4.ครูและนักเรียนร่วมอภิปรายถึงแนวทางหรือวิธีป้องกันทรัพย์สินแล้วบันทึกข้อสรุปลงในใบบันทึก กิจกรรมที่ 1 ข้อที่ 3 (การป้องกันวิธีการหนึ่งคือใช้อุปกรณ์แจ้งเตือน อุปกรณ์มีวงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์อยู่ ภายในที่มีตัวรับรู้หรือเซนเซอร์แบบต่าง ๆ เป็นตัวรับสัญญาณ และแจ้งเตือนเมื่อกระเป๋าถูกรื้อค้นด้วยอุปกรณ์ แสดงผลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แสง เสียง) 5. ครูตั้งปัญหาว่า หากนักเรียนต้องการสร้างอุปกรณ์แจ้งเตือนขึ้นเองเพื่อป้องกันทรัพย์สิน จะทำได้ อย่างไร 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 6. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มอภิปรายและบันทึกแนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหาในใบบันทึกกิจกรรมที่ 1-4 (อาจนำความรู้เรื่องการต่อวงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์พื้นฐานในวงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ตัวรับรู้หรือเซ็นเซอร์อุปกรณ์แสดงผล เช่น หลอดไฟฟ้า ออดไฟฟ้า ลำโพงแบบเปียโซ มาออกแบบและ สร้างอุปกรณ์เพื่อป้องกันการถูกขโมยทรัพย์สิน) 7. ครูให้นักเรียนพิจารณาเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโอกาสที่อาจถูกขโมยทรัพย์สิน ตามที่กำหนดไว้ใน ตารางค่าความจริงว่าสามารถตรวจสอบการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ได้อย่างไร • เราทราบได้อย่างไรว่ากระเป๋าถูกเปิดออกหรือถูกรื้อค้น • เรารู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นผู้เปิดกระเป๋า • การแจ้งเตือนว่ากระเป๋ากำลังถูกรื้อค้นใช้วิธีการใด • นักเรียนคิดว่าจะใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ชนิดใดบ้าง มาช่วยตรวจสอบการเกิดเหตุการณ์ เหล่านี้ 8. ครูให้นักเรียนศึกษาใบความรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น อุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ พื้นฐาน แล้วทดลองต่อวงจรอนุกรมบนแผ่นโปรโตบอร์ดที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ตาม ใบบันทึกกิจกรรมที่ 2 ข้อ 1 สังเกตผลการทดลองแล้วบันทึกลงในใบกิจกรรม • หลอดไฟ สวิตช์เลื่อน แบตเตอรี่ (ถ่านไฟฉายขนาด AA 2 ก้อน) (ทดลองเปิดปิดสวิตช์) • ออดไฟฟ้าหรือลำโพงแบบเปียโซ สวิตช์เลื่อน แบตเตอรี่ (ถ่านไฟฉายขนาด AA 2 ก้อน) (ทดลอง เปิด-ปิดสวิตช์) • ออดไฟฟ้าหรือลำโพงแบบเปียโซ แอลดีอาร์ แบตเตอรี่ (ถ่านไฟฉายขนาด AA 2 ก้อน) (บัง-ไม่บัง แอลดีอาร์) • ออดไฟฟ้าหรือลำโพงแบบเปียโซ สวิตช์ปรอท แบตเตอรี่ (ถ่านไฟฉายขนาด AA 2 ก้อน) (เอียง-ตั้ง ตรงสวิตช์ เพื่อให้ปรอทสัมผัสหรือไม่สัมผัสขั้วไฟฟ้าภายในสวิตช์)
9. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายตามใบบันทึกกิจกรรมที่ 2 ข้อ 2 โดยระบุถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์พื้นฐานที่ได้ศึกษาสามารถนำมาใช้สร้างอุปกรณ์แจ้งเตือนการถูกขโมยได้อย่างไร (• การตรวจสอบว่ากระเป๋าถูกเปิดออกหรือไม่ อาจใช้ตัวรับรู้ความสว่าง (แอลดีอาร์) มาใช้ในการ ตรวจสอบ • การตรวจสอบว่ากระเป๋าถูกรื้อค้นหรือไม่นั้น อาจใช้สวิตช์ปรอทเป็นตัวรับรู้การเคลื่อนไหว • การแยกว่าผู้เปิดกระเป๋าเป็นเจ้าของหรือไม่นั้นอาจใช้สวิตช์เลื่อนต่อในวงจรไฟฟ้าเพื่อให้ผู้เป็น เจ้าของสามารถเปิด-ปิดการทำงานของอุปกรณ์แจ้งเตือนได้ • การแจ้งเตือนให้ผู้อื่นทราบว่าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น อาจแจ้งเตือนด้วยเสียงจึงใช้ออดไฟฟ้าหรือ ลำโพงแบบเปียโซ ) 10.ครูตั้งคำถามถึงการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้ศึกษาจะนำมาต่อใน วงจรไฟฟ้าอย่างไร เพื่อให้อุปกรณ์สัญญาณกันขโมยมีการทำงานที่แจ้งเตือนสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่ทรัพย์สิน อาจถูกขโมยจากกระเป๋าได้คือ มีการแจ้งเตือนเมื่อผู้อื่นเปิดกระเป๋า และกระเป๋าถูกเปิดออกหรือถูกรื้อค้น 11.ครูให้นักเรียนศึกษาการต่อวงจรไฟฟ้าที่จำลองลักษณะการทำงานของลอจิกเกตที่มีการตัดสินใจ แบบแอนด์(แอนด์เกต) และ แบบออร์(ออร์เกต) ตามใบบันทึกกิจกรรมที่ 3 ข้อ 1 และศึกษาเพิ่มเติมจากใบ ความรู้เรื่อง ลอจิกเกต เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าวงจรไฟฟ้าที่จำลองลักษณะการทำงานของลอจิกเกตที่มีการ ตัดสินใจแบบแอนด์(แอนด์เกต) คือรูปแบบการทำงานแบบ “และ” ลอจิกเกตที่มีการตัดสินใจแบบออร์(ออร์ เกต) คือรูปแบบการทำงานแบบ “หรือ” (ใบบันทึกกิจกรรมที่ 3 ข้อ 2) 12. ครูเสนอแนะว่าการต่อวงจรแบบลอจิกเกตนั้น อาจเปรียบเทียบสวิตช์ในวงจรเสมือนตัวอินพุตหรือ ตัวรับรู้ของวงจรไฟฟ้า ส่วนหลอดไฟเปรียบเสมือนตัวเอาต์พุตหรือตัวแสดงผลของวงจรไฟฟ้า 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 13. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายถึงการต่อวงจรไฟฟ้าแบบลอจิกเกต ทำให้นักเรียนทราบว่าควรนำ อุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ (ตัวรับรู้) มาต่อในวงจรไฟฟ้าลักษณะใดจึงทำให้อุปกรณ์สัญญาณกันขโมยมีการ แจ้งเตือนที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่ทรัพย์สินอาจถูกขโมยได้ โดยให้นักเรียนออกแบบวงจรสัญญาณกันขโมยให้ สัมพันธ์กับการแจ้งเตือน โดยกำหนดรายละเอียดตัวรับรู้ ลักษณะการต่อวงจรไฟฟ้า อุปกรณ์แสดงผลในแผงผัง เขียนแผนผังวงจร และทดลองต่อวงจรบนแผ่นโปรโตบอร์ดเพื่อทดสอบการทำงาน ตามใบบันทึกกิจกรรมที่ 4 14. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกแบบอุปกรณ์สัญญาณกันขโมย ซึ่งมีรูปแบบการทำงานของ วงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ตามที่ออกแบบไว้ ตามข้อ 13 โดยออกแบบชิ้นงานเป็นภาพวาดหรือภาพร่าง 3 มิติ มี การระบุขนาด สัดส่วนของอุปกรณ์ การประกอบชิ้นส่วน วัสดุที่เลือกใช้ ตามใบบันทึกกิจกรรมที่ 5 โดยให้ คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด
4.ขั้นวางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา 15. แต่ละกลุ่มวางแผนการทำงานทั้งขั้นตอนและระยะเวลาในการทำงาน โดยครูควบคุมระยะเวลาใน การสร้างชิ้นงาน แล้วลงมือสร้างอุปกรณ์สัญญาณกันขโมย ครูควรควบคุมในเรื่องความปลอดภัยการใช้ เครื่องมือในการสร้างชิ้นงาน 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผลและปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน(ดำเนินกิจกรรมต่อในคาบที่ 3-4) 6. ขั้นนำเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหา หรือชิ้นงาน (ดำเนินกิจกรรมต่อในคาบที่ 3-4) สื่อการเรียนรู้/วัสดุอุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อวัสดุ อุปกรณ์ มัลติมิเดีย 1. หนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 5 สำนักพิมพ์ สสวท. 2. กิจกรรม STEM ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สำนักพิมพ์ สสวท. 3. ใบบันทึกกิจกรรมที่ 1 การสร้างตารางค่าความ จริงเพื่อหาความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ที่ส่งผลให้ ทรัพย์สินมีโอกาสถูกขโมยแบบประเมินชิ้นงาน 4. ใบบันทึกกิจกรรมที่ 2 การศึกษาอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ 5. ใบบันทึกกิจกรรมที่ 3 การศึกษาวงจรลอจิกเกต 6. ใบบันทึกกิจกรรมที่ 4 ออกแบบวงจรไฟฟ้า สำหรับอุปกรณ์สัญญาณกันขโมย 7. ใบบันทึกกิจกรรมที่ 5 ออกแบบและสร้าง อุปกรณ์สัญญาณกันขโมย 1. สื่อประกอบการสอน Power Point 2. อุปกรณ์การประดิษฐ์สัญญาณกันขโมย
การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ / พฤติกรรมการเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. อธิบายหลักการของ ไฟฟ้าสถิตได้ครอบคลุม ทุกประเด็น (K) - ประเมินจากผลงาน และการนำเสนอ - แบบประเมินผลงานกิจกรรม สะเต็มศึกษา ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 2. ออกแบบและสร้าง อุปกรณ์สัญญาณกัน ขโมย โดยการต่อ วงจรไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ได้(P) - ประเมินจากผลงาน และการนำเสนอ - แบบประเมินผลงานกิจกรรม สะเต็มศึกษา ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 3. มีความใฝ่เรียนรู้และ ให้ความร่วมมือในการทำ กิจกรรมกลุ่ม (A) - การปฏิบัติกิจกรรม ในห้องเรียน - แบบประเมินพฤติกรรมการ เรียนของนักเรียน ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 24 รายวิชา ฟิสิกส์ รหัสวิชา ว32204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง Project ไฟฟ้าสถิต 2 จำนวน 2 คาบ/ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวจารุรัตน์ แก้วรอด สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และ กฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงาน ทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทำกับประจุไฟฟ้า และ กระแสไฟฟ้าการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการสื่อสาร รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้การเรียนรู้ ข้อที่ 3. ทดลอง และอธิบายการทำวัตถุที่เป็นกลางทางไฟฟ้าให้มีประจุไฟฟ้าโดยการขัดสีกันและการ เหนี่ยวนำไฟฟ้าสถิตได้ ข้อที่ 4. อธิบาย และคำนวณแรงไฟฟ้าตามกฎของคูลอมบ์ได้ ข้อที่ 5. อธิบาย และคำนวณสนามไฟฟ้าและแรงไฟฟ้าที่กระทำกับอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าที่อยู่ใน สนามไฟฟ้า รวมทั้งหาสนามไฟฟ้าลัพธ์เนื่องจากระบบจุดประจุโดยรวมกันแบบเวกเตอร์ได้ ข้อที่ 6. อธิบาย และคำนวณพลังงานศักย์ไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า และความต่างศักย์ระหว่างสองตำแหน่ง ใด ๆ ได้ ข้อที่ 7. อธิบายส่วนประกอบของตัวเก็บประจุ ความสัมพันธ์ระหว่างประจุไฟฟ้า ความต่างศักย์ และ ความจุของตัวเก็บประจุ และอธิบายพลังงานสะสมในตัวเก็บประจุ และความจุสมมูลรวมทั้งคำนวณปริมาณ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ข้อที่ 8. นำความรู้เรื่องไฟฟ้าสถิตไปอธิบายหลักการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด และ ปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวันได้ ระดับการคิด / พฤติกรรม 3.นำไปใช้
สาระสำคัญ การประยุกต์ใช้ความรู้เรื่องไฟฟ้าสถิตมาสร้างสิ่งประดิษฐืหรือนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่ออำนวยความ สะดวกหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน โดยอาศัยการบูณาการความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น ปัญหาการสูญหายของทรัพย์สินอันเกิดจากการหลงลืม หรือถูกขโมย เหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการสูญหายของทรัพย์สินสามารถเขียนเป็นประพจน์หรือข้อความในรูป ประโยคบอกเล่าหรือปฏิเสธ โดยใช้คำเชื่อม “และ” “หรือ” ซึ่งข้อความหรือประพจน์ที่เขียนขึ้นจะเป็นจริง (เกิดเหตุการณ์) หรือเป็นเท็จ (ไม่เกิดเหตุการณ์) นั้นสามารถพิจารณาโอกาสที่ทรัพย์สินอาจสูญหายได้โดยการ สร้างตารางค่าความจริงจากประพจน์และข้อความที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาความเป็นไปได้ทั้งหมด การออก และสร้างอุปกรณ์สัญญาณกันขโมยอาศัยแนวคิดจากตารางค่าความจริงที่มีประพจน์และข้อความที่เกี่ยวข้อง และความรู้เรื่องวงจรไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำมาติดตั้งที่กระเป๋าเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับ ป้องกันและแจ้งเตือนเมื่อผู้อื่นเปิดกระเป๋า จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายหลักการของไฟฟ้าสถิตได้ครอบคลุมทุกประเด็น (K) 2. ออกแบบและสร้างอุปกรณ์สัญญาณกันขโมย โดยการต่อวงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ได้(P) 3. มีความใฝ่เรียนรู้และมีความมุ่งมั่นในการทำงาน (A) สาระการเรียนรู้/เนื้อหาสาระ - ประจุไฟฟ้าและกฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้า - การเหนี่ยวนำไฟฟ้า - แรงระหว่างประจุและกฎของคูลอมบ์ - สนามไฟฟ้า - เส้นสนามไฟฟ้า - ศักย์ไฟฟ้า - ตัวเก็บประจุและความจุ - การนำความรู้เกี่ยวกับไฟฟ้าสถิตไปใช้ประโยชน์ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นในการทำงาน มีวินัย รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ
ด้านคุณลักษณะของผู้เรียนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล เป็นเลิศวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร : การอธิบายหลักการทำงานของเครื่องสัญญาณกันขโมย ความสามารถในการคิด : การคิดค้นสัญญาณกันขโมย ความสามารถในการแก้ปัญหา : แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการออกแบบและสร้างอุปกรณ์ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต : การเชื่อมโยงบทเรียนกับชีวิตประจำวัน ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : การใช้เทคโนโลยีเพื่อสืบค้นข้อมูลและสร้างสิ่งประดิษฐ์ ด้านจุดเน้นการพัฒนาผู้เรียน 1. ด้านความสามารถและทักษะ ตามระดับชั้น ชั้น ม.1-3 : แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามวัย ชั้น ม.4-6 : แสวงหาความรู้เพื่อการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย 2. ด้านคุณลักษณะตามช่วงวัย ม.1-3 : เน้นอยู่อย่างพอเพียง ม.4-6 : เน้นมุ่งมั่นในการศึกษาและการทำงาน บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1. หลักความพอประมาณ : ใช้กระบวนการกลุ่ม/ กระบวนการปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ตัวชี้วัดและวัยของผู้เรียน 2. หลักความมีเหตุผล : ผู้เรียนเกิดกระบวนการทำงานกลุ่ม/ กระบวนการปฏิบัติส่งเสริมการคิด วิเคราะห์การคิดสร้างสรรค์ 3. หลักภูมิคุ้มกัน : วางแผนอย่างรอบคอบในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้ เต็มตาม ศักยภาพของตนเอง 4. เงื่อนไขความรู้ : รอบรู้ เรื่องหลักสูตร เนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับ นักเรียน โดยใช้กระบวนการวัดและประเมินผลที่หลากหลายตรงตามสภาพจริง 5. เงื่อนไขคุณธรรม : ใช้หลักความยุติธรรม ความรับผิดชอบ การมีวินัยในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้
กิจกรรมการเรียนการสอน (STEM EDUCATION) 1.ขั้นระบุปัญหา (ดำเนินการเสร็จสิ้นในคาบเรียนที่ 1-2) 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา (ดำเนินการเสร็จสิ้นในคาบเรียนที่ 1-2) 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา(ดำเนินการเสร็จสิ้นในคาบเรียนที่ 1-2) 4.ขั้นวางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา (ดำเนินการเสร็จสิ้นในคาบเรียนที่ 1-2) 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผลและปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน ครูให้นักเรียนทดสอบการใช้งานอุปกรณ์สัญญาณกันขโมย เพื่อประเมินว่าอุปกรณ์สามารถแจ้งเตือน ได้หรือไม่และลักษณะการใช้งานเป็นไปตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ หากพบข้อบกพร่องหรืออุปกรณ์ไม่สามารถ ทำงานได้ให้ทำการปรับปรุงแก้ไข โดยกลับไปตรวจสอบขั้นตอนการทำงานที่ผ่านมา โดยบันทึกผลการทดสอบ และประเมินผลลงในใบบันทึกกิจกรรมที่ 5 6. ขั้นนำเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหา หรือชิ้นงาน - ครูให้นักเรียนนำเสนออุปกรณ์สัญญาณกันขโมยตามขั้นตอนข้างต้น โดยนำเสนอแนวคิดในการสร้าง และการทำงาน โดยเลือกรูปแบบการนำเสนอที่สื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย - ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปการเรียนรู้กิจกรรมสัญญาณกันขโมย ซึ่งใช้ความรู้ทาง คณิตศาสตร์เรื่อง ตารางค่าความจริงวิเคราะห์เหตุการณ์การใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเรื่อง การต่อวงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ลอจิกเกต อุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ในการออกแบบและสร้างอุปกรณ์ สัญญาณกันขโมย ซึ่งมีการแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทรัพย์สินมีโอกาสถูกขโมย การแก้ปัญหาตาม สถานการณ์ที่ให้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
สื่อการเรียนรู้/วัสดุอุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อวัสดุ อุปกรณ์ มัลติมิเดีย 1. หนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 5 สำนักพิมพ์ สสวท. 2. กิจกรรม STEM ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สำนักพิมพ์ สสวท. 3. ใบบันทึกกิจกรรมที่ 1 การสร้างตารางค่าความ จริงเพื่อหาความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ที่ส่งผลให้ ทรัพย์สินมีโอกาสถูกขโมยแบบประเมินชิ้นงาน 4. ใบบันทึกกิจกรรมที่ 2 การศึกษาอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ 5. ใบบันทึกกิจกรรมที่ 3 การศึกษาวงจรลอจิกเกต 6. ใบบันทึกกิจกรรมที่ 4 ออกแบบวงจรไฟฟ้า สำหรับอุปกรณ์สัญญาณกันขโมย 7. ใบบันทึกกิจกรรมที่ 5 ออกแบบและสร้าง อุปกรณ์สัญญาณกันขโมย 1. สื่อประกอบการสอน Power Point 2. อุปกรณ์การประดิษฐ์สัญญาณกันขโมย
การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ / พฤติกรรมการเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. อธิบายหลักการของ ไฟฟ้าสถิตได้ครอบคลุม ทุกประเด็น (K) - ประเมินจากผลงาน และการนำเสนอ - แบบประเมินผลงานกิจกรรม สะเต็มศึกษา ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 2. ออกแบบและสร้าง อุปกรณ์สัญญาณกัน ขโมย โดยการต่อ วงจรไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ได้(P) - ประเมินจากผลงาน และการนำเสนอ - แบบประเมินผลงานกิจกรรม สะเต็มศึกษา ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 3. มีความใฝ่เรียนรู้และ ให้ความร่วมมือในการทำ กิจกรรมกลุ่ม (A) - การปฏิบัติกิจกรรม ในห้องเรียน - แบบประเมินพฤติกรรมการ เรียนของนักเรียน ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 25 รายวิชา ฟิสิกส์ รหัสวิชา ว32204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง กระแสไฟฟ้า 1 จำนวน 2 คาบ/ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวจารุรัตน์ แก้วรอด สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และ กฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงาน ทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทำกับประจุไฟฟ้า และ กระแสไฟฟ้าการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการสื่อสาร รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้การเรียนรู้ ข้อที่ 9. อธิบายการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระและกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ ความสัมพันธ์ระหว่าง กระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำกับความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระ ความหนาแน่นของอิเล็กตรอนในลวด ตัวนำและพื้นที่หน้าตัดของลวดตัวนำ และคำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ระดับการคิด / พฤติกรรม 4.วิเคราะห์ สาระสำคัญ กระแสไฟฟ้า เป็นปริมาณประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่หรือถ่ายเทผ่านพื้นที่หน้าตัดขวางจากจุดหนึ่งไปจุด หนึ่งที่มีความต่างศักย์ไฟฟ้าแตกต่างกันของตัวนำไฟฟ้าในหนึ่งหน่วยเวลา กระแสไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ไฟฟ้ากระแสตรง ไฟฟ้ากระแสสลับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายกระแสไฟฟ้าและกระแสอิเล็กตรอนได้ (K) 2. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำกับความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระ ได้ (K) 3.อธิบายความสมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นของอิเล็กตรอนในลวดตัวนำและพื้นที่หน้าตัดของลวดตัวนำ ได้ (K) 4. ตรวจสอบหาปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระแสไฟฟ้าในตัวนำไฟฟ้าได้ (P) 5. มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และการทำงานที่ได้รับมอบหมายตลอดเวลา (A)
สาระการเรียนรู้/เนื้อหาสาระ การถ่ายโอนประจุไฟฟ้าผ่านลวดตัวนำหรือตัวนำอื่น ๆ เรียกว่า กระแสไฟฟ้า จึงกล่าวได้ว่า เมื่อมี ประจุไฟฟ้าในตัวนำใดจะเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นในตัวนำนั้น กระแสไฟฟ้าจึงเกิดจากการไหลของประจุไฟฟ้า โดยกระแสไฟฟ้าในตัวนำไฟฟ้ามีความสัมพันธ์กับความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระความหนาแน่นของ อิเล็กตรอนอิสระในตัวนำและพื้นที่หน้าตัดของตัวนำ เมื่อต่อลวดตัวนำกับแหล่งกำเนิดไฟฟ้าอิเล็กตรอนอิสระที่อยู่ในลวดตัวนำจะเคลื่อนที่ในทิศตรงข้ามกับ สนามไฟฟ้า ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า ซึ่งทิศของกระแสไฟฟ้ามีทิศทางเดียวกับสนามไฟฟ้า หรือมีทิศทางจากจุดที่ มีศักย์ไฟฟ้าสูงไปยังจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่า กระแสไฟฟ้าในตัวนำไฟฟ้ามีความสัมพันธ์กับความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระ ความหนาแน่น ของอิเล็กตรอนอิสระในตัวนำและพื้นที่หน้าตัดของตัวนำ ตามสมการ AnevI = d ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นในการทำงาน มีวินัย รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ ด้านคุณลักษณะของผู้เรียนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล เป็นเลิศวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร : อธิบายกระแสไฟฟ้าและกระแสอิเล็กตรอน ความสัมพันธ์ระหว่าง กระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำกับความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระได้ ความสมพันธ์ระหว่างความหนาแน่น ของอิเล็กตรอนในลวดตัวนำและพื้นที่หน้าตัดของลวดตัวนำ ความสามารถในการคิด : วางแผนการทดลองเพื่อตรวจสอบค่ากระแสไฟฟ้า ความสามารถในการแก้ปัญหา : การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจากการทดลอง ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต : - ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : การใช้อุปกรณ์การทดลอง
ด้านจุดเน้นการพัฒนาผู้เรียน 1. ด้านความสามารถและทักษะ ตามระดับชั้น ชั้น ม.1-3 : แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามวัย ชั้น ม.4-6 : แสวงหาความรู้เพื่อการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย 2. ด้านคุณลักษณะตามช่วงวัย ม.1-3 : เน้นอยู่อย่างพอเพียง ม.4-6 : เน้นมุ่งมั่นในการศึกษาและการทำงาน บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1. หลักความพอประมาณ : ใช้กระบวนการกลุ่ม/ กระบวนการปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ผล การเรียนรู้และวัยของผู้เรียน 2. หลักความมีเหตุผล : ผู้เรียนเกิดกระบวนการทำงานกลุ่ม/ กระบวนการปฏิบัติส่งเสริมการคิด วิเคราะห์การคิดสร้างสรรค์ 3. หลักภูมิคุ้มกัน : วางแผนอย่างรอบคอบในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้ เต็มตาม ศักยภาพของตนเอง 4. เงื่อนไขความรู้ : รอบรู้ เรื่องหลักสูตร เนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับ นักเรียน โดยใช้กระบวนการวัดและประเมินผลที่หลากหลายตรงตามสภาพจริง 5. เงื่อนไขคุณธรรม : ใช้หลักความยุติธรรม ความรับผิดชอบ การมีวินัยในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอน 1.ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. ครูทดสอบก่อนเรียน เก็บคะแนนไว้เพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังเรียนเพื่อหาความก้าวหน้า ของผู้เรียนโดยใช้ข้อสอบแบบปรนัย 10 ข้อ 2. ครูใช้คำถามกับนักเรียนเพื่อกระตุ้นความคิด ดังนี้ • ไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านเรือนเป็นกระแสไฟฟ้าแบบใด (กระแสไฟฟ้าสลับ) • หากต้องการวัดกระแสไฟฟ้าต้องใช้สิ่งใด (แอมมิเตอร์) • พลังงานไฟฟ้าที่นำไปคิดค่าไฟฟ้าจะต้องใช้หน่วยใด(หน่วย (unit))
2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 3. ในวันนี้ครูก็มีกิจกรรมมาให้นักเรียนได้ช่วยกันตรวจสอบว่าสิ่งที่นักเรียนตอบครูมานั้น ถูกต้อง หรือไม่ อย่างไร โดยใช้คำถามเชื่อมโยงเข้าสู่เนื้อหาในบทเรียน ดังนี้ - ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากประจุไฟฟ้ามีอะไรบ้าง (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้สอน เช่น ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า การหวีผมที่แห้งด้วยหวีพลาสติกแล้วมีเส้นผมชี้ ขึ้นตามหวี) 4.ครูสาธิตอุปกรณ์การทดลองอิเล็กโทรสโคปแบบแผ่นโลหะ 2 ชุด และลวดตัวนำ จากนั้นครูนำ ลวดตัวนำมาวางระหว่างจานโลหะของอิเล็กโทรสโคปทั้งสองชุด พร้อมตั้งประเด็นคำถามกระตุ้นความคิด นักเรียนว่า “เพราะเหตุใด เมื่อนำลวดตัวนำมาวางระหว่างจานโลหะของอิเล็กโทรสโคปทั้งสองชุด แล้วแผ่น โลหะบางของอิเล็กโทรสโคปทั้งสองชุดจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง” โดยให้นักเรียนแต่ละคนร่วมกันอภิปรายแสดง ความคิดเห็นอย่างอิสระ (เพราะเกิดการถ่ายโอนประจุระหว่างอิเล็กโทรสโคป และจะหยุดการถ่ายโอนประจุเมื่อ ความต่างศักย์ของอิเล็กโทรสโคปทั้งสองเท่ากัน) 5.นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ทำ กิจกรรม เรื่อง อิเล็กโทรฟอรัส ในหนังสือเรียนหน้า 244 ตัวแทนกลุ่มรับอุปกรณ์การทดลองหน้าชั้นเรียน จากนั้นให้นักเรียนแต่ละคนร ่วมกันอภิปรายแสดงความ คิดเห็นสิ่งที่สังเกตได้ภายในกลุ่ม หลังจากนั้นแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลการทดลองหน้าชั้นเรียน 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 6. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าชั้นเรียน ในระหว่างที่นักเรียน นำเสนอ ครูคอยให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช้แบบประเมินการนำเสนอผลงาน) 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 7. ครูขยายความรู้เพิ ่มเติมว ่า ประจุไฟฟ้าที ่เคลื ่อนที ่สามารถนำพลังงานไปถ ่ายโอนให้กับ เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ดังจะเห็นได้จากกิจกรรมหรือจากการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น หลอดไฟ โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์นาฬิกา” 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) 8. ครูตรวจสอบผลการแบบบันทึกกิจกรรม ของนักเรียน เพื่อตรวจสอบความเข้าใจหลังเรียนของ นักเรียน 9. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้า
