The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศึกษาประวัติและแนวคิดทางปรัชญาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น นับจากโบราณถึงปัจจุบัน เน้นความคิดเล้าจื้อ ขงจื้อ เม้งจื้อ ซุ่นจื้อ ม้อจื้อ ฮั่นเฟยจื้อ เมาเจอตุง พระพุทธศาสนานิกายเซน เป็นต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by skpss.2020, 2022-06-24 00:26:09

เอกสารประกอบการสอน วิชา จีน เกาหลี และญีปุ่น

ศึกษาประวัติและแนวคิดทางปรัชญาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น นับจากโบราณถึงปัจจุบัน เน้นความคิดเล้าจื้อ ขงจื้อ เม้งจื้อ ซุ่นจื้อ ม้อจื้อ ฮั่นเฟยจื้อ เมาเจอตุง พระพุทธศาสนานิกายเซน เป็นต้น

124

๒๒.ซอ้ื ใจผู้คน ยคุ แรก ๆ เหมาตอ้ งการหาแนวร่วมใหม้ ากที่สุด โดยเฉพาะประชาชน วิธีการท่ีเหมาเร่งดําเนินการก็คือ
การซื้อใจประชาชนให้ได้ ดึงประชาชนเข้าร่วมอุดมการณ์ให้ได้ วิธีการท่ีเขานํามาใช้ก็คือ การปรับทุกข์ ผูกมิตร รับใช้
ใกล้ชิด เกาะติดมวลชน ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า “ ๕ ร่วม” ได้แก่ ร่วมกิน ร่วมอยู่ ร่วมคิด ร่วมทํางานและร่วม
ศึกษา เพ่ือสร้างความใกล้ชิดให้ประชาชนไว้วางใจและเช่ือมั่นในอุดมการณ์ ไม่มีการบังคับให้เข้าร่วมอุดมการณ์ แต่
หากเขา้ ร่วมดว้ ยศรัทธา ด้วยความสมคั รใจ

๒๓.สุภาพชอบธรรม ความสุภาพและความชอบธรรมหรือความยุติธรรม เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นํามาใช้เหมาอาศัย
ละครงิ้วเพ่ือออกปลุกระดมมวลชนให้เข้าถึงจิตใจประชาชน เพราะประชาชนชอบดูละครงิ้ว เหมาเข้าใจความต้องการ
ข้อนี้ ซ่ึงมีงานงิ้วท่ีไหนประชาชนก็จะแห่กันไปดูทุกคร้ัง การอาศัยละครงิ้วเป็นส่ือในการเผยแผ่อุดมการณ์จึงเป็นสิ่งท่ี
เหมาไมเ่ คยพลาดโอกาสน้เี ลยเขาวางกฎระเบียบของละครงว้ิ เพอ่ื มวลชนของเขาเอาไว้ดงั นี้

๑) อาบน้ําต้องหลีกเล่ียงไม่ให้อยู่ใกล้กับสตรีในหมู่บ้าน เพราะมีป๎ญหาเร่ืองพระเอกชอบมีเร่ืองทะเลาะวิวาท
กบั หนมุ่ ในพน้ื ทเี่ พราะเร่ืองช้สู าวอยูเ่ สมอ ใครทําผิดมโี ทษถึงประหารชวี ติ

๒) ห้ามเอาสิ่งของจากประชาชน เพราะทําให้ทางบ้านคนอ่ืนเดือดร้อน อันเน่ืองมาจากแม่ยกทั้งหลายนํา
ทรัพย์สินมาปรนเปรอพระเอกง้ิว ส่ิงของต่างๆ เหล่านั้นก็ได้มาจากทางบ้านทําให้เกิดความเดือดร้อน แต่เหมาสร้าง
ความสมั พนั ธโ์ ดยการแจกส่ิงของให้ผู้เข้ามาชมเสียอีก ส่ิงของเหล่าน้ีก็ไม่ใช่ของเหมาแต่เป็นของรัฐบาลที่เหมาปล้นเอา
มาแจกประชาชน คล้ายกลับจอมโจรโรบินฮุ้ด แห่งปุาเซอร์วู้ด ของอังกฤษ ท่ีปล้นเงินคนรวยมาแจกคนจน การไม่เอา
สงิ่ ของแต่แจกสงิ่ ของทําให้เหมามแี นวรว่ มมากยิง่ ขึ้น ที่สําคัญก็คือ เหมาเน้นการทําตนเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เป็น
คนกักขฬะทาํ ตนอยเู่ หนือคนอนื่

๒๔.ใช้มีดโคเชือดไก่ ยุทธวิธีน้ีเหมานํามาปรับปรุงเสียใหม่เพราะแทนท่ีจะใช้มีดไก่เชือดไก่ แต่ก็ต้องใช้มีดโค
เชอื ดแทน ซง่ึ เหมามักจะมองและปรบั ปรงุ สิ่งทค่ี นอ่นื ชอบมองขา้ มและคาดไม่ถึงอยู่เสมอ เหมาให้เหตุผลว่า การท่ีจะใช้
มีดไก่ฆ่าไก่น้ัน บางท่ีถ้าไก่ตัวใหญ่มีฤทธิ์มาก มีดเล่มเล็กๆ อาจจะไม่สามารถทําให้ไก่ตายได้ไก่อาจจะบินหนีไปและ
สามารถจิกตคี นทฆ่ี ่ามนั ก็ได้ ดงั น้นั จําเป็นตอ้ งใช้มีดเลม่ ใหญ่เข้าจัดการให้เบ็ดเสรจ็

เหมาแนะนําว่าทหารปุาของเขาต้องใช้มีดฆ่าโคมาฆ่าไก่ ในทางปฏิบัติก็คือ การนําทหารที่มีกําลังมากมายเข้า
โจมตที หารหนว่ ยเล็กๆ ที่มีกําลังนอ้ ยกวา่ ซึ่งทหารรฐั บาลไมม่ ที างหนรี อดเดด็ ขาด

๒๕.หายเข้ากลีบเมฆ เหมานํามาใช้ในกรณีท่ีไม่มีโอกาสท่ีจะต่อสู้กับทหารรัฐบาลได้ การหายตัวหลบซ่อนใน
ปุาเขาลําเนาไพร เป็นการดีท่ีสุด และทหารปุาก็ถนัดเป็นอย่างดี จึงเป็นการยากท่ีทหารรัฐบาลจะตามหาเจอ เหมาได้
นําเอาทฤษฎีลูกหน้ีกับเจ้าหน้ีมาใช้ในทางปฏิบัติ ทหารปุามีความเคยชินกับการเป็นลูกหนี้คนท่ีมีเงินการหลบหน้า
เจ้าหน้ีนั้นเป็นเร่ืองถนัดของชาวนาและกรรมกรท้ังหลาย ซ่ึงเหมานํามาใช้ถูกจุดเพราะเหมารู้ว่า จิตใจของคนเป็นหนี้
เป็นอย่างไร

๒๖.ล่อเสือลงดอย หรือ ล่อเสือออกจากถํ้า ซ่ึงทั้งฝุายของพรรคกว๋อมินต่างและพรรคก้งฉางต่างก็ต่างระดม
ความคิดเพ่ือจะล่อเสืออีกตัวให้ออกจากถํ้าให้ได้ ในที่สุดเสือแห่งพรรคก๊กมินต๋ัง คือนายพลเจียง ไค เช็ค ก็ถูกเสือแห่ง
พรรคก้งฉางตา่ งคอื เหมาล่อออกจากถาํ้ คอื แผน่ ดนิ จนี ใหญ่ต้องหนไี ปอยูเ่ กาะไต้หวันในป๎จจุบันนี้

125

๒๗.มังกรเฝ้าถ้ํา หรือ รู้รักษาตัว รอดเป็นยอดดี เหมานับว่าเป็นแม่ทัพท่ีชาญฉลาด ท่ีฉลาดนั้นเพราะ ฉลาด
ทั้งบริหารคน และใช้คนด้วย โดยเฉพาะการออกรบนั้น เหมาแทบจะไม่ต้องออกต่อสู้เป็นกองหน้าเลยแต่เป็นคน
วางแผนหลัก ให้คนอ่ืนไปทําแทน หรือให้แม่ทัพนายกองทั้งหลายพยายามแก้ป๎ญหาเองซ่ึงมองดูมุมหน่ึง ก็อาจจะเป็น
การเอาเปรียบทหารทั้งหลายแต่ทหารท้ังมวลก็ไม่เห็นว่าเหมาเอาเปรียบพวกเขาเลยเหมาอยู่ในที่ตั้ง ม่ันเสมอนี่ก็คือ
เป็นวิธีการหนึ่งที่เป็นการรักษาเอาตัวรอดซึ่งวิธีการของเหมานี้ทําให้เหมาสามารถเป็นผู้นําสูงสุ ดได้ในขณะที่มีการรบ
ติดพันนั้นเขาก็นอนเป็นพญามังกรเฝูาถํ้าส่ังให้แม่ทัพ นายกองออกไปรบแทนเขา ทําให้เขารู้ว่าผู้นําควรจะออกหน้า
ตอนไหนช่วงไหนตอ้ งรักษาตัวเองให้ปลอดภัย
๒๘.ได้คืบจะเอาวา ซึ่งสํานวนไทยก็คือการได้คืบเอาศอกแสดงให้เห็นว่าเป็นคนมีความโลภไม่รู้จักความเพียงพอของ
ตนเองเหมาจงึ เปล่ยี นใหม่ เปน็ ไดค้ บื จะเอาวา ซึง่ อยากได้มากกว่าเดิมเสียอีกหลายเท่าแต่ในความหมายของเหมาก็คือ
ได้ทีข่ีแพะไล่ในสํานวนไทยหลังจากเหมาสามารถมีชัยในการทําสงครามหลายครั้งเมื่อเขาพร้อมทั้งอาวุธท่ียึดจาก
กองทัพรฐั บาลและทหารญปี่ ุน และทหารที่มีประสบการณ์ เขาจึงตัดสินใจขั้นแตกหัก โดยการเข้าโจมตีกองทัพรัฐบาล
โดยพร้อมเพียงกันทุกทาง ซึ่งเขาเห็นว่าการทําเช่นนี้ถูกต้องแล้ว เพราะเขาได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ส่วน
รฐั บาลไดร้ บั แรงสนับสนุนจากต่างชาติซ่งึ เหมาเชือ่ วา่ พลงั ประชาชนมอี ํานาจมากกว่า
การทําลายศัตรูของเหล่านั้น ไม่ปล่อยให้กลายเป็นเสือลําบากหรือปล่อยเสือเข้าปุาเด็ดขาด ซ่ึงมันอาจจะแว้งกลับมา
กัดเราในภายหลังได้ ดังกรณีท่ีกองทัพรัฐบาลขับไล่กองทัพเหมา แต่ไม่ไล่ให้ถึงที่สุด จึงทําให้เหมามีโอกาสมาผงาดอีก
ครัง้ หนึ่ง นี้ก็คือบทเรียนทเ่ี หมาถือเป็นบทเรียน
๒๙.จดุ ไฟตามลม เหมา เจ๋อ ตง กล่าวว่า สะเก็ดไฟน้อยนิด อาจจะติดรามทั่วทุ่ง การท่ีไฟไหม้ข้ึน ณ จุดใดส่วนมากก็
มาจากสะเก็ดเล็กๆของไฟน่ันเองการจุดไฟเล็กๆให้กลายเป็นไฟลามทุ่งน้ันไม่ยากเลยแต่การท่ีจะดับไฟให้สนิทนั้น
อาจจะลําบากอยู่ถ้าใครไม่เคยมีประสบการณ์บางทีไฟท่ีตนเองจุดน่ันแหละอาจจะเผาตนเองได้เหมารู้จักวิธีดับไฟเมื่อ
จุดไปแล้วกค็ ือกนั ไปยนื อยทู่ างเหนอื ลมก็จะรอดพน้ จากไฟได้และการดบั ก็คอื การดับให้ถูกจุดอาศัยน้ําเย็นดับไฟ ดับให้
ตรงจดุ แคน่ กี้ ็ดับไดแ้ ลว้ แต่ตอ้ งเป็นการดบั ไฟแตต่ น้ ลมเท่าน้นั
ในขณะเดียวกันการจะใช้ไฟให้เกิดประโยชน์นั้นในทางการสงครามเหมาก็ใช้การปลุกระดมให้ไฟคือความแค้น ความ
เกลียดชังให้เกดิ ขึน้ แก่รฐั บาล เพราะรฐั บาลก็ถูกประชาชนประณามอยู่แล้วจึงเป็นการง่ายท่ีจะโหมไฟให้แรงขึ้น จนใน
ทส่ี ดุ ไฟนั้นก็เผาผลาญศัตรูจนตอ้ งหนลี งทะเล
๓๐.ฝึกฝนกายใจ เป็นยุทธวิธีหน่ึงที่เหมานํามาใช้ในการพัฒนากองทัพให้เข้มแข็ง เหมากล่าวว่า การที่จะลบชนะนั้น
ทหารตอ้ งมีสขุ ภาพทางกายและใจทแ่ี ขง็ แกรง่ อยเู่ สมอ การรักษาสุขภาพจึงต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษการมีป๎ญญามากแต่
ร่างกายอ่อนแอก็ไม่มีประโยชน์ หรือร่างกายแข็งแรง แต่ขาดป๎ญญาก็ไม่มีผลดีอะไรเลยเช่นกัน เหมาแนะนําให้ทุกคน
พ่ึงตนเอง พัฒนาตนเองอยู่เสมอไม่ต้องการให้พ่ึงสิ่งท่ีไม่สามารถให้ความมั่นใจในการดําเนินชีวิตได้ เหมาจึงมีการฝึก
ทหารให้มีความพร้อมอยู่เสมอ เขากล่าวว่า “ ฝึกร่างกายอย่างคนปุา ฝึกป๎ญญาอย่างคนเมือง” เหมาชอบอาบนํ้าเย็น
มากในทกุ ฤดกู าล กระท่งั อาบลมอาบแดด อาบฝน อาบหิมะ ซ่ึงเขาเป็นคนชอบอาบนํ้าฝนยิ่งนักโดยเฉพาะในขณะฝน
ตกหนักๆเขาจะว่ิงออกไปอาบนํา้ ท่ามกลางสายฝนเสมอ

126

๓๑.แสวงกับสงวน การแสวงและการสงวนในความหมายของเหมากค็ อื การที่ทุกคนได้แสดงออกซึ่งความคิดเห็น
ก็อาจจะมีเรื่องส่วนตัวเข้ามาเก่ียวข้องด้วย เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนใหญ่ของประเทศ ก็ควรสงวนความไม่พอใจเอาไว้
และพยายามแสวงหาแนวร่วมต่อไป ซ่ึงเรียกว่า”แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง”ซ่ึงก็คือการแสวงหาแนวร่วมเพื่อประโยชน์
มากกวา่ ส่วนเรอื่ งเล็กๆน้อย ก็ควรสงวนท่าทีเอาไว้
จะเห็นยุทธวธิ ีน้ี ไดอ้ ยา่ งชัดเจนที่เหมานํามาใช้ ซง่ึ ยากท่ีใครจะตามทัน เม่ือญ่ีปุนบุกจีน ในขณะท่ีรัฐบาลกับคอมมิวนิสต์ทํา
การรบกันอยู่ แต่เพ่ือเห็นแก่บ้านเมืองเป็นที่ต้ัง พรรคคอมมิวนิสต์จึงร่วมกันกับรัฐบาลเพื่อขับไล่ทหารต่างชาติ แต่ก็มี
บางส่วนที่ไม่ลงรอยกันแต่เหมาก็สงวนท่าทีเอาไว้ โดยไม่ยอมยกทหารทั้งหมดให้อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล ซ่ึงเหมา
อ่านเกมส์ออกท่ีว่า รัฐบาลถือโอกาสจะยึดพรรคไปเป็นของรัฐบาล แต่เหมาก็วางแผนให้กองทัพแดง เป็นส่วนหนึ่งของ
รัฐบาล แต่ไม่ให้อํานาจในการบัญชาสูงสุด ทําให้เหมาได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธต่างๆตลอดถึงกฎระเบียบต่างๆ จาก
รัฐบาล ซ่ึงในภายหลังส่ิงเหล่าน้ีก็กลับมาท่ิมแทงรัฐบาลเอง วิธีการนี้แม้แต่นายเติ้ง เส่ียวผิง ก็นํามาใช้กับฮ่องกง ที่เป็น
แบบหนึ่งในประเทศแตม่ สี องระบบ คือรวมเปน็ หนง่ึ เดียวกับจีนแตก่ ารบริหารให้มีอาํ นาจเป็นตวั ของตัวเอง
๓๒.ป่าล้อมเมือง ซ่ึงเป็นกลยุทธ์ที่สําคัญย่ิงที่เหมานํามาใช้ในกองทัพของเขา ซ่ึงเป็นที่ทราบกันดีว่าทหารของเหมานั้น
ส่วนมากล้วนเป็นเกษตรกรท้ังน้ัน เหมาเรียกวิธีน้ีว่า “หมู่บ้านล้อมเมือง” เหมาให้ทหารไปยึดปุาเอาไว้ก่อนให้มากท่ีสุด
เพราะใช้เป็นท่ีหลบซ่อน และโจมตีทหารรัฐบาล จากน้ันก็มีการปลุกระดมชาวบ้านท่ัวประเทศให้เป็นแนวร่วม ในที่สุด
นโยบายหมู่บ้านล้อมเมอื งกป็ ระสบผลสาํ เรจ็

๘.๔ปรชั ญาการศึกษา

เหมาเจ๋อตงนอกจากจะเป็นนักต่อสู้ท่ีมีความเพียรมีมันสมองเป็นเลิศแล้วส่ิงหนึ่งท่ีเหมาให้ความสําคัญแก่ตนเองก็คือ
การศึกษาด้านการศึกษาน้ีมีส่วนเป็นอย่างย่ิงในการทําให้เหมาก้าวข้ึนมาเป็นผู้นําท่ีย่ิงใหญ่ใน ประเทศจีนภายใต้การ
ปกครองของเขาและพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือกองทัพปลดแอก ประชาชน การศึกษาคือหัวใจท่ีเหมาใฝุฝ๎นมาตั้งแต่เด็กๆ
เมื่อได้ศึกษาประวัติของเขาให้ดีจะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาแบบมีระบบหรือนอกระบบก็ตาม เหมาล้วนให้
ความสําคัญอยา่ งยิ่ง เรยี กไดว้ ่า ในช่วงท่เี หมายังเปน็ นักเรยี นเขาต้องศกึ ษาอยใู่ นระบบของการศกึ ษาท่ีมีอยู่ในขณะน้ัน และ
ในขณะท่ีเขากลายมาเปน็ สว่ นหน่ึงของพรรคคอมมิวนิสตจ์ นี เหมากต็ ้องศึกษาประสบการณช์ วี ิตจรงิ อกี ส่วนหนง่ึ
การดําเนินชีวิตของเหมาในช่วงเยาว์วัยนั้น เหมาเคยปรารภว่าการศึกษาคือชีวิต จะเห็นได้จากการท่ีเขาได้เข้าศึ กษาเม่ือ
อายุได้เจ็ดปี แม้ในช่วงเวลาวันหยุดเรียน เหมาไม่เคยได้พักผ่อนที่ดีต้องทําการงานช่วยพ่อแม่อยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็น
แรงกดดันอย่างหนึ่งที่เหมาได้ประสบการณ์ตรง การศึกษาของเหมาน้ัน ลักษณะที่ไม่เหมือนใครก็คือ เหมากล้าที่จะ
แสดงออกซง่ึ ความคิดท่ีทนั สมยั อย่เู สมอ และใหข้ ้อคดิ เก่ยี วกบั ระบบการศึกษาทีม่ อี ยู่ในขณะนั้น การแสดงออกในบางคร้ังก็
ดเู หมอื นวา่ จะไมเ่ ป็นที่พอใจของครูผูส้ อน
อุปสรรคในการศึกษาของเหมาก็คือ บิดาไม่ต้องการให้เหมาได้มีการศึกษาสูงๆเพราะไม่มีใครจะมาช่วยดูแลการทํามา
ค้าขาย การศึกษาสูงๆน้ัน เป็นส่ิงท่ีบิดาของเขาคัดค้านมาตลอด แต่เหมาก็ยังพยายามท่ีจะเรียนให้สูงๆต่อไป จนในท่ีสุด
เหมาก็ไดศ้ กึ ษาจนจบโรงเรยี นฝึกหัดครูทฉี่ างซา ความเอาใจใสต่ อ่ การศกึ ษานนั้ จะเหน็

127

ไดจ้ ากประวัติของเขาที่กล่าววา่ “ในเวลากลางคืน เหมาจะปิดหน้าต่างห้องนอนแล้วเอาผ้าอุดช่องโหว่ให้หมดเพื่อไม่ให้
พอ่ เห็นแสงตะเกียงในเวลาอ่านหนังสือมฉิ ะนัน้ จะต้องถูกด่าวา่ ส้นิ เปลอื งนํา้ มัน”99
เหมาเป็นคนชอบอ่านหนังสือทุกชนิดบางครั้งเขาใช้เวลาเป็นวันๆในการอ่านหนังสือในห้องสมุดประชาชนหนังสือท่ี
เหมาชอบอา่ นและจะอ่านอยา่ งพินจิ พิเคราะหจ์ ะเปน็ หนังสือลกั ษณะการพฒั นาประเทศหรือเชิงปลุกระดมแนวคิดให้มี
การต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น การอ่านหนังสือมากๆอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหน่ือยน้ันเป็นผลดีต่อเหมาอย่างย่ิงในการขึ้นมาเป็น
ผูน้ ําประเทศเพราะยุทธวธิ ีต่างๆทีเ่ หมานาํ มาใช้ในการตอ่ สกู้ บั รัฐบาลเจยี ง ไคเช็ค นั้นล้วนพฒั นามาจากการศึกษาที่เอา
จริงเอาจงั ในสมยั เปน็ หน่มุ นนั่ เองเหมาไดใ้ หข้ ้อคิดทแ่ี สดงถึงการให้ความสําคัญทางการศึกษาเอาไว้ว่า”สภาพการณ์ผัน
แปรอยู่ไม่ขาดเม่ือจะให้ความคิดของตนสอดคล้องกับสภาพการณ์ใหม่ๆก็ต้องมีการศึกษาถึงแม้จะเป็นคนที่เข้าใจลัทธิ
มาร์คค่อนข้างมาก และมีจุดยืนของชนชั้นกรรมาชีพค่อนข้างแน่วแน่ก็ตาม ก็ยังต้องศึกษาอีก ต้องรับเอาสิ่งของใหม่ๆ
และคน้ ควา้ ปญ๎ หาใหมๆ่ ”100
ป๎ญหาความรู้เป็นป๎ญหาวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง จะแสร้งทําเป็นรู้หรือเย่อหย่ิงแม้สักนิดหาได้ไม่ สิ่งที่ต้องการอย่าง
เดด็ ขาดนั้นกลบั เปน็ สงิ่ ตรงกนั ข้าม คือทา่ ทซี อื่ และถอ่ มตัวในการเปลี่ยนแปลงประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมท่ี
ล้าหลัง ให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมท่ีเจริญก้าวหน้าน้ัน งานที่เราต้องเผชิญเป็นงานท่ีลําบากยากเข็ญมาก ความ
ชัดเจนของเราน้ันไม่เพยี งพออย่างยิ่ง ดงั นัน้ จงึ ต้องสันทดั ในการศึกษา
ศัตรูของการศึกษาคือ ความพึงพอใจในตนเอง ถ้าต้องการจะศึกษาอะไรสักหน่อย อย่างจริงจังแล้ว ก็ต้องเริ่มต้นจาก
ความไม่พึงพอใจ ในตนเองกับตนเอง และต้องศึกษาอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย กับผู้อ่ืน ต้องพรํ่าสอนอย่างไม่รู้จักเหน็ด
เหนือ่ ย เราควรจะมีท่าทีเช่นนี้
การอ่านหนังสือเป็นการศึกษา การนํามาใช้ก็เป็นการศึกษา ทั้งเป็นการศึกษาที่สําคัญย่ิงกว่าด้วย ศึกษาสงครามจาก
สงคราม น่ีเป็นวิธีการสําคัญของเรา คนที่ไม่มีโอกาสเข้าโรงเรียน ก็ศึกษาสงครามได้เหมือนกัน คือศึกษาจากการทํา
สงคราม(การปฏิบตั )ิ สงครามปฏิวัติ เปน็ เร่อื งของมวลชน มักจะไมใ่ ชศ่ กึ ษา ใหเ้ ป็นเสียก่อนแล้วจึงทํา หากทําแล้วค่อย
ศึกษา การทํากค็ ือการศึกษาเราสามารถเรียนรู้สิ่งที่ไม่รู้มาก่อน เราไม่เพียงแต่สันทัดในการทําลายโลก เท่านั้น หากยัง
สนั ทดั ในการสร้างโลกใหม่อีกด้วย ทฤษฎีมาร์ค เองเกลส์เลนินและสตาลิน เป็นทฤษฎีที่ใช้ได้เหมาะสมทุกหนแห่ง เรา
ไม่ควรถือทฤษฎี ของท่านเป็นแค่คัมภีร์เท่านั้น หากควรถือเป็นเข็มทิศแห่งการกระทํา เราไม่ควรศึกษาแต่คําและ
ประโยค ของลัทธิมาร์คเลนินหากควรศึกษาในฐาน ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ของการปฏิวัติ ไม่เพียงแต่ต้องเข้าใจข้อสรุป
เกี่ยวกับกฎท่ัวไปซ่ึงมาร์ค เองเกลส์เลนินและสตาลิน ได้ มาจากการค้นคว้าชีวิตจริง และความชัดเจนทางการปฏิวัติ
อนั กว้างขวางเท่าน้ัน หากยังตอ้ งศกึ ษาจุดยนื และวธิ กี ารของท่านในการพิจารณาป๎ญหาและแก้ปญ๎ หาด้วย

การศึกษาในยุคเริ่มต้นของเหมา เจ๋อ ตงนั้น เป็นการศึกษาเพ่ือแสวงหาความรู้อย่างแท้จริงหลังจากนั้นเหมาก็ได้นํา
การศึกษาเชงิ ความรมู้ าปฏบิ ัตใิ ห้เปน็ รูปธรรมซ่งึ การศกึ ษาอยา่ งนี้ถือว่าเปน็ การศึกษาที่แท้จริง (Learning by doing)

99เทอด ประชาธรรม.เหมา เจ๋อ ตง และการปฏวิ ตั จิ ีน. หนา้ ๒๓.
100เหมา เจ๋อ ตง. คาํ คม คมคําเหมา เจอ๋ ตง. หน้า ๗๗.

128

การศึกษาลัทธิมาร์ค ไม่เพียงแต่ต้องศึกษาจากหนังสือเท่าน้ันที่สําคัญยังต้องผ่านการต่อสู้ทางชนชั้นการปฏิบัติในการ
งานและการใกลช้ ิดกับกรรมกรชาวนาจึงจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างแท้จริงถ้าป๎ญญาชนของเราได้เรียนตําราลัทธิมาร์ค
มาบ้างและไดม้ ีความเขา้ ใจขึ้นอกี จากการไปใกล้ชิดกับมวลชนกรรมกรชาวนาและการปฏิบัติในการงานของตนแล้วเรา
ทุกคนก็จะมีภาษาท่ีร่วมกันคือไม่เพียงแต่มีภาษาร่วมกันในด้านลัทธิรักชาติมีภาษาร่วมกันในด้านระบอบสังคมนิยม
เทา่ น้ันหากยังมภี าษารว่ มกนั ในด้านโลกทศั น์ลทั ธคิ อมมวิ นิสต์ ไดอ้ ีกดว้ ยถา้ เป็นเชน่ น้แี ลว้ งานของเราทุกคนก็จะทําได้ดี
ขึน้ มาอยา่ งแน่นอน
เราต้องศึกษางานต่างๆจากผู้รู้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามต้องยกพวกเขาเป็นอาจารย์ศึกษาด้วยความเคารพนบนอบและ
ด้วยความซอื่ ไม่รกู้ ว็ ่าไม่รู้อย่าแสร้งทําเป็นรู้การศึกษาไม่ใช่ของง่ายยิ่งการนําไปใช้ยิ่งไม่ใช่ของง่ายควรจะเอาสติกําลังท่ี
เหลือจากการงานไปใช้ในการศกึ ษาเปน็ สว่ นใหญ่เพราะความเคยชนิ ในการศกึ ษาให้ติดเป็นนสิ ัย
การศึกษาในทัศนะของเหมา เจ๋อตง น้ันควรจะศึกษาให้สามารถนําไปใช้ให้เกิดประโยชน์ท้ังในชีวิตประจําวันและการ
พัฒนาประเทศเหมาต้องการให้เยาวชนจีนศึกษาลัทธิมาร์ค -เลนิน เพราะน่ีก็คือเปูาหมายสูงสุดในการทําให้
ประเทศชาติพัฒนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองเหมายังมีทัศนะท่ีกว้างไกลมองเห็นความสําคัญทางด้านเทคโนโลยีแบบ
ตะวันตกเน้นให้รู้จักการใช้แบบวิทยาศาสตร์ไม่หลงความรู้ของตนเองควรจะมองคนอื่นด้วยนําส่ิงดีๆของคนอื่นมา
พัฒนาตนเองและสังคมนอกจากน้ันสิ่งที่เหมาต้องการอย่างยิ่งในการให้การศึกษาก็คือการศึกษาคือการปฏิวัติ
การศกึ ษาคอื การพัฒนาพรรคคอมมิวนิสต์ ให้มวลชนมีส่วนร่วมในการศึกษาแนวทางการปฏิวัติการศึกษาของเหมาจึง
เนน้ การศกึ ษาทางการเมอื งเป็นอนั ดบั หน่งึ

๘.๕ ปรัชญากวนี พิ นธ์

เหมา เจอ๋ ตง นอกจากจะเป็นนักการเมืองนักการทหารนักการศึกษานักเศรษฐศาสตร์นักปกครองแล้วเหมายังมีความ
เป็นผู้มีศิลปะการแต่งกวีในตัวอย่างดีเยี่ยมอีกด้วยบทกวีของเหมาได้รับการกล่าวขานว่าเป็นการแต่งที่ใช้แบบโบราณ
แตใ่ ห้ความหมายได้อย่างลกึ ซึ้งการแตง่ กวขี องเหมาแตล่ ะคร้งั นั้นเป็นที่นา่ สังเกตวา่ จะแตง่ ข้ึนในชว่ งการปฏิวัติท้ังส้ินแม้
ในขณะการทําสงครามเหมาก็ยังได้แสดงออกถึงความเป็นผู้มีสุนทรียศาสตร์ผู้ต้องการความงดงามด่ืมดํากับบทกวีได้
นับว่าเป็นบุคคลท่ีมีความพิเศษอย่างเหลือเชื่อแรงบันดาลใจทําให้เหมาเขียนบทกวีน้ัน มาจากหลายๆเหตุการณ์
ทางด้านการเมืองการสงครามความรักเเละเก่ียวกับธรรมชาติเป็นต้นจึงจะได้นําบทกวีที่เหมาแต่งไว้ในโอกาสต่างๆมา
นาํ เสนอดงั น้ี

แดห่ ยางไค่ฮุ่ย

โบกมอื จําพรากจากในพลนั ยามหันหน้าหากันย่ิงหมน่ ไหม้
ถา่ ยทอดทกุ ขร์ ะทมซง่ึ ตราตรึงใจ จากหนหลังฝ๎งฤทัยมาธิบาย
จากขอบเนตรปลายคิว้ คล้ายแฝงฝง๎ ความเจ็บแคน้ แน่ประดงั ในทรวงหลาย
โอ้แสนอ่นุ อัสสุชนใกล้หล่นราย หากกล้าํ กลืนขนื ระคายทานทนไว้
เคยขุน่ ข้องหมองจติ จากสารา บัดนี้มากระจา่ งมนัสแจม่ ชัดได้
คล่ืนระลอกเมฆหมอกผ่านพน้ ไป ความเข้าใจฤทัยชืน่ กลบั คืนมา
ในโลกนมี้ ีผู้รูใ้ จกนั ก็เพยี งเธอกบั ฉนั มงิ่ มติ รขา้

129

คนมไี ขท้ รมานตนทานทุกข์มา โอว้ า่ ฟาู จะรบู้ ้างหรืออยา่ งไร
รงุ่ อษุ าทวารบถเบื้องบรู พา นํ้าค้างแขง็ ตกหน้าฝูาจับใส
แสงจนั ทร์เส้ียวรางรางพร่างอําไพ พาดสระนํา้ สนทิ ในวาระน้ี
เสียงหวูดฟง๎ กังวานเทวษหวาดดังเหมือนดวงใจจะขาดคลาดจากศรี
ข้ามขอบฟูาเดียวดายหมายชีวี นบั แต่นีจ้ ากไกลไม่พบพาน
ใยแหง่ ทกุ ข์ระทมฤทยั ตดั ให้ขาด สายเจ็บแคน้ แน่นอนาถจาํ หักหาญ
ขอเป็นคนุ หลนุ ไศลไกรปราการ ถลม่ ทลายแหลกลาญในบัดดล
ด่ังผาขาดตัดสะบ้นั พลันลา้ งลบ ด่งั ใต้ฝนุ กวาดพิภพจบทุกหน
ขอให้เป็นสองวหิ คเหินฟาู บน โบยบินเคียงเมฆพมิ ลอย่คู ่กู ัน
บทกวนี ี้เหมาเจ๋อตงแต่งใหก้ บั ภรรยาคนแรกของเขาในคราวจากกนั ไปในเดือนมกราคม ค.ศ. ๑๙๒๓

ฉางซา
ยนื อยูผ่ ู้เดยี วท่ามกลางความหนาวเหนบ็ ของฤดใู บไม้รว่ งแม่น้ําเซียงไหลไปทางเหนือ
ณ หวั เกาะส้ม มองไปยงั ขุนเขานับหม่นื แดงสะพร่ังหม่ไู ม้ลดหล่นั เปน็ ช้ันราวถูกยอ้ ม สายนา้ํ สดใสดั่งมรกต
นาวาน้อยใหญน่ บั ร้อยๆขนึ้ ล่องอยขู่ วกั ไขว่อนิ ทรยี โ์ ผนฝุาฟากฟูาไพศาล
มัจฉาปราดเปรียวอยู่ในท้องนํ้าตื้น ใต้ฟูาเย็นยะเยียบดว้ ยเกลด็ นาํ้ ค้างแข็ง
สรรพสตั ว์ขวนขวายเพื่อใหไ้ ด้มาซงึ่ อิสรภาพ ความวิเวกอ้างว้างกวา้ งใหญ่ไพศาล
ถามถงึ มหาปฐพีอนั ไมม่ ีขอบเขตส้นิ สดุ ใครคือผลู้ ขิ ติ ความข้ึนลงของชวี ติ ?
เคยพาเพื่อนนับร้อยมาเยือน หวนราํ ลึกถึงคนื วันอนั สงู ส่งท่ีล่วงลับไปแล้ว
ในตอนนั้นเพื่อนนักเรยี นในวยั เยาว์ บุปผาแห่งพลงั ท่ีกาํ ลังเบ่งบาน
กลิน่ ไอของป๎ญญาชน ท่ีเต็มไปดว้ ยความเขม้ ข้นและมชี ีวิตชีวา
ชนี้ วิ้ ชมทิวทศั น์ ปลุกเร้าเผยแผ่ทง้ั พากษแ์ ละพจน์

