The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศึกษาประวัติและแนวคิดทางปรัชญาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น นับจากโบราณถึงปัจจุบัน เน้นความคิดเล้าจื้อ ขงจื้อ เม้งจื้อ ซุ่นจื้อ ม้อจื้อ ฮั่นเฟยจื้อ เมาเจอตุง พระพุทธศาสนานิกายเซน เป็นต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by skpss.2020, 2022-06-24 00:26:09

เอกสารประกอบการสอน วิชา จีน เกาหลี และญีปุ่น

ศึกษาประวัติและแนวคิดทางปรัชญาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น นับจากโบราณถึงปัจจุบัน เน้นความคิดเล้าจื้อ ขงจื้อ เม้งจื้อ ซุ่นจื้อ ม้อจื้อ ฮั่นเฟยจื้อ เมาเจอตุง พระพุทธศาสนานิกายเซน เป็นต้น

เอกสารประกอบการสอน

104 410 วิชาปรชั ญา จีน เกาหลี และญป่ี นุ่

(Chinese Korea and Japanese Philosophy)

จนี เกาหลี ญปี่ ุ่น

ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.พลเผา่ เพ็งวิภาศ
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั

วิทยาเขตขอนแกน่

เอกสารประกอบการสอน

104 410 วิชาปรชั ญา จีน เกาหลี และญป่ี ุ่น

(Chinese Korea and Japanese Philosophy)

ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.พลเผา่ เพง็ วิภาศ

อาจารยผ์ รู้ บั ผิดชอบรายวชิ า

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วทิ ยาเขตขอนแก่น

๓๘

เอกสารประกอบการสอน

๑๐๔ ๔๑๐ วชิ าปรัชญา จนี เกาหลี และญป่ี ุน่
(Chinese Korea and Japanese Philosophy)

ผศ.ดร.พลเผ่า เพง็ วิภาศ

ผู้ชว่ ยอธิการบดีฝ่ายกจิ การนิสิต

มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
วทิ ยาเขตขอนแก่น
๒/๒๕๖๔

คํานาํ

๓๙

เอกสารประกอบการบรรยายเลม่ นร้ี วบรวมเรียบเรยี งขน้ึ เพอื่ วตั ถุประสงค์ให้นิสิตได้ใช้เป็นคู่มือประกอบ
การศึกษา และประกอบการสอนในรายวิชา ๑๐๓ ๓๑๐ ปรัชญาจีน-ญี่ปุน (Chinese and Japanese
Philosophy) ซ่ึงเป็นวิชาหน่ึงในหลักสูตรพระพุทธศาสตรบัณฑิต เอกปรัชญา ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย และเป็นวิชาที่สําคัญอีกวิชาหน่ึงซ่ึงจะได้ศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่าง
ปรชั ญาตะวนั ออกและปรชั ญาตะวนั ตก ที่มีหลกั ปฏิบตั ิบางอยา่ งไมเ่ หมือนกนั เน่ืองจาก

ความคิดมนุษย์อันเป็นวรรณกรรมทางป๎ญญาสามารถที่จะช้ีให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างมนุษย์กับ
ธรรมชาติ มนุษย์กับความงามในศีลปะ มนุษย์กับสังคมครอบครัว ตลอดสิ่งที่มีค่าท่ีเป็นอิสระจากตัวเอง ปรัชญา
จีน-ญ่ีปุน เป็นแนวทางท่ีควรศึกษาให้เห็นหลักปรัชญาแนวคิดท่ีจะนําไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อการดําเนินชีวิต
อย่างแทจ้ ริง อนั จะกล่าวไดว้ ่าปรชั ญาทางตะวนั ออกผกู พันอยู่กบั ศาสนา เจ้าลัทธทิ ้ังหลายจึงเนน้ มนุษย์เปน็ สําคญั

การเรยี บเรียงเอกสารเลม่ นี้เป็นไปตามจดุ ประสงค์ของรายวิชา ถ้าหากมีข้อผิดพลาดและความบกพร่องอยู่
บ้าง หวังว่าจะได้รับการแนะนําจากท่านผู้รู้ทั้งหลาย เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงให้มีคุณภาพได้มาตรฐานถูกต้องตาม
หลักวชิ าการตอ่ ไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลเผา่ เพ็งวิภาศ
อาจารย์ประจาํ

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน่

รายละเอยี ดของรายวชิ า (มคอ.๓)

๑๐๔ ๔๑๐ วชิ าปรัชญา จีน เกาหลี และญปี่ นุ่

(Chinese Korea and Japanese Philosophy)

ช่อื สถาบนั อดุ มศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๔๐

วทิ ยาเขต/คณะ/ภาควชิ า มจร. วทิ ยาเขตขอนแก่น

หมวดที่ ๑ ข้อมลู โดยทัว่ ไป

๑. รหสั และช่ือรายวชิ า
๑๐๔ ๔๑๐ วชิ าปรชั ญา จีน เกาหลี และญ่ปี ุน
(Chinese Korea and Japanese Philosophy)

๒.จาํ นวนหน่วยกติ
๓ หนว่ ยกติ ๓ (๒-๐-๔)

๓. หลักสตู รและประเภทของรายวิชา
พทุ ธศาสตรบัณฑติ เป็นวชิ า เอก ปรัชญา

๔. อาจารยผ์ ู้รับผดิ หลักสตู ร, อาจารย์ผู้รับผดิ ชอบรายวชิ า และอาจารย์ผ้สู อน
๑.อาจารยผ์ ู้รบั ผิดหลักสูตร ประธานหลกั สตู รปรชั ญา
๒. อาจารย์ผรู้ บั ผิดชอบรายวชิ า ผศ.ดร. พลเผา่ เพง็ วิภาศ

๕. ภาคการศกึ ษา / ชน้ั ปีทเ่ี รยี น
ภาคการศึกษาท่ี ๑ / ๒๕๖๒ ชั้นปีท่ี ๔

๖.รายวชิ าท่ีต้องเรยี นมาก่อน (Pre-requisite) (ถ้ามี)
๐๐๐ ๑๐๘ ปรัชญาเบอ้ื งตน้

๗.รายวชิ าที่ต้องเรยี นพร้อมกัน (Co-requisites) (ถ้าม)ี
๑๐๔ ๔๑๓ ปรชั ญาตะวนั ตกสมยั ใหม่

๘. ทวนสอบผลสัมฤทธกิ์ ารเรยี นรู้
ไม่ได้กําหนดการทวนสอบผลสมั ฤทธ์ิการเรยี นรู้ในรายวิชานี้

๙.สถานทเ่ี รยี น
อาคารเรยี น ๑๐๐ ปี มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตขอนแก่น

๑๐.วนั ท่ีจัดทาํ หรอื ปรับปรุงรายละเอยี ดของรายวิชาครั้งลา่ สุด
วันที่ ๖ มถิ นุ ายน ๒๕๖๒

๔๑

หมวดที่ ๒ จุดมุง่ หมายและวตั ถุประสงค์

๑. จุดมุ่งหมายของรายวิชา
๑. เพื่อใหน้ สิ ิตมีความร้คู วามเขา้ ใจเกยี่ วกับประวตั ิแนวคดิ ทางปรชั ญาของจีน เกาหลี และญป่ี ุน
๒. เพ่อื ใหน้ ิสติ สามารถอธบิ ายแนวความคดิ ทางปรัชญาทางปรัชญาของจีน เกาหลี และญปี นุ ได้
๓. เพื่อใหน้ สิ ติ มคี วามรเู้ กีย่ วกบั แนวความคดิ ทางปรชั ญาของพระพุทธศาสนานิกายเซน

๒.วตั ถุประสงค์ของรายวิชา
๑. เมอ่ื ศกึ ษาแล้วนสิ ิต มที ัศนคติท่ดี ตี อ่ นักปรัชญาจนี เกาหลี และญ่ปี ุน
๒. เมอ่ื ศกึ ษาแลว้ นิสติ เกิดความซาบซงึ้ ในปรชั ญาจนี เกาหลี และญ่ีปุน
๓. เม่ือศึกษาแล้ว จะได้นาํ ระบบแนวความคดิ ของปรชั ญามาประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตประจําวัน

หมวดท่ี ๓ ลกั ษณะและการดาํ เนนิ การ
๑. คําอธบิ ายรายวชิ า

ศึกษาประวัตแิ ละแนวคดิ ทางปรัชญา ของจนี เกาหลี และญ่ีปุน นับจากโบราณถงึ ปจ๎ จุบัน เน้นความคิดของ
เลา่ จ้อื ขงจอ้ื เมง่ จ้อื ซนุ่ จ้อื มอ่ จื้อ ฮันเฟยจื้อ เหมา เจ๋อตง พระพุทธศาสนานิกายเซน เป็นตน้

๒. จาํ นวนชวั่ โมงทใี่ ชต้ ่อภาคการศึกษา

บรรยาย สอนเสรมิ การฝกึ ปฏบิ ัติ/งาน การศกึ ษาด้วย
ภาคสนาม/การฝึกงาน ตนเอง
บรรยาย ๑๖ สัปดาห์ สอนเสริมตามความตอ้ งการ
๔๘ ช่ัวโมงต่อภาค ของนสิ ติ เฉพาะราย ไมม่ ีการฝึกปฏบิ ตั งิ าน การศกึ ษาด้วย
การศึกษา ภาคสนาม ตนเอง ๔ ช่ัวโมง
ตอ่ สัปดาห์

๓. จาํ นวนช่วั โมงต่อสปั ดาห์ทอี่ าจารย์ใหค้ าํ ปรึกษาและแนะนาํ ทางวิชาการแกน่ ิสิตเป็นรายบคุ คล

- อาจารย์ประจํารายวิชา ประกาศเวลาให้คําปรึกษาผ่านปูายประกาศและเว็บไซด์คณะพุทธศาสตร์ และ
ทาง E-mail ของนสิ ิต
- อาจารย์จดั เวลาใหค้ ําปรึกษาเปน็ รายบุคคล หรอื รายกล่มุ ตามความต้องการ ๑ ช่ัวโมงต่อสัปดาห์ (เฉพาะ
รายทต่ี อ้ งการ)

หมวดที่ ๔ การพัฒนาการเรียนรู้ของนสิ ติ

๔๒

๔.๑ การพฒั นาคณุ ลกั ษณะพเิ ศษของนิสิต

คณุ ลกั ษณะพเิ ศษ กลยุทธ์หรือกจิ กรรมของนิสิต

ดา้ นบุคลิกภาพ - มีการสอดแทรกเร่ืองการสํารวมในสมณภาวะ การครองจีวรหรอื

การแต่งกาย การเข้าสงั คมและศาสนพิธี เทคนคิ การเจรจาส่อื สาร

การมมี นุษยส์ มั พันธ์ท่ีดี และการวางตัวในการทํางานในบางรายวิชาท่ี

เกีย่ วขอ้ งและในกจิ กรรมป๎จฉิมนิเทศ ก่อนท่นี ิสติ จะสําเรจ็ การศึกษา

ดา้ นภาวะผู้นํา และความรับผิดชอบ - กําหนดให้มีรายวชิ าซึง่ นสิ ติ ตอ้ งทาํ งานเปน็ กลุ่ม และมีการกาํ หนด

ตลอดจนวินยั ในตนเอง หวั หนา้ กล่มุ ในการทํารายงานตลอดจน กําหนดให้ทกุ คนมสี ่วนร่วม

ในการนาํ เสนอรายงานเพื่อเป็นการฝึกใหน้ สิ ติ ได้สรา้ งภาวะผ้นู ําและ

การเปน็ สมาชิกกลมุ่ ท่ีดี

- มกี ิจกรรมนสิ ติ ที่มอบหมายให้นสิ ติ หมนุ เวียนกันเป็นหวั หนา้ ในการ

ดาํ เนินกิจกรรมเพ่ือฝกึ ให้นสิ ิตมคี วามรบั ผิดชอบ

- มกี ตกิ าทจ่ี ะสร้างวินัยในตนเอง เช่น การเข้าเรยี นตรงเวลา เขา้

เรยี นอย่างสมํ่าเสมอ การมีส่วนรว่ มในชน้ั เรยี น เสริมสร้างความกลา้

ในการแสดงความคดิ เหน็

จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชพี - มกี ารให้ความรู้แก่นสิ ิตในการนาํ เอาความรู้ทางดา้ นปรัชญาไปใช้ใน

การทํางานท่ีจะทาํ ให้นสิ ิตอยู่ร่วมกบั คนอื่นและคนในสงั คมได้

๔.๒ การพัฒนาการเรียนรูใ้ นแตล่ ะดา้ น (จาก มคอ.๒ ทุกหลกั สูตร หลกั สูตรปรับปรงุ พ.ศ.๒๕๕๙)

๑.คณุ ธรรม จริยธรรม ๒.ความรู้ ๓.ทักษะทาง ๔.ทกั ษะ ๕.ทักษะการ
ป๎ญญา
๑๒ ๓ ๔ ๕ ความสมั พันธ์ระหวา่ ง วิเคราะห์เชิง

    บุคคลและความ ตวั เลข การ

รับผิดชอบ ส่ือสารและการ

ใชเ้ ทคโนโลยี

สารสนเทศ

๑ ๒ ๓๔ ๑ ๒ ๓ ๑๒๓ ๔ ๑ ๒ ๓

         

แผนท่แี สดงการกระจายความรับผิดชอบมาตรฐานการเรยี นรจู้ ากหลักสตู รสรู่ ายวชิ า หมวดวชิ าเฉพาะดา้ น
ปรชั ญา (Curriculum Mapping) ความรับผิดชอบหลกั ความรับผดิ ชอบรอง

๔.๒.๑ คุณธรรม จริยธรรม

๔๓

ผลการเรยี นร้ดู ้านคุณธรรม กลยทุ ธก์ ารสอนทใ่ี ช้พัฒนาการเรียนรู้ กลยุทธ์การประเมินผลการเรียนรู้

จรยิ ธรรม ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม ด้านคุณธรรม จริยธรรม

ความรับผิดชอบหลกั ๑) บรรยายพร้อมยกตัวบททาง ๑) พฤติกรรมการเข้าเรียน และส่ง

๑) มศี ลี ธรรมและศรทั ธาตน ปรัชญาจีน เกาหลีและญ่ีปุน และ งานท่ีได้รับมอบหมายตามขอบเขตที่

เพื่อพระพุทธศาสนา ตวั อย่างกรณีศกึ ษาเก่ียวกบั ประเด็นทาง ให้และตรงเวลา

๒) มจี ติ สาธารณะและเสยี สละ ปรัชญาจีนเกาหลีและญ่ีปุนจริยธรรมท่ี ๒) มีการอ้างอิงเอกสารที่ได้นํามาทํา

เพอ่ื ส่วนรวม เก่ียวขอ้ งในการศึกษาปรัชญาจีนเกาหลี รายงาน อยา่ งถูกต้องและเหมาะสม

๕) ประพฤตติ นเป็นแบบอย่าง และญป่ี ุน ๓ ) ป ร ะ เ มิ น ผ ล ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์

ท่ดี ีตอ่ สงั คมชาตศิ าสนา ๒) วิเคราะห์หลักปรัชญาจีนเกาหลี กรณศี กึ ษา

ความรับผดิ ชอบรอง และญป่ี ุนและอภิปรายกลมุ่ ๔) ประเมินผลการนําเสนอรายงานท่ี

๓) เคารพสทิ ธิศกั ดศ์ิ รี ๓) กําหนดให้นิสติ หาตวั อย่างปรัชญา มอบหมาย

ความเป็นคนและรับฟ๎งความ จีนเกาหลีและญป่ี ุน

คิดเหน็ ของผู้อ่ืน ๔) กําหนดเนื้อหาสาระจากปรัชญา

๔ ) เ ห็ น คุ ณ ค่ า จนี เกาหลีและญีป่ ุนทเี่ กย่ี วขอ้ ง

ศิลปวัฒนธรรมและภูมิป๎ญญา

ท้องถนิ่

๔.๒.๒ ความรู้

ผลการเรียนรู้ด้านความรู้ กลยุทธ์การสอนที่ใชพ้ ัฒนาการเรียนรู้ กลยทุ ธ์การประเมนิ ผลการเรียนรดู้ ้าน

ด้านความรู้ ความรู้

ความรบั ผดิ ชอบหลกั ๑) บรรยาย อภปิ ราย ๑) ทดสอบย่อย สอบกลางภาค สอบ

๑ ) มี ค ว า ม รู้ ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ๒) การทํางานกลุ่ม ปลายภาค ด้วยข้อสอบท่ีเน้นการวัด

หลกั การทฤษฎแี ละเนื้อหา ๓) การนาํ เสนอรายงาน หลักการและทฤษฎี

๓) สามารถนําความรู้มาปรับ ๔) การวเิ คราะห์กรณีศกึ ษา ๒) นําเสนอสรุปการอ่านจากการ

ใชใ้ นการดาํ เนินชวี ิตได้ ๕) มอบหมายให้ค้นคว้าหาบทความ ค้นคว้าขอ้ มูลทเ่ี กีย่ วขอ้ ง

ความรับผดิ ชอบรอง ข้อมูลที่เก่ียวข้อง โดยนํามาสรุปและ ๓) วิเคราะหก์ รณีศึกษา แนวปรชั ญา

๒ ) ใ ช้ ค ว า ม รู้ ม า อ ธิ บ า ย นําเสนอ จนี เกาหลแี ละญ่ปี ุน

ปรากฏการณ์ท่ีเกิดขึ้นได้อย่าง ๖) ให้ศึกษาโดยใช้ป๎ญหาที่เกิดจากการ

มเี หตุผล ละเมิดพระวนิ ัยมาวเิ คราะห์

๔) มีความรอบรู้เท่าทันการ ๗) เน้นผเู้ รียนเปน็ ศนู ย์กลาง

เปลี่ยนแปลงท้ังของไทยและ

๔๔

ของโลก

๕) รู้จักแสวงหาความรู้จาก

แหล่งเรียนรอู้ ย่างต่อเนื่อง

๔.๒.๓ ทักษะทางปญั ญา

ผลการเรียนรูด้ ้านทกั ษะทาง กลยทุ ธ์การสอนทใ่ี ช้พัฒนาการเรียนรู้ กลยุทธ์การประเมินผลการเรยี นรูด้ า้ น

ปญั ญา ดา้ นทกั ษะทางปญั ญา ทักษะทางปัญญา

ความรบั ผิดชอบหลัก ๑) มอบหมายให้นิสิตค้นคว้าข้อมูลแล้ว ๑) ประเมนิ ผลจากใบงานท่ีมอบหมาย

๑) สามารถค้นหาข้อมูลทํา สาํ เสนอผลการศกึ ษา ให้ทํา

ความเข้าใจและประเมินข้อมูล ๒) อภปิ รายกลุ่ม ๒) การนาํ เสนอการวิเคราะห์

จากหลักฐาน ๓) วิเคราะห์กรณีศึกษาจากการละเมิด กรณีศึกษาปรชั ญาจนี เกาหลแี ละญีป่ ุน

๓) สามารถประยุกต์ความรู้ พระวินยั ในสังคมปจ๎ จุบนั ๓) ประเมินผลจากการสอบกลางภาค

และทักษะเพื่อแก้ป๎ญหาได้ ๔) การสะท้อนแนวคิดจากการ โ ด ย เ น้ น ข้ อ ส อ บ ท่ี มี ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์

อยา่ งเหมาะสม ประพฤติ สถานการณ์ หรือวิเคราะห์แนวคิดตาม

ความรบั ผดิ ชอบรอง หลักปรชั ญาจนี เกาหลแี ละญป่ี นุ

๒) สามารถวิเคราะห์และ ๔) ประเมนิ ผลจากการสอบปลายภาค

สงั เคราะหอ์ ย่างเป็นระบบและ

มเี หตผุ ล

๔.๒.๔ ทกั ษะความสัมพันธร์ ะหว่างบุคคลและความรับผดิ ชอบ

ผลการเรยี นรู้ดา้ นทักษะ กลยุทธ์การสอนทใ่ี ชพ้ ัฒนาการเรียนรู้ กลยุทธก์ ารประเมนิ ผลการเรยี นร้ดู ้าน

ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งบุคคล ด้านทกั ษะความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง ทกั ษะความสัมพันธร์ ะหว่างบุคคล

และความรบั ผิดชอบ บุคคลและความรับผิดชอบ และความรับผิดชอบ

ความรบั ผิดชอบหลกั ๑) จัดกิจกรรมกลุ่มในการวิเคราะห์ ๑) ประเมินตนเอง และเพ่ือน ด้วย

๑) สามารถทํางานเปน็ ทีม กรณีศึกษา เช่น การละเมิดพระวินัย แบบฟอร์มที่กาํ หนด

๒) เป็นสมาชิกที่ดีของกลุ่มทั้ง ของพระสงฆใ์ นป๎จจบุ ัน ๒) รายงานท่ีนําเสนอ / พฤติกรรมการ

ในฐานะผ้นู ําและผูต้ าม ๒) มอบหมายงานรายกลุ่ม และ ทํางานเปน็ ทมี

ความรับผดิ ชอบรอง รายบุคคล หรือ อ่านบทความงานวิจัย ๓) รายงานการศึกษาด้วยตนเอง

๓ ) มี ม นุ ษ ย สั ม พั น ธ์ รู้ จั ก ทบความท่เี กยี่ วขอ้ งกับรายวชิ า (รายงานสรปุ รวมยอดความรู้)

ควบคุมอารมณ์และยอมรับ ๓) การนําเสนอรายงาน

ความแตกต่างระหว่างบุคคล

มี รั บ ผิ ด ช อ บ ต่ อ ต น เ อ ง แ ล ะ

๔๕

สังคม

๔.๒.๕ ทักษะการวิเคราะหเ์ ชงิ ตัวเลขการสื่อสารและการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ

ผลการเรยี นรดู้ ้านทกั ษะการ กลยุทธก์ ารสอนที่ใชพ้ ัฒนาการเรียนรู้ กลยุทธก์ ารประเมนิ ผลการเรยี นรดู้ ้าน

วิเคราะห์เชงิ ตวั เลขการ ดา้ นทกั ษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข ทกั ษะการวเิ คราะหเ์ ชงิ ตัวเลขการ

สอื่ สารและการใช้เทคโนโลยี การสอื่ สารและการใชเ้ ทคโนโลยี สอื่ สารและการใช้เทคโนโลยี

สารสนเทศ สารสนเทศ สารสนเทศ

ความรับผิดชอบหลัก ๑) อภปิ ราย ๑) การจัดทาํ รายงาน และนําเสนอด้วย

๓) มีทักษะใช้เทคโนโลยี ๒) มอบหมายงานให้ศึกษาค้นคว้าด้วย สอ่ื เทคโนโลยี

สารสนเทศได้อยา่ งเหมาะสม ตนเอง จาก website ส่ือการสอน e- ๒) การมีส่วนร่วมในการอภิปรายและ

ความรับผิดชอบรอง learning วิธีการอภิปราย ในแนวปรัชญาจีน

๑) ใช้ทักษะวิเคราะห์เชิง ๓) ทํารายงาน โดยเน้นการนําตัวเลข เกาหลแี ละญป่ี ุน
ตัวเลขได้ หรือมีสถิติอ้างอิงจากแหล่งที่มาของ ๓) รายงาน

๒) ใช้ภาษาในการติดต่อสื่อ ข้อมูลทีน่ า่ เชอื่ ถอื
ความหมายได้ดีท้ังการฟ๎ง พูด
อ่าน และเขยี น ๔ ) นํ า เ ส น อ โ ด ย ใ ช้ รู ป แ บ บ แ ล ะ
เทคโนโลยีทเ่ี หมาะสม

หมวดที่ ๕ แผนการสอนและการประเมินผล

๑. แผนการสอน

สัปดาหท์ ่ี หัวข้อ/รายละเอยี ด จาํ นวน กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น ผูบ้ รรยาย
ชวั่ โมง กา รส อน สื่ อท่ี ใ ช้
(ถา้ ม)ี

๑ - ๒ ๑. ปรัชญาจนี (Chinese Philosophy) ๖ - ใชก้ ารบรรยาย ผศ.ดร. พลเผ่า

๑.๑ ลกั ษณะของปรชั ญาจีน ให้การศึกษาคน้ ควา้ เพ็งวิภาศ
๑.๒ ปฐมกาํ เนดิ ของปรชั ญาจีน นําเสนองาน การสาธิต
๑.๓ แนวความคิดและความเชื่อของชาวจนี Power Point ส่อื VCD
Projector
ก่อนยุคปรัชญาเมธีท่ีทําให้เกิดความคิด

แบบปรัชญา (แนวคิดแบบคนจนี )

๓-๔ ๒. ปรชั ญาเต๋า (Taoism) ๖ - ใช้การบรรยาย ผศ.ดร. พลเผ่า

๒.๑ ประวตั ขิ องเลา่ จ้อื ให้การศึกษาคน้ ควา้ เพง็ วิภาศ
๒.๒ เต๋าคืออะไร นาํ เสนองาน การสาธติ

๔๖

๒.๓ วรรณกรรมของปรชั ญาเตา๋ Power Point สื่อ VCD
๒.๔ ปรชั ญาสังคมและการเมืองของเหล่าจ้ือ Projector

๕-๖ ๓. ปรชั ญาขงจ้ือ (Confucionism) ๖ - ใชก้ ารบรรยาย ผศ.ดร. พลเผา่
๓.๑ ประวัตขิ องขงจ้อื
๓.๒ ปรชั ญาขงจือ้ ให้การศกึ ษาค้นคว้า เพง็ วิภาศ
๓.๓ คุณธรรมสําคัญตามทัศนะของขงจอื้
๓.๔ เปรยี บเทยี บทัศนะของเม่งจื้อกับขงจื้อ นาํ เสนองาน การสาธติ

Power Point สอื่ VCD

Projector

๗-๘ ๔. ปรัชญาเมง่ จ้ือ ๖ - ใช้การบรรยาย ผศ.ดร. พลเผา่
๔.๑ ประวัติของเม่งจ้ือ
๔.๒ ปรชั ญาเมง่ จ้ือ ให้การศกึ ษาค้นควา้ เพ็งวภิ าศ
๔.๓ เปรียบเทยี บทัศนะของเม่งจ้ือกับขงจื้อ
นําเสนองาน การสาธติ
๙-๑๐ ๕. ปรชั ญาซ่นุ จือ้
๕.๑ ประวัติของซุ่นจื้อ Power Point ส่อื VCD

Projector ผศ.ดร. พลเผา่
เพง็ วภิ าศ
๖ Projector

๕.๒ ปรัชญาซ่นุ จอื้

๕.๓ เปรียบเทียบปรัชญาองซุ่นจือ้ กบั เม่งจื้อ

๑๑ ๖. ปรชั ญาม่อจ้ือ (Moism) ๓ - ใช้การบรรยาย ผศ.ดร. พลเผ่า

๖.๑ ประวตั ขิ องม่อจื้อ (Mo tzu) ใหก้ ารศกึ ษาคน้ คว้า เพง็ วภิ าศ

๖.๒ ปรัชญาของม่อจ้อื นาํ เสนองาน การสาธิต

๖.๓ เปรยี บเทยี บปรัชญาของม่อจื้อกับเม่งจือ้ Power Point สื่อ VCD
๗. ปรชั ญาฮั่นเฟยจ้ือ (Han Fei Philosophy)
๑๒ ๓ Projector ผศ.ดร. พลเผ่า

๗.๑ ประวัตขิ องฮ่นั เฟยจ้ือ เพง็ วภิ าศ

๗.๒ การเกิดขึน้ ของปรัชญานิติวาท

๗.๓ ปรัชญาของฮัน่ เฟยจ้ือ

๗.๔ เปรียบเทียบลัทธินติ ิวาทกบั ลัทธเิ ต๋า

๑๓ ๘. ปรชั ญาเมาเซตุง ๓ - ใชก้ ารบรรยาย ผศ.ดร. พลเผ่า
๘.๑ ประวัติของเมาเซตุง
๘.๒ ปรัชญาของเมาเซตุง ให้การศึกษาคน้ คว้า เพง็ วภิ าศ

นาํ เสนองาน การสาธิต

Power Point สือ่ VCD

๔๗

๑๔ ๙. ปรชั ญาญี่ปนุ่ (Japanese Philosophy) ๓ Projector ผศ.ดร. พลเผ่า
๙.๑ แนวความคิดเชงิ ปรัชญาของญป่ี ุน เพ็งวิภาศ

๙.๒ ปรชั ญาของคนญี่ปุน

๙.๓ มโนทัศนข์ องคนญี่ปุน

๙.๔ ปรัชญาชินโต

๑๕ ๑๐. พระพุทธศาสนานิกายเซน ๓ - ใชก้ ารบรรยาย ผศ.ดร. พลเผ่า
๑๐.๑ ความเป็นมา
๑๐.๒ แนวความคดิ ทางปรัชญา ให้การศึกษาคน้ คว้า เพง็ วภิ าศ
พระพทุ ธศาสนานิกายเซน
นําเสนองาน การสาธิต

Power Point ส่ือ VCD

Projector

๑๖ สอบปลายภาค ๔๘

ช่ัวโมง

๒. แผนการประเมนิ ผลการเรยี นรู้ วิธีการประเมิน สปั ดาห์ทีป่ ระเมนิ สัดสว่ นของการ
ที่ ผลการเรยี นรู้ ประเมินผล

๑ ๔.๒.๒ (๑), (๓) สอบกลางภาค ๘ ๓๐ %
๔.๒.๓ (๑), (๓) สอบปลายภาค ๑๖ ๔๐ %

๔.๒.๑ (๑), (๒), (๕) วิเคราะห์กรณีศกึ ษา ค้นคว้า การ ตลอดภาคการศึกษา ๒๐ %
๒ ๔.๒.๔ (๑), (๒) นาํ เสนอรายงาน ตลอดภาคการศึกษา ๑๐ %
การทาํ งานกลุ่มและผลงาน
๔.๒.๕ (๓) การอ่านและสรุปบทความ
การสง่ งานตามท่ีมอบหมาย
๓ ๔.๑ (๑),(๒),(๓)
การเขา้ ชนั้ เรยี น
การมีสว่ นรว่ ม อภิปราย เสนอความ
คดิ เห็นในชนั้ เรยี น

หมวดที่ ๖ ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน

๑. เอกสารและตาํ ราหลัก
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐. กรุงเทพมหานคร :

โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๕.
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙.

