ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 9. เกณฑ์การประเมิน สิงที่ต้องการวัด รายการ วิธีวัดผล เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมินผล ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถระบุอวัยวะ และบรรยายหน้าที่ของ อวัยวะในระบบประสาท ส่วนกลางในการควบคุม การท างานต่าง ๆ ของ ร่างกายได้ สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ เรื่องระบบประสาท ใบงานเรื่องระบบ ประสาท สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ 4 คะแนน ระบุอวัยวะและ บรรยายหน้าที่ของอวัยวะใน ระบบประสาทส่วนกลางใน การควบคุม การท างานต่าง ๆ ของร่างกายได้ถูกต้องร้อย ละ 80 ขึ้นไป 3 คะแนน ระบุอวัยวะและ บรรยายหน้าที่ของอวัยวะใน ระบบประสาทส่วนกลางใน การควบคุม การท างานต่าง ๆ ของร่างกายได้ถูกต้องร้อยละ 70-79 2 คะแนน ระบุอวัยวะและ บรรยายหน้าที่ของอวัยวะใน ระบบประสาทส่วนกลางใน การควบคุม การท างานต่าง ๆ ของร่างกายได้ถูกต้องร้อยละ 60-69 1 คะแนน ระบุอวัยวะและ บรรยายหน้าที่ของอวัยวะใน ระบบประสาทส่วนกลางใน การควบคุม การท างานต่าง ๆ ของร่างกายได้ถูกต้องร้อยละ 50-59 0 คะแนน ระบุอวัยวะและ บรรยายหน้าที่ของอวัยวะใน ระบบประสาทส่วนกลางใน การควบคุม การท างานต่าง ๆ ของร่างกายได้ถูกต้องน้อย กว่าร้อยละ 50
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้ า น ทั ก ษ ะ กระบวนการ (P) นักเรียนสามารถปฏิบัติ กิจกรรมเรื่องอวัยวะและ หน้าที่ของระบบประสาทได้ สังเกตการปฏิบัติ กิจกรรมเรื่องอวัยวะ และหน้าที่ของระบบ ประสาททางด้าน กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ แบบประเมิน ทักษะ กระบวนการ วิทยาศาสตร์ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรม การเกี่ยวกับเรื่องอวัยวะและ หน้าที่ของระบบประสาทตาม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ได้ถูกต้อง 2 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรม เกี่ยวกับเรื่องอวัยวะและ หน้าที่ของระบบประสาทตาม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ได้ถูกต้องบางส่วน 1 คะแนน ออกแบบและ ปฏิบัติกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่อง อวัยวะและหน้าที่ของระบบ ประสาทตามกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ได้ คลาดเคลื่อน ด้านคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ (A) นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและมี ความใฝ่รู้ในการเรียน 1.สังเกตการใฝ่รู้ มี ความรับผิดชอบ มุ่งมั่นในการท างาน กลุ่ม 2.สังเกตพฤติกรรม การแสดงความ คิดเห็น การตอบ ค าถาม แบบประเมิน พฤติกรรมราย กลุ่ม ผ่าน หมายถึง ให้ความ ร่วมมือ สนใจใฝ่รู้รับผิดชอบ มุ่งมั่นในการท างานกลุ่ม ปรับปรุงหมายถึง ไม่ให้ความ ร่วมมือ ไม่สนใจใฝ่รู้ไม่ รับผิดชอบ และไม่มุ่งมั่นใน การท างานกลุ่ม
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใบงานที่ 1.4 เรื่อง ระบบประสาท ค าชี้แจง : จงตอบค าถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง จงอธิบายหน้าที่ของสมองส่วนต่าง ๆ ต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1. สมองส่วน.................................................................... หน้าที่........................................................................... .................................................................................... 2. สมองส่วน.................................................................... หน้าที่........................................................................... .................................................................................... 3. สมองส่วน.................................................................... หน้าที่........................................................................... .................................................................................... 4. สมองส่วน.................................................................... หน้าที่........................................................................... .................................................................................... 5. สมองส่วน.................................................................... หน้าที่........................................................................... .................................................................................... 6. สมองส่วน.................................................................... หน้าที่........................................................................... ....................................................................................
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใบงานที่ 1.4 เฉลย เรื่อง ระบบประสาท ค าชี้แจง : จงตอบค าถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง จงอธิบายหน้าที่ของสมองส่วนต่าง ๆ ต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1. สมองส่วน.................................................................... หน้าที่........................................................................... .................................................................................... 2. สมองส่วน.................................................................... หน้าที่........................................................................... ................................................................................... 3. สมองส่วน.................................................................... หน้าที่........................................................................... .................................................................................... 4. สมองส่วน.................................................................... หน้าที่........................................................................... .................................................................................... 6. สมองส่วน.................................................................... หน้าที่........................................................................... .................................................................................... 5. สมองส่วน.................................................................... หน้าที่........................................................................... .................................................................................... เซรีบรัม ค ว บ คุ ม คว า ม คิ ด ค ว า ม จ า สติปัญญา และเป็นศูนย์ควบคุมการท างานต่าง ๆ ของร่างกาย ไฮโพทาลามัส ควบคุมอุณหภูมิ การเต้นของหัวใจ ความดัน และความต้องการพื้นฐานของร่างกาย พอนส์ ควบคุมการหายใจ การเคี้ยว การ หลั่งน้ าลาย และการเคลื่อนไหวของใบหน้า เมดัลลา ออบลองกาตา ควบคุมการเต้นของหัวใจ การหายใจ ความดันเลือด การจาม การอาเจียน การกลืน เซรีเบลลัม ควบคุมการเคลื่อนไหว การทรงตัว ของร่างกาย ทาลามัส ศูนย์รวบรวมกระแสประสาทเข้า และออกจากสมอง
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 รายวิชา ว 22101 วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ ระบบร่างกายมนุษย์ เรื่อง การดูแลรักษาอวัยวะในระบบประสาท 1 คาบ 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืช ที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 1.2 ม.2/11 ตระหนักถึงความส าคัญของระบบประสาท โดยการบอกแนวทางในการดูแล รักษารวมถึงการป้องกันการกระทบ กระเทือนและอันตรายต่อสมองและไขสันหลัง 2. สาระส าคัญ ระบบประสาทเป็นระบบที่มีความซับซ้อนและมีความสัมพันธ์กับทุกระบบในร่างกาย ดังนั้น จึง ควรป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่กระทบ กระเทือนต่อสมอง หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด หลีกเลี่ยงภาวะ เครียด และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อดูแลรักษาระบบประสาทให้ท างานเป็นปกติ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 4. นักเรียนสามารถบอกวิธีการดูแลรักษาระบบประสาทได้(K) 5. นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมเรื่องระบบประสาทได้ (P) 6. นักเรียนตระหนักถึงความส าคัญของระบบประสาท โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษา รวมถึงการป้องกันการกระทบ กระเทือนและอันตรายต่อสมองและไขสันหลัง (A) 4. สาระการเรียนรู้ ด้านความรู้(K) ระบบประสาทเป็นระบบที่มีความซับซ้อนและมีความสัมพันธ์กับทุกระบบในร่างกาย ดังนั้น จึง ควรป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่กระทบ กระเทือนต่อสมอง หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด หลีกเลี่ยงภาวะ เครียด และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อดูแลรักษาระบบประสาทให้ท างานเป็นปกติ ด้านทักษะกระบวนการ (P) 1. ทักษะการสังเกต (Observing) 2. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) 3. ทักษะการทดลอง (Experiment) 4. ทักษะการอภิปราย
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ใฝ่เรียนรู้ - ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ กล้าคิด กล้าพูดแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก 2. มุ่งมั่นในการท างาน - มีความอดทน และทุ่มเทในการท างาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด แก้ปัญหา และคิดค้นหาค าตอบ 3. มีความรับผิดชอบ - รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามก าหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว อย่างที่ดีแก่ผู้อื่น 5. สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการสื่อสาร 3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความสามารถในการแก้ปัญหา 6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูให้นักเรียนดูภาพเกี่ยวกับคนเสียสติเดินอยู่ตามถนน 1.2 ครูให้นักเรียนบอกสิ่งที่เห็นจากภาพ และอภิปรายเกี่ยวกับอาการดังกล่าว 1.3 ครูใช้ค าถามดังต่อไปนี้ - นักเรียนคิดว่า ท าไมคนในภาพจึงมีลักษณะเช่น (เกิดจากระบบประสาทท างาน ผิดปกติ) ขั้นที่2 ส ารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน 2.2 ครูทบทวนความรู้จากชั่วโมงที่แล้วให้นักเรียนทราบพอสังเขปว่า ระบบประสาทท าหน้าที่ รับ-ส่งกระแสประสาทไปกระตุ้นหรือยับยั้งการท างานของอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งหากระบบประสาทท างาน ผิดปกติอาจส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา 2.3 นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับโรคอัมพฤกษ์และอัมพาต โรคอัลไซเมอร์ และการดูแลรักษาระบบ ประสาท จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 ขั้นที่ 3 ขั้นสร้างค าอธิบาย (Explanation) 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลการศึกษา 3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการศึกษาและหาข้อสรุปจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครู ใช้ค าถามต่อไปนี้ - โรคอัมพฤกษ์และอัมพาตเกิดจากสาเหตุใด (แนวตอบ โรคอัมพฤกษ์และอัมพาตเกิดจาก ความผิดปกติของสมองในการควบคุมการท างานของกล้ามเนื้อ และการรับความรู้สึก ซึ่งความผิดปกติ ของสมองเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การอุดตันของหลอดเลือดแดง ในสมองท าให้สมองขาดเลือดและ
