321
322
323
324
แบบประเมินผลการทำแบบฝกึ หดั
คำชี้แจง ให้ผูป้ ระเมนิ กรอกคะแนนในชอ่ งรายการทปี่ ระเมนิ โดยพจิ ารณาตามคำอธิบายคุณภาพท่ี
กำหนด โดยใส่ตวั เลข 1-3 ลงในชอ่ งทต่ี รงกับระดับคะแนน
เกณฑก์ ารประเมนิ ผู้เรยี นต้องได้คะแนนตั้งแต่ 5 คะแนน จงึ ผา่ นเกณฑ์
รายการประเมิน
เลข ชอื่ -สกุล ความ ูถก ้ตองของเน้ือหา รวม ค่า สรปุ
ท่ี ความคิดส ้รางสรรค์ เฉล่ยี คุณภาพ
ความตรง ่ตอเวลา
(3) (3) (3)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมนิ
(นางสาวเจนจิรา จนั โทนวน)
............./.................../..............
325
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบประเมนิ แบบฝึกหดั
รายการประเมนิ เกณฑ์การให้คะแนน
1. ความถกู ต้อง
ของเน้ือหา 32 1
2. ความคิด
สรา้ งสรรค์ เนื้อหาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน
3. ความตรงตอ่ ถูกต้องครบถว้ น ถกู ต้องเป็นส่วนใหญ่ ถกู ต้องเปน็ บางส่วน
เวลา
ผลงานแสดงออกถึง ผลงานแสดงออกถึง ผลงานมีความน่าสนใจ
ความคดิ สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ แตย่ งั ไม่มคี วามแปลก
แปลกใหมแ่ ละเป็น แปลกใหม่แต่ไมเ่ ปน็ ใหม่
ระบบ ระบบ
ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี ส่งชน้ิ งานช้ากว่าเวลาท่ี
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วันขึน้ ไป
เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
0 - 2 คะแนน หมายถึง 0 (ปรับปรงุ )
3 - 4 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
5 - 7 คะแนน หมายถึง 2 (ดี)
8 - 9 คะแนน หมายถึง 3 (ดเี ยยี่ ม)
326
แบบประเมินพฤติกรรมระหวา่ งเรยี นตามคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
คําช้ีแจง ให้ผปู้ ระเมินกรอกคะแนน ในชอ่ งที่ตรงกับความเป็นจรงิ
เกณฑ์การประเมิน ผูเ้ รยี นต้องได้คะแนนต้ังแต่ 5 คะแนน จงึ ผ่านเกณฑ์
รายการประเมิน
เลขที่ ชอื่ -สกุล ใ ่ฝเ ีรยน ู้ร รวม ค่า สรปุ
มุ่งมั่นในการทำงาน เฉลยี่ คณุ ภาพ
ทำงาน ่รวมกับ ู้ผ ่ือนไ ้ด
(3) (3) (3)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
ลงชอ่ื ...................................................ผูป้ ระเมิน
(นางสาวเจนจริ า จนั โทนวน)
............./.................../..............
327
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินคณุ ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์
รายการประเมนิ 3 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 1
2
1. ใฝ่เรยี นรู้ ต้ังใจเรียน สนใจเรียน ตัง้ ใจเรยี น สนใจเรยี น ตั้งใจเรยี น สนใจเรียน
กลา้ ซกั ถาม ปรากฎ กลา้ ซกั ถาม ปานกลาง กล้าซกั ถาม ไม่ชดั เจน
ชดั เจน
2. ม่งุ มนั่ ในการ ต้ังใจและรบั ผดิ ชอบใน ต้ังใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรบั ผดิ ชอบใน
ทำงาน
การปฏบิ ัติหนา้ ที่ท่ีได้รับ การปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ที ี่ได้รบั การปฏิบตั ิหน้าทที่ ่ีไดร้ บั
มอบหมายใหส้ ำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จลุลว่ ง
ลลุ ่วงทกุ ครงั้ ลุล่วงเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครั้ง
3. ทำงานร่วมกบั สามารถปฏบิ ตั หิ น้าที่ท่ี สามารถปฏบิ ัติหนา้ ที่ สามารถปฏบิ ัติหน้าทท่ี ี่
ผ้อู ืน่ ได้ ไดร้ บั มอบหมายร่วมกบั ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ได้รบั มอบหมายรว่ มกับ
ผูอ้ ืน่ ได้ไดส้ ำเร็จลุล่วง รว่ มกบั ผอู้ ่นื ได้ไดส้ ำเรจ็ ผอู้ ่ืนได้ไดส้ ำเรจ็ ลลุ ่วง
ทุกคร้ัง ลุล่วงเป็นสว่ นใหญ่ เปน็ บางครง้ั
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรบั ปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถงึ 1 (พอใช)้
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ดี)
5 - 7 คะแนน หมายถงึ 3 (ดเี ยีย่ ม)
8 - 9 คะแนน
328
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 19
โดยจดั กิจกรรมการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E
รหัสวิชา ว31221 รายวชิ า เคมี 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 3 เร่ือง พนั ธะเคมี เวลา 25 ช่วั โมง
เร่อื ง ความยาวพนั ธะและพลงั งานพนั ธะของสารโคเวเลนต์ เวลา 2 ชั่วโมง
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ผ้สู อน นางสาวเจนจิรา จนั โทนวน
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร
________________________________________________________________________
1. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตวั ชี้วัด / ผลการเรียนรู้
มาตรฐานการเรียนรู้ (สาระเพ่มิ เตมิ เคม)ี
ข้อ 1 เข้าใจโตรงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและ
สมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์
รวมทงั้ การนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ตวั ชี้วัด
ม.4/16 วิเคราะห์และเปรียบเทียบความยาวพันธะและพลังงานพันธะในสารโคเวเลนต์
รวมท้งั คำนวณพลงั งานที่เก่ียวขอ้ งกบั ปฏกิ ิรยิ าของสารโคเวเลนต์จากพลังงานพนั ธะได้
ผลการเรยี นรู้
วิเคราะห์และเปรียบเทียบความยาวพันธะและพลังงานพันธะในสารโคเวเลนต์ รวมทั้ง
คำนวณพลงั งานท่ีเกย่ี วข้องกับปฏกิ ริ ิยาของสารโคเวเลนตจ์ ากพลงั งานพันธะได้
2. สาระสำคญั
ความยาวพันธะและพลังงานพันธะในสารโคเวเลนต์ขึ้นกับชนิดของอะตอมคู่ร่วมพันธะและ
ชนิดของพันธะ โดยพันธะเด่ียว พันธะคู่และพันธะสาม มีความยาวพันธะและพลังงานพันธะ
แตกต่างกัน นอกจากนี้โมเลกุลโคเวเลนต์บางชนิดมีค่าความยาวพันธะและพลังงานพันธะแตกต่าง
จากของพันธะเดี่ยว พันธะคู่ และพันธะสามซึ่งสารเหล่านี้สามารถเขียนโครงสร้างลิวอิสที่เหมาะสม
ได้มากกวา่ 1 โครงสรา้ ง ที่เรียกวา่ โครงสรา้ งเรโซแนนซ์
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
1. วเิ คราะหแ์ ละเปรียบเทยี บความยาวพนั ธะและพลงั งานพันธะในสารโคเวเลนต์ได้
329
3.2 ด้านทักษะและกระบวนการ (P)
2. คำนวณพลังงานที่เก่ียวข้องกับปฏกิ ริ ิยาของสารโคเวเลนต์จากพลังงานพันธะได้
3.3 ดา้ นคณุ ลกั ษณะ (A)
3. ทำงานร่วมกบั ผู้อ่ืน มสี ่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับฟังความ
คิดเห็นของผ้อู ืน่ และรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ไดร้ ับมอบหมาย
4. สาระการเรียนรู้
ความยาวพันธะและพลังงานพนั ธะของสารโคเวเลนต์
1. พลงั งานพนั ธะ
- เป็นพลังงานปริมาณน้อยทีส่ ดุ ท่ีใช้ในการสลายพันธะโคเวเลนต์ หรือเปน็ พลังงานปริมาณ
น้อยทสี่ ดุ ทค่ี ายออกมาเมอ่ื มีการสรา้ งพันธะโคเวเลนต์
- บอกให้ทราบถงึ ความแข็งแรงของพันธะ โดยพลังงานพันธะของ พันธะสาม > พันธะคู่ >
พันธะเดีย่ ว
2. ความยาวพันธะ
- ระยะทางระหว่างนวิ เคลยี สของอะตอมคูห่ นึ่งท่ีสร้างพันธะโคเวเลนตต์ อ่ กนั
- ความยาวพันธะของ พนั ธะเดี่ยว > พันธะคู่ > พนั ธะสาม
5. สมรรถนะ
5.1 สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
1) ความสามารถในการสือ่ สาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี นของโรงเรียนมาตรฐานสากล
1) เป็นเลศิ ทางวชิ าการ
2) สือ่ สารได้อยา่ งนอ้ ย 2 ภาษา
3) ล้ำหนา้ ทางความคิด
4) ผลติ งานอยา่ งสร้างสรรค์
5) รว่ มกนั รับผดิ ชอบต่อสังคมโลก
330
6. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ 5) อยอู่ ยา่ งพอเพียง
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (A) 6) มุ่งมัน่ ในการทำงาน
1) รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 7) รกั ความเปน็ ไทย
2) ซอื่ สตั ย์ สจุ รติ 8) มจี ิตสาธารณะ
3) มวี นิ ัย
4) ใฝ่เรียนรู้
7. การบรู ณาการตามพระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ
บรู ณาการกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
หลกั ความพอประมาณ
หลกั ความมีเหตุผล
หลกั การมภี ูมคิ ุ้มกัน
เงื่อนไขความรู้
เง่ือนไขคณุ ธรรม
บูรณาการกับการจดั การศึกษาเพื่ออาชพี
บรู ณาการกบั หลกั สูตรต้านทุจริตศกึ ษา
การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม
ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทุจริต
STRONG : จติ พอเพียงต้านทจุ รติ
พลเมอื งกบั ความรับผดิ ชอบต่อสังคม
บูรณาการข้ามกล่มุ สาระการเรยี นรู้
(ระบุ)…………………………………………………………………….......................................................
