371
372
แบบประเมินผลการทำแบบฝกึ หดั
คำชี้แจง ให้ผูป้ ระเมนิ กรอกคะแนนในชอ่ งรายการทปี่ ระเมนิ โดยพจิ ารณาตามคำอธิบายคุณภาพท่ี
กำหนด โดยใส่ตวั เลข 1-3 ลงในชอ่ งทต่ี รงกับระดับคะแนน
เกณฑก์ ารประเมนิ ผู้เรยี นต้องได้คะแนนตั้งแต่ 5 คะแนน จงึ ผา่ นเกณฑ์
รายการประเมิน
เลข ชอื่ -สกุล ความ ูถก ้ตองของเน้ือหา รวม ค่า สรปุ
ท่ี ความคิดส ้รางสรรค์ เฉล่ยี คุณภาพ
ความตรง ่ตอเวลา
(3) (3) (3)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมนิ
(นางสาวเจนจิรา จนั โทนวน)
............./.................../..............
373
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบประเมนิ แบบฝึกหดั
รายการประเมนิ เกณฑ์การให้คะแนน
1. ความถกู ต้อง
ของเน้ือหา 32 1
2. ความคิด
สรา้ งสรรค์ เนื้อหาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน
3. ความตรงตอ่ ถูกต้องครบถว้ น ถกู ต้องเป็นส่วนใหญ่ ถกู ต้องเปน็ บางส่วน
เวลา
ผลงานแสดงออกถึง ผลงานแสดงออกถึง ผลงานมีความน่าสนใจ
ความคดิ สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ แตย่ งั ไม่มคี วามแปลก
แปลกใหมแ่ ละเป็น แปลกใหม่แต่ไมเ่ ปน็ ใหม่
ระบบ ระบบ
ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี ส่งชน้ิ งานช้ากว่าเวลาท่ี
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วันขึน้ ไป
เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
0 - 2 คะแนน หมายถึง 0 (ปรับปรงุ )
3 - 4 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
5 - 7 คะแนน หมายถึง 2 (ดี)
8 - 9 คะแนน หมายถึง 3 (ดเี ยยี่ ม)
374
แบบประเมินพฤติกรรมระหวา่ งเรยี นตามคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
คําช้ีแจง ให้ผปู้ ระเมินกรอกคะแนน ในชอ่ งที่ตรงกับความเป็นจรงิ
เกณฑ์การประเมิน ผูเ้ รยี นต้องได้คะแนนต้ังแต่ 5 คะแนน จงึ ผ่านเกณฑ์
รายการประเมิน
เลขที่ ชอื่ -สกุล ใ ่ฝเ ีรยน ู้ร รวม ค่า สรปุ
มุ่งมั่นในการทำงาน เฉลยี่ คณุ ภาพ
ทำงาน ่รวมกับ ู้ผ ่ือนไ ้ด
(3) (3) (3)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
ลงชอ่ื ...................................................ผูป้ ระเมิน
(นางสาวเจนจริ า จนั โทนวน)
............./.................../..............
375
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินคณุ ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์
รายการประเมนิ 3 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 1
2
1. ใฝ่เรยี นรู้ ต้ังใจเรียน สนใจเรียน ตัง้ ใจเรยี น สนใจเรยี น ตั้งใจเรยี น สนใจเรียน
กลา้ ซกั ถาม ปรากฎ กลา้ ซกั ถาม ปานกลาง กล้าซกั ถาม ไม่ชดั เจน
ชดั เจน
2. ม่งุ มนั่ ในการ ต้ังใจและรบั ผดิ ชอบใน ต้ังใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรบั ผดิ ชอบใน
ทำงาน
การปฏบิ ัติหนา้ ที่ท่ีได้รับ การปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ที ี่ได้รบั การปฏิบตั ิหน้าทที่ ่ีไดร้ บั
มอบหมายใหส้ ำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จลุลว่ ง
ลลุ ่วงทกุ ครงั้ ลุล่วงเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครั้ง
3. ทำงานร่วมกบั สามารถปฏบิ ตั หิ น้าที่ท่ี สามารถปฏบิ ัติหนา้ ที่ สามารถปฏบิ ัติหน้าทท่ี ี่
ผ้อู ืน่ ได้ ไดร้ บั มอบหมายร่วมกบั ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ได้รบั มอบหมายรว่ มกับ
ผูอ้ ืน่ ได้ไดส้ ำเร็จลุล่วง รว่ มกบั ผอู้ ่นื ได้ไดส้ ำเรจ็ ผอู้ ่ืนได้ไดส้ ำเรจ็ ลลุ ่วง
ทุกคร้ัง ลุล่วงเป็นสว่ นใหญ่ เปน็ บางครง้ั
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรบั ปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถงึ 1 (พอใช)้
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ดี)
5 - 7 คะแนน หมายถงึ 3 (ดเี ยีย่ ม)
8 - 9 คะแนน
376
ใบงาน
เรอ่ื ง สภาพขวั้ ของพนั ธะและสภาพข้ัวของโมเลกุลโคเวเลนต์
คำชแ้ี จง : จงระบสุ ภาพข้ัวของพนั ธะและสภาพข้วั ของโมเลกลุ ของสารโคเวเลนตต์ อ่ ไปน้ี
สาร สภาพข้วั ของพนั ธะ สภาพขัว้ ของโมเลกุล
โคเว ไม่มขี ั้ว มขี ั้ว ไม่มขี ้ัว มีข้ัว
เลนต์
H2 ………………………… ………………………… ………………………… ………………………
HCN ………………………… ………………………… ………………………… …………………………
BF3 ………………………… ……………………… ………………………… …………………………
Cl2 ………………………… ……………………… ………………………… …………………………
CCl4 ………………………… ………………………… ………………………… …………………………
SO2 ………………………… ………………………… ………………………… …………………………
CH3Cl ……………………… ………………………… ………………………… …………………………
C3H8 ………………………… ……………………… ………………………… …………………………
HCl ……………………… ………………………… ………………………… …………………………
P4 ………………………… ……………………… ………………………… …………………………
PCl3 ……………………… ……………………… ………………………… …………………………
CS2 ………………………… ………………………… ………………………… …………………………
BeH2 ………………………… …………………………… …………………………… ……………………………
OF2 ………………………… …………………………… …………………………… ……………………………
O3 ………………………… …………………………… …………………………… ……………………………
CH2O ………………………… …………………………… …………………………… ……………………………
H2SO4 ………………………… …………………………… …………………………… ……………………………
PH5 ………………………… …………………………… …………………………… ……………………………
CH2Cl2 ………………………… …………………………… …………………………… ……………………………
N2 ………………………… …………………………… …………………………… ……………………………
377
ใบงาน
เรื่อง สภาพขัว้ ของพันธะและสภาพขว้ั ของโมเลกุลโคเวเลนต์
คำชแ้ี จง : จงระบสุ ภาพขั้วของพันธะและสภาพขั้วของโมเลกลุ ของสารโคเวเลนต์ต่อไปน้ี
สารโคเวเลนต์ สภาพขั้วของพนั ธะ สภาพขว้ั ของโมเลกุล
ไม่มขี ั้ว มีขัว้ ไม่มีข้ัว มขี ้วั
H2
HCN ✓ ✓
BF3 ✓ ✓
Cl2 ✓
CCl4 ✓
SO2 ✓ ✓
CH3Cl ✓ ✓
C3H8 ✓
HCl ✓ ✓
P4 ✓ ✓
PCl3 ✓ ✓
CS2 ✓
BeH2 ✓ ✓
OF2 ✓ ✓
O3 ✓ ✓
CH2O ✓ ✓
H2SO4 ✓ ✓
PH5 ✓
CH2Cl2 ✓ ✓
N2 ✓ ✓
✓ ✓
✓ ✓
✓ ✓
✓
378
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 22
โดยจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E
รหสั วชิ า ว31221 รายวชิ า เคมี 1 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรอ่ื ง พันธะเคมี เวลา 25 ชว่ั โมง
เร่ือง แรงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งโมเลกลุ และสมบตั ิของสารโคเวเลนต์ เวลา 2 ชว่ั โมง
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 ผสู้ อน นางสาวเจนจิรา จันโทนวน
