The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานวิจัยในชั้นเรียน 5 บท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by intira.231261, 2022-04-08 02:34:29

งานวิจัยในชั้นเรียน 5 บท

งานวิจัยในชั้นเรียน 5 บท

45

การสรา้ งและหาประสทิ ธิภาพเชิงเหตุผล ใหด้ ำเนนิ การตามลำดับข้นั
1. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งเพือ่ ศกึ ษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่เกีย่ วข้องกับ
การสร้างชุดฝกึ ทักษะการอ่านและเขยี นคำยากในภาษาไทยซ่ึงการวจิ ัยนีจ้ ะสร้างหรือพัฒนาโดยอ้างอิงตามแนวคดิ
ทฤษฎี หลักการ วธิ ีการของนางกญั ญาภคั คำงาม (2558)
2. สร้างฉบับร่าง(ยกร่าง)ชุดฝึกทักษะการอา่ นและเขียนคำยากในภาษาไทยโดยอ้างอิงจากผลการศึกษา
เอกสารและงานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ งดังกล่าวขอ้ 1 กอ่ นหน้า
3. สร้างแบบประเมินความเหมาะสมของชุดฝึกทกั ษะการอ่านและเขียนคำยากในภาษาไทยเพ่ือให้ผู้เชียว
ชาญประเมนิ ประสทิ ธภิ าพเชิงเหตผุ ลแบบประเมินความเหมาะสมทสี่ ร้างแสดงแลว้ ในภาคผนวก
4. สร้างแบบประเมินค่าดรรชนีความสอดคล้อง (Index of Item –Objective Congruence: IOC)
ของแบบประเมินความเหมาะสมเพื่อให้ผู้เชียวชาญทำการประเมินค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content
Validity) ของแต่ละข้อคำถาม(Item) ของแต่ละประเด็นแบบประเมินค่า IOC กล่าวแล้วในภาคผนวก
5. นำแบบประเมินค่า IOC ของแบบประเมินความเหมาะสมของชุดฝึกทกั ษะการอ่านและเขียนคำยาก
ในภาษาไทยให้ผู้เช่ียวชาญด้านภาษาดา้ นเทคโนโลยีการศกึ ษาและด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผลด้านละ 1 คน
รวมทั้งสนิ้ 3 คน ทำการประเมนิ ความเทย่ี งตรงเชิงเนือ้ หาของแต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นแต่ละข้อคำถามที่
ประเมินต้องมีค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 0.5 หรือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คน เห็นว่ามีความตรงจึงจะตัดสินว่าข้อ
คำถามน้ันมีความเที่ยงตรง

ผลการประเมินพบว่าแต่ละข้อคำถามของแบบประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมมีค่า IOC ระหว่าง
0.50 ถึง 1.00 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามีความตรงจึงลงข้อสรุปว่าแบบสอบถามเพื่อวัดความ
เหมาะสมของนวัตกรรมมีความเที่ยงตรงผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบสอบถาม วั ด
ความเหมาะสมของนวัตกรรมแสดงแล้วดงั ภาคผนวก

6. นำชุดฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำยากในภาษาไทยที่สร้างฉบับร่างแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน
เทคโนโลยกี ารศกึ ษา ด้านภาษา และด้านการวิจยั หรอื การวัดประเมนิ ผลด้านละ 1 คน รวมทั้งส้ินจำนวน 3 คนทำ
การประเมินความเหมาะสมด้วยแบบประเมินแต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นที่ประเมินต้องมีค่าเฉลี่ยอย่างน้อย
3.50 จงึ จะตัดสนิ วา่ ขอ้ คำถามทปี่ ระเมนิ มีความเหมาะสม

7. นำชดุ ฝึกทักษะการอา่ นและเขียนคำยากในภาษาไทยทผ่ี า่ นการประเมินดงั กล่าวขอ้ 6 มาแกไ้ ขปรับ
ปรุงตามคำแนะนำของผูเ้ ชีย่ วชาญ

8. จัดทำรูปเล่มชุดฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำยากในภาษาไทยที่ผ่านการสร้างและหาคุณภาพเชิง
เหตผุ ลแลว้

46

การสร้างและหาประสทิ ธภิ าพเชิงประจักษ์ ดำเนนิ การตอ่ จากผลการหาประสทิ ธภิ าพเชงิ เหตผุ ล
1. นำชุดฝึกทักษะการอา่ นและเขียนคำยากในภาษาไทยท่ีจดั ทำเป็นรูปเล่มแลว้ มาทดลองใช้เพ่ือหา

ประสิทธิภาพเชิงประจักษ์กับนักเรยี นระดับชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักองั กูร)อำเภอลับแล
จงั หวัดอุตรดิตถ์ ซง่ึ เป็นคนละกล่มุ กบั กล่มุ เป้าหมายการวจิ ัย
การหาประสทิ ธิภาพจะใชว้ ธิ ีการเทยี บกับเกณฑ์ประสิทธภิ าพ E /E = 75/75

12

เม่อื
E หมายถึง รอ้ ยละของคะแนนรวมท้ังหมดจากการทำกจิ กรรมหรือการทดสอบย่อยระหว่างการ

1

ทดลองใช้ชุดฝกึ ทกั ษะการอา่ นและเขียนคำยากในภาษาไทยซงึ่ เกณฑ์ประเมินผ่านคือ ร้อยละ75/75
E หมายถงึ ร้อยละของคะแนนรวมท้งั หมดจากการทำแบบทดสอบภายหลงั สนิ้ สุดการทดลองใช้

2

ชดุ ฝกึ ทักษะการอ่านและเขียนคำยากในภาษาไทยซึ่งเกณฑป์ ระเมินผา่ นคือ รอ้ ยละ75/75
การตัดสินประสิทธิภาพจากการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำยากในภาษาไทยเมื่อเทียบกับ

เกณฑป์ ระสิทธิภาพที่กำหนดขนึ้ ว่าถ้าค่าร้อยละของคะแนนท่ีคำนวณของ E = 75 ±2.55 แสดงว่า ประสทิ ธภิ าพของ
1

E เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 75 แต่ถ้ามากกว่าหรือน้อยกว่า 75±2.5 แสดงว่าประสิทธิภาพของ E สูงกว่า หรือ
11

นอ้ ยกวา่ เกณฑ์ทต่ี ้ังต้องปรับนวัตกรรมให้เท่ากบั เกณฑ์ที่ตัง้ คือ 75 ส่วนการตัดสินประสทิ ธิภาพของ E ทำเชน่ เดยี วกบั
2

E และถ้าร้อยละของคะแนนระหว่าง E และ E ต่างกันมากกวา่ ร้อยละ 5 แสดงว่าประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะ
1 12

การอ่านและเขยี นคำยากในภาษาไทยมปี ระสทิ ธิภาพไมเ่ ปน็ ไปตามเกณฑ์ ต้องทำการปรบั ปรงุ ใหม่
2. จัดทำรปู เลม่ ชุดฝึกทกั ษะการอ่านและเขียนคำยากในภาษาไทยพรอ้ มสำหรบั การนำไปทดลอง

ใช้กับนักเรยี นระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 ซึ่งเป็นกลุม่ ทเ่ี ป้าหมายการวิจัย
ข้อตกลง เนือ่ งดว้ ยปัจจัยจำกัดบางประการคอื โรงเรียนเทศบาลหวั ดง(ป.ฟักองั กูร) เป็นโรงเรียน

ขนาดกลางซึ่งสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วเปิดการเรียนการสอนเพียงชั้นเรียนเดียว และมี
นักเรียนจำนวนท้ังสิน้ 17 คน ที่จะให้ผู้วจิ ยั นำชุดฝกึ ทักษะการอ่านและการเขยี นคำยากในภาษาไทยมาทดลองใช้กับ
นักเรียนระดบั ช้ันเดียวกันเพ่ือหาประสิทธภิ าพเชิงเน่ืองจากนักเรียนมีจำนวนห้องเรียีนเพียงห้องเดียว ดังน้นั ด้วย
ปัจจัยจำกัดดงั กลา่ ว จงึ สรา้ งข้อตกลงวา่ การทำวจิ ัยครั้งน้ีจะขอละเวน้ การหาประสิทธิ

ภาพเชิงประจักษ์ของชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำยากในภาษาไทย ดังนั้น ด้วยปัจจัยจำกัดดังกล่าวจึง
สร้างข้อตกลงว่าการทำวิจัยครั้งนี้จะขอละเว้นการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของชุดฝึกทักษะการอ่านและการ
เขยี นคำยากในภาษาไทย

47

2. เคร่ืองมือรวบรวมข้อมลู

2.1 ชนิดของเคร่อื งมอื เครอ่ื งมือทีใ่ ช้รวบรวมข้อมลู ประกอบดว้ ย

1. แบบประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมของแบบประเมินความเหมาะสมของชุดฝึกทักษะของ

นักเรยี นระดบั ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรยี นเทศบาลหวั ดง(ป.ฟักองั กูร) อำเภอลบั แล จงั หวัดอตุ รดิตถ์

2 .แบบประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบประเมินความเหมาะสมของชุดฝึกทักษะโดยใช้ค่า

ดรรชนคี วามสอดคล้องของนักเรยี นระดับชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลหวั ดง(ป.ฟกั องั กูร) อำเภอลับแล

จงั หวดั อตุ รดติ ถ์

3. แบบวัดระดับความพึงพอใจของแบบประเมินความเหมาะสมของชุดฝึกทักษะของนักเรียนระดับช้ัน

ประถมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรยี นเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกรู ) อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์

4. แบบประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร) อำเภอลับแล จังหวดั อุตรดิตถ์

2.2 วิธกี ารสร้างและหาประสทิ ธิภาพ ดำเนนิ การสร้างและหาประสทิ ธิภาพท้งั เชิงเหตุผลและเชงิ

ประจกั ษ์ดังน้ี

การสร้างและหาประสทิ ธภิ าพเชิงเหตุผล ดำเนนิ การตามลำดับขนั้

1. ทำการทบทวนเอกสารและงานวิจยั ท่เี กย่ี วข้องเพือ่ ศกึ ษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วธิ กี ารที่เกีย่ วข้องกับ

การสรา้ งแบบประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรม แบบประเมินความเทีย่ งตรงเชิงเนอื้ หา แบบสอบถามวดั ระดับ

ความพึงพอใจ แบบประเมนิ ความเท่ยี งตรงเชงิ เนอ้ื หาของแบบทดสอบ เครือ่ งมอื รวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดจะสร้าง

ตามแนวคิด ทฤษฎี หลกั การ วิธีการตา่ ง ๆ ดงั น้ี

1.1 แบบประเมินความเหมาะสมของนวตั กรรมสร้างตามแนวคิดทฤษฎขี อง หลกั การ วิธกี ารของ

บุญชม ศรีสะอาด (2545) ได้กล่าวไว้ว่าประกอบด้วยรายการประเมินทั้ง 3 ด้าน คือ ทักษะการแกป้ ัญหา ทักษะ

ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างสรรค์ขึ้นงาน รวมถึงทักษะการสื่อสารและความร่วมมือ ซึ่งในรายการประเมนิ

กำหนดระดับคะแนน 5 ระดบั ตามเกณฑ์ ดังน้ี

พงึ พอใจมากท่สี ุด ให้คะแนน 5 คะแนน

พึงพอใจมาก ให้คะแนน 4 คะแนน

พึงพอใจปานกลาง ให้คะแนน 3 คะแนน

พงึ พอใจนอ้ ย ใหค้ ะแนน 2 คะแนน

พงึ พอใจน้อยทส่ี ดุ ให้คะแนน 1 คะแนน

1.2 แบบประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา IOC สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ วิธีการตาม

สุนันทา สายแวว (2552) ได้ทำวิจัย เรื่องการพัฒนาชุดแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่ประสมสระลดรูปสระ

48

เปลี่ยนรูปที่สะกดตรงตามมาตราตัวสะกดกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2ผลการวิจัย พบว่า

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการใช้แบบฝึกทักษะหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและปกติแล้วจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญ

ตรวจสอบตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในการตรวจสอบโดยให้เกณฑ์ในการตรวจพิจารณาข้อคำถาม อ.ธีรชาติ ธรรมวงค์

(2551) กลา่ วไวว้ ่า

ใหค้ ะแนน +1 ถ้าแน่ใจว่าขอ้ คำถามวัดได้ตรงตามวตั ถุประสงค์

ใหค้ ะแนน 0 ถ้าไม่แนใ่ จว่าข้อคำถามวัดไดต้ รงตามวตั ถปุ ระสงค์

ใหค้ ะแนน -1 ถ้าแน่ใจว่าข้อคำถามวัดไดไ้ มต่ รงตามวัตถุประสงค์

แลว้ นำผลคะแนนทไี่ ดจ้ ากผู้เช่ียวชาญมาคำนวณหาคา่ IOC ตามสตู รเกณฑ์

1. ขอ้ คำถามท่มี ีค่า IOC ตงั้ แต่ 0.50-1.00 มีค่าความเทย่ี งตรง ใช้ได้

2. ขอ้ คำถามท่ีมีคา่ IOC ตำ่ กว่า 0.50 ตอ้ งปรับปรุง ยังใช้ไมไ่ ด้

1.3 แบบสอบถามวดั ระดบั ความพงึ พอใจ สรา้ งตามแนวคิด ทฤษฎขี อง หลกั การ วิธกี ารทางการของ ลุ

นา ศรีกุตา (2553 : บทคัดย่อ) ศึกษาเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทยโดยใช้แบบฝึก

ทักษะสาระการเรียนรูภ้ าษาไทยของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงคเ์ พื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ

เรียนและความสามารถในการอ่านและเขยี นคำพืน้ ฐานภาษาไทยของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 2/1 ซ่ึงผลท่ีเกิด

กับนักเรียนหลังการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้

ภาษาไทยของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 2/1 พบวา่ นกั เรียนมที ักษะการอา่ นและเขียนดีขน้ึ ซึง่ ส่งผลให้นักเรียนมี

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะ การอ่านและเขียนคำพื้นฐานสูงขึ้นค่าเฉลี่ยร้อยละ 86.47 การวิจัยพบว่า

นักเรยี นมคี วามพงึ พอใจตอ่ การทดลองจดั กิจกรรมการเรียนรดู้ ว้ ยนวตั กรรมดงั กลา่ วอยู่ท่ีระดับดีมากและบุญชม ศรี

สะอาด (2545) ระดบั ความพงึ พอใจแบบประมาณคา่ โดยเรียงลำดับจากระดับมากทสี่ ุดถงึ น้อยที่สุด 5 ระดับคือ มี

ความพึงพอใจมากที่สุด มีความพึงพอใจมาก มคี วามพงึ พอใจปานกลาง มีความพึงพอใจค่อนข้างน้อย และมีความ