................................................................................................................................................................
อืน่ ๆ
(ระบ)ุ …………………………………………………………………….......................................................
................................................................................................................................................................
331
8. กิจกรรมการเรียนรู้
วธิ สี อนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)
1.ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูให้นักเรยี นดูวีดิทัศน์และกราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงพลังงานในการเกิดโมเลกลุ
แก๊สไฮโดรเจน แล้วอภิปรายร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า ความยาวพันธะเป็นระยะห่างระหว่าง
นวิ เคลียสทีท่ ำให้พลังงานศกั ย์รวมตำ่ ท่ีสดุ
1.2 ครูให้นักเรียนพิจารณาความยาวพันธะ O−H ในโมเลกุลของสารต่างชนิดกัน เช่น
H2O CH3OH HNO2 ซึ่งพบว่าพันธะชนิดเดียวกันในโมเลกุลต่างชนิดกันอาจมีความยาวพันธะ
ไม่เท่ากัน ในการประมาณความยาวพันธะระหว่างอะตอมคู่หนึ่ง ๆ โดยทั่วไปนิยมใช้ความยาวพันธะ
เฉลย่ี
1.3 ครถู ามคำถามกระต้นุ ความสนใจของนักเรยี น ดังน้ี
1) นักเรียนคิดว่าพลังงานที่ใช้ในการสลายพันธะหว่าง C – C ในอีเทน (C2H6) และ
พลงั งานท่ีใช้ในการสลายพันธะระหว่าง C = C ในอีทนี (C2H4) จะมคี ่าเท่ากันหรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ : พิจารณาคำตอบของนักเรียน โดยอยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน โดยมี
แนวตอบ คือ ไม่เท่ากัน เนื่องจากพลังงานที่ใช้ในการสลายพันธะต่างชนิดกันจะมีค่าไม่เท่ากัน โดย
พนั ธะคจู่ ะใชพ้ ลังงานในการสลายพันธะสงู กวา่ พนั ธะเดยี่ ว)
2) นักเรียนคิดว่าพลังงานที่ใช้ในการสลายพันธะหว่าง C – H ในโมเลกุล CH4 และ
พลงั งานท่ใี ชใ้ นการสลายพันธะระหวา่ ง C – H ในโมเลกลุ CH3 จะมีค่าเท่ากนั หรอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ : พิจารณาคำตอบของนักเรียน โดยอยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน โดยมี
แนวตอบ คือ ไม่เท่ากัน เนื่องจากพลังงานในการสลายพันธะระหวา่ ง C – H จะมีค่าแตกต่างกันไปใน
โมเลกุลของสารท่ีตา่ งกัน)
332
2. ขัน้ สำรวจค้นหา (Exploration)
2.1 ครใู ห้นกั เรียนศกึ ษาเร่ือง พลังงานพนั ธะ จากหนงั สือเรียนและแหล่งเรียนรอู้ ่นื ๆ
2.2 ครูให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนที่นั่งข้างกัน แล้วร่วมกันศึกษาและฝึกทำตัวอย่าง
การคำนวณพลังงานที่เก่ยี วข้องกบั พลงั งานพนั ธะ
3. ขนั้ อธิบายความรู้ (Explanation)
3.1 ครูตงั้ โจทย์การคำนวณพลังงานที่เกี่ยวขอ้ งกบั พลังงานพันธะใหน้ ักเรียนทำลงในสมุดบันทึก
ของนักเรียน เชน่
1) จงคำนวณหาพลังงานที่คายออกมาจากการสร้างไฮดราซีน (N2H4) 1 โมล
(กำหนดให้ พลังงานพันธะของ N – N เท่ากับ 163 kJ/mol และพลังงานพันธะของ N – H เท่ากับ
391 kJ/mol)
(แนวตอบ: ขัน้ ที่ 1 วาดโครงสรา้ งแบบเสน้ ของไฮดราซนี
ข้ันที่ 2 สงั เกตพนั ธะทม่ี ใี นโครงสรา้ งของไฮดราซนี
ในโครงสรา้ ง ประกอบดว้ ย N – N 1 พันธะ คดิ เปน็ พลงั งาน 163 kJ/mol
N – H 4 พนั ธะ คดิ เป็นพลังงาน 4 × 391 kJ/mol
ขั้นที่ 3 รวมพลังงานพนั ธะทงั้ หมด คิดเป็นพลังงานรวม 1,727 kJ/mol
ดังนน้ั ในการสรา้ งไฮดราซนี 1 โมล จะมีการคายพลงั งาน 1,727 กิโลจูล)
2) จงคำนวณหาพลังงานในการสังเคราะห์ HCl 1 โมล จาก H2 และ Cl2 (กำหนดให้
พลังงานพันธะของ H – H เท่ากับ 436 kJ/mol พลังงานพันธะของ Cl – Cl เท่ากับ 243 kJ/mol
และพลงั งานพันธะของ H – Cl เท่ากับ 431 kJ/mol)
(แนวตอบ: ขนั้ ที่ 1 เขยี นสมการเคมีของปฏิกิริยา
H2 + Cl2 2HCl
ขั้นท่ี 2 สังเกตพันธะท่ีมใี นโครงสรา้ งของสารในปฏิกิรยิ าเคมี
สารตงั้ ต้น ประกอบดว้ ย H – H 1 พนั ธะ คดิ เปน็ พลงั งาน 436 kJ/mol
Cl – Cl 1 พันธะ คดิ เป็นพลงั งาน 243 kJ/mol
รวมคดิ เป็นพลังงาน 679 kJ/mol
ผลติ ภณั ฑ์ ประกอบด้วย H – Cl 2 พนั ธะ คดิ เปน็ พลงั งาน 2 × 431 kJ/mol
รวมคิดเปน็ พลังงาน 862 kJ/mol
ขน้ั ที่ 3 เปรียบเทียบและหาผลตา่ งของพลังงาน
333
∆ H = 679 - 862 kJ = -183 kJ
จากสมการ จะเห็นว่าการสังเคราะห์ HCl 2 โมล จาก H2 และ Cl2 มีการคาย
พลังงาน 183 กิโลจูล แต่ในโจทย์ถามเพียงแค่ 1 โมลของ HCl แสดงว่า จะมีการคายพลังงานเพียง
91.5 กิโลจลู )
3.2 ครูสุ่มตัวแทนนักเรียน 2 คน ออกมาแสดงวิธีทำโจทย์ แล้วให้เพื่อนนักเรียนคนอ่ืน
ตรวจสอบว่าคำตอบถูกต้องหรือไม่ หากยังไม่ถูกต้อง ให้ช่วยกันเฉลยจนได้คำตอบที่ถูกต้อง โดยครู
คอยให้คำแนะนำจนนกั เรยี นทกุ คนมคี วามเข้าใจท่ีถกู ต้องตรงกนั
4. ขัน้ ขยายความเข้าใจ (Elaboration)
4.1 ครูให้นักเรียนเขียนโครงสร้างลิวอิสของโมเลกุลโอโซน (O) ซึ่งพบว่าสามารถเขียน
โครงสร้างลิวอิสได้ 2 โครงสร้าง จากนั้นครูตั้งคำถามว่า พันธะระหว่างออกซิเจนทั้ง 2 พันธะ
ในโครงสร้างลิวอสิ แต่ละโครงสร้าง มีความยาวพันธะเท่ากนั หรอื ไม่ (แนวตอบ: ไม่เท่ากนั )
4.2 ครูอธิบายผลการศึกษาโดยใช้รูปประกอบการอธิบายว่า พันธะทั้งสองมีความยาว
พันธะเท่ากัน นักวิทยาศาสตร์จึงเสนอวา่ โครงสร้างทั้งสองไม่ใชโ่ ครงสร้างโมเลกลุ ที่แท้จริงของ O3 แต่
เรยี กเปน็ โครงสร้างเรโซแนนซ์ และใชล้ ูกศรสองหวั แสดงการเกดิ เรโซแนนซ์ระหว่าง 2 โครงสร้าง โดย