๔๘

- มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . พระวนิ ยั ปฎิ ก. กรงุ เทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั , ๒๕๕๒.

- พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ โต). วัฒนธรรมสยู่ ุคเป็นผนู้ าํ และเปน็ ผใู้ ห้. กรุงเทพฯ : นิลนาราการพิมพ์,
๒๕๓๗.
- มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. ปรัชญาบุรพทิศ. กรุงเทพฯ : บริษัทอมรนิ ทร์พริน้ ตงิ๊ กร๊ป, ๒๕๓๒.

๑. เอกสารและข้อมูลสาํ คญั / หนังสื่ออา่ นประกอบรายวิชาและหนังสืออา่ นเสริม
- กุนนที (นามแฝง). ปรัชญาชวี ติ ในสภุ าษติ จีน. กรงุ เทพฯ : ธรรมชาติ, ๒๕๓๑.
- เขยี น ธีระวทิ ย์. วิวัฒนาการการปกครองของจนี . กรงุ ฯ : โทยวฒั นาพานิช, ๒๕๑๗.
- จํานง์ ทองประเสรฐิ . บ่อเกดิ ลทั ธิประเพณีจนี ภาค ๑. พระนคร : ราชบณั ฑิตยสถาน, ๒๕๑๐.
- ฉัตรสุมาลย์ กบิลสงิ ห์. คมั ภีรเ์ ต๋าฉบบั สมบรู ณ์พร้อมด้วยอรรถกถา. เชียงใหม่ : จารึก, ๒๕๓๐.
- ทองหล่อ วงษธ์ รรมา. ปรชั ญาจนี . กรุงเทพฯ : โอ เอส พรนิ้ ต้ิง เฮา้ ส์, ๒๕๓๖.
- ธนู แกโ้ อกาส. ปรัชญาเอกเอเซีย. กรุงเทพฯ : บางกอกบลอ็ ก, ๒๕๓๖.
- น้อง พงษ์สนดิ . ปรัชจีน.กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๓.
- ปานทิพย์ ประเสริฐ. ผศ. ปรชั ญาจีน. กรงุ เทพฯ : ศรเี มืองการพมิ พ์, ๒๕๓๑.

- พจนา จันทรสนั ติ. เตา๋ เตก๊ เกง็ . กรงุ เทพฯ : เคล็ดไทย, ๒๕๒๕.
- เพชรี สมุ ิตร. ประวัติอารยธรรจนี . กรงุ เทพฯ :มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๑๘.
- ฟ้นื ดอกบัว. ปวงปรชั ญาจนี . กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๒.
- สกล นลิ วรรณ. ปรชั ญาจนี . กรุงเพทฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๓.
- เสถยี ร โพธนิ ันทะ เมธีตะวันออก. กรงุ เทพฯ:ก.ไก, ๒๕๓๒.

หนังสืออ่านเสรมิ
- กรี ติ บญุ เจอื . ปรัชญาเบือ้ งตน้ . กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ไทยวฒั นาพานิช, ๒๕๒๑.
- ดอกบวั ขาว (นามแฝง). นานาศาสนา. กรงุ เทพฯ : ครังวิทยา, ๒๕๐๗.
- บญุ มี แทน่ แก้ว และคณะ. ปรชั ญาเบอื้ งตน้ . กรงุ เทพฯ : โอ เอส พร้นิ ตง้ิ , ๒๕๒๙.
- มานพ อุดมเดช. มรรควธิ จี างจอ้ื . กา้ วย่างบนทางคู่. กรงุ เทพฯ : ด่านสทุ ธาการพิมพ์, ๒๕๓๐.
- โมทยากร (นามแฝง). ลทั ธิเตา๋ กรงุ เทพฯ: พทิ ยาคาร, ๒๕๓๐.
- ล. เสถียรสทุ (นามแฝง). คมั ภีรข์ งจื้อ. กรงุ เทพฯ : ก.ไก่, ๒๕๓๑.
- วธิ าน สธุ วี คุปต์ ผศ. และคณะ. ปรัชญาเบื้องตน้ . กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง, ม.ป.ป.
- สนิท ครีสาํ แสดง. ความรเู้ บ้อื งตน้ เกี่ยวกับปรัชญาและศาสนา.กรงุ เทพฯ : นลี นาราการพิมพ์, ๒๒๘.
- อรพนิ ท์ พงษภ์ กั ดิ์ และคณะ. อายธรรมตะวนั ออก. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลัยราม
คําแหง, ๒๕๒๒.

๔๙

Chu Chai & Chai Winbery. The Storyof Chinese Philophy. Westport, Connecticut
: Greenwood Press, 1975.

Fung,Yu-Lan. The Spirit of Chilosophy. Philosophy. Westport, Connecticut
: Greenwood Press, 1970.

Moore Charles, A. (ED). Chinese Mind.Honohelu.East-west Cetre Press, 1967

หมวดท่ี ๗ การประเมนิ และปรบั ปรุงการดําเนินการของรายวิชา

๑. กลยุทธ์การประเมนิ ประสทิ ธผิ ลของรายวิชาโดยนิสิต
การประเมินประสิทธิผลในรายวิชาน้ี ที่จัดทําโดยนักศึกษา ได้จัดกิจกรรมในการนําแนวคิดและความเห็น

จากนกั ศกึ ษาไดด้ ังน้ี
- การสนทนากล่มุ ระหว่างผ้สู อนและผ้เู รยี น
- การสงั เกตการณ์จากพฤตกิ รรมของผเู้ รยี น
- แบบประเมนิ ผูส้ อน และแบบประเมินรายวิชา
- ข้อเสนอแนะผ่านเวบ็ บอร์ด ทอี่ าจารย์ผ้สู อนไดจ้ ดั ทําเป็นช่องทางการส่ือสารกับนักศึกษา

๒. กลยุทธ์การประเมนิ การสอน
ในการเกบ็ ขอ้ มูลเพื่อประเมนิ การสอน ได้มีกลยุทธ์ ดังน้ี
- การสงั เกตการณส์ อนของผรู้ ว่ มทีมการสอน
- ผลการสอบ
- การทวนสอบผลประเมนิ การเรียนรู้

๓. การปรบั ปรุงการสอน
หลังจากผลการประเมินการสอนในข้อ ๒ จึงมีการปรับปรุงการสอน โดยการจัดกิจกรรมในการระดม

สมอง และหาขอ้ มูลเพ่มิ เตมิ ในการปรับปรงุ การสอน ดังนี้
- สมั มนาการจัดการเรียนการสอน
- การวิจยั ในและนอกชน้ั เรยี น

๔. การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธข์ิ องนสิ ิตในรายวิชา
ในระหว่างกระบวนการสอนรายวชิ า มกี ารทวนสอบผลสมั ฤทธ์ใิ นรายหวั ข้อ ตามที่คาดหวงั จากการเรียนรู้ใน

วิชา ได้จาก การสอบถามนิสิต หรือการสุ่มตรวจผลงานของนิสิต รวมถึงพิจารณาจากผลการทดสอบย่อย และ
หลังการออกผลการเรียนรายวชิ า มกี ารทวนสอบผลสัมฤทธโิ์ ดยรวมในวิชาไดด้ งั น้ี

- การทวนสอบการให้คะแนนจากการสมุ่ ตรวจผลงานของนสิ ิตโดยอาจารยอ์ น่ื หรือผ้ทู รงคุณวุฒิ
ท่ไี ม่ใช่อาจารย์ประจาํ หลักสูตร

๕๐

- มีการต้ังคณะกรรมการในสาขาวิชา ตรวจสอบผลการประเมินการเรียนรู้ของนิสิต โดยตรวจสอบ
ขอ้ สอบ รายงาน วิธกี ารใหค้ ะแนนสอบ และการใหค้ ะแนนพฤตกิ รรม
๕. การดาํ เนินการทบทวนและการวางแผนปรบั ปรงุ ประสทิ ธิผลของรายวชิ า

จากผลการประเมิน และทวนสอบผลสัมฤทธ์ิประสิทธิผลรายวิชา ได้มีการวางแผนการปรับปรุงการสอน
และรายละเอียดวชิ า เพ่ือใหเ้ กิดคณุ ภาพมากข้ึน ดังนี้

- ปรับปรงุ รายวิชาทกุ ๓ ปี หรอื ตามขอ้ เสนอแนะและผลการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธ์ติ ามขอ้ ๔
- เปล่ียนหรือสลับอาจารย์ผู้สอน เพ่ือให้นิสิตมีมุมมองในเรื่องการประยุกต์ความรู้น้ีกับป๎ญหาที่มาจาก
งานวิจยั ของอาจารย์หรอื แนวคดิ ใหม่ๆ

๕๑

บทท่ี ๑
บทนํา

ปรัชญาจีน เปน็ ปรัชญาตะวันออกที่ใหค้ วามชดั เจนในดา้ นหลกั ธรรม และแนวปฏบิ ตั ติ า่ งๆ เหมือนกนั กับ
ปรัชญาในศาสนาอื่นๆ เชน่ ศาสนาพทุ ธและศาสนาฮนิ ดู แต่ถา้ เปรียบเทยี บกบั ปรัชญาแบบตะวนั ตกแล้ว ปรัชญา
จนี ยงั ไมส่ มบรู ณ์ในคําตอบด้านอภิปรัชญา (Metaphysics) คอื ปรัชญาว่าดว้ ยความจริงในธรรมชาติ และดา้ นญาณ
วทิ ยา (Epistemology) โดยเฉพาะอย่างยิง่ ดา้ นญาณวทิ ยาและอภิปรชั ญาปรชั ญาจนี จะให้ความสาํ คัญน้อยมาก
และจะไม่พยามตอบป๎ญหาเร่ืองโลกและจักวาล มกี าํ เนินมาอย่างไร จะเปน็ ไปอยา่ งไร จะมวี วิ ฒั นาการอยา่ งไร
ปรชั ญาจนี จะไม่พยามตอบว่าชีวิตมนุษยม์ าจากไหน เม่ือถึงจุดสดุ ทา้ ยของชีวิตจะไปไหน เป็นต้น ข้อสงสัยเหล่านี้
จะไมป่ รากฏชดั ในปรัชญาจนี แตน่ กั ปรชั ญาจีนจะใหค้ วามสําคญั เจาะจงลงไปที่ชวี ติ มนษุ ย์ในปจ๎ จมุ ากกว่าสงิ่ ใดๆ
ท้งั หมด ดว้ ยสาเหตทุ ่ปี รชั ญาจีนมีลักษณะดงั กล่าวมาน้ี ทําให้นักปรชั ญาท่ัวไปมีความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั ว่า ปรชั ญา
จีนมลี ักษณะเปน็ มนุษยภ์ าพนิยม (Humanism) คอื การเน้นทม่ี นุษยเ์ ป็นสาํ คัญ

๑. ลกั ษณะปรัชญาจีน

ดังน้ันเม่ือปรัชญาจีนมีความชัดเจนในเร่ืองของการพัฒนามนุษย์เป็นสําคัญ จึงจัดเป็นจริยศาสตร์ (Ethics)
นอกจากปรัชญาจีนจะมีลักษณะเน้นจริยศาสตร์แล้ว ยังมีความเกี่ยวพันกับการเมืองเป็นอย่างยิ่ง เม่ือเราได้ศึกษา
ปรัชญาจีนแล้ว จะเห็นว่าปรัชญาแทบทุกสํานัก มีเหตุผลมาจากป๎ญหาทางบ้านเมืองและผลของปรัชญานั้น ก็เพ่ือ
สนองตอบในการนํามาแก้ไขป๎ญหาบา้ นเมอื งนัน่ เอง ปรัชญาจนี จึงนิยมนาํ หลกั ปรัชญามาปฏบิ ัติมากกว่า ที่จะศึกษา
เพ่ือสนองความต้องการอยากรู้อยากเห็นเท่าน้ัน จะอย่างไรก็ตาม คําพูดที่ว่า "ทําไมมันจึงเป็นอย่างน้ัน"๒ ก็จะไม่
ปรากฏมากนัก ส่วนคําพูดท่ีนิยมก็คือ จะทําอย่างไร ? จะแก้ไขอย่างไร ? ถือว่าเป็นหัวใจท่ีสําคัญที่จะทําให้เรา
มองเหน็ วถิ ชี ีวติ ของนกั ปราชญ์จีนและชาวจนี มผี ู้รูไ้ ด้ชใี้ หเ้ หน็ ว่าคําพูดหรอื สูตรปรชั ญาจนี เมือ่ ย่อให้เกิดแนวทางใน
การศึกษาปรัชญาจีนให้กระจา่ งนน้ั จําเปน็ จะต้องรจู้ กั สูตรยอ่ ทีม่ ีอยู่ ๘ คาํ นี้ คือ ๑

๑.ชวิ ๒.ก้ี = ชวิ ก้ี หมายถึง การอบรมตนเอง
๓.องั ๔.น้ํา =อังนํา้ หมายถงึ การยังความสงบสขุ ใหเ้ กดิ แกค่ นอนื่
๕.ไหล ๖.เส่ยี =ไหลเส่ีย หมายถงึ ทาํ ภายในของตนเองให้มีคณุ ธรรมอนั ประเสรฐิ
๗.วั่ว ๘.อ้วง =วว่ั อ้วง หมายถึง ทาํ ภายอกให้เป็นกษตั ริยท์ ี่ด๓ี

๒ เรอ่ื งเดียวกัน. หน้า ๓๗.
๑ เสถียร โพธนิ ันทะ. (๒๕๒๒-๓๗). เมธีตะวันออก. กรุงเทพฯ : ทวีพมิ พด์ ี.
๓ เร่ืองเดยี วกนั . หนา้ ๓๘.

๕๒

สตู รทกี่ ลา่ วข้างตน้ นน้ั เม่ือจะยอ่ ให้เข้าใจชดั เจนย่งิ ข้ึนก็สรปุ ไดเ้ ป็น ๒ ประเด็นใหญๆ่ คือ
๑.จะอบรมฝกึ ฝนตนเองให้ดีไดอ้ ย่างไร
๒.จะช่วยเหลอื สังคมให้มีความสขุ สงบเรียบรอ้ ยด้วยวธิ ีการอยา่ งไร
การฝึกอบรมตนเองใหด้ ีมีคณุ ธรรมน้นั เป็นคณุ ธรรมอันยิ่งยวดของนกั ปรชั ญาจนี ทีท่ กุ คนจะ
ต้องสร้างให้มีขึ้นในตนเอง การสร้างคุณธรรมให้มีในตนเองเป็นเบื้องแรกนั้น เป็นการยืนยันในหลักการท่ีว่า เมื่อ
ตนเองมคี ุณธรรมที่ดเี พียงพอแล้ว การจะนําไปสอนคนอืน่ ให้ได้รับส่ิงท่ีดีน้ัน ก็จะเป็นการง่ายที่คนอ่ืนจะเชื่อถือและ
ยอมรับคําสอนและนําไปปฏิบัติตาม การกระทําเช่นน้ีนั้นก็เพื่อเป็นการปกปูองในกรณีท่ีคนอ่ืนโต้ตอบถึงคุณธรมท่ี
นําไปเผยแผ่น้ัน จะได้ไม่ต้องเสียใจในภายหลัง เข้าทํานองสุภาษิตไทยอีสานท่ีว่า "คันเฮาทําดีไว้ ความดี
สนองตอบ ไผผู้ทําชั่วไว้ ความฮ้ายหากสนอง" ๔ เม่ือตัวเองมีคุณธรรมแล้วจะนําธรรมะนั้นๆ ไปช่วยสง
คมให้เกิดความสงบสุขได้อย่างไร จะเห็นว่าลักษณะของปรัชญาจีนน้ันเน้นท่ีมนุษย์เป็นสําคัญ ดังนั้น บรรดา
นักปราชญท์ ัง้ หลายได้จดั กลมุ่ นกั ปรัชญาจนี ออกเป็นกล่มุ ใหญ่ๆ ดังน้ี
ก. กลุ่มท่ีเห็นลัทธิธรรมคําสอนเก่าๆ ท่ีดีงานถูกทอดท้ิงทําลายไปโดยคนรุ่นหลังจึงพยายามรื้อฟื้นคําสอน
เหลา่ นน้ั ขึ้นมาใหม่ใหเ้ จริญรงุ่ เรืองสบื ไป ตวั แทนกล่มุ กค็ ือ ขงจอ้ื
ข. กลุ่มท่ีไม่เห็นด้วยกับการรื้อฟ้ืนของเก่ามาใช้ใหม่ทั้งหมด แต่เห็นด้วยที่จะรักษาของเก่าไว้แต่ให้รู้จัก
ปรับปรงุ เสียใหมใ่ หเ้ หมาะสมกบั ยคุ สมยั เขา้ กบั กาลเวลา ตวั แทนกค็ อื บกั จอื้
ค. กลุ่มท่ีไม่ยอมยุ่งเก่ียวกับสังคมจนเกินไป เพาะเหตุท่ีว่าสังคมมนุษย์น้ันย่ิงแก้ก็ย่ิงยุ่งยากเป็นเงาตามตัว
ป๎ญหามนุษย์ไม่มีที่ส้ินสุด ทางท่ีดีก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามกฎของธรรมชาติจะเหมาะสมที่สุด ตัวแทนก็คือ
เหลาจื้อ ๕
ฆ. กลุ่มท่ีเห็นว่าธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์นั้น มีแต่ความชั่วร้าย จึงจําเป็นจะต้องมีมาตรการควบคุมให้
เขม้ งวด มกี ารใชอ้ าํ นาจ กฎระเบยี บ ตวั แทนก็คอื ฮน่ั เฟย จ้อื ๖
๒. ปฐมกาํ เนดิ ของปรัชญาจนี
ปฐมกําเนิดของปรัชญาจีน นักปราชญ์หลายท่านให้ทัศนะว่าน่าจะเกิดขึ้นในสมัยปลายพุทธกาล โดยยึดจาก
แนวคิดของ ๒ สํานักใหญ่ๆ คือปรัชญาขงจื้อ และปรัชญาเหลาจ้ือ แนวคิดอันเกิดมาจากสํานักใหญ่ๆ นี้ได้มีการ
วิวฒั นาการออกไปเรอ่ื ยๆ ปรับปรุงตามความเหมาะสมของยุคสมัย แม้ว่าปรัชญาจีนจะมาเด่นชัดในยุคน้ีก็ตาม แต่
แนวคิดที่สําคัญอยา่ งหนง่ึ ท่ผี สมผสานกบั แนวคดิ ทางปรชั ญาจีนตลอดมามีมาก่อนก็คือ แนวคิดเร่ืองปฐมกําเนิดของ
สรรพส่ิงอนั เกย่ี วกับเส้นตรง ๓ เส้นหรอื โปูยกาย ซ่ึงรวมกันอยู่ทั้งหมด ๘ กลุ่ม ล้อมรอบรูปของ หยิน-หยาง (Yin-
Yang) ซ่ึงปรากฏอยู่กลาง ๗ เส้นทั้ง ๓ นั้น แบ่งออกเป็น ๒ แบบคือ เส้นติดกันไม่แยกออกจากกันเรียกว่า หยาง-

๔ พระเทพวงศาจารย์. (คณู สุมนเมธี ป.ธ. ๔). ๒๕๒๖-๕๙). คมู่ ือปฏบิ ตั ธิ รรม. กรุงเทพฯ : หจก. การพิมพพ์ ระนคร.
๕ เสถยี ร โพธินันทะ. (๒๕๒๒-๓๙). เมธีตะวันออก. กรุงเทพฯ : ทวีพิมพ์ดี.
๖ ฟ้นื ดอกบัว. (๒๕๓๒-๑๐). ปวงปรชั ญาจนี . กรงุ เทพฯ : โอเอส พร้ินตงิ้ เฮาส์.
๗ ฟนื้ ดอกบวั . (๒๕๓๒-๑๐). ปวงปรัชญาจนี . กรุงเทพฯ : โอเอส พรน้ิ ตง้ิ เฮาส์.

๕๓

เหยา (Yang-Yao) ส่วนทเ่ี ปน็ เส้นตรงแยกจากกันเรียกว่า หยิน-เหยา (Yin-Yao) ตามแนวคิดของชาวจีนน้ัน เส้นท่ี
แบ่งออกเป็น ๘ กลุ่มน้ี ใช้เป็นตัวแทนของธาตุ ๘ คือ ดิน น้ํา ไฟ ลม สวรรค์ สายฟูา ภูเขาและหนองบึง
ตวั อย่างเชน่

ตวั แทนของธาตุ ๘ ของปรชั ญาจี

สัญลกั ษณ์ ความหมาย

แทนฟา้

แทนดิน

แทนน้ํา

แทนลม

แทนไฟ

เม่ือย่อลงแล้ว เส้นเหล่าน้ีก็เป็นตัวแทนของธาตุ ๔ คือ ดิน นํ้า ไฟ และลม เม่ือย่อให้ส้ันลงไปอีกก็คงเหลือ
แต่ หยิน-หยาง น้นั เอง ดังนน้ั หยนิ -หยาง กค็ อื มูลฐานของปรัชญาจีน.

๓. หยนิ -หยาง คอื ไร
หยิน-หยาง คือ สภาว ธรรมชาติมอี ยู่คู่กนั เป็นมูลธาตุ กอ่ ให้เกิดสรรพส่งิ ในโลก หยอนเป็นพลังลบ สงบน่ิง

แสดงออกในรูปต่างๆ เช่นความหนาว ความมืด ความช้ืน ความแฉะ ความอ่อนแอ ความอ่อนโยน เป็นเพศหญิง
ส่วนหยางเป็นเป็นพลังบวก เคลื่อนไหว ไม่หยุดน่ิง แสดงออกในรูปความสว่าง ความร้อน ความอบอุ่น แข็งแรง
ความม่ันคง และเป็นเพศชาย หยินกับหยางเป็นสภาวะที่ตรงข้ามกันแต่ไม่เป็นศัตรูกัน ต่างสนับสนุนซึ่งกันและกัน
กอ่ ใหเ้ กดิ สรรพส่งิ ขน้ึ ในโลก ๘

หยิน Negative Power (เน็กกะทิฟว เพาเออ) เป็น พลังด้านลบ มีลักษณะเป็นสีดํา เป็นพลังเพศหญิง
พบในทุกส่ิงทุกอย่างท่ีมีความหนาวเย็น ความมืด ความอ่อนนุ่ม ช้ืนแฉะ ลึกลับและเปล่ียนแปลง เช่น เงามืด น้ํา
เปน็ ต้น ฯ

๘ ฟืน้ ดอกบวั . (๒๕๓๒-๑๑). ปวงปรัชญาจีน. กรงุ เทพฯ : โอ เอส พร้ินตง้ิ เฮาส์.

๕๔

หยาง Positive Power (พ็อซซิทิฟว เพาเออ) เป็น พลงั ดา้ นบวก มีลักษณะสีแดง เปน็ พลังเพศชาย พลใน
ทกุ สิง่ ทุกอย่างท่เี ป็นความอบอ่นุ สว่างไสว มั่นคง สดใส เช่น แสงอาทิตยไ์ ฟ เปน็ ต้นฯ

สวรรค์เป็นหยาง และโลกเป็นหยิน การปะทะกันของสองส่ิงนี้ทําทุกส่ิงทุอย่างก็อุบัติข้ึนมาสรรพสิ่งในโลก
ล้วนมพี ลงั สองอยา่ งน้ี บางครง้ั หยนิ มีพลังมากกวา่ บางคร้ังหยางมีพลังมากกวา่ เชน่ ท่อนไม้ ปกติเป็นหยิน แต่เมื่อ
โยนเข้ากองไฟก็กลายเป็นหยางไป ในชีวิตคนมีหยินและหยางจึงก่อให้เกิดความสําเร็จและล้มเหลว เป็นต้น หยิน
และหยางไม่ใชต่ ัวแทนความดแี ละความชวั่ แต่มีความจาํ เป็นต่อกฎ ระเบียบของเอกภพ ท้ังสองน้ีไม่ได้ปะทะกันอยู่
ตลอดเวลา แต่ยามใดสามคั คกี ัน ทัง้ สองกเ็ ปน็ สง่ิ ดีดว้ ยกัน ๙

ตามทกี่ ล่าวมานัน้ จะชีใ้ หเ้ หน็ ว่าหยินและหยาง ก็คอื ปฐมเหตุ (First Element) ในทัศนะของนักปรัชญาจีน
ซง่ึ เปรียบเทียบไดก้ บั ศาสนาอื่นๆ เช่นพรหมัน ของฮินดู หรือพระเจ้าในศาสนาเทวนิยม เช่นคริสต์ อิสลาม เป็นต้น
จะมคี วามแตกตา่ งตรงท่ี หยิน-หยาง นี้ไม่ได้เป็นเทพเจ้าเหมือนศาสนาเทวนิยม แต่หากเป็นส่ิงๆ หนึ่งท่ีสัมผัสไม่ได้
แต่หากมีผลผลิตออกมาในรูปของสวรรพส่ิงในโลก คําว่า ปา กว้า หือ โปูย ก่าย น้ี มีต้นกําเนิดเม่ือประมาณ
๕,๐๐๐ ปี พระเจ้าฟู ชี (Fu-His) เป็น

ผู้ทรงคิดค้นขึ้นมา พระองค์คิดว่า ธาตุ ๘ อย่าง คือ ชีวิตและโลก ต่อมาพระเจ้าเหวิน (King-Wen) ได้ทรง
คิดค้นทําเส้นข้ึนมาประกอบเพ่ือเป็นเคร่ืองหมายของความคิด ต่อจากน้ันมาความคิดเร่ืองนี้ก็กลายมาเป็นพื้นฐาน
ของปรัชญาจีนและไสยศาสตร์จีน ในยุคต่อมาเครื่อหมายน้ีก็กลายเป็นสิ่งศักด์ิสิทธ์ิท่ีมีอิทธิพลต่อระบบวิถีชีวิตของ
ชาวจีนไป ชาวจีนนิยมนําเครื่องหมายน้ีติดตามบ้านเรือนเพ่ือเป็นศิริมงคลปูองกันภูตผีปีศาจ นอกจากนั้นอิทธิพล
ของ โปูย ก่าย น้ี แม้แต่ประเทศเกาหลใี ต้ก็นําไปเป็นสัญลักษณ์ในธงชาตดิ ้วย

๔. ทศั นะความเช่ือของชาวจีนก่อนยคุ ปรัชญาเมธี
จากข้อความจารึกโบราณท่ีพบบนกระดูกมังกรและจารึกที่ปรากฎบนกระดองเต่า ซึ่งเป็นที่นิยมกันในยุค

โบราณ พอจะทราบได้ว่าคนจีนในยุคนั้นพากันนับถือบุชาพระเจ้า ซึ่งมีอยู่มากมาย และพระเจ้าเหล่านี้เองท่ีมี
อิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนจีนโบราณ ถ้าจะนับอายุเม่ือประมาณ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ชาวจีนท่ีอาศัยอยู่แถบลุ่มแม่
นาํ้ เหลอื ง (แมน่ าํ้ ฮวงโห) มคี วามเคารพนับถอื ธรรมชาติ เช่น แมน่ ํ้า ภูเขา เป็นต้น๑๑

การทีม่ นุษยม์ ีความเชื่อธรรมชาตอิ ย่างนี้ อันเกดิ มาจากความไม่เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริง ทุกคนก็พยายามท่ี
จะหาวิธีการท่ีจะทําให้พระเจ้าที่ตนเองนับถือพอใจ สร้างพระเจ้าของตนเองขึ้นมา จึงกลายมาเป็นเร่ืองของมนุษย์
สรา้ งพระเจา้ ธรรมชาติอยา่ งหนงึ่ ของมนษุ ย์กค็ อื มนษุ ย์เมอ่ื ตนเองมีความเชอื่ และวิถีชีวิตในการดําเนินชีวิตอย่างไร
กพ็ ยายามสร้างพระเจา้ ขน้ึ มาใหม้ ีลกั ษณะใกล้เคียงกับมนุษย์ เมื่อมนุษย์มีหัวหน้า พระเจ้าก็น่าจะมีหัวหน้า มีความ

๙ จินดา จนั ทรแ์ กว้ .(๒๕๓๒-๙๔). ศาสนาปจ๎ จบุ ัน. กรงุ เทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .
๑๑ จนิ ดา จันทร์แกว้ .(๒๕๓๒-๙๓). ศาสนาป๎จจุบัน. กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั .
๑๒ เสถยี ร โพธินันทะ. (๒๕๒๒-๒๖). เมธีตะวันออก. กรุงเทพฯ : ทวพี มิ พ์ดี.