ขี้ขยะในอดีตเจ้าท่ีดินศักดินา จําได้หรือไม่?ยามแหวกว่ายอยู่กลางสายนํ้า ระลอกคลื่นปะทะนาวาขณะแล่นประหน่ึง
เหิรบินบทกวีน้ีแต่งขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๒๕ ที่ฉางซาบ้านเกิดของเหมาบรรยากาศช่วงฤดูใบไม้ร่วงทําให้เหมาเกิดแรง
บนั ดาลใจข้นึ มาเพราะบรรยากาศในช่วงนมี้ คี วามงดงามเป็นพิเศษ

หอกระเรียนเหลือง
เว้งิ เวง้ิ เก้าแควหลงั่ ธารนทถี ั่งกลางธรณิน
ครึมครึมจากทักษิณ เส้นทางรดุ อุตตรดล
ฝนควนั อนั หมน่ มัว ครอบคลุมทั่วทุกแหง่ หน
สองเขาเต่างูยล กระหนาบมหาธารินไหล
เหตุไฉนใครรู้เร่ือง กระเรยี นเหลืองสู่หนใด

130

เหลอื แหล่งเเหง่ นไ้ี ว้ เพื่อผเู้ ยือนพงึ เยี่ยมยล
รนิ เหล้าเซน่ สายนํ้า ซ่าซา่ ซ้าํ เสยี งองึ อล
สายใจไหลแรงท้น เทยี มคลื่นซัดสาดสดุ สูง
กวีบทนเี้ ขียนขนึ้ แสดงให้เหน็ ถึงเจตนารมณ์ในการต่อสูด้ ้วยกําลงั อาวธุ อย่างเดด็ เดยี่ ว ตลอดถงึ โชคชะตาในการปฏิวัติ
เหมาเขียนข้นึ ในปี ค.ศ. ๑๙๒๗

จง่ิ กงั ซาน
ธงทวิ และละลิ่วหลากหลาย สะบดั ชายเชงิ เขาเพราะไสว
ยอดผาแตรกลองกอ้ งไกร อุโฆษไขครนื ฟง๎ กงั วาน
ปรป๎กษแ์ ข็งขนั หลนั่ ลอ้ ม หมื่นพนั แห่ห้อมหักหาญ
เรายนื หยัดสู้หมู่มารตงั้ มน่ั ตระหงวา่ นราญฤทธ์ิ
ห้องกันขน้ แต่งแต่เนนิ่ เชงิ เทินไกรเกรียงเทยี่ งสถิตย์
เอกภาพมหาชนพลชติ เอกจิตดัง่ ปูอมปราการ
จากหวางหยางเจ้ียงเสียงสินาด ดุจเสยี งฟาู ฟาดทวยหาญ
ทราบข่าวข้าศกึ ลนลาน อลหม่านราตรลี ไ้ี ป

บทกวีนี้เหมาแต่งแสดงความชื่นชมยินดีต่อกองทัพที่โจมตีทหารรัฐบาลแตกถอยไปท่ีค่ายจิ่งกังซานในเดือนสิงหาคม
ค.ศ. ๑๙๒๘

สงครามระหว่างเจียงกับขุนศึกกวา่ งซี
ลมเมฆพัดแปรผนั ในทนั ใดเหล่าขนุ ศกึ รบกนั ใหม่ไม่ทนั ลา่
สาดลาํ เค็ญเข็ญแค้นแดนประชา ฝน๎ ขา้ วฟุางเหลอื งอีกครายิ่งยากไร้
ธงแดงพลิว้ ลว่ิ ข้ามนํ้าทวิ สะพรั่ง สู่หลงเหยียนซ่างองั อนั กว้างใหญ่
หยิบชิ้นสว่ นโถทองซ่อมทันใดเขา้ จัดสรรนาไร่ขวักไขวง่ าน

กวีบทนี้แต่งในปี ค.ศ.๑๙๒๙ เหมาพรรณนาถึงกองทัพรัฐบาลต่อสู้เพื่อชิงอํานาจกันกับขุนศึก กว่างซี ได้มีการระดม
ทรพั ย์สนิ เพือ่ สงครามทาํ ให้ประชาชนต้องลําบาก และได้กลา่ วถึงกองทพั แดง สร้างที่มั่นเพ่ือการปฏิวัติข้ึนและจะขยาย
เตบิ โตตอ่ ไป

สราทฉงหยาง
ชีพคนเราชรางา่ ยไม่เหมอื นฟูา สารทฉงหยางทกุ ปีมาคงพบเหน็
สารทปีน้วี นั นใ้ี ชจ่ กั เว้นมาลาเหลือหอมเด่นในแดนยุทธ

131

ทุกปีบลมใบไม้ร่วงพดั รมุ เรา้ แผกใบไมผ้ ลิเพราะแสนผุดผ่อง
หากเหนอื กว่าใบไมส้ เิ ลอรจุ น์เกล็ดนาํ้ คา้ งไพศาลสดุ เวิง้ น้ําฟาู

บนเส้นทางกว่างซาง
นภาลัยแสนไพศาลกอ่ งตระการขาวสกุ ใส
เคลอ่ื นทพั รบี รดุ ไป ฝาุ หมิ ะระหวา่ งทาง
เขาสูงยอดพศิ เคราเหนือเศียรเราแลสลา้ ง
ผนั ผ่านด่านใหญ่พลางธงแดงพล้ิวล่วิ พระพาย
ดัน้ ดน้ หนใดกันกา้ นนทอี ันเรามั่นหมาย
ลมหิมะกระพอื ผายคลายคลค่ี ลุมครอบไกวัล
คําส่งั เม่อื วันวานทพั คนงานชาวนาพลัน
ยาตราส่จู ๋อี นั แสนคนถว้ นลว้ นพลหาญ
กวีบทนี้เหมาเขียนข้ึนในการเดินทัพไปกว่างซาซ่ึงเป็นอําเภอหนึ่งในเจียงซีในระหว่างทหารปุาได้ต่อสู้กับรัฐบาลและ
เหมากาํ ลังเตรียมสถาปนารฐั บาลประชาธิปไตยของคนงานและชาวนาในฐานทม่ี นั่

จากทิงโจวไปฉางซา
เดือนหกกองทพั เทวัญเผด็จทวยอาธรรมส์ ถลุ ถอ่ ยใช้เชือกหมนื่ วา
มงุ่ มดั คนุ เผิงจอมพญา วิหคมหตั มัจฉาฝ่ง๎ โน้นก้านทีศรแี ดง
มมุ หนงึ่ ชว่ งโชตโิ รจน์แจรงปกี ทพั กล้าแกรง่ สหายหวงกวงเลยื่ บญั ชา
สดุดดี ว้ ยจติ ปรดี าคนงานชาวนานับลา้ นสมานสเู้ ศกิ สรรพ์
มว้ นแผน่ ดินเผด็จโดยพลนั เจยี งซีหูหนนั หูเปุยสฤษด์สิ ามมณฑล
ขานขับลํานาํ สากลโถมจากนภดลเพ่ือขา้ พายใุ หญ่ทลายถลม่ เทอญ
กวีบทนี้เหมาเขียนข้ึนในปี ค.ศ.๑๙๓๐ในขณะมีการรวมพลคร้ังใหญ่ที่ทิงโจวและมีการสดุดีแม่ทัพกวงเลี่ยซ่ึงมีผลงาน
ในการขยายฐานท่ีม่ันเหมาถือเอาความสําเร็จของกองทัพเป็นอันดับหนึ่ง และพรรณนาถึงแสนยานุภาพของกองทัพ
แดงท่ีจะตอ้ งประสบชัยชนะในสงครามปฏิวตั อิ ยา่ งแนน่ อน

การลอ้ มกวาดล้างครัง้ ที่หนึ่ง
หมนื่ ไม้เดน่ แดงดาษดาใต้ฟาู นํ้าคา้ งเคลือบแข็ง
ทพั เทพพิโรธรอ้ นแรงสดุ แหง่ ห้วงหาวโหมไกล

หมอกคลค่ี ลมุ ทั่วหลงกงั มืดทงั้ พันยอดพดื ไศล

ก่กู ้องพร้อมกันทันใด กองหนา้ จับได้จางฮยุ จ้าน

ศัตรสู ู่แดนเจยี งซี สองแสนโยธีทวยหาญ

ลมพดั ควนั พลวิ้ ล่วิ ลานเป็นระลอกตระการกลางฟาู

เสยี งปลุกเร้าชาวนาคนงานแสนล้านเอกจิตแกล้วกล้า

132

ส้ใู ตธ้ งแดงดาษดาชลุ มุนเชงิ ผาปโูุ จว
เป็นการพรรณนาการต่อสู้กับกองทัพรัฐบาลและกองทัพแดงสามารถจับแม่ทัพจางฮุยจ้านได้การต่อสู้ในคร้ังนั้นเหมา
ประสบชัยชนะในเดือนธันวาคม ๑๙๓๐

การล้อมกวาดลา้ งครัง้ ที่สอง
ยอดเขาไปหุ ยุนเมฆผงาดหยัดยืนทมฬิ มาดศึกใหญ่
เบอ้ื งลา่ งไปหุ ยุนเกริกไกรเสยี งโหร่ ุกไลร่ ้อนรน
พฤกษผ์ ุไม้แห้งแข็งสู้พรอ้ มใจโจมจ่ปู ระจกั ษผ์ ล
ปาุ ปนื ลอ้ มรุกเร่งรณขนุ พลเหาะจากฟากฟูา
สิบห้าวนั บัน่ บุกรดุ ไล่เจด็ รอ้ ยล้ไี กลรดุ หน้า
เว้ิงว้างนทีก้านบรรดา ภผู าขจถี ่นิ หมนิ่ นี้
อรริ าบปราบเหมือนมว้ นเส่อื สลดเหลอื รา่ํ รอ้ งหมองศรี
ทุกก้าวสร้างด่านแสนดถี กู ขยรี้ าํ่ ไห้มิไดก้ าร

การเดนิ ทพั ทางไกล
พหลแดงฤาพรน่ั หวัน่ ไหวเดินทัพทางไกลแสนเขญ็
หม่นื นทีพันภดู เู ป็นของเลน่ พกั รอ้ นผ่อนคลาย
เทอื กเขาอหู่ ลงิ พืดยาวโลดราวคลน่ื แลแผ่ขยาย
อู่เหมิงมหึมาทา้ ทาย ก้อนดินกลิง้ ดายสะดวกใจ
ผาสูงเสยี ดเมฆอ่นุ สะอา้ นสายธารจนิ ซาสาดใส่
สะพานข้ามต้าตชู ูใจโซเ่ หล็กเสน้ ใหญ่ยะเยยี บเย็น
หิมะล้วนพันล้ลี าดตระการหมินซานสุขใจได้เหน็
สามทัพทะแกลว้ พักตร์ผอ่ งเพ็ญ ผ่านพ้นยลเด่นยนิ ดี
เหมาแต่งบทกวีน้ีช่วงการเดินทัพทางไกลในเดือนกันยายนปี ค.ศ.๑๙๓๕ ซ่ึงหนีการตามล่าของกองทัพรัฐบาลเจียงไค
เช็คการเดินทางครั้งนี้โด่งดังไปทั่วโลกการเดินทางกินระยะเวลาหน่ึงปีเต็มจํานวนวัน ๓๖๘วันคิดเป็นการเดินทัพ
กลางวัน๒๓๕วันเวลากลางคืน ๑๘ วันข้ามเทือกเขาสิบแปด เทือกเขาและที่มีหิมะปกคลุมตลอดปีห้าเทือกเขาข้าม
แม่นํ้า ๒๔ สายผ่านมณฑล ๑๑มณฑลยึดเมืองต่างๆตลอดเส้นทาง๖๒ เมืองแม้ว่าจะเป็นการเดินทางไกลท่ีแสน
ทรุ กันดารแตเ่ หมาก็ยงั มีอารมณข์ นั สามารถแตง่ บทกวีได้อยา่ งนา่ อศั จรรย์

คนุ หลุน

133

ขวางฟาู ผงาดมาก่อเกิด คนุ หลนุ เถื่อนเทิดมหาไศล
ไดป้ ระสบพบเหน็ เจนใจ โลกยี ์วิสัยผองภพ
มงั กรหยกสลอน สามลา้ น เหินหาญบนิ ฟุองล่องตบล
ทวั่ ฟูาเสยี ดเยน็ ยะเยอื กทบ ฤดรู ้อนอวลอบหิมะละลาย
ชลธารนอ้ ยใหญไ่ พล่ขวาง อุทะทว่ มท้นทางหลากหลาย
ยผั ลผ้คู นกลบั กลาย มัจฉาตะพาบหลายหลากไป
อดีตกาลนานนับเนอ่ื งมี สถิตยท์ ว่ั ชัว่ ดเี ปน็ ไฉน
ใครจกั วิพากษ์วิจารณ์ได้ พินจิ จัยเที่ยงธรรมอนั อดลุ ย์
ในตระบัดข้าพดู กับเจา้ คือมหาขุนเขาคุนหลนุ
ใช่ประสงคส์ ่วนสงู ไพบลู ย์ ฤาหิมะมากมุ่นทั้งมวล
ชักดาบวเิ ศษยนื พิงฟูา ตัดสูภูผาสามส่วน
ผืนหนึง่ ยโุ รปสมควรอีกสว่ นมอบกับอเมริกา
ส่วนสามคืนให้ในเขตตะวันออกถ่นิ เทศรกั ษา
โลกสบสนั ตจิ ริ า ร้อนหนาวทวั่ หลา้ ร่วมกนั

เหมาเจ๋อตงเขยี นขนึ้ ในระหวา่ งที่กองทพั แดงข้ามภเู ขาหมนิ ซานในเดือนกันยายนเหมายืนอยู่บนยอดเขานี้และมองเห็น
คุนหลุนอยู่เบอ้ื งหน้า เกดิ จนิ ตนาการในความงามในธรรมชาตจิ งึ เขยี นบทน้ี

เขาลิ่วผัน
ฟาู สงู เมฆบางใสสุดสายตา ห่านปุามงุ่ ทกั ษิณบนิ ลบั หาย
หากไม่ถึงกาํ แพงใหญ่ใช่ชาติชายเดินทัพนับน้ิวหมายสองหม่นื ล้ี
ยอดเขาสงู ลิ่วผนั ชันลิบลวิ่ ธงแดงพลว้ิ ลมประจิมพัดเรอ่ื ยร่ี
เชอื กยาวถอื ม่นั ในวนั นี้ จะจบั ไดเ้ ม่อื ไรเลา่ มังกรนลิ
ถัดจากเขาหมินซาน กองทัพแดงก็เข้าสู่มณฑลกานซุ เขาล่ิวผันอยู่ระหว่างกานซุและหนิงเซี่ย เหมาขึ้นไปบนภูเขาใน
วันท่ี ๗ ตุลาคมค.ศ. ๑๙๓๕ ทบทวนการเดินทางไกลและจุดหมายปลายทางท่ีจะต้องเดินทางไปให้ถึงเขาคํานึงถึง
ภารกิจประวตั ิศาสตรข์ องกองทัพแดงจะเป็นเชน่ ไร

ตอบเพื่อนคนหนึง่
หมู่เมฆขาวลอ่ ยฟอุ งล่องเสลาเหนอื จิว่ หยขี ันเขาแลลบิ ลว่ิ
เสดจ็ โดยสายลมพรมพดั พลวิ้ ส่บู รรพตขจรี ิว้ พระชายา
อสั สชุ นพันหยดหยาดพรา่ งพราย แตม้ ไผล่ ายตน้ หนงึ่ ตรึงเจิดจ้า

134

อันหมอกแดงหมนื่ ดอกดูดาษดา เปน็ ภษู าจบี พจิ ติ รพศิ ร้อยชัน้
คลื่นตง้ ถิงทะเลสาบสาดฟาู ไกล นภาลัยหมิ ะโปรยโรยเฉดิ ฉัน
เสียงชาวเกาะฉางเตา่ เฝาู ขับกัน ลํานํากวีเลือ่ นลั่นไผทสะท้าน

เหตุฉะน้ีข้าจะฝ๎นอนั เลอื นลาง แสนเวงิ้ วา้ งไกลสุดไพศาล

ดินแดนแหง่ ดอกบัวยามเบง่ บาน สุกใสแสงอุษาลานเมื่อรุ่งฟาู
ดังน้ันบทกวีของเหมาเจ๋อตง ได้แสดงออกถึงความเป็นผู้มีอารมณ์สุนทรีย์อย่างยิ่ง แม้ในยามศึกสงคราม เหมาก็ยัง
สามารถแต่งกวีได้ การแต่งกวีของเหมาอาศัยเหตุการณ์ท่ีเป็นจริงในระยะนั้น มาเป็นแรงดลใจ สังเกตให้ดีจะเห็นว่า
บทกวีตา่ งๆ ท่เี หมานิพนธ์นั้น จะเป็นไปในรูปแบบการปลุกระดมการต่อสู้ การสร้างความหวัง ภารกิจท่ีจะต้องดําเนิน
ต่อไปเพื่อชัยชนะ เปูาหมายการเขียนจึงเด่นชัดอยู่ท่ีสามารถนําเหตุการณ์ต่างๆ มาผูกเป็นกลอน และสร้างกําลังใจให้
หา้ วหาญแกผ่ รู้ ว่ มอุดมการณ์ ได้เป็นอยา่ งดี

ข้ีขยะในอดีตเจ้าท่ีดินศักดินา จําได้หรือไม่?ยามแหวกว่ายอยู่กลางสายนํ้า ระลอกคล่ืนปะทะนาวาขณะแล่นประหน่ึง
เหิรบินบทกวีน้ีแต่งข้ึนในปี ค.ศ. ๑๙๒๕ ที่ฉางซาบ้านเกิดของเหมาบรรยากาศช่วงฤดูใบไม้ร่วงทําให้เหมาเกิดแรง
บันดาลใจขึน้ มาเพราะบรรยากาศในชว่ งนี้มีความงดงามเปน็ พเิ ศษ

หอกระเรยี นเหลือง
เวิ้งเวงิ้ เก้าแควหลั่ง ธารนทีถั่งกลางธรณนิ
ครมึ ครึมจากทักษิณ เสน้ ทางรดุ อุตตรดล
ฝนควนั อนั หมน่ มัว ครอบคลุมทั่วทกุ แห่งหน
สองเขาเต่างูยล กระหนาบมหาธารนิ ไหล
เหตุไฉนใครรู้เรอื่ ง กระเรยี นเหลอื งสหู่ นใด
เหลือแหล่งเเห่งน้ีไว้ เพื่อผเู้ ยือนพงึ เยีย่ มยล
รินเหล้าเซน่ สายนา้ํ ซ่าซา่ ซ้ําเสียงองึ อล
สายใจไหลแรงทน้ เทียมคล่นื ซดั สาดสดุ สูง
กวบี ทนีเ้ ขียนขึ้นแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณใ์ นการตอ่ สู้ด้วยกําลังอาวธุ อย่างเดด็ เดยี่ ว ตลอดถงึ โชคชะตาในการปฏิวตั ิ
เหมาเขียนข้ึนในปี ค.ศ. ๑๙๒๗

จง่ิ กังซาน
ธงทวิ และละล่วิ หลากหลาย สะบดั ชายเชิงเขาเพราะไสว
ยอดผาแตรกลองก้องไกร อโุ ฆษไขครนื ฟง๎ กังวาน
ปรป๎กษ์แขง็ ขนั หลนั่ ล้อม หม่ืนพันแหห่ ้อมหักหาญ

135

เรายืนหยดั สหู้ ม่มู ารต้งั ม่ันตระหงวา่ นราญฤทธ์ิ
ห้องกนั ข้นแตง่ แตเ่ น่นิ เชงิ เทินไกรเกรยี งเท่ียงสถิตย์
เอกภาพมหาชนพลชติ เอกจิตด่งั ปอู มปราการ
จากหวางหยางเจย้ี งเสยี งสินาด ดจุ เสยี งฟาู ฟาดทวยหาญ
ทราบข่าวขา้ ศึกลนลาน อลหมา่ นราตรีล้ไี ป

บทกวีนี้เหมาแต่งแสดงความช่ืนชมยินดีต่อกองทัพที่โจมตีทหารรัฐบาลแตกถอยไปท่ีค่ายจิ่งกังซานในเดือนสิงหาคม
ค.ศ. ๑๙๒๘

สงครามระหวา่ งเจยี งกบั ขุนศกึ กวา่ งซี
ลมเมฆพดั แปรผันในทันใดเหล่าขนุ ศึกรบกนั ใหม่ไมท่ นั ลา่
สาดลําเค็ญเขญ็ แคน้ แดนประชา ฝน๎ ข้าวฟุางเหลอื งอีกครายิ่งยากไร้
ธงแดงพล้วิ ลวิ่ ข้ามน้ําทิวสะพร่ัง สู่หลงเหยียนซ่างองั อนั กว้างใหญ่
หยบิ ชนิ้ ส่วนโถทองซอ่ มทันใดเขา้ จดั สรรนาไร่ขวักไขวง่ าน

กวีบทนี้แต่งในปี ค.ศ.๑๙๒๙ เหมาพรรณนาถึงกองทัพรัฐบาลต่อสู้เพื่อชิงอํานาจกันกับขุนศึก กว่างซี ได้มีการระดม
ทรพั ยส์ นิ เพ่ือสงครามทําให้ประชาชนต้องลาํ บาก และไดก้ ลา่ วถงึ กองทพั แดง สร้างท่ีม่ันเพ่ือการปฏิวัติข้ึนและจะขยาย
เติบโตต่อไป

สราทฉงหยาง
ชีพคนเราชราง่ายไมเ่ หมือนฟาู สารทฉงหยางทกุ ปมี าคงพบเห็น
สารทปีนี้วนั นี้ใช่จกั เว้นมาลาเหลอื หอมเดน่ ในแดนยุทธ
ทุกปบี ลมใบไม้รว่ งพัดรุมเร้าแผกใบไมผ้ ลิเพราะแสนผดุ ผอ่ ง
หากเหนือกว่าใบไมส้ เิ ลอรุจน์เกลด็ น้าํ ค้างไพศาลสดุ เว้ิงนํ้าฟาู

บนเส้นทางกวา่ งซาง
นภาลยั แสนไพศาลกอ่ งตระการขาวสุกใส
เคล่ือนทัพรีบรุดไป ฝาุ หมิ ะระหว่างทาง
เขาสูงยอดพิศเคราเหนือเศียรเราแลสลา้ ง
ผันผ่านดา่ นใหญ่พลางธงแดงพลว้ิ ล่ิวพระพาย
ดัน้ ด้นหนใดกนั ก้านนทีอนั เรามั่นหมาย
ลมหิมะกระพอื ผายคลายคลค่ี ลุมครอบไกวัล
คําสั่งเมอ่ื วนั วานทัพคนงานชาวนาพลนั
ยาตราสจู่ ีอ๋ นั แสนคนถว้ นลว้ นพลหาญ

136

กวีบทนี้เหมาเขียนขึ้นในการเดินทัพไปกว่างซาซึ่งเป็นอําเภอหนึ่งในเจียงซีในระหว่างทหารปุาได้ต่อสู้กับรัฐบาลและ
เหมากําลังเตรยี มสถาปนารัฐบาลประชาธิปไตยของคนงานและชาวนาในฐานทีม่ ัน่

จากทิงโจวไปฉางซา
เดอื นหกกองทพั เทวญั เผดจ็ ทวยอาธรรมส์ ถุลถ่อยใชเ้ ชอื กหม่นื วา
มุ่งมดั คนุ เผงิ จอมพญา วิหคมหัตมัจฉาฝง่๎ โนน้ ก้านทีศรแี ดง
มมุ หนงึ่ ชว่ งโชตโิ รจน์แจรงปีกทัพกลา้ แกร่งสหายหวงกวงเลื่ยบัญชา
สดุดดี ว้ ยจิตปรดี าคนงานชาวนานับล้านสมานสเู้ ศิกสรรพ์
ม้วนแผ่นดินเผด็จโดยพลนั เจยี งซหี ูหนันหูเปุยสฤษดิ์สามมณฑล
ขานขับลํานําสากลโถมจากนภดลเพอ่ื ข้าพายใุ หญท่ ลายถลม่ เทอญ
กวีบทน้ีเหมาเขียนขึ้นในปี ค.ศ.๑๙๓๐ในขณะมีการรวมพลคร้ังใหญ่ที่ทิงโจวและมีการสดุดีแม่ทัพกวงเลี่ยซึ่งมีผลงาน
ในการขยายฐานที่มั่นเหมาถือเอาความสําเร็จของกองทัพเป็นอันดับหน่ึง และพรรณนาถึงแสนยานุภาพของกองทัพ
แดงทจ่ี ะตอ้ งประสบชัยชนะในสงครามปฏิวตั อิ ย่างแน่นอน

การลอ้ มกวาดลา้ งคร้ังที่หน่ึง
หมื่นไมเ้ ดน่ แดงดาษดาใต้ฟูาน้าํ คา้ งเคลือบแข็ง
ทพั เทพพิโรธรอ้ นแรงสุดแหง่ ห้วงหาวโหมไกล

หมอกคล่คี ลุมทว่ั หลงกงั มดื ท้ังพนั ยอดพดื ไศล
กกู่ อ้ งพรอ้ มกันทนั ใด กองหน้าจบั ได้จางฮุยจา้ น
ศัตรูสูแ่ ดนเจียงซี สองแสนโยธที วยหาญ
ลมพดั ควันพล้ิวลิว่ ลานเป็นระลอกตระการกลางฟาู
เสียงปลกุ เรา้ ชาวนาคนงานแสนล้านเอกจติ แกลว้ กล้า
สใู้ ต้ธงแดงดาษดาชลุ มุนเชงิ ผาปุูโจว
เป็นการพรรณนาการต่อสู้กับกองทัพรัฐบาลและกองทัพแดงสามารถจับแม่ทัพจางฮุยจ้านได้การต่อสู้ในคร้ังนั้นเหมา
ประสบชยั ชนะในเดอื นธันวาคม ๑๙๓๐

การล้อมกวาดล้างคร้ังที่สอง
ยอดเขาไปหุ ยุนเมฆผงาดหยัดยนื ทมฬิ มาดศึกใหญ่
เบ้อื งลา่ งไปหุ ยนุ เกรกิ ไกรเสยี งโหร่ ุกไลร่ อ้ นรน
พฤกษ์ผไุ มแ้ ห้งแข็งส้พู รอ้ มใจโจมจูป่ ระจกั ษ์ผล
ปาุ ปนื ล้อมรุกเร่งรณขุนพลเหาะจากฟากฟูา
สบิ หา้ วันบั่นบกุ รดุ ไล่เจด็ รอ้ ยลไ้ี กลรดุ หน้า

137

เวง้ิ วา้ งนทีก้านบรรดา ภผู าขจีถิน่ หม่นิ นี้
อริราบปราบเหมือนมว้ นเส่อื สลดเหลอื ร่าํ รอ้ งหมองศรี
ทกุ ก้าวสร้างด่านแสนดถี กู ขย้ีร่ําไหม้ ไิ ด้การ

การเดินทัพทางไกล
พหลแดงฤาพร่นั หว่ันไหวเดินทพั ทางไกลแสนเขญ็
หม่ืนนทพี ันภูดูเป็นของเล่นพักรอ้ นผอ่ นคลาย
เทอื กเขาอหู่ ลงิ พืดยาวโลดราวคล่ืนแลแผ่ขยาย
อ่เู หมิงมหมึ าทา้ ทาย ก้อนดินกล้ิงดายสะดวกใจ
ผาสงู เสยี ดเมฆอนุ่ สะอ้านสายธารจินซาสาดใส่
สะพานข้ามตา้ ตชู ูใจโซ่เหล็กเส้นใหญ่ยะเยยี บเยน็
หมิ ะล้วนพันลลี้ าดตระการหมนิ ซานสุขใจได้เห็น
สามทพั ทะแกลว้ พักตร์ผอ่ งเพญ็ ผา่ นพน้ ยลเดน่ ยนิ ดี
เหมาแต่งบทกวีนี้ช่วงการเดินทัพทางไกลในเดือนกันยายนปี ค.ศ.๑๙๓๕ ซึ่งหนีการตามล่าของกองทัพรัฐบาลเจียงไค
เช็คการเดินทางครั้งนี้โด่งดังไปท่ัวโลกการเดินทางกินระยะเวลาหนึ่งปีเต็มจํานวนวัน ๓๖๘วันคิดเป็นการเดินทัพ
กลางวัน๒๓๕วันเวลากลางคืน ๑๘ วันข้ามเทือกเขาสิบแปด เทือกเขาและที่มีหิมะปกคลุมตลอดปีห้าเทือกเขาข้าม
แม่น้ํา ๒๔ สายผ่านมณฑล ๑๑มณฑลยึดเมืองต่างๆตลอดเส้นทาง๖๒ เมืองแม้ว่าจะเป็นการเดินทางไกลที่แสน
ทรุ กันดารแต่เหมากย็ ังมอี ารมณข์ นั สามารถแต่งบทกวไี ด้อย่างนา่ อัศจรรย์

คุนหลุน
ขวางฟูาผงาดมาก่อเกิด คุนหลุนเถื่อนเทิดมหาไศล
ไดป้ ระสบพบเห็นเจนใจ โลกยี ์วิสัยผองภพ
มงั กรหยกสลอน สามลา้ น เหนิ หาญบนิ ฟุองลอ่ งตบล
ทว่ั ฟาู เสยี ดเยน็ ยะเยอื กทบ ฤดรู อ้ นอวลอบหิมะละลาย
ชลธารน้อยใหญไ่ พล่ขวาง อทุ ะท่วมท้นทางหลากหลาย
ยผั ลผ้คู นกลับกลาย มจั ฉาตะพาบหลายหลากไป
อดตี กาลนานนับเนอ่ื งมี สถิตย์ทวั่ ชว่ั ดีเปน็ ไฉน
ใครจกั วพิ ากษ์วิจารณ์ได้ พนิ ิจจัยเทีย่ งธรรมอันอดลุ ย์
ในตระบัดขา้ พูดกับเจ้า คือมหาขนุ เขาคุนหลนุ
ใช่ประสงคส์ ว่ นสูงไพบลู ย์ ฤาหิมะมากมุ่นท้ังมวล

138

ชักดาบวิเศษยืนพิงฟูา ตัดสูภผู าสามสว่ น
ผนื หนึง่ ยุโรปสมควรอกี สว่ นมอบกบั อเมริกา
สว่ นสามคืนใหใ้ นเขตตะวนั ออกถนิ่ เทศรักษา
โลกสบสันตจิ ิรา รอ้ นหนาวทว่ั หล้าร่วมกนั

เหมาเจ๋อตงเขยี นข้ึนในระหว่างท่ีกองทัพแดงข้ามภเู ขาหมินซานในเดือนกันยายนเหมายืนอยู่บนยอดเขาน้ีและมองเห็น
คุนหลุนอยู่เบอื้ งหนา้ เกิดจนิ ตนาการในความงามในธรรมชาตจิ ึงเขยี นบทน้ี

เขาลิ่วผัน
ฟาู สูงเมฆบางใสสุดสายตา ห่านปาุ มุ่งทกั ษณิ บินลับหาย
หากไม่ถึงกาํ แพงใหญ่ใชช่ าติชายเดินทพั นับนว้ิ หมายสองหมืน่ ลี้
ยอดเขาสงู ลิว่ ผนั ชันลิบล่วิ ธงแดงพลิว้ ลมประจมิ พดั เรอ่ื ยรี่
เชือกยาวถือมน่ั ในวันนี้ จะจับได้เมือ่ ไรเลา่ มงั กรนลิ
ถัดจากเขาหมินซาน กองทัพแดงก็เข้าสู่มณฑลกานซุ เขาล่ิวผันอยู่ระหว่างกานซุและหนิงเซ่ีย เหมาขึ้นไปบนภูเขาใน
วันที่ ๗ ตุลาคมค.ศ. ๑๙๓๕ ทบทวนการเดินทางไกลและจุดหมายปลายทางท่ีจะต้องเดินทางไปให้ถึงเขาคํานึงถึง
ภารกิจประวัติศาสตร์ของกองทัพแดงจะเปน็ เช่นไร

ตอบเพื่อนคนหนง่ึ
หมู่เมฆขาวล่อยฟุองล่องเสลาเหนือจิว่ หยีขันเขาแลลิบลิว่
เสด็จโดยสายลมพรมพัดพลิว้ สู่บรรพตขจีร้ิวพระชายา
อัสสุชนพันหยดหยาดพรา่ งพราย แตม้ ไผ่ลายต้นหน่ึงตรึงเจิดจา้
อันหมอกแดงหมื่นดอกดดู าษดา เป็นภูษาจีบพจิ ิตรพศิ ร้อยช้ัน
คล่ืนตง้ ถิงทะเลสาบสาดฟูาไกล นภาลยั หมิ ะโปรยโรยเฉดิ ฉัน
เสียงชาวเกาะฉางเต่าเฝาู ขับกัน ลาํ นาํ กวเี ลือ่ นล่นั ไผทสะทา้ น

เหตฉุ ะนข้ี า้ จะฝ๎นอนั เลือนลาง แสนเวง้ิ ว้างไกลสดุ ไพศาล
ดินแดนแห่งดอกบัวยามเบ่งบาน สกุ ใสแสงอษุ าลานเมอ่ื รุ่งฟาู
ดังน้ันบทกวีของเหมาเจ๋อตง ได้แสดงออกถึงความเป็นผู้มีอารมณ์สุนทรีย์อย่างย่ิง แม้ในยามศึกสงคราม เหมาก็ยัง
สามารถแต่งกวีได้ การแต่งกวีของเหมาอาศัยเหตุการณ์ท่ีเป็นจริงในระยะน้ัน มาเป็นแรงดลใจ สังเกตให้ดีจะเห็นว่า
บทกวีต่างๆ ทีเ่ หมานิพนธ์นั้น จะเป็นไปในรูปแบบการปลุกระดมการต่อสู้ การสร้างความหวัง ภารกิจท่ีจะต้องดําเนิน
ต่อไปเพ่ือชัยชนะ เปูาหมายการเขียนจึงเด่นชัดอยู่ท่ีสามารถนําเหตุการณ์ต่างๆ มาผูกเป็นกลอน และสร้างกําลังใจให้
ห้าวหาญแก่ผ้รู ่วมอุดมการณ์ ได้เปน็ อยา่ งดี

139

บทที่ ๙
ปรัชญาญีป่ ุ่น(Japanese Philosophy)

๖.๑ แนวความคดิ เชงิ ปรชั ญาญีป่ ่นุ

ญป่ี นุ เป็นประเทศท่ีสภาพเปน็ เกาะ อย่สู ดุ ตะวนั ออกของประเทศจีน ประเทศนม้ี ีแนวคิดทางดา้ นศาสนาและ
ปรัชญาท่ีโดดเดน่ ไมน่ ้อยไปกว่าชาติใดๆในโลก โดยเฉพาะอย่างย่งิ ความเป็นคนญี่ปุน ความเป็นคนรักชาติ
Nationalism (แนช'ชะเนลิ ลสิ ซึม) 1. ลทั ธชิ าตินิยม2. ความรกั ชาติ

