- พน่ แอสฟลั ต์ผา่ นทางท่อพน่ แอสฟลั ต์และท่อพ่นแอสฟัลต์แบบมอื ถอื ได้
- ดดู แอสฟลั ต์จากท่อพน่ แอสฟัลต์และทอ่ พ่นแอสฟัลตแ์ บบมือถือกลับเขา้ สถู่ งั บรรจุแอสฟัลตบ์ นรถได้
- ดูดแอสฟัลต์จากถังบรรจแุ อสฟลั ตบ์ นรถไปยังถังเก็บแอสฟัลต์ภายนอกได้
- เครือ่ งตน้ กำ�ลัง หรือเคร่อื งท้าย ตอ้ งมีมาตรบอกความดนั หรอื อื่นๆ
เคร่ืองปั๊มแอสฟัลต์ต้องติดเครื่องวัดปริมาณแอสฟัลต์ที่ผ่านป๊ัมโดยวัดเป็นรอบ หรือวัดเป็นความดันหรืออื่นๆ
ท่อพ่นแอสฟัลต์อาจประกอบด้วยท่อหลายท่อนต่อกัน มีหัวฉีดติดตั้งโดยมีระยะห่างระหว่างหัวฉีดเท่ากัน
หัวฉีดปรับทำ�มุมกับท่อพ่นแอสฟัลต์ได้และต้องมีอุปกรณ์ปิดเปิดได้ ท่อพ่นแอสฟัลต์ต้องเป็นแบบที่แอสฟัลต์
หมุนเวียนผ่านได้ เม่ือใช้งานต้องมีความดันสมำ่�เสมอตลอดความยาวของท่อและต้องปรับความสูงต่ำ�ได้ การพ่น
แอสฟัลต์สามารถปรับให้พน่ แอสฟลั ต์ท่มี คี วามกวา้ งตา่ งๆ กนั ได้
ท่อพ่นแอสฟัลต์แบบมือถือ ต้องเป็นแบบใช้หัวฉีดเคลื่อนตัวได้อิสระใช้พ่นแอสฟัลต์บนพ้ืนท่ีรถพ่น
แอสฟลั ต์เข้าไปไมไ่ ด้
อุปกรณ์วัดปริมาณการพ่นแอสฟัลต์ประกอบด้วยล้อสำ�หรับวัดความเร็วต่อสายเช่ือมไปยังมาตรวัด
ความเร็วในเก๋งรถมาตรวัดความเร็วน้ีต้องบอกความเร็วเป็นเมตรต่อนาทีหรือฟุตต่อนาที พร้อมท้ังมีตัวเลขบอกระยะ
ทางรวมทีร่ ถว่ิง
ถังบรรจุแอสฟัลต์บนรถ เป็นชนิดมีฉนวนหุ้มป้องกันความร้อนภายใน ถังประกอบด้วยท่อนำ�ความร้อน
จากหัวเผา (หนึ่งหัวเผาหรือมากกว่า) มีแผ่นโลหะช่วยกระจายความร้อนมีท่อระบายแอสฟัลต์ ที่ถังต้องมี
เคร่ืองวัดปริมาณแอสฟัลต์เป็นแบบไม้วัด หรือเข็มวัดบอกปริมาณหรือทั้งสองชนิดมีเทอร์โมมิเตอร์วัด
อุณหภูมิเป็นแบบหน้าปัด (Dial) หรือแบบแท่งแก้วหุ้มด้วยโลหะ (Armoured Thermometer) หรือท้ังสอง
ชนดิ ทอ่ี ่านไดล้ ะเอียดถึง 1 องศาเซลเซียส
5.2 เคร่ืองโรยหิน (Aggregate Spreader)
ต้องเป็นแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (Self Propelled) และต้องประกอบดว้ ยอปุ กรณส์ �ำ คญั ดังนี้
5.2.1 เครื่องยนตข์ ับเคลอ่ื น
5.2.2 กระบะบรรจุหิน
5.2.3 สายพานล�ำ เลยี งหนิ เปน็ ชนดิ ท่มี ีประตูปรบั ปรมิ าณการไหลของหินได้
5.2.4 เคร่ืองขับเคล่อื นสายพานล�ำ เลียงหนิ ซ่งึ สามารถปรบั ความเร็วสายพานได้
5.2.5 ยุ้งโรยหิน (Spread Hopper) ที่ปากยุ้งด้านล่างปรับความกว้างได้ เพื่อให้สามารถปรับปริมาณ
และความสม่ำ�เสมอในการโรยหินได้อย่างถูกต้อง เครื่องโรยหินต้องมีความสามารถโรยหินได้
แต่ละคร้ังไม่น้อยกว่าความกว้างของแอสฟัลต์ท่ีได้พ่นไว้แล้ว เครื่องโรยหินนี้จะต้องได้รับ
ความเห็นชอบจากผู้ควบคุมงานก่อนใช้งาน และห้ามเทหินจากรถบรรทุกลงบนแอสฟัลต์ท่ีลาดไว้แล้ว
โดยตรง
5.3 เคร่อื งเคลอื บผิวหนิ ยอ่ ย
ควรมีอุปกรณ์ดังต่อไปนี้คือ อุปกรณ์สำ�หรับป้อนหินตะแกรงร่อนหินท่ีสามารถคัดก้อนใหญ่หรือเล็กเกินไป
และฝุ่นออกได้ หัวฉีดสำ�หรับพ่นสารท่ีใช้เคลือบผิวถังกวน หรืออุปกรณ์อ่ืนใดที่สามารถทำ�ให้หินย่อยได้รับการ
เคลือบผิวด้วยสารเคลอื บผิวอย่างทวั่ ถงึ และสมำ�่ เสมอ สายพานลำ�เลยี งและอุปกรณ์อน่ื ๆ ทีจ่ �ำ เป็น
5.4 เคร่ืองลา้ งหนิ ย่อย
ควรมีอุปกรณ์ดังต่อไปน้ี คือ อุปกรณ์สำ�หรับป้อนหินตะแกรงร่อนหินที่สามารถคัดก้อนใหญ่หรือเล็กเกินไป
และฝุ่นออกได้ หัวฉีดนำ้�ที่สามารถล้างหินให้สะอาดได้ และอุปกรณ์อื่นๆ ท่ีจำ�เป็น ทั้งนี้อาจนำ�เคร่ืองเคลือบผิว
78 มยผ. 2132 - 57 : มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเซอรเ์ ฟซทรีตเมนต์ (Surface Treatment)
หินย่อยมาใช้แทนก็ได้ โดยต้องเปลี่ยนใช้หัวฉีดนำ้�ท่ีเหมาะสมและหรือใช้ฉีดนำ้�จากภายนอกช่วย โดยต้อง
สามารถล้างหินไดส้ ะอาด ทง้ั นี้ตอ้ งไดร้ ับความเห็นชอบจากผ้คู วบคมุ งาน
5.5 เคร่อื งกวาดฝุ่น (Rotary Broom)
อาจเป็นแบบลากแบบขับเคล่ือนได้ด้วยตัวเองหรือแบบติดตั้งท่ีรถไถนา (Farm Tractor) แต่ต้องเป็น
แบบไม้กวาดหมุนโดยเครื่องกล ขนไม้กวาดอาจทำ�ด้วยไฟเบอร์ ลวดเหล็กไนล่อนหวาย หรือวัสดุอื่นๆ
ที่เหมาะสมโดยความเห็นชอบของผู้ควบคุมงาน ทั้งน้ีต้องมีประสิทธิภาพพอท่ีจะทำ�ให้พ้ืนที่จะก่อสร้าง
สะอาดหรือก�ำ จัดหนิ สว่ นเกนิ ออกกอ่ นการเปิดการจราจร
5.6 เคร่ืองเกลยี่ หนิ ชนดิ ลาก (Drag Broom)
ต้องสามารถเกล่ียหินย่อย ที่ได้โรยจากเคร่ืองโรยหินแล้วให้สมำ่�เสมอและกระจายออกไปโดยไม่ทำ�ให้หิน
ยอ่ ยสว่ นทเ่ี รม่ิ จบั ตวั กบั แอสฟลั ต์แลว้ หลุดออก
5.7 เครือ่ งเปา่ ลม (Blower)
เป็นแบบติดต้ังท้ายรถไถนา มีใบพัดขนาดใหญ่ ให้กำ�ลังลมแรงและมีประสิทธิภาพพอเพียงที่จะทำ�ให้พ้ืนที่
ท่ีจะก่อสร้างสะอาด
5.8 รถบดล้อยาง (Pneumatic Tired Roller)
ต้องเป็นแบบขับเคลื่อนได้ด้วยตนเอง (Self Propelled) มีจำ�นวนล้อไม่น้อยกว่า 9 ล้อ นำ้�หนักไม่ต่ำ�กว่า
6 ตัน ซึ่งเม่อื เพิ่มน้ำ�หนกั แล้ว มนี ้�ำ หนกั ไม่เกิน 12 ตนั ล้อยางต้องเปน็ ชนิดผิวหนา้ ยางเรียบ มขี นาดและจำ�นวนชนั้
ผ้าใบเท่ากันทุกล้อ การเพิ่มนำ้�หนักรถและความดันลมของล้อยางต้องให้ถูกต้องตามลักษณะงานท่ีผู้ควบคุมงาน
กำ�หนด ความดันลมของยางควรอยู่ระหว่าง 345-830 กิโลปาสกาล (50-120 ปอนด์ต่อตารางน้ิว) ท้ังนี้
ข้ึนอยู่กับขนาดของยาง ชนดิ และน้ำ�หนักรถ
5.9 รถตกั (Loader)
ต้องมีรถตักสำ�หรับตักหินย่อยจากกองรวมข้ึนรถบรรทุก หรืออุปกรณ์ลำ�เลียงหินย่อยอื่นๆ เพื่อขนส่งไปใช้
ทีห่ น้างานได้ตลอดเวลา
5.10 รถกระบะเทท้าย (Dump Truck)
ตอ้ งเป็นแบบทส่ี ามารถเช่ือมตอ่ เครอื่ งโรยหนิ ทด่ี ้านท้ายรถไดอ้ ยา่ งเรยี บร้อย และใช้งานได้อย่างถกู ต้อง
6. ขอ้ กำ�หนดในการออกแบบกำ�หนดปริมาณการใชว้ ัสดุ
6.1 ปรมิ าณของหนิ ย่อย และปรมิ าณการใชแ้ อสฟลั ต์ โดยประมาณให้เปน็ ไปตาม ตารางที่ 3
ตารางท่ี 3 ปริมาณวสั ดทุ ใ่ี ช้โดยประมาณ
ขนาดทใี่ ช้เรยี ก มลิ ลเิ มตร (นิว้ ) 19.0 (3/4) 12.5 (1/2) 9.5 (3/8)
7-11
หินยอ่ ย กิโลกรัมตอ่ ตารางเมตร 16-22 12-18
0.4-1.0
แอสฟลั ต์ ท่อี ณุ หภูมิ 15 °C 0.8-2.1 0.6-1.5 0.4-1.2
แอสฟัลต์ซเี มนต์ ลิตรตอ่ ตารางเมตร 1.0-2.6 0.7-1.9 0.5-1.5
คัทแบคแอสฟัลต์ ลิตรต่อตารางเมตร 1.2-3.3 0.9-2.3
แอสฟัลต์อิมัลชั่น ลิตรตอ่ ตารางเมตร 79
มยผ. 2132 - 57 : มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์ (Surface Treatment)
6.2 ปริมาณของวัสดุตามตารางที่ 3 น้ี เป็นเพียงการแนะนำ�เท่าน้ัน ในการทำ�การก่อสร้างผิวแบบเซอร์เฟชทรีตเมนต์
ทุกครั้ง ผู้รับจ้างจะต้องส่งตัวอย่างหินย่อยและแอสฟัลต์ชนิดท่ีใช้ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง
ตรวจสอบและออกแบบ กำ�หนดปริมาณการใช้วัสดุต่อตารางเมตร ในกรณีที่ใช้คัทแบกแอสฟัลต์หรือแอสฟัลต์
ซเี มนต์ ต้องส่งตัวอยา่ งสารเคลือบผวิ หินย่อยและสารผสมแอสฟัลตม์ าด้วย
6.3 สำ�หรับผิวแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์สองชั้น อาจจำ�เป็นต้องเปล่ียนแปลงปริมาณของแอสฟัลต์ที่ออกแบบ
ไว้ตามความเหมาะสม กล่าวคือปริมาณแอสฟัลต์ลาดชั้นที่หน่ึงอาจลดปริมาณลงและปริมาณที่ลดลงนี้ให้นำ�ไป
เพ่ิมในการลาดชน้ั ที่สอง
6.4 หากมีการเปล่ียนแปลง อันเนื่องมาจากแหล่งวัสดุหรือหินย่อยท่ีใช้มีขนาดเปล่ียนแปลงไปโดยมี
ความหนาเฉลย่ี (Average Least Dimension) ต่างไปจากท่ีก�ำ หนดไว้ในการออกแบบ 0.3 มลิ ลิเมตรขึน้ ไป หรือ
ผู้รับจ้างขอเปลี่ยนประเภทและชนิดของแอสฟัลต์ท่ีใช้ ผู้รับจ้างต้องส่งตัวอย่างหินย่อยและแอสฟัลต์ที่
เปล่ียนแปลง ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองตรวจสอบและออกแบบกำ�หนดปริมาณการใช้ต่อตารางเมตรใหม่
ทั้งน้กี ารเปล่ยี นแปลงทกุ ครงั้ ตอ้ งไดร้ บั ความเห็นชอบจากกรมโยธาธกิ ารและผังเมืองก่อน
6.5 การทดสอบและการตรวจสอบการออกแบบกำ�หนดปริมาณการใช้วัสดุที่ทำ�ผิวแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์ทุกครั้ง
หรอื ทุกสญั ญาจา้ ง ค่าใชจ้ า่ ยในการน้ี ผู้รับจ้างตอ้ งเป็นผูร้ ับผิดชอบทัง้ ส้ิน
6.6 ในการออกแบบผิวเซอร์เฟซทรีตเมนต์ ปริมาณแอสฟัลต์ท่ีใช้จะกำ�หนดไว้ เป็นมาตรฐานที่อุณหภูมิ 15
องศาเซลเซียส ในการทำ�ผิวเม่ือจะลาดแอสฟัลต์ท่ีอุณหภูมิต่างๆ ตามตารางที่ 1 จะต้องคำ�นวณแอสฟัลต์เป็น
ปริมาตรท่ีอุณหภูมิที่ใช้ลาดโดยใช้ตารางที่ 4 สำ�หรับแอสฟัลต์ซีเมนต์และคัทแบคแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่มี
ความถ่วงจำ�เพาะที่ 15 องศาเซลเซียสต้ังแต่ 0.966 ถึง 1.076 และตามตารางท่ี 5 สำ�หรับแอสฟัลต์อิมัลชั่น
การค�ำ นวณปริมาตรของแอสฟลั ต์ทีใ่ ช้ลาดที่อณุ หภูมิต่างๆ ค�ำ นวณได้ดังต่อไปนี้
ปริมาตรหรอื อัตราการลาดแอสฟลั ต์ทอี่ ุณหภมู ิทใี่ ชล้ าด = ปริมาตรหรืออัตราการลาดแอสฟัลต์ที่อณุ หภูมิ 15 °C
ค่าปรับปริมาตรทอ่ี ณุ หภูมิทใ่ี ชล้ าด
ตารางที่ 4 ค่าปรับปริมาตรแอสฟัลตซ์ เี มนต์และคทั แบคแอสฟลั ต์ตามอุณหภูมิต่าง ๆ
อณุ หภูมิ °C คา่ ปรับปรมิ าตร อณุ หภูมิ °C คา่ ปรับปรมิ าตร อณุ หภูมิ °C คา่ ปรับปริมาตร
15 1.000 81 0.959 147 0.920
18 0.998 84 0.957 150 0.918
21 0.996 87 0.956 153 0.916
24 0.994 90 0.954 156 0.914
27 0.993 93 0.952 159 0.913
30 0.991 96 0.950 162 0.911
33 0.989 99 0.948 165 0.909
36 0.987 102 0.946 168 0.907
39 0.985 105 0.945 171 0.905
80 มยผ. 2132 - 57 : มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์ (Surface Treatment)
อณุ หภูมิ °C คา่ ปรับปริมาตร อณุ หภมู ิ °C คา่ ปรับปรมิ าตร อณุ หภูมิ °C คา่ ปรบั ปรมิ าตร
42 0.904
45 0.983 108 0.943 174 0.902
48 0.981 111 0.941 177 0.900
51 0.979 114 0.939 180 0.899
54 0.978 117 0.937 183 0.897
57 0.976 120 0.936 186 0.895
60 0.974 123 0.934 189 0.893
63 0.972 126 0.932 192 0.892
66 0.970 129 0.930 195 0.890
69 0.968 132 0.928 198 0.888
72 0.967 135 0.927 201 0.886
75 0.965 138 0.925 204
78 0.963 141 0.923 คา่ ปรบั ปรมิ าตร
0.961 144 0.921 0.969
0.967
ตารางที่ 5 คา่ ปรบั ปริมาตรแอสฟลั ต์อิมลั ชั่น ตามอุณหภมู ติ ่าง ๆ 0.966
อุณหภมู ิ °C 0.965
ค่าปรบั ปริมาตร อุณหภมู ิ °C คา่ ปรับปริมาตร อณุ หภูมิ °C 0.964
15 0.962
18 1.000 51 0.984 87 0.961
21 0.999 54 0.983 90 0.960
24 0.997 57 0.981 93 0.959
27 0.996 60 0.980 96 0.957
30 0.995 63 0.979 99 0.956
33 0.993 66 0.978 102 0.955
36 0.992 69 0.976 105
39 0.991 72 0.975 108
42 0.989 75 0.974 111
45 0.988 78 0.972 114
48 0.987 81 0.971 117
0.985 84 0.970 120
มยผ. 2132 - 57 : มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์ (Surface Treatment) 81
7 วธิ ีการก่อสรา้ ง
7.1 การเตรยี มการกอ่ นการกอ่ สรา้ ง
7.1.1 การเตรียมวสั ดุ
ให้แยกกองหินย่อยแต่ละขนาดไว้โดยไม่ปะปนกันและต้องไม่ให้มีวัสดุท่ีไม่พึงประสงค์อ่ืนใดมาปะปน
บรเิ วณทเ่ี ตรยี มไว้ กองวสั ดจุ ะตอ้ งไดร้ บั ความเหน็ ชอบจากผคู้ วบคมุ งาน โดยปราศจากสงิ่ ไมพ่ งึ ประสงคต์ า่ งๆ
7.1.2 การตรวจสอบ ตรวจปรับเครือ่ งจกั ร เคร่ืองมือและอปุ กรณ์
7.1.2.1 เคร่ืองพ่นแอสฟัลต์ก่อนนำ�เคร่ืองพ่นแอสฟัลต์ไปใช้งาน จะต้องตรวจสอบและตรวจ
ปรับอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีเพ่ือให้สามารถลาดแอสฟัลต์ได้ปริมาณที่
ถูกต้องและสม�ำ่ เสมอ
7.1.2.2 เครื่องโรยหินก่อนจะนำ�ไปใช้งาน ต้องตรวจสอบให้ถูกต้อง และตรวจปรับให้สามารถ
โรยหินยอ่ ยไดต้ ามปรมิ าณท่ีก�ำ หนดและสมำ�่ เสมอทัว่ พนื้ ท่ที โ่ี รยหนิ ย่อยนัน้
7.1.2.3 รถบดล้อยางก่อนจะนำ�ไปใช้ ต้องตรวจสอบให้ถูกต้องนำ้�หนักรถและความดันลมยาง
ให้ผ้คู วบคุมงานกำ�หนดใหเ้ หมาะสมกับงานกอ่ สรา้ ง
7.1.2.4 รถกระบะเทท้ายก่อนจะนำ�ไปใช้งาน ต้องตรวจสอบให้ถูกต้องและจะต้องมีจำ�นวนพอเพียง
ที่จะขนส่งหินย่อยไปใช้ในการก่อสร้างได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ทำ�ให้การโรยหินย่อยหยุดชะงัก
เม่ือไดล้ าดแอสฟลั ต์ไปแล้ว
7.1.2.5 เคร่อื งจักร เคร่ืองมอื และอปุ กรณ์อื่นๆ นอกเหนือจากท่ีไดก้ ำ�หนดไวแ้ ลว้ หากจำ�เป็นตอ้ งนำ�มา
ใช้งานให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน โดยจะต้องตรวจสอบและตรวจปรับให้ถูกต้องก่อน
น�ำ ไปใชง้ าน
7.1.3 การเตรยี มพืน้ ทาง หรือผวิ ทางเดมิ
7.1.3.1 กรณพี นื้ ทางหรอื ผวิ ทางเดมิ ทจ่ี ะท�ำ ผวิ แบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนตไ์ มส่ ม�ำ่ เสมอหรอื เปน็ คลน่ื ใหป้ รบั
แตง่ ใหส้ ม�่ำ เสมอ ถา้ มหี ลมุ บอ่ จะตอ้ งตดั หรอื ขดุ ออกแลว้ ซอ่ มแบบสกนิ แพตชงิ่ (Skin Patching)
หรือแบบดีพแพตช่ิง (Deep Patching) แล้วแต่กรณี บดอัดให้แน่น มีผิวท่ีเรียบสม่ำ�เสมอ
วัสดุที่นำ�มาใช้จะต้องมีคุณภาพดี ขนาดและปริมาณวัสดุท่ีใช้ต้องเหมาะสมกับลักษณะ
ความเสียหายและพน้ื ท่ีท่ีจะซอ่ ม
7.1.3.2 กรณพี ืน้ ทางทที่ �ำ ไพรมโคท (Prime Coat) หลุดหรอื เสยี หายตอ้ งซอ่ มแซมใหมใ่ หเ้ รยี บร้อยตาม
วิธีการท่ีผู้ควบคุมงานกำ�หนด แล้วท้ิงไว้จนครบกำ�หนดท่ีต้องบ่มตัวของแอสฟัลต์ที่ใช้ซ่อมเสีย
กอ่ นจึงทำ�ผิวทางได้
7.1.3.3 กรณีพ้ืนทางที่ทำ�ไพรมโคททิ้งไว้นานมีผิวหลุดเสียหายเป็นพื้นที่ต่อเนื่องหรือมากเกิน
กว่าท่ีจะซ่อมตามข้อ 7.1.3.2 ให้ได้ผลดี ให้คราด (Scarify) พ้นื ทางออกแลว้ บดทบั ใหม่ใหไ้ ด้
ตามมาตรฐานกำ�หนด ทำ�ไพรมโคทใหม่ทิ้งไพรมโคทไว้จนครบกำ�หนดที่ต้องบ่มตัวเสียก่อน
จงึ ท�ำ ผิวทางได้
7.1.3.4 กรณผี วิ ทางเดมิ มแี อสฟลั ตเ์ ยม้ิ กอ่ นท�ำ ผวิ ทางจะตอ้ งแกไ้ ขใหเ้ รยี บรอ้ ยเสยี กอ่ นโดยการปาดออก
หรอื โดยวธิ ีการอ่นื ใดท่ีเหมาะสมท่ีผู้ควบคุมงานกำ�หนดหรือเห็นชอบแล้ว
7.1.3.5 ขอบพน้ื ทาง พนื้ ทางหรอื ผวิ ทางเดมิ ทจ่ี ะท�ำ ผวิ แบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนตต์ อ้ งสะอาดปราศจากฝนุ่
และวัสดุสกปรกอ่นื ๆ ปะปน
82 มยผ. 2132 - 57 : มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเซอร์เฟซทรตี เมนต์ (Surface Treatment)
7.1.3.6 การท�ำ ความสะอาดพน้ื ทางหรอื ผวิ ทางเดมิ ทจี่ ะท�ำ ผวิ แบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์ โดยการกวาดฝนุ่
วัสดุหลุดหลวม ทรายท่ีสาดทับไพรมโคทออกให้หมดด้วยเครื่องกวาดฝุ่นต้องปรับอัตราเร็ว
การหมุนและนำ้�หนักกดที่กดลงบนพื้นทางเดิมให้พอดี โดยไม่ทำ�ให้พื้นทางหรือผิวทางเดิม
เสยี หาย เสรจ็ แล้วให้ใช้เครอื่ งเปา่ ลม เป่าฝนุ่ หรือวสั ดุท่ีหลุดหลวมออกจนหมด
7.1.3.7 กรณีท่ีคราบฝุ่นหรือวัสดุจับตัวแข็งที่พ้ืนทาง หรือผิวทางเดิมที่จะทำ�ผิวแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์
ให้กำ�จัดคราบแข็งดังกล่าวออกเสียก่อน โดยการใช้เคร่ืองมือใดๆ ที่เหมาะสมตามท่ีผู้ควบคุม
งานก�ำ หนดหรอื เหน็ ชอบแลว้ ขดู ออกแลว้ ลา้ งใหส้ ะอาดทง้ิ ไวใ้ หแ้ หง้ ใชเ้ ครอื่ งกวาดฝนุ่ กวาดและ
ใช้เครือ่ งเปา่ ลม เปา่ ฝุ่นหรือวัสดทุ ห่ี ลุดหลวมออกให้หมด
7.1.4 การเคลอื บผิวหรอื การลา้ งหนิ ย่อย
7.1.4.1 ในกรณที ี่ใชแ้ อสฟัลตซ์ เี มนตห์ รือคทั แบคแอสฟัลต์ การเคลอื บผวิ หนิ ย่อยใหป้ ฏิบตั ิดงั น้ี
(1) หนิ ยอ่ ย ตอ้ งไมม่ คี วามชนื้ มากเกนิ ไปจนท�ำ ใหเ้ คลอื บผวิ ไดไ้ มท่ วั่ ถงึ ถา้ หนิ มคี วามชน้ื มากเกนิ ไป
ผู้ควบคุมงานอาจใช้สารผสมแอสฟัลต์ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ตรวจสอบและอนุญาต
แลว้ ลงในสารเคลอื บผวิ หนิ ยอ่ ยดว้ ยปรมิ าณไมน่ อ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 0.5 โดยปรมิ าตรของสารเคลอื บ
ทใี่ ช้ท�ำ ให้เคลือบผิวไดท้ ่วั ถึง
(2) การเคลือบผิวให้ทำ�การเคลือบผิวหินย่อยโดยใช้เครื่องเคลือบผิวหินย่อยปริมาณ 4-10 ลิตร
ต่อลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและการดูดซึมของวัสดุหินย่อยและชนิดของสารท่ีใช้
เคลอื บผิว
(3) เครื่องเคลือบผิวหินย่อย จะร่อนคัดขนาดของหินย่อยแยกเอาฝุ่นและขนาดที่ไม่ต้องการออก
แล้วนำ�ส่วนที่เหลือมาเคลือบผิวให้ทั่วถึง ด้วยการใช้หัวฉีดพ่นสารเคลือบผิวลงบนหินย่อย
การเคลอื บผิวตอ้ งเคลือบบางๆ ไมใ่ หม้ สี ารเคลือบผวิ เยิ้ม
(4) เมื่อเคลือบผิวหินย่อยเสร็จแล้วควรนำ�ไปใช้งานทันที หากเก็บไว้นานจนสารเคลือบผิวแห้ง
ตอ้ งเคลอื บผิวใหม่ ท้ังน้ใี ห้อยูใ่ นดลุ ยพินิจของผ้คู วบคมุ งาน
7.1.4.2 ในกรณที ใ่ี ชแ้ อสฟลั ตอ์ มิ ลั ชนั่ ไมต่ อ้ งเคลอื บผวิ แตต่ อ้ งลา้ งหนิ ยอ่ ยใหส้ ะอาดโดยใชเ้ ครอื่ งลา้ งหนิ ยอ่ ย
ตามข้อ 5.4 หรือวิธีการอ่ืนใดท่ีเหมาะสม ซ่ึงผู้ควบคุมงานเห็นชอบแล้วให้รีบนำ�ไปใช้โดยเร็ว
หากปลอ่ ยท้ิงไว้จนแห้งหรือสกปรกตอ้ งล้างใหม่
7.1.5 การใชส้ ารผสมแอสฟลั ต์
สารผสมแอสฟัลต์ อาจใช้ผสมกับสารเคลือบผิวหินย่อยหรือผสมกับแอสฟัลต์โดยตรงก็ได้
แล้วแต่ชนดิ และความเหมาะสมโดยให้เปน็ ไปตามคำ�แนะนำ�ของผผู้ ลติ