๕๕

เปน็ ใหญ่ เป็นผู้นาํ เช่นเดียวกับมนุษย์ พระเจ้าท่มี นุษยส์ ร้างขนึ้ มาเพอ่ื ความเป็นใหญ่กว่าเทพท้ังปวงนี้เรียกว่า เทียน
ซ่ึงแปลวา่ สวรรค์ หรอื ฟาู อาจจะหมายถึงธรรมชาติหรอื กฎกไ็ ด้ ๑๒

ทัศนะเก่ียวกับพระเจ้าสร้างโลกน้ีชาวจีนก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สนใจศึกษาความเป็นไป แต่หากว่าไม่เน้นให้
ความสําคญั มากนัก เน่อื งจากไมม่ อี ทิ ธพิ ลต่อการดาํ เนินชวี ติ ของชาวจีนโดยตรง แต่พระเจ้านั้นจะมีผลในทางให้คุณ
และโทษมากกว่า ชาวจีนนับถือพระเจ้าตรงท่ีให้พระองค์สามารถให้พรและลงโทษเท่าน้ัน การนับถือพระเจ้าของ
ชาวจนี ค่อนขา้ งจะแปลกกว่าศาสนาเทวนยิ มอื่นๆ

ก็คือ การบูชาเทพเจ้าเหล่านั้นประชาชนธรรมดาไม่มีสิทธิ์ที่จะทําพิธีธรรมดังกล่าว เพราะวิญญาณสวรรค์
หรือเทียนตี๋นั้นผู้ท่ีจะทําพิธีก็คือ พระเจ้าแผ่นดินหรือท่ีเรียกว่า ฮ่องเต้ เท่าน้ัน วิญญาณสวรรค์ถือว่าเป็นวิญญาณ
บรรพบุรุษของฮองเต้ ๑๓ เม่ือประชาชนมีความเดือดร้อนต้องการร้องเรียนต่อพระเจ้า ก็ต้องมาร้องเรียนต่อฮ่องเต้
เทา่ น้นั เพ่ือให้ฮ่องเต้เปน็ สื่อกลางในการติดต่อกับพระเจ้า๑๔ เม่ือเป็นเช่นน้ีฮ่องเต้ก็คือศาสนาจารย์อีกโสดหนึ่งด้วย
ตามความเชื่อที่ว่าฮอ่ งเตก้ ค็ อื โอรสสวรรค์ ๑๑๕ เน่ืองจากว่าวิญญาณนั้นมีอยู่มากมายจัดลําดับจากสูงมาหาต่ํา เป็น
ต้นว่า วิญญาณสวรรค์ หรือเทียนต๋ี วิญญาณภาคพื้นดิน วิญญาณบรรพบุรุษและวิญญาณของสัตว์ท้ังหลาย การ
บูชาวิญญาณสวรรค์น้ันฮ่องเต้กระทําพิธีปีละครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นรัฐพิธี ส่วนประชาชนเม่ือไม่สามารถ
กระทํา เช่นนั้นได้ ก็หันมาบูชาวิญญาณของบรรพบุรุษในครองครัวของตนเอง เพราะมีความเช่ือที่ว่าบรพบุรุษท่ี
ตายไปจะยังเวียนวนคอยดูแลคุ้มครองอยู่ มีการช่วยเหลือให้ได้รับความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตสืบไป หากบุตรหลาน
ทําการบูชา การบูชานั้นก็มีการกินเลี้ยงอย่างใหญ่โต มีการร้องรําทําเพลงอย่างสนุกสนาน แต่ไม่มีการสวด อ้อน
วอนบรรพบรุ ุษ๑๖

การท่ีฮ่องเต้มีอํานาจในการบูชาสวรรค์เช่นน้ี ทําให้ศาสนาไม่สามารถแยกออกมาเป็นสถาบันอิสระได้ ไม่มี
อาํ นาจในการบรหิ าร ทาํ ใหศ้ าสนาเกี่ยวขอ้ งกับการเมอื งอยตู่ ลอดเวลาพระจงึ ไม่มอี ํานาจเหมือนศาสนาอืน่ ๑๗

นกั ปรัชญาหลายท่านได้เขียนหนังสือปรชั ญาจนี และไดใ้ หท้ ัศนะเรอื่ งดงั กล่าวเอาไวว้ า่ ความเชอ่ื ของชาวจีน
กอ่ นยคุ ปรัชญาเมธี มีลักษณะเปน็ ความเชอ่ื แบบวิญญาณนิยม (Animism) ซงึ่ แบ่งออกเปน็ ๔ ระดบั คือ

๑. ระดบั ต้น เรยี กว่าเชน (Shen) เป็นการนับถอื วญิ ญาณสวรรค์หรอื เทยี นตี๋ ว่าเป็นเทพเจ้าสูงสุด เป็นหน่ึง
ในบรรดาวิญญาณสากล เม่ือจักรพรรดิมีอาํ นาจขน้ึ มา

๑๓ จินดา จันทรแ์ ก้ว.(๒๕๓๒-๙๓). ศาสนาป๎จจบุ นั . กรุงเทพฯ : มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
๑๔ เสถยี ร โพธินนั ทะ. (๒๕๒๒-๒๖). เมธตี ะวนั ออก. กรงุ เทพฯ : ทวพี มิ พ์ดี.
๑๕ น้อย พงษ์สนทิ .( ๒๕๓๒-๑๗) ปรชั ญาจีน. กรงุ เทพฯ : โอ เอส พริ้นตง้ิ เฮาส์.ม.ป.ป.
๑๖ จนิ ดา จนั ทร์แก้ว.(๒๕๓๒-๙๓). ศาสนาป๎จจุบัน. กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.
๑๗ ฟน้ื ดอกบัว. (๒๕๓๒-๗). ปวงปรัชญาจีน. กรงุ เทพฯ : โอ เอส พรนิ้ ติ้ง เฮาส์.

๕๖

จักรพรรดไิ ด้ชอื่ ว่าเปน็ โอรสของ สวรรค์ จะตอ้ งกระทําพิธีอย่างหนึ่งเรียกว่ารัฐพิธี ซ่ึงสถานที่บูชาสวรรค์น้ัน
กระทําข้ึนที่กลางเมือง และทรงประกอบพิธีนั้นทุกปี เพราะการนับถือพระเจ้าของคนจีนนั้นมีความแตกต่างจาก
การนับถือพระเจ้าของศาสนาคริสต์คือ ชาวจีนจะมีความเช่ือว่าพระเจ้าจะอํานวยพรให้แก่ผู้กระทําความดี จะ
ลงโทษแก่ผู้กระทําความช่ัว ชาวตะวันตกจะนับถือพระเจ้าในฐานะเป็นผู้สร้าง และลิขิตชีวิตของทุกคน จึงเป็น
สาเหตุให้ศาสนาตกอยู่ภายใต้อาํ นาจทางการเมือง ไม่เหมอื นศาสนาพราหมณใ์ นอนิ เดีย

๒. ระดับท่ีสอง เรียกว่า จ่ี (Chi) ได้แก่การนับถือดวงวิญญาณประจําส่วนเบ้ืองล่าง เช่น ดิน พืช แม่น้ํา
ภูเขา เป็นตน้

๓. ระดับทส่ี าม เรยี กว่า กเู อ (Kuea) ไดแ้ ก่ การนบั ถอื วิญญาณของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือวิญญาณ
ของบรรพบุรษุ

๔. ระดับที่ส่ี เรียกว่า กูไอ (Kuai) ได้แก่ การนับถือดวงวิญญาณของสัตว์ เช่น มังกร เป็นต้น และการนับ
ถือวิญญาณนั้น เม่ือสรุปแล้วชาวจีนนับถือวิญญาณของสวรรค์ หรือเชียงตี๋ กับการนับถือวิญญาณของบรรพบุรุษ
เป็นสาํ คัญ อทิ ธิพลท่แี สดงออกมาทาํ ใหช้ าวจีนทัว่ ไปสร้างเทวาลยั หรือสุสารเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ประจําตระกูล ส่วนพระ
เจ้าจักรพรรดิก็มีรัฐพิธีที่จะต้องกระทําทุกปี ความเชื่ออย่างหนึ่งก็คือภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดข้ึนในประเทศ นํามาซ่ึง
ความยากจน มีส่วนที่จักรพรรดิในยุคน้ันๆ ประพฤติผิดพลาด หรือเป็นการดูหม่ินสวรรค์ประชาชนจะมองไปท่ี
ประมุขของพวกเขาเปน็ หลกั ถา้ จกั รพรรดทิ าํ ถูกต้องมคี วามประพฤตดิ ี รฐั พิธีก็ถกู ต้องยุคนั้นกจ็ ะมีแตค่ วามสงบสุข.

๕๗

บทที่ ๒
ปรัชญาเต๋า ( Taoism )

๒.๑ ประวัตขิ องเหล่าจือ้

ประวัติของนักปรัชญาจีนส่วนมากมีความชัดเจนพอสมควร โดยเฉพาะประวัติของขงจื้อ ส่วนคนอ่ืนๆน้ัน

แม้ว่าจะมีประวัติค่อนข้างจะสังเขปแต่ก็มีหลักฐานที่แสดงได้อย่างชัดเจน จะมีแต่เหล่าจ้ือเท่านั้นที่มีประวัติ
ค่อนข้างที่จะสับสนและหาข้อยุติไม่ได้๒ มีนักปรัชญากล่าวว่า เหล่าจ้ือเป็นบุคคลในเทพนิยายที่เล่าสืบ ๆกันมา

เท่านน้ั ไม่มีตวั ตนท่ีแทจ้ รงิ ตามประวัติท่ีรวบรวมโดย ซีเบ๊เชียง นักประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ฮ่ันกล่าวว่าเหล่าจ้ือ
เปน็ ชาวรฐั ฌอ้ อําเภอหู ตําบลหลี หมู่บ้านช่อื เคก้ เนลี้ เหลาจ้อื แช่หลี ๓

เหล่าจื้อจะเรียกอีกช่ือหนึ่งว่า ล้ีฮู้ เพราะว่าเกิดใต้ต้นหม่อน ชื่อบิดาและมารดาไม่ปรากฏ ๔ หนังสือบาง

แห่งกล่าวว่า ชื่อจริงของเหล่าจ้ือ คือ ลี เออร์ ( Li Uhr) เกิดเม่ือประมาณ ๖๐๔ ก่อนคริสตศักราช ที่จังหวัดโฮ
นาน ๕ นอกจากน้ันเหล่าจ้ือ ก็ยังมีชื่อปรากฏอีกอยู่มากมาย เช่น เหล่าจ้ือ เดิมช่ือ เหลาตัน ช่ือเล่นชื่อว่า เอ๊อ ชื่อ
จรงิ ว่า ตนั เดมิ เรยี กวา่ หลเี อ๊อ หรอื หลตี นั ๖

สรุปได้ว่า เหล่าจ้ือ,เล่าจ้ือ หรือเหล่าตัน ก็คือคนเดียวกัน ประวัติท่านนี้ตอนอยู่ในครรภ์มารดานั้น มีผู้

กล่าวไว้ค่อนข้างพิสดารมาก บ้างก็ว่าท่านอยาในท้องมารดานาน ๘๒ ปี บ้างก็ว่า ๗๒ ปี บ้างก็ว่า ๖๒ ปี เหล่าจื้อ

เป็นตระกูลชาวนาที่ยากจน ในช่วงสมัยราชวงศ์จิว (ประมาณ ๑๑๒๒ – ๒๒๕ ก่อน ค.ศ. ) นัยว่าเกิดใต้ต้นหม่อน

แลกคลอดน้ันออกจากท้องมารดาก็มีผมขาวทั่วศรีษะ จึงได้ช่ือว่า เหล่าจ้ือ แปรว่าเด็กแก่ หรือทารกผู้เฒ่า มี

ความหมายว่า นักปราชญ์ผู้เฒ่า หรือนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ บางแห่งกล่าวว่า พอคลอดออกมาก็แสดงปาฏิหารย์ มือ
ซา้ นช้ขี ึน้ ไปบนฟาู และมือขวาชลี้ งดนิ เปลง่ วาจาว่า “ในฟาู เบอ้ื งบน และดนิ เบ้ืองล่าง เต๋าเทา่ นนั้ ท่ีควรสกั การะ” ๗

เหล่าจื้อ ดว้ ยความเป็นเด็กท่ีเกิดมาในตระกูลชาวนาท่ยี ากจน การศึกษาของเขานั้นจึงศึกษาจากธรรมชาติ

มากกว่าจากคนหรือจากโรงเรียน และด้วยเป็นเด็กท่ีฉลาดเรียนเก่นทําให้ความสามารถเก่งเกินเด็กในวัยเดียวกัน

๒เสถยี ร โพธนิ ันทะ. เมธตี ะวนั ออก. ( กรุงเทพฯ: ทวีพิมพ์ด,ี ๒๕๒๒ ) หน้า ๑๖๘.
๓เรอ่ื งเดยี วกันหน้า ๑๖๙.
๔เสฐยี ร พันธรงั ส.ี ศาสนาเปรยี บเทยี บ. (กรุงเทพฯ: เยลโล่การพิมพ์. ๒๕๔๒ ) หนา้ ๒๒๐
๕จินดา จนั ทรแ์ ก้ว. ศาสนาปจ๎ จุบนั . (กรุงเทพฯ:มหาจุฬารงกรณราชวทิ ยาลัย. ๒๕๓๒ ). หน้า ๙๕.
๖ดนัย ไชยโยธา. นานาศาสนา. (กรงุ เทพฯ: โอ เอส พริน้ ต้งิ เฮ้าส,์ ๒๕๓๙ ). หน้า ๒๖๓.
๗เสฐยี ร พนั ธรังสี. ศาสนาเปรยี บเทยี บ. หน้า ๒๑๙.

๕๘

แต่การอาศยั ศกึ ษาจากธรรมชาตินับวา่ เปน็ แนวทางในการประกาศจากศาสนาเตา๋ ในเวลาตอ่ มา ซึ่งจะเห็นได้ว่า เต๋า
ผกู พันอยูก่ บั ธรรมชาติ ศกึ ษากฎของธรรมชาติความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งคนกบั ธรรมชาตซิ ง่ึ เป็นจุดเดน่ ของศาสนาเต๋า

ประวตั ขิ องเหล่าจอ้ื มาปรากฏว่าไดแ้ ต่งงานมคี รอบครวั หรือไม่ แต่ในประวัติบางเล่มกล่าวว่า เหล่าจ้ือ ได้มี
ครอบครัวอย่างแน่นนอน เพราะปรากฏว่า ในหนังสือช่ือ ซ่ือก่ีกล่าวว่า “ เหลาไล่จื้อ เป็นชาวรัฐฌ้อ เขามีชีวิตอยู่
ร่วมสมัยกับขงจื้อ อันเหลาจ้ือมีอายุร่วม ๑๖๐ ปีเศษ บ้างก็ว่ามีอายุ ๒๐๐ ปี ทั้งนี้ก็เพราะเหลาจื้อได้บําเพ็ญเต๋า
...... เหลาจอื เป็นบณั ฑติ ไม่เปดิ เผยตนเอง บตุ รชายของเขาชื่อ จง ไดเ้ ป็นแมท่ พั ของรัฐงุย้ ....”๘

ต่อมาเหล่าจื้อได้เข้าทํางานเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดหลวง ในสมัยราชวงศ์จิว ในช่วงน้ันเป็นระยะเกิด
สงครามชิงความเป็นใหญ่รําหว่างประเทศราชต่าง ๆ เมื่อบ้านเมืองเกิดความสับสนวุ่นวาย หาความสงบสุขไม่ได้
เหล่าจื้อเกิดความเบื่อน่ายจึงตัดสินใจลาออกจากงานราชการ และเดินทางออกจากเมืองไป นับว่าเดินทางนาน
ด่านหนึง่ นายด่านชอื่ ฮี้ ขอรอ้ งให้ทา่ นแต่งหนงั สือสักเลม่ หนึง่ เพ่ือว่าคนรุ่นหลังอยากศึกษาจะได้ค้นคว้าได้ บางแห่ง
กลา่ วว่า เหล่าจื้อผ่านด่านซ่ือฮ่ันกู่ นายด่านช่ือหยินซี หรือ กวนหยิน เป็นผู้ขอร้องให้ท่านเขียนหนังสือสักเล่มหนึ่ง
เพื่อเป็นอนุสรณ์ ๙ ท่านจึงแต่งหนังสือ ชื่อ เต๋า เต้ จิง หรือ เต๋า เต็ก เก็ง ( Tao-Te-ching) ซ่ึงแปลว่า คัมภ์หรือ
สูตรว่าด้วยคุณสมบัติของเต๋า ข้ึนมาเล่มหน่ึง ซ่ึงมีความยาว ๕๐๐๐ คํา แบ่งเป็น ๒ ภาคคือ ภาคต้นมีทั้งหมด ๓๗
บท และภาคปลายมี ๔๔ บท รวม ๘๑ บท ๑๐ เมอ่ื เขยี นเสร็จแล้วก็ได้เดินทางโดยข่ีควายไปทางทิศตะวันตก นัยว่า
เป็นอินเดียหรือทิเบต จากน้ันก็ไม่มีใครทราบ หรือเห็นท่านอีกเลย บางทีก็ว่าที่จริงแล้วท่านไม่ได้ไปไหนแต่
มรณภาพในประเทศจีนนั่นเอง บ้างก็ว่าท่านข้ามทะเลทรายไปมณฑลซินเกียงแล้วหายสาบสูญไป บ้างก็ว่าท่าน
สําเร็จเป็นเซียน

บคุ ลิกลกั ษณะของเหล่าจ้ือนัน้ ไม่ว่ารา่ งกายหรืออาการกิริยานั้นหาหลักฐานได้ยากมาก แต่ก็เป็นที่รับรอง
กันวา่ ทา่ นเปน็ คนศรษี ะล้าน หนวดยาว ชอบขค่ี วาย ว่าโดยหลักแล้วลักษณะของท่านเหลาจ้ือก็คือ เป็นคนรักสงบ
มีเมตตาสูง มีความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ มีความยุติธรรม ชอบสันโดษเป็นชีวิตจิตใจ เห็นได้จากคําพูดท่ีว่า
“.....ขา้ พเจา้ ทาํ ดตี อ่ คนที่ทาํ ดีต่อขา้ พเจ้า ผทู้ าํ ช่ัวร้ายตอ่ ข้าพเจ้า ข้าพเจา้ กเ็ ป็นคนดีต่อเขาดว้ ยเช่นกัน....๑๑”

เหลาจ้ือจึงเป็นคนท่ีมีเมตตาสูงแม้แต่คนท่ีคิดช่ัวร้ายตอบ มองเห็นความเป็นของธรรมดาสามัญของ
ความผิด และความชว่ั ร้ายท่จี ะอภยั ให้กันได้ ในคมั ภีร์เต๋าเต็กเก็ง กล่าวว่า หมู่ชนท้ังหลายเป็นผู้มีความสุข ข้าพเจ้า

๘เสถยี ร โพธินนั ทะ. เมธีตะวนั ออก. หนา้ ๑๗๑.
๙ดนัย ไชยโยธา. นานาศาสนา. หนา้ ๒๖๔.
๑๐เสถียร โพธินันทะ. เมธีตะวันออก. หน้า ๑๗๙.
๑๑เหลาจือ้ . คมั ภรี ค์ ณุ ธรรม. แปรโดย สมเกรียร สุขโข. (กรุงเทพฯ:เจรญิ รัฐการพมิ พ,์ ๒๕๓๓ ). บทท่ี ๔๙.

๕๙

เปน็ คนชอบสงัด ชอบอย่แู ตล่ าํ พงั จงติเตือนข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าไม่ต้องการสุขเช่นหมู่ชนทั้งหลาย ข้าพเจ้าจากคน
ท้ังหลายเพ่ือแสวงหาเต๋า (สภาพอันเป็นไปตามธรรมชาติ) คนในโลกนับถือข้าพเจ้าว่าเป็นปราชญ์ แต่ข้าพเจ้าไม่
เปน็ ไปเชน่ นนั้ เลย ข้าพเจ้ามีสมบัตอิ ยู่ ๓ อย่าง ซ่งึ พยายามทําใหเ้ กิดขนึ้ มาในตนเสมอ คือ ความเมตตากรุณา ความ
กระเหม็ดกระแหม่ และความออ่ นนอ้ มถอ่ มตน๑๒

คัมภีร์เตา๋ เต๊ก เก็ง นี่เป็นหลักการที่สึกซ้ึงยากต่อความเข้าใจอย่างรวจเร็ว จนเกิดการอธิบายเนื้อความใน
คัมภีร์ขึ้นมาเพ่ือเป็นการง่ายต่อความเข้าใจ อรรถกถาที่มีชื่อเสียงมากท่ีสุดคือ อรรถกถาเต๋า เต๊ก เก็ง เขียนโดยเฮ่
งเพ๊ยี กซง่ึ มชี ีวิตอยู่ในสมยั สามกก๊ เป็นปราชญ์ที่มีอายุน้อยเพียง ๒๔ ปี ลักษณะที่เด่นของปราชญ์เต๋าก็คือ ความไม่
ชดั เจนความยากของเนอื้ หา คลุมเครือน้เี องกลายเป็นสิ่งที่คําภีร์เต๋า เต๊ก เก็ง มีคุณค่าชวนให้ประชาชนสนใจศึกษา
อย่างย่ิงขน้ึ

๒.๒ เตา๋ คอื อะไร

เตา๋ คืออะไร เต๋าคอื ชือ่ ศาสนาสําคัญศาสนาหนึง่ ของจนี มีศาสดาช่อื เหลาจอื้ หรือ เล่าจื้อ ๑๓เสถียร โพธินัน
ทะ ได้ให้ทัศนะเอาไว้ว่า เต๋าคือ สภวะที่เป็นอมตะ เท่ียงอยู่เป็นนิตย์ มีมาแล้ว กําลังมีอยู่และจะมีต่อไปตลอดกาล
สรรพส่ิงเกิดขึ้นและสลายไปในเอกภพนี้ สภาวะที่ว่าน้ีเหลาจ้ือเรียกว่า เต๋า จัดเป็นปฐมเหตุของสรรพส่ิง ๑๔ ใน
หนงั สือศาสนาเปรยี บเทียบ ศาสตาจารย์เสถียร พนั ทรังษี ได้ใหท้ ัศนะเอาไวว้ า่ เต๋าในความหมายของเหลาจื้อน่าจะ
หมายถึงความเที่ยงแท้ (อุดมธรรม) อันสูงสุด (UirimaieRcelity) ซ่ึงเป็นเอกภพไม่มีรูปร่าง ไม่อาจกําหนดได้โดย
สัมผัส (Sense) ท้งั หลาย คลา้ ย ๆ กับแนวคิดทเ่ี ก่ียวกับปรมาตมนั ของ
พราหมฌ์ ๑๕ รองศาสตาจารย์ ดร.จินดา จันทร์แก้ว ให้ทัศนะไว้ว่า เต๋าเป็นการยากที่จะให้ความหมาย เพราะให้
ความจํากัดความไม่ได้ มีลักษณะลึกลับ แต่ก็พอสังเกตได้คือ เต๋าไม่ใช่พระเจ้า แต่เป็นหลักหรืออํานาจท่ีหลั่งไหล
ทว่ มท้นทุกสง่ิ ทุกอยา่ ง มคี วามรักทะนถุ นอม แต่ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือยดึ สงิ่ ใดเป็นเจ้าของ เป็นส่ีงท่ีทํางานนุ่มนวน
และสงบสเง่ยี มโดยไม่ต้องพยายาม สิง่ ทงั้ หลายกจ็ ะเกดิ ผลอย่างมปี ระสิทธภิ าพ....๑๖

๑๒เหลาจือ้ . คมั ภีรค์ ณุ ธรรม. แปรโดย สมเกรียร สขุ โข. (กรุงเทพฯ: เจริญรฐั การพมิ พ,์ ๒๕๓๓ ). บทท่ี ๖๗.
๑๓ราชบณั ฑติ ยสถาน.พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕.(กรุงเทพฯ:อกั ษรเจญิ ทัศน,์ ๒๕๓๘).หนา้ ๓๕๘
๑๔เสถียร โพธินนั ทะ. เมธตี ะวนั ออก. หน้า ๑๘๐.
๑๕เสฐยี ร พันธรังสี. ศาสนาเปรยี บเทยี บ. หน้า ๒๒๖.
๑๖จินดา จันทรแ์ กว้ . ศาสนาเปรยี บเทยี บ. หน้า ๒๒๖.