พึงพอใจน้อยท่สี ดุ แต่ละระดบั ดังกลา่ วกำหนดโดยเกณฑต์ ามช่วงค่าเฉล่ีย ดงั น้ี

ระดับความพึงพอใจ ระดบั ค่าเฉลีย่

ระดับมากทส่ี ุด 4.51-5.00

ระดับมาก 3.51-4.50

ระดบั ปานกลาง 2.51-3.50

ระดับน้อย 1.51-2.50

ระดับน้อยที่สดุ 1.00-1.50

1.4 แบบประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา IOC ของแบบทดสอบสร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ

หลักการ วิธีการของสายยศและอังคณา (2543:247-249) กล่าวไว้ว่า การพิจารณาค่าความสอดคล้อง IOC มีค่า

49

มากกว่าหรอื เท่ากับ 0.5 แสดงวา่ ขอ้ สอบมีความเหมาะสมในด้านตา่ ง ๆ และ ผศ.สรุ พงษ์ คงสตั ย์ อ.ธีรชาติ ธรรม
วงค์ (2551) กลา่ วไวว้ ่า

ใหค้ ะแนน +1 ถา้ แนใ่ จว่าข้อคำถามวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์
ใหค้ ะแนน 0 ถ้าไม่แนใ่ จวา่ ขอ้ คำถามวดั ได้ตรงตามวตั ถุประสงค์
ให้คะแนน -1 ถ้าแนใ่ จวา่ ข้อคำถามวัดไดไ้ ม่ตรงตามวัตถุประสงค์
แลว้ นำผลคะแนนที่ไดจ้ ากผู้เชยี่ วชาญมาคำนวณหาคา่ IOC ตามสตู รเกณฑ์
1. ข้อคำถามท่มี ีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50-1.00 มีค่าความเทย่ี งตรง ใช้ได้
2. ขอ้ คำถามทม่ี ีค่า IOC ต่ำกวา่ 0.50 ต้องปรับปรุง ยังใชไ้ มไ่ ด้
2. สร้างฉบับร่างแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจแบบประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรม
แบบสอบถามความคิดเห็น แบบประเมินความเทีย่ งตรง IOC แบบประเมินความเท่ียงตรงแบบทดสอบ โดยอ้างอิง
ผลการทบทวนเอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกี่ยวข้องดังกล่าวขอ้ 1 กอ่ นหน้า
3. สรา้ งแบบประเมนิ ค่า IOC เพอ่ื ใหผ้ ้เู ชียวชาญทำการประเมินความเท่ียงตรงเชงิ เนอื้ หา แตล่ ะขอ้ คำถามของ
แตล่ ะประเดน็ ของเครอื่ งมือรวบรวมขอ้ มูลแต่ละชนดิ แบบประเมินคา่ IOC ของเคร่ืองมือรวบรวมขอ้ มลู แต่ละชนิด
กลา่ วแลว้ ในภาคผนวก
4. นำแบบประเมินคา่ IOC ของเครอื่ งมือรวบรวมข้อมลู แตล่ ะชนดิ ที่สรา้ งฉบบั ร่างไปให้ผูเ้ ช่ียวชาญดา้ น
ภาษา ด้านเทคโนโลยกี ารศกึ ษา และด้านการวจิ ยั หรือการวัดประเมนิ ผลดา้ นละ 1 คน ทำการประเมนิ ความ
เที่ยงตรงเชงิ เนื้อหาของแต่ละขอ้ คำถามของแต่ละประเด็นดว้ ยแบบประเมนิ IOC แต่ละขอ้ คำถามของแต่ละ
ประเด็นที่ประเมนิ ตอ้ งมีค่าเฉลีย่ อยา่ งน้อย 0.5 หรอื ผเู้ ช่ียวชาญจำนวน 2 ใน 3 คน เห็นว่ามีความตรงจงึ จะตัดสิน
วา่ ข้อคำถามนั้นมคี วามเทย่ี งตรง ผลการประเมนิ พบวา่
4.1 แต่ละขอ้ คำถามของแบบประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมระหวา่ ง 0.50 ถงึ 1.00 หรือ
ผเู้ ชีย่ วชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามคี วามตรง จงึ ลงข้อสรุปว่าแต่ละข้อของแบบประเมินความเหมาะสมมผี ล
การประเมนิ ของแต่ละขอ้ คำถามของแบบทดสอบประเมินแสดงแล้วดงั ภาคผนวก
4.2 แต่ละข้อคำถามของแบบประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา IOC มีค่าดรรชนีความสอดคล้อง
ระหว่าง 0.50 ถงึ 1.00 หรือผเู้ ช่ียวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนจึงลงข้อสรุปวา่ แบบประเมนิ ความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา
IOC มีความเที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของของแบบประเมินความเที่ยงตรงเชิง
เนอ้ื หา IOC แสดงแลว้ ดังภาคผนวก

4.3 แต่ละข้อคำถามของแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจระหว่าง 0.50 ถึง 1.00 หรอื ผู้เช่ียวชาญ
จำนวน 2 ใน 3 คนจึงลงข้อสรปุ วา่ แบบสอบถามวดั ระดับความพงึ พอใจ มผี ลการประเมนิ ความของแต่ละขอ้ คำถาม
ของแบบถามวัดระดับความพึงพอใจแสดงแลว้ ดังภาคผนวก

50

4.4 แต่ละข้อคำถามของแบบประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา IOC ของแบบทดสอบมีค่าดรรชนี
ความสอดคล้องระหว่าง 0.50 ถึง 1.00 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนจึงลงข้อสรุปว่า แบบประเมินความ
เท่ยี งตรงเชงิ เน้ือหา IOC ของแบบทดสอบมีความเท่ียงตรง ผลการประเมินความเท่ียงตรงของแต่ละข้อแบบทดสอบ
แล้วดงั ภาคผนวก

5. นำเคร่อื งมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่ผ่านการประเมินดังกล่าวข้อ 4 มาแกไ้ ขปรับปรงุ
ตามคำแนะนำของผเู้ ชยี่ วชาญ

6. จัดทำรปู เล่มเครอื่ งมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่ทำการแกไ้ ขแล้วตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
การสร้างและหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ ดำเนินการตอ่ จากผลการหาประสทิ ธภิ าพเชิงเหตผุ ล

1. นำเครอ่ื งมือรวบรวมขอ้ มูลแต่ละชนิดทีจ่ ัดทำเป็นรูปเล่มแลว้ มาหาคา่ ความเช่ือมน่ั (Reliability) ซ่งึ เป็นการ
หาประสิทธิภาพเชิงประจักษโ์ ดยทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร)
อำเภอลับแล จงั หวดั อุตรดิตถ์ ซง่ึ เปน็ คนละกลุ่มกับกลุ่มท่ีเป็นเป้าหมายการวิจัยการหาค่าความเช่ือม่ันใช้วิธีการหาค่า
สมั ประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficienty) โดยมเี กณฑ์ประเมนิ ผ่านทั้งฉบับท่ี 0.7 ถ้าน้อย
กวา่ ตอ้ งทำการปรบั ปรงุ เครื่องมือใหม่

2. ปรับปรุงเครือ่ งมอื รวบรวมขอ้ มูลแต่ละชนดิ หากพบวา่ ค่าสมั ประสิทธ์ิแอลฟาตำ่ กว่า 0.7
3. ยกเวน้ แบบทดสอบจัดทำรูปเล่มเครื่องมอื รวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดพรอ้ มสำหรบั การนำไปทดลองใช้กับนักเรียน
ระดบั ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรยี นเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร) อำเภอลับแล จงั หวัดอุตรดิตถ์ซ่ึงเป็นกลุ่มตัวอย่างใน
การวิจัย

สำหรับแบบทดสอบนั้นเมื่อทำการประเมินความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นแล้วก่อนนำไปทดลองใช้กับ
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกรู ) อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเปน็
กลุ่มท่ีเปา้ หมายการวิจัยตอ้ งดำเนนิ การต่อจากข้อ 8 เพอ่ื หาคา่ ความยากง่ายและค่าอำนาจการจำแนกต่อ ดังน้ี

4. นำแบทดสอบแตล่ ะขอ้ มาวิเคราะหค์ วามยากง่ายดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเรจ็
รูปโดยข้อคำถามที่ดีของแบบทดสอบประเภท 4 ตัวเลือกจะมีค่าความยากง่ายระหว่างข้อคำถามที่ดีของ
แบบทดสอบประเภท 4 ตัวเลือกจะมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 (สุมาลี จันทร์ชะลอ. 2542) ถ้าเป็น
ประเภทแบบถกู -ผิด จะมีคา่ ความยากงา่ ยระหว่าง 0.60–0.95 (Nunnally.1967; อา้ งถึงใน เยาวดี
รางชยั กุลวบิ ูลย์ศรี. 2552)

51

5. นำแบบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์ค่าอำนาจการจำแนกโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปใช้วิธีการ
ตรวจนับโดยเรียงลำดับคะแนนจากสูงสุดลงมาร้อยละ 17 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด เรียกว่ากลุ่มมีคะแนนสูง
และเรียงลำดับจากคะแนนต่ำสุดข้ึนมารอ้ ยละ 17 ของจำนวนนกั เรยี นทัง้ หมด เรียกวา่ กลุ่มมคี ะแนนต่ำนับจำนวน
นักเรียนที่ตอบแบบทดสอบถูกทุกข้อทั้งกลุ่มท่ีมีคะแนนสูงและกลุ่มที่มีคะแนนต่ำจากนั้นจึงคำนวณหาค่าอำนาจ
การจำแนกโดยใชส้ ตู ร

6. จัดทำรปู เลม่ ของแบบทดสอบพร้อมสำหรบั การนำไปทดลองใช้กับนกั เรียนระดับ
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรยี นเทศบาลหวั ดง(ป.ฟกั องั กรู ) จังหวดั อุตรดิตถ์ ซงึ่ เปน็ กลมุ่ ตวั อย่างการวิจัย

ข้อตกลง เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดบางประการเชน่ เดียวกับดงั กล่าวแลว้ ในหัวข้อ “วิธีการสร้างและ
หาคุณภาพของนวัตกรรม” จึงสร้างข้อตกลงว่า การวิจัยครั้งนี้จะละเว้นการหาประสิทธิภาพเชิง ประจักษ์ซ่ึง
ประกอบดว้ ยการหาค่าความเชือ่ ม่ันของเคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลทุกชนิดการหาค่าความยากงา่ ยและค่าอำนาจการ
จำแนกซ่ึงเฉพาะสำหรับแบบทดสอบ
การดำเนนิ การรวบรวมข้อมลู

1.แหลง่ ข้อมลู การวิจยั
กลมุ่ ประชากร
1) มกี ลมุ่ ตัวอยา่ งนักเรยี น 1 กลมุ่ ดังกลา่ วหัวขอ้ ขอบเขตการวจิ ัย
2) ผลการวิจัยตอ้ งการอา้ งองิ ไปยังประชากร
3) ค่าคะแนนเฉลี่ยของระดับผลการเรียนรู้มาจากการทดลองใช้นวัตกรรมที่จะนำมาใช้พัฒนา/ปรับปรุงผลการ
เรียนรูข้ องนักเรียนแทนนวัตกรรมเดิมอยา่ งเดียว
4) ระดบั ผลการเรยี นร้จู ะวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทียบกับระดับผลการเรียนรู้ตามเกณฑ์ของ สพฐ.โดยใช้ (One -Sample
t Test) ตามเงอื่ นไขดงั กลา่ ว เขยี นการดำเนินการรวบรวมข้อมลู

52

1. ทำหนังสือถึงคณบดีคณะบดคี ณะครุศาสตร์เพือ่ รอ้ งขอให้ออกหนงั สอื ราชการถึงผู้อำนวยการโรงเรียน
เทศบาลหวั ดง (ป.ฟกั องั กูร) อำเภอลบั แล จงั หวดั อุตรดิตถ์เพื่อขออนญุ าตทดลองใช้ชุดฝึกทกั ษะการอ่านและเขียน
คำยากในภาษาไทยและวธิ ีการสอนแบบรว่ มมือเทคนิค Think-Pair-Share จัดกจิ กรรมการเรียนรู้เร่อื งการอ่านและ
การเขียนกับนักเรยี นระดับช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4

2. ประชุม ชี้แจง และสร้างข้อตกลงกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อำเภอลับแล จังหวัด
อตุ รดิตถ์ เกี่ยวการทดลองใช้ชุดฝกึ ทกั ษะการอ่านและเขียนคำยากในภาษาไทยและวิธกี ารสอนแบบร่วมมือเทคนิค
Think-Pair-Share จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เรอ่ื งการอ่านและการเขยี น

3. จัดกิจกรรมการเรยี นรเู้ ร่อื งการอา่ นและการเขียนกับนกั เรยี นระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4 อำเภอลับแล
จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยทดลองใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำยากในภาษาไทยและวิธีการสอนแบบร่วมมือ
เทคนคิ Think-Pair-Share

4. ทำการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อำเภอลับแล จังหวัด
อุตรดิตถ์ภายหลังการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้เร่ืองการอ่านและการเขียนโดยทดลองใช้ใชช้ ุดฝกึ ทักษะการอ่านและ
เขยี นคำยากในภาษาไทยและวิธีการสอนแบบรว่ มมือเทคนคิ Think-Pair-Sha

5. ให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ภายหลังการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรเู้ รอ่ื งการอ่านและการเขียนโดยทดลองใช้ชดุ ฝกึ ทกั ษะการอ่านและเขยี นคำยากในภาษาไทยและวิธีการสอน
แบบรว่ มมือเทคนคิ Think-Pair-Share
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู

1. การวิเคราะหข์ ้อมลู เพือ่ หาคณุ ภาพและประสทิ ธิภาพของเคร่ืองมอื การวจิ ัย
1.1 ความเหมาะสมของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอดวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบน

มาตรฐานวิธกี ารวิเคราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเรจ็ รปู
1.2 ประสิทธภิ าพเชิงประจกั ษ์ของนวตั กรรมที่สรา้ งหรอื พัฒนาต่อยอดวิเคราะห์ดว้ ยเกณฑ์

ประสิทธภิ าพ E /E วธิ ีการวเิ คราะห์ใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเรจ็ รูป
12
1.3 ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดวิเคราะห์ด้วยค่าดรรชนีความ

สอดคลอ้ งหรอื IOC วธิ ีการวิเคราะหใ์ ช้โปรแกรมคอมพิวเตอรส์ ำเร็จรปู
1.4 ความเชอื่ มัน่ ของเคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดวิเคราะหด์ ว้ ยค่าสัมประสิทธ์แิ อลฟาของ

ครอนบาค วธิ กี ารวิเคราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเรจ็ รปู
1.5 ความยากง่ายของแบบทดสอบแต่ละข้อ วธิ ีการวเิ คราะห์ใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรปู
1.6 คา่ อำนาจการจำแนกของแบบทดสอบแต่ละข้อ วิธกี ารวิเคราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์

