The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้หน่วยที่ 3
เรื่อง พันธะเคมี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jenjira.jantonuan, 2022-10-13 08:11:04

แผนการจัดการเรียนรู้หน่วยที่ 3

แผนการจัดการเรียนรู้หน่วยที่ 3
เรื่อง พันธะเคมี

271

แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 15

โดยจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ แบบสบื เสาะหาความรู้ 5E

รหสั วชิ า ว31221 รายวิชา เคมี 1 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4

หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 เรื่อง พันธะเคมี เวลา 25 ชัว่ โมง

เรือ่ ง สมบัตขิ องสารประกอบไอออนกิ เวลา 2 ช่ัวโมง

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 ผู้สอน นางสาวเจนจิรา จันโทนวน

กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร

________________________________________________________________________

1. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตวั ชวี้ ดั / ผลการเรยี นรู้
มาตรฐานการเรียนรู้ (สาระเพม่ิ เตมิ เคม)ี
ข้อ 1 เข้าใจโตรงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและ

สมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์
รวมทั้งการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตวั ช้ีวัด
ม.4/12 อธิบายสมบัติของสารประกอบไอออนิก
ผลการเรยี นรู้
อธิบายสมบตั ิของสารประกอบไอออนกิ

2. สาระสำคญั
สารประกอบไอออนิกสว่ นใหญ่เป็นของแขง็ มจี ดุ เดือดและจุดหลอมเหลวสูง เมื่อเป็นของแข็ง

ไม่นำไฟฟา้ แตเ่ ม่ือหลอมเหลวหรอื ละลายน้ำจะนำไฟฟ้าได้ และสารละลายของสารประกอบไอออนิก
แสดงสมบตั คิ วามเป็นกรด-เบสตา่ งกนั

3. จุดประสงค์การเรียนรู้

3.1 ดา้ นความรู้ (K)
1. อธิบายสมบัติบางประการของสารประกอบไอออนิกได้

3.2 ดา้ นทักษะและกระบวนการ (P)
2. ทำการทดลองและอธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพลังงานของสารประกอบ

ไอออนิกเม่อื ละลายนำ้ ได้

272

3.3 ด้านคุณลกั ษณะ (A)
3. ทำงานรว่ มกับผูอ้ ื่น มสี ว่ นร่วมในการแสดงความคดิ เหน็ ภายในกลุ่ม ยอมรับฟังความ

คดิ เหน็ ของผู้อน่ื และรับผิดชอบต่อหน้าทีท่ ี่ได้รบั มอบหมาย

4. สาระการเรยี นรู้
สมบตั ิของสารประกอบไอออนกิ

มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง มีความแข็ง แต่เปราะ ไม่นำไฟฟ้าในสถานะของแข็ง

แตจ่ ะนำไฟฟา้ ในรูปของเหลวหรือสารละลาย และมีค่าสภาพละลายได้ในน้ำแตกต่างกัน

5. สมรรถนะ
5.1 สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี น
 1) ความสามารถในการส่ือสาร
 2) ความสามารถในการคดิ
 3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา
 4) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
 5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนของโรงเรียนมาตรฐานสากล
 1) เป็นเลิศทางวิชาการ
 2) สอื่ สารไดอ้ ยา่ งนอ้ ย 2 ภาษา
 3) ลำ้ หน้าทางความคิด
 4) ผลิตงานอย่างสรา้ งสรรค์
 5) ร่วมกนั รบั ผิดชอบต่อสังคมโลก

6. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์  5) อย่อู ยา่ งพอเพียง
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)  6) มุ่งมนั่ ในการทำงาน
 1) รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์  7) รักความเป็นไทย
 2) ซือ่ สัตย์ สจุ รติ  8) มจี ิตสาธารณะ
 3) มวี ินยั
 4) ใฝเ่ รยี นรู้

273

7. การบูรณาการตามพระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ
 บรู ณาการกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
 หลกั ความพอประมาณ
 หลักความมเี หตผุ ล
 หลกั การมีภมู ิค้มุ กนั
 เงอื่ นไขความรู้
 เง่ือนไขคุณธรรม
 บรู ณาการกบั การจัดการศกึ ษาเพอื่ อาชีพ
 บรู ณาการกับหลักสตู รตา้ นทจุ รติ ศึกษา
 การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม
 ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ ริต
 STRONG : จิตพอเพียงต้านทุจรติ
 พลเมืองกับความรบั ผิดชอบต่อสังคม
 บรู ณาการข้ามกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
(ระบ)ุ …………………………………………………………………….......................................................

................................................................................................................................................................
 อ่ืน ๆ
(ระบ)ุ …………………………………………………………………….......................................................

................................................................................................................................................................

8. กิจกรรมการเรียนรู้
วธิ ีสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)
1.ข้ันสรา้ งความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูถามนักเรียนว่าถา้ ทุบผลึกของสารประกอบไอออนิกจะเกิดการเปลีย่ นแปลงของ

ไอออนในโครงผลึกอย่างไร (แนวคำตอบ : เมื่อทุบผลึกของสารประกอบไอออนิก ผลึกของ
สารประกอบไอออนิกจะแตกออก)

1.2 ครูถามนักเรียนว่า เพราะเหตุใดผลึกของสารประกอบไอออนิกจึงแตกออก (แนว
คำตอบ : การทผี่ ลกึ แตกเน่ืองจากการเลื่อนตำแหนง่ เพียงเล็กน้อยของไอออนเมอื่ มแี รงกระทำ อาจทำ
ให้ไอออนชนิดเดียวกันเลื่อนไถลไปอยู่ตำแหน่งตรงกัน จึงเกิดแรงผลักระหว่างกัน สารประกอบ
ไอออนกิ จงึ มสี มบตั เิ ปราะและแตกหกั ได้งา่ ย)

274

1.3 ครูตั้งคำถามเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่กิจกรรม ถ้าเรานำสารประกอบไอออนิกไปละลายในน้ำ
นักเรียนคิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพลังงานหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ : ตอบตามเข้าใจของ
นกั เรยี น)

2. ขน้ั สำรวจคน้ หา (Exploration)
2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน แล้วทำการทดลองเรื่อง พลังงานการละลาย

ของสารประกอบไอออนิกในน้ำ
2.2 ครูให้นักเรียนแต่ละกลมุ่ รับอปุ กรณท์ ่คี รูเตรียมไวใ้ ห้
2.3 ครูใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ ศกึ ษาวิธีทำการทดลอง
2.4 ครใู ห้สมาชกิ ทกุ คนในกลมุ่ ชว่ ยกันลงมอื ทำการทดลอง
2.5 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทน มานำเสนอผลการทดลอง หลังจากนั้นให้

นกั เรียนทกุ คนร่วมกนั อภปิ รายผลการทดลองจนมีความเขา้ ใจทต่ี รงกัน
3. ขน้ั อธิบายความรู้ (Explanation)
3.1 ครูและนักเรียนร่วมกนั อภิปรายเกี่ยวกับการละลายของสารประกอบไอออนิกในนำ้

ซ่งึ เม่อื อภปิ รายจบนักเรยี นควรสรุปสาระสำคญั ไดว้ า่
• การละลายของสารประกอบไอออนิกในน้ำประกอบด้วย 2 ขน้ั ตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 ผลึกของสารประกอบไอออนิกสลายตัวออกเป็นไอออนบวกและ

ไอออนลบในสภาวะแก๊ส ขั้นนี้ต้องใช้พลังงานเพื่อสลายผลึก โดยพลังงานที่ใช้นี้ เรียกว่า พลังงาน
โครงรา่ งผลกึ (lattices energy; E1)

ขั้นที่ 2 ไอออนบวกและไอออนลบในสภาวะแก๊สรวมตัวกับน้ำ ขั้นนี้มีการ
คายพลงั งาน โดยพลงั งานทีค่ ายออกมา เรยี กวา่ พลงั งานไฮเดรชนั (hydration energy; E2)

• การละลายน้ำของสารประกอบไอออนิก อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงประเภท
ดูดความร้อน หรือคายความร้อนก็ได้ ขึ้นอยู่กับค่าพลังงานแลตทิซและพลังงานไฮเดรชัน ซึ่งสามารถ
พิจารณาได้ ดงั นี้

- ถ้า E1 > E2 จดั เป็นการเปล่ยี นแปลงประเภทดูดความร้อน
- ถ้า E1 < E2 จัดเป็นการเปลย่ี นแปลงประเภทคายความร้อน
- ถ้า E1 = E2 ไมม่ กี ารเปล่ียนแปลงพลงั งาน
- ถ้า E1 >> E2 แสดงให้เห็นว่าสารประกอบไอออนิกนั้นละลายน้ำได้น้อยมาก
จนถือวา่ ไม่ละลาย เนือ่ งจากแรงยึดเหนี่ยวระหว่างไอออนบวกกับไอออนลบแข็งแรงมาก โมเลกุลของ
น้ำจึงไม่สามารถดงึ ใหแ้ ยกออกจากกันได้

275

4. ขน้ั ขยายความเข้าใจ (Elaboration)