สื่อการเรียนรู้/วัสดุอุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อวัสดุ อุปกรณ์ มัลติมิเดีย 1. หนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 5 สำนักพิมพ์ สสวท. 2. แบบบันทึกกิจกรรมที่ 1 เรื่อง อิเล็กโทรฟอรัส 1. อุปกรณ์การทดลอง เรื่อง อิเล็กโทรฟอรัส 2. สื่อประกอบการสอน Power Point 3. อิเล็กโทรสโคปแบบแผ่นโลหะ 2 ชุด 4. ลวดตัวนำ การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ / พฤติกรรมการเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. อธิบายกระแสไฟฟ้า และกระแสอิเล็กตรอน ได้ (K) - ตรวจจากการตอบ คำถามในแบบบันทึก กิจกรรม - แบบบันทึกกิจกรรมที่ 1 เรื่อง อิเล็กโทรฟอรัส -แบบประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 2. อธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างกระแสไฟฟ้าใน ลวดตัวนำกับความเร็ว ลอยเลื่อนของ อิเล็กตรอนอิสระได้ (K) - ตรวจจากการตอบ คำถามในแบบบันทึก กิจกรรม - แบบบันทึกกิจกรรมที่ 1 เรื่อง อิเล็กโทรฟอรัส -แบบประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 3.อธิบายความสมพันธ์ ระหว่างความหนาแน่น ของอิเล็กตรอนในลวด ตัวนำและพื้นที่หน้าตัด ของลวดตัวนำได้ (K) - ตรวจจากการตอบ คำถามในแบบบันทึก กิจกรรม - แบบบันทึกกิจกรรมที่ 1 เรื่อง อิเล็กโทรฟอรัส -แบบประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 4. ตรวจสอบหาปริมาณ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ กระแสไฟฟ้าในตัวนำ ไฟฟ้าได้ (P) - สังเกตจากการปฏิบัติ กิจกรรมการทดลอง - แบบประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 5. มีความมุ่งมั่นในการ เรียนรู้และการทำงานที่ ได้รับมอบหมาย ตลอดเวลา (A) - การปฏิบัติกิจกรรม ในห้องเรียน - แบบประเมินพฤติกรรมการ เรียนของนักเรียน ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
แบบบันทึกกิจกรรมเรื่อง อิเล็กโทรฟอรัส คำชี้แจง ให้นักเรียนบันทึกผลการทำกิจกรรมลงในแบบบันทึกกิจกรรม 1. การทดลอง เรื่อง......................................................................................................................................... วันที่ .................. เดือน ......................................... พ.ศ. .......................... เวลา ........................................ น. 2. สมาชิกในกลุ่ม 1) ..................................................................................... เลขที่ .............. หน้าที่......................................... 2) ......................................................................................เลขที่ ............... หน้าที่......................................... 3) ......................................................................................เลขที่ ................ หน้าที่......................................... 4) ......................................................................................เลขที่ ................ หน้าที่......................................... 5) ......................................................................................เลขที่ ................หน้าที่......................................... 6) ......................................................................................เลขที่ ................หน้าที่......................................... 3. สมมติฐานการทดลอง ....................................................................................................................................................................... 4. วัสดุอุปกรณ์การทดลอง .......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 5. วิธีการทดลอง .............................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ..............................................................................................................................................................................
6.ผลการทดลอง 7. อภิปรายผลการทดลอง ....................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 8. สรุปผลการทดลอง ....................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ..........................................................................................................................................................................
แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รายการประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การทำกิจกรรม ตามแผนที่กำหนด ทำกิจกรรมตามวิธีการและ ขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่าง ถูกต้องด้วยตนเองมีการ ปรับปรุงแก้ไข เป็นระยะ ทำกิจกรรมตามวิธีการ และขั้นตอนที่กำหนดไว้ ด้วยตนเอง มีการ ปรับปรุงแก้ไขบ้าง ทำกิจกรรมตามวิธีการ และขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยมีครู หรือผู้อื่นเป็น ผู้แนะนำ ทำกิจกรรมไม่ถูกต้องตาม วิธีการและขั้นตอน ที่ กำหนดไว้ ไม่มีการ ปรับปรุงแก้ไข 2. การบันทึกผลการทำ กิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะอย่าง ถูกต้อง มีระเบียบ มีการ ระบุหน่วย มีการอธิบาย ข้อมูลให้เห็นความเชื่อมโยง เป็นภาพรวม เป็นเหตุ เป็นผล และเป็นไปตามการ ทำกิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะ อย่างถูกต้อง มีระเบียบ มี การระบุหน่วย มีการ อธิบายข้อมูลให้เห็นถึง ความสัมพันธ์เป็นไปตาม การทำกิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะ แต่ไม่เป็นระเบียบ ไม่มีการระบุหน่วย และไม่มีการอธิบาย ข้อมูลให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ของการทำ กิจกรรม บันทึกผลไม่ครบ ไม่มีการระบุหน่วย และ ไม่เป็นไปตามการทำ กิจกรรม 3. การจัดกระทำข้อมูล และ การนำเสนอ จัดกระทำข้อมูลอย่างเป็น ระบบ มีการเชื่อมโยงให้เห็น เป็นภาพรวม และนำเสนอ ด้วยแบบต่าง ๆ อย่างชัดเจน ถูกต้อง จัดกระทำข้อมูล อย่างเป็นระบบ มีการจำแนกข้อมูล ให้เห็นความสัมพันธ์ นำเสนอด้วยแบบ ต่าง ๆ ได้ แต่ยัง ไม่ชัดเจน จัดกระทำข้อมูลอย่าง เป็นระบบ มีการยกตัวอย่าง เพิ่มเติมให้เข้าใจง่าย และนำเสนอด้วยแบบ ต่าง ๆ แต่ยัง ไม่ชัดเจน และ ไม่ถูกต้อง จัดกระทำข้อมูลอย่าง ไม่ เป็นระบบ และมีการ นำเสนอ ไม่สื่อ ความหมายและไม่ชัดเจน 4. การสรุปผล การทำกิจกรรม สรุปผลการทำกิจกรรมได้ อย่างถูกต้อง กระชับ ชัดเจน แลครอบคลุมข้อมูลจากการ วิเคราะห์ทั้งหมด สรุปผลการทำกิจกรรม ได้ถูกต้อง แต่ยังไม่ ครอบคลุมข้อมูลจากการ วิเคราะห์ทั้งหมด สรุปผลการทำกิจกรรม ได้ โดยมีครูหรือผู้อื่น แนะนำบ้าง จึงสามารถ สรุปได้ถูกต้อง สรุปผลการทำกิจกรรม ตามความรู้ที่พอมีอยู่ โดยไม่ใช้ข้อมูลจากการ ทำกิจกรรม 5. การเขียนรายงาน เขียนรายงานตรงตาม จุดประสงค์ ถูกต้องและ ชัดเจน และมีการเชื่อมโยง ให้เห็นเป็นภาพรวม เขียนรายงานตรงตาม จุดประสงค์อย่าง ถูกต้อง และชัดเจน แต่ ขาดการเรียบเรียง เขียนรายงานโดยสื่อ ความหมายได้ โดยมีครูหรือผู้อื่น แนะนำ เขียนรายงานได้ตาม ตัวอย่าง แต่ใช้ภาษา ไม่ถูกต้อง และไม่ชัดเจน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 26 รายวิชา ฟิสิกส์ รหัสวิชา ว32204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง กระแสไฟฟ้า 2 จำนวน 2 คาบ/ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวจารุรัตน์ แก้วรอด สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และ กฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงาน ทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทำกับประจุไฟฟ้า และ กระแสไฟฟ้าการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการสื่อสาร รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้การเรียนรู้ ข้อที่ 9. อธิบายการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระและกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ ความสัมพันธ์ระหว่าง กระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำกับความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระ ความหนาแน่นของอิเล็กตรอนในลวด ตัวนำและพื้นที่หน้าตัดของลวดตัวนำ และคำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ระดับการคิด / พฤติกรรม 4.