The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการควบคุมงานก่อสร้างทางหลวง(การควบคุมคุณภาพวัสดุ)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by runn0248, 2022-05-17 01:32:15

คู่มือการควบคุมงานก่อสร้างทางหลวง(การควบคุมคุณภาพวัสดุ)

คู่มือการควบคุมงานก่อสร้างทางหลวง(การควบคุมคุณภาพวัสดุ)

Keywords: คู่มือการควบคุมงานก่อสร้างทางหลวง(การควบคุมคุณภาพวัสดุ)

45

ง. การบดทบั ไมทวั่ ถงึ อาจเปน เพราะไมควบคุมพนกั งานขบั รถบดใหท ําการบดใหถกู วธิ ี ทาํ ให
บางแหง ถูกบดทบั จนความแนน มาก แตบางแหง ยังไมไดรบั การบดทบั เลย

จ. วัสดุบางแหลง มกี อ นใหญม าก และควบคมุ เกบ็ ออกขณะกอสรา งไมหมด คา ของ Field
Density จะผดิ ไปจากความจริง

2.7 การบดทบั Base Course ดวย Vibrating Roller
เคร่อื งบดทบั ทีน่ ยิ มใชก บั วสั ดพุ วก Granular Materials ในขณะนคี้ อื พวก Vibrating Roller ซ่ึง
ใหผลในการบดทบั ที่คอ นขา งเรว็ แตก ารใชเ ครอื่ งบดทบั นนี้ านเกนิ ควร เพอื่ จะเพมิ่ ความแนน ของวัสดุมสี วน
เสยี คือ
ก. เม่ีอบดทับจนไดความแนน เกือบสงู สดุ แลว การบดทบั เท่ียวตอๆไป แทนทจี่ ะไดค วามแนน
ของวัสดเุ พม่ิ มากขน้ึ แตกลบั ทาํ ใหวสั ดุชน้ั ผวิ ขางบนแตกตัวออกมาในลกั ษณะเปน ฝุน ซ่งึ ความแนนของชัน้
ลางเพิม่ ขึ้นแตเ พียงเล็กนอ ย
ข. การบดทบั จนแตกเปน ฝนุ หรือที่ในสนามนิยมเรยี กกันวา “ตบจนเปนฝุน” น้นั ถาวสั ดเุ ปน
พวก Lime Stone จะยงิ่ แลเห็นไดช ดั เจน ย่งิ ตบมากขน้ึ ช้ันของฝนุ ยิง่ หนาข้นึ ถา ภาวะเปน เชน น้ีเกดิ ข้ึนแลว
การ “ตบ” มากย่ิงขึน้ ไมไ ดท ําใหความแนน ของวัสดุเพิ่มขน้ึ แตก ลับเปลี่ยน Structure ชัน้ ผวิ ของวสั ดไุ ป ซึง่
เปน ผลรา ยแกผ ิวถนน ดงั จะไดกลา วตอ ไปในขออันตรายของ Over Compaction ของ Base Course
2.8 การตัด Fine Grade ของ Base Course
การทาํ Base Course ถึงแมจ ะเตรยี มใหด สี ักเพยี งใดก็ตาม หลังจากการบดทับแลว จะปรากฏเปน
“คล่นื ” หรอื “ลอน” เลก็ นอย ดงั นนั้ จึงมกี ารตัด “Fine grade” เพ่อื จะ “ลบคลื่น” เหลา น้ี
“วัสด”ุ ทอี่ อกมาจากการ “ลบคล่ืน” แทนทีจ่ ะถูกนําออกไปท้ิงนอกเสน ทาง แตก ลับนําไปกลบ
“ทองคลื่น” “วัสด”ุ ดังกลาวนสี้ ว นมากจะเปน พวกกอนเลก็ ๆหรอื “ฝุน” และหลังจากการตัด “Fine grade”
แลว มกั จะมกี าร “ตบ” เพม่ิ เตมิ เพือ่ ใหผวิ เรียบขน้ึ
โดยเหตุผลดงั กลาวนจี้ ะทําให “ทอ งคล่ืน” มีวัสดุชนั้ ฝนุ หนากวา ที่แหงอืน่ และจะไดก ลา วถงึ
“อันตราย” ของชัน้ ฝุนน้ภี ายหลัง
2.9 การกวาดฝนุ กอ นลงชนั้ Prime Cost
การกวาดฝนุ ทวั่ ๆ ไปในขณะน้มี กั จะใชแรงคนกวาดดว ยไมกวาดประดษิ ฐข ึน้ เอง แลวตามดว ย
การใชลมเปาฝนุ “ฝุน” ที่ออกมาในลกั ษณะนส้ี ว นมากเปน “ฝุนอิสระ” ที่ลอยบนผิวแต “ฝุน” ที่เกิดจาก
“การตบจนเปน ฝนุ ” หรือ “ฝุนทองคลื่น” จากการตดั Fine grade ซึง่ เกาะตัวกนั และอดั แนนเปนแผนบางๆ อยู
ขา งบน จะไมห ลดุ ไปโดยการกวาดฝนุ วธิ นี ้ี
บางแหงอาจจะใช Rotary Broom แตนํ้าหนักทใ่ี ชกดไมก วาดไมมากพอ อาจเพราะเนอ่ื งจาก
กลวั หินหลุดออกมาหรอื มีความประสงคแตเ พียงกวาด “ฝนุ อสิ ระ” ออกเทานั้น ผลท่ไี ดอ อกมาจึงไมแตกตาง
กันจากการกวาดท้ัง 2 วธิ ี

46

2.10 อนั ตรายของ Over Compaction ของ Base Course และการตดั Fine Grade
ชน้ั ของฝนุ ท่ีอัดตัวแนนเปน แผน บางๆ อยูข างบน เนื่องจาก Over Compaction หรือจากการ
“ตบ” หลงั จากการตดั Fine grade จะมีอนั ตรายดังนี้
ก. ยางทใี่ ชทาํ Prime Coat จะไมซ มึ ลงไปเทาท่ีควร
ข. ถา Prime ท้งิ ไวน าน และเปด การจราจรจะเกดิ การกระเทาะออกเปนหนา ขาวตงั เน่ืองจาก
“ชัน้ ฝุน ” หลุดออกจากชนั้ หนิ ขางลางบางแหงเปน หลุมบอจนตองซอ มดวย Pre–Mix ภายหลงั กอนลงชัน้
Surface ตอไป
ค. สาเหตุจากขอ ก และ ข ผวิ ทางจะเกดิ การชํารุดเสียหายเรว็ กวากําหนด
การกอ สรางไหลทางนอกจากจะทาํ ตามรายละเอยี ดควบคุมการกอสรางแลว ในฤดูฝนจะตอ งทาํ
การกอ สรา งไหลทางหลงั จากกอสรางชัน้ พ้ืนทาง และ Prime Coat เสรจ็ เรียบรอยแลว เพราะวัสดุ Soil -
aggregate ไหลท างสว นใหญนาํ้ ซมึ ผา นไดยาก จะดกั นาํ้ ไวท ําใหรองพน้ื ทางออ น นอกจากจะใชไ หลท างชนิด
ที่มนี ํา้ ซึมไดดกี วา หรือเทากบั วสั ดุชน้ั พนื้ ทาง
ในกรณที ใ่ี สไ หลท างไวก อนทําพน้ื ทาง เกดิ ฝนตกระหวา งการทาํ งาน หรือมีน้ําในพื้นทางมาก
ใหรอื้ พ้นื ทางและไหลทางออก แลว ทาํ การบดทับรองพน้ื ทาง และตรวจสอบใหม ีคณุ ภาพถกู ตองเสียกอนจึง
จะดําเนินการกอ สรา งตอ ไปได
2.11 ชัน้ ท่กี อ สรางทง้ิ ไวน าน
ช้ันทางตา งๆ ท่กี อ สรา งทิง้ ไวนาน และเกดิ เสยี หายเปนหลมุ บอ หรอื รอ งลอ หรือเสยี ระดบั
เนื่องจากนา้ํ หนกั จะทําใหนาํ้ ขงั ได ควรแนะนําใหแ กไ ขเสยี กอ นทําการกอสรา งชั้นตอไปเพราะนาํ้ ทีผ่ สมกับ
ชั้นใหมจ ะลงไปขังบนชัน้ ทีก่ อ สรา งไวแลว ทาํ ใหเกดิ Soft ขน้ึ ได

3. การดนั และการกองวสั ดุ
3.1 การดนั และกองวัสดุในแหลง

เพอื่ จะไดว ัสดคุ ณุ ภาพสมาํ่ เสมอ ใชประโยชนไดม ากทสี่ ุด ใหป ฏิบัติตามคําแนะนํา เรอื่ ง “การควบคมุ การ
เปดบอวสั ดุสรา งทาง (Soil–aggregate)” ในบทท่ี 4

นอกจากนัน้ ควรหาทางระบายนาํ้ ออกจากบอ วัสดุ หรอื ปองกนั นาํ้ ทว มวัสดุ เมอื่ เกดิ ฝนตก
เพ่อื ใหว สั ดุไมแ ชนํ้าและนําออกไปใชไ ดใ นฤดฝู น เชน ถา บรเิ วณแหลงวสั ดุเปนท่ลี าดเอยี งกเ็ ลอื กดนั บริเวณ
ทต่ี ํ่าท่ีสดุ กอน แลว กองวัสดไุ วบ นทส่ี ูง เมอื่ ถงึ ฤดูฝนน้าํ จะไมทว มกองวัสดุแตจ ะขังอยูบริเวณทต่ี ํา่ ซง่ึ ดนั วัสดุ
ออกไปแลว นา้ํ จะไมร บกวนวสั ดทุ ่ีเหลือ หรือรบกวนนอย และหาทางระบายออกไดง า ย ถาบรเิ วณแหลงวสั ดุ
เปนทรี่ าบใหด นั ชน้ั วัสดุทจ่ี ะนําไปใชไ ดลกึ ท่ีสดุ กอน และนําวัสดไุ ปกองไวบนทสี่ ูง เมอ่ื มีนํ้าขงั ก็สามารถสูบ
ออกจนระดับนาํ้ ไมรบกวนวสั ดุสวนทเ่ี หลือได

47

การเลอื กบริเวณทีด่ นั วัสดแุ ละกองวัสดนุ ้สี าํ คัญมาก เพราะฤดูฝนงาน Subgrade ทาํ ไมไดถ า ไม
สามารถหา Soil-aggregate ไปปดหนาชน้ั Subgrade ไว ก็จะทําให Subgrade ท่ที าํ เสรจ็ แลวเสียหาย เชน บาง
แหงอาจตอ ง Benching ใหม บางแหง ตองปาดทิ้งเพราะออ นตัว รถผา นไมไ ด เปน ตน

Top Soil
Top Soil

Soil Aggregate Soil Aggregate

เลอื กดนั บริเวณทตี่ ํา่ ที่สุดกอ น เลือกดนั บรเิ วณทม่ี วี สั ดใุ ชไดลกึ ท่สี ุดกอ น

บริเวณแหลง วัสดเุ ปน ทีล่ าดเอียง บรเิ วณแหลง วสั ดุเปน ทรี่ าบ

3.2 การกองวสั ดใุ กลห นางาน
ก) สถานท่ีท่ีจะกองวสั ดุตอ งไมม ีวัชพืชหรือสง่ิ อืน่ ใดทเ่ี ขา ไปปะปนกบั Soil aggregate ใน
กองได ปรบั ระดบั ใหเรยี บ ระบายนํ้าไดด ี แนน แขง็ แรง เปนท่ีสงู นา้ํ ไมทวม ทางเขา ออกไมเ ปน หลมจนทํา
ใหดนิ โคลนตดิ ลอ รถบรรทุกและไมอยูใ นทําเลท่จี ะถกู รบกวนจากการจราจรหรือส่งิ อ่นื ใดทท่ี าํ ใหม วี สั ดุทไ่ี ม
ตองการเขามาปะปนได
ข) การนาํ วัสดุ Soil-aggregate เขากอง กองวสั ดุ Soil–aggregate ท่มี ปี ริมาณตง้ั แต 500 ม3
ข้นึ ไปจะตองทาํ เปน ชัน้ ๆ แตล ะชน้ั หนาไมเกนิ 1 เมตร โดยทําลาดเอยี งใหรถบรรทกุ สามารถขึ้นไปเทได ถา
ใชร ถ Bulldozer ดนั วัสดุขึ้นกองควรใชใ บมีดชนดิ งองมุ เพื่อปอ งกนั Segregation และอยาทําใหก องเปนรูป
กรวยเปนอนั ขาด กองชน้ั ลา งใหเ สร็จแลว จึงเริ่มชัน้ ใหม ช้ันบนตองมพี น้ื ท่ีเลก็ กวา ชนั้ ลา ง จนไมท ําใหวัสดุ
ชนั้ บนตกลงไปตาม Slope ของชั้นลาง การขยายกองใหเรมิ่ จากชน้ั ลางขน้ึ ไปเปนชนั้ ๆ เชนเดียวกับเรมิ่ กอง
ใหม ไมทาํ การใดๆ ท่ีเห็นวา อาจทําใหก อ นวสั ดุแตก Segregate หรอื วัสดเุ สอ่ื มคณุ ภาพ
ค) การนําไปใช ใหร ะมดั ระวัง Segregation และสิ่งแปลกปลอมเขา ไปปนกับ Soil aggregate
อาจเพิม่ ความชนื้ เพอ่ื ชว ยใหท าํ งานงายขน้ึ เมื่อถึงวสั ดุชนั้ ลา งสุด ตอ งระมัดระวังเปน พิเศษ โดยเฉพาะในฤดู
ฝนถา สถานที่กองวสั ดทุ ําไวไ มด ีพอ เมือ่ พน้ื ลางมีความชนื้ สงู จะออ นตวั และเขาไปรวมกับ Soil Aggregate
ไดงา ย

48

บทท่ี 6
การเก็บตวั อยา ง (Sampling)

บทนํา

ในการควบคมุ คุณภาพวสั ดุ (Material Control) การเกบ็ ตวั อยางเพื่อทดสอบคณุ ภาพเปนขบวนการที่
ตอ งปฏิบัตดิ ว ยความระมดั ระวังอยางสงู ทุกข้นั ตอน เพอื่ ใหผลทดสอบทไ่ี ดเ ปน ตวั แทนคุณลักษณะทแ่ี ทจริง
ของวัสดุนน้ั โดยการเก็บตวั อยา งตอ งปฏบิ ตั ติ ามขบวนการทีง่ านกอ สรางน้ันๆกําหนด เพื่อไมใ หเ กดิ ปญหา
ในกรณที ี่ผลการทดลองใชไมไดแ ละปฏเิ สธทจี่ ะรบั วัสดุ ซงึ่ ผรู บั จางหรอื ผูสง วสั ดอุ าจไมย อมรบั ผลทดลอง
โดยอางข้ันตอนในการเก็บตวั อยางไมถกู ตอ ง ในกรณที ีไ่ มส ามารถดาํ เนินการเกบ็ ตวั อยา งตามขบวนการท่ี
กาํ หนดได จะตอ งบนั ทึกรายละเอียดการเกบ็ ตวั อยา งทงั้ หมด และรายงานมาพรอมกบั ผลการทดลองดวย

สงิ่ สาํ คัญทีต่ อ งพิจารณาเสมอในการเกบ็ ตวั อยาง คอื การเลอื กจุดเกบ็ ตวั อยา งและจาํ นวนตวั อยา งที่
จะเก็บ ซ่ึงข้ึนอยูก บั ปริมาณวัสดทุ ้งั หมด เชน ปริมาณวสั ดุมากจดุ เกบ็ ตัวอยางและจาํ นวนตวั อยา งท่เี กบ็ ก็จะ
มากตามไปดว ย นอกจากนี้ยงั ขึน้ อยูกับจดุ ประสงคในการตรวจสอบคุณภาพ คอื ถาตองการประเมนิ คณุ ภาพ
วัสดทุ ัง้ หมด จะนาํ ตวั อยางทงั้ หมดมารวมกนั แลว ตรวจสอบคณุ ภาพ แตถ าตองการประเมนิ ความสมา่ํ เสมอ
และความผนั แปรของวัสดุ จะตองทําการตรวจสอบคณุ ภาพทกุ ๆ ตัวอยา งท่ีเกบ็ มา

การลดทอนปรมิ าณตัวอยางเพ่ือใหม ปี ริมาณพอเหมาะกบั การทดลองแตละประเภท จะตอ งปฏบิ ัติ
ตามวธิ กี ารทถ่ี กู ตอ งดว ย

วิธีการเก็บตวั อยา งท่จี ะนํามาเสนอตอ ไปนเี้ ปน ของ COUNTRY ROAD BOARD (CRB.) ประเทศ
ออสเตรเลยี ซึ่งเปน วิธีการเก็บตวั อยา งวัสดจุ ากโรงโม (Quarry Plants) กองวัสดุ (Stockpile) รถขนวัสดุ
(Trucks) และ ชน้ั วัสดุบนถนน (Roadbed)

1. ขอบขา ย (SCOPE)
กระบวนการนี้ใชสําหรับเก็บตัวอยางวัสดุประเภท วัสดุมวลรวม และวัสดุช้ันทางจากโรงโม

(Quarry Plant) กองวสั ดุ (Stock Pile) รถขนวัสดุ (Trucks) และชน้ั วสั ดบุ นถนน (Roadbed)

2. เครอื่ งมอื (APPARATUS)
เคร่อื งมือทใี่ ชในการเก็บตวั อยาง ขึน้ กับชนิดของวสั ดแุ ละขบวนการทใ่ี ชใ นการเกบ็ ตวั อยา ง

(1) ถาดเก็บตวั อยา งสําหรบั สายพานเคล่อื นท่ีรบั วัสดจุ ากยุง ปลอยวสั ดุ (Moving Conveyor
Belt) ขนาดเปลย่ี นแปลงข้ึนอยูกบั ความกวา งของสายพานและปริมาณของวัสดทุ ่ตี องการ (รปู ท่ี 6.1)

(2) แผน กนั สาํ หรบั เก็บตวั อยางจากสายพานทห่ี ยดุ (Stopped Conveyor Belt) ควรจะมี
รูปรางทพี่ อเหมาะกับสายพานและความกวา งเปลย่ี นแปลงได

49

(3) ทอเก็บตวั อยาง มขี นาดเสนผาศูนยกลางประมาณ 80 มลิ ลิเมตร และยาวประมาณ 1.4
เมตร (รปู ที่ 6.8)

(4) พล่ัวตกั ดนิ
(5) แผน กน้ั สําหรบั เกบ็ ตวั อยา งจากกองวสั ดุ เปน แผนโลหะซงึ่ มีขนาดประมาณ 700 x 300
มิลลิเมตร เช่ือมตดิ กบั เหลก็ เดอื ย 2 อัน เพอ่ื ยึดแผนกั้นใหอ ยกู ับตาํ แหนงท่ตี องการ (รูปที่ 6.7)
(6) ตาช่งั (Balance) สามารถชง่ั ได 25 กก. และมคี วามละเอยี ด 50 กรมั
(7) Quartering Sheet เปน แผน พลาสตกิ หรือผา ใบขนาดประมาณ 1.5 x 1.5 ม. หรือ เครื่อง
แบง ตัวอยา ง (Sample Splitters)
(8) แปรง เกรียง
(9) ถงุ เกบ็ ตวั อยาง
3. ปรมิ าณตัวอยา ง (QUANTITY OF MATERIAL REQUIRED)
ปริมาณตัวอยางนอ ยสดุ ทต่ี อ งเกบ็ จากวสั ดทุ ง้ั หมด ขนึ้ กบั ขนาดใหญส ุดของเม็ดวสั ดุนน้ั
ปริมาณตวั อยางตาํ่ สดุ ทตี่ องเก็บแสดงดงั ตารางที่ 6.1 ซงึ่ ปรมิ าณวัสดดุ งั กลาวนเ้ี พยี งพอสาํ หรับการทดลองท่ี
ทาํ กนั โดยท่ัวไปอยาง เชน การจําแนกวสั ดุ (Classification) ถามกี ารทดสอบเพิ่มขน้ึ ปรมิ าณของตัวอยา งท่ีทาํ
การเก็บ จะตอ งเพ่มิ ขึน้ ตามปรมิ าณท่ตี องการใชใ นการทดสอบน้นั ๆ (ซ่งึ สามารถดูจากวธิ กี ารทดสอบนัน้ ๆ
วา ตองการปรมิ าณเทาใด)

ขนาดเมด็ วสั ดใุ หญส ดุ วัสดุมวลรวม วสั ดขุ นาดเดยี ว
(มิลลิเมตร) (กิโลกรัม) (กโิ ลกรัม)
75.0 20
53.0 40 15
37.5 35 10
19.0 30 10
9.50 20 5
4.75 10 5
5 3
< 4.75 3

ตารางที่ 6.1 ปรมิ าณตวั อยางต่าํ สุด

หมายเหตุ ขนาดเมด็ วัสดุใหญสุด คอื ขนาดชอ งเปด ตะแกรงใหญสุดซง่ึ มวี ัสดคุ า งอยู

50

4. วธิ ีการเกบ็ ตวั อยา ง (PROCEDURE)
4.1 การเก็บตัวอยางจากถังปลอยวัสดุ หรือสายพานลําเลียงสงวัสดุท่ีกําลังเคล่ือนท่ี

(Sampling From a Bin or From a Moving Conveyor Belt)
ใชเครือ่ งมอื และวิธกี ารดังตอ ไปนีใ้ นการเก็บตวั อยา ง :
(1) ทาํ การเกบ็ ตัวอยางจากสายพานอัตโนมัติทีต่ ดิ ต้ังไว เพ่อื รบั วสั ดทุ ง้ั หมดออกมาจากถงั

ปลอยวัสดุ หรือสายพานลาํ เลียงวสั ดุ โดยอาจเกบ็ ครงั้ เดียวหรอื หลายครงั้ ก็ได จนไดปริมาณตวั อยา งตาม
ตารางที่ 6.1

(2) วางถาดเก็บตวั อยา งทม่ี ขี นาดเหมาะสมลงบนสายพาน แลว ปลอ ยใหเ คลื่อนที่ผานจดุ
ปลอยวสั ดทุ ม่ี าจากสายพานลาํ เลยี ง หรือถังปลอ ยวัสดเุ พยี งครงั้ เดียว หรือทาํ ซ้ําหลายคร้ังก็ได จนไดป รมิ าณ
ตัวอยางตามตารางท่ี 6.1 (รปู ที่ 6.1)

(3) ปลอ ยวสั ดจุ ากถงั ปลอ ยวสั ดหุ รอื สายพานลาํ เลียงลงบนรถบรรทกุ จนกระทงั่ ไดป รมิ าณ
ใกลเ คยี ง 1 ลกู บาศกเมตร เกลย่ี ปาดยอดกองใหไดร ะดับสม่ําเสมอ ทําการเกบ็ ตัวอยา งใชพ ล่ัวขุดลงในแนวด่งิ
บริเวณจดุ ศูนยก ลางของกองแลว เกบ็ ตวั อยา งจากหลุมทขี่ ดุ โดยขนาดของหลมุ ขดุ ตอ งใหไดปริมาณตัวอยาง
เพยี งพอตาม ตารางท่ี 6.1 (รูปท่ี 6.2)

เก็บตวั อยางวสั ดเุ ม็ดละเอยี ดจากถงั ปลอ ยวัสดุ เกบ็ ตวั อยา งวสั ดุเมด็ หยาบจากถงั ปลอ ยวัสดุ

รปู ที่ 6.1 การเกบ็ ตวั อยางจากสายพานเคลอื่ นท่ี

รูปท่ี 6.2 เก็บตวั อยางวสั ดุจากปริมาณวัสดุ 1 ลกู บาศกเมตร

51

เพอ่ื หลกี เลี่ยงการแยกตัวของวสั ดขุ ณะเก็บตัวอยางถงั ปลอ ยวัสดุจะตองมวี สั ดบุ รรจอุ ยไู มน อยวา สาม
ในส่ีของขนาดบรรจุ

