช่น จับคู่ นักเรียนที่มผี ล
การเรยี นดคี กู่ ับนักเรียนท่ีมผี ลการเรยี นต่ำเพอื่ ให้นกั เรยี นแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นซึง่ กันและกัน
ขั้นที่ 3 Share เปน็ ข้ันตอนสุดทา้ ยผสู้ อนจะสมุ่ นกั เรียนมานําเสนอหน้าชน้ั เรยี นเพ่ือสรุปผลการเรียนรู้
Lyman, F.T. (1981: 109-113) กลา่ วว่า เทคนิคการจัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมอื ดว้ ยเทคนคิ Think-Pair-
Share มีข้นั ตอนที่สาํ คัญอยู่ 3 ข้อ คือ
ขั้นที่ 1. Think นักเรียนมีเวลา 30 วินาที หรือมากกว่าเพื่อที่จะคิดให้ได้คําตอบที่ เหมาะสม เวลาที่ใช้น้ี
รวมถึงการเขยี นเพื่อจดบันทึกคําตอบ
ข้นั ท่ี 2. Pair หลงั จากใช้เวลาคดิ ให้นักเรยี นจบั ค่เู พอื่ แบง่ ปันคาํ ตอบและความ คิดเห็นซึง่ กันและกัน
21
ขนั้ ที่ 3. Share คําตอบของนักเรียนสามารถนํามาแบ่งปนั ภายในกลมุ่ เดียวกนั หรือทั้งชนั้ เรียนในช่วงการ
อภิปรายเพื่อติดตามผลเทคนิคนี้ให้โอกาสแก่นักเรียนทุกคนที่จะแสดงออกถึงตนเอง รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึง
คําตอบของตนเอง
จรศักดิ์ หลักแก้ว (2551:) เสนอขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค Think-Pair-
Share จะมขี ้ันตอนสาํ คญั ดงั น้ี
ขัน้ ท่ี 1 แบง่ ผเู้ รียนเปน็ กลุ่มเลก็ ๆ แบบคละความสามารถกล่มุ ละ 2 - 4 คน
ขั้นท่ี 2 ครูตงั้ ประเดน็ สัน้ ๆ หรอื โจทย์คาํ ถาม
ขน้ั ท่ี 3 ผู้เรยี นแต่ละคนคดิ หาคาํ ตอบดว้ ยตนเองสัก 1-2 นาที
ขนั้ ที่ 4 ใหผ้ ู้เรยี นจับคู่กับเพอ่ื นแลกเปลย่ี นความคิดผลัดกันเล่าความคิดหรือคาํ ตอบของตนให้เพื่อนฟังจน
ไดข้ ้อสรปุ ท่ีเห็นพ้องกัน
ขัน้ ท่ี 5 ผู้เรยี นคนใดคนหน่งึ สามารถอธบิ ายคําตอบใหเ้ พ่อื นฟงั ทั้งช้ันได้หรือครูสุม่ บางคมู่ ารายงานหน้าช้ัน
เรยี น
มนต์ชัย เทียนทอง (2551:100) ได้กล่าวถึงขั้นตอนของเทคนิค Think-Pair-Share ไว้ประกอบด้วย 3
ข้นั ตอน ดงั นี้
ขั้นท่ี 1. Think เป็นการท้าทายให้ผู้เรียนได้คิดและไตร่ตรองจากคําถามปลาย เปิดหรือเฝ้าสังเกต
พฤตกิ รรมของผเู้ รยี น
ขน้ั ที่ 2. Pair เปน็ การจัดใหผ้ ู้เรยี นจบั คู่กันเปน็ คู่ ๆ เพ่อื แลกเปลี่ยนความคดิ เห็น ซึง่ กันและกัน ในประเด็น
ปญั หาท่กี าํ หนดไว้ เพื่อร่วมกนั ค้นหาขอ้ สรุปหรอื ตอบคาํ ถามท่ีตอ้ งการ
ขั้นที่ 3. Share เป็นการสลายจากการจับกลุ่มกันเป็นคู่ ๆ แล้วสรุปผลการค้นหา คําตอบร่วมกันทั้งช้ัน
เพือ่ แลกเปลยี่ นความรู้ สรุปและอภิปรายผลการค้นพบ
3. องคป์ ระกอบและลำดับขัน้ ตอนการใช้วธิ กี ารสอน
วิธีการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค (Think-Pair-Share) ซึ่งผู้วิจัยได้เลือกใช้ตามลำดับขั้นตอนการสอน
ของผเู้ ช่ียวชาญทานน้ี คอื
จรศักดิ์ หลักแก้ว (2551:) เสนอขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค Think-Pair-
Share จะมขี ั้นตอนสาํ คัญ ดังน้ี
ขน้ั ท่ี 1 แบง่ ผู้เรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แบบคละความสามารถกลุ่มละ 2 - 4 คน
ขน้ั ท่ี 2 ครูตั้งประเด็นส้นั ๆ หรอื โจทยค์ าํ ถาม
ขน้ั ท่ี 3 ผเู้ รียนแต่ละคนคิดหาคําตอบดว้ ยตนเองสัก 1-2 นาที
ขั้นที่ 4 ใหผ้ ู้เรียนจบั คู่กบั เพื่อนแลกเปล่ียนความคิดผลัดกนั เล่าความคิดหรอื คําตอบของตนให้เพื่อนฟังจน
ได้ขอ้ สรุปทเ่ี หน็ พอ้ งกนั
22
ข้นั ท่ี 5 ผเู้ รยี นคนใดคนหนง่ึ สามารถอธบิ ายคําตอบใหเ้ พอื่ นฟังทัง้ ชนั้ ได้หรือครูสุ่มบางคูม่ ารายงานหน้าช้ัน
เรียน
4. ข้อด/ี ข้อเสยี
มนี กั วิชาการกล่าวถงึ ข้อดีและขอ้ จํากดั ของเทคนิค Think-Pair-Share ดังน้ี
(Lyman (1987: 1-2) ไดก้ ล่าวถงึ ข้อดีของเทคนิค Think-Pair-Share ดังน้ี
1. เป็นเทคนคิ ท่ีนาํ ไปใช้ได้เร็ว
2. เป็นเทคนิคทไี่ มต่ ้องใชเ้ วลาเตรียมการมาก
3. การตอบโตภ้ ายในตัวบุคคลกระตุ้นใหน้ ักเรียนเป็นจำนวนมากมคี วามสนใจอยา่ งแทจ้ ริงในดา้ นความรู้
4. ครูสามารถตง้ั คาํ ถามได้หลายแบบและหลายระดบั
5. ทําให้รวมความสนใจของนกั เรียนทงั้ ชน้ั เรยี นและทําให้นกั เรยี นทไ่ี ม่กล้าแสดงออกสามารถตอบคําถาม
ไดโ้ ดยไมต่ ้องลุกขน้ึ ต่อหน้าเพอ่ื นร่วมชน้ั เรียน
6. ครูสามารถเข้าใจนกั เรียนด้วยการฟังนักเรียนกลุ่มต่างๆ ระหว่างการทํากิจกรรมและจากการรวบรวม
คาํ ตอบในตอนทา้ ยชว่ั โมงเรียน
7. ครูสามารถทาํ กจิ กรรมที่ใช้หลักแบบเพื่อนค่คู ดิ ไดห้ นงึ่ ครง้ั หรือหลายๆ คร้ัง ในระยะเวลา 1 คาบเรยี น
Eison (2008) ได้สรุปถงึ ข้อดีของเทคนิค Think-Pair-Share ดงั น้ี
1. สามารถนำมาใช้ไดอ้ ย่างมีศกั ยภาพในทุกช้นั เรียนทมี่ ีขนาดใหญ่
2. สง่ เสรมิ ใหน้ กั เรียนมีการโตต้ อบในเนื้อหารายวิชา
3. ทําใหน้ กั เรยี นประมวลความคิดของตนเองกอ่ นนําไปแบง่ ปันกบั คนอืน่
4. สามารถนำมาใช้เพอื่ พฒั นาทกั ษะการคิดในระดับทสี่ ูงขนึ้ ได้
5. ทําให้รวมความสนใจของนักเรียนทั้งชั้นเรียน และทําให้นักเรียนที่ไม่กล้า แสดงออก สามารถตอบ
คาํ ถามได้โดยไมต่ ้องลกุ ข้นึ ตอ่ หน้าเพอื่ นร่วมชน้ั เรยี น
6. ครูสามารถเข้าใจนักเรยี นด้วยการฟงั นกั เรียนกลุ่มต่างๆ ระหวา่ งการทํา กิจกรรมและจากการรวบรวม
คาํ ตอบในตอนท้ายชว่ั โมงเรยี น
7. ครสู ามารถทํากจิ กรรมท่ใี ชห้ ลกั แบบเพ่ือนคูค่ ิดได้หนึง่ ครง้ั หรือหลายๆ ครง้ั ในระยะเวลา 1 คาบเรียน
วธิ กี ารสร้างและหาคุณภาพของนวัตกรรม
1. วธิ กี ารสร้าง
วิธีการสร้างชุดฝึกทักษะตามหลักจิตวทิ ยา
ในการสร้างชุดฝึกทักษะสำหรับเด็กมีองค์ประกอบหลายประการซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้ให้
ขอ้ เสนอแนะเก่ียวกบชดุ ฝึกทดี่ ีไว้ดังนี้
23
ศศิธร วิสุทธิแพทย์ (2518-72) ได้ศึกษาพบว่าชุดฝึกหรอื ชุดฝึกทกั ษะที่นักศึกษาสนใจและกระตือรือร้นที่จะทํามี
ลักษณะดังนี้
1. ใช้หลักจิตวทิ ยา
2. ใหค้ วามหมายต่อชวี ิต
3. สาํ นวนภาษาง่ายๆ
4. ปลุกความสนใจ
5. เหมาะกับวยั และความสามารถของผเู้ รยี น
6. คิดไดเ้ ร็วและสนกุ
7. อาจศกึ ษาด้วยตนเองได้
พรรณี ชูทัย (2555:142) ได้กล่าวถึงหลักความสําคัญและทฤษฎีการเรียนรู้ทางจิตวิทยาเพื่อ นํามาสร้างชุดฝึก
ทกั ษะ ดงั น้ี
1. ความใกล้ชิด หมายถึง กรณีที่วาถ้าใช้สิ่งเร้าและการตอบสนองที่เกดิ ขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน จะสร้าง
ความพอใจใหแ้ ก่ผูเ้ รียนเป็นอย่างมาก
2. การฝกึ เป็นการกระทาํ ให้ผ้เู รียนไดท้ าํ ซา้ํ ๆ เพ่อื สรา้ งความรูค้ วามเข้าใจที่แมน่ ยาํ
3. กฎแห่งผล คือ การเรียนรูไ้ ดท้ ราบผลปฏิบัติงานของตนด้วยมีการเฉลยคําตอบให้จะช่วย ให้นักศึกษา
ทราบข้อบกพรอ่ งเพ่อื ปรับปรงุ ตนเองเป็นการสรา้ งความพอใจให้เกดิ ขน้ึ แกผ่ เู้ รียน
4. กฎการจงู ใจ คือ การจัดชุดฝกึ เรยี งลำดับจากชดุ ที่งา่ ยไปหาชดุ ท่ยี ากขึ้นควรมีภาพประกอบและมีหลาย
รสหลายรูปแบบ
Harless (2526-2-3) ได้กล่าววา่ ชุดฝกึ ทักษะควรสรา้ งโดยใชห้ ลกั จิตวิทยาในการเรา้ และตอบสนอง ดังน้ี
1. เร้าใจให้นักศึกษาเกิดความสนใจโดยการทําชดุ ฝกึ ทกั ษะหลาย ๆ ชนดิ
2. ให้นักศกึ ษามโี อกาสตอบสนองต่อสงิ่ เร้าดว้ ยการแสดงออกทางความสามารถและความ เข้าใจในชุดฝึก
จากหลักจิตวิทยาและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกบการสร้างชุดฝึกทักษะ สรุปได้ว่าในการสร้างชุดฝึกทักษะควรคำนึงถงึ
จติ วทิ ยาในการเรา้ ให้ผู้เรยี นเกิดความสนใจและตอบสนองดว้ ยการแสดงออกความหลากหลายของชุดฝกึ และควร
คำนงึ ถึงความพร้อมและวยั ของผู้เรยี น
วธิ กี ารสรา้ งชุดฝกึ ทักษะ
ชดุ ฝึกทกั ษะเปน็ เคร่อื งมอื ท่สี ําคญั ครจู ำเปน็ ตอ้ งใชใ้ นการฝกึ ทักษะ ครตู ้องมีความรู้เก่ยี วกับการสรา้ งชุดฝึก
ทักษะเพื่อท่ีจะสามารถสร้างชุดฝึกทักษะที่ดี มีประสิทธิภาพสูงเหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้เรียนมาก
ที่สุดจึงต้องอาศัยทฤษฎีที่เกี่ยวกับการสร้างชุดฝึกทักษะ มาเป็นแนวทางในการสร้างซึ่งมีนักการศึกษาได้กล่าว
หลกั การสร้างชุดฝกึ ทักษะที่ดไี ว้ในลกั ษณะต่าง ๆ ดงั นี้
24