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร
________________________________________________________________________
1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตวั ชีว้ ัด / ผลการเรียนรู้
มาตรฐานการเรียนรู้ (สาระเพ่มิ เติมเคม)ี
ข้อ 1 เข้าใจโตรงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและ
สมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์
รวมท้ังการนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ตวั ช้วี ัด
ม.4/18 ระบุชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลโคเวเลนต์ และเปรียบเทียบจุด
หลอมเหลว จดุ เดอื ด และการละลายนำ้ ของสารโคเวเลนต์
ผลการเรยี นรู้
ระบุชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลโคเวเลนต์ และเปรียบเทียบจุดหลอมเหลว จุด
เดอื ด และการละลายนำ้ ของสารโคเวเลนต์
2. สาระสำคัญ
แรงยึดเหน่ียวระหวา่ งโมเลกลุ มผี ลตอ่ จดุ หลอมเหลว จดุ เดอื ดและการละลายน้ำของสาร โดย
สารโคเวเลนตจ์ ะมีจดุ หลอมเหลวและจดุ เดือดต่ำ และไมล่ ะลายนำ้
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
1. ระบุชนดิ ของแรงยดึ เหนย่ี วระหว่างโมเลกลุ โคเวเลนต์ได้
3.2 ด้านทักษะและกระบวนการ (P)
2. เปรยี บเทียบจุดหลอมเหลว จุดเดือด และการละลายนำ้ ของสารโคเวเลนตไ์ ด้
379
3.3 ดา้ นคุณลกั ษณะ (A)
3. ทำงานรว่ มกับผอู้ ่ืน มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับฟังความ
คิดเห็นของผูอ้ ่ืน และรบั ผดิ ชอบตอ่ หนา้ ท่ที ไี่ ด้รับมอบหมาย
4. สาระการเรยี นรู้
แรงยดึ เหน่ียวระหว่างโมเลกลุ โคเวเลนต์และสมบตั ขิ องสารโคเวเลนต์
1. แรงยดึ เหนี่ยวระหว่างโมเลกุล
แรงแวนเดอรว์ าลส์ แบงเป็น 2 ชนดิ
• แรงลอนดอน เป็นแรงที่พบในสารโคเวเลนต์ทุก ๆ โมเลกุล แต่จะเห็นได้ชัดเจนใน
โมเลกลุ ไม่มขี วั้
• แรงดึงดดู ระหว่างขวั้ เป็นแรงทีพ่ บในโมเลกลุ ท่ีมขี ว้ั
พนั ธะไฮโดรเจน
• เกิดในโมเลกลุ ทม่ี ีพันธะ H – N H – O หรือ H – F อยใู่ นโมเลกลุ
• สารที่มีพันธะไอโดรเจนจะมีจุดเดือดสูงกว่าสารที่มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลเป็น
แรงลอนดอน
2. สมบัติของสารโคเวเลนต์
2.1 จุดเดือด จุดหลอมเหลวต่ำ เพราะการเดือดทำลายแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล
(จุดเดอื ดของแรงดึงดูดระหวา่ งโมเลกุล เปน็ ดงั นี้ พันธะไฮโดรเจน > แรงดึงดดู ระหว่างขั้ว > ลอนดอน)
2.2 ส่วนใหญ่ไมน่ ำไฟฟ้า แตจ่ ะนำได้ถา้ มีข้วั และโมเลกุลนน้ั สามารถแตกตัวเปน็ ไอออนได้
5. สมรรถนะ
5.1 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
1) ความสามารถในการสอื่ สาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4) ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียนของโรงเรียนมาตรฐานสากล
1) เป็นเลิศทางวิชาการ
2) ส่ือสารได้อย่างนอ้ ย 2 ภาษา
380
3) ลำ้ หน้าทางความคิด
4) ผลติ งานอยา่ งสร้างสรรค์
5) ร่วมกนั รับผดิ ชอบต่อสังคมโลก
6. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 5) อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 6) มงุ่ มนั่ ในการทำงาน
1) รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ 7) รักความเป็นไทย
2) ซ่ือสัตย์ สจุ ริต 8) มีจติ สาธารณะ
3) มวี นิ ัย
4) ใฝ่เรยี นรู้
7. การบรู ณาการตามพระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแห่งชาติ
บูรณาการกบั หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
หลักความพอประมาณ
หลักความมีเหตผุ ล
หลกั การมีภมู คิ มุ้ กัน
เง่ือนไขความรู้
เงือ่ นไขคณุ ธรรม
บูรณาการกบั การจดั การศึกษาเพือ่ อาชพี
บรู ณาการกับหลักสตู รตา้ นทจุ ริตศกึ ษา
การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม
ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทุจริต
STRONG : จติ พอเพียงตา้ นทุจริต
พลเมอื งกับความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม
บูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้
(ระบ)ุ …………………………………………………………………….......................................................
................................................................................................................................................................
อนื่ ๆ
(ระบ)ุ …………………………………………………………………….......................................................
................................................................................................................................................................
381
8. กิจกรรมการเรยี นรู้
วิธสี อนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)
1.ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูถามคำถามกระตุ้นความสนใจของนักเรยี น ดงั น้ี
1) สารแต่ละชนิดมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่างกันหรือมีสถานะที่อุณหภูมิห้อง
ต่างกันขึน้ อยู่กบั ปัจจยั ใดบ้าง (แนวตอบ : ขน้ึ อยกู่ บั แรงยึดเหนีย่ วระหวา่ งโมเลกุล)
2) นักเรียนคิดว่า สารโคเวเลนต์แต่ละชนิดจะมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวต่างกัน
หรอื ไม่ (แนวตอบ : พจิ ารณาคำตอบของนักเรยี น โดยอยูใ่ นดุลยพินิจของครูผู้สอน โดยมแี นวตอบ คือ
สารโคเวเลนตแ์ ตล่ ะชนดิ จะมจี ดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลวแตกต่างต่างกัน)
1.2 ครูให้นักเรียนพิจารณาจดุ หลอมเหลวและจุดเดือดของสารโคเวเลนต์บางชนดิ และ
อภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจุดหลอมเหลวและจุดเดือดกับสภาพขั้วและขนาดของ
โมเลกุล ซึ่งสรุปได้ว่า สารโคเวเลนต์ไม่มีขั้วมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่ำ กว่าสารโคเวเลนต์มีข้ัว
และจุดเดอื ดของสารจะเพม่ิ ขน้ึ ตามขนาดโมเลกุล
2. ข้นั สำรวจค้นหา (Exploration)
2.1 ครูอธิบายเกี่ยวกับแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลชนิดต่าง ๆ โดยเริ่มจาก
แรงแผ่กระจายลอนดอนซึ่งเป็นแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลไม่มีขั้วหรืออะตอมแก๊สมีสกุล ซึ่งเป็น
แรงอย่างอ่อน ๆ จากนั้นครูอธิบายแรงระหว่างขั้วว่าเป็นแรงดึงดูดที่เกิดจากสภาพขั้วของโมเลกุล
