The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศึกษาประวัติและแนวคิดทางปรัชญาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น นับจากโบราณถึงปัจจุบัน เน้นความคิดเล้าจื้อ ขงจื้อ เม้งจื้อ ซุ่นจื้อ ม้อจื้อ ฮั่นเฟยจื้อ เมาเจอตุง พระพุทธศาสนานิกายเซน เป็นต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by skpss.2020, 2022-06-24 00:26:09

เอกสารประกอบการสอน วิชา จีน เกาหลี และญีปุ่น

ศึกษาประวัติและแนวคิดทางปรัชญาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น นับจากโบราณถึงปัจจุบัน เน้นความคิดเล้าจื้อ ขงจื้อ เม้งจื้อ ซุ่นจื้อ ม้อจื้อ ฮั่นเฟยจื้อ เมาเจอตุง พระพุทธศาสนานิกายเซน เป็นต้น

๘๖

ของสงั คม เพื่อสังคมจะได้ดีข้ึน แมว้ า่ แนวคดิ ทงั้ ๒สํานกั น้จี ะแตกตา่ งกันในประเดน็ หลกั ๆแต่มีเปูาหมายอนั เดียวกนั
คอื มงุ่ สนั ติสขุ ใหเ้ กิดแก่หม่ชู นเป็นหลกั มองในมุมหน่งึ แนวคิดของเหลาจื้อ ออกไปทางอภปิ รชั ญาสว่ นของขงจื้อ
ออกไปทางจริยศาสตร์

สรปุ ปรชั ญาของขงจอื้

๑. ศรัทธา ขงจื้อพยายามทําให้คนมศี รทั ธานับถอื ซึ่งกนั และกัน ถ้าเกดิ ศรัทธาเปน็ เบ้ืองตน้ แล้วสังคมของมนุษย์กจ็ ะ
เป็นไปโดยราบรืน่ จึงควรพิจารณาศกึ ษาใหเ้ ห็นจรงิ ในธรรมชาตแิ ละธรรมดาของมนุษย์
๒.ความเปน็ ผคู้ งแก่เรียน ขงจ้ือมีความเช่ือว่าในเมื่อคนเราได้รบั การศึกษาดแี ลว้ ไมใ่ ช่วา่ จะดาํ เนินชวี ติ ราบรน่ื
เทา่ น้นั ยังเปน็ ตัวอยา่ งอันดีของมนุษยอ์ ีกด้วย การที่คนเราจะเข้าใจซ่ึงกนั และกนั กต็ ้องอาศยั การศึกษา โดยเฉพาะ
อยา่ งย่งิ เจา้ ผ้คู รองนคร ต้องเปน็ ผูม้ คี ุณธรรมมีความประพฤตทิ ่ดี ี เป็นต้นแบบของราษฎร
๓. การบําเพญ็ คุณประโยชน์ การบาํ เพ็ญคุณประโยชน์ต่อกันและกัน แสดงถงึ ความมเี มตตาจิตตอ่ กันโดยจะถือหลกั
อาศยั ซึ่งกนั และกนั
๔. การสร้างลกั ษณะนิสยั และทศั น์ทีด่ งี าม การสรา้ งนสิ ัยท่ีดีใหเ้ กดิ ข้ึนในตัวบคุ คลโดยหลกั ขอ้ น้ีจะเกิดความสัมพนั ธ์
อันดีงามสาํ หรับครอบครวั ขนึ้ เช่น บตุ รธดิ า จะตอ้ งมี จะต้องมีความเคารพอยู่ในโอวาทของบดิ ามารดา ภรรยา
จะตอ้ งมคี วามเคารพตอ่ สามี พ่นี อ้ งจะต้องมีความรักซ่ึงกนั และกนั เทา่ กับขงจอื้ สอนใหค้ นรกั ชาตมิ คี วามรักและ
เมตตาปราณีต่อกนั ผนู้ อ้ ยย่อมจะต้องเคารพผใู้ หญ่ และผู้ใหญจ่ ะต้องให้ความคุม้ ครองใหค้ วามยตุ ธิ รรมแก่ผนู้ ้อย
๕. ขนบประเพณี ขงจอื้ สอนใหค้ นเรารูจ้ กั ประเพณี คิดถึงขนบธรรมเนยี มประเพณีอนั ดีงาม ซึง่ บรรพบุรุษไดส้ รา้ ง
เอาไว้ ด้วยการศึกษาและปฏิบัติตาม ขงจ้ือให้ความเหน็ ว่ารฐั บาลใดๆกด็ ี ถ้าปกครองให้ดีงามใหร้ าษฎรมีความสุข
แล้ว จะต้องคํานงึ ถึงประวตั ิศาสตรแ์ ละเหตุการณ์ในอดีตมาเปน็ แนวทาง นอกจากนข้ี งจ้ือได้เนน้ การดนตรมี าก
เพราะวา่ ดนตรีนัน้ ได้สรา้ งส่งิ ต่างๆมากมายแกม่ นุษย์ ทาํ ใหผ้ ู้ฟง๎ มจี ิตใจอ่อนโยน อนั ประเพณีนัน้ รักหนงึ่ เราเอาไว้ใน
ส่วนกายเทา่ น้ัน แตด่ นตรีทําใหเ้ ราซาบซงึ้ ถึงจิตใจดว้ ย ดนตรีต่างๆของคนแตล่ ะประเทศย่อมแสดงถงึ จติ ใจและ
ขนบธรรมเนยี มประเพณีของคนในประเทศนนั้ ๆดว้ ย๕๕

๕๕ธรรมจกั ร, (นามแฝง). ศาสนาท่วั ไป. ( กรุงเทพ ฯ:โอเดยี นการพิมพ,์ ๒๕๑๓ ). หน้า ๓๒.

๘๗

บทที่๔
ปรัชญาม่อจ้ือ (Mohism)

๔.๑ ประวตั ิม่อจอ้ื (Moh Tzu)

ม่อจื้อหรอื บคั จือ้ มีชวี ติ อยใู่ นช่วงระยะเวลาท่ีขงจ้ือถึงแก่กรรมไม่นานนัก เขาถึงแก่กรรมราว พ.ศ. ๑๖๒
มอ่ จือ้ เปน็ ชาวรฐั ลู้ เขามีชื่อเดมิ ว่า เตก๊ แซ่ บัค สว่ นมากคนนิยมเรียกว่า บัคจ้ือ เมื่อเขาเป็นชาวรัฐลู้ก็ทําให้ได้
ศึกษาปรัชญาของขงจื้อจนแตกฉาน และนอกจากนั้นเขายังได้ศึกษาปรัชญาเหลาจ้ือขงจ้ือด้วย อย่างไรก็ตาม
แม้ว่าจะได้ศึกษาแนวคิดปรัชญาจากท้ังสองสํานักมีหลายอย่างที่เขาไม่เห็นด้วยกับสองสํานักดังกล่าว จึงได้
ตดั สินใจออกมาตง้ั สาํ นกั ใหม่ วางระเบียบกฎกตกิ าใหมๆ่ ในการวางรากฐานแนวคิดให้เปน็ ระบบ
กล่าวกันว่า ระบบใหม่ท่ีม่อจื้อได้นํามาใช้นั้น มีความแตกต่างจากลัทธิในยุคก่อนๆมาก นับตั้งแต่การวาง
รูปแบบของการสง่ั สอน ตลอดถงึ การสร้างสถาบันอันเปน็ ระบบที่ศษิ ยจ์ ะต้องกระทําตาม เขาวางระเบียบท่ีศิษย์
ทกุ คนจะตอ้ งปฏบิ ัติใหเ้ ปน็ แนวเดียวกัน นอกจากน้นั เม่ือศษิ ยแ์ ยกยา้ ยไปอยู่แหง่ ไหนก็ตาม ผลิตผลอันเป็นกําไร
เกิดจากการค้าขายต้องแบ่งนํามาบํารุงสํานัก ทุกคนจะต้องเช่ือฟังคําส่ังจากหัวหน้าสํานักเท่าน้ันมีทิฎฐิและ
แนวคิดรว่ มกัน การทีศ่ ิษย์ระเมิดกฎระเบยี บของสาํ นักจะตอ้ งไดร้ ับการลงโทษจากสํานกั การสืบทอดตําแหน่งก็
เป็นกฏอย่างหนง่ึ ท่มี อ่ จอ้ื ไดว้ างเอาไว้ ในกรณที เี่ จา้ สาํ นกั ใกล้จะถึงแก่กรรมจะต้องทําการคัดเลือกผู้ท่ีจะมาเป็น
ตัวแทนหัวหน้าตอ่ ไป ซึ่งเรยี กวา่ “กอื้ จ้ือ”จ่ึงแปลวา่ มหาคุรุ๕๖

๕๖เสถยี ร โพธินนั ทะ. เมธีตะวนั ออก. (กรุงเทพฯ: ทวีพิมพด์ ี, ๒๕๒๒). หนา้ ๒๓๑.

๘๘

๗๗

มื้อจื้อมีลักษณะอย่างหน่ึงท่ีพิเศษคือ การเป็นท่ียึดมั่นในอุดมคติของตนเองอย่างมาก เขายึดถืออุดม
คติเป็นสรณะ แม้แต่ลาภยศสักการะต่างๆก็ไม่สามารถทําให้เขาทอดทิ้งอุดมการณ์ได้ ตามประวัติได้
กล่าวไว้ว่า คร้ังหนึ่งพระเจ้าฌ้อฮุ้ยอ๊วง เจ้าเมืองฌ้อ ได้รับแนวคิดทางการเมืองจากม่อจ้ือ ทําให้เจ้า
เมืองฌ้อยินดีท่ีจะเชิญม่อจ้ือมาทําราชการด้วย “หนังสือของท่านน้ันประเสริฐนัก ถึงแม้ว่าเรา (เจ้า
เมืองฌ้อ)จกั ไมส่ ามารถทําทฤษฏีดงั กลา่ วมาปฏิบตั ิได้ แตด่ ว้ ยความนบั ถือในแนวคิด เราก้จักตั้งท่านให้
เป็นขนุ นาง ”ม่อจ้ือไดก้ ลา่ ววา่ “ถ้าอุดมคติ (แนวคดิ ทีเ่ สนอ) ของข้าพเจ้าไม่สามารถจะนําไปปฏิบัติให้
บงั เกดิ ผลไดแ้ ลว้ ประโยชนอ์ ะไรท่ีขา้ พเจ้าจะรบั รางวลั จากพระองค์ ”71

นอกจากม่อจื้อจะมีความเป็นผู้มีอุดมการณ์อันยิ่งยวดแล้ว เขายังก่อตั้งกองทัพธรรม เพื่อผดุง
สันติแก่ชาวโลกอีกด้วย ซ่ึงค่อนข้างเป็นเรื่องประหลาดมากที่นักปราชญ์ส่วนมากจะกระทํากัน แต่
เน่ืองดว้ ยสาเหตทุ เี่ ขาเปน็ คนรกั สันติภาพ ปฏเิ สธการกอ่ สงคราม ซึง่ เปน็ ทน่ี ยิ มในยุคการแสวงหาความ
เป็นใหญ่ของบรรดาเจ้าเมืองต่างๆการก่อสงครามจึงเกิดขึ้นประจํา ม่อจ้ือพยายามทําหน้าที่เป็นทูต
สนั ติภาพอาสาเจรจาความเมืองเพ่ือให้เจ้าเมืองต่างๆ เลิกการก่อสงครามกัน แต่ก็ไม่ได้ผลอะไรเลย
ส่ิงนี้เองก่อให้เกิดแนวคิดขึ้นมาว่า การท่ีเจรจากับเจ้าเมืองผู้กระหายสงครามเหล่านี้เปล่าประโยชน์
จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างกองทัพข้ึนมาเอง จากสาวกท้ังหลาย จุดประสงค์ก็คือ เป็นการคาน
อํานาจทางการเมอื งโดยตรงกบั เจ้าเมืองต่างๆ ที่พยายามก่อสงคราม ถ้าเมืองไหนถูกรุกรานด้วยความ
ไมย่ ุตธิ รรม กองทพั ผดุงสันติของม่อจ้ือก็จะเข้าช่วยเหลือเมืองน้ันๆทันทีแต่การท่ีกองทัพจะเข้าไปช่วย
รบนั้น ม่อจ้ือให้โอกาสเจ้าเมืองให้กลับใจใหม่ชี้แนะให้เห็นถึงภัยพิบัติอันเกิดจากสงครามถ้าเจรจาไม่
เป็นผลจึงจะใช้กําลังกองทัพเข้าแก้ไขป๎ญหา ม่อจ้ือจึงเป็นเจ้าลัทธิเจ้าเมืองต่างๆ ในยุคน้ันให้ความ
เกรงใจมาก ( แนวคิดการใช้นักรบเข้าช่วยเหลือบ้านเมืองในยามเกิดศึกสงคราม เพื่อผดุงคุณธรรม
สร้างสันติให้แกประชาชนนัน้ หรือแม้แต่นกั บวชเองก็เข้าข่ายนี้คล้ายๆกับสํานัดเส้าหลิน ท่ีทราบกัน
วา่ นักบวชสํานกั นีฝ้ ึกให้ศิษยเ์ ป็นวทิ ยายทุ ธในการตอ่ สู้ เมือ่ บา้ นเมอื งต้องการความช่วยเหลือก็สามารถ
ช่วยได้แม้แต่การฆ่าซึ่งถือว่าผิดคุณธรรม แต่เพื่อผดุงคุรธรรมจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระทํา-ผู้เรียบ
เรยี ง)

คุณธรรมของม่อจื้อในการรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรมเพ่ือสร้างสันติภาพให้เกิดข้ึนน้ัน จะเห็นได้
จากกรณีที่การเจรจาความเมืองเพ่ือให้เจ้าเมืองต่างๆเลิกการทําสงครามกั นน้ันบางครั้งการเจรจาไม่
เปน็ ผลทุกครั้งไปจนมีคนเหน็ ใจและให้แนวคดิ แกม่ อ่ จื้อในทางทว่ี า่ การที่มอ่ จอ้ื ว่งิ เตน้ หาความยุติธรรม
ให้แก่ประชาชนหรอื ให้เขาเลกิ การทําสงครามน้นั เปล่าประโยชน์เพราะว่าคนเหล่าน้ันไม่เห็นดีด้วยเมื่อ
เป็นเช่นน้ีจะวิ่งเต้นให้ลําบากตัวเองไปทําไมกันเล่า ม่อจ้ือได้แสดงทัศนะให้เห็นว่าเขามีอุดมการณ์อัน
แน่วแน่เพียงใดในการทผี่ ดุงไวซ้ ึง่ ความถกู ตอ้ งความยตุ ธิ รรมในสงั คมวา่

71เร่อื งเดยี วกนั . หนา้ ๒๓๕.

๗๘

อุปมามีบุรุษคนหนึ่งมีบุตรอยู่ ๑o คน ในบรรดาบุตรเหล่าน้ีมีเพียงคนเดียวที่มีความขยันทํานาทํา
ไรน่ อกนัน้ มีความขเี้ กยี จทาํ นาทําไร่ย่ิงนัก คนท่ีคอยกินมีอยู่มากกว่าคนทํางาน เม่ือคนทํางานน้อย
จาํ เปน็ อยเู่ องท่ีเขาจะต้องเพมิ่ ความขยันให้มากยงิ่ ข้นึ เพอ่ื ใหไ้ ดม้ าซึง่ อาหารอย่างเพียงพอเพ่ือเล้ียง
คนหมูม่ าก เช่นกันทที่ กุ วนั น้ีคนส่วนใหญ่เขาไมค่ อ่ ยจะบําเพญ็ กิจเพ่ือความยุติธรรมกันเลย จึงเป็น
โอกาสท่ีท่านน่าจะพูดให้กําลังใจเราในการทํางานมากย่ิงข้ึน แต่ทําไมท่านจึงไม่สนับสนุนแต่มา
คดั ค้านเสยี เล่า72

๔.๒ ทฤษฏีทางดา้ นการเมือง

เน่ืองจากลักษณะเฉพาะตัวของม่อจ้ือคือเป็นคนประหยัดมีการเป็นอยู่แบบง่ายๆไม่ฟูุงเฟูอยอมรับใช้
สงั คมอย่างไมเ่ ห็นแกความเหน็ดเหนอื่ ย แนวคดิ ทางการเมืองจึงออกมาในลักษณะดังนี้

๑.มคี วามรกั ใคร่กนั มผี ลประโยชน์ร่วมกัน ในทัศนะของม่อจื้อนั้นความรักมีลักษระเป็น

สากลหรือความรักท่ีไม่มีการแบ่งชนช้ันวรรณะ ( Universal Love )73ม่อจ้ือมีความเห็นว่า ความรัก
นนั้ ควรเป็นความรกั ทไ่ี ม่เหน็ แกต่ วั ( Selfishness )คําวา่ ความเห็นแก่ตวั น้ีมอ่ จือ้ ให้ความหมายท่ีกว้าง
มาก กลา่ วคอื ทกุ ข์อย่างมหันต์อย่างหน่ึงของสังคมทุกยุคสมัยก็คือ ความเห็นแก่ตัวของตนเป็นอันดับ
แรกแล้วขยายออกไปสู่ครอบครัวและประเทศชาติต่อไป ข้ันสุดท้ายก็คือความเห็นแก่ตัวของประเทศ
ต่างๆในโลกและการเกิดการทะเลาะกันขยายออกไปสู่สงครามในที่สุด จะเห็นว่าจุดเริ่มต้นมาจาก
ความเหน็ แก่ตวั เป็นเหตุ
ความรักของม่อจื้อดูค่อนข้างจะแปลกๆอยู่เพราะเขากล่าวว่าการทําลายความเห็นแก่ตัวเป็นอันดับ
แรกนั้น การทําลายความเห็นแก่ตัวก็คือ การสร้างความรักให้เกิดแก่ตนน้ันเองเป็นความรักท่ีเข้าใจ
ตัวตนจริงๆแล้วค่อยขยายออกไปสู่ครอบครัวและประเทศชาติความรักก็ควรรักคนอื่นเสมอตน รัก
ครอบครัวคนอ่ืนเสมือนครอบครัวของตนเอง รักประเทศชาติของคนอื่นให้เหมือนประเทศชาติของ
ตนเองในเมื่อตนเองได้ประโยชน์อะไรคนอื่นก็ต้องได้ประโยชน์นั้นด้วย คนในครอบครัวของเราเองได้
ประโยชน์อะไร ครอบครัวคนอ่ืนก็ควรได้ประโยชน์น้ันด้วยประเทศของตนได้ประโยชน์อะไรประเทศ
ของคนอน่ื ก็ต้องไดป้ ระโยชนน์ ้ันดว้ ยเช่นกัน74
ม่อจื้อ ให้กล่าวว่า เมื่อคนเราน้ันจะทําอะไรก็ตามก็ควรตั้งป๎ญหาถามตนเองว่า “ การกระทํานั้นเป็น
การสร้างความรักให้เกดิ ขน้ึ แก่ผอู้ ื่นด้วยหรือไม่ ? เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวมหรือไม่ ? ในเมื่อ
ทําแล้วเป็นประโยชน์ต่อคนอ่ืนและครอบครัวแล้วก็ควรกระทําและพยายามอย่าได้คิดว่าการกระทํา
น้นั ๆเราจะไดอ้ ะไรเปน็ ผลตอบแทน ”

72เรอ่ื งเดียวกนั . หนา้ ๒๔๔.
73ปานทพิ ย์ ประเสรฐิ สขุ . ปรชั ญาจีน. (กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง,๒๕๓๒). หนา้ ๔๔
74เสเถียร โพธินนั ทะ. เมธีตะวนั ออก.หนา้ ๒๔๗.

๗๙

ม่อจื้อเช่ือว่า การกระทําที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นนั้นก็นับว่าเป็นการสร้างประโยชน์ต่อตนเองเช่นกัน
ท้ังน้ีก็เพราะว่า มนุษย์เราน้ันโดยธรรมชาติแล้วไม่สามารถจะอยู่ในโลกนี้ได้เพียงลําพังคนเดียว การที่
คนเราเห็นแก่ตัวจึงนับว่าเป็นเป็นประโยชน์อะไรทั้งแก่ตนเอง และสังคม จะเห็นได้จากกรณีท่ีเราทํา
อะไรก็ตามเมื่อตนเองเสวยสุขในขณะที่คนอ่ืนเดือดร้อนนั้นนับว่าเป็นไปได้ยากเพราะขณะเราเสวยสุข
ส่วนสังคมกําลังเดือดร้อน ความสุขที่เราได้รับน้ันจะยั่งยืนไปได้สักเท่าไหร่ จึงอาจจะกล่าวได้ว่า
แนวคิดของม่อจื้อมีลักษณะเป็นพวกประโยชน์นิยม ( Utilitarianism )กล่าวคือ การท่ีเห็นประโยชน์
คนอื่นหรือสังคมเปน็ เปูาหมายสูงสดุ 75

๒)เป็นปฏิปักษ์ต่อสงครามเป็นที่น่าสังเกตว่า นักปราชญ์ในโลกส่วนมากน้ันปฏิเสธ

สงครามอันจะนําความเดือดร้อนมาสู่มวลมนษุ ย์ ทัง้ น้ีเพราบัณฑิตรู้ว่าการทําสงครามไม่ว่าจะกรณีใดก็
ตามล้วนนํามาซ่ึงความเดือนร้อนอย่างไม่มีทางเล่ียงได้เปูาหมายอันเกิดจากสงครามไม่ว่าจะเป็นการ
ผดุงคุณธรรมหรือว่าเพ่ือความเป็นเจ้าจักรพรรดิก็ตาม ความเดือดร้อนย่อมเกิดทุกกรณี เช่นเดียวกัน
กับมิอจื้อท่ีปฏิเสธการทําสงครามแม้ว่าม่อจ้ือเองก็ตั้งกองทัพผดุงสันติก็ตาม เปูาหมายแม้จะเป็นการ
ผดุงคุณธรรมแต่แท้จริงแล้วม่อจื้อไม่ต้องการให้เป็นเช่นน้ันเลย ถ้าเป็นไปได้การมีกองทัพไม่ว่ากรณี
ใดๆไม่จําเป็นอย่างยื่งในทัศนะที่เก่ียวกับการก่อสงครามท่ีม่อจ้ือปฏิเสธมากก็คือ การทําสงครามเพิ่ต
อบสนองความต้องการของผู้นําเพื่อความเป็นใหญ่มีอํานาจเหนือประเทศอ่ืนๆ ม่อจื้อจึงไม่มีทางเลือก
ที่จะหลกี เลยี่ งการตั้งกองทพั ธรรมดาดงั กล่าวข้ึนมา

การทําสงครามที่เป็นการสนองความต้องการของผู้นําหรือการกระหายสงครามน้ัน เป็นไปใน
ลักษณะท่ีเป็นกฎธรรมชาติอย่างหน่ึงก็คือ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก หมายถึง ประเทศท่ีเข้มแข็งย่อม
ได้เปรียบประเทศทอี่ ่อนแอการรกุ รานจึงเปน็ กีฬาอยา่ งหนงึ่ ทผี่ ู้นาํ ประเทศกระหายสงครามที่ได้เปรียบ
นํามาใช้กับประเทศที่อ่อนแอกว่า ม่อจ้ือก็ให้ทัศนะเก่ียวกับการทําสงครามท่ีเป็นเร่ืองร้ายแรงต่อมวล
มนษุ ย์ชาตทิ ค่ี วรอย่างยิง่ ทกุ ประเทศต้องกาํ จัดออกไปหรือไม่ควรให้มีข้ึนไม่ว่ากรรีใดๆก็ตามเขาเปรียบ
เอาไวว้ ่า คนลกั ขโมยเข้าไปในสวนของผ้อู น่ื แล้วลักผลไม้ต่างๆไปส่ิงนี้นับว่าเป็นการประพฤติที่เสียหาย
ต่อคนอื่น รัฐบาลควรท่ีจะดําเนินการเอาผู้กระทําผิดมาลงโทษและมีการลักขโมยสัตว์เลี้ยงประเภท
ต่างๆ เช่น วัว ควาย เป็นต้น ในกรณีนี้มีความร้ายแรงกว่ากรณีแรกมาก เพราะว่ามีความเสียหาย
มากกว่าการลกั ผลไมป้ ระชาชนพอได้ทราบก็ย่งิ ประณามมากกว่ากรณีแรกมองในแง่คุณธรรมแล้วกรณี
แรกก็เสียหาย กรณีท่ีสองยิ่งขาดคุณธรรมมากยิ่งข้ึน ต่อมาก็มีการปล้น ฆ่าเจ้าทรัพย์ก็นับว่าเป็นที่
ร้ายแรงสูงสุดในการประพฤติผิดของประชาชน ที่คนทําต้องได้รับการประณามและรัฐบาลต้องนําคน
ทําความผิดมาลงโทษให้ได้ และต้องมีการบัญญัติโทษไว้สูงสุดเช่นกันถ้ามองในแง่ของคุณธรรมแล้ว

75ปานทิพย์ ประเสรฐิ สขุ . ปรชั ญาจีน. หนา้ ๔๒.

๘๐

เปรียบเทียบกรณีท่ีหน่ึงและท่ีสองแล้ว ความเลวร้ายท่ีสังคมให้อภัยไม่ได้ก็คือ การปล้นทรัพย์แล้วฆ่า
ผู้อ่นื น้ันเอง คณุ ธรรมยิ่งเลวร้ายสงู สุด การกระทาํ ในกรณีท่ีสามนี้ย่อมไม่ได้รับการสรรเสริญจากคนอื่น
อยา่ งแน่นอน นเี้ ป็นกฎธรรมชาตอิ ยา่ งหน่ึง
ม่อจอื้ กล่าวว่า ทาทกี่ ลา่ วมาข้างตน้ ก็นับวา่ ร้ายแรงท่ีสุดแล้ว วิญํูชนไม่สรรเสริญแต่ยังมีการกระทําท่ี
เปน็ ความอยุติธรรมท่ีร้ายแรงกว่าสามกรณีข้างต้นอีก ก็คือการท่ีประเทศหน่ึงรุกรานประเทศอ่ืนไม่ว่า
จะกรณใี ดๆก็ตาม ม่อจ้ือประณามการทําสงครามประเภทนี้ว่า การกระทําของมหาโจร และไม่ควรให้
เกียรติวา่ เปน็ การสร้างวีรกรรมแต่อย่างใด76

๓)การบูชายกย่องบัณฑิต การทําการงานทุกอย่างถ้าหากว่ามีการเล่นพรรคเล่นพวก

พ้องของตนแตเ่ พยี งฝุายเดียว การปกครองก็ย่อมเป็นไปอย่างไม่ราบร่ืนเข้าทํานองท่ีว่า ดีก็ดีตาม ช่ัวก็
ชั่วตาม การเล่นพรรคพวกน้ันยังไม่สามารถท่ีจะทําให้บ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้าได้เท่าท่ีจะให้
เป็นไป ทั้งน้ีก็เพราะขาดความเกรงกลัวซึ่งกันและกันนอกจากนั้นยังได้คนท่ีไม่มีความสามารถมา
บริหารบ้านเมือง ทําให้บ้านเมืองไม่พัฒนาต่อไป ส่วนคนที่มีความรู้ความสามารถที่จะนําพาประเทศ
ไปสู่ความเจริญ แต่กับถูกกรีดกันไม่ให้มีบทบาททางการปกครองหรือแม้ว่าจะมีความสามารถ มี
ความรู้ก็ตามก็ไม่ได้รับการสนับสนุนให้มีบทบาทม่อจ้ือเชื่อว่าการยกเลิกการเล่นพรรคพวกนับว่าเป็น
ส่ิงที่ประเสริฐ ควรท่ีจะยึดหลักคุณวุฒิ หรือความรู้ ความสามารถเป็นหลัก ย่ิงฉลาดมากก็ควรท่ีจะได้
รับภาระงานการปกครองมากยิ่งขึ้น ซึ่งม่อจ้ือเห็นว่าการส่งเสริมคนฉลาดให้มีบทบาททางการเงินนั้น
ถูกต้อง นั้นก็คือ ประชาชนควรยกย่องบัณฑิต ให้มีบทบาทมากท่ีสุด ซ่ึงต่างจากทัศนะของเหล่าจ้ือ
ท่วี ่า “ความยุ่งยากของสังคมมนุษย์ เกดิ มาจากคนฉลาด ”77

๔)เชื่อผู้นําประเทศชาติเจริญการปกครองในบางประเทศในป๎จจุบันน้ีสร้างกระแสให้มี

การเชื่อผู้นําสูงสุดประชาชนทุกคนถ้าเชื่อผู้นําแล้วประเทศชาติจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ในยุคสมัย
ของ จอมพล ป.พบิ ุลสงคราม หรือ ยุคของ จอมพล สฤษด์ิธนะรัชต์ ก็เช่นเดียวกัน ม่อจ้ือเช่ือว่าการที่
เช่ือผู้นําที่คัดเลือกมาดีแล้ว ซ่ึงพร้อมด้วยคุณธรรมคุณวุฒิน้ัน เป็นสิ่งไม่เสียหายอะไร นอกจาก
ประชาชนจะเชอ่ื ผู้นําแลว้ ทัศนะต่างๆ ของประชาชนก็ควรมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ไม่ควรมีแนวคิดท่ี
แปลกแยกออกไปต่างหากจากคนอื่น เพราะเน่ืองจากว่าหากเกิดให้สร้างทัศนะท่ีหลากหลายออกไป
การปกครองก็ยิ่งจะมีความยากลําบากย่ิงข้ึน การปกครองของม่อจ้ือที่ให้เช่ือผู้นําน้ัน ดูคล้ายจะเป็น
เชงิ เผดจ็ การทางแนวความคดิ ซ่งึ เมือ่ มามองดูตามความเป็นจริงแล้ว มีส่ิงหนึ่งที่ทุกคนยอมรับกันก็คือ
ไมม่ ีใครทม่ี ีแนวคิดตรงกนั หรอื ให้มีการยอมรบั แนวคดิ ของคนอื่นโดยทีต่ นเองไม่ได้แสดงบทบาท

76เสเถยี ร โพธินนั ทะ. เมธีตะวนั ออก.หนา้ ๒๔๗.
77เรอ่ื งเดยี วกนั .หนา้ ๒๕๐.