๖๐

เต๋า คือ สภาพท่ีพยุงสวรรค์ ปกปูองแผ่นพิภพ ไม่มีขอบเขต ไม่มีสูง โอบอุ้มสากลโลกไว้ทั้งส้ิน หารูปไม่ได้

๑๗

อาจจะกล่าวได้วา่ เหลาจื้อเป็นนักปรัชญาจีนคนแลกท่ีสอนเรื่องส่ิงสมบูรณ์แห่งเอกภพที่ไม่ใช่พระเจ้า ที่มี
ตัวอย่างปรัชญาประเภทเทวนิยม ท่ัว ๆ ไปสิ่งสัมบูรณ์อันเป็นเอกภพของจักรวาลนั้น เหลาจ้ือบัญญัตเรียกว่า เต๋า
คําว่าเต๋าน้ัน แนวความคิดของเหล่าจ้ือเป็นเพียงสมมติเท่าน้ัน ในความเป็นจริงแล้ว ส่ิงท่ีแท้จริงสูงสุดท่ีเหลาจื้อห
มายถึงน้นั ไม่เชอื่ หรือเปน็ นินิรนาม ส่งิ สมั บูรณ์หรือเอกภพของสรรพสิ่งนั้น เป็นธรรมชาติอยู่เหนือถ่อยคําเพระถ่อย
คําเป็นเร่ืองภาษาบญั ญัติของมนษุ ย์ ไม่มภี าวะแทอ้ ย่างเต๋า แต่หากไม่นําถ้อยคํามาเรียกขาน อมตภาวะคือเต๋า น้ีก็
ไมส่ ามารถอธบิ ายโดยไม่ใชส้ ือ่ กย็ ง่ิ จะทาํ ให้ผคู้ นไมเ่ ข้าใจย่งิ ข้นึ ไปอีก ดงั นนั้ เหลา
จ้อื จึงบญั ญัติคําว่า เต๋า มาเรียกชอ่ื อมตภาวะน้ี ๑๘

เต๋าคืออะไร ? คําน้ีแปลว่าได้หลายนัย แล้วแต่ความมุ่งหมาย พูดตามพวกอักษรแยกออกได้เป็น
๒คาํ คือ ซว้ิ แปลว่า หัว และ เจ๊า แปลว่า ว่ิง เม่ือรวมกันออกเสียงว่า เต๋า ซ่ึงแปลแล้วก็ไม่ได้ความหมายอะไร ถ้า
แปลตามหนังสือโบราณ ของจีนกใ็ ห้แปลว่า ทางทีช่ อบ ทางที่ถูก บางทีนักศึกษาตะวันตกแปลว่า เหตุผลก็มี เราจึง
มคี า่ เท่ากบั x ในรักพีทคณติ ซ่งึ ทราบไม่ไดต้ อ้ งค้นเอาเอง ดังนัน้ เต๋า มมี าแล้วแตน่ นั ทกานต์ คือไม่มีต้นไม่มีปลายติ่ง
อยู่ทั่วไป ท่ีรายการใดจะขาดต่อไม่ได้ เต่าอํานวยประโยชน์ต่อสรรพส่ิงไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เราปราศจากโรคแต่
เปน็ แดนเกดิ ของรูปตา่ งๆ ท่เี ราเหน็ เตาปราศจากเสียงแต่เสยี งต่างๆ ท่ีเราได้ยินข้อกําหนดมาจากเต่ารวมคําว่า ทุก
สง่ิ ทุกอยา่ งในสากลละโลกย่อมาจากเถา จะเห็นได้ว่าเต่ามีลักษณะคล้ายพรหมันในศาสนาพราหมณ์ ถ้าพูดให้ชัดก็
คือ ลทั ธิพราหมณ์ กับเตา่ คือ และท่เี ดยี วกัน๑๙

ตามทศั นะของทา่ นผู้รู้ที่ยกมาข้างต้นนั้น ล้วนให้ทัศนะที่ค่อนข้างจะมีความตรงกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เต่าเป็นภาวะ
ไม่มตี ัวตน อยูเ่ หนือถ้อยคําหรือสิง่ ของมนุษย์ทุกชนิด กระนนั้ กต็ าม เต๋า ก็คือ ภาวะท่ีเป็นบิดาแห่งสรรพส่ิงในโลกนี้
ทุกอย่างมีเต๋าเปน็ แม่ ทกุ อย่างเกิดจากเขา และจะสลายไปรวมกับเต๋า ในที่สุดเมื่อรู้แจ้งในธรรมชาติสูงสุดคือเข้าถึง
ธรรมชาติของเต๋าเต๋าไม่ง่ายเลยท่ีจะให้คําตอบที่ชัดเจนไปว่ามันคืออะไร มีความหมายที่ชัดเจนอย่างไร แต่ก็ได้แต่

๑๗ธรรมจกั ร, (นามแฝง) ศาสนาทวั่ ไป (กรุงเทพฯ: โอเดยี นการพมิ พ,์ ๒๕๑๓ ). หน้า ๔๐
๑๘ทองหลอ่ วงษธ์ รรมมา. ปรัชญาจนี (กรงุ เทพฯ: โอ เอส พรนิ้ ต้ิง เฮา้ ส์, ๒๕๓๘). หนา้ ๔๒

๑๙เสถียร โกเศศนาคะประทีป, ( นามแฝง ) . ลัทธิของเพ่ือน. (กรุงเทพฯ: พิราบ, ๒๕๔๐)
หนา้ ๒๖๗.

๖๑

อาศยั ภาวะอืน่ ๆ มาเทียบเคียงเพอ่ื ให้ได้มาซ่งึ ความหมายท่ีใกล้ความจริงของเขามากที่สุดเท่าท่ีจะเป็นไปได้ โดยนัย
น้ีเตา๋ จึงหมายถึง หนทาง คุณสมบัติ วธิ กี าร กฎ จารีต ธรรมชาติ หรือกฎอันเป็นพลังขับเคล่ือนของธรรมชาติ เป็น
ต้น เหลาจื๊อ ได้กล่าวเอาไว้ว่า เหลาจ้ือ ได้กล่าวเอาไว้ในคัมภีร์เต๋า เต๊ก เก็ง ซึ่งปรากฏอยู่ในบทที
๑,๔,๑๔,๒๕,๓๔,๓๗,๔๑,๔๒,๔๗,๕๒,๖๒จะยกมาเป็นตัวอย่างดังน้ีดังน้ัน เต๋า (สิ่งสมบูรณ์) งานสรรพส่ิงเป็น
ธรรมชาตอิ ยเู่ หนอื ถอ้ ยคํา หรือภาษา เพราะว่าภาษาเป็นถ้อยคํา น้ันเป็นเพียงบัญญัติของมนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งท่ี
เที่ยงแท้ อมตะภาวะ ถ้าต้องการสื่อให้คนอ่ืนทราบจําเป็นอยู่ดีที่จะต้องหาปรับมาบัญญัติเพ่ือง่ายต่อการเข้า ถึง
อมตะภาวะน้ัน อย่างไรก็ตาม การที่เข้าใจว่า เต๋า อยู่ท่ีห้อยคําท่ีใช้เรียกน้ันถือว่าคิดผิดอย่างมหันต์ เพราะเขาไม่มี
อยา่ งทโี่ ลกมนุษย์มี จึงเรยี กวา่ อภาวะ และภาวะน้ที า่ นผรู้ ู้ใหค้ ําอธิบายว่า ไม่ได้เปล่ียนแปลง สูญเปล่า แต่หากมอง
ในแง่ที่เป็นอภาวะ เอ้าไม่มีอย่างท่ีโลกมี แต่ถ้าจะมองในแง่ภาวะโลกนี้เกิดมาจากเขา และเราก็คือมารดาผู้สร้าง
สรรพส่ิงท้ังอภาวะและภาวะนั้น ก็คือคุณสมบัติของเขาน่ันเองเพราะฉะนั้นความว่างเปล่าก็คือเต๋า และความว่าง
เปล่านี่เองคอื ท่มี าของสรรพสง่ิ ดังเหลาจ๊อื กลา่ ววา่ เตา่ เปน็ ภาชนะวา่ งบรรจุอะไรลงไปเท่าไหร่ก็ไม่เคยเต็ม สรรพส่ิง
ลึกซึ้งเกินกว่าท่ีจะรู้ได้ ทําของมี คมให้เธอ ปูายพร้อมที่ยุ่งยาก สับสน ทําแสงจ้าให้จางแสงอยู่ในฝุน มันซ่อนอยู่
ลึกซ้ึงก็จริงแต่ปรากฏชัดเจน ฉันไม่รู้ว่ามันมาจากไหนมันมีมาก่อนจักรพรรดิองค์ใด (เต๋า เต๊ก เก็ง บทท่ี ๔ ) ผู้รู้ให้
คําอธิบายเอาไว้ว่า บทน้ีในเป็นการแสดงออกเก่ียวกับทัศนะการสร้างโลกของเหลาจ้ือ ท่ีชัดเจนเนื้อหาปฏิเสธการ
สรา้ งโลกของพระเจ้า แต่ส่ิงท่ีสร้างโลกก็คือเต๋าต่างหาก ปฐมกําเนิดของโลกจึงเรียกว่า เต๋า มองก็ไม่เห็น เพราะว่า
มันไม่มีรูป ฟ๎งก็ได้ยินเสียง เพราะว่ามันไม่มีเสียง จับต้องก็ไม่ได้เพราะว่ามันไม่มีตัวตน ๓ประการน้ีล้วนให้คําจาก
กรรม กัดความไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงรวมเป็นหนึ่งเดียว อยู่เบ้ืองสูงก็ไม่ เปล่งแสงเจิดจ้า อยู่เบ้ืองตํ่าก็ไม่มีมืดสนิท
ความเกี่ยวกันอยู่เหนือการพัฒนา มันหมุนกลับไปสู่ความไม่มีอะไร รูปแบบของสิ่งท่ีไร้รูปแบบ รูปร่างของส่ิงที่ไร้
รูปรา่ ง มันใหค้ าํ จาํ กัดความไมไ่ ดเ้ พราะวา่ มันอยเู่ หนอื จินตนาการ คร้ันไปต้องรบั มันข้างหน้า ก็มองไม่เห็น ตามหลัก
มนั ไปก็ไม่เห็นหลงั ผใู้ ดถอื ตะวนั เดิมนไ้ี วไ้ ด้ นาํ มาใชใ้ นภาวะป๎จจบุ ันได้ ผูน้ นั้ ถอื วา่ ไดร้ แู้ จ้งมูลฐานของสากลจักรวาล
เปน็ ผ้เู ขา้ ถึงเตา๋ โดยแท้ (อา้ งใน สมเกียรติ สุขโข แปล คมั ภรี ์คุณธรรม บทท่ี ๑๔)
มีธรรมชาติอยู่อย่างหน่ึง ซ่ึงมีอยู่โดยตัวของมันเอง มันมีอยู่ก่อนฟูาดิน ไม่มีรูปร่างลักษณะหรือซุ่มเสียงอะไรเลย
ดํารงอยู่ท่ัวสากล มันเป็นมารดาของสรรพส่ิง ฉันไม่รู้จักชื่อของมันว่าคืออะไร แต่พอสมมติ เรียกมันว่า “เต๋า” ก็
แล้วกนั (เต๋า เต๊ก เกง็ บทท่ี ๒๕ )
ตะวันชงิ ใจหลง่ั ไหลไปทกุ หนทุกแหง่ ทงั้ ซ้ายและขวา สรรพสิ่งเกิดจากมัน แต่มันก็ไม่ได้เอ่ยวาจาเลยทุกอย่างก็จาก
เต๋า แต่วา่ ก็ไมเ่ คยคดิ ว่าเปน็ ผลงานทุกอย่างได้รับการดแู ลจากเขา(เต๋า เตก๊ เกง็ บทที่ ๓๔ )

๖๒

เต๋าโดยตัวของมันเองไม่มีอะไรปรุงแต่ง แต่ก็ไม่มีส่ิงใดเลยท่ีไม่ได้เกิดมาจากเขา (เต๋า เต๊ก เก็ง บทท่ี ๓๗) เต๋าคือ

มูลเหตทุ ําใหเ้ กิดหน่งึ หนึง่ ท่ีใหเ้ กิดฟอง และ ๒ทําใหเ้ กดิ ๓และ ๓เป็นมวลใหเ้ กิดสรรพสงิ่ (เตา๋ เต๊ก เกง็ บทท่ี๔๒)

เต๋า เป็นคลังที่เก็บรวบรวมไว้ซึ่งสรรพส่ิง เป็นมณีของสาธุชน และเป็นสิ่งท่ีให้การคุ้มครองรักษาของชนด้วย(เต๋า

เต๊ก เกง็ บทท๖่ี ๒)

ไม่ต้องออกนอกประตู ก็สามารถรู้อะไรได้ทุกอย่าง ไม่ต้องมองทางหน้าต่างก็สามารถเห็นทางสวรรค์ คนย่ิงออกไป
ไกล เต๋า มากเทา่ ไร ก็รนู้ ้อยเท่านนั้ …… (เตา๋ เตก๊ เกง็ บทท่ี ๔๗)
สรรพส่ิงที่กําเนิดมาจากเต๋า และเราก็ถือว่าเป็นจุดเร่ิมต้นของจักรภพ มันอยู่ในฐานะมารดาของสรรพสิ่ง…. (เต๋า

เต๊ก เก็ง บทท่ี ๕๒)

สรปุ ได้วา่ เต๋า คือ อภาวะและภาวะของสรรพส่ิงในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดได้กําเนิดมาจากเต๋า และแม้ว่าจะเป็นปฐมเหตุ
ของสรรพส่ิงก็ตามแต่ไม่เคยยึดม่ันว่าเป็นผลงานที่เกิดมาจากเเต๋า แต่เเต๋าปล่อยให้ทุกอย่างดําเนินไปตามวิถีทาง
ธรรมชาตขิ องส่ิงเหล่าน้ัน ถ้าจะมองมุมมองของนักปราชญ์ตะวันตกก็อาจจะพูดได้ว่าเต๋าเป็นครั้งอทิปรัชญาคือเตา
เป็นภาวะสัมผัสไม่ได้ เป็นกฎธรรมชาติล้วนๆ และเป็นจริยศาสตร์เพราะว่าสอนทางแห่งความดีท่ีมนุษย์พึงกระทํา
ต่อตนเองและสงั คม เพือ่ ให้สอดคล้องกบั ธรรมชาติ อย่างแทจ้ ริง เม่ือนัน้ ก็บรรลคุ วามจรงิ คือเต๋า

๒.๓อภิปรัชญาในปรัชญาเต๋า

เป็นที่ทราบกันดวี ่าปรชั ญาเตา๋ น้นั ให้นิยามคําวา่ เตา๋ นนั้ ค่อนขา้ งจะสับสนอยู่มากทงั้ น้กี ห็ มายความว่า ไม่สามารถ
ที่จะให้คํานิยามว่าเต๋าคืออะไรกันแน่ แต่ก็อาศัยแนวทางท่ีปรากฏอยู่ในคัมภีร์เต๋า เต็ก เก็ง เป็นข้ออ้างในการช้ีชัด
ให้เหน็ รูปร่างของคําว่าเต๋าได้ชัดเจนย่ิงข้ึน ถ้าจะพูดอีกนัยหน่ึงเต๋าเป็นอภิปรัชญา และจริยศาสตร์ โดยเฉพาะด้าน
อภิปรชั ญานั้นจะเป็นการอธบิ ายวา่ เสารโ์ ดยเฉพาะ สามารถท่ีจะใหค้ ําจาํ กดั ความได้แคบเขา้ และง่ายต่อการท่ีเราจะ
ทําความเข้าใจในเรื่องน้ี อภิปรัชญาในเต๋า หมายถึง สภาวะส่ิงท่ีปรากฏให้รู้ได้ด้วยประสาททั้ง ๕ของ มนุษย์ไม่ได้
อยู่เหนือกาลเวลา ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นอมตะนิรันดร เน้ือหาท่ีเป็นเชิงอภิปรัชญา ผู้เรียบเรียงได้นําคําอธิบายของ
ทา่ นผูร้ ้ใู นเร่อื งนี้มาให้พจิ ารณา ดังนี้


สัจธรรมท่ีอธิบายได้ ไม่ใช่สัจธรรมอมตะ นามที่ขานเป็นนามได้ ไม่ใช่นํ้าท่ีอมตะภาวะ เป็นฐานเร่ิมแห่งฟูากับดิน
ภาวะ เป็นรากฐานแหง่ สรรพส่งิ
ฉะนั้น จึงต้องเพ่งพินิจความเป็นอมตะ เมื่อเห็นแจ้งในความลึกซึ้งของสัจธรรม และต้องเพ่งพิจารณาความเป็น
ภาวะเพือ่ เหน็ แจง้ ในขอบเขตแห่งสัจธรรม
อภาวะและภาวะ แม้จะมีมานานแตกต่างกันแต่มีที่มาจากแหล่งเดียวกันมาจากความลึกซึ้ง ซึ่ง ย่ิงไปกว่าความ
ลกึ ซงึ้ อนั เป็นประตูแหง่ ความเปล่ยี นแปลงของสรรพสง่ิ



๖๓

สัจธรรม เป็นความศูนย์ความว่างเปล่า แต่ใช้เป็นประโยชน์ได้โดยไม่สิ้นสุด มีความลึกซึ้งเหมือนเป็นประมุขแห่ง
สรรพสิ่ง ความลึกซึ้งนี้เหมือนไม่มี แต่มีอยู่โดยแท้จริง ไม่ทราบว่ากําเนิดมาแต่แห่งหนใดเหมือนมีก่อนที่จะมีพระผู้
เปน็ เจา้ ใดๆ


ฟูากับดินไม่มีความลําเอียง ปล่อยให้สรรพส่ิงเกิดดับตามธรรมชาติ อริยบุคคลไม่มีความลําเอียงปล่อยให้ทุกคน
เตบิ โตไปดว้ ยตนเอง


ความว่างเปล่าเหมือนเหวลึก แต่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ส้ินสุด ให้กําเนิดแก่โลกธาตุ ฉะนั้น (ความว่างเปล่า) จึงมีมา
นาน การกาํ เนดิ อันลึกซึง้ ประตแู หง่ ความเกดิ นี้ เปน็ รากฐานของฟาู กับดนิ ไม่มีวันส้นิ สดุ


ให้จิตใจกับร่างกายรวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยไม่แยกจากกันได้ไหม สํารวมจิตให้อยู่ในความอ่อนโยน
เหมือนจิตใจของอ่อนได้ไหม ชําระความฟุูงซ่านให้หมดส้ิน เข้าถึงความเพลงอันลึกซึ้งกระทั่งไม่มีอะไรบกพร่องได้
ไหม


รวมไม้ ๓๐ซ่ึงอยู่ในเกม (รอรถ) อันหน่ึงในท่ี “ไม่มี” ( ความว่างเปล่า ภาวะ) นั้น (จะเกิด) “มี” (ภาวะ) คือ
ประโยชนข์ องรถข้ึน ปน๎้ ดนิ เปน็ ภาชนะ เน้อื ทๆ่ี “ไมม่ ”ี นน้ั จะเกดิ “มี”
คือประโยชน์ของภาชนะ สร้างบ้าน เจาะประตูหน้าต่าง มีเนื้อที่ท่ี “ไม่มี” ในทางบ้าน (น่ันแหละ) จึง (เกิด) “มี”
ประโยชนข์ องบ้าน ฉะนน้ั ความ “ม”ี ให้มคี วามสะดวกแกค่ น ความ “ไม่ม”ี แสดงคุณประโยชน์ของมัน


มาดูไมเ่ ห็นเรยี กวา่ สจั ธรรม ฟ๎งไม่ได้ยิน เรียกว่าสัจธรรม คร่ําไม่ได้ เรียกว่าสัจธรรม (ฉะนั้นด้วยสัมผัสท้ัง ๓อย่างนี้
จะไม่สามารถเข้าถึงสัจธรรมได้) มันเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน ส่วนบนของมันไม่มีความสว่าง ส่วนล่างของมันก็ไม่มี
ความมดื เลยมนั สัมพันธ์กนั อยา่ งไม่มที ี่ส้ินสุด ไม่สามารถขนานนามให้มันได้เลย และในท่ีสุดทุกอย่างก็จะกลับไปยัง
ความเปน็ อภาวะ นกี่ ค็ ือลักษณะอันไม่มีลักษณะ รูปร่างอันไม่มีรูปร่าง เรียกว่า “เรือนลางเหมือนอภาวะกับภาวะ”
ต่อหน้ามัน ก็ไม่เห็นหน้าของมัน ตามหลังไป ก็ไม่สามารถท่ีจะเห็นหลังของมันได้ ยึดม่ันในสัจธรรมอันมีมาแต่
โบราณ แลว้ ทําการควบคมุ ภาวะอนั เปน็ สิง่ ทีป่ ระจกั ษไ์ ด้ในป๎จจบุ ันไว้ มีความเห็นแจ้งในแรกเริ่มแห่งมหาจักรวาลนี้
คอื กฎแห่งสจั ธรรม


ลักษณะของคุณธรรมอันใหญ่ยิ่ง คือเป็นไปตามธรรมชาติ อันว่าสัจธรรมนั้นมีความเป็นเลือนๆ ลางๆ นั้น ก็มี
ลกั ษณะอยใู่ นความเลือนๆลางๆ ก็มีสงิ่ ที่แทจ้ รงิ อยู่ มนั เปน็ สิง่ ทีล่ ึกซง้ึ เสยี จรงิ และสิ่งทล่ี ะเอียดยิ่งน้ี ไม่เป็นอยู่และมี
อยู่โดยแท้จริง เป็นสง่ิ ท่ีเชื่อถอื ได้และพิสูจนไ์ ดช้ ือ่ นี้แตโ่ บราณกาลมาไมเ่ คยถูกลบลา้ ง

๖๔


มสี ่งิ หนึง่ เพื่อนธรรมชาติ กลมกลนื เป็นอนั หนึง่ อันเดยี วกนั ฟง๎ ก็ไม่ได้ยินเสยี งมองก็ไม่เห็น มันมีความเป็นอิสระและ
ยั่งยืน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มันดําเนินไปในวงจรอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเรียกได้ว่า มันเป็นท่ีกําเนิดของ ฟูา ดิน และ
สรรพสิ่ง ขา้ พเจา้ เรียกมนั วา่ “สัจธรรม” หรอื (เต๋า) ด้วยความจําเป็น (เพราะไม่มที างเลอื กอ่ืนทจี่ ะเรยี กมนั )

๑๐
ยึดมั่นในสัจธรรมอันย่ิงใหญ่ ทุกคนมาเพื่อพ่ึงพาอาศัย และท่ีมีผึ้งพาอาศัยน้ัน ไม่ทําร้ายต่อกัน เพราะทุกคนมี
ความสุขสบายดีอยู่แล้ว ดนตรีไพเราะ กับอาหารท่ีโอชารส ทําให้คนเดินผ่านมาต้องหยุดฟ๎งและดู แต่สัจธรรม
เหมือนพูดออกมาแล้ว มันจางจนไม่เป็นรถ มองก็ไม่เห็นอะไร ฟ๎งก็ไม่ได้ยิน แต่ถ้านําเอามาใช้จะใช้ได้โดยไม่มีวัน
สน้ิ สดุ

๑๑
การเคล่ือนไหวของสัจจธรรม คือการหมุนเวียนประโยชน์ของสัจธรรม คือความอ่อนโยนสรรพสิ่งในโลกน้ีเกิดมา
จาก “ภาวะ ภาวะเกิดมาจาก อภาวะ”

๑๒
สจั ธรรมที่เป็นส่ิงเดยี วทไี่ ม่มอี ะไรมาเทียบได้ และมีกระแสบวกและลบอยู่ด้ังเดิม (อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหยิน หยาง
ผู้เรียบเรียง) กระแสบวกและลบ นี้ผสมผสานกนั ไปแล้วกอ่ ใหเ้ กดิ สรรพสง่ิ หนั ลงใหก้ ระแสลบ หันหน้าขึ้นให้กระแส
บวก กระแสท้งั สองน้ี ตา่ งหากดันกันแล้วใหก้ ําเนิดแกส่ ่ิงที่สองคลา้ ยตอ้ งกันใหม่ขึ้นอีก
สิ่งทอ่ี อ่ นโยน ( เพศหญงิ ) ในโลกน้ี สามารถบังคับส่ิงท่ีแข็งแกร่ง ( เพศชาย ) ท่ีสุดในโลกนี้อาจไว้ได้พลังแรงที่ไม่มี
รปู ลักษณะ สามารถเจาะผ่านส่ิงท่แี ข็งแกรง่ ทีไ่ มม่ ีช่องว่างได้

๑๓
สจั ธรรมก่อใหเ้ กิดกําเนิดสรรพสิ่ง คุณธรรมหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง เมื่อสรรพสิ่งเป็นรูปร่างข้ึนแล้ว ความว่าพร้อมจะให้
ความเตบิ โตแก่สรรพสง่ิ ….ดังนนั้ ถ้าจะทําให้กาํ เนิดสรรพส่ิง คุณธรรมหลอ่ เลย้ี งสรรพส่ิง ให้สรรพสิ่งได้รับการเล้ียง
ดู ใหส้ รรพสงิ่ เติบโต ให้สรรพส่งิ ไดร้ บั การปกปูองรักษา สัจธรรมแมจ้ ะไดใ้ ห้กําเนดิ สรรพสิ่ง แต่ไม่ถือว่าสรรพสิ่งเป็น
ของตน ส่งเสริมสรรพส่ิง แต่ไม่ถือว่าเป็นความสามารถของตนหล่อเลี้ยงสรรพส่ิง แต่ไม่ถือเอาเป็นนาย ( ประมุข )
ของสรรพสิง่ น่คี ือคณุ ธรรมอนั ยง่ิ ใหญ่ลกึ ซึง้ ( ของเตา๋ )
การพยายามทําตัวเองให้เป็นคนแข็งกร้าว จะต้องตาย พยายามทําตนเองให้เป็นคนอ่อนโยน จะมีชีวิตอยู่ยาวนาน
สองประการนี้ มปี ระโยชน์และไม่มีประโยชนเ์ ท่าเทา่ กนั เปน็ ท่เี กลยี ดชังของข้าพเจ้า ใครทราบหรือไม่ว่าเพราะเหตุ
ใด
กฎธรรมชาติ คือสามารถเอาชนะได้โดยไม่ต้องต่อสู้ สามารถตอบสนองโดยไม่ต้องพูด มาเองโดยไม่ต้องเรียก
สามารถในการวางแผนงาน แต่มีการผ่อนปรน ขอบเขตแห่งธรรมชาติ กว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีท่ีส้ินสุด และไม่มีใคร
รอดพ้นหนไี ปได้

๖๕

๒.๔ปรชั ญาชีวติ ในปรชั ญาเต๋า

ปรัชญาชีวิตในศาสนาเต๋าน้ี ได้รับการยกย่องว่าเป็นข้อคิดท่ีค่อนข้างจะมีความแตกต่างจากลัทธิของปรัชญาสมัย
เดียวกันก็คือ ขงจ้ือ เป็นอย่างมาก เพราะเนื้อหาในปรัชญาเต๋านั้น จะมีโน้มเอียงไปในทางศึกษาตนเอง และ
พยายามเบ่ียงออกไปจากสังคมเท่าท่ีจะเป็นไปได้ จึงไม่แปลกใจเลยว่า ปรัชญาเต๋าไม่ยินดีจะให้คนกดหลีกอยู่กับ
สังคมหรือป๎ญหาของสังคมที่ไม่มีวันที่จะแก้ป๎ญหาได้เลย ควรหันมาศึกษาตนเองและธรรมชาติเพื่อให้เข้าใจถึงสัจ
ธรรมแห่งเตา๋ จะประเสรฐิ กว่า ผู้เรยี บเรยี งจะได้นาํ ขอ้ คดิ ในมุมท่ีมาพจิ ารณาพอเปน็ แบบอย่างดังนี้


สีทัง้ ๕ทําใหค้ นตารายเลอื นพร่า เสียงท้ัง ๕ทําให้คนหูหนวก รถท้ัง ๕ทําให้ ( ความรู้สึก ) ของล้ิน เลอะเลือน การ
ล่าสตั วด์ ว้ ยอารมณ์ทีฟ่ ุงู ซ่าน ทําใหค้ วบคมุ สติไม่อยู่ ทรพั ยส์ นิ ทมี่ คี า่ ยากตอ่ การดแู ลรกั ษาเอาไว้ได้( เป็นเหตุทําให้มี
การประพฤติผิด ) ฉะน้ัน อริยบุคคลจึงทําให้ท้องอิ่มเท่าน้ัน ไม่ทําเพื่อให้ตาอ่ิม ดังนั้น จึงสละท้ิงสิ่งโน้มเสีย แล้ว
รกั ษาสิง่ นี้ ( เต๋า ) เอาไว้