4.1 ครูให้นักเรียนคำนวณพลังงานการละลายของสารประกอบไอออนิก จากตัวอย่าง

ดงั น้ี

∆H = mc∆T

∆H = 50 g × 4.184 J g-1 ˚C-1 × (34.3 – 28.0 ˚C)

∆H = 1318 J = 1.318 kJ

1 mole ของ NH4Cl = 53.5 g

∆H = 5 1.318 kJ ×53.3 gNH4Cl
gNH4Cl × 1 moleNH4Cl
∆H = +14.1 kJ mol-1

4.2 ครูอธิบายเพิ่มเติมจากค่าพลังงานที่คำนวณได้ การละลายน้ำของสารประกอบ

ไอออนิก อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงประเภทดูดความร้อน หรือคายความร้อนก็ได้ ถ้าค่าพลังงานท่ี

คำนวณไดม้ คี ่าเปน็ บวกแสดงว่าเป็นการเปล่ียนแปลงประเภทดูดความร้อน ถ้าคา่ พลังงานท่ีคำนวณได้

มีคา่ เปน็ ลบแสดงว่าเป็นการเปล่ยี นแปลงประเภทคายความรอ้ น

5. ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)

5.1 ครปู ระเมนิ การเรยี นรูข้ องนักเรียนจากการตอบคำถาม การทำการทดลอง และการ

นำเสนอหนา้ ช้นั เรียน

9. สอ่ื การเรียนรูแ้ ละแหล่งการเรยี นรู้
9.1 ส่ือการเรยี นรู้
9.1.1 PowerPoint เร่อื ง สารประกอบไอออนิก

9.1.2 ใบกจิ กรรม เร่อื ง พลงั งานการละลายของสารประกอบไอออนิกในน้ำ

9.2 แหล่งการเรียนรู้
9.2.1 หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเคมี เล่ม 1 สสวท. (ฉบับปรับปรุง

พ.ศ. 2560)

276

10. การวัดและประเมินผล

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ วิธีการ เครอ่ื งมอื ทใี่ ช้ เกณฑ์
- คำถาม ไดเ้ กณฑ์ในระดบั
ด้านความรู้ (K) - ใบกิจกรรม
ดขี ้ึนไป
1. อธิบายสมบัติบางประการของ - การตอบคำถาม - คำถาม
- ใบกจิ กรรม ได้เกณฑใ์ นระดับ
สารประกอบไอออนกิ ได้ - ตรวจใบกจิ กรรม ดีขน้ึ ไป
- แบบสงั เกต
- การนำเสนอหน้าชน้ั พฤติกรรม ไดเ้ กณฑ์ในระดบั
การทำงาน ดขี น้ึ ไป
เรยี น

ดา้ นทักษะและกระบวนการ (P)

2. ทำการทดลองและอธิบายเกี่ยวกับ - การตอบคำถาม

ก า ร เ ป ล ี ่ ย น แ ป ล ง พ ล ั ง ง า น ข อ ง - ตรวจใบกจิ กรรม

สารประกอบไอออนิกเมือ่ ละลายนำ้ ได้ - การนำเสนอหน้าชน้ั

เรียน

ดา้ นคณุ ลักษณะ (A)

3. ทำงานร่วมกับผู้อื่นมสี ่วนรว่ มในการ - สังเกตพฤติกรรมการ

แสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับ ทำงาน
ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และ

รบั ผดิ ชอบต่อหน้าทีท่ ่ีได้รบั มอบหมาย

277

278

279

280

แบบประเมินผลการทำแบบฝกึ หดั
คำชี้แจง ให้ผูป้ ระเมนิ กรอกคะแนนในชอ่ งรายการทปี่ ระเมนิ โดยพจิ ารณาตามคำอธิบายคุณภาพท่ี
กำหนด โดยใส่ตวั เลข 1-3 ลงในชอ่ งทต่ี รงกับระดับคะแนน
เกณฑก์ ารประเมนิ ผู้เรยี นต้องได้คะแนนตั้งแต่ 5 คะแนน จงึ ผา่ นเกณฑ์

รายการประเมิน

เลข ชอื่ -สกุล ความ ูถก ้ตองของเน้ือหา รวม ค่า สรปุ
ท่ี ความคิดส ้รางสรรค์ เฉล่ยี คุณภาพ
ความตรง ่ตอเวลา

(3) (3) (3)

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19

ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมนิ
(นางสาวเจนจิรา จนั โทนวน)
............./.................../..............

281

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบประเมนิ แบบฝึกหดั

รายการประเมนิ เกณฑ์การให้คะแนน
1. ความถกู ต้อง
ของเน้ือหา 32 1
2. ความคิด
สรา้ งสรรค์ เนื้อหาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน

3. ความตรงตอ่ ถูกต้องครบถว้ น ถกู ต้องเป็นส่วนใหญ่ ถกู ต้องเปน็ บางส่วน
เวลา
ผลงานแสดงออกถึง ผลงานแสดงออกถึง ผลงานมีความน่าสนใจ

ความคดิ สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ แตย่ งั ไม่มคี วามแปลก

แปลกใหมแ่ ละเป็น แปลกใหม่แต่ไมเ่ ปน็ ใหม่

ระบบ ระบบ

ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี ส่งชน้ิ งานช้ากว่าเวลาท่ี

กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วันขึน้ ไป

เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
0 - 2 คะแนน หมายถึง 0 (ปรับปรงุ )
3 - 4 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
5 - 7 คะแนน หมายถึง 2 (ดี)
8 - 9 คะแนน หมายถึง 3 (ดเี ยยี่ ม)

282

แบบประเมินพฤติกรรมระหวา่ งเรยี นตามคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
คําช้ีแจง ให้ผปู้ ระเมินกรอกคะแนน ในชอ่ งที่ตรงกับความเป็นจรงิ
เกณฑ์การประเมิน ผูเ้ รยี นต้องได้คะแนนต้ังแต่ 5 คะแนน จงึ ผ่านเกณฑ์

รายการประเมิน

เลขที่ ชอื่ -สกุล ใ ่ฝเ ีรยน ู้ร รวม ค่า สรปุ
มุ่งมั่นในการทำงาน เฉลยี่ คณุ ภาพ
ทำงาน ่รวมกับ ู้ผ ่ือนไ ้ด

(3) (3) (3)

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19

ลงชอ่ื ...................................................ผูป้ ระเมิน
(นางสาวเจนจริ า จนั โทนวน)
............./.................../..............

283

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินคณุ ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์

รายการประเมนิ 3 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 1
2

1. ใฝ่เรยี นรู้ ต้ังใจเรียน สนใจเรียน ตัง้ ใจเรยี น สนใจเรยี น ตั้งใจเรยี น สนใจเรียน

กลา้ ซกั ถาม ปรากฎ กลา้ ซกั ถาม ปานกลาง กล้าซกั ถาม ไม่ชดั เจน

ชดั เจน

2. ม่งุ มนั่ ในการ ต้ังใจและรบั ผดิ ชอบใน ต้ังใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรบั ผดิ ชอบใน
ทำงาน
การปฏบิ ัติหนา้ ที่ท่ีได้รับ การปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ที ี่ได้รบั การปฏิบตั ิหน้าทที่ ่ีไดร้ บั

มอบหมายใหส้ ำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จลุลว่ ง

ลลุ ่วงทกุ ครงั้ ลุล่วงเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครั้ง

3. ทำงานร่วมกบั สามารถปฏบิ ตั หิ น้าที่ท่ี สามารถปฏบิ ัติหนา้ ที่ สามารถปฏบิ ัติหน้าทท่ี ี่
ผ้อู ืน่ ได้ ไดร้ บั มอบหมายร่วมกบั ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ได้รบั มอบหมายรว่ มกับ
ผูอ้ ืน่ ได้ไดส้ ำเร็จลุล่วง รว่ มกบั ผอู้ ่นื ได้ไดส้ ำเรจ็ ผอู้ ่ืนได้ไดส้ ำเรจ็ ลลุ ่วง
ทุกคร้ัง ลุล่วงเป็นสว่ นใหญ่ เปน็ บางครง้ั

เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรบั ปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถงึ 1 (พอใช)้
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ดี)
5 - 7 คะแนน หมายถงึ 3 (ดเี ยีย่ ม)
8 - 9 คะแนน

284

การทดลอง
เรื่อง พลงั งานการละลายของสารประกอบไอออนิกในนำ้

วตั ถปุ ระสงค์
1. ทำการทดลองเพ่อื ศกึ ษาการเปลีย่ นแปลงพลงั งานเมื่อสารประกอบไอออนิกละลายน้ำได้
2. อธบิ ายการเปล่ียนแปลงพลังงานเม่อื สารประกอบไอออกนกิ ละลายในนำ้ ได้
3. คำนวณพลังงานการละลายของสารประกอบไอออนิกละลายในน้ำได้
4. ประยกุ ตใ์ ชค้ วามรูเ้ รื่องการละลายของสารประกอบไอออนิกในนำ้ กับชีวติ ประจำวันได้