ถ้าผสมสารผสมแอสฟัลต์ลงในแอสฟัลต์โดยตรง ควรผสมก่อนใช้งานเล็กน้อยแล้วทำ�ให้แอสฟัลต์
ในถังบรรจุแอสฟัลต์ประจำ�รถพ่นแอสฟัลต์ไหลเวียนผสมเข้ากันดี โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที
แลว้ จงึ น�ำ ไปใชง้ านทนั ที หา้ มตม้ แอสฟลั ตท์ ผี่ สมสารผสมแอสฟลั ตแ์ ลว้ ทช่ี ว่ งอณุ หภมู สิ �ำ หรบั พน่ แอสฟลั ต์
ทงิ้ ไวน้ านเพราะสารผสมแอสฟลั ต์อาจเส่อื มคณุ ภาพได้ภายในไมก่ ่ชี ัว่ โมงเท่านัน้
หากจำ�เป็นจะต้องนำ�แอสฟัลต์ท่ีผสมสารผสมแอสฟัลต์ และต้มที่อุณหภูมิที่ใช้ลาดทิ้งไว้เกินกว่า
3 ช่ัวโมงมาใช้ใหม่ ต้องดำ�เนินการตามข้อแนะนำ�ของผู้ผลิตสารผสมแอสฟัลต์ โดยความเห็นชอบ
ของผคู้ วบคมุ งาน
มยผ. 2132 - 57 : มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์ (Surface Treatment) 83
7.2 การกอ่ สร้าง
เม่ือได้ตรวจสอบ ตรวจปรับเครื่องจักร เคร่ืองมือ อุปกรณ์ต่างๆ และเตรียมพื้นที่ที่จะก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย
ตามขอ้ 7.1.2 และ 7.1.3 แลว้ ใหด้ �ำ เนินการก่อสรา้ งดงั ต่อไปนี้
7.2.1 การก่อสร้างผิวแบบเซอร์เฟชทรีตเมนต์ช้ันเดียว (Single Surface Treatment) คือการลาดแอสฟัลต์
1 คร้ัง และโรยหินย่อยทบั หน้า 1 คร้ัง แล้วบดทับใหแ้ นน่ โดยด�ำ เนินการดงั ตอ่ ไปน้ี
7.2.1.1 ใช้เครื่องพน่ แอสฟลั ต์ ลาดแอสฟลั ต์ตามอุณหภมู ทิ ่ีกำ�หนดไว้ในตารางท่ี 1
7.2.1.2 เม่ือลาดแอสฟัลต์แล้วให้โรยหินย่อยปิดทับแอสฟัลต์ทันทีตามปริมาณท่ีกำ�หนด ถ้าในพื้นท่ี
บางส่วนไม่มีหินย่อยปิดทับหน้าหรือหินย่อยไม่เรียงก้อนสม่ำ�เสมอ ให้ใช้คนตักสาดหรือ
เกลี่ยช่วยทันที จนหินยอ่ ยเรียงกอ้ นติดกันแน่นสมำ�่ เสมอ
7.2.1.3 ในกรณีท่ีลาดแอสฟัลต์คร้ังละคร่ึงความกว้างของถนนในการลาดแอสฟัลต์คร่ึงถนนแรก
การโรยหินย่อยให้โรยเว้นไว้ 100 หรือ 150 มิลลิเมตร เข้ามาจากขอบด้านในของแอสฟัลต์
ท่ีลาดเพ่ือแอสฟัลต์จากการลาดแอสฟัลต์ในอีกคร่ึงถนนท่ีเหลือเข้ามาซ้อนทับบนพื้นที่
ทีเ่ ว้นไวน้ ้ี ทั้งน้เี พื่อจะไดป้ ริมาณแอสฟลั ตท์ ีถ่ กู ต้อง และสมำ�่ เสมอทัว่ พ้นื ท่ี
ในกรณที ีใ่ ช้หัวฉีดชนิดพิเศษ ทร่ี ิมทอ่ พน่ แอสฟลั ตด์ ้านนอกสดุ ซึง่ หัวฉีดชนิดพิเศษนจ้ี ะท�ำ ให้
มีปริมาณแอสฟัลต์ที่พ่นออกมาสมำ่�เสมอเท่ากับปริมาณแอสฟัลต์ด้านในแล้ว ก็ให้โรยหินย่อย
เต็มความกว้างของพื้นที่ที่ลาดแอสฟัลต์ได้ แต่ท้ังน้ีหัวฉีดชนิดพิเศษที่นำ�มาใช้เม่ือตรวจสอบ
ความสมำ่�เสมอของการลาดแอสฟัลต์ตามขวางและตามยาวถนนแล้วจะคลาดเคลื่อนได้ไม่เกิน
รอ้ ยละ 17 และร้อยละ 15 ตามล�ำ ดบั และผู้ควบคุมงานอนุญาตให้ใช้ได้เสยี ก่อน
7.2.1.4 ขณะท่ีกำ�ลังโรยหินย่อยปิดทับแอสฟัลต์ ให้ใช้รถบดล้อยางบดทับตามให้เต็มผิวหน้าทันที
ประมาณ 2-3 เทย่ี ว
7.2.1.5 รถบดลอ้ ยางทใ่ี ชต้ อ้ งมจี �ำ นวนอยา่ งนอ้ ย 2 คนั และหากในเวลา 1 ชว่ั โมง ท�ำ ผวิ ทางไดเ้ กนิ 500 เมตร
ส�ำ หรบั 1 ช่องจราจรแลว้ จะตอ้ งเพม่ิ รถบดล้อยางอกี ไมน่ ้อยกวา่ 1 คนั จำ�นวนรถบดล้อยางที่
เพมิ่ ใหอ้ ยู่ในดลุ ยพนิ ิจของผคู้ วบคมุ งาน
7.2.1.6 หลงั จากทร่ี ถบดลอ้ ยางบดทบั เตม็ หนา้ ผวิ ทางประมาณ 2-3 เทย่ี วแลว้ ใหใ้ ชเ้ ครอ่ื งเกลย่ี หนิ เกลย่ี
หินย่อยท่ีเหลือค้างซ้อนกันอยู่ให้กระจายลงส่วนที่ขาด จนหินย่อยปิดทับผิวหน้าแอสฟัลต์
สมำ่�เสมอ และต้องไม่ให้มีหินย่อยที่ติดแอสฟัลต์อยู่แล้วหลุดออกการเกล่ียน้ีให้เกล่ียเต็มหน้า
ประมาณ 2 เท่ยี ว
7.2.1.7 ให้ใช้รถบดล้อยางบดทับต่อไปอีก จนกระทั่งหินย่อยฝังตัวลงไปในเน้ือแอสฟัลต์เป็นอย่างดี
มลี ักษณะผิวสม�ำ่ เสมอ และแอสฟัลต์แข็งตัว หรอื แตกตัวเรียบร้อยแลว้
7.2.1.8 ในบางกรณีที่จำ�เป็นอาจใช้รถบดล้อเหล็ก 2 ล้อ ชนิดขับเคล่ือนได้ด้วยตัวเองขนาด 4-6 ตัน
บดทับเป็นคร้ังสุดท้ายได้ โดยบดทับเต็มหน้าไม่เกิน 2 เท่ียว และต้องไม่ทำ�ให้หินย่อยแตก
ทั้งนี้ให้อยูใ่ นดลุ ยพนิ จิ ของผูค้ วบคมุ งาน
7.2.1.9 ให้ปิดการจราจรไว้ให้นานท่ีสุดเท่าที่จะทำ�ได้ หากสามารถเบ่ียงการจราจรไม่ให้ผ่านพื้นที่ท่ี
ก่อสรา้ งผิวทางได้ แตถ่ ้าไมส่ ามารถปดิ การจราจรไดก้ ใ็ หค้ วบคมุ ความเรว็ ของการจราจรท่ผี ่าน
ไมใ่ ห้เกิน 30 กิโลเมตรต่อชว่ั โมง เปน็ เวลาอย่างน้อย 24 ช่ัวโมง
84 มยผ. 2132 - 57 : มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอร์เฟซทรตี เมนต์ (Surface Treatment)
7.2.1.10 หลังจากแอสฟัลต์ยึดหินย่อยแน่น และแห้งดีแล้ว ให้ใช้เคร่ืองกวาดฝุ่นหรือเคร่ืองมืออื่นใด
ท่ีเหมาะสม กำ�จัดหินย่อยท่ีอาจหลงเหลืออยู่บนผิวทางออกให้หมด โดยไม่ทำ�ให้หินย่อยที่ติด
แน่นแล้วหลดุ ออก
7.2.2 การก่อสรา้ งผิวแบบเซอรเ์ ฟชทรตี เมนตส์ องชน้ั (Double Surface Treatment) คือการลาดแอสฟลั ต์
แล้วโรยหินยอ่ ยแลว้ บดทบั ใหแ้ น่นสลับกันไปโดยด�ำ เนนิ การกอ่ สรา้ งเป็นสองชั้นดังต่อไปนี้
7.2.2.1 ส�ำ หรบั การลาดแอสฟลั ตค์ รง้ั ทห่ี นง่ึ และการโรยหนิ ยอ่ ยชน้ั ทห่ี นงึ่ ใหป้ ฏบิ ตั เิ ชน่ เดยี วกบั การท�ำ
ผวิ แบบเซอร์เฟซทรีตเมนตช์ ัน้ เดยี วตามข้อ 7.2.1
7.2.2.2 ภายหลังจากการลาดแอสฟัลต์ครั้งท่ีหน่ึง และโรยหินย่อยชั้นที่หนึ่ง พร้อมทั้งบดทับแน่น
เรียบร้อยแล้ว ให้ปล่อยทิ้งไว้จนกว่าแอสฟัลต์ยึดหินย่อยแน่น ก่อนที่จะก่อสร้างช้ันต่อไป
ระยะเวลาท่ปี ล่อยท้ิงไวค้ วรเปน็ ดงั นี้
7.2.2.2.1 ส�ำ หรบั แอสฟัลตซ์ เี มนต์ ควรปล่อยท้ิงไว้ ประมาณ 2 ชวั่ โมง
7.2.2.2.2 สำ�หรับแอสฟลั ตอ์ ิมัลช่นั ควรปล่อยทง้ิ ไว้ ประมาณ 10 ชั่วโมง
7.2.2.2.3 ส�ำ หรบั คัทแบคแอสฟัลต์ ควรปล่อยท้ิงไว้ ประมาณ 18 ช่วั โมง
ท้ังนี้หมายถึง ภาวะอากาศปกติ เพ่ือให้นำ้�มันหรือนำ้�แล้วแต่ชนิดของแอสฟัลต์ระเหยออกไป
เกือบหมด แต่ถ้ามีฝนตกหรือสภาวะอากาศท่ีมีความช้ืนมาก อาจต้องทิ้งไว้เป็นนานกว่าที่ได้
ก�ำ หนดไว้ข้างต้นกไ็ ด้ โดยใหอ้ ยใู่ นดลุ ยพนิ จิ ของผู้ควบคุมงาน
7.2.2.3 ก่อนท่ีลาดแอสฟัลต์คร้ังท่ีสอง ให้ทำ�ความสะอาดผิวทางชั้นที่หน่ึงด้วยเครื่องมือท่ีเหมาะสม
เช่น ใช้เคร่อื งกวาดฝุ่น กวาดหนิ ย่อยที่หลุดหลวม หรือคา้ งอยู่บนผิวทางชนั้ ทีห่ นงึ่ ออก แล้วใช้
เครอื่ งเปา่ ลมเปา่ ฝนุ่ หรอื วสั ดทุ ห่ี ลดุ หลวมออกใหห้ มด ในกรณที มี่ สี งิ่ สกปรกเกาะตดิ แนน่ ใหล้ า้ ง
ออกใหห้ มด แล้วจึงลาดแอสฟัลต์ตามอณุ หภูมทิ ก่ี ำ�หนดไวต้ ามตารางที่ 1 ในอัตราทกี่ �ำ หนดให้
7.2.2.4 ในบางกรณี โดยดลุ ยพนิ จิ ของผคู้ วบคมุ งานอาจพจิ ารณาใหท้ �ำ ผวิ แบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนตเ์ พยี ง
ชั้นทหี่ นง่ึ กอ่ น แล้วเปดิ การจราจรไวเ้ ป็นระยะเวลาหนึง่ ทเี่ หมาะสมโดยพจิ ารณาถงึ สภาพพน้ื ที่
ท่กี ่อสรา้ ง สภาวะอากาศสภาพลักษณะและปรมิ าณการจราจรเป็นตน้ เพอื่ ใหผ้ วิ ทางช้นั ทห่ี นึ่ง
ปรับตัวเสียก่อนแล้วจึงทำ�ผิวช้ันที่สองโดยก่อนท่ีจะทำ�ผิวช้ันที่สอง ให้ทำ�ความสะอาดผิว
ชัน้ ท่หี นึ่งพร้อมทงั้ ใหด้ ำ�เนนิ การตามข้อ 7.2.2.3 ตอ่ ไปดว้ ย
7.2.2.5 ทันทีที่ลาดแอสฟัลต์ครั้งท่ีสอง ให้โรยหินย่อยตามปริมาณท่ีถูกต้องซึ่งได้เตรียมไว้แล้วปิดทับ
แอสฟัลต์ทันที ข้ันตอนการก่อสร้างให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการก่อสร้างผิวแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์
ช้นั เดยี ว ตามข้อ 7.2.1
8. รายละเอยี ดเพ่มิ เตมิ
8.1 การท�ำ ผวิ แบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์ จะตอ้ งพจิ ารณาสภาพดนิ ฟา้ อากาศใหเ้ หมาะสม หา้ มลาดแอสฟลั ตใ์ นขณะทมี่ ลี ม
พัดแรงหรือในขณะท่ีมีเค้าว่าฝนจะตกหรือระหว่างฝนตก ถ้าผิวหน้าของพ้ืนท่ีที่จะลาดแอสฟัลต์เปียกห้ามลาด
แอสฟัลตซ์ เี มนตห์ รือคัทแบคแอสฟลั ต์
มยผ. 2132 - 57 : มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์ (Surface Treatment) 85
8.2 ความยาวของแปลงท่ีจะลาดแอสฟัลต์ ควรกำ�หนดให้เหมาะสมกับชนิดของแอสฟัลต์ท่ีใช้ ปริมาณการจราจร
สภาวะอากาศ เครอื่ งจักร และหินยอ่ ยท่ไี ดเ้ ตรยี มไว้
8.3 ก่อนเร่ิมลาดแอสฟัลต์ ให้จอดเคร่ืองพ่นแอสฟัลต์ห่างจากจุดเร่ิมต้นแปลงที่จะลาดแอสฟัลต์พอประมาณ เพื่อให้
เคร่อื งพน่ แอสฟัลตท์ ำ�ความเร็วของการลาดแอสฟลั ต์ได้ตามท่กี �ำ หนดไว้
8.4 ท่ีจุดเริ่มต้นและจุดส้ินสุดของการลาดแอสฟัลต์แต่ละแปลง ให้ใช้กระดาษหนาหรือวัสดุทึบใดๆ กว้างอย่างน้อย
500 มิลลิเมตร วางยาวตลอดความกว้างของการลาดแอสฟัลต์ เพ่ือป้องกันไม่ให้ลาดแอสฟัลต์ซำ้� โดยต้องเริ่ม
และหยุดลาดแอสฟัลต์แปลงน้ันบนกระดาษ หรือวัสดุทึบดังกล่าว เพื่อให้ได้รอยต่อการลาดแอสฟัลต์ที่เรียบร้อย
ไม่มแี อสฟัลต์เลอะล�ำ้ ไปในแปลงทีไ่ ด้ลาดแอสฟัลตไ์ ว้แล้ว
8.5 การลาดแอสฟัลต์ ไม่ควรลาดจนหมดถัง ควรเหลือแอสฟัลต์ในถังไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของความจุของถัง
ทั้งนี้เพราะแอสฟัลต์ที่ออกจากเคร่ืองสูบแอสฟัลต์จะมีปริมาณลดลง ทำ�ให้อัตราแอสฟัลต์ท่ีพ่นออกมาผิดไปจาก
ทกี่ ำ�หนดไว้
8.6 ความสูงของท่อพ่นแอสฟัลต์ ก่อนและหลังจากการลาดแอสฟัลต์ในแปลงใดๆ ไม่ควรมีความแตกต่างเกิน
12.5 มิลลิเมตร
8.7 การลาดแอสฟลั ต์ ควรวงิ่ สว่ นทศิ ทางลมเพอื่ ใหค้ วนั หรอื ละอองแอสฟลั ตอ์ อกไปทางดา้ นทา้ ยของเครอื่ งพน่ แอสฟลั ต์
8.8 ในการท�ำ ผวิ แบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนตส์ องชน้ั ควรลาดแอสฟลั ตช์ น้ั ทห่ี นง่ึ และชน้ั ทสี่ องใหส้ วนทางกนั ทง้ั นเ้ี พอื่ เปน็ การ
เฉลีย่ ปรมิ าณแอสฟลั ตใ์ หส้ ม�่ำ เสมอทั่วทง้ั แปลง
8.9 เมื่อทำ�ผิวแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์เสร็จแล้ว ห้ามเปิดการจราจรจนกว่าแอสฟัลต์จะยึดหินย่อยแน่นดีแล้ว แต่ถ้ามี
ความจ�ำ เปน็ ตอ้ งเปดิ การจราจร ใหจ้ �ำ กดั ความเรว็ ของการจราจรไมใ่ หเ้ กนิ 30 กโิ ลเมตรตอ่ ชวั่ โมง เปน็ เวลาอยา่ งนอ้ ย
24 ช่วั โมง
8.10 เมื่อทำ�ผิวแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรเปิดการจราจรขณะที่ผิวทางมีอุณหภูมิตำ่� เช่นตอนเย็น
หรือคำ่� หา้ มเปดิ การจราจรในขณะท่ีฝนตก
9. ข้อควรระวัง
9.1 ในการใชค้ ทั แบคแอสฟลั ต์ เนอ่ื งจากคทั แบคแอสฟลั ตน์ น้ั ตดิ ไฟไดง้ า่ ย การปฏบิ ตั งิ านจะตอ้ งระมดั ระวงั มใิ หเ้ ปลวไฟ
มาถูกได้ ทงั้ ในขณะตม้ หรอื ขณะลาดคทั แบคแอสฟัลต์
9.2 การขนส่งแอสฟัลต์อิมัลช่ันแบบบรรจุถัง (Drum) โดยเฉพาะการขนข้ึนและขนลง ต้องระมัดระวังไม่ให้ถังบรรจุ
แอสฟัลตอ์ ิมลั ชัน่ ไดร้ บั การกระทบกระเทือนรุนแรง เพราะอาจจะทำ�ให้แอสฟัลตอ์ ิมลั ชั่นแตกตวั ได้
9.3 การใช้แอสฟัลต์อิมัลชั่นแบบบรรจุถัง ก่อนถ่ายเทแอสฟัลต์อิมัลชั่นลงในเคร่ืองพ่นแอสฟัลต์ควรกล้ิงถังไปมา
หรือกวนให้เข้ากันเสียก่อน ท้ังนี้เพ่ือให้แอสฟัลต์อิมัลช่ันมีลักษณะเดียวกันท่ัวถัง หากใช้ไม่หมดถังควรปิดฝา
ให้แน่นเพ่ือป้องกันน้ำ�ในแอสฟัลต์อิมัลชั่นระเหยออกไป ทำ�ให้แอสฟัลต์อิมัลชั่นแตกตัวและหมดคุณภาพ
การเปน็ แอสฟัลตอ์ มิ ัลช่นั ได้
9.4 หลังการลาดแอสฟัลต์ประจำ�วัน ควรดูดแอสฟัลต์ในเครื่องพ่นแอสฟัลต์ออกให้หมดแล้วล้างเครื่องพ่นแอสฟัลต์
โดยเฉพาะทท่ี อ่ พน่ แอสฟลั ต์ การลา้ งควรใชน้ �้ำ มนั กา๊ ดหรอื สารท�ำ ละลายใดๆ สบู ผา่ นทอ่ ตา่ งๆ ของเครอ่ื งพน่ แอสฟลั ต์
เพ่ือล้างส่วนที่ตกค้างอยู่ออกให้หมด ทั้งน้ีเพ่ือป้องกันแอสฟัลต์เกาะติดแน่น ทำ�ให้ไม่สะดวกในการใช้งานต่อไป
และชว่ ยปอ้ งกนั ไมใ่ หถ้ งั บรรจแุ อสฟลั ตใ์ นเครอื่ งพน่ แอสฟลั ตถ์ กู กรดในแอสฟลั ตอ์ มิ ลั ชนั่ บางชนดิ กดั ทะลเุ สยี หายได้
86 มยผ. 2132 - 57 : มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอร์เฟซทรตี เมนต์ (Surface Treatment)
9.5 ในการผสมน�้ำ มนั (Cutter) กบั แอสฟลั ตใ์ หด้ �ำ เนนิ การตามรายละเอยี ดในขอ้ 4.1.7 โดยเครง่ ครดั เพอื่ ปอ้ งกนั อนั ตราย
จากการลกุ ไหม้
10. เอกสารอา้ งอิง
10.1 มาตรฐานกรมโยธาธกิ าร มยธ. 226-2539: มาตรฐานงานผวิ จาราจรแบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์ (Surface Treatment)
10.2 มาตรฐานกรมทางหลวงทล-ม 401/2533: มาตรฐานผิวทางแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์ (Surface Treatment)
มยผ. 2132 - 57 : มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์ (Surface Treatment) 87
88 มยผ. 2132 - 57 : มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์ (Surface Treatment)
มยผ. 2135 - 57
มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบสเลอร่ซี ลี (Slurry Seal)
1. ขอบข่าย
มาตรฐานนค้ี รอบคลุมถงึ การฉาบผิวทางแบบสเลอร่ซี ลี (Slurry Seal)
2. นยิ าม
“มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบสเลอร่ีซีล (Slurry Seal)” หมายถึง การฉาบผิวทางเดิมหรือทำ�ผิวทางบนพื้น
ทางท่ีได้ทำ�การไพรมโคท (Prime Coat) ไว้แล้วด้วยส่วนผสมของมวลรวมท่ีมีขนาดคละกันดี (Well Graded)
กบั แอสฟลั ตอ์ ิมลั ชันและน�ำ้ รวมทง้ั วัสดชุ นดิ ละเอียด (Mineral Filler) เช่น ปนู ซเี มนต์หรอื ปนู ขาว และอาจใช้สารผสม
เพม่ิ เพอ่ื ใหแ้ อสฟลั ต์อมิ ลั ชนั แตกตัวเรว็ ข้ึนหรอื ชา้ ลง การทำ�สเลอร่ีซีลมีจุดประสงคเ์ พอื่ บ�ำ รงุ รกั ษาผวิ ทางเดมิ หรอื เปน็
ผวิ ไหลท่ างได้ดว้ ย
3. มาตรฐานอา้ งถึง
3.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 2208 - 57: มาตรฐานการทดสอบหาขนาดเม็ดของวัสดุ (Sieve
Analysis)
3.2 มาตรฐานกรมโยธาธกิ ารและผงั เมอื ง มยผ. 2209 - 57: มาตรฐานการทดสอบหาความสกึ หรอของวสั ดชุ นดิ เมด็ หยาบ
(Coarse Aggregates) โดยใช้เครอ่ื งมือทดสอบหาความสึกหรอ (Los Angeles Abrasion) ส�ำ หรับงานทาง
3.3 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 2223 - 57: มาตรฐานการทดสอบหาค่าความสมมูลย์ของทราย
(Sand Equivalent)
3.4 มาตรฐานผลติ ภณั ฑ์อุตสาหกรรม มอก. 371 - 2530: มาตรฐานแคตออิ อนกิ แอสฟลั ตอ์ ิมัลชน่ั ส�ำ หรับถนน
4. วัสดุ
วัสดทุ ใี่ ชท้ ำ�สเลอร่ีซีล ประกอบดว้ ย
4.1 วัสดุแอสฟัลต์อิมัลชันซึ่งได้แก่ CSS-1 หรือ CSS-1h ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.
371-2530: แคตอิออนิกแอสฟัลต์อิมัลชันสำ�หรับถนนหรือแอสฟัลต์อิมัลชันชนิดอื่นซ่ึงกรมโยธาธิการและผังเมือง
เห็นชอบแลว้
4.2 วสั ดสุ ารผสมเพมิ่ (Additive) เพอ่ื ท�ำ ใหแ้ อสฟลั ตอ์ มิ ลั ชนั แตกตวั เรว็ ขน้ึ หรอื ชา้ ลง หรอื ใชเ้ พอื่ ใหแ้ อสฟลั ตเ์ คลอื บมวล
รวมดียิ่งขึ้น ปริมาณท่ีจะใช้ต้องพอเหมาะเพื่อสามารถเปิดการจราจรได้ภายในเวลาท่ีต้องการ วัสดุสารผสมเพิ่มน้ี
จะใชห้ รือไมใ่ ชก้ ็ไดแ้ ล้วแต่การออกแบบ ซึง่ จะต้องได้รบั การเห็นชอบจากกรมโยธาธกิ ารและผังเมือง
4.3 น�้ำ ตอ้ งใสสะอาดและปราศจากสง่ิ เจือปนท่ีจะท�ำ ให้เกดิ ผลเสยี ต่อวสั ดุผสมสเลอรซ่ี ีล
4.4 มวลรวม (Aggregate) ต้องเป็นหินโม่ ถ้าจำ�เป็นอาจใช้หินโม่ผสมทราย แต่จะใช้ทรายได้ไม่เกินร้อยละ 50
ของน�ำ้ หนกั มวลรวมทง้ั หมด และทรายนน้ั จะตอ้ งมคี า่ ดดู ซมึ น�ำ้ ไมเ่ กนิ รอ้ ยละ 1.25 มวลรวมนตี้ อ้ งแขง็ คงทนสะอาด
มยผ. 2135 - 57 : มาตรฐานการฉาบผวิ ทางแบบสเลอรี่ซลี (Slurry Seal) 89
ปราศจากดินหรอื วัสดไุ ม่พงึ ประสงคอ์ ยา่ งอน่ื ตอ้ งมีคณุ สมบตั ติ ามข้อกำ�หนดต่อไปน้ี
4.4.1 หินโม่หรือทรายจะต้องมีค่าสมมูลย์ของทราย (Sand Equivalent) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
ตาม มยผ. 2223 - 57: มาตรฐานการทดสอบหาค่าความสมมูลยข์ องทราย (Sand Equivalent)
4.4.2 หินโม่ ต้องมีค่าจำ�นวนส่วนร้อยละของความสึกหรอ (Percentage of Wear) ไม่มากกว่าร้อยละ 35
ตาม มยผ. 2209 - 57: มาตรฐานการทดสอบหาความสึกหรอของวัสดุชนิดเม็ดหยาบ (Coarse
Aggregates) โดยใช้เครื่องมือทดสอบหาความสึกหรอ (Los Angeles Abrasion) สำ�หรับงานทาง
(Grade D)
4.4.3 มวลรวมท่ีจะนำ�ไปผสมทำ�สเลอรี่ซีลต้องให้กรมโยธาธิการและผังเมืองตรวจคุณภาพและอนุมัติให้
ใชไ้ ดก้ ่อน
4.4.4 มวลรวมตอ้ งมขี นาดคละตามตารางที่ 1
4.5 วัสดุชนิดละเอียด (Mineral Filler) เป็นส่วนหนึ่งของส่วนผสมมวลรวมต้องใช้ในปริมาณน้อยที่สุดเท่าที่จำ�เป็น
และจะใชเ้ มอื่ ตอ้ งการปรบั ปรงุ ความขน้ เหลว(Workability) ของสเลอรซี่ ลี หรอื ขนาดคละ (Gradation) ของมวลรวม
เช่น ปูนซเี มนต์ ปนู ขาว
5. ขนาดคละของมวลรวม ปรมิ าณแอสฟลั ต์ท่ใี ช้ และอัตราการฉาบ
ขนาดคละของมวลรวม โดยทดสอบตาม มยผ. 2208 - 57: มาตรฐานการทดสอบหาขนาดเม็ดของวัสดุ (Sieve
Analysis) ปรมิ าณแอสฟลั ตท์ ่ใี ช้ และอัตราการฉาบต้องเป็นไปตามตารางท่ี 1
6. การกองหนิ หรอื ทราย
การกองหินหรือทราย ให้กองไว้อยา่ งเปน็ ระเบยี บ ต้องไมเ่ ปน็ บรเิ วณท่ีมนี ำ้�ขัง ถา้ หากมกี ารผสมต้องทำ�การผสม
กนั ใหไ้ ด้ส่วนคละอย่างถูกต้องและสม่ำ�เสมอกอ่ นนำ�ไปใช้ผสมเปน็ สเลอรี่ซลี
ตารางท่ี 1 ขนาดคละของมวลรวม ปริมาณแอสฟัลต์ท่ีใช้ และอัตราการฉาบ
ชนดิ ของสเลอร่ีซีล 1 23 4
ขนาดของตะแกรงร่อน ; มม.