ผู้มีสัจธรรมในโบราณนะการ มีความประเสริฐและมีความรู้ท่ัวถึงทุกส่ิง ลึกซึ้งจนเราไม่อาจจะรู้เห็นได้และก็เพราะ
ไมอ่ าจจะรู้เห็นไดน้ ่นั เองจงึ จะบรรยายด้วยวธิ ีน้ี
มคี วามพินิจถถี่ ้วน เหมือนขณะเดนิ ลุยขา้ มแมน่ ้ําในฤดูหนาว เพราะวา่ นํา้ บางแห่งแขง็ ตวั บางแห่งไม่แข็งตวั
มคี วามระมัดระวงั เหมือนปูองกนั คน สะกดรอยตดิ ตามอยทู่ ุกด้าน
มคี วามสาํ รวมเหมือนกาํ ลงั เป็นแขกในพิธใี หญโ่ ต
มคี วามอ่อนน้อม น่าคบหาเหมือนหิมะกาํ ลังละลาย
มีความหนกั แนน่ เหมือนหินหยกน้ียงั ไม่ได้แกะสลกั
มีความโปร่งว่างเหมอื นเหวลึกในหุบเขาสงู ชนั
มีความกลมกลนื แตเ่ หมือนกบั มคี วามขุน่ ปนอยู่
มคี วามสงบเหมือนทะเลลึก
มีความคล่องไวเหมือนไม่มีท่ีส้ินสุด ใครเล่าที่สามารถสงบได้ทันทีทันใดในขณะท่ีเกิดความสับสนอลหม่าน แล้ว
จิตใจค่อยๆผ่องใสขึ้น ใครเล่าสามารถก่อเกิดความต่ืนตัวขึ้นในขณะท่ีเงียบสงัดแล้วค่อยๆก้าวขึ้นต่อไปได้ ผู้ที่
สามารถยึดมั่นในหลักนี้ได้ย่อมไม่ยอมอยู่น่ิงอยู่และเนื่องด้วยความไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่น่ันเอง จึงสามารถขับของเก่า
ออกไปแลว้ เปลยี่ นรบั ของใหมเ่ ข้ามาได้


ยกเลิกการศึกษา ( ทางโลก ) ไม่เห็นจะเป็นไปได้อย่างไร ฐานะสูงกับฐานะตํ่า ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน บุญกับ
บาปไม่เหน็ ต่างกันอยา่ งไร แต่เมื่อทุกคนกลัวเราก็อย่าฝืนทํา อาณาเขตจิตใจของข้าพเจ้า มันช่างกว้างขวางเหมือน
ไม่มีท่ีสนิ้ สุด คนอ่ืนๆร่วมกันขับรอ้ งรําทําเพลง สนุกสนานรา่ เริงเหมือนร่วมงานเลี้ยงพิธีใหญ่ เหมือนไปทัศนาจรบน

๖๖

หอสูงในฤดูใบไม้ผลิ มีแต่ข้าพเจ้าเท่านั้นน่ังสงบอยู่ ไม่รู้สึกยินดียินร้ายประการใด เหมือนเด็กที่ไม่รู้จักการเล่น
เหมือนมีความอ่อนเพลีย เหมือนไม่มีบ้านที่จะกลับไปพักอาศัย คนอื่นๆดูเหมือนมีอะไรเหลืออยู่ มีแต่ข้าพเจ้า
เหมอื นยังขาดอะไรอยู่ ข้าพเจ้าช่างมีจิตใจเหมือนคนโง่เสียจริงๆดูเหมือนเป็นคนเล่ือนเลือนๆ ลางๆ คนอื่นมีความ
เปล่งปล่ัง พูดโอ้อวดแต่ข้าพเจ้าดูเหมือนเหงาเหงาๆซ้ึงๆ คนอ่ืนๆดูฉลาดว่องไว มีแต่ข้าพเจ้าเท่าน้ันดูเหมือนไม่
เขา้ ใจอะไรเอาเสยี เลย คนอ่ืนๆดูจะทาํ อะไรได้อีกมาก มแี ต่ขา้ พเจ้าโงแ่ ละ อ้ยุ อา้ ย


ความหนักแน่นเป็นรากฐานแห่งความสะเพร่า ความสงบเป็นแม่ทัพท่ีสามารถควบคุมลุกล้ีลุกลน ได้รู้ว่าตนเองมี
ความเขม้ แขง็ แต่รักษาตวั เองดว้ ยความอ่อนโยน


ผู้ท่เี ขา้ ใจคนอืน่ เรียกว่าเป็นคนผู้มสี ติปญ๎ ญา ผู้ทเ่ี ขา้ ใจตนเองคอื ผมู้ คี วามเห็นแจง้ ผู้ทช่ี นะคนอ่นื คอื ผู้ท่ีมีกําลัง ผู้
ท่ีชนะตนเองชื่อว่าเป็นผู้มีความสามารถ ผู้ที่รู้จักพอคือผู้ที่ม่ังมี ผู้ท่ีมีความขยัน คือผู้ที่มีอุดมคติอันดีงาม ผู้ที่ไม่ท้ิง
รากฐานของตนเอง คือผู้ที่อยู่ได้นาน ผู้ท่ีตายไปแล้ว แต่สัจธรรม คุณความดี ยังคงอยู่คือผู้ท่ีมีอายุยืนยาวนาน จะ
รวมกันเข้ามา ต้องขยายออกไปก่อน จะอ่อนแอ ต้องเข้มแข็งมาก่อน จะเส่ือมโทรมต้องเจริญรุ่งเรืองมาก่อน จะ
ได้รับกต็ ้องมกี ารให้กอ่ น น่ีเปน็ นมิ ิตท่เี ห็นไดก้ อ่ น


ชอ่ื เสยี งกบั ชีวิต เมื่อเทียบกันแล้วยงั ไงจะมคี วามสําคัญสาํ หรับเรา ชีวติ กบั ทรัพยส์ นิ เมอ่ื เทียบกันแล้วยังไหนจะมีค่า
กว่า ได้ชื่อเสียงทรัพย์สินกับการเสียชีวิตไป อย่างไหนจะคุมกว่ากัน ดังนั้น รักชื่อเสียงของตนจนเกินกว่าเหตุ
จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจํานวนมาก มีทรัพย์สมบัติมากมายจะนํามาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
รจู้ กั พอ จะไม่ได้รับความอับอาย รู้จักหยุด จะไม่มีอนั ตราย และทาํ เชน่ นีไ้ ดจ้ ะอยู่ไดย้ ัง่ ยืน


เมอ่ื บา้ นเมอื งเรยี บรอ้ ย เอาม้าศกึ ไปใหช้ าวนาไวไ้ ถนาได้ เมอ่ื บา้ นเมืองไม่เรียบร้อย แม่หมาท้องแก่ก็ต้องเอามาใช้ใน
การลบ ไม่มีพรอันใด ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าความไม่รู้จักพอ ไม่มีโทษทางใดท่ียิ่งใหญ่ไปกว่ามีความโลภไม่มีที่สิ้นสุด
ฉะนั้น ผูท้ ่ีร้จู กั พอ ความพอของเรา จะเป็นความพอทีม่ ไี ปไดต้ ลอดชีวิต


อริยบคุ คลไม่มคี วามเหน็ สว่ นตัว แตถ่ อื ความเหน็ ของพลเมืองเป็นความเห็นของตน คนดีเราก็ดีตอบ คนไม่ดี เราก็ดี
กับเขา เช่นน้จี ะทาํ ใหเ้ ขาไปสู่ความดี คนรักษาความสัตย์ เราไว้ใจเขา คนท่ีไม่รักษาความสัตย์ เราก็ไว้ใจเขา เช่นน้ี
จะทาํ ใหท้ กุ คนมคี วามซ่อื สตั ย์



๖๗

รวู้ า่ ตนเองมีอะไรที่ยังไม่รู้ เป็นบุคคลท่ีประเสริฐอย่างย่ิง ไม่รู้แต่นึกเอาเองว่าตนเองรู้เป็นภัยอย่างย่ิง คนท่ียังมีชีวิต
อยู่ ร่างกายอ่อนนิ่ม เม่ือตายไปแล้วร่างกายของเขาแข็งกระด้างไป ต้นไม้ยังมีชีวิตอยู่ มีลักษณะอ่อนเปราะ แต่พอ
ตายไปแล้ว จึงกลายเป็นแข็งได้ฉะน้ัน สง่ิ ที่ยังมีชีวิตอยู่คือสิ่งที่อ่อนน่ิม ส่ิงท่ีแข็งแห้งกระด้างนั้น เป็นของที่ตายแล้ว
ดังนั้น กองทัพท่ีแข็งกร้าวจะต้องล่มจม ต้นไม้ท่ีแข็งใหญ่ จะต้องถูกปรับ คนที่แข็งกระด้าง จะต้องตายไป โดยเร็ว
คนที่แข็งกรา้ วเหี้ยมโหดจะตอ้ งตายโดยมีอนั เปน็ ไป แขง็ แกร่งทยี่ ิง่ ใหญ่ มีฐานะอย่ทู ตี่ ่ํา อ่อนโยนมีฐานะอยทู่ ส่ี งู

๒.๕ปรชั ญาสงั คมในปรัชญาเตา๋

ในความคิดของเหลาจ้อื นนั้ แทจ้ ริงแลว้ ธรรมชาติของมนษุ ย์นนั้ มคี วามดีงามอยูก่ ่อนแล้ว มีความเห็นอกเห็นใจกัน มี
ความเอือ้ อาทรซงึ่ กนั และกันอยู่เสมอ ที่ต้องมาเดือดร้อนวุ่นวายก็เพราะว่ามีอํานาจแห่งกิเลสเข้ามาครอบงํา ทําให้
มกี ารตอ่ สดู้ ิ้นรนเพือ่ เอาตัวรอด พยายามแสวงหาส่ิงต่างๆ เมื่อได้แล้วก็มีการยึดถือเอาไว้นึกว่าเป็นของตนเองอย่าง
จริงใจ ด้วยสาเหตุแห่งการยึดมั่นถือมั่นน้ีเองนํามาซึ่งการเปรียบเทียบกันข้ึนมาในระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง สิ่งท่ี
นํามาเปรียบเทียบเพื่อให้เกิดความแตกต่างกันก็มีมากมาย อะไรคือความดี อะไรคือช่ัว อะไรสูง อะไรต่ํา เป็นต้น
เม่อื มกี ารเปรยี บเทียบก็มีการแข่งขนั กนั หาส่ิงตา่ งๆ มาสนองความต้องการของตนเองเพื่อปกปิดความจริงเอาไว้ แม้
มนุษย์มีแต่ความวุ่นวายสับสนเม่ือถึงท่ีสุดก็สายเกินไปที่จะรู้ว่าแท้จริงแล้วเปูาหมายสูงสุดของมนุษย์คืออะไร
เหลาจ๊ือได้เตือนเอาไว้เสมอว่า


เมื่อคนในโลกเกิดรจู้ ักความดีงาม ความไมง่ ่ายก็เกิดขน้ึ เม่ือเกือบรู้จักความดี ความชว่ั กเ็ กดิ ข้ึน
ความมีและความไม่มี ก็เกิดขึ้นด้วยกันความยากและความง่าย ก็เกิดขึ้นเน่ืองกัน ความยาวกับความสั้น ก็เกิดจาก
การเปรียบเทียบ ความสูงกับความตํ่า ก็เกิดขึ้นเพราะอาศัยกัน เสียงกับสําเนียง ก็เกิดขึ้นเพราะประสานกัน
ขา้ งหน้าและข้างหลัง ก็เกิดเพราะติดตามกัน เพราะฉะน้ัน นักปราชญ์จึงกระทําด้วยการไม่กระทํา สร้างฟอร์มโดย
ไมเ่ อย่ วาจา…


ผมู้ คี วามดียอดเย่ียม กเ็ หมือนกบั น้ํา น้าํ ให้ความชมุ่ ช่ืนแกส่ รรพส่งิ แตไ่ ม่แจ้งอะไรจากสรรพส่ิง
น้ําอยูใ่ นทท่ี ุกคนรังเกยี จ ( ทต่ี าํ่ ) ฉะนนั้ จงึ เรียกได้วา่ อยใู่ กล้สัจธรรม
ผมู้ คี วามดียอดเย่ยี ม ยอ่ มตง้ั ตนอยู่ในที่ตํา่ ติดต่อกับทุกคนดว้ ยความเมตตา มีวาจาสัตยเ์ ม่อื อย่ใู นตําแหน่ง
การปกครองย่อมมกี ารปกครองท่ีดี ทาํ งานเตม็ ความสามารถและทําในเวลาทเี่ หมาะสม
อนั ความดี ( หรือยศศักด์ิ ) ทไี่ ม่แยกอะไรจากใคร ๆ จึงไมม่ ใี ครโกรธแคน้ ตําแหน่งทา่ นได้


ยดึ มั่นในความ ( ท่ีต้องการให้ ) เต็มลน้ ด้วยความตอ้ งการนน้ั ในเวลาท่ีเหมาะสมจะดีกว่า
แสดงความแรมคอมของตนออกมาให้เหน็ เด่นชดั ความแหลมคมนน้ั แหละจะอยูไ่ ดไ้ ม่นาน
มที องคาํ กับหยกเตม็ บา้ น ยากทีจ่ ะรกั ษาส่งิ นั้นเอาไว้ได้

๖๘

โออ้ วดเยย้ ยิ่งในความเปน็ ผูม้ ีลาภยศ เทา่ กับหาอันตรายมาสู่ตนเองอย่างเลยี่ งไม่ได้
เมอื่ ได้รับความสาํ เร็จในการงานแล้ว ก็ให้รูจ้ ักการปลอ่ ยวางเสยี นนั่ คอื สัจธรรมโดยแท้


ทาํ ใจให้วา่ ง รักษาความสงบแห่งใจใหถ้ งึ ทส่ี ดุ และจะสงบอย่างแท้จริง


เมือ่ ทกุ คนทอดท้งิ สัจธรรมอนั ยงิ่ ใหญ่แลว้ จึงเกดิ มีความเมตตากับการกระทําทชี่ อบ
เม่ือมีความฉลาดจึงเกดิ การฉ้อโกงมากมาย ( เพราะความฉลาด ) เม่ือวงยากขาดความสามัคคี
แจง้ เกิดความกตัญํูและเอน็ ดูรกั ใคร่กนั เมื่อบา้ นเมอื งเกดิ การจราจร จงึ เกดิ ข้าราชการท่ีสจุ รติ ข้ึน


ยอมรับผดิ จึงจะมีความสมบูรณ์ ยอมถอย จึงขยายออกไปได้ ยอมอยูท่ ต่ี ํ่าจึงสามารถรบั ใหเ้ ต็มได้
ยอมเก่งจึงจะมขี องใหม่ ยอมมีน้อย จงึ จะได้รบั การมเี พิม่ เติม ความมีมาก ทาํ ให้หลงลมื ตนเอง


ผู้ท่ียืนเขย่ง ( เพื่อให่สูงกว่าคนอ่ืน ) จะยืนอยู่ไม่ได้นานเลย บุคคลท่ีก้าวเท้าเร็วเกินไป จะเดินไม่ไกล การโฆษณา
ตนเอง กลับคนอ่ืนกลับไม่รู้จักเลย ถือว่าตนเองถูกต้อง กลับไม่มีคนเห็นว่าถูกต้อง อวดอ้างความดีของตน กลับว่า
ไม่มีใครเห็นว่าความดี ทําตัวเป็นคนย่อหย่ิง จะอยู่ได้ไม่นา คําพูดท่ีเป็นความจริง ส่วนมากๆไพเราะสละสลวย
คาํ พูดทีไ่ มไ่ พเราะสละสลวยสว่ นมากไม่มีจริงบุคคลท่ีมีความประพฤติดี ไม่ต้องแก้ตัวโต้เถียงกับใครใคร ผู้ที่แก้ปวด
โอ้เถียงอยู่เรื่อยๆ นั่นแหละไม่ใช่คนดีผู้ท่ีมีความเข้าใจดี ไม่มีความรู้กว้างขวาง ผู้ท่ีมีความรู้กว้างขวางไม่ใช่คนท่ี
เข้าใจดีอริยบุคคลไมน่ ยิ มเกบ็ พรอ้ มอะไรไว้เปน็ ส่วนตัว ท่านยิ่งชว่ ยเหลอื คนอื่นมาก ท่านยิ่งมีมาก ท่านยิ่งให้คนอื่น
มาก ทา่ นเองกลบั ยง่ิ รวยมากขึ้นปรัชญาด้านสงั คมของเหลาจอ้ื นน้ั ถ้านํามาพิจารณาให้ดีจะเห็นว่ามีมุมที่ชวนให้คิด
อยา่ งมาก และมคี วามเป็นจรงิ ในยุคสังคมมนษุ ย์ปจ๎ จุบนั น้ี กรณี การเปรยี บเทียบส่ิงต่างๆ ของมนุษย์ก็เห็นค่อนข้าง
ชัดเจนอยู่แล้ว คนรวยอยากรวยมากข้ึน เพราะการเปรียบเทียบกับคนยากจน ส่วนคนจนต้องลําบากยิ่งข้ึนเพราะ
เอาตวั เองเข้าไปเปรยี บเทียบกับคนรา่ํ รวย และพยายามทจี่ ะทาํ ตัวเองใหเ้ ป็นเชน่ นัน้ เหลาจ๊อื จึงกลา่ วว่า “ เมื่อมีคน
ดี ความชัว่ กป็ รากฏ เมื่อมีคนงาม ความไม่งามก็ปรากฏ” ตัวอย่างหน่ึงท่ียกข้ึนมาให้เห็นถึงการติดสมมติของสังคม
มนุษย์ จนนํามาซึ่งความเดือดร้อน ทองคํา คือธาตุชนิดหนึ่ง แต่เพราะเป็นสิ่งท่ีหายาก มนุษย์จึงตีราคาแพง เม่ือมี
ราคามนุษย์ จึงพากันแสวงหาเพื่อการครอบครองไว้ เกิดการทาํ ร้ายปล้นชิงกันเพื่อธาตุนั้น แต่ถ้าไม่ไปสมมติให้มันมี
ค่ามีราคา ทองคําก็เป็นเพียงธาตุชนิดหน่ึงเท่าน้ันเอง ที่มีป๎ญหาเพราะว่าคนเราถือเป็นจริงเป็นจังในส่ิงน้ันมากไป
สิ่งท่ีติดตามมาก็คือเกิดการเปรียบเทียบว่าใครมีไว้ในครอบครองก็คือคนรวย ใครไม่มีก็ถือว่าเป็นคนไม่รวย ใครสูง
ใครตํา่ ใครมีฐานะ ใครมีฐานะตํ่า เป็นต้น ความเดือดร้อนจึงตามมาอย่างไม่มีทางหลีกเล่ียงได้ เหลาจ้ือจึงมองเห็น

๖๙

ป๎ญหานจ้ี ึงเสนอทางออกด้วยการให้มนุษย์อย่าไปถือสิ่งน้ันส่ิงน้ีให้แตกต่างกัน ภาพการเปรียบเทียบออกไปให้หมด
เมอ่ื ทําไดเ้ ช่นนแี้ ลว้ สงั คมมนุษย์กจ็ ะมคี วามสงบสุขเองตามวิถีธรรมชาติ

๒.๖ ปรชั ญาการเมอื งและการปกครอง

ในปรัชญาเต๋ามีลักษณะพิเศษในด้านการเมืองและการปกครองก็คือ วิถีการดําเนินการเมืองนั้นต้องเป็นไป
ตามกฎธรรมชาติและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงให้มากที่สุด การปกครองท่ีไม่เป็นไปตามกฎ
ธรรมชาติ เต๋า และความต้องการของประชาชนน้ันย่อมนํามาซ่ึงความหายนะ ความเดือดร้อนต่อผู้ นําและ
ประชาชนอย่างหลีกเลย่ี งไมไ่ ด้ อดุ มคตขิ องเหลาจ้อื ในด้านที่มีความแตกตา่ งจากแนวคิดของขงจ้ือเป็นอย่างมากโดย
ขงจื้อเน้นการปกครองแบบสากลนิยม หรือ ได้ท้ง๒๐ คือ การปกครองท่ีไม่เลือกชนช้ัน วรรณะ ประชาชนมีความ
เสมอภาคกัน ผู้นําต้องพยายามสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้มากที่สุด ให้ประชาชนเห็นผลงาน
เท่าท่ีจะกระทําได้ แต่เหลาจ้ือนิยมการปกครองแบบเสรีนิยม และธรรมชาตินิยม๒๑การปกครองแบบนี้จะเป็นไป
ตามกฎธรรมชาติ เพราะถือว่ากฎของธรรมชาติ ( Natural law )เพ่ือนโกรธท่ีมีความใกล้ความเป็นจริงตรงตาม
ความต้องการดั้งเดิมของมนุษย์ และมีความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คงจะดึงว่ากฎหมายที่มนุษย์บัญญัติข้ึนมาเองความดี
ความเจริญในรัฐจะมีมากไม่ได้ ถ้าหากว่ามนุษย์มีพฤติกรรมที่ฝุาฝืนกฎของธรรมชาติ บัญญัติต่างๆ ท่ีมนุษย์สร้าง
ขน้ึ มานนั้ ล้วนเปน็ ภาระและห่วงใครความเป็นจริงที่มนุษย์จึงพึงได้ ในความคิดของเหลาจ้ือแล้ว บัญญัติต่างๆ หรือ
กฎระเบียบต่างๆ ไม่ควรมี ทางที่ถูกต้องก็คือปล่อยให้เป็นไปตามกฎของธรรมชาติจะดีกว่า การที่เหลาจ้ือแสดง
แนวความคิดเช่นนี้ อาจจะเป็นภาพลักษณ์ท่ีเขาได้เห็นประจักษ์ถึงการปกครองในยุคน้ันๆ ที่ผู้ปกครองพยายามก่อ
สงครามเพ่อื ความเป็นใหญ่บญั ญัตกิ ฎต่างๆ มากมายเพ่ือให้การปกครองเป็นไปด้วยความสงบ แต่ตรงกันข้ามยิ่งทํา
ให้ประชาชนเดอื ดร้อนมากย่งิ ขน้ึ เพยี งเพอื่ สนองต่อความต้องการมักใหญ่ของผู้นํารัฐ นอกจากนั้นเหลาจ้ือในฐานะ
เคยทํางานในเมืองหลวงมานานรู้ระบบการทํางานของบรรดาผู้นําดี การนําทฤษฎีใหม่ๆ ท่ีคิดว่ าจะมีผลต่อดี
ประชาชน ออกมาใช้โดยอาศยั ประชาชนเปน็ เครอ่ื งมือทดลองนั้น เปน็ ส่งิ ที่ไมถ่ ูกตอ้ งอยา่ งยง่ิ เพราะว่าประชาชนยิ่ง
ยากจนและลําบากยิ่งขึ้น ในคัมภีร์เต๋า เต๊ก เก็ง บทท่ี ๕๓ที่ว่า……. จงดูความโสมมของนักปกครองรับเถิด ไร่นา
สาโทก็ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า ในยุ้งฉางพ่อปราศจากข้าวเปลือก แต่ว่านักการเมืองนักปกครองรัฐกับตกแต่งต้น
ด้วยแพรพรรณอันโอ่อา่ ท่ากระบืออวดศกั ดากันอย่างฟุมเฟือย มีสมบัติอย่างนาเกลือเพ่ือนักปกครองรัฐเหล่านี้ควร
นับวา่ เป็นหวั หนา้ โจรมากกวา่ ……..การปกครองรัฐที่ดสี ําหรบั ผู้นํานัน้ เหลาจอ้ื เสนอแนวเอาไว้ เรียกว่า “ บ้ออุ้ยยื้อ
ต่ี ” หรือการปกครองที่ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเก่ียวอะไรในประชาชนมากเกินไป๒๒ ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎแห่ง
ธรรมชาติและทุกคนมอี ิสระอย่างเตม็ ที่ เมอ่ื รัฐบาลไม่เข้าไปก้าวก่ายประชาชนและประชาชนเองก็ไม่ก้าวก่ายซ่ึงกัน

๒๐เสถียร โพธินันทะ. เมธตี ะวนั ออก. หน้า ๑๒๓.
๒๑เสถยี ร โพธนิ นั ทะ. เมธตี ะวันออก. หนา้ ๒๐๓.
๒๑เสถียร โพธินันทะ. เมธีตะวันออก. หนา้ ๒๐๖.
๒๒เสถยี ร โพธินันทะ. เมธีตะวันออก. หน้า ๒๒๙.

๗๐

และกันดว้ ย ความทกุ ข์ยากต่างๆ เกินมาจากท่ีรัฐและประชาชนชอบก้าวก่ายหน้าที่ซึ่งกันและกันและการกระทําที่
ขัดตอ่ ธรรมชาติแม้ว่าเหลาจ้อื จะได้นาํ เสนอทฤษฎคี วามเป็นอสิ ระของผู้คนในรัฐก็ตาม แต่ในมุมหน่ึงทิดสะดีท่ีกล่าว
มานนั้ ก็ยากทจ่ี ะบรรลวุ ตั ถุประสงคไ์ ด้ หมายความว่าเป็นเร่ืองยากท่ีจะนํามาปฏิบัติ เพ่ือเป็นการประจักษ์ในทฤษฎี
ดังกล่าวให้มีผลทางด้านปฏิบัติ เหลาจื๊อจึงเสนอรัฐที่ดี ในการนําแนวคิดนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้คือ การทําภาพ
ให้เป็นรัฐเล็กๆ มีพลเมืองน้อย เพราะว่าเมื่อคนมากเร่ืองยุ่งๆก็มาก เม่ือแรดน้อยเร่ืองยุ่งๆก็น้อยลง รักใหญ่
ส้ินเปลืองทางเศรษฐกิจ ปกครองลําบาก สู้รัฐเล็กๆปกครองง่ายกว่า๒๓การปกครองรัฐน้ันผู้นําจะต้องเป็นปราชญ์
จําเป็นต้องอาศัย เต๋า เป็นแนวทาง เป็นอุดมคติ ในการดําเนินวิถีการปกครองการอาศัยกําลังอํานาจทางทหาร
อย่างเดียวไม่สามารถทําให้รักสงบสุขได้ เพราะว่าที่ไหนก็ตามมีกองทัพตั้งอยู่ ท่ีน่ันก็ต้องมีสภาพท่ีรกร้างว่างเปล่า
ตามมาอย่างแนน่ อน เกี่ยวกบั รบั น้นั เหลาจ้ือได้เสนอรัฐเอาไวเ้ ปน็ ๓ประเภทคอื
๑ )รัฐบาลทป่ี กครองประชาชนโดยทปี่ ระชาชนไมร่ สู้ ึกว่าตนเองถูกปกครอง เพราะเป็นรัฐบาลที่ดําเนินคดีตามแบบ
เสรนี ยิ มและธรรมชาตินิยมอยา่ งแทจ้ รงิ ถอื วา่ เป็นรัฐท่ีดที ส่ี ุด
๒) รฐั บาลท่ีปกครองประชาชนดว้ ยวิธกี ารสรา้ งคุณงามความดใี ห้ประชาชนได้ประโยชน์ ประชาชนก็จะสดุดีผู้นํารัฐ
น้นั ๆ รฐั บาลประเภทนี้นับวา่ มีความดี แต่ไม่ประเสริฐเท่าข้อแรก
๓) รัฐบาลท่ีใช้อํานาจปกครองรัฐ ด้วยการกดข่ีประชาชนและเที่ยวยุ่งเก่ียวข้องกับความเป็นอยู่ ความเป็นส่วนตัว
ของประชาชนจนเกนิ เหตุทาํ ใหป้ ระชาชนไม่เป็นตวั ของตวั เองรฐั บาลประเภทนี้ถือว่า เป็นรฐั บาลทเ่ี ลวที่สุด
นอกจากรัฐท่ีดตี ามท่เี หลาจื้อเสนอแลว้ แม้แตร่ ะบบการศกึ ษาในรฐั นั้นๆ ตามแนวคิดของเหลาจ้ือ การศึกษาเป็นสิ่ง
ที่นํามาซึ่งความวุ่นวายยุ่งยากมากกว่า คนฉลาดมากป๎ญญายิ่งมากข้ึน เพราะการศึกษาไม่อาศัยเขาเป็นมักคาน้ัน
ย่อมนํามาซ่ึงความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันตลอด นํามาซ่ึงการเปรียบเทียบให้เกิดความเหลื่อมล้ําตํ่าสูงในสังคม
ดังนั้น โรงเรียนต่างๆก็ไม่จําเป็นต้องมี ถ้ามีก็ต้องสั่งให้ปิดหมดเพราะคืนให้มนุษย์เรียนรู้อะไรมากยิ่งข้ึน มีความ
ฉลาดมาก การจะห้ามไม่ให้ผู้คนเหล่านั้นนําความรู้ไปใช้ผิดประเภทก็เป็นการยากท่ีจะปูองกัน ตามแนวคิดของ
เหลาจอื้ เขาประมาณการศกึ ษาในลักษณะทว่ี ่าความรูท้ ่วมหวั แต่เอาตัวไม่รอด รู้มากยากนาน รู้น้อยพลอยรําคาญ
ดงั น้ันไม่รู้เลยจะดีเสียกว่าจะสังเกตเห็นในยุคป๎จจุบันน้ี โลกกําลังเดือดร้อนวุ่นวายเพราะเป็นผลผลิตมาจากคนท่ีมี
ความฉลาดกันท้ังน้ัน ไม่ว่าด้านวัตถุหรือด้านความคิด แนวคิดในการจัดการศึกษาตามทัศนะเหลาจื๊อน้ันก็ไม่ใช่ว่า
จะผิดหมดเสียทีเดียวการท่ีมีรัฐที่ดี ท่ีสําคัญก็คือผู้นํารัฐนั้นต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างท่ีจะนํารัฐไปสู่ความสงบ
รม่ เย็นไดอ้ ันดับแรกกค็ อื ผ้นู าํ ต้องมีเตา๋ เป็นอดุ มคติ และต้องมีองค์ประกอบอีกหลายอย่างคอื
๑ )ไม่โลภไม่มักใหญ่ใฝุสูงในฐานะตําแหน่งเพื่อตนเองดังปรากฏอยู่ในเต๋า เต๊ก เก็ง บทที่ ๗ที่ว่าแผ่นฟูาแผ่นดินมัน
ยืนยงอยไู่ ดน้ านเพราะวา่ มนั ไมม่ ีความโลภในการดาํ รงอยเู่ พ่ือตนเองนานๆ
๒) มคี วามสภุ าพอ่อนโยน ไมท่ ําตนเองเหมอื นคนอนื่ หรอื สลบั สาํ คัญกว่าคนอ่ืน ที่ปรากฏในเต๋า เต๊ก เต็ง บทท่ี ๗ว่า
“ ดังน้ันปราชญ์พึงทําตนให้เป็นผู้ตามหลังประชาชน แต่เขากลับจะได้เป็นผู้นําประชาชน” แล้วในบทท่ี ๖๖ว่า

