แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รายการประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การทำกิจกรรม ตามแผนที่กำหนด ทำกิจกรรมตามวิธีการและ ขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่าง ถูกต้องด้วยตนเองมีการ ปรับปรุงแก้ไข เป็นระยะ ทำกิจกรรมตามวิธีการ และขั้นตอนที่กำหนดไว้ ด้วยตนเอง มีการ ปรับปรุงแก้ไขบ้าง ทำกิจกรรมตามวิธีการ และขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยมีครู หรือผู้อื่นเป็น ผู้แนะนำ ทำกิจกรรมไม่ถูกต้องตาม วิธีการและขั้นตอน ที่ กำหนดไว้ ไม่มีการ ปรับปรุงแก้ไข 2. การบันทึกผลการทำ กิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะอย่าง ถูกต้อง มีระเบียบ มีการ ระบุหน่วย มีการอธิบาย ข้อมูลให้เห็นความ เชื่อมโยงเป็นภาพรวม เป็นเหตุเป็นผล และ เป็นไปตามการทำกิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะ อย่างถูกต้อง มีระเบียบ มี การระบุหน่วย มีการ อธิบายข้อมูลให้เห็นถึง ความสัมพันธ์เป็นไปตาม การทำกิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะ แต่ไม่เป็นระเบียบ ไม่มีการระบุหน่วย และไม่มีการอธิบาย ข้อมูลให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ของการทำ กิจกรรม บันทึกผลไม่ครบ ไม่มีการระบุหน่วย และ ไม่เป็นไปตามการทำ กิจกรรม 3. การจัดกระทำข้อมูล และการนำเสนอ จัดกระทำข้อมูลอย่างเป็น ระบบ มีการเชื่อมโยงให้ เห็นเป็นภาพรวม และ นำเสนอด้วยแบบต่าง ๆ อย่างชัดเจน ถูกต้อง จัดกระทำข้อมูล อย่างเป็นระบบ มีการจำแนกข้อมูล ให้เห็นความสัมพันธ์ นำเสนอด้วยแบบ ต่าง ๆ ได้ แต่ยัง ไม่ชัดเจน จัดกระทำข้อมูลอย่าง เป็นระบบ มีการยกตัวอย่าง เพิ่มเติมให้เข้าใจง่าย และนำเสนอด้วยแบบ ต่าง ๆ แต่ยังไม่ชัดเจน และไม่ถูกต้อง จัดกระทำข้อมูลอย่าง ไม่ เป็นระบบ และมีการ นำเสนอ ไม่สื่อ ความหมายและไม่ชัดเจน 4. การสรุปผล การทำกิจกรรม สรุปผลการทำกิจกรรมได้ อย่างถูกต้อง กระชับ ชัดเจน แลครอบคลุมข้อมูล จากการวิเคราะห์ทั้งหมด สรุปผลการทำกิจกรรม ได้ถูกต้อง แต่ยังไม่ ครอบคลุมข้อมูลจากการ วิเคราะห์ทั้งหมด สรุปผลการทำกิจกรรม ได้ โดยมีครูหรือผู้อื่น แนะนำบ้าง จึงสามารถ สรุปได้ถูกต้อง สรุปผลการทำกิจกรรม ตามความรู้ที่พอมีอยู่ โดยไม่ใช้ข้อมูลจากการ ทำกิจกรรม 5. การเขียนรายงาน เขียนรายงานตรงตาม จุดประสงค์ ถูกต้องและ ชัดเจน และมีการ เชื่อมโยงให้เห็นเป็น ภาพรวม เขียนรายงานตรงตาม จุดประสงค์อย่าง ถูกต้อง และชัดเจน แต่ ขาดการเรียบเรียง เขียนรายงานโดยสื่อ ความหมายได้ โดยมีครูหรือผู้อื่น แนะนำ เขียนรายงานได้ตาม ตัวอย่าง แต่ใช้ภาษา ไม่ถูกต้อง และไม่ชัดเจน
แบบประเมินการทำแบบฝึกหัด ตามเกณฑ์การให้คะแนนแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ ตามขั้นตอนการแก้โจทย์ปัญหาของ โพลยา จะมี 4 ขั้นตอนใหญ่ ในแต่ละขั้นตอนจะมีขั้นตอนย่อยในการตรวจแบบฝึกทักษะแบบวิธีทำจึงได้ กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนดังตารางข้างนี้ให้นักเรียนหรือครูผู้ตรวจดูเกณฑ์การให้คะแนนเทียบกับแบบเฉลย แบบฝึกทักษะจะสามารถตรวจให้คะแนนได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจเกณฑ์การให้คะแนนมากยิ่งขึ้น รายการประเมิน ระดับคะแนน 0.0 0.5 1.0 ขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจ โจทย์ ไม่ตอบ หรือระบุสิ่งที่ โจทย์ให้มา และสิ่งที่ โจทย์ถาม เขียนเป็น สัญลักษณ์ไม่ถูกต้องเลย ระบุสิ่งที่โจทย์ให้มา และ สิ่งที่โจทย์ถามพร้อม เขียนเป็น สัญลักษณ์ได้ บางตัว ระบุสิ่งที่โจทย์ให้มา และ สิ่งที่โจทย์ถามพร้อม เขียนเป็น สัญลักษณ์ได้ ถูกต้องครบถ้วน ขั้นที่ 2 วางแผน การแก้ปัญหา ไม่ตอบ หรือเลือกสมการ เพื่อใช้ในการหาคำตอบ จากสิ่งที่โจทย์ให้มาไม่ ถูกต้อง เลือกสมการเพื่อใช้ใน การหาคำตอบจากสิ่งที่ โจทย์ให้มาได้ถูกต้อง แต่ ไม่ครบถ้วน เลือกสมการเพื่อใช้ใน การหาคำตอบจากสิ่งที่ โจทย์ให้มาได้ถูกต้อง และครบถ้วน ขั้นที่ 3 ปฏิบัติตามแผน ไม่ตอบ หรือไม่สามารถ แทนตัวเลขลงในตัวแปร และคิดคำนวณหา คำตอบที่เป็นสากลได้ สามารถแทนตัวเลขลงใน ตัวแปรและคิด คำนวณหาคำตอบที่เป็น สากลได้ แต่ไม่ครบถ้วน สามารถแทนตัวเลขลงใน ตัวแปรและคิด คำนวณหาคำตอบที่เป็น สากลได้ครบถ้วน ถูกต้อง ขั้นที่ 4 ตรวจสอบ ไม่ตอบ หรือไม่สามารถ ตรวจทานคำตอบ ตรวจสอบ หน่วยเป็น สากลและสรุปคำตอบได้ สามารถตรวจทาน คำตอบ ตรวจสอบ แต่ ไม่สามารถ ระบุหน่วย เป็นสากล และ สรุป คำตอบได้ครบถ้วน สามารถตรวจทาน คำตอบ ตรวจสอบหน่วย เป็นสากล และสรุป คำตอบได้ครบถ้วน ถูกต้อง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 รายวิชา ฟิสิกส์ รหัสวิชา ว32204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง บีตส์ จำนวน 2 คาบ/ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวจารุรัตน์ แก้วรอด สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกส์อย่างง่าย ธรรมชาติของคลื่น เสียงและการได้ยิน ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแสง รวมทั้ง นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ ข้อที่ 3. ทดลอง และอธิบายการเกิดการสั่นพ้องของอากาศในท่อปลายเปิดหนึ่งด้าน รวมทั้งสังเกตและ อธิบายการเกิดบีต คลื่นนิ่ง ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ คลื่นกระแทกของเสียง คำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และ นำความรู้เรื่องเสียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน ระดับการคิด / พฤติกรรม 4.วิเคราะห์ สาระสำคัญ เมื่อคลื่นเสียงสองขบวนที่มีความถี่ต่างกันเล็กน้อย เคลื่อนผ่านบริเวณเดียวกันในตัวกลางหนึ่ง ผู้สังเกต ซึ่งอยู่ที่จุดหนึ่งในบริเวณนั้นจะได้ยินเสียงที่มีความดังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายการเกิดบีตส์ของเสียง พร้อมทั้งบอกเงื่อนไขที่หูคนได้ยินเสียงบีตส์ได้ (K) 2. คำนวณหาค่าความถี่ที่ทำให้เกิดบีตส์ของเสียงได้อย่างถูกต้องเป็นลำดับขั้นตอน (P) 3. มีความใฝ่เรียนรู้และรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย (A)
สาระการเรียนรู้/เนื้อหาสาระ บีตส์ (Beat) คือ ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงสองขบวน ที่มีความถี่ต่างกันเล็กน้อย (ต่างกันไม่เกิน 7 เฮิรตซ์) และเคลื่อนที่อยู่ในแนวเดียวกันเกิดการรวมกัน ทำแอมปลิจูดเปลี่ยนไป เป็นผลทำให้เกิดเสียงดัง - ค่อยสลับกันไปเป็นจังหวะคงตัวด้วยความถี่หนึ่ง เรียกว่า ความถี่บีตส์ ความถี่บีตส์ เท่ากับ จำนวนครั้งของเสียงดังที่ได้ยินในหนึ่งหน่วยเวลา B 1 2 f f f = − ………..(1) เมื่อ B f = ความถี่บีตส์ (Hz) 1 f = ความถี่คลื่นเสียงขบวนที่หนึ่ง 2 f = ความถี่คลื่นเสียงขบวนที่สอง การหาความถี่รวมของของแหล่งกำเนิดคลื่นเสียง 1 2 f f f 2 + = ………..(2) เมื่อ f = ความถี่รวม รูป แสดงการเกิดบีตส์ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นในการทำงาน มีวินัย รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ ด้านคุณลักษณะของผู้เรียนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล เป็นเลิศวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก t t t
ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร : การอธิบายเกี่ยวกับการเกิดบีตส์ของเสียง พร้อมทั้งบอกเงื่อนไขที่หู คนได้ยินเสียงบีตส์ได้ ความสามารถในการคิด : วิเคราะห์โจทย์ปัญหา ความสามารถในการแก้ปัญหา : สามารถแก้ไขโจทย์ปัญหาได้ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต : ยกตัวอย่างบีตส์ในชีวิตประจำวัน ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : ใช้เทคโนโลยีในการสืบค้นข้อมูล ด้านจุดเน้นการพัฒนาผู้เรียน 1. ด้านความสามารถและทักษะ ตามระดับชั้น ชั้น ม.1-3 : แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามวัย ชั้น ม.4-6 : แสวงหาความรู้เพื่อการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย 2. ด้านคุณลักษณะตามช่วงวัย ม.1-3 : เน้นอยู่อย่างพอเพียง ม.4-6 : เน้นมุ่งมั่นในการศึกษาและการทำงาน บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1. หลักความพอประมาณ : ใช้เวลา 2 ชั่วโมงจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับระดับชั้น ศักยภาพของ นักเรียนที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ผลการเรียนรู้และวัยของผู้เรียน 2. หลักความมีเหตุผล : จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เตรียมใบความรู้ แบบฝึกหัดให้สอดคล้องกับ ศักยภาพนักเรียน 3. หลักภูมิคุ้มกัน : วางแผนอย่างรอบคอบในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้ เต็มตาม ศักยภาพของตนเอง 4. เงื่อนไขความรู้ : รอบรู้ เรื่องหลักสูตร เนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับ นักเรียน โดยใช้กระบวนการวัดและประเมินผลที่หลากหลายตรงตามสภาพจริง 5. เงื่อนไขคุณธรรม : ใช้หลักความยุติธรรม ความรับผิดชอบ การมีวินัยในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้
กิจกรรมการเรียนการสอน 1.ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1.ตั้งคําถามวานักดนตรีสามารถตั้งสายเครื่องดนตรีใหมีความถี่ตรงตามโนตไดอยางไร ดังรูป 2. ผูสอนทําการสาธิตโดยดีดกีตาร์ 2 ครั้ง ที่มีความถี่ตางกันเล็กนอยพรอมกัน แลวถามนักเรียน ทั้ง ห้องวา เสียงที่เกิดจากการดีดกีตาร์ 2 ครั้ง นี้มีความถี่เทากันหรือไม่ 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 3. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 6 คน ตามความสมัครใจ จากนั้นครูแจ้งจุดประสงค์ของกิจกรรมให้ นักเรียนทราบเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมที่ถูกต้อง 4. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษากิจกรรม จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 4 แต่ละกลุ่มร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอน 5. ครูแจกกระดาษฟลิปชาร์ตให้กลุ่มละ 1 แผ่นแล้วให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันสรุปความรู้ที่ศึกษาได้ โดยเขียนเป็นแผนที่ความคิด (Mind Mapping) 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 6. นักเรียนนำผลงานของกลุ่มติดไว้รอบ ๆ ห้องเรียน โดยให้จัดในลักษณะของ Gallery Walk หลังจากนั้นให้นักเรียนแต่ละกลุ่มไปศึกษาพร้อม ๆ กัน เมื่อศึกษาข้อมูลกลุ่มใดให้ประเมินความถูกต้องของ เนื้อหา ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลแล้วให้คะแนนเวียนไปจนครบทุกกลุ่ม