โครงสรา้ งท่สี อดคลอ้ งกบั ค่าความยาวพนั ธะทเี่ ทา่ กันสามารถเขียนแทนดว้ ยโครงสร้างเรโซแนนซผ์ สม
รปู โครงสร้างเรโซแนนซ์ของโอโซน
4.3 ครูตั้งคำถามนำว่า โมเลกุลที่มีพันธะชนิดเดียวกันมากกว่า 1 พันธะ นักเรียนคิดว่า
พลังงานที่ใช้ในการสลายพันธะแต่ละพันธะเท่ากันหรือไม่ อย่างไร จากนั้นอธิบายพลังงานทีใ่ ช้ในการ
สลายพันธะ O−H ของนำ้ ทง้ั 2 พันธะ ซึง่ มคี ่าไม่เท่ากนั และพลงั งานที่ใชใ้ นการสลายพันธะ O−H ใน
สารชนดิ อืน่ กม็ ีค่าไม่เท่ากัน ดงั นนั้ การประมาณพลังงานพันธะระหว่างอะตอมคูห่ นึ่ง ๆ โดยทั่วไปนิยม
ใชพ้ ลังงานพันธะเฉล่ยี
4.4 ครูให้ความรู้เกี่ยวกับการคำนวณพลังงานของปฏิกิริยาของสารโคเวเลนต์จาก
พลังงานพันธะ ซึ่งได้จากผลต่างของพลังงานพันธะรวมของสารตั้งต้นกบั ผลติ ภัณฑ์
4.5 ครตู ัง้ คำถามใหน้ ักเรียนร่วมกันอภปิ ราย ดังน้ี
1) กำหนดพลังงานพันธะระหว่างอะตอมของ C กับ C เป็น 347 614 และ 839
กิโลจูล ตามลำดบั จงระบุชนดิ ของพันธะและเปรยี บเทยี บความพนั ธะ
(แนวตอบ : พลังงานพันธะ (kJ) 347 614 839
334
ชนดิ ของพันธะ พนั ธะเดย่ี ว พนั ธะคู่ พนั ธะสาม
ความยาวพนั ธะ ยาว สน้ั )
2) จงเปรียบเทียบพลงั งานพันธะและความยาวพันธะระหว่างอะตอมของไนโตรเจน
ใน N2 N2H2 และ N2H4
(แนวตอบ : พลงั งานพนั ธะระหวา่ งอะตอมของไนโตรเจนของ N2 > N2H2 > N2H4
ความยาวพนั ธะระหวา่ งอะตอมของไนโตรเจนของ N2 < N2H2 < N2H4)
4.6 ครูใหน้ ักเรยี นทำแบบฝกึ หัด เรื่อง พลงั งานพันธะและความยาวพันธะ
5. ขั้นประเมนิ (Evaluation)
5.1 ครปู ระเมนิ การเรยี นรู้ของนกั เรยี นจากการตอบคำถาม และแบบฝกึ หัด
9. สื่อการเรียนร้แู ละแหลง่ การเรียนรู้
9.1 ส่ือการเรยี นรู้
9.1.1 PowerPoint เรอ่ื ง สารประกอบโคเวเลนต์
9.1.2 แบบฝึกหดั เร่ือง พลังงานพนั ธะและความยาวพนั ธะ
9.2 แหลง่ การเรียนรู้
9.2.1 หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเคมี เล่ม 1 สสวท. (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. 2560)
335
10. การวัดและประเมนิ ผล
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ วิธกี าร เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ เกณฑ์
ไดเ้ กณฑ์ในระดบั
ดา้ นความรู้ (K) - คำถาม
- แบบฝกึ หดั ดขี ้ึนไป
1. วิเคราะห์และเปรยี บเทียบความยาว - การตอบคำถาม
- คำถาม ได้เกณฑใ์ นระดับ
พันธะและพลังงานพันธะในสารโคเว - ตรวจแบบฝกึ หัด - แบบฝกึ หัด ดขี น้ึ ไป
เลนตไ์ ด้ - แบบสังเกต ไดเ้ กณฑ์ในระดบั
พฤติกรรม ดขี น้ึ ไป
ด้านทกั ษะและกระบวนการ (P) การทำงาน
2. คำนวณพลังงานที่เกี่ยวข้องกับ - การตอบคำถาม
ปฏิกิริยาของสารโคเวเลนต์จาก - ตรวจแบบฝกึ หดั
พลังงานพันธะได้
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ (A)
3. ทำงานร่วมกับผูอ้ ื่นมีส่วนรว่ มในการ - สังเกตพฤติกรรมการ
แสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับ ทำงาน
ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และ
รับผดิ ชอบต่อหนา้ ท่ที ีไ่ ด้รับมอบหมาย
336
337
338
339
แบบประเมินผลการทำแบบฝกึ หดั
คำชี้แจง ให้ผูป้ ระเมนิ กรอกคะแนนในชอ่ งรายการทปี่ ระเมนิ โดยพจิ ารณาตามคำอธิบายคุณภาพท่ี
กำหนด โดยใส่ตวั เลข 1-3 ลงในชอ่ งทต่ี รงกับระดับคะแนน
เกณฑก์ ารประเมนิ ผู้เรยี นต้องได้คะแนนตั้งแต่ 5 คะแนน จงึ ผา่ นเกณฑ์
รายการประเมิน
เลข ชอื่ -สกุล ความ ูถก ้ตองของเน้ือหา รวม ค่า สรปุ
ท่ี ความคิดส ้รางสรรค์ เฉล่ยี คุณภาพ
ความตรง ่ตอเวลา
(3) (3) (3)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมนิ
(นางสาวเจนจิรา จนั โทนวน)
............./.................../..............
340
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบประเมนิ แบบฝึกหดั
รายการประเมนิ เกณฑ์การให้คะแนน
1. ความถกู ต้อง
ของเน้ือหา 32 1
2. ความคิด
สรา้ งสรรค์ เนื้อหาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน
3. ความตรงตอ่ ถูกต้องครบถว้ น ถกู ต้องเป็นส่วนใหญ่ ถกู ต้องเปน็ บางส่วน
เวลา
ผลงานแสดงออกถึง ผลงานแสดงออกถึง ผลงานมีความน่าสนใจ
ความคดิ สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ แตย่ งั ไม่มคี วามแปลก
แปลกใหมแ่ ละเป็น แปลกใหม่แต่ไมเ่ ปน็ ใหม่
ระบบ ระบบ
ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี ส่งชน้ิ งานช้ากว่าเวลาท่ี
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วันขึน้ ไป
เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
0 - 2 คะแนน หมายถึง 0 (ปรับปรงุ )
3 - 4 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
5 - 7 คะแนน หมายถึง 2 (ดี)
8 - 9 คะแนน หมายถึง 3 (ดเี ยยี่ ม)
341
แบบประเมินพฤติกรรมระหวา่ งเรยี นตามคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
คําช้ีแจง ให้ผปู้ ระเมินกรอกคะแนน ในชอ่ งที่ตรงกับความเป็นจรงิ
เกณฑ์การประเมิน ผูเ้ รยี นต้องได้คะแนนต้ังแต่ 5 คะแนน จงึ ผ่านเกณฑ์
รายการประเมิน
เลขที่ ชอื่ -สกุล ใ ่ฝเ ีรยน ู้ร รวม ค่า สรปุ
มุ่งมั่นในการทำงาน เฉลยี่ คณุ ภาพ
ทำงาน ่รวมกับ ู้ผ ่ือนไ ้ด
(3) (3) (3)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
ลงชอ่ื ...................................................ผูป้ ระเมิน
(นางสาวเจนจริ า จนั โทนวน)
............./.................../..............