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สมองตาย การแตกของหลอดเลือดแดงในสมองจากความดันเลือดสูง การได้รับการกระทบกระเทือน บริเวณศีรษะ หรือเกิดจากโรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด) - เพราะเหตุใดจึงมักพบการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ(แนวตอบ โรคอัลไซเมอร์สามารถ พบได้ทุกช่วงวัย แต่จะพบมากในผู้สูงอายุ เนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ท าให้เซลล์สมองหรือเซลล์ ประสาทเสื่อมลงจากการใช้งานมาก และยังเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น พันธุกรรม การได้รับ บาดเจ็บของสมอง การเป็นโรคบางโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง) - การสวมใส่หมวกกันน็อคขณะขับขี่รถจักรยานยนต์มีประโยชน์อย่างไร(แนวตอบ การสวม หมวกกันน็อคจะช่วยป้องกันไม่ให้สมองได้รับการกระทบกระเทือน เมื่อเกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่ รถจักรยานยนต์) - การรับประทานข้าวกล้อง เมล็ดธัญพืช และเครื่องในสัตว์ มีส่วนช่วยบ ารุงระบบประสาท อย่างไร (แนวตอบ เนื่องจากอาหารดังกล่าวมีวิตามินบี 1 สูง ซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยบ ารุงสมอง และช่วยให้ ระบบประสาทบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายท างานอย่างปกติ) 3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทเพื่อให้ได้ข้อสรุป ดังนี้ โรคอัมพฤกษ์และอัมพาตเกิดจากความผิดปกติของสมองในการควบคุมกล้ามเนื้อแขนและขา ซึ่ง อาจเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดในสมอง หรือการแตกของหลอดเลือดในสมองท าให้สมองขาด เลือด การได้รับการกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะ หรือเกิดจากโรคบางโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคความ ดันโลหิตสูง โรคอัลไซเมอร์เกิดจากเซลล์สมองและเซลล์ประสาทในสมองเสื่อมหรือถูกท าลาย ส่งผลต่อ ความจ า ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ จึงควรดูแลรักษาระบบประสาท โดยระมัดระวังการกระทบกระเทือน บริเวณศีรษะและไขสันหลัง ขั้นที่ 4 ขยายความรู้(Elaboration) 4.1 นักเรียนและครูร่วมกันสรุป เรื่อง ระบบประสาท ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ - ความส าคัญของระบบประสาท - โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบประสาท - การท างานของระบบระบบประสาท - การดูแลรักษาระบบระบบประสาท นักเรียนสรุปในรูปผังมโนทัศน์ลงกระดาษ A4 ขั้นที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนดังนี้ - การบันทึกการเรียนรู้ลงในสมุดบันทึกวิชาวิทยาศาสตร์ - สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมของแต่ละกลุ่ม - การทดสอบหลังเรียน - การตอบค าถามในชั้นเรียน
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 7. การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ( 3 ห่วง 2 เงื่อนไข) หลักความพอประมาณ การใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้และท างานเหมาะกับเวลา หลักมีเหตุผล การอธิบายเกี่ยวกับการดูแลรักษาระบบประสาทได้อย่างเหมาะสม และถูกต้อง หลักสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี การเลือกศึกษาจากแหล่งเรียนรู้โดยมีความถูกต้อง การวางแผนในการท างานเป็นกลุ่ม เงื่อนไขความรู้ การวิเคราะห์ผล สรุปผลเรื่องการดูแลระบบประสาท เงื่อนไขคุณธรรม รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง 8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ สื่ออุปกรณ์ 1. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 2. Power Point เรื่องระบบประสาท 3. ภาพเกี่ยวกับระบบประสาท แหล่งการเรียนรู้ 1. ห้องสมุด 2. อินเทอร์เน็ต 9. การวัดผลประเมินผล สิงที่ต้องการวัด รายการ วิธีวัดผล เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมินผล ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถบอก วิธีการดูแลรักษา ระบบประสาทได้ สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ เรื่องการดูแลระบบ ประสาท แผนผังสรุประบบ ประสาท สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ 4 คะแนน บอกวิธีการดูแลรักษาระบบ ประสาทได้ถูกต้องร้อยละ 80 ขึ้นไป 3 คะแนน บอกวิธีการดูแลรักษาระบบ ประสาทได้ถูกต้องร้อยละ 70-79 2 คะแนน บอกวิธีการดูแลรักษา ระบบประสาทได้ถูกต้องร้อยละ 60- 69 1 คะแนน บอกวิธีการดูแลรักษา ระบบประสาทได้ถูกต้องร้อยละ 50- 59 0 คะแนน บอกวิธีการดูแลรักษา ระบบประสาทได้ถูกต้องน้อยกว่าร้อย ละ 50 ด้านทักษะ กระบวนการ (P) นักเรียนสามารถ ปฏิบัติกิจกรรมเรื่อง สังเกตการปฏิบัติ กิจกรรมเรื่องการ ดูแลระบบประสาท แบบประเมินทักษะ กระบวนการ วิทยาศาสตร์ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเกี่ยวกับการ ดูแลระบบประสาทตามกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกต้อง
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การดูแลระบบ ประสาทได้ ทางด้าน กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ 2 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมการเกี่ยวกับ การดูแลระบบประสาทตาม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ ถูกต้องบางส่วน 1 คะแนน ออกแบบและปฏิบัติ กิจกรรมเกี่ยวกับการดูแลระบบ ประสาทตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ได้คลาดเคลื่อน ด้านคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ (A) นักเรียนตระหนักถึง ความส าคัญของ ระบบประสาท โดย การบอกแนวทางใน การดูแลรักษารวมถึง การป้องกันการ กระทบ กระเทือน และอันตรายต่อ สมองและไขสันหลัง 1.สังเกตพฤติกรรม การแสดงความ คิดเห็น การตอบ ค าถาม แบบประเมิน พฤติกรรม ผ่าน หมายถึง มีความตระหนักถึง ความส าคัญของระบบประสาท ปรับปรุง หมายถึง ไม่มีตระหนักถึง ความส าคัญของระบบประสาท
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 รายวิชา ว 22101 วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ ระบบร่างกายมนุษย์ เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะระบบสืบพันธุ์ 2 คาบ 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืช ที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 1.2 ม.2/12 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ของเพศชายและ เพศหญิง โดยใช้แบบจ าลอง 2. สาระส าคัญ มนุษย์มีระบบสืบพันธุ์ที่ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ที่ท าหน้าที่เฉพาะ โดยรังไข่ในเพศหญิงจะท า หน้าที่ผลิตเซลล์ไข่ ส่วนอัณฑะในเพศชายจะท าหน้าที่สร้างเซลล์อสุจิ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ของเพศชายและ เพศหญิง โดยใช้แบบจ าลองได้(K) 2. นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมเรื่องระบบสืบพันธุ์ได้ (P) 3. นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและมีความรับผิดชอบ (A) 4. สาระการเรียนรู้ ด้านความรู้(K) - ระบบสืบพันธุ์เพศชาย ประกอบด้วยอวัยวะหลายอวัยวะที่ท าหน้าที่สัมพันธ์กัน ได้แก่ อัณฑะ ท าหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศชายและเซลล์อสุจิ ถุงหุ้มอัณฑะท าหน้าที่ห่อหุ้มอัณฑะและปรับอุณหภูมิของ อัณฑะให้ต่ ากว่าปกติ หลอดเก็บอสุจิท าหน้าที่เก็บเซลล์อสุจิที่สร้างจากอัณฑะ หลอดน าอสุจิท าหน้าที่ เป็นทางผ่านของเซลล์อสุจิ ต่อมลูกหมากท าหน้าที่หลั่งสารที่มีสมบัติเป็นเบสเพื่อลดความเป็นกรดในช่อง คลอดของเพศหญิง ต่อมคาวเปอร์ท าหน้าที่สร้างสารหล่อลื่น ต่อมสร้างน้ าเลี้ยงอสุจิท าหน้าที่สร้างน้ า เลี้ยงเซลล์อสุจิ และองคชาตเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกซึ่งเป็นทางผ่านของเซลล์อสุจิออกจากร่างกาย การสร้างเซลล์อสุจิและการเกิดลักษณะขั้นที่ 2 ของเพศชายถูกควบคุมโดยฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน - ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ประกอบด้วยอวัยวะหลายอวัยวะที่ท าหน้าที่สัมพันธ์กัน ได้แก่ รังไข่ท า หน้าที่สร้างเซลล์ไข่และฮอร์โมนเพศหญิง ท่อน าไข่เป็นบริเวณที่เกิดการปฏิสนธิของเซลล์อสุจิกับเซลล์ไข่
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มดลูกเป็นบริเวณที่ฝังตัวของเอ็มบริโอ และช่องคลอดเป็นทางผ่านของเซลล์อสุจิเข้าสู่มดลูกและเป็น ทางออกของทารกเมื่อครบก าหนดคลอด การสร้างเซลล์ไข่และการเกิดลักษณะขั้นที่ 2 ของเพศหญิงถูก ควบคุมโดยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนและฮีสโตรเจน ซึ่งเพศหญิงในวัยเจริญพันธุ์มีการตกไข่ เดือนละ 1 เซลล์ และหากเซลล์ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิ ผนังมดลูกที่หนาตัวขึ้นจะหลุดออกเป็น ประจ าเดือน ด้านทักษะกระบวนการ (P) 1. ทักษะการสังเกต (Observing) 2. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) 3. ทักษะการทดลอง (Experiment) 4. ทักษะการอภิปราย ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ใฝ่เรียนรู้ - ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ กล้าคิด กล้าพูดแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก 2. มุ่งมั่นในการท างาน - มีความอดทน และทุ่มเทในการท างาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด แก้ปัญหา และคิดค้นหาค าตอบ 3. มีความรับผิดชอบ - รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามก าหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว อย่างที่ดีแก่ผู้อื่น 5. สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการสื่อสาร 3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความสามารถในการแก้ปัญหา 6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูให้นักเรียนท าแบบฝึกหัดท าความเข้าใจก่อนเรียนในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 เพื่อตรวจสอบความเข้าใจของตนเองก่อนเรียน 1.2 ครูถามค าถามเพื่อน าเข้าสู่บทเรียน โดยใช้ค าถามต่อไปนี้ - ลักษณะใดบ้างที่บ่งบอกถึงความแตกต่างของเพศชายและเพศหญิง (แนวตอบ ค าตอบ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของครูผู้สอน เช่น เพศชายไม่มีหน้าอก แต่เพศหญิงมีหน้าอก หรือเพศชายมี ลูกกระเดือก แต่เพศหญิงไม่มีลูกกระเดือก) - มนุษย์มีการสืบพันธุ์แบบใด (แนวตอบ มนุษย์มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยการ ปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย คือ เซลล์อสุจิ กับเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง คือ เซลล์ไข่)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1.3 ครูถามค าถามจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 เพื่อทบทวนความรู้เดิมกับนักเรียนว่า การสืบพันธุ์แบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง (แนวตอบ 2 ประเภท ได้แก่ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ซึ่งจะไม่มีการปฎิสนธิของเซลล์สืบพันธุ์เพศชายและเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง เล่น การแตกหน่อ การงอก ใหม่ และการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์ที่มีการปฎิสนธิของเซลล์สืบพันธุ์เพศชายและเซลล์ สืบพันธุ์เพศหญิง) ขั้นที่ 2 ส ารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน 2.2 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มศึกษาอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชายและการสร้างเซลล์อสุจิ โดยใช้ แบบจ าลองระบบอวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย หรือจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 ขั้นที่ 3 ขั้นสร้างค าอธิบาย (Explanation) 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลการศึกษา 3.2 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มน าเสนอผลการท ากิจกรรม ตอบค าถามท้ายกิจกรรม และร่วมกัน สรุปผลของกิจกรรมโดยใช้ ค าถามท้ายกิจกรรมเป็นแนวทาง เพื่อให้ได้ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า เมื่อเข้าสู่ วัยหนุ่มสาวทั้งเพศหญิงและเพศชาย จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน เช่น เพศชายเสียงจะแตก ไหล่ผาย มีหนวด เครา ขนรักแร้ และขนบริเวณอวัยวะเพศ มีการสร้างอสุจิ และหลั่งน้ าอสุจิ ส่วนเพศหญิงมีสะโพกผาย เสียงแหลมเล็ก เต้านมขยายใหญ่ขึ้น มีประจ าเดือน และขน บริเวณอวัยวะเพศ ขั้นที่ 4 ขยายความรู้(Elaboration) 4.2 ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์โดยใช้สื่อ Power Point ขั้นที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) 4. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนดังนี้ - การบันทึกการเรียนรู้ลงในสมุดบันทึกวิชาวิทยาศาสตร์ - สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมการทดลองของแต่ละกลุ่ม 7. การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ( 3 ห่วง 2 เงื่อนไข) หลักความพอประมาณ การใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้และท างานเหมาะกับเวลา หลักมีเหตุผล การอธิบายเกี่ยวกับอวัยวะหน้าที่ของระบบสืบพันธุ์ได้อย่างเหมาะสม และถูกต้อง หลักสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี การเลือกศึกษาจากแหล่งเรียนรู้โดยมีความถูกต้อง การวางแผนในการท างานเป็นกลุ่ม เงื่อนไขความรู้ การวิเคราะห์ผล สรุปผลเรื่องระบบสืบพันธุ์ เงื่อนไขคุณธรรม รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ สื่ออุปกรณ์ 1. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 สสวท. 2. อุปกรณ์การทดลองเรื่องระบบสืบพันธุ์ 4. Power Point เรื่องระบบสืบพันธุ์ แหล่งการเรียนรู้ 1. ห้องสมุด 2. อินเทอร์เน็ต 9. การวัดผลและประเมินผล สิงที่ต้องการวัด รายการ วิธีวัดผล เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมินผล ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถ บรรยายโครงสร้าง และหน้าที่ของ ระบบสืบพันธุ์ได้ สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ เรื่องระบบสืบพันธุ์ สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ ใบงาน 4 คะแนน บรรยายโครงสร้างและ หน้าที่ระบบสืบพันธุ์ได้ถูกต้องร้อย ละ 80 ขึ้นไป 3 คะแนน บรรยายโครงสร้างและ หน้าที่ระบบสืบพันธุ์ได้ถูกต้องร้อย ละ 70-79 2 คะแนน บรรยายโครงสร้างและ หน้าที่ระบบสืบพันธุ์ได้ถูกต้องร้อย ละ 60-69 1 คะแนน บรรยายโครงสร้างและ หน้าที่ระบบสืบพันธุ์ได้ถูกต้องร้อย ละ 50-59 0 คะแนน บรรยายโครงสร้างและ หน้าที่ระบบสืบพันธุ์ได้ถูกต้องน้อย กว่าร้อยละ 50 ด้ า น ทั ก ษ ะ ก ร ะ บ ว น ก า ร (P) นักเรียนสามารถ ปฏิบัติกิจกรรม เรื่องโครงสร้าง และหน้าที่ระบบ สืบพันธุ์ได้ สังเกตการปฏิบัติ กิจกรรมโครงสร้างและ หน้าที่ระบบสืบพันธุ์ ทางด้านกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ แบบประเมินทักษะ กระบวนการ วิทยาศาสตร์ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ระบบสืบพันธุ์ ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ได้ถูกต้อง 2 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ระบบสืบพันธุ์ ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ได้ถูกต้องบางส่วน 1 คะแนน ออกแบบและปฏิบัติ กิจกรรมเรื่องโครงสร้างและหน้าที่