4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 7. หลังจากนักเรียนนำเสนอผลงานครบถ้วนแล้ว ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้ที่ได้ พร้อมยก ตัวย่างการแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับการเกิดบีตส์ ดังนี้ ตัวอย่าง ส้อมเสียงอันที่ 1 มีความถี่ 250 Hz เคาะพร้อมกับส้อมเสียงอันที่ 2 ปรากฏ ว่าเกิดเสียงดัง-ค่อยสลับกัน 10 ครั้งใน 2 วินาที จงหาความถี่ของส้อมเสียงอันที่ 2 วิธีทำ จาก B 1 2 f f f = − เมื่อ 1 f 250 = Hz B 10 f 5 2 = = Hz จะได้ 5 250 f = − 2 2 f 250 5 = + = 255 Hz หรือ 2 f 250 5 = − = 245 Hz ตอบ ส้อมเสียงอันที่ 2 มีความถี่ 245 Hz หรือ 255 Hz 8. ครูสุ่มนักเรียนให้ออกมาทำโจทย์ปัญหาเรื่องการเกิดบีตส์บนกระดาน แล้วให้อธิบายให้ เพื่อนในห้องฟัง ดังนี้ ข้อที่ 1 ถ้าต้องการให้เกิดเสียงดัง-ค่อยเป็นจังหวะห่างกันทุก ๆ ครึ่งวินาที จะต้องเคาะ ส้อมเสียงซึ่งมีความถี่ 500 Hz พร้อมกับส้อมเสียงที่มีความถี่เท่าใด วิธีทำ จาก B 1 2 f f f = − B 1 f 2 0.5 = = Hz แทนค่าจะได้ 2 500 f = − 2 2 f 500 2 = + หรือ 2 f 500 2 = − ตอบ ส้อมเสียงที่มีความถี่ เท่ากับ 500 Hz หรือ 498 Hz 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) 9. ครูมอบหมายให้นักเรียนทำการบ้านโดยให้ตอบคำถามในหนังสือเรียน และจะนำมาเฉลยร่วมกับ นักเรียนในห้องในโอกาสต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้และทราบประโยชน์ของการสั่นพ้องดียิ่งขึ้น
สื่อ/วัสดุอุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อวัสดุ อุปกรณ์ มัลติมิเดีย 1. หนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 5 สำนักพิมพ์ สสวท. 2. แบบฝึกหัด เรื่อง บีตส์ 1. สื่อประกอบการสอน Power Point 2. กระดาษฟลิปชาร์ต วัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. อธิบายการเกิดบีตส์ ของเสียง พร้อมทั้งบอก เงื่อนไขที่หูคนได้ยินเสียง บีตส์ได้ (K) - ตรวจจากการตอบ คำถามในห้องเรียน และแบบฝึกหัด - แบบประเมินการทำ แบบฝึกหัด ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 2. คำนวณหาค่าความถี่ ที่ทำให้เกิดบีตส์ของเสียง ได้อย่างถูกต้องเป็นลำดับ ขั้นตอน (P) - ตรวจแบบฝึกหัด - แบบประเมินการทำ แบบฝึกหัด ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 3. มีความใฝ่เรียนรู้และ รับผิดชอบต่องานที่ได้รับ มอบหมาย (A) - การปฏิบัติกิจกรรม ในห้องเรียน - แบบประเมินพฤติกรรมการ เรียนของนักเรียน ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
แบบประเมินการทำแบบฝึกหัด ตามเกณฑ์การให้คะแนนแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ ตามขั้นตอนการแก้โจทย์ปัญหาของ โพลยา จะมี 4 ขั้นตอนใหญ่ ในแต่ละขั้นตอนจะมีขั้นตอนย่อยในการตรวจแบบฝึกทักษะแบบวิธีทำจึงได้ กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนดังตารางข้างนี้ให้นักเรียนหรือครูผู้ตรวจดูเกณฑ์การให้คะแนนเทียบกับแบบเฉลย แบบฝึกทักษะจะสามารถตรวจให้คะแนนได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจเกณฑ์การให้คะแนนมากยิ่งขึ้น รายการประเมิน ระดับคะแนน 0.0 0.5 1.0 ขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจ โจทย์ ไม่ตอบ หรือระบุสิ่งที่ โจทย์ให้มา และสิ่งที่ โจทย์ถาม เขียนเป็น สัญลักษณ์ไม่ถูกต้องเลย ระบุสิ่งที่โจทย์ให้มา และ สิ่งที่โจทย์ถามพร้อม เขียนเป็น สัญลักษณ์ได้ บางตัว ระบุสิ่งที่โจทย์ให้มา และ สิ่งที่โจทย์ถามพร้อม เขียนเป็น สัญลักษณ์ได้ ถูกต้องครบถ้วน ขั้นที่ 2 วางแผน การแก้ปัญหา ไม่ตอบ หรือเลือกสมการ เพื่อใช้ในการหาคำตอบ จากสิ่งที่โจทย์ให้มาไม่ ถูกต้อง เลือกสมการเพื่อใช้ใน การหาคำตอบจากสิ่งที่ โจทย์ให้มาได้ถูกต้อง แต่ ไม่ครบถ้วน เลือกสมการเพื่อใช้ใน การหาคำตอบจากสิ่งที่ โจทย์ให้มาได้ถูกต้อง และครบถ้วน ขั้นที่ 3 ปฏิบัติตามแผน ไม่ตอบ หรือไม่สามารถ แทนตัวเลขลงในตัวแปร และคิดคำนวณหา คำตอบที่เป็นสากลได้ สามารถแทนตัวเลขลงใน ตัวแปรและคิด คำนวณหาคำตอบที่เป็น สากลได้ แต่ไม่ครบถ้วน สามารถแทนตัวเลขลงใน ตัวแปรและคิด คำนวณหาคำตอบที่เป็น สากลได้ครบถ้วน ถูกต้อง ขั้นที่ 4 ตรวจสอบ ไม่ตอบ หรือไม่สามารถ ตรวจทานคำตอบ ตรวจสอบ หน่วยเป็น สากลและสรุปคำตอบได้ สามารถตรวจทาน คำตอบ ตรวจสอบ แต่ ไม่สามารถ ระบุหน่วย เป็นสากล และ สรุป คำตอบได้ครบถ้วน สามารถตรวจทาน คำตอบ ตรวจสอบหน่วย เป็นสากล และสรุป คำตอบได้ครบถ้วน ถูกต้อง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 รายวิชา ฟิสิกส์ รหัสวิชา ว32204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ จำนวน 2 คาบ/ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวจารุรัตน์ แก้วรอด สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกส์อย่างง่าย ธรรมชาติของคลื่น เสียงและการได้ยิน ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแสง รวมทั้ง นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ ข้อที่ 3. ทดลอง และอธิบายการเกิดการสั่นพ้องของอากาศในท่อปลายเปิดหนึ่งด้าน รวมทั้งสังเกตและ อธิบายการเกิดบีต คลื่นนิ่ง ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ คลื่นกระแทกของเสียง คำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และ นำความรู้เรื่องเสียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน ระดับการคิด / พฤติกรรม 4.วิเคราะห์ สาระสำคัญ ขณะที่นักเรียนยืนอยู่ริมถนน มีรถพยาบาลที่ส่งเสียงไซเรนวิ่งผ่าน เสียงไซเรนขณะที่รถพยาบาลกำลัง เคลื่อนที่เข้าหานักเรียนจะมีความถี่สูงกว่าเสียงไซเรนเมื่อรถพยาบาลวิ่งผ่านออกจากตัวนักเรียนไป แล้ว ปรากฏการณ์ที่ผู้สังเกตได้ยินเสียงมีความถี่เปลี่ยนไปจากความถี่เดิม ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายถึงหลักการเกิดปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ได้(K) 2. คำนวณหาค่าปริมาณต่าง ๆ ของ ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ได้อย่างถูกต้องเป็นลำดับขั้นตอน (P) 3. มีความรับผิดชอบและส่งงานตรงตามเวลาที่กำหนด (A)
สาระการเรียนรู้/เนื้อหาสาระ ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์(Doppler effect) คือปรากฏการณ์ที่ผู้ฟังได้ยินเสียงซึ่งมีความถี่เปลี่ยนไป จากความถี่ของแหล่งกำเนิดอันเนื่องมาจากการเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้ฟัง กรณีที่ 1 แหล่งกำเนิดเคลื่อนที่ ผู้สังเกตหยุดนิ่ง จาก v f = จะได้ว่า s s v v f = s s v v f น − = s s v v f ล + = ความถี่เสียงที่ผู้สังเกตได้ยิน กรณี แหล่งกำเนิดเคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกต จาก s s v v f ล + = และ 0 v f ล = จะได้ 0 s s v f f v v = + กรณี แหล่งกำเนิดเคลื่อนที่เข้าหาผู้สังเกต s s v v f น − = 0 v f น = 0 s s v f f v v = − s
กรณีที่ 2 แหล่งกำเนิดเสียงหยุดนิ่ง ผู้สังเกตเคลื่อนที่ กรณี ผู้สังเกตเคลื่อนที่เข้าหาแหล่งกำเนิดเสียง จาก v f = s v f = จะได้ 0 0 s v v f f v + = กรณี ผู้สังเกตเคลื่อนที่ออกจากแหล่งกำเนิดเสียง จาก v f = s v f = จะได้ 0 0 s v v f f v − = กรณีที่ 3 แหล่งกำเนิดและผู้สังเกตต่างเคลื่อนที่ เป็นการนำเอา 2 กรณีแรกมาผสมกัน โดยเมื่อพิจารณาทั้ง 3 กรณี สามารถสรุปเป็นสมการที่ใช้คำนวณหาความถี่เสียงที่ผู้ฟังได้รับ ดังนี้ 0 0 s s v v f f v v = เมื่อ 0 f = ความถี่ที่ผู้สังเกตได้ยิน (Hz) s f = ความถี่ของแหล่งกำเนิด (Hz) v = ความเร็วเสียงในอากาศ (m/s) การพิจารณาเครื่องหมาย 0 v = ความเร็วของผู้สังเกต (m/s) เป็น + ถ้าวิ่งเข้าหาแหล่งกำเนิด เป็น - ถ้าวิ่งออกจากแหล่งกำเนิด s v = ความเร็วของแหล่งกำเนิดเสียง (m/s) เป็น + ถ้าผู้ฟังอยู่หลังแหล่งกำเนิด เป็น - ถ้าผู้ฟังอยู่หน้าแหล่งกำเนิด S S
ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นในการทำงาน มีวินัย รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ ด้านคุณลักษณะของผู้เรียนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล เป็นเลิศวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร : การอธิบายเกี่ยวกับหลักการเกิดปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ ความสามารถในการคิด : คิดคำนวณหาค่าต่าง ๆ ของปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ได้อย่างถูกต้อ และเป็นลำดับขั้นตอน ความสามารถในการแก้ปัญหา : สามารถแก้ไขที่เกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมได้ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต : ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่เกิดจาก ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : ใช้เทคโนโลยีในการวัดค่าความถี่หรือสืบค้นข้อมูล ด้านจุดเน้นการพัฒนาผู้เรียน 1. ด้านความสามารถและทักษะ ตามระดับชั้น ชั้น ม.1-3 : แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามวัย ชั้น ม.4-6 : แสวงหาความรู้เพื่อการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย 2. ด้านคุณลักษณะตามช่วงวัย ม.1-3 : เน้นอยู่อย่างพอเพียง ม.4-6 : เน้นมุ่งมั่นในการศึกษาและการทำงาน
บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1. หลักความพอประมาณ : ใช้กระบวนการกลุ่ม/ กระบวนการปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ผล การเรียนรู้และวัยของผู้เรียน 2. หลักความมีเหตุผล : ผู้เรียนเกิดกระบวนการทำงานกลุ่ม/ กระบวนการปฏิบัติส่งเสริมการคิด วิเคราะห์การคิดสร้างสรรค์ 3. หลักภูมิคุ้มกัน : วางแผนอย่างรอบคอบในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้ เต็มตาม ศักยภาพของตนเอง 4. เงื่อนไขความรู้ : รอบรู้ เรื่องหลักสูตร เนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับ นักเรียน โดยใช้กระบวนการวัดและประเมินผลที่หลากหลายตรงตามสภาพจริง 5. เงื่อนไขคุณธรรม : ใช้หลักความยุติธรรม ความรับผิดชอบ การมีวินัยในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอน 1.ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. ครูตั้งปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงที่อยู่นิ่งและกำลังเคลื่อนที่ เช่น หวูดรถไฟ ขณะเล่นเข้าสู่สถานี เสียงรถไซเรนที่แล่นผ่านนักเรียน จากนั้นให้นักเรียนอภิปรายถึงความแตกต่างของเสียงที่ ได้ยิน เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปว่า เสียงที่ได้ยินจากแหล่งกำเนิดเสียงที่กำลังเคลื่อนที่จะมีระดับเสียงเปลี่ยนไปจาก เสียงที่ได้ยินจากแหล่งกำเนิดเสียงที่อยู่นิ่ง จากนั้นตั้งปัญหาให้นักเรียนคิดว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพื่อนำเข้าสู่ รายระเอียดและการคำนวณในเรื่องปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ต่อไป 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 2. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 6 คน ตามความสมัครใจ จากนั้นครูแจ้งจุดประสงค์ของกิจกรรมให้ นักเรียนทราบเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมที่ถูกต้อง 3. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษากิจกรรม จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 4 แต่ละกลุ่มร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอน 4. ครูแจกกระดาษฟลิปชาร์ตให้กลุ่มละ 1 แผ่นแล้วให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันสรุปความรู้ที่ศึกษาได้ โดยเขียนเป็นแผนที่ความคิด (Mind Mapping) 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 5. นักเรียนนำผลงานของกลุ่มติดไว้รอบ ๆ ห้องเรียน โดยให้จัดในลักษณะของ Gallery Walk หลังจากนั้นให้นักเรียนแต่ละกลุ่มไปศึกษาพร้อม ๆ กัน เมื่อศึกษาข้อมูลกลุ่มใดให้ประเมินความถูกต้องของ เนื้อหา ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลแล้วให้คะแนนเวียนไปจนครบทุกกลุ่ม
4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 6. เมื่อนักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอคำตอบของกลุ่มตนเองเรียบร้อยแล้ว ครูขยายความรู้เพิ่มเติมเรื่อง การคำนวณหาปริมาณต่าง ๆ โดยสาธิตการแก้โจทย์ปัญหา ดังนี้ ตัวอย่างที่ 1 ขับรถคันหนึ่งด้วยความเร็ว 25 m/s เปิดแตรส่งเสียงด้วยความถี่ 300 Hz ขณะนั้นความเร็วของเสียง 340 m/s จงหา ก. ความยาวคลื่นด้านหน้า ข. ความยาวคลื่นด้านหลัง ก. วิธีทำ จาก s s v v f น − = 340 25 300 น − = 315 300 = น = 1.05 เมตร ข. วิธีทำ จาก s s v v f ล + = 340 25 300 ล + = 365 300 = ล = 1.22 เมตร ตัวอย่างที่ 2 รถยนต์คันหนึ่งกำลังแล่นด้วยความเร็ว 25 m/s เปิดแตรด้วยความถี่ 200 Hz ออกมา ผู้สังเกตบนอยู่บนรถอีกคันหนึ่งกำลังแล่นด้วยความเร็ว 10 m/s จะได้ยินเสียงแตรด้วยความถี่เท่าใด (vv= 340 m/s) ก. ผู้สังเกตนำหน้ารถเปิดแตร วิธีทำ 0 0 s s v v f f v v − = − 0 ( ) 340 10 f 200 340 25 − = − 0 ( ) 330 f 200 315 = 0 f 209.52 = Hz ตอบ ได้ยินเสียงแตรด้วยความถี่เท่า 209.52 Hz
ข. แล่นสวนทางกัน วิธีทำ 0 0 s s v v f f v v + = − 0 ( ) 340 10 f 200 340 25 + = − 0 ( ) 350 f 200 315 = 0 f 222.22 = Hz ตอบ ได้ยินเสียงแตรความถี่เท่า 222.22 Hz ค. ผู้สังเกตเคลื่อนที่ตามรถเปิดแตร วิธีทำ 0 0 s s v v f f v v + = + 0 ( ) 340 10 f 200 340 25 + = + 0 ( ) 350 f 200 365 = = 191.78 Hz ตอบ ได้ยินเสียงแตรความถี่เท่า 191.78 Hz ง. แล่นไปคนละทิศทาง วิธีทำ 0 0 s s v v f f v v − = + 0 ( ) 340 10 f 200 340 25 − = + 0 ( ) 330 f 200 365 = = 180.82 Hz ตอบ ได้ยินเสียงแตรความถี่เท่า 180.82 Hz
ตัวอย่างที่ 3 ค้างคาวตัวหนึ่งบินเข้าหากำแพงในแนวระดับด้วยความเร็ว 20 m/s ขณะนั้นส่งเสียง ด้วยความถี่ 20,000 Hz จงหาว่าค้างคาวจะได้ยินเสียงร้องของตนเองที่สะท้อนจากกำแพงความความถี่เท่าใด (Vอ = 340 m/s) วิธีทำ ตอนแรก กำแพงเสมือนเป็นผู้สังเกตอยู่กับที่ แหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่เข้าหา จะไดว่า 1 s s v f f v v = − 1 ( ) 340 f 20000 340 20 = − 1 ( ) 340 f 20000 320 = = 21,250 Hz ตอนที่ 2 เสียงสะท้อนกลับ กำแพงคือแหล่งกำเนิดเสียงอยู่กับที่ ผู้สังเกต คือ ค้างคาว เคลื่อนที่เข้าหาแหล่งกำเนิดเสียง จะได้ว่า 0 2 1 v v f f v + = 2 ( ) 340 20 f 21250 340 + = = 22,500 Hz ตอบ ค้างคาวจะได้ยินเสียงร้องของตนเองที่สะท้อนจากกำแพงความความถี่เท่ากับ 22500 Hz 7. ครูสุ่มนักเรียนออกมาทำโจทย์ปัญหาบนกระดาน ดังนี้ ข้อที่ 1 S เป็นแหล่งกำเนิดเสียงที่หยุดนิ่งและส่งเสียงออกไปเป็นบริเวณกว้าง อย่าง ทราบว่าเราจะวิ่งอย่างไรจึงจะพอดีที่จะมาไม่ได้ยินเสียงที่ส่งออกมาจาก S ทังนี้ความเร็วเสียงในอากาศเท่ากับ V และความถี่ที่เรามาสามารถได้ยินเท่ากับศูนย์พอดีความถี่นอกนั้นได้ยินหมด วิธีทำ กรณีที่แหล่งกำเนิดเสียงหยุดนิ่ง ผู้สังเกตเคลื่อนที่ จาก โจทย์ 0 f 0 = Hz จะได้ว่า 0 0 s v v f f 0 v − = = จะได้ว่า 0 v v = ตอบ ดังนั้นจึงจะวิ่งออกจากแหล่งกำเนิดเสียง S ด้วยความเร็ว เท่ากับความเร็วเสียงในอากาศ
5. ขั้นประเมิน (Evaluation) 8. ครูสอบถามนักเรียนด้วยประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ - ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์คืออะไร (ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ คือปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแปลงระดับ เสียง หรือการเปลี่ยนแปลงความถี่ของเสียงเนื่องจากแหล่งกำเนิดเสียงและผู้สัเกตเคลื่อนที่สัมพัทธ์กัน) - ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน มีอะไรบ้าง (เสียงไซเรนรถตำรวจหรือ รถพยาบาลที่แล่นผ่านนักเรียน,หวูดรถไฟที่แล่นผ่านสถานี) สื่อ/วัสดุอุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อวัสดุ อุปกรณ์ มัลติมิเดีย 1. หนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 5 สำนักพิมพ์ สสวท. 2. แบบฝึกหัด เรื่อง ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ 1. สื่อประกอบการสอน Power Point 2. กระดาษฟลิปชาร์ต ปากกาเคมี การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. อธิบายถึงหลักการ เกิดปรากฏการณ์ดอป เพลอร์ได้(K) - ตรวจจากการตอบ คำถามในแบบฝึกหัด - แบบประเมินการทำ แบบฝึกหัด ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 2. คำนวณหาค่าปริมาณ ต่าง ๆ ของ ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ ได้อย่างถูกต้องเป็นลำดับ ขั้นตอน (P) - ตรวจแบบฝึกหัด - แบบประเมินการทำ แบบฝึกหัด ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 3. มีความรับผิดชอบ และส่งงานตรงตามเวลา ที่กำหนด (A) - การปฏิบัติกิจกรรม ในห้องเรียน - แบบประเมินพฤติกรรมการ เรียนของนักเรียน ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
แบบประเมินการทำแบบฝึกหัด ตามเกณฑ์การให้คะแนนแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ ตามขั้นตอนการแก้โจทย์ปัญหาของ โพลยา จะมี 4 ขั้นตอนใหญ่ ในแต่ละขั้นตอนจะมีขั้นตอนย่อยในการตรวจแบบฝึกทักษะแบบวิธีทำจึงได้ กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนดังตารางข้างนี้ให้นักเรียนหรือครูผู้ตรวจดูเกณฑ์การให้คะแนนเทียบกับแบบเฉลย แบบฝึกทักษะจะสามารถตรวจให้คะแนนได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจเกณฑ์การให้คะแนนมากยิ่งขึ้น รายการประเมิน ระดับคะแนน 0.0 0.5 1.0 ขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจ โจทย์ ไม่ตอบ หรือระบุสิ่งที่ โจทย์ให้มา และสิ่งที่ โจทย์ถาม เขียนเป็น สัญลักษณ์ไม่ถูกต้องเลย ระบุสิ่งที่โจทย์ให้มา และ สิ่งที่โจทย์ถามพร้อม เขียนเป็น สัญลักษณ์ได้ บางตัว ระบุสิ่งที่โจทย์ให้มา และ สิ่งที่โจทย์ถามพร้อม เขียนเป็น สัญลักษณ์ได้ ถูกต้องครบถ้วน ขั้นที่ 2 วางแผน การแก้ปัญหา ไม่ตอบ หรือเลือกสมการ เพื่อใช้ในการหาคำตอบ จากสิ่งที่โจทย์ให้มาไม่ ถูกต้อง เลือกสมการเพื่อใช้ใน การหาคำตอบจากสิ่งที่ โจทย์ให้มาได้ถูกต้อง แต่ ไม่ครบถ้วน เลือกสมการเพื่อใช้ใน การหาคำตอบจากสิ่งที่ โจทย์ให้มาได้ถูกต้อง และครบถ้วน ขั้นที่ 3 ปฏิบัติตามแผน ไม่ตอบ หรือไม่สามารถ แทนตัวเลขลงในตัวแปร และคิดคำนวณหา คำตอบที่เป็นสากลได้ สามารถแทนตัวเลขลงใน ตัวแปรและคิด คำนวณหาคำตอบที่เป็น สากลได้ แต่ไม่ครบถ้วน สามารถแทนตัวเลขลงใน ตัวแปรและคิด คำนวณหาคำตอบที่เป็น สากลได้ครบถ้วน ถูกต้อง ขั้นที่ 4 ตรวจสอบ ไม่ตอบ หรือไม่สามารถ ตรวจทานคำตอบ ตรวจสอบ หน่วยเป็น สากลและสรุปคำตอบได้ สามารถตรวจทาน คำตอบ ตรวจสอบ แต่ ไม่สามารถ ระบุหน่วย เป็นสากล และ สรุป คำตอบได้ครบถ้วน สามารถตรวจทาน คำตอบ ตรวจสอบหน่วย เป็นสากล และสรุป คำตอบได้ครบถ้วน ถูกต้อง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 รายวิชา ฟิสิกส์ รหัสวิชา ว32204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การประยุกต์ใช้ความรู้เรื่องเสียง จำนวน 2 คาบ/ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวจารุรัตน์ แก้วรอด สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกส์อย่างง่าย ธรรมชาติของคลื่น เสียงและการได้ยิน ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแสง รวมทั้ง นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ ข้อที่ 1. อธิบายการเกิดเสียง การเคลื่อนที่ของเสียง ความสัมพันธ์ระหว่างคลื่นการกระจัดของอนุภาค กับคลื่นความดัน ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็วของเสียงในอากาศที่ขึ้นกับอุณหภูมิในหน่วยองศาเซลเซียส การสะท้อน การหักเห การแทรกสอด การเลี้ยวเบน ของคลื่นเสียง รวมทั้งคำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้อที่ 2. อธิบายความเข้มเสียง ระดับเสียง องค์ประกอบของการได้ยิน คุณภาพเสียง และมลพิษทาง เสียงรวมทั้งคำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้อที่ 3. ทดลอง และอธิบายการเกิดการสั่นพ้องของอากาศในท่อปลายเปิดหนึ่งด้าน รวมทั้งสังเกต และอธิบายการเกิดบีต คลื่นนิ่ง ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ คลื่นกระแทกของเสียง คำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และนำความรู้เรื่องเสียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน ระดับการคิด / พฤติกรรม 3.