342
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินคณุ ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์
รายการประเมนิ 3 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 1
2
1. ใฝ่เรยี นรู้ ต้ังใจเรียน สนใจเรียน ตัง้ ใจเรยี น สนใจเรยี น ตั้งใจเรยี น สนใจเรียน
กลา้ ซกั ถาม ปรากฎ กลา้ ซกั ถาม ปานกลาง กล้าซกั ถาม ไม่ชดั เจน
ชดั เจน
2. ม่งุ มนั่ ในการ ต้ังใจและรบั ผดิ ชอบใน ต้ังใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรบั ผดิ ชอบใน
ทำงาน
การปฏบิ ัติหนา้ ที่ท่ีได้รับ การปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ที ี่ได้รบั การปฏิบตั ิหน้าทที่ ่ีไดร้ บั
มอบหมายใหส้ ำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จลุลว่ ง
ลลุ ่วงทกุ ครงั้ ลุล่วงเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครั้ง
3. ทำงานร่วมกบั สามารถปฏบิ ตั หิ น้าที่ท่ี สามารถปฏบิ ัติหนา้ ที่ สามารถปฏบิ ัติหน้าทท่ี ี่
ผ้อู ืน่ ได้ ไดร้ บั มอบหมายร่วมกบั ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ได้รบั มอบหมายรว่ มกับ
ผูอ้ ืน่ ได้ไดส้ ำเร็จลุล่วง รว่ มกบั ผอู้ ่นื ได้ไดส้ ำเรจ็ ผอู้ ่ืนได้ไดส้ ำเรจ็ ลลุ ่วง
ทุกคร้ัง ลุล่วงเป็นสว่ นใหญ่ เปน็ บางครง้ั
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรบั ปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถงึ 1 (พอใช)้
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ดี)
5 - 7 คะแนน หมายถงึ 3 (ดเี ยีย่ ม)
8 - 9 คะแนน
343
ใบงาน
เรอื่ ง พลงั งานพันธะและความยาวพนั ธะ
คำชแี้ จง : ให้นักเรยี นตอบคำถามตอ่ ไปน้ี
1. ระบุสูตรโครงสร้างแบบเส้น ชนิดพันธะ ความยาวพันธะ และพลังงานพันธะของฟอสฟอรัสกับ
ฟอสฟอรัสในโมเลกุลโคเวเลนตต์ ่อไปน้ี
P2 P2H2 P2H4
สตู รโครงสรา้ ง
ชนิดพนั ธะ ……………………………. ……………………………. …………………………….
ความยาวพนั ธะ ……………………………. ……………………………. …………………………….
พลงั งานพันธะ ……………………………. ……………………………. …………………………….
2. จงคำนวณพลังงานที่ใช้ในการสลายพันธะของสารประกอบโคเวเลนต์ต่อไปนี้จำนวน 1 โมล
กำหนดให้ พลังงานพันธะของ N = O เท่ากับ 607 kJ/mol, N – Cl เท่ากับ 200 kJ/mol และ
S – Cl เทา่ กับ 271 kJ/mol
1) NOCl
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2) SCl2
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
344
3. จงคำนวณพลงั งานที่เกย่ี วข้องในปฏิกริ ยิ าต่อไปน้ี พรอ้ มระบุว่าเป็นปฏิกิริยาดูดหรือคายพลังงาน
(ดูตารางค่าพลังงานพันธะเฉล่ยี ระหว่างอะตอมคู่ต่าง ๆ จากหนงั สอื เรียนเคมี เลม่ 1 หน้า 173)
1) C2H4(g) + 3O2(g) 2CO2(g) + 2H2O(g)
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
2) 6CO2(g) + 6H2O(g) C6H12O6(g) + 6O2(g)
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
345
ใบงาน
เร่ือง พลังงานพันธะและความยาวพันธะ
คำชีแ้ จง : ให้นักเรียนตอบคำถามตอ่ ไปนี้
1. ระบุสูตรโครงสร้างแบบเส้น ชนิดพันธะ ความยาวพันธะ และพลังงานพันธะของฟอสฟอรัสกับ
ฟอสฟอรัสในโมเลกลุ โคเวเลนตต์ ่อไปนี้
P2 P2H2 P2H4
สตู รโครงสรา้ ง PP PP H–P–P–H
ชนิดพันธะ พันธะสาม พันธะคู่ พนั ธะเด่ียว
ความยาวพนั ธะ นอ้ ยทสี่ ดุ ปานกลาง มากทสี่ ดุ
พลังงานพนั ธะ มากท่สี ดุ ปานกลาง น้อยทีส่ ดุ
2. จงคำนวณพลังงานที่ใช้ในการสลายพันธะของสารประกอบโคเวเลนต์ต่อไปนี้จำนวน 1 โมล
กำหนดให้ พลังงานพันธะของ N = O เท่ากับ 607 kJ/mol, N – Cl เท่ากับ 200 kJ/mol และ
S – Cl เทา่ กบั 271 kJ/mol
1) NOCl
การสลาย NOCl ต้องสลาย N = O 1 โมลพนั ธะ และ N – Cl 1 โมลพันธะ
คดิ เปน็ พลงั งาน = 607 + 200 kJ/mol
= 807 kJ/mol
2) SCl2
การสลาย SCl2 ต้องสลาย S – Cl 2 โมลพนั ธะ
คดิ เปน็ พลังงาน = 2 × 271 kJ/mol
= 542 kJ/mol
346
3. จงคำนวณพลงั งานที่เก่ียวข้องในปฏิกิรยิ าต่อไปน้ี พร้อมระบุวา่ เป็นปฏิกิริยาดูดหรือคายพลังงาน
(ดูตารางค่าพลังงานพันธะเฉล่ยี ระหวา่ งอะตอมคตู่ ่าง ๆ จากหนงั สอื เรียนเคมี เลม่ 1 หนา้ 173)
1) C2H4(g) + 3O2(g) 2CO2(g) + 2H2O(g)
พลังงานการสลายพันธะ = (C = C) + 4(C – H) + 3(O = O)
= 614 + 4(413) + 3(498) kJ/mol
= 614 + 1,652 + 1,494 kJ/mol
= 3,760 kJ/mol
พลังงานการสร้างพันธะ = 4(C = O) + 4(O – H)
= 4(799) + 4(467) kJ/mol
= 3,196 + 1,868 kJ/mol
= 5,064 kJ/mol
พลงั งานในการสร้างพันธะมีค่ามากกว่า จึงเป็นปฏิกิรยิ าคายพลงั งาน เทา่ กบั 5,064 – 3,760 =
1,304 kJ/mol
2) 6CO2(g) + 6H2O(g) C6H12O6(g) + 6O2(g)
พลังงานการสลายพนั ธะ = 12(C = O) + 12(O – H)
= 12(799) + 12(467) kJ/mol
= 9,588 + 5,604 kJ/mol
= 15,192 kJ/mol
พลงั งานการสรา้ งพันธะ = 7(C – H) + (C = O) + 5(C – O) + 5(O – H) + 5(C – C) + 6(O= O)
= 7(413) + 745 + 5(358) + 5(467) + 5(347) + 6(498) kJ/mol
= 2,891 + 745 + 1,790 + 2,335 + 1,735 + 2,988 kJ/mol
= 12,484 kJ/mol
พลังงานในการสลายพันธะมีค่ามากกว่า จงึ เปน็ ปฏกิ ริ ิยาดูดพลังงาน เทา่ กบั 15,192 – 12,484
= 2,708 kJ/mol
347
แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 20
โดยจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ แบบสบื เสาะหาความรู้ 5E
รหสั วชิ า ว31221 รายวิชา เคมี 1 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 3 เรอื่ ง พนั ธะเคมี เวลา 25 ชว่ั โมง
เรื่อง รปู รา่ งโมเลกลุ โคเวเลนต์ เวลา 2 ช่วั โมง