สำเร็จรูป

53

2. การวิเคราะหข์ ้อมูลการวิจัย
2.1 ผลการเรียนรู้ของนกั เรียนวิเคราะห์ด้วยค่าคะแนนเฉลย่ี และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
2.2 ระดับผลการเรียนรู้ของนักเรียน วิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบร้อยละของค่าคะแนนเฉลี่ยกับ

ระดบั ผลการเรยี นรตู้ ามเกณฑ์ของ สพฐ.
2.3 ผลการทดลองใช้ชุดฝกึ ทกั ษะการอ่านและเขียนคำยากในภาษาไทยวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ

Paired -Sample t Test ท่ีระดบั นัยสำคญั ทางสถิติท่ี α 0.05 หรอื ท่รี ะดับความเชื่อม่ัน 95% วิธีการวิเคราะห์ใช้
โปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเรจ็ รปู

2.4 ระดบั ความพึงพอใจวเิ คราะห์ด้วยค่าเฉล่ียและสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานวิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรม
คอมพิวเตอรส์ ำเร็จรูป

2.5 เกณฑ์ประเมนิ ระดบั ความพงึ พอใจของนกั เรียนวิเคราะห์ดว้ ยชว่ งระดับค่าเฉลี่ย
บุญชม ศรสี ะอาด (2545) ดงั นี้

คะแนนเฉลยี่ 4.51 – 5.00 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจทร่ี ะดบั มากสุด
คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจท่ีระดับมาก
คะแนนเฉล่ยี 2.51 – 3.50 หมายถงึ มีความพึงพอใจท่รี ะดบั ปานกลาง
คะแนนเฉลย่ี 1.51 – 2.50 หมายถงึ มีความพงึ พอใจทร่ี ะดับน้อย
คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจทร่ี ะดับนอ้ ยสดุ
การนำเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
นำเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ด้วยตารางพรอ้ มท้ังบรรยายเปน็ ความเรยี งประกอบ

54

บทท่ี 4

ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
การวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำยากในภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ี่ 4 ผ้วู จิ ยั เสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ตามประเดน็ ของวัตถุประสงคก์ ารวจิ ัย ดังน้ี
1. เพอ่ื พฒั นาความสามารถในการอ่านและการเขียนของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 4
2. เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้ชุดฝึกทกั ษะจดั กิจกรรมการเรยี นร้เู ร่ืองการอา่ นและการเขยี นกับ
นักเรยี นระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 4
3. เพื่อศึกษาระดบั ความพงึ พอใจของนกั เรียนระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 มีต่อการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะ
จดั กิจกรรมการเรียนรู้เร่อื งการอา่ นและการเขียน
ผลการพฒั นาชดุ ฝึกทักษะการอ่านและเขยี นคำยากในภาษาไทย
1. นวัตกรรมที่สร้าง ชุดฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำยากในบทเรียนร่วมกับวิธีการสอนแบบร่วมมือ
เทคนคิ Think Pair Share
กจิ กรรมท่ี 1 ชดุ ฝกึ ทกั ษะคำยากในบทเรียน ชดุ ที่ 1 จำนวน 20 นาที
กิจกรรมท่ี 2 ชุดฝกึ ทกั ษะคำยากในบทเรยี น ชดุ ที่ 2 จำนวน 20 นาที
กิจกรรมท่ี 3 ชุดฝกึ ทักษะคำยากในบทเรยี น ชดุ ที่ 3 จำนวน 20 นาที
กจิ กรรมท่ี 4 ชดุ ฝึกทักษะคำยากในบทเรยี น ชุดท่ี 4 จำนวน 20 นาที
- แผนการจดั การเรยี นรู้มีทั้งสน้ิ 4 แผน โดยใช้วิธกี ารสอนแบบร่วมมอื เทคนิค Think Pair Share ร่วมกับ
ชดุ ฝึกทักษะจัดกจิ กรรมการเรียนรเู้ ร่ืองคำยากในบทเรียนโดยใช้เวลาการจดั การเรียนรู้ 240 นาที
รายละเอียดของชุดฝึกทกั ษะการอา่ นและการเขียนคำยากเพ่อื พัฒนาผลการเรยี นร้ดู ้านทักษะการอ่านและ
การเขยี นสำหรับนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรยี นเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร) แสดงแลว้ ดังภาคผนวก
2. การหาประสทิ ธภิ าพของนวัตกรรม

2.1 การหาประสทิ ธภิ าพเชิงเหตุผล (Rational Approach) เม่ือประเมนิ ความเหมาะสมของชดุ ฝึก
ทกั ษะการอา่ นและเขียนคำยากในภาษาไทยด้วยแบบประเมินความเหมาะสมจากผู้เชีย่ วชาญจำนวน 3 คน ผลการ
ประเมนิ แสดงดังตารางที่ 1

55

ตารางท่ี 1: แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของชดุ ฝึกทกั ษะการอ่านและเขยี นคำยากในภาษาไทยจาก

ผู้เชีย่ วชาญจำนวน 3 คน

ประเดน็ ทปี่ ระเมนิ รายการประเมิน ̅ .
4.00 0.00
ด้านเนอื้ หา 1.นวัตกรรมที่จดั ทำมีความสอดคล้องกบั เนอ้ื หาบทเรยี น

2.นวัตกรรมมคี วามเหมาะสมกบั จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ 4.00 0.00
3.นวัตกรรมมคี วามเหมาะสมสอดคล้องมาตรฐาน/ตวั ช้วี ัด 4.00 0.00

4.นวัตกรรมมคี วามเหมาะสมกับช่วงอายุของผูเ้ รยี น 4.00 0.00

5.คำช้แี จงในการทำแบบฝกึ เขา้ ใจง่าย ปฏิบัตติ ามได้ 4.00 0.00

6.ความยากงา่ ยของนวตั กรรมเหมาะสมกับชว่ งวัยของ 4.00 0.00

ด้านลกั ษณะของ 1.นวัตกรรมมีความถกู ต้องและชัดเจน

นวัตกรรม 40

2.นวัตกรรมมรี ูปแบบทีน่ า่ สนใจและดงึ ดูด 40

3.นวัตกรรมมคี วามเหมาะสมกับค่าใชจ้ า่ ย 40

4.นวตั กรรมมเี นื้อหาท่ีเข้าใจงา่ ย ไมส่ ับสน 40

5.การใชส้ ีของรปู ภาพและตวั อกั ษร เหมาะสม 40

6.ขนาดของตัวอกั ษรมีขนาดพอเหมาะ อ่านง่าย 4.33 0.47

ด้านภาษา 1.ภาษาทีใ่ ชใ้ นนวตั กรรมมีความถกู ต้อง ชดั เจน 4.33 0.47

2.ภาษามีความเหมาะสมกับชว่ งวัยของผู้เรียน 4.33 0.47

3.ภาษาใช้อธิบายและสือ่ ความหมายเขาใจง่าย 4.33 0.47

ด้านกจิ กรรมประกอบ 1.กจิ กรรมสง่ เสรมิ ความรู้ความเข้าใจในบทเรียนไดด้ ยี ิ่งขึ้น

กับนวัตกรรม 40

2.มีการใช้คำถามทกี่ ระตุน้ ความคิด 40

3.สอดแทรกคุณธรรมจรยิ ธรรมได้เหมาะสม 40

4.เวลาในการทำชุดฝกึ ทักษะมคี วามเหมาะสม 40

จากตารางที่ 1 พบว่า แต่ละรายการท่ีประเมินของแตล่ ะประเด็นมีคา่ เฉลีย่ ต้ังแต่ 4.00-4.33 ซง่ึ ผ่านเกณฑ์
ประเมนิ ขนั้ ต่ำคือ 3.50 ดงั นน้ั จงึ สรปุ ว่าชดุ ฝึกทกั ษะการอา่ นและเขยี นคำยากสำหรบั นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี
4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟกั อังกรู ) มีความเหมาะสม

56

ตารางที่ 2: แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง คำยากใน

บทเรียน วิธีการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค Think Pair Share สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4โรงเรียน

เทศบาลหวั ดง(ป.ฟกั องั กูร) จากผเู้ ชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน

ประเด็นทป่ี ระเมิน รายการประเมิน ̅ .
40
มาตรฐาน/ตัวช้ีวดั 1. ครอบคลุมพฤตกิ รรมการเรยี นรคู้ รบทัง้ K P A

2. มีความสอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์การเรยี นรู้และ 0.47

เนอื้ หา 4.33

สาระสำคัญ 3. สอดคล้องกับจุดประสงคก์ ารเรยี นร้แู ละเนอ้ื หา 4 0

4. บ่งชถ้ี งึ ความคิดรวบยอดของเน้อื หา 40

5. กะทดั รัด ไดใ้ จความ ไมส่ บั สน 40

สาระการเรียนรู้ 6. มีความสอดคลอ้ งกับตัวชว้ี ัด 40

7. มคี วามสอดคล้องกับสาระสำคญั 40

8. ความถกู ต้องตามโครงสรา้ ง 40

จุดประสงค์การเรียนรู้ 9. กำหนดจดุ ประสงคค์ รบท้งั K P A 4.33 0.47

10. มีการจดั ลำดบั ของจุดประสงค์ตามกิจกรรม 4.33 0.47

11. มีความสอดคลอ้ งกบั กิจกรรมการเรียนรสู้ ามารถ 4.33 0.47

ทำการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้เป็นรูปธรรมได้

12. สามารถสอนให้บรรลุจุดประสงคก์ ารเรียนรไู้ ด้ 4.33 0.47

การจดั กิจกรรมการ 13. การจดั กจิ กรรมเป็นไปตามลำดับข้นั วิธีการสอน 4 0

เรยี นการสอน แบบรว่ มมอื เทคนคิ (Think-Pair-Share)

14. เรา้ ความสนใจนักเรยี น 40

15. เรียงลำดับกิจกรรมไดเ้ หมาะสม 40

16. สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ 4.33 0.47

17. สอดคลอ้ งกับจดุ ประสงค์การเรียนรู้ 4.33 0.47

18. เหมาะสมกบั เวลาท่ีจัดการเรียนรู้ 40

19. นกั เรียนมสี ว่ นร่วมในกจิ กรรมการเรยี นรู้ 4.33 0.47

สอื่ การเรยี นการสอน 20. สอดคลอ้ งกบั สาระการเรียนรแู้ ละกิจกรรม 4.33 0.47

21. เรา้ ความสนใจของผเู้ รียน 4.33 0.47

22. สอดคลอ้ งกับสาระการเรยี นรู้ 4.33 0.47

23. สามารถจดั หาเนอ้ื หาและสร้างขึ้นได้ 4.33 0.47

57

จากตารางที่ 2 พบวา่ แต่ละรายการที่ประเมนิ ของแต่ละประเด็นมคี ่าเฉล่ยี ตงั้ แต่ 4.00-4.33 ซงึ่ ผา่ นเกณฑ์
ประเมินขั้นต่ำคือ 3.50 ดังนั้นจึงสรุปว่าแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องคำยากในบทเรียนวิธีการสอนแบบร่วมมือ
เทคนิค Think Pair Share โดยใช้ร่วมกับชุดฝึกทักษะการอ่านและเขียนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
โรงเรยี นเทศบาลหัวดง(ป.ฟกั อังกรู ) มีความเหมาะสม

2.2 การหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) วิธีการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์
ของชดุ ฝกึ ทักษะการอา่ นและเขียนคำยากในภาษาไทยจะใช้วิธกี ารเทียบกบั เกณฑ์ประสทิ ธภิ าพ
E1/E2 = 75/75 โดยนำชุดฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำยากในภาษาไทยที่หาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลแล้วไป
ทดลองกับกลุ่มนักเรียนท่ีเป็นคนละกลุ่มกับเปา้ หมายการวิจยั แตต่ ามข้อตกลงดังระบุในบทที่ 3 ว่าเนื่องด้วยปัจจยั
จำกัดบางประการคือโรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร) เป็นโรงเรียนขนาดกลางซึ่งสำหรับนักเรียนระดับช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 4 แล้วเปิดการเรยี นการสอนเพยี งชน้ั เรียนเดยี วและมีนกั เรียนจำนวนทั้งส้ิน 17 คน ทจ่ี ะใหผ้ ู้วจิ ัยนำ
ชุดฝกึ ทักษะการอา่ นและการเขยี นคำยากในภาษาไทยมาทดลองใช้กับนักเรียนระดบั ชน้ั เดียวกันเพื่อหาประสิทธิภาพ
เชิงเน่ืองจากนักเรียนมีจำนวนห้องเรียีนเพียงห้องเดียว ดังน้นั ด้วยปจั จยั จำกดั ดังกล่าว จึงสรา้ งข้อตกลงว่า การ
ทำวิจัยครั้งนี้จะขอละเว้นการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำยากใน
ภาษาไทย ดงั นนั้ ดว้ ยปจั จัยจำกดั ดังกล่าวจึงสรา้ งข้อตกลงวา่ การทำวิจัยครง้ั น้ีจะขอละเว้นการหาประสิทธิภาพเชิง
ประจักษ์ของชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำยากในภาษาไทย การทำวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยขอล ะเว้นการหา
ประสิทธภิ าพเชิงประจกั ษข์ องชดุ ฝกึ ทักษะการอา่ นและเขยี นคำยากในภาษาไทยดังข้อตกลงแล้วในบทท่ี 3
การพัฒนาผลการเรยี นรู้

1. คะแนนกอ่ น-หลงั การทดลอง
จากการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนและได้ทดสอบการอ่านและการเขยี นเพอื่ วัดความรู้เดิมของนักเรียน
จากการจดั กิจกรรมการเรียนร้เู รือ่ ง คำยากในบทเรยี น สำหรับนักเรียนระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 4 ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2564 จำนวน 17 คน โดยใช้วิธีการและเทคนิคการสอนแบบเดิมและจากการทดสอบการอ่านเละ
เขยี นหลังเรียนการจดั กิจกรรมเรยี นรเู้ รื่องเดยี วกันโดยมกี ารทดลองใช้ชดุ ฝกึ ทกั ษะการอา่ นและการเขียนเพือ่ พฒั นา
ผลการเรียนรู้ด้านทกั ษะการอ่านและการเขียนกับนกั เรียนระดับช้ันประถมศึกษาปที ี่ 4ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2564 จำนวน 20 คน คะแนนผลการเรียนรูข้ องวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนร้ทู ัง้ 2 วิธี แสดงดังตารางที่ 3
ตารางที่ 3: แสดงคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องการอ่านและการเขียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และ
เทคนิคเดิมกบั นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลหวั ดง(ป.ฟกั องั กูร) ปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน
17 คนและการทดลองโดยใช้ชุดฝึกทักษะเพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านทักษะการอ่านและการเขียน เมื่อคะแนน
เต็มเทา่ กบั 30 คะแนน