4.2 การเกบ็ ตวั อยา งจากสายพานลําเลยี งทห่ี ยดุ (Sampling From a Stopped Conveyor Belt)
ใชแผนกนั้ กั้นสว นของวสั ดบุ นสายพานโดยแผน กน้ั มขี นาดความกวางพอดกี ับสายพานเก็บ
ตวั อยางวสั ดุระหวางแผนกน้ั ท้ังหมด โดยเฉพาะสว นละเอียดตอ งใชค วามระมดั ระวังเปนพเิ ศษ และเพือ่ ให
ไดป ริมาณตวั อยางตามตารางท6่ี .1 อาจจําเปน ตอ งปฏบิ ัติซํา้ จากสวนอ่ืนๆบนสายพานแลว นํามารวมกนั
เพื่อใหไ ดป ริมาณตามตอ งการ (รูปที่ 6.3)

วางแผนกั้น ใชพลว่ั เกบ็ ตวั อยางวัสดุ

ใชแปรงชวยเกบ็ รายละเอยี ด
รปู ท่ี 6.3 เก็บตวั อยา งจากสายพานทหี่ ยุด

52

4.3 การเกบ็ ตวั อยา งจากหอ งผสม ( Sampling From a Pug Mill)
ใชก ระบวนการเกบ็ ตัวอยา ง เชน เดียวกบั ขอ 4.1 (3)
4.4 การเกบ็ ตวั อยา งจากรถบรรทกุ ( Sampling From a Loaded Truck )
เกลี่ยวสั ดใุ หส ม่ําเสมอตลอดกระบะบรรทกุ ใชพล่วั ตกั เกบ็ วสั ดุตวั อยางไมต่ํากวา 5 หลมุ
กระจายใหท ว่ั โดยแตล ะหลมุ ตองหา งกนั ไมต าํ่ กวา 1 เมตร ตักวัสดุ 20 เซนติเมตรแรกจากผิวบนทิ้งไป แลว
จึงขุดเกบ็ ตวั อยางวัสดแุ ตล ะหลุมมารวมกนั จนไดป ริมาณตัวอยา งตามตารางท่ี6.1 หา มไมใ หเก็บตวั อยา งท่ี
ระยะใกลก วา 30 เซนติเมตร จากดานขา ง และดา นลางกระบะบรรทกุ (รูปท่ี 6.4)

รปู ที่ 6.4 เกบ็ ตัวอยา งจากรถบรรทุก

หมายเหตุ การเกบ็ ตวั อยางเพ่ือใหไ ดต วั อยางตัวแทนทด่ี ีจากรถบรรทกุ ทําไดย ากควร
ปฏิบัติเม่ือไมส ามารถหาวิธกี ารเก็บตวั อยางท่ดี กี วาได

4.5 การเก็บตวั อยา งจากเครอ่ื งปูวสั ดุ (Sampling a Paving Machine)
ใชพลวั่ ตักเกบ็ ตัวอยา งวัสดุจากสวนท่เี กบ็ กกั กอ นท่ีจะปอู ยา งนอย 3 จุด โดยใหไ ดป รมิ าณ
ตวั อยา งรวมกนั ตามรางท่ี 6.1
4.6 การเกบ็ ตวั อยางจากกองวสั ดขุ นาดเลก็ หรือวสั ดทุ ี่กองเปนแนวยาว (Sampling From
Small Heaps or Windrows)
เกลย่ี ยอดบนของกองใหเ รยี บแบนแลว จงึ ใชพ ล่วั เกบ็ ตัวอยา งวสั ดุโดยขุดลงในแนวดิ่งจาก
ระดบั บนตลอดความลกึ ของกองวัสดุ โดยขนาดของหลมุ ขดุ ตองใหไดป ริมาณตวั อยางเพยี งพอตาม ตารางท่ี
6.1 (รูปที่ 6.5)

53

รูปท่ี 6.5 เกบ็ ตวั อยา งจาก Wind Row

4.7 การเก็บตวั อยางจากกองวสั ดกุ อสรา ง (Sampling from a Stockpile)
การเกบ็ ตวั อยา งตวั แทนทีด่ ีจากกองวัสดนุ นั้ ทําไดย าก นอกเสยี จากจะมีเคร่อื งจักรขนาด
ใหญช วยจึงจะทาํ ใหไ ดตวั อยา งท่ดี ี ดังน้ันควรเกบ็ ตัวอยางกอนหรอื ระหวางการทาํ กองวสั ดุ ในกรณี
จําเปน ตองเกบ็ ตัวอยา งจากกองวัสดขุ นาดใหญ ควรใชเ ครือ่ งจักรขนาดใหญ เชน รถตัก (Front-End Loader)
ชวยในการเกบ็ ตัวอยาง (รปู ท่ี 6.6)
การเก็บตวั อยา งจากกองวสั ดุ เม่อื ตอ งการคณุ สมบตั โิ ดยรวมของวสั ดทุ งั้ หมด จะตอ งเกบ็
ตวั อยา งสว นตา งๆ ของกองวสั ดุ 5-6 ตาํ แหนง แลว นํามารวมกันใหไ ดป ริมาณตามตารางที6่ .1 แตเ มอื่ ตองการ
ทราบความสมํา่ เสมอและความผันแปรของวสั ดุดว ย ปรมิ าณตวั อยา งท่เี กบ็ แตล ะสว นตอ งเปนไปตามตารางที่
6.1
การเลือกขบวนการเก็บตวั อยางวิธใี ดขน้ึ อยูกับปจจัยตา ง ๆ เชน ความสงู ของกองวสั ดุ ชนิด
วสั ดุ วิธีการทาํ กองวสั ดุ ลักษณะการแยกตัวของกองวัสดุ และจดุ มุงหมายของการเกบ็ ตวั อยา งวาตอ งการหา
คณุ สมบตั โิ ดยรวม หรอื ตองการหาความสม่ําเสมอและความผนั แปร (Variation) ของวัสดุแตละกอง
ในการหาคณุ สมบตั โิ ดยรวมของกองวัสดุ ควรเก็บตวั อยา งทดสอบทกุ ๆ 500 ตัน แตถ า มี
การทาํ กองวสั ดุขนาดใหญมาก เชน 10,000 ตนั หรอื มากกวา อาจปรับการเกบ็ ตวั อยางโดยเกบ็ ตัวอยา ง
ทดสอบทุก ๆ 1,000 ตัน
โดยท่ัวไปเพอ่ื ความงา ย สะดวก และ ความถูกตองในการเก็บตัวอยา ง กองวัสดุควรมีขนาด
ประมาณ 2,000 ตนั การเก็บตวั อยา งตวั แทนแตล ะกองวสั ดุขนาดเลก็ หลาย ๆ กอง ดีกวาเก็บตัวอยางเดียวจาก
กองวัสดุขนาดใหญ

54

(1) การเก็บตวั อยางจากกองวัสดโุ ดยใชเ คร่ืองจกั รหนัก เชน รถตกั (Sampling From a
Stockpile With The Aid of Power Equipment Such as a Front-End Loader) ใชร ถตกั ตักวสั ดจุ ากฐานขึ้น
ดา นบนประมาณ 2 - 3 ตัก จนกระทงั่ พบผวิ หนา ดา นในของวัสดุ (Fresh Face) ตอจากน้ันตักวสั ดุ 1 ตกั หรอื
มากกวา โดยตกั จดุ เดยี วหรือมากกวา เทวสั ดจุ ากรถตกั กองลงบนพืน้ ทส่ี ะอาดใชรถตกั เกลีย่ กองวสั ดใุ หแ บน
เรยี บเกบ็ ตวั อยา งโดยใชพ ลว่ั ขดุ ตกั วัสดใุ นแนวด่ิงตลอดความหนาวัสดุ โดยขนาดหลุมทขี่ ดุ เกบ็ ตวั อยา งตอ งมี
ขนาดใหญพอเพ่อื ใหไ ดต วั อยางตามตารางที่ 6.1 (รปู ท่ี 6.6)

ตักวสั ดจุ นพบผวิ หนาดานใน (Fresh face) ตกั วัสดเุ ตม็ ตกั

ทาํ ใหก องแบนราบ ใชพ ลัว่ ตักเก็บตวั อยางวสั ดุ

รูปท่ี 6.6 เก็บตวั อยา งจากกองวสั ดุโดยใชร ถตกั

55

(2) เก็บตัวอยา งจากกองวสั ดโุ ดยใชม อื (Sampling From a Stockpile by Hand)
เลือกบริเวณทจี่ ะเก็บตวั อยางวสั ดุจากบรเิ วณดา นบน กลาง และฐานของกองวสั ดุ เสียบแผน
ก้นั เพ่ือปองกนั ไมใหวัสดจุ ากดา นบนไหลลงมาบริเวณพนื้ ทเ่ี กบ็ ตวั อยา ง เปด ผิวหนา วสั ดุบริเวณเก็บตวั อยา ง
ประมาณ 20 เซนติเมตรจากผิวหนาและยาวประมาณ 1 เมตรจากแผนกั้นจนพบผวิ ดา นในของวสั ดุ เก็บ
ตัวอยา งโดยใชพ ล่ัวตดั เซาะวัสดเุ ปน รองจากดานลา งขึน้ บนบรเิ วณพืน้ ที่ทเ่ี ปด รวบรวมวัสดทุ ตี่ ดั เซาะออกมา
จนไดปรมิ าณตามตารางท่ี6.1 ซง่ึ อาจจะเก็บจากจดุ เดยี วหรือจากหลายๆจุดรอบกองวสั ดุ ทั้งนข้ี ้ึนอยูก ับ
สภาพแวดลอ มและขบวนการในการเก็บตวั อยา ง (รปู ท่ี 6.7)

เปด ผวิ หนา จนพบผิวหนา ดา นใน ใชพลัว่ ตกั เก็บตวั อยา งวัสดุโดยตกั เปนแนวรอง

รูปท่ี 6.7 เกบ็ ตวั อยางจากกองวัสดโุ ดยใชม อื

(3) การเก็บตัวอยางจากกองวัสดุชนิดเม็ดละเอียด (ขนาดเล็กกวา 10 มิลลิเมตร) โดยใชทอเก็บ
ตัวอยาง (Sampling from a stockpile (10 mm. or less) by mean of sampling tube) สอดทอตามแนวราบเขา
ไปในกองวสั ดุ โดยใหด า นท่มี ชี องเปดอยูดานลาง จากนนั้ หมุนทอ 180 องศาและดึงออกมาจากกองวัสดุ เก็บ
ตัวอยา งโดยรวบรวมวัสดทุ ค่ี า งในทอเกบ็ ตวั อยา งจากหลายๆจุดจนไดป รมิ าณตามตารางที่ 6.1 (รปู ที่ 6.8)

4.8 การเก็บตวั อยาง Sealing Aggregate (Sampling Sealing Aggregate Stacked Template)
ควรเก็บตวั อยา งทุกๆ 50-70 ลูกบาศกเ มตร ในกรณีท่ีแนวโนม วัสดุคณุ ภาพไมส มํ่าเสมอ มี
ความผันแปรมากตองเพ่มิ ความถ่ใี นการเกบ็ ตวั อยา ง โดยแตล ะตวั อยา งตอ งไดปริมาณตามตารางท่ี 6.1
(1) การเก็บตวั อยาง Fine Sealing Aggregate (ขนาดเลก็ กกวา 10 มิลลิเมตร)โดยใชท อ เกบ็
ตัวอยา ง (Sampling Sealing Aggregate (10 mm. or less) by Mean of Sampling Tube)

56

สอดทอ ตามแนวราบเขา ไปในกองวสั ดุโดยใหด านท่มี ีชอ งเปดอยดู านลา ง จากนน้ั หมุนทอ
180 องศาและดงึ ออกมาจากกองวสั ดุ เกบ็ ตัวอยา งโดยรวบรวมวัสดทุ ีค่ างในทอ และเกบ็ ตวั อยางที่ความสงู
ตางๆกันตลอดความยาวของกองจนไดป รมิ าณตามตารางที่ 6.1 (รูปที่ 6.8)

(2) การเกบ็ ตวั อยา ง Sealing Aggregateโดยใชพล่ัว (Sampling Sealing Aggregate Means of
a Shovel)สําหรบั Aggregateทีม่ ีขนาดใหญก วา 10 มลิ ลเิ มตร ไมสามารถใชท อ เก็บตวั อยางได ตองใชพลว่ั ใน
การเก็บตวั อยาง โดยเก็บจากดานขา งท้งั สองของกองและดา นบนของกองจนไดปรมิ าณตามตารางที่ 6.1

เกบ็ ตัวอยางขางกองโดยเปด หนา วัสดดุ า นขางกองออกลึกประมาณ 20 เซนติเมตรต้ังแตยอด
กองจนถึงฐานกองแลว เก็บวสั ดุบริเวณฐานกองโดยขุดเกบ็ เขาไปในผวิ หนา ที่เปดใหม สวนดา นบนของกองก็
เปดหนาวัสดุออก 20 เซนติเมตรแลว ขดุ เก็บวสั ดุในผวิ หนา ทเ่ี ปดใหม

สอดทอ เขาไปในกองวัสดุ ดึงทอ ออก

เกบ็ ตวั อยา งวสั ดุ เครอ่ื งมือ

รูปที่ 6.8 เก็บตัวอยาง Sealing Aggregate โดยใช Sampling Tube

57

4.9 การเก็บตวั อยา งบนชน้ั ทางของถนน (Layer in The Roadbed)
ในกรณีจาํ เปน ใหท ําชน้ั ทางทจ่ี ะเก็บตัวอยา งใหหลวมกอนแลว จงึ ใชพลวั่ ขุดลงในแนวดงิ่
ตลอดความลกึ ของชน้ั ท่ตี อ งการเกบ็ ตวั อยางโดยเกบ็ จาก 1 หลมุ หรือหลายๆหลุมโดยขนาดหลมุ ตอ งกวาง
เพยี งพอ เพ่อื ใหไ ดป ริมาณตามตารางท่ี 6.1

5. การบรรจุตัวอยา ง และการระบแุ หลง วัสดุ (Packaging and Identification)
5.1 ภาชนะบรรจุ (Containers)
การบรรจุแตละตวั อยา ง อาจจะใชภาชนะบรรจุอนั เดียวหรอื หลายภาชนะกไ็ ด ขึน้ กบั ความ

สะดวกในการเก็บตวั อยา ง ภาชนะบรรจตุ อ งทาํ จากวสั ดทุ ปี่ อ งกันการสูญหายของวสั ดุตวั อยาง โดยเฉพาะ
วัสดุสว นละเอยี ด ทัง้ ระหวา งการจัดเกบ็ และการขนสง นอกจากนี้จะตอ งมคี วามแขง็ แรงเพียงพอที่จะปอ งกนั
ไมใ หคณุ สมบัตขิ องวสั ดตุ วั อยา งเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพเดมิ

5.2 ปา ยชอ่ื ระบแุ หลง วสั ดุ (Labeling)
ภาชนะบรรจุตวั อยา งทกุ ภาชนะจะตอ งมีปา ยแสดงขอ มลู ตา ง ๆ อยา งละเอยี ดและเดน ชดั

(1.) ท่อี ยซู ง่ึ ตวั อยางจะถกู สง ไป
(2.) เคร่ืองหมายระบุตวั อยาง
(3.) จาํ นวนภาชนะบรรจทุ บ่ี รรจตุ วั อยา งแตล ะตัวอยา ง
(4.) ชนดิ และแหลงวัสดุ
(5.) ชือ่ และตําแหนง ของบคุ คลทจ่ี ะรับตัวอยา ง

58

บทท่ี 7
การออกแบบสว นผสมดินซเี มนต เพอื่ ใชเ ปน วสั ดุชนั้ พ้ืนทาง

บทนาํ
การปรับปรงุ คณุ ภาพดินโดยวธิ ีการผสมปูนซเี มนตเ พ่อื ใชเปน วสั ดุชนั้ พ้ืนทางแทนหนิ คลกุ โดยมกี าร

กําหนดใหพ ้นื ทางดินซเี มนตจ ะตอ งมคี า Unconfined Compressive Strength เทา กับ 17.5 กโิ ลกรมั ตอตาราง
เซนตเิ มตร (250 ปอนดตอ ตารางนวิ้ ) หรือตามที่กาํ หนดไวใ นแบบนั้น

คา Unconfined Compressive Strength ข้ึนอยูกับองคประกอบท่สี าํ คัญซง่ึ มผี ลตอลกั ษณะการแข็งตวั
ของดินซีเมนต มดี งั นี้

1. คุณสมบตั ขิ องดิน
ดนิ ตามธรรมชาตจิ ะมีคณุ สมบตั ทิ างกายภาพและทางเคมีเฉพาะตวั ซงึ่ มคี วามสาํ คัญตอ คุณสมบัติทาง
วิศวกรรมของดิน คณุ สมบตั ขิ องดนิ สามารถวิเคราะหโ ดยอาศัยพน้ื ฐานทางดา นฟส ิกสแ ละเคมี โดยอาจกลาว
สรปุ ไดวา การกระจายของขนาดเมด็ ดิน (Particle Size Distribution) คือสัดสว นของทราย (Sand) ดนิ ตะกอน
(Silt) และดนิ เหนยี ว (Clay) อนิ ทรยี สาร สารประกอบอื่นๆ เชน เกลือซลั เฟตหรือคลอไรด และองคประกอบ
ทางเคมี เปน องคประกอบหลักท่มี ีอิทธพิ ลตอ คุณสมบตั ขิ องดนิ ซีเมนต
2. ปริมาณและประเภทของปนู ซีเมนต
ปรมิ าณและประเภทปนู ซเี มนตทใี่ ชเพอื่ ปรับปรุงคณุ ภาพดินมผี ลอยา งมากตอ การพฒั นาคณุ สมบตั ิ
ของวัสดุ โดยหลักทว่ั ไปแลว ปูนซเี มนตช นิดเดยี วกนั ปรมิ าณปนู ซีเมนตท ีเ่ พ่ิมขน้ึ จะทาํ ใหค ณุ สมบตั ิของดิน
ซเี มนตด ขี น้ึ ดว ยภายใตเงื่อนไขตวั แปรชนดิ อนื่ มคี า คงทีแ่ ละดนิ มคี วามชน้ื เพยี งพอตอ ปฏกิ ิรยิ า Hydration ใน
กรณีปนู ซีเมนตตา งประเภทกันยอ มมีผลตอ การพัฒนากาํ ลังของดินซีเมนต ข้นึ อยกู บั องคป ระกอบของสาร
(Cementitious Compounds) และชนิดรวมทั้งปริมาณของ Hydration Products ทเี่ กิดขึน้ เม่ือทาํ ปฏกิ ริ ยิ ากับนาํ้
และดิน
3. น้ํา

นา้ํ เปนองคป ระกอบทส่ี าํ คัญอันหน่งึ ในการปรับปรงุ คณุ ภาพดนิ ดว ยวธิ เี คมี เพราะวา นํ้าเปน
ตัวควบคมุ การเกิดปฏกิ ริ ยิ า Hydration และการเพิ่มขึ้นของกําลังในดนิ โดยปกติปริมาณนา้ํ ขณะเรม่ิ ผสมจะมี
ความสัมพนั ธก บั คา Unconfined Compressive Strength ของดินซีเมนต ปริมาณความช้ืนในดนิ ท่นี อ ยเกนิ ไป
จะไปทาํ ใหปฏกิ ริ ยิ าดาํ เนนิ ไมสมบูรณ เนื่องจากปฏิกริ ยิ าดังกลา วอาจจะหยุดชะงกั กอ นท่ปี นู ซีเมนตทม่ี อี ยจู ะ
เปลยี่ นไปเปน สารเชือ่ มประสานเมด็ ดิน (Cementitious Materials) ในกรณีปรมิ าณความชน้ื ในดนิ มากเกนิ ไป
จะทําใหนาํ้ สว นเกินจากปฏิกริ ิยายังคงเหลืออยูกระจดั กระจายทวั่ โครงสรา งของดินท่ีแข็งตัวแลว และกอให
แรงดันนาํ้ ภายในชอ งวา งเม็ดดนิ (Internal Excess Pore Pressure) เมื่อมีแรงจากภายนอกมากระทาํ เปน ผล
นาํ ไปสกู ารวบิ ตั ขิ องดินทีค่ ากําลงั ท่ีตาํ่ กวา ความเปนจริง

59

4. เทคนคิ การปรับปรงุ
นอกจากองคประกอบท่ีกลาวมาแลว คุณสมบัติของดินซีเมนตยังขึ้นอยูกับเทคนิคการปรับปรุง
คุณภาพ ระยะเวลาผสมที่ตางกัน ความเร็วในการผสม วิธีการบดทับ เงื่อนไขการบม ตลอดจนการปรับปรุง
สภาพดนิ กอนการปรบั ปรุง และการดแู ลหลังการผสม
องคป ระกอบทั้งหมดทไี่ ดก ลาวมาน้ัน จะมีความสัมพนั ธซง่ึ กันและกนั ดังนน้ั ในการออกแบบ
สว นผสมดินซเี มนต ควรจะมคี าความปลอดภัยไว โดยกาํ หนดใหค า Unconfined Compressive Strength ของ
สวนผสมซเี มนตม คี า ระหวา งรอยละ 105 ถงึ รอยละ 125 ของคา Unconfined Compressive Strength ของพืน้
ทางดินซีเมนตท ่ีตองการ

วิธีการออกแบบสว นผสมดนิ ซีเมนต
1. ตรวจสอบคณุ สมบตั ิของดนิ ดงั ตอ ไปน้ี
1.1 ตรวจสอบขนาดคละของดิน ตามวธิ ที ดลองท่ี ทล.– ท. 205/2517 “ วิธีการทดลองหา

ขนาดเมด็ ของวสั ดุโดยผานตะแกรงแบบลาง” ดนิ ทีน่ าํ มาใชจะตองมขี นาดเมด็ โตสดุ ไมเกิน50 มลิ ลเิ มตร มี
สวนท่ผี านตะแกรงขนาด 2.00 มลิ ลเิ มตร (เบอร 10) ไมเ กินรอยละ 70 และสว นท่ีผา นตะแกรงขนาด 0.075
มลิ ลเิ มตร (เบอร 200) ไมเ กนิ รอ ยละ 25

1.2 ตรวจสอบคา Liquid Limit ตามวิธีการทดลองท่ี ทล. - ท. 102/2515 “ วิธีการทดลองหา
คา Liquid Limit (L.L) ของดนิ ” ไมเกินรอยละ 40

1.3 ตรวจสอบคา Plasticity Index ตามวธิ ีการทดลองท่ี ทล.-ท. 103/2515 “วิธีการทดลองหา
คา Plastic Limit (P.L) และ Plasticity Index (P.I.) ของดนิ ” ไมเกนิ รอยละ 15

1.4 ตรวจสอบคา ความสึกหรอตามวิธกี ารทดลองที่ ทล. - ท. 202/2515 “วิธีการทดลองหาคา
ความสึกหรอของ Coarse Aggregate โดยใชเ คร่อื ง Los Angeles Abrasion” ไมเกนิ รอ ยละ 60

1.5 ในกรณีทคี่ า Liquid Limit หรอื คา Plasticity Index เกนิ กวาคา ทกี่ าํ หนดจะตอ งใชป นู
ขาวไมนอยกวา รอยละ 2 โดยน้าํ หนักของดินแหง ผสมเพ่ือลดคาดังกลาวใหอยใู นขอ กาํ หนด ปนู ขาวทใ่ี ช
จะตองมีสว นทผ่ี านตะแกรงขนาด 0.075 มลิ ลิเมตร (เบอร 200) ไมน อ ยกวา รอ ยละ 70

2. ทดสอบหาคา ความแนน แหง สงู สุดของดนิ และปรมิ าณนาํ้ ในดนิ ท่ี Optimum Moisture Content
ตามวิธกี ารทดลองท่ี ทล. – ท. 108/2517 “วิธกี ารทดลอง Compaction Test แบบสูงกวามาตรฐาน”

3. เตรียมแทงตวั อยา งดนิ ซีเมนต จากสว นผสมของดินซเี มนตที่เตมิ ปริมาณปนู ซีเมนต (ปอรต แลนด
ซีเมนตป ระเภท 1) รอยละ 3 ,4 ,5 ,6 และ 7 โดยน้าํ หนกั ของดนิ แหง ในแตละสวนผสมใหเตรียม 6 แทง
ตัวอยาง ในการบดอดั แทง ตัวอยางใหบ ดอดั แบบสงู สุดกวามาตรฐานและปรมิ าณความชน้ื ของสวนผสม
ในขณะบดอดั ควรมคี าใกลเคียงหรอื เทากบั คา Optimum Moisture Content ท่ไี ดจากขอ 2