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 ผู้สอน นางสาวเจนจริ า จันโทนวน
กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร
________________________________________________________________________
1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวช้วี ดั / ผลการเรยี นรู้
มาตรฐานการเรยี นรู้ (สาระเพิ่มเติมเคมี)
ข้อ 1 เข้าใจโตรงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและ
สมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์
รวมท้ังการนำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
ตวั ชี้วัด
ม.4/17 คาดคะเนรูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์โดยใช้ทฤษฎีการผลักระหว่างคู่อิเล็กตรอนในวง
เวเลนซ์ และระบุสภาพขวั้ ของโมเลกุลโคเวเลนต์
ผลการเรียนรู้
คาดคะเนรูปร่างโมเลกลุ โคเวเลนต์โดยใช้ทฤษฎีการผลกั ระหวา่ งคูอ่ ิเลก็ ตรอนในวงเวเลนซ์
และระบุสภาพขั้วของโมเลกุลโคเวเลนต์
2. สาระสำคญั
รูปร่างของโมเลกุลโคเวเลนต์ขึ้นอยู่กับจำนวนพันธะและจำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
รอบอะตอมกลาง และสภาพขั้วของโมเลกุลโคเวเลนต์เป็นผลรวมปริมาณเวกเตอร์สภาพขั้วของแต่
ละพันธะตามรปู รา่ งโมเลกลุ
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
1. อธิบายเกีย่ วกับรปู ร่างและมมุ ระหว่างพันธะของโมเลกลุ โคเวเลนต์ได้
348
3.2 ด้านทกั ษะและกระบวนการ (P)
2. ทำนายรปู ร่างของโมเลกุลโคเวเลนต์ เมือ่ ทราบจำนวนพันธะและจำนวนอเิ ล็กตรอนคู่
โดดเดย่ี วรอบอะตอมกลางได้
3.3 ด้านคุณลกั ษณะ (A)
3. ทำงานร่วมกับผอู้ ่ืน มสี ว่ นรว่ มในการแสดงความคดิ เหน็ ภายในกลุ่ม ยอมรับฟังความ
คดิ เห็นของผูอ้ ื่น และรบั ผดิ ชอบตอ่ หนา้ ทีท่ ี่ได้รับมอบหมาย
4. สาระการเรยี นรู้
รูปร่างและมมุ ระหว่างพนั ธะของโมเลกลุ โคเวเลนต์
1. รปู รา่ งของโมเลกุลโคเวเลนต์
กลมุ่ ท่ีไมม่ อี ิเล็กตรอนเดย่ี วรอบอะตอมกลาง กลมุ่ ท่อี ิเลก็ ตรอนคู่โดดเดี่ยวรอบอะตอมกลาง
สูตรทั่วไป คือ AXn โดย A เป็นอะตอมกลาง สูตรทั่วไป คือ AXnEm โดย A เป็นอะตอมกลาง X เป็นอะตอม
X เป็นอะตอมที่มาล้อมรอบ และ n คือ ที่มาล้อมรอบ E คือ อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวที่อะตอมกลาง n คือ
จำนวนอะตอมที่อยู่ล้อมรอบอะตอมกลาง ซึ่ง จำนวนอะตอมที่อยู่ล้อมรอบอะตอมกลาง ซึ่งมีค่าตั้งแต่ 2-6 และ
มคี า่ ตงั้ แต่ 2-6 m คอื จำนวนอิเล็กตรอนคโู่ ดดเดย่ี วทเ่ี หลืออยู่ทอี่ ะตอมกลาง
2. มุมระหวา่ งพันธะในโมเลกลุ โคเวเลนต์
- โมเลกุลที่อะตอมกลางไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว โมเลกุลที่มีจำนวนพันธะรอบอะตอมกลาง
มาก มุมพนั ธะจะนอ้ ย
349
- โมเลกุลที่อะตอมกลางไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว มีรูปร่างแบบเดียวกัน แต่มีพันธะรอบ
อะตอมกลางต่างกัน จะมมี ุมเทา่ กนั เสมอ
- โมเลกุลที่อะตอมกลางไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว มีรูปร่างแบบเดียวกัน และมีพันธะรอบ
อะตอมกลางเหมือนกัน จะมีมมุ เทา่ กนั เสมอ
- โมเลกุลท่ีอะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดีย่ ว โมเลกุลใดมีจำนวนอเิ ล็กตรอนคู่โดดเดีย่ วรอบ
อะตอมกลางมาก จะมีมมุ พนั ธะนอ้ ย
- โมเลกุลทม่ี รี ูปร่างเหมือนกัน แต่มีอะตอมกลางไมเ่ หมือนกัน โมเลกลุ ทอ่ี ะตอมกลางมีค่า EN สูง
กว่า จะมมี มุ พันธะมากกวา่
- โมเลกุลที่มีรูปร่างเหมือนกัน แต่มีอะตอมล้อมรอบไม่เหมือนกัน โมเลกุลที่อะตอมล้อมรอบมี
ค่า EN สงู กวา่ จะมมี ุมพันธะนอ้ ยกว่า
5. สมรรถนะ
5.1 สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
1) ความสามารถในการสื่อสาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียนของโรงเรียนมาตรฐานสากล
1) เปน็ เลิศทางวิชาการ
2) ส่ือสารได้อย่างน้อย 2 ภาษา
3) ลำ้ หน้าทางความคิด
4) ผลิตงานอย่างสรา้ งสรรค์
5) รว่ มกนั รับผดิ ชอบตอ่ สังคมโลก
350
6. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ 5) อยอู่ ยา่ งพอเพียง
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (A) 6) มุ่งมั่นในการทำงาน
1) รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 7) รกั ความเปน็ ไทย
2) ซอื่ สตั ย์ สจุ รติ 8) มจี ติ สาธารณะ
3) มวี นิ ัย
4) ใฝ่เรียนรู้
7. การบรู ณาการตามพระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ
บรู ณาการกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
หลกั ความพอประมาณ
หลกั ความมีเหตุผล
หลกั การมภี ูมคิ ุ้มกัน
เงื่อนไขความรู้
เง่ือนไขคณุ ธรรม
บูรณาการกับการจดั การศึกษาเพื่ออาชพี
บรู ณาการกบั หลกั สูตรต้านทุจริตศกึ ษา
การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม
ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทุจริต
STRONG : จติ พอเพียงต้านทจุ รติ
พลเมอื งกบั ความรับผดิ ชอบต่อสังคม
บูรณาการข้ามกล่มุ สาระการเรยี นรู้
(ระบุ)…………………………………………………………………….......................................................
................................................................................................................................................................
อืน่ ๆ
(ระบ)ุ …………………………………………………………………….......................................................
................................................................................................................................................................