58

ท่ี คะแนนกอ่ นการใช้ชุดฝกึ ทกั ษะ คะแนนหลงั การทดลองใชช้ ดุ ฝึกทักษะ
1 19 22
2 24 26
3 18 22
4 21 24
5 21 27
6 17 23
7 21 25
8 20 20
9 19 22
10 10 20
11 16 18
12 24 26
13 18 22
14 17 19
15 21 24
16 20 22
17 19 22

รวม 17 คน รวมคะแนน 334 รวมคะแนน 384

̅ = 19.11 = 2.52 ̅ = 22.59 = 3.23

จากตารางที่ 3 ในการทำแบบทดสอบกอ่ นการทดลองใช้ชดุ ฝึกทักษะการอ่านและการเขียนเพื่อพัฒนาผล
การเรียนรู้ด้านทักษะการอ่านและการเขียนเพื่อวัดความคงทนของความรูเ้ ดิมจากการจัดกจิ กรรมการเรียนร้เู ร่อื ง
คำยากในบทเรียน สำหรับนักเรียนระดับชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกรู ) ปีการศึกษา
2564 จำนวน 17 คน พบว่าผลการทดสอบของนักเรียนก่อนการใช้ชดุ ฝึกทักษะมีค่าคะแนนเฉลี่ย 19.11 คะแนน
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.52 คะแนน ส่วนการทำแบบทดสอบจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเดียวกันโดย
ทดลองใช้ชดุ ฝึกทักษะการอ่านและเขียนเพื่อพฒั นาผลการเรยี นรูก้ ับนักเรียนระดบั ช้ันเดียวกนั ปกี ารศึกษา 2564
จำนวน 17 คน พบวา่ นกั เรยี นท้งั ชน้ั มีค่าคะแนนเฉลยี่ 22.59 คะแนน และค่าสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน 3.23 คะแนน

59

2. การเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธก์ิ ารเรยี นรู้

เมื่อใช้วิธีการทางสถิติ Pair-Sample t-Test วิเคราะห์เปรียบเทียบระดับคะแนนก่อนและหลังการ

ทดลองใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนเพื่อผลการเรียนรู้เรื่องการอ่านและการเขียนของนักเรียนระดับชนั้

ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร) จำนวน 17 ผลการเปรียบเทียบแสดงดงั ตารางท่ี 4

ตารางที่ 4 : แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านเละการเขยี นเพอื่

พัฒนาผลการเรียนรู้ด้านทักษะการอ่านและการเขยี นของกลุ่มตัวอย่างเดียวกันระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

โดยทดลองใชก้ ารจัดการเรียนร้แู บบเดิม เมือ่ α = 0.05 หรอื ท่รี ะดบั ความเชอ่ื มั่น 95 %

Pair - Sample t Test

จำนวน คะแนน คา่ คะแนน สว่ นเบ่ยี งเบน เกณฑ์ระดบั ผลการเรยี นร้ขู อง สพฐ.
(คน) เตม็ เฉลย่ี (̅ )
นวัตกรรม มาตรฐาน ทกี ำหนด และระดับผลการเรียนรู้ท่ี
30 19.11
( ) เทียบ

pretest 17 2.53 เกณฑ์ สพฐ. ต้งั แตร่ ะดับ ดี (75-79 %)
ผลการเรยี นรู้ท่ีเทียบ พอใช้ (63.7%)

posttest 17 30 22.59 3.24 เกณฑ์ สพฐ. ตง้ั แตร่ ะดบั ดี (75-79 %)
ผลการเรียนรูท้ เ่ี ทยี บ ดี (75.3%)

Pair –Sample Statistics

Pair Sample Sig. t df Sig. (2-tailed Confidence Level (%)
Correlation 95

Pair… 6.39 16 .000
pretest - posttest

จากตารางท่ี 4 วเิ คราะห์ผลการเปรียบเทยี บคะแนนกอ่ น-หลงั การทดลองใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านและการ
เขียนเพ่ือพฒั นาผลการเรยี นร้ดู า้ นทกั ษะการอา่ นและการเขยี นของกลมุ่ ตัวอยา่ ง ดงั นี้

1. ผลการเปรียบเทียบคะแนนกอ่ น-หลังก่อนการทดลองของกลุ่มตัวอย่างพบว่า คะแนนหลังการทดลอง
ใชช้ ดุ ฝึกทักษะการอ่านและการเขยี นเพอื่ พฒั นาผลการเรยี นรู้ด้านทักษะการอ่านและการเขยี นแตกต่างกับคะแนน

กอ่ นการทดลองใชน้ วตั กรรมดงั กล่าวอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถติ ทิ ี่ เม่อื α = 0.05 หรอื ที่ระดับความเชือ่ มน่ั 95%

60

2. เมือ่ วิเคราะห์เปรียบเทยี บคา่ คะแนนเฉลย่ี พบวา่ ค่าคะแนนเฉล่ียหลังการทดลองใช้ชดุ ฝึกทกั ษะการอ่าน
และการเขียนเพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ดา้ นทักษะการอ่านและการเขียนสงู กว่าคา่ คะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลองใช้
นวตั กรรมดงั กลา่ วอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิตทิ เี่ มื่อ α = 0.05 หรือท่รี ะดับความเช่ือมนั่ 95%

จากผลการวิเคราะห์ตารางดังกล่าวข้อ 1-2 จึงสรุปว่า ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ สถิติที่ α 0.05 หรือท่ี
ระดับความเชื่อมั่น 95% การทดลองใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนมีผลต่อการพัฒนาผลการเรียนรู้ด้าน
ทักษะการอา่ นและการเขียนของนกั เรียนระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร)
จำนวน 17 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 อำเภอเมอื งจังหวัดอตุ รดิตถ์
ระดับความพึงพอใจ

จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านและการเขียนโดยทดลองใช้ชุดฝึกทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการ
อ่านและการเขียนกบั นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2564 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 17 คน เม่ือ
วิเคราะหร์ ะดบั ความพึงพอใจ ผลการวิเคราะหแ์ สดงดังตารางท่ี 5
ตารางท่ี 5: แสดงระดบั ความพึงพอใจของนกั เรยี นระดับชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 ปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน 17 คน
ทม่ี ตี ่อการทดลองใช้ชุดฝึกทกั ษะจัดกจิ กรรมการเรยี นรเู้ พ่ือพฒั นาผลการเรยี นรดู้ ้านทกั ษะการอ่านและการเขยี น

ประเดน็ และรายการท่ปี ระเมนิ ̅ . ระดบั ความพึงพอใจ

ดา้ นครผู สู้ อน 3.60 1.43 มาก
1. ครแู จง้ จดุ ประสงค์การเรยี นร้ชู ัดเจน 3.15 1.49 ปานกลาง
2. ครูสง่ เสรมิ ให้นกั เรียนทำงานร่วมกนั เปน็ กลมุ่ และรายบุคคล 3.40 1.36 ปานกลาง
3. ครสู ง่ เสรมิ ให้นักเรยี นมีความรเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์และรว่ มกันอภปิ ราย 3.45 1.20 ปานกลาง
4. ครใู หโ้ อกาสนกั เรยี นซักถามปัญหา 3.30 1.27 ปานกลาง
5. ครูให้ความสนใจแก่นกั เรยี นอย่างทว่ั ถึงขณะสอน 3.40 1.36 ปานกลาง
6. ครยู อมรับความคิดเหน็ ของนกั เรยี น
7. ครูตง้ั ใจสอนให้คำแนะนำ อำนวยความสะดวกแก่นักเรียนในการทำ 3.25 1.51 ปานกลาง
กิจกรรม 3.15 1.31 ปานกลาง
8. ครสู รา้ งแบบประเมินอยา่ งยตุ ิธรรม 3.34 1.37 ปานกลาง

รวม
ด้านเนื้อหา
1.ชุดฝกึ ทกั ษะมีการกำหนดวตั ถุประสงค์ของการเรียนไวอ้ ยา่ ง ชัดเจน

3.05 1.56 ปานกลาง

2.การออกแบบเนอ้ื หาของชดุ ฝกึ ทกั ษะเหมาะสมกับความ สนใจ ความ 61

ถนัดและความสามารถของนกั เรียน 3.10 1.45 ปานกลาง
ปานกลาง
3.ชุดฝกึ ทกั ษะมวี ิธกี ารเรยี นรทู้ เี่ หมาะสมกับนกั เรียน 3.30 1.42 ปานกลาง

4.ชุดฝึกทกั ษะมวี ิธีการเรียนร้ทู ่ีเหมาะสมกบั นักเรียน 3.45 1.40 ปานกลาง

5.ชดุ ฝกึ ทักษะมขี นั้ ตอนหรือกระบวนการท่กี ระตนุ้ ใหน้ กั เรียน เรียนรู้อยา่ ง มาก
ปานกลาง
มปี ระสิทธิภาพ 3.25 1.41
ปานกลาง
6.ชุดฝึกทักษะชว่ ยใหน้ ักเรยี นมคี วามรสู้ กึ วา่ เรื่องทีเ่ รียนมี ความน่าสนใจ ปานกลาง

นา่ เรียนรู้ 3.60 1.43 มาก

รวม 3.29 1.45 มาก
ปานกลาง
ด้านความรู้
มาก
1.ชุดฝกึ ทกั ษะช่วยใหน้ ักเรยี นมคี วามรู้และทักษะในเร่ืองท่เี รียนมากขึ้น 3.45 1.20 ปานกลาง
ปานกลาง
2.ชดุ ฝกึ ทกั ษะสรา้ งความรู้ใหมใ่ หน้ กั เรียนได้มากยิ่งข้ึน 3.30 1.27 ปานกลาง
ปานกลาง
3.ชดุ ฝกึ ทักษะช่วยในนกั เรียนได้รูจ้ กั คำศพั ท์ใหม่ๆได้ดี 3.60 1.43 ปานกลาง

4.ชดุ ฝึกทกั ษะชว่ ยใหผ้ เู้ รียนมีพฒั นาการดา้ นการอ่านออกเสยี งและการ

เขยี นมากยิง่ ขนึ้ 3.60 1.43

รวม 3.49 1.33

ด้านทกั ษะกระบวนการ

1.นกั เรียนสามารถอ่านออกเสียงได้ดีขึ้น 3.60 1.43

2.นักเรยี นได้ฝกึ กระบวนการคิดในการอา่ นและเขยี น 3.25 1.51

3.นักเรยี นสามารถเขยี นคำศพั ทไ์ ด้ดีขึน้ 3.45 1.20

4.นักเรียนได้ร้จู กั การทำงานแบบกระบวนการกลุ่ม 3.30 1.27

รวม 3.40 1.35

รวมทัง้ หมด 3.36 1.39

62

จากตารางท่ี 5 พบว่า เมอื่ วิเคราะห์โดยภาพรวม นักเรยี นระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟงั
องั กูร) ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 17 คน มคี วามพงึ พอใช้ต่อการทดลองใชช้ ดุ ฝกึ ทกั ษะการอ่านและ
การเขียนภาษาไทยในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองคำยากในภาษาไทยระดับปานกลาง ( ̅ =3.36 . =1.39)
แตเ่ ม่ือวิเคราะหเ์ ป็นรายดา้ นโดยเรยี งลำดบั ระดับคา่ เฉลย่ี จากระดบั มากสุดไปหานอ้ ยสุด 3 ลำดบั พบวา่ นกั เรยี นมี
ความพึงพอใจต่อด้านความรู้ ( ̅ = 3.49 =1.33) สูงสุด มีความพึงพอใจระดับปานกลาง รองลงมาคือด้าน
ทักษะกระบวนการ ( ̅ = 3.40 =1.35) มีความพงึ พอใจระดับปานกลาง และลำดับสุดท้ายคอื ดา้ นเนอ้ื หา ( ̅
=3.29 =1.45) มีความพึงพอใจระดับปานกลาง

63

บทท่ี 5
สรปุ อภปิ ราย และข้อเสนอแนะผลการวจิ ัย
สรุปผลการวจิ ัย

เป้าหมายของการวิจัยเพื่อต้องการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำยากในภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะ
ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร) อำเภอลับแล จังหวัด
อตุ รดิตถ์ ท้งั นีเ้ พราะว่าจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอา่ นและการเขียนด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้เดิม พบว่า
ทกั ษะการอา่ นและการเขียนคำยาก ของนักเรยี นระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 4 อยทู่ ีร่ ะดบั ท่ี 63.7 เม่อื เทยี บกับเกณฑ์
ของ สพฐ. ซึ่งต่ำกวา่ ระดับ ดี ซึ่งเป็นเกณฑ์ประเมินผ่าน ด้วยสาเหตุดังกลา่ ว ผู้วิจัยในฐานะผู้สอนจึงต้องการทำการ
วิจัยเพือ่ พัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำยาก จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรือ่ ง การอ่านและการเขียนคำ
ยากในบทเรียน

โดยอาศัยแนวคิดและทฤษฎีของนางกัญญาภัค คำงาม (2558) ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านของ
นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ผลการวจิ ยั พบว่า การใช้ชดุ ฝึกพฒั นาทักษะการอ่านผู้วิจัยไดน้ ำผลจากการคัดกรอง
นักเรียนตามโครงการด้านการอ่านการเขียนภาษาไทย “ปี 2558 เป็นปีปลอดนักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้” โดย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศกึ ษาเขต 33 นั้น นักเรียนชั้น ม.2/1 จำนวน 3 คน ยังอ่านสะกดคำอยูใ่ นเกณฑ์
รอ้ ยละเฉล่ยี 41.33 คือผลยังตอ้ งมีการแกไ้ ข ดังน้นั ครูจงึ มีการสอนและใช้กระบวนการเรียนรู้แบบรว่ มมอื Think Pair
Share ในการทจี่ ะใหน้ ักเรียนมีความเขา้ ใจทกั ษะในดา้ นการอา่ นสะกดคำ หลังจากนนั้ ครไู ดใ้ ชแ้ บบทดสอบการอ่านชุด
เดิมให้นักเรียนได้อ่านสะกดคำอีกครัง้ หนึ่งผลปรากฎว่านกั เรียนมีผลสัมฤทธิ์ในด้านการอ่านโดยคิดเป็นร้อยละเฉลยี่
90.33 แสดงว่านกั เรียนมีพัฒนาการอ่านที่ดีข้นึ จากผลการทบทวนตัวอย่างงานวิจัยทจ่ี ัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุก
ฝึกทักษะและการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค Think-Pair-Shar เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวมนักเรียนมรี ะดบั
ผลการเรียนร้ทู ง้ั 3 ด้ายรวมกนั คือ ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นผลผลติ /กระบวนการ (P) และด้านคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
(A) ที่ระดับมาก ซึ่งเป็นผลจากการทบบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องนักวิจัยจึงสร้างชุดฝึกทักษะพร้อมทั้ง
กำหนดสมมติฐานการวิจัยว่าการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านและการเขียนคำยากใน
บทเรยี นจะมีผลต่อการพฒั นาทักษะการอ่านและการเขียนและระดับความพงึ พอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 4 โรงเรยี นโรงเรยี นเทศบาลหัวดง(ป.ฟกั อังกรู ) อำเภอลบั แล จังหวัดอุตรดิตถ์

เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง คำยากในบทเรียนกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา
2564 จำนวน 17 คน ทีเ่ ปน็ กลมุ่ ตวั อยา่ งโดยทดลองใชช้ ุดฝึกทักษะการอ่านและการเขยี นคำยากผลการวจิ ัยพบว่า

1. กลุ่มตัวอย่างมผี ลการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนที่ระดับ ดี เมื่อเทียบกับตั้งแตร่ ะดับ ดี ตาม
เกณฑข์ อง สพฐ.

