The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by s6011707111, 2023-07-10 23:03:46

การพัฒนาการเขียนสะกดคำโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ รูปแบบการสอนออนไลน์ผ่านยูทูบ (YouTube) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

การพัฒนาการเขียนสะกดคำโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ

Keywords: การเขียนสะกดคำ,แบบฝึกทักษะ

การพัฒนาการเขียนสะกดคำโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ รูปแบบการสอนออนไลน์ผ่านยูทูบ (YouTube) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 น้ำทิพย์ ปานศรีเมฆ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต 2564


การพัฒนาการเขียนสะกดคำโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ รูปแบบการสอนออนไลน์ผ่านยูทูบ (YouTube) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 น้ำทิพย์ ปานศรีเมฆ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต 2564


ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาการเขียนสะกดคำโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ รูปแบบการสอนออนไลน์ผ่านยูทูบ (YouTube) สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัย น้ำทิพย์ ปานศรีเมฆ ปีการศึกษา 2564 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ให้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่าย ประถมศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 รวมทั้งสิ้น 18 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการ เลือกตามสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วยวิชาภาษาไทย เรื่อง การ เขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกด คำ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการ ทดสอบค่าสถิติ t – test แบบ Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่า ประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 81.94/82.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 เท่ากับว่าแบบฝึก ทักษะดังกล่าวมีประสิทธิภาพจริงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คำสำคัญ : แบบฝึกทักษะ, การเขียนสะกดคำ, ยูทูบ


ข กิตติกรรมประกาศ ปริญญานิพนธ์นี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ด้วยความกรุณายิ่งจาก ผศ.พรพักตรา ไชยเศรษฐ อาจารย์ นิเทศก์ สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ที่ได้กรุณาให้แนวคิด คำปรึกษา คำแนะนำต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดียิ่ง พร้อมทั้งกรุณาตรวจสอบและแก้ไขส่วนที่บกพร่อง จน ทำให้ปริญญานิพนธ์ฉบับนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างสูง จึง ขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณอาจารย์จุฑาทิพย์ ไกรนรา อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ครูจริยา ธนะสังข์และครูชนิตา มณีศรี ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ แก้ไข เครื่องมือในการวิจัยให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ขอขอบคุณผู้บริหาร คณะครู ครูพี่เลี้ยง และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ อำนวยความสะดวก คอยดูแลให้ คำปรึกษาแนะนำข้อคิดเห็นต่าง ๆ และให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ท้ายสุดนี้ ผู้วิจัยขอขอบคุณบิดามารดา คณาจารย์และเพื่อนสนิทมิตรสหายทุกท่านที่ได้อบรมสั่ง สอนวิชาความรู้ ให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำต่าง ๆ ตลอดการทำปริญญานิพนธ์เล่มนี้ จนสำเร็จลุล่วง ไปได้ด้วยดี น้ำทิพย์ ปานศรีเมฆ


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ.................................................................................................................................................ก กิตติกรรมประกาศ...................................................................................................................................ข สารบัญ....................................................................................................................................................ค สารบัญตาราง.........................................................................................................................................จ สารบัญภาพ ............................................................................................................................................ฉ บทที่1 บทนำ.........................................................................................................................................1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา..................................................................1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.....................................................................................4 สมมติฐานของการวิจัย........................................................................................4 ขอบเขตของการวิจัย ..........................................................................................4 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย...............................................................................5 นิยามศัพท์เฉพาะ...............................................................................................5 กรอบแนวคิดในการวิจัย......................................................................................6 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.................................................................................................7 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย .........................................................................................................8 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเขียนสะกดคำ...............................................................15 เอกสารเกี่ยวกับแบบฝึกทักษะ ............................................................................18 เอกสารเกี่ยวกับยูทูบ (YouTube) .......................................................................22 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ..........................................................................24 บทที่3 วิธีดำเนินงานวิจัย....................................................................................................................27 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ................................................................................27 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย....................................................................................27 ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ .................................................................................28 การเก็บรวมรวมข้อมูล ......................................................................................31 การวิเคราะห์ข้อมูล...........................................................................................32 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ..........................................................................................32 บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................................................................36 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................36 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................................36


ง สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ..................................................................38 วัตถุประสงค์ของการวิจัย...................................................................................38 สมมติฐานการวิจัย............................................................................................38 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ................................................................................39 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย....................................................................................39 การเก็บรวบรวมข้อมูล ......................................................................................39 สรุปผลการวิจัย ...............................................................................................40 การอภิปรายผล ...............................................................................................40 ข้อเสนอแนะ...................................................................................................42 บรรณานุกรม.........................................................................................................................................43 ภาคผนวก..............................................................................................................................................47 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัยและหนังสือขอความ อนุเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ ......................................................................................48 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล..........................................................53 ภาคผนวก ค ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญ ..............................................91 ประวัติผู้วิจัย.........................................................................................................................................99


จ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่1สาระที่1การอ่าน...................................................................................................................9 ตารางที่2สาระที่2การเขียน...............................................................................................................11 ตารางที่3สาระที่3การฟังการดูและการพูด......................................................................................11 ตารางที่4สาระที่4 หลักการใช้ภาษาไทย.............................................................................................12 ตารางที่5สาระที่5วรรณคดีและวรรณกรรม.......................................................................................13 ตารางที่6ค่าประสิทธิภาพของการทดลองแบบรายบุคคล....................................................................29 ตารางที่7ค่าประสิทธิภาพของการทดลองกลุ่มเล็ก...............................................................................29 ตารางที่8 ผลการวิเคราะห์ค่าประสิทธิภาพของการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4...............................................................................................................36 ตารางที่9 ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ.............................................................................................37 ตารางที่ 10 ค่าดัชนีความสอดคล้องที่ได้จากการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญของ แบบฝึกทักษะ......................................................................................................................................92 ตารางที่11 ค่าดัชนีความสอดคล้องที่ได้จากการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญของ แผนการจัดการเรียนรู้...........................................................................................................................93 ตารางที่12ค่าดัชนีความสอดคล้องที่ได้จากการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์......................................................................................................................94 ตารางที่13คะแนนสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำของนักเรียนกลุ่มทดลองและหลังได้รับการใช้ แบบฝึกทักษะ.........................................................................................................................................96 ตารางที่14คะแนนแบบฝึกทักษะระหว่างเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังด้วย แบบฝึกทักษะ.........................................................................................................................................97 ตารางที่ 15 ผลการวิเคราะห์หาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ของนักเรียน .........................................................................................................................................98


ฉ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่1ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตามที่ใช้ในงานวิจัย..................................................6 ภาพที่2วิดีโอเรื่อง มาตราตัวสะกด บนเว็บไซต์ยูทูบ ............................................................................80 ภาพที่3 QR CODEวิดีโอเรื่อง มาตราตัวสะกด....................................................................................80 ภาพที่4วิดีโอเรื่องคำที่มีอักษรควบ บนเว็บไซต์ยูทูบ...........................................................................81 ภาพที่5 QR CODE วิดีโอเรื่องคำที่มีอักษรควบ...................................................................................81 ภาพที่6วิดีโอเรื่องอักษรนำ บนเว็บไซต์ยูทูบ.......................................................................................82 ภาพที่7 QR CODEวิดีโอเรื่องอักษรนำ...............................................................................................82 ภาพที่8วิดีโอเรื่องตัวการันต์และทัณฑฆาต บนเว็บไซต์ยูทูบ...............................................................83 ภาพที่9 QR CODE วิดีโอเรื่องตัวการันต์และทัณฑฆาต.......................................................................83 ภาพที่10วิดีโอเรื่องคำที่มีรร (ร หัน) บนเว็บไซต์ยูทูบ ........................................................................84 ภาพที่11 QR CODE วิดีโอเรื่องคำที่มีรร (ร หัน) ................................................................................84


บทที่1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาษาไทยมีความสำคัญต่อคนไทยเป็นอย่างมาก คนไทยใช้ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ เพื่อใช้ เป็นเครื่องมือในการการติดต่อสื่อสาร บอกความประสงค์ ความรู้สึกนึกคิด ถ่ายทอดประสบการณ์ และ ความรู้แก่กันระหว่างคนในชาติ อันก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จึงเป็นเหตุให้วัฒนธรรมต่าง ๆ เจริญ ขึ้นด้วย หากไม่มีภาษาไทย มนุษย์คงไม่มีการสืบทอดความรู้วิชาต่าง ๆ จากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่ง ภาษาไทย จึงถือได้ว่าเป็นมรดกอันล้ำค่าทางวัฒนธรรม เพราะได้ถ่ายทอดความคิด ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ต่าง ๆ จากรุ่นสู่รุ่น คนไทยทุกคนจึงควรภูมิใจ เรียนรู้อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยต่อไป นอกจากนี้ วรรณี โสมประยูร (2553) ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาษาไว้ว่า ภาษานับว่าเป็นสิ่งสำคัญและ จำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะภาษาเป็นทั้งมวลประสบการณ์และเครื่องมือในการ สื่อสารระหว่างมนุษย์ ถ้าขาดสื่อสำคัญนี้แล้วมนุษย์คงไม่สามารถรวมกันเป็นสังคมได้ ทั้งนี้เพราะมนุษย์ เป็นสัตว์สังคม ภาษาที่เขาใช้นั้นก็จะเป็นเครื่องมือสื่อสารสำคัญที่ทำให้พวกเขาเข้าใจกันและสามารถรู้เรื่อง กันได้ ด้วยเหตุนี้หากจะกล่าวว่า “ภาษาเป็นเครื่องมือของสังคม” ก็คงไม่ผิด สำหรับทักษะทางภาษาที่ มนุษย์ชาติต่าง ๆ ใช้ติดต่อสื่อสารกันก็คือ ภาษาศิลป์หรือศิลปะทางภาษานั่นเอง อันได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน มนุษย์อาศัยทักษะทั้ง 4 ประการที่กล่าวมานี้สร้างเสริมสติปัญญาและความรู้สึกนึก คิด พัฒนาอาชีพและพัฒนาบุคลิกภาพ รวมทั้งสิ่งอื่น ๆ อีกมากมายให้กับตนเองและสังคม จากความสำคัญดังกล่าว ภาษาไทยจึงเป็นมรดกอันล้ำค่าทางวัฒนธรรม คนไทยใช้ภาษาไทยเป็น เครื่องมือติดต่อสื่อสารที่แสดงออกถึงความต้องการ ความคิด การใช้ภาษาเดียวกันทำให้มนุษย์มีความรู้สึก ถึงความเป็นพวกพ้องเดียวกัน ก่อให้เกิดความสามัคคี และแสดงออกถึงความเป็นชาติ ดังนั้น การเรียนรู้ วิชาภาษาไทยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การเรียนภาษาไทยให้มีประสิทธิภาพนั้น ผู้เรียนจะต้องฝึกทักษะ ด้านต่าง ๆ ให้บรรลุผล คือ การอ่าน การเขียน การดู การฟัง และการพูด จึงจะถือว่าการเรียนภาษาไทยมี ประสิทธิภาพและบรรลุตามวัตถุประสงค์ กระทรวงศึกษาธิการ (2551) ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จึงได้ กำหนดสาระการเรียนรู้ภาษาไทยออกเป็น 5 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย และสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม เพราะภาษาไทยเป็นวิชาทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การอ่าน และการฟังเป็นทักษะของการรับรู้เรื่องราว ความรู้และประสบการณ์ การพูดและการเขียนเป็นทักษะของ


