The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ภาษาศาสตร์ รหัส 000 115 สอนโดย อ.กิตติ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ทฤษฎีภาษาศาสตร์

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ภาษาศาสตร์ รหัส 000 115 สอนโดย อ.กิตติ

ภาควิชาภาษาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทฤษฎีภาษาศาสตร์

วิโรจน์ อรุณมานะกุล

คำนำ

Type to enter text

หนังสือเล่มนี้ใช้ประกอบการสอนวิชาทฤษฎี tion) ซึ่งคงไม่เหาะสมสำหรับผู้ที่อยากอ่านความอย่างต่อ
ภาษาศาสตร์ (Linguistic Theories) ซึ่งเป็นรายวิชาบังคับ เนื่องมากกว่า รวมทั้งไม่ได้จัดลำดับตัวเลขรูปภาพหรือ
ในสาขาวิชาภาษาศาสตร์ระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต ตัวอย่างให้เป็นระบบทั้งเล่มแต่อย่างใด เพราะถือว่างาน
ผู้อ่านควรมีความรู้พื้นฐานทางภาษาศาสตร์ทั้งในเรื่องสัท เขียนแต่ละบทเป็นการเรียบเรียงความจากความเข้าใจของผู้
วิทยา วากยสัมพันธ์ และอรรถศาสตร์มาบ้างแล้ว วิชานี้ไม่ เขียนเมื่อได้อ่านงานต่างๆ ตามที่ได้ให้ไว้ในรายการอ้างอิง
ได้เน้นที่การสอนทฤษฎีภาษาศาสตร์ทฤษีใดโดยเฉพาะ แต่ ของแต่ละบท ผู้เรียนจึงควรจะต้องอ่านรายละเอียดต่างๆ
เป็นวิชาที่นำเสนอประวัติความเป็นมาและพัฒนาการแนวคิด จากรายการเอกสารอ้างอิงที่ให้ไว้ในตอนท้ายของแต่ละบท
ทางภาษาศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจ ด้วย หรืออ่านเพิ่มเติมจากต้นฉบับภาษาอังกฤษเล่มอื่นๆ
พัฒนาการของแนวคิดทฤษฎีภาษาศาสตร์แบบต่างๆ ที่ผ่าน หรือจากหนังสือที่มีผู้เขียนเกี่ยวกับทฤษฎีนั้น ๆ เป็นภาษาไทย
มาว่าเป็นมาอย่างไร เงื่อนไขหรือบริบทความสนใจทาง เช่น “ทฤษฎีไวยากรณ์” (ศ.ดร.อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ และ
ภาษาศาสตร์ในขณะนั้นเป็นอย่างไร จึงทำให้เกิดแนวคิด คณะ, 2554) และเนื่องจากทฤษฎีภาษาศาสตร์นั้นมีอยู่
แบบต่างๆ ขึ้นมา โดยจะเลือกกล่าวถึงพัฒนาการและทฤษฎี มากมาย ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องเวลา ผู้เขียนจึงเลือกนำเสนอ
ต่างๆ ที่สำคัญและเป็นที่รู้จักกันดี ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนมอง เฉพาะทฤษฎีสำคัญได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ผู้อ่านพึงระลึกว่า
เห็นภาพโดยรวมของภาษาศาสตร์และพัฒนาการของ ยังมีทฤษฎีภาษาศาสตร์ที่น่าสนใจอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ไม่
ภาษาศาสตร์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นมาอย่างไร ได้ถูกกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ เช่น Role and Reference
Grammar, Categorial Grammar, Stratificational Gram-
เนื้อหาแต่ละบทผู้เขียนเรียบเรียงจากความเข้าใจหลัง mar เป็นต้น นอกจากนี้ การศึกษาภาษาศาสตร์ยังมีส่วน
จากอ่านหนังสือ บทความ และเว็บไซ้ต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวข้องกับศาสตร์อื่นๆ จนเกิดเป็นแขนงวิชาต่างๆ เช่น
โดยอาศัยตัวอย่างต่างๆ จากเอกสารที่อ่านนั้นเป็นหลัก ภาษาศาสตร์สังคม ภาษาศาสตร์ชาติพันธุ์ ภาษาศาสตร์
แต่ละบทจึงทำหน้าที่เหมือนเป็นบทแนะนำเบื้องต้นของแต่ละ คอมพิวเตอร์ ภาษาศาสตร์จิตวิทยา ภาษาศาสตร์ประยุกต์
ทฤษฎีหรือสำนักเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจภาพโดยรวมและ เป็นต้น แขนงวิชาต่างๆนี้มีเปิดสอนในภาควิชาอยู่ แต่ก็มี
แนวคิดพื้นฐานต่างๆ ที่สำคัญ ทำให้ผู้ที่สนใจในทฤษฎีใด บางแขนง เช่น ภาษาศาสตร์วิพากษ์ ซึ่งไม่ได้เปิดสอนเป็น
ทฤษฎีหนึ่งโดยเฉพาะสามารถศึกษาเพิ่มเติมเองในภายหลัง รายวิชาต่างหาก ผู้เขียนจึงได้นำเรื่องนี้มากล่าวไว้ในหนังสือ
ได้ง่ายขึ้น อนึ่ง ผู้เขียนไม่ได้อ้างอิงที่มาของแต่ละตัวอย่างที่ นี้ด้วยให้ผู้เรียนเห็นภาพของภาษาศาสตร์ที่รอบด้านขึ้น
ยกมาใช้หรืออ้างอิงเนื้อหาแต่ละส่วนกับต้นฉบับโดยละเอียด
เพราะจะทำให้การบรรยายความเต็มไปด้วยการอ้างอิง (cita- ii

เนื้อหาที่เขียนนี้ เรียบเรียงจากความเข้าใจของผู้เขียน
เอง ซึ่งหลายๆ ทฤษฎีก็เป็นเรื่องใหม่ที่ผู้เขียนต้องศึกษาด้วย
ตนเองเป็นหลัก บางส่วนก็เป็นการเปรียบเทียบแสดงความ
คิดเห็นของผู้เขียนเอง จึงอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือยังไม่
ถูกต้องนัก หน้าที่ของผู้อ่านจึงไม่ใช่ยึดเอาสิ่งที่เขียนนี้เป็น
สรณะ แต่ควรอ่านและคิดพิจารณาประเด็นต่างๆ ไปด้วยว่า
เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยประการใด เพราะการเรียนรู้ไม่ว่าจะ
เป็นศาสตร์ใด คือการฝึกให้รู้จักคิด และสร้างความคิดเป็น
ของตนเอง ผู้เขียนหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์
สำหรับนักศึกษาในสาขาภาษาศาสตร์ได้เห็นภาพโดยกว้าง
และความหลากหลายทางความคิดที่เกิดขึ้นในศาสตร์แห่งนี้
และสำหรับผู้อ่านที่ไม่ได้ศึกษาในสาขาวิชาภาษาศาสตร์ จะ
ได้เห็นภาพและเข้าใจว่าความหลากหลายและความซับซ้อน
ของแนวคิดทางภาษาศาสตร์ ได้เข้าใจว่านักภาษาศาสตร์มี
ความคิดเกี่ยวกับภาษาและศึกษาภาษาในลักษณะใดบ้าง
และท้ายที่สุดอาจจะมีใจชอบในภาษาศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์ที่
มีความน่าสนใจและมีความเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นๆ อีก
มากมาย

29 ต.ค. 2556

iii

CHAPTER 1

ภาพรวมการ
ศึกษา
ภาษาศาสตร์

History of Linguistics พยายามสร้างต้นไม้ตระกูลภาษา (family tree) ขึ้นมาใน
ลักษณะเดียวกันกับต้นไม้แสดงสายพันธุ์ทางชีววิทยา ความ
ภาษาศาสตร์ในอดีต สนใจทางด้านภาษาศาสตร์เปรียบเทียบและเชิงประวัติมีมา
ตลอดจนถึงศตวรรษที่ 19 และถือเป็นกระแสหลักของ
การศึกษาภาษาศาสตร์แบบปัจจุบัน กล่าวได้ว่ามีจุดเริ่ม ภาษาศาสตร์ ในสมัยนั้น การที่ความสนใจของนัก
ต้นในศตวรรษที่ 19 โดย Ferdinand de Saussure (ค.ศ. ภาษาศาสตร์ไปอยู่ที่การเปรียบเทียบคำระหว่างภาษา ทำให้
1857-ค.ศ.1913) ซึ่งถือกันว่าเป็นผู้บุกเบิกการศึกษา ความสนใจเรื่องอื่นๆทางภาษาศาสตร์ต้องไปผูกอยู่กับ
ภาษาศาสตร์ในปัจจุบัน แต่ความจริงแล้ว ความสนใจเรื่อง ศาสตร์อื่น เช่น จิตวิทยา (psychology) มนุษยวิทยา (an-
ภาษานั้นมีมาเนิ่นนาน เพื่อให้เห็นถึงพัฒนาการของ thropology) สังคมวิทยา (sociology) โดยที่นักจิตวิทยา
ภาษาศาสตร์ที่สมบูรณ์ เราจึงจะกล่าวถึงการศึกษาภาษาที่มี พยายามที่จะอธิบายเรื่องจิตมนุษย์ (human mind) โดยใช้
แต่ในอดีตตั้งแต่ยุคกรีก โรมัน (บทที่ 2) เรื่อยมาจนมีการ หลักฐานจากภาษาเพื่อเป็นวิถีทางที่จะเข้าใจถึงธรรมชาติของ
สร้างแนวคิดเรื่องระบบไวยากรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอน จิตมนุษย์ ส่วนนักมนุษยวิทยา (anthropologist) ซึ่งต้อง
ภาษาแต่อดีต ที่เรียกกันว่าเป็นไวยากรณ์ดั้งเดิม (Tradi- ศึกษาชุมชนและวัฒนธรรมชุมชนนั้น มีความจำเป็นต้องไป
tional Grammar) จนกระทั่งมาถึงช่วงศตวรรษที่ 18 ที่มีการ เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ทำความเข้าใจภาษาใหม่ๆ ของชน
ค้นพบว่าภาษาสันสกฤตนั้นก็มีความคล้ายคลึงกับภาษาลา แต่ละกลุ่ม และเพราะนักภาษาศาสตร์ในยุคนั้นไม่ได้สนใจ
ติน จึงทำให้มีความสนใจศึกษาเปรียบเทียบระหว่างภาษา เรื่องเหล่านี้ Franz Boas (ค.ศ.1859-ค.ศ.1942) ซึ่งเป็นผู้
ตระกูลต่างๆ พร้อมกับสืบสร้างหาภาษาที่เป็นภาษาดั้งเดิม บุกเบิกของ anthropological linguistics จึงได้วางแนวทาง
หรือ Proto language ขึ้น ความสนใจในการศึกษาเปรียบ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์สำหรับใช้บรรยายภาษาใหม่ๆที่พบ
เทียบและสืบสร้างประวัติความเป็นมาของภาษานี้เป็นแขนงที่ (scientific description of living language)
รู้จักกันในนามภาษาศาสตร์เปรียบเทียบและเชิงประวัติ
(Comparative and Historical Linguistics) (บทที่ 3) ยุคเริ่มต้นภาษาศาสตร์สมัยใหม่
นอกจากนี้ในยุคนี้ เป็นยุคที่มีความตื่นตัวทางวิทยาศาสตร์
ชีววิทยา โดยที่ Charles Darwin (ค.ศ.1809-ค.ศ.1882) จวบจนเมื่อ Saussure (ค.ศ.1857-ค.ศ.1913) ได้ชี้ให้
ได้ทำให้มีความสนใจศึกษาวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ซึ่งก็ส่ง เห็นแนวทางใหม่ในการศึกษาภาษา (บทที่ 4) คือการมองหา
ผลให้นักภาษาศาสตร์มองหาวิวัฒนาการของภาษาและ ระบบของภาษานั้นๆ เอง การศึกษาภาษาศาสตร์แบบเฉพาะ

5

สมัย (synchronic) จึงเกิดขึ้นและเป็นจุดเริ่มต้นการศึกษา แนวคิดที่เรียกว่าโครงสร้างนิยม (structuralism) เหมือนกัน
ภาษาศาสตร์แบบใหม่ขึ้นมา Saussure บรรยายความคิด ได้ (จะมีแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น ที่สำนักลอนดอนให้ความ
เขาในวิชา general linguistics แต่เขาก็ไม่ได้เขียนออกมา สำคัญกับบริบทสถานการณ์ และที่สำนักพร้ากให้ความสำคัญ
กับหน้าที่ของภาษา) แนวคิดสำคัญของแนวคิดแบบ
เป็นหนังสือ ต่อมาจึงได้มีการได้รวบรวมสมุดจดคำบรรยาย โครงสร้าง คือ เน้นการศึกษาความเป็นระบบ (systematic)
ที่ลูกศิษย์ของ Saussure ในขณะนั้นได้จดบันทึกจากชั้นเรียน ตามแนวคิดเรื่อง langue ของ Saussure มีการให้ความ
มาเรียบเรียงพิมพ์เป็นหนังสือ Cours de linguistique gener- สำคัญกับการวิเคราะห์หาสิ่งที่เป็นนามธรรม (abstract level
ale (Course in General Linguistics) ในปี ค.ศ.1916 of analysis) ว่าเป็นสิ่งสำคัญกว่า และการให้ความสำคัญกับ
Saussure มองว่าเราควรสนใจศึกษาภาษาในส่วนที่เป็น รูปนัย (form) มากกว่าความหมาย (meaning), และเปลี่ยน
ระบบนามธรรมภายในหรือ langue เป็นหลัก ไม่ใช่ parole มามองภาษาเขียนว่าสำคัญเป็นรองภาษาพูด ยุคนี้เป็นยุคที่
นักภาษาศาสตร์มองว่าภาษาเป็นสิ่งที่เป็นระบบ (system)
หรือตัวภาษาที่ปรากฏออกมาซึ่งเป็นเรื่องของผู้พูดแต่ละคน และมีโครงสร้างภายใน (structure) ยุคนี้จึงเป็นการศึกษา
เพราะ langue เป็นระบบนามธรรม (abstract system) ของ ภาษาศาสตร์ที่รู้จักกันว่าเป็นการศึกษาภาษาแบบเน้นหา
โครงสร้างของภาษาในระดับต่างๆ เป็นยุคของภาษาศาสตร์
ภาษาร่วมกันของคนในสังคมนั้นๆ ที่ทำให้คนเราสามารถใช้ โครงสร้าง (Structural Linguistics) พัฒนาการทาง
ภาษาสื่อสารระหว่างกันได้ ความคิดของ Saussure ทำให้ วิทยาศาสตร์เองก็มีผลต่อการศึกษาภาษาศาสตร์ในยุคนี้ ที่
ทำให้นักภาษาศาสตร์พยายามศึกษาภาษาอย่างเป็น
แนวทางของภาษาศาสตร์เปลี่ยนจากที่ยึดกับทฤษฎี วิทยาศาสตร์ ดังที่ปรากฏว่ามีการให้นิยามภาษาศาสตร์ใน
ยุคนี้ว่าคือ การศึกษาภาษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้น
วิวัฒนาการตามแบบของชีววิทยา มาสนใจหาระบบภายใน แนวคิดเรื่องการสร้างทฤษฎีต่างๆ จึงต้องอาศัยการสังเกต
จากข้อมูลภาษาแล้วพยายามหาข้อสรุปหรือคำอธิบายต่อ
ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางทางวิทยาศาสตร์แบบเคมีแทน ปรากฏการณ์ภาษาที่พบ

หลังจากนั้น พอดีเป็นยุคของการสิ้นสงครามโลกครั้งที่ ในกลุ่มของนักภาษาศาสตร์โครงสร้างชาวอเมริกัน ที่
1 ด้วย กระแสหลักของภาษาศาสตร์ที่มีเยอรมันเป็นผู้นำมา สำคัญได้แก่ Edward Sapir (ค.ศ.1884-ค.ศ.1939) และ
Leonard Bloomfield (ค.ศ.1887-ค.ศ.1949) (บทที่ 5)
เป็นศตวรรษก็เริ่มหมดไป เกิดแนวคิดใหม่ทางภาษาศาสตร์
6
ในที่อื่นๆ คือในยุโรปและอเมริกาขึ้น แต่ละที่ก็เสนอแนวคิด

ของสำนักตัวเอง เช่น ภาษาศาสตร์โครงสร้างสายอเมริกา
(American structuralist), ภาษาศาสตร์สำนักลอนดอน
(London school), ภาษาศาสตร์สำนักพร้าก (Prague
school), ภาษาศาสตร์สำนักโคเปนฮาเก้น (Copenhagen
school) เนื้อหาสาระโดยหลักก็ไม่ได้ต่างกันมาก เป็น

กลุ่มนี้สนใจศึกษาภาษาแบบเชิงประจักษ์ (empirical) เป็นทฤษฎีที่เน้นทางด้านหน้าที่และความหมายมากกว่ารูป
แบบหรือโครงสร้าง ระบบในทฤษฎีนี้มีลักษณะเป็นเซ็ทของ
พยายามหาระบบภาษาในระดับต่างๆ ตั้งแต่ระบบเสียง ตัวเลือกต่างๆ และเงื่อนไขของแต่ละตัวเลือก ตามเงื่อนไข
หน้าที่การใช้ ไม่ใช่ระบบที่เน้นโครงสร้างองค์ประกอบ
ระบบวจีวิภาค ระบบไวยากรณ์ โดยอาศัยการวิเคราะห์จาก
ส่วนในยุโรป ในส่วนของสำนักพร้าก (Prague school)
ข้อมูลจริงที่จับต้องได้ และไม่ใช้ความหมายมาเกี่ยวข้อง (บทที่ 8) มีบุคคลสำคัญ 3 คน คือ Roman Jacobson (ค.ศ.
1896-ค.ศ.1982), Nikolay Trubetzkoy (ค.ศ.1890-ค.ศ.
โดยตรง เนื่องจากเห็นว่าความหมายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถ 1938), Sergei Karcevskiy พวกนี้พูดถึงเรื่องของความ
แปลกเด่น (markedness) ด้วย โดยมองว่าหน่วยบางหน่วย
อธิบายได้ชัดเจน จะทำให้การศึกษาไม่เป็นวิทยาศาสตร์พอ บางตัวจะแปลกเด่น (mark) มากกว่าบางตัว งานที่โดดเด่น
Bloomfield เป็นพวกนักพฤติกรรมนิยม (behaviorist) จากนักภาษาศาสตร์กลุ่มนี้เป็นเรื่องทางสัทวิทยา โดยเฉพาะ
การนำเสนอเรื่องลักษณ์เด่นจำแนก (distinctive feature)
เพราะมองภาษาโดยอาศัยแนวคิดทางจิตวิทยาเรื่องสิ่งเร้า จาก Roman Jacobson แนวคิดในเรื่องไวยากรณ์หน้าที่
(stimulus) และการตอบสนอง (response) ในขณะที่ Sapir เช่นงานของ Talmy Givón (ค.ศ.1890-ปัจจุบัน) ก็รับแนวคิด
เป็นที่รู้จักดีในฐานะที่เป็นนักมนุษยวิทยาด้วย และก็มี Benja- เรื่องหน้าที่มาจากงานของพวกสำนักพร้ากนี้ ในขณะที่ทาง
min Lee Whorf (ค.ศ.1897-ค.ศ.1941) ลูกศิษย์ของ Sapir สำนักโคเปนฮาเก้น (Copenhagen school) ได้ขยายงาน
ที่นำเสนอความคิดต่อจาก Sapir โดยกล่าวถึงความสัมพันธ์ ของ Saussure มาตามแนวเน้นความสัมพันธ์ (relational) มี
ลักษณะที่เป็นนามธรรมมากขึ้นกว่างานของพวกนัก
ของภาษา ความคิด กับวัฒนธรรม ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อของ ภาษาศาสตร์โครงสร้างอเมริกาและของพวกสำนักพร้าก
Sapir-Whorf hypothesis
พอมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นักภาษาศาสตร์
ในขณะที่ทางอังกฤษ นำโดย J.R. Firth (ค.ศ.1890- สนใจแนวทางที่เป็นพีชคณิต (algebraic) มากขึ้น หนังสือ
ค.ศ.1960) (บทที่ 6) ให้ความสำคัญกับบริบทสถานการณ์ Methods of Structural Linguistics ของ Zellig S. Harris
(ค.ศ.1909-ค.ศ.1992) เป็นงานที่มีลักษณะการวิเคราะห์
ด้วย ซึ่งนำไปสู่แนวคิดที่มองภาษาเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับ แบบที่เป็นระบบและประยุกต์ความรู้ทางคณิตศาสตร์เข้ามา

สถานการณ์การใช้ แตกต่างจากนักภาษาศาสตร์โครงสร้าง 7

อื่นๆ ตรงที่ไม่ได้มองระบบของภาษาว่าประกอบด้วยระบบ

ย่อยๆที่เป็นอิสระจากกัน เช่น สัทวิทยา วจีวิภาค
วากยสัมพันธ์ เหมือนพวก Bloomfield แต่มองว่าเป็นพหุ
ระบบ (polysystemic) ซึ่งมีการทับซ้อนและข้ามระดับ
(level) กันได้ ต่อมา M.A.K Halliday (ค.ศ.1925-ปัจจุบัน)
จึงได้พัฒนาทฤษฎีไวยากรณ์ระบบ-หน้าที่ (Systemic Func-
tional Grammar) (บทที่ 7) ต่อจากงานของ Firth โดยให้

