The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนวิชาภาษาไทยเพื่ออาชีพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ภาษาไทยเพื่ออาชีพ

หนังสือเรียนวิชาภาษาไทยเพื่ออาชีพ

หนังสอื เลมนเ้ี รียบเรียงตามจดุ ประสงคร ายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธบิ ายรายวิชา หลกั สูตรประกาศนยี บตั รวชิ าชพี (ปวช.)

พุทธศกั ราช 2556 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

รหัสวิชา 2000-1102

ไดผานการตรวจการประเมินคณุ ภาพจากสำนกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา

ประจำปง บประมาณ พ.ศ. 2561 ครัง้ ท่ี 1

Àà ¾Ò×èÉÍ ÍÒäÒ ·ªÕ ¾Âหมวดวชิ าทักษะชวี ิต กลุม วิชาภาษาไทย ประกาศลำดับท่ี5
Thai for Careers

ฉันทนา ปรรณารม 56.-

(ภTาhษaาiไfทorยเCพaอื่ rอeาeชrีพs)
รหสั วิชา ๒๐๐๐-๑๑๐๒

หมวดวิชาทักษะชีวิต กลุ่มวิชาภาษาไทย
หลกั สูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศกั ราช ๒๕๕๖

ส�ำ นักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ

ฉนั ทนา ปรรณารม

ครุศาสตรบณั ฑิต
มหาวิทยาลยั ราชภฏั จนั ทรเกษม

ภาษาไทยเพ่อื อาชพี
(Thai for Careers)

เลขรหัสมาตรฐานสากลประจ�ำ หนงั สือ ISBN ๙๗๘-๖๑๖-๒๑๑-๙๗๑-๒

จัดพมิ พ์และจดั จ�ำ หนา่ ย โดย…

บรษิ ทั วังอกั ษร จำ�กัด
๖๙/๓ ถนนอรณุ อมรินทร์ แขวงวดั อรณุ เขตบางกอกใหญ่ กรงุ เทพฯ ๑๐๖๐๐
โทร. ๐-๒๔๗๒-๓๒๙๓-๕ โทรสาร ๐-๒๘๙๑-๐๗๔๒ Mobile : ๐๘-๘๕๘๕-๑๕๒๑
ID Line : wangaksorn Facebook : สำ�นกั พมิ พว์ งั อกั ษร
e-Mail : wangaksorn๙@gmail.com
http://www.wangaksorns.com

พมิ พค์ ร้ังที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๖๑ จ�ำ นวนที่พมิ พ์ ๕,๐๐๐ เล่ม

สงวนลขิ สทิ ธต์ิ ามพระราชบัญญัตลิ ิขสทิ ธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
โดยบรษิ ทั วงั อกั ษร จ�ำ กัด หา้ มนำ�สว่ นใดสว่ นหนึ่งของหนงั สอื เลม่ นี้

ไปท�ำ ซ�ำ้ ดัดแปลงหรือเผยแพรต่ อ่ สาธารณชนไมว่ ่ารปู แบบใดๆ
นอกจากได้รบั อนญุ าตเป็นลายลกั ษณ์อักษรล่วงหน้าจากทางบริษทั ฯ เทา่ นั้น

ชื่อและเคร่ืองหมายการค้าอื่น ๆ ทอี่ า้ งองิ ในหนงั สือฉบบั น้ี
เป็นสิทธโิ ดยชอบด้วยกฎหมายของเจา้ ของแต่ละราย

โดยบรษิ ทั วงั อกั ษร จ�ำ กัด มไิ ด้อา้ งความเป็นเจา้ ของแตอ่ ยา่ งใด

ภาษาไทยเพ่อื อาชพี
(Thai for Careers)
รหสั วชิ า ๒๐๐๐ - ๑๑๐๒

จุดประสงคร์ ายวิชา

เพือ่ ให้
1. มีความรู้ความเข้าใจในการใช้ภาษาไทย
2. สามารถใช้ภาษาไทยสื่อสารในงานอาชีพอย่างถูกต้องตามหลกั การใช้ภาษา
3. สามารถน�ำ ทกั ษะทางภาษาไทยไปใช้พัฒนาตนเองและงานอาชีพ
4. เหน็ คณุ ค่าและความส�ำ คัญของการใช้ภาษาไทย

สมรรถนะรายวชิ า

1. แสดงความรู้เกี่ยวกับหลกั การใช้ภาษาไทยในงานอาชีพ
2. วเิ คราะห์ สงั เคราะหแ์ ละประเมนิ คา่ สารในงานอาชพี จากการฟงั การดู การอา่ นตาม
หลกั การ
3. พดู ติดต่อกิจธรุ ะและพูดในงานอาชีพตามหลกั การ
4. เขียนเอกสารในงานอาชีพตามหลกั การ

คำ�อธบิ ายรายวชิ า

ศึกษาเกีย่ วกับการใช้ภาษาไทยในงานอาชีพ การฟงั คำ�สั่งหรือข้อแนะนำ�การปฏิบัติงาน ฟัง
และดูสารในงานอาชีพจากสือ่ บคุ คล สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์และแหล่งเรียนรู้ในชมุ ชน การ
อ่านคู่มือการปฏิบตั ิงาน คู่มือการใช้อุปกรณ์หรือรายละเอียดของผลิตภณั ฑ์ การน�ำ เสนอผลงาน
สาธิตขั้นตอนการปฏิบัติงานหรือกระบวนการผลิตชิ้นงานการพดู ติดต่อกิจธุระสนทนากิจธรุ ะทาง
โทรศัพท์ สัมภาษณ์งาน พดู เสนอความเหน็ ในทีป่ ระชมุ การเขียนรายงานการปฏิบัติงาน เขียน
จดหมายกิจธุระ และเขียนโฆษณาประชาสัมพนั ธ์ในงานอาชีพ

ตารางวิเคราะห์สมรรถนะรายวิชา

วชิ า ภาษาไทยเพือ่ อาชพี รหัสวิชา ๒๐๐๐ - ๑๑๐๒
ท - ป - น ๑ - ๐ - ๑ จำ�นวน ๑ คาบ/สปั ดาห์ รวม ๑๘ คาบ

สมรรถนะรายวิชา

หนว่ ยที่
ฟังและ ูดสารในชี ิวตประจำ� ัวนและงานอา ีชพ
ูพดในชี ิวตประจำ�วันและในงานอา ีชพ
อ่านสารในชีวิตประจำ� ัวนและในงานอา ีชพ
เขียนเชิงวิชาการ
เขียนเ ิชง ิกจ ุธระ
เขียนเ ิชงจ ุธรกิจ

1. การใช้ภาษาไทยในงานอาชีพ  
2. การฟงั การดู เพอ่ื อาชีพ
3. การฟงั ค�ำ สั่งและขอ้ แนะน�ำ ในการปฏบิ ัติงาน 
4. การอา่ นสารทางอาชพี
5. การพูดในงานอาชีพ  
6. การพดู เสนอความเห็นในทป่ี ระชุมชน
7. การสมั ภาษณง์ าน 
8. การเขียนจดหมายกจิ ธรุ ะ
9. การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในงานอาชพี 

10. การเขียนประชาสมั พนั ธใ์ นงานอาชีพ 

 







คำ�น�ำ

วชิ าภาษาไทยเพื่ออาชพี รหสั วิชา ๒๐๐๐-๑๑๐๒ จดั อยใู่ นหมวดวชิ าทกั ษะชวี ติ กลมุ่ วชิ าภาษาไทย ตามหลกั สตู ร
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช ๒๕๕๖ สำ�นักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
โดยผเู้ ขียนได้บริหารสาระการเรียนรู้แบ่งเป็น ๙ บทเรียน ได้จัดแผนการจัดการเรียนรู้/แผนการสอนที่มุ่งเน้นฐาน
สมรรถนะ (Competency Based) และการบรู ณาการ (Integrated) ตรงตามจดุ ประสงคร์ ายวิชา สมรรถนะรายวิชา
คำ�อธิบายรายวิชา ในแต่ละบทเรียน มุ่งให้ความสำ�คัญส่วนที่เป็นความรู้ ทฤษฎี หลักการ กระบวนการ ตัวอย่าง
แบบฝึกปฏิบัติ และคำ�ถามเพื่อการทบทวน เพื่อฝึกทักษะประสบการณ์ เร่งพัฒนาบทบาทของผู้เรียนเป็นผู้จัดการ
แสวงหาความรู้(Explorer)เปน็ ผู้สอนตนเองได้สรา้ งองค์ความรู้ใหม่และบทบาทของผู้สอนเปล่ียนจากผู้ให้ความรมู้ าเปน็
ผ้จู ัดการชีแ้ นะ (Teacher Roles) จดั สิง่ แวดล้อมเออ้ื อ�ำ นวยต่อความสนใจเรียนรู้ และเปน็ ผู้รว่ มเรียนรู้ (Co-investi-
gator) จัดหอ้ งเรียนเปน็ สถานทท่ี �ำ งานรว่ มกนั (Learning Context) จดั กลมุ่ เรยี นรใู้ หร้ จู้ กั ท�ำ งานรว่ มกนั (Grouping)
ฝกึ การยอมรบั ความคดิ เหน็ รว่ มกนั สามารถน�ำ ความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการท�ำ งานได้ โดยจะตอ้ งมคี วามเชอ่ื มน่ั ความซอ่ื สตั ย์
(Trust) และเหนอ่ื สง่ิ อน่ื ใด เปน็ คนดที ง้ั กาย วาจา ใจ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และมจี รรยาบรรณตอ่ วชิ าชพี
สง่ เสรมิ สนบั สนนุ ยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นาระบบคณุ วฒุ วิ ชิ าชพี (Vocational Qualification System) สอดคล้องตาม
มาตรฐานอาชพี (Occupational Standard) สร้างภมู คิ มุ้ กนั เพม่ิ ขดี ความสามารถในการแขง่ ขันของประเทศ ก�ำ ลัง
แรงงาน การพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานระดับชาติ (National Benchmarking) และการวิเคราะห์หนา้ ทกี่ ารงาน
(Functional Analysis) เพ่ือใหเ้ กดิ ผลส�ำ เรจ็ ในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ทุกสาขาอาชพี เปน็ การเตรียมความพร้อมของผู้
เรียนเข้าสู่สนามการแข่งขันในประชาคมอาเซียน
หากหนังสือเล่มนี้เป็นประโยชน์สำ�หรับนักศึกษาและบุคคลทั่วไปที่สนใจ ผู้เขียนขอมอบด้วยความระลึกถึง
พระคุณของบิดา มารดา ครู อาจารย์ผู้สอนทุกท่านที่ประสาทวิชาความรู้ให้กับผู้เขียนไว้ ณ โอกาสนี้

ฉนั ทนา ปรรณารม

สารบัญ

บทที่ ๑ การใช้ภาษาไทยในงานอาชีพ ๑

การใช้ภาษาไทยในการสื่อสารเพ่ืองานอาชพี ๓
การเลอื กใชส้ �ำ นวนภาษาใหเ้ หมาะสมกบั งานอาชพี ๓
การใช้ภาษาไทยใหม้ ีประสิทธิภาพในการสอ่ื สารทางธรุ กิจ ๔
มารยาทในการสื่อสาร ๖
ลกั ษณะค�ำ สุภาพ ๖
การใช้ค�ำ ในสถานการณต์ ่าง ๆ ๘
แบบทดสอบและกิจกรรมการฝึกทกั ษะ ๑๓

บทที่ ๒ การฟงั การดู เพือ่ อาชีพ ๑๔
๑๕
ความหมายและความสำ�คญั ของการฟงั การดู ๑๕
ความส�ำ คญั ของการฟัง ๑๖
ประโยชนข์ องการฟงั ในงานอาชพี ๑๗
ลกั ษณะการฟังท่มี ปี ระสิทธิภาพ ๑๘
ประเภทของสารท่ีฟงั ๑๘
มารยาทของการฟัง ๑๙
การพัฒนาประสิทธภิ าพในการฟงั ๒๐
หลักการดู และความส�ำ คัญของการด ู ๒๕
การรบั สารในงานอาชพี จากการฟัง และดูจากสือ่ ประเภทต่าง ๆ ๒๙
แบบทดสอบและกิจกรรมการฝึกทักษะ
๓๐
บทที่ ๓ การฟังค�ำ ส่ังและขอ้ แนะน�ำ ในการปฏิบตั ิงาน

การฟงั คำ�สั่งและข้อแนะน�ำ ในการปฏิบตั งิ าน

องค์ประกอบของการสัง่ งาน ๓๑
ประเภทการส่งั งาน ๓๒
หลักการฟังคำ�สัง่ หรอื ค�ำ แนะน�ำ เพอ่ื นำ�ไปปฏิบัติงาน ๓๒
ลกั ษณะผ้ปู ฏิบัติงานตามค�ำ สง่ั ที่ดี ๓๓
การเตรียมตัวในการปฏบิ ัติงานตามค�ำ สง่ั ๓๔
เทคนิคการบริหารเวลาการปฏิบตั งิ านอยา่ งมีประสิทธิภาพ ๓๕
แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝกึ ทกั ษะ ๓๘
๔๓
บทที่ ๔ การอา่ นสารทางอาชีพ ๔๔
๔๖
ความหมายของสารทางอาชพี ๔๖
รปู แบบสารทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับงานอาชีพ ๔๗
หลกั การอ่านสารในทางอาชพี ๕๔
การอา่ นสารทางอาชพี ประเภทตา่ ง ๆ ๕๙
แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝกึ ทกั ษะ ๖๐
๖๒
บทที่ ๕ การพดู ในงานอาชีพ ๗๕
ความหมายและความสำ�คัญของการพดู ในงานอาชพี
ประเภทของการพูดในงานอาชพี ๘๐
แบบทดสอบและกิจกรรมการฝกึ ทกั ษะ ๘๑
๘๘
บทที่ ๖ การพูดเสนอความเห็นในทีป่ ระชุม ๙๒
๙๓
การพูดในทป่ี ระชมุ ๙๖
แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝกึ ทกั ษะ ๑๐๒

บทที่ ๗ การสัมภาษณ์งาน

การสัมภาษณ์
การสมั ภาษณ์งาน
แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝึกทักษะ

บทที่ ๘ การเขียนจดหมายกิจธุระ ๑๐๘
๑๐๙
หลกั การและกลวธิ กี ารเขียนจดหมาย ๑๑๐
มารยาทการเขียนจดหมายทว่ั ไป ๑๑๐
จดหมายกจิ ธรุ ะ ๑๑๑
รูปแบบของจดหมายกจิ ธุระ ๑๑๑
ลกั ษณะ - ส่วนประกอบของจดหมายกจิ ธุระ ๑๑๓
หลักการเขียนจดหมายกจิ ธรุ ะ ๑๑๔
ประเภทของจดหมายกิจธุระ ๑๒๕
แบบทดสอบและกิจกรรมการฝึกทักษะ ๑๒๙
๑๓๐
บทที่ ๙ การเขียนโฆษณาในงานอาชีพ ๑๓๑
๑๓๓
ความหมายของการโฆษณา ๑๓๙
ประเภทของการโฆษณา ๑๔๖
การใชภ้ าษาของการโฆษณา ๑๔๙
วงจรชวี ติ ของการโฆษณา ๑๕๑
แบบทดสอบและกิจกรรมการฝกึ ทกั ษะ ๑๕๒
๑๕๔
๑๕๕
๑๕๖
บทที่ ๑๐ การเขียนประชาสัมพนั ธ์ในงานอาชีพ ๑๕๘

ความหมายของการประชาสัมพันธ์ ๑๖๓
ความแตกตา่ งของการโฆษณา - การประชาสมั พันธ ์
ภาษากบั การประชาสมั พันธ ์
หลักการเขียนเพอ่ื การประชาสมั พันธ ์
การเขียนขา่ วเพอ่ื การประชาสัมพันธ ์
แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝึกทกั ษะ

บรรณานุกรม

๑บ ท ที่

การใช้ภาษาไทยในงานอาชีพ

แนวคิด
การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารในงานอาชีพได้อย่าง
มีประสิทธิภาพผู้ใช้ภาษาต้องมีความรู้ในการเลือกใช้ภาษาให้
ถูกประเภท  ถูกระดับภาษา  รวมท้ังการใช้ถ้อยค�ำ  ส�ำนวนใน
การสอื่ สารได้ถกู ต้อง เหมาะสมกบั โอกาส สถานการณ์ และฐานะ
ของบคุ คล  เพือ่ สร้างความประทับใจแก่ผรู้ ับสาร

สาระการเรียนรู้
๑. หลักการใชภ้ าษาไทยทถ่ี ูกต้องเพ่ือการส่อื สารในงานอาชีพ
๒. ระดับภาษาทีใ่ ช้เพอื่ การส่อื สารในงานอาชพี
๓. มารยาทในการสื่อสาร

สมรรถนะประจ�ำบท
มีความรคู้ วามเขา้ ใจเกยี่ วกับหลกั การใช้ภาษาไทย

เพ่ือการสื่อสารในงานอาชีพ  และสามารถน�ำไปใช้ได้ถูกต้อง
เหมาะสมกับโอกาส  และฐานะของบุคคล

วัตถปุ ระสงค์เชงิ พฤตกิ รรม (Behavioral Objectives)
๑. สามารถเลอื กใช้คำ� ตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งตามกาลเทศะ โอกาส และบคุ คลได้
๒. มีทักษะการใชภ้ าษาในการสอ่ื สารไดอ้ ยา่ งถูกต้องเหมาะสมกับงานอาชีพ
๓. สามารถเลือกใช้ค�ำ ส�ำนวน เพอ่ื การสื่อสารในงานอาชพี ไดถ้ กู ต้อง เหมาะสม

