The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ภาษาศาสตร์ รหัส 000 115 สอนโดย อ.กิตติ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ทฤษฎีภาษาศาสตร์

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ภาษาศาสตร์ รหัส 000 115 สอนโดย อ.กิตติ

gory) ที่ไม่แยกขาดชัดเจน มีลักษณะเป็นต้นแบบ นอกจากนี้ ตารางเปรียบเทียบไวยากรณ์เน้นหน้าที่ 6 ไวยากรณ์ FG, RRG,
Givon มองว่า ภาษาเป็นเรื่องของการส่งผ่านข้อมูล (transfer SFG, WCF, CG (Butler 2003)
information) ซึ่งส่งออกเป็นสาย (sequence) ที่ต้องมีความ
เชื่อมโยงกัน (coherence) ปริจเฉทจึงมีลักษณะที่ถูกจัดขึ้น การสำรวจงานภาษาศาสตรที่เน้นหน้าที่ของ Nicholas (1984)
และมีโครงสร้าง ถ้ามองในแง่ของข้อมูล ปริจเฉทควรมี ที่จัดกลุ่มใหญ่ๆ สามกลุ่ม กลุ่มหน้าที่แบบอนุรักษ์ (conserva-
ลักษณะใด ไม่ใช่แบบที่นำเสนอสิ่งที่ไม่มีข้อมูลอะไรใหม่ใหม่ tive functionalism) เช่น งานของ Kuno งานของ Prince มี
เกิดขึ้น (tautology) หรือแบบที่นำเสนออะไรที่ไม่เกี่ยวข้อง ลักษณะพื้นฐานแนวคิดแบบไวยากรณ์เน้นรูปนัย (formalism)
กับปริจเฉทขณะนั้น นอกจากเรื่อง ข้อมูลใหม่-เก่า (new- เพียงแต่ขยายความคิดโดยผนวกโมดูลที่เป็นเรื่องหน้าที่เติม
given) นี้แล้ว ยังมีเรื่องของข้อมูลพื้นหน้าข้อมูลพื้นหลัง (fore- เข้าไปในไวยากรณ์ จึงไม่ได้ท้าทายวิธีคิดแบบเดิมของ
ground, background information) ข้อมูลพื้นหลังของผู้ ไวยากรณ์รูปนับ กลุ่มที่สองเป็นพวกเน้นหน้าที่แบบปานกลาง
ฟังจะมีขนาดใหญ่ เป็นเหมือนฐานความรู้ที่ช่วยให้เข้าใจเรื่อง (moderate functionalism) เช่น Functional Grammar
ดีขึ้น Givon ยังเสนอแนวคิดเรื่องความต่อเนื่องของเรื่อง ของ Dik และ Role and Reference Grammar ของ Van
(topic continuity)
116
ตารางข้างล่างแสดงการเปรียบเทียบไวยากรณ์เน้นหน้าที่
แบบต่างๆ ตั้งแต่ Generative Functionalism ของ Ellen
Prince, Functional Grammar ของ Dik, Role and Refer-
ence Grammar ของ van Valin, Systemic-Functional
Grammar ของ Halliday, Westcoast Functionalism
อย่าง Givon, และ Cognitive Grammar โดยแจกแจง
คุณสมบัติของแต่ละทฤษฎีว่ามีมากหรือน้อย โดยแสดงเป็น
จำนวนเครื่องหมาย *

ดังนั้น นักภาษาศาสตร์หน้าที่จึงมีความหลากหลาย
เปรียบเหมือนคริสต์นิกายโปรแตสแตนซ์ที่มีความหลากหลาย
แต่มีสิ่งร่วมกันคือไม่ใช่คาทอลิก Van Valin (2002) อ้างถึง

Valin กลุ่มนี้ปฏิเสธความคิดที่เน้นเรื่องโครงสร้างไวยากรณ์ • Butler, C. S. (2003). Structure and function : a guide
(grammatical structure) ซึ่งเป็นพื้นฐานหลักของไวยากรณ์ to three major structural-functional theories. Amster-
เน้นรูปนัย แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของรูปโครงสร้าง dam ; Philadelphia, J. Benjamins.
ไวยากรณ์ เพียงแต่เสนอว่าโครงสร้างไวยากรณ์นั้นเกี่ยวข้อง
กับอรรถศาสตร์และวัจนปฎิบัติศาสตร์อย่างใกล้ชิด และ • Butler, C. S. 2005. Functionalist Theories of Lan-
จำเป็นต้องศึกษาปฎิสัมพันธ์ระหว่างเรื่องโครงสร้างและหน้าที่ guage. In: Keith Brown (ed), Encyclopedia of Lan-
ทางภาษา วากยสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่เป็นเอกเทศในตัวเอง guage and Linguistics, 2nd Edition. Oxford: Elsevier.
(autonomous) กลุ่มที่สามเป็นพวกเน้นหน้าที่สุดโต่ง (ex-
treme functionalism) เช่น งานของ Hobber พวกนี้ปฏิเสธ • Givon, T. 1984. Syntax : A Functional Typological
การใช้โครงสร้างในระดับประโยค มองว่าจะต้องศึกษาจาก Introduction.John Benjamins [Introduction p1-27]
โครงสร้างระดับปริจเฉทเป็นหลัก มองว่าไม่สามารถศึกษา
ความหมาย (semantics) แบบที่มองว่าเป็นการหาความ • Hengeveld, Kees & J. Lachlan Mackenzie, 2005.
หมายของรูปต่างๆ โดยอิสระจากหน้าที่ทางปริจเฉทได้ 'Functional Discourse Grammar'. In: Keith Brown
ไวยากรณ์ SFG ของ Halliday ที่กล่าวมาในบทที่แล้ว (ed), Encyclopedia of Language and Linguistics, 2nd
สามารถจัดอยู่ระหว่างพวกที่เน้นหน้าที่แบบปานกลางกับพวก Edition. Oxford: Elsevier.
ที่เน้นหน้าที่สุดโต่ง เพราะให้ความสำคัญกับปริจเฉทแต่ก็ไม่ (http://home.hum.uva.nl/fg/working_papers/FDG.p
ได้ปฏิเสธการอฺธิบายในระดับโครงสร้างประโยคหรือปฏิเสธ df)
ความคิดเรื่องโครงสร้างภาษาของ Sassure เพียงแต่ SFG มี
วิธีการศึกษาจากบนลงล่างคือมองจากปริจเฉทลงมาจนระดับ • Sampson, G. (1980). Schools of linguistics : competi-
ล่างไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเทียบกับ FG และ RRG ไวยากรณ์สอง tion and evolution. London: Hutchinson [Prague
อันหลังจะอธิบายไวยากรณ์ในระดับประโยคมากกว่า School 103-129]

• Van Valin, Robert D., JR. "Functional Linguistics."
The Handbook of Linguistics. Aronoff, Mark and
Janie Rees-Miller (eds). Blackwell Publishing, 2002.
Blackwell Reference Online. 30 November 2007

อ้างอิง

117

CHAPTER 8

ไวยากรณ์
ระบบ-หน้าที่

language as a resource

Systemic Functional Grammar แต่ที่ Cambridge ภาควิชาภาษาจีนมีแต่การศึกษาวรรณคดี
เก่า Halliday ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกกับ Hallem ซึ่งแนะ
Michael Alexander Kirkwood Halliday (ค.ศ.1925- ให้เขาศึกษาข้อมูลหนังสือสอนภาษามองโกลที่ถูกเขียนเป็น
ปัจจุบัน) ศึกษามาทางด้านภาษาจีนและภาษาศาสตร์ภาษาจีน ภาษาจีน เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้กับภาษาจีนปัจจุบัน (modern
จาก University of London, Peking University, Lingnan Chinese) แบบที่ Halliday สนใจมากที่สุด เดิม Halliday
University, และ Cambridge University Halliday เริ่มต้น ตั้งใจจะขอให้ Firth เป็นที่ปรึกษาร่วม แต่ Hallem มาเสีย
การศึกษาด้านวรรณคดีแต่เขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการอธิบาย ชีวิตก่อน เขาจึงต้องเดินทางไปหา Firth ที่ลอนดอนเพื่อขอให้
ภาษาแบบที่นักวรรณคดีมอง เขาได้ร่วมโปรแกรมใน SOAS เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่ง Firth ก็ยินดีรับ Halliday จึงเดิน
โดยเลือกศึกษาภาษาจีน เมื่อเข้าสู่ช่วงสงครามโลก SOAS ทางไปมาระหว่าง Cambrdige กับ SOAS เป็นประจำใน
ต้องการเพิ่มบุคลากร Halliday จึงถูกเรียกตัวมาช่วยสอน ระหว่างทำปริญญาเอก
ภาษาจีน เมื่อออกจากราชการทหาร เขาตัดสินใจไปศึกษาต่อ
ที่ประเทศจีนและสอนภาษาอังกฤษที่นั่น Halliday เริ่มรู้จัก Halliday เริ่มต้นสอนที่ University of London ในปี
ภาษาศาสตร์ (ภาษาศาสตร์เชิงประวัติและเปรียบเทียบ ค.ศ.1965 พอปีค.ศ. 1976 ย้ายไปที่ University of Sydney ที่
สัทศาสตร์ สัทวิทยา วิทยาภาษาถิ่น ภาษาศาสตร์สังคม) จาก ออสเตรเลียจนถึงปัจจุบัน เนื่องจาก Halliday เป็นลูกศิษย์
นักภาษาศาสตร์ชาวจีนที่ Peking University และ Lingnan ของ Firth จึงมีความคิดแนวเดียวกันว่า นักภาษาศาสตร์ต้อง
University ซึ่งก็ได้รับการศึกษามาจากทางยุโรปและมีพื้น สนใจกับความหมายในทุกระดับของภาษา และต้องศึกษา
ความรู้ภาษาศาสตร์(โดยเฉพาะทางด้านสัทวิทยา)แต่เดิมของ ภาษาในบริบทสถานการณ์ แต่ Halliday มุ่งความสนใจไปที่
จีนที่มีมานานตั้งแต่ช่วงค.ศ.100 ในระหว่างอยู่ที่จีน Halliday ระบบไวยากรณ์มากกว่าเพราะนี่คือสิ่งที่เขาสงสัยอยากรู้มา
ได้ทุนจากรัฐบาลอังกฤษ เขาจึงศึกษาและเก็บข้อมูลจาก ตั้งแต่เรียนภาษาจีน ในขณะที่ Firth ไม่ได้สนใจกับระบบ
ประเทศจีนเพื่อกลับไปทำปริญญาเอกที่อังกฤษ เดิมตั้งใจจะ ไวยากรณ์มากนักเพราะมองในเรื่องของสัทวิทยาและความ
กลับไปสอนภาษาจีนที่ SOAS และศึกษาภาษาศาสตร์กับ หมายและตัวบทเป็นหลัก
Firth แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองที่เขาไปอยู่ที่ประเทศจีนมา
นาน ทำให้เขาไม่ได้งานที่ SOAS เขาจึงเลือกไปศึกษาต่อที่ Halliday มองว่าคำถามที่ว่า ภาษาคืออะไร นั้นกว้างเกิน
Cambridge ซึ่งปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองมากกว่า ไป ไม่มีทางที่จะตอบให้ครอบคลุมได้ สำหรับเขามองว่า
ทฤษฎีเป็นวิถีของการกระทำ (means of action) ดังนั้น เรา
ต้องรู้ก่อนว่า เราต้องการศึกษา (take action) อะไรในเรื่องที่

119

เกี่ยวข้องกับภาษาเพื่อที่จะได้รู้ว่า อะไรที่เกี่ยวข้องและน่า source) มากกว่ามองเป็นกฎ (rule) เป็นแหล่งข้อมูลที่ทำให้
เราสามารถเลือกใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายแบบที่ต้องการได้
ศึกษา เช่น สนใจในธรรมชาติและหน้าที่ของภาษา ลักษณะ เช่น ในหน้าที่เพื่อปฏิสัมพันธ์ (interpersonal) ก็มี system
รูปแบบที่ปรากฏ (formal properties) บทบาทภาษาใน MOOD ที่ให้เราเลือกได้ว่าจะเลือกใช้ประโยคแบบไหน เช่น
ชักชวน ขอร้อง สั่ง แนะนำ ยืนยัน เป็นต้น
สังคม ความสัมพันธ์กับวัฒนธรรม ฯลฯ
Halliday เปรียบเทียบ ความสนใจ 2 แบบที่มีในทาง
ทฤษฎีเป็นเรื่องของการอธิบายปรากฏการณ์ที่พบ (phe- ภาษาศาสตร์ แบบภายใน (intrinsic) กับแบบภายนอก (ex-
nomenon) เหมือนที่ทฤษฎีของ Democritus และทฤษฎีของ trinsic) แบบภายในต้องการศึกษาธรรมชาติของภาษาใน
Bohr ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้อธิบายเรื่องของอะตอม ใน Matthies- ลักษณะที่มองเฉพาะภายในตัวภาษาหรือมองภาษาเป็น
sen & Halliday (1997) พูดถึงไวยากรณ์ (grammar) ว่าเป็น เอกเทศของมัน (autonomous) โดยไวยากรณ์ (grammar) มี
ส่วนหนึ่งของภาษาและเป็นปรากฏการณ์ (phenomenon) ลักษณะเป็นเซ็ทของกฎที่ใช้อธิบายโครงสร้างประโยคต่างๆ
ไวยากรณ์เป็นระบบของการเรียงร้อยคำ (system of word- แบบภายนอกต้องการศึกษาและอธิบายความเกี่ยวข้องของ
ings) และทฤษฎีที่ใช้อธิบายไวยากรณ์ (grammar) คือ gram- ภาษากับลักษณะบางประการในโครงสร้างสังคม (features of
matic แต่คำว่า grammar มักถูกใช้ทั้งในสองความหมายคือ social structure through language) มองภาษาในลักษณะ
เป็นปรากฏการณ์และเป็นทฤษฎี อย่างไวยากรณ์ดั้งเดิม (tra- เป็นเครื่องมือบางอย่าง โดยไวยากรณ์เป็นเหมือนแหล่งข้อมูล
ditional grammar) ถือว่าเป็นทฤษฎีเพราะเป็นการพยายาม (resource) ที่ทำให้สื่อความหมาย (meaning) ด้วยวิธีการผูก
คำต่างๆเข้าด้วยกัน Halliday สนใจภาษาในแบบหลังนี้
อธิบายระบบภาษาด้วยกรอบความคิดแบบที่มองเป็นกฎการ และบอกว่านักภาษาศาสตร์ที่ละเลยเรื่องของสังคมและ
วัฒนธรรมจะพลาดโอกาสศึกษาวิจัยงานสำคัญๆ อีกมากมาย
ใช้ภาษา แต่ที่ไม่เหมาะเพราะอิงกับระบบภาษากรีกและลาติ และสิ่งที่เรียกว่ารูปที่ถูกต้อง (well-formedness) นั้น ในทาง
นมากไป Halliday ต้องการสิ่งที่เป็น systemic-functional ภาษาศาสตร์แบบเอกเทศ (autonomous) ก็ใช่ว่าจะกำหนด
grammatics หรือ systemic-functional theory ที่ใช้อธิบาย ได้ง่าย ในขณะที่พวกที่สอง สามารถมองรูปที่ถูกต้อง (well-
ภาษาอื่นอย่างจีน ญี่ปุ่น อังกฤษ ไทย ได้ด้วย (ทฤษฎีไวยากรณ์ formedness) ว่าเป็นทางเลือกต่างๆ ที่เป็นไปได้ภายใต้เซ็ท
ระบบ-หน้าที่เริ่มต้นขึ้นมาก็เพื่อใช้อธิบายไวยากรณ์ภาษาจีน)