ในงานทางด้านวากยสัมพันธ์ด้วยในช่วงนี้ Zellig Harris มองภาษาเป็นเรื่องของปรากฏการณ์ทางพฤติกรรม แต่กลับ
เป็นผู้ก่อตั้งภาควิชาภาษาศาสตร์แห่งแรกในอเมริกาที่ มองว่าเป็นความสามารถที่คนเรามีมาแต่กำเนิด เป็นสิ่งที่
มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย และเป็นอาจารย์ของ Noam ติดตัวแต่กำเนิด (innate) Chomsky มองว่าการดูแต่ข้อมูล
Chomsky (ค.ศ.1928-ปัจจุบัน) งานของ Kenneth L. Pike ภาษา สิ่งที่ได้จะได้เห็นแต่เพียงโครงสร้างผิว (surface
(ค.ศ.1912-ค.ศ.2000) ในเรื่อง Tagmemics ก็เสนอมาเพื่อ structure) ไม่ใช่โครงสร้างลึก (deep structure) ข้อมูลที่
การวิเคราะห์ภาษาต่างๆ ในงานภาษาศาสตร์ภาคสนามโดย ได้จากนึกคิดเอาเองซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับกันในยุคของ
เฉพาะนักภาษาศาสตร์ในกลุ่ม SIL อีกคนในกลุ่ม Post ไวยากรณ์โครงสร้าง ก็มาเป็นที่ยอมรับว่าเหมาะสมที่จะใช้
Bloomfieldian ที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ Charles F. Hockett มากกว่า เพราะ Chomsky ได้ชี้ให้เห็นว่าการใช้แต่ข้อมูล
(ค.ศ.1916-ค.ศ.2000) ซึ่งเป็นผู้สืบทอดงานของ Bloom- ภาษาที่เกิดขึ้นจริงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอต่อการพยายาม
field ความสนใจทางด้านวากยสัมพันธ์ในยุโรปก็มีเช่นกัน อธิบายกลไกภาษาของมนุษย์ Chomsky นำเสนอแนวคิด
โดยมี Lucien Tesnière (ค.ศ.1893-ค.ศ.1954) เป็นผู้ เรื่องความรู้แต่กำเนิด (innateness) ว่าภาษาเป็นคุณสมบัติ
บุกเบิกงานด้าน Valency Grammar ซึ่งเป็นรากฐานของ จำเพาะที่มีอยู่แต่ในมนุษย์เท่านั้น เป็นความสามารถที่ทำให้
ไวยากรณ์พึ่งพา (dependency grammar) ในเวลาต่อมา เราพัฒนาความสามารถทางภาษาขึ้นมาได้ ยุคนี้เป็นยุคที่
ระบบไวยากรณ์เรียกว่าเป็นไวยากรณ์เพิ่มพูน (generative
ยุคไวยากรณ์เพิ่มพูน (Generative Grammar) grammar) เพราะสะท้อนให้เห็นว่าด้วยระบบกฎไวยากรณ์ที่
จำกัด แต่มนุษย์สามารถสร้างและเข้าใจประโยคต่างๆ ได้ไม่
งานของภาษาศาสตร์กระแสหลักในช่วงทศวรรษ 1960 จำกัดแม้จะไม่เคยใช้หรือได้ยินประโยคเช่นนั้นมาก่อน เป็น
เป็นต้นมา เป็นผลพวงมาจากงานของ Noam Chomsky คุณสมบัติที่เรียกว่าเป็นการสร้างสรรค์ (creativity) ทาง
(บทที่ 9) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ Zellig Harris Chomsky ภาษาของมนุษย์ ระบบไวยากรณ์ที่ Chomsky นำเสนอได้
เป็นผู้ทำให้การศึกษาทางภาษาศาสตร์เปลี่ยนแปลงอย่าง ทำให้เกิดความตื่นตัวทางภาษาศาสตร์เป็นอย่างมาก ทั้งผู้ที่
มาก ทำให้เป็นแนวทางที่ทำให้เป็นวิทยาศาสตร์แบบ เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1960-
คณิตศาสตร์มากขึ้น Chomsky ทำให้ความสนใจทางทฤษฎี 1970 ที่มีแนวคิดต่างๆ ที่ออกมาโต้แย้งกันมาก เป็นช่วงที่
ภาษาศาสตร์มาอยู่ที่การหาแบบจำลองที่แสดงสามัตถิยะ เกิดแนวคิดที่ต่อยอดไปเป็นอรรถศาสตร์เพิ่มพูน (generative
ภาษา (competence) ของผู้พูดผู้ฟังในอุดมคติ (ideal na- semantics) แนวคิดของ Chomsky เป็นที่ยอมรับเป็นกระ
tive speaker and hearer) Chomsky ไม่ยอมรับแนวคิดที่
8

แสหลักในอเมริกามาตั้งแต่ช่วงกลางของ 1960s ตั้งแต่งาน เสนอไวยากรณ์ที่ใช้หลักการซ้อนรวม (unification) ลักษณ์
ทฤษฎีมาตรฐาน (Standard Theory) ถูกนำเสนอออกมา เช่น ไวยากรณ์ศัพทหน้าที่ (Lexical Functional Grammar)
(บทที่ 13) และไวยากรณ์โครงสร้างวลีเน้นส่วนหลัก (Head
จากแนวคิดเรื่องโครงสร้างลึกที่มีผู้ขยายต่อมาเป็นอรรถ Driven Phrase Structure Grammar) (บทที่ 14) ซึ่งเป็น
ศาสตร์เพิ่มพูน ซึ่ง Chomsky ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดัง ไวยากรณ์ที่เน้นรูปนัย (formal grammar) ประเภทหนึ่งและ
เป็นไวยากรณ์ที่เป็นที่รู้จักและใช้ในงานทางภาษาศาสตร์
กล่าวและได้แก้ไขปรับปรุงทฤษฎีตัวเองใหม่ มีการเพิ่ม คอมพิวเตอร์อย่างแพร่หลาย
เงื่อนไขบังคับของกฎการปริวรรต (Transformational rule)
มากขึ้น พัฒนาการของทฤษฎีของ Chomsky มีการ ทฤษฎีภาษาศาสตร์แนวอื่นๆ

เปลี่ยนแปลงต่อเนื่องมาเรื่อยจนเป็นไวยากรณ์กำกับและผูก ทฤษฎีภาษาศาสตร์จำนวนมากมองความสัมพันธ์
ยึด (Government and Binding Theory) และมินิมั่ลลิสต์ ระหว่างหน่วยต่างๆ โดยมองเป็นโครงสร้างที่หน่วยเล็กรวม
โปรแกรม (Minimalist Program) ในปัจจุบัน (บทที่ 12) เป็นหน่วยใหญ่ขึ้นมา ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานที่มีมาตั้งแต่สมัย
ไวยากรณ์โครงสร้าง แต่ก็มีนักภาษาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งที่
ผลพวงจากการนำเสนอแนวคิดทฤษฎีภาษาศาสตร์ของ มองระบบภาษาต่างออกไป คือ มองว่าความสัมพันธ์ระหว่าง
Chomsky นั้นทำให้เกิดทฤษฎีต่างๆ ขึ้นอีกมากมาย ทฤษฎี หน่วยต่างๆ อาจไม่ต้องสร้างรูปแทน (representation) ใหม่
ขึ้นมา ในกลุ่มนี้ไม่มองโครงสร้างเป็นแบบหน่วยประกอบ
เหล่านี้นำเสนอแนวคิดบางอย่างที่แตกต่างไป แต่ในภาพ (constituent) แต่มองลักษณะเป็นหน่วยพึ่งพา (depend-
ency) เช่น ไวยากรณ์คำ (Word Grammar) ของ Richard
รวมก็ยังจัดได้ว่าเป็นไวยากรณ์แบบเพิ่มพูน เช่น ทฤษฎีไวยา Hudson (ค.ศ.1939-ปัจจุบัน) (บทที่ 15) ซึ่งมองว่าหน่วย
กรณ์ศัพทการก (Lexicase Theory) ของ Stanley Starosta สำคัญคือ คำ และความสัมพันธ์แบบพึ่งพาระหว่างคำใน
(ค.ศ.1939-ค.ศ.2002) (บทที่ 11) ซึ่งมองแย้งว่าไม่มีสิ่งที่เป็น ประโยค
โครงสร้างลึก อีกทั้งการก (case) ที่ควรจะเป็นก็จะต่างจาก
การกระดับลึก (deep case) ที่ Charles J. Fillmore (ค.ศ. อีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจ คือแนวคิดในทฤษฎีอุตมผล
1929-ปัจจุบัน) นำเสนอในไวยากรณ์การก (Case Gram- (Optimality Theory) (บทที่ 17) ซึ่งเริ่มต้นจากงานของ
mar) (บทที่ 10) นอกจากนี้ ก็มีทฤษฎีไวยากรณ์สัมพันธ์ Prince และ Smolensky ที่อธิบายระบบเสียงด้วยวิธีการ
(Relational Grammar) ที่ David Perlmutter นำแย้ง
ว่าการแปลงจากประโยคกรรตุ (active) เป็นประโยคกรรม 9
(passive) นั้นไม่ใช่เรื่องของการใช้กฎปริวรรต แต่เป็นผล
ของการเน้นความสัมพันธ์ (relation) ที่ต่างกัน และก็มีผู้นำ

กำหนดข้อบังคับ (constraint) และให้ระบบหาผลที่ดี (opti- nitive Grammar) ที่เชื่อมโยงโครงสร้างต่างๆ เข้ากับคำ
mal) ที่สุด คือมีความขัดแย้งของข้อบังคับน้อยที่สุด ซึ่งแตก อธิบายทางปริชาน และยังมองว่าระบบไวยากรณ์เป็นเรื่อง
ต่างไปจากแนวคิดเดิมๆ ที่มองหาคำอธิบายระบบในรูปของ ของหน่วยสร้าง (construction) ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคำ
กฎต่างๆ แนวคิดทฤษฎีอุตมผลนี้มีผู้สนใจและขยายไปสู่ แต่เป็นหน่วยสร้างระดับต่างๆและความหมายของประโยคก็
การอธิบายปรากฏการณ์ในระดับอื่น เช่น วากยสัมพันธ์ใน ไม่ได้มาจากความหมายของคำอย่างเดียวแต่มีความหมายที่
เวลาต่อมา อีกแนวคิดหนึ่งที่ไม่มองระบบไวยากรณ์เป็นกฎที่ ได้จากหน่วยสร้างนั้นๆ ด้วย ซึ่งเป็นที่มาของไวยากรณ์หน่วย
ตายตัว แยกจากกันชัดเจน (discrete) แต่มองเป็นแบบ สร้าง (Construction Grammar) ในปัจจุบัน
ความน่าจะเป็น (probabilistic) เรียกว่า ภาษาศาสตร์ความ
น่าจะเป็น (Probabilistic Linguistics) (บทที่ 18) ซึ่งมองว่า ภาษาศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ
โครงสร้างบางแบบเป็นที่คุ้นเคยหรือมีความน่าจะเป็น
มากกว่าโครงสร้างอื่นๆ และเรื่องความน่าจะเป็นนี้เป็น นอกจากการศึกษาภาษาเพื่อให้เข้าใจระบบหรือกลไก
คุณสมบัติพื้นฐานอย่างหนึ่งของภาษา ค่าความน่าจะเป็นนี้ ทางภาษาของมนุษย์แล้ว ภาษาศาสตร์ยังเป็นศาสตร์ที่
ได้มาจากความคุ้นเคยหรือประสบการณ์ทางภาษา ซึ่งอาจ เกี่ยวข้องศาสตร์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น การศึกษาทาง
ประมาณได้หากสามารถรวบรวมคลังข้อมูลภาษาที่ใหญ่เพียง ภาษาศาสตร์สังคม (sociolinguistics) ที่ศึกษาความแตก
พอได้ ต่างของภาษาที่พบในกลุ่มคนในสังคมที่แตกต่างกัน ว่ามี
ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลทำให้มีลักษณะการใช้ภาษาที่ต่างกัน
นอกจากนี้ ยังมีนักภาษาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เชื่อว่า ในกลุ่มต่างๆ การศึกษาทางภาษาศาสตร์ชาติพันธ์ (ethno-
ความสามารถทางภาษาเป็นลักษณะเฉพาะที่แยกจากระบบ linguistics) ที่ศึกษาระบบความคิดความเชื่อของคนใน
ปริชานอื่นๆ แต่มองว่าเป็นการพัฒนาความสามารถนี้ขึ้นมา สังคมวัฒนธรรมหนึ่งผ่านมิติทางภาษา การศึกษา
ผ่านกลไกทางปริชานที่มนุษย์มีอยู่ กลุ่มนี้เริ่มมาจากกลุ่มของ ภาษาศาสตร์จิตวิทยา (psycholinguistics) ที่ศึกษาปัจจัย
พวกอรรถศาสตร์เพิ่มพูน แนวคิดกลุ่มภาษาศาสตร์ปริชาน ทางจิตวิทยาและระบบประสาทที่มีผลต่อการรับรู้และเข้าใจ
(Cognitive Linguistics) นี้ (บทที่ 16) เป็นที่สนใจมากใน ภาษา การใช้ภาษา ตลอดจนถึงการรับภาษา การศึกษา
ปัจจุบัน สามารถใช้อธิบายเรื่องทางอรรถศาสตร์ได้ดี เช่น ภาษาศาสตร์ประยุกต์ (applied linguistics) ที่เน้นนำความรู้
งานทางด้านอรรถศาสตร์ปริชาน (Cognitive Semantics) ความเข้าใจทางภาษาศาสตร์ไปประยุกต์ในการเรียนการ
ของ George Lakoff ของ Leonard Talmy ในส่วนของ สอนภาษา การศึกษาภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (computa-
ระบบไวยากรณ์ ก็อธิบายในรูปของไวยากรณ์ปริชาน (Cog-
10

tional linguistics) ที่สนใจวิธีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ มากๆก็จะเริ่มมองเห็นปรากฏการณ์ตรงนี้ชัดมากขึ้นและเห็น
ให้สามารถประมวลผลภาษาและดูเสมือนมีความสามารถ กันว่ากรอบความคิดของทฤษฎีเดิมนั้นใช้อธิบายเรื่องเหล่านี้
ทางภาษาเช่นเดียวกับมนุษย์ การศึกษาทางภาษาศาสตร์ ไม่ได้ ก็จะมีผู้เสนอทฤษฎีใหม่บนกรอบความคิดใหม่ๆขึ้นมา
วิพากษ์ (critical linguistics) (บทที่ 19) ที่ว่าด้วยการ เกิดมีการปฏิวัติทางความคิดเกิดขึ้น เรียกว่าเป็นการ
วิพากษ์สังคมที่เรียกว่าวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (criti- เปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm) เปลี่ยนกรอบความคิดของ
cal discourse analysis) โดยอาศัยหลักฐานทางภาษาที่พบ ทฤษฎีเป็นอีกแบบ แล้วก็จะพบว่าในกรอบความคิดใหม่
ในสื่อต่างๆ หรือจากการวิเคราะห์วาทกรรมต่างๆ เพื่อเปิด ทฤษฎีสามารถตอบคำถามหลายๆคำถามที่ทฤษฎีเดิมๆตอบ
เผยให้เห็นถึงอุดมการณ์ที่ซ่อนเร้น ต่อสู้และดำเนินอยู่ใน ไม่ได้ โดยปกติแล้ว กว่าที่แนวทฤษฎีใหม่จะเป็นที่ยอมรับกัน
สังคม ก็ต้องใช้เวลาช่วงหนึ่ง โดยมากก็จนกว่านักวิทยาศาสตร์รุ่น
ใหม่จะก้าวมามีบทบาทแทนที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นเก่า Tho-
การเปลี่ยนแปลงศาสตร์กับการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ mas Khun (คศ.1922-คศ.1996) กล่าวว่า การปฏิวัติความ
คิดของวิทยาศาสตร์ไม่ได้เกิดจากตัวปัญหาโดยตรง แต่มี
เราอาจมองพัฒนาการของภาษาศาสตร์ในอีกลักษณะ ความสัมพันธ์กับสภาพสังคมและแนวคิดของผู้คนในขณะนั้น
หนึ่ง โดยมองจากกระแสความคิดหลักหรือกระบวนทัศน์ ความสำเร็จของศาสตร์สาขาหนึ่งก็มีผลกระทบต่อการ
(paradigm) ที่เกิดขึ้นในสังคม ณ เวลานั้นๆ ในบทความ เปลี่ยนแปลงของศาสตร์ในอีกสาขาหนึ่ง
ของ Winograd (1983) ได้กล่าวถึงพัฒนาการของ
ภาษาศาสตร์ โดยเริ่มต้นพูดถึงว่า ลักษณะการพัฒนาทฤษฎี การเปลี่ยนแปลงของกรอบความคิดในเรื่องของการ
ทางวิทยาศาสตร์นั้นเป็นอย่างไร วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของ ศึกษาทางภาษาก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน Winograd
การตอบคำถามหาคำอธิบายถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ (1983) พูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางภาษาศาสตร์โดยการโยง
แบบหนึ่ง คำอธิบายหรือทฤษฎีที่ใช้จะเป็นที่ยอมรับและ ให้เห็นลักษณะเด่นของทฤษฎีทางภาษาศาสตร์ในแต่ละช่วง
พอใจอยู่ช่วงเวลาหนึ่งว่าสามารถให้คำอธิบายปรากฏการณ์ ดังสรุปดังนี้
ต่างๆที่เกิดขึ้นได้ ทฤษฎีจะมีการพัฒนาไปเรื่อยๆเพื่อให้คำ
ตอบที่ได้ครอบคลุมและเป็นที่พอใจมากขึ้น จนกระทั่งมีผู้พบ ช่วงแรกที่เป็นไวยากรณ์บัญญัติ (prescriptive gram-
ว่าแนวคิดทฤษฎีนั้นใช้อธิบายปรากฏการณ์บางอย่างไม่ได้ mar) ภาษาเหมือนเป็นกฎเกณฑ์ที่ผู้เรียนจะต้องจดจำว่าเป็น
แรกๆก็จะไม่เป็นที่ยอมรับกัน จนมีผู้เข้ามาศึกษาในจุดนี้ อย่างไร ใช้อย่างไร ภาษาศาสตร์จึงเป็นเหมือนกฎข้อบังคับ
(linguistics as law) มองว่าการใช้แบบไหนถึงจะถูก แบบ

11

ไหนผิดหลักไวยากรณ์ ปัจจุบันนักภาษาศาสตร์ไม่ได้คิดเช่นนี้ จิตวิทยาอเมริกันในยุคนั้น ซึ่งมองว่าวิธีการเดิมในทาง
แล้ว และยอมรับว่าภาษาเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงไป จิตวิทยาที่อธิบายพฤติกรรมมนุษย์ในรูปแบบของ
ตามกาลเวลาได้ กระบวนการทางจิต (mental process) นั้นยังไม่เป็น
วิทยาศาสตร์พอ การศึกษาโดยการสังเกตพฤติกรรมนั้นมี
ในยุคการศึกษาภาษาศาสตร์เปรียบเทียบ (Compara- ลักษณะที่เป็นภววิสัย (objective) มากกว่า พอมาใช้กับเรื่อง
tive linguistics) เริ่มแรกที่มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง ของภาษา ก็เลยเป็นการเน้นที่การสังเกตจากข้อมูลภาษาที่ได้
ภาษาก็มองการเปลี่ยนแปลงของภาษาหรือการกลายเสียง มาจากการใช้จริง ส่วนที่มองว่าการศึกษาภาษาศาสตร์ใน
ออกมาในรูปของกฎการกลายเสียงในลักษณะเหมือนกฎทาง ยุคนี้เปรียบเหมือนกับวิชาเคมี เพราะลักษณะการวิเคราะห์
ฟิสิกส์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มของการพยายามทำให้ภาษาศาสตร์ ภาษาเป็นไปในทำนองนั้น ในทางเคมีจะมีการทดลองเพื่อหา
เป็นแบบวิทยาศาสตร์ ต่อมามีการมองเปรียบเทียบหาความ องค์ประกอบและหน่วยพื้นฐาน และดูว่าจะมีการรวมตัวกัน
สัมพันธ์ระหว่างภาษาและดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เป็นสารประกอบต่างๆได้อย่างไร เหมือนกับที่นักภาษา
ภาษาศาสตร์จึงเปรียบเหมือนชีววิทยา (linguistics as biol- พยายามจัดระบบหาหน่วยเสียงในภาษาโดยดูจากข้อมูล
ogy) เหมือนกับการศึกษาทางชีววิทยาโดยทฤษฎี ภาษาที่ได้ ในขณะที่วิธีการของพวกไวยากรณ์โครงสร้าง
วิวัฒนาการของ Darwin นักภาษาศาสตร์ก็สร้างต้นไม้ สามารถใช้กับการหาระบบเสียงได้ดี การใช้กับระบบที่สูงขึ้น
ตระกูลภาษาแบบเดียวกับที่ทฤษฎีของ Darwin สร้างต้นไม้ คือ ระดับวากยสัมพันธ์ เป็นไปได้ยากกว่า เพราะหน่วยพื้น
แสดงสายพันธุ์ต่างๆ ภาษาอย่าง Proto-Indo-European ฐานในระดับนี้มีมากกว่าจำนวนหน่วยพื้นฐานในระดับวจี
แรกๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่ได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่าง วิภาค (ซึ่งก็คือหน่วยคำ (morpheme))
ภาษาต่างๆ ทำให้คนสนใจกันมาก จนไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีการ
ค้นพบอะไรใหม่ๆ ขึ้น ยุคของไวยากรณ์เพิ่มพูน ภาษาศาสตร์เปรียบเหมือน
คณิตศาสตร์ (linguistics as mathematics) ในยุคนี้กรอบ
ในยุคของภาษาศาสตร์โครงสร้าง ภาษาศาสตร์เปรียบ ความคิดเปลี่ยนไปจากที่เคยเชื่อถือข้อมูลจริงเป็นหลัก ก็หัน
เหมือนกับวิชาเคมี (linguistics as chemistry) การ มาใช้การหยั่งรู้ (intuition) ของเจ้าของภาษาเป็นหลัก
เปลี่ยนแปลงในช่วงนี้เป็นการเปลี่ยนความสนใจจากเรื่อง Chomsky เป็นผู้บุกเบิกของยุคนี้ เขามองว่าการจำกัดตัวเอง
ของการวิวัฒนาการของภาษามาที่โครงสร้างของภาษา อยู่กับการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเดียวไม่สามารถอธิบาย
โดยตรง แนวคิดของพวกไวยากรณ์โครงสร้างได้รับอิทธิพล ลักษณะการใช้ภาษาแบบสร้างสรรค์ (creativity) ของมนุษย์
จากความคิดเรื่องพฤติกรรมนิยม (behaviorism) ของนัก ได้ สิ่งที่สนใจศึกษาคือแบบจำลองที่อยู่เบื้องหลังที่ทำให้เรา

12

สามารถพูด ฟังภาษาได้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะสังเกตเห็นได้
โดยตรงเลยต้องอาศัยการหยั่งรู้ (intuition) ช่วย Chom-
sky ได้แยกความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็นกฤตกรรมภาษา
(performance) คือการใช้ภาษาที่เกิดจริง กับสามัตถิยะ
ภาษา (competence) ซึ่งก็คือแบบจำลองที่แทนความรู้ทาง
ภาษานี้ ภาษามีลักษณะคล้ายกับคณิตศาสตร์ ถ้าเรา
พิจารณาว่า ประโยค x ว่าถูกไวยากรณ์ (grammatical)
หรือไม่ ก็เหมือนกับที่ทางคณิตศาสตร์ สามารถอธิบายว่า
นิพจน์ (x+1)^2 = x^2 +2x + 1 เป็นจริงหรือไม่
คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยเซ็ทของกฎและกลไกที่ใช้ตัดสิน
ว่านิพจน์ใดถูกตามหลักหรือไม่ พวกไวยากรณ์เพิ่มพูนมอง
ภาษาเป็นเหมือนองค์ประกอบทางคณิตศาสตร์ (mathemati-
cal object) แล้วสร้างทฤษฎีที่ประกอบด้วยเซ็ทของสัจพจน์
(set of axiom) และกฎการอนุมาน (inference rules)
ประโยคที่ถูกไวยากรณ์คือประโยคที่สามารถอนุพัทธ์
โครงสร้าง (derive structure) ขึ้นจากเซ็ทของกฎเหล่านี้
ความสำเร็จสำคัญของแนวคิดนี้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา
ทางวากยสัมพันธ์

อ้างอิง

• Sampson, Geoffrey 1980. Schools of Linguistics.
Stanford U. Press

• Winograd, T. 1983. Language as a Cognitive Process.
Edward Arnold Publishing.