2  ภาษาไทยเพอื่ อาชีพ

๑ การใช้ภาษาไทย
ในงานอาชีพ

การใช้ภาษาไทยในการส่อื สารเพ่ืองานอาชีพ

ภาษาเป็น “เครื่องมือ” สำ� คญั ชิน้ หน่งึ ในการประกอบอาชพี เพราะทกุ สาขาอาชีพตอ้ งใช้ภาษา
เพ่ือการติดตอ่ สื่อสารกับบคุ คลตลอดเวลา ดังนนั้ “ภาษา” จึงมีความสำ� คัญทงั้ ในด้านการด�ำเนินชีวิต
ประจำ� วันและเพ่ืองานอาชีพ เพื่อให้ “การสือ่ สาร” เกดิ ประสิทธผิ ลจะตอ้ งพิจารณารายละเอียด ดงั นี้
๑. การใช้ค�ำให้ตรงกับความหมายตามหลักการใช้ภาษาไทย  ควรเขียนให้ถูกต้องทั้งด้าน
การเขียนสะกดคำ� การออกเสียง และสื่อความชัดเจน ไม่ควรใหเ้ ข้าใจวา่ เป็นนยั ประหวัด ดังน้นั การให้
บริบทอยา่ งชัดเจน จะทำ� ให้คำ� น้นั ตรงกับความหมายทีผ่ ูใ้ ชต้ ้องการ
๒. การใช้ค�ำให้ตรงตามความนิยมของผู้ใช้ภาษาเดียวกัน  เพราะค�ำท่ีมีความหมายเดียวกัน
อาจใชแ้ ทนกนั ไดห้ รอื อาจแทนกนั ไมไ่ ด้ แลว้ แตค่ วามนยิ มของผใู้ ชภ้ าษานนั้  ๆ  จงึ ควรมคี วามระมดั ระวงั
ในการใช้ค�ำแตล่ ะครัง้
๓. การใช้คำ� ให้เหมาะสมกบั กาลเทศะและบคุ คล  ควรเลอื กใช้ค�ำสุภาพในทชี่ มุ ชน ค�ำนึงถึง
ฐานะของแต่ละบุคคล โดยเลือกใช้ให้เหมาะสมตามระดับภาษา
๔. การใช้ค�ำซ�้ำซากหรือหลากค�ำ  ควรเลือกใช้ค�ำให้แปลกออกไป  แต่ค�ำ ๆ  น้ันต้องมี
ความหมายใกล้เคยี งหรอื คลา้ ยกัน เชน่ พอใจ ชอบ เพลดิ เพลิน มีความสุข เปน็ ต้น
๕. การใชค้ ำ� ใหเ้ กดิ ภาพ คอื การใชค้ ำ� ท่ที ำ� ใหผ้ รู้ บั สารเหน็ ภาพจากการฟงั การอา่ นเหมอื นกับ
ไดส้ มั ผสั ด้วยตนเอง เชน่ ด�ำปี๋ จืดชืด ฯลฯ

 บทที่ ๑ การใช้ภาษาไทยในงานอาชพี  3

การเลือกใชส้ �ำ นวนภาษาให้เหมาะสมกับงานอาชีพ

“ธรุ กจิ  : Business”  หมายถงึ   กจิ กรรมตา่ ง ๆ   ทนี่ ำ� ไปสเู่ ปา้ หมายในการเสนอสนิ คา้ หรอื บรกิ าร
ใหแ้ ก่ผู้บริโภค
“ภาษาธุรกิจ”  จึงหมายถึง  ถ้อยค�ำท่ีใช้ในการส่ือสารทั้งการพูด  การเขียนหรือสัญลักษณ์
ต่าง ๆ ทใี่ ช้ในการดำ� เนินการทางดา้ นการค้าขาย  โดยมเี ป้าหมายส�ำคญั คือ “ผลกำ� ไร”
การสื่อสารด้วยค�ำพูดที่ใช้ในชีวิตประจ�ำวันของคนไทยต้องค�ำนึงถึง  “ระดับของภาษา”
เนื่องจากสังคมไทยให้ความเคารพกันตามระบบอาวุโส  และยกย่องกันตามต�ำแหน่ง  หน้าท่ี  เพื่อ
ให้เหมาะสมกบั โอกาส เวลา บุคคล และสถานท่ี ผูใ้ ชจ้ ึงควรมคี วามร้ทู างภาษาเปน็ อย่างดี ทำ� ใหเ้ กดิ
ความมนั่ ใจ ทำ� ใหก้ ารตดิ ตอ่ กจิ ธรุ ะ ธุรกิจต่าง ๆ ประสบผลสำ� เร็จตามมา

ระดบั ภาษาทใี่ ชใ้ นการสอ่ื สารทางธรุ กจิ

๑. ภาษาทางการ : มคี วามถกู ตอ้ งตามระเบยี บแบบแผน ตามหลกั ไวยากรณ์ โดยคำ� นงึ ถงึ ผรู้ บั สาร
เปน็ ส�ำคัญ เช่น ผู้มีต�ำแหนง่ งานในระดบั สูง ประชาชนสว่ นใหญ่ ลกู ค้าส�ำคญั
๒. ภาษากึง่ แบบแผน : ภาษาทใ่ี ชพ้ ูดหรอื เขยี นในโอกาสทวั่ ไป ตอ้ งมีความสุภาพ ถูกตอ้ งตาม
หลักการใช้ภาษา  อาจมีค�ำย่อ  หรือภาษาต่างประเทศปะปนได้บ้างแต่ต้องเป็นท่ีรู้จักโดยท่ัวไป  ผู้รับสาร
อาจเป็นบุคคลทไ่ี มค่ นุ้ เคย หรือกลุ่มบคุ คลทมี่ ีจ�ำนวนไม่มาก
๓. ภาษาปาก  (ภาษาพูด)  :  เป็นการสื่อสารกับบุคคลใกล้ชิด  กลุ่มลูกค้าที่คุ้นเคย  มีความ
เปน็ กนั เอง  จงึ ไมต่ อ้ งค�ำนึงถงึ หลกั การใช้  แตต่ อ้ งชัดเจน  ตรงประเดน็

การใช้ภาษาไทยให้มปี ระสทิ ธิภาพในการสื่อสารทางธุรกิจ
ในวงการธรุ กจิ นนั้ ตอ้ งการงานทรี่ วดเรว็   ประหยดั เวลาและคา่ ใชจ้ า่ ย  และไดผ้ ลตามจดุ มงุ่ หมาย

ท่ีต้ังเป้าไว้  ดังนั้น  การใช้ภาษาได้ถูกต้องในการติดต่อสื่อสารไม่ว่าจะด้วยค�ำพูดหรือข้อเขียนต่าง ๆ
จึงเปน็ สง่ิ ส�ำคัญอยา่ งมาก 
ข้อเสนอแนะในการใชภ้ าษาสือ่ สารต่าง ๆ มีดงั นี้
๑. สำ� นวนภาษาท่ีใชต้ ิดต่อธรุ กจิ ต้องชัดเจน เหมาะสม สัน้ ได้ใจความสมบูรณ์
๒. การพิมพ์จดหมายติดต่องาน  เอกสารต่าง ๆ  นอกจากการวางรูปแบบถูกต้อง  สะอาด
เรยี บร้อย สวยงามแลว้ ควรระวังการใชภ้ าษาใหถ้ กู ตอ้ ง เหมาะสม เพ่ือปอ้ งกันการเขา้ ใจผดิ ทจี่ ะท�ำให้
เสยี เวลา เสียค่าใช้จ่าย ฯลฯ อนั จะน�ำผลเสยี มาส่บู รษิ ทั หา้ งร้าน หรอื หนว่ ยงานน้ัน ๆ

4  ภาษาไทยเพ่อื อาชีพ

๓. การสนทนาตา่ ง ๆ  ทงั้ สนทนาแบบบคุ คลตอ่ บคุ คล  หรอื สนทนาทางโทรศพั ท ์ ตอ้ งระมดั ระวงั
การใชภ้ าษาไทยให้ถูกตอ้ ง อันจะเปน็ ผลดีแก่ธุรกิจการงาน ภาพลกั ษณ์ของตน หนว่ ยงาน องค์กร
นักธุรกจิ ทด่ี ี ต้องมคี วามรู้ดา้ นการฟงั การพูด การอ่าน และการเขียนภาษาไทยไดเ้ ปน็ อย่างดี
และสามารถนำ� ภาษาไทยไปใชป้ ระกอบธุรกจิ การงานได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
การใชภ้ าษาไทยให้มีประสิทธิภาพในการสื่อสารธรุ กิจ ผทู้ ่ปี ระกอบธุรกิจตา่ ง ๆ  ควรจะศึกษา
การใชภ้ าษาไทยใหแ้ ตกฉานในทกุ  ๆ ด้าน ดังนี้
การฟงั สามารถฟงั เร่อื งตา่ ง ๆ  และจบั ใจความสำ� คัญของเรอ่ื งทฟี่ ังไดเ้ ป็นอยา่ งดี
การพดู รหู้ ลกั การพดู มวี าทศิลปใ์ นการพดู มจี ิตวิทยาในการสนทนากับคสู่ นทนาเป็นอยา่ งดี
ตลอดจนมปี ฏิภาณไหวพริบ ในการเจรจาเรอ่ื งธุรกิจการงาน
การอ่าน สามารถอ่านไดถ้ ูกตอ้ งอย่างมีจงั หวะ เวน้ วรรคตอนใหถ้ กู ตอ้ ง เขา้ ใจความหมาย
ของค�ำ ประโยค ขอ้ ความจากเรอ่ื งทีอ่ ่าน ทัง้ การใชค้ �ำบรรยายง่าย ๆ การใชส้ ำ� นวนที่ลึกซง้ึ และสามารถ
สรุปความเข้าใจออกเป็นข้อเขียนหรอื ค�ำพูดได้
การเขียน มีความร้เู กีย่ วกบั การเขียน สระ พยญั ชนะ สะกดคำ� การันต์ และการใช้ค�ำ วลี
ประโยคตา่ ง ๆ ฯลฯ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
สรุป  การพูดหรือเขียนข้อความในการส่ือสารต่าง ๆ  เพื่อธุรกิจ  ผู้พูดหรือผู้เขียนต้องรู้จักเลือก
ถ้อยค�ำหรือข้อความท่ีจะน�ำมาพูด  เขียน ให้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล  จะท�ำให้ผู้รับสารเกิด
ความประทบั ใจ สามารถทำ� ใหธ้ รุ กจิ ตา่ ง ๆ  ทตี่ ิดตอ่ ส�ำเร็จไดต้ ามเป้าหมายทวี่ างไว้ ฉะนั้นการพถิ พี ถิ นั
ในการใชถ้ อ้ ยค�ำนับว่าจำ� เป็นมากในการสอื่ สารตา่ ง ๆ

มารยาทในการสอ่ื สาร

ความรู้พ้ืนฐานที่เกี่ยวกับการสื่อสารท่ีกล่าวมาข้างต้น  เป็นสิ่งส�ำคัญท่ีผู้เรียนซ่ึงอยู่ในฐานะ
“ผสู้ ่งสาร – ผู้รับสาร” ตอ้ งเรียนรู้ และฝึกฝนอยเู่ สมอ เพราะจะทำ� ให้การสอื่ สารแตล่ ะครัง้ ประสบ
ความสำ� เรจ็
คณุ ธรรม และมารยาท เป็นสิ่งท่ี “ผสู้ ่งสาร – ผู้รบั สาร” ต้องตระหนัก และให้ความส�ำคัญใน
ขณะสือ่ สารดว้ ยเช่นกนั

 บทท่ี ๑ การใชภ้ าษาไทยในงานอาชีพ  5

• คุณธรรมในการส่อื สาร : ในทางพระพทุ ธศาสนา หมายถึง “วจีสจุ รติ ” อันไดแ้ ก่ ไม่พดู เท็จ
ไมพ่ ดู เพอ้ เจอ้ ไมพ่ ดู หยาบ ไมพ่ ดู ส่อเสยี ด
ดังนั้น คุณธรรมในการสื่อสาร หมายถึง การรักษาความสตั ย์ ความสุภาพอ่อนโยน พูดใน
สง่ิ ทกี่ อ่ ให้เกดิ ประโยชนท์ ้งั ตนเองและผอู้ ่นื   ถือเปน็ จิตส�ำนกึ ของทุกคน และในสังคมปจั จบุ นั
• มารยาทในการส่ือสาร : เป็นส่งิ ทตี่ ้องเรียนรู้ และฝึกฝน ประกอบด้วย
๑. ส่งสารทีม่ ปี ระโยชนท์ ้ังต่อตนเองและผอู้ น่ื โดยค�ำนงึ ถึงหลกั คุณธรรมในการสือ่ สาร
๒. เนอ้ื หา  ถ้อยค�ำ ส�ำนวน มีความสุภาพ ออ่ นน้อมทง้ั กาย วาจา  ใจ
๓. ค�ำนึงถึงกาลเทศะ  ความเหมาะสม ขนบธรรมเนียม ประเพณี
๔. มบี คุ ลิกภาพท่ดี ี  ใชส้ �ำนวนภาษาสุภาพ  อ่อนโยน  เหมาะสมกับบคุ คล

ตัวอยา่ งระดับของภาษา

ค�ำพูดทัว่ ไป (ภาษาปาก) คำ� พดู กง่ึ แบบแผน ค�ำพูดแบบแผน

แม ่ คณุ แม่ มารดา
พอ่
กนิ คณุ พ่อ บิดา
คนไม่สบาย
หนู ฉนั (แทนตวั ผ้พู ูด) รบั ประทาน รับประทาน
ผม
มีท้อง คนไข้ คนไข้, ผปู้ ่วย
ตาย สน้ิ สนิ้ ไปแลว้
หมอ ฉนั , ดฉิ ัน ขา้ พเจ้า
ออกลกู
โกหก กระผม ข้าพเจา้
ผวั
เมยี มีครรภ์ ตัง้ ครรภ์
กนิ เหล้า
ตาย, เสียชวี ติ , ส้ินชวี ติ ถึงแกก่ รรม

คุณหมอ นายแพทย์, แพทย์หญงิ

คลอดลูก คลอดบตุ ร

พูดปด พูดเทจ็

สามี สามี

ภรรยา ภรรยา

ด่ืมเหล้า ดมื่ สุรา

6  ภาษาไทยเพ่อื อาชพี

ลักษณะคำ�สุภาพ

คำ� สุภาพ  หมายถึง  ค�ำที่ใช้ได้เหมาะแกฐ่ านะของบุคคลและเหมาะกับลักษณะการเขยี น  เช่น
กิน ค�ำสุภาพ รับประทาน
เรยี ก ค�ำสภุ าพ เชิญ  เรยี นเชญิ
พ่อแม ่ ค�ำสภุ าพ บดิ า  มารดา
ลกู ค�ำสุภาพ บตุ ร ธดิ า
บอกใหร้ ู้ ค�ำสภุ าพ เรียนใหท้ ราบ
แต่งตวั เชย ค�ำสภุ าพ แต่งกายไมท่ ันสมยั
ฯลฯ
ค�ำที่ควรจะพิจารณาน�ำมาใช้ให้เหมาะสมกับบุคคล  ต�ำแหน่งโอกาส  และสถานท่ี  คือ  ขอ
ชว่ ย  กรุณา  โปรด  ขอความกรุณา  เชน่
ขอนำ้� สักแกว้ นะคะ
ชว่ ยหยิบแก้วให้ฉันหนอ่ ยคะ่
กรุณาเดินเบา ๆ หนอ่ ยนะคะ
โปรดอยา่ เดนิ ลดั สนามหญ้า
ขอความกรุณายนื ขึ้นด้วยค่ะ

การใชค้ �ำ ในสถานการณ์ต่าง ๆ

คำ� ทีม่ คี วามหมายเหมือนกนั แต่ใชใ้ นสถานการณ์ตา่ งกนั ไดแ้ ก่
๑. คำ� ที่ใช้ในภาษาพดู – ค�ำท่ใี ช้ในภาษาเขียน เช่น
ภาษาพดู ภาษาเขียน
ทาน รบั ประทาน
ร ู้ ทรงทราบ (สมเดจ็ พระสงั ฆราช)
ปว่ ย ประชวน (สมเด็จพระสังฆราช)
บวช ทรงผนวช (พระมหากษัตริย)์
ทำ� คลอด ถวายสูตกิ รรม (สมเด็จฯพระราชนิ ี)

 บทที่ ๑ การใชภ้ าษาไทยในงานอาชพี  7

๒. คำ� ทีใ่ ช้ใหเ้ หมาะสมกับฐานะของบคุ คล เช่น
สำ� หรบั บุคคลท่ัวไป ส�ำหรบั บคุ คลตามฐานะ
กนิ ฉนั เสวย
นอน จำ� วดั บรรทม
ตาย ส้ินพระชนม์ (พระสงั ฆราช)
ถ่ายอจุ จาระ ไปถาน (พระ)
ให ้ ถวาย (พระ)
พดู ตรสั ด�ำรสั รบั ส่ัง (พระสงั ฆราช)

๓. คำ� ท่ใี ชภ้ าษาแบบแผน - ใชภ้ าษาไมเ่ ปน็ แบบแผน เชน่
ภาษาแบบแผน ภาษาไม่เป็นแบบแผน
เรียน บอก
บริโภค กิน
หนงั สือรบั รอง ใบรบั รอง
ดวงตราไปรษณียากร แสตมป์
กรุงเทพมหานคร กรงุ เทพฯ

ฯลฯ

8  ภาษาไทยเพอ่ื อาชีพ

แบบทดสอบ
และกิจกรรมการฝึกทักษะ
บทที่ ๑ การใช้ภาษาไทยในงานอาชีพ

กิจกรรมท่ี ๑ เลือกค�ำตอบทถี่ ูกตอ้ ง

๑. บุคคลในขอ้ ใด มคี วามสำ� คญั ตอ่ ภาษาไทยมากที่สุด
ก. พ่อขุนรามค�ำแหงมหาราช ข. พระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลา้ นภาลยั
ค. สมเดจ็ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ง. พระยาศรีสุนทรโวหาร (ภ)ู่

๒. ข้อใดใหค้ วามหมายของ “ภาษา” ได้ถกู ต้องทีส่ ุด
ก. ภาษา คอื สงิ่ ที่แสดงภมู ิปญั ญาของมนุษย์
ข. ภาษา คือ สิง่ ทมี่ นษุ ย์และสัตว์ใชใ้ นการส่อื สาร
ค. ภาษา คือ เคร่ืองมือสำ� คัญทม่ี นุษย์ใช้ในการตดิ ตอ่ ส่อื สารระหวา่ งกนั ในสงั คม
ง. ภาษา คือ เครื่องมือท่ีแสดงอตั ลกั ษณ์ ความสามารถของมนุษย์