วธิ กี ารทดลอง

ตารางบันทึกผลการทดลอง อุณหภูมิ (˚C) สารละลาย
น้ำ 28.0
สารประกอบไอออนกิ 34.3

NH4Cl
CuSO4
NaCl

วธิ คี ำนวณ

∆H = mc∆T

∆H = 50 g × 4.184 J g-1 ˚C-1 × (34.3 – 28.0 ˚C)

∆H = 1318 J = 1.318 kJ

1 mole ของ NH4Cl = 53.5 g

∆H = 5 1.318 kJ ×53.3 gNH4Cl
gNH4Cl × 1 moleNH4Cl
∆H = +14.1 kJ mol-1

285

การประยกุ ต์ความรู้ในชวี ติ ประจำวัน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………….………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………….…………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

286

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 16

โดยจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ แบบสบื เสาะหาความรู้ 5E

รหสั วิชา ว31221 รายวิชา เคมี 1 ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 4

หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 3 เร่อื ง พันธะเคมี เวลา 25 ชั่วโมง

เร่อื ง สมการไอออกนกิ และสมการไอออนิกสทุ ธิ เวลา 2 ช่วั โมง

ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ผูส้ อน นางสาวเจนจริ า จันโทนวน

กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร

________________________________________________________________________

1. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตัวชี้วัด / ผลการเรยี นรู้
มาตรฐานการเรยี นรู้ (สาระเพิ่มเติมเคมี)
ข้อ 1 เข้าใจโตรงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและ

สมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์
รวมทัง้ การนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ตวั ชวี้ ดั
ม.4/13 การเขยี นสมการไอออนกิ และสมการไอออนิกสทุ ธิของปฏิกิริยาของสารประกอบ
ไอออนิก
ผลการเรยี นรู้
การเขยี นสมการไอออนิกและสมการไอออนิกสุทธิของปฏิกิรยิ าของสารประกอบไอออนิก

2. สาระสำคญั
ปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิก สามารถเขียนแสดงด้วยสมการไอออนิกหรือสมการ

ไอออนกิ สุทธิ โดยที่สมการไอออนิกแสดงสารต้งั ตน้ และผลิตภัณฑ์ทุกชนิดท่แี ตกตวั ไดใ้ นรปู ของไอออน
สว่ นสมการไอออนกิ สทุ ธแิ สดงเฉพาะไอออนที่ทำปฏิกิรยิ ากนั และผลติ ภัณฑท์ ีเ่ กิดขึ้น

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

3.1 ด้านความรู้ (K)
1. อธบิ ายเกยี่ วกับปฏกิ ริ ยิ าของสารประกอบไอออนิกได้

3.2 ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ (P)
2. ทำการทดลองการเกิดปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิก พร้อมทั้งเขียนสมการ

ไอออนิกและสมการไอออนิกสทุ ธิแสดงปฏกิ ริ ิยาท่ีเกิดขน้ึ ได้

287

3.3 ด้านคุณลกั ษณะ (A)
3. ทำงานรว่ มกับผู้อืน่ มีส่วนรว่ มในการแสดงความคดิ เหน็ ภายในกลุ่ม ยอมรับฟังความ

คดิ เห็นของผอู้ ื่น และรับผิดชอบต่อหน้าทท่ี ่ไี ดร้ ับมอบหมาย
4. สาระการเรยี นรู้

ปฏิกริ ยิ าของสารประกอบไอออนกิ
สมการแสดงการเกิดปฏกิ ริ ิยาของสารประกอบไอออนกิ มี 3 ประเภท ดังน้ี
1. สมการโมเลกุล เป็นสมการที่เขียนแสดงสูตรโมเลกุลของสารตั้งต้นและสารผลิตภัณฑ์ที่
เขา้ ทำปฏกิ ิริยากนั
2. สมการไอออนิกรวม เป็นสมการที่เขียนไอออนิกที่เข้าทำปฏิกิริยากัน ส่วนสารประกอบ
ทไ่ี ม่เกดิ การแตกตวั จะไมเ่ ขียนเปน็ ไอออน
3. สมการไอออนิกสุทธิ เป็นสมการที่เขียนไอออนที่เข้าทำปฏิกิริยากัน ได้เกลือที่ไม่ละลายน้ำ
หรือแก๊ส โดยจะหักลา้ งไอออนบวกและไอออนลบท่เี หมอื นกนั ทางด้านสารตัง้ ตน้ และผลติ ภัณฑ์ออก

5. สมรรถนะ
5.1 สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
 1) ความสามารถในการส่ือสาร
 2) ความสามารถในการคิด
 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา
 4) ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ติ
 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี นของโรงเรยี นมาตรฐานสากล
 1) เปน็ เลศิ ทางวชิ าการ
 2) สื่อสารไดอ้ ย่างน้อย 2 ภาษา
 3) ล้ำหนา้ ทางความคดิ
 4) ผลิตงานอย่างสรา้ งสรรค์
 5) รว่ มกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก

6. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)

288

 1) รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์  5) อย่อู ยา่ งพอเพยี ง
 2) ซอ่ื สัตย์ สุจรติ  6) มุ่งม่นั ในการทำงาน
 3) มวี ินัย  7) รกั ความเป็นไทย
 4) ใฝ่เรียนรู้  8) มีจิตสาธารณะ

7. การบรู ณาการตามพระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแหง่ ชาติ
 บรู ณาการกบั หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
 หลกั ความพอประมาณ
 หลักความมีเหตผุ ล
 หลกั การมีภูมิคุ้มกนั
 เงอ่ื นไขความรู้
 เงื่อนไขคุณธรรม
 บรู ณาการกบั การจัดการศกึ ษาเพื่ออาชีพ
 บูรณาการกับหลักสตู รตา้ นทุจริตศึกษา
 การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม
 ความละอายและความไมท่ นต่อการทจุ ริต
 STRONG : จติ พอเพยี งต้านทจุ รติ
 พลเมอื งกับความรับผดิ ชอบต่อสงั คม
 บูรณาการขา้ มกลุม่ สาระการเรียนรู้
(ระบุ)…………………………………………………………………….......................................................

................................................................................................................................................................
 อ่นื ๆ
(ระบุ)…………………………………………………………………….......................................................

................................................................................................................................................................

8. กจิ กรรมการเรยี นรู้
วิธสี อนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)
1.ข้นั สร้างความสนใจ (Engagement)
1.1 ครทู บทวนสมบัติและการละลายในน้ำของสารประกอบไอออนิกซึ่งจะมีไอออนบวก

และไอออนลบเกิดขนึ้

289

1.2 ครูตั้งคำถามนำว่า ถ้าผสมสารละลายของสารประกอบไอออนิกสองชนิดทำใหเ้ กิด
การเปลยี่ นแปลงหรือไม่ อยา่ งไร เพือ่ นำเขา้ สู่กจิ กรรม

2. ข้ันสำรวจคน้ หา (Exploration)
2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน แล้วทำการทดลองเรื่อง ปฏิกิริยาของ

สารประกอบไอออนกิ
2.2 ครใู หน้ กั เรยี นแต่ละกลมุ่ รบั อปุ กรณ์ทคี่ รูเตรียมไว้ให้
2.3 ครูใหแ้ ต่ละกลุ่มศึกษาวธิ ที ำการทดลอง
2.4 ครใู หส้ มาชกิ ทกุ คนในกลุ่มช่วยกันลงมอื ทำการทดลอง
2.5 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทน มานำเสนอผลการทดลอง หลังจากนั้นให้

นักเรียนทกุ คนร่วมกนั อภปิ รายผลการทดลองจนมคี วามเข้าใจท่ีตรงกนั
3. ขนั้ อธบิ ายความรู้ (Explanation)
3.1 ครูอธิบายการเกิดตะกอนเมื่อผสมสารประกอบไอออนิกสองชนิดเข้าด้วยกันว่า

สารประกอบไอออนิกเมื่อละลายน้ำ ไอออนบวกและไอออนลบจะแยกออกจากกัน ถ้าการผสม
สารละลายของสารประกอบไอออนิกทำให้เกิดตะกอน แสดงว่าไอออนในสารละลายผสมทำปฏิกิริยา
กันเกิดเป็นสารใหม่ที่ไม่ละลายน้ำ ดังตะกอนซิลเวอร์คลอไรด์ (AgCl) ซึ่งได้จากการผสมสารละลาย
ซิลเวอร์ไนเทรต (AgNO3) กับสารละลายโซเดยี มคลอไรด์ (NaCl)

3.2 ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้น การเขียนสมการไอออนิก และ
สมการไอออนกิ สุทธิ แลว้ สรปุ หลักการเขยี นสมการไอออนกิ สำหรบั สารประกอบไอออนกิ ดงั น้ี