โดยโมเลกลุ ที่อยู่ใกล้กันจะหันส่วนของโมเลกุลที่มีขว้ั ตรงข้ามกันเข้าหากันเกดิ เป็นแรงดึงดูดทางไฟฟ้า
จากสภาพขว้ั น้ี
2.2 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน แล้วส่งตัวแทนออกมาจับฉลากเลือกหัวข้อท่ี
จะได้ศกึ ษา ดงั น้ี
- แรงลอนดอน
- แรงดงึ ดดู ระหว่างขวั้
- พันธะไฮโดรเจน
2.3 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปความรู้ในเรื่องที่จับฉลากได้ลงในกระดาษ A4 ใน
รูปแบบทน่ี ่าสนใจ จากนั้นนำไปแปะท่บี อร์ดหน้าหอ้ งเรยี น เพอ่ื ให้นักเรยี นกล่มุ อนื่ ไดศ้ ึกษา
3. ขั้นอธบิ ายความรู้ (Explanation)
3.1 ครูตั้งคำถามว่า แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลนอกจากมีผลต่อจุดหลอมเหลวและ
จุดเดือดแล้ว ยังมีผลต่อการละลายน้ำของสารโคเวเลนต์หรือไม่ อย่างไร (แนวตอบ: แรงยึดเหนี่ยว
382
ระหว่างโมเลกุลมีผลต่อการละลายน้ำของสาร โดยสารโคเวเลนต์ที่ไม่มีขั้วส่วนใหญ่ไม่ละลายหรือ
ละลายน้ำได้น้อย ส่วนสารโคเวเลนต์ที่มีขั้วบางชนิดอาจละลายน้ำได้ขึ้นอยู่กับสภาพขั้วและการเกิด
พันธะไฮโดรเจนกบั น้ำ)
3.2 ครใู หค้ วามรู้เพ่ิมเตมิ เกี่ยวกับสมบัติความเป็นกรด-เบสของสารละลายท่ีเกิดจากสาร
โคเวเลนต์ประเภทคลอไรด์และออกไซด์ ซึ่งสารโคเวเลนต์บางชนิดเมื่อเกิดปฏิกิริยากับน้ำจะได้
สารละลายท่ีเป็นกรด เช่น CO2 SO2 PCl5
3.3 ครูและนักเรียนอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับสมบัติของสารโคเวเลนต์ ซึ่งควรสรุปได้ว่า
สารโคเวเลนต์ส่วนใหญ่มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่ำกว่าสารประกอบไอออนิก เนื่องจาก
แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมีค่าน้อยกว่าพันธะไอออนิก และสารละลายของสารโคเวเลนต์ในน้ำ
สว่ นใหญ่มสี มบตั เิ ป็นกรด
3.4 ครูและนักเรียนอภิปรายร่วมกันเพื่อสรุปความรู้เกี่ยวกับแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง
โมเลกุลของสารโคเวเลนต์ ดังนี้ แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลโคเวเลนต์มีหลายชนิด ซึ่งอาจเป็น
แรงแผก่ ระจายลอนดอน แรงระหว่างข้วั หรอื พันธะไฮโดรเจน ซึ่งมผี ลต่อจดุ หลอมเหลว จดุ เดอื ด และ
การละลายน้ำของสาร
4. ขั้นขยายความเขา้ ใจ (Elaboration)
4.1 ครูยกตัวอย่างสารประกอบโคเวเลนต์ ดังนี้ HF H2O NH3 จากนั้นให้นักเรียน
เปรียบเทยี บจุดเดือด พรอ้ มท้งั เหตุผลประกอบ (แนวตอบ : HF > H2O > NH3 เน่อื งจากสารประกอบ
โคเวเลนตท์ ง้ั 3 มีคา่ EN ตา่ งกัน ทำใหพ้ ันธะไฮโดรเจนระหว่างโมเลกุลตา่ งกนั )
4.2 ครใู ห้นักเรยี นทำแบบฝกึ หัด เรอ่ื ง แรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์
5. ข้นั ประเมนิ (Evaluation)
5.1 ครูประเมินการเรียนรูข้ องนักเรยี นจากการตอบคำถาม และแบบฝกึ หัด
9. สอ่ื การเรียนร้แู ละแหลง่ การเรยี นรู้
9.1 สอื่ การเรยี นรู้
9.1.1 PowerPoint เรื่อง สารประกอบโคเวเลนต์
9.1.2 แบบฝกึ หัด เรอ่ื ง แรงยดึ เหน่ียวระหวา่ งโมเลกลุ โคเวเลนต์
9.2 แหล่งการเรยี นรู้
9.2.1 หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเคมี เล่ม 1 สสวท. (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. 2560)
383
10. การวดั และประเมนิ ผล
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ วธิ ีการ เคร่ืองมอื ท่ใี ช้ เกณฑ์
ได้เกณฑ์ในระดบั
ด้านความรู้ (K) - คำถาม
- แบบฝกึ หัด ดขี ้ึนไป
1. ระบุชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง - การตอบคำถาม
- คำถาม ไดเ้ กณฑใ์ นระดับ
โมเลกุลโคเวเลนตไ์ ด้ - ตรวจแบบฝึกหัด - แบบฝกึ หดั ดีขน้ึ ไป
ดา้ นทักษะและกระบวนการ (P) - แบบสังเกต ไดเ้ กณฑ์ในระดบั
พฤติกรรม ดขี น้ึ ไป
2. เปรียบเทยี บจุดหลอมเหลว จดุ เดือด - การตอบคำถาม การทำงาน
และการละลายน้ำของสารโคเวเลนตไ์ ด้ - ตรวจแบบฝกึ หดั
ด้านคณุ ลกั ษณะ (A)
3. ทำงานร่วมกับผูอ้ ื่นมสี ่วนรว่ มในการ - สงั เกตพฤติกรรมการ
แสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับ ทำงาน
ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และ
รับผดิ ชอบต่อหนา้ ทีท่ ่ไี ด้รบั มอบหมาย
384
385
386
387
แบบประเมินผลการทำแบบฝกึ หดั
คำชี้แจง ให้ผูป้ ระเมนิ กรอกคะแนนในชอ่ งรายการทปี่ ระเมนิ โดยพจิ ารณาตามคำอธิบายคุณภาพท่ี
กำหนด โดยใส่ตวั เลข 1-3 ลงในชอ่ งทต่ี รงกับระดับคะแนน
เกณฑก์ ารประเมนิ ผู้เรยี นต้องได้คะแนนตั้งแต่ 5 คะแนน จงึ ผา่ นเกณฑ์
รายการประเมิน
เลข ชอื่ -สกุล ความ ูถก ้ตองของเน้ือหา รวม ค่า สรปุ
ท่ี ความคิดส ้รางสรรค์ เฉล่ยี คุณภาพ
ความตรง ่ตอเวลา
(3) (3) (3)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมนิ
(นางสาวเจนจิรา จนั โทนวน)
............./.................../..............
388
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบประเมนิ แบบฝึกหดั
รายการประเมนิ เกณฑ์การให้คะแนน
1. ความถกู ต้อง
ของเน้ือหา 32 1
2. ความคิด
สรา้ งสรรค์ เนื้อหาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน
3. ความตรงตอ่ ถูกต้องครบถว้ น ถกู ต้องเป็นส่วนใหญ่ ถกู ต้องเปน็ บางส่วน
เวลา
ผลงานแสดงออกถึง ผลงานแสดงออกถึง ผลงานมีความน่าสนใจ
ความคดิ สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ แตย่ งั ไม่มคี วามแปลก
แปลกใหมแ่ ละเป็น แปลกใหม่แต่ไมเ่ ปน็ ใหม่
ระบบ ระบบ
ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี ส่งชน้ิ งานช้ากว่าเวลาท่ี
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วันขึน้ ไป
เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
0 - 2 คะแนน หมายถึง 0 (ปรับปรงุ )
3 - 4 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
5 - 7 คะแนน หมายถึง 2 (ดี)
8 - 9 คะแนน หมายถึง 3 (ดเี ยยี่ ม)
389
แบบประเมินพฤติกรรมระหวา่ งเรยี นตามคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
คําช้ีแจง ให้ผปู้ ระเมินกรอกคะแนน ในชอ่ งที่ตรงกับความเป็นจรงิ
เกณฑ์การประเมิน ผูเ้ รยี นต้องได้คะแนนต้ังแต่ 5 คะแนน จงึ ผ่านเกณฑ์
รายการประเมิน
เลขที่ ชอื่ -สกุล ใ ่ฝเ ีรยน ู้ร รวม ค่า สรปุ
มุ่งมั่นในการทำงาน เฉลยี่ คณุ ภาพ
ทำงาน ่รวมกับ ู้ผ ่ือนไ ้ด
(3) (3) (3)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
ลงชอ่ื ...................................................ผูป้ ระเมิน
(นางสาวเจนจริ า จนั โทนวน)
............./.................../..............