13

CHAPTER 2

ไวยากรณ์
ดั้งเดิม

Traditional Grammar

ก่อนที่ภาษาศาสตร์จะถูกมองและนิยามให้เป็นการ เสรี (free will) ผลที่เกิดตามมาก็คือ มีการถกเถียงกันได้ มี
ศึกษาภาษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 ความ การแสดงปัญญาความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ (intellectual
สนใจในภาษานับย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ก่อนคริสตกาล disagreement) และคุณลักษณะพิเศษของชาวกรีกอีก
รากฐานของอารยธรรมตะวันตกปัจจุบันกำเนิดมาจากยุคกรีก ประการ คือการรู้จักตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ ที่พบเห็นอยู่รอบ
และโรมัน ในบทนี้จึงจะกล่าวถึงความคิดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตัว ในขณะที่ผู้คนในวัฒนธรรมอื่นๆมองเห็นเป็นเรื่องทั่วไป
กับภาษาที่เกิดขึ้นในยุคกรีก และต่อมาในยุคโรมัน จน จึงทำให้มีความรู้ด้านต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย
กระทั่งมาเป็นไวยากรณ์ดั้งเดิมแบบที่รู้จักกันในปัจจุบัน
ในยุครุ่งเรืองของกรีกนั้น (classical age 510-323 BC)
อารยธรรมกรีกโบราณนั้นมีมานานกว่า 2000 ปีก่อน นักคิดชาวกรีกสนใจในเรื่องธรรมชาติของความเป็นจริง (na-
คริสตกาล (2000 BC) เรื่องราวต่างๆ ถูกถ่ายทอดกันมาใน
ลักษณะเป็นเรื่องเล่าตำนาน เช่น สงครามกรุงทรอยในมหา 15
กาพย์ Iliad และมหากาพย์ Odyssey กรีกเคยใช้ตัวเขียนใน
ลักษณะเป็นตัวเขียนแทนพยางค์ (syllabic writing system)
แต่ก็มีสัญลักษณ์บางตัวแทนคำ (logogram) บ้าง แต่ภาษา
เขียนสูญหายไปในช่วงยุคมืดของกรีก (1200-800 BC) จน
มาถึง 800 BC จึงมามีตัวเขียนแบบตัวอักษร (alphabet) ที่
นำมาจากชาว Phonecian ทำให้มีการเขียนบันทึกงาน
วรรณกรรมอย่าง Iliad และ Odyssey ต่อมาในระหว่างช่วง
750-700 BC โดยกวี Homer คุณลักษณะหนึ่งของ
วัฒนธรรมกรีกที่ทำให้สามารถสร้างนักปราชญ์มากมายมา
จากการที่ชาวกรีก แม้ว่าจะนับถือเทพเจ้าต่างๆ เหมือน
คนในอารยธรรมอื่นๆ แต่เทพเจ้ากรีกนั้นไม่สามารถบังคับ
ให้มนุษย์ทำสิ่งต่างๆ โดยไม่เต็มใจได้ ชาวกรีกจึงมีเจตจำนง

ture of reality) และธรรมชาติของความรู้ (nature of INTERACTIVE 2.1 Greek empire
knowledge) บทบาทที่ภาษาเป็นที่สนใจใยยุคนี้ ก็เพราะมี
ความคิดที่ว่าการแสวงหาความเป็นจริงนั้น ภาษาและการถก Pergamum
เถียงเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เข้าถึงความเป็นจริงนี้ได้หรือไม่
ความคิดที่เกี่ยวข้องกับภาษาที่โต้เถียงกันอย่างแพร่หลายใน Alexandria
ยุคนี้ คือความคิดที่ว่าภาษาสะท้อนความจริงในธรรมชาติ
หรือเป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้น (nature หรือ convention) และ เปลี่ยนแปลง อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ แต่ถ้าเป็น con-
ความคิดที่ว่าด้วยรูปแบบภาษาที่พบว่าอธิบายได้ด้วยกฎหรือ vention ก็หมายความว่า ภาษาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ
ไม่ (analogy หรือ anomaly) ประเพณีแบบแผนของมนุษย์ เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างหรือ
กำหนดขึ้น (ข้อถกเถียงประเด็นนี้เกิดขึ้นกับเรื่องต่างๆ ใน
อารยธรรมกรีกดำเนินไปและขยายอาณาเขตอย่างมาก สมัยนั้นด้วย เช่น เรื่องความเป็นรัฐ (state) เรื่องเทพเจ้า
ในช่วงสมัยพระเจ้า Alexander (336-323 BC) โดยสามารถ (gods) เป็นต้น)
มีชัยเด็ดขาดเหนืออาณาจักรเปอร์เซียและสามารถแผ่
อาณานิคมไปถึงอินเดีย หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้า Al- ความแตกต่างตรงนี้ ถูกโต้เถียงกันผ่านประเด็นว่า มี
exander กรีกเริ่มเสื่อมถอยลงแบ่งเป็นอาณาจักย่อยๆ แต่ยัง ความเชื่อมโยงกันระหว่างความหมายกับรูปคำหรือไม่ พวก
คงวัฒนธรรมภาษากรีกในดินแดนเหล่านั้น จนมาถูกยึด
ครองโดยอาณาจักรโรมันในปี 146 BC 16

ภาษาสะท้อนธรรมชาติที่แท้จริงหรือถูกสร้างขึ้น (nature
or convention)

ข้อถกเถียงนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรีก ศตวรรษที่ 5 ก่อน ค.ศ.
ประเด็นที่นักปราชญ์ชาวกรีกโต้เถียงกัน คือ ประเด็นว่าภาษา
เป็น nature (phýsis) หรือ convention (nómos) ถ้า
หากว่าภาษามีลักษณะเป็น nature ก็หมายความว่า ภาษานั้น
มีต้นกำเนิดจากหลักการที่เป็นนิรันดร (eternal) และไม่

naturalist คือกลุ่มที่เชื่อว่ามีความเป็นจริงที่สมบูรณ์อยู่ เช่น หรือ ย้าย บางส่วนได้เพราะมีความเชื่อมโยงความหมาย
Cratylus บอกว่า ทุกคำนั้นเป็นไปตามธรรมชาติของสิ่งที่มัน อย่างเป็นธรรมชาติเกิดขึ้น
แทน ตัวอย่างที่ชัด คือ พวกคำเลียนเสียงธรรมชาติ (ono-
matopoeic words) ทั้งหลาย เช่น เสียงร้องของสัตว์ต่างๆ ส่วนพวก conventionalist นั้นมองทุกอย่างตรงกันข้าม
ว่าไม่มีความจริงแท้อยู่นอกเหนือจากที่เป็น และภาษาไม่ได้
เหมียว โฮ่ง และก็มีคำพวกหนึ่งที่ถูกใช้แทนแหล่งที่มาของ สะท้อนความจริงของธรรมชาติ ภาษาเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์
เสียงนั้น เช่น cuckoo กาเหว่า ฮูก คำพวกนี้เป็นตัวอย่างที่ สร้างขึ้นในสังคมวัฒนธรรมเท่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงไป
สะท้อนว่าคำในภาษาเป็นการกำหนดชื่อเรียกหรือ naming ตามสังคมกำหนด เมื่อการเปลี่ยนแปลงเป็นที่ยอมรับแล้วก็
ที่ตรงตามธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งนั้น คำว่า onomato- สามารถใช้ได้ไม่แตกต่างจากแต่ก่อน นอกจากนี้ ยังแย้งว่า
poeia หมายถึง ‘creation of name’ แต่คำทั้งหมดในภาษา ถ้าดูคำเลียนเสียงธรรมชาติในภาษาที่ต่างกัน ก็จะพบว่าไม่
ก็ไม่ได้มีลักษณะสะท้อนธรรมชาติเช่นนี้ พวก naturalist จึง ได้ออกเสียงเหมือนกันทีเดียวด้วย ส่วนบางคนเช่น Epicu-
rus (341-270 BC) ก็เชื่อว่าเป็นทั้งสองแบบโดยเริ่มต้นภาษา
อธิบายต่อว่าคำเลียนเสียงธรรมชาตินี้เป็นแกนกลางของวง มีลักษณะเป็น nature แต่เมื่อมีการใช้ไปเรื่อยๆ มีการปรับ
แก้ไขจึงเป็น convention
ศัพท์ในภาษาทั้งหมด และหาคำอธิบายสำหรับคำอื่นๆ เช่น
ในงานของ Plato (428/427 BC – 348/347 BC) เรื่อง
มองดูหาความเป็นธรรมชาติจากส่วนประกอบภายใน Cratylus เป็นบทการสนทนาของ Socrates, Hermogenes,
ตัวอย่างสมมติ เช่น เสียง /l/ ในคำ liquid, flow มีลักษณะ และ Cratylus ที่ว่าด้วยกำเนิดของภาษาและความสัมพันธ์
เป็นเสียงลื่นไหล (liquid) ดังนั้น คำเหล่านี้จึงมีลักษณะที่เป็น ระหว่างคำกับความหมาย Hermogenes
เป็นพวก conventionalist มองว่า ono-
ธรรมชาติอยู่ในตัว คำอธิบายในลักษณะนี้ปัจจุบันเราเรียก mata หรือ names (แทนทั้งสิ่งที่เป็นคำ
ว่า sound-symbolism ส่วนคำอื่นๆที่เหลือที่อธิบายด้วย เรียกสิ่งต่างๆ และที่เป็นชื่อคนหรือ com-
mon noun กับ proper nameใน
หลักเหล่านี้ไม่ได้ ก็ต้องหาทางอธิบายโดยใช้วิธีการทาง ปัจจุบัน) เป็นเรื่องที่คนเราตั้งขึ้นแล้วแต่
ศัพทมูลวิทยา (etymology) แทน แยกคร่าวๆเป็น 2 แบบ ว่าจะเรียกสิ่งต่างๆ อย่างไร เช่น อาจ
เรียกสิ่งที่เป็นม้า ว่า คน และเรียกสิ่งที่เป็นคนว่า ม้า ก็ได้
แบบแรก อธิบายว่าคำที่เห็นนั้นมีความหมายที่ขยายหรือ
17
เชื่อมโยงจากคำอื่นโดยวิธีการธรรมชาติหรือที่เรียกว่าอุป
ลักษณ์ (metaphor) เช่น the mouth of a river ปากแม่น้ำ

แบบที่สอง คืออธิบายว่าคำกลายมาจากอีกคำหนึ่งผ่าน
กระบวนการแปลงคำ (derivation) ด้วยการ เติม ลบ แทนที่

ในช่วงต้นเป็นการสนทนาระหว่าง Socrates และ Her- ใช้ภาษาได้ตั้งชื่อเรียกสิ่งต่างๆที่สะท้อนความหมายแท้จริงสิ่ง
mogenes ซึ่ง Socrates ได้ชี้ให้เห็นว่าความคิดเรื่องที่ภาษา นั้นๆ แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของคำและการสร้างคำ
เป็น convention ในลักษณะที่ Hermogenes กล่าวมานั้นไม่ ใหม่ๆ ทำให้ไม่เห็นความหมายชัดในคำปัจจุบัน จึงจำเป็น
ถูกเสียทีเดียว เพราะไม่ใช่ว่าใครก็สามารถตั้งชื่อเรียกสิ่ง ต้องสืบกลับหาคำที่เป็นคำดั้งเดิม (primitive) เหล่านั้นให้
ต่างๆได้ เหมือนที่เราไม่สามารถสร้างสิ่งต่างๆ เพราะไม่มี ได้) ส่วนในช่วงหลังเป็นการสนทนาหลักระหว่าง Socrates
ความเชี่ยวชาญแบบช่างเฉพาะทางในเรื่องนั้น ชื่อที่คิดว่าจะ และ Cratylus ซึ่ง Socrates ก็กล่าวแย้งความคิดแบบ natu-
ตั้งอย่างไรก็ได้ก็ไม่ใช่ชื่อที่แท้จริงเพราะไม่ได้ตั้งจากผู้รู้จริง ralist สุดขั้วของ Cratylus ที่มองว่าคำที่เรียกนั้นสามารถ
ในเรื่องนั้น เหมือนเรือที่จะแล่นได้ต้องถูกสร้างโดยผู้ อธิบายธรรมชาติแท้จริงของสิ่งนั้นได้ ซึ่งหากการเรียกชื่อไม่
เชี่ยวชาญการต่อเรือ ภาษาก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าใครอยากตั้งชื่อ สะท้อนความจริงของสิ่งนั้นก็เหมือนเราไม่ได้กล่าวถึงสิ่งนั้น
อะไรอย่างไรก็ได้ ผู้รู้เท่านั้นจึงจะเรียกชื่อสิ่งนั้นได้ถูกต้อง เลย Socrates ชี้ว่ามีจุดที่ต้องยอมรับว่าบางอย่างเป็น con-
ตามธรรมชาติของสิ่งนั้น และชื่อที่เรียกสิ่งเดียวกันต่างกันใน vention อย่างเช่นคำบอกจำนวนนับ เพราะตัวเลขต่างๆมีไม่
ภาษาต่างๆ ก็ไม่แปลก เพราะการหาคำที่เหมาะสมที่สุดของ จำกัด ไม่มีทางที่จะมีคำที่แสดงความจริงของแต่ละจำนวนนับ
สิ่งนั้นๆ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ระบบเสียงในแต่ละภาษานั้นเอง ได้ แต่ต้องยอมรับว่ามีกฎบางอย่างที่เรากำหนดขึ้นเพื่อให้
และหากเราเชื่อว่าประพจน์ (proposition) เป็นจริงหรือเท็จ สร้างคำแทนเลขที่ไม่จำกัดนั้นได้ อีกทั้ง Socrates ก็ตั้ง
ได้ หน่วยย่อยภายในนั้นก็ต้องบอกความเป็นจริงหรือเท็จได้ คำถามเรื่องของการสืบกลับหาความหมายของคำต่างๆ ว่ามี
ด้วย คำจึงมีธรรมชาติที่แท้จริง (true nature) ของมัน มีชื่อ ความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ในตอนท้าย Socrates
ที่แท้จริงที่สะท้อนความจริงแท้ของสิ่งนั้น และหากเราจะเรียก เสนอว่าเราน่าจะเรียนรู้เข้าใจสิ่งต่างๆ จากตัวของสิ่งนั้นเอง
สิ่งต่างๆอย่างไรก็ได้ตามแต่ใจชอบ เช่น บางคนเรียกมนุษย์ มากกว่าที่จะอาศัยความเข้าใจจากชื่อที่ตั้งให้กับสิ่งต่างๆ
ว่าม้า เมื่อกล่าวว่า ม้ามีสี่ขา ก็จะเป็นจริงเฉพาะกับคนที่เรียก งาน Cratylus ทำให้มีผู้ตีความจุดยืนของ Plato ไปต่างๆ
ม้าว่าม้า แต่จะเป็นเท็จสำหรับคนที่เรียกมนุษย์ว่าม้า แล้วเรา บ้างก็ว่าเห็นด้วยกับ Hermogenes บ้างก็ว่าเห็นด้วยกับ
จะแสวงหาความจริงเท็จจากถ้อยคำต่างๆได้อย่างไร แต่ Cratylus บ้างก็ว่าไม่เห็นด้วยกัทั้งสองแนวคิด
แน่นอนว่า ชื่อที่ตั้งหรือเรียกมาแต่แรกอาจมีการเปลี่ยนไป
ด้วยเหตุต่างๆ ดังนั้นการศึกษาทางศัพทมูลวิทยา (etymol- ความคิดของ Socrates (469–399 BC) ที่ปรากฏใน
ogy) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สืบกลับไปยังความคิด เรื่อง Cratylus ถือได้ว่าเป็นความคิดของ Plato (429–347
ดั้งเดิมของคำนั้นๆได้ (พวก Stoic เชื่อว่ามนุษย์กลุ่มแรกๆที่ BC) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ Socrates (Socrates ไม่ได้เขียนงาน
ความคิดของตน แต่มี Plato และ Xenophon เป็นผู้บอกเล่า

18

ความคิดของ Socrates หลังจากที่ต้องตายเพราะเลือกดื่มยา ที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม Plato ก็มีคุณูปการต่อการศึกษา
พิษแทนการประกาศว่าความคิดของตนผิด) งานเขียน Craty- ภาษา เพราะเขาเป็นผู้แยกความต่างระหว่างประธาน (sub-
lus ดูเหมือน Socrates จะไม่ได้เห็นด้วยกับทั้งสองฝ่าย แต่ ject) และภาคแสดง (predicate) หรือแยกกลุ่มคำที่เป็นนาม
และกริยา2 โดยให้นามคือคำ (term) ที่ทำหน้าที่เป็น
หากมองว่าการสนทนาทั้งหมดเป็นกระบวนการถามตอบเพื่อ ประธานของภาคแสดงได้ และกริยาคือคำที่แสดงการกระทำ
นำไปสู่ความเข้าใจความจริง (truth) Socrates ก็มีจุดยืนที่ หรือคุณสมบัติ และยังแยกกลุ่มหน่วยเสียง (segmental
ตรงข้ามกับพวก Sophist ซึ่งไม่เชื่อว่ามีความจริงแท้อยู่ phoneme) ในภาษากรีกเป็นกลุ่มพยัญชนะและสระ
(truth is an illusion) Plato แย้งว่าถ้าเป็นตามแนวคิด
แบบสัมพัทธ์ของ Protagoras' relativist idea คือภาษาเป็น Aristotle (384-322 BC) ซึ่งเป็นลูกศิษย์
convention แล้วละก็ การแสวงหาความรู้แท้จริงก็เป็นไปได้ ของ Plato เห็นแย้งในเรื่องของโลก
(knowledge becomes impossible) แต่เขาเชื่อว่าจะต้องมี อุดมคติ (ideal world) Aristotle มองว่า
reality ที่เป็นจริงอยู่อย่างอิสระจากมนุษย์ (ideal world)1 form เป็นสิ่งที่ได้จากการรับรู้ (perceived)
ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอิสระนอกเหนือจากมนุษย์อยู่
คำถามสำคัญจึงเป็นว่า ภาษามนุษย์นั้นสะท้อนให้เห็นความ ในโลกอุดมคติแบบที่ Plato ว่าไว้ Aris-
เป็นจริงนั้นได้หรือไม่ (language reflect reality) ถ้าใช่ totle จึงมีลักษณะเป็นพวก empirical
ภาษาก็เป็นเครื่องมือ (tool) ที่เราสามารถใช้เพื่อเข้าถึงความ มากกว่าที่แสวงหาความรู้จากการ deductive ในเรื่องของ
เป็นจริงนั้น (ด้วยวิธีการถกเถียงเพื่อก่อให้เกิดปัญญาหรือ ภาษา ในขณะที่ Plato ยังตั้งคำถามเรื่องว่าภาษาเป็น na-
dialectic) แต่ถ้าไม่ใช่ ภาษาก็ใช้ไม่ได้ เราก็ต้องแสวงหาวิธี ture หรือ convention Aristotle เชื่อว่าภาษาเป็นเรื่องของ
การอื่นในการเข้าถึงความเป็นจริงแทน ในหนังสือเรื่อง Cry- convention คำไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาตามธรรมชาติ แม้แต่คำ
talus ที่ Plato เขียนถึงการถกเถียงระหว่าง Crytalus และ เลียนเสียงธรรมชาติในแต่ละภาษาก็ต่างกันตามลักษณะทาง
Socrates เกี่ยวกับภาษาในเรื่อง ที่มาของคำ รูปและความ เสียงของแต่ละภาษา Aristotle สนใจภาษาในแง่ของการ
เป็นเครื่องมืออธิบายเรื่องตรรกศาสตร์ คำไม่ได้มีความจริง
หมาย เพื่อจะหาคำตอบว่ามีความเป็นจริงแท้แฝงอยู่ในคำ เท็จ ต่อเมื่อรวมกันเป็น proposition จึงจะมีความจริงเท็จได้
หรือไม่ (investigate the claim that language has truth ในส่วนขององค์ความรู้เรื่องภาษา Aristotle เพิ่มประเภทคำ
encoded in its very words) Plato สรุปในเชิงว่าเป็นจริง อีกอย่างเป็น คำนาม กริยา และสันธาน และแยกความแตก
เพียงบางส่วนเท่านั้น คือแม้ว่าภาษาจะมีลักษณะของ natural-
ist แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีสิ่งที่เป็น convention ด้วย Plato 19

จึงเลิกสนใจใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้

ต่างด้าน gender ของคำออกเป็น masculine, feminine, เนื่องจากธรรมชาติของภาษาจะมีทั้งคำปกติและไม่ปกติ
neuter และแยกกาล (tense) ออกเป็นอดีตและปัจจุบัน จึงไม่ใช่ว่า พวก anomalist จะมองไม่เห็นหรือปฏิเสธว่าไม่มี