• หาไอออนในสารละลายที่นำมาผสมกัน เพื่อใช้เป็นสูตรของสารใหม่ที่เกิดจาก
การรวมตัวระหวา่ งไอออนบวกกบั ไอออนลบ
• ต้องทราบว่าไอออนบวกกับไอออนลบคู่ใด ได้สารประกอบที่ไม่ละลายในน้ำ
ซึ่งจะทำให้ไอออนในนำ้ กลายเปน็ ไอออน หรอื ผลกึ ตะกอน
• นำไอออนคู่ที่ทำปฏิกิริยากันได้สารไม่ละลายน้ำ มาเขียนสมการและดุลสมการ
ใหถ้ กู ตอ้ ง
3.3 ครูตั้งคำถามให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายเรื่อง สมการแสดงการเกิดปฏิกิริยาของ
สารประกอบไอออนกิ ดงั น้ี
1) ผสมสารละลาย AlCl3 กบั สารละลาย NaOH จะเกดิ ปฏิกิรยิ าหรือไม่ ถ้าเกิดให้เขียน
สมการไอออนิกแสดงการเกดิ ปฏิกริ ยิ า

290

(แนวตอบ : ขั้นท่ี 1 หาไอออนบวกและไอออนลบในสารละลายท้ัง 2 ชนดิ เพือ่ ใช้

เขยี นสูตรของสารใหม่ Al3+ (aq) + 3Cl- (aq)
AlCl3 (aq)

NaOH (aq) Na+ (aq) + OH- (aq)

สารใหม่ที่จะเกิดจากไอออนบวกและไอออนลบคู่ใหม่ คือ

Al3++ OH- Al(OH)3

Na++ Cl- NaCl

ข้ันท่ี 2 วเิ คราะห์การละลายในน้ำของสารใหม่

NaCl ละลายน้ำได้ ส่วน Al(OH)3 ไม่ละลายนำ้

ขัน้ ท่ี 3 เขยี นสมการไอออนกิ ได้ ดังน้ี

Al3+ (aq) + OH- (aq) Al(OH)3 (s)

4. ข้นั ขยายความเข้าใจ (Elaboration)

4.1 ครูให้ความรู้เพิม่ เติมเกี่ยวกบั สารประกอบที่ละลายน้ำและสารประกอบที่ไม่ละลาย

น้ำ ซึ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการอธิบายหรือการทำนายปฏิกิริยาการเกิดตะกอนของสารละลายของ

สารประกอบไอออนกิ

4.2 ครูและนักเรียนอภิปรายร่วมกันเพื่อสรุปความรู้เกี่ยวกับสมบัติของสารประกอบไอ

ออนกิ การเขียนสมการไอออนกิ และสมการไอออนิกสุทธิแสดงการเกดิ ปฏิกิรยิ าของสารประกอบไอออ

นกิ ดังน้ี

- สมบัติของสารประกอบไอออนิกส่วนใหญ่เป็นผลึกของแข็ง เปราะ มีจุด

หลอมเหลวและจุดเดือดสูง ละลายน้ำได้ ไม่นำไฟฟ้าเมื่อเป็นของแข็ง แต่นำไฟฟ้าได้เมื่อหลอมเหลว

หรือละลายในน้ำ และสารละลายของสารประกอบไอออนิกในนำ้ ส่วนใหญม่ สี มบัติเปน็ เบสหรือกลาง

- สมการไอออนิกแสดงปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิกที่แสดงไอออนใน

สารละลายครบทกุ ชนิด สว่ นสมการไอออนกิ สทุ ธิแสดงเฉพาะไอออนท่ที ำปฏกิ ิริยากนั ได้เปน็ ผลิตภัณฑ์

5. ข้นั ประเมิน (Evaluation)

5.1 ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนจากการตอบคำถาม การทำการทดลอง และ

การนำเสนอหน้าชั้นเรียน

291

9. ส่อื การเรียนรแู้ ละแหล่งการเรียนรู้
9.1 สอื่ การเรียนรู้
9.1.1 PowerPoint เร่อื ง สารประกอบไอออนกิ

9.1.2 ใบกิจกรรม เรอื่ ง ปฏิกริ ิยาของสารประกอบไอออนกิ

9.2 แหลง่ การเรียนรู้
9.2.1 หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเคมี เล่ม 1 สสวท. (ฉบับปรับปรุง

พ.ศ. 2560)

10. การวดั และประเมนิ ผล

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ วธิ กี าร เครอื่ งมอื ทีใ่ ช้ เกณฑ์
- คำถาม ได้เกณฑ์ในระดบั
ด้านความรู้ (K) - ใบกจิ กรรม
ดีขึน้ ไป
1. 1. อธิบายเกี่ยวกับปฏิกิริยาของ - การตอบคำถาม - คำถาม
- ใบกจิ กรรม ได้เกณฑ์ในระดับ
สารประกอบไอออนิกได้ - ตรวจใบกจิ กรรม ดขี น้ึ ไป
- แบบสังเกต
- การนำเสนอหน้าช้นั พฤติกรรม ได้เกณฑใ์ นระดบั
การทำงาน ดขี น้ึ ไป
เรยี น

ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ (P)

2. ทำการทดลองการเกิดปฏิกิริยาของ - การตอบคำถาม

สารประกอบไอออนิก พร้อมทั้งเขียน - ตรวจใบกิจกรรม

สมการไอออนิกและสมการไอออนิก - การนำเสนอหนา้ ชน้ั

สทุ ธิแสดงปฏกิ ริ ยิ าทเี่ กิดขึ้นได้ เรียน

ด้านคณุ ลกั ษณะ (A)

3. ทำงานร่วมกับผูอ้ ื่นมีส่วนร่วมในการ - สงั เกตพฤติกรรมการ

แสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับ ทำงาน
ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และ

รบั ผดิ ชอบต่อหน้าท่ีทไี่ ด้รบั มอบหมาย

292

293

294

295

แบบประเมินผลการทำแบบฝกึ หดั
คำชี้แจง ให้ผูป้ ระเมนิ กรอกคะแนนในชอ่ งรายการทปี่ ระเมนิ โดยพจิ ารณาตามคำอธิบายคุณภาพท่ี
กำหนด โดยใส่ตวั เลข 1-3 ลงในชอ่ งทต่ี รงกับระดับคะแนน
เกณฑก์ ารประเมนิ ผู้เรยี นต้องได้คะแนนตั้งแต่ 5 คะแนน จงึ ผา่ นเกณฑ์

รายการประเมิน

เลข ชอื่ -สกุล ความ ูถก ้ตองของเน้ือหา รวม ค่า สรปุ
ท่ี ความคิดส ้รางสรรค์ เฉล่ยี คุณภาพ
ความตรง ่ตอเวลา

(3) (3) (3)

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19

ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมนิ
(นางสาวเจนจิรา จนั โทนวน)
............./.................../..............

296

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบประเมนิ แบบฝึกหดั

รายการประเมนิ เกณฑ์การให้คะแนน
1. ความถกู ต้อง
ของเน้ือหา 32 1
2. ความคิด
สรา้ งสรรค์ เนื้อหาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน

3. ความตรงตอ่ ถูกต้องครบถว้ น ถกู ต้องเป็นส่วนใหญ่ ถกู ต้องเปน็ บางส่วน
เวลา
ผลงานแสดงออกถึง ผลงานแสดงออกถึง ผลงานมีความน่าสนใจ

ความคดิ สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ แตย่ งั ไม่มคี วามแปลก

แปลกใหมแ่ ละเป็น แปลกใหม่แต่ไมเ่ ปน็ ใหม่

ระบบ ระบบ

ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี ส่งชน้ิ งานช้ากว่าเวลาท่ี

กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วันขึน้ ไป

เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
0 - 2 คะแนน หมายถึง 0 (ปรับปรงุ )
3 - 4 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
5 - 7 คะแนน หมายถึง 2 (ดี)
8 - 9 คะแนน หมายถึง 3 (ดเี ยยี่ ม)

297

แบบประเมินพฤติกรรมระหวา่ งเรยี นตามคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
คําช้ีแจง ให้ผปู้ ระเมินกรอกคะแนน ในชอ่ งที่ตรงกับความเป็นจรงิ
เกณฑ์การประเมิน ผูเ้ รยี นต้องได้คะแนนต้ังแต่ 5 คะแนน จงึ ผ่านเกณฑ์

รายการประเมิน

เลขที่ ชอื่ -สกุล ใ ่ฝเ ีรยน ู้ร รวม ค่า สรปุ
มุ่งมั่นในการทำงาน เฉลยี่ คณุ ภาพ
ทำงาน ่รวมกับ ู้ผ ่ือนไ ้ด

(3) (3) (3)

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19

ลงชอ่ื ...................................................ผูป้ ระเมิน
(นางสาวเจนจริ า จนั โทนวน)
............./.................../..............