นำไปใช้ สาระสำคัญ ในชีวิตประจำวันของเราสามารถพบเห็นปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวของกับเสียงได้ เช่น การเกิดเสียง การเล่นดนตรี การใช้ประโยชน์เรื่องเสียง เป็นต้น จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายหลักการของเสียงในชีวิตประจำวันได้ (K) 2. สร้างชิ้นงานที่แสดงถึงหลักการของเสียงในชีวิตประจำวันได้ (P) 3. มีความรับผิดชอบและส่งงานตรงเวลา (A)
สาระการเรียนรู้/เนื้อหาสาระ เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ โดยเสียงสามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่เป็นของแข็งของเหลว และแก๊สได้ด้วยอัตราเร็วต่าง ๆ กัน แต่ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านสุญญากาศได้และเสียงประกอบด้วยสมบัติ ต่าง ๆ ได้แก่การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบน และการแทรกสอด ซึ่งสมบัติทั้งสี่นี้พบเห็นได้จากเหตุการณ์ ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นในการทำงาน มีวินัย รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ ด้านคุณลักษณะของผู้เรียนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล เป็นเลิศวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร : สื่อสารเกี่ยวกับหลักการของเสียงให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ความสามารถในการคิด : คิดเชื่อมโยงหลักการเสียงกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน ความสามารถในการแก้ปัญหา : สามารถแก้ไขที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานได้ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต : ใช้ความรู้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : ใช้เทคโนโลยีในการสืบค้นและสร้างสรรค์งาน ด้านจุดเน้นการพัฒนาผู้เรียน 1. ด้านความสามารถและทักษะ ตามระดับชั้น ชั้น ม.1-3 : แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามวัย ชั้น ม.4-6 : แสวงหาความรู้เพื่อการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย 2. ด้านคุณลักษณะตามช่วงวัย ม.1-3 : เน้นอยู่อย่างพอเพียง ม.4-6 : เน้นมุ่งมั่นในการศึกษาและการทำงาน
บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1. หลักความพอประมาณ : มอบหมายงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานและวัยของผู้เรียน 2. หลักความมีเหตุผล : ผู้เรียนเกิดกระบวนการทำงาน กระบวนการปฏิบัติ ส่งเสริมการคิด วิเคราะห์การคิดสร้างสรรค์ 3. หลักภูมิคุ้มกัน : วางแผนอย่างรอบคอบในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้ เต็มตาม ศักยภาพของตนเอง 4. เงื่อนไขความรู้ : รอบรู้ เรื่องหลักสูตร เนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับ นักเรียน โดยใช้กระบวนการวัดและประเมินผลที่หลากหลายตรงตามสภาพจริง 5. เงื่อนไขคุณธรรม : ใช้หลักความยุติธรรม ความรับผิดชอบ การมีวินัยในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอน 1.ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1.ครูตั้งประเด็นคำถามกับนักรียนว่า “ทำไมเสียงตอนกลางคืนถึงดังกว่าตอนกลางวัน” 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 2.ครูมอบหมายให้นักเรียนสืบค้นและสร้างสรรค์ชิ้นงานในหัวข้อ “เสียงในชีวิตประจำวัน” โดยการ สร้างสรรค์งานในวันนี้มอบหมายให้นักเรียนสร้างสื่อวิดีโอในรูปแบบ Stop Motion ด้วยแอพลิเคชั่นใน โทรศัพท์มือถือที่มีชื่อว่า Stop Motion สมาชิกในกลุ่มร่วมกันคิดเรื่องราว ออกแบบวางแผนการทำงานและ สร้างชิ้นงานออกมาให้แล้วเสร็จภายในคาบ
3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 3.นักเรียนแต่ละคนจัดแสดงผลงานให้เพื่อนในห้องรับฟัง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 4.ครูแนะนำแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม เรื่อง เสียง ให้นักเรียนได้กลับไปทบทวนความรู้และฝึกทำการ ทดลองในรูปแบบออนไลน์ได้เวยตนเอง โดยโปรแกรมที่ครูแนะนำคือ PhET (ที่มา : https://phet.colorado.edu/th/) 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) 5. ครูวัดและประเมินผลจากชิ้นงานที่นักเรียนได้สร้างขึ้น สื่อ/วัสดุอุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อวัสดุ อุปกรณ์ มัลติมิเดีย หนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 5 สำนักพิมพ์ สสวท. 1. สื่อประกอบการสอน Power Point 2. แอพลิเคชั่น Stop Motion 3. โปรแกรม PhET ที่มา : https://phet.colorado.edu/th
การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. อธิบายหลักการของ เสียงในชีวิตประจำวันได้ (K) -ประเมินจากชิ้นงาน และการตอบคำถาม -แบบประเมินชิ้นงาน -คำถาม ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 2. สร้างชิ้นงานที่แสดง ถึงหลักการของเสียงใน ชีวิตประจำวันได้ (P) - ประเมินจากชิ้นงาน - แบบประเมินชิ้นงาน ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 3. มีความรับผิดชอบ และส่งงานตรงเวลา (A) - การปฏิบัติกิจกรรม ในห้องเรียน - แบบประเมินพฤติกรรมการ เรียนของนักเรียน ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ แบบประเมินชิ้นงาน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 รายวิชา ฟิสิกส์ รหัสวิชา ว32204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ประจุไฟฟ้าและกฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้า 1 จำนวน 2 คาบ/ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวจารุรัตน์ แก้วรอด สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และ กฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงาน ทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทำกับประจุไฟฟ้า และ กระแสไฟฟ้าการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการสื่อสาร รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้การเรียนรู้ ข้อที่ 3. ทดลอง และอธิบายการทำวัตถุที่เป็นกลางทางไฟฟ้าให้มีประจุไฟฟ้าโดยการขัดสีกันและการ เหนี่ยวนำไฟฟ้าสถิตได้ ระดับการคิด / พฤติกรรม 4.วิเคราะห์ สาระสำคัญ การขัดสีก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนประจุ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์นำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้ในการผลิต เครื่องถ่ายเอกสาร ครื่องพ่นสี เป็นต้น จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติของไฟฟ้า ประจุไฟฟ้า และกฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้าได้ (K) 2. ปฏิบัติกิจกรรมชนิดของแรงระหว่างประจุและชนิดของประจุไฟฟ้าได้อย่างถูกต้องและเป็นลำดับ ขั้นตอน (P) 3. มีความใฝ่เรียนรู้และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่ม (A)
สาระการเรียนรู้/เนื้อหาสาระ การนำวัตถุที่เป็นกลางทางไฟฟ้ามาขัดสีกันจะทำให้วัตถุไม่เป็นกลางทางไฟฟ้า เนื่องจากอิเล็กตรอน ถูกถ่ายโอนจากวัตถุหนึ่งไปอีกวัตถุหนึ่งโดยการถ่ายโอนประจุเป็นไปตาม กฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้า ปรากฏการณ์ที่เกิดจากประจุไฟฟ้าซึ่งสะสมอยู่ในบริเวณหนึ่ง แล้วเกิดการถ่ายโอนหรือการเคลื่อนที่ ของประจุไฟฟ้าบริเวณนั้นไปยังอีกบริเวณหนึ่งในช่วงเวลาสั้น ๆ เรียกปรากฏการณ์นั้นว่า ปรากฏการณ์ ไฟฟ้าสถิต ส่วนประจุไฟฟ้ามี 2 ชนิด ได้แก่ ประจุบวกและประจุลบ โดยประจุชนิดเดียวกันจะผลักกันและ ประจุต่างชนิดกันจะดูดซึ่งกันและกัน กฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้า กล่าวว่า การทำให้วัตถุที่มีประจุไฟฟ้าไม่ได้เป็นการสร้างประจุไฟฟ้าขึ้นมา ใหม่ แต่เป็นการถ่ายโอนประจุไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยที่ผลรวมของปริมาณประจุทั้งหมดของระบบ จะมีค่าคงเดิมเสมอ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นในการทำงาน มีวินัย รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ ด้านคุณลักษณะของผู้เรียนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล เป็นเลิศวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร : การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติของไฟฟ้า ประจุไฟฟ้า และ กฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้า ความสามารถในการคิด : ปฏิบัติกิจกรรมชนิดของแรงระหว่างประจุและชนิดของประจุไฟฟ้า และวิเคราะห์โจทย์ปัญหา ความสามารถในการแก้ปัญหา : สามารถแก้ไขที่เกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมได้,การระบุคำตอบ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต : - ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : การใช้อุปกรณ์การทดลอง