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบบสืบพันธุ์ตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ได้คลาดเคลื่อน ด้านคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ (A) นักเรียนปฏิบัติ กิจกรรมกลุ่มด้วย ความมุ่งมั่นตั้งใจ และมีความใฝ่รู้ใน การเรียน 1.สังเกตการใฝ่รู้ มีความ รับผิดชอบมุ่งมั่นในการ ท างานกลุ่ม 2.สังเกตพฤติกรรมการ แสดงความคิดเห็น การ ตอบค าถาม แบบประเมิน พฤติกรรมรายกลุ่ม ผ่าน หมายถึง ให้ความร่วมมือ สนใจใฝ่รู้รับผิดชอบ มุ่งมั่นในการ ท างานกลุ่ม ปรับปรุงหมายถึง ไม่ให้ความ ร่วมมือ ไม่สนใจใฝ่รู้ไม่รับผิดชอบ และไม่มุ่งมั่นในการท างานกลุ่ม
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 รายวิชา ว 22101 วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ ระบบร่างกายมนุษย์ เรื่อง ฮอร์โมนเพศ 2 คาบ 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืช ที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 1.2 ม.2/13 อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของ ร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ว 1.2 ม.2/14 ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวโดยการดูแล รักษาร่างกายและจิตใจของตนเองในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง 2. สาระส าคัญ ฮอร์โมนเพศท าหน้าที่ควบคุมการแสดงออกของลักษณะทางเพศที่แตกต่างกัน เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม สาวจะมีการสร้างเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิการตกไข่การมีรอบเดือน และถ้ ามีการปฏิสนธิของเซลล์ไข่และ เซลล์อสุจิจะท าให้เกิดการตั้งครรภ์ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถอธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของ ร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวได้ (K) 2. นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมเรื่องฮอร์โมนเพศได้ (P) 3. นักเรียนตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวโดยการดูแลรักษา ร่างกายและจิตใจของตนเองในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง (A) 4. สาระการเรียนรู้ ด้านความรู้(K) ฮอร์โมนเพศท าหน้าที่ควบคุมการแสดงออกของลักษณะทางเพศที่แตกต่างกัน เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม สาวจะมีการสร้างเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิการตกไข่การมีรอบเดือน และถ้ ามีการปฏิสนธิของเซลล์ไข่และ เซลล์อสุจิจะท าให้เกิดการตั้งครรภ์
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านทักษะกระบวนการ (P) 1. ทักษะการสังเกต (Observing) 2. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) 3. ทักษะการทดลอง (Experiment) 4. ทักษะการอภิปราย ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ใฝ่เรียนรู้ - ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ กล้าคิด กล้าพูดแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก 2. มุ่งมั่นในการท างาน - มีความอดทน และทุ่มเทในการท างาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด แก้ปัญหา และคิดค้นหาค าตอบ 3. มีความรับผิดชอบ - รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามก าหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว อย่างที่ดีแก่ผู้อื่น 5. สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการสื่อสาร 3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความสามารถในการแก้ปัญหา 6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูทบทวนความรู้จากชั่วโมงที่แล้วให้นักเรียนทราบพอสังเขปว่า เซลล์สืบพันธุ์เพศชาย คือ เซลล์อสุจิ ถูกสร้างจากอัณฑะและมาเจริญเติบโตที่หลอดเก็บอสุจิ เซลล์อสุจิประกอบด้วยส่วนหัวที่มี นิวเคลียสบรรจุสารพันธุกรรม ส่วนล าตัวประกอบด้วยไมโทคอนเดรียเป็นแหล่งสร้างพลังงาน และส่วน หางประกอบด้วยแฟลกเจลลัมที่ช่วยในการเคลื่อนที่ โดยเพศชายเริ่มสร้างเซลล์อสุจิเมื่ออายุประมาณ 12-13 ปี ส่วนเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง คือ เซลล์ไข่ ถูกสร้างจากรังไข่ เมื่อไข่สุกจะตกเข้าสู่ท่อน าไข่ ซึ่งจะ มีการตกไข่เดือนละ 1 เซลล์ หากเซลล์ไข่ที่ตกเข้าสู่ท่อน าไข่ได้รับการผสมจากเซลล์อสุจิจะเคลื่อนที่ไปฝั่ง ตัวที่ผนังมดลูก แต่หากเซลล์ไข่ไม่ได้รับการผสมจากเซลล์อสุจิ ผนังมดลูกที่หนาตัวขึ้นจะกลายเป็น ประจ าเดือน ขั้นที่ 2 ส ารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2.2 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาอิทธิพลของฮอร์โมนเพศต่อการสร้างเซลล์สืบพันธุ์และ การเจริญเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่มสาว รวมทั้งการดูแลด้านร่างกายและจิตใจเมื่อเจริญเข้าสู่วัยหนุ่มสาว จาก หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 ขั้นที่ 3 ขั้นสร้างค าอธิบาย (Explanation) 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลการศึกษา อธิบายอิทธิพลของฮอร์โมนเพศ ชาย ได้แก่ เทสโทสเทอโรน และฮอร์โมนเพศหญิง ได้แก่ โพรเจสเทอโรนและอีสโทรเจน และอธิบายการ เปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิงในช่วง 1 รอบเดือน 3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการทดลองและหาข้อสรุปจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูใช้ค าถามต่อไปนี้ - ฮอร์โมนฟอลลิเคิลสติมิวเรติงและลูทิไนซิงฮอร์โมนจัดเป็นฮอร์โมนเพศหญิงหรือฮอร์โมน เพศชาย (แนวตอบ ฮฮร์โมนทั้ง 2 ชนิด ไม่ใช่ฮอร์โมนเพศ เนื่องจากฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิด มีบทบาททั้งใน เพศหญิงและเพศชาย แต่มีบทบาทที่แตกต่างกันในแต่ละเพศ) - ฮอร์โมนเพศชายและฮอร์โมนเพศหญิงคือฮอร์โมนใด มีผลต่อการสร้างเซลล์สืบพันธุ์และ การเจริญเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่มสาวอย่างไร (แนวตอบ ฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเทอโรน มีบทบาท ควบคุมการสร้างเซลล์อสุจิ และการเจริญเติบโตขั้นที่ 2 ของเพศชาย ได้แก่ มีหนวดเครา มีขนบริเวณ รักแร้ หน้าแข้ง และอวัยวะเพศ มีหัวนมแข็ง เสียงแหบห้าว มีมัดกล้ามเนื้อ มีสะโพกแคบ ไหลกว้าง มี อวัยวะเพศโตขึ้น และมีการหลั่งน้ าอสุจิขณะนอนหลับ ส่วนฮอร์โมนเพศหญิง ได้แก่ โพรเจสเทอโรนและ อีสโทรเจน ท าหน้าที่กระตุ้นการเจริญของผนังมดลูกเพื่อรองรับกการฝังตัวของเอ็มบริโอ และอีสโทรเจน ยังควบคุมการเกิดลักษณะขั้นที่ 2 ของเพศหญิง ได้แก่ เสียงเล้ดแหลม สะโพกผาย หน้าอกและอวัยวะ เพศใหญ่ขึ้น มีขนขึ้นบริเวณรักแร้และอวัยวะเพศ) - ฮอร์โมนอีสโทรเจนและโพรเจสเตอโรนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงระยะ 1 เดือน (แนวตอบ ฮอร์โมนอีสโทรเจนจะสูงขึ้นในช่วงระยะก่อนไข่ตก และจะลดต่ าลงช่วงระยะหลัง ไข่ตก และจะสูงขึ้นอีกในช่วงระยะก่อนไข่ตก ส่วนฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนจะสูงขึ้นหลังระยะไข่ตก และจะลดต่ าลงเมื่อเซลล์ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิ) - นักเรียนจะปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจต่อการเจริญเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ได้อย่างไร (แนวตอบ เมื่อเจริญเข้าสู่วัยหนุ่มสาว จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จึงควรรักษา ความสะอาดของร่างกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกก าลัง กายอย่างสม่ าเสมอ และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติด และเปลี่ยนแปลง ทางด้านจิตใจ จึงควรสร้างความเชื่อมั่นให้กับตนเอง รู้จักการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ที่ดี และหลีกเลี่ยงสิ่งที่มีผลต่ออารมณ์และจิตใจ) 3.3 ถามค าถามท้าทายการคิด จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 ว่า หากฮอร์โมน อีสโทรเจน ไม่เพิ่มสูงขึ้นหลังการเกิดประจ าเดือนจะมีผลต่อร่างกายอย่างไร (แนวตอบ หากฮอร์โมนอีส โทรเจนไม่เพิ่มสูงขึ้นหลังการเกิดประจ าเดือน จะท าให้ไม่มีการหลั่งลูทิไนซิงฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ส่วนหน้า จึงไม่มีการตกไข่เข้าสู่ท่อน าไข่ ท าให้ไม่เกิดประจ าเดือนในรอบเดือนต่อไป) 3.4 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศเพื่อให้ได้ข้อสรุป ดังนี้ ฮอร์โมนเพศ ชาย คือ เทสโทส- เทอโรน สร้างจากอัณฑะ ท าหน้าที่ควบคุมการสร้างเซลล์อสุจิและการเกิดลักษณะขั้น
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่สองของเพศชาย ส่วนฮอร์โมนเพศหญิง คือ โพรเจสเทอโรนและอีสโทรเจน สร้างจากรังไข่ ท าหน้าที่ ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ไข่ ผนังมดลูก ประจ าเดือน และอีสโทรเจนยังควบคุมการเกิดลักษณะ ขั้นที่สองของเพศหญิง ขั้นที่ 4 ขยายความรู้(Elaboration) 4.1 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการปรับตัวด้านร่างกายและจิตใจต่อการเจริญ เข้าสู่วัยหนุ่มสาวเพื่อให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ขั้นที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนดังนี้ - การบันทึกการเรียนรู้ลงในสมุดบันทึกวิชาวิทยาศาสตร์ - สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมของแต่ละกลุ่ม - การตอบค าถามในชั้นเรียน 7. การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ( 3 ห่วง 2 เงื่อนไข) หลักความพอประมาณ การใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้และท างานเหมาะกับเวลา หลักมีเหตุผล การอธิบายเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง หลักสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี การเลือกศึกษาจากแหล่งเรียนรู้โดยมีความถูกต้อง การวางแผนในการท างานเป็นกลุ่ม เงื่อนไขความรู้ การวิเคราะห์ผล สรุปผลเรื่องฮอร์โมนเพศ เงื่อนไขคุณธรรม รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง 8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ สื่ออุปกรณ์ 1. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 2. Power Point เรื่องฮอร์โมนเพศ แหล่งการเรียนรู้ 1. ห้องสมุด 2. อินเทอร์เน็ต