390
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินคณุ ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์
รายการประเมนิ 3 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 1
2
1. ใฝ่เรยี นรู้ ต้ังใจเรียน สนใจเรียน ตัง้ ใจเรยี น สนใจเรยี น ตั้งใจเรยี น สนใจเรียน
กลา้ ซกั ถาม ปรากฎ กลา้ ซกั ถาม ปานกลาง กล้าซกั ถาม ไม่ชดั เจน
ชดั เจน
2. ม่งุ มนั่ ในการ ต้ังใจและรบั ผดิ ชอบใน ต้ังใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรบั ผดิ ชอบใน
ทำงาน
การปฏบิ ัติหนา้ ที่ท่ีได้รับ การปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ที ี่ได้รบั การปฏิบตั ิหน้าทที่ ่ีไดร้ บั
มอบหมายใหส้ ำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จลุลว่ ง
ลลุ ่วงทกุ ครงั้ ลุล่วงเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครั้ง
3. ทำงานร่วมกบั สามารถปฏบิ ตั หิ น้าที่ท่ี สามารถปฏบิ ัติหนา้ ที่ สามารถปฏบิ ัติหน้าทท่ี ี่
ผ้อู ืน่ ได้ ไดร้ บั มอบหมายร่วมกบั ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ได้รบั มอบหมายรว่ มกับ
ผูอ้ ืน่ ได้ไดส้ ำเร็จลุล่วง รว่ มกบั ผอู้ ่นื ได้ไดส้ ำเรจ็ ผอู้ ่ืนได้ไดส้ ำเรจ็ ลลุ ่วง
ทุกคร้ัง ลุล่วงเป็นสว่ นใหญ่ เปน็ บางครง้ั
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรบั ปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถงึ 1 (พอใช)้
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ดี)
5 - 7 คะแนน หมายถงึ 3 (ดเี ยีย่ ม)
8 - 9 คะแนน
391
แบบฝกึ หัด
เรอื่ ง แรงยึดเหน่ยี วระหว่างโมเลกลุ โคเวเลนต์
คำชแ้ี จง : จงระบุแรงยึดเหนย่ี วระหวา่ งโมเลกุลของสารโคเวเลนตต์ ่อไปนี้
สารโคเว แรงยดึ เหนีย่ วระหว่างโมเลกุล
เลนต์
แรงลอนดอน แรงดงึ ดดู ระหว่างขั้ว พนั ธะไฮโดรเจน
C2H4
HF …………………………………… …………………………………… ……………………………………
HCN
CH2Cl2 …………………………………… …………………………………… ……………………………………
SiH4
H2SO4 …………………………………… …………………………………… ……………………………………
O2
PCl5 …………………………………… …………………………………… ……………………………………
OF2
CH2O …………………………………… …………………………………… ……………………………………
NH3
NCl3 …………………………………… …………………………………… ……………………………………
CHCl3
BF3 …………………………………… …………………………………… ……………………………………
N2
…………………………………… …………………………………… ……………………………………
…………………………………… …………………………………… ……………………………………
…………………………………… …………………………………… ……………………………………
…………………………………… …………………………………… ……………………………………
…………………………………… …………………………………… ……………………………………
…………………………………… …………………………………… ……………………………………
…………………………………… …………………………………… ……………………………………
…………………………………… …………………………………… ……………………………………
392
แบบฝกึ หัด
เรื่อง แรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์
คำช้แี จง : จงระบแุ รงยึดเหนีย่ วระหว่างโมเลกุลของสารโคเวเลนต์ตอ่ ไปน้ี
สารโคเวเลนต์ แรงยดึ เหนี่ยวระหว่างโมเลกุล
แรงลอนดอน แรงดึงดดู ระหว่างข้ัว พันธะไฮโดรเจน
C2H4
HF ✓
HCN ✓
CH2Cl2
SiH4 ✓
H2SO4 ✓
O2 ✓
PCl5
OF2 ✓
CH2O ✓
NH3 ✓
NCl3
CHCl3 ✓
BF3 ✓
N2
✓
✓
✓
✓
✓
393
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 23
โดยจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E
รหัสวิชา ว31221 รายวิชา เคมี 1 ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 3 เร่ือง พันธะเคมี เวลา 25 ชั่วโมง
เร่ือง สารโคเวเลนตโ์ ครงผลกึ ตาขา่ ย เวลา 1 ชั่วโมง
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 ผสู้ อน นางสาวเจนจิรา จนั โทนวน
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร
________________________________________________________________________
1. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตัวชวี้ ดั / ผลการเรยี นรู้
มาตรฐานการเรียนรู้ (สาระเพมิ่ เติมเคมี)
ข้อ 1 เข้าใจโตรงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและ
สมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์
รวมทั้งการนำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
ตวั ชี้วัด
ม.4/19 สบื ค้นขอ้ มลู และอธบิ ายสมบตั ิของสารโคเวเลนต์โครงร่างตาข่ายชนดิ ตา่ ง ๆ
ผลการเรียนรู้
สืบคน้ ขอ้ มลู และอธบิ ายสมบัตขิ องสารโคเวเลนตโ์ ครงร่างตาข่ายชนดิ ต่าง ๆ
2. สาระสำคญั
สารโคเวเลนต์บางชนิดที่มีโครงสร้างโมเลกุลขนาดใหญ่ และมีพันธะโคเวเลนต์ต่อเนื่องเป็น
โครงร่างตาข่ายจะมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูง สารโคเวเลนต์โครงร่างตาข่ายที่มีธาตุ
องค์ประกอบเหมือนกัน แตม่ อี ญั รูปตา่ งกันจะมีสมบตั ติ ่างกนั เชน่ เพชร แกรไฟต์
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
1. อธบิ ายสมบัตขิ องสารโคเวเลนต์โครงรา่ งตาขา่ ยชนิดตา่ ง ๆ ได้
3.2 ด้านทกั ษะและกระบวนการ (P)
2. สืบคน้ ข้อมูลสมบตั ิของสารโคเวเลนตโ์ ครงรา่ งตาขา่ ยชนดิ ต่าง ๆ ได้
3.3 ด้านคณุ ลกั ษณะ (A)
394
3. ทำงานร่วมกบั ผู้อ่ืน มสี ่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับฟังความ
คิดเหน็ ของผอู้ ื่น และรบั ผดิ ชอบต่อหนา้ ที่ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย
4. สาระการเรียนรู้
พนั ธะโคเวเลนต์แบบโครงผลกึ รา่ งตาข่าย
อโลหะส่วนใหญ่อยู่ในรูปโมเลกุลเดียว มีจุดหลอมเหลว จุดเดือดต่ำ แต่อโลหะบางชนิดมีจุด
หลอมเหลว และจดุ เดอื ดสงู บางชนิดนำไฟฟ้าได้อีกด้วย สารพวกนี้ ได้แก่ สารท่มี ีโครงสร้างแบบโครง
ผลึกร่างตาข่าย สารพวกนี้อะตอมยึดเหน่ียวกันด้วย พันธะโควาเลนต์รปู แบบต่อเนือ่ งกันคลา้ ยตาขา่ ย
สามมิติบ้าง สองมิติบ้าง สารพวกนี้ไม่มีสูตรโมเลกุล เขียนได้แต่สูตรอย่างง่าย สารพวกนี้ได้แก่
คาร์บอนในรูปเพชร แกรไฟต์ และฟลูเลอรีน ฟอสฟอรัสในรปู ของ ฟอสฟอรัสขาว ฟอสฟอรัสแดง
และฟอสฟอรัสดำ นอกจากนั้นยังมีสารประกอบบางชนิดก็เป็นสารโครงผลึกร่างตาข่าย เช่น ซิลิก้า
หรอื ซิลคิ อนไดออกไซด์ (SiO2) ซลิ ิคอนคาร์ไบด์ หรอื คาร์บอรนั ดมั (SiC)
5. สมรรถนะ
5.1 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
1) ความสามารถในการสอ่ื สาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแก้ปัญหา
4) ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ติ
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี นของโรงเรยี นมาตรฐานสากล
1) เป็นเลิศทางวิชาการ
2) ส่ือสารไดอ้ ยา่ งนอ้ ย 2 ภาษา
3) ล้ำหน้าทางความคิด
395
4) ผลิตงานอยา่ งสรา้ งสรรค์
5) ร่วมกันรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคมโลก
6. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ 5) อย่อู ย่างพอเพียง
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A) 6) ม่งุ ม่นั ในการทำงาน
1) รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ 7) รักความเปน็ ไทย
2) ซ่อื สตั ย์ สจุ รติ 8) มจี ิตสาธารณะ
3) มวี ินยั
4) ใฝเ่ รียนรู้
7. การบรู ณาการตามพระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ
บูรณาการกบั หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
หลกั ความพอประมาณ
หลักความมีเหตผุ ล
หลกั การมีภูมคิ มุ้ กนั
เงอื่ นไขความรู้
เง่ือนไขคุณธรรม
บูรณาการกบั การจัดการศึกษาเพอื่ อาชีพ
บูรณาการกับหลกั สูตรต้านทุจริตศกึ ษา
การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม
ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต
STRONG : จติ พอเพยี งต้านทุจรติ
พลเมืองกับความรบั ผิดชอบต่อสังคม
บรู ณาการขา้ มกลุม่ สาระการเรยี นรู้
(ระบุ)…………………………………………………………………….......................................................