การค้นพบงานของ Aristotle ที่ถูกหลงลืมไปในยุค แบบแผนหรือกฎในภาษาเสียเลย แต่พวกนี้ชี้ให้เห็นว่า มีคำ
กลาง มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเกิดขึ้นของ speculative มากมายที่หาคำอธิบายไม่ได้ เช่น child:children และใน
grammar ซึ่งจะกล่าวถึงในภายหลัง
ความสัมพันธ์ระหว่าง รูปและความหมาย ก็มีลักษณะเป็น
อธิบายได้ด้วยกฎหรือไม่มีแบบแผนใด (Analogists and anomalous เหมือนกัน เช่น Athens เป็นรูปพหูพจน์แต่หมาย
anomalists) ถึงเมืองหนึ่งเมือง หรือคำกรีก paidiom (child) ก็ไม่มีการ
บอกเพศ (gender) ทั้งๆ ที่เด็กถ้าไม่เป็นชายก็ต้องเป็นหญิง
ข้อถกเถียงเรื่องความเป็นธรรมชาติเองหรือสร้างขึ้นดังที่ ตัวอย่างอื่นๆ ที่ถูกยกมาสนับสนุนความคิดเรื่อง anomaly ก็
กล่าวมาได้ก่อให้เกิดการโต้เถียงเกี่ยวกับภาษาในเรื่องว่าคำ คือพวกคำพ้องความหมาย (synonymy) และคำพ้องรูป (ho-
ต่างๆ สามารถอธิบายได้ด้วยกฎหรือไม่มีแบบแผนแน่นอน monymy) เพราะถ้าเนื้อแท้ของภาษามีลักษณะเป็นแบบแผน
(analogy and anomaly) ซึ่งเกิดขึ้นมาเพื่ออธิบาย
ปรากฏการณ์ที่คำในภาษากรีกมีทั้งที่มีรูปปกติ (regular) แล้ว ทำไมจึงต้องมีคำพวกนี้ให้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ภาษา
และไม่ปกติ (irregular) พวกที่เชื่อว่าภาษามีลักษณะเป็น
ระบบและมีแบบแผน (systemic and regular) คือพวก กล่าวโดยสรุป ถ้าภาษามีลักษณะที่เป็นการกำหนดขึ้นเอง
analogist ซึ่งมาจากแนวคิดแรกว่าภาษาเป็น convention จริง ภาษาก็ไม่ควรมีลักษณะที่ไม่มีแบบแผน (irregularity)
เป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดสร้างขึ้น ส่วนพวกที่เชื่อตรงข้าม คือ เหล่านี้ ดังนั้น พวก anomalist เชื่อว่าภาษาเป็น natural
พวก anomalist ซึ่งมาจากแนวคิดว่าภาษาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ convention ส่วนพวกที่เป็น analogist ก็แย้งว่า ถ้า
และสะท้อนธรรมชาติที่เป็นจริง คำว่า analogy ใช้ในความ ไม่มีรูปปกติ (regularity) มาก่อน เราจะตัดสินได้อย่างไรว่า
หมายเหมือนกับในทางคณิตศาสตร์ เช่น 6/3 = 4/2 = 2/1 คำนั้นเป็นรูปไม่ปกติ (irregular) ได้ ศูนย์กลางของสำนัก
ในเรื่องของภาษานี้ ก็ใช้หลักเดียวกัน boy:boys = นักปราชญ์กลุ่ม analogist นั้นอยู่ที่เมือง Alexandria ที่ Aris-
cow:cows = girl:girls กล่าวคือถ้าให้ข้อมูลว่า boy:boys totle อยู่ ในขณะที่ศูนย์กลางของสำนักนักปราชญ์กลุ่ม
= x:cows เราจะทำการเทียบได้ว่า x= cow anomalist ซึ่งเป็นพวกที่เรียกว่า Stoic นั้นอยู่ที่เมือง Perga-
mum ข้อโต้แย้งทั้งสองฝ่ายนั้น เถียงไปได้เรื่อยๆ ตราบใด
ที่ไม่ยอมรับว่า ในภาษานั้นมีทั้ง analogy และ anomaly

อย่างไรก็ตาม พวก Stoic ซึ่งถูกมองว่าเป็นพวก
anomalist กลับกลายเป็นพวกที่วางรากฐานของไวยากรณ์

20

ดั้งเดิม (traditional grammar) จากงานด้านศัพทมูลวิทยา ไวยากรณ์กรีก
(etymology) ที่พยายามหาคำดั้งเดิมและความหมายที่แท้
ในยุคของพวก Sophists (5 ศตวรรษก่อนค.ศ.) ซึ่งเป็น
จริงเพราะเชื่อว่าคำเมื่อแรกใช้นั้นสะท้อนธรรมชาติที่แท้จริง
ของสิ่งนั้นๆ (คำว่า etymology ในภาษากรีกหมายถึง การ พวกหาเลี้ยงชีพด้วยการสอนเรื่องต่างๆ ตั้งแต่ วาทศาสตร์
เผยให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความหมายที่แท้จริงของคำ) (rhetoric) การเมือง ไวยากรณ์ ฟิสิกส์ ศัพทมูลวิทยา
ประวัติศาสตร์ เป็นต้น และเชื่อใน convention ว่ามนุษย์เป็น
ความที่เชื่อว่าภาษาเป็นหนทางแห่งการเข้าถึงความเป็นจริง ผู้กำหนดสิ่งต่างๆเอง Protagoras ซึ่งเป็น Sophist คนแรก
เป็นผู้กล่าวถึง gender ทั้งสามในคำภาษากรีก (คนอื่นๆที่
จึงทำให้มีการศึกษาภาษาอย่างลึกซึ้งและเป็นรากฐานสำหรับ จัดว่าเป็นพวก Sophist ได้แก่ Gorgias, Prodicus, Hip-
การเขียนตำราไวยากรณ์ต่อมา ในขณะที่พวก Alexandrian pias, Thrasymachus, Lycophron, Callicles, Antiphon,
school ซึ่งเป็น analogist เป็นผู้ที่ขยายงานของพวก Stoic และ Cratylus) ส่วนผู้ที่แยกความต่างระหว่างนามและกริยา
นั้นต่อ ฟังดูอาจจะแปลก แต่พวก stoic นั้นสนใจใน ปัญหา คือ Plato นามคือคำที่ทำหน้าที่เป็นประธาน (subject) ของ
เชิงปรัชญาเรื่องกำเนิดของภาษา สนใจตรรกะ (logic) และ ภาคแสดง (predication) และกริยาคือคำที่แสดงการกระทำ
วาทศาสตร์ (rhetoric) และความเชื่อที่ว่า ธรรมชาติที่แท้จริง หรือคุณลักษณะของ predicate ซึ่งเป็นการแยกด้วยเหตุผล
ทางตรรกศาสตร์ที่มองประพจน์ (proposition) เป็นสองส่วน
หาได้จากชื่อหรือคำที่แทนสิ่งต่างๆ แต่กาลเวลาได้ทำให้มี
คำที่เป็นกริยาและคุณศัพท์จึงจัดเป็นหมวดเดียวกัน กว่าจะมี
ความผิดเพี้ยนไป จึงต้องสืบหาที่มาแต่ดั้งเดิมเพื่อให้เข้าใจ การแยกคุณศัพท์ออกจากกริยาก็เป็นยุคกลาง (medieval pe-
ความหมายที่แท้จริงของคำนั้นๆ ได้ ขณะที่พวก Alexan- riod) ต่อมา Aristotle ได้เพิ่มอีกหมวดคำเพิ่มจากที่ Plato
drian school สนใจมองหาแบบแผนของภาษา จึงทำให้เห็น แยกสองหมวดไว้ คือ conjunction ซึ่งหมายถึงคำอื่นๆที่
ไม่ใช่ นามหรือกริยา และความรู้ที่สำคัญอีกอย่างที่ Aris-
ความเป็นหมวดหมู่ของคำจัดเป็นหมวดคำต่างๆ ได้ และใช้ totle ได้เสนอไว้คือเรื่องของ กาล (tense) ในภาษากรีกโดย
หลักการเปรียบเทียบ analogy ในการช่วยตัดสินว่าคำที่ถูก
ต้องกว่าควรเป็นคำใด นำไปสู่การศึกษาภาษาในเชิง liter- สังเกตุจากรูปแปรของกริยาและเสนอให้มีกาลที่เป็นปัจจุบัน
ary criticism พวกนี้สนใจงานในอดีตโดยเฉพาะงาน (present) กับอดีต (past)
วรรณกรรมของ Homer ซึ่งไม่มีการบันทึกไว้ชัดเจนว่าใช้
อย่างไร เลยต้องใช้วิธีเชิง analogy เทียบหาข้อสรุปเอา ในขณะที่อีกสำนักหนึ่ง คือกลุ่ม Stoic ซึ่งก่อตั้งโดย ก่อ
ตั้งโดย Zeno ในปี 315 BC และเป็นสำนักที่สอนเรื่อง
ความสนใจภาษาในยุคนี้ของทั้งสองค่ายทำให้เห็นการผูก ตรรกศาสตร์ (logic) คือภาษาและการใช้เหตุผล แยกออก

ติดภาษากับการศึกษาในทางปรัชญาและในวรรณศิลป์ 21

เป็น dialectic ซึ่งว่าด้วยเสียงกับความหมายความเป็นจริง ถึงว่ามี 5 การก และที่น่าสนใจคือ การพูดถึงความต่าง
เท็จและศาสตร์แห่งการสนทนาในรูปการถาม-ตอบ ส่วน
rhetoric ว่าด้วยการใช้ภาษาในรูปความต่อเนื่อง ฟิสิกส์ ระหว่างรูปและความหมายหรือสิ่งที่อยู่ในใจผู้พูดในลักษณะ
(physics) คือการศึกษาเกี่ยวกับโลก และจริยศาสตร์ (eth- ที่คล้ายกับที่ Saussure พูดถึง signifier และ signified
ics) คือการอยู่สอดคล้องกับโลก คนกลุ่มนี้มีปรัชญาความ แนวคิดเรื่องไวยากรณ์ (grammar) ของกลุ่มนี้ยังคงสอนสืบ
ต่อมาควบคู่ไปกับแนวคิด Alexandria school ไปจนถึงยุค
เชื่อว่ามนุษย์ควรจะอยู่อย่างกลมกลืนสอดคล้องกับธรรมชาติ หลังคริสตกาล (คำว่า grammatike เกิดขึ้นจากกลุ่มนี้
หมายถึง skill of reading and writing)
และยังยึดแนวคิดว่า ภาษาเป็นเครื่องมือสำหรับแสวงหา
ความรู้ และเป็นพวก anomalist เพราะเชื่อว่าภาษาเป็น na- ในช่วงศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตศักราช ซึ่งเป็นช่วงที่เรียก
ture ดังที่กล่าวมา ซึ่งเห็นตรงข้ามกับ Aristotle พวก Stoic ว่า Alexandria period การศึกษาภาษาและวรรณคดีมีการ

เป็นพวกที่ทำให้มีการศึกษาภาษาอย่างจริงจัง ได้สร้าง พัฒนามากขึ้น มีการสร้างห้องสมุดขนาดใหญ่ ช่วงนี้รู้จักกัน
ทฤษฎีเกี่ยวกับภาษา (theory of speech) ว่าประกอบด้วย ว่าเป็นช่วง Hellenizing period เป็นช่วงที่กรีกเรืองอำนาจ
phone, lexis และ logos phone เป็นเสียงที่เปล่งออกมา อยู่ราว 300 ปี ใน 3 อาณาจักร คือ Macedonia, Syria, และ
จากร่างกาย lexis เป็นการที่นำเสียงมาเขียนต่อกัน ซึ่งไม่ Egypt การยึดครองอาณาจักรต่างๆ ของพระเจ้า Alexander

จำเป็นต้องมีความหมาย เป็นเหมือนลำดับชุดของเสียง มหาราช ทำให้ภาษากรีกเป็นภาษาที่ต้องเรียน นักวิชาการ
(sound sequence) ที่เป็นไปได้ทั้งหมดในภาษากรีก ตาม กลุ่มนี้เป็น analogist ไม่สนใจภาษาเชิงปรัชญาเหมือนพวก
Stoic แต่สนใจในงานวรรณศิลป์ (literary) มากกว่า ศึกษา
ลักษณะโครงสร้างพยางค์ แต่บางตัวก็จะไม่มีความหมาย เปรียบเทียบหาต้นฉบับดั้งเดิม (original text) จากฉบับที่มี
ส่วน logos หมายถึงเฉพาะส่วนที่มีความหมาย ซึ่งแบ่งได้
เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ proper noun, common noun, verb, อยู่ต่างๆกัน หาว่างานไหนเป็นของแท้และดีกว่า ความ
linking word (prep+conj), และ article จะเห็นว่ามีการ
แยก noun เป็น proper noun และ common noun สำหรับ หลงใหลในงานวรรณคดีเก่าทำให้มองว่า ภาษาเก่าที่ใช้ใน
คำกริยาก็แยก aspect เป็น complete และ incomplete
ทำให้การแบ่งกริยามีทั้ง tense และ aspect และยังมีการจัด นั้นเป็นภาษาที่บริสุทธิ์กว่า ถูกต้องมากกว่าภาษาที่ใช้กันใน
ประเภทของ inflexion มีการวิเคราะห์ประโยคตามประเภท ยุคนั้น เพราะเห็นกันว่าภาษาที่ปรากฏในงานอย่าง Iliad
ของ predicate ที่มีในกริยาภาษากรีก เช่น transitive, in- และ Odyssey นั้นไม่เหมือนกับภาษากรีกถิ่นใดที่พูดกันอยู่
transitive, impersonal เรื่องของการก (case) ก็มีการพูด
ความสนใจในทางภาษาศาสตร์จึงมุ่งไปที่การหาไวยากรณ์
และการออกเสียงที่ถือว่า ‘ถูกต้อง’ และมีความต้องการที่จะ
ธำรงรักษา (preserve) ภาษาที่ถูกต้องไว้ ซึ่งนับเป็นความ

22

เข้าใจผิดอย่างมาก (fatal misconception) 2 ประการ คือ Dionysius Thrax กำหนดให้มีหมวดคำ 8 หมวด คือเพิ่ม ad-
ไม่ได้แยกระหว่างภาษาพูดและภาษาเขียน ไปให้ความ verb, pronoun, preposition, participle และรวม proper
สำคัญกับภาษาเขียนมากกว่า ดูจะคิดกันว่า ภาษาพูดนั้นขึ้น noun กับ common noun เข้าด้วยกัน (noun adverb verb
กับภาษาเขียน อีกทั้งไม่เข้าใจพัฒนาการของภาษา คิดว่า participle preposition conjunction pronoun article)
ภาษาในยุคเก่าถูกต้องกว่าภาษาปัจจุบัน และภาษาจะถูก preposition ก็แยกจาก conjunction, pronoun แยกมา
รักษาไว้ก็โดยผู้ที่มีการศึกษา ส่วนผู้ไม่รู้หนังสือจะทำให้ จาก article, และ participle แยกออกมาเป็นหมวดหนึ่งต่าง
ภาษาเสื่อม (corrupt) ไป ไวยากรณ์ในกลุ่มนี้หมายถึงศิลปะ หากจาก verb เพราะ participle มี tense-inflected และ
การเขียน (the art of writing) ในยุคนี้ มีการใช้ case-inflected คือมีลักษณะของทั้ง verb และ noun จึงแยก
เครื่องหมายกำกับ accent/pitch 3 แบบในการเขียน คือ เป็นหมวดคำใหม่ นอกจากนี้ ในหนังสือยังจัดกลุ่มคำภาษา
acute, grave, circumflex กรีกตามลักษณะของ case, gender, number, tense, และ
voice
นักคิดที่สำคัญในสำนักนี้ คือ Dionysius Thrax (100
BC) ได้เขียนหนังสือไวยากรณ์กรีกที่เป็นงานคลาสสิก ชื่อ อาณาจักรโรมัน
Techne ซึ่งต่อมามีการแปลเป็นภาษาลาติน และภาษาอื่น อาณาจักรกรีกสิ้นสุดลงสมบูรณ์หลังการพ่ายแพ้แก่
เช่น Armenian, Syriac Thrax มองว่า Grammar เป็น
ความรู้เชิงปฏิบัติ (practical knowledge) สำหรับใช้ในการ อาณาจักรโรมันในปี 146 BC อาณาจักรโรมันเข้ามาเป็น
เขียนงานวรรณกรรม บทกวี ในหนังสือ Techne มี 6 ตอน ใหญ่ในภูมิภาคนี้แทน แต่เนื่องจากกรีกมีอารยธรรมที่สั่งสม
ได้แก่ มานานและเหนือกว่าโรมัน ภาษากรีกจึงยังมีอิทธิพลอย่างสูง

- accuracte reading with due regard to the prosodies 23

- explanation of the literary expressions in the works

- the provision of notes on phraseology and subject
matter

- the discovery of etymologies

- the working out of analogical regularities

- the appreciation of literary compositions

ในสมัยนั้น พวกชนชั้นสูงขาวโรมันก็รับเข้ามา เด็กๆ ถูกสอน ไวยากรณ์ลาติน

ให้พูด เขียนภาษากรีกเหมือนกับภาษาลาติน จึงไม่แปลกที่ ในยุคโรมันนี้ ก็ยังคงมีข้อถกเถียงระหว่าง analogists
และ anomalists สืบต่อมา แต่ Marcus Terentius Varro
ไวยากรณ์ลาตินจะได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากไวยากรณ์กรีก (116-27 BC) มองว่าภาษาต้องมีทั้ง analogy และ anamoly
Varro เขียนหนังสือในสาขาวิชาต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมากแต่
ในยุคนี้เกิดศาสนาคริสต์ และเป็นที่ยอมรับเป็นทางการใน มีที่เหลือสืบทดมาถึงปัจจุบันเล็กน้อยเท่านั้น หนึึ่งในนั้น
ศตวรรษที่ 4 ให้เป็นศาสนาประจำชาติโดยกษัตริย์ Constan- คือหนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน De lingua Latina ซึ่งมี 25
tine เล่ม โดยแยกเป็น 3 ตอน (section) (แบบเดียวกับที่ Dio-
nysius Thrax เขียนไวยากรณ์กรีก) ตอนแรกเป็นเรื่องของ
อาณาจักรโรมันรุ่งเรืองจนถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 4 จึง ขอบเขตไวยากรณ์ในฐานะศิลปะแห่งการพูดที่ถูกต้อง การ
อ่านเข้าใจบทกวี ตัวอักษรและพยางค์ ตอนที่สองเป็นเรื่อง
แยกเป็นสองส่วนเป็นอาณาจักรโรมันตะวันออก และ
อาณาจักรโรมันตะวันตก ในปีค.ศ. 476 อาณาจักรโรมัน 24
ตะวันตกพ่ายแพ้พวก Germanic เป็นการก้าวเข้าสู่ยุคมืด
(dark age) ของยุโรปตะวันตก (ศตวรรษที่ 5-8) ส่วน
อาณาจักรโรมันตะวันออกหรืออีกชื่อหนึ่งคือ Byzantine em-
pire ซึ่งมีเมืองหลวงอยู่ที่ Constantinople ได้พ่ายแพ้แก่
อาณาจักร Ottoman ของชาวมุสลิมอย่างสิ้นเชิงในปีค.ศ.
1453 จึงเป็นอันสิ้นสุดอาณาจักรโรมัน

ของหมวดคำ ตอนที่สามเป็นเรื่องของวัจนลีลาที่ดีและไม่ดี nes Grammaticae (Grammatical Foundation) สำหรับ
(good and bad style) ปัจจุบัน หนังสือ De lingua Latina ภาษาลาติน โดยให้มีหมวดคำทั้งหมด 8 หมวดคำเหมือน
ภาษากรีกที่อยู่ในตำรา Techne เพียงแต่ไม่มีหมวด article
มีหลงเหลือเพียงหกเล่ม สามเล่มเป็นเรื่องของศัพทมูลวิทยา เพราะภาษาลาตินไม่มีหมวดนี้ แต่ได้แยก adverb ออกเป็น
(etymology) กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของคำต่างๆ และ adverb และ interjection จึงยังคงมี 8 หมวดคำอันเป็นต้น
แบบของไวยากรณ์สำหรับภาษาอื่นๆ ต่อมา
อีกสามเล่มเป็นเรื่องของคำและสิ่งที่ปัจจุบันเรียกวจีวิภาค
(morphology) หนังสือของ Donatus เป็นตำราที่ใช้สอนผู้ที่พูดภาษา
ลาตินอยู่แล้วในศูนย์กลางของอาณาจักรโรมัน จึงเน้นเพื่อ
สาเหตุที่ไวยากรณ์กรีกนำมาประยุกต์กับลาตินได้ก็ ให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ภาษาลาตินที่ตนเองพูดอยู่แล้วได้
เพราะทั้งสองภาษานั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกัน Varro แยก อย่างไรก็ตาม หนังสือของ Donatus ต่อมาก็ถูกนำมาใช้
ความแตกต่างระหว่างการแปลงคำ (derivational) กับการ สำหรับสอนคนที่พูดภาษาลาตินเป็นภาษาที่สองด้วย ในขณะ
ลงวิภัติปัจจัย (inflectional) และได้ใช้ความต่างด้านวิภัติ ที่หนังสือของ Priscian นั้นใช้สอนผู้เรียนภาษาลาตินที่พูด
ปัจจัยมาแยกกลุ่มคำเป็น 4 ประเภท คือ nouns (ซึ่งรวมถึง ภาษากรีกและอยู่ที่ชายขอบอาณาจักรโรมัน มีการเปรียบ
adjective) เป็นกลุ่มที่มีการเติมวิภัติปัจจัยของการก verbs เทียบระหว่างภาษาลาตินกับภาษากรีก และพยายามอธิบาย
เป็นกลุ่มที่มีการเติมวิภัติปัจจัยของกาล participles เป็นคำ ว่าทำไมไวยากรณ์จึงมีลักษณะเช่นนั้น งานของ Priscian นี้
กลุ่มที่มีวิภัติปัจจัยทั้งการกและกาล และ adverbs ซึ่งไม่มีวิ ถูกค้นพบอีกครั้งในศตวรรษที่เก้า และเป็นต้นแบบการศึกษา
ภัติปัจจัยใดเลย ในส่วนการแยกกริยา Varro ใช้การณ์ ภาษาอื่น ๆ จนถึงยุคกลาง (Middle age) ภาพรวมการ
ลักษณะ (aspect) : complete, incomplete, active, pas- เปลี่ยนแปลงไวยากรณ์ดั้งเดิมเป็นดังรูปนี้
sive และกาล (tense) : past, present, future ทำให้แยก
คำกริยาได้เป็น 12 แบบ สำหรับคำนามในภาษาลาตินจะมี 25
การก 6 แบบ ขณะที่ภาษากรีกมี 5 การก คือเพิ่มการก abla-
tive 'by whom an action is performed' บางคนจึงเรียกว่า