2 การแสดงออกด้วยการแสดงความคิดเห็น ความรู้และประสบการณ์ ส่วนการดูเป็นการรับรู้ข่าวสารจากสื่อ ต่าง ๆ ทั้งโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ละคร คอมพิวเตอร์ ตลอดจนการ์ตูน และสามารถแสดงทรรศนะข้อมูล ข่าวสารด้วยการพูดและการเขียน การดู จึงเป็นการเรียนรู้และการแสดงทรรศนะของตน และการดูนับวัน จะมีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ผู้เรียนจะต้องประเมินสิ่งที่ดูและใช้การดูให้เป็นประโยชน์ ในการหาความรู้ การเรียนภาษาไทยจึงต้องเรียนเพื่อการสื่อสารให้ผู้เรียนสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่าง พินิจพิเคราะห์ สามารถเลือกใช้คำเรียบเรียงความคิด ความรู้ชัดเจน ใช้ภาษาได้ถูกต้องตามหลักภาษาใช้ ถ้อยคำตรงตามความหมาย ถูกต้องตามฐานะของบุคคลและสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ (กรม วิชาการ, 2544) การเขียนสะกดคำเป็นทักษะขั้นพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่ง เพราะไม่ว่านักเรียนจะเรียนวิชาใดย่อม ต้องมีการอ่านคำและเขียนสะกดคำออกมาเป็นประโยค ถ้านักเรียนเขียนสะกดคำได้ดีย่อมทำให้การเรียน ในวิชาอื่น ๆ ดีตามไปด้วย และการเขียนสะกดคำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และต้องระมัดระวังในการใช้ เพราะ หากสะกดผิด ความหมายของคำก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ผู้อ่านก็จะเข้าใจความหมายต่างจากที่ผู้เขียน ต้องการสื่อ หรืออาจจะไม่เข้าใจความหมายเลย ทำให้การสื่อสารไม่เกิดประสิทธิภาพ ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา หรือแม้กระทั่งระดับอุดมศึกษาก็ยังคงพบ ปัญหาการเขียนสะกดคำผิด ซึ่งสาเหตุของการเขียนสะกดคำผิดมีหลายสาเหตุด้วยกัน ดังที่ วรรณี โสม ประยูร (2539) ได้กล่าวถึงสาเหตุของการเขียนสะกดคำผิด ดังนี้ นักเรียนเขียนคำผิดโดยเห็นแบบอย่างมา จากคำที่สะกดผิด นักเรียนไม่รู้จักการใช้หลักภาษา เช่น การใช้ ศ ษ ส หลักการใช้ตัวการันต์ หลักการผัน วรรณยุกต์ มาตราตัวสะกดอื่น ๆ เป็นต้น นักเรียนใช้คำพ้องเสียงผิด เพราะไม่ทราบความหมาย เช่น กัณฑ์ - กรรณ ขัณฑ์ - ขรรค์ นักเรียนเขียนคำควบกล้ำผิดเพราะฟังไม่ชัด นักเรียนไม่สามารถถ่ายทอดคำที่มา จากภาษาต่างประเทศตามเสียงได้ นักเรียนใช้คำที่มี ร ล เป็นตัวสะกดไม่ถูกต้อง และดวงใจ ไทยอุบุญ (2549) ได้กล่าวถึงสาเหตุของการเขียนสะกดคำผิด ดังนี้ การเขียนสะกดตัวการันต์ผิด เช่น สังเกต เขียน เป็น สังเกต อนุญาต เขียนเป็น อนุญาต เป็นต้น การวางรูปวรรณยุกต์ผิด เช่น ด้วย เขียนเป็น ดว้ย สว่าง เขียนเป็น สวาง่ เป็นต้น และการผันวรรณยุกต์ไม่ถูกต้อง เช่น คะ เขียนเป็น คะ ล่ะ เขียนเป็น ล่ะ เป็นต้น จากความสำคัญและปัญหาของการเขียนสะกดคำดังที่กล่าวข้างต้น ผู้วิจัยได้นำวิธีการหนึ่งมาใช้ใน การแก้ปัญหาและเป็นแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คือ การใช้แบบฝึกทักษะ ดังที่ ขันธชัย มหาโพธิ์ (2535) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะสะกดคำ ดังนี้ แบบฝึกทักษะช่วยในการฝึกหรือเสริมทักษะทางภาษา และการใช้ภาษาของผู้เรียน สามารถนำมาฝึก ซ้ำ ทบทวนบทเรียน นอกจากนี้ผู้เรียนสามารถนำไปทบทวนด้วยตนเองได้ ทำให้จดจำเนื้อหาได้คงทน มี เจตคติที่ดีต่อทักษะภาษาไทย ทำให้ผู้เรียนรู้คำศัพท์ ความหมายของศัพท์ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ยังสามารถ นำไปใช้แก้ปัญหาการอ่าน การเขียนเป็นรายบุคคลและกลุ่มได้ดี สามารถนำมาทดสอบความรู้วัดผลการ


3 เรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ทำให้ครูทราบปัญหาข้อบกพร่องของผู้เรียนได้ถูกจุด ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าของ ตนเอง ครูประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และลดภาระได้มาก และชยาภรณ์พิณพาทย์(2542) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ ดังนี้ แบบฝึกมีความสำคัญและจำเป็นต่อการเรียนทักษะทางภาษามาก เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น สามารถจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่าง ๆ ได้ คงทน ทำให้เกิดความสนุกสนานในขณะเรียน ทราบความก้าวหน้าของตนเอง สามารถนำแบบฝึกมา ทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองได้ นำมาวัดผลการเรียนหลังจากที่เรียนแล้ว ตลอดจนสามารถทราบ ข้อบกพร่องของนักเรียนและนำไปปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที ซึ่งจะมีผลทำให้ครูประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และลดภาระได้มาก นอกจากนี้ยังทำให้นักเรียนสามารถนำภาษาไปใช้สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้มีงานวิจัยหลายเรื่องที่ได้แสดงว่าแบบฝึกทักษะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น เช่น กิติยาพร เนื้ออ่อน (2551) ที่ได้สร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่าแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 96.13/87.34 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำสูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ ยุพิน พรหมอนุมัติ (2552) ที่ได้สร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะการเขียนสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถม ปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 87.16/91.11 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 และพัทธนันท์ พาป้อ (2562) ที่ได้สร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 89.41/90.20 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และผลสัมฤทธิ์ ทางการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการพัฒนาโดยใช้แบบฝึกทักษะการ เขียนสะกดคำสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลงานวิจัยทั้ง 3 เรื่องดังกล่าวได้ผล สอดคล้องกันคือ แบบฝึกทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน และนักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน จากการศึกษาหลักการและเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการพัฒนาแบบฝึกทักษะการ เขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เพื่อช่วยพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียน ให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และเพื่อพัฒนาการเขียนสะกดคำของนักเรียนให้ถูกต้อง อีกทั้งเป็น แนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยและวิชาอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


4 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ 3.สมมติฐานของการวิจัย 1. แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะสูงกว่าก่อนเรียน 4. ขอบเขตของการวิจัย 4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4.1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 2 ห้อง รวมทั้งสิ้น 38 คน 4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 รวมทั้งสิ้น 18 คน 4.2 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรต้น คือ แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำ 4.3 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยใช้เวลาในการทดลอง 5 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน รวม 5 ชั่วโมง


5 4.4 เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้นำเรื่อง การเขียนสะกดคำ ที่เป็นไปตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่นักเรียนในระดับนี้ ต้องเรียนรู้ มาสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ซึ่งมีทั้งหมด 5 เรื่อง ได้แก่ การเขียนสะกดคำที่ไม่ตรง ตามมาตราตัวสะกด การเขียนสะกดคำที่มีอักษรควบ การเขียนสะกดคำที่มีอักษรนำ การเขียนสะกดคำที่มี การันต์ และการเขียนสะกดคำที่มี รร 5. ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 5.1 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ได้พัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ 5.2 เป็นแนวทางการพัฒนาแบบฝึกทักษะในเรื่องอื่น ๆ ต่อไป 6. นิยามศัพท์เฉพาะ 6.1 นักเรียน หมายถึง ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 2 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ปีการศึกษา 2564 6.2 แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ หมายถึง สื่อการสอนรูปแบบหนึ่งที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นใน รูปแบบของโจทย์ปัญหาหรือคำสั่งที่ตั้งขึ้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 เพื่อใช้ทบทวนหลังจากเรียนเนื้อหาดังกล่าวแล้ว 6.3 แบบทดสอบ หมายถึง ชุดของคำถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกด คำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำแล้ว 6.4 การสอนออนไลน์ผ่านยูทูบ (YouTube) หมายถึง รูปแบบการจัดการเรียนการสอน ออนไลน์ โดยใช้สื่อการสอนที่มีลักษณะเป็นวิดีโอที่อัปโหลดลงเว็บไซต์ยูทูบ (YouTube) ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อเป็นสื่อการสอนเรื่องการเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด การเขียนสะกดคำที่มีอักษรควบ การเขียนสะกดคำที่มีอักษรนำ การเขียนสะกดคำที่มีการันต์ และการเขียนสะกดคำที่มี รร สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 6.5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้และทักษะของนักเรียนเกี่ยวกับการเขียนสะกดคำ ซึ่งวัดได้จากคะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ


6 7.กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตามที่ใช้ในงานวิจัย แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำ


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการเขียนสะกดโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ รูปแบบการสอน ออนไลน์ผ่านยูทูป (YouTube) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4” นั้น ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นแนวทางในการทำวิจัย ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.1 สาระสำคัญของหลักสูตร 1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 1.3 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง 1.4 คุณภาพผู้เรียน 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเขียนสะกดคำ 2.1 ความหมายของการเขียนสะกดคำ 2.2 ความสำคัญของการเขียนสะกดคำ 2.3 สาเหตุของการเขียนสะกดคำผิด 2.4 หลักการสอนการเขียนสะกดคำ 3. เอกสารเกี่ยวกับแบบฝึกทักษะ 3.1 ความหมายของแบบฝึกทักษะ 3.2 ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ 3.3 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ 3.4 หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ 3.5 ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดี 3.6 หลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกทักษะ 4. เอกสารเกี่ยวกับยูทูบ (YouTube) 4.1 ความหมายและความเป็นมาของยูทูบ (YouTube) 4.2 วิดีโอบนยูทูบ (YouTube) กับการจัดการเรียนการสอน 4.3 ประโยชน์ของการประยุกต์ใช้วิดีโอบนยูทูบ (YouTube) ในการจัดการเรียนการสอน 5. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