60

4. นําแทงตวั อยา งของดินซเี มนตท ่ไี ดจ ากขอ 3 บมในถุงพลาสติกเพ่อื ไมใ หค วามชน้ื เปลี่ยนแปลง
นาน 7 วนั แลว นําไปแชน ้ํานาน 2 ชว่ั โมง จึงทดลองตามวิธีการทดลองท่ี ทล.– ท. 105/2517 “วิธีการทดลอง
หาคา Unconfined Compressive Strength ของดนิ ”

5. หาคา เฉลี่ย Unconfined Compressive Strength ของดินซีเมนตท่ปี รมิ าณปูนซีเมนตเทา กันจากนนั้
นาํ มาเขียนกราฟระหวางคาเฉล่ีย Unconfined Compressive Strength กบั ปรมิ าณปูนซเี มนต

6. โดยท่ัวไปแลวแทง ตวั อยางดนิ ซีเมนตทเ่ี ตรยี มจากเครอื่ งผสม จะใหค า Unconfined Compressive
Strength ตํ่ากวา แทงตวั อยางดนิ ซเี มนตท ่ีเตรียมในหองทดลอง จึงตอ งคดิ เผ่อื ประสิทธภิ าพของการผสมดว ย
เพอ่ื ใหพ น้ื ทางดนิ ซเี มนตม คี า Unconfined Compressive Strength ตามทก่ี าํ หนดไว ในที่น้ีใหคา ประสทิ ธภิ าพ
เครอ่ื งผสมเทา กับ 85– 90 % ฉะน้นั ปรมิ าณปูนซีเมนตท ตี่ อ งการคอื ปริมาณปูนซเี มนตที่ไดทาํ การปรบั แกค า
Unconfined Compressive Strength ตามที่กําหนดไวดว ยประสทิ ธภิ าพเคร่อื งผสม โดยท่ีคา Unconfined
Compressive Strength ปรับแกแ ลว นั้นตอ งมีคา อยูระหวา ง 105 – 125 % ของคา ทต่ี อ งการดว ย

จากทีก่ ลาวมาขางตน สามารถหาปรมิ าณปนู ซีเมนตท ่ตี องการไดโ ดยหาจากรปู กราฟในหวั ขอ 5

สรุปและขอ เสนอแนะ

ในการออกแบบสว นผสมดินซเี มนต ตอ งกาํ หนดคุณสมบัติดนิ ไวดว ย หากจะกาํ หนดเฉพาะคา
Unconfined Compressive Strength ไวเพยี งอยา งเดยี ว การปรับปรุงดนิ ดว ยปูนซีเมนตซ่งึ สามารถทําไดก ับดนิ
เกอื บทกุ ชนดิ ยกเวน ดนิ เหนียวซง่ึ ตองปรบั ปรุงดว ยปนู ขาวกอนจึงจะทําการปรบั ปรุงดว ยปูนซเี มนต แตใ น
การปรับปรุงตอ งใชป ริมาณปนู ซเี มนตมากเกินไป ทาํ ใหส้นิ เปลืองและคณุ สมบตั ดิ า นอน่ื ๆไมเหมาะสมท่ีจะ
นํามาใชเ ปนพน้ื ทางดนิ ซเี มนตไ ด ทําใหเ กดิ รอยแตกผวิ ไดแ ละคาความคงทนลดลง

เน่ืองจากทกุ องคประกอบตามทไี่ ดกลา วไวใ นบทนาํ จะมคี วามสมั พนั ธซ่ึงกนั และกนั ในการทาํ งาน
จึงยากทจี่ ะทําใหไดผลสมบูรณเตม็ ท่ี จงึ มกี ารกาํ หนดคา ความปลอดภยั ไวใ นการออกแบบสวนผสมไวในชวง
รอ ยละ 105 ถงึ รอยละ 125 ของคา Unconfined Compressive Strength ที่กําหนดไวเพื่อใหคาในสนามไดตาม
ขอกาํ หนด หากคาในสนามแตกตา งไปจากชว งของคาความปลอดภยั ทใี่ หไ ว ควรจะทําการออกแบบ
สว นผสมใหม

สาํ หรบั ในการออกแบบสวนผสมดนิ ซีเมนต เพือ่ ใชง านชั้นทางอ่ืน ๆ กส็ ามารถท่ีจะนาํ วิธีการการ
ออกแบบตามที่กลาวไว เพียงแตต อ งพจิ ารณาปรับคา ตามขอกําหนดและประสิทธภิ าพของเทคนิคการ
ปรบั ปรุงเพือ่ ใหไดคณุ ภาพตามที่ตอ งการ

61

บทที่ 8
การบดอัดวสั ดุ

การบดอัดวสั ดุ เปน ขบวนการปรับปรุงคุณภาพดินทางกล โดยการใชพลังงานบดอัดทําใหเม็ดดินอยู
ชิดกันมากข้ึน ทําใหชองวางระหวางเม็ดดินลดลง มวลดินจะมีความแนนข้ึน จุดประสงคของการบดอัดวัสดุ
คอื

1. เพอื่ ลดการทรดุ ตัว หรอื ยุบตวั ของมวลดนิ ท่ีจะเกดิ ขึน้ ในภายหลงั
2. เพ่อื เพิม่ กําลังรับนํ้าหนักของมวลดิน
3. เพื่อลดการซึมผา นของนํา้ ในมวลดนิ

ขบวนการบดอัดวัสดุมีความสําคญั ตอ การกอ สรา งถนน
ในการกอสรางถนนเพ่ือตองการใหถนนสามารถบริการรับใชการจราจรใหผานไป – มา ไดสะดวก
สบายและปลอดภัย เพราะฉะนั้นตัวคันทางและโครงสรางชั้นทางจะตองมีความแนนและความแข็งแรง
พอเพียงท่ีสภาพพื้นผิวถนนจะตองไมทรุดตัวเปนคล่ืน รองลอ รอยแตก หลุมบอ ฯลฯ ในการกอสรางถนน
ถึงแมวานําวัสดุที่มีคุณภาพดีมาเปนวัสดุคันทางหรือโครงสรางชั้นทางก็ตาม หากขาดขบวนการบดอัดที่ดี
และเหมาะสม ก็จะไดถนนที่มีคุณภาพไมดีเชนกัน โดยเฉพาะสาเหตุมาจากดินคันทาง หรือดินเดิม ซ่ึงจะ
แกไขยากกวา ความเสียหายที่เกิดจากความบกพรองของการกอ สรา งช้นั ผวิ ทาง

การบดอดั วสั ดใุ นสนาม
การบดอัดวัสดุในสนาม เปนการเคลื่อนนํ้าหนักไปบนดินที่ตองการบดอัดเปนจํานวนหลาย ๆ เท่ียว
การบดอดั ดวยการเคลอื่ นนา้ํ หนักไปบนดินจะทําใหดินมีความแนนเพิ่มขึ้นตามจํานวนเท่ียวท่ีรถบดผาน การ
คิดพลังงานในการบดอัดในภาคสนามจึงคอนขางยุงยาก เน่ืองจากจะตองทราบแรงท่ีทําใหน้ําหนักรถบดอัด
เคลื่อนไป องคประกอบที่มีอิทธิพลตอผลท่ีไดจากการบดอัดดินในสนามนอกเหนือจากท่ีไดกลาวไวขางตน
แลว มีดงั นี้
1. อทิ ธิพลของวธิ ีการเตรียมวัสดุ
วิธีการกระทําตอวัสดุกอนบดอัดนั้น คือ การขุด ขนสง การปู หรือการตีแผดินในหนางาน การผสม
ดินกับนํ้า หรือทําใหดินแหงกอนการบดอัดน้ัน จะมีอิทธิพลตอความแนนในสนาม การผสมดินกับน้ําใหเขา
เปนเน้ือเดียวกันเปนส่ิงสําคัญและมักจะทําไดไมดี ตองเสียคาใชจายและมักทําไดยาก โดยเฉพาะในดิน
เหนยี ว การผสมน้าํ ในดินไมทัว่ ถึงจะทําใหความแนนแหงลดลงได

62

การคลุกเคลาของดินกับนํ้าน้ันควรเริ่มระหวางการขุด ในกรณีที่ทราบวาดินคอนขางแหง เพ่ือใหดิน
สามารถดูดซึมนํ้ากอนท่ีจะนําไปตีแผบนถนน การทํา Stock Pile เปนวิธีการเตรียมดินที่ดี เนื่องจากจะทําให
ดินที่ขุดเกิดการคลุกเคลากันไดดียิ่งขึ้น และหากวัสดุท่ีจะนํามาใชยังไมเขากันดี หรือตองการผสมนํ้ากอน
นําไปลงหนา งาน เราอาจทาํ การคลกุ เคลาดนิ ในระหวา งการทํา Stock Pile หลายๆ ครง้ั ได อยา งไรกด็ ีการตีแผ
และคลุกเคลากันท่ีหนางาน เปนส่ิงจําเปนและจะตองกระทําใหดีที่สุด เพื่อใหเม็ดดินคลุกเคลาเขาเปนเน้ือ
เดียวกนั และเพ่ือใหไดค วามแนนสมํ่าเสมอ

2. อทิ ธิพลของความสมาํ่ เสมอของการทํางาน
ข้ันตอนการทํางานท่ีไมสม่ําเสมอ มักจะเปนสิ่งที่ทําใหความหนาแนนเปลี่ยนแปลงจากแปลงหนึ่ง
ไปอีกแปลงหน่ึงได ในธรรมชาติจะหาดินท่ีเปนเน้ือเดียวกัน (Homogeneous) ไดยากจึงมีความจําเปนที่
จะตองใหมีขั้นตอนในการทํางานท่ีสมํ่าเสมอเพื่อใหดินทุกแปลงเขาเปนเน้ือเดียวกัน ในขณะตีแผและ
คลุกเคลาในสนาม ความหนาท่ีปูมักจะไมสมํ่าเสมออันจะทําใหความหนาแนนเปล่ียนแปลงไป รูปแบบของ
ขบวนการบดอดั โดยรถบด จะเปนสาเหตทุ ่ีทําใหมีการเปล่ียนแปลงของความแนน ของดนิ ทีถ่ กู บดอดั ได
3. อทิ ธิพลของสิ่งแวดลอม
สภาพแวดลอมระหวา งการทํางาน เชน การเปลย่ี นจากดนิ ทแี่ หงไปเปย ก หรือจากเปย กไปแหง จะทาํ
ใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของคุณสมบัติของดินท่ีถูกบดอัด อันจะเปนผลทําใหความแนนของดินน้ันไม
สมาํ่ เสมอในขณะบดอดั ได
4. อทิ ธิพลของชนิดของรถบดอดั มีอยดู วยกันหลายชนิดและบางครั้งอาจไมสามารถจําแนกชนิดของ
รถบดท่ีใชกันอยูในปจจุบันไดอยางชัดเจน นั่นคือ รถบดน้ันอาจเปนทั้งรถบดลอเหล็ก หรือรถบดตีนแกะ
พรอ มท้งั มีความสั่นสะเทอื นอยใู นตวั ได เราอาจแบงชนิดของรถบดไดด งั น้ี

- รถบดลอเหลก็ (ลอ เรยี บ)
- รถบดลอยาง
- รถบดตีนแกะ
- รถบดประเภท Grid
- รถบดสนั่ สะเทอื น
หลักการบดอัดดวยรถบดสั่นสะเทือนคอนขางยุงยาก และเขาใจไดยากกวารถบดชนิดอ่ืน อาจกลาว
กวาง ๆ ไดวารถบดสั่นสะเทือนใชกับดินประเภทท่ีเปนดินทราย การเขยาทําใหดินทรายขยับตัวไดดี ท้ังน้ี
เพราะดินทรายไมมีแรงเกาะยึดระหวางเม็ดดิน สวนรถบดตีนแกะจะใชในดินเหนียว รถบดตีนแกะจะตีดินที่
เกาะตัวกันเปนกอนใหแตกเปนกอนเล็กลง ทําใหชองวางระหวางกอนดินลดลงเปนลําดับ ทําใหความแนน
เพ่ิมขน้ึ
ในปจจุบันยังไมมีรถบดชนิดใดที่มีความสามารถบดอัดดินทุกประเภทใหดีเทาๆกัน ดังนั้นจึง
จําเปนตองใชรถบดหลายชนิดในการกอสรางทาง ประสิทธิภาพและการประหยัดในการเลือกใชรถบดจึง
ขนึ้ อยกู บั ดินทต่ี องการบดอดั

63

เราอาจเพิ่มประสิทธิภาพหรือเพิ่มพลังงานของแตละเท่ียวของรถบดไดในรถบดบางชนิด เชน การ
เปล่ียนแปลงนํา้ หนกั ของรถบดลอเหล็ก ความกวางของลอรถบด ความดันลมในลอรถบดลอยาง และความถี่
ในการส่นั สะเทอื นของรถบดสั่นสะเทอื น เปน ตน

พลังงานที่ใชตอหนวยปริมาตรของดินท่ีถูกบดอัดน้ัน จะขึ้นอยูกับจํานวนเท่ียวท่ีบดทับ ในปจจุบัน
การใชรถบดท่ีเหมาะสมจะทําใหความหนาแนนแหงของดินสูงเทาท่ีเรากําหนด โดยทั่วไปใชการบด
ประมาณ 8 – 16 เท่ยี ว ถา ประสิทธภิ าพของการบดอัดต่ํา ซ่ึงทําใหไมสามารถทําใหความหนาแนนแหงสูงขึ้น
ไดใ นการบดอดั 4 – 8 เทีย่ วแลว ควรตองพจิ ารณาเปลย่ี นรถบดหรอื เปลยี่ นสภาพของดนิ (เชน ดินเปย กไป)

5. อทิ ธิพลของชั้นดินทอี่ ยใู ตช ั้นที่ตอ งการบดอดั
พ้ืนลางของช้ันดินท่ีตองการบดอัดมีอิทธิพลตอความแนนของชั้นท่ีตองการบดอัดเชนเดียวกับการ
บดอัดดินในหองทดลอง ซ่ึงตองการพ้ืนหรือฐานที่มั่นคง ในกรณีที่ดินช้ันลางแนน การบดอัดดินช้ันบนที่
หลวมจะทําใหดินแนนได เน่ืองจากการถายน้ําหนักของรถกระทําไดเต็มที่ อยางไรก็ดี ในกรณีท่ีชั้นดินบาง
มากเกินไป อาจทําใหช้ันท่ีตองการบดอัดไมไดความแนนตามตองการได เพราะแรงส่ันสะเทือนของรถบด
ทําใหด ินท่แี นนกลบั หลวมตวั ได
6. อทิ ธิพลของความหนาของชน้ั ท่ีตองการบดอัด
โดยปกติความหนาแนนแหง จะลดลงเมื่อเพิ่มความหนาของชั้นที่ตองการบดอัดมากข้ึน ยกตัวอยาง
เชน มกี ารทดลองในสนามพบวา ความหนาแนนแหง ลดลง 0.96-0.128 กรัม/มลิ ลิเมตร เม่ือความหนาเพ่ิมจาก
150 มม. เปน 300 มม. การเพิ่มความหนาของชั้นดินที่ตองการบดอัดจะทําใหความแนนของชั้นดินตามความ
ลกึ มีความสมาํ่ เสมอนอยลง น่ันคอื ดนิ ทอ่ี ยูลา ง ๆ จะแนน นอ ยกวา ท่อี ยูใกลผิวหนาเพราะการกระจายนํ้าหนัก
ของรถบดถูกทอนลงดวยความแนนและความหนาของดินที่อยูช้ันบน ในขณะท่ีดินถูกปูและบดอัดชั้นดินที่
อยใู ตลา งจะถูกบดอดั ดวย การทดลองในสนามพบวา ชั้นดินท่ีหนา 150 มม. ถึง 300 มม. การปูและบดอัดดิน
ที่อยูดานบน 2-6 ช้ัน จะทําใหความแนนของช้ันแรกเพ่ิมขึ้นได อยางไรก็ดีเรามักจะไมพิจารณาการเพ่ิมของ
ความแนนในสวนน้ี ในการควบคุมงาน เนือ่ งจากพลงั งานที่ถา ยลงในชัน้ ลางเนอื่ งจากรถบดน้ันมไี มม าก
7. อิทธพิ ลของอตั ราความเรว็ ในการบดอดั
ดิน เปนวัสดุที่ออนไหวตออัตราความเครียดท่ีกระทํา โดยเฉพาะในดินเหนียว อยางไรก็ดี อัตรา
ความเร็วในการบดอัดจะถูกควบคุมโดยความเร็วของรถบด ในรถบดสั่นสะเทือนการลดความเร็วของรถบด
จะทาํ ใหการบดอดั ดขี น้ึ ทั้งนีเ้ พราะจาํ นวนคร้งั ทีต่ บ หรอื กระแทกดนิ ที่จุดเดมิ จะเพม่ิ ข้ึน

64

บทสรปุ

การบดอัดวัสดุ มีหลายองคประกอบท่ีเก่ียวพันกัน ฉะน้ันในการกําหนดความหนาแนนแหงของดิน
ในสนามเปน รอ ยละของความแนนแหงของการบดอัดในหองทดลอง ซงึ่ เปน ขอกําหนดควบคุมเฉพาะผลเมื่อ
ทําเสร็จแลว (End result Specification) เพียงอยางเดียวแลว มิใชจะไดคุณภาพท่ีดีเสมอไป จะตองมีการ
กําหนดควบคุมวิธีการทํางาน (Methods Specification) ดวย เพราะองคประกอบการบดอัดดินในสนาม
เกยี่ วพันถึงวิธีการทาํ งานดว ย

การบดอัดดินไมควรคํานึงถึง Percent Compaction เพียงอยางเดียว บางทีการบดอัดมากเกินไป
(Over compaction) จนเกิน 100 % จะทําใหรูปรางของเม็ดดิน และโครงสรางของเม็ดดินเปลี่ยนไป ทําให
คณุ สมบตั ดิ า นวิศวกรรมแปรเปล่ียนไปไดเ ชนกัน

65

บทท่ี 9
การกอ สรางและควบคมุ คณุ ภาพงานบรู ณะปรับปรุงถนนลาดยางเดิม

โดยวิธี Pavement Recycling

1. บทนํา
ตามที่ไดเขยี นบทความเร่อื ง “การสาํ รวจและออกแบบเพ่อื บูรณะปรบั ปรุงถนนลาดยางเดิม โดยวธิ ี

Pavement Recycling” ซ่ึงไดต พี มิ พในหนงั สอื “บทความวชิ าการการสมั มนาเจาหนาทีว่ ิเคราะหและวจิ ัย กรม
ทางหลวง ประจาํ ปง บประมาณ 2547” นน้ั เพราะตระหนกั อยเู สมอวา หลกั การทจี่ ะทําการบูรณะปรบั ปรงุ
ถนนเดิมเราจะตองตง้ั คาํ ถามเก่ยี วกับถนนเดมิ ในชว งทเี่ ราจะปรบั ปรุงดว ยประเดน็ สาํ คัญทีต่ อ งนํามาพิจารณา
ทุกคร้ัง คือ

1.1 เราตอ งการใหถ นนเดมิ ในชวงทเี่ ราจะปรบั ปรงุ สามารถใหบริการในระดบั ใด เปน เวลากปี่  มีการ
บํารุงดแู ลอยา งไร

1.2 สภาพถนนเดิมในชว งทเ่ี ราจะปรบั ปรงุ มสี ภาพและสมรรถนะทางดานวศิ วกรรมเปนเชนไร
จากประเดน็ สาํ คญั 2 ขอ ขางตน จะเปน คาํ ถามที่ทําใหมกี ารวางแผนการวิเคราะหเ พอื่ ทําการสํารวจ
และออกแบบใหเ ปนไปตามหลักวิชาการ เพ่ือใหไ ดค ําตอบทางดานวิศวกรรมงานทาง แตอ าจจะไมเปน
คาํ ตอบสุดทายก็ได ท้ังนข้ี น้ึ อยกู ับนโยบายและสถานะงบประมาณดว ยเชน กัน แตก ไ็ มควรละเลยขนั้ ตอนการ
สํารวจและออกแบบ การกาํ หนดรูปแบบควรท่สี อดรบั กบั สภาพความเปนจริงทปี่ รากฏบนถนนเดมิ มฉิ ะนัน้
การกอสรา งและการควบคมุ คุณภาพ จะมปี ญหาอปุ สรรค มคี วามขดั แยง ในรูปแบบและสญั ญา ทําใหงานไม
สัมฤทธ์ผิ ล

2. การกอ สรา งและควบคมุ คุณภาพงาน Pavement Recycling
เพ่อื ใหก ารกอสรางและควบคุมคุณภาพในงานบรู ณะปรบั ปรุงถนนลาดยางเดิม โดยวธิ ี Pavement

Recycling ไดผลดี มกี ารพฒั นาอยางตอ เน่อื งนั้น ในเบอื้ งตน ควรทีจ่ ะมีระบบบรหิ ารงานบํารงุ ทางทีด่ ี
(Pavement Management System) มีการวางแผน ศกึ ษาความเหมาะสม จดั ลาํ ดับความเหมาะสมโดยมกี าร
สํารวจประเมนิ สภาพทาง และกาํ หนดรปู แบบจากวศิ วกรผูออกแบบทางทสี่ อดคลอ งกบั นโยบายและการใช
งานจรงิ นอกจากนัน้ พจิ ารณาการใชงบประมาณใหค มุ คาดว ย

ในบทความนี้ จะถือวา ขบวนการจดั การขางตน คอื การวางแผน การสาํ รวจและออกแบบ และการ
จัดงบประมาณเปนไปอยา งดแี ละเหมาะสมแลว จงึ ขอกลาวถงึ การดาํ เนนิ งานกอ สรางและการควบคุม
คณุ ภาพงานเพยี งเทานนั้ ซึ่งพอสรุปไดดงั นี้

66

2.1 การศึกษารายละเอยี ด รปู แบบ ขอ กาํ หนด และสัญญา
กอนทจ่ี ะเรม่ิ งานกอ สรา งน้ัน ควรทีจ่ ะทาํ ความเขา ใจ รปู แบบขอกาํ หนดและสัญญา เพอื่ ทีจ่ ะได
ทราบถงึ ส่ิงที่ควรปฏิบัติตอไป เชน วิธีการ Recycling จะนําวสั ดุชน้ั ทางสวนใดมาใชง านบาง จะตอ งมกี ารใช
วัสดุใหม และ/หรือ สารท่ีใชปรับปรงุ เปน แบบชนดิ ใด ความหนาของชัน้ ทางท่ีจะปรบั ปรุง กาํ หนดให
ปรับปรุงในท่หี รือแบบในโรงงานผสม มีการกาํ หนดขน้ั ตอนทํางานตง้ั แตก ารขดุ รอื้ การขนยาย การยอ ยวัสดุ
ใหไดข นาด การผสมปรบั ปรุง การปูและบดทับโดยใชเคร่ืองมือและเครือ่ งจกั รชนดิ และแบบใดบา ง ระดบั
และความลาดเอียงของถนนไดมกี ารกําหนดไวอยางไร
ท้งั นี้ในการศกึ ษาควรจะออกสํารวจพนื้ ทกี่ อ สรางจริงดว ย เพือ่ ใหก ารทํางานจรงิ น้นั สามารถกระทาํ
ไดต ามรายละเอยี ด รูปแบบ ขอกาํ หนดและสัญญา รวมถึงการตรวจสอบปรมิ าณงานจริงดว ย
หากการศกึ ษาและสาํ รวจพนื้ ท่แี ลว เหน็ วา มีขอขดั แยง กบั รายละเอียด รปู แบบขอกําหนด และสัญญา
ควรทาํ การนําขอมลู ทีต่ รวจพบพรอ มเสนอความคิดเหน็ ตอวศิ วกรผูออกแบบ เพือ่ จะไดก ําหนดแนวปฏิบัติท่ี
ชดั เจนข้ึน และสิ่งสําคัญยิ่งทตี่ องทําคอื การทาํ แปลงทดสอบกอนเรม่ิ งานกอสรา งจริง จะทําใหแ กไ ขขอ
ขัดแยง และขอ สงสัยซึ่งจะเปน ขอสรปุ ไดด ที ส่ี ดุ
2.2 การวางแผนการปฏบิ ัติการ
ภายหลงั จากการศกึ ษารายละเอียดและไดห ารอื เกยี่ วกับรูปแบบมาตรฐานขอกําหนดและสญั ญาตา งๆ
เปนท่ีเขา ใจในระดบั ตนแลว ตอ ไปควรมกี ารวางแผนปฏบิ ตั กิ าร โดยทําแปลงทดสอบเพือ่ เปน การรับรองวา
การศึกษาและขอคดิ เหน็ ทีเ่ กดิ ข้นึ ตามขอ 2.1น้ัน เวลามาปฏิบัติจริงจะมปี ญ หาอปุ สรรคใดเกิดขน้ึ ไดบาง และ
จะดาํ เนินการแกไขอยางไร เพื่อที่จะไดรูปแบบขนั้ ตอนในการทํางานกอ สรางตอไป
2.3 ส่งิ ทต่ี องพจิ ารณาและติดตามขณะทําแปลงทดสอบ
เพอื่ ใหร ปู แบบในการทํางานกอ สรา ง Pavement Recycling ไดผลดี ในขณะท่ีทาํ แปลงทดสอบมี
สาระสําคญั ที่ตองพจิ ารณาและติดตามตรวจสอบและบันทกึ ไวเ ปนรปู แบบการปฏิบัตงิ านตอ ไป ซงึ่ พอสรุป
ไดด ังน้ี