การกนี้ว่าเป็นการกของลาติน

ในปี 350 AD Aelius Donatus ได้เขียนหนังสือ Ars
minor (shorter grammar) และ Ars maior (longer gram-
mar) ของภาษาลาตินซึ่งเป็นตำราที่นิยมใช้จนถึงศตวรรษที่
16 ส่วน Priscian ในปีค.ศ.500 ได้เขียนหนังสือ Institutio-

ภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงการแบ่งชนิดของคำในภาษา ยุคกลาง (Medieval period) (ศตวรรษที่ 5-15)
กรีก(Robins 1967: 42)
ยุคนี้เป็นยุคที่ภาษาลาตินเข้ามามีบทบาทใน
การศึกษา ภาษาลาตินเป็นภาษาสากลของนักการ
ฑูต และผู้มีการศึกษา มีวัฒนธรรมในสมัยนั้น
ภาษาลาตินถูกสอนในลักษณะที่เป็นภาษาเขียน
เพราะแต่ละประเทศก็จะมีการออกเสียงที่ต่างกัน ซึ่งก็
เป็นการสะท้อนให้เห็นความคิดที่ให้ความสำคัญกับภาษา
เขียนที่สืบเนื่องมาจากยุคก่อน

ในช่วง 6 ศตวรรษแรกหลังการล่มสลายของอาณาจักร
โรมันตะวันตกถือได้ว่าเป็นยุคมืดของยุโรป การศึกษาภาษา
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการศึกษาไวยากรณ์ลาติน คำว่า
ไวยากรณ์ (grammatica) จะหมายถึงการวิเคราะห์และจดจำ
ภาษาลาตินโดยอาศัยตำราไวยากรณ์ลาตินของ Donatus
หรือ Priscian จนมาถึงช่วงหลังของยุคกลาง (หลังปี 1100)
จึงเริ่มมีการศึกษาภาษาในเชิงปรัชญาเกิดขึ้น เพราะเมื่อ
เมือง Constantinople ถูกตีแตกในปีค.ศ.1204 โดยกองทัพ
ชาวคริสต์นิกายคาทอลิกที่เข้ายึดเมือง Constantinople
ก่อนไป Jerusalem ในสงครามครูเสดครั้งที่สี่ ทำให้
วิทยาการความรู้ของกรีกที่ถูกหลงลืมไปได้เข้าสู่โลกตะวันตก
อีกครั้ง และในศตวรรษที่ 13 อิทธิพลจากการพบงานของ
Aristotle ทำให้นักปรัชญาในยุคนี้กลับมาสนใจเรื่อง
ตรรกศาสตร์ และประเด็นต่างๆที่ถกเถียงกันในยุคกรีก รวม
ถึงการใช้ภาษาในแง่ของการเป็นเครื่องมือเข้าถึงความเป็น
จริง และมีความพยายามที่จะนำคำอธิบายที่เป็น

26

วิทยาศาสตร์มาใช้ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าตำรา form) ของประพจน์นั้น และเนื่องจากตรรกศาสตร์เป็น
ไวยากรณ์ลาตินของ Donatus และ Priscian นั้นผิดใช้ไม่ได้ รากฐานของไวยากรณ์ จึงไม่แปลกที่ในยุคนี้จะเชื่อว่ากฎ
หรือไม่เป็นจริงตามนั้น เพียงแต่มองว่าคำอธิบายนั้นไม่ได้ถูก ไวยากรณ์มีความเป็นสากลที่จะใช้กับภาษาใดก็ได้แม้ว่าคำที่
อธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เห็นถึงเหตุที่จะอธิบายข้อ ใช้ในแต่ละภาษาจะต่างกัน และผู้ที่สนใจเรื่องไวยากรณ์บน
เท็จจริงในไวยากรณ์ (คล้ายกับที่ในปัจจุบันกลุ่มไวยากรณ์ พื้นฐานตรรกศาสตร์ก็คือนักปรัชญา
เพิ่มพูนโจมตีว่าการพรรณาลักษณะภาษานั้นไม่พอต้อง
อธิบายถึงเหตุผลเบื้องหลังด้วย) ทำไมคำถึงเชื่อมโยงสิ่งที่ ใน speculative grammar มองว่า คำไม่ได้แทนหรือ
คนเราคิดและสิ่งที่คำนั้นแทนได้ และหลักการอะไรในเรื่องนี้ แสดงถึงธรรมชาติของสิ่งต่างๆ โดยตรง แต่จะมี mode of be-
นั้นจะต้องคงที่ด้วย เพราะไม่เช่นนั้น คนเราก็ไม่น่าจะสื่อสาร ing (คุณสมบัติของสิ่งต่างๆ เช่น เป็นเอกพจน์ พหูพจน์ กรรตุ
กันเข้าใจได้ การศึกษาไวยากรณ์ในยุคนี้ (1200-1350) จึง วาจก กรรมวาจก) มี modes of thinking/understanding
เรียกว่าเป็นยุค speculative grammar เพราะมองว่าภาษา (เมื่อเรานึกถึงสิ่งต่างๆว่าเป็น เอกพจน์ พหูพจน์ เป็นต้น) และ
นั้นสะท้อนให้เห็นความเป็นจริงในโลก (คำว่า speculative modes of signifying ที่ขนานไปกับ modes of being และ
มาจากคำลาติน speculum หมายถึง mirror) thinking ไวยากรณ์จึงเป็นเรื่องของ mode of signifying นี้
และในโหมดนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า modistic grammar ซึ่ง
ภาษาและไวยากรณ์ในยุคนี้ถูกอธิบายโดยเชื่อมโยงกับ นำเสนอโดยนักไวยากรณ์ในปารีสช่วงปีค.ศ.1260-ค.ศ.1310
ตรรกศาสตร์ โดยเชื่อว่าตรรกศาสตร์นั้นมาก่อนภาษา (ได้แก่ Martin of Dacia, Boethius of Dacia, Siger de
ไม่ใช่เพราะเราเรียนที่จะคิดก่อนที่เราเรียนที่จะพูด แต่เป็น Courtrai, Thomas of Erfurt, และ Radulphus Brito) นัก
เพราะ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างไวยากรณ์ขึ้นมาโดยไม่ใช้ ไวยากรณ์เหล่านี้ถูกเรียกว่า modistae ซึ่งได้พยายาม
การวิเคราะห์ทางตรรกศาสตร์ ไวยากรณ์จึงเป็นการ อธิบายว่าประโยคเกิดจากการประกอบส่วนต่างๆอย่างไร สิ่ง
วิเคราะห์ว่าคำต่างๆ มารวมกันแล้วแสดงถึงหลักการคิดของ สำคัญที่นักไวยากรณ์กลุ่มนี้ได้ชี้ให้เห็นคือความสำคัญของ
มนุษย์ (laws of thoughts) วิธีที่คนเราใช้เหตุผล (ways of วากยสัมพันธ์ซึ่งอยู่นอกเหนือจากวจีวิภาค มีการใช้แนวคิด
reasoning) และความเป็นจริงหรือเท็จของประพจน์ (propo- หน่วยหลักหน่วยหน่วยพึ่งพาในการอธิบายทางวากยสัมพันธ์
sition) ก็สามารถตรวจสอบได้ก็โดยการวิเคราะห์ทั้งความ นี้
หมายภายในและภายนอกของข้อความ (expression) คำ
อธิบายหมวดคำต่างๆ ก็เกี่ยวโยงสัมพันธ์กับตรรกศาสตร์ ในยุคนี้ ก็ยังคงมีข้อถกเถียงเรื่อง realist กับ nominal-
เช่น นามและกริยาเป็นส่วนที่เกี่ยวกับตรรกรูป (logical ist ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับข้อถกเถียงเรื่อง nature กับ
convention ซึ่งก็เป็นข้อถกเถียงเชิงปรัชญา นอกจากนี้ ยังมี

27

ชาว Icelandic (ไม่ทราบชื่อ) เขียนหนังสือ First Grammati- ส่วนภาษาอื่นๆ เริ่มเป็นที่สนใจของนักวิชาการ มี
cal Treatise (FGT) ซึ่งพูดถึงการใช้อักษรลาตินที่ใช้กันว่า ไวยากรณ์ของภาษาต่างๆเกิดขึ้น เช่น Irish, Icelandic,
ไม่เพียงพอสำหรับการเขียนภาษา Old Norse หรือภาษา Ice- French, etc. ไวยากรณ์ถูกมองว่าเป็นศิลปะในการพูดและ
landic ตอนนั้น FGT เป็นหนังสือที่ว่าด้วยระบบตัวเขียนของ เขียนอย่างถูกต้อง นักไวยากรณ์ต้องบอกได้ว่าอะไรเป็นการ
Old Norse แบบใหม่ มีการกล่าวถึงตัวอักษร a, e, i, o, u ใช้ภาษาที่ดี ความสนใจภาษาจึงเป็นไปเพื่องานวรรณคดี
ว่าไม่พอสำหรับการเขียนแทนเสียงภาษา Old Norse จำเป็น และเฉพาะวรรณคดีที่มีคุณค่าควรศึกษาอย่างงานที่เขียนโดย
ต้องมีตัวอักษรเพิ่มอีก 4 ตัว ซึ่งเป็นงานที่แสดงให้เห็นถึง บุคคลเช่น Dante, Milton, Racine
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของสัทวิทยาที่มีมาเป็นเวลา 800
ปีก่อนจะมีสำนักพร้ากในยุโรป ในขณะที่ยุคกลาง นักวิชาการสนใจเรื่องการวิเคราะห์
สัญญะ (sign) ตามหลักตรรกศาสตร์ ซึ่งคือการวิเคราะห์คำ
ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) (ศตวรรษที่ 16-18) และประโยค แต่ในยุคนี้ พวกนักมนุษยศาสตร์ถือว่า
ตรรกศาสตร์ไม่ได้เกี่ยวกับคำ และต้องใช้ตรรกศาสตร์
ยุคนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโลกสมัยใหม่ วิเคราะห์ความคิดที่เกิดก่อนจะสร้างขึ้นมาเป็นรูปภาษาหรือ
กลับมาให้ความสำคัญกับงานยุคคลาสสิก เชื่อว่าความหมายเป็นสิ่งที่มาก่อนที่จะนำออกมาเป็น
Petrarch (ค.ศ.1304-ค.ศ.1374) ใช้งานของ ข้อความในภาษา ตรรกศาสตร์จึงไม่ผูกติดกับภาษา ทำให้
Cicero (106-43 BC) ในยุคโรมันเป็นต้นแบบ ในยุคนี้ แยกความสนใจศึกษาเรื่องคำออกจากตรรกศาสตร์
ของสไตล์การเขียนลาตินที่ดี และพัฒนาความหมายของ การศึกษาวรรณกรรมกับปรัชญาเชิงตรรกะจึงไม่ไปด้วยกัน
มนุษยนิยม (humanism) โดยมีความหมายเหมือนกับ และก็ยังคงเป็นมานานจนถึงปัจจุบัน
อารยะ (civilization) และตรงข้ามกับอนารยะ (barbarism)
และงานวรรณคดีของยุคคลาสสิกเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่มีคุณค่า แต่ในฝรั่งเศส ความคิดเรื่องของ speculative gram-
ทางอารยะ สิ่งที่ยังคงเหมือนเดิม คือไวยากรณ์ถูกมองว่า mar กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งในช่วงศตวรรษที่ 17 โดย
เป็นเครื่องมือที่จะเข้าถึงงานวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าและ กลุ่มคนใน Port Royal มีผลงานที่สะท้อนความคิดว่าภาษา
ภาษาลาตินที่ดี ในปีค.ศ.1513 Erasmus ได้พิมพ์หนังสือ เป็นผลผลิตของความคิดและตรรกะ ภาษาที่ต่างกันเป็นการ
Latin Syntax โดยอาศัยพื้นฐานตำราภาษาลาตินของ Dona- แปรรูปจากระบบตรรกะเดียวกัน ไวยากรณ์คนกลุ่มนี้เป็นที่
tus รู้จักในชื่อของ Port Royal Grammar (1660) คนกลุ่มนี้ได้
ปรับกระบวนการเรียนการสอนภาษาใหม่ โดยสอน

28

ไวยากรณ์ลาตินโดยใช้ภาษาแม่ของผู้เรียน ไม่ใช้การท่องจำ ภาษาอื่นๆ ไม่กี่ภาษา เช่น ลาติน ฮิบรู แต่ก็ต้องถือว่าวิธีการ
มองเปรียบเทียบข้ามภาษานี้เป็นเรื่องนำสมัยในเวลานั้น
ลาตินแบบแต่ก่อน แนวคิดพื้นฐานมองกระบวนการคิด
(mental process) เป็นสิ่งเดียวกับไวยากรณ์ ประพจน์ ในยุคนี้มีงานของ John Locke (ค.ศ.1632-ค.ศ.1704)
(proposition) เกิดจากการรวมกันของมโนทัศน์ (idea) ที่ว่าด้วยภาษาและความคิด โดย John Locke ชี้ให้เห็นถึง
ไม่ใช่คำ (term) ตามแบบที่ Aristotle เคยใช้ ซึ่งประพจน์
ประกอบขึ้นจากมโนทัศน์ 2 ส่วน คือส่วนที่เป็น noun ส่วนที่ ข้อจำกัดของภาษา Locke มองว่าความ
เป็น predicate ดังนั้น Antoine Arnauld (ค.ศ.1612-ค.ศ. คิด (thought) นั้นเป็นอิสระจากภาษา คำ
1694) จึงพูดถึงเรื่องไวยากรณ์สากล (universal grammar) ใช้เพื่อแทนมโนทัศน์ (idea) แต่ก็มีคำบาง
ด้วยเหตุว่ามนุษย์ทุกคนทุกภาษามีกระบวนการคิด (mental ประเภทที่ไม่ได้แทนความคิดแต่ใช้เพื่อ
processes) ในแบบเดียวกัน ภาษาต่างๆ จึงเป็นเหมือน เชื่อมโยงมโนทัศน์ (idea) เข้าด้วยกัน
ภาษานั้นมีลักษณะที่ไม่สมบูรณ์ (imper-
อาภรณ์ที่ต่างกัน แต่พื้นฐานการเป็นเครื่องนุ่งห่มนั้นเหมือน fect) และเป็นอุปสรรคต่อการเข้าใจและเข้าถึงความรู้
กัน ผลงานที่สำคัญของคนกลุ่มนี้ ได้แก่ Antoine Ar- (knowledge) คำและมโนทัศน์ต่างๆ ของผู้พูดแต่ละคนเป็น
nauld and Claude Lancelot (ค.ศ.1615-ค.ศ.1695) เขียน สิ่งที่รู้เฉพาะผู้พูดเอง เราไม่สามารถบังคับคนอื่นให้เห็น
หนังสือ “General and Rational Grammar” (1660) ซึ่งมีผู้ เข้าใจตรงกับเราได้เสมอ แต่คาดว่าคนอื่นๆ จะมีมโนทัศน์ที่
กล่าวว่าเป็นไวยากรณ์ปริวรรตรุ่นแรกก่อนที่ Chomsky จะ คล้ายๆกัน จึงสามารถใช้สื่อสสารกันในชีวิตปกติได้ ปัญหานี้
นำเสนอไวยากรณ์ปริวรรตในอีก 300 ปีต่อมา, Arnauld นอกจากจะพบในมโนทัศน์พื้นฐาน (simple idea) ที่มนุษย์ได้
and Nicole เขียนหนังสือ “The Arts of Thinking” (1662) จากประสบการณ์กับโลกภายนอก ยังพบในมโนทัศน์ซับ
และ Lancelot เขียนหนังสือ “Method of Learning with Fa- ซ้อน (complex idea) ซึ่งเป็นกระบวนการทางจิตที่มนุษย์
cility Latin Tongue” (1644) ซึ่งเป็นที่มาทำให้ Lancelot ประกอบมโนทัศน์พื้นฐานเข้าด้วยกัน แต่การใช้ภาษาก็ยัง
จำเป็นสำหรับการเข้าถึงความรู้ทางวิทยาศาสตร์และปรัชญา
สงสัยเรื่องที่ว่าอะไรเป็นลักษณะสากลของภาษาอะไรเป็น Locke จึงเสนอว่าเราจำเป็นต้องกำหนด (define) ความ
ลักษณะเฉพาะของภาษา ก่อนจะร่วมกับ Arnauld เขียน หมายให้ชัดเจนตรงกัน มโนทัศน์ซับซ้อนเกิดจากการ
หนังสือ General and Rational Grammar แม้ว่าในความ ประกอบของมโนทัศน์พื้นฐานอย่างไร เรื่องของการให้คำ
เป็นจริงงานของ Arnuald และ Lancelot ที่ศึกษาเปรียบ นิยาม (definition) จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก งานเขียนของ
Locke เรื่อง "Essays on human understanding" (ค.ศ.
เทียบแบบข้ามภาษาจะค่อนข้างจำกัดอยู่ที่ภาษาฝรั่งเศส และ
29

1690) ประกอบด้วยหนังสือ 4 เล่ม เล่มแรกกล่าวว่า มนุษย์ การมีเครื่องพิมพ์ในยุคนี้ก็ทำให้การวางมาตรฐานการ
นั้นเกิดมาว่างเปล่าไม่มีความคิดความรู้ใดมาแต่กำเนิด (no สะกดคำมีความสำคัญ มีความสนใจเรื่องของการเขียนการ
innate knowledge) แต่เติมแต่งขึ้นมาด้วยประสบการณ์ที่รับ ออกเสียงและเรื่องของการปรับปรุงระบบการเขียน (spelling
reform) มีกลุ่มคนในอังกฤษที่ศึกษาเรื่องเหล่านี้ แต่ข้อ
รู้ ในเล่มที่สอง กล่าวถึงมโนทัศน์ว่าเป็นพื้นฐานของความรู้ เสนอที่สุดโต่ง คือ การเสนอให้ใช้ภาษาที่ประดิษฐ์ใหม่ เช่น
Leibniz (ค.ศ1646-ค.ศ1716) เชื่อว่าเราจะสามารถสร้าง
และมโนทัศน์ต่างๆ ก็สร้างขึ้นจากประสบการณ์ มโนทัศน์ถูก ภาษากลางที่เป็นภาษาสากลแทนความคิดขึ้นมาได้โดยไม่
กำกวมเหมือนภาษามนุษย์ ในหนังสือ Specimen calculi
สร้างขึ้นแทนสิ่งที่รับรู้เข้าใจ ซึ่งประสบการณ์ที่มนุษย์รับรู้ได้ universalis เขาใช้ตรรกศาสตร์สัญลักษณ์ (symbolic logic)
มีสองประเภท คือ sensation และ reflection (sensation โดยอาศัยพื้นฐานจากงานตรรกบท (syllogism) ของ Aris-
– เป็นการรับรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆและกระบวนการที่เห็นในโลก totle
ภายนอก reflection – เป็นการรับรู้จากกระบวนความคิดใน
ใจเรา) มโนทัศน์จึงมีได้สองแบบ คือ มโนทัศน์พื้นฐาน (sim- ความสนใจเรื่องของเสียงและตัวเขียนที่เกิดในยุคนี้ก็
ple) และซับซ้อน (complex) มโนทัศน์พื้นฐานเป็นสิ่งที่ได้ ทำให้นักวิชาการในประเทศอังกฤษมีความก้าวหน้าในการ
ศึกษาทางสัทศาสตร์มากนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ไปจนถึง
จากประสบการณ์ และมโนทัศน์ซับซ้อนได้จากการที่จิตของ ศตวรรษที่ 18

เราประกอบมโนทัศน์พื้นฐานเข้าด้วยกัน และในเล่มที่สาม ไวยากรณ์อินเดีย

จึงกล่าวถึงธรรมชาติของภาษาและความสัมพันธ์ระหว่าง นอกเหนือจากงานไวยากรณ์กรีกและลาตินในยุโรป
ภาษากับการแสวงหาความรู้ดังที่กล่าวมา Locke ตั้งคำถาม จริงๆแล้ว งานไวยากรณ์ก็มีเกิดขึ้นในอินเดียด้วย และดูจะมี
ความลึกซึ้งมากกว่าและเกิดขึ้นมายาวนานกว่าไวยากรณ์ใน
ต่างๆเกี่ยวกับเรื่องความหมายของคำ บางคนจึงยกย่องให้ โลกตะวันตก งานของ Pāṇini (4th or 5th cent B.C.) เรื่อง
Aṣṭādhyāyī (Astaadhyaayii หมายถึง ‘แปดบท’) แสดงให้
เขาเป็นบิดาแห่งอรรถศาสตร์ ส่วนเล่มสุดท้ายเป็นการ เห็นว่าเขาเป็นนักไวยากรณ์อินเดียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของ
โลก
อธิบายถึงธรรมชาติและข้อจำกัดของความรู้ ความสัมพันธ์
ระหว่างการใช้เหตุผลและศรัทธา ความคิดของ Locke นั้นมี 30
ลักษณะที่เป็นประสบการณ์นิยม (empiricism) ซึ่งจะต่างจาก
Descartes (ค.ศ.1596-ค.ศ.1650) ที่เป็นเหตุผลนิยม (ration-
alism) หนังสือเล่มแรกใน “An essay concerning human
understanding" เขียนขึ้นเพื่อแย้งความคิดเรื่องความรู้แต่
กำเนิด (innateness) ของ Descartes

