45
ง. การบดทบั ไมทวั่ ถงึ อาจเปน เพราะไมควบคุมพนกั งานขบั รถบดใหท ําการบดใหถกู วธิ ี ทาํ ให
บางแหง ถูกบดทบั จนความแนน มาก แตบางแหง ยังไมไดรบั การบดทบั เลย
จ. วัสดุบางแหลง มกี อ นใหญม าก และควบคมุ เกบ็ ออกขณะกอสรา งไมหมด คา ของ Field
Density จะผดิ ไปจากความจริง
2.7 การบดทบั Base Course ดวย Vibrating Roller
เคร่อื งบดทบั ทีน่ ยิ มใชก บั วสั ดพุ วก Granular Materials ในขณะนคี้ อื พวก Vibrating Roller ซ่ึง
ใหผลในการบดทบั ที่คอ นขา งเรว็ แตก ารใชเ ครอื่ งบดทบั นนี้ านเกนิ ควร เพอื่ จะเพมิ่ ความแนน ของวัสดุมสี วน
เสยี คือ
ก. เม่ีอบดทับจนไดความแนน เกือบสงู สดุ แลว การบดทบั เท่ียวตอๆไป แทนทจี่ ะไดค วามแนน
ของวัสดเุ พม่ิ มากขน้ึ แตกลบั ทาํ ใหวสั ดุชน้ั ผวิ ขางบนแตกตัวออกมาในลกั ษณะเปน ฝุน ซ่งึ ความแนนของชัน้
ลางเพิม่ ขึ้นแตเ พียงเล็กนอ ย
ข. การบดทบั จนแตกเปน ฝนุ หรือที่ในสนามนิยมเรยี กกันวา “ตบจนเปนฝุน” น้นั ถาวสั ดเุ ปน
พวก Lime Stone จะยงิ่ แลเห็นไดช ดั เจน ย่งิ ตบมากขน้ึ ช้ันของฝนุ ยิง่ หนาข้นึ ถา ภาวะเปน เชน น้ีเกดิ ข้ึนแลว
การ “ตบ” มากย่ิงขึน้ ไมไ ดท ําใหความแนน ของวัสดุเพิ่มขน้ึ แตก ลับเปลี่ยน Structure ชัน้ ผวิ ของวสั ดไุ ป ซึง่
เปน ผลรา ยแกผ ิวถนน ดงั จะไดกลา วตอ ไปในขออันตรายของ Over Compaction ของ Base Course
2.8 การตัด Fine Grade ของ Base Course
การทาํ Base Course ถึงแมจ ะเตรยี มใหด สี ักเพยี งใดก็ตาม หลังจากการบดทับแลว จะปรากฏเปน
“คล่นื ” หรอื “ลอน” เลก็ นอย ดงั นนั้ จึงมกี ารตัด “Fine grade” เพ่อื จะ “ลบคลื่น” เหลา น้ี
“วัสด”ุ ทอี่ อกมาจากการ “ลบคล่ืน” แทนทีจ่ ะถูกนําออกไปท้ิงนอกเสน ทาง แตก ลับนําไปกลบ
“ทองคลื่น” “วัสด”ุ ดังกลาวนสี้ ว นมากจะเปน พวกกอนเลก็ ๆหรอื “ฝุน” และหลังจากการตัด “Fine grade”
แลว มกั จะมกี าร “ตบ” เพม่ิ เตมิ เพือ่ ใหผวิ เรียบขน้ึ
โดยเหตุผลดงั กลาวนจี้ ะทําให “ทอ งคล่ืน” มีวัสดุชนั้ ฝนุ หนากวา ที่แหงอืน่ และจะไดก ลา วถงึ
“อันตราย” ของชัน้ ฝุนน้ภี ายหลัง
2.9 การกวาดฝนุ กอ นลงชนั้ Prime Cost
การกวาดฝนุ ทวั่ ๆ ไปในขณะน้มี กั จะใชแรงคนกวาดดว ยไมกวาดประดษิ ฐข ึน้ เอง แลวตามดว ย
การใชลมเปาฝนุ “ฝุน” ที่ออกมาในลกั ษณะนส้ี ว นมากเปน “ฝุนอิสระ” ที่ลอยบนผิวแต “ฝุน” ที่เกิดจาก
“การตบจนเปน ฝนุ ” หรือ “ฝุนทองคลื่น” จากการตดั Fine grade ซึง่ เกาะตัวกนั และอดั แนนเปนแผนบางๆ อยู
ขา งบน จะไมห ลดุ ไปโดยการกวาดฝนุ วธิ นี ้ี
บางแหงอาจจะใช Rotary Broom แตนํ้าหนักทใ่ี ชกดไมก วาดไมมากพอ อาจเพราะเนอ่ื งจาก
กลวั หินหลุดออกมาหรอื มีความประสงคแตเ พียงกวาด “ฝนุ อสิ ระ” ออกเทานั้น ผลท่ไี ดอ อกมาจึงไมแตกตาง
กันจากการกวาดท้ัง 2 วธิ ี
46
2.10 อนั ตรายของ Over Compaction ของ Base Course และการตดั Fine Grade
ชน้ั ของฝนุ ท่ีอัดตัวแนนเปน แผน บางๆ อยูข างบน เนื่องจาก Over Compaction หรือจากการ
“ตบ” หลงั จากการตดั Fine grade จะมีอนั ตรายดังนี้
ก. ยางทใี่ ชทาํ Prime Coat จะไมซ มึ ลงไปเทาท่ีควร
ข. ถา Prime ท้งิ ไวน าน และเปด การจราจรจะเกดิ การกระเทาะออกเปนหนา ขาวตงั เน่ืองจาก
“ชัน้ ฝุน ” หลุดออกจากชนั้ หนิ ขางลางบางแหงเปน หลุมบอจนตองซอ มดวย Pre–Mix ภายหลงั กอนลงชัน้
Surface ตอไป
ค. สาเหตุจากขอ ก และ ข ผวิ ทางจะเกดิ การชํารุดเสียหายเรว็ กวากําหนด
การกอ สรางไหลทางนอกจากจะทาํ ตามรายละเอยี ดควบคุมการกอสรางแลว ในฤดูฝนจะตอ งทาํ
การกอ สรา งไหลทางหลงั จากกอสรางชัน้ พ้ืนทาง และ Prime Coat เสรจ็ เรียบรอยแลว เพราะวัสดุ Soil -
aggregate ไหลท างสว นใหญนาํ้ ซมึ ผา นไดยาก จะดกั นาํ้ ไวท ําใหรองพน้ื ทางออ น นอกจากจะใชไ หลท างชนิด
ที่มนี ํา้ ซึมไดดกี วา หรือเทากบั วสั ดุชน้ั พนื้ ทาง
ในกรณที ใ่ี สไ หลท างไวก อนทําพน้ื ทาง เกดิ ฝนตกระหวา งการทาํ งาน หรือมีน้ําในพื้นทางมาก
ใหรอื้ พ้นื ทางและไหลทางออก แลว ทาํ การบดทับรองพน้ื ทาง และตรวจสอบใหม ีคณุ ภาพถกู ตองเสียกอนจึง
จะดําเนินการกอ สรา งตอ ไปได
2.11 ชัน้ ท่กี อ สรางทง้ิ ไวน าน
ช้ันทางตา งๆ ท่กี อ สรา งทิง้ ไวนาน และเกดิ เสยี หายเปนหลมุ บอ หรอื รอ งลอ หรือเสยี ระดบั
เนื่องจากนา้ํ หนกั จะทําใหนาํ้ ขงั ได ควรแนะนําใหแ กไ ขเสยี กอ นทําการกอสรา งชั้นตอไปเพราะนาํ้ ทีผ่ สมกับ
ชั้นใหมจ ะลงไปขังบนชัน้ ทีก่ อ สรา งไวแลว ทาํ ใหเกดิ Soft ขน้ึ ได
3. การดนั และการกองวสั ดุ
3.1 การดนั และกองวัสดุในแหลง
เพอื่ จะไดว ัสดคุ ณุ ภาพสมาํ่ เสมอ ใชประโยชนไดม ากทสี่ ุด ใหป ฏิบัติตามคําแนะนํา เรอื่ ง “การควบคมุ การ
เปดบอวสั ดุสรา งทาง (Soil–aggregate)” ในบทท่ี 4
นอกจากนัน้ ควรหาทางระบายนาํ้ ออกจากบอ วัสดุ หรอื ปองกนั นาํ้ ทว มวัสดุ เมอื่ เกดิ ฝนตก
เพ่อื ใหว สั ดุไมแ ชนํ้าและนําออกไปใชไ ดใ นฤดฝู น เชน ถา บรเิ วณแหลงวสั ดุเปนท่ลี าดเอยี งกเ็ ลอื กดนั บริเวณ
ทต่ี ํ่าท่ีสดุ กอน แลว กองวัสดไุ วบ นทส่ี ูง เมอื่ ถงึ ฤดูฝนน้าํ จะไมทว มกองวัสดุแตจ ะขังอยูบริเวณทต่ี ํา่ ซง่ึ ดนั วัสดุ
ออกไปแลว นา้ํ จะไมร บกวนวสั ดทุ ่ีเหลือ หรือรบกวนนอย และหาทางระบายออกไดง า ย ถาบรเิ วณแหลงวสั ดุ
เปนทรี่ าบใหด นั ชน้ั วัสดุทจ่ี ะนําไปใชไ ดลกึ ท่ีสดุ กอน และนําวัสดไุ ปกองไวบนทสี่ ูง เมอ่ื มีนํ้าขงั ก็สามารถสูบ
ออกจนระดับนาํ้ ไมรบกวนวสั ดุสวนทเ่ี หลือได
47
การเลอื กบริเวณทีด่ นั วัสดแุ ละกองวัสดนุ ้สี าํ คัญมาก เพราะฤดูฝนงาน Subgrade ทาํ ไมไดถ า ไม
สามารถหา Soil-aggregate ไปปดหนาชน้ั Subgrade ไว ก็จะทําให Subgrade ท่ที าํ เสรจ็ แลวเสียหาย เชน บาง
แหงอาจตอ ง Benching ใหม บางแหง ตองปาดทิ้งเพราะออ นตัว รถผา นไมไ ด เปน ตน
Top Soil
Top Soil
Soil Aggregate Soil Aggregate
เลอื กดนั บริเวณทตี่ ํา่ ที่สุดกอ น เลือกดนั บรเิ วณทม่ี วี สั ดใุ ชไดลกึ ท่สี ุดกอ น
บริเวณแหลง วัสดเุ ปน ทีล่ าดเอียง บรเิ วณแหลง วสั ดุเปน ทรี่ าบ
3.2 การกองวสั ดใุ กลห นางาน
ก) สถานท่ีท่ีจะกองวสั ดุตอ งไมม ีวัชพืชหรือสง่ิ อืน่ ใดทเ่ี ขา ไปปะปนกบั Soil aggregate ใน
กองได ปรบั ระดบั ใหเรยี บ ระบายนํ้าไดด ี แนน แขง็ แรง เปนท่ีสงู นา้ํ ไมทวม ทางเขา ออกไมเ ปน หลมจนทํา
ใหดนิ โคลนตดิ ลอ รถบรรทุกและไมอยูใ นทําเลท่จี ะถกู รบกวนจากการจราจรหรือส่งิ อ่นื ใดทท่ี าํ ใหม วี สั ดุทไ่ี ม
ตองการเขามาปะปนได
ข) การนาํ วัสดุ Soil-aggregate เขากอง กองวสั ดุ Soil–aggregate ท่มี ปี ริมาณตง้ั แต 500 ม3
ข้นึ ไปจะตองทาํ เปน ชัน้ ๆ แตล ะชน้ั หนาไมเกนิ 1 เมตร โดยทําลาดเอยี งใหรถบรรทกุ สามารถขึ้นไปเทได ถา
ใชร ถ Bulldozer ดนั วัสดุขึ้นกองควรใชใ บมีดชนดิ งองมุ เพื่อปอ งกนั Segregation และอยาทําใหก องเปนรูป
กรวยเปนอนั ขาด กองชน้ั ลา งใหเ สร็จแลว จึงเริ่มชัน้ ใหม ช้ันบนตองมพี น้ื ท่ีเลก็ กวา ชนั้ ลา ง จนไมท ําใหวัสดุ
ชนั้ บนตกลงไปตาม Slope ของชั้นลาง การขยายกองใหเรมิ่ จากชน้ั ลางขน้ึ ไปเปนชนั้ ๆ เชนเดียวกับเรมิ่ กอง
ใหม ไมทาํ การใดๆ ท่ีเห็นวา อาจทําใหก อ นวสั ดุแตก Segregate หรอื วัสดเุ สอ่ื มคณุ ภาพ
ค) การนําไปใช ใหร ะมดั ระวัง Segregation และสิ่งแปลกปลอมเขา ไปปนกับ Soil aggregate
อาจเพิม่ ความชนื้ เพอ่ื ชว ยใหท าํ งานงายขน้ึ เมื่อถึงวสั ดุชนั้ ลา งสุด ตอ งระมัดระวังเปน พิเศษ โดยเฉพาะในฤดู
ฝนถา สถานที่กองวสั ดทุ ําไวไ มด ีพอ เมือ่ พน้ื ลางมีความชนื้ สงู จะออ นตวั และเขาไปรวมกับ Soil Aggregate
ไดงา ย
48
บทท่ี 6
การเก็บตวั อยา ง (Sampling)
บทนํา
ในการควบคมุ คุณภาพวสั ดุ (Material Control) การเกบ็ ตวั อยางเพื่อทดสอบคณุ ภาพเปนขบวนการที่
ตอ งปฏิบัตดิ ว ยความระมดั ระวังอยางสงู ทุกข้นั ตอน เพอื่ ใหผลทดสอบทไ่ี ดเ ปน ตวั แทนคุณลักษณะทแ่ี ทจริง
ของวัสดุนน้ั โดยการเก็บตวั อยา งตอ งปฏบิ ตั ติ ามขบวนการทีง่ านกอ สรางน้ันๆกําหนด เพื่อไมใ หเ กดิ ปญหา
ในกรณที ี่ผลการทดลองใชไมไดแ ละปฏเิ สธทจี่ ะรบั วัสดุ ซงึ่ ผรู บั จางหรอื ผูสง วสั ดอุ าจไมย อมรบั ผลทดลอง
โดยอางข้ันตอนในการเก็บตวั อยางไมถกู ตอ ง ในกรณที ีไ่ มส ามารถดาํ เนินการเกบ็ ตวั อยา งตามขบวนการท่ี
กาํ หนดได จะตอ งบนั ทึกรายละเอียดการเกบ็ ตวั อยา งทงั้ หมด และรายงานมาพรอมกบั ผลการทดลองดวย
สงิ่ สาํ คัญทีต่ อ งพิจารณาเสมอในการเกบ็ ตวั อยาง คอื การเลอื กจุดเกบ็ ตวั อยา งและจาํ นวนตวั อยา งที่
จะเก็บ ซ่ึงข้ึนอยูก บั ปริมาณวัสดทุ ้งั หมด เชน ปริมาณวสั ดุมากจดุ เกบ็ ตัวอยางและจาํ นวนตวั อยา งท่เี กบ็ ก็จะ
มากตามไปดว ย นอกจากนี้ยงั ขึน้ อยูกับจดุ ประสงคในการตรวจสอบคุณภาพ คอื ถาตองการประเมนิ คณุ ภาพ
วัสดทุ ัง้ หมด จะนาํ ตวั อยางทงั้ หมดมารวมกนั แลว ตรวจสอบคณุ ภาพ แตถ าตองการประเมนิ ความสมา่ํ เสมอ
และความผนั แปรของวัสดุ จะตองทําการตรวจสอบคณุ ภาพทกุ ๆ ตัวอยา งท่ีเกบ็ มา
การลดทอนปรมิ าณตัวอยางเพ่ือใหม ปี ริมาณพอเหมาะกบั การทดลองแตละประเภท จะตอ งปฏบิ ัติ
ตามวธิ กี ารทถ่ี กู ตอ งดว ย
วิธีการเก็บตวั อยา งท่จี ะนํามาเสนอตอ ไปนเี้ ปน ของ COUNTRY ROAD BOARD (CRB.) ประเทศ
ออสเตรเลยี ซึ่งเปน วิธีการเก็บตวั อยา งวัสดจุ ากโรงโม (Quarry Plants) กองวัสดุ (Stockpile) รถขนวัสดุ
(Trucks) และ ชน้ั วัสดุบนถนน (Roadbed)
1. ขอบขา ย (SCOPE)
กระบวนการนี้ใชสําหรับเก็บตัวอยางวัสดุประเภท วัสดุมวลรวม และวัสดุช้ันทางจากโรงโม
(Quarry Plant) กองวสั ดุ (Stock Pile) รถขนวัสดุ (Trucks) และชน้ั วสั ดบุ นถนน (Roadbed)
2. เครอื่ งมอื (APPARATUS)
เคร่อื งมือทใี่ ชในการเก็บตวั อยาง ขึน้ กับชนิดของวสั ดแุ ละขบวนการทใ่ี ชใ นการเกบ็ ตวั อยา ง
(1) ถาดเก็บตวั อยา งสําหรบั สายพานเคล่อื นท่ีรบั วัสดจุ ากยุง ปลอยวสั ดุ (Moving Conveyor
Belt) ขนาดเปลย่ี นแปลงข้ึนอยูกบั ความกวา งของสายพานและปริมาณของวัสดทุ ่ตี องการ (รปู ท่ี 6.1)
(2) แผน กนั สาํ หรบั เก็บตวั อยางจากสายพานทห่ี ยดุ (Stopped Conveyor Belt) ควรจะมี
รูปรางทพี่ อเหมาะกับสายพานและความกวา งเปลย่ี นแปลงได
49
(3) ทอเก็บตวั อยาง มขี นาดเสนผาศูนยกลางประมาณ 80 มลิ ลิเมตร และยาวประมาณ 1.4
เมตร (รปู ที่ 6.8)
(4) พล่ัวตกั ดนิ
(5) แผน กน้ั สําหรบั เกบ็ ตวั อยา งจากกองวสั ดุ เปน แผนโลหะซงึ่ มีขนาดประมาณ 700 x 300
มิลลิเมตร เช่ือมตดิ กบั เหลก็ เดอื ย 2 อัน เพอ่ื ยึดแผนกั้นใหอ ยกู ับตาํ แหนงท่ตี องการ (รูปที่ 6.7)
(6) ตาช่งั (Balance) สามารถชง่ั ได 25 กก. และมคี วามละเอยี ด 50 กรมั
(7) Quartering Sheet เปน แผน พลาสตกิ หรือผา ใบขนาดประมาณ 1.5 x 1.5 ม. หรือ เครื่อง
แบง ตัวอยา ง (Sample Splitters)
(8) แปรง เกรียง
(9) ถงุ เกบ็ ตวั อยาง
3. ปรมิ าณตัวอยา ง (QUANTITY OF MATERIAL REQUIRED)
ปริมาณตัวอยางนอ ยสดุ ทต่ี อ งเกบ็ จากวสั ดทุ ง้ั หมด ขนึ้ กบั ขนาดใหญส ุดของเม็ดวสั ดุนน้ั
ปริมาณตวั อยางตาํ่ สดุ ทตี่ องเก็บแสดงดงั ตารางที่ 6.1 ซงึ่ ปรมิ าณวัสดดุ งั กลาวนเ้ี พยี งพอสาํ หรับการทดลองท่ี
ทาํ กนั โดยท่ัวไปอยาง เชน การจําแนกวสั ดุ (Classification) ถามกี ารทดสอบเพิ่มขน้ึ ปรมิ าณของตัวอยา งท่ีทาํ
การเก็บ จะตอ งเพ่มิ ขึน้ ตามปรมิ าณท่ตี องการใชใ นการทดสอบน้นั ๆ (ซ่งึ สามารถดูจากวธิ กี ารทดสอบนัน้ ๆ
วา ตองการปรมิ าณเทาใด)
ขนาดเมด็ วสั ดใุ หญส ดุ วัสดุมวลรวม วสั ดขุ นาดเดยี ว
(มิลลิเมตร) (กิโลกรัม) (กโิ ลกรัม)
75.0 20
53.0 40 15
37.5 35 10
19.0 30 10
9.50 20 5
4.75 10 5
5 3
< 4.75 3
ตารางที่ 6.1 ปรมิ าณตวั อยางต่าํ สุด
หมายเหตุ ขนาดเมด็ วัสดุใหญสุด คอื ขนาดชอ งเปด ตะแกรงใหญสุดซง่ึ มวี ัสดคุ า งอยู
50
4. วธิ ีการเกบ็ ตวั อยา ง (PROCEDURE)
4.1 การเก็บตัวอยางจากถังปลอยวัสดุ หรือสายพานลําเลียงสงวัสดุท่ีกําลังเคล่ือนท่ี
(Sampling From a Bin or From a Moving Conveyor Belt)
ใชเครือ่ งมอื และวิธกี ารดังตอ ไปนีใ้ นการเก็บตวั อยา ง :
(1) ทาํ การเกบ็ ตัวอยางจากสายพานอัตโนมัติทีต่ ดิ ต้ังไว เพ่อื รบั วสั ดทุ ง้ั หมดออกมาจากถงั
ปลอยวัสดุ หรือสายพานลาํ เลียงวสั ดุ โดยอาจเกบ็ ครงั้ เดียวหรอื หลายครงั้ ก็ได จนไดปริมาณตวั อยา งตาม
ตารางที่ 6.1
(2) วางถาดเก็บตวั อยา งทม่ี ขี นาดเหมาะสมลงบนสายพาน แลว ปลอ ยใหเ คลื่อนที่ผานจดุ
ปลอยวสั ดทุ ม่ี าจากสายพานลาํ เลยี ง หรือถังปลอ ยวัสดเุ พยี งครงั้ เดียว หรือทาํ ซ้ําหลายคร้ังก็ได จนไดป รมิ าณ
ตัวอยางตามตารางท่ี 6.1 (รปู ที่ 6.1)
(3) ปลอ ยวสั ดจุ ากถงั ปลอ ยวสั ดหุ รอื สายพานลาํ เลียงลงบนรถบรรทกุ จนกระทงั่ ไดป รมิ าณ
ใกลเ คยี ง 1 ลกู บาศกเมตร เกลย่ี ปาดยอดกองใหไดร ะดับสม่ําเสมอ ทําการเกบ็ ตัวอยา งใชพ ล่ัวขุดลงในแนวด่งิ
บริเวณจดุ ศูนยก ลางของกองแลว เกบ็ ตวั อยา งจากหลุมทขี่ ดุ โดยขนาดของหลมุ ขดุ ตอ งใหไดปริมาณตัวอยาง
เพยี งพอตาม ตารางท่ี 6.1 (รูปท่ี 6.2)
เก็บตวั อยางวสั ดเุ ม็ดละเอยี ดจากถงั ปลอ ยวัสดุ เกบ็ ตวั อยา งวสั ดุเมด็ หยาบจากถงั ปลอ ยวัสดุ
รปู ที่ 6.1 การเกบ็ ตวั อยางจากสายพานเคลอื่ นท่ี
รูปท่ี 6.2 เก็บตวั อยางวสั ดุจากปริมาณวัสดุ 1 ลกู บาศกเมตร
51
เพอ่ื หลกี เลี่ยงการแยกตัวของวสั ดขุ ณะเก็บตัวอยางถงั ปลอ ยวัสดุจะตองมวี สั ดบุ รรจอุ ยไู มน อยวา สาม
ในส่ีของขนาดบรรจุ
4.2 การเกบ็ ตวั อยา งจากสายพานลําเลยี งทห่ี ยดุ (Sampling From a Stopped Conveyor Belt)
ใชแผนกนั้ กั้นสว นของวสั ดบุ นสายพานโดยแผน กน้ั มขี นาดความกวางพอดกี ับสายพานเก็บ
ตวั อยางวสั ดุระหวางแผนกน้ั ท้ังหมด โดยเฉพาะสว นละเอียดตอ งใชค วามระมดั ระวังเปนพเิ ศษ และเพือ่ ให
ไดป ริมาณตวั อยางตามตารางท6่ี .1 อาจจําเปน ตอ งปฏบิ ัติซํา้ จากสวนอ่ืนๆบนสายพานแลว นํามารวมกนั
เพื่อใหไ ดป ริมาณตามตอ งการ (รูปที่ 6.3)
วางแผนกั้น ใชพลว่ั เกบ็ ตวั อยางวัสดุ
ใชแปรงชวยเกบ็ รายละเอยี ด
รปู ท่ี 6.3 เก็บตวั อยา งจากสายพานทหี่ ยุด
52
4.3 การเกบ็ ตวั อยา งจากหอ งผสม ( Sampling From a Pug Mill)