๓. มนุษย์มกี ารติดต่อสอื่ สารกนั เพ่ือวตั ถปุ ระสงคใ์ ด
ก. แสดงความตอ้ งการของตนใหผ้ อู้ ่ืนทราบ
ข. ต้องการแสดงให้ผูค้ นรอบข้างมีสมั พนั ธภาพทด่ี ีตอ่ กัน
ค. ตอ้ งการแสดงความตอ้ งการและความนึกคดิ ของตนให้ผู้อ่นื ทราบ
ง. เพราะมนุษย์เป็นสัตวส์ งั คมจึงตอ้ งมีการตดิ ตอ่ ส่อื สารกัน

๔. ขอ้ ใดเป็นการสื่อสารท่มี ปี ระสิทธภิ าพ
ก. การใชอ้ ปุ กรณ์การสอ่ื สารท่ีเหมาะสมกบั ยคุ สมยั
ข. การใชถ้ อ้ ยค�ำ สำ� นวนภาษาทชี่ ดั เจน กะทดั รัด ไมเ่ ย่นิ เย้อ
ค. ผสู้ ่งสาร กบั ผูร้ บั สารเกดิ ความเข้าใจตรงกนั บรรลุวัตถปุ ระสงค์ท่ตี อ้ งการ
ง. ผ้สู ่งสารตอ้ งมีความรสู้ ามารถเลือกใช้ถอ้ ยค�ำทไ่ี พเราะ ทันสมยั

 บทท่ี ๑ การใช้ภาษาไทยในงานอาชพี  9

๕. หากผู้เรียนต้องการแนะน�ำอุปกรณ์ส�ำนักงานช้ินใหม่ให้แก่ลูกค้าบริษัทแห่งหน่ึง  ควรใช้ภาษา
ระดบั ใด
ก. ระดบั ทางการ ข. ระดบั กึง่ แบบแผน
ค. ระดบั ภาษาราชการ ง. ระดับภาษากันเอง

๖. ขอ้ ใดเปน็ การสื่อสารตา่ งจากข้ออนื่
ก. ผ้ฟู ังบรรยายปรบมอื ให้แกผ่ ู้บรรยายเสียงดังกึกก้อง
ข. คณุ ตูนถ่ายทอดประสบการณ์จากการเจอเรอื่ งเหลือเชอื่ ไดอ้ ยา่ งสนุกและน่ากลัว
ค. เมอ่ื ครง้ั ยงั เด็กฉนั ชอบฟังคณุ แม่อา่ นนิทานให้ฟังกอ่ นนอนทุกคืน
ง. การอ่านนิทานธรรมะให้เด็ก ๆ  ฟัง  นอกจากความสนุกสนานยังเป็นการปลูกฝังจริยธรรม

ใหเ้ ดก็ ดว้ ย

๗. ขอ้ ใดเป็นการสอ่ื สารท่ีสมั ฤทธิผล
ก. ผูส้ ่งสาร และผู้รบั สารติดตอ่ กันทางโทรศพั ท์
ข. ผูส้ ่งสาร และผู้รบั สารมีความเขา้ ใจตรงกัน
ค. ผ้สู ่งสารพอใจในการส่งสารของตนเพราะตรงกบั ความตง้ั ใจ
ง. ผรู้ บั สารสามารถตอบสนองในส่งิ ท่ผี ูส้ ่งสารต้องการดว้ ยความเขา้ ใจ และพอใจ

๘. ข้อความต่อไปนสี้ ว่ นใดเปน็ ภาษาทางการ
(๑)  สหภาพเมียนมาร์เป็นประเทศที่ใคร ๆ  ก็รู้กันดีว่ามีงูขนาดใหญ่และงูพิษมากมายที่สุด/
(๒)  งูขนาดใหญ่จะจัดการกับเหยื่อด้วยการรัดแน่นจนหายใจไม่ออก  ส่วนงูพิษจะกัดและ
ปล่อยพิษเข้าไปในตัวเหยื่อ/  (๓)  พิษงูจะวิ่งตรงเข้าสู่กระแสเลือด  ถ้าไปหาหมอไม่ทันก็อาจ
ถึงตายได้/ (๔) ในปี ค.ศ. ๒๐๑๑ มีชาวเมียนมาร์ถกู งพู ิษกดั ๗,๘๐๐ คน และในจำ� นวนน้มี ี
ผเู้ สียชวี ติ รอ้ ยละ ๔/ (๕) เมียนมาร์จงึ ติดอันดบั ๒ ใน ๓ ประเทศท่มี ีสถติ ิคนตายเพราะถูกงูกดั
มากมายทสี่ ุดในโลก
ก. ส่วนที่ ๑ ข. สว่ นท่ี ๒
ค. ส่วนท่ี ๓ ง. สว่ นที่ ๔

10  ภาษาไทยเพอื่ อาชพี

๙. ส�ำนวนใดบอกเจตนาแนะให้ทำ� ค. ไก่เหน็ ตนี งู งเู ห็นนมไก่
ก. ขชี่ ้างจับตัก๊ แตน ง. เข้าเมืองตาหลิว่ ตอ้ งหลิว่ ตาตาม
ข. งมเข็มในมหาสมุทร

๑๐. ข้อใด ใช้ส�ำนวนไมถ่ ูกตอ้ ง
ก. หัวหน้าเพิ่งออกจากโรงพยาบาล  เม่ือเช้าเกิดผีซ�้ำด้�ำพลอยเดินสะดุดแผ่นหินหน้า

ส�ำนักงาน หกลม้ เขา่ แตก
ข. พนักงานแผนกน้ีช�ำนาญงานทุกคน คณุ ไม่ตอ้ งใหเ้ ขา้ มาอบรมหรอก เขาจะหาว่าคณุ สอน

จระเขใ้ ห้วา่ ยน�้ำ
ค. เมื่อไหร่งานจะเสรจ็   มวั แต่พายเรอื คนละทอี ยู่น่นั แหละ  สามคั คกี นั หนอ่ ยนะ
ง. ช่วงนี้ดาราสาวคนน้ันเป็นท่ีนิยม  ท้ังงานละคร  งานถ่ายโฆษณาสินค้าก็รับหมด  เรียกว่า

น้�ำขนึ้ ให้รีบตกั

๑๑. ข้อใดมีการโนม้ น้าวใจ
ก. มหาวิทยาลยั มโี ครงการพฒั นางานบรกิ ารวชิ าการสชู่ ุมชนและสังคม
ข. พิพิธภัณฑ์ท้องถ่ินจดั แสดงผา้ ไหมทอมอื ลายโบราณท่หี าดไู ดย้ ากในยุคปจั จุบัน
ค. นทิ านพ้ืนบา้ นกล่าวถึงคนฉลาดแกมโกงปรากฏในวรรณกรรมท้องถนิ่ ทกุ ภาคของไทย
ง. ส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด�ำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจ�ำ

ปี ๒๕๕๗

๑๒. ขอ้ ใด ใชภ้ าษากำ� กวม
ก. โรงไฟฟา้ นใ้ี ช้เชอื้ เพลิงจ�ำนวนมากแต่มีประสทิ ธิภาพในการผลติ ต�่ำ
ข. ประเทศอินเดียถือเป็นประเทศทมี่ คี วามหลากหลายทางภาษาอย่างย่งิ
ค. นักวชิ าการเรยี กร้องใหห้ ยดุ บรโิ ภคปลานกแกว้ ซึ่งมีจ�ำนวนลดลงอยา่ งเห็นได้ชัด
ง. ผ้สู อื่ ขา่ วต่างประเทศรายงานจ�ำนวนผู้เสยี ชีวติ เพราะอุบัตเิ หตุเครอื่ งบินตกทีเ่ พม่ิ ขนึ้

๑๓. “พรงุ่ น้ีเตรยี มขอ้ มูลสนิ ค้าตัวใหมใ่ หผ้ มหน่อยนะ” ประโยคนีเ้ ป็นส่ือสารระหวา่ ง
ก. พนกั งานขาย – ลูกค้า ข. หวั หน้าฝ่ายขาย – หัวหน้าฝา่ ยบรกิ าร
ค. หวั หน้าฝ่ายขาย – ผู้ช่วย ง. ลูกค้ารายใหม่ – พนกั งานขาย

 บทท่ี ๑ การใชภ้ าษาไทยในงานอาชีพ  11

๑๔. “กลนิ่ หอมอ่อน ๆ  ของดอกไม้ลอยมาเตะจมกู   ชวนใหเ้ คลบิ เคลมิ้ จนอยากหลับ”  ขอ้ ความนี้
หากเปล่ียนเปน็ ภาษาแบบแผนควรเลอื กตอบขอ้ ใด

ก. กลนิ่ ของดอกไม้ชวนให้อยากนอน
ข. ดอกอะไรเนยี่ หอมจงั รูส้ กึ งว่ งนอนทนั ที
ค. กล่นิ หอมออ่ น ๆ ของดอกไมท้ ำ� ใหร้ ู้สกึ ง่วงนอน
ง. กลิน่ หอมของดอกไม้เตะจมูกอย่างจงั ท�ำใหน้ อ็ กหลบั เลย

๑๕. การรายงานผลการตดิ ต่อลกู คา้   ควรใช้ภาษาระดับใด
ก. ภาษาพิธีการ ข. ภาษาทางการ
ค. ภาษากึ่งแบบแผน ง. ภาษาสนทนา

กจิ กรรมท่ี ๒ พจิ ารณาการใช้ถอ้ ยคำ� สำ� นวนท่กี �ำหนดใหแ้ ลว้ ปรบั แกเ้ ปน็ ภาษาระดบั แบบแผน

และกง่ึ แบบแผน
๑. วนั น้ีผมมีสนิ ค้าตวั ใหมอ่ ยากน�ำเสนอ พี่สนใจไหมครบั
ระดับทางการ : …………………………………………………………………………………………………………..
ระดบั กึ่งแบบแผน : ………………………………………………………………………………………………………

๒. ดิฉนั รู้สึกดีใจจงั ทีไ่ ด้ท�ำธรุ กจิ กับคุณ
ระดับทางการ : …………………………………………………………………………………………………………..
ระดบั กง่ึ แบบแผน : ………………………………………………………………………………………………………

๓. ทางเรายงั หาตวั คนสง่ สินค้าให้คณุ ไม่เจอ เอาเปน็ วา่ ทางเราจะสง่ สนิ คา้ ไปเปลย่ี นให้
ระดับทางการ : …………………………………………………………………………………………………………..
ระดับก่งึ แบบแผน : ………………………………………………………………………………………………………

๔. วนั นี้มีนดั คยุ งานกบั ลกู ค้ารายใหญ่ให้วอ่ ง พลาดไม่ไดแ้ มแ้ ตน่ าทเี ดยี วเขา้ ใจ๋
ระดบั ทางการ : …………………………………………………………………………………………………………..
ระดับก่ึงแบบแผน : ………………………………………………………………………………………………………

12  ภาษาไทยเพ่อื อาชพี

๕. ผมอยากให้พวกเราคิดเสมอวา่ ลูกคา้ เปน็ เทวดาท่ีเหลือไปคิดเองต้องท�ำยงั ไงใหล้ กู ค้าพอใจ
ระดบั ทางการ : …………………………………………………………………………………………………………..
ระดบั กง่ึ แบบแผน : ………………………………………………………………………………………………………

๖. ดิฉนั มาพบคณุ ตามทเ่ี รานดั กนั ไว้ ไมท่ ราบว่าคณุ มีปัญหาหรอื ตอ้ งการสงิ่ ใดคะ
ระดบั ทางการ : …………………………………………………………………………………………………………..
ระดบั กึ่งแบบแผน : ………………………………………………………………………………………………………

๗. วนั นีค้ ุณพิชัยนัดท�ำสญั ญาอย่าลืมเตรยี มเอกสารกบั แสตมปไ์ ปดว้ ยละ่
ระดับทางการ : …………………………………………………………………………………………………………..
ระดบั กงึ่ แบบแผน : ………………………………………………………………………………………………………

๘. ใบสมคั รของคนงานชายตอ้ งมีใบ สด.๙ ติดมาด้วยนะ
ระดับทางการ : …………………………………………………………………………………………………………..
ระดบั ก่งึ แบบแผน : ………………………………………………………………………………………………………

๙. หม่บู า้ นจดั สรรแหง่ นีต้ ิดปา้ ยขายไวห้ ลายหลัง นา่ สนใจ
ระดบั ทางการ : …………………………………………………………………………………………………………..
ระดบั กง่ึ แบบแผน : ………………………………………………………………………………………………………

๑๐. ร้สู กึ ฟนิ จงั กบั บรรยากาศค่�ำคืนน้ี เพราะอากาศเยน็ ฉ�ำ่ จากแอร์ตัวใหม่
ระดบั ทางการ : …………………………………………………………………………………………………………..
ระดับกึ่งแบบแผน : ………………………………………………………………………………………………………

๒บ ท ที่

การฟัง การดู เพ่ืออาชีพ

แนวคดิ
การฟัง  การดู  เป็นองค์ประกอบส�ำคัญของการรับสาร  และมีความส�ำคัญย่ิง
ในการส่ือสารเพื่องานอาชีพ  ซึ่งมีทั้งข้อเท็จจริง และแนวคิดของผู้ส่งสาร  ผู้เรียน
ควรเลือกและใช้วิจารณญาณ  เพื่อน�ำมาวิเคราะห์  วิจารณ์  และน�ำไปใช้ประโยชน์
ตอ่ ตนและการอาชพี อย่างสรา้ งสรรค์
ผู้เรยี น ควรรจู้ ักหลกั การฟัง การดู ของสอ่ื แต่ละประเภท ขณะเดียวกันตอ้ ง
เปน็ ผมู้ ีมารยาทในการฟงั และการดูที่ดี ซ่งึ จะช่วยพัฒนาประสทิ ธิภาพในการท�ำงาน
ให้ดีย่ิงข้ึน  ดังนั้น  จึงต้องพัฒนาสมรรถนะในการฟัง  การดู  เพื่อความก้าวหน้า
ในอาชีพตอ่ ไป
สาระการเรยี นรู้
๑. ความหมาย ประโยชน์ ความสำ� คัญของการฟงั การดูสารในงานอาชพี
๒. หลกั การฟัง การดู อย่างสร้างสรรค์
๓. หลักการฟังสารประเภทตา่ ง ๆ และสารเพอ่ื การอาชพี
๔. มารยาทในการฟงั มารยาทในการดู
๕. การพฒั นาสมรรถนะในการฟงั การดู
๖. การฟังและดูจากสอ่ื ประเภทต่าง ๆ

สมรรถนะประจ�ำบท
ฟัง  และดูข่าวสารในงานอาชีพจากส่ือประเภทต่าง ๆ
อยา่ งสรา้ งสรรค ์ สามารถวเิ คราะห ์ และเลือกรบั สาร โดยผู้ฟงั ผ้ดู ู
ต้องมีมารยาทในการรับสารจากการฟัง  การดูจะท�ำให้สามารถน�ำ
มาพัฒนาสมรรถนะการทำ� งานในอาชพี ได้

วัตถปุ ระสงค์เชงิ พฤติกรรม (Behavioral Objectives)
๑. บอกความหมายและความสำ� คญั ของการฟัง  การดูได้
๒. อธบิ ายหลกั การฟงั การดู การรับสารประเภทต่าง ๆ ได ้
๓. สามารถวเิ คราะห์ วจิ ารณ์เร่อื งท่ีได้จากการฟงั และดู
๔. ระบมุ ารยาทในการฟัง การดูได้
๕. พฒั นาสมรรถนะในการรับสารจากการฟัง การดไู ด้

1414    ภาษาเไคทรยอื่ เงพเ่อืสอยี างชีพ

๒ การฟงั การดู
เพอ่ื อาชพี

ความหมายและความสำ�คัญของการฟงั การดู

การฟงั หมายถงึ การรบั สารหรอื เสียงทไ่ี ดย้ นิ ทางหู การฟังอยา่ งมีจุดมงุ่ หมาย มมี ารยาท
และรู้จักพนิ จิ พิเคราะห์เนื้อหาของสารท่ีรับว่ามีข้อเท็จจรงิ อย่างไร  รจู้ ักจบั ใจความสำ� คญั ใจความย่อย
ส่งิ เหลา่ นจ้ี ะช่วยใหผ้ รู้ บั สารไดป้ ระโยชนจ์ ากการฟงั อย่างเตม็ ที่
การดู หมายถงึ กระบวนการรบั สารผา่ นทางสายตา โดยตอ้ งมองเหน็ ภาพ ตคี วามและเข้าใจ
ความหมายของภาพนัน้ แลว้ เกดิ ปฏิกิรยิ าตอบสนอง
ปัจจุบัน จะพบว่า การรบั สารโดย “การด”ู จะสมั พันธ์กับ “การฟงั ” เพราะไดเ้ หน็ ท้ังภาพ และ
ไดย้ ินทง้ั เสียงพร้อมกนั ซง่ึ เป็นไปในลักษณะภาพนง่ิ และเคลอ่ื นไหว ทำ� ใหเ้ กดิ ความนา่ สนใจเข้าใจง่าย
ชวนใหต้ ิดตาม
โดยสรปุ การฟัง การดู จัดเป็นทักษะการรับสารทม่ี นษุ ยใ์ ชม้ ากทีส่ ุดในการดำ� เนนิ ชวี ติ ประจำ� วัน