298

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินคณุ ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์

รายการประเมนิ 3 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 1
2

1. ใฝ่เรยี นรู้ ต้ังใจเรียน สนใจเรียน ตัง้ ใจเรยี น สนใจเรยี น ตั้งใจเรยี น สนใจเรียน

กลา้ ซกั ถาม ปรากฎ กลา้ ซกั ถาม ปานกลาง กล้าซกั ถาม ไม่ชดั เจน

ชดั เจน

2. ม่งุ มนั่ ในการ ต้ังใจและรบั ผดิ ชอบใน ต้ังใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรบั ผดิ ชอบใน
ทำงาน
การปฏบิ ัติหนา้ ที่ท่ีได้รับ การปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ที ี่ได้รบั การปฏิบตั ิหน้าทที่ ่ีไดร้ บั

มอบหมายใหส้ ำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จลุลว่ ง

ลลุ ่วงทกุ ครงั้ ลุล่วงเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครั้ง

3. ทำงานร่วมกบั สามารถปฏบิ ตั หิ น้าที่ท่ี สามารถปฏบิ ัติหนา้ ที่ สามารถปฏบิ ัติหน้าทท่ี ี่
ผ้อู ืน่ ได้ ไดร้ บั มอบหมายร่วมกบั ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ได้รบั มอบหมายรว่ มกับ
ผูอ้ ืน่ ได้ไดส้ ำเร็จลุล่วง รว่ มกบั ผอู้ ่นื ได้ไดส้ ำเรจ็ ผอู้ ่ืนได้ไดส้ ำเรจ็ ลลุ ่วง
ทุกคร้ัง ลุล่วงเป็นสว่ นใหญ่ เปน็ บางครง้ั

เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรบั ปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถงึ 1 (พอใช)้
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ดี)
5 - 7 คะแนน หมายถงึ 3 (ดเี ยีย่ ม)
8 - 9 คะแนน

299

การทดลอง
เร่ือง ปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิก

วัตถุประสงค์
1. ทำการทดลองเพื่อศึกษาการเกดิ ปฏิกริ ิยาของสารประกอบไอออนิกได้
2. วเิ คราะห์ชนิดไอออนบวกและไอออนลบในสารตัวอย่างได้
3. เขียนสมการไอออนกิ และสมการไอออนกิ สุทธแิ สดงปฏิกริ ยิ าท่ีเกิดขึน้ ได้

การทดลอง

1. ให้ทดสอบปฏิกิริยาของสารละลาย 8 ชนิดที่ทราบชนิดของไอออนทีละ 1 คู่บนซองพลาสติก

ที่ให้มาโดยใช้สารละลายชนิดละ 2 หยด สังเกตผลการทดลองภายใน 2 นาทีและบันทึกผล

การทดลองในตารางที่ 1 ดังนี้

ถ้าเกิดตะกอน ให้ใส่เครอ่ื งหมาย + ถ้าไม่เกิดตะกอน ใหใ้ ส่เครอื่ งหมาย –

2. ทำการทดลองเช่นเดียวกันกับข้อ 1 เพ่ือตรวจสอบกสารตัวอย่าง

วัสดุอุปกรณ์

ท่ี รายการ จำนวน หนว่ ย

1 ซองพลาสติกสำหรบั การทดลอง 1 แผน่

2 หลอดหยดพลาสตกิ พรอ้ มสารเคมี 9 หลอด

3 กระดาษทิชชู่ 1 แพค็

สารเคมี

ท่ี รายการ จำนวน หนว่ ย

1 Sodium sulfate (Na2SO4) 1 หลอด
2 Sodium carbonate (Na2CO3) 1 หลอด
3 Sodium hydroxide (NaOH) 1 หลอด

4 Sodium chloride (NaCl) 1 หลอด

5 Potassium nitrate (KNO3) 1 หลอด
6 Barium nitrate (Ba(NO3)2) 1 หลอด
7 Calcium nitrate (Ca(NO3)2) 1 หลอด
8 Silver nitrate (AgNO3) 1 หลอด
9 สารละลายตวั อย่าง (sample) 1 หลอด

300

ตารางบันทกึ ผลการทดลอง

ตารางที่ 1 ผลการทดสอบสารละลายท่ีทราบชนดิ ของไอออน

สารละลายโซเดียม สารละลาย

ไอออน KNO3 Ba(NO3)2 Ca(NO3)2 AgNO3
NaCl

NaOH

Na2SO4
Na2CO3

ตารางที่ 2 ผลการทดสอบสารละลายตวั อย่าง

สารละลาย NaCl NaOH Na2SO4 Na2CO3 KNO3 Ba(NO3)2 Ca(NO3)2 AgNO3
รหัสสาร

สารละลายตวั อยา่ ง ไอออนบวก คอื

ไอออนลบ คือ

สรปุ และอภิปรายผลการทดลอง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………….…………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………….……………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………….………………………………………………………………………………………………………

คำถามท้ายการทดลอง
จงเขียนสมการไอออนิกสุทธิแสดงปฏกิ ิริยาเคมีท่ีเกดิ จากข้อมลู การทดลองในตารางที่ 2

301

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 17

โดยจดั กิจกรรมการเรียนรู้ แบบสบื เสาะหาความรู้ 5E

รหัสวิชา ว31221 รายวชิ า เคมี 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4

หน่วยการเรยี นรู้ที่ 3 เรื่อง พนั ธะเคมี เวลา 25 ชวั่ โมง

เรื่อง การเกดิ พันธะโคเวเลนต์ เวลา 3 ช่ัวโมง

ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 ผูส้ อน นางสาวเจนจริ า จนั โทนวน

กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร

________________________________________________________________________

1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตวั ชี้วดั / ผลการเรยี นรู้
มาตรฐานการเรียนรู้ (สาระเพ่มิ เตมิ เคมี)
ข้อ 1 เข้าใจโตรงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและ

สมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์
รวมทง้ั การนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ตวั ช้ีวดั
ม.4/14 อธิบายการเกิดพันธะโคเวเลนต์แบบพันธะเดี่ยว พันธะคู่ และพันธะสาม ด้วย
โครงสรา้ งลวิ อิส
ผลการเรียนรู้
อธิบายการเกิดพนั ธะโคเวเลนตแ์ บบพันธะเดยี่ ว พันธะคู่ และพันธะสาม ด้วยโครงสรา้ งลิวอสิ

2. สาระสำคญั

พนั ธะโคเวเลนต์เป็นพนั ธะเคมีชนดิ หนึง่ ที่เกิดจากอะตอมของอโลหะมีการนำอิเล็กตรอนมาใช้
ร่วมกัน แล้วเกิดแรงดึงดูดระหว่างอิเล็กตรอนกับโปรตอนที่อยู่ในนิวเคลียสของทั้งสองอะตอม ซ่ึง
สารประกอบโคเวเลนตอ์ าจเกิดจากอะตอมของอโลหะชนิดเดยี วกนั หรอื ต่างชนิดกนั ก็ได้

3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

3.1 ด้านความรู้ (K)
1. อธบิ ายการเกดิ พันธะเด่ยี ว พนั ธะคู่ พนั ธะสาม และพนั ธะโคออรด์ เิ นตเวเลนตไ์ ด้

3.2 ด้านทกั ษะและกระบวนการ (P)
2. เขียนโครงสร้างลวิ อิสของโมเลกุลท่กี ำหนดให้ได้

302

3.3 ด้านคุณลกั ษณะ (A)
3. ทำงานรว่ มกับผ้อู ืน่ มีส่วนรว่ มในการแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับฟังความ

คิดเหน็ ของผูอ้ ืน่ และรับผิดชอบต่อหนา้ ที่ทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย

4. สาระการเรยี นรู้
พันธะโคเวเลนต์

ชนดิ ของพันธะโคเวเลนต์

พันธะเดย่ี ว พนั ธะคู่ พันธะสาม

เกิดจากอะตอมของอโลหะที่มา เกิดจากอะตอมของอโลหะ เกิดจากอะตอมของอโลหะที่มา
ส ร ้ า ง พ ั น ธ ะ ก ั น ม ี ก า ร ใ ช้ ที่มาสร้างพันธะกัน มีการ ส ร ้ า ง พ ั น ธ ะ ก ั น ม ี ก า ร ใ ช้
อิเลก็ ตรอนรว่ มกัน 1 คู่ ใช้อิเลก็ ตรอนรว่ มกนั 2 คู่ อิเลก็ ตรอนร่วมกนั 3 คู่

5. สมรรถนะ
5.1 สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน
 1) ความสามารถในการส่อื สาร
 2) ความสามารถในการคดิ
 3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
 4) ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
 5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียนของโรงเรียนมาตรฐานสากล
 1) เปน็ เลิศทางวิชาการ
 2) ส่ือสารได้อยา่ งน้อย 2 ภาษา
 3) ล้ำหนา้ ทางความคดิ
 4) ผลิตงานอย่างสรา้ งสรรค์
 5) ร่วมกันรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมโลก

303

6. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์  5) อยอู่ ยา่ งพอเพียง
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (A)  6) มุ่งมั่นในการทำงาน
 1) รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์  7) รกั ความเปน็ ไทย
 2) ซอื่ สตั ย์ สจุ รติ  8) มจี ติ สาธารณะ
 3) มวี นิ ัย
 4) ใฝ่เรียนรู้

7. การบรู ณาการตามพระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ
 บรู ณาการกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
 หลกั ความพอประมาณ
 หลกั ความมีเหตุผล
 หลกั การมภี ูมคิ ุ้มกัน
 เงื่อนไขความรู้
 เง่ือนไขคณุ ธรรม
 บูรณาการกับการจดั การศึกษาเพื่ออาชพี
 บรู ณาการกบั หลกั สูตรต้านทุจริตศกึ ษา
 การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม
 ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทุจริต
 STRONG : จติ พอเพียงต้านทจุ รติ
 พลเมอื งกบั ความรับผดิ ชอบต่อสังคม
 บูรณาการข้ามกล่มุ สาระการเรยี นรู้
(ระบุ)…………………………………………………………………….......................................................