ความเหมือนกันที่พบในไวยากรณ์อินเดีย คือข้อโต้เถียง สัญลักษณ์ต่างๆ แนวคิดเรื่องหน่วยเสียง (phoneme) หน่วย
เรื่องของความเป็นธรรมชาติของภาษาหรือเป็นการกำหนด คำ (morpheme) ปรากฏในงานของ Pāṇini ก่อนที่ทาง
ขึ้นโดยมนุษย์ ความต่างระหว่างนามและกริยาในภาษา ตะวันตกจะใช้แนวคิดนี้ ไวยากรณ์สันสกฤตของ Panini
สันสกฤตก็แยกโดยวิธีเดียวกับ Plato โดยหลักของประธาน อธิบายโดยใช้หน่วยคำเป็นพื้นฐานและผ่านกระบวนการ
และภาคแสดง แปลงรูปทางไวยากรณ์ (derivation) เกิดเป็นประโยค
ลักษณะต่างๆ นักภาษาศาสตร์ปัจจุบันยอมรับกันว่า
สิ่งที่ไวยากรณ์อินเดียมีความลึกซึ้งมากกว่า คือ เรื่อง ไวยากรณ์ของ Pāṇini เป็นไวยากรณ์เพิ่มพูน (generative
สัทศาสตร์และการศึกษาโครงสร้างภายในคำ เนื่องจาก grammar) ที่มีความสมบูรณ์ที่สุดไวยากรณ์หนึ่งและเป็นพื้น
ไวยากรณ์อินเดียนั้นต้องคงรักษาไว้มากกว่าตัวเขียน แต่เป็น ฐานในการพัฒนาความคิดต่างๆของไวยากรณ์ปัจจุบัน
คำสวด Vedic hymns สัทศาสตร์ของตะวันตกที่เริ่มใน
ศตวรรษที่ 19 ก็ได้อิทธิพลจากการค้นพบและแปลงานนัก งานของ Pāṇini มีอิทธิพลต่อนักภาษาศาสตร์ตะวันตก
ภาษาศาสตร์ชาวอินเดีย ความคิดเรื่องหน่วยเสียงและหน่วย ผู้ที่ชื่นชมการอธิบายภาษาด้วยไวยากรณ์แบบพรรณา (de-
คำที่กล่าวถึงในศตวรรษที่ 19 นี้เป็นสิ่งที่ Panini ได้นำเสนอ scriptive grammar) นี้ ได้แก่ Firth และ Bloomfield
ไว้แล้วตั้งแต่ 5 ศตวรรษก่อนคริสต์กาล Bloomfield กล่าวถึงไวยากรณ์ของ Pāṇini ว่าเป็น “one of
the greatest monuments of human intelligence and …
ไวยากรณ์ของ Pāṇini เป็นที่ยอมรับในแง่ของความ an indispensable model for the description of lan-
ละเอียดซับซ้อน ในเรื่องของความกระชับและความคงที่ guages’ (Bloomfield 1929: 268) Bloomfield เองได้นำ
(consistency and economy) จัดว่าเป็นเลิศกว่าหนังสือ แนวคิดเรื่อง form class, endocentric และ exocentric
ไวยากรณ์ในภาษาอื่นใด แต่ Aṣṭādhyāyī ก็ไม่ใช่หนังสือที่ compound, และ zero form มาใช้ในการอธิบายภาษา
จะอ่านได้เข้าใจง่ายๆ เพราะถูกเขียนเหมือนเป็นกฎทาง
คณิตศาสตร์เพื่อให้ท่องจำมากกว่า ส่วนหลักของไวยากรณ์มี การค้นพบภาษาสันสกฤตนี่เองที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้
กฎ 4,000 กฎหรือ sūtras และรายการรากคำกริยา (verbal มีการศึกษาทางด้านภาษาศาสตร์เปรียบเทียบเกิดขึ้นใน
roots) กว่า 2,000 คำที่จัดกลุ่มตามลักษณะทาง morpho- ศตวรรษที่ 19
syntactic รายการ stem ของคำนามต่างๆ กฎมีการจัด
ลำดับตามความสัมพันธ์ในลักษณะที่กฎหลังจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ 31
ผ่านกฎข้างหน้ามากก่อน และมีการใช้พวก ตัวย่อ และ

ข้อมูลเสริม: ปรัชญาตะวันตก ลับมารวมกันใหม่ ทำไมจึงเกิดม้าในลักษณะเดิมได้ ทำไม
ไม่เป็นตัวประหลาดครึ่งม้าครึ่งวัว แสดงว่าจะต้องมีแบบ
เดิมเป็นความเชื่อในเรื่องของเทพเจ้าทั้งหลาย ถือเป็น (form) ที่เป็นต้นแบบของม้าอยู่ ที่ม้าทุกตัวในโลกจะถูก
คำอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆในธรรมชาติ เป็นยุคของโลก สร้างมาจากแบบนี้ที่เป็นม้าอุดมคติ
แห่งนิยายปรัมปรา (Mythological world) ต่อมานัก
ปรัชญาเริ่มหาคำอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติ โดยไม่ใช้ ทำไม Plato ถึงสนใจในเรื่องของสิ่งที่เป็นนิรันดร์?
เทพนิยาย พวกนี้เรียกว่านักปรัชญาธรรมชาติ (natural phi- เพราะว่าเราไม่สามารถได้ความรู้ที่แท้จริงจากการ ศึกษาสิ่งที่
losopher) มองเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดในโลกตลอด เปลี่ยนสภาพไปเรื่อยๆ สิ่งที่เรามี คือความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่
เวลา ทำไมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลง ในยุคแรกก็เชื่อกันว่า อยู่ในโลกของการรับรู้ (belong to the world of sense)
ต้องมี substance บางตัวที่เป็นพื้นฐานที่ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น ถามว่า สีไหนเป็นสีที่สวยที่สุด แต่ละคนก็จะเห็นต่างกัน
บ้างว่าเป็น น้ำ บ้างว่า อากาศ จนมาถึง Democritus บอก แต่ถ้าถาม 3*8 เป็นเท่าไร คำตอบก็จะเหมือนกัน คือ มองว่า
ว่าไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ แต่เป็นสิ่งเล็กๆที่มองไม่เห็นเรียกว่า ความรู้ที่แท้จริงนั้นจะมาจากการคิดใช้เหตุผล (reasoning)
อะตอม (atom) แปลว่าสิ่งที่ไม่สามารถตัดแบ่งได้
ในความคิดของ Plato ความเป็นจริง (reality) แยกได้
ต่อมาในยุคของ Sophist และ Socrates ความสนใจก็ เป็น 2 ส่วน คือ โลกของการรับรู้และโลกของความคิด (the
เปลี่ยนจากเรื่องของปรัชญาธรรมชาติ (natural philoso- world of senses กับ the world of ideas) โลกของการรับรู้
phy) ไปเป็นเรื่องของคนและสังคม พอมาถึง Plato (428- คือโลกตามที่ผัสสะทั้งห้าของคนจะรับรู้ได้ สิ่งที่ได้จากการรับ
347 B.C.) Plato สนใจเรื่องของสิ่งที่คงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง รู้นี้เป็นความรู้ที่ไม่สมบูรณ์และเป็นเพียงการประมาณการ
ชั่วนิรันดร์ (eternal and immutable) แต่ Plato ไม่เชื่อว่า
จะมีสิ่งที่จับต้องได้ที่ไม่มีเปลี่ยนแปลง จึงไม่มีสาร (sub- Aristotle (384-322 B.C.) ปฏิเสธความคิดของ Plato
stance) ใดที่ไม่เสื่อมสลาย แต่ทุกสิ่งในโลกถูกสร้างตาม Aristotle มองว่า ม้าในอุดมคติเป็นเพียงมโนทัศน์ที่เราสร้าง
ต้นแบบของแม่แบบ (mold หรือ form) ซึ่งเป็นสิ่งที่คงอยู่ไม่ ขึ้นจากการที่ได้เห็นม้าจริงๆก่อน ความคิดหรือรูปแบบของ
เปลี่ยนแปลงชั่วนิรันดร์ ม้าจึงไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ก่อน แต่เป็นการรับรู้จากสสาร (sub-
stance) ทั้งหลายที่ประสบ จนเกิดเป็นรูปแบบ (form) ขึ้นมา
ทำไม Plato ไม่เชื่อเหมือน Democritus ในเรื่องของ Aristotle จึงมองความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบและสสารตรง
อะตอม? ลองนึกดูว่า ทำไม ม้า ในโลกนี้ถึงมีลักษณะที่ ข้ามกับ Plato
เหมือนกัน ถ้าเชื่อว่า ม้า แยกสลายเป็นอะตอมได้แล้วมีการก
32

Notes • Janson, Tore. 2002. Speak: A Short History of Lan-
guage. Oxford: Oxford University Press.
[2.1] Plato คิดว่ามีสิ่งที่เป็นโลกอุดมคติ (ideal world)
เพราะถ้าเราสังเกตธรรมชาติรอบตัวเรา สิ่งมีชีวิตต่างๆ มี • Jowett, B. (tr.) 1953. Cratylus, in The Dialogues of
การตายแตกสลายไปเหลือเป็นอะตอมซึ่งเป็นหน่วยเล็กสุด Plato, Oxford,
ตามที่ Democritus คิด แล้วทำไมเมื่อมีการเกิดสิ่งมีชีวิต (http://www.ancienttexts.org/library/greek/plato/c
ใหม่ จึงยังคงมีสิ่งมีชีวิตรูปร่างหน้าตาลักษณะเดิมๆ อาจ ratylus.html)
แตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่เราก็เห็นตรงกันว่าเป็น
ม้า เป็น กวาง แสดงว่าจะต้องมีต้นแบบอยู่ที่ใดที่หนึ่งที่เป็น • Kiparsky, Paul. 1994. Paninian Linguistics. In Asher,
โลกอุดมคติ ซึ่งเป็นเหมือนแม่พิมพ์ของสิ่งต่างๆ และสิ่งที่ R. E. and Simpson, J. M. Y. The Encyclopedia of lan-
ปรากฏในโลกนี้ก็เคาะมาจากแม่พิมพ์นั้น คือเรื่องของ form guage and linguistics. Oxford ; New York: Pergamon
กับ substance นั่นเอง Press.
(http://www.stanford.edu/~kiparsky/Papers/encycl
[2.2] เป็นการแยกตามหลักตรรกศาสตร์ verb และ adjec- .pdf)
tive ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ไปจนถึงยุคกลาง (medieval)
จึงมีการแยก verb และ adjective ออกจากกัน • Law, V. 2003. The history of linguistics in Europe
from Plato to 1600. Cambridge, U.K. ; New York:
อ้างอิง Cambridge University Press

• Bloomfield, L. (1929) ‘Review of Konkordanz • Lyons, John. 1969. Introduction to Theoretical Lin-
Pāṇini-Candra by B. Liebich’, Language, 5, 267–276. guistics.
อ้างถึงใน Thomas, Margaret (2011). Fifty Key Think-
ers on Language and Linguistics. • Plato’s Cratylus.
(http://plato.stanford.edu/entries/plato-cratylus/)
• Harris, R., Harris, R., and Taylor, T. J. 1989. Land-
marks in linguistic thought : the Western tradition • Robins, R.H. 1967. A Short History of Linguistics.
from Socrates to Saussure. London ; New York: Rout- Longmans.
ledge
• Schmidhauser, Andreas U. 2010. The Birth of Gram-
mar in Greece, in E Bakker, ed., A Companion to the
Ancient Greek Language, Oxford: Blackwell
(http://schmidhauser.us/2010-birth.pdf)

33

• Thomas, Margaret. 2011. Fifty key thinkers on lan-
guage and linguistics. Milton Park, Abingdon, Oxon
; New York, NY: Routledge.

• Woodard, Roger D. (ed.) 2008. The Ancient Lan-
guage of Europe. Cambridge: Cambridge University
Press.

34

CHAPTER 3

ภาษาศาสตร์
เปรียบเทียบ
และเชิงประวัติ

Comparative and Historical Linguistics ด้วย Sanskrit Persian etc.), Celtic (ประกอบด้วย Gaelic
Welsh Breton etc.) เป็นต้น
ถ้าเราดูเปรียบเทียบภาษาต่างๆ เราอาจจะเห็นความ
เหมือนของภาษาต่างๆทั้งในแง่ของคำศัพท์และ/หรือ พัฒนาการเรื่องวิวัฒนาการของภาษานับว่าเป็นผลงาน
โครงสร้างไวยากรณ์ เช่น ระหว่างภาษาอังกฤษกับภาษา ความสำเร็จของการศึกษาทางภาษาศาสตร์ในศตวรรษที่ 19
เยอรมัน เราจะพบคำที่คล้ายกันในรูปและความหมายเป็น ความสำเร็จตรงนี้เป็นผลพวงจากการนำเอาวิธีการที่เป็น
จำนวนมาก เช่น son: sohn, mother: mutter, brother: วิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ในการศึกษาภาษา คือ ศึกษาในแบบ
bruder, six: sechs เป็นต้น แต่ระหว่างภาษาอังกฤษกับ ที่เป็นภววิสัย (objective) มากขึ้น
ภาษารัสเซียจะมีคู่คำที่คล้ายกันแบบนี้น้อยกว่า และยิ่งน้อย
ลงไปอีกหากเทียบภาษาอังกฤษกับภาษาตุรกี หรือภาษา ย้อนอดีต
อังกฤษกับจีน ในตัวอย่างที่ยกมานี้ เราก็จะพบว่าระดับของ
ความเหมือนในทางไวยากรณ์ก็เป็นแบบเดียวกันด้วย ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) มีความสนใจ
ลักษณะที่พบนี้ทำให้เราเห็นว่า ภาษาบางภาษามีความใกล้ ศึกษาภาษาต่าง ๆ มากขึ้น มีความพยายามที่จะจัดกลุ่ม
ชิดหรือเกี่ยวข้องกับอีกภาษาหนึ่งมากกว่า ภาษา แต่ไม่เป็นผลทั้งนี้เพราะไปมีความเชื่อว่า ภาษา He-
brew เป็นแหล่งกำเนิดของภาษาอื่นๆ (เพราะว่า Hebrew
ความเกี่ยวข้องตรงนี้ ในทางภาษาศาสตร์อธิบายโดย เป็นภาษาใน Old Testament) ในยุคนี้มีการติดต่อค้าขาย
ใช้หลักการภาษาศาสตร์เชิงประวัติ (historical linguistics) และสำรวจโลก จึงรู้จักกับภาษาต่างๆมากขึ้น เริ่มเห็นกันว่า
ที่มองว่าภาษาที่เกี่ยวข้องกันมีพัฒนาการมาจากภาษาดั้งเดิม ไวยากรณ์กรีกและลาตินนั้นไม่เหมาะที่จะใช้ นักปรัชญาเลย
เดียวกัน หรือพูดอีกนัยว่า อยู่ในตระกูลภาษาเดียวกัน มองหาคุณสมบัติร่วมที่ทุกภาษาจะมีร่วมกันได้ มีการพูดถึง
ตัวอย่างเช่น ภาษาส่วนมากในยุโรปและบางส่วนในเอเชีย เรื่องตรรกศาสตร์สากล (universal logic) มากในช่วงนี้
จัดอยู่ในตระกูลภาษา Indo-European ซึ่งภายในนี้ก็มี เมื่อเริ่มยุคโรแมนติก (Romantic) มีการเปลี่ยนทางความ
ตระกูลย่อยอีก เช่น Germanic (ประกอบด้วย German Eng- คิดว่างานวรรณคดีชั้นยอดนั้นไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่กับงาน
lish Dutch Swedish etc.), Slavonic (ประกอบด้วย Rus- วรรณคดีในยุคคลาสสิกเท่านั้น เกิดความสนใจในเรื่องราว
sian Polish Czech etc.), Romance (ประกอบด้วย French, เก่าๆ เรื่องทางเฉพาะท้องถิ่นและวัฒนธรรมของตนมากขึ้น
Italian Spanish etc.), Greek, Indo-Iranian (ประกอบ ศูนย์กลางความสนใจหลักอยู่ที่เยอรมันเองทำให้มีการศึกษา
เอกสาร วรรณคดีเก่าๆของเยอรมันมากขึ้น (Older German

36

languages such as Gothic, Old High German, Old คำยืม
Norse) Herder (ค.ศ.1744-ค.ศ.1803) ได้กล่าวว่ามีความ
สัมพันธ์กันระหว่างภาษากับลักษณะของชาตินั้นๆ Wilhelm นอกจากความคล้ายกันของคำจะมาจากการที่ภาษามี
von Humboldt (ค.ศ.1767-ค.ศ.1835) ก็ขยายความต่อว่า ความเกี่ยวข้องกันนั้น บางทีก็อาจมาจากการยืมข้ามภาษา
ภาษาแต่ละภาษาจะมีลักษณะเฉพาะซึ่งสะท้อนลักษณะความ ก็ได้ ซึ่งจะพบในภาษาที่มีพื้นที่ติดต่อกันหรือมีการติดต่อ
รู้สึกนึกคิดของคนในชาตินั้น จุดนี้ทำให้เกิดความตื่นตัวที่ แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ภาษาอย่างกรีกและลาตินก็พบว่า
จะศึกษาภาษาต่างๆมากขึ้น ถูกยืมคำไปใช้ในภาษาอื่นมาก โดยเฉพาะพวกศัพท์ทาง
วิทยาศาสตร์ บางครั้งเป็นการยากที่จะแยกคำยืมจากคำที่
การค้นพบภาษาสันสกฤต เป็นคำร่วมเชื้อสาย (cognate) จริงๆ นักภาษาศาสตร์บาง
คนเลยให้ความสนใจกับความคล้ายทางไวยากรณ์มากกว่า
ในตอนปลายศตวรรษที่ 18 มีการค้นพบว่าภาษา บางคนก็ใช้วิธีดูเฉพาะรายการคำพื้นฐาน ซึ่งเชื่อว่าคำพื้น
สันสกฤตซึ่งเป็นภาษาเก่าแก่ของอินเดียมีความสัมพันธ์กับ ฐานในภาษานั้นๆ ไม่น่าจะยืมมาจากแหล่งอื่น อย่างไรก็ดี
ภาษาลาตินและกรีกและภาษาอื่นในยุโรป Sir William ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก เพราะว่าท้ายสุดการอธิบายความ
Jones (ค.ศ.1746-ค.ศ.1794) กล่าวว่า เกี่ยวข้องระหว่างภาษานั้นดูจากความสอดคล้องกันอย่างเป็น
ระบบ (systemic correspondence)
"a strong affinity both in the roots of verbs and in the
forms of grammar than could possibly have been pro- กฎของกริมม์
duced by accident: so strong indeed that no philolo-
ger could examine them at all without believing them Grimm (ค.ศ.1785-ค.ศ.1863) ชี้ให้เห็นถึงความ
to have sprung from some common source, which สอดคล้องกันของเสียงอย่างเป็นระบบ (systemic sound cor-
perhaps no longer exists" (1786) respondence) ระหว่างภาษา Gothic เมื่อเทียบกับภาษาลา
ติน กรีก และสันสกฤต (1822) กล่าวคือ ในคำภาษา
การค้นพบความเหมือนกับภาษาสันสกฤต นับเป็นเรื่อง Gothic ที่มีเสียง f ในภาษาอินโดยูโรเปี้ยนอื่นๆ (Latin,
น่าตื่นเต้นมากในสมัยนั้น ถึงแม้จะเคยมีผู้เห็นว่าภาษากรีก Greek) จะเป็นเสียง p, ในคำภาษา Gothic ที่มีเสียง p ใน
และลาตินจะมีส่วนคล้ายกันอยู่ แต่ทั้งภาษากรีกและลาตินก็ ภาษาอินโดยูโรเปี้ยนอื่นๆจะเป็นเสียง b, ในภาษา Gothic
มาจากกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกันมีการติดต่อกันอยู่ ไม่เหมือน
กับการพบความคล้ายคลึงกับภาษาสันสกฤตซึ่งมาจาก 37
ประเทศตะวันออกที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

เสียง θ ในภาษาอินโดยูโรเปี้ยนอื่นๆจะเป็นเสียง t, ในภาษา อย่างไรก็ดี Grimm และคนอื่นๆ ก็เห็นว่า มีข้อยกเว้น
Gothic เสียง t ในภาษาอินโดยูโรเปี้ยนอื่นๆ จะเป็นเสียง d เกิดขึ้นบ้าง เช่น คำ L. pater Go. fadar : จะเห็นว่า p = f
ตามกฎ แต่ t = d (แทนที่จะเป็น t = θ ตามกฎ คือไม่มี
เป็นต้น การ กลายเสียงในคำนี้ของ Go. ทุกตัวตามกฎ)
เนื่องจาก Grimm ไม่คิดว่ากฎมีลักษณะเป็น regu-
ตารางแสดงความสอดคล้องกันของเสียง (Lyons 1969: 27) lar คือใช้ได้กับภาษาทั้งหมด จึงไม่วิตกกับข้อ
ยกเว้นเช่นนี้ Grimm บอกว่า "sound-shift succeeds
Grimm อธิบายว่าเป็นเพราะมีเลื่อนของเสียง (sound in the majority of cases, but never works itself out
shift) ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ของเยอรมัน (prehistoric completely in every individual case; some words re-
period) โดยที่ในภาษาตระกูลอินโดยูโรเปี้ยนมีการกลาย main in the form they had in the the older period; the
ของเสียงในสายกลุ่ม Germanic ดังนี้ เสียงพ่นลม (aspi- current of innovation has passed them by."
rate bh,dh, gh) จะกลายเป็นเสียงไม่พ่นลม (unaspirate b,
d, g), เสียงก้อง (voiced b, d, g) กลายมาเป็นไม่ก้อง กลุ่มนักไวยากรณ์รุ่นใหม่ (Neo-grammarians)
(voiceless p, t, k), และเสียงไม่ก้อง (voiceless p, t, k)
กลายมาเป็นพ่นลม (aspirate f, θ, h) ซึ่งเรียกกันต่อ 50 ปีต่อมา กลุ่มนักไวยากรณ์รุ่นหนุ่ม (neo-
มาว่ากฎของกริมม์ (Grimm's law) grammarians) ไม่เชื่อว่ากฎจะมีข้อยกเว้นได้ "all sound-
change could be accounted for by laws which operate
bh,dh,gh => b,d,g => p,t,k => f, θ, h without exceptions" ทำไมคนกลุ่มนี้จึงคิดเช่นนี้ ก็
เนื่องจากว่ามีการศึกษาในเรื่องของการกลายเสียง (sound-
PIE Germanic branch change) กันอย่างมาก และค้นพบว่ารูปแบบที่ดูเหมือนผิด
ปกติ (irregular) บางครั้งก็มีคำอธิบายซ่อนอยู่ ที่สำคัญ คือ
voiceless stops [p t k] > voiceless fricatives [f θ h] การค้นพบของ Verner (1875) ที่พบว่า ข้อยกเว้นในกฎขอ
งกริมม์ ในเรื่องของ L. t = Go. d (ตัวอย่าง L. pater = Go.
voiced stops [b d g] > voiceless stops [p t k] fadar ที่กล่าวมาแล้ว) นั้น สามารถอธิบายได้ถ้าพิจารณา
การลงน้ำหนักเสียง (accent) ด้วย เรียกว่ากฎของเวอร์เน่อร์
voiced aspirates [bh dh gh] > voiced stops [b d g] (Verner's law)