ประชาชนประเทศน้ีมคี วามโดดเดน่ เปน็ พิเศษประชาชนมีความขยันขนั แข็งในการทาํ งานมีระเบียบวนิ ัยอย่าง
เคร่งครดั มีความคิดทกี่ า้ วหน้าอยูเ่ สมอ ถา้ จะศึกษาประวัติศาสตรญ์ ป่ี นุ แลว้ หลงั จากญปี่ ุนเขา้ รว่ มสงครามโลกครง้ั ที่ ๒
และใครมาเปน็ ประเทศท่ีพ่ายแพส้ งครามในที่สุดประเทศญี่ปนุ ในช่วงนัน้ ได้รับผลกระทบอย่างมากมาย ในทุกๆดา้ น ไม่
ว่าจะเปน็ ดา้ นการทหารก็ถกู พันธมติ รซ่ึงมอี เมรกิ าเปน็ ผู้นําไม่ให้มกี ารจัดตง้ั กองทัพข้นึ มาอกี

ด้านเศรษฐกจิ กย็ ํา่ แย่เพราะผลผลติ ทุกอยา่ งท่มุ เทให้กบั การทําสงคราม ประชาชนอดอยากได้รบั ความ
เดอื ดร้อนไปทวั่ ซง่ึ ถา้ จะมองแบบผวิ เผินแล้วประเทศญ่ีปุนและคนญ่ปี ุนยากนักทจี่ ะฟน้ื ตัวในทุกๆดา้ นไดง้ า่ ยๆ ในเวลา
อนั รวดเร็ว แตป่ ระเทศญป่ี ุนและประชาชนชาวญี่ปุนก็แสดงใหช้ าวโลกไดเ้ ห็นแลว้ วา่ คนญ่ีปุนคือ นักตอ่ สู้เลือดบูชโิ ด
อยา่ งแทจ้ รงิ เพยี งเวลาไมก่ ี่ปีหลงั สงครามโลกยุตลิ ง ชาวญปี่ ุนในปจ๎ จุบนั น้ีมีความเป็นอยู่ทส่ี มบรู ณ์ สงู สุดมคี วาม
เจริญกา้ วหน้าในทุกๆด้านและเปน็ เสือเศรษฐกจิ แห่งเอเชยี ทีป่ ระเทศทัว่ โลกให้การยอมรับ

การทญ่ี ปี่ นุ สามารถความหายนะในชว่ งหลงั สงครามโลก กลายมาเป็นประเทศที่มคี วามเจรญิ สูงสดุ ในป๎จจุบัน
นี้ อะไรคือแรงบันดาลใจใหค้ นญ่ีปนุ สามารถพฒั นาตนเองไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ น่าอัศจรรย์ คงจะไม่มองข้ามสิ่งท่ีเปน็ เคร่ือง
ยึดเหน่ยี วจติ ใจของคนญ่ีปุน เพราะเม่อื คนเราประสบกบั ความทุกขย์ ากในชีวิต จาํ เปน็ อย่างย่งิ จะต้องหาท่ีพง่ึ พาทาง
จิตใจ เพอื่ ใหม้ ีกําลังในการต่อสู้ต่อไป ซ่ึงโดยธรรมชาติของมนุษย์แลว้ ไมว่ ่าจะแหง่ ไหนในโลกก็มีลกั ษณะเดียวกันคือ
ต้องการความสุขความเจรญิ รงั เกยี จความทุกข์ยากนานาประการหรือเรียกวา่ รกั สขุ เกลียดทกุ ข์

ที่พงึ่ ทางจิตใจของคนญี่ปุนก็ไมต่ ่างไปจากประชาชนท่ัวโลกนั้นกค็ ือการท่ีทุกคนมศี าสนาประจาํ ชาติของ
ตนเอง ศาสนาที่มีอยู่จึงเป็นยาวิเศษท่ีจะสมานแผลอนั เกดิ จากความทุกขย์ ากไดเ้ ป็นอย่างดี หลกั ธรรมในทางศาสนาก็
เปน็ แนวคดิ ปรัชญาในการสร้างวิถีทางในการดํารงชีวิตทีย่ อดเยี่ยมคนญี่ปุนจึงหนั มาพ่ึงศาสนาที่มีอยู่ซึ่งพวกเขานบั ถือ
ในตอนน้นั ๒ ศาสนา คือ ศาสนาชินโต (shintoism)และพระพุทธศาสนามหายาน (Mahayana buddhism
หลกั ธรรมทั้งสองศาสนานี้กล่อมเกลาจิตใจและใหแ้ นวทางในการดําเนนิ ชวี ิตแก่คนญี่ปนุ จนสามารถท่ขี ยะนะกลับเป็น
โอกาสในการพัฒนาตนเองและประเทศชาตจิ นกลายเปน็ ประเทศมหาอํานาจทางเศรษฐกิจจนบดั นี้

140

นอกจากคนญ่ีปนุ จะสามารถพฒั นาตนเองจนกลายเป็นผ้ทู ี่ยืนอยูแ่ ถวหนา้ คนอืน่ ในเวลาอนั ไม่นานนกั ได้แล้ว
แนวคดิ เชงิ ปฏิบตั ิทอ่ี าศัยหลักธรรมทางศาสนานน้ั เป็นปรชั ญาที่สําคญั ที่คนญปี่ ุนนาํ มาพิจารณาอยู่เสมอ

คนญป่ี ุนมีความเชือ่ อย่างหนึ่งทฝ่ี ง๎ อยใู่ นจติ ก็คือ ความคิดทว่ี ่าพวกเขาเกิดมาจากสวรรคเ์ ป็นคนของสวรรค์ มี
จักรพรรดเิ ป็นโอรสสวรรค์ เรียกงา่ ยๆว่าคนญ่ีปนุ เช่อื วา่ พวกเขาเปน็ อริยะชนท่ีประเสริฐสดุ กวา่ คนท้งั มวลในโลกนี้
(แนวคดิ นสี้ ่งผลให้เกิดแนวความคดิ ในการทําสงครามเพราะแนวคิดแบบชาตนิ ยิ ม)และเช่อื วา่ ทาํ ทีซ่ มึ ซับอยู่ในจติ ของ
พวกเขาอันเกิดมาจากศาสนาชนิ โตและพระพุทธศาสนานั้นทาํ ให้เขาไม่กลวั ตายมีความเชื่อม่ันในตนเองสงู มีจติ ใจกลา้
หาญเด็ดเดย่ี วซ่ึงการแสดงออกซง่ึ ความกลา้ หาญเด็ดเด่ยี วอันเกดิ จากการศึกษาหลักปรัชญาในศาสนาน้ัน ประจักษ์แก่
สายตาชาวโลกไปท่ัวในชว่ งสงครามโลกคร้งั ที่ 2 เช่น การสู้รบแบบกามิกาเซห่ รือการฆา่ ตวั ตายพรอ้ มกับศตั รูการ
ซอ่ื สตั ยต์ อ่ เจ้านายการฆ่าตัวตายแบบฮาราคีรหี รอื การคว้านท้องตนเองเปน็ ต้น

๖.๒ ปรัชญาของคนญ่ีปนุ่

เน่ืองจากญ่ปี ุนนับถือศาสนาชินโตเปน็ ศาสนาประจาํ ชาติ และมพี ระพุทธศาสนาเป็นศาสนารองลงมาซง่ึ ท้งั
สองศาสนานี้มีบทบาทที่สดุ ต่อการดาํ เนนิ ชวี ิตของคนญ่ปี ุนทง้ั ในอดีตและปจ๎ จบุ นั ไมว่ ่าจะเป็นชาตไิ หนกต็ ามในโลกนี้
ถา้ อยากจะทราบปรชั ญาแนวคดิ ของคนในสงั คมนนั้ ๆก็ต้องศกึ ษาหลักศาสนาท่ีพวกเขานับถอื หลักธรรมทางศาสนาจะ
แสดงออกมาทางปฏิบัติทป่ี ระชาชนนํามาใช้ทกุ ๆดา้ น ไมว่ า่ จะเป็นด้านสังคม การดาํ เนนิ ชวี ติ การเมอื งการศึกษาเป็น
ตน้ จะได้นําเสนอแนวความคิดทางปรัชญาโดยภาพรวมของคนญีป่ ุนดังนี้

ภววิทยา Ontology (ออนทอล'โลจ)ี มองสิง่ ท่ีมาเกี่ยวข้องใหเ้ ปน็ ธรรมชาติ
Metaphysics (เมททะฟซิ 'ซคิ ซฺ) สาขาปรัชญาทีเ่ กย่ี วกับความจรงิ ในธรรมชาตทิ ีเ่ ข้าใจได้
ยาก

คนญีป่ ุนไมค่ ่อยให้ความสนใจด้านภววิทยามากนกั ไม่ว่าจะเป็นดา้ นการถกเถียง โต้แย้งในเรื่องเกี่ยวกับ
จกั รวาล หรือความจริงอันตมิ ะ ในประเด็นทวี่ ่าอะไรน่าเช่อื ถอื อะไรมีเหตผุ ลมากกว่ากัน แต่เขาจะสนใจในลกั ษณะสง่ิ

ทีม่ ากระทบต่อการดาํ เนนิ ชีวิตมากกว่า เน้นจรยิ ศาสตร์หรือประโยชนน์ ยิ ม ธรรมชาติของมนษุ ย์
Nature แมน Of ของ ออฟ
Man แมน

ชะตาชวี ติ มนษุ ยเ์ รานนั้ ไม่ได้ถูกกาํ หนดมาโดยพรหมลขิ ติ หรอื พระเจา้ องค์ใดๆและมนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อม
กบั บาปหรอื ความช่ัวรา้ ย แตม่ นุษยเ์ กดิ มาพร้อมกับความไมด่ ี ไม่เลว หรอื เป็นกลางๆ แตก่ ารทจี่ ะดหี รือเลวน้ันอยู่ที่
ตวั กระตุ้นจากป๎จจยั ภายนอกต่างหาก ความรู้ความเขา้ ใจเกิดมาจากประสบการณ์ เม่ือมนษุ ยไ์ ม่มคี วามดีหรือเลวใน
ตวั เองโดยกําเนดิ ก็ควรทม่ี นุษย์มีอํานาจในการสรา้ งความดีอย่างไม่ละอายผใู้ ด ควรภมู ใิ จในความเปน็ มนุษย์ ชะตา
มนษุ ย์น้ันมนุษย์เท่าน้นั เป็นผู้กําหนด

141

คุณธรรม(virtues)

คณุ ธรรมของมนุษย์คือ การปรับตนเองให้ควบคุมความรสู้ ึกอารมณป์ รารถนาของตนเองใหไ้ ด้ เกดิ ความสมดลุ
ปราศจากความอยาก อารมณ์โกรธ ตืน่ เตน้ หรอื ดใี จ สามารถเผชิญกบั ทุกสถานการณ์อย่างกลา้ หาญความดแี ละความ
ชัว่ ไม่มีเกณฑ์ตายตัว จึงไม่กาํ หนดเกณฑ์ทต่ี ายตัวสาํ หรับเร่ืองนี้ ทัง้ น้ีก็เพราะวา่ ความดีและความช่ัวน้นั มอี ยดู่ ว้ ยตัว
การในมนุษยท์ กุ คน และความดีและความชั่วน้สี ามารถเป็นแรงผลักดันให้การดําเนนิ ชวี ติ ของมนษุ ย์เป็นไปได้อยา่ ง
อาศัยซ่ึงกนั และกันเพื่อเปูาหมายคือการพฒั นาและสรา้ งสรรค์

ศักยภาพของมนุษย์ (potential of Man)

ดว้ ยความสามารถพเิ ศษของมนุษย์ทแี่ สดงอ่นื ๆไม่มมี นุษย์จึงสามารถสร้างสรรคส์ ิง่ ท่ีดงี ามไดท้ ั้งนีก้ ็เพราะวา่
ความชั่วร้ายทง้ั ปวงนั้นไม่ใช่สงิ่ ถาวรที่ผดิ พลาดเพราะสิง่ แวดลอ้ มชกั นาํ เม่อื เป็นเชน่ นีค้ นทเ่ี คยทาํ ความชว่ั มาก่อน

ก็ยงั สามารถทําความดเี ป็นท่ยี อมรบั ของสงั คมได้ เพราะความเชอ่ื ไม่ใชส่ ิ่งท่ที ําบุญที่มนุษย์ผูผ้ ดิ พลาดไม่
สามารถแก้ตวั ได้ คนญ่ีปุนเช่ือวา่ มนุษยม์ ีศักยภาพท่จี ะพฒั นาทุกสิ่งได้ ธรรมชาติจะชว่ ยเหลือมนษุ ย์ก็ตอ่ เมอ่ื มนษุ ย์
ชว่ ยเหลือตนเองก่อน อปุ สรรคและความพ่ายแพ้ทม่ี นุษย์ยอมก้มหัวให้นั้น มนุษย์มีศกั ยภาพในการฟื้นตัว ได้และ
สามารถเอาชนะป๎ญหาน้นั ๆได้ในท่ีสดุ จะเหน็ ไดจ้ ากการที่ญป่ี นุ แพส้ งครามโลกคร้ังท่ี 2 แต่ไมน่ านนักญี่ปุนกส็ ามารถ
พฒั นาประเทศของตนเองเทา่ เทยี มประเทศอืน่ ในโลกไดอ้ ย่างภาคภมู ิใจ

มนุษยก์ ับธรรมชาติ(Man and Nature)
คนญป่ี นุ เชือ่ วา่ มนุษย์กับธรรมชาติน้ันเป็นอันหนง่ึ อนั เดียวกัน ไม่สามารถแยกออกจากกนั ได้ธรรมชาติใน
ทัศนะของคนญป่ี ุน ไม่ไดห้ มายถึงสิ่งที่มนุษย์ จะต้องทาํ การควบคุมธรรมชาตใิ ห้ไดเ้ หมือนทัศนะของชาวตะวันตก เจอ
ธรรมชาติคอื มารดาหรือผู้มีอุปการะอนั ยง่ิ ใหญ่แก่มนุษย์ ด้วยเหตุผลน้มี นุษย์จงึ สมควรที่จะตอ้ งให้การรักษาและมี
ความกตัญํตู ่อธรรมชาติ พยายามปรับตนเองให้เข้ากับธรรมชาติไมว่ า่ จะเป็นดา้ นท่ีอยู่อาศยั การศึกษา เปน็ ต้น

ปจั เจกบคุ คลกบั สงั คม ( Individual and Society)

มนุษย์มธี รรมชาติอยอู่ ย่างหนึ่งคือ มีความต้องการไม่มที ่สี นิ้ สุด แต่สิ่งท่ีตอ้ งการน้ันอาจจะไม่อํานวยผลได้ตาม
ความตอ้ งการหากมนษุ ย์มีเพียงคนเดยี ว ดงั น้นั การอยรู่ ่วมกันเพื่อประโยชนข์ องตนเองเป็นหลัก บุคคลจะได้ประโยชน์
สงู สดุ ก็เพราะอาศัยสงั คมเปน็ ผ้ใู หก้ ารสนบั สนุนนั้น การกระทําท่ดี ี ทีผ่ ดิ จากสังคมส่วนรวมหรือเป็นปรป๎กษ์กับสว่ นรวม
หรือผ้อู ่ืนนบั ว่าเป็นสิ่งไม่ควรกระทําอย่างยิ่ง มนุษยจ์ งึ มีความต้องการ 2 อยา่ งกระทบกันคือ ความต้องการของบุคคล
และของสังคมทาํ ให้เกิดการแขง่ ขันกันข้ึนมาเลิกเป็นไปในแนวทางสรา้ งสรรค์ ซ่ึงอาจรวมไปถงึ ความขัดแย้งบา้ ง แต่
เมื่อสามารถขจัดความขัดแยง้ หมดไปก็จะเหลือแตส่ ภาพทีส่ อดคล้องกันมคี วามกลมกลืนกับสงั คมทาํ ให้บุคคลสามารถ
ดาํ เนนิ ชีวติ ที่สอดคล้องกันกับสงั คมได้แตข่ ณะเดียวกนั ก็ไม่ละทิ้งรูปแบบอันเปน็ อดุ มการณ์ของตนเองได้101

101ศักดา ปรางคป์ ระทานพร ปรัชญากบั การศกึ ษาในญป่ี ุน (กรุงเทพฯ : โอ เอส พรน้ิ ต้งิ เฮาส์, ๒๕๓๐),หน้า ๑๕ - ๑๕

142

กล่าวกันวา่ สงั คมญ่ปี นุ ถือว่าเป็นสังคมทีม่ ีความรักชาติ รักธรรมชาติ มคี วามสามารถ ขยันขนั แขง็ ซึ่งจะหาชน
ชาติใดเปรยี บไดย้ าก ซ่ึงส่งิ เหลา่ น้ชี าวญ่ีปุนได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาทั้งสองนน่ั เอง ศาสนาคอื ตวั กล่อมเกลาจติ ใจให้
คนญปี่ ุนมีลกั ษณะพเิ ศษท่ปี ระชาชนในประเทศอนื่ มีได้ยาก102 จะเห็นได้ชดั เจนเม่ือคร้ังญี่ปุนพ่ายแพ้สงครามญป่ี ุนก็
ไม่ได้หยดุ ความยิ่งใหญข่ องตนเองไวเ้ พียงเทา่ น้ัน แต่ญี่ปุนก็สามารถเตบิ โต พฒั นาตวั เองให้หลุดออกมาจากภาวะของ
ความสญู เสียยอ่ ยยบั ในสงคราม และพฒั นาตวั เองจนเปน็ มหาอํานาจทางเศรษฐกิจในปจ๎ จบุ ัน

เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความชัดเจนในเรือ่ งเกย่ี วกบั วัฒนธรรมการดําเนินชีวติ ของคนญ่ีปุนในอดีตและปจ๎ จบุ นั จะไดน้ าํ
ปรัชญาแนวคิดทางสังคม ตลอดถงึ ด้านต่างๆนําเสนอเพอ่ื จะใหม้ องเห็นสังคมญป่ี นุ ท่ีใช้หลกั ธรรมทางศาสนามาเปน็ คติ
ในการดําเนนิ ชวี ิต ดังน้ี

๑.) สังคมญป่ี นุ่ เปน็ สงั คมแบบรวมกลุ่ม( collective Society) สังคมญป่ี นุ มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง

มากกว่าพันปีและก็ยังคงรกั ษาสาระวฒั นธรรมเดิมของตนเอาไวไ้ ด้โดยครบถ้วน และในขณะเดยี วกันกย็ งั สามารถ
ปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กับยุคสมยั ใหม่ สามารถรบั เอาวฒั นธรรมแบบตะวันตกโดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีทญี่ ปี่ ุนสามารถ
พฒั นาก้าวหน้ากว่าทางตะวันตกดว้ ยซ้ําไป สังคมญีป่ นุ จงึ เป็นสงั คมแบบรวมกลมุ่ เพราะความรู้สกึ ของคนญป่ี ุนน้นั ถ้า
หากเขาอยลู่ ําพังคนเดียว เขาจะรู้สึกวา่ มคี วามอ้างว้างโดดเดี่ยว เขาไม่มีพลัง แต่พอมีการรวมตวั กนั เป็นกลุ่มเขาจะมี
พลังทันที

แนวความคิดของญ่ีปนุ นน้ั หากว่าเมอื่ พวกเขามีพลังข้นึ มา พวกเขาจะใชพ้ ลงั ของการรวมกลุ่มนัน้ ตอ่ สู้กับอีก
กล่มุ หนง่ึ โดยลกั ษณะทางจติ ใจของพวกเขาจะมีความรักสมัครสมานสามคั คีกนั ภายในกลุ่มดมี าก และก็จะมีการ
รวมกลุ่มและมกี ารแข่งขนั กนั ออกไปเรื่อยๆนอกจากมีการรวมกลมุ่ กนั แล้ว แนวคดิ ทางสงั คมญ่ปี นุ ก็ต้องมีการแขง่ ขนั
กนั ดว้ ย

การแขง่ ขนั ในทางสังคมญปี่ นุ น้ัน มคี วามเป็นเอกภาพในการขัดแย้ง กลา่ วคือ ถา้ บริษัท ก. อยู่ในเมืองโอซากา
ผลิตสินค้าชนิดหน่งึ และบรษิ ัท ข. ทีอ่ ยูใ่ นโอซากา กเ็ ขา้ มาแขง่ ขันดว้ ย ๒ บรษิ ทั นี้จะต่อสู้แข่งขันกนั ทันที แต่หากมี
บริษทั ค. มาจากเมอื งโตเกียวเข้ามาตง้ั บริษัททโี่ อซากาเพ่ือแข่งขนั ทั้งบรษิ ทั ก. และ ข. ก็จะรวมกลุ่มกนั เพื่อต่อสู้
แข่งขันกับบรษิ ัท ท่มี าจากนอกพืน้ ที่ แต่หากมีบริษัท ง. มาจากอเมริกา ซ่ึงเปน็ ชาวตา่ งชาตเิ ข้ามาแข่งขนั ด้วย ท้งั
บริษทั ก. ข. และ ค. กจ็ ะรวมตวั กันเพ่ือตอ่ สู้กับบริษัทชาวต่างชาติทันที ท้ังนี้เพราะถือว่าพวกอเมรกิ าเปน็ ชาวต่างชาติ
ท่ตี กั ตวงหาผลประโยชน์จากคนญ่ปี ุน

ความร้สู กึ ในการทาํ การคา้ เช่นนี้ เปน็ ความผกู พนั ท่คี นในประเทศอ่นื ไม่มี เป็นการแสดงออกถึงความมั่นคง
ในทางสงั คมท่ีเข้มแขง็ ถือได้ว่าน่กี เ็ ป็นหลักปรัชญาอย่างหนึ่งของสงั คมญ่ปี ุน ทเ่ี ปน็ แบบฉบับของการรวมกลุ่มกนั ทาํ
ใหส้ ังคมญีป่ ุนมีการพัฒนาอย่างไมห่ ยดุ ยงั้

102๒. เสฐยี ร พนั ธรงั ษี ศาสนาเปรยี บเทยี บ. (กรงุ เทพฯ : เยลโล่การพมิ พ์, ๒๕๔๒), หน้า ๒๘๖.

143

๒.) สังคมญปี่ ุ่นเปน็ สงั คมรูปแบบ คนญปี่ นุ จะทาํ อะไรพวกเขามรี ูปแบบและการกระทํานั้นต้องเปน็ ไป

ตามรปู แบบท่ีไดว้ างเอาไว้แล้ว รปู แบบต่างๆจะเปน็ ตัวกาํ หนดพฤติกรรมของคนญ่ีปนุ รูปแบบน้ันมคี วามหมายกวา้ ง
ซงึ่ กจ็ ะหมายถงึ ขนบธรรมเนยี มประเพณที ี่มีมาแต่โบราณ จนถึงรูปแบบท่สี ังคมญ่ีปุนมตี ่อสงั คมในทุกๆด้าน ไม่วา่ จะ
เปน็ ดา้ นการติดต่อสือ่ สาร การทาํ งาน มารยาทในสังคมญีป่ ุน มารยาทกับสงั คมภายนอก เปน็ ต้น การสรา้ งรปู แบบ
และกาํ หนดให้คนเดินตามรปู แบบนั้น ญ่ีปุนสามารถทําได้และทกุ คนตอ้ งเดนิ ตามรปู แบบที่สังคมในเขตน้ันๆกําหนด
เอาไว้ เชน่ คนญี่ปุนชอบกนิ อาหารแบบ เซ็ทโตะ (หรือ set ในภาษาอังกฤษ) เปน็ ทหารชุดแบบที่ ญปี่ ุนไม่วา่ จะเป็น
ชว่ งเช้า ช่วงบ่ายหรือชว่ งเยน็ ก็ตามกจ็ ะจดั อยู่ในถาดเดียวกัน อาหารจะประกอบด้วย ข้าว ผกั กาดดอง น้ําซปุ มผี กั
และเนอ้ื เป็นตน้ คนญป่ี ุนชอบรบั ประทานมากเพราะประหยดั เวลาเวลาสง่ั อาหารชนดิ นี้ จะมกี ารสบั เปลีย่ นรายการ
อาหารหรอื เพิ่มเขา้ ไปนอกเหนอื จากที่เขากาํ หนดเอาไวแ้ ล้วไม่ได้เลย ถ้าจะกนิ ตอ้ งกินทั้งชุด หรอื ไมก่ ็ไม่กินเลย การท่ี
เราเขา้ ไปทํางานในบรษิ ัทแห่งหนึ่ง โครงสร้างของบริษัทจะกําหนดบทบาทหนา้ ท่ีของเราเอาไว้อย่างชดั เจน และเราก็
ตอ้ งทาํ งานตามบทบาทนั้นจะทาํ นอกจากบทบาทนนั้ ไมไ่ ด้

แม้การศกึ ษาในปจ๎ จบุ ันก็ตาม ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ไม่แตกตา่ งกันนัก คือกตู ้องเปน็ ผู้สอนเท่าน้นั มหี นา้ ที่
สอนกส็ อนไป นักเรยี นนักศึกษาก็ไม่นิยมถามทําหน้าท่เี พยี งอย่างเดยี วก็คอื ฟง๎ ครูสอนและทาํ ตามเท่านน้ั อาจารย์คดิ
อยา่ งไรก็ต้องคดิ อยา่ งน้ันตาม เรยี กวา่ แม่พมิ พเ์ ป็นอยา่ งไร ลูกศิษย์กต็ อ้ งเป็นอยา่ งน้ัน โดยมีระบบความคดิ อนั
เดียวกัน หรอื คล้ายคลงึ กนั การที่นักเรยี นสามารถเรยี นแบบอาจารยไ์ ด้มากเท่าไรกย็ ง่ิ เป็นนกั ศึกษาทด่ี ีท่ีสุด นีค่ อื ระบบ
รปู แบบทีก่ าํ หนดบทบาทของแตล่ ะคนเอาไว้แลว้ การแสดงออกเช่นนเี้ ป็นการแสดงออกทางปรัชญาสังคม

๓.) สังคมญีป่ ุ่นเป็นสงั คมท่ีเก็บซ่อนความรูส้ กึ การทส่ี ังคมญีป่ ุนเป็นสงั คมแบบรวมกลมุ่ และสังคมท่ีทํา

ตามกาํ หนดตามรูปแบบท่ีได้วางเอาไว้ เมือ่ เป็นเช่นนี้ การแสดงออกก็ไมส่ ามารถทาํ ไดต้ ามความคิด ตามธรรมชาตขิ อง
มนุษย์ ทําให้คนญ่ีปุนจะเปน็ คนท่ีคอ่ นข้างเกบ็ ความรู้สึก

กล่าวกนั ว่าละครท่ีเป็นสัญลักษณ์ของการเก็บความรู้สกึ ทีด่ ีก็คอื โน๊ะห์ ( noh ) ละครประเภทนี้ตวั ละครจะใส่
หน้ากากสขี าวซดี ละครนกเป็นสัญลกั ษณ์ คนญี่ปุน เป็นท่ีสุภาพเรียบรอ้ ย พูดจาดี วางตัวดีมาก นีค่ ือสัญลกั ษณ์
ภายนอก ถา้ พบคนญีป่ นุ เขาจะทําความเคารพเราโคง้ แล้วโคง้ อีก ขอโทษแลว้ ขอโทษอีก แท้ทีจ่ ริงข้างในของเขาคิด
อย่างไรเราไม่สามารถจะทราบได้ จงึ เป็นสงิ่ ท่ดี ูไดย้ ากท่สี ุด

สังคมญป่ี ุนในป๎จจุบันนี้กไ็ มต่ า่ งไปจากอดีต ยิ่งต้องรบั ภาระงานมากขน้ึ ความเจ็บปวดย่อมมมี ากเป็นเงาตาม
ตัว การแสดงออก ก็คือ การด่ืมเหล้าหลังเลกิ งาน ผู้ชายญ่ีปุนเวลาดืม่ เขาจะดื่มอย่างเมามายจริงๆ เรียกว่าเวลากนิ ต้อง
กินให้ถึงท่สี ุด ถ้าไม่เมาเขาจะไมก่ ลบั บ้าน การพูดจาในขณะเมาถอื วา่ เป็นเร่ืองปกติไม่ถอื สาหาความกนั เพราะทกุ คน
ตา่ งกร็ ้สู กึ ถึงสภาพทเี่ ปน็ อยูท่ ่ีทกุ คนประสบกนั

144

การระบายออกซ่ึงอารมณ์ท่เี ก็บกดมานานน้นั คนญ่ีปนุ มีปรัชญาชีวติ จุดน้กี ค็ อื การได้ออกไปท่องเทย่ี วอย่างที่
ตา่ งๆ โดยเฉพาะตา่ งประเทศ เวลาคนญ่ีปนุ มาเท่ยี วในเมืองไทยจะสังเกตง่ายๆ คือ คนเหล่านี้จะทาํ อะไรเปน็ กลุ่มกัน
เหมอื นเดมิ การทัวร์เปน็ คณะทอ่ งเที่ยว การเดินเทยี่ วสถานทตี่ ่างๆ กจ็ ะมีไกด์ถอื ธงนําหน้า ขณะทีว่ า่ แม้แต่จะไปเทีย่ ว
หาความสําราญก็ยังไปเป็นกลุ่ม การทคี่ นญ่ปี นุ ออกมานอกประเทศทําให้เขาได้ระบายอารมณ์ท่กี ดดันลงไปได้

คนญ่ีปุนเป็นคนท่ปี รัชญาชีวติ เกี่ยวกบั เรอื่ งความสะอาดมาก เวลาท่ีอยใู่ นญ่ปี ุนพวกเขาจะรกั ษาความสะอาด
เปน็ ทส่ี ุด พวกเขาต้องมกี ฎระเบียบทีจ่ ะต้องทํามากมาย มีความสุภาพเรียบร้อย ไมท่ าํ อะไรนอกลู่นอกทาง เวลา
ออกไปเทย่ี วตา่ งประเทศกฎระเบียบทเี่ ขาเคยทาํ ก็จะนอ้ ยลง สว่ นมาทาํ อะไรตามใจชอบ ซึง่ น่ีคอื การแสดงออกซ่ึง
อารมณ์ที่เกบ็ กดมานาน ในสมัยสงครามโลกน้ัน ประเทศในเอเชียไม่เคยลมื ความทารณุ โหดรา้ ยของทหารญ่ปี ุน
เรียกว่าพ่อเอยทหารญปี่ ุนก็จะกลวั เกบ็ ขยะไปตามๆกัน นกี่ ็เป็นส่วนหนงึ่ ทย่ี ืนยันถึงการท่ีคนญปี่ ุน เก็บซ่อนความร้สู ึก
ในสงครามทหารญป่ี นุ แสดงออกซึ่งสัญชาตญาณได้เตม็ ท่ี ทําทารณุ กรรมอย่างหนกั ต่อเชลยศกึ เพราะเขาคดิ วา่ คน
เหล่านไี้ ม่ใชค่ นญีป่ นุ ไมใ่ ชส่ งั คมญีป่ ุน การทาํ เช่นน้ีก็เปน็ ส่วนหนึ่งทย่ี นื ยนั วา่ คนญป่ี ุนเป็นสงั คมทเี่ ก็บซ่อนความร้สู ึก
การแสดงออกมาจงึ เป็นปรัชญาชวี ติ ที่คอ่ นขา้ งจะออกมาในรูปแบบของความรุนแรง

๔.) สังคมญี่ป่นุ เปน็ สงั คมของอาจารย์กับศิษยส์ าํ นักเดียวกนั คนญ่ีปุนเปน็ สงั คมทีย่ ดึ ถืออาจารย์

เดียวหรืออาจารย์สาํ นักเดียว หากว่าคนญีป่ นุ ไปเรยี นสํานักใดเขากจ็ ะถือเอาคนนัน้ เปน็ ครูคนแรกของเขาตลอดไป เขา
จะไมเ่ ปลย่ี นอาจารย์คนใหม่โดยไม่จําเปน็ ความเปน็ ศิษย์ความเป็นอาจารย์จะให้การเกอ้ื หนนุ ซ่ึงกันและกันตลอด ไป
จดั เปน็ ลกั ษณะพิเศษของสังคมญป่ี นุ ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งกค็ ือ การยา้ ยสํานักหรือเปลี่ยนตวั อาจารย์นัน้ ถอื ว่าเป็น
เร่ืองใหญ่และสาํ คญั มากในสงั คมญ่ีปุน การยา้ ยจะดว้ ยเหตุผลไม่ตรงกัน ทัศนะไม่ตรงกัน หรือไม่ชอบ กนั หรืออยาก
เปลย่ี นอาจารย์ใหมเ่ พราะอาจารยค์ นเกา่ ไมเ่ ป็นท่ถี กู ใจกต็ าม หรือเหน็ วา่ อาจารย์คนเก่าสู้อาจารย์ ทา่ นอืน่ ไมไ่ ด้ เป็น
ตน้ พอศษิ ยเ์ ปลย่ี นอาจารยห์ รือสาํ นกั ความสัมพันธก์ จ็ ะร้าวฉานทนั ที แม้จะไปอยสู่ าํ นักอนื่ กใ็ ช่ ว่าการศกึ ษาจะดีขึน้
เนือ่ งมาจากระบบสังคมไม่ยอมรับ การวางตัวในสาํ นักใหม่จึงเปน็ การลาํ บาก ดว้ ยเหตุนีเ้ อง สังคมญปี่ ุนจึงไมค่ ่อยมีการ
เปลีย่ นสํานักหรอื อาจารยใ์ หม่

ระบบท่ีเปน็ สํานักเดียวกนั นี้ จะเหน็ ได้จากการทาํ งานของคนญป่ี ุนในบริษัทต่าง ๆ ในญี่ปุนคนพวกน้ี จะยอม
ทาํ งานใหบ้ รษิ ัทของตนจนเกษียณอายุเหมอื นขา้ ราชการเลยทเี ดียว พวกเขาจะไมค่ ่อยเปล่ียนงานหรือ บรษิ ัทใหม่ ซง่ึ
เปน็ ระบบอปุ ถมั ภ์และบรษิ ทั ก็จะให้สวัสดิการคมุ้ ครองทุกอยา่ งให้คนในบริษัทมีความเป็นอยู่ท่ีดี ขึ้น เรียกว่าบริษัทรู้สึก
วา่ ตนเองมหี น้าทร่ี ับผดิ ชอบต่อพนักงานของตนดว้ ย ให้การดูแลโอบอ้อม ไมจ่ ําเปน็ จริง ๆ จะไม่พนกั งานออกไป การ
ปกครองแบบน้ีขยายวงกว้างออกไปสู่การเมืองและสถาบันอื่น ๆ ดว้ ย

๕) สงั คมญปี่ ่นุ มีภาษาญี่ป่นุ พูดกภ่ี าษา กล่าวคอื ญีป่ ุนมีภาษาของตนเองถึง ๓ ภาษา คอื ภาษาจนี ท่ี

ญีป่ นุ รับมาจากจนี เรยี กวา่ คันจิ ภาษาญี่ปนุ ทีค่ ดิ ค้นขนึ้ มาเองโดยการพัฒนามาจากภาษาจีนเรียกวา่ ฮริ างานะ และ

145

ภาษา คาตาคานะ เปน็ ภาษาท่ญี ป่ี ุนดัดแปลงแทนศัพท์ทีม่ าจากตะวนั ตก ทง้ั สามภาษานี้เวลาเปลง่ เสียงออกมาก็จะ
เป็น สาํ เนยี งเดยี วกันหมด น้ีก็คือความแตกต่างทเี่ หมอื นกัน ด้วยการเปน็ ผู้มกี ารพฒั นาตนเองหรอื ร้จู ักการนาํ ส่ิงท่มี ีอยู่
และมาจากภายนอกมาดดั แปลงให้สามารถใชเ้ ป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงทําให้คนญี่ปุนกลายเปน็ มหาอาํ นาจทาง
เศรษฐกิจอนั ดับหน่ึงของโลกในป๎จจุบันน้ี103

