The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ภาษาศาสตร์ รหัส 000 115 สอนโดย อ.กิตติ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ทฤษฎีภาษาศาสตร์

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ภาษาศาสตร์ รหัส 000 115 สอนโดย อ.กิตติ

มุมมองของ Saussure ต่อภาษา ภาษานั้นไม่มีเสียง [e] มาก่อน การกลายของเสียงแบบนี้ก็
เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของการออกเสียง แต่ถ้าในภาษา
Saussure มองว่าการศึกษาภาษาที่ผ่านมานั้นยังไม่ นั้นมีเสียง [e] อยู่ก่อน ก็อาจทำให้เกิดการรวมของ 2 หน่วย
เหมาะสม ไม่ได้ทำให้เกิดการพัฒนาภาษาศาสตร์อย่างเป็น เสียงเป็นหน่วยเสียงเดียวได้ สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง
วิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เพราะไม่สามารถอธิบายถึง จึงอาจไม่สำคัญเท่ากับผลการเปลี่ยนแปลงต่อระบบภาษา
ธรรมชาติของภาษาได้ การศึกษาภาษานอกจากการศึกษา ก็ได้ ส่วนในการศึกษาสภาพภาษาที่เป็นอยู่ (synchronic)
เชิงประวัติและการเปลี่ยนแปลงแล้ว การศึกษาภาษาควร เป็นการศึกษาภาษาที่เป็นอยู่ในสภาวะหนึ่ง etat de
เป็นการศึกษาภาษา ณ เวลาที่เป็นอยู่ด้วย และภาษาพูดน่า langue หรือ 'language-state' คือสิ่งที่ควรศึกษา
จะเป็นหลักสำคัญของการศึกษาภาษา ไม่ใช่ภาษาเขียน
อย่างที่ศึกษากันมา และความคิดที่ผ่านมาที่พูดถึง กฎการ นอกจากนี้ Saussure ยังมองว่าภาษาเป็นข้อเท็จจริง
เปลี่ยนแปลงอย่างกฎการกลายเสียง (sound law) ต่างๆ ก็ ทางสังคม (social facts) ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับ Durkeim
ไม่ได้เป็นเหมือนกฎทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ เพราะกฎจริงๆ ก็ ผู้ก่อตั้งสาขาวิชาสังคมวิทยา (Sociology) โดย Durkeim
ควรจะใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เป็นได้ตลอด แต่กฎการ ใช้คำข้อเท็จจริงทางสังคม (social fact) เป็นศัพท์เฉพาะทาง
กลายเสียงดูเป็นการใช้ได้กับข้อมูลบางส่วนและบางช่วงเวลา สังคมวิทยา หมายถึง ความคิดที่คนในสังคมมีร่วมกัน (ideas
in the collective minds of a society) ข้อเท็จจริงทาง
Saussure ยังตั้งคำถามว่าการเปลี่ยนแปลงของภาษาที่ สังคมเป็นสิ่งที่ต่างจากข้อเท็จจริงทางกายภาพและข้อเท็จจริง
ผ่านมาสำคัญสำหรับผู้ใช้ภาษาด้วยหรือ โดยเขาเปรียบกับ ทางจิตวิทยา เป็นแรงบีบทางสังคมที่สามารถทำให้คนตัดสิน
เกมหมากรุกว่าที่สำคัญสำหรับผู้เล่นคือสภาวะ (state) ที่เป็น ใจทำหรือไม่ทำสิ่งใด ตัวอย่างเช่น การหยิบฉวยเอาของคน
อยู่ไม่ใช่ตาเดิน (movement) ที่ผ่านมาแล้วว่าได้เดินตาไหน อื่น ไม่ถือเป็นการฝืนกฎทางกายภาพเพราะมนุษย์มีความ
มาบ้าง ภาษาจึงศึกษาได้ใน 2 มิติที่แยกขาดจากกันได้ คือ สามารถที่จะหยิบของด้วยมือและถือติดตัวไปได้ และไม่ฝืน
การศึกษาเชิงประวัติหรือข้ามสมัย (diachronic) และการ ทางจิตวิทยาด้วยเพราะคนทำเมื่อมีความอยากจะได้ของสิ่ง
ศึกษาสภาพที่เป็นหรือเฉพาะสมัย (synchronic) การศึกษา นั้น ก็ควรจะหยิบมาเป็นของตน แต่ที่คนๆนั้น ไม่หยิบฉวย
เชิงประวัติเป็นการมองการเปลี่ยนแปลงของภาษาที่ผ่านมา ของคนอื่นก็เพราะรู้ว่าถ้าทำแล้วอาจจะถูกจับกุม เพราะสังคม
ซึ่งที่ผ่านมามักสนใจบอกแต่การเปลี่ยนแปลง เช่น [a]->[e] กำหนดไว้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับ Durkeim
แต่ Saussure ตั้งคำถามว่า เราควรดูผลการเปลี่ยนแปลง เขียนงานอธิบายเรื่องการฆ่าตัวตาย (suicide) ว่าไม่ใช่เรื่อง
ด้วยว่าจะกระทบต่อระบบภาษาหรือไม่ สมมติว่า ถ้าใน ของปัจเจกแต่เป็นผลจากสังคมด้วย โดยแสดงให้เห็นว่า

50

อัตราการฆ่าตัวตายของกลุ่มคนต่างๆ นั้นแตกต่างกัน คน อีกปัญหาที่ Saussure ขบคิดก็คือ ถ้าเราเทียบภาษากับ
โสดจะฆ่าตัวตายมากกว่าคนมีครอบครัว คนไม่มีบุตรจะฆ่า ทฤษฎีวิวัฒนาการ ภาษาไม่ได้เป็นสิ่งที่มีลักษณะเดียวกับการ
ตัวตายมากกว่าคนมีบุตร เป็นต้น จัดสิ่งมีชีวิตในทางชีววิทยา Saussure มองว่าภาษาเป็นข้อ
เท็จจริงทางสังคมไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางกายภาพ เพราะถ้า
Saussure ขยายความที่ภาษาเป็นข้อเท็จจริงทางสังคม ภาษาเป็นเรื่องข้อเท็จจริงทางกายภาพจะเป็นเสียงพูดของ
โดยอธิบายว่าเป็นความรู้ที่คนในสังคมเข้าใจร่วมกัน และ แต่ละคน ดังนั้น ต้องแยกระหว่างสิ่งที่แต่ละคนพูดกับสิ่งที่
ภายในภาษานั้นก็มีลักษณะที่เป็นระบบ (systematic) คือ เป็นลักษณะร่วม (collective) ของคนในสังคม หรือคือความ
คำอธิบายของสิ่งหนึ่งต้องอ้างอิงสัมพันธ์สิ่งอื่นๆ เช่น เมื่อ ต่างระหว่าง la parole กับ la langue
กล่าวถึงเสียงสองเสียง หากในภาษาหนึ่ง สองเสียงนี้มี
ความต่าง (contrast) ที่ทำให้เป็นคำใหม่ขึ้นมา กับอีก ภาษาเป็นระบบสัญญะ
ภาษาหนึ่งที่สองเสียงนี้เกิดแบบสับหลีกกัน ฐานะของเสียง
ทั้งสองนี้ก็ควรต่างกันในแต่ละภาษา หรืออย่างภาษาอังกฤษ การศึกษาทางภาษา เราจำเป็นต้องรู้ได้ว่า หน่วยที่เราจะ
เราอาจบอกว่า sheep มีความหมายเหมือนคำฝรั่งเศส mou- ศึกษาคืออะไร สิ่งที่เราพอจะทำได้ คือ เริ่มจากคำ เมื่อพูด
ton [mu:ton] แต่จริงๆ ภาษาอังกฤษมีคำว่า mutton อีก ถึงคำ สิ่งที่เรานึกถึง ก็คือ มันแทนของอะไร แทนความคิด
คำด้วย ในขณะที่ภาษาฝรั่งเศสใช้คำเดียวทั้งสองความ อะไร แต่นั่นยังไม่เพียงพอ สิ่งที่ Saussure คิดคือการเสนอ
หมาย คำว่า sheep ก็ไม่ควรมีค่า (value) เท่ากับ mouton ให้มีการศึกษาเรื่องของสัญญะหรือศาสตร์ด้านสัญวิทยา
เสียทีเดียว ภาษาจึงมองได้ว่าเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ (semiology) ขึ้นมา โดยที่ภาษาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของสัญ
(network of relationship) ซึ่งค่าของแต่ละหน่วย (ele- วิทยานี้ ภาษาศาสตร์เป็นการศึกษาสัญญะที่ใช้ในสังคม
ment) ขึ้นกับค่าของหน่วยอื่นๆ หรือกล่าวอีกนัยว่าภาษา Saussure ถือว่าภาษาเป็นระบบสัญญะที่มีความซับซ้อนมาก
เป็นระบบของสัญญะ (system of signs) ซึ่งเราไม่สามารถ ที่สุด ควรที่จะเป็นต้นแบบของการศึกษาระบบสัญญะอื่นๆ
พิจารณาแต่ละสัญญะโดดๆได้ เพราะค่าของสัญญะนั้นขึ้นกับ สาเหตุที่ไม่มีใครมองอย่างที่ Saussure มองมาก่อน เป็น
ความต่างจากสัญญะอื่นๆด้วย ภาษาจึงมีลักษณะเป็นองค์ เพราะว่าแต่ก่อนนั้น การศึกษาภาษาเป็นการศึกษาใน
รวมของทั้งระบบหรือเป็นโครงสร้าง (structure) แต่ก็ไม่ใช่ ลักษณะที่ผูกติดกับสิ่งอื่นๆ เช่น จิตวิทยา ปรัชญา
โครงสร้างที่ประกอบขึ้นจากการมีหน่วยย่อยๆอย่างอิฐบล็อก มานุษยวิทยา สังคมวิทยา Saussure จึงประกาศว่า
มาก่อนแล้วมารวม แต่โครงสร้างเป็นแบบองค์รวมที่กำหนด
หน่วยย่อยภายในที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ 51

วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของภาษาศาสตร์ควรเป็นการศึกษา เรื่องภาษาและความคิดแบบของ Locke เพราะ logos นั้นเป็น
ภาษาเพื่อความเข้าใจในธรรมชาติของภาษานั้นเอง สิ่งที่ถือว่าประกอบด้วยทั้งเสียงและความหมาย เพียงแต่
Saussure ได้นำเสนอมุมมองใหม่ที่ปฏิวัติความเข้าใจเรื่อง
ความคิดในลักษณะที่ภาษาเป็นสัญญะนี้ มีมานานตั้งแต่ ของภาษา ว่าไม่ได้เป็นเรื่องของการศึกษาว่าคำต่างๆ แทน
ยุคกรีก โดยเฉพาะพวก Stoic ที่พูดถึง สิ่งที่ใช้ในการสื่อนัย อะไรในโลกนี้ แต่ต้องมองภาพรวมของภาษาแบบเป็นระบบ
ยะ (signify) และสิ่งที่ถูกสื่อความ (signified) มาก่อน และ
กลับมามีการกล่าวถึงอีกในยุคกลาง โดยเฉพาะมีการพูด ที่ผ่านมาในอดีต มองกันว่าคำเป็นการตั้งชื่อให้มโน
เรื่อง speculative grammar ที่สะท้อนความเชื่อว่าภาษา ทัศน์ (concept) ที่มีอยู่ก่อน ภาษาเป็นเรื่องของการตั้งชื่อให้
สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้โลกทาง กับมโนทัศน์ต่างๆ นี้ หรือที่เรียกว่า nomenclature เป็นการ
กายภาพ (language reflects the reality underlying the มองที่แฝงความเชื่อว่ามโนทัศน์เป็นสิ่งที่มีก่อนภาษา ภาษา
physical world) ในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา ความคิดแบบนี้ ทำให้เราได้ค้นพบสิ่งเหล่านั้น และภาษาที่ต่างกันก็สามารถ
คงอยู่ แต่เปลี่ยนรูปแบบใหม่ เช่น งานของ John Locke ที่ เลือกใช้คำที่ต่างกันไป (ซึ่งก็เป็นเหตุผลด้วยว่า ทำไมใน
ผูกโยงระหว่างภาษาและความคิด (idea) แต่ในศตวรรษ 19 อดีต จึงต้องศึกษาภาษาเพื่อให้เข้าใจความเป็นจริง (reality)
ความคิดว่าคำเป็นสัญญะแทนบางอย่างถูกมองว่าล้าสมัย เพราะคำหรือชื่อเรียกสิ่งต่างๆ ถูกตั้งมาเพื่อทำให้เราเห็น
ความเป็นจริงต่างๆ ผ่านทางภาษา) คำจึงเป็นกลุ่มตัวอักษร
และไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่ใช้แทนความหมายบางอย่าง แต่ Saussure มองว่าภาษา
(โดยนักภาษาศาสตร์หัน จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของเสียงเป็นหลักไม่ใช่ตัวเขียน และถึง
ไปสนใจภาษาเชิงเปรียบ แม้ว่าภาษาจะไม่ได้มีลักษณะทางกายภาพที่จับต้องได้
เทียบและมองภาษาเป็น โดยตรงเหมือนวัตถุต่างๆ แต่ Saussure ก็มองว่าภาษาเป็น
แบบชีววิทยาแทน) แต่ สิ่งที่มีตัวตนที่สามารถศึกษาได้ ซึ่งสิ่งนั้นเป็นผลผลิตทาง
พวกนักปรัชญาและนัก สังคมที่คนเราทุกคนมีอยู่ในหัว สิ่งนั้นก็คือสัญญะ ซึ่งเกิด
จิตวิทยาไม่ได้ละความคิด จากการรวมกันของรูปเสียงและมโนทัศน์ สัญญะในภาษา
เรื่องทฤษฎีสัญญะนี้ไป ไม่ใช่เป็นการตั้งชื่อให้กับสิ่งของในโลก สัญญะในภาษามี
Saussure ก็อาจได้อิทธิพล ลักษณะที่เป็นหน่วยทางความคิด (psychological entity)
จากการอ่านงานในสาขาพวกนี้ โดยเห็นได้จากที่ Saussure ถ้าเราลองให้แต่ละคนพูดว่า “แมวนอนอยู่บนเสื่อ” แล้วใช้
มีการอ้างถึงงานทางจิตวิทยา แต่ความคิดของ Saussure จะ เครื่องบันทึกเสียงเพื่อดูภาพคลื่นเสียงที่ได้ เราจะเห็นว่าคลื่น
ใกล้กับความคิดเรื่อง logos ในสมัยกรีกมากกว่าความคิด
52

เสียงที่ได้จากแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกัน แต่ทำไมคนเราถึง เรียกว่า immutability คือไม่ใช่ว่าใครคนใดอยากเปลี่ยนก็
สามารถสื่อสารกันได้ ทำไมจึงสามารถเข้าใจประโยคนี้ได้ จะเปลี่ยนได้ตามใจแล้วมีผลในทันที ในขณะเดียวกัน ความ
ตรงกัน ก็เพราะว่าทุกคนเข้าใจสัญญะต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ใน ไม่มีกฎเกณฑ์นี้ก็ทำให้เกิดลักษณะ mutability ด้วย เพราะ
ประโยคนี้ได้ตรงกัน สัญญะจึงเป็นหน่วยที่เป็นนามธรรม เราไม่สามารถทำให้ภาษาคงสภาพเดิมตลอดไป ภาษาหรือ
ไม่ใช่ตัวเสียงที่จับมาวัดได้ สัญญะจึงมีการเปลี่ยนไปตามเวลาได้ (ในเรื่องความไร้กฎ
เกณฑ์ของภาษานี้ ก็ใช่ว่าจะเป็นแบบนี้ในทุกระดับของภาษา
สัญญะประกอบไปด้วยส่วนที่เป็น signifier คือสิ่งที่เป็น Saussure ก็พูดไว้ว่าเป็นความไร้กฎเกณฑ์ที่มีข้อจำกัด (the
สื่อหรือพาหะที่ใช้แทนสัญญะนั้นและส่วนที่เป็น signified limiting of arbitrariness) เพราะการรวมกันของสัญญะก็มี
หรือคือส่วนที่เป็นความหมายที่คนในสังคมมีร่วมกันสำหรับ กฎเกณฑ์อยู่)
สัญญะนั้น ในทางภาษาแล้ว signifier คือลำดับของหน่วย
เสียงต่างๆในคำนั้น และ signified คือมโนทัศน์ที่คำนั้นสื่อ การกำหนดสัญญะต่างๆขึ้นมาใช้ทำให้เราสามารถแยก
ถึง ความสัมพันธ์ระหว่าง signifier กับ signified นี้มี ความแตกต่างระหว่างความคิดต่าง ๆ ได้ ก่อนที่จะมีสัญญะ
ลักษณะที่ไม่มีกฎเกณฑ์ (arbitrary) คือไม่ได้ถูกกำหนดไว้ ความคิดต่าง ๆ ที่คนเรามีก็เป็นเสมือนหมอกควันอะไรบาง
ก่อน (Saussure อ้างถึงงานของ William Dwight Whit- อย่างที่ยังไม่มีการแบ่งแยกออกเป็นส่วนต่าง ๆ สัญญะทำให้
ney (1827-1894) ที่พูดถึงความไร้กฎเกณฑ์ (arbitrary) มีการแบ่งแยกความคิดออกเป็นส่วนๆ ได้ชัดเจน ความคิด
ของสัญญะ) เช่น มโนทัศน์ของคำว่า “horse” ไม่ได้ขึ้นอยู่ ถูกจัดให้เป็นระเบียบก็เมื่อมีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์
กับรูปเสียง /hos/ ที่ใช้ ในภาษาอื่นๆก็จะใช้รูปเสียงอื่นๆ ที่ ระหว่างแต่ละส่วนของความคิดกับรูปเสียงที่ใช้แทน ภาษา
ต่างกัน เช่น ภาษาไทยใช้รูปเสียง /maa3/ หรือมโนทัศน์ จึงเปรียบเสมือนเหรียญที่มี 2 ด้าน ด้านหนึ่งแทนความคิดอีก
ของคำในแต่ละภาษาก็ไม่จำเป็นต้องเท่ากันดังตัวอย่าง ด้านหนึ่งแทนรูปเสียงที่ใช้ เมื่อรวมทั้งสองด้านเข้าด้วยกันก็
sheep, mutton ในภาษาอังกฤษและ mouton ในภาษา จะเกิดสิ่งเป็น form ขึ้นไม่ใช่สิ่งที่เป็น substance ณ จุดนี้
ฝรั่งเศส ความไม่มีกฎเกณฑ์นี้ปรากฏในระบบสัญญะอื่น ๆ เราได้ภาพความเข้าใจว่าภาษาประกอบด้วยสัญญะต่าง ๆ ที่
ด้วย เช่น การแสดงความนอบน้อมในแต่ละสังคมก็มีวิธีการ คนในสังคมกำหนดใช้ร่วมกัน แต่การมองเพียงแค่นี้ก็ยังไม่
ที่ต่างกัน แต่การที่บอกว่าสัญญะในภาษามีลักษณะที่ไม่มี เพียงพอ เราไม่สามารถมองสัญญะโดยอิสระจากระบบได้
กฎเกณฑ์นั้นไม่ได้หมายความว่า ใครอยากจะกำหนดใช้รูป แต่เราจะต้องมองความสัมพันธ์ระหว่างสัญญะในระบบด้วย
เสียงอะไรแทนมโนทัศน์ใดก็ได้ เพราะสัญญะจะต้องเป็นสิ่ง
ที่เกิดจากความเข้าใจร่วมกันในสังคมนั้นเอง จึงมีลักษณะที่ 53

Saussure กล่าวว่าเราไม่สามารถศึกษาสัญญะโดยไม่ ก็ใช่ว่า จะมีแต่เพียงความแตกต่างเท่านั้น ประโยคนี้จะถูก ก็
สนใจระบบของสัญญะที่เป็นอยู่ได้ เพราะคุณค่า (value) ของ ต่อเมื่อ เรามองเฉพาะส่วนของ signified หรือเฉพาะส่วน sig-
สัญญะแต่ละตัวไม่ได้อยู่ที่ตัวสัญญะนั้น แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ nifier Saussure มองว่าแต่หากมองสัญญะในกลุ่มรวมของ
ที่การมีอยู่ของสัญญะอื่นๆในระบบที่ทำให้สัญญะนี้ต่างจาก มันก็จะพูดในเชิงคุณสมบัติของตัวสัญญะเองได้ when we
สัญญะอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น คำว่า mouton ในภาษาฝรั่งเศส consider the sign in its totality, we have something
อาจใช้เพื่อสื่อถึงมโนทัศน์เดียวกับคำว่า sheep ในภาษา that is positive in its own class CG120)
อังกฤษ แต่สัญญะทั้งสองอันนี้มีคุณค่าไม่เท่ากัน เพราะว่าใน
ภาษาอังกฤษมีคำว่า mutton ที่หมายถึงเนื้อที่พร้อมเสริฟบน ระบบภาษาและการใช้ภาษา (Langue and Parole)
โต๊ะอาหารด้วย แต่ภาษาฝรั่งเศสใช้คำเดิมคือ mouton
คุณค่าที่กล่าวถึงนี้เป็นการพิจารณาจากด้านมโนทัศน์ และ นอกจากนี้ Saussure ยังชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของ
เมื่อพิจารณาจากด้านรูปเสียง คุณค่าของสัญญะก็เป็นไปใน la langue กับ la parole โดยที่ la langue หมายถึงภาษาที่
ลักษณะเดียวกันคือขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์และความแตกต่าง เป็นระบบของสัญญะที่คนในสังคมเข้าใจร่วมกัน เป็นข้อเท็จ
ระหว่างรูปเสียงในระบบนั้นเป็นหลัก กล่าวคือ เรามองความ จริงทางสังคมหรือองค์ความรู้ทางภาษาที่มีร่วมกัน (collec-
ต่างของ form เป็นสำคัญ ไม่ใช่ความต่างของ substance tive knowledge of language) (la langue เป็นคำตั้งใหม่
substance หมายถึงเสียงทางกายภาพที่เราได้ยิน ส่วน เพื่อให้ต่างจาก le langage 'speech' ซึ่งใช้หมายถึงภาษาใน
form ในที่นี้หมายถึงหน่วยเสียง (phoneme) ที่เรารับรู้เป็น ความหมายทั่วไป) ส่วน la parole หมายถึงภาษาที่เป็นคำ
หน่วยทางจิต (psychological unit) ดังนั้น หน่วยในทาง พูดที่คนเราใช้หรือพูดออกมา จัดว่าเป็นเรื่องแต่ละบุคคล
ภาษาจึงไม่สามารถกำหนดจากคุณสมบัติภายในตัวเอง แต่ เพราะขึ้นกับแต่ละคนอยากพูดอะไร คำพูดหรือประโยคทั้ง
ถูกกำหนดจากความแตกต่างจากหน่วยอื่นๆในภาษา หลายนี้เป็นสิ่งเดียวที่เราได้ยินได้ฟังที่สามารถนำมาศึกษา
ตัวอย่าง เช่น ตัวอักษร t อาจจะเขียนในรูปแบบต่างๆกัน t t เพื่อหา langue หรือตัวระบบของภาษานั่นเอง Saussure
t t t t แต่การที่เราสามารถรับรู้ได้ว่ามันเป็นตัวอักษร t แยกความต่างระหว่าง langue กับ parole เพื่อชี้ให้เห็นชัดว่า
อะไรคือขอบเขตที่นักภาษาศาสตร์ควรศึกษา ซึ่งการจะศึกษา
เป็นเพราะเราเห็นความแตกต่างจากอักษรตัวอื่นๆ คำที่ถูก หา langue นั้นคือการหาระบบของภาษาซึ่งมีอยู่ ณ ช่วงเวลา
อ้างถึงบ่อยจาก Saussure ก็คือ in language there are นั้น ไม่ใช่การศึกษาภาษาในลักษณะเปรียบเทียบตามช่วง
only differences without positive terms (CG 120) (แต่ เวลาต่างๆอย่างที่นักภาษาศาสตร์ทำกันมา Saussure เปรียบ
ให้เห็นโดยเทียบกับเกมหมากรุก โดยให้นึกถึงสภาวะของ

54

เกมหมากรุกที่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เราสามารถอธิบายว่า ต่างกันหรือไม่? สำหรับนักเคมีที่รู้ว่าต่างก็จะบอกว่าต่าง
หมากตัวใดวางอยู่ ณ ตำแหน่งใด ซึ่งความจริงที่ว่าหมาก มโนทัศน์ของ “น้ำ” สำหรับนักเคมีในโลกทั้งสองจึงต่างกัน
ตัวนั้นเคยเดินมาจากที่ไหนบ้างนั้นไม่สำคัญต่อการอธิบาย แต่สำหรับคนทั่วไปคงไม่คิดเช่นนั้น เพราะมีภาพความเข้าใจ
สภาวะในขณะนั้น ภาษาก็เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะมีการ ของน้ำเหมือนๆกัน มโนทัศน์ของน้ำในสองดาวนี้จึงไม่ควร
เปลี่ยนแปลงของภาษาเกิดขึ้นตามช่วงเวลาต่างๆ แต่ ณ ต่างกัน หรืออย่างกรณีของแหวนทอง ซึ่งคนทั่วไปคาดหวัง
ขณะนั้น ความเปลี่ยนแปลงที่เคยเกิดขึ้นมาไม่ได้มีความ ว่าแหวนแต่งงานต้องเป็นแหวนทอง แม้ว่าในความเป็นจริง
สำคัญต่อการรับรู้ภาษาของคนในสังคม ณ เวลานั้น เราไม่ คนเหล่านั้นจะแยกความต่างระหว่างทองกับโลหะผสมไม่ได้
จำเป็นต้องรู้ว่าคำๆนี้เมื่อก่อนเคยมีความหมายอะไรมาบ้าง ในขณะที่คนที่มีอาชีพทำแหวนทอง ขายแหวนทอง คนเหล่า
จึงจะสามารถใช้คำๆนั้นได้ถูกต้อง เพียงแค่รู้ว่าคำๆนี้มีความ นี้เข้าใจและรู้จักแหวนทองเป็นอย่างดี สามารถแยกได้ว่า
หมายในปัจจุบันอย่างไรก็เพียงพอแล้ว แหวนวงไหนไม่ใช่แหวนทองจริงๆ คำถามคือ เฉพาะคน
กลุ่มหลังเท่านั้นหรือที่มีมโนทัศน์ แหวนทอง ก็ไม่น่าจะใช่
Langue และ parole ของ Saussure นั้นคล้ายกับความ Putnam เปรียบเหมือนกับว่า มีเครื่องมือที่แต่ละคนใช้ เช่น
คิดของ Chomsky เรื่องสามัตถิยะภาษา (competence) และ ไขควง ค้อน และก็มีเครื่องมือที่หลายคนต้องร่วมมือกัน เช่น
กฤตกรรมภาษา (performance) แต่ก็ไม่เหมือนกันทีเดียว เครื่องจักรอุตสาหกรรม คนทั่วไปมักคิดว่าภาษาเป็นเครื่อง
สามัตติยะภาษาเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่เป็นผู้พูดหรือผู้ มือแบบแรกเพราะตัวเองใช้อยู่เป็นปกติ แต่จริงๆ ภาษาเป็น
ฟังในอุดมคติ (ideal speaker/hearer) เป็นความรู้ที่บุคคล เครื่องมือแบบหลังมากกว่า
มีในการใช้ภาษาได้ ส่วน langue เป็นเรื่องความรู้ร่วมกัน
(collective knowledge) ความต่างกันตรงนี้ จะเข้าใจได้ Saussure มองว่าความเป็นลักษณะร่วมหรือข้อเท็จจริง
ต้องเข้าใจข้อถกเถียงที่ว่า langue เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ทางสังคม (collective/social fact) นั้นใช้ได้กับเรื่องสัญญะ
หรือเป็นสิ่งที่มีร่วมกันของส่วนรวม (collective) กล่าวอีกนัย หรือคำในภาษา คนในสังคมเห็นพ้องกันว่า คำ/หน่วยคำ
หนึ่งคือเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงทางจิตวิทยาหรือข้อเท็จจริง นั้นแตกต่าง (contrast) จากตัวอื่นๆในระบบได้ แต่ใน
ทางสังคม Putnam (อ้างถึงใน Sampson 1980) สนับสนุน ระดับที่สูงกว่านั้น เช่น ประโยค น่าจะเป็นเรื่องของปัจเจก
ความเป็นลักษณะร่วมกันของส่วนรวม โดยยกตัวอย่าง หรือข้อเท็จจริงทางจิตวิทยา (psychological fact) เพราะ
สมมติว่ามีโลกคู่ขนาน ที่มีภาษาเหมือนกับโลกมนุษย์ ทุก มองไม่เห็นว่าจะมีระบบที่จะแยกความต่าง (contrast)
อย่างดูเหมือนกันหมด แต่ยกเว้นว่าน้ำในโลกนั้นไม่ใช่สาร ประโยคต่างๆ ได้ Saussure จึงมองว่าประโยคเป็นเรื่อง
H2O แต่เป็น XYZ คำถามคือ คำว่า “น้ำ” ในสองโลกนี้ ของ parole หรือการพูด เป็นการสร้างจากสัญญะต่างๆ

55

ประโยคมีจำนวนได้ไม่จำกัด เป็นเรื่องของแต่ละคนว่าจะพูด ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างและเชิงกลุ่ม (Syntagmatic
ประโยคอย่างไร จะมีก็เฉพาะรูปแบบ (pattern) ที่ไม่เปลี่ยน และ paradigmatic relations)
ไปตามใช้ของคนแต่ละคน ถึงจะจัดเป็น langue ได้ เช่น เรื่อง
การสร้างคำ (word formation) การที่ Saussure มอง Saussure มองเห็นว่า ในภาษานอกจากจะมีเรื่องของ
ความแตกต่างอย่างที่เราเห็น แต่ยังมีเรื่องของ grouping
เฉพาะสิ่งที่จะเป็นความรู้ร่วมกันของคนในสังคมได้ จึงจะถือ
เป็น langue ทำให้เขาไม่ได้สนใจกับระดับวากยสัมพันธ์ หรือการรวมกันของหน่วยในภาษาด้วย ซึ่งในการศึกษาการ
(syntax) นัก ความสนใจในวากยสัมพันธ์มามีมากในภาย รวมกันของหน่วยภาษานี้ Saussure ชี้ให้เห็นถึงลักษณะ 2
หลังโดย Chomsky ได้ใช้วิธีการทางคณิตศาสตร์ช่วยจำลอง อย่าง ของภาษา คือ ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง (syntag-
ระบบในระดับวากยสัมพันธ์ Saussure จึงเห็นว่าความรู้ matic) และความสัมพันธ์เชิงกลุ่ม (association แต่ต่อมา
ทางวากยสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัว (idiolect) มีแต่ เรียกว่า paradigmatic) ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างเป็น

ความรู้เรื่องคำทั้งหมดต้องเป็นสิ่งที่รับรู้ร่วมกันในสังคม ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการที่หน่วยต่างๆ ตั้งแต่สองหน่วย
Sampson ให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า Saussure อาจจะ ขึ้นไป ถูกนำมาจัดเรียงต่อเนื่องกันเป็น syntagm ซึ่งค่าของ

สับสนระหว่างความรู้สองแบบ คือรู้และอธิบายได้ว่าเป็น แต่จะหน่วยขึ้นกับความต่างจากหน่วยอื่นๆที่มารวมกัน
(Combinations supported by linearity are syntagms.
อย่างไร กับรู้ว่าจะตัดสินอย่างไรว่าใช่หรือไม่ใช่ จึงทำให้ The syntagm is always composed of two or more con-
Saussure ไปจัดว่าประโยคเป็น parole เพราะความรู้ว่าเป็น secutive units. In the syntagm a term acquires its
value only because it stands in opposition to every-
อย่างไรคือความรู้เช่นในระดับคำที่แต่ละคนพอจะบอกได้ว่า thing that precedes or follows it, or both (CG123))

ความหมายของคำนั้นๆ คืออะไร ส่วนความรู้ระดับ ส่วนความสัมพันธ์ในลักษณะที่ คำบางคำมีลักษณะบาง
อย่างร่วมกัน คือ ความสัมพันธ์เชิงกลุ่ม เช่น เมื่อนึกถึงคำ en-
วากยสัมพันธ์ที่ทำให้คนเราสามารถสร้างประโยคต่างๆ ได้ seignement 'teaching' เราก็จะนึกถึงคำอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
เช่น enseigner 'teach', renseigner 'acquaint' จะเห็นว่า
และบอกได้ว่าประโยคไหนใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ แต่อาจจะ
ความสัมพันธ์ตรงนี้เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องอาศัยบริบท
อธิบายเหตุผลกลไกไม่ได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ภาษาข้างเคียง (out of discourse)

ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะใน
ระดับคำเท่านั้น แต่เกิดในระดับอื่นๆของภาษาด้วย Saus-

56

sure ตั้งคำถามว่า ความสัมพันธ์นี้เกิดที่ระดับ langue หรือ rouleau-‘rolling-pin’, roulage-‘roller’, roulement-
parole กันแน่ เนื่องจาก Saussure จัดให้ประโยค (sen- ‘rolling’, จะได้ส่วนที่เป็น radical คือ roul- ซึ่งในบางกรณี
tence) เป็นเรื่องของการใช้ภาษา (speaking) ซึ่งก็ทำให้เป็น radical ที่ได้สามารถมองย่อยต่อไปอีกได้ เช่น zeugnu-
เรื่องที่อยู่ที่ระดับ parole แต่ประโยคนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีที่ สามารถมองย่อยต่อไปอีกเป็น zeug- ได้ (ตัวอย่างจาก
แสดงความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างนี้ (ในที่นี้ Saussure พูด CG185-186)
ถึง speaking (parole) ว่าเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล และ
langue ว่าหมายถึงสิ่งที่เป็นลักษณะร่วม (collective usage)) ส่วนความสัมพันธ์เชิงกลุ่ม (association) นั้น ต่างจาก
ดังนั้น Sassure จึงสรุปว่า not every syntagmatic fact is ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ว่าความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้
classed as syntactical (and pertaining to the lan- จำกัดที่จำนวนหรือลำดับ (terms in an associative family
guage system), but every syntactical fact belongs to occur neither in fixed numbers nor in definite order)
syntagmatic class (CG137) (CG126) เช่น ถ้าพูดถึง painful, delightful, frightful, etc
เราไม่สามารถบอกได้ว่า จำนวนคำทั้งหมดในหมวด (class)
แต่ก็มีบางส่วนของความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่เป็น นี้(ที่อยู่ในหัวเรา)เป็นเท่าใด และก็ไม่ได้มีการเรียงลำดับใน
เรื่องของ langue จริงๆ ไม่ใช่ parole คือพวกที่เป็นเรื่อง กลุ่มด้วย (นึกคำไหนได้ก่อนก็พูด เวลาที่เราอ้างถึงความ
ระดับวจีวิภาค (Also, to language rather than to speak- สัมพันธ์ตรงนี้ เหมือนเล่นเกมบอกชื่อนกมา 10 ตัว) ความ
ing belong the syntagmatic types that are built upon สัมพันธ์แบบนี้กลุ่มที่ใหญ่สุด ก็คือ การจัดหมวดคำ (part of
regular forms) (CG125) ตรงนี้ Saussure ยกตัวอย่าง speech)
เรื่ององค์ประกอบของคำ (word-parts): prefixes, roots,
radicals, suffixes, และ inflectional ending (CG185) การศึกษาภาษาเฉพาะสมัยหรือข้ามสมัย (synchrony
radical เป็นส่วนที่เป็นตัวร่วมกัน (common element) เมื่อ and diachrony)
เปรียบเทียบคำที่เกี่ยวข้อง (related words) เช่น ถ้าแยก
suffix ออกจากคำที่เกี่ยวข้องก็จะได้ radical เราสามารถทำ Saussure แยกความแตกต่างระหว่างการศึกษาภาษา
เช่นนี้ได้หลายครั้ง radical จึงมีได้หลายระดับ (grade) ในแบบข้ามสมัย (diachronic) กับแบบเฉพาะสมัย (syn-
(first-grade radical, second-grade radical) จนเมื่อถึง chronic) การศึกษาแบบข้ามสมัยเป็นการศึกษาการ
ส่วนที่แยกต่อไม่ได้แล้วก็เรียกว่า เป็นรากคำ (root) เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่การศึกษาแบบเฉพาะสมัยเป็นการ
ตัวอย่างเช่น ในภาษาฝรั่งเศส เมื่อเทียบชุดคำ roulis-’roll’, ศึกษาเพื่ออธิบายสภาพของภาษาในขณะนั้น Saussure
เปรียบให้เห็นโดยเทียบกับเกมหมากรุก นึกถึงสภาวะของ

57

เกม ที่เวลาใดเวลาหนึ่ง เราสามารถอธิบายถึงว่าตัวใดอยู่ใน ส่วนในเรื่องของความแตกต่างที่เห็นได้ในมิติของพื้นที่
ตำแหน่งใด ไม่สำคัญว่า หมากตัวนั้นเคยเดินมาจากทางไหน หรือความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ (geographical diver-
สำคัญที่ว่าตอนนั้นอยู่ในสภาวะใด ภาษาก็เหมือนกัน ถึง sity) Saussure มองว่าปัจจัยพื้นที่โดยตัวมันเองไม่มี
แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา แต่ ณ ขณะนั้น ไม่ อิทธิพลต่อภาษา ปัจจัยเวลาเท่านั้นที่เป็นสาเหตุพื้นฐานที่
ได้มีความสำคัญต่อคนเราว่าจะต้องรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ ทำให้ภาษาแตกต่างไป ในชั่วเวลาหนึ่งของภาษานั้น ผู้พูด
เคยเกิดขึ้น จึงจะสามารถใช้คำๆนั้นได้ ภาษานั้นก็จะประกอบด้วยคนกลุ่มต่างๆ ที่พูดแตกต่างกันได้
การศึกษาภาษาแบบเฉพาะสมัยจึงต้องตระหนักถึงความจริง
Saussure มองว่าการศึกษาแบบข้ามสมัยและเฉพาะ ข้อนี้ด้วย คือการมีการแปรของภาษาในช่วงเวลานั้น (syn-
สมัยเป็นศาสตร์ที่แยกจากกันได้ Saussure มองว่า เราต้อง chronic variation) จึงอาจจะศึกษาโดยดูระบบของกลุ่มใด
เข้าใจและเห็นความสำคัญของการศึกษาเฉพาะสมัยเสียก่อน กลุ่มหนึ่ง หรือ อธิบายในภาพรวมให้คลุมทุกๆ การแปร
จึงจะสามารถมองหาวิธีการและนิยามคำต่างๆ ที่จะใช้ในการ
ศึกษาระบบของภาษา ส่วนการศึกษาข้ามสมัยนั้นไม่ ความคิดของ Saussure ในเรื่องการเน้นการศึกษา
เกี่ยวข้องกับระบบภาษาที่เป็นอยู่ เป็นเรื่องของวิวัฒนาการ ภาษาเฉพาะสมัยไม่ได้หมายความว่าจะให้เลิกศึกษาการ
ของระบบ ถ้าสามารถแยกกันได้อย่างชัดเจนก็จะยิ่งเป็นการ เปลี่ยนแปลงของภาษา ในทางตรงกันข้าม ความคิดเรื่อง
ดี (the more rigidly they are kept apart, the better it ระบบของภาษากลับช่วยอธิบายเรื่องทฤษฎีวิวัฒนาการของ
will be) (CG22) ภาษาได้ดีขึ้น จากเดิมที่เคยมีการตั้งคำถามว่า survival of
the fittest จะนำมาอธิบายกับภาษาอย่างไร ซึ่งก็มีปัญหาถก
ความแตกต่างของการศึกษาแบบข้ามสมัยและเฉพาะ เถียงกันว่าการเปลี่ยนแปลงควรเป็นในทิศทางใดดังที่กล่าว
สมัยนั้น ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่เป็นเพราะ “เวลา” เป็นปัจจัย มาแล้ว แต่การที่บางเสียงยังคงสืบต่อมาได้ก็เพราะมีที่ให้
ตัดสินในเรื่องการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ผล เสียงนั้นในระบบภาษาที่ดำเนินไป การที่เสียงๆ หนึ่ง เช่น
จากเวลา มีปัจจัยต่างๆทั้งจากภายในและภายนอกภาษาที่ [b] ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรืออยู่มาในภาษาได้เป็นพันปี
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เวลาเป็นเพียงตำแหน่งที่ช่วยให้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของเสียงนั้นเองแต่เป็นเรื่องที่ในระบบภาษาที่
เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน การเปลี่ยนแปลงในภาษาไม่ได้ ดำเนินต่อมามีที่ให้กับเสียงนั้นดำรงอยู่ได้ และสถานะของ
ถูกควบคุมหรือกำหนดโดยใคร โดยความตั้งใจ แต่เริ่มจาก เสียงนั้นก็ไม่ได้คงที่ตลอดแต่เปลี่ยนไปตามความสัมพันธ์กับ
ปัจเจกบุคคล แล้วคนอื่นๆก็ใช้ตามจนกระทั่งการใช้แบบนั้น หน่วยอื่นๆ ในระบบ และนี่คือสิ่งที่มองได้ว่าเป็นเงื่อนไขของ
กลายมาเป็นมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในสังคม การปรับตัวที่ดีสุด (fittest)

58

ภาษาศาสตร์เป็นการพรรณนา (descriptive) ไม่ใช่การ มาตรฐานกลางบนความเสื่อมถอยของภาษาถิ่นอื่นๆ และ
บัญญัติ (prescriptive) จริงๆ การมีภาษามาตรฐานกลาง ก็เป็นประโยชน์ต่อการ
ศึกษาและการบริหารงาน แต่ทั้งนี้ เราเองก็ต้องตระหนักว่า
นอกจากไวยากรณ์ดั้งเดิมจะถือว่าภาษาเขียนเป็นสิ่ง ภาษาที่จัดเป็นมาตรฐานนั้นไม่ได้บริสุทธิ์หรือถูกต้องมากกว่า
สำคัญกว่าภาษาพูด ยังถือว่า รูปแบบบางอย่างของภาษา ภาษาถิ่นย่อยอื่นๆของกลุ่มชนชั้นอื่น ภาษานั้นใช้ในจุด
เขียนหรือภาษาวรรณคดีเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์และถูกต้องมากกว่า ประสงค์ที่ต่างกัน ในบริบทที่ต่างกัน การจะตัดสินทุกอย่าง
รูปแบบอื่นๆ ดังนั้น หน้าที่ของนักไวยากรณ์ คือการทำให้ โดยใช้มาตรฐานกลางนั้นจึงไม่เหมาะสม
ภาษาที่ดีนี้ถูกธำรงรักษา ไว้ คำถามคือ อะไรเป็นตัววัดความ
บริสุทธิ์หรือความถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน เน้นความสำคัญของภาษาพูด
แน่นอน จะต้องใช้วิธีเปรียบเทียบกับอะไรบางอย่าง เช่น
เปรียบเทียบกับภาษาที่ยอมรับเป็นภาษามาตรฐานในภาษา การศึกษาหาระบบของภาษานั้นแตกต่างจากการศึกษา
นั้น ถ้ามีใครพูดหรือเขียนไม่สอดคล้องกับภาษามาตรฐาน ในเรื่องไวยากรณ์ดั้งเดิม เพราะในไวยากรณ์แบบดั้งเดิมนั้น
นั้น ก็กล่าวว่าเขาพูดไม่ถูก ก็คือไม่ถูกต้องตามมาตรฐานที่ เป็นความพยายามที่จะคงรูปแบบการใช้ภาษาเขียนหรือ
กำหนด สิ่งนี้จึงไม่ใช่หน้าที่ของนักภาษาศาสตร์ นัก ภาษาในวรรณคดีที่ถูกตัดสินว่าเป็นภาษาที่ดีที่สละสลวย ซึ่ง
ภาษาศาสตร์ควรที่จะอธิบายว่าคนเราใช้ภาษาจริงๆอย่างไร เป็นคนละเรื่องกับการพยายามหาระบบของภาษาที่คนเราใช้
กันอยู่ในสังคม เพราะครอบคลุมภาษาที่ใช้กันจริงในชีวิต
อีกประการหนึ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงในภาษาไม่ใช่ ประจำวัน ไม่มีรูปประโยคแบบไหนที่ถูกต้องกว่าประโยค
เพราะว่าภาษานั้นวิบัติไป แต่เป็นเรื่องธรรมดาของภาษาที่จะ ไหนตราบเท่าที่ประโยคนั้นๆเป็นประโยคที่ใช้ในการติดต่อ
มีการเปลี่ยนแปลง all languages are subject to constant สื่อสารกันได้จริง รูปประโยคแบบต่างๆนั้นมีใช้เพื่อ
change การคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งไม่ดี เรากำลังปิด วัตถุประสงค์ที่ต่างกัน ในบริบทที่ต่างกัน การตัดสินทุกอย่าง
กั้นความเป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงอาจก่อให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น โดยใช้มาตรฐานของภาษาทางวรรณคดีนั้นจึงไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ Saussure ยังให้ความสำคัญกับภาษาพูดด้วย
การพูดถึงเรื่องการบัญญัติ (prescriptive) และการ โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของภาษาพูด เพราะว่าภาษา
พรรณนา (descriptive) นี้ไม่ได้หมายความว่า การมองแบบ พูดนั้นมีมาก่อนภาษาเขียน ภาษาเขียนโดยทั่วไปนั้นถูกสร้าง
การบัญญัตินั้นไม่เหมาะต่อการเรียนภาษา จริงๆอาจมีปัจจัย ขึ้นมาโดยอาศัยหน่วยทางเสียงเป็นพื้นฐาน แต่ถึงภาษา
อื่นๆ อีกมาก เช่น เรื่องของวัฒนธรรม สังคม หรือ การเมือง ที่
ทำให้มีความจำเป็นต้องผลักดันให้ภาษาถิ่นหนึ่งขึ้นมาเป็น 59

เขียนจะพัฒนาบนรากฐานของภาษาพูด แต่ผลจากการ ในการศึกษาภาษาพูด Saussure ได้พูดถึงการศึกษาหา
เปลี่ยนแปลงในภาษา ทำให้เกิดคำที่เขียนต่างกันแต่ออก ระบบสัทวิทยาหรือ phonological system ซึ่งต้องหาว่า
เสียงเหมือนกัน เรียกว่า คำพ้องเสียง (homophones) และ หน่วยเสียง (phoneme) ในภาษามีอะไรบ้าง โดยเสนอให้
ทำให้เกิดคำที่เขียนเหมือนกันแต่ออกเสียงต่างกัน เรียกว่า วิเคราะห์การเคลื่อนทางสรีระ (articulatory movement)
คำพ้องรูป (homograph) ยิ่งภาษาเขียนเกิดมานานเท่าใด แบบสมการพีชคณิต (algebraic equation) ซึ่งมองว่า
ความไม่สอดคล้องระหว่างตัวเขียนกับเสียงก็ยิ่งมีมากขึ้น เป็นการรวมคู่ (binary combination) ของ mechanical
เท่านั้น และ acoustic element ที่ต่างก็เป็นเงื่อนไขต่อกัน ส่วนการ
ศึกษาสัทศาสตร์ (phonetics) Saussure มองว่าเป็นเรื่องที่
ความแตกต่างอีกประการของภาษาเขียนและภาษาพูด ใช้ศึกษาการกลายเสียงซึ่งเป็นการศึกษาเชิงการ
คือ ตัวเขียนไม่สามารถแสดงระดับสูงต่ำของเสียง (pitch) เปลี่ยนแปลง (diachronic) ซึ่งดูเหมือนไม่มีข้อจำกัดว่าจะ
หรือแสดงการเน้นลงเสียงหนัก (stress) ในภาษาพูดได้ การ เปลี่ยนอย่างไรได้บ้าง จะมีก็เพียงการเปลี่ยนแปลงบาง
ใช้ตัวอักษรเอียงตัวอักษรเข้มเป็นเพียงวิธีทางอ้อมที่เรา ลักษณะที่ไม่น่าเป็นไปได้ เช่นการกลายเสียงที่ทำให้เกิดสอง
พยายามใช้เพื่อเน้นให้เห็นความแตกต่างจากส่วนอื่นๆ และ รูป (form) ขึ้นมาแทนที่หนึ่งรูป ซึ่งความคิดเรื่องสัทศาสตร์
ในบางภาษา ความต่างระหว่างภาษาเขียนและภาษาพูดก็ สัทวิทยาลักษณะที่เสนอนี้ก็ไม่ใช่ความคิดแบบที่ยอมรับกัน
เห็นชัดเจน เช่น ในประเทศจีนมีภาษาถิ่นต่างๆ แต่สามารถ ในปัจจุบัน
ใช้ระบบตัวเขียนเดียวกัน จึงสามารถที่จะติดต่อกันด้วยตัว
เขียนได้ถึงแม้ว่าจะพูดกันไม่รู้เรื่อง ลักษณะนี้เป็นกรณียกเว้น บทสรุป
ที่ภาษาเขียนได้พัฒนาแยกจากภาษาพูดอย่างชัดเจน อีก
ตัวอย่างคือ ภาษาลาตินและภาษาสันสกฤตที่เป็นภาษาที่ตาย งานของ Saussure ถือเป็นการปฏิวัติการศึกษาภาษาที่
ไปแล้วคือไม่มีสังคมใดที่พูดภาษานี้เป็นภาษาแม่ จึงไม่มี เปรียบได้กับเมื่อครั้งที่ Copernicus นำเสนอความคิดว่าโลก
การเรียนรู้โดยธรรมชาติเหมือนภาษาอื่นๆ แต่ต้องเรียนจาก โคจรรอบดวงอาทิตย์ เพราะ Saussure ทำให้เข้าใจว่าภาษา
ตัวเขียนอย่างเดียว ภาษาเขียนและภาษาพูดจึงเป็นระบบ เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เข้าใจโลกที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ว่าภาษาเป็น
สัญญะที่แยกจากกันเป็นสองระบบ โดยที่ภาษาเขียนมีขึ้น เครื่องมือหรือสิ่งเสริมที่ทำให้เราเข้าถึงความเป็นจริง (real-
เพื่อใช้แทนภาษาพูดอีกที ity) และได้เสนอให้มองภาษาเป็นระบบของสัญญะ ซึ่งเราไม่
สามารถพิจารณาแต่ละสัญญะโดดๆได้ เพราะค่าของสัญญะ

60

นั้นขึ้นกับความต่างจากสัญญะอื่นๆด้วย ภาษาจึงมีลักษณะ • Thomas, Margaret. 2011. Fifty key thinkers on lan-
guage and linguistics. Milton Park, Abingdon, Oxon
เป็นองค์รวมของทั้งระบบ และการศึกษาภาษาควรเป็นไป
; New York, NY: Routledge.
เพื่อให้เราเข้าใจธรรมชาติของภาษาเอง ซึ่งถือเป็นการเปิด

ศักราชใหม่แห่งการศึกษาภาษาศาสตร์ ดังสรุปไว้ใน
ประโยคสุดท้ายของหนังสือ Course in General Linguis-
tics

the true and unique object of linguistics is language
studied in and for itself (CG 232)

อ้างอิง

• Sampson, Geoffrey 1980. Schools of Linguistics.
Stanford U. Press [Saussure p34-56]

• Harris, R., Harris, R. & Taylor, T. J. (1989). Land-
marks in linguistic thought : the Western tradition
from Socrates to Saussure. London ; New York: Rout-
ledge [Saussure]

• De Beaugrande , R. 1991. Linguistic Theory: The Dis-
course of Fundamental Works. Longman. [Ferdi-
nand de Saussure p6-33]

• Sanders, C. 2004. The Cambridge companion to
Saussure. Cambridge, UK ; New York: Cambridge
University Press

• Saussure, F. d. and C. Bally. 1959. Course in general
linguistics. New York, McGraw-Hill.

61

CHAPTER 5

ภาษาศาสตร์
โครงสร้างสาย
อเมริกา

Sapir :
Language = item and process

Bloomfield :
Language = item and arrangement

SECTION 1 หลังการพ่ายแพ้ของเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 1
(ค.ศ.1914-ค.ศ.1918) ศูนย์กลางการศึกษาภาษาศาสตร์ได้
Edward Sapir
เปลี่ยนจากเยอรมันมาเป็นประเทศอื่นๆ ในยุโรปและอเมริกา
งานของ Saussure เผยแพร่ออกมาช่วงระหว่างสงครามโลก
ครั้งที่ 1 ในปี ค.ศ.1916 แต่ก็ยังไม่แพร่หลายนัก มาแพร่
หลายจริงในฉบับที่พิมพ์ครั้งที่สองซึ่งออกในปี ค.ศ.1922
แต่ในปี ค.ศ.1921 Sapir ออกหนังสือ Language โดยโยง

ความสัมพันธ์ระหว่างภาษาและวัฒนธรรม โดยอธิบายว่าถ้า

ไม่มีสังคม คนเราจะเรียนรู้ภาษาไม่ได้ ภาษาจึงเป็นสิ่งที่ต้อง
เรียนรู้ผ่านหน้าที่ทางวัฒนธรรม (acquired cultural func-
tion) ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด (inherent biologi-
cal function) Benjamin Whorf ลูกศิษย์ของ Sapir ใน
ช่วงที่ได้มาสอนแทน Sapir ในช่วงที่ป่วยอยู่ ก็ได้นำเรื่อง

ภาษากับความคิดมาขยายประเด็นในชั้นเรียน และเป็นที่
รู้จักกันในชื่อของ Sapir-Whorf hypothesis

Edward Sapir (ค.ศ.1884-ค.ศ.1939) เกิดที่เมือง
Lauenburg ใน Prussia (ปัจจุบันเป็นเมือง Lebork ประเทศ
โปแลนด์) ต่อมาจึงอพยพมาอเมริกาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก Sapir
จัดว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง ได้รับทุนเรียนที่ Columbia Uni-
versity ทางด้านภาษาเยอรมัน (ในเวลานั้นประเทศ
สหรัฐอเมริกายังไม่มีภาควิชาภาษาศาสตร์) ในระหว่างนั้น
ได้ศึกษาวิชาทางด้านดนตรีและภาษาต่างๆ ได้แก่ Gothic,
Icelandic, Sanskrit และเรียนระดับบัณฑิตศึกษากับ Franz
Boas (ค.ศ.1858-ค.ศ.1942) ซึ่งก็เป็นคนเยอรมันที่อพยพมา
ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (Franz Boas เขียนหนังสือ The

63

Handbook of American Indian Languages ในปี ค.ศ. ภาษากับความคิด
1911 ซึ่งเป็นแนวการวิเคราะห์ภาษาที่รู้จักกันในชื่อของ
American descriptivism ซึ่งเป็นแนวทางสำหรับใช้เก็บและ Sapir เสนอความคิดที่แย้งกับกลุ่มไวยากรณ์ดั้งเดิมที่
วิเคราะห์ข้อมูลภาษาที่ไม่รู้จักได้เป็นอย่างดี) ความที่ Sapir มองภาษาว่ามีความสำคัญไม่เท่ากัน มีภาษาที่ดี ภาษาที่ถูก
ต้องมากกว่า แต่ Sapir มองว่าภาษามีไว้เพื่อการสื่อสารแลก
เข้าศึกษาทางมนุษวิทยาโดยมีพื้นความรู้ทางด้าน เปลี่ยนความคิด ภาษาแต่ละสังคมวัฒนธรรมต่างก็มีคุณค่า
เหมือนกัน เขาเน้นเรื่องความสัมพันธ์ของภาษากับ
ภาษาศาสตร์อย่างดี ทำให้สามารถศึกษาภาษาพื้นเมืองของ วัฒนธรรม ให้นิยามวัฒนธรรมว่าเป็น the socially inher-
อเมริกาได้เป็นอย่างลึกซึ้ง Sapir เริ่มต้นงานทางด้าน ited assemblage of practices and beliefs that deter-
มานุษยวิทยาในเมือง Ottawa ในปีค.ศ. 1910 ต่อมาย้ายมา mines the texture of our lifes และบอกว่าพัฒนาการของ
สอนที่มหาวิทยาลัยชิคาโกในปี ค.ศ.1925 และย้ายมาที่ ภาษาและวัฒนธรรมนั้นเดินคู่ขนานกันไป ภาษาเป็นเรื่องของ
มหาวิทยาลัยเยล ภาควิชามานุษยวิทยา (anthropology) การเรียนรู้ผ่านวัฒนธรรมมากกว่าที่จะเป็นเรื่องสืบทอดต่อกัน
ในปี ค.ศ.1931 งานของ Sapir “Language”1 ที่ตีพิมพ์ปี ทางกายภาพ Sapir เปรียบเทียบว่า เด็กสามารถเรียนรู้ที่จะ
ค.ศ.1921 ส่งผลกระทบต่อการศึกษาภาษาอย่างมาก โดย เดินได้เองเป็นเพราะความสามารถที่มาพร้อมกับร่างกาย
มนุษย์ แต่คนจะพูดภาษาใดได้ จะต้องอยู่ในสังคมที่พูด
เฉพาะการโยงความสัมพันธ์ระหว่างภาษาและวัฒนธรรม ภาษานั้น Sapir ไม่เห็นด้วยกับ Kroeber (ค.ศ.1876-ค.ศ.
ส่วนบทความ Sound Patterns in Language ที่พิมพ์ใน 1960) ที่มองวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่แยกจากคนได้ และเป็นสิ่ง
วารสาร Language ก็พูดถึงสิ่งที่เป็นหน่วยเสียง (phoneme) ที่มากำหนดหล่อหลอมคนให้เป็นแบบที่ควรจะเป็น Sapir
ความคิดของ Sapir ที่มองแยกสัทวิทยา (phonology) จาก ว่าวัฒนธรรมถูกสร้างโดยแต่ละคนในสังคม ปัจเจกบุคคล
สัทศาสตร์ (phonetics) นั้นสอดคล้องกับกลุ่ม Prague สังคม และวัฒนธรรมไม่ได้เป็นหน่วย (entity) ที่แยกขาด
school โดยบังเอิญ Sapir ได้ร่วมกับ Bloomfield และนัก จากกัน แต่เป็นลักษณะที่แตกต่างกัน (different aspect)
ของหน่วย (entity) เดียวกัน
ภาษาศาสตร์อื่นๆ ก่อตั้งสมาคมภาษาศาสตร์แห่งอเมริกา
หรือ Linguistic Society of America (LSA) ในปีค.ศ.1937 Sapir พูดถึงลักษณะทางกายภาพและทางจิต (physio-
Sapir ต่างจากนักภาษาศาสตร์โครงสร้างในอเมริการุ่น logical aspect และ psychological aspect) ของภาษา แต่
หลังๆ เพราะ Sapir มีลักษณะที่นำแนวคิดทางจิตวิทยาและ มองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นสำหรับการศึกษาภาษา ที่
วัฒนธรรมมาใช้อธิบายภาษา ในขณะที่ Bloomfield 0ะ ต้องสนใจ คือ หน้าที่และรูปแบบของระบบสัญลักษณ์ที่เรา

ปฏิเสธสิ่งเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง 64

เรียกว่าภาษา (function and form of the arbitrary sys- ภาษาสร้าง thought-grooves หรือร่องนำความคิด นำ
tems of symbolism that we term language) ให้เราคิดแบบที่เป็นอยู่ Sapir ได้อิทธิพลความคิดนี้จากงาน
ของ C.K. Ogden และ I.A. Richards ในหนังสือ "The
Sapir พูดถึงว่าคนเรามีประสบการณ์มากมาย Meaning of Meaning" ปี ค.ศ.1923 ซึ่งพูดถึงว่าภาษานั้นมี
สัญลักษณ์ที่คนเราใช้ต้องสัมพันธ์กับกลุ่มของประสบการณ์ อิทธิพลต่อความคิด (ทำให้เราตกหลุมพรางทางความคิด
หรือมโนทัศน์มากกว่าจะสัมพันธ์กับประสบการณ์แต่ละอัน ของภาษา ไม่เป็นไปตามหลักตรรกะ) Sapir มองว่าภาษามี
โดยคนเราสามารถรวมเอากลุ่มประสบการณ์ที่มีลักษณะ อิทธิพลกับความคิดมนุษย์ โลกที่เป็นจริง (‘real’ world) เป็น
คล้ายๆกันเข้าด้วยกันแล้วสรุปรวม (generalize) เป็น สิ่งที่สร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัวจากภาษาของคนในสังคมนั้น และ
สัญลักษณ์เดียวกัน คนเราจึงจะสามารถสื่อสารกันได้ มโน ไม่มีภาษาใดๆ ที่คล้ายกันมากพอจะพูดได้ว่าสามารถแสดง
ทัศน์ (concept) เป็นเสมือนแค็ปซูลของความคิดที่บรรจุ ถึงความเป็นจริงของสังคม (represent social reality) ใน
ประสบการณ์จำนวนมากมาย คำพูด house เป็นสิ่งที่แทน แบบเดียวกันได้ โลกในการรับรู้ของคนแต่ละสังคมจึงไม่ใช่
มโนทัศน์ของบ้านมากกว่าที่จะเป็นสิ่งที่แทนบ้านเป็นหลังๆไป โลกที่เหมือนกัน
ณ จุดนี้ก็เลยมีคำถามว่า เราสามารถคิดได้โดยไม่มีภาษา
หรือไม่? Sapir บอกว่าไม่ง่ายที่จะตอบคำถามนี้ ภาษาเป็น ถึงแม้ว่าบางครั้งภาษาจะไม่ได้ใช้เพื่อแสดงหรือสื่อ
เหมือนอาภรณ์ความคิด แรกเริ่มภาษาอาจเป็นเพียงเครื่อง ความคิด แต่ความคิดจะไม่เกิดหรืองอกเงยขึ้นมาได้โดย
มือที่คนเรารู้จักใช้ในการสื่อสารแบบง่ายๆ แต่การสื่อสารนี้ก็ ปราศจากภาษา ความคิดเรื่องภาษาเป็นตัวนำความคิดนี้
งอกงามไปพร้อมกับตัวเครื่องมือ จนเป็นการยากที่เราจะคิด บางคนก็ไม่เห็นด้วย โดยแย้งว่า เราอาจนึกถึงอะไรบาง
โดยไม่ต้องใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน เหมือนการคำนวณ อย่างแต่ไม่รู้ว่าจะใช้คำอะไรก็ได้ ซึ่ง Sapir มองว่าเราต้อง
ทางคณิตศาสตร์ โดยไม่มีสัญลักษณ์ต่างๆ ให้ใช้ ที่กล่าวกัน แยกระหว่างสิ่งที่เป็นจินตภาพ (image) กับความคิด
ว่า มนุษย์เราสามารถคิดโดยไม่ใช้ภาษานั้น เป็นการมอง (thought) จินตภาพอาจเป็นสิ่งที่มาก่อนภาษา (pre-
แบบง่ายเกินไป เป็นความเข้าใจผิดที่คนจำนวนมากมี linguistics) ได้ แต่เมื่อใดที่จิตคิดอะไรบางอย่าง (perform
ภาษาเป็นเพียงหนทางเดียวที่ทำให้เราเรียบเรียงความคิดได้ mental operation) กับจินตภาพนั้น ภาษาจะต้องเข้ามา
(speech would seem to be the only road we know of เสมอ(แม้ว่าจะไม่เปล่งเป็นเสียงออกมาก็ตาม) บางคนก็
that leads to thought) เวลาที่มีมโนทัศน์ (concept) แย้งว่าความคิดในบางเรื่องอย่างเช่นเรื่องทางคณิตศาสตร์
ใหม่ๆเกิดขึ้นมา เราก็จะไม่รู้สึกมั่นใจว่าจะสามารถใช้มันได้ ไม่เห็นว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับภาษาแต่อย่างใด นัก
จนกว่าจะมีคำให้ใช้แทนมโนทัศน์นั้นได้ คณิตศาสตร์สามารถคิดใช้เหตุผลเพื่อพิสูจน์เรื่องทาง

65

คณิตศาสตร์ต่างๆ ได้ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าคำว่า ความคิด หรือ hypothesis Whorf เป็นคนเรียนในระดับปานกลางและ
thought ในความหมายของ Sapir อาจหมายถึงมโนทัศน์
(concept) ซึ่งคือสิ่งที่รับรู้ผ่านภาษาเป็นหลัก หรือบ้างก็ สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมเคมีจาก MIT ในปีค.ศ.1919
กล่าวว่าถ้าภาษากำหนดความคิดจริงแล้ว ทำไมบางครั้งเรา
ต้องถกเถียงกันว่า คำๆนี้ หมายความว่าอย่างไร เขาได้ทำงานเป็น fire-prevention engineer ในบริษัท

นอกจากนี้ ก็มีคนแย้งว่า ถ้าภาษากำหนดความคิดจริง ประกันอัคคีภัย อาศัยที่เขามีความสนใจภาษาจึงได้เวลาว่าง
แล้ว คนที่พูดภาษาเดียวกันก็ควรจะคิดเหมือนกันใช่ไหม
แล้วความเป็นปัจเจกชน (individuality) จะเกิดขึ้นได้ เรียนภาษาโบราณอย่าง Mayan, Aztec และเขียนบทความ
อย่างไร คำอธิบายหนึ่งของ Sapir ก็คือ แต่ละคนอาจมอง
ว่าตนเองมีอิสระที่จะใช้ภาษา เป็นลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน เกี่ยวกับภาษา Aztec เขาได้ทุนศึกษาต่อปริญญาเอก จึงได้
ไปได้ แต่จริงๆ เป็นเพียงการเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐาน
(norm) ระดับหนึ่ง คือถ้ามองจากภาพทั้งสังคมเราจะเห็น มาเรียนภาษาพื้นเมืองอเมริกันกับ Sapir ที่มหาวิทยาลัย
บรรทัดฐานซึ่งแต่ละคนจะต่างไปจากบรรทัดฐานในลักษณะที่
แตกต่างกันไป จึงมองเหมือนแต่ละคนจะเห็นความเป็น Yale ดูเหมือนเขาสนใจเรียนรู้มากกว่าจะเรียนให้จบการ
ปัจเจกชนได้ แต่ Sapir ก็ไม่ได้พูดอธิบายเรื่องความเป็น
ปัจเจกมากนัก มีการพูดถึงเรื่องลักษณะเฉพาะตัว (personal- ศึกษา เขาได้ช่วยสอนภาษาพื้นเมืออเมริกาในช่วงที่ Sapir มี
ity) ว่าเป็นผลมาจากลักษณะเสียง การพูด การใช้ภาษาที่
แตกต่างกันของแต่ละคนได้ แต่ส่วนที่เป็นลักษณะร่วมของ ปัญหาสุขภาพ จึงเป็นที่มาของ Sapir-Whorf hypothesis นี้
แต่ละคนในสังคมนั้นคือตัวที่กำหนดภาษาในสังคมนั้น
Human beings do not live in the objective world
ความคิดเรื่องภาษาและความคิดของ Sapir นี้ต่อมาเป็น alone, nor alone in the world of social activity as ordi-
ที่รู้จักกันในชื่อของ สมมติฐานภาษากำหนดความคิด (The narily understood, but are very much at the mercy of
Linguistic Determinism Hypothesis) โดยมี Benjamin the particular language which has become the me-
Lee Whorf (ค.ศ.1897-ค.ศ.1941) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ Sapir dium of expression for their society. It is quite an illu-
ได้ขยายความคิดนี้จนเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ Sapir-Whorf sion to imagine that one adjusts to reality essentially
without the use of language and that language is
merely an incidental means of solving specific prob-
lems of communication or reflection. The fact of the
matter is that the 'real world' is to a large extent un-
consciously built upon the language habits of the
group. No two languages are ever sufficiently simi-
lar to be considered as representing the same social
reality. The worlds in which different societies live
are distinct worlds, not merely the same world with
different labels attached... We see and hear and other-
wise experience very largely as we do because the

66

language habits of our community predispose cer- throughout our speech community and is codified in
tain choices of interpretation. (Sapir 1958 [1929], p. the patterns of our language….… for it means that no
69) individual is free to describe nature with absolute im-
partiality but is constrained to certain modes of inter-
มนุษย์มิได้มีชีวิตอยู่เพียงในโลกที่เป็นวัตถุวิสัย หรือในโลก pretation even while he thinks himself most free. The
person mostly free in such respects would be a lin-
แห่งกิจกรรมทางสังคมอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป แต่มนุษย์อยู่ guist familiar with very many widely different lin-
guistic systems. As yet no linguist is in any such posi-
ภายใต้ความเมตตากรุณาของภาษา ซึ่งได้กลายเป็นสื่อการ tion. We are thus introduced to a new principle of
relativity, which holds that all observers are not led
แสดงออกของสังคม การจินตนาการว่าคนเราสามารถปรับ by the same physical evidence to the same picture of
the universe, unless their linguistic back- grounds
ตัวเข้ากับความเป็นจริงได้โดยไม่ใช้ภาษา หรือที่ว่าภาษาเป็น are similar,…. (Whorf 1940, pp. 213-14)

เพียงเครื่องมือสำหรับแก้ปัญหาในการสื่อสาร หรือการแสดง เราแบ่งแยกธรรมชาติออกเป็นส่วนๆตามแนวทางที่ภาษาของ

ความคิดเท่านั้น ล้วนเป็นภาพลวงตาอย่างยิ่ง ข้อเท็จจริงก็ เราปูไว้ให้เรา ประเภทหรือแบบของปรากฏการณ์ต่างๆซึ่ง
คือว่า “โลกแห่งความจริง”นั้น โดยส่วนใหญ่แล้วถูกสร้างขึ้น
ตามความเคยชินทางภาษาของกลุ่มคน ... เรามองเห็น ได้ยิน เราพบเห็นนั้น คือความรู้สึกและความเข้าใจที่เปลี่ยนแปลง

หรือรับรู้ประสบการณ์อื่นๆ อย่างที่เราทำอยู่นี้ก็เพราะภาษาที่ ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งถูกควบคุมโดยจิตใจของเรา หรือที่แท้

เราใช้จนเป็นนิสัยในชุมชนของเรากำหนดให้เราเลือกตีความ จริงก็คือระบบภาษาในใจของเรานั่นเอง เราหั่นธรรมชาติเป็น
เช่นนั้น (อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ 2549)
ชิ้นเล็กชิ้นน้อย จัดกลุ่มให้เป็นมโนศน์ และทำให้มีความ
We dissect nature along lines laid down by our na- หมายขึ้นมาตามข้อตกลงในชุมชนภาษาของเรา …ความจริง
tive languages. The categories and types that we iso-
late from the world of phenomena we do not find แล้วไม่มีผู้ใดเลย ที่จะมีอิสระในการบรรยายธรรมชาติที่เขา
there because they stare every observer in the face;
on the contrary, the world is presented in a kaleido- เห็นโดยมีความเป็นกลางอย่างสมบูรณ์ เพราะเขาต้องทำตาม
scopic flux of impressions which has to be organized
by our minds - and this means largely by the linguis- แบบของการตีความหมายที่บังคับเขาอยู่ คนที่จะมีอิสระใน
tic systems in our minds. We cut nature up, organize
it into concepts, and ascribe significances as we do, การบรรยายธรรมชาติมากที่สุด คือนักภาษาศาสตร์ที่คุ้นเคย
largely because we are parties to an agreement to or-
ganize it in this way - an agreement that holds กับภาษาที่ต่างกันมากหลายๆภาษา ซึ่งคนเช่นนี้ก็หายาก

ความคิดนี้นำเราไปสู่หลักการใหม่เรื่องการสัมพัทธ์ กล่าวคือ

67

มนุษย์เรามิได้มองเห็นภาพของจักรวาลเป็นอย่างเดียวกัน (A)+(b), A+B และได้สรุปว่าคำเป็นหน่วยที่เล็กสุดที่แทน
ยกเว้นจะมีภูมิหลังทางภาษาคล้ายคลึงกัน (อมรา ประสิทธิ์รัฐ หน่วยความหมายที่เป็นเอกเทศและสามารถประกอบกันเป็น
สินธุ์ 2549) ความหมายของประโยคได้ (word is one of the smallest,
completely satisfying bits of isolated "meaning" into
ส่วนมูลฐานของภาษาคืออะไร which the sentence resolves itself)

ส่วนมูลฐานของภาษา (element of speech) ไม่ใช่เสียง Sapir มองว่าคำเป็นหน่วยภาษาชนิดแรก ที่เราสามารถบอก
เพราะว่าเสียงแต่ละเสียงไม่ได้มีหน้าที่อะไร ถึงแม้ว่า บาง ได้ว่ามีอยู่จริงในความคิดเรา (psychologically reality)
เสียงโดดๆ เช่น a ในภาษาฝรั่งเศส หมายถึง has แต่พวกนี้ เพราะแม้แต่ชาวอินเดียแดงซึ่งไม่มีภาษาเขียน เวลาให้
ก็เป็นเหตุบังเอิญ ส่วนมูลฐานของภาษาคือคำ ส่วนของคำที่ ข้อมูลกับนักภาษาศาสตร์ยังสามารถบอกในลักษณะที่พูด
มีความหมาย (significant parts of words) หรือกลุ่มคำ บอกเป็นคำๆ ได้ เราไม่สามารถแบ่งคำออกมาโดยไม่
เกณฑ์ที่จะใช้ช่วยตัดสิน คือ ให้พิจารณาว่ามันเป็นสัญลักษณ์ กระเทือนความหมาย แต่คำก็ไม่จำเป็นต้องอยู่คู่ (linguistic
ที่แทนความคิดใดความคิดหนึ่งหรือไม่ counterpart) กับมโนทัศน์เดี่ยว คำๆหนึ่งสามารถแทน
มโนทัศน์เดียวหรือหลายๆมโนทัศน์ที่สัมพันธ์กันเป็นกลุ่ม
หากลองพิจารณาดูคำ เช่น sing, singing, singer เรา เดียวได้ คำจึงสามารถเป็นรูปแสดง (expression) ของมโน
มองเห็นส่วนที่เป็นส่วนร่วม คือ sing ถ้ามองแบบสูตร ทัศน์ (concept) เดียว หรือเป็นรูปแสดงของความคิดที่
พีชคณิต (algebraic formula) เราได้ A+b A คือ sing เป็น สมบูรณ์ (completed thought) ก็ได้
ส่วนที่เรียกว่ารากคำ (root หรือ radical element) b คือ
ส่วนที่เป็นหน่วยมูลฐานไวยากรณ์ (grammatical element) หรือถ้ามองจากอีกทิศทาง คือ จากบนลงล่าง คำก็เป็น
ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นปัจจัย (suffix) เสมอไป อาจเป็นการ หน่วยภาษาที่เล็กที่สุดที่มีความหมายในตัวและสามารถ
แปลงรูป (modification) ของรูปภายใน เช่น sing - sang, ประกอบกันเป็นประโยคได้ รากคำ (radical) หรือหน่วย
เป็นการเปลี่ยนของพยัญชนะ เช่น dead - death, เป็นการ มูลฐานไวยากรณ์ (grammatical element) และประโยค
เปลี่ยนของการลงน้ำหนักเสียง (accent) เป็นต้น ส่วนที่เป็น เป็นหน่วยที่มีหน้าที่ทางภาษาชัดเจน การกำหนดนิยามของ
รากคำนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคำก็ได้ เช่น ในภาษาลาติน ประโยคนั้นจึงไม่ยาก เพราะประโยคจะแทนหน่วยที่มีหน้าที่
hort- "garden" Sapir พูดเรื่อยไปถึงการสร้างคำ (word หลักของภาษา (major functional unit of speech)
formation) ในลักษณะต่างๆ เช่น A, A+(o), A+(b), ประโยคเป็นรูปแสดงภาษาของประพจน์ (proposition)
ประพจน์คือความที่อ้างถึงบางสิ่งบางอย่างในปริจเฉท (sub-

68

ject of discourse) และเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งนั้น สิ่งที่อ้างถึงใน การปรากฏของเสียง แต่เป็นสิ่งที่มีจริงเป็นหน่วยทางจิตของ
ปริจเฉทส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคำนามและทำหน้าที่ได้ทั้ง ผู้พูด (psychological realities in the minds of speakers)
ประธานและกรรม และก็เหมือนกับคำ Sapir มองว่า
ประโยคมีอยู่จริงในทางจิตและทางตรรกะ (psychological กระบวนการไวยากรณ์ (Grammatical Process)
and logical existence) ประโยคเป็นคู่ของความคิดที่
สมบูรณ์ (a complete thought) เรื่องของรูป (form) ในภาษาสามารถพิจารณาในสอง
ลักษณะ คือ วิธีการทางรูป (formal method) ที่ใช้ในภาษา
ระบบเสียง (system of sounds) หรือที่เรียกว่ากระบวนการทางไวยากรณ์ (grammatical
process) และการเชื่อมโยงมโนทัศน์ต่างๆเข้ากับวิธีการทาง
Sapir มองเหมือน Saussure ว่าการศึกษาความแตก รูปนั้น คำว่า unthinkingly มีลักษณะเหมือนกับคำ reform-
ต่างของเสียงต่างๆ หรือการศึกษาระดับสัทศาสตร์ไม่ได้นำไป ers เพราะสามารถมองว่าประกอบจาก un- think –ing –ly
สู่การเข้าใจข้อเท็จจริงภายใน (inner fact) ของภาษา เสียง และ re- form –er –s ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละภาษา
แต่ละเสียงไม่ใช่หน่วยทางภาษา ในการศึกษาหาระบบเสียง ภาษาอื่นไม่จำเป็นต้องแทนมโนทัศน์ –ly ด้วยวิธีการทางรูป
นั้น (sound system) ทุกภาษาจะมีระบบเสียง (ideal sys- แบบนี้ แต่ละภาษามีวิธีการทางรูปที่จะเชื่อมโยงมโนทัศน์
tem of sounds) ของตน Sapir มองว่าความรู้สึกของผู้ใช้ หนึ่งไปยังมโนทัศน์พื้นฐานได้ (indicate relation of a sec-
ภาษาไม่น่าเชื่อถือพอ เช่น การบอกว่าภาษาประกอบด้วย ondary concept to the main concept of the radical ele-
เสียงต่างๆที่แทนได้ด้วยตัวอักษร ในการจำแนกเสียงใน ment) บางกระบวนการก็มีใช้เป็นจำนวนมากในภาษานั้น
ภาษา Sapir เสนอให้ใช้เกณฑ์ 4 อย่าง คือ ตำแหน่งของ เช่น การเติมปัจจัย –s เพื่อโยงความเป็นพหูพจน์ แต่บาง
เส้นเสียง (glottal cord), ช่องทางลมหายใจ (passage of กระบวนการเช่นการเปลี่ยนสระภายใน (vocalic change)
breath), การขวางกั้นทางเดินลม (free or impeded pas- อย่าง goose - geese ก็จะมีใช้น้อย และอาจไม่ได้ใช้เพื่อบอก
sage), ตำแหน่งการออกเสียง (precise points of articula- ความเป็นพหูพจน์เท่านั้น อาจบอกเรื่องกาลอย่าง sing -
tion) และว่าเกณฑ์พวกนี้เพียงพอสำหรับใช้กับภาษาทุก sang ดังนั้น นอกจากระบบเสียงแล้ว ในภาษายังมีเรื่องของ
ภาษา กระบวนการทางไวยากรณ์ (grammatical process)

หน่วยเสียง (phoneme) ในความคิดของ Sapir ไม่ได้ ไวยากรณ์ (grammar) ทำให้ภาษามีลักษณะประหยัด (econ-
เป็นเพียงแค่หน่วยนามธรรมหรือสร้างขึ้นจากการวิเคราะห์ omy) กล่าวคือ มโนทัศน์และความสัมพันธ์ที่มีลักษณะใกล้ๆ

69

กันจะมีรูปแทนภาษาที่คล้ายๆกันด้วย (analogous con- ได้รากคำ) กระบวนการอันนี้คล้ายๆกับการลำดับคำ
cepts and relations are most conveniently symbolized แต่กระบวนการนี้เป็นเรื่องของการสร้างคำประสม (com-
in analogous form) แต่ว่าภาษาก็ไปไม่ถึงสภาวะที่เป็น pounding) เช่น คนสวน, typewriter
ไวยากรณ์สมบูรณ์แบบ Sapir จึงบอกว่าทุกไวยากรณ์มีช่อง
โหว่เสมอ (all grammars leak) 3. การเติมหน่วยคำ (affixation) เป็นกระบวนการทาง
ไวยากรณ์ที่ใช้มากที่สุด มียกเว้นบางภาษาเช่น จีน ไทย
สำหรับ Sapir การจัดกลุ่มคำเป็นหมวดคำ (part of ซึ่งถือเป็นส่วนน้อย (ตามความเห็นของSapir) ภาษาที่มี
speech) เป็นเพียงการจัดกลุ่มแบบกว้างๆ และหมวดคำก็ไม่ ระบบของการเติมหน่วยคำดีและซับซ้อน ก็จะให้ความ
แยกขาดจากกันชัดเจนและสามารถแปลงไปมากันได้ ไม่ได้ สำคัญกับลำดับคำน้อยลง หน่วยคำเติม มี 3 แบบ คือ
สะท้อนให้เห็นถึงการวิเคราะห์ความเป็นจริง (reality) อะไร อุปสรรค (prefix) ปัจจัย (suffix) และอาคม (infix)
มากนัก จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจนักสำหรับนักภาษาศาสตร์ ปัจจัยเป็นตัวที่ใช้มากที่สุด ตัวอย่างของอาคม เช่น
นักภาษาศาสตร์ควรสนใจการจัดรูปแบบ (patterning) ที่ ภาษาเขมร tmeu “one who walks” และ daneu “walk-
ปรากฏของภาษา ซึ่งแต่ละภาษาจะมีลักษณะการจัดรูปแบบ ing” ต่างก็แผลงมาจาก deu “to walk.”
ของภาษานั้นๆ แตกต่างกัน โดยอาศัยกระบวนการทาง
ไวยากรณ์ (grammatical process) ในภาษาซึ่งแยกออกได้ 4. การแก้ไขภายในคำ (internal modification) ประกอบ
เป็น 6 แบบ คือ ด้วยการเปลี่ยนสระ (vocalic change) กับการเปลี่ยน
พยัญชนะ (consonantal change) เช่น ตัวอย่างใน
1. การลำดับคำ (word order) เป็นวิธีการที่ประหยัดที่สุด ภาษาฮิบรู shamar “he has guarded,” shomer
(the most economical method) ของการสื่อทาง “guarding,” shamur “being guarded,” shmor “(to)
ไวยากรณ์ออกมา เมื่อเอาคำสองคำมาเรียงลำดับต่อกัน guard” ในภาษาอังกฤษ เช่น geese – goose, sing -
คนเราจะพยายามเชื่อมโยงและหาความสัมพันธ์ที่มี sang – sung การเปลี่ยนพยัญชนะจะพบน้อยกว่า เช่น
ระหว่างคำนั้น house, to house (ออกเสียงท้ายเป็น z).

2. การประกอบคำ (composition) เป็นการรวมของรากคำ 5. การซ้ำคำ (reduplication) เป็นการซ้ำคำหรือบางส่วนที่
(radical) ตั้งแต่สองหน่วยขึ้นไปเป็นคำ (radical เป็น เป็นรากคำ (radical) ใช้เพื่อจุดประสงค์หลายอย่าง เช่น
ส่วนที่เป็นตัวร่วมเมื่อเปรียบเทียบคำต่างๆที่เกี่ยวข้อง บอกความหมายพหูพจน์ เกิดซ้ำๆ การเพิ่มขึ้น การต่อ
เช่น ถ้าแยกปัจจัย (suffix) ออกจากคำที่เกี่ยวข้อง ก็จะ เนื่อง เป็นต้น เช่น ภาษา Hottentot go-go “to look at

70

carefully” (go หมายถึง “to see”) gam-gam “to cause Sapir อธิบายถึงมโนทัศน์ที่ได้จากหน้าที่ทางไวยากรณ์
to tell” (gam หมายถึง “to tell”) (grammatical function) แบบต่างๆ เริ่มจากการยก
ตัวอย่าง the farmer kills the duckling ซึ่งประกอบด้วย 3
6. การแปรน้ำเสียง (variations in accent) เป็นส่วนที่ มโนทัศน์หลักๆ คือ farmer, kill, duckling ซึ่งเราก็สามารถ
สังเกตได้ยากที่สุดเพราะมักใช้ร่วมกับกระบวนการอื่นๆ
ด้วย เช่น การแก้ไขภายในคำ,การเติมหน่วยคำ จึง นึกภาพของเหตุการณ์นี้ออก แต่ละคำก็ดูเหมือนจะแทนมโน
ทำให้ดูเป็นกระบวนการรองไป การใช้วรรณยุกต์ใน ทัศน์ที่แยกจากกันชัดเจน 3 มโนมัศน์ แต่หากเราพิจารณา
ภาษาจีน ไทย ไม่จัดเป็นกระบวนการนี้ จะต้องเป็นการ
ใช้ระดับเสียง (pitch) เพื่อบอกหน้าที่ทางไวยากรณ์ โดยละเอียด จะเห็นว่าแต่ละคำไม่ได้มีความหมายตรงตัว
(grammatical function) ที่ต่างกัน เช่น แยกระหว่างคำ
นามกับกริยา ตัวอย่างเช่น ภาษา Shilluk ใช้วรรณยุกต์ เสียทีเดียว แต่ประกอบด้วยความหมายต่างๆ คำว่า
แยกระหว่างเอกพจน์พหูพจน์ yit (high) “ear” และ yit farmer นั้นประกอบด้วยรากคำ farm และปัจจัย -er มโน
(low) “ears.” ทัศน์ของ farmer นั้นก็ต่างจากมโนทัศน์ของ farm โดย
farmer นั้นแปลง(derive) มาจาก farm duckling ก็แปลง
มโนทัศน์ทางไวยากรณ์ (Grammatical Concept) มาจาก duck โดย –ling บอกความหมายว่าเล็กๆ จึงมีมโน
ทัศน์ 2 ประเภทในที่นี้ คือ มโนทัศน์ของรากคำ (radical)
โครงสร้างมโนทัศน์ (Conceptual structure) เป็นอีก (farm, kill, duck) และมโนทัศน์จากการแปลงคำ (deriva-
อย่างที่ทำให้เราเห็นถึงรูป (form) ในภาษา และโครงสร้าง tional) (-er, -ling) กรณีของการแปลงคำนี้ ความสำคัญใน
ภาษาที่ปรากฏจะสะท้อนให้เห็นโลกที่คนเรารับรู้ (the world มโนทัศน์ของรากคำอย่าง farm จะหายไป เราจะนึกถึงมโน
is reflected and systematized in linguistic structure) ทัศน์ของคำแปลงอย่าง farmer ขึ้นมาแทนที่ ส่วน –s บอก
คำเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดที่มีความหมายและมีความเป็นอิสระ
ในตัวเอง ในขณะที่รากคำ (radical) และประโยคเป็นหน่วย ถึงความเป็นเอกพจน์ และปัจจุบันกาล จากนั้น ลองเปลี่ยน
ทางหน้าที่ (functional unit) ของภาษา โดยรากคำเป็น ส่วนต่างๆ ก็ได้ความหมายต่างออกไป เช่น the farmers
หน่วยเล็กสุดที่มีความหมายและประโยคเป็นหน่วยแสดง kill the duckling มีผู้กระทำมากขึ้น หรืออาจทำให้ประโยค
ความคิดที่สมบูรณ์ (unified thought) นั้นใช้สื่อความไม่ได้ในภาษานั้น เช่น farmer kills duck-
ling (เหตุการณ์ที่ชาวนาทั่วไปจะฆ่าลูกเป็ดแบบไม่เจาะจงตัว

อยู่เสมอเป็นปัจจุบันกาลเป็นไปได้ยาก และภาษาอังกฤษ
มโนทัศน์ของ farmer ถ้าชี้เฉพาะก็ควรมี the ถ้าไม่ชี้เฉพาะก็
ควรมี a) ต่อเมื่อมีการเติม the เข้ามาก็จะข้าใจความขึ้น

71

ในประโยค the farmer kills the duckling นี้ถ้าวิเคราะห์ 2. Definiteness of reference to second subject of
โดยมุมมองของมโนทัศน์ที่แสดงผ่านทางกระบวนการทาง discourse: expressed by second the, which has pre-
ไวยากรณ์หรือที่เรียกว่ามโนทัศน์ทางไวยากรณ์ (grammati- posed position
cal concepts) ก็จะได้ 13 มโนทัศน์ต่างๆ ดังนี้ (3 concrete
concepts, 2 derivational concepts, และ 8 relational con- Modality:
cepts) 3. Declarative: expressed by sequence of “sub-

1. CONCRETE CONCEPTS: ject” plus verb; and implied by suffixed -s
1. First subject of discourse: farmer Personal relations:
2. Second subject of discourse: duckling 4. Subjectivity of farmer: expressed by position
3. Activity: kill
——analyzable into: of farmer before kills; and by suffixed -s
1. RADICAL CONCEPTS: 5. Objectivity of duckling: expressed by position
1. Verb: (to) farm
2. Noun: duck of duckling after kills
3. Verb: kill Number:
2. DERIVATIONAL CONCEPTS: 6. Singularity of first subject of discourse: ex-
1. Agentive: expressed by suffix -er
2. Diminutive: expressed by suffix -ling pressed by lack of plural suffix in farmer; and by suf-
fix -s in following verb
2. RELATIONAL CONCEPTS:
Reference: 7. Singularity of second subject of discourse: ex-
1. Definiteness of reference to first subject of dis- pressed by lack of plural suffix in duckling

course: expressed by first the, which has preposed po- Time:
sition 8. Present: expressed by lack of preterit suffix in

verb; and by suffixed -s

การวิเคราะห์แบบแยกแยะเช่นนี้ จึงจะทำให้เราเข้าใจ
กระบวนการเข้าใจองค์ประกอบความหมายที่แสดงออกมา
ในรูปภาษา และในความหมายเดียวกันหรือเหตุการณ์

72

เดียวกัน ภาษาอื่นก็มีวิธีการให้มโนทัศน์ทางไวยากรณ์ที่ต่าง โดยปกติ ไม่มีภาษาไหนที่จะมีคำสำหรับใช้แทนความ
คิดที่มีรูปธรรมชัดเจน (concrete idea) ทั้งหมด (โดยใช้
กันไป ในเหตุการณ์เดียวกันนี้ ภาษาไทยจะพูดว่า ชาวนาฆ่า แต่ละคำแตกต่างไปสำหรับแต่ละมโนทัศน์) แต่จะใช้วิธีการ
แปลงคำพื้นฐานเป็นรูปต่าง ๆ เพื่อใช้แทนมโนทัศน์ใหม่ที่
ลูกเป็ด โดยไม่ต้องแสดงมโนทัศน์ทางไวยากรณ์เกี่ยวกับ เกี่ยวข้อง รากคำ (radical) กับการแปลงคำ (derivation)
พจน์ การชี้เฉพาะ กาล เหมือนภาษาอังกฤษ (ซึ่งก็อาจต้อง จึงเป็นได้ทั้งรูปแสดงของภาษา (modes of expression) และ
อาศัยพื้นข้อมูลที่เข้าใจร่วมกันมาก่อนระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง) เป็นชนิดของมโนทัศน์ (types of concepts) ในตอนเริ่มต้น
สิ่งที่สื่อในภาษาจะประกอบด้วยมโนทัศน์ที่เป็นรูปธรรม (con-
หลักสำคัญของภาษาอยู่ที่การจำแนกมโนทัศน์ การจัดรูป crete) กับความสัมพันธ์ (relation) เท่านั้น ไม่มีภาษาไหนที่
ไม่มีคำที่จะใช้พูดถึงมโนทัศน์รูปธรรม และไม่มีประพจน์
แบบที่ปรากฏ และการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ และในทาง (proposition) ในภาษาเกิดได้ถ้าไม่มีการใช้มโนทัศน์เชื่อม
โยงสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์รูปธรรม ภาษาแทบทั้งหมดจึง
ตรงข้าม มโนทัศน์ต่างๆ จะไม่สามารถใช้ได้หรือมั่นใจใน มีรากฐานวางไว้สำหรับการเชื่อมโยงมโนทัศน์ที่เป็นรูปธรรม
และที่เป็นความสัมพันธ์
การใช้จนกกว่าจะมีรูปคำให้มโนทัศน์นั้นอยู่ ทันทีที่มีคำ
Sapir กล่าวถึงการจำแนกมโนทัศน์ในภาษาว่าไม่ได้มี
สำหรับมโนทัศน์ เราจึงมั่นใจในการใช้ได้ เพียง 2 กลุ่มแบบที่กล่าวมา โดยเสนอแนวทางการจำแนก
มโนทัศน์ออก เป็น 4 ประเภท ตามลำดับการค่อยๆเสียความ
Sapir เสนอให้มองโลกของมโนทัศน์ (the world of เป็นรูปธรรมไปสู่ความเป็นความสัมพันธ์ (relation) คือ
concept) ผ่านทางภาพสะท้อนและการจัดระบบของ
1. มโนทัศน์รูปธรรมพื้นฐาน (Basic Concrete Concepts)
โครงสร้างทางภาษา ภาษาใช้เพื่อนำเสนอสิ่งที่เป็นวัตถุ แสดงในรูปคำที่เป็นอิสระหรือรากคำ เช่น dog, run
สาระ (material content) และความสัมพันธ์ (relation)
เราต้องมีคลังมโนทัศน์พื้นฐาน(ส่วนของรากคำ) และ 2. มโนทัศน์ผ่านการแปลง (Derivational Concepts)
สัญลักษณ์ที่ใช้อ้างถึงมโนทัศน์เหล่านั้น Sapir แยกมโน (เป็นรูปธรรมน้อยลง) ปกติเป็นการเติมวิภัติปัจจัยให้กับ
ทัศน์ทางไวยากรณ์เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่มีรูปมโน รากคำหรือเป็นการแก้ไขภายใน เป็นการเติมความ
ทัศน์ชัดเจน (concrete) ได้แก่มโนทัศน์เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ (ob- หมายให้กับมโนทัศน์ของรากคำนั้นมากกว่าที่จะ
ject) การกระทำ (action) คุณสมบัติ(quality) ซึ่งรวมเอา
ส่วนมโนทัศน์ของรากคำและการแปลงคำไว้ (radical กับ 73
derivational concepts) และอีกกลุ่ม คือ มโนทัศน์ความ
สัมพันธ์ (relational) ซึ่งครอบคลุมการอ้างถึง (reference),
ทัศนภาวะ (modality), ความสัมพันธ์เชิงบุคคล (personal
relation) (เช่น subject object), พจน์ (number) และกาล
(time)