- ผ่านตะแกรงร่อน ; ร้อยละ 100
12.5 (1/2 นว้ิ ) - 85-100
9.5 (3/8 นิว้ ) 100 -- 60-87
4.75 (เบอร์ 4) 90-100 40-60
2.36 (เบอร์ 8) 65-90 100 100 28-45
1.18 (เบอร์ 16) 40-60 19-34
0.600 (เบอร์ 30) 25-42 90-100 70-90 14-25
0.300 (เบอร์ 50) 15-30 8-17
0.150 (เบอร์ 100) 10-20 65-90 45-70
0.075 (เบอร์ 200) 10.0-16.0 4-8
ปรมิ าณคงคา้ ง (Residue) ของแอสฟลั ต์ 45-70 28-50 5.5-7.5
โดยน�้ำ หนักของหินแห้ง 3.0-5.5
อตั ราการป/ู ฉาบเปน็ น�้ำ หนกั ของหนิ แหง้ 30-50 19-34 16.0-25.0
(กก./ตร.ม.)
18-30 12-25
10-21 7-18
5-15 5-15
7.5-13.5 6.5-12.0
5.5-10.0 10.0-16.0
90 มยผ. 2135 - 57 : มาตรฐานการฉาบผวิ ทางแบบสเลอรซี่ ลี (Slurry Seal)
7. ชนดิ ของสเลอร่ีซีล
7.1 มาตรฐานน้ีครอบคลุมสเลอรี่ซีล 4 ชนิด ดังแสดงไว้ในตารางที่ 1 ซึ่งแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน
ขนาดของมวลรวม และอัตราการใช้วัสดุ การจะกำ�หนดให้ฉาบผิวแบบสเลอร่ีซีลชนิดใดข้ึนอยู่กับสภาพผิวทางเดิม
สิ่งแวดล้อมและวตั ถุประสงคข์ องการใชง้ าน ซึง่ จะระบุในแบบก่อสรา้ ง
7.2 การฉาบผวิ แบบสเลอรซี่ ลี จะตอ้ งเลอื กชนิดทีม่ ีคุณสมบตั ิเหมาะสมกับความต้องการซึ่งแบง่ ได้ ดงั นี้
7.2.1 ชนิดท่ี 1 เป็นสเลอรี่ซีลชนิดที่มีความสามารถในการแทรกซึมรอยแตกได้ดี มีความยึดหยุ่นสูงเหมาะท่ี
จะใชง้ าน ดงั ตอ่ ไปน้ี
(1) ยารอยแตก
(2) ปูเป็นผิวทางชั่วคราวเพอ่ื รอการก่อสรา้ งชัน้ อื่นตอ่ ไป
(3) ปเู ป็นผวิ ทางที่รับปริมาณการจราจรนอ้ ย ความเรว็ ต�่ำ และพ้ืนทางระบายน�ำ้ ไดด้ ี
7.2.2 ชนิดท่ี 2 เป็นสเลอรี่ซีลชนิดท่ีมีส่วนละเอียดมากพอที่จะซึมลงไปในรอยแตกได้ เหมาะท่ีจะใช้งาน
ดงั ตอ่ ไปนี้
(1) ฉาบผวิ ทางเดิมทขี่ รุขระปานกลาง เชน่ ผิวเซอร์เฟสทรตี เมนต์ หรือเพนนิเตรช่นั แมคคาดัม
(2) ปเู ป็นผวิ ทาง เพอ่ื ฉาบป้องกนั นำ้�ซมึ ลงในพนื้ ทาง
(3) ใชแ้ ทนผิวทางชนิดเซอร์เฟสทรตี เมนต์ ชัน้ เดยี ว (Single Surface Treatment)
7.2.3 ชนดิ ท่ี 3 เปน็ สเลอร่ซี ีลชนิดทีม่ ีผิวคอ่ นขา้ งหยาบ สามารถอุดรอยท่ีหนิ ผิวเดมิ หลดุ ได้ดี ปรบั ระดับผวิ เดมิ
ไดเ้ ล็กนอ้ ย เหมาะสำ�หรบั ใช้งาน ดงั ตอ่ ไปน้ี
(1) ฉาบผวิ เดิมทีม่ คี วามขรุขระมาก
(2) ฉาบเปน็ ชัน้ แรก หรือช้ันที่สอง ในการฉาบผวิ แบบสเลอรซ่ี ลี หลายชัน้
(3) ใชฉ้ าบผิวเพือ่ แก้ ความลาดชันด้านตัดขวาง (Crown Slope) ท่ผี ดิ ไปเล็กนอ้ ย
(4) ฉาบผิวทางที่ผวิ ทางเดิมหลดุ (Raveling)
7.2.4 ชนิดท่ี 4 เป็นสเลอรซ่ี ลี ชนิดท่มี ีผวิ หนา้ หยาบ สามารถอุดรอยทีห่ นิ ผิวเดิมหลดุ ได้ดี ปรับระดับผวิ เดิมได้ดี
เหมาะสำ�หรบั ใชง้ าน ดงั ต่อไปน้ี
(1) ฉาบบนผวิ ทางเดมิ ทเี่ ป็นแอสฟลั ตค์ อนกรีต
(2) ใชแ้ ทนผวิ แบบเซอร์เฟสทรตี เมนต์ สองชนั้ (Double Surface Treatment)
8. การออกแบบส่วนผสมสเลอรซ่ี ลี
8.1 ก่อนจะเริ่มงาน ให้ผู้รับจ้างเสนอรายการผลการออกแบบส่วนผสมของผู้รับจ้าง และวัสดุท่ีใช้จะต้องเป็นวัสดุ
ชนิดและแหล่งเดียวกันกับท่ีเสนอขอใช้งาน ซ่ึงจะต้องมอบให้ผู้ควบคุมงานนำ�ส่งให้กรมโยธาธิการและผังเมือง
ตรวจสอบอกี ครั้งหนึ่ง การออกแบบส่วนผสมนี้ ผรู้ ับจา้ งจะตอ้ งใชว้ ธิ ขี อง The Asphalt Institute Manual Series
No. 19 โดยวิธหี าค่า C.K.E. (Centrifuge Kerosene Equivalent Test) และตามมาตรฐาน ASTM Designation:
D 3910 - 80 a. Volume 0403 “Standard Practices for Design, Testing, and construction of Slurry
Seal” ฉบับปัจจบุ ันหรือวธิ ีอนื่ ใดทไี่ ดร้ บั การเห็นชอบจากกรมโยธาธกิ ารและผงั เมือง
8.2 คุณภาพของวัสดุท่ีจะใช้ผสม จะต้องผ่านการทดสอบและรับรองคุณภาพให้ใช้ได้ ในการออกแบบส่วนผสมน้ัน
จะตอ้ งใหเ้ หมาะสมกบั สภาพและปริมาณการจราจร สภาวะอากาศ การบ่ม และการใชง้ าน
มยผ. 2135 - 57 : มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบสเลอร่ซี ลี (Slurry Seal) 91
8.3 คณุ สมบตั ิของสเลอรซ่ี ลี ตอ้ งมีคุณสมบัตดิ งั ต่อไปน้ี
8.3.1 ต้องไม่ข้นหรอื เหลวมากเกนิ ไป มคี ่าการไหล (Flow) อยรู่ ะหว่าง 20-30 มม.
8.3.2 ตอ้ งมรี ะยะเรม่ิ กอ่ ตวั (Initial Set) ไม่เกนิ 12 ชว่ั โมง
8.3.3 เวลาในการใชบ้ ่ม (Cure Time) ไม่เกนิ 24 ช่วั โมง
8.3.4 ค่าเว็ตแทรคอะเบรชน่ั ลอส (Wet Track Abrasion Loss) ไม่มากกว่า 800 กรัมตอ่ ตร.ม.
8.3.5 เวลาท่ีเปิดให้การจราจรผ่านได้ (Traffic Time) กำ�หนดให้เหมาะสมกับสภาพความจำ�เป็น
ในสนาม (รายละเอียดเพมิ่ เติมขอ้ 12)
8.4 ระหว่างทำ�การฉาบหรือปูสเลอรี่ซีล ถ้าผู้ควบคุมงานเห็นว่าส่วนผสมสเลอร่ีซีลที่ออกแบบไว้ไม่เหมาะสม
กับสภาพความเป็นจรงิ ในสนาม ให้ออกแบบส่วนผสมใหมโ่ ดยดำ�เนินการตามขอ้ 8.1, 8.2 และ 8.3
9. เคร่ืองจกั รท่ีใช้ในการกอ่ สร้าง
เครอ่ื งมอื และเครอ่ื งจกั รตา่ งๆ ทจ่ี ะน�ำ มาใชจ้ ะตอ้ งไดร้ บั การดแู ลและรกั ษาใหอ้ ยใู่ นสภาพทใ่ี ชก้ ารไดด้ ตี ลอดระยะ
เวลาของการด�ำ เนินงาน หากอปุ กรณ์ เครอ่ื งมือหรอื เครอ่ื งจักรใดชำ�รดุ ผูร้ ับจ้างจะตอ้ งแกไ้ ขก่อนน�ำ ไปใช้งาน
9.1 เครื่องจักรผสมสเลอรี่ซีล (Slurry Seal Machine) ต้องเป็นเครื่องท่ีขับเคลื่อนด้วยตนเอง ติดตั้งบนรถบรรทุก
ประกอบด้วยส่วนประกอบต่างๆ ดังน้ี
9.1.1 ถงั ใสม่ วลรวม (Aggregate Bin)
9.1.2 ถงั ใสว่ ัสดุผสมแทรก (Filler Bin)
9.1.3 ถังใสน่ ้ำ�และยางแอสฟัลต์อมิ ัลชัน
9.1.4 ถังใส่สารผสมเพิม่
9.1.5 สายพานลำ�เลียงมวลรวมและสารผสมแทรกไปยงั เครือ่ งผสม
9.1.6 เคร่ืองป๊มั แอสฟัลตอ์ ิมลั ชันและนำ�้
9.1.7 เครอ่ื งผสม
9.1.8 เครอ่ื งฉาบ
ส�ำ หรบั เครอ่ื งปมั๊ แอสฟลั ตแ์ ละเครอ่ื งล�ำ เลยี งมวลรวมจะตอ้ งมมี าตรแสดงปรมิ าณและสามารถอา่ นมาตร
ไดต้ ลอดเวลาในการท�ำ สเลอร่ซี ลี
9.2 เครอื่ งผสม เครอ่ื งผสมจะตอ้ งเปน็ เครอ่ื งชนดิ ทผี่ ลติ สว่ นผสมของสเลอรซ่ี ลี ไดอ้ ยา่ งตอ่ เนอื่ งไมข่ าดตอนและตอ้ งสามารถ
ลำ�เลียงหิน น้ำ�และแอสฟัลต์อิมัลชันลงสู่ถังผสมตามอัตราส่วนท่ีกำ�หนดไว้อย่างถูกต้องและสามารถถ่ายวัสดุผสม
ที่เข้ากันอย่างดีแล้วลงสู่เครื่องฉาบได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน ทันทีที่จะลำ�เลียงหินลงสู่เครื่องผสม ต้องทำ�ให้หิน
เปียกเสียก่อน เครื่องผสมจะต้องมีเครื่องลำ�เลียงวัสดุชนิดละเอียด และอุปกรณ์วัดปริมาณท่ีสามารถลำ�เลียงวัสดุ
ชนดิ ละเอยี ดในอตั ราสว่ นทก่ี �ำ หนดไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง ลงในถงั ผสมในต�ำ แหนง่ เดยี วกบั หนิ ทก่ี �ำ ลงั ถกู ล�ำ เลยี งลงสถู่ งั ผสม
เครื่องผสมจะตอ้ งติดตง้ั เคร่อื งฉีดน�ำ้ ให้เปน็ ฝอยหรอื ละออง อยู่น�ำ หน้าเครื่องฉาบทสี่ ามารถฉีดน�้ำ ทำ�ใหผ้ วิ ทางเปยี ก
ไดอ้ ยา่ งทว่ั ถึง
9.3 เครอื่ งฉาบ (Spreader) เครอ่ื งฉาบตดิ ตง้ั อยดู่ า้ นทา้ ยของเครอื่ งผสม จะตอ้ งสามารถปรบั อตั ราการปไู ดต้ ามทก่ี �ำ หนด
ในมาตรฐาน ปรบั ความกว้างไดไ้ มน่ ้อยกวา่ 1 ช่องจราจร ฉาบไดเ้ รยี บและสม�่ำ เสมอ
9.4 เคร่ืองกวาดฝุ่น ต้องเป็นแบบไม้กวาดหมุนโดยเคร่ืองกล อาจใช้ร่วมกับเครื่องเป่าฝุ่น และไม้กวาดมือ ซ่ึงสามารถ
ท�ำ ความสะอาดผิวทาง และรอยแตกได้
9.5 อปุ กรณอ์ น่ื ๆ ท่จี �ำ เป็นในการดำ�เนินงาน เชน่ เครอ่ื งฉาบดว้ ยมือ พล่วั
92 มยผ. 2135 - 57 : มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบสเลอรีซ่ ลี (Slurry Seal)
9.6 เครื่องจักรที่ใช้บดทับ ต้องเป็นรถบดล้อยางหนักประมาณ 5 ตัน ยางเรียบ ความดันลมยางประมาณ 345
กโิ ลปาสกาล (3.5 กก. ตอ่ ตารางเซนตเิ มตร หรือ 50 ปอนดต์ ่อตารางนิว้ )
10. การเตรียมการก่อนการก่อสรา้ ง
กอ่ นท�ำ การกอ่ สรา้ งใหเ้ จ้าหนา้ ท่ี ทร่ี ับผดิ ชอบดำ�เนินการ ดังน้ี
10.1 พิจารณาตรวจสอบพ้ืนที่ท่ีจะก่อสร้าง และแก้ไขความบกพร่องต่างๆ ก่อนฉาบผิว เช่น ถ้าผิวเดิมมีความเสียหาย
ไม่แข็งแรงพอ เปน็ แห่งๆ ให้ทำ�ดีพแพตชง่ิ (Deep Patching) ถ้าระดบั ไมด่ ี ใหท้ ำ�สกินแพตช่ิง (Skin Patching)
10.2 ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่ใช้ทางช่องที่จะทำ�การฉาบผิวทราบ และขอความร่วมมือ ถ้าปริมาณการจราจรสูงอาจต้อง
ติดต่อเจ้าหน้าทีต่ ำ�รวจจราจร ไปคอยช่วยควบคุมการจราจรในบริเวณท่ีจะท�ำ การฉาบผวิ
10.3 ตรวจสอบเครื่องวัดปริมาณวัสดุต่าง ๆ (Calibrate) ก่อนเร่ิมทำ�งานเพ่ือหาความสัมพันธ์ระหว่างจำ�นวนวัสดุท่ี
เปดิ ลงในถงั ผสม โดยอา่ นจากเครื่องหรือคมู่ อื การใช้เครอ่ื ง กบั วัสดทุ ่ีปลอ่ ยลงไปจริง
10.4 ตรวจสอบอุปกรณ์ เคร่ืองมือและเคร่อื งจักร ใหอ้ ยู่ในสภาพที่พรอ้ มจะนำ�ออกใชง้ าน และผลติ ส่วนผสมสเลอรีซ่ ีล
ได้ตามทีอ่ อกแบบไว้
10.5 ดำ�เนินการให้ผู้รับจ้างใช้เครื่องกวาดฝุ่น กวาดวัสดุ เช่น หินที่หลุด ดินท่ีเกาะติดผิวออกให้หมด จนผิวทาง
สะอาด อาจจะใช้การล้าง ถ้าผู้ควบคุมงานเห็นว่า เคร่ืองกวาดกวาดออกไม่หมด ในกรณีที่ผิวเดิมมีรอยแตก
ขนาดกวา้ งทเ่ี หน็ วา่ ถ้าใช้น�้ำ ล้างแลว้ นำ�้ จะแทรกในรอยแตก ห้ามใชน้ ้ำ�ล้าง
10.6 จะต้องพจิ ารณาสภาพของดินฟ้าอากาศให้เหมาะสม ห้ามทำ�การฉาบผวิ ในระหวา่ งฝนตก และอุณหภูมบิ รรยากาศ
ตอ้ งไมต่ ำ�่ กวา่ 10 องศาเซลเซียส
11. การกอ่ สร้าง
11.1 วสั ดตุ า่ งๆ ทจ่ี ะน�ำ มาผสมเป็นสเลอรี่ซลี ต้องเปน็ วัสดทุ ีผ่ ่านการทดสอบ และคุณภาพใช้ไดแ้ ล้ว
11.2 ข้อก�ำ หนดในการก่อสรา้ งทัว่ ไป
11.2.1 ในกรณที ผ่ี วิ ทางเดมิ เปน็ ผวิ แหง้ มหี นิ โผลโ่ ดยไมม่ แี อสฟลั ตเ์ หลอื อยหู่ รอื ทางเดมิ เปน็ ผวิ คอนกรตี ตอ้ งท�ำ ให้
ผวิ ทางเปียกอยา่ งสม�่ำ เสมอด้วยเครอื่ งฉีดนำ�้ เป็นฝอยหรอื ละอองทนั ทกี อ่ นฉาบผิว
1111..22..32 วสัส่วนดุทผส่ีผมสขมอแงลส้วเตล้อองรกี่ซรีละเจมาอ่ื ยฉอายบ่าบงนสมผวิำ่�ทเสามงอแลในว้ เคตรอ้ ื่องมงฉสี าว่ บนผแสลมะคตง้อทงตี่ มาีปมรติมอ้ างณกามรากพอตลอดเวลาเพื่อให้
การฉาบได้เต็มความกว้างทีต่ อ้ งการ
11.2.4 วัสดุที่ผสมแล้วต้องไม่เป็นกอง ไม่เป็นก้อน หรือมีหินท่ีไม่ถูกผสมกับแอสฟัลต์อิมัลชัน ต้องไม่มีการ
แยกตัวระหว่างแอสฟัลต์อิมัลชันและส่วนละเอียดออกจากหินหยาบ ต้องไม่มีหินหยาบตกอยู่ส่วนล่าง
ของวสั ดผุ สม ถ้ามีกรณดี ังกล่าวเกดิ ขน้ึ จะต้องตกั วัสดผุ สมนอ้ี อกจากผิวทาง
11.2.5 ผิวสเลอร่ีซีลต้องไม่มีรอยขีด ถ้าเกิดกรณีเช่นนี้ต้องทำ�การตกแต่งและแก้ไขให้เรียบร้อย ผู้ควบคุมงาน
อาจส่งั ใหใ้ ช้ตะแกรงรอ่ นมวลรวมก่อนน�ำ มาผสม
11.3 ขอ้ ก�ำ หนดของรอยตอ่ รอยตอ่ ตามยาวหรอื ตามขวาง ตอ้ งไมเ่ ปน็ สนั นนู สงู เกนิ ไปหรอื มองเหน็ ชดั เจน ดไู มเ่ รยี บรอ้ ย
ถ้าเกิดกรณีดังกล่าวเช่นน้ี และจำ�เป็นต้องใช้กระสอบลากหรือเคร่ืองลากชนิดอ่ืน ต้องได้รับความเห็นชอบจาก
ผู้ควบคุมงาน
มยผ. 2135 - 57 : มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบสเลอร่ซี ลี (Slurry Seal) 93
11.4 ข้อกำ�หนดของการฉาบด้วยมือ ในกรณีเคร่ืองฉาบทำ�การฉาบไม่ได้ เพราะสถานท่ีจำ�กัด การฉาบด้วยมือ
ต้องไดร้ ับความเห็นชอบจากผูค้ วบคมุ งานก่อน
12. รายละเอยี ดเพิ่มเตมิ
12.1 การบ่ม
12.1.1 ใหบ้ ม่ สเลอรซ่ี ลี ไวร้ ะยะเวลาหนง่ึ กอ่ นเปดิ ใหก้ ารจราจรผา่ น ถา้ มคี วามจ�ำ เปน็ อาจใชท้ รายหรอื หนิ ฝนุ่ สาด
เพอ่ื ให้รถยนตผ์ ่านได้ เช่น ทางแยก ทางเช่ือม
12.1.2 ใเปห็น้ตรสวีดจำ�สอแบลกะาปรรแาตศกจตาัวกขนอ้ำ�งใแนอสส่วฟนัลผตสอ์มิมลัซชึ่งสนั าใมนาสรเลถอตรร่ซีวีลจสโอดบยไดดูก้โาดรยเปใชล้กี่ยรนะสดีขาอษงซสับ่วนนผ้ำ�บสมนจผาิวกสสเลนี อ�้ำ รต่ีซาีลล
ถา้ ไมม่ นี �ำ้ เหลอื ปรากฏ ใหเ้ ปดิ การจราจรได้ โดยปกตไิ มค่ วรเกนิ 3 ชว่ั โมง ระยะเวลาในการบม่ จะก�ำ หนด
โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง
12.2 การบดทบั
12.2.1 การก่อสรา้ งสเลอร่ีซลี ชนดิ ที่ 1 ชนดิ ที่ 2 และชนิดท่ี 3 ไมจ่ ำ�เป็นตอ้ งบดทับ ส�ำ หรับลานจอดรถและ
ทางวิ่ง ทางขับของสนามบนิ ต้องทำ�การบดทบั
12.2.2 การฉาบผวิ ชนดิ ท่ี 4 ตอ้ งบดทบั ขณะทแ่ี อสฟลั ตก์ �ำ ลงั แขง็ ตวั (ขณะบม่ ) โดยใชร้ ถบดลอ้ ยาง หนกั ประมาณ
5 ตันความดันลมยางประมาณ 345 กิโลปาสกาลบดทับเต็มผิวหน้าไม่นอ้ ยกว่า 5 เท่ยี วดว้ ยความเรว็ 5-8
กโิ ลเมตรตอ่ ชั่วโมง
13. ขอ้ ควรระวงั
13.1 การขนส่งแอสฟัลต์อิมัลชัน ในกรณีเป็นถัง (Drum) โดยเฉพาะการขนขึ้นและลง ต้องระมัดระวังไม่ให้ถังบรรจุ
แอสฟลั ต์อิมัลชนั ไดร้ บั การกระทบกระเทือนรุนแรงมาก เพราะอาจจะทำ�ให้แอสฟัลตอ์ มิ ลั ชนั แตกตวั ได้
13.2 ก่อนใช้แอสฟัลต์อิมัลชันท่ีบรรจุถัง ตั้งเก็บรอไว้นานๆ ควรกล้ิงถังไปมาอย่างน้อยด้านละ 5 คร้ัง ก่อนบรรจุลง
ในเครอ่ื งผสมสเลอร่ีซีล ท้งั นีเ้ พือ่ ใหแ้ อสฟลั ต์อมิ ลั ชนั มีลักษณะเดียวกันทั่วถงึ
13.3 ทุกคร้ังที่ทำ�การผสมสเลอร่ีซีลเสร็จแล้ว ควรล้างเครื่องผสมให้สะอาด มิฉะน้ันจะมีแอสฟัลต์เกาะติดแน่น
ในเครอ่ื ง ทำ�ให้ไมส่ ะดวกในการทำ�งานวันต่อไป
13.4 เม่ือเปิดถังบรรจุแอสฟัลต์อิมัลชันออกใช้ ควรใช้ให้หมดถังหรือต้องปิดฝาอย่างดี มิฉะน้ันน้ำ�ในถังจะระเหยได้
ซ่ึงจะท�ำ ใหแ้ อสฟลั ต์อมิ ัลชนั หมดสภาพเปน็ แอสฟลั ตอ์ มิ ลั ชันได้
14. ข้อก�ำ หนดเพิ่มเติมส�ำ หรบั มาตรฐานการฉาบผวิ ทางแบบสเลอร่ีซีล
14.1 ก่อนเร่ิมงาน ผู้รับจ้างต้องเสนอเอกสารการออกแบบส่วนผสมแก่ผู้ควบคุมงาน แล้วให้ผู้ควบคุมงานเก็บตัวอย่าง
วัสดุส่วนผสมที่จะใช้ในการผสมส่งกรมโยธาธิการและผังเมือง เพ่ือตรวจสอบพร้อมกับเอกสารการออกแบบ
ส่วนผสมด้วย โดยผรู้ บั จา้ งจะตอ้ งเปน็ ผู้รับผิดชอบคา่ ใช้จ่ายทงั้ หมด
14.2 เม่ือกรมโยธาธิการและผังเมืองตรวจสอบเอกสารการออกแบบและวัสดุส่วนผสม และกำ�หนดค่าผลการทดสอบที่
เหมาะสมให้แล้ว กรมโยธาธิการและผังเมืองจะออกสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน (Job Mix Formula) ให้ใช้สำ�หรับ
ควบคุมงานต่อไป
94 มยผ. 2135 - 57 : มาตรฐานการฉาบผวิ ทางแบบสเลอรซี่ ีล (Slurry Seal)
14.3 การทำ�สเลอรี่ซีลในสนาม ถ้าวัสดุมวลรวมหรือวัสดุผสมแอสฟัลต์ ผิดพลาดจากข้อกำ�หนด จะถือว่าส่วนผสม
ท่ีผสมไว้ในแต่ละครั้งนั้นไม่ถูกต้องตามคุณภาพท่ีต้องการ ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องทำ�การปรับปรุงหรือแก้ไขใหม่
โดยผู้รบั จา้ งจะต้องเปน็ ผ้รู ับผิดชอบคา่ ใช้จา่ ยทั้งหมด
14.4 หากวัสดุส่วนผสมมีการเปล่ียนแปลง เนื่องจากวัสดุมวลรวมก็ดี หรือเนื่องจากเหตุอื่นใดก็ดี ผู้รับจ้างอาจขอ
เปล่ียนแปลงสูตรส่วนผสมเฉพาะงานใหม่ได้ ทั้งน้ีในการเปล่ียนแปลงทุกคร้ังต้องได้รับความเห็นชอบจาก
กรมโยธาธิการและผงั เมืองก่อน
14.5 การทดสอบและตรวจสอบการออกแบบ การฉาบผิวทางแบบสเลอร่ีซีล ทุกคร้ังหรือทุกสัญญาจ้าง ผู้รับจ้าง
ตอ้ งชำ�ระค่าธรรมเนียมตามอัตราท่กี รมโยธาธิการและผังเมอื งก�ำ หนด
15. เอกสารอ้างองิ
มาตรฐานกรมโยธาธกิ าร มยธ. 232 - 2539: มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบสเลอรซ่ี ลี (Slurry Seal)
มยผ. 2135 - 57 : มาตรฐานการฉาบผวิ ทางแบบสเลอรีซ่ ีล (Slurry Seal) 95
96 มยผ. 2135 - 57 : มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบสเลอร่ซี ีล (Slurry Seal)
มยผ. 2136 - 57
มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเคพซลี (Cape Seal)
1. ขอบขา่ ย
มาตรฐานน้ีครอบคลมุ ถึงงานผิวจราจรแบบเคพซลี (Cape Seal)
2. นิยาม
“งานผิวจราจรแบบเคพซีล” หมายถึง การก่อสร้างผิวทางสองชั้น ประกอบด้วยผิวทางชั้นแรกเป็นผิวทางแบบ
เซอร์เฟสทรตี เมนตช์ ัน้ เดียว (Single Surface Treatment ) แล้วปูทับดว้ ยสเลอรซ่ี ีล (Slurry Seal) ลงบนผิวทาง หรอื
ผิวไหลท่ างดังกล่าวอกี หนง่ึ หรือสองชัน้ ผวิ ทางชนดิ น้ีใชท้ ำ�เป็นผิวไหลท่ างไดด้ ว้ ย
3. มาตรฐานอา้ งถงึ
3.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 2107 – 57: มาตรฐานงานวสั ดุมวลรวมส�ำ หรบั ผิวจราจรแบบเซอร์เฟซ
ทรีตเมนต์ (Surface Treatment)
3.2 มาตรฐานกรมโยธาธกิ ารและผงั เมือง มยผ. 2132 – 57: มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์ (Surface
Treatment)
3.3 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผงั เมอื ง มยผ. 2135 - 57: มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบสเลอรซี่ ีล (Slurry Seal)
3.4 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 2208 – 57 : มาตรฐานการทดสอบหาขนาดเม็ดของวัสดุ (Sieve
Analysis)
3.5 มาตรฐานผลิตภัณฑอ์ ตุ สาหกรรม มอก. 371 - 2530: มาตรฐานแคตออิ อนิกแอสฟลั ตอ์ ิมัลชั่นส�ำ หรับถนน
4. ผิวทางช้นั แรก แบบเซอรเ์ ฟสทรีตเมนตช์ ัน้ เดียว (Single Surface Treatment)
4.1 วสั ดุ
4.1.1 แอสฟัลต์ให้เป็นไปตาม มยผ. 2132 - 57: มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์ (Surface
Treatment) ขอ้ 4.1.3 และตอ้ งมีคณุ สมบัตติ ามมาตรฐานผลติ ภณั ฑ์อตุ สาหกรรม มอก. 371 - 2530:
แคตอิออนิกแอสฟัลต์อิมัลช่ันสำ�หรับถนนหรือแอสฟัลต์อิมัลชั่นชนิดอ่ืน ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมือง
เห็นชอบแล้ว
4.1.2 หินย่อย ให้เป็นไปตาม มยผ. 2107 - 57: มาตรฐานวัสดุมวลรวมสำ�หรับผิวจราจรแบบเซอร์เฟซ
ทรตี เมนต์ (Surface Treatment)
4.2 การกองวัสดุ
4.2.1 ให้แยกกองหินย่อยแต่ละขนาดไว้ โดยไมป่ ะปนกนั
4.2.2 ถ้าบริเวณที่กองหินย่อยไม่เรียบร้อย อันอาจจะทำ�ให้มีวัสดุอื่นไม่พึงประสงค์มาปะปน ผู้ควบคุมงาน
อาจไมอ่ นญุ าตให้ใชห้ นิ ยอ่ ยทม่ี ีวสั ดุอื่นปะปนน้นั ได้
4.2.3 บรเิ วณทกี่ องหินย่อย ต้องมีการระบายนำ้�ทด่ี ี อันเปน็ การปอ้ งกันมใิ หน้ ้�ำ ทว่ มกองหนิ ยอ่ ยได้
มยผ. 2136 - 57 : มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเคพซีล (Cape Seal) 97
4.3 ขนาดของหนิ ยอ่ ย
ขนาดของหินย่อยของผิวทางชั้นแรก โดยทดสอบตาม มยผ. 2208 - 57: มาตรฐานการทดสอบหาขนาดเม็ด
ของวสั ดุ (Sieve Analysis) ให้เป็นไปตามตารางที่ 1
ตารางท่ี 1 ขนาดของหินย่อย
ขนาดที่ใช้เรยี ก 2ม5ม.0. 1ม9ม.0. น้ำ�หนกั ผา่ นตะแกรงเปน็ ร้อยละ 2ม.3ม6. 1ม.1ม8.