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 9. การวัดและประเมินผล สิงที่ต้องการวัด รายการ วิธีวัดผล เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมินผล ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถ อธิบายผลของ ฮอร์โมนเพศชาย และเพศหญิงที่ ควบคุมการ เปลี่ยนแปลงของ ร่างกาย เมื่อเข้าสู่ วัยหนุ่มสาวได้ สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ เรื่องฮอร์โมนเพศ สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ 4 คะแนน อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชาย และเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของ ร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวได้ถูกต้องร้อย ละ 80 ขึ้นไป 3 คะแนน อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชาย และเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของ ร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวได้ถูกต้องร้อย ละ 70-79 2 คะแนน อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชาย และเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของ ร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวได้ถูกต้องร้อย ละ 60-69 1 คะแนน อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชาย และเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของ ร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวได้ถูกต้องร้อย ละ 50-59 0 คะแนน อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชาย และเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของ ร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวได้ถูกต้องน้อย กว่าร้อยละ 50 ด้านทักษะ กระบวนการ (P) นักเรียนสามารถ ปฏิบัติกิจกรรม เรื่องฮอร์โมนเพศ ได้ สังเกตการปฏิบัติ กิจกรรมเรื่อง ฮอร์โมนเพศทางด้าน กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ แบบประเมิน ทักษะ กระบวนการ วิทยาศาสตร์ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเรื่องฮอร์โมนเพศ ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกต้อง 2 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเรื่องฮอร์โมนเพศ ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกต้อง บางส่วน 1 คะแนน ออกแบบและปฏิบัติกิจกรรมเรื่อง ฮอร์โมนเพศตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ได้คลาดเคลื่อน ด้านคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ (A) นักเรียนปฏิบัติ กิจกรรมกลุ่มด้วย ความมุ่งมั่นตั้งใจ และมีความใฝ่รู้ใน การเรียน 1.สังเกตการใฝ่รู้ มี ความรับผิดชอบ มุ่งมั่นในการท างาน กลุ่ม 2.สังเกตพฤติกรรม การแสดงความ คิดเห็น การตอบ ค าถาม แบบประเมิน พฤติกรรมราย กลุ่ม ผ่าน หมายถึง ให้ความร่วมมือ สนใจใฝ่รู้ รับผิดชอบ มุ่งมั่นในการท างานกลุ่ม ปรับปรุงหมายถึง ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ สนใจใฝ่รู้ไม่รับผิดชอบ และไม่มุ่งมั่นในการ ท างานกลุ่ม
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 รายวิชา ว 22101 วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ ระบบร่างกายมนุษย์ เรื่อง การปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ 3 คาบ 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืช ที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 1.2 ม.2/15 อธิบายการตกไข่ การมีประจ าเดือน การปฏิสนธิ และการพัฒนาของไซโกต จน คลอดเป็นทารก 2. สาระส าคัญ การมีประจ าเดือนมีความสัมพันธ์กับการตกไข่ โดยเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับ ฮอร์โมนเพศหญิง เมื่อเพศหญิงมีการตกไข่และเซลล์ไข่ได้รับการปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิจะท าให้ได้ไซโกต ไซโกตจะ เจริญเป็นเอ็มบริโอและฟีตัส จนกระทั่งคลอดเป็นทารก แต่ถ้าไม่มีการปฏิสนธิ เซลล์ไข่จะสลายตัว ผนัง ด้านในมดลูกทั้งหลอดเลือดจะสลายตัว และหลุดลอกออก เรียกว่า ประจ าเดือน 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถอธิบายการตกไข่ การมีประจ าเดือน การปฏิสนธิ และการพัฒนาของไซโกต จนคลอดเป็นทารกได้(K) 2. นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมเรื่องการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ได้ (P) 3. นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและมีความรับผิดชอบ (A) 4. สาระการเรียนรู้ ด้านความรู้(K) การมีประจ าเดือนมีความสัมพันธ์กับการตกไข่ โดยเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับ ฮอร์โมนเพศหญิง เมื่อเพศหญิงมีการตกไข่และเซลล์ไข่ได้รับการปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิจะท าให้ได้ไซโกต ไซโกตจะ เจริญเป็นเอ็มบริโอและฟีตัส จนกระทั่งคลอดเป็นทารก แต่ถ้าไม่มีการปฏิสนธิ เซลล์ไข่จะสลายตัว ผนัง ด้านในมดลูกทั้งหลอดเลือดจะสลายตัว และหลุดลอกออก เรียกว่า ประจ าเดือน ด้านทักษะกระบวนการ (P) 1. ทักษะการสังเกต (Observing)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) 3. ทักษะการทดลอง (Experiment) 4. ทักษะการอภิปราย ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ใฝ่เรียนรู้ - ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ กล้าคิด กล้าพูดแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก 2. มุ่งมั่นในการท างาน - มีความอดทน และทุ่มเทในการท างาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด แก้ปัญหา และคิดค้นหาค าตอบ 3. มีความรับผิดชอบ - รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามก าหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว อย่างที่ดีแก่ผู้อื่น 5. สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการสื่อสาร 3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความสามารถในการแก้ปัญหา 6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูทบทวนความรู้จากชั่วโมงที่แล้วให้นักเรียนทราบพอสังเขปว่า เมื่อถึงวัยเจริญพันธ์ อัณฑะจะสร้างเซลล์อสุจิซึ่งถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน และรังไข่จะสร้างเซลล์ไข่และตกไข่ เข้าสู่ท่อน าไข่ซึ่งถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนและอีสโทรเจน ขั้นที่ 2 ส ารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน 2.2 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์หลังการปฏิสนธิ และการ เจริญเติบโตของทารกในครรภ์ จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 หรือจาก QR Code เรื่อง การ ปฏิสนธิการตั้งครรภ์ หรือวิดีทัศน์จากสื่อออนไลน์ เช่น - https://www.youtube.com/watch?v=jzqZjrmMr3w - https://www.youtube.com/watch?v=WtDknjng8TA - https://www.youtube.com/watch?v=4l9GE_eaMSs 2.3 ถามนักเรียนในชั้นเรียนว่า นักเรียนในชั้นเรียนมีแฝดหรือไม่ ถ้ามี ให้นักเรียนออกมาอธิบาย ลักษณะที่เหมือนและแตกต่างของแฝด 2.4 นักเรียนจับคู่ศึกษาการเกิดแฝดและเปรียบเทียบลักษณะของแฝดร่วมไข่และแฝดต่างไข่ จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขั้นที่ 3 ขั้นสร้างค าอธิบาย (Explanation) 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลศึกษา อธิบายการเปลี่ยนแปลงของเซลล์หลังการ ปฏิสนธิและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ 3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการศึกษาและหาข้อสรุปจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครู ใช้ค าถามต่อไปนี้ - การปฏิสนธิเกิดขึ้นที่บริเวณใด (แนวตอบ เซลล์อสุจิกับเซลล์ไข่ปฏิสนธิกันบริเวณท่อน าไข่) - หลังการปฏิสนธิของเซลล์ไข่กับเซลล์อสุจิ เซลล์จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (แนวตอบ หลังการปฎิสนธิ เซลล์ไข่ที่ได้รับการผสมจากเซลล์อสุจิจะพัฒนาเป็นไซโกต และจะแบ่งเซลล์ต่อจน กลายเป็นเอ็มบริโอ ซึ่งจะเคลื่อนที่ไปฝังตัวที่ผนังมดลูก โดยมีการแลกเปลี่ยนสารอาหาร แก๊สออกซิเจน แอนติบอดี ของเสีย แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างแม่กับลูกผ่านทางรก) - เมื่อมีการฝั่งตัวของเอ็มบริโอลที่ผนังมดลูก ผู้หญิงจะมีประจ าเดือนหรือไม่ อย่างไร (แนว ตอบ ไม่มีประจ าเดือน เนื่องจากการฝังตัวของเอ็มบริโอที่ผนังมดลูกจะมีการเจริญของรก ซึ่งรกจะหลั่ง ฮอร์โมนยับยั้งการหลุดลอกของผนังมดลูกเป็นประจ าเดือน) - ทารกเจริญเติบโตในครรภ์เป็นเวลากี่เดือน แต่ละเดือนมีการเจริญเติบโตอย่างไร (แนวตอบ 9 เดือน ซึ่งแต่ละเดือนจะมีการพัฒนา ดังนี้ เดือนที่ 1 ระบบประสาทเริ่มพัฒนา เริ่มมีการสร้างอวัยวะต่าง ๆ เดือนที่ 2 ระบบหายใจเริ่มพัฒนา แขน ขา ปาก และจมูกเริ่มชัดเจน เดือนที่ 3 อวัยวะต่าง ๆ ครบ เริ่มมีการเคลื่อนไหว เดือนที่ 4 อวัยวะเพศภายนอกพัฒนาจนแยกเพศได้ เดือนที่ 5 ศรีษะค่อนข้างโต แขน ขา คอเคลื่อนไหวได้ดี นิ้วมือนิ้วเท้าแยกกันชัดเจน เดือนที่ 6 ผมและเล็บเท้าเริ่มงอก ระบบประสาทเริ่มท างาน เดือนที่ 7 มีการเคลื่อนไหวแบบต่าง ๆ ได้แก่ การจาม ดูดนิ้วมือและนิ้วเท้า เดือนที่ 8 กระดูกแข็งแรงขึ้น สมองและเส้นประสาทท างานได้เต็มที่ เดือนที่ 9 สมองเจริญเติบโตเร็วมาก ทารกกลับหัวพร้อมคลอด) - แฝดเกิดจากอะไร แบ่งออกเป็นกี่ประเภท แต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร (แนวตอบ แฝดเกิดจากความผิดปกติของการปฎิสนธิ ท าให้เกิดทารก 2 คน แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ - แฝดร่วมไข่ เกิดจากเซลล์อสุจิ 1 เซลล์ ผสมกับเซลล์ไข่ 1 เซลล์ แต่มีการแยกตัวหลัง การปฏิสนธิ ท าให้มีการพัฒนาเป็นไซโกต เอ็มบริโอ และทารก 2 คน ซึ่งทารกที่เกิดมาจะมีเพศเดียวกัน และมีลักษณะเหมือนกันเกือบทุกประการ - แฝดต่างไข่ เกิดจากเซลล์อสุจิ 2 เซลล์ ผสมกับเซลล์ไข่ 2 เซลล์ ซึ่งจะพัฒนาเป็นไซโกต เอ็มบริโอ และทารก 2 คน ซึ่งทารกที่เกิดมาอาจมีเพศเดียวกัน หรือต่างเพศกัน) 3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์เพื่อให้ได้ข้อสรุป ดังนี้ เซลล์อสุจิปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ที่ท่อน าไข่ เจริญต่อเป็นไซโกตและแบ่งเซลล์จนเป็นเอ็มบริโอ จากนั้น เอ็มบริโอจะเคลื่อนที่ไปฝั่งตัวที่ผนังมดลูก ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนแก๊ส สารอาหาร และของเสียระหว่างแม่ กับลูกผ่านทางรก จนเมื่อครบ 8 สัปดาห์ เอ็มบริโอจะกลายเป็นฟีตัสที่มีอวัยวะต่าง ๆ ครบ และเจริญต่อ ในครรภ์จนครบ 9 เดือน แล้วจึงคลอดออกมาจากครรภ์ของแม่
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3.4 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการเกิดแฝดเพื่อให้ได้ข้อสรุป แฝดเกิดจากความ ผิดปกติระหว่างการพัฒนาหลังการปฏิสนธิ หรือระหว่างการปฏิสนธิ ท าให้ได้ทารก 2 คน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แฝดร่วมไข่ที่เกิดจากเซลล์อสุจิและเซลล์ไข่เดียวกัน แต่แยกตัวหลังการปฏิสนธิและ แฝดต่างไข่ที่เกิดจากการปฏิสนธิของเซลล์อสุจิคนละเซลล์ และเซลล์ไข่คนละเซลล์ที่ตกไข่พร้อมกัน ขั้นที่ 4 ขยายความรู้(Elaboration) 4.1 นักเรียนท าใบงาน เรื่อง การปฎิสนธิและการตั้งครรภ์ ขั้นที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนดังนี้ - การบันทึกการเรียนรู้ลงในสมุดบันทึกวิชาวิทยาศาสตร์ - สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมของแต่ละกลุ่ม - ใบงาน - การตอบค าถามในชั้นเรียน 7. การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ( 3 ห่วง 2 เงื่อนไข) หลักความพอประมาณ การใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้และท างานเหมาะกับเวลา หลักมีเหตุผล การอธิบายเกี่ยวกับการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ได้อย่างเหมาะสม และถูกต้อง หลักสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี การเลือกศึกษาจากแหล่งเรียนรู้โดยมีความถูกต้อง การวางแผนในการท างานเป็นกลุ่ม เงื่อนไขความรู้ การวิเคราะห์ผล สรุปผลเรื่องการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ เงื่อนไขคุณธรรม รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง 8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ สื่ออุปกรณ์ 1. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 2. วิดีโอ จาก https://www.youtube.com/watch?v=jzqZjrmMr3w - https://www.youtube.com/watch?v=WtDknjng8TA - https://www.youtube.com/watch?v=4l9GE_eaMSs 3. Power Point เรื่องการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ แหล่งการเรียนรู้ 1. ห้องสมุด 2. อินเทอร์เน็ต