วิเคราะห์ สาระสำคัญ ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในลวดตัวนำสามารถคำนซรได้จาก ความหนาแน่นของอิเล็กตรอนอิสระใน ตัวนำและพื้นที่หน้าตัดของตัวนำ ตามสมการ AnevI = d ซึ่งหากลวดตัวนำมีพื้นที่หน้าตัดใหญ่ขึ้นปริมาณ กระแสไฟฟ้าจะไหลได้มากขึ้น พบได้บริเวณเสาไฟฟ้าแรงสูง จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายหลักการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำได้ (K) 2. คำนวณหาปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระแสไฟฟ้าในตัวนำไฟฟ้าได้ (P) 3. มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และการทำงานที่ได้รับมอบหมายตลอดเวลา (A)
สาระการเรียนรู้/เนื้อหาสาระ การถ่ายโอนประจุไฟฟ้าผ่านลวดตัวนำหรือตัวนำอื่น ๆ เรียกว่า กระแสไฟฟ้า จึงกล่าวได้ว่า เมื่อมี ประจุไฟฟ้าในตัวนำใดจะเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นในตัวนำนั้น กระแสไฟฟ้าจึงเกิดจากการไหลของประจุไฟฟ้า โดยกระแสไฟฟ้าในตัวนำไฟฟ้ามีความสัมพันธ์กับความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระความหนาแน่นของ อิเล็กตรอนอิสระในตัวนำและพื้นที่หน้าตัดของตัวนำ เมื่อต่อลวดตัวนำกับแหล่งกำเนิดไฟฟ้าอิเล็กตรอนอิสระที่อยู่ในลวดตัวนำจะเคลื่อนที่ในทิศตรงข้ามกับ สนามไฟฟ้า ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า ซึ่งทิศของกระแสไฟฟ้ามีทิศทางเดียวกับสนามไฟฟ้า หรือมีทิศทางจากจุดที่ มีศักย์ไฟฟ้าสูงไปยังจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่า กระแสไฟฟ้าในตัวนำไฟฟ้ามีความสัมพันธ์กับความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระ ความหนาแน่น ของอิเล็กตรอนอิสระในตัวนำและพื้นที่หน้าตัดของตัวนำ ตามสมการ AnevI = d ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นในการทำงาน มีวินัย รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ ด้านคุณลักษณะของผู้เรียนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล เป็นเลิศวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร : อธิบายหลักการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ ความสามารถในการคิด : วิเคราะห์โจทย์ปัญหา ความสามารถในการแก้ปัญหา : แก็ดจทย์ปัญหาจากสิ่งที่กำหนด ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต : - ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : -
ด้านจุดเน้นการพัฒนาผู้เรียน 1. ด้านความสามารถและทักษะ ตามระดับชั้น ชั้น ม.1-3 : แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามวัย ชั้น ม.4-6 : แสวงหาความรู้เพื่อการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย 2. ด้านคุณลักษณะตามช่วงวัย ม.1-3 : เน้นอยู่อย่างพอเพียง ม.4-6 : เน้นมุ่งมั่นในการศึกษาและการทำงาน บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1. หลักความพอประมาณ : ใช้เวลา 2 ชั่วโมงจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับระดับชั้น ศักยภาพของ นักเรียนที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ผลการเรียนรู้และวัยของผู้เรียน 2. หลักความมีเหตุผล : จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เตรียมใบความรู้ แบบฝึกหัดให้สอดคล้องกับ ศักยภาพนักเรียน 3. หลักภูมิคุ้มกัน : วางแผนอย่างรอบคอบในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้ เต็มตาม ศักยภาพของตนเอง 4. เงื่อนไขความรู้ : รอบรู้ เรื่องหลักสูตร เนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับ นักเรียน โดยใช้กระบวนการวัดและประเมินผลที่หลากหลายตรงตามสภาพจริง 5. เงื่อนไขคุณธรรม : ใช้หลักความยุติธรรม ความรับผิดชอบ การมีวินัยในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้
กิจกรรมการเรียนการสอน 1.ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. ครูให้นักเรียนดูภาพปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ พร้อมใช้คำถามกระตุ้นความคิดนักเรียน ดังนี้ - จากภาพนักเรียนคิดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากอะไร (ก้อนเมฆเสียดสีกัน เกิดการ แลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้าระหว่างกับก้อนเมฆและพื้น) 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 2. ครูเสริมนักเรียนว่า “ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า (Thunder) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งเกิดจาก การเคลื่อนที่ของประจุอิเล็กตรอนภายในก้อนเมฆ หรือระหว่างก้อนเมฆกับก้อนเมฆ หรือเกิดขึ้นระหว่างก้อน เมฆกับพื้นดิน การเคลื่อนที่ขึ้นลงของกระแสอากาศ (updraft/downdraft) ภายในเมฆคิวมูโลนิมบัส ทำให้ เกิดความต ่างศักย์ไฟฟ้าในแต่ละบริเวณของก้อนเมฆและพื้นดินด้านล่าง เมื่อความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว ่าง ตำแหน่งทั้งสองที่มีค่าระดับหนึ่ง จะก่อให้เกิดสนามไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยมีประจุบวกอยู่ทางด้านบนของก้อน เมฆ ประจุลบอยู ่ทางตอนล่างของก้อนเมฆ พื้นดินบางแห ่งมีประจุบวก พื้นดินบางแห ่งมีประจุลบ ซึ ่งจะ เหนี่ยวนำให้เกิดการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า” 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 3. ครูอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าในตัวนำว่า “กระแสไฟฟ้าในตัวนำ มีทิศทางการเคลื่อนที่เดียวกับทิศทางของสนามไฟฟ้า เคลื่อนที่จากบริเวณที่มี ศักย์ไฟฟ้าสูงไปยังบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำ” 4. ครูอธิบายเพิ ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจเกี ่ยวกับทิศทางการเคลื ่อนที ่ของกระแสอิเล็กตรอนว่า “กระแสอิเล็กตรอน มีทิศทางสวนทางกับทิศทางของสนามไฟฟ้า เคลื่อนที่จากบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำไปยัง บริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าสูง”
5.ครูอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจว่า กระแสไฟฟ้าในตัวนำไฟฟ้ามีความสัมพันธ์กับความเร็วลอย เลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระ ความหนาแน่นของอิเล็กตรอนอิสระในตัวนำและพื้นที่หน้าตัดของตัวนำ ตาม สมการ AnevI = d 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 6. ครูให้ความรู้เกี่ยวกับการคำนวณหาปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหาค่ากระแสไฟฟ้า ตาม สมการ AnevI = d ดังนี้ ตัวอย่าง อัตราเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนมีค่า 4.0 x 10-3 เมตรต่อวินาทีในลวดโลหะที่มพื้นที่ หน้าตัด 1 ตารางมิลลิเมตรและมีอิเล็กตรอน 6.0 x 1029 อนุภาคต่อลูกบาศก์เมตร จงหากระแสไฟฟ้าในลวด โลหะนี้ จากโจทย์ทราบ … v = 4.0 x 10-3 m/s A = 1 mm2 = 1 x 10-6 m2 n = 6.0 x 1029 อนุภาค/m3 e = 1.6 x 10-19 C I = ? A วิธีทำ สูตร .. .I = nevA I = 6 x 1029 x 1.6 x 10-19 x 4 x 10-3 x 1 x 10-6 I = 38.4 x 1029 x 10-28 I = 384 A ดังนั้น กระแสไฟฟ้าในลวดโลหะนี้มีค่า 384 แอมแปร์ ตอบ. 7. ครูมอบหมายให้นักเรียนทำในแบบฝึกหัด เรื่อง กระแสไฟฟ้าในตัวนำไฟฟ้า 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) 8. ครูตรวจสอบผลการทำแบบฝึกหัดของนักเรียน เพื่อตรวจสอบความเข้าใจก่อนเรียนของนักเรียน 9. ครูใช้คำถามเพื่อตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน ดังนี้ • กระแสไฟฟ้าเกิดจากอะไร (เกิดจากประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่) • กระแสไฟฟ้า แบ่งเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง (กระแสไฟฟ้า แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ กระแสไฟฟ้าตรง และกระแสไฟฟ้าสลับ)