2.3.1 ชนิดและประสิทธภิ าพของเครอื่ งมอื เคร่อื งจกั รและอปุ กรณต า ง ๆ วา สามารถทจี่ ะ
ทํางานใหไ ดค ณุ ภาพชน้ั ทางตลอดความหนาตามที่ตอ งการไดห รือไม

2.3.2 ระดบั และความลาดเอียงถูกตอ งตามรปู แบบหรอื ไม จะแกไ ขไดอยา งไร ควรมี
เครือ่ งจักรหรอื เครือ่ งมอื ใดมาเสริมเพือ่ ทาํ ใหร ะดับความลาดเอยี งและความหนาใหไ ดต ามขอ กาํ หนด เชน
รถเกรด รถบด เปนตน ตามตอ งการ

2.3.3 งานท่ีตอ งทําหรือแกไขกอนจะดาํ เนินการ Recycling ไดแ ก
- งานซอมจดุ ออ น (Soft Spot) บนถนนเดมิ
- งานขดุ ร้อื ส่งิ กอสรางอ่ืนที่เปนอปุ สรรคในการขุดรือ้ หรอื การไสของเคร่ืองจกั ร

Recycling และภายหลังจะตดิ ตงั้ กลับเขา ไปใหมอ ยางไร เชน ขอบบอ พกั ทอ ตาง ๆ เปนตน

67

- งานขดุ ไสร้ือผวิ ถนนเดมิ เพอื่ ปรับระดับตามท่ตี องการ โดยตอ งพจิ ารณาถงึ ระดบั
หลงั ทางภายหลังการกอสรางเสรจ็ ครบถวนสมบูรณแ ลวไดคาตามรปู แบบกาํ หนดไว

- งานทต่ี องขนยา ยวสั ดใุ หมมาลงเสรมิ บนถนน มปี ริมาณมากนอยเพยี งใด ให
คํานงึ ถึงระดับหลังทางเมอื่ แลว เสร็จถกู ตอ งตามท่ตี องการในรูปแบบ

2.3.4 การจัดรปู ขบวนการทาํ งานของเคร่ืองมือเครื่องจกั รที่จะดําเนินการ Recycling โดยให
เฝา ติดตามการทํางานอยา งใกลชิด และบันทึกการทํางานแตละขน้ั ตอนของเคร่อื งจักร เชน การเขา – ออก,
กอน – หลงั จาํ นวนเท่ียวการเดินเครอ่ื งจกั ร, อัตราการทาํ งานของเครอ่ื งจักร ฯลฯ เพราะขอมลู เหลานจี้ ะได
นาํ มาวิเคราะหเ พอ่ื จัดรูปแบบการทาํ งาน Recycling ตอ ไป

2.3.5 การจดั เตรียมวสั ดตุ า ง ๆ เชน ปูนซเี มนต, น้าํ , วสั ดผุ สมเพ่ิมอน่ื ๆ ใหม ีปริมาณพอเพียง
และสามารถปอ นเขาสูขบวนการทํางาน Recycling ไดอยา งตอ เนอ่ื ง เหมาะสมและพอเพยี งกับความตอ งการ
โดยเฉพาะงาน Recycling แบบในท่ี (In – Place) ควรตะหนกั ขอ นีใ้ หมากมฉิ ะนั้นจะทาํ ใหการทาํ งานสะดดุ
หยุดลงได

2.3.6 งานอํานวยการจราจรขณะทํางาน นอกจากมีปา ย, สัญญาณหรือคนคอยชว ยในงาน
การจราจร ยงั มีสง่ิ สาํ คญั จะตองพจิ ารณา คือ การวางแผนกําหนดลําดบั กอนหลังของแนวรองที่จะขดุ รอื้ และ
ปกู ลับพรอ มบดทับวาควรเรมิ่ งานในแนวใดของถนน เพอื่ ใหร ถสามารถสัญจรทั้งสองทิศทางไดหรอื ไม โดย
ใหใชข อมลู ความกวางของถนน ความกวางของเคร่ืองจักร ระยะเหลอ่ื มทับของรอยตอ ความยาว และส่ิงท่ี
กําหนดไวใ นรปู แบบและขอกําหนด หรือขอ มูลอ่นื ๆ ทค่ี ิดวา มผี ลกระทบตอ การกระทํางานและการจราจร
ขณะทาํ งานได มาใชในการพจิ ารณาวางแผนดว ย

2.3.7 งานตรวจสอบและประเมนิ ภายหลังการทําแปลงทดสอบควรมีการตรวจสอบความ
เรยี บ ระดบั ความลาดเอยี ง และความหนาแนน วาไดต ามที่ตอ งการหรอื ไม มสี ิ่งใดตอ งแกไ ข โดยพิจารณา
ภาพรวมโดยใชหัวขอ 2.3.1 ถึง 2.3.6 รว มในการพจิ ารณา

2.4 การปฏิบตั งิ าน Recycling
แมวาการทาํ แปลงทดสอบไดร ูปแบบการทํางานท่ีเหมาะสมแลว และไดน ํามาปฏิบตั ิงาน Recycling
ตอ ไปแลว นน้ั การปฏบิ ตั งิ าน Recycling ยังคงตอ งมีการควบคุมและตรวจตราอยา งใกลช ดิ เพือ่ ใหก าร
ปฏิบตั ิงาน Recycling สามารถดําเนนิ การไดผ ลตามทตี่ อ งการดงั ท่ีเคยทําในแปลงทดสอบ
ในการปฏิบัติงานทุกคร้ังในแตละวันของการปฏิบัติงานควรมีการควบคุมเพื่อเฝาระวังและ/หรือ
ตรวจตรา พอสรปุ ไดด ังนี้

2.4.1 การควบคมุ และตรวจตรากอนเร่ิมงาน
- สภาพอากาศมีความเหมาะสมตอ การปฏิบัติงาน
- เครื่องมือเคร่ืองจักรและอุปกรณตางมีสภาพพรอมที่ปฏิบัติงานไดดีหรือไม โดย

เร่ิมตั้งแตระบบขุดไส รื้อผสม ปูและบดทับ รวมถึงอุปกรณที่ติดตั้งไววัดความหนา คาระดับและวัดอัตรา

68

ปอนวัสดุตางๆ นอกจากน้ันปริมาณเคร่ืองจักรประกอบมีจํานวนเพียงพอและสภาพสมบูรณพรอมท่ีจะ
ทาํ งานดังเชน การทําแปลงทดสอบหรอื ไม

- การตรวจตราสภาพพืน้ ท่ีทจ่ี ะทํา Recycling มีการแกไข ซอมแซม ความเสียหายท่ี
ระบไุ วใ หทาํ แลวเสรจ็ กอนการปฏบิ ัตงิ าน Recycling รวมทั้งการรอ้ื ถอนส่งิ กีดขวางออกเปนที่เรยี บรอ ยหรอื
ยัง

-การตรวจตราการจดั เตรยี มปริมาณวัสดทุ กุ ชนิดท่ีตองใชไ วมปี ริมาณอยางเพียงพอ
ตอการทํางานในแตล ะวนั

- การหาคาความช้นื ของวสั ดชุ ั้นทางเดิม เพ่ือจะไดปรบั แกป ริมาณนา้ํ ท่ีจะตอ งใช
ผสมไวไดอยา งเหมาะสม

- การตรวจสอบระดบั ความลาดเอยี งหลงั ถนนเดิม เพอื่ กาํ หนดวา ชว งใดสูง – ตํ่า
กวาระดับทต่ี อ งการ เพื่อจะไดพิจารณาจดั เสริมวสั ดผุ สมไดอยา งถกู ตอ ง

2.4.2 การควบคมุ และตรวจสอบขณะทาํ งาน
ขน้ั ตอนในการทาํ งาน Pavement Recycling ในแตล ะขน้ั ตอนนน้ั จะตอ งมกี ารสํารวจและ
ตรวจสอบอยา งใกลชิด ซ่ึงพอสรุปตามข้ันตอนดงั น้ี
1) การขดุ ร้ือ (Scarifying / Ripping) หรอื การขดุ ไส (Milling) ตองควบคุมใหไ ดค วามลกึ
ของการขดุ ร้ือ หรอื การขดุ ไสตามท่ีตองการ ชนดิ วัสดทุ ข่ี ุดขึน้ มาตองตรงตามเปาหมายท่รี ะบุไว ในกรณีการ
ขุดรื้อจะกระทบตอช้ันทางท่ีอยชู ้ันลางลงไปไดงา ย ซ่ึงไมเ หมาะกบั การทํางาน Recycling แบบในที่ ตอ งใช
เคร่อื งมือเครื่องจกั รพิเศษทีส่ ามารถขุดไสไดโ ดยไมก ระทบตอ ชนั้ ลา งเพอ่ื ใชใ นงาน Recycling แบบในทจี่ ึง
เหมาะสม
2) การเคลอ่ื นยา ยวสั ดุ เมื่อมกี ารขดุ รอ้ื หรือการขดุ ไสแลว จะตอ งมกี ารเคล่ือนยา ยวสั ดุ เพื่อ
ไปปรบั ปรงุ คณุ ภาพ ทัง้ นข้ี ้นึ อยกู ับวิธกี าร Recycling จะเปน แบบในท่หี รอื แบบท่โี รงงานผสม จะตอง
ควบคุมใหก ารเคลื่อนยายวัสดุเปนแบบชนดิ ตามทไี่ ดระบไุ ว สาํ หรับการปรบั ปรงุ ในที่การเคล่อื นยา ยวัสดุจะ
อยูภายในเคร่อื งจักรทีเ่ ดนิ ผา นในทีโ่ ดยทําการผสมเสร็จในท่ี
3) การปรบั ปรงุ ชั้นทางท่ีคงเหลือหลงั จากขดุ ร้ือ ตามทไ่ี ดกลาวไวใ นขอ 1) การขดุ รอื้ จะ
กระทบตอ ชนั้ ทางทอี่ ยูชนั้ ลางลงไปไดงาย จึงเหน็ ควรใหมีการปรับปรงุ การบดทบั ใหเ รียบและไดร ะดบั กอน
ทาํ งานตอ ไป ซง่ึ ขั้นตอนน้ีจะมเี ฉพาะวธิ ีการ Recycling แบบทโ่ี รงงานผสม ขอดคี อื สามารถแกไขจดุ ออน
หรอื ความเสยี หายท่มี คี วามลึกกวา ความหนาชน้ั ทต่ี อ งการ Recycling ไดสะดวกข้ึน สาํ หรับการ Recycling
แบบในทจี่ ะไมม ขี ัน้ ตอนนี้
4) การยอ ยวสั ดุช้ันทางเดมิ ใหไดข นาดตามท่ีตอ งการ วสั ดชุ ั้นทางเดมิ ท่ีถกู ขุดรอ้ื จะมีขนาด
ใหญก วา ความตอ งการ โดยเฉพาะวสั ดชุ น้ั ผวิ ทางแอสฟล ต ทม่ี ีการยดึ เกาะตวั กนั จงึ ตองมีการยอ ยวสั ดุเพื่อให
ไดขนาดตามท่ตี อ งการ สําหรับวิธีการขุดไสดวยเคร่อื งจักรพิเศษ จะทําใหว ัสดชุ ้ันทางเดมิ ไดผานการยอ ยไป

69

ดวย แตอาจจะมวี สั ดขุ นาดใหญก วา ความตอ งการปนอยบู า ง ใหใ ชว ิธีการคดั ออกแทน ถา มจี าํ นวนมากให
แกไ ขระบบขดุ ไสของเครือ่ งจกั รดงั กลาว

5) การผสมเพอ่ื ปรับปรุงคุณภาพวสั ดุ ขนั้ ตอนนเี้ ปนขนั้ ตอนสาํ คัญยงิ่ ตอคณุ ภาพวสั ดตุ อ งมี
การควบคมุ ใหไ ดอ ตั ราสว นการใชว สั ดตุ าง ๆ ไดต รงตามแบบของสวนผสมโดยมกี ารผสมคลกุ เคลา เขา กัน
ไดด ฉี ะน้นั ตอ งควบคุมตรวจตราถึงระบบการปอนวสั ดทุ ่ีแมนยาํ ประสิทธิภาพของเคร่ืองผสม ระยะเวลา
ผสมท่เี หมาะสมรวมถงึ การปรบั แกไ ขความชืน้ ของสว นผสมใหเ หมาะสมเฉพาะสถานะนน้ั ๆ โดยเฉพาะใน
ฤดูฝน

6) การบดทบั ในการบดทับเปนขัน้ ตอนทีส่ ําคญั จะตอ งมีความรคู วามชํานาญงาน ทง้ั
Operator และ Inspector การจดั ขบวนรถบด จาํ นวนเทยี่ วในการบด ชว งจังหวะเวลาทเ่ี หมาะสม
ประสิทธิภาพของรถบด การใชร ถบดชนดิ และขนาดไดอ ยางเหมาะสม โดยเฉพาะรถบดสัน่ สะเทอื นนั้น มีท้งั
ผลดีและผลเสยี ควรศึกษาและทาํ ความเขา ใจเกีย่ วกบั ความสัมพนั ธข องน้าํ หนกั รถบด ความถีแ่ ละความกวาง
ของคลื่นสัน่ สะเทือน และความเร็วในการเคลอื่ นตวั ของรถบด เพือ่ จะไดใ ชง านไดอยา งถูกตองตาม
ขอแนะนําการใชเครอ่ื งจกั รตามที่ผผู ลิตไดแนะนาํ ไว

7) การปรบั เกลี่ย แตงใหไดร ะดับ ความลาดเอยี ง และความเรยี บ เนอ่ื งจากขั้นตอนการปู
และการบดทบั อาจจะไดร ะดบั และความลาดเอยี งใกลเคยี งตามตอ งการ แตความเรยี บโดยเฉพาะตะเขบ็
รอยตอตามยาวและคล่ืนที่เกดิ จากรถบดสน่ั สะเทอื น ซ่ึงอาจจะตอ งมกี ารเกลี่ยแตง ดว ยรถเกรด ในกรณปี ลอ ย
ผา นจะตอ งเขม งวดเรอ่ื งระดบั ความลาดเอยี ง และความเรียบ ในขณะทาํ งานกอ สรา งชนั้ ทางที่อยบู นชัน้ ทาง
Recycling ซ่ึงโดยสวนใหญ จะเปนชน้ั ผิวทางแอสฟล ตคอนกรตี

8) การปดการจราจรและการบม ขน้ั ตอนนจ้ี ะตองพจิ ารณาส่งิ ทกี่ าํ หนดไวในมาตรฐาน
ขอกาํ หนดหรอื ขอ กําหนดในรปู แบบวา ระบใุ หใ ชวสั ดุใดเปน สารปรบั ปรงุ คณุ ภาพ มีระยะเวลาการกอตัวเพือ่
รับกําลงั ทยี่ อมรับไดกอนเปด การจราจรเทาไร มวี ิธกี ารบมตัวอยา งโดยวธิ ีใดบา ง การ Recycling ของกรม
ทางหลวงในขณะน้ี สวนใหญจ ะใชปนู ซเี มนตเปน สารปรับปรุงคณุ ภาพ ซง่ึ สามารถเปด การจราจรไดท ันที
แตการบม ตวั ดว ยการราดนํ้าควรกระทาํ ใหต อเน่อื ง และควรรบี ทาํ การ Prime Coat และทําชน้ั ผวิ ทางเพราะ
การท้งิ ไวน านโดยเปด การจราจรจะทาํ ใหเ กดิ หลมุ บอ ไดงา ยและยากตอการแกไข

ตามที่สรปุ ขั้นตอนการทํางาน Recycling ไว 8 ขั้นตอนน้นั ถา เปนการทาํ งานแบบใน
โรงงานผสม เราจะเหน็ แตละขั้นตอนทช่ี ดั เจน แตจ ะใชเครอื่ งมือเคร่ืองจกั รมากกวา และระยะเวลาการทาํ งาน
จะใชเ วลามากกวา สําหรับการทํางาน Recycling แบบในทีจ่ ะใชเ ครื่องมือเคร่ืองจกั รโดยเฉพาะทมี่ คี วาม
พเิ ศษ สามารถทํางานตามขนั้ ตอนท่ี 1 ถึงขัน้ ตอนท่ี 6 โดยขบวนการเคล่อื นเดินของเครื่องจกั รภายในเท่ียว
เดียวทําใหสามารถเปด จราจรไดเร็ว สาํ หรับการเลือกใชแบบไหนนนั้ ขน้ึ อยกู บั วศิ วกรผอู อกแบบ
จะตองมีประสบการณ และขอ มลู เพยี งพอ ท่ีจะตดั สนิ ใจกาํ หนดไวใ นรปู แบบหรือเปด ไวเ ปนทางเลอื กได
เพราะท้ัง 2 วธิ ี มขี อ เดน – ขอ ดอ ย ขึ้นอยูก บั เลอื กใชไ ดเ หมาะสมกับงาน สถานท่ี เวลา ฤดกู าล และผลกระทบ
ตอส่งิ แวดลอมมากนอ ยเพยี งใด

70

2.4.3 การควบคมุ และตรวจสอบภายหลังการทํางาน
ภายหลงั การทาํ งานแลวเสรจ็ ในแตละวนั สิ่งท่ีควรจะทาํ การตรวจสอบพอสรุปไดดังน้ี
1) ความกวาง ความหนา ระดบั และความลาดเอยี ง เปน ไปตามรูปแบบขอกําหนด
2) ลักษณะผิวหนา มีสภาพกลมกลนื สม่ําเสมอตลอดท้งั ผนื ไมมกี ารแยกตวั ของวัสดอุ ยาง
ชัดเจน และไมป รากฏความเสียหาย แตกรา วหรือหลดุ รอ น
3) ความเรยี บของผิวหนา ไมเ กดิ เปน ลอนคลื่นหรือแนวรอ ง โดยการวดั ดว ยไมบ รรทัดยาว 3
เมตร วางทาบบนผวิ หนา ทง้ั ในแนวยาวและแนวขวางถนน กาํ หนดคา ความแตกตางทวี่ ดั ไดต องไมเ กนิ 10
มิลลิเมตร หรอื ตามทีร่ ะบุไวใ นรปู แบบและขอ กาํ หนด
4) ความหนาแนน จะตอ งมีการทดสอบความหนาแนน ชนั้ ทาง Recycling ตามท่ีระบุไวใ น
มาตรฐานขอ กาํ หนดและรปู แบบ
5) กาํ ลังรบั แรงของวสั ดุทีป่ รบั ปรงุ แลว ในขณะท่ที าํ งานจะมกี ารเก็บตวั อยาง มาจดั เตรียม
และจัดทําชน้ิ ตัวอยา งทดลอง ซง่ึ มรี ะบุไวในมาตรฐานขอกําหนด และ / หรือรปู แบบไดกาํ หนดไว
6) การตรวจสอบปรมิ าณงานที่ทําได และปริมาณวัสดุชนิดตา ง ๆ ท่ีใชงาน เพอ่ื เปน การ
ตรวจสอบซ้ําวา อัตราสวนผสมมีความใกลเ คยี งกับแบบสว นผสมหรอื ไม
7) การตรวจสอบอน่ื ๆ ที่ไดก าํ หนดไวเ ปนกรณพี ิเศษ โดยวิศวกรผอู อกแบบ
2.5 การควบคมุ คุณภาพวัสดุ
โดยทวั่ ไปการควบคมุ คุณภาพวสั ดปุ ระกอบดว ย การตรวจตรา การเกบ็ ตวั อยาง การทดสอบ การวดั
ปริมาณ การควบคุมการทํางาน การวิเคราะหผ ล การรายงาน และการตดิ ตามผลการปฏิบตั งิ านตา ง ๆ ที่
จาํ เปน เชน วสั ดทุ ตี่ รวจสอบแลว คุณภาพไมไ ดต ามขอกาํ หนด ตองมกี ารขนยา ยออกไป หรอื มีการปรบั ปรงุ
แกไขอยา งไร ซง่ึ ถาปราศจากการดแู ลและปฏิบัตงิ านตามข้ันตอนเหลา นีแ้ ลว จะขาดความนาเช่ือถือในการ
ควบคุมคณุ ภาพวสั ดุ
สําหรบั การควบคุมคณุ ภาพวสั ดุที่จะกลา วถงึ จะขอสรุปขนั้ ตอนท่ีสําคญั เปนพิเศษในงาน Pavement
Recycling นอกเหนอื งานควบคุมคุณภาพวสั ดโุ ดยทวั่ ไป ซึง่ พอสรปุ ไดด งั นี้
2.5.1 การเกบ็ ตัวอยาง
ในการเกบ็ ตัวอยา ง เพ่อื ทดสอบคุณภาพและการออกแบบสว นผสมเปนข้ันตอนทสี่ ําคัญ
เพอ่ื ใหไ ดตวั อยางตัวแทน (Representative Samples) ของวัสดทุ ่ีจะนาํ มาใชง านจรงิ จึงควรปฏิบตั ติ าม
มาตรฐานวธิ ีการเก็บตวั อยา งตามที่ระบไุ ว หากไมระบุไวอ าจใชม าตรฐานของ AASHTO และ ASTM เปน
เกณฑกไ็ ด นอกจากนแ้ี ลว จาํ นวนและขนาดของตวั อยา งตัวแทนท่ตี องทําการทดสอบควรมเี กณฑท ี่เหมาะสม
กบั ปริมาณวสั ดุทีน่ าํ มาใชงาน
สําหรบั งาน Pavement Recycling การเก็บตัวอยา งตัวแทนเพ่ือมาทดสอบและออกแบบ
สวนผสมบางครัง้ ไดเ ก็บตวั อยางกอ นจะมกี ารเคล่อื นยา ยเครือ่ งมอื เครอื่ งจักรเขามาทห่ี นา งานของโครงการฯ
ทําใหการเก็บตวั อยา งตองมกี ารขุดเจาะเกบ็ กอ นตวั อยางมายอยเองกอนมกั มีปญหาวา ขนาดที่ยอ ยได ไมอ ยูใน