................................................................................................................................................................
อน่ื ๆ
(ระบุ)…………………………………………………………………….......................................................
................................................................................................................................................................
396
8. กิจกรรมการเรียนรู้
วิธสี อนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)
1.ขนั้ สร้างความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูถามคำถามกระต้นุ ความสนใจของนักเรยี น ดังน้ี
1) จากที่ได้ศึกษาไปแล้ว สารโคเวเลนต์ส่วนใหญ่จะมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวเป็น
อยา่ งไร (แนวตอบ : สารโคเวเลนต์สว่ นใหญ่จะมจี ุดเดอื ดและจุดหลอมเหลวต่ำ)
2) นกั เรยี นคิดว่า จะมสี ารโคเวเลนตช์ นิดใดหรือไมท่ ี่มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง ถ้า
มีเพราะเหตุใดสารโคเวเลนต์ชนิดนั้นจึงมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง (แนวตอบ : พิจารณาคำตอบ
ของนักเรียน โดยอยู่ในดุลยพินิจของครผู ู้สอน โดยมีแนวตอบ คือ มี เนื่องจากสารโคเวเลนต์นั้นมกี าร
สรา้ งพนั ธะเช่ือมต่อกันเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ จึงทำให้มีจดุ เดือดและจดุ หลอมเหลวสูง)
2. ข้นั สำรวจคน้ หา (Exploration)
2.1 ครูหารูปหรือแบบจำลองอะตอมของโครงสร้างของเพชร แกรไฟต์ หรือซิลิคอนได
ออกไซด์ มาใหน้ กั เรียนศึกษา
2.2 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน แล้วสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารโคเว
เลนต์โครงผลกึ ร่าง ตาขา่ ย จากนนั้ รวบรวมข้อมูลมาทำใบความรู้ในรูปแบบท่ีน่าสนใจ และเข้าใจง่าย
นำไปแปะทีบ่ อรด์ หน้าห้องเรยี น เพื่อใหน้ ักเรียนกล่มุ อนื่ ไดศ้ กึ ษา
3. ขั้นอธบิ ายความรู้ (Explanation)
3.1 ครูตั้งคำถามให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายเรื่อง สารโคเวเลนต์โครงผลึกร่างตาข่าย
เช่น
1) เพราะเหตใุ ดเพชรจงึ ไมน่ ำไฟฟ้า แตแ่ กรไฟต์สามารถนำไฟฟา้ ได้
(แนวตอบ : ในโครงสร้างของเพชร คาร์บอนแต่ละอะตอมใช้เวเลนซ์
อิเล็กตรอนทั้งหมดสร้างพันธะโคเวเลนซ์กับอะตอมอีก 4 อะตอมที่อยู่ล้อมรอบ จึงไม่มี
อเิ ล็กตรอนอสิ ระเหลอื อยู่ เพชรจงึ ไมน่ ําไฟฟ้า)
2) เพราะเหตุใดจึงนิยมนำแกรไฟต์มาทำไสด้ ินสอ
(แนวตอบ : เนื่องจากระหว่างช้ันของแกรไฟต์ยึดกันดว้ ยแรงลอนดอน ซ่ึง
เป็นแรงอย่างอ่อน จึงทำให้โมเลกุลของแกรไฟต์ลื่นไถลได้ จึงนิยมนำมาทำสารหล่อลื่นและไส้ดินสอ
ดำ)
397
3.2 ครูให้นักเรียนร่วมกันสรุปความรทู้ ไ่ี ด้ศึกษา ซ่งึ นกั เรยี นควรสรปุ ไดว้ า่ เพชร แกรไฟต์
และซิลิคอนไดออกไซด์เป็นโมเลกุลโคเวเลนต์ที่มีการจัดอะตอมภายในเป็นผลึกร่างตาข่าย ทำให้สาร
กลมุ่ นี้มจี ุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงกวา่ สารโคเวเลนต์โดยทั่วไป
4. ขั้นขยายความเขา้ ใจ (Elaboration)
4.1 ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามในประเด็นที่ยังสงสัย และอธิบายเพิ่มเติมโดยใช้
PowerPoint เร่ือง สารประกอบโคเวเลนต์
4.2 ครใู ห้นกั เรียนทำผังมโนทัศน์สรปุ ความรเู้ ร่อื ง พนั ธะโคเวเลนต์
5. ขั้นประเมิน (Evaluation)
5.1 ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนจากการตอบคำถาม และผังมโนทัศน์สรุปความรู้เรือ่ ง
พนั ธะโคเวเลนต์
9. สอื่ การเรยี นร้แู ละแหล่งการเรียนรู้
9.1 สือ่ การเรียนรู้
9.1.1 PowerPoint เรอ่ื ง สารประกอบโคเวเลนต์
9.1.2 ผงั มโนทศั น์สรุปความร้เู รอื่ ง พนั ธะโคเวเลนต์
9.2 แหลง่ การเรยี นรู้
9.2.1 หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเคมี เล่ม 1 สสวท. (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. 2560)
398
10. การวดั และประเมนิ ผล
จุดประสงค์การเรียนรู้ วธิ กี าร เครอ่ื งมือที่ใช้ เกณฑ์
ได้เกณฑ์ในระดบั
ด้านความรู้ (K) - คำถาม
- ผังมโนทศั น์ ดขี ้ึนไป
1. อธิบายสมบัติของสารโคเวเลนต์ - การตอบคำถาม
- คำถาม ได้เกณฑใ์ นระดับ
โครงร่างตาข่ายชนดิ ต่าง ๆ ได้ - ตรวจผังมโนทศั น์ - ผงั มโนทัศน์ ดขี น้ึ ไป
ดา้ นทักษะและกระบวนการ (P) - แบบสังเกต ไดเ้ กณฑ์ในระดบั
พฤติกรรม ดขี น้ึ ไป
2. สืบค้นข้อมูลสมบัติของสารโคเว - การตอบคำถาม การทำงาน
เลนต์โครงรา่ งตาขา่ ยชนดิ ต่าง ๆ ได้ - ตรวจผังมโนทัศน์
ด้านคุณลกั ษณะ (A)
3. ทำงานร่วมกับผู้อื่นมีส่วนรว่ มในการ - สังเกตพฤติกรรมการ
แสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับ ทำงาน
ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และ
รบั ผิดชอบตอ่ หนา้ ทีท่ ่ีไดร้ ับมอบหมาย
399
400
401
402
แบบประเมินผลการทำแบบฝกึ หดั
คำชี้แจง ให้ผูป้ ระเมนิ กรอกคะแนนในชอ่ งรายการทปี่ ระเมนิ โดยพจิ ารณาตามคำอธิบายคุณภาพท่ี
กำหนด โดยใส่ตวั เลข 1-3 ลงในชอ่ งทต่ี รงกับระดับคะแนน
เกณฑก์ ารประเมนิ ผู้เรยี นต้องได้คะแนนตั้งแต่ 5 คะแนน จงึ ผา่ นเกณฑ์
รายการประเมิน
เลข ชอื่ -สกุล ความ ูถก ้ตองของเน้ือหา รวม ค่า สรปุ
ท่ี ความคิดส ้รางสรรค์ เฉล่ยี คุณภาพ
ความตรง ่ตอเวลา
(3) (3) (3)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมนิ
(นางสาวเจนจิรา จนั โทนวน)
............./.................../..............