๗๑

มหาสมุทรนับว่าเป็นจอมแห่งวารีทั้งมวลก็เนื่องมาจากว่ามันอยู่ที่ตํ่ากว่าลําทานเหล่าน้ัน บทท่ี ๒๔ก็ได้กล่าวเอาไว้
ว่า ผู้ท่ียืนเขย่งปลายเท้าเพ่ือให้อยู่เหนือคนอื่นย่อมยืนอยู่ได้ไม่นาน ผู้ยกตนเองจะไม่มีชื่อเสียง พูดโอ้อวด จะไม่มี
ใครเชอื่ ถือ ผ้ลู าํ พองจะไมไ่ ด้เป็นหัวหน้าในหมูบ่ ้าน
๓) ไม่เห็นแก่ตวั ซ่งึ ปรากฏในเตา๋ เต๊ก เก็ง บทที่ ๗ที่ว่า ปูาเพ่ิงสละความเห็นแก่ตัว ดังนั้น เขาจะได้อะไรเยอะแยะ
เหลืออยู่ เนอื่ งจากปราชญ์เป็นผู้ไม่เห็นแก่ตัว เขาจึงสามารถบําเพญ็ ประโยชนใ์ ห้บริบรู ณไ์ ด้
๔) มจี ติ เมตตากรุณา ดงั ปรากฏในบทท่ี ๔๙ว่า ปราชญอ์ ยูใ่ นโลกอย่างสงบและกลมกลืน มีใจกรุณาต่อทุกคน คนใน
กช็ ่ืนชมและเชอ่ื ฟง๎ ท่านปฏิบัติต่อประชาชนด่วนเชน่ ปฏบิ ัตติ ่อบตุ รของตน
๕) มีชีวิตท่ีเรียบง่าย ไม่ฟุมเฟือยหรูหราเกินหน้าประชาชน ในบทที่ ๕๓ที่ว่า เม่ือผู้บริหารบ้านเมืองหลวงในความ
รุ่งโรจน์ ได้นาก็ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า ในยุ้งฉางก็ปราศจากข้าวแต่พวกเขา ผู้นํา กลับแต่งแพรพรรณอย่างโอ่
อ่า คาดกระบีอ่ วดศกั ดา เดนิ กินอย่างฟมุ เฟอื ย มีทรัพย์มากเกินความจําเป็น ควรจะเรียกผู้ปกครองเหล่านั้นว่าเป็น
พวกมหาโจร ห่างไกลเหลอื เกินจากทางแห่งเตา๋
๖) มีสัจจะและยุติธรรม ในคัมภีร์เต๋า เต๊ก เก็ง ได้กล่าวเอาไว้ว่า ผู้ปรารถนาจะเป็นจอมคน อยู่เหนือประชาชนพ่ึง
บาํ เพ็ญต้นให้ปากกบั ใจตรงกนั

๒.๗ สรปุ แนวคดิ ทางปรชั ญาของเหลาจือ้

แมว้ ่าหลกั ธรรมในศาสนาเตา๋ จะมีมากลึกซงึ้ ก็ตาม แตก่ ็มีบางแง่บางประเดน็ ท่ีนา่ จะพิจารณาตามความ
จรงิ ในอีกมมุ มองหน่งึ ปรชั ญาเตา๋ ม่งุ เนน้ ใหผ้ ศู้ กึ ษามีความสขุ สงบ ทงั้ ในดา้ นตนเองและสงั คมนาประโยชนใ์ ห้
เกิดแก่โลก ซ่ึงหลักธรรมส่วนมากเน้นให้ผูศ้ ึกษามองเห็นความเป็นจริงของสังคมมนุษย์ แต่ว่าความจริง
บางอยา่ งท่ีเหลาจือ้ ออาจจะมองเพียงดา้ นเดียวเม่ือเปรียบเทียบในปัจจบุ นั เชน่ กรณีไม่ตอ้ งการใหม้ ีการศกึ ษา
มาก หรือไม่ตอ้ งการใหค้ นฉลาดมากไป การศึกษาถา้ เหลาจือ้ ไม่ส่งเสริมประชาชนจะรูส้ ่ิงตา่ งๆ และสามารถ
ดาเนินชีวิตอยู่ในโลกนีไ้ ดอ้ ย่างไร มนุษยส์ ่วนมากไดร้ บั ความสุข ความเจริญในทุกวันนีก้ ็เพราะว่ามนุษยม์ ี
การศกึ ษา แมว้ า่ จะดา้ นสาธารณสขุ ดา้ นวิทยาศาสตร์ เป็นตน้ ถา้ หากว่าไมม่ ีการศกึ ษาจริงๆ แลว้ อารยธรรม
ของมนษุ ยจ์ ะปรากฏบนโลกนีไ้ ดอ้ ย่างไร นอกจากนนั้ ถา้ จะเนน้ ไปท่ีจะใหท้ กุ คนเขา้ ถึงเตา๋ มีหลกั ประกอบอะไร
หรือไม่ว่า ทุกคนสามารถเขา้ ถึงเต๋า ความจริงอย่างหน่ึงของมนุษยก์ ็คือ ทุกคนยังมีความโลภ โกรธ หลง
ตอ้ งการช่ือเสียง ลาภ ยศ การท่ีจะไปบงั คบั ใหท้ กุ คนปฏิบตั ิตามเตา๋ บางทีก็อาจจะเป็นการไปบงั คบั เขาเท่ากบั
เป็นการฝืนธรรมชาติของเขาเอง ซ่ึงแยง้ กับคาสอนในปรชั ญาเตา๋ อย่างไรก็ตามสงั คมมนุษยต์ ามแนวคิดของ
ปรชั ญาเต๋าก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นสงั คมแบบยูโทเปี้ยน หรือสงั คมเพอ้ ฝันเกินไป ส่วนมากสามารถนามาใชใ้ นการ
ปฏิบตั ิจริงในชีวิตและไดร้ บั ประโยชนจ์ ากการปฏิบตั ินนั้ อิทธิพลอย่างหน่ึงอนั เกิดจากศาสนาเต๋าก็คือ การ
แสดงออกทางสุนทรียศาสตร์ หรือศาสตรท์ ่ีว่าดว้ ยความงามศิลปินส่วนมากไดร้ บั แนวคิดจากปรัชญาเต๋า
ผลงานท่ีออกมาจึงมีความงดงามย่ิงนกั ภาพวาดท่ีปรากฎส่วนมากจะเป็นไปในลกั ษณะธรรมชาติของป่ าเขา

๗๒

ลาเนาไพร ความสงบวิเวก ผไู้ ดช้ มก็มีความเพลิดเพลินและมีความสงบภายในลึกๆ จึงไมแ่ ปลกท่ีชาวจีนนิยม
ยดึ หลกั ของธรรมชาติเต๋าไปใชใ้ นการหาความสงบสุขทางใจ นห้ นกั ธรรมชาติของขงจือ้ มาดาเนินชีวิตในการ
เป็นอยู่ปัจจุบนั นับไดว้ ่า ปรชั ญาเต๋ามีอิทธิพลต่อการดาเนินชีวิตของชาวจีนเป็นอย่างมากจนถึงปั จจุบนั นี้
ศาสนาเตา๋ ก็ยงั ปรากฏอยแู่ มว้ า่ จะมีการเปล่ียนแปลงไปมากในดา้ นแนวคดิ ทางปรชั ญาแบบดงั้ เดมิ และแนวคิด
ในปัจจบุ นั นกั บวชเตา๋ นิยมเรียกว่า “เตา้ หยิน ”แนวความคดิ ในปัจจบุ นั กลายมาเป็นแนวท่ีพิธีกรรมทางศาสนา
มากไป ค่อนข้างหนักไปในทางไสยศาสตรป์ ้องกันภูตผีปีศาจ แม้แต่นักบวชเต๋าก็หนั มาเน้นพิธีกรรมแทบ
ทงั้ หมด ศาสนาเตา๋ จงึ มีลกั ษณะคลา้ ยกบั ศาสนาพราหมณ์ คอื มีทงั้ หลกั คาสอนท่ีเป็นปรชั ญาและหลกั คาสอนท่ี
เป็นไปในทางเวทย์มนต์ขลัง ในพิธียันตร์ ยญั กรรมบวงสรวงตา่ งๆ
ดังนน้ั จึงสรปุ แนวคิดอุดมคตชิ ีวติ ของปรัชญาเตา๋ ในหวั ข้อ ๔หวั ขอ้
๑) จอ้ื ใจ เธอรูจ้ กั ตัวของตัวเองให้ถูกต้อง
๒) จอื้ เซง่ ผ้ชู นะตวั ของตวั เองได้
๓) จื้อจก คือมคี วามรจู้ กั พอด้วยตนเอง ไม่ทะเยอทะยาน
๔) จีอ้ เี้ ต๋า คือมีเต๋าเปน็ อุดมคติ

เชงิ อรรถ

๑. เสถียร โพธินันทะ. เมธตี ะวันออก. ( กรุงเทพฯ: ทวีพมิ พด์ ,ี ๒๕๒๒). หนา้ ๑๖๘.
๒. เสถียร โพธินนั ทะ. เมธตี ะวนั ออก. ( กรุงเทพฯ: ทวีพิมพ์ดี, ๒๕๒๒ ). หน้า ๑๖๙.
๓. เสฐยี ร พนั ธรงั สี. ศาสนาเปรยี บเทยี บ. (กรุงเทพฯ: เยลโล่การพิมพ์. ๒๕๔๒ ) หน้า ๒๒๐
๔. จินดา จันทรแ์ ก้ว. ศาสนาป๎จจุบัน. (กรงุ เทพฯ: มหาจุฬารงกรณราชวทิ ยาลัย. ๒๕๓๒ ). หน้า ๙๕.
๕. ดนัย ไชยโยธา. นานาศาสนา. (กรุงเทพฯ: โอ เอส พร้นิ ต้ิงเฮ้าส์,๒๕๓๙ ). หน้า ๒๖๓.
๖. เสฐยี ร พันธรังส.ี ศาสนาเปรียบเทยี บ. หน้า ๒๑๙.
๗. เสถยี ร โพธนิ ันทะ. เมธีตะวนั ออก. หนา้ ๑๗๑.
๘. ดนยั ไชยโยธา. นานาศาสนา. หนา้ ๒๖๔.
๙. เสถียร โพธินันทะ. เมธตี ะวนั ออก. หน้า ๑๗๙.
๑๐. เหลาจอ้ื . คมั ภีร์คณุ ธรรม. แปรโดย สมเกรยี ร สุขโข. (กรงุ เทพฯ: เจริญรฐั การพิมพ,์ ๒๕๓๓ ). บทที่ ๔๙.
๑๑. เหลาจื้อ. คัมภีรค์ ณุ ธรรม. แปรโดย สมเกรยี ร สขุ โข. (กรงุ เทพฯ: เจรญิ รฐั การพิมพ,์ ๒๕๓๓ ). บทที่ ๖๗.
๑๒. ราชบณั ฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕. (กรงุ เทพฯ:อกั ษรเจิญทัศน,์ ๒๕๓๘)

หนา้ ๓๕๘.
๑๓. เสถยี ร โพธนิ ันทะ. เมธตี ะวนั ออก. หน้า ๑๘๐.
๑๔. เสฐียร พันธรงั ส.ี ศาสนาเปรยี บเทียบ. หนา้ ๒๒๖.

๗๓

๑๕. จินดา จันทรแ์ ก้ว. ศาสนาเปรียบเทียบ. หน้า ๒๒๖.
๑๖. ธรรมจักร, (นามแฝง) ศาสนาทว่ั ไป (กรุงเทพฯ: โอเดยี นการพมิ พ์, ๒๕๑๓ ). หนา้ ๔๐
๑๗. ทองหล่อ วงษ์ธรรมมา. ปรชั ญาจีน (กรุงเทพฯ: โอ เอส พรน้ิ ติง้ เฮ้าส์, ๒๕๓๘). หนา้ ๔๒
๑๘. เสถียร โกเศศนาคะประทปี , ( นามแฝง ) . ลทั ธขิ องเพ่ือน. (กรุงเทพฯ: พริ าบ, ๒๕๔๐) หน้า๒๖๗.
๑๙. เสถยี ร โพธนิ นั ทะ. เมธีตะวนั ออก. หน้า ๑๒๓.
๒๐. เสถยี ร โพธินนั ทะ. เมธีตะวนั ออก. หน้า ๒๐๓.
๒๑. เสถียร โพธินันทะ. เมธตี ะวนั ออก. หน้า ๒๐๖.
๒๒. เสถียร โพธินันทะ. เมธีตะวันออก. หนา้ ๒๑๕.
๒๓. เสถยี ร โพธนิ ันทะ. เมธีตะวันออก. หนา้ ๒๑๘.
๒๔. เสถียร โพธินันทะ. เมธตี ะวันออก. หน้า ๒๑๓.
๒๕. น้อย พงษส์ นิท. ปรัชญาจีน. (กรุงเทพฯ: โอ เอส พริน้ ตงิ้ เฮ้าส,์ ม.ป.ป.). หนา้ ๕๖
๒๖. เสถียร โพธนิ ันทะ. เมธีตะวนั ออก. หน้า ๒๒๙.

๗๔

บทท่ี ๓
ปรชั ญาขงจื้อ( Confucianism )

ประวตั ิขงจ้อื

ขงจื้อพ้ืนเพเดิมเป็นคนรัฐซ้องนายแต่พอรัฐซ้องเกิดความไม่สงบครอบครัวเขาจึงได้อพยพมาอยู่รัฐลู้ทิศตะวันตก
เฉยี งใตข้ องมณฑลซานตุงในปจ๎ จุบัน ขงจื้อเกิดเม่ือวันที่ ๒๗กันยายนก่อนการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ๘ปีและ
ถึงแก่กรรมเม่ือ พ.ศ.๒๖ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าขงจ้ือเกิดร่วมสมัยพระพุทธเจ้าเม่ือขงจื้อเกิดในพระพุทธเจ้ามี
พระชนมายุ ๗๒พรรษา คําว่า ขง นน้ั ซ่ึงแปลวา่ นักปราชญ์หรอื อาจารยส์ ว่ นคาํ วา่ ขงฟูเชยี ส
( Confucius ) นั้นนิยมเรียกกันจากนักปราชญ์ตะวันตก บิดาชื่อ จูงเหลี่ยง หรือ ซกเหล่ียยิด มารดาชื่อจินไจ๒๔
หนงั สอื บางเลม่ กลา่ วว่าบดิ าขงจื้อชื่อ หงึกเล้ียงสก มารดาชือ่ ง่วนสี๒๕

ขงจอ้ื มชี ่ือเดมิ วา่ คิวซ่ึงแปลว่าภูเขาท้งั น้กี เ็ นื่องมาจากบิดาของเขาได้ทําการขอบุตรจากเทพเจ้าแห่งภูเขาจึง
มีการตั้งชื่อให้เหมือนกับเทพเจ้าภูเขากล่าวกันว่าตระกูลของบิดาขงจ้ือน้ันมีฐานะรํ่ารวยมากแต่พอย้ายมาอยู่ใน
แคว้นลู้ กไ็ มส่ ามารถนําทรัพย์สนิ มาไดจ้ งึ ทาํ ใหฐ้ านะยากจนบดิ านนั้ มสี ายเลอื ดเปน็ ทหารช่วงชวี ิตของขงจื้อเมื่อตอน
เป็นเด็กนั้นมีความลําบากมากเน่ืองจากบิดาได้ตายจากไปเมื่อเขาอายุได้เพียง ๓ปีเขาเป็นเด็กที่มีสติป๎ญญาดีมาก
เรียนเก่งและมีความอดทนเป็นเลิศสิ่งที่เขาต้องการคือการได้รับเข้าข้าราชการในเมืองหลวงการศึกษาเท่านั้นท่ีจะ
เป็นบนั ไดให้ความหวังที่วาดไว้สาํ เรจ็ ได้เขาจึงทุ่มเทใหก้ ารศึกษาอยา่ งจริงจัง

ตอ่ มาไมน่ านนักมารดาของเขากไ็ ด้จากไปอีกในชว่ งเวลาทเี่ ขาอยู่ในวัยหนุ่ม นับว่านํามาซ่ึงความสูญเสียแก่
ขงจ้ือเป็นอย่างมาก แต่ไกลน้ันเขาก็ไม่เคยย่อท้อยังคงทุ่มเทมุ่งหน้าศึกษาต่อไป และจบการศึกษาในสาขาต่างๆ
มากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านดนตรี อักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เป็นต้นเมื่อเขาอายุได้ประมาณ ๑๙ปีก็ได้
แต่งงานกบั หญิงมีตระกลู คนหนง่ึ และมบี ตุ รคนหนงึ่ ชื่อวา่ ขงลี้๒๖

เม่ือแรกเข้ารับราชการเป็นพนักงานปศุสัตว์ที่กรมเกษตร อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นตําแหน่งเล็กๆทีเดียวเม่ือ
เทียบกับความรู้ที่มีอยู่ ต่อมาก็ย้ายไปเป็นพนักงานตรวจสอบบัญชีที่กระทรวงคลัง แต่กระนั้นก็มีคนหวังดีให้ข้อคิด
ต่อขงจ้ือว่า การงานที่ทํามานี้เป็นการทํางานที่ไม่เหมาะสมกับความรู้ของขงจ้ือเอาเสียเลย แต่ขงจ้ือก็ตอบว่า “ให้
ฉันเป็นเจ้า หน้าที่ควบคุมปศุสัตว์ ฉันก็จะทําให้สัตว์อ้วนพีสมบูรณ์ ให้ฉันเป็นพนักงานตรวจสอบบัญชีฉั นก็
ตรวจสอบบญั ชไี ม่ให้ผิดพลาดได้ ”๒๗การทขี่ งจื้อไดเ้ ข้ามาทาํ งานราชการนับว่าเป็นความรู้ และประสบการณ์ท่ีดีต่อ

๒๔เสฐียรพนั ธรงั ส.ี ศาสนาเปรยี บเทยี บ. ( กรุงเทพฯ: เยลโลก่ ารพิมพ,์ ๒๕๔๒ ).หน้า ๒๔๒
๒๕เสถียร โพธนนั ทะ. เมธตี ะวันออก. ( กรงุ เทพฯ: ทวีพมิ พด์ ี, ๒๕๒๒ ).หน้า ๔๒
๒๖เร่ืองเดียวกนั . หน้า ๙๙
๒๗เร่อื งเดียวกัน. หน้า ๔๖

๗๕

ขงจอ้ื ยิง่ นกั ทง้ั นี้ทําให้เขาเห็นความแหลกเหลว ความไม่ยุติธรรม การเอาเปรียบของผู้นํา ในระบบราชการน่ีก็เป็น
สาเหตุอันสําคัญท่ีทําให้เขามีแนวคิดท่ีจะปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบของรัฐเสียใหม่ พอดีในช่วงนั้นเกิดการ
เปลี่ยนแปลงทางการเมืองเจ้านครต้องหนีหลบภัย แม้แต่คงเจอเองก็เช่นกัน ทําให้เขายังไม่สามารถท่ีจะเผยแผ่
แนวคิดได้ถึงแม้ว่าช่วงท่ีเขาต้องระหกระเหินไปสถานท่ีต่างๆก็ตามก็ยังมีลูกศิษย์มากมายมาขอศึกษาเล่าเรียนด้วย
ขงจ้ือก็ต้องทําหน้าที่เป็นท้ังครูและพยายามทําหน้าท่ีในการจะเสนอแนวคิดในการปรับปรุงบ้านเมืองพร้อมๆกัน
ต่อมาขงจ้อื ก็ไดท้ ํางานในรัฐหนึง่ เจ้าเมอื งชือ่ ชีเ้ กง็ กง ไดถ้ ามถึงหลกั การในการทําใหบ้ า้ นเมืองสงบสุข ขงจื้อได้ตอบ
ว่า “ผู้ปกครอง ต้องทําหน้าท่ีปกครองให้สมบูรณ์ ขุนนางก็ทําหน้าที่คุณนางให้สมบูรณ์ บิดาทําหน้าท่ีบิดาให้
สมบูรณ์ บุตรก็ทําหน้าที่ของบุตรให้สมบูรณ์” ๒๘ไม่ได้รับความเอาใจใส่จากผู้นํามากนัก แต่ขงจ้ือก็พยายามสอน
ศิษย์ให้มากที่สุดเพื่อถ่ายทอดอุดมการณ์ ชื่อเสียงของเขาจึงได้แผ่กระจายไปอย่างกว้างขวางจนบ้านเมืองมอบ
อํานาจในการตรวจตราในฝุายยุติทําให้ขงจ้ือดําเนินเพ่ือแก้ไขป๎ญหาต่างๆท่ีพอกพูนอยู่ให้หมดไป ขงจื้อเองได้เสนอ
แนวคิดที่เป็นหลักรัฐศาสตร์ทส่ี ําคญั ไวว้ ่า “ ประโยชนท์ ย่ี ิง่ ใหญ่ท่ีสุดทรี่ ัฐบาลควรจะไดไ้ ม่ใช่การเก็บภาษีจากราษฎร
แต่ประโยชนต์ อ้ งมาจากการทีพ่ ลเมอื งมีความประพฤตดิ ี มีความเช่อื วา่ รฐั บาลปกครองด้วยดี ” ๒๙

อย่างไรก็ตามประวัติของขงจื้อเขาไมเ่ คยทอดทง้ิ การสั่งสอนศษิ ย์ เม่ือเขาผ่านเมืองไหนก็จะแนะนําการ
ปกครองท่ีดใี ห้ เมอื งไหนมีการปกครองทดี่ ีอย่แู ล้ว เขาก็ส่งเสริมสนับสนุนต่อไป ส่วนเมอื งไหนยังไม่เรยี บรอ้ ยเขาก็
หาวธิ กี ารแก้ไขใหส้ ําเร็จด้วยดี ตอ่ ไปเร่ือยๆ การกระทาํ อย่างนกี้ นิ เวลาเกอื บ ๑๐ปี ในท่สี ดุ เขาก็กลบั มาแควน้ ลู่
ตามเดิม แต่ไม่ได้รบั ราชการเขาพยายามรวบรวมคําสอนต่างๆขึน้ เปน็ ตํารา มีวชิ าปรัชญา กาพย์กลอนอักษรศาสตร์
เปน็ ต้น

ลกั ษณะนสิ ัยของขงจ้ือน้ัน เขาเป็นคนมีนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ ไมย่ อมเป็นผ้ฉู ลาดกว่าคนอืน่ อัน
เป็นหลกั เฉพาะของนักปราชญ์ทด่ี ี เขาไมเ่ คยบอกวา่ คดิ หลักธรรมอะไรใหม่ๆขึ้นมา แตเ่ ขาบอกวา่ ไดน้ ําคําสอนต่างๆ
มาจากคนอ่ืน เชน่ เหลาจ้ือเป็นตน้ แลว้ นาํ ความรูน้ ้ันมาถ่ายทอดอีกทีหน่ึง เขามีคุณพิเศษกค็ ือชอบการสอนศิษย์
อย่างไมร่ จู้ ักเหน็ดเหนื่อยและเปน็ คนชอบการศกึ ษาค้นควา้ ยิ่งนัก ปรารภอยเู่ สมอก็คือ เขายอมรับว่าเขามขี ้อเสยี อยู่
หลายอยา่ ง และไม่สามารถทําอะไรได้อยหู่ ลายประการ ถึงขนาดขอเวลาให้เขาศึกษาสกั ๕๐ปจี ึงจะสามารถตอบ
คาํ ถามต่างๆได้หมด

ขงจือ้ ถึงแก่กรรมดว้ ยอารมณ์อารมณ์ท่ีไม่สจู้ ะราบร่นื นัก เม่ืออายุ ๗๒ปี ปีก็ส้นิ ชีพ ขงจือ้ ไดพ้ ูดว่า “ คนท่ี
นา่ กลวั ทสี่ ดุ คอื เสนาบดีทท่ี รยศและลกู ที่ไม่เชื่อฟ๎ง ” กอ่ นสิ้นลมนน้ั เขาได้คตเิ ตือนใจวา่ “ขนุ เขาก็ต้องสลายไปเสา
หลักอนั แข็งแกร่งกจ็ ะหักสะบั้นไป ชวี ิตนักปราชญก์ ็ร่วงโรยไปเหมือนรุกขชาติ ในอาณาจักรนไี้ ม่มีใครเช่ือฟ๎งเรา
เวลาของเราก็มาถึงแล้ว ”๓๐ลทั ธขิ งจือ้ (ในหนังสือศาสนาเปรียบเทียบของศาสตราจารย์ เสถียรพนั ธรงั ษีใช้คําวา่

๒๘เร่อื งเดียวกัน. หน้า ๕๔
๒๙เสถยี ร พันธรังส.ี ศาสนาเปรยี บเทยี บ.หนา้ ๒๔๕.
๓๐เรือ่ งเดียวกัน. หนา้ ๒๔๖

๗๖

ศาสนาขงจ้ือ แต่ผเู้ รียบเรียงขอใช้ศัพท์เรยี กวา่ ลัทธิ ตามแบบของเสถียร ( โพธนิ ันทะ - ผ้เู รยี บเรียง ) คําสอนของ
ขงจื้อน้ันแบ่งออกเป็น ๒หมวดใหญๆ่ คือ จงิ (Chilg) และ ชู แปลวา่ ตาํ รา และจงิ แบง่ ออกไปอีกเปน็ ๖ส่วน และชู
แบง่ ออกเป็น ๔ส่วนดงั น้ี

๑. คมั ภีรก์ าพย์ ขงจื้อชําระเองเปน็ คตี กถา มีอย่ดู ้วยกนั ๓๐๕บท ซึ่งคดั เอามาจากคีตอื่นๆมากกวา่
๓,๐๐๐บท

๒. คมั ภรี ์ประวัติศาสตร์ ขงจ้อื ชําระ ข้อความสว่ นใหญ่ในเอกสารเหล่านี้ มเี รื่องเก่ียวกับการกระ สัตย์
ปฏญิ าณเพ่ือปลุกขวัญก่อนสงคราม ตราต้งั เจา้ ผู้ครองนคร ตา่ งๆ ของจกั รพรรดใิ นราชวงศ์โจวหรืออักษรคําสง่ั ของ
จกั รพรรดิ ถงึ เสนาบดหี รือขนุ นาง บันทกึ ว่าพิธีใหญ่ๆ และมภี าษิตสาํ คัญของนักปราชญ์ในยคุ นนั้ ๆ

