The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษากีฬาฟุตซอล โดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Ssuri_. Ko, 2024-01-23 22:07:43

ผลของการจัดการเรียนรู้พลศึกษากีฬาฟุตซอล โดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษากีฬาฟุตซอล โดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

Keywords: วิจัยในชั้นเรียน

ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอล โดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นายสุริยา โคตมี วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาพลศึกษาและสุขศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอล โดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นายสุริยา โคตมี วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาพลศึกษาและสุขศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ก ชื่อรายงานการวิจัย ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอล โดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัย นายสุริยา โคตมี อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ วันวิสา ป้อมประสิทธิ์ สถานศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี สถานที่ทำงาน โรงเรียนชุมชนโนนสูง ปีที่พิมพ์ 2567 บทคัดย่อ การวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอลโดยใช้ แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน 21 คน ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนโนสูง ตำบลโนนสูง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน ใช้เวลา 8 ชั่วโมง แบบทดสอบทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอล โดยใช้แบบฝึกความ คล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนมีคะแนน เฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.43 คิดเป็นร้อยละ 46.90 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.95 คิดเป็น ร้อยละ 80 พบว่า หลังเรียนเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


ข กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยเรื่องผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอลโดยใช้แบบฝึกความ คล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ครั้งนี้สำเร็จสมบูรณ์ ได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างสูงยิ่งจาก อาจารย์ วันวิสา ป้อมประสิทธิ์อาจารย์ประจำ สาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี คุณครูสมชาย กวยทอง ครูวรพจน์ สุพรรณกลาง ครูวัชรพงษ์ สารีบุตร ครูหมวดวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนชุมชน โนนสูง นายโชคทวี สายประดิษฐ์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนโนนสูง ที่ให้การช่วยเหลอและให้ คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับงานวิจัย ขอขอบคุณผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบความถูกต้องเกี่ยวกับเครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ความคล่องตัวและทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล และเครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ขอขอบพระคุณ นายภูวดล พรทุม ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนโนนสูง พร้อมทั้งคณะครูใน โรงเรียนทุกท่าน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ได้ให้กำลังใจและให้ ความอนุเคราะห์เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย


ค สารบัญ หน้า 1 บทคัดย่อ ก กิตติมากรรมประกาศ ข สารบัญ ค บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 7 สมมติฐานของการวิจัย 7 ขอบเขตของการวิจัย 7 นิยามศัพท์เฉพาะ 8 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 9 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 10 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 11 วิสัยทัศน์ 11 จุดมุ่งหมาย 12 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 12 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 13 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 13 จุดมุ่งหมายการสอนพลศึกษา 13 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 13 คุณภาพของการสอนพลศึกษา 14 กระบวนการจัดการเรียนการสอนสุขศึกษาและพลศึกษา 16 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ 19


ง สารบัญ (ต่อ) หลักการจัดการเรียนรู้ 19 กระบวนการเรียนรู้ 19 การออกแบบการเรียนรู้ 20 บทบาทครูผู้สอน 20 บทบาทของผู้เรียน 20 สื่อการเรียนรู้ 20 สมรรถภาพทางกาย 21 ความหมายของสมรรถภาพทางกาย 21 ความสำคัญของสมรรถภาพทางกาย 23 องค์ประกอบของสมรรถภาพทางกาย 25 ประเภทของสมรรถภาพกาย 26 หลักการฝึกสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย 27 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางกาย 28 ความคล่องแคล่วว่องไว 29 ความหมายของความคล่องแคล่วว่องไว 29 ความสำคัญของความคล่องแคล่วว่องไว 29 ประโยชน์ของความคล่องแคล่วว่องไว 30 ประเภทของความคล่องแคล่วว่องไว 31 หลักการฝึกความคล่องแคล่วว่องไว 31 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความคล่องแคล่วว่องไว 33 กีฬาฟุตซอล 34 ทักษะการเลี้ยงบอล 35 ทักษะการรับ - ส่งบอล 35 ทักษะการเดาะบอล 35 ทักษะการโหม่งบอล 36 ทักษะการยิงประตู 36 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 39 กรอบแนวคิด 42


จ สารบัญ (ต่อ) 3 วิธีดำเนินการวิจัย 43 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 43 แบบแผนการทดลอง 43 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 44 การเก็บรวบรวมข้อมูล 46 การวิเคราะห์ข้อมูล 46 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 46 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 48 5 สรุป อภิปราย และเสนอแนะ 51 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 51 สมมุติฐานการวิจัย 51 สรุปผลการวิจัย 51 อภิปรายผลการวิจัย 51 ข้อเสนอแนะ 54 รายการอ้างอิง 56 ภาคผนวก 57 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ 59 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง 61 ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 135 ภาคผนวก ง การวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ 137 ภาคผนวก จ ภาพการวิจัย 146 ประวัติย่อของผู้วิจัย 147


ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬากีฬาฟุตซอล โดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน 48 2 ตารางผลการเปรียบเทียบของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬากีฬาฟุตซอล โดยใช้ แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 49


ช สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดการวิจัย 42


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของการวิจัย ในช่วงชีวิตมนุษย์เราทุกคน มีความปรารถนาอยากให้ตนเองมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง สมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายทั้งปวง เหมือนดั่งคำกล่าวทางศาสนาที่ว่าไว้ คือ “อโรค ยาปรมา ลาภา” แปลว่า ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ สิ่งที่กล่าวมานี้นับว่าเป็นเป้าหมายที่ สำคัญอย่างหนึ่งของชีวิตคนเราทุกคน แต่จะทำอย่างไรเราจึงจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีอย่างที่ตั้ง ความหวังเอาไว้ ซึ่งจะแสดงออกมาโดยดูจากแนวทางการปฏิบัติตนของแต่ละบุคคล เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายดังกล่าว บ้างก็พยายามรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ บ้างก็เลือก รับประทานอาหารที่ดีหรือให้ประโยชน์ตามทัศนะของตน บ้างก็เน้นเรื่องการนอนหลับพักผ่อน บ้างก็ เลือกการอาศัยอยู่ในห้องที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม บ้างก็หมั่นไปตรวจสุขภาพหรือปรึกษาแพทย์ เป็นประจำ และบ้างก็หาเวลาว่างในการออกกำลังกายอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ ทั้งนี้ก็แล้วแต่ภูมิ หลังของแต่ละบุคคลไป แต่ทุกคนก็จะมุ่งไปที่เป้าหมายเรื่องเดียวกัน คือ ทำอย่างไรจะให้ตนเป็นผู้ที่มี สุขภาพดีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ การที่จะมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์นั้น จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบพื้นฐานหลายด้าน เช่น สภาพทางร่างกาย สภาวะทางโภชนาการ สุขนิสัยและสุขปฏิบัติ สภาวะทางจิตใจ สติปัญญา และ สภาวะทางอารมณ์ที่สดชื่นแจ่มใส ซึ่งความสัมพันธ์ของร่างกายและจิตใจนี้ นักพลศึกษาได้มีคำ กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “สุขภาพจิตที่แจ่มใส อยู่ในร่างกายที่แข็งแรง” หมายความว่า การที่บุคคลจะมี สุขภาพที่สดชื่นแจ่มใสได้นั้นจะต้องเป็นบุคคลที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ด้วย ร่างกายมนุษย์มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา เพื่อความเจริญเติบโตและรักษาสภาพการทำงาน ที่ดีเอาไว้ การที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของสมรรถภาพทาง กายหรือสุขภาพ แต่ยังเป็นสาเหตุของความผิดปกติของร่างกายและโรคร้ายหลายชนิดที่ป้องกันได้ ซึ่งเป็นโรคที่เป็นปัญหาทางการแพทย์ที่พบมากในปัจจุบัน ในทางการแพทย์การออกกำลังกายอาจ เปรียบได้กับยาสารพัดประโยชน์ เพราะใช้เป็นยาบำรุงเป็นยาป้องกันและเป็นยาบำบัดรักษาหรือ ฟื้นฟูสภาพร่างกาย แต่การที่ได้ชื่อว่ายาแล้วไม่ว่าจะวิเศษเพียงไรก็จะต้องใช้ด้วยขนาดหรือปริมาณที่ เหมาะสมกับคนแต่ละคน ในคนที่ใช้โดยไม่คำนึงถึงขนาดหรือปริมาณที่เหมาะสม นอกจากอาจไม่ ได้ผลแล้วยังอาจเกิดโทษจากยาได้ด้วย การออกกำลังกายให้เกิดประโยชน์แก่สุขภาพคือการจัดชนิด ของความหนัก ความนาน และความบ่อยของการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับเพศ วัย สภาพ ร่างกาย สภาพแวดล้อม และจุดประสงค์ของแต่ละคน (สุพิตร สมาหิโต, 2560)


2 กิจกรรมทางกายเป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งถ้าได้กระทำสม่ำเสมอจะเป็นพฤติกรรมที่ สร้างเสริมสุขภาพและมีผลต่อการป้องกันโรค กิจกรรมทางกายหรือการเคลื่อนไหวร่างกายนี้ ไม่จำกัด เฉพาะการออกกำลังกายเท่านั้น แต่รวมถึงการเคลื่อนไหวในการดำเนินชีวิตประจำวันด้วย ได้แก่ กิจกรรมทางกายที่เกี่ยวกับการทำงานโดยประเมินจากอิริยาบถส่วนใหญ่ที่ใช้ในการทำงาน เช่น ยืน นั่ง หรือ เดิน และประเภทของงานที่ทำ โดยดูจากลักษณะการออกแรงในการทำงานร่วมกับ ระยะเวลาที่ใช้ในการทำงาน (เป็นชั่วโมงและนาที) ต่อวันและจำนวนวันต่อสัปดาห์ โดยพิจารณา รวมทั้งงานที่ก่อให้เกิดรายได้และไม่เกิดรายได้ กิจกรรมทางกายที่เกี่ยวกับการเดินทางใน ชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทางไปทำงาน ไปซื้อของ ไปจ่ายตลาด ไปทำธุระต่าง ๆ โดยให้ ความสำคัญกับการเดินทางที่ใช้การเดินหรือการขี่รถจักรยานเป็นเวลาตั้งแต่ 10 นาทีขึ้นไป ส่วนการ เดินทางโดยวิธีอื่น ๆ เช่น การขับรถยนต์ไป โดยสารยานพาหนะอื่น ๆ ไป ไม่รวมอยู่ในกิจกรรมทาง กายด้านนี้ โดยพิจารณาร่วมกับระยะเวลาที่ใช้เดินหรือขี่จักรยานไปในแต่ละวัน และเป็นจำนวนวัน ต่อสัปดาห์ รวมถึงกิจกรรมทางกายในเวลาว่างจากการทำงาน กิจกรรมเหล่านี้เป็นการเคลื่อนไหว ร่างกาย ในเวลาที่นอกเหนือเวลาทำงานและการเดินทาง เช่น การนอนดูโทรทัศน์ การนั่ง ๆ นอน ๆ อ่านหนังสือ การทำสวน หรือการออกกำลังกายทั้งอย่างหนัก เช่น เต้นแอโรบิค การวิ่ง เล่น เทนนิส และการออกกำลังกายปานกลาง เช่น เดินเร็ว ๆ ว่ายน้ำฯลฯ (สนธยา สีมาด, 2557) จากการสำรวจองค์การอนามัยโลก ระดับการมีกิจกรรมทางกายที่พอเพียงในประเทศไทยที่ ผ่านมาพบว่าคนไทยมีระดับกิจกรรมทางกายที่เพียงพอลดลงจากปี พ.ศ. 2550 ที่ร้อยละ 85 และปี พ.ศ. 2551 ร้อยละ 82 เป็นร้อยละ 62-68 ในปี พ.ศ. 2552-2557 ร้อยละ 72 ในปี พ.ศ. 2558 และ ล่าสุดร้อยละ 42 ในปี พ.ศ. 2559 นับได้ว่ากิจกรรมทางกายของคนไทยมีแนวโน้มที่จะลดลงในทุก ๆ ปี ทำให้สมรรถภาพทางกายของคนไทยลดน้อยลงไปด้วย และการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 11,129 รายในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2552 โดยแบ่งเป็น 4,357 ราย ในประชากรชาย (ร้อยละ 1.6 ของการเสียชีวิตทั้งหมด) และ 6,772 รายในประชากรหญิง (ร้อยละ 3.6 ของการเสียชีวิตทั้งหมด) เมื่อพิจารณาในหน่วยของภาระโรค การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ เป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพอันดับ 8 ของประชากรหญิง (ก่อภาระโรค 788,500 DALYs หรือร้อยละ 1.8 ของภาระโรคทั้งหมด) และอันดับ 9 ของชายไทย (581,200 DALYs, ร้อยละ 1.0 ของภาระโรค ทั้งหมด) ไม่เพียงภาระทางสุขภาพเท่านั้น การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอยังส่งผลถึงภาระทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย ทั้งความสูญเสียโดยตรงจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ผู้ป่วยกลุ่มโรคที่มาจากการมีกิจกรรมทาง กายไม่เพียงพอ ความสูญเสียทางอ้อมจากการลางาน สมรรถภาพในการทำงานที่ลดลง ภาระในการ ดูแลผู้ป่วยโดยญาติหรือผู้ดูแลรวมถึงโอกาสที่สูญเสียไปจากการไม่ส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายต่อ ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นความเท่าเทียมทางคมนาคม จากการใช้ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิง แทนการ


3 ส่งเสริมการใช้จักรยาน การเดินหรือการใช้ขนส่งสาธารณะ อันจะนำไปสู่ภาระค่าใช้จ่ายในการครอง ชีพที่มากขึ้น การใช้เชื้อเพลิงอย่างสิ้นเปลือง และปัญหาสิ่งแวดล้อมจากมลพิษไอเสีย รวมถึง สุขภาพจิตที่เสียไปกับการจราจรบนท้องถนนอีกด้วยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดระดับการมี กิจกรรมทางกายที่เพียงพอสำหรับเด็กอายุ6-17 ปี อย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน สำหรับกิจกรรมทาง กายระดับปานกลาง/หนัก และมีการออกแรงเพื่อสร้างเสริมกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อต่อด้วย สำหรับประชากรวัยผู้ใหญ่อายุ18-64 ปีอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ สำหรับกิจกรรมทางกาย ระดับปานกลางและ/หรืออย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ สำหรับกิจกรรมทางกายระดับหนักโดยให้มี กิจกรรมทางกายอย่างต่อเนื่องในแต่ละครั้งมากกว่า 10 นาทีขึ้นไป และมีการออกแรงเพื่อสร้างเสริม กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อต่ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งด้วย สำหรับประชากรวัยสูงอายุ อายุ ตั้งแต่65 ปีขึ้นไป มีข้อแนะนำเช่นเดียวกับประชากรวัยผู้ใหญ่ แต่ให้เพิ่มเติมการฝึกการทรงตัวเพื่อ ป้องกันการล้มอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งด้วยโดยการเคลื่อนไหวระดับปานกลาง เป็นการเคลื่อนไหว จนรู้สึกเหนื่อย และสามารถพูดคุยได้จบประโยค หรือมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ระดับร้อยละ 65-69 ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด การเคลื่อนไหวระดับหนักเป็นการเคลื่อนไหวจนรู้สึกเหนื่อย จนถึงหอบ และพูดไม่จบประโยค หรือมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ระดับร้อยละ 70-85 ของอัตรา การเต้นของหัวใจสูงสุด การออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ เป็นการเสริมสร้างสมรรถภาพ ของร่างกายให้แข็งแรงเพื่อให้บุคคลมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผล ดังนั้นเราจึงควรส่งเสริมโดยการปรับหรือพัฒนา พฤติกรรมการออกกำลังกายของบุคคลรอบข้างหรือบุคคลที่สามารถจะปรับหรือพัฒนาได้ ให้เกิด พฤติกรรมการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นจนคงที่สม่ำเสมอ ให้เปรียบเสมือนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เพื่อสุขภาพร่างกายและจิตใจในการปรับพฤติกรรมนั้นเราควรจะพิจารณาและคำนึงถึงข้อจำกัดและ วิธีการที่นำมาประยุกต์ใช้ ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ผู้ปรับเองจะต้องมีความรู้ความ เข้าใจที่ถูกต้องสำหรับวัตถุประสงค์ของการปรับพฤติกรรม คือธรรมชาติของแต่ละบุคคลนั้นมี ลักษณะแตกต่างกัน การนำเทคนิคต่าง ๆ มาใช้ในการปรับพฤติกรรมนั้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและต้อง เลือกให้เหมาะสม ต้องมั่นใจว่าเทคนิคที่นำมาใช้มีประสิทธิภาพพอที่จะสามารถนำมาใช้กับพฤติกรรม ที่จะทำการปรับหรือพัฒนา ส่วนความสำเร็จของการปรับพฤติกรรมนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำการปรับ พฤติกรรม แต่จะขึ้นอยู่กับผู้ที่ถูกปรับพฤติกรรมให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นพฤติกรรมที่ พึงประสงค์ ถูกต้อง มีคุณธรรมและอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข และเพื่อที่บุคคลสามารถ ควบคุมตนเอง (Self Control) ไม่ให้ตกอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเขา เอง และเพื่อบุคคลได้แสดงพฤติกรรมได้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่บุคคลนั้นอยู่ด้วย (องค์การ อนามัยโลก, 2550)


4 การเล่นกีฬามีจุดประสงค์แน่นอนในการพัฒนาสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งอาจหมายถึง การดำรงรักษาสุขภาพที่ดีอยู่แล้วมิให้ลดถอยลง ปรับปรุงสุขภาพที่ทรุดโทรมให้ดีขึ้น ป้องกันโรคที่ เกี่ยวเนื่องกับการขาดออกกำลังกาย ตลอดจนช่วยแก้ไขหรือฟื้นฟูสภาพร่างกายจากโรคบางอย่าง กีฬาเพื่อสุขภาพจึงมีลักษณะที่แตกต่างจากกีฬาแข่งขันอยู่มาก เพราะมิได้เกี่ยวข้องกับชัยชนะ อาจ กล่าวได้ว่ากีฬาทุกชนิดที่ใช้แข่งขัน หรือการละเล่นที่ใช้แรงกาย การบริหารร่างกายและการออก กำลังกายรูปแบบต่าง ๆ และแม้แต่การปฏิบัติงานหนัก หรืองานอดิเรกที่ใช้แรงกายสามารถนำมาใช้ หรือดัดแปลงให้เป็นกีฬาเพื่อสุขภาพได้ทั้งนั้น แต่ทั้งนี้จะต้องจัดให้เข้ากับลักษณะของกีฬาเพื่อสุขภาพ เป็นการเลือกชนิดของกิจกรรมการใช้แรงกายให้ได้ประโยชน์แก่สุขภาพอย่างมากที่สุด โดยไม่จำกัดว่า จะมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวหรือหลายอย่างประกอบกัน ในทางปฏิบัติมักเป็นการยากที่จะเลือก กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งให้ได้ "ลักษณะของกีฬาเพื่อสุขภาพ" ครบทุกข้อ แต่ก็ไม่มีข้อห้ามใดที่ผู้ ปฏิบัติจะเลือกกิจกรรมหลายอย่างมาประกอบกัน เพื่อเป็นกีฬาเพื่อสุขภาพของตน หรือชื่อเสียงเช่น กีฬาแข่งขัน ซึ่งกีฬาแข่งขันที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันนั้นมีหลากหลายชนิด เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล เป็นต้น (กรมพลศึกษากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, 2554) การศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ระบบการศึกษาไม่ว่าในประเทศหรือ ต่างประเทศ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันจะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านปรัชญาการศึกษาและทฤษฎี การเรียนการสอนอยู่ตลอดเวลา ไม่มีระบบการศึกษาของประเทศใดหยุดนิ่งอยู่กับที่โดยไม่ เปลี่ยนแปลงหรือปราศจากการศึกษา สังเกตการณ์ ประเมินหรือการวิเคราะห์สภาพการเรียนการสอน และหลักสูตร พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แนวการศึกษาให้ยึดหลักว่า ผู้เรียนทุก คนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด โดยฝึกให้ผู้เรียนได้ ทั้งความรู้ ฝึกทักษะและกระบวนการคิดกระบวนการเรียนการสอนเปรียบเสมือนหัวใจของการศึกษา เป็นกลไกที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ เป็นคนดี มีความรู้ ความคิด ความสามารถ ทั้งใน การพัฒนาคนและอาชีพการงานในสังคมอย่างมีความสุข ซึ่งกระบวนการเรียนการสอนต้องมีการ พัฒนาและนำมาใช้ในการพัฒนาคนให้ทันต่อความเจริญก้าวหน้าของสังคมประเทศชาติและโลก การ จัดการเรียนการสอนควรยึดหลักผู้เรียนมีบทบาทด้วยตนเองให้มาที่สุด การเรียนควรเป็นเรื่องของการ การทำ (Doing) มากกว่ารู้ (Knowing) เด็กจะต้องกระตือรือร้นในการเรียนมากกว่าคอยแต่จะรับหรือ อยู่เฉยๆครูจะเป็นผู้จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับผู้เรียนให้ผู้เรียนรู้จักที่จะแก้ไขปัญหาของตนเอง และสังคม (กระทรวงศึกษาธิการ,2551) พลศึกษา เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ได้รับการถ่ายทอดมานานจากคนตะวันตก ที่เน้นร่างกายเป็น สิ่งสำคัญมากกว่าจิตใจ ที่มีความแข็งแรง ความเร็ว ความอ่อนตัว ความคล่องแคล่ว ความทนทาน และ ระบบไหลเวียนโลหิต จนมีหลักการที่พูดกันว่า A SOUND MIND IN A SOUND BODY หรือ จิตใจที่ แข็งแกร่งย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง แต่ในความเป็นจริง คนตะวันออก พูดถึงพลศึกษามานานใน


5 รูปแบบทางจิตใจ นั่นคือ พละ 5 ธรรมที่เป็นพลัง มีสัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา แต่ไม่ได้รับการ ตอบรับมากนัก จนมีหลักการที่ว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว จึงเห็นได้ว่า พลศึกษาต้องเกี่ยวโยงทั้งสอง ด้านคือ ร่างกายและจิตใจ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ และทั้งคู่ต้องทำงานไปพร้อม ๆ กัน และที่ สำคัญต้องบังคับร่างกายให้ได้ตามที่ต้องการและควบคุมจิตใจตนเองให้นิ่ง พลศึกษา ประกอบด้วย สรีรวิทยาการออกกำลังกาย , วิทยาศาสตร์การกีฬา , จิตวิทยาการกีฬา , ชีวกลศาสตร์ และกีฬาเวช ศาสตร์ ซึ่งเนื้อหาเหล่านั้นจัดเป็นสาขาวิชาหนึ่งหรืออาจเป็นภาควิชาหนึ่งหรือคณะหนึ่งใน มหาวิทยาลัย (พจนานุกรมพุทธศาสตร์,2554) “ การเรียนทักษะต่าง ๆ ครูควรกำหนดระยะเวลาและกระจายเวลาในการฝึกให้เหมาะสมใน กิจกรรมการเรียนแต่ละครั้ง โดยทั่วไปการเรียนบ่อยครั้งในระยะเวลาสั้นจะได้ผลที่ดีกว่าการเรียนน้อย ครั้งและครั้งหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ ” ครูผู้สอนหรือผู้ฝึกกีฬาจำเป็นต้องศึกษา ให้เกิดความรู้และมี ประสบการณ์เกี่ยวกับการสอนที่มีผลต่อการเรียนรู้ทักษะกีฬาของผู้เรียนว่ามีจำนวนครั้งมากน้อย เพียงใด จึงจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน โรงเรียน เนื้อหาวิชา และจุดมุ่งหมาย ตามโครงสร้างของหลักสูตร วิชาพลศึกษา (Physical Education) เป็นวิชาที่ส่งเสริมสมรรถภาพทาง กายของนักเรียน โดยสมรรถภาพทางกาย หมายถึง สภาวะของร่างกายที่อยู่ในสภาพที่ดี เพื่อที่จะช่วย ให้เราเรียน ทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เหนื่อยเร็ว และสามารถฟื้นตัวกลับ สู่สภาพปกติได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นทางโรงเรียนในประเทศไทยจึงได้จัดให้มีการเรียนการสอน เกี่ยวกับกีฬา เพื่อผลักดันให้นักเรียนเกิดความสนใจในการออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น ทางโรงเรียนต่างๆ ในประเทศไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการมีร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่แจ่มใส ดังนั้นโรงเรียนจึงมี กีฬาหลากหลายชนิดให้นักเรียนได้เรียนเพื่อพัฒนาจิตใจ ร่างกาย และทักษะการออกกำลังกาย ทาง โรงเรียนจึงเผยแพร่ข้อมูลกีฬาที่โรงเรียนได้บรรจุลงในวิชาพลศึกษา นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังจัด กิจกรรมกีฬานอกเวลาเรียนสำหรับนักเรียนที่สนใจเล่นกีฬามากขึ้น การเล่นกีฬาฟุตซอลมีทักษะส่วน บุคคลพื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้สำหรับการเล่นเป็นทีมซึ่งผู้เริ่มเล่นฟุตซอลจำเป็นต้องเริ่มฝึกในพื้นฐาน เหล่านี้ สำหรับในตอนนี้จะได้นำเสนอทักษะต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเล่นฟุตซอลในภาพรวมทุก ทักษะ เพื่อที่จะได้ทราบว่าแต่ละทักษะมีวิธีการและความสำคัญอย่างไร รูปแบบทักษะพื้นฐาน ซึ่ง ทักษะทั้งหมดจำเป็นต้องใช้ในการแข่งขัน ในการฝึกนอกจากผู้เล่นจะสามารถปฏิบัติทักษะพื้นฐาน ทั้งหมดได้แล้วยังต้องสามารถเชื่อมโยงการเล่นในแต่ละทักษะได้ด้วยสำหรับการเล่นเป็นทีมนั้นหากผู้ เล่นไม่มีความชำนาญในแต่ละทักษะพื้นฐานที่เกี่ยวกับการเล่นฟุตซอลก็จะทำให้การเล่นเป็นทีมทำได้ ยาก (คู่มือการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ,2551) การฝึกฝนอย่างหนักทำให้ร่างกายแข็งแรงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ทีมประสบ ผลสำเร็จได้ ต้องผสมผสานกับผู้เล่นที่มีทักษะพื้นฐานทางกีฬาฟุตซอลที่ดีด้วยทักษะก็เปรียบได้กับ


6 รากฐานของบ้าน ถ้าหากรากฐานของบ้านแข็งแรงก็จะส่งผลให้บ้านมีสภาพดี และสามารถต่อเติม ส่วนที่ต้องการได้ โดยที่สภาพบ้านเดิมไม่เกิดความเสียหาย เช่นกันกับทักษะทางกีฬาถ้าหากนักกีฬามี ทักษะพื้นฐานที่ดีแล้วสามารถเล่นกับเพื่อนนักกีฬาคนใดก็ได้และเล่นในระบบที่ซับซ้อนได้ง่ายในการ เล่นฟุตซอล (ทักษะกีฬาฟุตซอล:มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติวิทยาเขตอุดรธานี,2563) การเลี้ยงเป็นทักษะที่สำคัญอีกทักษะหนึ่งของกีฬาฟุตซอล เพราะเป็นการแสดงออกถึง ความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นได้อย่างชัดเจนว่า นักกีฬามีความชํานาญหรือมีพื้นฐานของ นักฟุต ซอลมากน้อยแค่ไหน ในการเลี้ยงบอลมีเป้าหมายหลัก คือ เพื่อหลบหลีก หลอกล่อคู่ต่อสู้ เข้าไปทำ ประตูด้วยตนเองหรือเป็นการเปิดพื้นที่ให้เพื่อน ผู้เล่นที่มีความสามารถอย่างแท้จริงขณะที่เคลื่อนที่ไป กับลูกบอลจะต้องรักษาลูกบอลไว้ในการครอบครองให้ได้พร้อมกับการรักษาจังหวะการวิ่งไม่ให้สูญเสีย ความเร็วและจังหวะ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้มาจากการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ (ทักษะกีฬาฟุตซอล: มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติวิทยาเขตอุดรธานี,2563) ในกีฬาฟุตซอลนอกจากผู้เล่นจะต้องมีทักษะในการเคลื่อนไหว และปฏิกิริยาตอบสนองที่ รวดเร็วแล้วยังต้องมี สมรรถภาพทางกายทั่วไป และสมรรถภาพทางกายเฉพาะดีด้วย เพราะฟุตซอล เป็นกีฬาที่มีการเคลื่อนที่ตลอดโดยไม่หยุดนิ่งภายในเวลาครึ่งละ 20 นาที โดยการเคลื่อนที่แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือเคลื่อนที่ด้วยตัวเปล่าที่มีการเร่งความเร็ว การชะลอ การเปลี่ยนทิศทางเพื่อหลบหลีก การ รับและการหาจังหวะในการยิงประตู อีกลักษณะหนึ่งคือ การเคลื่อนที่พร้อมลูกบอล โดยมีการเร่ง เปลี่ยน และชะลอความเร็ว ในทํานองเดียวกัน ดังนั้นนักกีฬาฟุตซอลจะต้องผ่านการฝึกทางด้าน ร่างกายมาเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความเร็ว ความทนทาน ความ คล่องแคล่วว่องไว และความแม่นยําในการยิงประตู เพื่อให้นักกีฬามีความพร้อมในการแข่งขัน การที่ นักกีฬาฟุตซอลจะแสดงความสามารถสูงสุดออกมาได้นั้นมีองค์ประกอบที่สำคัญสามส่วนด้วยกัน ได้แก่สมรรถภาพทางกายและทักษะกีฬา สมรรถภาพทางจิต และสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งสามส่วนนี้มี ความสัมพันธ์กันอย่างยิ่งในการแข่งขันจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเสียมิได้ เนื่องจากจะส่งผลให้นักกีฬาแสดง ความสามารถออกมาได้ไม่เต็มที่ (ทักษะกีฬาฟุตซอล:มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติวิทยาเขต อุดรธานี,2563) ความคลองตัว (Agility) เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของการ เคลื่อนไหว หมายถึง ความสามารถของร่างกาย หรือส่วนต่างๆ ของร่างกายที่สามารถเปลี่ยน ทิศทางได้อย่างรวดเร็วและ ถูกต้อง การวัดความคล่องตัวจะรวมถึงการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและ ใช้กล้ามเนื้อของร่างกายอย่าง ถูกต้อง กิจกรรมที่เฉพาะเจาะจง การเปลี่ยนลักษณะการเคลื่อนไหว อย่างรวดเร็ว โดยใช้ร่างกาย ทั้งหมดหรือบางส่วนนั้น จะเป็นการวัดความคล่องตัวได้ดี เช่น การวิ่ง ซิกแซก วิ่งเก็บของ ระดับของ


7 ความคล่องตัวเป็นผลมาจากความสามารถตั้งแต่เกิด การฝึกหัดและ จากประสบการณ์ ความคล่องตัว มีความสำคัญมากในกิจกรรมพลศึกษา เพราะทำให้การเคลื่อนไหว มีลักษณะเป็นธรรมชาติ มีฟุตเวิร์ค (Footwork) การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการฝึกความคล่องตัว จึงมี ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อความคล่องแคล่วว่องไวต่อการเล่นฟุตซอล เพราะเมื่อเกิดความคุ้นเคยใน การฝึกซ้อมและได้ปฏิบัติบ่อยภายใต้เงื่อนไขการ ควบคุมของผู้ฝึกสอน ก็จะสามารถพัฒนาในเรื่องของ ความคล่องแคล่วว่องไวได้เป็นอย่างดี โดยใช้หลักการทำงานของความสัมพันธ์ของระบบประสาทและ กล้ามเนื้อ จากความสำคัญและประโยชน์ ของความคล่องแคล่วว่องไว และเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาใน ข้างต้น ถือได้ว่าความคล่องแคล่วว่องไว เป็นปัจจัยสำคัญในการเคลื่อนไหวของการเล่นกีฬา และ กิจกรรมทางกาย (ผลของการฝึกความคล่องตัวที่มีต่อความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอลของนักกีฬา (นันทพล ทองนิลพันธ์, 2548) ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาผลของการฝึกความคล่องตัวที่มีต่อความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุต ซอลของนักเรียน ทั้งนี้การฝึกความคล่องตัว อาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาความสามารถทางกลไก ที่ ช่วยส่งเสริมให้มีความคล่องแคล่วว่องไวในการเลี้ยงฟุตซอลได้มากขึ้น เพื่อนําผลที่ได้จากการวิจัยไป เป็นแนวทาง ในการแก้ไขปรับปรุงให้กับนักเรียนต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอลโดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สมมุติฐานการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอลที่คล่องตัวหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตการวิจัย ประชากร ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 46 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนโนนสูง ตำบลโนนสูง อำเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี


8 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน 21 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนโนนสูง ตำบลโนนสูง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เนื้อหาสาระ ทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ตัวแปร ตัวแปรต้น คือ การฝึกความคล่องตัว ตัวแปรตาม คือ ทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ระยะเวลาในการทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้ใช้เวลาสอน 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะ การจัดการเรียนรู้หมายถึง การเลือกวิธีการสอนและเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่วางไว้ การจัดการเรียนรู้พลศึกษาฟุตซอล หมายถึง การจัดกิจกรรมพลศึกษาฟุตซอลเพื่อใช้ในการ พัฒนาการเรียนรู้กิจกรรมพลศึกษาฟุตซอลเพื่อทำให้ผู้เรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้นและมีพัฒนาการ ทางด้านทักษะ พัฒนาการทางด้านความรู้และพัฒนาทางด้านสังคมในกิจกรรมพลศึกษาวฟุตซอลสูง ขึ้น การฝึกฝน หมายถึง การฝึกเพื่อให้เกิดความชำนาญและความเคยชิน สมรรถภาพ หมายถึง ความสามารถของบุคคลในอันที่จะใช้ระบบต่าง ๆ กระทำกิจกรรมใด ๆ อันเกี่ยวกับการแสดงออก ซึ่งความสามารถทางด้านร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือได้หนัก หน่วง เป็นเวลาติดต่อกันโดยไม่แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยให้ปรากฏ และสามารถฟื้นตัวกลับสู่สภาพ ปกติได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ความคล่องตัว หมายถึง ความสามารถของคนที่มีการ เปลี่ยนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ในส่วนที่ เป็นความเร็วและความแน่นนอนที่ร่างกายเกิดการรับรู้ กิจกรรมทางกาย หมายถึง การขยับเคลื่อนไหวร่างกาย เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อ และร่างกายต้องใช้พลังงานมากกว่าขณะพัก กีฬาฟุตซอล หมายถึง กีฬาชนิดหนึ่งคล้ายฟุตบอล แต่เล่นในร่ม มีผู้เล่นฝ่ายละ ๕ คน รวม ผู้รักษาประตู


9 การเลี้ยงฟุตซอล หมายถึง เป็นการแสดงออกถึง ความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นได้อย่าง ชัดเจนว่า นักกีฬามีความชำนาญหรือมีพื้นฐานของ นักฟุตซอลมากน้อยแค่ไหน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนมีทักษะในการเลี้ยงฟุตบอล 2. นักเรียนมีทักษะในการเลี้ยงฟุตซอลด้วยความคล่องตัวหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในสมรรถภาพด้านความคล่องตัว 4. นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อกีฬาฟุตซอล 5. ผู้วิจัยได้รูปแบบการสอนที่สามารถนำไปใช้ได้


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัย เรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนา ทักษะการเลี้ยงฟุตซอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง โดยแบ่งหัวข้อเรื่อง ดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 1.1 วิสัยทัศน์ 1.2 จุดมุ่งหมาย 1.3 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1.4 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 2. กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 2.1 จุดมุ่งหมายการสอนพลศึกษา 2.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 2.3 คุณภาพของการสอนพลศึกษา 3. กระบวนการจัดการเรียนการสอนสุขศึกษาและพลศึกษา 4. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ 4.1 หลักการจัดการเรียนรู้ 4.2 กระบวนการเรียนรู้ 4.3 การออกแบบการเรียนรู้ 4.4 บทบาทครูผู้สอน 4.5 บทบาทของผู้เรียน 4.6 สื่อการเรียนรู้ 5. สมรรถภาพทางกาย 5.1 ความหมายของสมรรถภาพทางกาย 5.2 ความสำคัญของสมรรถภาพทางกาย 5.3 องค์ประกอบของสมรรถภาพทางกาย


11 5.4 ประเภทของสมรรถภาพกาย 5.5 หลักการฝึกสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย 5.6 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางกาย 6. ความคล่องแคล่วว่องไว 6.1 ความหมายของความคล่องแคล่วว่องไว 6.2 ความสำคัญของความคล่องแคล่วว่องไว 6.3 ประโยชน์ของความคล่องแคล่วว่องไว 6.4 ประเภทของความคล่องแคล่วว่องไว 6.5 หลักการฝึกความคล่องแคล่วว่องไว 6.6 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความคล่องแคล่วว่องไว 7. กีฬาฟุตซอล 7.1 ทักษะการเลี้ยงบอล 7.2 ทักษะการรับ - ส่งบอล 7.3 ทักษะการเดาะบอล 7.4 ทักษะการโหม่งบอล 7.5 ทักษะการยิงประตู 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 9. กรอบแนวคิด 1.หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 1.1 วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็น พลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความรู้ และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอด ชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็ม ตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ,2551)


12 1.2 จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุขมี ศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมาย เพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้1.2.1 มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของ ตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1.2.2 มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหาการใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 1.2.3 มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 1.2.4 มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่น ในวิถีชีวิตและการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 1.2.5 มี จิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิต สาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข (กระทรวงศึกษาธิการ,2551) 1.3 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการ เรียนรู้ ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดนั้น จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะ สำคัญ 5 ประการ ดังนี้1.3.1 ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มี วัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิดความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูล ข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดย คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 1.3.2 ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิด วิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่าง เหมาะสม 1.3.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมแสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อ ตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 1.3.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำ กระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการ ปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสมการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ


13 สภาพแวดล้อมและการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 1.3.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมี ทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้การสื่อสาร การ ทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสมและมีคุณธรรม (กระทรวงศึกษาธิการ,2551) 1.4 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1.4.1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์1.4.2 ซื่อสัตย์สุจริต 1.4.3 มีวินัย 1.4.4 ใฝ่เรียนรู้1.4.5 อยู่อย่างพอเพียง 1.4.6 มุ่งมั่นในการทำงาน 1.4.7 รักความเป็นไทย 1.4.8 มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษา สามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตามบริบทและจุดเน้นของตนเอง (กระทรวงศึกษาธิการ,2551) 2. กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 2.1 จุดมุ่งหมายของการสอนพลศึกษา พลศึกษามุ่งเน้นให้ผู้เรียนใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกมและกีฬา เป็นเครื่องมือในการพัฒนาโดยรวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา รวมทั้งสมรรถภาพ เพื่อสุขภาพและกีฬา (คู่มือการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน,2551) 2.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่เป็นกรอบเนื้อหาหรือขอบข่ายองค์ความรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพล ศึกษาประกอบด้วย การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เรื่องธรรมชาติของ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต ความสัมพันธ์เชื่อมโยงใน การทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงวิธีปฏิบัติตนเพื่อให้เจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่ สมวัย ชีวิตและครอบครัว ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เรื่องคุณค่าของตนเองและครอบครัว การปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ความรู้สึกทางเพศ การสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่น สุขปฏิบัติทางเพศ และทักษะในการดำเนินชีวิตการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬา ไทย และกีฬาสากล ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ การเข้าร่วมกิจกรรมทางกาย และกีฬา ทั้งประเภทบุคคล และประเภททีมอย่างหลากหลายทั้งไทยและสากล การปฏิบัติตามกฎ กติกา ระเบียบ และข้อตกลงในการเข้าร่วมกิจกรรมทางกาย และกีฬาและความมีน้ำใจนักกีฬา การ สร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรค ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับหลักและวิธีการเลือก บริโภคอาหาร ผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ การสร้างเสริมสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ และการป้องกัน


14 โรคทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อความปลอดภัยในชีวิต ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เรื่องการป้องกันตนเองจาก พฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งความเสี่ยงต่อสุขภาพ อุบัติเหตุ ความรุนแรง อันตรายจากการใช้ยาและสาร เสพติดรวมถึงแนวทางในการสร้างเสริมความปลอดภัยในชีวิต (คู่มือการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน,2551) 2.3 คุณภาพของการสอนพลศึกษา คุณภาพผู้เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความรู้ และเข้าใจในเรื่องการเจริญเติบโตและ พัฒนาการของมนุษย์ ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ วิธีการสร้างสัมพันธภาพใน ครอบครัวและกลุ่มเพื่อนมีสุขนิสัยที่ดีในเรื่องการกิน การพักผ่อนนอนหลับ การรักษาความสะอาด อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย การเล่นและการออกกำลังกาย ป้องกันตนเองจากพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ การใช้สารเสพติด การล่วงละเมิดทางเพศและรู้จักปฏิเสธในเรื่องที่ไม่เหมาะสมควบคุมการเคลื่อนไหว ของตนเองได้ตามพัฒนาการในแต่ละช่วงอายุ มีทักษะ การเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานและมีส่วนร่วมใน กิจกรรมทางกาย กิจกรรมสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ และเกมได้อย่างสนุกสนาน และ ปลอดภัย มีทักษะในการเลือกบริโภคอาหาร ของเล่น ของใช้ ที่มีผลดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงและ ป้องกันตนเองจากอุบัติเหตุได้ปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเมื่อมีปัญหาทางอารมณ์ และปัญหา สุขภาพปฏิบัติตนตามกฎ ระเบียบข้อตกลง คำแนะนำ และขั้นตอนต่างๆ และให้ความร่วมมือกับผู้อื่น ด้วยความเต็มใจจนงานประสบความสำเร็จ ปฏิบัติตามสิทธิของตนเองและเคารพสิทธิของผู้อื่นในการ เล่นเป็นกลุ่ม จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เข้าใจความสัมพันธ์เชื่อมโยงในการทำงานของระบบต่างๆ ของ ร่างกาย และรู้จักดูแลอวัยวะที่สำคัญของระบบนั้นๆ เข้าใจธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม แรงขับทางเพศของชายหญิง เมื่อย่างเข้าสู่วัยแรกรุ่นและวัยรุ่นสามารถ ปรับตัวและจัดการได้อย่างเหมาะสม เข้าใจและเห็นคุณค่าของการมีชีวิต และครอบครัวที่อบอุ่นและ เป็นสุขภูมิใจและเห็นคุณค่าในเพศของตน ปฏิบัติสุขอนามัยทางเพศได้ถูกต้องเหมาะสมป้องกันและ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและการเกิดโรค อุบัติเหตุ ความรุนแรง สารเสพติด และการล่วงละเมิดทางเพศ มีทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานและการควบคุมตนเองในการเคลื่อนไหว แบบผสมผสาน รู้หลักการเคลื่อนไหวและสามารถเลือกเข้าร่วมกิจกรรมทางกาย เกม การละเล่น พื้นเมือง กีฬาไทย กีฬาสากลได้อย่างปลอดภัยและสนุกสนาน มีน้ำใจนักกีฬา โดยปฏิบัติตามกฎ กติกา สิทธิ และหน้าที่ของตนเอง จนงานสำเร็จลุล่วง วางแผนและปฏิบัติกิจกรรมทางกาย กิจกรรม สร้างเสริมสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพได้ตามความเหมาะสมและความต้องการเป็นประจำจัดการ กับอารมณ์ ความเครียด และปัญหาสุขภาพได้อย่างเหมาะสม มีทักษะในการแสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสารเพื่อใช้สร้างเสริมสุขภาพ


15 จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เข้าใจและเห็นความสำคัญของปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการ เจริญเติบโตและพัฒนาการที่มีต่อสุขภาพและชีวิตในช่วงวัยต่าง ๆ เข้าใจ ยอมรับ และสามารถปรับตัว ต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ สร้างและ รักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่น และตัดสินใจแก้ปัญหาชีวิตด้วยวิธีการที่เหมาะสม เลือกกินอาหารที่ เหมาะสม ได้สัดส่วน ส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัย มีทักษะในการประเมินอิทธิพล ของเพศ เพื่อน ครอบครัว ชุมชนและวัฒนธรรมที่มีต่อเจตคติ ค่านิยมเกี่ยวกับสุขภาพและชีวิตและ สามารถจัดการได้อย่างเหมาะสม ป้องกันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและการ เกิดโรค อุบัติเหตุ การใช้ยา สารเสพติด และความรุนแรง รู้จักสร้างเสริมความปลอดภัยให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชน เข้าร่วมกิจกรรมทางกาย กิจกรรมกีฬา กิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมสร้างเสริม สมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ โดยนำหลักการของทักษะกลไกมาใช้ได้อย่างปลอดภัย สนุกสนาน และปฏิบัติเป็นประจำสม่ำเสมอตามความถนัดและความสนใจ แสดงความตระหนักในความสัมพันธ์ ระหว่างพฤติกรรมสุขภาพ การป้องกันโรค การดำรงสุขภาพ การจัดการกับอารมณ์และความเครียด การออกกำลังกายและการเล่นกีฬากับการมีวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีสำนึกในคุณค่า ศักยภาพและความ เป็นตัวของตัวเอง ปฏิบัติตามกฎ กติกา หน้าที่ความรับผิดชอบ เคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น ให้ ความร่วมมือในการแข่งขันกีฬาและการทำงานเป็นทีมอย่างเป็นระบบ ด้วยความมุ่งมั่นและมีน้ำใจ นักกีฬา จนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายด้วยความชื่นชม และสนุกสนาน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สามารถดูแลสุขภาพ สร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค หลีกเลี่ยง ปัจจัยเสี่ยง และพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ อุบัติเหตุ การใช้ยา สารเสพติด และความรุนแรงได้อย่างมี ประสิทธิภาพด้วยการวางแผนอย่างเป็นระบบ แสดงออกถึงความรัก ความเอื้ออาทร ความเข้าใจใน อิทธิพลของครอบครัว เพื่อน สังคม และวัฒนธรรมที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศ การดำเนินชีวิต และวิถี ชีวิตที่มีสุขภาพดีออกกำลังกาย เล่นกีฬา เข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมสร้างเสริมสมรรถภาพ เพื่อสุขภาพโดยนำหลักการของทักษะกลไกมาใช้ได้อย่างถูกต้อง สม่ำเสมอด้วยความชื่นชม และ สนุกสนาน แสดงความรับผิดชอบ ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎ กติกา สิทธิ หลักความปลอดภัย ในการเข้าร่วมกิจกรรมทางกาย และเล่นกีฬาจนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของตนเองและทีม แสดงออกถึงการมีมารยาทในการดู การเล่น และการแข่งขัน ด้วยความมีน้ำใจนักกีฬาและนำไป ปฏิบัติในทุกโอกาสจนเป็นบุคลิกภาพที่ดีวิเคราะห์และประเมินสุขภาพส่วนบุคคลเพื่อกำหนดกลวิธี ลดความเสี่ยง สร้างเสริมสุขภาพ ดำรงสุขภาพ การป้องกันโรค และการจัดการกับอารมณ์และ ความเครียดได้ถูกต้องและเหมาะสม ใช้กระบวนการทางประชาสังคม สร้างเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง ปลอดภัยและมีวิถีชีวิตที่ดี(คู่มือการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน,2551)


16 3. กระบวนการจัดการเรียนการสอนสุขศึกษาและพลศึกษา กระบวนการจัดการเรียนรู้ ในกลุ่มสุขศึกษาและพลศึกษา ต้องจัดเป็นกระบวนการที่ หลากหลาย ต่อเนื่องเหมาะสมกับระดับความสามารถ ความต้องการและความสนใจของผู้เรียน เน้นกิจกรรมที่พัฒนาความสามารถในการตัดสินใจ ตั้งแต่การวางแผน การฝึกปฏิบัติ การตรวจสอบ และการประเมินผลให้ครอบคลุมทางกิจกรรม สุขภาพทางด้านป้องกัน ส่งเสริม และดำรงสุขภาพ โดยการใช้วิธีการเรียนอย่างมีชีวิตชีวา ให้ผู้เรียนฝึกความรับผิดชอบ ฝึกทักษะการคิด ทักษะการ จัดการ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการเผชิญสถานการณ์ การเรียนรู้จากปัญหา และประยุกต์ความรู้มา ใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหาในชีวิตจริง หมั่นฝึกฝนและเอาใจใส่ดูแลสุขภาพตนเองและความแข็งแรง ของร่างกายเข้าร่วมในกิจกรรม พลศึกษาและกีฬาทั้งประเภทบุคคล และประเภททีมได้เรียนรู้ถึง ความสำคัญของการฝึกฝนตนเองตามกฎ กติกา ระเบียบและหลักการวิทยาศาสตร์ ได้แข่งขันและได้ ร่วมกันทำงานเป็นทีม และยอมรับว่าตนเองมีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งของสภาวะสุขภาพและความ ปลอดภัยของผู้อื่นด้วย สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ มาตรฐาน พ 1.1 เข้าใจธรรมชาติของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตัวชี้วัด 1. เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา แต่ละช่วงวัยของชีวิต 2. วิเคราะห์อิทธิพลและความความหวังของสังคมต่อการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น 3. วิเคราะห์ สื่อโฆษณา ที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโต สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. การเปลี่ยนแปลง ด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และ สติปัญญาในแต่ละวัย วัยทารก วัยก่อนเรียน วัยเรียน วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ วัยสูงอายุ 2. อิทธิพลและความ คาดหวังของสังคมที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น 3. สื่อ โฆษณา ที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของวัยรุ่น โทรศัพท์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ อินเทอร์เน็ต สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว มาตรฐาน พ 2.1 เข้าใจและเห็นคุณค่าตนเอง ครอบครัว เพศศึกษา และมีทักษะในการ ดำเนินชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตัวชี้วัด 1. อธิบายอนามัยแม่และเด็ก การวางแผนครอบครัว และวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสม 2. วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ 3. วิเคราะห์ส่าหตุ และเสนอแนวทางการป้องกัน แก้ไข ความขัดแย้งในครอบครัว สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. องค์ประกอบของอนามัยเจริญพันธุ์ อนามัยแม่และเด็ก การ วางแผนครอบครัว 2. ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ แอลกอฮอล์ สารเสพติด บุหรี่


17 สภาพแวดล้อม การติดเชื้อ โรคที่เกิดจากการตั้งครรภ์ 3. สาเหตุความขัดแย้งในครอบครัว แนวทาง ป้อง สาระที่ 3 การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย และกีฬาสากล มาตรฐาน พ 3.1 เข้าใจ มีทักษะในการเคลื่อนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกม และกีฬา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตัวชี้วัด 1. เล่นกีฬาไทยและกีฬาสากลได้อย่างละ 1 ชนิด โดยใช้เทคนิคที่เหมาะสมกับตนเอง และทีม 2. นำหลักการ ความรู้และทักษะในการเคลื่อนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกมและกีฬาไป ใช้สร้างเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง 3. ร่วมกิจกรรมนันทนาการอย่างน้อย 1 กิจกรรมและนำหลัก ความรู้วิธีการไปขยายผลการเรียนรู้ให้กับผู้อื่น สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. เทคนิคและวิธีการเล่น กีฬาไทยและกีฬาสากลที่เลือก เช่น กรีฑาประเภทลู่ลาน วอลเลย์บอล บาสเกตบอล ดาบสองมือ เทนนิส ตะกร้อข้ามตาข่าย ฟุตบอล 2. การนำหลักการ ความรู้ ทักษะในการเคลื่อนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกม การเล่นกีฬาไปใช้เป็น ระบบสร้างเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง 3. การจัดกิจกรรมนันทนาการแก่ผู้อื่น มาตรฐาน พ 3.2 รักการออกกำลังกาย การเล่นเกม และการเล่นกีฬา ปฏิบัติเป็นประจำอย่าง สม่ำเสมอ มีวินัย เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีน้ำใจนักกีฬา มีจิตวิญญาณในการแข่งขัน และชื่นชม สุนทรียภาพของกีฬา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตัวชี้วัด 1. มีมารยาทในการเล่นและดูกีฬาด้วยความมีน้ำใจนักกีฬา 2. ออกกำลังกายและเล่น กีฬาอย่างสม่ำเสมอและนำแนวคิดหลักการจากการเล่นไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนด้วยความ ภาคภูมิใจ 3. ปฏิบัติตนตามกฎ กติกา และข้อตกลงในการเล่นตามชนิดกีฬาที่เลือกและนำแนวคิดที่ ได้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิต ของตนในสังคม 4. จำแนกวิธีการรุก การป้องกันและใช้ในการเล่นกีฬาที่ เลือกและตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสมกับทีมไปใช้ได้ตามสถานการณ์ของการเล่น 5. เสนอผลการ พัฒนาสุขภาพของตนเองที่เกิดจากการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาเป็นประจำ สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. มารยาทในการเล่นและการดูกีฬาด้วยความมีน้ำใจนักกีฬา 2. การออกกำลังกายและการเล่นกีฬาประเภทบุคคล และประเภททีม การนำประสบการณ์ แนวคิด จากกการออกกำลังกายและเล่นกีฬาไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต 3. กฎ กติกาและ ข้อตกลงในการเล่นกีฬาที่เลือกเล่น การประยุกต์ประสบการณ์การปฏิบัติตาม กฎ กติกา ข้อตกลงใน การเล่นกีฬาไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนในสังคม 4. วิธีการประยุกต์ใช้กลวิธีการรุกและการ ป้องกันในการเล่นกีฬาได้ตามสถารการณ์ของการเล่น 5. การพัฒนาสุขภาพตนเองที่เกิดจากการออก กำลังกายและการเล่นกีฬาเป็นปะจำ สาระที่ 4 การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค


18 มาตรฐาน พ 4.1 เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การดำรงสุขภาพ การ ป้องกันโรค และการสร้างเสริมสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตัวชี้วัด 1. กำหนดรายการอาหารที่เหมาะสมกับวัยต่าง ๆ โดยคำนึงถึงความประหยัดและ คุณค่าทางโภชนาการ 2. เสนอแนวทางป้องกันโรคที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการตาย ของคนไทย 3. รวบรวมข้อมูลและเสนอแนวทาง แก้ไขปัญหาสุขภาพในชุมชน 4. วางแผนและจัดเวลา ในการออกกำลังกาย การพักผ่อนและการสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย 5. ทดสอบสมรรถภาพทาง กายและความแตกต่างระหว่างบุคคล สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. การกำหนดรายการอาหารที่เหมาะสมกับวัยต่าง ๆ วัยทารก วัย เด็ก (วัยก่อนเรียน วัยเรียน) วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ วัยสูงอายุ โดยคำนึงถึงความประหยัดและคุณค่าทาง โภชนาการ 2. โรคที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการตายของคนไทย โรคติดต่อ เช่น โรคที่ เกิดจากการตั้งครรภ์ โรคเอดส์ โรคไข้หวัดนก ฯลฯ โรคไม่ติดต่อ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง ฯลฯ 3. ปัญหาสุขภาพในชุมชน แนวทางการแก้ไข 4. การวางแผนและจัดเวลาออก กำลังกาย การพักผ่อน และการสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย 5. การทดสอบสมรรถภาพทางกาย แบบต่าง ๆ และการพัฒนาสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ สาระที่ 5 ความปลอดภัยในชีวิต มาตรฐาน พ 5.1 ป้องกันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ อุบัติเหตุ การ ใช้ยา สารเสพติด และความรุนแรง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตัวชี้วัด 1. วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยง และพฤติกรรมเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพและแนวทางการป้องกัน 2. หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงและชักชวนเพื่อนให้หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา 3. วิเคราะห์อิทธิพลของสื่อต่อพฤติกรรมสุขภาพและความรุนแรง 4. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการดื่ม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่อสุขภาพและการเกิดอุบัติเหตุ 5. แสดงวิธีการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างถูกวิธี สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. ปัจจัยเสี่ยง และพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ แนวทางการป้องกัน ความเสี่ยงต่อสุขภาพ 2. ปัญหาและผลกระทบจากการใช้ความรุนแรง วิธีหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง 3. อิทธิพลของสื่อต่อพฤติกรรมสุขภาพและความรุนแรง (คลิปวิดีโอ การทะเลาะวิวาท อินเทอร์เน็ต เกม ฯลฯ) 4. ความสัมพันธ์ของการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่อสุขภาพและการเกิดอุบัติเหตุ 5. วิธีการช่วยฟื้นคืนชีพ


19 4. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติ หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของผู้เรียน เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติ ตามเป้าหมายหลักสูตร ผู้สอนพยายามคัดสรรกระบวนการเรียนรู้ จัดการเรียนรู้โดยช่วยให้ผู้เรียน เรียนรู้ผ่านสาระที่กำหนดไว้ในหลักสูตร 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมทั้งปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ พัฒนาทักษะต่าง ๆ อันเป็นสมรรถนะสำคัญให้ผู้เรียนบรรลุตามเป้าหมาย การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติ หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของผู้เรียน เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติ ตามเป้าหมายหลักสูตร ผู้สอนพยายามคัดสรรกระบวนการเรียนรู้ จัดการเรียนรู้โดยช่วยให้ผู้เรียน เรียนรู้ผ่านสาระที่กำหนดไว้ในหลักสูตร 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมทั้งปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ พัฒนาทักษะต่าง ๆ อันเป็นสมรรถนะสำคัญให้ผู้เรียนบรรลุตามเป้าหมาย 4.1 หลักการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะ สำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตาม ธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นให้ความสำคัญทั้งความรู้ และคุณธรรม (กระทรวงศึกษาธิการ,2551) 4.2 กระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่ หลากหลาย เป็นเครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็น สำหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้ จาก ประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย กระบวนการเหล่านี้เป็น แนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน พัฒนา เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผู้สอน จึงจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจใน กระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ,2551)


20 4.3 การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะ สำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน แล้วจึง พิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัด และประเมินผล เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพและบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด (กระทรวงศึกษาธิการ,2551) 4.4 บทบาทครูผู้สอน 1. ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ท้าทายความสามารถของผู้เรียน 2. กำหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนด้านความรู้และ ทักษะกระบวนการ ที่เป็นความคิดรวบยอด หลักการ และความสัมพันธ์ รวมทั้งคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ 3. ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลและ พัฒนาการทางสมอง เพื่อนำผู้เรียนไปสู่เป้าหมาย 4. จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และดูแล ช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ 5. จัดเตรียมและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมิปัญญา ท้องถิ่น เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน 6. ประเมินความก้าวหน้า ของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาติของวิชาและระดับพัฒนาการของผู้เรียน 7. วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งปรับปรุงการจัดการเรียน การสอนของตนเอง (กระทรวงศึกษาธิการ,2551) 4.5 บทบาทของผู้เรียน 1.กำหนดเป้าหมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง 2. เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อความรู้ ตั้งคำถาม คิดหาคำตอบหรือหาแนวทาง แก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ ลงมือปฏิบัติจริง สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในสถานการณ์ต่างๆ มีปฏิสัมพันธ์ ทำงาน ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มและครู ประเมินและพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง (กระทรวงศึกษาธิการ,2551) 4.6 สื่อการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเข้าถึง ความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อการเรียนรู้มีหลากหลายประเภท ทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี และเครือข่าย การเรียนรู้ต่างๆ ที่มีในท้องถิ่น การเลือกใช้สื่อควรเลือกให้มีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และ ลีลาการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียน การจัดหาสื่อการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถจัดทำและ พัฒนาขึ้นเอง หรือปรับปรุงเลือกใช้อย่างมีคุณภาพจากสื่อต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัวเพื่อนำมาใช้ประกอบ ในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมและสื่อสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยสถานศึกษาควรจัดให้มี


21 อย่างพอเพียง เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีหน้าที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรดำเนินการดังนี้ 1. จัดให้มีแหล่งการ เรียนรู้ ศูนย์สื่อการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และเครือข่าย การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพทั้ง ในสถานศึกษาและในชุมชน เพื่อการศึกษาค้นคว้าและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ ระหว่างสถานศึกษา ท้องถิ่น ชุมชน สังคมโลก 2. จัดทำและจัดหาสื่อการเรียนรู้สำหรับการศึกษา ค้นคว้าของผู้เรียน เสริมความรู้ให้ผู้สอน รวมทั้งจัดหาสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้เป็นสื่อ การเรียนรู้ 3. เลือกและใช้สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล้อง กับวิธีการเรียนรู้ ธรรมชาติของสาระการเรียนรู้ และความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน 4. ประเมินคุณภาพของสื่อการเรียนรู้ที่เลือกใช้อย่างเป็นระบบ 5. ศึกษาค้นคว้า วิจัย เพื่อพัฒนาสื่อการ เรียนรู้ให้สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน 6. จัดให้มีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพ และประสิทธิภาพเกี่ยวกับสื่อและการใช้สื่อการเรียนรู้เป็นระยะๆ และสม่ำเสมอ (กระทรวงศึกษาธิการ ,2551) ในการจัดทำ การเลือกใช้ และการประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ในสถานศึกษา ควรคำนึงถึงหลักการสำคัญของสื่อการเรียนรู้ เช่น ความสอดคล้องกับหลักสูตร วัตถุประสงค์การ เรียนรู้ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เนื้อหามีความถูกต้องและ ทันสมัย ไม่กระทบความมั่นคงของชาติ ไม่ขัดต่อศีลธรรม มีการใช้ภาษาที่ถูกต้อง รูปแบบการนำเสนอ ที่เข้าใจง่าย และน่าสนใจ 5. สมรรถภาพทางกาย ความสามารถของบุคคลในการควบคุมและสั่งการให้ร่างกายปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เหมาะสมกับปริมาณงานและเวลา โดยการปฏิบัติภารกิจนั้น ไม่เป็นเหตุให้เกิดความ ทุกข์ทรมานต่อร่างกาย อีกทั้งยังสามารถประกอบกิจกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากภารกิจประจำวันได้ อีก ด้วยความกระฉับกระเฉง ปราศจากอาการเมื่อยล้าและอ่อนเพลีย 5.1 ความหมายของสมรรถภาพทางกาย (จตุรงค์ เหมรา, 2560) เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าปัจจัยหนึ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์คือสุขภาพและความแข็งแรง ของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายซึ่งเป็นมาตรฐานเบื้องต้นของการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ใน ชีวิตประจำวันผู้ที่มีความเจริญเติบโตสมส่วนและมีพัฒนาการทางด้านร่างกายดีแล้ว บุคคลผู้นี้จะต้อง กลายเป็นผู้ที่มีสมรรถภาพทางด้านร่างกายดีด้วย คำว่าสมรรถภาพทางกายนั้น เพิ่งใช้กันในระยะ ไม่กี่ปีมานี้เอง ในระยะแรก ๆ มักจะ เรียกว่า สมรรถภาพทางกลไก (Motor Fitness) แท้จริงแล้ว คำสองคำนี้มีความหมายไม่เหมือนกันทีเดียวแต่ในปัจจุบันนี้คำสองคำนี้ใช้แทนกันจนเกือบจะเป็นคำ เดียวกัน ดังจะเห็นได้ว่าแบบทดสอบสมรรถภาพในระยะแรก ๆ จะใช้ชื่อว่า แบบทดสอบสมรรถภาพ


22 ทางกลไก (Motor Fitness Test) เช่น แบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไกของมหาวิทยาลัย อิลลินอยส์ (The University of Illionsos Motor Fitness Test) หรือแบบทดสอบสมรรถภาพทาง กลไกของโอเรกอน (Oregon Motor Fitness Test) เป็นต้น ต่อมาระยะหลังจึงใช้ชื่อว่า แบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย เช่น แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายในสำนักงานศึกษาธิการ สหรัฐอเมริกา หรือแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายของคณะกรรมการทดสอบสมรรถภาพทางกาย มาตรฐานระหว่างประเทศ (International Committee For The Standardization of Physical Fitness Test) (กรมพลศึกษากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, 2554) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของคำว่า “สมรรถภาพทางกาย” ไว้ หมายถึง “ความสามารถ” นักพลศึกษาและนักศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของคำว่า สมรรถภาพทางกายและสมรรถภาพทางกลไก ดังนี้ วรศักดิ์ เพียรชอบ สมรรถภาพทางกาย หมายถึง ความสามารถของร่างกายที่จะปฏิบัติ หน้าที่ประจำในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่มีความเหนื่อยอ่อนจนเกินไป สามารถสงวนและ ถนอมกำลังไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และใช้เวลาว่างเพื่อความสนุกสนานและความบันเทิงของตัวเองด้วย ยลวรณัฏฐ์ จีรัชตกรณ์(2562) สมรรถภาพทางกาย หรือ ความฟิต หมายถึง ความสามารถ ของบุคคลในอันที่จะใช้ระบบต่าง ๆ กระทำกิจกรรมใด ๆ อันเกี่ยวกับการแสดงออก ซึ่งความสามารถ ทางด้านร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือได้หนักหน่วง เป็นเวลาติดต่อกันโดยไม่แสดงอาการเหน็ด เหนื่อยให้ปรากฏ และสามารถฟื้นตัวกลับสู่สภาพปกติได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ผู้ที่มีสมรรถภาพ ร่างกายที่ดีมักจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง จิตใจร่าเริงแจ่มใส บุคลิกดี ความมั่นใจตัวเองสูง และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ อุทัย สงวนพงศ์(2555) สมรรถภาพทางกาย หมายถึง ความสามารถในการทำงานของระบบ ต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คนที่มีสมรรถภาพทางกายที่ดีย่อมสามารถ ประกอบกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างกระฉับกระเฉง ไม่เหนื่อยล้าเกินไป และยังมีพลังเพียงพอ ในการเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ ได้อีกด้วย Clarke (1976) กล่าวว่า สมรรถภาพทางกาย หมายถึง ความสามารถในการประกอบ กิจกรรมประจำวันด้วยความกระฉับกระเฉง ว่องไว ปราศจากความเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า และมี พลังงานเหลือพอที่จะนำไปใช้ในการประกอบกิจกรรมบันเทิงในเวลาว่าง และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญ กับภาวะฉุกเฉินได้ดี Johnson and Stolberg (1971) กล่าวว่า สมรรถภาพทางกายนั้นเป็นความสามารถใน การประกอบกิจกรรมหนัก ๆ ได้เป็นอย่างดี และรวมถึงคุณลักษณะต่าง ๆ ของการมีสุขภาพและ ความเป็นอยู่ที่ดีของบุคคลซึ่งมีองค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่ สมรรถภาพของระบบไหลเวียนโลหิตและ


23 หายใจ (Cardio –Respiratory Fitness) ความอดทน (Endurance) ความแข็งแรง (Strength) ความอ่อนตัว (Flexibililty) สัดส่วนของร่างกายที่พอเหมาะ (Body Composition) ชุลีพร คุ้มยิ้ม (2558) สมรรถภาพทางกลไก หมายถึง ความสามารถและประสิทธิภาพในการ เคลื่อนไหวร่างกายธรรมชาติ เช่น การเดิน การวิ่ง การ กระโดด ซึ่งสมรรถภาพทางกลไกสามารถที่จะ พัฒนาให้ดีได้บุคคลที่มี สมรรถภาพทางกลไกที่ดีเมื่อประกอบกิจการต่างๆ Curation (1973) ได้ให้ความหมายของคำว่า สมรรถภาพทางกลไก พอสรุปได้ คือ สมรรถภาพทางกลไกเป็นสมรรถภาพทางการเคลื่อนไหวเฉพาะส่วนของร่างกายที่แสดงออกใน ลักษณะต่าง ๆ เช่น ความสามารถในการวิ่ง การกระโดด การหลบหลีก การจับ การปีนป่าย การว่าย น้ำ การขี่ม้า การยกน้ำหนัก โดยร่างกายจะต้องทำงานได้เป็นเวลานาน ๆ ติดต่อกัน สมรรถภาพทาง กลไกจึงเป็นความสามารถของร่างกายที่จะใช้ประสาทการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเยื่อ ข้อต่อและยัง รวมไปถึง การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ๆ ของร่างกายในการเล่นกีฬา ตลอดจนการใช้ทักษะในการทำงาน นอกจากนั้นยังรวมถึงความสามารถในการทรงตัว ความยืดหยุ่น ความคล่องตัว ความเร็ว ความ แข็งแรง กำลังและความอดทนด้วย วินิต กองบุญเทียม (2536) ได้ให้ความหมายสมรรถภาพทางกลไกว่า หมายถึงความสามารถ ในการใช้ทักษะการเคลื่อนไหวของร่างกายแบบต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นการแสดงออกถึง ความสามารถของการเคลื่อนไหวของร่างกายในลักษณะต่างๆ ที่เกินความสามารถในการดรง ชีวิตประจำวันธรรมดา เช่น การเคลื่อนไหวในการเลนกีฬา หรือการแสดงวิทยากล เป็นต้น สรุปได้ว่า สมรรถภาพทางกาย หมายถึง ความสามารถของร่างกายที่ใช้อวัยวะต่าง ๆ ของ ร่างกายเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่เกิดความเหนื่อย หรือเกิดน้อยและ มีพลังงานเหลือในร่างกายที่จะประกอบกิจกรรมฉุกเฉินหรือนันทนาการได้ 5.2 ความสำคัญของสมรรถภาพทางกาย (จตุรงค์ เหมรา, 2560) ในช่วงชีวิตมนุษย์เราทุกคน มีความปรารถนาอยากให้ตนเองมีสุขภาพพลานามัยเเข็งเเรงสม บูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายทั้งปวง เหมือนดั่งคำกล่าวทางศาสนาที่ว่าไว้ คือ “ อโรค ยาปรมา ลาภา “ แปลว่า ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ สิ่งที่กล่าวมานี้นับว่าเป็นเป้าหมายที่ สำคัญอย่างหนึ่งของชีวิตคนเราทุกคน แต่จะทำอย่างไรเราจึงจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีอย่างที่ตั้ง ความหวังเอาไว้ ซึ่งจะเเสดงออกมาโดยดูจากเเนวทางการปฏิบัติตนของเเต่ละบุคคล เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายดังกล่าว บ้างก็พยายามรักษาความสะอาดของร่างกายสิ่งของเครื่องใช้ บ้างก็เลือก รับประทานอาหารที่ดี หรือให้ประโยชน์ ตามทัศนะของตน บ้างก็เน้นเรื่องการนอนหลับ พักผ่อน บ้างก็เลือกการอาศัยอยู่ในห้องที่มีสภาพเเวดล้อมที่เหมาะสม บ้างก็หมั่นไปตรวจสุขภาพ หรือปรึกษาเเพทย์เป็นประจำ และบ้างก็หาเวลาว่างในการออกกำลังกายอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ก็เเล้วเเต่ภูมิหลังของเเต่ละบุคคลไปเเต่ทุกคนก็จะมุ่งไปที่เป้าหมายเรื่องเดียวกันคือ ทำอย่างไร


24 จะให้ตนเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีสุขภาพร่างกายที่เเข็งเเรงสมบูรณ์ จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบพื้นฐาน หลายด้าน เช่น สภาพทางร่างกาย สภาวะทางโภชนาการ สุขนิสัยและสุขปฏิบัติสภาวะทาง จิตใจ สติปัญญาเเละสภาวะทางอารมณ์ที่สดชื่นเเจ่มใส ซึ่งความสัมพันธ์ของร่างกายเเละจิตใจนี้ นัก พลศึกษาได้มีคำกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “ สุขภาพจิตที่เเจ่มใส อยู่ในร่างกายที่เเข็งเเรง “ หมายความ ว่า การที่บุคคลจะมีสุขภาพที่สดชื่นเเจ่มใสได้นั้นจะต้องเป็นบุคคลที่มีร่างกายเเข็งแรงสมบูรณ์ด้วย สมรรถภาพทางกายที่ดีเมื่อรวมเข้ากับการมีสุขภาพจิตที่ปกติ มีการทำงานของระบบต่าง ๆในร่างกายที่เป็นปกติตลอดจนทรรศนะของบุคคลทางด้านคุณธรรม หรือศีลธรรมอันดีงาม จะเป็น ผลรวมให้ตัวบุคคลผู้นั้นเป็นประชากรที่มีคุณภาพ เป็นที่พึงปรารถนาของสังคมและประเทศชาติ ซึ่ง เป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคลทุกระดับเราสามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า การมี สมรรถภาพทางกายที่ดีจะช่ว5ยให้เกิดผล 2 ด้าน ได้เเก่ 5.2.1 ผลต่อสุขภาพทางร่างกาย 5.2.1.1 ระบบหัวใจเเละการไหลเวียนโลหิต หัวใจมีขนาดใหญ่ขึ้น ปริมาณการสูบ ฉีดโลหิตมีมากขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจมีความเเข็งเเรงมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น อัตราการเต้น ของหัวใจหรืออัตราชีพจรต่ำลง หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นตัวดี ปริมาณของเม็ดเลือดและสาร ฮีโมโกลบินเพิ่มมากขึ้น 5.2.1.2 ระบบการหายใจ ทรวงอกขยายใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ ทำงานดีขึ้น ความจุปอดเพิ่มขึ้นเนื่องจากปอดขยายใหญ่ขึ้น การฟอกเลือดทำได้ดีขึ้น อัตราการ หายใจต่ำลง เนื่องจากปอดมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น 5.2.1.3 ระบบกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะมีโปรตีนในกล้ามเนื้อ มากขึ้นเส้นใยกล้ามเนื้อโตขึ้น การกระจายของหลอดเลือดฝอยในกล้ามเนื้อมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อ สามารถทำงานได้นาน หรือมีความทนทานมากขึ้น 5.2.1.4 ระบบประสาท การทำงานเกิดดุลยภาพ ทำให้การปรับตัวของอวัยวะต่าง ๆ ทำได้เร็วกว่าการรับรู้สิ่งเร้า การตอบสนองทำได้รวดเร็วและแม่นยำ 5.2.1.5 ระบบต่อมไร้ท่อ การทำงานของต่อมที่ผลิตฮอร์โมน ซึ่งทำหน้าที่ในการ เคลื่อนไหวร่างกายได้เป็นปกติ และมีประสิทธิภาพ เช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต และต่อมใน ตับอ่อน เป็นต้น 5.2.1.6 ระบบต่อมอาหารและการขับถ่าย สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากขึ้น การผลิตพลังงานและการขับถ่ายของเสียเป็นไปได้ด้วยดี 5.2.1.7 รูปร่างทรวดทรงดี มีการทรงตัวดี บุคลิกภาพและอริยาบทในการ เคลื่อนไหวสง่างามเป็นที่ประทับใจเเก่ผู้พบเห็น


25 5.2.1.8 มีภูมิต้านทานโรคสูง ไม่มีการเจ็บป่วยง่าย ช่วยให้อายุยืนยาว 5.2.1.9 มีสุขภาพจิตดีสามารถเผชิญกับสถานการณ์ที่สร้างความกดดันทาง อารมณ์ได้ดี ปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ดี มีความสดชื่นร่าเริงอยู่เสมอ 5.2.2 ผลต่อสังคมประเทศชาติของสมรรถภาพทางกาย เมื่อบุคคลในชาติเป็นผู้มีสมรรถภาพทางกายดี ร่างกายแข็งเเรงสมบูรณ์ สามารถ ประกอบอาชีพของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลผลิตของชาติก็สามารถเพิ่มขึ้นได้ ประเทศชาติก็ เจริญก้าวหน้า การพัฒนาประเทศก็ดำเนินไปได้ด้วยดี ประเทศมั่นคง อีกด้านหนึ่งถ้าประชาชนมี ประสิทธิภาพทางกายดีประกอบกับมีความสามารถทางด้านกีฬา เมื่อมีการแข่งขันกีฬาระหว่าง ประเทศยังจะสามารถมีโอกาสได้รับชัยชนะ สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติได้อีกทางหนึ่งด้วย 5.3 องค์ประกอบของสมรรถภาพทางกาย (จตุรงค์ เหมรา, 2560) องค์ประกอบต่าง ๆ แต่ละด้าน มีความหมายที่แตกต่างกันไป ดังนี้ 5.3.1 ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หมายถึง ความสามารถในการหดตัวหรือการทำงาน ของกล้ามเนื้อที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้สูงสุดในแต่ละครั้งเช่น ความสามารถในการยกของหนัก ๆ ได้ มีพลังบีบมือได้เหนียวแน่น และสามารถออกแรง ผลักของหนัก ๆ ให้เคลื่อนที่ได้ 5.3.2 ความทนทานของกล้ามเนื้อ หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อในการทำงาน อย่างใดอย่างหนึ่งได้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ได้งานมาก แต่เหนื่อยน้อย ตัวอย่างการทำงานที่แสดง ถึงความทนทานของกล้ามเนื้อ เช่น การแบกของหนักได้เป็นเวลานาน ๆ การวิ่งระยะไกล การถีบ จักรยานทางไกลการงอแขนห้อยตัวเป็นเวลานาน ๆ เป็นต้น 5.3.3 ความทนทานของระบบหมุนเวียนโลหิต หมายถึง ความสามรถในการทำงานขอ ระบบหมุนเวียนโลหิต ซึ่งประกอบด้วย หัวใจ ปอด และเส้นเลือดที่จะทำงานได้นาน เหมื่อยช้า ในขณะที่บุคคลใช้กำลังกายเป็นเวลานาน และเมื่อร่างกาย เลิกทำงานแล้ว ระบบหมุนเวียนโลหิตจะ สามารถกลับคืนสู่สภาพปกติได้ในเวลารวดเร็ว ตัวอย่างกิจกรรมที่ปฏิบัติแล้วแสดงถึง การมีความ ทนทานของ ระบบหมุนเวียนโลหิต เช่น การว่ายน้ำระยะไกล การวิ่งระยะไกล โดยการทำงานของ ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจไม่ผิดปกติ 5.3.4 พลังกล้ามเนื้อ หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อในการทำงานในครั้งหนึ่งอย่าง แรงและรวดเร็ว จนทำให้วัตถุหรือร่างกาย เคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ การทำงานของร่างกายที่ใช้พลัง กล้ามเนื้อ จะเป็นกิจกรรมประเภทการดึง ดัน ทุ่ม พุ่ง ขว้าง และกระโดด ดังตัวอย่างการ กระโดดสูง การทุ่มน้ำหนัก พุ่งแหลน ขว้างจักร และการยืนกระโดดไกล เป็นต้น 5.3.5 ความอ่อนตัว หมายถึง การประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อ เอ็น พังผืด และข้อ ต่อต่าง ๆ ที่มีความยืดหยุ่นในขณะทำงาน หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นความสามารถในการเหยียดตัวของ


26 ข้อต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในขณะทำงาน เช่น การก้มตัวใช้มือแตะพื้นโดยไม่งอเข่า การแอ่นตัว ใช้มือแตะขาพับได้โดยไม่งอเข่า เป็นต้น 5.3.6 ความเร็ว หมายถึง ความสามารถของร่างกายในการเคลื่อนที่ในลักษณะเดียวกัน จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งในแนวเดียวกัน หรือในแนวตรงในระยะเวลาที่สั้นที่สุด เช่น การวิ่งระยะสั้น 5.3.7 การทรงตัว หมายถึง การประสานงานระหว่างระบบของประสาทกับกล้ามเนื้อที่ทำ ให้ร่างกายสามารถทรงตัวอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ อย่างสมดุลตามความต้องการ กิจกรรมที่เป็นการทรง ตัว เช่น การเดินตามเส้นตรงด้วยปลายเท้า การยืนด้วยเท้าข้างเดียวกางแขน การเดินต่อเท้าบน สะพานไม้แผ่นเดียว เป็นต้น 5.3.8 ความว่องไว หรือความคล่องตัว หมายถึง ความสามารถในการเปลี่ยนทิศทาง หรือเปลี่ยนตำแหน่งการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างรวดเร็ว และตรงเป้าหมายตามที่ต้องการ ดัง ตัวอย่างที่แสดงถึงความว่องไว เช่น การยืนและนั่งสลับกันด้วยความรวดเร็ว เป็นต้น 5.3.9 ความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาแลเท้ากับตา หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการประสานงาน ของประสาทกับกล้ามเนื้อในการทำงาน หมายถึง ความสามารถที่จะทำการเคลื่อนไหวมือและเท้าได้ สัมพันธ์กับตาในขณะทำงาน เช่น การจับ การปาเป้า การยิงประตูฟุตบอล การส่งลูกบอลกระทบ ฝาผนังแล้วรับ เป็นต้น 5.4 ประเภทของสมรรถภาพทางกาย (จตุรงค์ เหมรา, 2560) 5.4.1 การออกกำลังกายแบบไอโซเมตริก (Isometric exercise) เป็นการออกกำลังกาย แบบเกร็งกล้ามเนื้อ โดยไม่มีการเคลื่อนไหวส่วนใด ๆ ของร่างกาย จะใช้วิธีการเกร็งกล้ามเนื้อมัดที่ ต้องการฝึก และผ่อน แล้วเกร็งใหม่สลับกันไป หรือการออกแรงดึงวัตถุที่ไม่เคลื่อนไหว เช่น ดัน กำแพง ดันวงกบประตู หรือดึงเก้าอี้ที่เรากำลังนั่งอยู่ เป็นต้นซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อ แข็งแรงได้ทางหนึ่ง 5.4.2 การออกกำลังการแบบไอโซโทนิก (Isotonic exercise) เป็นการออกแรงโดยต่อสู้ กับแรงต้านทาน โดยกล้ามเนื้อมีการหดคลายตัวด้วย ซึ่งหมายถึงมีการเคลื่อนไหวข้อต่อด้วย เช่น การยกของขึ้นลง การยกน้ำหนัก เป็นต้น 5.4.3 การออกกำลังกายแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic exercise) เป็นการออกกำลัง กายโดยใช้พลังงานที่สะสมไว้ในกล้ามเนื้อ ได้แก่การทำงานเบา ๆ การวิ่งระยะสั้น การยกน้ำหนัก เป็นต้น 5.4.4 การออกกำลังกายแบบไอโซคีเนติก (Isokinetic exercise) เป็นการออกกำลังกาย โดยให้ร่างกายต่อสู้กับแรงต้านทานด้วยความเร็วคงที่ นับว่าเป็นการออกกำลังกายแบบใหม่ ด้วยการ ประดิษฐ์เครื่องมืออกกำลังกายที่ทันสมัย หรืออาจจะมีการผนวกเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ลู่ กลที่ฝึกวิ่งสามารถกำหนดความเร็วในการเคลื่อนที่ได้ ฯลฯ


27 5.4.5 การออกกำลังกายแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic exercise) มักจะเรียกทับศัพท์ ว่า “ การออกกำลังกายแบบแอโรบิค” เป็นการออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายเพิ่มพูนความสามารถ สูงสุดในการรับออกซิเจนทำให้ได้บริหารหัวใจและปอดเป็นเวลานานพอที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนเเป ลงที่เป็นประโยชน์เกิดขึ้น ภายในร่างกายเป็นการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของ ร่างกายด้วยความเร็วระดับปานกลางในระยะเวลาอย่างน้อย 10 นาทีขึ้นไป ร่างกายจะหายใจเอา ออกซิเจนเข้าไปใช้ในการสร้างพลังงานเพิ่มขึ้นกว่าระดับปกติมาก ทำให้ระบบหายใจและระบบ ไหลเวียนของเลือดทำงานมากชั่วระยะหนึ่ง ก่อให้เกิดความอดทนของระบบดังกล่าวการออกกำลัง กายแบบแอโรบิค ได้แก่ ว่ายน้ำ วิ่ง ขี่จักรยาน เดินเร็ว เต้นแอโรบิค พายเรือ กระโดดเชือก วิ่ง อยู่กับที่ และการเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ ฯลฯ 5.5 หลักการฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย (จตุรงค์ เหมรา, 2560) เรามักจะพบคำถามอยู่เสมอว่า จะต้องออกกำลังกายในปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอ และ จะต้องออกกำลังกายแบบไหนจึงจะพัฒนาสมรรถภาพทางกายได้ดีที่สุด มีปัจจัยสำคัญ 4 ประการ คือ 5.5.1 ความถี่ของการฝึก ควรมีการออกกำลังกาย 3-5 วัน ต่อสัปดาห์ 5.5.2 ความเข้มของการฝึก การฝึกควรจะหนักพอสมควร โดยยึดถือจากอัตราการเต้นของ หัวใจเป็นหลักให้อัตราการเต้นของหัวใจที่เป็น เป้าหมายอยู่ระหว่าง 60-90 เปอร์เซ็นต์ของการเต้น สูงสุดของหัวใจ (ใช้การตรวจสอบโดยจับชีพจร ในขณะออกกำลังกาย 10 วินาที แล้วคูณด้วย 6 จะ ได้อัตราชีพจร 1 นาที) อัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ = 220 – อายุ ในการฝึกแบบแอโรบิค นั้น จะต้องให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 70-85 เปอร์เซ็นต์ ของอัตราเต้นสูงสุด ระยะเวลา ระหว่าง 15-60 นาที ตัวอย่างเช่น นักศึกษาชายอายุ20 ปี อัตราเต้นสูงสุดของหัวใจ = 200 ครั้ง/นาที ชีพจรเป้าหมาย คิดสูงสุด (90%) = 180 ครั้ง/นาที ชีพจรในการฝึกแบบแอโรบิค = 153 ครั้ง/นาที 5.5.3 ระยะเวลาของการฝึก การออกกำลังกายที่มีความเข้มสูงควรใช้เวลาระหว่าง 15- 60 นาทีจะเป็นการเสริมสร้างสมรรถภาพได้ดี ส่วนการออกกำลังกายที่มีความเข้มต่ำแม้จะใช้เวลา ในการฝึกนาน ๆ ก็ตาม อาจจะเหมาะสำหรับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมากกว่า 5.5.4 แบบของการออกกำลังกาย โดยทั่วไปแบบของการออกกำลังกายจะเป็นการใช้ กล้ามเนื้อใหญ่ ความต่อเนื่องของกิจกรรม ความเป็นจังหวะและใช้ออกซิเจนแบบธรรมชาติกิจกรรม ที่ส่งเสริมในลักษณะดังกล่าว ได้แก่ - วิ่งเร็วสลับวิ่งเหยาะ - พายเรือ - วิ่งธรรมดาสลับเดินเร็ว - วิ่ง ทางไกล – ว่ายน้ำ – กระโดดเชือก – ปั่นจักรยาน – ก้าวขึ้นลงบนม้านั่ง


28 5.6 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องของสมรรถภาพทางกาย (จตุรงค์ เหมรา, 2560) การเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายจะได้ผลดีมากน้อยหรือไม่เพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย 5.6.1 ปัจจัยเกี่ยวกับตัวผู้ฝึก 5.6.2 ปัจจัยเกี่ยวกับ เพศ วัย สภาพร่างกาย จิตใจ และพันธุกรรม 5.6.3 ปัจจัยภายนอกร่างกาย 5.6.3.1 อาหาร ควรมีการรับประทานอาหารอย่างครบถ้วน เพียงพอ 5.6.3.2 ภูมิอากาศ สภาพอากาศที่เหมาะสมกับการเสริมสร้างร่างกายควรมี อุณหภูมิทั่วไปประมาณ 25 องศาเซลเซียส 5.6.3.3 เครื่องแต่งกายที่เหมาะสมและรัดกุม 5.6.3.4 การใช้ยากระตุ้น จะก่อให้เกิดโทษมากกว่าผลดี เนื่องจากหัวใจจะต้อง ทำงานหนักมากว่าปกติ 5.6.3.5 การดื่มเครื่องดื่มที่มีเเอลกอฮอล์ จะทำให้หัวใจต้องรับภาระหนัก เช่นเดียวกัน และยังทำให้สูญเสียการทรงตัว การตัดสินใจผิดพลาด อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย 5.6.3.6 บุหรี่ ถือว่าเป็นศัตรูของการออกกำลังกาย เนื่องจากพิษของบุหรี่จะเป็นตัว ทำลายระบบการหายใจระบบการไหลเวียนโลหิต ให้สูญเสียประสิทธิภาพไป 5.6.3.7 การพักผ่อนและนันทนาการ การพักผ่อนมีความจำเป็นต่อการ เสริมสร้าง เนื่องจากเมื่อผู้ฝึกเหน็ดเหนื่อยจากการเสริมสร้างแล้วควรจะพักผ่อนให้เพียงพอ อาจจะ ช่วยเสริมด้วยกิจกรรมนันทนาการด้วยก็จะทำให้การพักผ่อนนั้นมีประสิทธิดียิ่งขึ้น 5.6.3.8 การซ้อมเกิน เป็นผลเสียต่อการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายเนื่องจาก อาจจะได้รับบาดเจ็บหรืออาจจะเกิดการเบื่อหน่ายต่อการฝึกซ้อมก็ได้ 5.6.3.9 การเก็บตัวเกิน การเก็บตัวกีฬาเพื่อการแข่งขันหากจำเป็นต้องเก็บตัวนาน ๆ จำเป็นต้องแบ่งช่วงเวลาการเก็บตัวออกเป็นวาระประมาณ 10-14 วัน สลับกับกิจกรรมนันทนาการ หรือให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านประมาณ 7 วัน 5.6.3.10 การอบอุ่นร่างกาย ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำก่อน และ หลังการออกกำลังกายเสมอ ซึ่งจะช่วยให้ลดอัตราการบาดเจ็บ และช่วยเสริมสร้างความสามารถใน การทำงานของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี


29 6. ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) 6.1 ความหมายของความคล่องแคล่วว่องไว ผาณิต บิลมาศ (2530: 29) กล่าวว่า ความคล่องแคล่วว่องไวหมายถึง ความสามารถของ ร่างกาย หรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง การวัดความ คล่องตัว วัดได้โดยให้ผู้เรียนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจากท่าหนึ่งไปอีกท่าหนึ่ง ความคล่องตัวรวมถึง การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและใช้กล้ามเนื้อของร่างกายที่ถูกต้องในกิจกรรมที่เฉพาะเจาะจง การ เปลี่ยนลักษณะการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วโดยใช้ร่างกายทั้งหมดหรือบางส่วนนั้น จะเป็นการวัดความ คลิองตัวได้ดีเช่น การวิ่งซิกแซก วิ่งเก็บของ ระดับความคล่องตัวเป็นผลมาจากความสามารถ ตั้งแต่ เกิดการฝึกหัดและจากประสบการณ์ ความคล่องตัวมีความสำคัญมากในกิจกรรมพลศึกษา เพราะท่า ให้ผู้เรียนเล่นกีฬา โดยมีลักษณะเป็นธรรมชาติ มีฟุตเวิร์ค (Footwork) การเปลี่ยนตำแหน่ง ของ ร่างกายได้เร็ว เจริญ กระบวนรัตน์ (2545: 111) กล่าวว่า ความคล่องแคล่วว่องไวคือ ความสามารถ ในการ เคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวได้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด เป็นการทำงานที่ต้องการความสัมพันธ์ของระบบ ประสาทกล้ามเนื้อ ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานกันได้อย่างดีมีปฏิกิริยาการรับรู้ ตอบสนอง อย่างรวดเร็ว สามารถเคลื่อนที่และเคลื่อนไหวเปลี่ยนทิศทางได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว จอห์นสัน; และ เนลสัน (1986: 229) กล่าวว่า ความคล่องแคล่วว่องไวหมายถึง ความสามารถ ของร่างกายในการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งและทิศทางของร่างกาย จากการศึกษา ความหมายของความคล่องตัว สามารถสรุปได้ว่า ความคล่องตัวคือ ความสามารถของ ร่างกายในการ เคลื่อนที่หรือการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เร็ว และมีทิศทางตำแหน่งของร่างกายได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เป็นการทำงานที่ต้องมีความสัมพันธ์กันของระบบ กล้ามเนื้อซึ่งทำหน้าที่ ประสานงาน กันได้อย่างดี มีการตอบสนองเร็วต่อการรับรู้ เช่น การวิ่งกลับตัว การวิ่งเปรี้ยว การวิ่ง เก็บของ การ เอี้ยวตัวหลบหลีกคู่ต่อสู้ในการเล่นกีฬาต่าง ๆ หรือการหลบหลีกอันตรายอันอาจเกิดขึ้น กับตนเองใน การดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งความคล่องตัวเป็นองค์ประกอบพื้นฐานอย่างหนึ่งของการ เคลื่อนไหว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาความสามารถเฉพาะด้านในเรื่องของความคล่องตัว 6.2 ความสำคัญของความคล่องแคล่วว่องไว ชูศักดิ์ เวชแพทย์ และ กัลยา ปาละวิวัธน์ (2536: 103) กล่าวว่า ความคล่องแคล่ว ว่องไวมี ความสำคัญในกิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนตำแหน่งของร่างกายหรือส่วนหนึ่งส่วนใด ได้โดย


30 รวดเร็ว การออกตัวได้เร็ว การหยุดได้เร็ว และการเปลี่ยนทิศทางได้รวดเร็วเป็นพื้นฐานของ สมรรถภาพที่ดีในกีฬาหลายอย่าง เช่น บาสเกตบอล แบดมินตัน วอลเลย์บอล ฟุตบอล เป็นต้น กีฬา ยิมนาสติกย่อมต้องการการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและการเปลี่ยนตำแหน่งของร่างกายโดยรวดเร็ว ด้วย จอห์นสันและเนลสัน (1986: 229) กล่าวว่า ความคล่องแคล่วว่องไวอาจจะเป็น ตัวกำหนด ความสามารถของร่างกายในการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อเปลี่ยนที่ตำแหน่งและทิศทางของร่างกาย ความคล่องแคล่วว่องไวมีความสำคัญต่อกิจกรรมกีฬาหลายประเภท เช่น การเล่นแบดมินตัน หรือ การตีลังกาบน เทรมโพลิน บิดลําตัว ตีลังกากลับหลัง ก็ต้องอาศัยความคล่องตัวเป็นพื้นฐาน วุฒิพงษ์ ปรมัตถากร, และ อารี ปรมัตถากร (2537: 58) ได้กล่าวถึงความคล่องแคล่ว ว่องไว ไว้ว่า ความคล่องตัวมีผลต่อประสิทธิภาพของการปฏิบัติกิจกรรมทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจกรรม ที่ต้องอาศัยการเปลี่ยนทิศทางหรือเปลี่ยนตำแหน่งของร่างกายที่ต้องการความรวดเร็วและถูกต้อง เช่น การออกวิ่งได้เร็วและเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว ฉะนั้นความคล่องตัวจึงเป็นพื้นฐานของ สมรรถภาพทางกายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเล่นกีฬาหลายอย่างเช่น บาสเกตบอล แบดมินตัน ยิมนาสติก ฟุตบอล วอลเลย์บอล เป็นต้น จากที่กล่าวมาข้างต้นพอสรุปได้ว่า ความคล่องแคล่วว่องไวมีความสำคัญและเป็นปัจจัยอย่าง หนึ่ง ซึ่งมีความจําเป็นต่อการเล่นกีฬาเพราะกีฬาทุกประเภทต้องอาศัยททักษะการเคลื่อนไหวร่างกาย การเปลี่ยนทิศทาง เปลี่ยนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ตลอดจนการดำรงชีวิตประจำวันนั้นสามารถนําไปใช้ ในสภาวะคับขันหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น การหลบหลีกอุบัติเหตุ หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ ที่อาจ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา 6.3 ประโยชน์ของความคล่องแคล่วว่องไว จอห์นสัน และ เนลสัน (1986: 229) กล่าวว่า ประโยชน์ของความคล่องแคล่วว่องไว ของ บุคคลที่มีต่อกิจกรรมพลศึกษา มีดังนี้ 1. ใช้เป็นองค์ประกอบในการทํานายความสามารถในการเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ ได้เป็น เครื่องมือในการวัดสัมฤทธิ์ผลและให้คะแนนการพัฒนาความคล่องตัวอันเป็นจุดมุ่งหมายเฉพาะในการ สอนแต่ละหน่วย 2. เป็นส่วนหนึ่งของแบบสอบความสามารถทางกลไกและเป็นส่วนหนึ่งของแบบสอบ สมรรถภาพทางกาย


31 3. ใช้เป็นเครื่องมือในการวัดผลการเรียนการสอน รวมทั้งวิธีสอนของครูพลศึกษา 4. เป็นแนวทางในการพัฒนาความสามารถของร่างกายหรือส่วนที่บกพร่องให้มีความสมบูรณ์ และประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ 5. เป็นแนวทางในการตัดสินความสามารถของร่างกายนําไปสู่การเล่นกีฬาประเภทอื่น ๆ 6. ทำให้ทราบระดับความคล่องตัวของร่างกายในแต่ละระดับ ทำให้ผู้ฝึกสอนสามารถ ปรับปรุงแบบฝึกและกิจกรรมการฝึกให้เหมาะสม จะเห็นได้ว่า ความคล่องแคล่วว่องไวนั้นให้คุณประโยชน์แก่นักศึกษาหรือผู้เรียนได้ และเป็น ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การเคลื่อนไหวของแต่ละบุคคลเคลื่อนไหวเปลี่ยนทิศทางและเปลี่ยนตำแหน่ง ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยํา ซึ่งจะเป็นประโยชน์และมีความสำคัญในการดำรงชีวิตอย่างยิ่ง 6.4 ประเภทของความคล่องแคล่วว่องไว ชูศักดิ์ เวชแพทย์ และ กันยา ปาละวิวัธน์ (2536: 289-291) ได้กล่าวไว้ว่าความ คล่องแคล่ว ว่องไว (Agility) อาศัยความสามารถขั้นพื้นฐานคือ ที่รวดเร็วการร่วมงานกันของกล้ามเนื้อและพลัง ของกล้ามเนื้อ อาจแบ่งความคล่องแคล่วว่องไวได้เป็น 1. ความคล่องแคล่วว่องไวทั่วไป (General Agility) หรือเรียกว่าเป็นความคล่องแคล่ว ว่องไว ของทั้งร่างกาย 2. ความคล่องแคล่วว่องไวเฉพาะ (Specific Agility) ความคล่องแคล่วว่องไวเฉพาะ มี ความสำคัญใน กิจกรรมทุกอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนตำแหน่งของร่างกายหรือส่วนหนึ่งส่วนใด ได้โดยรวดเร็ว การออกได้เร็ว การหยุดได้เร็ว และการเปลี่ยนทิศทางได้รวดเร็ว ความคล่องแคล่ว ว่องไวเป็นพื้นฐานของสมรรถภาพที่ดีในกีฬาหลายชนิด 6.5 หลักการฝึกความคล่องแคล่วว่องไว ความคล่องแคล่วว่องไวทั่วไปและความคล่องแคล่วว่องไวเฉพาะ สามารถเพิ่มได้โดยการ ฝึก ในส่วนประกอบต่าง ๆ ตามที่ ชูศักดิ์ เวชแพทย์ และ กันยา ปาละวิวัธน์ (2536: 103-104) กล่าว ไว้ ดังนี้ 1. การร่วมงานกันของกล้ามเนื้อ ต้องพยายามพัฒนาให้เกิดการร่วมงานกันในการ เคลื่อนไหว ที่เป็นแบบหนึ่งแบบใดที่จําเป็นสำหรับกิจกรรมนั้น ๆ 2. พลังของกล้ามเนื้อ จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวถ้าพลังของกล้ามเนื้อไม่ดี การควบคุม แรง เฉื่อยของร่างกายจะเป็นไปได้ไม่ดี ตัวอย่างเช่น ในการเคลื่อนไหว อย่างรวดเร็วย่อมต้องการกําลัง ขา


32 อย่างมาก เพื่อให้ร่างกายหยุดหรือเพื่อทำให้เปลี่ยนทิศทาง การพุ่งตัวออกไปซึ่งขึ้นอยู่กับกําลัง ) ย่อม ต้องอาศัยพลังงาน (Strength) และความเร็ว (Speed) ด้วย 3. เวลาปฏิกิริยา (Reaction Time) เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนไหวที่ตอบสนองต่อการ กระตุ้นมี ความสำคัญต่อความคล่องตัว เช่น การตอบสนองอย่างรวดเร็วในสภาพการณ์ทางการกีฬา หรือการ เคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม 4. ความอ่อนตัว (Flexibility) มีการอ่อนตัวในช่วงปกติ มีความจําเป็นในการเคลื่อนไหว ได้ เต็มช่วง จะทำให้การเคลื่อนไหวเรียบและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดียังเป็นที่สงสัยว่าการอ่อนตัว ได้ เกินกว่าปกติจะทำให้ความคล่องตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถึงแม้ส่วนประกอบต่าง ๆ ของความคล่องแคล่ว ว่องไวที่ได้กล่าวนี้จะเป็นพื้นฐานของความคล่องแคล่วว่องไวจะทำให้ความคล่องแคล่วว่องไวเพิ่ม ประสิทธิภาพ แต่ก็ควรจะตระหนักว่าวิธีที่ดีที่สุดในการที่จะเพิ่มความคล่องแคล่วว่องไวเฉพาะก็คือ การฝึกปฏิบัติการเคลื่อนไหวนั้น ๆ อย่างถูกต้องซ้ำแล้วซ้ำาเล่าและต้องกระทำด้วยความเร็วสูง วุฒิพงษ์ ปรมัตถากร, และ อารี ปรมัตถากร (2537: 58-59) ได้กล่าวอีกว่า การที่จะ เสริมสร้างความคล่องแคล่วว่องไวจะต้องยึดหลักในการฝึกเพื่อเป็นพื้นฐานและจะต้องฝึกปฏิบัติการ เคลื่อนไหวนั้น ๆ อย่างถูกต้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าและด้วยความเร็วสูง ซึ่งพอสรุปได้ ดังนี้ 1. การสร้างความสัมพันธ์ของกลุ่มกล้ามเนื้อหมายถึง กลุ่มกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่อย่างใด อย่าง หนึ่งหรือต้องทำงานร่วมกับข้อต่อเพื่อใช้สำหรับกิจกรรมนั้น ๆ จะต้องได้รับการฝึกให้เกิดทักษะ และ ความชํานาญเพื่อพัฒนาในด้านความรวดเร็ว 2. พลังและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ๆ ที่จําเป็น ซึ่ง จะเป็นส่วนที่ช่วยให้เกิดความคล่องตัวได้ดีรวมทั้งควบคุม ทิศทางต่อการเคลื่อนที่ของร่างกายในการ เคลื่อนที่ได้อีกด้วยเมื่อได้รับการ กระตุ้นใน 3. เวลาปฏิกิริยา จะต้องได้รับการฝึกในการตอบสนองที่รวดเร็ว ระดับใดระดับหนึ่งที่ต้องการ ดังนั้น การสร้างสมาธิหรือการทำจิตให้สงบเพื่อเตรียมรับสถานการณ์จึง เป็นตัวแปรอย่างหนึ่งที่จะทำ ให้การตอบสนองนั้นช้าหรือเร็ว 4. ความอ่อนตัว เป็นความสามารถของข้อต่อและกล้ามเนื้อที่ทำให้การเคลื่อนไหวของ ร่างกายเป็นไปได้เต็มช่วงของการเคลื่อนที่ การฝึกความอ่อนตัวหากจะฝึกในช่วงที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต จะมีผลมากกว่าในวัยอื่น ๆ และจะต้องฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่หักโหม


33 6.6 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความคล่องแคล่วว่องไว 1. ความสามารถในการทำงานร่วมกันของระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อ จะต้องทำงาน ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ถึงจะทำให้เกิดความคล่องแคล่วว่องไวสูง ดังนั้น ถ้าจัดกิจกรรม ให้ ร่างกายได้ฝึกบ่อย ๆ ทางด้านทักษะและความชํานาญจากการฝึกก็จะมีการพัฒนาและเกิดความ คล่องแคล่วว่องไว 2. ระยะเวลาที่ใช้ในการฝึกซ้อม การที่ให้ส่วนของร่างกายที่ต้องใช้ จะฝึกปฏิบัติกิจกรรม นั้น ๆ ได้มีโอกาสทำงานมากกว่าปกติ มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการทำงาน ระยะเวลาที่ใช้ ฝึกซ้อมจะต้องจัดให้เหมาะสมกับผู้ฝึกซ้อมจะต้องพิจารณาถึงความแตกต่างทางด้านสภาพร่างกาย ของแต่ละบุคคลจะต้องระมัดระวังมิให้การฝึกซ้อมยาวนานหรือหนักเกินไป จะมีผลทำให้สมรรถภาพ ทางร่างกายเมื่อยล้า 3. รูปร่างของร่างกาย บุคคลที่มีรูปร่างผอมสูง อ้วนเตี้ยมักจะมีความคล่องแคล่วว่องไว น้อย กว่าบุคคลที่มีรูปร่างสูงปานกลาง เนื่องจากมีข้อจํากัดด้านระบบการเคลื่อนไหว มีข้อยกเว้น เพราะว่า ความคล่องแคล่วว่องไวนี้ขึ้นอยู่กับหลายประการ โดยเฉพาะการฝึกซ้อม 4. น้ำหนักของร่างกาย บุคคลน้ำหนักตัวมากเกินจะมีผลโดยตรงต่อความคล่องแคล่ว ว่องไว เพราะน้ำหนักจะเป็นตัวเพิ่มแรงเฉื่อย ทำให้กล้ามเนื้อต้องทำงานหนักขึ้นจึงเชื่องช้า 5. อายุ 5.1 วัยทารก เริ่มตั้งแต่อายุแรกเกิดจนกระทั้ง 4 ขวบ 5.2 วัยเด็ก 5-12 ขวบ 5.3 วัยรุ่น 13-19 ปี 5.4 วัยผู้ใหญ่ 20-60 ปี 5.5 วัยชรา เริ่มตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป เด็กจะมีการพัฒนาในด้านความคล่องแคล่วว่องไวจนถึงอายุ 12 ปี ต่อจากนี้จะค่อย พัฒนา อย่างช้า ๆ จนถึงวัยผู้ใหญ่ แล้วความคล่องแคล่วว่องไวจะค่อย ๆ ลดน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น 6. เพศหญิงกับชายจะพบความแตกต่างของสมรรถภาพทางกายทุกด้านคือ รูปร่างของ เพศ หญิงด้อยกว่าเพศชาย น้ำหนักเฉลี่ยน้อยกว่า ส่วนของน้ำหนักที่เป็นกล้ามเนื้อเมื่อเทียบส่วนแล้วน้อย กว่า ด้วยเหตุผลนี้ชายจึงมีความคล่องแคล่วว่องไวกว่าผู้หญิง 7. ความเมื่อยล้า ความคล่องแคล่วว่องไวต้องอาศัยการทำงานของกลุ่มกล้ามเนื้อ ดังนั้น หาก กลุ่มกล้ามเนื้อดังกล่าวเกิดการเมื่อยล้าจากการทำงานก็จะมีผลโดยตรงต่อระบบการสั่งงาน ให้ กล้ามเนื้อทำงานคือ ระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อ จะส่งผลไปถึงความคล่องแคล่วว่องไว


34 7. กีฬาฟุตซอล ต้นกำเนิดของฟุตซอล มาจากการเล่นฟุตบอลแบบข้างละ 5 คน สามารถมองย้อนไปในปี 1930 ที่มอนเตวิโอ ประเทศอุรุกวัย เมื่อฮวน คาร์ลอส เซอเรียนี ได้นำฟุตบอลข้างละ 5 คนนี้ไปใช้ใน ในการแข่งขันที่สมาคม YMCA ได้เล่นโดยใช้พื้นที่ของสนามบาสเกตบอลในการเล่น ทั้งภายในและ ภายนอกโรงยิมจึงทำให้เกิดการเล่นแบบอินดอร์ซอคเกอร์ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากเพราะไม่มี ปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ อินดอร์ซอคเกอร์ ได้รับความนิยมและมีคนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนในประเทศบราซิลมีการกล่าวถึงการพัฒนาฟุตซอลมาจากฟุตบอลข้างถนน กระทั่งปี 1932 โร เจอร์ เกรน ได้บัญญัติกฎที่เป็นมาตรฐานในการควบคุมการแข่งขันขึ้นและได้ใช้กฎและข้อบังคับนี้ใช้ จนมาถึงปัจจุบันนี้ คำว่าฟุตซอล (Futsal) คือ คำที่นานาประเทศใช้เรียกกีฬาประเภทนี้โดยมีรากศัพท์มาจากประเทศ สเปนหรือโปตุเกส ที่เรียก soccer ว่า “FUTbol” หรือ “FUTebol” และที่ภาษาฝรั่งเศสหรือสเปน เรียก Indoor ว่า ” SALa” ที่แปลว่า อินดอร์ หรือในร่ม ซึ่งรวมเป็นคำว่า “fUtSAl” แต่เป็นคำที่มี ฐานจากประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ “fUtSAl” (USA) คำที่เป็นชื่อของประเทศสหรัฐอเมริกา จึง มีการใช้คำว่า FUTSAL แทน ซึ่งหมายถึง การเตะบอลในสนามขนาดย่อมในร่ม กลายเป็นคำที่เรียก ขานกันแทนคำว่า “Five-A-Side” หรือบอล 5 คน นอกจากนั้นการเล่นฟุตซอลกลางแจ้งเมื่อเข้าสู่ช่วง ฤดูหนาว ประเทศในบางทวีปของโลกที่ประสบกับปัญหาหิมะตกและสภาพอากาศที่หนาวมากไม่ สามารถจัดการแข่งขันกีฬากลางแจ้ง ได้ จึงถือเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูกาลแข่งขันแต่เนื่อง จากฤดูหนาวมี ระยะเวลาที่ยาวนานและสภาพอากาศกลางแจ้งไม่เอื้ออำนวยต่อการเล่นกีฬาฟุตบอล จึงเป็นปัจจัย หนึ่งที่ทำให้คนหันมาเล่นกีฬาในร่มแทน และนี่คือที่มาของกีฬาฟุตบอลในร่ม 5 คน หรือที่เรียกว่า “ฟุตซอล” (FUTSAL) การแข่งขันฟุตซอลมีการจัดการแข่งขันอยู่เป็นประจำในประเทศแถบอเมริกาใต้ ฟุตซอลจึงเป็นเกม การแข่งขันที่ชาวอเมริกาใต้นิยมเล่นกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบราซิล ซึ่งมีนักกีฬาที่มี ทักษะความสามารถเฉพาะตัวในการเล่นฟุตบอลสูง ด้วยลีลาอันเร้าใจ และสนุกสนานจากนักเตะชื่อ ก้องโลกอย่าง เปเล่ ซิโก้ โซคราเตส เบเบโต้ โรนัลดินโญ่และนักเตะชื่อดังจากบราซิลคนอื่น ๆ จำนวน มากต่างก็เคยเข้าแข่งขันฟุตซอลมาแล้วทั้งสิ้น ในขณะที่บราซิลมีการเล่นอย่างต่อเนื่องและเป็นการ เผยแพร่การเล่นฟุตซอลแก่ประเทศอื่น ๆ ในโลก ภายใต้การดูแลของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) และทีมอื่น ๆ ที่มีความสามารถอันยอดเยี่ยมจากทุกมุมโลก


35 การแข่งขันครั้งแรกมีขึ้นในปี 1965 จัดการแข่งขันครั้งแรกในอเมริกาใต้ ประเทศปารากวัยได้แชมป์ ทวีปอเมริกาใต้และในปี 1979 ทีมชาติบราซิลมีชัยชนะเหนือทีมทั้งหมดที่เข้าร่วมการแข่งขันซึ่งทำให้ บราซิลเริ่มโดดเด่นเหนือทีมจากกลุ่ม Pan American ในปี 1980 และชนะติดต่ออีกครั้งในปี 1984 อย่างไรก็ตามสหพันธ์ฟุตซอลแห่งสหรัฐอเมริกา (The U.S. Futsal Federation) ถูกก่อตั้งในปี 1981 นายออสวัลโด การ์เซีย เป็นประธานคนแรกของสหพันธ์ 7.1 ทักษะการเลี้ยงบอล ทักษะในการเลี้ยงบอลเป็นทักษะการเล่นฟุตซอลที่แสดงให้เห็นว่า ผู้เล่นมีความชำนาญใน การเล่นมากน้อยเพียงใด ซึ่งทักษะในการเลี้ยงบอลมีเป้าหมาย เพื่อหลบหลีกหรือหลอกล่อฝั่งตรงข้าม โดยต้องครอบครองบอลไว้ให้ได้นานที่สุด เพื่อที่จะหาโอกาสทำประตู ซึ่งทักษะการเลี้ยงบอลที่ควร ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. การเลี้ยงบอลด้วยฝ่าเท้า เป็นการเลี้ยงบอลเพื่อเปลี่ยนทิศทาง สามารถเลี้ยงบอลไปได้ทุกทิศ ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง โดยใช้ฝ่าเท้าข้างที่ถนัดแตะลูกบอลด้านบน แล้วดึงลูกบอลไป ข้างหน้าพร้อมบิดตัวบังในระหว่างเคลื่อนที่ เพื่อเลี้ยงลูกบอลต่อหรือจะยิงก็ได้ 2. การเลี้ยงบอลด้วยเท้าด้านใน เป็นการเลี้ยงบอลเพื่อหลอกล่อ หรือหาโอกาสในการส่งบอลต่อ ให้เพื่อน โดยใช้เท้าด้านในข้างที่สะดวกเลี้ยงบอลและควบคุมลูก 3. การเลี้ยงบอลด้วยเท้าด้านนอก เป็นการเลี้ยงบอลโดยใช้เท้าด้านนอก ให้ปลายเท้าขนานกับลูก บอล ทั้งนี้ ทักษะการเลี้ยงบอลนั้นจำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นอย่างมาก เพื่อให้เกิดความชำนาญ โดยการเลี้ยงบอลที่ดีต้องไม่เกร็งลำตัวส่วนบน และใช้การย่อเข่า เพื่อสร้างความสมดุล 7.2 ทักษะการรับ - ส่งบอล ทักษะในการรับ - ส่งลูกเป็นทักษะการเล่นฟุตซอลที่สำคัญ โดยการส่งบอลสามารถแบ่งออก ได้ 2 แบบ ดังนี้ 1. การส่งลูกเรียด เป็นการส่งลูกในระยะใกล้ ซึ่งผู้เล่นต้องวางเท้าหลักให้อยู่ห่างจากลูกฟุตซอล โดยมีระยะประมาณ 1 ฝ่ามือ เพื่อให้ลูกบอลเรียดไปกับพื้น 2. การส่งลูกโด่ง มีลักษณะการวางเท้าไม่ต่างจากแบบเรียด แต่ใช้เท้าข้างที่ถนัดช้อนไปใต้ลูกแล้ว เตะให้ลูกโด่งขึ้นจากพื้น สำหรับการรับบอลต้องคอยดูจังหวะของเพื่อนในทีมให้ดีแล้วใช้เท้าหรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายในการ รับบอล แต่ต้องระวังไม่ให้ลูกโดนมือและแขน เพราะจะทำให้ผิดกติกาได้ 7.3 ทักษะการเดาะบอล การเดาะบอลสามารถใช้ร่างกายได้หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น การใช้หลังเท้าเดาะลูกบอล ที่ต้อง ย่อเข่าเล็กน้อยเพื่อทรงตัวและควบคุมลูก หรือการใช้หน้าขาที่ต้องยกขาให้ตั้งฉาก 90 องศา จัดลำตัว


36 ให้ตรง และควบคุมลูกบอลให้ดี หรือการใช้ศีรษะในการเดาะบอล โดยใช้หน้าผากเป็นจุดสัมผัสลูก บอล เป็นต้น 7.4 ทักษะการโหม่ง การโหม่งเป็นหนึ่งในทักษะการเล่นฟุตซอล ที่ใช้หน้าผากสัมผัสกับลูกบอล เพื่อเป็นจุดรับแรง ปะทะกับลูกบอล โดยมีจุดประสงค์ในการโหม่ง 3 แบบ คือ โหม่งให้ลูกโด่ง โหม่งระดับอก และโหม่ง ลงพื้น โดยขณะที่โหม่งต้องลืมตามองลูกอยู่ตลอด เกร็งคอ และใช้การบิดลำตัวเพื่อเปลี่ยนทิศทาง นอกจากนี้ สามารถใช้เข่าและการโยกตัวเพื่อเพิ่มแรงในการโหม่งลูกได้อีกด้วย 7.5 ทักษะการยิง การยิงลูกนั้นสามารถทำได้หลากลายรูปแบบ ทั้งการใช้หลังเท้า ข้างเท้าด้านใน หรือด้านนอก แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้หลังเท้าเพราะทำให้ลูกพุ่งแรง 9. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยในประเทศ สุรพล รักษาทรัพย์(2563) งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการ ฝึกรูปแบบ เอส เอ คิว ตามแนวคิดของเฮล ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาฟุตซอลชาย โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการฝึกรูปแบบ เอส เอ คิว ตาม แนวคิดของเฮล ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาฟุต ซอลชาย โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร 3) เพื่อเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการฝึกรูปแบบ เอส เอ คิว ตามแนวคิดของเฮล ภายในกลุ่ม ก่อนการฝึกและหลังการฝึก ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวของ นักกีฬาฟุตซอลชาย โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักกีฬาฟุตซอล ชาย โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร จำนวน 40 คน ได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากนั้น ทำการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว (Pre-test) โดยใช้แบบทดสอบของ อิลลินอยส์เพื่อแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 20 คน เป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง เรียงจาก คะแนนการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวจากคะแนนน้อยไปหาคะแนนมาก เพื่อแบ่งเข้ากลุ่มโดย การเรียงลำดับจับคู่ (Matching) เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม มีความคล่องแคล่วว่องไวใกล้เคียงกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นโปรแกรมการฝึกรูปแบบ เอส เอ คิว ตามแนวคิดของเฮล แบบบันทึก คะแนนความคล่องแคล่วว่องไว ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดย ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ ทำการฝึกเป็น ระยะเวลา 8 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติด้วยการหาค่าเฉลี่ย ส่วน


37 เบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย โดยใช้สถิติการทดสอบค่าที ที่กลุ่มตัวอย่างไม่ เป็นอิสระจากกัน (Paired Sample t-test) และกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระจากกัน(Independent Sample t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. กลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ก่อนการฝึก ไม่แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 2. กลุ่มควบคุม ก่อนการฝึกและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 3. กลุ่มทดลอง ก่อนการฝึกและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 จุฑามาศ แตงขาว (2562) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลการฝึก วิ่งแบบผสมผสานที่มีต่อความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาฟุตซอลหญิง กลุ่มตัวอย่างที่ ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักกีฬาฟุตซอลหญิง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จำนวน 15 คน ปี 2562 ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยจะเข้าร่วมการฝึกโปรแกรมการวิ่ง แบบผสมผสาน ดังนี้ การฝึกวิ่งรูปแบบ ตัว M การฝึกวิ่งรูปแบบตัว I การฝึกวิ่งรูปแบบตัว X การฝึกวิ่ง รูปแบบตัว S เป็นระยะ เวลา 8 สัปดาห์ ทำการฝึกโปรแกรมการวิ่งแบบผสมผสานให้เสร็จสิ้นก่อนการ ฝึกซ้อมโปรแกรมการฝึกฟุตซอลตามปกติ จะทำการทดสอบความเร็วโดยแบบทดสอบวิ่ง 20 เมตร และทำการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวโดยแบบทดสอบ Illinois Agility Run Test ก่อนการฝึก โปรแกรม หลังการฝึก 4 สัปดาห์และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ นำข้อมูลจากการทดสอบมาวิเคราะห์ โดย ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ(One-way Analysis of Variance With Repeated Measures) และกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่าเมื่อเปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ยผลของการทดสอบความเร็ว ก่อนการฝึกโปรแกรม มีค่าเฉลี่ยของความเร็วแตกต่างจากหลัง การฝึก4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลของการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว ก่อนการฝึกโปรแกรม มีค่าเฉลี่ยของ ความคล่องแคล่วว่องไวแตกต่างจากหลังการฝึก 4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าโปรแกรมการฝึกวิ่งแบบผสมผสานที่มีต่อความเร็วและความ คล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาฟุตซอลหญิงที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสามารถนำไปใช้ฝึกเสริมเพื่อพัฒนา สมรรถภาพทางกายด้านความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น มณฑล ทองโรจน์,ชาญชัย ชอบธรรมสกุล,ชนะวงศ์ หงษ์สุวรรณ และรัตนา เฮงสวัสดิ์ (2561) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสร้างโปรแกรมการฝึกความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาฟุต


38 ซอล (2) เพื่อเปรียบเทียบผลการฝึกความคล่องแคล่วว่องไวระหว่างและภายในกลุ่มควบคุมและกลุ่ม ทดลอง ในช่วงก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 8 ผลการวิจัยสรุปดังนี้1. ความคล่องแคล่ว ว่องไวระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองในช่วงก่อนการฝึกและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 ไม่แตกต่าง กันแต่ในช่วงหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความ คล่องแคล่วว่องไวของกลุ่มควบคุมในช่วงก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 8 ไม่ แตกต่างกัน 3. ความคล่องแคล่วว่องไวของกลุ่มทดลองในช่วงก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 ไม่แตกต่างกัน แต่ก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 8 แตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลการวิจัยครั้งนี้ สรุปได้ว่า โปรแกรมการฝึกความ คล่องแคล่วว่องไวที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สามารถทำ ให้นักกีฬาฟุตซอลมีความคล่องแคล่วว่องไวดีขึ้น เทิดทูล โตคีรี (2561) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา เปรีบเทียบ และหา ความสัมพันธ์ผลของฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกเอส เอ คิว (SAQ) ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวและ ความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตซอลของนักกีฬาฟุตซอลระดับอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุต ซอลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก จำนวน20 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ด้วยวิธีการจับคู่ โดยใช้ผลจากการทดสอบความ คล่องแคล่วว่องไวและความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตซอล ก่อนการฝึกทำการแบ่งกลุ่มกลุ่มทดลองฝึก เสริมด้วยโปรแกรมการฝึก เอส เอ คิว กลุ่มควบคุมฝึกซ้อมด้วยโปรแกรมการฝึกซ้อมฟุตซอลตามปกติ โดยทำการฝึก 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน คือวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ทำการทดสอบความ คล่องแคล่วว่องไวและความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตซอล ก่อนการฝึก, หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2, หลัง การฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 นำผลการทดสอบที่ได้มาทำการวิเคราะห์ข้อมูลทาง สถิติโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่า "!" วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว แบบวัดซ้ำ หากพบความแตกต่างจึงเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ ทดสอบความมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2, 4 และ 6 กลุ่มทดลองมีความ คล่องแคล่วว่องไวดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2 หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2, 4 และ 6 กลุ่มทดลองมีความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตซอลดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 3) ความคล่องแคล่วว่องไวของกลุ่มทดลองหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4, 6 ดีกว่าก่อนการ ฝึก และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 ดีกว่าหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4)


39 ความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตซอลของกลุ่มทดลองหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4, 6ดีกว่าก่อนการฝึก และ หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 ดีกว่าหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) ความคล่องแคล่วว่องไวและความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตซอลของกลุ่มทดลองหลังการฝึก สัปดาห์ที่ 6มีความสัมพันธ์กันระดับปานกลาง (r = 0.54) ธรรมชาติ นาคะพันธ์(2558) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึก แบบสถานีที่มีต่อความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพศชาย จำนวน 20 คน โดยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง กำหนดให้กลุ่มทดลองที่ได้เลือกฝึกด้วยโปรแกรม การฝึกแบบสถานี ในช่วงแรกของการฝึกซ้อมปกติในแต่ละวัน โดยทำการฝึก 8 สัปดาห์สัปดาห์ละ 2 วัน คือ วันอังคารและวันพฤหัสบดี และทดสอบความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอล ก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และทดสอบค่า “ที” ทดสอบความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลอง 8 สัปดาห์กลุ่มทดลองมีความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอลเป็นเส้นตรงระยะทาง 50 เมตร ดีกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) หลังการทดลอง 8 สัปดาห์กลุ่ม ทดลองมีความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอลซิก-แซ็ก ดีกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ฉัตรตระกูล ปานอุทัย,อธิวัฒน์ ดอกไม้ขาว (2556) การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา พัฒนาโปรแกรมการฝึกความคล่องแคล่ววองไว และเปรียบเทียบผลของการฝึกโปรแกรมความ คล่องแคล่ววองไว หลังจากการฝึกตามโปรแกรม ของนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาสถาบันการพล ศึกษาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 38 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักกีฬาฟุตซอลที่เข้าร่วม การแข่งขันสถาบันการพลศึกษาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 38 จำนวน 20 คน โดยทั้งหมดเป็นนักกีฬา ฟุตซอลเพศชาย การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าเฉลี่ยของระยะเวลาในการทดสอบก่อนการทดลอง ระหว่าง และหลังการทดลอง ผลการศึกษา พบว่า 1.โปรแกรมการฝึกความคล่องแคล่วว่องไว ที่ผู้วิจัยได้ใช้สามารถที่จะพัฒนาความ คล่องแคล่วว่องไวให้กับนักกีฬาฟุตซอล ของสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตสุพรรณบุรีได้เป็นอย่างดี 2.ผลของการการออกกำลังกายในกลุ่มทดลองที่ได้รับการฝึกโดยโปรแกรมพัฒนาความคล่องแคล่ว ว่องไวมีการพัฒนาความคล่องแคล่วว่องไว ดีกว่ากลุ่มที่ฝึกโปรแกรมการฝึกซ้อมฟุตซอลเพียงอย่าง เดียว


40 จุฑาทิพย์ ยอดดี (2556) การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความ แข็งแรงของกล้ามเนื้อกับความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฟุตซอลกลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตซอ ลชมรมกีฬาฟุตซอลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทร เกษม เพศชาย เป็นผู้มีสุขภาพดีไม่มีปัญหาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และมีประสบการณ์ในการ แข่งขันอย่างน้อย 1 ปี อายุ 19-22 ปี จำนวน 45 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายและทำการทดสอบ สมรรถภาพ ทางกายประกอบด้วยการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 3 ส่วน ได้แก่ กล้ามเนื้อ ส่วนรยางค์บน กล้ามเนื้อลําตัว และกล้ามเนื้อส่วนรยางค์ล่าง และทำการทดสอบความคล่องแคล่ว ว่องไว สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และหา ความสัมพันธ์โดยใช้สถิติ Pearson Product – Moment Correlation ที่ระดับความมีนัยสําคัญทาง สถิติ .05 ผลการวิจัยพบว่า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนรยางค์บนกับความคล่องแคล่วว่องไว ใน นักกีฬาฟุตซอลมีความสัมพันธ์กันในทิศทางบวกอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งมีค่า (r = .347*) และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนรยางค์ล่างกับความคล่องแคล่วว่องไว ในนักกีฬาฟุตซอลมี ความสัมพันธ์กันในทิศทางลบ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งมีค่า (r = -.385**) จาก ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าถ้าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนรยางค์ล่างมีค่ามากจะทำให้เวลาของ ความคล่องแคล่วว่องไวลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย ผลการวิจัยครั้งนี้จะเป็น แนวทางในการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของนักกีฬารวมถึงการวางแผนโปรแกรมการฝึกซ้อม ให้เหมาะสมต่อไป สุขสวัสดิ์ชนะพาล (2550) ผลของการฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการฝึกความคล่องแคล่วว่องไวที่ มีต่อความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอลของนักกีฬาฟุตบอล อายุ 12-14 ปีกลุ่มตัวอย่างเป็นนัก ฟุตบอลของโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล จำนวน 30 คน โดยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แล้วทำการ แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กำหนดให้กลุ่มทดลองฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการฝึกความ คล่องแคล่วว่องไว กลุ่มควบคุมฝึกตามปกติ โดยทำการฝึก 8 สัปดาห์สัปดาห์ละ 3 วัน คือ วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ หลังการทดลอง 4 สัปดาห์และหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมี ความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอลมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 หลัง การทดลอง 4 สัปดาห์และหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีความสามารถในการเลี้ยงลูก ฟุตบอลมากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังการทดลอง 8 สัปดาห์


41 กลุ่มทดลองมีความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอลมากกว่าหลังการทดลอง 4 สัปดาห์ อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นันทพล ทองนิลพันธ์ (2548) การวิจัยในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ ผลของการฝึกความคล่องตัวที่มีต่อความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอล ก่อนการฝึก หลังการฝึก สัปดาห์ที่ 4 และ 8 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักกีฬาฟุตบอลชาย 20 คน ของโรงเรียน นนทรีวิทยา โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง ช่วงระยะเวลาใน การฝึก ฝึก 3 วัน ต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ และนำผลมาวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ย ,ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติแบบที ทีกลุ่มตัวอย่างเป็นอิสระต่อกัน ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ .05 และวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบการทดลองวัดซ้ำมิติเดียว และทำการ ทดสอบความแตกต่างรายคู่ โดยวิธีของ บอนเฟอโรนีผลการวิจัยพบว่า 1.ความสามารถของการเลี้ยง ลูกฟุตบอลของนักกีฬากลุ่มควบคุม และนักกีฬากลุ่มทดลองก่อนการฝึก และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.ความสามารถของการเลี้ยงลูกฟุตบอล ของนักกีฬากลุ่มควบคุม และนักกีฬากลุ่มทดลอง หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.ความสามารถของการเลี้ยงลูกฟุตบอล ของนักกีฬากลุ่มควบคุม ระหว่างก่อนการฝึก หลังการฝึก สัปดาห์ที่ 4 และ 8 ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4.ความสามารถของ การเลี้ยงลูกฟุตบอล ของนักกีฬากลุ่มทดลอง ระหว่างก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 8 มี ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.จากการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่พบ ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอลของกลุ่มทดลอง ระหว่างก่อนการฝึก และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 และระหว่างหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึก สัปดาห์ที่ 8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


Click to View FlipBook Version