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 9. เกณฑ์การประเมิน สิงที่ต้องการวัด รายการ วิธีวัดผล เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมินผล ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถ อธิบายการตกไข่ การมีประจ าเดือน การปฏิสนธิ และ การพัฒนาของไซ โกต จนคลอดเป็น ทารก ได้ สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ เรื่องการปฏิสนธิ และการตั้งครรภ์ ใบงานเรื่องการ ปฏิสนธิและการ ตั้งครรภ์ สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ 4 คะแนน อธิบายการตกไข่ การมี ประจ าเดือน การปฏิสนธิ และการ พัฒนาของไซโกต จนคลอดเป็นทารก ได้ถูกต้องร้อยละ 80 ขึ้นไป 3 คะแนน อธิบายการตกไข่ การมี ประจ าเดือน การปฏิสนธิ และการ พัฒนาของไซโกต จนคลอดเป็นทารกได้ ถูกต้องร้อยละ 70-79 2 คะแนน อธิบายการตกไข่ การมี ประจ าเดือน การปฏิสนธิ และการ พัฒนาของไซโกต จนคลอดเป็นทารกได้ ถูกต้องร้อยละ 60-69 1 คะแนน อธิบายการตกไข่ การมี ประจ าเดือน การปฏิสนธิ และการ พัฒนาของไซโกต จนคลอดเป็นทารกได้ ถูกต้องร้อยละ 50-59 0 คะแนน อธิบายการตกไข่ การมี ประจ าเดือน การปฏิสนธิ และการ พัฒนาของไซโกต จนคลอดเป็นทารกได้ ถูกต้องน้อยกว่าร้อยละ 50 ด้ า น ทั ก ษ ะ กระบวนการ (P) นักเรียนสามารถ ปฏิบัติกิจกรรม เรื่องการปฏิสนธิ และการตั้งครรภ์ได้ สังเกตการปฏิบัติ กิจกรรมเรื่องการ ปฏิสนธิและการ ตั้งครรภ์ทางด้าน กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ แบบประเมินทักษะ กระบวนการ วิทยาศาสตร์ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเรื่องการปฏิสนธิ และการตั้งครรภ์ตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ได้ถูกต้อง 2 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเรื่องการปฏิสนธิ และการตั้งครรภ์กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ได้ถูกต้องบางส่วน 1 คะแนน ออกแบบและปฏิบัติกิจกรรม เรื่องการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ตาม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ คลาดเคลื่อน ด้านคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ (A) นักเรียนปฏิบัติ กิจกรรมกลุ่มด้วย ความมุ่งมั่นตั้งใจ และมีความใฝ่รู้ใน การเรียน 1.สังเกตการใฝ่รู้ มี ความรับผิดชอบ มุ่งมั่นในการ ท างานกลุ่ม 2.สังเกตพฤติกรรม การแสดงความ คิดเห็น การตอบ ค าถาม แบบประเมิน พฤติกรรมรายกลุ่ม ผ่าน หมายถึง ให้ความร่วมมือ สนใจใฝ่รู้ รับผิดชอบ มุ่งมั่นในการท างานกลุ่ม ปรับปรุงหมายถึง ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ สนใจใฝ่รู้ไม่รับผิดชอบ และไม่มุ่งมั่นใน การท างานกลุ่ม
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 รายวิชา ว 22101 วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ ระบบร่างกายมนุษย์ เรื่อง การคุมก าเนิด 2 คาบ 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืช ที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 1.2 ม.2/16 เลือกวิธีการคุมก าเนิดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ก าหนด ว 1.2 ม.2/17 ตระหนักถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร โดยการประพฤติตนให้ เหมาะสม 2. สาระส าคัญ การคุมก าเนิดเป็นวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ โดยป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิสนธิหรือไม่ให้มี การฝังตัวของเอ็มบริโอ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การกินยาคุมก าเนิด 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถเลือกวิธีการคุมก าเนิดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ก าหนดได้ (K) 2. นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมเรื่องการคุมก าเนิดได้ (P) 3. นักเรียนตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวโดยการดูแลรักษา ร่างกายและจิตใจของตนเองในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง (A) 4. สาระการเรียนรู้ ด้านความรู้(K) การคุมก าเนิดเป็นวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ โดยป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิสนธิหรือไม่ให้มีการฝังตัว ของเอ็มบริโอ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การกินยาคุมก าเนิด ด้านทักษะกระบวนการ (P) 1. ทักษะการสังเกต (Observing) 2. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) 3. ทักษะการทดลอง (Experiment) 4. ทักษะการอภิปราย
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ใฝ่เรียนรู้ - ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ กล้าคิด กล้าพูดแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก 2. มุ่งมั่นในการท างาน - มีความอดทน และทุ่มเทในการท างาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด แก้ปัญหา และคิดค้นหาค าตอบ 3. มีความรับผิดชอบ - รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามก าหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว อย่างที่ดีแก่ผู้อื่น 5. สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการสื่อสาร 3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความสามารถในการแก้ปัญหา 6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ชั่วโมงที่ 1 ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ทบทวนความรู้จากชั่วโมงที่แล้วให้นักเรียนทราบว่า การตั้งครรภ์เกิดจากการปฏิสนธิของเซลล์ อสุจิและเซลล์ไข่ ที่ท่อน าไข่ เจริญต่อเป็นไซโกตและแบ่งเซลล์จนเป็นเอ็มบริโอ จากนั้นเอ็มบริโอจะ เคลื่อนที่ไปฝั่งตัวที่ผนังมดลูก และเจริญต่อในครรภ์จนครบ 9 เดือน แล้วจึงคลอดออกมาจากครรภ์ของ แม่ ขั้นที่ 2 ส ารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มนักเรียนแบ่งกลุ่ม ออกเป็น 4 กลุ่ม จับฉลากเลือกวิธีการคุมก าเนิดแต่ ละวิธี ดังนี้ -วิธีธรรมชาติ - การใช้อุปกรณ์ -การใช้สารเคมี - การผ่าตัดท าหมัน 2.2 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการคุมก าเนิด และข้อดี-ข้อเสียของวิธีการ คุมก าเนิดแต่ละวิธี ขั้นที่ 3 ขั้นสร้างค าอธิบาย (Explanation) 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลการสืบค้น - จงหาระยะปลอดภัยของการตั้งครรภ์ หากมีประจ าเดือนในช่วงวันที่ 18-22 มกราคม (แนว ตอบ ระยะปลอดภัยของการตั้งครรภ์ คือ วันที่ 10-25 มกราคม) - การใช้ถุงยางอนาภัยมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร (แนวตอบ ข้อดี คือ สามารถป้องกันเซลล์อสุจิ เข้าไปในช่องคลอดของเพศหญิง และป้องกันการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ได้ แต่มีข้อเสีย คือ ไม่ สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - การใช้ยาคุมก าเนิดเหมาะส าหรับการคุมก าเนิดรูปแบบใด (แนวตอบ ยาคุมก าเนิดมีหลาย ประเภท แต่ละประเภทจะใช้คุมก าเนิดที่แตกต่างกัน เช่น ยาคุมก าเนิดที่ช่วยยับยั้งการตกไข่ของเพศ หญิง ยาคุมก าเนิดที่ท าให้ผนังมดลูกของเพศหญิงไม่เหมาะสมส าหรับการฝังตัวของเอ็มบริโอ หรือยา คุมก าเนิดที่ใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีฉุกเฉินจากการถูกข่มขื่น) - การคุมก าเนิดวิธีใดมีประสิทธิภาพสูงที่สุด เพราะเหตุใด (แนวตอบ การผ่าตัดท าหมัน เนื่องจากเป็นการตัดท่อน้ าไข่ หรือท่อน าอสุจิ ท าให้เซลล์ไข่ หรือเซลล์อสุจิ ไม่สามารถเคลื่อนที่ไป ปฏิสนธิกันได้) 3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการคุมก าเนิดเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า การคุมก าเนิดมี หลายวิธี ได้แก่ วิธีธรรมชาติเป็นการนับวันในการมีเพศสัมพันธ์การคุมก าเนิดโดยใช้อุปกรณ์ ได้แก่ การ ใช้ถุงยางอนามัยในเพศชาย และการใช้ห่วงคุมก าเนิดในเพศหญิง เป็นต้น การคุมก าเนิดโดยใช้สารเคมี ได้แก่ การใช้ยาคุมก าเนิดซึ่งมีหลายประเภท เช่น ยาช่วยยับยั้งการตกไข่ ยาปรับสภาพผนังมดลุกให้ไม่ เหมาะสมต่อการฝั่งตัว การผ่าตัดท าหมัน เป็นการคุมก าเนิดถาวร ได้แก่ การตัดท่อน าอสุจิของเพศชาย การตัดท่อน าไข่ของเพศหญิง ซึ่งการคุมก าเนิดแต่ละวิธีจะมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกัน และจะถูกใช้ใน สถานการณ์ที่แตกต่างกัน ขั้นที่ 4 ขยายความรู้(Elaboration) 4.1 ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคุมก าเนิดโดยใช้สื่อ Power Point ชั่วโมงที่ 2 ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 น าตัวอย่างข่าวเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรมายกตัวอย่างในนักเรียนฟัง พร้อม อธิบายถึงผลเสียที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ขั้นที่ 2 ส ารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-7 คน ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดจากการตั้งครรภ์ก่อนวัยอัน ควร และแนวทางการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ขั้นที่ 3 ขั้นสร้างค าอธิบาย (Explanation) 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลการสืบค้น 3.2 ครูถามค าถามกับนักเรียน โดยใช้ค าถามต่อไปนี้ - การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรมีผลกระทบอย่างไรบ้าง (แนวตอบ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา ได้แก่ การท าแก้งเพื่อยุติการตั้งครรภ์ ฝ่ายหญิงต้องออกจากสถานศึกษา ท าให้เสียการเรียนและเสียอนาคต การแต่งงานจากภาวะจ ายอม) - นักเรียนมีวิธีหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรอย่างไรบ้าง (แนวตอบ ค าตอบขึ้นอยู่กับ ดุลยพินิจของครูผู้สอน เช่น หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การเที่ยวสถานบันเทิง การอยู่ด้วยกันตามล าพังในที่ลับตาคน การแต่งกายรัดรูปหรือเปิดเผยสัดส่วน เป็นต้น รู้จักการปฏิเสธใน สถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธุ์ รู้จักวิธีการคุมก าเนิดที่เหมาะสม การส าเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ในสถานการณ์ที่เหมาะสม) 3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาจากการตั้งครรภ์ก่อนวันอันควรเพื่อให้ด้ ข้อสรุปว่า การตั้งครรภ์ก่อนวันอันควรเป็นปัญหาใหญ่ที่พบในวัยหนุ่มสาว ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น การท าแท้ง การแต่งงานจากภาวะจ ายอม การติดโรคทางเพศสัมพันธ์ เสียการเรียน และ
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจต่อผู้ตั้งครรภ์ นักเรียนสามารถประพฤติตนเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัย เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เช่น การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง (การเที่ยวสถานบันเทิง ดารดื่ม แอลกอฮอล์ การอยู่ตามล าพังในที่ลับตา การแต่งกายรัดรูป) รู้จักการปฏิเสธ รู้จักวิธีการคุมก าเนิดที่ เหมาะสม การส าเร็จความใคร่ด้วยตนเอง และการสร้างความส าพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัว ขั้นที่ 4 ขยายความรู้(Elaboration) 4.1 ครูและนักเรียนร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตนในการป้องกัน ตนเองไม่ให้ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ขั้นที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนดังนี้ - การบันทึกการเรียนรู้ลงในสมุดบันทึกวิชาวิทยาศาสตร์ - สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมของแต่ละกลุ่ม - การตอบค าถามในชั้นเรียน 7. การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ( 3 ห่วง 2 เงื่อนไข) หลักความพอประมาณ การใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้และท างานเหมาะกับเวลา หลักมีเหตุผล การอธิบายเกี่ยวกับการคุมก าเนิดและการป้องกันตัวเองจากการ ตั้งครรภ์ก่อนวัยได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง หลักสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี การเลือกศึกษาจากแหล่งเรียนรู้โดยมีความถูกต้อง การวางแผนในการท างานเป็นกลุ่ม เงื่อนไขความรู้ การวิเคราะห์ผล สรุปผลเรื่องการคุมก าเนิดและการป้องกันตัวเอง จากการตั้งครรภ์ เงื่อนไขคุณธรรม รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง 8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ สื่ออุปกรณ์ 1. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 2. Power Point เรื่องการคุมก าเนิด แหล่งการเรียนรู้ 1. ห้องสมุด 2. อินเทอร์เน็ต