403
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบประเมนิ แบบฝึกหดั
รายการประเมนิ เกณฑ์การให้คะแนน
1. ความถกู ต้อง
ของเน้ือหา 32 1
2. ความคิด
สรา้ งสรรค์ เนื้อหาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน
3. ความตรงตอ่ ถูกต้องครบถว้ น ถกู ต้องเป็นส่วนใหญ่ ถกู ต้องเปน็ บางส่วน
เวลา
ผลงานแสดงออกถึง ผลงานแสดงออกถึง ผลงานมีความน่าสนใจ
ความคดิ สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ แตย่ งั ไม่มคี วามแปลก
แปลกใหมแ่ ละเป็น แปลกใหม่แต่ไมเ่ ปน็ ใหม่
ระบบ ระบบ
ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี ส่งชน้ิ งานช้ากว่าเวลาท่ี
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วันขึน้ ไป
เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
0 - 2 คะแนน หมายถึง 0 (ปรับปรงุ )
3 - 4 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
5 - 7 คะแนน หมายถึง 2 (ดี)
8 - 9 คะแนน หมายถึง 3 (ดเี ยยี่ ม)
404
แบบประเมินพฤติกรรมระหวา่ งเรยี นตามคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
คําช้ีแจง ให้ผปู้ ระเมินกรอกคะแนน ในชอ่ งที่ตรงกับความเป็นจรงิ
เกณฑ์การประเมิน ผูเ้ รยี นต้องได้คะแนนต้ังแต่ 5 คะแนน จงึ ผ่านเกณฑ์
รายการประเมิน
เลขที่ ชอื่ -สกุล ใ ่ฝเ ีรยน ู้ร รวม ค่า สรปุ
มุ่งมั่นในการทำงาน เฉลยี่ คณุ ภาพ
ทำงาน ่รวมกับ ู้ผ ่ือนไ ้ด
(3) (3) (3)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
ลงชอ่ื ...................................................ผูป้ ระเมิน
(นางสาวเจนจริ า จนั โทนวน)
............./.................../..............
405
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินคณุ ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์
รายการประเมนิ 3 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 1
2
1. ใฝ่เรยี นรู้ ต้ังใจเรียน สนใจเรียน ตัง้ ใจเรยี น สนใจเรยี น ตั้งใจเรยี น สนใจเรียน
กลา้ ซกั ถาม ปรากฎ กลา้ ซกั ถาม ปานกลาง กล้าซกั ถาม ไม่ชดั เจน
ชดั เจน
2. ม่งุ มนั่ ในการ ต้ังใจและรบั ผดิ ชอบใน ต้ังใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรบั ผดิ ชอบใน
ทำงาน
การปฏบิ ัติหนา้ ที่ท่ีได้รับ การปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ที ี่ได้รบั การปฏิบตั ิหน้าทที่ ่ีไดร้ บั
มอบหมายใหส้ ำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จลุลว่ ง
ลลุ ่วงทกุ ครงั้ ลุล่วงเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครั้ง
3. ทำงานร่วมกบั สามารถปฏบิ ตั หิ น้าที่ท่ี สามารถปฏบิ ัติหนา้ ที่ สามารถปฏบิ ัติหน้าทท่ี ี่
ผ้อู ืน่ ได้ ไดร้ บั มอบหมายร่วมกบั ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ได้รบั มอบหมายรว่ มกับ
ผูอ้ ืน่ ได้ไดส้ ำเร็จลุล่วง รว่ มกบั ผอู้ ่นื ได้ไดส้ ำเรจ็ ผอู้ ่ืนได้ไดส้ ำเรจ็ ลลุ ่วง
ทุกคร้ัง ลุล่วงเป็นสว่ นใหญ่ เปน็ บางครง้ั
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรบั ปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถงึ 1 (พอใช)้
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ดี)
5 - 7 คะแนน หมายถงึ 3 (ดเี ยีย่ ม)
8 - 9 คะแนน
406
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 24
โดยจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E
รหสั วชิ า ว31221 รายวิชา เคมี 1 ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เร่อื ง พันธะเคมี เวลา 25 ช่วั โมง
เรอ่ื ง พันธะโลหะ เวลา 2 ชั่วโมง
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 ผู้สอน นางสาวเจนจริ า จันโทนวน
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร
________________________________________________________________________
1. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตวั ชี้วัด / ผลการเรียนรู้
มาตรฐานการเรียนรู้ (สาระเพ่มิ เติมเคมี)
ข้อ 1 เข้าใจโตรงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและ
สมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์
รวมท้งั การนำความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ตวั ช้ีวัด
ม.4/20 อธบิ ายการเกดิ พันธะโลหะและสมบัติของโลหะ
ผลการเรียนรู้
อธบิ ายการเกิดพนั ธะโลหะและสมบตั ิของโลหะ
2. สาระสำคัญ
พันธะโลหะเกิดจากการยึดเหนี่ยวระหว่างโปรตอนในนิวเคลียสของอะตอมธาตุโลหะกับ
เวเลนซ์อิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่ไปทั่วทั้งชิ้นโลหะ โดยโลหะส่วนใหญ่เป็นของแข็ง มีผิวมันวาว ตีเป็น
แผน่ หรือดึงเป็นเสน้ ได้ นำความรอ้ นและนำไฟฟา้ ได้ดี มจี ดุ หลอมเหลวและจดุ เดอื ดสงู
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
1. อธิบายการเกิดพนั ธะโลหะและสมบัตขิ องโลหะได้
3.2 ด้านทักษะและกระบวนการ (P)
2. สร้างแบบจำลองเพอื่ อธบิ ายการเกดิ พนั ธะโลหะและสมบตั ิของโลหะได้
3.3 ดา้ นคณุ ลักษณะ (A)
407
3. ทำงานร่วมกบั ผ้อู น่ื มสี ว่ นร่วมในการแสดงความคิดเหน็ ภายในกลุ่ม ยอมรับฟังความ
คดิ เห็นของผ้อู ื่น และรบั ผิดชอบต่อหนา้ ทที่ ไ่ี ด้รับมอบหมาย
4. สาระการเรยี นรู้
พนั ธะโลหะ
เกิดจากเวเลนซอ์ ิเลก็ ตรอนของทุกอะตอมของโลหะเคล่ือนที่อย่างอิสระไปทั่วท้ังโลหะ และเกิด
แรงยึดเหนี่ยวกับโปรตอนในนวิ เคลียสทุกทิศทาง
สมบตั ขิ องโลหะ
โลหะส่วนใหญเ่ ป็นของแข็ง มีผิวมันวาว สามารถตีเปน็ แผน่ หรือดึงเป็นเส้นได้ นำความรอ้ นและ
นำไฟฟา้ ได้ดี มจี ุดหลอมเหลวและจุดเดอื ดสูง
5. สมรรถนะ
5.1 สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
1) ความสามารถในการสอ่ื สาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รยี นของโรงเรียนมาตรฐานสากล
1) เป็นเลศิ ทางวชิ าการ
2) สื่อสารไดอ้ ย่างน้อย 2 ภาษา
3) ลำ้ หนา้ ทางความคิด
4) ผลิตงานอย่างสรา้ งสรรค์
5) รว่ มกนั รบั ผดิ ชอบต่อสงั คมโลก
6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 5) อยอู่ ย่างพอเพียง
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 6) ม่งุ ม่นั ในการทำงาน
1) รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 7) รักความเปน็ ไทย
2) ซือ่ สัตย์ สุจรติ 8) มีจิตสาธารณะ
3) มวี นิ ัย
4) ใฝ่เรยี นรู้
408
7. การบูรณาการตามพระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแหง่ ชาติ
บูรณาการกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
หลกั ความพอประมาณ
หลกั ความมีเหตผุ ล
หลักการมภี มู ิคมุ้ กัน
เงือ่ นไขความรู้
เงอ่ื นไขคณุ ธรรม
บรู ณาการกับการจัดการศึกษาเพ่อื อาชพี
บูรณาการกับหลักสูตรต้านทุจริตศกึ ษา
การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม
ความละอายและความไมท่ นต่อการทุจรติ
STRONG : จิตพอเพียงตา้ นทจุ รติ
พลเมอื งกับความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม
บูรณาการขา้ มกลมุ่ สาระการเรียนรู้
(ระบ)ุ …………………………………………………………………….......................................................
................................................................................................................................................................
อื่น ๆ
(ระบ)ุ …………………………………………………………………….......................................................
................................................................................................................................................................