มลิ ลเิ มตร 1ม2ม.5. ม9ม.5. 4ม.7ม5.
19.0 (3/4 น้ิว) 100 90-100 0-30 0-8 - 0-2 0-0.5
12.5 (1/2 นว้ิ ) - 100 90-100 0-30 0-4 0-2 0-0.5
4.4 การเลือกใช้ขนาดของหินย่อย ส�ำ หรบั ผิวทางช้ันแรกให้ใช้ขนาด 19.0 มิลลเิ มตร (3/4 นิว้ ) หรอื 12.5 มลิ ลิเมตร
(1/2น้ิว) และต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตาม มยผ. 2107 – 57: มาตรฐานงานวัสดุมวลรวมสำ�หรับผิวจราจรแบบ
เซอรเ์ ฟซทรีตเมนต์ (Surface Treatment)
4.5 ปรมิ าณวัสดทุ ่ีใช้โดยประมาณ หินย่อย และแอสฟลั ต์โดยประมาณให้ใช้ตามตารางที่ 2 สว่ นปรมิ าณวสั ดุที่ใช้จรงิ
ใหเ้ ปน็ ไปตามการออกแบบตามวธิ กี ารของกรมโยธาธิการและผังเมือง
ปรมิ าณแอสฟลั ตท์ ี่ออกแบบในชน้ั นี้ไดจ้ ากค่า A.L.D. (Average Least Dimension) ของหนิ ยอ่ ย
ตารางท่ี 2 ปรมิ าณวสั ดทุ ี่ใช้โดยประมาณ
ขนาดท่ใี ชเ้ รยี ก มลิ ลิเมตร 19.0 (3/4 นิ้ว) 12.5 (1/2 น้วิ )
หนิ ยอ่ ยกิโลกรัมตอ่ ตารางเมตร 16-22 12-18
แอสฟัลต์อิมัลช่ันลติ รต่อตารางเมตร 1.1-2.3 0.8-1.6
4.6 การล้างหินย่อย
การล้างหินย่อย หินย่อยไม่ต้องเคลือบผิว แต่ต้องล้างให้สะอาดแล้วรีบนำ�ไปใช้โดยเร็ว หากปล่อยทิ้งไว้จนแห้ง
หรอื สกปรกตอ้ งลา้ งใหม ่
4.7 การใช้สารผสมแอสฟัลต์
สารผสมแอสฟัลต์ อาจใช้ผสมกับสารเคลือบหินย่อยหรือผสมกับแอสฟัลต์โดยตรงก็ได้ แล้วแต่ชนิดและ
ความเหมาะสม โดยใหเ้ ป็นไปตามค�ำ แนะน�ำ ของผู้ผลติ
ถ้าผสมสารผสมแอสฟัลต์ลงในแอสฟัลต์โดยตรง ควรผสมก่อนใช้งานเล็กน้อย แล้วทำ�ให้แอสฟัลต์ในถังบรรจุ
แอสฟลั ตป์ ระจ�ำ รถพน่ แอสฟัลต์ไหลเวยี นให้ผสมเข้ากนั ดเี สียกอ่ น โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที แล้วจงึ นำ�ไปใช้งาน
ทันที ห้ามต้มแอสฟัลต์ท่ีผสมสารแอสฟัลต์แล้วที่ช่วงอุณหภูมิสำ�หรับพ่นแอสฟัลต์ท้ิงไว้ เพราะสารผสมแอสฟัลต์
อาจเส่อื มคุณภาพได้ภายในไม่กช่ี ั่วโมงเทา่ นั้น
หากจำ�เป็นท่ีจะต้องนำ�แอสฟัลต์ท่ีผสมสารผสมแอสฟัลต์ และต้มที่อุณหภูมิที่ใช้ลาดทิ้งไว้เกินกว่า 3 ชั่วโมง
มาใช้ใหม่ ตอ้ งด�ำ เนนิ การตามขอ้ เสนอแนะน�ำ ของผู้ผลติ สารผสมแอสฟลั ต์ โดยความเหน็ ชอบของผู้ควบคุมงาน
98 มยผ. 2136 - 57 : มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเคพซีล (Cape Seal)
4.8 เครื่องจักรและเคร่ืองมือ
เครื่องจักรและเครื่องมือท่ีใช้ให้เป็นตาม มยผ. 2132 - 57: มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์
(Surface Treatment) เครอื่ งโรยหนิ จะต้องเปน็ แบบขับเคลอ่ื นดว้ ยตัวเอง
4.9 การเตรยี มการก่อนการกอ่ สรา้ ง
การเตรียมการก่อนการกอ่ สร้างใหเ้ ปน็ ตาม มยผ. 2132 - 57: มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์
(Surface Treatment)
4.10 วิธกี ารก่อสร้าง
วิธีการก่อสร้างให้เป็นตาม มยผ. 2132 - 57: มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์ (Surface
Treatment)
4.11 รายละเอียดเพ่มิ เติม
รายละเอียดเพ่ิมเติมให้เป็นตาม มยผ. 2132 - 57: มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์ (Surface
Treatment)
4.12 ข้อควรระวงั
ขอ้ ควรระวงั ใหเ้ ปน็ ตาม มยผ. 2132 - 57: มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์ (Surface Treatment)
5. ผวิ ทางชน้ั ท่สี อง สเลอรซี่ ีล (Slurry Seal)
5.1 วสั ดุ
วสั ดทุ ีใ่ ช้ใหเ้ ปน็ ไปตาม มยผ. 2135 - 57: มาตรฐานการฉาบผวิ ทางแบบสเลอรซี่ ลี (Slurry Seal)
5.2 ขนาดของหินย่อย ปริมาณแอสฟัลตท์ ีใ่ ช้ และอัตราการฉาบ
ขนาดของหินย่อย โดยทดสอบตาม มยผ. 2208 - 57: มาตรฐานการทดสอบหาขนาดเม็ดของวัสดุ (Sieve
Analysis) ปรมิ าณแอสฟัลต์ท่ใี ช้ และอัตราการฉาบให้เปน็ ไปตาม ตารางท่ี 3
ตารางท่ี 3 ขนาดของหนิ ปรมิ าณแอสฟลั ต์ท่ีใช้ และอตั ราการฉาบ
ชนดิ ของสเลอรีซีล 23
ขนาดของตะแกรงรอ่ น ; มม.
ผา่ นตะแกรงรอ่ น ; ร้อยละ
9.5 (3/8 น้วิ )
4.75 (เบอร์ 4) 100 100
2.36 (เบอร์ 8)
1.18 (เบอร์ 16) 90-100 70-90
0.600 (เบอร์ 30)
0.300 (เบอร์ 50) 65-90 45-70
0.150 (เบอร์ 100)
0.075 (เบอร์ 200) 45-70 28-50
Residue ของแอสฟลั ต์ ; ร้อยละโดยนำ้�หนักของหินแหง้
อตั ราการปู/ฉาบเปน็ น�ำ้ หนักของส่วนผสมสเลอรี่ ; กก./ตร.ม. 30-50 19-34
18-30 12-25
10-21 7-18
5-15 5-15
7.5-13.5 6.5-12.0
6.1-9.3 9.3-14.6
มยผ. 2136 - 57 : มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเคพซีล (Cape Seal) 99
5.3 การกองหินยอ่ ย หรอื ทราย
การกองหินย่อย หรือทราย ให้เป็นไปตาม มยผ. 2135 - 57: มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบสเลอร่ีซีล
(Slurry Seal)
5.4 ชนิดของสเลอรีซ่ ีล
ส�ำ หรบั งานผิวจราจรแบบเคพซีล ให้ใช้สเลอร่ีซลี ชนิดท่ี 2 หรอื ชนิดที่ 3 เทา่ นัน้
5.4.1 สเลอรีซ่ ลี ชนิดท่ี 2 ใช้ฉาบผิวทางชนั้ แรกท่ใี ชห้ ินยอ่ ยหรอื กรวดย่อยขนาด 12.5 มิลลเิ มตร (1/2นิ้ว) ตาม
ตารางที่ 1 โดยฉาบครั้งเดียวให้มีปรมิ าณส่วนผสมสเลอรซี่ ลี ตามตารางที่ 3
5.4.2 สเลอรซ่ี ลี ชนดิ ที่ 3 ใชฉ้ าบผิวทางชน้ั แรกที่ใช้หินย่อยหรอื กรวดยอ่ ย ขนาด 19.0 มิลลิเมตร (3/4นิว้ )
ตามตารางท่ี 1 โดยแบ่งการฉาบเปน็ 2 คร้งั ใหม้ ปี ริมาณส่วนผสมสเลอรี่ซลี รวมทั้งหมด ตามตารางที่ 3
5.5 การออกแบบสว่ นผสมสเลอรซี่ ีล
การออกแบบส่วนผสมสเลอร่ีซีล ให้เป็นไปตาม มยผ. 2135 - 57: มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบสเลอรี่ซีล
(Slurry Seal)
5.6 เครอื่ งจกั รทีใ่ ชใ้ นการก่อสรา้ ง
5.6.1 เครอื่ งจักรท่ีใชใ้ นการก่อสรา้ ง ให้เป็นไปตาม มยผ. 2135 - 57: มาตรฐานการฉาบผวิ ทางแบบสเลอรี่ซีล
(Slurry Seal)
5.6.2 เครื่องจักรท่ีใช้บดทับต้องเป็นรถบดล้อยางชนิดขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง มีน้ำ�หนักประมาณ 10 ตัน
แบบลอ้ ยางผวิ หนา้ เรยี บความดนั ลมยางประมาณ 3.5 กโิ ลกรมั ตอ่ ตารางเซนตเิ มตร (50 ปอนดต์ อ่ ตารางนว้ิ )
5.7 การเตรยี มการก่อสรา้ ง
การเตรยี มการกอ่ สรา้ งใหเ้ ปน็ ไปตาม มยผ. 2135 - 57: มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบสเลอรซี่ ีล (Slurry Seal)
5.8 วธิ ีการกอ่ สร้าง
5.8.1 ลาดยางแอสฟลั ตอ์ มิ ลั ชัน ชนดิ CSS-1 หรือ CSS-1h ท่ผี สมน�้ำ ในอัตราสว่ น 1:1 ลงบนผวิ ทางชน้ั แรก
ด้วยอตั ราไมน่ อ้ ยกว่า 0.6 ลิตรตอ่ ตารางเมตร โดยวิธฟี ๊อกสเปรย์ (Fog Spray) หลงั จากน้นั จงึ ดำ�เนินการ
ฉาบผิวสเลอร่ีซลี ต่อไป
5.8.2 ดำ�เนินการฉาบผิวสเลอรีซีลทับบนผิวทางชั้นแรก สำ�หรับผิวทางช้ันแรกท่ีก่อสร้างใหม่ การฉาบสเลอรี่ซีล
ทบั ควรด�ำ เนนิ การภายในระยะเวลาไมน่ อ้ ยกว่า 4 วนั และไมม่ ากกว่า 4 สปั ดาห์ ฉะนัน้ การลาดแอสฟัลต์
อิมัลชนั ตามข้อ 5.8.1 ควรดำ�เนนิ การภายในระยะเวลาท่เี หมาะสมก่อนฉาบผิวสเลอรีซ่ ีล
5.8.3 ก่อนที่จะฉาบผิวสเลอร่ีซีล ให้ทำ�ความสะอาดผิวทางท่ีจะฉาบสเลอรี่ซีลทับ ด้วยเคร่ืองกวาดฝุ่นและ
ถ้าจำ�เป็นใหใ้ ชน้ ้ำ�ลา้ ง เพือ่ กำ�จัดวสั ดทุ ีห่ ลุดหลวม สงิ่ สกปรกต่างๆ ออกให้หมด
5.8.4 ก่อนฉาบผิวสเลอรี่ซีล ถ้าผิวทางท่ีจะฉาบทับน้ันแห้ง ให้พ่นน้ำ�ลงไปเพียงบางๆ พอเปียกชื้นเท่านั้น
อย่าใหม้ ีนำ้�ขังบนผิวทางที่จะฉาบทบั
5.8.5 สว่ นผสมสเลอรซี่ ลี เมอ่ื ฉาบบนผิวทางแลว้ ต้องมสี ่วนผสมคงที่ตามทีต่ อ้ งการ
5.8.6 วัสดุที่ผสมแล้วต้องกระจายอย่างสมำ่�เสมอในเคร่ืองฉาบและต้องมีปริมาณมากพอตลอดเวลาเพ่ือให้
ฉาบไดเ้ ต็มความกวา้ งท่ตี อ้ งการ
100 มยผ. 2136 - 57 : มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเคพซีล (Cape Seal)
5.8.7 วัสดุที่ผสมแล้วต้องไม่เป็นกอง ไม่เป็นก้อน หรือมีหินท่ีไม่ถูกผสมกับแอสฟัลต์อิมัลชัน ต้องไม่มี
การแยกตัวระหว่างแอสฟัลต์อิมัลชันกับส่วนละเอียดออกจากหินหยาบ ต้องไม่มีหินหยาบตกอยู่
ส่วนล่างของวัสดผุ สม ถ้ามีกรณดี งั กล่าวเกิดข้ึนจะตอ้ งตกั วัสดผุ สมน้ีออกจากผิวทาง
5.8.8 ตอ้ งไมม่ รี อยขดี ปรากฏใหเ้ ห็นบนผิวทีฉ่ าบสเลอรี่ซีลเรียบร้อยแลว้ ถ้าเกิดกรณีเชน่ นี้ ตอ้ งทำ�การตกแต่ง
และแก้ไขใหเ้ รยี บรอ้ ย ผคู้ วบคุมงานอาจสั่งใหใ้ ชต้ ะแกรงร่อนมวลรวม ก่อนน�ำ มาผสม
5.8.9 ข้อกำ�หนดของรอยต่อ รอยต่อตามยาวควรจัดให้อยู่ตรงแนวเส้นแบ่งช่องจราจรและรอยต่อต้องไม่เป็น
สนั นนู เกนิ ไป หรอื มองเหน็ ชดั เจนดไู มเ่ รยี บรอ้ ย ถา้ เกดิ กรณดี งั กลา่ วเชน่ นี้ และจ�ำ เปน็ ตอ้ งใชก้ ระสอบลาก
หรือเครื่องลากชนิดอืน่ ตอ้ งได้รบั ความเห็นชอบจากผคู้ วบคุมงานกอ่ น
5.8.10 ข้อกำ�หนดของการฉาบด้วยมอื ในกรณเี คร่ืองฉาบท�ำ การฉาบไม่ไดเ้ พราะสถานทจี่ ำ�กดั การฉาบด้วยมือ
ตอ้ งไดร้ ับความเห็นชอบจากผคู้ วบคุมงานก่อน
5.8.11 ในการฉาบผิวสเลอร่ซี ีล ชนดิ ท่ี 2 ตามข้อ 5.4.1 หรอื การฉาบผิวสเลอรีซ่ ีล ชนดิ ท่ี 3 ครัง้ ท่ี 1 ตามข้อ
5.4.2 ใหบ้ ดทบั ดว้ ยรถบดล้อยางชนดิ ขบั เคลื่อนได้ดว้ ยตวั เอง ตามขอ้ 5.6.2 เตม็ ผิวหนา้ ไมน่ อ้ ยกวา่ 5
เท่ียวโดยเร่ิมบดได้เม่อื ไมม่ สี ว่ นผสมสเลอรี่ซลี ตดิ ลอ้ รถบด แต่ต้องไมข่ า้ มวนั ส�ำ หรบั การฉาบผิวสเลอรีซ่ ีล
ชนิดท่ี 3 คร้ังที่ 2 น้ันให้ดำ�เนินการฉาบผิวให้เร็วที่สุดเท่าท่ีจะทำ�ได้ แต่ต้องไม่นานเกิน 4 สัปดาห์
หลงั จากฉาบผิวครง้ั ท่ี 1 เสร็จเรียบรอ้ ยแลว้ การฉาบผวิ คร้งั ท่ี 2 นปี้ กตไิ ม่ตอ้ งบดทับ
5.9 รายละเอียดเพ่มิ เตมิ
การบ่มให้บ่มผิวสเลอรี่ซีลไว้ระยะเวลาหนึ่ง ก่อนเปิดให้การจราจรผ่าน จนกว่าผิวสเลอรี่ซีลจะแตกตัว
โดยสมบูรณ์แล้ว จึงเปิดให้การจราจรผ่านบริเวณที่มีความจำ�เป็นต้องให้การจราจรผ่านได้ก่อน เช่น ทางแยก
ทางเชื่อม ก็อาจใช้ทรายหรอื หินฝุน่ สาดทบั ไว้
ให้ตรวจสอบการแตกตัวของแอสฟัลต์อิมัลช่ันในสเลอร่ีซีล โดยการดูการเปล่ียนสีของส่วนผสมจากสีนำ้�ตาล
เป็นสีดำ� และปราศจากน้ำ�ในส่วนผสม ซ่ึงสามารถตรวจสอบได้โดยใช้กระดาษซับน้ำ�บนสเลอรี่ซีล ถ้าไม่มีนำ้�เหลือ
ปรากฏใหเ้ ปดิ การจราจรได้ โดยปกตไิ มค่ วรเกิน 3 ชวั่ โมง ระยะเวลาการบ่มใหอ้ ยูใ่ นดลุ ยพินจิ ของผ้คู วบคุมงาน
5.10 ขอ้ ควรระวงั
ขอ้ ควรระวงั ใหเ้ ปน็ ตาม มยผ. 2132 – 57: มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์ (Surface Treatment)
และมยผ. 2135 - 57: มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบสเลอร่ซี ลี (Slurry Seal)
6. ข้อกำ�หนดเพมิ่ เตมิ สำ�หรับผวิ ทางแบบเคพซีล
6.1 ก่อนเริ่มงาน ผู้รับจ้างต้องเสนอรายงานการออกแบบส่วนผสมผิวแบบเคพซีลของผู้รับจ้างเองที่ใช้วัสดุชนิดและ
แหล่งเดียวกันกับท่ีเสนอขอใช้งานแก่ผู้ควบคุมงาน แล้วให้ผู้ควบคุมงานเก็บตัวอย่างวัสดุส่วนผสมท่ีจะใช้ใน
การผสมสง่ กรมโยธาธกิ ารและผงั เมอื ง เพอ่ื ตรวจสอบพรอ้ มเอกสารการออกแบบสว่ นผสมดว้ ย โดยผรู้ บั จา้ งจะตอ้ งเปน็
ผ้รู บั ผิดชอบค่าใชจ้ ่ายทัง้ หมด
6.2 เม่ือกรมโยธาธิการและผังเมืองตรวจสอบเอกสารการออกแบบและวัสดุส่วนผสมและกำ�หนดค่าผลการทดสอบ
ท่ีเหมาะสมใหแ้ ล้ว กรมโยธาธิการและผังเมอื งจะออกสตู รสว่ นผสมเฉพาะงาน ให้ใชส้ ำ�หรบั ควบคุมงานตอ่ ไป
มยผ. 2136 - 57 : มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเคพซีล (Cape Seal) 101
6.3 ในการท�ำ ผิวแบบเคพซีลในสนาม ถา้ วสั ดุทีใ่ ช้ผดิ พลาดไปจากขอ้ กำ�หนด จะถอื ว่าส่วนผสมทผ่ี สมไวใ้ นแต่ละครงั้ น้นั
ไม่ถูกต้องตามคุณภาพท่ีต้องการ ซ่ึงผู้รับจ้างจะต้องทำ�การปรับปรุง หรือแก้ไขใหม่ โดยผู้รับจ้างจะต้องเป็น
ผรู้ ับผดิ ชอบคา่ ใช้จา่ ยที่เกดิ ขนึ้ ท้งั หมด
6.4 หากวัสดุส่วนผสมมีการเปลี่ยนแปลงเน่ืองจากเหตุอื่นใดก็ตาม ผู้รับจ้างอาจขอเปล่ียนแปลงสูตรส่วนผสม
เฉพาะงานใหมไ่ ด้ ท้งั นก้ี ารเปล่ยี นแปลงทุกครงั้ จะตอ้ งไดร้ บั ความเหน็ ชอบจากกรมโยธาธิการและผังเมืองก่อน
6.5 การทดสอบและการตรวจสอบการออกแบบผวิ แบบเคพซลี ทกุ ครง้ั หรอื ทกุ สญั ญาจา้ ง ผรู้ บั จา้ งตอ้ งช�ำ ระคา่ ธรรมเนยี ม
ตามอัตราทกี่ รมโยธาธิการและผังเมืองกำ�หนด
7. เอกสารอา้ งอิง
มาตรฐานกรมโยธาธกิ าร มยธ. 233 - 2539: มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเคพซีล(Cape Seal)
102 มยผ. 2136 - 57 : มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเคพซีล (Cape Seal)
มยผ. 2142 - 57
มาตรฐานงานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรี่ซลี
(Para Slurry Seal)
1. ขอบขา่ ย
มาตรฐานน้คี รอบคลุมถงึ งานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอร่ซี ีล (Para Slurry Seal)
2. นยิ าม
“พาราสเลอร่ีซีล (Para Slurry Seal)” หมายถงึ การฉาบผวิ ทางชนดิ หน่ึงซ่งึ ประกอบดว้ ยพาราแอสฟัลตอ์ มิ ัลช่นั
(Para Asphalt Emulsion) มวลรวม (Aggregate) วัสดุผสมแทรก (Mineral Filler) และสารผสมเพิ่ม
(Additive) มีลกั ษณะแข็งแรง ช่วยให้ผิวทางมคี วามคงทนสงู ลักษณะผวิ หนา้ ไม่ล่ืน ทนตอ่ การแปรเปลย่ี นของดนิ ฟ้า
อากาศและป้องกันน้ำ�ซึม ในการก่อสร้างสามารถเปิดการจราจรได้รวดเร็ว จึงเหมาะสำ�หรับพ้ืนท่ีก่อสร้างท่ัวไปและ
ย่านชุมชน โดยใช้สำ�หรับฉาบผิวทางและผิวไหล่ทาง แบ่งออกเป็น 3 ชนิด มีลักษณะแตกต่างกันตามท่ีกำ�หนดใน
ตารางท่ี 1 ซง่ึ จะแตกต่างกันตามวัตถปุ ระสงค์ในการใชง้ าน ขนาดคละของมวลรวม ปรมิ าณเนอื้ ยางทใี่ ชแ้ ละอัตราการ
ใช้วัสดุ การท่กี ำ�หนดให้ฉาบผิวพาราสเลอรซ่ี ลี ชนิดใดขึ้นอยู่กับสภาพผวิ ทางเดมิ ปริมาณการจราจรและวตั ถปุ ระสงค์
ในการใชง้ าน การฉาบผวิ พาราสเลอรซี่ ลี จะต้องเลอื กชนดิ ทม่ี คี ณุ สมบัติเหมาะสมตามความต้องการ
3. มาตรฐานอา้ งถงึ
3.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 2208 - 57 : ทดสอบหาขนาดเม็ดของวสั ดุ (Sieve Analysis)
3.2 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 2209 - 57: มาตรฐานการทดสอบหาความสึกหรอของวัสดุ
ชนดิ เมด็ หยาบ (Coarse Aggregates) โดยใชเ้ ครือ่ งมอื ทดสอบหาความสกึ หรอสำ�หรับงานทาง (Los Angeles
Abrasion) สำ�หรบั งานทาง
3.3 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 2223 - 57: มาตรฐานการทดสอบค่าสมมูลย์ของทราย
(Sand Equivalent)
3.4 มาตรฐานกรมโยธาธกิ ารและผงั เมอื ง มยผ. 2225 - 57: มาตรฐานการทดสอบหาคา่ ความคงทน (Soundness) ของมวลรวม
3.5 The American Society for Testing and Materials, ASTM Standards: ASTM D 3910 - 11: Standard
Practices for Design, Testing, and Construction of Slurry Seal
4. วสั ดุ
วัสดุท่ใี ชท้ �ำ ชน้ั พาราสเลอรซ่ี ีลประกอบด้วย
4.1 แอสฟลั ต์ คือพาราแอสฟัลตอ์ ิมัลชนั่ ที่เป็น Polymer Modified Asphalt Emulsion ผลติ ขึ้นมาจากแอสฟัลต์
อิมลั ชั่นชนดิ CSS-1 หรอื CSS-1h ผสมกับยางธรรมชาติ (Nature Rubber) โดยมคี ุณภาพตาม มอก. 2157:
มอดฟิ ายด์แอสฟัลตอ์ ิมิชลั ส�ำ หรบั งานทาง
4.2 สารผสมเพ่มิ (Additives) ใชเ้ พอ่ื ท�ำ ให้แอสฟัลต์อมิ ลั ชน่ั แตกตัวเร็วขึน้ หรือชา้ ลง หรือใชเ้ พื่อให้แอสฟัลต์อิมลั ช่นั
เคลือบมวลรวมได้ดียิ่งข้ึน ปริมาณที่ใช้ต้องพอเหมาะเพื่อให้สามารถเปิดการจราจรได้ภายในเวลาที่ต้องการ
มยผ. 2142 - 57 : มาตรฐานงานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอร่ซี ีล (Para Slurry Seal) 103
สารผสมเพ่ิมนี้จะใช้หรือไม่ก็ได้แล้วแต่การออกแบบ ซึ่งจะต้องได้รับการเห็นชอบจากกรมโยธาธิการและ
ผงั เมืองก่อน
4.3 นำ้� ต้องเป็นน้ำ�สะอาด ปราศจากสารท่ีส่งผลกระทบต่อคุณภาพของส่วนผสมพาราสเลอรี่ซีลและต้องได้
รบั ความเห็นชอบจากผ้คู วบคมุ งานก่อนน�ำ มาใชง้ าน
4.4 มวลรวม (Aggregate) ต้องเปน็ หนิ โม่ซึ่งแข็ง คงทน สะอาด ปราศจากดนิ หรือวสั ดไุ ม่พึงประสงคอ์ ่นื ใด อาจมวี ัสดุ
ผสมแทรกดว้ ยกไ็ ด ้
ในกรณีทีไ่ ม่ไดร้ ะบคุ ณุ สมบตั ไิ ว้เป็นอยา่ งอน่ื มวลรวมตอ้ งมีคุณสมบตั ดิ งั ตอ่ ไปนี้
4.4.1 มีค่า Sand Equivalent เมอื่ ทดสอบตาม มยผ. 2223 - 57: มาตรฐานการทดสอบหาคา่ ความสมมลู ย์
ของทราย (Sand Equivalent) ไม่น้อยกวา่ ร้อยละ 60
4.4.2 มคี า่ ความสึกหรอ เมื่อทดสอบตาม มยผ. 2209 - 57: มาตรฐานการทดสอบหาความสึกหรอของวัสดุ
ชนดิ เมด็ หยาบ (Coarse Aggregates) โดยใชเ้ ครอ่ื งมอื ทดสอบหาความสกึ หรอ (Los Angeles Abrasion)
ไม่มากกวา่ รอ้ ยละ 35
4.4.3 มีค่าส่วนที่ไม่คงทน (Loss) เม่ือทดสอบตาม มยผ. 2225 - 57: วิธีการทดสอบหาค่าความคงทน
(Soundness) ของมวลรวม โดยใช้โซเดยี มซัลเฟต จ�ำ นวน 5 รอบ ไมม่ ากกว่าร้อยละ 9
4.5 วัสดุผสมแทรก (Mineral Filler) วัสดุผสมแทรก เช่นปูนซีเมนต์ ปูนขาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมวลรวมต้องใช้ใน
ปริมาณน้อยที่สุดเท่าท่ีจำ�เป็น จะใช้เม่ือต้องการปรับปรุงความสะดวกในการทำ�งาน (Workability) หรือปรับปรุง
ขนาดคละ (Gradation)
5. ขนาดคละของมวลรวม ปรมิ าณแอสฟลั ต์ทใี่ ช้และอัตราการฉาบ
ขนาดคละของมวลรวม เมอื่ ทดสอบตาม มยผ. 2208 - 57: ทดสอบหาขนาดเมด็ ของวัสดุ (Sieve Analysis)
ปริมาณแอสฟัลต์ท่ีใช้และอตั ราการฉาบตอ้ งเปน็ ไปตามตารางที่ 1
ตารางท่ี 1 ขนาดคละของมวลรวม ปริมาณเนื้อยางแอสฟัลต์ และอัตราการฉาบพาราสเลอร่ซี ลี
ชนิดของพาราสเลอรีซ่ ลี
ผ่านตะแกรงขนาด ชนิดท่ี 1 ชนดิ ท่ี 2 ชนิดท่ี 3
9.5 มม. (3/8 น้วิ ) ปริมาณผ่านตะแกรง ร้อยละโดยมวล
4.75 มม. (เบอร์ 4)
2.36 มม. (เบอร์ 8) - 100 100
1.18 มม. (เบอร์ 16)
0.600 มม. (เบอร์ 30) 100 90 - 100 70 - 90
0.300 มม. (เบอร์ 50)
0.150 มม. (เบอร์ 100) 90 - 100 65 - 90 45 - 70
0.075 มม. (เบอร์ 200)
Residue ของแอสฟลั ต์ ร้อยละโดยมวลรวมแห้ง 65 - 90 45 - 70 28 - 50
อัตราการฉาบ เปน็ น�ำ้ หนกั ของหินแหง้ กก./ตร.ม.