ทฤษฎีนี้ใช้แนวคิดอีกแบบที่มองภาษาเป็นเหมือนแหล่งข้อมูล
ที่สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างความหมายต่างๆ (เป็นแนวคิด
แบบ rhetoric และ ethnography ที่ศึกษาตัวบท (text) เป็น
หลัก) ทฤษฎีนี้จึงมองไวยากรณ์เป็นเหมือนแหล่งข้อมูล (re-

120

ตัวเลือกที่ถูกกำหนดด้วยสมมติฐานบางประการเกี่ยวกับภาษา ภาษามีลักษณะที่เป็นอุดมคตินามธรรมมาก เรื่องของการพูด
ผิดต่างๆ false start, clearing the throat, iron out, etc. จะ
และพฤติกรรมการใช้ ถูกมองว่าเป็นข้อมูลที่ผิดเพี้ยนปนเปื้อนใช้ไม่ได้ (contami-
nated) ในกระบวนการสร้างจาก langue มาเป็น parole และ
ในช่วงทศวรรษ 1960 ที่มีโต้เถียงกันเกี่ยวกับเรื่อง ไม่ใช่เรื่องที่ควรสนใจ แต่ Halliday มองว่าพวกนี้มีความ
ไวยากรณ์โครงสร้างและไวยากรณ์เพิ่มพูน Halliday ได้นำ หมาย จึงไม่สนใจแยก langue กับ parole ซึ่งก็เหมือนกับที่
เสนอความต่างของไวยากรณ์แบบเน้นกลุ่ม (paradigmatic) Firth ทำมา
กับเน้นโครงสร้าง (syntagmatic) ในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยที่
ให้แบบเน้นกลุ่ม (paradigmatic) หรือไวยากรณ์แบบตัวเลือก ไวยากรณ์ของ Halliday ไม่ใช่ไวยากรณ์แบบโครงสร้าง
(choice grammar) เป็นเรื่องของไวยากรณ์หน้าที่ (func- ที่เน้นความสัมพันธ์แนวนอน (syntagmatic) แต่เป็น
tional grammar) ที่มองภาษาเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ที่มี ไวยากรณ์แบบเน้นกลุ่ม (paradigmatic) มากกว่า คือเป็น
โครงสร้างแต่ละแบบแทนความสัมพันธ์ต่างๆ นั้น (network เรื่องของทางเลือก ตัวเลือกและ operations ในแต่ละระดับ
of relations with structures' that realize these relation- (rank) ในบทนำ เขาให้ภาพรวมว่าไวยากรณ์มีไว้เพื่อ
ships) และให้ยึดเอาความหมายเป็นพื้นฐาน ในขณะที่แบบ ตีความตัวบท (text) ในบริบทวัฒนธรรม และการตีความ (in-
เน้นโครงสร้าง (syntagmatic) หรือไวยากรณ์แบบผูกต่อ terpretation) ของตัวบทของระบบและของหน่วยต่างๆใน
(chain grammar) เป็นเรื่องของไวยากรณ์รูปนัย (formal ภาษาอาศัยความเข้าใจว่าภาษาถูกใช้อย่างไร และเสนอว่า
grammar) ซึ่งมีพื้นฐานมาจากตรรกวิทยาและปรัชญาที่มอง การศึกษาเรื่องปริจเฉทนั้นไม่สามารถแยกจากการศึกษา
ไวยากรณ์ ได้ ในขณะที่ภาษาศาสตร์กระแสหลักสนใจเรื่อง
ภาษาเป็นเรื่องของโครงสร้างที่ผูกกันด้วยความความสัมพันธ์ ของวากยสัมพันธ์เป็นหลัก Halliday ไม่เห็นด้วยกับการศึกษา
ไวยากรณ์แล้วจบในตัวเอง และการวิเคราะห์ปริจเฉท (dis-
บางประการและยึดเอาไวยากรณ์ว่าเป็นพื้นฐานของภาษา course analysis) โดยไม่มีพื้นฐานทฤษฎีหรือไวยากรณ์
รองรับไม่ถือเป็นการวิเคราะห์ที่แท้จริง เป็นแค่การให้ความ
Halliday บอกว่าไวยากรณ์ของ Chomsky เป็น คิดเห็นบางส่วนเกี่ยวกับตัวบทนั้นๆ
ไวยากรณ์รูปนัยแบบโครงสร้าง (syntagmatic formal gram-
mar) Chomsky เรียกตัวเองว่าเป็นไวยากรณ์เพิ่มพูน (gen- คำว่าความหมาย (meaning) ในความหมายของ Halli-
erative) เพื่อทำให้แตกต่างจากพวกไวยากรณ์โครงสร้าง day นิยามโดยเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมมากกว่าที่จะเป็นเรื่อง
แท้จริงแล้ว ที่เรียกว่าการปฏิวัติของ Chomsky เป็นเพียงการ
เปลี่ยนแนวทางจากจุดยืนแบบมนุษยวิทยา (anthropologi- 121
cal) เป็นแบบปรัชญา (philosophical) ซึ่งทำให้การอธิบาย

ทางจิต (mind) เหมือนอย่างที่ Chomsky ใช้ คือ เป็นเรื่อง (expression) ต่อมาเมื่ออายุ 2 ปี เปลี่ยนเป็นระบบสามระดับ
เกี่ยวกับสิ่งที่ผู้พูดสามารถทำและสามารถสื่อได้ (can do and คือมีไวยากรณ์เพิ่ม ความหมายอยู่ที่คำซึ่งรวมกันตามหลัก
can mean) ไม่ใช่เกี่ยวกับเฉพาะสิ่งที่รู้ (know) ไวยากรณ์เป็นถ้อยคำ ทำให้สามารถโต้ตอบแลกเปลี่ยน
ความหมายกับคนอื่นๆ ได้ซับซ้อนมากขึ้น และตอนหลังก็จะ
Halliday เห็นเหมือนกับ Firth ที่ว่าภาษาเป็นเรื่องของ เรียนรู้การใช้อุปลักษณ์
พฤติกรรมในสังคม เป็นวิธีการที่มนุษย์ใช้ลื่อสารและสืบทอด
ทางวัฒนธรรม และควรเป็นสิ่งที่ภาษาศาสตร์ปัจจุบันต้องให้ Halliday บอกว่าพัฒนาการรับภาษาของเด็ก อาจแสดง
ความสนใจศึกษา บริบททางวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดว่าเรา ให้เห็นธรรมชาติของภาษาที่พัฒนาในมนุษย์ โดยช่วงแรก
มีทางเลือกอะไรได้บ้าง (range of possibilities) ส่วนบริบท เป็นช่วงที่ไม่มีไวยากรณ์ (grammar) ความหมายถูกใส่ไป
สถานการณ์จะเป็นตัวกำหนดว่าแล้วควรจะเลือกอะไร (choice ในถ้อยคำ ในช่วงนี้มีจะมีจำนวนความหมายที่ต้องการใช้
ที่ถูกเลือก) ความสนใจของ Firth อยู่ที่เรื่องของการเลือกใช้ที่ น้อยซึ่ง ในช่วงต่อมาความเกี่ยวข้องระหว่างความหมายและ
เกิดขึ้นในบริบทสถานการณ์ ซึ่งก็ไม่ได้มีลักษณะที่เป็นไปแบบ เสียงจึงเริ่มเป็นแบบไม่มีกฎเกณฑ์ (arbitrary) มากขึ้น แต่ใน
สุ่ม แต่มีแบบแผนพฤติกรรมที่มักกระทำอยู่ กระบวนการเชื่อมโยงการเรียงร้อยคำกับความหมายจะไม่ได้
เป็นแบบไม่มีหลักเกณฑ์ใดๆเลย เพราะหากเป็นเช่นนั้น เราก็
ความคิดแบบนี้ จึงจำเป็นต้องมีทฤษฎีเกี่ยวกับความ คงจะไม่สามารถเรียนรู้และใช้ภาษาได้
หมายเชิงสังคม (social meanings) หรืออรรถศาสตร์สังคม
(socio-semantics) ที่อธิบายการเลือกใช้ภาษาที่เกิดจาก นอกจากนี้ Halliday ยังมองว่าถ้าเราจะเข้าใจเรื่องของ
ปัจจัยทางโครงสร้างสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างหน้าที่ทาง ภาษาได้สมบูรณ์ เราต้องนำเอาแบบจำลอง (model) ต่างๆ ที่
สังคมของภาษา (social function of language) กับระบบ ปรากฏในการรับภาษาของเด็กมาใช้ในการอธิบายภาษาด้วย
ภาษา (linguistic system) จะเห็นได้ชัดในกรณีการรับภาษา แบบจำลองเหล่านี้ ได้แก่
ของเด็ก แรกเริ่มเรียนที่จะใช้ภาษาเพื่อหน้าที่เดียว
โครงสร้างและรูปภาษาที่ใช้สะท้อนให้เห็นถึงหน้าที่โดยตรง • instrumental model :ภาษาเป็นเครื่องมือให้ได้สิ่งที่
ได้ ต้องการ

ในตอนแรกของเด็ก จะเป็นแบบระบบสองระดับ คือ • regulatory model : เป็นวิธีการควบคุมพฤติกรรมบุคคล
ความหมายถูกใส่ (code) ไปพร้อมกับถ้อยคำที่เปล่งออกมา อื่น

122

• interactional model : เป็นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเด็ก guage is reflected in the internal organization of lan-
กับผู้อื่น guage as a system) ดังนั้น Halliday จึงให้ความสนใจ
ศึกษาภาษาโดยใช้ทฤษฎีหน้าที่ และอธิบายภาษาในลักษณะ
• personal model : ตระหนักว่าภาษาเป็นการแสดงออกถึง ที่ตอบคำถามว่า ธรรมชาติและการจัดการภายในระบบภาษา
ตัวตนและการพัฒนาตัวตน (aware of language as a form นั้นสัมพันธ์กับเรื่องหน้าที่อย่างไร
of individuality and of its role in the development of
personality) เมื่อโตขึ้น ภาษาผู้ใหญ่จะมีลักษณะซับซ้อนมากขึ้น
โครงสร้างหนึ่งอาจมีหน้าที่ได้มากกว่าหนึ่งหน้าที่ หน้าที่ทั้ง 7
• heuristic model : ใช้สำรวจสภาพแวดล้อมและโลก ก็ได้กลายมาเป็นหน้าที่ในภาษาผู้ใหญ่ ซึ่ง Halliday ได้แบ่ง
ภายนอก ไว้เป็น 3 หน้าที่ใหญ่ด้วยกัน คือ

• imaginative model : สร้างโลกส่วนตัวในจินตนาการ 1. หน้าที่ปฏิสัมพันธ์ (Interpersonal function) เป็นหน้าที่
ของภาษาในการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกใน
• representational model : วิธีการสื่อแทนถึงบางสิ่งบาง สังคม คือ สร้าง กำหนด และดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ของ
อย่าง ความคิด หรือสารเกี่ยวกับบุคคล กระบวนการ สมาชิกในสังคม
สภาพ และความสัมพันธ์ต่างๆ ในโลก
2. หน้าที่สื่อความคิด (Ideational function) เป็นหน้าที่ของ
พวกนี้เป็นแบบจำลอง (model) ที่อาจารย์ผู้สอนภาษา ภาษาที่ใช้เป็นสื่อ ถ่ายทอดประสบการณ์และความคิด
ควรจะตระหนักถึง และรู้ว่าภาษาสำหรับเด็กนั้นมีหน้าที่หลาก ระหว่างสมาชิกในสังคม
หลาย ในขณะที่เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว ภาษาจะมีหน้าที่น้อยกว่านี้
มาก ความล้มเหลวด้านการศึกษาจึงอาจมีสาเหตุมาจากจุดนี้ 3. หน้าที่ในตัวบท (textual function) เป็นหน้าที่ของภาษา
ที่ไม่ได้สอนให้เด็กเรียนรู้ภาษาตามแบบ (model) ที่ควรจะ ในการสร้างสาร (message) และจัดระบบความสัมพันธ์
เป็น ไปเน้นสอนเรื่องคำ เรื่องไวยากรณ์ โดยไม่คำนึงถึงบริบท ระหว่างประโยค หรือความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับ
การใช้ Halliday มองว่าธรรมชาติของภาษาจะรวมหน้าที่ บริบท (context)
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้โดยที่หน้าที่ทางสังคมของภาษาจะสะท้อน
ออกมาให้เห็นในการจัดระบบภายในของภาษา (it is the na- ไวยากรณ์ของ Halliday จึงเป็นพวกไวยากรณ์หน้าที่
ture of language to have all these functions built into (functional grammar) ซึ่งอธิบายถึงว่า การใช้รูปภาษา
its total capacity such that social functioning of lan-
123