................................................................................................................................................................
 อืน่ ๆ
(ระบ)ุ …………………………………………………………………….......................................................

................................................................................................................................................................

304

8. กิจกรรมการเรียนรู้
วธิ สี อนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)
1.ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)
1.1 ครยู กตัวอย่างสารโคเวเลนต์ เช่น โมเลกลุ แกส๊ ออกซิเจน (O2) แล้วต้ังคำถามว่า การ

เกดิ พันธะเคมีระหว่างอะตอมของออกซิเจนมีการเปล่ียนแปลงของเวเลนซ์อิเล็กตรอนเหมือนหรือต่าง
จากพันธะไอออนิกหรือไม่ (แนวคำตอบ: ต่างกัน เนื่องจากการเกิดพันธะเคมีของโมเลกุลแก๊ส
ออกซิเจนไมไ่ ด้เกดิ จากการใหห้ รีอรับอิเล็กตรอน แต่เป็นการใช้อิเล็กตรอนรว่ มกัน)

1.2 ครใู ห้ความหมายของพันธะโคเวเลนต์วา่ เป็นการยึดเหนย่ี วของอะตอมโดยใชเ้ วเลนซ์
อเิ ลก็ ตรอนรว่ มกนั และเรียกสารทเี่ กดิ จากพนั ธะโคเวเลนต์ว่า สารโคเวเลนต์

2. ขั้นสำรวจคน้ หา (Exploration)
2.1 ครูให้นักเรียนพิจารณาภาพการเกิดพันธะโคเวเลนต์ แล้วให้นักเรียนตอบคำถาม

ต่อไปนี้

- จากภาพการเกิดพันธะโคเวเลนต์ของอะตอมไฮโดรเจนในตำแหน่งที่ 1 2 3 และ 4
เปน็ อย่างไร (แนวคำตอบ: ตำแหนง่ ท่ี 1 ธาตุ 2 อะตอมที่อยู่ห่างกนั ไมม่ ีปฏสิ มั พันธร์ ะหวา่ งกัน

ตำแหน่งที่ 2 ธาตุ 2 อะตอมเริ่มเข้าใกล้กันมากขึน้ เกิดแรงดึงดูดทางไฟฟ้า
พลงั งานศักดเ์ิ รม่ิ ตำ่ ลง

ตำแหน่งที่ 3 จุดที่ธาตุทั้ง 2 มีพลังงานศักดิ์ต่ำที่สุด ระยะห่างระหว่าง
นวิ เคลียสคอื ความยาวพนั ธะ

ตำแหน่งที่ 4 อะตอมเข้าใกล้กันมากกว่าตำแหน่งที่ 4 พลังงานศักดิ์เพิ่มขึ้น
อยา่ งรวดเร็ว เร่อื งจากแรงผลกั ระหวา่ งนิวเคลยี สท่ีเพิ่มขึ้น)

305

2.2 ครูให้นักเรียนพิจารณาภาพโมเลกุลของแก๊สคลอรีน แก๊สออกซิเจน และแก๊ส
ไนโตรเจน แล้วใหน้ ักเรยี นตอบคำถามตอ่ ไปนี้

- จากภาพโมเลกลุ ของแกส๊ คลอรีน แก๊สออกซเิ จน และแก๊สไนโตรเจน มกี ารใช้จำนวนเว
เลนต์อิเล็กอิเล็กตรอนต่างกันอย่างไร (แนวคำตอบ: แก๊สคลอรีนใช้จำนวนเวเลนต์ร่วมกัน 1 คู่ แก๊ส
ออกซิเจนใชจ้ ำนวนเวเลนต์รว่ มกนั 2 คู่ แกส๊ ไนโตรเจนใชจ้ ำนวนเวเลนตร์ ่วมกัน 3 คู่)

3. ขน้ั อธบิ ายความรู้ (Explanation)
3.1 ครูอธิบายเกี่ยวกบั พันธะโคเวเลนต์ว่า เกิดจากการใช้เวเลนต์อิเล็กตรอนร่วมกัน ซ่ึง

อาจจะใช้รว่ มกันเพียง 1 คู่ หรือมากกวา่ 1 คู่ก็ได้
- อิเล็กตรอนคทู่ อ่ี ะตอมทงั้ สองใช้ร่วมกนั เรยี กวา่ “อิเล็กตรอนคู่รว่ มพนั ธะ”

- อะตอมท่ีใช้อิเลก็ ตรอนร่วมกันเรยี กว่าอะตอมค่รู ่วมพนั ธะ
* ถ้าอะตอมคู่ร่วมพันธะใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 1 คู่จะเกิดเป็นพันธะโคเวเลนต์ที่เรียกว่า
พนั ธะเด่ยี ว
* ถ้าอะตอมคู่ร่วมพันธะใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 2 คู่จะเกิดเป็นพันธะโคเวเลนต์ที่เรียกว่า
พันธะคู่
* ถ้าอะตอมคู่ร่วมพันธะใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 3 คู่จะเกิดเป็นพันธะโคเวเลนต์ที่เรียกวา่
พันธะสาม
3.2 ครูให้นักเรียนพิจารณาการเขียนโครงสร้างลิวอิสของโมเลกุลโคเวเลนต์บางชนิด
จากนั้นชี้ให้เห็นว่า การเขียนแสดงโครงสร้างลิวอิสของโมเลกุลที่ประกอบด้วยอะตอมมากกว่า 2
อะตอม อะตอมกลางจะเป็นธาตุที่ต้องการจำนวนอิเล็กตรอนมากที่สุดเพื่อให้เป็นไปตามกฎออกเตต
ในกรณีท่ีมีธาตุที่ต้องการจำนวนอิเล็กตรอนเท่ากัน ธาตุที่มีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีต่ำที่สุดจะเป็น
อะตอมกลาง
4. ขนั้ ขยายความเขา้ ใจ (Elaboration)
4.1 ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพันธะโคเวเลนต์ในสารบางชนิดที่อิเล็กตรอนคู่ร่วม
พันธะมาจากอะตอมใดอะตอมหนึ่ง เช่น โมเลกุลแอมโมเนีย (NH3) มีเส้นพันธะ N-H 3 พันธะ แทน
อเิ ลก็ ตรอนครู่ ว่ มพนั ธะ 3 คู่ ในขณะท่ีอิเล็กตรอนคโู ดดเดี่ยว 1 คู่ แสดงด้วยจุดคบู่ นอะตอมไนโตรเจน
อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวนี้สามารถสร้างพันธะกับ H+ เกิดเป็นแอมโมเนียมไอออน (NH4+) โดยที่จำนวน

306

อเิ ล็กตรอนรอบอะตอมกลางยังคงเป็นไปตามกฎออกเตต ซึ่งในกรณนี ีพ้ ันธะโคเวเลนต์ท่ีเกิดขึ้นมาจาก
อะตอมไนโตรเจนเทา่ นนั้

4.2 ครูอธิบายเกี่ยวกับสารโคเวเลนต์บางชนิดที่อะตอมกลางมีจำนวนอิเล็กตรอน
ล้อมรอบไม่เป็นไปตามกฎออกเตต โดยยกตัวอย่างโมเลกุลโบรอนไตรฟลูออไรด์ (BF3) ซึ่งเป็นโมเลกลุ
ท่อี ะตอมกลางมีอิเล็กตรอนล้อมรอบน้อยกวา่ 8 และฟอสฟอรสั เพนตะคลอไรด์ (PCI5) ซึ่งเปน็ โมเลกุล
ทอี่ ะตอมกลางมีอเิ ลก็ ตรอนล้อมรอบมากกว่า 8 และครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ เกย่ี วการเกิดพนั ธะโคออร์ดิเนต
โคเวเลนต์ (Coordinate covalent bond)

4.3 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 6 กลุ่ม เขียนแสดงการเกิดพันธะโคเวเลนต์ สูตร
โครงสร้างแบบจุด สูตรโครงสร้างแบบเส้นของสารประกอบโคเวเลนต์และเรียกชื่อสารประกอบโคเว
เลนต์ท่กี าํ หนดให้ ดังน้ี

กลมุ่ ที่ 1 BeCl2 PCl5 PH3
กลมุ่ ท่ี 2 BeH2 AsF5 SF4
กลมุ่ ที่ 3 HgCl2 CH4 NH3
กลุ่มท่ี 4 BF3 CCl4 H2O
กลมุ่ ท่ี 5 BCl3 SF6 SiH4
จากน้นั ใหต้ ัวแทนนักเรยี นแตล่ ะกลุ่มออกมาอธิบายเกี่ยวกับสารประกอบโคเวเลนต์ท่ีกลุ่มได้รับ
มอบหมายให้
5. ขน้ั ประเมิน (Evaluation)