8 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.1 สาระสำคัญของหลักสูตรการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง ซึ่งสาระสำคัญของหลักสูตรการเรียนรู้กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทยมี 5 สาระ ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) 1.1.1 การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไปปรับ ใช้ในชีวิตประจำวัน 1.1.2 การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธีการเขียนสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ การเขียน เรียงความ ย่อความ เขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้า การเขียนตามจินตนาการ เขียนวิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ 1.1.3 การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความ คิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ 1.1.4 หลักการใช้ภาษาไทย ศึกษาธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษา ให้ถูกต้องเหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย 1.1.5วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และเพื่อความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บท ร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณีเรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซึ้ง และภูมิใจในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 5 มาตรฐานไว้ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) 1.2.1 สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อ นำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน


9 1.2.2 สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้า อย่างมีประสิทธิภาพ 1.2.3 สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูด แสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์ 1.2.4 สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การ เปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ 1.2.5 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและ วรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 1.3 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไว้ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) 1.3.1 สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อ นำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ตารางที่ 1 สาระที่ 1 การอ่าน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.4 1. อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและ บทร้อยกรองได้ถูกต้อง 2. อธิบายความหมายของคำ ประโยค และสำนวนจากเรื่องที่ อ่าน • การอ่านออกเสียงและการบอกความหมาย ของบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองที่ ประกอบด้วย - คำที่มี ร ล เป็นพยัญชนะต้น - คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ - คำที่มีอักษรนำ - คำประสม - อักษรย่อและความหมายวรรคตอน


10 ตารางที่ 1 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - ประโยคที่มีสำนวนเป็น คำพังเพย สุภาษิต ปริศนาคำทายและเครื่องหมาย วรรคตอน • การอ่านบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะ 3. อ่านเรื่องสั้น ๆ ตามเวลาที่ กำหนด และตอบคำถามจากเรื่องที่ อ่าน 4. แยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น จากเรื่องที่อ่าน 5. คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่ อ่าน โดยระบุเหตุผลประกอบ 6. สรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่ อ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน • การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - เรื่องสั้น ๆ - เรื่องเล่าจากประสบการณ์ - นิทานชาดก - บทความ - บทโฆษณา - งานเขียนประเภทโน้มน้าวใจ - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน - สารคดีและบันเทิงคดี 7. อ่านหนังสือที่มีคุณค่าตามความ สนใจอย่างสม่ำเสมอและแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน • อ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสม กับวัย - หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน 8. มีมารยาทในการอ่าน • มีมารยาทในการอ่าน 1.3.2 สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้า อย่างมีประสิทธิภาพ


11 ตารางที่ 2 สาระที่ 2 การเขียน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.4 1. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด และครึ่งบรรทัด • การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่ง บรรทัดตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย 2. เขียนสื่อสารโดยใช้คำได้ถูกต้อง ชัดเจน และเหมาะสม • การเขียนสื่อสาร เช่น - คำขวัญ - คำแนะนำ 3. เขียนแผนภาพ โครงเรื่อง และ แผนภาพความคิดเพื่อใช้พัฒนางาน เขียน • การนำแผนภาพ โครงเรื่อง และแผนภาพ ความคิดไปพัฒนางานเขียน 4. เขียนย่อความจากเรื่องสั้น ๆ • การย่อความจากสื่อต่าง ๆ เช่น นิทาน ความ เรียงประเภทต่าง ๆ ประกาศ จดหมาย คำ สอน 5. เขียนจดหมายถึงเพื่อนและบิดา มารดา • การเขียนจดหมายถึงเพื่อนและบิดามารดา 6. เขียนบันทึกและเขียนรายงาน จากการศึกษาค้นคว้า • การเขียนบันทึกและเขียนรายงานจาก การศึกษาค้นคว้า 7. เขียนเรื่องตามจินตนาการ • การเขียนเรื่องตามจินตนาการ 8. มีมารยาทในการเขียน • มารยาทในการเขียน 1.3.3 สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูด แสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์ ตารางที่ 3 สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.4 1. จำแนกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น จากเรื่องที่ฟังและดู • การจำแนกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจาก เรื่องที่ฟังและดู ในชีวิตประจำวัน 2. พูดสรุปความจากการฟังและดู 3. พูดแสดงความรู้ ความคิดเห็น • การจับใจความ และการพูดแสดงความรู้ ความคิดในเรื่องที่ฟังและดู จากสื่อต่างๆ เช่น


12 ตารางที่3 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง และความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟัง และดู 4. ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิง เหตุผลจากเรื่องที่ฟังและดู - เรื่องเล่า - บทความสั้น ๆ - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน - โฆษณา - สื่ออิเล็กทรอนิกส์ - เรื่องราวจากบทเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย และกลุ่มสาระการ เรียนรู้อื่น 5. รายงานเรื่องหรือประเด็นที่ ศึกษาค้นคว้าจากการฟัง การดู และการสนทนา • การรายงาน เช่น - การพูดลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงาน - การพูดลำดับเหตุการณ์ 6. มีมารยาทในการฟัง การดู และ การพูด • มารยาทในการฟัง การดู และการพูด 1.3.4 สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การ เปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตารางที่ 4 สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.4 1. สะกดคำและบอกความหมาย ของคำในบริบทต่างๆ • คำในแม่ก กา • มาตราตัวสะกด • การผันอักษร • คำเป็นคำตาย • คำพ้อง 2. ระบุชนิดและหน้าที่ของคำใน ประโยค • ชนิดของคำได้แก่ - คำนาม - คำสรรพนาม


13 ตารางที่ 4 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - คำกริยา - คำวิเศษณ์ 3. ใช้พจนานุกรมค้นหาความหมาย ของคำ • การใช้พจนานุกรม 4. แต่งประโยคได้ถูกต้องตามหลัก ภาษา • ประโยคสามัญ - ส่วนประกอบของประโยค - ประโยค ๒ ส่วน - ประโยค ๓ ส่วน 5. แต่งบทร้อยกรองและคำขวัญ • กลอนสี่ • คำขวัญ 6. บอกความหมายของสำนวน • สำนวนที่เป็นคำพังเพยและสุภาษิต 7. เปรียบเทียบภาษาไทยมาตรฐาน กับภาษาถิ่นได้ • ภาษาไทยมาตรฐาน • ภาษาถิ่น 1.3.5 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและ วรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตารางที่ 5 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.4 1. ระบุข้อคิดจากนิทานพื้นบ้าน หรือนิทานคติธรรม 2. อธิบายข้อคิดจากการอ่านเพื่อ นำไปใช้ในชีวิตจริง • วรรณคดีและวรรณกรรม เช่น - นิทานพื้นบ้าน - นิทานคติธรรม - เพลงพื้นบ้าน - วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรียน และตามความสนใจ 3. ร้องเพลงพื้นบ้าน • เพลงพื้นบ้าน


14 ตารางที่ 5 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 4. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตาม ความสนใจ • บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ 1.4 คุณภาพผู้เรียน เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้เรียนต้องมีคุณภาพดังต่อไปนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) 1.4.1 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบายความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัยของคำ ประโยค ข้อความ สำนวนโวหารจากเรื่องที่อ่าน เข้าใจคำแนะนำ คำอธิบายในคู่มือต่าง ๆ แยกแยะข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง จับใจความสำคัญของเรื่องที่ อ่าน และนำความรู้ ความคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต มีมารยาทและมีนิสัย รักการอ่าน และเห็นคุณค่าสิ่งที่อ่าน 1.4.2 มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียน สะกดคำ แต่งประโยคและเขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ข้อความที่ชัดเจนเหมาะสม ใช้ แผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพความคิด เพื่อพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอกแบบรายการต่าง ๆ เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเรื่องตามจินตนาการอย่าง สร้างสรรค์ และมีมารยาทในการเขียน 1.4.3 พูดแสดงความรู้ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู เล่าเรื่องย่อหรือสรุปจาก เรื่องที่ฟังและดู ตั้งคำถาม ตอบคำถามจากเรื่องที่ฟังและดู รวมทั้งประเมินความน่าเชื่อถือจากการฟังและ ดูโฆษณาอย่างมีเหตุผล พูดตามลำดับขั้นตอนเรื่องต่าง ๆ อย่างชัดเจน พูดรายงานหรือประเด็นค้นคว้าจาก การฟัง การดู การสนทนา และพูดโน้มน้าวได้อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการฟัง ดูและพูด 1.4.4 สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ สำนวน คำพังเพยและสุภาษิต รู้ และเข้าใจชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชนิดของประโยค คำภาษาถิ่นและคำภาษาต่างประเทศใน ภาษาไทย ใช้คำราชาศัพท์และคำสุภาพได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค แต่งบทร้อยกรอง ประเภทกลอน สี่ กลอนสุภาพและกาพย์ยานี11 1.4.5 เข้าใจและเห็นคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน เล่านิทาน พื้นบ้าน ร้องเพลงพื้นบ้านของท้องถิ่น นำข้อคิดจากเรื่องที่อ่านนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และท่องจำบท อาขยานที่กำหนดได้


15 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเขียนสะกดคำ 2.1 ความหมายของการเขียนสะกดคำ การเขียนสะกดคำ หมายถึง การเรียงลำดับตัวอักษร หรือพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวสะกด และตัวการันต์ให้ถูกต้องตามหลักภาษา และถูกต้องตามหลักพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน และสื่อความหมายได้ถูกต้องตรงตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งทุกคนยอมรับและสามารถ สื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ (กมล ชูกลิ่น, 2550; วลารัตน์ ปฏิเวศ, 2551; นิลุบล พรภูมินทร์, 2555; Good, 1945) 2.2 ความสำคัญของการเขียนสะกดคำ การเขียนสะกดคำเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้วิชาต่าง ๆ อีกทั้งยังช่วยให้ สื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักวิชาการทางการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546; อัจจิมา เกิดผล, 2546; วรรณีโสมประยูร, 2553) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเขียนสะกดคำสรุปดังนี้ 2.2.1 การเขียนสะกดคำเป็นพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเรียน เพราะ นักเรียนต้องรู้จักสะกดคำได้ถูกต้องก่อนจึงจะสามารถเขียนเป็นประโยคและเรื่องราวได้ 2.2.2 การเขียนสะกดคำถูกต้องจะทำให้งานเขียนมีคุณค่า สามารถใช้เป็น หลักฐานอ้างอิงได้ ทำให้ผู้อ่านเชื่อมั่นในงานเขียน 2.2.3 การสอนเรื่องการสะกดคำต้องสอนตั้งแต่เริ่มเขียนคำ ถ้านักเรียนเขียน สะกดคำไม่ได้ นักเรียนจะไม่สามารถสื่อสารกันได้ อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือผิด ซึ่งปัญหาการอ่าน ไม่ออก เขียนไม่ได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนวิชาอื่น ๆ 2.2.4 ครูควรให้นักเรียนรู้จักคำต่าง ๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน หากเป็นคำที่ ไม่มั่นใจควรยึดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเป็นหลัก 2.3 สาเหตุของการเขียนสะกดคำผิด ในปัจจุบันพบว่านักเรียนในหลายระดับชั้นเขียนสะกดคำผิด ซึ่งการเขียนสะกดคำผิดไม่ เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อการเรียนวิชาภาษาไทย แต่ยังสามารถส่งผลกระทบต่อการเรียนวิชาอื่น ๆ ได้ การ เขียนสะกดคำผิดมีปัจจัยมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน มีนักวิชาการทางการศึกษา (เอกฉัท จารุเมธีชน, 2537; พูลสุข ญาณไพศาล, 2542; วรรณี โสมประยูร, 2553) ได้ศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุของการเขียนสะกด คำผิดไว้ดังนี้ 2.3.1 นักเรียนมีประสบการณ์เกี่ยวกับคำผิด โดยเห็นแบบอย่างที่สะกดผิด