351
8. กิจกรรมการเรยี นรู้
วธิ สี อนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)
1.ข้นั สร้างความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูให้นักเรียนพิจารณาแบบจำลองโครงสร้างสามมิติหรือโปรแกรมสำเร็จรูป
(Chemistry AR+) ที่ใช้ในการศึกษารูปร่างโมเลกุลของโมเลกุลโคเวเลนต์ที่มีรูปร่างโมเลกุลต่างกัน
เช่น โมเลกุลน้ำ (H2O) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แอมโมเนีย (NH3) โบรอนไตรฟลูออไรด์ (BF3)
1.2 ครูคำถามว่า รูปร่างโมเลกลุ ของสารเหล่านี้เหมอื นหรือต่างกันหรือไม่ เพราะเหตุใด
(แนวตอบ: รูปร่างโมเลกุลของสารต่างกัน ขึ้นอยู่กับจำนวนอะตอมและจำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
รอบอะตอมกลาง)
2. ข้ันสำรวจคน้ หา (Exploration)
2.1 ครใู หน้ ักเรยี นแบง่ กลุ่ม กลุม่ ละ 4 คน
2.2 ครอู ธิบายกจิ กรรมการจัดตัวของลูกโปง่ กบั รปู รา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์
2.3 ครูให้นักเรียนแตล่ ะกลุ่มทำกจิ กรรม การจัดตวั ของลกู โปง่ กับรปู รา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์ ตอน
ที่ 1 และตอนท่ี 2 เพือ่ ศกึ ษารปู ร่างโมเลกลุ โคเวเลนต์ท่ีอะตอมกลางไม่มีอิเลก็ ตรอนคู่โดดเด่ียวและที่มี
อเิ ลก็ ตรอนคู่โดดเดยี่ ว โดยใชล้ กู โปง่ แทนแบบจำลองโมเลกุล
3. ข้นั อธิบายความรู้ (Explanation)
3.1 ครูสุ่มนักเรียนออกมานำเสนอผลการทำกิจกรรม เรื่อง การจัดตัวของลูกโป่งกับ
รปู รา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์
3.2 ครูอธิบายเกี่ยวกับทฤษฎีการผลักระหว่างคู่อิเล็กตรอนในวงเวเลนซ์ (VSEPR
theory) เพ่อื เชอ่ื มโยงไปสู่การคาดคะเนรูปร่างโมเลกุล ซ่งึ มหี ลักการวา่ อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวอยู่ใกล้
นวิ เคลยี สมากกว่าอิเล็กตรอนคู่รว่ มพันธะ ดังนัน้ แรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนคโู่ ดดเด่ียวด้วยกันจึงมีค่า
มากกว่าแรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะกับอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว และมากกว่าแรงผลัก
ระหว่างอเิ ล็กตรอนครู่ ่วมพันธะดว้ ยกนั
3.3 ครูอธิบายเกี่ยวกับรูปร่างโมเลกุลและมุมระหว่างพันธะของโมเลกุลโคเวเลนต์ท่ี
อะตอมกลางไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวและที่อะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว โดยให้นักเรียน
พจิ ารณาตัวอยา่ งรปู รา่ งโมเลกุลโคเวเลนตป์ ระกอบการอธบิ าย
352
4. ขั้นขยายความเข้าใจ (Elaboration)
4.1 ครูตง้ั คำถามใหน้ ักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายเร่ือง มมุ ระหวา่ งพนั ธะในโมเลกุลโคเวเลนต์
เชน่ 1) NH3 และ PH3 โมเลกลุ โคเวเลนตใ์ ดมีมุมพนั ธะใหญ่กว่ากัน
(แนวตอบ : NH3 มีมุมพันธะใหญ่กว่า PH3 เนื่องจากทั้งสองโมเลกุลมีรูปร่างเป็น
พีระมิดฐานสามเหลี่ยมที่มี 1 อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวทั้งคู่ แต่ N มีค่าอิเล็กโตรเนกาติวีตีมากกว่า P
ดังน้นั N จึงดงึ ดูดอิเล็กตรอนเข้าใกล้อะตอมกลางได้มากกวา่ ดงั นัน้ มุมพันธะของ NH3 > PH3)
2) โมเลกุล CS2 H2S และ CO2 มีรูปร่างโมเลกุลเหมือนกัน และมุมระหว่างพันธะ
เทา่ กนั หรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
(แนวตอบ : CS2 และ CO2 มีรูปร่างเป็นเส้นตรง และมีมุมระหว่างพันธะเท่ากัน คือ
180๐ เน่ืองจากมอี ะตอมกลางเป็นคาร์บอนเหมือนกนั มีจำนวนอิเล็กตรอนคู่ร่วมพนั ธะเท่ากัน และไม่
มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวเหมือนกัน ส่วน H2S มีรูปร่างเป็นมุมงอ และมีมุมระหว่างพันธะ < 109.5๐
เนื่องจากผลของอิเล็กตรอนคูโ่ ดดเด่ียว 2 คู่ ท่อี ยู่รอบอะตอมกลาง)
5. ขั้นประเมนิ (Evaluation)
5.1 ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนจากการตอบคำถาม และใบกิจกรรมการจัด
ตวั ของลูกโปง่ กบั รูปรา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์
9. สอ่ื การเรยี นรู้และแหล่งการเรยี นรู้
9.1 สือ่ การเรียนรู้
9.1.1 PowerPoint เร่ือง สารประกอบโคเวเลนต์
9.1.2 ใบกิจกรรมการจดั ตวั ของลูกโป่งกับรูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์
9.1.3 แบบจำลองโครงสรา้ งสามมิตขิ องรูปร่างโมเลกุลของโมเลกุลโคเวเลนต์
9.1.4 แอพพลิเคชั่น Chemistry AR+
9.2 แหลง่ การเรียนรู้
9.2.1 หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเคมี เล่ม 1 สสวท. (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. 2560)
353
10. การวดั และประเมินผล
จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธกี าร เครอื่ งมอื ทีใ่ ช้ เกณฑ์
ได้เกณฑ์ในระดบั
ดา้ นความรู้ (K) - คำถาม
- ใบกิจกรรม ดขี ้ึนไป
1. อธิบายเกี่ยวกับรูปร่างและมุม - การตอบคำถาม
- คำถาม ได้เกณฑใ์ นระดับ
ระหวา่ งพันธะของโมเลกุลโคเวเลนตไ์ ด้ - ตรวจใบกจิ กรรม - ใบกจิ กรรม ดขี น้ึ ไป
ด้านทกั ษะและกระบวนการ (P) - แบบสงั เกต ไดเ้ กณฑ์ในระดบั
พฤติกรรม ดีขน้ึ ไป
2. ทำนายรูปร่างของโมเลกุลโคเวเลนต์ - การตอบคำถาม การทำงาน
เมื่อทราบจำนวนพันธะและจำนวน - ตรวจใบกจิ กรรม
อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวรอบอะตอม
กลางได้
ดา้ นคุณลักษณะ (A)
3. ทำงานร่วมกับผูอ้ ื่นมีสว่ นรว่ มในการ - สังเกตพฤติกรรมการ
แสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับ ทำงาน
ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และ
รับผดิ ชอบตอ่ หนา้ ท่ีท่ไี ด้รบั มอบหมาย
354
355
356
357
แบบประเมินผลการทำแบบฝกึ หดั
คำชี้แจง ให้ผูป้ ระเมนิ กรอกคะแนนในชอ่ งรายการทปี่ ระเมนิ โดยพจิ ารณาตามคำอธิบายคุณภาพท่ี
กำหนด โดยใส่ตวั เลข 1-3 ลงในชอ่ งทต่ี รงกับระดับคะแนน
เกณฑก์ ารประเมนิ ผู้เรยี นต้องได้คะแนนตั้งแต่ 5 คะแนน จงึ ผา่ นเกณฑ์
รายการประเมิน
เลข ชอื่ -สกุล ความ ูถก ้ตองของเน้ือหา รวม ค่า สรปุ
ท่ี ความคิดส ้รางสรรค์ เฉล่ยี คุณภาพ
ความตรง ่ตอเวลา
(3) (3) (3)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมนิ
(นางสาวเจนจิรา จนั โทนวน)
............./.................../..............
358
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบประเมนิ แบบฝึกหดั
รายการประเมนิ เกณฑ์การให้คะแนน
1. ความถกู ต้อง
ของเน้ือหา 32 1
2. ความคิด
สรา้ งสรรค์ เนื้อหาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน
3. ความตรงตอ่ ถูกต้องครบถว้ น ถกู ต้องเป็นส่วนใหญ่ ถกู ต้องเปน็ บางส่วน
เวลา
ผลงานแสดงออกถึง ผลงานแสดงออกถึง ผลงานมีความน่าสนใจ
ความคดิ สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ แตย่ งั ไม่มคี วามแปลก
แปลกใหมแ่ ละเป็น แปลกใหม่แต่ไมเ่ ปน็ ใหม่
ระบบ ระบบ
ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี ส่งชน้ิ งานช้ากว่าเวลาท่ี
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วันขึน้ ไป
เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
0 - 2 คะแนน หมายถึง 0 (ปรับปรงุ )
3 - 4 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
5 - 7 คะแนน หมายถึง 2 (ดี)
8 - 9 คะแนน หมายถึง 3 (ดเี ยยี่ ม)
359
แบบประเมินพฤติกรรมระหวา่ งเรยี นตามคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
คําช้ีแจง ให้ผปู้ ระเมินกรอกคะแนน ในชอ่ งที่ตรงกับความเป็นจรงิ
เกณฑ์การประเมิน ผูเ้ รยี นต้องได้คะแนนต้ังแต่ 5 คะแนน จงึ ผ่านเกณฑ์
รายการประเมิน
เลขที่ ชอื่ -สกุล ใ ่ฝเ ีรยน ู้ร รวม ค่า สรปุ
มุ่งมั่นในการทำงาน เฉลยี่ คณุ ภาพ
ทำงาน ่รวมกับ ู้ผ ่ือนไ ้ด
(3) (3) (3)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
ลงชอ่ื ...................................................ผูป้ ระเมิน
(นางสาวเจนจริ า จนั โทนวน)
............./.................../..............