วรนิ ทรา วัชรสิงห์ (2537:11-92) ไดเ้ สนอแนวคิดในการสร้างชดุ ฝึกทกั ษะไว้ ดังน้ี
1. เทคนิคการยกตัวอย่าง คือ ผ้สู อนควรยกตัวอย่างง่าย ๆ เพอื่ ใหเ้ กิดความเข้าใจอยางรวดเรว็ และถูกตอ้ ง ครูควร
ยกตัวอย่างประกอบหลายๆเพอ่ื ใหน้ กั ศึกษาเกดิ ความสนใจและเขา้ ใจมากยิงขึ้น
2. เทคนิคการใชว้ สั ดุประกอบการทำชุดฝกึ ทักษะ
2.1. ให้ผู้เรียนช่วยทําวัสดุประกอบการเรียนในการทําชุดฝึกทักษะผู้สอนควรจะให้ผู้เรียนช่วยทําวัสดุ
ประกอบการเรียนเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ปฏิบตั ิจริงพัฒนาทักษะทางกายและทําให้ผู้เรียนเกิดความคิด
สร้างสรรค์
2.2. ผู้สอนรจู้ ักใชว้ สั ดุจากสง่ิ แวดลอ้ มซ่งึ หาไดไ้ มย่ ากนกั และควรเลือกใหเ้ หมาะสมกับเนอ้ื หาทีเ่ รยี น
2.3. ผู้สอนรู้จักเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ประกอบการเรียนที่หาได้ง่ายและประหยัดเพื่อให้เข้าใจสภาพ
เศรษฐกิจและสังคมวัสดุทีใ่ ช้ไม่จำเป็นต้องหายาก ราคาแพง เพราะเราใช้วัสดุประกอบการเรียนเพื่อให้เกดิ ความ
เข้าใจและเกดิ มโนคติท่ดี ี
3. เทคนคิ การสรา้ งและการใชภ้ าพประกอบการเรยี น
3.1. การใช้ภาพลายเสน้ งา่ ย ๆ ยงิ่ จะทําให้ชุดฝึกทักษะทสี่ รา้ งขน้ึ เข้าใจงา่ ยและเพลดิ เพลนิ
3.2. การใช้ภาพสําเร็จรูปประกอบการสอนผู้สอนบางคนไม่สามารถวาดภาพลายเส้นได้ดีอาจใช้ภาพ
สาํ เร็จรูปทต่ี ักมาจากหนังสือก็ได้
4. เทคนิคในดา้ นนันทนาการ
4.1 การใชเ้ พลงประกอบในการทําชุดฝกึ ทกั ษะจะช่วยทําให้ผเู้ รียนไม่เครยี ดจนเกินไปและสามารถใช้เพลง
นัน้ มาตอบคาํ ถามในชุดฝกึ ได้
4.2. การใชค้ ําประพนั ธ์ประเภทร้อยกรองสามารถนำมาใช้ได้
4.3. การใชเ้ กมประกอบผู้ท่ีเปน็ ครูควรจะศึกษาทง้ั เกมท่ีประกอบการสอนในห้องเรียน เกมลบั สมองทั่วไป
มกั เปน็ เกมที่สัน้ และง่ายใช้เวลาน้อย
เกสร รองเดช (2553:36-37) ไดเ้ สนอแนวทางในการสร้างชดุ ฝกึ ทักษะไว้ดงั นี้
1. สรา้ งชุดฝึกทกั ษะให้เหมาะกับวัยของเดก็
2. ชุดฝึกทกั ษะเรยี งลำดับจากง่ายไปหายาก
3. ใหใ้ ชภ้ าพประกอบเพอื่ ทีจ่ ะดึงดูดความสนใจ
4. เป็นชุดฝึกทักษะทีส่ ้ันๆงา่ ยๆใช้เวลาฝกึ 30-40 นาที
5. ชดุ ฝกึ ทกั ษะต้องมีหลายลกั ษณะ
จากหลักการสร้างชุดฝกึ ทกั ษะดงั กลา่ วพอจะสรปุ ได้วา่ การท่จี ะสรา้ งชดุ ฝกึ ทักษะนั้นจะต้องใช้ เน้ือหาตอ้ ง
เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนมีคำอธิบายที่ชัดเจนคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกบผู้เรียนมากที่สุดมีรูปแบบท่ี
หลากหลายเรียงจากง่ายไปหายากมีรปู ภาพประกอบเพือ่ เรา้ ความสนใจ
25
2. การหาคณุ ภาพ
2.1 การหาคุณภาพเชงิ เหตผุ ล
2.1.1 ความหมาย คอื กระบวนการหาประสทิ ธิภาพโดยใชห้ ลกั ของความรู้และเหตุผลใน
การตัดสนิ คณุ ค่าของสอ่ื การเรยี นการสอน โดยอาศัยผเู้ ช่ียวชาญเปน็ ผูพ้ ิจารณาตัดสนิ คุณคา่ ซึ่งเป็นการหา
ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และความเหมาะสมในด้านความถูกต้องของการนำไปใช้
(Usability) ผลจากการประเมนิ ของผู้เชยี่ วชาญแต่ละคนจะนำมาหาประสิทธภิ าพโดยใชส้ ูตร
2.1.2 วธิ ีการ
เมือ่ CRV แทน ประสิทธิภาพเชิงเหตผุ ล
Ne แทน จำนวนผเู้ ชยี่ วชาญทยี่ อมรับ
N แทน จำนวนผูเ้ ช่ียวชาญทัง้ หมด
ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินสื่อการสอนตามแบบการประเมินที่สร้างขึ้นในลักษณะของ
แบบสอบถามชนิดมาตราสว่ นประมาณค่า (Rating Scale) (นิยมใช้มาตราส่วน 5 ระดับ) นำค่าเฉลี่ยท่ไี ด้
จากแบบประเมินของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนไปแทนค่าในสูตร สำหรับค่าเฉลี่ยของผู้เชี่ยวชาญที่ยอมรับ
จะต้องอยู่ในระดับมากขึ้นไป คือ ค่าเลี่ยนตั้งแต่ 3.50-5.00 ค่าที่คำนวณได้ต้องสูงกว่าค่าที่ปรากฏตาม
ตารางจำนวนของผู้เชี่ยวชาญจงึ จะยอมรับว่าส่ือมีประสิทธภิ าพถ้าไดค้ ่าไม่ถงึ เกณฑท์ ่ีกำหนดต้องปรับปรุง
แกไ้ ขสอื่ หรือนวตั กรรมและนำไปให้ผู้เชยี่ วชาญพจิ ารณาใหม่
ตัวอย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญที่ประเมินเครื่องมือหรือสื่อนวัตกรรมการสอนจำนวน 5 คน แต่ละคนคำนวน
ค่าเฉลี่ย
2.2 การหาคณุ ภาพเชงิ ประจกั ษ์
2.2.1 ความหมาย คือ วิการน้ีจะนําสื่อไปทดลองใช้กบกลุ่มนักเรียนเป้หมายการหา
ประสิทธิภาพของหนงั สือ เชน่ บทเรยี นคอมพิวเตอร์ (CAI) บทเรยี นโปรแกรม เอกสารประกอบการเรียน
แผนการสอน แบบฝึกทักษะ ชุดฝึกทักษะ เป็นต้น ส่วนมากใช้วิธีการหาประสิทธิภาพด้วยวิธีนี้
ประสิทธิภาพที่วัดส่วนใหญ่จะพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์การทําแบบฝึกหัดหรือกระบวนการเรียนหรือ
แบบทดสอบย่อยโดยแสดงเป็นค่าตัวเลข 2 ตัว เช่น E1 / E2 = 70/ 70, E1 / E2 = 75/ 75, E1 / E2 =
80/ 80 เป็นต้น
26
2.2.2 วธิ กี าร เกณฑป์ ระสิทธิภาพ (E1/E2) มีความหมายแตกต่างกนกลายลักษณะในท่ีน้ี
จะยกตัวอย่าง E1/E2 = 80/80 ดังนี้
1. เกณฑ์ 80/80 ในความหมายท่ี 1 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1) คือ นักเรียนทั้งหมดทําแบบฝึกหัดหรือ
แบบทดสอบยอยได้คะแนนเฉล่ียรอ้ ยละ 80 ถือเปน็ ประสิทธภิ าพของกระบวนการส่วนตวั เลข 80 ตัวหลัง
(E2) คือนักเรียนท้ังหมดท่ีทาํ แบบทดสอบหลังเรยี น (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ยรอ้ ยละ 80 ส่วนการหาค่า
E1 และ E2 ใชส้ ูตรดังนี้
เมอ่ื E1 แทน รอ้ ยละของคะแนนเฉลี่ยทนี่ ักเรียนทั้งหมดทาํ แบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบย่อยทุกชุดรวมกัน
∑x แทน คะแนนของแบบฝึกหดั หรอื ของแบบทดสอบยอยทกุ ชดุ รวมกัน
A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชดุ รวมกัน
n แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด
เมอื่ E2 แทน รอ้ ยละของคะแนนเฉลี่ยท่ีนกั เรยี นทั้งหมดทาํ แบบทดสอบหลงั เรียน
∑y แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรยี น
n แทน จำนวนนกั เรียนท้ังหมด
2. เกณฑ์ 80/80 ในความหมายท่ี 2 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1) คือ จำนวนนักเรียนร้อยละ 80 ทำ
แบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนร้อยละ 80 ทุกคน ส่วนตัวเลข 80 หลัง (E2) คือ นักเรียน
ทงั้ หมดทำแบบทดสอบหลังเรียนครั้งนั้นไดค้ ะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80
เช่น มนี กั เรยี น 40 คน ร้อยละ 80 ของ นักเรียนทั้งหมด คือ 32 แตล่ ะคนไดค้ ะแนนจากการทดสอบก่อน
เรยี นถึงร้อยละ 80 (E1) สว่ น 80 ตัวหลัง (E2) คอื ผลการทดสอบหลงั เรียนของนักเรียนทั้งหมด (40 คน)
ได้คะแนนเฉล่ียรอ้ ยละ 80
3. เกณฑ์ 80/80 ในความหมายท่ี 3 ตัวเลขตัวแรก (E1) คือ จำนวนนักเรียนทั้งหมดทำแบบทดสอบ
หลังเรียน (Post-test) ไดค้ ะแนนเฉลี่ยรอ้ ยละ 80 ส่วน ตวั เลข 80 ตวั หลัง (E2) คือ คะแนน เฉลี่ยร้อยละ
80 ทีน่ ักเรียนทั้งหมดทําแบบทดสอบหลังเรยี น ตวั เลข 80 ตวั หลงั (E2) สามารถอธบิ ายให้ชดั เจนได้ ดงั นี้
27
สมมติว่า นักเรียนท้ังหมดทําแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) ได้คะแนนเฉล่ียร้อยละ 10 แสดงว่า
แตกต่างจากคะแนนเต็ม(ร้อยละ100) เท่ากับ 90 ถ้านักเรียนท้ังหมดทําแบบทดสอบหลังเรียน (Post- test) ได้
คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 85 แสดงว่ามคี วามแตกต่างของการสอบ 2 ครั้งน้ี (ก่อนเรยี นและหลงั เรียน) เทา่ กับ 85-10 =
75 ดังน้ัน ค่าของ =(75/90)×100 = 83.33% ถือว่าสูงว่าเกณฑ์ท่ีกำหนดไว้ (E ํ2 = 80) 4. เกณฑ์ 80/80 ใน
ความหมายท่ี 4 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1) คือนักเรียนท้ังหมดทําแบบทดสอบทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเฉล่ียรอ้ ย
ละ 80 ส่วนตัวเลข 80 ตวั หลงั (E2) หมายถงึ นกั เรยี นทั้งหมดทาํ แบบทดสอบหลังเรยี นแต่ละข้อถกู มีจำนวนร้อยละ
80 (ถ้านักเรยี นทำข้อสอบข้อใดถูกมีจำนวนนกั เรียนไม่ถงึ ร้อยละ 80 แสดงว่าส่ือไม่มีประสิทธภิ าพและช้ีให้เห็นว่า
จุดประสงค์ท่ีตรงกบั ข้อน้ันมคี วามบกพรอ่ ง)