กระบวนการฟัง การดู สญั ญาณ

ข่าวสาร ตวั ถา่ ยทอด

ผู้ส่ง แหล่งขอ้ มลู

ขา่ วสาร เคร่ืองรบั สาร สัญญาณ ช่องทาง

ผ้รู บั : จดุ หมายปลายทาง สิง่ รบกวน

 บทที่ ๒ การฟงั การดู เพ่อื อาชีพ  15

ความส�ำ คัญของการฟัง

การฟังเป็นองค์ประกอบส�ำคัญประการแรกของการรับสาร  ดังปรากฏในหัวใจนักปราชญ์  คือ
ส ุ (สตุ หรอื ฟงั )  จิ (จินตนะ หรอื คดิ )  ปุ (ปุจฉา หรอื ถาม)  และ ลิ (ลิขติ หรือเขยี น)
ในอดตี บคุ คลทัว่ ไปมกั ยกยอ่ งผทู้ ี่รอบรู้ว่าเปน็ “พหูสตู ” แปลวา่ ผู้ฟังมาก เนอ่ื งจากการฟังมาก
จะทำ� ใหม้ ีโอกาสไดร้ ับความรเู้ พมิ่ ขึ้น เพราะ :
๑. การฟังเป็นเครื่องมือส�ำคัญในการแสวงหาความรู้และช่วยให้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
โดยเฉพาะในวัยเรียนต้องฝึกฝน  โดยกระท�ำควบคกู่ ับการอา่ นให้มปี ระสิทธภิ าพมากทส่ี ุด
๒. การฟงั กอ่ ใหเ้ กิดความคดิ สร้างสรรค์ หากได้ฟังเรือ่ งราวตา่ ง ๆ ทั้งสารคดแี ละบันเทงิ คดแี ลว้
น�ำไปคิดต่อกจ็ ะชว่ ยจดุ ประกายในการคดิ สรา้ งสรรค์ตอ่ ไปได้
๓. การฟังช่วยสร้างความเพลิดเพลินและซาบซ้ึง  เช่น  ฟังเพลง  ละคร  บทกวี  เป็นต้น
สามารถชว่ ยใหพ้ กั ผอ่ นหย่อนใจ  คลายความเครียดและสร้างจนิ ตนาการได้
๔. การฟังชว่ ยให้เกดิ สมาธเิ พราะการฟังต้องใชค้ วามตัง้ ใจมากกวา่ การไดย้ นิ
๕. การฟังเป็นองค์ประกอบส�ำคัญของการคิด  การพูด  ท�ำให้ฝึกฝนตนเพ่ือเป็นคู่สนทนาท่ีดี
เพราะคนส่วนใหญช่ อบให้ผู้อืน่ รบั ฟังตนพดู มากกวา่ จะใหใ้ ครมาแยง่ พดู
๖. การฟังช่วยส่งเสริมให้เป็นผู้รู้จักการวิพากษ์วิจารณ์  แสดงความคิดเห็นท่ีน่าเช่ือถือ
เพราะการฟังแต่ละคร้ังย่อมต้องใช้ความคิดและวิจารณญาณประกอบ  นอกจากนี้การฟังในลักษณะนี้
ยังช่วยสร้างเสรมิ บุคลิกภาพท่ีดีให้แกผ่ ฟู้ ังอกี ดว้ ย

ประโยชน์ของการฟงั ในงานอาชพี

๑. การฟังเป็นเคร่ืองมือของการเขียน   ผู้ท่ีเริ่มปฏิบัติงานใหม่ต้องฝึกฝนการเป็นผู้ฟังท่ีดี
ฟังอยา่ งมีประสิทธภิ าพ คือ ต้องฟังค�ำสงั่ คำ� อธิบายให้เขา้ ใจและจับใจความส�ำคญั ใหไ้ ด้ จงึ จะทำ� ให้
การปฏบิ ตั ิงานมีประสิทธภิ าพ เชน่ การฟังคำ� อธิบาย ค�ำส่งั คำ� แนะนำ� ค�ำต�ำหนิ ข้อรอ้ งเรียนตา่ ง ๆ
วิธีการที่ดี  คือ  เมื่อฟังแล้วต้องจดบันทึก  แล้วอ่านทบทวนว่าเข้าใจถูกต้องหรือไม่  สิ่งที่ไม่เข้าใจต้อง
สอบถามกอ่ นจดบันทึก วิธีการเหล่าน้ี จะชว่ ยพัฒนาสติปัญญา ใหเ้ กิดความรู้ ความเฉลยี วฉลาดจาก
การฟงั
๒. การฟังช่วยให้ผู้ฟังพัฒนาความสามารถในการพูด  พัฒนาความสามารถในการใช้ภาษา
เพราะการฟังทำ� ใหผ้ ้ฟู งั มีความร้กู ว้างขวางข้ึนและมีประสบการณม์ ากขน้ึ   เมอื่ ไดฟ้ ังและน�ำมาปฏิบัติก็
จะสามารถอธบิ าย สรุป รายงานต่อไดว้ า่ ตนทำ� งานอยา่ งไร เปน็ ต้น

1616    ภาษาเไคทรย่ือเงพเือ่สอยี างชพี

๓. การฟังช่วยปูพื้นฐานความคิดที่ดีให้กับผู้ฟัง   ซึ่งจะได้จากการฟังเรื่องราวท่ีมีคุณค่า
มีประโยชน์จากผู้อ่ืน  ช่วยพัฒนาสติปัญญาแก่ผู้ฟัง  การได้รับข้อคิดเห็นที่มีประโยชน์ท�ำให้เกิดแนว
ความคิดใหม่ ๆ  ได้  ท�ำใหผ้ ปู้ ฏบิ ัตงิ านเกดิ ความคิดสรา้ งสรรคใ์ นการปฏบิ ัติงานตอ่ ไป
๔. การฟังชว่ ยใหผ้ มู้ มี ารยาทในการฟังสามารถเขา้ สังคมกับผอู้ ่นื ได้ เช่น รูจ้ กั ฟงั ผู้อน่ื รู้จัก
ซักถามโตต้ อบได้ตามกาลเทศะ ปฏบิ ตั ติ ัวเข้ากับผู้รว่ มงานได้ดขี ้ึน

ลกั ษณะการฟังท่ีมปี ระสทิ ธิภาพ

๑. ฟังดว้ ยความสนใจ แม้จะเป็นเร่ืองยาก สลับซับซ้อน เกนิ กว่าความรู้ความสามารถ
๒. ฟังผู้พูดให้ครบทุกคน  ไม่เลือกว่าคนนั้นพูดดี  หรือพูดเก่ง  พยายามท�ำความเข้าใจความหมาย
วัตถุประสงค์  ท่ีผู้พูดตอ้ งการส่ือสาร
๓. ฟังอย่างต้ังใจ  จับใจความเรื่องที่ฟัง  ความหมายของค�ำพูด  รวมท้ังความหมายที่ผู้พูดส่ือ
ด้วยทา่ ทาง น�้ำเสยี ง สหี นา้ แววตา
๔. ฟังอย่างมสี ติ ไมแ่ สดงอาการเบือ่ ไมข่ ดั คอ ใช้เหตผุ ลหากมีข้อโต้แย้ง
๕. ฟงั อยา่ งมสี มาธ ิ ท�ำความเขา้ ใจใหต้ รงกับผพู้ ดู   ไมม่ อี คติ  พยายามหาข้อตกลงร่วมกับผู้พูด
สรุป : การฟังของผฟู้ ังแต่ละคน  แตล่ ะครั้งลว้ นมีจดุ มุ่งหมายทตี่ า่ งกนั หลกั สำ� คัญของการฟงั
ทีด่ มี ดี ังน้ี ๑. ฟงั ใหต้ รงตามจุดมงุ่ หมาย
๒. ฟังเพอื่ จับใจความส�ำคัญ
๓. ฟงั เพื่อหาขอ้ โตแ้ ยง้ หรอื คลอ้ ยตาม
๔. ฟงั เพ่อื ความรู้

 บทท่ี ๒ การฟัง การดู เพือ่ อาชพี  17

ประเภทของสารท่ีฟัง

การแบ่งประเภทของสาร  โดยยึดเนื้อหาเป็นสง่ิ สำ� คญั   แบ่งเปน็   ๓  ประเภท  ดงั น้ี
๑. สารประเภทให้ความรู้ : ไดแ้ ก่ ขอ้ ความ เรอื่ งทมี่ เี นอื้ หาเกย่ี วกับการดำ� เนนิ ชีวติ ประจำ� วัน
เช่น ข่าวสารเหตุการณ์ความเป็นไปของสงั คม ซึ่งมีทัง้ ขอ้ เท็จจรงิ ขอ้ คิดเหน็ แสดงอารมณค์ วามรู้สึก
ของผู้ส่งสาร รวมถึงความร้ทู างวิชาการ
การฟงั สารประเภทน ้ี ควรปฏบิ ตั ิดังน้ี
• ควรฟังต้ังแต่ต้นจนจบ  ถ้าเก่ียวกับความรู้ทางวิชาการต้องท�ำความเข้าใจ  จับสาระส�ำคัญ
รวมทั้งแยกแยะให้ไดว้ า่ เป็นข้อคิดเหน็ หรือขอ้ เท็จจรงิ
• ผู้ฟังควรใช้สติปัญญาไตร่ตรองถึงความน่าเช่ือถือหรือไม่  มีคุณค่ามากน้อยเพียงใด  และ
สามารถนำ� ไปประยุกต์ได้หรอื ไม ่ อยา่ งไร  และควรจดบนั ทึกเก็บไว้
๒. สารโน้มนา้ วใจ : ได้แก่ สารท่มี ีเนื้อหาจูงใจใหผ้ ู้ฟังยอมรับ คลอ้ ยตาม เชือ่ ถอื จนถงึ น�ำไป
ปฏบิ ัตติ าม
การฟังสารประเภทนี้ ควรปฏิบัตดิ ังน้ี
• ผู้ฟังต้องฟังอย่างต้ังใจ  พร้อมวิเคราะห์ได้ว่าเน้ือหาส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง  ส่วนใดเป็น
ข้อคิดเห็น สว่ นใดเปน็ เหตผุ ลของการโน้มน้าวใจ ผู้สง่ สารมเี จตนาอยา่ งใด
• ผู้ฟงั ตอ้ งใชว้ ิจารณญาณวา่ สิ่งท่ผี ้สู ่งสารแนะนำ� ให้ปฏบิ ตั ินน้ั มีความถูกตอ้ ง เหมาะสมหรอื ไม่
อยา่ งไร มากน้อยเพียงใด และถา้ ปฏิบัตติ ามจะเกดิ ประโยชน์อย่างไร
๓. สารจรรโลงใจ : ได้แก่ ข้อความที่มีเนือ้ หาให้คติ ข้อคิดแก่ผู้ฟงั เกดิ สติปญั ญา ยกระดบั จติ ใจ
ปรับเปล่ียนพฤตกิ รรมให้ด�ำเนนิ ไปในทางทดี่ ขี น้ึ   เช่น  พระบรมราโชวาท สุนทรพจน์
การฟังสารประเภทน้ี ควรปฏบิ ตั ิดงั น้ี
• ผู้ฟงั ตัง้ ใจฟังสารตัง้ แต่ตน้ จนจบด้วยจิตใจท่ีปลอดโปร่ง พิจารณาถึงเจตนาของผสู้ ่งสารว่ามี
วัตถปุ ระสงค์อยา่ งไร ให้ข้อคดิ แนวปฏบิ ัตอิ ย่างไร หากไม่ปฏิบตั จิ ะเกิดผลอยา่ งไรตามมา
• ขณะฟังสาร  ผู้ฟังควรสร้างจนิ ตนาการตามเพื่อใหเ้ กิดอรรถรสจากการฟัง
• สง่ิ สำ� คัญท่สี ุด  ผู้ฟังต้องใชว้ ิจารณญาณอย่างถ่ีถว้ น กอ่ นนำ� ไปปฏบิ ตั ิ

1818    ภาษาเคไทรย่ือเงพเื่อสอยี างชีพ

มารยาทของการฟัง

ในการปฏบิ ัตงิ านอาชพี น้นั ทุกคนตอ้ งทำ� งานรว่ มกบั ผูอ้ น่ื ท้ังกับผบู้ งั คับบัญชา ผ้ใู ต้บังคบั บญั ชา
และเพอ่ื นรว่ มงาน  ดงั นน้ั   จงึ ตอ้ งมกี ารสอื่ สารระหวา่ งกนั   เราจงึ ตอ้ งเปน็ ผฟู้ งั ทด่ี ใี นระหวา่ งการสอื่ สาร
ระหวา่ งบุคคลดว้ ยการเป็นผ้ฟู ังท่ีดพี ึงปฏิบตั ิ ดังนี้
๑. ควรมองสบตาผู้พูดระหว่างการสนทนา  เพื่อแสดงความสนใจ  ระมัดระวังอย่าสบตา
จนท�ำใหค้ สู่ นทนาขัดเขนิ หรือรสู้ ึกวา่ ถกู จอ้ งหนา้ ตลอดเวลา
๒. ตอบสนองเรื่องที่ฟังอยู่ด้วยกิริยาท่ีเหมาะสม  เช่น  ยิ้ม  พยักหน้า  สั่นศีรษะ  พูดตอบรับ
หากต้องสนทนากบั ผใู้ หญ ่ ไม่ควรพยักหน้าหรอื ส่ันศรี ษะ  แต่ควรตอบดว้ ยค�ำวา่   คะ่   หรือครบั
๓. อยา่ พะวงกบั สง่ิ ตา่ ง ๆ  รอบตวั ทร่ี บกวนการฟงั เชน่ เสียงพัดลม เสยี งคนคยุ โทรศพั ท์หรือ
เสียงดงั จากภายนอก เป็นต้น ควรตง้ั ใจฟังเรอ่ื งทีก่ �ำลังสนทนากนั อยู่
๔. ไม่ควรพดู แทรกขณะทีผ่ ู้พูดยงั พดู ไม่จบ หากมเี หตธุ รุ ะสำ� คัญและจ�ำเป็น ควรกลา่ วขอโทษ
และขอตัวไปจัดการธุระให้เรียบรอ้ ยโดยเรว็
๕. อย่าพูดตดั บทจนค่สู นทนารู้สกึ เสยี หน้า
๖. ถา้ ฟงั ไมเ่ ขา้ ใจอาจซกั ถามไดเ้ ปน็ ระยะ ๆ หรอื รอใหจ้ บการสนทนาก่อน

การพฒั นาประสทิ ธิภาพในการฟัง

การฟังทด่ี ี มปี ระสทิ ธิภาพ เพ่ือจบั ใจความในส่ิงทีไ่ ดร้ ับฟัง โดยเฉพาะการฟงั ค�ำส่งั เพ่ือนำ� มา
ปฏิบตั ิ ตอ้ งฟงั อยา่ งต้งั ใจ  ฟงั ให้เกดิ ความเข้าใจ  เพ่ือน�ำมาปฏบิ ัติได้อย่างไม่ผดิ พลาด
การฟังท่ีดีสามารถฝึกฝนให้ช�ำนาญถึงขั้น “ฟังเป็น” ได้  ด้วยการศึกษาหลักการฟังที่ดีและปฏิบัติ
ตาม ดังน้ี
๑. สร้างความสนใจและความต้องการท่ีจะฟัง  ผู้ฟังท่ีดีต้องให้ความสนใจกับเร่ืองท่ีฟังแม้ว่า
เร่ืองที่ฟังจะไม่ตรงกับความสนใจหรือไม่ตรงกับหน้าท่ีของตนเองโดยตรง  แต่เม่ือผู้ฟังรู้หัวข้อเรื่อง
รวมท้งั จดุ ประสงคว์ ่าฟังเพือ่ อะไร แลว้ ต้องนำ� มาวิเคราะหว์ ่า ความร้เู หล่านจ้ี ะท�ำให้เราสามารถนำ� มา
ประยุกตใ์ ช้กบั งานในสว่ น
๒. ตัง้ จดุ ประสงคก์ ารฟงั เพอ่ื จะได้ฟงั ให้บรรลจุ ุดประสงคน์ ้ัน เช่น ถ้าตอ้ งการฟงั ขอ้ มูลข่าวสาร
ท่ที ันเหตกุ ารณ์ควรฟงั ข่าวจากวทิ ยุ โทรทัศน์ ไมใ่ ชฟ่ งั บทเพลงหรือดนตรี เปน็ ตน้
๓. ฟังอยา่ งตง้ั ใจ มีสมาธิ รู้จักสงั เกตและใชว้ ิจารณญาณ สตปิ ัญญาพิจารณาเรื่องทไ่ี ดฟ้ งั ทำ� ใจ
ให้แน่วแน่ สามารถทนต่อเสยี งรบกวนตา่ ง ๆ ได้

 บทท่ี ๒ การฟัง การดู เพอ่ื อาชีพ  19

๔. เตรยี มตวั กอ่ นฟงั  เชน่  ศกึ ษารายละเอยี ดของผพู้ ดู เพอื่ จะไดท้ ราบแนวคดิ ของเขา อา่ นเอกสาร
ท่ีได้รับกอ่ นการบรรยาย (ถ้ามี) เตรยี มอุปกรณ์ตา่ ง ๆ ส�ำหรับการจดบันทกึ หากจะบนั ทึกเสียงควร
เตรียมอุปกรณ์ใหพ้ รอ้ มกอ่ นบันทึก
๕. สนใจผพู้ ดู   ไมพ่ ดู คยุ หรอื สนทนาระหวา่ งทฟี่ งั อย ู่ เพราะนอกจากจะไมไ่ ดส้ ารทคี่ รบถว้ นแลว้
ยงั เป็นการไม่ให้เกียรติผพู้ ดู อีกดว้ ย
๖. ฟังโดยปราศจากอคติต่อผพู้ ูด ไมค่ วรจบั ผดิ ผู้พูด แมจ้ ะพบวา่ ผู้พูดมีลักษณะไมด่ ึงดูดความ
สนใจ กไ็ ม่ควรถือเอากริ ิยาหรือการแสดงออกตา่ ง ๆ  ของผู้พูดมาเปน็ อารมณ์
๗. ฟังแล้วจับใจความหรือสาระส�ำคัญให้ได้  พยายามจดจ�ำเร่ืองท่ีได้ฟังมา  แล้วคิดทบทวน
ไตรต่ รองก่อนจดบนั ทึกตอ่ ไป
๘. ซักถามข้อสงสัย  หากมีข้อความตอนใดท่ีไม่เข้าใจหรือยังคลุมเครือ  ควรจดหรือจ�ำไว้
รอจนกวา่ ผพู้ ดู เปดิ โอกาสใหซ้ กั ถาม จงึ ซกั ถามดว้ ยถอ้ ยคำ� ทส่ี ภุ าพ สำ� รวมกริ ยิ า ไมถ่ ามนอกเรอ่ื ง หากมี
ความคิดเห็นขดั แยง้ กบั ผู้พดู ควรคัดค้านอยา่ งสภุ าพ
๙. ฟงั โดยใช้วิจารณญาณ  ใชค้ วามคดิ ไตร่ตรอง วิพากษ์วจิ ารณ์ว่าควรเชือ่ ถือหรือไม่