ด้านจุดเน้นการพัฒนาผู้เรียน 1. ด้านความสามารถและทักษะ ตามระดับชั้น ชั้น ม.1-3 : แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามวัย ชั้น ม.4-6 : แสวงหาความรู้เพื่อการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย 2. ด้านคุณลักษณะตามช่วงวัย ม.1-3 : เน้นอยู่อย่างพอเพียง ม.4-6 : เน้นมุ่งมั่นในการศึกษาและการทำงาน บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1. หลักความพอประมาณ : ใช้กระบวนการกลุ่ม/ กระบวนการปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ผลการเรียรู้และวัยของผู้เรียน 2. หลักความมีเหตุผล : ผู้เรียนเกิดกระบวนการทำงานกลุ่ม/ กระบวนการปฏิบัติส่งเสริมการคิด วิเคราะห์การคิดสร้างสรรค์ 3. หลักภูมิคุ้มกัน : วางแผนอย่างรอบคอบในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้ เต็มตาม ศักยภาพของตนเอง 4. เงื่อนไขความรู้ : รอบรู้ เรื่องหลักสูตร เนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับ นักเรียน โดยใช้กระบวนการวัดและประเมินผลที่หลากหลายตรงตามสภาพจริง 5. เงื่อนไขคุณธรรม : ใช้หลักความยุติธรรม ความรับผิดชอบ การมีวินัยในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้
กิจกรรมการเรียนการสอน 1.ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. ครูทดสอบก่อนเรียน เก็บคะแนนไว้เพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังเรียนเพื่อหาความก้าวหน้า ของผู้เรียนโดยใช้ข้อสอบแบบปรนัย 10 ข้อ 2. ครูให้นักเรียนดูวิดีโอการเกิดฟ้าผ่า ภาพของเครื่องถ่ายเอกสาร พร้อมใช้คำถามกับนักเรียนเพื่อ กระตุ้นความคิด ดังนี้ • นักเรียนคิดว่าฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้อย่างไร (เกิดจากการถ่ายเทประจุไฟฟ้าจำนวนมากจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่งอย่างรวดเร็ว เช่น การถ่ายเท ประจุไฟฟ้าจากก้อนเมฆลงมายังพื้นดิน) • เส้นสนามไฟฟ้ามีอยู่จริงหรือไม่ (มีอยู่จริงแต่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า) • นักเรียนทราบหรือไม่ว่าเครื่องถ่ายเอกสารทำงานได้อย่างไร (ทำผงหมึกให้มีประจุเป็นลบ เพื่อให้ติดกับแผ่นฟิล์มเฉพาะบริเวณที่มีประจุเป็นบวกซึ่งจะได้ลายเส้น เหมือนต้นฉบับ จากนั้นกดแผ่นกระดาษที่มีประจุบวกลงบนฟิล์มที่มีผงหมึกก็จะได้ภาพสำเนาที่เหมือนต้นฉบับ) 3. ในวันนี้ครูก็มีกิจกรรมมาให้นักเรียนได้ช่วยกันตรวจสอบว่าสิ่งที่นักเรียนตอบครูมานั้น ถูกต้อง หรือไม่ อย่างไร โดยใช้คำถามเชื่อมโยงเข้าสู่เนื้อหาในบทเรียน ดังนี้ - ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากประจุไฟฟ้ามีอะไรบ้าง (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้สอน เช่น ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า การหวีผมที่แห้งด้วยหวีพลาสติกแล้วมีเส้นผมชี้ ขึ้นตามหวี)
2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 4. ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมแบ่งกลุ่มออกเป็น 6 กลุ่ม โดยให้นักเรียนศึกษาข้อมูลจากใบกิจกรรมเรื่อง ชนิดของแรงระหว่างประจุและชนิดของประจุไฟฟ้า 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษากิจกรรม ชนิดของแรงระหว่างประจุและชนิดของประจุไฟฟ้าจาก หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ไฟฟ้าสถิต โดยครูใช้ รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือมาจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยกำหนดให้สมาชิกแต่ละคนภายในกลุ่มมีบทบาท หน้าที่ของตนเอง ดังนี้ • สมาชิกคนที่ 1-2 ทำหน้าที่ เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมชนิดของแรง ระหว่างประจุและชนิดของประจุไฟฟ้า • สมาชิกคนที่ 3-4 ทำหน้าที่ อ่านวิธีปฏิบัติกิจกรรม และนำมาอธิบายให้สมาชิกในกลุ่มฟัง • สมาชิกคนที่ 5-6 ทำหน้าที่ บันทึกผลการปฏิบัติกิจกรรมลงในสมุดประจำตัวนักเรียน (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช้แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม) 6. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอน จากหนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ไฟฟ้าสถิต 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 7. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้และวิเคราะห์ผลการปฏิบัติกิจกรรม แล้ว อภิปรายผลร่วมกัน 8. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าชั้นเรียน ในระหว่างที่นักเรียน นำเสนอ ครูคอยให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช้แบบประเมินการนำเสนอผลงาน) 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 9. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันตอบคำถามท้ายกิจกรรม ชนิดของแรงระหว่างประจุและชนิดของ ประจุไฟฟ้า โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพื่อหาคำตอบ จากนั้นครูสุ่มนักเรียน จำนวน 2-3 กลุ่ม ออกมานำเสนอคำตอบของกลุ่มตนเองหน้าชั้นเรียน 10. เมื่อนักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอคำตอบของกลุ่มตนเองเรียบร้อยแล้ว นักเรียนและครูร่วมกัน อภิปรายผลท้ายกิจกรรม ชนิดของแรงระหว่างประจุและชนิดของประจุไฟฟ้า และเฉลยคำถามท้ายกิจกรรม 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) 11. ครูตรวจสอบผลการทำใบงานของนักเรียน เพื่อตรวจสอบความเข้าใจก่อนเรียนของนักเรียน 12. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับชนิดของแรงระหว่างประจุและชนิดของประจุไฟฟ้า
สื่อการเรียนรู้/วัสดุอุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อวัสดุ อุปกรณ์ มัลติมิเดีย 1. หนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 5 สำนักพิมพ์ สสวท. 2. แบบบันทึกกิจกรรมที่ 1 เรื่อง ชนิดของแรง ระหว่างประจุและชนิดของประจุไฟฟ้า 1. อุปกรณ์การทดลอง เรื่อง ชนิดของแรงระหว่าง ประจุและชนิดของประจุไฟฟ้า 2. สื่อประกอบการสอน Power Point การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ / พฤติกรรมการเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. อธิบายปรากฏการณ์ ธรรมชาติของไฟฟ้า ประจุไฟฟ้า และกฎการ อนุรักษ์ประจุไฟฟ้าได้ (K) - ตรวจจากการตอบ คำถามในแบบบันทึก กิจกรรม - แบบบันทึกกิจกรรม -แบบประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 2. ปฏิบัติกิจกรรมชนิด ของแรงระหว่างประจุ และชนิดของประจุไฟฟ้า ได้อย่างถูกต้องและเป็น ลำดับขั้นตอน (P) - สังเกตจากการปฏิบัติ กิจกรรมการทดลอง - แบบประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 3. มีความใฝ่เรียนรู้และ ให้ความร่วมมือในการทำ กิจกรรมกลุ่ม (A) - การปฏิบัติกิจกรรม ในห้องเรียน - แบบประเมินพฤติกรรมการ เรียนของนักเรียน ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
แบบบันทึกกิจกรรมเรื่อง ชนิดของแรงระหว่างประจุและชนิดของประจุไฟฟ้า คำชี้แจง ให้นักเรียนบันทึกผลการทำกิจกรรมลงในแบบบันทึกกิจกรรม 1. การทดลอง เรื่อง......................................................................................................................................... วันที่ .................. เดือน ......................................... พ.ศ. .......................... เวลา ........................................ น. 2. สมาชิกในกลุ่ม 1) ..................................................................................... เลขที่ .............. หน้าที่......................................... 2) ......................................................................................เลขที่ ............... หน้าที่......................................... 3) ......................................................................................เลขที่ ................ หน้าที่......................................... 4) ......................................................................................เลขที่ ................ หน้าที่......................................... 5) ......................................................................................เลขที่ ................หน้าที่......................................... 6) ......................................................................................เลขที่ ................หน้าที่......................................... 3. สมมติฐานการทดลอง ....................................................................................................................................................................... 4. วัสดุอุปกรณ์การทดลอง .......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 5. วิธีการทดลอง .............................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ..............................................................................................................................................................................
6.ผลการทดลอง 7. อภิปรายผลการทดลอง ....................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 8. สรุปผลการทดลอง ....................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ..........................................................................................................................................................................
แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รายการประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การทำกิจกรรม ตามแผนที่กำหนด ทำกิจกรรมตามวิธีการและ ขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่าง ถูกต้องด้วยตนเองมีการ ปรับปรุงแก้ไข เป็นระยะ ทำกิจกรรมตามวิธีการ และขั้นตอนที่กำหนดไว้ ด้วยตนเอง มีการ ปรับปรุงแก้ไขบ้าง ทำกิจกรรมตามวิธีการ และขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยมีครู หรือผู้อื่นเป็น ผู้แนะนำ ทำกิจกรรมไม่ถูกต้องตาม วิธีการและขั้นตอน ที่ กำหนดไว้ ไม่มีการ ปรับปรุงแก้ไข 2. การบันทึกผลการทำ กิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะอย่าง ถูกต้อง มีระเบียบ มีการ ระบุหน่วย มีการอธิบาย ข้อมูลให้เห็นความ เชื่อมโยงเป็นภาพรวม เป็นเหตุเป็นผล และ เป็นไปตามการทำกิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะ อย่างถูกต้อง มีระเบียบ มี การระบุหน่วย มีการ อธิบายข้อมูลให้เห็นถึง ความสัมพันธ์เป็นไปตาม การทำกิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะ แต่ไม่เป็นระเบียบ ไม่มีการระบุหน่วย และไม่มีการอธิบาย ข้อมูลให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ของการทำ กิจกรรม บันทึกผลไม่ครบ ไม่มีการระบุหน่วย และ ไม่เป็นไปตามการทำ กิจกรรม 3. การจัดกระทำข้อมูล และการนำเสนอ จัดกระทำข้อมูลอย่างเป็น ระบบ มีการเชื่อมโยงให้ เห็นเป็นภาพรวม และ นำเสนอด้วยแบบต่าง ๆ อย่างชัดเจน ถูกต้อง จัดกระทำข้อมูล อย่างเป็นระบบ มีการจำแนกข้อมูล ให้เห็นความสัมพันธ์ นำเสนอด้วยแบบ ต่าง ๆ ได้ แต่ยังไม่ ชัดเจน จัดกระทำข้อมูลอย่าง เป็นระบบมีการ ยกตัวอย่างเพิ่มเติมให้ เข้าใจง่ายและนำเสนอ ด้วยแบบต่าง ๆ แต่ยัง ไม่ชัดเจน และไม่ ถูกต้อง จัดกระทำข้อมูลอย่าง ไม่ เป็นระบบ และมีการ นำเสนอ ไม่สื่อ ความหมายและไม่ชัดเจน 4. การสรุปผล การทำกิจกรรม สรุปผลการทำกิจกรรมได้ อย่างถูกต้อง กระชับ ชัดเจน แลครอบคลุมข้อมูล จากการวิเคราะห์ทั้งหมด สรุปผลการทำกิจกรรม ได้ถูกต้อง แต่ยังไม่ ครอบคลุมข้อมูลจากการ วิเคราะห์ทั้งหมด สรุปผลการทำกิจกรรม ได้ โดยมีครูหรือผู้อื่น แนะนำบ้าง จึงสามารถ สรุปได้ถูกต้อง สรุปผลการทำกิจกรรม ตามความรู้ที่พอมีอยู่ โดยไม่ใช้ข้อมูลจากการ ทำกิจกรรม 5. การเขียนรายงาน เขียนรายงานตรงตาม จุดประสงค์ ถูกต้องและ ชัดเจน และมีการ เชื่อมโยงให้เห็นเป็น ภาพรวม เขียนรายงานตรงตาม จุดประสงค์อย่าง ถูกต้อง และชัดเจน แต่ ขาดการเรียบเรียง เขียนรายงานโดยสื่อ ความหมายได้ โดยมีครูหรือผู้อื่น แนะนำ เขียนรายงานได้ตาม ตัวอย่าง แต่ใช้ภาษา ไม่ถูกต้อง และไม่ชัดเจน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 รายวิชา ฟิสิกส์ รหัสวิชา ว32204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ประจุไฟฟ้าและกฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้า 2 จำนวน 4 คาบ/ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวจารุรัตน์ แก้วรอด สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และ กฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงาน ทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทำกับประจุไฟฟ้า และ กระแสไฟฟ้าการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการสื่อสาร รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้การเรียนรู้ ข้อที่ 3. ทดลอง และอธิบายการทำวัตถุที่เป็นกลางทางไฟฟ้าให้มีประจุไฟฟ้าโดยการขัดสีกันและการ เหนี่ยวนำไฟฟ้าสถิตได้ ระดับการคิด / พฤติกรรม 4.วิเคราะห์ สาระสำคัญ การขัดสีก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนประจุ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์นำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้ในการผลิต เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องพ่นสี เป็นต้น จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติของไฟฟ้า ประจุไฟฟ้า และกฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้าได้ (K) 2. ตรวจสอบหาปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงระหว่างประจุและชนิดของประจุไฟฟ้าได้อย่างถูกต้อง และเป็นลำดับขั้นตอน (P) 3. มีความใฝ่เรียนรู้และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่ม (A)
สาระการเรียนรู้/เนื้อหาสาระ การนำวัตถุที่เป็นกลางทางไฟฟ้ามาขัดสีกันจะทำให้วัตถุไม่เป็นกลางทางไฟฟ้า เนื่องจากอิเล็กตรอน ถูกถ่ายโอนจากวัตถุหนึ่งไปอีกวัตถุหนึ่งโดยการถ่ายโอนประจุเป็นไปตาม กฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้า ปรากฏการณ์ที่เกิดจากประจุไฟฟ้าซึ่งสะสมอยู่ในบริเวณหนึ่ง แล้วเกิดการถ่ายโอนหรือการเคลื่อนที่ ของประจุไฟฟ้าบริเวณนั้นไปยังอีกบริเวณหนึ่งในช่วงเวลาสั้น ๆ เรียกปรากฏการณ์นั้นว่า ปรากฏการณ์ ไฟฟ้าสถิต ส่วนประจุไฟฟ้ามี 2 ชนิด ได้แก่ ประจุบวกและประจุลบ โดยประจุชนิดเดียวกันจะผลักกันและ ประจุต่างชนิดกันจะดูดซึ่งกันและกัน กฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้า กล่าวว่า การทำให้วัตถุที่มีประจุไฟฟ้าไม่ได้เป็นการสร้างประจุไฟฟ้าขึ้นมา ใหม่ แต่เป็นการถ่ายโอนประจุไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยที่ผลรวมของปริมาณประจุทั้งหมดของระบบ จะมีค่าคงเดิมเสมอ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นในการทำงาน มีวินัย รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ ด้านคุณลักษณะของผู้เรียนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล เป็นเลิศวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร : การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติของไฟฟ้า ประจุไฟฟ้า และ กฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้า ความสามารถในการคิด : วิเคราะห์โจทย์ปัญหา ความสามารถในการแก้ปัญหา : สามารถแก้ไขโจทย์ปัญหาเพื่อระบุคำตอบ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต : - ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : -
ด้านจุดเน้นการพัฒนาผู้เรียน 1. ด้านความสามารถและทักษะ ตามระดับชั้น ชั้น ม.1-3 : แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามวัย ชั้น ม.4-6 : แสวงหาความรู้เพื่อการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย 2. ด้านคุณลักษณะตามช่วงวัย ม.1-3 : เน้นอยู่อย่างพอเพียง ม.4-6 : เน้นมุ่งมั่นในการศึกษาและการทำงาน บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1. หลักความพอประมาณ : ใช้เวลา 2 ชั่วโมงจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับระดับชั้น ศักยภาพของ นักเรียนที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ผลการเรียนรู้และวัยของผู้เรียน 2. หลักความมีเหตุผล : จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เตรียมใบความรู้ แบบฝึกหัดให้สอดคล้องกับ ศักยภาพนักเรียน 3. หลักภูมิคุ้มกัน : วางแผนอย่างรอบคอบในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้ เต็มตาม ศักยภาพของตนเอง 4. เงื่อนไขความรู้ : รอบรู้ เรื่องหลักสูตร เนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับ นักเรียน โดยใช้กระบวนการวัดและประเมินผลที่หลากหลายตรงตามสภาพจริง 5. เงื่อนไขคุณธรรม : ใช้หลักความยุติธรรม ความรับผิดชอบ การมีวินัยในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอน 1.ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. ครูทบทวนความรู้เรื่องชนิดของแรงระหว่างประจุและชนิดของประจุไฟฟ้าโดยตั้งประเด็นคำถาม กระตุ้นความคิดของนักเรียนว่า “ประจุไฟฟ้ามีกี่ชนิด อะไรบ้าง แต่ละประจุส่งแรงกระทำอย่างไร” โดยให้ นักเรียนแต่ละคนร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพื่อคำตอบ 2. จากการทำกิจกรรมทดลองที่ผ่านมา วันนี้จะนำไปสู่การแก้โจทย์ปัญหาเพื่อหาปริมาณต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับชนิดของประจุไฟฟ้า
2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 3. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาผลการทดลองของแต่ละกลุ่ม โดยครูผู้สอนให้นักเรียนตั้งข้อสังเกตุว่า หากนักเรียนดูภาพผลการทดลอง จะพบว่า การนำวัตถุที่เป็นกลางทางไฟฟ้ามาขัดสีกันจะทำให้วัตถุไม่เป็น กลางทางไฟฟ้า เนื่องจากอิเล็กตรอนถูกถ่ายโอนจากวัตถุหนึ่งไปอีกวัตถุหนึ่ง แล้วเกิดการถ่ายโอนหรือการ เคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าบริเวณนั้นไปยังอีกบริเวณหนึ่งในช่วงเวลาสั้น ๆ เรียกปรากฏการณ์นั้นว่า ปรากฏการณ์ไฟฟ้าสถิต ส่วนประจุไฟฟ้ามี 2 ชนิด ได้แก่ ประจุบวกและประจุลบ โดยประจุชนิดเดียวกันจะ ผลักกันและประจุต่างชนิดกันจะดูดซึ่งกันและกัน กฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้า กล่าวว่า การทำให้วัตถุที่มีประจุไฟฟ้าไม่ได้เป็นการสร้างประจุไฟฟ้าขึ้นมา ใหม่ แต่เป็นการถ่ายโอนประจุไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยที่ผลรวมของปริมาณประจุทั้งหมดของระบบ จะมีค่าคงเดิมเสมอ 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 4. นักเรียนและครูร่วมกันทำแบบฝึกหัดเสริมประสบกาณ์เรื่อง ประจุไฟฟ้าและกฎการอนุรักษ์ประจุ ไฟฟ้าในหนังสือเรียน โดยสุ่มนักเรียนออกมาเฉลยหน้าชั้นเรียน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 5. ครูยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่เกี่ยวข้องกับการเกิดประจุไฟฟ้าในธรรมชาติ ตลิดจน การนำความรู้ไปใช้ในการประดิษฐ์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องพ่นสี เป็นต้น 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) 6. นักเรียนร่วมกันสรุปองค์ความรู้จากการเรียนเรื่อง ประจุไฟฟ้าและกฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้า โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า “กิจกรรมเกมส์ลูกโซ่”ด้วยการให้นักเรียนสรุปความรู้คนละ 1 ประโยค (กิจกรรม ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่ปรับเปลี่ยนจากการตอบคำถามในใบงาน หรือแบบฝึกหัดมาเป็นการสะท้อนคิดสิ่งที่ได้เรียนรู้ ซึ่งจะช่วยให้ครูผู้สอนสามารถประเมินผู้เรียนได้เป็น รายบุคคลได้อย่างชัดเจน)