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 9. เกณฑ์การประเมิน สิงที่ต้องการวัด รายการ วิธีวัดผล เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมินผล ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถ เลือกวิธีการ คุมก าเนิดที่ เหมาะสมกับ สถานการณ์ที่ ก าหนดได้ สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ เรื่องการคุมก าเนิด สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ 4 คะแนน เลือกวิธีการคุมก าเนิดที่ เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ก าหนดได้ ถูกต้องร้อยละ 80 ขึ้นไป 3 คะแนน เลือกวิธีการคุมก าเนิดที่ เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ก าหนดได้ ถูกต้องร้อยละ 70-79 2 คะแนน เลือกวิธีการคุมก าเนิดที่ เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ก าหนดได้ ถูกต้องร้อยละ 60-69 1 คะแนน เลือกวิธีการคุมก าเนิดที่ เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ก าหนดได้ ถูกต้องร้อยละ 50-59 0 คะแนน เลือกวิธีการคุมก าเนิดที่ เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ก าหนดได้ ถูกต้องน้อยกว่าร้อยละ 50 ด้านทักษะ กระบวนการ (P) นักเรียนสามารถ ปฏิบัติกิจกรรมเรื่อง การคุมก าเนิดได้ สังเกตการปฏิบัติ กิจกรรมเรื่องการ คุมก าเนิดทางด้าน กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ แบบประเมิน ทักษะ กระบวนการ วิทยาศาสตร์ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเรื่องการ คุมก าเนิดตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ได้ถูกต้อง 2 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเรื่องการ คุมก าเนิดตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ได้ถูกต้องบางส่วน 1 คะแนน ออกแบบและปฏิบัติกิจกรรม เรื่องการคุมก าเนิดตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ได้คลาดเคลื่อน ด้านคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ (A) นักเรียนตระหนัก ถึงการเปลี่ยนแปลง ของร่างกายเมื่อเข้า สู่วัยหนุ่มสาวโดย การดูแลรักษา ร่างกายและจิตใจ ของตนเองในช่วงที่ มีการเปลี่ยนแปลง 1.สังเกตพฤติกรรม การแสดงความ คิดเห็น การตอบ ค าถาม แบบประเมิน พฤติกรรม ผ่าน หมายถึง ตระหนักถึงการ เปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม สาวโดยการดูแลรักษาร่างกายและจิตใจ ของตนเองในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงหมายถึง ไม่ตระหนักถึงการ เปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม สาวโดยการดูแลรักษาร่างกายและจิตใจ ของตนเองในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 สารละลาย
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 รายวิชา ว 22101 วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ สารละลาย เรื่อง สารละลาย 4 คาบ 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการ เกิดปฏิกิริยาเคมี ตัวชี้วัด ว 2.1 ม.2/4 ออกแบบการทดลองและทดลองในการอธิบายผลของชนิดตัวละลาย ชนิดตัวท า ละลาย อุณหภูมิ ที่มีต่อสภาพละลายได้ของสาร รวมทั้งอธิบายผลของความดันที่มีต่อสภาพละลายได้ ของสารโดยใช้สารสนเทศ 2. สาระส าคัญ สารละลายอาจมีสถานะเป็นของแข็ง ของเหลว และแก๊ส สารละลายประกอบด้วยตัวท าละลาย และตัวละลาย กรณีสารละลายเกิดจากสารที่มีสถานะเดียวกัน สารที่มีปริมาณมากที่สุดจัดเป็นตัวท า ละลาย กรณีสารละลายเกิดจากสารที่มีสถานะต่างกัน สารที่มีสถานะเดียวกันกับสารละลายจัดเป็นตัว ท าละลาย สารละลายที่ตัวละลายไม่สามารถละลาย ในตัวท าละลายได้อีกที่อุณหภูมิหนึ่ง ๆ เรียกว่า สารละลายอิ่มตัว 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถอธิบายผลของชนิดตัวละลาย ชนิดตัวท าละลาย อุณหภูมิผลของความดัน ที่มี ต่อสภาพละลายได้ของสารได้(K) 2. นักเรียนสามารถออกแบบการทดลองและทดลองในการอธิบายผลของชนิดตัวละลาย ชนิดตัว ท าละลาย อุณหภูมิ ที่มีต่อสภาพละลายได้ของสารได้ (P) 3. นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ (A) 4. สาระการเรียนรู้ ด้านความรู้(K) สารละลายอาจมีสถานะเป็นของแข็ง ของเหลว และแก๊ส สารละลายประกอบด้วยตัวท าละลาย และตัวละลาย กรณีสารละลายเกิดจากสารที่มีสถานะเดียวกัน สารที่มีปริมาณมากที่สุดจัดเป็นตัวท า ละลาย กรณีสารละลายเกิดจากสารที่มีสถานะต่างกัน สารที่มีสถานะเดียวกันกับสารละลายจัดเป็นตัว ท าละลาย สารละลายที่ตัวละลายไม่สามารถละลาย ในตัวท าละลายได้อีกที่อุณหภูมิหนึ่ง ๆ เรียกว่า สารละลายอิ่มตัว
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาพละลายได้ของสารในตัวท าละลาย เป็นค่าที่บอกปริมาณของสารที่ละลายได้ในตัวท า ละลาย 100 กรัม จนได้สารละลายอิ่มตัว ณ อุณหภูมิและความดันหนึ่ง ๆ สภาพละลายได้ของสารบ่ง บอกความสามารถในการละลายได้ของตัวละลาย ในตัวท าละลาย ซึ่งความสามารถในการละลายของ สารขึ้นอยู่กับชนิดของตัวท าละลายและตัวละลาย อุณหภูมิ และความดัน สารชนิดหนึ่ง ๆ มีสภาพละลายได้แตกต่างกัน ในตัวท าละลายที่แตกต่างกัน และสารต่างชนิด กัน มีสภาพละลายได้ในตัวท าละลายหนึ่ง ๆ ไม่เท่ากัน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น สารส่วนมาก สภาพละลายได้ของสารจะเพิ่มขึ้น ยกเว้นแก๊สเมื่ออุณหภูมิ สูงขึ้นสภาพการละลายได้จะลดลง ส่วนความดันมีผลต่อแก๊ส โดยเมื่อความดันเพิ่มขึ้น สภาพละลายได้ จะสูงขึ้น ความรู้เกี่ยวกับสภาพละลายได้ของสารเมื่อเปลี่ยนแปลงชนิดตัวละลาย ตัวท าละลาย และ อุณหภูมิ สามารถน าไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจ าวัน เช่น การท าน้ าเชื่อมเข้มข้น การสกัดสารออกจาก สมุนไพรให้ได้ปริมาณมากที่สุด ด้านทักษะกระบวนการ (P) 1. ทักษะการสังเกต (Observing) 2. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) 3. ทักษะการทดลอง (Experiment) 4. ทักษะการอภิปราย ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ใฝ่เรียนรู้ - ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ กล้าคิด กล้าพูดแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก 2. มุ่งมั่นในการท างาน - มีความอดทน และทุ่มเทในการท างาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด แก้ปัญหา และคิดค้นหาค าตอบ 3. มีความรับผิดชอบ - รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามก าหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว อย่างที่ดีแก่ผู้อื่น 5. สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการสื่อสาร 3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความสามารถในการแก้ปัญหา
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ชั่วโมงที่ 1-2 ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูยกตัวอย่างสาร 11 ชนิดได้แก่ น้ าแป้ง น้ าเชื่อม น้ าโคลน น้ าตาลทราย น้ า เหล็ก น้ าอัดลมที่ไม่เจือสี น้ าเกลือ น้ าโซดา เหรียญบาท น้ านม โดยพิจารณาเกี่ยวกับเกณฑ์ที่ใช้ในการ จ าแนกด้วย นักเรียนน าเสนอเกี่ยวกับเกณฑ์และเหตุผลที่ใช้ในการจ าแนกกลุ่มของสาร (เกณฑ์ สถานะ สี ประเภทของสาร ลักษณะเนื้อสาร) 1.2 ครูมีของเหลวใสทั้งหมด 5 ชนิด คือ น้ า น้ าเชื่อม น้ าเกลือ น้ าโซดา น้ าอัดลมที่ไม่เจอสี และ น้ าส้มสายชู ครูใช้ค าถามเพื่อจะน าเข้าสู่การท ากิจกรรมการทดลอง - สารแต่ละชนิดประกอบด้วยองค์ประกอบใดบ้าง (น้ า มีเพียงองค์ประกอบเดียว น้ าเชื่อม มี 2 องค์ประกอบ คือ น้ าและน้ าตาลทราย น้ าเกลือ มี 2 องค์ประกอบ คือ น้ าและเกลือ น้ าโซดา มี 2 องค์ประกอบ คือ น้ ากับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้ าอัดลมที่ไม่เจือสี มี 3 องค์ประกอบ คือ น้ า น้ าตาลทราย และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้ าส้มสายชู มี 2 องค์ประกอบ คือ น้ า และกรดแอซิติก) ขั้นที่ 2 ส ารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน 2.2 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาวิธีการทดลอง จากกิจกรรม เรื่ององค์ประกอบของสารละลาย 2.3 ครูสุ่มตัวแทนนักเรียนให้อธิบายวิธีขั้นตอนการทดลอง 2.4 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเริ่มปฏิบัติกรรมการทดลอง พร้อมออกแบบตารางบันทึกผลการ ทดลอง ขั้นที่ 3 ขั้นสร้างค าอธิบาย (Explanation) 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลการทดลอง 3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการทดลองและหาข้อสรุปจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครู ใช้ค าถามต่อไปนี้ - ในการพิจารณาสารเนื้อเดียวกับสารละลาย ถ้าไม่มีสารที่เป็นของแข็งเหลืออยู่จะ สามารถสรุปได้ว่าสารนั้นเป็นสารเนื้อเดียวหรือไม่ เพราะเหตุใด - ของเหลวชนิดใดเมื่อใช้การระเหยแห้งจะไม่สามารถตรวจสอบองค์ประกอบของสารใน ของเหลวนั้นได้ - ของเหลวที่มีองค์ประกอบใดที่สามารถใช้วิธีการในการระเหยแห้งพิจารณาว่าเป็น สารละลาย (จากค าถาม หลักการระเหยแห้งจะสามารถใช้ตรวจสอบสารละลายที่มีตัวละลายเป็น ของแข็งที่ระเหยยาก แต่วิธีการระเหยแห้งไม่เหมาะสมในการตรวจสอบสารละลายที่ระเหยได้ ง่าย) 3.3 ครูสาธิตการทดลองโดยมีสารตัวอย่าง ดังนี้ เกลือ ด่างทับทิม น้ าตาลทราย แอลกอฮอล์ น้ าส้มสายชูแล้วน้ ากลั่น แล้วให้นักเรียนพิจารณาว่าถ้า น าสารมาผสมกับน้ ากลั่น ลักษณะของสารที่ได้ จะเป็นอย่างไร (สารรวมกันเป็นเนื้อเดียว) 3.4 ครูให้นิยามองค์ประกอบของสารละลาย มี 2 ชนิด คือ ตัวท าละลาย และตัวละลาย
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3.5 ครูตั้งค าถามกับนักเรียนว่า ระหว่างน้ ากับเกลือ สารใดเป็นตัวท าละลายและสารใดเป็นตัวถูก ละลายและนักเรียนมีเกณฑ์ใดในการพิจารณา น้ าเกลือ มีสารใดเป็นตัวถูกละลายและมีสารใดเป็นตัวท า ละลาย (น้ าเป็นตัวท าละลาย และเกลือเป็นตัวถูกละลาย) ขั้นที่ 4 ขยายความรู้(Elaboration) 4.1 ครูอธิบายเพิ่มเติมจากค าตอบของนักเรียนเกี่ยวกับการพิจารณาตัวถูกละลายและตัวท า ละลาย - ถ้าสารมีสถานะเหมือนกันทั้งหมด ให้พิจารณาปริมาณของสารแต่ละชนิด สารใดมีปริมาณ มากจะเป็นตัวท าละลาย สารใดมีปริมาณน้อยจะเป็นตัวถูกละลาย - ถ้าสารมีสถานะแตกต่างกัน ให้พิจารณาว่า สารใดมีสถานะเดียวกับสารละลายจะเป็นตัว ท าละลาย สารใดมีสถานะแตกต่างจากสารละลายจะเป็นตัวถูกละลาย ชั่วโมงที่ 3 ชนิดของตัวละลาย ตัวท าละลาย ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูตรวจสอบความรู้ของนักเรียนเกี่ยวกับตัวท าละลายและตัวละลาย 1.2 ครูน าด่างทับทิม และน้ าเปล่าใส่ในบีกเกอร์ และตั้งค าถามกระตุ้นความสนใจนักเรียน ดังนี้ - นักเรียนคิดว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อน าด่างทับทิมใส่ลงน้ า (นักเรียนร่วมกันแสดงความ คิดเห็น) ขั้นที่ 2 ส ารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน 2.2 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาวิธีการทดลอง จากกิจกรรม เรื่องการละลายของสาร 2.3 ครูสุ่มตัวแทนนักเรียนให้อธิบายวิธีขั้นตอนการทดลอง 2.4 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเริ่มปฏิบัติกรรมการทดลอง พร้อมออกแบบตารางบันทึกผลการ ทดลอง ขั้นที่ 3 ขั้นสร้างค าอธิบาย (Explanation) 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลการทดลอง 3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการทดลองและหาข้อสรุปจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครู ใช้ค าถามต่อไปนี้ - ครูตั้งค าถามว่า “กระบวนการละลายเกิดขึ้นได้อย่างไร”(ตัวละลายและตัวท าละลาย จะแยกออกจากกัน หลังจากนั้นตัวถูกละลายจะแทรกในช่องว่างของตัวท าละลาย)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3.3 นักเรียนศึกษา วีดีโอใน youtube เกี่ยวกับกระบวนการละลาย เพื่อให้เห็นภาพได้อย่าง ชัดเจน 3.4 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลการทดลองร่วมกัน (ตัวละลายชนิดเดียวกันละลายได้ไม่ เหมือนกันในตัวท าละลายต่างชนิดกัน และตัวละลายต่างชนิดกันและตัวละลาย ต่างชนิดกันละลายในตัว ท าละลายชนิดเดียวกัน จะละลายในตัวท าละลายที่เหมือนกันได้แตกต่างกัน ดังนั้น การละลายของสาร ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวละลายและตัวท าละลาย) ขั้นที่ 4 ขยายความรู้(Elaboration) 4.1 ครูตั้งสถานการณ์ “ถ้าครูใช้ปากกาชนิดอื่นเขียนกระดานไวท์บอร์ด ปรากฎว่าไม่ สามารถลบได้” นักเรียนใช้ ความรู้เรื่อง การละลายและความสามารถในการการละลายของสารในตัวท า ละลายต่างชนิดกัน ใช้ในการออกแบบการทดลองและน าเสนอการออกแบบการทดลองนั้น ชั่วโมงที่ 4 ปัจจัยที่มีผลต่อการละลายของสาร ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูทบทวนความรู้เดิม เรื่องการละลายของสาร จากนั้นน าเข้าสู่บทเรียนเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผล ต่อการละลายของสาร โดยครูถามค าถามนักเรียน ดังนี้ - น้ าหวาน มีสารใดเป็นตัวท าละลาย และตัวถูกละลาย (น้ า เป็นตัวท าละลาย น้ าตาล เป็นตัว ถูกละลาย) ขั้นที่ 2 ส ารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน 2.2 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษา เรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการละลายของสาร จากใบความรู้ 2.3 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเริ่มปฏิบัติกรรม พร้อมออกแบบตารางบันทึกผลการท ากิจกรรม ขั้นที่ 3 ขั้นสร้างค าอธิบาย (Explanation) 3.1 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการทดลองและหาข้อสรุปจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครู ใช้ค าถามต่อไปนี้ - ปัจจัยที่มีผลต่อการละลายของสาร มีอะไรบ้าง (ปริมาณตัวท าละลาย, ชนิดของสาร, ชนิดของตัวท าละลาย, อุณหภูมิ, พลังงานจลน์ และความดัน) - ปริมาณตัวละลายมีผลต่อการละลายของสารอย่างไร (ถ้าตัวท าละลายมีปริมาตรเพิ่มขึ้น ตัวละลายจะละลายในน้ าได้มากขึ้น) - ชนิดของสารละลายมีผลต่อการละลายของสารอย่างไร (สารแต่ละชนิดมีความสามารถ ในการละลายต่างกัน จึงควรเปรียบเทียบการละลายในน้ าปริมาณเท่ากันและอุณหภูมิเดียวกัน) - ชนิดของตัวท าละลายมีผลต่อการละลายของสารอย่างไร (สารบางชนิดไม่ละลายในน้ า แต่ละลายในตัวท าละลายอื่น) - อุณหภูมิมีผลต่อการละลายของสารอย่างไร (การละลายประเภทดูดความร้อนจะละลาย ได้ดีในน้ าที่มีอุณหภูมิสูง การละลายประเภทคายความร้อนจะละลายได้ดีในน้ าที่มีอุณหภูมิต่ า) - พลังงานจลน์มีผลต่อการละลายของสารอย่างไร (การท าให้อนุภาคสารเกิดการเคลื่อนที่ จ าท าให้แก๊สละลายได้ดีและเร็วขึ้น)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - ความดันมีผลต่อการละลายของสารอย่างไร (ในกรณีที่ตัวละลายเป็นแก๊ส หากความดัน สูงขึ้นจ าท าให้แก๊สละลายได้ดีขึ้น) ขั้นที่ 4 ขยายความรู้(Elaboration) 4.1 ครูให้นักเรียนสรุปแผนผังความคิด เรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการละลายของสาร ขั้นที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนดังนี้ - การบันทึกการเรียนรู้ลงในสมุดบันทึกวิชาวิทยาศาสตร์ - สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมการทดลองของแต่ละกลุ่ม - ใบงานเรื่องสารละลาย 7. การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ( 3 ห่วง 2 เงื่อนไข) หลักความพอประมาณ การใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้และท างานเหมาะกับเวลา หลักมีเหตุผล การอธิบายเกี่ยวกับเรื่องสารละลายได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง หลักสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี การเลือกศึกษาจากแหล่งเรียนรู้โดยมีความถูกต้อง การวางแผนในการท างานเป็นกลุ่ม เงื่อนไขความรู้ การวิเคราะห์ผล สรุปผลเรื่องสารละลายได้ เงื่อนไขคุณธรรม รักชาติศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง 8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ สื่ออุปกรณ์ 1. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 2. อุปกรณ์การทดลองเรื่องสารละลาย 3. Power Point เรื่องสารละลาย 4. วีดีโอใน youtube เกี่ยวกับกระบวนการละลาย https://www.youtube.com/watch?v=I0WvH-Cj-IA แหล่งการเรียนรู้ 1. ห้องสมุด 2. อินเทอร์เน็ต
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 9. เกณฑ์การประเมิน สิงที่ต้องการวัด รายการ วิธีวัดผล เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมินผล ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถอธิบาย ผลของชนิดตัวละลาย ชนิดตัวท าละลาย อุณหภูมิ ผลของความ ดัน ที่มีต่อสภาพละลาย ได้ของสารได้ สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ เรื่องการสารละลาย สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ 4 คะแนน อธิบายผลของชนิดตัว ละลาย ชนิดตัวท าละลาย อุณหภูมิ ผลของความดัน ที่มีต่อสภาพละลาย ได้ของสารได้ถูกต้องร้อยละ 80 ขึ้นไป 3 คะแนน อธิบายผลของชนิดตัว ละลาย ชนิดตัวท าละลาย อุณหภูมิ ผลของความดัน ที่มีต่อสภาพละลาย ได้ของสารได้ถูกต้องร้อยละ 70-79 2 คะแนน อธิบายผลของชนิดตัว ละลาย ชนิดตัวท าละลาย อุณหภูมิ ผลของความดัน ที่มีต่อสภาพละลาย ได้ของสารได้ถูกต้องร้อยละ 60-69 1 คะแนน อธิบายผลของชนิดตัว ละลาย ชนิดตัวท าละลาย อุณหภูมิ ผลของความดัน ที่มีต่อสภาพละลาย ได้ของสารได้ถูกต้องร้อยละ 50-59 0 คะแนน อธิบายผลของชนิดตัว ละลาย ชนิดตัวท าละลาย อุณหภูมิ ผลของความดัน ที่มีต่อสภาพละลาย ได้ของสารได้ถูกต้องน้อยกว่าร้อยละ 50 ด้านทักษะ กระบวนการ (P) นักเรียนสามารถ ออกแบบการทดลอง และทดลองในการ อธิบายผลของชนิดตัว ละลาย ชนิดตัวท า ละลาย อุณหภูมิ ที่มีต่อ สภาพละลายได้ของสาร ได้ สังเกตการปฏิบัติ กิจกรรมการทดลองใน การอธิบายผลของชนิด ตัวละลาย ชนิดตัวท า ละลาย อุณหภูมิ ที่มีต่อ สภาพละลายได้ของสาร ทางด้านกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ แบบประเมิน ทักษะกระบวนการ วิทยาศาสตร์ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง ในการอธิบายผลของชนิดตัวละลาย ชนิดตัวท าละลาย อุณหภูมิ ที่มีต่อ ส ภ า พ ล ะ ล า ย ไ ด้ ข อง ส า ร ต า ม กระบ วนกา รทางวิทย าศาสตร์ได้ ถูกต้อง 2 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง ในการอธิบายผลของชนิดตัวละลาย ชนิดตัวท าละลาย อุณหภูมิ ที่มีต่อ สภาพละลายได้ของสารตาม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ ถูกต้องบางส่วน 1 คะแนน ออกแบบและปฏิบัติ กิจกรรมการทดลองในการอธิบายผล ของชนิดตัวละลาย ชนิดตัวท าละลาย อุณหภูมิ ที่มีต่อสภาพละลายได้ของ สารตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ได้คลาดเคลื่อน
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ (A) นักเรียนปฏิบัติกิจกรรม กลุ่มด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจและมีความใฝ่รู้ใน การเรียน 1.สังเกตการใฝ่รู้ มีความ รับผิดชอบมุ่งมั่นในการ ท างานกลุ่ม 2.สังเกตพฤติกรรมการ แสดงความคิดเห็น การ ตอบค าถาม แบบประเมิน พฤติกรรมรายกลุ่ม ผ่าน หมายถึง ให้ความร่วมมือ สนใจ ใฝ่รู้รับผิดชอบ มุ่งมั่นในการท างาน กลุ่ม ปรับปรุงหมายถึง ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่สนใจใฝ่รู้ไม่รับผิดชอบ และไม่มุ่งมั่น ในการท างานกลุ่ม
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 รายวิชา ว 22101 วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ สารละลาย เรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย 3 คาบ 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการ เกิดปฏิกิริยาเคมี ตัวชี้วัด ว 2.1 ม.2/5 ระบุปริมาณตัวละลายในสารละลาย ในหน่วยความเข้มข้นเป็นร้อยละ ปริมาตร ต่อปริมาตร มวลต่อมวล และมวลต่อปริมาตร 2. สาระส าคัญ ความเข้มข้นของสารละลาย เป็นการระบุปริมาณ ตัวละลายในสารละลาย หน่วยความเข้มข้นมี หลายหน่วย ที่นิยมระบุเป็นหน่วยเป็นร้อยละ ปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อมวล และมวลต่อปริมาตร 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถระบุปริมาณตัวละลายในสารละลาย ในหน่วยความเข้มข้นเป็นร้อยละ ปริมาตร ต่อปริมาตร มวลต่อมวล และมวลต่อปริมาตรได้(K) 2. นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมการทดลองเรื่องความเข้มข้นของสารละลายได้ (P) 3. นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและมีความรับผิดชอบ (A) 4. สาระการเรียนรู้ ด้านความรู้(K) ความเข้มข้นของสารละลาย เป็นการระบุปริมาณ ตัวละลายในสารละลาย หน่วยความเข้มข้น มีหลายหน่วย ที่นิยมระบุเป็นหน่วยเป็นร้อยละ ปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อมวล และมวลต่อปริมาตร ร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร เป็นการระบุปริมาตรตัวละลายในสารละลาย 100 หน่วย ปริมาตรเดียวกัน นิยมใช้กับสารละลายที่เป็นของเหลว หรือแก๊ส ร้อยละโดยมวลต่อมวล เป็นการระบุมวลตัวละลายในสารละลาย 100 หน่วยมวลเดียวกัน นิยม ใช้กับสารละลายที่มีสถานะเป็นของแข็ง ร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร เป็นการระบุมวล ตัวละลายในสารละลาย 100 หน่วยปริมาตร นิยม ใช้กับสารละลายที่มีตัวละลายเป็นของแข็ง ในตัวท าละลายที่เป็นของเหลว ด้านทักษะกระบวนการ (P) 1. ทักษะการสังเกต (Observing) 2. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3. ทักษะการทดลอง (Experiment) 4. ทักษะการอภิปราย ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ใฝ่เรียนรู้ - ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ กล้าคิด กล้าพูดแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก 2. มุ่งมั่นในการท างาน - มีความอดทน และทุ่มเทในการท างาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด แก้ปัญหา และคิดค้นหาค าตอบ 3. มีความรับผิดชอบ - รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามก าหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว อย่างที่ดีแก่ผู้อื่น 5. สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการสื่อสาร 3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความสามารถในการแก้ปัญหา 6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูทบทวนความรู้เดิมเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการละลายของสาร จากนั้นครูน าเข้าสู่บทเรียน เกี่ยวกับความเข้มข้นของสารละลาย 1.2 ครูใช้ค าถามดังต่อไปนี้ - ถ้าครูมีน้ าเปล่าปริมาณเท่ากันอยู่ 2 แก้ว แก้วที่ 1 ใส่น้ าหวานเฮลบลูบอย 1 ช้อน แก้วที่ 2 ใส่น้ าหวานเฮลบลูบอย 5 ช้อน น้ าในแก้วที่ 1 และแก้วที่ 2 จะมีความหวาน เท่ากันหรือไม่ ขั้นที่ 2 ส ารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน 2.2 ครูอธิบายวิธีค านวณหาความเข้มข้นเป็นค่าร้อยละ โดยให้นักเรียนศึกษาจากตัวอย่าง ดังนี้ 2.2.1 การค านวณร้อยละโดยมวลต่อมวล
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2.2.2 การค านวณร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร ขั้นที่ 3 ขั้นสร้างค าอธิบาย (Explanation) 3.4 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการทดลองและหาข้อสรุปจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครู ใช้ค าถามต่อไปนี้ - หากนักเรียนต้องการหาความเข้มข้นของสารละลาย สามารถบอกความเข้มข้น ของสารละลายได้กี่แบบ (3 แบบ ได้แก่ ร้อยละโดยมวล ร้อยละโดยปริมาตร และร้อยละ โดยมวลต่อปริมาตร) - ถ้านักเรียนมีสารละลายน้ าตาลจ านวน 100 กรัม มีน้ าตาลอยู่ 10 กรัม จะหา ความเข้มข้นของสารละลายดังกล่าวโดยวิธีใด (ค านวณหาโดยใช้สูตรความเข้มข้นร้อยละโดย มวล)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - ถ้านักเรียนมีแอลกอฮอล์ อยู่ 25 ลูกบาศก์เซนติเมตร น าไปละลายในน้ า 175 ลูกบาศก์เซนติเมตร จะหาความเข้มข้นของสารละลายดังกล่าวโดยวิธีใด (ค านวณโดยใช้สูตร ความเข้มข้นร้อยละโดยปริมาตร) - ถ้ามีน้ าตาล 10 กรัม น าไปละลายกับน้ า ได้น้ าเชื่อมปริมาตร 100 ลูกบาศก์ เซนติเมตร จะหาความเข้มข้นของสารละลายดังกล่าวโดยวิธีใด (ค านวณโดยใช้สูตรความ เข้มข้นร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร) 3.2 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปความรู้ร่วมกัน ดังนี้ - ความเข้มข้นของสารละลายสามารถค านวณ ได้ 3 วิธี ได้แก่ ร้อยละโดยมวล ร้อยละ โดยปริมาตร และร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร - ความเข้มข้นร้อยละโดยมวล เป็นการบอกมวลของตัวละลายเป็นกรัมในสารละลาย 100 กรัม - ความเข้มข้นร้อยละโดยปริมาตร เป็นการบอกปริมาตรของตัวละลายเป็นลูกบาศก์ เซนติเมตรในสารละลาย 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร - ความเข้มข้นร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร เป็นการบอกปริมาตรของตัวละลายเป็นกรัม ในสารละลาย 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร ขั้นที่ 4 ขยายความรู้(Elaboration) 4.1 ครูให้นักเรียนท าใบงานเรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย ขั้นที่5 ขั้นประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนดังนี้ - การบันทึกการเรียนรู้ลงในสมุดบันทึกวิชาวิทยาศาสตร์ - สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมการทดลองของแต่ละกลุ่ม - ใบงานเรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย 7. การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ( 3 ห่วง 2 เงื่อนไข) หลักความพอประมาณ การใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้และท างานเหมาะกับเวลา หลักมีเหตุผล การอธิบายเกี่ยวกับความเข้มข้นของสารละลายได้อย่างเหมาะสม และถูกต้อง หลักสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี การเลือกศึกษาจากแหล่งเรียนรู้โดยมีความถูกต้อง การวางแผนในการท างานเป็นกลุ่ม เงื่อนไขความรู้ การวิเคราะห์ผล สรุปผลเรื่องความเข้มข้นของสารละลาย เงื่อนไขคุณธรรม รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง 8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ สื่ออุปกรณ์ 1. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 2. อุปกรณ์การทดลองเรื่องความเข้มข้นของสารละลาย 4. Power Point เรื่องความเข้มข้นของสารละลาย