๓. บันทึกประวตั ศิ าสตรว์ สนั ต์และฤดสู ารท เป็นการเขยี นเกยี่ วกบั การปกครองของเจ้าเมืองลู้ ๑๒องค์
เนื้อหานัน้ คงช่ือได้ทําการแทรกศีลธรรมและความยุติธรรมไวม้ าก มีทง้ั หมดทเ่ี กี่ยวกบั จารีตประเพณตี า่ งๆซง่ึ นบั ว่า
มปี ระโยชน์ตอ่ อนชุ นอย่างยง่ิ

๔. คมั ภรี จ์ ารตี พิธี ขงจ้ือเคยกลา่ ววา่ “ บุคคลจะไม่มีรากฐานอนั มน่ั คงในชวี ติ ถ้าหากไมศ่ ึกษาจารตี พิธี ”
จารีตพิธมี ี ๒อยา่ งคอื เกี่ยวกับวธิ กี ารติดต่อกนั ทางสงั คม และพิธีเกีย่ วกับการรับรองบุตร การแต่งงาน การไว้
ทกุ ข์ การเซ่นไหว้ คัมภีรเ์ ลม่ นี้เป็นรากฐานของสงั คมและรฐั

๕. คมั ภีรแ์ ห่งการเปล่ยี นแปลง คมั ภีร์นี้พระเจ้าบมุ๋ ออ่ งเปน็ ผู้นพิ นธ์ ขงจอ้ื นํามาวิเคราะห์และเสนออรรถ
กถา ร่วมกับคนอื่นๆ นับว่าเป็นมรดกอันลา้ํ คา่ ของวัฒนธรรมจีน

๖. คมั ภรี ์ดนตรี คมั ภรี เ์ ล่มนี้ไมป่ รากฏอีกแล้ว
ชู มีอยู่ ๔ส่วนคอื ( รวบรวมหลังจากขงจื้อสนิ้ ชพี แลว้ )

๑. ต้าสยุ เปน็ คาํ สอนเก่ยี วกับคุณธรรม โดยศิษยข์ องขงจอ้ื แยกออกมาจากคมั ภรี ์จารีตพิธี คมั ภีร์น้ีเป็น
รากฐานการศึกษาของรัฐบรุ ษุ โดยเฉพาะนักปกครองและใช้เป็นตําราศึกษาจารีตโบราณ

๒. จงุ ยุง เป็นคําสอนเก่ยี วกับการปฏบิ ตั ิทางสายกลางส่วนใหญเ่ นน้ เกยี่ วกบั ปรชั ญาของขงจือ้ ว่าด้วย
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งมนษุ ย์และระเบียบทางศีลธรรมของโลก

๓. ลุนยู มีลักษณะเปน็ คํากลอนส้ันๆ ของอาจารย์ทํานองเป็นภาษิต เป็นการบันทึกการดําเนิน
ชีวิตประจําวันของขงจือ้ และการสนทนากบั บุคคลอืน่ ๆ รวมไปถึงการบนั ทึกจากปากคําของขงจื้อ

๔. เมง่ จ้อื เมอ่ื ขงจ้อื ส้ินชพี ไปประมาณ ๑๐๐ปี เม่งจ๊ือ ศิษย์ของขงจอ้ื ได้ทาํ การรวบรวมขึ้นมาส่วนมากเป็น
คําสอนของขงจื้อและไดท้ าํ การเผยแผไ่ ด้มากทีส่ ดุ และเป็นที่รู้จกั มากทส่ี ุดด้วย และในคัมภรี ท์ ้ังหมดนน้ั ชูท้ ้ัง ๔ มี
จุดสาํ คัญทีส่ ดุ เพราะเน้ือหาเป็นปรชั ญาช้ันสูง๓๑

๓.๒ ปรัชญาขงจื้อ

๑. ทรรศนะเก่ยี วกับสวรรค์หรือเทพเจา้ ขงจื้อได้พดู เก่ียวกับเร่อื งสวรรค์ อัน

๓๑เรือ่ งเดียวกนั . หน้า ๒๔๘

๗๗

หมายถึงโรคหน้าเอาไว้หลายแห่งซ่ึงความหมายของสวรรค์หรือเทพเจ้านั้น ต้องทําความเข้าใจก่อนว่าเหตุการณ์ที่
เผชญิ อยนู่ ้ันคืออะไร เพราะการที่ขงจือ้ พูดถึงสวรรค์นั้นมักมีแต่เหตุการณ์ท่ีสอดคล้องกับเร่ืองนั้นๆเสมอ เมื่อศึกษา
แนวคิดขงจ้ือแล้วจะเห็นว่าเขาไม่ได้เชื่อว่าโลกหรือ สรรพส่ิงเกิดมาจากสวรรค์หรือเทพเจ้าเป็นผู้บันดาลให้เป็นไป
กฎชะตาชีวิตของมนุษย์น้ัน มนุษย์เท่าน้ันเป็นผู้กําหนดเองเท่าน้ันพระเจ้าหาได้มีบทบาทไม่ แม้ว่าเขาจะเอ่ยถึง
สวรรค์บ่อยครั้ง กรณีท่ีแม่ทัพคนหน่ึงช่ือ ฮ่วนทวย ของเมืองซ้องอาฆาตของขงจื้อเอาไว้ และพยายามลอบทําร้าย
เขา แตเ่ ขากร็ อดมาได้ และไดพ้ ูดกบั ศษิ ย์เขาว่า “สวรรค์ได้อวยพรคุณนะทําให้ฉันแล้ว ฮ่วงทวยจะทําอะไรฉันได้ ”
ถ้าจะศึกษาให้ละเอียดแล้วอาจจะเป็นการพูดประชดประชันมากกว่า ดูเผินๆ คล้ายๆกับว่าแม้แต่สวรรค์ยังต้อง
คุ้มครองคนดีให้ปลอดภัยจากศัตรู การพูดถึงสวรรค์เช่นน้ีน่าจะเป็นการให้กําลังใจตนเองมากกว่าที่จะยกความดี
ใหก้ ับสวรรค์ท้งั หมด

การเอ่ยถงึ สวรรค์จะพดู ในขณะทเี่ ขาได้รับทุกขเวทนาหรือความโศกเศรา้ เสียใจอย่างหนักจนไมม่ ใี ครทีจ่ ะ
สามารถแบกรบั ภาระน้ันได้ การเอย่ ถงึ สวรรคใ์ ห้มารับรแู้ ละใหก้ ําลังใจ นบั วา่ เป็นจติ วิทยาทด่ี อี ยา่ งหน่ึงทีท่ ุกคนเมื่อ
พบกับสถานการณ์อยา่ งนน้ั จะต้องทาํ อยา่ งนั้นเสียส่วนมาก ดูท่าทีของขงจ้ือในเรื่องน้ีคงจะเป็นการประนปี ระนอม
ในเร่อื งของความเชอ่ื ของประชาชนในยคุ นน้ั ในลกั ษณะน้ีว่าจะไมเ่ ช่อื อํานาจพระเจ้า แต่กไ็ ม่ขดั ขวางหรือปฏิเสธใน
เรอ่ื งเหล่านี้ เปน็ การออ่ นโอนตามความเช่อื ของสงั คม ซ่ึงก็สอดคล้องกับลกั ษณะของเขาท่ีมคี วามออ่ นน้อมถอ่ มตน
ต่อสงั คมอยเู่ สมอ

ในบางครัง้ แม้ว่าเขาจะส่งเสริมใหป้ ระชาชนมีการทําพิธีบวงสรวงเทพเจา้ ก็ตาม แต่ก็ให้ขอ้ คิดในลกั ษณะอยา่
เอาชีวติ ไปให้พระเจ้าลิขิตเป็นอนั ขาด เขาพูดเอาไว้วา่ “ จงบูชาซากผสี างและเทพเจา้ แต่ก็อยใู่ หห้ ่างๆเอาไว้ ” เป็น
การพดู ให้แนวคดิ อยา่ งหน่งึ สาํ หรบั ผู้ปฏบิ ัตเิ ปน็ การเน้นให้คนเชอ่ื ตนเอง อยา่ งมงายในเรื่องเหลา่ นี้ สมยั หนึง่ เจา้
เมอื งหนงึ่ ถามขงจ้อื ว่า “ ความเจรญิ และความเสือ่ มของรัฐนัน้ สดุ แตพ่ ระบัญชาของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องของคนถูก
หรือไม่ ”ขงจื้อตอบวา่ “ ความเจรญิ และความเส่อื ม สุขหรือทุกข์มนุษยเ์ ป็นผกู้ ําหนดเองทั้งน้ัน จะอยู่ที่พระบญั ชา
ของพระเจ้าหรือหรอื ภัยจากดินฟาู อากาศก็หาไม่ ”๓๒

กเ็ ป็นการแสดงให้เหน็ ชัดวา่ เทพเจา้ หรือดินฟูาไม่ใชม่ ีอํานาจทจ่ี ะทําให้มนุษย์ประสบทุกข์หรือสขุ หากแต่
มนษุ ย์เปน็ ผูก้ าํ หนดเอง สวรรคห์ รอื เทพเจ้าเป็นองค์ประกอบหนึ่งท่มี นุษย์อา้ งถงึ ในบางกรณเี ท่าน้นั “ สวรรคไ์ ม่ได้
พูดอะไรเลย ฤดทู ัง้ ๔ กห็ มุนเวยี นเปลย่ี นไปตามปกติของมันเองสิง่ ท้งั ปวงกพ็ ฒั นาไปเรื่อยๆ ”๓๓แสดงให้เหน็
ทรรศนะเร่ืองนี้อยา่ งชัดเจนว่าขงจ้อื เชื่อเรอ่ื งกฎธรรมชาติมากกว่าและทุกส่ิงทกุ อย่างก็เป็นไปตามธรรมชาติ

๒)ทรรศนะเกยี่ วกบั โลกหน้า ขงจอ้ื ไดแ้ สดงใหเ้ ห็นแลว้ ว่าเขาไมเ่ ช่ือว่าอํานาจ

เทพหรือฟูาดนิ จะมีอํานาจเหนอื มนุษย์เรา ความดคี วามชวั่ มนุษยเ์ ปน็ ผกู้ าํ หนดทง้ั นั้น เม่ือเป็นดงั นีแ้ ล้วทรรศนะ
เรอ่ื งโรคหนา้ จึงมีการสอดคล้องกบั แนวคดิ เรอ่ื งเทพเจ้า กล่าวคือ แมส้ ว่ นตวั ของขงจ้ือเองจะมแี นวคิดเร่ืองความเช่ือ

๓๒เสถียร โพธนนั ทะ. เมธีตะวันออก.หนา้ ๑๑๗
๓๓เร่อื งเดียวกนั . หนา้ ๑๑๗

๗๘

ในวญิ ญาณ ซึง่ เขาเองก็บัญญัตเิ อาไว้ให้อนชุ นทาํ พธิ ีเซ่นสงั เวยบรรพบุรษุ ทถี่ ือวา่ จะขาดไม่ไดเ้ ป็นอนั ขาดก็ตาม แต่
การนาํ เสนอแนวคิดน้กี ็ไม่ไดห้ มายความว่า เขาจะพรรณนาถงึ ภพหนา้ เอาไวเ้ ลย แต่จะมาเน้นท่ีการเมือง จริย
ศาสตรท์ ่ีจาํ เป็นต่อการดํารงอยู่ของมนุษยท์ ้งั สนิ้ มีคนถามเขาวา่ มแี นวคิดเก่ียวกับเรอ่ื งผีและเทพเจา้ อย่างไรบ้าง
ขงจอื๊ ตอบว่า “ เรือ่ งของมนษุ ย์ดว้ ยกนั เองเรากย็ งั ไม่สามารถจะปฏิบัตใิ ห้ดีตลอด เรือ่ งอะไรจะไปปฏบิ ตั ติ อ่ ผสี างได้
เล่า ” นอกจากน้นั ยงั มีคาํ ถามที่วา่ “ เม่อื คนเราตายไปแล้วจะเป็นอยา่ งไร ” ขงจอ้ื ต่อว่า “ กเ็ ร่อื งการมีอยูข่ องคน
เรากย็ งั ไมส่ ามารถจะร้ไู ด้ ไฉนเลยจะไปรเู้ ร่ืองการตายไดเ้ ล่า ” ๓๔

จะเหน็ ได้วา่ ขงจื้อพยายามสอนมนษุ ย์ในเรื่องทม่ี นุษยก์ ระทําได้ มีได้ สามารถรับผลอันเกดิ จากการกระทํา
น้ันไดเ้ ท่านัน้ แมว้ ่าเป็นหนา้ ท่ี อยา่ งหนึง่ ท่จี ะต้องสอนเรื่องนอกตวั ก
ตามก็เป็นวิธีการอย่างหน่ึงในการให้มนุษย์เข้าถึงคุณธรรมบางอย่างที่สร้างสรรค์ให้มนุษย์มีความพยายามจะทํา
ความดีให้เกิดขึ้นมา การเน้นประโยชน์ในป๎จจุบันมากกว่าในอนาคตของขงจื้อนั้น นับว่าเป็นลักษณะพิเศษ ของ
ปรัชญาจนี ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั เรื่องเทพเจ้าหรือวิญญาณของบรรพบุรษุ ท่ีขงจื้อสอนใหอ้ นุชนรุ่นลูกหลานทําพิธีเซ่น
สงั เวยอันเป็นหนา้ ที่ท่ีจะขาดไมไ่ ดน้ ั้น เบ้อื งหลังอาจจะเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะเน้นให้มนุษย์มีความกตัญํูกตเวที
ผูม้ ีพระคณุ ตอ่ ตนเอง ท้ังที่สามารถมองเห็นได้คือมนุษย์และไม่สามารถจะมองเห็นได้คือเทพเจ้า จะสะท้อนออกมา
ให้นํามาคิดได้ว่าคนคนน้ันมีจิตใจงดงามแม้ว่าเทพเจ้าเขาก็ยังให้การเคารพ ส่ิงไม่จําเป็นท่ีจะกล่าวว่าเขาไม่กระทํา
ต่อมนุษย์ด้วยกัน ในลักษณะเช่นน้ัน การการที่คนกระทําเช่นนี้เขาก็ย่อมไม่กล้าท่ีจะกระทําความชั่วร้ายเพราะ
อํานาจแห่งความกลัวพระเจ้าลงโทษ จะเป็นการง่ายในการปกครองมนุษย์ของผู้นํา ที่จะสร้างสิ่งที่ดีต่อบ้านเมือง
ตอ่ ไป

๓) ทรรศนะเก่ียวกับโชคชะตามีนักปราชญ์หลายท่านให้ทศั นะเก่ียวกบั คาํ วา่ “เมีย่ ง”

ซึง่ แปลว่ากฎธรรมชาติ หรอื พรหมลขิ ิต ท้ังสองคําน้มี คี วามหมายต่อการเชอ่ื มโยงถงึ การเช่ือมในโชคชะตาของ
ขงจือ้ เปน็ อยา่ งมาก ถ้าจะถามว่า ของเธอนนั้ มคี วามเช่ือในเรอ่ื งพรหมลิขิตหรือไม่ มีนักปราชญ์บางท่านให้ข้อคิดว่า
“ ขงจื้อเป็นปุถุชน อะไรท่เี ป็นความเช่อื ตามวสิ ยั ปุถุชน ทาํ ไมขงจ้ือจะมไี ม่ได้ ” และปรากฏว่าเขาไดป้ รารภความ
สูญเสยี ในชวี ิตการทาํ งานต่อโชคชะตาหลายคร้ัง๓๕
แม้ว่าขงจื้อเองจะมีความคิดในการเช่ือในเร่ืองโชคชะตาอยู่เช่นกับคนท่ัวไปแต่เขาก็ไม่ใช่ว่าจะรอให้เป็นไปตาม
พรหมลิขิตนั้น ความพยายามต่างหากท่ีควรชื้อกระทําให้เกิดมีขึ้น การกระทําส่ิงใดก็ตามท่ีเกิดความสามารถท่ีเขา
จะทําได้ หรอื ประสบกับสงิ่ ที่ไม่พึงปารถนาสุดป๎ญญาที่จะแก้ไขได้ เขาก็จะปรารภเร่ืองโชคชะตาออกมาให้ปรากฏ
การกระทาํ เช่นนก้ี เ็ ปน็ การแสดงใหเ้ หน็ วา่ ขงจื้อแม้ว่าจะมีความเชื่อในเรื่องของพรหมลิขิตอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่งอมือ

๓๔เรื่องเดียวกนั . หน้า ๑๑๓
๓๕เร่ืองเดยี วกนั . หนา้ ๑๑๘

๗๙

งอเทา้ ในการแสวงหาความรู้เป็นส่ิงท่ีได้มาโดยการศึกษาค้นคว้าเท่าน้ัน “ ข้าพเจ้าเกิดมาไม่ใช่ว่าจะมีความรู้ติดตัว
มาด้วย ความรปู้ ระสบการณต์ า่ งๆทม่ี ีอย่เู กิดจากการศกึ ษาค้นควา้ วิจยั วิทยาการโบราณตา่ งๆตา่ งหาก ”๓๖

๔)ปรัชญาดา้ นการศึกษาปรัชญาด้านการศึกษาเกิดมาจากมรรควิธีอบรม ตนเองส่วนหน่ึง ท่ีทุกคนจึง

มีมาจากคําว่า “ แกะม้วย ” และ ตี้ใจ ซึ่งคําว่าแกะม้วย น่ันหมายถึง การเข้าใจเหตุผลในสถานการณ์ต่างๆอย่าง
แจม่ แจ้งและคาํ ว่า “ตี้ใจ” หมายถึงความเป็นผูม้ ีสติป๎ญญาเพราะเหตุมาจากการเข้าใจหลักเหตุผล ดังนั้น แกะม้วย
และต้ีใจ จึงหมายถึง หลักการศึกษาด้วยวิธีการท่ีประกอบไปด้วยเหตุผล ขงจ้ือเองตามประวัติน้ันเป็นบุคคลที่มี
ความใฝุรู้ใฝุศึกษามาต้ังแต่เด็กๆการศึกษาค้นคว้าจึงเป็นเร่ืองปกติของเขาและเขาได้กล่าวว่า “ การที่บุคคลไม่
อบรมตนเองใหเ้ ปน็ ผมู้ ีคณุ ธรรมอยา่ งหน่ึง การไม่แสวงหาวทิ ยาการอย่างหนึง่ ประสบความชอบธรรมแล้วไม่ปฏิบัติ
ตามธรรมนนั้ อยา่ งหน่ึง การมีทิฐิมากเกินไปโดยไมแ่ ก้ไขอย่างหนึ่ง ทีก่ ล่าวมาน้ีเปน็ ความทกุ ข์ของข้าพเจา้ ”๓๗
แนวคิดดงั กลา่ วแสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้สนใจในการศึกษาค้นคว้าอย่างดี ส่ิงขงจ้ือออกมาปฏิเสธความรู้อันเกิดมา
จากบุญวาสนา แต่หากเกิดมีข้ึนเพราะอาศัยการศึกษาในป๎จจุบันเป็นหลัก ซ่ึงเป็นปฏิปทาอันสําคัญด้านการศึกษา
ของเขา ใบประวัติของขงจื้อน้ันมีคนเคยไปถามจ้ือลู้ ซ่ึงเป็นสิทธ์ิของชื่อว่า ขงจ้ือเป็นคนเช่นไรและจื้อลู้ก็นําความ
น้ันไปบอกอาจารย์ขงจื้อกล่าวว่า “ท่านจงไปตอบเขาไปเถิดว่า อันตัวของขงจ้ือนั้น ถ้าปรารถนาจะศึกษาอะไรสัก
อย่างหน่ึงแล้ว บางทีถึงกับลืมกินอาหารก็มี เพราะมีความเพลิดเพลินในความรู้ท่ีได้ศึกษานั้น แม้แต่ความทุกข์ท้ัง
มวลก็ลืมได้ แมแ้ ตค่ วามแก่ชราซง่ึ กําลังเข้ามาเยือน ”๓๘นอกจากน้ันขงจื้อเองก็ได้คิดคติเกี่ยวกับการศึกษาเอาไว้ว่า
“ การศึกษาที่ปราศจากความคิดก็ไร้ประโยชน์ แต่หากมีการคิดที่ปราศจากการศึกษาแล้วนับว่าเป็นอันตรายอย่าง
ยิ่ง ”๓๙

ในสมัยหนึ่ง จี้กงถามขงจื้อว่า “ คนอย่างท่านน้ันสามารถเป็นเมธีชนได้หรือไม่ ” ขงจ้ือกล่าวว่า “ ข้าพเจ้าไม่
สามารถที่จะเป็นถึงเวทีชนได้หรอก ข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการศึกษาค้นคว้าโดยไม่รู้จักเหน็ด
เหน่ือย และการส่ังสอนศิษย์โดยไม่รู้จักความท้อแท้เหลี่ยมราคาเท่าน้ันเอง ” ขงจ้ือกล่าวถึงลักษณะของผู้รู้เอาไว้
อยา่ งดี โดยให้ผใู้ ฝศุ กึ ษาพยายามมองหามมุ ที่ดขี องบุคคลที่เราต้องการแสวงหาความรู้ด้วย เป็นการมองแต่ส่วนท่ีดี
ของเขา ไม่มองในแง่ร้ายฝุายเดียว แต่เลือกเอาส่วนท่ีดีของเขามาปฏิบัติให้ได้ ในจํานวนบรรดาคน ๓คนที่เดินเข้า
มาด้วยกัน จะต้องมีคนหนึ่งที่สามารถเป็นครูของฉันได้ จงเลือกเอาแต่จุดดีของเขามาปฏิบัติส่วนจุดเสียก็จงเว้น
เสยี ๔๐

๓๖เรอ่ื งเดียวกัน. หนา้ ๑๑๙
๓๗เร่อื งเดียวกนั . หน้า ๑๓๔
๓๘เรอ่ื งเดียวกนั . หน้า ๑๓๔
๓๙เสฐยี รพนั ธรงั ษ.ี ศาสนาเปรียบเทยี บ. หนา้ ๒๕๗
๔๐เสถยี ร โพธนันทะ. เมธีตะวนั ออก.หนา้ ๑๓๖

๘๐

ขงจอ๊ื จึงมีความเปน็ ผู้นําทางดา้ นการศกึ ษาท่ีพเิ ศษ ท้งั น้ีเนื่องจากเขาเองทาํ ตัวเป็นผ้ใู ฝุรู้ ค้นควา้ อยเู่ สมอและหา
ความรูม้ าประเทืองป๎ญญาอยู่ตลอดเวลา จึงไม่ใชแ่ ต่จะสอนศิษยเ์ ก่งเท่าน้นั นอกจากน้ันนักปกครองที่ดีในทัศนะ
ขงจ้อื จึงต้องเป็นผู้ปราดเปรื่องเฉลียวฉลาดในวทิ ยาการต่างๆ อันเปน็ ความจาํ เปน็ ตอ่ การปกครองซง่ึ เป็นกฎ
ธรรมชาติทีว่ ่าคนท่ีมีการศกึ ษาดยี ่อมปกครองประเทศได้ดีกว่าคนที่ขาดการศึกษา นอกจากผปู้ กครองจะมคี วามรู้
เป็นอย่างดีแลว้ ในทัศนะขงจื้อ ผ้ปู กครองจาํ เป็นอยา่ งยิ่งท่จี ะตอ้ งเปน็ คนสภุ าพอ่อนน้อมถ่อมตนอกี ดว้ ย

๕) ปรัชญาการเมืองการปกครองปรชั ญาด้านการเมืองการปกครองถือว่าเป็นหัวใจของนักปรัชญาขงจื้อ

ทีเดียวเพราะว่าตลอดเวลาท่ีของช่ือมีชีวิตอยู่ ขอมูลที่จะพัฒนาบ้านเมืองตลอดเวลา ไม่ว่าจะเข้ามามีบทบาทหรือ
เป็นเพียงผู้ให้คําแนะนําก็ตามทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องการปกครอง การอยู่อย่างการอยู่อย่างสงบสุขของประชาชน
ทั้งส้ินขงจ้ือไดใ้ ห้ขอ้ คิดเกย่ี วกับเรอื่ งนเ้ี อาไว้ว่า การจะเป็นนักการเมืองหรือผู้ปกครองรัฐที่ดีนั้นอันดับแรกจะต้องทํา
ตนเองใหน้ า่ เลื่อมใสเสียกอ่ น หมายถึงวา่ นกั การเมอื งไม่ใชว่ า่ จะแสวงหาวิธแี ก้ป๎ญหาคนอ่ืน แก้ไขตนเอง การท่ีคอย
คิดแต่จะแก้ป๎ญหาใหค้ นอืน่ โดยไม่มองตนเองนน้ั ทา่ นเปรียบเอาไว้เหมือนการวาดภาพทงี่ ดงามวิจิตรพิสดารเพียงใด
กต็ าม ภาพน้นั กเ็ ป็นเพียงภาพวาดหาได้มีชีวิตไม่ การปกครองก็เช่นกัน หากผู้นําดีแต่ปกครองคนอื่น แต่เร่ิมสํารวจ
ว่าตัวเองไม่ตา่ งจากภาพวาดทป่ี ราศจากชีวิตน้นั เอง ขงจื้อมแี นวคิดที่เชอื่ วา่ สงั คมมนุษย์นน้ั เกิดมาจากการรวมตัวกัน
ของป๎จเจกบุคคลหลายๆคน เมื่อรวมตัวกันมากข้ึนป๎ญหาต่างๆก็ตามมาเป็นเร่ืองธรรมดา แต่การแก้ป๎ญหาน้ันต้อง
มองออกไปทแ่ี ตล่ ะคนก่อน หมายความว่า การแกป้ ๎ญหาไมใ่ ชแ่ ก้จากคนอืน่ แต่หากแก้ที่ตนเองของแต่ละคนออกไป
แนวคิดนี้เป็นการแสดงออกตามหลักการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย โดยให้ทุกคนสํารวจป๎ญหาของตนเอง
เสียกอ่ นแลว้ ค่อยแกป้ ญ๎ หาออกไปเร่ือยๆจากแตล่ ะคน
ขงจ๊ือไม่เช่ือว่า การปกครองจะสําเร็จไปได้ด้วยดี ด้วยการใช้อํานาจเพียงอย่างเดียว หากแต่ความสําเร็จจะมีได้นั้น
ตอ้ งมองจากภายในจิตใจของแตล่ ะคนออกมา แลว้ ขยายจากครอบครัวสู่สังคม ประเทศชาติ และโลก ท้ังมวลต่อไป
จงึ ไมแ่ ปลกทลี่ ทั ธขิ งจอ้ื แสดงออกมาในรปู แบบของการดําเนินชีวิตประจาํ วนั ของครอบครัวเป็นหลัก

ในหนงั สอื ไตฮ้ กั ของขงจือ้ กลา่ ววา่ “ แตเ่ ดิมมานัน้ คนท่ีต้องการให้โลกบรรลุถึงสันติสุขอย่างแท้จริงน้ันต้อง
มีความสามารถปกครองรัฐให้เรียบรอ้ ยเสียกอ่ น และคนที่ปกครองรับได้น้ันก็ต้องปกครองครอบครัวของตนเองให้มี
ความสุขสงบเสียกอ่ น ก็แลคนท่ีสามารถปกครองให้ครอบครัวมีความสุขเช่นนั้นได้ จําเป็นก็ต้องปกครองตนเองให้มี
คุณธรรมได้เสียก่อนและคนที่จะปกครองตัวเองให้มีคุณธรรมเช่นนั้นได้ก็ตั้งจิตใจของตนเองให้มีความชอบธรรมได้
คนท่ีทําใจของตนใหช้ อบธรรมได้นั้น ต้องมีคุณธรรมคือความซ่ือสัตย์ในอุดมคติของเขาให้ได้ ผู้มีความซ่ือสัตย์ก็ต้อง
มสี ติป๎ญญารอบรู้ในเหตุการณ์ มันเปน็ ฐานะหรือ อฐานะ บุคคลจะถงึ พรอ้ มด้วยสตปิ ญ๎ ญาได้นั้น ต้องเป็นผู้เข้าถึงซึม
ซาบในหลักของเหตุผลแห่งความเป็นไปของเรื่องราวต่างๆเมื่อมีความเข้าใจในเหตุผลแล้ว พูดน้ันก็จะย่อมได้ชื่อว่า
เปน็ ผมู้ ีสติป๎ญญา ผู้มีสติป๎ญญาก็ย่อมซ่ือสัตย์ต่ออุดมคติ ใจของเขาย่อมต้ังมั่นอยู่ในความชอบธรรมผู้ที่สมบูรณ์โดย
ความชอบธรรม กย็ ่อมได้ชอ่ื ว่าเป็นผตู้ นไดอ้ บรมดีแลว้ เม่ือเขามคี ุณธรรมประจําตนก็ย่อมปกครองครอบครัวให้เป็น
สขุ เมื่อครอบครวั เปน็ สขุ เขากย็ ่อมของรฐั ใหไ้ ดร้ บั ประโยชน์สูงสุดได้ จุดสําคัญเป็นเบื้องต้นท่ีผู้นําบ้านเมืองจะต้อง

๘๑

มีก็คือ การท่ีตนเองมีอารมณ์ดีแล้ว การท่ีตนเองไม่มีการอบรมตนเองให้ดีแล้ว การจะไปเป็นผู้ปกครองคนอื่นจึง
เปน็ ไปไดย้ ากมาก และจะไมส่ ามารถบรรลคุ วามสําเร็จได้เลย ”๔๑
“นกั ปกครองเมอ่ื ตนเองยงั มีการทจุ รติ อยู่ แลว้ จะหวังให้ประชาชนมีสุจริตได้อย่างไร เม่ือเป็นคนเช่นน้ีจะมีใครท่ีเขา
จะเชื่อฟ๎ง วีระชนจึงจําเป็นต้องบาํ เพญ็ ด้วยความดีด้วยตนเองให้เป็นแบบฉบับเสียก่อน ภายหลังจึงไปปกครองผู้อื่น
ให้บาํ เพ็ญความดีตามได้ กใ็ นเมือ่ ตนเองยังเอาดไี มไ่ ด้ จะให้คนอื่นเขาดีด้วยนั้น ย่อมไม่มีทางสําเร็จได้ดังน้ันจึงต้องมี
การบําเพญ็ ความดีท่ตี นเองและครอบครวั เสยี กอ่ น ”
“ รากฐานของอาณาจักรคอื รฐั รากฐานของรฐั คือครอบครัวรากฐานของครอบครวั คือตนเอง “๔๒หนังสอื ได้ฮกั
เป็นหนงั สอื ท่ีว่าด้วยการอบรมตนเองเพื่อความเป็นนักปกครองท่ีดนี ้นั เมื่อกล่าวโดยยอ่ สามารถสรปุ ได้ ๘ข้อคอื

๑. แกะม้วย คือความเข้าใจเหตุผลในสถานการณต์ ่างๆอยา่ งแจม่ ชดั
๒. ตีใ้ จ คอื ความเป็นผ้มู สี ติป๎ญญาเพราะเหตุเน่ืองมาจากการเข้าถึงเหตผุ ล
๓.เซ้งอ่ี คือความซ่อื สัตย์ต่ออุดมคติ
๔. เจี้ยซิม คือการท่ตี ดิ ตั้งอยู่ในความชอบธรรม
๕. ซวิ ซงิ คอื ความท่ีตนได้อบรมตนดีแล้วดว้ ยคณุ ธรรม ๔ขอ้ ข้างต้น
๖. ซแ่ี ก คอื ความสามารถทจี่ ดั การใหค้ รอบครัวมรี ะเบยี บเรียบรอ้ ย
๗. ต้ีกก คือความสามารถทีป่ กครองรัฐให้ร่มเย็นได้
๘.เพง้ เทยี นเหีย คือ มีความสามารถทีจ่ ะสรา้ งสันตภิ าพแกโ่ ลกได้
หวั ใจของนักปกครองรับทดี่ ีน้ันผมซ้อื ได้สรุปลงในหลักคําส้ันๆซึ่งมีอยู่ ๓คําคือ ตง - สู่ - ย้ิน ซ่ึงมคี ําอธบิ าย
ดังน้ี
คําวา่ ตง มาจากสองคาํ คอื ตง คําหน่ึงและ ซิม คาํ หนงึ่ ตง หมายถึง ท่ามกลาง ไม่เอนเอียง สว่ นคาํ ว่าซมิ หมายถึง
จิต ดังน้นั เม่ือรวมกันเขา้ จึงหมายถึง จิตท่ีไมเ่ อนเอยี ง ความจงรักภักดี ความมน่ั คง อย่ใู นความยุติธรรม ความ
ซื่อสตั ย์สุจรติ คําวา่ สู่ มาจากคําวา่ ยู้ ซง่ึ แปลว่า เสมอื น ความเป็น ดงั นน้ั คาํ ว่า สู่ จงึ หมายถงึ การเอาใจเขามาใสใ่ จ
เราหรอื ใจของเขาเหมือนใจของเราในแง่ท่ีเกลียดทุกข์ รกั สุข คนท่ีมีความสจุ ริตภกั ดี ตงั้ ม่ัน อยใู่ นความยุติธรรม
ร้จู ักเห็นอกเหน็ ใจผู้อน่ื …๔๓
คําว่า ตงสู่ จึงหมายถึง การท่ีผู้นํามีจิตใจประกอบด้วยคุณธรรม มีความยุติธรรม ไม่อคติ ตั้งมั่นในการ
พิจารณาตัดสนิ เหตุการณต์ ่างๆดว้ ยใจเป็นธรรม ผนู้ าํ มีแตต่ งส่อู ยู่ในใจนัน้ นบั ว่าเป็นผู้นํารัฐท่ีดีตามทัศนะของขงจ้ือ

๔๑เรอื่ งเดียวกนั . หน้า ๑๓๐
๔๒เสฐียรพันธรงั ษ.ี ศาสนาเปรยี บเทยี บ. หน้า ๒๕๖
๔๓เสถียร โพธนันทะ. เมธีตะวนั ออก.หนา้ ๑๓๙

๘๒

ดังน้ันคําว่า สุ่ จึงหมายถึงการท่ีสิ่งใดท่ีตนเองไม่ปรารถนาก็อย่าทําส่ิงนั้นกับคนอื่น๔๔ คุณธรรมต่างๆไม่ว่าเป็นตงสู่
เมอ่ื รวมกนั เข้าแลว้ กจ็ ัดลงในประชุมแหง่ คุณธรรมสูงสุด ซึ่งทีป่ ระชมุ แหง่ คุณธรรมนัน้ ขงจอ้ื บัญญตั ิเรยี กว่า ย้นิ

ย้ิน คืออะไร ยิ้น คือความเมตตา คือความรักในชนท้ังหลาย เพื่อการบังคับตนเองให้อยู่ในกรอบแห่ง
ยตุ ิธรรมเนียมจารีตประเพณอี นั ดีงามชอื่ ว่า ยน้ิ การท่ขี งจอื้ สอนให้บุตรธิดามีการไว้ทุกข์ ๓ปีแก่บุพการีนั้น เคยมีคน
ตําหนิว่าเป็นการสน้ิ เปลอื งโดยเปล่าประโยชน์ ขงจื๊อได้ช้ีแจงว่า ยน้ิ ในที่นห้ี มายถึงความกตญั ํกู ตเวทิตาธรรม “เม่ือ
ท่านออกจากบ้านก็ควรสังวรตนเอง ประดุจดังว่าพบอาคันตุกะผู้ยิ่งใหญ่ ในการปกครองประชาชนก็เช่นกัน ก็ควร
สงั กรระวังประดจุ ด่งั การเขา้ รว่ มพธิ ีบวงสรวงฟูาดิน สิง่ ใดก็ตามท่ีตนเองไม่ปรารถนาก็จงอย่ากระทํากับผู้อ่ืน และไม่
สร้างความทกุ ข์ร้อนให้แก่รัฐ ”“ ผู้มีย้ินประจําต้นนับว่าเป็นผู้กล้าหาญแต่ผู้ท่ีองอาจกล้าหาญนั้นไม่จําเป็นต้องมียิ้น
กนั ทกุ คนเสมอไป ” “ความแข็งแกรง่ ความอดทนและความจรงิ ใจไม่พูดพล่อยๆ มีคุณสมบัติทั้ง ๔นี้ ใครมีก็นับได้ว่า
อยู่ใกล้ยน้ิ ”ผู้ใดสามารถปฏบิ ัตคิ ณุ สมบตั ิ ๖ประการน้ีไดผ้ ูน้ นั้ ก็ยอ่ มได้ชือ่ ว่ามยี น้ิ ( การเป็นผู้นํารัฐท่ดี ี ) คือ

๑. การมสี มั มาคารวะต่อประชาชนชนก็ไมส่ ามารถจะดหู มิ่นเขา ( ผูน้ าํ ) ได้
๒. การมนี า้ํ ใจเผอ่ื แผ่อารีต่อประชาชนชนก็ย่อมมีความภักดีต่อผนู้ ํา
๓. มคี วามซื่อสตั ย์ต่อประชาชนชนก็ยอ่ มมีความเชื่อมนั่ ในตัวผนู้ าํ
๔. มคี วามกระฉบั กระเฉงเอาจริงเอาจงั กับหน้าที่ที่ทาํ อยู่ เขายอ่ มสําเร็จประโยชนท์ ป่ี รารถนา
๕. สรา้ งพระคณุ ( ผลงาน ) ไมป่ ระชาชน เม่ือจะใช้งานอะไรให้ประชาชนทําประชาชนก็มคี วาม
เต็มใจทจ่ี ะทําตามดังนั้น สตปิ ๎ญญาความรู้ ยน้ิ และความองอาจเปน็ คุณธรรมอนั สงู สุดในใตห้ ล้านี้ บคุ คลทีอ่ บรมตน
ดีแล้วหรือวา่ มียน้ิ ก็ย่อมสามารถท่จี ะปกครองผู้อ่นื ได้ผูท้ ่ปี กครองคนอ่นื ๆได้ กย็ ่อมปกครองรฐั ไดเ้ ชน่ กัน๔๕
๖. กษตั รยิ ์ไดร้ ัฐบาล พงึ ปฏบิ ัตติ อ่ ขุนนางประชาชน ด้วยความเมตตา ซ่ือสตั ย์สจุ รติ ขุนนางและ
ประชาชน พ่ึงมคี วามจงรกั ภักดตี ่อกษตั ริยแ์ ละรัฐบาล
จงึ สามารถท่จี ะเห็นแนวคดิ ของขงจื้อได้อยา่ งชัดเจนวา่ การที่ผนู้ ํารัฐที่ดีน้นั จะต้องมีคุณธรรมคอื ยิน้
ในใจทุกคนจงึ จะสามารถนําประเทศชาติ ประชาชนไปสเู่ ปูาหมายที่แท้จริงไดน้ อกจากนั้นคงจะยังไดน้ าํ แนวการ
ปกครองซึ่งมีอยู่ ๙ประการคือ
ซวิ ซิง ได้แก่การอบรมคุณธรรมให้มีในตนเอง

จงุ เอย้ี ง ได้แก่การเคารพยกย่องผู้มีความรู้ความสามารถ

ชงิ ชงิ ได้แก่การปฏบิ ตั หิ น้าทยี่ ังดีที่สดุ ต่อบคุ คลเกย่ี วเน่ืองในสังคม

เกง้ ไต้ชิ้งได้แกก่ ารยกย่องขนุ นางผใู้ หญห่ รอื ผมู้ ีอํานาจในแผ่นดนิ

ทีค่ ุน้ ช้งิ ไดแ้ ก่การแสดงพระคณุ ให้ปรากฏแก่ขุนนางผู้น้อย

๔๔เร่อื งเดยี วกัน. หน้า ๑๔๐
๔๕เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๔๕

๘๓

จ้อื สู้ม้งิ ไดแ้ ก่การแผ่ความรักให้ปรากฏแกห่ มรู่ าษฎรให้เหมอื นบตุ รของตน

ไลแ้ ปะกงั ได้แก่การอุดหนุนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมวิทยาการอาชพี ตา่ งๆใหเ้ จรญิ

ยว้ิ เอ้ยี งน๊งั ได้แก่การ ใหก้ ารต้อนรับแขกชาวตา่ งแดนที่มาค้าขายหรือสวามิภักด์ิ

ไฮว้ จู โฮว้ ได้แกก่ ารผกู มดั นํา้ ใจด้วยไมตรใี นบรรดาเจา้ ครองนครรัฐท้ังหลาย

จะเห็นไดว้ ่าสูตรการปกครองท่ีกลา่ วมานั้น ปรากฏนโยบายการปกครองราษฎร การปกครองขา้ ราชการ
นโยบายการศกึ ษานโยบายเศรษฐกจิ นโยบายตา่ งประเทศอยพู่ ร้อมมูล๔๖

เมือ่ ทาํ การพจิ ารณาทรรศนะการเมืองของขงจื้อแลว้ จะเห็นไดอ้ ยา่ งชดั เจนว่าคงช่ือคัดคา้ นการการได้มาซ่ึง
อํานาจด้วยการทาํ สงคราม แต่อาํ นาจที่ได้มาจะต้องเป็นอํานาจท่ปี ระชาชนพอใจไม่ผิดจารีตประเพณี น่ันก็
หมายถงึ ผนู้ าํ ทด่ี ตี ้องเคารพสิทธเิ สรีภาพของประชาชน วางตวั ให้เหมาะสมกบั ฐานะ ในขณะเดยี วกันขุนนางและ
ประชาชนเองก็ต้องเคารพสิทธิของกันและกนั ทาํ หนา้ ท่ีทีต่ นเองมีอย่ใู ห้ครบถ้วนตามฐานะท่ีตนเองพงึ กระทําให้
สมบรู ณ์ ปญ๎ หาทเี่ กดิ ขนึ้ ในบ้านเมืองกเ็ พราะทุกคนไม่พยายามทําหนา้ ท่ีของตนเองใหด้ ี กษัตรยิ ์ไม่ทาํ หน้าท่ีของ
กษตั รยิ ์ ขนุ นางทาํ หนา้ ท่ีทีไ่ มไ่ ด้รับมอบหมาย ประชาชนไม่เชอ่ื ฟ๎งผู้นาํ เม่ือต่างคนตา่ งกเ็ อาความคิดหรืออารมณ์
ของตนเองมาปฏิบตั ิกบั สังคม สงั คมน้นั ๆจึงเกิดความวุน่ วายดังน้ัน “ กษตั ริย์ทําหนา้ ที่ของกษตั รยิ ใ์ ห้สมบรู ณ์ ขุน
นางทาํ หนา้ ท่ีของขุนนางให้สมบรู ณ์ บิดาทาํ หน้าที่ของบิดาให้สมบรู ณ์ บุตรธิดาทาํ หนา้ ท่ีของบุตรธิดาให้
สมบูรณ์ ”๔๗

ขงจอื้ มองว่ามนุษย์ทุกคนนัน้ มีธรรมชาติดงั้ เดมิ ใกล้เคยี งกนั มาก แต่หากทีแ่ ตกตา่ งกนั ออกไปท้งั ดแี ละชัว่ ก็
เพราะว่าการอบรมบม่ นสิ ัยเป็นหลกั ถา้ หากขาดการอบรมให้อยใู่ นคุณธรรมเสียแล้ว ไม่ว่าคนน้นั จะเกดิ มาในตระกลู
ไหนกต็ ามก็ไมส่ ามารถเป็นคนดีท่สี งั คมต้องการได้ “ มนุษย์เท่านั้นเป็นผสู้ ร้างคุณธรรมไม่ใชค่ ณุ ธรรมทส่ี ร้างมนุษย์
”๔๘

“ ในการปกครองน้ัน ถ้าใช้แต่กฎหมายอย่างเดียวมาปกครองประชาชน สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ดว้ ยอํานาจ ประชาชนไมเ่ พียงแตจ่ ะหลบเร่อื งละเมดิ กฎหมายเท่านั้น เขาอาจจะไม่ละอายต่อความชั่วด้วยจิตสํานึก
ของตนเอง ถ้าหากใช้คุณธรรมมาปกครองประชาชน สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยมิติธรรมเนียมจารีต
ประเพณีแลว้ ประชาชนกจ็ ะละอายต่อความช่วั ด้วยความรูส้ ึกผดิ ชอบชั่วดีด้วยตนเอง ท่านยังจะก้าวไปสู่ความดีอัน
สูงส่งต่อไปอีกด้วย ” การปกครองด้วยอํานาจอาชญาน้ัน ไม่มีทางจะทําให้ประชาชนหรือประเทศชาติประสบ
ความสุขความเจรญิ ได้ แตห่ ากการปกครองดว้ ยอาํ นาจนิติรจารีตประเพณี ซึ่งเป็นการปกครองด้วยอํานาจคุณธรรม
ภายใน จะไดผ้ ลมากกว่าที่จะปกครองแบบอาชญา ซงึ่ เปน็ เพียงอาํ นาจภายนอกเทา่ น้ัน

๔๖เรอื่ งเดียวกัน. หน้า ๑๔๙
๔๗เรื่องเดียวกนั . หนา้ ๑๕๕
๔๘เรื่องเดียวกนั . หนา้ ๑๕๐

๘๔

มีคนถามคนชื่อวา่ “ (ผูน้ ําที่ดี ) จะทําอย่างไรจงึ จะให้ประชาชนนิยมรกั ใคร่ได้ ” ขงจ้ือตอบว่า “ การทีจ่ ะ
ให้ประชาชนรักใครน่ น้ั ผู้นําต้องยกย่องความสุจริต หา่ งไกลคนทจุ รติ ทาํ ได้แคน่ ี้ประชาชนก็รกั ใคร่แลว้ แต่หากทํา
การยกย่องคนทุจรติ ไม่ใส่ใจต่อคนสจุ ริตแล้ว ประชาชนกห็ มดความนิยมโดยไม่ต้องสงสยั ”๔๙ “ นักปกครองย่อม
ทําตนเองให้เปน็ ตัวอย่างของประชาชน ในการทํางานท่ีต้องเกณฑป์ ระชาชนทาํ เหนด็ เหนอ่ื ย กจ็ งเป็นผู้แบบไหน
ก่อนเขาเหล่านน้ั ”๕๐

หลกั การปกครองของขงจือ้ นั้นมคี วามแตกตา่ งจากเหลาจ้ือชนิดขาวเปน็ ดําทีเดียว โดยเหลาจ้ือถือว่าป๎ญหา
มนุษย์นน้ั ไม่มที างแก้ไขให้ส้ินสุดได้ในทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าในกาลไหนๆก็ตามเพราะว่าเมื่อมีการแก้ป๎ญหานี้เสร็จไม่มี
หลักประกนั อะไรเลยทีจ่ ะยนื ยันวา่ จะไม่มีป๎ญหาอืน่ ๆตามมาอกี ซ่ึงจะมีการแก้ไขอย่างนี้ไปเร่ือยไป ป๎ญหาของมนุษย์
ไมม่ ใี ครสามารถแกไ้ ขไดน้ อกเสียจากธรรมชาติเท่าน้ัน จงสู้ปล่อยให้เป็นไปตามกฎธรรมชาติ ให้ธรรมชาติแก้ป๎ญหา
มนุษย์จะดีท่ีสุด แต่สําหรับขงจ้ือแล้ว เขาไม่ได้คิดเช่นเหลาจื้อ แนวคิดขงจื้อท่ีว่าไม่มีป๎ญหาอะไรที่มนุษย์จะแก้ไข
ไม่ได้ เพราะมนุษย์เป็นผู้สร้างคุณธรรมต่างๆ ( รวมท้ังความไม่ดีด้วย - ผู้เรียบเรียง ) เม่ือมนุษย์สร้างป๎ญหา มนุษย์
เท่าน้ันทีจ่ ะสามารถแกป้ ญ๎ หาได้ดที ส่ี ดุ โลกน้ีจะเจริญรุ่งเรือง เพราะมนุษย์ได้ผู้นําที่ดี เม่ือได้ผู้นําท่ีดีเป็นไปได้ยากท่ี
จะทําให้บา้ นเมืองวนุ่ วายหรอื แก้ป๎ญหาไมไ่ ด้

ในทรรศนะเหลาจื้อ ผู้นําท่ีดีนั้น จะต้องไม่ทําอะไรให้เกินหน้าที่ของประชาชน เพียงดูแลห่าง ๆ ให้การ
สนับสนุนไม่ควรเข้าไปยุ่งย่ามกิจวัตรของประชาชนจนเกินหน้าท่ีของตน ทําได้อย่างน้ีประชาชนก็ให้การยอมรับ
และให้การสนบั สนุน แต่สําหรับขงจอ้ื แล้ว การท่ีจะให้ประชาชนดําเนินการดํารงชีวิตโดยปราศจากผู้นําคอยนําทาง
น้ันนับว่าผดิ อยา่ งมหันตท์ เี ดียว ประชาชนจะรักและให้ความเคารพผนู้ ําและเช่ือฟ๎งพร้อมปฏิบัติตามคําสั่งผู้นํานั้น ก็
คือ การท่ีผู้นํารัฐต้องทําให้ประชาชนเห็นเป็นตัวอย่างเสียก่อน พยายามสร้างคุณูปการให้เกิดมีแก่รัฐและผลงาน
ตา่ งๆใหป้ ระชาชนยอมรับ เมอ่ื เขาเหน็ ผลงานเช่นน้ีแลว้ กง็ ่ายในการปกครองหรือนํานโยบายออกสู่ประชาชน กล่าว
ได้ว่า ถ้าอยากให้ประชาชนยอมรับ โดยไม่สิ้นเปลืองน้ันคืออะไร รัฐบาลจงนําผลประโยชน์ของประชาชนซ่ึง
ประชาชนสมควรจะได้ คนื ใหก้ ับประชาชน อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่าสร้างพระคุณให้กบั ประชาชนโดยไม่มกี ารสิน้ เปลอื ง๕๑

๖) ปรัชญาเกีย่ วกบั ด้านครอบครวั จริยธรรมสาํ หรบั ครอบครวั นั้น ถือเปน็ ส่วนสําคญั มากในหลกั ปรัชญาของ

ขงจือ้ เพราะเขาถือว่าสถาบนั ครอบครัวเปน็ สถาบันแรกทที่ ุกคนหรอื แม้แต่ผนู้ าํ ต้องสรา้ งให้เกิดความสงบสขุ ให้ได้
เป็นเบื้องตน้ เสยี กอ่ น หน้าท่ีสําคญั ที่ทุกคนในครอบครัวเพ่ือกระทําตอ่ กันในฐานะสมาชกิ ในครอบครัวนนั้ จึงมีความ
จาํ เป็นอย่างย่ิง เธอคงจะได้แบ่งออกเปน็ ๕ประการคือ
๑.ความสัมพนั ธร์ ะหว่างกษัตริยก์ บั ขนุ นางหรือรัฐบาลกบั ประชาชน
๒.ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบดิ ามารดากบั บุตรธิดา

๔๙เรือ่ งเดยี วกนั . หนา้ ๑๕๘
๕๐เรื่องเดยี วกนั . หนา้ ๑๖๔
๕๑เรอ่ื งเดยี วกนั . หน้า ๑๖๕

๘๕

๓.ความสัมพันธ์ระหวา่ งสามีกับภรรยา
๔. ความสมั พันธ์ระหวา่ งวงศาคณาญาติพี่น้อง
๕. ความสมั พันธร์ ะหว่างมติ รสหาย
โดยทางปฏิบตั แิ ล้วขงจอ้ื เองก็ได้วางแนวทางการปฏิบัตเิ อาไวด้ งั น้ี
๑. บดิ ามารดาพงึ เมตตาต่อบุตรธิดาบุตรธิดาพงึ มีความกตัญํูกตเวทติ าต่อบดิ ามารดา นบั ได้วา่ ไดส้ ร้างคุณธรรมให้
เกดิ ข้ึนทั้งหน้าที่และทางคุณธรรม “ ถา้ สมาชิกในสงั คมครอบครัวหน่ึงมคี วามเมตตารกั ใคร่กนั ดี ยอ่ มเปน็ แบบอย่าง
และเป็นมหิทธิพลบันดาลให้คนทง้ั รัฐมคี วามรักใคร่ปรองดองกันขึ้นได้ ถา้ สมาชิกของครอบครัวหน่งึ มีความเอื้ออารี
เผ่อื แผ่ซง่ึ กนั และกันประชาชนทง้ั รฐั ก็สามารถจะทาํ เชน่ น้ันได้ เหตฉุ ะน้จี ึงตอ้ งตงั้ ตน้ ความดีทตี่ นเองและครอบครัว
กอ่ น ”๕๒

การปรารภซง่ึ ความเป็นผเู้ ห็นความสําคัญของการสร้างจรยิ ธรรมใหเ้ กดิ มีในครอบครัวน้นั ขงจื้เองก็ได้
ตระหนกั ในขอ้ นี้แม้ในเวลาทส่ี นทนากบั ศิษย์เขาได้แสดงความเปน็ ไปแห่งชีวิตวา่ “ จดุ ประสงค์ของฉันก็คอื ขอให้ฉนั
มชี ีวิตอยู่อยา่ งสงบ ( ในครอบครัว ) ในวยั ชรา เพือ่ นฝงู นับหน้าถอื ตาฉัน ผู้เปน็ อนชุ นพึงระลึกถงึ ฉันเทา่ น้ันกม็ ีสขุ
ใจ” ๕๓

ความจงรกั ภกั ดตี ่อบิดามารดา คือการท่ีบุตรธดิ าไม่คํานงึ ถึงการกระทําของบิดามารดาว่าถกู หรือผดิ ความ
กตัญํูกตเวทีเป็นรากฐานของคนดี ร่างกายของเรา ผมทุกเส้นของเรา เน้ือหนังมังสาทกุ ส่วนของเรา บิดามารดา
เปน็ ผใู้ ห้เรามาทัง้ ส้นิ เราต้องไมท่ ําร้ายทา่ นใหท้ ่านเจ็บปุวย และเดือดรอ้ นใจ เคารพเลย้ี งดบู ดิ ามารดาเม่อื ท่านมชี ีวิต
อยู่ แสดงความโศกเศร้าเมอื่ ท่านสน้ิ ชีวิตไปแล้ว กระทําพกี าํ ใหแ้ ก่ศพท่านเหล่านี้ คอื หนา้ ที่อันเป็นรากฐานของบุตร
ธิดาผู้ยงั มชี ีวิตอยู่๕๔

๗) เปรยี บเทียบระหว่างขงจ้อื กบั เหลาจือ้ เป็นศาสดาของศาสนาเตา๋ นั้น มแี นวคิดทางปรชั ญาที่เนน้ ใหม้ นุษย์

แสวงหาความสุขสงบดว้ ยการแยกตัวออกจากสงั คม ใหแ้ สวงหาความเมตตาแกผ่ ู้กระทาํ ผดิ คดิ ร้ายแก่ตน หมายถึง
การใหอ้ ภัยมีแกผ่ ู้กระทาํ ผิด มึงเอาความสงบทางจติ อยา่ งกวา้ งขวาง เพ่ือให้ถึงจุดแห่งเตา๋ คอื สภาพอันเป็นไปตาม
กฎแหง่ ธรรมชาติ

ดา้ นขงจ้อื เนน้ การอยู่รับใชส้ ังคม ไม่หลีกหนี จะต้องแก้ไขสงั คม เพราะเชือ่ วา่ ป๎ญหาเกิดจากมนุษย์และ
มนุษยต์ ้องสามารถแก้ไขป๎ญหาเหลา่ นน้ั ได้ สอนใหป้ ฏบิ ัตติ ่อทุกคนด้วยความเมตตา แต่ให้เป็นไปอย่างยตุ ธิ รรมท่ีสดุ
ผูท้ ํา ความช่วั ร้ายกต็ อ้ งไดร้ บั ผลร้ายตอบแทน ตามสมควรแก่การกระทาํ นัน้ เพราะว่าคงจะเน้นการทําใหส้ ังคมสงบ
สขุ การกระทําส่ิงใดทที่ ําใหส้ งั คมเดือดร้อนส่ิงนน้ั ก็ต้องไดร้ ับการกําจดั ออกไป ดังนัน้ แนวปรชั ญาเหลาจ้ือจงึ เน้นการ
ให้ทุกคนพยายามหนีป๎ญหาทางสังคมเพื่อเขา้ ให้ถงึ กฎแห่งธรรมชาติ ( เตา๋ ) สว่ นขงจอ้ื เน้นให้ตอ่ สู้กับความเลวรา้ ย

๕๒เรอ่ื งเดยี วกนั . หน้า ๑๓๑
๕๓เรอ่ื งเดียวกัน. หนา้ ๕๗
๕๔เสฐยี รพันธรงั ษี. ศาสนาเปรียบเทียบ. หน้า ๒๕๗


Click to View FlipBook Version