• กระแสไฟฟ้าตรง และกระแสไฟฟ้าสลับ แตกต่างกันอย่างไร (กระแสไฟฟ้าตรง จะมีการไหลในทิศทางเดียวตลอดเวลา ส่วนกระแสไฟฟ้าสลับ จะขึ้นอยู่กับเวลาที่อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ไปมาตลอดเวลา) • คุณสมบัติของตัวนำไฟฟ้าที่ดี มีลักษณะอย่างไร (มีความต้านทานไฟฟ้าน้อย) • ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผ่านลวดตัวนำขึ้นอยู่กับสิ่งใด ( ความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระ ความหนาแน่นของอิเล็กตรอนอิสระในตัวนำและ พื้นที่หน้าตัดของตัวนำ) 10. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้า ซึ่งได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “การถ่ายโอนประจุ ไฟฟ้าผ่านลวดตัวนำหรือตัวนำอื่น ๆ เรียกว่า กระแสไฟฟ้า (electric current) เมื่อมีประจุไฟฟ้าไหล ในตัวนำใดจะเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นในตัวนำนั้น กระแสไฟฟ้าจึงเกิดจากการไหลของประจุไฟฟ้า” สื่อการเรียนรู้/วัสดุอุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อวัสดุ อุปกรณ์ มัลติมิเดีย 1. หนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 5 สำนักพิมพ์ สสวท. 2. แบบฝึกหัด เรื่อง กระแสไฟฟ้าในตัวนำไฟฟ้า 1. รูปภาพ 2. สื่อประกอบการสอน Power Point การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ / พฤติกรรมการเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. อธิบายหลักการ เคลื่อนที่ของ กระแสไฟฟ้าในลวด ตัวนำได้ (K) - ตรวจจากการตอบ คำถามในแบบฝึกหัด -แบบประเมินการทำแบบฝึกหัด ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 2. คำนวณหาปริมาณ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ กระแสไฟฟ้าในตัวนำ ไฟฟ้าได้ (P) - ตรวจจากการตอบ คำถามในแบบฝึกหัด -แบบประเมินการทำแบบฝึกหัด ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 3. มีความมุ่งมั่นในการ เรียนรู้และการทำงานที่ ได้รับมอบหมาย ตลอดเวลา (A) - การปฏิบัติกิจกรรม ในห้องเรียน - แบบประเมินพฤติกรรมการ เรียนของนักเรียน ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
แบบฝึกหัด เรื่อง กระแสไฟฟ้าในตัวนำไฟฟ้า คำชี้แจง : แสดงวิธีคำนวณหาผลลัพธ์ของโจทย์ต่อไปนี้ 1. ลวดตัวนำเส้นหนึ่งมีพื้นที่ภาคตัดขวางเท่ากับ 9 ตารางเซนติเมตร ถ้ามีประจุไฟฟ้า +400 และ -200 คูลอมบ์เคลื่อนที่ผ่านพื้นที่นี้ในลักษณะสวนทางกัน โดยใช้เวลา 5 วินาที แสดงว่ามีกระแสไฟฟ้าผ่านตัวนำเส้นนี้ เท่าใด .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. เส้นลวดเส้นหนึ่งมีพื้นที่หน้าตัด 10 ตารางมิลลิเมตร เมื่อต่อกับวงจรให้เกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าค่าหนึ่ง จะมีกระแสไฟฟ้าผ่านลวดเส้นนี้เท่าใด เมื่อความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนเท่ากับ 0.1 มิลลิเมตรต่อวินาที และจำนวนอิเล็กตรอนอิสระต่อลูกบาศก์เมตรในลวดเส้นนี้เป็น 28 210 อนุภาค .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. ลวดตัวนำยาว 1 เมตร มีพื้นที่หน้าตัด 0.1 ตารางเซนติเมตร ถ้ามีกระแสไฟฟ้า 3.2 มิลลิแอมแปร์ ไหลผ่าน ความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระในลวดเส้นนี้จะเป็นเท่าใด ถ้าลวดเส้นนี้มีจำนวนอิเล็กตรอนทั้งหมด 22 410 ตัว .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................
แบบฝึกหัด เรื่อง กระแสไฟฟ้าในตัวนำไฟฟ้า เฉลย คำชี้แจง : แสดงวิธีคำนวณหาผลลัพธ์ของโจทย์ต่อไปนี้ 1. ลวดตัวนำเส้นหนึ่งมีพื้นที่ภาคตัดขวางเท่ากับ 9 ตารางเซนติเมตร ถ้ามีประจุไฟฟ้า +400 และ -200 คูลอมบ์เคลื่อนที่ผ่านพื้นที่นี้ในลักษณะสวนทางกัน โดยใช้เวลา 5 วินาที แสดงว่ามีกระแสไฟฟ้าผ่านตัวนำเส้นนี้ เท่าใด วิธีทำ จากสมการ t Q I = ประจุไฟฟ้า +400 จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า 80 A 5 400 I 1 = = ประจุไฟฟ้า -200 จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า 40 A 5 200 I 2 = = กระแสไฟฟ้าทั้งหมดที่ผ่านตัวนำเส้นนี้ คือ I I 80 40 120 A 1 + 2 = + = ดังนั้น ลวดตัวนำเส้นนี้จะมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านทั้งหมด 120 แอมแปร์ 2. เส้นลวดเส้นหนึ่งมีพื้นที่หน้าตัด 10 ตารางมิลลิเมตร เมื่อต่อกับวงจรให้เกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าค่าหนึ่ง จะมีกระแสไฟฟ้าผ่านลวดเส้นนี้เท่าใด เมื่อความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนเท่ากับ 0.1 มิลลิเมตรต่อวินาที และจำนวนอิเล็กตรอนอิสระต่อลูกบาศก์เมตรในลวดเส้นนี้เป็น 28 210 อนุภาค วิธีทำ จากสมการ AnevI = d I (2 10 )(1.6 10 )(0.1 10 )(10 10 ) 28 −19 −3 −6 = I = 3.2 A ดังนั้น เมื่อต่อกับวงจรให้เกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าค่าหนึ่ง จะมีกระแสไฟฟ้าผ่านลวดเส้นนี้ 3.2 แอมแปร์ 3. ลวดตัวนำยาว 1 เมตร มีพื้นที่หน้าตัด 0.1 ตารางเซนติเมตร ถ้ามีกระแสไฟฟ้า 3.2 มิลลิแอมแปร์ ไหลผ่าน ความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระในลวดเส้นนี้จะเป็นเท่าใด ถ้าลวดเส้นนี้มีจำนวนอิเล็กตรอนทั้งหมด 22 410 ตัว วิธีทำ จากสมการ AnevI = d 3.2 10 (4 10 )(1.6 10 )(v )(0.1 10 ) 4 d −3 22 19 − = v 5.0 10 m หร ื อ 500 nm 7 d − = ดังนั้น ความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระในลวดเส้นนี้เป็น 500 นาโนเมตร
แบบประเมินการทำแบบฝึกหัด ตามเกณฑ์การให้คะแนนแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ ตามขั้นตอนการแก้โจทย์ปัญหาของ โพลยา จะมี 4 ขั้นตอนใหญ ่ ในแต ่ละขั้นตอนจะมีขั้นตอนย ่อยในการตรวจแบบฝึกทักษะแบบวิธีทำจึงได้ กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนดังตารางข้างนี้ให้นักเรียนหรือครูผู้ตรวจดูเกณฑ์การให้คะแนนเทียบกับแบบเฉลย แบบฝึกทักษะจะสามารถตรวจให้คะแนนได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจเกณฑ์การให้คะแนนมากยิ่งขึ้น รายการประเมิน ระดับคะแนน 0.0 0.5 1.0 ขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจ โจทย์ ไม่ตอบ หรือระบุสิ่งที่ โจทย์ ให้มา และสิ่งที่ โจทย์ถาม เขียนเป็น สัญลักษณ์ไม่ ถูกต้องเลย ระบุสิ่งที่โจทย์ให้มา และ สิ่งที่โจทย์ถามพร้อม เขียนเป็น สัญลักษณ์ได้ บางตัว ระบุสิ่งที่โจทย์ให้มา และ สิ่งที่โจทย์ถามพร้อม เขียนเป็น สัญลักษณ์ได้ ถูกต้องครบถ้วน ขั้นที่ 2 วางแผน การแก้ปัญหา ไม่ตอบ หรือเลือกสมการ เพื่อใช้ในการหาคำตอบ จากสิ่งที่โจทย์ให้มาไม่ ถูกต้อง เลือกสมการเพื่อใช้ใน การหาคำตอบจากสิ่งที่ โจทย์ให้มาได้ถูกต้อง แต่ ไม่ครบถ้วน เลือกสมการเพื่อใช้ใน การหาคำตอบจากสิ่งที่ โจทย์ให้มาได้ถูกต้อง และครบถ้วน ขั้นที่ 3 ปฏิบัติตามแผน ไม่ตอบ หรือไม่สามารถ แทนตัวเลขลงในตัวแปร และคิดคำนวณหา คำตอบที่เป็นสากลได้ สามารถแทนตัวเลขลงใน ตัวแปรและคิด คำนวณหาคำตอบที่เป็น สากลได้ แต่ไม่ครบถ้วน สามารถแทนตัวเลขลงใน ตัวแปรและคิด คำนวณหาคำตอบที่เป็น สากลได้ ครบถ้วน ถูกต้อง ขั้นที่ 4 ตรวจสอบ ไม่ตอบ หรือไม่สามารถ ตรวจทานคำตอบ ตรวจสอบ หน่วยเป็น สากลและสรุปคำตอบได้ สามารถตรวจทาน คำตอบ ตรวจสอบ แต่ ไม่สามารถ ระบุหน่วย เป็นสากล และ สรุป คำตอบได้ครบถ้วน สามารถตรวจทาน คำตอบ ตรวจสอบหน่วย เป็นสากล และสรุป คำตอบได้ครบถ้วน ถูกต้อง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 27 รายวิชา ฟิสิกส์ รหัสวิชา ว32204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้า จำนวน 2 คาบ/ชั่วโมง และความต่างศักย์1 ผู้สอน นางสาวจารุรัตน์ แก้วรอด สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และ กฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงาน ทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทำกับประจุไฟฟ้า และ กระแสไฟฟ้าการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการสื่อสาร รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้การเรียนรู้ ข้อที่ 10. ทดลอง และอธิบายกฎของโอห์ม อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความต้านทานกับความยาว พื้นที ่หน้าตัด และสภาพต้านทานของตัวนำโลหะที่อุณหภูมิคงตัว และคำนวณปริมาณต ่าง ๆ ที ่เกี ่ยวข้อง รวมทั้งอธิบายและคำนวณความต้านทานสมมูล เมื่อนาตัวต้านทานมาต่อกันแบบอนุกรมและแบบขนานได้ ระดับการคิด / พฤติกรรม 4.