40 - 65 30 - 50 19 - 34
25 - 42 18 - 30 12 - 25
15 - 30 10 - 21 7 - 18
10 - 20 5 - 15 5 - 15
10.0 - 16.0 7.5 - 13.5 6.5 - 12.0
3.0 - 5.5 5.5 - 10.0 10.0 - 16.0
104 มยผ. 2142 - 57 : มาตรฐานงานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรซ่ี ลี (Para Slurry Seal)
6. การกองหนิ หรอื ทราย
การกองหนิ หรือทราย ให้กองไว้อยา่ งเป็นระเบียบ ต้องไม่เป็นบรเิ วณที่มีน�ำ้ ขัง ถา้ หากมกี ารผสมต้องทำ�การผสม
กันให้ได้สว่ นคละอย่างถกู ตอ้ งและสมำ่�เสมอก่อนน�ำ ไปใชผ้ สมเปน็ พาราสเลอร่ซี ลี
7. ชนดิ ของพาราสเลอรีซ่ ีล
7.1 มาตรฐานนีค้ รอบคลมุ พาราสเลอรซี่ ีล 3 ชนดิ ดังแสดงไวใ้ นตารางท่ี 1 ซง่ึ แตกตา่ งกันตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการ
ใช้งานขนาดของมวลรวมและอัตราการใช้วัสดุ การจะกำ�หนดให้ฉาบผิวแบบพาราสเลอรี่ซีลชนิดใดขึ้นอยู่กับ
สภาพผิวทางเดิม สงิ่ แวดล้อมและวัตถปุ ระสงค์ของการใช้งานซ่งึ จะระบุในแบบก่อสร้าง
7.2 การฉาบผิวแบบพาราสเลอรี่ซีล จะต้องเลอื กชนดิ ท่มี คี ุณสมบตั ิเหมาะสมกบั ความตอ้ งการ ซ่ึงแบ่งได้ดงั นี้
7.2.1 พาราสเลอร่ีซีลชนิดท่ี 1 เป็นชนิดท่ีสามารถแทรกซึมรอยแตกได้ดี ใช้สำ�หรับฉาบผิวทาง โดยมี
วัตถปุ ระสงค์ดงั น้ี
(1) ยารอยแตก
(2) ฉาบเปน็ ผวิ ทาง กรณีต้องการปรับปรุง Texture ของผิวทางเดมิ เล็กน้อย
(3) ฉาบปอ้ งกนั การเกิด Oxidation หรือ Weathering บนผิวทางเดิม
7.2.2 พาราสเลอรี่ซลี ชนดิ ท่ี 2 เปน็ ชนิดทม่ี ผี วิ หน้าหยาบกวา่ ชนดิ ท่ี 1 ใชส้ �ำ หรับฉาบผิวทาง หรือผิวไหลท่ าง
โดยมวี ัตถุประสงคด์ ังนี้
(1) เพม่ิ Skid Resistance ของผิวทางเดมิ
(2) ใหผ้ วิ ทางระบายนำ�้ ออกไปไดร้ วดเร็ว
(3) ฉาบปอ้ งกนั การเกิด Oxidation หรือ Weathering บนผิวทางเดมิ
7.2.3 พาราสเลอร่ีซีลชนิดท่ี 3 เป็นชนิดท่ีมีผิวหน้าหยาบท่ีสุด ใช้สำ�หรับฉาบผิวทาง หรือผิวไหล่ทาง โดยมี
วตั ถุประสงค์ดังน้ี
(1) เพม่ิ Skid Resistance ของผวิ ทางเดมิ
(2) ใหผ้ ิวทางระบายน้�ำ ออกไปได้รวดเรว็ ยง่ิ ข้นึ
(3) ฉาบปอ้ งกนั การเกิด Oxidation หรอื Weathering บนผวิ ทางเดมิ
(4) ฉาบปรบั ระดบั ได้เลก็ น้อย
(5) ปรบั แก้ Crown Slope ได้เล็กน้อย
(6) ฉาบปิดผิวทางเดิมทห่ี ลุด (Raveling)
8. ข้อก�ำ หนดในการออกแบบสว่ นผสมพาราสเลอรซ่ี ลี
8.1 การออกแบบส่วนผสมน้ี ให้ใช้วิธีตามThe Asphalt Institute Manual Series No.19 โดยวิธีหาค่า
C.K.E.และตามมาตรฐาน ASTM D 3910 (Standard Practice for Design, Testing, and Construction
of Slurry Seal) หรอื ใช้มาตรฐานและวธิ ที ดสอบของ International Slurry Association (ISSA) หรอื วิธอี ่นื ใด
ทกี่ รมโยธาธิการและผังเมืองเหน็ ชอบ ซ่งึ กอ่ นเรม่ิ งานใหผ้ ้รู บั จา้ งทำ�การออกแบบสว่ นผสม แลว้ ใหผ้ คู้ วบคุมงาน
เก็บตัวอย่างวัสดุพร้อมเอกสารการออกแบบจากผู้รับจ้าง ส่งให้กรมโยธาธิการและผังเมืองทำ�การตรวจสอบ
โดยผรู้ บั จา้ งตอ้ งเป็นผู้ออกคา่ ใชจ้ า่ ยทง้ั สนิ้
มยผ. 2142 - 57 : มาตรฐานงานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรี่ซีล (Para Slurry Seal) 105
8.2 คุณภาพของวัสดุที่จะใช้ออกแบบจะต้องผ่านการทดสอบคุณภาพให้ใช้ได้แล้ว การออกแบบส่วนผสมจะต้อง
ออกแบบใหเ้ หมาะสมกับการใช้งาน
8.3 ส่วนผสมพาราสเลอรีซ่ ลี ต้องมีคุณสมบตั ิดังนี้
8.3.1 เวลาในการผสม (Mixing Time) ที่ 25 องศาเซลเซียส ไม่นอ้ ยกว่า 120 วนิ าที
8.3.2 คา่ Flow อยู่ระหว่าง 10-20 มิลลิเมตร
8.3.3 Initial Setting Time ไม่มากกวา่ 30 นาที
8.3.4 เวลาในการบม่ (Curing Time) ไม่มากกวา่ 2 ชั่วโมง
8.3.5 ค่า Wet track Abrasion Loss ไม่มากกว่า 500 กรัมต่อตารางเมตร
8.3.6 ค่า Hubbard Field Stability ท่ี 25 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 11.8 กิโลนิวตันหรือ 1,200
กิโลกรัมแรง)
8.4 กรมโยธาธิการและผังเมืองอาจพิจารณาเปล่ียนแปลงขนาดคละของมวลรวมปริมาณเน้ือยางแอสฟัลต์และ
อัตราการฉาบแตกต่างไปจากตารางท่ี 1 ก็ได้ตามความเหมาะสม แต่คุณสมบัติของส่วนผสมต้องถูกต้อง
ตามขอ้ 8.3
8.5 หากวสั ดผุ สมมกี ารเปลย่ี นแปลงเนอ่ื งจากมวลรวมหรอื เหตอุ น่ื ใด ผรู้ บั จา้ งตอ้ งออกแบบสว่ นผสมใหม่ ตามขอ้ 8.1
8.6 ระหว่างการฉาบพาราสเลอร่ีซีล ถ้าผู้ควบคุมงานเห็นว่าส่วนผสมของพาราสเลอร่ีซีลท่ีออกแบบไว้ไม่เหมาะสม
กับสภาพความเป็นจริงในสนาม มวลรวมหรือวัสดุผสมแอสฟัลต์ผิดพลาดจากข้อกำ�หนด ให้ถือว่าส่วนผสม
ที่ออกแบบไว้ไม่ได้ตามคุณภาพท่ีต้องการ ผู้รับจ้างต้องทำ�การปรับปรุงแก้ไขแล้วทำ�การออกแบบส่วนผสมใหม่
โดยผู้รับจ้างเป็นผู้ออกคา่ ใชจ้ ่ายทัง้ ส้ิน
8.7 เกณฑ์ความคลาดเคล่ือนทย่ี อมให้ Tolerant Limit ส�ำ หรับสตู รสว่ นผสมเฉพาะงาน ให้เป็นไปตามตารางที่ 2
ตารางท่ี 2 เกณฑ์ความคลาดเคล่ือนท่ียอมให้ Tolerant Limit สำ�หรบั สตู รสว่ นผสมเฉพาะงาน
ผ่านตะแกรงขนาด รอ้ ยละ
2.36 มม. (เบอร์ 8) และใหญก่ ว่า ±5
1.18 มม. (เบอร์ 16) 0.600 มม. (เบอร์ 30) และ 0.300 มม. (เบอร์ 50) ±4
0.150 มม. (เบอร์ 100) ±3
0.075 มม. (เบอร์ 200) ±2
±0.5
Residue ของแอสฟัลต์ โดยมวลของมวลรวมแหง้
หมายเหต ุ กรณที ก่ี รมโยธาธกิ ารและผงั เมอื งเหน็ ควรใหก้ �ำ หนดขอบเขตของสตู รสว่ นผสมเฉพาะงานแตกตา่ งไปจาก
ตารางที่ 2 กส็ ามารถด�ำ เนินการได้ตามความเหมาะสม
8.8 การทดสอบและการตรวจสอบการออกแบบการฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรี่ซีลทุกคร้ัง ผู้รับจ้างต้องชำ�ระ
คา่ ธรรมเนียมตามอตั ราทกี่ รมโยธาธิการและผังเมืองกำ�หนด
106 มยผ. 2142 - 57 : มาตรฐานงานฉาบผวิ ทางแบบพาราสเลอรซี่ ีล (Para Slurry Seal)
9. เครื่องจักรและเครอื่ งมอื
เคร่ืองจักรและเครื่องมือต่างๆ ที่จะนำ�มาใช้จะต้องได้รับการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพท่ีใช้การได้ดี ตลอดระยะ
เวลาของการด�ำ เนนิ งาน หากอปุ กรณเ์ คร่ืองจักรหรอื เคร่อื งมอื น้ันไม่สามารถทำ�งานได้ผลตามต้องการ ผูร้ ับจ้างจะตอ้ ง
แก้ไขใหด้ ีกอ่ นน�ำ ไปใชง้ าน
9.1 เคร่อื งจกั รพาราสเลอรซ่ี ลี
เครื่องจกั รพาราสเลอรซ่ี ีลต้องเปน็ เคร่ืองจักรทข่ี บั เคลอ่ื นได้ดว้ ยตวั เอง ประกอบดว้ ย
- เครอื่ งผสม (Mixer)
- เครอื่ งฉีดนำ้�
- เครือ่ งฉาบ (Spreader)
- เคร่ืองปม๊ั พาราแอสฟัลต์อมิ ลั ชนั น้ำ�และสารผสมเพิม่
- สายพานล�ำ เลยี งมวลรวมและวัสดุผสมแทรกไปยงั เคร่ืองผสม
- ถงั ใส่มวลรวม (Aggregate Bin)
- ถงั ใส่วัสดุผสมแทรก (Filler Bin)
- ถงั ใสน่ �้ำ และใส่พาราแอสฟัลตอ์ ิมลั ชนั
- ถงั ใส่สารผสมเพิ่ม (AdditiveTank)
- อุปกรณ์ควบคุมอัตราส่วนผสมของวัสดุ
สว่ นประกอบของเครอื่ งจักรดงั กล่าวขา้ งต้นส�ำ หรบั รายงานซึง่ เป็นส่วนประกอบที่ส�ำ คญั มีรายละเอียดดงั นี้
9.1.1 เครื่องผสม ต้องเป็นเครื่องชนิดท่ีผลิตส่วนผสมของพาราสเลอร่ีซีลได้อย่างต่อเน่ืองไม่ขาดตอน มีเคร่ือง
ลำ�เลยี งวสั ดตุ ่างๆ พรอ้ มมาตรวัดปริมาณ สามารถล�ำ เลยี งมวลรวม วสั ดผุ สมแทรก นำ�้ พาราแอสฟลั ต์
อิมัลชั่น และสารผสมเพ่ิม ลงสู่ถังผสมตามอัตราส่วนที่กำ�หนดได้อย่างถูกต้อง มวลรวมและวัสดุผสม
แทรกถกู ล�ำ เลยี งลงสถู่ งั ผสมในต�ำ แหนง่ เดยี วกนั เครอ่ื งผสมสามารถล�ำ เลยี งวสั ดทุ ผ่ี สมเขา้ กนั อยา่ งดแี ลว้
ลงเครื่องฉาบไดอ้ ย่างต่อเนอ่ื งไม่ขาดตอน
9.1.2 เครอื่ งฉดี น�ำ้ ตดิ ตงั้ อยหู่ นา้ เครอื่ งฉาบ เชน่ Fog Spray Bar สามารถฉดี น�้ำ ใหเ้ ปน็ ฝอยหรอื ละอองใชส้ �ำ หรบั
ฉีดน�้ำ ให้ผวิ ทางเปยี กไดอ้ ยา่ งท่ัวถงึ
9.1.3 เครื่องฉาบติดอยู่ทางด้านท้ายของเคร่ืองผสม ต้องสามารถปรับอัตราการฉาบได้ตามท่ีกำ�หนดปรับ
ความกวา้ งได้ไม่นอ้ ยกว่า 1 ชอ่ งจราจร ฉาบได้เรียบและสม่ำ�เสมอ
9.1.4 เครื่องปั๊มแอสฟัลต์อิมัลชัน น้ำ�และสารผสมเพ่ิม ต้องมีมาตรวัดปริมาณและสามารถอ่านมาตรได้ตลอด
เวลาในการท�ำ พาราสเลอร่ซี ีล
9.1.5 สายพานลำ�เลียงมวลรวมและวัสดุผสมแทรกไปยังเคร่ืองผสม ต้องมีมาตรวัดปริมาณและสามารถอ่าน
มาตรไดต้ ลอดเวลาในการทำ�พาราสเลอรีซ่ ีล
9.2 เคร่อื งกวาดฝุน่ เปน็ แบบขับเคลือ่ นไดด้ ้วยตัวเองหรือแบบลากท่ีติดตัง้ ที่รถไถนา (Farm Tractor) หรือรถอน่ื ใด
ซ่งึ เป็นชนดิ ไมก้ วาดหมุนโดยเครื่องกล ขนไมก้ วาดอาจท�ำ ดว้ ยไฟเบอร์ ลวดเหล็ก ไนลอ่ น หวาย หรือวสั ดอุ น่ื ใด
ที่เหมาะสม ทั้งนี้ต้องมีประสิทธิภาพพอท่ีจะทำ�ให้พื้นท่ีที่จะทำ�การก่อสร้างสะอาด อาจใช้ร่วมกับเครื่องเป่าฝุ่น
และไม้กวาดมอื ซ่ึงสามารถท�ำ ความสะอาดผวิ ทางและรอยแตกได้
9.3 เคร่ืองเป่าลม (Blower) เป็นแบบติดตั้งท่ีรถไถนาหรือรถอื่นใด มีใบพัดขนาดใหญ่ให้กำ�ลังลมแรง และมี
ประสทิ ธภิ าพพอเพียงท่จี ะท�ำ ให้พน้ื ท่ีทีจ่ ะก่อสรา้ งสะอาด
มยผ. 2142 - 57 : มาตรฐานงานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรซ่ี ลี (Para Slurry Seal) 107
9.4 เครอื่ งจักรบดทับ ตอ้ งเปน็ รถบดลอ้ ยางแบบขบั เคลื่อนได้ดว้ ยตวั เอง มนี ำ้�หนักประมาณ 5 ตัน ล้อยางตอ้ งเป็น
ชนิดผิวหน้ายางเรียบ มีขนาดและจำ�นวนช้ันผ้าใบเท่ากันทุกล้อ ความดันลมยางประมาณ 345 กิโลปาลคาล
(50 ปอนด์ตอ่ ตารางน้วิ )
9.5 อุปกรณ์อื่นๆ ที่จำ�เป็นในการด�ำ เนนิ งาน เชน่ เครอื่ งฉาบดว้ ยมือ พล่ัว
10. การเตรียมการก่อสร้าง
ก่อนการท�ำ การก่อสรา้ งให้ดำ�เนนิ การดงั นี้
10.1 ให้กองมวลรวมให้เป็นระเบียบ โดยกองในบริเวณท่ีน้ำ�ไม่ขังหรือบริเวณที่จะไม่ทำ�ให้มวลรวมมีคุณสมบัติ
เปลยี่ นแปลงไป กอ่ นน�ำ มวลรวมไปใชง้ านจะตอ้ งไดร้ บั การตรวจสอบและไดร้ บั การอนญุ าตจากผคู้ วบคมุ งานกอ่ น
10.2 กรณผี วิ ทางเดมิ เปน็ ผวิ ทางแอสฟลั ต์ ใหท้ �ำ การตรวจสอบพนื้ ทท่ี จี่ ะท�ำ การกอ่ สรา้ งและแกไ้ ข ความบกพรอ่ งตา่ งๆ
ก่อนฉาบผิว เชน่ ถา้ ผวิ เดมิ บางจุดมคี วามเสยี หายหรอื ระดับไมด่ ี ใหท้ ำ� Deep Patching หรือ Skin Patching
แล้วแต่กรณี
10.3 กรณีผิวทางเดิมเป็นผิวทางคอนกรีต ให้ทำ�การตรวจสอบรอยต่อและรอยแตกต่างๆ แล้วทำ�การแก้ไขซ่อมแซม
ตามความเหมาะสม ทำ�ความสะอาดให้เรยี บร้อยแลว้ ท�ำ การ Tack Coat กอ่ นท�ำ การฉาบผิวพาราสเลอร่ซี ีล
10.4 ตรวจสอบอุปกรณ์ เครื่องจักรและเคร่ืองมือให้อยู่ในสภาพท่ีพร้อมจะนำ�ออกใช้งานและผลิตส่วนผสม
พาราสเลอรี่ได้ตามท่อี อกแบบไว้
10.5 ให้ทำ�การตรวจสอบและตรวจปรบั มาตรวัดตา่ ง ๆ เพอ่ื ให้ใช้วสั ดุได้ตามอตั ราส่วนทตี่ ้องการ
10.6 ในกรณีท่จี �ำ เป็นตอ้ งกวาดฝุ่น ใหใ้ ช้เครื่องกวาดฝุ่นกวาดวัสดทุ ่ไี มพ่ งึ ประสงค์ออกจากผวิ ทางจนสะอาดถา้ จ�ำ เปน็
ใหใ้ ชน้ ้�ำ ลา้ งด้วย
10.7 ต้องพิจารณาสภาวะอากาศให้เหมาะสม ห้ามทำ�การฉาบผิวในระหว่างฝนตกและอุณหภูมิของอากาศขณะฉาบ
ต้องไม่ต่ำ�กว่า 10 องศาเซลเซียส
11. การก่อสรา้ ง
วัสดุต่างๆ ท่จี ะน�ำ มาผสมเปน็ พาราสเลอรซี่ ลี ต้องเปน็ วัสดุท่ผี า่ นการทดสอบและมีคุณภาพใช้ไดแ้ ลว้
11.1 ขอ้ กำ�หนดท่วั ไปในการก่อสรา้ ง
11.1.1 กรณีท่ีผิวทางเดิมเป็นผิวทางแอสฟัลต์ท่ีมีผิวแห้ง ต้องทำ�ให้เปียกสม่ำ�เสมอด้วยเครื่องฉีดนำ้�เป็นฝอย
หรอื เปน็ ละอองทันทกี ่อนท�ำ การฉาบผิว
11.1.2 กรณที ผ่ี วิ ทางเดมิ เปน็ ผวิ คอนกรตี ใหท้ �ำ การ tack coat ดว้ ยแอสฟลั ตอ์ มิ ลั ชนั ชนดิ CSS-1 หรอื CSS-1h
ในอตั รา 0.1 – 0.3 ลิตรต่อตารางเมตรหรือจะผสมนำ้�ในอัตราสว่ น 1:1 แลว้ tack coat ในอัตรา 0.2-
0.6 ลติ รต่อตารางเมตร กอ่ นท�ำ การฉาบผวิ
11.1.3 พาราแอสฟลั ตอ์ มิ ลั ชนั ในสว่ นผสมตอ้ งไมแ่ ตกตวั ในเครอื่ งฉาบกอ่ นท่ีจะฉาบ
108 มยผ. 2142 - 57 : มาตรฐานงานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอร่ีซีล (Para Slurry Seal)
11.1.4 พาราสเลอรี่ซีลท่ีผสมแล้วต้องสามารถกระจายได้อย่างสมำ่�เสมอในเครื่องฉาบ ต้องมีปริมาณมากพอ
ตลอดเวลาเพื่อให้การฉาบ ฉาบได้เต็มความกวา้ งตามต้องการ
11.2 การฉาบ
11.2.1 สว่ นผสมพาราสเลอรซ่ี ลี เมอ่ื ฉาบบนผวิ ทางแลว้ ตอ้ งมสี ว่ นผสมคงทถ่ี กู ตอ้ งตามสตู รสว่ นผสมเฉพาะงาน
11.2.2 ส่วนผสมพาราสเลอรี่ซลี ต้องไม่จบั กนั เป็นก้อนหรือแตกตัวในเคร่อื งฉาบ ไมม่ ีมวลรวมใดทไ่ี ม่ถกู เคลอื บ
ดว้ ยพาราแอสฟลั ตอ์ มิ ลั ชนั ไมเ่ กดิ การแยกตวั ระหวา่ งพาราแอสฟลั ตอ์ มิ ลั ชนั และมวลรวมละเอยี ดออก
จากมวลหยาบหรือมีมวลหยาบตกลงสู่ส่วนล่างของวัสดุผสม ถ้ามีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจะต้องตักวัสดุ
ผสมนีอ้ อกไปจากผวิ ทาง
11.2.3 ตอ้ งไมม่ รี อยครดู ซง่ึ อาจเกดิ จากหนิ กอ้ นใหญเ่ กนิ ไปปรากฏใหเ้ หน็ บนผวิ ทางทฉี่ าบเรยี บรอ้ ยแลว้ ถา้ เกดิ
กรณเี ชน่ นต้ี อ้ งท�ำ การตกแตง่ และแกไ้ ขใหเ้ รยี บรอ้ ย ผคู้ วบคมุ งานอาจใหใ้ ชต้ ะแกรงรอ่ นมวลรวมกอ่ นน�ำ
มาผสม
11.2.4 กรณที ไ่ี มส่ ามารถใชเ้ ครอื่ งฉาบท�ำ การฉาบไดเ้ นอ่ื งจากสถานทจ่ี �ำ กดั การฉาบดว้ ยมอื ตอ้ งไดร้ บั ความเหน็
ชอบจากผูค้ วบคมุ งานกอ่ น
11.3 รอยตอ่ ตามยาวหรอื ตามขวาง ตอ้ งไมเ่ ปน็ สนั นนู หรอื มองเหน็ ชดั เจนวา่ ไมเ่ รยี บรอ้ ย ถา้ เกดิ กรณเี ชน่ นต้ี อ้ งท�ำ การ
ตกแตง่ และแก้ไขใหเ้ รยี บร้อยโดยวิธที ่ผี ้คู วบคมุ งานเห็นชอบ
11.4 การบดทบั
11.4.1 พาราสเลอรีซ่ ลี ชนิดท่ี 1 และชนิดที่ 2 ไม่ต้องทำ�การบดทับ
11.4.2 พาราสเลอร่ีซลี ชนดิ ที่ 3 อาจจะทำ�การบดทบั หรือไมก่ ไ็ ด้ ขนึ้ อยู่กับดุลยพินจิ ของผ้คู วบคุมงาน หากตอ้ ง
ทำ�การบดทับ ใหบ้ ดทับขณะท่ีส่วนผสมก�ำ ลงั แขง็ ตวั (ขณะบ่ม) โดยใชร้ ถบดล้อยางตามขอ้ 9.4 บดทบั
ด้วยความเรว็ ประมาณ 6 กิโลเมตรตอ่ ชัว่ โมง จ�ำ นวนไม่น้อยกวา่ 5 เทีย่ ว
11.5 การบ่ม เมื่อฉาบผิวพาราสเลอร่ีซีลเสร็จแล้ว ต้องปล่อยให้บ่มตัวระยะเวลาหนึ่งก่อนเปิดการจราจร การบ่มตัว
จะนานเท่าไรให้ตรวจสอบการแตกตัวของพาราแอสฟัลต์อิมัลชันในส่วนผสมพาราสเลอร่ีซีล โดยดูการเปลี่ยนสี
ของสว่ นผสมจากสนี �้ำ ตาลเปน็ สดี �ำ และปราศจากน�้ำ ในสว่ นผสม ซง่ึ สามารถจะท�ำ การตรวจสอบไดโ้ ดยใชก้ ระดาษ
ซับนำ้�บนผิวพาราสเลอร่ซี ีล ถ้าไมม่ นี �ำ้ ปรากฏบนผวิ และผวิ นั้นเปน็ สดี �ำ แลว้ ก็สามารถเปดิ การจราจรได้ โดยปกติ
จะใชเ้ วลาบม่ ไมเ่ กนิ 2 ชว่ั โมง ระหวา่ งการบม่ ตวั ถา้ จ�ำ เปน็ ตอ้ งเปดิ ใหก้ ารจราจรผา่ น อาจใชห้ นิ ฝนุ่ หรอื ทรายสาด
ปิดเพอ่ื ใหร้ ถยนตผ์ า่ นก็ได้
12. การอ�ำ นวยการและการเปิดการจราจร
ผู้รับจ้างจะต้องอำ�นวยความสะดวกและความปลอดภัยในระหว่างการก่อสร้าง โดยจัดหาติดต้ังอุปกรณ์
ปา้ ยเครอ่ื งหมายและสญั ญาณจราจรเตอื นลว่ งหนา้ เพอื่ ปอ้ งกนั อบุ ตั เิ หตุ ระยะเวลาทจี่ ะเปดิ การจราจรควรพจิ ารณาตาม
ความจ�ำ เปน็ ในสนาม ควรเปดิ การจราจรไดเ้ มอื่ บม่ ตวั ครบ 2 ชว่ั โมงแลว้ ผคู้ วบคมุ งานจะเปน็ ผกู้ �ำ หนดระยะเวลาในการ
เปดิ การจราจรตามความเหมาะสม
มยผ. 2142 - 57 : มาตรฐานงานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรซี่ ลี (Para Slurry Seal) 109
13. ขอ้ ควรระวัง
13.1 การขนส่งพาราแอสฟัลต์อิมัลช่ันในกรณีท่ีเป็นถังบรรจุ (drum) โดยเฉพาะการขนขึ้นหรือลง ต้องระมัดระวัง
ไม่ให้ถังบรรจุพาราแอสฟัลต์อิมัลชั่นได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เพราะอาจทำ�ให้พารา
แอสฟลั ตอ์ ิมัลชั่นแตกตวั ได้
13.2 กอ่ นใชพ้ าราแอสฟลั ตอ์ มิ ลั ชนั ทบี่ รรจถุ งั เกบ็ ไวเ้ ปน็ เวลานาน ควรกลง้ิ ถงั ไปมาอยา่ งนอ้ ยดา้ นละ 5 ครง้ั กอ่ นบรรจุ
ลงในเครอ่ื งผสมพาราสเลอร่ีซลี ทง้ั น้เี พอ่ื ให้พาราแอสฟัลตอ์ ิมัลชน่ั มลี ักษณะเดยี วกันอยา่ งทัว่ ถงึ
13.3 ทุกครั้งที่ทำ�การผสมพาราสเลอร่ีซีลเสร็จแล้ว ควรล้างเครื่องผสมให้สะอาด มิฉะนั้นจะมีแอสฟัลต์เกาะติด
ในเครอื่ ง ทำ�ใหไ้ มส่ ะดวกในการทำ�งานในครั้งตอ่ ไป
13.4 เมื่อเปิดถังบรรจุพาราแอสฟัลต์อิมัลช่ันออกใช้ ควรใช้ให้หมดถังหรือต้องปิดฝาอย่างดี มิฉะนั้นจะทำ�ให้น้ำ�ในถัง
ระเหยได้ ซ่งึ จะท�ำ ใหพ้ าราแอสฟัลต์อมิ ัลชั่นเส่ือมสภาพ
14. เอกสารอา้ งองิ
14.1 มาตรฐานกรมทางหลวง ทล.-ม. 415/2546: วิธีการฉาบผวิ ทางแบบพาราสเลอร่ซี ีล (Para Slurry Seal)
14.2 มาตรฐานกรมทางหลวงชนบท มทช. 243 – 2555: งานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรซ่ี ลี (Para Slurry Seal)
110 มยผ. 2142 - 57 : มาตรฐานงานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรซี่ ีล (Para Slurry Seal)