หลักการดู และความส�ำ คญั ของการดู

การดมู ี ๒ ลักษณะ ดังน้ี
๑. การดขู องจริง : การดูสภาพจรงิ ของสิ่งนนั้ ๆ หรอื ดูสถานท่จี รงิ
๒. การดผู า่ นสือ่ : เชน่ การดภู าพยนตร์จากโทรทัศน์ รูปภาพ ภาพถ่าย คอมพวิ เตอร์
ปัจจบุ ัน การดู มีบทบาทและกวา้ งขวางมากข้นึ เน่อื งจากสื่อทางเทคโนโลยีมจี �ำนวนมาก
แพร่หลาย กระจายไปอยา่ งรวดเร็ว ราคาถกู ก่อให้เกดิ ผลทงั้ ทางบวกและทางลบ โดยเฉพาะในกลุ่ม
เยาวชนทขี่ าดวจิ ารณญาณในการรบั สอ่ื นอกจากสอื่ บางชนดิ ไมเ่ กดิ ประโยชนใ์ ด ๆ อาจซมึ ซบั พฤตกิ รรม
ที่เลวร้าย หรือตกเป็นเหย่ือส่ือเหล่านี้ บางคนอาจเสียการเรียน การงาน อนาคตหากไม่รู้จักวิธีการ
เลอื กรับส่ืออย่างถกู ต้อง ซึ่งหลกั การเลอื กรบั ส่ืออย่างเหมาะสม มีดังน้ี
๑. มีจุดมุ่งหมายในการดู  :  ผู้ดูที่ดี  ควรก�ำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนว่า ต้องการดูเพื่อให้ได้

ความร ู้ เพ่อื ศกึ ษาแนวคดิ   หรอื เพื่อความเพลดิ เพลิน
๒. เลอื กเร่ืองที่ด ู :  การคดั เลอื กเร่ืองหรอื ส่งิ ทต่ี ้องการดู ควรพจิ ารณาจากจดุ มุ่งหมายเป็นหลกั

เช่น  ต้องการดเู พื่อความสนกุ   เพลิดเพลิน  ควรดลู ะคร หรอื ภาพยนตร์
๓. เตรียมตัวให้พร้อม  :  ทั้งความพร้อมทางร่างกาย  จิตใจ  ศึกษาข้อมูลในเรื่องที่ต้องการดู

โดยเฉพาะเรอื่ งทเี่ กดิ ประโยชนต์ ่อตนเอง หรือเร่อื งท่ตี ้องการทราบข้อเท็จจริง

2020    ภาษาเไคทรยื่อเงพเื่อสอียางชีพ

๔. มีวิจารณญาณในการเลือก  :  หลีกเล่ียงการดูเร่ืองที่มีผลต่อความคิดในแง่ลบ  โน้มน้าวให้
เกิดความรุนแรง ก้าวรา้ ว ขดั ตอ่ กฎหมาย ศีลธรรม ขนบธรรมเนยี ม ประเพณอี ันดงี ามของ
สังคม

๕. ดอู ย่างมีวจิ ารณญาณ : รจู้ กั พจิ ารณาสิ่งทด่ี ูดว้ ยเหตุผล สตปิ ัญญา และวางใจเป็นกลางไมม่ ี
อคติต่อเรื่องที่ดู  หรือต่อตัวผู้น�ำสาร  ไม่หลงเชื่อ  หรือสรุปโดยง่าย  โดยเฉพาะส่ือโฆษณาที่
เกินความจริง  และเลอื กรบั ส่ิงท่ีเปน็ ประโยชน์มาปรับใชใ้ นชีวิตประจ�ำวัน

การรับสารในงานอาชีพจากการฟงั และดูจากสอื่ ประเภทตา่ ง ๆ

๑. การรบั สารจากส่ือบุคคล
การรับค�ำส่ัง  หรือข้อแนะน�ำการปฏิบัติงาน  ซึ่งอาจรับโดยตรงจากผู้บังคับบัญชา  หรือ
หวั หนา้ สงั่ งาน  ในลกั ษณะการแจ้งให้ทราบ  สัง่ ใหท้ �ำ  หรอื แนะน�ำใหป้ ฏบิ ัติงาน  ควรปฏบิ ัติดงั นี้
• พยายามใชค้ วามคิด ทำ� ความเขา้ ใจ จับใจความส�ำคญั วตั ถุประสงค์ให้ชดั เจน
• มสี มาธิ เพ่อื ตดิ ตามขอ้ ค�ำสั่ง ข้อแนะนำ� การปฏบิ ตั งิ านโดยตลอด
• จดบันทกึ เพอ่ื ค�ำสั่ง ข้อแนะนำ� การปฏิบตั ิงานไปปฏิบัติได้อย่างถกู ต้อง
• หากไม่แน่ใจในคำ� สง่ั ขอ้ แนะนำ� การปฏบิ ตั ิงาน ต้องถามทันที เพื่อป้องกนั ความผดิ พลาด
• ควรทบทวนค�ำสั่ง ข้อแนะนำ� การปฏิบัตงิ านทกุ ครง้ั กอ่ นลงมอื ปฏิบัติ

การรับฟังขอ้ แนะน�ำจากหัวหน้างานโดยตรง ทม่ี า : http://meroemprendimiento.blogspot.com/

 บทที่ ๒ การฟงั การดู เพอ่ื อาชพี  21

๒. การรับสารจากสื่อสิ่งพิมพ์
ส่ือสิ่งพิมพ์ในปัจจุบัน  จัดท�ำข้ึนเพ่ือใช้ในการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาโดยตรงและ
สื่อสิ่งพมิ พ์ท่นี �ำมาใช้ในกระบวนการเรียนรูใ้ นชวี ิตประจ�ำวนั ในงานอาชีพ ซง่ึ ต้องใช้ความรู้ ความสามารถ
ในการจบั ประเดน็ สำ� คัญของสาร มหี ลกั การดังน้ี
• ตัง้ ใจรบั สารอย่างมสี มาธิ จบั ประเดน็ เกีย่ วกับข้อเทจ็ จรงิ ความคิดเหน็ ข้อเสนอแนะ

ความรูส้ ึกของผ้สู ่งสาร
• จดบนั ทกึ เนอ้ื หาสำ� คัญ วัน เวลา ขณะรบั สาร เพ่ือเปน็ ข้อมลู ในอนาคต

สอื่ เทคโนโลยี หมายถงึ สอ่ื การเรยี นรทู้ ี่ผลติ ขนึ้ ใช้ควบค่กู ับเครอื่ งมือโสตทัศนวสั ดุ หรือเครอ่ื งมือท่เี ปน็
เทคโนโลยีใหม่ ๆ เชน่ แถบบันทกึ ภาพพร้อมเสยี ง ทม่ี า : http://googl.search.

๓. การรบั สารจากสือ่ อเิ ล็กทรอนิกส์
เปน็ สอื่ ท่พี ัฒนาโดยใชร้ ะบบเคร่ืองกลไฟฟ้า จงึ ต้องใช้วิจารณญาณในการจบั ใจความสำ� คัญ
ประเด็นส�ำคัญของสาร และตอ้ งตรวจสอบความถูกตอ้ งทกุ ครง้ั ก่อนน�ำไปใชป้ ระโยชน์
• สอ่ื ภาพน่งิ : เป็นสือ่ ทม่ี ีภาพและเสียงประกอบ ผูร้ ับสารสามารถดู และฟังไดด้ ว้ ยตนเอง

ตามล�ำพัง  การมองเห็นและได้ยินเสียงจะท�ำให้เกิดความเข้าใจได้ดี  และสามารถดู
และฟงั ยอ้ นหลงั ไดต้ ลอดเวลา
• สอ่ื โทรทศั น ์ :  เปน็ สอื่ ทบ่ี คุ คลทว่ั ไปสามารถเขา้ ถงึ ไดง้ า่ ย  สะดวก  ผรู้ บั สารสามารถสมั ผสั
ได้ท้ังภาพและเสียง  แต่ส่งิ ส�ำคัญ คอื ผรู้ ับสารต้องใชว้ ิจารณญาณในการเลือกดูและฟงั
ท้ังรายการท่ีเป็นสาระข่าวสารทางการเมือง  เศรษฐกิจ  กีฬาและโฆษณาสินค้า ฯลฯ
ขณะเดียวกันสามารถอัดวีดทิ ศั นเ์ ก็บไวไ้ ด้

2222    ภาษาเคไทรยื่อเงพเื่อสอยี างชีพ

• ส่ือวิทยุ :  เป็นส่ือที่ใช้การฟังเป็นหลัก  ผู้รับสารสามารถเปิดเลือกรับฟังได้เช่นเดียวกับ
โทรทัศน์ หากแต่ไม่มีภาพ ปัจจุบนั ผฟู้ งั สารสามารถโต้ตอบกบั ผจู้ ดั รายการได้

ที่มา : https://www.google.co.th/search?q=สอ่ื +อเิ ลก็ ทรอนิกส์

๔. การรับสารจากสือ่ ทางอนิ เทอร์เนต็
ปจั จบุ นั สอ่ื ทสี่ รา้ งสงั คมขนาดใหญ ่ เรยี กวา่  “สงั คมออนไลน”์    มกี ารตดิ ตอ่ กนั อยา่ งกวา้ งขวาง
มบี ริการทห่ี ลากหลาย   เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการของคนในสังคมทแ่ี ตกตา่ งกัน ส่ืออินเทอรเ์ น็ตมี
ประโยชนม์ าก  แต่ขณะเดยี วกันผู้ใช้ต้องพงึ ระวงั อนั ตรายทแ่ี ฝงมากบั ส่อื ชนดิ น้ี ได้แก่
• ระบบอนิ เทอร์เนต็ เป็นระบบอสิ ระ ไม่มีเจา้ ของ หากเกดิ เหตุรา้ ยรนุ แรง ไมม่ ศี ูนยใ์ ด

มอี �ำนาจเด็ดขาดเข้ามาจดั การแกไ้ ข
• อินเทอร์เน็ต  เป็นระบบสื่อสารท่ีขาดระเบียบในการบริหารจัดการข้อมูล  จึงมีทั้ง

ข้อมูลเท็จ  ข้อมูลท่ีไม่มีประโยชน์  ข้อมูลที่มีกลุ่มมิจฉาชีพแฝงเข้ามา  ผู้รับสารต้องใช้
วจิ ารณญาณในการเลือกรบั ข้อมูลด้วยตนเอง

 บทท่ี ๒ การฟัง การดู เพอ่ื อาชีพ  23

• อินเทอร์เน็ต  เป็นส่ือท่ีมีการแพร่หลายอย่างรวดเร็ว  มีแหล่งข้อมูลใหม่  เครือข่ายใหม่
กระจายไปในวงกวา้ งอย่างไร้ขอบเขต ไร้พรมแดน ผรู้ บั สารจึงควรระวัง และฉลาดพอท่ี
จะไม่ตกเปน็ เหย่อื ของ  “กระแสโลกออนไลน”์

เทคโนโลยีสารสนเทศ  เก่ียวข้องกับชีวิตประจ�ำวันของผู้เรียน  ท�ำให้เกิดการกระจายไปท่ัวทุกหนแห่ง 
แมแ้ ตถ่ นิ่ ทรุ กันดาร ทำ� ให้มกี ารกระจายโอกาสการเรยี นรู้

ท่ีมา : http://zeitgeist-me.blogspot.com

๕. การรบั สารจากแหลง่ เรยี นรู้ในชมุ ชน
ได้แก่ แหล่งขอ้ มูล ขา่ วสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ที่สนบั สนุนสง่ เสริมให้ผู้เรียน
ได้แสวงหาความรู้ และเรียนรู้ดว้ ยตนเองตามความสนใจ สามารถเรียนรไู้ ด้ตลอดชวี ิต เพื่อนำ� มาใช้
ประโยชน์ในการพัฒนางานอาชพี   คุณภาพชวี ติ ผเู้ รยี น
ลักษณะแหล่งเรยี นรู้ : ส�ำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา (๒๕๔๕) กำ� หนดไว้ ๘ ลักษณะ
• สามารถตอบสนองการเรยี นท่เี ป็นกระบวนการการเรียนรู้โดยการปฏิบัติจริง
• เป็นแหล่งท�ำกิจกรรม แหล่งทัศนศึกษา แหล่งฝึกงาน แหลง่ ประกอบอาชพี ผเู้ รียน
• เป็นแหลง่ สรา้ งกระบวนการเรยี นรู้ใหเ้ กดิ ขนึ้ โดยตนเอง
• เป็นหอ้ งเรียนทางธรรมชาติ เปน็ แหล่งศกึ ษาคน้ ควา้ วิจยั และฝึกอบรม
• เป็นองคก์ รเปดิ ผ้สู นใจสามารถเข้าถึงขอ้ มูลไดเ้ ต็มทแี่ ละทั่วถงึ

2424    ภาษาเคไทรยื่อเงพเอื่สอยี างชีพ

• สามารถเผยแพรข่ ้อมูลแก่ผเู้ รียนในเชิงรุกสทู่ ุกเป้าหมายอย่างท่วั ถึง ประหยดั สะดวก
• มีการเชอ่ื มโยง  และแลกเปล่ยี นขอ้ มูลระหวา่ งกนั
• มีส่ือประเภทต่าง ๆ  ประกอบด้วย  ส่ือส่ิงพิมพ์  ส่ืออิเล็กทรอนิกส์  เพื่อเสริมกิจกรรม

การเรยี นรู้ และการพฒั นาอาชพี

ทีม่ า : http://chainatpit.ac.th ที่มา : http://www.thaihealthcenter.org

 บทที่ ๒ การฟัง การดู เพือ่ อาชีพ  25

แบบทดสอบ
และกิจกรรมการฝึกทักษะ
บทท่ี ๒ การฟัง การดู เพ่ืออาชพี

กจิ กรรมท่ี ๑ เลอื กค�ำตอบท่ีถกู ต้อง

๑. หัวใจนกั ปราชญ์ สุ (สุต) จิ (จติ ) ปุ (ปจุ ฉา) ลิ (ลขิ ติ ) กำ� หนดให้การฟังเป็นทักษะอันดับแรก
เพราะเหตผุ ลตามข้อใด

ก. การฟัง เปน็ ทักษะทตี่ ้องฝึกฝนเปน็ อนั ดบั แรก
ข. การฟงั ทำ� ใหไ้ ด้รับความรู้มากกว่าทักษะอื่น
ค. การฟงั เป็นหวั ใจทีแ่ ท้จริงของการเรยี นรู้
ง. การฟัง เป็นทักษะทม่ี นษุ ยใ์ ช้มากทส่ี ดุ ในชีวติ ประจำ� วนั
๒. การฟัง กับการไดย้ นิ   มคี วามเหมือนและตา่ งกันอยา่ งไร
ก. ไม่ตา่ งกนั เพราะใช้หเู ปน็ อวัยวะในการรบั เสยี งเหมือนกัน
ข. ไมต่ า่ งกัน เพราะท�ำให้ได้รับรเู้ รื่องราวทไ่ี ด้ยินเช่นเดยี วกนั
ค. ต่างกัน  เพราะการได้ยินเป็นเพียงการรับรู้เสียง  แต่การฟังสามารถแปลความหมายของ

เสียงท่ไี ด้ยนิ ได้
ง. ต่างกนั   เพราะการไดย้ นิ สามารถจำ� แนกแปลความหมายของเสียงได ้ แต่การฟังท�ำไมไ่ ด้
๓. “ฟังไมไ่ ดศ้ พั ท์ จบั มากระเดียด”  มีความหมายตรงกบั ขอ้ ใด
ก. ฟงั ไมช่ ัด แตส่ ามารถถา่ ยทอดในสง่ิ ทไ่ี ด้ยนิ ถกู ตอ้ ง
ข. ฟงั ไมห่ มด แตส่ ามารถนำ� ไปตีความหมายได้
ค. ฟงั ไมค่ รบ แตส่ ามารถเขา้ ใจความหมายสง่ิ ท่ีได้ยินไดถ้ ูกต้อง
ง. ฟังไม่ครบถว้ นกระบวนความ จึงนำ� ไปถา่ ยทอดไดไ้ มถ่ กู ตอ้ ง

2626    ภาษาเคไทรย่อื เงพเอื่สอยี างชพี

๔. ขอ้ ใดมิใชผ่ ลของการรับสารอยา่ งมวี จิ ารณญาณ
ก. สรุปสาระส�ำคญั ของสารได้
ข. จ�ำแนกประเภทของสารไดถ้ ูกต้อง
ค. น�ำสาระส�ำคัญทีไ่ ด้ไปปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจ�ำวันได้ถูกต้องเหมาะสม
ง. เข้าใจกลวธิ กี ารเขยี นเพอื่ น�ำความรูท้ ี่ได้ไปสร้างสรรค์งานเขยี นของตนเอง

๕. ข้อใดแสดงถึงความสามารถจากการสรปุ แนวคดิ ที่ไดจ้ ากการฟังการดูได้ดีทีส่ ุด
ก. การสรปุ สาระทั้งหมดของสาร
ข. การสรุปใจความส�ำคญั ของสาร
ค. การสรปุ ขอ้ คิดเห็นที่ได้การรับสาร
ง. การถา่ ยทอดรายละเอียดทงั้ หมดของสาร

๖. การใชว้ จิ ารณญาณในการรับสารจากการฟัง การดู ข่าวสาร ขอ้ ใดมคี วามส�ำคญั ทส่ี ดุ
ก. ไดเ้ รียนรู้เทคนคิ ในการเขยี นข่าว
ข. ได้รบั ขอ้ มลู ท่ีถกู ตอ้ งตามความเปน็ จรงิ
ค. ได้เรยี นรกู้ ลวธิ ีในการเขยี นข่าว
ง. ท�ำให้ไดร้ วู้ ธิ ีการใช้ประโยชนจ์ ากขา่ วสาร