71

สภาพเดยี วกบั วัสดุท่ีไดจ ากการทาํ งานของเคร่อื งจักร โดยเฉพาะวัสดชุ ้ันผิวทางซ่ึงมกี ารเช่อื มยึดกนั จะยังคง
จับตวั เปน กอน ๆ เม่อื ทํางานจรงิ อตั ราสว นการใชว สั ดเุ ชอ้ื ประสานอยา งเชน ปนู ซีเมนต จะผดิ จากท่ีทดสอบ
และออกแบบไวใ นหองทดลอง ทัง้ น้ีถา มีความจาํ เปนทจี่ ะตองทาํ การออกแบบสวนผสมไวกอ นเพือ่ เปน
แนวทางการทาํ งาน ในขณะทาํ แปลงทดสอบ ตอ งมกี ารตรวจสอบสว นผสมใหไ ดค ณุ ภาพตามเกณฑกําหนด
สามารถปรับแกแ บบสว นผสม ตามเกณฑย อมรับไดห รอื ไม ถาหากไมไ ดจะตองทาํ การออกแบบสวนผสม
ใหม ปญ หานีค้ วรจัดหาเครื่องมอื ทมี่ ีประสทิ ธิภาพการยอยวสั ดุไดเ ชน เดียวกบั การทาํ งานจรงิ ของเครื่องจักร
หรือตองเก็บตวั อยา งตวั แทนทีไ่ ดจ ากหนา งานทไ่ี ดจากการขดุ และยอยจากเครื่องจกั รท่ใี ชงานจริง ซึง่ ตอง
เสยี เวลารอผลการออกแบบสว นผสมแลวเสรจ็ กอ นจงึ จะทราบถงึ อตั ราการใชว ัสดแุ ตล ะชนดิ แตจ ะไดแบบ
อตั ราสวนผสมใกลเ คยี งของจรงิ มากกวา วธิ จี ากการขุดตวั อยางมายอยในหอ งปฏบิ ตั ิการ เพราะสภาพของ
ตัวอยางตวั แทนทเี่ ก็บมาออกแบบมสี ภาพเหมือนกบั ทห่ี นา งาน

2.5.2 การออกแบบสวนผสม
กอ นอ่นื ตองทําการศกึ ษามาตรฐานขอ กาํ หนด รูปแบบและสญั ญาเกย่ี วกับคณุ สมบตั ิวสั ดุท่ี
จะนํามาใชง านถกู กําหนดไวอ ยางไรบา ง และคณุ ภาพภายหลงั การผสมปรับปรงุ วา จะตองปฏิบัตกิ ารทดสอบ
และออกแบบสวนผสมโดยมาตรฐานวิธีการทดสอบของสถาบันใด เชน AASHTO, ASTM หรือทีก่ ําหนด
ข้นึ ของหนว ยงานใด ในการท่ไี ดกําหนดอตั ราสว นการใชวสั ดุ โดยเฉพาะสารปรบั ปรงุ คณุ ภาพไวในรปู แบบ
และสญั ญานนั้ อาจจะเปน การไมถ ูกตอ งนกั ยกเวน แตว า ในการสํารวจและออกแบบไดม กี ารทดลองออกแบบ
สวนผสมไวเปน แนวทางกอ นแลว ซ่งึ จะเปนข้นั ตอนการสํารวจและออกแบบในข้นั ตอนท8่ี กอนคดิ ประมาณ
ราคาตนทุนของโครงการ ตามท่ีไดแนะนาํ ไวใ นบทความเรอื่ ง “การสํารวจและออกแบบเพอ่ื บรู ณะปรบั ปรงุ
ถนนลาดยางเดิม โดยวิธี Pavement Recycling แตใ นทสี่ ดุ แลว การออกแบบสวนผสมทหี่ นางานจริง ยังเปน
สิ่งทต่ี อ งปฏบิ ัตจิ ะละเลยเสียมิได
หลงั จากนน้ั ก็ใหท าํ การสาํ รวจวสั ดุดวู ามคี ณุ สมบตั คิ งทสี่ มา่ํ เสมอเพียงใด และวิธีการทํางาน
สามารถคัดเลือกวสั ดไุ ดส ม่ําเสมอมากนอ ยเพยี งใด เพอื่ จะไดน ํามาพจิ ารณาในการออกแบบสว นผสมวา ควร
จะออกแบบสวนผสมไวท ง้ั หมดกแ่ี บบสว นผสมดว ยกัน ขอใหพงึ ระลึกไวอ ยเู สมอวา แบบสวนผสมสามารถ
จะปรับแกไ ด แตต องอยใู นเกณฑทย่ี อมรบั และเม่อื คณุ สมบัตผิ ดิ แปลกไปจากเดิมจนเกนิ กวา ทจี่ ะอนุญาตให
ปรบั แกต ามเกณฑท่ียอมรบั ได จะตอ งทําการออกแบบสว นผสมใหม สิ่งทผี่ ดิ แปลกตามทไ่ี ดกลา วมาน้จี ะ
ทราบได จากการตรวจตรา การควบคมุ และการวิเคราะหเ ปน ประจํา ทุก ๆ วันของการทํางาน
วิธกี ารออกแบบสว นผสมนั้น ตอ งศกึ ษาและพจิ ารณาจากรูปแบบไดระบุวา กําหนดใหใ ช
วัสดชุ นดิ ใดบา งมาปรับปรงุ คณุ ภาพ กใ็ หไ ปคน ควาศึกษาตําราหนงั สอื แนะนําการออกแบบสวนผสมซ่ึงมีให
ศกึ ษาไดโ ดยทวั่ ไปอยแู ลว ในขณะนงี้ านปรับปรงุ คุณภาพวสั ดุมกั จะใชปูนซีเมนตกใ็ หไปศกึ ษาการออกแบบ
สวนผสมดนิ ซีเมนต ถงึ แมว า จะใชว สั ดุอ่ืนๆ มาใชผ สมดวยก็ไมใ ชส ง่ิ ทย่ี ุงยากเกินไป หลักการโดยทว่ั ไปใน
การออกแบบสวนผสมใหพ จิ ารณาจากมาตรฐานขอ กาํ หนดไดม กี ารแนะนาํ ปรมิ าณการใชวสั ดอุ ยา งไร ต่าํ สุด
เทาไร สูงสดุ เทาไร หากไมม ีระบไุ วชดั เจน กใ็ หลองสุมตั้งอัตราสว นผสมโดยปรับเปล่ยี นจากการใชป รมิ าณ

72

สารปรบั ปรุงคุณภาพ จากปริมาณตํ่าและขยบั ปรมิ าณท่สี ูงขึ้นจนถึงปรมิ าณมากเกนิ พอ แลวกท็ ดสอบคณุ ภาพ
ของแตละสว นผสมดวู า คากาํ ลังรบั แรงของวสั ดสุ ว นผสมมคี า เทา ไร เมอื่ มกี ารปรับลดลงดวยคาประสทิ ธิภาพ
การผสมท่ีหนางาน จะมีคา กําลงั แรงรบั เหลือเทา ไร จากนัน้ จึงพิจารณาเลอื กอตั ราสว นผสม โดยใหอยใู น
เกณฑข อ กําหนด ในกรณที ป่ี ระสทิ ธิภาพการผสมทหี่ นา งาน ตา่ํ กวา รอ ยละ 80 ควรดําเนนิ การแกไ ขวธิ กี าร
ผสมทหี่ นางานไมควรใชว ธิ คี ดิ ปรบั ลดตามท่ีไดแ นะนําไวในการออกแบบสว นผสมเพราะจะทําใหส ้ินเปลอื ง
วัสดแุ ละไดคณุ ภาพงานท่ไี มส มาํ่ เสมอ

2.5.3 การตรวจตราและการทดสอบคณุ ภาพวสั ดุ
ในการทาํ งาน Recycling จะตอ งมกี ารตรวจตราและการทดสอบคณุ ภาพวัสดทุ ัง้ กอ นทาํ งาน
ขณะทํางาน และภายหลังการทาํ งาน ซึง่ ไดก ลาวไปบา งแลวในหวั ขอ 2.4 ซ่งึ จะตอ งกระทําควบคกู ับการ
ควบคุมปฏิบัตงิ าน Recycling ตองมีการตรวจตราและทดสอบคณุ ภาพวสั ดปุ ระจาํ วนั และพอสรุปขั้นตอนใน
การตรวจตราและการทดสอบคุณภาพวสั ดเุ ปน 4 ระยะ
1) การตรวจตราและทดสอบคุณภาพวัสดุกอนการผสม จะตองมีการตรวจตราดูความ
แปรเปลี่ยนของวัสดุที่จะนํามาใชงานวายังคงเดิมเชนเดียวกับท่ีนํามาออกแบบสวนผสมหรือเปลี่ยนแปลงไป
สิ่งท่ีตองกระทําทุกวันคือการเก็บวัสดุมวลรวมท้ังท่ีอยูในชั้นทางเดิมหรือผสมเพิ่มเขาไปมาทดสอบหาคา
ความช้ืนเพ่ือจะปรับแกอัตราสวนของนํ้าท่ีจะเติมเขาไปในสวนผสม การทดสอบหาขนาดคละและตรวจตรา
ดเู นื้อวสั ดวุ า ยงั เปน ประเภทเดียวกนั กบั วสั ดทุ ่ีใชอ อกแบบสว นผสมหรือไม
2) การตรวจตราและควบคุมการผสมวสั ดุ เปนขนั้ ตอนทจ่ี ะตองตรวจตราและควบคุมอยาง
ใกลชิด ตั้งแตการปอนวัสดุใหไดตามอัตราสวนที่กําหนด การปอนวัสดุแตละชนิดตองมีความตอเน่ือง
สม่ําเสมอ ระยะเวลาผสม การคลกุ เคลาเขา กันไดดไี มเ กดิ การแยกตวั ระยะเวลาขนสง ระยะเวลาการปูและบด
ทับ โดยเวลาท้ังหมดตั้งแตการผสมจนถึงการปูและบดทับจะตองอยูในเกณฑขอกําหนดของสวนผสมชนิด
นั้นๆ เพราะมิฉะนั้นจะมีผลกระทบตอการเชือ่ มยดึ ตดิ ของเช้ือประสานจะทําใหดอยคณุ ภาพลง
3) การทดสอบคณุ ภาพวัสดสุ ว นผสมขณะท่มี กี ารควบคมุ และตรวจตราการผสมวสั ดุจนถึง
การปูและบดทบั จะตอ งมกี ารสมุ เกบ็ ตัวอยางสวนผสม เพือ่ ไปทําการทดสอบหาคุณภาพภายหลงั การผสมอกี
คร้ัง ทั้งน้ตี องศึกษารายละเอียดของมาตรฐานขอ กาํ หนด รูปแบบและสญั ญาวา ไดกาํ หนดเกณฑว ิธกี าร
ทดลองไวอยางไร หากระบไุ วไ มชดั เจนกใ็ หย ดึ ถือตามเกณฑระเบียบปฏิบตั ขิ องหนว ยงานหรอื สถาบันท่ี
นาเชื่อถอื และเปน หลักสากล
4) การตรวจตราและการทดสอบความหนาแนน ช้ันทาง Recycling ในขณะปูและบดทับ
สวนผสมเปน ช้ันทาง Recycling จะตอ งมีการควบคุมงานอยา งใกลชิดเพอื่ ใหไดค วามหนา ระดบั ความลาด
เอียงและความเรียบไดตามรปู แบบแลว ส่งิ สําคัญในการควบคุมงานคอื การปอ งกนั การแยกตวั ของสว นผสม
และความตอ เน่อื งของขบวนการปแู ละบดทับ แตก ย็ ังตอ งมขี ั้นตอนการตรวจตราและทดสอบความหนาแนน
ภายหลังการปแู ละบดทบั แลวเสรจ็ โดยมีการตรวจตราวา มคี วามเสยี หายปรากฏบนผวิ หนา หรอื ไม ความ
เรียบไดต ามขอ กาํ หนดหรอื ไม และจากการทดสอบจะไดค วามหนาและความแนน ตามขอกําหนดหรือไม

73

3. บทสง ทาย
วิธกี าร Pavement Recycling เหมาะสมทจี่ ะใชงานบรู ณะปรบั ปรุงถนนลาดยางเดมิ โดยการปรับปรงุ

แกไ ขความเสยี หายทีเ่ กดิ ขึ้นบนชั้นผิวทางและช้นั พน้ื ทางเทานัน้ ในกรณคี วามเสียหายทีเ่ กดิ จากรากฐาน คนั
ทางและรองพน้ื ทาง ตอ งทาํ การปรบั ปรงุ แกไ ขชนั้ ลาง คอื รากฐานหรอื คันทางหรอื ชั้นรองพื้นทางที่มปี ญ หา
ดวย ในปจ จบุ ันถนนท่อี ยใู นความดแู ลของกรมทางหลวงจะมีรากฐานและตวั คนั ทางทีม่ เี สถียรภาพมนั่ คง
ยกเวนบริเวณพื้นทด่ี ินออน หรือมปี ญหาทางดานธรณวี ทิ ยา ความเสยี หายของถนนจงึ มักเกิดจากอายุการใช
งานที่จะปรากฏความเสียหายในชน้ั ผิวทางและช้ันพนื้ ทาง การนาํ วิธีการ Pavement Recycling มาใชง าน
บูรณะปรับปรงุ ถนนลาดยางเดิมจงึ เปนวธิ กี ารที่เหมาะสมย่ิงกบั สภาวะปจ จุบันทต่ี อ งคาํ นงึ ถึงส่ิงแวดลอมและ
ผลกระทบตอ สังคมมากข้นึ อีกท้ังแกไ ขปญหาการใชวสั ดุใหคุมคา คมุ ทนุ ลดความสิ้นเปลอื งโดยใชองค
ความรูแ ละความสามารถมากขน้ึ

แตอ ยา งไรก็ตามจากแนวคดิ ขางตน เราจะตอ งทาํ ความเขา ใจถงึ องคความรูท่จี ะมาใชซ ึง่ ตอ งมรี ะบบ
จัดการองคค วามรไู ดอยางเหมาะสม ซงึ่ อาจเรยี กวา เปน การใชศาสตรและศลิ ป ในการบรหิ ารจดั การท่ีดอี ยาง
เปนระบบ (State of The Art) ตง้ั แตก ารวางแผนโครงการ การพจิ ารณาความเหมาะสม การสํารวจและ
ออกแบบ การประมาณราคาตน ทนุ และการจัดตั้งงบประมาณ โดยจดั มมุ มองใหเ หน็ ภาพรวมถงึ การลงทนุ
อยางคมุ คา มกี ารบริหารทรัพยากรไดอ ยา งลงตวั และมีคณุ ภาพ

ในงาน Pavement Recycling เปนเทคโนโลยีใหมทไ่ี ดมีการออกแบบและผลิตเคร่อื งมอื เครือ่ งจักร
พเิ ศษทม่ี คี วามทันสมัยเพอ่ื ใหเหมาะสมกบั ระบบการทาํ งาน Recycling โดยใชค วามรูท างดา นเครื่องจักรกล
ดานอเิ ล็คทรอนคิ มาใชเพือ่ สนองใหไ ดตามแนวความคดิ ในการบรู ณะปรบั ปรงุ ถนนลาดยางเดมิ โดยใชว ธิ ี
Pavement Recycling ถงึ แมวา สามารถผลิตเครือ่ งมือเครือ่ งจกั รเพ่อื สนองการน้ีไดแ ลว แตส งิ่ ท่เี ปนปจจยั
สาํ คัญคือคน จะตอ งมีความใฝรู ความเอาใจใส ไมละเลยขน้ั ตอนของระบบตามแนวคดิ การทาํ งาน Pavement
Recycling จงึ ทาํ ใหงานบรรลผุ ลสาํ เร็จ การพฒั นาคนอยา งตอ เน่อื งใหม คี วามรูเทาทนั กับการเปลย่ี นแปลง
ทางดานเทคโนโลยี โดยใหม ีพ้ืนฐานความรูทด่ี ีพอท่ีจะสามารถมีกระบวนการทางความคดิ แบบมองรอบดา น
เทคโนโลยที พ่ี ฒั นาขนึ้ จึงจะเกิดประโยชนต อสวนรวม

74

บทท่ี 10
การควบคมุ งานกอ สรา งผิวทางคอนกรตี

1. บทนาํ
ในการควบคุมการกอสรางถนนคอนกรตี ของกรมทางหลวง ใชม าตรฐานทางที่ ทล.-ม. 309/2544

“มาตรฐานถนนปอรตแลนดซ เี มนตค อนกรีต” เปน คูมอื ในการควบคมุ งาน ซง่ึ ทล.-ม. 309 เปน มาตรฐานที่
ไดจากการนาํ ทล.-ม. 409/2530 “มาตรฐานขอกาํ หนดการควบคมุ งานกอ สรางถนนปอรต แลนดซเี มนต
คอนกรีต” มาปรบั ปรุงใหท นั สมัยและเพ่อื ใหเหมาะสมกับอนุกรมรหัสหมายเลขทะเบยี นมาตรฐานของกรม
ทางหลวง ซึ่งถาขน้ึ ตน ดวยเลข 3 หมายถึงวสั ดคุ อนกรีต สว นถา ข้นึ ตนดวยเลข 4 หมายถงึ วสั ดุแอสฟลต จงึ
เปลยี่ นเปน ทล.-ม. 309
2. โครงสรา งถนนคอนกรตี ของกรมทางหลวง

โครงสรางถนนคอนกรีตที่กรมทางหลวงไดจัดสรางขน้ึ แบงไดเ ปน 5 แบบ คือ
2.1 ผวิ ทางคอนกรีต + รองพ้ืนทาง Soil Aggregate ถนนทก่ี อสรางแบบนี้ คือ ถนนพหลโยธินชวง
อนสุ าวรยี  – ลาดพราว และถนนเพชรเกษม ชว ง กรุงเทพฯ – นครปฐม ถนนพหลโยธนิ ชว งอนุสาวรีย –
ลาดพราว เมื่อสรางเสร็จและเปด ใชงานไมเกดิ Pumping และปญหาในการซอ มบํารงุ เน่อื งจากใชร องพน้ื ทาง
เปนหนิ ผุ Gradation ทด่ี แี ละมคี า PI ตาํ่
สว นถนนสายเพชรเกษมชว ง บางแค – นครปฐม เปดใชไ ดไ มนานก็เกดิ Pumping หลายจดุ สาเหตุ
เกดิ จากใชล ูกรงั ทีม่ ี PI สูงมากผสมกบั ทรายเพอื่ ใชทําชนั้ รองพ้นื ทาง
Pumping เกิดจากการทน่ี ้าํ ซึมลงตามรอยแตกและรอยตอ ของถนนคอนกรีตท่ีชํารดุ ใตแผนพ้นื
คอนกรีต และวสั ดสุ วนละเอียดใตแ ผน พื้นคอนกรีตจะอุมนาํ้ สะสมไว เมือ่ มรี ถวิง่ ผา นแผน พน้ื คอนกรีต
บอย ๆ จะทาํ ใหพ นื้ คอนกรตี เคลอื่ นท่ขี ึน้ ลงได และกระแทกนา้ํ ผสมกบั สวนละเอยี ดขน้ึ มาดานบนถนนทาํ ให
เกดิ โพรงใตแ ผน พน้ื คอนกรตี เปน สาเหตทุ าํ ใหคอนกรีตแตกหักหรืออาจทาํ ใหคอนกรีตทต่ี ดิ กนั สองแผน
ระดับตา งกนั
2.2 ผิวทางคอนกรตี + Soil Cushion + รองพืน้ ทางแบบ Lime Stabilized Clay ผลการเกดิ Pumping
สายกรุงเทพ- นครปฐม ทาํ ใหว ศิ วกรทีอ่ อกแบบใชช น้ั Sand Cushion ในโครงสรางถนนคอนกรตี โครงสราง
ถนนคอนกรตี ทีม่ ีลักษณะนม้ี สี ายเดียว คอื ถนนวิภาวดีรงั สิต ชว ง ดนิ แดง – ดอนเมอื ง (ชองจราจรเกา) ถนน
สายนเี้ มอ่ื เปดใชงานกไ็ มเ กดิ Pumping และไมสรา งปญหาในการซอ มบาํ รงุ
2.3 ผวิ ทางคอนกรตี + Soil Cushion + รองพื้นทางแบบ Soil Aggregate โครงสรา งของถนน
คอนกรตี แบบนใ้ี ชเปนคร้ังแรกกับสายจรัลสนทิ วงศ ใชง านไดด ไี มเ กดิ Pumping หลังจากนนั้ มา กรมทาง
หลวงกใ็ ชโ ครงสรางในลักษณะนี้กอ สรา งถนนคอนกรีตในแถบกรุงเทพ ซึ่งทุกสายไมป รากฏความเสยี หาย
เนื่องจาก Pumping

75

2.4 ผิวทางคอนกรีต + พ้ืนทางหินคลุก + รองพ้ืนทางแบบ Soil Aggregate เปนโครงสรางถนน
คอนกรีตท่ีกอสรางตั้งแตป 2535 เปน ตนมา เชน สายบางปะอิน – นครสวรรค และสระบุรี – โคราช

2.5 ผิวทางคอนกรีต + Cement Modified Crushed Rock Base + รองพ้ืนทางแบบ Soil Aggregate
เปนโครงสรางถนนคอนกรีตที่มีปริมาณจราจรสูงมาก และมีรถบรรทุกหนักผานมากเปนประจํา เชน สาย
รังสิต – สระบุรี

จากลักษณะโครงสรางถนนคอนกรีตทั้ง 5 แบบ ปจจุบันถนนคอนกรีตของกรมทางหลวงสวนใหญ
จะใชลกั ษณะโครงสรา งตามแบบท่ี 3 คอื ผวิ คอนกรตี + Sand Cushion + รองพ้ืนทางแบบ Soil Aggregate

ซึ่งใน ทล. -ม. 309/2544 “ถนนปอรตแลนดซีเมนตคอนกรีต” จะเขียนวิธีควบคุมการกอสรางถนน
คอนกรีตไวอยางละเอียด ซึ่งนายชางควบคุมงานถาอานมาตรฐานก็จะสามารถควบคุมงานไดอยางถูกตอง
ดังนนั้ บทความน้ีจะเขยี นถงึ เฉพาะประเดน็ สาํ คัญทคี่ วรระมัดระวังในการควบคุมงานกอสรา งถนนคอนกรตี
3. การควบคุมงานกอ สรา งถนนคอนกรตี

ในการควบคมุ คุณภาพคอนกรีต อาจแบง เปน ขัน้ ตอนที่สาํ คญั ได 4 ขั้นตอน คอื
- การควบคุมคณุ ภาพวัสดทุ ใ่ี ชในการผสมคอนกรีต
- การควบคุมการออกแบบสวนผสมคอนกรีต
- การควบคุมโรงผสมคอนกรีต
- การควบคมุ งานกอ สรา งที่หนา งาน

3.1 การควบคมุ คุณภาพวัสดุ
3.1.1 ปูนซีเมนตปอรตแลนด ตองเปนปอรตแลนดซีเมนตประเภท 1 ที่มีคุณภาพตาม

มอก.15 เน่ืองจากปูนซีเมนตในบานเราผลิตโดยโรงงานใหญไดมาตรฐาน มีการใชอยางแพรหลายมีผล
บันทึกการใชงานที่ดี ปูนซีเมนตท่ีไดรับ มอก. สามารถนํามาใชไดเลย โดยไมตองทําการทดสอบอีก ในกรณี
สงสยั ในคุณภาพใหส มุ เกบ็ ตวั อยางทดลอง ในงานกอ สรา งถนนคอนกรีต ถา ปนู ซีเมนตในสวนผสมคอนกรีต
นอยจะทําใหคอนกรีตไมแกรง เกิดการหลุดรอนทําใหหินใหญโผลเกิดหนาที่หยาบทําใหผิวถนนไมเรียบ
และถา เกดิ มากจะทาํ ใหถ นนแตกไดในเวลาเดยี วกนั

3.1.2 มวลรวมละเอียดหรือทรายผสมคอนกรีต ตองมีคุณสมบัติตามมาตรฐานขอกําหนดท่ี
ทล.– ก 201/2544 “ขอกําหนดมวลรวมละเอียดสําหรับผสมคอนกรีต” ทรายผสมคอนกรีตที่ละเอียดมาก
และสกปรกมีดินปน จะทําใหคอนกรีตเกิดการแตกราวได เนื่องจากดินจะหดตัวมาก และทําใหผิวหลุดเปน
หนาขาวตงั ไดภายหลังเปดการจราจร

3.1.3 มวลรวมหยาบ หรอื หนิ ผสมคอนกรีต ตองมีคุณสมบัติตามมาตรฐานขอกําหนดที่ ทล.
– ก.202/2544 “ขอกําหนดมวลรวมหยาบสําหรับผสมคอนกรีต” หินที่สกปรกและดินปนจะทําใหคอนกรีต
หลุดจากหิน จะทาํ ใหเกิดหนา ท่หี ยาบถนนไมเ รยี บ ความเสยี หายอาจเกิดมากจนทําใหถนนแตกในทีส่ ดุ