มยผ. 2143 - 57
มาตรฐานงานผิวจราจรแบบพาราเคพซลี
(Para Cape Seal)
1. ขอบขา่ ย
มาตรฐานนคี้ รอบคลมุ ถึงงานผิวจราจรแบบพาราเคพซีล (Para Cape Seal)
2. นยิ าม
“พาราเคฟซีล (Para Cape Seal)” หมายถึง การก่อสร้างผิวทางสองช้ัน ประกอบด้วยผิวทางชั้นแรก
เป็นผิวทางแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์ชั้นเดียว (Single Surface Treatment) แล้วปูทับด้วยพาราสเลอรี่ซีล (Para
Slurry Seal) ลงบนผิวทางหรอื ผวิ ไหล่ทางดังกล่าวอีกหนงึ่ หรอื สองชัน้ ผวิ ทางชนดิ น้ีใชท้ ำ�เปน็ ผิวไหล่ทางไดด้ ้วย
3. มาตรฐานอา้ งถึง
3.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 2107 - 57 : มาตรฐานงานวัสดุมวลรวมสำ�หรับผิวจราจรแบบ
เซอรเ์ ฟซทรีตเมนต์ (Surface Treatment)
3.2 มาตรฐานกรมโยธาธกิ ารและผงั เมอื ง มยผ. 2132 - 57 : มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์ (Surface
Treatment)
3.3 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผงั เมือง มยผ. 2136 - 57 มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเคพซลี (Cape Seal)
3.4 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 2142 - 57 : มาตรฐานงานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรี่ซีล
(Para Slurry Seal)
3.5 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 2208 - 57 : มาตรฐานการทดสอบหาขนาดเม็ดของวัสดุ
(Sieve Analysis)
3.6 มาตรฐานผลติ ภณั ฑ์อุตสาหกรรม มอก. 371: มาตรฐานแคตอิออนกิ แอสฟัลต์อิมัลชัน่ สำ�หรบั ถนน
4. ผวิ ทางชัน้ แรก แบบเซอร์เฟซทรตี เมนต์ชัน้ เดยี ว (Single Surface Treatment)
4.1 วสั ดุ
4.1.1 แอสฟัลต์ ใหเ้ ป็นไปตาม มยผ. 2132 - 57: มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์ (Surface
Treatment) ตามข้อ 4.1.3 และต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 371:
แคตอิออนิกแอสฟัลต์อิมัลชั่นสำ�หรับถนน หรือแอสฟัลต์อิมัลชั่นชนิดอ่ืน ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมือง
เห็นชอบแลว้
4.1.2 หนิ ย่อย ให้เป็นไปตาม มยผ. 2107 - 57: มาตรฐานงานวสั ดุมวลรวมส�ำ หรบั ผวิ จราจรแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์
(Surface Treatment)
4.2 การกองวสั ดุ
(1) ให้แยกกองหนิ ยอ่ ยแต่ละขนาดไว้ โดยไม่ปะปนกนั
(2) ถ้าบริเวณที่กองหินย่อยไม่เรียบร้อย อันอาจจะทำ�ให้มีวัสดุอื่นไม่พึงประสงค์มาปะปน ผู้ควบคุมงานอาจ
ไม่อนุญาตใหใ้ ชห้ ินยอ่ ยทีม่ ีวัสดอุ นื่ ปะปนนนั้ ได้
(3) บรเิ วณทกี่ องหินย่อย ต้องมกี ารระบายนำ้�ทดี่ ี อันเปน็ การป้องกนั มิใหน้ ้ำ�ทว่ มกองหนิ ย่อยได้
มยผ. 2143 - 57 : มาตรฐานงานผิวจราจรแบบพาราเคพซีล (Para Cape Seal) 111
4.3 ขนาดของหนิ ยอ่ ย
ขนาดของหินย่อยของผิวทางช้ันแรก เม่ือทดสอบตาม มยผ. 2208 - 57: มาตรฐานการทดสอบหาขนาด
เม็ดของวัสดุ (Sieve Analysis) ให้เปน็ ไปตามตารางท่ี 1
ตารางท่ี 1 ขนาดของหินยอ่ ย
ขนาดที่ใชเ้ รียก น�้ำ หนักผ่านตะแกรงเป็นรอ้ ยละ
มลิ ลิเมตร
2ม5ม.0. 1ม9ม.0. 1ม2ม.5. ม9.ม5. 4ม.7ม5. 2ม.3ม6. 1ม.1ม8.
19.0 (3/4 นิ้ว) 0-2 0-0.5
12.5 (1/2 นิว้ ) 100 90-100 0-30 0-8 - 0-2 0-0.5
- 100 90-100 0-30 0-4
4.4 การเลือกใช้ขนาดของหินย่อย ส�ำ หรบั ผิวทางช้นั แรกให้ใชข้ นาด 19.0 มลิ ลิเมตร (3/4 นวิ้ ) หรือ 12.5 มิลลเิ มตร
(1/2 นว้ิ ) และตอ้ งมีคุณสมบตั ิเป็นไปตาม มยผ. 2107 - 57: มาตรฐานงานวสั ดุมวลรวมสำ�หรับผวิ จราจรแบบ
เซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์ (Surface Treatment)
4.5 ปรมิ าณวสั ดทุ ใี่ ชโ้ ดยประมาณ หนิ ยอ่ ย และแอสฟลั ตโ์ ดยประมาณใหใ้ ชต้ ามตารางท่ี 2 สว่ นปรมิ าณวสั ดทุ ใ่ี ชจ้ รงิ
ใหเ้ ป็นไปตามการออกแบบตามวิธีการของกรมโยธาธิการและผงั เมือง
ปรมิ าณแอสฟลั ตท์ ี่ออกแบบในช้นั นไี้ ด้จากคา่ A.L.D. (Average Least Dimension) ของหินยอ่ ย
ตารางท่ี 2 ปรมิ าณวัสดุที่ใชโ้ ดยประมาณ
ขนาดท่ใี ชเ้ รียก 19.0 (3/4 นว้ิ ) 12.5 (1/2 นวิ้ )
มลิ ลเิ มตร 16-22 12-18
1.1-2.3 0.8-1.6
หินยอ่ ย (กิโลกรมั ต่อตารางเมตร)
แอสฟลั ต์อิมลั ช่ัน (ลิตรต่อตารางเมตร)
4.6 การลา้ งหนิ ยอ่ ย
การลา้ งหนิ ยอ่ ย หนิ ยอ่ ยไมต่ ้องเคลอื บผิว แตต่ ้องล้างใหส้ ะอาดแลว้ รีบน�ำ ไปใชโ้ ดยเร็ว หากปล่อยทิ้งไวจ้ นแห้ง
หรือสกปรกตอ้ งลา้ งใหม่
4.7 การใช้สารผสมแอสฟลั ต์
สารผสมแอสฟัลต์ อาจใช้ผสมกับสารเคลือบหินย่อยหรือผสมกับแอสฟัลต์โดยตรงก็ได้ แล้วแต่ชนิดและ
ความเหมาะสม โดยใหเ้ ป็นไปตามคำ�แนะนำ�ของผ้ผู ลิต
ถ้าผสมสารผสมแอสฟัลตล์ งในแอสฟัลตโ์ ดยตรง ควรผสมกอ่ นใช้งานเล็กน้อย แล้วทำ�ให้แอสฟัลตใ์ นถังบรรจุ
แอสฟัลต์ประจำ�รถพ่นแอสฟัลต์ไหลเวียนให้ผสมเข้ากันดีเสียก่อน โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที แล้วจึงนำ�ไป
ใช้งานทันที ห้ามต้มแอสฟัลต์ท่ีผสมสารแอสฟัลต์แล้วท่ีช่วงอุณหภูมิสำ�หรับพ่นแอสฟัลต์ท้ิงไว้ เพราะสารผสม
แอสฟัลตอ์ าจเสื่อมคณุ ภาพไดภ้ ายในไม่ก่ีชัว่ โมงเท่านน้ั
หากจำ�เป็นที่จะต้องนำ�แอสฟัลต์ท่ีผสมสารผสมแอสฟัลต์และต้มท่ีอุณหภูมิท่ีใช้ลาดทิ้งไว้เกินกว่า 3 ชั่วโมง
มาใชใ้ หม่ ตอ้ งด�ำ เนินการตามข้อเสนอแนะนำ�ของผูผ้ ลติ สารผสมแอสฟัลต์ โดยความเหน็ ชอบของผคู้ วบคุมงาน
112 มยผ. 2143 - 57 : มาตรฐานงานผิวจราจรแบบพาราเคพซลี (Para Cape Seal)
4.8 เครอื่ งจกั รและเคร่อื งมอื
เคร่อื งจกั รและเคร่ืองมือท่ใี ชใ้ ห้เป็นตาม มยผ. 2132 - 57: มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์ (Sur-
face Treatment) เครื่องโรยหินจะตอ้ งเปน็ แบบขับเคลือ่ นด้วยตวั เอง
4.9 การเตรียมการกอ่ นการก่อสร้าง
การเตรียมการก่อนการก่อสร้างให้เป็นตาม มยผ. 2132 - 57: มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์
(Surface Treatment)
4.10 วธิ กี ารก่อสร้าง
วิธีการก่อสร้างให้เป็นตาม มยผ. 2132 - 57: มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์ (Surface
Treatment)
4.11 รายละเอียดเพ่ิมเติม
รายละเอียดเพม่ิ เติมใหเ้ ป็นตาม มยผ. 2132 - 57: มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์ (Surface
Treatment)
4.12 ข้อควรระวงั
ขอ้ ควรระวงั ใหเ้ ปน็ ตาม มยผ. 2132 - 57: มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเซอรเ์ ฟซทรตี เมนต์ (Surface Treatment)
5. ผิวทางชั้นทีส่ อง พาราสเลอรี่ซลี (Para Slurry Seal)
5.1 วัสดุ
วัสดุท่ใี ชใ้ หเ้ ปน็ ไปตาม มยผ. 2142 - 57: มาตรฐานงานฉาบผวิ ทางแบบพาราสเลอร่ซี ลี (Para Slurry Seal)
5.2 ขนาดของหนิ ยอ่ ย ปริมาณแอสฟัลต์ทใี่ ช้ และอตั ราการฉาบ
ขนาดของหินย่อย เมื่อทดสอบตาม มยผ. 2208 - 57: มาตรฐานการทดสอบหาขนาดเม็ดของวัสดุ
(Sieve Analysis) ปริมาณแอสฟลั ตท์ ใี่ ช้ และอตั ราการฉาบให้เป็นไปตาม ตารางที่ 3
ตารางที่ 3 ขนาดของหิน ปรมิ าณแอสฟลั ต์ที่ใช้ และอัตราการฉาบ
ชนดิ ของพาราสเลอรซ่ี ีล 23
ขนาดของตะแกรงรอ่ น ; มม.
ผา่ นตะแกรงรอ่ น ; ร้อยละ
9.5 (3/8 นิ้ว)
4.75 (เบอร์ 4) 100 100
2.36 (เบอร์ 8)
1.18 (เบอร์ 16) 90-100 70-90
0.600 (เบอร์ 30) 65-90 45-70
0.300 (เบอร์ 50)
0.150 (เบอร์ 100) 45-70 28-50
0.075 (เบอร์ 200)
Residue ของแอสฟัลต์ ; รอ้ ยละโดยนำ้�หนักของหนิ แห้ง 30-50 19-34
อตั ราการปู/ฉาบเปน็ น�้ำ หนกั ของส่วนผสมสเลอร่ี ; กก./ตร.ม.
18-30 12-25
10-21 7-18
5-15 5-15
7.5-13.5 6.5-12.0
6.1-9.3 9.3-14.6
มยผ. 2143 - 57 : มาตรฐานงานผิวจราจรแบบพาราเคพซีล (Para Cape Seal) 113
5.3 การกองหนิ ยอ่ ย หรอื ทราย
การกองหินย่อย หรือทราย ให้เป็นไปตาม มยผ. 2142 - 57: มาตรฐานงานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอร่ีซีล
(Para Slurry Seal)
5.4 ชนดิ ของพาราสเลอรีซ่ ลี
สำ�หรับงานผิวจราจรแบบพาราเคพซลี ใหใ้ ชพ้ าราสเลอรี่ซลี ชนดิ ท่ี 2 หรอื ชนดิ ที่ 3 เท่านั้น
5.4.1 พาราสเลอรซี่ ีล ชนิดท่ี 2 ใชฉ้ าบผิวทางชน้ั แรกที่ใชห้ นิ ยอ่ ยหรอื กรวดยอ่ ยขนาด 12.5 มลิ ลเิ มตร (1/2 นวิ้ )
ตามตารางที่ 1 โดยฉาบครง้ั เดียวให้มีปริมาณส่วนผสมพาราสเลอรี่ซีล ตามตารางที่ 3
5.4.2 พาราสเลอร่ีซีล ชนิดท่ี 3 ใช้ฉาบผิวทางชั้นแรกท่ีใช้หินย่อยหรือกรวดย่อย ขนาด 19.0 มิลลิเมตร
(3/4 นว้ิ ) ตามตารางท่ี 1 โดยแบง่ การฉาบเป็น 2 ครง้ั ให้มีปริมาณส่วนผสมพาราสเลอรีซ่ ลี รวมท้งั หมด
ตามตารางที่ 3
5.5 การออกแบบส่วนผสมพาราสเลอรีซ่ ีล
การออกแบบส่วนผสมพาราสเลอรี่ซลี ใหเ้ ปน็ ไปตาม มยผ. 2142 - 57: มาตรฐานงานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอร่ซี ีล
(Para Slurry Seal)
5.6 เคร่อื งจกั รท่ใี ชใ้ นการกอ่ สรา้ ง
5.6.1 เคร่ืองจักรที่ใช้ในการก่อสร้างให้เป็นไปตาม มยผ. 2142 - 57: มาตรฐานงานฉาบผิวทางแบบพารา
สเลอรี่ซีล (Para Slurry Seal)
5.6.2 เครื่องจักรท่ีใช้ในบดทับ ต้องเป็นรถบดล้อยางชนิดขับเคล่ือนด้วยตัวเอง มีนำ้�หนักประมาณ 10 ตัน
แบบล้อยางผิวหน้าเรียบ ความดันลมยางประมาณ 3.5 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (50 ปอนด์ต่อ
ตารางน้ิว)
5.7 การเตรยี มการกอ่ สร้าง
การเตรียมการก่อสร้างให้เป็นไปตาม มยผ. 2142 - 57: มาตรฐานงานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอร่ีซีล
(Para Slurry Seal)
5.8 วิธีการกอ่ สร้าง
5.8.1 ลาดยางแอสฟัลตอ์ ิมลั ชนั ชนดิ CSS-1 หรือ CSS-1h ท่ผี สมน้�ำ ในอัตราส่วน 1:1 ลงบนผวิ ทางชน้ั แรก
ดว้ ยอัตราไม่น้อยกว่า 0.6 ลิตรต่อตารางเมตร โดยวธิ ฟี อ๊ กสเปรย์ (Fog Spray) หลงั จากนั้นจงึ ดำ�เนินการ
ฉาบผิวพาราสเลอร่ซี ีลต่อไป
5.8.2 ดำ�เนินการฉาบผิวพาราสเลอรีซีลทับบนผิวทางชั้นแรก สำ�หรับผิวทางช้ันแรกท่ีก่อสร้างใหม่ การฉาบ
พาราสเลอรี่ซีลทับควรดำ�เนินการภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 4 วัน และไม่มากกว่า 4 สัปดาห์
ฉะน้นั การลาดแอสฟลั ตอ์ มิ ลั ชันตามขอ้ 5.8.1 ควรด�ำ เนนิ การภายในระยะเวลาท่ีเหมาะสมก่อนฉาบผิว
พาราสเลอรี่ซีล
5.8.3 ก่อนที่จะฉาบผวิ พาราสเลอรซ่ี ีล ใหท้ ำ�ความสะอาดผวิ ทางทจ่ี ะฉาบพาราสเลอร่ีซลี ทบั ด้วยเครือ่ งกวาดฝนุ่
และถา้ จ�ำ เป็นใหใ้ ช้น�้ำ ลา้ ง เพ่ือก�ำ จัดวสั ดทุ ห่ี ลดุ หลวม สงิ่ สกปรกตา่ งๆ ออกใหห้ มด
5.8.4 กอ่ นฉาบผิวพาราสเลอรซ่ี ลี ถา้ ผิวทางทีจ่ ะฉาบทับนั้นแหง้ ใหพ้ น่ น�้ำ ลงไปเพยี งบางๆ พอเปยี กช้นื เท่าน้ัน
อย่าให้มีน�้ำ ขงั บนผวิ ทางทจ่ี ะฉาบทบั
5.8.5 ส่วนผสมพาราสเลอร่ซี ลี เมื่อฉาบบนผวิ ทางแล้ว ต้องมสี ่วนผสมคงทต่ี ามที่ตอ้ งการ
114 มยผ. 2143 - 57 : มาตรฐานงานผิวจราจรแบบพาราเคพซีล (Para Cape Seal)
5.8.6 วัสดุที่ผสมแล้วต้องกระจายอย่างสม่ำ�เสมอในเครื่องฉาบและต้องมีปริมาณมากพอตลอดเวลาเพ่ือให้
ฉาบได้เต็มความกว้างทีต่ อ้ งการ
5.8.7 วสั ดุทีผ่ สมแล้วต้องไม่เปน็ กอง ไมเ่ ป็นก้อน หรอื มหี นิ ท่ไี ม่ถกู ผสมกบั พาราแอสฟลั ตอ์ ิมัลชนั ต้องไมม่ กี าร
แยกตัวระหว่างพาราแอสฟัลต์อิมัลชันกับส่วนละเอียดออกจากหินหยาบ ต้องไม่มีหินหยาบตกอยู่
ส่วนลา่ งของวัสดุผสม ถา้ มกี รณดี งั กลา่ วเกิดข้ึนจะต้องตกั วสั ดุผสมน้อี อกจากผิวทาง
5.8.8 ต้องไม่มีรอยขีดปรากฏให้เห็นบนผิวที่ฉาบพาราสเลอร่ีซีลเรียบร้อยแล้ว ถ้าเกิดกรณีเช่นน้ี ต้องทำ�การ
ตกแต่งและแกไ้ ขใหเ้ รียบรอ้ ย ผคู้ วบคุมงานอาจสั่งใหใ้ ชต้ ะแกรงรอ่ นมวลรวม กอ่ นนำ�มาผสม
5.8.9 ข้อกำ�หนดของรอยต่อ รอยต่อตามยาวควรจัดให้อยู่ตรงแนวเส้นแบ่งช่องจราจรและรอยต่อต้องไม่เป็น
สนั นนู เกนิ ไป หรอื มองเหน็ ชดั เจนดไู มเ่ รยี บรอ้ ย ถา้ เกดิ กรณดี งั กลา่ วเชน่ น้ี และจ�ำ เปน็ ตอ้ งใชก้ ระสอบลาก
หรอื เคร่อื งลากชนิดอน่ื ตอ้ งไดร้ ับความเห็นชอบจากผคู้ วบคุมงานกอ่ น
5.8.10 ขอ้ กำ�หนดของการฉาบด้วยมอื ในกรณีเครื่องฉาบท�ำ การฉาบไม่ไดเ้ พราะสถานที่จำ�กดั การฉาบดว้ ยมือ
ต้องไดร้ บั ความเห็นชอบจากผคู้ วบคมุ งานกอ่ น
5.8.11 ในการฉาบผิวพาราสเลอรซี่ ีล ชนดิ ท่ี 2 ตามข้อ 5.4.1 หรือการฉาบผิวพาราสเลอรซี่ ลี ชนิดที่ 3 ครงั้ ที่ 1
ตามขอ้ 5.4.2 ใหบ้ ดทับด้วยรถบดลอ้ ยางชนดิ ขบั เคลื่อนไดด้ ้วยตัวเองตามข้อ 5.6.2 เต็มผวิ หนา้ ไม่นอ้ ย
กวา่ 5 เทย่ี ว โดยเรมิ่ บดไดเ้ ม่อื ไม่มสี ่วนผสมพาราสเลอรีซ่ ลี ตดิ ลอ้ รถบด แตต่ ้องไมข่ ้ามวัน สำ�หรบั การ
ฉาบผวิ พาราสเลอรซ่ี ีล ชนดิ ที่ 3 ครัง้ ท่ี 2 นัน้ ใหด้ �ำ เนนิ การฉาบผิวให้เร็วทสี่ ุดเท่าทีจ่ ะท�ำ ได้ แต่ตอ้ งไม่
นานเกนิ 4 สปั ดาห์ หลงั จากฉาบผวิ ครง้ั ท่ี 1 เสรจ็ เรยี บร้อยแล้ว การฉาบผวิ ครงั้ ที่ 2 นี้ปกตไิ ม่ต้องบดทับ
5.9 รายละเอียดเพ่มิ เติม
การบ่มให้บ่มผิวพาราสเลอรี่ซีลไว้ระยะเวลาหนึ่ง ก่อนเปิดให้การจราจรผ่าน จนกว่าผิวพาราสเลอรี่ซีล
จะแตกตัวโดยสมบูรณ์แล้ว จึงเปิดให้การจราจรผ่านบริเวณที่มีความจำ�เป็นต้องให้การจราจรผ่านได้ก่อน
เชน่ ทางแยก ทางเช่อื ม ก็อาจใชท้ รายหรอื หนิ ฝนุ่ สาดทับไว้
ให้ตรวจสอบการแตกตัวของพาราแอสฟัลต์อิมัลชั่นในพาราสเลอรี่ซีล โดยการดูการเปลี่ยนสีของส่วนผสม
จากสีน้ำ�ตาลเป็นสีดำ� และปราศจากนำ้�ในส่วนผสม ซึ่งสามารถตรวจสอบได้โดยใช้กระดาษซับน้ำ�บนพารา
สเลอรีซ่ ลี ถ้าไมม่ ีน�ำ้ เหลือปรากฏให้เปิดการจราจรได้ โดยปกติไมค่ วรเกนิ 2 ชั่วโมง ระยะเวลาการบม่ ใหอ้ ยูใ่ น
ดุลยพนิ จิ ของผู้ควบคุมงาน
5.10 ขอ้ ควรระวงั
ข้อควรระวังให้เป็นตาม มยผ. 2132 – 57: มาตรฐานงานผิวจราจรแบบเซอร์เฟซทรีตเมนต์ (Surface
Treatment) มยผ. 2135 - 57: มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบสเลอรี่ซีล (Slurry Seal) และ มยผ. 2142 - 57:
มาตรฐานงานฉาบผวิ ทางแบบพาราสเลอรซ่ี ีล (Para Slurry Seal)
6. ขอ้ กำ�หนดเพ่ิมเติมสำ�หรับผิวทางแบบพาราเคพซลี
6.1 ก่อนเริ่มงาน ผู้รับจ้างต้องเสนอรายงานการออกแบบส่วนผสมผิวแบบพาราเคพซีลของผู้รับจ้างเองท่ีใช้
วัสดุชนิดและแหล่งเดียวกันกับที่เสนอขอใช้งานแก่ผู้ควบคุมงาน แล้วให้ผู้ควบคุมงานเก็บตัวอย่างวัสดุส่วนผสม
ท่ีจะใช้ในการผสมส่งกรมโยธาธิการและผังเมือง เพ่ือตรวจสอบพร้อมเอกสารการออกแบบส่วนผสมด้วย
โดยผู้รับจา้ งจะต้องเปน็ ผ้รู บั ผดิ ชอบค่าใช้จา่ ยท้ังหมด
มยผ. 2143 - 57 : มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบพาราเคพซลี (Para Cape Seal) 115
6.2 เมื่อกรมโยธาธิการและผังเมืองตรวจสอบเอกสารการออกแบบและวัสดุส่วนผสมและกำ�หนดค่าผลการทดสอบ
ท่ีเหมาะสมใหแ้ ลว้ กรมโยธาธิการและผังเมอื งจะออกสูตรสว่ นผสมเฉพาะงาน ใหใ้ ช้ส�ำ หรบั ควบคมุ งานต่อไป
6.3 ในการทำ�ผิวแบบพาราเคพซีลในสนาม ถ้าวัสดุท่ีใช้ผิดพลาดไปจากข้อกำ�หนด จะถือว่าส่วนผสมท่ีผสมไว้ใน
แต่ละคร้ังน้ันไม่ถูกต้องตามคุณภาพที่ต้องการ ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องทำ�การปรับปรุง หรือแก้ไขใหม่ โดยผู้รับจ้าง
จะต้องเปน็ ผรู้ บั ผิดชอบค่าใชจ้ ่ายทีเ่ กิดข้นึ ท้งั หมด
6.4 หากวัสดุส่วนผสมมีการเปล่ียนแปลงเนื่องจากเหตุอื่นใดก็ตาม ผู้รับจ้างอาจขอเปลี่ยนแปลงสูตรส่วนผสม
เฉพาะงานใหมไ่ ด้ ท้งั นก้ี ารเปล่ยี นแปลงทุกครง้ั จะต้องไดร้ บั ความเห็นชอบจากกรมโยธาธกิ ารและผังเมอื งก่อน
6.5 การทดสอบและการตรวจสอบการออกแบบผิวแบบพาราเคพซีลทุกคร้ัง หรือทุกสัญญาจ้าง ผู้รับจ้างต้องชำ�ระ
คา่ ธรรมเนียมตามอัตราทก่ี รมโยธาธกิ ารและผังเมอื งกำ�หนด
7. เอกสารอา้ งอิง
มาตรฐานกรมโยธาธกิ าร มยธ. 233 - 2539: มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบเคพซลี (Cape Seal)
116 มยผ. 2143 - 57 : มาตรฐานงานผวิ จราจรแบบพาราเคพซีล (Para Cape Seal)
มยผ. 2201 - 57
มาตรฐานการทดสอบความแน่น แบบมาตรฐาน
(Standard Compaction Test)
1. ขอบข่าย
มาตรฐานนี้ครอบคลุมถึงวิธีการทดสอบหาความสัมพันธ์ระหว่างความแน่นของดินกับปริมาณนำ้�ที่ใช้ในการบด
อดั ในแบบท่กี �ำ หนดขนาดไวด้ ้วยตมุ้ เหล็กหนกั 2.5 กก. (5.5 ปอนด์) ระยะปลอ่ ยตุม้ ตกกระทบสูง 305 มม. (12 นิ้ว)
วิธีทดสอบมี 4 วธิ ี ตา่ งๆ กันดงั นี้
วธิ ี ก. ใชแ้ บบขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลาง 102 มม. (4 น้ิว) และดนิ ทรี่ ่อนผา่ นตะแกรง ขนาด 19.0 มม.