เกี่ยวข้องโดยตรงกับประพจน์ (proposition) เช่น การ ความพยายามที่จะถ่ายทอดมโนทัศน์ไปเป็นสัญลักษณ์ทาง
เติม –er กับ farm เป็นการบอกความเป็นผู้กระทำ เกี่ยว ภาษา (translate concepts into linguistic symbols) ซึ่งมี
โดยตรงกับ farm มากกว่า ความแตกต่างกันไปในแต่ละภาษา บางภาษาก็ต่างกันเล็ก
น้อย บางภาษาก็ต่างกันมาก เหมือนไม่ได้อยู่ในโลกใบ
3. มโนทัศน์ความสัมพันธ์ที่เป็นรูปธรรม (Concrete Rela- เดียวกัน จึงนำไปสู่ความคิดว่า น่าจะมีวิธีในการจำแนก
tional Concepts) มีความเป็นนามธรรมมากขึ้น ประเภท (classification) ของภาษาเป็นกลุ่มตามความ
เป็นการเติมวิภัติปัจจัยกับรากคำแต่มีระยะห่างกว่าแบบ คล้ายคลึงกัน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการจำแนกในหลายแบบ ใน
ที่สอง หรือเป็นการแก้ไขภายใน ต่างจากแบบสอง ทางปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งที่ลื่นไหลได้ การจัดจำแนกประเภทแบ
เพราะทำให้ความหมายไกลเกินขึ้น บก่อนๆนั้นก็อาจจะใช้ไม่ได้ ไม่ดีนัก เพราะต้องดูทุกๆ ภาษา
ไม่ใช่ดูจากภาษาจำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่เราก็ไม่ควรจะให้
4. มโนทัศน์ความสัมพันธ์ล้วน (Pure Relational Con- ความยากนี้มาจำกัดว่าการจำแนกประเภทภาษาเป็นสิ่งที่ไร้
cepts) เป็นการเติมวิภัติปัจจัยกับรากคำหรือเป็นการ ประโยชน์
เชื่อมโยงคำอิสระ โดยใช้เพื่อโยงความสัมพันธ์ระหว่าง
มโนทัศน์ที่เป็นรูปธรรมในประพจน์นั้น เช่น การนำมโน นักภาษาศาสตร์ต้องระวังไม่ให้สิ่งที่มีในภาษาตนมาเป็น
ทัศน์ red, dog, run มาเชื่อมกันจะหนีไม่พบการเชื่อม สิ่งที่จะต้องมีต้องเป็น และการจำแนกประเภทของภาษานี้จะ
โยงความสัมพันธ์บางอย่าง เช่น (the) red dog run(s). ไม่สัมฤทธิผลถ้าเรายังคิดว่ามีบางภาษา เช่น กรีก ลาติน ที่
สมบูรณ์หรือดีกว่าภาษาอื่น เราต้องขจัดอคติ และมองภาษา
Sapir บอกว่ามโนทัศน์กลุ่มที่หนึ่งมีรูปภาษาเป็นหน่วยรากคำ อย่างภาษาอังกฤษหรือภาษา Hottentot ด้วยความรู้สึก
ส่วนมโนทัศน์อื่นๆ ได้จากกระบวนการเติมหน่วยคำ (affix- เดียวกัน ทุกภาษาสามารถจะแสดงความสัมพันธ์พื้นฐาน
ing) มโนทัศน์กลุ่มที่หนึ่งและสี่ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับภาษา ทางวากยสัมพันธ์ได้ ทุกภาษาสามารถแสดงออกทางรูปได้
แต่กลุ่มสองและสามพบได้ทั่วไปในภาษาต่างๆ แต่ก็อาจจะไม่ (Every language is a form language) แม้แต่ภาษาจีนที่ดู
จำเป็นต้องมีในภาษานั้นก็ได้ เหมือนไม่มีหน่วยคำที่เป็นรากคำ (non-radical element)
แต่ภาษาจีนก็แยกชัดเจนระหว่างประธาน (subject) กับกรรม
ประเภทโครงสร้างภาษา (Types of Linguistic Struc- (object) คุณลักษณะ (attribute) และภาคแสดง (predi-
ture) cate) Sapir พูดถึงการจำแนกประเภทภาษาจากการมอง
กระบวนการทางรูป (formal process) และชี้ให้เห็นถึง
Sapir ยอมรับว่าการจำแนกประเภทมโนทัศน์ในภาษานี้
(conceptual classification of language) เป็นการสะท้อน 74

ปัญหาต่างๆ ว่าไม่ชัดเจนพอที่จะจำแนกประเภทภาษา เช่น ต้องมีในทุกภาษา ส่วนมโนทัศน์แบบที่สองและสามนั้นอาจ
ในการแยกเป็นภาษาคำโดด (isolating) ภาษาเติมอุปสรรค ไม่มีก็ได้ Sapir จึงแยกภาษาออกได้เป็นสี่แบบด้วยเกณฑ์ 2
(prefixing) ภาษาเติมปัจจัย (suffixing) ภาษาสัญลักษณ์ อย่าง คือ ดูว่าภาษาแสดงมโนทัศน์ความสัมพันธ์ทาง
(symbolic) นั้นปรากฏว่า ภาษาส่วนมากเป็นได้มากกว่า ไวยากรณ์แยกไว้ต่างหากหรือแสดงในรูปที่เหมือนกับมโน
หนึ่งแบบ เช่น ภาษา Semitic เป็นทั้งภาษาเติมอุปสรรค (pre- ทัศน์ที่เป็นรูปธรรมด้วย (whether the language keeps syn-
fixing) ภาษาเติมปัจจัย (suffixing) และภาษาสัญลักษณ์ tactic relations pure or expresses them in forms
(symbolic) และอีกประการหนึ่ง การจัดประเภทแบบนี้ mixed with concrete significance) และดูว่าภาษานั้นมี
การเปลี่ยนความหมายของรากคำด้วยกระบวนการเติมหน่วย
เป็นการจัดโดยดูแต่รูปภาษา ภาษาที่แตกต่างกันโดยสาระก็ คำหรือแก้ไขภายในคำหรือไม่ ซึ่งทำให้ได้ผลภาษาที่ต่างกัน
ออกมาเป็น 4 ประเภท
ถูกจัดรวมกันได้เพียงเพราะรูปคล้าย เช่นภาษาเขมร ที่
อุปสรรค (prefix) ใช้แสดงมโนทัศน์ที่แปลงมา (deriva- A. Simple pure-relational language (pure relations, no
tional concepts) กับภาษา Bantu ที่อุปสรรคใช้แสดงความ modifying) เป็นภาษาที่มีเฉพาะมโนทัศน์ทางไวยากรณ์แบบ
สัมพันธ์ทางวากยสัมพันธ์ (symbols of syntactic rela- ที่หนึ่งและสี่ จึงไม่มีการเพิ่มเติมรากคำด้วยการเติมวิภัติ
tions) นั้นไม่ควรจะจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ส่วนการจำแนก ปัจจัยหรือการเปลี่ยนภายใน
โดยพิจารณาเทคนิคการหลอมรวมและการสังเคราะห์ (fu-
sion technique and synthesis) ที่แยกเป็น analytic, syn- B. Complex pure-relation language (pure relations,
thetic และ polysynthetic แม้ว่าจะเป็นประโยชน์แต่ก็ไม่ modifying) เป็นภาษาที่มีมโนทัศน์ทางไวยากรณ์แบบที่หนึ่ง
สามารถใช้โดยลำพังได้ (โดยที่ภาษาแบบ analytic จะไม่ สองและสี่ คือมีเพิ่มเฉพาะมโนทัศน์จากการแปลงคำ (deri-
varional concepts)
รวมหลายมโนทัศน์เป็นคำๆเดียว เช่น ภาษาจีน หรือถ้าทำก็ C. Simple mixed-relational language (mixed relations,
no modifying) เป็นภาษาที่มีมโนทัศน์ทางไวยากรณ์แบบที่
ไม่มากเช่น ภาษาอังกฤษฝรั่งเศส ภาษาประเภทนี้ประโยค หนึ่ง สามและสี่
เป็นสิ่งสำคัญ ภาษาแบบ synthetic เช่น ภาษาลาติน ภาษา
D. Complex mixed relational language (mixed rela-
อารบิค มโนทัศน์รวมตัวกันแน่น คำจะมีองค์ประกอบมาก tions, modifying) เป็นภาษาที่มีมโนทัศน์ทางไวยากรณ์ครบ
ส่วนภาษาแบบ polysyhthetic จะเป็นมากกว่าแบบ syn- ทั้งสี่แบบ
thetic คำหนึ่งคำแทนความหมายทั้งประโยคในภาษาอื่น)
75
จากการจำแนกมโนทัศน์ทางไวยากรณ์เป็น 4 กลุ่มตาม
ที่กล่าวมา ซึ่ง Sapir ได้กล่าวว่ามโนทัศน์แบบหนึ่งและสี่นั้น

แต่การแยกประเภท 4 แบบนี้ก็ยังกว้างไป จึงแยกย่อย ต้น ส่วน a, b, c, d แทนกระบวนการของ isolation, aggluti-
ต่อไปอีกโดยใช้เกณฑ์เทคนิคการเปลี่ยนแปลงรากคำ เพิ่ม nation, fusion, และ symbolism ตามลำดับ วงเล็บหมาย
เติม คือ
ถึงมีไม่มากนัก
• agglutinative ใช้วิธีการเชื่อมต่อกัน (juxtaposing tech-
nique) Fundamental II II IV Technique Synthesis Examples
Type I
• fusional ใช้วิธีการสนธิ (fusing technique) A


• symbolic ใช้วิธีการเปลี่ยนภายใน (internal change tech- (Simple Pure
— —a Isolating Analytic Chinese; Annamite
nique) relational) Isolating


• isolating ไม่มีการใช้หน่วยคำเติม (affix) หรือแก้ไขราก (d) —a, b (weakly
Analytic Ewe (Guinea Coast)
คำ aggultinati
ve)
ซึ่งเกณฑ์เทคนิคนี้ไม่ได้เกิดกับทุกกลุ่มภาษา A-D เช่น iso-
lating เกิดเฉพาะ A แต่ agglutinating เกิดได้กับทั้ง A, B, Agglutinat
C fusion เกิดกับ B, C, D นอกจากนี้ยังใช้เกณฑ์ด้าน syn-
thesis มาช่วยแยกได้อีก ดังนี้ —ac, b,
ive


• Analytic ไม่รวมหลายมโนทัศน์เป็นคำเดี่ยว เช่น ภาษาจีน (b) (mildly
Analytic Modern Tibetan
หรือถ้ารวมก็น้อยมาก เช่น ภาษาอังกฤษ agglutinati

• Synthetic มโนทัศน์รวมกันเหนียวแน่น และคำที่ได้ก็ผูกกัน ve

แต่ก็ยังพอแยกออกได้ เช่น ภาษาลาติน fusional)
B
Agglutinat
• Polysynthetic การแยกองค์ประกอบคำเป็นเรื่องยากมาก
เช่น ภาษา Algonkin (Complex Pure
b, (d) —a ive-
Analytic Polynesian
relational) —(ab,
) isolating
ตัวอย่างการจำแนกประเภทภาษา จากหน้า 142-143 ใน
หนังสือ Language ของ Sapir
b Agglutinat Polysyntheti Haida
ตัวเลข II, III, IV แทนมโนทัศน์ทางไวยากรณ์ที่พูดมาข้าง ive-
c
isolating

c —a Fusional-
Analytic Cambodgian
isolating

b —b Agglutinat Synthetic Turkish
ive

Agglutinat

b, d (b b ive
Polysyntheti Yana (N. California)
) (symbolic
c

tinge)
Fusional-

agglutinati
c, d,
—a, b ve
Synthetic
Classical Tibetan
(b) (symbolic
(mildly)

tinge) Synthetic

(mildly

b —c Agglutinat polysyntheti Sioux
ive
c)
fusional

c —c Fusional Synthetic Salinan

(S.W. California)

d, c (d d, c, a Symbolic Analytic Shilluk (Upper Nile)
)

C

(Simple
Mixed
(b) b — Agglutinative Synthetic Bantu
Analytic

relational)

(c) c, (d), a Fusional (mildly
French 
synthetic)

76














































Click to View FlipBook Version