360
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินคณุ ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์
รายการประเมนิ 3 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 1
2
1. ใฝ่เรยี นรู้ ต้ังใจเรียน สนใจเรียน ตัง้ ใจเรยี น สนใจเรยี น ตั้งใจเรยี น สนใจเรียน
กลา้ ซกั ถาม ปรากฎ กลา้ ซกั ถาม ปานกลาง กล้าซกั ถาม ไม่ชดั เจน
ชดั เจน
2. ม่งุ มนั่ ในการ ต้ังใจและรบั ผดิ ชอบใน ต้ังใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรบั ผดิ ชอบใน
ทำงาน
การปฏบิ ัติหนา้ ที่ท่ีได้รับ การปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ที ี่ได้รบั การปฏิบตั ิหน้าทที่ ่ีไดร้ บั
มอบหมายใหส้ ำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จลุลว่ ง
ลลุ ่วงทกุ ครงั้ ลุล่วงเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครั้ง
3. ทำงานร่วมกบั สามารถปฏบิ ตั หิ น้าที่ท่ี สามารถปฏบิ ัติหนา้ ที่ สามารถปฏบิ ัติหน้าทท่ี ี่
ผ้อู ืน่ ได้ ไดร้ บั มอบหมายร่วมกบั ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ได้รบั มอบหมายรว่ มกับ
ผูอ้ ืน่ ได้ไดส้ ำเร็จลุล่วง รว่ มกบั ผอู้ ่นื ได้ไดส้ ำเรจ็ ผอู้ ่ืนได้ไดส้ ำเรจ็ ลลุ ่วง
ทุกคร้ัง ลุล่วงเป็นสว่ นใหญ่ เปน็ บางครง้ั
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรบั ปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถงึ 1 (พอใช)้
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ดี)
5 - 7 คะแนน หมายถงึ 3 (ดเี ยีย่ ม)
8 - 9 คะแนน
361
กจิ กรรม
เร่ือง การจดั ตวั ของลกู โปง่ กบั รปู ร่างโมเลกลุ โคเวเลนต์
จุดประสงคข์ องกจิ กรรม
1. อธิบายและเขียนแสดงรูปทรงเรขาคณิตของลกู โปง่ ทผี่ กู ขว้ั ตดิ กนั
2. บอกรปู ร่างโมเลกลุ โคเวเลนตจ์ ากการเปรยี บเทียบกับรูปรา่ งของลูกโปง่ ท่ผี ูกข้ัวตดิ กัน
วสั ดแุ ละอุปกรณ์
1. ลูกโป่งท่มี ขี นาดเทา่ กัน 2 สี (สที ่ีหน่งึ 8 ลกู และสีที่สอง 2 ลูก)
2. เครอ่ื งสบู ลมลกู โป่ง
วธิ ีทำกจิ กรรม
ตอนท่ี 1
1. เป่าลูกโป่งสีท่ีหนึ่ง 6 ลูกให้มีขนาดเทา่ ๆ กันและผูกขั้วแต่ละลกู ไว้ใหแ้ น่นโดยไมใ่ ช้ยางหรือ
เชือกรดั
2. ผูกข้วั ลกู โปง่ ทเ่ี ปา่ แลว้ เข้าด้วยกนั 2 ลูก และวาดรปู การจัดเรียงตวั ของลกู โปง่
3. วาดอะตอมและพันธะซอ้ นทบั ลงบนรูปลกู โปง่ โดยใชเ้ งอ่ื นไข ดงั น้ี
- ข้ัวของลูกโปง่ ท่ีผูกติดกนั แทนตำแหน่งของอะตอมกลาง
- ปลายของลกู โป่งแตล่ ะลกู แทนตำแหน่งของอะตอมล้อมรอบ
- เสน้ ตรงทเ่ี ช่อื มระหว่างอะตอมกลางกับอะตอมล้อมรอบแทนพนั ธะ
4. วาดรูปทรงเรขาคณิตของรูปร่างโมเลกุลที่ได้ โดยลากเส้นเชื่อมระหว่างอะตอมล้อมรอบ
อะตอมกลาง
5. ทำซ้ำขอ้ 2 - 4 โดยใชล้ กู โป่งผกู ขั้วติดกัน 3 4 5 และ 6 ลกู โดยเพิ่มทลี ะลูก ตามลำดับ และ
พยายามจดั กลุ่มลกู โปง่ ให้มสี มมาตรในสามมติ ิมากทสี่ ุด
ตอนที่ 2
1. เป่าลูกโป่งสีที่หนึ่ง 2 ลูก และลูกโป่งสีที่สอง 2 ลูก ผูกขั้วแต่ละลูกไว้ให้แน่นโดยไม่ใช้ยาง
หรอื เชือกรัด
2. ผกู ข้ัวลูกโปง่ ท่ีเปา่ แล้วท้ัง 4 ลกู เขา้ ดว้ ยกัน และวาดรูปการจัดเรยี งตัวของลูกโป่ง
3. วาดอะตอมและพนั ธะซอ้ นทบั ลงบนรูปลกู โป่ง โดยใชเ้ งื่อนไข ดงั นี้
362
- ขว้ั ของลูกโป่งทผี่ ูกตดิ กันแทนตำแหนง่ ของอะตอมกลาง
- ปลายของลูกโป่งสีท่ีหนงึ่ แต่ละลกู แทนตำแหนง่ ของอะตอมลอ้ มรอบ
- เสน้ ตรงที่เชือ่ มระหว่างอะตอมกลางกับอะตอมล้อมรอบแทนพนั ธะ
- ลกู โป่งสที ่ีสองแตล่ ะลูกแทนอิเล็กตรอนค่โู ดดเด่ียว
อภปิ รายผลการทำกิจกรรม
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................. ..............
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................. ..................
สรปุ ผลการทำกจิ กรรม
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................ ........
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
363
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 21
โดยจดั กิจกรรมการเรียนรู้ แบบสบื เสาะหาความรู้ 5E
รหสั วชิ า ว31221 รายวิชา เคมี 1 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4
หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 3 เรื่อง พันธะเคมี เวลา 25 ช่ัวโมง
เรือ่ ง สภาพข้ัวของโมเลกลุ โคเวเลนต์ เวลา 1 ชั่วโมง
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 ผู้สอน นางสาวเจนจิรา จันโทนวน
กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร
________________________________________________________________________
1. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตวั ชว้ี ดั / ผลการเรียนรู้
มาตรฐานการเรยี นรู้ (สาระเพิ่มเตมิ เคม)ี
ข้อ 1 เข้าใจโตรงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและ
สมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์
รวมทงั้ การนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ตวั ชีว้ ัด
ม.4/17 คาดคะเนรูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์โดยใช้ทฤษฎีการผลักระหว่างคู่อิเล็กตรอนในวง
เวเลนซ์ และระบสุ ภาพขั้วของโมเลกลุ โคเวเลนต์
ผลการเรียนรู้
คาดคะเนรูปรา่ งโมเลกลุ โคเวเลนต์โดยใชท้ ฤษฎกี ารผลักระหวา่ งคูอ่ เิ ลก็ ตรอนในวงเวเลนซ์
และระบุสภาพข้ัวของโมเลกลุ โคเวเลนต์
2. สาระสำคัญ
รูปร่างของโมเลกุลโคเวเลนต์ขึ้นอยู่กับจำนวนพันธะและจำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
รอบอะตอมกลาง และสภาพขั้วของโมเลกุลโคเวเลนต์เป็นผลรวมปริมาณเวกเตอร์สภาพขั้วของแต่
ละพนั ธะตามรูปร่างโมเลกลุ
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
1. ระบุสภาพข้ัวของโมเลกุลโคเวเลนต์ได้
364
3.2 ดา้ นทักษะและกระบวนการ (P)
2. เขยี นสญั ลักษณแ์ สดงขว้ั ของโมเลกุลโคเวเลนตไ์ ด้
3.3 ด้านคุณลกั ษณะ (A)
3. ทำงานร่วมกับผู้อ่นื มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับฟังความ
คิดเหน็ ของผอู้ นื่ และรบั ผดิ ชอบต่อหน้าทีท่ ีไ่ ด้รับมอบหมาย
4. สาระการเรยี นรู้
สภาพขั้วของโมเลกุลโคเวเลนต์เป็นผลรวมปริมาณเวกเตอร์ ของสภาพขั้วของแต่ละพันธ ะ
ตามรปู ร่างโมเลกุล
5. สมรรถนะ
5.1 สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน
1) ความสามารถในการส่อื สาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแก้ปัญหา
4) ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ติ
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี นของโรงเรียนมาตรฐานสากล
1) เป็นเลศิ ทางวิชาการ
2) สอ่ื สารไดอ้ ยา่ งนอ้ ย 2 ภาษา
3) ล้ำหน้าทางความคิด
4) ผลติ งานอยา่ งสรา้ งสรรค์
5) รว่ มกนั รบั ผดิ ชอบต่อสังคมโลก
6. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 5) อยอู่ ยา่ งพอเพียง
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A) 6) มุ่งม่ันในการทำงาน
1) รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 7) รักความเปน็ ไทย
2) ซอ่ื สัตย์ สุจรติ 8) มจี ติ สาธารณะ
3) มีวินัย
4) ใฝเ่ รยี นรู้
365
7. การบรู ณาการตามพระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแห่งชาติ
บรู ณาการกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
หลกั ความพอประมาณ
หลักความมเี หตผุ ล
หลักการมีภมู ิคมุ้ กนั
เงื่อนไขความรู้
เง่ือนไขคณุ ธรรม
บรู ณาการกับการจัดการศกึ ษาเพอื่ อาชพี
บูรณาการกบั หลักสตู รต้านทจุ ริตศึกษา
การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม
ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทจุ รติ
STRONG : จิตพอเพยี งตา้ นทุจริต
พลเมอื งกับความรับผิดชอบต่อสงั คม
บูรณาการขา้ มกล่มุ สาระการเรียนรู้
(ระบุ)…………………………………………………………………….......................................................