(3/4 น้ิว) ตามวธิ ีพรอ๊ กเตอรแ์ บบมาตรฐาน (Standard Proctor)
วธิ ี ข. ใชแ้ บบขนาดเสน้ ผ่านศูนย์กลาง 152 มม. (6 นวิ้ ) และดินที่ร่อนผ่านตะแกรง ขนาด 19.0 มม.
(3/4 น้ิว) ตามวธิ ีแอสโต ที 99 (AASHTO T 99)
วิธี ค. ใช้แบบขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลาง 102 มม. (4 นิว้ ) และดนิ ท่ีรอ่ นผา่ นตะแกรง ขนาด 4.75 มม. (เบอร์ 4)
ตามวิธพี ร๊อกเตอรแ์ บบมาตรฐาน (Standard Proctor)
วิธี ง. ใชแ้ บบขนาดเสน้ ผ่านศนู ย์กลาง 152 มม. (6 นิว้ ) และดนิ ท่ีร่อนผ่านตะแกรง ขนาด 4.75 มม. (เบอร์ 4)
ตามวธิ ีแอสโต ที 99 (AASHTO T 99)
การใช้วธิ ที ดสอบวธิ ีใด ให้เปน็ ไปตามรายการท่กี ำ�หนดไว้ในแบบก่อสร้าง ถา้ ไม่ได้ระบุวิธีการทดสอบใหใ้ ช้วิธี ก.
2. นยิ าม
“ความแน่นของดนิ ” หมายความว่า ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำ�หนักของดนิ กับปริมาตรของดนิ
3. เคร่อื งมอื และอุปกรณ์ ประกอบด้วย
3.1 แบบ (Mold) ท�ำ ด้วยโลหะแขง็ และเหนียว มีลกั ษณะทรงกระบอกกลวง ผนงั แข็งแรงมี 2 ขนาด คือ ขนาดเส้น
ผา่ นศนู ย์กลางภายใน 102 มม. และ 152 มม. มีปลอกท่ีสามารถถอดได้สูง 60 มม. (2 3/8 นว้ิ ) เพอื่ ให้สามารถ
บดอัดดินให้สูงและมีปริมาตรตามต้องการ แบบและปลอกต้องยึดกันได้อย่างมั่นคงกับฐานแบบซึ่งสามารถ
ถอดได้ ท�ำ ด้วยวัสดุชนดิ เดยี วกัน ดรู ูปท่ี 1 และ 2
3.1.1 แบบขนาดเส้นผา่ นศนู ย์กลาง 102 มม. (4 นิ้ว) สูง 116.43±0.127 มม. (4.584±0.005 น้ิว) มีเส้นผ่าน
ศนู ยก์ ลางภายในแบบ 101.6±0.406 มม. (4.000±0.016 นว้ิ ) โดยมขี นาดความจุ 0.000943±0.000008
ลบ.ม. (0.0333±0.0003 ลบ.ฟ.) และมปี ลอกขนาดเดยี วกนั สูง 60 มม. (2 3/8 นิ้ว)
3.1.2 แบบขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลาง 152 มม. (6 นิว้ ) สงู 116.43±0.127 มม. (4.584±0.005 น้ิว) มีเส้นผ่าน
ศนู ยก์ ลางภายในแบบ 152.4±0.6604 มม. (6.000±0.026 นว้ิ ) โดยมขี นาดความจุ 0.002124±0.000021
ลบ.ม.(0.07500±0.00075 ลบ.ฟ.) และมีปลอกขนาดเดยี วกันสูง 60 มม. (2 3/8 น้วิ )
มยผ. 2201 - 57 : มาตรฐานการทดสอบความแน่น แบบมาตรฐาน (Standard Compaction Test) 117
3.2 ต้มุ (Rammer) ทำ�ดว้ ยโลหะทรงกระบอกมเี ส้นผา่ นศนู ย์กลาง 50.8±0.127 มม. (2.000±0.005 นิ้ว) น้ำ�หนัก
รวมทัง้ ด้ามถอื 2.495±0.009 กก. (5.50±0.02 ปอนด์) มีปลอกบงั คับให้ยกได้สูง 304.8±1.524 มม.(12.000±0.06 นิ้ว)
เหนือระดับดินที่บดอัดโดยตุ้มตกลงกระทบได้อย่างอิสระ ปลอกบังคับต้องมีรูระบายอากาศอย่างน้อย 4 รู
มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไมน่ อ้ ยกวา่ 9.5 มม. (3/8 นว้ิ ) ท�ำ มมุ กัน 90 องศา และห่างจากปลายปลอกท้งั สอง
ข้างประมาณ 19 มม. (3/4 น้ิว)
3.3 เครอื่ งดนั ตวั อยา่ งออกจากแบบ (Sample Extruder) ประกอบดว้ ยแมแ่ รง (Jack) กา้ นโยกแม่แรง โครงเหล็ก
จับแบบขณะดันตัวอย่างออกจากแบบ ใช้ดันตัวอย่างท่ีบดอัดในแบบแล้วออกจากแบบ หรืออาจใช้เคร่ืองมือ
อย่างอน่ื ท่ีสามารถขดุ แคะตัวอย่างดนิ ออกจากแบบกไ็ ด้
3.4 เคร่ืองช่ัง (Balance and Scale) สามารถช่ังนำ้�หนักได้อย่างน้อย 11.5 กก.และอ่านละเอียดได้ถึง 5 กรัม
1 เครื่อง และสามารถชง่ั น�ำ้ หนกั ไดอ้ ยา่ งน้อย 1,000 กรมั อา่ นละเอียดไดถ้ งึ 0.01 กรมั อีก 1 เครอ่ื ง
3.5 ตู้อบ (Oven) สามารถควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ได้ 110±5 องศาเซลเซียส (230±9 องศาฟาเรนไฮต์) สำ�หรับ
อบดนิ ช้นื ใหแ้ ห้ง
3.6 เหล็กปาดดิน (Straight Edge) ท�ำ ดว้ ยเหล็กชบุ แข็ง มขี อบเรยี บยาวไม่นอ้ ยกวา่ 254 มม.(10 นิว้ ) มขี อบทล่ี บมุม
ด้านหน่ึง อีกด้านหน่ึงเรียบตรงตลอดความยาวของเหล็กปาดดิน โดยมีความคลาดเคลื่อนไม่เกินร้อยละ 0.1
(0.01 นิว้ ต่อความยาว 10 นว้ิ ) ในชว่ งทใี่ ชป้ าดแต่งผวิ ดนิ ในแบบ
3.7 ตะแกรงรอ่ นดิน (Sieve) ขนาดเสน้ ผ่านศนู ย์กลางประมาณ 203 มม. (8 นวิ้ ) สงู 50.8 มม. (2 น้วิ ) มี 2 ขนาด
คอื 19.0 มม. (3/4 นวิ้ ) และ 4.75 มม. (เบอร์ 4)
3.8 เครื่องผสมดิน (Mixing Tool) เป็นเครื่องมือท่ีใช้ในการคลุกผสมดินให้เข้ากัน ได้แก่ ถาดใส่ดิน ช้อนตักดิน
พล่ัว เกรียง ถ้วยตวงวัดปริมาตรนำ้� เป็นต้น หรืออาจเป็นเครื่องผสมดินที่ทำ�งานด้วยเครื่องจักร ซ่ึงสามารถ
คลุกเคล้าผสมตวั อยา่ งดนิ ให้เขา้ กับน้�ำ ท่ีผสมเพ่ิมลงไปในตวั อย่างดินทลี ะน้อยๆ ได้
3.9 ตลับบรรจุดิน (Container) ทำ�ด้วยโลหะมีฝาปิดป้องกันความช้ืนระเหยออกไปก่อนช่ังนำ้�หนัก หรือระหว่าง
การชง่ั น�ำ้ หนกั เพ่ือหาความชืน้ ในดนิ
4. การเตรียมตวั อย่าง
4.1 ถ้าตัวอย่างดินที่นำ�มาทดสอบช้ืน ให้ผ่ึงให้แห้งจนสามารถใช้เกรียงบดให้ร่วนได้ หรือใช้ตู้อบอบดินให้แห้งก็ได้
แต่ต้องใช้อุณหภูมิไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส (140 องศาฟาเรนไฮต์) แล้วบดให้เม็ดดินหลุดออกจากกัน
โดยไม่ท�ำ ให้เม็ดดนิ แตก
4.2 ในกรณีที่ขนาดของตวั อยา่ งเม็ดใหญท่ ่สี ุดโตกวา่ 19.0 มม. (3/4 นว้ิ ) ให้ใช้ตะแกรงขนาด 19.0 มม. (3/4 นว้ิ )
ร่อนเอาดินที่ค้างบนตะแกรงนี้ออก แล้วแทนด้วยดินที่ร่อนผ่านตะแกรงนี้แล้วค้างบนตะแกรงขนาด 4.75 มม.
(เบอร์ 4) จำ�นวนนำ�้ หนักเท่ากนั ใสล่ งแทนแลว้ คลกุ เคลา้ กนั ใหท้ ่ัวทำ�การแบ่งสี่ (Quartering) หรอื ใชเ้ ครื่องมอื
แบ่งตัวอยา่ ง (Sample Splitter)
4.3 ในกรณีทีข่ นาดของตัวอยา่ งเม็ดใหญ่ที่สดุ ไมโ่ ตกวา่ 19.0 มม. (3/4 น้ิว) ใหแ้ บง่ ตวั อยา่ งตามวิธีในขอ้ 4.2
4.4 ในกรณที จ่ี ะทำ�การทดสอบตามวธิ ี ค. หรอื ง. ให้ใช้ตัวอย่างท่รี ่อนผ่านตะแกรงขนาด 4.75 มม. (เบอร์ 4) เทา่ นน้ั
ส่วนทีค่ า้ งบนตะแกรงนีใ้ ห้ทง้ิ ไป
4.5 ให้เตรียมตัวอย่างหนักประมาณ 6,000 กรัม สำ�หรับการทดสอบวิธี ข.และ ง.ต่อการทดสอบ 1 ครั้งและ
หนกั ประมาณ 3,000 กรัม สำ�หรบั การทดสอบวธิ ี ก. และ ค. ตอ่ การทดสอบ 1 ครั้ง การเตรียมตวั อยา่ งต้องเตรียม
ให้พอทดสอบไดไ้ มน่ อ้ ยกวา่ 4 คร้งั ตอ่ 1 ตัวอย่าง
118 มยผ. 2201 - 57 : มาตรฐานการทดสอบความแนน่ แบบมาตรฐาน (Standard Compaction Test)
5. การทดสอบ
5.1 การทดสอบวิธี ก.
5.1.1 น�ำ ดนิ ตวั อยา่ งมาพรมน�ำ้ ใหท้ ว่ั เพอื่ ใหด้ นิ ชนื้ โดยเมอ่ื คลกุ ผสมกนั แลว้ จะมคี วามชน้ื ต�่ำ กวา่ ปรมิ าณความชน้ื
ทใ่ี หค้ วามแนน่ สูงสุด (Optimum Moisture Content) ประมาณร้อยละ 4
5.1.2 ใสด่ นิ ท่ีผสมน้�ำ แล้ว ลงในแบบขนาดเสน้ ผ่านศนู ย์กลาง 102 มม. (4 นิ้ว) ซึ่งมีปลอก (Collar) สวมอยู่
เรียบร้อยแล้ว โดยประมาณว่าเมื่อบดอัดแล้วจะเหลือดินสูง 1/3 ของความสูงของแบบ แล้วบดอัด
โดยตมุ้ ยกสงู 305 มม. (12 นว้ิ ) จำ�นวน 25 ครัง้ ให้ท่วั ผวิ ของดนิ ในแบบ
5.1.3 ท�ำ ตามวธิ ีในขอ้ 5.1.2 ซ�ำ้ อีก 2 คร้ัง จนดนิ ทถ่ี กู บดอดั แน่นในแบบมีความสูงกวา่ แบบประมาณ 10 มม.
5.1.4 ถอดปลอกออก ใช้เหล็กปาดดินปาดแต่งหน้าดินในแบบให้เรียบเท่ากับระดับขอบบนของแบบ ถ้าดิน
ก้อนใหญ่หลดุ ออก ให้เติมดินตวั อย่างลงไปแทนแลว้ บดให้แน่นพอควร แต่งจนเรยี บแล้วน�ำ ไปช่ังน�ำ้ หนกั
เม่ือหกั นำ้�หนักของแบบออก จะได้น้�ำ หนกั ของดินชืน้ ตอ้ งอา่ นเครื่องช่ังละเอียดถึง 5 กรมั
5.1.5 แกะดนิ ออกจากแบบแล้วผา่ ตามแนวตั้งผา่ นจดุ ศนู ยก์ ลางของแท่งตวั อย่างดิน เก็บดินจากทผ่ี า่ ประมาณ
300 กรมั ใส่ตลับบรรจดุ นิ ชงั่ นำ�้ หนกั ทันที อ่านละเอียดถึง 0.01 กรมั
5.1.6 นำ�ดินในตลับบรรจุดินไปอบให้แห้งที่อุณหภูมิ 110±5 องศาเซลเซียส (230±9 องศาฟาเรนไฮต์)
อยา่ งนอ้ ย 12 ชั่วโมง แลว้ ชัง่ หานำ้�หนักอา่ นละเอยี ดถงึ 0.01 กรัม
5.1.7 บดดินตัวอย่างที่แกะออกจากแบบที่เหลือให้ร่วน แล้วคลุกผสมกับดินในตอนแรกให้เข้ากัน พรมนำ้�
ใหค้ วามชื้นเพมิ่ ข้ึนร้อยละ 1 ถึง 2
5.1.8 ดำ�เนนิ การตามข้อ 5.1.2 ถึง 5.1.7 โดยเพมิ่ นำ�้ ทกุ ครงั้ จนกว่าน้ำ�หนักดนิ ท่บี ดอดั ในแบบลดลง หรือไม่
เปลยี่ นแปลง หรืออาจลดน้�ำ ที่ผสมลงเมอ่ื พบว่าการเพมิ่ นำ�้ แลว้ นำ้�หนักดนิ ทบ่ี ดอดั ในแบบลดลง
5.2 การทดสอบวิธี ข. ดำ�เนินวิธีการทดสอบเช่นเดยี วกับวธิ ี ก. แตใ่ ช้แบบขนาดเสน้ ผ่านศูนย์กลาง 152 มม. (6 นวิ้ )
บดอัด 3 ชั้นๆ ละ 56 ครั้ง
5.3 การทดสอบวธิ ี ค. ดำ�เนินวธิ ีการทดสอบเช่นเดยี วกับวิธี ก. แตใ่ ชต้ วั อย่างดินที่รอ่ นผ่านตะแกรงขนาด 4.75 มม.
(เบอร์ 4) บดอดั 3 ชัน้ ๆ ละ 25 ครัง้
5.4 การทดสอบวิธี ง. ด�ำ เนินวธิ กี ารทดสอบเช่นเดียวกับวธิ ี ค. แต่ใช้แบบขนาดเส้นผา่ นศนู ยก์ ลาง 152 มม. (6 นิว้ )
บดอดั 3 ชนั้ ๆ ละ 56 ครง้ั
6. การคำ�นวณ
6.1 ค�ำ นวณหาค่าความช้ืนในดนิ เป็นร้อยละ
W = __W__1_-_W__2_._. x 100
W2
เมือ่ W = ความช้ืนในดินเปน็ ร้อยละเม. ่ือเทยี บกบั น�้ำ หนักดนิ อบแหง้
W1 = น้�ำ หนกั ของดินช้นื หนว่ ยเป็นกรัม
W2 = น้ำ�หนกั ของดนิ อบแห้ง หน่วยเป็นกรมั
มยผ. 2201 - 57 : มาตรฐานการทดสอบความแน่น แบบมาตรฐาน (Standard Compaction Test) 119
6.2 คำ�นวณหาคา่ ความแนน่ ชื้น (Wet Density)
gw VA=..__ .
.
เมอ่ื gw = ความแนน่ ชื้นของดิน หนว่ ยเปน็ กรัมต่อลกู บาศก์เซนตเิ มตร
A = น�ำ้ หนกั ดนิ ชื้นทบี่ ดอดั ในแบบ หน่วยเปน็ กรมั
V = ปริมาตรของแบบ ซง่ึ เท่ากบั ปริมาตรของดินชนื้ ทบี่ ดอดั ในแบบ
หน่วยเปน็ ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร
6.3 คำ�นวณหาค่าความแน่นแหง้ (Dry Density)
gd =gW_w__ __ .