๗. ข้อใด  ไม่ใช่  การล�ำดบั ความคิดทไ่ี ด้จากการรับสาร
ก. การล�ำดบั ความคิดตามเหตุผล
ข. การล�ำดบั ความคดิ โดยการแสดงเหตุผล
ค. การล�ำดับความคดิ ที่ไดจ้ ากการล�ำดบั เหตกุ ารณ์
ง. การล�ำดบั ความคิดดว้ ยการสรุปแนวคิด

๘. หลังจากการฟังบรรยายเร่ือง  “ภาษาเป็นเคร่ืองมือสร้างชาติ”  แล้ว  ท�ำให้มาลีได้รับความรู้
และคิดว่านับแต่นี้จะรักและพยายามใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง  จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ของมาลคี ร้งั นีแ้ สดงวา่ มาลีมีประสิทธิภาพจากการฟงั ข้อใด
ก. ตคี วามได้ ค. วิเคราะหไ์ ด ้
ข. ประเมนิ ค่าได้ ง. สงั เคราะหไ์ ด้

 บทที่ ๒ การฟัง การดู เพ่อื อาชพี  27

๙. คุณตาสีมักใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวัน  สนทนาธรรมกับหลวงพ่อที่วัดเสมอ  การกระท�ำ
ดงั กลา่ วตรงกบั ขอ้ ใดมากที่สดุ

ก. การเสริมสร้างโลกทัศนใ์ หมใ่ ห้กับตนเอง
ข. การพัฒนาตนและความเขม้ แข็งใหก้ ับสังคม
ค. การไดร้ ับความรู้และเพ่ิมพนู ความคดิ
ง. การสร้างความจรรโลงใจใหก้ บั ตนเองและครอบครวั

๑๐. ใครมปี ฏิกริ ิยาตอบสนองต่อสารได้ดที ีส่ ุด
ก. ชมพู นำ� ขอ้ มูลทีไ่ ดร้ บั ไปปฏบิ ตั ิตามทนั ที
ข. สีฟา้ กล่าวโต้แย้งผพู้ ูดทนั ทีเม่อื ความคิดเห็นไมต่ รงกับของเธอ
ค. แดงใจ นำ� ความร้ทู ไ่ี ดแ้ ล้วคัดเลือกเนื้อความที่เหมาะสมไปสอนนกั เรียน
ง. ขาวลออ เลา่ ตอนจบของละครเรอื่ งแสนรกั ใหเ้ พอื่ น ๆ ฟงั แล้วร้องไห้ไปดว้ ย

๑๑. หลกั การพัฒนาสมรรถภาพในการรบั สารขน้ั ตอนใดทชี่ ว่ ยให้จดจ�ำได้นาน
ก. การประเมินค่าหลกั ฐานข้อมลู ข. การทดสอบทกั ษะดา้ นการรบั สาร
ค. จดบันทกึ ทบทวนความจ�ำ ง. วิเคราะหแ์ นวคิดและจับความสำ� คญั

๑๒. ข้อใดคอื ขนั้ ตอนของการประเมนิ ค่าสาร ข. การพจิ ารณาความนา่ เช่ือถอื ของสาร
ก. การพิจารณาความถูกต้องของสาร ง. การพิจารณาแนวคิดของสาร
ค. การพจิ ารณามลู เหตุของการส่งสาร

๑๓. มานี  และมีนาไปฟังการบรรยายเรื่อง  “เศรษฐกิจไทยยุค  ๔.๐”  แล้วกลับมาสรุปรายงาน
ส่งอาจารย์  ปรากฏว่ารายงานของมานีได้คะแนนสูงกว่าเพราะสรุปได้ตรงประเด็นน่าสนใจ  ข้อใด
คือเหตุผลสำ� คัญของการรายงานทตี่ ่างกนั ของบคุ คลทง้ั ๒

ก. เพราะมนี ามอี คตกิ บั ผบู้ รรยายจงึ ไมใ่ ส่เน้อื ความท่ไี ม่เห็นดว้ ย
ข. เพราะมนี าไม่เขา้ ใจในเน้ือความของสาร
ค. เพราะมานีมีความรเู้ กีย่ วกับเรอ่ื งทร่ี ับฟังเปน็ พ้ืนฐานอย่แู ลว้
ง. เพราะมานีมที กั ษะในการท�ำรายงานไดด้ ีกว่า

2828    ภาษาเคไทรย่อื เงพเ่อืสอยี างชพี

๑๔. สารทไี่ ดจ้ ากการโฆษณาตา่ ง ๆ ก ารอภปิ ราย ก ารขอความรว่ มมอื เชญิ ชวนใหร้ ว่ มทำ� กจิ กรรมตา่ งๆ
เปน็ การรบั สารประเภทใด
ก. สารท่ีสร้างโลกทศั น์ใหม่ ข. สารสร้างความจรรโลงใจ
ค. สารโน้มน้าวใจ ง. สารนำ� เสนอขอ้ เทจ็ จรงิ

๑๕. “สารที่ต้องใช้การวิเคราะห์ จุดเด่นของโฆษณาคืออะไร ใช้งบประมาณเท่าไร เกินจริงหรือ
น่าเช่ือถือ จะสกู้ บั คแู่ ขง่ ไดห้ รอื ไม”่ จดั เปน็ การรบั สารประเภทใด
ก. เปน็ การรับสารในชีวิตประจ�ำวนั ข. เปน็ การรับสารในงานอาชีพ
ค. เปน็ การรบั สารเพอื่ วตั ถุประสงคท์ างธรุ กิจ ง. เป็นการรบั สารเพื่อหาขอ้ เทจ็ จริง

กจิ กรรมท่ี ๒ ให้นกั ศกึ ษาตอบค�ำถามต่อไปนี้

ยกตัวอย่างสาร   “โน้มน้าวใจ”    มาอย่างน้อย  ๕  อย่าง   พร้อมอธิบายวิธีการรับสารประเภท
“สารโนม้ นา้ วใจ” ใหเ้ กิดประสิทธิภาพสูงสดุ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………..........................................................……………………………

กจิ กรรมท่ี ๓ กจิ กรรมวดั ผลการเรียน

แบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็น   ๓   กลุ่ม  ก�ำหนดการโต้วาทีในญัตติ  “สื่อออนไลน์ให้ประโยชน์
มากกว่าโทษ” โดยแบ่งเป็น  ฝ่ายเสนอ  ฝา่ ยคา้ น  กรรมการ
ทั้งนี้ในการตัดสิน  กรรมการต้องสามารถสรุปสาระท่ีได้จากการการฟัง  และอธิบายเหตุผลใน
การใหฝ้ า่ ยใดเป็นฝ่ายชนะ  และฝา่ ยแพ้ดว้ ยเหตุผลใด

๓บ ท ที่

การฟังค�ำส่ังและข้อแนะน�ำ
ในการปฎิบัติงาน

แนวคิด
การฟังเป็นองค์ประกอบส�ำคัญอีกประการหนึ่งของงานอาชีพ  โดยเฉพาะ
การฟังคำ� สงั่ หรอื ฟงั คำ� แนะน�ำในการปฏิบตั งิ าน เปน็ ทักษะทีม่ ีความจำ� เป็นส�ำหรับ
ผปู้ ฏบิ ัติงานในหน่วยงาน องค์กร ซ่งึ ตอ้ งมีสายงานในระบบผสู้ ่ังงาน และผู้รับคำ� สัง่
การเป็นผู้รับฟังค�ำสั่งท่ีดีนอกจากต้องเป็นผู้ฟังท่ีมีประสิทธิภาพแล้ว
ยังต้องเป็นผู้ฟังท่ีมีมารยาทด้วย  การรับฟังค�ำสั่งที่ดี  และปฏิบัติตามค�ำแนะน�ำ
อย่างเคร่งครัด  สามารถช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการท�ำงานให้ดีย่ิงขึ้น  ดังนั้น
เราจงึ ตอ้ งพฒั นาสมรรถนะในการฟงั   เพอ่ื ความก้าวหน้าในอาชพี ต่อไป

สาระการเรียนรู้
๑. ความหมายและความสำ� คญั ของการส่งั งาน และคำ� แนะน�ำ
๒. องค์ประกอบของการสั่งงาน
๓. ประเภทของการสั่งงาน
๔. ลักษณะของการส่ังงาน
๕. ความมงุ่ หมายในการฟงั คำ� สัง่
๖. การฟังคำ� ส่งั และข้อแนะนำ� ในการปฏบิ ตั งิ าน
๗. ตวั อยา่ งคำ� สัง่ ในการปฏบิ ตั งิ านของพนกั งานขาย ณ จุดขาย

สมรรถนะประจ�ำบท
การฟังค�ำส่ังและค�ำแนะน�ำในการปฏิบัติงาน  ผู้ฟังต้อง
มคี วามสามารถและมารยาทในการฟัง จะท�ำใหส้ ามารถพัฒนา
สมรรถนะการทำ� งานในอาชพี ได้

วตั ถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม (Behavioral Objectives)
๑. บอกความหมายและความสำ� คญั ของการฟังคำ� สัง่ ได้
๒. อธบิ ายลักษณะของการฟังคำ� สง่ั และขอ้ แนะน�ำในการปฏิบัติงานได้
๓. ปฏิบตั ิตามคำ� สั่งและคำ� แนะน�ำในการปฏิบัติงานอาชีพได้
๔. เขยี นข้อความคำ� แนะนำ� และค�ำสั่งในการปฏิบตั ิงานอาชพี ได้

3030    ภาษาเไคทรย่ือเงพเ่อื สอยี างชพี

๓ การฟังค�ำส่ัง
และข้อแนะน�ำ
ในการปฏบิ ตั ิงาน

การฟงั ค�ำ ส่งั และข้อแนะน�ำ ในการปฏบิ ัติงาน

การฟังค�ำสั่งและข้อแนะน�ำในการปฏิบัติงานเป็นการฟังท่ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือเพิ่มพูนความรู้
ประสบการณใ์ นการปฏิบตั งิ านดังนน้ั จงึ ต้องมคี วามตั้งใจฟังด้วยสติแลว้ นำ� มาคดิ วเิ คราะห์สงั เคราะห์
เพอื่ น�ำมาปฏบิ ัติได้อยา่ งถกู ตอ้ ง
• การสง่ั งาน เป็นวธิ ีการหรือกระบวนการทผ่ี ้บู งั คับบัญชาหรอื หวั หนา้ งานใชใ้ นการสง่ั ใหผ้ ู้ใต้
บงั คับบญั ชาในแผนก ในองคก์ ร สามารถปฏิบัตงิ านได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ ทำ� ให้องคก์ รดำ� เนนิ ไปด้วย
ความราบร่นื เรียบรอ้ ย ตามนโยบายและวัตถปุ ระสงค์ขององคก์ ร
• การสั่งงาน  จึงหมายถึง  การขอร้อง  การขอความร่วมมือ  การให้ปฏิบัติตามค�ำแนะน�ำ
การออกค�ำสั่ง
• ค�ำแนะน�ำ  หมายถึง  การช้ีแจง  ข้ันตอน  รายละเอียด  หรือแนวทางการปฏิบัติให้กับผู้ที่
เกย่ี วข้องกับหนว่ ยงาน หรอื องคก์ ร สามารถปฏบิ ัติหน้าทใ่ี ห้เปน็ ไปตามวัตถปุ ระสงคต์ ามต้องการ

ความหมายของคำ� ส่ัง การสัง่ งาน

ค�ำสั่ง  คือ  บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาส่ังการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย  และให้ท�ำตาม
ซึ่งอาจเปน็ ค�ำพูด หรอื ขอ้ ความทเี่ ปน็ ลายลักษณ์อักษร
การฟังค�ำสั่ง  เป็นการฟังสิ่งที่ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานส่ังไปยังผู้ใต้บังคับบัญชา  อาจเป็น
การแจง้ ใหท้ ราบ หรอื ส่ังใหท้ �ำ รวมถึงการขอรอ้ งให้ปฏบิ ตั ิ
การส่ังงาน  คือ  การด�ำเนินงานตามขั้นตอนของผู้บังคับบัญชา  เพื่อให้เกิดการกระจายงาน
ทำ� ให้งานมปี ระสิทธภิ าพ บรรลุตามวตั ถปุ ระสงค์ขององค์กรนัน้ ๆ และจะไมเ่ กดิ ความผิดพลาด ดงั นนั้
การส่งั งานและการรับค�ำสัง่ จงึ ตอ้ งมีเทคนคิ เขา้ มาประกอบ
ดังนั้น  เพื่อให้การสื่อสารระหว่างผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานกับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกน้อง
เกิดความรคู้ วามเขา้ ใจตรงกัน จงึ ตอ้ งมีเทคนิค วธิ กี ารท่ีควรศกึ ษา ดังนี้

 บทท่ี ๓ การฟังคำ�สัง่ และข้อแนะนำ�ในการปฏิบัตงิ าน  31

องค์ประกอบของการสงั่ งาน

การสั่งงาน  หรือการส่ังการ  ประกอบด้วย  ผู้ออกค�ำส่ัง  ผู้รับค�ำสั่ง  (ผู้ปฏิบัติตามค�ำสั่ง) 
การติดตอ่ สอื่ สาร มรี ายละเอยี ดดังนี้
๑. ผอู้ อกค�ำส่ัง : ไดแ้ ก่ ผู้บังคับบัญชา ผบู้ รหิ าร หวั หนา้ งาน เป็นผู้มอี �ำนาจ และอ�ำนาจหน้าท่ี
ในการออกคำ� สั่ง
ลกั ษณะผู้ออกคำ� สั่งทีด่ ี
• มคี วามร้ใู นงานท่ีส่ังการเป็นอย่างดี มีคณุ สมบัตคิ วามเป็นผู้นำ� มมี นุษยส์ ัมพันธ์ มีหลัก

จติ วิทยา มีความสามารถในการชักจูง โน้มน้าวใจให้ผู้รบั คำ� สง่ั ปฏบิ ัตติ ามค�ำสัง่ ดว้ ย
ความเต็มใจ
• เพ่ือให้เกิดผลงานตามท่ีต้องการ  ผู้ส่ังงานต้องประเมินคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติว่า
มีความรู้ความเข้าใจในงาน  มีความรับผิดชอบมากน้อยเพียงใด  เก็บความลับได้หรือ
Put the right man on the right job  และผลงานหลงั งานเสรจ็ ส้นิ
๒. ผู้รับค�ำสั่ง : ได้แก่ ผู้ใต้บังคับบัญชา ซ่ึงเป็นผู้รับฟัง “ค�ำสั่ง” แล้วน�ำมาปฏิบัติเพ่ือให้เกิด
ผลงานตามทตี่ อ้ งการ
ลกั ษณะผูร้ บั คำ� สั่งทดี่ ี
• มีความสามารถในการน�ำ  “ค�ำสั่ง”  ไปปฏิบัติเพ่ือให้เกิดผลส�ำเร็จตามท่ีผู้สั่งงานต้องการ
มีความรับผิดชอบ  มีความรู้ความช�ำนาญในงานน้ัน ๆ  ใช้เคร่ืองมือ  อุปกรณ์ในการ
ปฏิบัติงานเปน็ อยา่ งดี
๓. การตดิ ตอ่ สือ่ สาร : เปน็ เครื่องมอื ในการสั่งงานระหวา่ ง “ผูอ้ อกค�ำส่ัง” (ผู้ส่งสาร) และ
“ผู้รับค�ำสั่ง”  (ผู้รับสาร)  เป็นการสื่อสาร  ๒  ทาง  ที่มีการโต้ตอบกันเพ่ือให้เกิดความเข้าใจตรงกัน
เปิดโอกาสให้มกี ารอธิบาย  ซกั ถามข้อสงสยั
ถ้ามรี ะบบการสือ่ สารทดี่ ี ใชภ้ าษาทเี่ หมาะสม เข้าใจตรงกัน ด้วยการพูด การเขยี น หรอื
การแสดงออกด้วยท่าทาง จะชว่ ยให้ผรู้ บั คำ� ส่ัง ผใู้ ตบ้ งั คับบญั ชา หรอื ผปู้ ฏบิ ัตงิ านสามารถปฏิบตั งิ าน
ได้ถกู ต้อง ตรงกับความตอ้ งการของผสู้ ั่งการ

3232    ภาษาเคไทรยอื่ เงพเื่อสอียางชีพ

ตัวอย่าง
ผอู้ อกค�ำสง่ั : “วชิ ยั   รบกวนไปดูห้องเครือ่ งใหห้ น่อย  ไมร่ ู้เปน็ อะไรเดย๋ี วดบั เดยี๋ วดับ”
ผรู้ ับค�ำสง่ั : “ครบั ได้เลยหวั หนา้ ”
๓๐ นาทผี ่านไป
ผู้รับค�ำสงั่ : หัวหนา้ ครบั ผมไปดูแล้วทุกอย่างเป็นปกติ เคร่ืองจักรยังท�ำการไดด้ ”ี
ผู้ออกคำ� สง่ั : เฮ้ย  !  ผมให้คุณ  ไปดูรถว่าท�ำไมเคร่ืองยนต์มันเดินเสียงดัง  ยังกะโรงสี 

สงสยั เหมอื นกนั วา่ ทำ� ไมคุณไมม่ าเอากุญแจรถที่ผม
• ตวั อย่างการส่งั งานข้างต้นแสดงถงึ การใช้ภาษาท่ีไม่ชดั เจนของ “ผู้ออกค�ำสง่ั ” และ “ผรู้ ับ 
คำ� สงั่ ” ขาดความรอบคอบ ไมส่ นใจในรายละเอียดของคำ� สงั่ จงึ เกดิ ความผดิ พลาด