................................................................................................................................................................
อ่ืน ๆ
(ระบุ)…………………………………………………………………….......................................................
................................................................................................................................................................
8. กจิ กรรมการเรียนรู้
วิธีสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)
1.ข้ันสรา้ งความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูถามคำถามกระต้นุ ความสนใจของนักเรียน ดงั นี้
1) นักเรียนคิดว่า สภาพขั้วที่พบในโมเลกุลโคเวเลนต์แบ่งออกเป็นกี่ลักษณะ และ
อะไรบา้ ง
(แนวตอบ : พิจารณาคำตอบของนกั เรียน โดยอยู่ในดลุ ยพินิจของครูผู้สอน โดยมีแนว
ตอบ คือ 2 ลกั ษณะ คือ สภาพขั้วของพนั ธะ และสภาพขั้วของโมเลกุล)
2) สภาพข้วั ของพนั ธะและสภาพขว้ั ของโมเลกุลแตกต่างกันอย่างไร
366
(แนวตอบ : สภาพขั้วของพันธะเป็นผลต่างของคา่ EN ของธาตุที่มาสร้างพันธะกัน ส่วน
สภาพขว้ั ของโมเลกลุ เป็นผลรวมของสภาพข้วั ของพนั ธะ)
2. ขนั้ สำรวจค้นหา (Exploration)
2.1 ครูทบทวนความรู้ พร้อมยกตัวอย่างการเกิดพันธะในโมเลกุลโคเวเลนต์ต่าง ๆ ที่มี
การใช้อเิ ลก็ ตรอนร่วมกันเป็นคู่ แลว้ นำอภปิ รายให้นักเรียนคิดต่อไปวา่ อเิ ล็กตรอนคู่ร่วมพันธะควรอยู่
บรเิ วณใดระหว่างอะตอมค่สู ร้างพันธะ เพือ่ นำเขา้ สู่เรื่อง สภาพขว้ั ของพันธะและสภาพขั้วของโมเลกุล
โคเวเลนต์
2.2 ครูตั้งคำถามให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับความมี่ขั้วในโมเลกุลของน้ำ โดย
นักเรียนควรอธบิ ายได้ว่า พันธะ O – H ทั้งสองเป็นพันธะมีขั้วที่มอี ำนาจไฟฟ้าเท่ากนั แต่อะตอมของ
O มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 2 คู่ ทำให้โมเลกุลของน้ำมีรูปร่างเป็นมุมงอ ทำให้อำนาจไฟฟ้าของพันธะ
หักล้างกันไม่หมด น้ำจึงเป็นโมเลกุลโคเวเลนต์มีขั้ว โดยด้าน O แสดงอำนาจไฟฟ้าค่อนข้างลบ ส่วน
ด้าน H แสดงอำนาจไฟฟา้ คอ่ นขา้ งบวก
2.3 ครูให้นักเรียนศึกษาเรื่อง สภาพขั้วของโมเลกุลโคเวเลนต์ จากหนังสือเรียนเคมี ม.4
เล่ม 1
3. ขัน้ อธิบายความรู้ (Explanation)
3.1 ครตู ัง้ คำถามใหน้ ักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายเร่ือง สภาพข้ัวของโมเลกุลโคเวเลนต์ เช่น
1) เขยี นสภาพขว้ั ของพนั ธะโดยใช้สญั ลักษณ์ + และ − แสดงสภาพขว้ั ค่อนข้างเป็น
บวก และสภาพข้วั ค่อนขา้ งเปน็ ลบ ตามลำดับ ของพนั ธะต่อไปนี้
C–H O–S H–S N–O
B – Cl H – Br C – Cl H – Si
(แนวตอบ : δ− δ+ δ− δ+ δ+ δ− δ+ δ−
C–H
O–S H–S N–O
δ+ δ− δ+ δ− δ+ δ− δ− δ+
B – Cl H – Br C – Cl H – Si)
2) สารโคเวเลนต์ที่กำหนดให้ต่อไปนี้ F2 HCl CH4 H2S CH3Cl SF6 CO2 และ NH3
เปน็ โมเลกุล มีข้วั หรือไมม่ ีขั้ว
(แนวตอบ : F2 CH4 SF6 และ CO2 เป็นโมเลกุลไม่มขี ้วั
367
HCl H2S CH3Cl และ NH3 เป็นโมเลกุลมีข้ัว)
4. ขั้นขยายความเข้าใจ (Elaboration)
4.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาพขั้วของ
พันธะและสภาพขั้วของโมเลกุลโคเวเลนต์ จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ จากนั้นเลือกสารโคเวเลนต์มา 20
ชนิด พร้อมเขียนแสดงขั้วของพันธะและสภาพขั้วของโมเลกุล ลงในกระดาษ A4 แล้วนำไปแปะที่
บอร์ดหนา้ ห้องเรียน เพื่อใหน้ ักเรียนกลมุ่ อื่นได้ศกึ ษา
4.2 ครใู ห้นักเรียนทำแบบฝึกหดั เร่ือง สภาพขั้วของพันธะและสภาพขั้วของโมเลกุล
โคเวเลนต์
5. ขั้นประเมนิ (Evaluation)
5.1 ครปู ระเมนิ การเรียนรูข้ องนักเรียนจากการตอบคำถาม และแบบฝึกหดั
9. สือ่ การเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้
9.1 ส่ือการเรียนรู้
9.1.1 PowerPoint เรื่อง สารประกอบโคเวเลนต์
9.1.2 แบบฝึกหัด เรอ่ื ง สภาพข้วั ของพันธะและสภาพขว้ั ของโมเลกลุ โคเวเลนต์
9.2 แหล่งการเรียนรู้
9.2.1 หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเคมี เล่ม 1 สสวท. (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. 2560)
368
10. การวดั และประเมนิ ผล
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ วธิ ีการ เครื่องมือทใี่ ช้ เกณฑ์
ได้เกณฑ์ในระดบั
ด้านความรู้ (K) - คำถาม
- แบบฝึกหดั ดขี ้ึนไป
1.ระบุสภาพขั้วของโมเลกุลโคเวเลนต์ - การตอบคำถาม
- คำถาม ได้เกณฑใ์ นระดับ
ได้ - ตรวจแบบฝึกหดั - แบบฝึกหดั ดขี น้ึ ไป
ดา้ นทักษะและกระบวนการ (P) - แบบสงั เกต ได้เกณฑ์ในระดบั
พฤติกรรม ดีขน้ึ ไป
2. เขยี นสญั ลกั ษณ์แสดงขัว้ ของโมเลกุล - การตอบคำถาม การทำงาน
โคเวเลนต์ได้ - ตรวจแบบฝึกหดั
ดา้ นคณุ ลักษณะ (A)
3. ทำงานร่วมกับผูอ้ ื่นมสี ว่ นรว่ มในการ - สงั เกตพฤติกรรมการ
แสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับ ทำงาน
ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และ
รับผิดชอบต่อหน้าท่ที ี่ได้รบั มอบหมาย
369
370