กล่าวโดยสรุปได้ว่า เกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของส่ือการเรียนการสอนจะนิยมตั้งเป็นตัวเลข 3
ลักษณะ คือ 80/80, 85/85, และ90/90 ทง้ั น้ีขน้ึ อยู่กับธรรมชาติของวชิ าและเน้ือหาที่นาํ มาสร้างสื่อน้ันถ้าเป็นวิชา
ที่ค่อนข้างยากก็อาจตั้งเกณฑ์ไว้ 80/80 หรือ 85/85 สำหรับวิชาที่มีเน้ือหาง่ายก็อาจต้ังเกณฑ์ไว้ 90/90 เม่ือ
คํานวณแลว้ คา่ ที่ถือวา่ ใชไ้ ดค้ ือ 87.50/87.50 หรอื 87.50/90 เปน็ ต้น
เคร่ืองมือการวจิ ัย
1. ความหมาย
เครื่องมืออุปกรณ์หรือสิ่งที่ใช้เป็นสื่อสำหรับนักวิจัยใช้ในการรวบรวมข้อมูลตามตัวแปรในการวิจัยท่ี
กำหนดไว้ขอ้ มูลดงั กล่าวอาจเป็นได้ทั้งขอ้ มูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชงิ คุณภาพในการวิจัยพบว่าเคร่ืองมือท่ีนิยมใช้
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 5 ประเภท ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบ สัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบ
ประเมินการปฏิบัติ
2. การจำแนกประเภท
1. แบบทดสอบ (test) คอื ชุดของคำถามงานหรอื สถานการณ์ท่ีกำหนดขึ้นเพอ่ื ใช้เป็นสิง่ เรา้ ให้บุคคลแสดง
พฤติกรรมตอบสนองออกมาซึ่งพฤติกรรมดงั กล่าวนี้มีความหมายครอบคลุมทั้งด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัยและทักษะ
พิสยั แบบทดสอบ (ข้อสอบ) เป็นเครอ่ื งมอื หลักท่คี รตู ้องใช้วัดผลการเรียนของผ้เู รยี นมาโดยตลอด
หลกั ในการสร้างแบบทดสอบ
แบบทดสอบจะถูกสร้างขึ้นโดยใช้หลักสูตรมาตรฐานตัวชี้วัดเป็นกรอบการกำหนดเนื้อหาของแบบทดสอบโดย
แบบทดสอบจะมหี ลกั ในการสรา้ งดงั ต่อไปนี้
1. วิเคราะหจ์ ดุ ประสงค์ เน้อื หาวชิ า กำหนดพฤตกิ รรมทตี่ อ้ งการวัดโดยวิเคราะห์ดวู ่าเนอ้ื หาสาระใดบ้างที่ ต้องการ
ใหผ้ ูเ้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้แต่ละหวั ขอ้ เหลา่ นัน้ ต้องการให้ผ้เู รยี นเกิดพฤตกิ รรมอะไรจากนั้นผูว้ ิจัยจะต้องจัดทำตาราง
วิเคราะห์มาตรฐานและตวั ช้ีวดั
2. ตารางวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด มักจำแนกพฤติกรรมของผู้เรียนตามแนวคิดของ บลูมและคณะ ได้แก่
ความจำ ความเขา้ ใจ การประยุกตใ์ ช้ การวเิ คราะห์ การประเมิน การสังเคราะห์และสรา้ งสรรค์
28
3. กำหนดรปู แบบของแบบทดสอบใหส้ อดคลอ้ งกบั มาตรฐาน ตัวช้ีวดั เนื้อหาและระยะเวลาและศกึ ษาวธิ กี าร สร้าง
การหาคณุ ภาพของแบบทดสอบดว้ ย
4. ลงมือเขียนข้อคำถามตามจุดประสงค์ท่ีกำหนดไวโ้ ดยเลือกสถานการณ์และเนือ้ หามาเป็นส่ิงเร้าให้ผู้ตอบ แสดง
พฤตกิ รรมออกมา
5. นำแบบทดสอบที่เขียนไว้มาทบทวนแลว้ นำไปให้ผูเ้ ชยี่ วชาญพจิ ารณาความเทีย่ งตรงเชงิ เน้ือหาและ พฤติกรรมท่ี
ตอ้ งการวัด
6. พิมพ์แบบทดสอบทั้งฉบับตรวจแก้ไขแล้วนำไปทดลองใช้กับกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างที่จะใช้
แบบทดสอบในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู เพ่ือตรวจสอบคณุ ภาพในด้านความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนกและค่าความ
เช่ือมนั่
7. ปรับปรุงแก้ไขพมิ พแ์ บบทดสอบฉบับจรงิ แลว้ นำไปเก็บรวบรวมขอ้ มลู กบั กล่มุ ตวั อยา่ งทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย
การใช้แบบทดสอบ มีดงั นี้
1. เลือกใชข้ อ้ สอบทว่ี ัดคุณลักษณะทตี่ ้องการน้ันอย่างใกล้เคยี งกบั ความเปน็ จรงิ มากที่สุด
2. การใชแ้ บบทดสอบตอ้ งใหเ้ หมาะสมกบั ระดบั กล่มุ ของเดก็
3. การใช้แบบทดสอบต้องใหเ้ กิดความยตุ ธิ รรมมากทสี่ ดุ ในด้านของข้อคำถามที่ใช้และวิธดี ำเนนิ การสอบ
4. ควรสอบวัดหลาย ๆ ดา้ น และใชข้ ้อสอบหลาย ๆ อยา่ งประกอบกัน
5. แบบทดสอบทีใ่ ช้ได้ผลตามเป้าหมายจะต้องเป็นแบบทดสอบท่มี ีคุณภาพดี
6. คะแนนจากการสอบเปน็ เพียงตัวเลขในมาตราจดั อันดับ (Ordinal Scale) จึงควรคำนงึ ถงึ ในการแปลคะแนนท่ี
ได้จากการสอบ
7. การใชแ้ บบทดสอบควรพยายามใช้ผลการสอบทีไ่ ดใ้ หก้ ว้างขวางหลาย ๆ ดา้ น
8. คะแนนท่ีไดจ้ ากการสอบในแต่ละคร้ัง ตอ้ งถอื ว่าเป็นคะแนนทเี่ กิดจากความสามารถของแตล่ ะบุคคล ดังนัน้ ถ้ามี
สิ่งใดทจี่ ะทำให้การสอบได้ผลไมต่ รงกบั ความคดิ ข้างตน้ ควรจะได้รับการแกไ้ ข
9. พงึ ระวงั การสอบท่ที ำให้เด็กไดเ้ ปรียบ เชน่ การใชแ้ บบทดสอบชดุ เดิม
10. การสอบแต่ละครั้งควรจะมกี ารตรวจให้คะแนนผลการสอบอย่างเปน็ ปรนยั
2. แบบสังเกต (observation form) คือ เครื่องมือที่ใช้ประกอบการสังเกตเป็นชุดของพฤติกรรมทีผ่ ู้วิจยั
ต้องการศึกษาแบบสังเกตมีหลายชนิด เช่น ระเบียนพฤติกรรมแบบตรวจสอบรายการ (checklist) และแบบจัด
อันดับคุณภาพ (rating scale) การสังเกตเป็นวิธีการซึ่งใช้ประสาทสัมผัสของผู้สังเกต โดยเฉพาะตาและหูเพื่อ
ติดตามศึกษาพฤติกรรมท่บี คุ คลที่แสดงออกได้ทกุ ด้านแบบสังเกตเปน็ เคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการวิจยั ที่ผู้วิจัยสามารถใช้ได้
ตลอดเวลา
29
หลักในการสรา้ งแบบสังเกต
การสร้างแบบสังเกตประเด็นในการสังเกตจะถูกสร้างขน้ึ จากกรอบแนวคดิ ทฤษฎขี องตัวแปรทตี่ อ้ งการ
สงั เกตหรอื ต้องการวดั โดยแบบสังเกตจะมหี ลกั ในการสรา้ งดงั ต่อไปนี้
1. ศกึ ษาพฤตกิ รรมท่จี ะสังเกตโดยการศึกษาพฤติกรรมยอ่ ยทต่ี อ้ งการสังเกตให้ชดั เจนวา่ มกี ่ีพฤติกรรมอะไรบ้างโดย
การศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับตัวแปรท่จี ะสังเกตวดั แลว้ สรุปเป็นนยิ ามตัวแปรในเชิงปฏิบตั ิการ
2. นยิ ามหรอื ให้ความหมายพฤตกิ รรมย่อยเหล่านั้นซง่ึ เป็นการนิยามแบบวัดได้เปน็ พฤตกิ รรมทส่ี ังเกตเห็นไดอ้ ยา่ ง
ชัดเจน เช่น การเขา้ ห้องเรยี นตรงเวลา
3. เขียนโครงร่างพฤตกิ รรมยอ่ ยและส่วนประกอบของแบบสังเกตและกำหนดวา่ จะเก็บข้อมลู เชิงคณุ ภาพ
หรอื เชิงปริมาณ
4. ตรวจสอบแบบสงั เกตด้านความเทย่ี งตรงดว้ ยตนเองและผเู้ ช่ยี วชาญและนำผลที่ได้มาปรับปรุงแกไ้ ข
5. ทดลองใช้เพอ่ื หาค่าความเชื่อมั่นโดยการนำแบบสงั เกตไปทดลองใช้กบั กลมุ่ ทีไ่ มใ่ ชก่ ลุม่ ตวั อย่างหรือกลุม่
ท่จี ะนำแบบสังเกตไปใช้จริงและนำผลที่ได้มาคำนวณหาคา่ ความเชอื่ มั่น
6. ปรบั ปรุงแกไ้ ขพมิ พแ์ บบสังเกตฉบบั จริงแลว้ นำไปเกบ็ รวบรวมข้อมูลกับกลุม่ ตวั อยา่ งทีใ่ ชใ้ นการวิจยั
การใชแ้ บบสังเกต
1. ผ้สู ังเกตจะต้องมีความพรอ้ มก่อนทจี่ ะลงมอื สงั เกต
2. ผู้สังเกตตอ้ งมคี วามแมน่ ยำและรรู้ ายละเอียดเก่ียวกบั พฤตกิ รรมการแสดงออกครบถ้วน
3. พยายามเจาะจงไปทพ่ี ฤติกรรมท่ีต้องการจะสงั เกตดา้ นใดด้านหน่งึ เพียงดา้ นเดียว
4. ตอ้ งกระทำโดยแนบเนียน เพ่อื ใหเ้ กดิ ลกั ษณะที่เป็นธรรมชาตหิ รอื เปน็ ประจำตามปกติ
5. ตอ้ งเลือกวธิ จี ดบนั ทึกผลการสังเกตทีเ่ หมาะสม
6. ควรวางแผนเพอื่ เลอื กแบบและกำหนดวธิ ีการทเ่ี หมาะสม
7. ช่วงเวลาท่ีใช้การสงั เกตจะยาวนานเพยี งใดขน้ึ อยกู่ บั ความเหมาะสมกบั พฤติกรรมทสี่ งั เกตและสภาวะเชงิ
เหตกุ ารณ์
8. การสังเกตทดี่ ี สามารถหาวิธีตรวจสอบความเชื่อมนั่ ของผลการสังเกตนน้ั ได้ดว้ ย
9. ควรระวังในเร่ืองอารมณ์ แรงจูงใจ อคติ สภาพทางสังคม สภาพทางร่างกาย
3. แบบสัมภาษณ์ (Interview form) คือ เครื่องมือที่ใช้ประกอบการสัมภาษณ์จะเป็นแบบบันทึกคำให้
สัมภาษณ์ซึ่งผู้สัมภาษณ์สร้างขึ้นมา เพื่ออำนวยความสะดวกในการรวบรวมข้อมูลลักษณะของแบบสัมภาษณ์
อาจจะคล้ายกับแบบสอบถาม นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือที่ใช้ประกอบในการสัมภาษณ์เป็นส่ือประเภทเครื่อง
บันทึกเสียงซึ่งใช้อำนวยความสะดวกในการบันทึกรายละเอียดของข้อมูล ช่วยให้ผู้สัมภาษณ์พิจารณาย้อนทวน
ขอ้ มลู ไดแ้ ละสามารถสรุปขอ้ มูลได้อยา่ งถูกต้องชัดเจน
30
หลักในการสรา้ งแบบสัมภาษณ์
การสร้างแบบสัมภาษณน์ นั้ ประเดน็ ในการสัมภาษณจ์ ะถูกสร้างขน้ึ จากกรอบแนวคิดทฤษฎีของตัวแปรทต่ี ้องการ
ศึกษาโดยแบบสมั ภาษณจ์ ะมหี ลกั ในการสร้างดังตอ่ ไปน้ี
1. ศกึ ษาแนวคิดทฤษฎีเก่ียวกบั เรือ่ งทจ่ี ะสมั ภาษณใ์ ห้ชัดเจนโดยการศึกษาเอกสารและงานวิจัยทเ่ี กี่ยวขอ้ งวา่ มีก่ี
ประเดน็ อะไรบา้ ง