เมอ่ื gd = ความแนน่ แห้งของดนิ หนว่ ยเปน็ กรัมต่อลกู บาศก์เซนติเมตร
gw = ความแน่นชน้ื ของดิน หน่วยเป็นกรมั ต่อลกู บาศก์เซนตเิ มตร
W = ความชื้นในดินเป็นร้อยละเม่ือเทียบกับน�้ำ หนกั ดนิ อบแห้ง
7. การรายงานผล
7.1 นำ�ค่าความช้ืนในดิน (W) และค่าความแน่นแห้งของดิน (gd) ในแต่ละคร้ังของการทดสอบมากำ�หนดจุดลงใน
กระดาษกราฟโดยให้ค่าความช้นื ในดินอย่ใู นแกนนอนและคา่ ความแนน่ แห้งของดินอย่ใู นแกนตง้ั
7.2 เขยี นเส้นกราฟใหผ้ ่านจดุ ที่กำ�หนดไว้ หรือใกลเ้ คยี งใหม้ ากท่สี ุด จะไดเ้ ส้นกราฟลกั ษณะเปน็ เสน้ โค้งรปู ระฆงั คว่ำ�
(ParabolaCurve) จุดสูงท่ีสุดของเส้นโค้ง คือค่าความแน่นแห้งสูงสุดของดินน้ัน ตามกรรมวิธีบดอัดท่ีใช้
ทดสอบนี้
7.3 ทจ่ี ดุ คา่ ความแนน่ แหง้ สงู สดุ ของดนิ เมอ่ื ลากเสน้ ตรงขนานกบั แกนตงั้ ลงมาตดั แกนนอน จะไดค้ า่ ความชน้ื ทท่ี �ำ ให้
ดนิ บดอดั ได้แนน่ สูงสดุ
7.4 ให้รายงานค่าความแน่นแห้งสูงสุด หน่วยเป็นกรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร และค่าความช้ืนท่ีทำ�ให้ดินบดอัด
ไดแ้ นน่ สูงสุด เป็นร้อยละ
7.5 ใหร้ ายงานผลตามแบบฟอรม์ ที่ บฟ. มยผ. 2201-57: มาตรฐานการทดสอบความแนน่ แบบมาตรฐาน (Standard
Compaction Test)
8. ขอ้ ควรระวงั
8.1 การประมาณปริมาณนำ�้ ท่ใี ช้ผสมดินท่ีเกาะตดิ เปน็ ก้อน (Cohesive Soil) ควรเผื่อใหต้ �ำ่ และสงู กวา่ จ�ำ นวนน้ำ�ท่ี
ทำ�ให้ได้คา่ ความชืน้ ที่ทำ�ใหด้ ินบดอดั ไดแ้ น่นสงู สดุ (OMC) ดินพวกดินทราย (Cohesionless Soil) ควรผสมน้ำ�
ต้งั แตน่ ้อยทีส่ ุดคือ เริ่มจากดินผึ่งแหง้ จนกระทัง่ มากท่ีสุดเท่าที่จะท�ำ ได้
8.2 ในการบดอดั ดนิ ให้วางแบบบนพื้นที่มั่นคงแข็งแรง ราบเรยี บขณะท�ำ การบดอดั แบบต้องไม่กระดอนไปมา
8.3 ควรเตรยี มตัวอยา่ งใหเ้ พียงพอ โดยให้มตี ัวอย่างทดสอบทางด้านแห้งกวา่ (Dry Side) ความชนื้ ที่ท�ำ ให้ดินบดอดั
ไดแ้ นน่ สงู สดุ (OMC) ไมน่ อ้ ยกว่า 2 ตวั อยา่ ง และใหม้ ีตัวอยา่ งทดสอบพอทดสอบทางดา้ นช้ืนกว่า (Wet Side)
ความชน้ื ที่ทำ�ใหด้ นิ บดอดั ไดแ้ น่นสูงสดุ (OMC) 1 ตวั อย่าง
120 มยผ. 2201 - 57 : มาตรฐานการทดสอบความแนน่ แบบมาตรฐาน (Standard Compaction Test)
8.4 ดินชนิดที่มีปริมาณดินเหนียวมาก (Heavy Clay) หลังจากผ่ึงให้แห้งแล้วให้บดด้วยค้อนยางหรือใช้เครื่องบด
จนได้ตวั อยา่ งท่สี ามารถร่อนผา่ นตะแกรงขนาด 4.75 มม. (เบอร์ 4) มากท่ีสุดเทา่ ทีจ่ ะทำ�ได้
8.5 ปริมาตรของแบบให้ทำ�การวัดและคำ�นวณ เพ่ือให้ได้ปริมาตรที่แท้จริงของแต่ละแบบห้ามใช้ปริมาตรท่ี
แสดงไวโ้ ดยประมาณในรปู
8.6 แบบทใี่ ชง้ านแล้ว ต้องคลาดเคลอ่ื นไม่เกินร้อยละ 50 ของความคลาดเคลื่อนทยี่ อมให้
9. เอกสารอา้ งอิง
9.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการ มยธ.(ท) 501.1-2532: วิธีการทดสอบความแน่น แบบมาตรฐาน (Standard
Compaction Test)
9.2 มาตรฐานกรมทางหลวง ทล.-ท. 107/2517: วธิ ีการทดลอง Compaction Test แบบมาตรฐาน
9.3 Standard Method of Test for The Moisture-Density Relations of SoilUsing A 5.5 lb = (2.5 kg)
Rammer And A 12 - in. (305 mm.) Drop; AASHTO Designation: T 99-74
9.4 The American Society for Testing and Materials, ASTM Standards, ASTM D 698 - 00: Test
Method for Laboratory Compaction Characteristics of Soil Using Standard Effort (12,400 ft-lbf/ft3
or 600 kN-m/m3)
มยผ. 2201 - 57 : มาตรฐานการทดสอบความแนน่ แบบมาตรฐาน (Standard Compaction Test) 121
รปู ที่ 1 แบบ (Mold) ขนาดเส้นผา่ นศูนย์กลาง 4 นิ้ว
รปู ท่ี 2 แบบ (Mold) ขนาดเสน้ ผา่ นศูนยก์ ลาง 6 นิ้ว
122 มยผ. 2201 - 57 : มาตรฐานการทดสอบความแน่น แบบมาตรฐาน (Standard Compaction Test)
มยผ. 2201 - 57 : มาตรฐานการทดสอบความแนน่ แบบมาตรฐาน (Standard Compaction Test) โครงการ…………………………………..….…………….. บฟ.มยผ. 2201 - 57 ทะเบยี นทดสอบ……………………………
…………………………………………....…….…………….. ผูท้ ดสอบ
สถานทก่ี อ่ สรา้ ง…………………………..……………….. (หนว่ ยท่ีทาการทดสอบ)
ผู้รับจ้างหรือผู้นาส่ง……………………………………… การทดสอบความแนน่ แบบมาตรฐาน ผ้ตู รวจสอบ
ชนดิ ตวั อยา่ ง…………………....ทดสอบคร้งั ที่………. ปริมาตรแบบ………………….. ซม.3 Std. AASHTO อนมุ ัติ
ทดสอบวันท่ี……………………………..แผน่ ที่…...…… น้าหนกั แบบ…………………... กก. Std. Proctor
ความแนน่ ความแนน่ แห้งสูงสุด …………………………… (กรัม/ซม.3)
1 2 3 4 5 ความชืน้ ทค่ี วามแนน่ สูงสดุ …………………… (ร้อยละ)
ครง้ั ที่
น.น.แบบ + ดินที่ถูกบดอัด
(กรัม)
น.น.แบบ (กรมั )
(กรมั )
น.น.ดนิ ที่ถูกบดอดั (กรัม/ซม.3)
ความแน่นชื้น (กรมั /ซม.
3)ซม.3 ปรมิ าณความชน้ื
ความแนน่ แหง้ ความแน่นแ ้หง (ก ัรม/ซม.3)
ตลบั บรรจหุ มายเลข
น.น.ตลับ + ดนิ ช้ืน (กรัม)
(กรัม)
น.น.ตลบั + ดินอบแห้ง
น.น.น้า (กรมั )
น.น.ตลับ (กรมั )
น.น.ดินอบแห้ง (กรมั )
(รอ้ ยละ)
ความช้ืนในดิน
หมายเหตุ
ปรมิ าณความช้ืนเปน็ ร้อยละ
123
124 มยผ. 2201 - 57 : มาตรฐานการทดสอบความแน่น แบบมาตรฐาน (Standard Compaction Test) โครงการ………………………..….……………………….. บฟ.มยผ. 2201 - 57 ทะเบยี นทดสอบ……………………………
………………………………....…….……………………….. ผทู้ ดสอบ
สถานทกี่ อ่ สร้าง………………..………………………….. (หน่วยทีท่ าการทดสอบ)
ผู้รับจ้างหรอื ผู้นาส่ง……………………………………… การทดสอบความแนน่ แบบมาตรฐาน ผู้ตรวจสอบ
ชนิดตวั อยา่ ง…………………...ทดสอบคร้ังที่….……. ปริมาตรแบบ………………….. ซม.3 Std. AASHTO อนมุ ตั ิ
ทดสอบวันที่……………………………..แผ่นท่ี…...…… น้าหนกั แบบ…………………... กก. Std. Proctor
DENSITY MAXIMUM DRY DENSITY = …….…….. gm./cc.
1 2 3 4 5 OPT. MOISTURE CONTENT = …………… %
DETERMINATION No.
WT. MOLD+COMPACTEDSOIL gm.
WT. MOLD gm.
WT. SOIL gm.
WETDENSITY gm./cc.
DRYDENSITY gm./cc. DRY DENSITY gm./cc.
WATERCONTENT
CONTAINER No.
WT. CONTAINER + WETSOIL gm.
WT. CONTAINER + DRYSOIL gm.
WT. WATER gm.
WT. CONTAINER gm.
WT. DRYSOIL gm.
WATERCONTENT %
REMARKS: WATER CONTENT %
มยผ. 2202 - 57
มาตรฐานการทดสอบความแน่น แบบสงู กว่ามาตรฐาน
(Modifified Compaction Test)
1. ขอบข่าย
มาตรฐานนี้ครอบคลุมถงึ วธิ ีการทดสอบหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างความแน่นของดนิ กบั ปรมิ าณนำ�้ ที่ใช้ในการบด
อัดในแบบทีก่ ำ�หนดขนาดไวด้ ้วยตุ้มเหลก็ หนัก 4.54 กก.(10 ปอนด์) ระยะปลอ่ ยตุ้มตกกระทบสูง 457 มม. (18 น้ิว)
วธิ ที ดสอบมี 4 วิธี ต่างๆ กนั ดงั น้ี
วิธี ก. ใชแ้ บบขนาดเส้นผา่ นศนู ย์กลาง 102 มม. (4 น้วิ ) และดินทรี่ อ่ นผ่านตะแกรง ขนาด 19.0 มม. (3/4 นวิ้ )
ตามวธิ พี รอ๊ กเตอร์แบบสูงกว่ามาตรฐาน (Modified Proctor)
วธิ ี ข. ใชแ้ บบขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลาง 152 มม. (6 น้วิ ) และดินทร่ี ่อนผ่านตะแกรง ขนาด 19.0 มม. (3/4 นวิ้ )
ตามวธิ แี อสโต ที 180 (AASHTO T 180)
วิธี ค. ใช้แบบขนาดเสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง 102 มม. (4 น้ิว) และดินทรี่ ่อนผา่ นตะแกรง ขนาด 4.75 มม. (เบอร์ 4)
ตามวิธพี รอ๊ กเตอรแ์ บบสูงกว่ามาตรฐาน (Modified Proctor)
วธิ ี ง. ใช้แบบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 152 มม. (6 น้วิ ) และดินทรี่ อ่ นผา่ นตะแกรง ขนาด 4.75 มม. (เบอร์ 4)
ตามวิธแี อสโต ที 180 (AASHTO T 180)
การใชว้ ิธที ดสอบวธิ ใี ดให้เป็นไปตามรายการที่กำ�หนดไวใ้ นแบบก่อสรา้ ง ถา้ ไม่ไดร้ ะบวุ ธิ ีการทดสอบให้ใชว้ ิธี ก.
2. นิยาม
“ความแน่นของดิน” หมายความว่า ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งน้ำ�หนกั ของดนิ กับปริมาตรของดนิ
3. เคร่อื งมอื และอุปกรณ์ ประกอบดว้ ย
3.1 แบบ (Mold) ทำ�ด้วยโลหะมีลกั ษณะทรงกระบอกกลวง ผนังแขง็ แรงมี 2 ขนาด คือ ขนาดเส้นผ่านศนู ยก์ ลาง
ภายใน 102 มม. และ 152 มม. มีปลอกท่สี ามารถถอดได้สูง 60 มม. (2 3/8 นิ้ว) เพอ่ื ใหส้ ามารถบดอดั ดนิ ให้สงู
และมปี ริมาตรตามต้องการ แบบและปลอกตอ้ งยึดกันได้อยา่ งมั่นคงกบั ฐานแบบซงึ่ สามารถถอดได้ ทำ�ด้วยวัสดุ
ชนิดเดยี วกันดูรปู ที่ 1 และ 2
3.1.1 แบบขนาดเสน้ ผ่านศนู ยก์ ลาง 102 มม.(4 น้ิว) สูง 116.43±0.127 มม. (4.584±0.005 นว้ิ ) มเี ส้นผา่ น
ศนู ยก์ ลางภายในแบบ 101.6±0.406 มม. (4.000±0.016 นว้ิ ) โดยมขี นาดความจุ 0.000943±0.000008
ลบ.ม. (0.0333±0.0003 ลบ.ฟ.) และมปี ลอกขนาดเดยี วกันสูง 60 มม. (2 3/8 นิ้ว)
3.1.2 แบบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 152 มม. (6 นิว้ ) สงู 116.43±0.127 มม. (4.584±0.005นว้ิ ) มเี ส้นผ่าน
ศูนยก์ ลางภายในแบบ 152.4±0.6604 มม. (6.000±0.026 นว้ิ ) โดยมีความจุ 0.002124±0.000021
ลบ.ม. (0.07500±0.00075 ลบ.ฟ.) และมปี ลอกขนาดเดยี วกันสูง 60 มม. (2 3/8 นวิ้ )
มยผ. 2202 - 57 : มาตรฐานการทดสอบความแนน่ แบบสงู กวา่ มาตรฐาน (Modiiffied Compaction Test) 125
3.2 ต้มุ (Rammer) ทำ�ดว้ ยโลหะทรงกระบอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 50.8±0.127 มม. (2.000±0.005 นว้ิ ) น้�ำ หนัก
รวมท้ังด้ามถือ 4.5359±0.0081 กก. (10.00±0.02 ปอนด์) มีปลอกบังคับให้ยกได้สูง 457.2±1.524 มม.
(18.00±0.06 น้ิว) เหนือระดบั ดินท่บี ดอัดโดยต้มุ ตกลงกระทบได้อย่างอิสระ ปลอกบงั คบั ต้องมีรรู ะบายอากาศ
อย่างน้อย 4 รู มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 9.5 มม. (3/8 นิ้ว) ทำ�มุมกัน 90 องศา และห่างจาก
ปลายปลอกท้งั สองขา้ งประมาณ 19 มม. (3/4 นิว้ )
3.3 เครื่องดันตวั อยา่ งออกจากแบบ (Sample Extruder) ประกอบด้วยแม่แรง (Jack) กา้ นโยกแมแ่ รง โครงเหล็กจับ
แบบขณะดันตัวอย่างออกจากแบบ ใช้ดันตัวอย่างท่ีบดอัดในแบบแล้วออกจากแบบ หรืออาจใช้เครื่องมืออย่าง
อน่ื ที่สามารถขดุ แคะตัวอย่างดินออกจากแบบกไ็ ด้
3.4 เครอ่ื งช่ัง (Balance and Scale) สามารถชง่ั น�ำ้ หนักได้อย่างนอ้ ย 11.5 กก.และอา่ นละเอียดได้ถงึ 5 กรมั 1
เครื่อง และสามารถช่ังน้�ำ หนกั ได้อยา่ งน้อย 1,000 กรมั อ่านละเอียดไดถ้ งึ 0.01 กรัม อกี 1 เครอ่ื ง
3.5 ตู้อบ (Oven) สามารถควบคุมอุณหภูมิให้คงท่ีได้ 110±5 องศาเซลเซียส (230±9 องศาฟาเรนไฮต์) สำ�หรับ
อบดนิ ช้ืนใหแ้ หง้
3.6 เหลก็ ปาดดนิ (Straight Edge) ทำ�ด้วยเหล็กชุบแขง็ (Hardened Steel) มีขอบเรียบยาวไม่น้อยกว่า 254 มม.
(10 นว้ิ ) มขี อบทลี่ บมมุ ดา้ นหนง่ึ อกี ดา้ นหนงึ่ เรยี บตรงตลอดความยาวของเหลก็ ปาดดนิ โดยมคี วามคลาดเคลอื่ น
ไม่เกินรอ้ ยละ 0.1 (0.01 นิ้วตอ่ ความยาว 10 นวิ้ ) ในชว่ งท่ใี ชป้ าดแต่งผิวดินในแบบ
3.7 ตะแกรงร่อนดนิ (Sieve) ขนาดเสน้ ผ่านศูนย์กลางประมาณ 203 มม. (8 น้ิว) สงู 50.8 มม. (2 นิ้ว) มี 2 ขนาด
คอื 19.0 มม. (3/4 นิว้ ) และ 4.75 มม. (เบอร์ 4)
3.8 เคร่ืองผสมดนิ (Mixing Tool) เปน็ เครื่องมอื ทใ่ี ชใ้ นการคลุกผสมดินให้เขา้ กัน ได้แก่ ถาดใสด่ นิ ช้อนตกั ดิน พลัว่
เกรยี ง ถว้ ยตวงวัดปรมิ าตรน้ำ� เป็นตน้ หรอื อาจเปน็ เคร่ืองผสมดนิ ทท่ี �ำ งานดว้ ยเครอื่ งจักร ซึง่ สามารถคลกุ เคล้า
ผสมตัวอยา่ งดนิ ใหเ้ ข้ากบั น�ำ้ ที่ผสมเพ่ิมลงไปในตัวอย่างดินทลี ะน้อยๆ ได้
3.9 ตลับบรรจุดิน (Container) ทำ�ด้วยโลหะมีฝาปิดป้องกันความชื้นระเหยออกไปก่อนช่ังนำ้�หนัก หรือระหว่าง
การช่ังนำ้�หนักเพ่อื หาความชนื้ ในดนิ
4. การเตรียมตัวอยา่ ง
4.1 ถ้าตัวอย่างดินท่ีนำ�มาทดสอบช้ืนให้ผึ่งให้แห้งจนสามารถใช้เกรียงบดให้ร่วนได้ หรือใช้ตู้อบอบดินให้แห้งก็ได้
แต่ต้องใช้อุณหภูมิไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส (140 องศาฟาเรนไฮต์) แล้วบดให้เม็ดดินหลุดออกจากกันโดยไม่
ท�ำ ให้เมด็ ดินแตก
4.2 ในกรณีที่ขนาดของตัวอย่างก้อนใหญ่ท่ีสุดโตกว่า 19.0 มม. (3/4 นิ้ว) ร่อนเอาดินที่ค้างบนตะแกรงนี้ออกแล้ว
แทนดว้ ยดินที่ร่อนผา่ นตะแกรงนีแ้ ล้วค้างบนตะแกรงขนาด 4.75 มม. (เบอร์ 4) จำ�นวนหนกั เทา่ กนั ใสล่ งแทน
แลว้ คลกุ เคลา้ กนั ให้ท่ัวท�ำ การแบ่งส่ี (Quartering) หรอื ใชเ้ ครอ่ื งมือแบง่ ตวั อยา่ ง (Sample Splitter)
4.3 ในกรณีท่ขี นาดของตัวอย่างก้อนใหญ่ทีส่ ดุ ไมโ่ ตกว่า 19.0 มม. (3/4 น้วิ ) ใหแ้ บ่งตัวอย่างตามวธิ ใี นขอ้ 4.2
4.4 ในกรณีทีจ่ ะทำ�การทดสอบตาม วธิ ี ค. หรือ ง. ใหใ้ ช้ตัวอยา่ งท่ีร่อนผ่านตะแกรงขนาด 4.75 มม. (เบอร์ 4) เทา่ น้ัน
สว่ นทคี่ า้ งบนตะแกรงน้ใี หท้ ้งิ ไป
4.5 ให้เตรียมตวั อย่างหนกั ประมาณ 6,000 กรัม (14 ปอนด)์ ส�ำ หรบั การทดสอบ วิธี ข. และ ง. ตอ่ การทดสอบ
1 คร้ัง และหนักประมาณ 3,000 กรมั (7 ปอนด)์ สำ�หรบั การทดสอบ วธิ ี ก. และ ค. ตอ่ การทดสอบ 1 ครง้ั
การเตรยี มตวั อยา่ งต้องเตรยี มให้พอทดสอบได้ไมน่ ้อยกว่า 4 คร้งั ต่อ 1 ตัวอยา่ ง
126 มยผ. 2202 - 57 : มาตรฐานการทดสอบความแนน่ แบบสงู กว่ามาตรฐาน (Modifified Compaction Test)
5. การทดสอบ
5.1 การทดสอบวิธี ก.
5. 5.ก1า.1ร ทดนส�ำ ตอวับอยา่ งดนิ ทเี่ ตรยี มมาพรมน�ำ้ ใหท้ วั่ เพอื่ ใหด้ นิ ชนื้ โดยเมอื่ คลกุ ผสมกนั แลว้ จะมคี วามชน้ื ต�ำ่ กวา่ ปรมิ าณ
5.1555...ก5555111....า...1111432ร.... 4ท123ใดกถทตใเครสสนทถออป้อ้มุสวอ�ำยี ด่อด่ัดยา้้าราตดยอนบตตดนิินิมู่เโมากปบรใดราปัวทาทชมหสียลว้อมยอณลน้ื่ผีว่ีผงูบญธิอยตวยอิธสสทคีรธิแกมุ้4า่่หใีกกมมว่ใี้อีใลนงอ5ยอหนล.านนยดว้7ขอกอมุค้ขด้ำ�า้แินอ้กสกชอ้วมแแอโลทูงดาืน้ลลม5อว้ใ5ใีเ่มยช4ท้วว้ช..ตก.1โแป1้เ5้(เรใี่ใดหล.1หล.นหร7หีย22ยลง8งะล่นค้ม้เใปมใก็ซซมต็กสวนมนนมรปำ้�้าาิมาปงูาแ้ิวแะออ.ณามสดพา)บบมดีกกี(ดุแดิวน1จรบบาดน่า4ด8ม4�ำตณ(ินขขเOน่นินนัมวคนปนคนวสวpปา้ออื่รา่ารา้วิานูงใtงั้ายเบดด้งั)ดหสiมดm่าแจเดจ2เจท้ดุอ่ืสแงสตนอ้า5นu่ัวบน้ลต้น่งน(ดัดmเดOคผหดง่งพผวินแินไหา่รอนpน่าทล่ือปนMัง้ทัดนt้าน้วใี่ถแi2ศดีถ่แหmใ้าoจศูกท5หนูกูินลด้ดะiูนบsuน้ทบยใว้ินเินคtยดนหmจ์กuั่วแดใรช์กอแลนะผลrลอ้ังนื้ ัดeบลอืเMวิแา้ดัวหโใแาบขดงบดบหแCoลนงอใินยนบoด้ท1iหือน่sง1สเน่nใ0ใ่วัtดด้เมใูงห0หuร2นผtใินนิื่อe2นีย้เ้rแิวแ1รสใeคnมบแขนบนีมย/งูลtมบอเ5C่บนแบ)มทุก.1งบoบมพปเ.่าดขผ/ท(มnคีบ(ร5ก4ออนิส4่าคีtวะับคงใeมกขาวมนนนควรnมักบาอา้ิวว้ิะแวรtมสันงรณ)า))ดจบคสูงะแมซันซปรบบกงูดวลส้อง่ึึ่งวกรเขาับ้รวมูงยม่าะวอมขีขยแปีลีมปา่บสจออบบแะลาลูะงบงบแบบณอขอมแ4นบลปกบอรกบีคข้วนรปอ้งบวอ(นะ(แขยรCาCงมำ�ะบอลมoแแoาไมงะบชบlลณปllแาlื้นว้aบa4ชณบแบrต1rั่ง)ลบ)ถด0้่าน1้วส้าสอก้ำม0�บดถววดัวหมมิน้าดมม่าโ.นดดอมิันกยย.ู่
เมก่ือ้ หนกัใหนญ�ำ้ ห่หนลกั ุดขออองกแใบหบ้เตอิมอดกินจตะัวไอดย้น่า้ำ�งหลนงักไปขแอทงดนินแชลื้นวบตด้อใงหอ้แ่าน่นเคพรอือ่ คงวชร่ังจลนะเอรียบดถแึงล้ว5นก้ารไปัมช่ังน้าหนัก
5.1.5 แเกมะ่ือดหนิ ักอนอา้ กหจนากั กขแอบงบแบแบลอว้ อผกา่ ตจาะมไแดน้ วา้ ตหงั้นผกั า่ ขนอจงดุ ศินนู ชย้นื ก์ ตล้อางอข่าอนงแเคทรง่ ่อื ตงวัชอั่งยลา่ะงเอดยีนิ ดเถกงึบ็ 5ดนิ กจราัมกทผี่ า่ ประมาณ
5.1.5 3แ0ก0ะดกนิรัมออใกสจ่ตาลกับแบบรบรแจลุดว้ินผช่า่ังตนา�้ำมหแนนวกั ตท้งั ันผทา่ นี อจ่าดุ นศลนู ะยเ์กอลียาดงถขึงอง0แ.ท01่งตกวั รอมัย่างดิน เก็บดินจากท่ีผ่าประมาณ
555...555111......111867... 867ดเอคบนปหด3นใบอย�ำวำด�ห0ลย้า้ราดเา่าดดน0ค้ เ่ยีือด่ามงดินนินวินงนนไินกชินนใมิาตนกร้อแืน้ใตนมเ่อ้ัวนัมกายปเัวตชอพยราตลอใ้ืนล1ตยรส่มิ ลงย1ีย่ 2ัาบเ่าตต่ขับพ่า2นมหงบลาึ้นงชบ่ิมทขแรชมทับรั่วรขือรป้อี่แัว่ ขรอ้แ่ีบโรึ้นอกมโลจ้ยกอรมจ5าระงงุรดละงุด.จอ้ อจ51ิอะนแหลินยดุอแ..อลไ1ร2ดล1ไินลกปก้วอื.ปนะ2ช้วจชถจออถอำ้�ชัง่าั่ง1ึงาึงาบถทนบั่งกหกจึใหง2ผี่า้ถแใ5าแลหหหาสงึ นบ.5บด้1แนนม้แ�้ำบ.2นบ.ห1้าักลหห7ท้าทห.ท้งงน้ง7ท่ีเที่เเนโันทหักหมด่ีผโ่ีอักที่ออล่ือลยดสุอณีุณ่าือพอืเอยมา่พนใหใบ่าเหนลหหลม่ิพนภวภลง้ระ้รนลิ่มา่ เูมะู่มว่วเมะำ้�กนอเินนิทเื่าอออยี้า11แแรุกยีพดยีท11เลลคดพด0บถุ0ก้ว้วรถถงึ่ิมว±คคค้งั ึงงึ 5่านลจ50รลก00ำ�้้ัน.ุกงุกอ0.าแ.จอ0ผกผ0ง1รล1นงสวศ1สเว้ศกา่กพมากมนกนราเรกว่ิกมซร้ำ�มัเ้�ำมั่าบั ับซนัมหลหนดลด้านเน้าซินแเินกั กัหซียลใใดดีนยนนส้วนิ ินสตันกตทท(อด้อา2่ีบ(บี่นหินน32ดดแ0น3แทออรรั0ก่ีบดั กัดก9±ดดใใใใิน9นอหหอทแงแั้เด้เอขขศบ่ีบใ้ง้าาานบบดศกกฟกแลอันัานาลบดัดฟเบั ลบใพรพานลงนลรเรรแดไมดมหนฮบลนลนรตไงบ้างอืำ้�ฮ์)ใไตหม์)่้
5.2 การทดสกอลบับวลิธดี ขล.งดำ�เนนิ วธิ กี ารทดสอบเช่นเดียวกบั วธิ ี ก. แตใ่ ช้แบบขนาดเส้นผา่ นศนู ย์กลาง 152 มม. (6 นวิ้ )
5.2บดกอาัดรท5ดชส้ันอบๆวลธิ ะี ข5.6ดค้ารเนั้งินวิธกี ารทดสอบเช่นเดยี วกับวธิ ี ก. แต่ใช้แบบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 152 มม.
5.3 กา(6รทนดว้ิ ส) อบบดวอิธดั ี ค5. ชดนั้�ำ เๆนินลวะธิ 5กี 6ารคทรดง้ั สอบเช่นเดยี วกบั วธิ ี ก. แตใ่ ชต้ วั อย่างดินท่ีร่อนผ่านตะแกรงขนาด 4.75 มม.
5.3(เบกอาร์ท4ด) สบอดบอัดวิธ5ี คช.้ันดๆ้าเลนะิน2ว5ิธีกคารรงั้ ทดสอบเช่นเดียวกับวิธี ก. แต่ใช้ตัวอย่างดินท่ีร่อนผ่านตะแกรงขนาด
5.45 .4บกาดนก4รอ.าิ้ว7ทดัร)5ดทบ5สมดดอมสชอบ.ัน้อัดว(บๆเ5ธิบวลี อธิชงะีร.ั้นง์5ดๆ.4ด6�ำ)ล้าเบนคเะนรดิน5นิัง้อว6วิธัดธิีกคีก5ารชารง้ั ร้นัททๆดดสลสอะอบ2บเ5ชเชน่ คน่เรดเัง้ ดยี ียวกวกับับววิธีิธคี ค. .แแตตใ่ ชใ่ ้แชบ้แบบบขนขนาดาดเสเ้นส้นผ่าผนา่ นศนูศนูยก์ยลก์ าลงาง151252มมม.ม(.6(6นว้ิ )
66..1 66 ..1คกาำ�คกรนา้าควนร�ำคณวนณาหวนหาณวคาณค่าา่คคววาามมชชน้ื ื้นใในนดดนิินเเปปน็็นรรอ้อ้ ยยลละะ
WW= _W_W_11W_W_-22W_W_2_2..x101000
===WWW 12นนคว�้ำ�ำ้ ===าหหมนนชคนนักักนื้วา้้าขขาหหใออนมนนงงดชดดกััก้ืนินนินิขขใเอออชปนงงนื้บ็นดดดแนิรหินนิ ห้อเนชอปง้ยว่บ้ืนน็ลหยแะรหนเหอ้เปน.มว่ ง้ยน็ ย่วอื่ ลหกยเเะปทรนเเป็นมัยีม่ว็นกบยอ่ื กรเกเปทัมรับน็มัียนบกำ�้ รกหัมบั นนกั า้ดหินนอักบดแนิ หอง้ บแหง้
เมอื่ เมW่อื
W1
W2
มยผ. 2202 - 57 : มาตรฐานการทดสอบความแน่น แบบสงู กวา่ มาตรฐาน (Modifified Compaction Test) 127