สื่อการเรียนรู้/วัสดุอุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อวัสดุ อุปกรณ์ มัลติมิเดีย 1. หนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 5 สำนักพิมพ์ สสวท. 2. แบบฝึกหัด เรื่อง ประจุไฟฟ้าและกฎการอนุรักษ์ ประจุไฟฟ้า 1. อุปกรณ์การทดลอง เรื่อง ชนิดของแรงระหว่าง ประจุและชนิดของประจุไฟฟ้า 2. สื่อประกอบการสอน Power Point การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ / พฤติกรรมการเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. อธิบายปรากฏการณ์ ธรรมชาติของไฟฟ้า ประจุไฟฟ้า และกฎการ อนุรักษ์ประจุไฟฟ้าได้ (K) - ตรวจจากการตอบ คำถามในห้องเรียน และแบบฝึกหัด - แบบฝึกหัด เรื่อง ประจุไฟฟ้า และกฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้า ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 2. ตรวจสอบหาปริมาณ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรง ระหว่างประจุและชนิด ของประจุไฟฟ้าได้อย่าง ถูกต้องและเป็นลำดับ ขั้นตอน (P) - ตรวจแบบฝึกหัด - แบบประเมินการทำ แบบฝึกหัด ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 3. มีความใฝ่เรียนรู้และ ให้ความร่วมมือในการทำ กิจกรรมกลุ่ม (A) - การปฏิบัติกิจกรรม ในห้องเรียน - แบบประเมินพฤติกรรมการ เรียนของนักเรียน ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
แบบประเมินการทำแบบฝึกหัด ตามเกณฑ์การให้คะแนนแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ ตามขั้นตอนการแก้โจทย์ปัญหาของ โพลยา จะมี 4 ขั้นตอนใหญ่ ในแต่ละขั้นตอนจะมีขั้นตอนย่อยในการตรวจแบบฝึกทักษะแบบวิธีทำจึงได้ กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนดังตารางข้างนี้ให้นักเรียนหรือครูผู้ตรวจดูเกณฑ์การให้คะแนนเทียบกับแบบเฉลย แบบฝึกทักษะจะสามารถตรวจให้คะแนนได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจเกณฑ์การให้คะแนนมากยิ่งขึ้น รายการประเมิน ระดับคะแนน 0.0 0.5 1.0 ขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจ โจทย์ ไม่ตอบ หรือระบุสิ่งที่ โจทย์ให้มา และสิ่งที่ โจทย์ถาม เขียนเป็น สัญลักษณ์ไม่ถูกต้องเลย ระบุสิ่งที่โจทย์ให้มา และ สิ่งที่โจทย์ถามพร้อม เขียนเป็น สัญลักษณ์ได้ บางตัว ระบุสิ่งที่โจทย์ให้มา และ สิ่งที่โจทย์ถามพร้อม เขียนเป็น สัญลักษณ์ได้ ถูกต้องครบถ้วน ขั้นที่ 2 วางแผน การแก้ปัญหา ไม่ตอบ หรือเลือกสมการ เพื่อใช้ในการหาคำตอบ จากสิ่งที่โจทย์ให้มาไม่ ถูกต้อง เลือกสมการเพื่อใช้ใน การหาคำตอบจากสิ่งที่ โจทย์ให้มาได้ถูกต้อง แต่ ไม่ครบถ้วน เลือกสมการเพื่อใช้ใน การหาคำตอบจากสิ่งที่ โจทย์ให้มาได้ถูกต้อง และครบถ้วน ขั้นที่ 3 ปฏิบัติตามแผน ไม่ตอบ หรือไม่สามารถ แทนตัวเลขลงในตัวแปร และคิดคำนวณหา คำตอบที่เป็นสากลได้ สามารถแทนตัวเลขลงใน ตัวแปรและคิด คำนวณหาคำตอบที่เป็น สากลได้ แต่ไม่ครบถ้วน สามารถแทนตัวเลขลงใน ตัวแปรและคิด คำนวณหาคำตอบที่เป็น สากลได้ครบถ้วน ถูกต้อง ขั้นที่ 4 ตรวจสอบ ไม่ตอบ หรือไม่สามารถ ตรวจทานคำตอบ ตรวจสอบ หน่วยเป็น สากลและสรุปคำตอบได้ สามารถตรวจทาน คำตอบ ตรวจสอบ แต่ ไม่สามารถ ระบุหน่วย เป็นสากล และ สรุป คำตอบได้ครบถ้วน สามารถตรวจทาน คำตอบ ตรวจสอบหน่วย เป็นสากล และสรุป คำตอบได้ครบถ้วน ถูกต้อง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 รายวิชา ฟิสิกส์ รหัสวิชา ว32204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การเหนี่ยวนำไฟฟ้า 1 จำนวน 2 คาบ/ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวจารุรัตน์ แก้วรอด สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และ กฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงาน ทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทำกับประจุไฟฟ้า และ กระแสไฟฟ้าการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการสื่อสาร รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้การเรียนรู้ ข้อที่ 3. ทดลอง และอธิบายการทำวัตถุที่เป็นกลางทางไฟฟ้าให้มีประจุไฟฟ้าโดยการขัดสีกันและการ เหนี่ยวนำไฟฟ้าสถิตได้ ระดับการคิด / พฤติกรรม 4.วิเคราะห์ สาระสำคัญ เมื่อนำวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าไปใกล้ตัวนำไฟฟ้า จะทำให้เกิดประจุชนิดตรงข้ามบนตัวนำทางด้านที่ ใกล้วัตถุ และประจุชนิดเดียวกันด้านที่ไกลวัตถุ เรียกวิธีการนี้ว่า การเหนี่ยวนำไฟฟ้าสถิต ซึ่งสามารถใช้ วิธีการนี้ในการทำให้วัตถุมีประจุได้ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายหลักการเหนี่ยวนำของไฟฟ้าได้ (K) 2. ปฏิบัติกิจกรรมการเหนี่ยวนำไฟฟ้าได้อย่างถูกต้องและเป็นลำดับขั้นตอน (P) 3. มีความใฝ่เรียนรู้และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่ม (A)
สาระการเรียนรู้/เนื้อหาสาระ การเหนี่ยวนำไฟฟ้า คือ การนำวัตถุที่มีประจุเข้าใกล้ตัวนำไฟฟ้า ส่งผลให้เกิดประจุชนิดตรงข้ามบน ด้านใกล้ของตัวนำและเกิดประจุชนิดเดียวกันบนด้านไกลของตัวนำ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นในการทำงาน มีวินัย รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ ด้านคุณลักษณะของผู้เรียนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล เป็นเลิศวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร : การอธิบายหลักการเหนี่ยวนำไฟฟ้า ความสามารถในการคิด : ปฏิบัติกิจกรรมชนิดการเหนี่ยวนำไฟฟ้า และวิเคราะห์โจทย์ปัญหา ความสามารถในการแก้ปัญหา : สามารถแก้ไขที่เกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมได้,การระบุคำตอบ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต : นำหลักการเหนี่ยวนำไฟฟ้าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : การใช้อุปกรณ์การทดลอง
ด้านจุดเน้นการพัฒนาผู้เรียน 1. ด้านความสามารถและทักษะ ตามระดับชั้น ชั้น ม.1-3 : แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามวัย ชั้น ม.4-6 : แสวงหาความรู้เพื่อการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย 2. ด้านคุณลักษณะตามช่วงวัย ม.1-3 : เน้นอยู่อย่างพอเพียง ม.4-6 : เน้นมุ่งมั่นในการศึกษาและการทำงาน บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1. หลักความพอประมาณ : ใช้กระบวนการกลุ่ม/ กระบวนการปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ตัวชี้วัด และวัยของผู้เรียน 2. หลักความมีเหตุผล : ผู้เรียนเกิดกระบวนการทำงานกลุ่ม/ กระบวนการปฏิบัติส่งเสริมการคิด วิเคราะห์การคิดสร้างสรรค์ 3. หลักภูมิคุ้มกัน : วางแผนอย่างรอบคอบในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้เต็ม ตาม ศักยภาพของตนเอง 4. เงื่อนไขความรู้ : รอบรู้ เรื่องหลักสูตร เนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับ นักเรียน โดยใช้กระบวนการวัดและประเมินผลที่หลากหลายตรงตามสภาพจริง 5. เงื่อนไขคุณธรรม : ใช้หลักความยุติธรรม ความรับผิดชอบ การมีวินัยในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอน 1.ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. ครูนำลูกพิทมาแขวนด้วยเส้นด้ายที่เป็นฉนวน โดยให้นักเรียนคนหนึ่งออกมา ยืนถือเส้นด้ายที่แขวนลูกพิทไว้ จากนั้นครูนำพีวีซีที่ไม่มีประจุไฟฟ้า และพีวีซีที่มีประจุ ไฟฟ้า เข้าใกล้กับลูกพิท แล้วให้นักเรียนสังเกตผลที่เกิดขึ้น และร่วมกันอภิปรายผลที่ เกิดขึ้นว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น (นักเรียนตอบคำถามได้อย่างอิสระโดยไม่มีการตัดสินถูก/ผิด) 2. จากคำตอบของนักเรียนข้างต้น ครูเชื่อมโยงเข้าสู่เนื้อหาของบทเรียนในวันนี้ ซึ่งกิจกรรมที่ครูนำมาให้นักเรียนได้ช่วยกันตรวจสอบว่าสิ่งที่นักเรียนตอบครูมานั้น ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร
2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 3. ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมแบ่งกลุ่มออกเป็น 6 กลุ่ม โดยให้นักเรียนศึกษาข้อมูลจากใบกิจกรรมเรื่อง การเหนี่ยวนำไฟฟ้า 4. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษากิจกรรม การเหนี่ยวนำไฟฟ้าจากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ไฟฟ้าสถิต โดยครูใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือมาจัด กระบวนการเรียนรู้ โดยกำหนดให้สมาชิกแต่ละคนภายในกลุ่มมีบทบาทหน้าที่ของตนเอง ดังนี้ • สมาชิกคนที่ 1-2 ทำหน้าที่ เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมการเหนี่ยวนำ ไฟฟ้า • สมาชิกคนที่ 3-4 ทำหน้าที่ อ่านวิธีปฏิบัติกิจกรรม และนำมาอธิบายให้สมาชิกในกลุ่มฟัง • สมาชิกคนที่ 5-6 ทำหน้าที่ บันทึกผลการปฏิบัติกิจกรรมลงในสมุดประจำตัวนักเรียน (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช้แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม) 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอน จากหนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ไฟฟ้าสถิต 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 6. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้และวิเคราะห์ผลการปฏิบัติกิจกรรม แล้ว อภิปรายผลร่วมกัน 7. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าชั้นเรียน ในระหว่างที่นักเรียน นำเสนอ ครูคอยให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช้แบบประเมินการนำเสนอผลงาน) 8. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันตอบคำถามท้ายกิจกรรม การเหนี่ยวนำไฟฟ้า โดยให้นักเรียนแต่ละ กลุ่มร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพื่อหาคำตอบ จากนั้นครูสุ่มนักเรียน จำนวน 2-3 กลุ่ม ออกมา นำเสนอคำตอบของกลุ่มตนเองหน้าชั้นเรียน 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 9. เมื่อนักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอคำตอบของกลุ่มตนเองเรียบร้อยแล้ว นักเรียนและครูร่วมกัน อภิปรายผลท้ายกิจกรรม การเหนี่ยวนำไฟฟ้า และเฉลยคำถามท้ายกิจกรรม - อุปกรณ์ตรวจสอบประจุไฟฟ้า เรียกว่าอะไร(อิเล็กโทรสโคป) - อิเล็กโทรสโคป แบ่งเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง (อิเล็กโทรสโคป แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ อิเล็กโทรส โคปแบบแผ่นโลหะ และอิเล็กโทรสโคปแบบลูกพิท) - ถ้าต้องการทำให้ตัวนำที่เป็นกลางกลายเป็นตัวนำที่มีประจุสามารถทำได้ด้วยวิธีใด (การเหนี่ยวนำ โดยตัวนำจะมีประจุชนิดตรงข้ามกับประจุของแท่งวัตถุที่มาเหนี่ยวนำ และ ปริมาณประจุของวัตถุมีประจุที่มาเหนี่ยวนำยังคงมีค่าเท่าเดิม)