5.1 ครปู ระเมนิ การเรียนรขู้ องนักเรียนจากการตอบคำถาม และแบบฝกึ หัด

9. ส่อื การเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้
9.1 สอ่ื การเรียนรู้
9.1.1 PowerPoint เรือ่ ง สารประกอบโคเวเลนต์
9.2 แหล่งการเรยี นรู้
9.2.1 หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเคมี เล่ม 1 สสวท. (ฉบับปรับปรุง

พ.ศ. 2560)

307

10. การวดั และประเมินผล

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ วิธกี าร เคร่อื งมือที่ใช้ เกณฑ์

ด้านความรู้ (K)

1. อธิบายการเกิดพันธะเดี่ยว พันธะคู่ - การตอบคำถาม - คำถาม ได้เกณฑ์ในระดบั
- งานกลมุ่ ดขี ้ึนไป
พันธะสาม และพันธะโคออร์ดิเนตเว - ตรวจงานกล่มุ

เลนต์ได้

ด้านทกั ษะและกระบวนการ (P)

2. เขียนโครงสร้างลิวอิสของโมเลกุลที่ - การตอบคำถาม - คำถาม ได้เกณฑใ์ นระดับ
- งานกลมุ่ ดขี น้ึ ไป
กำหนดใหไ้ ด้ - ตรวจงานกลุ่ม

ดา้ นคุณลักษณะ (A) - แบบสังเกต ไดเ้ กณฑ์ในระดบั
3. ทำงานร่วมกับผูอ้ ื่นมสี ว่ นร่วมในการ - สังเกตพฤติกรรมการ พฤติกรรม ดขี น้ึ ไป
แสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับ ทำงาน การทำงาน
ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และ
รับผดิ ชอบต่อหนา้ ทีท่ ี่ไดร้ ับมอบหมาย

308

309

310

311

แบบประเมินผลการทำแบบฝกึ หดั
คำชี้แจง ให้ผูป้ ระเมนิ กรอกคะแนนในชอ่ งรายการทปี่ ระเมนิ โดยพจิ ารณาตามคำอธิบายคุณภาพท่ี
กำหนด โดยใส่ตวั เลข 1-3 ลงในชอ่ งทต่ี รงกับระดับคะแนน
เกณฑก์ ารประเมนิ ผู้เรยี นต้องได้คะแนนตั้งแต่ 5 คะแนน จงึ ผา่ นเกณฑ์

รายการประเมิน

เลข ชอื่ -สกุล ความ ูถก ้ตองของเน้ือหา รวม ค่า สรปุ
ท่ี ความคิดส ้รางสรรค์ เฉล่ยี คุณภาพ
ความตรง ่ตอเวลา

(3) (3) (3)

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19

ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมนิ
(นางสาวเจนจิรา จนั โทนวน)
............./.................../..............

312

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบประเมนิ แบบฝึกหดั

รายการประเมนิ เกณฑ์การให้คะแนน
1. ความถกู ต้อง
ของเน้ือหา 32 1
2. ความคิด
สรา้ งสรรค์ เนื้อหาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน

3. ความตรงตอ่ ถูกต้องครบถว้ น ถกู ต้องเป็นส่วนใหญ่ ถกู ต้องเปน็ บางส่วน
เวลา
ผลงานแสดงออกถึง ผลงานแสดงออกถึง ผลงานมีความน่าสนใจ

ความคดิ สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ แตย่ งั ไม่มคี วามแปลก

แปลกใหมแ่ ละเป็น แปลกใหม่แต่ไมเ่ ปน็ ใหม่

ระบบ ระบบ

ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี ส่งชน้ิ งานช้ากว่าเวลาท่ี

กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วันขึน้ ไป

เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
0 - 2 คะแนน หมายถึง 0 (ปรับปรงุ )
3 - 4 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
5 - 7 คะแนน หมายถึง 2 (ดี)
8 - 9 คะแนน หมายถึง 3 (ดเี ยยี่ ม)

313

แบบประเมินพฤติกรรมระหวา่ งเรยี นตามคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
คําช้ีแจง ให้ผปู้ ระเมินกรอกคะแนน ในชอ่ งที่ตรงกับความเป็นจรงิ
เกณฑ์การประเมิน ผูเ้ รยี นต้องได้คะแนนต้ังแต่ 5 คะแนน จงึ ผ่านเกณฑ์

รายการประเมิน

เลขที่ ชอื่ -สกุล ใ ่ฝเ ีรยน ู้ร รวม ค่า สรปุ
มุ่งมั่นในการทำงาน เฉลยี่ คณุ ภาพ
ทำงาน ่รวมกับ ู้ผ ่ือนไ ้ด

(3) (3) (3)

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19

ลงชอ่ื ...................................................ผูป้ ระเมิน
(นางสาวเจนจริ า จนั โทนวน)
............./.................../..............

314

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินคณุ ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์

รายการประเมนิ 3 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 1
2

1. ใฝ่เรยี นรู้ ต้ังใจเรียน สนใจเรียน ตัง้ ใจเรยี น สนใจเรยี น ตั้งใจเรยี น สนใจเรียน

กลา้ ซกั ถาม ปรากฎ กลา้ ซกั ถาม ปานกลาง กล้าซกั ถาม ไม่ชดั เจน

ชดั เจน

2. ม่งุ มนั่ ในการ ต้ังใจและรบั ผดิ ชอบใน ต้ังใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรบั ผดิ ชอบใน
ทำงาน
การปฏบิ ัติหนา้ ที่ท่ีได้รับ การปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ที ี่ได้รบั การปฏิบตั ิหน้าทที่ ่ีไดร้ บั

มอบหมายใหส้ ำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จลุลว่ ง

ลลุ ่วงทกุ ครงั้ ลุล่วงเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครั้ง

3. ทำงานร่วมกบั สามารถปฏบิ ตั หิ น้าที่ท่ี สามารถปฏบิ ัติหนา้ ที่ สามารถปฏบิ ัติหน้าทท่ี ี่
ผ้อู ืน่ ได้ ไดร้ บั มอบหมายร่วมกบั ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ได้รบั มอบหมายรว่ มกับ
ผูอ้ ืน่ ได้ไดส้ ำเร็จลุล่วง รว่ มกบั ผอู้ ่นื ได้ไดส้ ำเรจ็ ผอู้ ่ืนได้ไดส้ ำเรจ็ ลลุ ่วง
ทุกคร้ัง ลุล่วงเป็นสว่ นใหญ่ เปน็ บางครง้ั

เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรบั ปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถงึ 1 (พอใช)้
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ดี)
5 - 7 คะแนน หมายถงึ 3 (ดเี ยีย่ ม)
8 - 9 คะแนน

315

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 18

โดยจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ แบบสบื เสาะหาความรู้ 5E

รหสั วิชา ว31221 รายวชิ า เคมี 1 ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 3 เรื่อง พันธะเคมี เวลา 25 ชว่ั โมง

เรื่อง สตู รโมเลกลุ และช่อื ของสารโคเวเลนต์ เวลา 1 ช่วั โมง

ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ผสู้ อน นางสาวเจนจริ า จันโทนวน

กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร

________________________________________________________________________

1. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตัวชว้ี ดั / ผลการเรยี นรู้
มาตรฐานการเรียนรู้ (สาระเพม่ิ เตมิ เคมี)
ข้อ 1 เข้าใจโตรงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและ

สมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์
รวมท้ังการนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตวั ชี้วัด
ม.4/15 เขียนสูตรและเรยี กช่ือสารโคเวเลนต์
ผลการเรยี นรู้
เขียนสูตรและเรยี กช่ือสารโคเวเลนต์

2. สาระสำคัญ
สูตรโมเลกุลของสารโคเวเลนต์ โดยทั่วไปเขียนแสดงด้วยสัญลักษณ์ของธาตุเรียงลำดับตาม

ค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีจากน้อยไปมาก โดยมีตัวเลขแสดงจำนวนอะตอมของธาตุที่มีมากกว่า 1
อะตอมในโมเลกุล

การเรยี กชือ่ สารโคเวเลนต์ทำได้โดยเรียกชอื่ ธาตุท่ีอยู่หน้าก่อน แล้วตามด้วยชื่อธาตุท่อี ยู่ถัดมา
โดยมคี ำนำหน้าระบุจำนวนอะตอมของธาตทุ ีเ่ ปน็ องค์ประกอบ

3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

3.1 ด้านความรู้ (K)
1. อธิบายวธิ ีเขียนสูตรและหลักการเรียกช่อื สารโคเวเลนตไ์ ด้

3.2 ด้านทักษะและกระบวนการ (P)
2. เขียนสูตรโมเลกลุ และเรยี กช่อื สารโคเวเลนตไ์ ด้

316

3.3 ดา้ นคณุ ลักษณะ (A)
3. ทำงานรว่ มกับผู้อนื่ มีส่วนรว่ มในการแสดงความคดิ เห็นภายในกลุ่ม ยอมรับฟังความ