2. เมื่อเปรยี บเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบก่อน-หลังการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะการอา่ น
และการเขียนดว้ ย Paired – Sample t Test พบวา่ ค่าคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบกอ่ นการทดลองใช้

64

ชุดฝึกทักษะการอา่ นและการเขยี นสูงกวา่ หลงั การทดลองใชอ้ ย่างมีนยั สำคญั ทางสถิติที่ 0.05 หรือท่ีระดับ
ความเชื่อมน่ั 95%

3. เม่ือทำการประเมินระดับความพึงพอใจซ่งึ กำหนดเป็น 4 ด้านประกอบดว้ ยด้านครูผู้สอน ดา้ นเน้อื หา ด้าน
ความรู้ ด้านทักษะกระบวนการ พบวา่ กลุ่มตัวอย่างมีความพงึ พอใจตอ่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยภาพรวมทกุ
ด้านทีร่ ะดับ ปานกลาง และมีความพึงพอใช้เฉพาะต่อการใช้ชุดฝึกทกั ษะการอา่ นและการเขยี น ท่ีระดบั ดี

จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลดงั กลา่ วข้อ 1 -3 สรุปวา่ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้เรอ่ื งการอ่านและการเขียน
คำยาก โดยทดลองใช้ชดุ ฝึกทกั ษะการอ่านและการเขยี นคำยาก มีผลต่อการพฒั นาทกั ษะการอ่านและการเขียนคำ
ยากของระดับชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรยี นโรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักองั กูร) อำเภอลบั แล จังหวัดอุตรดิตถ์ มี
ความพึงพอใจโดยภาพรวมทุกด้านที่ระดับ ดี และมีความพึงพอใช้เฉพาะต่อการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านและการ
เขยี นทีร่ ะดบั ปานกลาง

อภปิ รายผลการวจิ ยั

คำอธบิ ายวธิ ีการอภปิ รายผลการวจิ ยั เสนอแนะให้ดำเนนิ การอภิปรายตามลำดับขนั้ ดังนี้
1. ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การการอ่านและการเขียนคำยากของนักเรียนเมือ่ เปรียบเทียบผลผลสัมฤทธิ์
การเรียนรู้ของนักเรียนพบว่าผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้จากการจัดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยทดลองใช้นวัตกรรมที่สรา้ ง
หรือพฒั นาสงู กว่าการจดั กจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใชน้ วัตกรรมเดิมอยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถติ
2. นักเรียนขาดทักษะการอา่ นและการเขียนคำยากขาดการฝึกฝนอย่างตอ่ เนื่องและจริงจังนักเรียนอ่าน
และเขยี นคำยากไม่ถูกต้องจากการตรวจงานในรายวิชาภาษาไทยส่งผลตอ่ การเรยี นการสอนรายวิชาภาษาไทยและ
วิชาอื่น ๆ ทำให้เกดิ ปญั หาสำหรับครูผู้สอนและตัวนกั เรียนเอง
3. ทกั ษะทางภาษาไทยประกอบด้วย การฟงั การพูด การอา่ น และการเขียน ทผ่ี ู้เรยี นต้องฝกึ ฝนเพื่อให้ใช้
ภาษาในการสอ่ื สารได้อยา่ งถูกต้อง โดยเฉพาะการเขียนสะกดคำ ซ่ึงเปน็ สว่ นหนงึ่ ของการใช้ภาษาไทยดังท่ี สุปราณี
ดาราฉาย (2523 : 221) กล่าววา่ ปญั หาหนึ่งทค่ี รพู บมากคือ นักเรียนเขียนสะกดคำผดิ คนไทยทุกคนควรตระหนัก
ถงึ ความสำคญั ของการเขียนสะกดคำ พรอ้ มทั้งควรชว่ ยกนั แกไ้ ขปญั หาอย่างจริงจัง (อดุลย์ ภูปลม้ื , 2539 : 3) การ
เขยี นสะกดคำให้ถูกตอ้ งจะช่วยให้การเขียนและการอ่านออกเสยี งถูกต้องตามไปดว้ ย จะชว่ ยใหน้ ักเรยี นรู้จักคำต่าง
ๆ ทจ่ี ำเปน็ ในชีวิตประจำวัน ชว่ ยใหน้ ักเรียนใช้คำได้ถูกต้อง ทำใหน้ กั เรยี นได้คิดคน้ และรู้จกั คำใหม่ ๆ (วรรณี โสม
ประยูร, 2539 : 156) ในปจั จุบนั พบว่า สาเหตุที่นกั เรยี นเขียนสะกดคำผดิ มาจากแนวการเทยี บผดิ มีประสบการณ์
ในการเขยี นผิดไมร่ ู้หลกั ภาษา (ชวนจติ ภูมาตย์, 2537 : 15)
4. ลงานวิจัยที่เกิดขึ้นนั้นสอดคล้องกับกับงานวิจัยของนางกัญญาภัค คำงาม เรื่องการพัฒนาทักษะการ
อ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 2/1 ใช้นวัตกรรม 1. แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ จำนวน
10 ชุด 2. แบบบันทึกการอ่านและแบบบนั ทึกการทดสอบกอ่ นเรยี น หลังเรยี น

65

5. ครูผู้สอนควรมีการพัฒนาทกั ษะการอ่านและการเขยี นคำยากของนกั เรียนอยู่เสมอท้ังในเวลาเรียนและ
ในเวลานอกเวลาเรียนมกี ารทดสอบการอา่ นอย่างสม่ำเสมอ ทัง้ นค้ี รผู ้สู อนควรมกี ารขอความร่วมมือกับผู้ปกครอง
ในการฝึกฝนทักษะการอ่านและการเขียนคำยากในขณะที่นักเรียนอยู่ที่บ้านและนักเรียนต้องฝึกนสิ ัยรักการอ่าน
อย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำยากและเพ่ิมความรูด้ ้านการอ่านและการเขียนคำยาก
และความหมายของคำศัพท์อ่ืน ๆ ให้มากขึ้นการให้กำลงั ใจ คำยกย่อง ชมเชย ทำให้นักเรียนมีกำลังใจมากข้นึ ใน
การทำชุดฝึกทักษะการอา่ นและการเขียนคำยาก

การเขียนบรรยายการอภปิ รายผลการวจิ ัย

จากผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ดงั กล่าวในบทที่ 4 ประเด็นที่จะหยิบยกขึ้นมาสู่การอภปิ รายผลการวจิ ัย
ประกอบดว้ ยการอา่ นและการเขียนแต่ละประเด็นดังกล่าว นำมาอภิปราย ดงั นี้

1. การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำยากของนกั เรียน
จากผลการวิเคราะหข์ ้อมูลในบทที่ 4 พบว่า มคี วามพึงพอใช้ตอ่ การทดลองใชช้ ุดฝึกทกั ษะการอ่านและ

การเขียน เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านทักษะการอ่านและการเขียนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน
โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร) จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านและการเขียนระดับปานกลางทั้งนี้เป็น
เพราะว่าเมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านโดยเรียงลำดับระดับค่าเฉลี่ยจากระดับมากสุดไปหาน้อยสุด 3 ลำดับ พบว่า
นักเรยี นมคี วามพงึ พอใจตอ่ ด้านความรู้ ( ̅ = 3.49 =1.33) สูงสดุ มคี วามพงึ พอใจระดับปานกลาง รองลงมา
คือด้านทักษะกระบวนการ ( ̅ = 3.40 =1.35) มีความพึงพอใจระดับปานกลางและลำดับสุดท้ายคือด้าน
เนื้อหา ( ̅ =3.29 =1.45) มีความพึงพอใจระดับปานกลาง ซึ่งผลดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดและทฤษฎี
หลักการทักษะการเขียนและการเขียน ของนางกัญญาภัค คำงาม (2558) ที่กล่าวว่า การพัฒนาทักษะการอ่าน
สะกดคำของนกั เรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2/1 ผลการวิจยั พบว่า การใช้ชดุ ฝกึ พัฒนาทกั ษะการอ่านสะกดคำผู้วิจัยได้
นำผลจากการคัดกรองนกั เรยี นตามโครงการดา้ นการอา่ นการเขียนภาษาไทย “ปี 2558 เป็นปีปลอดนักเรยี นอ่าน
ไมอ่ อกเขยี นไม่ได้” โดยสำนกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศึกษาเขต 33 นนั้ นักเรยี นช้นั ม.2/1 จำนวน 3 คน ยัง
อ่านสะกดคำอยู่ในเกณฑ์ร้อยละเฉลีย่ 41.33 คือผลยังต้องมีการแกไ้ ข ดังนั้นครูจึงมีการสอนและใช้กระบวนการ
เรยี นรแู้ บบร่วมมอื Think Pair Share ในการทีจ่ ะใหน้ ักเรียนมีความเข้าใจทักษะในดา้ นการอ่านสะกดคำหลังจาก
นั้นครูได้ใช้แบบทดสอบการอ่านชุดเดิมให้นกั เรียนไดอ้ ่านสะกดคำอีกคร้งั หนึง่ ผลปรากฎวา่ นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิใน
ด้านการอ่านสะกดคำโดยคิดเป็นร้อยละเฉลี่ย 90.33 แสดงว่านักเรียนมีพัฒนาการอ่านที่ดขี ึ้นจากผลการทบทวน
ตวั อย่างงานวิจัยท่ีจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝกึ ทักษะและการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมอื ด้วยเทคนิค Think-
Pair-Shar เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวมนักเรียนมีระดับผลการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้ายรวมกันคือ ด้านความรู้ (K) ด้าน
ผลผลติ /กระบวนการ (P) และดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A) ท่รี ะดบั มาก

66

จากการอภิปรายผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลดังกล่าวข้างต้น จึงลงข้อสรุปว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรือ่ ง
การอ่านและการเขียนโดยการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
โรงเรียนเทศบาลหัวดง(ป.ฟักอังกูร) อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำยากใน
ภาษาไทย มีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การการอ่านและการเขียนคำยากของนักเรียนเมื่อเปรียบเทียบผล
ผลสมั ฤทธกิ์ ารเรยี นรู้ของนักเรียนพบวา่ ผลสมั ฤทธ์ิการเรยี นรูจ้ ากการจดั กิจกรรมการเรียนร้โู ดยทดลองใชน้ วตั กรรม
ที่สร้างหรือพัฒนาสูงกว่าการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้โดยใชน้ วตั กรรมเดิมอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติซึง่ สอดคล้องกับ
สมมติฐานการวจิ ัยที่กำหนดขึ้นคือจากการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เรื่องชดุ ฝกึ ทกั ษะการอา่ นและการเขียนเพื่อพัฒนา
ผลการเรียนรู้ดา้ นทักษะการอ่านและการเขียนคำยากสำหรบั นกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรียนเทศบาลหวั ดง
(ป.ฟักอังกูร) พบว่า ร้อยละ 60 ของนักเรยี นจำนวนทั้งหมดมผี ลการเรยี นรู้ทีร่ ะดบั ซง่ึ ตำ่ กว่าเกณฑ์การประเมินผ่าน
คอื ต้องผา่ นอย่างน้อย รอ้ ยละ 75 ของจำนวนนกั เรียนทั้งหมดสาเหตุเปน็ เพราะนกั เรียนขาดทักษะการอ่านซ่ึงเป็น
ทักษะทส่ี ำคญั

2. จากการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ งพบวา่ ภาษาเป็นเคร่ืองมือสำคญั ในการติดต่อสื่อสาร สื่อ
ความคดิ และความเขา้ ใจในชนชาตหิ นึง่ ๆ อาจมภี าษาเดียวหรอื หลายภาษาแต่ละชาตใิ ช้ภาษาในการสอ่ื ความหมาย
โดยใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นการถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจภาษาไทย
นับว่าเป็นภาษาท่ีสำคญั ของคนไทย เป็นภาษาประจำชาติเป็นเครือ่ งมือสื่อสารของคนในชาติภาษาไทยเปน็ มรดก
ทางวัฒนธรรมด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงเล็งเห็นความสำคัญของภาษาไทยและได้กำหนดวันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี
เปน็ วนั ภาษาไทยแหง่ ชาติโดยเร่ิมในปพี ุทธศักราช 2544 เปน็ ปีแรกทกั ษะทางภาษาไทยประกอบด้วย การฟัง การ
พูด การอ่าน และการเขียนที่ผู้เรียนต้องฝึกฝนเพื่อให้ใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการเขียน
สะกดคำ ซง่ึ เปน็ สว่ นหน่ึงของการใช้ภาษาไทย(อดุลย์ ภูปลื้ม, 2539:3) การเขยี นสะกดคำให้ถูกต้องจะช่วยให้การ
เขียนและการอ่านออกเสยี งถูกต้องตามไปดว้ ย จะชว่ ยให้นักเรียนรู้จักคำต่าง ๆ ท่ีจำเป็นในชีวิตประจำวัน ช่วยให้
นกั เรียนใช้คำได้ถูกต้อง ทำใหน้ กั เรียนได้คดิ ค้นและรูจ้ ักคำใหม่ ๆ(วรรณี โสมประยูร, 2539:156) ในปัจจุบันพบว่า
สาเหตุทีน่ กั เรยี นเขียนสะกดคำผิด มาจากแนวการเทียบผิด มปี ระสบการณ์ในการเขียนผดิ ไมร่ ู้หลักภาษา (ชวนจิต
ภูมาตย,์ 2537 : 15) นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุ มาจากการรับเอาตวั อยา่ งทผ่ี ดิ มาจากหนงั สือส่ิงพมิ พ์ และสือ่ มวลชนท่ี
มกั จะนำคำทีเ่ ขยี นผิดมาใช้ใช้ตัวสะกดผิดและใช้วรรณยุกต์ผิดจากประสบการณ์ในการสอนวิชาภาษาไทย ในเร่ือง
การอ่านสะกดคำและเกิดความชำนาญสามารถพัฒนาการเรียนรูข้ องตนเองได้มากยิ่งขึ้น การฝึกบ่อยๆทำให้เกิด
การเรียนรู้อยา่ งรวดเรว็ การนำเกมเขา้ มาใช้ในการเรียนการสอนนั้น นอกจากจะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ใน
ทกั ษะต่างๆ แล้ว เกมยงั ชว่ ยให้นักเรียนร้สู ึกสนกุ สนานในการเรียนไปด้วยหรือเรียกว่าเป็นการเรียนปนเล่นนั่นเอง
วันเพญ็ พวงมะลิ (2543, หน้า 20) ได้สรุปประโยชนข์ องการใช้เกมประกอบการสอนที่ อัญชลี สุคนธา ได้กล่าวไว้
ว่า การใช้เกมเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้าง