ประเภทการสั่งงาน

ยุทธนา พรหมณี น�ำเสนอไวใ้ นหัวข้อ “การสัง่ การ และการมอบหมายงาน” ได้จำ� แนกประเภท
ของการส่ังงานไว้ ดังนี้
วิธีการสงั่ งานตามลักษณะงานมี ๒ แบบ
๑. วธิ ีการสงั่ งานดว้ ยวาจา  :  ใช้ในกรณงี านท่ีมลี กั ษณะ
• เป็นงานประจ�ำ  ผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจในเนื้องานและวิธีการท�ำงาน  ต้องการความสะดวก
รวดเร็วในการสง่ั การ  ไมจ่ �ำเปน็ ต้องเกบ็ หลักฐานเปน็ ทางการ
• เปน็ งานทอ่ี าจต้องอธิบาย  แจ้งรายละเอียด  หรือเปดิ โอกาสใหซ้ กั ถาม  ท�ำความเขา้ ใจ
• เป็นงานท่ผี ู้รับค�ำส่ังมคี วามเข้าใจในงานนัน้ เป็นอย่างดี
๒. การสั่งงานทเี่ ปน็ ลายลกั ษณอ์ ักษร  :  ใชใ้ นกรณีงานที่มีลักษณะ
• ต้องการหลักฐานบ่งบอกถงึ ผ้รู บั ผิดชอบ หรอื ผทู้ ี่ได้รบั มอบหมายใหเ้ ป็นผ้ปู ฏบิ ตั ิ
• เป็นการสั่งงานอยา่ งเป็นทางการตามสายงานบังคบั บัญชาอย่างชัดเจน
• เปน็ งานทีผ่ ู้รบั ค�ำสงั่ ตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามค�ำสงั่ อย่างเคร่งครดั   สำ� เรจ็ เรียบรอ้ ยทุกประการ

หลกั การฟังค�ำ สง่ั หรือค�ำ แนะน�ำ เพื่อน�ำ ไปปฏบิ ัติงาน

การฟังค�ำส่ัง    หรือค�ำแนะน�ำเพ่ือน�ำไปปฏิบัติ    ต้องฟังด้วยความตั้งใจ   และฟังให้เข้าใจ
แยกขอ้ ความไดว้ ่า ใครสั่ง สงั่ ท�ำอะไร ท�ำอยา่ งไร ถ้าฟงั คำ� ส่งั ไม่เขา้ ใจให้ขอรอ้ งผูพ้ ดู ใหพ้ ูดซำ้� จนเขา้ ใจ
ควรจดบันทกึ ค�ำสงั่ ไวเ้ พื่อกันลืม  และจะได้น�ำไปปฏิบตั อิ ยา่ งถูกตอ้ ง ซงึ่ มหี ลกั การดงั นี้

 บทที่ ๓ การฟังคำ�สงั่ และขอ้ แนะนำ�ในการปฏบิ ตั ิงาน  33

๑. ตอ้ งมีความพรอ้ ม หมายถึง ความพรอ้ มทางกาย ใจ สตปิ ัญญา คอื การมสี ขุ ภาพแข็งแรง
ไมเ่ จบ็ ปว่ ย ม จี ติ ใจพรอ้ มทจ่ี ะรบั ฟงั ไมว่ ติ กกงั วลในเรอ่ื งอน่ื มกี ารเตรยี มตวั ทจี่ ะใฝห่ าความรเู้ ปน็ พนื้ ฐาน
ทงั้ ประสบการณ์เดิม หรอื คำ� ศัพท์ทางวชิ าการ เป็นต้น
• ถ้าผู้ฟังขาดความพร้อม อาจฟังไม่เข้าใจ  จับใจความไม่ได้  ท�ำให้เกิดความเบื่อหน่าย

จนไมส่ ามารถจับประเด็นของการฟงั ได้
๒. ตอ้ งมีสมาธิ ต้ังใจและมีสมาธิในการฟัง เพ่อื ติดตามค�ำส่ังหรอื ข้อแนะนำ� คือ มจี ติ ใจจดจอ่
ในเร่ืองที่ฟัง  ถ้าไม่เข้าใจให้ขอค�ำแนะน�ำเพ่ิมเติมจากผู้สั่ง  เพราะอาจท�ำให้เข้าใจไขว้เขว  หรือไม่ได้
เนือ้ หาสมบูรณ์ ท�ำให้งานขาดความสมบูรณ์ ถกู ต้อง
๓. ต้องจดบันทึกค�ำส่ัง  เพื่อน�ำไปปฏิบัติให้ถูกต้อง  ถ้าการส่ังการนั้นไม่มีการท�ำเป็นเอกสาร
หรือมีรายละเอียดมาก  ผู้ฟังอาจใช้วิธีการจดบันทึก  การจดรายละเอียดต่าง ๆ  ตามความเข้าใจของ
ตนเอง  จะสามารถขจัดข้อบกพร่องออกไปได้มาก
๔. ต้องไมม่ ีอคติ การมีอคติ เกิดจากความรสู้ กึ รัก โกรธ นอ้ ยใจ ไม่พอใจผสู้ ่ังงานเปน็ การ
สว่ นตวั อาจทำ� ให้มีการแปลงเจตนาของผูส้ งั่ งานผดิ หรอื คลาดเคลอ่ื นจากที่เป็นจริง

ลกั ษณะผู้ปฏบิ ตั งิ านตามค�ำ สงั่ ทดี่ ี

โดยทว่ั ไปไมว่ า่ บคุ คลน้นั จะประกอบอาชพี ใดก็ตาม สิ่งหนง่ึ ทีย่ ดึ เหน่ียว และท�ำใหผ้ ู้ปฏิบตั งิ าน
มีความกา้ วหนา้ ประสบความสำ� เร็จในหนา้ ที่การงาน คอื “จรรยาบรรณ” ในฐานะ “ผูร้ ับคำ� สง่ั ”
โดยสำ� นักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก�ำหนด “ขอ้ พงึ ปฏิบัติในฐานะผูใ้ ต้บงั คบั บัญชา” ไว้ดังน้ี
๑. ปฏิบัติตามค�ำส่ังของ    “ผู้บังคับบัญชา  หัวหน้างาน”   ที่ชอบด้วยกฎกติกา  ระเบียบ
แบบแผนและข้อปฏิบตั ขิ องหน่วยงาน องค์กร
๒. เคารพ และปฏบิ ตั ติ ามคำ� สงั่ ของ “ผสู้ งั่ งาน” ไมแ่ สดงอาการกา้ วรา้ ว หากมปี ญั หาในเรอ่ื งใด
อาจขอคำ� ปรึกษา คำ� แนะนำ� ด้วยกิริยาวาจาสุภาพ
๓. เต็มใจปฏิบัติงานตามค�ำสั่งด้วยความรวดเร็ว  เต็มความสามารถ  เพ่ืองานส�ำเร็จทันเวลา
ท่กี �ำหนด
๔. มเี ทคนคิ การทำ� งานทด่ี เี พอ่ื ใหป้ ระสบความสำ� เรจ็ www.manpowerthailand.com แนะนำ�
เทคนิคการทำ� งานท่นี ่าสนใจคือ “พลอดรกั ” ดงั น้ี
• พ – พฒั นาตนเอง  :  ศกึ ษาจุดแข็ง จุดดอ้ ย ข้อบกพร่อง ของตนเองอยูเ่ สมอ
“วัยทำ� งานต้องเปน็ นกั สำ� รวจ  และมหี วั ใจเปน็ นักพัฒนาทกุ ดา้ นอยู่เสมอ”

3434    ภาษาเไคทรยือ่ เงพเอ่ืสอียางชพี

• ล  –  หลากหลายทักษะ  :  บุคลากรที่มีความสามารถหลายด้าน  ย่อมเป็นท่ีต้องการ
ขององค์กร การมีความรคู้ วามสามารถหลายด้าน แสดงถึงความเปน็ “นักพฒั นาตน”

“ผทู้ ำ� ตนเหมือนแกว้ นำ้� ที่ไมเ่ ต็ม ยอ่ มต้องการเรียนร้สู ่ิงใหม ่ ๆ เพื่อปรบั ปรงุ ตนเสมอ”
• อ – อดทน : พลังแห่งความส�ำเรจ็ คือ ความอดทน อดทนต่อสถานการณต์ ่าง ๆ ในท่ี

ท�ำงาน อาทิ งานที่ได้รบั มอบหมาย ผ้สู ่งั งาน เพอ่ื นรว่ มงาน การดถู กู การถูกสบประมาท
ซง่ึ หากอดทนไมไ่ ดผ้ ลทต่ี ามมา คอื การตอ้ งเปลย่ี นงานบอ่ ย ทำ� ใหเ้ สยี ประวตั กิ ารทำ� งาน
“ปญั หา มีไว้แก้ ยาขนานแท้ คือ ความอดทน อดกลั้น”
• ด – ดงึ ดูด  :  ผูป้ ฏิบตั งิ านที่มีความกระตอื รือรน้ ชอบเรียนรสู้ งิ่ ใหม ่ ๆ ลองผิด ลองถกู
หม่นั “ดงึ ดดู ” ความรู้จากหนังสอื อินเทอร์เนต็ ผ้มู ปี ระสบการณ์รอบข้าง มาประยกุ ต์
ใชใ้ นการทำ� งาน จนทำ� ใหง้ านสำ� เรจ็ ลลุ ว่ งไปไดด้ ว้ ยดี ยอ่ มสามารถ “ดงึ ดดู ” ความสนใจ
ไวว้ างใจ ยอมรับ จากผูบ้ ังคับบัญชา ทมี งาน ซง่ึ หมายถึงความกา้ วหน้าในงาน
• ร – รักงานทีท่ �ำ : โดยการพิจารณาไตรต่ รองถึง “ความสำ� คัญ และคณุ คา่ งาน” ทมี่ ีต่อ
ตนเอง เมือ่ รกั แล้ว ย่อมน�ำมาซึ่งความสขุ ในการทำ� งาน เมื่อมีความสุข ผปู้ ฏิบตั ิงานจงึ
พยายามเพ่ิมมลู คา่ และรักษางานไว้ เพอ่ื ท�ำให้ประสบความส�ำเร็จในการท�ำงานของตน
• ก – การจดั การเปน็ เลิศ : การเป็นผมู้ ที ักษะการจัดการจะเปน็ นักวางแผนท่ีดี ทำ� งาน
เป็นขั้นตอน  สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้  เพราะทุกส่ิงทุกอย่างถูกวางแผน
และจัดการไวแ้ ลว้ เป็นอย่างดี

การเตรียมตัวในการปฏิบัติงานตามค�ำ ส่ัง

เมื่อได้รับ  “ค�ำสั่ง”  หากเป็นการสั่งงานที่เร่งด่วน  ผู้รับค�ำส่ังต้องปฏิบัติทันที  ท้ังนี้ต้องใช้
วิจารณญาณ ความรูค้ วามสามารถท่ีมอี ย่างระมัดระวงั เพือ่ ใหง้ านมีประสทิ ธิภาพ หรอื มขี อ้ บกพรอ่ ง
ผดิ พลาดนอ้ ยทีส่ ดุ
ในกรณที เี่ ปน็ เรือ่ ง เปน็ งานทีต่ ้องใชร้ ะยะเวลา ไมเ่ ร่งด่วน แต่มีระยะเวลาท่ีกำ� หนดวนั แล้วเสร็จ
ผู้รับคำ� ส่งั ควรมกี ารวางแผนการปฏบิ ัติงาน ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. วเิ คราะห์งานที่ไดร้ บั มอบหมายให้ละเอียด เชน่ ความสำ� คญั ความยากง่าย ปรมิ าณเนื้องาน
ระยะเวลาท่กี �ำหนด เพ่ือจัดเตรียมบุคลากร เครอ่ื งมือเคร่อื งใช้ งบประมาณสถานที่
๒. หาขอ้ มูล ความรทู้ เ่ี กีย่ วขอ้ งกบั งานท่ีได้รับ เพ่ือปอ้ งกันปญั หา และข้อผิดพลาด
๓. จดั ทำ� “ปฏทิ ินปฏิบตั ิงาน” จดั เตรยี มล�ำดบั ขั้นตอน และควรให้เสร็จกอ่ นก�ำหนด เพ่ือ
ท�ำการทบทวน ตรวจสอบ แกไ้ ข หากเกิดปัญหาหรอื ข้อผดิ พลาด

 บทท่ี ๓ การฟงั คำ�สั่งและขอ้ แนะนำ�ในการปฏิบัตงิ าน  35

๔. ลงมอื ปฏบิ ตั งิ าน หรอื ควบคุมการท�ำงานดว้ ยตนเองต้งั แต่เรม่ิ จนแลว้ เสร็จ และตรวจสอบ
เนอ้ื งานเปน็ ระยะ ๆ เพือ่ ป้องกนั ปัญหา และข้อผดิ พลาดไดท้ ันเวลา
๕. ตรวจสอบ ทบทวน ปรบั ปรงุ แก้ไขขอ้ ผิดพลาด บกพร่องให้เรยี บร้อย สมบรู ณก์ ่อนน�ำเสนอ
ผู้บงั คับบญั ชาหรือผอู้ อกค�ำสั่ง

เทคนคิ การบริหารเวลาการปฏบิ ตั ิงานอย่างมีประสทิ ธภิ าพ

ในการได้รบั ค�ำสั่งจากผ้สู ง่ั งาน สิง่ ทปี่ รากฏอยใู่ น “คำ� สง่ั งาน” ไม่วา่ จะโดยวิธใี ด งานประเภทใด
นนั่ คือ “ก�ำหนดระยะเวลาแล้วเสรจ็ ” ในฐานะ “ผ้รู บั ค�ำส่งั ” สง่ิ ส�ำคัญทน่ี อกเหนอื จากผลสำ� เรจ็
และประสิทธิภาพของงาน นนั่ คอื “ความตรงตอ่ เวลา”
เทคนิคการบริหารเวลาส�ำหรับผปู้ ฏบิ ัติงาน มีวิธีการดังน้ี
๑. ตารางเวลาการท�ำงาน  :  เป็นการก�ำหนดเวลาการท�ำงานในแต่ละวันว่าจะท�ำสิ่งใดบ้าง
กอ่ น - หลงั ใชเ้ วลาเทา่ ใด นอกจากจะควบคมุ เวลาทำ� งานแล้ว ยังเปน็ การฝกึ วนิ ัยการทำ� งานของตนดว้ ย
๒. สมุดโนต้ : สำ� หรับบนั ทกึ ขอ้ มูลสำ� คัญ ๆ เพอ่ื เตอื นความจ�ำ ป้องกนั ความสับสน ซ�้ำซอ้ น
ในการท�ำงาน หรือหลงลืม
๓. ล�ำดับความส�ำคัญของงาน  :  ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้  ความเข้าใจในงานเป็นอย่างดี
มีวิจารณญาณในการวิเคราะห์ได้ว่า  งานใดส�ำคัญและเร่งด่วน  งานส�ำคัญแต่ไม่เร่งด่วน  งานไม่ส�ำคัญ
และไมเ่ รง่ ดว่ น  เปน็ ต้น
๔. เทคโนโลยี :  ผปู้ ฏิบัติงานควรมีความรู้ความสามารถในการใช้เครอื่ งมือส่ือสาร เทคโนโลยี
เพ่ือชว่ ยประหยัดเวลา  แรงงาน  รวดเรว็   ทันสมัย  ติดตอ่ ประสานงานได้อยา่ งกว้างขวาง
๕. กำ� หนด Dead Line : ก�ำหนดวนั สดุ ท้าย วนั สิ้นสดุ การทำ� งานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายของตนเอง
เปน็ การบงั คบั ให้งานตอ้ งเสร็จก่อนเวลา  เพอื่ ตรวจสอบ  ปรบั แก้ถา้ พบความผิดพลาด
๖. ใชเ้ วลาให้คมุ้ ค่า  :  หลีกเลยี่ งการผัดวันประกันพรุ่ง ใชเ้ วลาทกุ นาทใี ห้คุ้มคา่ ทุกที่ ทุกโอกาส
ใหเ้ กิดประโยชน์

ตวั อยา่ ง คำ� สัง่ ในการปฏิบัตงิ านของพนกั งานขาย ณ จดุ ขาย

เมื่อเร่มิ มลี ูกคา้ เขา้ มายงั จุดขาย ส่งิ ท่ีต้องปฏบิ ตั ิ คอื ตอ้ งมีมารยาทท่เี สริมความมีเสนห ์ ดังนี้
๑. เตรียมพรอมกอนการสนทนาเสมอ  เชน  รอยย้ิม  การแตงกายและเตรียมค�ำพูดส�ำหรับ
การพดู คุย
๒. เรมิ่ ต้นดว้ ยการทักทายลกู คา้ อยา งเปนมิตร เช่น มอบรอยยมิ้ พนมมอื ไหว กลาวคาํ สวสั ดี
พรอ มสบตาดว ยใจจริง

3636    ภาษาเคไทรยือ่ เงพเอ่ืสอยี างชีพ

๓. ระหวางสนทนา  เริม่ ด้วยกลา วตอ นรับและยินดใี ห้บรกิ ารดวยรอยยิม้   แสดงความกระตือ -
รอื รน ให้ความสนใจ  ในการใหข อมลู
๔. สังเกตส่งิ ทลี่ ูกคา ชอบและบนั ทึกไวเ พื่อเปน็ ขอมูลการบรกิ ารใหเกดิ ความคาดหวังตอ่ ไป
๕. เม่ือส้ินสุดการสนทนา  พนักงานขายต้องกลาวขอบคุณลูกคาท่ีใชบริการ  และบอกชองทาง
ในการตดิ ตอ ครง้ั ถดั ไป หรอื หากมสี ง่ิ ใดใหชวยดว้ ยความยนิ ดี (เนน ใหลกู คา สะดวกมากขึน้ )

ตัวอยา่ ง คำ� แนะนำ� ในการเขยี นคำ� พูดขายของของพนักงานขาย

พนง. : สวัสดีค่ะ ดฉิ ัน..........มีสินค้าคณุ ภาพ ดีไซนใ์ หมท่ ่ีคุณพ่ี...........เคยสนใจเข้ามาใหมน่ ะคะ
ลูกค้า : แตว่ นั นี้ มีธุระมาซ้อื อยา่ งอื่นและรีบมากดว้ ย
พนง : ขอบคุณมากค่ะ อยากจะขอรบกวนเวลาคณุ พ่ี.............ประมาณ ๒ นาทพี อไดไ้ หมคะ
ลกู ค้า : อืมก็พอได ้ ให้เรว็ หน่อยนะ
พนง. : คุณพี่สะดวกช่วงไหนคะ  ดิฉันขอจัดเอกสารให้ไปก่อนแล้วจะขออนุญาตโทร.หานะคะ