38

"the voiceless 'aspirates' resulting from การกลายเสียงจริงๆ อาจจะเริ่มจากกลุ่มคำจำนวนหนึ่งที่ยืม
'Grimm's law' (f, θ, h) were preserved if the preced- มาจากภาษาอื่น จากนั้นก็แพร่หลายโดยการเทียบแบบไปสู่
ing syllable bore the accent (hence Go. brōθar, etc.), คำอื่นๆ จนเมื่อเกิดขึ้นโดยทั่วไป เราก็เห็นเป็นกฎชัดขึ้น
but otherwise were voiced (as b d g respectively:
hence Go. fadar, etc.)" (Lyons 1969:29) ความสัมพันธ์ระหว่างภาษาศาสตร์กับพัฒนาการทาง
วิทยาศาสตร์ขณะนั้น
นอกเหนือจากกฎของเวอร์เน่อร์ ก็มีคนหาคำอธิบาย
ให้กับข้อยกเว้นต่างๆ จนกลุ่มนักไวยากรณ์รุ่นใหม่นี้กล้า แนวคิดทางภาษาศาสตร์ในเรื่องของการหากฎ (law)
ประกาศว่า การกลายเสียงสามารถอธิบายได้ด้วยกฏ (regu- และ วิวัฒนาการ จะว่าไปแล้วนั้นได้รับอิทธิพลมาจากความ
larity in sound-change) แรกๆ ความมคิดนี้ก็ไม่เป็นที่ ก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้นด้วย ในเรื่องของทฤษฎี
ยอมรับ แต่ภายหลังก็ได้รับการยอมรับเป็นกระแสหลักของ วิวัฒนาการของ Charles Darwin เป็นเรื่องปกติใน
ภาษาศาสตร์ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 พัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ที่วิทยาศาสตร์สาขาที่ประสบ
ความสำเร็จจะเป็นต้นแบบหรือแบบจำลอง ให้กับ
นอกจากนี้ ยังมีคนอธิบายข้อยกเว้นโดยใช้เรื่องการ วิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ ใช้แนวคิดในสาขานั้นมาประยุกต์
ยืมคำ ว่าบางครั้งข้อยกเว้นก็เกิดจากการยืมคำ อีกสาเหตุ กับงานในสาขาตัว Khun (1962) ใช้คำว่ากระบวนทัศน์
หนึ่งที่ถูกนำมาอธิบาย คือการเทียบแบบ (analogy) เช่น (paradigm) เพื่ออธิบายถึงว่าในช่วงเวลาหนึ่ง ความรู้ความ
การที่เด็กพูด flied, goed อะไรทำนองนี้เกิดจากการทำการ เข้าใจในศาสตร์ถูกกำหนดโดยระบบความคิดซึ่งดำเนินอยู่
เทียบแบบกับคำอื่นๆ ตัวอย่าง เช่น ใน ภาษาลาติน ถ้าว่า โดยไม่เปิดเผย เป็นความเชื่อพื้นฐานที่นักวิชาการยอมรับกัน
ไปตามกฎการกลายเสียงที่หากันมาได้ คำว่า 'honour' ใน อยู่ในช่วงเวลานั้น โดยทั่วไป นานๆที จึงจะมีคนเสนอแนว
ระยะแรกใช้ honos ถูกต้องตามกฎ แต่ต่อมากลายเป็น ความคิดหรือทฤษฎีใหม่ที่เปลี่ยนความเชื่อพื้นฐาน (assump-
honor ทั้งนี้เกิดจากการเทียบแบบกับ cultor : cultoris tion) นั้นไป เรียกว่า มีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของความคิด
จึงมีผลให้ honos : honoris เพี้ยนมาเป็น honor : honoris และกระบวนทัศน์ใหม่นั้นก็ถูกนำไปใช้ในศาสตร์ที่ยังล้าหลัง
เป็นต้น กว่า ในช่วงยุคศตวรรษที่ 19 นั้น มีสองความคิดที่เกิดขึ้น
อย่างแรกในทางฟิสิกส์กลศาสตร์ มีความเชื่อในเรื่องของกฎ
พวกกลุ่มนักไวยากรณ์ใหม่ใช้วิธีการเช่นนี้ สร้างกฎ สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางกายภาพได้ด้วยกฎต่างๆ
สำหรับข้อยกเว้นต่างๆ บางกฎก็ค่อนข้างจะมาจากการเทียบ
แบบที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่จากงานในสมัยนี้ เราพอจะเห็น 39
ภาพของปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภาษา คือ

คือ ถ้ารู้ว่าสภาวะแวดล้อมขณะนั้นเป็นอย่างไร เราก็สามารถ comprehending themselves, they discard, mutilate or
ทำนายถึงสภาพในอนาคตได้ด้วยกฎทางฟิสิกส์ที่มี ความ misuse ... components or forms which were origi-
เชื่อในเรื่องกฎนี้สะท้อนออกมายังงานของกลุ่มนักไวยากรณ์ nally significant but which have gradually become
ใหม่นี้ relatively superficial appendages.

ความเชื่อในเรื่องกฎสำคัญอย่างไร? ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ คือ มองว่าถึงแม้ภาษาจะเป็นผลิตผลของมนุษย์ แต่ก็ดู
การศึกษาภาษาก็อาจจะเน้นเรื่องเชิงประวัติของคำ มองคำ เหมือนมันมีพัฒนาการของมันเอง เกิด เปลี่ยนแปลง หรือ
แต่ละคำไป (individual object) แต่การมองหากฎเป็นการ สูญสลายได้ เหมือนอย่างที่ภาษาอังกฤษยุคเก่า (Old Eng-
มองกลไกที่ใช้กับคำกลุ่มใหญ่ กฎของกริมม์เป็นตัวอย่าง lish) เปลี่ยนมาเป็นภาษาอังกฤษยุค Shakespeare และ
หนึ่งของการใช้กฎ Franz Bopp (1824) เป็นคนแรกที่ใช้ เปลี่ยนมาเป็นภาษาอังกฤษใหม่ (Modern English) และ
ศัพท์ว่า 'sound law' ยิ่งในช่วงหลังๆ ความคิดเรื่องกฎการ ภาษาเองก็จัดกลุ่มเป็นต้นไม้ตระกูลภาษาได้เหมือนกับที่นัก
กลายเสียง (sound law) ยิ่งเข้มข้นขึ้น พวกกลุ่มนัก ชีววิทยาจัดกลุ่มสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตต่างๆ
ไวยากรณ์รุ่นใหม่ถึงกับบอกว่าจะต้องหากฎย่อยหรือคำ
อธิบายให้กับข้อยกเว้นให้จงได้ ทฤษฎีวิวัฒนาการของภาษา

ในขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าทางชีววิทยาก็เข้ามามี August Schleicher (ค.ศ.1821-ค.ศ.1868) เป็นคนแรกที่
ผลต่องานทางภาษาศาสตร์ ในช่วงนั้น เยอรมันมีการแยก กล่าวถึงทฤษฎีวิวัฒนาการของภาษา (The-
ความต่างระหว่างวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (natural sciences) ory of linguistic evolution) หรือต้นไม้
กับ moral sciences หรือ ระหว่างด้านที่เป็นวิทยาศาสตร์กับ ตระกูลภาษาในปีค.ศ.1861 ในช่วง
ศิลป์หรือมนุษยศาสตร์ นักภาษาศาสตร์ยุคนั้นพยายามจัด พร้อมๆกับที่ Darwin เผยแพร่งาน Origin
ตัวเองเป็นกลุ่มวิทยาศาสตร์ และถ้าภาษาศาสตร์จะเป็น of Species (ปีค.ศ.1859 เขียนเป็นภาษา
วิทยาศาสตร์ได้ ก็ต้องมองภาษาเป็นเหมือนสิ่งที่จะศึกษา อังกฤษ และถูกแปลเป็นภาษาเยอรมันใน
อย่างภววิสัย (objective) ได้ เช่นที่ Bopp (1827) กล่าวว่า ปีค.ศ. 1860) พอเพื่อนของ Schleicher

Languages must be regarded as organic bodies, บอกเขาถึงงานของ Darwin Schleicher ก็เลยเขียนงาน
formed in accordance with definite laws; bearing Darwin's Theory and Linguistics เพื่อยืนยันว่างานทาง
within themselves an internal principle of life, they ภาษาศาสตร์จัดเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ โดยอธิบายว่า
develop and they gradually die out, after, no longer language family, languages, dialects, และ idiolect

40

เทียบได้กับ genera, species, varieties, และ individual ใน ถ้าเช่นนั้น ทฤษฎีของ Schmidt ทำให้ทฤษฎีต้นไม้
ทางชีววิทยา ภาษาหรือตระกูลภาษาก็เหมือนกับ แต่ละสาย ตระกูลภาษาหมดความสำคัญไปหรือไม่ August Leskien
พันธุ์ที่แข่งขันกันเพื่อที่จะอยู่รอด เช่น การแพร่ขยายของ (1876) บอกว่า ไม่ใช่ ทฤษฎีทั้งสองไม่ได้มีความขัดแย้งกัน
ภาษาอังกฤษทำให้ ภาษากลุ่มเชลติก (Celtic) อย่าง Cor- ถ้านึกถึงการกลายพันธุ์ (mutation) ที่เกิดกับสัตว์แต่ละตัว
nish, Manx ต้องสูญหายไป จำนวนหนึ่ง และแพร่ไปยังลูกหลาน ก็จะเหมือนกับลักษณะ
ของการแพร่ของความเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติบางอย่างใน
Schleicher ยังกล่าวอีกว่าวิวัฒนาการสามารถเห็นได้ ทางภาษาศาสตร์ ทฤษฎีคลื่นจึงไม่แย้งกับทฤษฎีวิวัฒนาการ
ชัดในภาษามากกว่าในทางชีววิทยา เนื่องจากว่าสัตว์หรือ
พืชที่สูญพันธ์ไปแล้วจะไม่เหลืออะไรไว้นอกจากซากฟอสซิล ส่วนบางคนก็มองว่า ภาษาไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นอิสระจับ
แต่ในภาษา เรามีบันทึกของภาษาที่สูญหายไปแล้วอย่าง ต้องได้เหมือนสิ่งมีชีวิต แต่เราจะพูดถึงแง่มุมต่างๆได้ก็โดย
ภาษาลาติน อีกทั้งช่วงเวลาของการเปลี่ยนทางภาษาก็สั้น การอ้างอิงถึงพฤติกรรมของผู้พูด ไม่เหมือนกับการศึกษา
กว่าทางชีววิทยา สัตว์หรือพืช ที่เป็นวัตถุที่จะสังเกต (observe) ได้โดยอิสระ
จริงๆ ดังนั้น การเทียบกับทฤษฎีของ Darwin จึงเป็นเพียง
อย่างไรก็ดี ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วยกับเรื่องของต้นไม้ แค่การเปรียบเชิงอุปลักษณ์ (metaphor) ของทาง
ตระกูลภาษา Johannes Schmidt (1872) แย้งว่าต้นไม้ ภาษาศาสตร์ แต่ก็มีผู้แย้งว่า จริงๆแล้ว คำถามที่ว่าขอบเขต
ตระกูลภาษาไม่สามารถอธิบายว่าทำไมภาษาที่แยกจากกัน ของสิ่งมีชีวิต คืออะไร ยังเป็นคำถามที่ไม่สามารถตอบได้จริง
มากในต้นไม้ เช่น ภาษา A กับ B ถึงมีคุณสมบัติร่วมกันอยู่ (What distinguish life from non-life is still a deeply
ซึ่งไม่สามารถแก้ได้โดยการปรับภาพต้นไม้ให้ภาษา A อยู่ mysterious question) ถ้าเราสามารถอธิบายได้ว่า ภาษา
ติดกับ B เพราะ A ก็อาจจะมีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกับ คืออะไร และในระดับสูงขึ้น ภาษามีลักษณะการเปลี่ยนแปลง
ภาษา C อะไรทำนองนั้น Schmidt จึงเสนอให้เลิกใช้ต้นไม้ ได้เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมองว่ากฎแห่ง
ตระกูลภาษา แต่มามองการเปลี่ยนแปลงทางภาษาตาม การวิวัฒนาการไม่สามารถใช้กับภาษา
ลักษณะการแพร่กระจายและทับซ้อนทางภูมิศาสตร์ ซึ่ง
ลักษณะนี้ในทางวิทยาภาษาถิ่น (dialectology) เรียกว่าเส้น แล้วทฤษฎีวิวัฒนาการไม่มีปัญหาอะไรที่จะใช้กับทาง
แบ่งเขตภาษา (isogloss) ทฤษฎีของ Schmidt นี้เรียกว่า ภาษาศาสตร์ใช่ไหม ก็อาจจะไม่ใช่ ข้อแรก ถ้าเราดู
ทฤษฎีคลื่น (wave theory) วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เราจะเห็นว่ามันไม่ได้เป็นไปแบบ
สุ่ม (random) แต่เป็นแบบมีทิศทางจากล่างสู่บน คือไปสู่สิ่ง
ที่ดีขึ้น การกลายพันธุ์ที่จะรอดสืบทอดต่อไปได้คือ การกลาย

41

พันธุ์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต แต่นัก วิวัฒนาการทางปัญญาของมนุษย์ ไม่ใช่วิวัฒนาการตาม
ธรรมชาติ ส่งผลให้ภาษามีลักษณะสมบูรณ์มากขึ้นเหมือน
ภาษาศาสตร์ในยุคนั้นดูจะเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงในภาษา ปัญญามนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น งานเขียนวรรณคดีทั้งหลาย
เป็นไปแบบมีทิศทาง เช่น Rask (1818) เชื่อว่า ภาษาเปลี่ยน เกิดเมื่อมนุษย์ได้พัฒนาปัญญาอย่างเต็มที่ จึงไม่แปลกที่รูป
ภาษาช่วงภาษาคลาสสิกปรากฏเป็นภาษาวิภัตติปัจจัย เรา
ไปสู่ภาษาที่เรียบง่ายขึ้น เหมือนอย่างที่ภาษาอังกฤษมีความ อาจจะสรุปได้ว่าก่อนหน้านี้ภาษาเหล่านี้เป็นภาษาคำโดด
เรียบง่าย (simpler) กว่าภาษา Anglo-Saxon, ภาษากรีก หรือภาษาคำติดต่อมาก่อน แต่เมื่อพัฒนามาถึงที่สุดแล้วไม่
ใหม่ (Modern Greek) เรียบง่ายกว่าภาษากรีกดั้งเดิม (Clas- ขึ้นกับภาษาแล้ว ภาษาก็สามารถจะเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ต่ำลงได้
sical Greek) ถึงแม้ตัวอย่างที่ Rask ยกมาจะเป็นเช่นนั้น แต่ ตามที่ Rask ตั้งข้อสังเกต

ก็มีกรณีที่ภาษาเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ซับซ้อนมากขึ้น แต่ความคิดนี้ สามารถแย้งได้ โดยดูจากว่า คนจีนเองก็
พัฒนาปัญญาและอารยธรรมขึ้นมา มีงานวรรณคดีต่างๆ แต่
เป็นที่เชื่อกันว่า ภาษาสามารถจัดกลุ่มได้เป็น 3 ประเภท ภาษาก็ยังคงเป็นภาษาคำโดดอยู่ และถ้าวิวัฒนาการของ
คือ ภาษาคำโดด (isolating) เช่น จีน ไทย ภาษาคำติดต่อ ภาษาเป็นไปในเชิงถดถอยแล้ว เราจะเทียบกับทฤษฎี
(agglutinating) สามารถแยกรากศัพท์และหน่วยคำเติม (af- วิวัฒนาการทางชีววิทยาได้อย่างไร อย่างไรก็ดี มีคนเขียน
fix) ได้ชัดเจน เช่น Turkich และภาษามีวิภัตติปัจจัย (in- ถึงงานทางด้านชีววิทยาว่า ความก้าวหน้าทางการแพทย์ก็
flecting languages) คือ คำหนึ่งมีหลายหน่วยความหมาย เป็นปัจจัยที่ทำให้คนเราไม่ได้ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกับ
สัตว์อื่น ในเชิงกายภาพมนุษย์เราจึงอาจมีคุณภาพลดลง และ
ซึ่งไม่สามารถแยกออกมาเป็นส่วนๆได้ชัดว่า ส่วนไหนแทน กฎที่ว่าผู้ที่แข็งแรงที่สุดจะอยู่รอด (the law of survival of
the fittest) ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้
ความหมายไหน เช่น ภาษาสันสกฤต กรีก ลาติน ซึ่งภาษา
ในปีค.ศ.1830-ค.ศ.1833 ก็มีการค้นพบที่สำคัญ คือพบ
วิภัตติปัจจัยถือเป็นภาษาที่สูงสุดหรือซับซ้อนสุด แต่ก็ไม่ใช่ หลักฐานของการสูญพันธ์ครั้งใหญ่เป็นช่วงๆ ซึ่งเป็นการเปิด
ว่าทุกคนจะเห็นด้วย อย่างไรก็ดี Schleicher (1848) อ้าง โอกาสให้สัตว์ที่ด้อยกว่าพัฒนารอดต่อมา การค้นพบนี้
เกี่ยวข้องอะไรกับข้อโต้แย้งเรื่องภาษานี้ คำตอบก็คือ ที่
ว่าการเปลี่ยนแปลงของภาษาช่วงก่อนประวัติศาสตร์มีการ Schleicher ว่าไว้เกี่ยวกับการพัฒนาการอย่างมีทิศทางนั้น
เปลี่ยนจาก ภาษาคำโดด => ภาษาคำติดต่อ => ภาษา
42
วิภัตติปัจจัย คือมีวิวัฒนาการจากสิ่งที่ง่ายไปสู่สิ่งที่ซับซ้อน
สมบูรณ์ขึ้น ซึ่งแย้งกับที่ Rask ว่าไว้ว่า เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เรียบ
ง่ายขึ้น แต่ Schleicher ก็อ้างข้อโต้แย้งจากนักปรัชญา He-
gel ว่า หลังจากช่วงที่มนุษย์ได้พัฒนาปัญญาขึ้นมาแล้ว คน

เราก็ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้กฎการวิวัฒนาการเดียวกับสัตว์ทั้ง

หลาย วิวัฒนาการของภาษาจึงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อาจไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น สำหรับ Scherer (1868) เขา ถ้าไม่เชื่อว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีทิศทาง ก็อาจจะ
บอกว่า เขาเห็นมันเป็นเรื่องของวิวัฒนาการ เรื่องของ ยากที่จะใช้แนวคิดของ Darwin เกี่ยวกับหลักการคัดเลือก
ประวัติศาสตร์ (หมายความว่า เขาไม่เชื่อในคำอธิบายเรื่อง เพื่อความอยู่รอดได้ และในความเป็นจริง เหตุผลที่ภาษา
ของวิวัฒนาการของภาษาจนมาถึงจุดที่เป็นอิสระจากกฎการ หนึ่งเหนือกว่าอีกภาษาหนึ่งก็มีปัจจัยเรื่องทางสังคมมา
วิวัฒนาการแบบที่ Schleicher ว่าเอาไว้) เกี่ยวข้องด้วย เช่น เหตุที่ภาษาอังกฤษใช้มากมายขึ้น ใน
ขณะที่ภาษา Welsh ใช้น้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศ
เรื่องวิวัฒนาการของภาษา ในตอนนั้น นอกจากดูกันที่ อังกฤษได้เป็นศูนย์กลางของอำนาจในโลก
วจีวิภาคก็มีคนดูที่ระดับสัทวิทยาด้วย โดยบอกว่า มีการ
เปลี่ยนโดยแทนเสียงที่ใกล้คอ มาเป็นเสียงที่ใกล้ฟันและ การปฏิเสธเรื่องการเปลี่ยนแปลงแบบมีทิศทาง ไปได้ดี
ปากมากขึ้น สังเกตจาก ภาษา Semitic จะมีเสียงพยัญชนะ กับคำอธิบายเรื่อง การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากปัจเจกบุคคล ซึ่ง
จากช่องคอ (pharyngeal) และลิ้นไก่ (uvular) มาก Bau- ดูเหมือนว่าความคิดว่าภาษาเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลจะ
douin (1893) เรียกว่าเป็นการแสดงความเป็นมนุษย์ (hu- เป็นข้อโต้แย้งเรื่องการเปลี่ยนแบบที่มีทิศทางอันนำไปสู่การ
manizing) มากขึ้น คือ เปลี่ยนจากเสียงที่คล้ายสัตว์มาเป็น โต้แย้งเรื่องภาษาศาสตร์เป็นเสมือนชีววิทยาได้ดี เพราะมีผู้
เสียงมนุษย์มากขึ้น แย้งว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เกิดกับแต่ละ
คน ไม่ใช่ที่ตัวภาษา แต่สำหรับ Schleicher แล้ว เขาเห็น
สรุปได้ว่าในยุคนั้น เชื่อกันว่า ภาษามีการเปลี่ยนแปลง ว่าไม่ใช่ เพราะเขายังมองว่าภาษาก็เหมือนกับสปีชี่ส์ทาง
อย่างมีทิศทาง ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเชื่อว่า ทิศทางเป็นอย่างไร ชีววิทยา นักชีววิทยาไม่ผิดอะไรที่พูดถึงสปีชี่ส์แคร์รอท ทั้งๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้ แนวคิดเรื่องทฤษฎีการวิวัฒนาการก็เป็นที่ ที่สิ่งที่สังเกตพบได้คือ แคร์รอทแต่ละต้น การกลายพันธ์ก็เริ่ม
ยอมรับได้ดี แต่ในช่วงปลายๆยุค ความเชื่อเรื่องการ จากแคร์รอทเป็นต้นๆไป จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสปีซี่
เปลี่ยนแปลงแบบมีทิศทางก็ค่อยๆลดลง เพราะมีข้อโต้แย้ง ส์ในที่สุด จึงไม่แปลกอะไร ถ้าเราจะมองวิวัฒนาการของ
มากมาย เช่น ภาษาฝรั่งเศสนั้นมีลักษณะของการลงวิภัตติ ภาษาในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย
ปัจจัยมากกว่าภาษาฝรั่งเศสยุคกลาง (Medieval French)
หรือข้อสันนิษฐานของ Baudouin ที่ว่า เสียงจะเปลี่ยนมาข้าง นอกจากปัญหาเรื่องของการขาดทิศทางการ
หน้ามากขึ้น ก็ไม่จริงเสมอ เนื่องจากในเวียดนามใต้ (South- เปลี่ยนแปลงของภาษาที่ชัดเจน อีกประเด็นหนึ่งที่มีผู้กล่าวว่า
ern Vietnamese) มีการเปลี่ยนไปข้างหลังคือจาก t, n เป็น เป็นปัญหา คือ เรื่องของสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
k, ŋ นั้น หากนึกถึงเรื่องการกลายเสียงหรือ กฎการกลายเสียงขอ