67

เสรมิ ประสบการณใ์ หก้ บั เดก็ ช่วยใหเ้ ดก็ มคี วามเชอ่ื มน่ั ในตวั เอง รูจ้ กั คิดและตดั สินใจด้วยตนเอง การใช้เกมช่วยให้
บรรยากาศเป็นไปอยา่ งมีชวี ติ ชวี า สรา้ งความเป็นกันเองระหว่างครกู ับนกั เรยี น

ข้อเสนอแนะ

คำอธบิ ายวธิ กี ารเขียนข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย
ครูผู้สอนควรมีการพฒั นาทักษะการอ่านและการเขยี นคำยากของนกั เรยี นอยู่เสมอ ทั้งในเวลาเรียนและใน
เวลานอกเวลาเรียน มีการทดสอบการอ่านและการเขียนคำยากอย่างสม่ำเสมอทั้งนี้ครูผู้สอนควรมีการขอความ
ร่วมมอื กบั ผู้ปกครองในการฝึกฝนทักษะการอา่ นและการเขยี นในขณะทีน่ ักเรียนอยู่ท่ีบ้าน และนักเรียนตอ้ งฝึกนิสัย
รักการอ่านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำยากเพื่อเพิ่มความรู้ด้านการอ่านและ
ความหมายของคำศพั ท์อนื่ ๆ ให้มากขึ้น การใหก้ ำลงั ใจ คำยกยอ่ ง ชมเชย ทำให้นกั เรยี นมีกำลังใจมากขนึ้ ในการทำ
ชดุ ฝกึ ทกั ษะการอา่ นและการเขยี นคำยาก

การเขียนบรรยายขอ้ เสนอแนะผลการวิจัย

1. ข้อเสนอแนะการใชป้ ระโยชน์ผลการวจิ ัย
1.1 การนำไปใช้ประโยชน์ตามวัตถปุ ระสงค์ทร่ี ะบุไว้ในโครงการวจิ ยั สามารถนำไปสู่การแก้ปญั หาได้

อย่างเปน็ รปู ธรรมกบั กลมุ่ เปา้ หมายท้งั นี้เพราะมีหลกั ฐานปรากฏอยา่ งชัดเจนถงึ การนำไปใช้จนกอ่ ให้เกดิ ประโยชน์
ได้จรงิ ตามวตั ถปุ ระสงค์และไดก้ ารรบั รองการใช้ประโยชนจ์ ากหน่วยงานทเี่ กย่ี วขอ้ ง

1.2 เนอ่ื งจากสถานการณข์ องเชื้อไวรัสทำใหง้ านวจิ ยั มคี วามละเอยี ดออ่ นมากพอท้งั น้ีเพราะวา่ มีการ
เกิดสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของเชอ้ื ไวรัสจงึ ทำใหน้ กั วิจัยลงมือกระทำไดไ้ ม่เต็มท่ีในการทำงาน

2. ข้อเสนอแนะการศกึ ษาเพ่มิ เติมหรอื ทำวจิ ัยตอ่ ยอด
2.1 ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือที่หลากหลายในการเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น

แบบสอบถาม การสนทนากลุ่ม หรือการสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งนี้เพื่อความหลากหลายของนวัตกรรมเพื่อทำให้
ผลสัมฤทธ์ขิ องนักเรยี นเพม่ิ มากข้ึน

68

บรรณานกุ รม

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.(2551).หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นึ ฐานพทุ ธศกั ราช 2551.กรุงเทพมหานคร :
กระทรวงศึกษาธิการ.

มณชยั เทียนทอง.(2551).ออกแบบการจดั การเรียนการสอนการเรยี นรู้เเบบเพื่อนคคู่ ดิ (Think-Pair-Share).
วารสารวิชาการ: สถาบันเทคโนโลยพี ระจอมเกล้าพระนครเหนือ.

ขจรศักด์ิ หลักแกว้ .(2551: online).ไดเ้ สนอขั้นตอนของการจดั การเรยี นรแู้ บบร่วมมือดว้ ยเทคนิค Think-Pair-
Share.เขยี นใน GotoKnow : จนั ทรเ์ จ้า'เอย๋ ย.

วันนสิ า คลังคนเก่า.(2563).การใช้ชดุ ฝกึ ทกั ษะเรื่องการคูณทีม่ ีตอ่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี นชน้ั
ประถมศึกษาปี ท่ี 3 โรงเรยี นวดั มณฑลประสิทธิ์ (อาจธวัชประชานุกูล).สำนกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษา
พระนครศรอี ยธุ ยา เขต 1.

สพุ ิณญา เหลก็ เพชร เสนอ ภริ มจิตรผอ่ งและสนุ ทร วรหาร.(2559).การพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำโดยใช้
กระบวนการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือ Think Pair Share.วิจยั และประเมินผลอุบลราชธานี 6,1.

ดาราณี โพธิ์ไทร.(2552).การพฒั นาแบบฝกึ ทกั ษะภาษาไทย เรือ่ งการเขียนสะกดคำทไี่ มต่ รงตามมาตราตัวสะกด
โดยใชก้ ารเรยี นรแู้ บบร่วมมือ สำหรบั นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่2.วทิ ยานพิ นธ์ครุศาสตร์มหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยราชภัฏบรุ ีรมั ย์.

นางกาญจนา ชลเกริกเกยี รต.ิ (2561).การพฒั นาทกั ษะการอา่ นและเขยี นคำพืน้ ฐานภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะ
สาระการเรียนรูภ้ าษาไทยของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1.สำนักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาสรุ าษฎร์
ธานี เขต2.

นางกญั ญาภัค คำงาม.(2558).ทำวจิ ยั เร่ืองการพฒั นาทักษะการอา่ นสะกดคำของนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 2/1.
การวจิ ยั ในช้นั เรยี นโรงเรียนศรณี รงคพ์ ิทยาลัย อำเภอศรณี รงค์ จงั หวดั สุรนิ ทร์.

69

ภาคผนวก ก
แผนการจดั การเรยี นรู้
ท่ใี ช้วธิ กี ารสอนแบบรว่ มมือเทคนิค Think-Pair-Share

70

แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 10

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย รายวิชาภาษาไทยพ้ืนฐาน รหสั ท 12101

ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรยี นที่ 1/2564

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 1 ภมู ิใจมรดกโลก เวลา 4 ชว่ั โมง

เรอื่ ง คำยากในบทเรียน (1) เวลา 1 ชวั่ โมง

ผู้สอน วันท…่ี ………………………………….

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของ

ภาษา ภมู ิปญั ญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ิของชาติ
ตัวชวี้ ัด

ท 4.1 ป.4/1 สะกดคำและบอกความหมายของคำในบรบิ ทตา่ งๆ
สาระสำคัญ

- การอา่ น
จุดประสงค์การเรยี นรู้

1. นักเรยี นสามารถอธิบายความหมายของการอา่ นได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถอา่ นคำยากในบทเรียนได้ (P)
3. นักเรียนมงุ่ มนั่ ในการทำงาน (A)
ข้นั ตอนการทำกิจกรรมการเรียนรู้ : ใชข้ น้ั ตอนการสอนรว่ มมือตามแนวคิดของทา่ นขจรศักดิ์ หลักแก้ว

ประกอบดว้ ย 5 ขัน้ ตอน ดังนี้

ข้ันที่ 1 ขนั้ เตรยี มความพร้อม

1. ครแู ละนกั เรยี นกล่าวทักทายกันจากน้ันครชู แ้ี จงจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ใหน้ ักเรียนทราบ

2. ครใู หน้ กั เรยี นฝกึ สมาธิโดยใชบ้ ทเพลงดง่ั ดอกไม้บาน

3. ครูพูดถงึ เรอ่ื งขา่ วในสถานการณป์ ัจจบุ นั ก่อนเรยี นเพ่ือเช่ือมโยงเขา้ ส่บู ทเรยี นวันน้ี

ขนั้ ท่ี 2 ขัน้ สอน
4. ครอู ธิบายเกยี่ วกบั การอ่านและสนทนากับนักเรียนเกีย่ วกับคำในบทเรียนและใหน้ กั เรียนยกตวั อย่างคำ
5. ครูยกตัวอย่างคำยากจากบัญชคี ำพื้นฐานภาษาไทยช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 4 และใหน้ กั เรียนอา่ นตามครู
ขนั้ ที่ 3 ข้ันฝกึ ปฏบิ ัติ
6. ครใู ห้นกั เรียนจบั ค่กู นั โดยคละความสามารถและรบั ชดุ ฝึกทักษะจากครูเพอื่ นำไปฝึกอา่ นกบั คู่ตนเอง

7. นกั เรียนแตล่ ะคูผ่ ลัดกนั อ่านออกเสยี งคำยากให้ครฟู งั เป็นรายกล่มุ

71

8. ให้นักเรยี นแตล่ ะคทู่ ำแบบฝกึ หดั ในชุดฝกึ ทักษะการอา่ น
ขน้ั ที่ 4 ขัน้ นำเสนอผลงาน
9. ใหน้ กั เรียนแตล่ ะคูย่ กตวั อยา่ งคำยากจากชดุ ฝึกทกั ษะการอา่ นแลว้ เขียนบนกระดานโดยกำหนดให้ค่ลู ะ 3 คำ
10. จากนน้ั แตล่ ะคู่อา่ นออกเสียงและสะกดคำเป็นตวั อย่างใหเ้ พือ่ นดูจากนัน้ ใหเ้ พอ่ื นพูดตาม
ขนั้ ที่ 5 ขนั้ สรปุ
10. ครูตรวจสอบความถูกตอ้ งของคำบนกระดานและใหน้ กั เรียนรว่ มกันอ่านอกี 1 รอบอย่างถูกต้อง
11. นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน จากนัน้ สรปุ บทเรียนรว่ มกันกบั ครู
ส่อื /แหลง่ เรยี นรู้

- หนงั สือเรยี นภาษพาทชี ้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 4

- ชุดฝึกทกั ษะ
- แบบทดสอบหลังเรยี น
การวดั ผลประเมนิ ผล
การวัดผล

จุดประสงค์ วธิ กี ารวดั เคร่ืองมือการวดั เกณฑก์ ารผ่าน
จุดประสงค์

ด้านความความเข้าใจ (K) ตอบคำถาม ดุลยพนิ จิ ของครู
นกั เรยี นสามารถอธบิ าย
ความหมายของการอ่านได้ อา่ นออกเสยี ง แบบประเมนิ ผลมีการเรยี นรู้ต้ังแต่
ด้านทกั ษะกระบวนการ (P) สังเกตพฤตกิ รรม การอา่ น ระดับ ดี ขน้ึ ไป
นักเรียนสามารถอา่ นคำยากใน
บทเรียนได้ แบบการสังเกต
ด้านคณุ ลักษณะ (A) พฤตกิ รรม
นักเรยี นมุง่ มน่ั ในการทำงาน

72

เกณฑก์ ารประเมนิ ผล (รบู คิ )

ประเดน็ การประเมิน เกณฑ์การให้ระดบั คะแนน

ด้านความความ ระดับ 4 (ดมี าก) ระดบั 3 (ด)ี ระดบั 2 (พอใช)้ ระดับ 1 (ปรบั ปรงุ )
เขา้ ใจ (K) (ตำ่ กวา่ 5 คะแนน)
นักเรยี นสามารถ (10-9 คะแนน) (8-7 คะแนน) (6-5 คะแนน) 1.อธิบายความ
อธบิ ายความหมาย 1.อธบิ ายความหมาย หมายของการอ่านได้
ของการอ่านได้ (K) 1.อธบิ ายความหมาย 1.อธบิ ายความหมายของ ของการอ่านไดแ้ ต่ต้องมี แตย่ งั ไมถ่ กู ตอ้ ง
ผคู้ อยให้คำแนะนำทกุ 2.อธิบายจดุ มุง่ หมาย
ดา้ นทักษะ ของการอา่ นไดถ้ ูกตอ้ ง การอา่ นได้แตต่ อ้ งมีผคู้ อย ครง้ั ของการอา่ นไดน้ อ้ ย
กระบวนการ (P) 2.อธิบายจดุ มงุ่ กวา่ 1 ข้อ
นักเรยี นสามารถอา่ น ดว้ ยตนเอง ให้คำแนะนำบางคร้ัง หมายของการอ่านได้
และเขียนคำยากใน 2-3 ข้อ 1.อา่ นออกเสียงคำยาก
บทเรยี นได้ (P) 2.อธบิ ายจดุ มงุ่ หมาย 2.อธบิ ายจุดม่งุ ได้ 1-3 คำตามที่
กำหนด
ดา้ นคุณลักษณะ (A) ของการอ่านได้ถกู ตอ้ ง หมายของการอ่านได้ 2.อา่ นออกเสียงได้
นกั เรยี นมงุ่ มน่ั ในการ ชดั เจน คล่องแคล่ว
ทำงาน (A) ทุกข้อ 4-5 ข้อ 1-3 คำ
1.นกั เรยี นเข้าเรยี น
1.อา่ นออกเสียงคำ 1.อา่ นออกเสียงคำยากได้ 1.อ่านออกเสยี งคำยาก หลงั เวลาเรยี นทุกครั้ง
2.มสี ว่ นร่วมในการทำ
ยากไดถ้ ูกต้องทุกคำ ถูกตอ้ ง 7-8 คำตามที่ ได้ถกู ตอ้ ง 4-6 คำตามที่ กิจกรรมการเรียนการ
สอนนอ้ ยกวา่ 2 ครง้ั
ตามทก่ี ำหนด กำหนด กำหนด 3.ชวนเพือ่ นพดู คยุ
เวลาเรียนทกุ ครงั้
2.อ่านออกเสยี งได้ 2.อ่านออกเสียงได้ชัดเจน 2.อา่ นออกเสยี งได้

ชัดเจน คล่องแคลว่ คล่องแคล่ว ชัดเจน คลอ่ งแคล่ว

ทุกคำตามทกี่ ำหนด 7- 8 คำ 4-6 คำ

1.นกั เรยี นเข้าเรียน 1.นักเรียนเขา้ เรียนกอ่ น 1.นกั เรียนเขา้ เรยี นก่อน

กอ่ นเวลาทกุ ครั้ง เวลามากกว่า 3 ครัง้ เวลามากกวา่ 2 คร้ัง

2.มีสว่ นร่วมในการทำ 2.มสี ว่ นรว่ มในการทำ 2.มีสว่ นรว่ มในการทำ

กจิ กรรมการเรยี นการ กิจกรรมการเรยี นการสอน กจิ กรรมการเรียนการ

สอนทุกครงั้ มากกว่า 3 ครั้ง สอนมากกว่า 2ครั้ง

3.ไม่พดู คุยขณะเรยี น 3.มกั พูดคยุ ขณะเรียน 3.มักพดู คุยขณะเรียน

ในช่วั โมงเรยี นทุกครัง้ เสมอ

73

ระดบั คุณภาพ
4 หมายถึง ดมี าก
3 หมายถึง ดี
2 หมายถงึ พอใช้
1 หมายถงึ ปรบั ปรงุ

เกณฑก์ ารตัดสนิ
รายบุคคล : นักเรยี นมีผลการเรยี นรู้ไม่ต่ำกว่าระดบั 2 จงึ ถือว่าผ่าน
รายกลุม่ : นกั เรียนร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรยี นทั้งหมดมีผลการเรียนรไู้ มต่ ่ำกวา่ ระดบั 2

74

บนั ทึกข้อเสนอแนะของผู้ท่ีมอบหมาย

ขอ้ เสนอแนะครพู ่เี ลี้ยง

....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ………………………………………………….
(………………….………………………)
ครพู ี่เล้ยี ง

ข้อเสนอแนะผู้อำนวยการสถานศึกษา

....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................