ต่างๆ กันนั้นเป็นผลจากการเลือกใช้หน้าที่ต่างๆ กัน แต่ละ tive ไม่มีตัวเลือกแบบนี้ทั้งทางด้านกาลและบุรุษ ประธานที่
หน่วย (element) ในภาษาจะต้องสามารถอธิบายในเชิง ใช้ได้มีเพียง you และ 3) ถ้าดูความหมายก็จะต่างกัน indica-
หน้าที่ในระบบได้ และหน่วยในภาษาส่วนมากจะมีมากกว่า 1 tive ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เป็นการบอกเล่า ถาม ตอบ
หน้าที่
ภาพมุมมองสามมิติของระบบ (Matthiessen and Halliday 1997)
นอกจากนี้ไวยากรณ์ของ Halliday ยังเป็นไวยากรณ์
ระบบ (systemic grammar) ทั้งนี้เพราะมองว่าความหมาย ปฏิเสธ ส่วน imperative ใช้ในการสั่งเชื้อชวน ความต่างทั้ง
เป็นเรื่องการเลือก (meaning as choice) และมองภาษาเป็น 3 มุมมองนี้เป็นวิธีการมองระบบ (system) ต่างๆที่มีอยู่ใน
เครือข่ายของตัวเลือกต่างๆที่เกี่ยวพันกัน (networks of inter- ไวยากรณ์ดังแสดงด้วยรูป
locking options) โดยที่ระบบถือเป็นเซ็ทของลักษณ์ซึ่งจะ
ต้องเลือก เมื่อมีเงื่อนไขครบ สิ่งที่ผ่านการเลือกออกมาจึงจะ ในมุม 1) มองจากด้านล่าง มองจากความต่างที่
ปรากฏเป็นโครงสร้าง และแต่ละหน่วยในโครงสร้างเป็นจุด แสดงออกทางไวยากรณ์ว่าต่างอย่างไร ในมุม 2) มองโดย
ตั้งต้น (point of entry) ไปยังเครือข่ายระบบอื่น (systemic รอบภายในว่าในระบบนั้นมีตัวเลือกอะไรให้เลือกได้บ้าง โดย
network) ต่อไป เมื่อมีการเลือกในระบบหนึ่งก็จะนำไปสู่เซ็ท
ของทางเลือกในอีกระบบเป็นการเคลื่อนจากตัวใหญ่ไปตัว 124
ย่อยแบบนี้ต่อเนื่องไปทีละขั้น ๆ

การนำเสนอระบบ (system) หนึ่งๆ ขึ้นมาจะต้องแสดงให้
เห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของไวยากรณ์ในภาษา เช่น ในระบบ
MOOD มีการแยกระหว่าง indicative กับ imperative สอง
อย่างนี้ต่างกันเพราะ 1) เห็นได้ว่ามีความต่างอย่างเป็นระบบ
indicative มีประธาน แต่ imperative ละประธานได้และส่วน
ใหญ่ก็มักจะละประธาน และ 2) เมื่อดูในระบบถึงตัวเลือกที่มี
ได้ ใน indicative มีตัวเลือกเกี่ยวกับกาล (tense) (past/
present/future) ที่แสดงบน finite verb และมีตัวเลือกเกี่ยว
กับบุรุษ (person) ที่แสดงอยู่บนประธาน ในขณะที่ impera-

มองออกมาเป็นระบบตัวเลือกต่างๆ (system of choice) อย่าง they ride horses?) ส่วนในมุม 3) มองจากด้านบนคือมองว่า
เช่น ในระบบ MOOD indicative clauses สามารถเลือกเป็น ความหมายที่ได้จากการเลือกนั้นๆ ต่างกันอย่างไรหรือมีหน้าที่
'declarative' (they rode horses) หรือ 'interrogative' (did การใช้แตกต่างกันอย่างไร
they rode horses; who rode horses) ส่วน declarative
clauses สามารถเลือกเป็น 'untagged' (e.g., they rode ภาพของไวยากรณ์ระบบที่เป็นเคือข่ายทางเลือกนั้น ไม่
horses) หรือ 'tagged' (e.g., they rode horses, didn't จำเป็นต้องเป็นการเลือกแบบไล่จากซ้ายไปขวาในเส้นทาง
they), และ interrogative clauses สามารถเลือกเป็นแบบ เดียว แต่เงื่อนไขเข้าอันหนึ่งอาจเป็นกระตุ้นระบบหลายๆ
wh- (e.g., who rode horses?) หรือแบบ yes/no (e.g. did

เครือข่ายแสดงทางเลือกของระบบ MOOD (Matthiessen and ภาพแสดงระบบที่ดำเนินไปพร้อมกัน (Matthiessen and Halli-
Halliday 1997) day 1997)

ระบบพร้อมกันไปได้ ตัวอย่างเช่น ระบบ MOOD สามารถ
เลือกไปได้พร้อมๆกันกับระบบ POLARITY ซึ่งเลือกว่าเป็น
positive หรือ negative (บอกเล่าหรือปฏิเสธ)

ในมุมมองทฤษฎีวากยสัมพันธ์ทั่วไป จะมองภาษาว่าเป็น
ระบบที่เน้นรูปภาษา (system of forms) ซึ่งความหมายถูกใส่
ไว้ในรูปภาษา แต่ในมุมของไวยากรณ์หน้าที่ ภาษาถูกมองว่า

125

เป็นระบบที่เน้นความหมาย (system of meaning) ซึ่ง ระบบความหมาย (semantic system) สัมพันธ์กับระบบ
แสดงออกในรูปภาษาต่างๆ รูปภาษาที่ปรากฏเป็นเพียงวิถี ไวยากรณ์ผ่านทางเลือกต่างๆที่มีให้ (pre-selection of op-
ทางเพื่อสู่เป้าหมาย ไม่ใช่เป้าหมายโดยตรง (The forms are tions) ซึ่งไม่ได้จำเป็นที่จะต้องเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อ
a means to an end, not an end in themselves) เราไม่
ถามว่ารูปแสดง (form) พวกนี้หมายความว่าอย่างไร แต่ถาม หนึ่ง แต่เป็นความสัมพันธ์แบบหลายต่อหลายได้ ในบางกรณี
ว่า ความหมายพวกนี้จะแสดงออกมาในรูปใด เราก็สามารถโยงความสัมพันธ์จากความหมาย (semantics)
ไปที่ตัวรูปภาษา (formal items) ได้เลยไม่ต้องผ่านระบบ
Halliday ปฏิเสธการวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์หน่วย ไวยากรณ์ เช่น การใช้คำทักทาย, การซื้อขายตั๋วรถไฟ ซึ่ง
ประชิด (immediate constituent analysis) โดยให้วงเล็บ เป็นกรณีคล้ายๆกับระบบสัญญะที่ไม่ใช่ภาษา (non-
ครอบส่วนแบบ maximal bracketing ซึ่งไม่ยอมให้มีมากกว่า linguistic semiotic system)
2 หน่วยในหนึ่งวงเล็บ แต่หันมาใช้การวิเคราะห์หน่วยลดหลั่น
(ranked constituent analysis) โดยใช้ minimal bracket- ภาษาเป็นระบบที่ evolve ไม่ได้ถูก design ไว้ ไม่
ing แทน ซึ่งมองเป็นหน่วยสร้างที่มีหน้าที่ในโครงสร้างนั้น สามารถอธิบายด้วยวิธีคิดแบบมองส่วนประกอบ (composi-
ในขณะที่ถ้าทำเป็นแบบ maximal bracketing จะพูดถึง tion) แต่ควรจะมองแบบ systematic ที่ปรับเปลี่ยนได้
ลำดับที่หน่วยสร้างมารวมกัน บางอันจะเกี่ยวข้องกันมากกว่า (evolve) โดยที่เมื่อกล่าวถึงส่วนใดส่วนหนึ่งก็จะต้องอ้างอิง
อันอื่น แต่ไม่ได้พูดเรื่องหน้าที่ของแต่ละหน่วยสร้าง ใช้วิธี
บอกหน้าที่โดยใช้ชื่อ (label) ติดไปกับโหนดในโครงสร้าง ถึงระบบทั้งหมด ต้องมองเห็นภาพรวมว่าแต่ละส่วนเชื่อมโยง
ต้นไม้นั้นเอา

a language is a system for making meanings การ (Matthiessen and Halliday 2004:20)
ศึกษาความหมาย (semantics) ไม่ได้เป็นเพียงการศึกษา

ความหมายของคำต่างๆในประโยค แต่เป็นการศึกษาระบบ

ความหมายทั้งหมดที่แสดงผ่านทางไวยากรณ์และศัพท์
ความหมาย (semantics) เป็นตัวกลางระหว่างระบบทาง
สังคม (social system) ซึ่งอยู่นอกภาษา กับระบบไวยากรณ์
(grammatical system) ซึ่งอยู่ภายในภาษา

126

กันอย่างไร ตารางล่างเป็นภาพรวมที่แสดงถึงมิติหรือการจัด ตัวบทเป็นสิ่งที่ instantiated ออกมาจากระบบ คือตัวบทเป็น
ลำดับรูปแบบ (forms of order) และกลไก (principle) ที่ใช้ สิ่งที่เกิดมาได้จากระบบภาษา ในขณะเดียวกันการปรากฏของ
ในแต่ละมิติของภาษา ตัวบทก็เป็นสิ่งที่ทำให้ระบบของภาษาดำเนินต่อไป มิตินี้ จึงว่า
ด้วยกลไก instantiation
มิติด้านโครงสร้าง (structure หรือ syntagmatic order)
จะอ้างถึงหน่วยประกอบต่างๆ กลไกที่ใช้คือ ระดับ (rank) ที่ มิติด้านอภิหน้าที่ (metafunction) เป็นมิติที่ว่าด้วยหน้า
ใช้บอกถึงหน่วยในระดับต่างๆ เช่น จากอนุพากย์ กลุ่มวลี คำ ที่หลักๆ ของภาษาในการสร้างความหมายขึ้นจาก
หน่วยคำ ประสบการณ์ที่มี เรียกว่าหน้าที่สื่อความคิด (ideational me-
tafunction) ภาษาจึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนความคิด (lan-
มิติด้านระบบ (system หรือ paradigmatic order) ใน guage as reflection) นอกจากนั้น เรายังใช้ภาษาบ่งบอก
ขณะที่มิติด้านโครงสร้างบอกถึงว่าอะไรจะใช้ด้วยกันได้ มิติ (enact) ถึงความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เช่น บอกเล่า ถาม หรือสั่ง
ด้านระบบบอกถึงว่าอะไรจะใช้แทนกันได้หรือคือทางเลือกอื่นๆ เรียกว่าหน้าที่ปฏิสัมพันธ์ (interpersonal metafunction)
ที่มี กลไกที่ใช้คือการแจงละเอียด (delicacy) จากระบบหนึ่ง ภาษาจึงเป็นเหมือนการกระทำ (language as action) และเพื่อ
ไปสู่ทางเลือกที่เป็นอีกระบบที่เจาะจงมากขึ้นเป็นลำดับไป ให้หน้าที่ทั้งสองใช้งานได้ จึงมีหน้าที่ที่สามที่ว่าด้วยการเรียง
ร้อยถ้อยคำให้ต่อเนื่องเป็นตัวบท เรียกว่าหน้าที่ในตัวบท
มิติด้านลำดับชั้น (stratification) เป็นมิติที่สะท้อนให้ (textual metafunction)
เห็นว่าภาษาเป็นระบบสัญญะที่มีความซับซ้อน (complex se-
miotic system) ที่จัดลำดับเป็นชั้น (level) หรือ strata ต่างๆ การวิเคราะห์ในระดับไวยากรณ์ (lexicogrammar)
เช่น ระบบเสียง ระบบตัวเขียน ระบบไวยากรณ์ ระดับความ
หมาย มิตินี้ใช้กลไก realization เป็นกลไกอธิบายความ Halliday ถือว่า อนุพากย์ (clause) เป็นหน่วยทาง
สัมพันธ์จากระดับชั้นหนึ่งไปยังอีกระดับชั้น เช่น ระบบความ ไวยากรณ์ที่สำคัญสุด และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็น
หมายมี realization หรือแสดงออกผ่านระบบไวยากรณ์ ถึงการใช้โครงสร้างภาษาแบบต่างๆ เพื่อใช้ในหน้าที่ต่างๆ
ระบบไวยากรณ์มี realization หรือแสดงออกผ่านระบบเสียง กัน และในเรื่องของอนุพากย์นี้ ยังพูดถึงเรื่องความแปลก
เป็นต้น เด่น (markedness) รูปที่เป็นปกติทั่วไปจะเป็นไม่แปลกเด่น
(unmarked) เมื่อเทียบกับรูปอื่นๆ Halliday พูดถึงเรื่อง
มิติด้านการแตกตัว (instantiation) เราต้องแยก
ระหว่างระบบ (system) ของภาษากับตัวบท (text) ของภาษา 127

good reason principle ว่าปกติเราจะเลือกใช้รูปที่เป็นปกติ • a message (meaning as relevance to the context)
(unmarked) ยกเว้นว่าเราจะมีเหตุผลอื่นที่ทำให้เราเลือกใช้
รูปที่แปลกเด่น (marked) แทน 1. หน้าที่ปฏิสัมพันธ์ (Interpersonal) เป็นอภิหน้าที่
(metafunction) ที่สนใจเรื่องรูปแบบการปฏิสัมพันธ์และการ
ข้อดีของทฤษฎีของ Halliday ที่ยกมา คือ เรื่องของ ใช้ภาษาเพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ประธาน (subject) โดยทั่วไปประธาน (subject) จะพูดถึงใน ความสัมพันธ์ทางสังคม ลักษณะและความรู้สึกส่วนบุคคล
3 ความหมาย คือ ความสนใจในสาร (the concern of mes- รวมไปถึงวัจนกรรม เป็นหน้าที่ที่แสดงออกถึงส่วนที่เป็นทั้ง
sage) ผู้กระทำในเหตุการณ์ (the doer of action) สิ่งที่ ภายในและภายนอกของบุคคล ผู้พูดแสดงความคิดเห็นหรือ
สัมพันธ์กับภาคแสดง (that of which something is predi- ทัศนคติของตนต่อผู้อื่น หน้าที่ส่วนนี้จึงเป็นหลายแบบ เช่น
cated) Halliday มองว่าเป็นเพราะเราต้องการพูดถึงหน้าที่ 3 ถามตอบ ขอร้อง อนุญาต สงสัย แสดงความไว้ใจ ทักทาย
อย่างที่ต่างกัน คือ ใจความหลัก (theme), ผู้กระทำ (actor), เป็นต้น ระบบไวยากรณ์ที่เรียกว่า MOOD ที่กล่าวมาแล้วก็
และประธาน (subject) ตามลำดับ ทั้ง 3 อย่างนี้ มาจากการ เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ในหน้าที่นี้
วิเคราะห์อภิหน้าที่ (metafunction) 3 อย่าง [Halliday เลือก
ใช้คำ metafunction แทนคำว่า function เพราะคำหลังนี้มัก 2. หน้าที่สื่อความคิด (Ideational) เป็นส่วนที่มีความ
ใช้กันทั่วไปในการบอกหน้าที่ลักษณะว่าใช้รูปภาษานั้นๆ เพื่อ หมายมากและซับซ้อนที่สุด เป็นหน้าที่ส่วนที่แสดงออกถึง
มุ่งหมายอะไรไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิธีการวิเคราะห์ภาษาแบบที่ ประสบการณ์ต่างๆ (experience) ทั้งภายนอกและภายในที่
เขาต้องการใช้ในทฤษฎี (Halliday and Matthiessen 2004: เรารับรู้ ในช่วงแรก Halliday แยกหน้าที่สื่อความคิดออก
30)] คือ หน้าที่ปฏิสัมพันธ์ (interpersonal) หน้าที่สื่อความ เป็น 2 metafunction คือ ประสบการณ์ (experiential) กับ
คิด (ideational) หน้าที่ในตัวบท (textual) ทั้งสาม ตรรกะ (logical) จึงเห็นว่า ในส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับความ
โครงสร้างนี้ทับซ้อนอยู่ในรูปภาษาเดียวกัน พูดอีกนัยหนึ่ง สัมพันธ์เชิงตรรกะ (logical relation) ในภาษา ในส่วนของ
คืออนุพากย์เป็นรูปปรากฏพร้อมกันของความหมายสาม หน้าที่ประสบการณ์ครอบคลุมเรื่องการตีความและรูปภาษา
อย่าง: แสดงกระบวนการประเภทต่างๆ (interpretation and expres-
sion in language of different types of process) ในส่วน
• an exchange (meaning as a form of action) กระบวนการ (process) ก็ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ตัว
กระบวนการเอง, ผู้ร่วมเหตุการณ์ (participant), และสิ่ง
• a representation (meaning in the sense of content)
128

แวดล้อม (circumstance) การตีความออกมาเป็น 3 แบบนี้ balloon. ซึ่งอนุพากย์ นี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ mental (ดูได้จาก
มาจากการแยกกลุ่มคำ เป็น คำกริยา คำนาม และอื่นๆ ความคิดที่ project นั้นไม่สามารถเป็นประธานในอนุพากย์ได้

ระบบไวยากรณ์ระดับอนุพากย์ที่ใช้แสดงโครงสร้าง ภาพแสดงส่วนที่เป็น mental ของระบบ PROCESS (Matthiessen and Halliday
1997)
ภายในอนุพากย์ตามหน้าที่ทางความคิดลักษณะต่างๆ นี้ที่
สำคัญที่สุด คือ TRANSITIVITY ซึ่งไม่ได้หมายถึงความ *That the moon was a balloon was thought by him)
เป็นอกรรม-สกรรม (transitive – intransitive) แต่หมายถึง [ภาพข้างล่างตัดมาเฉพาะส่วนของ mental ในระบบ PROC-
ESS]
เซ็ทของอนุพากย์ทุกประเภทที่แสดงให้เห็นทางเลือกต่างๆ
ของ transitivity นี้ (set of clause types embodying a full ในส่วน participant ซึ่งเป็นเรื่องว่า participant มีผลต่อ
range of possible transitivity distinction) ซึ่งมีตัวแปร กันอย่างไรใน process นั้น เช่น ในส่วน process material ที่
สองตัวในระบบ TRANSITIVITY นี้ คือ ประเภทของ บอกว่าใครทำอะไรในเหตุการณ์ จะมี participant เป็น Actor
กระบวนการ (process) กับผู้ร่วมเหตุการณ์ (participant) ที่ ทำอะไรในรูปแบบประโยค transitive/intransitive ตามปกติ
เกี่ยวข้องในกระบวนการ (process) แต่ก็จะมีทางเลือกอีกแบบที่เป็น ergative กล่าวคือใน proc-
ess material นี้มีทางเลือกระหว่าง effective กับ middle เช่น
ในภาษาอังกฤษ ระบบ PROCESS มี 4 อย่างคือ mate- ใน material process effective แสดง doing คือมี
rial, mental, verbal และ relational (ในงานเก่าๆ จะมี 6 [Agent:]the wind [Process:] opened [Medium:] the
อย่าง คือ เพิ่ม behavioral กับ existential) ซึ่งสามารถ

อธิบายจากมุมมองสามด้านแบบที่กล่าวมาได้ ตัวอย่างเช่น
ใน process mental เมื่อมองจากด้านบนคือมีความหมาย
อะไรบ้าง ก็จะมี perception, cognition, intention, และ
emotion เมื่อมองจากด้านล่างคือดูว่าระบบไวยากรณ์ที่
แสดงออกเป็นอย่างไร จะมี Process + Senser + Phenome-
non โดย Senser จะปรากฏเสมอ และเมื่อมองโดยรอบ
ภายในก็พบว่ามีตัวเลือกต่อไปยังระบบอื่นอีกคือ PROJEC-
TION หมายความว่า mental clause สามารถ project ความ
คิดเป็นอนุพากย์หนึ่งได้ เช่น He thought the moon was a

129

ภาพแสดงส่วน participant ที่เกี่ยวข้องกับระบบ PROCESS (Mat- liday ก็อธิบายไวยากรณ์ที่ระดับเหล่านี้ในลักษณะเดียวกัน คือ
thiessen and Halliday 1997) ดูหน้าที่เป็นหลัก

door ส่วน middle แสดง happening คือมี [Medium:] the ใน clause complex : ส่วนของ logical component มี
door [Process:] opened โดยไม่ต้องพูดถึง Agent หลายระบบ เช่น

ในส่วนอภิหน้าที่ (metafunction) ที่เป็นตรรกะ (logical) INTERDEPENDENCY: มี parataxis เชื่อมโยงอนุพากย์ที่
ที่เรียกว่า COMPLEXING ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางตรรกะ มีสถานะเท่ากัน และ hypotaxis เชื่อมโยงอนุพากย์ที่มี
อย่างเช่น ‘และ’ ‘หรือ’ ‘เพราะ’ ‘ถ้า’ ที่มีอยู่ในทุกภาษาเพื่อ สถานะไม่เท่ากัน
เชื่อมโยงส่วนต่างๆ ในปริจเฉทเข้าด้วยกัน ซึ่งระบบนี้
แสดงออก (realized) ในลักษณะเกิดซ้ำๆ ในระดับต่างๆ LOGICAL-SEMANTIC: มีสองประเภทคือ expansion และ
ระบบ COMPLEXING นี้ถ้าเกิดในระดับอนุพากย์เป็นอนุ projection
พากย์ซับซ้อน (clause complexes) ถ้าเกิดในระดับอื่นก็จะได้
อย่าง group complexes, word complexes ก็ได้ แต่ละ expansion คือขยายความทำให้อนุพากย์ข้างหลังสัมพันธ์กับ
หน่วยใน complex เรียกว่า nexus อนุพากย์ข้างหน้า ซึ่งมีทางเลือกสามทางคือ elaborating
อธิบายความซ้ำด้วยการพูดซ้ำหรือพูดใหม่ (rephrase)
หน่วยประกอบที่ต่ำกว่าอนุพากย์ คือ group หรือ word (John didn’t wait; he ran away.) extending เติมความ
complex และเหนือกว่าอนุพากย์ คือ clause complex Hal- เพิ่มด้วยการใช้คำอย่าง and, or, but, instead (John ran
away and Fred stayed behind.) enhancing ให้ความเพิ่ม
เติมในลักษณะบอกเหตุ ผล เงื่อนไข เวลา (John was
scared, so he ran way.)

projection คือทำให้อนุพากย์ข้างหน้า instate อนุพากย์ข้าง
หลังเป็นคำพูดที่อ้างถึง (locution) หรือความคิดที่อ้างถึง
(idea) เช่น John said, “I’m running away” ซึ่งก็เป็นได้ทั้ง
ประโยคแบบ direct และ indirect speech

130

(ในระดับที่เหนือจาก clause complex Halliday พูดถึง ภาษาอังกฤษ ใจความหลัก (theme) เป็นส่วนที่ปรากฏตอน
การเชื่อมโยงความ (cohesion) ว่าเป็นความสัมพันธ์ใน ต้นของประโยค เช่น [Theme:](marked) In 1791 [Rheme:]
ข้อความที่ยึดหน่วยต่างๆ เข้าด้วยกัน นับจาก คำๆ เดียวจนถึง John Macarthur arrived in Sydney
ข้อความยาวๆ การเชื่อมโยงความที่พูดถึง ได้แก่ conjunc- [Theme:](unmarked) John Macarthur [Rheme:] ar-
tion, reference, ellipsis, substitution, และ lexical cohe- rived in Sydney in 1791. THEME กับ INFORMATION
sion (รวมถึง repetition) ซึ่งเป็นเรื่องของหน้าที่ในตัวบท) FOCUS ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน ในประโยคปกติ (un-
marked) ข้อมูลใหม่จะตรงกับส่วนท้ายของใจความรอง เช่น
3. หน้าที่ในตัวบท (textual) เป็นอภิหน้าที่ (metafunc- ในความที่ต่อเนื่องจาก where did John Macarthur go in
tion) เกี่ยวข้องกับตัวบทหรือข้อความในบริบทสถานการณ์ 1791?
(texture in real contexts of situation) หน้าที่ด้านตัวบท
แบ่งย่อยอีก เช่น เป็น INFORMATION FOCUS ในหน่วย In 1791, John Macarthur arrived in Sydney
ทางข้อมูล (information unit) มองเป็นโครงสร้างที่ประกอบ
ด้วย 2 หน้าที่ คือ ข้อมูลเก่า (given) กับข้อมูลใหม่ (new) THEME [In 1791], RHEME [John Macarthur arrived in
ข้อมูลใหม่คือ ส่วนที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในข้อความที่ผ่านมา Sydney]
ข้อมูลเก่าคือ ส่วนอื่นที่ไม่ใช่ข้อมูลใหม่ โดยปกติหน่วยทาง
ข้อมูล จะมีทั้งข้อมูลเก่าและข้อมูลใหม่ แต่บางกรณี เช่น เมื่อ GIVEN [In 1791, John Macarthur arrived] NEW [in
เริ่มต้นปริจเฉทจะไม่มีข้อมูลเก่า ดังนั้น ข้อมูลใหม่เป็นตัว Sydney]
บังคับที่จะมี (obligatory) ส่วนข้อมูลเก่าอาจไม่มีก็ได้ (op-
tional) Halliday ยกตัวอย่างของทำนองเสียง (intonation) ในขณะที่ข้อมูลเก่าข้อมูลใหม่ (given-new) ใช้กำหนด
ในภาษาอังกฤษว่าบอกถึง tonal group ที่ชี้ถึงสถานะข้อมูลว่า โครงสร้างของการจัดเรียงตัวของข้อความ (organization of
เป็นข้อมูลเก่าหรือใหม่ได้ texts) เป็นหน่วยทางปริจเฉท ใจความหลัก-ใจความรอง
(theme-rheme) เป็นเรื่องในระดับอนุพากย์ แนวคิดเรื่อง
อีกมิติหนึ่งของเรื่องหน้าที่ด้านตัวบท คือ ระบบ THEME ใจความหลัก-ใจความรองนี้ พวกสำนัก Prague school ก็เห็น
ที่แยกใจความหลัก (theme) – ใจความรอง (rheme) เป็น ว่าลำดับของหน่วยต่างๆ ในอนุพากย์เป็นการเรียงตามสาระ
เรื่องเกี่ยวกับการมองสถานะของหน่วยภาษาภายในข้อความ ใจความ (thematic) มากกว่าจะเป็นการเรียงแบบผู้กระทำ-
(status of elements as components of a message) ใน การกระทำ-จุดมุ่งหมาย (actor-action-goal) และเนื่องจาก
ใจความหลักคือส่วนที่มาก่อนใจความรอง ในกรณีปกติ (un-

131

marked) ใจความหลักก็จะตรงกับข้อมูลเก่า และเป็นประธาน โดยสรุป หน้าที่ปฏิสัมพันธ์เป็นเรื่องของโลกทางสังคม
(subject) ของอนุพากย์ด้วย (social world) หน้าที่สื่อความคิดเป็นเรื่องของโลกทาง
ธรรมชาติ (natural world) ส่วนหน้าที่ในตัวบทเป็นเรื่อง
โครงสร้างข้อมูล (informational structure) มีลักษณะ ภายในของภาษา เป็นการแสดงออก (presentation) ของ
เป็นการมองจากผู้ฟัง (listener oriented) ในขณะที่
โครงสร้างใจความ (thematic structure) มีลักษณะเป็นการ หน้าที่ทางความคิดและปฏิสัมพันธ์ในรูปภาษา หน้าที่ทั้งสาม
มองจากผู้พูด (speaker oriented) คือ เมื่อพูดถึงข้อมูลเก่า- นี้มองแบบ systematic จะได้ดังรูปข้างล่าง
ข้อมูลใหม่เป็นมุมมองของผู้ฟังว่า ข้อมูลของส่วนไหนที่ใหม่
หรือเก่าสำหรับผู้ฟัง ส่วนใจความหลัก-ใจความรองเป็นมุม
ของผู้พูดว่าจะเลือกอะไรมาเป็นใจความหลักของอนุพากย์นั้น

ภาพแสดงอภิหน้าที่สามด้านในระบบเกี่ยวข้องกับอนุพากย์ (Mat- 132
thiessen and Halliday 1997)

นอกจากมิติด้านอภิหน้าที่แบบที่เป็นทางเลือกในระบบที่

นำไปสู่ระบบย่อยไปเรื่อยๆ แล้ว ยังมีมิติด้านโครงสร้างซึ่ง
มองภาษาในฐานะที่เป็นหน่วยประกอบ (constituent) เป็น
องค์ย่อยองค์รวม (part-whole) ด้วย ซึ่งเป็นมิติด้าน
โครงสร้าง (structure) ที่กล่าวมาข้างต้น ภาษาจึงมีทั้งสิ่งที่

เป็นระบบ และสิ่งที่เป็นโครงสร้าง โครงสร้างมีลักษณะเป็น
ลำดับชั้นจาก clause เป็น group เป็น word เป็น morpheme
ดังรูปแสดงโครงสร้างลำดับชั้นของหน่วยประกอบ (ranked
constituency structure) ของประโยค new born calves
are easy prey ที่แสดงให้เห็นหน่วยทางไวยากรณ์ (gram-
matical unit) ในระดับต่างๆ

หน่วยประกอบบางครั้งก็สามารถเลื่อนลำดับ (rankshift) ภาพแสดงหน่วยประกอบตามลำดับขั้น (Matthiessen and Halli-
เป็นเป็นส่วนของระดับที่ต่ำกว่าได้ เช่น อนุพากย์ใน day 1997)
เครื่องหมาย [[ ]] ในตัวอย่างประโยคนี้มีฐานะเป็น group
ด้วย และอนุพากย์ที่เป็นหน่วยเลื่อนลำดับนี้ถ้าดูจริงๆ ก็จะเห็น ภาพแสดงลำดับการแต่งเติมจากระบบใหญ่สู่ระบบย่อย (Matthi-
ว่าโดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากอนุพากย์ปกติด้วย essen and Halliday 1997)
เช่น ไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธได้ ซึ่งทฤษฎีก็ควรจะ
สามารถแยกความแตกต่างนี้ด้วย 133

They'd send you a bill for a percentage of [[ what they
are worth]]

นอกจากมิติอภิหน้าที่ (metafunction) ซึ่งเป็นการถอด
ความหมายมาเป็นไวยากรณ์และมิติทางโครงสร้างผ่านกลไก

ลำดับขั้น (rank) ซึ่งเป็นการอ้างถึงหน่วยทางไวยากรณ์ขนาด cacy จึงเป็นเรื่องของการจัดลำดับระบบจากกว้างไปสู่ระบบที่
ต่างๆ ยังมีมิติของระบบ (system) การมีลำดับชั้นต่างๆ เจาะจงมากขึ้นเรื่อยๆ และคุณสมบัติการแสดงออกทางภาษา
(realizational properties) สามารถถ่ายทอด (inherit) จาก
ทำให้ระบบทั้งหมดเรียบง่ายและมีพลังมากขึ้น เพราะระบบจะ ระบบใหญ่สู่ระบบย่อยได้

มีการแยกเป็นระบบย่อยต่างๆ ซึ่งมีขอบเขตหน้าที่เฉพาะ การแต่งเติม (Delicacy) ยังเป็นกลไกที่ทำให้เห็นการ
กลไกที่ใช้ในมิติของระบบเรียกว่าการแต่งเติม (delicacy) ซึ่ง เชื่อมโยงระหว่างระดับคำ (lexis) กับระดับไวยากรณ์ (gram-
เป็นการจัดเรียงลำดับของระบบต่างๆ เช่น ระบบ PROCESS mar) ได้ ในทฤษฎีไวยากรณ์นี้ ทั้งสองระดับไม่ได้แยกขาด
TYPE, TYPE-OF-BEING, และ RELATION จะเรียงตาม จากกัน สามารถมองว่าคำ (lexis) เป็นไวยากรณ์ (grammar)
ลำดับเพื่อเพิ่มความละเอียดหรือ delicacy ตามลำดับ deli- ในระดับที่มีการแต่งเติม (delicate) มากสุด ในขณะเดียวกัน
ไวยากรณ์ ก็จะเป็นข้อมูลคำ (lexis) ที่ถูกแต่งเติม (delicate)
น้อยสุด รูปข้างล่างเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดง lexical delicacy
ของประโยคแบบ ascriptive relational clause (e.g. His
skin became feathers.) ในภาษาอังกฤษที่จะเห็นการอธิบาย
ประโยคลักษณะนี้โดยโยงไปถึงคำต่างๆ ที่จัดเป็นประเภทนี้

รูปแสดง lexical delicacy ของประโยคแบบ ascriptive rela- ระบบและตัวบท (system and text)

tional clause ในภาษาอังกฤษ ทฤษฎีไวยากรณ์ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่ออธิบายระบบของ
http://www.coli.uni-saarland.de/~tania/CMGD/VerenaSte ภาษา แต่ต้องเชื่อมโยงจากระบบสู่ตัวข้อมูลจริง (instance)
in.SFG.pdf หรือคืออธิบายได้ว่าจากระบบที่มีอยู่จะนำไปสู่ตัวภาษาจริง
อย่างไร ความสัมพันธ์จากระบบสู่ตัวบทนี้เป็นมิติที่เรียกว่า in-

134

stantiation แต่ระบบกับตัวบทไม่ใช่ของสองอย่างที่ต่างกัน ควรอธิบายเรื่องทำเนียบภาษา (register) ซึ่งเป็นเรื่องการแปร
แต่เป็นเพราะมองจากคนละแง่มุม เปรียบเหมือนภูมิอากาศ ของการใช้ภาษาในบริบทการใช้ที่แตกต่างกัน เช่น เป็น
(climate) กับสภาพอากาศ (weather) ที่เป็นปรากฏการณ์ ทางการ ไม่เป็นทางการ วิชาการหรือไม่วิชาการ ตลอดจน
เดียว (phenomenon) แต่เมื่อพูดเจาะจงถึงสภาพอากาศที่ใด เรื่องการแปรของภาษาที่แปรไปตาม code หรือการแปรตาม
เวลาใดก็เป็นสภาพอากาศ และใช้ภูมิอากาศถ้าเป็นการพูด ปัจจัยทางผู้พูดหรือกลุ่มสังคม
ถึงสภาพอากาศในภาพระยะยาว ภูมิอากาศเป็นเหมือน
ทฤษฎีที่สามารถใช้อธิบายสภาพอากาศได้ ตัวบทจึงเป็น in- แนวคิดพื้นฐานต่างๆ ที่ใช้ในทฤษฎีนี้ เช่น metafunc-
stantiation ของระบบซึ่งแสดงถึงความรู้ร่วมกันของผู้พูดผู้ฟัง tion, realization, instantiation, delicacy, rank เป็นกลไกที่
เป็นการพูดถึงภาษาที่เกิดขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่ง ในขณะ ใช้ในแบบจำลอง (model) ที่ใช้อธิบายภาษา ถึงแม้จะตรวจ
เดียวกันระบบก็ดำรงอยู่ได้ก็ด้วยการ instantiate มาเป็นตัว สอบแบบรูปธรรม (empirically verifiable) ไม่ได้ แต่แบบ
บทที่ทำให้ระบบนั้นดำรงอยู่ (alive) จำลองก็มีการตรวจสอบปรับแก้อยู่เสมอ สามารถบอกได้ว่า
อะไรเป็น instance ที่ปรากฏในภาษานั้นได้ และอะไรที่มีอยู่
ภาษามีลักษณะพลวัตรและเป็นระบบเปิด มีการ ในระบบภาษา และในการหาข้อสรุปร่วม (generalization)
เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพภายนอก ระบบมีลักษณะของความ ของภาษานั้นสามารถอธิบายได้ในเชิงสถิติ เช่น ในภาษา
น่าจะเป็น (probabilistic) ด้วย เวลาที่เราพูดว่าในระบบมีตัว อังกฤษ Moodtag จะประกอบด้วย Tagfinite+ Tagsubject
เลือกต่างๆ แต่ละตัวเลือกนั้นมีความน่าจะเป็นแตกต่างกัน ซึ่ง ตัวอย่างรูปแบบปกติ เช่น Mary knew, didn’t she? แต่ก็มี
สามารถประมาณค่าได้จากการปรากฏใช้ในคลังข้อมูลภาษา การใช้แบบอื่น เช่น She’ll like fairy tales, does she?
ขนาดใหญ่ ระบบบางอย่างจึงสามารถหายไปได้เมื่อไม่มีการ (แทนที่จะใช้ will/won’t she?) หมายความว่า ‘I expect she
ใช้และความน่าจะเป็นลดลงเป็นศูนย์ likes fairy tales; will you confirm my expectation?’ รูป
แบบต่างๆ นี้ยืนยันการมีอยู่จริงได้จากคลังข้อมูลภาษา ซึ่งจะ
หน้าที่ของนักไวยากรณ์ไม่ได้มีเพียงแค่มองตัวบทเป็น ช่วยให้เรายืนยันความหมายต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ อีกรูปแบบที่
หน้าต่างที่นำเราสู่ความเข้าใจในระบบของภาษา แต่ควร พบจากคลังข้อมูลคือมีการเปลี่ยนประธานได้ด้วย เช่น But
ประเมินค่า (value) ของตัวบทในตัวมันเองในฐานะที่เป็น my husband heard it too, didn’t you? คำถามคือ ตัวอย่าง
ระบบสัญญะ คือไม่ได้เพียงแค่อธิบายว่าทำไมตัวบทนี้จึงมี นี้เข้ากับระบบที่มีหรือไม่ การใช้ you นี้เป็นการซ้ำประธานหรือ
ความหมายแบบที่เป็น แต่ควรอธิบายด้วยว่าทำไมจึงมีการให้ ไม่ คำตอบขึ้นกับมุมมองที่ใช้ ถ้ามองจากข้างล่าง ก็จะไม่ใช่
ค่ากับตัวบทนั้นมากหรือน้อยกว่าตัวบทอื่น และนักไวยากรณ์
135

เพราะถ้าซ้ำ my husband ก็ควรใช้ he แต่ถ้ามองมุมบนคือ เป็นอย่างไร เราก็พิจารณาได้ว่า ตัวข้อมูลที่เห็นนั้นเข้ากับ
ความหมายที่ได้ ก็จะใช่ เพราะ you ในที่นี้ก็อ้างถึงคนเดียวกับ ระบบที่เป็นหรือไม่ นักไวยากรณ์ระบบ-หน้าที่จึงมีวิธีการมอง
my husband โดยผู้พูดอาจหันไปหาสามีตนในขณะที่พูดส่วน ข้อมูลที่หลากหลายกว่านักไวยากรณ์ดั้งเดิมที่มองจากด้านล่าง
อย่างเดียวว่าภาษามีหรือไม่มีรูปแบบอะไร
หลัง แต่จริงๆ เราก็ดูความหมายได้จากบริบทข้างเคียงของตัว
บทนั้นเอง ถ้ามองโดยรอบภายใน คือเรารู้ว่าระบบ MOOD

ภาพแสดง interstratal realization (ส่วนที่เป็นอภิหน้าที่ ระบบไวยากรณ์
ปฏิสัมพันธ์) (Matthiessen and Halliday 1997)
ไวยากรณ์ (grammar) เป็นระบบของการใช้คำ (system
of wordings) เป็นระบบที่ทำให้เราสามารถแสดง (realize)
ความหมายออกมาเป็นคำพูดได้ ระบบความหมายคือส่วน
ของอรรถศาสตร์ (semantics) จึงพูดได้ว่า semantics is real-
ized by grammar ในทำนองเดียวกัน คำพูด (wordings)
แสดงออกมาเป็นเสียงพูด จึงพูดได้ว่า grammar is realized
by phonology ทั้งสามระบบจึงรวมกันเป็นระบบภาษา (lin-
guistic system) โดยมีระบบไวยากรณ์เป็นส่วนที่อยู่ภายใน
ระบบภาษา ระบบความหมายและระบบเสียงเป็นส่วนที่
เกี่ยวข้องกับระบบที่อยู่นอกภาษาได้ รูปที่ให้แสดงความทับ
ซ้อนเป็นชั้นของทั้งสามระบบในส่วนอภิหน้าที่ปฏิสัมพันธ์
ระหว่างบุคคล ซึ่งระบบของ MOOD เป็นการแสดง

ระบบที่ใหญ่กว่าระบบภาษาคือ บริบท (context) ซึ่ง
สามารถแยกตามหน้าที่เป็นสามโดเมน คือ field, tenor และ
mode field เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นกระบวนการทาง
สังคม (social process) และโดเมนของเนื้อหาที่เกิดขึ้น

136

tenor เกี่ยวกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง บทบาทหน้าที่และความ (Matthiessen and Halliday 1997)
สัมพันธ์ทางสังคม ส่วน mode เกี่ยวกับบทบาทของภาษาที่มี
ในบริบท สื่อและช่องทางที่ใช้ field มักแสดงออกโดย (real- โดยสรุป
ized by) ideational meaning tenor แสดงออกโดย inter-
personal meaning ส่วน mode แสดงออกโดย texual ทฤษฎีไวยากรณ์ระบบ-หน้าที่ของ Halliday เป็นทฤษฎีที่
meaning ตารางข้างล่างแสดงข้อมูลของประโยค Skies will เน้นเรื่องหน้าที่และความหมายมากกว่าที่จะเน้นรูปแบบและ
be clear to partly cloudy over the rest of California ใน วากยสัมพันธ์ แนวคิดหลักของไวยากรณ์นี้ คือ การเลือก
รายงานอากาศ ระบบไวยากรณ์ (lexicogrammar) จึงไม่ใช่ ระบบในไวยากรณ์นี้เป็นเซ็ทของตัวเลือกต่าง ๆ และเงื่อนไขที่
จะเข้าระบบนั้น (entry condition) เมื่อเงื่อนไขตรง ตัวเลือก
ระบบที่เป็นเอกเทศแต่ผนวกกับระบบภาษาในบริบท หนึ่งจะถูกเลือก ในงานระยะหลัง Halliday พูดถึงทางเลือก
ต่างๆ ว่ามีความนิยมที่แตกต่างกัน สามารถดูได้จากการใช้
Functional ภาษาจริงที่พบในคลังข้อมูลภาษาขนาดใหญ่ จึงมีลักษณะ
diversification ของการนำเรื่องความน่าจะเป็นมาใช้อธิบายในทฤษฎีด้วย

StratificationField ideational Tenor Mode textual Halliday พยายามสร้างไวยากรณ์ที่คลุมข้อมูลจริงๆ
: interpersonal หลากหลายประเภท งานของ Halliday จึงเป็นการให้ชื่อ
อธิบายสิ่งต่างๆ (label thing) และแสดงว่าจะเชื่อมโยง
Context (of Dissemination throughExpert to lay audience; Informative: สัมพันธ์มันเข้าด้วยกันอย่างไร ในขณะที่ นักภาษาศาสตร์
register: อย่าง Chomsky จะปลีกจากข้อมูลที่พบเห็น และสามารถ
situation media: daily reporting & ทำการวิเคราะห์ในลักษณะที่เป็นรูปแบบจำกัดและชัดเจนได้
type) และจากการที่ Halliday ให้ความสำคัญกับตัวบทจริง และ
newspaper; Expert: impersonal, forecasting; ยอมรับว่าไม่ได้มีลักษณะที่มีลักษณะเดียวหมดหรือราบเรียบ
ปริจเฉท (discourse) จึงเป็นกระบวนการหลากมิติ (multidi-
with uncertainty; mensional process) ตัวบทหรือข้อความสามารถจะทำ
หน้าที่ในระดับสูงที่อยู่นอกเหนือจากภาษา ทำให้การ
State of environment: Written: print;
137
natural: weather Audience: general

(present & immediate public Accompanied by

future) other semiotics:

maps etc.

Semantics process configuration move of giving message of
unmarked
of being, ascription of information information
distribution, with
graded quality, future (statement), positive physical feature as
point of departure
time and temporal and place as news

วิเคราะห์เคลื่อนไปสู่สิ่งที่เป็นสัญญะที่เป็นนามธรรม (abstract เน้น การมีความหมาย ไม่เน้น ความถูกต้องทาง
semiotic) งานแบบนี้ไม่สามารถจะทำออกมาแบบเป็นขั้น ไวยากรณ์
เป็นตอนคล้ายการเขียนอัลกอริธึ่มได้ ดังนั้น การที่จะ
ทดสอบทฤษฎีนี้จึงทำได้เพียงดูว่าคำอธิบายในทฤษฎีที่มีอยู่ ผลงานของ Halliday
สามารถใช้กับข้อมูลเท่าที่เห็นหรือไม่
• 2009. The Essential Halliday by M.A.K. Halliday and
ความแตกต่างตรงนี้เป็นความแตกต่างระหว่างการ Jonathan J. Webster
วิเคราะห์แบบลึก (depth) กับแบบกว้าง (breadth) : แบบลึก
มีลักษณะที่มีรูปแบบขั้นตอนชัดเจนสำหรับงานอย่างหนึ่ง ส่วน • 2009. Halliday, M.A.K. (Edited by Jonathan J. Web-
แบบกว้างจะไม่ชัดเจนเท่าแต่ใช้ได้กับขอบเขตงานที่หลาก ster) (2009) Language and Society (Collected Works
หลายกว่า งานของ Halliday มีลักษณะเป็นแบบกว้าง ซึ่งก็
ทำให้ใช้การได้จริงสำหรับงานหลายๆอย่างที่เกี่ยวกับภาษา of MAK Halliday, vol. 10). London: Continuum.
และวัฒนธรรม การวิเคราะห์ปริจเฉท บทสนทนา การศึกษา
การแปรตามสังคมและหน้าที่ การวิเคราะห์วัจนลีลา (stylistic • 2009. Halliday, M.A.K. (Edited by Jonathan J. Web-
analysis) การประยุกต์กับการศึกษา (educational applica- ster) (2009) Language and Education (Collected
tion)
Works of MAK Halliday, vol. 9). London: Continuum.
หากเปรียบเทียบทฤษฎีหน้าที่-ระบบของ Halliday กับ
ทฤษฎีภาษาศาสตร์อื่นๆ จะเห็นความแตกต่างกันดังนี้ • 2009. Halliday, M.A.K. (Edited by Jonathan J. Web-
ster) Studies in Chinese Language (Collected Works

of MAK Halliday, vol. 8). London: Continuum.

• 2008. Intonation in the Grammar of English: (Equi-
nox Textbooks & Surveys In Linguistics S.) by M.A.K.

Halliday and William S. Greaves

เน้น หน้าที่ ไม่เน้น รูป • 2007. Halliday, M.A.K. and Colin Yallop Lexicology:
A short introduction. London: Continuum.
เน้น ความสัมพันธ์เชิงความ (rhetoric) ไม่เน้น ความ
สัมพันธ์ตรรกะ (logic) • 2006 Language of Early Childhood: (Collected Works
Of M.A.K. Halliday) by M.A.K. Halliday and Jonathan
เน้น ตัวบท ไม่เน้น ประโยค
Webster

เน้น ความเป็นทรัพยากร ไม่เน้น ความเป็นกฎ

138

• 2006 Halliday, M.A.K. (Edited by Jonathan J. Web- • 2005. Computational and Quantitative Studies. (ed-
ster) The Language of Science (Collected Works of ited by Jonathan J. Webster. The sixth volume of a se-
MAK Halliday, vol. 5). London: Continuum. ries of the Collected Works of M.A.K. Halliday). Lon-
don/ New York: Continuum. YL
• 2006. Halliday, M.A.K. (Edited by Jonathan J. Web-
ster) Computational and Quantitative Studies (Col- • 2004. M.A.K.Halliday & Christian Matthiessen.An In-
lected Works of MAK Halliday, vol. 6). London: Con- troduction to Functional Grammar (3rd Edition). Lon-
tinuum. don: Arnold. YL

• 2006. Halliday, M.A.K. (Edited by Jonathan J. Web- • 2004. The Language of Science. (edited by Jonathan
ster) Computational and Quantitative Studies (Col- J. Webster. The fifth volume of a series of the Col-
lected Works of MAK Halliday, vol. 7). London: Con- lected Works of M.A.K. Halliday). London/ New
tinuum. York: Continuum. YL

• Halliday, M.A.K. and C. Matthiessen (2006) Constru- • 2003. On Language and Linguistics. (edited by Jona-
ing experience through meaning: a language-based ap- than J. Webster. The third volume of a series of the
proach to cognition. London: Continuum (Re-release Collected Works of M.A.K. Halliday). London/ New
with new publisher). York: Continuum. YL

• 2006. Intonation In The Grammar Of English (Equi- • 2003. The Language of Early Childhood. (edited by
nox Textbooks and Surveys in Linguistics). Equinox Jonathan J. Webster. The fourth volume of a series of
the Collected Works of M.A.K.
• 2005 On Grammar: (Collected Works Of M.A.K. Halli-
day) by M.A.K. Halliday • 2002. Judge Takes No Cap in Mid-sentence (Sinclair
Open Lecture S.) . University of Birmingham
• 2005. Studies in English Language. (edited by Jona-
than J. Webster. The seventh volume of a series of the • 2002. Linguistic Studies of Text and Discourse. (ed-
Collected Works of M.A.K. Halliday). London/ New ited by Jonathan J. Webster. The second volume of a
York: Continuum. YL series of the Collected Works of M.A.K. Halliday).
London/ New York: Continuum.

139

• 2002. On Grammar. (The first volume of a series of • 1975. Learning How to Mean: Explorations in the De-
the Collected Works of M.A.K. Halliday) London/ velopment of Language. (Explorations in Language
New York: Continuum. Study Series). London: Arnold.

• 1994. An Introduction to Functional Grammar (2nd • 1974. Language and Social Man. London: Longman.
edition). London: Arnold. (Schools Council Progamme in Linguistics and Eng-
lish Teaching: Papers Series ll, Vol.3).
• 1993. Language in a Changing World.(Occasional Pa-
pers 13). Australian Linguistics Association of Austra- • 1973. Explorations in the Functions of Language. Lon-
lia. (contents) don: Arnold. (Explorations in Language Study Se-
ries).
• 1985. An Introduction to Functional Grammar (1st
edition). London: Arnold. • 1970. A Course in Spoken English: Intonation (with
the accompanying tapes). Oxford: Oxford University
• 1985. Spoken and Written Language.Victoria, Austra- Press.
lia: Deakin University. (This book was republished by
Oxford University Press in 1989, with a Foreword • 1967. Intonation and Grammar in British English.
added by Frances Christie, series editor). (Janua Linguarum Series Practica 48). The Hague:
Mouton.
• 1978. Language as Social Semiotic: The Social Inter-
pretation of Language and Meaning. London: Arnold. • 1959. The Language of the Chinese "Secret History of
the Mongols". (Publications of the Philosophical Soci-
• 1977. Aims and Perspectives in Linguistics. (Occa- ety 17). Oxford: Blackwell.
sional Papers 1). Australian Linguistics Association of
Australia. (contents) อ้างอิง

• 1976. System and Function in Language. (Selected Pa- • Christian Matthiessen & M. A. K. Halliday 1997. Sys-
pers edited by Gunther Kress). London: Oxford Uni- temic Functional Grammar: A First Step Into The The-
versity Press. ory
(http://www.ling.mq.edu.au/nlp/resource/VirtuallLi

140

brary/Publications/sfg_firststep/SFG%20intro%20N GALLERY 8.1 ตัวอย่างผลงานของ Halliday
ew.html)

• Christian Matthiessen & M. A. K. Halliday. 2004. An
Introduction to Functional Grammar. Third Edition.
London: Hodder Arnold.

• De Beaugrande , R. 1991. Linguistic theory: the dis-
course of fundamental works. London ; New York:
Longman [M.A.K Halliday p223-264]

• Interview M.A.K. Halliday May 1986, by G. Kress, R.
Hasan and J R Martin
(http://sfs.scnu.edu.cn/Halliday/show.aspx?id=67&c
id=101)

2009. The Essential Halliday by M.A.K. Hal-
liday and Jonathan J. Webster

1 of 17

141

CHAPTER 9

ไวยากรณ์
ปริวรรต

innate knowledge
universal grammar

Transformational Grammar mational Analysis ซึ่งแนวคิดหลักนี้ได้นำมาตีพิมพ์เป็น
หนังสือ Syntactic Structure ในปีค.ศ.1957 หลังจบการ
Noam Chomsky (ค.ศ.1928-ปัจจุบัน) ศึกษาในปีค.ศ.1955 เขาได้เข้าทำงานใน Massachusetts In-
stitute of Technology ในช่วงแรกทำงานเกี่ยวกับ machine
เกิดที่เมืองฟิลลาเดเฟีย ในครอบครัวชนชั้นกลางระดับล่าง translation ในแล็ป MT ต่อมาจึงได้สอนภาษาศาสตร์ ใน
(lower-middle-class) เป็นบุตรของ Dr. ภาควิชา Modern Languages and Linguistics ปัจจุบัน
William Chomsky และ Elsie Simonof- เปลี่ยนชื่อเป็นภาควิชา Philosophy and Linguistics งาน
sky บิดาของเขาเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ของ Chomsky ครอบคลุมด้านภาษาศาสตร์, ปรัชญา, intel-
ภาษาฮิบรู มีผลงานเขียนเกี่ยวกับไวยากรณ์ lectual history, contemporary issues, ความสัมพันธ์
ฮิบรูที่เป็นที่ยอมรับและยกย่อง มารดาก็ ระหว่างประเทศ (international affairs) และนโยบายต่าง
เป็นอาจารย์สอนภาษาฮิบรูและมีความ ประเทศของสหรัฐ

สนใจทางการเมือง Noam Chomsky จึงได้รับอิทธิพลความ หนังสือ Syntactic Structure (1957) เปิดให้เห็นถึงการ
คิดและชีวิตทางวิชาการจากทั้งบิดาและมารดา และเขาก็ ใช้วิธีการทางคณิตศาสตร์เพื่ออธิบายภาษา Chomsky นำ
สนใจอ่านและได้รับอิทธิพลจากงานด้านสังคมนิยมของ เสนอเรื่องไวยากรณ์ไม่พึ่งบริบท (Context-free grammar)
George Orwell งานด้านปรัชญาและคณิตศาสตร์ของ Ber- และการใช้กฏปริวรรต (Transformation rule) ซึ่งมาขยาย
trand Russell (Russell เองก็เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม) ความมากขึ้นในหนังสือ Aspects of the Theory of Syntax
Chomsky เรียนที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียตั้งแต่ปริญญาตรี (1965) และต่อมาได้ปรับปรุงเป็น Principle and Parameter
จนจบปริญญาเอกในสาขาปรัชญาและภาษาศาสตร์ เขาเข้า ในหนังสือเรื่อง Government and Binding Theory (1981)
เรียนมหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุสิบหก แต่ตอนแรกเรียนได้ถึงปีที่ และมีการพัฒนาล่าสุดเป็น Minimalist Program (1995)
สองก็คิดจะลาออก ภายหลังมาพบ Zellig Harris จึงได้เข้า การเปลี่ยนแปลงต่างๆ นี้สะท้อนให้เห็นถึงการไม่ยึดมั่นใน
เรียนในวิชากลุ่มปรัชญา คณิตศาสตร์ และภาษาศาสตร์ตาม แบบจำลองที่ตนเองเสนอ เพราะเขามีความต้องการจะ
คำแนะนำของ Harris ในระดับปริญญาตรีเขาทำสารนิพนธ์ แสวงหาแบบจำลองที่ดีที่สุดที่จะอธิบายความสามารถทาง
เรื่อง Modern Hebrew morphophonemics และขยายงาน ภาษาของมนุษย์ได้
ต่อเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาโทในปีค.ศ. 1951 เขาได้รับ
ปริญญาเอกในปีค.ศ. 1955 จากวิทยานิพนธ์เรื่อง Transfor- 143

แนวคิดในเรื่องของการนำวิธีการทางคณิตศาสตร์มาใช้ หนังสือรุ่นแรกที่เป็นที่รู้จักดีของ Chomsky คือ Aspects
อธิบายภาษาหรือความคิดแบบ generative ความจริงมี of the Theory of Syntax แม้ว่าจะมีผู้เขียนวิจารณ์หนังสือ
ปรากฏมาก่อนในงานของ Bloomfield เรื่อง Menomini mor- เล่มนี้ว่าเป็นการปฏิวัติและเสนอแนวคิดใหม่ แต่ก็มีบางคน
phophonemics ปีค.ศ.1939 และในงานของ Jacobson เรื่อง เช่น De Beaugrande มองว่าเป็นเพียงการนำเอาความคิดใน
Russian conjugation ในปีค.ศ.1948 ซึ่งเป็นการอธิบายการ ทางปรัชญาแต่เดิมและในทางตรรกศาสตร์มาใช้ใหม่ ที่อาจ
เชื่อมโยงระหว่างรูปแทนทาง morphophonemic กับรูปแทน จะมองว่าเป็นการปฏิวัติความคิดได้คือการที่เอาแนวคิดพวกนี้
ทาง phonemic ผ่านชุดของกฎที่มีลำดับต่างๆ อย่างไรก็ตาม มาประยุกต์ใช้กับทางภาษาศาสตร์ บางคนเช่น Koerner มอง
ว่าไม่ใช่การปฏิวัติแต่เป็นการยึดอำนาจ (coup) มากกว่า
งานเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่สนใจมากนักในหมู่นักภาษาศาสตร์ช่วง เพราะพื้นฐานไวยากรณ์ของ Chomsky ก็ยังอิงโครงสร้างนิยม
นั้น Chomsky ได้นำเสนอวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเรื่อง Mor- อย่างไรก็ดี Newmeyer ก็มองว่า Chomsky ได้ทำให้เห็นจริง
phophonemics of modern Hebrew ในปีค.ศ.1949 โดยที่ ว่าแนวคิดแบบเน้นรูปนัย (formal theory) สามารถนำมาใช้
อธิบายทฤษฎีภาษาศาสตร์ได้ และที่สำคัญอีกอย่างคือการนำ
ไม่เคยเห็นสองบทความนี้มาก่อน และก็มีการใช้กฎอธิบายต่อ เอาวากยสัมพันธ์มาเป็นจุดศูนย์กลางการศึกษาทาง
ภาษาศาสตร์ จากเดิมที่ Saussure มองว่าวากยสัมพันธ์เป็น
ไปจนถึงระดับวากยสัมพันธ์ด้วย แต่คนที่อาจจะมีอิทธิพลต่อ เรื่องของการใช้ภาษา (parole) หรือแม้แต่ Bloomfield ก็มอง
ความคิดของ Chomsky น่าจะเป็น Harris ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ ว่าวากยสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ยากจะอธิบาย ดังนั้น ถ้าจะมองว่า
ปรึกษา ในบทสุดท้ายของหนังสือ Methods in Structural เป็นการปฎิวัติก็เป็นได้ แต่เป็นการปฏิวัติอยู่ภายในของ
Linguistics มีการกล่าวถึงวิธีการอธิบายไวยากรณ์แบบ syn- ภาษาศาสตร์โครงสร้าง (revolution within structural lin-
thetic ไว้ซึ่งเป็นเหมือนวิธีการอธิบายไวยากรณ์ในอีกรูปแบบ guistics)
แต่ Harris ก็ยังคงมองว่าเรื่องขั้นตอน (procedure) เป็นเรื่อง
Chomsky เป็นนักพูดที่เก่ง จึงรู้จักวิธีที่จะขายความคิดตัว
ที่สำคัญและเป็นหลักในการได้มาซึ่งไวยากรณ์ก่อนที่จะมาสรุป เอง ใช้ประเด็นเรื่องธรรมชาติของภาษามาเป็นหลักในการโต้
ได้ แต่ Chomsky กลับมองตรงกันข้าม ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้น แย้งอย่างหนักแน่นกับกลุ่มอื่นๆ เพื่อยืนยันความคิดของตน
ของแนวคิดแบบ generative ของ Chomsky ที่มาพัฒนา เหตุผลโต้แย้งของ Chomsky มีหลากหลายตั้งแต่การใช้
สมบูรณ์ขึ้นในงานปีค.ศ.1955 เรื่อง Logical structure of lin- เหตุผลที่คิดขึ้น (intuitive reasoning) การคาดคะเนเชิง
guistics theory ซึ่งเป็นต้นร่างของงานวิทยานิพนธ์ปริญญา ปรัชญาเกี่ยวกับจิต (philosophical speculation about
เอกเรื่อง Transformational analysis (1955)
144

mind) ไปจนถึงการใช้เทคนิคเชิงรูปนัย (formal technique) mechanistic explanation can be provided for human
จากทฤษฎีว่าด้วยภาษารูปนัย (formal language) และจาก bodily function and behavior (Descartes)
ศาสตร์ด้านชีววิทยา และประสาทวิทยา
Humboldt ก็มองลักษณะเดียวกันว่าความสามารถทาง
ภาษาศาสตร์คาร์ทีเซี่ยน (Cartesian Linguistics)
ภาษาเป็นคุณสมบัติเฉพาะของมนุษย์ที่มีมาแต่กำเนิด ภาษา
Chomsky เห็นด้วยกับความคิดแบบเหตุผลนิยม (ration-
alist) ของนักปรัชญา Rene Descartes (ค.ศ.1596-ค.ศ. ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นหรือได้รับมาภายหลังแต่ต้องมีต้นเค้าอยู่
1650) และ Alexander von Humboldt (ค.ศ.1767-ค.ศ. ภายในจิตมนุษย์ language . . . must be looked upon as
1835) โดยเฉพาะเรื่องการสร้างสรรค์ (creativity) ของมนุษย์ being an immediate given in mankind. . . . Language
Descartes ตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ และการที่เรา could not be invented or come upon if its archetype
สามารถตั้งข้อสงสัยได้ก็เป็นข้อพิสูจน์ของการมีอยู่ของตัวตน were not already present in the human mind (Hum-
ของเรา (I think therefore I exist) และเป็นที่มาของแนวคิด boldt) เห็นได้จากการที่เด็กสามารถเรียนรู้สร้างความเข้าใจ
แบบทวินิยม (dualism) ที่ประกอบด้วยกายกับจิต (body and
mind) Descartes พูดถึงข้อจำกัดของการอธิบายพฤติกรรม ในภาษาของตนได้ในเวลาที่สั้นและในช่วงระยะเวลาหนึ่งและ
มนุษย์ด้วยรูปแบบของกลไก (Cartesian mechanics) เท่านั้น ไม่ได้เป็นการเรียนแบบเป็นกลไก "A further proof that
คือถึงแม้เราจะสามารถสร้างเครื่องจักรที่ทำงานตอบสนอง children do not mechanically learn their native lan-
การกระตุ้นต่างๆได้ดีเพียงใดก็ตาม สามารถโต้ตอบด้วย guage but undergo a development of linguistic capac-
ถ้อยคำมนุษย์ได้ แต่การตอบสนองนั้นก็จะเป็นไปแบบจำกัด ity is afforded by the fact that all children, in the most
ตามที่ได้กำหนดไว้ เครื่องจักรนั้นจะไม่สามารถตอบสนองได้ different imaginable circumstances of life, learn to
เสรีเหมือนมนุษย์ โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างสรรค์ (creativ- speak within a fairly narrow and definite time span,
ity) ของภาษามนุษย์ Descartes จึงสรุปว่าต้องมีอีกหนึ่ง just as they develop all their main capacities at certain
สาระ (substance) นั่นคือ จิตมนุษย์ (mind) ที่ทำให้มนุษย์ definite growth stages" (Humboldt)
สามารถคิดและตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ ได้ man has unique
abilities that cannot be accounted for on purely mecha- Chomsky ได้อ่านงานของ Humboldt ในช่วงปีค.ศ.
nistic grounds, although, to a very large extent, a 1960 และก็ประหลาดใจว่ามีความคิดในแบบเดียวกับตนเอง
ที่มองว่าภาษาเป็นคุณสมบัติเฉพาะของมนุษย์ Chomsky
เขียนหนังสือ Cartesian Linguistics: A Chapter in the His-
tory of Rationalist Thought (1966) โดยอ้างถึงความคิด

ทางภาษาศาสตร์ที่มีมานานแล้วในฝั่งยุโรป แนวคิดหลักคือ

145

เน้นถึงการสร้างสรรค์ (creativity) ของภาษาซึ่งถูกมองว่าเป็น คือการได้รับสิ่งเร้าที่เหมาะสม Chomsky อ้าง Descartes ที่
ลักษณะเฉพาะของมนุษย์ ซึ่งไม่พบในสัตว์ชนิดอื่น ทำให้ ว่า มีสิ่งที่เป็นความคิดแต่กำเนิด (innate ideas) ของมนุษย์
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถใช้เหตุผล (rational) ไม่กระทำ อยู่ เช่น ความคิดเรื่องการเคลื่อนไหว ความเจ็บปวด สี เสียง
ตามสัญชาติญาณ (instinct) หรือเพียงแค่ตอบสนองสิ่งเร้า รวมถึงความที่เรารู้ว่าถ้าของสิ่งใดๆเท่ากับของชิ้นหนึ่ง สิ่ง
Chomsky จึงปฏิเสธแนวคิดแบบพฤติกรรมนิยม (behavior- เหล่านั้นแต่ละอันก็จะเท่ากันด้วย ก็มาจากส่วนที่ทำหน้าที่คิด
ism) และว่าภาษาไม่ใช่เรื่องของการเรียนรู้ผ่านสิ่งเร้าแบบที่ (faculty of thinking) ซึ่งความคิด (idea) เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่
Bloomfield เชื่อและที่ B.F. Skinner เสนอในหนังสือ Verbal ได้มาจากภายนอก Chomsky มองว่าภาษาก็มีลักษณะแบบ
Behavior (1957) ภาษาจึงไม่ใส่สิ่งที่เรียนรู้ (learn) แต่เป็น เดียวกัน เราจึงไม่สามารถ “สอน” ภาษาให้กับเด็ก ทำได้
สิ่งที่งอกงามขึ้น (grow) โดยอาศัยเพียงแรงกระตุ้นเล็กน้อย เพียงสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมให้เด็กได้พัฒนาสมรรถพลภาษา
Chomsky ว่าแนวคิดแบบพฤติกรรมนิยมของ Skinner นั้นไม่ (language faculty) ในตัวเองขึ้นมา
ถูกต้อง “As fas as the Skinner thing is concerned … I
think it’s a fraud.” ภาษาภายนอก ภาษาภายใน (E-Language and I-
Language)
การรู้แต่กำเนิด (Innateness)
Chomsky มองว่าภาษาที่เราพูดเราได้ยินเป็นภาษา
Chomsky เชื่อเหมือน Humboldt ว่าความสามารถทาง ภายนอก (E-language) คำว่า E เป็นทั้ง external และ exten-
ภาษาเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด เพราะถ้าภาษาเป็น sion ที่ไม่ได้อยู่ในจิต ส่วนภาษาภายใน (I-language) เป็น
สิ่งที่เรียนจากพฤติกรรมการตอบสนอง การเลียนแบบสิ่งที่ อะไรที่ internal และ individual อยู่ในจิตมนุษย์ ภาษา
ได้ยินแบบที่พวกนักประสบการณ์นิยม (empiricism) เชื่อว่า ภายในเป็นภาวะความรู้ทางภาษาของมนุษย์ (Knowledge of
เป็นเรื่องของกระบวนการอุปนัย (inductive) ที่ทำให้เราเรียน Language) ซึ่งมีการพัฒนามาตั้งแต่เด็กจนสมบูรณ์ในผู้ใหญ่
ภาษาหรือสร้างความรู้ และมโนทัศน์ต่างๆได้ เราก็อธิบายไม่ ภาษาภายนอกจึงเป็นเรื่องของการใช้หรือกฤตกรรมภาษา
ได้ว่า ทำไมเด็กถึงสามารถพูดประโยคใหม่ๆ โครงสร้างใหม่ (performance) ในขณะที่ภาษาภายในเป็นเรื่องของความรู้
แบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนได้ ซึ่ง Chomsky เรียกว่าเป็นความ หรือสามัตถิยะภาษา (competence)
ไม่สมบูรณ์ของสิ่งเร้า (poverty of stimulus) Chomsky เชื่อ
แบบพวกนักเหตุผลนิยมว่ามีสิ่งที่เป็นความรู้แต่กำเนิดอยู่ ทฤษฎีภาษาศาสตร์
เงื่อนไขที่กลไกที่เป็นสิ่งที่รู้แต่กำเนิดนี้จะใช้งานได้ (activate)
146

Chomsky มองว่าความคิดที่มองการเรียงลำดับคำใน สังคมที่ผู้คนพูดภาษาแบบเดียวกัน (homogeneous speech
โครงสร้างของภาษาเป็นภาพสะท้อนลำดับของความคิดนั้น community) เมื่อพูดถึงผู้พูดผู้ฟังในอุดมคติก็ไม่ต้องกังวลว่า
เป็นการมองที่ง่ายเกินไป และมองว่าไวยากรณ์ดั้งเดิมและ บุคคลนั้นพัฒนาภาษาภายใน (I-language) ไปถึงขั้นไหนแล้ว
พวกไวยากรณ์โครงสร้างมีข้อจำกัด ทำเพียงแค่จัดกลุ่มจัด ไม่ต้องกังวลว่าแต่ละคนอาจมีความรู้ (knowledge) ของภาษา
ประเภท ทำรายการข้อยกเว้นต่างๆ แต่ไม่ได้ทำออกมาเป็น ไม่เท่าเทียมกัน สามัตถิยะภาษา (competence) คือความรู้
กฎแบบเพิ่มพูน (generative) De Beaugrande บอกว่า ของผู้พูดผู้ฟังในอุดมคตินี้ หน้าที่ของนักภาษาศาสตร์ คืออธิ
Chomsky เห็นแต่ข้อเสียของไวยากรณ์โครงสร้าง จนถึงกับ บายสามัตถิยะภาษานี้ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งก็คือการหา
บอกว่า เราจะไม่ได้ความรู้อะไรขึ้นมาจากการกระบวนการที่นัก ไวยากรณ์ของภาษานั้นๆ
ภาษาศาสตร์โครงสร้างทำ
สามัตถิยะภาษาและกฤตกรรมภาษา
Chomsky ว่าทฤษฎีภาษาศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่เป็นเหมือน
คู่มือขั้นตอนสำหรับวิเคราะห์ภาษา (a manual of proce- Chomsky พูดเรื่องทฤษฎีภาษาศาสตร์ว่าเกี่ยวข้องกับผู้
dures) ไม่ใช่การกำหนดวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล เพราะเราจะ พูดผู้ฟังอุดมคติในสังคมที่ที่พูดภาษาแบบเดียวกัน (linguistic
ไม่ได้ความรู้ทางภาษาอย่างแท้จริง แต่ควรนำเสนอไวยากรณ์ theory is concerned with ideal speaker-hearer in ho-
ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงการสร้างประโยคต่างๆ แบบที่ mogenous community) เพื่อจะแยกความแตกต่างระหว่าง
มนุษย์สามารถรับรู้เข้าใจประโยคต่างๆที่ไม่เคยเห็นหรือได้ยิน สามัตถิยะภาษากับกฤตกรรมภาษา เพราะว่าในความเป็นจริง
มาก่อนได้ สำหรับ Chomsky ทฤษฎีเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม คนเรามีการพูดผิดพลาด มีการเริ่มผิด (fault start) แก้ไขตัว
(abstract) ทฤษฎีในศาสตร์ต่างๆ ก็มีลักษณะเป็นการอธิบาย เอง (self-correction) หรือมีข้อจำกัดอื่นๆ เช่น เรื่องความ
ความเป็นจริง (reality) และคำอธิบายทางทฤษฎีก็มีลักษณะ สามารถในการจำ (memory) สามัตถิยะภาษากับกฤตกรรม
เป็นนามธรรม และในการสร้างทฤษฎีในศาสตร์อื่นๆ เราก็ ภาษานั้นคล้ายกับ langue-parole แต่ต่างกันที่เราไม่ได้มอง
ต้องกันส่วนต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องออก สนใจเฉพาะส่วนที่ สามัตถิยะภาษาว่าเป็นเพียงคลังของข้อมูลความรู้ร่วมกันใน
เกี่ยวข้องเท่านั้น Chomsky จึงใช้หลักการเดียวกันนี้มองว่า สังคม (social collective) แต่เป็นระบบของกระบวนการแบบ
ทฤษฎีภาษาศาสตร์ก็มีลักษณะที่เป็นอุดมคติ (idealized) ด้วย เพิ่มพูน (generative processes) ของปัจเจกบุคคล
เห็นได้จากการที่ใช้แบบจำลอง (model) ว่ามี ผู้พูดผู้ฟังใน
อุดมคติ (ideal speaker-hearer) ซึ่งอยู่ในสังคมสมมติที่เป็น ความรู้เกี่ยวกับภาษาที่ผู้พูดมีอยู่เป็นสิ่งที่มีโดยไม่รู้ตัว
(unconscious) เช่น การที่สามารถตัดสินได้ว่าอะไรเป็น
ประโยคในภาษานั้นๆ แม้ว่าคนทั่วไปจะไม่สามารถอธิบายได้

147

ว่าทำไมประโยคแบบนี้ถึงไม่ใช่ประโยคที่ใช้หรือไม่ใช้กัน (1) a. They talked to Sue and I about the accident.
เปรียบเหมือนกับที่เราสามารถเดินทางแต่เราก็ไม่สามารถ
อธิบายได้ว่ากลไกกล้ามเนื้อและประสาทและสมองส่วนไหน b. Me and Sue saw the accident.
บ้างที่ทำให้เกิดการเดิน ความรู้ของภาษาจึงไม่ใช่สิ่งที่เรา
สามารถหาได้จากการสังเกตเห็นโดยตรง ทำได้เพียงการ (2) a. They talked to I about the accident.
สังเกตพฤติกรรมการใช้ภาษา (observe linguistics behav-
ior) หรือดูว่าคนเรามีการใช้ความรู้ทางภาษานี้อย่างไรในรูป b. Me saw the accident.
แบบต่างๆ หรือให้เจ้าของภาษาช่วยตัดสินว่าประโยคที่เห็น
นั้นใช้ได้หรือไม่ได้ เราเรียกว่าความรู้ของภาษานี้ว่า สามัตถิ (Cowper 1992:2)
ยะภาษา และเรียกสิ่งที่เราสังเกตเห็นทางภาษาว่าคือ กฤต
กรรมภาษา (performance) ปัญหาคือ สามัตถิยะภาษา ตัวอย่าง (1)-(2) เป็นตัวอย่างน่าสนใจว่าเราจะจัดให้
ไม่ใช่สิ่งเดียวที่มีผลต่อกฤตกรรมภาษาหรือการใช้ภาษาที่เกิด (1a), (2a) เป็นประโยคที่ถูกไวยากรณ์ (grammatical) หรือ
ขึ้น ดังนั้น เราจึงไม่อาจถือว่าทุกอย่างที่คนเราพูดออกมาจะ ไม่ ประโยค (1) เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อย ในขณะที่ประโยค
ต้องเกี่ยวข้องกับสามัตถิยะภาษา ประโยคที่พูดอาจเป็น (2) แทบไม่เคยพบ แต่ผู้พูดภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ก็จะจัดให้
ประโยคไม่สมบูรณ์ (fragment) ก็ได้ ถ้ามีอะไรมาขัดจังหวะ ทั้ง (1a),(1b),(2a),(2b) เป็นประโยคที่ผิดไวยากรณ์เพราะใช้
ขณะนั้น Chomsky เสนอให้ใช้ไวยากรณ์เพิ่มพูน (generative รูปการก (case form) ผิด การจะสร้างแบบจำลองไวยากรณ์
grammar) เป็นแบบจำลองในการอธิบายสามัตถิยะภาษา เพื่ออธิบายภาษาอังกฤษนี้ ก็จะต้องตัดสินใจให้ได้ก่อนว่าจะ
ซึ่งก็เป็นไปได้ที่เจ้าของภาษาอาจมองไม่เห็นไวยากรณ์ที่ตนเอง ให้ประโยคเหล่านี้ถูกหรือผิดไวยากรณ์ หากจัดให้ประโยค
มีอยู่ แต่ถ้าสามารถชี้นำให้เห็นได้ ก็ต้องยอมรับว่านั่นเป็น (1) เป็นประโยคที่ผิดไวยากรณ์เหมือนประโยค (2) ก็จะต้องมี
ความรู้ (knowledge) ที่มีอยู่ เช่น ในประโยค flying planes คำอธิบายด้วยว่าทำไมประโยค (1) จึงพบว่ามีการใช้เกิดขึ้น
can be dangerous แวบแรกเราอาจมองไม่เห็นความกำกวม แล้วทำไมประโยค (2) ถึงแทบไม่เคยพบว่ามีผู้ใดใช้เลย หรือ
เข้าใจว่า การบินเครื่องบินอาจเป็นอันตรายได้ แต่ไวยากรณ์ หากจัดให้ประโยค (1) ถูกไวยากรณ์ ไวยากรณ์ที่สร้างขึ้นก็
บอกได้ว่าประโยคนี้มีความกำกวมอยู่ และเมื่อเราชี้ให้เห็นว่า ต้องมีกฎยอมยกเว้นในกรณีของ coordination นี้ ประเด็นก็
มีความหมายที่สองอยู่ (เครื่องบินที่กำลังบินอยู่เป็นอันตราย คือ ในการที่จะสร้างแบบจำลองขององค์ความรู้ทางภาษาของ
ได้) ผู้พูดทั่วไปก็จะนึกออกได้ เป็นต้น เจ้าของภาษา (native speaker's linguistic knowledge) เรา
ต้องคอยถามตัวเองอยู่ตลอดและตัดสินข้อมูลภาษานั้นว่าอะไร
ถูกไวยากรณ์ หรือไม่ถูกไวยากรณ์

148

ทฤษฎีและไวยากรณ์ พัฒนาความรู้ภาษานั้นขึ้นมาได้ แสดงว่ามีสิ่งที่เป็นคุณสมบัติ
ร่วมกันของมนุษย์ที่ติดตัวมาแต่เกิด ซึ่งถือว่าเป็น biological
ตัวแบบจำลอง (model) ขององค์ความรู้ทางภาษา ก็คือ endowment for language คือ ไวยากรณ์สากล (universal
ไวยากรณ์ (grammar) ซึ่ง Chomsky มองว่าต้องสามารถใช้ grammar)
ตัดสินได้ว่า ประโยคใดบ้างที่ถูกไวยากรณ์ (grammatical)
ตรงนี้ Chomsky ว่าแนวคิดของเขาต่างจากงานของพวกนัก เราไม่ได้ต้องการเพียงเข้าใจความรู้ทางภาษา (knowl-
ภาษาศาสตร์โครงสร้าง เพราะพวกนี้ถึงแม้ว่าจะนั่งวิเคราะห์ edge of a language) เราต้องการรู้ว่าความรู้นี้รู้มาได้อย่างไร
ภาษาแต่ไม่ได้พยายามหาคำอธิบายใดๆ ออกมาให้ชัดเจน (how knowledge of language can be acquired) ซึ่ง
สามารถสังเกตได้จากการรับภาษาของเด็ก (language acqui-
เมื่อประโยคเป็นไปตามกฎที่ระบุไว้ในไวยากรณ์ เรา sition) Chomsky ว่าทฤษฎี (theory) อาจไม่จำเป็นต้องบอก
กล่าวว่า ไวยากรณ์สร้าง (generate) ประโยคนั้นได้ ซึ่ง ว่าจะสร้างไวยากรณ์ขึ้นมาอย่างไร แต่ควรจะบอกว่าจะตัดสิน
ไวยากรณ์ก็มีหลายระดับ ไวยากรณ์ที่สามารถสร้างประโยคที่ และเลือกไวยากรณ์ได้อย่างไร เพราะไวยากรณ์ที่นัก
ถูกไวยากรณ์ทั้งหมดในภาษาได้ และจะไม่สร้างประโยคใดที่ ภาษาศาสตร์สร้างขึ้นอาจมีได้หลายระดับ ทฤษฎีภาษาศาสตร์
ผิดไวยากรณ์ออกมา เรียกว่า มีความสมบูรณ์ระดับสังเกตเห็น ที่ไปถึงความสมบูรณ์ระดับอธิบาย (explanatory adequate)
ได้ (observationally adequate) แต่เนื่องจากภาษาไม่ได้เป็น นั้น สามารถตัดสินได้ว่าไวยากรณ์ที่สมบูรณ์ระดับพรรณนา
เพียงคำมาเรียงต่อกัน แต่มีโครงสร้างความสัมพันธ์ภายใน (descriptive adequate grammar) อันไหนดีกว่าโดยดูความ
ไวยากรณ์ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงตัวองค์ความรู้ทางภาษา สอดคล้องกับไวยากรณ์สากล (universal grammar) คือบอก
ของผู้พูด (native speaker's knowledge) เช่น สามารถ ได้ว่าไวยากรณ์ไหนอธิบายได้สอดคล้องกับความรู้แต่กำเนิด
แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของ 2 ประโยคที่ผู้พูดก็เห็นว่ามี (innateness) มากกว่า
ความสัมพันธ์กัน เช่น Sue started the car กับ The car
started เรียกว่า มีความสมบูรณ์ระดับพรรณนา (descriptive Chomsky มองทฤษฎีภาษาศาสตร์แบบจิตนิยม (mental-
adequate) ซึ่งเป็นระดับที่สูงขึ้น แต่ Chomsky ยังมองไป ist) คือเป็นการค้นหาความเป็นจริงทางจิต (mental reality)
ไกลกว่านั้น เนื่องจากไวยากรณ์เป็นการพรรณนาถึง (descrip- ที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมการใช้ภาษาอีกที ไม่ควรเป็นแค่การ
tion) สามัตถิยะภาษา (competence) ในแต่ละภาษา แต่เมื่อ สังเกตพฤติกรรม เพราะนั่นเป็นเพียงการพรรณนา (describe)
เริ่มต้นนั้น เด็กเริ่มต้นจากสภาพเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อ ไม่ใช่การอรรถธิบาย (explain) การสังเกตเป็นเพียงการให้
ชาติใด ขอเพียงแต่ได้อยู่ในบริบทสังคมที่พูดภาษานั้น ก็จะ
149


Click to View FlipBook Version