๖) ปรัชญาของผ้หู ญิงญป่ี นุ่ และชีวติ ครอบครวั ละครทเ่ี ป็นเอกลกั ษณข์ องญ่ีปุนคอื “ โต๊ะห์ ” ซึ่งถือ

วา่ เป็นศิลปะประจาํ ชาติและเปน็ เครือ่ งหมายของการแตง่ กายประจําชาตทิ ส่ี วยงาม ซึ่งชุดทใ่ี ส่เรยี กว่า กิโมโน หน้า
กากสขี าวน้นั เป็นตัวแทนของการเก็บความรู้สึกที่แทจ้ ริงของคนญป่ี นุ เอาไว้ การเคลอื่ นไหวอยา่ งช้า ๆ และมีการ หยดุ
นิง่ เปน็ ระยะ ๆ ตามเสียงกลอง เสยี งดนตรีและบทร้องนนั้ เสียงดังโหยหวน ชวนให้เยน็ จบั ใจยงิ่ นกั การแสดง ออก
เช่นนมี้ ีผกู้ ล่าวว่า เป็นการแสดงออกถึงจติ ใจแบบญีป่ นุ ท่ีเก็บซ่อนความรสู้ ึกท่ีแท้จรงิ เอาไว้

ความร้สู กึ เฉพาะตนไมว่ ่าจะเปน็ คนของประเทศไหนก็ไม่มีอิทธพิ ลต่อการเป็นตัวแทนในการดําเนินชวี ิต ของ
คนทง้ั ประเทศได้ คนญี่ปนุ ก็เช่นกัน ค่อนข้างให้ความสําคัญแกค่ วามร้สู ึกประเภทนเ้ี ช่นกัน ความรูส้ กึ ท่ยี ่ิง ใหญ่กค็ ือ
ความรักชาติของตนเอง ความจงรักภกั ดีต่อองคจ์ ักรพรรดิ สงั คมของตนเอง บรษิ ัทของตน ชมุ ชนของ ตนเองที่เป็น
สมาชกิ อยู่ และคนในครอบครัวของตน คนญปี่ ุนถอื ว่า ความรกั ยังไมใ่ ช่ส่งิ ทีม่ ีความสําคัญเท่าใด หากแตก่ ารทําตาม
ประเพณี การทําตามภาระหน้าทีแ่ ละความรบั ผดิ ชอบของตน การรกั ษาภาพพจน์ของคนใน ครอบครัวต่อสายตาของ
คนอน่ื เท่านัน้ เปน็ สงิ่ จําเปน็ และสําคัญทส่ี ุด สว่ นความรู้สกึ ส่วนตัวนนั้ เป็นสิง่ ทีส่ ําคัญรองลงมา

คนหนมุ่ สาวประมาณ ๗๐ - ๔๐ % ในยุคป๎จจุบนั แต่งงาน โดยประเพณี “ โอมอิ าย” หรอื ประเพณี การ
แต่งงานที่บดิ ามารดาเลือกคคู่ รองใหเ้ อง โดยผ่านทางแม่สอ่ื ซึ่งมนี อ้ ยคนทมี่ โี อกาสแต่งงานกับชายหนมุ่ ตาม
ทตี่ นปรารถนา ( ประเพณอี ย่างนี้ในไทยเรยี กว่าประเพณีคลมุ ถงุ ชน ซึ่งป๎จจุบนั เกือบจะหมดไปแลว้ ผู้เรียบเรียง )
ความรักซ่งึ เป็นปรชั ญาชีวิตในการครองคู่เกดิ มาจากปรัชญาโบราณ ( ประเพณี ) เช่นนี้ ทั้งหนมุ่ สาวก็จะเกบ็ ความ รู้สกึ
เอาไว้ มหี น้าทอ่ี ยา่ งเดยี วก็คือ การทําตามหน้าทีท่ ีป่ ระเพณีกําหนดบทบาทเอาไว้เทา่ นัน้ หนา้ ทแี่ ละบทบาทท่ี แตล่ ะคน
จะพงึ กระทําต่อกนั นนั้ คือรากฐานในการดําเนนิ ชวี ิตคู่ ฝุายชายคอื ผ้ทู ่ีเป็นใหญ่ในบา้ นและนอกบา้ น ถือ ว่าเป็นนาย ท่ี
คอยจะไดร้ ับการรบั ใช้จากทาสคือภรรยาอยา่ งเดียว การทีส่ ามดี ูแลภรรยาน้ัน ถอื ว่าเปน็ เจ้าบญุ คณุ ดว้ ยํซ้าไป ส่วน
ภรรยานัน้ มหี นา้ ทใ่ี นการใหบ้ ริการสามีและลูก ๆ พร้อมท่รี ับฟ๎งและเอาใจใส่พร้อมท้ังรู้สึกวา่ เป็นตนเองเป็นหน้บี ุญคุณ
ตอ่ สามเี ป็นอย่างยงิ่ อกี ตา่ งหาก

ปรชั ญาการดาํ เนินชวี ิตของภรรยาน้ัน ตอนเชา้ ภรรยาจะต่ืนแตเ่ ช้า จัดหาอาหารให้พร้อมเพ่อื สามีและลกู ๆ
พอกนิ อาหารเสร็จหน้าที่ลา้ งเก็บทกุ อยา่ งเปน็ หน้าทขี่ องภรรยา ตลอดถงึ การทาํ งานบ้านทุกชนิด พอสามไี ป ทาํ งาน
ลูก ๆ ไปโรงเรยี น พอตอนเย็นสามกี ลับจากทีท่ ํางาน ลูก ๆ กลบั จากโรงเรยี น ภรรยาก็จะทําหน้าท่ีต่าง ๆ เชน่ งานครัว

103ทวีวฒั น์ ปุณฑริกวฒั น์ เซนกบั สงั คมญป่ี ุน (กรงุ เทพฯ: รงุ่ แสงการพมิ พ์, ๒๕๓๑), หน้า ๘๐

146

ทําความสะอาดบ้าน เป็นตน้ โดยท่สี ามแี ละลูก ๆ ไม่ได้ชว่ ยเหลอื อะไรเลย พอกนิ อาหารเสรจ็ ภรรยากจ็ ะเปิด “ โอฟู
โระ” หรอื อา่ งน้ําร้อนแบบญ่ีปนุ เอาไว้ สามจี ะได้อาบนํ้าเป็นคนแรก ต่อมาก็ลกู ๆ และแม่ บ้านเปน็ คนสุดท้าย ตอนเข้า
นอนนน้ั ภรรยาจะเข้านอนเป็นคนสุดท้าย

การงานภายในบ้านเปน็ หน้าท่ีของภรรยา แม้แตล่ ูกชายก็คอ่ ยจะชว่ ยแม่ทํางาน สว่ นลกู สาวของคนญี่ปุนก็ จะ
ช่วยบา้ งแตไ่ มม่ าก เม่ือลูกสาวโตพอสมควรแล้ว กจ็ ะถูกส่งเข้าโรงเรียนอาชีพ สอนวิชา การเปน็ แมบ่ า้ น เพือ่ เตรยี มตัว
ในการแต่งงาน ก่อนอื่นต้องถ่ายรปู ใสช่ ดุ กิโมโนเอาไว้ เพือ่ ใหแ้ มส่ ื่อนําไปใหฝ้ ุายชายได้ดูตัว ภายนอก บา้ นนั้นเม่อื สามี
ภรรยาออกไปซื้อสงิ่ ของ ฝาุ ยชายจะเดินนาํ หนา้ ผู้หญิงจะถือของพะรงุ พะรงั เดินตามหลงั โดยท่ี ฝุายชายไมไ่ ด้ชว่ ย
อะไรเลย เวลาขน้ึ รถเมลห์ รอื รถไฟ ผหู้ ญงิ จะใหฝ้ ุายชายเป็นผนู้ ั่ง ส่วนตัวเองกจ็ ะยนื ถือของ พะรุงพะรงั อย่เู ช่นนั้น โดย
ทผ่ี ูช้ ายน่งั อยู่ก็ไม่ไดช้ ว่ ยถืออะไรเลย หรอื บางครั้งเดนิ กนั ไปสองคน ถ้าเกดิ ฝนตกฝุาย หญิงจะตอ้ งกางร่มใหฝ้ ุายชาย
ซ่ึงปรัชญาการครองเรือนของคนญ่ีปุนเปน็ สง่ิ ทีป่ ระหลาดพอสมควร หรอื แม้ฝาุ ย ชายและหญงิ จะจบจากมหาวทิ ยาลัย
เดียวกนั ได้คะแนนไลเ่ ล่ยี กันหรอื ฝุายหญิงมีคะแนนสงู กว่าก็ตาม เวลาทาํ งาน ในบรษิ ทั ฝุายชายจะไดต้ าํ แหน่งและ
เงนิ เดอื นทีส่ ูงกวา่ ฝาุ ยหญิงจะได้งานเลก็ ๆ น้อย ๆ เช่น เสริฟนํ้าชา เป็นต้น บทบาทของผหู้ ญิงในสงั คม
ญีป่ นุ มีนอ้ ยมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ และทางสงั คม อาํ นาจทุกอย่าง จะอยทู่ ฝ่ี ุายชายเกือบทั้งสิ้น

ดงั น้นั ปรัชญาของคนญ่ีปนุ ในภาพรวมแล้ว คนญี่ปุนเป็นคนที่มีความรักชาตสิ ูง มีความขยันเปน็ อยา่ งยิง่ มี
ความสภุ าพอ่อนโยน รกั ษากฎระเบยี บวินยั อยา่ งเคร่งครดั ซึง่ ได้มาจากแนวคิดแบบลทั ธิบชู ิโด หรอื จรรยาบรรณ ของ
ทหาร คนญป่ี นุ เป็นคนรักความสะอาด นอกจากน้นั โดยพืน้ ฐานแล้วคนญีป่ นุ เป็นชนชาตทิ ม่ี ีความสามัคคีเปน็ เลิศ นิยม
ทํางานเปน็ ทีม เหน็ แกป่ ระโยชน์ของประเทศชาติเปน็ ทต่ี งั้ หลกั ความเปน็ ผมู้ ีปรชั ญาในการดําเนินชีวติ ท่ี พิเศษเหลา่ นี้
ถูกหลอ่ หลอมมาจากศาสนาแทบทง้ั สน้ิ ท้งั ศาสนาโบราณและศาสนาทเี่ ข้ามาใหม่

๙.๓ ปรชั ญาชินโต ( Shinto Philosophy )

ศาสนาชนิ โตเปน็ ศาสนาประจําชาติของญี่ปุน ถือวา่ เปน็ ศาสนาทีม่ มี ากอ่ นศาสนาอนื่ ๆ ท้งั หมดเป็น ศาสนาดง้ั เดิมของ
คนญป่ี ุน ประวตั ศิ าสตร์ของญ่ีปุนจะศกึ ษาไดจ้ ากศาสนานี้ ศาสนาชินโตจะเปน็ หลกั ธรรมท่ี
พฒั นาใหค้ นญี่ปนุ มคี ุณลกั ษณะพิเศษทชี่ นชาติอ่นื ไมม่ ี ซงึ่ รวมไปถึงพระพุทธาสนาดว้ ย ซง่ึ กลา่ วได้ว่าคนญี่ปุน อาศัย ๒
ศาสนาในปจ๎ จบุ นั ในการดาํ เนินชีวติ คอื ศาสนาชินโตและพระพุทธศาสนา ซึ่งนับว่ามีอิทธิพลต่อสังคม ญป่ี ุนในทุก ๆ
ด้าน ศาสนาท้ังสองนี้มีอทิ ธิพลตอ่ ญีป่ ุนอย่างไร จะไดน้ าํ เสนอปรัชญาชินโตก่อน สว่ นศาสนาพุทธ น้นั จะนําเสนอใน
ตอนวา่ ด้วยปรชั ญาเซน

ศาสนาชินโตนั้น คาํ วา่ “ชนิ โต” หมายถงึ วถิ ีของพระเจ้า ( The Way of Gods ) หรือทางแห่งสวรรค์
หมายความว่า บคุ คลต้องปฏิบตั ิตามทางของสวรรค์ ภักดตี ่อพระเจา้ เพ่ือผลดแี ก่ตนเอง104

104เสฐียร พนั ธรงั ษี, ศาสนาเปรยี บเทียบ. หนา้ ๒๖๐.

147

ชนิ โต หมายถึง ศาสนาทีน่ ับถือเทพเจา้ ไม่มผี ู้ก่อต้ังศาสนา เป็นรากศรัทธาด้งั เดมิ ของชาตญิ ีป่ นุ เกดิ มา พร้อม
กับประเทศญป่ี นุ เปน็ ศาสนาทีบ่ ูชาเทพเจ้าตามขนบประเพณแี ละระเบยี บแบบแผนทนี่ บั ถอื กนั มานาน โดย ยึดหลกั
ประเพณบี ูชาบรรพบุรุษกับการครองชีวิตตามการนําทางของเทพเจ้าทั้งหลาย105

ชินโต หมายถงึ ศาสนาด้งั เดิมของชาวญีป่ ุน ไม่มศี าสดาผ้กู อ่ ต้ัง มคี ําสอนให้เคารพบชู าธรรมชาติ เชน่ ควง
อาทิตย์ ควงจนั ทร์ แม่นา้ํ 106

ชินโต เปน็ ศาสนาท้องถิน่ ของญ่ีปุน ไดช้ อื่ มาจากพระธรรมทูตจากจีน เดินทางไปญ่ีปนุ และได้นําพทุ ธ วิธกี าร
ดับทกุ ข์มาเผยแผ่ จงึ บัญญตั ิศัพทข์ ึน้ มาใหมว่ า่ “เซนเต่า” ( Shen - tao ชนิ โต ) แปลวา่ หนทางแห่ง เทพเจ้า
ทัง้ หลาย107

๙.๔ บ่อเกิดของศาสนาชินโต

เบอ้ื งแรกก่อนท่จี ะศึกษาหลักปรัชญาของศาสนาชนิ โต ศาสนาชนิ โตนบี้ างท่านกล่าวว่าไม่สามารถเป็น ศาสนา
ที่สาํ คัญเหมือนศาสนาทว่ั ไปในโลกได้ เปน็ เพียงศาสนาท่เี รียกกันว่าเปน็ ศาสนาโบราณประจําชาติใน ประเทศญี่ปนุ
เท่านั้น การศึกษาทม่ี าของศาสนาชนิ โตจะเป็นการสะดวกในการทําความเขา้ ใจในหลกั ปรชั ญามาก ย่ิงขนึ้ ศาสนา
ชนิ โตเกดิ มาจากเทพนยิ ายลึกลบั โดยมคี วามหมายดงั น้ี บนแผ่นดินและแผ่นฟูา มมี หาเทพอยู่ ๒ องคค์ ือ อิซานางิ ซึ่ง
เป็นเทพเจา้ เพศชาย และอซิ านามิ ซง่ึ เปน็ เทพเพศหญิง ท้ังสองน้ีได้อยู่ร่วมกันและมีเทพโอรส และเทพธิดาจาํ นวนมาก
เทพทั้งสองนี้ถือว่าเปน็ ปฐมบรรพบุรุษของเทพทั้งปวง และเป็นบอ่ เกดิ ของสรรพส่ิงในโลก

ต่อมามหาเทพท้งั สองก็รบั ส่งั ให้พระธิดานามวา่ อามาเตรสุ โอมกิ ามิ หรือสรุ ยิ เทพ ให้เสด็จลงมาสรา้ ง เกาะ
ญ่ีปุน และมอบให้เทพ สกิโยมิ หรือจันทรเทพลงมาชว่ ยในการจดั ระเบยี บในโลก ทง้ั สองก็อยู่ร่วมกนั ฉนั สามี ภรรยา ได้
ใหก้ ําเนิดพระโอรสและธิดาสืบมา ตอ่ มาพระปนัดดาของพระองค์พระนามวา่ ยิมมเู ทนโน ไดก้ ลายมา เป็นปฐม
จกั รพรรดขิ องชาวญ่ีปุน และมบี ตุ รธิดาสืบมา เร่ืองเทพนิยายนี้กอ่ ใหเ้ กดิ ศรัทธาในศาสนาชินโตและส่ง ผลต่อการสร้าง
ลักษณะนิสยั ของคนญ่ีปุนตอ่ มา ซ่ึงพอสรุปได้ดังนี้

๑) การบูชาธรรมชาติ เน่ืองจากศาสนาชนิ โตเปน็ ศาสนามที ี่มาจากนิยายเรื่องเทพเจ้าซง่ึ อทิ ธิพลเร่ืองน้ีก็

กอ่ ใหเ้ กิดแนวคดิ ในการให้ความสําคัญเกย่ี วกับธรรมชาติมากยิง่ ข้นึ จนกระท่ังสิ่งทีค่ นอื่นมองเหน็ วา่ เปน็ เร่ืองเล็ก น้อย
ก็ตาม แตด่ ้วยอํานาจแหง่ ความเช่ือน้ันก็กอ่ ให้แนวคดิ แสดงออกมาท่ีค่อนขา้ งจะละเอยี ดออ่ น การเคารพบูชา คนญ่ปี ุน
จึงใหค้ วามสําคญั แกธ่ รรมชาติทุกชนิดทคี่ ดิ วา่ เปน็ ทส่ี งิ สถิตย์ของเทพเจ้า เชน่ ควงอาทติ ย์ ดวงจันทร์ ควงดาว ลม ฝน
และตน้ หญา้ ต้นไม้ ภเู ขา ลําธาร ทะเล ห้วย สะพาน น้าํ าตก ก้อนหินเล็กใหญ่ และเชือ่ มโยงไปถึง

105ดนยั ไชยโยธา นานาศาสนา. (กรุงเทพฯ : โอ เอส พรนิ้ ตงิ้ เฮาส,์ ๒๕๓๕). หนา้ ๒๕๔.
106ราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ (กรุงเทพฯ:อกั ษรเจรญิ ทศั น์ ๒๕๓๘), หนา้ ๒๕๖๐
107จินดา จนั ทรแ์ กว้ , ศาสนาปัจจบุ นั (กรุงเทพฯ : มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ,๒๕๓๒) หนา้ ๑๐

148

สัตวต์ ่างๆ เช่น กระตา่ ย เสือ สุนขั จง้ิ จอก ปลาฉลาม เม่ือแตเ่ ครื่องมอื ในการทํามาหากนิ กไ็ ดร้ ับการเคารพบชู าด้วย
การเคารพบูชาสิ่งเหล่านเ้ี พราะถือว่าเป็นสง่ิ ท่เี ทพเจ้าสรา้ งและเปน็ ตวั เทพเจ้าดว้ ย นอกจากน้ันคนทีน่ ับถือศาสนา
ชินโตยงั มคี วามเช่ือว่า ธรรมชาตมิ ีอาํ นาจในการรักษา ไมว่ า่ จะเปน็ ใบไมห้ รอื ดอกไม้ ภูเขา หรือลาํ ธาร ฯลฯ การ ที่
มนษุ ย์เกีย่ วข้องกับธรรมชาตินอกจากจะเพ่อื สุขภาพแลว้ ความเชอื่ อย่างหนึ่งกค็ ือ ทําให้รูว้ า่ ธรรมชาติเหล่านั้นมี เทพ
เจา้ ทาํ งานอยูเ่ บอ้ื งหลงั

คนญปี่ ุนเชื่อวา่ ธรรมชาตเิ ป็นของดีและมีความยุติธรรมทสี่ ุด การมีชีวติ แบบธรรมชาติจึงเปน็ การทาํ ชีวติ ใหด้ ี
และยุติธรรม กล่าวกันว่าในธรรมชาติไมม่ ีความชวั่ ร้ายใด ๆ ความชวั่ รา้ ยเกิดมาจากความเกนิ พอดี ความ ต้องการ
ความอยากตามธรรมชาติเป็นของดี เป็นความชว่ั กต็ ่อเมอื่ กระทําเกนิ ไปเทา่ นั้น108 ชาติและบูชาธรรมชาติน้ัน คนญ่ปี ุน
สามารถทาํ ให้เห็นได้อย่างเดน่ ชดั พวกเขาจะปลูกตน้ ไมร้ ิมถนนเป็นทวิ แถวความเป็นผู้รักธรรม ซ่ึงเปน็ ทิวทศั น์ที่
สวยงามมาก รักษาต้นไมเ้ หล่าน้นั เป็นอย่างดี และนอกจากน้ันตามบา้ นกจ็ ะมีการจดั สวนหย่อมมี การจัดตน้ ไม้ตา่ ง ๆ
อย่างงดงามและมีนัยปรัชญาธรรมะแอบแฝงอยู่

๒) การบชู าบรรพบุรุษ ปฐมบุรุษที่คนญี่ปุนนบั ถือก็คือ สรุ ิยเทพ พระมหาจักรพรรดนิ ีพระองค์แรก และ

คนญป่ี ุนก็คือเผ่าพันธ์อุ ันสบื เชื้อสายมาจากสรุ ยิ เทพ คนญ่ีปุนจึงมบี รรพบุรุษคนเดยี วกัน การทช่ี าวญีป่ ุนมีแนวคดิ
เช่นน้ี ก็ทาํ ใหเ้ กิดระบบแนวคิดทแ่ี นน่ แฟูนในทางสายเลือดมาก การกระทาํ ของชาวญปี่ ุนจงึ ออกมาในรปู แบบ ของ
ความรักใคร่สามัคคีเป็นอย่างยงิ่

๓) การบชู าวีรชน คนญ่ีปุนให้ความสําคญั และเคารพอยา่ งยิง่ ตอ่ บุคคลผูม้ ีความกล้าหาญเปน็ วรี ชนของ

ชาติ ไมว่ า่ คนนั้นจะเป็นระดับไหน ทหาร นกั ปราชญ์ นกั ธรรมผู้มีสตั ย์ ผูไ้ มค่ ดโกง ยอ่ มได้รบั การนบั ถือว่าเป็น คนดที ่ี
ควรแก่การเคารพย่ิง การสร้างศาลเจา้ อุทศิ ให้วีรชนเหล่านี้มีมากมาย การให้การเคารพคนทค่ี วามดเี ช่นนท้ี ํา ให้คน
ญ่ปี ุนมลี ักษณะนิสัยท่ีไมส่ ามารถทนอยู่ในสภาพทีส่ งั คมไม่ให้การยอมรับไม่ได้ ถา้ เราจะสังเกตเห็นวา่ นัก การเมือง
ญป่ี นุ คนใดกต็ ามได้รบั การประณามวา่ คดโกงประชาชน ทรยศตอ่ บ้านเมอื งแล้ว คนนน้ั ก็จะลาออกทันที เพื่อเป็นการ
ไถบ่ าป พวกเขาไม่สามารถบริหารบา้ นเมืองได้ ในสภาพทีส่ ังคมประณาม

๔) การบชู าจกั รพรรดิ คนญป่ี ุนเช่อื ว่า พวกเขาเป็นลกู พระอาทิตย์ หรือเรยี กว่า ชาวอาทิตยอ์ ุทยั ซง่ึ พวก

เขาถือว่า ควงอาทติ ยข์ ึ้นมาทางทศิ ตะวนั ออกชาวญ่ีปุนเป็นประเทศแรกท่ีไดเ้ ห็นแสงอาทิตยน์ ้นั และการทพี่ วกเขา เช่อื
วา่ พวกเขาเป็นลูกพระอาทติ ยน์ น้ั กเ็ นอ่ื งมาจากปฐมบรุ ุษของพวกเขามาจากเชื้อพระอาทิตย์ และพวกเขากเ็ ปน็
เผ่าพันธ์ทุ ยี่ ิง่ ใหญเ่ พราะมาจากสวรรค์ แผ่นดนิ ทพี่ วกเขาอยู่ก็เปน็ แผน่ ดนิ ทส่ี รา้ งโดยเทพเจา้ คนญปี่ นุ จงึ ไม่ใชค่ น

108เร่อื งเดยี วกนั หนา้ ๑๑๑.

149

สามญั ธรรมดา การเชื่อเช่นน้ีทาํ ใหเ้ กดิ หลงผิดคิดวา่ ตนเองประเสริฐสูงสุด ชาติญปี่ นุ ดีกวา่ ชาตอิ นื่ ทงั้ หมด ความ คิด
แบบน้กี ลายมาเปน็ ลัทธบิ ูชิโด คือวนิ ัยของชายชาตทิ หาร เปน็ การสรา้ งปรัชญาชีวติ ลทั ธิชาตินยิ มขนึ้ จนทําก่อ สงคราม

ข้นึ และพาประเทศสคู่ วามพนิ าศในสงครามโลกครั้งที่ ๒

๙.๕ นกิ ายของศาสนาชินโต

นิกายของศาสนาชนิ โตน้นั แบ่งออกเปน็ ๒ ประเภท คือ

๑)ชินโตแห่งรฐั รฐั บาลญปี่ นุ มอบหมายใหก้ ระทรวงมหาดไทยเป็นผรู้ ับผิดชอบในการควบคุมดแู ลใน พธิ ี

การนี้ กฎระเบียบทที่ างการเข้ามาควบคุมกค็ ือ วางข้อบังคับให้นกั บวชชินโตปฏบิ ัตศิ าสนกิจเฉพาะทางราชการ เทา่ นน้ั
และห้ามไมใ่ ห้ทําพิธีกรรมตา่ ง ๆ เป็นตน้ วา่ การโฆษณา พิธแี ต่งงาน พธิ ีฝ๎งศพ เป็นตน้ ชินโตแหง่ รฐั น้ี มี อุดมคติที่ว่า
ความเจริญของชาติ ความปลอดภัยแห่งราชสํานักขององค์จกั รพรรดิ และความผาสกุ ของประชาชน เป็นพรอัน
ประเสรฐิ ที่ประชาชนจะได้รบั จากพิธกี รรมนี้ แบบฉบับแห่งศรัทธาและพิธีกรรมที่ชินโตแห่งรฐั ได้ กําหนดขึ้นมานัน้
และมีการประกาศอย่างเป็นทางการมีอยู่ ๓ อยา่ ง คือ

๑.๑) การบูชาจักรพรรด์ิ คือศาสนาชนิ โตเปน็ ศาสนาประจําชาติ เป็นโครงสรา้ งอันสาํ คญั ของชาตทิ ี่มน่ั คง
ดงั น้ันญี่ปุนก็คือตระกูลแห่งสวรรคเ์ พราะสืบสายมาจากสวรรค์ฅ และทุกคนในชาตลิ ้วนมาจากตระกลู เดียวกนั องค์
จกั รพรรดิก็คอื อวตารของมหาสรุ ิยเทพ พระองคค์ ือส่อื กลางเชอ่ื มสัมพันธ์ระหวา่ งพระอาทติ ย์ ( เทพเจ้า ) กบั
ประชาชน เป็นผปู้ กครองอาณาจกั รและศาสนจกั รด้วย พระองค์คือนิมิตแห่งความไมส่ ูญสลายไปแห่งเทพอาํ นาจ องค์
จักรพรรดคิ ือเทพเจ้าที่สงิ สถติ ยอ์ ย่ใู นรา่ งมนุษย์ พระบรมราชโองการขององค์จกั รพรรดคิ ือ โองการแหง่ สวรรค์ ความ
ศักดส์ิ ิทธแิ์ ห่งองค์จักรพรรดนิ ้ันปรากฏในพระบรมราชโองการทางการศึกษา ฉบบั หนง่ึ ในวนั ที่ ๓๐ ตลุ าคม พ.ศ.
๒๕๓๓ ว่า “ พลเมอื งทัง้ หลายของเรา จงรู้ ทุกคนมหี นา้ ที่ปอู งกันและดํารงไว้ซ่ึงความรงุ่ โรจน์ แห่งราชบัลลังก์อัน
ศกั ดิส์ ทิ ธอ์ิ ยบู่ นสวรรค์ เป็นสันตติสืบตอ่ ไปช่ัวกาลนานเปน็ นริ ันดร”109

แนวคดิ เช่นนกี้ อ่ ใหค้ นญีป่ นุ มีความจงรกั ภกั ดีต่อองค์จักรพรรดไิ ม่เคยเส่ือมคลาย แมว้ า่ พระองค์ทาํ กระทํา
การผดิ พลาดแต่ไม่มีโทษทัณฑ์แตป่ ระการใด ผูร้ ับผิดแทนพระองค์ก็คือ รัฐบาล นนั่ เอง จะเหน็ ได้จากกรณี ญีป่ นุ แพ้
สงครามโลก ในขณะทอ่ี งคจ์ กั รพรรดปิ ระกาศยอมแพ้แมท่ ัพนายกองตา่ ง ๆ ตลอดถงึ ทหารและประชา ชนจาํ นวนมาก
ทําการอัตวนิ ิบาตกรรมคือ การฆ่าตวั ตายเปน็ การแสดงการรับผดิ ชอบท่ีพ่ายแพ้สงคราม และมีการ ขอพระราชทาน
อภัยโทษต่อองค์จักรพรรดิก์ ่อนตาย

ซ่งึ ก็แสดงให้เห็นถึงหลักปรัชญาชวี ติ ของคนญ่ปี ุนเป็นอย่างดี ทีศ่ าสนามีอิทธพิ ลต่อการดําเนินชีวิตอย่าง
ย่งิ ยวด

109เสฐียร พนั ธรงั ษี, ศาสนาเปรยี บเทียบ. หนา้ ๒๖๖

150

๑.๒ ) การบชู าในฝุายราชวงศ์ เป็นรัฐพธิ ที ีอ่ งคจ์ ักรพรรดิและราชวงศ์จะขาดไมไ่ ด้ พธิ กี รรมกค็ ือการ ทําการ
เซ่นไหว้ศาลเจา้ ทีส่ ร้างเอาไวใ้ นพระราชสาํ นักซึง่ มีอยู่ ๔ แห่ง และมีอยู่ทงั้ ๔ ทิศ คอื

ก) สถานท่ีแหง่ ทห่ี นง่ึ สร้างอุทศิ แด่สุรยิ เทพ ทาํ พิธแี รกนาขวัญ เชอ่ื กันว่าสุริยเทพจะเสดจ็ มาวันนั้น

ข.) สถานทแ่ี ห่งที่สอง สรา้ งอุทศิ แด่วิญญาณของอดีตพระจักรพรรดิ ประกอบพิธีบชู าดวงวญิ ญาณของ อดีต
จักรพรรดิ

ค) สถานทสี่ ามและท่ีสี สรา้ งสําหรบั ประกอบรัฐพิธอี น่ื ๆ สุดแต่วา่ จกั รพรรดจิ ะกาํ หนดตามพระราช

อัธยาศยั

๑.๓ ) บูชาในครอบครัว รฐั ได้ให้พลเมืองปลูกฝ๎งศรทั ธาลงในศาสนาชินโต ท้ังนีเ้ พ่ือเปูาหมายทางการ เมอื ง
อันได้แกก่ ารสรา้ งความเป็นหนึ่งเดยี วของคนในชาติ จะเหน็ ได้จากท่ีทกุ ครอบครัวไมว่ า่ จะเป็นพทุ ธศาสนา กต็ าม ท่ี
บ้านจะต้องมีแท่นบูชา มีศาลเจ้าเลก็ ๆ มีเคร่ืองสังเวย เชน่ โทริ ( ประตวู ิญญาณ) กระจก กระดาษสขี าว เชอื ก อาหาร
ผลไม้ เหล้าสาเก เป็นต้น

๒) ชินโตฝาุ ยประชาชน รฐั มอบใหก้ ระทรวงศกึ ษาธกิ ารเปน็ ผ้คู วบคุมและให้การสนับสนุนกิจกรรม ๒) ชนิ โต
ฝาุ ยประชาชน ตา่ ง ๆ ซงึ่ พธิ ีกรรมต่าง ๆ ไม่เกยี่ วข้องกบั รฐั พธิ ีของทางราชการ ใหม้ กี ารแยกพธิ ีกรรมออกมาอีก
ต่างหาก ความ หมายกค็ ือ กจิ กรรมตา่ ง ๆ ไมเ่ กย่ี วข้องกบั ศาสนาชนิ โต เป็นการใหป้ ระชาชนทว่ั ไปท่นี บั ถือศาสนาอืน่
ๆ นอก จากชินโต ประกอบพิธกี รรมตามความเชอื่ ของศาสนาตนเองได้ ไมว่ า่ จะเปน็ พทุ ธศาสนาหรือคริสต์ศาสนา
ดงั น้นั ตามหลักฐานแล้วศาสนาชนิ โตกค็ ือศาสนาประจําชาติ เปน็ โครงสร้างของชาติ ส่วนศาสนาอื่นเป็นเพียงศาสนา
ประกอบโครงสร้างเท่านั้น ในหนงั สือบางเลม่ เพม่ิ เขา้ มาอีก ๓ ส่วนคือ ชนิ โตศาลเจ้า เป็นพธิ ีกรรมของประชาชน และ
ศาสนาของประชาชน, ชนิ โตนิกาย ซงึ่ ศาสนาชินโตแบ่งออกเปน็ นกิ ายได้ ๑) นิกาย แต่ละนิกายกม็ ีหลัก ปรัชญาธรรม
เฉพาะตน, ชินโตนิกายใหม่ คือนิกายต่าง ๆ ที่แตกออกไปและได้รบั การรับรองวา่ เปน็ ศาสนา สมบรู ณ์เมื่อ พ.ศ.
๒๔๘๔110

๙.๖ สัญลกั ษณ์ของศาสนาชินโต

ศาสนาชนิ โตแมจ้ ะเปน็ ศาสนาทนี่ ับถอื เทพเจ้าเปน็ ศาสดา แต่ก็มสี ญั ลักษณท์ ่เี ป็นเครื่องบ่งบอกถงึ คุณ ธรรม
ประจําศาสนา เอาไว้ ชาวญป่ี ุนถอื วา่ เป็นสมบตั ิอันศักดส์ิ ทิ ธิ์ ทถ่ี า่ ยทอดมารว่ มกนั กับบัลลังกแ์ หง่ องค์ จกั รพรรดิ ซง่ึ มี
อยู่ ๓ ประการคอื

110จินดา จนั ทรแ์ กว้ ศาสนาปัจจบุ นั , หนา้ ๑๑๓.