ลงช่อื ………………………………………………….
(………………………………………………..)
ผ้อู ำนวยการสถานศึกษาโรงเรียน

75

บันทกึ ผลหลงั การสอน

1. ผลการเรียนร้ทู ี่เกดิ ขึ้นกับผู้เรียน ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๔
-ดา้ นความรู้ (K)
………………..................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
-ด้านทกั ษะ (P)
………………..................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
-ดา้ นคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
………………..................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
2. ปัญหา/อุปสรรค
………………..................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
3. ข้อเสนอแนะ/แนวทางการแก้ไข
………………..................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................

ลงช่ือ..................................................................ผบู้ นั ทกึ
(…………………………………………)
............/............../.............

76

เกณฑก์ ารประเมนิ การตอบคำถาม

ประเดน็ การ ระดับประเมินการตอบคำถาม น้ำหนกั รวม
ประเมนิ
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ควรปรบั ปรงุ ) คะแนน คะแนน
ตอบคำถามได้ (10-9 คะแนน)
คลอ่ งแคลว่ ตอบคำถามได้ (8-7 คะแนน) (6-5 คะแนน) (ตำ่ กว่า 5 คะแนน)
อย่างรวดเรว็ ไม่
ตะกุกตะกกั ทุก ตอบคำถามได้ ตอบคำถามได้ชา้ ตอบคำถามไมไ่ ดแ้ ละ 3 12
คำถาม
อยา่ งรวดเร็วแต่ และคิดนานตอบ ตะกุกตะกักทกุ ครัง้

ตะกุกตะกัก ตะกุกตะกัก เมอื่ ตอบคำถาม

บางครง้ั 1-2 คร้งั บ่อยคร้งั 3-4 ครั้ง

ตอบคำถามได้ ตอบคำถามไดต้ รง ตอบคำถามไดต้ รง ตอบคำถามไดต้ รง ตอบคำถามไดไ้ มต่ รง 3 12
ตรงประเด็น
ประเด็นคำถาม ประเดน็ คำถามได้ ประเดน็ คำถามได้ ประเดน็ คำถามและ

ทกุ คำถามไมพ่ ดู 3-4 คำถามและ 2-3 คำถามและไม่ พดู เรอ่ื ยเปอื่ ย

เร่ือยเปอ่ื ย ไม่พูดเร่อื ยเปอื่ ย พดู เรอ่ื ยเปอื่ ย

มีมารยาทในการ - สบตาผู้ถามทกุ - สบตาผู้ถามทกุ - สบตาผู้ถามทกุ - ไม่สบตาพูดถาม 3 12
36
ตอบคำถาม ครัง้ เมือ่ ตอบ ครง้ั เม่ือตอบ ครั้งเมื่อตอบ เม่อื ตอบคำถาม

คำถาม คำถาม คำถาม - ใชน้ ้ำเสยี งแขง็
- ใช้น้ำเสยี งสุภาพ - ใช้น้ำเสียงสุภาพ - ใช้น้ำเสยี งแข็ง กระด้าง
ไมแ่ ข็งกระด้าง ไมแ่ ขง็ กระดา้ ง กระดา้ ง
- ยนื ตัวตรงและ - ยนื ตวั ตรงและ - ยืนปลอ่ ยขาและ - ยืนปล่อยขาและ
วางมอื ไวข้ า้ งหน้า วางมอื ไว้ข้างหลงั วางมือไวข้ า้ งหลงั วางมือไวข้ ้างหลังทกุ
อย่างสภุ าพ ทกุ ครง้ั ทกุ คร้งั คร้งั

รวม

77

เกณฑก์ ารใหร้ ะดบั คุณภาพ ระดับคณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ดีมาก (4)
9 - 10 หมายถึง ดี (3)
7 - 8 หมายถึง พอใช้ (2)
5 - 6 หมายถึง ควรปรับปรุง (1)
1 - 4 หมายถงึ
เกณฑ์การผ่าน ดี (3)

7 - 8 หมายถึง

78

แบบประเมนิ การตอบคำถาม

คำช้แี จง : ให้ทำเครือ่ งหมาย  ในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง

ระดบั ประเมินการตอบคำถาม

ตอบคำถามได้ ตอบคำถามได้ มมี ารยาทในการ รวมคะแนน

เลขท่ี ชือ่ -นามสกุล คล่องแคล่ว ตรงประเด็น ตอบคำถาม

4 32 1 4 32 1 4 3 2 1

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

79

ระดับคุณภาพ ดีมาก
4 หมายถึง ดี
3 หมายถงึ พอใช้
2 หมายถึง ควรปรับปรุง
1 หมายถึง

เกณฑก์ ารให้ระดบั คณุ ภาพ ระดับคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ดมี าก (4)
9 - 10 หมายถงึ ดี (3)
7 - 8 หมายถึง พอใช้ (2)
5 - 6 หมายถงึ ควรปรบั ปรุง (1)
1 - 4 หมายถึง
เกณฑก์ ารผ่าน ดี (3)
7 - 8 หมายถงึ

ลงชอื่ ..........................................................ผปู้ ระเมนิ
(……………………………………………….)

80

เกณฑก์ ารประเมนิ การอ่าน

ประเด็นการประเมนิ ระดบั ประเมินการอ่าน นำ้ หนัก รวม
คะแนน คะแนน
4 (ดมี าก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ควรปรับปรุง)
(6-5 คะแนน) (ตำ่ กวา่ 5 คะแนน) 3 12
(10-9 คะแนน) (8-7 คะแนน) - อ่านออกเสียงได้ - อา่ นออกเสียงไดไ้ ม่
ชัดเจน 4-6 คำ ชัดเจน 3 12
การอ่านออกเสยี ง - อา่ นออกเสยี ง - อ่านออกเสยี ง - อ่านสะกดคำ - อ่านสะกดคำไดไ้ ม่
ถูกตอ้ ง 4-6 คำ ถูกต้อง
การอ่านถูกตอ้ งตาม ได้ชัดเจนทงั้ หมด ไดช้ ดั เจน 7-8
อักขระ - อา่ นออกเสียง - อ่านออกเสยี ง
- อา่ นสะกดคำ คำ วรรณยกุ ต์ได้ วรรณยุกต์ไดไ้ ม่
ถูกต้อง 4-6 คำ ถกู ต้อง
ถกู ตอ้ งทัง้ หมด - อ่านสะกดคำ - อ่านโดยใช้ - อ่านโดยใชน้ ำ้ เสียง
น้ำเสยี งได้ แบบไม่เต็มใจอ่าน
ถกู ต้อง 7-8 คำ เหมาะสมทกุ คำ

- อ่านออกเสียง - อ่านออกเสยี ง

วรรณยกุ ต์ได้ วรรณยกุ ต์ได้

ถกู ต้องท้ังหมด ถูกตอ้ ง 7-8 คำ

- อา่ นโดยใช้ - อา่ นโดยใช้

นำ้ เสยี งได้ นำ้ เสียงได้

เหมาะสมทุกคำ เหมาะสมทกุ คำ

มมี ารยาทในการอ่าน - ตั้งใจอา่ นสะกด - ตัง้ ใจอ่านสะกด - ต้งั ใจอา่ นสะกด - ไม่ตั้งใจอา่ นสะกด 3 12
รวม คำ 4-6 คำ คำ 36
คำทกุ คำทง้ั หมด คำ 7-8 คำ - นงั่ หลงั คอ่ มและ - นัง่ หลังค่อมและยนื
ยืนปลอ่ ยขาขณะ ปล่อยขาขณะอ่าน
- น่ังหรอื ยนื อ่าน - ยืนปลอ่ ยขา อา่ นหนงั สอื หนงั สอื
- ใช้ระดับเสยี งดัง - ใช้ระดบั เสยี งดัง
ได้เหมาะสม ขณะอา่ นหนังสือ สลบั เบาและเรว็ สลบั เบาและเรว็ ขณะ
ขณะอา่ น อ่าน
- ใช้ระดับเสียง - ใชร้ ะดบั เสียง

การอา่ นได้ ดงั และเรว็ ขณะ

เหมาะสม อ่าน

81

เกณฑก์ ารให้ระดับคุณภาพ ระดับคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ดมี าก (4)
9 - 10 หมายถงึ ดี (3)
7 - 8 หมายถึง พอใช้ (2)
5 - 6 หมายถึง ควรปรบั ปรุง (1)
1 - 4 หมายถึง
เกณฑ์การผ่าน ดี (3)
7 - 8 หมายถึง

ลงช่อื ..........................................................ผปู้ ระเมนิ
(……………………………………………….)

82

แบบประเมนิ การอ่าน

คำชีแ้ จง : ใหท้ ำเครอ่ื งหมาย  ในช่องทต่ี รงกับความเป็นจริง

ระดบั ประเมินการอา่ น

การอา่ นออกเสียง การอา่ นถูกต้อง มมี ารยาทในการ รวมคะแนน

เลขที่ ช่อื -นามสกุล ตามอกั ขระ อ่าน

4 32 1 4 32 1 4 3 2 1

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

83

ระดับคุณภาพ ดมี าก
4 หมายถึง ดี
3 หมายถงึ พอใช้
2 หมายถึง ควรปรับปรงุ
1 หมายถึง
เกณฑก์ ารให้ระดบั คณุ ภาพ ระดับคุณภาพ
ช่วงคะแนน ดมี าก (4)
9 - 10 หมายถงึ ดี (3)
7 - 8 หมายถึง พอใช้ (2)
5 - 6 หมายถงึ ควรปรับปรุง (1)
1 - 4 หมายถึง
เกณฑก์ ารผ่าน ดี (3)
7 - 8 หมายถงึ

ลงช่ือ..........................................................ผูป้ ระเมนิ
(……………………………………………….)

84

เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมนกั เรียน

ประเด็นการ ระดับประเมนิ พฤติกรรมนักเรยี น น้ำหนัก รวม
ประเมนิ
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช)้ 1 (ควรปรับปรุง) คะแนน คะแนน
ตรงตอ่ เวลา
(10-9 คะแนน) (8-7 คะแนน) (6-5 คะแนน) (ต่ำกว่า 5 คะแนน)
มสี ่วนร่วมใน
กจิ กรรมการ - เข้าห้องเรียนกอ่ น - เข้าหอ้ งเรียนตรง - เขา้ หอ้ งเรยี นชา้ - เขา้ หอ้ งเรียนชา้ 30 3 12
เรยี นการสอน
เวลา 10 นาที เวลา 15 นาที นาที

- ไม่ขออนญุ าตพัก - ไม่ขออนญุ าตพัก - ขออนญุ าตพกั ใน - ขออนุญาตพักใน

ในเวลาเรยี น ในเวลาเรยี น เวลาเรียน 1-2 ครงั้ เวลาเรียนทกุ ครงั้

- สง่ งานกอ่ น - สง่ งานกอ่ นตาม - ส่งงานล่วงเวลา - ส่งงานล่วงเวลาทกุ

กำหนด 1-2 วัน กำหนด 1-2 คร้ัง ครงั้

- ต้งั ใจทำกจิ กรรม - ต้ังใจทำกจิ กรรม - ตัง้ ใจทำกิจกรรม - ไมต่ งั้ ใจทำกิจกรรม 3 12

ในห้องทกุ ครั้ง ในหอ้ งทุกครัง้ ในหอ้ งทุกครงั้ ในห้องเรยี น

- เป็นผ้นู ำในการทำ - เปน็ ผ้นู ำในการทำ - เป็นผูน้ ำในการทำ - ไมเ่ คยเปน็ ผูน้ ำใน

กิจกรรมในหอ้ งทุก กิจกรรมในหอ้ ง2-3 กจิ กรรมในหอ้ ง การทำกิจกรรมใน

คร้งั คร้งั นอ้ ยกวา่ 2 ครง้ั ห้อง

มคี วาม - ทำภาระงานที่ - ทำภาระงานท่ี - ทำภาระงานท่ี - ไมท่ ำภาระงานที่ 3 12
รับผดิ ชอบ 36
มอบหมายใหไ้ ด้ มอบหมายใหไ้ ด้ มอบหมายใหไ้ ด้แต่ มอบหมายให้
รวม
สมบรู ณ์ท้ังหมด สมบรู ณ์ทัง้ หมด ไม่สมบรู ณ์ - ไมช่ ่วยเหลอื เลย

- ช่วยเหลอื เพ่ือน - ช่วยเหลอื เพ่อื น - ไม่ค่อยชอบ - โยนความผิดให้คน

เม่อื ทำภาระงานไม่ เม่ือทำภาระงานไม่ ช่วยเหลือเพ่อื น อ่นื เมื่อตนเองทำผิด

เสร็จทุกคร้งั เสร็จเปน็ ครง้ั คราว - ยอมรบั ผิดเม่ือ

- ยอมรบั ผิดเม่ือ - ยอมรบั ผิดเมอื่ ตนเองทำผดิ ทุกครงั้

ตนเองทำผิดทุกครั้ง ตนเองทำผดิ ทุกครั้ง

85

เกณฑ์การให้ระดับคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ

9 - 10 หมายถงึ ดมี าก (4)

7 - 8 หมายถงึ ดี (3)

5 - 6 หมายถึง พอใช้ (2)

1 - 4 หมายถงึ ควรปรบั ปรุง (1)

เกณฑก์ ารผ่าน

7 - 8 หมายถึง ดี (3)

86

แบบประเมนิ พฤติกรรมนักเรียน
คำชแี้ จง : ใหท้ ำเครื่องหมาย  ในชอ่ งทีต่ รงกับความเป็นจรงิ

ระดบั ประเมนิ พฤติกรรมนกั เรยี น

ตรงต่อเวลา มีสว่ นรว่ มใน มคี วามรับผิดชอบ รวมคะแนน

เลขที่ ชื่อ-นามสกุล กิจกรรมการเรยี น

4 32 1 4 32 1 4 3 2 1

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

87

ระดับคณุ ภาพ ดีมาก
4 หมายถงึ ดี
3 หมายถึง พอใช้
2 หมายถงึ ควรปรับปรุง
1 หมายถึง

เกณฑก์ ารใหร้ ะดับคุณภาพ ระดับคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ดมี าก (4)
9 - 10 หมายถงึ ดี (3)
7 - 8 หมายถึง พอใช้ (2)
5 - 6 หมายถงึ ควรปรบั ปรุง (1)
1 - 4 หมายถึง
เกณฑก์ ารผา่ น ดี (3)
7 - 8 หมายถงึ

ลงชอื่ ..........................................................ผปู้ ระเมนิ
(……………………………………………….)