2. นยิ ามหรอื ให้ความหมายพฤตกิ รรมทจ่ี ะสมั ภาษณแ์ ยกเป็นรายละเอยี ดทีจ่ ะสรา้ งเป็นขอ้ คำถามที่สัมภาษณ์
3. ร่างขอ้ คำถามทีจ่ ะสัมภาษณถ์ ้าเป็นแบบสมั ภาษณ์แบบมโี ครงสรา้ งให้เรียงลำดบั คำถามให้เกดิ ความราบร่นื
4. ตรวจสอบแบบสมั ภาษณด์ ้านความเทยี่ งตรงดว้ ยตนเองและผู้เชี่ยวชาญและนำผลทีไ่ ด้มาปรับปรงุ แก้ไข
5. ทดลองใช้เพอ่ื หาค่าความเช่อื มั่นนำแบบสมั ภาษณ์ไปทดลองใชก้ บั บุคคลทไี่ ม่ใชก่ ลมุ่ ตัวอยา่ งหรือกลมุ่ ทจ่ี ะนำ
แบบสมั ภาษณ์ไปใช้จริงและนำผลทไ่ี ด้มาคำนวณหาคา่ ความเช่อื มั่น
6. ปรบั ปรุงแกไ้ ขพิมพแ์ บบสมั ภาษณฉ์ บับจริงแล้วนำไปเก็บรวบรวมข้อมูลกบั กลุ่มตัวอย่างที่ใชใ้ นการวจิ ยั
การใช้แบบสัมภาษณใ์ ช้กบั แบบรายบุคคล (One-On-One Interview)
1. เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมลู ซ่งึ กันและกนั ทำใหผ้ ู้สมคั รรูส้ ึกเป็นกันเอง
2. มคี วามรวดเร็ว
3. ใชก้ บั การสมั ภาษณ์ในระดับตำแหน่งทไี่ ม่สงู มากนกั
4. เป็นวิธกี ารทเ่ี กิดอคตไิ ดง้ า่ ย
ใชก้ ับแบบกลมุ่ (Group Interview)
1. ใชก้ บั ผสู้ มัครหลายคนแลกเปลย่ี นหรือแสดงความคดิ เหน็ รว่ มกัน
2. ประหยดั เวลาในการสัมภาษณ์
ใช้กบั แบบคณะกรรมการ (Board Interview)
1. ใช้สัมภาษณ์ในตำแหนง่ ทส่ี ำคัญเปน็ พนักงานระดับสูง
ใชก้ ับแบบกดดัน(Stress Interview)
1. ทำให้ผู้สมัครเกดิ อาการเครียด ยว่ั ยใุ หอ้ ารมณเ์ สยี
2. ดูพฤตกิ รรมทีเ่ กิดขนึ้ วา่ สามารถควบคุมอารมณ์ได้หรือไม่ เพียงใด
3. แบบสอบถาม (questionnaire) คือ เครื่องมือที่ใช้วัดพฤติกรรมภายในของบุคคลเกี่ยวกับความรู้สึก ความ
คดิ เหน็ เจตคติ ความสนใจ ซ่งึ กลา่ วได้วา่ เปน็ พฤตกิ รรมดา้ นจิตพิสัยนน่ั เองนอกจากนยี้ ังเหมาะสำหรับศึกษาข้อมูล
สว่ นตวั ของบุคคลด้วยแบบสอบถามมีลักษณะเป็นชุดของคำถามทสี่ รา้ งข้ึน เพ่ือให้ศึกษาหาขอ้ มลู ตามจุดประสงค์
หลกั ในการสรา้ งแบบสอบถาม
การสร้างแบบสอบถามมขี นั้ ตอน (อุทมุ พร จามรมาน, 2530, หน้า 8) ดงั นี้
31
1. กำหนดวตั ถปุ ระสงคข์ องแบบสอบถาม
2. กำหนดหมวดหรือประเด็นหลักของเนือ้ หา
3. แจกแจงประเด็นหลักเปน็ ประเด็นย่อย
4. กำหนดจำนวนขอ้ คำถาม
5. กำหนดประเภทของคำถาม
6. กำหนดรปู แบบของคำถาม
7. ตรวจสอบความสอดคลอ้ ง
8. จดั ทำสว่ นตา่ ง ๆ ในแบบสอบถาม
การใชแ้ บบสอบถาม
1. การใช้เครื่องอัดเสียง (Tape Recorder) เมื่อได้นัดหมายกับผู้ถูกสัมภาษณ์ควรจะบอกล่วงหน้าว่าจะมีการ
อัดเสียงและทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์มั่นใจว่าข้อมูลที่ได้รับจะเป็นความลับอยู่ภายในโครงการและจะทำลายทิ้งเม่ือ
สน้ิ สดุ โครงการถ้าผู้ถูกสัมภาษณ์อนญุ าตใหอ้ ดั เสยี งกค็ วรยอมรบั และปฏิบตั ิตาม
2. การใช้การจดบันทึก (Notetaking) การจดบันทึกอาจะเป็นวิธีเดียวที่สามารถยันทึกการสนทนาได้ถ้าผู้ถูก
สัมภาษณไ์ มอ่ นุญาตใหบ้ ันทึกเสยี งด้วยเทป
5. แบบประเมนิ การปฏิบัติ (performance assessment form) คือ เครื่องมือท่ีใชป้ ระกอบการประเมนิ
การให้ปฏิบัติจริงมักเป็นแบบบันทึกผลการปฏิบัติตลอดกระบวนการโดยการให้ปฏิบัติเป็ นรูปแบบหรือวิธีการท่ี
กำหนดขึน้ เพ่ือวัดความสามารถในการปฏิบัติงานหรือปฏิบัติกิจกรรมท่ีจดั เป็นพฤติกรรมดา้ นทกั ษะพิสัย เช่น เร่ิม
วัดตั้งแต่ความสามารถในการเตรียมงานวัดการลงมือปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนวัดผลงานและวัดพฤติกรรมด้านจิต
พิสยั บางประการ
หลกั ในการสรา้ งแบบประเมินการปฏิบัติ
1. ศึกษาพฤติกรรมท่จี ะให้ปฏบิ ัตหิ รือวิเคราะห์จุดประสงคส์ คำญที่ตอ้ งการประเมินผลการปฏิบัติ
2. นิยามหรอื ความหมายพฤติกรรมท่จี ะให้ปฏิบตั ิและกำหนดรปู แบบของวิธีการประเมินให้สอดคล้องกับพฤติกรรม
ทต่ี อ้ งการวา่ จะใช้รูปแบบท่ใี ห้แสดงออกถงึ ความสามารถทางอ้อมหรอื ให้ปฏิบตั ิในสถานการณจ์ ำลองหรอื ใหป้ ฏบิ ัติ
ในสถานการณ์จรงิ เช่น ในการสรา้ งเกณฑก์ ารประเมินทกั ษะการสร้างส่ือการสอนของครู ผวู้ จิ ยั ควรศกึ ษาแนวคดิ
ทฤษฎี องค์ประกอบของสอ่ื วา่ ประกอบด้วยอะไรบา้ ง เชน่ การประเมินเนอื้ หา ลักษณะของสอ่ื การพิมพ์ ขนาด
รปู เล่ม คุณค่าและประโยชน์ ความสะดวกในการนำไปใช้
3. สร้างเคร่อื งมอื บันทึกผลการประเมนิ ตามรายการที่วเิ คราะห์ไว้ ซึ่งอาจจะเป็นแบบสำรวจรายการหรือแบบจัด
อันดบั คณุ ภาพกไ็ ด้
4. กำหนดเกณฑ์หรือมาตรฐานข้นั ต่ำที่ใช้ตัดสินและสรปุ ผลการปฏิบัติงาน
5. ตรวจสอบแบบประเมนิ การปฏิบตั ดิ ้านความเท่ียงตรงดว้ ยตนเองและผเู้ ชยี่ วชาญและนำผลท่ไี ด้มาปรับปรงุ แก้ไข
32
6. ทดลองใชเ้ พอื่ หาค่าความเชอื่ มัน่ นำแบบประเมินการปฏบิ ัตไิ ปทดลองใช้กับบคุ คลท่ีไม่ใชก่ ลมุ่ ตวั อย่างหรือกลุ่มท่ี
จะนำแบบประเมนิ การปฏิบตั ิไปใชจ้ ริงและนำผลท่ีไดม้ าคำนวณหาค่าความเช่อื มนั่
7. ปรบั ปรงุ แก้ไขพมิ พแ์ บบประเมินการปฏิบัตฉิ บับจริงแล้วนำไปเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลกับกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย
3. ขัน้ ตอนการหาคณุ ภาพ
3.1 การหาค่าความเท่ียงตรงเชิงเนอ้ื หา (Content Validity)
3.1.1 ความหมาย หมายถึง เนื้อหาคำถามตรงตามกับสิ่งที่ต้องการจะวัดหรือวัตถุประสงค์และ
เป็นไปตามสัดส่วนของความสำคัญในแต่ละเนื้อหาด้วย โดยการหาความสอดคล้องกันระหว่างข้อคำถาม
แต่ละข้อกับจดุ ประสงค์ (Index of Item - Objective Congruence หรือ IOC)
สตู รคำนวณ IOC = ER/N
เมือ่ ER แทน ผลรวมของคะแนนการพิจารณาของผ้เู ชี่ยวชาญ
N แทน จำนวนผู้เช่ยี วชาญ
เกณฑ์การตัดสินค่า IOC ถ้ามีค่า 0.50 ขึ้นไปแสดงว่าข้อคำถามนั้นวัดได้ตรงจุดประสงค์นั้นสรุปว่าข้อ
คำถามข้อนน้ั ใชไ้ ด้
3.1.2 วิธีการหาคา่ ความเท่ียงตรง
1. การประเมนิ คา่ ดรรชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC )
จากสูตร
IOC คือ ดชั นีความสอดคล้อง A
R คอื คะแนนการพิจารณาของผู้เช่ียวชาญ
คือ ผลรวมของคะแนนพิจารณาของผูเ้ ชยี่ วชาญ
N คอื จำนวนผู้เชยี่ วชาญ
กำหนดคะแนนของผเู้ ช่ียวชาญเปน็ +1 หรือ 0 หรือ -1 ดังน้ี
+1 คอื แน่ใจวา่ ขอ้ สอบขอ้ นนั้ วดั จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมทรี่ ะบุไว้จรงิ
0 คือ ไมแ่ น่ใจวา่ ขอ้ สอบนั้นวัดจุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมทรี่ ะบไุ ว้
-1 คอื แนใ่ จว่าขอ้ สอบขอ้ นั้นไม่ได้วัดจดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมท่ีระบุ
เกณฑก์ ารแปลความหมาย
คา่ ดชั นีความสอดคล้องทยี่ อมรบั ได้ตอ้ งมคี า่ ต้งั แต่ 0.50 ขึน้ ไป
2. การหาดชั นีความเทยี่ งตรงของเนื้อหา (Content Validity Index: CVI)
การหาคา่ ดชั นคี วามเทีย่ งตรงเชงิ เน้ือหาเวลาสง่ ไปใหผ้ ู้เชี่ยวชาญพิจารณามาตรประเมนิ ความสอดคล้องจะ
มี 4 ระดับ คือ 1–ไม่สอดคล้อง (not relevant ) 2–สอดคล้องบางส่วน (somewhat relevant) 3-ค่อนข้าง
33
สอดคล้อง (quite relevant) 4–มีความสอดคลอ้ งมากเวลานำไปคำนวณหาค่าดัชนีความเท่ยี งตรงเชิงเนื้อหาข้อท่ี
ได้รับการประเมิน 3 หรือ 4 เท่านั้นจึงจะนับว่ามีความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหาดังนั้นในลักษณะการคำนวณจริง จึงมี
ลักษณะเป็นข้อมูลทวิ (dichotomous) คือ ไม่สอดคล้อง (1หรือ2) และสอดคล้อง (3หรือ4) ในการหาความ
เที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเป็นประเมินโดยควรใช้อย่างน้อยจำนวน 3 คนแต่ไม่ควรเกิน 10 คน
เพราะถอื วา่ เกนิ เกนิ ความจำเป็น (Lynn,1986)
การคำนวณการหาดัชนีความเทยี่ งตรงรายข้อ (Item content validity ; I-CVI) หาไดจ้ ากจำนวน
ผเู้ ช่ยี วชาญทป่ี ระเมนิ ข้อความถามน้นั ในระดับความสอดคล้อง(ประเมนิ ระดบั 3 หรือ 4) หารดว้ ยจำนวผู้
เชยี่ วชาญทัง้ หมดใหพ้ ิจารณาจากตัวอยา่ ง
สตู รคำนวณ CVI = I-CVI =Nc
N
เมอ่ื Nc แทน จำนวนผเู้ ชย่ี วชาญทปี่ ระเมนิ ข้อคำถามในระดบั สอดคลอ้ ง
N แทน จำนวนผ้เู ช่ยี วชาญทง้ั หมด
3. การหาอตั ราสว่ นความเท่ยี งตรงของเนือ้ หา (Content Validity Ratio: CVR)