16 2.3.2 นักเรียนไม่รู้หลักภาษา เช่น หลักการประวิสรรชนีย์ หลักการใช้ ศ ษ ส หลักสะกดการันต์ หลักการผันวรรณยุกต์ หลักมาตราตัวสะกด เป็นต้น 2.3.3 คำไทยมีคำพ้องเสียง ทำให้ความหมายสับสน เช่น 1) หลักการใช้การันต์ คำบางคำออกเสียงเหมือนกัน แต่คำหนึ่งมีตัว การันต์ อีกคำหนึ่งไม่มี เช่น อินทรี – อินทรีย์ ดอกจัน – ดอกจันทร์ 2) หลักการผันวรรณยุกต์ คำบางคำออกเสียงเหมือนกัน แต่ใช้รูป วรรณยุกต์ต่างกัน เช่น ข้า – ค่า ขั้น - คั่น หน้า – น่า ส้อม - ซ่อม 3) หลักการใช้มาตราตัวสะกด คำบางคำออกเสียงเดียวกัน แต่ใช้ ตัวสะกดต่างกัน เช่น บิณฑบาต – บาตรพระ น้ำตาล - ตานขโมย ผาสุก – ความสุข อนุญาต – ญาติมิตร 2.3.4 นักเรียนฟังไม่ชัดและพูดผิด ทำให้เขียนผิด เช่น การออกเสียงคำควบกล้ำ เช่น คลอง - ครอง กลอง - กรอง การออกเสียงสระเสียงสั้นอาจจะออกเสียงเป็นสระเสียงยาว 2.3.5 นักเรียนไม่สามารถถ่ายทอดคำตามเสียงคำที่มาจากภาษาอังกฤษได้ ซึ่ง การเขียนจะแตกต่างไปจากการออกเสียง เช่น ชอล์ก ดอกเตอร์ แท็กซี่ เป็นต้น 2.3.6 นักเรียนใช้คำที่มี ร ล ไม่ถูกต้อง เช่น ราว - ลาว ราด - ลาด 2.4 หลักการสอนการเขียนสะกดคำ 2.4.1 กระทรวงศึกษาธิการ (2546) ได้นำเสนอเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการจัดการเรียนการ สอน ไว้ดังนี้ 1) ต้องสอนทุกครั้งที่นักเรียนเรียนคำใหม่ที่เป็นคำพื้นฐาน ในชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 – 2 หรืออาจถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทั้งนี้ขึ้นอยู่ในดุลพินิจของครูผู้สอน 2) ควรสอนจากง่ายไปหายาก คือสอนจากคำที่เป็นตัวสะกดในมาตราแม่ ก กา คำที่มีตัวสะกดตรงมาตรา ไม่ตรงมาตรา ตามลำดับ และต่อด้วยคำที่มีลักษณะซับซ้อน เช่น คำที่เป็น อักษรนำ คำที่มีตัวการันต์ เป็นต้น


17 3) ควรเน้นเรื่องการอ่านออกเสียงแจกลูกสะกดคำ ทั้งแบบเห็นคำจากบัตรคำ หรือที่ครูเขียนบนกระดาน หรือจากหนังสือเรียน และการฝึกแจกลูกแบบปากเปล่า (ไม่เห็นคำ) จน สามารถอ่านแจกลูกได้อย่างคล่องปาก 4) ควรตระหนักเสมอว่า การสอนแจกลูกสะกดคำที่ถูกต้อง ต้องเป็นการออก เสียงมิใช่การแยกพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ลงในตารางแจกลูกคำ เพราะนั่นเป็นเพียงการจำแนกตัวอักษร ที่เป็นส่วนประกอบของคำเท่านั้น 5) อ่านแจกลูกสะกดคำ มีวิธีการอ่านได้หลายแบบ ครูควรยึดการอ่านแบบใด แบบหนึ่ง และใช้แบบเดิมตลอดไป จนเมื่อนักเรียนสามารถอ่านหนังสือได้คล่อง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีอ่าน แบบแจกลูกสะกดคำอีกต่อไป ครูที่สอนภาษาไทยในชั้นประถมศึกษา 1 – 2 หรืออาจถึงชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 ถ้าเป็นครูคนเดียวกันได้ยิ่งดี จะได้ใช้รูปแบบเดียวกันและได้เห็นพัฒนาการของนักเรียน เห็นจุดเด่น จุดด้อย จุดอ่อนของนักเรียน สามารถซ่อมเสริมได้ทันกาล หากมิใช่ครูผู้สอนคนเดียวกัน ก็ควรจะได้ตกลง กันให้ชัดเจนว่าจะสอนอ่านแจกลูกสะกดคำแบบใด เพื่อมิให้นักเรียนต้องสับสน เมื่อเลื่อนชั้นขึ้นไป หรือ เมื่อเปลี่ยนตัวครูผู้สอน 6) สอนแจกลูกและสะกดคำแต่ละครั้งไม่ควรใช้เวลานานเกินไป จะทำให้ นักเรียนเหนื่อยและเบื่อหน่าย และควรสอนควบคู่กับการสอนอ่านเป็นคำ อ่านเป็นประโยคด้วย เพื่อให้ นักเรียนรู้สึกสนุกและเรียนอย่างมีความหมาย 7) สอนอ่านคำ อ่านประโยคในบทเรียนแต่ละบทเรียน ครูควรรู้จักเลือกคำที่จะ นำมาให้อ่านแบบแจกลูกและสะกดคำ ไม่จำเป็นต้องอ่านแจกลูกและสะกดคำทุกคำในบทเรียน ควรเลือก คำพื้นฐานที่นักเรียนต้องเรียนพยัญชนะใหม่ สระใหม่ มาให้อ่านแบบแจกลูกคำ 8) สอนแจกลูกและสะกดคำ จะใช้มากในช่วงระยะที่นักเรียนเรียนในชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 – 2 เมื่อขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนมีพัฒนาการอ่านมากขึ้น การอ่านแบบแจก ลูกควรจะลดลง อาจจะเหลือเพียงการอ่านสะกดคำเท่านั้น เพื่อให้เขียนหนังสือไม่ผิด เมื่อนักเรียนอ่านคำ ได้เองแล้ว จึงควรเลิกการสะกดคำ 2.4.2 วรรณี โสมประยูร (2553) ได้กล่าวถึงวิธีการสอนที่ช่วยพัฒนาทักษะการเขียนดังนี้ 1) การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการเขียน ครูต้องวางแผนและทำแผนการ สอนระดับบทเรียน โดยคำนึงถึงจุดมุ่งหมายและเนื้อหาสาระสำคัญของหลักสูตร วุฒิภาวะของนักเรียน สื่อ ที่ใช้ และการประเมินผลเป็นหลักสำคัญ 2) การเตรียมความพร้อมสำหรับบทเรียนใหม่ โดยครูนำประสบการณ์เดิมมา เป็นพื้นฐานเพื่อถ่ายโยงให้เกิดความรู้ใหม่ เพื่อป้องกันความสับสนและช่วยทำให้เข้าใจบทเรียนใหม่ได้ ชัดเจนขึ้น


18 3) การสอนให้เข้าใจความหมายของคำและประโยค ครูใช้วิธีสร้างสถานการณ์ ให้เด็กเกิดแนวคิดและเข้าใจความหมายด้วยตนเอง 4) การสร้างบรรยากาศ ในการสอนนักเรียนจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์และ จินตนาการ เด็กจะเขียนได้ดีจะต้องอยู่ในบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกสบายใจ อบอุ่นใจ เป็นตัวของตัวเอง มี อิสระ และมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนและครู 5) การกำหนดจุดมุ่งหมายในการเรียนแต่ละครั้งให้ชัดเจน จุดมุ่งหมายจะช่วย กำกับทิศทางในการฝึกทักษะการเขียนให้ดำเนินกิจกรรมไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น 6) กิจกรรมที่ให้นักเรียนฝึกเขียน กิจกรรมควรเป็นเรื่องที่นักเรียนมี ประสบการณ์มาก่อนจึงจะสามารถเขียนได้ดี 7) วิธีฝึกทักษะการเขียน เด็กจะมีทักษะการเขียนได้จำเป็นต้องมีการส่งเสริมให้ ฝึกฝนการเขียนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องตลอดเวลา 8) การใช้สิ่งเร้าและและแรงบันดาลใจ ครูจัดประสบการณ์และจัดสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความประทับใจ หรือมีความคิดเห็นต่อสิ่งใดอย่างลึกซึ้งเด็กก็จะเขียนได้ 9) การทำให้เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน การเสริมแรงด้วยวิธีการต่าง ๆ เป็น สิ่งจำเป็นเพื่อให้เด็กมีกำลังใจในการฝึกทักษะการเขียน ถ้าครูทำให้เขามีแรงบันดาลใจโดยจัดประสบการณ์ ที่ประทับใจ นอกจากเด็ก ๆ จะชอบเขียนแล้ว ยังทำให้รู้สึกภาคภูมิใจในผลงานของเขาอีกด้วย ก็จะเป็น การส่งเสริมและพัฒนาทักษะการเขียนได้ดียิ่งขึ้น 10) การส่งเสริมให้ศึกษาความรู้อยู่เสมอ การเขียนต้องการความรู้เพื่อเป็น ข้อมูลสำหรับใช้เป็นตัวแทนการแสดงความคิด โดยครูควรจัดทัศนศึกษาบ้าง ให้เด็กได้อ่านหนังสือในเวลา ว่างบ้าง เป็นต้น 3. เอกสารเกี่ยวกับแบบฝึกทักษะ 3.1 ความหมายของแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่สร้างขึ้นเพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะด้าน ต่าง ๆ แบบฝึกทักษะช่วยให้ผู้เรียนได้ทบทวนสิ่งที่เรียนมา และแบบฝึกทักษะยังช่วยแก้ไขข้อบกพร่องการ เรียนของนักเรียนที่มีปัญหา ทำให้นักเรียนเกิดพัฒนาการด้านทักษะด้านความคิดด้วยตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่ แบบฝึกทักษะจะอยู่ท้ายบทเรียน แบบฝึกทักษะจึงมีความสำคัญต่อการเรียนการสอนเป็นอย่างยิ่ง (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2540; มานิตยา ทรงธรรมสกุล, 2553; สมพงษ์ ศรีพยาต, 2553)