76

3.1.4 น้ํา ท่ีจะนํามาใชผสมคอนกรีตตองสะอาดปราศจากสารตาง ๆ ท่ีเปนอันตรายตอ
คอนกรตี น้ําทไี่ มส ะอาดจะทําใหคอนกรีตมกี ําลงั รบั แรงตํ่า การพัฒนากาํ ลงั อัดชา เมอ่ื เปดใชงานผวิ หนาถนน
จะหลุดลอกทําใหเกิดผิวหนาท่ีไมเรียบและทําใหถนนแตกไดงาย ถาสงสัยในคุณภาพนํ้าใหสงทดลอง
คุณภาพ

3.1.5 สารผสมเพ่ิม ปจจุบันสารผสมเพิ่มไดเขามามีบทบาทอยางมากในงานคอนกรีตบาน
เรา เน่ืองจากคอนกรีตท่ีใชสารผสมเพิ่มจะมีคุณสมบัติท่ีเหมาะสมกับการทํางานมากข้ึน เชน เพิ่ม
ความสามารถในการเทได หนวงการกอตัว เนื่องจากบานเราเปนเมืองรอน คอนกรีตจะ Set ตัวเร็ว การหนวง
การกอตัวจะใหม เี วลาทาํ งานมากขึ้นและแกป ญ หาการเกดิ Cold joint

สารเคมีผสมเพ่ิมที่ใชตองมีคุณสมบัติตาม มอก.733 ซ่ึง มอก. 733 ไดแบงสารเคมีผสมเพ่ิม
ตามลกั ษณะการใชง านได 7 ประเภท คือ

(1) สารลดนาํ้ หรือ Plasticizer คุณลักษณะการใชง านทส่ี าํ คญั ตองลดน้าํ ไดไ มน อยกวารอย
ละ 5

(2) สารหนวงการกอตวั คณุ ลักษณะการใชงานที่สําคญั ตอ งหนว งการกอตวั ของคอนกรีตไม
นอ ยกวา 1 ช่วั โมง แตไ มเกนิ 3 ช่งั โมงครึ่ง

(3) สารเรง การกอ ตวั ตองเรง การกอตวั ระยะตน เรว็ ขนึ้ ไมน อยกวา 1 ชัว่ โมง แตไ มเ กิน 3 ชัว่
โมงครึ่ง

(4) สารลดน้ําและหนวงการกอตัว เปนสารเคมีผสมเพ่ิมที่ใชมากท่ีสุดในบานเรา มี
คณุ ลกั ษณะการใชง านเชน เดยี วกับสารลดน้าํ และหนว งการกอ ตวั

(5) สารลดนํ้าและเรงการกอตัว มีคุณลักษณะการใชงานเชนเดียวกับสารลดน้ําและเรงการ
กอตัว

(6) สารลดน้ําพิเศษ หรือ Superplasticizer ตองลดนํ้าไดไมนอยกวารอยละ 12 สวนใหญใช
กบั คอนกรีตท่ีตองการกําลังสูง เชน คานคอนกรตี อัดแรง

(7) สารลดน้ําพิเศษและหนวงการกอตัว มีคุณลักษณะการใชงานเชนเดียวกับสารลดนํ้า
พเิ ศษและหนว งการกอ ตวั

ใน Brochure เอกสารผูผลิตนํ้ายาผสมคอนกรีตสวนใหญจะอางประเภทนํ้ายาผสมคอนกรีตตาม
ASTM ซึ่ง ASTM จะแบงเปน 7 ประเภท คือ Type A – G ซ่ึง มอก. ก็ใช ASTM อางอิง Type A จะตรงกับ
ประเภท 1 และเรยี งตามลําดับ โดย Type G ตรงกับประเภท 7
ขอ ควรระวงั ในการใชงาน สารเคมผี สมเพม่ิ

(1) สารเคมผี สมเพิม่ ที่นาํ มาใชตอ งมีคณุ สมบัติตาม มอก. 733 และตองมีขอ มูลเทคนคิ ที่สําคัญ เชน
- ผลของสารผสมเพ่มิ ตอ คอนกรีต
- สวนประกอบท่สี าํ คัญ
- ปรมิ าณทค่ี วรใช และขอเสยี ทีเ่ กดิ จากการใชป ริมาณเกนิ กาํ หนด

77

(2) ควรใชปริมาณตามทีผ่ ผู ลิตแนะนาํ พรอมท้งั ตรวจดูผลจะเปน ไปตามขอกําหนดหรือไม
(3) ตองวัดการผสมที่แนนอน เน่ืองจากอัตราการใชสารเคมีผสมเพิ่มประมาณ 0.1 – 0.3 เปอรเซ็นต
ถาปริมาณที่เติมลงไปไมแนนอน เชน สารหนวงการกอตัว ซ่ึงถาใสมากเกินไป จะทําใหคอนกรีตไมแข็งตัว
ซึง่ เกดิ ข้ึนบอ ย ๆ
(4) ผลของสารผสมเพิ่มตอคณุ สมบตั อิ ื่น ๆ

3.1.6 แผงลวดตาขาย เปน Temperature Steel ใสแผนพื้นคอนกรีตทําหนาที่ปองกันการ
แตกราวจากการขยายตัวที่เกิดขึ้นในแผนพ้ืนคอนกรีต เน่ืองจากการเปล่ียนแปลงอุณหภูมิตลอดวัน เหล็ก
เสรมิ ขนาดเลก็ และ Spacing แคบ จะทํานาที่ Temperature Steel ไดด กี วาเหล็กขนาดใหญแ ต Spacing กวาง

การวางตําแหนงแผงลวดตาขายตองวางใหถูกตอง ตามแบบเพ่ือใหทําหนาท่ี Temperature
Steel ไดอ ยางถูกตอ ง

3.1.7 เหล็กเดือย (Dowel Bar) เปนเหล็กท่ีใชตามแนวรอยตอตามขวางซ่ึงประกอบดวย
รอยตอเผ่ือหด รอยตอเผื่อขยายและรอยตอกอสราง ซึ่งในงานกอสรางถนนคอนกรีตรอยตอตามขวางถือเปน
รอยตอวิกฤต ซ่ึงจะเกิดเสียหายไดงายเม่ือเปดใชงาน เหล็กเดือยเปนเหล็กผิวเรียบกลม ทําหนาท่ีเปนตัวถาย
นํ้าหนักของลอรถ ระหวางแผนพ้ืนคอนกรีตแผนหนึ่งไปยังแผนพื้นคอนกรีตอีกแผนหนึ่ง เหล็กเดือยมีปลาย
สองปลายฝงอยูใ นแผนพืน้ คอนกรีต ปลายดานหน่ึงเนื้อเหล็กจะสัมผัสกับคอนกรีตโดยตรง เรียกปลายดานนี้
Fixed End ปลายอีกดานหน่ึงจะเคลือบดวยยางมะตอยหรือทาสีและทาจาระบีทับ เพ่ือปองกันไมใหเนื้อ
คอนกรีตสัมผัสกับคอนกรีตโดยตรง ชวยใหแผนพ้ืนคอนกรีตท่ีหอหุมปลายดานนี้สามารถเคลื่อนที่ไดบาง
เล็กนอ ย ซึ่งเรยี กปลายดานนวี้ า Free End

เนอ่ื งจากรอยตอตามขวางจะตอ งขยับตวั ไดบา งเลก็ นอ ย โดยมีเหลก็ เดอื ยเปนตัวถายน้ําหนัก
ระหวางแผนพื้นคอนกรีตท่ีอยูติดกัน ดังน้ันเหล็กเดือยจะตองวางใหขนานกับแนวก่ึงกลางถนนไมเอียงใน
แนวราบและแนวด่ิง

เหลก็ เดือยทว่ี างเอยี งไมวาในแนวราบหรอื แนวด่งิ หรอื เหล็กเดือยที่ผิวไมเรียบจะทําใหแผน
พ้ืนคอนกรีตตรงบริเวณรอยตอขยับตัวไมได ทําใหเกิดรอยตอยึด (Freeze joint ) เปนสาเหตุใหแผนพื้น
คอนกรีตแตกได การเกิดรอยตอยึดที่รุนแรง จะทําใหแผนพื้นคอนกรีตแสดงพฤติกรรมของแผนพื้นยาว อาจ
ทาํ ใหค อนกรีตเกดิ รอยแตกระหวา งรอยตอได

3.1.8 เหล็กยึด (Tie Bar) เหล็กยึดใสตามแนวรอยตอตามยาว เพ่ือปองกันการขยับตัวทาง
ดานขางของแผนพ้ืนคอนกรีต ซึ่งอาจเกิดจากการบิดตัวของแผนพ้ืนคอนกรีต เนื่องจากการยืดหดตัว หรือ
นํ้าหนักรถ เหล็กยึดจะเปนเหล็กขอออย ทําหนาท่ียึดแผนพื้นคอนกรีตใหอยูในท่ี โดยปกติดเหล็กยึดจะไม
สรา งปญหาในงานถนนคอนกรีตเหมอื นเหล็กเดือย

3.1.9 ปลอกเหล็กเดือย เปนโลหะหรือวัสดุสังเคราะหท่ีไดรับความเห็นชอบจากนายชาง
โครงการฯ ใชสําหรับสวมเหล็กเดือย เพื่อกอสรางรอยตอเพื่อเผื่อขยาย เพื่อชวยใหคอนกรีตขยายตัวได
ปอ งกนั ความเสยี หายจากการเกดิ Blow Out

78

3.1.10 วัสดอุ ุดรอยตอคอนกรีต (Joint Filler) ใชส ําหรับอดุ รอยตอ เพือ่ ขยาย เชน ชานออย
3.1.11 วัสดุทารอยตอ (Joint Primer) วัสดุทารอยตอ จะชวยใหเกิดการยึดจับระหวางผิว
คอนกรตี และวัสดุยารอยตอ
3.1.12 วัสดุยารอยตอ (Concrete Joint Sealer) ทําหนาท่ีปองกันนํ้าซึมลงตามแนวรอยตอ
วัสดอุ ุดรอยตอ ที่หมดอายจุ ะทาํ ใหเ กดิ การไหลซึมของนา้ํ ผา นตามแนวรอยตอ ผานไปสะสมในชั้นทางใตแผน
พื้นคอนกรีตอันเปนสาเหตุของการเกิด Pumping กอใหเกิดโพรงใตแผนพ้ืนคอนกรีต ทําใหคอนกรีตแตกได
นอกจากน้ีวัสดุยารอยตอที่หมดอายุจะเปนวัสดุท่ีไมมีการคืนตัวทําใหกรวดและหินกอนเล็กๆ เขาไปอุดใน
ชองวางเปนเหตุใหเกิดรอยบ่ินตามขอบรอยตอทําใหการขับข่ียวดยานไมราบเรียบ การควบคุมคุณภาพวัสดุ
ยารอยตอควรนําวัสดุยารอยตอมาสตอกกอนแลวสุมเก็บตัวอยางทดลองเพื่อปองกันการนําวัสดุยารอยตอที่
ไมม ีคุณภาพมาใช
3.2 การควบคุมการออกแบบสวนผสมคอนกรีต
วัตถุประสงคของการควบคุมการออกแบบสวนผสมเพื่อใหไดคอนกรีตสดและคอนกรีตท่ี
แข็งตัวแลวมีคุณสมบัติเปนไปตามขอกําหนด ของงานกอสราง เชน คอนกรีตสดจะมีการกําหนด
ความสามารถเทได หรือ Slump สว นคอนกรีตท่แี ขง็ ตวั แลว จะมีการกําหนด กาํ ลงั รับแรงอดั เปน ตน
กอนเร่ิมดําเนินการกอสรางถนนคอนกรีต ผูรับจางจะตองดําเนินการออกแบบสวนผสม
คอนกรีต ใหมคี ณุ สมบตั ิตามทรี่ ะบุไวในแบบ ซงึ่ มีข้ันตอนในการตรวจสอบการออกแบบสว นผสมดงั นี้
3.2.1 พจิ ารณาศึกษา ทบทวน ขอ กําหนด เชน กําลงั รบั แรงอดั ต่ําสุด ปริมาณซเี มนตต่าํ
สดุ ตอ 1 ลูกบาศกเ มตร คา ความยบุ ตวั และ อตั ราสว นนาํ้ ตอ ซีเมนต
ในการออกแบบสวนผสมคอนกรีต ขอกําหนดของกรมทางหลวง กําลังรับแรงอัดที่ใชใน
การออกแบบตองสงู กวา คากําลังรบั แรงอัดทกี่ าํ หนดในแบบ โดยใชสมการดังนี้

fcr = fc’ + ks
โดยที่

fcr คอื กําลังรับแรงอดั เปาหมายที่ตอ งการ หรือ รับแรงอัดทีใ่ ชใ นการออกแบบ
fc’ คอื กําลังรับแรงอดั ทกี่ ําหนดในแบบ
k คือ คาคงที่
s คอื คา เบี่ยงเบนมาตรฐานของกําลงั รบั แรงอัดจากกอนตวั อยาง

30 คาหรือมากกวา
คา k ไดม าจากหลกั วชิ าสถติ ิในเรอื่ งเกยี่ วกับการแจกแจงความถ่ี ตามตารางท่ี 1

79

ตารางที่ 1

คารอยละของกาํ ลงั ทต่ี ่ํากวา fc' คา K

20 0.842
10 1.282
5 1.645
2.5 1.960
2 2.054
1 2.326
0 3.000

ตามมาตรฐานทัว่ ไปจะตอ งออกแบบใหโ อกาสทีก่ าํ ลงั อดั เฉล่ียต่ํากวากําลังอัดท่ีออกแบบไม
เกิน 5%

ในกรณีไมมีขอมูลเกาของสวนผสมคอนกรีต แนะนําใหออกแบบสวนผสมคอนกรีต
เพื่อใหมีกําลังรับแรงอัดสูงกวาความตานทานแรงอัดที่กํานดไมนอยกวา 5 เมกะปาสคาล เชน แบบกําหนด
แรงอัด 325 กก./ซม. 2

3.2.2 ทดลองผสมและตรวจสอบผลที่ไดเ พ่อื อนุมตั ิการใชง าน เมอื่ เหน็ ชอบในรายการ
คํานวณและผลการทดสอบวัสดุท่ีใชผสมคอนกรีตแลว ผูรับจางจะตองทําการทดลองผสมคอนกรีตเพื่อ
ตรวจสอบคุณสมบัติตาง ๆ เชน ความสามารถเทได กําลังรับแรงอัด Modulus of Rupture เพ่ือตรวจสอบ
วา คอนกรีตดังกลาวมคี วามเหมาะสม

3.3 การควบคุมโรงผสมคอนกรตี
การควบคมุ โรงผสมคอนกรีตเปนข้ันตอนท่ีสําคัญอีกขั้นตอนหนึ่งเพ่ือจะใหไดคอนกรีตท่ีมี

สวนผสมตามที่ออกแบบสวนผสมไว ถาการออกแบบสวนผสมดีแตในโรงผสม มาสามารถผสมไดตามท่ี
ออกแบบกจ็ ะทาํ ใหไดค อนกรีตมีคณุ ภาพไมด ี ขั้นตอนในการควบคุมโรงผสมคอนกรตี มดี ังนี้

3.3.1 สุม เกบ็ ตัวอยา งวัสดจุ ากโรงผสมคอนกรีต นํามาตรวจสอบคณุ ภาพตามมาตรฐานเชน
หิน, ทราย สกปรกหรือไม และตอ งมขี นาดคละทดี่ ี ตรวจสอบถังบรรจุซีเมนตม เี ถา ลอยหรือไม ถายุงใดบรรจุ
เถา ลอยหา ม Load ปูนยงุ น้นั เขา หอ งผสม

3.3.2 ตรวจสอบโรงงานผสมคอนกรีต
(1) การตรวจสอบอปุ กรณข องโรงผสม

- ยงุ ใสว สั ดุ (Bin) ตอ งมคี วามแขง็ แรงสามารถกักเก็บวสั ดุแตล ะชนิดไมป ะปนกนั
พ้ืนลางของยุงใสวัสดุควรเทคอนกรีต หรือลงวัสดุปรับรองพ้ืน เพ่ือไมใหวัสดุพื้นดินเดิมมาปะปนขณะทํา
การลากวสั ดขุ ึน้ ยุง

80

- ชอ งปลอ ยวสั ดจุ ากยงุ และถังชั่งนาํ้ หนัก ทาํ การตรวจสอบชองปลอ ยวสั ดุจากยุง
ลงถงั ช่ังนํ้าหนัก จะตองสามารถบังคับเปดใหไดจํานวนวัสดุที่ปลอยลงถังช่ังน้ําหนักไดแนนอนและสามารถ
ปดไดสนิทเม่ือไดปริมาณวัสดุท่ีตองการ ถังช่ังน้ําหนักตองสามารถปลอยวัสดุออกจากถังเขาเครื่องผสมได
หมดขณะทาํ งาน

- เครื่องผสม (Mixer) ทําการตรวจสอบเครื่องผสม โดยตองมีเคร่ืองต้ังเวลาผสม
และทําการปรับตั้งเวลาในการผสมใหเหมาะสม ตรวจสอบใบมีดหลังผสมตองมีความสึกหรอไมเกิน 10
เปอรเ ซ็นต

(2) ตรวจสอบเครอื่ งชงั่ นา้ํ หนกั
- เคร่ืองชั่งน้ําหนักวัสดุมวลรวม ทําการตรวจสอบเครื่องชั่งนํ้าหนัก หิน และ

ทราย โดยใชต ุม นํา้ หนกั มาตรฐาน จะตอ งมคี วามละเอียดผดิ พลาดไมเกินรอ ยละ 0.5 ของนํา้ หนกั ที่ชง่ั
- เครื่องช่ังนํ้าหนักปูนซีเมนต ทําการตรวจสอบเคร่ืองช่ังน้ําหนักปูนซีเมนต โดย

ใชตุมนํ้าหนักมาตรฐาน จะตองมีความละเอียดผิดพลาดไมเกินรอยละ 0.5 ของนํ้าหนักเชนกัน และทําการ
ตรวจสอบการปลอยปูนซีเมนตจากยุงชั่ง จะตองปลอยใหหมดทุกครั้ง โดยเครื่อง Vibrate ของถังช่ัง
ปนู ซเี มนตจะตองทาํ งานขณะปลอ ยปนู ซีเมนต

- มาตรวัดปริมาณนํ้า ทําการตรวจสอบมาตรวัดปริมาณน้ําท่ีจะใชผสมคอนกรีต
ใหไ ดป ริมาตรถูกตอง

3.3.3 การควบคุมการผสม
- ปรับสัดสวนการผสมเน่ืองจากความชื้นของวัสดุผสมวัสดุ โดยทั่วไปในการ

ออกแบบคอนกรีตจะใชนํ้าหนักวัสดุที่สภาวะอ่ิมตัวผิวแหง ซึ่งวัสดุท่ีใชผสมอาจจะมีความชื้นมากขึ้นหรือ
นอ ยกวาสภาวะดงั กลา ว จะตองปรบั ลดหรือเพ่มิ นาํ้ หนักเนอื่ งจากความช้นื

- เวลาที่ใชจะตองเหมาะสม ตามมาตรฐานคอนกรีตหน่ึงลูกบาศกเมตรควรใชเวลา
ผสม 1 นาที การผสมนานเกินไป ทําใหเกิดผลเสียคือ วัสดุมวลรวมที่ใชผสมจะแตก ทําใหสวนละเอียด
เพิ่มข้ึนและทําใหความสามารถเทไดลดลง ผลของแรงเสียดทานทําใหความรอนของคอนกรีตเพ่ิมขึ้นกําลัง
คอนกรตี จะลดลง

3.3.4 การควบคุมคอนกรีต ในการผสมคอนกรีตจากโรงผสม ผูควบคุมการผสมจะตองแจง
ขอ มูลการผสมและตดิ ตามตรวจสอบคณุ ภาพของคอนกรตี ท่อี อกจากโรงผสมใหไดสัดสว นตามที่ออกแบบ
ไวดงั นี้

- การออกใบนําสงคอนกรีตจากโรงผสม เพื่อเปนการใหขอมูลแกชางควบคุมงาน
วาเปน Mix ใด , ปริมาตรคอนกรีตเทาไร ออกจากโรงผสมเวลาใด เพ่ือใหชางควบคุมงานตรวจสอบท่ีหนา
งานและใชเทคอนกรตี โครงสรา งท่ถี ูกตอง

- ตรวจสอบคาการยุบตัวและเก็บตัวอยางทดสอบเปรียบเทียบ เพื่อเปรียบเทียบ
คุณภาพของคอนกรีตกอ นออกจากโรงผสมกบั คอนกรีตหนางาน

81

3.4 การควบคมุ คณุ ภาพท่หี นางาน
3.4.1 การเตรยี มชั้นทรายรองถนนคอนกรตี
ทรายรองพนื้ ทางคอนกรตี จะทําหนา ท่ีระบายนํา้ ออกจากใตแ ผนพ้ืนคอนกรีต เพ่อื ปอ งกนั

การเกิด Pumping และยังชวยปองกันการแทรกตัวของวัสดุสวนละเอียดในช้ันรองพื้นทาง (ในกรณีวัสดุช้ัน
รองพื้นทางมี PI สูง และมีสวนละเอียดมาก) ดังนั้นทรายรองพ้ืนทางคอนกรีตจะตองสะอาดและปราศจาก
กอ นดนิ เหนยี วเพื่อใหสามารถระบายนํ้าไดด ี ทรายทส่ี กปรกจะระบายน้ําไมดี

กอนเทคอนกรีตตองเกลีย่ ทรายใหเ รียบ พน นํ้าใหทรายอม่ิ ตวั พรอมท้ังบดทับใหแนน ถาพื้น
ลา งไมแนนคอนกรตี เคล่อื นทรุดตัวลงขณะท่ีกําลงั จะแขง็ ตวั จะทาํ ใหเ กดิ การแตกราวได นอกจากนี้พ้ืนลางจะ
ดดู น้าํ จากคอนกรีตสดทําใหคอนกรีตสดเสยี นา้ํ อยางรวดเรว็ เปน สาเหตใุ หเกดิ การแตกราวได

3.4.2 การตง้ั แบบ
ตรวจสอบแบบทน่ี ํามาใชตองไมบ ดิ โกง งอ แบบจะตอ งตอกยดึ ใหมั่นคงแข็งแรงไดร ะดบั
และแนวถูกตอ งกอนเทคอนกรีต การเคลือ่ นตัวของแบบอาจเปนสาเหตุใหเกิดการแตกราวได
3.4.3 การเทคอนกรีต
อาจเทคอนกรตี ชั้นเดียวหรือเทเปนสองชั้น ถา เทคอนกรีตชนั้ เดยี วเมอื่ วางเหลก็ เสริมได
ตําแหนงและระดับเรียบรอยแลว จะตองจัดเตรียมแทงคอนกรีตหรือเหล็กขาหยั่ง เพื่อหนุนเหล็กเสริมไมให
แอนตัวตลอดแผงของเหล็กเสริม ถาเทสองช้ัน ชั้นลางจะตองเทและอัดแทงคอนกรีตใหไดระดับที่จะวาง
เหล็ก ในการเทคอนกรีตเพอ่ื ปอ งกันการแยกตวั การปฏบิ ัตดิ งั นี้
(1) หามใชเ คร่อื งสน่ั สะเทือนในการทะลายกองคอนกรตี ใหใ ชเคร่ืองเกล่ยี แตง ท่ีเหมาะสม
(2) ควรเทคอนกรตี ใหเปน ชนั้ สม่ําเสมอ ไมใชก องเปนภเู ขาหรอื เปน ชั้นตามแนวเอยี ง
(3) ความหนาของการเทแตละชั้น ควรเหมาะสมกบั วธิ กี ารใชเ ครื่องส่นั สะเทือน
(4) เทคอนกรตี อยางตอเนอ่ื ง เพ่ือปองกันการเกิด Cold joint
(5) คอนกรีตในแตละช้ัน การไดรับจ้ีเขยาใหอัดแนนกอนท่ีจะเทคอนกรีตชั้นตอ ๆ ไป ควร
เทในขณะทค่ี อนกรีตชน้ั ลางยังเหลวอยู เพอ่ื จะไดโครงสรางท่ีมเี น้ือเดียวกัน
3.3.4 รอยตอ
รอยตอ ตาง ๆ จะตองกอสรางใหเปน ไปตามแบบ โดยวสั ดุที่ใชกอ สรางรอยตอตอ งอยใู น
สภาพทถ่ี ูกตองเรียบรอ ย เพอ่ื ไมใหเกดิ ความเสียหาย ตามที่กลาวมาแลวในหวั ขอ วัสดุ
การตัด Joint ตอ งใชเครือ่ งตดั หามฝง โฟม หรือใชใบมีดนํารอง การบ่ินของรอยตอคอนกรีต
มีสาเหตุสําคัญมาจากกําลังของคอนกรีตบริเวณรอยตอตํ่ากวาบริเวณอื่น อันเปนผลมาจากทํารอยตอโดยไม
ใชเล่ือยตัด หรือรอยตอบิ่นของรอยตออาจมีสาเหตุมาจากรอยตอไมเรียบ ทําใหเกิดแรงกระแทกระหวางลอ
รถกบั ผวิ คอนกรตี อันเปนเหตใุ หผ วิ หนา คอนกรตี แตกได
โดยปกติใหเริ่มทําการตัดเพื่อทํารอยตอเผ่ือหดในระหวาง 6 – 24 ชั่วโมงหลังเทคอนกรีต
แลว การตดั รอยตอเร็วเกินไปจะทาํ ใหร อยตอไมเรียบ การตัดชา เกนิ ไปจะทําใหเกิดรอยแตกตามขวางถนน