(Lawshe : 1975) กล่าวไว้ว่า เป็นวิธีประเมนิ ความตรงของข้อคำถามแต่ละขอ้ ของแบบวดั ให้ผูท้ รงคณุ วฒุ ปิ ระเมิน
โดยใช้มาตรวดั 3 ระดับ คือ
1 หมายถึง จำเปน็
2 หมายถึง เปน็ ประโยชน์แตไ่ ม่จำเป็น
3 หมายถงึ ไม่จำเป็น
สตู รคำนวณ CVR = ne – N/2
N/2
เมือ่ Ne แทน จำนวนผทู้ รงคณุ วฒุ ิที่ตอบ “จำเปน็ ”
N แทน จำนวนผูท้ รงคุณวฒุ ิท้งั หมด
3.2 การหาค่าความเช่ือม่นั (Reliability)
3.2.1 ความหมาย หมายถึง ความคงที่ความมั่นคงหรือความสม่ำเสมอของผลการวัด
เชน่ ถ้านําแบบทดสอบไปวัดสิ่งเดียวกันสองคร้งั แล้วได้ผลไม่แตกต่างกันถือว่ามีความคงท่ีของผลคะแนนที่
ไดส้ ูงอีกกรณีหน่ึงก็คอื ถา้ ใหท้ ำแบบทดสอบฉบบั เดียวกันสองคร้ังในเวลาต่างกันและได้คะแนนเกอื บเท่ากัน
ทง้ั สองครงั้ ก็จะหมายความว่าแบบทดสอบน้นั มีความเชื่อมั่นสงู ค่าของความเชื่อม่นั แสดงเป็นตัวเลขที่มีค่า
ไม่เกิน 1.00 หรอื 100% ซ่ึงเรียกว่า สมั ประสิทธิ์ (Coefficient) ถ้าแบบทดสอบมีค่าสัมประสิทธิ์สงู ก็แสดง
วา่ มีความเชื่อมน่ั สงู
34
3.2.2 วธิ กี ารหาค่าความเชอื่ ม่นั
1. การทดสอบซ้ำ (Test-Retest Reliability) เป็นการทดสอบหาความเช่ือมั่นของแบบทดสอบโดยการทำ
แบบทดสอบฉบับเดียวกนั 2 ครั้งในเวลาต่างกนั หลังจากนน้ั จงึ นําค่าท่ไี ด้จากการทดสอบทัง้ 2 ครง้ั ไปหาค่า
สหสมั พนั ธ์เพ่ือหาความสอดคล้องของผลการทดสอบโดยใช้ สูตรของเพียร์สนั (PearsonProduct-Moment
Correlation) ค่าสมั ประสิทธ์ทิ ี่คํานวณได้ เรียกว่า สัมประสิทธิข์ องความคงท่ีถ้าได้ค่าสัมประสิทธ์สิ ูงก็หมายความ
วา่ แบบทดสอบฉบับนีม้ คี วามเชื่อมน่ั สูงปัญหาของการทดสอบเพื่อหาคา่ ความเช่ือมัน่ วิธนี ี้ก็ คือ ระยะหา่ งของเวลา
การทดสอบท้งั 2 ครั้ง ถา้ ระยะเวลาใกล้กนั มากเกินไปการทดสอบคร้ังแรกก็ย่อมส่งผลถงึ การทดสอบคร้ังหลัง
เน่ืองจากผู้สอบยังจำขอ้ สอบได้อยู่ซ่งึ มผี ลต่อคา่ สหสมั พันธ์ที่ได้แตถ่ ้าระยะเวลาห่างกนั มากกจ็ ะให้ผลที่ตรงกันข้าม
สตู รทีใ่ ช้ในการหาค่าสหสมั พันธ์ของเพยี ร์สัน
2. วิธีการแบบคู่ขนาน (Parallel Form Method) เปน็ การหาคา่ ความเชื่อมน่ั ของเครอื่ งมือโดยนำเครอ่ื งมอื
สองชุดท่มี เี น้อื หาเดียวกนั รปู แบบของขอ้ คำถาม (Style) แบบเดยี วกันค่าเฉลย่ี และค่าความแปรปรวนเท่ากนั สอบ
วัดกบั กลุม่ บคุ คลเดียวกนั ในเวลาเดียวกนั แล้วนำผลการวัดของท้งั สองกลุ่มมาหาความสัมพันธก์ บั ค่าสัมประสิทธิ์
สหสัมพนั ธท์ ไ่ี ด้ คือ สมั ประสิทธิ์ของความเทา่ เทยี มกัน (Coefficient of Equivalence) สูตรทีใ่ ช้ในการคำนวณหา
ค่าความเชือ่ ม่นั ในวธิ ีน้ี คอื
สตู รการหาสัมประสิทธส์ิ หสมั พนั ธ์อยา่ งงา่ ยของเพยี รส์ ัน
35
3. วธิ ีการแบบแบ่งครึ่งฉบับ (Split – Half Method) เปน็ การหาค่าความเชอื่ มนั่ ของเครื่องมือโดยนำ
เครอ่ื งมือชดุ เดยี วกนั ไปสอบกบั บุคคลกลมุ่ เดียวกันนำผลการวัดทไี่ ด้มาแบ่งคร่งึ หรอื แบ่งเป็นสองส่วนแลว้ หา
ความสัมพันธก์ ันโดยใช้สูตรของเพยี รส์ ันค่าสมั ประสิทธส์ิ หสัมพันธ์ทีไ่ ด้จะเป็นค่าความเช่ือม่ันของเครื่องมือครึง่ ฉบบั
ทำการปรับขยายใหเ้ ปน็ ค่าความเชือ่ มน่ั ของเคร่ืองมือเตม็ ฉบบั โดยใช้สตู รดงั นี้
สตู รของสเปียรแ์ มนบราวน์ (Spearman – Brown)
เมอ่ื กำหนดให้ rtt แทน ความเช่ือม่นั ของเครื่องมอื ทง้ั ฉบบั
r1/2 แทน ความเช่ือมั่นของเครื่องมือครึง่ ฉบบั
4. วิธีการของคูเดอร์-ริชาดสัน (Kuder – Richardson) การหาค่าความเชื่อมั่น โดยวิธีของ คูเดอร์–ริชาด
สัน นี้มีข้อตกลงอยู่ว่าเครื่องมือจะต้องมีคะแนนแบ่งออกเป็นสองประเภท เช่น แบบถูก–ผิด ใช่–ไม่ใช่ หรือแบบ
เลือกตอบโดยทำถูกได้ 1 คะแนน ทำผิดได้ 0 คะแนน การตรวจคะแนนนอกเหนือจากน้ีจะใช้วิธีการนีห้ าค่าความ
เชื่อมั่นไม่ได้และวิธีนี้จะมีสูตรที่ใช้ในการหาค่าความเชื่อมั่นอยู่ 2 สูตร สูตร KR.-20 และ KR.-21 ซึ่งสามารถใช้
โปรแกรมสำเรจ็ รปู ทางคอมพิวเตอร์ชว่ ยในการคำนวณได้
5. วิธีหาสัมประสิทธิ์แอลฟา (α- Coefficient) การหาค่าความเช่ือมั่นโดยวิธีน้ีพัฒนามาจากสูตร KR-20
เนื่องจากวิธีการของ คูเดอร์-ริชาร์ดสัน จะต้องแปลงคําตอบถูกให้เป็น 0 และคําตอบผิดให้เป็น 1 ก่อนวิเคราะห์
ข้อมูลและแทนคำในสูตรจึงเป็นข้อจํากัดอย่างหนึ่งในการนําไปใช้ซ่ึงอาจส่งผลให้เกิดการผิดพลาดในการแปลง
คําตอบได้ถ้าหากแบบทดสอบมเี ป็นจํานวนมากวิธีน้ีจงึ พัฒนาขึ้นเพ่ือให้ใช้ได้กับแบบทดสอบท่ไี ม่ได้ตรวจให้คะแนน
เป็น 0 กบั 1 เชน่ ขอ้ สอบแบบอตั นัยหรือข้อสอบแบบเติมคําเนอ่ื งจากสูตรสมั ประสทิ ธิ์แอลฟาจะใช้กับคะแนนท่ีทำ
ได้จริงหรือใช้กับแบบทดสอบท่ีใหค้ ะแนนแต่ละข้อเป็น 3, 2, 1 หรือ 5, 4, 3, 2, 1 ก็ได้ ดังนั้น การทดสอบโดยวิธี
หาสัมประสิทธิ์แอลฟาจึงใช้ได้ทั้งแบบทดสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice) และแบบทดสอบทั่ว ๆ ไป โดย
ใชส้ ูตรการหาค่าความเชอื่ ม่นั ของ ครอนบคั (Cronbach)
สตู รการหาค่าความเชื่อม่ันของ ครอนบัค (Cronbach)
36
ระดับความพึงพอใจ
1. ความหมาย
ความพึงพอใจ (Satisfaction) หมายถึง ภาวะของอารมณ์ ความรู้สึกร่วมของบุคคลที่มีต่อการเรียนรู้
ประสบการณ์ที่เกิดจากแรงจูงใจซึ่งเป็นพลังภายในของแต่ละบุคคลอันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายท่ี
คาดหวังและความต้องการด้านจิตใจนำไปสู่การค้นหาสิ่งที่ต้องการมาตอบสนองเมื่อได้รับการตอบสนองความ
ต้องการแล้วจะเกิดความรู้สึกมีความสุขก่อให้เกดิ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการกระทำกิจกรรมท่ีนำไปสู่
เปา้ หมายนัน้ สำเรจ็ ตามทก่ี ำหนดไว้อีกนยั หนง่ึ ความพงึ พอใจเปน็ ความรู้สึกในเชงิ การประเมนิ ค่าเปน็ องค์ประกอบท่ี
สำคญั ในการเรียนรู้ท่ีสัมพันธก์ บั ผลสัมฤทธ์ิของการเรยี นประสบการณ์ของแต่ละบุคคล (สุรางค์ โคว้ ตระกูล,2551;
มลั ลกิ า ตน้ สอน, 2544; ประสาท อิศรปรดี า)
2. เคร่อื งมอื วัดระดับความพงึ พอใจ
Hornby (2000) ความพึงพอใจหมายถึง ความรสู้ ึกทีด่ เี มือ่ ประสบความสำเรจ็ หรอื ไดร้ ับสิง่ ทีต่ ้องการให้เกิดขึ้นเป็น
ความรู้สึกที่พอใจพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542 : 775) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจ ไว้ว่า
ความรู้สึกพอใจ ชอบใจ พฤติกรรมที่เกี่ยวกับความพึงพอใจของมนุษย์ นั่นก็คือ ความพยายามที่จะขจัดความตึง
เครียด ความกระวนกระวาย หรือภาวะไม่ได้ดลุ ยภาพ ในร่างกาย ซึ่งเม่ือมนุษย์สามารถขจัดส่ิงต่าง ๆ ดังกล่าวได้
มนุษย์ยอ่ มไดร้ ับความพึงพอใจในสง่ิ ท่ี ตนตอ้ งการอทุ ยั พรรณ สดุ ใจ (2545 : 7) กล่าวว่า ความพงึ พอใจ หมายถึง
ความร้สู ึกหรอื ทัศนคตขิ อง บุคคลทมี่ ตี ่อสงิ่ ใดสิง่ หนึง่ โดยอาจจะเป็นไปในเชิงประเมนิ ค่าวา่ ความรู้สึก หรือทัศนคติ
ต่อสิง่ หนงึ่ ส่งิ ใดนั้น เปน็ ไปในทางบวกหรอื ทางลบ
3. วธิ ีการสรา้ งเครือ่ งมอื วัดระดบั ความพึงพอใจ
การสร้างแบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม
เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับของลิเคริ ์ท (Likert Scale) มลี ำดับขั้นตอนดังน้ี
4.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับความพึงพอใจเพื่อหากรอบวัดความพึงพอใจให้ครอบคลุมด้าน
กระบวนการจัดการเรยี นรู้และข้ันตอนการจัดการเรยี นรู้
4.2 สร้างแบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์เทคโนโลยแี ละสงั คมโดยให้ครอบคลมุ
ดา้ นกระบวนการจัดการเรยี นรู้ซง่ึ ประกอบด้วยบทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน วธิ กี ารสอน ส่อื และการวดั ผล
ประเมินผล สร้างทั้งหมดจำนวน 30 ขอ้ มี เกณฑ์การใหคะแนนดังนี้
พงึ พอใจมากที่สุด ให้คะแนน 5 คะแนน
พงึ พอใจมาก ใหค้ ะแนน 4 คะแนน
พงึ พอใจปานกลาง ให้คะแนน 3 คะแนน
พงึ พอใจน้อย ให้คะแนน 2 คะแนน
พึงพอใจน้อยที่สดุ ใหค้ ะแนน 1 คะแนน
37
4. การประเมนิ ระดับความพงึ พอใจดว้ ยค่าเฉล่ยี
เกณฑก์ ารแบ่งชว่ งคะแนนค่าเฉลี่ยไดก้ ำหนดเกณฑป์ ระเมินไวด้ งั นี้