ใชก ระบวนการเกบ็ ตัวอยา ง เชน เดียวกบั ขอ 4.1 (3)
4.4 การเกบ็ ตวั อยา งจากรถบรรทกุ ( Sampling From a Loaded Truck )
เกลี่ยวสั ดใุ หส ม่ําเสมอตลอดกระบะบรรทกุ ใชพล่วั ตกั เกบ็ วสั ดุตวั อยางไมต่ํากวา 5 หลมุ
กระจายใหท ว่ั โดยแตล ะหลมุ ตองหา งกนั ไมต าํ่ กวา 1 เมตร ตักวัสดุ 20 เซนติเมตรแรกจากผิวบนทิ้งไป แลว
จึงขุดเกบ็ ตวั อยางวัสดแุ ตล ะหลุมมารวมกนั จนไดป ริมาณตัวอยา งตามตารางท่ี6.1 หา มไมใ หเก็บตวั อยา งท่ี
ระยะใกลก วา 30 เซนติเมตร จากดานขา ง และดา นลางกระบะบรรทกุ (รูปท่ี 6.4)
รปู ที่ 6.4 เกบ็ ตัวอยา งจากรถบรรทุก
หมายเหตุ การเกบ็ ตวั อยางเพ่ือใหไ ดต วั อยางตัวแทนทด่ี ีจากรถบรรทกุ ทําไดย ากควร
ปฏิบัติเม่ือไมส ามารถหาวิธกี ารเก็บตวั อยางท่ดี กี วาได
4.5 การเก็บตวั อยา งจากเครอ่ื งปูวสั ดุ (Sampling a Paving Machine)
ใชพลวั่ ตักเกบ็ ตัวอยา งวัสดุจากสวนท่เี กบ็ กกั กอ นท่ีจะปอู ยา งนอย 3 จุด โดยใหไ ดป รมิ าณ
ตวั อยา งรวมกนั ตามรางท่ี 6.1
4.6 การเกบ็ ตวั อยางจากกองวสั ดขุ นาดเลก็ หรือวสั ดทุ ี่กองเปนแนวยาว (Sampling From
Small Heaps or Windrows)
เกลย่ี ยอดบนของกองใหเ รยี บแบนแลว จงึ ใชพ ล่วั เกบ็ ตัวอยา งวสั ดุโดยขุดลงในแนวดิ่งจาก
ระดบั บนตลอดความลกึ ของกองวัสดุ โดยขนาดของหลมุ ขดุ ตองใหไดป ริมาณตวั อยางเพยี งพอตาม ตารางท่ี
6.1 (รูปที่ 6.5)
53
รูปท่ี 6.5 เกบ็ ตวั อยา งจาก Wind Row
4.7 การเก็บตวั อยางจากกองวสั ดกุ อสรา ง (Sampling from a Stockpile)
การเกบ็ ตวั อยา งตวั แทนทีด่ ีจากกองวัสดนุ นั้ ทําไดย าก นอกเสยี จากจะมีเคร่อื งจักรขนาด
ใหญช วยจึงจะทาํ ใหไ ดตวั อยา งท่ดี ี ดังน้ันควรเกบ็ ตัวอยางกอนหรอื ระหวางการทาํ กองวสั ดุ ในกรณี
จําเปน ตองเกบ็ ตัวอยา งจากกองวัสดขุ นาดใหญ ควรใชเ ครือ่ งจักรขนาดใหญ เชน รถตัก (Front-End Loader)
ชวยในการเกบ็ ตัวอยาง (รปู ท่ี 6.6)
การเก็บตวั อยา งจากกองวสั ดุ เม่อื ตอ งการคณุ สมบตั โิ ดยรวมของวสั ดทุ งั้ หมด จะตอ งเกบ็
ตวั อยา งสว นตา งๆ ของกองวสั ดุ 5-6 ตาํ แหนง แลว นํามารวมกันใหไ ดป ริมาณตามตารางที6่ .1 แตเ มอื่ ตองการ
ทราบความสมํา่ เสมอและความผันแปรของวสั ดุดว ย ปรมิ าณตวั อยา งท่เี กบ็ แตล ะสว นตอ งเปนไปตามตารางที่
6.1
การเลือกขบวนการเก็บตวั อยางวิธใี ดขน้ึ อยูกับปจจัยตา ง ๆ เชน ความสงู ของกองวสั ดุ ชนิด
วสั ดุ วิธีการทาํ กองวสั ดุ ลักษณะการแยกตัวของกองวัสดุ และจดุ มุงหมายของการเกบ็ ตวั อยา งวาตอ งการหา
คณุ สมบตั โิ ดยรวม หรอื ตองการหาความสม่ําเสมอและความผนั แปร (Variation) ของวัสดุแตละกอง
ในการหาคณุ สมบตั โิ ดยรวมของกองวัสดุ ควรเก็บตวั อยา งทดสอบทกุ ๆ 500 ตัน แตถ า มี
การทาํ กองวสั ดุขนาดใหญมาก เชน 10,000 ตนั หรอื มากกวา อาจปรับการเกบ็ ตวั อยางโดยเกบ็ ตัวอยา ง
ทดสอบทุก ๆ 1,000 ตัน
โดยท่ัวไปเพอ่ื ความงา ย สะดวก และ ความถูกตองในการเก็บตัวอยา ง กองวัสดุควรมีขนาด
ประมาณ 2,000 ตนั การเก็บตวั อยา งตวั แทนแตล ะกองวสั ดุขนาดเลก็ หลาย ๆ กอง ดีกวาเก็บตัวอยางเดียวจาก
กองวัสดุขนาดใหญ
54
(1) การเก็บตวั อยางจากกองวัสดโุ ดยใชเ คร่ืองจกั รหนัก เชน รถตกั (Sampling From a
Stockpile With The Aid of Power Equipment Such as a Front-End Loader) ใชร ถตกั ตักวสั ดจุ ากฐานขึ้น
ดา นบนประมาณ 2 - 3 ตัก จนกระทงั่ พบผวิ หนา ดา นในของวัสดุ (Fresh Face) ตอจากน้ันตักวสั ดุ 1 ตกั หรอื
มากกวา โดยตกั จดุ เดยี วหรือมากกวา เทวสั ดจุ ากรถตกั กองลงบนพืน้ ทส่ี ะอาดใชรถตกั เกลีย่ กองวสั ดใุ หแ บน
เรยี บเกบ็ ตวั อยา งโดยใชพ ลว่ั ขดุ ตกั วัสดใุ นแนวด่ิงตลอดความหนาวัสดุ โดยขนาดหลุมทขี่ ดุ เกบ็ ตวั อยา งตอ งมี
ขนาดใหญพอเพ่อื ใหไ ดต วั อยางตามตารางที่ 6.1 (รปู ท่ี 6.6)
ตักวสั ดจุ นพบผวิ หนาดานใน (Fresh face) ตกั วัสดเุ ตม็ ตกั
ทาํ ใหก องแบนราบ ใชพ ลัว่ ตักเก็บตวั อยางวสั ดุ
รูปท่ี 6.6 เก็บตวั อยา งจากกองวสั ดุโดยใชร ถตกั
55
(2) เก็บตัวอยา งจากกองวสั ดโุ ดยใชม อื (Sampling From a Stockpile by Hand)
เลือกบริเวณทจี่ ะเก็บตวั อยางวสั ดุจากบรเิ วณดา นบน กลาง และฐานของกองวสั ดุ เสียบแผน
ก้นั เพ่ือปองกนั ไมใหวัสดจุ ากดา นบนไหลลงมาบริเวณพนื้ ทเ่ี กบ็ ตวั อยา ง เปด ผิวหนา วสั ดุบริเวณเก็บตวั อยา ง
ประมาณ 20 เซนติเมตรจากผิวหนาและยาวประมาณ 1 เมตรจากแผนกั้นจนพบผวิ ดา นในของวสั ดุ เก็บ
ตัวอยา งโดยใชพ ล่ัวตดั เซาะวัสดเุ ปน รองจากดานลา งขึน้ บนบรเิ วณพืน้ ที่ทเ่ี ปด รวบรวมวัสดทุ ตี่ ดั เซาะออกมา
จนไดปรมิ าณตามตารางท่ี6.1 ซง่ึ อาจจะเก็บจากจดุ เดยี วหรือจากหลายๆจุดรอบกองวสั ดุ ทั้งนข้ี ้ึนอยูก ับ
สภาพแวดลอ มและขบวนการในการเก็บตวั อยา ง (รปู ท่ี 6.7)
เปด ผวิ หนา จนพบผิวหนา ดา นใน ใชพลัว่ ตกั เก็บตวั อยา งวัสดุโดยตกั เปนแนวรอง
รูปท่ี 6.7 เกบ็ ตวั อยางจากกองวัสดโุ ดยใชม อื
(3) การเก็บตัวอยางจากกองวัสดุชนิดเม็ดละเอียด (ขนาดเล็กกวา 10 มิลลิเมตร) โดยใชทอเก็บ
ตัวอยาง (Sampling from a stockpile (10 mm. or less) by mean of sampling tube) สอดทอตามแนวราบเขา
ไปในกองวสั ดุ โดยใหด า นท่มี ชี องเปดอยูดานลาง จากนนั้ หมุนทอ 180 องศาและดึงออกมาจากกองวัสดุ เก็บ
ตัวอยา งโดยรวบรวมวัสดทุ ค่ี า งในทอเกบ็ ตวั อยา งจากหลายๆจุดจนไดป รมิ าณตามตารางที่ 6.1 (รปู ที่ 6.8)
4.8 การเก็บตวั อยาง Sealing Aggregate (Sampling Sealing Aggregate Stacked Template)
ควรเก็บตวั อยา งทุกๆ 50-70 ลูกบาศกเ มตร ในกรณีท่ีแนวโนม วัสดุคณุ ภาพไมส มํ่าเสมอ มี
ความผันแปรมากตองเพ่มิ ความถ่ใี นการเกบ็ ตวั อยา ง โดยแตล ะตวั อยา งตอ งไดปริมาณตามตารางท่ี 6.1
(1) การเก็บตวั อยาง Fine Sealing Aggregate (ขนาดเลก็ กกวา 10 มิลลิเมตร)โดยใชท อ เกบ็
ตัวอยา ง (Sampling Sealing Aggregate (10 mm. or less) by Mean of Sampling Tube)
56
สอดทอ ตามแนวราบเขา ไปในกองวสั ดุโดยใหด านท่มี ีชอ งเปดอยดู านลา ง จากนน้ั หมุนทอ
180 องศาและดงึ ออกมาจากกองวสั ดุ เกบ็ ตัวอยา งโดยรวบรวมวัสดทุ ีค่ างในทอ และเกบ็ ตวั อยางที่ความสงู
ตางๆกันตลอดความยาวของกองจนไดป รมิ าณตามตารางที่ 6.1 (รูปที่ 6.8)
(2) การเกบ็ ตวั อยา ง Sealing Aggregateโดยใชพล่ัว (Sampling Sealing Aggregate Means of
a Shovel)สําหรบั Aggregateทีม่ ีขนาดใหญก วา 10 มลิ ลเิ มตร ไมสามารถใชท อ เก็บตวั อยางได ตองใชพลว่ั ใน
การเก็บตวั อยาง โดยเก็บจากดานขา งท้งั สองของกองและดา นบนของกองจนไดปรมิ าณตามตารางที่ 6.1
เกบ็ ตัวอยางขางกองโดยเปด หนา วัสดดุ า นขางกองออกลึกประมาณ 20 เซนติเมตรต้ังแตยอด
กองจนถึงฐานกองแลว เก็บวสั ดุบริเวณฐานกองโดยขุดเกบ็ เขาไปในผวิ หนา ที่เปดใหม สวนดา นบนของกองก็
เปดหนาวัสดุออก 20 เซนติเมตรแลว ขดุ เก็บวสั ดุในผวิ หนา ทเ่ี ปดใหม
สอดทอ เขาไปในกองวัสดุ ดึงทอ ออก
เกบ็ ตวั อยา งวสั ดุ เครอ่ื งมือ
รูปที่ 6.8 เก็บตัวอยาง Sealing Aggregate โดยใช Sampling Tube
57
4.9 การเก็บตวั อยา งบนชน้ั ทางของถนน (Layer in The Roadbed)
ในกรณีจาํ เปน ใหท ําชน้ั ทางทจ่ี ะเก็บตัวอยา งใหหลวมกอนแลว จงึ ใชพลวั่ ขุดลงในแนวดงิ่
ตลอดความลกึ ของชน้ั ท่ตี อ งการเกบ็ ตวั อยางโดยเกบ็ จาก 1 หลมุ หรือหลายๆหลุมโดยขนาดหลมุ ตอ งกวาง
เพยี งพอ เพ่อื ใหไ ดป ริมาณตามตารางท่ี 6.1
5. การบรรจุตัวอยา ง และการระบแุ หลง วัสดุ (Packaging and Identification)
5.1 ภาชนะบรรจุ (Containers)
การบรรจุแตละตวั อยา ง อาจจะใชภาชนะบรรจุอนั เดียวหรอื หลายภาชนะกไ็ ด ขึน้ กบั ความ
สะดวกในการเก็บตวั อยา ง ภาชนะบรรจตุ อ งทาํ จากวสั ดทุ ปี่ อ งกันการสูญหายของวสั ดุตวั อยาง โดยเฉพาะ
วัสดุสว นละเอยี ด ทัง้ ระหวา งการจัดเกบ็ และการขนสง นอกจากนี้จะตอ งมคี วามแขง็ แรงเพียงพอที่จะปอ งกนั
ไมใ หคณุ สมบัตขิ องวสั ดตุ วั อยา งเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพเดมิ
5.2 ปา ยชอ่ื ระบแุ หลง วสั ดุ (Labeling)
ภาชนะบรรจุตวั อยา งทกุ ภาชนะจะตอ งมีปา ยแสดงขอ มลู ตา ง ๆ อยา งละเอยี ดและเดน ชดั
(1.) ท่อี ยซู ง่ึ ตวั อยางจะถกู สง ไป
(2.) เคร่ืองหมายระบุตวั อยาง
(3.) จาํ นวนภาชนะบรรจทุ บ่ี รรจตุ วั อยา งแตล ะตัวอยา ง
(4.) ชนดิ และแหลงวัสดุ
(5.) ชือ่ และตําแหนง ของบคุ คลทจ่ี ะรับตัวอยา ง
58
บทท่ี 7
การออกแบบสว นผสมดินซเี มนต เพอื่ ใชเ ปน วสั ดุชนั้ พ้ืนทาง
บทนาํ
การปรับปรงุ คณุ ภาพดินโดยวธิ ีการผสมปูนซเี มนตเ พ่อื ใชเปน วสั ดุชนั้ พ้ืนทางแทนหนิ คลกุ โดยมกี าร
กําหนดใหพ ้นื ทางดินซเี มนตจ ะตอ งมคี า Unconfined Compressive Strength เทา กับ 17.5 กโิ ลกรมั ตอตาราง
เซนตเิ มตร (250 ปอนดตอ ตารางนวิ้ ) หรือตามที่กาํ หนดไวใ นแบบนั้น
คา Unconfined Compressive Strength ข้ึนอยูกับองคประกอบท่สี าํ คัญซง่ึ มผี ลตอลกั ษณะการแข็งตวั
ของดินซีเมนต มดี งั นี้
1. คุณสมบตั ขิ องดิน
ดนิ ตามธรรมชาตจิ ะมีคณุ สมบตั ทิ างกายภาพและทางเคมีเฉพาะตวั ซงึ่ มคี วามสาํ คัญตอ คุณสมบัติทาง
วิศวกรรมของดิน คณุ สมบตั ขิ องดนิ สามารถวิเคราะหโ ดยอาศัยพน้ื ฐานทางดา นฟส ิกสแ ละเคมี โดยอาจกลาว
สรปุ ไดวา การกระจายของขนาดเมด็ ดิน (Particle Size Distribution) คือสัดสว นของทราย (Sand) ดนิ ตะกอน
(Silt) และดนิ เหนยี ว (Clay) อนิ ทรยี สาร สารประกอบอื่นๆ เชน เกลือซลั เฟตหรือคลอไรด และองคประกอบ
ทางเคมี เปน องคประกอบหลักท่มี ีอิทธพิ ลตอ คุณสมบตั ขิ องดนิ ซีเมนต
2. ปริมาณและประเภทของปนู ซีเมนต
ปรมิ าณและประเภทปนู ซเี มนตทใี่ ชเพอื่ ปรับปรุงคณุ ภาพดินมผี ลอยา งมากตอ การพฒั นาคณุ สมบตั ิ
ของวัสดุ โดยหลักทว่ั ไปแลว ปูนซเี มนตช นิดเดยี วกนั ปรมิ าณปนู ซีเมนตท ีเ่ พ่ิมขน้ึ จะทาํ ใหค ณุ สมบตั ิของดิน
ซเี มนตด ขี น้ึ ดว ยภายใตเงื่อนไขตวั แปรชนดิ อนื่ มคี า คงทีแ่ ละดนิ มคี วามชน้ื เพยี งพอตอ ปฏกิ ิรยิ า Hydration ใน
กรณีปนู ซีเมนตตา งประเภทกันยอ มมีผลตอ การพัฒนากาํ ลังของดินซีเมนต ข้นึ อยกู บั องคป ระกอบของสาร
(Cementitious Compounds) และชนิดรวมทั้งปริมาณของ Hydration Products ทเี่ กิดขึน้ เม่ือทาํ ปฏกิ ริ ยิ ากับนาํ้
และดิน
3. น้ํา
นา้ํ เปนองคป ระกอบทส่ี าํ คัญอันหน่งึ ในการปรับปรงุ คณุ ภาพดนิ ดว ยวธิ เี คมี เพราะวา นํ้าเปน
ตัวควบคมุ การเกิดปฏกิ ริ ยิ า Hydration และการเพิ่มขึ้นของกําลังในดนิ โดยปกติปริมาณนา้ํ ขณะเรม่ิ ผสมจะมี
ความสัมพนั ธก บั คา Unconfined Compressive Strength ของดินซีเมนต ปริมาณความช้ืนในดนิ ท่นี อ ยเกนิ ไป
จะไปทาํ ใหปฏกิ ริ ยิ าดาํ เนนิ ไมสมบูรณ เนื่องจากปฏิกริ ยิ าดังกลา วอาจจะหยุดชะงกั กอ นท่ปี นู ซีเมนตทม่ี อี ยจู ะ
เปลยี่ นไปเปน สารเชือ่ มประสานเมด็ ดิน (Cementitious Materials) ในกรณีปรมิ าณความชน้ื ในดนิ มากเกนิ ไป
จะทําใหนาํ้ สว นเกินจากปฏิกริ ิยายังคงเหลืออยูกระจดั กระจายทวั่ โครงสรา งของดินท่ีแข็งตัวแลว และกอให
แรงดันนาํ้ ภายในชอ งวา งเม็ดดนิ (Internal Excess Pore Pressure) เมื่อมีแรงจากภายนอกมากระทาํ เปน ผล
นาํ ไปสกู ารวบิ ตั ขิ องดินทีค่ ากําลงั ท่ีตาํ่ กวา ความเปนจริง
59
4. เทคนคิ การปรับปรงุ
นอกจากองคประกอบท่ีกลาวมาแลว คุณสมบัติของดินซีเมนตยังขึ้นอยูกับเทคนิคการปรับปรุง
คุณภาพ ระยะเวลาผสมที่ตางกัน ความเร็วในการผสม วิธีการบดทับ เงื่อนไขการบม ตลอดจนการปรับปรุง
สภาพดนิ กอนการปรบั ปรุง และการดแู ลหลังการผสม
องคป ระกอบทั้งหมดทไี่ ดก ลาวมาน้ัน จะมีความสัมพนั ธซง่ึ กันและกนั ดังนน้ั ในการออกแบบ
สว นผสมดินซเี มนต ควรจะมคี าความปลอดภัยไว โดยกาํ หนดใหค า Unconfined Compressive Strength ของ
สวนผสมซเี มนตม คี า ระหวา งรอยละ 105 ถงึ รอยละ 125 ของคา Unconfined Compressive Strength ของพืน้
ทางดินซีเมนตท ่ีตองการ
วิธีการออกแบบสว นผสมดนิ ซีเมนต
1. ตรวจสอบคณุ สมบตั ิของดนิ ดงั ตอ ไปน้ี
1.1 ตรวจสอบขนาดคละของดิน ตามวธิ ที ดลองท่ี ทล.– ท. 205/2517 “ วิธีการทดลองหา
ขนาดเมด็ ของวสั ดุโดยผานตะแกรงแบบลาง” ดนิ ทีน่ าํ มาใชจะตองมขี นาดเมด็ โตสดุ ไมเกิน50 มลิ ลเิ มตร มี
สวนท่ผี านตะแกรงขนาด 2.00 มลิ ลเิ มตร (เบอร 10) ไมเ กินรอยละ 70 และสว นท่ีผา นตะแกรงขนาด 0.075
มลิ ลเิ มตร (เบอร 200) ไมเ กนิ รอ ยละ 25
1.2 ตรวจสอบคา Liquid Limit ตามวิธีการทดลองท่ี ทล. - ท. 102/2515 “ วิธีการทดลองหา
คา Liquid Limit (L.L) ของดนิ ” ไมเกินรอยละ 40
1.3 ตรวจสอบคา Plasticity Index ตามวธิ ีการทดลองท่ี ทล.-ท. 103/2515 “วิธีการทดลองหา
คา Plastic Limit (P.L) และ Plasticity Index (P.I.) ของดนิ ” ไมเกนิ รอยละ 15
1.4 ตรวจสอบคา ความสึกหรอตามวิธกี ารทดลองที่ ทล. - ท. 202/2515 “วิธีการทดลองหาคา
ความสึกหรอของ Coarse Aggregate โดยใชเ คร่อื ง Los Angeles Abrasion” ไมเกนิ รอ ยละ 60
1.5 ในกรณีทคี่ า Liquid Limit หรอื คา Plasticity Index เกนิ กวาคา ทกี่ าํ หนดจะตอ งใชป นู
ขาวไมนอยกวา รอยละ 2 โดยน้าํ หนักของดินแหง ผสมเพ่ือลดคาดังกลาวใหอยใู นขอ กาํ หนด ปนู ขาวทใ่ี ช
จะตองมีสว นทผ่ี านตะแกรงขนาด 0.075 มลิ ลิเมตร (เบอร 200) ไมน อ ยกวา รอ ยละ 70
2. ทดสอบหาคา ความแนน แหง สงู สุดของดนิ และปรมิ าณนาํ้ ในดนิ ท่ี Optimum Moisture Content
ตามวิธกี ารทดลองท่ี ทล. – ท. 108/2517 “วิธกี ารทดลอง Compaction Test แบบสูงกวามาตรฐาน”
3. เตรียมแทงตวั อยา งดนิ ซีเมนต จากสว นผสมของดินซเี มนตที่เตมิ ปริมาณปนู ซีเมนต (ปอรต แลนด
ซีเมนตป ระเภท 1) รอยละ 3 ,4 ,5 ,6 และ 7 โดยน้าํ หนกั ของดนิ แหง ในแตละสวนผสมใหเตรียม 6 แทง
ตัวอยาง ในการบดอดั แทง ตัวอยางใหบ ดอดั แบบสงู สุดกวามาตรฐานและปรมิ าณความชน้ื ของสวนผสม
ในขณะบดอดั ควรมคี าใกลเคียงหรอื เทากบั คา Optimum Moisture Content ท่ไี ดจากขอ 2
60
4. นําแทงตวั อยา งของดินซเี มนตท ่ไี ดจ ากขอ 3 บมในถุงพลาสติกเพ่อื ไมใ หค วามชน้ื เปลี่ยนแปลง