๘๑

๕)เช่ือกฎแห่งสวรรค์ ม่อจื้อเช่ือว่าเทพเจ้าผีสางมีจริง สิ่งเหล่านี้คอยให้คุณและโทษแก

มนุษย์ผู้กระทําความดีหรือความช่ัว พฤติกรรมของมนุษย์อยู่ในความดูแลตรวจตราของเทพเจ้า
แท้จริงตามทัศนะของม่อจื้อแล้วเจตนารมณ์ของเทพเจ้าก็คือ พยายามให้มนุษย์มีความรักใคร่สามัคคี
กัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน หากผู้ใดทําลายคนอ่ืน หรือทําลายผลประโยชน์อ่ืน เทพเจ้าหรือสวรรค์
จะตอ้ งลงโทษทณั ฑ์ ซึ่งประเด็นนี้กส็ ่งเสริมประเดน็ ท่ีเกยี่ วกบั การใหผ้ นู้ ํา หรือผู้นําเผด็จการ ม่อจ้ืออ้าง
ว่าผู้นําท่ีดีต้องมีคุณธรรมคือการไม่เอาแต่เจตนารมณ์ของตนเองเป็นหลัก คุณธรรมของผู้นําที่ดีมี อยู่
๓ประการ ทผี่ ู้ปกครองประเทศจะต้องมคี ือ เคารพเทพเจ้า เช่ือฟง๎ ปฏิบตั ิตามเจตนารมณ์ของพระองค์

เคารพและปฏบิ ตั ติ ามเจตนารมณข์ องผสี างเทวดา
มีความเมตตารกั ใครป่ ระชาชนเป็นทต่ี ้งั

๖)ไม่เชื่อในโชคชะตา(ของตน) ม่อจ้ือเช่ือว่าโชคชะตามีจริงคล้ายกับเช่ือว่าเทพเจ้ามีจริง

นั้นเองทุกคนควรเช่ือว่าโชคชะตามีจริง ซ่ึงสิ่งเหล่านี้พระเจ้าเท่านั้นเป็นผู้บันดาลให้เป็นไป ประทาน
โชคดีแก่คนทําดีประทานความทุกข์ยากแก่คนทําช่ัว โชคชะตาไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะเป็นผู้กําหนดได้
มนุษยจ์ ะเช่อื ว่าโชคชะตาชีวิตน้ันมนุษย์เป็นผู้กําหนดเท่านั้นจึงเป็นการคิดท่ีผิดพลาด เพราะถ้ามนุษย์
เชื่อเช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็หมดความหมายไม่มีอํานาจอะไรต่อมนุษย์ แล้วจะให้ใครยําเกรงสรรเสริญ
เทพเจ้า ซึ่งแนวคิดน้ีตามหลักของขงจ้ือแล้ว ตรงกันข้ามกันเลยทีเดียว ทั้งนี้ก็เพราะว่าขงจื้อไม่เชื่อใน
เรอ่ื งโชคชะตาทมี่ ีพระเจ้าเปน็ ผูน้ ํา

๗)ปฏิเสธดนตรีในทัศนะของขงจ้ือ เขาได้พรรณนาอานิสงส์ของการศึกษาวิชาดนตรีเอาไว้มากมาย

เป็นต้นว่า ผู้ศึกษาดนตรีหรือมีดนตรีในหัวใจย่อมทําให้เขามองเห็นความจริงของชีวิตได้ มีจิตใจเยือก
เย็น มีความอ่อนน้อมถ่อมตน แต่สําหรับม่อจ้ือเขากลับเห็นตรงกันข้ามเลยทีเดียว เขาปฏิเสธการมี
ดนตรีในหัวใจ ซ่ึงเขาเสนอว่า ขณะที่บ้านเมืองกําลังเกิดภัยพิบัติ เกิดสงครามอยู่ทุกวัน ประชาชนอด
อยากทุกข์ทรมานอยู่ทุกวัน ใครเลยจะมีอารมณ์มาเล่นดนตรี เพราะการศึกษาดนตรีไม่ใช่การ
แกป้ ญ๎ หาเฉพาะหน้าหรือการแก้ป๎ญหาความยากจนประชาชนได้เลย

การแก้ป๎ญหาปากท้องของประชาชนคือหัวใจ เขาเห็นว่าการท่ีมีสิ่งฟูุมเฟือยมากเกินไปทําให้
มนุษย์ลําบากมากยิ่งขึ้น การอาศัยป๎จจัย ๔ นั้น ก็เพียงเพื่อให้มนุษย์อยู่แต่พอดี ไม่ว่าจะเป็นด้าน
อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัยหรือยารักษาโรค ก็ควรให้อยู่ในระดับที่จําเป็นต่อชีวิตเท่านั้น ส่ิงที่
นอกเหนอื จากนเ้ี ป็นสงิ่ ท่หี รูหราเกนิ ความจําเปน็ และดนตรกี จ็ ัดเข้าในประเภทส่ิงฟุูมเฟือยเช่นกัน ม่อจื้
อเองไดใ้ หท้ ัศนะเกย่ี วกบั โทษของดนตรีเอาไว้อย่างน่าฟ๎งวา่
ทาํ ให้สิ้นเปลืองเงนิ ทองโดยไม่จําเป็น
ดนตรไี ม่สามารถทาํ ใหป้ ระชาชนพ้นจากความอดอยากได้

๘๒

ดนตรชี ่วยปอู งกันการรุกรานของศัตรไู มไ่ ด้
ดนตรีกอ่ ให้เกดิ นสิ ยั รกั ความสนุกสนานฟงูุ เฝูอหรูหรา เกนิ ความจาํ เป็น
นอกจากน้ัน ม่อจ้ือยังปฏิเสธการไว้ทุกข์ของลูกหลาน ๓ ปี ตามแนวคิดของขงจื้อท่ีให้แสดงออกถึง
ความกตัญํูกตเวทิตา ม่อจ้ือกล่าวว่า เป็นการแสดงความกตัญํูท่ีไม่ถูกต้อง และเป็นเรื่องฟูุมเฟือย
เกนิ ความจําเป็น การฝง๎ ศพทีห่ รูหรา มีสุสานท่ใี หญ่โต นบั ว่าสิ้นเปลืองโดยเปลา่ ประโยชน์ ม่อจ๊ือ (จีน:
墨子; พนิ อิน: Mòzǐ; เวด-ไจลส์: Mo Tzu) (พ.ศ. 74-พ.ศ. 153) เปน็ นักปรัชญาชาวจีน นับได้
ว่าเป็นคู่แข่งผู้หน่ึงของขงจ๊ือ หลักคําสอนของม่อจื๊ออยู่ในหนังสือท่ีมีชื่อเดียวกับชื่อของเขา คือ
มอ่ จือ๊ ประกอบด้วยข้อเขียน 53 บท เป็นทั้งข้อเขียนของเขาเองและที่สานุศิษย์ช่วยกันเรียบเรียง
ตอ่ เตมิ และมามอี ิทธิพลเหนอื ชาวจีนหลังจากที่เขาตายไปแล้วประมาณ 500 ปี

ม่อจ๊ือ มีชื่อจริงว่า มั่ว ต๋ี (墨翟) สถานที่เกิดไม่แน่นอน บ้างก็ว่ามาจากแคว้นสุ้ง (ปัจจุบันอยู
ระหว่างมณฑลเหอหนานและมณฑลซานตง) บ้างก็ว่ามาจากแคว้นเดียวกับขงจื๊อ คือมาจาก
แคว้นหลู่

แนวความคิดของม่อจ๊ือเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรงต่อแนวความคิดของขงจื๊ออย่างเห็นได้ชัด
ถึงแม้ว่าความต้องการท่ีเหมือนกันคือ เพื่อปรับปรุงให้สังคมดีขึ้น แต่ม่อจื๊อไม่นิยมวิธีการของ
ขงจ๊ือ โดยโจมตีว่า "เป็นวิธีการท่ีไม่ได้ผลและเสียเวลา" ม่อจ๊ือเน้นถึง ประโยชน์และความใช้ได้
ของขนบธรรมเนียมประเพณีมากกว่าจะต้องยึดถือตามขงจ๊ือทั้งหมด เชื่อในความเป็นไปของโลก
หน้า สนับสนุนให้มนุษย์มีความรักซึ่งกันและกัน เขาเชื่อว่าความรักโดยไม่จํากัดเช้ือชาติ วรรณะ
ชนช้ัน หรอื ความยากดมี จี น ประณามการทาํ สงคราม

ความแตกต่างระหว่างแนวความคิดของขงจื๊อกับม่อจ๊ือน้ี ทําให้ขงจื๊อได้รับขนานนามว่า "เป็นนัก
ประมวลขนบธรรมเนยี มประเพณีท่ีดีมาใช้" แต่ม่อจื๊อเป็น "นักวิจารณ์ นักติชม" นอกจากน้ีม่อจื๊อ
ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นําความรู้ทางด้านตรรกวิทยาเข้ามาใช้ในจีนเป็นคนแรก[1] เก่ียวกับ
ตําแหน่งผู้ปกครองม่อจ๊ือมีความเห็นว่า "ผู้ปกครองควรได้ตําแหน่งเพราะความดีและ
ความสามารถส่วนตัวมากกว่าได้มาโดยการสืบตําแหน่ง ถ้าผู้ปกครองไม่มีความสามารถก็ควรจะ
ยกตาํ แหน่งนใี้ หท้ ่ีปรกึ ษาจะดกี ว่า"

บทที่ ๕
ปรชั ญาเมง่ จอ้ื ( Mencius )

๘๓

๕.๑ ประวตั ิเมง่ ซือ้

มีผ้กู ลา่ วว่า ถ้าหากวา่ เปรยี บเทยี บขงจื้อคือโสคราตสี แล้ว เมง่ จ้อื ก็คือเพลโต78ท่ีมกี ารเปรียบเทียบ
เช่นนีก้ ็ เพราะว่า ลทั ธิธรรมของขงจ้ือน้ันไดร้ ับการพัฒนาขยายความถึงขั้นสุดยอดในสมัยของเมง่ จื้อน้ี
เอง เมง่ จอ๋ เกิดใน แคว้นสู้ ซึง่ กเ็ ป็นแคว้นเดียวกนั กบั ขงจ้อื เขาเกดิ เม่ือ พ.ศ. ๑๕๕ หลงั ขงจื้อถงึ แก่
กรรมประมาณ ๙๐ ปี ซึ่งระยะ เวลาเกือบร้อยปใี นระยะการดับไปของขงจ้อื และการเกิดขน้ึ ของเม่งจ้ือ
น้ี ลัทธิธรรมของขงจื้อยังไม่ได้รับการ พฒั นาเท่าท่ีควรเนอื่ งมาจากสาเหตหุ ลายประการ เป็นต้นว่า
เกดิ เจา้ ลทั ธทิ ีม่ ีการแข่งขนั กันมากมายจนไม่สามารถ จะช้ีชัดลงไปว่า ลัทธิธรรมของสาํ นกั ใดโดดเด่น
แตพ่ อเม่งจื้อปรากฏก็ทําให้ลัทธิขงจอื๊ เจริญรุ่งเรืองสูงสดุ
เมื่อเม่งจอ้ื อายุได้ ๓ ปี บิดาก็เสียชวี ติ นางเจียงสีผู้เปน็ มารดาตอ้ งรับภาระตอ่ ไป เดิมทบ่ี ้านของเมง่ จอื้
อยู่ ในชนบท แตว่ ่าเมง่ จือ้ มีนสิ ยั คอ่ นข้างประหลาด น่นั ก็คือชอบเป็นคนล้อเลยี นในสิ่งทผี่ อู้ น่ื ทาํ ง่าย
ประวตั ิกลา่ วว่า บ้านเขาอยูใ่ กลเ้ ชงิ เขาที่มี ฮวงซุ้ย มากมาย เขาจะทําการล้อเลียนกริ ิยาอาการของ
ญาติ ๆ ท่ีมาเซน่ สรวงวญิ ญาณ ทาํ ใหม้ ารดาไมส่ บายใจจงึ จําเปน็ ต้องยา้ ยบ้านมาอยใู่ นเมือง แต่เม่งจ้ือ
กย็ งั ไม่ละทง้ิ นิสัยเดิม คือชอบลอกเลยี นแบบ คนอ่นื ได้ง่าย ยงิ่ มาอยใู่ กลต้ ลาดทําให้นิสยั เอนเอียงไป
ในทางแมค่ ้าตามตลาดมากข้ึน มารดาจึงย้ายบ้านมาอาศัยอยู่ ใกล้โรงเรียนทําให้เม่งจ้ือได้มโี อกาสได้
ศกึ ษาเล่าเรยี น อปุ นสิ ัยกด็ ีขนึ้ ตามลําดับ
เมื่อโตขึน้ มารดากส็ ่งเข้าโรงเรียน วันหนึง่ เมง่ จอื้ รู้สกึ ข้ีเกยี จ ไม่อยากเรยี นหนงั สือจึงหนีกลับมาบา้ น แม่
รู้ ทนั จึงหาอบุ ายใหล้ กู ชายได้สํานึกในการขาดเรยี น ด้วยความเปน็ ผมู้ อี าชีพในการทอผา้ ขาย นางกเ็ ลย
เอากรรไกร มาตัดผา้ ท้ิงทง้ั ๆ ที่ผา้ ยังทอไมเ่ สรจ็ ดี เมง่ ซื้อสงสยั กเ็ ลยถามว่าทําไมต่ ้องตดั ทิ้ง ทงั้ ๆ ยงั ไม่
เสร็จดี มารดาก็บอกว่า กค็ ลา้ ย ๆ กบั เม่งจ้ือท่ขี าดเรียนทงั้ ๆ ทีโ่ รงเรยี นยงั ไมเ่ ลิก ต่อไปจะหาวิชาเลีย้ ง
ตัวเองได้อย่างไร ทําใหเ้ ม่งซื้อไดค้ ดิ นบั ตั้งแตน่ ้นั มาเขาก็ตงั้ ใจเล่าเรยี นจนสําเร็จระดับมหาวิทยาลยั ใน
ลทั ธิขงจื้อ เม่ือสาํ เร็จการศกึ ษาแลว้ เขาก็แสวง หาทาํ งานรับราชการในพระราชสาํ นักของเจา้ เมือง
หลายเมือง และได้เสนอแนวคดิ ในการปกครองบ้านเมืองตอ่ ผูน้ าํ รฐั แต่ไมม่ ีเจา้ เมืองไหนเหน็ ดีและนํา
แนวคดิ น้ันไปใช้เลย อย่างดีกเ็ พียงแคส่ นับสนนุ วา่ ดเี ท่าน้ัน ความผิดหวงั เกิดข้ึนต่อเม่งจื้ออยา่ งมาก ใน
ท่สี ุดเขาจึงตัดสินใจละท้ิงงานราชการกลบั มาบา้ นเกิด และเปดิ สอนวิทยาการและ อดุ มคติของตนเอง
แก่ผู้สนใจ ซง่ึ ประวัติกค็ ลา้ ย ๆ กับขงจ้ือที่มคี วามผิดหวงั ในการเสนอแนวคิดต่อการปกครอง บ้านเมือง
เขาตงั้ โรงเรยี นสอนวิทยาการจวบจนส้นิ ชีวติ เม่ือ พ.ศ. ๒๒๘ รวมอายุได้ ๘๕ ปี

78เสถียร โพธนิ นั ทะ, เมธีตะวนั ออก (กรงุ เทพฯ: ทวพี ิมพ์ดี, ๒๕๒๒) หน้า ๒๕๘

๘๔

๕.๒ ปรัชญาทางการเมอื ง

ธรรมชาติของมนุษย์น้ันลว้ นดีงามเปรียบเสมือนกระแสนา้ ที่ไหลลงสทู่ ีต่ ้า่ เสมอการ ดันน้าท่ไี หลลงสู่ที่
ตา้่ น้ันลว้ นผดิ ธรรมชาติการไหลของน้าฉนั ใดการที่มนุษย์ทา้ ความ ชว่ั ก็เพราะสาเหตุที่สนับสนุนให้
เป็นไปเช่นนนั้ หาได้เปน็ จิตท่ีแทจ้ รงิ ของมนุษย์ไมฉ่ ันนัน้ ยามใดบา้ นเมืองปกติสขุ ประชาชนกอ็ ยูด่ ีมี
สขุ เพราะการทา้ นาท้าไร่ได้ผลดี แตป่ ไี หนไม่ได้ท้า

นาท้าไร่ เกิดข้าวยากหมากแพงแล้ว ประชาชนก็สามารถ
ประพฤตชิ ัว่ ได้ทั้งน้ีก็เพราะปัจจัยแวดล้อมเปน็ เหตุ

ทัศนะทางการเมืองของเม่งจ้ือนนั้ อาศัยหลักธรรมของขงจื้อแล้วนาํ มาขยายความให้ชัดเจน
ยงิ่ ขึน้ เปรยี บเทียบ ทฤษฎีขงจอ้ื คือ Paternalism ( ทฤษฎีบดิ า) ส่วนทฤษฎีของเม่งจ้อื คือ
Maternalism( ทฤษฎีมารดา ) ซ่งึ ก็คือกลมุ่ ทฤษฎีเดียวกนั สนับสนุนซึ่งกันและกนั ใหเ้ กิดพลังในการ
นํามาปฏิบตั ใิ ห้ได้ผล สิ่ง หน่งึ ที่เม่งจือเนน้ ในหลักปรชั ญาของเขาก็คือ การพฒั นาคุณธรรมใหเ้ กดิ ใน
ป๎จเจกบคุ คลก่อน แลว้ ค่อยขยายออก ไปสกู่ ารเมืองการปกครองต่อไป บุคคลต้องมีคณุ ธรรมประจําใจ
เสยี ก่อน การที่ทกุ คนต้องมีคุณธรรมประจําตัว น้นั ได้ส่งเสรมิ ทฤษฎีของเขาท่ีวา่ ธรรมชาติดงั้ เดิมของ
มนุษย์เราจิตแรกน้นั บรสิ ุทธิ์ยิ่งนัก ทปี่ ระพฤติช่ัวในภาย หลงั กเ็ พราะสาเหตมุ าจากปจ๎ จัยแวดลอ้ ม
ตา่ งหาก ซ่ึงตรงกนั กับแนวคิดของนักปรัชญาชาวตะวนั ตกชื่อ จอห์น ล็อค ( John Locke ) ท่ีวา่ จิต
เดมิ ของมนุษยน์ ั้นเปรียบเหมือนผ้าขาวทบ่ี รสิ ุทธ์ิ ( Tabula Rasa ) แต่ มาสกปรกหรือรสู้ ่งิ ตา่ ง ๆ
เพราะแวดลอ้ มในภายหลงั หรอื แม้แต่ในพระพทุ ธศาสนา ท่ีปรากฏในคัมภีร์อังคุตตร นิกาย เอกนิบาต
ฉบบั สยามรัฐ เล่มที่ ๕๐ ขอ้ ๑ หนา้ ๒๐ พระพทุ ธองค์ได้ทรงตรสั ว่า “ ปภสสรมทิ ภิกขเว จติ ต์ ตญจ
โข อาคนตเุ กหิ อุปกกเิ ลเสหิ อปุ กกลิฎฐ์ .. ภกิ ษทุ ้ังหลาย จติ ( เดมิ ) น้ี ผ่องใส แต่ว่าจิตนั้นแล
เศรา้ หมอง แล้วดว้ ยอุปกิเลสท่ีจรเขา้ มา… ”แม้แตใ่ นพระพุทธศาสนานิกายเซ็น เว่ยหล่าง ซึง่ บรรลุ
ธรรมได้อุทานในขณะ นั้น ต่อหนา้ ทา่ นฮวงโปสงั ฆปรินายกองค์ท่ี ๕ วา่

ใครจะไปรวู้ า่ จติ เดมิ แท้น้ันเป็นของบรสิ ทุ ธ์ิ อย่างบริสุทธิ์ แท้จรงิ ใครจะไปคิดว่า จิตเดิมแท้นน้ั เปน็
สิง่ ทีม่ คี วามสมบรู ณ์อยู่ในตัวมันเอง อยา่ งสมบูรณ์แท้จรงิ …79 ท่านผใู้ ฝศุ กึ ษาท้ังหลาย! เนอื้ แท้แหง่ จติ
ของเราซง่ึ เป็นเมล็ดพันธ์ุหรือแก่นของการรแู้ จ้งนัน้ บริสุทธิ์อยแู่ ลว้ ตามธรรมชาตเิ ราจะสามารถบรรลุถงึ
ความเปน็ พุทธะได้โดยตรงก็ด้วยการใชจ้ ิตนใ้ี หเ้ ปน็ ประโยชน์เพยี งอย่างเดยี วเท่านน้ั 80

ท่ียกตัวอย่างมานี้ก็เพ่ือแสดงให้เห็นว่ามีแนวคิดของศาสนาและแนวคิดของนักปรัชญาบางท่านเห็น
พ้อง ตรงกันกับ เม่งจื้อ ที่กล่าวว่า จิตเดิมของมนุษย์เรานั้นบริสุทธิ์ มีความดีงามอยู่แล้ว แต่ท่ีมา

79ไพโรจน์ อยมู่ ณเฑยี ร ปรัชญาธรรมทา่ นเว่ยหลา่ ง ( กรุงเทพฯ รุ่งแสงการพิมพ์, ม.ป.ป.) หน้า ๒๙
80สมภาร พรมทา พทุ ธศาสนานกิ ายเซน็ การศกึ ษาเชงิ วิเคราะห์. (กรงุ เทพฯ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย,๒๕๔๑), หน้า
๒๗

๘๕

ประพฤตผิ ดิ ทําใหส้ งั คม และตนเองได้รับความเดือดร้อนนั้น เน่ืองมาจากสภาพแวดล้อมท่ีเกื้อหนุนใน
ป๎จจุบนั เท่านั้นต่างหาก เขากล่าวว่า จิตใจของเรามีความปรารถนาสุข เกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ตาก็
อยากจะดูแต่สงิ่ ที่ดี ๆ หูก็อยากจะฟง๎ แต่เสยี งท่ีดี ๆ จมูกของเราก็อยากจะดมกล่ินที่ดี ๆ ลิ้นก็อยากชิม
รสท่ีดี ๆ กายของเราก็อยากจะสัมผัสแต่ส่ิงท่ีดี ๆ และจิตใจก็ เช่นเดียวกันก็อยากจะคิดแต่สิ่งท่ีดี ๆ
ดังนั้นพ้นื ฐานจิตมนุษย์เราจึงมคี วามดงี ามเปน็ ปฐม
ท่ีเมง่ จ้ือพยายามเนน้ ตรงจติ และให้ศึกษาจิตก็เพราะว่าการจะปกครองบ้านเมือง ผู้นําก็ต้องพัฒนาให้
ตน เองมีคุณธรรมเสียก่อน การพัฒนาจิตจึงเป็นเร่ืองสําคัญอันดับหนึ่งทีเดียว เม่งจื้อกล่าวว่า
คุณธรรม ๔ ประการที่มี อยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนคือ ความเมตตา ความซ่ือสัตย์ มีกฎระเบียบและมี
สติป๎ญญา ทั้งหมดนี้มีอยู่ในตัวมนุษย์แล้ว ไม่ได้ปรากฏอยู่ภายนอกตัวมนุษย์ มีอยู่ในสันดานโดย
ธรรมชาติ มนุษย์รูจ้ กั คุณค่าของคณุ ธรรมเหล่านั้นนํามันและในขณะเดียวกันถ้าหากละเลยออกมาใช้ก็
จะเป็นประโยชนอ์ ยา่ งมหาศาลแก่ตนเองและสังคมอย่างแน่นอน เสีย ส่ิงเหล่าน้ีก็จะกลายเป็นโทษแก่
ตนเองและสงั คมเชน่ กัน ดังนนั้ หน้าท่ีอันสาํ คัญยิ่งของมนุษย์ก็คือ “การศึกษาวิทยาการเป็นการศึกษา
เกีย่ วกับการติดตามค้นหาคณุ สมบตั ทิ พี่ รากจากหายไปของจิตสันดานเดมิ นน้ั ให้กลบั คืนมาเท่าน้นั ”81
คา้ นการปกครองเมง่ ซอื้ ได้แบ่งออกเป็น ๒ ประการคือ การปกครองแบบเคชานภุ าพ และการปกครอง
แบบธรรมานุภาพ การปกครองท้งั สองนัน้ แตกต่างกนั ไปตามความเหมาะสม กรณีแรกเป็นการ
ปกครองทจี่ าํ เป็น ต้องใช้อํานาจเดด็ ขาด อาศยั กําลังทางทหารที่เหนือกวา่ ทาํ การปกครอง เพื่อใหไ้ ดม้ า
ซ่ึงสนั ติสขุ และประการหลัง เปน็ การปกครองแบบอาศัยคุณธรรม มีความเมตตากรุณาต่อประชาชน
เปน็ หลัก นาํ มาซง่ึ สันติสขุ การปกครองท่ี กล่าวมาน้ัน ในทัศนะของเมง่ จอ้ื แลว้ การปกครองทีด่ ีและ
ประเสรฐิ เหมาะแกผ่ ้นู ําเปน็ ท่ีสดุ กค็ ือการปกครองแบบ ธรรมานุภาพ เมง่ จ๋อใหข้ ้อคิดว่า ธรรมชาตขิ อง
มนษุ ยน์ ้ันมีความรักดี ต้องการความสขุ มาแต่กาํ เนิด การใช้อาํ นาจ มาทําการปกครองจึงไม่นา่ จะเป็น
วิธีการทป่ี ระเสริฐเลย การปกครองชนดิ น้ีจะปกครองได้ไม่นาน เพราะไม่มีใคร ต้องการให้คนอ่ืนมาทาํ
การปกครองตนเองตลอดไป ในเมื่อมปี จ๎ จยั ท่ีไม่ต้องการมาบังคบั ประชาชนจงึ เร่มิ ท่จี ะ ประพฤตชิ ่วั
โดยการปฏิวตั ิ ซ่ึงเป็นการทาํ ชั่วเพราะเหตุแวดล้อมใหเ้ ป็นไปดงั กลา่ วมา
ผปู้ กครองด้วยคุณธรรม ผูน้ ้ันจกั สามารถต้ังตนใหเ้ ปน็ จอมจักรพรรดไิ ดส้ ้าเรจ็ โดยไม่ จา้ เป็นต้องมี
อาณาเขตกวา้ งใหญ่อะไรมาก มาเปน็ ขุมก้าลัง ฉะนัน้ การใชเ้ ดชานภุ าพทา้ ให้ผ้อู ื่นเขายอมแพ้ แตน่ นั่
ไมใ่ ช่การยอมแพจ้ ากใจจริง แต่เป็นเพราะก้าลังของเขาไม่พอ ต่อสู้ได้ แตใ่ ช้คุณาภาพ ท้าใหผ้ ้แู พเ้ ขา
ยนิ ยอม น่ันจึงเป็นการยอมแพ้ดว้ ยความยินดจี ากใจจรงิ ของเขา82

81เสถียร โพธนิ นั ทะ, เมธตี ะวันออก, หน้า ๒๖๘
82เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๗๐

๘๖

การปกครองรฐั นัน้ เมง่ จ๋อจึงเหน็ ดว้ ยที่จะให้การปกครองเป็นแบบธรรมานุภาพ โดยให้ถือประโยชน์
ของ ของประชาชนเป็นหลัก ประเทศชาตสิ ําคญั รองลงมา ส่วนผปู้ กครองมีความสําคญั น้อยที่สดุ ทง้ั นี้
ก็จะเหน็ ไดจ้ าก แนวคิดท่กี ล่าวมาวา่ เม่งจอ้ื เน้นไปทีป่ ระชาชน ท้งั ในด้านต่าง ๆ ทีร่ ฐั พึงกระทําตาม
หนา้ ท่ีใหเ้ ตม็ ที่ท่ีสุด ประโยชน์ของประชาชนจึงเป็นหวั ใจของการปกครองทีผ่ นู้ ําตอ้ งเอาใจใสเ่ ป็นพิเศษ
อาจจะพูดได้วา่ แนวคิดเบง่ จื้อมลี ักษณะเป็นประโยชนน์ ยิ ม ( utilitarianism ) เขาเหน็ ว่านักปกครอง
สว่ นมากแลว้ เม่อื ได้อํานาจมักลมื ตนเอง คดิ ว่าความเห็นความคิดของตนเองคือความคดิ ของ
ประชาชน การเตือนสติใหน้ ักปกครองเขา้ หาประชาชน จะเป็นการทาํ ให้ผู้ปกครองเหน็ ว่าตนเองอาศยั
ประชาชนไม่ไดอ้ ยูเ่ หนือประชาชนแต่อยา่ งใด
ลกั ษณะหนึ่งทีส่ ําคัญท่ีอาจจะพดู ไดว้ ่า เป็นแนวคดิ ทีเ่ ป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกันในดา้ นตวั ผู้นําทคี่ วร
กระทาํ แก่ประชาชนก็คือ รฐั บาลท่ดี ีหรือผนู้ าํ ท่ีดีต้องสรา้ งผลงานให้ประชาชนเหน็ เปน็ รปู ธรรม สรา้ ง
คณุ งามความดใี ห้ มากทส่ี ดุ ประชาชนเกลยี ดสิง่ ใดก็อยา่ กระทําส่งิ นนั้ ประชาชนรักสิ่งใดกค็ วร
สนบั สนุนส่งิ น้ัน ถ้าทําไดเ้ ช่นน้แี ล้ว การปกครองกเ็ ป็นการง่าย ประชาชนกจ็ ะนบั ถอื ซ่ึงก็ตา่ งจาก
แนวคดิ ของเหล่าจอ้ื ทีว่ ่า รัฐบาลท่ดี ีไม่ควรทีจ่ ะเขา้ ไปยงุ่ เกี่ยวกับวถิ ีการดาํ เนนิ ชวี ิตของประชาชนมาก
เกินไป ปล่อยใหท้ กุ อยา่ งเป็นไปตามวิถธี รรมชาติของมัน ทุก อย่างก็จะดเี อง
การปกครองท่เี มง่ จ้ือเนน้ ก็คือการปกครองแบบธรรมานุภาพ เขาเสนอวา่ การสร้างคุณธรรมนัน้ ต้อง
สร้าง จากจติ สนั ดานภายในของตนเองก่อนอ่ืน แล้วค่อยขยายออกไปส่ภู ายนอก เพราะธรรมชาตจิ ิต
ของมนษุ ย์ทุกคน เป็นผมู้ ีจติ บรสิ ทุ ธ์งิ ดงาม มีเมตตาเป็นปทัฏฐาน ตัวอย่างเชน่ เมอ่ื เดก็ ตัวเล็ก ๆ
คลานตกลงไปในบ่อนํ้า เมื่อคนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้า แม้ว่าคนน้ันจะเป็นผทู้ ีจ่ ิตใจแขง็ ไมย่ อมชว่ ย
ใครง่าย ๆ ก็ตาม แต่สถานการณเ์ ชน่ น้ัน เปน็ การ ยากที่คนนน้ั จะไม่ตกใจกลัวแทนเดก็ รู้สึกเมตตา
กรุณาสงสารอยากชว่ ยเด็ก สงสารนั้นเปน็ ความรสู้ ึกธรรมชาติไม่มีใครมาขอรอ้ งหรือบังคับไม่ใช่ชว่ ย
เด็กเพราะอยากมีความค้นุ เคยกบั บิดาความรสู้ ึกทจี่ ะชว่ ยเดก็ ด้วยความ มารดาเด็ก หรือเห็นแกอ่ ามิส
สินจ้าง หรอื เห็นแกญ่ าตพิ ่นี ้อง หรือเพราะราํ คาญเสยี งร้องของเด็ก จริง ๆ แลว้ พนื้ ฐาน ท่สี ําคัญถ้า
หากมนุษย์คนใดขาดเสยี ซึ่งความเมตตากรุณาเปน็ ฐานแล้ว คนน้นั ยอ่ มไมใ่ ช่มนษุ ย์อย่างแน่นอน
การปกครองรฐั ทเี่ มง่ จื้อนําเสนอตอ่ เจา้ เมอื งในสมัยพอท่จี ะมองเห็นเปน็ แนวทคี่ ่อนขา้ งจะชัดเจนวา่
เม่ง ซื้อมแี นวคดิ ทผี่ ปู้ กครองต้องปฏิบัติให้ได้เพื่อความสงบสุขของประชาชน เขากลา่ ววา่
ในการปกครองรัฐน้นั ก่อนอน่ื พระราชา ( ผู้น้า ) ตอ้ งจัดการใหป้ ระชาชนอย่ดู กี นิ ดีเปน็ อันดับแรก จง
จดั การกับเศรษฐกจิ ของเขาให้ดี เพราะถ้าเขาไม่มีทรพั ยส์ มบัตอิ ันเป็นสง่ิ บ้ารุงความสขุ ของเขาแลว้ ก็
ยากทจี่ ะใหเ้ ขามีอดุ มคติทมี่ ั่งคงได้ จะมีได้กแ็ ตบ่ ัณฑิตเทา่ น้นั คนทั่ว ๆ ไปไร้เสยี ซึง่ สมบัตแิ ล้วไม่
สามารถทจ่ี ะมีอดุ มคตทิ ีส่ งู ๆ ได้ ในเมื่อ ปราศจากอดุ มคติแลว้ ก็ยอ่ มปล่อยตนเองให้อย่ใู นอ้านาจของ
แวดลอ้ ม สามารถ ประกอบทจุ ริตผิดศีลธรรมต่าง ๆ ได้ ถา้ ผนู้ า้ จับประชาชนมาลงโทษก็เทา่ กับเปน็
การ

๘๗

แกป้ ัญหาปลายเหตุ83

๕.๓ แนวคดิ ทางดา้ นเศรษฐกจิ

นอกจากเมง่ จ๋อจะเปน็ ผเู้ ชยี่ วชาญทางดา้ นการเมืองแลว้ เขายังมีแนวคดิ ที่ส่งเสริมการปกครองอีกด้วย
กล่าวคอื เขาเสนอให้ผนู้ าํ สร้างคณุ ประโยชน์ให้แก่ประชาชนโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ เป็นอันดบั แรก
ใหป้ ระชาชน อยู่ดกี นิ ดี มที รพั ย์สมบตั ติ ามอัตภาพ การพฒั นาส่วนอ่ืนกง็ ่ายตามไปด้วย เม่อื ประชาชน
อดอยากประสบกบั ความทกุ ขย์ ากนานาประการแล้ว ก็ยากทผ่ี นู้ ําจะสร้างอุดมคตทิ ด่ี ีอนั จะให้
ประชาชนทําตามได้ เขาจึงเสนอแนว ทางเศรษฐกจิ ให้ผปู้ กครองนาํ ไปปฏิบตั ิเพอ่ื สนับสนุนแนวคิดทีเ่ ม่
งจือ้ นําเสนอ พอทจ่ี ะสรปุ เป็นประเดน็ ได้ดงั น้ี
๑) รฐั ตอ้ งยกเลกิ ภาษาสินค้าท้งั นี้กเ็ พ่อื ทีจ่ ะทําใหส้ ินคา้ ราคาถกู ลงและทําให้เกิดความอุดมสมบูรณใ์ น
สนิ คา้ ทุกประเภทเม่ือภาษีน้อยลงประชาชนกจ็ ะหนั มาทาํ การค้าขายมากย่งิ ข้นึ
๒) มือ่ รัฐกําหนดลดภาษีสนิ ค้าแลว้ เพ่ือปูองกันการทําให้สินค้าลน้ ตลาด รัฐตอ้ งกําหนดราคาสินค้าให้
ชัดเจนหรือกรณสี ินคา้ น้อยเพ่ือปูองกันพอ่ คา้ ขนึ้ ราคาสินคา้ เอาเปรยี บประชาชน
๓) จัดสรรที่ดินให้ประชาชนได้นาํ มาใชป้ ระโยชนเ์ ต็มทีโ่ ดยไม่ต้องมีการเก็บภาษีค่าทน่ี าทํากิน แต่
ประชาชนต้องมาทํางานในท่ีทาํ นาของหลวงเปน็ การทดแทน ในทีก่ าํ หนดเอาไว้
๔) ในสมัยเก็บเกย่ี วพชื ผล รฐั ไม่ควรเกณฑ์แรงงานราษฎร
๕) รฐั ตอ้ งรักษาสงวนพันธุส์ ัตวน์ ํ้า สัตว์บก ตลอดถึงปุาไม้
๖)สง่ เสรมิ ใหป้ ระชาชนทาํ อตุ สาหกรรมในครวั เรือนเปน็ การประกอบอาชีพเพ่ือหารายได้เสริม
๗) สรา้ งโรงเรียนใหป้ ระชาชนส่งเสริมการอบรมจรยิ ธรรมวิชาการตา่ งๆ แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง

๕.๔ ปรัชญาชวี ติ

ปรชั ญาชวี ติ ของนกั ปราชญ์นั้น แตล่ ะคนจะมีทัศนะมองชวี ิตท้งั ของตนเองและผอู้ นื่ ไปหลายมุมมอง
เช่น เดียวกนั กบั เม่งจ้ือนักปราชญ์สายของขงจ้อื เขาได้มองชีวติ เอาไวอ้ ย่างนา่ คดิ โดยจะเน้นลักษณะ
ของบัณฑติ สงั คม กล่าวคือ คุณลักษณะของบัณฑิตในเมื่ออยใู่ นสังคมการวางตวั หรอื การสมาคมกับ
ผ้อู นื่ จะทาํ ตัวอย่างไร จงึ จะ ประสบผลสําเร็จ จะยกมาเป็นตวั อย่างดังนี้
บัณฑติ ยามตกอบั ก็ไม่ละท้ิงความซอื่ สตั ย์สุจรติ ในยามรุง่ เรืองเล่าก็ไม่เหินหา่ งจากอุดม คตอิ นั ดงี าม
ไมล่ ะทิง้ ความซอ่ื สัตย์ ก็ไดช้ ่อื วา่ เป็นผ้คู ุ้มครองชอื่ เสยี งของตนเองเอาไว้ได้ ในเม่ือไม่เหนิ ห่างจากอุดม
คตอิ นั ดีงามแล้ว ประชาชนก็ไมผ่ ดิ หวังในตวั เขา แมใ้ น ยามตกอบั จนสุดความสามารถจะพลิก
สถานการณ์ใหด้ ไี ด้ กพ็ ยายามรักษาตนเองสร้าง เกยี รติยศชื่อเสยี งอนั ดีงามเอาไวใ้ ห้แก่อนุชน ในยาม
รงุ่ เรืองก็พลอยใหส้ ังคมมคี วามสุข ความเจรญิ ไปดว้ ย จงอย่าทา้ สิง่ ทีค่ วามรู้สึกของตนเองบอกว่าไม่

83เร่อื งเดยี วกัน, หน้า ๒๙๘

๘๘

ควรทา้ จงอยา่ ง ปรารถนาในสิง่ ที่ความรู้สกึ ของตนเองบอกว่าไม่ควรปรารถนา เรื่องของมนษุ ยธรรม
(อนั ส้าคัญ ) ก็มเี พียงเท่าน้ี
ความสุขของบณั ฑติ ท่ีแทจ้ ริงมีอยู่ ๓ ประการ เมง่ จ๋อเปรียบเทยี บว่า ถงึ แม้ว่าจะมีคนเอาประเทศมา
ยกให้ กับเขา เพื่อแลกกบั ความสุข ๓ ประการแลว้ เขากไ็ ม่ปรารถนาเลย ความสขุ ทีว่ า่ นั้นก็คอื
๑) บิดามารดาทา่ นอยดู่ ีครบบริบรู ณ์ ญาติพ่ีน้องก็มีความสามัคคีรักใคร่กัน
๒) เมอ่ื สาํ รวจตนเองแล้วก็ไม่มขี อ้ เสียหายอะไรในสายตาของเทพเจ้าและสายตามนุษย์
๓) ได้คนดีมคี วามรคู้ วามสามารถใหค้ วามค้มุ ครองเล้ียงดู
เมง่ จื้อยึดคุณธรรมเป็นเคร่อื งนาํ ทาง เขาประกาศเอาไวว้ ่า “ ในสมยั ท่คี นทง้ั หลายยดึ ธรรมเป็นใหญ่
เราก็ จงยดึ มั่นในธรรมบําเพญ็ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ในสมยั ทคี่ นสว่ นใหญย่ ดึ อธรรมเป็นใหญ่ เรา
กจ็ งสละชวี ติ เสยี ไดเ้ พื่อรักษาธรรมเอาไว้ ไมค่ วรเลยทจ่ี ะเปลย่ี นคณุ ธรรมอันยง่ิ ใหญไ่ ปตามใจคน”84

บทที่ ๖
ปรัชญาซุ่นจอ้ื (Hsun Tzn)

๖.๑ ประวัติของซุ่นจื้อ

ซนุ่ จือ้ มีชื่อเดิมวา่ กวง (Kuang) หรอื ทชี่ าวจนี นยิ มเรยกกนั ก็คอื ซุน่ จิง เปน็ ชาวแควน้ เจา ท่ี
เกดิ ในเมืองโฮว่ เปุย และชานสใี นปจ๎ จบุ นั วันเกดิ และวันตายไมป่ รากฏแนนน่ อน แต่กม็ นี ักปราชญ์ชือ่
หวงั จุง สนั นิษฐานเอาไว้ว่า ซุ่นจ้ือมีอายุราวปี ๒๙๘-๒๓๘ ก่อน ค.ศ. ในสมัยที่เขายังหนุ่มไดย้ ้ายมาอยู่
ทแ่ี ควน้ เยน และอยู่ทีน่ ่นี านจนอายุ ๕๐ ปี จึงได้รบั เชญิ จากพระเจา้ เสียง กษัตริยแ์ คว้นฉี ใหร้ นั
ราชการและไดท้ ํางานดยี ิง่ จนป็นทโี่ ปรดปรานของเจ้าเมือง สาเหตุทส่ี ร้างผลงานจนเจ้าเมืองไว้วางใจ
นีเ่ องทําใหเ้ กดิ ศรัตรูทางการเมอื งข้ึน กลา่ วคอื พวกขนุ นางบางพวกพากันอจิ ฉาริษยา จนซุ่นจอื้ เกิด
ความสงั เวชสลดใจในการบริหารราชการ ตัดสนิ ใจลาออกจากราชการ และไดเ้ ดนิ ทางไปทําราชการที่
แควน้ ฉู่ ตามคําเชิญของ จนุ ส่ัน จ่นุ นายกรฐั มนตรี เขาได้รบั การแต่งตั้งเป็นผพู้ ิพากษาของเมอื งห
ล่าน หลิง ซึ่งต้งั อยใู่ นทิศใต้ของมณฑลชานตุง แตเ่ มิ่ จุน ส่นุ จุ่น ถงึ แก่อสญั กรรม ซนุ่ จ้ือจึงลาออกจาด
ราชการ

84เรอื่ งเดียวกนั , หน้า ๓๑๑.

๘๙

เมอ่ื ลาออกจากขา้ ราชการแล้ว เขาได้ตงั้ สาํ นกั สอนศลิ ปะวทิ ยาการตา่ งๆ จนมีศิษยานุศิษย์
มากมาย แตท่ ่ีมชี ่ือเสียงปรากฏอยู่ทว่ั ไปมีอยู่ ๒ คน คือ หล่ซี ้ือ และ ฮนั่ เฟย จ้ือ โดยเฉพาะคนหลังได้
ต้ังสาํ นกั เนติธรรมสนบั สนนุ บทบาททางการปกครองในยุคสมยั จักรพรรดิจนิ ซีฮ่องเต้

๖.๒ หลกั ปรัชญาซุน่ จอื้

๑) ธรรมชาตขิ องมนุษย์
“ธรรมชาตขิ องจิตสนั ดารมนุษยน์ น้ั เลวทรามชั่วรา้ ย ท่มี พี ฤติกรรมดนี น้ั กล็ ้วนมาจากการศึกษาและ
อบรม ดว้ ยศิลธรรมจรรยาและจารีตประเพณี”

ซุ่นจ้ือมคี วามรู้ทางการเมืองมากกเ็ น่ืองมจากประสบการณ์ท่ีผา่ นมาในชวี ติ การเห็นความ
เปน็ ไปในระบบราชการท่ีมีแต่การคอรัปชั่น การเอารดั เอาเปรียบหาผลประโยชนใ์ ส่ตนเองทําให้เขา
เช่ือว่า พืน้ ฐานด้ังเดิมของมนุษ์นั้นมแี ต่ความชัว่ ร้า(Evil) ติดตวั มาแล้วไดร้ ับการขยายตัวแชออกไปเมื่อ
กาลเวลาท่ีเหมาะสม กล่าวกันวา่ ซุ่นจอื้ ไดป้ ระพนั ธล์ ทั ธทิ างปรัชญาจํานวน ๓๒๒ บท แต่ท่ปี รากฏได้ก็
มีอยู่เพยี ง ๓๒ บทเท่าน้ัน เขาศรัทธาในลัทธขิ งจ้ือมากโดนเฉพาะปรชั ญาทางการเมือง ตลอดถึงจรยิ
ศาสตรส์ ังคม แม้แตล่ ทั ธิของซุ่นจือ้ ก็ลอกเรยี นวธิ ีการมาจาดขงจอื้ ส่งิ ทีซ่ ุ่นจื้อปฏิเสธกค็ ือคําสอนของเม่
งจ้ือท่เี ปน็ ศษิ ยข์ องขงจอ้ื ท่ีพูดถึงจิตพ้ืนฐานของมนุษย์ เม่งจอื้ กล่าวว่า พ้นื ฐานของจิตด้งั เดิมของมนษุ ย์
นัน้ มคี วามดีงามมากอ่ น มีความเมตตาเป็นฐานสําคญั แตม่ ีการประพฤติผิดก็เพราะแวดล้อมป๎จจยั
สนบั สนนุ นั่นเอง มนษุ ย์เราน้ันหาได้มคี วามชัว่ มาตัง้ แต่เกิดไม่

หลกั ธรรมอันเปน็ หัวใจของเม่งจือ้ นี้เอง ที่ถูกซ่นุ จื้อปฏิเสธอย่างรุนแรง โดยซ่นุ จอ้ื สาอย
ตรงกันข้ามซง่ึ ถือวา่ เป็นหัวใจหลกั ปรัชญา เขากล่าววา่ “ธรรมชาติจติ สนั ดานของมนษุ ย์น้ันมีแตค่ วาม
ช่วั รา้ ยความดีงามตา่ งๆที่ปรากฏแกม่ นุษย์น้ัน ลว้ นเป็นสง่ิ ท่ีเกดิ จากการอบรม ใหม้ ีขึ้นในภายหลงั แทบ
ทัง้ สิน้ ”85 ทซี่ ุน่ จือ้ กล่าวเชน่ นี้ นา่ จะเนื่องมาจากการที่เขาประสบกับความจริงของสงั คมการเมอื ง
ในขณะรับราชการ มีความจริงอยขู่ ้อหน่ึงท่ีมคี วามเป็นไปได้มากก็คือ อยากจะทราบแนวคดิ หลัก
ปรชั ญาของผใู้ ดว่าทําไมต้องเป็นอยา่ งนัน้ เป็นอยา่ งนี้ กต็ ้องสืบดปู ระวตั คิ วามเปน็ มาของคนนน้ั
เสยี ก่อน โบราณไทยเคยไดก้ ล่าวเอาไวว้ ่า “สาํ เนยี งสอ่ ภาษา กริ ยิ าส่อตระกูล”กริ ยิ าอาการทแ่ี สดง
ออกมาจะบอกให้คนทราบว่ามีการสะสมความดี ตระกลู ดีหรอื ไม่ เป็นคนดหี รอื คนเลวกด็ ูท่ีกริ ยิ า
อาการที่แสดงออกต่อสังคม ซงึ่ ก็ไม่เกนิ ความเป็นจริงมากนกั ทซ่ี นุ่ จื้อ มที ัศนะในเรื่องนี้ถ้ามองอยา่ งไม่
พจิ ารณาใหด้ ีอาจจะคดิ วา่ ซนุ่ จ้ือเปน็ พวกทุนนยิ มคอื มองโลกในแงร่ ้ายเกนิ ไป

85เสถียร โพธินนั ทะ. เมธตี ะวันออก. (กรุงเทพฯ; ทวพี มิ พด์ ,ี 2522). หน้า 394 .

๙๐

การท่คี นเรามกี ารศึกษาดี หรือกิริยามารยาทงาม ไม่ใช่การ แสดงมารยาทแต่อย่างใด แต่หากคือการ
อบรมทดี่ ี ในทรรศนะของซุ่นจื้อ แล้วการทําดีของมนษุ ย์ไม่ใชก่ ารแสดงมารยาทแต่อย่างใด แต่ท่ีเขา
กล่าววา่ ธรรมชาติมนษุ ย์ชว่ั ร้ายน้นั ก็คือ มนษุ ย์ทุกคนมคี วามโลภ ความโกรธ และความหลงเป็น
สันดานต่างหาก ถ้าปลอ่ ยให้ความรเู้ ป็นไปตามธรรมชาติ การแกง่ แย่งชิงดชี ิงเด่นกนั ก็ต้องมีแน่นอน
ธรรมชาตมิ นษุ ย์มีความเห็นแกต่ วั ชอบก่อความลําบากให้แก่คนอ่ืน ถา้ ปลอ่ ยให้เปน็ อย่างนนั้ กย็ ่อมทาํ
ร้ายคนอื่น ธรรมชาตขิ องมนุษยข์ องบาํ รุง บําเรอราคะกาํ หนัดของตนเอง ถ้าปล่อยให้เป็นไปตาม
ธรรมชาติแล้วป๎ญหาเรือ่ งชู้สาวผดิ ประเวณีกต็ ้องเกิดขึน้ ส่ิงเหล่าน้ีนับเปน็ วา่ เปน็ สงิ่ ชวั่ ร้ายท่ตี ้องกาํ จัด
ใหห้ มดไป
มปี ญ๎ หาว่า สงิ่ ทก่ี ล่าวมาน้ีทกุ คนควรทราบดีและทุกคนต้องการจะเป็นเชน่ นนั้ หรือไม่ ก็คงมคี าํ ตอบวา่
ทุกคนอยากเป็นคนดีกันทั้งนั้น แต่ที่ยงั เปน็ คนดีไม่ได้เต็มที่กเ็ พราะยงั ขจัดสนั ดานชวั่ เดมิ ของตนเอง
ไมไ่ ด้ จึงจาํ เป็นทีจ่ ะตอ้ งกําจัดความชว่ั รา้ ยอันเป็นธรรมชาติมนษุ ย์ใหห้ มดไป วธิ ีการกาํ จัดนัน้ ตอ้ งมี
ระบบประเพณี นิติธรรมเนยี ม จรยิ ธรรมต่างๆเขา้ มาทาํ การควบคุม
ธรรมชาติของคนตามทีส่ วรรคป์ ระทานให้มาน้นั เปน็ ส่ิงทไี่ มส่ ามารถปลูกฝง๎ อบรมและสรา้ งสวรรค์
ขนึ้ มาได.้ .. สว่ นสิง่ ท่ีมนษุ ย์เราสามารถปลูกฝ๎งหรือสร้างสรรค์ขึ้นมาได้น้ัน เป็นเรื่องท่ีได้มาจาก
การศกึ ษาอบรมทงั้ นัน้ ... มนษุ ย์ท่เี ดนิ มาตามท้องถนน ลว้ นแต่มคี วามสามารถทจ่ี ะรู้ท่ีจะเขา้ ใจถงึ
มนษุ ยธรรมและศีลธรรม การปฏิบัติตามกฎหมาย ความซอื่ ตรง..86
ซุน่ จอ้ื เนน้ การศกึ ษาอบรมจริยธรรมแก่มนษุ ย์ การศึกษาเท่านนั้ จะทําลายธรรมชาติอันช่ัวรา้ ยได้ ทาํ ให้
มนษุ ย์รู้จักยบั ยง้ั ชัง่ ใจ รูจ้ ักเคารพกฎหมายนิตธิ รรมเนยี มมีความละอายต่อความชัว่ ทผี่ ิดทํานองคลอง
ธรรม การประพฤติดีของมนุษย์ทง้ั หลายไม่ใช่สิ่งทม่ี ีอยู่เองตามธรรมชาติ แต่เป็นการสร้างขึ้นมาใน
ภายหลัง หลักธรรมที่จะนาํ มาอบรมให้ธรรมชาติอนั ชว่ั รา้ ยหมดไป ซุน่ จื้อกลา่ ววา่ ตอ้ งอาศัยศึกษา
วิทยา ๖ ประการของขงจื้อ คือ ศึกษาประวัติศาสตร์ ศกึ ษารฐั ศาสตร์ ศกึ ษาธรรมชาตวิ ทิ ยา ศกึ ษานติ ิ
ธรรมเนียม โครง และดนตรี
นอกจากนน้ั แลว้ ซุ่นจ้ือยังกล่าวถึงเรื่องจติ เอาไวม้ ากมายและการสอนเร่ืองจิตนี้ทาํ ใหซ้ นุ จ่ือเป็น
นกั ปราชญ์คนแรกท่ีนาํ เรื่องของจติ มาสอนใหเ้ ดน่ ชัดกว่าใครๆเขากลา่ ววา่

จติ นั้นเป็นนายของกายเรา เป็นศนู ยก์ ลางของความรู้สึกตา่ งๆ จิตเองไม่ได้ถกู ใครบญั ชาได้ จติ เปน็
แหล่งเกบ็ อารมณต์ ่างๆ ทจ่ี รเขา้ มา เปน็ ผทู้ าํ หนา้ ทีร่ ู้ทางอายตนะ เม่ือร้อู ารมณท์ างอายตนะแล้ว
อารมณ์เหล่านน้ั ก็จะถูกเกบ็ ไว้ที่จิต ธรรมชาติของจิตแบบเสมอื นนํ้า อารมณ์ต่างๆเปรยี บเหมอื น
ตะกอน ถา้ เราไม่ไปกวนนา้ํ นํ้ากใ็ สไมข่ นุ่

86ฟ้นื ดอกบัว. ปวงปรชั ยาจนี . (กรุงเทพฯ; โอ เอส พร้นิ ติง้ เฮาส,์ 2532). หนา้ 134.

๙๑

จะสอ่ งดูหน้าเรากช็ ัดเจน แต่ถา้ เราไปกวนใหต้ ะกอนคณุ ฟูุงขนึ้ มา นาํ้ ก็ข่นุ มวั สอ่ งดูอะไรก็ไม่ชดั เจน
เมอ่ื เป็นดังนี้แลว้ บณั ฑิตจึงควรท่จี ะปรับปรุงจิตของตนให้ดี มคี วามมัน่ คง ผอ่ งใส เมือ่ จติ ผ่องใส จะทาํ
อะไร จะคิดอะไรกถ็ ูกต้อง ประกอบดว้ ยเหตุผลทํานองคลองธรรมได.้ ..87

๖.๓ ปรชั ญาสงั คมและการปกครอง

ทัศนะของนักปรชั ญาตะวนั ตก ท่มี ีช่ือเสียงชอ่ื อรสิ โตเตลิ ไดก้ ลา่ วไว้ว่า
Social Animal (โซ'เชลิ แอน'นเิ มิล) มนษุ ย์น้นั เปน็ สัตว์สงั คม
Man is a Thinking Animal 88 (แมน อิซ ธิง'คิง แอน'นิเมิล) มนษุ ยเ์ ป็นสัตวร์ ้คู ิด
ซุนจ้ือ ก็มีความคิดเช่นเดียวกับ อริสโตเติล มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ไม่ต้องการการอยู่โดดเด่ียว การ
เอาตัวรอด เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง และสังคม ตลอดจนมนุษย์จึงจําเป็นต้องสร้างสังคมขึ้นมา มา
รวมตวั กันอยู่ เม่ือมคี นมารวมตัวกนั มากๆ ป๎ญหาก็ตามมาอย่างไม่มีทางเลี่ยงได้ ท้ังน้ีก็เพราะว่ามนุษย์
เรามีธรรมชาติอันชั่วร้ายติดตัวมาด้วย แล้วแสดงออกในสังคมท่ีอาศัยอยู่ ความช่ัวร้ายดังกล่าวมา
แสดงออกมาเป็นหลายรูปแบบ ต้ังแต่ข้ันหยาบ จนถึงระดับสลับซับซ้อน ละเอียดมากข้ึนตามลําดับ
บางที ก็แก้ไขได้ บางทีก็ต้องอาศัยกาลเวลา ป๎ญหาต่างๆท่ีเกิดข้ึนมาเพราะมนุษย์ไม่ได้ควบคุม ความ
ตอ้ งการของตนเอง คอื ความโลภ ผนู้ ําที่ดีเม่ือทราบธรรมชาติดังกล่าวแล้ว จําเป็นต้องหาทางปูองกัน
โดยการสรา้ งกฎเกณฑ์มาเปน็ แนวปฏิบตั ทิ ง้ั นี้กเ็ พ่ือให้เกิดความสงบสขุ และการอยู่รอดของสงั คม
มนษุ ยใ์ นทศั นะของซุ่นจอื้ นั้น เขาเหน็ วา่ มนษุ ย์ มนี สิ ัยท่แี ตกตา่ งกันออกไปไม่เสมอกันท้ังในด้านต่างๆ
ถ้าปล่อยให้มนุษย์ปกครองกันเองทุกคนต้องการในสิ่งที่ปรารถนาเมื่อมีความปรารถนาตรงกันก็ต้อง
เกดิ การแก่งแย่งชิงดีกันป๎ญหาความวุ่นวายจะเกิดขึ้นทุกคนมีความอยากก็จะทําทุกอย่างตามที่ตนเอง
เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ตนเองเป็นสําคัญ “เม่ือไม่มีผู้ใหญ่ผู้น้อยบ้านเมืองก็ตกอยู่ในอํานาจแห่ง
ตัณหาตัณหาก็คือความอยาก มีมากมายแต่ส่ิงท่ีสนองตอบต่อตัณหาน้ันมีน้อยเม่ือเป็นเช่นน้ี การ
ตอ่ สแู้ ยง่ ชงิ ก็มขี น้ึ โดยหลีกเล่ยี งไม่พน้ ”89
ผ้นู าํ ที่จะสามารถปกครองประชาชนบ้านเมอื งได้ดที ่สี ุดน้นั ซนุ่ จอื้ เสนอให้กษัตริย์เป็นผู้นําที่เหมาะสม
ทสี่ ดุ ประชาชนตอ้ งเชอ่ื ฟ๎งและปฏิบตั ิตามผ้นู ํา ซง่ึ เคร่ืองมือท่ีผนู้ ําจะต้องนาํ มาควบคุมประชาชนน้ัน ก็
คือ คุณธรรมของผู้นําเอง หมายความว่ากษัตริย์หรือผู้นําประเทศต้องเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมกับ
หน้าท่ี ต้องมีคุณธรรม มีความรู้ ความฉลาดในการปกครองจึงจะสามารถให้ประชาชนไว้วางใจได้
กษัตริย์ต้องปกครองด้วยความเที่ยงธรรม ต้องปรารถนาดีต่อประชาชนเป็นท่ีต้ังจึงจะทําให้บ้านเมือง
สงบสุข หากกษัตริย์ต้องการมีช่ือเสียง เกียรติยศ ต้องยกย่องคนดีมีความรู้ ความสามารถ หาก

87เสถียร โพธินนั ทะ. เมธีตะวันออก. หน้า 397.
88สจุ ติ า รม่ ร่ืน. ปรัชญาเบ้อื งตน้ . (กรงุ เทพฯ ; อกั ษราพิพัฒน์, 2532). หน้า 3.
89ทองหล่อ วงธรรมะปรัชญาจีน กรงุ เทพฯ; โอ เอส พร้ินต้ิงเฮาส,์ 2538 หนา้ 124

๙๒

ต้องการความสาํ เร็จตามเปูาหมายทีว่ างไว้ ตอ้ งแตง่ ตง้ั คนมคี วามสามารถมาทาํ งาน ซุ่นจ้ือ กล่าวว่านี่ก็
คือคุณธรรมสําหรับผูน้ ํา
ขณะเดียวกันกษัตริย์ปกครองไม่ดี ประชาชนก็จะขับไล่ ซุ่นจ้ือ เปรียบกษัตริย์เหมือนเรือ ประชาชน
เหมือนนํ้า ธรรมชาติของนํ้าน้ันเป็นที่อาศัยของเรือ สามารถผลักดันให้เรือว่ิงไปได้ ขณะเดียวกันน้ําก็
สามารถทําให้เรือคว่ําได้เช่นกัน หรือพระราชาเหมือนต้นนํ้าสายธารที่ใสสะอาด ที่ไหลไปสู่ประชาชน
หากต้นน้ําใสสะอาด สายนํ้าที่ไหลไปสู่ประชาชนประชาชนก็พลอยใสสะอาดไปด้วยเช่นกัน ในทาง
ตรงกันขา้ มถา้ พระราชาไม่ดปี ระชาชนกจ็ ะไม่ดีไปดว้ ย

ซุนจื้อ ให้ทัศนะว่า ผู้ปกครองท่ีดีน้ันสมควรจะต้องปกครองประชาชนราษฎรด้วยพระคุณมากกว่า
พระเดช เพราะว่าพระคุณจะอยู่ได้นาน ส่วนพระเดชนั้นจะอยู่ได้ไม่นาน ในทางพระพุทธศาสนา
กษัตริย์ที่ดีจะต้องมี ทศพิธราชธรรม การปกครองในทัศนะของ ซุนจ้ือ ต้องเป็นการปกครองแบบ

ประชาธิปไตยหรือกษัตริย์ยาท่ีปัตตานี and loyalty (แอนดฺ ลอย'เอิลที) ท่ีเท่ียวทําการ

ปกครองท่ีดีประชาชนต้องพอใจยินดีที่จะปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจสุดจึงกล่าวว่า “ผู้นํา
เปรียบเสมือนลมประชาชนเปรียบเสมือนหญ้าและต้นหญ้าก็รู้เป็นไปตามลมเป็นธรรมดา”90ซุนจ้ื
อจึงสรุปเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์เป็นประเด็นใหญ่ๆมีอยู่ ๓ ประเด็น ท่ีผู้นําที่ดีจะต้องศึกษาให้
เข้าใจซึ่งจะเปน็ การงา่ ยต่อการปฏบิ ัติในการปกครองคือ

๑) มนษุ ย์ไมอ่ าจดํารงชีวิตอยไู่ ดอ้ ย่างโดดเด่ยี วตามลําพงั ตนเองต้องมาอยู่รวมกนั เปน็ สังคมแบบใด
แบบหนงึ่ เพราะมนุษย์ตอ้ งการมีชวี ิตท่ีดกี ว่า การรวมตวั กันเทา่ น้นั ที่จะสนองความต้องการน้ไี ด้การเขา้
มาอย่รู วมกนั ทาํ ให้มนุษย์มีความปรองดองกันเห็นอกเห็นใจซง่ึ กันและกนั ชว่ ยเหลือซ่งึ กันและกันจึงทํา
ให้สงั คมเข้มแข็งสามารถเอาชนะภยั ตา่ งๆได้ ท้งั ภัยจากมนุษย์เองและสัตว์ต่างๆ

ในการสรา้ งที่อยู่อาศยั ของคนหนึง่ จําเป็นต้องพ่ึงพาอาศัยร่วมมือชว่ ยเหลือจากคนนบั ร้อยเพราะวา่ คน
คนเดยี วจะมีความชาํ นาญทุกอย่างกห็ าไม่คนเดียวจะทํางาน๒อยา่ งขณะเดียวกันไม่ไดห้ ากวา่ ต่างคน
ต่างอยู่ ไม่มีการชว่ ยเหลอื กนั และกัน ความลาํ บากยากเข็ญก็จะตามมามนุษยว์ งิ่ สู้มาไมไ่ ด้ แข็งแรงสวู้ วั
ไม่ได้แต่ทงั้ ววั และม้าก็ถูกมนุษย์เอามาใชแ้ รงงานได้ หนเี พราะอะไร กเ็ พราะว่ามนุษยม์ ารวมตวั กันจงึ มี

90เรือ่ งเดยี วกนั . หนา้ 124.

๙๓

พลังวงเล็บป๎ญญาทีเ่ หนือกวา่ เมื่อมีพลงั เหนือกว่าก็ย่อมมอี าํ นาจเหนือกว่าเม่ือมีอาํ นาจเหนือกวา่ ก็
สามารถเอาชนะคนอื่นและสัตว์อนื่ ได้

๒) มนุษย์มีความตอ้ งการหลากหลายถึงแม้วา่ มนษุ ย์จะมคี วามหลากหลายในสง่ิ ทตี่ นเองต้องการก็
ตามแต่มสี ่ิงหน่ึงทีถ่ ือว่าเปน็ ธรรมชาติของมนุษย์กค็ ือมนุษย์ตอ้ งการสิง่ เดยี วกันและเกลยี ดส่งิ เดยี วกัน
หมายความว่า มนุษย์ทัว่ ไปและความสุขเหมอื นกัน และเกลียดความทุกขเ์ หมือนกันเมอื่ นาย ก.
ต้องการชนะใน ข. ก็ต้องการชยั ชนะ ป๎ญหาจึงต้องตามมาการแข่งขนั กเ็ กดิ ขน้ึ ในท่ีสดุ ก็ต้องมีอกี ฝุาย
หนง่ึ พา่ ยแพ้ และฝุายพา่ ยแพ้ ก็มีความเสียใจ ถ้าทง้ั สองรกั ความพา่ ยแพ้ ปญ๎ หากจ็ ะไม่เกิดขึน้ หรอื
สง่ิ ของทตี่ ้องการมนี ้อย แต่คนทตี่ ้องการมมี าก ความรนุ แรงในการแย่งชงิ กจ็ ะมีมากข้ึน ตลาดจึง
พยายามหาวิธกี ารทเี่ หมาะสมท่ีจะใหท้ ุกคนปฏบิ ัตติ ามและอยใู่ นขอบเขตท่ีเหมาะสมโดยอาศยั งานพธิ ี
พธิ ีกรรมและกฎเกณฑ์การอยู่รว่ มกันในสงั คม ดังนั้น วฒั นธรรมคือความดงี ามในหลายในจงึ บงั เกิดขน้ึ

๓) ส่ิงท่ีทําให้มนุษย์ต่างกันออกไปจากสัตว์ประเภทอ่ืนๆ ไม่ใช่รูปร่างหน้าตา แต่หากคือวัฒนธรรม
วัฒนธรรมเทา่ นนั้ ทีม่ นษุ ยเ์ ห็นว่าควรจะให้ เกิดมีขน้ึ ในสังคม สัตว์บางชนิดอาจจะอยู่ร่วมกันเพราะกฎ
ธรรมชาติ เฉพาะของสิ่งนั้นๆบังคับ แต่สัตว์เหล่านั้นไม่มีมารยาท ไม่มีวัฒนธรรมที่พัฒนาให้เจริญได้
เหมือนมนษุ ย์ ส่ิงท่ีทาํ ให้มนษุ ย์พฒั นาได้ ก็คือวัฒนธรรมเท่าน้ัน เมื่อผู้ อาร์มรู้จักธรรมชาติอย่างน้ีแล้ว
ก็เป็นการง่ายในการจัดระบบ ในการปกครองให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างปกติ ประสานประโยชน์ที่
เหมาะสม

๖.๔ แนวคิดทางด้านดนตรแี ละพธิ กี รรม

ดนตรีเป็นศาสตร์หน่ึงในหลายๆแขนงท่ีขงจ้ือเน้นให้ประชาชนได้ศึกษากันแม้ว่าบางสํานักจะไม่เห็น
ด้วยกับการศึกษาดนตรีเช่น หมอซ้ือท่ีปฏิเสธการดนตรีอย่างรุนแรงเพราะไม่สามารถแก้ป๎ญหา
บ้านเมืองได้เป็นการฟุมเฟือยส้ินเปลืองเงินทองไม่ทําให้ประชาชนหายอดอยากได้ไม่สามารถปูองกัน
สงครามได้ ส่ิงเหล่านี้ที่หมอชิตปฏิเสธดนตรี แต่สําหรับขงจ้ือ ได้เน้นให้เห็นคุณค่าของดนตรีมากมาย
เช่นทําให้มนุษย์มีจิตใจงดงามมีความเพลิดเพลินหายโศกเศร้าได้และยังสามารถทําให้คนเข้าถึงสัจ
ธรรมได้ด้วยดนตรีในความหมายน้ีรวมไปถึงองค์ประกอบสําหรับดนตรีด้วยคือการขับร้องการฟูอนรํา
เป็นตน้

นักปราชญส์ ายขงจื้อ รวมทง้ั ซุ่นจื้อเองก็ใหท้ ัศนะว่ามนุษย์ไม่สามารถจะสลดั พธิ กี รรมออกไปจากวิถี
ชวี ิตได้ ดนตรีก็เป็นส่วนหน่งึ ของพธิ ีกรรมดังกลา่ ว ทั้งนี้ เพราะดนตรีเป็นการแสดงออกของความ
ต้องการธรรมชาตบิ างอยา่ งของมนุษย์ เช่นเวลามีความสุข รืน่ เรงิ ดีใจ กต็ อ้ งการให้มดี นตรีมาจรรโลง