5. ขั้นประเมิน (Evaluation) 10. ครูตรวจสอบผลการทำใบงานของนักเรียน เพื่อตรวจสอบความเข้าใจก่อนเรียนของนักเรียน 11. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับความรู้เรื่อง การเหนี่ยวนำไฟฟ้า ดังนี้ 1) การเหนี่ยวนำไฟฟ้า คือ การนำวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าเข้าใกล้วัตถุที่เป็นตัวนำไฟฟ้าจะทำให้เกิด ประจุไฟฟ้าชนิดตรงข้ามบนด้านของตัวนำที่ใกล้วัตถุ 2) วัตถุที่มีประจุไฟฟ้าจะเหนี่ยวนำให้วัตถุที่เป็นกลางเกิดอำนาจไฟฟ้าได้ เมื่อนำมาใกล้กัน 3) การทำให้เกิดประจุไฟฟ้าอิสระบนตัวนำด้วยการเหนี่ยวนำ (Bound Charge) การทำวิธีนี้ วัตถุที่ได้รับการเหนี่ยวนำ จะมีประจุไฟฟ้าตรงข้ามกับวัตถุที่นำมาเหนี่ยวนำเสมอ โดยวัตถุที่ เหนี่ยวนำ จะไม่สูญเสียประจุไฟฟ้า 4) อิเล็กโตรสโคป (Electroscope) เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจไฟฟ้าสถิต ที่ควรทราบมี 2 ชนิด คือ อิเล็กโตรสโคปแบบพิทบอล และอิเล็กโตรสโคปแบบแผ่นทองคำเปลว 5) การนำอิเล็กโตรสโคปแบบแผ่นทองคำเปลวไปใช้ประโยชน์ มีดังนี้ (1) ตรวจว่าวัตถุมีประจุไฟฟ้าหรือไม่ (2) ตรวจชนิดของประจุไฟฟ้า (3) ตรวจว่าวัตถุเป็นตัวนำไฟฟ้าหรือฉนวนไฟฟ้า สื่อการเรียนรู้/วัสดุอุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อวัสดุ อุปกรณ์ มัลติมิเดีย 1. หนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 5 สำนักพิมพ์ สสวท. 2. แบบบันทึกกิจกรรมที่ 2 เรื่อง การเหนี่ยวนำ ไฟฟ้า 1. อุปกรณ์การทดลอง เรื่อง การเหนี่ยวนำไฟฟ้า 2. สื่อประกอบการสอน Power Point
การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ / พฤติกรรมการเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. อธิบายหลักการ เหนี่ยวนำของไฟฟ้าได้ (K) - ตรวจจากการตอบ คำถามในแบบบันทึก กิจกรรม - แแบบบันทึกกิจกรรม เรื่อง การเหนี่ยวนำไฟฟ้า - แบบประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 2. ปฏิบัติกิจกรรมชนิด ของแรงระหว่างประจุ และชนิดของประจุไฟฟ้า ได้อย่างถูกต้องและเป็น ลำดับขั้นตอน (P) - สังเกตจากการปฏิบัติ กิจกรรมการทดลอง - แบบประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 3. มีความใฝ่เรียนรู้และ ให้ความร่วมมือในการทำ กิจกรรมกลุ่ม (A) - การปฏิบัติกิจกรรม ในห้องเรียน - แบบประเมินพฤติกรรมการ เรียนของนักเรียน ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
แแบบบันทึกกิจกรรมเรื่อง การเหนี่ยวนำไฟฟ้า คำชี้แจง ให้นักเรียนบันทึกผลการทำกิจกรรมลงในแบบบันทึกกิจกรรม 1. การทดลอง เรื่อง......................................................................................................................................... วันที่ .................. เดือน ......................................... พ.ศ. .......................... เวลา ........................................ น. 2. สมาชิกในกลุ่ม 1) ..................................................................................... เลขที่ .............. หน้าที่......................................... 2) ......................................................................................เลขที่ ............... หน้าที่......................................... 3) ......................................................................................เลขที่ ................ หน้าที่......................................... 4) ......................................................................................เลขที่ ................ หน้าที่......................................... 5) ......................................................................................เลขที่ ................หน้าที่......................................... 6) ......................................................................................เลขที่ ................หน้าที่......................................... 3. สมมติฐานการทดลอง ....................................................................................................................................................................... 4. วัสดุอุปกรณ์การทดลอง .......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 5. วิธีการทดลอง .............................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. ..........................................................................................................................................................................
6.ผลการทดลอง 7. อภิปรายผลการทดลอง ....................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 8. สรุปผลการทดลอง ....................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ..........................................................................................................................................................................
แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รายการประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การทำกิจกรรม ตามแผนที่กำหนด ทำกิจกรรมตามวิธีการและ ขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่าง ถูกต้องด้วยตนเองมีการ ปรับปรุงแก้ไข เป็นระยะ ทำกิจกรรมตามวิธีการ และขั้นตอนที่กำหนดไว้ ด้วยตนเอง มีการ ปรับปรุงแก้ไขบ้าง ทำกิจกรรมตามวิธีการ และขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยมีครู หรือผู้อื่นเป็น ผู้แนะนำ ทำกิจกรรมไม่ถูกต้องตาม วิธีการและขั้นตอน ที่ กำหนดไว้ ไม่มีการ ปรับปรุงแก้ไข 2. การบันทึกผลการทำ กิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะอย่าง ถูกต้อง มีระเบียบ มีการ ระบุหน่วย มีการอธิบาย ข้อมูลให้เห็นความ เชื่อมโยงเป็นภาพรวม เป็นเหตุเป็นผล และ เป็นไปตามการทำกิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะ อย่างถูกต้อง มีระเบียบ มี การระบุหน่วย มีการ อธิบายข้อมูลให้เห็นถึง ความสัมพันธ์เป็นไปตาม การทำกิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะ แต่ไม่เป็นระเบียบ ไม่มีการระบุหน่วย และไม่มีการอธิบาย ข้อมูลให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ของการทำ กิจกรรม บันทึกผลไม่ครบ ไม่มีการระบุหน่วย และ ไม่เป็นไปตามการทำ กิจกรรม 3. การจัดกระทำข้อมูล และการนำเสนอ จัดกระทำข้อมูลอย่างเป็น ระบบ มีการเชื่อมโยงให้ เห็นเป็นภาพรวม และ นำเสนอด้วยแบบต่าง ๆ อย่างชัดเจน ถูกต้อง จัดกระทำข้อมูล อย่างเป็นระบบ มีการจำแนกข้อมูล ให้เห็นความสัมพันธ์ นำเสนอด้วยแบบ ต่าง ๆ ได้ แต่ยัง ไม่ชัดเจน จัดกระทำข้อมูลอย่าง เป็นระบบ มีการยกตัวอย่าง เพิ่มเติมให้เข้าใจง่าย และนำเสนอด้วยแบบ ต่าง ๆ แต่ยังไม่ชัดเจน และไม่ถูกต้อง จัดกระทำข้อมูลอย่าง ไม่ เป็นระบบ และมีการ นำเสนอ ไม่สื่อ ความหมายและไม่ชัดเจน 4. การสรุปผล การทำกิจกรรม สรุปผลการทำกิจกรรมได้ อย่างถูกต้อง กระชับ ชัดเจน แลครอบคลุมข้อมูล จากการวิเคราะห์ทั้งหมด สรุปผลการทำกิจกรรม ได้ถูกต้อง แต่ยังไม่ ครอบคลุมข้อมูลจากการ วิเคราะห์ทั้งหมด สรุปผลการทำกิจกรรม ได้ โดยมีครูหรือผู้อื่น แนะนำบ้าง จึงสามารถ สรุปได้ถูกต้อง สรุปผลการทำกิจกรรม ตามความรู้ที่พอมีอยู่ โดยไม่ใช้ข้อมูลจากการ ทำกิจกรรม 5. การเขียนรายงาน เขียนรายงานตรงตาม จุดประสงค์ ถูกต้องและ ชัดเจน และมีการ เชื่อมโยงให้เห็นเป็น ภาพรวม เขียนรายงานตรงตาม จุดประสงค์อย่าง ถูกต้อง และชัดเจน แต่ ขาดการเรียบเรียง เขียนรายงานโดยสื่อ ความหมายได้ โดยมีครูหรือผู้อื่น แนะนำ เขียนรายงานได้ตาม ตัวอย่าง แต่ใช้ภาษา ไม่ถูกต้อง และไม่ชัดเจน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 รายวิชา ฟิสิกส์ รหัสวิชา ว32204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การเหนี่ยวนำไฟฟ้า 2 จำนวน 2 คาบ/ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวจารุรัตน์ แก้วรอด สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และ กฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงาน ทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทำกับประจุไฟฟ้า และ กระแสไฟฟ้าการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการสื่อสาร รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้การเรียนรู้ ข้อที่ 3. ทดลอง และอธิบายการทำวัตถุที่เป็นกลางทางไฟฟ้าให้มีประจุไฟฟ้าโดยการขัดสีกันและการ เหนี่ยวนำไฟฟ้าสถิตได้ ระดับการคิด / พฤติกรรม 4.วิเคราะห์ สาระสำคัญ เมื่อนำวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าไปใกล้ตัวนำไฟฟ้า จะทำให้เกิดประจุชนิดตรงข้ามบนตัวนำทางด้านที่ ใกล้วัตถุ และประจุชนิดเดียวกันด้านที่ไกลวัตถุ เรียกวิธีการนี้ว่า การเหนี่ยวนำไฟฟ้าสถิต ซึ่งสามารถใช้ วิธีการนี้ในการทำให้วัตถุมีประจุได้ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายหลักการเหนี่ยวนำของไฟฟ้าได้ (K) 2. คำนวณหาปริมาณต่าง ๆ เรื่องการเหนี่ยวนำไฟฟ้าได้อย่างถูกต้องและเป็นลำดับขั้นตอน (P) 3. มีความใฝ่เรียนรู้และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่ม (A)
สาระการเรียนรู้/เนื้อหาสาระ การเหนี่ยวนำไฟฟ้า คือ การนำวัตถุที่มีประจุเข้าใกล้ตัวนำไฟฟ้า ส่งผลให้เกิดประจุชนิดตรงข้ามบน ด้านใกล้ของตัวนำและเกิดประจุชนิดเดียวกันบนด้านไกลของตัวนำ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นในการทำงาน มีวินัย รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ ด้านคุณลักษณะของผู้เรียนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล เป็นเลิศวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร : การอธิบายหลักการเหนี่ยวนำไฟฟ้า ความสามารถในการคิด : ปฏิบัติกิจกรรมชนิดการเหนี่ยวนำไฟฟ้า ความสามารถในการแก้ปัญหา : สามารถแก้ไขที่โจย์ปัญหาได้ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต : นำหลักการเหนี่ยวนำไฟฟ้าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : -