หลักฐานในเบื้องต้นที่เกี่ยวกับความเป็นจริงทางจิต (mental สามารถสร้างประโยคที่ถูกไวยากรณ์ทั้งหมดที่เป็นไปได้นั้น
reality) จึงไม่ใช่เรื่องของการศึกษาภาษาศาสตร์อย่างแท้จริง คล้ายกับงานทางด้านเคมีที่สร้างสารประกอบที่เป็นไปได้
ทั้งหมด หรือคล้ายกับทางฟิสิกส์ที่มีการสร้างกฎต่างๆโดย
Chomsky พูดถึงเรื่องการตัดสินจากการพินิจภายใน (in- อาศัยสิ่งที่สร้าง (construct) ขึ้น คือ มวลและอิเล็กตรอน ใน
trospective judgment) ว่าไม่ควรที่จะละทิ้งไปเพียงเพราะ ภาษาศาสตร์เราก็มีกฎซึ่งอาศัยสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างหน่วยเสียง
เงื่อนไขด้านระเบียบวิธีการศึกษาที่สร้างขึ้น แต่ De Beau- วลี
grande ก็บอกว่า ในหนังสือ Syntactic Structure Chom-
sky กลับเตือนให้ระวังการใช้การตัดสิน (judgment) ของผู้ Chomsky เสนอให้ศึกษาไปถึงไวยากรณ์สากล คือ
บอกภาษาว่าไม่น่าเชื่อถือพอ เพราะอาจมีปัจจัยอื่นๆที่ไม่ ทฤษฎีของภาษานอกจากจะต้องพรรณนาเกี่ยวกับภาษานั้นๆ
เกี่ยวข้องกับภาษาศาสตร์ ด้วย แต่ในหนังสือ Aspect of the แล้ว ยังต้องมองลึกลงไปอีกถึงสิ่งที่เป็นธรรมชาติของภาษา
Theory of Syntax ความคิดนี้ก็ถูกลดทอนความสำคัญไป จริงๆ ซึ่ง Chomsky ถือว่าเป็นงานหลักของนักภาษาศาสตร์
และบอกให้ใช้การตัดสินการเจ้าของภาษาได้ เลย Chomsky แยกไวยากรณ์สากล เป็น 2 อย่าง คือ formal
หรือ substantive
De Beaugrande บอกว่า Chomsky ใช้คำว่าไวยากรณ์
(grammar) ใน 2 ความหมาย คือ หมายถึงสิ่งที่นัก ทฤษฎีของ substantive universal มองว่าหน่วยต่างๆ
ภาษาศาสตร์สร้างขึ้นเพื่ออธิบายภาษาภายใน (I-language) ไม่ว่าจะเป็นภาษาใดจะมีรากฐานจากหน่วยสากลจำนวนหนึ่ง
และหมายถึงทฤษฎีของภาษาภายใน (theory of I-language) เช่น ทฤษฎีลักษณ์บ่งความต่าง (distinctive feature) ของ
เจ้าของภาษาอาจไม่ตระหนักถึงกฎทั้งหมดที่ตัวเองมี จึงเป็น Jakobson ที่ให้มีสากลลักษณ์ (universal feature) ทาง
หน้าที่ของนักภาษาศาสตร์ที่จะหาว่าผู้พูดในภาษานั้นรู้อะไร สัทศาสตร์จำนวนหนึ่งที่เป็นพื้นสำหรับทุกเสียงในทุกภาษา
Chomsky เปรียบกับทฤษฎีของการรับรู้ภาพ (visual percep-
tion) ที่พยายามศึกษาว่าคนเราเห็นได้อย่างไรและกลไกที่ ส่วนทฤษฎีของ formal universal เป็นเรื่องการสรุปเอา
ทำให้เห็นคืออะไร ไม่ใช่ไปยึดถือเอาสิ่งที่เขาบอกว่า เห็นอะไร ความคิด (abstract) เกี่ยวกับเงื่อนไขทางรูปนัย (formal con-
และทำไม มาศึกษา dition) เช่น ลักษณะของกฎและวิธีการใช้ เช่น การเสนอว่า
ไวยากรณ์ต้องมีส่วนที่เป็นกฎปริวรรต (transformation rule)
การเสนอให้ใช้ไวยากรณ์ที่สร้างโครงสร้างแสดงความ เป็นต้น
สัมพันธ์เชิงรูปนัย (formal relation) ของส่วนต่างๆ และให้
150
การจะดูว่าไวยากรณ์ไหนดีกว่าอันไหน ให้ดูอันที่ ออกเป็น 4 กลุ่มตามลักษณะของกฏเขียนใหม่ (rewriting
สอดคล้องกับความรู้แต่กำเนิด (innateness) ซึ่งสามารถดูได้ rule) และแต่ละประเภทก็จะมีความสามารถหรือพลัง
จากเรื่องการรับภาษา (language acquisition) ได้ เด็กมี (power) ที่แตกต่างกัน ซึ่งการแบ่งนี้ก็สอดคล้องกับแนวคิด
ความสามารถที่สังเกตข้อมูลภาษาที่ได้รับแล้วสร้างไวยากรณ์ เรื่องทฤษฎีออโตมาต้า (automata) ในทางคอมพิวเตอร์
เพิ่มพูน (generative grammar) ขึ้นมาได้ ถ้าเรามองเด็กเป็น ระดับที่มีพลัง (power) น้อยสุดคือ ไวยากรณ์ปรกติ (regular
เหมือนกลไก (device) ที่สร้างทฤษฎีเกี่ยวกับภาษา (con- grammar) ซึ่งมีพลังเท่ากับออโตมาต้าสถานะจำกัด (finite
struct a theory) ขึ้นโดยการตั้งสมมติฐานที่เข้ากับข้อมูลที่ได้ state automata) ระดับที่สูงสุดคือ ไวยากรณ์ไร้ขีดกั้น (unre-
Chomsky มองว่าตรงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการสรุปจากการ stricted grammar) ซึ่งมีพลังเท่ากับทัวริ่งแมชีน (Turing ma-
อุปนัย (inductive generalization) Chomsky เชื่อว่าเด็ก chine) ในทางคอมพิวเตอร์ Chomsky จึงเสนอว่า ไวยากรณ์
สามารถเรียนได้โดยที่ไม่ต้องสอน เพียงให้ข้อมูลไปกระตุ้น โครงสร้างวลี (Phrase Structure Grammar) หรือไวยากรณ์
ความรู้ (trigger knowledge) ที่มีอยู่แล้ว ต่างจากพวกนัก ไม่พึ่งบริบท (context-free grammar) นั้นไม่เพียงพอต่อการ
ประสบการณ์นิยม (empiricism) ที่มองว่าเป็นขบวนการ อธิบายภาษา ต้องใช้กฎปริวรรต (transformation rule)
อุปนัย (inductive) ดังนั้นต้องมีการเตรียมเพื่อจะสอน ต้องมี เพื่อเพิ่มพลังของไวยากรณ์ เรื่องความเรียบง่าย (simplicity)
สิ่งเร้าที่ดีที่เหมาะจึงจะได้ผลดี สำหรับ Chomsky มองว่าเด็ก ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ Chomsky ยกมาสนับสนุนทฤษฎีตัวเอง
มีเซ็ทของสมมติฐาน (hypotheses) ที่เป็นไปได้อยู่ เพียงแต่ Chomsky มองว่าการมีองค์ประกอบของการปริวรรต (trans-
เลือกว่าจะใช้อันไหนเพื่อให้เหมาะกับภาษาที่ได้ยิน สิ่งนี้เป็น formation) นั้นทำให้ไวยากรณ์เรียบง่ายมากขึ้นกว่าการให้มี
ความรู้แต่กำเนิดที่มีอยู่ในหัวเรา ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเรียนรู้หรือ เพียงกฎสำหรับโครงสร้างวลี (phrase structure) เพียงอย่าง
คิดค้นขึ้น ข้อโต้เถียงตรงนี้เป็นเรื่องความแตกต่างระหว่างนัก เดียว
ประสบการณ์นิยม (empiricism) กับนักเหตุผลนิยม (ration-
alism) (http://en.wikipedia.org/wiki/Chomsky_hierarchy)
ไวยากรณ์ปริวรรต (Transformation Grammar) 151
ความคิดเรื่องการใช้กฏปริวรรตมาจากการนำเสนอ
ลำดับชั้นของไวยากรณ์ (hierarchy of grammar) (1956) ซึ่ง
เป็นการแบ่งประเภทไวยากรณ์รูปนัย (formal grammar)
ในหนังสือ Syntactic Structure Chomsky ยกเอาแบบ แบบจำลองที่นักภาษาศาสตร์ทำกันมา เป็นการจัดกลุ่มข้อมูล
จำลอง ของ Shanon and Weaver (1949) มาใช้อธิบายแบบ ภาษาแบบการจัดจำพวก (taxonomy) แล้วสรุปเป็นกฎแบบ
จำลองไวยากรณ์ โดย Chomsky ชี้ให้เห็นว่าแบบจำลอง ไม่พึ่งบริบท (context free) ได้ เรียนกว่าเป็นไวยากรณ์ไม่พึ่ง
สถานะจำกัด (finite state) นั้นไม่สามารถใช้อธิบายภาษา บริบท (context free grammar) อย่างไรก็ตาม Chomsky
มนุษย์ได้ ไวยากรณ์สถานะจำกัด (finite state grammar) ว่าแบบจำลองนี้ไม่เหมาะสมที่จะใช้อธิบายภาษา (inade-
เป็นแบบจำลองที่มองไวยากรณ์ว่ามีสถานะจำกัด เช่น จาก quate in a weaker sense) เพราะภาษาอังกฤษสามารถมี
สถานะเริ่มต้นเมื่อเลือกคำหนึ่งแล้วก็จะย้ายไปยังอีกสถานะ หน่วยที่อยู่แบ่งแยกห่างกัน (discontinuous elements) ซึ่ง
หนึ่งเป็นเช่นนี้ไปจนถึงสถานะสุดท้าย ไวยากรณ์สถานะจำกัด แบบจำลองนี้ไม่สามารถจะจัดการได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่าง
สามารถสร้างประโยคไม่จำกัดได้ เช่น ตัวอย่างรูปข้างล่าง ที่ Boeckx (2006:35-38) กล่าวถึง Chomsky ด้วยความ
(Chomsky 1957:19) ชื่นชมในอัจฉริยะภาพของเขาที่สามารถมองเห็นลักษณะการ
ใช้คำช่วยกริยาภาษาอังกฤษและสรุปมาเป็นกฎง่ายๆ สั้นๆ ได้
ตัวอย่างแบบจำลองนี้สามารถสร้างประโยค The old old ว่า
old ... man comes. ได้ อย่างไรก็ดี Chomsky ชี้ให้เห็นว่า
ไวยากรณ์สถานะจำกัดนี้มีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถใช้อธิบาย Aux -> Inflection (M) (have en) (be ing)
ภาษาที่มีสมมาตรของหน่วยซ้ายขวาได้ คือไม่สามารถสร้าง
ภาษาแบบ aaabbb ที่มีจำนวน a เท่ากับ b ได้ ซึ่งภาษามนุษย์ คือแสดงให้เห็นว่า have en มีความเกี่ยวข้องถ้าจะปรากฏก็
มีประโยคที่มีคำที่อยู่ห่างกันแต่มีความสัมพันธ์ต่อกันได้ จะปรากฏร่วมกัน be ing ก็เช่นกัน แต่เมื่อสร้างเป็นประโยค
แล้วลำดับจะต้องมีการสลับ (have be en V ing) ลักษณะนี้
Chomsky กล่าวถึงแบบจำลองโครงสร้างวลี (phrase ก่อให้เกิดโครงสร้างแบบ cross-serial dependency ซึ่ง
structure model) ซึ่งมีพลัง (powerful) มากขึ้น ว่าเป็นคือ ไวยากรณ์โครงสร้างวลีไม่เพียงพอที่จะใช้ ด้วยเหตุนี้ Chom-
sky จึงนำเสนอแบบจำลองปริวรรต (transformational
model) ซึ่งจะมีพลังมากกว่าแบบจำลองโครงสร้างวลี และยัง
สามารถแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประโยคต่างๆ
อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าแบบจำลองโครงสร้างวลี
แบบจำลองปริวรรตต้องเป็นไวยากรณ์เพิ่มพูน คือ เป็น
ไวยากรณ์ที่สามารถสร้างประโยคที่ถูกไวยากรณ์ (grammati-
152
cal) ได้ทั้งหมดและไม่สร้างประโยคที่ผิดไวยากรณ์ (ungram- ลึก และเชื่อมโยงต่อไปยังโครงสร้างผิวอีกที ไวยากรณ์
matical) ตรงนี้ Chomsky แยกระหว่างความถูกต้องทาง ปริวรรต (Transformation grammar) ที่ Chomsky ใช้จึง
ไวยากรณ์ (grammaticality) กับความยอมรับได้ (accept-
ability) ของประโยค อย่างแรกเป็นเรื่องของสามัตถิยะภาษา มองได้ว่าเป็นรูปแบบใหม่ที่ชัดเจนมากขึ้นของทฤษฎี
(competence) อย่างหลังเป็นเรื่องของกฤตกรรมภาษา (per- ไวยากรณ์ Port-Royal
formance) ความถูกต้องทางไวยากรณ์เป็นเพียงหนึ่งใน
หลายปัจจัยของการยอมรับได้ (acceptability) it seems to me quite accurate, then, to regard the the-
ory of transformational generative grammar, as it is
Chomsky นิยามภาษาด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ว่า developing in current work, as essentially a modern
เป็นเซ็ทของประโยคที่มีจำนวนไม่จำกัด (infinite set) ซึ่ง and more explicit version of the Port-Royal theory
แต่ละประโยคสร้างขึ้นจากเซ็ทของหน่วยภาษาจำนวนจำกัด (Cartesian Linguistics : 39)
(finite set of elements) คือมีจำนวนหน่วยเสียงจำกัด ตัว
อักษรจำกัด การที่จะทำเช่นนี้ได้ กฎจึงต้องมีลักษณะที่เรียก โครงสร้างลึก (deep structure) เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน
ซ้ำได้ (recursive) ด้วยลักษณะนี้ ไวยากรณ์ที่ได้จึง (underlines) ของประโยคจริงๆ ที่ปรากฏและเป็นตัวกำหนด
สอดคล้องกับความเป็นจริงที่คนเราสามารถสร้างและเข้าใจ ความหมายของประโยคนั้นโดยผ่านกระบวนการตีความ (in-
ประโยคต่างๆ ได้ไม่จำกัด เรียกว่าเป็นลักษณะที่เป็นการ terpretation) ด้วยกฎ โครงสร้างลึกกลายไปเป็นโครงสร้าง
สร้างสรรค์ (creative aspect) ที่ทุกภาษามี ผิว (surface structure) โดยการผ่านกฎปริวรรต (t-rule)
Chomsky ยกตัวอย่างประโยคที่มีโครงสร้างผิวนั้นคล้ายกัน
โครงสร้างลึกและโครงสร้างผิว (Deep and surface แต่จริงๆมีความแตกต่างกันมาก เช่น John is easy to
structures) please กับ John is eager to please. ทั้งสองประโยคนี้แม้ดู
แนวคิดเรื่องของโครงสร้างลึกและโครงสร้างผิวใน รูปผิวจะคล้ายกัน แต่จริงๆแล้วต่างกันทางวากยสัมพันธ์มาก
ไวยากรณ์ปริวรรตเทียบได้กับแนวคิดที่นำเสนอในไวยากรณ์ เพราะเราพูดว่า It is easy to please John แต่เราไม่พูดว่า *It
Port-Royal ในช่วงทศวรรษ 1660 (โดยนักภาษาศาสตร์กลุ่ม is eager to please John Chomsky จึงบอกว่าไวยากรณ์
นี้ได้รับอิทธิพลความคิดมาจาก Descartes อีกทีและนำเสนอ
ไวยากรณ์สากลที่อธิบายว่าไวยากรณ์เป็นสิ่งเดียวกับกระบวน แบบของเขาอธิบายได้ดีกว่า เพราะกำหนดให้สองประโยคนี้มี
ความคิด (mental process)) ซึ่งมีกฎที่จะใช้สร้างโครงสร้าง
โครงสร้างลึกที่ต่างกัน หรือในทางกลับกัน ประโยคที่ดู
ภายนอกแตกต่างกัน แต่จริงๆมีความสัมพันธ์กัน เช่น
ประโยค active และ passive ควรจะมีโครงสร้างลึกเหมือน
กัน
153
นอกจากนี้ ยังสามารถใส่ข้อมูลเรื่องประธานทาง กฎปริวรรตจะใช้ได้กับสายอักขระ (string) ที่มี
ไวยากรณ์ (grammatical subject) กับประธานทางตรรกะ โครงสร้างตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด กฎปริวรรตถูกยกมาอ้าง
(logical subject) เข้าไปได้โดยประธานทางไวยากรณ์เป็น ว่าทำให้มีความเรียบง่าย (simplicity) มากขึ้น แต่ Chomsky
เรื่องของโครงสร้างผิว แต่ประธานทางตรรกะเป็นเรื่องของ ก็ไม่เคยแจกแจงว่ามีกฎปริวรรตอะไรบ้าง Chomsky ยก
โครงสร้างลึก และสามารถกำหนดหัวเรื่อง (topic) ตาม ตัวอย่างประโยค passive - active ว่าการมีกฎโครงสร้างวลี
โครงสร้างผิวได้ว่าจะต้องเป็น NP ซ้ายสุดที่อยู่ภายใต้ S (PS rule) ของประโยคแก่น (kernel sentence) หรือ
โครงสร้างลึกสำหรับทั้งสองประโยคจะทำให้ไวยากรณ์มี
พัฒนาการของทฤษฎี ความซับซ้อนเกินงามเมื่อเทียบกับการให้มีกฎปริวรรตเพื่อ
แปลงประโยค active ให้เป็น passive แต่ภายหลังก็มีคน
ในหนังสือ Syntactic Structure Chomsky เสนอภาพ แย้งว่าประโยคทั้งสองแบบไม่เหมือนกัน ดูได้จากประโยค
ไวยากรณ์ที่มีโครงสร้างวลี โครงสร้างการปริวรรต และการ everyone in the room knows at least two languages กับ
แปรหน่วยเสียงของหน่วยคำ (morphophonemics) at least two languages are known by everyone in the
ไวยากรณ์ประกอบด้วยกฎที่จะสร้างโครงสร้างวลี และกฎที่จะ room นั้นความหมายของประโยค passive นั้นไม่เหมือนกับ
แปลงสายอักขระ (string) ของหน่วยคำเป็นสายอักขระของ ประโยค active เพราะประโยคแรกทุกคนจะรู้อย่างน้อยสอง
หน่วยเสียง กฎทั้งสองชุดเชื่อมโดยชุดของกฎปริวรรต (se- ภาษาแต่อาจเป็นภาษาต่างกันได้ แต่ประโยคหลังหมายถึงมี
quence of T rule) อย่างน้อยสองภาษาที่ทุกคนรู้เหมือนกัน
กฎที่ใช้เรียก กฎเขียนใหม่ (rewriting rule) A -> Z ทฤษฎีมาตรฐาน (Standard Theory)
อ่านว่า A เขียนใหม่เป็น Z หรือประกอบด้วย Z ถ้าเป็นกฎ
แบบอิงบริบทจะมีเงื่อนไขบังคับการใช้กฎด้วย เช่น A -> Z แบบจำลองที่ Chomsky เสนอในหนังสือ Aspects of the
/X_Y X Y จะเป็นบริบทหน้าและหลังของ A Theory of Syntax เรียกว่าทฤษฎีมาตรฐาน (standard the-
ory) ใน แบบจำลองนี้มองไวยากรณ์ว่ามีองค์ประกอบ 3 ส่วน
ลำดับของสายอักขระ (sequence of strings) ที่เกิดขึ้น คือ ส่วนวากยสัมพันธ์ อรรถศาสตร์ และลัทวิทยา แต่ De
เรียกว่าลำดับการแปลง (derivation sequence) และแต่ละ Beaugrande มองว่าจริงๆทฤษฎีนี้มีลักษณะเป็นรูปนัยทั้งหมด
ประโยคจะผ่านขั้นตอนการแปลงสายอักขระตามลำดับเรียก (completely-formal) และไม่มีส่วนอรรถศาสตร์ที่แท้จริง
ว่ามี เส้นทางการแปลง (history of derivation) ประโยคอย่าง colorless green ideas sleep furiously ที่
154
Chomsky บอกว่าสามารถเกิดได้จากส่วนวากยสัมพันธ์ทำให้ (contextual) คือ ถูกใส่เข้าไปภายหลังจากการใช้กฎ
สรุปว่าความถูกต้องทางไวยากรณ์ไม่เกี่ยวกับว่าประโยคนั้นมี ไวยากรณ์ เช่นเรื่องของพจน์ การก
ความหมายหรือไม่ (grammatical cannot be identified
with meaningful or significant) Chomsky เสนอให้ศึกษาวากยสัมพันธ์เป็นหลักแล้วจึง
ขยายไปสู่เรื่องความหมาย ในส่วนขององค์ประกอบทาง
องค์ประกอบส่วนวากยสัมพันธ์ (syntactic component) ความหมาย (semantic component) จึงมีลักษณะเป็นเพียง
เป็นส่วนเดียวที่เป็นมีลักษณะสร้างสรรค์ (creative) เพราะอีก การตีความจากโครงสร้างที่ได้ (interpreter) ข้อมูลทุกอย่าง
2 ส่วนเป็นเพียงแค่รับข้อมูลจากส่วนวากยสัมพันธ์ไปตีความ จะมีอยู่แล้วที่โครงสร้างวากยสัมพันธ์ และความหมาย (mean-
(interpreter) ส่วนวากยสัมพันธ์เเป็นส่วนที่ใน Aspect of ing) ในสายตาของ Chomsky ก็แคบแค่ความหมายตามตัว
the Theory of Syntax พูดถึงเป็นหลัก เป็นส่วนที่กำหนดกฎ อักษร (literal meaning)
ต่างๆ ที่ใช้สร้างสายอักขระที่ถูกรูปแบบ (well-formed
strings) และให้ข้อมูลโครงสร้างกับสายอักขระเหล่านั้น Cowper (1992: 6)
ในรูปจะเห็นว่าทฤษฎีมาตรฐาน มีกฎโครงสร้างวลี (PS
ในส่วนวากยสัมพันธ์ประกอบด้วยคลังคำศัพท์ (lexicon) rules), กฎปริวรรต, กฎการเติมคำ (lexical insertion rules)
ที่แต่ละรายการ (item) มีลักษณ์ (feature) ภายใน เช่น Ani- ดังในตัวอย่างในรูปด้านล่าง กฎโครงสร้างวลีที่กำหนดข้าง
mate, Human คลังศัพท์มีข้อมูลที่เรียกว่า formative คือ ล่าง สามารถสร้างโครงสร้างรูปแรก แล้วก็เติมคำด้วยกฏ
หน่วยที่เล็กสุดที่มีหน้าที่ทางวากยสัมพันธ์ (minimal syntacti-
cally functioning units) ซึ่งรวมถึงรายการหน่วยศัพท์ (lexi- 155
cal items) (เช่น boy, sincere) และรายการหน่วยไวยากรณ์
(grammatical items) (เช่น Perfect, Progressive)
ในแต่ละ entry ของคลังคำศัพท์ประกอบด้วย descrip-
tive feature matrix และ complex symbol feature เป็น
ลักษณ์ด้านสัทวิทยา วากยสัมพันธ์ และอรรถศาสตร์ ลักษณ์
บางส่วนก็มีอยู่ภายใน formative คือ เป็นส่วนหนึ่งของ com-
plex symbol ของ lexical entry เช่น เพศ (gender) ที่
สามารถบอกจากรูปได้ แต่บางลักษณ์ก็เป็นลักษณ์จากบริบท
การแทรกคำเป็นโครงสร้างรูปที่สองซึ่งเป็นโครงสร้างลึก
(deep structure) จากนั้น ผ่านกฎปริวรรต passive มีการ
ย้ายที่ประธานและกรรมพร้อมทั้งแทรกคำบุพบท by ออกเป็น
โครงสร้างรูปที่สาม และจะผ่านกฎปริวรรต affix-hopping
และ subject-verb agreement เป็นโครงสร้างผิว (surface
structure) ในรูปสุดท้าย จากนั้นก็ไปเข้าส่วนองค์ประกอบ
ทางเสียง (phonological component) ซึ่งทำให้
past+be+3sg มีรูปเป็น was และ steal+en มีรูปเป็น stolen
ด้วยวิธีการนี้ ทำให้ไวยากรณ์ปริวรรตสามารถอธิบายได้ว่า
ประโยค active และประโยค passive มีความเกี่ยวข้องกัน
โดยมีโครงสร้างลึกเหมือนกัน
Cowper (1992: 6-7)
ในส่วนองค์ประกอบทางความหมาย (semantic compo-
nent) โครงสร้างลึกจะถูกตีความโดยกฎระบุความหมาย
(projection rule) ประเด็นที่สำคัญตรงนี้ คือ รูปแทนทาง
ความหมาย (semantic representation) ถูกสร้างขึ้นโดย
อาศัยข้อมูลที่อยู่ในโครงสร้างลึกเท่านั้น Katz and Postal
(1964) จึงขยายความต่อให้ชัดเจนว่า กฎปริวรรตจะต้องไม่ไป
เปลี่ยนความหมายของประโยค ซึ่งเรียกว่าสมมติฐาน Katz-
Postal แต่สมมติฐานนี้จะมีปัญหาเพราะไม่สามารถอธิบาย
ประโยค active-passive บางประโยค เช่น
(3) a. The editor didn't find many mistakes
b. Many mistakes weren't found by the editor
156
ถ้าทั้ง 2 ประโยคนี้ มีโครงสร้างลึกเหมือนกัน ความ Cowper (1992: 10)
หมายก็ควรจะเหมือนกัน แต่ปรากฏว่าทั้ง 2 ประโยคนี้มีความ
หมายต่างกัน (ประโยคแรกมีความหมายทำนองว่าไม่ค่อยมี รูปที่แสดงเป็นแบบจำลองของทฤษฎีมาตรฐานแบบ
ที่ผิดมาก แต่ประโยคหลังมีความหมายทำนองว่ามีมากและ ขยาย (extended standard theory) ตามแบบของ Jackend-
บรรณาธิการมองพลาดไป) จึงมีทางออกอยู่ 2 ทาง ถ้าไม่ยอม off โดยแก้ไขในส่วนขององค์ประกอบทางความหมาย (se-
ให้กฎปริวรรตเปลี่ยนแปลงความหมายได้ ก็ต้องยอมให้ทั้ง mantic component) ให้มีรูปแทน (representation) มากขึ้น
สองประโยคมีโครงสร้างลึกที่ต่างกัน Chomsky และ R. และทำให้ทั้งองค์ประกอบทางวากยสัมพันธ์เป็นเอกเทศ
Jackendoff เลือกทางออกอย่างแรก ขณะที่ Ross, (autonomous) มากขึ้น รูปแทนทางความหมาย (semantic
McCawley, และ Lakoff เลือกทางออกแบบหลังและได้นำ representation) จะมีหลายส่วนย่อยซึ่งแต่ละส่วนก็จะเก็บ
เสนอแนวคิดของอรรถศาสตร์เพิ่มพูน (generative semantic) ข้อมูลแตกต่างกัน
ทฤษฎีมาตรฐานแบบขยาย (Extended Standard The-
ory)
ทฤษฎีนี้เป็นทางเลือกแบบแรกที่ฝ่าย Chomsky และ R.
Jackendoff ใช้ คือ ขยายให้ทฤษฎีมาตรฐานยอมให้ความ
หมายไม่จำเป็นต้องอยู่ที่โครงสร้างลึกเท่านั้น
157
โครงสร้างหน้าที่ (functional structure) บอกให้รู้ว่า ข้อมูลเน้นและมูลบท (focus and presupposition) ได้
ใครทำอะไรกับใคร ได้มาจากการตีความโครงสร้างลึก แต่ มาจากโครงสร้างผิว ข้อมูลเน้น (focus) คือ ส่วนที่ผู้พูด
ส่วนอื่นของความหมาย เช่น โครงสร้างทัศนะ (modal struc- สันนิษฐาน (assume) ว่า ผู้ฟังไม่รู้มาก่อน ซึ่งขึ้นกับหลาย
ture) ตารางการอ้างอิงร่วม (table of coreference) ข้อมูล ปัจจัย เช่น ในตัวอย่างจะเห็นว่า การลงน้ำหนักเสียง (stress)
เน้นและมูลบท (focus-presupposition) นั้นได้มาจาก ที่ส่วนต่างๆ และการทำเป็นประโยค passive มีผลต่อการเป็น
โครงสร้างที่ผ่านกฎปริวรรตแล้วหรือจากโครงสร้างผิวนั่นเอง focus ของแต่ละส่วน
โครงสร้างทัศนะ (modal structure) ใช้เพื่อแก้ปัญหา (5) a. Mary drank the SHAVING LOTION. (not the
เกี่ยวกับขอบเขต (scope) ของการปฏิเสธ (negation) และ peach brandy)
หน่วยบอกปริมาณ (quantified element) [เรื่องการปฏิเสธ
และการบอกปริมาณเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาทางความหมายโดย b. Mary DRANK the shaving lotion. (Shee didn’y
เฉพาะจากมุมมองทางตรรกศาสตร์ที่มีปัญหาเรื่องความ give it to her brother for his birthday.)
กำกวมของขอบเขตว่าคลุมไปถึงแค่ไหน] ตารางการอ้างอิง
ร่วม (table of coreferences) บอกว่า อะไรอ้างถึงสิ่งเดียวกัน c. MARY drank the shaving lotion. (The pet alliga-
อะไรไม่สามารถอ้างถึงสิ่งเดียวกัน อะไรอาจจะอ้างถึงสิ่ง tor didn’t.)
เดียวกันได้ เช่น ในตัวอย่าง (4) herself ใน (a) ต้องเป็น
Mary แต่ her ใน (b) จะต้องไม่ใช่ Mary ส่วน she ใน (c) (6) a. The soldiers cleaned up the beach. (We knew
อาจเป็น Mary หรือไม่ก็ได้ that soldier were going to clean something up. I’m tell-
ing you that thing was the beach.)
(4) a. Mary saw herself in the mirror.
b. The beach was cleaned up by the soldiers. (We
b. Mary saw her in the mirror. know that the beach was going to be cleaned up. I’m
telling you that the soldiers did it.)
c. Mary thinks that she is attractive.
Cowper (1992: 12)
Cowper (1992: 12)
สรุปว่าในแบบบจำลองนี้ยอมให้แต่ละระดับภายในส่วน
ของวากยสัมพันธ์สามารถให้ข้อมูลทางความหมายได้ และ
กำหนดให้องค์ประกอบทางวากยสัมพันธ์เป็นเอกเทศ
(autonomous) มากขึ้น คือ ให้กฎทางวากยสัมพันธ์อ้างถึง
158
หรือใช้เฉพาะข้อมูลที่เป็นข้อมูลทางวากยสัมพันธ์เท่านั้น จะ
ต้องไม่มีกฎอย่าง reflexive, equi-NP deletion เพราะพวกนี้
ใช้ข้อมูลที่ไม่ใช่วากยสัมพันธ์ คือดูว่ามีการอ้างถึงสิ่งเดียวกัน
(coreference) หรือไม่ แต่จะให้ใช้กฎแบบตีความ (interpre-
tive) แทน ผลก็คือทำให้ในโครงสร้างลึกจะมีคำสรรพนาม
(pronoun) กับประธานไร้รูป (empty subject) อยู่ใน
โครงสร้างระดับลึกเลย เช่น John expects to win จะมี
ประธานไร้รูปหน้า to ซึ่งอ้างอิงร่วม (co-index) กับ John
ด้วยกฎตีความความหมาย (interpretive rule)
แบบจำลองแบบตัววาย (Y-shaped Model)
จากการยอมให้มีหน่วยที่เป็นนามธรรมอย่าง สูญรูป
(empty category) แบบจำลองของไวยากรณ์จึงถูกทำให้
เรียบง่ายมากขึ้น ดังในรูปด้านล่าง
Cowper (1992: 14)
รูปแทนทางความหมาย (semantic representation) จึง
สามารถอาศัยข้อมูลจากโครงสร้างทางวากยสัมพันธ์อันเดียว
เท่านั้นได้ ซึ่งไม่ใช่โครงสร้างลึกแล้วแต่เป็นโครงสร้างผิวแทน
มีการเปลี่ยนแปลงในแบบจำลองนี้มากพอสมควร กฎ
โครงสร้างวลีถูกทำให้ง่ายขึ้นกลายเป็น x-bar theory ส่วน
ของการปริวรรต (transformational component) เหลือ
เพียง Move-NP กับ Move-wh phrases สูญรูป (empty
159
category) มีบทบาทมากขึ้น เมื่อมีการย้ายที่ (movement) หลักการและตัวแปร (Principles and Parameters)
เกิดขึ้นก็จะมีร่องรอย (trace) ซึ่งเป็นสูญรูป (empty cate-
gory) อีกประเภทเกิดด้วย ด้วยเหตุนี้โครงสร้างผิว (s- ถึงตอนนี้ มุมมองเรื่องไวยากรณ์สากล (universal gram-
structure) ในแบบจำลองนี้จึงมีลักษณะเป็นนามธรรม mar) เริ่มชัดขึ้น จากที่เคยมองกันว่าไวยากรณ์สากลเป็น
มากกว่าโครงสร้างผิว (surface structure) ในทฤษฎี เหมือนกล่องเครื่องมือ (toolbox) ที่มีหน่วยพื้นฐานและการ
มาตรฐาน (standard theory) จึงทำให้เป็นไปได้ที่จะตีความ ปฏิบัติการพื้นฐาน (basic elements and operations) ต่างๆ
ทางความหมายโดยอาศัยเฉพาะโครงสร้างผิว (s-structure) อยู่ ซึ่งแต่ละภาษาเลือกนำมาใช้เฉพาะบางส่วน ซึ่งไม่น่าเชื่อ
ว่าเป็นไปได้ เพราะเราต้องมีกล่องเครื่องมือที่ใหญ่มากจึงจะมี
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นตอนนี้เป็นการเปลี่ยนจากกฎมาสู่ เครื่องมือหลากหลายมากพอเพื่อครอบคลุมภาษามนุษย์
รูปแทน (representation) เช่น จากเดิมมีกฎปริวรรต pas- ทั้งหมด ซึ่งแย้งกับความคิดที่ว่าคนเราเกิดมาพร้อมกับ
sive ที่ถูกกระตุ้น (activate) โดยดูจากเงื่อนไขโครงสร้างแล้ว ไวยากรณ์สากลนี้และก็ไม่มีอะไรบอกว่าเราจะจัดระบบ (organ-
เปลี่ยนแปลงเป็นโครงสร้างเฉพาะ มาเป็นกฎการย้ายนามวลี ize) มันอย่างไร ต่อมาเปลี่ยนไปมองว่าเป็นเซ็ทของเงื่อนไข
(move NP) อย่างเดียว โดยจะย้ายนามวลีอะไรก็ได้ ถ้า ข้อบังคับ (set of specifications or constraints) ซึ่งเป็นตัว
เงื่อนไขนั้นมีอยู่ เช่น case filter เป็นตัวบังคับให้มีการย้าย ควบคุมไวยากรณ์ว่าเป็นอย่างไรได้บ้าง แต่ความคิดนี้ก็ไม่ได้
the car ใน it seems the car to be rather dirty กลายเป็น ทำให้ลดปริมาณการรับภาษาของเด็ก ต่อมามองเป็นหลัก
The car seems to be rather dirty เพื่อให้นามวลี the car การและตัวแปร (principle and parameter) คือ มองว่า
รับการกได้ (เพราะตำแหน่งเดิมที่อยู่ไม่สามารถรับการกได้) ไวยากรณ์สากลมีโครงสร้าง (structure) อย่างเดียวกับ
ไวยากรณ์ในภาษา แต่ต่างตรงที่ในแต่ละไวยากรณ์ของภาษา
การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ ทำให้มองเห็นความสอดคล้อง นั้นเป็นตัวที่ผ่านการเลือกค่าบางอย่างมาแล้ว เช่น อาจมี
กัน (consistency) ในไวยากรณ์ของแต่ละภาษา กฎอย่างการ ตัวแปรเกี่ยวกับคำหลักอยู่หน้าหรือหลัง (head-initial, head-
ย้ายนามวลี (NP movement), การย้ายคำ wh (wh- final) งานตรงนี้ก็เดินไปเรื่อยๆ มีคนเสนอตัวแปรต่างๆ เช่น
movement) จะถือเป็นมาตรฐานที่มีอยู่ในทุกภาษา ทำให้ ตัวแปรการมีไม่มีประธานไร้รูป (null-subject parameter)
ภาพของไวยากรณ์สากล (universal grammar) ชัดขึ้น ทฤษฎีกำกับและผูกยึด (government and binding) เป็น
ทฤษฎีที่ใช้ลักษณะของหลักการและตัวแปรนี้ ซึ่งจะพูดถึงต่อ
ไปในบทหลัง
160
อรรถศาสตร์เพิ่มพูน (Abstract Syntax - Generative ก็ปีค.ศ.1967 ทำให้กระแสของพวก Lakoff มาแรงมากใน
Semantics) ช่วงที่ Chomsky ไม่อยู่นี้
ย้อนกลับไปที่ปัญหาในสมมติฐานของ Katz-Postal ว่ามี ประเด็นหลักที่พูดกัน คือ เรื่องความ
ทางแก้อยู่ 2 แบบ ฝ่าย Chomsky เลือกแบบที่แก้ให้ความ เป็นนามธรรมของโครงสร้างวากยสัมพันธ์ที่
หมายไม่จำเป็นต้องอยู่ที่โครงสร้างลึกทั้งหมด ส่วนอีกฝ่าย ซ่อนอยู่ภายใน (underlying syntactic
เลือกให้ประโยคที่มีความหมายต่างกันจะต้องมีโครงสร้างลึก structure) ว่าโครงสร้างลึกจะห่างจาก
ที่ต่างกันซึ่งเป็นที่มาของกลุ่มอรรถศาสตร์เพิ่มพูนนี้ โครงสร้างผิวแค่ไหน หรือมองว่า
โครงสร้างลึกจะใกล้กับรูปแทนทางความ
ภาพโดยรวม หมาย (semantic representation) จริงแค่ไหน โครงสร้าง
ลึกในตอนนี้จะเริ่มมีลักษณะเป็นนามธรรม (abstract) มาก
หลังจาก Chomsky เขียนหนังสือ Aspect of the Theory ขึ้นๆ
of Syntax ในปีค.ศ.1965 ก็มีงานต่างๆออกมายืนยันว่า
ทฤษฎีสามารถนำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางภาษาที่ซับ ผลที่เกิดขึ้น คือ การลดจำนวนหน่วยหน้าที่ไวยากรณ์
ซ้อนต่างๆ ได้ Rosenbuam (1967) เขียนวิทยานิพนธ์ (grammatical function) มีคนเสนอให้รวมหน่วยไวยากรณ์
ปริญญาเอกเรื่อง The Grammar of English Predicate คำคุณศัพท์ (adjective) คำบุพบท (preposition) คำกริยา
Complement Constructions ออกมายืนยันว่าทฤษฎี ช่วย (auxiliary) คำปฏิเสธ (negative) เป็นส่วนหนึ่งของคำ
ไวยากรณ์ปริวรรตสามารถใช้วิเคราะห์โครงสร้างภาษา กริยา (verb) และมีการเสนอให้แตกรายละเอียดคำ (decom-
อังกฤษที่ซับซ้อนได้ดี แต่ก็เริ่มมีคนเห็นแย้งกับ Chomsky pose lexical) เช่น แยก break เป็น cause + come about +
เช่น Paul Poster แย้งว่า adjective ควรวิเคราะห์เป็น verb be + broken หรืออย่างประโยค Seymour sliced the sa-
แต่ที่สำคัญ คือ Robert Ross ซึ่งสอนวิชาไวยากรณ์สากล lami with a knife กับ Seymour used a knife to slice the
(Universal Grammar) ที่ MIT กับ George Lakoff ที่สอน salami ก็ถือว่าควรมีโครงสร้างลึกเหมือนกัน ภายหลังใน
วิชาทฤษฎีวากยสัมพันธ์ที่ Harvard ในช่วงระหว่างที่ Chom- ช่วงปลายทศวรรษคำว่า โครงสร้างลึก (deep structure) ก็
sky ลาไปที่ Berkeley ในปีค.ศ.1966 ซึ่งกว่าจะกลับมา MIT เลิกใช้ไปเพราะไม่ต่างจากรูปแทนทางความหมาย (semantic
representation) Chomsky โต้งานเหล่านี้ตั้งแต่ปีค.ศ.1967
161
ที่กลับมา แต่กว่าที่แนวคิดของ Chomsky จะกลับมาเป็นกระ
แสหลักได้ก็กลางทศวรรษ 1970
Newmeyer (1980: 97)
รายละเอียด (8) John and Mary left.
สมมติฐาน Katz-Postal (1964) บอกว่า ความหมายจะ Newmeyer (1980: 98)
อยู่ที่โครงสร้างลึก ซึ่งมีกฎตีตวาม (interpretive rule) เป็น
ตัวตีความความหมาย ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าโครงสร้างลึกอาจจะ ตัวอย่าง I don’t steal from John because I like John. มี
ตื้น (shallow) และมีกฎตีความ (interpretive rule) จำนวน สองความหมายเพราะความกำกวมของขอบเขตการปฏิเสธ
มากและซับซ้อน เพราะไม่มีข้อห้ามอะไรในสมมติฐานนี้ แต่ ความหมายหนึ่งบอกว่าไม่ขโมยของจากจอห์นด้วยเหตุว่าชอบ
ทำไมนักภาษาศาสตร์จึงมุ่งไปที่โครงสร้างวากยสัมพันธ์ (syn- จอห์น อีกความหมายบอกว่าไม่ใช่กรณีที่ว่าขโมยของจาก
tactic structure) อย่างเดียว อาจมาจากงานของ Chomsky จอห์นเพราะว่าชอบจอห์น (คืออาจจะขโมยเพราะอยากได้ของ
(1965) ที่ว่า โครงสร้างลึกเป็นตัวกำหนดความหมายของ หรือเพราะเกลียดจอห์นก็ได้) ก็เลยต้องมีโครงสร้างลึก 2 แบบ
ประโยค ทำให้นักภาษาศาสตร์พยายามหาโครงสร้างลึกที่ ในตัวอย่าง John and Mary left. ก็มี 2 โครงสร้างเพราะมี
สามารถแสดง (represent) ความหมายทุกอย่างได้ ความกำกวมที่เกิดจากการใช้คำเชื่อมว่าทั้งสองคนจากไป
พร้อมกันหรือต่างคนต่างจากไป หรืออย่าง John began the
จากสมมติฐานของ Katz-Postal และจากแนวความคิด book เนื่องจาก กฎระบุความหมาย (projection rule) ไม่ได้
ของ Katz-Fador ในเรื่องการใช้กฎระบุความหมาย (inter- เพิ่มความหมายใดๆให้ได้ ก็ต้องมองว่าความหมายอะไร
pretive rule) ทำให้สรุปได้ว่า ทุกความกำกวมที่เกิดขึ้นใน
ประโยคแสดงถึงความแตกต่างของโครงสร้างลึก ดังใน 162
ตัวอย่าง
(7) I don’t steal from John because I like him
ก็ตามที่สามารถเข้าใจได้จากประโยคนั้นควรจะต้องมีอยู่แล้ว Newmeyer (1980: 100-101)
ในโครงสร้างลึก ในตัวอย่างนี้จึงควรมีความหมายของ read-
ing หรือ writing อยู่ในโครงสร้างลึกด้วย ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ ในตัวอย่าง (9) จะเห็นว่าขอบเขตการปฏิเสธและการถาม
โครงสร้างลึกที่ได้จึงมีลักษณะเป็นนามธรรมมากๆ ขึ้น นั้นเป็น VP และในตัวอย่าง (10) จะเห็นว่าประโยค b, c
เป็นการตั้งคำถามและปฏิเสธส่วนที่เป็น near the house ดัง
เหคุผลโต้แย้งที่พวกนี้ให้ มักบอกว่าโครงสร้างที่ นั้นจึงน่าจะวิเคราะห์ให้ near the house เป็น VP ได้ ทั้งนี้ก็
นามธรรมมากจะเป็นข้อมูลเข้าที่เหมาะสุด (optimal input) เพื่อให้กฎระบุความหมายอันเดียวใช้ได้ทั้ง VP ทั่วไป และกับ
สำหรับกฎระบุความหมาย (semantic projection rules) near the house ในที่นี้ได้ด้วย
มากกว่าการใช้โครงสร้างที่มีลักษณะนามธรรมน้อย เช่น ยก
ตัวอย่างการที่รวม ADJ เป็น V ทำให้ไม่ต้องมีกฎระบุความ (11)
หมาย 2 กฎที่ทำงานแบบเดียวกัน แต่ใช้กฎระบุความหมาย
กฎเดียวกันได้เลย ในตัวอย่าง I regret that กับ I am sorry
that ในโครงสร้างลึก sorry ควรเป็นกริยาแบบเดียวกับ re-
gret จึงจะสามารถใช้กฎระบุความหมายอันเดียวกันได้
(9) a. Does John [VP like ice cream]
b. John does not [VP like ice cream]
(10) a. John shot Bill near the house
b. Did John shoot Bill near the house?
c. John did not shoot Bill near the house
(12)
163
เรื่องของข้อจำกัด (restriction) ว่า NP ที่จะเกิดกับ verb ใน
สองประโยคนั้นเหมือนกัน จึงไม่ควรต้องทำอย่างเดียวกันใน
สองโครงสร้างลึก ควรให้มีโครงสร้างลึกเดียวมากกว่า
(13) a. Seymour sliced the salami with a knife
b. Seymour used a knife to slice the salami
Newmeyer (1980: 101-102) Newmeyer (1980: 103)
อีกเหตุผลหนึ่ง คือ การลดจำนวนโครงสร้างลึกเพื่อลด ตัวอย่างอื่นๆ เป็นการแสดงการวิเคราะห์แบบ
จำนวน strict subcategorization feature เช่น (10) try, ex- วากยสัมพันธ์นามธรรม (abstract syntax) เช่น ให้ NP เป็น
pect, insist มี subcat feature ต่างกัน แต่ถ้าวิเคราะห์ให้มี relative clause ในโครงสร้างลึก ในตัวอย่าง (14)
โครงสร้างแบบเดียวกัน จะกำจัด feature ที่ต่างนั้นไปได้
กลายเป็นแบบ (11) เหตุผลที่นำมาใช้อ้างมักเป็นไปในรูป (14) a. I know someone who is working on English ad-
verbs ~ I know someone working on English adverbs
แบบนี้
b. I saw something that was horrible ~ I saw some-
The selectional restriction holding between A and thing horrible
B in sentence S and between C and D in sentence S' are
essentially the same. We can capture this within the 164
Aspects framework by positing substructures within S
and S' where A and C, B and D, have the same repre-
sentation. The restriction now need be stated only
once. ตัวอย่างเช่น (13) ซึ่ง Chomsky (1965) จะวิเคราะห์
ให้มีโครงสร้างลึกสองแบบ แต่ Lakoff ว่าหากดูจะเห็นว่า
c. I never speak to anyone who is a behaviorist ~ I (deep structureless) นี้จึงได้รับชื่อต่อมาว่าเป็นแนวคิดแบบ
never speack to a behaviorist อรรถศาสตร์เพิ่มพูน (generative semantics)
Newmeyer (1980: 107) ปีค.ศ.1967 Chomsky กลับมาและแสดงความไม่เห็น
ด้วยแนวคิดดังกล่าว ในปีค.ศ.1970 Chomsky ตีพิมพ์
Lakoff ยังยกเหตุผลจากภาษาอื่นๆ มาสนับสนุนการวิ บทความ Remarks on Nominalization ออกมาแย้งว่า
เคราะห์คำคุณศัพท์เป็นกริยา วิเคราะห์คำบุพบทเป็นเหมือน ลักษณะร่วมทางวากยสัมพันธ์ที่เป็นพื้นฐาน (fundamental
กริยาว่าภาษาอื่นไม่ใช้คำที่เป็นคุณศัพท์หรือบุพบทนั้น เช่น syntactic generalization) นั้นจะเห็นได้ก็ต่อเมื่อมีโครงสร้าง
He ran to the river ในภาษาอื่นใช้คำที่มีความหมาย John ลึกที่ไม่เป็นนามธรรมมากเกินไปแบบที่อีกฝ่ายเสนอ Chom-
ran arrived river เป็นต้น sky เสนอให้โครงสร้างลึกมีความเป็นนามธรรมน้อยลงกว่าที่
เขาเคยเสนอใน Aspects of the Theory of Syntax ด้วยซ้ำ
จนถึงปีค.ศ.1967 การเปลี่ยนแปลงยังเป็นในทิศทางที่เข้าสู่ โดย Chomsky รับเอาความคิดแบบสมมติฐานศัพทนิยม (lexi-
วากยสัมพันธ์ที่เป็นนามธรรมมากขึ้น การที่โครงสร้างลึกเป็น calist hypothesis) มาใช้ โดยไม่ยอมให้มีกฎปริวรรตที่ไป
นามธรรมมากขึ้น ก็จะมีปัญหาต่อการใช้กฎการแทรกคำ (lexi- เปลี่ยนหมวดหรือหน้าที่คำได้เลย ในบทความนี้ เสนอว่าสิ่งที่
cal insertion rule) ที่ Chomsky ว่า มีการแทรกคำที่ เป็นคำนามในรูปผิวนั้นไม่ได้แปลงมาจากคำกริยา เช่น
โครงสร้างลึกอย่างประโยค John killed Bill ซึ่งต้องมี
โครงสร้างลึกแบบเดียวกับ John caused Bill die. ใน (15) John's refusal of the offer
โครงสร้างลึกก็เลยต้องเป็น John [+Causative] it Bill kill
<DEAD> [+Inchoative]. การที่ต้อง insert คำว่า kill Helen's marriage to Terry
ตั้งแต่ในโครงสร้างลึกซึ่งมีความหมาย <DEAD> ติดอยู่ด้วย
ก่อนที่จะทำการลดทอนด้วยกฎภายหลัง (collapsing rules) โดย Chomsky ให้เหตุผล เช่น
ทำให้สูญเสียลักษณะร่วมทางภาษา (generalization) ไป
ทางแก้คือ ให้โครงสร้างลึกแสดงเฉพาะความหมายเท่านั้น โครงสร้างนามผ่านการแปลงนี้ (Derived nominals)
และให้มีการใส่คำหลังจากใช้กฎลดทอน (collapse rule) ไป ปรากฏในประโยคในโครงสร้างพื้นฐาน (base structures)
แล้ว ซึ่งเป็นแนวทางที่เสนอว่าไม่มีโครงสร้างลึกที่เป็นรูป แต่ไม่ปรากฎในโครงสร้างจากการปริวรรต ดูตัวอย่าง 16
แทนที่อิสระอีกต่อไป แนวคิดแบบไร้รูปแทนโครงสร้างลึก การที่ belief เป็นคำนามมีผลทำให้ขัดขวางกฎแบบ raising-
to-object ได้ ในขณะที่ believe ที่เป็นคำกริยายังสามารถ
ทำการ raise-to-object ได้
165
(16) a. John believed that Bill was a fool -> RAISING- เป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว ในช่วงนั้นบทความของ Chomsky จึง
TO-OBJECT ไม่เป็นที่ยอมรับเท่างานทางอรรถศาสตร์เพิ่มพูน จนในช่วง
ท้ายทศวรรษ 1960 จึงค่อยมีงานของ Chomsky และลูกศิษย์
b. John believed Bill to be a fool ออกมามากขึ้นสนับสนุนความคิดที่ว่าสมมติฐานของ Katz
and Postal ที่ความหมายจะคงอยู่ที่โครงสร้างลึกโดยกฎ
c. John’s belief that Bill was a fool -/> ปริวรรตไม่เปลี่ยนความหมายนั้นไม่ถูกต้องทีเดียว และใน
งานของพวกอรรถศาสตร์เพิ่มพูนก็มีลักษณะที่เพียงหาเงื่อนไข
d. *John’s belief of Bill to be a fool บางอย่างที่พอ (sufficient condition) จะใช้อ้างเหตุสรุปอะไร
ออกมา แต่ไม่ได้พยายามมองหาสิ่งที่เป็นเงื่อนไขจำเป็น (nec-
Newmeyer (1980: 115) essary) จริงๆ เช่น เมื่อพบ John is happy, but he doesn't
look it. ก็สรุปว่าคำคุณศัพท์สามารถวิเคราะห์เป็น NP ได้
นอกจากนี้ โครงสร้างของนามผ่านการแปลง (derived (เพราะเห็นว่าใช้ it แทนคำ happy ได้) แต่ก็ไม่เคยอธิบาย
nominal) นั้นก็มีคุณสมบัติคล้ายกับ NP ทุกประการ คือ ตัวอย่างแย้ง (counter example) อย่างเช่น *John is
สามารถมี determiners, pronominal adjectives แต่ไม่มี ad- happy, but I can't imagine why he is it หรือ *john is
verb, negation ถ้ามองว่า derived nominal พวกนี้เป็นคำ happy, and I'm it too. เป็นต้น ว่าทำไมจึงใช้ it แทน
นามแต่เดิม เราก็ไม่ต้องอธิบายอะไรว่าทำไมจึงมีคำขยาย happy ในประโยคอื่นๆ เหล่านี้ไม่ได้
ต่างๆ แบบคำนามได้ แต่ถ้า derived nominal ได้มาจาก
การปริวรรต เราก็ต้องสร้างกฎที่ค่อนข้างเฉพาะกิจ (ad hoc) ในช่วงท้ายทศวรรษ 1960 มีแนวการวิเคราะห์ใหม่ขึ้นมา
เพื่อทำให้คำพวกนี้ปรากฏในรูปผิวแล้วเหมือนคำนามปกติได้ คือ ไวยากรณ์การก (case grammar) ซึ่งเป็นแนวเดียวกับ
อรรถศาสตร์เพิ่มพูน (generative semantic) ที่ให้โครงสร้าง
อย่างไรก็ดี งานของ Chomsky ไม่ประสบความสำเร็จนัก ลึกเป็นตัวแทนของความหมายซึ่งประกอบด้วยกริยาและสิ่งที่
ในช่วงแรกที่เผยแพร่ เพราะในช่วงทศวรรษ 1960 นั้นอเมริกา เรียกว่าการก ซึ่งเราจะพูดถึงกันในบทต่อไป
เข้าสู่สงครามเวียดนามและ Chomsky ก็ใส่ใจกับเรื่องการต่อ
ต้านสงครามมากกว่า และความคิดในบทความนี้ก็ไปหักล้าง ในช่วงนี้เป็นการต่อสู้อย่างดุเดือดของ 2 ฝ่าย คือ อรรถ
กับงานวากยสัมพันธ์ที่ทำกันในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมาจำนวน ศาสตร์เพิ่มพูน (generative semantics) กับอรรถศาสตร์
มากจึงทำให้ยอมรับกันได้ยาก อีกทั้งสมมติฐานศัพทนิยมนี้ ตีความ (interpretive semantics) ฝ่ายหลังคือ Chomsky ที่
ยังดูเหมือนออกมาแย้งกับแนวคิดการปริวรรตที่เคยเสนอมา
แต่เดิมด้วย จึงมีคนแย้งในจุดต่างๆ ที่ Chomsky ยกมาเป็น 166
ข้อโต้แย้งว่าไม่ถูกทีเดียวและกฎปริวรรตการแปลงเป็นนาม
ปรับทฤษฎีของตนตามที่กล่าวมา ต่างฝ่ายต่างใช้อารมณ์ tal linguistics (1977) การไม่มีกรอบทฤษฎีที่แน่นอนชัดเจน
ค่อนข้างมาก เช่น Lakoff กล่าวหาว่า Chomsky fights dirty จึงเป็นอุปสรรคต่อการสานต่อโดยคนอื่นๆ
when he argues. He use every trick in the book หรือ
อย่างการทะเลาะกันของ Lakoff กับ Jackendoff ในการ Chomsky ในฐานะนักวิพากษ์สังคม
ประชุม Linguistic Society of America ในปีค.ศ.1969 หรือ
Chomsky เป็นที่รู้จักดีในฐานะนักวิพากษ์รัฐบาล เขา
แม้แต่การว่าจ้างนักภาษาศาสตร์ฝ่ายไหนมาทำงานในสถาบัน พยายามชี้ประเด็นให้เห็นถึงการที่รัฐพยายามครอบงำความ
ก็เป็นเรื่องใหญ่โต รายละเอียดสามารถอ่านได้จากบทที่ 5 คิดของประชาชน การที่ปัญญาชนเพิกเฉยและร่วมมือกับรัฐ
Linguistic Wars ในหนังสือ Linguistic Theory in America ความไม่ชอบมาพากลของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐที่มี
สองมาตรฐาน (double standard) ซึ่งส่งผลให้มีการละเมิด
เหตุผลหนึ่งที่ฝ่ายอรรถศาสตร์เพิ่มพูนแพ้เพราะฝ่ายนี้ไม่ สิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ การที่สื่อเป็นกลไกการ
ครอบงำความคิดของประชาชน Chomsky มีความคิดต่อต้าน
สามารถขยายฐานไปได้มากเท่าฝ่ายอรรถศาสตร์ตีความ สงครามต่างๆ ที่สหรัฐทำ เช่น สงครามเวียดนาม สงครามอิรัก
ฝ่ายอรรถศาสตร์เพิ่มพูนมี James McCawley เท่านั้นที่มีลูก
ศิษย์ Paul Postal ทำงานกับบริษัท IBM จึงไม่มีลูกศิษย์ Chomsky เป็นพวกเสรีสังคมนิยม (libertarian socialism)
John R. Ross ถึงจะอยู่ MIT แต่ก็ถูกบดบังรัศมีโดย Chom- คือต้องการให้สังคมมีความเท่าเทียม (a society without po-
sky นักศึกษาที่นั่นจึงเลือกค่าย Chomsky มากกว่า Lakoff litical, economic or social hierarchies) เขาน่าจะได้รับ
อิทธิพลความสนใจทางการเมืองจากมารดาของเขาซึ่งมีความ
ซึ่งเป็นตัวหลักสำคัญของฝ่ายอรรถศาสตร์เพิ่มพูนก็สอนอยู่ถึง คิดฝ่ายซ้าย Chomky อ่านงานของ George Orwell เรื่อง
4 แห่ง Harvard, Michigan, Center for Advanced Studies Animal Farm ตั้งแต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ล่าสุดเมื่อ 20 กันยายน
in the Behavioral Sciences, และ Berkeley ทำให้ไม่มี ค.ศ.2006 ประธานาธิบดีเวเนซูเอล่า กล่าวยกย่องหนังสือ He-
สำนักที่เข้มแข็งเหมือนอย่างที่ Chomsky และ Halle ทำที่ gemony or Survival ของ Chomsky ว่าได้เผยให้เห็นธาตุแท้
MIT ในปีค.ศ.1972 Lakoff พยายามจะทำแต่ก็สายเกินไป ของสหรัฐที่พยายามครอบงำโลกอย่างไร
แล้ว อีกอย่าง Lakoff ก็ปรับเปลี่ยนแนวทฤษฎีของตัวเองอยู่
เรื่อยๆ เห็นได้จากชื่องานของเขา เช่น fuzzy grammar
(1973), global transderivational well-formedness gram-
mar (1974), cognitive grammar (1975), dual-hierarchy
grammar (1975), linguistic geatalt theory and experien-
167
แม้ Chomsky จะเป็นที่รู้จักดีสำหรับงานด้านการวิพากษ์ทาง • Language and Mind. New York: Harcourt Brace &
สังคม แต่ก็ไม่ได้ทำเป็นงานลักษณะภาษาศาสตร์วิพากษ์แบบ World, Inc., 1968. (Based on the Beckman lectures de-
ที่มีนักภาษาศาสตร์กลุ่มหนึ่งสนใจศึกษา งานส่วนนี้จึงไม่ได้ livered at the University of California at Berkeley,
เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานทางภาษาศาสตร์แต่อย่างใด แต่ก็ January 1967.)
เป็นงานที่ทำให้ Chomsky เป็นที่รู้จักของสาธารณะมากกว่า
งานทางภาษาศาสตร์ • Studies on Semantics in Generative Grammar. The
Hague: Mouton, 1972.
หนังสือภาษาศาสตร์โดย Chomsky
• Reflections on Language. New York: Pantheon Books,
• Logical Structure of Linguistic Theory. MIT Humani- 1975.
ties Library. Microfilm. 1955.
• Essays on Form and Interpretation. North-Holland:
• Syntactic Structures. The Hague: Mouton, 1957. Re- Elsevier, 1977.
print. Berlin and New York, 1985.
• Rules and Representations. New York: Columbia Uni-
• Aspects of the Theory of Syntax. Cambridge: The MIT versity Press and Oxford: Basil Blackwell Publisher,
Press, 1965. 1980. (Excerpted in The Behavioral and Brain Sci-
ences 3 (1980): 1-61, 1980.)
• Cartesian Linguistics. New York: Harper and Row,
1965. • Lectures on Government and Binding: The Pisa Lec-
tures. Holland: Foris Publications, 1981. Reprint. 7th
• with Morris Halle. Sound Pattern of English. New Edition. Berlin and New York: Mouton de Gruyter,
York: Harper and Row, 1968. 1993.
• Current Issues in Linguistic Theory. Berlin and New • Language and the Study of Mind. Tokyo: Sansyusya
York: Mouton de Gruyter, 1970. Publishing Co. Ltd., 1982.
• Some Concepts and Consequences of the Theory of
Government and Binding. Linguistic Inquiry Mono-
graph Six. Cambridge: The MIT Press, 1982.
168
• Noam Chomsky on The Generative Enterprise, A dis- • Generative Grammar: Its Basis, Development and
cussion with Riny Hyybregts and Henk van Riems- Prospects. Studies in English Linguistics and Litera-
dijk. Dordrecht: Foris Publications, 1982. ture, Special Issue, Kyoto: Kyoto University of For-
eign Studies, 1988. (From lectures given at Kyoto Uni-
• Modular Approaches to the Study of the Mind. San Di- versity of Foreign Studies, January 1987.)
ego: State University Press, 1984.
• Language and Thought. Wakefield, RI: Moyer Bell,
• The Logical Structure of Linguistic Theory. Chicago: 1993.
University of Chicago Press, 1985.
• The Minimalist Program. Cambridge, MA: The MIT
• Knowledge of Language: Its Nature, Origin, and Use. Press, 1995
New York: Praeger Publishers, 1986.
• "Derivation by Phase", MIT Occasional Papers in Lin-
• Barriers. Linguistic Inquiry Monograph Thirteen. guistics, no. 18, Cambridge, MA: MIT Working Pa-
Cambridge, MA and London: The MIT Press, 1986. pers in Linguistics, Department of Linguistic and Phi-
losophy, 1999.
• On Power and Ideology, The Managua Lectures. Bos-
ton: South End Press and Montreal and New York: • New Horizons in the Study of Language and Mind.
Black Rose Books, 1987. Cambridge, England: Cambridge University Press,
2000.
• Language and Problems of Knowledge. The Managua
Lectures. Cambridge, MA and London: The MIT • The Architecture of Language, edited by Nirmalang-
Press, 1987 shu Mukherji, Bibudhendra Narayan Patnaik an-
dRama Kant Agnihotri. New Delhi: Oxford University
• Language in a Psychological Setting. Sophia Linguis- Press, 2000. (Edited version of a lecture delivered at
tica: Working Papers in Linguistics, no. 22, Tokyo: the University of Delhi, January 1996.)
The Graduate School of Languages and Linguistics,
Linguistic Institute for International Communication, • "Minimalist Inquiries: The Framework." In Step by
Sophia University, 1987. Step: Essays in Minimalist Syntax in Honor of How-
ard Lasnik, edited by Robert Martin, David Michaels
• Language and Politics, edited by C. Otero. Montreal and Juan Uriagereka, 89-155. Cambridge, MA: The
and New York: Black Rose Books, 1988.
169
ผลงานหนังสือทางภาษาศาสตร์ของ Chomsky MIT Press, MOVIE 9.1 The Chomsky-Foucault Debate [excerpt, part 1/2]
2000.
Syntactic Structures, London: Mouton, 1957
1 of 14 อ้างอิง
•Barsky,
Robert.
1997.
Noam
Chomsky:
A Life of
Dissent.
Cam-
bridge:
MIT Press.
https://www.youtube.com/watch?v=WveI_vgmPz8
(http://cognet.mit.edu/library/books/chomsky/cho
msky/index.html)
• Cowper, E.A. 1992. A Concise Introduction to Syntac-
tic Theory. University of Chicago Press.
• De Beaugrande , R. 1991. 1991. Linguistic Theory: The
Discourse of Fundamental Works. Longman. [Noam
Chomsky p147-184]
• Newmeyer, F. 1980. Linguistic Theory in America.
170
ไวยากรณ์
การก
Universal = deep case
Case Grammar more สนใจคือ ความสัมพันธ์ระหว่างนามและกริยาใน
ประโยค ซึ่งบางภาษาอาจมีการกำกับรูปทางไวยากรณ์เป็น
Charles J. Fillmore (ค.ศ.1929-ปัจจุบัน) จบทาง การกเพื่อบอกความสัมพันธ์นั้น แต่ถึงแม้ว่าบางภาษาไม่มี
ภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Michigan ปีค.ศ.1961 ไป การกำกับรูปการก ความสัมพันธ์เหล่านี้ก็ยังมีอยู่
สอนที่มหาวิทยาลัย Ohio เป็นเวลา 10 ปี แล้วจึงมาสอนที่
ภาควิชาภาษาศาสตร์ University of California, Berkeley Fillmore เสนอเรื่องไวยากรณ์การกเพื่อบอกว่า
ตั้งแต่ปีค.ศ.1971 จนถึงปัจจุบัน เป็นผู้เสนอความคิดเรื่อง โครงสร้างลึกควรเป็นอย่างไร และจะเป็นสากล (universal)
ไวยากรณ์การก ปัจจุบันทำงานร่วมกับ Paul Kay ในการ ได้อย่างไร (นักภาษาศาสตร์อเมริกาในขณะนั้นกำลังสนใจ
พัฒนาทฤษฎีไวยากรณ์หน่วยสร้าง (Construction Gram- เรื่องของไวยากรณ์สากล) Fillmore พูดถึงความหมายของ
mar) และทำงานด้าน FrameNet สำหรับงานด้าน การก แต่เดิมว่าหมายถึงวิภัติปัจจัย (inflection) ที่เกิดกับคำ
พจนานุกรมเชิงคอมพิวเตอร์ (computational lexicogra- นาม ตัวอย่างเช่น ในไวยากรณ์ลาตินกล่าวถึงวิภัติปัจจัยที่
phy) บอกการก 6 อย่าง คือ Nominative, Genitive, Dative, Ac-
cusative, Ablative, Vocative Fillmore มองว่า การก
ในปีค.ศ.1968 Fillmore นำเสนอแนวคิดเรื่อง เหล่านี้เป็นเพียงการกรูปผิว (surface case) ใช้บอกความ
ไวยากรณ์การกในบทความ The case for case อยู่ใน เป็นประธาน (subject) กรรมตรง (direct object) กรรมรอง
หนังสือเรื่อง Universal in Linguistic Theory เป็น (indirect object) ส่วนขยาย (modifier) และอื่นๆ และ
ไวยากรณ์ที่นำเสนอให้การก (case) เป็นพื้นฐานของภาษา การกรูปผิวในแต่ละภาษาอาจแตกต่างกันไป แต่ Fillmore
ทุกภาษา Fillmore พูดถึงความเชื่อพื้นฐาน (assumption) ให้เรามองว่ายังมีการกที่อยู่ในระดับลึก ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นสิ่ง
2 อย่างในงานเขา คือ วากยสัมพันธ์ควรเป็นศูนย์กลางของ ที่เป็นสากลสำหรับทุกภาษาและมนุษย์มีมาแต่กำเนิด (in-
ไวยากรณ์ ไวยากรณ์ไม่ควรเป็นแบบสมัยก่อนที่กล่าวถึง nate) เพราะการกระดับลึก (deep case) นี้บอกความ
เฉพาะเรื่องคำและหน่วยคำแล้วกล่าวถึงวากยสัมพันธ์เพียง สัมพันธ์ทางความหมายระหว่างกริยากับคำนามในประโยค
เล็กน้อย แต่ไวยากรณ์ ต้องมองจากประโยคลงมาที่คำ และถ้าจำนวนการกนี้มีจำนวนจำกัด เราก็จะสามารถศึกษา
และความเชื่อพื้นฐานที่สองคือ เรื่องการให้ความสำคัญกับ เปรียบเทียบระหว่างภาษาได้
covert category หรือสิ่งที่ไม่เปิดเผยรูป คือ Fillmore เชื่อ
ว่าลึกลงไปแล้วทุกภาษาเหมือนกัน เพียงแต่บางภาษาเลือก ไวยากรณ์การกเป็นการปรับปรุงไวยากรณ์ปริวรรตของ
แสดงรูปไวยากรณ์ บางภาษาเลือกที่จะไม่แสดง สิ่งที่ Fill- Chomsky โดยนำเอาการกซึ่งปรากฏในระดับลึกมาใช้ ใน
172
ไวยากรณ์การก ส่วนขององค์ประกอบพื้น (base compo- ถ้าประโยคนั้นมีการกผู้กระทำ ให้นามวลีนั้นเป็น
nent) ยังคงเริ่มจากการกระจาย S เหมือนอย่างไวยากรณ์ ประธาน แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น
ปริวรรต แต่มีการกเป็นหน่วยพื้นฐานในกฎที่ใช้ ดังนี้
ถ้ามีการกเครื่องมือ ก็ให้นามวลีของการกเครื่องมือนั้น
S -> M + P (modal + proposition) เป็นประธาน แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น
P -> V + C1 + … + Cn (Ci = case-marked NP) ถ้ามีการกผู้ถูกกระทำ ก็ให้นามวลีนั้นเป็นประธานไป
C -> K + NP (K = case mark) เช่นตัวอย่าง
การกที่ Fillmore เสนอในปีค.ศ.1968 มี 6 การก ได้แก่ John broke the windows. มีการปรากฏเป็น (A V O)
การกผู้กระทำ (agentive) การกเครื่องมือ (Instrument)
การกผู้รับสภาพ (Dative) การกผลลัพธ์ (Factitive) การก A hammer broke the window เป็น (I V O)
สถานที่ (Locative) การกผู้ถูกกระทำ (Objective) (Fill-
more ไม่ได้จำกัดจำนวนการกว่าจะต้องมีจำนวนเท่านี้ เขา จากตัวอย่างนี้ ก็จะเห็นด้วยว่าโครงสร้างผิวของสอง
ยอมรับว่าอาจมีการกอื่นๆอีก) โดยกริยาแต่ละตัวจะมี ประโยคนี้คล้ายกัน แต่ประธานของแต่ละประโยคมีการก
ข้อมูลภายในกำหนดว่าต้องการการกใดบ้าง เรียกว่า กรอบ ต่างกันในโครงสร้างลึก เห็นได้จากที่เราไม่สามารถเชื่อม
การก (case frame) เช่น break มีกรอบการกเป็น [ _ O I ประธานทั้งสองตัวเป็นประโยค *John and a hammer
A] หมายความว่า คำว่า break นี้สามารถเกิดกับนามวลีที่ broke the window ได้ เพราะนามวลีที่มีการกเดียวกัน
เป็นสิ่งที่ถูกกระทำ เป็นเครื่องมือที่ใช้ และเป็นผู้กระทำ เท่านั้นจึงจะเชื่อมด้วยคำสันธานได้ และจะเห็นด้วยว่านาม
นอกจากนี้ เราจะเห็นว่าโครงสร้างลึกที่ได้จากกฎเหล่านี้ไม่ วลีเดิมไม่ว่าจะปรากฏในตำแหน่งใดในประโยคก็จะยังคง
บ่งบอกถึงลำดับการปรากฏของนามวลีในโครงสร้างผิว ความสัมพันธ์ทางการกแบบเดิม ดังนั้นในประโยคเหล่านี้
Fillmore จึงใช้กรอบการกบอกลำดับการปรากฏของนามวลี John opened the door
ต่างๆ ด้วย โดยเสนอสิ่งที่เรียกว่า ลำดับการเลือกเป็น The door was opened by John
ประธาน (subject choice’s hierarchy) เพื่อเรียงลำดับ The key opened the door
ความสำคัญของนามวลีที่ควรจะเป็นประธานในโครงสร้างผิว John opened the door with the key
โดยกฎการเลือกประธานตามกรอบการกจะคล้ายดังนี้
ในประโยคเหล่านี้ John ก็เป็นการกผู้กระทำ the door
เป็นผู้ถูกกระทำ และ the key เป็นการกเครื่องมือ และใน
ประโยคความเดี่ยว (simple sentence) ความสัมพันธ์แต่ละ
173
การกจะปรากฏเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น ดังจะเห็นได้จาก ในบางกรณี ก็เป็นการเลือกการกใดการกหนึ่ง ซึ่ง Fillmore
ตัวอย่างข้างล่างที่มีนามวลีที่เป็นการกเครื่องมือ 2 ตัวใน ใช้เครื่องหมายวงเล็บที่ซ้อนกัน เช่น คำว่า kill มีกรอบ
ประโยค และขาดการกผู้กระทำซึ่งควรเป็น +animate จึง
ทำให้ผิดไวยากรณ์ การกเป็น ซึ่งหมายถึงให้เลือกระหว่าง
*A hammer broke the windows with a chisel การกเครื่องมือกับการกผู้กระทำหรือจะให้มีทั้งสองการกก็ได้
ตัวอย่างข้างล่างก็อธิบายได้ว่า ประโยคแรกละเมิดกฎ กรณีกริยาที่ต้องการส่วนเติมเต็มเป็นประโยคด้วย ก็
การที่การกผู้กระทำควรเป็น +animate แต่ในประโยคที่สอง สามารถระบุในกรอบการก เช่น คำว่า want มีกรอบการก
กลับใช้ได้ ทั้งๆที่ประธานของประโยคเหมือนกัน แต่ความ เป็น +[ _ S + D] การใช้กรอบการกช่วยให้เราอธิบายกรณี
ต่างอยู่ที่ its fender ทำให้ car และ fender เป็นการก คำพ้องความหมาย (synonym) ในสองลักษณะได้ คือ กรณี
เดียวกัน เพราะสามารถเขียนในอีกแบบได้เป็นประโยคที่
สามซึ่งเป็นประโยคที่ไม่มีผู้กระทำ มีเพียงการกเครื่องมือจึง คำกริยาที่มีกรอบการกเดียวกัน แต่เลือกใช้ประธานที่แตก
ขึ้นเป็นประธานของประโยคได้ ซึ่งแล้วแต่ว่าจะนำทั้งหมด ต่างกัน เช่น คำว่า cook มีกรอบการก +[ _ O (A) ] จึง
เป็นประธาน (the car’s fender) หรือนำเฉพาะส่วนเป็น
เจ้าของ (the car) แล้วเหลือส่วนท้ายไว้ในตำแหน่งเดิม ปรากฏเป็นประโยคต่าง ๆ ได้ดังนี้
*The car broke the window with a fender Mother is cooking the potatoes.
The car broke the window with its fender
The car’s fender broke the window. The potatoes are cooking.
คำกริยาจะมีกรอบการกแตกต่างกันไป ซึ่งบางครั้ง Mother is cooking
การกที่ระบุก็อาจปรากฏไม่ครบทั้งหมดได้ การเขียนกรอบ
การกจึงควรบอกว่าการกใดเป็นตัวบังคับหรือตัวเลือกสำหรับ โดยปกติจะมีทั้ง A และ O แต่เมื่อไม่มี A ประธานของ
กริยานั้นด้วย Fillmore ใช้ วงเล็บในบอกว่าละได้หรือไม่ ประโยคก็เป็น O แต่ก็มีกรณีนี้ที่กริยามีลักษณะเฉพาะที่เราจะ
(optional) เช่น กริยา open มีกรอบการก +[ _ O (I) (A) ] รู้ว่า object จะต้องเป็นของที่สามารถปรุงอาหารได้เป็นพวก
หมายความว่า กริยานี้จะต้องมีการกผู้ถูกกระทำ ส่วนการก food หรือ meal O จึงอาจละได้ในประโยคที่สาม และบาง
เครื่องมือและการกผู้กระทำสามารถละได้ในโครงสร้างผิว คนก็อาจมองว่าประโยคที่สองก็มีความกำกวมโดย potatoes
อาจเป็นผู้กระทำได้ ที่เป็นได้ก็เพราะเราอาจยอมให้มีการ
ละเมิดหลักที่การกผู้กระทำจะต้องมีลักษณ์เป็น +animate
หรือบ้างก็ว่าประโยคที่สามกำกวมก็ได้ Mother อาจเป็น O
เหมือนกับ potato ในประโยคสองก็คิดได้เช่นกัน แต่
ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้เป็นเหตุผลให้จำเป็นต้องแยกคำว่า cook ให้
174
มีหลายความหมาย เราสามารถอธิบายประโยคทั้งหมดนี้ บุพบทที่ใช้จะแปรไปตามคำนามที่เกิด เช่น on Monday, at
noon, in the morning, on the street, at the corner, in
ด้วยกรอบการกเดียวตามที่กำหนดนี้ ในทำนองเดียวกัน the room เป็นต้น
กรณีคำพ้องความหมายที่มองดูเป็นคำที่มีความหมายเหมือน ส่วนคำนามที่จะเป็นประธานในโครงสร้างผิว ก็จะเป็น
กัน แต่มีการใช้ต่างกัน เช่น die กับ kill ก็สามารถอธิบาย ไปตามลำดับการเลือก ดังนี้
ได้ว่าเป็นเพราะมีกรอบการกต่างกัน die มีกรอบการก +[ _
D] ส่วน kill มีกรอบการก +[ _ D (I) A ] หรือ hear กับ ถ้ามี A ให้ A เป็นประธาน ถ้าไม่เช่นนั้นให้เอา I เป็น
listen มีกรอบการกต่างกัน hear +[ _ O + D] และ listen ประธาน ถ้าไม่มีก็ให้เอา O เป็นประธาน
+[ _ O + A] (Fillmore เขียนกรอบการกโดยใช้
เครื่องหมาย + ภายในกรอบการกบ้างไม่ใช้บ้าง เช้าใจ กฎนี้ใช้ได้กับประโยคปกติ (unmarked) กรณีที่
ว่าการใช้ + น่าจะเป็นการกล่าวถึงเฉพาะตัวอย่างประโยคนั้น ประโยคไม่เลือกประธานตามลำดับนี้ก็เป็นประโยคที่แปลก
แต่กรอบการกโดยรวมจะไม่ใส่เครื่องหมาย + อย่างไรก็ตาม เด่น (marked) ตัวอย่างข้างล่างแสดงโครงสร้างลึกและ
โครงสร้างผิวแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น
งานอื่นๆที่กล่าวถึงไวยากรณ์การกก็ไม่ได้แยกความแตกต่าง
นี้ ในที่นี้จึงให้มองว่ามีหรือไม่มี + ระหว่างการกก็ไม่แตกต่าง โครงสร้างลึกของประโยค John gave the books to
กัน) my brother (Fillmore 1968: 35)
จากโครงสร้างลึกสู่โครงสร้างผิว 175
โครงสร้างที่ได้จาก base component ในไวยากรณ์
การกเป็นโครงสร้างลึก ซึ่งต้องผ่านกระบวนการปริวรรต
เป็นโครงสร้างผิว การกที่ต่างกันในโครงสร้างลึกเมื่อปรากฏ
ในโครงสร้างผิวอาจใช้รูปการก (case form) เดียวกันได้
เช่น ในหลายๆภาษา D และ O ปรากฏเป็น accusative
ส่วนรูปคำบุพบทที่ใช้ ในภาษาอังกฤษ จะมีกฎว่า ถ้าเป็น A
ให้ใช้คำ by, I ให้ใช้ by ถ้าประโยคนั้นไม่มี A อยู่ ไม่อย่าง
นั้นให้ใช้ with, O และ F ไม่ต้องใช้คำบุพบทใดใด, B ให้ใช้
บุพบท for, D ปกติให้ใช้ to, ส่วน L และ T (Time) คำ
โครงสร้างผิวของประโยคที่เลือก Object เป็นกรรมตรง (Fill- โครงสร้างผิว John gave the books to my brother
more 1968: 35) และ John gave my brother the books ได้มาจากการผ่าน
กฎปริวรรตต่างๆ ได้แก่ ย้าย A เป็นตำแหน่งประธาน, ตัด K
ของประธานออก, ตัด K ที่ไม่มีรูปของ O ออก, หากเลือก
ย้าย D มาตำแหน่งกรรมตรง ให้ลบ K-to ออกไป (กรณีที่
ประธานเป็น A แล้วจะเลือก D หรือ O เป็นกรรมตรงก็ได้)
แต่หากเลือก O เป็นกรรมตรงก็ไม่ต้องย้าย D และยังคง
บุพบท to ไว้ รวม past กับ V
ในกรณีที่คำกริยามีการใส่ลักษณ์พิเศษบางอย่าง เช่น
+passive ก็จะทำให้การเลือกประธานไม่เป็นตามกฎ ไม่
สามารถเลือก A แต่จะเลือก O แทน และไม่สามารถใช้กฎลบ
object-preposition ได้ และคำกริยาไม่สามารถรับ tense
ได้ (ทำให้ต้องเติม be ในโหนด M) และก็จะผ่านกฎการ
ปริวรรตต่างๆ จนมาเป็นโครงสร้างในรูปสุดท้ายตามลำดับ
ภาพด้านล่าง (แต่หากเลือก D เป็นประธาน ลำดับของการ
ปริวรรตก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง)
โครงสร้างผิวของประโยคที่เลือก Dative เป็นกรรมตรง (Fill-
more 1968: 37)
176
177
ภาพลำดับการปริวรรตประโยค The books were given to
my brother by John (Fillmore 1968: 35-36)
หลักการปริวรรตจากโครงสร้างลึกตามแบบไวยากรณ์
การกนี้ ใช้กับประโยคและวลีแบบต่างๆ ด้วย Fillmore ยก
ตัวอย่างการใช้ genitive form ในภาษาอังกฤษอย่าง
John’s book ว่าเป็นรูปผิวที่มาจากโครงสร้างลึกที่มี NP ->
N S (N = books, S = Pres books to John) แล้วผ่านการ
ลบ M ลบ NP ที่ซ้ำกันจนได้ดังรูป
Fillmore (1968: 49-50)
การกกับแบบลักษณ์ภาษา
Fillmore นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจในการนำการกมา
ใช้จัดประเภทภาษา โดยยกข้อมูลภาษาอเมริกาอินเดียนที่
Sapir วิเคราะห์ระบบการใช้สรรพนามไว้มาจัดเป็นกลุ่มภาษา
ต่างๆ โดยดูเฉพาะการก A และ O ในประโยคสกรรมกริยา
และประโยคอกรรมกริยา 3 ลักษณะ
1. V + A intransitive sentences with active ‘subjects’
2. V + O + A transitive sentences with agents
178
3. V + O intransitive sentences with inactive ‘subjects’ Fillmore (1968: 54)
เมื่อพิจารณาจากรูปการกที่ปรากฏในภาษานั้นๆ ก็จะสามารถ สิ่งที่นำเสนอนี้ คล้ายกับความคิดทั่วไปที่ปัจจุบันเราใช้
มองแบบลักษณ์ภาษาได้แตกต่างกันดังแสดงในรูปด้านล่าง รูปประธาน กรรม ในการแยกภาษากรรมการก (accusative
กล่าวคือ บางภาษาแยก O ใน transitive ให้ใช้รูปการกต่าง language) (A=S, O) และภาษาสาธกการก (ergative lan-
จาก A ใน transitive และ A, O ใน intransitive บางภาษา guage) (A, O=S)
ก็แยกความต่างที่ A ใน transitive บางภาษาก็แยกความ
ต่างรูปการกตาม A หรือ O เลย บางภาษาก็แยก A กับ O
ใน transitive ให้ใช้สองรูปการกที่ต่างไปจาก A, O ใน in-
transitive บางภาษาก็ไม่มีการแยกความต่างของรูปการก
เลย
ปัญหาของไวยากรณ์การก
ปัญหาที่มีข้อถกเถียงมากสำหรับไวยากรณ์นี้ คือ จำนวน
การกและนิยามของการกที่ใช้ นอกจากการกที่ Fillmore
เสนอในปีค.ศ.1968 ในปีค.ศ.1970 Fillmore ก็นำเสนอ
การกชุดใหม่เป็น ผู้กระทำ (Agent) ผู้ประสบ (Experi-
encer) เครื่องมือ (Instrument) ผู้ถูกกระทำ (Object) สถาน
ที่ (Locative) ผู้ร่วม (Comitative) ผู้รับประโยชน์ (Benefac-
tive) เวลา (Time) จุดเริ่มต้น (Source) จุดมุ่งหมาย(Goal)
ในขณะที่คนอื่น เช่น Chafe (1970) ก็นำเสนอชุดการกที่ต่าง
179
ไป การตัดสินว่าควรมีการกใดบ้างที่เป็นสากลและการ ต้องใช้ทั้งความรู้ทางภาษาและความรู้เกี่ยวกับโลก ปัจจุบัน
ตัดสินว่าคำนามในประโยคนั้นเป็นการกใด บางกรณีก็เป็น ก็มีโครงการทำทรัพยากรศัพท์แบบออนไลน์ (on-line lexi-
สิ่งที่เห็นแย้งกันได้ หรือตัดสินใจได้ยาก เช่น John bought cal resource) สำหรับภาษาอังกฤษโดยใช้การวิเคราะห์
the car from Mary จะมอง John เป็นผู้กระทำ หรือ ผู้รับ กรอบความหมาย (frame semantics) นี้เรียกว่า FrameNet
หรือ จุดเริ่มต้น(ของเงิน) ก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้ง
เงื่อนไขบังคับ (constraint) ว่าการกหนึ่งจะปรากฏเพียงหนึ่ง กรอบความหมาย (Frame Semantics)
ครั้งในประโยคเท่านั้น และคำนามหนึ่งจะมีการกเพียงหนึ่ง
การก ประกอบกับการที่ความคิดเรื่องโครงสร้างลึกที่เป็น Fillmore นำเสนอความคิดที่มองได้ว่าเป็นการต่อ
นามธรรมและห่างจากโครงสร้างผิวมากๆ เริ่มไม่เป็นที่ เนื่องจากไวยากรณ์การก คือเรื่องของกรอบความหมายหรือ
ยอมรับในเวลาต่อมา ทำให้ความคิดเรื่องไวยากรณ์การก Frame Semantics โดยมองว่าความหมายของคำนั้นได้จาก
ในรูปของแบบจำลองไวยากรณ์ปริวรรตไม่เป็นที่สนใจของ ประสบการณ์ ความคิดเรื่องกรอบความหมายนี้คล้ายกับ
นักภาษาศาสตร์ต่อมา แต่ตัวความคิดเรื่องการกระดับลึกก็ ความคิดเรื่อง เฟรม (frame) ที่ Minsky (1975) ใช้ในสาขา
ยังมีใช้เป็นส่วนหนึ่งในไวยากรณ์อื่นๆ ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเป็นโครงสร้างข้อมูลแสดงสถานการณ์
โดยทั่วไป (stereotype situation) และคล้ายกับเรื่อง
อย่างไรก็ตาม ความคิดเรื่องการกในระดับลึกนี้ ถูกนำ script ที่ Shank and Abelson (1975) ใช้เพื่อแทนความรู้
มาใช้ในการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ความ เกี่ยวกับเหตุการณ์อย่างเช่น script เกี่ยวกับภัตตาคารว่ามี
หมาย การกถูกนำมาใช้ในรูปแทนความหมายของประโยค ขั้นตอนการดำเนินไปตามปกติอย่างไรบ้าง กรอบ (frame)
และถูกนำมาใช้ในการแปลภาษาด้วยเครื่องโดยเฉพาะการ ที่ใช้ในกรอบความหมาย (frame semantics) พัฒนามาจาก
แปลแบบที่เป็นการแปลผ่านภาษากลาง (interlingua) กรอบ (frame) ในกรอบการก (case frame) ที่จับภาพความ
ความคิดเรื่องการกในระดับลึกจึงเป็นแนวคิดพื้นฐานในการ สัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ในเหตุการณ์ ในช่วงแรก
แทนความหมายของประโยคในงานภาษาศาสตร์ ของการพัฒนาแนวคิดเรื่องกรอบความหมาย Fillmore แยก
คอมพิวเตอร์แม้กระทั่งในปัจจุบัน Fillmore เองก็นำความ ความต่างระหว่างกรอบ (frame) และฉาก (scene) โดยแบบ
คิดเรื่องการกไปพัฒนาต่อเป็นกรอบความหมาย (Frame Se- แรกเป็นเรื่องของภาษาในขณะที่แบบหลังเป็นเรื่องของปริ
mantics) ซึ่งเป็นการโยงความสัมพันธ์ระหว่างความหมาย ชานหรือประสบการณ์การรับรู้ แต่ต่อมาก็ไม่แยกความแตก
ทางภาษา (linguistic semantics) กับความรู้เกี่ยวกับโลก ต่างนี้ ให้มีเพียงกรอบ (frame) ที่แสดงความสัมพันธ์ทั้งทาง
(encyclopedic knowledge) เพราะเชื่อว่าการที่จะเข้าใจคำ
180
วากยสัมพันธ์และอรรถศาสตร์ของหน่วยพึ่งพาของคำนั้นๆ ความหมาย โดยอาศัยตัวอย่างประโยคกว่า 135,000
(ดูว่ามี valence อะไรบ้างที่เป็นไปได้สำหรับคำนั้นๆ) กรอบ ประโยค
ความหมายจึงแสดงความรู้เกี่ยวกับคำที่คนเรามีซึ่งได้ทั้งจาก หน่วยศัพท์ (lexical unit) เป็นคู่ (pair) ของคำกับความ
หมาย คำหลายความหมาย (polysemous) โดยปกติแล้ว
ความรู้ทางภาษาและประสบการณ์ เป็นทฤษฎีความหมาย ในแต่ละความหมาย (sense) จะมีกรอบความหมาย (seman-
เพื่ออธิบายความเข้าใจ (u-semantics) ไม่ใช่ทฤษฎีความ tic frame) ที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น กรอบ Applying_heat
หมายแบบอธิบายเงื่อนไขความเท็จจริง (t-semantics) บอกถึงสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ COOK, FOOD, และ
ตัวอย่างที่มักถูกจะนำมาแสดงคือ Commercial Transac- HEATING_INSTRUMENT (เรียกว่าองค์ประกอบของ
tion Frame ที่ประกอบด้วยผู้ซื้อ ผู้ขาย สินค้า และ เงิน คำ กรอบ หรือ frame elements) ซึ่งกรอบความหมายนี้จะถูก
กริยาที่โยงกับกรอบความหมายนี้ ได้แก่ buy, sell, pay, กระตุ้น (evoked) โดยหน่วยศัพท์หรือคำอย่างเช่น bake,
spend, cost, charge ซึ่งแต่ละคำก็จะกระตุ้นส่วนที่แตกต่าง blanch, boil, broil, brown, simmer, steam, เป็นต้น
กันของกรอบความหมายนี้ เช่น คำ buy จะเน้น (focus) ที่ผู้ ตัวอย่างง่ายสุด คือ คำกริยาเป็นตัวกระตุ้น (evoke) กรอบ
ซื้อและสินค้า ส่วนผู้ขายและเงินเป็นพื้นหลัง (background) ความหมายและคำพึ่งพาทางไวยากรณ์ (syntactic depend-
การเก็บข้อมูลกรอบความหมายนี้เกี่ยวกับเรื่องต้นแบบ (pro- ent) จะเป็นองค์ประกอบของกรอบ เช่น ประโยคตัวอย่าง
totype) ด้วยเพราะสิ่งที่เป็นฐานความรู้เกี่ยวกับศัพท์นั้นคือ ข้างล่าง fry มีองค์ประกอบ Cook, Food, Heating_instru-
ment
ต้นแบบของเหตุการณ์ที่เราเก็บไว้ในความรู้ของเรา
Ruppenhofe et al. (2006: 5)
แนวคิดนี้ถูกทำให้เป็นรูปธรรมผ่านโครงการ Frame-
Net ของมหาวิทยาลัย Berkeley FrameNet เป็นโครงการ หรือคำกระตุ้นกรอบความหมายอาจเป็นคำนาม คำคุณศัพท์
เช่นตัวอย่างของ reduction และ asleep ข้างล่าง
ที่จัดทำพจนานุกรมสำหรับคอมพิวเตอร์โดยวิเคราะห์จาก
ข้อมูลจริงที่พบในคลังข้อมูลภาษาอังกฤษ เช่น British Na-
tional Corpus โดยใส่ข้อมูลคำที่มีคำพึ่งพาในประโยค ซึ่ง
ส่วนใหญ่จะเป็นคำกริยา คำนาม และคำคุณศัพท์ ในเวอร์ชั่น
1.3 มีหน่วยศัพท์ (lexical unit) ประมาณ 10,000 หน่วย มี
มากกว่า 6,000 หน่วยที่กำกับข้อมูลกรอบความหมายเกือบ
800 กรอบโดยมีการจัดลำดับชั้น (hierarchy) ของกรอบ
181
Ruppenhofe et al. (2006: 6) ส่วนที่วิเคราะห์แล้วสามารถดูจากเว็บไซ้ต์โครงการได้ เช่น
ตัวอย่างเฟรม DAMAGING ซึ่งมีคำนิยามและตัวอย่าง
แต่ละหน่วยศัพท์จะโยงกับกรอบความหมายและจะโยง โดยที่ frame element แสดงด้วยคำสีต่างๆ มีทั้งที่เป็นองค์
กับคำอื่นๆ ที่สามารถกระตุ้นกรอบความหมายนี้ได้ ฐาน ประกอบหลักและองค์ประกอบรอง ความสัมพันธ์กับเฟรม
ข้อมูลของ FrameNet จึงมีลักษณะคล้ายๆกับอภิธานศัพท์ อื่นๆ และคำทั้งหมดที่ใช้เฟรมนี้ เช่น damage, dent, rip,
(thesaurus) ที่มีการจับกลุ่มของคำที่มีความหมายใกล้ๆกัน sabotage, tear เป็นต้น
ในแต่ละกรอบจะเชื่อมโยงกับกรอบอื่นๆ มีลักษณะที่จัดเป็น
ลำดับชั้น (hierarchy) ของกรอบความหมายได้ 182
ตัวอย่างการวิเคราะห์ เช่น คำว่า bake ที่เป็นกริยาจะ
โยงกับสามกรอบ ดังนี้
Apply_heat : Michelle baked the potatoes for 45 min-
utes
Cooking_creation : Michelle baked her mother a cake
for her birthday
Absorb_heat : The potatoes have to bake for more
than 30 minutes
จึงจัดเป็นสามหน่วยศัพท์ (lexical unit) ที่มีนิยามต่างกัน
(ในตัวอย่างการแยกนี้ ได้ผลคล้ายกับการกำหนดความ
หมายหรือ sense ต่างๆ ที่พบในพจนานุกรม แต่อาจไม่ตรง
กันทีเดียว กรอบที่ 1 และ 3 ในพจนานุกรมอย่าง Longman
และ Collins จะจัดให้เป็นความหมายเดียวกัน)
ปัจจุบัน โครงการ FrameNet ก็ยังดำเนินการอยู่ และก็
มีผู้ที่พัฒนา FrameNet ในภาษาอื่นๆอีกหลายภาษา ข้อมูล
ผลงานบางส่วนของ Fillmore
• "The Case for Case" (1968). In Bach and Harms
(Ed.): Universals in Linguistic Theory. New York:
Holt, Rinehart, and Winston, 1-88.
• "Frame semantics and the nature of language"
(1976): . In Annals of the New York Academy of Sci-
ences: Conference on the Origin and Development of
Language and Speech. Volume 280: 20-32.
• "Frame semantics" (1982). In Linguistics in the
Morning Calm. Seoul, Hanshin Publishing Co., 111-
137.
183
MOVIE 10.1 FrameNet Project by B. T. Atkins and A. Zampolli, Oxford University
Press, 1994.
• Fillmore, Charles J. & Paul Kay 1996. Construction
Grammar. Manuscript, University of California at
Berkeley Department of linguistics.
• Lectures on Deixis (1997). Stanford: CSLI Publica-
tions. (originally distributed as Fillmore (1975/1971)
Santa Cruz Lectures on Deixis by the Indiana Univer-
sity Linguistics Club)
https://framenet.icsi.berkeley.edu/fndrupal/ อ้างอิง
• "Towards a frame-based lexicon: the case of RISK". • Fillmore, Charles. 1968. The Case for Case. In Uni-
With B. T. Atkins. In Frames and Fields, edited by A. versals in Linguistic Theory. Bach E. and Harms, RT
Lehrer and E. Kittay, Erlbaum Publishers, 75-102, Holt, Rinehart and Winston Inc.
1992.
• Cook, Water A. 1989. Case Grammar Theory. Wash-
• "Humor in academic discourse". In What's Going On ington DC: Georgetown University Press
Here? Complementary Studies of Professional Talk,
edited by A. D. Grimshaw, Advances in Discourse • Petruck, Miriam R. L. (1996): Frame Semantics. In
Processes, XLIII, 271-310, Academic Press, 1994. Jef Verschueren, Jan-Ola Östman, Jan Blommaert,
and Chris Bulcaen (eds.). Handbook of Pragmatics
• "Starting where the dictionaries stop: the challenge 1996. Philadelphia: John Benjamins.
for computational lexicography". With B. T. Atkins. (http://framenet.icsi.berkeley.edu/~framenet/pape
In Computational Approach to the Lexicon, edited rs/miriamp.FS2.pdf)
• Ruppenhofe, J. et al. 2006. FrameNet II: extended
Theory and Practice.
(http://framenet.icsi.berkeley.edu/book/book.pdf)
184
• FrameNet Project
http://framenet.icsi.berkeley.edu/
185
ไวยากรณ์ศัพทการก
pan lexicalist; dependency
Lexicase Grammar ไวยากรณ์ศัพทการกถูกนำเสนอครั้งแรกในปีค.ศ.1970
เป็นไวยากรณ์เพิ่มพูน (generative grammar) ประเภทหนึ่ง
Stanley Starosta (ค.ศ.1939-ค.ศ.2002) ศึกษามา แสดงถึงสามัตถิยะภาษา (competence) ของผู้พูดภาษานั้น
ทางด้านฟิสิกส์แล้วมาต่อภาษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Wis- แต่ก็มีข้อแตกต่างจากไวยากรณ์ปริวรรตที่ Chomsky เสนอ
consin จากนั้นจึงมารับงานสอนภาษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย ในตอนนั้นมาก เพราะ Starosta มองว่าแบบจำลอง
Hawaii ตลอดชีวิต เป็นผู้นำเสนอทฤษฎีไวยากรณ์ศัพทกา
รก (Lexicase) ไวยากรณ์ศัพทการกเป็นที่รู้จักดีใน ไวยากรณ์ปริวรรตนั้นมีพลังมากเกินไปไม่สามารถพิสูจน์ถูก
ประเทศไทยเพราะมีคนไทยไปศึกษาระดับปริญญาเอกที่
มหาวิทยาลัยฮาวายและได้ใช้ทฤษฎีไวยากรณ์ศัพทการกใน ผิดได้ จึงได้เสนอแบบจำลองไวยากรณ์ที่มีเงื่อนไขบังคับ
งานวิทยานิพนธ์ 6 เล่ม ไวยากรณ์ศัพทการกถูกนำเสนอครั้ง (constraint) มากขึ้นคือมีรูปแทนวากยสัมพันธ์เพียงระดับ
แรกในปีค.ศ.1970 และได้พัฒนาเรื่อยมาจนตีพิมพ์เป็น เดียว ไม่มีโครงสร้างลึก ไม่มีกฎโครงสร้าง (PS rules) ใช้
หนังสือครั้งแรกในปีค.ศ.1988 ชื่อว่า The Case for Lexi- หลักแบบไวยากรณ์พึ่งพา (dependency grammar) บาง
case ครั้งจึงเรียก lexicase dependency grammar และได้นำ
ในขณะที่นักภาษาศาสตร์จำนวนมากมองว่าประโยค ความคิดเรื่องการกจากไวยากรณ์การกมาใช้ โดยกำหนด
เป็นหน่วยหลักของวากยสัมพันธ์ Starosta กลับมองว่า ให้มีการกสัมพันธ์ (case relation) ระหว่างคำกริยาและคำ
คำเป็นหน่วยหลัก ซึ่งในปัจจุบันแนวคิดเรื่องคำเป็นหน่วย นามในประโยค แต่ไม่มองการกจากสถานการณ์ (situa-
หลักก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้น แม้แต่ทฤษฎีไวยากรณ์ของ tion) แบบ Fillmore Starosta ให้มองการกจาก
Chomsky ในตอนหลังก็รับแนวคิดแบบศัพทนิยม (lexical- วากยสัมพันธ์และการรับรู้ของมนุษย์ (perception) เป็นหลัก
ist) มาใช้ และในขณะที่นักภาษาศาสตร์ส่วนมากมองว่ารูป
แทนวากยสัมพันธ์ (syntactic representation) มีหลาย จำนวนการกจึงมีจำกัดและมีนิยามชัดเจน
ระดับ เช่น โครงสร้างลึก โครงสร้างผิว รูปทางตรรกะ (logi-
cal form) เป็นต้น Starosta กลับมองว่ารูปแทน Starosta เสนอว่าไวยากรณ์ศัพทการกมีลักษณะเป็นทั้ง
วากยสัมพันธ์นั้นมีโครงสร้างเดียวคือโครงสร้างผิว เน้นรูปนัย (formalism) และเน้นหน้าที่ (functionalism)
คำว่าหน้าที่ (function) ในความหมายของ Starosta ไม่
จำเป็นว่าต้องอธิบายไวยากรณ์ในลักษณะที่อาศัยบริบท
สถานการณ์เป็นตัวกำหนดโครงสร้างไวยากรณ์ Starosta
ไม่เชื่อว่าเราจะสามารถสร้าง (formalize) ไวยากรณ์ให้เป็น
รูปชัดเจนด้วยการมองหน้าที่ในลักษณะนี้ Starosta มองว่า
ไวยากรณ์หน้าที่แบบ Givon เป็นการวิเคราะห์ที่ขาดความ
187
ชัดเจน (fuzzy) ส่วนไวยากรณ์ระบบ-หน้าที่ (systemic func- ไวยากรณ์ศัพทการกเป็นไวยากรณ์เพิ่มพูนที่กำหนดให้มี
tional grammar) ซึ่งได้พยายามทำไวยากรณ์ของตนให้มี เงื่อนไขบังคับ (constraint) ต่างๆ เงื่อนไขบังคับต่างๆนี้
รูปแบบชัดเจน (formalize) อย่างน่าชื่นชม แต่กลับส่งผล จำเป็นสำหรับทฤษฎีภาษาศาสตร์ที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์
ทำให้ไม่เห็นถึงลักษณะร่วม (generalization) ของภาษาไป เพราะเราต้องการให้ทฤษฎีนั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริง
Starosta ว่าการใช้หลักไวยากรณ์พึ่งพาโดยพื้นฐานก็ทำให้ หรือไม่ (falsify) ด้วยการดูว่าเงื่อนไขบังคับต่างๆที่ทฤษฎีว่า
เป็นไวยากรณ์หน้าที่แล้ว และการใช้การกที่จำกัดใน ไว้เป็นจริงสำหรับภาษาต่างๆหรือไม่ เพราะเงื่อนไขข้อบังคับ
ไวยากรณ์นี้ก็แสดงถึงหน้าที่ของคำนามในประโยคด้วยว่ามี จะบอกเราว่าอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในภาษา แล้วเราก็สามารถดู
บทบาทอะไร เราไม่ควรอาศัยบริบทสถานการณ์มากำหนด ได้ว่าเป็นจริงตามทีว่าไว้หรือไม่ ทฤษฎีที่ไม่มีเงื่อนไขบังคับ
คำอธิบายภาษาแบบที่ไวยากรณ์หน้าที่ทำ แต่ควรมองความ ก็จะไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้ เช่น การมีกฎปริวรรตที่ไม่มี
เชื่อมโยงระหว่างภาษากับบริบทสถานการณ์ในลักษณะตรง เงื่อนไขบังคับ ทำให้สร้างประโยคอย่างไรก็ได้
ข้าม คือ มองว่าโครงสร้างประโยคแบบต่างๆ นั้นแสดงถึง
บริบทสถานการณ์แบบใดได้บ้าง ไม่ใช่ไปมองว่าจากบริบท เงื่อนไขบังคับในไวยากรณ์ศัพทการก
สถานการณ์นั้นๆ จะกำหนดให้เลือกใช้โครงสร้างอะไรได้บ้าง
ก็จะประสบปัญหาไม่สามารถทำทฤษฎีภาษาศาสตร์ออกมา ทางด้านคำ ไวยากรณ์ศัพทการกมองคำเป็นหน่วยพื้นฐาน
ให้ชัดเจนเป็นรูปนัยได้ หลัก คำเป็นสัญญะที่ประกอบด้วยองค์ประกอบสามส่วน คือ
ความหมาย เสียง และการปรากฏใช้ (distribution)
ไวยากรณ์ศัพทการกเป็นไวยากรณ์ที่เน้นหนักที่ เงื่อนไขบังคับด้านคำ ได้แก่
วากยสัมพันธ์ และได้ประยุกต์ใช้กับภาษาต่างๆ เป็นจำนวน
มากถึงกว่า 70 ภาษา แต่ในระดับปริจเฉทยังไม่มีการกล่าว • ไม่มีสูญรูป (empty word) ไม่ว่าจะเป็นคำไร้ความหมาย
ถึงมากนัก เรื่องทางอรรถศาสตร์เป็นส่วนประกอบที่อยู่ใน ไร้เสียง หรือไร้การปรากฏ (มองจากสามอย่าง phonol-
วากยสัมพันธ์เป็นเรื่องของข้อจำกัดการเกิดร่วมกัน (selec- ogy syntax และ semantics)
tional restriction) ในช่วงหลังจึงเริ่มมีการนำความคิดเรื่อง
topic, focus และโครงสร้างข้อมูล (information struc- • ไม่มีคำหลายความหมาย (polysemy) เพราะถ้าคำใดมี
ture) ของสำนักพร้ากมาใช้ในทฤษฎีด้วย หลายความหมาย หลายรูป หรือหลายการปรากฏก็จัดให้
เป็นคนละศัพท์ไป เช่น ถ้าคำว่า เปิด ที่เป็นได้ทั้งอกรรม
หรือสกรรมกริยา ก็จะเป็นคนละศัพท์ (คนละ entry)
188
• มีหมวดคำเพียง 8 หมวด ได้แก่ V (verb), Adv (adverb), คำสองคำพึ่งพากันและกัน โครงสร้างแบบคู่ขนาน (coordi-
Adj (adjective), N (noun), Det (determiner), P nate) ก็วิเคราะห์แบบพึ่งพาได้
(preposition/postposition), Cnjc (conjunction), และ
Sprt (sentence particle) ไม่มีคำใดที่เป็นมากกว่า 1 • ไม่มีการพึ่งพาแบบตัดข้ามกัน (crossing dependency)
หมวดคำในขณะเดียวกัน
• การพึ่งพามีลักษณะภายใน (locality) จึงมีระดับเดียวของ
• ภายในคำประกอบด้วยลักษณ์ (feature) โดยไม่มีลำดับ การพึ่งพา (one bar dependency) ไม่มี X’ X’’ แบบทฤษฎี
ลักษณ์ที่เป็นทวิลักษณ์จะแสดงด้วยเครื่องหมาย + หรือ - X-bar theory
ลักษณ์ที่มีค่าเดียวเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์เลย เช่น N, V,
Pat, Nom เป็นต้น • ทุกอย่างขยายจากคำ (pan lexicalist) เพราะข้อมูล
ไวยากรณ์ทุกอย่างอยู่ที่คำแล้ว ประโยคที่ถูกไวยากรณ์คือ
• ไม่มีการวิเคราะห์คำออกเป็นหน่วยคำไม่ว่าจะเป็นหน่วยคำ ประโยคที่สร้างขึ้น (generate) จากคลังคำ (lexicon)
อิสระ หน่วยคำไม่อิสระ (seamless morphology) จึงไม่มี โดยที่คำต่างๆ มีความสัมพันธ์แบบพึ่งพา ตอบสนองความ
แก่นคำ (stem) ไม่มีการแยกวิภัติปัจจัย ไม่มีการแยกคำ ต้องการหน่วยพึ่งพาได้ครบ (valency) และเงื่อนไขการเกิด
ประกอบ (compounding) มองทุกอย่างเป็นคำโดยอิสระ ร่วมกันของคำต่างๆ ไม่ขัดแย้งกัน ไวยากรณ์ศัพทการกมี
สิ่งที่อยู่ในคลังศัพท์ (lexicon) มีแต่คำเท่านั้นไม่มีหน่วยที่ ลักษณะที่ใฃ้สมมติฐานศัพทนิยม (lexicalist hyothesis)
เล็กกว่าคำในคลังศัพท์ ไม่มีกฎโครงสร้างภายในคำ มากกว่าที่ Chomsky ใช้เสียอีก เพราะลักษณะร่วมทาง
(word-internal syntax) (ความคิดเรื่องการไม่มีวจีวิภาค ไวยากรณ์ (grammatical generalization) ทุกอย่างแสดง
ในไวยากรณ์ศัพทการกพัฒนาขึ้นมาในภายหลัง และเป็น ในรูปของกฎระดับคำ (lexicaL rule)
ความคิดแบบเดียวกับกลุ่มของ Rajendra Singh และ
Alan Ford จาก University de Montreal ซึ่งทั้งสองกลุ่ม • หลีกเลี่ยงการวิเคราะห์แบบนามธรรม (abstractness) ที่ไม่
ได้ออกหนังสือ Exploration in seamless morphology จำเป็น ไวยากรณ์ศัพทการกจึงมีรูปแทนเพียงรูปเดียว
ในปีค.ศ.2003) (monostratality) ไม่มีโครงสร้างลึก ไม่มีรูปแทนความ
หมายแบบอื่นอีก ไม่มีการย้ายที่ ไม่มีการลบ การแทรกใด
ทางวากยสัมพันธ์มีเงื่อนไขบังคับ ได้แก่ ใด
• โครงสร้างเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพา (dependency) ทางความหมาย ไวยากรณ์ศัพทการกไม่มองว่าถ้าประโยคที่
และไม่มีคำใดที่ต้องพึ่งพาคำอื่นมากกว่า 1 คำ ไม่มีกรณีที่ อ้างถึงเหตุการณ์ (situation) เดียวกันแล้วต้องมีรูปแทน
ความหมายเหมือนกัน Starosta มองว่าเป็นความคิดที่ผิด
189
เขาเชื่อว่าการที่เราใช้ประโยคที่ต่างกันอ้างถึงสถานการณ์ or state (formerly also Dative, Experiencer, Force, In-
เดียวกัน เป็นเรื่องของทัศนมิติหรือมุมมอง (perspective) ที่ strument)
ต่างกันคือเป็นการมองและนำเสนอภาพเหตุการณ์นั้นแตก
ต่างกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่สองประโยคล่างจะมีโครงสร้าง LOCUS (LOC):
การวิเคราะห์ที่แตกต่างกัน เพราะเป็นการมองเหตุการณ์
เดียวกันด้วยทัศนมิติที่แตกต่างกัน inner: the perceived concrete or abstract source,
goal, or location of the Patient (formerly also Source,
Ferd is loading the spreader with manure. Goal, or Path)
Ferd is loading manure in the spreader outer: the perceived concrete or abstract source,
goal, or location of the action, event, or state (for-
ภาคแสดงเป็นส่วนหลักที่ต้องมี ปกติเป็น V แต่ก็เป็นไป merly also Place)
ได้ที่ N หรือ P จะเป็นภาคแสดง +prdc เช่น วันนี้ วันหยุด
[N,+prdc] เพราะในไวยากรณ์นี้ไม่มี สูญรูป จึงต้องยอมให้ CORRESPONDENT (COR):
N และ P เป็น predicate ได้
inner: the entity perceived as being in correspon-
การกสัมพันธ์ (case relation) เป็นเรื่องของการรับรู้ dence with the Patient (formerly Dative, Experi-
(perception) ไม่ขึ้นกับสถานการณ์ จึงไม่มีจำนวนการกมาก encer, Range, Increment)
เหมือนไวยากรณ์การก ซึ่งเป็นเรื่องที่ขึ้นกับแต่ละคนว่าจะให้
มีการกอะไรบ้าง แต่ในไวยากรณ์ศัพทการกมีเพียง 5 การก outer: the perceived external frame or point of refer-
และ 1 macro role [บทความ Some Thoughts On Lexi- ence for the action, event, or state as a whole (for-
case (Blake 2002) จะว่ามี 2 macro role คือ actor กับ un- merly Benefactive, Reference)
dergoer] ดังนี้
MEANS (MNS):
PATIENT (PAT): the perceived central participant in
a state or event (formerly also Object or Theme) inner: the perceived immediate affector or effector of
the Patient (formerly Instrument, Material, vehicle)
AGENT (AGT): the perceived external instigator, ini-
tiator, controller, or experiencer of the action, event, outer: the means by which the action, state, or event
as a whole is perceived as being realized (formerly In-
strument, Manner)
actr: the entity perceived as instigating or carrying
out an action or bearing the attributes of a state; the
'protagonist'
190
การกสัมพันธ์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการอ้างถึง ดังนั้น Starostra (2006)
ประโยคอย่าง It is raining กับประโยค It is growling It
ในที่นี้จึงมีการกเดียวกัน คือ Patient Patient เป็นการกที่ การกสัมพันธ์ LOC, MNS, COR อาจมีทั้งที่เป็นวงใน (in-
เป็นศูนย์กลางของประโยค ทุกประโยคจะต้องมี PAT เรียก ner) และวงนอก (outer) ปรากฏในประโยคได้ ดังใน
ว่า สมมติฐาน Patient Centrality การกสัมพันธ์ในที่นี้จึง ตัวอย่างข้างล่าง การกวงนอก (outer case) จะไม่สัมพันธ์
ไม่ใช่การกทางความหมายแบบของ Fillmore แต่รวมเอา โดยตรงกับ PAT เห็นได้จากการย้ายที่ปรากฏได้
วากยสัมพันธ์มาไว้ด้วย การวิเคราะห์ AGT จึงไม่จำเป็นว่า
ต้องเป็นผู้กระทำเหตุการณ์นั้น เช่น Jack[AGT,actr] resem-
bles Abraham Lincoln[PAT]. ทั้ง Jack และ Abraham
Lincoln ไม่ได้กระทำการอะไรแต่ก็มีการกเป็น AGT และ
PAT ตามลำดับ ส่วนในกรณีกริยาเดียวกันแต่ถ้ามีการใช้
ต่างกันเช่นในตัวอย่างข้างล่าง ก็จัดเป็นกริยาต่างประเภทกัน
ใน 3a เป็น affect verb ในขณะที่ ใน 3b เป็น transporta-
tion verb และนามที่ปรากฏก็มีการกต่างกัน จึงไม่เหมือน
ไวยากรณ์การกที่คำนามมีการกคงที่ในกริยาเดียวกัน หรือ
ในไวยากรณ์ Chomsky ที่คำนามจะมี theta-role คงที่
191
Starostra (2006)
ลักษณ์มีสองประเภท คือ atomic กับ valence (contex- การวิเคราะห์ในไวยากรณ์ศัพทการก
tual) atomic อาจเป็นแบบมีขั้วคือขั้วบวกขั้วลบ เช่น กริยาและนามเป็นแกนกลางของโครงสร้างประโยค
[+trns], [-trns] หรือเป็นแบบไม่มีขั้ว เช่น [N], [Acc] va-
lence ใช้บอกการรวมกันของคำต่างๆ ตัวอย่างข้างล่าง และนอกจากการกซึ่งสัมพันธ์กับกริยา คำนามมีรูปการก
(case form) Acc, Nom, lctn ส่วนโครงสร้างแบบเข้าศูนย์
แสดงโครงสร้างประโยคตามความสัมพันธ์แบบพึ่งพาและ และไร้ศูนย์ (endocentric and exocentric) และความ
ลักษณ์ภายในคำแต่ละคำ 1[Adj] เป็น valence feature ที่ สัมพันธ์แบบเติมเต็มและขยาย (complement and ad-
บอกว่า adj ที่สัมพันธ์คือคำที่ 1ndex แต่ถ้าเป็นคำเดียว va- junct) แสดงในรูปข้างล่างนี้
lence จะยังไม่มีค่า จะเป็น ?[Adj] จนกว่าจะรวมกับคำอื่นจึง
จะรู้ว่า ? แทนคำลำดับที่เท่าไรในประโยคนั้น การวิเคราะห์ Starostra (2006)
ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาสามารถแสดงเป็นรูปดังตัวอย่าง
ประโยค little children like gentle pets
192
Starostra (2006) คำนามทุกคำจะต้องมีการกสัมพันธ์หนึ่งในห้าอย่างหรือ
ไม่ก็ต้องเป็น +prdc PAT เป็นการกหลักที่จะต้องมีเสมอและ
เครื่องหมาย () ใช้บอกว่าหน่วยพึ่งพานั้นเป็นส่วนขยาย พบในทุกภาษา นอกจากการกสัมพันธ์แล้วยังมี macro role
(ไม่มีก็ได้) สำหรับส่วนเติมเต็มนั้นจะต้องมีเสมอ จึงไม่มีสิ่งที่ ซึ่งนำมาจากไวยากรณ์ Role and Reference ของ Van
เป็นหน่วยเติมเต็มละได้ (optional complement) แต่หาก Valin (Starosta ว่า macro role จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์
วิเคราะห์เช่นนี้ ก็จะมีปัญหากับภาษา Pro-drop อย่างภาษา ภาษากลุ่ม Austronesia ในช่วงแรกไม่มีการใช้ macro role
ไทยที่ส่วนเติมเต็มอาจละได้ Starosta แก้ปัญหานี้โดยยอม ในไวยากรณ์นี้) ตัวอย่าง ประโยค active และ passive
ให้ไม่มีหน่วยเติมเต็มในประโยคนั้น แต่ให้มีกระบวนการใน แสดงการกสัมพันธ์และ macro role ที่เกิดขึ้น ส่วนที่ทั่วไป
ระดับปริจเฉทที่จะเติม index .ให้รู้ว่าหน่วยเติมเต็มนั้นเป็นคำ มองเป็น Agent ในประโยค passive จะไม่ใช่ actor
ไหนในปริจเฉท
P (preposition และ postposition) จะต้องการหน่วย
พึ่งพาหนึ่งคำ ส่วน Cnjc (Conjuction) จะต้องการหน่วย
พึ่งพาสองคำ และจัดเป็นหน่วยสร้างแบบไร้ศูนย์
(เครื่องหมาย ? แสดงว่าต้องการคำพึ่งพาที่มีลักษณ์ที่กำหนด
ซึ่งจะถูกแทนที่ด้วยตัวเลขดัชนีคำในประโยคในภายหลัง)
(a) Walburga admired Herb.
AGT PAT
actr
193
(b) Herb was admired by Walburga .
PAT MNS
actr
ในส่วนของรูปการกไม่มีกำหนดว่าจะต้องมีอะไรบ้าง ความเชื่อมโยง (correlation) ระหว่างรูปการก การก
แต่อย่างน้อยบังคับว่าจะต้องมี Nom ในทุกภาษา โดยการ สัมพันธ์ และ macro role นี้เรียกว่าการเชื่อมโยงการก (case
ใช้การกสัมพันธ์ รูปการก และ macro role ไวยากรณ์นี้ linking) ในไวยากรณ์ศัพทการกสามารถใช้การเชื่อมโยง
สามารถแสดงลักษณะร่วม (generalization) ระหว่างภาษา
การกนี้อธิบายประเภทต่างๆของคำกริยาและภาษาแบบ
ได้ดังต่อไปนี้
ต่างๆ ได้ดังตัวอย่างบางส่วนข้างล่าง
• ภาษากรรมการก (accusative language) เป็นภาษาที่รูป
การก Nominative จะมี macro role เป็น actor ด้วย
• ภาษาสาธกการก (ergative language) เป็นภาษาที่รูป
การก Nominative จะมีการกสัมพันธ์เป็น PAT เสมอ
• และในภาษากรรมการก (accusative language) PAT จะ
แสดงในรูปการก Acc ในประโยคสกรรม
• ทั้งภาษาสาธกการกและกรรมการก (both ergative and
accusative languages) Nominative โดยปกติเป็นคำที่มี
การความซับซ้อนของคำน้อยสุด (least morphologically
marked)
194
สำหรับเรื่องลำดับการปรากฏของคำ (word order)
ไวยากรณ์นี้ใช้การกำหนดลักษณ์ในคำเพื่อบอกลำดับว่า
หน่วยพึ่งพาควรเกิดข้างหน้าหรือข้างหลัง [?[X]<@] หรือ
[@<?[X]] (@ แทนเลขดัชนีของคำหลักนั้น) เช่น 1<2[N]
ที่อยู่ในคำ 1ndx บอกว่าคำพึ่งพา 2ndx นั้นเกิดข้างหลังและ
เป็น N หากไม่ระบุลำดับ ก็หมายความว่าจะปรากฏหน้า
หรือหลังก็ได้ และจากข้อมูลลำดับที่ระบุในคำหลักทั้งหมด
เราก็จะบอกลำดับของคำที่ปรากฏในประโยคได้
ตัวอย่างการวิเคราะห์ไวยากรณ์ศัพทการก
สองโครงสร้างแรกถูกไวยากรณ์เพราะลำดับการปรากฏ
เป็นไปแบบที่ควรจะเป็น แต่โครงสร้างสาม NP “tall that
building” ผิดไวยากรณ์เพราะมีลักษณ์บอกว่า Det ต้อง
ปรากฏก่อน Adj ([Det])<([Adj]) แต่ในประโยคนี้ Adj
เป็นคำแรก 1ndx และ Det เป็นคำที่สอง 2ndx จึงไม่เป็น
ตามลำดับที่ควร เพราะ 2 จะปรากฏก่อน 1 ไม่ได้
195
แสดงความต่างระหว่างประโยคบอกเล่าและคำถามผ่าน โครงสร้างที่วิเคราะห์เหล่านี้ นอกจากจะมาจากคำ (lexi-
+/-ntrg จะมีกฎที่มองว่า +xlry และ +ntrg ทำให้มีลักษณ์ cal entry) ต่างๆ รวมกันอย่างถูกไวยากรณ์แล้ว ในทฤษฎี
บอกลำดับเป็น @<?[N,Nom] คือคำนี้จะต้องปรากฏอยู่ ไวยากรณ์นี้ เนื่องจากรูปคำเดียวกันที่มีคุณสมบัติต่างกันจะ
ก่อน [N,Nom] เมื่อแทน ? ด้วย 2ndx และ @ ด้วยตำแหน่ง มองเป็นคนละคำ คำหลายหน้าที่หลายความหมายก็แยก
คำนั้นคือ 1ndx ได้ว่า 1<2 ซึ่งถูกต้อง เป็นคนละคำกันหมด คำจึงดูเหมือนว่ามีจำนวนมากมายซึ่งดู
ไม่เท่าที เพราะมนุษย์เราไม่น่าจะเก็บคำต่างๆนี้ไว้ทั้งหมดได้
ทฤษฎีนี้อธิบายว่าจริงๆคำมีเริ่มต้นอยู่เพียงจำนวนหนึ่งซึ่ง
แต่ละคำก็มีลักษณ์เท่าที่จำเป็น แต่จะมีกฎต่างๆ ที่ใช้ในการ
เพิ่มเติมลักษณ์ต่างๆ ให้กับคำและสร้างคำใหม่ๆ จากรูปคำ
เดียวกันขึ้นมา เช่น redundancy rule, subcategorization
rule ฯลฯ และนอกจากกฎการเพิ่มเติมลักษณ์ต่างๆ ก็ยังมี
196
กฎที่สร้างความสัมพันธ์อย่าง linking rule, chain rule การ เป็น redundancy rule
มีกฎต่างๆ นี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงลักษณะร่วม (generali- ที่บอกว่าคำที่เป็น +prnn จะต้องไม่มีคำลูกที่เป็น +Det
zation) ที่มีในภาษา
ตัวอย่างของ subcategorization rule ที่ใช้แยกย่อยว่าคำที่
มีลักษณ์ –prnn จะมีลักษณ์ที่เป็นไปได้สองแบบ คือ +plrl
หรือ –plrl
ตัวอย่างของ redundancy rule ที่ใช้เติมลักษณ์บางอย่างที่
ไม่จำเป็นต้องใส่ไว้ในแต่ละคำ เช่น การมีลักษณ์ +/-prnn
จะสรุปได้ว่ามีลักษณ์ +N ด้วย
197
ตัวอย่างของ morphological rule ที่เติม /z/ ท้ายคำที่เป็น – อ้างอิง
prnn และ +plrl
• Starosta, S. 2006. Lexicase Grammar.
ตัวอย่าง inflectional redundancy rule ที่บอกว่าคำที่เป็น [http://www2.hawaii.edu/~stanley/dpndc_l'.rtf]
+dfnt ที่ต้องการ +Det เป็นคำพึ่งพา คำพึ่งพานั้นจะมีลักษณ์
+dfnt ด้วย • Starosta, Stanley. (1988) The case for lexicase: an
outline of lexicase grammatical theory. Open Lin-
guistics Series, ed. by Robin Fawcett. London: Pin-
ter Publishers Limited.
• Bender, Byron Wilbur "In Memoriam, Stanley Staro-
sta 1939-2002" Oceanic Linguistics - Volume 41,
Number 2, December 2002, pp. 255-274
ข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับ Lexicase :
• http://www.ling.hawaii.edu/faculty/stanley/stanind
ex.html
ตัวอย่าง linking rule ที่เอาหมายเลขดัชนีของคำพึ่งพา (n)
มาไว้ที่คำหลัก (คือเปลี่ยนจาก ? เป็น n โดยที่ n เป็นเลข
ดัชนีคำพึ่งพาที่มีลักษณ์ +WCi )
198
CHAPTER 12
ทฤษฎีกำกับและ
ผูกยึดและมินิมั่ล
ลิสต์โปรแกรม
Biolinguistics;
Priciples and Parameters