คา่ เฉล่ีย 4.51 – 5.00 หมายถึงระดับความพึงพอใจ/ความร้คู วามเข้าใจในระดบั ดมี าก
คา่ เฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถงึ ระดบั ความพึงพอใจ/ความรู้ความเขา้ ใจในระดบั ดี
คา่ เฉลยี่ 2.51 – 3.50 หมายถงึ ระดบั ความพงึ พอใจ/ความรู้ความเข้าใจในระดับปานกลาง
คา่ เฉลยี่ 1.51 – 2.50 หมายถงึ ระดับความพึงพอใจระดบั /ความร้คู วามเขา้ ใจในระดบั นอ้ ย
ค่าเฉลยี่ 1.00 – 1.50 หมายถงึ ระดับความพงึ พอใจ/ความรคู้ วามเข้าใจในระดับนอ้ ยที่สุด
ผลสัมฤทธิก์ ารเรยี นรู้
1. ความหมาย
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรยี นในดา้ นตา่ งๆ ซ่ึงเกดิ จากนักเรียนไดร้ ับประสบการณ์
จากกระบวนการเรยี นการสอนของครโู ดยครตู อ้ งศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล
การสรา้ งเครอ่ื งมือวัดใหม้ คี ณุ ภาพนั้นไดม้ ีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นไวด้ งั นี้
ปราณี กองจนิ ดา (2549,หนา้ 42) กล่าวว่า ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น หมายถงึ ความสามารถหรือผลสำเร็จ
ที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรูท้ างดา้ นพุทธิพิสัย
จิตพิสยั และทักษะพิสัยและยังไดจ้ ำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวต้ ามลกั ษณะของวตั ถปุ ระสงค์ของการเรียนการ
สอนที่แตกต่างกัน พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548,หน้า125) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หมายถึงขนาดของความสำเรจ็ ทีไ่ ดจ้ ากกระบวนการเรยี นการสอน
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะทำให้
นักเรยี นเกิดการเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมและสามารถวัดไดโ้ ดยการแสดงออกมาทง้ั 3 ด้าน คอื ด้านพุทธิพิสัย ด้าน
จติ พิสยั และด้านทักษะพสิ ัย
2.2 การจำแนกประเภท
2.2.1 ด้านความรู้ (Knowledge: K)
เป็นจดุ ประสงคท์ างการศกึ ษาที่เกี่ยวกับการเรียนรูท้ างดา้ นปญั ญา คือ ความรู้ ความเข้าใจ การใช้ความคดิ แบ่ง
ออกเป็น 6 ระดับ คือ
1. ความรู้ คือ ความสามารถในการจำเน้อื หาความรู้ และระลึกได้เม่ือตอ้ งการนำมาใช้
2. ความเขา้ ใจ คือ การเขา้ ใจความหมายของเนือ้ หาสาระ ไมไ่ ด้จำเพยี งอย่างเดียว สามารถแสดงพฤติกรรมความ
เขา้ ใจในรูปของการแปลความหมาย ตีความได้
3. การนำไปใช้ คือ การนำเอาเน้อื หาสาระ หลักการ ความคิดรวบยอดและทฤษฎีตา่ งๆ ไปใช้ในรปู แบบใหม่
4. การวเิ คราะห์ คือ ความสามารถในการแยกเนอ้ื หาใหเ้ ป็นสว่ นย่อย เพื่อค้นหาองค์ประกอบ โครงสรา้ งขอ
ส่วนยอ่ ยนั้น
38
5. การสังเคราะห์ คือ ความสามารถท่ีจะนำองคป์ ระกอบหรอื สว่ นย่อย ๆ เขา้ มารวมกนั เพือ่ ให้เป็นภาพทีส่ มบรู ณ์
6. กาประเมนิ คา่ คอื ความสามารถในการพจิ ารณาตัดสินคุณค่าของส่ิงต่างๆโดยมผี ตู้ ัดสินกำหนดเกณฑข์ น้ึ มาเอง
หรอื เกณฑ์ท่ผี อู้ ื่นกำหนด
2.2.2 ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (Process/Product: P)
เกี่ยวกบั การพัฒนาทกั ษะทางกายเนน้ หนักดา้ นการวางทา่ ทางใหถ้ กู ต้องและเหมาะสมกบั การปฏิบัติงานแต่ละชนิด
สามารถระบุพฤติกรรมท่ีแสดงออกได้จากการตีความทักษะหรือการปฏิบัติออกมาเป็นพฤติกรรมซึง่ สังเกตได้จาก
ความถกู ตอ้ งแมน่ ย่ำ ความว่องไว คล่องแคลว่ และสม่ำเสมอ พฤติกรรมตามระดบั การเรียนรดู้ า้ นทกั ษะพสิ ัยแบ่งไว้
6 ขนั้
1. การรบั รู้ คือ รบั รู้ในสง่ิ ท่จี ะต้องปฏิบัติโดยผา่ นประสาทสัมผสั
2. การเตรียมพร้อม คือ การเตรยี มตัวใหพ้ ร้อมทางสมองทางกายและจิตใจ
3. การปฏิบตั ิงาน คือ การโดยอาศยั ผู้แนะนำ/เลยี นแบบ การทา่ ตามตัวอยา่ ง การลองผิดลองถกู
4. การปฏิบัติงานไดเ้ อง/คลอ่ ง คือ การปฏบิ ตั ไิ ด้เองอยา่ งถกู ต้อง เรียบรอ้ ย มปี ระสทิ ธิภาพ
5. การปฏบิ ัติงานด้วยความชชำนาญ คือ ทำงานใหม่ได้ ปฏบิ ตั งิ านดว้ ยความคล่องแคลว่
6. การรเิ รมิ่ (Origination) เป็นขน้ั สูงสุดของการพฒั นาทกั ษะ ซึง่ บุคคลสามารถ สรา้ งสรรคผ์ ลงานใหม่ ด้วย
วธิ กี ารใหม่ท่ตี นคดิ ข้ึนมา โดยใช้สติปญั ญารว่ มกับประสบการณ์ ด้านทกั ษะ
2.2.3 ดา้ นคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์(Attribute: A)
จุดประสงคท์ ่รี ะบุถึงพฤตกิ รรมที่ผู้เรียนแสดงออกถึงการมคี วามรู้ ทักษะ/กระบวนการและคณุ ธรรม
จริยธรรมหลงั จากผเู้ รียนผา่ นกจิ กรรมการเรียนซึ่งพฤตกิ รรมดังกลา่ วตอ้ งเปน็ พฤติกรรมทีส่ งั เกตเหน็ ได้ อย่าง
ชดั เจนมี ลำดับขั้นของการเกิดพฤตกิ รรมดงั นี้
1. การรับรู้ คือ เป็นลำดับของการตระหนกั รบั ร้ตู อ่ สิง่ เร้าซงึ่ เปน็ จดุ เริ่มตน้ ของความรสู้ ึกพงึ พอใจ นักเรียนจะ
แสดงออกใหเ้ ห็นถงึ ความตงั้ ใจ ความสนใจ ต่อสงิ่ เร้าหรอื ประสบการณท์ ่ีได้รับคำกรยิ าทใ่ี ช้ ได้แก่ ถาม เลือก
อธบิ าย ตอบ บอกช่ือ สาธิต ระบุ บอกความแตกต่าง และบอกจดุ เดน่
2. การตอบสนอง คือ เป็นขน้ั ของการตอบสนองตอ่ สิง่ เรา้ ซงึ่ อาจเน่อื งมาจากการถกู ควบคมุ ซ่ึงเป็นปัจจยั จาก
ภายนอกหรอื โดยความสนใจของนักเรยี นเองซึ่งเปน็ ปจั จยั ภายในเพราะเห็นว่าสิง่ เรา้ น้นั นา่ สนใจหรือเกดิ ความ
พงึ พอใจตอ่ สิ่งเรา้ นัน้ คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ พิสูจน์ รวบรวม ทำตามคำสัง่ แสดง ฝกึ ปฏิบัติ นำเสนอ และเลือก
3. การเหน็ คุณค่า คอื เป็นขน้ั ที่นกั เรียนแสดงพฤติกรรมด้วยความเช่ือ ความประทบั ใจ ความซาบซึง้ และ
ศรัทธาที่มีตอ่ สิ่งน้นั ดว้ ยตวั ของนกั เรียนเอง คำกริยาท่ใี ช้ ไดแ้ ก่ อธิบาย ทำตาม ริเรม่ิ เข้ารว่ ม นำเสนอ และทำ
ใหส้ มบรู ณ์
4. การจดั ระเบียบ คอื เปน็ ขน้ั ทน่ี กั เรียนสร้างระบบค่านยิ มสว่ นตนขนึ้ มาโดยการยอมรบั และจดั ระเบยี บคณุ คา่
39
ต่าง ๆ ใหเ้ ช่ือมโยงเข้ากับค่านิยมเดิมทม่ี ีมาก่อนของตนเองเปน็ คา่ นยิ มในชีวติ คำกรยิ าที่ใช้ ไดแ้ ก่ จัดระเบยี บ
รวบรวม สรปุ บูรณาการ ดัดแปลง จัดลำดบั สงั เคราะห์ สร้าง และจดั ระบบ
5. การสรา้ งระบบคา่ นยิ มของตนเอง คอื เปน็ จดุ ประสงคร์ ะดับสงู สุดพฤตกิ รรมในระดบั นม้ี ีความคงเส้นคงวา
แนน่ อนไมเ่ ปล่ยี นแปลงต่อความเชอื่ ของตนเอง คำกรยิ าทีใ่ ช้ ได้แก่ ปฏบิ ัติ แสดงออก แกป้ ญั หา ประกาศตวั
แสดงตน อุทศิ ตน ทุ่มเท ยอมรับ และเกิดสำนกึ
2.3 วิธี/เคร่ืองมือวดั และประเมินผล
2.3.1 ดา้ นความรู้ (Knowledge: K)
1. การวัดและประเมินผลใช้การทดสอบเป็นหลักแต่ขึ้นอยู่ศักยภาพของผู้เรียน เช่น การตรวจการบ้าน การ
สอบถาม การซกั ถามตัวนักเรียนหรือผปู้ กครอง
2. ครูผู้สอนควรใช้วธิ กี ารทดสอบท่ีหลากหลาย ได้แก่ การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปท้ังรูปแบบออนไลนแ์ ละรูปแบบที่
ไม่ไดเ้ ช่ือมต่อในคอมพวิ เตอร์เครอื ขา่ ย(ออฟไลน์)โดยใหผ้ เู้ รียนสอบท่บี า้ น เช่น แบบทดสอบ
3. มีการมอบหมายงานนัดหมายเป็นกลุ่มสำหรับการใช้ขอ้ สอบแบบเลือกตอบครูผู้สอนควรจัดทำชุดขอ้ สอบตาม
มาตรฐานและตัวช้ีวัดและมกี ารนัดหมายชว่ งเวลาในการทดสอบกบั ผ้เู รียนลว่ งหน้า
4. การวัดและประเมินผลด้วยข้อสอบแบบเขียนตอบครูผู้สอนควรกำหนดให้ผู้เรียนเขียนคำตอบลงใน
กระดาษคำตอบแลว้ จัดสง่ ขอ้ มลู การทำข้อสอบมาใหค้ รูผูส้ อนผา่ นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ
5. ครผู สู้ อนสามารถวัดพฤติกรรมดา้ นความรขู้ องผู้เรยี นผา่ นการทำรายงานท่ีสะท้อนถงึ พฤตกิ รรมตามตัวชวี้ ัดจัดส่ง
รายงานยอ้ นกลบั มายังครูผูส้ อนผ่านระบบเทคโนโลยีตา่ ง ๆ ได้อีกดว้ ย
2.3.2 ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (Process/Product: P)
1. การวัดและประเมินผลใช้การประเมินภาคปฏิบัติเป็นหลักเนน้ การประเมินตามสภาพจรงิ หรือชีวิตประจำวันที่
บ้านของผูเ้ รยี นใช้แบบประเมินการปฏิบตั ิงาน เช่น แบบตรวจสอบรายการ แบบบันทึกผลงาน และแบบบรรยาย
การปฏบิ ตั ิงาน
2. วิธีการจัดส่งงานสามารถใช้การถ่ายวิดีทัศน์ การถ่ายรูปภาพผลงาน การบันทึกเสียง โดยประสานข้อความ
รว่ มมอื จากผู้ปกครองเขา้ มามสี ่วนรว่ มในการประเมินทกั ษะกระบวนการของผู้เรยี น