คดิ เห็นของผูอ้ ่นื และรบั ผดิ ชอบต่อหนา้ ทท่ี ไ่ี ด้รบั มอบหมาย

4. สาระการเรยี นรู้
สูตรโมเลกุลและชือ่ ของสารโคเวเลนต์
สูตรโมเลกลุ ของสารโคเวเลนต์จะเขียนแสดงด้วยสัญลักษณ์ของธาตุ และมีตัวเลขแสดงจำนวน

อะตอมของธาตุที่มีมากกว่า 1 อะตอม และการเรียกชือ่ สารโคเวเลนต์ทำไดโ้ ดยเรียกชื่อธาตุที่อยู่หน้า
กอ่ นแล้วตามด้วยช่อื ธาตุทีอ่ ยูถ่ ดั มา และมีคำนำหนา้ ระบจุ ำนวนอะตอมของธาตุ

5. สมรรถนะ
5.1 สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน
 1) ความสามารถในการสือ่ สาร
 2) ความสามารถในการคิด
 3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนของโรงเรียนมาตรฐานสากล
 1) เป็นเลิศทางวชิ าการ
 2) สื่อสารได้อยา่ งนอ้ ย 2 ภาษา
 3) ลำ้ หน้าทางความคิด
 4) ผลติ งานอยา่ งสร้างสรรค์
 5) รว่ มกนั รับผิดชอบต่อสังคมโลก

6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์  5) อยอู่ ย่างพอเพียง
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)  6) มุ่งมนั่ ในการทำงาน
 1) รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์  7) รกั ความเป็นไทย
 2) ซ่อื สัตย์ สุจริต  8) มีจิตสาธารณะ
 3) มีวนิ ยั
 4) ใฝเ่ รยี นรู้

317

7. การบูรณาการตามพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ
 บูรณาการกบั หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
 หลกั ความพอประมาณ
 หลักความมเี หตุผล
 หลักการมภี ูมคิ มุ้ กัน
 เงือ่ นไขความรู้
 เงอื่ นไขคณุ ธรรม
 บูรณาการกับการจัดการศกึ ษาเพ่ืออาชีพ
 บูรณาการกับหลกั สูตรตา้ นทจุ รติ ศึกษา
 การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม
 ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจรติ
 STRONG : จติ พอเพยี งตา้ นทุจรติ
 พลเมอื งกับความรับผิดชอบต่อสงั คม
 บรู ณาการขา้ มกล่มุ สาระการเรียนรู้
(ระบ)ุ …………………………………………………………………….......................................................

................................................................................................................................................................
 อน่ื ๆ
(ระบุ)…………………………………………………………………….......................................................

................................................................................................................................................................

8. กจิ กรรมการเรยี นรู้
วธิ สี อนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)
1.ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูทบทวนความรู้ในเรื่อง เวเลนซ์อิเล็กตรอนและค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตี (EN) ของ

ธาตตุ ่าง ๆ ในตารางธาตุ
1.2 ครูถามนักเรียนว่า นักเรียนคิดว่า เวเลนซ์อิเล็กตรอนค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตี (EN)

เกี่ยวข้องกับการเขียนสูตรสารประกอบโคเวเลนต์หรือไม่ อย่างไร (แนวตอบ : ตอบตามความเข้าใจ
ของนักเรียน)

2. ขนั้ สำรวจค้นหา (Exploration)
2.1 ครใู หน้ ักเรยี นแบ่งกลมุ่ กล่มุ ละ 4 คน

318

2.2 นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มร่วมกันศกึ ษาหลักการเขียนสูตรโมเลกุลและการเรยี กชอ่ื สารโคเว
เลนต์โดยสูตรโมเลกุลของสารโคเวเลนต์แสดงสัญลักษณ์ของธาตุเรียงลำดับตามค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตี
จากนอ้ ยไปมาก

- การเรียกชื่อสารโคเวเลนต์ให้เรียกธาตุตามลำดับจากซ้ายไปขวา ถ้ามีสารโคเวเลนต์ที่
เกิดจากธาตุองค์ประกอบเดียวกันมากกว่า 1 ชนิด ต้องระบุจำนวนอะตอมธาตุองค์ประกอบด้วยคำ
ระบจุ ำนวนในภาษากรีก

3. ข้นั อธบิ ายความรู้ (Explanation)
3.1 ครูนำนักเรียนอภิปรายและสรุปการเขียนสูตรและการอ่านชื่อสารประกอบโคเว

เลนต์ โดยสรุปหลกั การในการเขยี นสตู รโมเลกลุ ของสารประกอบโคเวเลนต์ ดงั นี้
• เขียนสัญลักษณ์ของธาตุที่มีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตี (EN) ต่ำก่อน (H เขียนไว้หลังธาตุหมู่ 3A

4A และ 5A)
• เขยี นอิเล็กตรอนทตี่ อ้ งใชใ้ นการสรา้ งพันธะบนสญั ลักษณ์ของธาตนุ ้ัน ๆ
• นำตัวเลขดา้ นบนของธาตมุ าไขว้ไว้ดา้ นลา่ งของธาตุท่เี กิดพันธะ

ตัวอย่างเชน่

หลักการในการเรยี กชอ่ื สารประกอบโคเวเลนต์ ดงั นี้

• ใหอ้ ่านจำนวนอะตอมของธาตตุ ัวแรกเปน็ ภาษากรกี (ถา้ อะตอมเท่ากบั 1 ไม่ต้องอ่าน)

• อา่ นชือ่ ธาตตุ วั แรก

• อา่ นจำนวนอะตอมของธาตุท่ี 2 เปน็ ภาษากรีก

• อ่านชื่อธาตทุ ี่ 2 แลว้ เปล่ียนท้ายเสียงเป็นไ-ด์ (-ide)

4. ขัน้ ขยายความเข้าใจ (Elaboration)

4.1 ครูตั้งคำถามให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายเรื่อง การเขียนสูตรและเรียกช่ือ

สารประกอบโคเวเลนต์ เชน่

1) จงเขียนสตู รของสารที่เกิดจากการรวมตัวระหว่างอะตอมคู่ตอ่ ไปนี้

ก. Be กับ H ข. As กับ F

ค. S กบั O ง. H กบั S

จ. C กบั F ฉ. P กับ Br

(แนวตอบ : ก. BeH2 ข. AsF5 ค. SO2 ง. H2S จ. CF4 ฉ. PBr3)

319

2) จงเรียกชื่อสารประกอบออกไซด์ของไนโตรเจนต่อไปนี้ NO NO2 N2O N2O3 N2O4
และ N2O5
(แนวตอบ : NO = ไนโตรเจนมอนอออกไซด์ หรอื ไนโตรเจนมอนอกไซด์
NO2 = ไนโตรเจนไดออกไซด์
N2O = ไดไนโตรเจนมอนอออกไซด์ หรอื ไดไนโตรเจนมอนอกไซด์
N2O3 = ไดไนโตรเจนไตรออกไซด์
N2O4 = ไดไนโตรเจนเตตระออกไซด์ หรือไดไนโตรเจนเตตรอกไซด์
N2O5 = ไดไนโตรเจนเพนตะออกไซด์ หรอื ไดไนโตรเจนเพนตอกไซด์)
4.2 ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามข้อสงสัยในเนื้อหา เรื่อง การเขียนสูตรและ

เรียกชื่อสารประกอบ โคเวเลนต์ วา่ มีสว่ นไหนทยี่ ังไม่เข้าใจ และใหค้ วามรูเ้ พม่ิ เติมในสว่ นนัน้ เพอื่ จะใช้
เป็นความร้เู บอื้ งตน้ สำหรบั การเรยี นในเนอ้ื หาต่อ ๆ ไป

5. ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
5.1 ครปู ระเมนิ การเรียนรู้ของนักเรียนจากการตอบคำถาม

9. สื่อการเรียนรูแ้ ละแหล่งการเรียนรู้
9.1 ส่อื การเรยี นรู้
9.1.1 PowerPoint เร่ือง สารประกอบโคเวเลนต์
9.2 แหลง่ การเรียนรู้
9.2.1 หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเคมี เล่ม 1 สสวท. (ฉบับปรับปรุง

พ.ศ. 2560)

320

10. การวัดและประเมินผล

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ วธิ ีการ เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ เกณฑ์
- คำถาม ได้เกณฑ์ในระดบั
ด้านความรู้ (K)
- คำถาม ดขี ้ึนไป
1. อธิบายวิธีเขียนสูตรและหลักการ - การตอบคำถาม
- แบบสังเกต ได้เกณฑใ์ นระดับ
เรียกชอ่ื สารโคเวเลนต์ได้ พฤติกรรม ดีขน้ึ ไป
การทำงาน
ด้านทกั ษะและกระบวนการ (P) ไดเ้ กณฑ์ในระดบั
ดขี น้ึ ไป
2. เขียนสูตรโมเลกุลและเรียกชื่อสาร - การตอบคำถาม

โคเวเลนตไ์ ด้

ดา้ นคุณลกั ษณะ (A)

3. ทำงานร่วมกับผู้อื่นมีส่วนร่วมในการ - สงั เกตพฤติกรรมการ

แสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับ ทำงาน
ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และ

รบั ผดิ ชอบต่อหน้าที่ทไี่ ด้รบั มอบหมาย


Click to View FlipBook Version