19 3.2 ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องมือหรือสื่อการเรียนการสอนที่ช่วยพัฒนาทักษะการเรียนของ นักเรียนให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ แบบฝึกทักษะจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการเรียนการสอน มี นักวิชาการทางการศึกษา (ขันธชัย มหาโพธิ์, 2535; ชยาภรณ์ พิณพาทย์, 2542; นิลาภรณ์ ธรรมวิเศษ, 2546) ได้กล่าวถึงความสำคัญไว้ดังนี้ 3.2.1 แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ และช่วยให้ นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น เพราะนักเรียนได้ฝึกซ้ำ ๆ ทำให้จดจำเนื้อหาในบทเรียนได้เป็นอย่างดี และยังทำให้นักเรียนเขียนสะกดคำได้ถูกต้อง สื่อความหมายได้อย่างชัดเจน 3.2.2 แบบฝึกทักษะช่วยให้นักเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง และยัง ส่งผลให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาภาษาไทย 3.2.3 แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ครูทราบข้อบกพร่องของนักเรียน ทำ ให้ครูสามารถนำมาปรับปรุงและแก้ไขการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 3.2.4 แบบฝึกทักษะสามารถนำมาวัดผลหลังการเรียนได้ 3.3 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ นักวิชาการทางการศึกษา (รัชนี ศรีไพรวรรณ, 2517; ประทีป แสงเปี่ยมสุข, 2538; สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2540) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 3.3.1 ช่วยฝึกทักษะการใช้ภาษา และช่วยให้ทักษะทางภาษาคงทน ทำให้ผู้เรียน มีทัศนคติที่ดี 3.3.2 ช่วยให้เด็กสามารถทบทวนบทเรียนได้ด้วยตนเอง ทำให้เข้าใจบทเรียนได้ มากขึ้น 3.3.3 ทำให้ครูทราบความเข้าใจและปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนที่มีต่อการเรียน ซึ่งจะช่วยให้ครูดำเนินการปรับปรุง แก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้ทันท่วงที 3.3.4 ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล การที่นักเรียนทำแบบฝึกหัดที่ เหมาะสมกับความสามารถของตนเอง จะช่วยให้นักเรียนประสบผลสำเร็จทางจิตใจมากขึ้น 3.3.5 เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากเรียนบทเรียนแล้ว ผู้เรียนสามารถ ประเมินผลงานของตนเองได้ทันที ทำให้เห็นความก้าวหน้าของตนเอง 3.3.6 แบบฝึกเป็นอุปกรณ์ช่วยลดภาระครูและนักเรียน เพราะแบบฝึกที่จัดพิมพ์ ไว้เรียบร้อย จะช่วยให้ครูประหยัดเวลาและแรงงานในการเตรียมแบบฝึก และนักเรียนไม่ต้องเสียเวลาและ แรงงานในการคัดลอกแบบฝึก


20 3.4 หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ นักวิชาการทางการศึกษา (วรรณ แก้วแพรก, 2526; คณะกรรมการการประถมศึกษา แห่งชาติ, 2534; สุนันทา สุนทรประเสริฐ, 2544) ได้กล่าวถึงหลักการสร้างแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 3.4.1 กำหนดจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน เพราะการฝึกอย่างมีจุดมุ่งหมายจะเกิด ประโยชน์มาก ถ้านักเรียนเห็นคุณค่าและความจำเป็นของสิ่งที่เรียน 3.4.2 ก่อนการฝึกควรแจ้งให้นักเรียนทราบถึงเหตุผลที่ต้องฝึก เพราะการฝึกทั้ง ที่นักเรียนไม่ทราบถึงเหตุผล อาจทำให้การเรียนไม่เกิดทักษะ 3.4.3 การฝึกควรฝึกตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ต้องฝึกจากง่ายไปหายาก และ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 3.4.4 การสร้างแบบฝึกทักษะต้องวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุที่มาจากการ จัดการเรียนการสอน เช่น ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะจัดการเรียนการสอน พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นต้น 3.4.5 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และรูปแบบของการสร้าง แบบฝึกทักษะ 3.4.6 ออกแบบแบบฝึกทักษะให้มีรูปแบบและกิจกรรมที่หลากหลาย นอกจากมี แบบฝึกทักษะแล้วอาจมีเกมปัญหา หรือกิจกรรมอื่น ๆ 3.4.7 ออกแบบข้อสอบก่อนและหลังเรียนให้สอดคล้องกับเนื้อหาและ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.4.8 นำส่งผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบ จากนั้นนำไปทดลองใช้ หาส่วนที่ บกพร่องเพื่อนำมาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จากนั้นจึงนำไปใช้จริง 3.5 ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดี การจัดทำแบบฝึกทักษะให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายนั้น ต้องอาศัยลักษณะและรูปแบบของ แบบฝึกที่มีอยู่หลายรูปแบบ ซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับลักษณะและรูปแบบของแบบฝึกที่ดีมีนักวิชาการทาง การศึกษา (วรรณ แก้วแพรก, 2526; สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2540; ถวัลย์ มาศจรัส, 2550) กล่าวไว้ดังนี้ 3.5.1 เนื้อหาในแบบฝึกทักษะต้องเป็นเนื้อหาที่มีอยู่ในบทเรียน สอดคล้องกับ หลักสูตร ต้องเป็นเนื้อหาที่นักเรียนเคยเรียนมาแล้ว 3.5.2 มีจุดประสงค์ที่ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะตามสาระการ เรียนรู้ และกระบวนการเรียนรู้ของสาระการเรียนรู้


21 3.5.3 มีคำแนะนำ คำอธิบาย หรือคำสั่งที่ชัดเจน เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าใจ วิธีทำได้ง่าย 3.5.4 แบบฝึกทักษะควรมีความเหมาะสมกับวัยหรือความสามารถของนักเรียน เพราะนักเรียนแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน 3.5.5 แบบฝึกทักษะสามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ และส่งเสริมการใช้ ความคิดของนักเรียน 3.5.6 แบบฝึกทักษะควรมีคำถามและกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น เลือกตอบ แบบจำกัด ตอบแบบเสรี เป็นต้น เพื่อเป็นการไม่ให้นักเรียนเบื่อหน่าย มีความน่าสนใจ และยังเป็นการท้า ทายความสามารถของนักเรียน 3.5.7 ใช้สำนวนภาษาที่ง่าย และภาษาที่เหมาะสม นักเรียนอ่านแล้วสามารถทำ ความเข้าใจได้ทันที สามารถเร้าความสนใจ ยั่วยุ และจูงใจให้นักเรียนได้คิด 3.6 หลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกทักษะ การสร้างแบบฝึกทักษะจะต้องอาศัยหลักจิตวิทยา เพื่อให้แบบฝึกทักษะมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ซึ่งจะสามารถพัฒนาทักษะการเรียนของผู้เรียนได้ ผู้วิจัยจึงได้ ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับหลักจิตวิทยาของนักวิชาการทางการศึกษา (สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัม พรรย์, 2522; กติกา สุวรรณสมพงษ์, 2541; วันเพ็ญ จันทร์เจริญ, 2542) สรุปได้ดังนี้ 3.6.1 กฎการเรียนรู้ของ Thorndike 1) กฎแห่งการฝึกฝน (Law of Exercise) คือ การให้นักเรียนทำ แบบฝึกหัดมาก ๆ ทำซ้ำ ๆ และบ่อย ๆ จะทำให้นักเรียนเกิดความคล่องและชำนาญ การเรียนรู้จะอยู่ได้ นานและคงทนถาวร 2) กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) คือ การให้นักเรียนเกิด ความพร้อมในการเรียนทั้งร่างกายและจิตใจ จะทำให้เกิดความพอใจในการเรียน 3) กฎแห่งผล (Law of Effect) คือ เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้แล้ว ย่อม ต้องการทราบผลการเรียนของตนเอง ดังนั้น ครูจึงควรรีบตรวจและส่งคืนให้นักเรียน ถ้านักเรียนได้รับผลที่ พึงพอใจย่อมอยากเรียนรู้ต่อ แต่ถ้าได้รับผลที่ไม่พึงพอใจก็จะทำให้ไม่อยากจะเรียนรู้ ดังนั้นแบบฝึกหัดจึง ต้องเน้นเรื่องที่น่าสนใจ มีความยากง่าย เหมาะสมกับวัย และความรู้ของนักเรียน มีสิ่งที่กระตุ้นให้นักเรียน พึงพอใจ และการประเมินควรทำทันทีหลังจากที่นักเรียนเรียนเสร็จแล้ว