151

๑) กระจก ตามประวัติกลา่ วว่า ผู้สรา้ งประเทศญ่ีปุนคือสรุ ิยเทพ ซ่ึงเปน็ สตรี เมื่อเป็นเชน่ นี้สุริยเทพจึง มอบ
กระจกวิเศษให้หลานคือ นินิค โน มิโกโต เอาไว้สอ่ งดถู ้าปรารถนาจะเห็นสุริยเทพ ดงั นนั้ กระจกจึงเป็น สญั ลักษณแ์ ห่ง
เทพเจา้ ต่อมานักปราชญญ์ ป่ี ุนให้ความหมายเพมิ่ เติมเกยี่ วกับกระจกว่า แทจ้ รงิ ความหมายแห่ง กระจกก็คอื ความเป็น
ผู้มีปญ๎ ญา ในการปกครองประเทศใหเ้ จริญร่งุ เรือง ซงึ่ เป็นความหมายเชิงคณุ ธรรมมากย่งิ ขน้ึ

๒) ดาบ ถือวา่ เปน็ เครอื่ งหมายแหง่ ความเป็นผู้อํานาจ เปน็ ผู้กล้าหาญองอาจในการปกครองประเทศและ ขม่ ขู่
ศตั รู การทน่ี ักรบญป่ี ุนในสมัยโบราณทเ่ี รยี กว่า ซามูไร หรือ นกั รบญปี่ ุนสมยั สงครามโลกจะมกี ารพกดาบสนั้ และยาว
๒ เล่มติดตวั อยูเ่ สมอ จนกลายเปน็ สัญลกั ษณ์ของทหารญ่ปี ุน เรยี กวา่ นักรบซามูไร

๓) รัตนมณี เป็นเคร่ืองหมายของจักรพรรดิในการบาํ เพญ็ ประโยชน์ตอ่ ประชาชนใหไ้ ดร้ บั ความร่มเยน็ เปน็ สุข

๙.๗ ปรัชญาธรรมในศาสนาชนิ โต

ศาสนาชินโตสอนใหส้ กั การะบรรพบุรุษ กตัญํกู ตเวทีตอ่ ผู้วายชนม์ บชู าปฏบิ ตั ิต่อผูส้ ูงอายกุ วา่ จงรัก ภกั ดีต่อ
พระจักรพรรดิ ครูอาจารย์คือเทพบิดร องค์พระจักรพรรดิมีสทิ ธทิ กุ อยา่ งท่บี ดิ ามารดามีต่อบตุ ร วญิ ญาณ เปน็ ของไม่
ตาย การตายเปน็ การเปล่ียนเครอ่ื งแต่งตัวใหมช่ ัว่ คราวเท่านน้ั เมอ่ื ผู้ท่เี คารพบชู าถูกดูหมินใหแ้ กแ้ คน้ ให้ ไม่ควรอยู่ร่วม
ฟาู กับบุคคลที่ดหู มนิ ผู้ท่ีตนเคารพสกั การะ เมื่อแก้แค้นไม่ได้ใหท้ าํ ฮาราครี ีคือการควา้ นท้องตน เองเสยี ดีกวา่ ความกล้า
หาญและไมก่ ลัวตายคือเสบยี งในสงคราม ส่วนได้ส่วนเสยี ของพระจักรพรรดิและประเทศ ชาตคิ อื ส่วนท่ที ุกคนต้อง
รบั ผิดชอบ ส่งิ เหลา่ น้ีเปน็ ส่งิ ที่ทกุ คนต้องปฏิบตั ิอย่างเครง่ ครัดท่สี ดุ

คาํ สอนที่เป็นหลักปรชั ญาแบบกว้าง ๆ ของศาสนาชินโต พอสรุปได้ดังนี้
๑) ญ่ีปนุ เรม่ิ ด้วยการบชู าความงามของบปุ ผชาติ ลงท้ายด้วยการฆ่าตวั ตาย
๒) ความลอ้ สัตย์ ความเคารพ และ ความภักดตี ่อผู้ใหญ่ เป็นคณุ ธรรมอันสูงสดุ เหมือคุณธรรมทป้ั วง
๓) ความรักคือกองคจ์ ักรพรรดิและเจ้านายของตน เปน็ ชีวิตอันมีเกยี รติสงู สง่
๔) ความดงี ามที่เราต้องการ คือ การสบื สายกันมาแห่งบรรพบุรษุ ดว้ ยความรัก ความเมตตาปราณีและความ
สามคั คี
๕) เด็กและคนหนุ่นตอ้ งนอบนอ้ มต่อผใู้ หญ่ในครอบครัว หญิงสาวตอ้ งนอบน้อมต่อคนแก่ และหญงิ ต้องเคาร
ชาย
๖) จงรกั และเป็นคนที่ต่อบดิ ามารดาของตน จงเมตตาปราณี จงสามคั คีระหวา่ งครอบครัวกบั ญาติพี่น้อง องซี
ลเอก เพ่ือน จงรกั ษาความประพฤติของตนใหส้ ุภาพ และมีความเป็นอยู่อย่างประหยัด รักตัวเทา่ ใดจงรัก คมคนมา
เท่าน้นั

152

๗) หญิงจึงเคารพต่อชาย ชายฟง๎ ชื่อตรงต่อรัฐ บตุ รธิดาพึงเคารพต่อมารดาบดิ าของตน
๘) ความจรงิ เป็นคุณธรรมเบ้ืองต้นและสุดท้ายของสง่ิ ทัง้ ปวง ถา้ ปราศจากความจรงิ คุณธรรมอยา่ งอื่นก็ มีไม่ได้
๙) โครพดู คําหยาบและทําชวั่ แกท่ า่ น ทา่ นอยา่ ตอบแทนเขาดว้ ยความชั่ว มอี ยู่อยา่ งเดียวทีต่ อ้ งทําก็คือ การงาน
อนั ซอื่ สตั ย์เพ่ือเกยี รติในการงานของทา่ น
๑๐) คาบญี่ปุนมีคมขา้ งหนงึ่ มีสันขา้ งหนึ่ง มงุ่ หมายเพ่ือใช้ประโยชน์ ๒ อย่างคือ ฟน๎ ผู้ถือเองขา้ งหนง่ึ ใน เมื่อเขา
มีความผดิ และติศัตรูอีกข้างหนึ่งเม่ือเขารังแกเรา

๙.๘ บัญญัติและจรยิ ธรรมในนิกายต่าง ๆ

ศาสนาชนิ โตนนั้ แบง่ ออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ คือ ชินโตแหง่ รฐั และชนิ โตฝุายประชาชน โดยเฉพาะ ชน้ิ โตฝุาย
ประชาชนนนั้ ยังแยกนิกายออกไปอกี ถงึ ๑๓ นกิ าย คือ ไตเกยี ว ชินโต,ชนิ ริเกียว ชนิ โต, ไตชาเกย่ี ว ชนิ้ โต, เชษะ ชินโต,
ไคเชเกยี ว ชนิ โต, ยิกโกเกยี ว ชินโต, ฟูโซเกยี ว ชินโต, มิตาเกะเกยี ว ชินโต, ชินชเู กยี ว ชินโศ, มโี ขงเกยี ว ชินโต, ฟโู รง
เกียว ชินโด, คองโกเกียว ชินโต และเทนรเิ กยี ว ชินโต ทั้ง ๑๓ นิกายนม้ี หี ลกั ธรรมอนั เปน็ ลักษณะเฉพาะตน แม้ว่าจะ
มกี ารนับถือเทพเจ้าเหมือนกัน แต่พิธกี รรมบางอย่างและบทบัญญัตแิ ตก ต่างกันออกไป ทั้งน้ีเพราะเป็นนิกายแบบ
ชาวบ้าน นกั ปราชญ์จึงมีการคิดและบัญญัติสง่ิ ทค่ี ดิ วา่ ดีเพิ่มเข้ามาอกี ซึ่ง เป็นทน่ี ิยมกันมาก เพราะสามารถสนองตอบ
ความต้องการของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ดี จะยกมาเพียงบางนิกาย พอให้เหน็ แนวทางบทบัญญตั แิ ละจริยธรรม ดังน้ี

จริยธรรมของชินรีเกยี ว ชนิ โต

๑. อย่าลว่ งละเมิดนาํ พระทยั ของเทพเจา้ หรืออยา่ งลว่ งละเมดิ บทบัญญัติของเทพเจ้า

๒. อย่าลมื ความผูกพัน อนั มีต่อบรรพบรุ ุษ

๓. อยา่ ล่วงละเมดิ บัญญัติแหง่ รฐั

๔. อย่าลืมความกรุณาอันลึกซ้ึงของเทพเจ้าเม่ือเราประสบโชครา้ ย ความช่ัวรา้ ยน้นั พระองค์จะขจดั ให้ หมดไป
เม่อื เจบ็ ปวุ ยพระองค์กจ็ ะมาช่วยให้เสอื่ มคลายไป

๕. อยา่ ลมื วา่ โลกเปน็ ครอบครัวอันเดียวกนั

๖. ถา้ ใครมาโกรธ อย่าโกรธตอบ

๗. อยา่ เกยี จครา้ นในกิจการของตน

๘. อยา่ เป็นคนติเตยี นคําสอน

153

๙. อยา่ หลงละเมอในคําสง่ั สอนของชาวตา่ งชาติ

จรยิ ธรรมของไตชาเกียว ชนิ โต

๑) ทําจิตใจใหย้ ุติธรรมเพอ่ื ปกครองตนเอง
๒) จงกรุณาต่อคนทั้งหลายให้มาก ยง่ิ กว่ากรณุ าตนเอง กรุณาแก่คนท่ีทาํ ความดี ช่วยเหลอื ให้คนเป็นผู้
เทีย่ งตรง
๓) คิดหาอุบายใหเ้ กดิ ความสุขใจ ทัง้ ในป๎จจุบันและอนาคต หาความสุขใหแ้ กค่ นท้ังหลายเชน่ หาให้ตน เอง
ใครทาํ เชน่ น้จี ะเป็นพระเจ้าในอนาคต

จรยิ ธรรมของไตเซเกยี ว ชนิ โต

๑) ใหท้ ําพิธบี ชู าเทพเจ้าแหง่ สวรรค์ เทพเจา้ แห่งพ้ืนดินและดวงวญิ ญาณของจักรพรรดิผสู้ บื ตอ่ กันมา และเทพ
เจา้ ทง้ั หลายในสถานท่ีทค่ี วรเคารพ

๒) ใหน้ ับถอื บัญญัติของเทพเจ้าและรักษาบญั ญตั ิไวใ้ หค้ งอยเู่ หมือนความมัน่ คงของชาตดิ ว้ ย
๓) ใหย้ อมรบั กฎความจรงิ ของธรรมชาติ และทํารากฐานทางใจให้เกดิ ความสงบ
๔) ใหเ้ ข้าใจความหมายของชีวิตและความตาย
๕) ให้ศึกษาและทาํ กจิ การของตนใหก้ ้าวหนา้
๖) ใหป้ ฏบิ ัติพธิ ีกรรมต่อเทพเจา้ ที่ราชวงศใ์ หก้ ระทํามาไม่ขาดสาย

จริยธรรมของมติ าเกะเกยี ว ชนิ โต

๑) ปฏิบตั ติ ามคาํ แนะนาํ ส่ังสอน ของนกั บวชผู้ประจาํ ศาล ประพฤติให้เปน็ ตวั อยา่ งตามเหตผุ ลของสวรรค์
และอย่าล่วงละเมิดบัญญตั ิของเทพเจา้ แหง่ มติ าเกะ

๒ ) คาํ นงึ ถงึ เทพเจา้ คํานึงถึงความรักประเทศชาติไวภ้ ายในดวงใจใหเ้ กยี รตยิ ศ และเช่อื ฟ๎งในพระ คํารสั ของ
จักรพรรดิ ไมล่ ะเมิดกฎของรัฐ จงขยนั หม่ันเพยี รในการกจิ การ

๓) บูชาปฏิบตั ติ ามคําสั่งสอนของพระผูเ้ ป็นใหญท่ งั้ หลาย จงอดทนเพ่ือความสขุ อย่าดถู ูกคนอ่นื จงเปน็ คน
สภุ าพ

154

๔) จงเท่ียงตรง รกั ความจรงิ ไม่พูดโดยไม่คดิ

๕) ปฏบิ ตั ิตอ่ พ่อแมด่ ้วยความเคารพ ปฏิบตั ติ นเปน็ พเ่ี ป็นนอ้ งของคนทง้ั หลาย ไม่วา่ จะเป็นคนเดินทางมา จาก
ท่ีใด ในกรณที ่ีเขามีความลาํ บากและเจ็บปวุ ย

จริยธรรมของชินชูเกยี ว ชนิ โต

๑) บูชาเทพเจา้ ทั้งหลาย ในนิกายนี้
๒) ทาํ ใจให้สงบ เพราะการทาํ ใจไดเ้ ชน่ นั้น เปน็ ส่วนหนึง่ แห่งดวงวญิ ญาณของพระเจา้
๓) เคารพต่อรากฐานแหง่ รฐั
๔) ปฏิบตั ิตามทางของเทพเจา้
๕) ภักดตี ่อผ้ปู กครอง
๖)ปฏิบตั ติ ่อบดิ ามารดาอยา่ งดที ี่สดุ
๗) กรณุ าต่อคนทั้งหลาย
๘) ขยันในธรุ กิจการงาน
๙) รักษารา่ งกายใหส้ ะอาดอยู่เสมอ
ปรชั ญาการสร้างชาตโิ ดยอาศัยศาสนาชนิ โตเป็นแกนนัน้ ทําใหป้ ระเทศญ่ีปุนมีอํานาจทางการเมือง เศรษฐกิจ
ไปทวั่ โลก โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งกค็ ือ การสร้างชาตนิ ยิ มให้เห็นวา่ ญีป่ นุ คอื ชาติอริยะเปน็ ดินแดนประเสริฐ เพราะเกิดมา
จากการสร้างของเทพเจ้า คนญ่ีปุนคอื เผ่าพนั ธุเ์ ทพเจ้า จึงทําให้หลงใหลในความเปน็ หน่ึงของชาติ และประชาชน จงึ
นาํ ไปสกู่ ารกอ่ สงครามและพา่ ยแพ้ในที่สุด หลงั จากสงครามส้นิ สุดลงแล้ว พันธมติ รเห็นว่า ชนิ โตแห่งรฐั นน้ั เป็นผลทาํ
ให้เกดิ ความหลงชาตติ นเอง พลเอกแมคอาเธอร์ ผ้เู ขา้ ครองญี่ปนุ จึงออกประกาศในวัน ท่ี ๑๕ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ให้
มีการล้มเลก็ ช้นิ โตแหง่ รัฐเสีย ไม่ยอมใหศ้ าลเจา้ อเี ซ (อนุสาวรวรี บรุ ษุ นริ นาม) เปน็ ศนู ย์กลางแห่งความหลงชาตติ ่อไป

สมั พันธมิตรประกาศว่า เพราะผลร้ายทไี่ ด้รับจากสงคราม จึงบงั คบั ใหย้ กเลิกชน้ิ โตแหง่ รัฐ เพื่อ

๑) ใหญ้ ่ีปุนระงับโฆษณาความหลงผิดอีกต่อไป

๒) ระงบั ไม่ใหเ้ ด็กหน่มุ ของญี่ปุน มีจิตทรามในทางชอบสงคราม

๓) ชว่ ยใหช้ าตญิ ปี่ ุนมเี สรภี าพในการนบั ถือศาสนา

๔) ช่วยให้ชาตญิ ่ปี ุนพน้ จากความเป็นทาสของเทวดาทั้งทางตรงและทางอ้อม

155

จากนนั้ ทางราชสาํ นกั กป็ ระกาศพระบรมราชโองการของสมเดจ็ พระจักรพรรดิท่ีประกาศสละพระราช
ฐานันดรศกั ดิ์ “ โอรสแหง่ สวรรค์” และประกาศวา่ ความสัมพันธก์ นั ระหว่างราชบัลลงั ก์กบั ประชาชนอยู่ในฐานะ นกั
ประชาธปิ ไตยด้วยกนั ไมใ่ ช่อยู่ในฐานะคนของสวรรค์ต่อไป 111

๙.๙ ปรัชญาเก่ยี วกบั โลกหน้า

ลกั ษณะของปรัชญาชนิ โตคล้าย ๆ กันปรชั ญาของจีนกค็ ือ ไม่นิยมพดู ถึงเรื่องโลกหนา้ ว่ามีความเป็นไป
อยา่ งไร เมอื่ คนทําดีทาํ ชัว่ แลว้ ผลในโลกหน้าจะเปน็ อย่างไร แรงกรรมทีเ่ ขาทาํ จะมีผลส่งถึงดวงวิญญาณอย่างไร แต่ที่
ปรชั ญาของชินโตเนน้ ก็คือ การมชี ีวิตอยู่ในโลกนี้ เป็นเรอ่ื งของชวี ติ ในป๎จจุบัน แนวคดิ ทางปรชั ญาเรอ่ื งโลก หนา้ นน้ั
ชนิ โตเชือ่ ว่า วญิ ญาณของคนเรานั้นไม่ไดไ้ ปไหน หลงั จากท่ีตายไปแลว้ วิญญาณของคนที่ตายไปเปน็ สง่ิ ไมต่ ายไปดว้ ย
คนทต่ี ายไปกเ็ ปรียบเหมอื นกับการเปลยี่ นเคร่ืองแต่งตวั ใหม่เทา่ นน้ั เอง ดวงวิญญาณไม่ไปไหนกย็ งั วนเวยี นอยทู่ ี่นน้ั
และไม่มีโอกาสจะไปดว้ ย หรอื ถ้าหากว่าวิญญาณจะไปก็เพียงไปหารา่ งใหม่เท่านั้นเอง

วญิ ญาณ จะเวยี นอยู่กบั ญาติมิตรผอู้ ยู่ขา้ งหลัง คอยรว่ มสขุ ร่วมทุกข์กับคนในครวั เรอื นเหมือนเดิม หาก
ตอ้ งการใหว้ ิญญาณมีความสุข ผอู้ ยขู่ ้างหลังต้องทาํ ความดเี พอ่ื ผลแก่ดวงวญิ ญาณ และถา้ ทําถูกวธิ กี ็จะได้รับพร จาก
วญิ ญาณดว้ ย ขณะเดียวกันถ้าทาํ ไมด่ ผี ลกจ็ ะสง่ ถงึ วญิ ญาณด้วย และอาจจะถูกลงโทษได้

ความเช่อื เรื่องวญิ ญาณจึงไม่แตกตา่ งจากคนจนี ทเ่ี ช่ือในเร่ืองของวญิ ญาณบรรพบรุ ุษ ซงึ่ เม่อื ถึงวันสาํ คัญท่ี เช่น
สรวงเปน็ กจิ ท่ลี กู หลานจะขาดไม่ได้เลย เชน่ เดยี วกันกับแนวคิดของชินโต ความสําคัญของศาสนาชินโตนนั้ มี
นักปราชญ์หลายท่านให้แนวคิดเอาไวว้ ่า ทาํ ไมศาสนาชินโตจึงมอี ทิ ธิพลต่อคนญีป่ ุนดงั นี้

๑) ชินโต เปน็ มรรควิถี เชิดชู เทพและเทพอนั มอี ยบู่ นสวรรค์
๒) ชนิ โต เป็นมรรควถิ ีของรัฐ ใหใ้ ช้ความถูกตอ้ งและความเทย่ี งธรรมในการปกครอง เปน็ มรรควิถอี ัน
จักรพรรดิทรงปฏิบตั ิแกป่ ระชาชน
๓) ชนิ โต เปน็ มรรควถิ ี ซง่ึ มหาเทพบรรพบุรษุ ทรงประทานมาเพ่ือให้รฐั ปกครองประเทศชาติ
๔) ชนิ โต คือธรรมประจําวนั เปน็ มรรคแห่งหน้าที่ อนั มนุษย์ต้องปฏิบัตติ าม ธรรมนน้ั กค็ ือ หน้าท่ี ระหว่าง
ผู้ปกครองและผู้อย่ใู ตก้ ารปกครอง สามีกบั ภรรยา พอ่ แม่กับลกู ระหวา่ งพี่น้องชายหญิง ระหว่างเพ่ือนกับเพื่อน
๕) ชน้ิ โต คอื ศาสนาของชาติ เทพประทานมาอยา่ งไม่ขาดสาย เปน็ ฐานอนรุ กั ษ์ธรรมนูญของชาติ และ
เปน็ สารตั ถะแห่งจรยิ ธรรมของชาติ

๙.๑๐ หลักปฏิบัตเิ พื่อความดสี งู สดุ ตามปรัชญาของชนิ โต

111เสฐียร พนั ธรงั ษี, ศาสนาเปรยี บเทียบ. หนา้ ๒๘๐.

156

ทกุ ศาสนาในโลกน้ยี อ่ มมจี ุดหมายของชวี ิต โดยอาศยั ศาสนาเป็นผกู้ ําหนดชะตาชีวติ แทบทั้งส้นิ ดังนั้น ศาสนา
ชินโตก็เช่นเดียวกัน ลว้ นมเี ปาู หมายตามท่หี ลักธรรมของชนิ โตกําหนดเอาไว้ หลักปฏิบัติเพ่ือความดอี ันสูงสดุ อนั เป็น
จุดหมายปลายทางของผนู้ ับถือศาสนาชินโต ดังนี้

การปฏบิ ตั ติ ามลัทธิชินโต คอื การจงรกั ภกั ดีต่อเทพเจ้า ต่อสมเดจ็ พระจักรพรรดิ ( โอรสแห่งสวรรค์ ) และ
ปฏิบัตติ ามหลกั จรยิ ธรรมต่าง ๆ ทป่ี รากฏในข้อปฏบิ ัติ โดยสรุปเพอื่ ความดีอนั สูงสดุ นัน้ คือ

๑) ใหเ้ ปน็ คนมคี วามคิดอนั เบิกบานอยเู่ สมอ
๒) ใหเ้ ปน็ คนมคี วามคดิ ทบ่ี ริสทุ ธสิ์ ะอาด
๓) ใหเ้ ป็นคนมคี วามคดิ ทถ่ี ูกต้อง
๔) ใหเ้ ปน็ คนที่มีความคิดที่เท่ียงตรง
ผู้ใดปฏบิ ตั ิทําใจให้มสี ภาพดังกลา่ วมานัน้ เมื่อเขาสน้ิ ชพี ไปแลว้ ก็จกั ไปสสู่ ภาวะเป็นอันหนง่ึ อนั เดียวกัน กับเทพเจา้
หรือ การทาํ ดเี ชน่ นั้นจะทําให้มนษุ ยพ์ บเทพเจ้า และอยู่ในสภาวะน้นั ตลอดไป จรยิ ธรรมอันดีงามนี้ ทาํ ให้คนญ่ปี ุนเป็น
คนรักความสะอาด ความรกั มคี วามเมตตาปราณีแก่คนทั้งหลาย อิทธิพลของศาสนาชนิ โตผสม ผสานกับพุทธศาสนา
ช่วยกล่อมเกลาอปุ นิสัยใจคอคนญี่ปุน ใหเ้ ปน็ แบบฉบับของญป่ี นุ แท้ คนญี่ปุนจึงเปน็ คนท่ี รักชาติ รกั ธรรมชาติ มี
ความสามารถ ขยนั ขนั แขง็ จะหาชนชาติใดเปรยี บไดย้ าก กลา่ วได้ว่า ญ่ปี ุนสรา้ งชาตขิ องตน เองให้มั่นคงอย่ไู ด้ทุกวันนี้
ก็เพราะอิทธิพลของศาสนาชนิ โต

บทท่ี ๑๐
พระพทุ ธศาสนานกิ ายเซน
(Buddhism : Zen Sect)

๑๐.๑ ประวัติและความเป็นมา

พระพทุ ธศาสนาได้อบุ ตั ิขึน้ มาในประเทศอนิ เดียเมื่อราว ๒๕๐๐ ปีเศษ ( นบั ในปจ๎ จบุ ัน ๒๕๔๔ปี )
พระพทุ ธศาสนากเ็ หมือนกบั ศาสนาอนื่ ๆ ที่ปรากฏในโลกก็คือ เม่ือกาลเวลาล่วงเลยไปก็มีการแตกแยกนิกายใหม่ ๆ
เกดิ ขึน้ ซงึ่ ถือว่าเปน็ สัจธรรมอยา่ งหน่งึ พระพทุ ธศาสนาก็ไม่แตกต่างจากศาสนาเหล่าน้นั เมอื่ กล่าวโดยรวมพระ พุทธ
ศาสนาแบ่งออกเปน็ สองนิกายใหญ่ ๆ คอื นกิ ายเถรวาท และนิกายมหายาน นกิ ายเถรวาท หรือนิกายทัง้ เดมิ ที่ มา
เจรญิ ในประเทศไทย ลาว เขมร พมา่ ศรลี งั กา เป็นต้น นกิ ายนมี้ ลี กั ษณะเป็นอนุรกั ษ์นิยม(Conservative ) คือ พยาม
ยามรักษาธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญตั เิ อาไวไ้ ม่พยายามเลกิ ถอนสิ่งที่พระองคท์ รงบญั ญัติไวก้ ่อน และไม่

157

พยายามเพิ่มส่งิ ใหม่ ๆ ท่ีพระองค์ไม่ทรงบัญญัติเขา้ ไป ปฏิบตั ิตามสง่ิ ท่ีพระเถระท้งั หลายได้ทําการ สังคายนาครั้งทห่ี นึ่ง
เอาไว้

ส่วนนิกายมหายานนน้ั มีแนวคิดท่แี ตกต่างออกไปตรงทมี่ ีการปรับปรุงแก้ไขสงิ่ ที่ไมเ่ หมาะกับกาลสมยั เมอ่ื
เวลาเปลี่ยนไป นิกายนจี้ งึ ไม่เห็นดว้ ยอยา่ งยง่ิ ต่อแนวคิดของนกิ ายเถรวาท นิกายมหายานเห็นวา่ การทพ่ี ระองค์ ทรง
อนุญาตให้ถอนสิกขาบทเล็กน้อยไดน้ ้นั หมายถงึ การปรบั ปรุงแกไ้ ขให้พระพทุ ธศาสนาสามารถอยู่ไดใ้ น สงั คมเมื่อโลก
เปลย่ี นไปในอนาคต คาํ ว่า “ อกาลิโก ” ตามนัยของเถรวาทหมายถึง หลักธรรมของพุทธศาสนามี ความเหมาะสมกบั
ทกุ ยุคทุกสมัย ไมจ่ าํ เปน็ ต้องปรบั ปรงุ อะไร ส่วนมหายานถือวา่ อกาลิโก คือการปรับปรงุ แกไ้ ข หลักธรรม ใหเ้ ข้ากับ
สังคมทเ่ี ปลยี่ นแปลงไปตามความเหมาะสม

ถ้าจะถามว่า อะไรคอื พระพุทธศาสนา นกิ ายเถรวาทกจ็ ะตอบว่าคอื หลกั ธรรมท่พี ระพุทธเจา้ ทรงแสดง เอาไว้
ส่วนมหายานก็จะมองว่า หลกั ธรรมเป็นเพยี งส่วนองค์ประกอบหน่งึ ของพุทธศาสนา และมองกวา้ งออกไป อีกว่า ถ้าจะ
ปรับปรุงองค์ประกอบนนั้ เพื่อความอยู่ได้ของพทุ ธศาสนาในสงั คม กต็ ้องปรับปรงุ แมว้ า่ สง่ิ นัน้ จะ เป็นหลักธรรมก็ตาม
สว่ นทม่ี หายานแตกต่างจากเถรวาทกค็ ือ มหายานเต็มไปด้วยทฤษฎีและแนวคิดการตคี วาม ในเชิงปรชั ญา และการ
ประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ ประจําวัน

นิกายมหายาน ( ในฐานะทน่ี ิกายเซนคือสว่ นหนงึ่ ของมหายาน ) ในเบ้อื งต้นก็พอจะทราบว่าเกิดจากแนว
ความคดิ ( ทฏิ ฐิสามญั ญตา )และการตคี วามหลกั ธรรมทแี่ ตกต่างจากนิกายเถรวาท มหายานจงึ แบง่ ออกเป็น ๒ สาย
คือ มหายานแบบอนิ เดยี เป็นชว่ งทม่ี หายานเกิดในอินเดยี และมหายานแบบอินเดยี เผยแผ่เขา้ ไปสูป่ ระเทศตา่ ง ๆ เช่น
ญ่ปี นุ เกาหลี จีน และทิเบต เปน็ ตน้ ในช่วงแรกมหายานมีอยู่ ๒ สาํ นกั คือ สาํ นกั โยคาจาร ( กอ่ ต้ังโดย ทา่ นอสงั คะ
และทา่ นวสุพันธ์ ) และสํานกั มาธยมกิ ะ ( หรือสาํ นักศูนยตา ก่อตัง้ โดยท่านนาคารชนุ ) เมื่อสองสาํ นกั น้ีเผยแผเ่ ข้าสู่
จนี ในประเทศจนี ช่วงนนั้ ไมม่ ีมหายานอยู่ก่อนเลยและได้ผสมผสานกับปรัชญาเํตา่ ทม่ี ีอยู่ก่อนแล้ว ชาวจนี จงึ ได้
ปรบั ปรงุ สองสาํ นักนี้ และได้ก่อให้เกดิ มหายานแบบจนี แบง่ ออกเป็น ๒ นิกาย คือ นิกายสขุ าวดี และนิกายธยานะ หรือ
นกิ ายฌาน ( ญป่ี ุนออกเสียงเป็นเซน ซง่ึ รู้จักกันไปท่วั โลก)

กลา่ วกนั วา่ นิกายเซนเป็นผลผลิตของจีนก็คงไมผ่ ิดนัก ต่อมาเซนไดร้ บั การพฒั นาถึงจดุ สูงสุดโดยแนว กดแบบ
ญปี่ นุ และกลายเป็นสว่ นหนึง่ ของคนญี่ปนุ ในป๎จจบุ นั นี้ ดังน้ันวิวัฒนาการของเซน จงึ มาจากสองส่วนคอ แหล่งแรกมา
จากมหายานแบบอินเดยี คือนิกายโยคาจารและมาธยมกะ และแหลง่ ท่ีสองมาจากจีนคือ ปรัชญาเต๋าๆ หลงั จากผิดหวัง
จากการสนทนาธรรมกับพระจักรพรรดิ แล้วทา่ นโพธิธรรมกไ็ ดเ้ ขา้ ไปพํานักอย่วู ดั เสาหลิน เนน้ อุทศิ ให้การปฏบิ ตั ิอย่าง
เดยี วโดยไมส่ นใจตาํ ราและการเทศแบบใชว้ าจา หากเน้นท่ีการนั่งสมาธิ

กาํ เนดิ ของเซนน้นั ตามประวัตกิ ลา่ วว่าบุคคลทน่ี ํานิกายน้ีเขา้ เป็นเผยแผ่และถือวา่ เปน็ ผใู้ หก้ ําเนิดเซนใน จนี
คอื ท่านโพธิธรรม ( ทางจนี เรียก ทา่ นตกมอ้ ) ทา่ นโพธธิ รรมเป็นชาวอินเดียได้เดินทางเข้าไปในจนี และนาํ หลกั ธรรม
มหายานในอนิ เดยี เขา้ ไปเผยแผป่ ญ๎ หาชว่ งแรกในการเขา้ ไปสู่จีนก็คอื ภาษาจะเห็นได้จากประวตั ิที่ทา่ นโพธิธรรมเข้า
พบกับจักรพรรดจิ ีนแลว้ สนทนาธรรมกนั ไม่เข้าใจ “ การท่ีแนวความคดิ ของทา่ นโพธิธรรมไม่ เป็นท่ีพอพระทยั ของพระ

158

จักรพรรดิคงไม่ได้สืบเน่ืองมาจากการท่ีพระองคไ์ ม่เข้าใจเรือ่ งศูนย์ตาทที่ า่ นโพธิธรรม พดู ถงึ คงเปน็ เหตุผลอนื่ เช่น ด้าน
ภาษา.. เนอ่ื งจากท่านเปน็ คนอินเดียที่พ่ึงเข้าไปในจีน ภาษาคงไม่ค่อยดีนัก......