43

งกริมม์ ถึงแม้ว่ามันจะใช้ได้กับทุกคำในภาษาในภาษาหนึ่ง อยู่ตามแนวเขา มีพลังในการสูดลมหายใจเข้าออกได้
ในช่วงเวลานั้น แต่ก็ใช้ได้กับภาษาถิ่นเดียวของภาษา มากกว่า แต่ก็ไม่มีคำอธิบายที่ดีพอ ในที่สุดความคิดนี้ก็
เยอรมันเท่านั้น สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร หากลองนึกถึง ค่อยๆ เสื่อมถอยไป คือถ้าไม่สามารถนำเสนอทฤษฎีที่
กฎทางฟิสิกส์ เราไม่ได้มี กฎแรงโน้มถ่วงสำหรับใช้ใน สามารถบอกถึงความสัมพันธ์การกลายเสียงที่น่าเชื่อถือได้
ประเทศอิตาลีในศตวรรษที่ 17 แล้วมีอีกกฎสำหรับประเทศ แล้ว บางทีอาจเป็นเพราะไม่มีคำอธิบายใดใดก็ได้ และ
อังกฤษในปัจจุบัน การกลายเสียงก็เป็นไปแบบสุ่ม

บางคนจึงมองว่า การกลายเสียงควรจะอธิบายไม่ใช่ใน จะว่าไปแล้ว การที่ไม่สามารถหาคำอธิบายของการ
ลักษณะของกฎ แต่เป็นการเปลี่ยนความนิยมในการออก เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ได้ทำให้เราไม่สามารถเทียบภาษาศาสตร์
เสียง ซึ่งแพร่จากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง จากคำกลุ่มหนึ่งสู่คำกลุ่ม กับชีววิทยาได้ เพราะในทางชีววิทยาเอง ในตอนนั้น ก็ไม่มี
อื่น มากกว่าที่จะเป็นกฎของการเปลี่ยนอย่างทันทีทันใดใน คำอธิบายชัดเจนว่าทำไมจึงมีการเปลี่ยนลักษณะพันธุ์ จวบ
วงกว้าง จนเมื่อมีความรู้เรื่องยีนส์จึงเข้าใจว่า เกิดการถ่ายทอด
พันธุกรรมและมีเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ได้อย่างไร แต่นัก
เมื่อมาดูพัฒนาการของทฤษฎีในยุคนี้ ที่เห็นชัด คือ เรื่อง ชีววิทยาก็เลือกที่จะเชื่อทฤษฎีของดาร์วิ่น เพราะว่าสามารถ
ทฤษฎีภาษาพื้นเดิม (substratum theory) ที่อธิบายการ อธิบายเรื่องต่างๆได้มากพอควร แต่ในทางภาษาศาสตร์ เรา
เปลี่ยนแปลงทางสัทวิทยาว่า เกิดจากการที่ผู้พูดภาษาหนึ่ง มีปัญหากันตั้งแต่เรื่องทิศทางการเปลี่ยนแปลง อะไรคือการ
รับภาษาใหม่เข้ามาแต่ก็คงลักษณะการพูดในแบบภาษาเดิม อยู่รอดของผู้สมบูรณ์กว่า (fitness for survival) ในทาง
ไว้ เช่น การพูดภาษาอังกฤษของคน Welsh ก็คงลักษณะ ภาษา อะไรทำให้มีการเปลี่ยนแปลงขึ้น เป็นคำถามที่ไม่มีคำ
สำเนียง Welsh มาก แต่ทฤษฎีนี้ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ตอบ และในปลายศตวรรษที่ 19 ทฤษฎีของดาร์วิ่นก็ถูกโจมตี
ทำไมจึงมีการเปลี่ยนในภาษาเอง ก็อาจจะอธิบายได้ว่า เป็น มากด้วย ความคิดว่าภาษาศาสตร์เป็นเหมือนชีววิทยาจึงไม่
เรื่องของการเปลี่ยนเพื่อให้ง่ายขึ้น ให้มีการออกเสียงที่ง่าย เป็นที่สนใจศึกษา และในช่วงปลายศตวรรษนั้น ก็เริ่มมองวิธี
ขึ้น แต่ก็อธิบายไม่ได้ทั้งหมด เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ภาษา การศึกษาภาษาแบบเป็นวิทยาศาสตร์ในรูปแบบใหม่ซึ่ง
เก่าๆก็คงเต็มไปด้วยเสียงที่ออกเสียงได้ยากๆทั้งหลาย ก็มี เป็นการเปิดทางสู่การศึกษาภาษาศาสตร์ยุคใหม่
คนเสนอแนวคิดต่างๆว่าทำไมจึงเกิดการกลายเสียง บ้างก็ว่า
เป็นเพราะ ความแตกต่างทางกายวิภาค (anatomy) ของ 44
แต่ละเผ่าพันธุ์ (race) บ้างว่าเป็นเพราะภูมิประเทศ เช่น คนที่

ผลที่ได้จากภาษาศาสตร์ยุคนี้ เราก็ถูกครอบงำจากมุมมองแบบดั้งเดิมในเรื่องของภาษา
และภาษาถิ่นโดยไม่รู้ตัว
ก่อนหน้านี้ นักภาษาศาสตร์ให้ความสำคัญกับตัวอักษร
หรือภาษาเขียนมาก แต่การศึกษาในยุคนี้ ทำให้เห็นว่า เรา และที่สำคัญ คือการมองเห็นว่า ภาษามีการเปลี่ยนแปลง
ไม่สามารถเปรียบเทียบภาษาได้โดยการเทียบตัวเขียน แต่ ไปตามเวลาทั้งทางด้านเสียงและไวยากรณ์ ภาษากรีกและ
ต้องเทียบเสียง กฎการกลายเสียงก็เป็นเรื่องของการเปลี่ยน ลาติน ก็เป็นเพียงสภาวะหนึ่งของภาษาที่อยู่ในกระบวนการ
ของเสียง ยุคนี้เสียงจึงได้รับความสนใจจากนักภาษามากขึ้น ของการเปลี่ยนแปลง
ตัวอักษรเป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ที่ใช้แทนเสียง การศึกษาใน
ยุคนี้ จึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนาสาขาสัทศาสตร์ (phonet- การเทียบแบบ (Analogy)
ics) ในเวลาต่อมา
ในยุคไวยากรณ์ดั้งเดิม เราบอกว่าพวก analogist เป็น
อีกประเด็นหนึ่งที่ได้ คือ เห็นความแตกต่างระหว่าง พวกที่บอกว่าภาษามีหลักอธิบายรูปปกติต่างๆ (principle of
ภาษากับภาษาถิ่น การศึกษาในยุคนี้ ทำให้เห็นว่าภาษาถิ่น regularity) และหลักการเทียบแบบนี้ สามารถใช้สร้างหรือ
ไม่ใช่ภาษาที่เบี่ยงเบน (distort) ไปจากภาษามาตรฐาน คาดเดาคำที่ควรจะเป็นได้ ในการสอนไวยากรณ์ก็จะมีการ
ภาษาถิ่นแต่ละภาษาก็มีระบบของภาษานั้นเอง ความแตก พูดถึงปัญหาการใช้ภาษาที่ไม่ถูกต้องจากการเทียบแบบที่ผิด
ต่างระหว่างภาษามาตรฐานและภาษาถิ่นนั้นไม่ได้มาจาก (false analogy) ที่เกิดขึ้น เช่น คำ goed, tooths แต่ในยุค
ปัจจัยทางภาษาศาสตร์ แต่มาจากปัจจัยทางการเมืองและ ภาษาศาสตร์เปรียบเทียบนี้ กลับเป็นว่า หลักการของการ
วัฒนธรรม ภาษาที่เป็นภาษามาตรฐานจริงๆก็เป็นเพียง เทียบแบบถูกนำมาใช้อธิบายเรื่องรูปผิดปกติ (irregularity)
ภาษาถิ่นหนึ่งของกลุ่มคนซึ่งมีอำนาจทางการเมืองและ ในภาษา ฟังดูเหมือนกับขัดแย้งกันเองหรือไม่
วัฒนธรรมในขณะนั้น เหมือนที่ภาษาถิ่นภาษาหนึ่งในโรมได้
แพร่ไปทั่วอาณาจักรโรมัน คือ ภาษาลาตินที่เรารู้จักกัน จริงๆ แล้วไม่ใช่ ถ้าเรามองภาษาในลักษณะทฤษฎีของ
การเปลี่ยนแปลงของภาษา จุดสำคัญก็คือ ภาษาเป็นเรื่อง
สิ่งที่ได้รู้เพิ่มในการศึกษาเรื่องภาษาถิ่น คือเห็นว่า ไม่มี ของรูปแบบปรากฏ (pattern) ในภาษามีกฎหรือหลักที่
เส้นแบ่งชัดเจนที่จะแบ่งภาษาถิ่นตามเขตภูมิศาสตร์ เช่น อธิบายรูปแบบปกติ (regular principle) ที่กำหนดว่าเสียง
ภาษาถิ่นที่พูดในถิ่นรอยต่อระหว่าง Dutch กับ German ซึ่ง อะไรรวมกับเสียงอะไรได้ และก็มีรูปแบบปกติ (regular pat-
จะจัดเป็นภาษาถิ่นของ Dutch หรือของ German ก็ได้ ถ้า tern) ที่บอกว่าคำอะไรรวมกับอะไรได้ คำว่า came ไม่ผิด
เรามานั่งตัดสินว่ามันต้องเป็นภาษาถิ่นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ปกติในเรื่องเสียง เพราะมีคำอย่าง lame game, same, แต่

45

ผิดปกติเมื่อมองเทียบกับ come: came, love: loved การ อ้างอิง

เปลี่ยนแปลงของภาษาจึงเป็นไปเหมือนการแทนที่ระบบซึ่งกัน • Sampson, Geoffrey 1980. Schools of Linguistics.
และกันของ 'analogy' และ 'anomaly' ซึ่งเกิดจากปัจจัย Stanford U. Press.

ภายนอกอย่างเช่น การยืม หรือเกิดจากปัจจัยภายใน อย่าง • Lyons, John. 1969. Introduction to Theoretical Lin-
เช่น การทำสิ่งที่เป็น 'anomaly' ให้เป็นปกติ และเพราะการ guistics.

เปลี่ยนอาจเกิดพร้อมๆ กันในหลายๆระดับของระบบภาษา
ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนเสียง *s ที่อยู่ระหว่างสระ ใน PIE
เป็นเสียง r ในภาษาลาติน แต่ *s จะคงไว้ในกรณีปรากฏ

ก่อนหรือหลังพยัญชนะหรือในตำแหน่งหน้าคำหรือท้ายคำ
เราจะพบว่าการเปลี่ยนแปลง PIE เป็นลาติน อย่าง *honosis
-> honoris, *honosem -> honorem ด้วยกฎแรก และคง
*honos -> honos ซึ่งเป็นกระบวนการปกติจากการกลาย
เสียง แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงลาติน r ที่มาจาก *r ใน
PIE เช่นคำ cultor, cultoris, cultorem จึงก่อให้เกิด anom-
aly ในภาษาหากมองเทียบ honos: honoris กับ cultor:
cultoris ในภายหลังจึงมีการเปลี่ยนแปลงอีกจาก honos
เป็น honor ด้วยวิธีการเทียบแบบเพื่อให้เสมอกันกับ cultor:
cultoris ซึ่งก็ทำให้ในระดับเสียงไม่เป็นปกติตามที่ควรเป็น
ด้วยกฏการกลายเสียงแบบที่พบในคำ flõs (flower), mõs
(custom), ที่คงเสียง s ท้ายคำไว้ ด้วยเหตุที่การ

เปลี่ยนแปลงเกิดในหลายระดับและจะมีบางรูปที่หลุดรอดไป
ภาษาจึงไม่เคยสู่สภาวะที่เป็นอิสระจาก anomaly สิ่งที่เป็น

รูปผิดปกติอาจจะเกิดมาจากกระบวนการทำให้เป็นปกติใน

สมัยหนึ่งมาก่อน

46

CHAPTER 4

กำเนิด
ภาษาศาสตร์

the true and unique object of linguistics
is language studied in and for itself

Modern Linguistics หน้านั้นที่มองปัจเจกเป็นสำคัญและมองว่าสังคมเป็นเพียงผล
รวมของการกระทำของคนแต่ละคนในสังคมรวมกัน [มาจาก
ความเป็นมา ความคิดแบบ empirical positivist ขณะนั้นที่มองแยกสิ่งที่
เป็นวัตถุรูปธรรม (objective physical reality) กับสิ่งที่เป็น
Ferdinand De Saussure (ค.ศ.1857-ค.ศ.1913) เป็น อัตวิสัย (individual subjective perception of reality)
ชาวสวิส ได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งภาษาศาสตร์สมัย เรื่องทางสังคมไม่อาจจัดเป็นแบบแรกจึงมองกันว่าเป็นแบบ
ใหม่ เขาเกิดที่เมืองเจนีวาในปีค.ศ.1857 หนึ่งปีก่อน Emile หลัง] ในมุมมองใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ จิตวิทยามองปัญหาทางจิต
Durkheim บิดาแห่งสังคมวิทยา และหนึ่งปีหลังจาก Sig- ว่าไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติของปัจเจกแต่เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์
mund Freud บิดาแห่งจิตวิทยาสมัยใหม่ ซึ่งดูเป็นเรื่อง ในสังคม สังคมศาสตร์ก็มองหาสิ่งที่เป็นบรรทัดฐาน (norm)
บังเอิญมากที่คนทั้งสามที่ได้รับการยอมรับให้เป็นบิดาแห่ง ร่วมกันของคนในสังคม ความคิดเหล่านี้ทำให้เราต้องสร้าง
ศาสตร์ทางด้านสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกันทั้งสามนี้จะเกิด หรือหา norm ในสังคมที่เป็นเงื่อนไขหรือมีอิทธิพล
ในเวลาไล่เลี่ยกัน Saussure เรียนที่ University of Geneva กำหนดการรับรู้ของปัจเจก ตัวอย่างเช่น เราอาจจะอธิบาย
และที่ University of Leipzig ได้เรียนกับนักภาษาศาสตร์ ได้อย่างถูกต้องในการแข่งขันฟุตบอลว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างใน
กลุ่ม neo-grammarian Saussure ได้ทำงานสอนที่ปารีส เชิงของการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นว่าลูกบอลไปทางไหนมีใคร
ในปีค.ศ.1880 หลังสำเร็จการศึกษาปริญญาเอก และกลับมา ทำอะไรหรือวิ่งไปทางไหนบ้าง แต่ถ้าเราไม่เข้าใจองค์
สอนที่เจนีวาอีกครั้งในปีค.ศ.1891 และอยู่ที่นี่จนเสียชีวิตใน ประกอบและความสัมพันธ์ของหน่วยต่างๆ เราก็จะไม่เข้าใจ
ปีค.ศ.1913 [สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดช่วงปี ค.ศ.1914- ความหมายที่แฝงอยู่กับการเคลื่อนไหวที่เห็นนั้น เราก็จะรู้สึก
ค.ศ.1918] Saussure เห็นว่าการศึกษาภาษาในลักษณะที่ เหมือนกับเป็นมนุษย์ต่างดาวนั่งดูการแข่งขันฟุตบอล ดังนั้น
เน้นการศึกษาเรื่องประวัติความเป็นมาของคำและ นักภาษาศาสตร์จึงไม่ควรพอใจกับการศึกษาเพียงลำดับ (se-
วิวัฒนาการของภาษานี้ไม่สามารถทำให้เราเข้าใจธรรมชาติ quence) ของเสียงที่เกิดในภาษานั้น แต่ควรสนใจความ
ที่แท้จริงของภาษาได้ ทั้ง Saussure Freud และ Durk- หมายที่แฝงมากับเสียงเหล่านั้นซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของ
heim เห็นพ้องต้องกันว่าสังคมศาสตร์จะไม่สามารถพัฒนา แต่ละสังคมด้วย [Introduction: Course in General Lin-
ขึ้นมาได้ถ้าเราไม่สามารถมองสังคมว่าเป็นสิ่งที่มีตัวตน โดย guistics]
ประกอบด้วยหน่วยย่อยหรือระบบต่างๆ อยู่ภายในอย่างมี
ความสัมพันธ์ต่อกัน แนวคิดแบบนี้ตรงข้ามกับแนวคิดก่อน Saussure เป็นที่รู้จักไม่เฉพาะในหมู่นักภาษาศาสตร์
แต่เป็นที่รู้จักดีในศาสตร์แขนงอื่นๆ ของสังคมศาสตร์ด้วย

48

เช่น literary criticism, anthropology, film and media การศึกษาภาษาในอดีต
criticism เป็นต้น ความคิดแบบโครงสร้างนิยม (structural-
ism) และการมองระบบสัญญะเป็นความคิดที่ศาสตร์เหล่านี้ ก่อนที่นักภาษาศาสตร์จะรู้ถึงสิ่งที่ควรศึกษาอย่างแท้จริง
ได้นำไปใช้ในการศึกษาของตน การศึกษาภาษาได้ผ่านมาช่วงเวลาการศึกษาภาษามาแล้ว 3
ลักษณะ ลักษณะแรกเป็นการมองภาษาตามแบบไวยากรณ์
Saussure เป็นนักภาษาศาสตร์ที่เริ่มต้นศึกษาภาษาตาม ดั้งเดิม สนใจในเรื่องของกฎเกณฑ์การใช้ภาษา เรื่องของ
แนวภาษาศาสตร์เชิงประวัติเหมือนนักภาษาศาสตร์ในยุคนั้น ความถูกผิดในการใช้ภาษาโดยเน้นที่การอ่านการเขียน บ้าง
ผลงานด้านนี้ของเขาก็ได้รับการยอมรับมากมาย แต่เขาก็ สนใจภาษาในมุมมองของตรรกะ แต่ไม่มีแนวทางที่เป็น
เริ่มมองเห็นความไม่เหมาะสมของภาษาศาสตร์อย่างที่เป็น วิทยาศาสตร์ชัดเจน ลักษณะที่สองเป็นการศึกษาตามแนว
อยู่และเห็นแนวทางอื่นที่ควรเป็น เพียงแต่เขาไม่ได้เขียนและ นิรุกติศาสตร์ (philology) สนใจแต่ภาษาเขียน ภาษาเก่า
ตีพิมพ์หนังสือรวบรวมความรู้ภาษาศาสตร์แนวใหม่ของตัว อย่างกรีกและลาติน ศึกษาความเป็นมาของคำแต่ละคำ
เองขึ้นมา เขาได้พูดเรื่องนี้ในการสอนวิชาภาษาศาสตร์ทั่วไป ภาษาในวรรณคดีเก่า และไม่สนใจภาษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
(general linguistics) และกล่าวถึงแนวคิดใหม่นี้ในการ และลักษณะที่สามเป็นการศึกษาเปรียบเทียบภาษา หาความ
สอนครั้งที่สาม (ปีค.ศ.1910-ค.ศ.1911) สองปีก่อนหน้าที่จะ สัมพันธ์ระหว่างภาษาต่างๆ แม้ว่าจะมองภาษาศาสตร์เทียบ
เสียชีวิต Saussure มีความคิดว่า นักภาษาศาสตร์ขณะนั้น กับวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา พยายามสืบสร้างวิวัฒนาการ
ยังหลงประเด็น และสับสนกับงานของตัวเอง มีความจำเป็นที่ ของภาษา แต่ Saussure ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นการศึกษาอย่าง
จะต้องปฏิรูปศาสตร์นี้ แต่อาจจะเป็นเพราะยังหาคำตอบที่ เป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง เขาตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริง
พอใจไม่ได้ Saussure จึงไม่คิดที่จะเผยแพร่งานของตน (fact) ที่มี ซึ่งทางวิทยาศาสตร์จะเป็นข้อเท็จจริงทางกายภาพ
แต่เพื่อนร่วมงานเขาสองคนคือ Charles Bally และ Albert (physical fact) แล้วภาษาเป็นข้อเท็จจริงทางกายภาพหรือ
Sechehaye ได้รวบรวมสมุดโน้ตของลูกศิษย์ซึ่งจดจากการ ไม่ หรือเป็นข้อเท็จจริงในลักษณะอื่น การเทียบตระกูลภาษา
ฟังการบรรยายทั้งสามครั้งของเขามารวมและตีพิมพ์เป็น ที่มองกันว่า ภาษาแต่ละภาษาคือ สิ่ง (object) ที่ศึกษานั้น
หนังสือในปีค.ศ.1916 ชื่อ Cours de linguistique generale เหมาะสมแล้วหรือ สิ่งที่ต้องศึกษาในทางภาษาศาสตร์คือ
ซึ่งต่อมาแปลเป็นอังกฤษ Course in General Linguistics อะไรกันแน่

49


Click to View FlipBook Version