22 3.6.2 ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Difference) ครูต้องคำนึง เสมอว่านักเรียนแต่ละคนมีความรู้ ความถนัด ความสามารถ ความสนใจแตกต่างกัน ดังนั้น ในการสร้าง แบบฝึกหัดครูจึงควรพิจารณาถึงความเหมาะสม ไม่ยากไม่ง่ายเกินไป 3.6.3 แรงจูงใจ (Motivation) แบบฝึกหัดควรเริ่มจากง่ายไปหายาก เพื่อเป็น การกระตุ้นให้นักเรียนอยากติดตามต่อไป แบบฝึกทักษะควรเป็นแบบสั้น ๆ เพื่อให้นักเรียนไม่เบื่อหน่าย 3.6.4 การนำสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตและการเรียนรู้มาให้นักเรียนได้ทดลองทำ ภาษาที่ใช้พูดและใช้เขียนในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้เรียนได้เรียนในสิ่งที่ใกล้ตัว นอกจากจะทำให้นักเรียนจำ ได้อย่างแม่นยำแล้ว นักเรียนยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์อีกด้วย 4. เอกสารเกี่ยวกับยูทูบ (YouTube) 4.1 ความหมายและความเป็นมาของยูทูบ (YouTube) นักวิชาการทางการศึกษา (ฐิติกร สุทธิสินทอง, 2556; อาทิต พจนานนท์, 2559; จุฑามาศ นาราวงศ์, 2561) ได้ศึกษาศึกษาความหมายและความเป็นมาของยูทูบ (YouTube) ไว้ดังนี้ ยูทูบ (YouTube) เป็นสื่อที่อนุญาตให้สามารถทำการอัปโหลดวิดีโอของตนเอง หรือแบ่งปันวิดีโอให้กับผู้อื่นได้รับชม โดยทางยูทูบจะไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ กับผู้ใช้งาน ผู้ชมวิดีโอที่มี การอัปโหลดสามารถทำการแสดงความคิดเห็นต่อวิดีโอได้เป็นระบบที่เรียกว่าอินเตอร์แอ็คทีฟ (Interactive) และยังสามารถทำการสืบค้นหาวิดีโอหรือเรื่องที่ตนเองสนใจได้โดยการใส่คำในการค้นหา (Keyword) ในช่องการค้นหา (Search) วิดีโอส่วนใหญ่ของยูทูบนั้นมาจากการอัปโหลดวิดีโอจากคนทั่วไป แต่ปัจจุบันได้รับความสนใจจากค่ายภาพยนตร์และค่ายเพลงที่นำคลิปวิดีโอต่าง ๆ มาอัปโหลดให้ผู้ใช้ทั่วไป ได้ทดลองชมกันได้ในยูทูบ ยูทูบก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 2005 โดย Chad Hurley, Steve Chen และ Jawed Karim ซึ่งมีแนวคิดมาจากการที่ต้องการทำเว็บที่สามารถแลกเปลี่ยนคลิปวิดีโอ ออนไลน์ได้ โดยเริ่มเปิดตัวโดเมนชื่อ “YouTube.com” เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปีค.ศ. 2005 และใน เดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน บริษัทเงินทุน Sequoia ได้ร่วมลงทุนกับยูทูบด้วยเงินจำนวน 3.5 ล้าน ดอลลาร์ เพียงปีแรกยูทูบก็เติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทำให้ อัตราการเติบโตของยูทูบเป็นไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยในปีค.ศ. 2006 มีวิดีโอมากกว่า 65,000 วิดีโอที่อัปโหลดขึ้นทุกวัน และมีคนเข้ามาดูกว่า 100 ล้านคนต่อวัน ปัจจุบันยูทูบได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้ได้รับความสนใจจากกูเกิล (Google) และกูเกิลก็ได้ซื้อยูทูบต่อด้วยราคา 1.65 พันล้านเหรียญ ดอลลาร์


23 4.2 วิดีโอบนยูทูบ (YouTube) กับการจัดการเรียนการสอน ยูทูบ (YouTube) เป็นเว็บไซต์สังคมออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ในปัจจุบันผู้สอนจึง นำวิดีโอบนยูทูบมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน นักวิชาการทางการศึกษา (ธีรนันท์ศรีวิทัศน์, 2563; Alhamami, 2013; Almurashi, 2016; Hayet, 2016) ได้กล่าวถึงการนำวิดีโอบนยูทูบมาจัดการ เรียนการสอนไว้ดังนี้ ยูทูบ (YouTube) เป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของ ผู้คนเป็นอย่างมาก สามารถเข้าถึงได้ง่าย จึงเหมาะสมกับการนำมาประกอบการจัดการเรียนการสอน วิดีโอเป็นสื่อที่สามารถรวบรวมเนื้อหาบทเรียน สามารถทำความเข้าใจบทเรียนได้อย่างง่ายดาย และวิดีโอ บนยูทูบมีเนื้อหาที่ช่วยส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดทางภาษา ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารใน ชีวิตจริงได้และวิดีโอบนยูทูบสามารถเพิ่มแรงจูงใจของผู้เรียนได้ เพราะมีการจัดบรรยากาศชั้นเรียนที่ น่าสนใจ จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนได้อย่างมีคุณภาพ 4.3 ประโยชน์ของการประยุกต์ใช้วิดีโอบนยูทูบ (YouTube) ในการจัดการเรียนการสอน ธีรนันท์ศรีวิทัศน์ (2563) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการประยุกต์ใช้วิดีโอบนยูทูบ (YouTube) ในการจัดการเรียนการสอนไว้ดังนี้ 4.3.1 ประโยชน์ด้านผู้สอน 1) ประหยัดงบประมาณในการจัดซื้อสื่อการสอนต่าง ๆ เพราะการ ประยุกต์ใช้วิดีโอบนยูทูบสามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย 2) สามารถบันทึกวิดีโอขณะสอนได้ และอัปโหลดลงเว็บไซต์ของยูทูบได้ทันที ผู้เรียนจึงสามารถศึกษา ย้อนหลังได้ 3) วิดีโอบนยูทูบทำให้ผู้เรียนได้สัมผัสประสบการณ์จริง เช่น สำเนียง ภาษาในการพูด จึงทำให้สามารถพัฒนาการสื่อสารได้ดี 4) ยูทูบเป็นเว็บไซต์ที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาครูในการใช้เทคโนโลยี ซึ่ง สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ทำให้ครูก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ 4.3.2 ประโยชน์ด้านผู้เรียน 1) ผู้เรียนสามารถค้นคว้าหาความรู้ผ่านทางยูทูบได้ตลอดเวลา เพราะ เป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย 2) ผู้เรียนสามารถบันทึกวิดีโอเกี่ยวกับตนเอง เช่น ทักษะการพูด และ นำไปอัปโหลดลงบนยูทูบเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อบกพร่องของตนเองกับผู้อื่น


24 5. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กิติยาพร เนื้ออ่อน (2551) ได้สร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ ได้รับการฝึกโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน บ้านโนนก่อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อุบลราชธานีเขต 3 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ จำนวน 12 ชุด แผนการสอนจำนวน 12 แผน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียน ผลการวิจัย พบว่า แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 96.13/87.34 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเขียน สะกดคำสูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ยุพิน พรหมอนุมัติ (2552) ได้สร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึก ทักษะการเขียนสะกดคำ และเพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 จำนวน 45 คน โรงเรียนดาราสมุทร จังหวัดชลบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการเขียน สะกดคำ และแบบสอบถามวัดเจตคติต่อแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 87.16/91.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเจตคติของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึก ทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก มานิตยา ทรงธรรมสกุล (2553) ได้สร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาความสามารถการเขียนสะกดคำ ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกในการพัฒนาความสามรถ การเขียนสะกดคำภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 รวมทั้งการหาประสิทธิภาพของแบบฝึก ตาม เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนใช้และหลังใช้แบบฝึกการเขียน สะกดคำภาษาไทย และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อแบบฝึกการเขียนสะกดคำภาษาไทย กลุ่ม


25 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 คน โรงเรียนวัดบางวัว (สาย เสริมวิทย์) อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้คือ แบบฝึกการเขียนสะกดคำภาษาไทย จำนวน 6 แบบฝึก และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกการเขียนสะกดคำภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกการเขียนการเขียนสะกดคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มี ประสิทธิภาพ 87.17/83.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ แบบฝึกการเขียนสะกดคำภาษาไทยสูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำภาษาไทยอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกการเขียนสะกดคำภาษาไทย อยู่ใน ระดับมากที่สุด ขจรศักดิ์ ประทุมพันธ์ และนพดล จันทร์เพ็ญ (2554) ได้สร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึก ทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสระดอกเกษ อำเภอสำโรง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ จำนวน 12 ชุด แผนการสอน จำนวน 4 แผน 12 ชั่วโมง และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำ ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะ การเขียนสะกดคำ วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.63/82.60 ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย สูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 บุญสงค์ โสภากาล (2555) ได้สร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบ ฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนรู้ทักษะการเขียนสะกดคำโดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนสระแก้วหนองคู สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามหาสารคาม เขต 2 จำนวน 1 ห้อง 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในวิจัยครั้งนี้คือ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน แบบฝึกทักษะ จำนวน 10 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย จำนวน 30 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ


26 ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 88.82/83.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความพึงพอใจต่อการ เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 4.70 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.45 พัทธนันท์ พาป้อ (2562) ได้สร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังได้รับการพัฒนาโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ และเพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการ เขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ให้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมปีที่ 4/2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การเขียน สะกดคำ จำนวน 8 แผน แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ จำนวน 8 แบบฝึก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านทักษะการเขียนสะกดคำชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการพัฒนาโดยใช้ แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการพัฒนา แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 89.41/90.20 ซึ่งสูง กว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้


บทที่ 3 วิธีดำเนินงานวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลการวิจัย ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตามลำดับขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 2 ห้อง รวมทั้งสิ้น 38 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 2 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 รวมทั้งสิ้น 18 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการเลือกตามสะดวก (Convenience Sampling) จากห้องที่ผู้วิจัยได้ สอนตลอดทั้งปีการศึกษา 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 ชุด ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะชุดที่ 1 เรื่อง การเขียนสะกดคำมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา 2) แบบฝึกทักษะชุดที่ 2 เรื่อง เรื่องการเขียนสะกดคำที่มีอักษรควบ 3) แบบฝึกทักษะชุดที่ 3 เรื่อง เรื่องการเขียนสะกดคำที่มีอักษรนำ 4) แบบฝึกทักษะชุดที่ 4 เรื่อง การเขียนสะกดคำที่มีการันต์


28 5) แบบฝึกทักษะชุดที่ 5 เรื่อง การเขียนสะกดคำที่มี รร 2.2 แผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วยวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ จำนวน 1 แผน 2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำ ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ เวลาในการทำแบบทดสอบ 40 นาที 3. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ จากเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลในข้อ 2 ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและหาค่าประสิทธิภาพ ของเครื่องมือ โดยมีขั้นตอนการสร้างดังนี้ 3.1 ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ 3.1.1 ศึกษาจุดมุ่งหมายของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มาตรฐานการเรียนรู้ สาระ การเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 3.1.2 กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับอธิบายรายวิชาและจุดประสงค์การ เรียนรู้ในหลักสูตรและเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเขียนสะกดคำ 3.1.3 ดำเนินการสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 จำนวน 5 ชุด 3.1.4 นำแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้าง ขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน เพื่อตรวจและนำมาแก้ไขปรับปรุงในส่วนที่บกพร่อง รวมทั้ง ตรวจสอบคุณภาพและความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) โดยการหาค่าดัชนีความ สอดคล้อง เนื้อหากับจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC: Index of Item Objective Congruence) ในแบบฝึกทักษะ โดย ได้กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1 ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0 เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน -1 จากนั้นนำผลการประเมินคุณภาพและความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาที่ผู้เชี่ยวชาญได้ประเมิน ไว้มาคำนวณค่าความสอดคล้องของเนื้อหากับจุดประสงค์การเรียนรู้ในแบบฝึกหัดได้ค่าดัชนีความ สอดคล้องเท่ากับ 1.00 ซึ่งค่าความสอดคล้องดังกล่าวนี้ผ่านเกณฑ์การประเมิน 3.1.5 จากนั้นนำแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปหาประสิทธิภาพกับนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่าย ประถมศึกษา ดังนี้ 1) ขั้นการหาประสิทธิภาพแบบรายบุคคล (Individual Testing) ผู้วิจัยทดลอง กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา จำนวน 3 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งคัดเลือกจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยมา 3 ระดับ คือ


29 เก่ง ปานกลาง และอ่อน อย่างละ 1 คน จากการหาประสิทธิภาพในขั้นตอนดังกล่าวนี้ ทำให้ได้ค่า ประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.33/81.67 ซึ่งผ่านเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ตารางที่ 6 ค่าประสิทธิภาพของการทดลองแบบรายบุคคล การทดสอบ จำนวน (นักเรียน) ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ระหว่างเรียน (กระบวนการ) 3 80.33 4.16 80.33 หลังเรียน (ผลลัพธ์) 3 16.33 2.08 81.67 2) ขั้นการหาประสิทธิภาพแบบกลุ่มเล็ก (Small Group Testing) ในขั้นตอนนี้ ผู้วิจัยนำแบบฝึกทักษะที่ได้แก้ไขปรับปรุงจากการหาประสิทธิภาพแบบรายบุคคลไป ทดลองกับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา จำนวน 9 คน ที่ ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งคัดเลือกจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย มา 3 ระดับ คือ เก่ง ปานกลาง และอ่อน อย่างละ 3 คน จากการหาประสิทธิภาพในขั้นตอนดังกล่าวนี้ทำให้ได้ค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.78/82.22 ซึ่งผ่านเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ตารางที่ 7 ค่าประสิทธิภาพของการทดลองกลุ่มเล็ก การทดสอบ จำนวน (นักเรียน) ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ระหว่างเรียน (กระบวนการ) 9 80.78 11.32 80.78 หลังเรียน (ผลลัพธ์) 9 16.44 2.07 82.22 3.2 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการเขียนสะกดคำนั้น ผู้วิจัยได้ดำเนินการ สร้างตามขั้นตอนดังนี้ 3.2.1 ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่ม สาระ การเรียนรู้ภาษาไทย 3.2.2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเขียนสะกดคำ 3.2.3 ศึกษาวิธีการสอนและกิจกรรมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ


30 3.2.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วยการเรียนรู้เรื่องการเขียนสะกดคำ จำนวน 1 แผน ในเวลา 6 ชั่วโมง มีรายละเอียดดังนี้ 1) ชั่วโมงที่ 1 เรื่องการเขียนสะกดคำมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา 2) ชั่วโมงที่ 2 เรื่องการเขียนสะกดคำที่มีอักษรควบ 3) ชั่วโมงที่ 3 เรื่องการเขียนสะกดคำที่มีอักษรนำ 4) ชั่วโมงที่ 4 เรื่องการเขียนสะกดคำคำที่มีการันต์ 5) ชั่วโมงที่ 5 เรื่องการเขียนสะกดคำที่มี รร 3.2.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ให้อาจารย์นิเทศก์ตรวจความถูกต้อง 3.2.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่แก้ไขตามคำแนะนำของอาจารย์นิเทศก์แล้วส่งให้ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดย กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1 ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0 เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน -1 จากการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ข้างต้น ได้ค่าดัชนีความ สอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้เท่ากับ 1.00 ซึ่งค่าดัชนีความสอดคล้องดังกล่าวนี้ผ่าน เกณฑ์การ ประเมิน 3.2.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปแก้ไขปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ แล้วจึง นำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างควบคู่กับแบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทยเรื่องการเขียนสะกดคำ 3.3 ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำ เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ซึ่งจะใช้ทดสอบก่อนและหลังเรียน ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตาม ขั้นตอนดังนี้ 3.3.1 ศึกษาทฤษฎีและวิธีการสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยเฉพาะ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ภาษาไทย รวมทั้งเกณฑ์การตรวจให้คะแนน 3.3.2 ศึกษาเนื้อหาจุดประสงค์การเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ 3.3.3 สร้างตารางการวิเคราะห์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำ จำนวน 40 ข้อ 3.3.4 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำ แบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 3.3.5 จากนั้นให้อาจารย์นิเทศก์ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาและภาษา


31 3.3.6 นำแบบทดสอบที่แก้ไขและปรับปรุงแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เพื่อตรวจสอบ ความถูกต้อง รวมทั้งความสอดคล้องของแบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ จากนั้นนำไปหาค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) แล้วจึงเลือกข้อที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปมาใช้ จากการคำนวณในขั้นตอนนี้ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อที่ต่ำสุดคือ 0.33 ค่าดัชนี ความสอดคล้องรายข้อที่สูงสุดคือ 1.00 และค่าดัชนีความสอดคล้องเฉลี่ยคือ 0.93 ซึ่งผ่านเกณฑ์ 0.50 ที่ กำหนดไว้ 3.3.7 นำแบบทดสอบจำนวน 38 ข้อ ที่แก้ไขและปรับปรุงแล้ว ไปทดลอง (try out) กับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ที่เคยเรียนเรื่อง นี้มาแล้วในปีการศึกษาที่ผ่านมา จำนวน 20 คน ซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง 3.3.8 นำผลการทดลองมาวิเคราะห์รายข้อ โดยหาค่าความยากง่าย และค่าอำนาจ จำแนก ทั้งนี้จะคัดเลือกแบบทดสอบที่มีค่าความยากง่าย 0.20 - 0.80 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป ในขั้นตอนนี้คำนวณค่าความยากง่ายของข้อสอบ (p) อยู่ระหว่าง 0.15 – 0.95 และค่าอำนาจ จำแนกของข้อสอบ (r) อยู่ระหว่าง -0.41 – 0.76 ทำให้ได้แบบทดสอบที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจำนวน 20 ข้อ 3.3.9 จากนั้นนำแบบทดสอบทั้ง 20 ข้อมาคัดเลือกตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนด จนได้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนที่สมบูรณ์จำนวน 20 ข้อ 3.3.10 นำแบบทดสอบหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ตามสูตร KR-20 ของ Kuder และ Richardson โดยขั้นตอนที่ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.89 3.3.11 นำแบบทดสอบที่แก้ไขและปรับปรุงแล้วไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 4.การเก็บรวมรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้ 4.1 ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) จำนวน 20 ข้อ จากนั้นตรวจและ บันทึกคะแนน 4.2 จากนั้นได้ดำเนินการทดลองการวิจัย โดยการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยเรื่องการเขียนสะกด คำ ตามแผนการจัดการเรียนรู้ ร่วมด้วยแบบฝึกทักษะ ทั้งนี้ได้ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างทุกวันศุกร์เป็นเวลา 5 สัปดาห์ ระหว่าง 3 ธันวาคม พ.ศ.2564 – 14 มกราคม พ.ศ.2565 ทำการวัดความรู้พื้นฐานแต่ละเรื่อง ด้วยแบบทดสอบก่อนเรียน 20 ข้อ แล้วจึงเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างไว้ในแต่ละชุด 4.3 หลังการทดลอง ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบหลังเรียน (Post – test) จำนวน 20 ข้อ จากนั้นตรวจสอบและบันทึกคะแนนเพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ทางสถิติต่อไป


32 5.การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำข้อมูลทั้งหมดจากการทดลองมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการ วิเคราะห์ข้อมูล ตามลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้ 5.1 นำคะแนนของแบบทดสอบย่อยในแต่ละชุดแบบฝึกทักษะ มาคำนวณหาค่าประสิทธิภาพของ แบบฝึกทักษะตามเกณฑ์ E1/E2 5.2 วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำของกลุ่มตัวอย่าง โดยหาค่าเฉลี่ย (x) และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 5.3 จากนั้นเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านสะกดคำก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ โดยการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t – test for Dependent Sample) 6.สถิติที่ใช้ในการวิจัย 6.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ 6.1.1 การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) เป็นการหาค่าความเที่ยงตรงของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตรหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) (โชติกา ภาษีผล, 2559: 98) ดังนี้ จากสูตร IOC = ∑ R N เมื่อ IOC = ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ ∑ R = ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N = จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 6.1.2 การหาค่าอำนาจจำแนก (Discrimination) เป็นการหาค่าความสามารถ ของ แบบทดสอบที่จะจำแนกกลุ่มตัวอย่างตามระดับความสามารถได้ (โชติกา ภาษีผล, 2559: 73) โดยใช้สูตร ดังนี้ จากสูตร r = H−L n เมื่อ r = ดัชนีอำนาจจำแนก H = จำนวนผู้ตอบถูกในกลุ่มสูง


33 L = จำนวนผู้ตอบถูกในกลุ่มต่ำ n = จำนวนผู้ตอบทั้งหมดของกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ หรือในกรณีที่จำนวนคนกลุ่มสูงไม่เท่ากับกลุ่มต่ำใช้สูตร จากสูตร r = PH − PL เมื่อ r = ดัชนีอำนาจจำแนก PH = สัดส่วนของผู้ตอบถูกในกลุ่มสูง PL = สัดส่วนของผู้ตอบถูกในกลุ่มต่ำ 6.1.3 การหาค่าความเที่ยง (Reliabiliry) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดย ใช้สูตร คูเดอร์– ริชาร์ดสัน KR20 (โชติกา ภาษีผล, 2559 : 92) ดังนี้ จากสูตร rtt = k k−1 {1 − ∑ piqi Sx 2 } เมื่อ rtt = ค่าประมาณความเที่ยงของเครื่องมือจากสูตร KR20 k = จำนวนข้อสอบ pi = สัดส่วนของผู้ทำถูกในข้อ i qi = 1 - pi Sx 2 = ความแปรปรวนของคะแนนรวม 6.1.4 การหาความยากง่าย ของแบบทดสอบเป็นรายข้อ (โชติกา ภาษีผล, 2559 : 72) โดยใช้สูตรดังนี้ จากสูตร P = R N เมื่อ P = ดัชนีความยากง่าย R = จำนวนผู้ตอบถูกทั้งหมด N = จำนวนผู้ตอบถูกทั้งหมด


34 6.2 สถิติพื้นฐาน 6.2.1 ค่าเฉลี่ย (พรรณี ลีกิจวัฒนะ, 2557 : 244) มีสูตรดังนี้ จากสูตร X̅ = ∑ X n เมื่อ X̅ = ค่าเฉลี่ยของคะแนน ∑ X = ผลรวมของคะแนนในชุดข้อมูล n = จำนวนข้อมูลทั้งหมด 6.2.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (พรรณี ลีกิจวัฒนะ, 2557 : 244) มีสูตรดังนี้ จากสูตร S. D. = √ ∑(x−x̅) 2 n−1 เมื่อ S. D. = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ∑ = ผลรวม X = คะแนนแต่ละตัวในชุดข้อมูล X̅ = ค่าเฉลี่ยของคะแนนในชุดข้อมูล n = จำนวนข้อมูลทั้งหมด (ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง) 6.2.3 สถิติทดสอบค่าที แบบ t-pair (เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ก่อนและหลัง) มีสูตร ดังนี้ จากสูตร t = ∑ D √ n ∑ D2=(∑ D)2 n−1 df = n − 1 เมื่อ t = ค่าทดสอบที D = ผลต่างของคะแนน n = จำนวนคน


35 6.2.4 หาประสิทธิภาพของนวัตกรรม 1) ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) มีสูตรดังนี้ จากสูตร E1 = ∑ X N A × 100 เมื่อ E1 = ประสิทธิภาพของกระบวนการ x = คะแนนแบบฝึกทักษะในแต่ละหน่วยของ แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 A = คะแนนเต็มของแบบฝึกทักษะในแต่ละหน่วยของ แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 N = จำนวนผู้เรียน 2) ประสิทธิภาพของผลผลิต (E2) มีสูตรดังนี้ จากสูตร E2 = ∑ X N B × 100 เมื่อ E2 = ประสิทธิภาพขอผลลัพธ์ x = คะแนนแบบฝึกทักษะในแต่ละหน่วยของ แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ B = คะแนนเต็มของแบบฝึกทักษะในแต่ละหน่วยของ แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 N = จำนวนผู้เรียน


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการเขียนสะกดคำโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ รูปแบบการ สอนออนไลน์ผ่านยูทูบ (YouTube) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4” ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการ วิเคราะห์ข้อมูลมีรายละเอียด ดังนี้ 4.1สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์และความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ทั้งนี้เพื่อให้แปล ความหมายและเข้าใจตรงกัน ดังนี้ n แทน จำนวนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง x̅แทน คะแนนเฉลี่ย S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน E1 แทน ร้อยละของค่าเฉลี่ยที่ได้จากการทำแบบทดสอบระหว่างเรียนของ นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาไทย E2 แทน ร้อยละของค่าเฉลี่ยที่ได้จากการทำแบบทดสอบหลังเรียนของ นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทย t แทน ค่าสถิติทดสอบที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบความมีนัยสำคัญ 4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.2.1 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ทั้ง 5 ชุด จำนวน 100 คะแนน ได้ผลดังตารางที่ 8 ตารางที่8 ผลการวิเคราะห์ค่าประสิทธิภาพของการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 การทดสอบ จำนวน (นักเรียน) ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ระหว่างเรียน (กระบวนการ) 18 81.94 10.25 81.94 หลังเรียน (ผลลัพธ์) 18 16.44 1.38 82.22


37 จากตารางที่ 8 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบระหว่างเรียนได้ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 81.94 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 10.25 และค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ (E1) เท่ากับ 81.94 คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียนได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.44 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.38 และค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกหัด (E2) เท่ากับ 82.22 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพจริง เนื่องจากมีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 81.94/82.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ กำหนดคือ 80/80 4.2.2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ ตารางที่ 9 ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะ เรื่อง การเขียนสะกด คำ กลุ่ม ทดลอง จำนวน นักเรียน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน t p ก่อนเรียน 18 8.89 2.22 13.60** .000 หลังเรียน 18 16.44 1.38 **มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 9 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 16.44 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.38 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึกทักษะที่มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 8.89 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.22 เมื่อตรวจสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ ทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การสรุปผลการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการเขียนสะกดคำโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ รูปแบบการสอนออนไลน์ผ่านยูทูบ (YouTube) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4” ประกอบด้วย สาระสำคัญ ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. สมมติฐานการวิจัย 3. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. สรุปผลการวิจัย 7. การอภิปรายผล 8. ข้อเสนอแนะ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.1 เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 1.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ 2. สมมติฐานการวิจัย 2.1 แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะสูงกว่าก่อนเรียน


39 3. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 2 ห้อง รวมทั้งสิ้น 38 คน 3.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 2 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฝ่ายประถมศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 รวมทั้งสิ้น 18 คน 4. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4.1 แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 ชุด 4.2 แผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วยวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ จำนวน 1 แผน 4.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำ ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ เวลาในการทำแบบทดสอบ 40 นาที 5.การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้ 5.1 ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) จำนวน 20 ข้อ จากนั้นตรวจและ บันทึกคะแนน 5.2 จากนั้นได้ดำเนินการทดลองการวิจัย โดยการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยเรื่องการเขียนสะกด คำ ตามแผนการจัดการเรียนรู้ ร่วมด้วยแบบฝึกทักษะ ทั้งนี้ได้ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างทุกวันศุกร์เป็นเวลา 5 สัปดาห์ ระหว่าง 3 ธันวาคม พ.ศ.2564 – 14 มกราคม พ.ศ.2565 ทำการวัดความรู้พื้นฐานแต่ละเรื่อง ด้วยแบบทดสอบก่อนเรียน 20 ข้อ แล้วจึงเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างไว้ในแต่ละชุด 5.3 หลังการทดลอง ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบหลังเรียน (Post – test) จำนวน 20 ข้อ จากนั้นตรวจสอบและบันทึกคะแนนเพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ทางสถิติต่อไป


40 6. สรุปผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการเขียนสะกดคำโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ รูปแบบการ สอนออนไลน์ผ่านยูทูบ (YouTube) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4” ผลการวิจัยสามารถสรุปผลได้ ดังนี้ 6.1 แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่า ประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 81.94/82.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 เท่ากับว่าแบบฝึก ทักษะดังกล่าวมีประสิทธิภาพจริงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 6.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนด้วยแบบฝึก ทักษะสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 7. การอภิปรายผล จากผลการวิจัย พบว่า แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 81.94/82.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับผลการวิจัย ของ กิติยาพร เนื้ออ่อน (2551) ที่ได้สร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่าแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 96.13/87.34 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำสูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ ยุพิน พรหมอนุมัติ (2552) ที่ได้สร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะการเขียนสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถม ปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 87.16/91.11 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้องกับงานวิจัยของ ขจรศักดิ์ ประทุมพันธ์ และนพดล จันทร์เพ็ญ (2554) ที่ ได้สร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัย พบว่า แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.63/82.60 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย สูงกว่าก่อนใช้ แบบฝึกทักษะ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ พัทธนันท์ พาป้อ (2562) ที่ได้สร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 89.41/90.20 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้น


41 ประถมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการพัฒนาโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การที่ผลการวิจัยปรากฏผลเช่นนี้อาจเป็นผลเนื่องมาจาก 7.1 แบบฝึกทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นผ่านขั้นตอนกระบวนการวิจัย โดยเริ่มจากการศึกษาปัญหาที่ เกิดขึ้นในขณะจัดการเรียนการสอน จากนั้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 คน และนำไปทดลองกับนักเรียนที่ไม่ใช่ กลุ่มตัวอย่าง 2 ครั้ง คือ แบบรายบุคคล และแบบกลุ่มเล็ก ก่อนการนำไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่ง สอดคล้องกับขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะของ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544) กล่าวว่า วิเคราะห์ ปัญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะทำการจัดการเรียน การสอน พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นต้น จากนั้นศึกษา รายละเอียดในหลักสูตร เพื่อวิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาโดยการสร้างแบบฝึกทักษะและเลือกเนื้อหาในส่วนที่จะสร้างแบบฝึกทักษะนั้น ว่าจะทำในเรื่องใด ให้กำหนดเป็นโครงเรื่องไว้ ศึกษารูปแบบของการสร้างแบบฝึกทักษะจากเอกสารต่าง ๆ ออกแบบแบบฝึกทักษะให้มีรูปแบบที่หลากหลาย น่าสนใจ จากนั้นนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบ ความถูกต้องของแบบฝึกทักษะ แล้วจึงนำไปทดลองใช้ บันทึกผลเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง ปรับปรุงแบบฝึกทักษะจนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จากนั้นนำไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง 7.2 ผู้วิจัยได้สร้างแบบฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพ เนื้อหาของแบบฝึกทักษะสอดคล้องกับหลักสูตร มีจุดประสงค์ในการฝึกทักษะการเขียนสะกดคำอย่างชัดเจน เหมาะสมกับวัยและความสามารถของ นักเรียน ไม่ยากและไม่ง่ายเกินไป โดยแบบฝึกทักษะจะเริ่มจากเรื่องง่ายไปหาเรื่องยาก มีการใช้สำนวน ภาษาที่ง่าย นักเรียนอ่านแล้วสามารถทำความเข้าใจได้ทันที ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ ดีของ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2540) กล่าวว่า เนื้อหาของแบบฝึกทักษะเป็น เรื่องที่นักเรียนได้เรียนมาแล้ว มีคำชี้แจง หรือคำแนะนำสั้น ๆ ที่ช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจวิธีการทำ แบบฝึกทักษะได้โดยง่าย แบบฝึกทักษะต้องเหมาะสมกับวัยและความสามารถของนักเรียน ต้องไม่ยาก และไม่ง่ายจนเกินไป ใช้สำนวนภาษาง่าย ๆ เวลาที่ใช้ในการทำแบบฝึกทักษะต้องเหมาะสม และแบบฝึก ทักษะที่ดีต้องสามารถปลุกความสนใจจากนักเรียนได้ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดีของ ถวัลย์ มาศจรัส (2550) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะที่ดีต้องมีจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ชัดเจน สอดคล้องกับการ พัฒนาทักษะและกระบวนตามสาระการเรียนรู้ เนื้อหาของแบบฝึกทักษะต้องถูกต้องตามหลักของวิชา ใช้ ภาษาที่เหมาะสม มีคำอธิบายหรือคำสั่งในการทำแบบฝึกทักษะที่ชัดเจน สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ของนักเรียน นำไปสู่การสรุปความคิดรวบยอด และแบบฝึกทักษะที่ดีต้องมีคำถามและกิจกรรมที่ท้าทาย ความสามารถของนักเรียน


42 8. ข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการเขียนสะกดคำโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ รูปแบบการ สอนออนไลน์ผ่านยูทูบ (YouTube) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4” ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้ 8.1 ข้อเสนอแนะเพื่อการนำผลการวิจัยไปใช้ 1) การนำรูปแบบการสอนออนไลน์ผ่านยูทูบ (YouTube) ควรเป็นการสอนในเรื่องที่ เหมาะสม เข้าใจได้ง่าย เนื้อหาไม่ยืดเยื้อจนเกินไป รวมถึงการอธิบายของครูในวิดีโอต้องชัดเจน และครู ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจเนื้อหาอย่างแจ่งแจ้ง เพื่อให้สามารถดูแลและชี้แนะให้กับนักเรียนได้ 2) ครูควรคอยดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเพิ่มเติม หลังจากดูวิดีโอเสร็จ เพราะอาจมีบางจุดที่นักเรียนยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ 3) การใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ครูผู้สอนสามารถพัฒนาแบบฝึกทักษะให้มีรูปแบบที่หลากหลาย น่าสนใจ 8.2 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1) ควรพัฒนารูปแบบการสอนออนไลน์ผ่านยูทูบ (YouTube) โดยประยุกต์ใช้กับ ช่องทางออนไลน์อื่น ๆ เช่น Google Classroom หรือครูผู้สอนอาจจะสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเองก็ได้ 2) ควรศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำ โดยใช้แบบฝึกทักษะการ เขียนสะกดคำกับการสอนด้วยวิธีอื่น เช่น การใช้เกมประกอบการจัดการเรียนการสอน


Click to View FlipBook Version