นาน 7 วนั แลว นําไปแชน ้ํานาน 2 ชว่ั โมง จึงทดลองตามวิธีการทดลองท่ี ทล.– ท. 105/2517 “วิธีการทดลอง
หาคา Unconfined Compressive Strength ของดนิ ”
5. หาคา เฉลี่ย Unconfined Compressive Strength ของดินซีเมนตท่ปี รมิ าณปูนซีเมนตเทา กันจากนนั้
นาํ มาเขียนกราฟระหวางคาเฉล่ีย Unconfined Compressive Strength กบั ปรมิ าณปูนซเี มนต
6. โดยท่ัวไปแลวแทง ตวั อยางดนิ ซีเมนตทเ่ี ตรยี มจากเครอื่ งผสม จะใหค า Unconfined Compressive
Strength ตํ่ากวา แทงตวั อยางดนิ ซเี มนตท ่ีเตรียมในหองทดลอง จึงตอ งคดิ เผ่อื ประสิทธภิ าพของการผสมดว ย
เพอ่ื ใหพ น้ื ทางดนิ ซเี มนตม คี า Unconfined Compressive Strength ตามทก่ี าํ หนดไว ในที่น้ีใหคา ประสทิ ธภิ าพ
เครอ่ื งผสมเทา กับ 85– 90 % ฉะน้นั ปรมิ าณปูนซีเมนตท ตี่ อ งการคอื ปริมาณปูนซเี มนตที่ไดทาํ การปรบั แกค า
Unconfined Compressive Strength ตามที่กําหนดไวดว ยประสทิ ธภิ าพเคร่อื งผสม โดยท่ีคา Unconfined
Compressive Strength ปรับแกแ ลว นั้นตอ งมีคา อยูระหวา ง 105 – 125 % ของคา ทต่ี อ งการดว ย
จากทีก่ ลาวมาขางตน สามารถหาปรมิ าณปนู ซีเมนตท ่ตี องการไดโ ดยหาจากรปู กราฟในหวั ขอ 5
สรุปและขอ เสนอแนะ
ในการออกแบบสว นผสมดินซเี มนต ตอ งกาํ หนดคุณสมบัติดนิ ไวดว ย หากจะกาํ หนดเฉพาะคา
Unconfined Compressive Strength ไวเพยี งอยา งเดยี ว การปรับปรุงดนิ ดว ยปูนซีเมนตซ่งึ สามารถทําไดก ับดนิ
เกอื บทกุ ชนดิ ยกเวน ดนิ เหนียวซง่ึ ตองปรบั ปรุงดว ยปนู ขาวกอนจึงจะทําการปรบั ปรุงดว ยปูนซเี มนต แตใ น
การปรับปรุงตอ งใชป ริมาณปนู ซเี มนตมากเกินไป ทาํ ใหส้นิ เปลืองและคณุ สมบตั ดิ า นอน่ื ๆไมเหมาะสมท่ีจะ
นํามาใชเ ปนพน้ื ทางดนิ ซเี มนตไ ด ทําใหเ กดิ รอยแตกผวิ ไดแ ละคาความคงทนลดลง
เน่ืองจากทกุ องคประกอบตามทไี่ ดกลา วไวใ นบทนาํ จะมคี วามสมั พนั ธซ่ึงกนั และกนั ในการทาํ งาน
จึงยากทจี่ ะทําใหไดผลสมบูรณเตม็ ท่ี จงึ มกี ารกาํ หนดคา ความปลอดภยั ไวใ นการออกแบบสวนผสมไวในชวง
รอ ยละ 105 ถงึ รอยละ 125 ของคา Unconfined Compressive Strength ที่กําหนดไวเพื่อใหคาในสนามไดตาม
ขอกาํ หนด หากคาในสนามแตกตา งไปจากชว งของคาความปลอดภยั ทใี่ หไ ว ควรจะทําการออกแบบ
สว นผสมใหม
สาํ หรบั ในการออกแบบสวนผสมดนิ ซีเมนต เพือ่ ใชง านชั้นทางอ่ืน ๆ กส็ ามารถท่ีจะนาํ วิธีการการ
ออกแบบตามที่กลาวไว เพียงแตต อ งพจิ ารณาปรับคา ตามขอกําหนดและประสิทธภิ าพของเทคนิคการ
ปรบั ปรุงเพือ่ ใหไดคณุ ภาพตามที่ตอ งการ
61
บทที่ 8
การบดอัดวสั ดุ
การบดอัดวสั ดุ เปน ขบวนการปรับปรุงคุณภาพดินทางกล โดยการใชพลังงานบดอัดทําใหเม็ดดินอยู
ชิดกันมากข้ึน ทําใหชองวางระหวางเม็ดดินลดลง มวลดินจะมีความแนนข้ึน จุดประสงคของการบดอัดวัสดุ
คอื
1. เพอื่ ลดการทรดุ ตัว หรอื ยุบตวั ของมวลดนิ ท่ีจะเกดิ ขึน้ ในภายหลงั
2. เพ่อื เพิม่ กําลังรับนํ้าหนักของมวลดิน
3. เพื่อลดการซึมผา นของนํา้ ในมวลดนิ
ขบวนการบดอัดวัสดุมีความสําคญั ตอ การกอ สรา งถนน
ในการกอสรางถนนเพ่ือตองการใหถนนสามารถบริการรับใชการจราจรใหผานไป – มา ไดสะดวก
สบายและปลอดภัย เพราะฉะนั้นตัวคันทางและโครงสรางชั้นทางจะตองมีความแนนและความแข็งแรง
พอเพียงท่ีสภาพพื้นผิวถนนจะตองไมทรุดตัวเปนคล่ืน รองลอ รอยแตก หลุมบอ ฯลฯ ในการกอสรางถนน
ถึงแมวานําวัสดุที่มีคุณภาพดีมาเปนวัสดุคันทางหรือโครงสรางชั้นทางก็ตาม หากขาดขบวนการบดอัดที่ดี
และเหมาะสม ก็จะไดถนนที่มีคุณภาพไมดีเชนกัน โดยเฉพาะสาเหตุมาจากดินคันทาง หรือดินเดิม ซ่ึงจะ
แกไขยากกวา ความเสียหายที่เกิดจากความบกพรองของการกอ สรา งช้นั ผวิ ทาง
การบดอดั วสั ดใุ นสนาม
การบดอัดวัสดุในสนาม เปนการเคลื่อนนํ้าหนักไปบนดินที่ตองการบดอัดเปนจํานวนหลาย ๆ เท่ียว
การบดอดั ดวยการเคลอื่ นนา้ํ หนักไปบนดินจะทําใหดินมีความแนนเพิ่มขึ้นตามจํานวนเท่ียวท่ีรถบดผาน การ
คิดพลังงานในการบดอัดในภาคสนามจึงคอนขางยุงยาก เน่ืองจากจะตองทราบแรงท่ีทําใหน้ําหนักรถบดอัด
เคลื่อนไป องคประกอบที่มีอิทธิพลตอผลท่ีไดจากการบดอัดดินในสนามนอกเหนือจากท่ีไดกลาวไวขางตน
แลว มีดงั นี้
1. อทิ ธิพลของวธิ ีการเตรียมวัสดุ
วิธีการกระทําตอวัสดุกอนบดอัดนั้น คือ การขุด ขนสง การปู หรือการตีแผดินในหนางาน การผสม
ดินกับนํ้า หรือทําใหดินแหงกอนการบดอัดน้ัน จะมีอิทธิพลตอความแนนในสนาม การผสมดินกับน้ําใหเขา
เปนเน้ือเดียวกันเปนส่ิงสําคัญและมักจะทําไดไมดี ตองเสียคาใชจายและมักทําไดยาก โดยเฉพาะในดิน
เหนยี ว การผสมน้าํ ในดินไมทัว่ ถึงจะทําใหความแนนแหงลดลงได
62
การคลุกเคลาของดินกับนํ้าน้ันควรเริ่มระหวางการขุด ในกรณีที่ทราบวาดินคอนขางแหง เพ่ือใหดิน
สามารถดูดซึมนํ้ากอนท่ีจะนําไปตีแผบนถนน การทํา Stock Pile เปนวิธีการเตรียมดินที่ดี เนื่องจากจะทําให
ดินที่ขุดเกิดการคลุกเคลากันไดดียิ่งขึ้น และหากวัสดุท่ีจะนํามาใชยังไมเขากันดี หรือตองการผสมนํ้ากอน
นําไปลงหนา งาน เราอาจทาํ การคลกุ เคลาดนิ ในระหวา งการทํา Stock Pile หลายๆ ครง้ั ได อยา งไรกด็ ีการตีแผ
และคลุกเคลากันท่ีหนางาน เปนส่ิงจําเปนและจะตองกระทําใหดีที่สุด เพื่อใหเม็ดดินคลุกเคลาเขาเปนเน้ือ
เดียวกนั และเพ่ือใหไดค วามแนนสมํ่าเสมอ
2. อทิ ธิพลของความสมาํ่ เสมอของการทํางาน
ข้ันตอนการทํางานท่ีไมสม่ําเสมอ มักจะเปนสิ่งที่ทําใหความหนาแนนเปลี่ยนแปลงจากแปลงหนึ่ง
ไปอีกแปลงหน่ึงได ในธรรมชาติจะหาดินท่ีเปนเน้ือเดียวกัน (Homogeneous) ไดยากจึงมีความจําเปนที่
จะตองใหมีขั้นตอนในการทํางานท่ีสมํ่าเสมอเพื่อใหดินทุกแปลงเขาเปนเน้ือเดียวกัน ในขณะตีแผและ
คลุกเคลาในสนาม ความหนาท่ีปูมักจะไมสมํ่าเสมออันจะทําใหความหนาแนนเปล่ียนแปลงไป รูปแบบของ
ขบวนการบดอดั โดยรถบด จะเปนสาเหตทุ ่ีทําใหมีการเปล่ียนแปลงของความแนน ของดนิ ทีถ่ กู บดอดั ได
3. อทิ ธิพลของสิ่งแวดลอม
สภาพแวดลอมระหวา งการทํางาน เชน การเปลย่ี นจากดนิ ทแี่ หงไปเปย ก หรือจากเปย กไปแหง จะทาํ
ใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของคุณสมบัติของดินท่ีถูกบดอัด อันจะเปนผลทําใหความแนนของดินน้ันไม
สมาํ่ เสมอในขณะบดอดั ได
4. อทิ ธิพลของชนิดของรถบดอดั มีอยดู วยกันหลายชนิดและบางครั้งอาจไมสามารถจําแนกชนิดของ
รถบดท่ีใชกันอยูในปจจุบันไดอยางชัดเจน นั่นคือ รถบดน้ันอาจเปนทั้งรถบดลอเหล็ก หรือรถบดตีนแกะ
พรอ มท้งั มีความสั่นสะเทอื นอยใู นตวั ได เราอาจแบงชนิดของรถบดไดด งั น้ี
- รถบดลอเหลก็ (ลอ เรยี บ)
- รถบดลอยาง
- รถบดตีนแกะ
- รถบดประเภท Grid
- รถบดสนั่ สะเทอื น
หลักการบดอัดดวยรถบดสั่นสะเทือนคอนขางยุงยาก และเขาใจไดยากกวารถบดชนิดอ่ืน อาจกลาว
กวาง ๆ ไดวารถบดสั่นสะเทือนใชกับดินประเภทท่ีเปนดินทราย การเขยาทําใหดินทรายขยับตัวไดดี ท้ังน้ี
เพราะดินทรายไมมีแรงเกาะยึดระหวางเม็ดดิน สวนรถบดตีนแกะจะใชในดินเหนียว รถบดตีนแกะจะตีดินที่
เกาะตัวกันเปนกอนใหแตกเปนกอนเล็กลง ทําใหชองวางระหวางกอนดินลดลงเปนลําดับ ทําใหความแนน
เพ่ิมขน้ึ
ในปจจุบันยังไมมีรถบดชนิดใดที่มีความสามารถบดอัดดินทุกประเภทใหดีเทาๆกัน ดังนั้นจึง
จําเปนตองใชรถบดหลายชนิดในการกอสรางทาง ประสิทธิภาพและการประหยัดในการเลือกใชรถบดจึง
ขนึ้ อยกู บั ดินทต่ี องการบดอดั
63
เราอาจเพิ่มประสิทธิภาพหรือเพิ่มพลังงานของแตละเท่ียวของรถบดไดในรถบดบางชนิด เชน การ
เปล่ียนแปลงนํา้ หนกั ของรถบดลอเหล็ก ความกวางของลอรถบด ความดันลมในลอรถบดลอยาง และความถี่
ในการส่นั สะเทอื นของรถบดสั่นสะเทอื น เปน ตน
พลังงานที่ใชตอหนวยปริมาตรของดินท่ีถูกบดอัดน้ัน จะขึ้นอยูกับจํานวนเท่ียวท่ีบดทับ ในปจจุบัน
การใชรถบดท่ีเหมาะสมจะทําใหความหนาแนนแหงของดินสูงเทาท่ีเรากําหนด โดยทั่วไปใชการบด
ประมาณ 8 – 16 เท่ยี ว ถา ประสิทธภิ าพของการบดอัดต่ํา ซ่ึงทําใหไมสามารถทําใหความหนาแนนแหงสูงขึ้น
ไดใ นการบดอดั 4 – 8 เทีย่ วแลว ควรตองพจิ ารณาเปลย่ี นรถบดหรอื เปลยี่ นสภาพของดนิ (เชน ดินเปย กไป)
5. อทิ ธิพลของชั้นดินทอี่ ยใู ตช ั้นที่ตอ งการบดอดั
พ้ืนลางของช้ันดินท่ีตองการบดอัดมีอิทธิพลตอความแนนของชั้นท่ีตองการบดอัดเชนเดียวกับการ
บดอัดดินในหองทดลอง ซ่ึงตองการพ้ืนหรือฐานที่มั่นคง ในกรณีที่ดินช้ันลางแนน การบดอัดดินช้ันบนที่
หลวมจะทําใหดินแนนได เน่ืองจากการถายน้ําหนักของรถกระทําไดเต็มที่ อยางไรก็ดี ในกรณีท่ีชั้นดินบาง
มากเกินไป อาจทําใหช้ันท่ีตองการบดอัดไมไดความแนนตามตองการได เพราะแรงส่ันสะเทือนของรถบด
ทําใหด ินท่แี นนกลบั หลวมตวั ได
6. อทิ ธิพลของความหนาของชน้ั ท่ีตองการบดอัด
โดยปกติความหนาแนนแหง จะลดลงเมื่อเพิ่มความหนาของชั้นที่ตองการบดอัดมากข้ึน ยกตัวอยาง
เชน มกี ารทดลองในสนามพบวา ความหนาแนนแหง ลดลง 0.96-0.128 กรัม/มลิ ลิเมตร เม่ือความหนาเพ่ิมจาก
150 มม. เปน 300 มม. การเพิ่มความหนาของชั้นดินที่ตองการบดอัดจะทําใหความแนนของชั้นดินตามความ
ลกึ มีความสมาํ่ เสมอนอยลง น่ันคอื ดนิ ทอ่ี ยูลา ง ๆ จะแนน นอ ยกวา ท่อี ยูใกลผิวหนาเพราะการกระจายนํ้าหนัก
ของรถบดถูกทอนลงดวยความแนนและความหนาของดินที่อยูช้ันบน ในขณะท่ีดินถูกปูและบดอัดชั้นดินที่
อยใู ตลา งจะถูกบดอดั ดวย การทดลองในสนามพบวา ชั้นดินท่ีหนา 150 มม. ถึง 300 มม. การปูและบดอัดดิน
ที่อยูดานบน 2-6 ช้ัน จะทําใหความแนนของช้ันแรกเพ่ิมขึ้นได อยางไรก็ดีเรามักจะไมพิจารณาการเพ่ิมของ
ความแนนในสวนน้ี ในการควบคุมงาน เนือ่ งจากพลงั งานที่ถา ยลงในชัน้ ลางเนอื่ งจากรถบดน้ันมไี มม าก
7. อิทธพิ ลของอตั ราความเรว็ ในการบดอดั
ดิน เปนวัสดุที่ออนไหวตออัตราความเครียดท่ีกระทํา โดยเฉพาะในดินเหนียว อยางไรก็ดี อัตรา
ความเร็วในการบดอัดจะถูกควบคุมโดยความเร็วของรถบด ในรถบดสั่นสะเทือนการลดความเร็วของรถบด
จะทาํ ใหการบดอดั ดขี น้ึ ทั้งนีเ้ พราะจาํ นวนคร้งั ทีต่ บ หรอื กระแทกดนิ ที่จุดเดมิ จะเพม่ิ ข้ึน
64
บทสรปุ
การบดอัดวัสดุ มีหลายองคประกอบท่ีเก่ียวพันกัน ฉะน้ันในการกําหนดความหนาแนนแหงของดิน
ในสนามเปน รอ ยละของความแนนแหงของการบดอัดในหองทดลอง ซงึ่ เปน ขอกําหนดควบคุมเฉพาะผลเมื่อ
ทําเสร็จแลว (End result Specification) เพียงอยางเดียวแลว มิใชจะไดคุณภาพท่ีดีเสมอไป จะตองมีการ
กําหนดควบคุมวิธีการทํางาน (Methods Specification) ดวย เพราะองคประกอบการบดอัดดินในสนาม
เกยี่ วพันถึงวิธีการทาํ งานดว ย
การบดอัดดินไมควรคํานึงถึง Percent Compaction เพียงอยางเดียว บางทีการบดอัดมากเกินไป
(Over compaction) จนเกิน 100 % จะทําใหรูปรางของเม็ดดิน และโครงสรางของเม็ดดินเปลี่ยนไป ทําให
คณุ สมบตั ดิ า นวิศวกรรมแปรเปล่ียนไปไดเ ชนกัน
65
บทท่ี 9
การกอ สรางและควบคมุ คณุ ภาพงานบรู ณะปรับปรุงถนนลาดยางเดิม
โดยวิธี Pavement Recycling
1. บทนํา
ตามที่ไดเขยี นบทความเร่อื ง “การสาํ รวจและออกแบบเพ่อื บูรณะปรบั ปรุงถนนลาดยางเดิม โดยวธิ ี
Pavement Recycling” ซ่ึงไดต พี มิ พในหนงั สอื “บทความวชิ าการการสมั มนาเจาหนาทีว่ ิเคราะหและวจิ ัย กรม
ทางหลวง ประจาํ ปง บประมาณ 2547” นน้ั เพราะตระหนกั อยเู สมอวา หลกั การทจี่ ะทําการบูรณะปรบั ปรงุ
ถนนเดิมเราจะตองตง้ั คาํ ถามเก่ยี วกับถนนเดมิ ในชว งทเี่ ราจะปรบั ปรุงดว ยประเดน็ สาํ คัญทีต่ อ งนํามาพิจารณา
ทุกคร้ัง คือ
1.1 เราตอ งการใหถ นนเดมิ ในชวงทเี่ ราจะปรบั ปรงุ สามารถใหบริการในระดบั ใด เปน เวลากปี่ มีการ
บํารุงดแู ลอยา งไร
1.2 สภาพถนนเดิมในชว งทเ่ี ราจะปรบั ปรงุ มสี ภาพและสมรรถนะทางดานวศิ วกรรมเปนเชนไร
จากประเดน็ สาํ คญั 2 ขอ ขางตน จะเปน คาํ ถามที่ทําใหมกี ารวางแผนการวิเคราะหเ พอื่ ทําการสํารวจ
และออกแบบใหเ ปนไปตามหลักวิชาการ เพ่ือใหไ ดค ําตอบทางดานวิศวกรรมงานทาง แตอ าจจะไมเปน
คาํ ตอบสุดทายก็ได ท้ังนข้ี น้ึ อยกู ับนโยบายและสถานะงบประมาณดว ยเชน กัน แตก ไ็ มควรละเลยขนั้ ตอนการ
สํารวจและออกแบบ การกาํ หนดรูปแบบควรท่สี อดรบั กบั สภาพความเปนจริงทปี่ รากฏบนถนนเดมิ มฉิ ะนัน้
การกอสรา งและการควบคมุ คุณภาพ จะมปี ญหาอปุ สรรค มคี วามขดั แยง ในรูปแบบและสญั ญา ทําใหงานไม
สัมฤทธ์ผิ ล
2. การกอ สรา งและควบคมุ คุณภาพงาน Pavement Recycling
เพ่อื ใหก ารกอสรางและควบคุมคุณภาพในงานบรู ณะปรบั ปรุงถนนลาดยางเดิม โดยวธิ ี Pavement
Recycling ไดผลดี มกี ารพฒั นาอยางตอ เน่อื งนั้น ในเบอื้ งตน ควรทีจ่ ะมีระบบบรหิ ารงานบํารงุ ทางทีด่ ี
(Pavement Management System) มีการวางแผน ศกึ ษาความเหมาะสม จดั ลาํ ดับความเหมาะสมโดยมกี าร
สํารวจประเมนิ สภาพทาง และกาํ หนดรปู แบบจากวศิ วกรผูออกแบบทางทสี่ อดคลอ งกบั นโยบายและการใช
งานจรงิ นอกจากนัน้ พจิ ารณาการใชงบประมาณใหค มุ คาดว ย
ในบทความนี้ จะถือวา ขบวนการจดั การขางตน คอื การวางแผน การสาํ รวจและออกแบบ และการ
จัดงบประมาณเปนไปอยา งดแี ละเหมาะสมแลว จงึ ขอกลาวถงึ การดาํ เนนิ งานกอ สรางและการควบคุม
คณุ ภาพงานเพยี งเทานนั้ ซึ่งพอสรุปไดดงั นี้
66
2.1 การศึกษารายละเอยี ด รปู แบบ ขอ กาํ หนด และสัญญา
กอนทจ่ี ะเรม่ิ งานกอ สรา งน้ัน ควรทีจ่ ะทาํ ความเขา ใจ รปู แบบขอกาํ หนดและสัญญา เพอื่ ทีจ่ ะได
ทราบถงึ ส่ิงที่ควรปฏิบัติตอไป เชน วิธีการ Recycling จะนําวสั ดุชน้ั ทางสวนใดมาใชง านบาง จะตอ งมกี ารใช
วัสดุใหม และ/หรือ สารท่ีใชปรับปรงุ เปน แบบชนดิ ใด ความหนาของชัน้ ทางท่ีจะปรบั ปรุง กาํ หนดให
ปรับปรุงในท่หี รือแบบในโรงงานผสม มีการกาํ หนดขน้ั ตอนทํางานตง้ั แตก ารขดุ รอื้ การขนยาย การยอ ยวัสดุ
ใหไดข นาด การผสมปรบั ปรุง การปูและบดทับโดยใชเคร่ืองมือและเครือ่ งจกั รชนดิ และแบบใดบา ง ระดบั
และความลาดเอียงของถนนไดมกี ารกําหนดไวอยางไร
ท้งั นี้ในการศกึ ษาควรจะออกสํารวจพนื้ ทกี่ อ สรางจริงดว ย เพือ่ ใหก ารทํางานจรงิ น้นั สามารถกระทาํ
ไดต ามรายละเอยี ด รูปแบบ ขอกาํ หนดและสัญญา รวมถึงการตรวจสอบปรมิ าณงานจริงดว ย
หากการศกึ ษาและสาํ รวจพนื้ ท่แี ลว เหน็ วา มีขอขดั แยง กบั รายละเอียด รปู แบบขอกําหนด และสัญญา