3. ครูผู้สอนสามารถไปตรวจเยี่ยมบ้านของผู้เรียนเพื่อประเมินและตรวจสอบความสามารถด้านทักษะและการ
ปฏบิ ัติงานของผเู้ รียน
4. สามารถมอบหมายงานเปน็ กลุ่มเล็ก ๆ ใหป้ ฏบิ ัตงิ านทงั้ ทบี่ ้านหรือสถานศกึ ษาเพอื่ ครูผสู้ อนจะได้ทำการประเมิน
ทักษะการปฏบิ ัตงิ านของผเู้ รียนได้
2.3.3 ดา้ นคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์(Attribute: A)
1. การวัดและประเมินผลใช้การสังเกตและตรวจสอบพฤติกรรมเป็นหลักเครื่องมือวัดและประเมินผู้เรียนมี
หลากหลายประเภท เช่น แบบสมั ภาษณ์ แบบสงั เกต แบบตรวจสอบรายการ และแบบประเมนิ ตนเอง
40
2. ครูผู้สอนควรประสานขอความร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพฤติกรรมของผู้เรียนผ่านการดำเนิน
ชวี ิตประจำวนั การทำกจิ กรรมทบ่ี ้านการมอบหมายให้ปฏิบัติงาน
3. ครูผสู้ อนสามารถไปตรวจเยี่ยมบา้ นของผูเ้ รยี นเพอื่ ประเมินและตรวจสอบคุณลักษณะของผูเ้ รยี น
4. มีการมอบหมายงานให้ผูเ้ รยี นปฏบิ ตั ิงานนัดหมายรว่ มกันเปน็ กลมุ่ เล็ก ๆ เพ่อื ครผู สู้ อนจะได้สังเกตพฤติกรรมและ
ตรวจสอบคณุ ลักษณะของผเู้ รยี น
งานวิจยั ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง
1. งานวจิ ัยทท่ี ำการทบทวน
การทำวิจัยในชัน้ เรียนเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านและเขยี นคำยากในภาษาไทยโดยใชช้ ุดฝกึ ทกั ษะ
ของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 4 ผ้วู ิจัยทำการทบทวนงานเฉพาะวิจัยที่เก่ียวข้องหรอื สอดคล้องกับการใช้ชุดฝึก
ทักษะและวิธีการสอบแบบร่วมมือเทคนคิ Think Pairs Share พัฒนาและแกป้ ัญหาผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้เรื่องการ
อ่านและการเขียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร) ผลการทบทวน
ดงั กลา่ วนำเสนอตามลำดับ ดังน้ี
1.1. สุพิณญา เหล็กเพชร เสนอ ภิรมจิตรผอ่ งและสนุ ทร วรหาร (2559) ทำวิจัยเรื่องการพัฒนา
ทักษะการเขียนสะกดคำโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ Think Pair Share ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนากระแซง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี
ผลการวิจัยพบวา่ ผลการพฒั นาทกั ษะการเขยี นดว้ ยกระบวนการเรียนร้แู บบร่วมมอื 5 ชนั้ การทำงานเป็น
กลุ่ม สำหรับพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำของนกั เรียนสามารถพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำได้ตาม
เกณฑ์ที่กำหนดไว้นกั เรยี นมีผลสัมฤทธิเ์ ฉลี่ยร้อยละ 87.44 ของคะแนนเตม็ และผ่านเกณฑร์ ้อยละ 83.88
ของจำนวนนักกเรยี นทั้งหมดผลการพฒั นาทักษะการเขียนสะกดคำโดยใชก้ ระบวนการเรยี นรู้แบบร่วมมือ
ของนักเรยี นเมื่อพจิ ารณาจากค่าเฉลีย่ พบวา่ หลังเรียนมีคา่ เฉล่ยี ของคะแนนสูงกว่าก่อนเรยี นความพึงพอใจ
ของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำโดยใช้กระบวนการเรยี นรู้แบบร่วมมืออยู่ที่ระดบั
มากทสี่ ดุ
1.2. นางกัญญาภคั คำงาม (2558) ทำวิจยั เรอ่ื ง การพฒั นาทักษะการอ่านสะกดคำของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ผลการวิจัยพบว่า การใช้ชุดฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำผู้วิจัยได้นำผลจาก
การคัดกรองนักเรยี นตามโครงการด้านการอา่ นการเขียนภาษาไทย “ปี 2558 เปน็ ปปี ลอดนกั เรียนอ่านไม่
ออกเขียนไมไ่ ด้” โดยสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามธั ยมศึกษาเขต 33 น้ัน นักเรียนชั้น ม.2/1 จำนวน 3
คน ยงั อา่ นสะกดคำอยู่ในเกณฑ์ร้อยละเฉล่ยี 41.33 คือผลยงั ต้องมกี ารแกไ้ ข ดงั นั้นครจู ึงมีการสอนและใช้
กระบวนการเรียนรแู้ บบร่วมมือ Think Pair Share ในการท่ีจะใหน้ ักเรียนมีความเข้าใจทกั ษะในด้านการ
อ่านสะกดคำ หลังจากนั้นครูได้ใช้แบบทดสอบการอ่านชุดเดิมให้นักเรียนได้อ่านสะกดคำอีกครั้งหนึ่งผล
ปรากฎวา่ นักเรยี นมีผลสมั ฤทธิ์ในด้านการอ่านสะกดคำโดยคิดเป็นร้อยละเฉล่ีย 90.33 แสดงว่านักเรียนมี
41
พฒั นาการอา่ นที่ดีขึน้ จากผลการทบทวนตัวอย่างงานวิจยั ท่ีจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุกฝึกทักษะและ
การจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมอื ดว้ ยเทคนิค Think-Pair-Shar เมอ่ื วเิ คราะหโ์ ดยภาพรวมนักเรียนมีระดับผล
การเรยี นรู้ท้ัง 3 ดา้ ยรวมกันคือ ดา้ นความรู้ (K) ด้านผลผลิต/กระบวนการ (P) และดา้ นคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ (A) ท่ีระดับมาก
1.3. นางกาญจนา ชลเกริกเกียรต (2561) ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำ
พื้นฐานภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ผลการวิจัยพบว่าการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะสาระการ
เรียนรู้ภาษาไทยของนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 1 มปี ระสทิ ธภิ าพซ่งึ งสงู กว่าเกณฑม์ าตรฐานที่ต้ังไว้ผลท่ี
เกิดกับนักเรียนหลงั การพฒั นาทักษะการอา่ นและเขียนคำพืน้ ฐานภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะสาระการ
เรยี นรภู้ าษาไทยของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 พบวา่ นักเรยี นมที กั ษะการอา่ นและเขียนดีขึ้นซ่ึงส่งผล
ให้นกั เรียนมผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นด้านทกั ษะการอ่านและเขยี นคำพื้นฐานสูงข้ึน
1.4. สมบัติ พลอยศรี (2554 : 86) ศึกษาความคิดเห็นของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 1 ท่ีมีต่อ
การจัดการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาชุดแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำในมาตราตัวสะกดแม่ก.กา
สำหรับนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 1 ผลการวิจยั พบว่า แบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะการอ่านและเขียนคำประสม
ในแม่ก.กาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 81.82/84.23 นักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 มีระดบั ความคดิ เหน็ ต่อแบบฝกึ เสรมิ ทักษะการอ่านและเขียนคำประสมในแม่ก.กาการ
วิจยั พบว่านกั เรียนมีความพงึ พอใจตอ่ การทดลองจดั กจิ กรรมการเรียนรูด้ ว้ ยนวัตกรรมดงั กลา่ วอยู่ที่ระดับดี
มาก
1.5. ลุนา ศรีกุตา (2553 : บทคัดย่อ) ศึกษาเรื่องการพัฒนาทกั ษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐาน
ภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มี
วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการอ่านและเขียนคำพื้นฐาน
ภาษาไทยของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 2/1 ซึง่ ผลท่ีเกิดกบั นกั เรียนหลงั การพฒั นาทกั ษะการอ่านและ
เขยี นคำพน้ื ฐานภาษาไทยโดยใชแ้ บบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่
2/1 พบวา่ นกั เรียนมที ักษะการอา่ นและเขียนดีขน้ึ ซึ่งสง่ ผลใหน้ กั เรยี นมผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นด้านทักษะ
การอ่านและเขยี นคำพ้ืนฐานสูงขึน้ ค่าเฉลี่ยร้อยละ 86.47 การวิจัยพบว่านกั เรียนมคี วามพึงพอใจต่อการ
ทดลองจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ดว้ ยนวตั กรรมดังกลา่ วอยูท่ ีร่ ะดับดมี าก
1.6. กฤษณา ธีระเชาวพัฒน์ (2557 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านของ
นกั เรยี นระดับช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใช้ชุดแบบฝกึ การอา่ นสะกดคำมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมทักษะ
การอ่านสะกดคำสำหรับนกั เรยี นระดบั ช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอัสสมั ชัญแผนกประถม ภาคเรียนที่
42
2 ปกี ารศกึ ษา 2557 โดยใช้นกั เรยี นจำนวนทั้งหมด 7 คน โดยใช้ชุดแบบฝึกการอา่ นสะกดคำจำนวน 5 ชุด
กิจกรรม โดยบันทึก คะแนนเป็นตารางและสรุปผลการเปรียบเทียบการอ่านและสะกดคำเป็นความเรียง
ผลการศึกษาครั้งน้ีปรากฏว่าการใชแ้ บบฝึกการอ่านสะกดคำของนกเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 1 นักเรียน
สามารถอ่านและทำแบบสะกดคำไดด้ ีขึ้นคิดคา่ เฉลีย่ ได้เป็นร้อยละ 62.57 การวิจัยพบว่านักเรยี นมีความ
พงึ พอใจตอ่ การทดลองจดั กจิ กรรมการเรียนรดู้ ้วยนวตั กรรมดังกล่าวที่ระดบั ดี
2. การสรปุ ประเด็น
จากงานวิจัยที่ผู้วิจัยทำการทบทวนทั้งสิ้นจำนวน 6 เรื่อง ขอสรุปประเด็นความรู้เกี่ยวกับผลการ
ทบทวนดังกลา่ วเปน็ รายข้อ ดังน้ี
1. เรื่องการพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคการสอน
Think Pair Share ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนากระแซง ผลการวิจัยพบว่าผลการพัฒนา
ทกั ษะการเขยี นดว้ ยกระบวนการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื 5 ช้นั การทำงานเป็นกลมุ่ สำหรับพัฒนาทักษะการเขียนสะกด
คำของนกั เรยี นสามารถพัฒนาทกั ษะการเขยี นสะกดคำได้ตามเกณฑ์ทก่ี ำหนดไว้นักเรียนมผี ล
สัมฤทธเ์ิ ฉลยี่ ร้อยละ 87.44 ของคะแนนเต็มและผ่านเกณฑร์ ้อยละ 83.88 ของจำนวนนักกเรยี นท้ังหมด
2. เรอื่ งการพฒั นาทกั ษะการอ่านสะกดคำของนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 2/1 ผลการวจิ ัยพบว่า การ
ใช้ชดุ ฝึกพัฒนาทกั ษะการอ่านสะกดคำผู้วิจัยไดน้ ำผลจากการคัดกรองนกั เรยี นตามโครงการด้านการอ่านการเขียน
ภาษาไทย “ปี 2558 เป็นปีปลอดนักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้”และใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ Think
Pair Share ในการที่จะให้นกั เรียนมคี วามเข้าใจทกั ษะในด้านการอา่ นสะกดคำหลงั จากนัน้ ครไู ด้ใช้แบบทดสอบการ
อา่ นชุดเดิมใหน้ ักเรยี นได้อ่านสะกดคำอีกครง้ั หน่ึงผลปรากฎว่านกั เรยี นมีผลสัมฤทธิ์ในด้านการอ่านสะกดคำโดยคิด
เปน็ รอ้ ยละเฉล่ีย 90.33 แสดงว่านักเรียนมพี ัฒนาการอ่านที่ดีขน้ึ จากผลการทบทวนตวั อย่างงานวิจัยท่ีจัดกิจกรรม
การเรยี นร้โู ดยใชช้ ุกฝึกทกั ษะและการจดั การเรยี นรูแ้ บบร่วมมือดว้ ยเทคนิค Think-Pair-Shar
3. เรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะสาระการเรียนรู้
ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่าการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐาน
ภาษาไทยโดยใช้ชุดฝกึ ทักษะสาระการเรียนรูภ้ าษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 มีประสิทธภิ าพซ่งึ งสูง
กวา่ เกณฑ์มาตรฐานทต่ี ัง้ ซึ่งส่งผลใหน้ ักเรียนมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนด้านทกั ษะการอ่านและเขยี นคำพ้ืนฐานสงู ขน้ึ
4. เรื่องการพัฒนาชุดแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำในมาตราตัวสะกดแม่ก.กาสำหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำประสมในแม่ก.กา
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 81.82/84.23 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มี
ระดับความคิดเห็นตอ่ แบบฝกึ เสรมิ ทักษะการอ่านและเขียนคำประสมในแม่ก.กาการวิจยั พบว่านกั เรียนมีความพึง
พอใจต่อการทดลองจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ด้วยนวัตกรรมดังกลา่ วอยทู่ ่ีระดบั ดีมาก
43
5. เรื่องการพฒั นาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทยโดยใชแ้ บบฝึกทักษะสาระการเรยี นรู้
ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการอ่านและ
เขียนคำพื้นฐานภาษาไทยพบว่านักเรียนมีทักษะการอ่านและเขียนดีขึ้นซึ่งส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนด้านทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานสูงข้ึนคา่ เฉลี่ยร้อยละ 86.47 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการทดลอง
จดั กิจกรรมการเรยี นรดู้ ว้ ยนวตั กรรมดังกล่าวอยู่ที่ระดับดีมาก
6. เรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนระดับช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใช้ชุดแบบฝึกการอา่ น
สะกดคำใช้ชุดแบบฝึกการอ่านสะกดคำจำนวน 5 ชุดกิจกรรม โดยบันทึก คะแนนเป็นตารางและสรุปผลการ
เปรยี บเทียบการอ่านและสะกดคำเป็นความเรียงผลการศึกษาคร้ังน้ีปรากฏว่าการใชแ้ บบฝึกการอา่ นสะกดคำของ
นกเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 นักเรียนสามารถอ่านและทำแบบสะกดคำได้ดีขึ้นคิดค่าเฉล่ียได้เป็นร้อยละ 62.57
การวิจยั พบวา่ นักเรยี นมีความพงึ พอใจต่อการทดลองจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ด้วยนวตั กรรมดังกล่าวทีร่ ะดับดี
3. ประเดน็ ทท่ี ำการวิจยั ต่อยอด
จากการสรุปประเด็นความรู้เก่ียวกับผลการทบทวนงานวิจัยที่เกีย่ วข้องดังกล่าวเป็นรายข้อก่อนหน้า
แล้วพบว่า การทำวิจัยในชั้นเรียนเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านและเขยี นคำยากในภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะ
ของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 4 มปี ระเด็นความรูท้ ่ีแตกต่างจากการสรุปประเดน็ ดงั กล่าวคอื
1. มีการใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือร่วมกบั การใช้เทคนคิ การสอนรูปแบบเพื่อนคู่คิดโดยจะให้นักเรียน
ออ่ นและนกั เรยี นจบั คกู่ ันและทำงานร่วมกันเพ่ือดูพฒั นาการเรียนการสอน
2. มีการใช้แบบทดสอบร่วมกบั ชดุ ฝกึ ทักษะเพือ่ ใช้วัดการพฒั นาของนักเรียน
44
บทที่ 3
วิธดี ำเนนิ การวิจัย
การวจิ ยั เรื่องการพฒั นาทกั ษะการอ่านและเขยี นคำยากในภาษาไทย
โดยใช้ชุดฝกึ ทักษะของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 4
ผู้วิจัยดำเนนิ การวจิ ัยตามกรอบของหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้
ระเบียบวธิ วี ิจยั
ดำเนนิ การวิจยั โดยใชร้ ะเบยี บวิธกี ารวิจยั ก่ึงทดลอง (Quasi Experiment Research) รว่ มกับวิจัยเชิง
ปฏบิ ตั กิ าร (Action Research) วิเคราะหข์ อ้ มูลจากข้อมูลเชงิ ปรมิ าณ (Qualitative Data) รว่ มกับข้อมูลเชิงคุณภาพ
(Quantitative Data)
แหล่งข้อมลู การวิจัย
1. ประชากร
นกั เรียนระดับชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรยี นเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร) อำเภอลับแล จงั หวัด
อุตรดติ ถเ์ ทียบเคยี งประชากรทม่ี ีจำนวนไมจ่ ำกัด (Infinite Population)
2. กลุ่มเปา้ หมาย
นักเรียนระดบั ชัน้ ประถมศึกษา โรงเรียนเทศบาลหวั ดง(ป.ฟกั องั กรู ) อำเภอลบั แล จังหวัดอุตรดิตถ์ภาค
เรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน 17 คน วธิ ีการคัดเลือก เทยี บเคยี งกับใชว้ ิธีการสุ่มแบบอาศัยความน่าจะเป็น
อย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพราะถือว่านกั เรียนแต่ละคนของระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4 ของแต่
ละปีการศึกษาเมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวมแล้วพบว่ามาจากบริบทของชุมชนเดียวกันจึงสร้างข้อสรุปว่าไม่มีความ
แตกต่างกันประชากรของนักเรยี นดังกล่าวจึงเป็นเอกพันธ์ (Homogeneous Population) สามารถคัดเลือกกลุ่ม
ตวั อยา่ งโดยใชว้ ิธีการสมุ่ แบบอาศยั ความนา่ จะเป็นอย่างง่าย
เครื่องมือการวจิ ัย
1. นวตั กรรม
1.1 เครอื่ งมือทเี่ ปน็ นวตั กรรม นวัตกรรมทีส่ รา้ งหรือพฒั นาต่อยอดจากนวัตกรรมเดิมเพือ่ ทดลองใช้จัด
กิจกรรมการเรียนรู้สำหรับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ทักษะด้านการอ่านและการเขียน สมรรถนะด้านการ
สอ่ื สาร สำหรับนักเรียนระดบั ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 คือ ชุดฝึกทกั ษะการอา่ นและเขียนคำยากในภาษาไทย
1.2 วิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดำเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพทั้งเชิงเหตุผล(Rational
Approach) และเชงิ ประจกั ษ์ (Empirical Approach) ตามแนวคดิ ของเผชิญ กจิ ระการ (2544) ดังน้ี