ปญ๎ หาหนึ่งที่ไมส่ ามารถจะให้คาํ ตอบได้ชัดเจนก็คือ ท่านโพธธิ รรม เป็นพระในนิกายไหนในระหว่าง นกิ ายมา
ธยมกะและนิกายโยคาจาร ประวตั ทิ ่านก็ไม่ไดก้ ล่าวเอาไว้ แต่ก็อาจจะมสี ว่ นท่จี ะเป็นไปได้วา่ ท่านโพธิ ธรรมน่าจะเป็น
พระในนิกายมาธยมกะของท่านนาคารชนุ เพราะช่วงท่ีท่านได้สนทนาธรรมกับองคจ์ ักรพรรดนิ ้ัน ก็ได้พดู ถึงเรื่องความ
ว่าง หรือ ศูนย์ตา ซึ่งเปน็ หวั ใจของนิกายนี้ ( ผเู้ รยี บเรียง )

นกิ ายเซนจึงถือวา่ ท่านโพธิธรรมคือพระสังฆปรณิ ายกรปู แรก และต่อมาก็มีการสืบทอดตําแหนง่ เรอื่ ยมา
จนถึงพระสงั ฆปริณายกองค์ท่ีหก ทช่ี อื่ วา่ เวย่ หล่าง ( คนไทยรู้จกั ชื่อน้ีดีโดยหนงั สอื ท่ีแปลเปน็ ภาษาไทยของท่าน พุทธ
ทาสภกิ ขุ ทช่ี ่อื สูตรของเว่ยหลา่ ง ) สว่ นคนจนี เรยี กวา่ ฮยุ เนง้ พระสงั ฆปริณายกเวย่ หล่างน้ี กล่าวกันว่ามีผล งานท่ี
ปรากฏชดั เป็นระบบท่ีศกึ ษาได้ ชือ่ สูตรของเวย่ หล่าง หรือ สตู รของฮุยเน้ง ซึ่งมีเพยี งเล่มเดียวท่ีเปน็ วรรณกรรมของ
เซนท่ีกลา่ วถึงมากทีส่ ุด และพระสงั ฆปรณิ ายกก็มเี พียงองค์ทีห่ กเท่านน้ั ไมม่ ีการแตง่ ต้งั อีกต่อไป (รายละเอียดดูใน สูตร
ของเว่ยหล่าง แปลโดย พุทธทาสภิกขุ)

หลงั จากหมดยุคของทา่ นเว่ยหล่างแล้ว นกิ ายเซนก็ได้เจริญรงุ่ เรืองในจีนต่อมา เร่ือย ๆ และรงุ่ เรืองสงู สดุ ใน
สมยั ราชวงศ์ถังจนถึงสนิ้ ราชวงศ์ ในระหวา่ งนว้ี รรณกรรมของเซนไดเ้ กดิ ข้นึ มามากมาย คนเขียนมีทั้งที่เป็น พระและ
ฆราวาส และในปลายราชวงศ์ถัง นกิ ายเซนกแ็ บ่งออกเป็น ๒ นิกายคอื นิกายหลินน่ี ( ญ่ีปุนเรยี ก รินไซ ) และนกิ ายเส้า
ตงุ ( ญปี่ ุนเรียก โซ โต ) ลกั ษณะแปลกอย่างหนง่ึ ของสองนิกายท่ีแยกออกไปนก้ี ็คือ การแยกนกิ าย ไม่ไดเ้ กดิ จากการ
แตกแยกแนวความคิดหรอื ดา้ นหลกั ธรรม แต่หากเกิดจากบุคลิกภาพในการถ่ายทอดหลักธรรม ของสองทา่ นน้ตี ่างหาก
กล่าวคือ ท่านหลนิ ฉี นิยมสอนศิษยใ์ หข้ บคดิ ปริศนาธรรมด้วยตนเองเปน็ หลกั โดย อาจารยเ์ ปน็ ผ้กู าํ หนดให้ เพราะเชอ่ื
วา่ การปฏิบตั ิธรรมผู้ปฏบิ ัติควรเผชญิ ปญ๎ หาด้วยตนเอง ปญ๎ หาเดยี วกัน ศิษย์อาจ จะให้คําตอบทีต่ า่ งกนั ก็ได้ แต่
อาจารย์ก็จะสรุปผลใหเ้ หมอื นกนั

ส่วนท่านตงุ ชานและท่านเสา้ ชาน ( นิกายเส้าตงุ ได้มาจากชอื่ สองทา่ นนีม้ ารวมกัน ) เน้นการทาํ งานมาก กวา่
การปฏบิ ตั ิ เพราะถือว่า การทํางานที่หัวใจเต็มเปีย่ มไปด้วยสมาธนิ น้ั กค็ อื การปฏบิ ตั ธิ รรมน้ันเอง พระเซนในน้ีจึงไม่
คํรา่ เคร่งกับการปฏบิ ัติที่เปน็ รูปแบบ แตห่ ากนํามาใชใ้ นกิจวตั รประจําวนั เชน่ กวาดลานวัด ลา้ งชาม
ปลูกตน้ ไม้ พรวนดนิ ปลกู ผกั เปน็ ตน้ แตว่ า่ ตอ้ งมีขอ้ แม้ก็คือ ต้องทาํ งานด้วยใจท่เี ตม็ เป่ยี มไปดว้ ยสมาธิ ไม่ฟูงุ ซ่าน
กบาน การทาํ งานต้องเป็นการพกั ผ่อนและการทําหน้าทไ่ี ปพรอ้ ม ๆ กัน ( แนวคิดทว่ี ่า การ ปฏิบัตธิ รรม ใน “ การงาน
คอื การปฏบิ ัติธรรม” ของพุทธทาสภกิ ขุ กน็ ่าจะได้แนวคิดน้ีมาจากเซน นิกายเส้าตงุ ผ้เู รียบเรยี ง )

เปาู หมายของสองนกิ ายนที้ ่านเปรียบเอาไวว้ า่ นิกายหลนิ ฉี คือ เถรวาท คือทํางานต้องมเี ปูาหมายที่ชัด ขน
และต้องใหถ้ ึงเปูาหมายนนั้ จงึ จะถือว่าสําเรจ็ ประโยชนส์ ่วนนกิ ายเส้าตงุ คือ มหายาน ที่ถือวา่ ทกุ ขั้นตอนของชวตกคอื
เปูาหมายสงู สุด ซ่งึ มีอย่แู ล้วในข้ันตอนนัน้ ๆ เปรยี บเทยี บการปนื ยอดเขาของนายดําและนายแดง นายดาํ ปนี บนยอด
เขาสูงแตป่ ืนไม่ถึงและกลบั ลงมาเขาย่อมรสู้ กึ ว่าผิดหวงั ไม่ประสบผลสําเรจ็ เพราะเปูาหมายคอื ยอดเขา ส่วนนายแดง
เขาไม่คดิ เช่นนนั้ เขาคดิ วา่ การปีนยอดเขาไม่มีคาํ ว่าสําเร็จหรือลม้ เหลวเราจะไมม่ ีคําว่าลม้ เหลวถา้ คดิ วา่ ทุกขั้นตอน
กจิ กรรมทุกอย่างที่เราทํานั้นมีความหมายสมบรู ณ์ในตัวอยแู่ ล้ว

159

นกิ ายหลินฉเ่ี ปรยี บเหมือนนายดาํ ส่วนนิกายเสา้ ตุงเปรยี บเหมอื นนายแดง เม่อื เปน็ เชน่ นน้ี ิกายทม่ี ีการ นกิ าย
หลนิ นเี่ ปรียบเหมอื นนายดํา ปรบั ปรงุ อยูเ่ สมอให้เข้ากบั สงั คมที่มีการเปล่ยี นแปลงอยตู่ ลอดเวลาคือนิกายเสา้ ตงุ จึงเปน็
นิกายท่ีมีแนวคิดใหม่ และมีอิทธพิ ลในวงการเซนตอ่ มาจนถึงทุกวนั นี้ ในปจ๎ จบุ ันนส้ี องนิกายแทบไมด่ ไู ม่ออกเลยวา่ มี
การแบ่งแยกกนั เป็นแตเ่ พยี งแบ่งกล่มุ สายงานกนั ทาํ เท่าน้ันเอง ซงึ่ เปรียบไดก้ บั มหานิกายกับธรรมยตุ กิ นิกายใน
เมืองไทย

เมอื่ สน้ิ ราชวงศถ์ งั แล้ว นกิ ายเซนก็เรม่ิ ซบเซาลงจนเกือบจะสน้ิ ไปจากโลก แตเ่ ม่ือถึงราชวงศซ์ ุงก็มพี ระ ญป่ี ุน
สองคนรปู ชอื่ เออิไซ และ โตเจน ซึง่ เป็นพระในนกิ ายเทนได เขา้ มาศึกษาเซนในจนี ท่านเออิไซ ศึกษาใน นิกายหลินน่ี
แล้วกลบั มาที่ญ่ีปุนต้ังชื่อใหมว่ ่า นิกายในไซ สว่ นท่านโตเงน ศกึ ษานิกายเสา้ ตงุ แล้วนาํ มาญี่ปุนต้ัง ชอื่ ใหมว่ า่ นิกายโซ
โต และถอื ว่าเปน็ สองคนแรกท่ีนาํ นิกายเซนเผยแผ่ในญปี่ นุ และขยายไปสูค่ นทว่ั โลก ถา้ ไม่มี สองท่านน้ีโลกนอี้ าจจะไม่
รจู้ กั นกิ ายเซนอย่างท่ปี รากฏในป๎จจุบัน

ในเมอื งไทยรู้จักคําวา่ นิกายเซน ก็ไม่กปี่ มี าน้เี องคนท่ีไดช้ ่อื ว่าทําใหค้ นไทยรู้จกั นิกายนกี้ ็คอื พุทธทาส ภกิ ขุ วดั
สวนโมกขพลารามท่านพุทธทาสภกิ ขุแปลมาจากต้นฉบบั ภาษาอังกฤษมาเปน็ ภาษาไทย มี ๒ เร่ือง คอื สตู รของเวย่
หล่างและคาํ สอนของฮวงโปทาํ ให้คนไทยรจู้ ักนิกายเซนมากย่ิงขึ้น ( บางครั้งดูจะนา่ สนใจกว่าแบบ เถรวาท ) เพราะ
หลักธรรมเปน็ ไปในลักษณะให้กระตนุ้ แนวคิด สร้างปญ๎ ญาอยู่เสมอ ให้มมุ มองชีวิตอยา่ งนา่ อศั จรรยซ์ งึ่ ผลงานที่พทุ ธ
ทาสภิกขุแปลมานั้นออกมาในเชิงบวก สว่ นนิกายเซนที่แปลแล้วมีการวิพากษ์วิจารณ์ ออกมาในเชงิ ลบคือ เซนและ
นกิ ายวชั รยาน ซ่งึ แปลโดย ม.ร.ว. คึกฤทธ์ิ ปราโมช
๑๐.๒ ปรัชญาเซน

มนษุ ยใ์ นทัศนะของเซน มนุษย์ในแนวคิดของเซนนี้สามารถนาํ มาวิเคราะห์วิจารณ์ได้ ๓ เรอื่ ง คือ
๑) ธรรมชาติของมนุษย์ ในพระพทุ ธศาสนามที ัศนะว่า มนุษย์เราน้ีเป็นองค์รวมกนั เข้าของขันธ์ ๕ คือ รปู
เวทนา สญั ญา สังขาร และวิญญาณ ขนั ธ์ ๕ นเ้ี รยี กให้สนั้ ลงกค็ อื นามกับรปู สว่ นทเี่ ปน็ รา่ งกายท้ังหมดเรยี ก วา่ รูป
สว่ นทเี่ ปน็ จิตและเจตสิกเรยี กวา่ นาม ( เจตสกิ มอี ยู่ ๓ คือ เวทนา,สญั ญา และสงั ขาร ) และองค์ประกอบ สองส่วนน้ี
คอื รปู กับนาม ต่างก็เปน็ อิสระตอ่ กัน หมายความว่า จติ น้ันเป็นอสิ ระตา่ งหากจากกาย แตถ่ ึงอยา่ งไรก็ ตามจติ กม็ ี
สภาพทไ่ี ม่แตกต่างจากรูป เวทนา สัญญา และสังขาร คือ มีสภาวะทไ่ี ม่เทยี่ ง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ไมส่ ามารถคงเดิมได้ องค์ประกอบทั้ง ๕ สว่ นนม้ี ีสง่ิ ท่ีตรงกันอย่สู ามประการคือ ไมเ่ ท่ยี งแท้ ตอ้ งมีการเปล่ยี นแปร และ
ไม่ใช่แก่นสารอนั เป็นอมตะ นี้กค็ ือธรรมชาติของคน
การมองมนุษย์ในทัศนะของเซนและพุทธศาสนาแบบเถรวาท กม็ ีสว่ นทีอ่ าจจะแตกตา่ งกันในปลีกย่อย
กลา่ วคือ เถรวาทมองมนษุ ย์ในเชงิ การวเิ คราะห์ให้เห็นส่วนยอ่ ย โดยแยกออกเป็นรูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร และ
วญิ ญาณ นอกจากนนั้ ในกรณีการเน้นลงไปใหเ้ ห็นถงึ สภาวะท่ีแทจ้ ริงของมนุษยใ์ หเ้ หน็ เป็นเพยี งธาตุ ๔ มดี ิน ํน้า ลม
และไฟ ถ้าจะทําให้มนษุ ยผ์ ปู้ ฏบิ ตั ิธรรมชัดเจนย่ิงข้ึนกต็ อ้ งมองทุกคนใหเ้ ปน็ เพียงอสุภะกรรมฐาน มสี ภาพท่ี นา่ เกลยี ด
โสโครก เน่าเหม็น มํีน้าหนองไหล เป็นนติ ย์ เพ่อื ทําให้เกิดนิพพิทา นค้ี ือการมอง เชงิ ปฏบิ ัติแบบเถรวาท ส่วนนิกายเซน
น้นั ไม่นยิ มให้มองมนุษยใ์ นลักษณะแยกย่อยลดทอนลงไป เพราะจะทําให้มองไมเ่ หน็ ความจรงิ ท่ี แท้ของความเปน็ คน
สมมตวิ ่า มคี น 4 คน คือ นกั ฟิสิกส์ นักเคมี นกั ชวี วิทยา และนักกวี เข้าไปในสวนดอกไม้และมองดอกไม้
กําลงั บานสะพรง่ั อยา่ งสวยงาม ทัง้ สค่ี นน้ยี ่อมมองดอกไม้ดอกเดยี วกนั ไปคนละอย่างตามความรู้สกึ ที่คนอืน่ มอง เห็นไม่

160

เหมือนเขา กลา่ วคือ นักฟิสิกสจ์ ะมองเหน็ ดอกไม้ในแง่ฟิสิกส์ มองเห็นเปน็ เพียง กล่มุ อนุภาค นักเคมีอาจ จะมองเห็น
เปน็ กลุม่ ก้อนของสารเคมี นักชวี วทิ ยา อาจจะมองเห็นเป็นกลมุ่ ชวี วัตถุ แต่นักกวีอาจจะมองเห็นดอก ไมเ้ ป็นดอกไม้
จรงิ ๆ

ถามวา่ ในบรรดาส่ีคนน้ี สามคนแรกนกิ ายเซนถือว่า พวกเขามองโลกอย่างวเิ คราะหแ์ ยกแยะ คนสดุ ทา้ ย ไม่
เปน็ เช่นนนั้ นกิ ายเซนไมน่ ิยมการมองอะไรแบบแยกแยะ แตใ่ ห้มองเห็นตามท่ีมนั ปรากฏอยู่ในขณะน้ัน จะพบ ความ
งามของดอกไม้จรงิ ๆ ไม่ควรมองในลักษณะเข้าไปแทรกแซงกา้ วก่ายใหค้ วามหมายเดมิ เปลย่ี นแปลงไป ตอ้ งให้สง่ิ นัน้
ๆ ปรากฎอยา่ งเต็มทีต่ ามท่ีมันเป็น จะเห็นได้จากกวนี พิ นธ์ของบาโช ทีบ่ รรยายความสวยงามโดยไม่ เขา้ ไปก้าวกา่ ยสง่ิ
นัน้ เลย

อา ! ชา่ งงดงามอะไรปานนน้ั !
ใบไม้อ่อนเขยี วสด

เปลง่ ประกายกลางแสงตะวนั
ดังน้ัน ตามทศั นะของเซน เราสามารถแยกย่อยลดทอนขันธ์หา้ ได้ทางความคิดเท่านน้ั แต่ความเป็นจริง แล้ว
เราไมส่ ามารถลดทอนมนุษยล์ งเป็นขันธห์ ้าไดเ้ ลย ซงึ่ ในความจรงิ ขนั ธห์ ้านัน้ ต่างทํางานอย่างแยกกนั ไม่ออก เราอาจจะ
คิดแยกสว่ นตา่ ง ๆ เหล่าน้นั ออกมาได้ แต่ในความจรงิ เราไม่สามารถทําได้เลย ท่ีวา่ แยกไมไ่ ดก้ ็คือ เปน็ การยากทจ่ี ะ
อธบิ ายการทาํ งานที่ประสานกนั ของสง่ิ เหลา่ น้ี ตวั อยา่ ง นาย ก. ดืม่ สรุ าแลว้ เมา สุราที่นาย ก. ดม่ื จดั เปน็ รูปธรรม หรอื
สสาร แตร่ ปู ธรรมนี้มีอิทธิพลตอ่ จิตนาย ก. ซง่ึ เปน็ นามธรรมได้ หากรปู กับนามแยกกันได้ตาม แนวคดิ การด่ืมสุราของ
นาย ก. คงจะไมส่ ามารถทําให้นาย ก. เมาสุราไดเ้ ลย เพราะตา่ งก็เป็นอสิ ระต่อกนั จึงเปน็ การยากทจี่ ะอธิบายในรูป
ของความคดิ ว่า รูปกบั นามเป็นอิสระต่อกันในทางปฏบิ ัติ
เซนจึงถอื ว่า กายกับจิตไมส่ ามารถแยกออกจากกนั ได้ เวลาอาจารยส์ อนศษิ ยก์ ็อาจจะใช้ไม้เทา้ ดี ร่างกาย เพื่อไป
กระตุน้ จติ นั่นเอง ส่ิงต่าง ๆ ท่ีมากระทบรา่ งกาย ก็ไม่ต่างอะไร กับสิ่งเหลา่ นนั้ ไปกระทบจิตดว้ ยนอกจาก น้นั
แนวความคิดในเรื่องของการบรรลธุ รรมก็มคี วามแตกตา่ งจากพุทธแบบเถรวาทอยา่ งมาก กลา่ วคือ การบรรลุ
ธรรมในทศั นะแบบเถรวาทนั้นข้ึนอยบู่ ญุ บารมแี ละองค์ประกอบหลายอย่าง ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากการทพี่ ระพุทธเจ้า ทรง
จําแนกมนุษย์ออกเป็น ๔ ส่วน คอื บคุ คลทีบ่ รรลุได้เร็วเรียกวา่ อุคฆฏติ ญั ญบุคคล สว่ นท่บี รรลธุ รรมได้เรว็ ดว้ ยการ
ขยายธรรมเพยี งเล็กนอ้ ย เรียกว่า วปิ จติ ัญญบุคคล บุคคลท่ีบรรลธุ รรมได้ช้าจําตอ้ งมีการอธิบายเปน็ อย่าง มาก
เรียกว่า เนยยบุคคล สว่ นบุคคลท่ไี มส่ ามารถจะบรรลุธรรมได้เลยในชาตินั้น เรียกว่า ปทปรมบุคคล
บุคคลท่ีสามารถจะบรรลุธรรมไดจ้ ะต้องพร้อมดว้ ยความปกติทางด้านกายภาพ กล่าวคอื รา่ งกายดี สมองดี
เปน็ บคุ คลท่ีสามารถใชเ้ หตผุ ลได้ สว่ นบคุ คลท่รี า่ งกายดี แต่สมองผดิ ปกติ เช่น คนบา้ เสียสติ หรือมสี มองพิการก็ ไม่
สามารถจะบรรลุธรรมได้เลย ดงั น้ัน คนในทัศนะของพุทธศาสนาแบบเถรวาทจงึ มสี องประเภทคือ แบบปกติ และ
ผิดปกติ แบบปกติสามารถบรรลธุ รรมได้ แต่กม็ ีความยากงา่ ยแตกตา่ งกนั ออกไปตามระดับของสติป๎ญญาซ่ึง
เปรยี บเทยี บได้กบั บุคคล ๔ จาํ พวกท่ีกลา่ วมา สว่ นท่ผี ิดปกติไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม แม้จะเป็นทางรา่ งกายกส็ ง่ ผล
มาถงึ จิตใจดว้ ย จงึ ไม่สามารถทีจ่ ะบรรลุธรรมไดเ้ ชน่ กัน
ด้านเซนนัน้ มองคนท่ีจะบรรลุธรรมอาจจะแตกต่างไปจากแนวคดิ แบบเถรวาท กล่าวคือ เซนถือว่าแมท้ ุก คน
จะมีความปกติและผดิ ปกติที่แตกตา่ งกนั ออกไป แม้แตค่ วามแตกตา่ งด้านสติป๎ญญาร่างกาย แต่มีสิ่งหนงึ่ ที่ทุก ๆ คน มี

161

อยู่ดว้ ยกนั ไม่มียกเวน้ ก็คือ ความเป็นพทุ ธภาวะ หรือความเปน็ ผูท้ ่สี ามารถตรัสรไู้ ด้ น้นั เอง พุทธภาวะ (
Buddhahood ) หรอื ธรรมชาตแิ หง่ ความเป็นพทุ ธะ ( Buddha - nature ) เปน็ สิง่ หนงึ่ ท่ีมีอยใู่ นตัวคน ทุกคนมเี ทา่ กัน
ไมม่ ใี ครมมี ากกว่ากัน

ในความหมายของท่านเว่ยหลา่ งน้ัน ความเปน็ พระอรหนั ต์กับความเปน็ ปถุ ุชนผมู้ ีกิเลสนัน้ ไมม่ ีความแตก
ตา่ งกันเลย สว่ นอรหันต์นน้ั คือบคุ คลท่ขี ดั เกลาอาสวะที่ห่อหมุ้ พทุ ธภาวะใหห้ มดสนิ้ ไป ส่วนปถุ ุชนคือบคุ คลทยี่ ัง ไม่
สามารถทําลายอาสวะตวั น้นั ได้ ความแตกต่างในทัศนะของเซนก็คือ ความหนาความเบาบางของกเิ ลสทเ่ี ปน็ ขนั้ ๆ
ของแตล่ ะคนต่างหากท่แี ตกต่างกนั พระอรหนั ต์กิเลสหมดไป พระอนาคามี กิเลสเบาบางลงมาอีกระดับ หนึ่ง พระ
สกทาคามี ก็มีกิเลสมากข้ึน พระโสดาบันก็มีกิเลสมากกวา่ พระสกทาคามี ส่วนกัลยาณปุถุชนกม็ กี ิเลส มากระดับหน่ึง
สว่ นปถุ ุชนกม็ กี เิ ลสมากท่ีสดุ ถงึ แมว้ า่ ความหนาความเบาบางของกิเลสจะแตกต่างกนั กต็ าม แตม่ ี สิง่ หนงึ่ ท่ีไม่แตกตา่ ง
กันเลยกค็ ือ ความเป็นพุทธภาวะ

ความไม่แตกต่างกันในเรอื่ งของความเปน็ พุทธภาวะนี้ มีปรากฏชัดในหลักธรรมของท่านเว่ยหลา่ งใน ชว่ งที่
ไดร้ ับการถ่ายทอดธรรมจากท่านฮวงโป ซง่ึ เปน็ พระสังฆปริณายกองค์ที่หา้ ทา่ นฮวงโปกล่าวว่า ท่านเว่ยห ลา่ งเปน็ ชาว
ปุา ชาวเขาจะบรรลุธรรมได้อย่างไร เพราะท่านเว่ยหลา่ งไม่รู้หนงั สอื ) เวย่ หล่างกลา่ วว่า “ แมว้ ่าจะ เปน็ คนเหนอื หรือ
ชาวใตก้ ็ตามที แต่ว่าความเป็นคนเหนอื หรือคนใตน้ ้นั ไม่สามารถทําให้ความเป็นพุทธภาวะซง่ึ มี อยู่ในตัวตนน้ัน
แตกต่างกันไม่ ความเปน็ คนปุาเขากแ็ ตกตา่ งจากท่านฮวงโปเพียงด้านรา่ งกายเท่านั้น แต่ไม่มคี วาม แตกต่างกันใน
ธรรมชาตแิ ห่งความเป็นพทุ ธะของเราทง้ั หลาย ปญ๎ ญาที่ทาํ ใหส้ ัตวล์ ถุ งึ การตรสั ร้นู ้ัน มอี ยใู่ นตวั เราทกุ ๆ คนแลว้ แต่
เปน็ เพราะอวชิ ชาความมดื บอดครอบงําใจของเราไว้ เราจงึ ไม่มองเห็นมนั ด้วยตนเอง จนเรา ต้องเที่ยวเสาะแสวงหา
คําแนะนําตักเตือนจากผอู้ ่ืนทเ่ี ขาไดเ้ หน็ แจ้งแลว้ ก่อนหนา้ ที่เราจะรู้จักจิตเดิมแท้ของเราเอง”

ทศั นะเรื่องการบรรลุธรรมนี้ ถา้ มองผิวเผนิ ก็ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งกนั ระหว่างเซนกบั เถรวาท แตแ่ ท้ ท่ี
จรงิ ไมไ่ ด้แตกต่างกนั เลย หากแต่การมองคนละมุมตา่ งหาก เถรวาทมองมุมหน่ึงจงึ สรุปว่าพระอรหนั ต์กับปุถุชน ตา่ งกนั
และเซนก็มองอีกมมุ หนึ่งจึงบอกว่าไม่ตา่ งกนั เปรยี บเหมือนการมองทองคําสองแห่ง แห่งหนง่ึ ไม่มฝี ุนจับ จงึ แวววบั มี
ประกาย อกี แหง่ หนึ่งนัน้ มฝี นุ จับจึงหมน่ หมองไมส่ ่องประกาย คนแรกเหน็ ทองคําแล้วสรุปวา่ สอง แห่งนีต้ ่างกนั เพราะ
แหง่ หนึ่งสดใส อกี แห่งหนง่ึ หม่นหมอง อีกคนบอกว่าไมต่ ่างกันเลย เพราะเนอื้ แท้ทัง้ สองแท่ง นก้ี ็คือเนื้อทองคําจริง ๆ
ท่ตี า่ งกนั กเ็ พยี งภายนอกเท่านั้น หาใชเ่ นือ้ แทข้ องทองคําไม่ สรปุ ว่า การทสี่ องคนมองต่าง กันนั้น แท้จริงไมม่ ีความ
แตกตา่ งกันเลย เพยี งแตว่ า่ มองกันคนละมมุ นนั่ ก็แสดงวา่ ไม่มกี ารขัดแยง้ กนั เพยี งแต่พูด กนั คนละเรื่อง

๒ ) มนษุ ยก์ ับโลก โลกท่ีเราอยใู่ นป๎จจุบนั น้ีกลา่ วกนั วา่ มนษุ ยเ์ รม่ิ เขา้ มาครอบครองเพียงไม่ก่ปี มี านีเ้ อง ถ้าเรา
ศกึ ษาประวตั ศิ าสตรจ์ ะเห็นวา่ มนษุ ย์กาํ เนดิ วิวัฒนาการมาจากลิงปุา หรือ ตะไครํ้น้า เป็นต้น แต่ว่าส่ิงท่ีมมี า กอ่ น
มนษุ ย์ก็คอื สัตวโ์ ลกล้านปี เช่น ไดโนเสาร์ ฯลฯ มนษุ ยห์ รือสตั วแ์ ละพชื ทั้งหลายที่ครอบครองโลกนมี้ า หลายต่อหลาย
รนุ่ และทุกรุน่ ที่ผา่ นมาล้วนแตไ่ มม่ ีใครยึดครองโลกยนื ยงตลอดกาลไดเ้ ลย ยอ่ มทิ้งซากเอาไวบ้ น โลกนี้ แต่เม่ือมนุษย์
เขา้ มายึดครองโลกใหมก่ ล็ ืมตนเองวา่ มนุษยเ์ ทา่ น้ันเป็นผยู้ ่ิงใหญ่เป็นเจ้าโลก สามารถควบคุม สรรพสิง่ ได้ มองเห็นสิ่ง
อื่น ๆ ทไี่ ม่ใช่มนษุ ยเ์ ปน็ เพียงสิง่ ส่งิ หนึ่งที่จะอํานวยความสะดวกให้มนษุ ย์เท่าน้ัน แท้จริง แล้ว ส่งิ ตา่ ง ๆ ในโลกนไี้ ม่มี

162

ใครเหนอื ใคร สง่ิ ต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ต่างอะไรจากคนเลย เพียงแต่ววิ ัฒนาการบางอยา่ ง เท่านั้นท่ีส่งิ อื่นมีไม่เหมือน
มนษุ ย์ คนแขง็ แรงไม่มีสิทธเิ์ อาเปรียบคนอ่อนแอฉันใด มนุษย์ก็ไมม่ ีสทิ ธ์เิ อาเปรียบ เพื่อนรว่ มโลกฉันน้นั

ดังน้นั เซนจงึ มีทัศนะวา่ มนุษย์และสรรพสิง่ ในโลกนม้ี ีความชอบธรรมในการดาํ รงชีพ มนุษย์จงึ จาํ เปน็ ตอ้ ง
ตระหนกั ถึงสทิ ธิอันสิ่งอ่ืนจึงสงวนความชอบธรรมเอาไว้ สิทธทิ ีพ่ ูดถึงน้ีกค็ ือ สิทธิท่ีจะมสี ิทธ์ิในการจะอยู่ บนโลกนี้ เปน็
สทิ ธทิ์ ่ีส่งิ มชี ีวติ มอี ยเู่ ทา่ เทยี มกัน ความชัดเจนในการแสดงให้เห็นความสาํ คญั ในเรื่องน้ี จากบทกวี ของเทนนีสัน นักกวี
ชาวอังกฤษ ที่บรรยายใหเ้ หน็ ความเสมอภาคระหวา่ งมนุษย์กบั สรรพสิ่งในโลกน้ี

ดอกไม้ ณ ซอกกําแพง ฉนั ถอนเจา้ ขึน้ มาจากซอกกาํ แพง
ถอื เจา้ ไว้ในมือ ดอกไมน้ ้อย ๆ เอย ถ้าฉันสามารถเข้าใจ

ว่า เจา้ คืออะไร
ฉันคงเขา้ ใจวา่ พระเจา้ และมนุษยค์ ืออะไร
บทกวีนี้ช้ใี ห้เหน็ วา่ การทกี่ วถี อนดอกไมต้ ้นเล็ก ๆ นั้นเป็นการกระทําทม่ี นุษย์คิดว่าตนเองเป็นเจา้ ของ โลกนี้
แต่แท้จริงแล้ว การท่ยี ืนคอยหา่ ง ๆ ช่ืนชมกับความงามของดอกไมเ้ ปน็ สงิ่ ทมี่ นษย์ควรทํา มนุษย์มีสทิ ธใิ น การชมความ
งามของธรรมชาติ แตก่ ็ไม่มีสิทธิ์ทาํ ลายธรรมชาติ การท่มี นุษย์ทาํ ลายตน้ ไมเ้ ลก็ ๆ นน้ั ในความคดิ ของมนุษยแ์ ลว้ ถือวา่
เปน็ เรอื่ งธรรมดาสามัญแม้แต่การฆ่าสัตว์ตวั เล็ก ๆ ก็ถอื วา่ เป็นสิทธทิ์ ี่มนุษยจ์ ะทาํ ได้ แตใ่ น ความคิดของเซนถอื วา่ เป็น
เรอ่ื งใหญ่มากทีเดยี ว เซนจะไมม่ องข้ามป๎ญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ผา่ นตามไปง่าย ๆ

เซนถือว่าแม้สตั วต์ วั เล็ก ๆ ก็เป็นส่งิ มีชีวติ เหมอื นกัน มนุษย์เราไมค่ วรมองว่า ชวี ิตของมนุษยส์ ําคัญกว่า
ถึงแมว้ ่าการให้ความสาํ คัญเล็ก ๆ น้อยเหล่านี้ จะเป็นเพียงอุดมคตเิ ท่านัน้ เพราะความจริงแล้วมนุษย์จําตอ้ ง
เบียดเบียนสัตว์ เพราะความจําเป็นคอื ความอยู่รอด

ถา้ จะมองอีกแงห่ นึง่ การทีม่ นุษยเ์ รามีข้อจํากัดบางประการทธี่ รรมชาตกิ ําหนดใหม้ า เชน่ ต้องกินเน้ือ กนิ พืช
เปน็ อาหาร จะถือว่าธรรมชาติบงั คับให้มนุษยจ์ ําเป็นต้องทาํ เชน่ นนั้ กรณเี ช่นนีก้ เ็ ป็นภาวะที่จําเปน็ อาจจะตอ้ งทําเพระ
ความจําเปน็ แม้แต่พระเซนเองกต็ ้องกินผักซึ่งก็ไมต่ า่ งกันนักกับการกนิ เน้อื สัตว์ แต่นี้กค็ ือความจาํ เป็นขั้นพืน้ ฐานท่ี
มนษุ ย์พึงกระทําแต่ท่ีเซนประณามก็คอื การทาํ ลายธรรมชาตอิ นั เกดิ จากความสนกุ สนาน ความเห็น แก่ตัว เช่น การลา่
สัตวท์ ่ีถือวา่ เป็นเกมส์กีฬาการทดลองสัตวเ์ พ่ือผลทางการแพทย์หรือการกักขังสตั วเ์ อาไว้ในกรงหรอื สวนสตั ว์ใหส้ ตั ว์
เหล่านน้ั อยใู่ นบริเวณท่ีจํากัดสทิ ธิ์ของพวกเขาเพื่อสนองความเพลิดเพลินของมนุษย์ เซนกล่าววา่ การทาํ เช่นนี้เราตอ้ ง
ถามตนเองก่อนวา่ จําเป็นหรอื ไม่สาํ หรบั การดํารงชีวิตของมนุษย์

สรปุ ไดว้ า่ เซนส่งเสริมใหม้ นษุ ย์และสรรพสิ่งในโลกนี้มีความเมตตาต่อกนั ใหเ้ คารพสิทธิความชอบ ธรรมที่
สรรพสิ่งจะพึงได้รับ ไมท่ ําลายโลกและธรรมชาตเิ พ่ือเพราะความสนกุ สนานหรือความจําเป็นบางอย่างที่ มีผลกระทบ
อย่างมากต่อสงั คมสว่ นรวม แต่ไมป่ ฏเิ สธในการเบยี ดเบยี นสตั ว์หรือพชื ตามความจําเป็นอนั เปน็ ธรรม ชาตพิ นื้ ฐานของ
มนุษย์ แตก่ ารกระทําทุกคร้งั ต้องมีสติอย่เู สมอ ถามตวั เองอยู่เสมอว่า การกระทํานน้ั ๆจําเป็นจริง ๆ ตอ่ การดาํ รงชีวติ
หรือไม่

163

๓ ) มนุษย์ในอุดมคตขิ องเซน ในดา้ นพุทธแบบเถรวาทน้ัน มที ัศนะเกี่ยวกับมนษุ ยซ์ ่งึ จะโยงสัมพนั ธ์ เก่ียวกบั
เรื่องกเิ ลส กรรมและวิปากกรรม มนษุ ย์ทุกคนในโลกน้ีลว้ นมกี รรมและวิปากกรรม ทท่ี ําใหพ้ ฤติกรรม มนุษย์แตกต่าง
กันออกไป การหลุดพ้นจากห้วงทุกข์คือ การทําลายกเิ ลส กรรมและวปิ ากนี้จงึ เปน็ อดุ มคติที่ชาว พุทธพงึ กระทําอย่าง
ยิง่ เพอื่ ความพน้ ทกุ ข์ โดยการศกึ ษาศีล สมาธิ และป๎ญญาเป็นหลกั

ที่กลา่ วมานีก้ ็คอื มนษุ ย์ในทศั นะของพุทธแบบเถรวาทมีเปาู หมายคือความพ้นทกุ ขส์ ว่ นมนุษยใ์ นทศั นะของ
เซนน้นั มบี างอย่างที่จะต้องนํามาพจิ ารณาเพื่อใหเ้ กิดความกระจ่างในเรื่องนี้ จงึ จะสรปุ ประเด็นทีส่ าํ คัญดงั นี้

(๑) คนในทัศนะของเซนนัน้ ไม่จําเป็นต้องเป็นคนเรยี นรมู้ าก ซึ่งเปน็ ปกติของคนเรานยิ มยกย่องคนทีม่ ี ความรู้
มาก เรยี นมามาก ย่ิงกวา่ คนที่เรยี นรู้น้อย ซงึ่ เปน็ เรื่องปกติของคนในสังคมไมว่ ่าจะอยปู่ ระเทศไหนก็ตาม การทค่ี นยก
ย่องคนทีม่ กี ารศึกษาสูงมากกวา่ คนที่ไร้การศึกษา บางทีถา้ จะหาเหตุผลมายืนยนั วา่ ทําไมตอ้ งเป็นเช่น นัน้ เซนกลา่ วว่า
เปน็ การยากท่ีจะหาคําตอบ การยกยอ่ งคนทฉ่ี ลาด หรือคนท่เี รียนรู้มากมันเป็นเพยี งคา่ นิยมทถี่ ือ ปฏิบตั กิ นั มาเทา่ นั้น
โดยปราศจากเหตผุ ลมารองรับ ซ่ึงก็ไม่ตา่ งไปจากการที่คนเราชอบดอกไม้ทสี่ วยงาม
ทศั นะของเซนการยกยอ่ งคนที่เรียนรมู้ าก มีการศึกษาดนี ั้น จุดมุ่งหมายก็คอื การใหก้ ารยกยอ่ งถงึ ความดี ในการขยนั
ศึกษาเลา่ เรียน มีความเพียรสูง มีความบากบนั เอาใจใส่อยา่ งไมย่ ่อท้อตา่ งหาก เซนเน้นว่ามีคนจํานวน นอ้ ยมากทจ่ี ะมี
ความคิดลกั ษณะนี้ แตท่ ย่ี กย่องให้เกยี รติคนท่ีมกี ารศึกษาสงู นนั้ เพราะคิดว่า การศึกษาสูง หมายถึง การมสี ถานะทาง
สังคมสงู ไม่นิยมชมชอบเพราะความเพยี รของเขา การยกย่องท่ีถูกต้องเซนเน้นการให้การยก ยอ่ งความเพียรของเขา
การยกย่องดา้ นความเพยี รกไ็ มจ่ าํ เป็นอยู่ดีทจ่ี ะยกยอ่ งเฉพาะดา้ นการศึกษาเล่าเรยี นเทา่ นั้น เพราะคนในโลกนี้มีความ
เพยี รไปคนละอยา่ งและทุกคนจะต้องไดร้ ับการยกย่องเช่นเดียวกนั ความเพยี รนัน้ ไมว่ า่
จะเปน็ การทาํ หนา้ ที่ ความเพียรในการบําเพ็ญประโยชน์ตอ่ สังคม ครูที่รบั ผดิ ชอบตอ่ การสอน หมอท่รี ับผิดชอบ ใน
หน้าท่ี ส่ิงทก่ี ลา่ วมานี้เซนถือว่า เป็นบคุ คลทีส่ มควรได้รับการยกย่องเทา่ เทยี มกนั