8. กิจกรรมการเรียนรู้
วธิ สี อนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)
1.ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูให้นักเรียนยกตัวอย่างโลหะและการนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และ
ใช้คำถามวา่ โลหะท่ยี กตัวอยา่ งนั้นมีสมบตั ใิ ดที่เหมาะสมกับการนำไปใชป้ ระโยชน์ดงั กล่าว ซง่ึ นกั เรียน
อาจยกตัวอย่าง เหล็กนำมาใช้เป็นโครงสร้างของอาคารบ้านเรือนเนื่องจากมีความแข็ง ทองแดง
นำมาใช้ทำสายไฟฟ้าเนื่องจากสามารถนำไฟฟ้าได้ จากนั้นอภิปรายร่วมกันเพื่อให้สรุปได้ว่า
โลหะส่วนใหญ่เป็นของแข็ง มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง ผิวมันวาว สามารถนำไฟฟ้าและ
นำความร้อนได้
409
2. ขั้นสำรวจคน้ หา (Exploration)
2.1 ครูตั้งคำถามนำว่า อะตอมธาตุโลหะสร้างพันธะเคมีระหวา่ งกันอย่างไร เหมือนหรอื
ต่างจากพันธะไอออนกิ และพันธะโคเวเลนต์หรอื ไม่
2.2 ครใู ห้นกั เรยี นดวู ีดิทัศน์เกยี่ วกับการเกดิ พนั ธะโลหะและแบบจำลองทะเลอิเล็กตรอน
จากนั้นอธิบายว่า พันธะโลหะเกิดจากการยึดเหนี่ยวระหว่างโปรตอนในนิวเคลียสของอะตอม
ธาตุโลหะกับเวเลนซ์อิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่ไปทั่วทั้งชิ้นโลหะ ซึ่งการเกิดพันธะโลหะสามารถแสดงได้
ด้วยแบบจำลองทะเลอิเล็กตรอน
2.3 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับพันธะโลหะ จากน้ัน
สร้างแบบจำลองเพ่อื อธบิ ายการเกิดพันธะโลหะ
3. ขั้นอธบิ ายความรู้ (Explanation)
3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน จากนั้นครู
ตัง้ คำถามให้นักเรยี นรว่ มกันอภิปราย ดังน้ี
1) อะตอมของอโลหะสามารถเกิดพันธะโลหะได้หรือไม่ ลักษณะใด
(แนวตอบ : อะตอมของอโลหะไม่สามารถเกิดพนั ธะโลหะได้ เนอื่ งจากอโลหะสญู เสีย
อิเล็กตรอนไดย้ าก)
2) อะตอมของโลหะมกี ารดงึ ดดู กันในลกั ษณะใด
(แนวตอบ : อะตอมของโลหะจะเกิดการยึดเหนี่ยวระหว่างไอออนบวกกับเวเลนซ์
อเิ ลก็ ตรอนท่ีเคล่ือนทีอ่ ยา่ งอิสระทว่ั ทุกตำแหนง่ ภายในก้อนโลหะ)
3) จุดเดอื ดและจดุ หลอมเหลวของธาตุท่เี กิดพันธะโลหะมแี นวโนม้ ลักษณะใด เพราะ
เหตุใดจึงเปน็ เชน่ น้ัน
(แนวตอบ : ธาตุที่เกดิ พนั ธะโลหะจะมีจุดเดอื ดและจุดหลอมเหลวสงู เนอ่ื งจากพันธะ
โลหะเกิดจากแรงดึงดูดทางไฟฟ้าระหว่างไอออนบวกกับอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่อย่างอิสระ
ซ่งึ ยดึ เหน่ียวกนั แนน่ มาก พันธะโลหะจึงแข็งแรงมาก)
4) เพราะเหตุใดโลหะจึงมีผวิ มนั วาว
(แนวตอบ : เนื่องจากกลุ่มอิเล็กตรอนเคลื่อนที่อย่างอิสระไปกระทบกับแสงที่เป็น
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โลหะจึงรับและกระจายแสงออกมา ทำให้ผิวของโลหะเกิดการสะท้อนแสงได้ดี
จงึ เหน็ ผวิ ของโลหะเปน็ มนั วาว)
4. ข้ันขยายความเข้าใจ (Elaboration)
4.1 ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเกดิ พันธะโลหะและสมบัตขิ องพันธะโลหะ ดังนี้
410
• การเกิดพันธะโลหะ เป็นพันธะที่เกิดในอะตอมของโลหะกับโลหะ เกิดจากใช้
เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกันทั่วทั้งก้อนโลหะ หรืออาจกล่าวได้ว่า เกิดจากแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง
ไอออนบวกท่เี รยี งชิดกัน (นิวเคลยี ส) กบั ไอออนลบทวี่ ง่ิ อยโู่ ดยรอบอะตอม
- พนั ธะโลหะแขง็ แรง > พนั ธะไอออนกิ > พนั ธะโคเวเลนต์
- ความแข็งแรงของพันธะโลหะขึ้นอยู่กับจํานวนเวเลนซ์อิเล็กตรอน และประจุ
ของไอออนบวกของโลหะ
• สมบัตขิ องโลหะ มดี งั น้ี
- นําไฟฟ้าได้ดี เพราะอิเล็กตรอน (เวเลนซ์อิเล็กตรอน) เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ
ทว่ั ทง้ั ก้อน
- นําความร้อนได้ดี เพราะเมื่อให้ความร้อนแก่โลหะ เวเลนซ์อิเล็กตรอนจะมี
พลังงานสูงขึ้นจึงเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น เมื่อเกิดการชนกันจะเกิดการถ่ายโอนพลังงานบางส่วนให้แก่กัน
และถ่ายโอนตอ่ เนื่องกนั ทวั่ ทัง้ กอ้ นโลหะ
- จุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง เพราะเวเลนซ์อิเล็กตรอนยึดเหนี่ยวกับอะตอม
ท้ังหมดไว้ด้วยกนั การเดอื ดหรือการหลอมเหลวจงึ ต้องใช้พลงั งานสงู
- ผวิ มนั วาว เพราะอเิ ล็กตรอนเคลื่อนทไี่ ดอ้ ย่างอิสระ เม่อื กระทบแสง อเิ ล็กตรอน
เหลา่ นั้นจะรบั และปลอ่ ยคลน่ื แสงออกมา
- เคาะแล้วมีเสียงดังกังวาน เนื่องจากไอออนบวกอยู่ชิดกันมาก เมื่อเคาะ
จึงส่งแรงส่ันสะเทือนไปถงึ กนั อยา่ งรวดเร็ว ทำให้เกดิ เปน็ เสยี งดังกังวานออกมา
- รีดเป็นแผน่ บาง ๆ ได้ เพราะอะตอมโลหะเปน็ การผลกั ชน้ั ของอะตอมของโลหะ
เลื่อนไถลออกไปจากตําแหน่งเดิม ทําให้แผ่นโลหะยาวออกไปและบางลง แต่ละอะตอมของโลหะใน
ตาํ แหน่งใหมไ่ ม่หลุดออกจากกัน เพราะมีกลมุ่ เวเลนซ์อิเลก็ ตรอนยึดอนภุ าคเหลา่ นั้นไว้
5. ขั้นประเมนิ (Evaluation)
5.1 ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนจากการตอบคำถาม และแบบจำลองการเกิดพันธะ
โลหะ
9. สือ่ การเรยี นรูแ้ ละแหลง่ การเรยี นรู้
9.1 สื่อการเรยี นรู้
9.1.1 PowerPoint เร่ือง พนั ธะโลหะ
9.1.2 แบบจำลองการเกิดพนั ธะโลหะ
411
9.2 แหล่งการเรียนรู้
9.2.1 หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเคมี เล่ม 1 สสวท. (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. 2560)
10. การวดั และประเมนิ ผล
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ วธิ ีการ เครอื่ งมอื ทีใ่ ช้ เกณฑ์
ได้เกณฑ์ในระดบั
ด้านความรู้ (K) - คำถาม
- แบบจำลองการ ดขี ึน้ ไป
1. อธิบายการเกิดพันธะโลหะและ - การตอบคำถาม เกดิ พันธะโลหะ
ได้เกณฑ์ในระดับ
สมบตั ิของโลหะได้ - ตรวจแบบจำลองการ - คำถาม ดขี น้ึ ไป
- แบบจำลองการ
เกดิ พนั ธะโลหะ เกดิ พันธะโลหะ ไดเ้ กณฑใ์ นระดบั
ดีขน้ึ ไป
ด้านทกั ษะและกระบวนการ (P) - แบบสังเกต
พฤติกรรม
2. สรา้ งแบบจำลองเพ่ืออธบิ ายการเกิด - การตอบคำถาม การทำงาน
พนั ธะโลหะและสมบตั ิของโลหะได้ - ตรวจแบบจำลองการ
เกดิ พนั ธะโลหะ
ด้านคุณลักษณะ (A)
3. ทำงานร่วมกับผูอ้ ื่นมีสว่ นร่วมในการ - สงั เกตพฤติกรรมการ
แสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับ ทำงาน
ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และ
รับผดิ ชอบตอ่ หนา้ ทท่ี ่ไี ดร้ บั มอบหมาย
412
413
414
415
แบบประเมินผลการทำแบบฝกึ หดั
คำชี้แจง ให้ผูป้ ระเมนิ กรอกคะแนนในชอ่ งรายการทปี่ ระเมนิ โดยพจิ ารณาตามคำอธิบายคุณภาพท่ี
กำหนด โดยใส่ตวั เลข 1-3 ลงในชอ่ งทต่ี รงกับระดับคะแนน
เกณฑก์ ารประเมนิ ผู้เรยี นต้องได้คะแนนตั้งแต่ 5 คะแนน จงึ ผา่ นเกณฑ์
รายการประเมิน
เลข ชอื่ -สกุล ความ ูถก ้ตองของเน้ือหา รวม ค่า สรปุ
ท่ี ความคิดส ้รางสรรค์ เฉล่ยี คุณภาพ
ความตรง ่ตอเวลา
(3) (3) (3)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมนิ
(นางสาวเจนจิรา จนั โทนวน)
............./.................../..............