๙๔

ใจเวลามีความทุกขโ์ ศกเศรา้ เสียใจเม่อื ไม่มีผคู้ นใดมาสนใจเอาใจใสม่ นุษย์กต็ ้องการส่งิ ปลอบใจตนเอง
ให้หายโศกเศรา้ เสยี ใจส่ิงน้ันไม่มอี ะไรทจี่ ะดีไปกว่าการฟ๎งดนตรหี รือฟ๎งเพลงขับกล่อมสงิ่ ทส่ี ดุ จึงกลา่ ว
ว่า คอื ความต้องการตามธรรมชาติของมนุษยท์ ุกคน ดงั นั้น การศึกษาดนตรี จงึ เป็นส่งิ ท่ีมนษุ ยไ์ ม่ควร
มองขา้ มไป

ดนตรีจึงถือวา่ เป็น เคร่อื งบันเทิงอย่างหน่ึง ที่สนองอารมณ์ของมนุษยท์ ่ีดีที่สดุ เทา่ ทมี่ นษุ ยเ์ คยมมี า เขา
ยกตัวอยา่ งพธิ กี รรม เร่ืองการจดั งานศพทบี่ ตุ รหลานของผู้วายชนม์ ต้องกระทาํ ซ่ึงถือว่าเป็นการ
แสดงออกของป๎ญญาชน ทมี่ ีตอ่ ผมู้ พี ระคุณ ในวาระสุดท้ายทีท่ ุกคนจะต้องแสดงออกได้ ถอื ว่าเป็น
พธิ กี รรมอย่างหนึ่งที่มนษุ ยแ์ สดงถึงความเปน็ มนษุ ย์ในขณะมีชวี ิตอย่แู ละหลังจากตายไป การเซ่นไหว้
ต่อบรรพบุรุษจงึ เป็นสงิ่ ท่ีผู้อยู่ภายหลงั จงึ ประพฤติปฏิบตั ิ
ด้านดนตรนี น้ั ซุ่นจอื้ กล่าววา่ ดนตรีเป็นสง่ิ จําเปน็ ตอ่ จิตของมนุษยโ์ ดยธรรมชาติ ถา้ จะถามว่าสง่ิ ต่างๆ
ในโลกน้ที ม่ี นษุ ยส์ ร้างมันขน้ึ มาเพ่อื อะไร คําตอบก็คือ ทุกสิ่งทีม่ นุษยส์ รา้ งขึน้ มาน้นั เพ่ือความ
เจรญิ รงุ่ เรอื งของมนษุ ยใ์ นทุกๆด้าน ไมว่ า่ จะเป็นด้านความสุข ความทุกข์ อื่นๆ ความบันเทงิ ดนตรีก็
คอื ส่วนหนึ่งท่มี นุษยส์ ร้างข้ึนมาเพือ่ จุดประสงค์ของความร่นื เรงิ บนั เทงิ ใจหลังจากเหนด็ เหนอื่ ยจากการ
ทํางานและอาจจะพฒั นาใหส้ ูงข้ึนไปเพ่ือความหลดุ พน้ ก็ได้การมีดนตรีในหวั ใจ ทาํ ให้จิตใจมีความสขุ
ผมละเอยี ดละเมยี ดละไม ดนตรปี ระเภทนี้ ตอ้ งเป็นดนตรที ่ีมคี ณุ คา่ สงู ไม่ใชด่ นตรีระดบั ต่ําทฟ่ี ๎งแล้วผดิ
วตั ถปุ ระสงค์ของดนตรที ต่ี ้องการให้มีการพฒั นาจิตใจให้ดีขึ้น ซนุ่ จ้อื ได้พรรณนาคณุ ของดนตรีเอาไว้วา่

๑) ดนตรีเปน็ สิง่ จรรโลงใจ เมอ่ื เกิดความสุข หรอื ความทุกข์ ในกรณีเกิดความสุขการฟ๎งดนตรีจะเปน็
การกระตนุ้ ใหเ้ กิดความชน่ื ใจในความดที ่ีทํามา ให้กําลังใจต่อสูเ้ พื่อความดีงามต่อไป ในกรณีเกดิ ความ
ทกุ ข์จากคนทจ่ี ากกันไป หรอื คนที่อยู่แต่ไม่ได้พบกนั ดนตรีจะใหค้ ุณค่าไปอีกรูปแบบหนง่ึ กลา่ วคือ ทาํ
ใหผ้ ้ฟู ง๎ เกิดความอาลัย อาวรณถ์ งึ คนท่จี ากไป มีกําลังใจในการจะฟ๎นฝุาอุปสรรคเพ่ือจะไดพ้ บคนทเ่ี รา
หวงั ไว้ให้ได้ หรือมีทกุ ข์ในใจ เม่อื ได้ฟ๎งดนตรกี ส็ ามารถผ่อนคลายความโศกเศรา้ ลงไปได้บ้าง แม้ใน
วรรณคดไี ทยหลายเรื่องท่ีได้พูดถึงประโยชนข์ องดนตรีเอาไว้ เช่น ในนทิ านเร่อื งพระอภยั มณี ทส่ี ุนทร
ภไู่ ดพ้ รรณนาดนตรเี อาไวว้ ่า

พระฟ๎งความพราหมณน์ อ้ ยสนองถาม จึงเลา่ ความจะแจง้ แถลงไข
อันดนตรีมีคุณค่าทุกอย่างไป ยอ่ มใชไ้ ด้ค่าจนิ ดาบรุ ินทร์

ถึงมนุษย์ครุฑาเทวราช จตบุ าทกลางปุาพนาสิน
แมน้ ปีเราเปุาไปใหไ้ ด้ยิน กส็ ุดสนิ้ โทโสที่โกรธา
ใหใ้ จอ่อนนอนหลับลมื สติอันลทั ธิดนตรดี หี นกั หนา
ซงึ่ สงสยั ไม่สน้ิ ในวญิ ญาณ์จงนิทราเถิดจะเปาุ ใหเ้ จ้าฟ๎ง
แล้วหยิบปีทที่ า่ นอาจารย์ให้ เข้าชิงพฤกษาใส่ด่งั ใจหวัง

๙๕

พระเปาุ เปิดนิว้ เอกวเิ วกดงั สาํ เนยี งดงั วงั เวงแว่วแจ้วจับใจ
(สนุ ทรภ.ู่ พระอภัยมณ.ี หน้า ๑๒)

แมแ้ ต่ในสาํ นกั ของนกั บวชพระพทุ ธศาสนานกิ ายเซน กไ็ ด้กลา่ วถงึ คุณคา่ ของดนตรีท่ีทําให้จิตมีอารมณ์
สุนทรีย์คิดถึงคนท่ีรักพลัดพรากจากไปไกล ดนตรีก็คือส่ือชนิดหน่ึง ที่เป็นตัวแทนของความคิดน้ันได้
จันทร์กระจ่างลอยเด่นเหนือภเู ขาดา้ นทิศตะวนั ออก

ฉันเดนิ ผ่านบ้านเกา่ ของเพ่ือน
แมเ้ พื่อนจะจากไปแล้ว แตฉ่ นั ก็ยงั คิดถึงเพื่อนเสมอ

ยามนไ้ี ม่มีใครเลน่ กีตารใ์ ห้ฉนั ฟง๎ *
ไม่มใี ครรูร้ ว่ มดื่มเหลา้ สาเกกบั ฉนั เลยเพ่ือนเอ่ย
* โกโตะ คือดนตรญี ่ีปุนประเภทเครื่องสายชนดิ หนงึ่ (กวนี พิ นธข์ องเดียวกัน.แปลโดยสมภารพรมทา)

หน้า ๑๔

๒) ดนตรีเปน็ อุปกรณ์ชว่ ยในการศกึ ษาดา้ นคุณธรรมในโรงเรียนสถาบันการศึกษาท่ัวไปทั้งในอดีตและ
ป๎จจุบนั มีการเปิดเรยี นเปดิ สอนวชิ าดนตรอี ยา่ งแพร่หลาย บคุ คลทไ่ี ดศ้ ึกษาดนตรจี ะทําให้เปน็ คนมอง
โลกในแง่ดเี สมอ ทําให้จติ ใจสนุกสนานรา่ เรงิ เบกิ บาน เห็นคุณค่าของดนตรีและชวี ิต นอกจากน้ัน
ดนตรยี งั เป็นการสรา้ งอาชีพหารายไดใ้ ห้แก่บุคคลผู้สนใจอีกด้วย

๓) ดนตรีเปน็ สิ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอันดงี ามคืออารมณ์บางอย่างข้นึ ภายในจิตใจ มีเรื่องเล่าวา่
ทขี่ า้ งๆวัดหนึ่งในชนบทแห่งหน่งึ มรี า้ นค้าขายของชําประจําหมูบ่ ้าน ทุกวันจะมีคนมาซอ้ื ส่ิงของ
มากมาย และท่ีสาํ คัญในตอนเยน็ ๆของทุกวันจะมีกลุ่มคนวัยรนุ่ วัยกลางคนมาซื้อเหลา้ กนิ เป็นประจาํ
และจะพากนั นั่งดื่มท่ีหน้ารา้ นซงึ่ มีโต๊ะอย่หู ลายตวั พอเมาได้ทกี่ ็จะส่งเสียงดังรบกวนบ้านข้างๆ แต่ไม่มี
ใครสามารถจะหา้ มได้ วันหนึง่ มีพระรปู หนง่ึ กลับมาเย่ยี มบ้านและเหน็ พฤติกรรมดังกล่าว กเ็ ลยหาวธิ ที ี่
จะผ่อนหนักใหเ้ ปน็ เบาบา้ ง หรอื ใหเ้ ลกิ กระทําอยา่ งนไ้ี ปเลยทีเดียว พระรปู น้ีก็เลยเปิดเคร่ืองขยาย
เสียงในวัดโดยหันลําโพงไปทางรา้ นค้า เพลงท่นี ํามาเปิดกเ็ ป็นเพลงที่ใช้ในงานศพ คอื ธรณีกรรแสง
ปรากฏว่าได้ผลเปน็ ทน่ี ่าพอใจ ดม่ื เหล้าคละเคลา้ ธรณีกรรแสง

๙๖

จะเห็นวา่ ดนตรีนนั้ ซง่ึ จะยอมรับว่าใหป้ ระโยชน์ต่อมนษุ ย์เราอย่างมากในหลายแงห่ ลายมุมมนษุ ย์ย่อม
ไดป้ ระโยชน์จากดนตรีไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยา่ งแน่นอนดนตรีสามารถแทรกเข้าไปในวถิ ีชวี ิตของชนทุก
ช้ันได้อยา่ งน่าอศั จรรย์ จงึ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทาํ ไมซนุ่ จ้ือจึงยกย่องดนตรี
ดนตรีเมื่อมกี ารบรรเลงในวหิ ารเทพบดิ รจะชกั จงู จติ ใจของพระมหากษัตริยแ์ ละบรรดาเสนาบดใี ห้เกิด
ความรูส้ ึกเคารพยิง่ หากบรรเลงในอาคารบา้ นเรือนกจ็ ะปลูกฝ๎งความรักให้เกิดขึ้นในจิตใจของสามี
ภรรยาและถ้าบรรเลงท่ามกลางหมบู่ ้านกจ็ ะสรา้ งสรรคค์ วามรู้สึกแหง่ มติ รภาพในจติ ใจของชาวบา้ น
ด้วยประการละฉะน้ดี นตรีจึงเป็นสิง่ ท่ีปลูกฝ๎งหล่อเลยี้ งและโน้มนา้ วจติ ใจของมนุษย์ใหเ้ กดิ ความรกั
สมคั รสมานสามัคคี เสยี งดนตรที แี่ ตกต่างกันทําให้เกดิ ความกอ้ งกงั วานเสยี งดนตรีเปน็ เสยี งที่
ประสานกนั ย่อมเกิดเสยี งไพเราะเพราะพร้งิ ขณะที่ดนตรีถกู บรรเลงยอ่ มสรา้ งความรสู้ ึกด่ืมดาํ่ และ
คอยตามแก่ผู้ฟง๎ นอกจากนย้ี ังทาํ หน้าทห่ี ลอ่ หลอมความรู้สึกนกึ คิดของผู้ฟ๎งใหเ้ ปน็ ระเบียบและงดงาม
พร้อมพร้อมกันไป91

๖.๕ ทัศนะเก่ียวกบั ด้านเศรษฐกจิ

ซนุ่ จื้อ มองด้านเศรษฐกิจเอาไวค้ ่อนข้างมากซึง่ นอ้ ยคนนกั ที่จะทําได้ เขามองว่าการท่ีบ้านเมืองมีความ
สงบสุขน้ันนอกจากผู้นําจะมีความรู้มีคุณธรรมมีความสามารถแล้วรัฐยังจะต้องมีเศรษฐกิจท่ีดีเป็นพื้น
ฐานรองรับอกี ดว้ ยถ้าจะอาศัยแต่เพียงว่าผู้นํามีความดีมีคุณธรรม มีความซ่ือสัตย์จะทําให้บ้านเมืองไป
รอดพ้นจากความทุกข์ยากน้ันนับว่ายากเพราะแม้ว่าผู้นําจะซื่อสัตย์อย่างไรก็ตาม แต่ประชาชนยังอด
อยากหวิ โหยอยู่กย็ ากทจี่ ะทาํ ใหร้ ฐั เจรญิ ได้
ดังนั้น ซุ่นจ้ือ จึงแสดงให้ผู้นํารัฐต้องเอาใจใส่ประชาชนให้การสนับสนุนการเกษตรทุกๆด้านให้แก่
ประชาชนนําไปปฏิบัติ การทําให้รฐั มีความเจริญน้ัน รัฐต้องพยายามให้ประชาชนมีความประหยัดเป็น
พน้ื ฐานเสียก่อนนอกจากจะสอนให้มีการประหยัดแล้วยังต้องสอนให้ประชาชนมีความขยันหม่ันเพียร
ในการประกอบอาชีพ และท่ีสําคัญซึ่งเป็นการสนับสนุนอีกส่วนหนึ่งก็คือ การลด การเก็บภาษีให้
น้อยลง การที่รัฐส่งเสริมให้ประชาชนทําเกษตรกรรมนั้น รัฐต้องให้ความรู้แก่ประชาชนทางด้าน
การเกษตรใหม้ าก เพอ่ื การเพ่มิ ผลการผลิต นอกจากจะส่งเสริมการเกษตรแล้วรัฐยังต้องมีการส่งเสริม
การปศสุ ตั วอ์ กี ด้วย
สงิ่ ท่สี ําคญั สําหรบั ซุ่นจอ้ื ก็คอื เขาพยายามส่งเสริมในด้านการเกษตรมากกว่าอาชีพในด้านอื่นๆ ท้ังนี้
เพราะเขาเชื่อว่าถ้ามีการทําเกษตรกรรมมากเท่าไหร่ก็ย่ิงเป็นผลดีต่อประเทศชาติมากเท่าน้ัน เพราะ

91เรอื่ งเดียวกัน. หนา้ 123.

๙๗

ประชาชนมีพ้ืนฐานจริงๆอยู่ที่การเกษตรเป็นหลัก การทําเกษตรกรรมทําให้ประเทศชาติมั่นคงเป็น
ปึกแผน่ ประชาชนก็จะมรี ายไดใ้ กลเ้ คยี งกัน ส่วนอาชพี อ่นื ๆนัน้ ยิง่ มีมาก
ซุ่นจ้ือเช่ือว่าสิ่งทําให้รัฐจนลงรัฐจึงต้องพยายามอย่าให้อาชีพอ่ืนมากเกินความจําเป็นในรัฐ เพราะยิ่ง
ให้อาชพี อนื่ มากเกินไปอาจจะเปน็ อันตรายต่อประเทศชาติได้ เช่น ถ้ามีข้าราชการมากไปบ้านเมืองจะ
ยากจนลง เม่ือมีพอ่ ค้าและนายชา่ งมากเกนิ ไปก็จะทําใหป้ ระเทศชาติจนลงเชน่ กนั
แนวคดิ เร่ืองเกษตรกรรม โดยให้ลดอาชีพอ่ืนลงนั้น โดยเฉพาะอาชีพที่ไม่ส่งเสริมประชาชนอันเป็นคน
สว่ นใหญ่ของประเทศนั้น เม่ือมาวิเคราะห์ดจู ะเหน็ วา่ ซุนจื้อ พูดถูก อยู่หลายส่วนทีเดียว สังเกตในยุค
ก่อนก่อนหรือในป๎จจุบันก็ตาม จะเห็นว่าประเทศใดมีข้าราชการมาก มีทหารมาก ก็จะพยายามทํา
สงครามเพอ่ื ความเปน็ ใหญ่

เมื่อคร้ังสงครามโลกครั้งท่ี ๒ น้ัน ประเทศท่ีมีกําลังทหารกําลังอาวุธมากมักจะก่อสงครามทําให้
ประเทศชาติโดยเฉพาะประชาชนต้องเดือดร้อนไปทุกหนทุกแห่งมีการเก็บภาษีเพ่ือมาบํารุงกองทัพ
ปญ๎ หามีมากมายกเ็ พราะมีข้าราชการมากเกินความจําเป็นน่ีเองแต่ถ้ามีเกษตรกรรมมากไปถึงแม้ว่าจะ
มีป๎ญหาอยู่บ้างซ่ึงก็เป็นสัจธรรมที่ทุกอย่างต้องมีป๎ญหาอยู่เสมอแต่ป๎ญหาด้านน้ีไม่ต้องถึงกับรบราฆ่า
ฟ๎นกันเหมือนการสะสมอาวุธสงครามมากๆมีคําพูดท่ีแสดงออกมาสนับสนุนแนวคิดของ ซุ่นจ้ือ ว่า
การเกษตรกรรมมีมากยิ่งมีประโยชน์ก็คือ กองทัพเดินด้วยท้อง ในกรณีมีข้าราชการมากๆ คนเหล่านี้
จะไม่มีอาชีพในการทําเกษตรกรรม อาหารต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นจําเป็นต้องอาศัยอาหารจากประเทศ
อน่ื ๆ ต้องหาเงนิ ไปซ้ือมาบรโิ ภคในทสี่ ุดประเทศก็ไปไมร่ อด

๖.๖ ทัศนะด้านเก่ียวกับความแทจ้ ริง

เก่ยี วกบั เร่ืองความจรงิ แทน้ ้นั ซุ่นจื้อใหท้ ัศนะ ที่เกย่ี วกบั ความจริงแทม้ ีอยูใ่ นสรรพสงิ่ ปรากฏอยตู่ อ่ เรา
ในทุกๆวนั เขากล่าววา่ ความจรงิ มอี ยู่ ๒ ประการคือ ความจริงท่เี ป็นปรากฏการณ์ ความจริงผา่ น
ผสั สะท้ัง ๕ และความจริงที่เป็นเน้อื แท้ของปรากฏการณ์ เขาอธบิ ายวา่ ความจรงิ ทีช่ าวโลกสมมติกนั
นนั้ เปน็ ความจริงระดับผัสสะ ถึงแม้ว่าจะเปน็ ความจริงแต่มันไมม่ ีสาระหรือความเทยี่ งแท้แต่ประการ
ใด มกั เป็นเพยี งภาพมายา เป็นภาพลวงตา สว่ นความจรงิ ท่ีเป็นเนอื้ แทน้ ั้น ซ่อนตวั อยู่เบือ้ งหลงั
ปรากฏการณ์น้ัน เป็นจรงิ อยู่ตลอดเวลา ไมม่ ีการเปล่ียนแปลงไปเปน็ อ่นื ตวั อยา่ ง หิน ซึ่งความจริงของ
มนั กค็ ือ หิน แต่ปรากฏการณ์ของมันกค็ ือ หนิ นีม้ ีรปู ร่างเปน็ เสอื หรือเป็นกวาง อนื่ ๆ ท่เี ปน็ เสอื หรอื
กวางนน้ั มันเปน็ เพียงปรากฏการณ์ท่ีถูกกําหนดข้ึนมาภายหลงั เท่านน้ั มีการเปล่ียนแปลงไปเป็นสิ่ง
อื่นๆก็ได้ ถ้าผู้กระทําต้องการใหเ้ ปน็ ไป แตไ่ ม่วา่ จะเปลย่ี นเป็นรปู อะไรก็ตาม ความเป็นหนิ ของมนั ก็ยัง
เปน็ หนิ อยู่เช่นเดิมไมเ่ ปล่ยี นไปเป็นเสอื จริงๆ สิง่ ทีป่ รากฏต่อสายตาทางผสั สะนั้นเปน็ เพยี งมายาเทา่ น้นั
หายไดเ้ ปน็ สภาวะทีแ่ ท้จริงของหินไม่

๙๘

ซุ่นจ้ือกล่าวว่า คนท่เี ห็นเหน็ เป็นเสือหรอื เห็นเปน็ กวางนั้น เพราะวา่ จิตใจของเขาวา้ วนุ่ เลือ่ นลอยขาด
สมาธิ มีกเิ ลสเข้าครอบงํา ก็จะทําให้มองเหน็ สิง่ หนึ่งกลายเป็นอีกสงิ่ หนงึ่ ไดเ้ สมอ ความรู้ท่เี กดิ กับ
มนุษยน์ ั้นจึงมีอยู่ ๒ ประการ คอื ความรู้ท่ีอาศัยประสาททัง้ ๕ มีตาหู จมูกเป็นต้น กับความรู้ทเ่ี กดิ มา
จากใจ อวัยวะต่างๆน้ัน กท็ ําหนา้ ทีข่ องตนไปไม่ขัดกัน จติ ใจนั้น ไมใ่ ชว่ ่ามีความรู้อยกู่ ่อนแลว้ แตห่ าก
เกิดมาจากปรากฏการณท์ ี่มีการสัมผสั ทางประสาททง้ั ๕ ทําให้รู้ในภายหลงั แต่การทเี่ รามองเห็นสงิ่
ต่างๆที่พลาดไปนน้ั กเ็ พราะจิตนน้ั เองเป็นเหตุ สิง่ ท่ีทําใหจ้ ติ เราไมผ่ ิดพลาดในการตดั สงิ่ ตา่ งๆ กค็ ือ การ
ฝกึ สมาธิ สามารถมองเห็นสิง่ ตา่ งความเปน็ จริงได้ ซุน่ จือ้ เช่ือว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบา่ วอยภู่ ายใต้การ
ปกครองและควบคุมของจิตเป็นหลัก
ซุ่นจือ้ กล่าววา่ จดุ มุ่งหมายสูงสดุ ของความร้กู ค็ ือการแสวงหาเตา๋ ซ่ึงถือวา่ เป็นสง่ิ ประเสรฐิ เป็นสัจจะ
สงู สดุ เพยี งส่วนเดยี ว ไม่มีการแปรเปล่ียน เปน็ อมตะนริ ันดร์ เตา๋ แทรกอยู่ในสรรพสิ่ง สิง่ ที่มนษุ ย์ควร
ทํากค็ ือ การแสวงหาเตา่ ให้ได้ โดยการมองเข้าใจทุกอย่างตามที่มนั เปน็ อยา่ มองแต่เพียงแตส่ ิ่งท่ีมัน
ปรากฏ

แนวคิดเร่อื งปรากฏการณแ์ ละความเปน็ จรงิ นี้คล้ายคล้ายกับทัศนะของนักปราชญต์ ะวนั ตกคือ เพลโต
ทเี่ ปรยี บว่า เงาของมนุษย์กบั ตัวมนษุ ย์น้ัน คนส่วนมากเช่ือวา่ เงามอี ยู่จรงิ จรงิ โดยไมร่ ูว้ า่ ท่ี เงามีปรากฏ
อยู่นัน้ เบอื้ งหลังของเงาก็คือคนตา่ งหาก ปราศจากคนแล้วเงาคนจะปรากฏได้อย่างไร92 หรอื ในแนวคดิ
ของศาสนาฮินดู โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งของทา่ นสังกัดอาจารย์ทวี่ า่ “สรรพสง่ิ ทป่ี รากฏอย่บู นโลกนลี้ ว้ น
เปน็ มายาท้งั ส้ิน แต่ส่งิ ท่ีเป็นสภาวะท่ีแทจ้ รงิ อยูเ่ หนอื มายาเปน็ ผ้คู วบคมุ อาญาก็คือ พรหมนั ”93

บทที่ ๗

ปรัชญาฮนั่ เฟยจ้อื (Han Fei Tzu)

๗.๑ ประวตั ิของฮัน่ เฟย ซอื้

ฮั่น เฟย ซอ้ื เป็นชาวเมืองฮ่ัน เกิดในตระกูลคนชั้นสูง ฮ่ัน เฟยจื้อ ได้รับความสะเทือนใจในช่วงวัยเด็ก
เพราะเป็นเหตุการณ์สงครามเพ่ือความเป็นใหญ่ เขาเกิดและเติบโตในช่วงท่ีบ้านเมืองกําลังวุ่นวายอัน

92พระเมธีธรรมาภรณ.์ ปรชั ญากรีกโบราณ. กรงุ เทพฯ; อมรินทร์พริ้นตง้ิ กรปุ๊ , 2532. หนา้ 112.
93อดศิ กั ด์ิ ทองบญุ . ปรัชญาอินเดยี . กรงุ เทพฯ; ประยรู วงศ์การพมิ พ,์ 2524. หน้า 330

๙๙

เนื่องมาจาก ท่ีแคว้นฮั่น ถูกรุกรานจากศัตรูภายนอก ท่ีสะเทือนใจมากก็คือ ในยุคสงครามประชาชน
เดอื ดร้อนก็หนกั อยู่แล้ว แตบ่ รรดาขนุ นางทั้งหลายต่างก็ช่วงชิงอํานาจซ่ึงกันและกันเพ่ือความเป็นใหญ่
ย่ิงทําให้ประชาชนลําบากย่ิงกว่า เดิม สาเหตุเหล่านี้เองทําให้เขาเห็นว่า การท่ีจะอาศัยเพียงจารีต
ประเพณีและคุณธรรมของประชาชนหรือผู้นําประเทศไม่เพียงพอต่อการจะให้สังคมสงบสุขและ
ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองได้ แนวคิดน้ีเขาได้นําเสนอให้เจ้า เมืองฮั่นทราบ แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุน
ทําให้เขาผิดหวังอย่างมากจึงปลีกตัวออกจากสังคมไปใช้ชีวิตอยู่ตาม ลําพัง ในช่วงที่เขาอยู่อย่างโดด
เดย๋ี วน้ีเองเขาไดเ้ ขยี นหนงั สอื ขนึ้ มาเล่มหน่งึ มีอยู่ ๕๕ บท ให้ชอ่ื วา่ ฮนั่ เฟย ซอ้ื
หนงั สือเลม่ น้ไี ด้ทําให้เขามีช่ือเสียง แม้แต่เจ้านครจิ้น ก็ได้มาเชิญเขาไปรับราชการด้วย แต่ด้วยสาเหตุ
ท่ี เขามีความผูกพันอยู่กับมาตุภูมิจึงปฏิเสธไป ต่อมาเจ้านครจ้ินยึดแคว้นลู่สําเร็จ และกําลังจะขยาย
อาณาเขตรุกราน แคว้นฮ่ันต่อไป เจ้านครฮ่ันทราบเรื่องจึงแต่งให้ฮ่ัน เฟย ซื้อเป็นทูตสันถวไมตรี ไป
ประจําอยู่แคว้นจิ้น ซ่ึงเขากไ็ ด้ อยกู่ ับหลี ซ่ือ ซงึ่ เป็นศษิ ยส์ าํ นักเดียวกนั ในสํานักของซนุ ซื้อ
การท่ีเขาได้มาอยู่กบั หลี ชือ่ ซง่ึ เป็นนายกรฐั มนตรีและเปน็ ศษิ ย์อาจารย์เดียวกันนี้เอง ได้นําความวบิ ัติ
มา สู่ตัวเขาเอง กล่าวคือการทําหน้าที่ไดอ้ ย่างดี ทาํ ให้เขาถูกใสค่ วามวา่ คิดร้ายตอ่ เจ้านครข้ึน เมือ่ เจ้า
นครจนทราบ เร่อื งคดิ วา่ เปน็ จริง จงึ จบั เขาขังคกุ และถูกหลีชอื่ บังคับใหเ้ ขาฆา่ ตัวตาย โดยการกินยา
พษิ ภายหลงั ความจรงิ ปรากฏจงึ ไดร้ ับการอภัยโทษ แต่กส็ ายเกนิ ไปเพราะฮนั่ เฟย ซ้ือได้ตายเสยี แลว้
สิ่งทฮ่ี ่ัน เฟย ซื้อ ได้ท้ิงไวใ้ หเ้ ป็น มรดกแก่ผู้อยู่เบ้ืองหลงั กค็ ือ ปรชั ญาระบบนติ ิวาท ( Legalism) ซ่ึงทํา
ให้ประเทศแข็งแกร่งมนั่ คงและมีอาํ นาจ

๗.๒ ธรรมชาติของมนุษย์

ฮนั่ เฟย ซื้อ กล่าววา่ “ ธรรมชาตดิ ั้งเดมิ ของมนุษย์น้นั ชั่วร้าย มแี ตค่ วามเห็นแก่ตัวอยา่ งร้ายกาจ จึง
จาํ เปน็ ทจ่ี ะต้องใช้กฎหมายเข้าทําการควบคมุ จึงจะไดผ้ ลสมบูรณ์”94ทฤษฎนี ีช้ ี้ใหเ้ หน็ ถงึ แนวคดิ อนั มี
ฐานมาจากความ เป็นจริงของมนษุ ย์ ซง่ึ ฮน่ั เฟยจ่ือได้รับแรงบันดาลมาจากการท่ีมาตุภมู ิของเขามีแต่
สงครามเพื่อความเป็นใหญ่ ของบรรดาขุนนางทงั้ หลาย เขาจึงเชื่อว่ามนษุ ยเ์ รามแี ต่ความเหน็ แก่ตัว (
Selfish ) เป็นนสิ ัยสนั ดานท่ีมีมาแต่ กําเนดิ แล้ว ทกุ คนจะพยายามแสวงหาผลประโยชนใ์ หแ้ ก่ตนเอง
มากที่สุดเท่าที่โอกาสจะพึงมี หรือแม้แต่ไม่มี โอกาสกย็ งั พยายามที่จะสรา้ งโอกาสให้ได้ ย่ิงถ้าไดผ้ ล
ประโยชนม์ ากเทา่ ไหรก่ ย็ ง่ิ จะกระทาํ มากขึ้นเทา่ นน้ั
อะไรคือตวั กระตุ้นใหเ้ กิดความเห็นแก่ตัวเช่นนี้ เขากล่าวว่า ก็เพราะความโลภน้ีเอง ซ่ึงเป็นตัว กิเลสท่ี
ยากจะทําการควบคุมด้วยตนเองหรือสังคมประเพณีวัฒนธรรมได้ เขายกตัวอย่าง ในกรณีคนจีนท่ีมี
ความ นิยมอยากได้ลูกชายมากกว่าลูกหญิง พ่อแม่บางคนถึงกับฆ่าลูกตัวเองก็มีมาก ทั้งน้ีก็เพราะว่า
พ่อแม่มีความเห็นแก่ตัวนั่นเอง เม่ือได้ลูกชายก็มีความยินดี แต่พอได้ลูกหญิงก็มีความโกรธเกลียดชัง

94 ทองหลอ่ วงษ์ธรรมา, ปรชั ญาจนี (กรุงเทพฯ: โอ เอสพรน้ิ ต้ิง เฮาส,์ ๒๕๓๘ ) หน้า ๑๓๐.