82

3.4.5 การบม
หลังจากกวาดและแตงคอนกรีตเสร็จ ใหรีบบมคอนกรีตดวยวิธีการที่ถูกตองและครบ
กําหนดเวลา เพ่ือใหไดคอนกรีตท่ีมีความทนทานรับกําลังไดสูงและเพ่ือปองกันการแตกราวของคอนกรีต
โดยรักษาระดับอณุ หภมู ใิ หเหมาะสม และลดการระเหยของนาํ้ ใหน อยที่สดุ
ในการบมคอนกรีต ความชื้นในคอนกรีตเปนส่ิงสําคัญมาก ไมวากอนหรือหลังการบม ถา
อัตราการระเหยของนํ้าที่ผิวหนาคอนกรีตเร็วกวาอัตราการเยิ้มผิวหนาคอนกรีตจะหดตัวทําใหเกิดการ
แตกราวได
3.4.6 วัสดยุ ารอยตอ
ทําความสะอาดรอยตอ รอยตอจะตองแหงปราศจาก ฝุน กรวด ทราย และจะตองขจัด
ซีเมนตสวนเกินออกจากผนังรอยตอใหหมด การใหความรอนวัสดุยารอยตอตองเปนไปตามขอกําหนด
อุณหภูมิขณะที่หยอดวัสดุยารอยตอใหเปนไปตามคําแนะนําของผูผลิต ระดับการหยอดตองตํ่ากวาของ
รอยตอ เลก็ นอ ย
3.4.7 การเปด การจราจร
สามารถเปดการจราจรไดเม่ือคอนกรีตอายุไมนอยกวา 14 วัน ในกรณีท่ีจําเปน เชน บริเวณ
ทางเชื่อม อาจยอมใหเปดการจราจรไดถาคากําลังรับแรงอัดของแทงคอนกรีตไดไมต่ํากวาท่ีกําหนดในแบบ
การเปด การจราจรใหร ถบรรทกุ หนกั ผา นเรว็ เกนิ ไปอาจทําใหคอนกรีตเสียหายได

83

บทที่ 11
การควบคุมคุณภาพคอนกรตี

กอ นเร่มิ งาน
การควบคุมโรงงานผลติ คอนกรตี สาํ เร็จรปู และผลติ ภัณฑค อนกรตี สาํ เร็จรูปเพ่อื นาํ ไปใชทห่ี นา งานของ
การกอสรางของกรมทางหลวงควรยดึ ถอื การปฎบิ ัตติ ามขอ แนะนําดงั ตอไปนี้
1. การทดสอบวสั ดุกอ นการผสมเพ่อื ใชงาน

1.1 ปูนซเี มนตผ ง ตอ งทําการสง ปนู ซีเมนตผ งของผลิตภณั ฑซ เี มนตเ คร่ืองหมายการคาทจ่ี ะ
นาํ ไปใชใ นงานกอสรา งนนั้ ๆทง้ั หมดเพือ่ ทาํ การทดสอบสวนผสมทางดานเคมโี ดยจะตอ งมีสว นผสมให
เปน ไปตามมาตรฐานผลิตภณั ฑอ ตุ สาหกรรม มอก. 15 เลม 1-2532 หรือ ASTM C – 150 Type I และ
จะตอ งเปน ซเี มนตผ งปอรต แลนดธ รรมดาประเภทหน่ึงเทา น้นั ในกรณที ีจ่ ะใชปนู ซเี มนตผ งประเภทอ่นื (อาทิ
เชน Type III) จะตองยดึ ถือปฎิบตั ติ ามมาตรฐาน มอก. และ ASTM เดยี วกัน ในกรณที ป่ี นู ซเี มนตผ งถกู
นาํ มาเก็บไวใน Silo เกนิ กวา 45 วนั ไมควรนํามาใชเ นื่องจากอาจจะเกดิ การจับตวั กันเปน กอ นเน่อื งมาจาก
ความช้นื ใน Silo กอนแลว

การทดสอบคณุ ภาพ
- สง ทดสอบคุณภาพกอ นการใชง านครงั้ แรกไมต ํ่ากวา 30 วนั
- สง ทดสอบคุณภาพ 1 ครงั้ ตอ ทกุ ปรมิ าณคอนกรตี สาํ เร็จรปู ทใ่ี ชง านจาํ นวน 10,000 ลบ.ม.
- เมอ่ื มีกรณสี งสัยคณุ ภาพของปนู ซเี มนตผ งที่ใชง านอยู

มาตรฐานท่ที ดสอบ
- มาตรฐานเลขท่ี มอก. 15
- ASTM C 150 Type I “ Specification for Portland Cement ” หรือ ASTM C 150 Type III (กรณีใช

ปูนซเี มนตป อรต แลนดป ระเภท 3)
1.2 วัสดุมวลรวมหยาบ ท่นี ํามาใชใ นสว นผสมจะตอ งมาจากแหลง เดียวกันตลอดการกอ สราง หากมี
การเปล่ยี นแปลงแหลง วัสดใุ หม ตองทําการตรวจสอบคณุ สมบตั ิใหมท ัง้ หมด โดยหากลักษณะและคณุ สมบตั ิ
เปล่ยี นไป เชน ลักษณะผิว รปู รา ง ความละเอยี ด ความช้ืน ความถว งจาํ เพาะ หนว ยน้าํ หนกั หรอื ส่ิงอนื่ ท่ี
เปลยี่ นแปลงไปอยา งมากและอาจจะมีผลโดยตรงกับอัตราสว นระหวา งวสั ดมุ วลรวมหยาบกบั ซีเมนตท ่อี าจ
เปลยี่ นไป (ซงึ่ สามารถตรวจสอบไดจากรายการคํานวณหรือ Trial Mix ซง่ึ ออกแบบไวใ นขนั้ ตอนแรก)
เจาหนา ทต่ี รวจสอบและแนะนําวัสดุสรางทางจะตอ งทาํ การแจง ใหน ายชางโครงการฯทราบเพอ่ื แจง ใหผูร ับ
จางทําการผสมทดลอง (Trial Mix) ใหมโ ดยการใชร ายการคาํ นวณใหมตามคณุ สมบตั ิของวัสดุมวลรวม
หยาบจากแหลง วัสดุใหมทที่ ดสอบได โดยการควบคมุ งานทงั้ หมดจะตองเปนไปตามขอ กาํ หนดและทล.-ม.
309/2544 อยา งเครงครดั

84

การทดสอบคุณภาพ
- สงทดสอบขนาดคละของวสั ดุ (Sieve Analysis) และความสึกหรอของวสั ดุ (Los Angeles Abrasion)

กอนการใชงานคร้ังแรกไมต าํ่ กวา 30 วนั
- ทําการทดสอบคุณภาพ 1 คร้ังตอทุกปรมิ าณวสั ดุมวลรวมหยาบทุก 5,000 ลบ.ม.
- เม่อื มีกรณีสงสยั คุณภาพของวสั ดมุ วลรวมหยาบควรสงใหส าํ นักฯทดสอบทกุ ๆ 1,000 ลบ.ม.

มาตรฐานท่ที ดสอบ
- ทล.-ท.202/2515 “ วิธีการทดลองหาความสกึ หรอของ Coarse Aggregate โดยใชเ ครอื่ ง Los Angeles

Abrasion ”
- ทล.-ท.204/2516 “ วิธีการทดลองหาขนาดเม็ดของวัสดุโดยผา นตะแกรงแบบไมลา ง ”
- ทล.-ท.213/2531 “ วธิ กี ารทดลองหาคา ความคงทน (Soundness) ของมวลรวม ”

1.3 วสั ดมุ วลรวมละเอียด ทจ่ี ะนํามาใชใ นสวนผสมไดต อ งเปน ไปตามขอกําหนดและทล.-ม.
309/2544 โดยจะตอ งทําการทดสอบคุณสมบตั ิตางๆเชน ขนาดคละ ความสะอาดของวสั ดุ หากวสั ดุมวล
รวมละเอยี ดมปี ริมาณสงิ่ ปลอมปนมากและทําใหค วามแข็งแรงของคอนกรีตลดลงเกนิ กวารอ ยละ 5 จะตอ ง
ทําการทดสอบหาเปอรเ ซนตข องสิ่งปลอมปนดวย หากมกี ารเปลยี่ นแปลงแหลง วสั ดหุ รือมกี ารตรวจสอบ
พบวา คุณสมบตั ขิ องวัสดุมวลรวมละเอยี ดเปล่ียนแปลงไป เชน คาโมดูลสั ความละเอียดเปลี่ยนแปลงไปจาก
คาทดสอบไดใ นตอนแรกมากกวา 0.2 จากคา ทใ่ี ชใ นการออกแบบสว นผสมไวใหผูควบคมุ งานแจงใหนาย
ชางโครงการฯทราบเพอ่ื แจงใหผูรับจางทําการผสมทดลอง (Trial Mix) ใหมโดยใชร ายการคํานวณใหมต าม
คุณสมบตั ขิ องวสั ดมุ วลรวมละเอยี ดจากแหลงวัสดุใหมท ที่ ดสอบไดโ ดยการควบคมุ งานทงั้ หมดจะตอง
เปนไปตามขอ กําหนดและ ทล.-ม.309/2544 อยางเครงครดั

การทดสอบคณุ ภาพ
- สงเพ่ือทดสอบขนาดคละของวัสดุ (Sieve Analysis) และทดสอบ Organic Impurities กอ นการใชงาน

ครง้ั แรกไมต ากวา 30 วัน
- ทําการทดสอบคุณภาพ 1 ครง้ั ตอทกุ ปรมิ าณวัสดุมวลรวมละเอียด 1,000 ลบ.ม.
- เมื่อมกี รณีสงสยั คณุ ภาพของวสั ดมุ วลรวมละเอยี ดควรสงใหสาํ นกั ฯทดสอบทกุ ๆ 1,000 ลบ.ม.

มาตรฐานทีท่ ดสอบ
- ทล.-ท.202/2515 “ วิธกี ารทดลองหา Organic Impuritise ในทรายสําหรบั คอนกรีต ”
- ทล.-ท.204/2516 “ วิธีการทดลองหาขนาดเมด็ ของวัสดโุ ดยผา นตะแกรงแบบไมล าง ”
- ทล.-ท.213/2531 “ วิธกี ารทดลองหาคาความคงทน (Soundness) ของมวลรวม ”

1.4 นา้ํ ท่ใี ชผ สมจะตอ งเปน นา้ํ สะอาด ปราศจากสารเจอื ปนทีอ่ าจมผี ลตอคณุ ภาพของคอนกรีต
และเหล็กเสริมได โดยจะตอ งเปนไปตามขอกําหนดการกอ สรา งทางหลวงและมาตรฐาน ทล.-ม.309/2544
หรอื AASHTO T 26:Quality of Water to be used in Concrete และหากมกี รณีทส่ี งสัยวานา้ํ อาจมคี ณุ สมบัติ

85

ไมเ หมาะสมที่ใชผสมหรือบม คอนกรีตใหท าํ การทดลองคณุ ภาพนา้ํ ตาม AASHTO T 106 :Compressive
Strength of Hydraulic Cemen Mortar (โดยทาํ การตรวจสอบท่ีหนางาน)

การทดสอบคณุ ภาพ
- เมอ่ื มกี รณีสงสยั คณุ ภาพของนา้ํ ควรสง ใหส าํ นกั ฯทดสอบทนั ที
มาตรฐานทที่ ดสอบ
- AASHTO T 26:Quality of Water to be used in Concrete
- AASHTO T 106:Compressive Strength of Hydraulic Cement Mortar

1.5 สารผสมเพ่มิ สารผสมเพิ่ม หมายถงึ สวนผสมอืน่ ๆนอกเหนอื ไปจากปูนปอรต แลนด
ซีเมนต น้าํ มวลรวมหยาบ และมวลรวมละเอยี ด โดยจะทาํ การผสมเขา ไปในสว นผสมกอนหนา หรอื ระหวาง
การผสมใชง าน การใชส ารผสมเพมิ่ ทุกชนดิ จะตอ งไดร ับอนมุ ัตจิ ากนายชา งโครงการฯเปน ลายลักษณอ ักษร
กอนการใชงานจริงไมต่าํ กวา 30 วัน สารผสมเพ่มิ มีหลายชนดิ แบง ออกเปนดังนี้

1.5.1 สารกกั กระจายฟองอากาศ (Air Entraining Admixtures) เปน สารผสมเพิ่มทก่ี อ ใหเ กดิ
ฟองอากาศเสน ผาศูนยกลางประมาณ 0.25-1.00 มิลลิเมตร มปี ริมาณทส่ี ามารถควบคมุ ได ฟองอากาศเหลาน้ี
จะชว ยใหค อนกรตี มคี วามคงทนตอการแข็งตวั ของนาํ้ ไมค อยมคี วามจาํ เปนตอ งใชง านในประเทศแถบรอ น
การทดสอบคุณภาพ
- กอ นการใชง านครง้ั แรกไมตาํ่ กวา 30 วัน
- เมือ่ มีกรณสี งสัยคณุ ภาพของสารกักกระจายฟองอากาศ
มาตรฐานทที่ ดสอบ
- ASTM C 260-77 “ Specification For Air Entraining Admixtures for Concrete ”

1.5.2 สารเคมผี สมคอนกรตี (Chemical Admixtures) เปนสารละลายเคมเี พอื่ ลดปรมิ าณนํา้ ใน
สว นผสม และ/หรอื เพือ่ เปลย่ี นระยะเวลาการกอ ตวั ของคอนกรตี สารเคมีผสมคอนกรีตแบง ออกเปน 7
ประเภทดังน้ี

ประเภท A สารลดปรมิ าณน้ํา (Water Reducing)
ประเภท B สารยดื เวลาการกอ ตวั (Retarding)
ประเภท C สารเรงเวลาการกอตวั และแข็งตัว (Accelerating)
ประเภท D สารลดปรมิ าณนํ้าและยืดเวลาการกอ ตัว (Water Reducing and Retarding)
ประเภท E สารลดปรมิ าณน้ําและเรงการกอตวั (Water Reducing and Accelerating)
ประเภท F สารลดปรมิ าณนํา้ จาํ นวนมาก (Water Reducing-High Range)
ประเภท G สารลดปริมาณนาํ้ จํานวนมากและยืดเวลาการกอตัว (Water Reducing-High Range and
Retarding)

86

การทดสอบคุณภาพ
- กอนการใชงานครง้ั แรกไมตาํ่ กวา 30 วนั
- ทําการทดสอบคุณภาพ 1 ครั้งทุกๆ 1,000 ลติ รที่ใชงาน
- เมือ่ มีกรณสี งสัยคุณภาพของสารเคมีผสมคอนกรตี
มาตรฐานท่ที ดสอบ
- มาตรฐานเลขท่ี มอก. 733
- ASTM C 494-82 “ Specification For Chemical Admixtures for Concrete ”

1.5.3 สารประกอบแรธาตุผสมเพ่ิม (Mineral Admixtures) เปน สารผสมเพิ่มทม่ี ีสภาพเปนผงละเอยี ด
ชวยเพ่มิ Workability ของคอนกรีต ชวยลดความรอนของคอนกรตี สดได ทาํ ใหสามารถชว ยลดการเกดิ
Shrinkage Crack ได สารประกอบแรธ าตุผสมเพ่ิมมอี ยหู ลายชนิด เชน วสั ดเุ ฉื่อย (Inert) ประเภทหนิ ปูนบด
และวสั ดปุ ระเภทปอซโซลาน (Pozzolan) ซ่งึ เปนวสั ดปุ ระเภทซิลิกาสามารถทาํ ปฎิกริ ิยาเคมีกับแคลเซียมไฮ
ดรอกไซดและเกดิ ตัวเชื่อมประสาน (Calciumn Silicate Hydrate) ทําใหมีคณุ สมบตั ทิ ีม่ คี วามตา นทานซลั เฟต
ได จดั เปน ปนู ซเี มนตปอรตแลนดปอซโซลาน (Moderate Sulphate Resistant Cement) โดยวัตถดุ บิ สว นใหญ
มาจากผงถา นหินท่ีไดจ ากการผลิตไฟฟา โดยจะเรยี กวา Pulverized Fly Ash(PFA) มีลักษณะเปน ผงละเอียดสี
เทา

ในกรณที จี่ ะนาํ ปูนซเี มนตป อรต แลนดป อซโซลาน (Moderrate Sulphate Resistant Cement) มาใชใ น
การกอ สรา งนายชา งโครงการฯจะตอ งขออนุมัติตอสาํ นกั ฯเจา ของงานกอ นนํามาใชใ นโครงการกอ สรางและ
จะตอ งไดร ับอนมุ ัตเิ ปนลายลกั ษณอกั ษรดว ย โดยจะตอ งทาํ การแจง ใหส ํานกั วเิ คราะหแ ละตรวจสอบทราบ
ลว งหนาอยางนอ ย 30 วนั และจะตองปฎบิ ัตติ ามขอกําหนด ทล.-ม.309/2544 อยางเครง ครัด
การทดสอบคณุ ภาพ
- กอนการใชง านคร้งั แรกไมต าํ่ กวา 30 วัน
- สง สารประกอบแรธ าตุผสมเพิม่ ทดสอบคณุ ภาพ 1 ครัง้ ทกุ ๆ 500 ลบ.ม.ทีใ่ ชงานหรอื ทกุ 2 เดอื นแลว แต

กรณใี ดเกดิ ข้นึ กอ น
- เมอ่ื มีกรณสี งสยั คณุ ภาพหรอื ความสม่ําเสมอของคุณภาพของสารประกอบแรธ าตผุ สมเพ่ิม
มาตราฐานท่ที ดสอบ
- สารประกอบแรธาตุผสมเพิม่ จะตอ งทดสอบตาม ASTM C 618-84 “ Specification For Fly Ash and

Raw or Calcined Natural Pozzolan for Use sa a Mineral Admixture in Portland Cement Concrete ”
- คุณภาพของปนู ซเี มนตป อรต แลนดป อซโซลานตองเปน ไปตามมาตรฐานเลขท่ี มอก.849
- คุณภาพของปนู ซเี มนตปอรตแลนดป อซโซลานตอ งเปน ไปตาม ASTM C 595-85 Type IP(MS)
- “ Specification For Blended Hydraulic Cement ”

1.6 สารประกอบอยางเหลวสาํ หรบั ใชเ คลือบ (Liquid Membrane-forming Compound) เปน
สารประกอบทางเคมีท่ีเมอ่ื ฉีดพนลงบนผวิ คอนกรตี แลว จะเปลี่ยนสภาพเปน แผนลกั ษณะคลายฟล ม บางๆสี

87

ขาวขนุ ๆเคลอื บผิวคอนกรีตโดยแผน ลกั ษณะคลา ยฟลม บางๆดังกลาวจะไมห ลุดรอ นทําใหน ้ําไมส ามารถ
ระเหยออกจากคอนกรีตทีจ่ ะทาํ การบม ชว ยใหเ กดิ ปฎกิ ิรยิ า Hydration เปน ไปอยา งสมบรู ณย งิ่ ขึ้น
การทดสอบคณุ ภาพ
- กอ นการใชงานครง้ั แรกไมตา่ํ กวา 30 วนั
- สงทดสอบคุณภาพ 1 ครง้ั ทกุ ๆสารประกอบอยา งเหลวสาํ หรบั ใชเ คลือบ 2,000 ลิตร ท่ใี ชงาน
- เมอ่ื มีกรณีสงสยั คุณภาพหรอื ความสมา่ํ เสมอของคุณภาพของสารประกอบอยางเหลวสาํ หรับใชเคลือบ
มาตรฐานท่ที ดสอบ
- มาตรฐานเลขที่ มอก. 841
- ASTM C 309-81 “ Specification for Liquid Membrane-forming Compounds for Curing Concrete ”

1.7 วัสดปุ ระเภทอนื่ ท่ีใชง านกบั การกอ สรา ง Concrete Pavement
1.7.1 เหลก็ เสริม

- แผงลวดตาขา ย(Steel Wire Fabric) จะตองมคี ุณสมบตั ิถูกตอ งตาม AASHTO M 55-81 หรือ ASTM A
785-79

- ลวดทใ่ี ชตอ งมีคุณสมบัติถกู ตอ งตาม AASHTO M 32-81 หรือ ASTM A 82-79 หรอื มาตรฐานเลขท่ี
มอก.747

- ตะแกรงเหลก็ เสน จะตองมคี ุณสมบัติถกู ตอ งตามมาตรฐานเลขท่ี มอก.20, มอก.24 และมอก.211
- เหลก็ เดือย จะตอ งมคี ณุ สมบตั ิถกู ตอ งตามมาตรฐานเลขท่ี มอก.20
- เหล็กยดึ จะตอ งมีคณุ สมบัตถิ กู ตองตามมาตรฐานเลขที่ มอก.24
- ลวดแรงดึงสูงเกลียว จะตองมคี ณุ สมบัตถิ กู ตอ งตามมาตรฐานเลขท่ี มอก.420
- ปลอกเหลก็ เดอื ย จะตอ งมีคณุ สมบัติถูกตองตามทล.-ม.309/2544
การทดสอบคณุ ภาพ
- สง เพอ่ื ทดสอบคณุ ภาพกอนการใชงานครงั้ แรกไมต าํ่ กวา 30 วัน
- สง ทดสอบคุณภาพ 1 ครง้ั ตอปรมิ าณงานทีร่ ะบไุ วใ น ทลม.-ม.309/2544 และการควบคมุ คณุ ภาพวสั ดุท่ี

ใชในงานกอสรา งถนนปอรต แลนดซเี มนตคอนกรีต
มาตรฐานทที่ ดสอบ
- มาตรฐาน AASHTO , มาตรฐาน ASTM มอก. หรอื มาตรฐานอน่ื ๆท่ีกาํ หนดไวโดยกรมทางหลวง

สําหรบั วัสดุประเภทนั้นๆ

1.7.2 วัสดุสําหรบั ใสร อยตอ
- วัสดุอดุ รอยตอ (Joint Filler) หรอื กระดาษชานออ ยจะตอ งมีคุณสมบัตถิ ูกตองตามมาตรฐาน AASHTO

M213-81 หรอื ASTM D 1751-73

88

- วสั ดทุ ารอยตอ (Joint Primer) จะตอ งมคี ณุ สมบัติถูกตองตามมาตรฐาน ทล.-ม.309/2544 หรือ ทล.-ม.
322/2533 หรอื มาตรฐานเลขที่ มอก.479

- สารประกอบยาแนวรอยตอ (Joint Sealing Compound) จะตอ งมคี ณุ สมบัติถูกตอ งตามมาตรฐานเลขท่ี
มอก.479

การทดสอบคณุ ภาพ
- สง เพื่อทดสอบคณุ ภาพกอนการใชง านครง้ั แรกไมต ํา่ กวา 30 วัน
- สงทดสอบคุณภาพ 1 ครงั้ ตอปริมาณงานทีร่ ะบุไวใ น ทลม.-ม.309/2544 และการควบคมุ คุณภาพวสั ดุที่

ใชใ นงานกอ สรางถนนปอรต แลนดซเี มนตค อนกรีต
มาตรฐานทีท่ ดสอบ
- มาตรฐาน AASHTO , มาตรฐาน ASTM มอก. หรอื มาตรฐานอื่นๆทกี่ าํ หนดไวโ ดยกรมทางหลวง

สาํ หรบั วัสดุประเภทนนั้ ๆ
1.7.3 วสั ดุรองพื้นทาง

- วัสดชุ ัน้ รองพนื้ ทางจะตอ งมคี ณุ สมบตั ถิ กู ตอ งตามมาตรฐานของกรมทางหลวง
- Sand Cushion ทใ่ี ชรองใตผวิ ทางคอนกรตี จะตองเปน ทรายหยาบท่ีมเี มด็ แข็ง ผานตะแกรงขนาด 9.5 ม.