ควรทาํ การนําขอมลู ทีต่ รวจพบพรอ มเสนอความคิดเหน็ ตอวศิ วกรผูออกแบบ เพือ่ จะไดก ําหนดแนวปฏิบัติท่ี
ชดั เจนข้ึน และสิ่งสําคัญยิ่งทตี่ องทําคอื การทาํ แปลงทดสอบกอนเรม่ิ งานกอสรา งจริง จะทําใหแ กไ ขขอ
ขัดแยง และขอ สงสัยซึ่งจะเปน ขอสรปุ ไดด ที ส่ี ดุ
2.2 การวางแผนการปฏบิ ัติการ
ภายหลงั จากการศกึ ษารายละเอียดและไดห ารอื เกยี่ วกับรูปแบบมาตรฐานขอกําหนดและสญั ญาตา งๆ
เปนท่ีเขา ใจในระดบั ตนแลว ตอ ไปควรมกี ารวางแผนปฏบิ ตั กิ าร โดยทําแปลงทดสอบเพือ่ เปน การรับรองวา
การศึกษาและขอคดิ เหน็ ทีเ่ กดิ ข้นึ ตามขอ 2.1น้ัน เวลามาปฏิบัติจริงจะมปี ญ หาอปุ สรรคใดเกิดขน้ึ ไดบาง และ
จะดาํ เนินการแกไขอยางไร เพื่อที่จะไดรูปแบบขนั้ ตอนในการทํางานกอ สรางตอไป
2.3 ส่งิ ทต่ี องพจิ ารณาและติดตามขณะทําแปลงทดสอบ
เพอื่ ใหร ปู แบบในการทํางานกอ สรา ง Pavement Recycling ไดผลดี ในขณะท่ีทาํ แปลงทดสอบมี
สาระสําคญั ที่ตองพจิ ารณาและติดตามตรวจสอบและบันทกึ ไวเ ปนรปู แบบการปฏิบัตงิ านตอ ไป ซงึ่ พอสรุป
ไดด ังน้ี
2.3.1 ชนิดและประสิทธภิ าพของเครอื่ งมอื เคร่อื งจกั รและอปุ กรณต า ง ๆ วา สามารถทจี่ ะ
ทํางานใหไ ดค ณุ ภาพชน้ั ทางตลอดความหนาตามที่ตอ งการไดห รือไม
2.3.2 ระดบั และความลาดเอียงถูกตอ งตามรปู แบบหรอื ไม จะแกไ ขไดอยา งไร ควรมี
เครือ่ งจักรหรอื เครือ่ งมอื ใดมาเสริมเพือ่ ทาํ ใหร ะดับความลาดเอยี งและความหนาใหไ ดต ามขอ กาํ หนด เชน
รถเกรด รถบด เปนตน ตามตอ งการ
2.3.3 งานท่ีตอ งทําหรือแกไขกอนจะดาํ เนินการ Recycling ไดแ ก
- งานซอมจดุ ออ น (Soft Spot) บนถนนเดมิ
- งานขดุ ร้อื ส่งิ กอสรางอ่ืนที่เปนอปุ สรรคในการขุดรือ้ หรอื การไสของเคร่ืองจกั ร
Recycling และภายหลังจะตดิ ตงั้ กลับเขา ไปใหมอ ยางไร เชน ขอบบอ พกั ทอ ตาง ๆ เปนตน
67
- งานขดุ ไสร้ือผวิ ถนนเดมิ เพอื่ ปรับระดับตามท่ตี องการ โดยตอ งพจิ ารณาถงึ ระดบั
หลงั ทางภายหลังการกอสรางเสรจ็ ครบถวนสมบูรณแ ลวไดคาตามรปู แบบกาํ หนดไว
- งานทต่ี องขนยา ยวสั ดใุ หมมาลงเสรมิ บนถนน มปี ริมาณมากนอยเพยี งใด ให
คํานงึ ถึงระดับหลังทางเมอื่ แลว เสร็จถกู ตอ งตามท่ตี องการในรูปแบบ
2.3.4 การจัดรปู ขบวนการทาํ งานของเคร่ืองมือเครื่องจกั รที่จะดําเนินการ Recycling โดยให
เฝา ติดตามการทํางานอยา งใกลชิด และบันทึกการทํางานแตละขน้ั ตอนของเคร่อื งจักร เชน การเขา – ออก,
กอน – หลงั จาํ นวนเท่ียวการเดินเครอ่ื งจกั ร, อัตราการทาํ งานของเครอ่ื งจักร ฯลฯ เพราะขอมลู เหลานจี้ ะได
นาํ มาวิเคราะหเ พอ่ื จัดรูปแบบการทาํ งาน Recycling ตอ ไป
2.3.5 การจดั เตรียมวสั ดตุ า ง ๆ เชน ปูนซเี มนต, น้าํ , วสั ดผุ สมเพ่ิมอน่ื ๆ ใหม ีปริมาณพอเพียง
และสามารถปอ นเขาสูขบวนการทํางาน Recycling ไดอยา งตอ เนอ่ื ง เหมาะสมและพอเพยี งกับความตอ งการ
โดยเฉพาะงาน Recycling แบบในท่ี (In – Place) ควรตะหนกั ขอ นีใ้ หมากมฉิ ะนั้นจะทาํ ใหการทาํ งานสะดดุ
หยุดลงได
2.3.6 งานอํานวยการจราจรขณะทํางาน นอกจากมีปา ย, สัญญาณหรือคนคอยชว ยในงาน
การจราจร ยงั มีสง่ิ สาํ คญั จะตองพจิ ารณา คือ การวางแผนกําหนดลําดบั กอนหลังของแนวรองที่จะขดุ รอื้ และ
ปกู ลับพรอ มบดทับวาควรเรมิ่ งานในแนวใดของถนน เพอื่ ใหร ถสามารถสัญจรทั้งสองทิศทางไดหรอื ไม โดย
ใหใชข อมลู ความกวางของถนน ความกวางของเคร่ืองจักร ระยะเหลอ่ื มทับของรอยตอ ความยาว และส่ิงท่ี
กําหนดไวใ นรปู แบบและขอกําหนด หรือขอ มูลอ่นื ๆ ทค่ี ิดวา มผี ลกระทบตอ การกระทํางานและการจราจร
ขณะทาํ งานได มาใชในการพจิ ารณาวางแผนดว ย
2.3.7 งานตรวจสอบและประเมนิ ภายหลังการทําแปลงทดสอบควรมีการตรวจสอบความ
เรยี บ ระดบั ความลาดเอยี ง และความหนาแนน วาไดต ามที่ตอ งการหรอื ไม มสี ิ่งใดตอ งแกไ ข โดยพิจารณา
ภาพรวมโดยใชหัวขอ 2.3.1 ถึง 2.3.6 รว มในการพจิ ารณา
2.4 การปฏิบตั งิ าน Recycling
แมวาการทาํ แปลงทดสอบไดร ูปแบบการทํางานท่ีเหมาะสมแลว และไดน ํามาปฏิบตั ิงาน Recycling
ตอ ไปแลว นน้ั การปฏบิ ตั งิ าน Recycling ยังคงตอ งมีการควบคุมและตรวจตราอยา งใกลช ดิ เพือ่ ใหก าร
ปฏิบตั ิงาน Recycling สามารถดําเนนิ การไดผ ลตามทตี่ อ งการดงั ท่ีเคยทําในแปลงทดสอบ
ในการปฏิบัติงานทุกคร้ังในแตละวันของการปฏิบัติงานควรมีการควบคุมเพื่อเฝาระวังและ/หรือ
ตรวจตรา พอสรปุ ไดด ังนี้
2.4.1 การควบคมุ และตรวจตรากอนเร่ิมงาน
- สภาพอากาศมีความเหมาะสมตอ การปฏิบัติงาน
- เครื่องมือเคร่ืองจักรและอุปกรณตางมีสภาพพรอมที่ปฏิบัติงานไดดีหรือไม โดย
เร่ิมตั้งแตระบบขุดไส รื้อผสม ปูและบดทับ รวมถึงอุปกรณที่ติดตั้งไววัดความหนา คาระดับและวัดอัตรา
68
ปอนวัสดุตางๆ นอกจากน้ันปริมาณเคร่ืองจักรประกอบมีจํานวนเพียงพอและสภาพสมบูรณพรอมท่ีจะ
ทาํ งานดังเชน การทําแปลงทดสอบหรอื ไม
- การตรวจตราสภาพพืน้ ท่ีทจ่ี ะทํา Recycling มีการแกไข ซอมแซม ความเสียหายท่ี
ระบไุ วใ หทาํ แลวเสรจ็ กอนการปฏบิ ัตงิ าน Recycling รวมทั้งการรอ้ื ถอนส่งิ กีดขวางออกเปนที่เรยี บรอ ยหรอื
ยัง
-การตรวจตราการจดั เตรยี มปริมาณวัสดทุ กุ ชนิดท่ีตองใชไ วมปี ริมาณอยางเพียงพอ
ตอการทํางานในแตล ะวนั
- การหาคาความช้นื ของวสั ดชุ ั้นทางเดิม เพ่ือจะไดปรบั แกป ริมาณนา้ํ ท่ีจะตอ งใช
ผสมไวไดอยา งเหมาะสม
- การตรวจสอบระดบั ความลาดเอยี งหลงั ถนนเดิม เพอื่ กาํ หนดวา ชว งใดสูง – ตํ่า
กวาระดับทต่ี อ งการ เพื่อจะไดพิจารณาจดั เสริมวสั ดผุ สมไดอยา งถกู ตอ ง
2.4.2 การควบคมุ และตรวจสอบขณะทาํ งาน
ขน้ั ตอนในการทาํ งาน Pavement Recycling ในแตล ะขน้ั ตอนนน้ั จะตอ งมกี ารสํารวจและ
ตรวจสอบอยา งใกลชิด ซ่ึงพอสรุปตามข้ันตอนดงั น้ี
1) การขดุ ร้ือ (Scarifying / Ripping) หรอื การขดุ ไส (Milling) ตองควบคุมใหไ ดค วามลกึ
ของการขดุ ร้ือ หรอื การขดุ ไสตามท่ีตองการ ชนดิ วัสดทุ ข่ี ุดขึน้ มาตองตรงตามเปาหมายท่รี ะบุไว ในกรณีการ
ขุดรื้อจะกระทบตอช้ันทางท่ีอยชู ้ันลางลงไปไดงา ย ซ่ึงไมเ หมาะกบั การทํางาน Recycling แบบในที่ ตอ งใช
เคร่อื งมือเครื่องจกั รพิเศษทีส่ ามารถขุดไสไดโ ดยไมก ระทบตอ ชนั้ ลา งเพอ่ื ใชใ นงาน Recycling แบบในทจี่ ึง
เหมาะสม
2) การเคลอ่ื นยา ยวสั ดุ เมื่อมกี ารขดุ รอ้ื หรือการขดุ ไสแลว จะตอ งมกี ารเคล่ือนยา ยวสั ดุ เพื่อ
ไปปรบั ปรงุ คณุ ภาพ ทัง้ นข้ี ้นึ อยกู ับวิธกี าร Recycling จะเปน แบบในท่หี รอื แบบท่โี รงงานผสม จะตอง
ควบคุมใหก ารเคลื่อนยายวัสดุเปนแบบชนดิ ตามทไี่ ดระบไุ ว สาํ หรับการปรบั ปรงุ ในที่การเคล่อื นยา ยวัสดุจะ
อยูภายในเคร่อื งจักรทีเ่ ดนิ ผา นในทีโ่ ดยทําการผสมเสร็จในท่ี
3) การปรบั ปรงุ ชั้นทางท่ีคงเหลือหลงั จากขดุ ร้ือ ตามทไ่ี ดกลาวไวใ นขอ 1) การขดุ รอื้ จะ
กระทบตอ ชนั้ ทางทอี่ ยูชนั้ ลางลงไปไดงาย จึงเหน็ ควรใหมีการปรับปรงุ การบดทบั ใหเ รียบและไดร ะดบั กอน
ทาํ งานตอ ไป ซง่ึ ขั้นตอนน้ีจะมเี ฉพาะวธิ ีการ Recycling แบบทโ่ี รงงานผสม ขอดคี อื สามารถแกไขจดุ ออน
หรอื ความเสยี หายท่มี คี วามลึกกวา ความหนาชน้ั ทต่ี อ งการ Recycling ไดสะดวกข้ึน สาํ หรับการ Recycling
แบบในทจี่ ะไมม ขี ัน้ ตอนนี้
4) การยอ ยวสั ดุช้ันทางเดมิ ใหไดข นาดตามท่ีตอ งการ วสั ดชุ ั้นทางเดมิ ท่ีถกู ขุดรอ้ื จะมีขนาด
ใหญก วา ความตอ งการ โดยเฉพาะวสั ดชุ น้ั ผวิ ทางแอสฟล ต ทม่ี ีการยดึ เกาะตวั กนั จงึ ตองมีการยอ ยวสั ดุเพื่อให
ไดขนาดตามท่ตี อ งการ สําหรับวิธีการขุดไสดวยเคร่อื งจักรพิเศษ จะทําใหว ัสดชุ ้ันทางเดมิ ไดผานการยอ ยไป
69
ดวย แตอาจจะมวี สั ดขุ นาดใหญก วา ความตอ งการปนอยบู า ง ใหใ ชว ิธีการคดั ออกแทน ถา มจี าํ นวนมากให
แกไ ขระบบขดุ ไสของเครือ่ งจกั รดงั กลาว
5) การผสมเพอ่ื ปรับปรุงคุณภาพวสั ดุ ขนั้ ตอนนเี้ ปนขนั้ ตอนสาํ คัญยงิ่ ตอคณุ ภาพวสั ดตุ อ งมี
การควบคมุ ใหไ ดอ ตั ราสว นการใชว สั ดตุ าง ๆ ไดต รงตามแบบของสวนผสมโดยมกี ารผสมคลกุ เคลา เขา กัน
ไดด ฉี ะน้นั ตอ งควบคุมตรวจตราถึงระบบการปอนวสั ดทุ ่ีแมนยาํ ประสิทธิภาพของเคร่ืองผสม ระยะเวลา
ผสมท่เี หมาะสมรวมถงึ การปรบั แกไ ขความชืน้ ของสว นผสมใหเ หมาะสมเฉพาะสถานะนน้ั ๆ โดยเฉพาะใน
ฤดูฝน
6) การบดทบั ในการบดทับเปนขัน้ ตอนทีส่ ําคญั จะตอ งมีความรคู วามชํานาญงาน ทง้ั
Operator และ Inspector การจดั ขบวนรถบด จาํ นวนเทยี่ วในการบด ชว งจังหวะเวลาทเ่ี หมาะสม
ประสิทธิภาพของรถบด การใชร ถบดชนดิ และขนาดไดอ ยางเหมาะสม โดยเฉพาะรถบดสัน่ สะเทอื นนั้น มีท้งั
ผลดีและผลเสยี ควรศึกษาและทาํ ความเขา ใจเกีย่ วกบั ความสัมพนั ธข องน้าํ หนกั รถบด ความถีแ่ ละความกวาง
ของคลื่นสัน่ สะเทือน และความเร็วในการเคลอื่ นตวั ของรถบด เพือ่ จะไดใ ชง านไดอยา งถูกตองตาม
ขอแนะนําการใชเครอ่ื งจกั รตามที่ผผู ลิตไดแนะนาํ ไว
7) การปรบั เกลี่ย แตงใหไดร ะดับ ความลาดเอยี ง และความเรยี บ เนอ่ื งจากขั้นตอนการปู
และการบดทบั อาจจะไดร ะดบั และความลาดเอยี งใกลเคยี งตามตอ งการ แตความเรยี บโดยเฉพาะตะเขบ็
รอยตอตามยาวและคล่ืนที่เกดิ จากรถบดสน่ั สะเทอื น ซ่ึงอาจจะตอ งมกี ารเกลี่ยแตง ดว ยรถเกรด ในกรณปี ลอ ย
ผา นจะตอ งเขม งวดเรอ่ื งระดบั ความลาดเอยี ง และความเรียบ ในขณะทาํ งานกอ สรา งชนั้ ทางที่อยบู นชัน้ ทาง
Recycling ซ่ึงโดยสวนใหญ จะเปนชน้ั ผิวทางแอสฟล ตคอนกรตี
8) การปดการจราจรและการบม ขน้ั ตอนนจ้ี ะตองพจิ ารณาส่งิ ทกี่ าํ หนดไวในมาตรฐาน
ขอกาํ หนดหรอื ขอ กําหนดในรปู แบบวา ระบใุ หใ ชวสั ดุใดเปน สารปรบั ปรงุ คณุ ภาพ มีระยะเวลาการกอตัวเพือ่
รับกําลงั ทยี่ อมรับไดกอนเปด การจราจรเทาไร มวี ิธกี ารบมตัวอยา งโดยวธิ ีใดบา ง การ Recycling ของกรม
ทางหลวงในขณะน้ี สวนใหญจ ะใชปนู ซเี มนตเปน สารปรับปรุงคณุ ภาพ ซง่ึ สามารถเปด การจราจรไดท ันที
แตการบม ตวั ดว ยการราดนํ้าควรกระทาํ ใหต อเน่อื ง และควรรบี ทาํ การ Prime Coat และทําชน้ั ผวิ ทางเพราะ
การท้งิ ไวน านโดยเปด การจราจรจะทาํ ใหเ กดิ หลมุ บอ ไดงา ยและยากตอการแกไข
ตามที่สรปุ ขั้นตอนการทํางาน Recycling ไว 8 ขั้นตอนน้นั ถา เปนการทาํ งานแบบใน
โรงงานผสม เราจะเหน็ แตละขั้นตอนทช่ี ดั เจน แตจ ะใชเครอื่ งมือเคร่ืองจกั รมากกวา และระยะเวลาการทาํ งาน
จะใชเ วลามากกวา สําหรับการทํางาน Recycling แบบในทีจ่ ะใชเ ครื่องมือเคร่ืองจกั รโดยเฉพาะทมี่ คี วาม
พเิ ศษ สามารถทํางานตามขนั้ ตอนท่ี 1 ถึงขัน้ ตอนท่ี 6 โดยขบวนการเคล่อื นเดินของเครื่องจกั รภายในเท่ียว
เดียวทําใหสามารถเปด จราจรไดเร็ว สาํ หรับการเลือกใชแบบไหนนนั้ ขน้ึ อยกู บั วศิ วกรผอู อกแบบ
จะตองมีประสบการณ และขอ มลู เพยี งพอ ท่ีจะตดั สนิ ใจกาํ หนดไวใ นรปู แบบหรือเปด ไวเ ปนทางเลอื กได
เพราะท้ัง 2 วธิ ี มขี อ เดน – ขอ ดอ ย ขึ้นอยูก บั เลอื กใชไ ดเ หมาะสมกับงาน สถานท่ี เวลา ฤดกู าล และผลกระทบ
ตอส่งิ แวดลอมมากนอ ยเพยี งใด
70
2.4.3 การควบคมุ และตรวจสอบภายหลังการทํางาน
ภายหลงั การทาํ งานแลวเสรจ็ ในแตละวนั สิ่งท่ีควรจะทาํ การตรวจสอบพอสรุปไดดังน้ี
1) ความกวาง ความหนา ระดบั และความลาดเอยี ง เปน ไปตามรูปแบบขอกําหนด
2) ลักษณะผิวหนา มีสภาพกลมกลนื สม่ําเสมอตลอดท้งั ผนื ไมมกี ารแยกตวั ของวัสดอุ ยาง
ชัดเจน และไมป รากฏความเสียหาย แตกรา วหรือหลดุ รอ น
3) ความเรยี บของผิวหนา ไมเ กดิ เปน ลอนคลื่นหรือแนวรอ ง โดยการวดั ดว ยไมบ รรทัดยาว 3
เมตร วางทาบบนผวิ หนา ทง้ั ในแนวยาวและแนวขวางถนน กาํ หนดคา ความแตกตางทวี่ ดั ไดต องไมเ กนิ 10
มิลลิเมตร หรอื ตามทีร่ ะบุไวใ นรปู แบบและขอ กาํ หนด
4) ความหนาแนน จะตอ งมีการทดสอบความหนาแนน ชนั้ ทาง Recycling ตามท่ีระบุไวใ น
มาตรฐานขอ กาํ หนดและรปู แบบ
5) กาํ ลังรบั แรงของวสั ดุทีป่ รบั ปรงุ แลว ในขณะท่ที าํ งานจะมกี ารเก็บตวั อยาง มาจดั เตรียม
และจัดทําชน้ิ ตัวอยา งทดลอง ซง่ึ มรี ะบุไวในมาตรฐานขอกําหนด และ / หรือรปู แบบไดกาํ หนดไว
6) การตรวจสอบปรมิ าณงานที่ทําได และปริมาณวัสดุชนิดตา ง ๆ ท่ีใชงาน เพอ่ื เปน การ
ตรวจสอบซ้ําวา อัตราสวนผสมมีความใกลเ คยี งกับแบบสว นผสมหรอื ไม
7) การตรวจสอบอน่ื ๆ ที่ไดก าํ หนดไวเ ปนกรณพี ิเศษ โดยวิศวกรผอู อกแบบ
2.5 การควบคมุ คุณภาพวัสดุ
โดยทวั่ ไปการควบคมุ คุณภาพวสั ดปุ ระกอบดว ย การตรวจตรา การเกบ็ ตวั อยาง การทดสอบ การวดั
ปริมาณ การควบคุมการทํางาน การวิเคราะหผ ล การรายงาน และการตดิ ตามผลการปฏิบตั งิ านตา ง ๆ ที่
จาํ เปน เชน วสั ดทุ ตี่ รวจสอบแลว คุณภาพไมไ ดต ามขอกาํ หนด ตองมกี ารขนยา ยออกไป หรอื มีการปรบั ปรงุ
แกไขอยา งไร ซง่ึ ถาปราศจากการดแู ลและปฏิบัตงิ านตามข้ันตอนเหลา นีแ้ ลว จะขาดความนาเช่ือถือในการ
ควบคุมคณุ ภาพวสั ดุ
สําหรบั การควบคุมคณุ ภาพวสั ดุที่จะกลา วถงึ จะขอสรุปขนั้ ตอนท่ีสําคญั เปนพิเศษในงาน Pavement
Recycling นอกเหนอื งานควบคุมคุณภาพวสั ดโุ ดยทวั่ ไป ซึง่ พอสรปุ ไดด งั นี้
2.5.1 การเกบ็ ตัวอยาง
ในการเกบ็ ตัวอยา ง เพ่อื ทดสอบคุณภาพและการออกแบบสว นผสมเปนข้ันตอนทสี่ ําคัญ
เพอ่ื ใหไ ดตวั อยางตัวแทน (Representative Samples) ของวัสดทุ ่ีจะนาํ มาใชง านจรงิ จึงควรปฏิบตั ติ าม
มาตรฐานวธิ ีการเก็บตวั อยา งตามที่ระบไุ ว หากไมระบุไวอ าจใชม าตรฐานของ AASHTO และ ASTM เปน
เกณฑกไ็ ด นอกจากนแ้ี ลว จาํ นวนและขนาดของตวั อยา งตัวแทนท่ตี องทําการทดสอบควรมเี กณฑท ี่เหมาะสม
กบั ปริมาณวสั ดุทีน่ าํ มาใชงาน
สําหรบั งาน Pavement Recycling การเก็บตัวอยา งตัวแทนเพ่ือมาทดสอบและออกแบบ
สวนผสมบางครัง้ ไดเ ก็บตวั อยางกอ นจะมกี ารเคล่อื นยา ยเครือ่ งมอื เครอื่ งจักรเขามาทห่ี นา งานของโครงการฯ
ทําใหการเก็บตวั อยา งตองมกี ารขุดเจาะเกบ็ กอ นตวั อยางมายอยเองกอนมกั มีปญหาวา ขนาดที่ยอ ยได ไมอ ยูใน
71
สภาพเดยี วกบั วัสดุท่ีไดจ ากการทาํ งานของเคร่อื งจักร โดยเฉพาะวัสดชุ ้ันผิวทางซ่ึงมกี ารเช่อื มยึดกนั จะยังคง
จับตวั เปน กอน ๆ เม่อื ทํางานจรงิ อตั ราสว นการใชว สั ดเุ ชอ้ื ประสานอยา งเชน ปนู ซีเมนต จะผดิ จากท่ีทดสอบ
และออกแบบไวใ นหองทดลอง ทัง้ น้ีถา มีความจาํ เปนทจี่ ะตองทาํ การออกแบบสวนผสมไวกอ นเพือ่ เปน
แนวทางการทาํ งาน ในขณะทาํ แปลงทดสอบ ตอ งมกี ารตรวจสอบสว นผสมใหไ ดค ณุ ภาพตามเกณฑกําหนด
สามารถปรับแกแ บบสว นผสม ตามเกณฑย อมรับไดห รอื ไม ถาหากไมไ ดจะตองทาํ การออกแบบสวนผสม
ใหม ปญ หานีค้ วรจัดหาเครื่องมอื ทมี่ ีประสทิ ธิภาพการยอยวสั ดุไดเ ชน เดียวกบั การทาํ งานจรงิ ของเครื่องจักร
หรือตองเก็บตวั อยา งตวั แทนทีไ่ ดจ ากหนา งานทไ่ี ดจากการขดุ และยอยจากเครื่องจกั รท่ใี ชงานจริง ซึง่ ตอง
เสยี เวลารอผลการออกแบบสว นผสมแลวเสรจ็ กอ นจงึ จะทราบถงึ อตั ราการใชว ัสดแุ ตล ะชนดิ แตจ ะไดแบบ
อตั ราสวนผสมใกลเ คยี งของจรงิ มากกวา วธิ จี ากการขุดตวั อยางมายอยในหอ งปฏบิ ตั ิการ เพราะสภาพของ
ตัวอยางตวั แทนทเี่ ก็บมาออกแบบมสี ภาพเหมือนกบั ทห่ี นา งาน
2.5.2 การออกแบบสวนผสม
กอ นอ่นื ตองทําการศกึ ษามาตรฐานขอ กาํ หนด รูปแบบและสญั ญาเกย่ี วกับคณุ สมบตั ิวสั ดุท่ี
จะนํามาใชง านถกู กําหนดไวอ ยางไรบา ง และคณุ ภาพภายหลงั การผสมปรับปรงุ วา จะตองปฏิบัตกิ ารทดสอบ
และออกแบบสวนผสมโดยมาตรฐานวิธีการทดสอบของสถาบันใด เชน AASHTO, ASTM หรือทีก่ ําหนด
ข้นึ ของหนว ยงานใด ในการท่ไี ดกําหนดอตั ราสว นการใชวสั ดุ โดยเฉพาะสารปรบั ปรงุ คณุ ภาพไวในรปู แบบ
และสญั ญานนั้ อาจจะเปน การไมถ ูกตอ งนกั ยกเวน แตว า ในการสํารวจและออกแบบไดม กี ารทดลองออกแบบ
สวนผสมไวเปน แนวทางกอ นแลว ซ่งึ จะเปนข้นั ตอนการสํารวจและออกแบบในข้นั ตอนท8่ี กอนคดิ ประมาณ
ราคาตนทุนของโครงการ ตามท่ีไดแนะนาํ ไวใ นบทความเรอื่ ง “การสํารวจและออกแบบเพอ่ื บรู ณะปรบั ปรงุ
ถนนลาดยางเดิม โดยวิธี Pavement Recycling แตใ นทสี่ ดุ แลว การออกแบบสวนผสมทหี่ นางานจริง ยังเปน
สิ่งทต่ี อ งปฏบิ ัตจิ ะละเลยเสียมิได
หลงั จากนน้ั ก็ใหท าํ การสาํ รวจวสั ดุดวู ามคี ณุ สมบตั คิ งทสี่ มา่ํ เสมอเพียงใด และวิธีการทํางาน
สามารถคัดเลือกวสั ดไุ ดส ม่ําเสมอมากนอ ยเพยี งใด เพอื่ จะไดน ํามาพจิ ารณาในการออกแบบสว นผสมวา ควร
จะออกแบบสวนผสมไวท ง้ั หมดกแ่ี บบสว นผสมดว ยกัน ขอใหพงึ ระลึกไวอ ยเู สมอวา แบบสวนผสมสามารถ
จะปรับแกไ ด แตต องอยใู นเกณฑทย่ี อมรบั และเม่อื คณุ สมบัตผิ ดิ แปลกไปจากเดิมจนเกนิ กวา ทจี่ ะอนุญาตให
ปรบั แกต ามเกณฑท่ียอมรบั ได จะตอ งทําการออกแบบสว นผสมใหม สิ่งทผี่ ดิ แปลกตามทไ่ี ดกลา วมาน้จี ะ
ทราบได จากการตรวจตรา การควบคมุ และการวิเคราะหเ ปน ประจํา ทุก ๆ วันของการทํางาน
วิธกี ารออกแบบสว นผสมนั้น ตอ งศกึ ษาและพจิ ารณาจากรูปแบบไดระบุวา กําหนดใหใ ช
วัสดชุ นดิ ใดบา งมาปรับปรงุ คณุ ภาพ กใ็ หไ ปคน ควาศึกษาตําราหนงั สอื แนะนําการออกแบบสวนผสมซ่ึงมีให
ศกึ ษาไดโ ดยทวั่ ไปอยแู ลว ในขณะนงี้ านปรับปรงุ คุณภาพวสั ดุมกั จะใชปูนซีเมนตกใ็ หไปศกึ ษาการออกแบบ
สวนผสมดนิ ซีเมนต ถงึ แมว า จะใชว สั ดุอ่ืนๆ มาใชผ สมดวยก็ไมใ ชส ง่ิ ทย่ี ุงยากเกินไป หลักการโดยทว่ั ไปใน
การออกแบบสวนผสมใหพ จิ ารณาจากมาตรฐานขอ กาํ หนดไดม กี ารแนะนาํ ปรมิ าณการใชวสั ดอุ ยา งไร ต่าํ สุด
เทาไร สูงสดุ เทาไร หากไมม ีระบไุ วชดั เจน กใ็ หลองสุมตั้งอัตราสว นผสมโดยปรับเปล่ยี นจากการใชป รมิ าณ
72
สารปรบั ปรุงคุณภาพ จากปริมาณตํ่าและขยบั ปรมิ าณท่สี ูงขึ้นจนถึงปรมิ าณมากเกนิ พอ แลวกท็ ดสอบคณุ ภาพ
ของแตละสว นผสมดวู า คากาํ ลังรบั แรงของวสั ดสุ ว นผสมมคี า เทา ไร เมอื่ มกี ารปรับลดลงดวยคาประสทิ ธิภาพ
การผสมท่ีหนางาน จะมีคา กําลงั แรงรบั เหลือเทา ไร จากนัน้ จึงพิจารณาเลอื กอตั ราสว นผสม โดยใหอยใู น
เกณฑข อ กําหนด ในกรณที ป่ี ระสทิ ธิภาพการผสมทหี่ นา งาน ตา่ํ กวา รอ ยละ 80 ควรดําเนนิ การแกไ ขวธิ กี าร
ผสมทหี่ นางานไมควรใชว ธิ คี ดิ ปรบั ลดตามท่ีไดแ นะนําไวในการออกแบบสว นผสมเพราะจะทําใหส ้ินเปลอื ง
วัสดแุ ละไดคณุ ภาพงานท่ไี มส มาํ่ เสมอ
2.5.3 การตรวจตราและการทดสอบคณุ ภาพวสั ดุ
ในการทาํ งาน Recycling จะตอ งมกี ารตรวจตราและการทดสอบคณุ ภาพวัสดทุ ัง้ กอ นทาํ งาน
ขณะทํางาน และภายหลังการทาํ งาน ซึง่ ไดก ลาวไปบา งแลวในหวั ขอ 2.4 ซ่งึ จะตอ งกระทําควบคกู ับการ
ควบคุมปฏิบัตงิ าน Recycling ตองมีการตรวจตราและทดสอบคณุ ภาพวสั ดปุ ระจาํ วนั และพอสรุปขั้นตอนใน
การตรวจตราและการทดสอบคุณภาพวสั ดเุ ปน 4 ระยะ
1) การตรวจตราและทดสอบคุณภาพวัสดุกอนการผสม จะตองมีการตรวจตราดูความ
แปรเปลี่ยนของวัสดุที่จะนํามาใชงานวายังคงเดิมเชนเดียวกับท่ีนํามาออกแบบสวนผสมหรือเปลี่ยนแปลงไป
สิ่งท่ีตองกระทําทุกวันคือการเก็บวัสดุมวลรวมท้ังท่ีอยูในชั้นทางเดิมหรือผสมเพิ่มเขาไปมาทดสอบหาคา
ความช้ืนเพ่ือจะปรับแกอัตราสวนของนํ้าท่ีจะเติมเขาไปในสวนผสม การทดสอบหาขนาดคละและตรวจตรา
ดเู นื้อวสั ดวุ า ยงั เปน ประเภทเดียวกนั กบั วสั ดทุ ่ีใชอ อกแบบสว นผสมหรือไม
2) การตรวจตราและควบคุมการผสมวสั ดุ เปนขนั้ ตอนทจ่ี ะตองตรวจตราและควบคุมอยาง
ใกลชิด ตั้งแตการปอนวัสดุใหไดตามอัตราสวนที่กําหนด การปอนวัสดุแตละชนิดตองมีความตอเน่ือง
สม่ําเสมอ ระยะเวลาผสม การคลกุ เคลาเขา กันไดดไี มเ กดิ การแยกตวั ระยะเวลาขนสง ระยะเวลาการปูและบด
ทับ โดยเวลาท้ังหมดตั้งแตการผสมจนถึงการปูและบดทับจะตองอยูในเกณฑขอกําหนดของสวนผสมชนิด
นั้นๆ เพราะมิฉะนั้นจะมีผลกระทบตอการเชือ่ มยดึ ตดิ ของเช้ือประสานจะทําใหดอยคณุ ภาพลง
3) การทดสอบคณุ ภาพวัสดสุ ว นผสมขณะท่มี กี ารควบคมุ และตรวจตราการผสมวสั ดุจนถึง
การปูและบดทบั จะตอ งมกี ารสมุ เกบ็ ตัวอยางสวนผสม เพือ่ ไปทําการทดสอบหาคุณภาพภายหลงั การผสมอกี
คร้ัง ทั้งน้ตี องศึกษารายละเอียดของมาตรฐานขอ กาํ หนด รูปแบบและสญั ญาวา ไดกาํ หนดเกณฑว ิธกี าร
ทดลองไวอยางไร หากระบไุ วไ มชดั เจนกใ็ หย ดึ ถือตามเกณฑระเบียบปฏิบตั ขิ องหนว ยงานหรอื สถาบันท่ี
นาเชื่อถอื และเปน หลักสากล
4) การตรวจตราและการทดสอบความหนาแนน ช้ันทาง Recycling ในขณะปูและบดทับ
สวนผสมเปน ช้ันทาง Recycling จะตอ งมีการควบคุมงานอยา งใกลชิดเพอื่ ใหไดค วามหนา ระดบั ความลาด
เอียงและความเรียบไดตามรปู แบบแลว ส่งิ สําคัญในการควบคุมงานคอื การปอ งกนั การแยกตวั ของสว นผสม
และความตอ เน่อื งของขบวนการปแู ละบดทับ แตก ย็ ังตอ งมขี ั้นตอนการตรวจตราและทดสอบความหนาแนน
ภายหลังการปแู ละบดทบั แลวเสรจ็ โดยมีการตรวจตราวา มคี วามเสยี หายปรากฏบนผวิ หนา หรอื ไม ความ
เรียบไดต ามขอ กาํ หนดหรอื ไม และจากการทดสอบจะไดค วามหนาและความแนน ตามขอกําหนดหรือไม
73
3. บทสง ทาย
วิธกี าร Pavement Recycling เหมาะสมทจี่ ะใชงานบรู ณะปรบั ปรุงถนนลาดยางเดมิ โดยการปรับปรงุ
แกไ ขความเสยี หายทีเ่ กดิ ขึ้นบนชั้นผิวทางและช้นั พน้ื ทางเทานัน้ ในกรณคี วามเสียหายทีเ่ กดิ จากรากฐาน คนั
ทางและรองพน้ื ทาง ตอ งทาํ การปรบั ปรงุ แกไ ขชนั้ ลาง คอื รากฐานหรอื คันทางหรอื ชั้นรองพื้นทางที่มปี ญ หา
ดวย ในปจ จบุ ันถนนท่อี ยใู นความดแู ลของกรมทางหลวงจะมีรากฐานและตวั คนั ทางทีม่ เี สถียรภาพมนั่ คง
ยกเวนบริเวณพื้นทด่ี ินออน หรือมปี ญหาทางดานธรณวี ทิ ยา ความเสยี หายของถนนจงึ มักเกิดจากอายุการใช
งานที่จะปรากฏความเสียหายในชน้ั ผิวทางและช้ันพนื้ ทาง การนาํ วิธีการ Pavement Recycling มาใชง าน
บูรณะปรับปรงุ ถนนลาดยางเดิมจงึ เปนวธิ กี ารที่เหมาะสมย่ิงกบั สภาวะปจ จุบันทต่ี อ งคาํ นงึ ถึงส่ิงแวดลอมและ
ผลกระทบตอ สังคมมากข้นึ อีกท้ังแกไ ขปญหาการใชวสั ดุใหคุมคา คมุ ทนุ ลดความสิ้นเปลอื งโดยใชองค
ความรูแ ละความสามารถมากขน้ึ
แตอ ยา งไรก็ตามจากแนวคดิ ขางตน เราจะตอ งทาํ ความเขา ใจถงึ องคความรูท่จี ะมาใชซ ึง่ ตอ งมรี ะบบ
จัดการองคค วามรไู ดอยางเหมาะสม ซงึ่ อาจเรยี กวา เปน การใชศาสตรและศลิ ป ในการบรหิ ารจดั การท่ีดอี ยาง
เปนระบบ (State of The Art) ตง้ั แตก ารวางแผนโครงการ การพจิ ารณาความเหมาะสม การสํารวจและ
ออกแบบ การประมาณราคาตน ทนุ และการจัดตั้งงบประมาณ โดยจดั มมุ มองใหเ หน็ ภาพรวมถงึ การลงทนุ
อยางคมุ คา มกี ารบริหารทรัพยากรไดอ ยา งลงตวั และมีคณุ ภาพ
ในงาน Pavement Recycling เปนเทคโนโลยีใหมทไ่ี ดมีการออกแบบและผลิตเคร่อื งมอื เครือ่ งจักร
พเิ ศษทม่ี คี วามทันสมัยเพอ่ื ใหเหมาะสมกบั ระบบการทาํ งาน Recycling โดยใชค วามรูท างดา นเครื่องจักรกล
ดานอเิ ล็คทรอนคิ มาใชเพือ่ สนองใหไ ดตามแนวความคดิ ในการบรู ณะปรบั ปรงุ ถนนลาดยางเดมิ โดยใชว ธิ ี
Pavement Recycling ถงึ แมวา สามารถผลิตเครือ่ งมือเครือ่ งจกั รเพ่อื สนองการน้ีไดแ ลว แตส งิ่ ท่เี ปนปจจยั
สาํ คัญคือคน จะตอ งมีความใฝรู ความเอาใจใส ไมละเลยขน้ั ตอนของระบบตามแนวคดิ การทาํ งาน Pavement
Recycling จงึ ทาํ ใหงานบรรลผุ ลสาํ เร็จ การพฒั นาคนอยา งตอ เน่อื งใหม คี วามรูเทาทนั กับการเปลย่ี นแปลง
ทางดานเทคโนโลยี โดยใหม ีพ้ืนฐานความรูทด่ี ีพอท่ีจะสามารถมีกระบวนการทางความคดิ แบบมองรอบดา น
เทคโนโลยที พ่ี ฒั นาขนึ้ จึงจะเกิดประโยชนต อสวนรวม
74
บทท่ี 10
การควบคมุ งานกอ สรา งผิวทางคอนกรตี
1. บทนาํ
ในการควบคุมการกอสรางถนนคอนกรตี ของกรมทางหลวง ใชม าตรฐานทางที่ ทล.-ม. 309/2544
“มาตรฐานถนนปอรตแลนดซ เี มนตค อนกรีต” เปน คูมอื ในการควบคมุ งาน ซง่ึ ทล.-ม. 309 เปน มาตรฐานที่
ไดจากการนาํ ทล.-ม. 409/2530 “มาตรฐานขอกาํ หนดการควบคมุ งานกอ สรางถนนปอรต แลนดซเี มนต
คอนกรีต” มาปรบั ปรุงใหท นั สมัยและเพ่อื ใหเหมาะสมกับอนุกรมรหัสหมายเลขทะเบยี นมาตรฐานของกรม
ทางหลวง ซึ่งถาขน้ึ ตน ดวยเลข 3 หมายถึงวสั ดคุ อนกรีต สว นถา ข้นึ ตนดวยเลข 4 หมายถงึ วสั ดุแอสฟลต จงึ
เปลยี่ นเปน ทล.-ม. 309
2. โครงสรา งถนนคอนกรตี ของกรมทางหลวง
โครงสรางถนนคอนกรีตที่กรมทางหลวงไดจัดสรางขน้ึ แบงไดเ ปน 5 แบบ คือ
2.1 ผวิ ทางคอนกรีต + รองพ้ืนทาง Soil Aggregate ถนนทก่ี อสรางแบบนี้ คือ ถนนพหลโยธินชวง
อนสุ าวรยี – ลาดพราว และถนนเพชรเกษม ชว ง กรุงเทพฯ – นครปฐม ถนนพหลโยธนิ ชว งอนุสาวรีย –
ลาดพราว เมื่อสรางเสร็จและเปด ใชงานไมเกดิ Pumping และปญหาในการซอ มบํารงุ เน่อื งจากใชร องพน้ื ทาง
เปนหนิ ผุ Gradation ทด่ี แี ละมคี า PI ตาํ่
สว นถนนสายเพชรเกษมชว ง บางแค – นครปฐม เปดใชไ ดไ มนานก็เกดิ Pumping หลายจดุ สาเหตุ
เกดิ จากใชล ูกรงั ทีม่ ี PI สูงมากผสมกบั ทรายเพอื่ ใชทําชนั้ รองพ้นื ทาง
Pumping เกิดจากการทน่ี ้าํ ซึมลงตามรอยแตกและรอยตอ ของถนนคอนกรีตท่ีชํารดุ ใตแผนพ้นื
คอนกรีต และวสั ดสุ วนละเอียดใตแ ผน พื้นคอนกรีตจะอุมนาํ้ สะสมไว เมือ่ มรี ถวิง่ ผา นแผน พน้ื คอนกรีต
บอย ๆ จะทาํ ใหพ นื้ คอนกรตี เคลอื่ นท่ขี ึน้ ลงได และกระแทกนา้ํ ผสมกบั สวนละเอยี ดขน้ึ มาดานบนถนนทาํ ให
เกดิ โพรงใตแ ผน พน้ื คอนกรตี เปน สาเหตทุ าํ ใหคอนกรีตแตกหักหรืออาจทาํ ใหคอนกรีตทต่ี ดิ กนั สองแผน
ระดับตา งกนั
2.2 ผิวทางคอนกรตี + Soil Cushion + รองพืน้ ทางแบบ Lime Stabilized Clay ผลการเกดิ Pumping
สายกรุงเทพ- นครปฐม ทาํ ใหว ศิ วกรทีอ่ อกแบบใชช น้ั Sand Cushion ในโครงสรางถนนคอนกรตี โครงสราง
ถนนคอนกรตี ทีม่ ีลักษณะนม้ี สี ายเดียว คอื ถนนวิภาวดีรงั สิต ชว ง ดนิ แดง – ดอนเมอื ง (ชองจราจรเกา) ถนน
สายนเี้ มอ่ื เปดใชงานกไ็ มเ กดิ Pumping และไมสรา งปญหาในการซอ มบาํ รงุ
2.3 ผวิ ทางคอนกรตี + Soil Cushion + รองพื้นทางแบบ Soil Aggregate โครงสรา งของถนน
คอนกรตี แบบนใ้ี ชเปนคร้ังแรกกับสายจรัลสนทิ วงศ ใชง านไดด ไี มเ กดิ Pumping หลังจากนนั้ มา กรมทาง
หลวงกใ็ ชโ ครงสรางในลักษณะนี้กอ สรา งถนนคอนกรีตในแถบกรุงเทพ ซึ่งทุกสายไมป รากฏความเสยี หาย
เนื่องจาก Pumping
75
2.4 ผิวทางคอนกรีต + พ้ืนทางหินคลุก + รองพ้ืนทางแบบ Soil Aggregate เปนโครงสรางถนน
คอนกรีตท่ีกอสรางตั้งแตป 2535 เปน ตนมา เชน สายบางปะอิน – นครสวรรค และสระบุรี – โคราช
2.5 ผิวทางคอนกรีต + Cement Modified Crushed Rock Base + รองพ้ืนทางแบบ Soil Aggregate
เปนโครงสรางถนนคอนกรีตที่มีปริมาณจราจรสูงมาก และมีรถบรรทุกหนักผานมากเปนประจํา เชน สาย
รังสิต – สระบุรี
จากลักษณะโครงสรางถนนคอนกรีตทั้ง 5 แบบ ปจจุบันถนนคอนกรีตของกรมทางหลวงสวนใหญ
จะใชลกั ษณะโครงสรา งตามแบบท่ี 3 คอื ผวิ คอนกรตี + Sand Cushion + รองพ้ืนทางแบบ Soil Aggregate
ซึ่งใน ทล. -ม. 309/2544 “ถนนปอรตแลนดซีเมนตคอนกรีต” จะเขียนวิธีควบคุมการกอสรางถนน
คอนกรีตไวอยางละเอียด ซึ่งนายชางควบคุมงานถาอานมาตรฐานก็จะสามารถควบคุมงานไดอยางถูกตอง
ดังนนั้ บทความน้ีจะเขยี นถงึ เฉพาะประเดน็ สาํ คัญทคี่ วรระมัดระวังในการควบคุมงานกอสรา งถนนคอนกรตี
3. การควบคุมงานกอ สรา งถนนคอนกรตี
ในการควบคมุ คุณภาพคอนกรีต อาจแบง เปน ขัน้ ตอนที่สาํ คญั ได 4 ขั้นตอน คอื
- การควบคุมคณุ ภาพวัสดทุ ใ่ี ชในการผสมคอนกรีต
- การควบคุมการออกแบบสวนผสมคอนกรีต
- การควบคุมโรงผสมคอนกรีต
- การควบคมุ งานกอ สรา งที่หนา งาน
3.1 การควบคมุ คุณภาพวัสดุ
3.1.1 ปูนซีเมนตปอรตแลนด ตองเปนปอรตแลนดซีเมนตประเภท 1 ที่มีคุณภาพตาม
มอก.15 เน่ืองจากปูนซีเมนตในบานเราผลิตโดยโรงงานใหญไดมาตรฐาน มีการใชอยางแพรหลายมีผล
บันทึกการใชงานที่ดี ปูนซีเมนตท่ีไดรับ มอก. สามารถนํามาใชไดเลย โดยไมตองทําการทดสอบอีก ในกรณี
สงสยั ในคุณภาพใหส มุ เกบ็ ตวั อยางทดลอง ในงานกอ สรา งถนนคอนกรีต ถา ปนู ซีเมนตในสวนผสมคอนกรีต
นอยจะทําใหคอนกรีตไมแกรง เกิดการหลุดรอนทําใหหินใหญโผลเกิดหนาที่หยาบทําใหผิวถนนไมเรียบ
และถา เกดิ มากจะทาํ ใหถ นนแตกไดในเวลาเดยี วกนั
3.1.2 มวลรวมละเอียดหรือทรายผสมคอนกรีต ตองมีคุณสมบัติตามมาตรฐานขอกําหนดท่ี
ทล.– ก 201/2544 “ขอกําหนดมวลรวมละเอียดสําหรับผสมคอนกรีต” ทรายผสมคอนกรีตที่ละเอียดมาก
และสกปรกมีดินปน จะทําใหคอนกรีตเกิดการแตกราวได เนื่องจากดินจะหดตัวมาก และทําใหผิวหลุดเปน
หนาขาวตงั ไดภายหลังเปดการจราจร
3.1.3 มวลรวมหยาบ หรอื หนิ ผสมคอนกรีต ตองมีคุณสมบัติตามมาตรฐานขอกําหนดที่ ทล.
– ก.202/2544 “ขอกําหนดมวลรวมหยาบสําหรับผสมคอนกรีต” หินที่สกปรกและดินปนจะทําใหคอนกรีต
หลุดจากหิน จะทาํ ใหเกิดหนา ท่หี ยาบถนนไมเ รยี บ ความเสยี หายอาจเกิดมากจนทําใหถนนแตกในทีส่ ดุ
76
3.1.4 น้ํา ท่ีจะนํามาใชผสมคอนกรีตตองสะอาดปราศจากสารตาง ๆ ท่ีเปนอันตรายตอ
คอนกรตี น้ําทไี่ มส ะอาดจะทําใหคอนกรีตมกี ําลงั รบั แรงตํ่า การพัฒนากาํ ลงั อัดชา เมอ่ื เปดใชงานผวิ หนาถนน
จะหลุดลอกทําใหเกิดผิวหนาท่ีไมเรียบและทําใหถนนแตกไดงาย ถาสงสัยในคุณภาพนํ้าใหสงทดลอง
คุณภาพ
3.1.5 สารผสมเพ่ิม ปจจุบันสารผสมเพิ่มไดเขามามีบทบาทอยางมากในงานคอนกรีตบาน
เรา เน่ืองจากคอนกรีตท่ีใชสารผสมเพิ่มจะมีคุณสมบัติท่ีเหมาะสมกับการทํางานมากข้ึน เชน เพิ่ม
ความสามารถในการเทได หนวงการกอตัว เนื่องจากบานเราเปนเมืองรอน คอนกรีตจะ Set ตัวเร็ว การหนวง
การกอตัวจะใหม เี วลาทาํ งานมากขึ้นและแกป ญ หาการเกดิ Cold joint
สารเคมีผสมเพ่ิมที่ใชตองมีคุณสมบัติตาม มอก.733 ซ่ึง มอก. 733 ไดแบงสารเคมีผสมเพ่ิม
ตามลกั ษณะการใชง านได 7 ประเภท คือ
(1) สารลดนาํ้ หรือ Plasticizer คุณลักษณะการใชง านทส่ี าํ คญั ตองลดน้าํ ไดไ มน อยกวารอย
ละ 5
(2) สารหนวงการกอตวั คณุ ลักษณะการใชงานที่สําคญั ตอ งหนว งการกอตวั ของคอนกรีตไม
นอ ยกวา 1 ช่วั โมง แตไ มเกนิ 3 ช่งั โมงครึ่ง
(3) สารเรง การกอ ตวั ตองเรง การกอตวั ระยะตน เรว็ ขนึ้ ไมน อยกวา 1 ชัว่ โมง แตไ มเ กิน 3 ชัว่
โมงครึ่ง
(4) สารลดน้ําและหนวงการกอตัว เปนสารเคมีผสมเพ่ิมที่ใชมากท่ีสุดในบานเรา มี
คณุ ลกั ษณะการใชง านเชน เดยี วกับสารลดน้าํ และหนว งการกอ ตวั
(5) สารลดนํ้าและเรงการกอตัว มีคุณลักษณะการใชงานเชนเดียวกับสารลดน้ําและเรงการ
กอตัว
(6) สารลดน้ําพิเศษ หรือ Superplasticizer ตองลดนํ้าไดไมนอยกวารอยละ 12 สวนใหญใช
กบั คอนกรีตท่ีตองการกําลังสูง เชน คานคอนกรตี อัดแรง
(7) สารลดน้ําพิเศษและหนวงการกอตัว มีคุณลักษณะการใชงานเชนเดียวกับสารลดนํ้า
พเิ ศษและหนว งการกอ ตวั
ใน Brochure เอกสารผูผลิตนํ้ายาผสมคอนกรีตสวนใหญจะอางประเภทนํ้ายาผสมคอนกรีตตาม
ASTM ซึ่ง ASTM จะแบงเปน 7 ประเภท คือ Type A – G ซ่ึง มอก. ก็ใช ASTM อางอิง Type A จะตรงกับ
ประเภท 1 และเรยี งตามลําดับ โดย Type G ตรงกับประเภท 7
ขอ ควรระวงั ในการใชงาน สารเคมผี สมเพม่ิ
(1) สารเคมผี สมเพิม่ ที่นาํ มาใชตอ งมีคณุ สมบัติตาม มอก. 733 และตองมีขอ มูลเทคนคิ ที่สําคัญ เชน
- ผลของสารผสมเพ่มิ ตอ คอนกรีต
- สวนประกอบท่สี าํ คัญ
- ปรมิ าณทค่ี วรใช และขอเสยี ทีเ่ กดิ จากการใชป ริมาณเกนิ กาํ หนด
77
(2) ควรใชปริมาณตามทีผ่ ผู ลิตแนะนาํ พรอมท้งั ตรวจดูผลจะเปน ไปตามขอกําหนดหรือไม
(3) ตองวัดการผสมที่แนนอน เน่ืองจากอัตราการใชสารเคมีผสมเพิ่มประมาณ 0.1 – 0.3 เปอรเซ็นต
ถาปริมาณที่เติมลงไปไมแนนอน เชน สารหนวงการกอตัว ซ่ึงถาใสมากเกินไป จะทําใหคอนกรีตไมแข็งตัว
ซึง่ เกดิ ข้ึนบอ ย ๆ
(4) ผลของสารผสมเพิ่มตอคณุ สมบตั อิ ื่น ๆ
3.1.6 แผงลวดตาขาย เปน Temperature Steel ใสแผนพื้นคอนกรีตทําหนาที่ปองกันการ
แตกราวจากการขยายตัวที่เกิดขึ้นในแผนพ้ืนคอนกรีต เน่ืองจากการเปล่ียนแปลงอุณหภูมิตลอดวัน เหล็ก
เสรมิ ขนาดเลก็ และ Spacing แคบ จะทํานาที่ Temperature Steel ไดด กี วาเหล็กขนาดใหญแ ต Spacing กวาง
การวางตําแหนงแผงลวดตาขายตองวางใหถูกตอง ตามแบบเพ่ือใหทําหนาท่ี Temperature
Steel ไดอ ยางถูกตอ ง
3.1.7 เหล็กเดือย (Dowel Bar) เปนเหล็กท่ีใชตามแนวรอยตอตามขวางซ่ึงประกอบดวย
รอยตอเผ่ือหด รอยตอเผื่อขยายและรอยตอกอสราง ซึ่งในงานกอสรางถนนคอนกรีตรอยตอตามขวางถือเปน
รอยตอวิกฤต ซ่ึงจะเกิดเสียหายไดงายเม่ือเปดใชงาน เหล็กเดือยเปนเหล็กผิวเรียบกลม ทําหนาท่ีเปนตัวถาย
นํ้าหนักของลอรถ ระหวางแผนพ้ืนคอนกรีตแผนหนึ่งไปยังแผนพื้นคอนกรีตอีกแผนหนึ่ง เหล็กเดือยมีปลาย
สองปลายฝงอยูใ นแผนพืน้ คอนกรีต ปลายดานหน่ึงเนื้อเหล็กจะสัมผัสกับคอนกรีตโดยตรง เรียกปลายดานนี้
Fixed End ปลายอีกดานหน่ึงจะเคลือบดวยยางมะตอยหรือทาสีและทาจาระบีทับ เพ่ือปองกันไมใหเนื้อ
คอนกรีตสัมผัสกับคอนกรีตโดยตรง ชวยใหแผนพ้ืนคอนกรีตท่ีหอหุมปลายดานนี้สามารถเคลื่อนที่ไดบาง
เล็กนอ ย ซึ่งเรยี กปลายดานนวี้ า Free End
เนอ่ื งจากรอยตอตามขวางจะตอ งขยับตวั ไดบา งเลก็ นอ ย โดยมีเหลก็ เดอื ยเปนตัวถายน้ําหนัก
ระหวางแผนพื้นคอนกรีตท่ีอยูติดกัน ดังน้ันเหล็กเดือยจะตองวางใหขนานกับแนวก่ึงกลางถนนไมเอียงใน
แนวราบและแนวด่ิง
เหลก็ เดือยทว่ี างเอยี งไมวาในแนวราบหรอื แนวด่งิ หรอื เหล็กเดือยที่ผิวไมเรียบจะทําใหแผน
พ้ืนคอนกรีตตรงบริเวณรอยตอขยับตัวไมได ทําใหเกิดรอยตอยึด (Freeze joint ) เปนสาเหตุใหแผนพื้น
คอนกรีตแตกได การเกิดรอยตอยึดที่รุนแรง จะทําใหแผนพื้นคอนกรีตแสดงพฤติกรรมของแผนพื้นยาว อาจ
ทาํ ใหค อนกรีตเกดิ รอยแตกระหวา งรอยตอได
3.1.8 เหล็กยึด (Tie Bar) เหล็กยึดใสตามแนวรอยตอตามยาว เพ่ือปองกันการขยับตัวทาง
ดานขางของแผนพ้ืนคอนกรีต ซึ่งอาจเกิดจากการบิดตัวของแผนพ้ืนคอนกรีต เนื่องจากการยืดหดตัว หรือ
นํ้าหนักรถ เหล็กยึดจะเปนเหล็กขอออย ทําหนาท่ียึดแผนพื้นคอนกรีตใหอยูในท่ี โดยปกติดเหล็กยึดจะไม
สรา งปญหาในงานถนนคอนกรีตเหมอื นเหล็กเดือย
3.1.9 ปลอกเหล็กเดือย เปนโลหะหรือวัสดุสังเคราะหท่ีไดรับความเห็นชอบจากนายชาง
โครงการฯ ใชสําหรับสวมเหล็กเดือย เพื่อกอสรางรอยตอเพื่อเผื่อขยาย เพื่อชวยใหคอนกรีตขยายตัวได
ปอ งกนั ความเสยี หายจากการเกดิ Blow Out
78
3.1.10 วัสดอุ ุดรอยตอคอนกรีต (Joint Filler) ใชส ําหรับอดุ รอยตอ เพือ่ ขยาย เชน ชานออย
3.1.11 วัสดุทารอยตอ (Joint Primer) วัสดุทารอยตอ จะชวยใหเกิดการยึดจับระหวางผิว
คอนกรตี และวัสดุยารอยตอ
3.1.12 วัสดุยารอยตอ (Concrete Joint Sealer) ทําหนาท่ีปองกันนํ้าซึมลงตามแนวรอยตอ
วัสดอุ ุดรอยตอ ที่หมดอายจุ ะทาํ ใหเ กดิ การไหลซึมของนา้ํ ผา นตามแนวรอยตอ ผานไปสะสมในชั้นทางใตแผน
พื้นคอนกรีตอันเปนสาเหตุของการเกิด Pumping กอใหเกิดโพรงใตแผนพ้ืนคอนกรีต ทําใหคอนกรีตแตกได
นอกจากน้ีวัสดุยารอยตอที่หมดอายุจะเปนวัสดุท่ีไมมีการคืนตัวทําใหกรวดและหินกอนเล็กๆ เขาไปอุดใน
ชองวางเปนเหตุใหเกิดรอยบ่ินตามขอบรอยตอทําใหการขับข่ียวดยานไมราบเรียบ การควบคุมคุณภาพวัสดุ
ยารอยตอควรนําวัสดุยารอยตอมาสตอกกอนแลวสุมเก็บตัวอยางทดลองเพื่อปองกันการนําวัสดุยารอยตอที่
ไมม ีคุณภาพมาใช
3.2 การควบคุมการออกแบบสวนผสมคอนกรีต
วัตถุประสงคของการควบคุมการออกแบบสวนผสมเพื่อใหไดคอนกรีตสดและคอนกรีตท่ี
แข็งตัวแลวมีคุณสมบัติเปนไปตามขอกําหนด ของงานกอสราง เชน คอนกรีตสดจะมีการกําหนด
ความสามารถเทได หรือ Slump สว นคอนกรีตท่แี ขง็ ตวั แลว จะมีการกําหนด กาํ ลงั รับแรงอดั เปน ตน
กอนเร่ิมดําเนินการกอสรางถนนคอนกรีต ผูรับจางจะตองดําเนินการออกแบบสวนผสม
คอนกรีต ใหมคี ณุ สมบตั ิตามทรี่ ะบุไวในแบบ ซงึ่ มีข้ันตอนในการตรวจสอบการออกแบบสว นผสมดงั นี้
3.2.1 พจิ ารณาศึกษา ทบทวน ขอ กําหนด เชน กําลงั รบั แรงอดั ต่ําสุด ปริมาณซเี มนตต่าํ
สดุ ตอ 1 ลูกบาศกเ มตร คา ความยบุ ตวั และ อตั ราสว นนาํ้ ตอ ซีเมนต
ในการออกแบบสวนผสมคอนกรีต ขอกําหนดของกรมทางหลวง กําลังรับแรงอัดที่ใชใน
การออกแบบตองสงู กวา คากําลังรบั แรงอัดทกี่ าํ หนดในแบบ โดยใชสมการดังนี้
fcr = fc’ + ks
โดยที่
fcr คอื กําลังรับแรงอดั เปาหมายที่ตอ งการ หรือ รับแรงอัดทีใ่ ชใ นการออกแบบ
fc’ คอื กําลังรับแรงอดั ทกี่ ําหนดในแบบ
k คือ คาคงที่
s คอื คา เบี่ยงเบนมาตรฐานของกําลงั รบั แรงอัดจากกอนตวั อยาง
30 คาหรือมากกวา
คา k ไดม าจากหลกั วชิ าสถติ ิในเรอื่ งเกยี่ วกับการแจกแจงความถ่ี ตามตารางท่ี 1
79
ตารางที่ 1
คารอยละของกาํ ลงั ทต่ี ่ํากวา fc' คา K
20 0.842
10 1.282
5 1.645
2.5 1.960
2 2.054
1 2.326
0 3.000
ตามมาตรฐานทัว่ ไปจะตอ งออกแบบใหโ อกาสทีก่ าํ ลงั อดั เฉล่ียต่ํากวากําลังอัดท่ีออกแบบไม
เกิน 5%
ในกรณีไมมีขอมูลเกาของสวนผสมคอนกรีต แนะนําใหออกแบบสวนผสมคอนกรีต
เพื่อใหมีกําลังรับแรงอัดสูงกวาความตานทานแรงอัดที่กํานดไมนอยกวา 5 เมกะปาสคาล เชน แบบกําหนด
แรงอัด 325 กก./ซม. 2
3.2.2 ทดลองผสมและตรวจสอบผลที่ไดเ พ่อื อนุมตั ิการใชง าน เมอื่ เหน็ ชอบในรายการ
คํานวณและผลการทดสอบวัสดุท่ีใชผสมคอนกรีตแลว ผูรับจางจะตองทําการทดลองผสมคอนกรีตเพื่อ
ตรวจสอบคุณสมบัติตาง ๆ เชน ความสามารถเทได กําลังรับแรงอัด Modulus of Rupture เพ่ือตรวจสอบ
วา คอนกรีตดังกลาวมคี วามเหมาะสม
3.3 การควบคุมโรงผสมคอนกรตี
การควบคมุ โรงผสมคอนกรีตเปนข้ันตอนท่ีสําคัญอีกขั้นตอนหนึ่งเพ่ือจะใหไดคอนกรีตท่ีมี
สวนผสมตามที่ออกแบบสวนผสมไว ถาการออกแบบสวนผสมดีแตในโรงผสม มาสามารถผสมไดตามท่ี
ออกแบบกจ็ ะทาํ ใหไดค อนกรีตมีคณุ ภาพไมด ี ขั้นตอนในการควบคุมโรงผสมคอนกรตี มดี ังนี้
3.3.1 สุม เกบ็ ตัวอยา งวัสดจุ ากโรงผสมคอนกรีต นํามาตรวจสอบคณุ ภาพตามมาตรฐานเชน
หิน, ทราย สกปรกหรือไม และตอ งมขี นาดคละทดี่ ี ตรวจสอบถังบรรจุซีเมนตม เี ถา ลอยหรือไม ถายุงใดบรรจุ
เถา ลอยหา ม Load ปูนยงุ น้นั เขา หอ งผสม
3.3.2 ตรวจสอบโรงงานผสมคอนกรีต
(1) การตรวจสอบอปุ กรณข องโรงผสม
- ยงุ ใสว สั ดุ (Bin) ตอ งมคี วามแขง็ แรงสามารถกักเก็บวสั ดุแตล ะชนิดไมป ะปนกนั
พ้ืนลางของยุงใสวัสดุควรเทคอนกรีต หรือลงวัสดุปรับรองพ้ืน เพ่ือไมใหวัสดุพื้นดินเดิมมาปะปนขณะทํา
การลากวสั ดขุ ึน้ ยุง
80
- ชอ งปลอ ยวสั ดจุ ากยงุ และถังชั่งนาํ้ หนัก ทาํ การตรวจสอบชองปลอ ยวสั ดุจากยุง
ลงถงั ช่ังนํ้าหนัก จะตองสามารถบังคับเปดใหไดจํานวนวัสดุที่ปลอยลงถังช่ังน้ําหนักไดแนนอนและสามารถ
ปดไดสนิทเม่ือไดปริมาณวัสดุท่ีตองการ ถังช่ังน้ําหนักตองสามารถปลอยวัสดุออกจากถังเขาเครื่องผสมได
หมดขณะทาํ งาน
- เครื่องผสม (Mixer) ทําการตรวจสอบเครื่องผสม โดยตองมีเคร่ืองต้ังเวลาผสม
และทําการปรับตั้งเวลาในการผสมใหเหมาะสม ตรวจสอบใบมีดหลังผสมตองมีความสึกหรอไมเกิน 10
เปอรเ ซ็นต
(2) ตรวจสอบเครอื่ งชงั่ นา้ํ หนกั
- เคร่ืองชั่งน้ําหนักวัสดุมวลรวม ทําการตรวจสอบเครื่องชั่งนํ้าหนัก หิน และ
ทราย โดยใชต ุม นํา้ หนกั มาตรฐาน จะตอ งมคี วามละเอียดผดิ พลาดไมเกินรอ ยละ 0.5 ของนํา้ หนกั ที่ชง่ั
- เครื่องช่ังนํ้าหนักปูนซีเมนต ทําการตรวจสอบเคร่ืองช่ังน้ําหนักปูนซีเมนต โดย
ใชตุมนํ้าหนักมาตรฐาน จะตองมีความละเอียดผิดพลาดไมเกินรอยละ 0.5 ของนํ้าหนักเชนกัน และทําการ
ตรวจสอบการปลอยปูนซีเมนตจากยุงชั่ง จะตองปลอยใหหมดทุกครั้ง โดยเครื่อง Vibrate ของถังช่ัง
ปนู ซเี มนตจะตองทาํ งานขณะปลอ ยปนู ซีเมนต
- มาตรวัดปริมาณนํ้า ทําการตรวจสอบมาตรวัดปริมาณน้ําท่ีจะใชผสมคอนกรีต
ใหไ ดป ริมาตรถูกตอง
3.3.3 การควบคุมการผสม
- ปรับสัดสวนการผสมเน่ืองจากความชื้นของวัสดุผสมวัสดุ โดยทั่วไปในการ
ออกแบบคอนกรีตจะใชนํ้าหนักวัสดุที่สภาวะอ่ิมตัวผิวแหง ซึ่งวัสดุท่ีใชผสมอาจจะมีความชื้นมากขึ้นหรือ
นอ ยกวาสภาวะดงั กลา ว จะตองปรบั ลดหรือเพ่มิ นาํ้ หนักเนอื่ งจากความช้นื
- เวลาที่ใชจะตองเหมาะสม ตามมาตรฐานคอนกรีตหน่ึงลูกบาศกเมตรควรใชเวลา
ผสม 1 นาที การผสมนานเกินไป ทําใหเกิดผลเสียคือ วัสดุมวลรวมที่ใชผสมจะแตก ทําใหสวนละเอียด
เพิ่มข้ึนและทําใหความสามารถเทไดลดลง ผลของแรงเสียดทานทําใหความรอนของคอนกรีตเพ่ิมขึ้นกําลัง
คอนกรตี จะลดลง
3.3.4 การควบคุมคอนกรีต ในการผสมคอนกรีตจากโรงผสม ผูควบคุมการผสมจะตองแจง
ขอ มูลการผสมและตดิ ตามตรวจสอบคณุ ภาพของคอนกรตี ท่อี อกจากโรงผสมใหไดสัดสว นตามที่ออกแบบ
ไวดงั นี้
- การออกใบนําสงคอนกรีตจากโรงผสม เพื่อเปนการใหขอมูลแกชางควบคุมงาน
วาเปน Mix ใด , ปริมาตรคอนกรีตเทาไร ออกจากโรงผสมเวลาใด เพ่ือใหชางควบคุมงานตรวจสอบท่ีหนา
งานและใชเทคอนกรตี โครงสรา งท่ถี ูกตอง
- ตรวจสอบคาการยุบตัวและเก็บตัวอยางทดสอบเปรียบเทียบ เพื่อเปรียบเทียบ
คุณภาพของคอนกรีตกอ นออกจากโรงผสมกบั คอนกรีตหนางาน
81
3.4 การควบคมุ คณุ ภาพท่หี นางาน
3.4.1 การเตรยี มชั้นทรายรองถนนคอนกรตี
ทรายรองพนื้ ทางคอนกรตี จะทําหนา ท่ีระบายนํา้ ออกจากใตแ ผนพ้ืนคอนกรีต เพ่อื ปอ งกนั
การเกิด Pumping และยังชวยปองกันการแทรกตัวของวัสดุสวนละเอียดในช้ันรองพื้นทาง (ในกรณีวัสดุช้ัน
รองพื้นทางมี PI สูง และมีสวนละเอียดมาก) ดังนั้นทรายรองพ้ืนทางคอนกรีตจะตองสะอาดและปราศจาก
กอ นดนิ เหนยี วเพื่อใหสามารถระบายนํ้าไดด ี ทรายทส่ี กปรกจะระบายน้ําไมดี
กอนเทคอนกรีตตองเกลีย่ ทรายใหเ รียบ พน นํ้าใหทรายอม่ิ ตวั พรอมท้ังบดทับใหแนน ถาพื้น
ลา งไมแนนคอนกรตี เคล่อื นทรุดตัวลงขณะท่ีกําลงั จะแขง็ ตวั จะทาํ ใหเ กดิ การแตกราวได นอกจากนี้พ้ืนลางจะ
ดดู น้าํ จากคอนกรีตสดทําใหคอนกรีตสดเสยี นา้ํ อยางรวดเรว็ เปน สาเหตใุ หเกดิ การแตกราวได
3.4.2 การตง้ั แบบ
ตรวจสอบแบบทน่ี ํามาใชตองไมบ ดิ โกง งอ แบบจะตอ งตอกยดึ ใหมั่นคงแข็งแรงไดร ะดบั
และแนวถูกตอ งกอนเทคอนกรีต การเคลือ่ นตัวของแบบอาจเปนสาเหตุใหเกิดการแตกราวได
3.4.3 การเทคอนกรีต
อาจเทคอนกรตี ชั้นเดียวหรือเทเปนสองชั้น ถา เทคอนกรีตชนั้ เดยี วเมอื่ วางเหลก็ เสริมได
ตําแหนงและระดับเรียบรอยแลว จะตองจัดเตรียมแทงคอนกรีตหรือเหล็กขาหยั่ง เพื่อหนุนเหล็กเสริมไมให
แอนตัวตลอดแผงของเหล็กเสริม ถาเทสองช้ัน ชั้นลางจะตองเทและอัดแทงคอนกรีตใหไดระดับที่จะวาง
เหล็ก ในการเทคอนกรีตเพอ่ื ปอ งกันการแยกตวั การปฏบิ ัตดิ งั นี้
(1) หามใชเ คร่อื งสน่ั สะเทือนในการทะลายกองคอนกรตี ใหใ ชเคร่ืองเกล่ยี แตง ท่ีเหมาะสม
(2) ควรเทคอนกรตี ใหเปน ชนั้ สม่ําเสมอ ไมใชก องเปนภเู ขาหรอื เปน ชั้นตามแนวเอยี ง
(3) ความหนาของการเทแตละชั้น ควรเหมาะสมกบั วธิ กี ารใชเ ครื่องส่นั สะเทือน
(4) เทคอนกรตี อยางตอเนอ่ื ง เพ่ือปองกันการเกิด Cold joint
(5) คอนกรีตในแตละช้ัน การไดรับจ้ีเขยาใหอัดแนนกอนท่ีจะเทคอนกรีตชั้นตอ ๆ ไป ควร
เทในขณะทค่ี อนกรีตชน้ั ลางยังเหลวอยู เพอ่ื จะไดโครงสรางท่ีมเี น้ือเดียวกัน
3.3.4 รอยตอ
รอยตอ ตาง ๆ จะตองกอสรางใหเปน ไปตามแบบ โดยวสั ดุที่ใชกอ สรางรอยตอตอ งอยใู น
สภาพทถ่ี ูกตองเรียบรอ ย เพอ่ื ไมใหเกดิ ความเสียหาย ตามที่กลาวมาแลวในหวั ขอ วัสดุ
การตัด Joint ตอ งใชเครือ่ งตดั หามฝง โฟม หรือใชใบมีดนํารอง การบ่ินของรอยตอคอนกรีต
มีสาเหตุสําคัญมาจากกําลังของคอนกรีตบริเวณรอยตอตํ่ากวาบริเวณอื่น อันเปนผลมาจากทํารอยตอโดยไม
ใชเล่ือยตัด หรือรอยตอบิ่นของรอยตออาจมีสาเหตุมาจากรอยตอไมเรียบ ทําใหเกิดแรงกระแทกระหวางลอ
รถกบั ผวิ คอนกรตี อันเปนเหตใุ หผ วิ หนา คอนกรตี แตกได
โดยปกติใหเริ่มทําการตัดเพื่อทํารอยตอเผ่ือหดในระหวาง 6 – 24 ชั่วโมงหลังเทคอนกรีต
แลว การตดั รอยตอเร็วเกินไปจะทาํ ใหร อยตอไมเรียบ การตัดชา เกนิ ไปจะทําใหเกิดรอยแตกตามขวางถนน
82
3.4.5 การบม
หลังจากกวาดและแตงคอนกรีตเสร็จ ใหรีบบมคอนกรีตดวยวิธีการที่ถูกตองและครบ
กําหนดเวลา เพ่ือใหไดคอนกรีตท่ีมีความทนทานรับกําลังไดสูงและเพ่ือปองกันการแตกราวของคอนกรีต
โดยรักษาระดับอณุ หภมู ใิ หเหมาะสม และลดการระเหยของนาํ้ ใหน อยที่สดุ
ในการบมคอนกรีต ความชื้นในคอนกรีตเปนส่ิงสําคัญมาก ไมวากอนหรือหลังการบม ถา
อัตราการระเหยของนํ้าที่ผิวหนาคอนกรีตเร็วกวาอัตราการเยิ้มผิวหนาคอนกรีตจะหดตัวทําใหเกิดการ
แตกราวได
3.4.6 วัสดยุ ารอยตอ
ทําความสะอาดรอยตอ รอยตอจะตองแหงปราศจาก ฝุน กรวด ทราย และจะตองขจัด
ซีเมนตสวนเกินออกจากผนังรอยตอใหหมด การใหความรอนวัสดุยารอยตอตองเปนไปตามขอกําหนด
อุณหภูมิขณะที่หยอดวัสดุยารอยตอใหเปนไปตามคําแนะนําของผูผลิต ระดับการหยอดตองตํ่ากวาของ
รอยตอ เลก็ นอ ย
3.4.7 การเปด การจราจร
สามารถเปดการจราจรไดเม่ือคอนกรีตอายุไมนอยกวา 14 วัน ในกรณีท่ีจําเปน เชน บริเวณ
ทางเชื่อม อาจยอมใหเปดการจราจรไดถาคากําลังรับแรงอัดของแทงคอนกรีตไดไมต่ํากวาท่ีกําหนดในแบบ
การเปด การจราจรใหร ถบรรทกุ หนกั ผา นเรว็ เกนิ ไปอาจทําใหคอนกรีตเสียหายได
83
บทที่ 11
การควบคุมคุณภาพคอนกรตี
กอ นเร่มิ งาน
การควบคุมโรงงานผลติ คอนกรตี สาํ เร็จรปู และผลติ ภัณฑค อนกรตี สาํ เร็จรูปเพ่อื นาํ ไปใชทห่ี นา งานของ
การกอสรางของกรมทางหลวงควรยดึ ถอื การปฎบิ ัตติ ามขอ แนะนําดงั ตอไปนี้
1. การทดสอบวสั ดุกอ นการผสมเพ่อื ใชงาน
1.1 ปูนซเี มนตผ ง ตอ งทําการสง ปนู ซีเมนตผ งของผลิตภณั ฑซ เี มนตเ คร่ืองหมายการคาทจ่ี ะ
นาํ ไปใชใ นงานกอสรา งนนั้ ๆทง้ั หมดเพือ่ ทาํ การทดสอบสวนผสมทางดานเคมโี ดยจะตอ งมีสว นผสมให
เปน ไปตามมาตรฐานผลิตภณั ฑอ ตุ สาหกรรม มอก. 15 เลม 1-2532 หรือ ASTM C – 150 Type I และ
จะตอ งเปน ซเี มนตผ งปอรต แลนดธ รรมดาประเภทหน่ึงเทา น้นั ในกรณที ีจ่ ะใชปนู ซเี มนตผ งประเภทอ่นื (อาทิ
เชน Type III) จะตองยดึ ถือปฎิบตั ติ ามมาตรฐาน มอก. และ ASTM เดยี วกัน ในกรณที ป่ี นู ซเี มนตผ งถกู
นาํ มาเก็บไวใน Silo เกนิ กวา 45 วนั ไมควรนํามาใชเ นื่องจากอาจจะเกดิ การจับตวั กันเปน กอ นเน่อื งมาจาก
ความช้นื ใน Silo กอนแลว
การทดสอบคณุ ภาพ
- สง ทดสอบคุณภาพกอ นการใชง านครงั้ แรกไมต ํ่ากวา 30 วนั
- สง ทดสอบคุณภาพ 1 ครงั้ ตอ ทกุ ปรมิ าณคอนกรตี สาํ เร็จรปู ทใ่ี ชง านจาํ นวน 10,000 ลบ.ม.
- เมอ่ื มีกรณสี งสัยคณุ ภาพของปนู ซเี มนตผ งที่ใชง านอยู
มาตรฐานท่ที ดสอบ
- มาตรฐานเลขท่ี มอก. 15
- ASTM C 150 Type I “ Specification for Portland Cement ” หรือ ASTM C 150 Type III (กรณีใช
ปูนซเี มนตป อรต แลนดป ระเภท 3)
1.2 วัสดุมวลรวมหยาบ ท่นี ํามาใชใ นสว นผสมจะตอ งมาจากแหลง เดียวกันตลอดการกอ สราง หากมี
การเปล่ยี นแปลงแหลง วัสดใุ หม ตองทําการตรวจสอบคณุ สมบตั ิใหมท ัง้ หมด โดยหากลักษณะและคณุ สมบตั ิ
เปล่ยี นไป เชน ลักษณะผิว รปู รา ง ความละเอยี ด ความช้ืน ความถว งจาํ เพาะ หนว ยน้าํ หนกั หรอื ส่ิงอนื่ ท่ี
เปลยี่ นแปลงไปอยา งมากและอาจจะมีผลโดยตรงกับอัตราสว นระหวา งวสั ดมุ วลรวมหยาบกบั ซีเมนตท ่อี าจ
เปลยี่ นไป (ซงึ่ สามารถตรวจสอบไดจากรายการคํานวณหรือ Trial Mix ซง่ึ ออกแบบไวใ นขนั้ ตอนแรก)
เจาหนา ทต่ี รวจสอบและแนะนําวัสดุสรางทางจะตอ งทาํ การแจง ใหน ายชางโครงการฯทราบเพอ่ื แจง ใหผูร ับ
จางทําการผสมทดลอง (Trial Mix) ใหมโ ดยการใชร ายการคาํ นวณใหมตามคณุ สมบตั ิของวัสดุมวลรวม
หยาบจากแหลง วัสดุใหมทที่ ดสอบได โดยการควบคมุ งานทงั้ หมดจะตองเปนไปตามขอ กาํ หนดและทล.-ม.
309/2544 อยา งเครงครดั
84
การทดสอบคุณภาพ
- สงทดสอบขนาดคละของวสั ดุ (Sieve Analysis) และความสึกหรอของวสั ดุ (Los Angeles Abrasion)
กอนการใชงานคร้ังแรกไมต าํ่ กวา 30 วนั
- ทําการทดสอบคุณภาพ 1 คร้ังตอทุกปรมิ าณวสั ดุมวลรวมหยาบทุก 5,000 ลบ.ม.
- เม่อื มีกรณีสงสยั คุณภาพของวสั ดมุ วลรวมหยาบควรสงใหส าํ นักฯทดสอบทกุ ๆ 1,000 ลบ.ม.
มาตรฐานท่ที ดสอบ
- ทล.-ท.202/2515 “ วิธีการทดลองหาความสกึ หรอของ Coarse Aggregate โดยใชเ ครอื่ ง Los Angeles
Abrasion ”
- ทล.-ท.204/2516 “ วิธีการทดลองหาขนาดเม็ดของวัสดุโดยผา นตะแกรงแบบไมลา ง ”
- ทล.-ท.213/2531 “ วธิ กี ารทดลองหาคา ความคงทน (Soundness) ของมวลรวม ”
1.3 วสั ดมุ วลรวมละเอียด ทจ่ี ะนํามาใชใ นสวนผสมไดต อ งเปน ไปตามขอกําหนดและทล.-ม.
309/2544 โดยจะตอ งทําการทดสอบคุณสมบตั ิตางๆเชน ขนาดคละ ความสะอาดของวสั ดุ หากวสั ดุมวล
รวมละเอยี ดมปี ริมาณสงิ่ ปลอมปนมากและทําใหค วามแข็งแรงของคอนกรีตลดลงเกนิ กวารอ ยละ 5 จะตอ ง
ทําการทดสอบหาเปอรเ ซนตข องสิ่งปลอมปนดวย หากมกี ารเปลยี่ นแปลงแหลง วสั ดหุ รือมกี ารตรวจสอบ
พบวา คุณสมบตั ขิ องวัสดุมวลรวมละเอยี ดเปล่ียนแปลงไป เชน คาโมดูลสั ความละเอียดเปลี่ยนแปลงไปจาก
คาทดสอบไดใ นตอนแรกมากกวา 0.2 จากคา ทใ่ี ชใ นการออกแบบสว นผสมไวใหผูควบคมุ งานแจงใหนาย
ชางโครงการฯทราบเพอ่ื แจงใหผูรับจางทําการผสมทดลอง (Trial Mix) ใหมโดยใชร ายการคํานวณใหมต าม
คุณสมบตั ขิ องวสั ดมุ วลรวมละเอยี ดจากแหลงวัสดุใหมท ที่ ดสอบไดโ ดยการควบคมุ งานทงั้ หมดจะตอง
เปนไปตามขอ กําหนดและ ทล.-ม.309/2544 อยางเครงครดั
การทดสอบคณุ ภาพ
- สงเพ่ือทดสอบขนาดคละของวัสดุ (Sieve Analysis) และทดสอบ Organic Impurities กอ นการใชงาน
ครง้ั แรกไมต ากวา 30 วัน
- ทําการทดสอบคุณภาพ 1 ครง้ั ตอทกุ ปรมิ าณวัสดุมวลรวมละเอียด 1,000 ลบ.ม.
- เมื่อมกี รณีสงสยั คณุ ภาพของวสั ดมุ วลรวมละเอยี ดควรสงใหสาํ นกั ฯทดสอบทกุ ๆ 1,000 ลบ.ม.
มาตรฐานทีท่ ดสอบ
- ทล.-ท.202/2515 “ วิธกี ารทดลองหา Organic Impuritise ในทรายสําหรบั คอนกรีต ”
- ทล.-ท.204/2516 “ วิธีการทดลองหาขนาดเมด็ ของวัสดโุ ดยผา นตะแกรงแบบไมล าง ”
- ทล.-ท.213/2531 “ วิธกี ารทดลองหาคาความคงทน (Soundness) ของมวลรวม ”
1.4 นา้ํ ท่ใี ชผ สมจะตอ งเปน นา้ํ สะอาด ปราศจากสารเจอื ปนทีอ่ าจมผี ลตอคณุ ภาพของคอนกรีต
และเหล็กเสริมได โดยจะตอ งเปนไปตามขอกําหนดการกอ สรา งทางหลวงและมาตรฐาน ทล.-ม.309/2544
หรอื AASHTO T 26:Quality of Water to be used in Concrete และหากมกี รณีทส่ี งสัยวานา้ํ อาจมคี ณุ สมบัติ
85
ไมเ หมาะสมที่ใชผสมหรือบม คอนกรีตใหท าํ การทดลองคณุ ภาพนา้ํ ตาม AASHTO T 106 :Compressive
Strength of Hydraulic Cemen Mortar (โดยทาํ การตรวจสอบท่ีหนางาน)
การทดสอบคณุ ภาพ
- เมอ่ื มกี รณีสงสยั คณุ ภาพของนา้ํ ควรสง ใหส าํ นกั ฯทดสอบทนั ที
มาตรฐานทที่ ดสอบ
- AASHTO T 26:Quality of Water to be used in Concrete
- AASHTO T 106:Compressive Strength of Hydraulic Cement Mortar
1.5 สารผสมเพ่มิ สารผสมเพิ่ม หมายถงึ สวนผสมอืน่ ๆนอกเหนอื ไปจากปูนปอรต แลนด
ซีเมนต น้าํ มวลรวมหยาบ และมวลรวมละเอยี ด โดยจะทาํ การผสมเขา ไปในสว นผสมกอนหนา หรอื ระหวาง
การผสมใชง าน การใชส ารผสมเพมิ่ ทุกชนดิ จะตอ งไดร ับอนมุ ัตจิ ากนายชา งโครงการฯเปน ลายลักษณอ ักษร
กอนการใชงานจริงไมต่าํ กวา 30 วัน สารผสมเพ่มิ มีหลายชนดิ แบง ออกเปนดังนี้
1.5.1 สารกกั กระจายฟองอากาศ (Air Entraining Admixtures) เปน สารผสมเพิ่มทก่ี อ ใหเ กดิ
ฟองอากาศเสน ผาศูนยกลางประมาณ 0.25-1.00 มิลลิเมตร มปี ริมาณทส่ี ามารถควบคมุ ได ฟองอากาศเหลาน้ี
จะชว ยใหค อนกรตี มคี วามคงทนตอการแข็งตวั ของนาํ้ ไมค อยมคี วามจาํ เปนตอ งใชง านในประเทศแถบรอ น
การทดสอบคุณภาพ
- กอ นการใชง านครง้ั แรกไมตาํ่ กวา 30 วัน
- เมือ่ มีกรณสี งสัยคณุ ภาพของสารกักกระจายฟองอากาศ
มาตรฐานทที่ ดสอบ
- ASTM C 260-77 “ Specification For Air Entraining Admixtures for Concrete ”
1.5.2 สารเคมผี สมคอนกรตี (Chemical Admixtures) เปนสารละลายเคมเี พอื่ ลดปรมิ าณนํา้ ใน
สว นผสม และ/หรอื เพือ่ เปลย่ี นระยะเวลาการกอ ตวั ของคอนกรตี สารเคมีผสมคอนกรีตแบง ออกเปน 7
ประเภทดังน้ี
ประเภท A สารลดปรมิ าณน้ํา (Water Reducing)
ประเภท B สารยดื เวลาการกอ ตวั (Retarding)
ประเภท C สารเรงเวลาการกอตวั และแข็งตัว (Accelerating)
ประเภท D สารลดปรมิ าณนํ้าและยืดเวลาการกอ ตัว (Water Reducing and Retarding)
ประเภท E สารลดปรมิ าณน้ําและเรงการกอตวั (Water Reducing and Accelerating)
ประเภท F สารลดปรมิ าณนํา้ จาํ นวนมาก (Water Reducing-High Range)
ประเภท G สารลดปริมาณนาํ้ จํานวนมากและยืดเวลาการกอตัว (Water Reducing-High Range and
Retarding)
86
การทดสอบคุณภาพ
- กอนการใชงานครง้ั แรกไมตาํ่ กวา 30 วนั
- ทําการทดสอบคุณภาพ 1 ครั้งทุกๆ 1,000 ลติ รที่ใชงาน
- เมือ่ มีกรณสี งสัยคุณภาพของสารเคมีผสมคอนกรตี
มาตรฐานท่ที ดสอบ
- มาตรฐานเลขท่ี มอก. 733
- ASTM C 494-82 “ Specification For Chemical Admixtures for Concrete ”
1.5.3 สารประกอบแรธาตุผสมเพ่ิม (Mineral Admixtures) เปน สารผสมเพิ่มทม่ี ีสภาพเปนผงละเอยี ด
ชวยเพ่มิ Workability ของคอนกรีต ชวยลดความรอนของคอนกรตี สดได ทาํ ใหสามารถชว ยลดการเกดิ
Shrinkage Crack ได สารประกอบแรธ าตุผสมเพ่ิมมอี ยหู ลายชนิด เชน วสั ดเุ ฉื่อย (Inert) ประเภทหนิ ปูนบด
และวสั ดปุ ระเภทปอซโซลาน (Pozzolan) ซ่งึ เปนวสั ดปุ ระเภทซิลิกาสามารถทาํ ปฎิกริ ิยาเคมีกับแคลเซียมไฮ
ดรอกไซดและเกดิ ตัวเชื่อมประสาน (Calciumn Silicate Hydrate) ทําใหมีคณุ สมบตั ทิ ีม่ คี วามตา นทานซลั เฟต
ได จดั เปน ปนู ซเี มนตปอรตแลนดปอซโซลาน (Moderate Sulphate Resistant Cement) โดยวัตถดุ บิ สว นใหญ
มาจากผงถา นหินท่ีไดจ ากการผลิตไฟฟา โดยจะเรยี กวา Pulverized Fly Ash(PFA) มีลักษณะเปน ผงละเอียดสี
เทา
ในกรณที จี่ ะนาํ ปูนซเี มนตป อรต แลนดป อซโซลาน (Moderrate Sulphate Resistant Cement) มาใชใ น
การกอ สรา งนายชา งโครงการฯจะตอ งขออนุมัติตอสาํ นกั ฯเจา ของงานกอ นนํามาใชใ นโครงการกอ สรางและ
จะตอ งไดร ับอนมุ ัตเิ ปนลายลกั ษณอกั ษรดว ย โดยจะตอ งทาํ การแจง ใหส ํานกั วเิ คราะหแ ละตรวจสอบทราบ
ลว งหนาอยางนอ ย 30 วนั และจะตองปฎบิ ัตติ ามขอกําหนด ทล.-ม.309/2544 อยางเครง ครัด
การทดสอบคณุ ภาพ
- กอนการใชง านคร้งั แรกไมต าํ่ กวา 30 วัน
- สง สารประกอบแรธ าตุผสมเพิม่ ทดสอบคณุ ภาพ 1 ครัง้ ทกุ ๆ 500 ลบ.ม.ทีใ่ ชงานหรอื ทกุ 2 เดอื นแลว แต
กรณใี ดเกดิ ข้นึ กอ น
- เมอ่ื มีกรณสี งสยั คณุ ภาพหรอื ความสม่ําเสมอของคุณภาพของสารประกอบแรธ าตผุ สมเพ่ิม
มาตราฐานท่ที ดสอบ
- สารประกอบแรธาตุผสมเพิม่ จะตอ งทดสอบตาม ASTM C 618-84 “ Specification For Fly Ash and
Raw or Calcined Natural Pozzolan for Use sa a Mineral Admixture in Portland Cement Concrete ”
- คุณภาพของปนู ซเี มนตป อรต แลนดป อซโซลานตองเปน ไปตามมาตรฐานเลขท่ี มอก.849
- คุณภาพของปนู ซเี มนตปอรตแลนดป อซโซลานตอ งเปน ไปตาม ASTM C 595-85 Type IP(MS)
- “ Specification For Blended Hydraulic Cement ”
1.6 สารประกอบอยางเหลวสาํ หรบั ใชเ คลือบ (Liquid Membrane-forming Compound) เปน
สารประกอบทางเคมีท่ีเมอ่ื ฉีดพนลงบนผวิ คอนกรตี แลว จะเปลี่ยนสภาพเปน แผนลกั ษณะคลายฟล ม บางๆสี
87
ขาวขนุ ๆเคลอื บผิวคอนกรีตโดยแผน ลกั ษณะคลา ยฟลม บางๆดังกลาวจะไมห ลุดรอ นทําใหน ้ําไมส ามารถ
ระเหยออกจากคอนกรีตทีจ่ ะทาํ การบม ชว ยใหเ กดิ ปฎกิ ิรยิ า Hydration เปน ไปอยา งสมบรู ณย งิ่ ขึ้น
การทดสอบคณุ ภาพ
- กอ นการใชงานครง้ั แรกไมตา่ํ กวา 30 วนั
- สงทดสอบคุณภาพ 1 ครง้ั ทกุ ๆสารประกอบอยา งเหลวสาํ หรบั ใชเ คลือบ 2,000 ลิตร ท่ใี ชงาน
- เมอ่ื มีกรณีสงสยั คุณภาพหรอื ความสมา่ํ เสมอของคุณภาพของสารประกอบอยางเหลวสาํ หรับใชเคลือบ
มาตรฐานท่ที ดสอบ
- มาตรฐานเลขที่ มอก. 841
- ASTM C 309-81 “ Specification for Liquid Membrane-forming Compounds for Curing Concrete ”
1.7 วัสดปุ ระเภทอนื่ ท่ีใชง านกบั การกอ สรา ง Concrete Pavement
1.7.1 เหลก็ เสริม
- แผงลวดตาขา ย(Steel Wire Fabric) จะตองมคี ุณสมบตั ิถูกตอ งตาม AASHTO M 55-81 หรือ ASTM A
785-79
- ลวดทใ่ี ชตอ งมีคุณสมบัติถกู ตอ งตาม AASHTO M 32-81 หรือ ASTM A 82-79 หรอื มาตรฐานเลขท่ี
มอก.747
- ตะแกรงเหลก็ เสน จะตองมคี ุณสมบัติถกู ตอ งตามมาตรฐานเลขท่ี มอก.20, มอก.24 และมอก.211
- เหลก็ เดือย จะตอ งมคี ณุ สมบตั ิถกู ตอ งตามมาตรฐานเลขท่ี มอก.20
- เหล็กยดึ จะตอ งมีคณุ สมบัตถิ กู ตองตามมาตรฐานเลขที่ มอก.24
- ลวดแรงดึงสูงเกลียว จะตองมคี ณุ สมบัตถิ กู ตอ งตามมาตรฐานเลขท่ี มอก.420
- ปลอกเหลก็ เดอื ย จะตอ งมีคณุ สมบัติถูกตองตามทล.-ม.309/2544
การทดสอบคณุ ภาพ
- สง เพอ่ื ทดสอบคณุ ภาพกอนการใชงานครงั้ แรกไมต าํ่ กวา 30 วัน
- สง ทดสอบคุณภาพ 1 ครง้ั ตอปรมิ าณงานทีร่ ะบไุ วใ น ทลม.-ม.309/2544 และการควบคมุ คณุ ภาพวสั ดุท่ี
ใชในงานกอสรา งถนนปอรต แลนดซเี มนตคอนกรีต
มาตรฐานทที่ ดสอบ
- มาตรฐาน AASHTO , มาตรฐาน ASTM มอก. หรอื มาตรฐานอน่ื ๆท่ีกาํ หนดไวโดยกรมทางหลวง
สําหรบั วัสดุประเภทนั้นๆ
1.7.2 วัสดุสําหรบั ใสร อยตอ
- วัสดุอดุ รอยตอ (Joint Filler) หรอื กระดาษชานออ ยจะตอ งมีคุณสมบัตถิ ูกตองตามมาตรฐาน AASHTO
M213-81 หรอื ASTM D 1751-73
88
- วสั ดทุ ารอยตอ (Joint Primer) จะตอ งมคี ณุ สมบัติถูกตองตามมาตรฐาน ทล.-ม.309/2544 หรือ ทล.-ม.
322/2533 หรอื มาตรฐานเลขที่ มอก.479
- สารประกอบยาแนวรอยตอ (Joint Sealing Compound) จะตอ งมคี ณุ สมบัติถูกตอ งตามมาตรฐานเลขท่ี
มอก.479
การทดสอบคณุ ภาพ
- สง เพื่อทดสอบคณุ ภาพกอนการใชง านครง้ั แรกไมต ํา่ กวา 30 วัน
- สงทดสอบคุณภาพ 1 ครงั้ ตอปริมาณงานทีร่ ะบุไวใ น ทลม.-ม.309/2544 และการควบคมุ คุณภาพวสั ดุที่
ใชใ นงานกอ สรางถนนปอรต แลนดซเี มนตค อนกรีต
มาตรฐานทีท่ ดสอบ
- มาตรฐาน AASHTO , มาตรฐาน ASTM มอก. หรอื มาตรฐานอื่นๆทกี่ าํ หนดไวโ ดยกรมทางหลวง
สาํ หรบั วัสดุประเภทนนั้ ๆ
1.7.3 วสั ดุรองพื้นทาง
- วัสดชุ ัน้ รองพนื้ ทางจะตอ งมคี ณุ สมบตั ถิ กู ตอ งตามมาตรฐานของกรมทางหลวง
- Sand Cushion ทใ่ี ชรองใตผวิ ทางคอนกรตี จะตองเปน ทรายหยาบท่ีมเี มด็ แข็ง ผานตะแกรงขนาด 9.5 ม.
ม. ทง้ั หมดและผานตะแกรงขนาด 0.075 ม.ม. (เบอร200) ไมเ กินรอยละ 10
การทดสอบคณุ ภาพ
- ตามท่ีระบุไวใ นขอกําหนดของกรมทางหลวง
มาตรฐานทที่ ดสอบ
- ทดสอบตามทร่ี ะบไุ วใ นแบบและตามรายการละเอยี ดและขอกาํ หนดการกอสรา งทางหลวง
1.8 วสั ดุใชป ระกอบการบม คอนกรีต
- กระสอบ จะตองมคี ณุ สมบัติตามท่ีระบุไวใ น ทล.-ม.309/2544 หรือ AASHTO M 182:Burlap Cloth
Made form Jute or Kenaf
- ทราย จะตองมคี ุณสมบตั ิตามทร่ี ะบไุ วใ น ทล.-ม.309/2544
- สารประกอบอยางเหลวสาํ หรบั ใชเคลือบ (ตามทร่ี ะบไุ วใ น 1.6)
1.9 การ Calibrate อุปกรณต รวจสอบแรงอัด
เครอ่ื งกดแทง ตัวอยา งคอนกรีต หากผรู บั จา งจะทาํ การทดสอบแทงตวั อยางคอนกรีตทโี่ ครงการฯ
จะตองแจงทําการ Calibrate เครอ่ื งทดสอบแทง ตวั อยางคอนกรีตกอนใชงานจริงอยางนอ ย 20 วนั โดยเครือ่ ง
ทดสอบคอนกรีตทีใ่ ชจะตองอยใู นสภาพใหมพอทจ่ี ะใชง านไดด ี และตอ งสามารถกดไดแ รงกดสงู สดุ ไมต ํา่
กวา 200 ตัน
การทดสอบคณุ ภาพ
- แจง สํานักฯเพอ่ื ทําการ Calibrate กอนการใชงานจรงิ อยา งนอ ย 20 วนั
89
- เมอื่ มกี รณีสงสยั คณุ ภาพหรอื ความสม่ําเสมอของคณุ ภาพของเครือ่ งกดแทง คอนกรตี ตัวอยา ง
- ตอ งทาํ การ Calibrate ระหวา งการใชง านทุก 6 เดอื น
มาตรฐานทท่ี ดสอบ
- ตรวจสอบตามมาตรฐานของสํานักวิเคราะหและตรวจสอบ กรมทางหลวง และ ASTM ทกี่ ําหนด
1.10 การผสมทดลองทํา Trial Mix
การผสมทดลองจะตองเปน ไปตามรายการคํานวณท่ีผรู บั จา งเสนอมาใหโครงการฯตรวจสอบและ
สวนผสมดงั กลาวจะตองเปน ไปตามการใชง านจรงิ โดย Cement Content จะตอ งไมตา่ํ กวาทก่ี าํ หนดไวใ น
ขอ กาํ หนดและจะตอ งทําการผสมทดลองทุกสวนผสมท่ีใชใ นโครงการฯโดยคอนกรตี ท่ผี สมทดลองตอง
เปน ไปตามรายละเอยี ดดงั น้ี
การทดสอบคณุ ภาพ
- การผสมทดลองตอ งดาํ เนนิ การใหแ ลวเสร็จกอ นงานเทคอนกรีตจะเริ่มไมนอ ยกวา 30 วัน
- แทงคอนกรีตผสมทดลองขนาด 150x150x150 มม. จํานวนไมน อ ยกวา 27 แทง ตอ 1 สวนผสมคอนกรตี
ทีใ่ ชใ นโครงการฯจะตอ งมกี าํ ลงั รบั แรงอัดเฉลี่ยไมนอ ยกวา 325กก./ตร.ซม.ทอ่ี ายกุ ารบม 28 วัน
- คานคอนกรตี ผสมทดลองขนาด 150x150x600 มม. จาํ นวนไมน อยกวา 27 แทงตอ 1 สว นผสม คอนกรตี
ทใี่ ชก ับงานผวิ ทางคอนกรีตในโครงการฯจะตอ งมีกาํ ลงั รบั แรงดดั เฉลย่ี ไมน อ ยกวา 42 กก./ตร.ซม ที่อายุ
การบม 28 วัน
มาตรฐานทท่ี ดสอบ
- ทล.-ม.309/2544
- การทดสอบกาํ ลังรบั แรงอดั ใหดําเนนิ การตามมาตรฐานเลขที่ มอก.409 “ วิธีการทดสอบความตานทาน
แรงอัดของแทง คอนกรตี ”
- การทดสอบกาํ ลงั รบั แรงดดั ใหดําเนนิ การตาม AASHTO T 97:Flexural Strength of Concrete (Using
Simple Beam with Third-Point Loading)
2 การตรวจสอบอปุ กรณผสมเพอื่ ใชง าน (Ready–Mixed Plant , รถTransit)
โรงผสมคอนกรตี แบบ Ready–Mixed และวัสดตุ างๆของโรงงานผสมคอนกรีตตองทาํ การทดสอบ
ดงั ตอ ไปน้ี
2.1 ยงุ ใสวสั ดแุ ละถงั ชงั่ น้ําหนัก จะตอ งแบงเปนชองๆและมจี ํานวนชอ งมากพอท่ีจะใสวัสดุหิน
และทรายทกุ ขนาดทใ่ี ชใ นสว นผสม โดยหากมกี ารใชห นิ ทมี่ ขี นาดแตกตางกนั 2 ขนาด (เชนหินขนาด 1½”-
#4) จะตองทําการ Stock แยกยุงไวต า งหากหา ม Stock รวมกนั โดยการ Stock วสั ดใุ นยุงตองเปน ไปตามที่
กําหนดไวใ น ทล.-ม.309/2544
2.2 เครือ่ งชง่ั วสั ดพุ วกหนิ กรวด ทราย และซเี มนต จะตอ งเปน แบบคาน จะตอ งมีความละเอยี ด
และผดิ พลาดไมเ กนิ รอยละ 0.5 ของนา้ํ หนกั ทีช่ ง่ั โดยผรู บั จา งจะตองจดั หาตมุ น้าํ หนักมาตรฐานขนาด 25
กโิ ลกรัม อยา งนอย 10 ตุม ไวห นา งานเพือ่ ใชต รวจสอบความถูกตอ งของเครือ่ งชั่ง
90
ในปจจุบนั หนาปด เครื่องชงั่ จะเปน ตัวเลขจากหนาจอคอมพวิ เตอรโ ดยตรงดงั นนั้ ควรทําการ
ตรวจสอบดว ยตมุ น้ําหนกั ท้ังขาข้ึนและขาลงในการ Calibrate โดยควรมีชางปรับแตงเครื่องชั่งของผูผ ลิต
คอนกรตี ที่ Plant ดงั กลา วคอยปรบั แตงและแกไ ขเครอื่ งชั่งไปดว ย
การทดสอบคุณภาพ
- ตอง Calibrate เครือ่ งช่ังของโรงผสมคอนกรีตกอนใชงานจรงิ ไมน อ ยกวา 30 วัน และตอ งผิดพลาดไม
เกินรอ ยละ 0.5 ของน้ําหนักที่ชงั่
- ตอ งทาํ การ Calibrate ทกุ เดือนทใ่ี ชง านและแนบเอกสารของการ Calibrate ในรายงานคอนกรีตทกุ เดอื น
ดวย
- เมอื่ มีกรณสี งสยั คุณภาพหรอื ความสมาํ่ เสมอของคุณภาพของเครอื่ งชั่ง
มาตรฐานทีท่ ดสอบ
- คณุ ภาพของเคร่อื งชง่ั จะตอ งเปนไปตาม ทล.-ม.309/2544
2.3 รถ Transit ควรอยใู นสภาพท่ใี หมแ ละตอ งสามารถท่จี ะกวนผสมคอนกรีตใหเ ขา กันไดด ี
และมแี รงพอท่ีจะหมนุ ถายคอนกรีตออกจากโมไ ดห มด โดยรถ Transit จะตองมีคุณสมบัตทิ ี่ระบุไวใ น ทล.-
ม.309/2544
2.4 หองควบคุมการผลิต จะตอ งสะอาดปราศจากฝนุ สามารถมองเหน็ การทํางานของหอ งผสม
และการถา ยคอนกรตี ผสมเสร็จลงสูร ถ Transit ได มหี นาปดแสดงนาํ้ หนกั ของซีเมนตผงท่อี านไดล ะเอียดถงึ
1.0 กิโลกรัม โดยหนาปดแสดงนาํ้ หนกั ซีเมนตผงจะตอ งสามารถแสดงแหลง ทม่ี าของปูนผงวา มาจาก Silo
เกบ็ ซเี มนตผงอนั ไหนบา ง ซึ่งโดยท่วั ไปแลว ไมม คี วามจาํ เปน ที่จะตอ งทําการ Load ปนู ซีเมนตผ งจาก 2 Silo
พรอมๆกนั สว นหนาปดแสดงน้าํ หนกั ของทราย กรวด หนิ จะตองอานไดละเอยี ดถงึ 5 กโิ ลกรัม และจากจุด
ทีค่ วบคุมจะตอ งมองเหน็ หลอดวัดสารเคมผี สมคอนกรีตเพ่ือจะไดสามารถตรวจสอบปริมาณท่ีใชง านได โดย
ตอ งมีเคร่ืองบันทกึ อัตโนมตั ิ หรือเจา หนา ท่ขี องบรษิ ทั คอนกรตี บันทึกสวนผสมวัสดทุ น่ี ํามาใชผ ลิตคอนกรีต
ท้งั หมดในแตล ะคร้งั และควรแนบเอกสารประวตั คิ อนกรตี ทีผ่ ลติ แตละครัง้ ซง่ึ ตองเปนเอกสารของโรงงาน
ผสมคอนกรีตไวใ นรายงานคอนกรีตทุกๆเดือนดว ย
91
ระหวางการทาํ งาน
1. การควบคุมคณุ ภาพระหวา งการผลติ
1.1 กอ นเริ่มงานผสมคอนกรตี ประจาํ วนั เจาหนาทห่ี นว ยตรวจสอบและแนะนาํ วัสดสุ รางทางและ
เจาหนา ทผี่ ูควบคุมการผลติ ประจํา Plant ควรปฎบิ ตั ดิ ังตอไปน้ี
1.1.1 บนั ทกึ ลักษณะภมู อิ ากาศและอุณหภมู ทิ ํางาน
1.1.2 ทําการตรวจสอบ Moisture Content ของสวนผสมมวลรวมหยาบ และมวลรวมละเอยี ด
1.1.3 ตรวจสอบการทํางานของระบบควบคมุ การผลิตวาเปน ไปตามปกตหิ รอื ไม
1.1.4 ตรวจสอบเครอื่ งบนั ทกึ ประวตั คิ อนกรีตอตั โนมตั วิ าทาํ งานปกตหิ รอื ไม
1.1.5 ตรวจสอบอัตราสว นของสว นผสมคอนกรีตทจ่ี ะทาํ การผลติ
1.1.6 เตรยี ม Mold เพอื่ ใชในการเกบ็ ตัวอยา งทห่ี นางานใหเพยี งพอ
1.1.7 ทาํ การปรบั อัตราสวนผสมมวลรวมหยาบและมวลรวมละเอียดภายหลงั ทราบ Moisture Content
ตาม (2) เพื่อใหคุณภาพของคอนกรีตเปนไปตามที่ออกแบบไว
1.1.8 หากพบวารถ Transit ไมอยูในสภาพท่ีใชง านไดดี ทาํ การบันทกึ และแจง ใหผรู ับจา งเพือ่ ทําการ
เปลีย่ นหรอื ปรบั ปรงุ ตอ ไป
1.1.9 ตรวจสอบอุปกรณตวงนํา้ ยาเคมีผสมคอนกรีต
1.1.10 บันทกึ ชื่อเจาหนา ท่ี QC ของผูผลิตประจาํ Plant และทห่ี นางาน
1.2 ระหวางการผลติ คอนกรีต เจาหนาทหี่ นว ยตรวจสอบและแนะนาํ วสั ดสุ รา งทางและเจาหนา ทผี่ ู
ควบคุมการผลิตประจํา Plant ควบคุมโรงงานผสมคอนกรีตจะตองปฎบิ ตั ดิ ังตอ ไปน้ี
1.2.1 ตรวจสอบคาความยบุ ตวั ของคอนกรีตสดในสว นผสมแรกๆ ท่ผี ลติ เพ่อื ใหเ ปน ไปตามขอ กําหนด
และตรวจสอบวา ไดท ําการปรบั Moisture Content ถกู ตอ งหรือไม เพอ่ื ทําการปรบั สว นผสม
เพอ่ื ใหไ ด Slump ทต่ี อ งการตอไป
1.2.2 ตรวจสอบคา ความยุบตวั ของคอนกรีตสดในปริมาณที่แนน อน เชน ทําการตรวจสอบทกุ ๆ 50
ลบ.ม.ทใ่ี ชงาน
1.2.3 ตรวจสอบการใชสารเคมผี สมคอนกรตี ประเภทลดปรมิ าณน้าํ ใหถ กู ตอ ง
1.2.4 หากจะทําการเลกิ ใชสารเคมีผสมคอนกรตี ตาม(3) ใหท ําการปรบั ปริมาณนา้ํ ใหมเน่อื งจากคอนกรีต
สว นผสมนั้นๆจะตอ งใชน ํา้ มากกวาเดิม
1.2.5 ทาํ การตรวจสอบระยะเวลารถ Transit ออกจาก Plant และกลับ Plant
1.2.6 ทําตว๋ั ปนู ของหนวยฯเพือ่ ให Inspector ของโครงการฯบนั ทึกประวตั ปิ ูนตางๆที่หนา งาน เชน
Slump , เวลาถึงหนา งาน , เวลาเทเสรจ็ , หมายเลขรถ Transit และอน่ื ๆโดยตวั๋ ดังกลา วจะแนบไป
กับตัว๋ ปนู ของผูผ ลิต
1.2.7 แจง ให Inspector ทาํ การบันทึกรายละเอียดทห่ี นา แทง ตัวอยา งคอนกรตี ทุกครง้ั ทีเ่ กบ็ ตัวอยา งที่
หนา งานและใหแจง ใหโรงงานผลิตทราบเม่ือเหน็ วาลักษณะของคอนกรตี เปล่ยี นแปลงไป
92
1.2.8 ระหวา งการผลิตใหสงั เกตเนอ้ื คอนกรีตทไี่ ดใหบ อ ยครั้งมากท่ีสุด หากมกี ารเปลี่ยนแปลงของ
ลกั ษณะสี ความเหนยี ว ความสมา่ํ เสมอของเน้ือคอนกรีต ใหห ยดุ การผลิตและแจง ใหผูรบั จา ง
ตรวจสอบทนั ที โดยทําการเก็บตัวอยา งคอนกรตี น้ันไวตรวจสอบตอ ไปในปริมาณทพี่ อเพยี ง เชน
3 แทง ตัวอยา ง เปน ตน
1.2.9 บันทึกสว นผสมของคอนกรีตเพ่ือจัดทําประวตั แิ ละเก็บไวเปนหลักฐานในกรณีทีเ่ กดิ ปญ หาอ่ืนใด
2. การควบคุมคณุ ภาพหลงั การผลิต
การควบคมุ คุณภาพหลังการเทคอนกรตี คอื การบมคอนกรีตท่ีหนา งาน การบม แทงคอนกรตี
ตัวอยาง รวมไปถงึ การตรวจสอบกําลงั อดั ของแทงตัวอยา งท่ที าํ การเกบ็ มาจากหนางาน การบมคอนกรตี เปน
ขั้นตอนทส่ี าํ คัญมาก โดยหนา ทห่ี ลกั ของการบมคอนกรตี คอื การทําใหเนอ้ื คอนกรตี ไมสูญเสยี นาํ้ ไปใน
ระยะเวลารวดเรว็ เพ่ือใหปฎกิ ริ ิยา Hydration เปน ไปอยา งสมบูรณ เนอื่ งจากคอนกรีตจะมกี ําลังอัดเพิ่มขน้ึ
อยางรวดเรว็ ในระยะแรกๆซึ่งหมายถึงวา การบมทดี่ ีในระยะแรกจะทาํ ใหไ ดคอนกรตี ทม่ี ีคุณภาพดดี ว ย
ขอแนะนําในการบม คอนกรีตหลงั การผลติ มดี งั ตอไปนี้
2.1 ในกรณีที่ใชส ารประกอบอยา งเหลวสาํ หรบั ใชเคลอื บ (Curing Compound) ใหท ําการคนใหสว นผสมท่ี
ตกตะกอนอยเู ขากนั ใหด ีกอ นนาํ ไปใชง านตอ ไป โดยการฉีดพน เพ่ือทาํ การบม คอนกรีตควรไดรบั การ
เอาใจใสแ ละอยภู ายใตก ารควบคมุ ของโครงการฯเปนอยา งดีและควรเปน ไปตามท่รี ะบไุ วใ นคมู ือ
ประกอบการใชง านของนํ้ายาเครือ่ งหมายการคานน้ั ๆ
2.2 สาํ หรบั การใชก ระสอบในการบมผิวทางคอนกรีตควรปดกระสอบใหปกคลุมผิวคอนกรตี ใหห มดไมม ี
ชอ งเวน และควรทาํ การราดนํ้าใหก ระสอบเปยกชุม อยางนอ ยวนั ละ 3 ครงั้ เปนอยา งนอย และกระสอบ
ท่ีใชงานจะตองหนาและหนกั เพ่ือสามารถเกบ็ ความช้นื ไวไ ดน าน
2.3 การบม Column หรอื Deck ของโครงสรา งขนาดใหญ ควรใช Curing Compound พน ที่ผิวหนา 1
คร้ังกอนใชแ ผน พลาสตกิ ทีห่ นาพอสมควรคลมุ ตอ ไป
2.4 วัสดทุ ใ่ี ชใ นการบม คอนกรตี จะตองไมเปน อนั ตรายตอ เนอ้ื คอนกรตี
2.5 การบมคอนกรีตของโครงสรา งทุกประเภทควรบม ใหน านที่สุดเทาท่จี ะทําไดแ ตไ มควรนอ ยกวา 7 วนั
ขอแนะนาํ ในการทดสอบกาํ ลังอัดของคอนกรีตมีดงั ตอไปนี้
- การบม แทงตวั อยา งควรทําตามขอ กําหนด ทล.ม.304/2532 ขอ 5.1 “ การบม แทง ทดสอบแบบ
มาตรฐาน ” และขอ 5.2 “ การบม แทง ทดสอบในการควบคุมงานกอสรา ง ”
- ใหพ จิ ารณากาํ ลังอัดของแทง ตวั อยางวามกี ารแตกกลุม ออกไปหรือไม เชน ในการเทคอนกรตี ในวัน
นน้ั ๆ คอนกรีตสว นผสมเดยี วกันควรมกี าํ ลังอัดประลัยที่ใกลเ คยี งกนั แทงตวั อยา งทมี่ ีกาํ ลงั อดั แตกตา ง
ออกไปมากในตวั อยางชุดเดียวกันควรพจิ ารณาหาสาเหตไุ ดเ ชน การเก็บตัวอยางผดิ พลาด หรอื อ่นื ๆ
- หากหนา งานบมคอนกรตี ดว ยการใชสารประกอบอยางเหลวสาํ หรับใชเ คลือบ ควรทาํ การพน แทง
คอนกรตี ตวั อยา งเหลวสาํ หรับใชเ คลอื บเชนเดยี วกนั (ในกรณีท่ตี องการใชงานกอนครบ 28 วัน)
93
- ในระหวางการทดสอบกําลังอดั ประลัยใหส งั เกตนาํ้ หนกั ของคอนกรีตทที่ ดสอบ แรงกดที่ได ลกั ษณะ
การแตกของแทงตวั อยา ง ลกั ษณะการจบั ตวั ของเนอื้ ซีเมนตกับหนิ และทราย เพ่ือใชเ ปนขอ มูลในกรณที ่ี
เกิดปญ หาแรงอัดประลัยไมผา นขอ กาํ หนด
- ใหแจงผลแรงอัดประลยั ทไ่ี มผ านการทดสอบทอ่ี ายุ 28 วนั ทันทเี พื่อท่จี ะทําการเจาะแทง ตัวอยา งจาก
โครงสรา งจริงมาทาํ การทดสอบแรงอัดประลยั ตอไป
-
ทั้งหมดท่ีกลาวมาขางตน เปน เพยี งรายละเอยี ดสว นหน่ึงของการควบคุมงานคอนกรตี ทีค่ วรทราบและ
ปฎิบตั ิ ในการควบคุมงานจริงผูควบคมุ งานควรใชว จิ ารณญาณในการควบคมุ ใหม ากโดยควรศึกษาขอมลู
ตางๆใหถถี่ วน และควรสังเกตและแกไ ขปญ หาที่เกดิ ขนึ้ ดวยหลกั การทถ่ี ูกตอ งเพือ่ คุณภาพและความคงทน
ของคอนกรีตและประโยชนข องราชการตอ ไป
94
บทท่ี 12
การออกแบบสวนผสมคอนกรีต
ตารางที่ 12.1 คาความยบุ ตวั ของคอนกรตี ทใี่ ชส าํ หรบั การกอสรางประเภทตาง ๆ
ประเภทของงาน คาความยบุ ตวั (ซม.)
งานฐานราก กาํ แพงคอนกรีตเสรมิ เหลก็ คา สงู สุด * คา ตา่ํ สุด
งานฐานรากคอนกรตี ไมเสรมิ เหลก็ งานกอ สรา งใตนํา้
งานพ้นื คาน และผนงั คอนกรตี เสรมิ เหล็ก 8.0 2.0
งานเสาคอนกรีตเสรมิ เหล็ก
งานพ้นื ถนนคอนกรีตเสริมเหลก็ 8.0 2.0
งานคอนกรีตขนาดใหญ
10.0 2.0
10.0 2.0
8.0 2.0
5.0 2.0
* อาจเพม่ิ ไดอกี 2 ซม. สําหรับการทาํ คอนกรตี ใหแ นน ดว ยวิธกี ารอ่นื ทนี่ อกเหนอื ไปจากการใชเ ครอ่ื ง
(Vibrator)
ตารางท่ี 12.2 ขนาดโตสุดของวสั ดุผสมสาํ หรับงานกอ สรางประเภทตา ง ๆ
ขนาดโตสดุ ของวสั ดผุ สม
ขนาดความหนา คาน ผนัง และเสา ผนงั คอนกรีตไม พ้ืนถนน คสล. รับ พืน้ คอนกรีต
ของโครงสราง คสล. เสริมเหล็ก น้ําหนกั มาก รบั น้าํ หนักนอย
(ซม.) นิ้ว มม. น้วิ มม. น้วิ มม. นิว้ มม.
5.0 – 15.0 ½-3/4 12.5-20.0 ¾ 20.0 ¾-1 20.0-25.0 ¾-1 ½ 20.0-40.0
15.0 – 30.0 ¾-1 ½ 20.0-40.0 1 ½ 40.0 1 ½ 40.0 1 ½-3 40.0-75.0
30.0 – 75.0 1 ½-3 40.0-75.0 3 75.0 1 ½-3 40.0-75.0 3 75.0
มากกวา 75.0 1 ½-3 40.0-75.0 6 150.0 1 ½-3 40.0-75.0 3-6 75.0-150.0