88

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 11

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย รายวิชาภาษาไทยพ้ืนฐาน รหสั ท 12101

ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 2 ภาคเรียนที่ 1/2564

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ภมู ิใจมรดกโลก เวลา 4 ชว่ั โมง

เร่ือง คำยากในบทเรียน (2) เวลา 1 ช่วั โมง

ผูส้ อน วันท…ี่ ………………………………….

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษา และพลังของ

ภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบัติของชาติ
ตวั ช้ีวัด

ท 4.1 ป.4/1 สะกดคำและบอกความหมายของคำในบรบิ ทต่างๆ
สาระสำคญั

- การอ่าน
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของการอ่านได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถอ่านคำยากในบทเรียนได้ (P)
3. นกั เรยี นมงุ่ มนั่ ในการทำงาน (A)
ข้นั ตอนการทำกจิ กรรมการเรยี นรู้ : ใชข้ น้ั ตอนการสอนรว่ มมอื ตามแนวคิดของท่านขจรศักด์ิ หลักแก้ว

ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้

ขัน้ ที่ 1 ขัน้ เตรยี มความพรอ้ ม

1. ครแู ละนกั เรียนกลา่ วทกั ทายกันจากนัน้ ครชู ีแ้ จงจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ใหน้ กั เรยี นทราบ

2. ครใู ห้นกั เรียนฝกึ สมาธิโดยใช้กิจกรรม แก้ว กะลา ขัน โอง่

3. ครทู บทวนเนอ้ื หาของการอา่ นและคำยากของบทเรยี นทผ่ี ่านมาก่อนเรยี นเพอ่ื เชือ่ มโยงเขา้ สู่บทเรียนวนั นี้

ขัน้ ท่ี 2 ขน้ั สอน
4. ครูให้ทำกิจกรรมเกมจับคู่คำศพั ทแ์ ละคำอ่านโดยเป็นคำศพั ท์ของบทเรยี นช่ัวโมงทผี่ า่ นและใหน้ ักเรียนไดฝ้ กึ ทำ
เป็นรายกลุ่ม กลมุ่ ละ 3-4 คน จากนน้ั เฉลยคำตอบรว่ มกันพร้อมฝึกอา่ นบนกระดาน
5.จากนัน้ ครยู กตวั อยา่ งคำยากจากบัญชีคำพน้ื ฐานภาษาไทยช้ันประถมศึกษาปที ่ี 4 เป็นโดยเปน็ คำใหมท่ ่ีไมซ่ ำ้
แบบเดมิ และใหน้ กั เรยี นอ่านและสะกดตามครู

89

ขั้นท่ี 3 ขั้นฝกึ ปฏบิ ัติ
6. ครูใหน้ กั เรยี นจบั คกู่ นั โดยคละความสามารถและรบั ชดุ ฝกึ ทักษะจากครูเพ่อื นำไปฝึกอ่านกับค่ตู นเอง
7. นักเรยี นแต่ละคผู่ ลัดกันอา่ นออกเสียงคำยากให้ครูฟังเป็นรายกลุ่ม
8. ใหน้ ักเรยี นแต่ละคู่ทำแบบฝึกหดั ในชุดฝึกทักษะการอา่ นและให้ฝึกอา่ นตามไปด้วย
ข้นั ที่ 4 ขัน้ นำเสนอผลงาน
9. ใหน้ ักเรียนแต่ละคยู่ กตัวอยา่ งคำยากจากชุดฝึกทกั ษะการอ่านแล้วเขยี นบนกระดานโดยกำหนดให้คู่ละ 5 คำ
10. จากน้นั แตล่ ะคอู่ า่ นออกเสียงและสะกดคำเป็นตัวอย่างใหเ้ พอ่ื นดูจากน้นั ให้เพื่อนอ่านและสะกดตาม หากคำใด
อา่ นและสะกดไมถ่ กู ต้องครตู ้องเสรมิ และอ่านให้ฟัง
ขั้นท่ี 5 ขัน้ สรุป
10. ครูตรวจสอบความถกู ตอ้ งของคำบนกระดานและสมุ่ นักเรยี นบางคนลองอา่ นสะกดคำ
11. นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน จากน้ันสรปุ บทเรยี นร่วมกนั กบั ครู
ส่อื /แหลง่ เรยี นรู้

- หนงั สอื เรียนภาษพาทชี น้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4
- เกมจบั คู่คำศพั ท์
- ชดุ ฝกึ ทกั ษะ
- แบบทดสอบหลังเรยี น
การวัดผลประเมนิ ผล
การวดั ผล

จุดประสงค์ วธิ ีการวดั เครอื่ งมือการวดั เกณฑก์ ารผ่าน
จดุ ประสงค์

ด้านความความเขา้ ใจ (K) ตอบคำถาม ดุลยพินจิ ของครู
นกั เรยี นสามารถอธบิ าย
ความหมายของการอ่านได้ อา่ นออกเสยี ง แบบประเมนิ ผลมีการเรียนรู้ต้งั แต่
ดา้ นทักษะกระบวนการ (P) สังเกตพฤตกิ รรม การอา่ น ระดบั ดี ขน้ึ ไป
นักเรียนสามารถอา่ นคำยากใน
บทเรียนได้ แบบการสังเกต
ดา้ นคณุ ลักษณะ (A) พฤตกิ รรม
นกั เรยี นม่งุ มน่ั ในการทำงาน

90

เกณฑก์ ารประเมนิ ผล (รบู คิ )

ประเดน็ การประเมิน เกณฑ์การให้ระดบั คะแนน

ด้านความความ ระดับ 4 (ดมี าก) ระดบั 3 (ด)ี ระดบั 2 (พอใช)้ ระดับ 1 (ปรบั ปรงุ )
เขา้ ใจ (K) (ตำ่ กวา่ 5 คะแนน)
นักเรยี นสามารถ (10-9 คะแนน) (8-7 คะแนน) (6-5 คะแนน) 1.อธิบายความ
อธบิ ายความหมาย 1.อธบิ ายความหมาย หมายของการอ่านได้
ของการอ่านได้ (K) 1.อธบิ ายความหมาย 1.อธบิ ายความหมายของ ของการอ่านไดแ้ ต่ต้องมี แตย่ งั ไมถ่ กู ตอ้ ง
ผคู้ อยให้คำแนะนำทกุ 2.อธิบายจดุ มุ่งหมาย
ดา้ นทักษะ ของการอา่ นได้ถูกต้อง การอา่ นได้แตต่ อ้ งมีผคู้ อย ครง้ั ของการอา่ นไดน้ อ้ ย
กระบวนการ (P) 2.อธิบายจดุ มงุ่ กวา่ 1 ข้อ
นักเรยี นสามารถอา่ น ดว้ ยตนเอง ให้คำแนะนำบางคร้ัง หมายของการอ่านได้
และเขียนคำยากใน 2-3 ข้อ 1.อา่ นออกเสียงคำยาก
บทเรยี นได้ (P) 2.อธบิ ายจดุ มงุ่ หมาย 2.อธบิ ายจุดม่งุ ได้ 1-3 คำตามที่
กำหนด
ดา้ นคุณลักษณะ (A) ของการอ่านไดถ้ ูกต้อง หมายของการอ่านได้ 2.อา่ นออกเสียงได้
นกั เรยี นมงุ่ มน่ั ในการ ชดั เจน คล่องแคล่ว
ทำงาน (A) ทุกข้อ 4-5 ข้อ 1-3 คำ
1.นกั เรยี นเข้าเรยี น
1.อา่ นออกเสียงคำ 1.อา่ นออกเสียงคำยากได้ 1.อ่านออกเสยี งคำยาก หลงั เวลาเรยี นทุกครั้ง
2.มสี ว่ นร่วมในการทำ
ยากไดถ้ ูกต้องทุกคำ ถูกตอ้ ง 7-8 คำตามที่ ได้ถกู ตอ้ ง 4-6 คำตามที่ กิจกรรมการเรยี นการ
สอนนอ้ ยกวา่ 2 ครง้ั
ตามทก่ี ำหนด กำหนด กำหนด 3.ชวนเพือ่ นพดู คยุ
เวลาเรียนทกุ ครงั้
2.อ่านออกเสยี งได้ 2.อ่านออกเสียงได้ชัดเจน 2.อา่ นออกเสยี งได้

ชัดเจน คล่องแคล่ว คล่องแคล่ว ชัดเจน คลอ่ งแคล่ว

ทุกคำตามทกี่ ำหนด 7- 8 คำ 4-6 คำ

1.นกั เรยี นเข้าเรยี น 1.นักเรียนเขา้ เรียนกอ่ น 1.นกั เรียนเขา้ เรยี นก่อน

กอ่ นเวลาทกุ ครัง้ เวลามากกว่า 3 ครัง้ เวลามากกวา่ 2 คร้ัง

2.มีสว่ นร่วมในการทำ 2.มสี ว่ นรว่ มในการทำ 2.มีสว่ นรว่ มในการทำ

กจิ กรรมการเรียนการ กิจกรรมการเรยี นการสอน กจิ กรรมการเรียนการ

สอนทุกครงั้ มากกว่า 3 ครั้ง สอนมากกว่า 2ครั้ง

3.ไม่พดู คุยขณะเรยี น 3.มกั พูดคยุ ขณะเรียน 3.มักพดู คุยขณะเรียน

ในช่วั โมงเรยี นทุกคร้งั เสมอ

91

ระดบั คุณภาพ
4 หมายถึง ดมี าก
3 หมายถึง ดี
2 หมายถงึ พอใช้
1 หมายถงึ ปรบั ปรงุ

เกณฑก์ ารตัดสนิ
รายบุคคล : นักเรยี นมีผลการเรยี นรู้ไม่ต่ำกว่าระดบั 2 จงึ ถือว่าผ่าน
รายกลุม่ : นกั เรียนร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรยี นทั้งหมดมีผลการเรียนรไู้ มต่ ่ำกวา่ ระดบั 2

92

บนั ทึกข้อเสนอแนะของผู้ทม่ี อบหมาย

ขอ้ เสนอแนะครพู ่เี ลยี้ ง

....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................

ลงช่ือ………………………………………………….
(………………….………………………)
ครูพี่เล้ียง

ขอ้ เสนอแนะผ้อู ำนวยการสถานศกึ ษา

....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ………………………………………………….
(………………………………………………..)
ผูอ้ ำนวยการสถานศกึ ษาโรงเรยี น

93

บันทกึ ผลหลงั การสอน

1. ผลการเรยี นร้ทู ีเ่ กดิ ข้นึ กบั ผู้เรยี น ชั้นประถมศึกษาปที ่ี ๔
-ดา้ นความรู้ (K)
………………..................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
-ด้านทกั ษะ (P)
………………..................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
-ดา้ นคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
………………..................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
2. ปญั หา/อปุ สรรค
………………..................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
3. ข้อเสนอแนะ/แนวทางการแก้ไข
………………..................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................

ลงช่อื ..................................................................ผบู้ ันทกึ
(…………………………………………)
............/............../.............

94

เกณฑก์ ารประเมนิ การตอบคำถาม

ประเดน็ การ ระดับประเมินการตอบคำถาม น้ำหนกั รวม
ประเมนิ
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ควรปรบั ปรงุ ) คะแนน คะแนน
ตอบคำถามได้ (10-9 คะแนน)
คลอ่ งแคลว่ ตอบคำถามได้ (8-7 คะแนน) (6-5 คะแนน) (ตำ่ กว่า 5 คะแนน)
อย่างรวดเรว็ ไม่
ตะกุกตะกกั ทุก ตอบคำถามได้ ตอบคำถามได้ชา้ ตอบคำถามไมไ่ ดแ้ ละ 3 12
คำถาม
อยา่ งรวดเร็วแต่ และคิดนานตอบ ตะกุกตะกักทกุ ครัง้

ตะกุกตะกัก ตะกุกตะกัก เมอื่ ตอบคำถาม

บางครง้ั 1-2 คร้งั บ่อยคร้งั 3-4 ครั้ง

ตอบคำถามได้ ตอบคำถามไดต้ รง ตอบคำถามไดต้ รง ตอบคำถามไดต้ รง ตอบคำถามไดไ้ มต่ รง 3 12
ตรงประเด็น
ประเด็นคำถาม ประเดน็ คำถามได้ ประเดน็ คำถามได้ ประเดน็ คำถามและ

ทกุ คำถามไมพ่ ดู 3-4 คำถามและ 2-3 คำถามและไม่ พดู เรอ่ื ยเปอื่ ย

เร่ือยเปอ่ื ย ไม่พูดเร่อื ยเปอื่ ย พดู เรอ่ื ยเปอื่ ย

มีมารยาทในการ - สบตาผู้ถามทกุ - สบตาผู้ถามทกุ - สบตาผู้ถามทกุ - ไม่สบตาพูดถาม 3 12
36
ตอบคำถาม ครัง้ เมือ่ ตอบ ครง้ั เม่ือตอบ ครั้งเมื่อตอบ เม่อื ตอบคำถาม

คำถาม คำถาม คำถาม - ใชน้ ้ำเสยี งแขง็
- ใช้น้ำเสยี งสุภาพ - ใช้น้ำเสียงสุภาพ - ใช้น้ำเสยี งแข็ง กระด้าง
ไมแ่ ข็งกระด้าง ไมแ่ ขง็ กระดา้ ง กระดา้ ง
- ยนื ตัวตรงและ - ยนื ตวั ตรงและ - ยืนปลอ่ ยขาและ - ยืนปล่อยขาและ
วางมอื ไวข้ า้ งหน้า วางมอื ไว้ข้างหลงั วางมือไวข้ า้ งหลงั วางมือไวข้ ้างหลังทกุ
อย่างสภุ าพ ทกุ ครง้ั ทกุ คร้งั คร้งั

รวม


Click to View FlipBook Version