416
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบประเมนิ แบบฝึกหดั
รายการประเมนิ เกณฑ์การให้คะแนน
1. ความถกู ต้อง
ของเน้ือหา 32 1
2. ความคิด
สรา้ งสรรค์ เนื้อหาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน
3. ความตรงตอ่ ถูกต้องครบถว้ น ถกู ต้องเป็นส่วนใหญ่ ถกู ต้องเปน็ บางส่วน
เวลา
ผลงานแสดงออกถึง ผลงานแสดงออกถึง ผลงานมีความน่าสนใจ
ความคดิ สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ แตย่ งั ไม่มคี วามแปลก
แปลกใหมแ่ ละเป็น แปลกใหม่แต่ไมเ่ ปน็ ใหม่
ระบบ ระบบ
ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี ส่งชน้ิ งานช้ากว่าเวลาท่ี
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วันขึน้ ไป
เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
0 - 2 คะแนน หมายถึง 0 (ปรับปรงุ )
3 - 4 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
5 - 7 คะแนน หมายถึง 2 (ดี)
8 - 9 คะแนน หมายถึง 3 (ดเี ยยี่ ม)
417
แบบประเมินพฤติกรรมระหวา่ งเรยี นตามคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
คําช้ีแจง ให้ผปู้ ระเมินกรอกคะแนน ในชอ่ งที่ตรงกับความเป็นจรงิ
เกณฑ์การประเมิน ผูเ้ รยี นต้องได้คะแนนต้ังแต่ 5 คะแนน จงึ ผ่านเกณฑ์
รายการประเมิน
เลขที่ ชอื่ -สกุล ใ ่ฝเ ีรยน ู้ร รวม ค่า สรปุ
มุ่งมั่นในการทำงาน เฉลยี่ คณุ ภาพ
ทำงาน ่รวมกับ ู้ผ ่ือนไ ้ด
(3) (3) (3)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
ลงชอ่ื ...................................................ผูป้ ระเมิน
(นางสาวเจนจริ า จนั โทนวน)
............./.................../..............
418
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินคณุ ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์
รายการประเมนิ 3 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 1
2
1. ใฝ่เรยี นรู้ ต้ังใจเรียน สนใจเรียน ตัง้ ใจเรยี น สนใจเรยี น ตั้งใจเรยี น สนใจเรียน
กลา้ ซกั ถาม ปรากฎ กลา้ ซกั ถาม ปานกลาง กล้าซกั ถาม ไม่ชดั เจน
ชดั เจน
2. ม่งุ มนั่ ในการ ต้ังใจและรบั ผดิ ชอบใน ต้ังใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรบั ผดิ ชอบใน
ทำงาน
การปฏบิ ัติหนา้ ที่ท่ีได้รับ การปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ที ี่ได้รบั การปฏิบตั ิหน้าทที่ ่ีไดร้ บั
มอบหมายใหส้ ำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จ มอบหมายให้สำเร็จลุลว่ ง
ลลุ ่วงทกุ ครงั้ ลุล่วงเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครั้ง
3. ทำงานร่วมกบั สามารถปฏบิ ตั หิ น้าที่ท่ี สามารถปฏบิ ัติหนา้ ที่ สามารถปฏบิ ัติหน้าทท่ี ี่
ผ้อู ืน่ ได้ ไดร้ บั มอบหมายร่วมกบั ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ได้รบั มอบหมายรว่ มกับ
ผูอ้ ืน่ ได้ไดส้ ำเร็จลุล่วง รว่ มกบั ผอู้ ่นื ได้ไดส้ ำเรจ็ ผอู้ ่ืนได้ไดส้ ำเรจ็ ลลุ ่วง
ทุกคร้ัง ลุล่วงเป็นสว่ นใหญ่ เปน็ บางครง้ั
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรบั ปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถงึ 1 (พอใช)้
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ดี)
5 - 7 คะแนน หมายถงึ 3 (ดเี ยีย่ ม)
8 - 9 คะแนน
419
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 25
โดยจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E
รหสั วชิ า ว31221 รายวิชา เคมี 1 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 3 เร่ือง พันธะเคมี เวลา 25 ช่ัวโมง
เรือ่ ง การใช้ประโยชนข์ องสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ เวลา 1 ช่ัวโมง
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 ผู้สอน นางสาวเจนจริ า จันโทนวน
กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร
________________________________________________________________________
1. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตวั ชว้ี ัด / ผลการเรียนรู้
มาตรฐานการเรียนรู้ (สาระเพ่ิมเติมเคมี)
ข้อ 1 เข้าใจโตรงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและ
สมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์
รวมทั้งการนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ตวั ชี้วดั
ม.4/21 เปรียบเทียบสมบัติบางประการของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ
สืบคน้ ข้อมลู และนำเสนอตวั อย่างการใช้ประโยชน์ของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ
ได้อยา่ งเหมาะสม
ผลการเรียนรู้
เปรียบเทียบสมบัติบางประการของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ สืบค้น
ข้อมูลและนำเสนอตัวอย่างการใช้ประโยชน์ของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะได้
อยา่ งเหมาะสม
2. สาระสำคัญ
สารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ มีสมบัติเฉพาะตัวบางประการท่ี
แตกต่างกันจงึ นำมาใชป้ ระโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสม
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
1. อธิบายการการใช้ประโยชน์ของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ ได้
420
3.2 ด้านทักษะและกระบวนการ (P)
2. เปรียบเทียบสมบัติบางประการของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ
ได้
3. สืบค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอย่างการใช้ประโยชน์ของสารประกอบไอออนิก สาร
โคเวเลนต์ และโลหะได้อย่างเหมาะสม
3.3 ดา้ นคุณลักษณะ (A)
4. ทำงานรว่ มกับผอู้ น่ื มสี ่วนรว่ มในการแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับฟังความ
คิดเห็นของผู้อื่น และรับผิดชอบต่อหน้าท่ีท่ีได้รบั มอบหมาย
4. สาระการเรียนรู้
การใช้ประโยชน์ของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ
สารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ มีสมบัติเฉพาะตัวบางประการที่แตกต่างกัน
เช่น จุดเดือด จุดหลอมเหลว การละลายน้ำ การนำไฟฟ้า จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ
ได้ตามความเหมาะสม
5. สมรรถนะ
5.1 สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
1) ความสามารถในการสอ่ื สาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
4) ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียนของโรงเรยี นมาตรฐานสากล
1) เป็นเลิศทางวิชาการ
2) ส่อื สารไดอ้ ย่างน้อย 2 ภาษา
3) ลำ้ หน้าทางความคดิ
4) ผลติ งานอยา่ งสร้างสรรค์
5) รว่ มกันรบั ผิดชอบต่อสังคมโลก
6. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ 5) อยอู่ ย่างพอเพยี ง
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
1) รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์