แต่อยากให้รักษาสิทธิพิเศษไว้ก่อน  แต่หากได้คุยกันแล้วไม่สนใจ  ก็ไม่มีการผูกมัดอะไรค่ะ
ขอรายละเอยี ดคณุ พ.่ี ................... จองสิทธ์ิไว้ก่อนนะคะ
ลูกค้า : ก็ได้ งน้ั โทรหาพเ่ี วลา...............แล้วกัน  หรือพ่ีเสร็จธุระแลว้ จะแวะมาอกี ครัง้
พนง : ยนิ ดีมากคะ่ ขอบคณุ อีกครง้ั นะคะ ระบุสี และรุน่ ไวก้ อ่ นเลยกไ็ ดน้ ะคะ (เกบ็ สทิ ธ์ิไวใ้ ห้พิเศษ
ส�ำหรับคุณพถี่ งึ ๕ โมงเย็นวนั นคี้ ะ่ )
สรุปเปน็ ว่าภายใน ๕ โมงวันนี้ ดิฉนั จะรบกวนโทรหาคุณพี่ หรืออาจเป็นคณุ พี่แวะมาดูอกี ครงั้ และ
เลือกสีสม้ ไวก้ อ่ นนะคะ ขอขอบคุณคุณพี.่ ...........มากอกี ครงั้ นะคะ

ตวั อยา่ ง ขอ้ แนะนำ� ในการปฏบิ ตั งิ านดแู ลรกั ษาเครอื่ งคอมพวิ เตอรแ์ ละอปุ กรณ์

ปัจจุบันเคร่ืองคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ส�ำคัญและจ�ำเป็นส�ำหรับการปฏิบัติงานในส�ำนักงาน
เกอื บทกุ หนา้ ท่ี ทกุ ตำ� แหนง่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าทีฝ่ า่ ยเทคโนโลยีสารสนเทศหรือทเี่ รียกวา่ ฝา่ ยไอท ี
ซ่ึงมีหน้าทใ่ี นการดูแลระบบและเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด
ดังนั้น  ข้อแนะน�ำหรือค�ำส่ังให้ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์และ
อุปกรณ์  จึงเป็นส่ิงส�ำคัญท่ีพนักงานทุกคนควรปฏิบัติ  ซ่ึงจะช่วยยืดอายุการใช้งานของเคร่ืองไปได้อีกนาน
เป็นการประหยดั งบประมาณขององคก์ รในการจดั ซื้อเครอ่ื งใหม่มาทดแทนเครื่องเกา่ อีกด้วย
๑. ท�ำประจ�ำทกุ วนั
• เมือ่ เร่ิมใชง้ านให้เสยี บปล๊กั ไฟ และเปดิ เคร่ืองสำ� รองไฟ รอใหไ้ ฟเขา้ เคร่ือง หน้าจอเปิด

กอ่ น จงึ เรมิ่ ใชง้ านได้

 บทที่ ๓ การฟังคำ�ส่ังและขอ้ แนะนำ�ในการปฏิบตั ิงาน  37

• ห้ามน�ำเคร่ืองด่ืมหรืออาหารมารับประทานขณะท�ำงาน  เพราะอาจท�ำให้น�้ำหรือเศษ
อาหารหกลงในคยี ์บอรด์ หรือเครอื่ ง

• เมื่อเลิกใช้งานให้ปิดโปรแกรมทั้งหมด ปิดเครื่อง ปิดเคร่ืองส�ำรองไฟ แล้วจึงถอด
ปล๊กั ไฟออก

๒. ท�ำความสะอาดคีย์บอร์ดอาทิตย์ละคร้ัง  โดยการคว่�ำคีย์บอร์ดและเขย่าเบา ๆ  เพ่ือให้เศษ
ผงเล็ก ๆ หลน่ ออกให้หมด แล้วใช้กระบอกลมเป่าให้ฝ่นุ ออกมาแตล่ ะชอ่ งของคยี ์บอรด์ และเปา่ ฝนุ่
ตวั เมาส์ จะยดื อายุการใช้งานของคยี ์บอรด์ และช่วยรกั ษาสภาพให้ดูใหม่อยู่เสมอ
๓. ทำ� ความสะอาดพดั ลมเดอื นละครงั้ อปุ กรณ์ภายในกล่องของคอมพวิ เตอร์ (Case) มกั มฝี นุ่
ทีข่ นึ้ ตามพดั ลมซง่ึ มอี ยหู่ ลายตัว ได้แก่ พัดลมในกลอ่ งหรือเคส, อปุ กรณ์จ่ายไฟและแปลงไฟ (Power
Supply), ซีพยี ู หรอื หนว่ ยประมวลผลกลาง (CPU : Central Processing Unit), หน่วยประมวลผล
ดา้ นกราฟิก (GPU : Graphics Processing Unit) ซง่ึ เป็นสาเหตุทีท่ ำ� ให้เครื่องทำ� งานชา้ ลง โดยการ
ถอดเคสออกและปัดฝนุ่ ละอองบนชอ่ งระบายอากาศ และใชผ้ า้ เช็ดทำ� ความสะอาดใบพดั คราบฝังลกึ
ทต่ี วั พัดลม
๔. ท�ำความสะอาดปีละคร้ัง  ย้ายเคร่ืองออกมาที่ต้ังเดิม  เพ่ือท�ำความสะอาดพื้นที่ท้ังหมด
ย้ายสายเคเบิลต่าง ๆ ออกให้พ้นจากพื้นที่ท่ีจะทำ� ความสะอาด หาพน้ื ที่วางคอมพวิ เตอร์ใหม่ เปิดเคส
หรอื กล่องบรรจุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เพอ่ื ทำ� ความสะอาดใหม้ ีอากาศถา่ ยเท ถอดสายเคเบลิ ออกจาก
ตวั เคส นำ� เคสออกมาเช็ดด้วยผ้าช้นิ เล็ก ๆ หรือใชท้ ีป่ ดั ฝุ่นทำ� ความสะอาด หา้ มใช้เครอื่ งดดู ฝุน่ เพราะ
อาจท�ำให้เกิดไฟฟ้าสถิตซ่ึงเป็นอันตรายมาก  ท�ำความสะอาดพ้ืนท่ีท้ังหมดก่อนที่จะน�ำคอมพิวเตอร์
ท่ที �ำความสะอาดแล้วกลบั มาวาง
๕. จัดระเบียบสายเคเบิลด้วยความระมัดระวัง  โดยการมัดสายเคเบิลรวมกันด้วยความ
ระมัดระวงั เปน็ ระเบยี บ ยกสายให้พน้ จากพืน้ เพื่อใหส้ ามารถทำ� ความสะอาดได้งา่ ย

3838    ภาษาเคไทรยอ่ื เงพเอ่ืสอยี างชพี

แบบทดสอบ
และกิจกรรมการฝึกทักษะ
บทท่ี ๓ การฟังคำ� สั่งและข้อแนะน�ำ

ในการปฏบิ ตั ิงาน

กจิ กรรมท่ี ๑ เลือกค�ำตอบทถี่ ูกต้อง

๑. ขอ้ ความใดตอ่ ไปน้ี คอื “ค�ำส่งั ”
ก. รบกวนคุณวชิ ัยช่วยน�ำเอกสารไปแก้ไขใหม ่
ข. คณุ นารีไม่ควรลาหยุดวนั นเี้ ลย
ค. คุณสมปองวันนีอ้ ยา่ ลืมไปรบั ลกู ค้าทส่ี วุ รรณภมู ินะ
ง. ผมไม่อยากใหค้ ณุ เดินทางวันน้ีจริง ๆ

๒. ขอ้ ความใดต่อไปนี้ไมถ่ กู ตอ้ ง
ก. การขอร้อง หรือขอความร่วมมอื จากบคุ ลากรในหนว่ ยงานคอื การสงั่ งาน
ข. การสง่ั งานด้วยวาจามักใชใ้ นกรณฉี กุ เฉิน ตอ้ งปฏบิ ตั โิ ดยเรง่ ดว่ น
ค. การให้ค�ำแนะนำ� ผู้ใต้บงั คบั บัญชาเกีย่ วกับขน้ั ตอน และวธิ ีการปฏิบัติงานคือการสง่ั งาน
ง. การส่ังงานเปน็ ลายลักษณ์อักษร ไม่ควรใชศ้ พั ทท์ างวิชาการ หรืออักษรยอ่

๓. การเปิดโอกาสให้ผู้รับค�ำส่ังมีเสรีภาพในการตัดสินใจปฏิบัติงานด้วยตนเองเป็นการสั่งงาน
ลกั ษณะใด
ก. การสั่งงานแบบออกค�ำสง่ั ด้วยวาจา ข. การสงั่ งานแบบขอรอ้ ง
ค. การสั่งงานแบบใหค้ �ำแนะนำ� ง. การสั่งงานแบบอาสาสมคั ร

๔. การสงั่ งานแบบใดทใี่ ห้ความสำ� คญั แกผ่ รู้ บั คำ� สง่ั มากกวา่ ผูอ้ อกคำ� สั่ง
ก. การสง่ั งานแบบออกค�ำส่งั ดว้ ยวาจา ข. การสัง่ งานแบบขอร้อง
ค. การสงั่ งานแบบให้ค�ำแนะนำ� ง. การสง่ั งานแบบอาสาสมัคร

 บทที่ ๓ การฟงั คำ�ส่ังและขอ้ แนะนำ�ในการปฏิบตั งิ าน  39

๕. ลักษณะผู้ปฏิบัตงิ านตามค�ำสงั่ ที่ดมี หี ลายประการต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด
ก. มปี ระสบการณ์ในเนอื้ งานเป็นอยา่ งดี ข. ชอบทำ� งานตามล�ำพงั มอี ิสระ
ค. มีความคิดสรา้ งสรรค์ ชอบความท้าทาย ง. มคี วามฉบั ไว แม่นยำ� ในเน้ืองาน

๖. ผบู้ งั คับบัญชามลี ูกน้องท่ีมีความช�ำนาญ และอาวุโสกวา่ ควรเลือกส่ังงานโดยวธิ ีการใด
ก. การสั่งงานแบบออกค�ำสั่งดว้ ยวาจา ข. การสัง่ งานแบบขอรอ้ ง
ค. การสงั่ งานแบบใหค้ �ำแนะนำ� ง. การสัง่ งานแบบอาสาสมัคร

๗. การสั่งงานท่ีดี  เพ่ือให้ผู้ปฏิบัติตามค�ำส่ังต้ังใจปฏิบัติด้วยความเต็มใจส่ิงท่ีผู้สั่งงาน  ควรมีคือ
เร่อื งใด

ก. มีความรู้ในงานทส่ี ั่งเปน็ อย่างดี หากผรู้ ับคำ� สั่งทำ� ผดิ พลาดสามารถแกไ้ ขเองได้
ข. มีวิจารณญาณในการเลือกบคุ ลากรท่ีไวใ้ จในการตดั สินใจมอบหมายงาน
ค. มีอ�ำนาจเบด็ เสร็จเด็ดขาดในการส่ังการ และควบคมุ ผใู้ ต้บังคับบัญชาตามสายงาน
ง. มีหลักจิตวทิ ยาในการโนม้ น้าวใจ และสร้างแรงจูงใจใหเ้ กิดกบั ผู้ปฏิบตั งิ าน

๘. การส่งั งานในสถานการณ์ต่อไปนี้ ต้องใช้การสัง่ งานที่เปน็ ลายลักษณอ์ ักษร ยกเวน้ ขอ้ ใด
ก. เมือ่ ต้องการให้มีหลักฐานอ้างอิง และระบุผ้รู ับผดิ ชอบการปฏบิ ัติงาน
ข. เป็นการสัง่ งานในลักษณะเปน็ ทางการตามสายงานบงั คบั บัญชา
ค. เปน็ งานทีผ่ ้รู ับค�ำส่ังต้องปฏิบตั ิงานอย่างเคร่งครัด สำ� เร็จดว้ ยความเรยี บรอ้ ย
ง. เป็นงานเร่งด่วนท่ีต้องการให้แล้วเสร็จอย่างรวดเร็ว  ผู้ปฏิบัติงานต้องรับผิดชอบต่อความ

ผดิ พลาด

๙. สิง่ ท่ีผูส้ ง่ั งานตอ้ งระมดั ระวัง และใหค้ วามส�ำคัญตอ่ การสง่ั งานคอื ข้อใด
ก. ค�ำสั่งท่ผี ้สู ัง่ การต้องสรา้ งความท้าทายผู้ปฏบิ ตั ิงาน
ข. ค�ำสง่ั โดยชอบดว้ ยอ�ำนาจหน้าท่ใี นฐานะผู้บงั คบั บัญชา
ค. ค�ำสง่ั ท่ตี อ้ งมีความชัดเจน ชอบดว้ ยกฎหมาย และไมข่ ัดแยง้ ค�ำสัง่ เดมิ
ง. ค�ำสั่งทช่ี ดั เจน ครอบคลมุ ไมส่ ามารถยอ้ นกลับมาหาตนหากเกดิ ความผดิ พลาด

4040    ภาษาเไคทรยอื่ เงพเ่ือสอียางชพี

๑๐. เทคนคิ การท�ำงานทด่ี ี เพือ่ ใหป้ ระสบความส�ำเร็จในการทำ� งาน “พลอดรัก” สิ่งใดสำ� คญั ทีส่ ุด
ก. พ – พัฒนาตนเอง ข. ล – หลากหลายทกั ษะความสามารถ
ค. อ – อดทน อดกลน้ั ง. ร – รักในงานทีท่ ำ�

๑๑. “ผปู้ ฏบิ ัตงิ าน พึงกระทำ� ตนเหมือนแก้วน้�ำท่ไี มเ่ ต็ม” มคี วามหมายตรงกับบคุ คลในข้อใด
ก. วชิ ยั มีความสนใจในการเรียนรู้ เพอ่ื ฝึกทักษะฝีมอื ใหม่อยูเ่ สมอ
ข. วชิ าพยายามท�ำงานด้วยความขยนั อดทน เพื่อให้หวั หนา้ มอบหมายงานใหม่ ๆ ให้
ค. วิชติ มีความสามารถในการจัดการงานทีท่ ำ� อยา่ งเป็นขั้นตอนใหเ้ กิดความผิดพลาดนอ้ ยทีส่ ดุ
ง. วิชพุ ยายามเรยี นรู้งานจากหวั หน้าให้มากที่สดุ แม้จะไมช่ �ำนาญแตก่ เ็ ป็นลกู มอื ได้ดี

๑๒. ขอ้ ใด แสดงให้เหน็ วา่ ผูร้ บั ค�ำสั่งเปน็ มืออาชพี โดยแท้จริง
ก. รบั อาสาท�ำงานตอบสนองผสู้ งั่ งานอยา่ งฉบั ไว
ข. สามารถท�ำงานไดห้ ลายงานในช่วงเวลาเดียวกัน
ค. มคี วามร้คู วามสามารถในการใช้เคร่อื งมือเทคโนโลยีทที่ ันสมยั
ง. ท�ำงานแล้วเสร็จก่อนเวลา ตรวจสอบผลงานกอ่ นสง่ มอบงาน ยอมรบั ข้อผิดพลาด เพ่ือน�ำ

มาปรบั ปรงุ การท�ำงานในคร้งั ต่อไป

๑๓. การที่ผรู้ บั ค�ำสัง่ ปฏบิ ตั ิงานตอ้ งพยายามท�ำงานให้เสรจ็ กอ่ นเวลาทีก่ ำ� หนดเปน็ เพราะเหตผุ ลใด
ก. เพ่อื จะได้ท�ำงานช้นิ ใหม่ที่รบั ไวต้ ่อได้ทันท ี
ข. เพอ่ื ให้ผสู้ ั่งการเกิดความพอใจ และพจิ ารณาความชอบ
ค. เพอ่ื มเี วลาตรวจสอบความผิดพลาด สามารถแก้ไขใหมไ่ ด ้
ง. การส่งงานก่อนท�ำให้มีเวลาพกั ผ่อนมาก

๑๔. การสง่ั งานทไ่ี ม่สมั ฤทธิ์ผล ท่ไี ม่ไดเ้ กิดจากผูส้ ั่งการคือขอ้ ใด
ก. ไม่ค�ำนึงถึงความเป็นไปได ้ ข. ขาดทักษะความสามารถในงานนัน้ ๆ
ค. ไม่ชดั เจน เปลีย่ นแปลงบ่อย ง. ขา้ มข้นั ตอน ใช้อารมณ์

๑๕. “คุณสมทรงครับ    ผมว่าห้องท�ำงานแผนกเราดูไม่ค่อยมีระเบียบเลย   เรามาลองเปล่ียน
บรรยากาศกันสกั ทีดไี หมครบั ”  ลักษณะนีเ้ ปน็ การสง่ั การในลกั ษณะใด
ก. การสั่งงานแบบออกค�ำสั่งด้วยวาจา ข. การส่งั งานแบบขอร้อง
ค. การสั่งงานแบบให้ค�ำแนะนำ� ง. การส่งั งานแบบอาสาสมัคร

 บทที่ ๓ การฟังคำ�ส่งั และขอ้ แนะนำ�ในการปฏบิ ตั ิงาน  41

กจิ กรรมท่ี ๒ คำ� ช้ีแจง : ตอบคำ� ถามต่อไปนี้

๑. “คำ� ส่งั การ” และ “คำ� แนะนำ� ” การปฏบิ ตั ิงานมคี วามเหมือน หรือแตกตา่ งกันอย่างไร
จงอธบิ าย
………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………….......................………………………………..
๒. การสงั่ การที่ดี มลี ักษณะอย่างไร จงอธิบาย
………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………….......................………………………………..
๓. ถา้ ผ้เู รียนได้รับค�ำสัง่ ใหป้ ฏิบตั ิงาน ผู้เรยี นจะมเี ทคนิควิธีการบริหารเวลาอยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………….......................………………………………..
๔. ค�ำกล่าวท่ีว่า “ชว่ั โมงบินสูง” หมายถึง .................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………….......................………………………………..
๕. ผู้ปฏบิ ัตงิ านตามค�ำสั่งทดี่ ี มลี ักษณะอยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………….......................………………………………..


Click to View FlipBook Version