ม. ทง้ั หมดและผานตะแกรงขนาด 0.075 ม.ม. (เบอร200) ไมเ กินรอยละ 10
การทดสอบคณุ ภาพ
- ตามท่ีระบุไวใ นขอกําหนดของกรมทางหลวง
มาตรฐานทที่ ดสอบ
- ทดสอบตามทร่ี ะบไุ วใ นแบบและตามรายการละเอยี ดและขอกาํ หนดการกอสรา งทางหลวง

1.8 วสั ดุใชป ระกอบการบม คอนกรีต
- กระสอบ จะตองมคี ณุ สมบัติตามท่ีระบุไวใ น ทล.-ม.309/2544 หรือ AASHTO M 182:Burlap Cloth

Made form Jute or Kenaf
- ทราย จะตองมคี ุณสมบตั ิตามทร่ี ะบไุ วใ น ทล.-ม.309/2544
- สารประกอบอยางเหลวสาํ หรบั ใชเคลือบ (ตามทร่ี ะบไุ วใ น 1.6)

1.9 การ Calibrate อุปกรณต รวจสอบแรงอัด
เครอ่ื งกดแทง ตัวอยา งคอนกรีต หากผรู บั จา งจะทาํ การทดสอบแทงตวั อยางคอนกรีตทโี่ ครงการฯ
จะตองแจงทําการ Calibrate เครอ่ื งทดสอบแทง ตวั อยางคอนกรีตกอนใชงานจริงอยางนอ ย 20 วนั โดยเครือ่ ง
ทดสอบคอนกรีตทีใ่ ชจะตองอยใู นสภาพใหมพอทจ่ี ะใชง านไดด ี และตอ งสามารถกดไดแ รงกดสงู สดุ ไมต ํา่
กวา 200 ตัน

การทดสอบคณุ ภาพ
- แจง สํานักฯเพอ่ื ทําการ Calibrate กอนการใชงานจรงิ อยา งนอ ย 20 วนั

89

- เมอื่ มกี รณีสงสยั คณุ ภาพหรอื ความสม่ําเสมอของคณุ ภาพของเครือ่ งกดแทง คอนกรตี ตัวอยา ง
- ตอ งทาํ การ Calibrate ระหวา งการใชง านทุก 6 เดอื น
มาตรฐานทท่ี ดสอบ
- ตรวจสอบตามมาตรฐานของสํานักวิเคราะหและตรวจสอบ กรมทางหลวง และ ASTM ทกี่ ําหนด

1.10 การผสมทดลองทํา Trial Mix
การผสมทดลองจะตองเปน ไปตามรายการคํานวณท่ีผรู บั จา งเสนอมาใหโครงการฯตรวจสอบและ
สวนผสมดงั กลาวจะตองเปน ไปตามการใชง านจรงิ โดย Cement Content จะตอ งไมตา่ํ กวาทก่ี าํ หนดไวใ น
ขอ กาํ หนดและจะตอ งทําการผสมทดลองทุกสวนผสมท่ีใชใ นโครงการฯโดยคอนกรตี ท่ผี สมทดลองตอง
เปน ไปตามรายละเอยี ดดงั น้ี
การทดสอบคณุ ภาพ
- การผสมทดลองตอ งดาํ เนนิ การใหแ ลวเสร็จกอ นงานเทคอนกรีตจะเริ่มไมนอ ยกวา 30 วัน
- แทงคอนกรีตผสมทดลองขนาด 150x150x150 มม. จํานวนไมน อ ยกวา 27 แทง ตอ 1 สวนผสมคอนกรตี
ทีใ่ ชใ นโครงการฯจะตอ งมกี าํ ลงั รบั แรงอัดเฉลี่ยไมนอ ยกวา 325กก./ตร.ซม.ทอ่ี ายกุ ารบม 28 วัน
- คานคอนกรตี ผสมทดลองขนาด 150x150x600 มม. จาํ นวนไมน อยกวา 27 แทงตอ 1 สว นผสม คอนกรตี
ทใี่ ชก ับงานผวิ ทางคอนกรีตในโครงการฯจะตอ งมีกาํ ลงั รบั แรงดดั เฉลย่ี ไมน อ ยกวา 42 กก./ตร.ซม ที่อายุ
การบม 28 วัน
มาตรฐานทท่ี ดสอบ
- ทล.-ม.309/2544
- การทดสอบกาํ ลังรบั แรงอดั ใหดําเนนิ การตามมาตรฐานเลขที่ มอก.409 “ วิธีการทดสอบความตานทาน
แรงอัดของแทง คอนกรตี ”
- การทดสอบกาํ ลงั รบั แรงดดั ใหดําเนนิ การตาม AASHTO T 97:Flexural Strength of Concrete (Using
Simple Beam with Third-Point Loading)
2 การตรวจสอบอปุ กรณผสมเพอื่ ใชง าน (Ready–Mixed Plant , รถTransit)
โรงผสมคอนกรตี แบบ Ready–Mixed และวัสดตุ างๆของโรงงานผสมคอนกรีตตองทาํ การทดสอบ
ดงั ตอ ไปน้ี
2.1 ยงุ ใสวสั ดแุ ละถงั ชงั่ น้ําหนัก จะตอ งแบงเปนชองๆและมจี ํานวนชอ งมากพอท่ีจะใสวัสดุหิน
และทรายทกุ ขนาดทใ่ี ชใ นสว นผสม โดยหากมกี ารใชห นิ ทมี่ ขี นาดแตกตางกนั 2 ขนาด (เชนหินขนาด 1½”-
#4) จะตองทําการ Stock แยกยุงไวต า งหากหา ม Stock รวมกนั โดยการ Stock วสั ดใุ นยุงตองเปน ไปตามที่
กําหนดไวใ น ทล.-ม.309/2544
2.2 เครือ่ งชง่ั วสั ดพุ วกหนิ กรวด ทราย และซเี มนต จะตอ งเปน แบบคาน จะตอ งมีความละเอยี ด
และผดิ พลาดไมเ กนิ รอยละ 0.5 ของนา้ํ หนกั ทีช่ ง่ั โดยผรู บั จา งจะตองจดั หาตมุ น้าํ หนักมาตรฐานขนาด 25
กโิ ลกรัม อยา งนอย 10 ตุม ไวห นา งานเพือ่ ใชต รวจสอบความถูกตอ งของเครือ่ งชั่ง

90

ในปจจุบนั หนาปด เครื่องชงั่ จะเปน ตัวเลขจากหนาจอคอมพวิ เตอรโ ดยตรงดงั นนั้ ควรทําการ
ตรวจสอบดว ยตมุ น้ําหนกั ท้ังขาข้ึนและขาลงในการ Calibrate โดยควรมีชางปรับแตงเครื่องชั่งของผูผ ลิต
คอนกรตี ที่ Plant ดงั กลา วคอยปรบั แตงและแกไ ขเครอื่ งชั่งไปดว ย
การทดสอบคุณภาพ
- ตอง Calibrate เครือ่ งช่ังของโรงผสมคอนกรีตกอนใชงานจรงิ ไมน อ ยกวา 30 วัน และตอ งผิดพลาดไม

เกินรอ ยละ 0.5 ของน้ําหนักที่ชงั่
- ตอ งทาํ การ Calibrate ทกุ เดือนทใ่ี ชง านและแนบเอกสารของการ Calibrate ในรายงานคอนกรีตทกุ เดอื น

ดวย
- เมอื่ มีกรณสี งสยั คุณภาพหรอื ความสมาํ่ เสมอของคุณภาพของเครอื่ งชั่ง
มาตรฐานทีท่ ดสอบ
- คณุ ภาพของเคร่อื งชง่ั จะตอ งเปนไปตาม ทล.-ม.309/2544

2.3 รถ Transit ควรอยใู นสภาพท่ใี หมแ ละตอ งสามารถท่จี ะกวนผสมคอนกรีตใหเ ขา กันไดด ี
และมแี รงพอท่ีจะหมนุ ถายคอนกรีตออกจากโมไ ดห มด โดยรถ Transit จะตองมีคุณสมบัตทิ ี่ระบุไวใ น ทล.-
ม.309/2544

2.4 หองควบคุมการผลิต จะตอ งสะอาดปราศจากฝนุ สามารถมองเหน็ การทํางานของหอ งผสม
และการถา ยคอนกรตี ผสมเสร็จลงสูร ถ Transit ได มหี นาปดแสดงนาํ้ หนกั ของซีเมนตผงท่อี านไดล ะเอียดถงึ
1.0 กิโลกรัม โดยหนาปดแสดงนาํ้ หนกั ซีเมนตผงจะตอ งสามารถแสดงแหลง ทม่ี าของปูนผงวา มาจาก Silo
เกบ็ ซเี มนตผงอนั ไหนบา ง ซึ่งโดยท่วั ไปแลว ไมม คี วามจาํ เปน ที่จะตอ งทําการ Load ปนู ซีเมนตผ งจาก 2 Silo
พรอมๆกนั สว นหนาปดแสดงน้าํ หนกั ของทราย กรวด หนิ จะตองอานไดละเอยี ดถงึ 5 กโิ ลกรัม และจากจุด
ทีค่ วบคุมจะตอ งมองเหน็ หลอดวัดสารเคมผี สมคอนกรีตเพ่ือจะไดสามารถตรวจสอบปริมาณท่ีใชง านได โดย
ตอ งมีเคร่ืองบันทกึ อัตโนมตั ิ หรือเจา หนา ท่ขี องบรษิ ทั คอนกรตี บันทึกสวนผสมวัสดทุ น่ี ํามาใชผ ลิตคอนกรีต
ท้งั หมดในแตล ะคร้งั และควรแนบเอกสารประวตั คิ อนกรตี ทีผ่ ลติ แตละครัง้ ซง่ึ ตองเปนเอกสารของโรงงาน
ผสมคอนกรีตไวใ นรายงานคอนกรีตทุกๆเดือนดว ย

91

ระหวางการทาํ งาน
1. การควบคุมคณุ ภาพระหวา งการผลติ
1.1 กอ นเริ่มงานผสมคอนกรตี ประจาํ วนั เจาหนาทห่ี นว ยตรวจสอบและแนะนาํ วัสดสุ รางทางและ

เจาหนา ทผี่ ูควบคุมการผลติ ประจํา Plant ควรปฎบิ ตั ดิ ังตอไปน้ี
1.1.1 บนั ทกึ ลักษณะภมู อิ ากาศและอุณหภมู ทิ ํางาน
1.1.2 ทําการตรวจสอบ Moisture Content ของสวนผสมมวลรวมหยาบ และมวลรวมละเอยี ด
1.1.3 ตรวจสอบการทํางานของระบบควบคมุ การผลิตวาเปน ไปตามปกตหิ รอื ไม
1.1.4 ตรวจสอบเครอื่ งบนั ทกึ ประวตั คิ อนกรีตอตั โนมตั วิ าทาํ งานปกตหิ รอื ไม
1.1.5 ตรวจสอบอัตราสว นของสว นผสมคอนกรีตทจ่ี ะทาํ การผลติ
1.1.6 เตรยี ม Mold เพอื่ ใชในการเกบ็ ตัวอยา งทห่ี นางานใหเพยี งพอ
1.1.7 ทาํ การปรบั อัตราสวนผสมมวลรวมหยาบและมวลรวมละเอียดภายหลงั ทราบ Moisture Content

ตาม (2) เพื่อใหคุณภาพของคอนกรีตเปนไปตามที่ออกแบบไว
1.1.8 หากพบวารถ Transit ไมอยูในสภาพท่ีใชง านไดดี ทาํ การบันทกึ และแจง ใหผรู ับจา งเพือ่ ทําการ

เปลีย่ นหรอื ปรบั ปรงุ ตอ ไป
1.1.9 ตรวจสอบอุปกรณตวงนํา้ ยาเคมีผสมคอนกรีต
1.1.10 บันทกึ ชื่อเจาหนา ท่ี QC ของผูผลิตประจาํ Plant และทห่ี นางาน
1.2 ระหวางการผลติ คอนกรีต เจาหนาทหี่ นว ยตรวจสอบและแนะนาํ วสั ดสุ รา งทางและเจาหนา ทผี่ ู

ควบคุมการผลิตประจํา Plant ควบคุมโรงงานผสมคอนกรีตจะตองปฎบิ ตั ดิ ังตอ ไปน้ี
1.2.1 ตรวจสอบคาความยบุ ตวั ของคอนกรีตสดในสว นผสมแรกๆ ท่ผี ลติ เพ่อื ใหเ ปน ไปตามขอ กําหนด

และตรวจสอบวา ไดท ําการปรบั Moisture Content ถกู ตอ งหรือไม เพอ่ื ทําการปรบั สว นผสม
เพอ่ื ใหไ ด Slump ทต่ี อ งการตอไป
1.2.2 ตรวจสอบคา ความยุบตวั ของคอนกรีตสดในปริมาณที่แนน อน เชน ทําการตรวจสอบทกุ ๆ 50
ลบ.ม.ทใ่ี ชงาน
1.2.3 ตรวจสอบการใชสารเคมผี สมคอนกรตี ประเภทลดปรมิ าณน้าํ ใหถ กู ตอ ง
1.2.4 หากจะทําการเลกิ ใชสารเคมีผสมคอนกรตี ตาม(3) ใหท ําการปรบั ปริมาณนา้ํ ใหมเน่อื งจากคอนกรีต
สว นผสมนั้นๆจะตอ งใชน ํา้ มากกวาเดิม
1.2.5 ทาํ การตรวจสอบระยะเวลารถ Transit ออกจาก Plant และกลับ Plant
1.2.6 ทําตว๋ั ปนู ของหนวยฯเพือ่ ให Inspector ของโครงการฯบนั ทึกประวตั ปิ ูนตางๆที่หนา งาน เชน
Slump , เวลาถึงหนา งาน , เวลาเทเสรจ็ , หมายเลขรถ Transit และอน่ื ๆโดยตวั๋ ดังกลา วจะแนบไป
กับตัว๋ ปนู ของผูผ ลิต
1.2.7 แจง ให Inspector ทาํ การบันทึกรายละเอียดทห่ี นา แทง ตัวอยา งคอนกรตี ทุกครง้ั ทีเ่ กบ็ ตัวอยา งที่
หนา งานและใหแจง ใหโรงงานผลิตทราบเม่ือเหน็ วาลักษณะของคอนกรตี เปล่ยี นแปลงไป

92

1.2.8 ระหวา งการผลิตใหสงั เกตเนอ้ื คอนกรีตทไี่ ดใหบ อ ยครั้งมากท่ีสุด หากมกี ารเปลี่ยนแปลงของ
ลกั ษณะสี ความเหนยี ว ความสมา่ํ เสมอของเน้ือคอนกรีต ใหห ยดุ การผลิตและแจง ใหผูรบั จา ง
ตรวจสอบทนั ที โดยทําการเก็บตัวอยา งคอนกรตี น้ันไวตรวจสอบตอ ไปในปริมาณทพี่ อเพยี ง เชน
3 แทง ตัวอยา ง เปน ตน

1.2.9 บันทึกสว นผสมของคอนกรีตเพ่ือจัดทําประวตั แิ ละเก็บไวเปนหลักฐานในกรณีทีเ่ กดิ ปญ หาอ่ืนใด
2. การควบคุมคณุ ภาพหลงั การผลิต

การควบคมุ คุณภาพหลังการเทคอนกรตี คอื การบมคอนกรีตท่ีหนา งาน การบม แทงคอนกรตี
ตัวอยาง รวมไปถงึ การตรวจสอบกําลงั อดั ของแทงตัวอยา งท่ที าํ การเกบ็ มาจากหนางาน การบมคอนกรตี เปน
ขั้นตอนทส่ี าํ คัญมาก โดยหนา ทห่ี ลกั ของการบมคอนกรตี คอื การทําใหเนอ้ื คอนกรตี ไมสูญเสยี นาํ้ ไปใน
ระยะเวลารวดเรว็ เพ่ือใหปฎกิ ริ ิยา Hydration เปน ไปอยา งสมบูรณ เนอื่ งจากคอนกรีตจะมกี ําลังอัดเพิ่มขน้ึ
อยางรวดเรว็ ในระยะแรกๆซึ่งหมายถึงวา การบมทดี่ ีในระยะแรกจะทาํ ใหไ ดคอนกรตี ทม่ี ีคุณภาพดดี ว ย
ขอแนะนําในการบม คอนกรีตหลงั การผลติ มดี งั ตอไปนี้
2.1 ในกรณีที่ใชส ารประกอบอยา งเหลวสาํ หรบั ใชเคลอื บ (Curing Compound) ใหท ําการคนใหสว นผสมท่ี

ตกตะกอนอยเู ขากนั ใหด ีกอ นนาํ ไปใชง านตอ ไป โดยการฉีดพน เพ่ือทาํ การบม คอนกรีตควรไดรบั การ
เอาใจใสแ ละอยภู ายใตก ารควบคมุ ของโครงการฯเปนอยา งดีและควรเปน ไปตามท่รี ะบไุ วใ นคมู ือ
ประกอบการใชง านของนํ้ายาเครือ่ งหมายการคานน้ั ๆ
2.2 สาํ หรบั การใชก ระสอบในการบมผิวทางคอนกรีตควรปดกระสอบใหปกคลุมผิวคอนกรตี ใหห มดไมม ี
ชอ งเวน และควรทาํ การราดนํ้าใหก ระสอบเปยกชุม อยางนอ ยวนั ละ 3 ครงั้ เปนอยา งนอย และกระสอบ
ท่ีใชงานจะตองหนาและหนกั เพ่ือสามารถเกบ็ ความช้นื ไวไ ดน าน
2.3 การบม Column หรอื Deck ของโครงสรา งขนาดใหญ ควรใช Curing Compound พน ที่ผิวหนา 1
คร้ังกอนใชแ ผน พลาสตกิ ทีห่ นาพอสมควรคลมุ ตอ ไป
2.4 วัสดทุ ใ่ี ชใ นการบม คอนกรตี จะตองไมเปน อนั ตรายตอ เนอ้ื คอนกรตี
2.5 การบมคอนกรีตของโครงสรา งทุกประเภทควรบม ใหน านที่สุดเทาท่จี ะทําไดแ ตไ มควรนอ ยกวา 7 วนั
ขอแนะนาํ ในการทดสอบกาํ ลังอัดของคอนกรีตมีดงั ตอไปนี้
- การบม แทงตวั อยา งควรทําตามขอ กําหนด ทล.ม.304/2532 ขอ 5.1 “ การบม แทง ทดสอบแบบ
มาตรฐาน ” และขอ 5.2 “ การบม แทง ทดสอบในการควบคุมงานกอสรา ง ”
- ใหพ จิ ารณากาํ ลังอัดของแทง ตวั อยางวามกี ารแตกกลุม ออกไปหรือไม เชน ในการเทคอนกรตี ในวัน
นน้ั ๆ คอนกรีตสว นผสมเดยี วกันควรมกี าํ ลังอัดประลัยที่ใกลเ คยี งกนั แทงตวั อยา งทมี่ ีกาํ ลงั อดั แตกตา ง
ออกไปมากในตวั อยางชุดเดียวกันควรพจิ ารณาหาสาเหตไุ ดเ ชน การเก็บตัวอยางผดิ พลาด หรอื อ่นื ๆ
- หากหนา งานบมคอนกรตี ดว ยการใชสารประกอบอยางเหลวสาํ หรับใชเ คลือบ ควรทาํ การพน แทง
คอนกรตี ตวั อยา งเหลวสาํ หรับใชเ คลอื บเชนเดยี วกนั (ในกรณีท่ตี องการใชงานกอนครบ 28 วัน)

93

- ในระหวางการทดสอบกําลังอดั ประลัยใหส งั เกตนาํ้ หนกั ของคอนกรีตทที่ ดสอบ แรงกดที่ได ลกั ษณะ
การแตกของแทงตวั อยา ง ลกั ษณะการจบั ตวั ของเนอื้ ซีเมนตกับหนิ และทราย เพ่ือใชเ ปนขอ มูลในกรณที ่ี
เกิดปญ หาแรงอัดประลัยไมผา นขอ กาํ หนด

- ใหแจงผลแรงอัดประลยั ทไ่ี มผ านการทดสอบทอ่ี ายุ 28 วนั ทันทเี พื่อท่จี ะทําการเจาะแทง ตัวอยา งจาก
โครงสรา งจริงมาทาํ การทดสอบแรงอัดประลยั ตอไป

-
ทั้งหมดท่ีกลาวมาขางตน เปน เพยี งรายละเอยี ดสว นหน่ึงของการควบคุมงานคอนกรตี ทีค่ วรทราบและ

ปฎิบตั ิ ในการควบคุมงานจริงผูควบคมุ งานควรใชว จิ ารณญาณในการควบคมุ ใหม ากโดยควรศึกษาขอมลู
ตางๆใหถถี่ วน และควรสังเกตและแกไ ขปญ หาที่เกดิ ขนึ้ ดวยหลกั การทถ่ี ูกตอ งเพือ่ คุณภาพและความคงทน
ของคอนกรีตและประโยชนข องราชการตอ ไป

94

บทท่ี 12
การออกแบบสวนผสมคอนกรีต

ตารางที่ 12.1 คาความยบุ ตวั ของคอนกรตี ทใี่ ชส าํ หรบั การกอสรางประเภทตาง ๆ

ประเภทของงาน คาความยบุ ตวั (ซม.)

งานฐานราก กาํ แพงคอนกรีตเสรมิ เหลก็ คา สงู สุด * คา ตา่ํ สุด
งานฐานรากคอนกรตี ไมเสรมิ เหลก็ งานกอ สรา งใตนํา้
งานพ้นื คาน และผนงั คอนกรตี เสรมิ เหล็ก 8.0 2.0
งานเสาคอนกรีตเสรมิ เหล็ก
งานพ้นื ถนนคอนกรีตเสริมเหลก็ 8.0 2.0
งานคอนกรีตขนาดใหญ
10.0 2.0

10.0 2.0

8.0 2.0

5.0 2.0

* อาจเพม่ิ ไดอกี 2 ซม. สําหรับการทาํ คอนกรตี ใหแ นน ดว ยวิธกี ารอ่นื ทนี่ อกเหนอื ไปจากการใชเ ครอ่ื ง
(Vibrator)

ตารางท่ี 12.2 ขนาดโตสุดของวสั ดุผสมสาํ หรับงานกอ สรางประเภทตา ง ๆ

ขนาดโตสดุ ของวสั ดผุ สม

ขนาดความหนา คาน ผนัง และเสา ผนงั คอนกรีตไม พ้ืนถนน คสล. รับ พืน้ คอนกรีต

ของโครงสราง คสล. เสริมเหล็ก น้ําหนกั มาก รบั น้าํ หนักนอย

(ซม.) นิ้ว มม. น้วิ มม. น้วิ มม. นิว้ มม.

5.0 – 15.0 ½-3/4 12.5-20.0 ¾ 20.0 ¾-1 20.0-25.0 ¾-1 ½ 20.0-40.0

15.0 – 30.0 ¾-1 ½ 20.0-40.0 1 ½ 40.0 1 ½ 40.0 1 ½-3 40.0-75.0

30.0 – 75.0 1 ½-3 40.0-75.0 3 75.0 1 ½-3 40.0-75.0 3 75.0

มากกวา 75.0 1 ½-3 40.0-75.0 6 150.0 1 ½-3 40.0-75.0 3-6 75.0-150.0


Click to View FlipBook Version