๑๐๐

ประโยชน์ท่ีจะได้รับจากลูกชาย ในอนาคตน้ันมีมากกว่าลูกหญิง เขากล่าวว่า ถ้าพ่อแม่ทํากับลูกของ
ตนเองได้ขนาดน้ีแล้ว ไม่จําเป็นต้องกล่าวถึง การกระทําต่อคนอ่ืนเลย มนุษย์เราน้ันจะทําอะไรสัก
อย่างแม้เพียงเล็กน้อยก็ต้องคิดถึงประโยชน์ของตนเองเป็น เบ้ืองแรก ถ้าไม่คิดว่าจะได้ประโยชน์มาก
หรือนอ้ ย ก็คดิ ที่จะปกปูองผลประโยชนข์ องตนเองไวไ้ มใ่ ห้เสยี ไป เขา กลา่ ววา่

ขา้ พเจ้าทา้ งานให้แก่ท่าน ไม่ใชก่ ระทา้ เพราะความซ่ือสัตย์ แตว่ า่ กระท้าไปเพราะตอ้ งการคา่ จ้าง
รางวัล และในท้านองเดยี วกัน ท่านให้การอนเุ คราะห์ช่วยเหลือขา้ พเจ้า ก็ไม่ใชเ่ พราะความ เมตตา
กรณุ า แต่เพราะตอ้ งการผลงานให้มากที่สดุ จากข้าพเจา้ เพราะฉะนั้น จติ ใจของทา่ นและขา้ พเจ้าต่าง
คนก็ตา่ งมงุ่ หวังผลประโยชน์ของตนเองเปน็ ส้าคัญ หากวา่ ทั้งสองฝา่ ยมผี ลประโยชน์ ร่วมกัน แมจ้ ะ
เป็นคนแปลกหน้ากย็ ังสามารถจะอยู่ร่วมกนั ได้อย่างสันติ ในทางตรงกนั ขา้ ม เมื่อใดท่ขี ดั กันในเรื่อง
ผลประโยชน์ ไมว่ า่ จะเป็นพ่อกับลกู ก็อาจจะสามารถต่อสู้แก่งแยง่ กันข้ึนได้

ฮั่น เฟยจอื เห็นวา่ การจะปลอ่ ยใหป้ ระชาชนมีพฤติกรรมทกุ อย่างใหเ้ ปน็ ไปตามธรรมชาตนิ น้ั ทกุ คน
ก็ จะแสดงธาตแุ ท้ของตนออกมา และ ธาตุแทน้ ้นั ก็คือ ความเห็นแกต่ วั นัน้ เอง ผลประโยชน์คอื ตัวลอ่
ใหพ้ ฤติกรรมน้ี มีความรุนแรงมากเปน็ ลําดบั เมื่อผลประโยชน์ท่จี ะไดร้ บั นั้นมไี ม่เพยี งพอตอ่ ความ
ตอ้ งการของคนหมู่มาก ป๎ญหา การตอ่ สปู้ ระหตั ประหารกันยอ่ มเปน็ ทางเลือกสุดท้ายที่ทุกฝุายตอ้ งนํา
ออกมาใช้ ปญ๎ หาท่ีเกดิ เชน่ นเ้ี พราะการ ไม่ ควบคมุ ความต้องการของมนุษย์ ปล่อยใหธ้ รรมชาตอิ ันชัว่
รา้ ยไม่ถูกกําจดั การทผี่ ู้นาํ จะอาศัยให้ประชาชนมีคุณ ธรรมหรอื อาศัยการอบรมธรรม หรือประเพณี
วัฒนธรรมตา่ ง ๆ เข้ามาจัดการกค็ งไมไ่ ด้ผล การแกป้ ๎ญหาท่ีดีที่สุด ไมม่ ีอะไรเกินไปกว่า การใช้อาํ นาจ
ทางกฎหมายบังคบั การใชอ้ ํานาจทางกฎหมายท่เี ข้มงวดเด็ดขาด ย่อมเป็นวิธี การทผ่ี นู้ ําตอ้ งการ
เพราะจะทําใหป้ ระชาชนเกรงกลัว ดังนัน้ กฎหมายเทา่ นัน้ เปน็ เพียงวิธกี ารเดียวทส่ี ําคัญในการ รักษา
อาํ นาจของผู้นาํ ประเทศได้

๗.๓ ทศั นะทางด้านเศรษฐกิจ

ทางดา้ นเศรษฐกจิ นัน้ ฮน่ั เฟยจ้ือ ได้กลา่ วว่า ป๎ญหาทางด้านนเ้ี กี่ยวเนอ่ื งกับธรรมชาติของมนุษย์คือ
ความ ตอ้ งการ มนุษย์มคี วามโลภเปน็ ฐาน ป๎ญหาการแสดงออกถงึ ความต้องการ ไมม่ ีทสี่ ุดนนั้ ก็
อาจจะมีข้อจํากดั อยู่ บางอย่างกลา่ วคอื มนุษย์แสดงซึ่งความเหน็ แก่ตัวมากบา้ งน้อยบา้ งก็เพราะฐานะ
ความเปน็ อยู่ของเขาเปน็ หลัก คนทมี่ ี ฐานะดีมคี วามเพยี งพอด้านโภคทรัพย์มาก ก็จะแสดงออกมาซ่งึ
ความต้องการหรือความเหน็ แก่ตัวน้อยลงไป ส่วน คนท่ีไม่มีอะไรเลยมคี วามเปน็ อยู่ที่ลาํ บากเหลือทน
ก็จะแสดงออกซ่ึงความต้องการหรือความเห็นแกต่ วั มากขนึ้ การท่ปี ระชาชนมีความอยู่ดกี ินดี ปญ๎ หา
บ้านเมอื งก็จะไม่เกดิ ขึ้นทําใหเ้ กดิ ความสงบสขุ ตามมา แตถ่ ้าวนั ใดประชาชน ลาํ บากเรอื่ งการเปน็ อยู่
พวกเขาก็สามารถทาํ ผิดกฎหมายบ้านเมืองได้เสมอ

๑๐๑

วิธีการแกไ้ ขน้นั เขากล่าวว่า รฐั ตอ้ งไม่มีอาณาเขตใหญเ่ กินไป ซ่ึงเป็นการยากในการปกครองให้
ประชาชน มีความเป็นอยทู่ ่ดี ีไดท้ ว่ั ถงึ และประชาชนก็ต้องมีจาํ นวนพอเหมาะไม่มากเกินไป เพอ่ื ให้มี
อาหารทีเพยี งพอ นโยบายทางดา้ นเศรษฐกจิ นน้ั รัฐต้องเปิดการค้าขายอย่างเสรี เพื่อประชาชนจะได้มี
การแขง่ ขันกันสรา้ งผลผลิต

และกําหนดราคาเอง ใครทํามากก็ไดม้ าก ใครทํานอ้ ยก็ไดน้ ้อยตามความเหมาะสม ซง่ึ ก็จะเปน็ การ
สนองตอบ ความต้องการหรือความเหน็ แก่ตวั ของมนุษย์ได้
เขาเชอื่ วา่ อาชีพเกษตรกรรมเท่าน้ันทีจ่ ะทําให้บา้ นเมอื งมคี วามเขม้ แขง็ อย่างแท้จรงิ เขาเนน้ วา่
ประชาชน ผูใ้ ชผ้ ืนดินทําเกษตรกรรมกย็ ่อมเจรญิ ด้วยโภคทรัพย์ คนทตี่ ่อสกู้ บั ศตั รขู องบา้ นเมอื งย่อม
เจรญิ ดว้ ยอํานาจวาสนา เขาเสนอใหร้ ฐั แนะนาํ วธิ ีการใหม่ ๆ ในการสง่ เสรมิ อาชพี เกษตรกรรมให้
ประชาชนนาํ ไปใช้ และบังคบั ใหป้ ระชาชน รูจ้ กั การต่อสเู้ พ่ือปกปูองประเทศชาติในยามสงคราม เขา
เนน้ วา่ มีเพียงคน ๒ กลมุ่ เท่าน้ัน ทจี่ ะทําให้บ้างเมืองมี ความเข้มแข็งและเจริญรุ่งเรอื งได้คือ กลมุ่ ของ
เกษตรกรและกล่มุ ของทหาร สว่ นทเ่ี ขาตําหนกิ ม็ ีอยู่ ๒ กล่มุ เช่น กนั ทไ่ี มส่ ามารถทาํ ให้บ้านเมืองเจริญ
ได้คือ กล่มุ พวกขนุ นางและกล่มุ ของนักวชิ าการทั้งหลายท่ีเอาดีแต่การเจรจา เทา่ นน้ั มีความคดิ ชอบ
เพอ้ ฝน๎ กลุ่มหลงั ทัง้ สองกลุ่มนี้ชอบแสวงหาความสขุ สบายบนความทกุ ข์ของคนอน่ื อยู่ รําไป เปน็ พวก
กาฝากของสงั คม แนวคดิ ของฮ่นั เฟย ซื้อ ท่เี กีย่ วกบั สังคมพอสรปุ ไดด้ ังนี้
๑) รฐั ตอ้ งออกกฎหมายบังคับใหป้ ระชาชนทาํ เกษตรกรรม และมกี ารบกุ เบิกผืนดินเพ่ือให้มีโภค
ทรพั ย์ทส่ี มบรู ณ์
๒) กําหนดโทษและมีการลงโทษเพ่ือเปน็ การกําจัดคนเลว
๓) กาํ หนดใหม้ ีการเกบ็ ภาษี บรรจยุ งั ฉางท้องพระคลังให้บริบูรณ์ เพ่อื ใช้ในยามอดอยากและใน
การบาํ รงุ กองทัพ
๔) จัดการฝึกการรบใหแ้ กพ่ ลเมอื งทุกคน และฝกึ ซอ้ มให้ชาํ นาญ เพ่ือการปกปอู งประเทศในยาม
สงคราม 95

๗.๔ แนวคดิ ทางด้านการปกครอง

ฮ่ัน เฟย ซอื้ เชื่อวา่ สังคมมนุษยเ์ ราน้ันมีลักษณะเปน็ พลวัต ( Dynamic ) คือมีการเคล่อื นไหว
เปล่ียนแปลง อยตู่ ลอดเวลา การทค่ี นเรานําเร่ืองราวในอดีตมาใชก้ ็คงเป็นเร่ืองทีน่ า่ ขาํ เช่น มนษุ ย์
สมยั ก่อนนําไม้มาสจี นเกิดไฟ หรอื การสรา้ งบ้านบนคบไม้ เรอื่ งเหล่านถี้ า้ ในสมยั ปจ๎ จุบันใครทาํ เช่นนีก้ ็
คงเปน็ เร่ืองตลกไม่ใชน่ อ้ ย เชน่ เดียวกนั กบั ระเบยี บตา่ ง ๆ ในสมยั โบราณจะเอามาใชใ้ นป๎จจบุ ันไมไ่ ด้
เขาจงึ เสนอให้ศึกษาสถานการณป์ ๎จจบุ นั ให้ดี แลว้ จึงแสวงหาแนวทางทจ่ี ะเผชญิ อยา่ งเหมาะสมกบั
เหตกุ ารณป์ จ๎ จบุ นั

95เรือ่ งเดียวกัน, หนา้ ๑๓๔.

๑๐๒

การทีบ่ คุ คลใดก็ตามนาํ เหตุการณ์ในอดตี มาใช้ในปจ๎ จบุ ันโดยไม่ได้ศึกษาข้อเท็จจริงท่ีกาํ ลังเป็นอยกู่ จ็ ะ
เหมือนชาวนากับกระต่ายปุา เขาเลา่ เปรียบเทยี บว่า มชี าวนาคนหนง่ึ กําลงั ไถนาอยู่ ขณะนัน้ เองก็มี
กระตา่ ยปุาตัว หน่ึงวง่ิ มาชนตอไม้ท่ีอยกู่ ลางท่งุ นา ด้วยการชนอยา่ งแรงทําให้กระต่ายปุาคอหักตาย
ทันที ในวันต่อมาเขาไมย่ อม ไถนาแต่มายนื ดูที่ตอไมน้ ้ันอีก โดยหวังวา่ จะมกี ระต่ายปาุ วิง่ มาชนตอไม้
อีก จะได้นําไปทาํ อาหารเย็น แตเ่ ขากผ็ ิด หวงั เพราะปรากฏวา่ ไมม่ ีกระต่ายปาุ วิ่งมาชนตอไม้อีกเลย
การกระทาํ ของชาวนาคนนี้ ฮ่ัน เฟย ซ้ือ กล่าวว่า ก็ คล้าย ๆ กับทใี่ ครบางคนเอาแนวคิดการปกครอง
ในสมยั โบราณ มาใชใ้ นการปกครองป๎จจบุ นั เขากล่าวว่าก็ไมต่ า่ ง จากชาวนาทีย่ นื คอยกระตา่ ยปุาให้
วิ่งมาชนตอไมน้ ั่นเอง
ฮน่ั เฟย ขือ่ ตําหนิการปกครองที่นักปราชญ์ลทั ธขิ งจ่ือนํามาใชใ้ นการปกครอง เขากล่าววา่ เปน็ การ
นาํ ทฤษฎีที่ไกลความเป็นจรงิ มาใช้กบั ป๎จจบุ ัน ซึง่ เป็นการไม่ถูกต้องและไม่มีความเหมาะสมดว้ ย
ประการท้ังปวง
เพราะวา่ การปกครองบ้านเมืองน้ันไม่ใชส่ ่งิ ท่จี ะนําทฤษฎตี ่าง ๆ มาทําการทดลองเล่น ๆ การท่ี
นกั ปราชญ์พากันยกย่องและพยายามจะนาํ ความดงี ามในอดตี มากลา่ วกันนัน้ เปน็ การแก้ปญ๎ หาไมถ่ ูก
จดุ เพราะป๎ญหาในป๎จจบุ นั ไม่ ใชป่ ญ๎ หาในอดตี การทน่ี ักปราชญพ์ ยายามที่จะเลยี นแบบการปกครอง
ท่ีดีในอดีตนัน้ ไม่ถูกตอ้ ง

เขาเน้นวา่ ผ้ปู กครองทดี่ ีไม่ควรนําพากบั แนวคิดอนั เปน็ อดตี แตค่ วรใชป้ ญ๎ ญาพิจารณาความเป็นจรงิ ที่
ปรากฏอยู่ และรอการแก้ไข สลดั ทง้ิ ความคดิ ท่ีไรส้ าระน้ันให้หมดไป เขาได้ประสานแนวคิดที่
นักปราชญส์ มัย ก่อนนํามาปกครองบา้ นเมืองซึ่งมีอยู่ ๓ ประการ คอื 96
๑)กล่มุ ทีเ่ ห็นวา่ การปกครองที่จะทําให้บ้านเมอื งมีความเขม้ แข็งมั่นคงเป็นปึกแผ่นกต็ ้องใช้อาํ นาจ คือ
ฉี ( Shih ) มาเป็นเครื่องมือในการบรหิ าร เพราะนี่คือปจ๎ จัยที่สําคัญในการปกครอง
๒) กลมุ่ ท่เี ห็นว่า การปกครองบ้านเมอื งเพ่ือจะใหบ้ รรลุจดุ หมายได้กต็ อ้ งใช้ ชู ( Shu ) คอื ศิลปะการ
จดั การปกครองเปน็ ส่งิ สาํ คัญ ผู้ปกครองจะขาดไมไ่ ด้ เพราะน้ีกค็ ือเคร่ืองมือในการปกครองท่ดี ที สี่ ุด
ปกครอง
๓) กลุ่มท่เี หน็ ว่า การปกครองที่จะทําใหบ้ รรลุเปาู หมายนนั้ ตอ้ งใช้ ฝา ( Fa) คือการใช้กฎหมาย ในการ
ปกครอง
ฮ่ัน เฟย ซ้อื เห็นว่าทงั้ สามนั้นลว้ นเปน็ ส่งิ ทดี่ ีในการปกครอง แต่ต้องนาํ มาผสมผสานกันให้เหมาะสม
กับ ภาวะทเี่ ป็นจรงิ ในปจ๎ จบุ ัน ไมค่ วรแยกออกจากกัน เขาจึงได้ประยกุ ตส์ ามส่งิ เขา้ ดว้ ยกนั ใช้ชื่อวา่ นี่
ชู ฝา เปน็ หลกั การทผ่ี ูบ้ ริหารตอ้ งมีอาํ นาจในมอื ใชใ้ ห้เป็นไปตามกฎหมายที่วางไว้ และมีศิลปะในการ
ใชใ้ ห้เหมาะสม ถา้ ครบทั้ง สามอยา่ อผลประโยชน์ตอ่ ประเทศชาติ

96เรือ่ งเดียวกนั , หนา้ ๑๓๕.

๑๐๓

การทผ่ี ู้นํามีอาํ นาจในมือแต่ไม่รูจ้ ักใช้คอื ไม่มีศลิ ปะในการใช้อาํ นาจน้ันก็จะไม่ก่อประโยชน์ในทางตรง
กันข้ามอํานาจนน้ั อาจจะเกิดโทษแก่ผู้ใชไ้ ม่เปน็ อีกด้วย เมอ่ื มีอาํ นาจในมอื มีความฉลาดในการใช้
อาํ นาจในการ ปกครองประชาชน โดยมีกฎหมายเป็นเคร่ืองชี้นําแนวทางใหป้ ระชาชนดําเนนิ ไป การ
ใช้กฎหมายนบั ว่ามคี วาม สําคัญมาก ถ้าใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ประชาชนก็จะเกรงกลวั ความ
วุน่ วายในสังคมกจ็ ะไมเ่ กดิ เขาเน้นถงึ ความ สาํ คัญของกฎหมายเอาไว้วา่
บ้านเมืองจะเข้มแข็งมั่นคงหรืออ่อนแอมากน้อยเพยี งใดนัน้ ก็ข้นึ อยกู่ บั การใชก้ ฎหมายเป็น ส้าคัญ น่นั
ก็คือ เม่ือใดมีการใชก้ ฎหมายอย่างเข้มงวดกวดขัน เมือ่ น้ัน บา้ นเมอื งก็จะเข้มแขง็ มน่ั คง ในทาง
ตรงกันขา้ ม เมื่อใดมีการใชก้ ฎหมายอยา่ งหย่อนยาน เม่ือนนั้ บ้านเมืองก็จะอ่อนแอไวเ้ สถยี รภาพ97

ฮั่น เฟยจื้อ กลา่ ววา่ การท่ีกษัตรยิ ผ์ ปู้ กครองบา้ นเมืองมีอาํ นาจกฎหมายในมือ ก็ไมจ่ าํ เปน็ ตอ้ งรับภาระ
มากมายเกินไป ปลอ่ ยให้ประชาชนปฏบิ ตั ติ นตามกฎหมาย บา้ นเมอื งกจ็ ะสงบราบรนื่ เขาเปรยี บว่า
ผนู้ ําทไี่ มม่ ี อํานาจกฎหมายในมอื ในการควบคุมประชาชน กไ็ ม่ตา่ งไปจากเสือที่ปราศจากเข้ียวเลบ็
การปกครองทดี่ ีนั้น จะ ต้องดําเนนิ ไปตามขั้นตอน ๓ ประการคอื
๑) มกี ารตรากฎหมายข้นึ มาใช้
๒) ประกาศกฎหมายใช้อยา่ งเปน็ ทางการใหป้ ระชาชนทราบ
๓) ความคมุ ประชาชนให้ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามกฎหมายอยา่ งเคร่งครัด
แนวความจคิ ของฮ่นั เฟย ซอ้ื ในเร่ืองนี้เขามีความเช่ือมั่นวา่ การปกครองดว้ ยกฎหมายจะทาํ ให้
ประชาชนทธเิ สรีภาพเท่าเทียมกนั ท้งั หมดจะมีความแตกต่างจะการปกครองบบแบบเดิมที่เป็นเน้นการ
ปกครองระบบประระเพณี หรือพวกพ้องในระบบศักดินา หรอื ฐานันดรช้นั สูง การใชก้ ฎหมายมา
แทนทปี่ ระเพณแี ละ ๔ความ จะทาํ ใหป้ ระชาชนมคี วามเสมอภาคดังท่ีกล่าวมา ทุกคนจะต้องอยูภ่ ายใต้
อาํ นาจของกฎหมาย เสนาบดจี ะต้องไดร้ บั โทษ หรอื ประชาชนทําความดีกจ็ ะต้องได้รับรางวัลตอบ
แทน กฎหมายน้นั จะต้องได้รับการยนแปลงให้เหมาะสมตามยคุ สมยั ไม่ใช่วา่ จะไมม่ ีการเปลี่ยนแปลง
กฎหมายจะต้องมีการเปล่ยี นแปลงไป พร้อม ๆ กับความเจรญิ กา้ วหนา้ ของบา้ นเมือง การปกครองท่ี
คลา้ ย ๆ กัน กล่าวคอื จะต้องดําเนินไปอย่างสอดคล้อง สมั พันธ์กันกบั สถานการณใ์ นยคุ นัน้ ๆ สรปุ
ปรชั ญาของฮันเฟยจอ้ื ได้ดังนี้
๑) ในเรอ่ื งธรรมชาติของมนษุ ย์ เขามที ัศนะท่สี อดคล้องกบั ซุนจือผูเ้ ปน็ อาจารย์คือ ธรรมชาตขิ องมนุษ
นน้ั มีแต่ความชัว่ รา้ ย เห็นแกต่ ัว การปลอ่ ยให้เป็นไปตามธรรมชาตดิ ้ังเดมิ แล้ว กจ็ ะก่อให้เกิดการ
เบยี ดเบียนเอารดั เอาเปรยี บกัน การใชจ้ ารีตประเพณี คุณธรรมเพ่ือควบคุมสงั คมมนษุ ยน์ ้ัน เป็นสงิ่ ท่ี
ไรผ้ ล รฐั จึงตอ้ งนํากฎหมาย ออกมาใช้แทนจารตี ประเพณแี ละคุณธรรม บา้ นเมืองกจ็ ะเกิดสนั ตสิ ขุ และ
มีความมั่นคง

97เร่อื งเดยี วกัน, หน้า ๑๓๓.

๑๐๔

๒) ดา้ นการปกครอง เขาให้ความสําคัญตอ่ กฎหมายอย่างมาก โดยเนน้ วา่ ทุกอย่างมีการเปล่ียนแปลง
อยู่ เสมอไม่มกี ารหยุดนิ่ง สงั คมมนษุ ย์ก็เช่นกัน อดีตกับป๎จจุบันกเ็ ชน่ กนั รฐั จึงไมค่ วรยดึ เอาหลักการท่ี
เปน็ อดตี มาแก้ ปญ๎ หา แต่ควรจะยึดข้อเท็จจรงิ ในปจ๎ จบุ ันเปน็ หลกั กฎหมายจึงเป็นมาตรการท่ดี ีทีส่ ดุ
ในการปกครอง เม่อื ใดผ้นู ํา ใชก้ ฎหมายอย่างเข้มงวดกวดขนั บ้านเมืองกจ็ ะสงบ ตรงกันขา้ มหากเกดิ
การใช้กฎหมายทห่ี ย่อนยาน บา้ นเมอื งท่ี จะเกดิ โกลาหลว่นุ วาย ผู้นาํ สามารถในการใช้กฎหมายก็เปน็
การเพียงพอในปกครองโดยไมจ่ ําเป็นต้องใช้ ประเพณีและคณุ ธรรม เพราะทุกคนอยู่ภายใตก้ ฎหมาย
อนั เดยี วกัน ไมม่ ีข้อยกเวน้ กฎหมายทําใหเ้ กดิ ความเสมอ ภาคและยตุ ธิ รรมแก่ประชาชน
๓) ดา้ นเศรษฐกิจ เขาเห็นวา่ การสนับสนุนเศรษฐกจิ แบบเสรีเป็นสิ่งจําเป็น ปล่อยให้ประชาชนมอี ิสระ
ในการทํามาหากนิ ใครทํามากก็ได้มาก ใครทําน้อยก็ได้น้อย ก็จะก่อให้เกิดการแข่งขันในการประกอบ
อาชพี
๔) อาชีพท่ดี ีที่สดุ ทที่ าํ ให้ประชาชนและประเทศชาตมิ นั่ คงกค็ ือ อาชพี เกษตรกรรมและกสิกรรม รฐั
ตอ้ ง ส่งเสรมิ ใหป้ ระชาชนสว่ นใหญป่ ระกอบอาชพี นี้ โดยการขยายที่ดนิ ใหม้ ากและจดั สรรให้เพียงพอ
เมือ่ ผลผลติ มาก รัฐก็จะเกบ็ ภาษีได้มาก ท้องพระคลงั หลวงกจ็ ะสมบรู ณ์ และจะได้นําเสบียงเหลา่ น้ัน
ออกมาเลย้ี งทหารและประชาชน ยามเกิดเหตกุ ารณข์ ้าวยากหมากแพง

บทที่ ๘
ปรชั ญาของเหมา เจ๋อ ตุง

เลนินอย่างจริงจังตลอดถึงแนวคิดเกี่ยวกับการปฏิวัติจีนให้ทันสมัยเท่าอารยะประเทศซ่ึง
ในช่วงน้ันประเทศจีนยังล้าหลังประเทศอ่ืนอยู่มากโดยเฉพาะทางตะวันตกนับตั้งแต่เริ่มต้นแห่งการ
ต่อสู้เหมาได้รับประสบการณ์มากมายนับตั้งแต่ความสําเร็จความล้มเหลว แต่เหมาไม่เคยท้อถอย
เนอ่ื งจากเหมามคี วามเช่อื ม่ันในตนเองสูงมากเช่ือมั่นในแนวทางท่ีตนเองดําเนินอยู่และเชื่อว่ายุทธวิธีที่
เขานาํ มาใชน้ นั้ ถกู ตอ้ งทีส่ ุดท่จี ะนาํ พาประเทศจีนไปส่ยู ุคใหม่
เหมาเริ่มการต่อสู้กับพรรคก๊กมินต๋ังซ่ึงมีเจียง ไค เช็ค เป็นหัวหน้าซึ่งเป็นผู้นําประเทศในขณะน้ันการ
ต่อสู้ของ ๒ ผู้นําในจีนนี้อาศัยที่แนวคิดไม่ตรงกันเน่ืองจากก๊กมินตั๋งมีแนวคิดเป็นประชาธิปไตยแบบ
เสรีและอาศัยชาติตะวันตกเป็นผู้สนับสนุน ส่วนแนวคิดของเหมาน้ันอาศัยทฤษฎีมาร์ค – เลนินที่
ต้องการให้มีการปฏิวัติระบบศักดินาและการเมืองกึ่งศักดินาทั้งหมดต้องการเห็นจีนเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกันภายใต้ธงแดงพรรคคอมมิวนิสต์จีนเหมาไช้ยุทธวิธีทุกอย่างในการต่อสู้กับรัฐบาลกลาง มีการ
ต้ังแนวร่วมมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการอาศัยพลังมวลชนมาเป็นเกาะในการต่อสู้ เหมามีความ
เชือ่ ม่ันวา่ ไมม่ พี ลงั อะไรจะมีอํานาจเกนิ พลงั ประชาชนไปได้เลย

๑๐๕

มวลชนมพี ลังสร้างสรรคอ์ ยา่ งไม่มีวันทสี่ ิ้นสดุ พวกเขาสามารถจัดตั้งกันขึ้นแล้วยาตราทับไปสู่ทุกหนทุก
แห่งและทุกแผนกงานที่พวกเขาจะใช้พลังของตนได้ยาตราทับไปสู่การผลิตท้ังส่วนลึกและส่วนกว้าง
เพื่อสร้างสรรค์การสวัสดิการซ่ึงนับวันแต่จะเพิ่มพูนยิ่งข้ึนเพ่ือตัวเขาเองผู้ปฏิบัติงานท้ังปวงของเขาไม่
วา่ จะมีต้าแหนง่ สงู หรือต้า่ ร้อนแตเ่ ป็นผู้รบั ใชป้ ระชาชนทั้งส้ินทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาท้าไปล้วนแต่เป็นการ
รับใช้ประชาชน...สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งปวงนักปฏิวัติท้ังปวง ผู้ท้างานด้านศิลปะวรรณคดีที่
ปฏิบัตทิ งั้ ปวง... ควรเปน็ วัวงามของชนชั้นกรรมาชีพและประชามหาชนอุทิศกายและใจจนกว่าชีวิตจะ
หาไม่... สหายเราไม่ว่าจะไปถึงท่ีใดก็ต้องสร้างความสัมพันธ์กับมวลชนให้ดีต้องเอาใจใส่มวลชนช่วย
พวกเขาแก้ความล้าบากต้องสามัคคีประชาชนอันไพศาลสามัคคีได้มากเท่าใดย่ิงดีมากเท่านั้น... การ
ผลิตของมวลชนผลประโยชน์ของมวลชนความชัดเจนของมวลชนอารมณ์ของมวลชนเหล่านี้ล้วนแต่
เป็นสง่ิ ทผี่ ้ปู ฏบิ ตั ิงานการนา้ จะต้องให้ความสนใจทุกขณะ...ประชาชนมีแต่ประชาชนเท่าน้ันท่ีเป็นพลัง
ดนั ในการสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์โลก

มวลชนคือวีรชนที่แท้จริงส่วนเราเองน้ันมักอ่อนหัดน่าขันเสมอถ้าไม่เข้าใจข้อน้ีแล้วก็ไม่สามารถได้รับ
แม้กระทั่งความรู้เบื้องต้นมีแต่ตัวแทนของมวลชนเท่าน้ันจึงจะให้การศึกษาแก่มวลชนได้มีแต่เป็น
นกั เรยี นของมวลชนเท่าน้ันจึงจะเป็นครูของมวลชนได้ถา้ ถอื วา่ ตนเป็นนายของมวลชนถือว่าตนเป็นเจ้า
ขุนมูลนายทอี่ ยูเ่ หนอื หวั คนชั้นตา้่ แล้วไมว่ ่าเขาจะมคี วามสามารถเพียงใดก็ไม่เป็นท่ีต้องการของมวลชน
และงานของเขากจ็ ะไม่มีอนาคตมวลประชาชนมีพลังสร้างสรรค์อันไม่มีท่ีสิ้นสุดพวกเขาสามารถจัดต้ัง
กันขึน้ แล้วยาตราทบั ไปสทู่ ุกหนทุกแห่ง

จะเหน็ วา่ เหมาเจอ๋ ตงได้นําทฤษฎีทางการเมืองมาใช้ในลกั ษณะท่ีเข้าใจประชาชนอย่างแท้จริง
ซ่ึงในช่วงนั้นเป็นการง่ายต่อการเผยแพร่แนวคิดได้อย่างรวดเร็วและสิ่งหน่ึงที่เหมาคิดว่าเป็นพลังที่
สาํ คญั ในการปฏิวัติก็

คือ แพลังมวลชนซึ่งรวมไปถึงชาวไร่ชาวนาและกรรมกรซ่ึงเหมาเรียกรวมๆว่าชนช้ันกรรมาชีพซ่ึง
บุคคลเหล่านี้คือกลุ่มท่ีจะได้รับสิทธิอย่างเต็มที่จะเห็นได้ว่าเหมาให้ความสําคัญอยู่ที่ชนช้ันกรรมาชีพ
เป็นหลกั

รักของเราเปน็ นกั เผด็จการประชาธิปไตยของประชาชนน้าโดยชนช้ันกรรมกรและมีพันธมิตรกล่าวคือ
กรรมกรและชาวนาเป็นรากฐานเผด็จการนี้มีไว้เพื่อจุดประสงค์อะไรหน้าที่ประการแรกของเผด็จการ
ดังกลา่ วนคี้ อื ปราบปรามชนชั้นปฏิกิริยาแนวคิดแบบปฏิกิริยาและบรรดานักขูดรีดท่ีต่อต้านการปฏิวัติ
สงั คมนยิ มภายในประเทศ...ประการท่ีสองคอื ปกป้องประเทศจากการลม้ ลา้ งและรกุ รานที่อาจเกิดมีข้ึน

๑๐๖

ได้โดยศัตรูจากภายนอกประเทศเผด็จการของเราเราคือเผด็จการประชาธิปไตยประชาชนน้าโดยชน
ช้ันกรรมกรและมีพันธมิตรกล่าวคือกรรมกรและชาวนาเป็นรากฐานในหมู่ประชาชนเราใช้ระบบ
ประชาธปิ ไตยและใช้ชนช้ันกรรมกรรวมพลังกับประชาชนผู้มีสิทธิในความเป็นพลเมืองซ่ึงในเบื้องแรก
น้ีหมายเอาชนช้ันชาวนาแล้วใช้อ้านาจเผด็จการกับชนชั้นปฏิกิริยาปราบปรามแนวคิดแบบปฏิกิริยา
และพวกท่ตี ่อต้านการเปล่ยี นแปลงสังคมไปสู่สังคมนิยมและท้าตัวเป็นปรปักษ์ต่อการก่อต้ังสังคมนิยม
การมีสิทธิในความเป็นพลเมืองน้ีในทางการเมืองหมายถึงการมีสิทธิในเสรีภาพและสิทธิใน
ประชาธปิ ไตยแต่ว่าเสรีภาพทกี่ ล่าวมาน้เี ปน็ เสรภี าพภายไตก้ ารนา้ ส่วนประชาธิปไตยที่กล่าวถึงน้ีก็เป็น
ประชาธิปไตยภายใต้การชี้น้าที่รวมศูนย์...ประชาธิปไตยและเสรีภาพต่างเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กันไม่ใช่ส่ิง
สมบรู ณ์ตา่ งกเ็ ป็นสง่ิ ทเี่ กดิ ข้นึ และพฒั นาไปตามเงอื่ นไขทางประวัติศาสตร์

เผด็จการประชาธิปไตยประชาชนใช้วิธีการสองวิธีคือส้าหรับศัตรูเผด็จการน้ีจะใช้วิธีเผด็จการ c
กล่าวคือในช่วงระยะเวลาหนึ่งท่ีจ้าเป็นคนเหล่านี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง
พวกเขาจะถกู บงั คบั ให้ปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐบาลประชาชนถูกบังคับใช้แรงงานและเปล่ียนแปลง
ตวั เองให้เป็นคนใหม่ในระหว่างการใช้แรงงานน้ันส้าหรับประชาชนทุกอย่างตรงกันข้ามเผด็จการนี้จะ
ไม่ใช้วิธีบังคับหากแต่จะใช้วิธีแบบประชาธิปไตยกล่าวคือประชาชนจะได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมเชียร์
กรรมทางการเมืองและแทนที่จะบังคับให้ประชาชนท้าส่ิงน้ีส่ิงน้ันก็ให้ใช้วิธีการศึกษาและโน้มน้าวใจ
แบบประชาธิปไตยการให้การศึกษากันเองในหมู่ประชาวิธีการพื้นฐานของการให้การศึกษากันเองนี้
ไ ด้ แ ก่ ก า ร วิ พ า ก ษ์ แ ล ะ วิ จ า ร ณ์ ต น เ อ ง

107

84

การฉอ้ ราษฎร์บังหลวงและการสรุ ุ่ยสุร่ายเปน็ อาชญากรรม

การปกครองแบบระบบคอมมิวนิสต์น้ันสิ่งสําคัญก็คือการทําให้ทุกคนมีความเป็น อยู่เสมอภาคกันในทุกระดับและการ
เสมอภาคกันนี้ก็อยู่ในระดับนั้นๆผลผลิตท่ีสร้างข้ึนมานั้นรัฐจะต้องแจกจ่ายตามความจําเป็นของแต่ละคนและตาม
ความสามารถของแตล่ ะคน“จากแตล่ ะคนตามความสามารถแต่แกล่ ะคนตามผลงาน”

การฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้นเป็นส่ิงต้องกําจัดออกไปประเทศชาติประชาช นที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาล
คอมมิวนสิ ตจ์ ีนจะต้องอยูอ่ ย่างประหยดั และไมส่ ุร่ยุ สุร่ายประเทศชาติจึงจะพัฒนาไปได้เหมากล่าวว่า

จะต้องให้ผปู้ ฏบิ ตั งิ านและประชาชนทง้ั ปวงคา้ นึงอยู่เสมอว่า ประเทศเราเปน็ ประ เทศสังคมนิยมท่ีใหญ่โตประเทศหน่ึง
แต่ก็เป็นประเทศยากจนท่ีล้าหลังทางเศรษฐกิจ ทั้งน้ีเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่มาก การท่ีจะให้ประเทศของเราเข้มแข็ง
ไพบูลย์ข้ึนได้นั้น จ้าเป็นต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการต่อสู้อย่างทรหดอดทน เราท้ังต้องปฏิบัติตามเข็มมุ่งในการสร้าง
ประเทศด้วยความขยันและมัธยัสถ์ท่ีให้เข้มงวดกวดขันในการประหยัดและคัดค้ านการสุรุ่ยสุร่ายประเทศของเรานั้น
หนึ่งต้องประหยัด สองต้องมัธยัสถ์ อย่าได้เกียจคร้านอยากได้ฟุ่มเฟือย ความเกียจคร้านน้าไปสู่ความเส่ือมโทรม จึง
เปน็ ส่ิงท่ไี มด่ ีรายการจา่ ยการคลังควรยึดถอื เขม็ มุ่งที่ให้ประหยัดควรใช้เจ้าหน้าที่รัฐบาลทุกคนเข้าใจ ว่า การฉ้อราษฎร์
บังหลวงและการสุรุ่ยสุร่ายเป็นอาชญากรรมขั้นอุกฤกษการประหยัดทุกอีแปะ เพ่ือสงครามและภารกิจการปฏิวัติและ
เพ่อื งานสรา้ งสรรคเ์ ศรษฐกิจของเราน้นั เป็นหลักการของระเบียบการบัญชีของเราต้องคัดค้านท้าลายหรือใช้ปัจจัยการ
ผลิตและปัจจัยการครองชีพอย่างสุรุ่ยสุร่ายอย่างเด็ดเดี่ยว คัดค้าน การกินการดื่มอย่างไม่อั้น และสนใจการประหยัด
จะตอ้ งดา้ เนินการปฏิวตั อิ ยา่ งประหยดั มัธยสั ถ์85

ประชาชนจนี ต้องมคี วามมงุ่ ม่ัน

ในทัศนะของเหมานั้น เขาเห็นว่าประเทศจนี และพรรคคอมมวิ นิสตจ์ ีนเท่านั้น ท่ีจะสามารถก่อประโยชน์ให้แก่
ชาวโลกได้เช่นเดียวกันลัทธิอ่ืนๆ เขามีความเช่ือมั่นว่า ไม่มีลัทธิและการปกครองแบบไหนท่ีจะดีไปกว่าระบบ
คอมมิวนิสต(์ Communism) เหมาตระหนักถึงความรับผิดชอบของประชาชนชาวจีนในการมีส่วนร่วมในการสร้างโลก
เหมาต้องการสร้างแนวคิดร่วมทางการเมืองเพ่ือให้คนจีนเห็นความสําคัญของการปกครองระบบน้ี เขากล่าวว่า
“ประเทศจนี ควรที่จะสร้างคุณปู การค่อนข้างมากแก่มนุษย์ชาติ” นอกจากนั้นแล้วเมาได้พยายามปลุกระดมให้คนจีนมี
ความกล้าหาญในการพัฒนาประเทศชาติและปกปูองประเทศของตนเอง ซึ่งเป็นนโยบายท่ีจะสอดคล้องกับการพัฒนา
ระบบคอมมวิ นสิ ตอ์ ย่างดซี ึ่งเหมาไดก้ ลา่ วเอาไวด้ ังน้ี

84สมภาร พรมทา. ปรัชญาสังคมและการเมือง. (กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั ,๒๕๓๙). หน้า ๗๖ – ๗๗.
85เหมา เจ๋อ ตง.คาคม คมคาเหมา เจอ๋ ตง. หน้า ๕๗ – ๖๐.

108

เราประชาชาติ จีนจิตใจที่หาญท้าศึกล้างเลือดกับศัตรูของคนจนถึงท่ีสุด มีความตัดสินใจในเชิงเอาดินแดนและเกียรติ
ศักด์ิ ของชาติท่ีสูญเสียไปกลับคืนมา บนรากฐานแห่งการพึ่งตนเอง และมีความสามารถที่จะสร้างตนเองขึ้นใน
ท่ามกลางนานาประชาชาติทั่วโลก คนจีนต้องมีจิตใจมุ่งมั่น เราควรจะให้การศึกษาแก่ทุกๆคน ทั้งท่ีอยู่ในเมืองและ
ชนบทท่ัวประเทศ ให้มเี ป้าหมายยาวไกลมีจิตใจมุ่งม่ัน ประชาชนจีนจะมองเห็นได้ว่า เมื่อใดที่ชะตากรรมของประเทศ
จนี กลุม่ อยูใ่ นก้ามือ ของประชาชนเองเมื่อนั้นประเทศจีนก็จะเหมือนดังดวงตะวันท่ีโผล่ขึ้นท่ีของฟ้าเบื้องบูรพาทิศ ทอ
แสงอนั เจิดจ้าไปทั่วพนื้ พภิ พ ช้าระสะสางส่ิงโสโครกที่รัฐบาลปฏิกิริยาเหลือค้างไว้นั้นให้หมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว รักษา
บาดแผลสงครามให้หายสนิทและสร้างสาธารณะรัฐประชาชนที่ใหม่เอ่ียมและเข้มแข็งไพบูลย์สมช่ือ เข็มมุ่งของเราคือ
ต้องศึกษาข้อดีของทุกๆชาติทุกๆประเทศ ทุกอย่างท่ีดีจริงๆ ไม่ว่าในทางการเมืองเศรษฐกิจวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
วรรณคดีหรือศิลปะ ล้วนตอ้ งศึกษาทั้งนั้น แต่ต้องศึกษาอย่างมีการวิเคราะห์และวิพากษ์ จะศึกษาอย่างหลับหูหลับตา
ไม่ได้จะลอก แบบมาท้งั หมดเอามาท้ังดุ้นไมไ่ ด้แน่ล่ะ ข้อด้อย ข้อบกพร่องของเขานั้นอย่าไปศึกษา86

อนาคตน้ันรุ่งโรจน์ แต่หนทางน้ันคดเคี้ยว เบ้ืองหน้าเรายังมีความยากล้าบากอีกมาก จะมองข้ามไปเสียไม่ได้ เมื่อเรา
สามัคคีประชาชนทั้งปวง ใช้ความพยายามร่วมกันแล้วก็จะสามารถขจัดความยากล้าบาก นานัปการ และบรรลุ
จดุ มงุ่ หมายแห่งชยั ชนะ ได้อย่างแน่นอน เราตอ้ งนา้ สภาพการท่ี ก้าวหน้า ของโลกและอนาคตอันรุ่งโรจน์ น้ีไปโฆษณา
ต่อประชาชนเสมอๆ เพ่อื ให้ประชาชนเกิดความม่นั ใจในชยั ชนะ

ขณะท่ีเมฆทะมึนปรากฏข้ึนบนท้องฟ้า เราก็ได้ชี้ให้เห็นว่านั่นเป็นปรากฏการณ์ช่ัวคราวเท่าน้ันเอง ความมืดก้าลังจะ
ผ่านพ้นไป แสงอรุณร่้าไร อยู่เบื้องหน้าแล้วใน ยามยากล้าบาก สหายของเราต้องมองเห็นผลงาน ต้องมองเห็นความ
สวา่ ง และต้องปลุกใจของเราให้กล้าย่ิงข้ึน

ในการต่อสู้ทางสังคม การท่ีอิทธิพลท่ีเป็นตัวแทนชนชั้นที่น้าหน้าต้องประสบความ พ่ายแพ้ บ้างในบางครั้งน้ัน หาใช่
เพราะความคดิ ไม่ถูกตอ้ ง ไมห่ ากเป็นเพราะในดุนก้าลังแห่ง การต่อสู้นั้น อิทธิพลฝ่ายน้าหน้ายังสู้อิทธิพลฝ่ายปฏิกิริยา
ไมไ่ ด้เปน็ การชวั่ คราวดงั นั้นจึงต้อง ประสบความพ่ายแพ้เป็นการชั่วคราว แต่อย่างไรเสียสักวันหน่ึงข้างหน้า ก็จะต้อง
ชนะจนได้

ทศั นะทางการเมอื งที่ไมถ่ ูกตอ้ งกเ็ ท่ากบั ปราศจากวญิ ญาณ

การเมืองในทัศนะของเหมาหมายถึงชีวิตท้ังชีวิต การเมืองท่ีดีจะต้องมีการตระเตรียม ท่ีดีเช่นกัน การพัฒนามนุษย์ให้
ดําเนินชีวิตไปอย่างมีคุณค่านั้นต้องมีการตั้งเปูาหมายทางการเมืองที่ชัดเจน และต้องสามารถดําเนินชีวิตไปตาม
กระบวนการท่ีได้ตั้งเอาไว้“งานการเมืองที่ปฏิวัติอันเข้มแข็งเป็นปัจจัยสําคัญย่ิงท่ีทําให้เรารบชนะข้าศึก”ดังนั้นถ้า
ปราศจากทัศนะทางการเมือง ที่ถูกต้องแล้ว ก็ไม่ต่างไปจากคนที่ปราศจากวิญญาณซ่ึงไม่เกิดประโยชน์อะไร การมอง

86เร่อื งเดยี วกัน. หนา้ ๖๑ - ๖๓.

109

การเมอื งทผี่ ดิ พลาดผลที่ตามมากค็ ือการนาํ ประเทศไปส่คู วามหายนะน่นั เอง เหมาได้ให้ข้อคิดว่าการที่จะสามารถทําให้
นโยบายประสบผลสําเร็จได้ต้องอาศัยการโฆษณา ความถูกต้องของระบบสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ ในชนช้ัน
กรรมกร การให้การศกึ ษาทด่ี ีแก่ชาวนาและมวลชนอ่นื ๆ อยา่ งเหมาะสมและถูกโอกาส จึงสามารถเอาชนะศัตรูได้ น้ันก็
หมายความวา่ ทัศนะทางการเมอื งของผู้ทีจ่ ะนาํ ไปเผยแผน่ ้ันต้องถูกต้อง เขา้ ใจอย่างชัดเจน

เหมาไดก้ ล่าวอยู่เสมอว่า พ้ืนฐานทางการเมืองจริงๆ น้ันไม่ได้อยู่ ท่ีต้องนําไปให้คนชั้นสูงได้ศึกษา แต่หากนําไปเผยแผ่
แกช่ าวนากรรมกรจงึ จะไดผ้ ลดีและสามารถ นาํ มาปฏิบตั ใิ ห้อย่างเตม็ ที่ “หน้าที่พ้นื ฐานทางการเมืองคืออบรมชาวนาให้
มคี วามคดิ สังคมนิยมและวจิ ารณ์ความโน้มเอียง (ผลเสีย) ของทุนนิยมอยู่เสมอ”87

สง่ เสรมิ การใช้ วิ ภาษาวิธี

วิภาษาวธิ ี( dialectic ) ในความหมายของเฮเกล ( Hegel )นักปรชั ญาชาวเยอรมัน เรียกว่า ปติพัฒนาการ ถือว่าความ
เป็นจริงมีแต่จิตสมบูรณ์ ( Absolute mind )ดวงเดียวซึ่งไม่มีวันอยู่นิ่งแต่จะต้องพัฒนาไปโดยมีการขัด แย้งภายใน
ตัวเองเรอื่ ยไปเป็น ๓ ภาวะคือ

๑. ภาวะพ้ืนฐาน ( thesis )

๒. ภาวะแย้ง ( antithesis )

๓. ภาวะสงั เคราะห(์ synthesis)

เรียกว่าปฏิพัฒนาการก็เพราะว่าต้องพัฒนาโดยการขัดแย้งเมื่อถึงภาวะสังเคราะห์ได้ครั้งหน่ึง จิต จะก้าวหน้า ไป ขั้น
หนง่ึ ซงึ่ กจ็ ะเป็นภาวะพ้ืนฐาน ของขั้นตอนไปทันที และจะปฏิ พฒั นา เช่นน้ี เรอ่ื ยไปอยา่ งไมม่ วี ันส้นิ สดุ 88

ในลัทธิมาร์กซิสต์ ( Marxism ) ซ่ึงนําเสนอโดยคาร์ล มาร์ค ( Marx Karl )ลัทธิน้ีถือว่าสังคมไม่ว่าจะอยู่ณที่ใดและใน
เวลาใดจะต้องมีระบบการผลิตรูปใดรูปหนึ่ง ระบบการผลิตท่ีว่านี้จะก่อให้เกิดระบบสังคมการเมืองและวัฒนธรรมท่ี
สอดคล้องกันกับระบบการผลิตของสังคมน้ัน ระบบการผลิตย่อมพัฒนาไปตามกาลเวลาและระบบสังคมก็น่าจะ
เปล่ียนไปเพื่อให้สอดคล้องกัน แต่ฝุายเจ้าของป๎จจัยการผลิตซึ่งจะเป็นผู้ครองอํานาจรัฐด้วยมักจะขัดขืนไม่ยอม
เปล่ียนแปลง แต่จะใช้อํานาจรัฐปกปูองผลประโยชน์ของตนเองในสังคมระบบเดิม จึงเกิดการต่อสู้เพ่ือเปลี่ยนระบบ
สังคม ระหว่างผู้ได้เปรียบคือเจ้าของป๎จจัยการผลิตกับผู้เสียเปรียบคือผู้ใช้แรงงาน การต่อสู้ที่ว่าน้ีเรียกว่าการต่อสู้
ระหว่างชนชั้น( Class Struggle ) มาร์ค ถือว่าประวัติศาสตร์ของสังคมก็คือประวัติศาสตร์การต่อสู้อันน้ี… ความ
ขัดแย้งระหว่างระบบการผลติ ท่คี ่อยๆ พฒั นาข้นึ ใหม่กบั ระบบสังคม ที่เป็นผลของระบบการผลิตเดิม เป็นความขัดแย้ง
ท่ีแตกหน่อขึ้นในสังคมน่ันเองและค่อยๆเพ่ิมปริมาณความรุนแรงข้ึน จนกระทั่งก่อให้เกิดสังคมใหม่ซ่ึงต่างจากสังคม
เดิมในดา้ นคุณภาพ ไมใ่ ชป่ ริมาณ

87เรอื่ งเดียวกนั . หนา้ ๙๓.
88ราชบัณฑติ ยสถาน. พจนานุกรมศพั ทป์ รัชญาองั กฤษ – ไทย.(กรงุ เทพฯ: อมรินทร์พร้ินต้ิง กรุ๊ฟ, ๒๕๓๒). หนา้ ๒๙.

110

ในลัทธิมาร์ค จึงถือว่าเป็นระบบสังคมนิยมแบบหน่ึงเพราะเช่ือว่าเม่ือสังคมพัฒนาจนถึงจุดสูงสุดสมบูรณ์ที่สุดแล้ว
ปัจจยั การผลติ กจ็ ะเป็นของส่วนรวมความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างเจ้าของปัจจัยการผลิตกับผู้ใช้แรงงานก็จะหมด
ไปความขดั แยง้ อน่ื อนั เป็นความขัดแยง้ รองกจ็ ะหมดไปด้วย นักก็จะค่อยๆสลายไปเพราะในลัทธิมาร์คน้ัน นับเป็นเพียง
เคร่อื งมอื ของเจ้าของปจั จัยการผลิตทจ่ี ะรกั ษาผลประโยชนข์ องตนไว้เทา่ นัน้ 89

ในทัศนะของเหมา สังคมประวัติศาสตร์ของมนุษย์ก็คือสังคมแห่งการต่อสู้เท่านั้น สังคมหน่ึงจะมีลักษณะ
ขัดแย้งกนั อยเู่ สมอในลักษณะสร้างสรรค์ไปเร่ือย จากการขัดแย้งสิ่งหน่ึงที่จะเกิดสิ่งหนึ่งขึ้น ในเม่ือสังคมมีลักษณะเป็น
๒ ส่วนคอื เจา้ ของทรัพยส์ นิ และผ้รู ับใช้ สงั คมกจ็ ะต้องเกิดการขัดแย้งตลอดเวลาสังคมจีนในยุคนั้นก็เป็นเช่นน้ี เหมาได้
ทาํ ทฤษฎีของคานมาร์ค มาใช้ปฏบิ ัตกิ ารซง่ึ ผลปฏบิ ตั นิ ้ัน ได้ผลอย่างน่าต่ืนเต้นและ ทําให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงคร้ัง
ใหญ่ ประเทศแรกที่นํามาใชก้ ็คือสหภาพโซเวียต เม่ือผลเกิดข้ึนอย่างน่าพอใจเช่นนี้เหมาจึงเช่ือว่า มีแต่ลัทธิสังคมแบบ
คอมมิวนิสต์เท่านั้นท่ีจะทําให้ ความหวังของเขาเป็นจริงทําให้จีนเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน เหมา จึงได้แนวทฤษฎีนี้มา
ปฏิบัติจริง ส่ิงหน่ึงท่ีสําคัญที่จะต้องดําเนินการและมีผลท่ีน่าพอใจตามมา ก็คือ การศึกษา วิภาษา วิธี(ภาวะความ
ขัดแยง้ ของสรรพสงิ่ ในโลกน้)ี

เหมาเช่ือว่า ภาวะความขัดแย้งมีอยู่ ๓ ระดับ ตามทฤษฎีของเฮเกล นั่นก็คือ ภาวะพื้นฐาน ซึ่งก็คือความเป็น
มนุษยท์ ที่ กุ คนมีความต้องการอยู่เสมอ และพยายามทจี่ ะแสวงหาสิ่งต่างๆ เรื่อยไป อย่างไม่มีวันสิ้นสุดต่อมาเม่ือทุกคน
ในสังคมมีความต้องการคล้ายกัน และส่ิงของเหล่า น้ัน มีจํากัดไม่เพียงพอต่อการแบ่งป๎น ก็จะเกิดภาวะความขัดแย้ง
ขน้ึ มา ดาํ เนนิ ไปส่กู ารต่อสู้ แต่ในทัศนะของเหมานั้น ความขัดแย้งท่ีเกิดข้ึนไม่ใช่เฉพาะความต้องการอันเป็นธรรมชาติ
ของมนุษย์เท่าน้ัน แต่หากป๎จจัยหนุนทําให้เกิดก็คือ ความไม่ยุติธรรมในสังคมมนุษย์ต่างหาก ซึ่งหมายถึงเจ้าของ
ทรัพย์สิน เจ้าของท่ีดิน ที่มีมากเกินไป ที่ไม่ยอมให้ใครกับบุคคลผู้ใช้แรงงานของเจ้าของที่ดินเหล่านั้น ซ่ึงแท้จริง
คนทํางานมากก็นา่ จะไดผ้ ลผลติ มากตามตวั

แต่ทกุ อย่างไม่เป็นไปตามนนั้ เจ้าของท่ีดนิ ย่งิ รวยมากข้ึนผู้ใช้แรงงานกับจนลงเรื่อยๆ น่ีคือความขัดแย้งท่ีต้องได้รับการ
ปรับปรุงเพ่ือความเสมอภาค เม่ือเจ้าของท่ีดินถูกกําจัดออกไป สังคมชาวนาและกรรมกรมีอํานาจมากข้ึน สังคมก็จะ
เกิดการเปล่ียนแปลงใหม่ นั่นก็คือการสังเคราะห์ในรูปแบบสังคมใหม่ ก็คือสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ที่เหมาเช่ือว่าจะ
นาํ พาประชาชนไปสู่ความสมบรู ณ์สงู สุดตามทฤษฎีที่คาน มาร์คกล่าวเอาไว้ เม้าท์ได้กล่าวไว้ในการประชุมพรรคหลาย
ครัง้ ดงั น้ี

กฎแห่งความขัดแย้งนี้เองท่ีเหมาน้ามาใช้ในการปลุกระดมให้เกิดความคิดใหม่ๆ แก่ประชาชน “ กฎแห่งความขัดแย้ง
ใน สรรพสิ่ง นัยหนึ่งแห่งความเป็นเอกภาพของด้านตรงกันข้าม เป็นกฎท่ีเป็นมูลฐานท่ีสุดของนิภาษาวิธีวัตถุนิยม
ปรัชญาลัทธิมาร์คเห็นว่า กฎแห่งความเป็นเอกภาพของด้านตรงกันข้ามเป็นกฎมูลฐานของเอกภพ กฎข้อน้ีด้ารงอยู่
ทว่ั ไปทัง้ ในโลกธรรมชาติในสังคมมนุษย์และในความคิดของคนเรา ด้านตรงกันข้ามท่ีขัดแย้งกันนั้นเป็นเอกภพกันและ

89เรอื่ งเดยี วกนั . หนา้ ๖๗ – ๖๘.

111

ก็ต่อสู้กัน และน่ีเองท่ีผลักดันให้สรรพส่ิงเคลื่อนไหวและแปรเปล่ียนไป ความขัดแย้งนั้นด้ารงอยู่ท่ัวไป แต่ว่าเม่ือ
ลักษณะของสิ่งแตกต่างกัน ลักษณะของความขัดแย้งก็ย่อมต่างกันไปด้วย ในส่ิงที่เป็นรูปธรรมไม่ว่าสิ่งใด ความเป็น
เอกภาพของด้านตรงกันข้ามเป็นสิ่งท่ีเงื่อนไข ช่ัวคราว อยู่ในระยะผ่าน ดังน้ันจึงเป็นส่ิงสัมพัทธ์ ส่วนการต่อสู้ระหว่าง
ดา้ นตรงกันขา้ มนน้ั เป็นส่ิงสมบูรณ์

เนอื่ งจากสรรพสงิ่ ในโลกตา่ งก็มีความขัดแยง้ อยู่ในตวั เอง ตา่ งกเ็ ปน็ เอกภาพของด้านตรงกันข้าม ดังนั้น การเคล่ือนไหว
การพัฒนาของแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง จึงล้วนเป็นแบบลูกคล่ืนทั้งสิ้นกระบวนการท้ังปวงล้วนแต่มีการเริ่มต้นและการ
สิ้นสุด กระบวนการท้ังปวงล้วนแต่แปลเปล่ียนไปเป็นส่ิงตรงกันข้ามกับมัน ลักษณะคงตัวของกระบวนการทั้งปวงเป็น
ส่ิงสมั ผสั การแต่ลักษณะแปรปรวนท่แี ปรเปลยี่ นจากกระบวนการหน่งึ เปน็ อีกกระบวนการหนงึ่ น้ันเปน็ สง่ิ สมบรู ณ์

เหตุมูลฐานแห่งการพัฒนาของสรรพส่ิง ไม่ใช่อยู่ท่ีภายนอกของสรรพสิ่งหากอยู่ท่ีภายในของสรรพส่ิง อยู่ที่ลักษณะ
ขดั แย้งภายในของสรรพส่ิง ภายในของส่งิ ใดๆ ลว้ นแต่มลี ักษณะขัดแย้งชนดิ นท้ี ั้งส้ิน ดังนั้น จึงก่อให้เกิดการเคล่ือนไหว
และการพฒั นาของสรรพสงิ่ ลักษณะขัดแย้งภายในของสรรพสง่ิ ชนิดนี้ เปน็ เหตมุ ลู ฐานแห่งการพัฒนาของสรรพสิ่ง ส่วน
ความสัมพนั ธแ์ ละการส่งผลสะเทือนซ่ึงกนั และกันระหว่างสิ่งหนงึ่ กับส่ิงอืน่ ๆ นนั้ เป็นเหตุอันดับสองแห่งการพัฒนาของ
สรรพส่ิง วิธีวัตถุนิยมถือว่าเหตุภายนอกเป็นเง่ือนไขของการเปลี่ยนแปลงเหตุภายในเป็นมูลฐานของการเปลี่ยนแปลง
เหตุภายนอกเกดิ บทบาทโดยผา่ นเหตภุ ายใน

พรรคการเมอื งของประชาชน

ในทัศนะของเหมานั้น พรรคการเมืองควรจะมเี พยี งพรรคเดยี วในท่ีนี้ก็คือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน การพัฒนาประเทศจีน
ในทุกๆดา้ นล้วนเกดิ จากแนวคดิ จากพรรคแทบทง้ั สนิ้ พรรคคือหวั ใจของประชาชน ทุกคน

ต้องเชื่อฟ๎งนโยบายของพรรค และผู้นําพรรค เหมาได้ชี้ให้เห็นว่ามีแต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่าน้ันท่ีจะสามารถทําให้
จีนเป็นปกึ แผน่ มัน่ คง และพัฒนาเทียบเท่ากบั โลกเสรีทว่ั ไป

พรรคคอมมิวนิสต์จีนนํานโยบายทฤษฎีของมาร์ค – เลนิน มาใช้ในความหมายเชิงปฏิบัติและลัทธิน้ีเท่านั้นท่ีเหมาเห็น
วา่ ดีทส่ี ุดเทา่ ทีม่ นษุ ยเ์ คยมีมา มุมมองทเ่ี หมาแสดงใหเ้ ห็นประชาชนเห็นว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนและลัทธิมาร์ค – เลนิน
เท่าน้นั ที่ประเสรฐิ สาํ หรับประเทศจนี จะปรากฏในถอ้ ยแถลงนโยบายต่อพรรคในการประชมุ พรรคและวางแผนนโยบาย
พอประมวลเพ่ือใหเ้ กดิ มมุ มองดงั น้ี

พลังที่เป็นแกนในการน้าภารกิจของเราคือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน รากฐานทางทฤษฎีท่ีชี้น้าแนวความคิดของเราก็คือ
ลัทธิมาร์คซ์ – เลนิน พรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นแกนน้าของประชาชนจีนท่ัวประเทศ หากไม่มีแกนน้าเช่นนี้แล้ว
ภารกิจสังคมนิยมก็จะไม่สามารถได้รับชัยชนะถ้าไม่มีความพยายามของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ไม่มีชาวพรรค
คอมมิวนิสต์จีนเป็นหลักศิลากลางน้าเชียวของประชาชนจีนแล้ว ความเป็นเอกราชการปลดแอกของประเทศจีนก็จะ

112

เป็นไปไม่ได้ การแปลประเทศให้เป็นแบบอุตสาหกรรมและแปรเกษตรกรรมให้เป็นแบบทันสมัยของจีนก็จะเป็นไป
ไมไ่ ด้ด้วย

เราต้องเชอ่ื ฟังมวลชน (เยาวชนทพ่ี กั ตงั้ ขึน้ ) เราควรเช่ือพรรค นี่เป็นหลักทฤษฎีมูลฐาน ๒ ข้อ หากว่าผู้ใดมีความสงสัย
หลกั ทฤษฎี ๒ ข้อนแ้ี ลว้ จะไปท้าอะไรกไ็ ม่ส้าเรจ็ พรรคคอมมิวนสิ ตจ์ นี ซ่งึ ตดิ อาวธุ ด้วยลัทธิมาร์ค – เลนิน ท้ังทางทฤษฎี
และทางความคิด ( การปฏบิ ตั ิ ) ให้เกิด ท่วงท้านองแบบใหม่ขึ้นในหมู่ประชาชนจีนท่ีส้าคัญก็คือ ท่วงท้านองที่ทิดสะดี
ประสานกับการ ปฏิบัติ ท่วงท้านองท่ีสัมพันธ์กับมวลชนอย่างสนิทแน่นแฟ้น และท่วงท้านองที่วิจารณ์ตนเองพรรค
การเมอื งของชนชน้ั กรรมาชพี กต็ ้องคายของเกา่ ( ระบบศักดินา ) และรบั รองใหม่ ( ระบบคอมมิวนิสต์ ) เช่นกัน จึงจะ
คึกคักมีชีวิตชีวา หากไม่ขจัดของเก่าทิ้งเสีย ไม่ดึงดูดรับเอาของใหม่แทน พรรคก็จะไม่มีชีวิตชีวาการท่ีพรรคการเมือง
พรรคหน่ึงจะน้าการปฏิวัติไปสู่ชัยชนะได้นั้นจะต้องอาศัยความถูกต้องแห่งแนวทางการเมืองและความม่ันคงทางการ
จัดตง้ั ของตน

ทฤษฎชี ีน้ าํ ทีถ่ กู ต้อง

พรรคคอมมวิ นิสต์ จีนซึ่งกอ่ ตงั้ โดยเหมา เจ๋อ ตง น้ัน ได้แนวคิดการปฏิวัติมาจากรัสเซีย ซึ่งทฤษฎีของเฮเกลและคาร์ล
มาร์ค น้นั สามารถนาํ มาใชอ้ ยา่ งได้ผลในโลกตะวันออก ซง่ึ ทฤษฎนี ผี้ ู้คิดค้นเป็นชาวตะวนั ตก ( เยอรมนั ) การนําทฤษฎี
น้ีมาใช้เป็นคร้ังแรกก็ประสบผลสําเร็จและสามารถโค่นล้มราชวงศ์ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสแห่งรัสเซียได้ ก็คือ วลาดิ
เมยี ร์ อลิ ยิช เลนนิ หรอื เรยี กวา่ นิโคไล เลนิน และเหมากม็ องเห็นความสาํ เรจ็ อันน้ีจากโซเวียตจึงได้นําแนวทฤษฎีคอม
มวิ นิสมาใชใ้ นประเทศจนี และประสบผลสาํ เร็จเช่นกนั

เหมาจงึ เช่อื ว่า ลทั ธมิ ารค์ – เลนิน เท่านั้นท่จี ะชี้นาํ ประชาชนให้ประสบความสําเร็จในทุกๆ ด้านได้ จึงถือว่าลัทธิมาร์ค
– เลนิน เป็นสิ่งท่ีดีที่สุด “ สายตาของเราไมเ่ พยี งพอ ควรจะอาศัยกลอ้ งส่องทางไกลและกล้องจลุ ทรรศน์

มาชว่ ย วิธีการของลัทธมิ าร์ค – เลนนิ เทา่ นนั้ ก็คือกล้องสอ่ งทางไกลและกล้องจุลทรรศน์ในทางการเมอื งและ
ในทางทหารนัน่ เอง”90

ลทั ธิมารก์ ซ์ทเ่ี หมาเห็นวา่ เหมาะสมด้วยประการท้ังปวงในการนํามาปฏิวัติจีนนั้น ล้วนเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการต่อสู้ของ
ชนช้ันกรรมาชีพท่ัวโลกท้ังส้ิน เหมากล่าวไว้ในการประชุมพรรคเม่ือวันท่ี ๒๔ เมษายน ๑๙๔๕ ท่ีว่าด้วยรัฐบาลรวม
ตอนหนึ่งว่า “ เม่ือสัจธรรมท่ัวไปแห่งลัทธิมาร์ค – เลนิน ซ่ึงสะท้อนถึงการต่อสู้ปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก
ได้ประสานกับการปฏบิ ตั ทิ ่ีเป็นรูปธรรมแห่งการต่อสู้ปฏิวัติของชนช้ันกรรมาชีพและมวลประชาชนอันไพศาลของ
จนี เข้ากก็ ลายเป็นอาวธุ ท่รี บท่ีไหนชนะทนี่ ่ันของประชาชนจีน”91

90เหมา เจอ๋ ตง. คาคม คมคาเหมา เจ๋อ ตง. หนา้ ๑๐๗.
91เรอ่ื งเดยี วกัน. หน้า ๑๐๗.

113

ลัทธมิ าร์กซ์ในมุมมองของนกั เสรปี ระชาธปิ ไตยอาจจะเป็นลักษณะสังคมแบบยูโทเปีย ( Utopia ) คือสังคมของนักเพ้อ
ฝ๎นที่ไม่สามารถจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพราะว่าสังคมคือรัฐแบบยูโทเปียน้ันนักปรัชญาบางพวกกล่าวว่าในทาง
ปฏบิ ัตไิ มส่ ามารถจะเปน็ ไปได้จรงิ และเปน็ สงั คมเพ้อฝ๎นมากกว่า92 แต่สําหรับเหมา แล้ว ลัทธิมาร์กซ์ไม่ใช่สังคมแบบยู
โทเปยี ดังทก่ี ล่าวมา หากแตส่ ังคมทส่ี ามารถนํามาปฏบิ ตั ใิ ห้เป็นรูปธรรมได้ เขากล่าวว่า

ลัทธมิ ารก์ ซจ์ ะตอ้ งพัฒนาไปขา้ งหนา้ อยา่ งแนน่ อน ตอ้ งพฒั นาไปตามการคลีค่ ลายขยายตัวของการปฏิวัติจะหยุดอยู่กับ
ท่นี ้นั หาได้ไม่ ถ้าหยุดน่ิงเป็นแบบนั้นอยู่เรื่อยๆ แล้ว ก็จะไร้ชีวิตชีวา แต่หลักการพ้ืนฐานของลัทธิมาร์คก็ฝ่าฝืนไม่ได้ถ้า
ฝา่ ฝนื แล้ว ( ซง่ึ เปน็ เร่ืองทไี่ ม่สามารถน้ามาพิสจู น์ทางผัสสะได้ ) โดยถือวา่ ลัทธมิ ารค์ เป็นสิง่ ตายด้าน นั้นคือลัทธิคัมภีร์ (
ยึดต้ารามากกว่าความจรงิ ) การปฏิเสธหลักการพ้นื ฐานของลทั ธิมารก์ ซ์ ปฏเิ สธสจั ธรรมท่ัวไปของลัทธิมาร์กซ์ นั้นก็คือ
ลทั ธแิ ก้ ( Revisionism)

( ลัทธิแกท้ ่ีเหมากล่าวถงึ น้นั หมายถึง ลัทธิท่ไี มเ่ ปน็ ไปตามอุดมคตขิ องลทั ธคิ อมมิวนิสต์ท่ีแท้จริง เม้าท์เรียกอดีตสหภาพ
โซเวียตท่ีม่งุ เนน้ ไปในทางทนุ นยิ มไม่รกั ษาอุดมการณเ์ ช่นกบั จนี – ผู้เรียบเรยี ง )

พวกเราชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่ปิดบังอ้าพรางความคิดเห็นการเมืองของตนมาแต่ไหนแต่ไร หลักนโยบายในอนาคต
หรือหลักนโยบายสงู สดุ ของเราคอื ผลักดนั ให้ประเทศจีนเขา้ ส่สู งั คมนิยมและสังคมคอมมิวนิสต์ น่ีเป็นส่ิงท่ีแน่นอนและ
ไมพ่ ึงต้องสงสัยเลย ช่ือของพักเราและโลกทัศน์ลัทธิมาร์กซ์ของเรา ได้บ่งชัดถึงอุดมคติสูงสุดในอนาคตอันรุ่งโรจน์และ
ประเสรฐิ อย่างสูงสุดจะเปรียบปานได้

ส่วนในความหมายของทฤษฎกี ารเมืองท่ีเหมานํามาปฏิวัติจีนนั้น การปกครองในความหมายเน้นก็คือเผด็จการ (
Dictertor ) เผด็จการน้นั เหมาให้ความหมายเอาไวเ้ ป็น ๒ อย่างคอื เผด็จการท่ีนํามาใช้กับพวกทุนนิยมหรือพวกชนชั้น
ศกั ดินา สาํ หรับชาวนาและกรรมกรนัน้ ใช้ระบบประชาธิปไตย เหมาจึงเรียกเผดจ็ การน้ีว่าเผด็จการของประชาชน

รักของเราเป็นรัฐเผด็จการประชาธิปไตยประชาชนซึ่งน้าโดยชนชั้นกรรมกรและมีพันธมิตรกรรมกรชาวนาเป็น
รากฐาน… เผด็จการประชาธิปไตยประชาชนมีวิธีการอยู่ ๒ วิธีกล่าวคือส้าหรับศัตรูก็ใช้วิธีการเผด็จการ ซึ่งก็คือ ในชั่ว
ระยะเวลาหนึ่งเท่าท่ีจ้าเป็น ไม่ให้พวกน้ีมีส่วนในกิจกรรมทางการเมือง บังคับให้เขาปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐบาล
ประชาชน บังคับใหพ้ วกเขาใช้แรงงานและดดั แปลงใหพ้ วกเขาเป็นคนใหม่ในระหว่างการใช้แรงงาน ส้าหรับประชาชน
ตรงกันข้ามไม่ใช้วิธีการบังคับ แต่ใช้วิธีการประชาธิปไตยซึ่งก็คือ ต้องให้พวกเขามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง
ไม่ใชบ่ ังคับให้เขาท้าอย่างน้อี ย่างนน้ั หากตอ้ งดา้ เนนิ งานให้การศึกษาและจงู ใจพวกเขาดว้ ยวธิ ีประชาธิปไตย93

ทฤษฎีวา่ ด้วยการต่อสู้

92ราชบณั ฑติ ยสถาน. พจนานุกรมศพั ท์ปรัชญาองั กฤษ – ไทย. หนา้ ๑๑๘.
93เหมา เจอ๋ ตง. คาคม คมคาเหมา เจอ๋ ตง. หนา้ ๑๑๐ – ๑๑๑.

114

บทเริ่มต้นแห่งการต่อสู้ทางการเมืองของเหมาเจ๋อตง เม่ือ ค.ศ ๑๙๑๑ ในขณะท่ีเขาเป็นนักศึกษาในช่วงแรกน้ันเหมา
เข้าร่วมอุดมการณ์เพื่อล้มล้างราชวงศ์แมนจู หลังจากการล้มสลายของราชวงศ์แมนจูแล้ว แทนท่ีประเทศจีนจะเกิด
ความสงบสขุ แตห่ ากเพราะการแก่งแย่งของบรรดาขุนศึกท้ังหลายทําให้ประเทศจีนไม่สามารถที่จะพัฒนาไปได้อย่างที่
เหมาได้คิดเอาไว้ ความแตกแยกในชาติก็เร่ิมชัดเจนในยุคของเหมาและเจียงไคเช็ค ซึ่งเหมายึดทฤษฎีตามแนวคิดของ
ลทั ธิมารค์ - เลนนิ โดยมสี หภาพโซเวียตหนนุ หลงั เหมาต้องการท่ีจะสรา้ งประเทศจีนดว้ ยระบอบคอมมิวนิสต์ ส่วนเจียง
ไคเช็ค หรือพรรคก๊กมินต๋งั นนั้ เปน็ ระบบเสรีประชาธิปไตยต้องการสร้างประเทศแบบเสรีประชาธิปไตย โดยมีอเมริกา
หนุนหลงั อยู่ การต่อสู้ทั้งทางกาํ ลงั ทหารและกําลังความคิดได้เร่ิมข้ึน การต่อสู้ใช้เวลาท้ังสิ้น ๒๘ ปี โดยเร่ิมต้ังแต่เหมา
เร่ิมเป็นทหารคร้ังแรกและก่อต้ังพรรคในปี ค.ศ ๑๙๔๙ ช่วงแห่งการต่อสู้ท่ีใช้ระยะเวลา อันยาวนานนี้ โดยเฉพาะ
กองทัพของเหมาซ่ึงเรียกว่า “กองทัพแดง”( Red Army )ได้ รับผลกระทบมากที่สุดท้ังด้านกําลังคนและกําลังอาวุธ
แต่ความตั้งใจอันแน่วแน่ของผู้นําคือเหมานั้น ทําให้กองทัพแดงได้รับชัยชนะในท่ีสุด อาวุธท่ีเหมานํามาใช้จนสามารถ
รบชนะก็คือพลังมวลชน ซ่ึงประกอบด้วยชาวนาและกรรมกร ซึ่งเหมาเรียกว่าชนชั้นกรรมาชีพการท่ีไมาสามารถรบ
ชนะโดยอาศยั มวลชนเป็นแนวร่วมน้ี เหมาได้ใช้ยุทธวิธีที่ยากนักคนอ่ืนจะทําได้ย่อมเป็นที่ยอมรับว่า จะต้องมียุทธวิธีท่ี
ดเี ยย่ี มตลอดถงึ การนํามาใช้ให้ถกู กาลเวลาด้วย ปจ๎ จัยหน่ึงท่ีทําให้เหมาประสบผลสําเร็จก็คือ การศึกษาประวัติศาสตร์
จีนอยา่ งทะลุปรโุ ปร่ง มองออกว่าอะไรคอื อะไรนั่นเอง การวางแผนท่ีละเอียดรอบคอบ ทะลุทะลวงข้าศึกอย่างเด็ดขาด
ทําให้เหมาได้รับชัยชนะในที่สุดยุทธวิธีการต่อสู้ของเหล่านั้นยึดพลังมวลชนช้ันกรรมาชีพเป็นแกน ส่วนนโยบายท่ี
นาํ มาใช้น้ันเหมาเปน็ ผนู้ าํ มาให้สมาชกิ ปฏิบตั ิ เหมาเชื่อว่าการเข้าถึงประชาชนคือชาวนาและกรรมกรซ่ึงเป็นกําลังหลัก
ส่วนใหญ่ของประเทศน้ันจะทําให้ประสบผลสําเร็จในการปกครองประเทศจีนได้ “ชาวนาคือกําลังพ้ืนฐานของชนชั้น
กรรมาชีพตามหมู่บ้านจะต้องสนับสนุนหน่วยจรยุทธ และแผ่ขยายกําลังให้กว้างขวางออกไป ยิ่งกว่านี้พรรคจะต้อง
พัฒนากองทัพแดงและแผ่ขยายฐานที่มัน่ โซเวียตได้เปน็ ปกึ แผน่ ม่ันคงและกวา้ งขวางออกไป”94

นโยบายยุคแรกๆในคราวประชุมคร้ังที่ ๖ เมื่อวันท่ี ๑๙ มิถุนายน ๑๙๒๘ ที่กรุงมอสโคว์ ง้ันก็เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่พรรค
คอมมวิ นิสต์นาํ มาใช้ แม้วา่ บางอยา่ งไดร้ ับการปรับปรุงในภายหลังกต็ าม นโยบายนั้นมที ้ังหมดสิบประการคอื

๑. โค่นลม้ การปกครองของจักรพรรดินิยม

๒. ลิฟท์ธนาคารและวิสาหกิจทุนตา่ งประเทศทัง้ หมด

๓. รวมจีนเข้าเป็นอนั หนงึ่ อันเดยี วกนั และรบั รองสิทธิใ์ นการกาํ หนดตนเองของประชาชาติ ชนชาตสิ ่วนนอ้ ย

๔. คนลม้ รัฐบาลขนุ ศึกก๊กมินตงั๋

94เทอด ประชาธรรม. เหมา เจ๋อ ตงและการปฏิวัตจิ นี . หนา้ ๑๔๕.

115

๕. สถาปนาสภาผูแ้ ทนคนงานชาวนาและทหารขน้ึ เปน็ รปู แบบการปกครอง

๖. ทาํ งานวันละไมเ่ กิน ๘ ชว่ั โมงเพ่ิมค่าแรง แก้ไขป๎ญหาคนว่างงานและประกันสังคม

๗. ลปิ ที่ดนิ ของเจ้าที่ดินท้ังหมดมาจดั สรรให้ชาวนา

๘. ปรบั ปรุงสภาพการดาํ รงชีวติ ของทหาร ใหท้ ด่ี ินและงานแกผ่ ทู้ ่ีเคยเปน็ ทหารมากอ่ น

๙. ยกเลกิ การเกบ็ ภาษอี ัตราสูงมากทง้ั หมดและการประเมินทไ่ี มจ่ ําเปน็ ใหใ้ ชร้ ะบบภาษีทีก่ ้าวหน้า

๑๐. เขา้ เป็นพันธมติ รกับชนช้นั กรรมาชพี ทัว่ โลก และสหภาพโซเวยี ต

กลยุทธ์การต่อสู้ของเหมาน้ัน มีการสร้างดัดแปลงตามเหตุการณ์ท่ีเป็นไปในขณะน้ันอยู่เสมอ แต่ท้ังน้ีก็ไม่ทิ้งชนช้ัน
กรรมาชพี การดําเนินจรยทุ ธท่ีผิดพลาดหลายอย่างทผ่ี นู้ ําพักนาํ มาใชน้ ั้นได้รับการติดอิงจากเหมาอยู่เสมอ ซ่ึงก็เป็นการ
มองการณ์ไกลของเหมาและวสิ ัยทัศนน์ ี้กป็ ระสบผลสาํ เร็จอย่างน่าพอใจ จะเห็นได้จากกรณีที่ผู้นําพรรคด้านโฆษณาจะ
ปฏิบัติคือหลีลีซาน มีหนังสือมาถึงเหมาในเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ ๑๙๒๙ และเหมาไม่เห็นด้วยท่ีจะให้มีการสลาย
กองทัพให้เป็นกองโจรเพอื่ ความอย่รู อดจากการปราบปรามของทางรัฐบาลในขณะน้ัน เม้าท์ได้มีหนังสือถึงหลี่ล่ีซานใน
เดือนเมษายนปีเดียวกัน ซ่ึงข้อความน้ันได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของเหมาอย่างเด่นชัดและนโยบายการต่อสู้เพ่ือให้
ได้มาซึ่งชยั ชนะ และทฤษฎีทเี่ หมานํามาเสนอน้นั เปน็ ทโี่ ดง่ ดังไปทว่ั โลก ดังนี้

การกระท้าเช่นนี้ ( การสลายกองทพั แดงให้เป็นหนว่ ยจรยทุ ธย่อย ) เป็นความคิดท่ีไม่มีทางปฏิบัติได้เลย… เหตุผลก็คือ
( ๑ ) ก้าลังหลังของกองทัพแดงนั้นส่วนใหญ่ทหารมาจากภายนอกมณฑล พื้นฐานท่ีมาจึงแตกต่างกันไปจากพวก
รักษาการแดงซึ่งเป็นคนในท้องถ่ิน( ๒ ) การสลายตัวลงเป็นหน่วยย่อยจะท้าให้การน้าอ่อนแอลงไปไม่สามารถท่ีจะ
แกไ้ ขสถานการณท์ เ่ี ปลีย่ นกับเป็นตรงขา้ มได้ จึงมีแต่จะท้าให้ต้องพ่ายแพ้ ( ๓ ) หน่วยย่อยๆ ท้าให้ข้าศึกแยกย้ายกลับ
เขา้ ทา้ ลายไดโ้ ดยสะดวก( ๔ ) ยง่ิ สถานการณ์เปล่ยี นกลับเปน็ ตรงกนั ขา้ มความต้องการที่จะท้าให้ก้าลังรวมศูนย์กันก็ยิ่ง
มีมากข้ึนและการน้าก็มีแต่จะต้องด้าเนินการต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยว มีแต่การกระท้าดังนี้เท่าน้ันที่เราจะสามารถบรรลุ
ความเป็นเอกภาพในการต่อสู้กับข้าศึก มีแต่ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นประโยชน์เท่าน้ันที่จะสามารถสลายก้าลังลง
ปฏิบัติการแบบจรยุทธ ได้และก็มีแต่สถานการณ์ท่ีเป็นประโยชน์เท่าน้ันที่บรรดาผู้น้าไม่จ้าเป็นต้องอยู่กับทหาร
ตลอดเวลาซึง่ ในเมื่อสถานการณ์เปลยี่ นกบั ตรงกนั ขา้ ม ผนู้ า้ ก็ย่ิงจา้ เป็นตอ้ งอยูก่ บั คนทหารตลอดเวลา

ซึ่งนอกจากแนวคิดที่ไม่เห็นดว้ ยอย่างนี้ของเมาแล้ว เขายังได้อธิบายถึงยุทธวิธีท่ีมีการสู้รบแบบกองโจร (จรยุทธ)เอาไว้
ว่า

116

ยุทธวิธีท่ีเราได้กระท้ากันมาในระหว่างการต่อสู้ ๓ ปีที่แล้วมานี้แตกต่างไปจากยุทธวิธีท่ีได้เคยมีใช้กันมา ไม่ว่าจะเป็น
ในอดตี กาลหรือสมยั ใหมไ่ มว่ ่าจะในจนี หรอื ในทแี่ หง่ ใดจากการใช้ยทุ ธวธิ ขี องเราการต่อสู้ของมหาชนจึงแผ่ขยายออกไป
แต่ละวนั ไมว่ ่าศตั รจู ะมีเขม้ แข็งเพยี งใดกต็ ามกไ็ ม่มีทางปากพวกเราไดเ้ ลย ยทุ ธวธิ ี จรยุทธ ประกอบด้วยหลกั ใหญๆ่ คอื

สลาย ก้าลังลงในหมู่มหาชน เพื่อปลุกเร้ามหาชนและรวมก้าลังเข้ามาเม่ือเวลาจะจัดการกับข้าศึกข้าศึกรุก เราถอย
ขา้ ศกึ หยุดยง้ั เราก่อกวน ข้าศึกกอ่อนแอก้าลัง เราเข้าโจมตี ข้าศึกถอย เราติดตามในเขตแดนที่มีเสถียรภาพ มีรัฐบาล
ปกครองอย่างเป็นอิสระ เราใช้นโยบายรุดหน้าไป ระลอกคล่ืน เมื่อถูกข้าศึกที่มีก้าลังมากติดตาม เราใช้นโยบาย
เคลื่อนไหวเปน็ วง เขา้ ล้อม

ปลุกเรามาหาชนจ้านวนมากท่ีสุดภายในระยะเวลาที่รวดเร็วที่สุดเท่าท่ีจะท้าได้ ด้วยวิธีการท่ีดีที่สุดเท่าท่ีจะเป็นไปได้
ยทุ ธวธิ ีเหลา่ น้ีก็เช่นเดยี วกนั กับการเหวย่ี งแห เราสามารถท่จี ะเหวยี่ งแหใหก้ ว้างออกไปและจะดึงข้ึนมาเม่ือไหร่ก็ได้ เรา
เหวย่ี งแหออกไปใหก้ วา้ งเพอ่ื เอาชนะมหาชนเราดึงกลบั ขึ้นมาเม่ือเวลาจดั การกบั ศัตรู น่ีคอื ยทุ ธวิธีท่ีเราใช้ตลอดเวลา ๓
ปีมาน9ี้ 5

จรยุทธ ในการต่อสู้ของเหมานั้นสามารถนํามาปฏิบัติจนสามารถทําให้ประเทศจีนกลายเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
สมบูรณ์แบบ สิ่งหน่ึงที่เหมาภูมิใจในการต่อสู้อย่างมากก็คือ พลังมวลชนอันเกิดมาจากการรวมพลังการต่อสู้ พลัง
ความคิดจากชาวนาและกรรมกร และเหมาเชื่อว่าวิธีการน้ีจะทําให้ประสบผลสําเร็จได้ แนวคิดของเหมาได้รับการ
คัดค้านจากผู้นําพักหลายคนที่ไม่เห็นด้วย แต่เมาส์ก็ยังยืนยันท่ีจะดําเนินตามวิธีการที่เขาคิดเอาไว้ “ การต่อสู้ในตัว
เมอื งจะตอ้ งดําเนนิ ต่อไปและการนาํ ของชนชน้ั กรรมาชพี กเ็ ปน็ กุญแจดอกเดยี วที่จะนํามาซึ่งชยั ชนะของการปฏิวัติ”96

ยทุ ธวธิ อี กี ส่วนหนงึ่ ก็คือ การต่อสู้ท่ีรูจ้ กั ยืดหยุ่นบางคร้ังเพื่อโจมตีในบางส่วน วิธีการน้ีก็จะทําให้ข้าศึกประมาทได้ง่ายๆ
ซึ่งเหมาก็เคยนํามาใช้ในช่วงท่ีญ่ีปุนเข้ารุกรานประเทศจีน ในการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับพรรคก๊กมินตั๋งของ เจียงไค
เช็ค จนสามารถได้รับชัยชนะในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศจีนก็เป็นฝุายมีชัยชนะในสงครามด้วยในฐานะเป็น
ฝุายพันธมติ ร ตอ่ จากนั้นก็ดําเนินการต่อสู้ใหม่และได้รับชัยชนะในท่ีสุด สิ่งหนึ่งท่ีเหมาเน้นก็คืออย่าพยายามสร้างศัตรู
มากเกินไป ต้องมีเล่ห์เหล่ียมในการทําสงคราม มีจิตวิทยาในการดําเนินการ “ เราอย่าสร้างศัตรูให้มากเกินไปเป็นอัน
ขาด จะต้องอ่อนข้อและผ่อนคลายอาการบ้างในด้านหนึ่งแล้วรวบรวมกําลังไปโจมตีอีกด้านหน่ึง… ในแต่ละขั้นตอน
ทางยุทธวธิ นี ัน้ ตอ้ งรู้จักตอ่ สู้และกต็ ้องรู้จกั การประนปี ระนอมด้วย”97

ความสงสัยอาจจะมีอยู่บ้างว่า เหมาเจ๋อตงก็เปน็ มนุษยธ์ รรมดาคนหน่งึ แต่ทาํ ไมจงึ สามารถรวบรวมปกครองประเทศจีน
ให้เป็นอันหนง่ึ อนั เดียวกนั ได้ ภายใต้ธงแดงสญั ลกั ษณท์ ่านเขียวและห้าดาวแดงก็คงจะไม่แปลกใจนักท่ีว่าทุกคนอาจจะ
สามารถกระทําได้เช่นเดียวกับเหมาเจ๋อตงแต่ว่าส่ิงท่ีคนอ่ืนอาจจะทําได้แต่ว่าอาจจะไม่สําเร็จก็เพราะมีความแตกต่าง

95เร่อื งเดียวกัน. หนา้ ๑๕๐ – ๑๕๒.
96เรื่องเดยี วกัน. หน้า ๑๕๒.
97เหมา เจ๋อ ตง. คาคม คมคาเหมา เจอ๋ ตง. หน้า ๑๒๑.

117

กันตรงท่ีกุศโลบาย ยุทธวิธีในการต่อสู้นั้นเองเขาสามารถเอาชนะศัตรูของพรรคคอมมิวนิสต์ได้นอกจากจะค้านกําลัง
พลแลว้ สิ่งทสี่ าํ คญั ทส่ี ุดก็คือกลยุทธ์ในการตอ่ สู้มีการ พลกิ แพลง

อยู่เสมอจนในที่สุดศัตรูก็อ่อนกําลังลง นโยบายต่างๆที่เหมา นํามาใช้ในการต่อสู้นั้นมีมากมายจะได้นํามาพิจารณา
จาํ นวน ๓๒ ยทุ ธวธิ ดี ังนี้
๑ สุกรเข้ียวพยัคฆ์ทําซึมเหมือนสุกรนอนงาบพยัคฆ์โง่ เป็นยุทธวิธีที่เหมาเจอตุงนํามาใช้อยู่เสมอและทําให้ได้ผลเกิน
คาดนนั่ กค็ อื ทาํ ตัวเป็นสุขก่อนนอนไม่รู้จักเหนื่อยรู้ใต้ ทุกครั้งที่เหมาตกอยู่ในสถานการณ์ท่ีลําบากเหมาเองไม่ชอบการ
หักด้ามพร้าด้วยเข่า ท่ีเป็นการแสดงออกถึงความเป็นผู้มีพลังเพราะเหมาเองก็ตระหนักดีว่าการทําเช่นนั้นจะทําให้
ไดร้ ับบาดเจ็บมากกว่า

เหมาสามารถ ฝุาขวากหนาม กลุ่มผู้นําของพรรคและได้กลายเป็นผู้นําสูงสุดที่สุดในพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ใช่เร่ือง
เก่ียวกับโชคชะตาหากแต่เป็นการแสดงออกถึงความสามารถท่ีมีอยู่ในตัวเหมาเป็นคนรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวยืดหยุ่น
ขณะท่แี กนนาํ บางคนชอบอวดเก่งพอของตนเอง แต่เหมาทําตัวเหมือนสุกรที่ปุวยเป็นโรค ไม่ต้องการช่วงชิงอํานาจกับ
คนอ่ืนสิ่งหน่ึงท่ีเมาชอบทําและถือว่าเป็นงานอดิเรกก็คือการท่ีเหมาได้อ่านหนังสือต่างๆและเขียนบทกวีต่างๆ
โดยเฉพาะบทกวนี ้นั ถอื ว่าเหมาไม่น้อยหนา้ ใครเลยในขณะที่คนอ่ืนอาจจะสนุกสนานร่าเรงิ กับชัยชนะหรืออาํ นาจ

แตเ่ มื่อถึงเวลาทส่ี ุกรจะแผลงฤทธิเ์ ดชออกมาเมา้ ท์กไ็ ด้แสดงให้เห็นว่าเขาคอื พญามังกรผยองในเวลาท่ีกองทัพแดงมีการ
เปล่ียนแปลงโครงสร้างใหม่เอ้าก็รู้ตัวดีว่าถึงเวลาที่จะต้องแสดงบทบาทเสียทีและในการประชุมเม่ือวันท่ี ๑๕ ๑๗
มกราคมค.ศ ๑๙๓๕ ที่ตําบลจึงยืมเอ้าก็ได้กลายเป็นผู้นําพรรคสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจนกระท่ังเหมาถึงแก่
กรรมเมอ่ื วันที่ ๙ กนั ยายนค.ศ ๑๙๗๖ น่เี ปน็ กลยุทธว์ ิธหี นงึ่ ท่ีเหมานํามาใช้อยา่ งไดผ้ ล

๒ เขียนเสือให้วัวกลัว เป็นการทํากร่างสร้างพลัง แกล้งทําเป็นเข้มแข็งเพ่ือตบตาฝุายตรงข้าม ซึ่งสํานวนไทยอาจจะ
เรียกว่า เขียนเสือให้วัวกลัวทิสดีนี้ผู้ปฏิบัติจะต้องมีความกล้าหาญยอม เสี่ยงชีวิต และที่สําคัญก็คือต้องวิเคราะห์
สถานการณ์ให้ดีเสียก่อน บวกลบผลได้เสีย อย่ารอบคอบ เพราะความผิดพลาดในทฤษฎีนี้มีมากกว่าท่ีจะได้ผลใน
ทางบวก

เหมาเจอ๋ ตง นาํ ทฤษฎี ออกมาใช้ในชว่ งทเ่ี ขาศกึ ษาอยใู่ นวิทยาลัยครูที่มณฑลหูหนาน บ้านเกิดช่วงนั้น ขุนศึกทางเหนือ
ซ่ึงเปน็ พวกรฐั บาลถูก กลุม่ อนื่ ๆ ตรี ่นลงมาทางภาคใต้และเดนิ ทางมาถงึ วิทยาลยั ครทู ีเ่ หมาศึกษาอยู่ เมาส์และนักศึกษา
จงึ วางที่จะปกปูองวิทยาลยั ครเู อาไว้ เมาสไ์ ดม้ ีการวางแผนและคาดการณ์เอาไว้แลว้ ว่าทหารกองพลท่ี ๘ นั้นเดินทางมา
ไกลคงไม่มีจิตใจที่จะต่อสู้และต้องการอาศัยช่วงที่พวกเขากําลังประมาท เข้าโจมตีอาวุธท่ีมีอยู่ก็ไม่มากแต่ด้วยความ
ฉลาดทําให้เหมาสามารถยึดกองพลที่ ๘ ได้โดยไมต่ อ้ งเสยี เลอื ดเนอ้ื แมห้ ยดเดยี ว

วิธีการก็ดูง่ายๆ แต่การปฏิบัติน้ันค่อนข้างจะทํายากโดยท่ีเหมาให้นักศึกษาอบล้อมทหารเอาไว้และตะโกนให้ทหาร
มอบตัวโดยมีการยิงปืน ๒ ๓ นัดและมีการจุดประทัดพร้อมเสียงปุูจนทหารรัฐบาลหลงผิดจึงยอมจํานนในท่ีสุดการ

118

แสดงออกของเหมาน้ีแสดงใหเ้ ห็นถงึ แนวคิดการอ่านสถานการณ์ต่างๆได้เป็นอย่างดีซ่ึงถ้าเกิดกรณีไม่เป็นไปตามแผนท่ี
วางเอาไวพ้ ้นรา้ ยกจ็ ะเกดิ ตามมาอยา่ งมหาศาล

๓. เขา้ ป่าตดิ อาวุธ เป็นยทุ ธวิธที เ่ี หมานาํ มาใช้ในชว่ งแหง่ การเดนิ ทางไกล ๒๐,๐๐๐ ล้ีอันลือช่ือ การปฏิวัติจีนใหม่เพื่อ
ล้มล้างการปกครองแบบเก่าน้ันกําลังกองทัพของเหมาไม่สามารถจะต่อกรกับรัฐบาลได้เลยเหมาจึงแนะนําการใช้
กองโจรเขา้ ทําลายรัฐบาลซ่ึงการตัง้ กองโจรน้ันนิยมใช้ปฏิบัติในแถบปุา ซ่ึงการที่จะตั้งได้น้ัน แนวร่วมท่ีสําคัญก็คือพลัง
มวลชนน้องต้องทรงพล พักออก โฆษณาชวนเช่ือเรียกกล่อมให้ประชาชนเกลียดชังรัฐบาลและหันมาสนับสนุนพรรค
คอมมวิ นิสต์จนี และเข้าร่วมกับกองโจรโจมตกี องทหารรฐั บาล

เหมามีความเชื่อมัน่ ในตัวเองสงู โดยช้ีให้เหน็ วา่ การปลกุ ระดมประชาชนให้เขา้ รว่ มตอ่ ตา้ นรัฐบาลนั้นและเข้าปุาติดอาวุธ
ยอ่ มจะสามารถทําลายรัฐบาลได้ในท่ีสุดในช่วงแรกๆผู้นําพรรคไม่เป็นด้วยกับทฤษฎีของเหมาจนถูกรัฐบาลโจมตีถึง ๕
คร้ังเสยี กาํ ลงั มากมายจนเปน็ เหตใุ หต้ อ้ งเดนิ ทางไกลเพือ่ หนกี ารตามลา่ ของรัฐบาล พ่อเหมาได้เป็นผู้นําพรรคสูงสุดแล้ว
เมาส์จงึ ดาํ เนนิ การตามแนวคิดของเขาเองและได้เปล่ยี นมาเป็นการรบแบบจรยุทธ ก่อกวนทหารรัฐบาลและกองทัพปุา
ก็สามารถยึดประเทศจีนได้ทง้ั หมดซงึ่ ใชเ้ วลาเพียง ๒๘ ปี

๔. ปรับแผนตามโอกาส ซ่ึงเป็นยุทธวิธีการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างเฉียบขาดและ ได้ผลสิ่งหนึ่งที่ไมา
สามารถทําได้ดี ก็คือการแก้ไขสถานการณ์จากที่ตกเป็นฝุายเสียเปรียบมาเป็นฝุายได้เปรียบอยู่เสมอในการรบกับ
รัฐบาล เอ้าได้นําแนวคิดน้ีมาใช้ ก็เน่ืองจากท่ีเขาได้ประสบการเกี่ยวกับความเป็นความตายอย่างเหลือเช่ือ และเขาก็
สามารถรอดมาได้ก็เพราะการแก้ไขป๎ญหาเฉพาะหน้าได้ดีน่ันเอง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้เหมามีความมั่นใจในตัวเอง
และแนวทางที่คิดเอาไว้เหมาได้เล่าเอาไว้ว่า เมื่อครั้งที่ยังเป็นทหารใหม่ๆ เขาถูกสายลับของรัฐบาลจับได้พร้อมกัน
สมาชิกคนหนึ่ง โทษก็คือต้องประหารชีวิตสถานเดียวในจํานวนร้อยกว่าคนนั้นมีเหมาคนเดียวท่ีสามารถรอดมาได้
เนอ่ื งจากเหมาเห็นว่าการเอาตัวรอดเป็น เป็นประโยชน์กลัวการตายเพราะในช่วงเวลาน้ันเป็นระยะเวลาท่ีกําลังก่อตั้ง
พรรคและตอ่ สู้กบั รัฐบาล เขาจงึ ติดสินบนทหารทีจ่ บั เขาไป สทู่ ปี่ ระหารดว้ ยเงินเพียง ๑๐ ญวนแต่ผลสุดท้ายทหารเห็น
วา่ มันน้อยเกินไปจึงปฏิเสธ เมาเห็นว่าย่ิงทําให้เขาใกล้ความตายมากขึ้น มีนักปราชญ์กล่าวว่าสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ
เมาก็เชน่ กันเม่อื แผนการแรกไมไ่ ดผ้ ลเขาก็พยายามใช้แผนท่ี ๒ กลา่ วคอื เขาทาํ ใหเ้ ปน็ เหมือนคนที่ตายแล้วทอดอะไรใน
ชวี ิตแสดงอาการหดหใู่ จเปน็ ทสี่ ดุ พอ ทหารไมส่ นไม่ใส่ใจ ตวั เขา โอกาสของเหมามาถึงแล้วการตัดสินใจหนีจึงเป็นการ
แกส้ ถานการณ์ครงั้ สดุ ทา้ ยท่มี ีอยูใ่ นตอนนั้นเขาวงิ่ หนีอยา่ งสุดชวี ิตทหารก็ตามเขาไปติดๆ แต่ ด้วยคนหน่ึงว่ิงหนีเพ่ือเอา
ตัวรอดยอมทาํ ทุกวถิ ที างพวกทหารจึง ไม่สามารถหาเขาพบเน่อื งจากเหมาซอ่ นตวั อยใู่ นสระนํ้าซึ่งเต็มไปด้วยกอบัวและ
หญ้ารกเหมากล่าวว่าทหารเดินมาใกล้เขามากห่างเพียงไม่กี่วันแต่ในท่ีสุดก็รอดมาได้เขาซ่อนตัวอยู่ จนกระทั่งมืดคํ่าจึง
ขึน้ จากสระนํ้าและเผน่ หนตี ่อไป

การเอาตัวรอดในคร้ังน้ันทําให้เขามีความมั่นใจอย่างย่ิงในการต่อสู้ โดยเฉพาะการแก้ไขสถานการณ์จากเสียเปรียบมา
เป็นฝุายได้เปรียบและรุกคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของเหมาได้ประจักษ์แจ้งว่าเหมาเป็นคนที่

119

สามารถปรับเปล่ียนแผนการได้อย่างรวดเร็วด้วยการวางกลยุทธ์ท่ีคนอ่ืนอาจจะคาดไม่ถึง เหตุการณ์นั้นเมื่อวันท่ี ๙
กันยายน ค.ศ ๑๙๒๗ เขาได้นํากองทัพแดงออกโจมตีรัฐบาลที่รอยตะเข็บระหว่างมณฑลหูหนานและเจียงซี เขาแบ่ง
กองทพั ออกเปน็ ๔ กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็เข้าโจมตีเมืองต่างๆ ตามแผนที่วางเอาไว้เม้าเองก็ควบคุมกลุ่มท่ี ๓ แต่ทุกอย่างก็
เปลีย่ นไปเพราะว่ากลมุ่ ท่ี ๔ นั้นหักหลงั ไปเข้ารว่ มกบั รฐั บาลกลับมาโจมตกี นั เองเม่ือเหมาทราบก็เปลี่ยนเปูาหมายทันที
จากการไปตีเมอื ง ๑ เหมาก็กลบั มาตอี กี เมอื งหนึงเพื่อ รอคอยสมทบมา ส่วนกลุ่มที่ ๑ ที่ถูกพวกเดียวกันเองโจมตี และ
สามารถรวบรวมกล่มุ ท่ี ๑ ๒ และ ๓ ได้ การแก้ไขป๎ญหาได้ดีทําให้เขากลายเป็นผู้นํากลุ่มทั้งหมด น่ีเป็นตัวอย่างที่ดีใน
การปรับแผนโอกาสแก้ปญ๎ หาเฉพาะหนา้ ได้เปน็ อย่างดจี นคนอ่ืนคาดไม่ถงึ

๕. หินน้อยพังทุ่งใหญ่นโยบายอย่างหนึ่งท่ีเหมานํามาใช้ก็คือการปลุกระดมประชาชนให้เห็นว่าถึงแม้กําลังทหารของ
พรรคคอมมิวนิสต์จีนหรือกองทัพแดงจะมีน้อยเม่ือเปรียบเทียบกับทหารรัฐบาล แต่ทหารของเหมาก็จะสามารถ
เอาชนะทหารรัฐบาลได้ไม่ยากเลย ท้ังนี้เหมากล่าวว่า ทหารปุาของเขานั้นมีความกล้าหาญกล้าเสียสละมีความ
แข็งแกร่งเพราะมีอดุ มการณ์

เหมาปลุกระดมประชาชนโดยชี้ให้เห็นว่า แม้ว่ากองทัพแดงจะน้อยแต่ก็มีพลังเพียงพอที่จะทําลายรัฐบาลได้ เปรียบ
เหมือนก้อนหินเล็กๆ ที่สามารถจะพังตุ้มน้ําขนาดใหญ่ๆ ถ้าใช้ให้ถูกวิธี เขาสาธิตให้เห็นว่าเป็นไปได้อย่างไร โดยเอา
กอ้ นหินเลก็ ๆขวา้ งโอง่ นํา้ ปรากฏวา่ โอ่งนํา้ แตก ทําให้ประชาชนเช่ือมนั่ วา่ แนวนโยบายนี้ไดผ้ ล

นอกจากจะทําลาย ตุ่มนํ้าได้แล้ว เหมากย็ ังมีวิธีที่แยบยลอีกก็คือ การจะทําลายตุ่มน้ําโดยการเดินออกไปขว้างก้อนหิน
นั้น อาจจะถูกทหารรัฐบาลท่ีมีมากกว่ามีพิษรอบตัวทําลายได้ การที่จะทําลายได้และไม่เจ็บตัวไม่สูญเสียหรือสูญเสีย
น้อยนั้นจะต้องมีเคร่ืองทุ่นแรงอีก เช่นหนังสติ๊ก ( เขาเปรียบบก้อนหินเหมือนทหารกองทัพแดง ) และตุ่มนํ้าเหมือน
ทหารรฐั บาล เขาจึงต้ังกองทพั แบบกองโจรเพ่อื จะทําลายตมุ่ นา้ํ ใจ ทําใหท้ หารรัฐบาลสับสนทําอะไรไม่ถูก หนักๆ เขาก็
ระแวงแม้กระท่ังประชาชน เห็นใครถือหนังสติ๊กหรือเที่ยวปุาก็จะจับไปทารุณเค้นหาความจริงว่าเป็นคอมมิวนิสต์
หรือไม่ ทําให้ประชาชนเกลยี ดชงั รัฐบาลมากยงิ่ ข้นึ ในทสี่ ุดทฤษฎีก้อนหนิ น้อยพังตุม้ น้ําใหญ่ก็ไดผ้ ล

๖. อยากได้ก็ต้องให้ก่อนหรือทฤษฎีกุ้งฝอยตกปลากระพงน่ันเอง ในการต่อสู้จําเป็นต้องมีวิธีการใหม่ๆอยู่เสมอเพ่ือ
กาํ จัดศตั รูแมว้ า่ บางทแี ผนการทเ่ี หมานํามาใชน้ น้ั อาจจะดูโหดเหี้ยมเป็นการทารณุ กรรมมากๆ แต่เพื่ออุดมการณ์ท่ีต้อง
ดาํ เนิน ไปอย่างต่อเน่อื งเพอื่ ชยั ชนะ เขายอ่ มไม่ลังเลใจเลยที่จะ วธิ กี ารใหมๆ่ ออกมาใช้การใช้วิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ทํา
ให้เหมาได้มีเวลาช่วงส้ันๆคิดค้นวิธีกําจัดศัตรูเขาจะสอนให้ทหารปุาของเขานํายุทธวิธีง่ายๆออกมาใช้อยู่เสมอเช่นเมื่อ
เราอยากได้ซ่ึงชัยชนะ ต้องมีการให้ก่อนความหมายไม่ได้หยิ่งไปถึงว่าการจะได้อะไรจากคนอ่ืนน้ันเราต้องให้เขาก่อน
เสมอแต่ความหมายของเราน้ันเป็นความหมายของการต่อสู้ซึ่งเหมาหมายถึงการเอาสิ่งของเล็กๆไปรอดส่ิงท่ีใหญ่ กว่า
มาตดิ กบั แล้วทําการกําจัดในท่สี ดุ วธิ กี ารน้ีก็คือเอาทหารที่บาดเจ็บจากการปะทะท่ีคิดว่าไม่สามารถจะมีชีวิตรอดต่อไป
เป็นอาวุธที่สามารถทําลายข้าศึกได้เป็นอาวุธคือต้องการอยากจะได้ทหารข้าศึกทําลาย ก็ต้องเอาอาหาร เข้าแรกจะ
เป็นได้กรณีที่ทหารที่เสียชีวิตแล้วทหารปุาก็จะเอาระเบิดซุกไว้ ในขณะที่ทหารรัฐบาลไม่ระวังมาภิกษุก็จะทําให้ทหาร

120

เหล่าน้ันเสียชีวิตไปด้วย หรือเม่ือฝุายตรงข้ามรู้ทันไม่พลิกศพ แต่เอาเชือกดึงแทนฝุายทหารเหมาก็จะเอาทหารที่ยังมี
ชวี ติ อยู่และใกล้จะตายแล้วสละชีวิตเพอื่ ใหไ้ ดม้ าซง่ึ ประโยชนต์ ่ออดุ มการณ์ซึง่ เหมาคิดว่าเป็นวิธีการท่ีดีเพราะจะไม่เป็น
การตายแบบสูญเปล่าการกระทําเช่นนี้อาจจะดูโหดเห*ย้ มทารุณไปบ้าง แต่สงครามไม่เคยปราณีใคร ทุกคนเมื่อลงสู่
สนามรบแล้วล้วนต้องการชัยชนะทั้งน้ันแม้ว่าจะสําเร็จด้วยวิธีการใดก็ตามเหมาทราบเรื่องนี้ดีที่เขาทําไปก็เป็นวิธีการ
หนึง่ ท่ีจะเอาชนะศัตรูได้ เขาจะไม่ลังเลใจแมแ้ ต่น้อย ความใจเย็นและเด็ดขาดทําให้เขากลายเป็นผนู้ ําท่มี ีอํานาจสูงสดุ

๗. ปิดฟา้ ขา้ มทะเลหรือแผนการท่ีกระทําโดยสตูไม่คาดฝ๎นว่าจะเป็นไปได้ ซึ่งผู้ที่วางแผนจะต้องมีความเช่ือม่ันตนเอง
สูงมากทีเดียว เพราะถา้ พลาดก็หมายถึงทุกชีวิตต้องจบส้ินลง ( ปิดฟูาข้ามทะเลผู้เรียบเรียงแนะนําให้อ่านหนังสือ ๓๖
กระบวนยุทธ สู่ชัยชนะของม. อ้ึงอรุณ และ ซิย่ินกุ้ย ของ ส. พลายน้อย ) ยุทธวิธีน้ีเหมาเจ๋อตงนํามาใช้ในคราวที่ถูก
กองทัพของรัฐบาลเขา้ โอบล้อมแบบร่างแหเขา้ โจมตี ซึง่ เหมากก็ าํ ลงั จะ เพี้ยงพรํ้าด้วย ซ้ําไป แต่เมาส์ก็ได้นําเอายุทธวิธี
แบบโบราณนี้ออกมาใชแ้ ละสามารถนาํ ทหารทง้ั หมดข้ามแม่นํา้ ฉางเจียงไปได้อย่างเหลอื เช่ือ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อกองทัพรัฐบาลยกทัพอบล้อมทหารแดงรอบด้านวิธีการเดียวที่เหมาจะรอดพ้นไปได้ก็คือการข้าม
แมน่ า้ํ ฉางเจยี งไปสอู่ กี ฟากหน่งึ ของแม่น้ําเหมาสจ์ งึ วางแผนท่ีแม้แต่เจียงไคเช็คและทหารเสนาธิการของรัฐบาล ยังต้อง
สับสนไมท่ นั เกมส์ เหมาสัง่ ให้กองทัพส่วนหนึง่ เขาตีอกี เมอื งหน่งึ ซึ่งอยูใ่ กล้ๆนน้ั ชือ่ เมอื งถูเ่ ฉิงและชิสุ่ย การเข้าโจมตีแบบ
ถวายหัวของกองทัพแดงน้ัน ทําให้ฝุายรัฐบาลคิดว่ากองทัพแดงคงจะสู้แบบจนตรอกและจะยึดเมืองจริงๆจึงระดมพล
สว่ นใหญไ่ ปชว่ ยเหลอื เป็นการเปิดช่องโหว่ให้กองทัพแดงส่วนใหญ่ของเหมาข้ามแม่น้ําไปได้อย่างสะดวกชนิดใจหายใจ
ควํ่า การนํากลยทุ ธ์นี้มาใช้เมาส์ต้องลงทุนพอสมควรในการสูญเสียนายทหารไปแต่ก็คุ้มเพื่อให้ทหารส่วนใหญ่อยู่ต่อไป
ได้

๘. ศึกมาขา้ มดุ เปน็ ยทุ ธวิธที ีข่ ึ้นช่อื ของเหมาในหลายๆ ยทุ ธวิธที นี่ าํ ออกมาใช้ ซ่ึงการใช้แตล่ ะครั้งและแต่ละคร้ังและแต่
ละยุทธวิธีนั้น เหมาใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสม ยุทธวิธีน้ีใช้ได้ทั่วโลก และเป็นการยึด
แบบกองโจรเท่าน้ัน แม่ในประเทศไทยสมัยหนึ่งที่มีการปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างหนักน้ัน พวกผู้ก่อการร้ายอันมี
การกระทําเป็นคอมมิวนิสต์ หรือ ผกค. ก็นิยมใช้ วิธีการน้ีกับทหารรัฐบาล ทําให้รัฐบาลสูญเสียทหารยุทโธปกรณ์ไป
ไม่ใช่นอ้ ยทีเดียว เมื่อรัฐบาลทราบว่าของมนุษย์ตั้งอยู่ที่ไหนก็จะส่งทหารและองค์กรต่างๆเข้าปราบปรามแต่พอยกทัพ
ไปถึงกับไม่เห็น มี คอมมวิ นสิ ตแ์ ม้สักคนเดยี ว กเ็ ขาหายไปหมดแลว้

แทท้ จี่ ริงพวก ผกค. ไม่ได้หายไปไหนแต่เขา แปลงตนแปลงกายเป็นสามัญชนทั่วไปเหมือนชาวบ้านทุกประการทําให้ดู
ไม่ออกว่าใครคือคอมมิวนิสต์ ซึ่งก็เป็นทฤษฎีของเหมาที่ว่าเอ็งมาข้ามุด หรือข้าศึกมาข้าก็มุดหายตัวไป และก็นํากล
ยุทธต์ ่างๆตามมาเป็นลาํ ดับเหมาไมไ่ ด้เดนิ ทางเปล่าๆแตข่ ณะเดยี วกนั กม็ กี ารปลกุ ระดมมวลชนไปด้วยประชาชนเหล่าน้ี
กลายมาเป็นหูเป็นตาของเหมาไปโดยปริยายเม่ือทหารรัฐบาลเข้ามาปราบปรามอย่างรุนแรงทําให้ชาวบ้านหันไปเข้า
กลมุ่ เหมามากยิ่งข้นึ ทหารรัฐบาลสังหารประชาชนเพียงคนเดียวทําให้กองทัพเหมาได้ทหารเพ่ิมเป็นหลายเท่าตัวความ

121

โกรธช้างรัฐบาลในหมู่ประชาชนก็มีมากขึ้นและหันไปสนับสนุนคอมมิวนิสต์และเหมาก็ไม่รอช้าท่ีจะออกมาปลอบใจ
ประชาชนแสดงความเห็นอกเหน็ ใจและชกั ชวนเขา้ ร่วมเพ่ือแก้แคน้ รฐั บาล

๙. ศึกหยุดข้าแหย่หรือ เอ็งหยุดข้าแหย่ กลยุทธ์นี้เป็นวิธีการต่อจากกลยุทธ์แรกที่เห็นข้าศึกมามากไม่สามารถจะต้าน
ไหวก็หลบตวั ไปก่อนแต่พอขา้ ศกึ ชะล่าใจหรืออ่อนแรงเพราะการเดนิ ทางทําใหฝ้ ุายตรงกันข้าม

ประมาณไดก้ องโจรทซี่ ุ่มอยกู่ จ็ ะออกมาก่อกวนตลอดเวลาจน ทําให้เกิดความระแวงอยู่ตลอดเวลา ความระแวงน้ีทําให้
ความคิดในการวางแผนไม่เป็นไปตามท่ีคิดเอาไว้ทหารของเหมาที่ออกมาก่อกวนนั้นก็มีการวางแผนมาเป็นอย่างดีกลุ่ม
ท่ี ๑ ก่อกวนเสร็จก็กลับไปพักผอ่ นปลอ่ ยให้กลมุ่ ต่อๆไปดําเนนิ การหมนุ เวียนตลอด
การโจมตนี ้ันเหมาเลอื กท่ีจะโจมตีในชว่ งทท่ี หารรัฐบาลกําลังหุงหาอาหารกินกันเพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ประมาทกันมาก
และไมพ่ ร้อมทจี่ ะรบทหารปาุ มักจะไดเ้ ปรียบอยู่เสมอ
๑๐.ศึกแย่ข้าตี หรือเอ็งแย่ข้าตี กลยุทธ์น้ีง่ายต่อการเข้าใจ แผนน้ีสืบเนื่องมาจากการก่อกวนจากกลยุทธ์อันก่อนจน
ข้าศึกไม่ต้องหลับนอนเกิดการอ่อนหล้าและรําคาญใจอยู่ตลอดเวลา ช่วงน้ีเป็นโอกาสเหมาะที่จะต้องโจมตี
เหมา เจ๋อ ตง ได้ย้ําว่าการฉกฉวยโอกาสที่ข้าศึกกําลังแย่นั้นต้องรีบติดตามไล่ล่าถล่มซํ้าให้ยับเยินไม่ให้มีโอกาสตั้งตัว
โดยไม่ต้องคํานึงถึงเร่ืองมนุษยธรรมแต่อย่างไรเพราะว่าในยามศึกสงครามน้ันจะทําใจดีมีเมตตาต่อฝุายตรงข้ามไม่ได้
เพราะจะเกิดความหายนะในภายหลัง
๑๑.ศึกถอยข้าไล่ หรือเอ็งหนีข้าตาม กลยุทธ์น้ีเหมานํามาใช้ในกรณีท่ีข้าศึกเสียทีเมื่อข้าศึกเร่ิมเพลี่ยงพล้ําต้องทําการ
รุกไล่ทนั ทีแมว้ า่ ศตั รจู ะไม่คดิ ตอ่ สูท้ ิ้งค่ายท้ิงเมอื งคดิ แต่จะเอาตวั รอดก็ตามเหมาเจ๋อตง กาํ ชับว่าต้องรีบติดตามบดขยี้ให้
ยบั เยนิ ห้ามทําใจอ่อนต่อข้าศึกเด็ดขาด เพราะถ้าไม่ทําแล้ว ฝุายตรงกันข้ามตั้งตัวได้ ฝุายกองโจรซ่ึงมีกําลังน้อยกว่าก็
จะเสียเปรียบในภายหลัง ฉะนั้นเมื่อจะเป็นกองโจรแล้วก็ต้องทําหน้าที่เป็นกองโจรท่ีหัวใจเหมือนโจร
จริงๆ ดังนั้น ถ้อยคํา ๑๖ คํา คือ เอ็งมาข้ามุด- เอ็งหยุดข้าแหย่- เอ็งแย่ข้าตี- เอ็งหนีข้าตาม จึงเป็นกลยุทธ์ท่ีสําคัญที่
เหมานาํ ออกมาใช้และกป็ ระสบผลสําเรจ็ อยา่ งยิง่
๑๒. หลีกเล่ียงที่แข็ง เหมา เจ๋อ ตงแม้ว่าจะเชื่อมั่นว่าการปลุกระดมให้ประชาชนเห็นว่าการเสียสละเป็นการดี
ประชาชนสามารถเสียสละได้แม้กระทั่งชีวิตเพื่อพรรค แต่เหมาก็มีจิตวิทยาสูงพอท่ีจะคิดว่า ธรรมดาของมนุษย์เรานั้น
เมื่อมีการสูญเสียมากๆ หรือพลาดบ่อยๆ อุดมการณ์ที่ต้ังเอาไว้อาจจะส่ันคลอนได้เสมอ จําเป็นอย่างย่ิงท่ีเหมาต้องมี
การพลกิ แพงกลยุทธใ์ หมๆ่ อยู่เสมอ

สิ่งหนึ่งท่ีเหมานํามาเป็นทฤษฎีในการต่อสู้ก็คือ เหมาจะเน้นให้ทหารของเขาไม่ทําการใดๆ ด้วยความบ้าบิ่น
ท้ังนี้เหมาตระหนักว่า ทหารของเขาน้ันล้วนเป็นชาวนาและกรรมกรท่ีมีการศึกษาน้อยทําอะไรก็อาศัยอารมณ์และ
พละกําลงั เสมอทีเ่ รยี กกันวา่ ชอบหนกั ดา้ มพรา้ ดว้ ยเขา่
ส่ิงท่ีเหมานํามาใช้ก็คือพยายามหลีกเลี่ยงการโจมตีหรือปะทะกับทหารรัฐบาลท่ีมีกําลังพลและอาวุธที่มากกว่าเพราะ
แม้ว่าจะรบชนะก็จะทําให้เสียกําลังพลไปมากเกินไปซึ่งเป็นการเอาไข่ไปกระแทกหินซ่ึงเป็นการลงทุนท่ีไม่คุ้มสําหรับ
กองทัพที่มีกําลังพลน้อยเช่นกองโจรการหลีกเลี่ยงน้ีเหมาไม่ได้หมายถึงการหลบหนีหายไปแต่เป็นการกระจายกําลัง
เพื่อหาโอกาสโจมตีเมอื่ มโี อกาสวิธีการนี้จงึ จะเหมาะสมกับกลยุทธแ์ บบกองโจร

122

๑๓.รุมแทงท่ีอ่อนนับเป็นกลยุทธ์อีกอย่างหน่ึงท่ีเหมานํามาใช้ซึ่งตรงกันข้ามกับกลยุทธ์ต้นท่ีเหมาให้มีการหลีกเล่ียง
ศัตรูที่มีกําลังมากกว่าซ่ึงเป็นการหลีกเล่ียงแบบมีช้ันเชิงแต่ในขณะเดียวกันน้ันก็พยายามหาโอกาสศึกษาจุดอ่อนของ
ข้าศึกเม่ือเหมาพบว่าตรงไหนคือจุดอ่อนของศัตรูเขาก็จะเปลี่ยนจากการหลบหลีกเป็นผู้เข้าโจมตีทันที และการเข้า
โจมตีของเหมานนั้ เหมาไดเ้ น้นให้มกี ารโจมตีทร่ี วดเร็วและรนุ แรงซ่ึงอดุ มการณใ์ นการรบก็คือทําลายศตั รใู หม้ ากทส่ี ดุ

๑๔. ตัดน้ิวรักษามือวิธีการนี้อาจจะดูเป็นวิธีการฆ่าที่เห้ียมและเลือดเย็นย่ิงนักซ่ึงเป็นการเสียสละส่วนน้อย
เพื่อรักษาส่วนมากเอาไว้ในหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาก็ได้กล่าวถึงเรื่องน้ีว่าพึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะพึง
สละอวยั วะเพอื่ รกั ษาชีวิตแต่เม่ือนกึ ถงึ ธรรมพ่งึ สละทรัพย์อวยั วะและชีวิตเพือ่ รักษาธรรมเอาไว้98
เหมาเจ๋อตงได้คิดค้นความคิดของเขาออกมาอยู่เสมอความคิดของเหมานั้นมีแทบทุกรสทีเดียวต้ังแต่เร่าร้อนและเยือก
เย็นซึ่งสามารถใช้ได้กับทุกคนทุกเพศทุกวัยกลยุทธ์ก็เช่นมีท้ังความอ่อนความแข็งความเห้ียมความกรุณาทั้งน้ีก็เพื่อ
เปูาหมายสูงสุดคือเกิดประโยชน์ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนการตัดนิ้วทิ้งนี้เหมาเองก็ไม่ได้ตัดนิ้วพวกเดียวกันทิ้งเฉยๆแต่
หากนิ้วของศัตรูต้องกุดด้วนด้วยเช่นกันหมายถึงการท่ีเหมาจะทําอะไรลงไปแม้ว่าวิธีการนั้นไม่สามารถจะหลีกเล่ียงได้
หรือไม่มที างเลอื กกต็ ามแต่ว่าเหมาก็ไม่เคยทจ่ี ะอะไรลงไปโดยไม่คิดถึงประโยชน์ท่ีจะได้ตามมาดังนั้นการทําอะไรก็ตาม
เหมาต้องคํานึงถึงผลดีผลเสียเสมอเขายกตัวอย่างเม่ือคนเราเหยียดนิ้วมือออกไปจะมีห้าน้ิวเขากล่าวว่าห้านิ้วนั้นก็คือ
ศัตรูต้องทําลายทุกน้ิวเพ่ือไม่ให้แต่ละนิ้วน้ันกําเข้ามาหรือรวมตัวกันได้ เพราะเมื่อใดก็ตามเม่ือน้ิวรวมตัวกันก็จะเกิด
กาํ ป้น๎ อนั ทรงพลังไดเ้ ช่นเดยี วกบั ศตั รูถ้ารวมกนั ก็ยากท่จี ะต้านทานได้
๑๕.ปดิ ประตูตีแมวในความหมายของเหมา เจอ๋ ตงกค็ อื การใหท้ หารปาุ สรา้ งกบั ดักล่อใหท้ หารรัฐบาลต้องตกเข้าไปอยู่
ในพนื้ ท่ีจํากัดถึงแม้ว่าทหารรัฐบาลจะมีมากกว่ากันหลายเท่าแต่อาศัยชัยภูมิท่ีได้เปรียบของทหารปุาจึงกลับกลายเป็น
ฝุายได้เปรียบสามารถโจมตีกองทัพรัฐบาลได้อย่างรวดเร็วให้แตกไปได้ก็ไม่ต่างจากการปิดประตูตีแมวซ่ึงก็คือแมวตัว
นัน้ มที างเลือกทางเดียวกค็ ือตอ้ งตายณทน่ี นั้ เอง
๑๖.ตีงูให้ตีหัวเหมานํามาใช้โดยการพลิกแพงให้เข้ากับสถานการณ์ในเม่ือเขาโจมตีหน่อยย่อยๆของกองทัพรัฐบาลทํา
ให้กองทหารรฐั บาลประมาทมัวแต่คอยคิดว่าเหมาจะต้องโจมตีแต่กองทัพส่วนน้อยเท่านั้นแต่เหมาก็ได้แสดงให้เห็นถึง
แผนการที่คาดไม่ถึงโดยการเข้าโจมตีหน่วยใหญ่ซ่ึงข้าศึกคาดไม่ถึงว่ากองทัพอันนิดหน่อยของทหารปุาจะกล้าหาญ
เชน่ นีซ้ งึ่ การตีหัวหน้าใหญ่(สว่ นหัวงู)นนั้ ยอ่ มทําให้ข้าศกึ ไม่ทนั ระวงั ตัวเพราะว่าไปพะวงแต่กลางตัวหางบ้างถึงอย่างไรก็
ตามเหมายา้ํ ว่าไม่วา่ จะตีตรงไหนของงกู ็ตามกต็ ้องตีกระหนํ่าใหแ้ รงทส่ี ดุ อย่าให้หลุดรอดไปได้เป็นอันขาดคําว่าปราณีไม่
มใี นการทําสงคราม
๑๗.เด็ดปีกให้เดี้ยง เป็นยุทธวิธีหน่ึงท่ีเหมาทําลายศัตรูแม้ว่าจะเป็นวิธีการท่ีไม่ต้องการจะทําลายศัตรูโดยตรงแต่เป็น
การตัดทอนกําลังให้อ่อนแอลง เน้นให้ศัตรูยอมจํานนมากกว่า หรือเป็นการทําลายส่วนย่อยของศัตรูการศึกในสมัย
โบราณอาจจะเปน็ การตัดเสน้ ทางลาํ เลยี งอาหารให้กองทัพหรือดักซุ่มโจมตีหนว่ ยสนับสนุนไม่ให้ไปชว่ ยเหลอื กนั ได้ทนั
๑๘.ตัดกินทีละคําหรือกินข้าวต้องกินทีละคําหรือถ้ากินคําใหญ่ไม่ได้ก็ให้กินคําเล็กเหมาได้แนวคิดนี้มาจากทหารปุาท่ี
กินแตงโมอย่างมูมมามเหมาก็เอามีดมาตัดแตงโมเป็นทีละช้ินแล้วสอนว่าถ้าจะกินแตงโมให้อร่อยก็ต้องใจเย็นๆค่อย
เฉือนกินทีละชิ้นจะทําให้กินได้อย่างหมดจดและอร่อยท่ีสุดเช่นเดียวกับการต่อสู้กับศัตรูบางคร้ังจ ะมูมมามเข้าห้ําหั่น

98พระราชวรมุน,ี (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อนทุ ินธรรมสําหรับ ๓๖๕ วัน. (กรงุ เทพฯ: สหธรรมิกจาํ กดั , ๒๕๓๙).หน้า ๒๑.

123

ตรงๆ ไม่ได้ต้องค่อยๆกินทีละคําโจมตีไปเร่ือยๆไม่ควรใจร้อนนับตั้งแต่ เหมาตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี ค.ศ.๑๙๒๑
จนสามารถยึดจนี ได้ในปี ค.ศ. ๑๙๔๙ นั้นตอ้ งใช้เวลานานถงึ ๒๘ ปี
๑๙.ตีไม่ไหวรีบเลิกเหมานําวิธีการน้ีมาใช้อาศัยจากประสบการณ์เมื่อสมัยเป็นเด็กเล้ียงควายเห็นเด็กบางคนที่ชอบ
มุทะลุดุดันทะเลาะกันเสมอๆ การทะเลาะก็กินเป็นวันๆไม่ยอมเลิกลาสักทีคนเช่นนี้โตข้ึนก็เป็นได้แค่ผู้ใหญ่เลี้ยงควาย
เทา่ นัน้
เหมานําบทเรียนน้ันมาใช้กับการทําสงครามซ่ึงเขาช้ีให้เห็นว่าการทําสงครามแบบเรื้อรังแตกต่างจากเด็กทะเลาะกัน
และมีผลเสียตามมาแตกต่างกันเขาแนะนําให้หาวิธีให้หลีกเลี่ยงการต่อสู้ท่ีไม่จําเป็นการทําศึกคร้ังไหนเห็นว่าไม่มีทาง
ชนะกอ็ ย่าไปก่อศึกใครทําเชน่ น้ีไมต่ ายก็อาจจะเล้ยี งไมโ่ ตเหมากําชบั ทหารปุาอย่เู สมอให้สํานึกในข้อห้าม ๔ ประการใน
การทาํ ศึกสงครามคือ

๑) ใหญก่ วา่ อยา่ ไปตีหมายถึงเมอ่ื เจอขา้ ศึกตัวตอ่ ตวั แต่ข้าศึกตัวใหญก่ ว่ามากอย่าต่อส้ซู ่ึงหน้า
๒) พวกมากอย่าไปตีหมายถึงเม่ือเจอข้าศึกตัวเท่ากันแต่ใกล้เคียงบริเวณนั้นยังมีบริวารของข้าศึกคุมเชิงอยู่
หลายคนใหห้ ลีกเลยี่ งอย่าไปต่อสู้ด้วย
๓) ม่ันคงอย่าไปตีหมายถึงข้าศึกมีกําลังเท่ากันและไม่มีพวกคอยช่วยเหลือแต่ว่าเขาอยู่ในที่ม่ันคงแข็งแกร่ง
กว่าปลอดภัยมีชยั ภูมดิ ีก็อยา่ ไปตี
๔) เลิกยากอย่าไปตีหมายถึงพบข้าศึกท่ีมีเล่ห์เหล่ียมแพรวพราวถึงแม้ว่าจะมีกําลังไม่มากนักแต่ถ้าต้องการ
ทาํ ศึกยดื เย้ือก็อย่าไปตใี ห้เสียเวลา
๒๐. ลดราวาศอก หรือยอมถอยออกมาสักหนึ่งก้าวเพ่ือจะเดินหน้าต่อไปเหมาให้ความหมายเอาไว้ว่าการยอม
ลดราวาศอกน้ันเป็นการยุตปิ ๎ญหาต่างๆด้วยสันติวิธีการถอยออกมาไม่ได้ถอยออกมาเฉยๆแต่เป็นการ ถอยเพ่ือตั้งหลัก
หรอื การถอยที่มีชัน้ เชิงมรี ูปแบบมีแผนการ
เหมาสอนประชาชนให้รู้จักทําท่าทีว่าอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอในเมื่อคนของรัฐบาลมารังแกเพ่ือให้ผู้มีอํานาจตายใจ
ต่อจากนนั้ กอ็ าศยั ทเี ผลอทาํ ร้ายผ้มู ีอาํ นาจไดเ้ พราะตกอยใู่ นความประมาท
๒๑.ปลาอาศัยน้ําเหมานําวิธีการนี้มาใช้ในการต้ังกองทัพแดงเขาเช่ือว่าคนที่น่ังอยู่บนหัวของคนอื่นย่อมนั่ง ได้ไม่นาน
เขาจึงคิดสร้างกองทัพแดงโดยอาศัยประชาชนเป็นฐานโดยเน้นให้พรรคคอมมิวนิสต์อยู่คลุกคลีอยู่กับประชาชนการ
สรา้ งกองทพั ประชาชนกอ็ าศัยประชาชนเป็นผลู้ งทุนการสรา้ งต้องรบี เรง่ และใหท้ ันการณ์ยดื เยื้อไม่เปน็ การดี
กลยุทธ์ท่ีเหมาะจะเข้าถึงประชาชนเพ่ือสร้างกองทัพประชาชนนั้นดูง่ายๆคือให้ใช้ยุทธการ๓ เกาะติดอยู่กับประชาชน
ตลอดเวลา
๑) เกาะตดิ มวลชน
๒) เกาะตดิ พน้ื ท่ี
๓) เกาะติดศัตรู
เหมาเปรยี บเทียบการติดมวลชนเหมือนนํ้าและพรรคคอมมิวนิสต์เหมือนปลาปลาขาดนํ้าไม่ได้ฉันใดพรรคคอมมิวนิสต์
ก็ขาดประชาชนไม่ไดฉ้ ันน้ัน


Click to View FlipBook Version