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แหล่งการเรียนรู้ 1. ห้องสมุด 2. อินเทอร์เน็ต 9. เกณฑ์การประเมิน สิงที่ต้องการวัด รายการ วิธีวัดผล เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมินผล ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถ ระบุปริมาณตัว ละลายใน สารละลาย ใน หน่วยความเข้มข้น เป็นร้อยละ ปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อมวล และ มวลต่อปริมาตรได้ สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ เรื่องความเข้มข้น ของสารละลาย ใบงานเรื่องความ เข้มข้นของ สารละลาย สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ ใบงานเรื่อง ความเข้มข้น ของสารละลาย 4 คะแนน ระบุปริมาณตัวละลายใน สารละลาย ในหน่วยความเข้มข้น เป็นร้อยละ ปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อมวล และมวลต่อปริมาตรได้ ถูกต้องร้อยละ 80 ขึ้นไป 3 คะแนน ระบุปริมาณตัวละลายใน สารละลาย ในหน่วยความเข้มข้น เป็นร้อยละ ปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อมวล และมวลต่อปริมาตรได้ ถูกต้องร้อยละ 70-79 2 คะแนน ระบุปริมาณตัวละลายใน สารละลาย ในหน่วยความเข้มข้น เป็นร้อยละ ปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อมวล และมวลต่อปริมาตรได้ ถูกต้องร้อยละ 60-69 1 คะแนน ระบุปริมาณตัวละลายใน สารละลาย ในหน่วยความเข้มข้น เป็นร้อยละ ปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อมวล และมวลต่อปริมาตรได้ ถูกต้องร้อยละ 50-59 0 คะแนน ระบุปริมาณตัวละลายใน สารละลาย ในหน่วยความเข้มข้น เป็นร้อยละ ปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อมวล และมวลต่อปริมาตรได้ ถูกต้องน้อยกว่าร้อยละ 50 ด้านทักษะ กระบวนการ (P) นักเรียนสามารถ ปฏิบัติกิจกรรมเรื่อง ความเข้มข้นของ สารละลายได้ สังเกตการปฏิบัติ กิจกรรมเรื่องความ เข้มข้นของ สารละลายทางด้าน แบบประเมิน ทักษะ กระบวนการ วิทยาศาสตร์ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเรื่องความ เ ข้ ม ข้ น ข อ ง ส า ร ล ะ ล า ยต า ม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ ถูกต้อง
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ 2 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเรื่องความ เข้มข้นของสารละลายตาม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ ถูกต้องบางส่วน 1 คะแนน ออกแบบและปฏิบัติ กิจกรรมเรื่องความเข้มข้นของ สารละลายตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ได้คลาดเคลื่อน ด้านคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ (A) นักเรียนปฏิบัติ กิจกรรมกลุ่มด้วย ความมุ่งมั่นตั้งใจ และมีความใฝ่รู้ใน การเรียน 1.สังเกตการใฝ่รู้ มี ความรับผิดชอบ มุ่งมั่นในการท างาน กลุ่ม 2.สังเกตพฤติกรรม การแสดงความ คิดเห็น การตอบ ค าถาม แบบประเมิน พฤติกรรมราย กลุ่ม ผ่าน หมายถึง ให้ความร่วมมือ สนใจ ใฝ่รู้รับผิดชอบ มุ่งมั่นในการท างาน กลุ่ม ปรับปรุงหมายถึง ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่สนใจใฝ่รู้ไม่รับผิดชอบ และไม่ มุ่งมั่นในการท างานกลุ่ม
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 รายวิชา ว 22101 วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ สารละลาย เรื่อง การใช้สารละลายในชีวิตประจ าวัน 1 คาบ 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการ เกิดปฏิกิริยาเคมี ตัวชี้วัด ว 2.1 ม.2/6 ตระหนักถึงความส าคัญของการน าความรู้เรื่องความเข้มข้นของสารไปใช้ โดย ยกตัวอย่างการใช้สารละลายในชีวิตประจ าวันที่อย่างถูกต้องและปลอดภัย 2. สาระส าคัญ การใช้สารละลายในชีวิตประจ าวันควรพิจารณาจากความเข้มข้นของสารละลายขึ้นอยู่กับ จุดประสงค์ของการใช้งาน และผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถอธิบายการใช้สารละลายในชีวิตประจ าวันได้(K) 2. นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมเรื่องการใช้สารละลายในชีวิตประจ าวันได้ (P) 3. นักเรียนตระหนักถึงความส าคัญของการน าความรู้เรื่องความเข้มข้นของสารไปใช้ โดย ยกตัวอย่างการใช้สารละลายในชีวิตประจ าวันที่อย่างถูกต้องและปลอดภัย (A) 4. สาระการเรียนรู้ ด้านความรู้(K) การใช้สารละลายในชีวิตประจ าวัน ควรพิจารณาจากความเข้มข้นของสารละลาย ขึ้นอยู่กับ จุดประสงค์ของการใช้งาน และผลกระทบต่อสิ่งชีวิตและสิ่งแวดล้อม ด้านทักษะกระบวนการ (P) 1. ทักษะการสังเกต (Observing) 2. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) 3. ทักษะการทดลอง (Experiment) 4. ทักษะการอภิปราย ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ใฝ่เรียนรู้ - ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ กล้าคิด กล้าพูดแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2. มุ่งมั่นในการท างาน - มีความอดทน และทุ่มเทในการท างาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด แก้ปัญหา และคิดค้นหาค าตอบ 3. มีความรับผิดชอบ - รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามก าหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว อย่างที่ดีแก่ผู้อื่น 5. สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการสื่อสาร 3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. ความสามารถในการแก้ปัญหา 6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูเกริ่นให้นักเรียนฟังว่า ปัจจุบันมีการน าสารละลายต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ในหลายด้าน ทั้งด้านอุปโภคบริโภค ด้านการแพทย์ ด้านการเกษตร และด้านอุตสาหกรรม สารละลายแต่ละชนิดถูกใช้ ที่ความเข้มข้นแตกต่างกัน 1.2 นักเรียนศึกษาตัวอย่างสารละลายที่ถูกน ามาใช้ในชีวิตประจ าวัน เช่น น้ าส้มสายชู แอลกอฮอล์ล้างแผล น้ าเกลือ ทินเนอร์ น้ ายาล้างเล็บ สารท าความสะอาด และสารเคมีก าจัดศัตรูพืช จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 ขั้นที่ 2 ส ารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน แต่ละกลุ่ม สืบค้นข้อมูล เรื่อง การใช้สารละลายด้านต่าง ๆ ดังนี้ - กลุ่มที่ 1 เรื่อง การใช้สารละลายในด้านการอุปโภคและบริโภค - กลุ่มที่ 2 เรื่อง การใช้สารละลายในด้านการแพทย์ - กลุ่มที่ 3 เรื่อง การใช้สารละลายในด้านการเกษตร - กลุ่มที่ 4 เรื่อง การใช้สารละลายในด้านอุตสาหกรรม จัดท ารายงานและป้ายนิเทศเพื่อน าเสนอในชั่วโมงต่อไป ขั้นที่ 3 ขั้นสร้างค าอธิบาย (Explanation) 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลการศึกษาค้นคว้าข้อมูล 3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการท ากิจกรรมและหาข้อสรุปจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูใช้ค าถามต่อไปนี้ - เพราะเหตุใดจึงไม่ใช้แอลกอฮอล์ล้างแผลที่ความเข้มข้นสูงกว่าร้อยละ 70 โดยปริมาตร (แนวตอบ เนื่องจากแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้นสูงกว่าร้อยละ 70 โดยปริมาตร จะระเหย อย่างรวดเร็ว ท าให้ระยะเวลาในการฆ่าเชื้อโรคน้อยเกินไป) - เพราะเหตุใดน้ าเกลือที่ให้กับผู้ป่วยจึงต้องใช้ที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.9 โดยมวลต่อ ปริมาตร
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (แนวตอบ เนื่องจากน้ าเกลือที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.9 โดยมวลต่อปริมาตร เป็นความ เข้มข้นที่เท่ากับ เกลือแร่ที่อยู่ในร่างกาย จึงถูกใช้เพื่อปรับสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย) - น้ าในแอลกอฮอล์ล้างแผลกับในน้ าเกลือท าหน้าที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (แนวตอบ น้ าในแอลกอฮอล์ล้างแผลท าหน้าที่เป็นตัวละลาย แต่น้ าในน้ าเกลือท าหน้าที่เป็น ตัวท าละลาย) - เพราะเหตุใดการใช้สารเคมีก าจัดศัตรูพืชจึงต้องน ามาผสมน้ าก่อนใช้ (แนวตอบ เนื่องจากสารเคมีก าจัดศัตรูพืชเป็นสารอันตราย หากได้รับเข้าสู่ร่างกายจะ ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หรือก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อมได้ จึงต้องน ามาผสมน้ าเพื่อท า ให้มีความเข้มข้นลดลงก่อนน าไปใช้ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ หรือตกค้างในสิ่งแวดล้อม) 2. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการใช้สารละลายในชีวิตประจ าวัน เพื่อให้ได้ ข้อสรุป ดังนี้ สารละลายแต่ละชนิดจะใช้ที่ความเข้มข้นแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น - น้ าส้มสายชู มีน้ าเป็นตัวท าละลาย และกรดแอซีติกเป็นตัวละลาย ถูกน ามาใช้ที่ความ เข้มข้น ร้อยละ 4-18 โดยปริมาตร - แอลกอฮอล์ล้างแผล มีเอทิลแอลกอฮอล์เป็นตัวท าละลาย และน้ าเป็นตัวละลาย ถูกใช้ที่ ความ เข้มข้นร้อยละ 70 โดยปริมาตร - น้ าเกลือ มีน้ าเป็นตัวท าละลาย และโซเดียมคลอไรด์เป็นตัวละลาย ถูกใช้ที่ความเข้มข้น ร้อยละ 0.9 หรือ 15 โดยมวลต่อปริมาตร ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน - สารท าความสะอาด มีกรดไฮโดรคลอริกหรือกรดซัลฟิวริกเป็นตัวละลาย ถูกใช้ที่ความ เข้มข้นต่ า ขั้นที่ 4 ขยายความรู้(Elaboration) 4.1 ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สารละลายในชีวิตประจ าวันโดยใช้สื่อ Power Point ขั้นที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนดังนี้ - การบันทึกการเรียนรู้ลงในสมุดบันทึกวิชาวิทยาศาสตร์ - สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมของแต่ละกลุ่ม 7. การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ( 3 ห่วง 2 เงื่อนไข) หลักความพอประมาณ การใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้และท างานเหมาะกับเวลา หลักมีเหตุผล การอธิบายเกี่ยวกับการใช้สารละลายในชีวิตประจ าวันได้อย่าง เหมาะสมและถูกต้อง หลักสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี การเลือกศึกษาจากแหล่งเรียนรู้โดยมีความถูกต้อง การวางแผนในการท างานเป็นกลุ่ม เงื่อนไขความรู้ การวิเคราะห์ผล สรุปผลเรื่องระบบขับถ่าย เงื่อนไขคุณธรรม รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ สื่ออุปกรณ์ 1. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 2 Power Point เรื่องการใช้สารละลายในชีวิตประจ าวัน แหล่งการเรียนรู้ 1. ห้องสมุด 2. อินเทอร์เน็ต 9. การวัดและประเมินผล สิงที่ ต้องการวัด รายการ วิธีวัดผล เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมินผล ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถ อธิบายการใช้ สารละลายใน ชีวิตประจ าวันได้ สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ เรื่องสารละลายใน ชีวิตประจ าวัน สมุดบันทึกวิชา วิทยาศาสตร์ 4 คะแนน อธิบายเกี่ยวกับการใช้สารละลาย ในชีวิตประจ าวันได้ถูกต้องร้อยละ 80 ขึ้น ไป 3 คะแนน อธิบายเกี่ยวกับการใช้สารละลาย ในชีวิตประจ าวันได้ถูกต้องร้อยละ 70-79 2 คะแนน อธิบายเกี่ยวกับการใช้สารละลาย ในชีวิตประจ าวันได้ถูกต้องร้อยละ 60-69 1 คะแนน อธิบายเกี่ยวกับการใช้สารละลาย ในชีวิตประจ าวันได้ถูกต้องร้อยละ 50-59 0 คะแนน อธิบายเกี่ยวกับการใช้ สารละลายในชีวิตประจ าวันได้ถูกต้องน้อย กว่าร้อยละ 50 ด้ านทักษ ะ กระบวนการ (P) นักเรียนสามารถ ปฏิบัติกิจกรรม การใช้สารละลาย ในชีวิตประจ าวัน ได้ สังเกตการปฏิบัติ กิจกรรมการ ทดลองเกี่ยวกับ การใช้สารละลาย ในชีวิตประจ าวัน ทางด้าน กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ แบบประเมินทักษะ กระบวนการ วิทยาศาสตร์ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง เกี่ยวกับการใช้สารละลายในชีวิตประจ าวัน ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกต้อง 2 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง เกี่ยวกับการใช้สารละลายในชีวิตประจ าวัน ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกต้อง บางส่วน 1 คะแนน ออกแบบและปฏิบัติกิจกรรมการ ทดลองเกี่ยวกับการใช้สารละลายใน ชีวิตประจ าวันตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ได้คลาดเคลื่อน
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้าน คุณลักษณะ อันพึง ประสงค์ (A) นักเรียนปฏิบัติ กิจกรรมกลุ่มด้วย ความมุ่งมั่นตั้งใจ และมีความใฝ่รู้ใน การเรียน 1.สังเกตการใฝ่รู้ มี ความรับผิดชอบ มุ่งมั่นในการ ท างานกลุ่ม 2.สังเกต พฤติกรรมการ แสดงความคิดเห็น การตอบค าถาม แบบประเมิน พฤติกรรมรายกลุ่ม ผ่าน หมายถึง ให้ความร่วมมือ สนใจใฝ่รู้ รับผิดชอบ มุ่งมั่นในการท างานกลุ่ม ปรับปรุงหมายถึง ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ สนใจใฝ่รู้ไม่รับผิดชอบ และไม่มุ่งมั่นในการ ท างานกลุ่ม
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยที่ 3 การเคลื่อนที่และแรง