จะเห็นว่าเซนไมน่ ิยมยกย่องคนทเ่ี รียนรูม้ าก แต่กไ็ มไ่ ดร้ ังเกียจคนที่เรียนร้มู าก แตใ่ ห้แง่คิดที่วา่ การเรียน รู้
มากน้นั ไม่สามารถวัดไดว้ ่าคนนน้ั เป็นคนดหี รอื คนเลว ใครดีกว่าใคร คนดีหรือคนเลวไมไ่ ด้วดั ทปี่ รมิ าณการสงิ่ ทีค่ น ๆ
นัน้ เรียนรู้ แต่เนน้ ไปที่คณุ ภาพของจติ ใจ นาย ก. เรยี นจบระดับดอกเตอร์ ส่วนนาย ข. เรยี นจบแค่ ป. 4 ถ้าจะถามพระ
เซนวา่ สองท่านนีใ้ ครสมควรไดร้ ับการยกย่อง กจ็ ะตอบวา่ ยงั บอกไม่ไดว้ ่าใครจะสมควรได้รับการ ยกยอ่ ง ถา้ นาย ก.
เรยี นมากและรู้จักนาํ ความรูม้ าประยกุ ต์ใช้ในชวี ติ ประจําวันได้จรงิ ก่อให้เกดิ ความเปล่ียนแปลง ต่อชีวติ ในทางที่ดี นาย
ก. ก็สมควรไดร้ บั การยกย่อง แตถ่ ้าตรงกันข้ามก็ไมส่ มควรต่อการที่จะยกย่อง นาย ข. แม้ วา่ จะเรยี นน้อย แตส่ ามารถ
นาํ ความรู้มาใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ตอ่ ชวี ิตไดจ้ รงิ กส็ มควรยกย่องเช่นกนั ดงั น้ัน ทัศนะ ของเซนการเรียนมากหรอื น้อยจึง
ไมใ่ ชส่ ่ิงทสี่ ําคัญมากนกั ทจี่ ะตัดสนิ ได้วา่ ใครดีหรือไมด่ ี แตท่ ่ีสาํ คัญคือ สามารถ นาํ ความรเู้ หลา่ นน้ั มาใช้กบั ชวี ติ จรงิ ได้แค่
ไหน

กรณนี ้ีจะเหน็ ไดจ้ ากการที่พระสงั ฆปรณิ ายกองค์ทห่ี า้ คือ ฮวงโป เลือกท่านฮุยเน้ง หรือ เวย่ หล่างเป็น สงั ฆ
ปรณิ ายกองค์ท่ีหกต่อไป ทั้ง ๆ ทมี่ ศี ษิ ย์อีกจํานวนมากทีม่ คี วามสามารถมาก แต่ท่านฮวงโปเลือกทจ่ี ะให้ท่าน ฮุยเน้ง
เพราะมีลักษณะทวี่ า่ ก็คือ เป็นคนทม่ี คี วามพุทธภาวะในตวั มากกวา่ สามารถนําธรรมสู่จิตใจได้ ตรัสรู้เร็ว แม้ว่าตวั ทา่ น
จะเปน็ คนไมร่ หู้ นังสือเลยกต็ าม ซงึ่ ส่ิงน้ีเซนถือว่าเป็นเรือ่ งสาํ คญั ท่ีสุด

164

(๒) คนในทัศนะของเซนไมจ่ าํ เป็นตอ้ งเปน็ คนที่บรสิ ุทธส์ิ ะอาดเหมือนทัศนะแบบเถรวาท ก่อนอ่นื ต้อง ทํา
ความเขา้ ใจเร่ืองคนในทัศนะแบบเถรวาทเสยี ก่อน เถรวาทมองวา่ คนเรามีธรรมชาติสองสิ่งคือ ธรรมชาตฝิ าุ ยดี และ
ธรรมชาติฝาุ ยเลวติดตวั มาแต่กาํ เนิด ( หมายถงึ กุศลและอกุศล ) เป็นพืน้ ฐานของมนุษยท์ ุกคน ธรรมชาติฝุายดี คอื
เจตสิกฝาุ ยกุศล เชน่ ความไม่ละโมบ ความเมตตา ความกรุณา รจู้ กั การเสียสละ ละอายต่อความช่วั เป็นต้น สว่ น
เจตสกิ ฝุายอกุศล เชน่ ความโลภ ความโกรธ ความอาฆาต พยาบาท ความอจิ ฉารษิ ยา ความเห็นแก่ตวั เป็นต้น เถร
วาทเสนอให้มนุษยก์ ระทาํ ต่อส่ิงสองส่ิงน้ีแตกต่างกนั ออกไป กล่าวคือ ธรรมชาตฝิ ุายกุศล เป็นสง่ิ ทต่ี ้องมีการ เจรญิ ให้
มาก ๆ ส่งเสริมใหเ้ กดิ มใี นตนเอง เพราะสิง่ นเี้ ปน็ ประโยชนต์ อ่ ตนเองและสังคม ไม่สร้างความเดือดร้อน แก่ตนเองและ
สังคม สว่ นธรรมชาตฝิ าุ ยอกุศล เปน็ ส่งิ ท่ีต้องกําจัดออกไปจากจิตใจทุกเม่ือเพราะมผี ลตรงกันขา้ ม กบั กุศล

ดงั นน้ั คนในอุดมคติของพุทธแบบเถรวาทนนั้ ก็คอื คนที่มีความเพียรพยายามกําจัดธรรมชาติฝาุ ยเลว ออกไป
จากจติ ให้หมดไป และสามารถหลุดพ้นจากส่งิ เหลา่ นี้ไดโ้ ดยส้นิ เชงิ เม่อื ธรรมชาตฝิ ุายทีเ่ ป็นอกศุ ลถกู ขจัด ออกไป
ธรรมชาติฝุายกุศลก็สามารถแสดงตวั ออกมาอยา่ งเต็มท่ี คนเราจึงมธี รรมชาตสิ องสว่ นนฉ้ี ุดดึงอย่ตู ลอด เวลา คราใดก็
ตามธรรมชาติฝาุ ยกศุ ลมีกาํ ลังกวา่ ก็จะทําแตค่ วามดี ตรงกันข้ามถา้ ฝาุ ยอกุศลมีมากกวา่ กจ็ ะทาํ แต่ ความช่ัวรา้ ย ถ้า
มนุษย์ทําลายความช่วั ร้ายหมดไป มนษุ ย์กจ็ ะมีแตค่ วามดงี าม การกระทาํ ทุกอย่างทเี่ รากระทํากจ็ ะดี ไปดว้ ย

แตเ่ ซนแสดงทัศนะต่อเร่ืองน้คี ่อนขา้ งจะแปลกประหลาดพอสมควร จะเหน็ ไดจ้ ากทศั นะของท่านเวย่

หลา่ งทว่ี ่า “ คนธรรมดาคือพุทธะ กเิ ลสคือการรแู้ จง้ ความคิดท่โี งเ่ ขลาในอดจี ทําใหค้ นเปน็ คนธรรมดา ความคิดที่
สว่างโพลงในปจ๎ จุบนั ทาํ ให้คนเปน็ พุทธะ ความคดิ ท่ีคอยใฝุหาสง่ิ มาสนองตอบความอยากทางอายตนะในอดตี คือ กเิ ลส
ส่วนความคดิ ทเ่ี ปน็ อสิ ระจากความยดึ ตดิ ในปจ๎ จุบันคอื ความรู้แจง้ ”

ท่านเวย่ หลา่ งมองกิเลสกับพทุ ธะคอื อันเดียวกัน เหตผุ ลก็คือ ในทุกคนมคี วามเป็นพุทธภาวะอยดู่ ว้ ยกันทั้งส้ิน
แม้ว่าเถรวาทจะมองวา่ กเิ ลสและการรู้แจ้งต่างกนั แต่ท่านเว่ยหล่างกลา่ วว่าไม่ตา่ งกันเลย เพราะต่างก็เป็น ธรรมชาติ
ของคนเหมือนกัน เซนอา้ งเหตุผลมาสนับสนนุ แนวคิดน้ีก็คือ คนเรานั้นมธี รรมชาตปิ ระจําตัวอย่างหนง่ึ ก็คือ การจะยดึ
มัน่ และปล่อยวางในสง่ิ ใดส่งิ หน่ึงไดเ้ สมอ ขณะใดที่คนเรายึดมน่ั กเ็ รยี กวา่ เขามีกิเลส ในขณะเดยี วกนั ถา้ เขาไมย่ ดึ ม่ัน
กเ็ รยี กวา่ เขารู้แจ้ง ดังนนั้ กเิ ลสและการรู้แจง้ จึงไมใ่ ช่ธรรมชาติ ทแี่ ทจ้ ริงของคน ไมใ่ ช่สาระ วนั หนง่ึ ๆ เราอาจจะยึด
ม่ันและปลอ่ ยวางสลบั สบั เปลีย่ นกันไปตลอดเวลา ทเี่ ป็นเช่นนเี้ พราะธรรมชาตฝิ ุายดีและ ฝุายชว่ั เปน็ มาอย่างนั้น คนจงึ
เปน็ สง่ิ ที่สามารถคดิ ที่จะทาํ ลายและสร้างสรรคก์ ็ได้ ไมม่ ีใครห้ามกฎธรรมชาติน้ไี ด้

เซนจงึ เสนอแนวทางใหมท่ ีจ่ ะกาํ จดั ความชัว่ เหลา่ น้ี ก่อนอืน่ เซนมองว่าธรรมชาติของความดีและความช่ัว ใน
ตวั มนุษยน์ ้ีไม่มกี ารจาํ แนกอย่างทีเ่ ถรวาทเขา้ ใจ แต่ท่เี ปน็ เชน่ นนั้ เพราะคนเราตา่ งหากท่ีกําหนดให้เป็นเชน่ นั้น การ
กระทาํ อย่างน้เี ปน็ การกระทําดี การกระทําเช่นน้เี ป็นการกระทาํ ชัว่ มนษุ ย์ท้ังน้นั เป็นผูก้ ําหนดเอาเอง เหมอื น
ธรรมชาติของขาสองขา้ งของเรา ที่เราเองกําหนดเอาว่านี้คือขาซ้าย น้ีคอื ขาขวา แต่แทจ้ รงิ ขาท้งั สองขา้ งก็คือขาอยู่ วัน
ยังํคา่ มนษุ ยจ์ ะเรยี กอยา่ งไรก็ตาม ขาก็ไมส่ ามารถจะเปลี่ยนเป็นมือได้เลย

ปญ๎ หากม็ ีอย่วู า่ ถ้าเช่นนั้นเซนไม่สนบั สนนุ ให้คนเราท์ลายกิเลสหรือ แท้จรงิ เซนก็สนบั สนุนให้ทําลาย กิเลส
เชน่ กัน ไม่มีอะไรแตกต่างกนั แต่สง่ิ ทีเ่ ซนเสนอให้ทําลายกเิ ลสนั้นไมเ่ หมอื นแบบพุทธเถรวาทเขา้ ใจเทา่ นัน้ เอง เถรวาท
เสนอใหท้ ําลายกิเลสความช่ัวออกจากใจใหห้ มด แตเ่ ซนเสนอใหม้ สี ตเิ ท่าน้ันเอง ( ซงึ่ ก็ไม่ตา่ งกนั ใน เปูาหมาย แตต่ ่าง

165

จากเถรวาทตรงทวี่ ิธกี ารกระทาํ เพ่ือความหลุดพน้ ) เช่น นาย ก. รูส้ กึ วา่ ตนเองเป็นคนมีความ โกรธเปน็ ประจาํ เขาจงึ
ไปปรกึ ษาพระเถรวาท สิง่ ทนี่ าย ก. ได้รับคาํ แนะนาํ กค็ ือ วธิ ีการทข่ี จดั ความโกรธภายใน ใจ แต่ถ้านาย ก. เข้าไปหา
พระเซน อาจารยเ์ ซนกจ็ ะแนะนาํ ใหน้ าย ก. มีสติก็พอแล้ว เมอ่ื มีสติกไ็ ม่โกรธ สาเหตุ หนงึ่ ที่พระเซนสอนเช่นน้ีก็ดว้ ย
เหตุผลท่ีวา่ เซนเชือ่ วา่ ความโกรธนน้ั ไมไ่ ดอ้ ยู่ในใจของนาย ก. ตลอดเวลา ดงั นน้ั การพยายามกาํ จัดสง่ิ ที่ไม่มีอย่เู ปน็
เร่ืองประหลาดในทัศนะของเซน สิ่งที่สาํ คัญก็คอื มสี ตอิ ยเู่ สมอ เม่ือใดความ โกรธเกดิ ขนึ้ ก็รตู้ วั แลว้ ปดิ มันเอาไว้ อยา่ ให้
มนั แสดงอาการออกมา เรื่องควบคมุ ความโกรธก็เปน็ อันยุติ

การตีความในเร่ืองความบริสุทธทิ์ ี่เราพดู อยูเ่ สมอว่า คนนั้นบริสทุ ธ์ิ คนนไี้ ม่บริสุทธิน์ ั้น เรามีอะไรเป็นกฎ
เกณฑ์มาวดั ว่า ใครบริสุทธ์ิหรือไม่บรสิ ทุ ธิ์ แทจ้ ริงเปน็ การยากทจี่ ะตัดสนิ ใจอย่างถูกต้องถ้าดจู ากภาวะทางจติ เปน็
เกณฑ์ว่าคนน้หี มดกิเลส คนนี้ยงั ไมห่ มดกิเลส แมจ้ ะมีแนวคิดวา่ พระอรหันตด์ ว้ ยกันเท่านั้นจึงจะรู้ว่าใครเปน็ พระ
อรหนั ต์ แนวคิดเซนไม่ปฏิเสธ แต่สง่ิ ที่เซนเสนอกค็ ือ คนที่สามารถเปน็ ผบู้ รสิ ทุ ธิ์น้นั ต้องสามารถเป็นครูในอุดม คตใิ ห้
คนอื่นเดนิ ตามได้ สิ่งทเ่ี ซนหนักใจก็คอื แล้วอะไรจะเป็นเคร่ืองวัดให้คนเดินตามรู้วา่ คนท่ีเรากาํ ลังดําเนิน รอยตามนน้ั
เปน็ ผบู้ รสิ ทุ ธ์จิ ริง ๆ

ดงั นน้ั เซนจงึ ไมเ่ นน้ ในเรอ่ื งบริสทุ ธใ์ิ นส่วนนี้ แต่เน้นไปที่สติตา่ งหาก เพราะมีอยู่กบั ทกุ ๆ คน และเป็น สิง่ ท่ี
มองเห็นได้ ( อาการของคนที่มีสติและขาดสติ ที่แสดงออกมา สิง่ ทจี่ ะวดั ว่าคนที่เซนต้องการหรือคนใน
อดุ มคตนิ น้ั กค็ ือ คนทตี่ กอยู่ในสถานการณ์ที่เอื้ออาํ นวยจะทําให้เขาทาํ ผิดพลาดได้ แตเ่ ขาไม่ไดท้ ําผดิ พลาด เพราะรู้เท่า
ทนั ธรรมชาตนิ ้นั อยตู่ ลอดเวลา นี้แหละคือ มนุษย์ในอุดมคติของเซน

(๓) คนในอุดมคติของเซน คือคนที่มองโลกดว้ ยสายตาของศิลปนิ และใช้ชวี ติ ด้วยศิลปะ ในความหมาย คําว่า
ศลิ ปะก็คือ การทค่ี นเรามชี ีวติ อยู่อย่างกลมกลืนกบั ธรรมชาตทิ อี่ ยรู่ อบ ๆ ตวั เรา ไม่เคร่งเกนิ ไปหรือย่อหย่อน เกินไป
การทีค่ นเราใช้ชวี ิตอยู่ในโลกน้ีไดด้ ีก็เพราะอาศัยความรู้ท่ีมีอยู่ และความรู้ทค่ี นเราอาศัยน้ันกอ็ าจจะแบ่ง เปน็ ๒
ประเภท คือ ประเภทที่มชี วี ติ อยดู่ ว้ ยความรู้ท่ีไดม้ าจากการศึกษาหรือระบบความคดิ ท่ีอาศยั หลกั เหตผุ ล สว่ นความรู้
อีกแบบหนึ่งเปน็ การอาศยั อารมณ์หรือความรู้สึกเข้าสมั ผสั กับส่ิงทต่ี ้องเรา

ความรู้ประเภทแรกเปน็ ความร้เู กดิ จากการศึกษาแบบทฤษฎที ี่มีระบบตายตัว และขยายความรูน้ ้ันให้กว้าง
ขวางออกไป เชน่ ความรเู้ กิดจากการศึกษาคณติ ศาสตร์ เป็นต้น ความรูป้ ระเภทนสี้ ามารถทาํ ให้มนุษยม์ ีศักยภาพ ใน
การครอบครองโลกน้แี ละสามารถเอาชนะธรรมชาตบิ างอย่าง และพัฒนาเกินกวา่ สตั วป์ ระเภทต่าง ๆ จะพึงมี อีกด้วย
สว่ นความรทู้ ไ่ี ดม้ าประเภทที่สองนนั้ เป็นความรู้ท่ไี ม่ตอ้ งอาศยั หลักการทางเหตุผล แตอ่ าศยั อารมณแ์ ละ ความรสู้ กึ
เปน็ หลกั ซึ่งเปน็ ความรู้ที่ได้มาด้วยการสัมผัสจากสง่ิ ทเ่ี ราต้องการร้จู รงิ ๆ ไม่ใช่ทฤษฎี ชวี ิตท้ังชวี ติ คือ ส่งิ ทจ่ี ะต้องทมุ่ เท
ให้เพอ่ื ความรู้นัน้ ๆ แมว้ า่ จะไมม่ ผี ลอะไรมากก็ตามที เช่น การปฏิบตั ธิ รรมเพ่ือความพ้นทกุ ข์ การเขา้ ถงึ ความลึกลับ
บางอยา่ งทางศาสนาทเ่ี หตุผลเข้าไม่ถึง

การดํารงชีวิตของมนุษย์ในโลกนี้ก็อาศยั ความร้สู องสว่ นนีเ้ ป็นใหญ่ ความรทู้ ่ีกลา่ วมานี้สามารถนํามาใช้ ใน
ชวี ติ ประจาํ วันมากทสี่ ุด มบี างอย่างท่ตี ้องอาศยั ความรแู้ บบแรกเขา้ แก้ไข บางอย่างก็ใชค้ วามรอู้ ยา่ งท่ีสองเข้าแก้ไข
มนุษย์ทด่ี ีในทศั นะของเซนก็คือ บุคคลท่ีใช้ความรทู้ งั้ สองแบบน้ีอยา่ งเหมาะสมท่ีสดุ การจะร้ไู ดว้ ่าความรู้อะไร เข้า
แก้ปญ๎ หาเหล่านี้ เราเท่าน้ันท่ีรู้ดที ส่ี ุดว่าเมื่อเป็นอย่างนี้เราจะใชค้ วามรูช้ นิดไหนเข้าแก้ปญ๎ หา

166

เซนถือวา่ คนเราไม่อาจจะใช้เหตผุ ลหรอื อารมณ์เพียงอยา่ งเดยี วในการเขา้ ตดั สนิ ป๎ญหาต่าง ๆ ที่เกิดข้นึ ใน
ชีวิตประจาํ วันได้ การจะใช้เพียงสิ่งใดส่งิ หนงึ่ เขา้ แก้ไขป๎ญหานนั้ ยอ่ มเป็นไปไม่ได้ เหมือนกบั เคร่ืองยนต์ย่อมไม่ รู้สึกว่า
ดอกไมใ้ นสวนและดอกไมพ้ ลาสตกิ ต่างกนั อยา่ งไร บางสงิ่ ในโลกมกี ฎเกณฑต์ ายตวั การใช้อารมณเ์ ขา้ แก้ ป๎ญหาก็
อาจจะนาํ มาซง่ึ ความทุกข์ ดังน้ัน ชวี ติ ทด่ี ีในทศั นะของเซนกค็ ือ การปรับตนเองให้กลมกลนื กับโลกและ ธรรมชาติ
ความกลมกลืนกค็ ือ การแก้ป๎ญหาต่างๆ ในชีวติ ประจาํ วันไดด้ ีนั่นเอง

บางอย่างเม่อื จาํ เปน็ ตอ้ งใช้เหตุผลกค็ วรใช้ บางอย่างจําเปน็ ต้องใช้หวั ใจ อารมณ์ ความรสู้ ึกหรอื ชวี ติ ทั้ง ชีวิต
เขา้ เรยี นรู้ กใ็ หร้ ูจ้ กั ใช้อยา่ งเหมาะสม เซนถือวา่ การใช้ชีวิตในโลกกค็ อื การใชช้ วี ติ ที่ไม่ตึงหรือหยอ่ นเกินไป อยา่ จรงิ จงั
กบั ชีวิตมากเกินไป ขณะเดยี วกันก็อย่าปล่อยใหช้ ีวติ ลว่ งเลยไปอยา่ งไร้แกน่ สาร

๑๐.๓ เซนกับการถา่ ยทอดปรชั ญาเซน

ปรัชญาเซนค่อนข้างจะมคี วามลกึ ซ้ึงทั้งด้านการตีความและอรรถธรรม ยากท่จี ะเขา้ ใจได้ตอ้ งอาศัยการ พินจิ
พิเคราะห์อยา่ งละเอยี ดอย่างย่งิ คดิ อย่างระมัดระวงั อ่านหลักธรรมอย่างระมัดระวัง การตคี วามหมายของ หลกั ธรรม
มีบางคร้งั จาํ เปน็ ต้องใช้หลกั เหตผุ ล มีบางคร้งั ท่ีไม่จําเป็น เซนมลี กั ษณะพิเศษอยา่ งหนึง่ ก็คอื การสอน หรือการ
ถ่ายทอดนน้ั ส่วนมากไม่เนน้ ท่ีตําราหรอื คัมภรี ์ แตเ่ นน้ ทจี่ ิตใจเป็นอันดบั หน่ึง ทเี่ ป็นเช่นนเี้ พราะตําราท่ี ศึกษากนั ใน
ประเทศไทย โดยเฉพาะสูตรของเวย่ หลา่ ง และคําสอนของฮวงโปน้ัน ซ่ึงแปลโดย พุทธทาสภกิ ขุ เปน็
คําสอนของพระสงั ฆปริณายกเว่ยหล่าง ซ่งึ ท่านเว่ยหลา่ งเป็นผู้ไม่รูห้ นังสือ เมื่อเปน็ เชน่ น้ีกจ็ าํ เป็นอยูด่ ีท่ีศิษย์ทัง้ หลายก็
ตอ้ งถืออาจารย์เป็นใหญ่ แมห้ ลกั ธรรมนน้ั ก็โดยการบันทึกของศิษย์ท้งั สิน้ ผเู้ รยี บเรยี ง)

เซนคอื การถอยทอดพิเศษนอกคมั ภีร์
ไม่พ่ึงพาถอ้ ยคาํ และอักษร (ตํารา)
หากแต่เป็นการชี้ตรงไปทจ่ี ติ ของตน
และการสอนคนให้มองย้อนเข้าไปในธรรมชาติของเขาเองแลว้ เข้าถึงพุทธภาวะ ขอ้ ความขา้ งบนนี้ เปน็ การ
ชีใ้ ห้เหน็ ถึงลักษณะพเิ ศษในด้านการถ่ายทอดหลักธรรมของเซนเปน็ อยา่ งดีย่ิง ตามประวัติศาสตรข์ องเซนน้ันนิกายเซน
ในจนี แบ่งออกเป็น ๒ คือ นกิ ายทศี่ ึกษาหลกั ธรรมที่ยังอา้ งคมั ภรี อ์ ยู่ นํา โดยเฉนิ ชิว ( ศษิ ยท์ ่ีแตง่ กลอนแข่งกับเวย่ หล่าง
) และนิกายของทา่ นเว่ยหลา่ งท่ีไมน่ ิยมการศึกษาธรรมโดยอาศยั ตาํ รา แตเ่ น้นไปทจ่ี ิตโดยตรง ท่ีเราได้ศึกษาและนยิ ม
กนั อย่ใู นป๎จจุบนั นี้กเ็ ปน็ การศึกษาคัมภีรเ์ ซนของทา่ นเอ่ย หลา่ งเท่าน้ัน
เมอ่ื เปรยี บเทียบด้านการศึกษากบั พุทธเถรวาทแล้ว พทุ ธศาสนาแบบเถรวาทมีการศึกษาอยู่ ๓ ประการคอื
การศกึ ษาปริยตั ิ เพอ่ื นาํ ไปปฏิบัติ และผลอนั เกิดจากการปฏิบตั คิ ือปฏเิ วธ พระพทุ ธศาสนาแบบเถรวาทจงึ ศกึ ษา แบบ
ครบวงจร คอื มีการเล่าเรียนใหร้ ้วู ธิ ีการ และนําไปปฏบิ ตั ใิ ห้ไดผ้ ล ส่วนผลนัน้ เปน็ ส่ิงทีจ่ ะตอ้ งตามมาอย่างไม่ ต้องสงสยั
( ท้งั การปฏิบัติลม้ เหลวและสัมฤทธ์ิผล ) เซนไม่ได้คัดคา้ นการศึกษาคัมภรี ์เหมือนทเี่ ราเข้าใจกัน ถา้ ไม่ มีคัมภีร์แล้วเรา
จะไม่รู้เลยว่า พุทธศาสนาสอนอะไร การศึกษาตําราแลว้ นําไปปฏบิ ัตใิ ห้ถูกต้องนบั วา่ มปี ระโยชน์ ซงึ่ เซนกส็ ่งเสรมิ
แนวคิดนีค้ ล้าย ๆ กับเถรวาท
แตท่ ศั นะของเซนในเรอื่ งน้ีนัน้ เซนเห็นว่า ภาษาคอื เคร่ืองมือสาํ หรับสอ่ื สาร คัมภีร์ตาํ ราต่าง ๆ เปน็ แผนท่ี
สาํ หรบั บอกชีท้ างให้เดนิ ไปสู่เปูาหมายบางอย่างเท่านั้น ตวั เปาู หมายเปน็ คนละอย่างกันกับภาษา ภาษากค็ ือการสอื่
สารใหเ้ ราทราบอะไรบางอย่างที่มีอยู่ในตาํ รา เชน่ คาํ วา่ นิพพาน หมายถึง ความดบั ทุกข์ท้งั มวล ถ้าเราศึกษาตําราก็ จะ

167

ร้ไู ด้โดยการนกึ ตามเอาว่านิพพานคือ สภาวะทป่ี ราศจากทุกข์ทง้ั ปวง แตเ่ ราก็ไม่เข้าใจอยู่ดวี ่า การปราศจากทกุ ข์ นั้น มี
ลักษณะอยา่ งไร เป็นสุขจรงิ หรือไม่ ความสงสัยนีจ้ ะหายไปเมื่อเรารูว้ ิธีการแล้ว นาํ มาปฏิบตั ติ ามขั้นตอนก็ จะพบเองวา่
นพิ พาน คืออะไร โดยไม่ต้องศกึ ษาจากตําราอีก หรือไม่ตอ้ งไปถามใคร เรยี กว่า เปน็ สงิ่ ที่คนปฏิบตั ิ พงึ เหน็ ไดด้ ว้ ยตวั
เขาเอง

ดังน้นั เซนเองก็ไม่ปฏเิ สธคมั ภีร์ และเซนเองก็ไมม่ วี ิธกี ารพเิ ศษอะไรท่ีแตกต่างไปจากเถรวาทเลย จะมี
ลักษณะพิเศษแต่เพยี งวิธกี ารที่คอ่ นขา้ งจะแปลกประหลาดเหนอื การคาดเดาของคนสามัญเท่าน้นั เอง การสอนของ
อาจารยเ์ ซนก็มลี กั ษณะยดึ ถืออาจารย์เป็นเกณฑ์ อาจารยเ์ คยทาํ มาอย่างไร ก็ทาํ ตามอย่างนัน้ ยงิ่ การกระทําเช่นนน้ั
มักได้ผลอยเู่ สมอย่ิงทาํ ใหเ้ กิดความม่ันใจในวธิ ีการนน้ั ๆ มากขึน้ ไปอีก และมีการถา่ ยทอดสืบตอ่ ๆ กันมา ตัว อย่างนี้
จะเหน็ ไดช้ ัด กรณวี ัดในเมืองไทยบางวดั เชน่ วดั มหาธาตฯุ กรุงเทพมหานคร นาํ หลักแนวทางการปฏบิ ัติ กรรมฐานมา
จากพม่ามาเผยแผใ่ นเมอื งไทย โดยยดึ หลกั การภาวนาวา่ “ พองหนอ ยบุ หนอ ” เปน็ ต้น พอลกู ศิษย์ มาศึกษาก็เหน็ วา่
เปน็ สง่ิ ท่ดี ี และไดป้ ระโยชน์จากการปฏิบัติแนวน้ี กน็ ําหลักภาวนานีเ้ ผยแผอ่ อกไป จนเป็นทีร่ จู้ กั กันทวั่ ประเทศใน
ปจ๎ จบุ นั น้ี ถามวา่ ทา่ นเหล่านั้นปฏิเสธการภาวนาอยา่ งอ่ืนหรอื ไม่ กค็ งจะตอบว่าไมป่ ฏเิ สธ
แน่นอน นีค้ ือความจรงิ เช่นเดยี วกันกับที่กลา่ ววา่ การปฏิบตั แิ บบเซนไมเ่ น้นคัมภีร์ แตเ่ ปน็ การสอนตรงไปท่ีจติ
โดยตรงนัน้ กไ็ ม่ถกู นัก เซนกเ็ ชน่ เดยี วกนั แม้จะไมเ่ น้นตํารา แตก่ ็หาไดป้ ฏเิ สธตําราอย่างท่เี ขา้ ใจไม่

๑๐.๔ วรรณกรรมของนิกายเซน

วรรณกรรมของเซนอาจจะแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ วรรณกรรมที่นิกายเซนยอมรับร่วมกับนิกายอน่ื และ
วรรณกรรมทนี่ ิกายเซนผลติ ข้ึนมาเอง

วรรณกรรมท่นี ิกายเซนยอมรับร่วมกนั กบั นกิ ายอน่ื คําวา่ นกิ ายอ่นื ในที่นี้หมายถงึ นิกายมาธยมกะและ นิกายโย
คาจาร ซ่ึงเปน็ แหล่งความรู้ท่ีมาจากอนิ เดยี เซนยอมรับคัมภรี ์หมวดปรัชญาปารมติ า คัมภีร์ลงั กาวตารสตู ร ซึ่งเป็นสูตร
ที่มอบให้ผทู้ ่ีทําหน้าทีเ่ ปน็ ประมขุ นิกายเซน ซ่งึ เวย่ หล่างรบั มาจากท่านฮวงโป และลงั กาวตารสตู รนี้ นกิ ายโยคาจาร
และนิกายมาธยมิกะก็ยอมรับรว่ มกัน ซง่ึ นกิ ายเซนกร็ บั เอามาศึกษาในอดตี และปจ๎ จุบนั นี้ ส่วนอกี แหลง่ หนึ่งทีน่ กิ าย
เซนได้รบั อทิ ธิพลก็คอื ปรัชญาเํตา่ ของเหลาจื้อ ซึ่งเปน็ ของจีน ดังน้นั คมั ภรี ์ตา่ ง ๆ ของ เซนทใ่ี ชก้ ันอยู่นั้นส่วนหนง่ึ
เปน็ ของนิกายมาธยมกะและนกิ ายโยคาจาร สว่ นแหล่งวรรณกรรมทเ่ี ปน็ ผลผลติ ของ จีนเองน้ัน สามารถแบง่ ออกเปน็
๒ คอื วรรณกรรมที่เปน็ แม่บท และวรรณกรรมทเ่ี ปน็ บทเสรมิ หรอื อธบิ ายความ ในแม่บทนน้ั วรรณกรรมทีเ่ ป็นแม่บท
หมายถงึ วรรณกรรมท่ีเกดิ ขึ้นมาจากข้อเขยี นผลงานโดยตรงของคณาจารย์ เซนแต่ละรุ่น สว่ นวรรณกรรมท่ี
ตีความหมายถึง วรรณกรรมท่ีอธิบายคัมภรี ห์ รอื หลักธรรมท่ีปรากฏอยใู่ น วรรณกรรมแมบ่ ทนน้ั อีกทหี นึง่

๑) เซนกับนกิ ายมาธยมิกะ ในหนงั สอื สูตรของเว่ยหลา่ งน้นั ท่านเว่ยหลา่ งไดพ้ ูดถึงนิกายเซนวา่ แท้จรงิ นกิ าย
เซนไม่ได้เกิดขน้ึ มาในสมยั ทา่ นโพธิธรรมเดินทางเขา้ มาเมืองจีนเทา่ นัน้ หากแต่ว่านิกายเซนนเี้ กิดขึน้ มาตงั้ แต่สมัย
พทุ ธกาลเลยทีเดียว นิกายเซนถูกถา่ ยทอดมาส่พู ระมหากสั สปเถระ และถูกถา่ ยทอดต่อมาเรอ่ื ย ๆ จนถงึ ทา่ นเว่ยหล่าง
ซึ่งเปน็ องค์ทหี่ ก ดังนัน้ ปฐมสงั ฆปริณายกคือพระมหากัสสปเถระ ทา่ นโพธธิ รรมเปน็ สังฆปรณิ ายก อันดบั ทย่ี สี่ บิ แปด
อนั ดบั ท่ีสบิ สีค่ ือท่านนาคารชุน และอันดับท่ียส่ี บิ เอ็ดคือทา่ นวสุพันธ์ ดงั น้ันนิกายเซนจงึ ถือได้ วา่ มีความสัมพันธก์ นั กบั
นกิ ายมาธยมิกะและโยคาจารอยา่ งลกึ ซ้ึง

168

โดยอันดับแรกจะนําหลกั ธรรมของนิกายเซนกับนกิ ายมาธยมิกะมาพิจารณาเปรียบเทียบกันก่อนเพื่อให้ เหน็
ภาพลักษณ์ถึงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสองนิกายนีว้ ่าเกย่ี วพนั ธก์ นั อยา่ งไร ซึง่ นอกจากจะเก่ียวกันทางด้านผ้สู บื ทอด
ตาํ แหน่งแลว้ กย็ ังมีการผสมผสานแนวคดิ ทางหลกั ธรรมอย่างลกึ ซงึ้ หลักธรรมของนิกายมาธยมกะนน้ั ได้ เน้นไปท่ี
ความว่างเปล่าหรอื ศูนยตา สรรพส่งิ มคี วามว่างเปล่าเป็นธรรมชาติ แนวคดิ เร่ืองความว่างเปล่าน้จี ะ ปรากฏชดั ใน
วรรณกรรมของนิกายเซน เม่ือท่านโพธิธรรมพบพระจกั รพรรดนิ ้นั ท่านกไ็ ด้พดู ถึงความว่าง แมใ้ น สูตรของเวย่ หล่างก็
ปรากฏแตเ่ รอื่ งความวา่ งเปล่า เชน่ กนั ดงั จะเหน็ ได้จากคําสอนของท่านเว่ยหลา่ งดงั น้ี

พทุ ธเกษตรทง้ั ปวงวา่ งเปลา่ ดุจอวกาศ ธรรมชาติโดยปรมัตถ์ของเรา
(transcandental nature) มีความวา่ งเปลา่ เป็นสภาวะ ไม่มธี รรมแมส้ ักอยา่ งเดยี วที่
เราสามารถบรรลไุ ด้ แกน่ แท้แห่งจติ ( Essence of Mind ) กเ็ ชน่ เดียวกัน สงิ่ นเ้ี ปน็ ความ ว่างอย่างยิ่ง

สิ่งท่ีท่านเวย่ หล่างเรยี กว่าธรรมชาตโิ ดยปรมัตถ์นัน้ หมายถงึ ขนั ธห์ ้า ขันธห์ า้ เป็นส่งิ ว่างเปลา่ ในทัศนะ ของเว่ย
หล่าง เม่ือขันธห์ า้ ว่างเปลา่ ผู้ทบ่ี รรลธุ รรมกไ็ ม่มี เมอ่ื ไม่มผี ูบ้ รรลธุ รรม ธรรมที่ถกู บรรลกุ ็ไมม่ ี ดงั นนั้ สรรพสง่ิ จึงว่าง
เปล่า แนวคิดเชน่ นีจ้ ะเห็นได้อย่างเดน่ ชดั ในคาถาท่ีเวย่ หล่างแข่งขันประชันกลอนกับศษิ ย์รุ่นพค่ี ือ เฉนิ ชวิ (บางแห่งวา่
ในเชา) โดยคาถาของเฉินชวิ มวี ่า

กายของเราคือต้นโพธิ์
ใจของเราคือกระจกเงาอนั ใสสะอาด
เราเช็คมนั โดยระมดั ระวงั ทุก ๆ ช่ัวโมง
และไม่ใหฝ้ ุ่นละอองลงจบั
ท่านเวย่ หล่างเขา้ มาพบเข้าจงึ แต่งกลอนบทใหม่วา่
ไม่มีต้นโพธิ์
ทงั้ ไม่มีกระจกเงาอันใสสะอาด
เม่ือทุกส่ิงวา่ งเปลา่ แล้ว
ฝ่นุ จะลงจับอะไรเล่า
แนวคิดกลอนบทแรกนนั้ มคี วามหมายคล้าย ๆ กับพุทธศาสนาเถรวาท ทีค่ ลา้ ยหมายถงึ แนวคิดทว่ี ่ารา่ ง กาย
ของเรานน้ั คือปจ๎ จยั ให้เกดิ การรู้แจง้ รา่ งกายที่แข็งแรงยอ่ มเป็นปจ๎ จัยให้จิตใจสะอาด รา่ งกายอ่อนแอเปน็ ป๎จจัยให้
จิตใจไมเ่ ขม้ แข็ง ดังกรณีการทรมานกายของพระพุทธองค์ ในทศั นะแบบพุทธเถรวาทจึงเห็นวา่ กายกับจิต มี
ความสําคญั พอ ๆ กัน รา่ งกายไม่สบายย่อมสง่ ผลกระทบต่อจติ ใจอย่างแน่นอน เมื่อเฉินชิว แตง่ กลอนจงึ มอง เหน็
ร่างกายเหมือนต้นโพธิ์ และจิตใจเหมือนกระจกเงาใส เมื่อบุคคลเอาใจใสต่ อ่ ร่างกายและจติ ใจอยเู่ สมอ กย็ ่อม จะ
สามารถรู้แจ้งได้
บทกลอนท่สี องน้ัน มีแนวคดิ ท่เี ปน็ สญั ลักษณ์ท่ชี ดั เจนของนิกายเซนซึ่งมีฐานมาจากนกิ ายมาธมกิ ะ กลา่ ว คอื
ทา่ นเว่ยหล่างมีแนวคิดว่า ร่างกายและจิตใจน้ันเปน็ สง่ิ วา่ งเปลา่ ในเมื่อมันว่างเปล่าการจะมคี วามเพยี ร ระมดั ระวงั
ความว่างเปล่านนั้ ย่อมเปน็ เรื่องที่ไร้สาระ แนวคดิ น้ีมองดูย่อมเป็นการตีความหมายได้ยากยิง่ เพราะ โดยพนื้ ฐานแลว้

169

มนษุ ยก์ ็มเี พยี งสองส่งิ นเี้ ปน็ ฐาน อย่างไรก็ตามเว่ยหลา่ งก็มีแนวคดิ คล้ายกบั ท่านนาคารชุนใน เรอ่ื งศูนยตา คอื มองทกุ
อย่างเปน็ ของว่าง คือไมย่ ึดทั้งกายและจติ ใจ
๒) เซนกบั นิกายโยคาจาร นิกายนี้มที ัศนะว่า ทุกส่งิ ทุกอย่างที่อยเู่ บื้องหลังการเกดิ ขนึ้ ของสรรพสิ่งน้ัน คือ อาลย
วญิ ญาณ ดงั ปรากฏในคําสอนของฮวงโปวา่

จติ ลว้ น ๆ นซี้ ึง่ เปน็ ทกี่ ้าเนดิ ของส่งิ ทุกสง่ิ ยอ่ มส่องแสงอยู่ตลอดเวลา และส่งความ สวา่ งจ้าแหง่ ความสมบูรณ์
ของมันเองลงบนสงิ่ ทง้ั ปวง แต่ชาวโลกไม่ประสปี ระสาลมื ตาต่อมนั ไปมวั เข้าใจเอาแต่สิ่งซึ่งท้าหนา้ ท่ีดู ทา้ หนา้ ท่ีฟงั ทา้
หน้าที่รูส้ กึ และท้าหนา้ ทต่ี ิดนึก วา่ น้นั แหละ คือจติ เขาเหล่านน้ั ถกู การดู การฟงั การร้สู กึ และการคิดนกึ ของเขาเอง
ท้าเขาให้ตาบอด เขาจงึ ไม่รสู้ ึกต่อแสงอันสวา่ งจ้าของสงิ่ ซ่ึงเป็นต้นกา้ เนดิ ทางฝา่ ยจิต

เว่ยหล่างอธิบายคําว่า อาลยวิญญาณ หมายถงึ จติ เดิมแท้ ( Essence of Mind ) ซงึ่ เป็นสิ่งทีว่ า่ งเปลา่ โดย
ธรรมชาติ ดงั นัน้ แก่นแท้ของจติ ก็คือ ความวา่ งเปลา่ ในเม่อื แก่นแท้ของจิตหรอื อาลยวิญญาณคือส่ิงที่ ก่อใหเ้ กดิ สรรพ
ส่งิ ในโลกนี้ ดังน้ัน สรรพสิง่ ในโลกนจ้ี งึ เป็นส่ิงว่างเปล่าไปดว้ ย คาํ วา่ จติ เดิมแท้น้ี เซนนาํ มาจาก นกิ ายโยคาจารแล้วทาํ
การอธบิ ายเพ่ิมเติมด้วยหลกั ทางเหตผุ ล ซง่ึ จะเหน็ ว่า ในหนังสือของนิกายเซน จะพบคําว่า จิตเดมิ แทเ้ สมอ และถือว่า
เป็นเปาู หมายสูงสุดของนิกายเซน ( รายละเอยี ดบางตอนดูปรัชญาโยคาจารในหนงั สอื ปรัชญาอนิ เดียโบราณ ของอดิ
ศกั ด์ิ ทองบุญ ) ๑๐.๕ ความรู้แจง้ แบบเซน

ศาสนาทุกศาสนาในโลกน้ลี ้วนมเี ปูาหมายเปน็ เอกลักษณ์ของตนเอง เชน่ เดยี วกันศาสนาพุทธ ไมว่ ่าจะเป็น
นกิ ายใดก็ตาม เปาู หมายก็ความรู้แจง้ เทา่ นั้น การรูแ้ จง้ ( พุทธแบบเถรวาทนยิ มเรียกภาวะการรู้แจ้งว่า การตรัสรู้ หรือ
นิพพาน - ผูเ้ รยี บเรยี ง ) นิกายเซนก็เช่นเดยี วกนั การร้แู จ้งคอื หวั ใจของเซน มสี ่งิ หน่ึงทีน่ ่าสนใจควรนาํ มา เปรียบเทยี บ
ใหเ้ หน็ ถงึ ความแตกต่างในขนั้ ตอนเพ่ือการรู้แจ้ง ระหวา่ งพุทธแบบเถรวาทและนิกายเซน

พทุ ธศาสนาแบบเถรวาทนนั้ การรูแ้ จ้งหรอื การบรรลธุ รรมนัน้ ลว้ นเต็มไปด้วยขัน้ ตอน มีระบบ กฎเกณฑ์ การ
บรรลธุ รรมนบั จากระดบั ํตา่ สุด ไปถงึ ระดบั สูงสดุ การรู้แจ้งแบ่งออกเปน็ 4 ขนั้ ตอน คอื พระโสดาบนั พระ สกทาคามี
พระอนาคามี และพระอรหันต์ การละกิเลส ( สงั โยชน์ ๑๐ ) กม็ รี ะดบั ตามคุณธรรมของการบรรลุตาม ไปด้วย
กลา่ วคือ พระโสดาบันละสังโยชน์ได้ ๓ ( สักกายทิฏฐิ วจิ กิ ิจฉา สลี ัพพตปรามาส ) พระสกทาคามี ละ สงั โยชน์ ๓
อย่างขา้ งต้น และทาํ ใหร้ าคะ โทสะ และโมหะเบาบางลงไป สว่ นพระอนาคามี ละสังโยชน์ได้ ๕ คือ ละได้ ๓ อยา่ ง
ข้างต้นแล้ว ทาํ ให้ กามราคะ และ ปฏฆิ ะ ใหส้ น้ิ ไป ส่วนพระอรหนั ต์ ละสงั โยชนไ์ ด้ครบ ๑๐ ขอ้ (เพิ่มอีก ๕ ขอ้ หลงั คอื
รูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวชิ ชา )

ดงั นนั้ การบรรลุธรรมในพุทธศาสนาเถรวาทนนั้ มีกําหนดกฎเกณฑท์ ี่แนน่ อน มีข้นั ตอนที่ชดั เจน ส่วน ในพุทธ
ศาสนามหายาน ( นกิ ายเซน ) นั้นไม่นิยมทาํ ตามขน้ั ตอนแบบเถรวาท การบรรลุธรรมเป็นการบรรลเุ พราะ การเพียร
พยายามดว้ ยตนเองท้ังสน้ิ ( หมายความวา่ ไม่ทําตามคําแนะนําสงั่ สอนของพระพุทธเจ้า ) แนวคิดเรื่อง พระอริยบุคคล
ท่มี อี ยู่ ๔ ระดบั คอื ต้ังแตโ่ สดาบัน เป็นต้น จงึ ไม่อยู่ในความคดิ ของมหายาน ( มหายานจึงมีแต่พระ อรยิ บุคคลเสมอกัน
หมดไม่มีการแบ่งแยกระดบั คุณธรรมเหมือนพุทธแบบเถรวาท ผเู้ รยี บเรยี ง )

แนวคิดการบรรลธุ รรมตามขั้นตอนจงึ ไมป่ รากฏในวรรณกรรมของมหายาน ดงั นน้ั การบรรลุธรรมหรือ อุดม
คติของมหายานจึงแตกต่างจากอุดมคติของหนิ ยาน นิกายเซนถึงแมว้ ่าจะเป็นนกิ ายหน่งึ ในมหายานก็ตาม แต่ ก็มี
ลักษณะการบรรลธุ รรมหรอื ขั้นตอนในการบรรลุธรรมเปน็ ของเฉพาะตน ดงั ตวั อย่างดงั ต่อไปนี้

170

๑ ) พระคิวเงนเปน็ พระเซนท่านไดศ้ ึกษาคมั ภรี ์ต่าง ๆ ที่มีการศึกษาอย่ใู นวดั เซนจนแตกฉานสามารถ อธบิ ายหลักธรรม
ได้อย่างชํานาญย่ิงนัก แต่ไม่นานท่านกค็ ิดว่า การเรยี นปรยิ ัตธิ รรมไม่สามารถทาํ ให้ท่านหลดุ พน้ จงึ ตดั สนิ ใจเดนิ ทางไป
เรยี นเซนกบั อาจารย์อชิ ัน ท่านอิชันให้ปรศิ นาธรรมข้อหน่งึ วา่ “ อะไรคือตวั ตนทแี่ ท้ของ เธอ กอ่ นหน้าทเี่ ธอจะคลอด
ออกจากครรภม์ ารดา และก่อนที่เธอจะรูจ้ ักสิง่ ตา่ ง ๆ จากตะวนั ออกจรดตะวันตก ” ควิ เงนไมส่ ามารถจะตปี ริศนา
ธรรมไดเ้ ลย ไมถ่ ามอาจารย์ ๆ กไ็ มย่ อมบอกเพราะถ้าบอกไป คนได้ความรู้กค็ ือ

อาจารย์เช่นเดิม ไม่ใชศ่ ิษย์ คิวเงนิ จงึ ท้อถอยหนีไปอยู่ปุาช้าเปน็ ทเ่ี ก็บศพ ปล่อยวางตอ่ ทุกสิง่ ไม่คดิ ถึงปรศิ นา
ธรรมอกี ต่อไป

วนั หนึง่ ท่านไดแ้ บกตะกรา้ ขยะและใบไ้ ม้ไปสาดทิ้งที่หลงั กอไผ่ กอ้ นหนิ ก้อนหน่งึ ทีป่ นอยู่กับขยะได้ กระเด็นไป
ถกู ต้นไผ่เขา้ เสียงดัง “ แกรก็ ” จากเสียงนั้นเองทาํ ให้ท่านไดบ้ รรลุธรรม ทา่ นเปล่งเสยี งหวั เราะออกมา ดงั ๆ และ
เปลี่ยนเสือ้ ผา้ จดุ ธูปและคาํ นับไปทางทิศที่อาจารย์อชิ ันอยู่

๒) พระอิคควิ อาจารย์เซนชาวญป่ี ุน ( คนเดียวกนั กับอิคควิ ซัง เณรนอ้ ยเจา้ ป๎ญญา ) ท่านเปน็ ศษิ ย์ อาจารย์
กาโช วดั ไดโตกจุ ิ ซ่งึ อยู่ใกลท้ ะเลสาบ อิคควิ ปฏบิ ัตธิ รรมด้วยการล่องเรือในทะเลสาบในตอนกลางคืน จน ถึงรุง่ เชา้
ทา่ นนิยมนัง่ สมาธิในเรือ คืนหนึง่ ขณะนงั่ สมาธชิ ว่ งน้ันเป็นเวลาใกล้รุง่ อากาศเงียบสงดั ทา่ นไดย้ ินเสียง อีการ้อง เท่า
นั้นเองอิคควิ กบ็ รรลธุ รรม

๓) ท่านไปฉาง เปน็ ศษิ ย์อาจารยห์ ม่าจอื วนั หนึง่ อาจารย์กับศษิ ย์เดนิ ทางไปธุระทแี่ ห่งหน่งึ ขณะเดินผ่าน ปาุ
ไป มฝี งู ห่านปุาฝูงหน่งึ บินผ่านไป อาจารยห์ ม่าจือจึงถามศิษย์วา่ “ พวกมันจะบนิ ไปไหนกันนะ ” พระไปฉาง ไดย้ ินก็
ตอบว่า “ พวกมันบนิ ไปกันหมดแลว้ ขอรับ ” เทา่ น้นั เองอาจารย์ก็เดนิ มาและจับจมูกไปฉางบบี อยา่ งแรง และพดู
ตะคอกใส่หน้าอยา่ งดังว่า “ ใครเปน็ คนพูดว่าพวกมนั บินไปกนั หมดแล้ว” ผลแหง่ การถกู บบี จมูกอย่างแรง น้ันเอง ทํา
ให้พระไปฉางไดบ้ รรลุธรรม

๔ ) พระเซนช่อื บันชานเดินผา่ นตลาด เขาได้ยินเสียงลูกคา้ กับเจ้าของรา้ นขายเน้ือคยุ โต้ตอบกนั เสียงดัง ลั่น “
เอาชน้ิ ท่ีดีทส่ี ุดนะ” ลูกคา้ ส่ัง คนขายเนื้อตอบวา่ “เนื้อทุกช้ินในร้านของฉันดที ่ีสุดทัง้ นั้น ไมม่ ชี ้นิ ไหนไม่ดี ท่สี ุด” ไดย้ นิ
ดงั นัน้ พระบันชานก็ได้บรรลธุ รรม”

การบรรลธุ รรมในลักษณะท่ีเหนอื การคาดเดาเชน่ น้จี ะมปี รากฏอย่เู สมอในวรรณกรรมของพระเซน การ บรรลุ
ธรรมโดยการกระตนุ้ ให้ผูป้ ฏิบัตเิ หน็ แจง้ ดว้ ยจิตใจของตนเองนี้ จงึ มบี างทา่ นกล่าววา่ นกิ ายเซนไมเ่ นน้ การ ศกึ ษาดา้ น
ทฤษฎี หรือการปฏบิ ตั เิ ป็นข้ันตอนแบบพุทธเถรวาท การบรรลธุ รรมแบบฉับพลันทนั ด่วนอย่างนี้ ใน สมยั พุทธกาลมี
หรอื ไม่ ถา้ ศึกษาใหด้ จี ะเห็นว่ามปี รากฏเชน่ กันแต่กค็ งไม่มากนัก เช่น กรณีทหี่ นึ่งเป็นของพาหยิ ะ ซง่ึ เปน็ นกั บวชนอก
ศาสนา ต้องการฟ๎งธรรมจากพระพทุ ธเจา้ ในขณะท่ีพระองค์บณิ ฑบาตในเมืองสาวัตถี เมื่อพบ แล้วพาหยิ ะกร็ บเร้าให้
พระองค์แสดงธรรม แต่พระพุทธเจา้ ตรัสว่าเวลาไม่เหมาะสม ในทีส่ ดุ พระองคท์ นการ รบเร้าไม่ไหวจึงตรัสธรรมสัน้ ๆ
ว่า ดูก่อนพาหิยะ ! เธอพ่งึ สําเหนยี กเสมอว่า เมื่อเห็นกส็ ักว่าเหน็ เปน็ ตน้ ด้วย พระดาํ รัสเพียงเท่านนั้ พาหิยะซงึ่ เป็น
นักบวชนอกศาสนาก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

กรณที ีส่ อง พระอานนท์ หลงั พระพุทธเจ้าปรินิพพานไม่นาน ก็มกี ารสงั คายนาครง้ั ทีห่ นง่ึ คณะสงฆ์ ต้องการ
ใหท้ า่ นรว่ มสงั คายนาดว้ ย ตดิ อยูท่ ีย่ ังไมบ่ รรลุธรรม ทา่ นจงึ พยายามบําเพ็ญเพียรอยา่ งหนักหนว่ ง แต่ก็ไม่ มีวี่แวววา่ จะ

171

ทันการณ์ แต่แลว้ ชว่ งขณะทท่ี ่านกําลังจะพกั ผ่อน เพราะเคร่งการปฏบิ ตั มิ าหลายวัน ทา่ นเอนกายลงที่ พื้น หัวยังไม่ถึง
หมอนก็บรรลธุ รรมเปน็ พระอรหันต์

กรณที ี่สาม คือพระโกธิกะ ทา่ นเปน็ นักปฏิบตั ิจนไดฌ้ าณอยู่เสมอ แตเ่ นื่องจากสุขภาพไม่ดี ฌาณจึงเส่ือม อยู่
บ่อย ๆ ท่านเบ่ือหน่ายกบั ชวี ติ ยิ่งนัก จงึ หาทางออกด้วยการฆ่าตวั ตาย โดยใช้มดี โกนเชือดคอตนเอง ช่วงเวลา สน้ั ๆ
กอ่ นที่ท่านจะตายน้ัน ท่านเจริญวปิ ๎สสนากรรมฐาน จนได้บรรลุพระอรหนั ต์ พรอ้ มกนั การสนิ้ ชีวติ

การบรรลุธรรมของนิกายเซน ทเี่ รียกวา่ ชาโตริ ( Sator ) ของพระนิกายเซนก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเถร วาท
เลย กรณีพระเคียวเงน และพระอานนทก์ ็คลา้ ยกัน กรณพี าหิยะและอคิ คิวกเ็ หมือนกัน กรณีไปฉางกับพระโค ธิกะก็
ไมไ่ ดแ้ ตกต่างกัน ซ่ึงถา้ ศึกษาเบื้องหลังแลว้ จะเหน็ วา่ ไม่มีความแตกต่างกนั เพราะทุกคนก็ผา่ นการฝกึ ฝนมา อย่างหนัก
และตอ่ เนื่อง การพดู วา่ การบรรลุธรรมของพระนกิ ายเซนดูเป็นเหมอื นการบังเอญิ หรอื ไม่มีเหตุผลน้นั ดู เหมอื นว่า
อาจจะผดิ พลาดก็ได้ ๑๐.๖ เซนกับวัฒนธรรมทางจติ ใจและทางวัตถุ

วัฒนธรรมเมือ่ จะสรุปใหแ้ คบลงกแ็ บ่งเปน็ ๒ คือ วฒั นธรรมทางจิตใจและวฒั นธรรมทางวตั ถุ วัฒน ธรรม ใน
ความหมายตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ กลา่ วเอาไวค้ ือ ส่งิ ท่ีทาํ ให้เกิดความ เจริญงอกงามแก่
หมู่คณะ ดงั น้ัน วัฒนธรรมจงึ สรา้ งความเจริญงอกงามแต่สังคมมนุษย์ทั้งทางกายและทางจติ ใจ เปน็ หลัก

วัฒนธรรมทง้ั ทางกายและทางจิตใจนั้นมีความสัมพันธ์ตลอดยอ่ มไม่แยกออกจากกนั วฒั นธรรมทางวตั ถุ เชน่
การก่อสร้างถาวรวตั ถุต่าง ๆ อันงดงามท่ปี รากฏอยใู่ นสังคมนนั้ กย็ ่อมหล่อหลอมออกมาจากจติ ใจทง่ี ดงาม นัน่ เอง เม่ือ
จติ ใจงดงามการกระทําอะไรออกมาก็ลว้ นงดงามตามไปดว้ ย ขณะเดยี วกันถา้ จติ ใจไมง่ ดงามแล้ว สิง่ ท่ี แสดงออกมาก็
ย่อมไมง่ ดงาม ไม่ประณีตเชน่ กัน ศาสนาทุกศาสนาในโลกคือฐานจิตใจท่ีสาํ คัญในการพัฒนาวฒั น ธรรมทางดา้ นวตั ถุ
ไมว่ า่ จะเป็นพระอุโบสถ มัสยิด โบสถ์ เทวาลัยสถาน เป็นต้น

นกิ ายเซน มีอิทธิตอ่ ประเทศต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะประเทศที่นบั ถือพุทธศาสนามหายานเช่น จนี ญ่ีปุน
เกาหลี เปน็ ตน้ แตท่ ี่เดน่ ชัดมากท่ีสุดก็คือ ประเทศญ่ีปุน ทั้งนี้ไม่ใชป่ ระเทศอ่นื มี จนี เกาหลี เปน็ ต้นจะไม่มี อทิ ธิพล
ของเซนเข้าไปซึมซับ แตท่ ค่ี วามเด่นชดั มาอย่ทู ีญ่ ่ีปุนก็เพราะว่าการถา่ ยทอดให้ชาวโลกรูจ้ กั ความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งเซน
กับวฒั นธรรมในประเทศนั้น ๆ ไม่มใี ครทาํ ไดเ้ หมือน ดร. ซสู กุ โดยเฉพาะหนังสือที่ช่ือ เซนกบั วัฒน ธรรมญีป่ ุน ( Zen
and Japanese Culture ) ถือว่าเปน็ ผลงานที่ทาํ ใหเ้ ซนมีบทบาทต่อวฒั นธรรมญปี่ ุน ซงึ่ เป็นทร่ี ้จู กั กันท่ัวโลก
วฒั นธรรมท่ีญ่ีปุนไดร้ บั จากนิกายเซน ไมว่ ่าจะเปน็ ดา้ นวัฒนธรรมของเซนต่อนักรบ ซามูไร อทิ ธิพลของเซนต่อการแต่ง
บทกวไี ฮกุ อทิ ธิพลของเซนต่อวิธีชงํนา้ ชา อทิ ธพิ ลของเซนที่แสดงออกใน เร่ืองความรกั ธรรมชาติ เป็นต้น โดยเฉพาะ
ชนชน้ั นักรบทเ่ี รยี กวา่ ซามไู ร ทถ่ี ือลัทธิบชู โิ ด ซึ่งเซนมีอิทธิพลสูงสุด ท่ีทําให้นักรบไมก่ ลัวตาย รกั ศกั ด์ิศรี เคารพ
เจ้านาย รักเกียรติของตนเอง นกิ ายเซนมีอทิ ธพิ ลต่อทางการเมืองมากทสี่ ดุ

สาเหตหุ นึง่ ท่ซี ามูไรยอมรับนกิ ายเซนเขา้ ไปมบี ทบาทต่อวิถกี ารดาํ เนินชีวิตกเ็ พราะว่า เซนมสี ่วนทําให้ สว่ นที่
บกพร่องของนักรบซามูไรเติมเตม็ กลา่ วคือ นักรบพวกน้ีมคี วามดุดัน ไมเ่ กรงกลวั ใคร มุทะลุบ้าบิน ยอม ตายแตไ่ มย่ อม
ให้ใครมาดูหม่นิ ได้ เรียกว่า ชอบใชก้ าํ ลังมากกวา่ ใชส้ ติปญ๎ ญา นอกจากนั้นยงั มีคําตอบในเรื่องการ สอนใหน้ กั รบไม่กลวั
ความตายได้อย่างไร เซนมีคาํ ตอบให้ทั้งทางดา้ นควบคมุ สติป๎ญญาและการไม่กลัวความตาย ทาํ ให้นักรบสขุ ุมรอบคอบ
จะทาํ อะไรตอ้ งตดั สินใจใหแ้ น่วแนไ่ มผ่ ิดพลาด ถ้างานนนั้ ต้องทําด้วยความรอบคอบ ฉบั ไว และต้องยอมรับผลอันเกดิ

172

ขึน้ มาจากการกระทาํ ของตนเอง ไม่ว่าผลจะออกมาในรูปใดกต็ าม และยังเป็นที่ ถูกจริตของนกั รบจงึ ทําใหน้ ิกายเซน
ไดร้ ับการยอมรบั ในทสี่ ุด

แม้ว่านกิ ายเซนไม่ปรารถนาจะเข้าไปมีส่วนในทางการรบหรอื การเมือง ซ่ึงพุทธศาสนาไม่นิยมให้ศาสนา เข้า
ไปยุ่งกับการเมือง แตเ่ ม่ือนิกายเซนเขา้ ไปในญปี่ ุนแลว้ วถิ ที างของเซนก็เปลีย่ นแปลงไป การทเี่ ซนช่วยในการ ขัดเกลา
จติ ใจให้นักรบซามูไร สุขุม เยือกเยน็ และเม่ือซึมซบั มากยิ่งข้ึนก็ฝึกใหว้ างอาวธุ หันมาใช้ปญ๎ ญาแทน เอา ชนะศัตรูดว้ ย
ปญ๎ ญาไม่ใช่ด้านกาํ ลงั เพยี งอย่างเดียว เปูาหมายของเซนก็คือ การสร้างซามไู รทไ่ี ม่ใชด้ าบเปน็ อาวธุ

จะเห็นจากตัวอย่างต่อไปนี้ ท่านโบกเดน เป็นนักรบซามไู รท่มี ชี ื่อเสยี ง และเข้าถึงหลักธรรมของนิกาย เซน
อย่างย่ิง วันหนง่ึ ทา่ นโดยสารเรือขา้ มฟากของทะเลสาบบิวะ ในบรรดาผโู้ ดยสารจาํ นวนมากท่อี ยู่ในเรือนัน้ มี ซามูไร
หนมุ่ คนหน่งึ ท่าทางเปน็ นักเลงเทยี่ วอวดตนเองว่า เปน็ ผ้มู ีฝีมอื และตอ้ งการหาคนทดสอบ ทกุ คนในทน่ี นั้ รสู้ กึ เกรง
กลัวยิง่ นัก เวน้ แต่ท่านโบกเดนทีย่ ังนงิ่ เฉย หนมุ่ ซามูไรถามวา่ ทา่ นเปน็ ซามูไรสาํ นกั ไหน ทา่ นโบกเดน ตอบวา่ เปน็
ซามูไรสาํ นักไร้ดาบ ทาํ ให้ซามูไรหนุ่มขอทา้ ประลองด้วย ทา่ นโบเคนจึงตัดสนิ ใจรับคาํ ท้า แตใ่ หต้ ่อสู้ บนฝง๎ เพราะ
ประชาชนในเรอื จะเดือดร้อน พอเดนิ ทางถึงเกาะแห่งหน่ึง ซามไู รหนมุ่ กก็ ระโดดลงจากเรือไปยนื รอ อยู่บนฝ่ง๎ ท่านโบก
เคนยืนดาบให้คนพายเร่ือถือไว้ เดนิ ไปท่ีทา้ ยเรือซึ่งทุกคนคิดวา่ ท่านคงจะสดู้ ว้ ยมอื เปลา่ แต่คดิ ผิดทา่ นเดนิ ไปจับพาย
ขึ้นมาและพายเรือออกไปอย่างรวดเร็ว และท่านก็หนั ไปตะโกนใส่หน้าซามูไรหนมุ่ วา่ “ น้ี แหละคือศิลปะของสาํ นกั ไร้
ดาบ”

เซนกับการแสดงออกทางวฒั นธรรมของซามูไรในด้านจิตใจน้ี เป็นการชใ้ี หเ้ หน็ วา่ เซนไมส่ ง่ เสริมการ ต่อสู้ด้วย
อาวุธ แต่หากสง่ เสรมิ ให้ใช้ป๎ญญา ความรอบคอบทาํ การแกป้ ญ๎ หาทีเ่ กิดข้ึน ซามไู รทแี่ ทใ้ นทศั นะของ เซนก็คอื การ
ต่อสู้โดยไมต่ ้องใช้กําลงั แต่เป็นคนทเ่ี อาชนะตนเองได้และใช้ความสุขมุ รอบคอบในการแก้ปญ๎ หา

มีบางทา่ นกลา่ ววา่ เซนเกดิ ในประเทศจีน ด้วยความไม่สมบูรณใ์ นพุทธศาสนามหายานนิกายอื่น ๆ ทํา ใหเ้ ซน
เร่ิมมีบทบาทในทุก ๆ ด้าน แตค่ วามเจริญอันนี้กลับไปมบี ทบาทอยา่ งยิ่งยวดตอ่ วฒั นธรรมแทบทุก ๆ ด้าน ของ
ประเทศญ่ีปนุ ในป๎จจุบัน ซึ่งถ้าไมม่ ีญ่ีปุน นกิ ายเซนอาจจะไมม่ ใี ครรู้จักก็เป็นได้

นอกจากน้นั ส่ิงหนง่ึ ท่เี ซนได้แสดงออกมาต่อวัฒนธรรมของประเทศจนี และประเทศญี่ปุนกค็ อื บทกวไี ฮ กุของ
ญีป่ ุน และบทกวนี ิพนธ์จีน บทกวีตา่ ง ๆ เหลา่ นแี้ สดงให้เห็นถงึ ความงดงามและความลึกซงึ้ ของจิตใจต่อ ธรรมชาตเิ ป็น
อยา่ งดีย่งิ บทกลอนส่วนมากเน้นความรสู้ กึ ทตี่ ่อธรรมชาตทิ ่ีอยรู่ อบ ๆ ตัว บทกลอนสะทอ้ นใหผ้ ู้ อา่ นเห็นถงึ ความ
เขา้ ใจ ความเปน็ อันหนง่ึ อนั เดียวกันกบั ธรรมชาติ ความสงบ ความวเิ วก ความชืน่ กับสงิ่ ท่ีอยู่ รอบ ๆ ตวั เราอยู่
ตลอดเวลา ดงั จะยกตัวอย่างดังน้ี

แวว่ สียงระฆังแผ่วมาจากหบุ เขา
ชาวประมงและคนหาฟื้นกลุม่ แลว้ กล่มุ เลา่
ทยอยกลับจากหมเู่ ขายามเย็น
ตวั ฉันผูเ้ ดียวคุ้มเดนิ ไปยังบ้านเมฆขาว
คอกเกาลัดํนา้ ยังคงวดงามดงั เดิม

173

ดอกหลวิ พรว้ิ ลมดงั จะโบยบนิ
สสี ันแห่งฤดูใบไม้ผลิอาบไล้ฝั่งตะวนั ออก
ใจฉนั หดหูซึมเศร้าขณะเอื้อมมือไปปดิ ประตู ( หวางเวย่ )

ดึกสงดั คนื นบ้ี รรยากาศวงั เวงเงียบเหงา
แวว่ เสียงใครคนหนงึ่ ตา้ ข้าวแผ่วมาจากหมู่บา้ น
หยาดํนา้ คา้ งใสจากกง่ิ ไผ่หยดลงบนกองฟื้น
แมกไมใ้ นสวนต่างเปียกชนื้ ดว้ ยละอองํน้าค้าง
ไกลออกไปในความมดื มดิ ของรัตตกิ าล
แวว่ เสียงกบเขียดระงมเซ็งแซ่ลอยมากบั ลมดึก
พ่งิ หอ้ ยหมู่หนึง่ บนิ สง่ แสงวบั แวมเรยี ปลายหญา้
สกั ครกู่ ็พากันบนิ ขึน้ สู่ยอดไม้
นอนไม่หลับ จติ ใจวา้ วนุ่ ล่องลอย
หมอนน้อยบนแคร่ยังวางอยู่เชน่ เดมิ (เรียวกนั )
เซนคอื วฒั นธรรมที่มีอิทธิพลต่อการดําเนินชวี ติ ของคนญ่ีปุน ประเดน็ สุดทา้ ยท่ีจะนาํ มาพิจารณาก็คือ เซนกบั
การรักและหวงแหนธรรมชาติ ซ่งึ วฒั นธรรมส่วนนที้ ําให้คนญป่ี ุนรกั ธรรมชาติ กลา่ วกนั วา่ ถนนหนทาง ในญ่ปี นุ เต็มไป
ด้วยตน้ ไม้ เช่น ตน้ สน หรือ ตน้ ซากรุ ะ ท่ีปลกู อยู่รอบรายทาง การแสดงออกซ่ึงความรักธรรมชาติ น้ี ศาสนาทาง
ตะวันออกถือว่ามนุษยก์ ับธรรมชาติเปน็ อันหนง่ึ อันเดียวกัน มนุษย์ก็คอื ส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และไม่ถอื วา่ มนุษย์คือ
นายของธรรมชาติ มนุษย์จงึ ต้องพยายามทําตนใหก้ ลมกลนื กับธรรมชาติ ไม่ใชก่ ารปรบั ธรรมชาตใิ หเ้ ข้ากบั เรา แตห่ าก
คอื การปรบั ตัวเราใหเ้ ขา้ กับธรรมชาติ
พระเซนทีค่ นญ่ีปุนถือวา่ เปน็ ตัวแทนของพระท่ีมีความรกั ธรรมชาตอิ ยา่ งยงิ่ คอื เรยี วกัน (ผู้สนใจประวัติ และ
บทกวขี องเรยี วกนั ควรอา่ น กวนี ิพนธข์ องเรียวกัน ซึ่งแปลโดย สมภาร พรมทา) บทกวีท่ีแสดงออกมาลว้ นมี ความ
กลมกลนื อยู่กับธรรมชาตริ อบ ๆ ตวั ซึง่ เปน็ ประสบการณ์ท่ีเกดิ ขน้ึ ในขณะน้นั ดังตัวอย่างต่อไปน้ี
ไกลออกไปจากหม่บู ้าน
เลยล้าธารและปา่ ลกึ คือที่ตัง้ กระท่อมของฉนั
ณ ทน่ี นั้ บรรยากาศเปล่าเปลี่ยว
โอบลอ้ มดว้ ยขุนเขา
ปราศจากวีแ่ ววของผคู้ น
ยามํคา่ คนื อากาศหนาวเหนบ็
พ้ืนก่อนแล้วท่อนเล่า
ถกู ล้าเลยี งเขา้ ไปในเตาไฟ
เงียบสงดั ไร้สรรพสา้ เนียง
นอกจากเสยี งหวดี หววิ ของลมหมิ ะ


Click to View FlipBook Version