วิเคราะห์ สาระสำคัญ กฎของโอห์มเป็นกฎความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้า แรงเคลื ่อนไฟฟ้าและความต้านทาน ใน วงจรไฟฟ้าใด ๆ กระแสไฟฟ้าจะแปรผันตรงกับแรงดันไฟฟ้าและแปรผกผันกับความต้านทาน ในวงจรไฟฟ้าจะ มีกำลังงานไฟฟ้าเกิดขึ้นเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงพลังงานจากลักษณะหนึ่งไปสู่อีกลักษณะหนึ่ง อาจจะอยู่ใน รูปของความร้อน แสง ฯลฯ เมื่อกำลังงานถูกใช้ไปในระยะหนึ่งเราเรียกว่าพลังงานไฟฟ้า จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ได้ (K) 2. ทดลองหาปริมาณความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ได้อย่างถูกต้องและเป็นลำดับ ขั้นตอน (P) 3. มีความใฝ่เรียนรู้และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่ม (A)
สาระการเรียนรู้/เนื้อหาสาระ กฎของโอห์ม มีใจความว่า “ถ้าอุณหภูมิของลวดตัวนำคงตัว กระแสไฟฟ้าที่ผ่านลวดตัวนำจะเป็น สัดส่วนโดยตรงกับความต่างศักย์ระหว่างปลายทั้งสองของลวดตัวนำนั้น” เมื่ออุณหภูมิคงตัว กระแสไฟฟ้าในตัวนำโลหะ ความต่างศักย์ที่ปลายทั้งสองและความต้านทานของ ตัวนำนั้นมีความสัมพันธ์กันตามกฎของโอห์ม เขียนแทนได้ด้วยสมการ V R 1 I = ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นในการทำงาน มีวินัย รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ ด้านคุณลักษณะของผู้เรียนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล เป็นเลิศวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร : การอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ ภายใต้กฎของโอห์ม ความสามารถในการคิด : วางแผนการทดลองหาปริมาณความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและ ความต่างศักย์ได้อย่างถูกต้องและเป็นลำดับขั้นตอน ความสามารถในการแก้ปัญหา : สามารถแก้ไขที่เกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมได้,การระบุคำตอบ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต : - ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : การใช้อุปกรณ์การทดลอง
ด้านจุดเน้นการพัฒนาผู้เรียน 1. ด้านความสามารถและทักษะ ตามระดับชั้น ชั้น ม.1-3 : แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามวัย ชั้น ม.4-6 : แสวงหาความรู้เพื่อการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย 2. ด้านคุณลักษณะตามช่วงวัย ม.1-3 : เน้นอยู่อย่างพอเพียง ม.4-6 : เน้นมุ่งมั่นในการศึกษาและการทำงาน บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1. หลักความพอประมาณ : ใช้กระบวนการกลุ่ม/ กระบวนการปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ผลการ เรียนรู้และวัยของผู้เรียน 2. หลักความมีเหตุผล : ผู้เรียนเกิดกระบวนการทำงานกลุ่ม/ กระบวนการปฏิบัติส่งเสริมการคิด วิเคราะห์การคิดสร้างสรรค์ 3. หลักภูมิคุ้มกัน : วางแผนอย่างรอบคอบในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้เต็ม ตาม ศักยภาพของตนเอง 4. เงื่อนไขความรู้ : รอบรู้ เรื่องหลักสูตร เนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับ นักเรียน โดยใช้กระบวนการวัดและประเมินผลที่หลากหลายตรงตามสภาพจริง 5. เงื่อนไขคุณธรรม : ใช้หลักความยุติธรรม ความรับผิดชอบ การมีวินัยในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอน 1.ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. ครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนเกี่ยวกับ เรื่อง กระแสไฟฟ้า จากนั้นครูแจ้งจุดประสงค์การ เรียนรู้ให้นักเรียนทราบ 2. ครูตั้งประเด็นคำถามกระตุ้นความคิดนักเรียนว่า “สิ่งใดที่ทำให้ประจุไฟฟ้าในตัวนำเคลื่อนที่ และการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้านั้นส่งผลให้เกิดสิ่งใด” โดยให้นักเรียนแต่ละคนร่วมกันอภิปรายแสดงความ คิดเห็นอย่างอิสระโดยไม่มีการเฉลยว่าถูกหรือผิด ( ความต่างศักย์มีผลทำให้ประจุไฟฟ้าในตัวนำเคลื่อนที่ และการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้านั้นทำให้ เกิดกระแสไฟฟ้า)
2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 3. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 6 คน ตามความสมัครใจ จากนั้นครูแจ้งจุดประสงค์ของกิจกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ ให้นักเรียนทราบเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมที่ ถูกต้อง 4. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษากิจกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ จากหนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ไฟฟ้ากระแส โดยครูใช้ รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือมาจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยกำหนดให้สมาชิกแต่ละคนภายในกลุ่มมีบทบาท หน้าที่ของตนเอง ดังนี้ • สมาชิกคนที่ 1-2 ทำหน้าที่ เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมความสัมพันธ์ ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ • สมาชิกคนที่ 3-4 ทำหน้าที่ อ่านวิธีปฏิบัติกิจกรรม และนำมาอธิบายให้สมาชิกในกลุ่มฟัง • สมาชิกคนที่ 5-6 ทำหน้าที่ บันทึกผลการปฏิบัติกิจกรรมลงในสมุดประจำตัวนักเรียน (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช้แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม) 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอน จากหนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ไฟฟ้ากระแส 6. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้และวิเคราะห์ผลการปฏิบัติกิจกรรม แล้วอภิปราย ผลร่วมกัน 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 7. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าชั้นเรียน ในระหว่างที่นักเรียน นำเสนอครูคอยให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช้แบบประเมินการนำเสนอผลงาน) 8. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันตอบคำถามท้ายกิจกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความ ต่างศักย์โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพื่อหาคำตอบ จากนั้นครูสุ่มนักเรียน จำนวน 4-5 กลุ่ม ออกมานำเสนอคำตอบของกลุ่มตนเองหน้าชั้นเรียน 9. เมื่อนักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอคำตอบของกลุ่มตนเองเรียบร้อยแล้ว นักเรียนและครูร่วมกัน อภิปรายผลท้ายกิจกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ และเฉลยคำถามท้ายกิจกรรม 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 10. เพื่อให้นักเรียนเข้าใจในบทเรียนเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ มากยิ่งขึ้นครูได้นำโปรแกรม PhET interective simulations เรื่องกฎของโอห์ม (ที่มา : https://phet.colorado.edu/sims/html/ohms-law/latest/ohms-law_th.html) มาสรุปองค์ความรู้ อีกครั้ง เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและยั่งยืน
5. ขั้นประเมิน (Evaluation) 11. ครูตั้งประเด็นคำถามกระตุ้นความคิดนักเรียน เพื่อเป็นการตรวจสอบความรู้เรื่อง ความสัมพันธ์ ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ดังนี้ - กฎของโอห์ม มีใจความว่าอย่างไร (กฎของโอห์ม มีใจความว่า “ถ้าอุณหภูมิของลวดตัวนำคงตัว กระแสไฟฟ้าที่ผ่านลวดตัวนำจะ เป็นสัดส่วนโดยตรงกับความต่างศักย์ระหว่างปลายทั้งสองของลวดตัวนำนั้น”) - กระแสไฟฟ้ากับความต่างศักย์มีความสัมพันธ์กันอย่างไร และสอดคล้องกับกฎใด ( กระแสไฟฟ้ากับความต่างศักย์มีความสัมพันธ์กัน โดยแปรผันตามกัน หากกระแสไฟฟ้ามีค่า มาก ความต่างศักย์จะมีค่ามาก แต่ถ้ากระแสไฟฟ้ามีค่าน้อย ความต่างศักย์ก็จะมีค่าน้อยตามไปด้วย ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับกฎของโอห์ม) สื่อการเรียนรู้/วัสดุอุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์/แหล่งเรียนรู้ สื่อวัสดุ อุปกรณ์ มัลติมิเดีย 1. หนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 5 สำนักพิมพ์ สสวท. 2. แบบบันทึกกิจกรรมที่ 2 เรื่อง ความสัมพันธ์ ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ 1. อุปกรณ์การทดลอง เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่าง กระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ 2. สื่อประกอบการสอน Power Point 3. โปรแกรม PhET interective simulations เรื่องกฎของโอห์ม (ที่มา : https://phet.colorado.edu/sims/html/ohmslaw/latest/ohms-law_th.html)
การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ / พฤติกรรมการเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. อธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างกระแสไฟฟ้า และความต่างศักย์ได้ (K) - ตรวจจากการตอบ คำถามในแบบบันทึก กิจกรรม - แบบบันทึกกิจกรรม เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่าง กระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ -แบบประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 2. ทดลองหาปริมาณ ความสัมพันธ์ระหว่าง กระแสไฟฟ้าและความ ต่างศักย์ได้อย่างถูกต้อง และเป็นลำดับขั้นตอน (P) - สังเกตจากการปฏิบัติ กิจกรรมการทดลอง - แบบประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 3. มีความใฝ่เรียนรู้และ ให้ความร่วมมือในการทำ กิจกรรมกลุ่ม (A) - การปฏิบัติกิจกรรม ในห้องเรียน - แบบประเมินพฤติกรรมการ เรียนของนักเรียน ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
แบบบันทึกกิจกรรมเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ คำชี้แจง ให้นักเรียนบันทึกผลการทำกิจกรรมลงในแบบบันทึกกิจกรรม 1. การทดลอง เรื่อง......................................................................................................................................... วันที่ .................. เดือน ......................................... พ.ศ. .......................... เวลา ........................................ น. 2. สมาชิกในกลุ่ม 1) ..................................................................................... เลขที่ .............. หน้าที่......................................... 2) ......................................................................................เลขที่ ............... หน้าที่......................................... 3) ......................................................................................เลขที่ ................ หน้าที่......................................... 4) ......................................................................................เลขที่ ................ หน้าที่......................................... 5) ......................................................................................เลขที่ ................หน้าที่......................................... 6) ......................................................................................เลขที่ ................หน้าที่......................................... 3. สมมติฐานการทดลอง ....................................................................................................................................................................... 4. วัสดุอุปกรณ์การทดลอง .......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 5. วิธีการทดลอง .............................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ..............................................................................................................................................................................
6.ผลการทดลอง 7. อภิปรายผลการทดลอง ....................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 8. สรุปผลการทดลอง ....................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ..........................................................................................................................................................................
แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รายการประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การทำกิจกรรม ตามแผนที่กำหนด ทำกิจกรรมตามวิธีการและ ขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่าง ถูกต้องด้วยตนเองมีการ ปรับปรุงแก้ไข เป็นระยะ ทำกิจกรรมตามวิธีการ และขั้นตอนที่กำหนดไว้ ด้วยตนเอง มีการ ปรับปรุงแก้ไขบ้าง ทำกิจกรรมตามวิธีการ และขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยมีครู หรือผู้อื่นเป็น ผู้แนะนำ ทำกิจกรรมไม่ถูกต้องตาม วิธีการและขั้นตอน ที่ กำหนดไว้ ไม่มีการ ปรับปรุงแก้ไข 2. การบันทึกผลการทำ กิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะอย่าง ถูกต้อง มีระเบียบ มีการ ระบุหน่วย มีการอธิบาย ข้อมูลให้เห็นความ เชื่อมโยงเป็นภาพรวม เป็นเหตุ เป็นผล และ เป็นไปตามการทำกิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะ อย่างถูกต้อง มีระเบียบ มี การระบุหน่วย มีการ อธิบายข้อมูลให้เห็นถึง ความสัมพันธ์เป็นไปตาม การทำกิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะ แต่ไม่เป็นระเบียบ ไม่มีการระบุหน่วย และไม่มีการอธิบาย ข้อมูลให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ของการทำ กิจกรรม บันทึกผลไม่ครบ ไม่มีการระบุหน่วย และ ไม่เป็นไปตามการทำ กิจกรรม 3. การจัดกระทำข้อมูล และ การนำเสนอ จัดกระทำข้อมูลอย่างเป็น ระบบ มีการเชื่อมโยงให้ เห็นเป็นภาพรวม และ นำเสนอด้วยแบบต่าง ๆ อย่างชัดเจน ถูกต้อง จัดกระทำข้อมูล อย่างเป็นระบบ มีการจำแนกข้อมูล ให้เห็นความสัมพันธ์ นำเสนอด้วยแบบ ต่าง ๆ ได้ แต่ยัง ไม่ชัดเจน จัดกระทำข้อมูลอย่าง เป็นระบบ มีการยกตัวอย่าง เพิ่มเติมให้เข้าใจง่าย และนำเสนอด้วยแบบ ต่าง ๆ แต่ยังไม่ชัดเจน และไม่ถูกต้อง จัดกระทำข้อมูลอย่าง ไม่ เป็นระบบ และมีการ นำเสนอ ไม่สื่อ ความหมายและไม่ชัดเจน 4. การสรุปผล การทำกิจกรรม สรุปผลการทำกิจกรรมได้ อย่างถูกต้อง กระชับ ชัดเจน แลครอบคลุมข้อมูล จากการวิเคราะห์ทั้งหมด สรุปผลการทำกิจกรรม ได้ถูกต้อง แต่ยังไม่ ครอบคลุมข้อมูลจากการ วิเคราะห์ทั้งหมด สรุปผลการทำกิจกรรม ได้ โดยมีครูหรือผู้อื่น แนะนำบ้าง จึงสามารถ สรุปได้ถูกต้อง สรุปผลการทำกิจกรรม ตามความรู้ที่พอมีอยู่ โดยไม่ใช้ข้อมูลจากการ ทำกิจกรรม 5. การเขียนรายงาน เขียนรายงานตรงตาม จุดประสงค์ ถูกต้องและ ชัดเจน และมีการ เชื่อมโยงให้เห็นเป็น ภาพรวม เขียนรายงานตรงตาม จุดประสงค์อย่าง ถูกต้อง และชัดเจน แต่ ขาดการเรียบเรียง เขียนรายงานโดยสื่อ ความหมายได้ โดยมีครูหรือผู้อื่น แนะนำ เขียนรายงานได้ตาม ตัวอย่าง แต่ใช้ภาษา ไม่ถูกต้อง และไม่ชัดเจน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 28 รายวิชา ฟิสิกส์ รหัสวิชา ว32204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้า จำนวน 2 คาบ/ชั่วโมง และความต่างศักย์2 ผู้สอน นางสาวจารุรัตน์ แก้วรอด สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และ กฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงาน ทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทำกับประจุไฟฟ้า และ กระแสไฟฟ้าการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการสื่อสาร รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้การเรียนรู้ ข้อที่ 10. ทดลอง และอธิบายกฎของโอห์ม อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความต้านทานกับความยาว พื้นที ่หน้าตัด และสภาพต้านทานของตัวนำโลหะที่อุณหภูมิคงตัว และคำนวณปริมาณต ่าง ๆ ที ่เกี ่ยวข้อง รวมทั้งอธิบายและคำนวณความต้านทานสมมูล เมื่อนาตัวต้านทานมาต่อกันแบบอนุกรมและแบบขนานได้ ระดับการคิด / พฤติกรรม 4.วิเคราะห์ สาระสำคัญ ถ้าอุณหภูมิคงตัว กระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำจะแปรผันตรงกับความต่างศักย์ระหว่างปลายของตัวนำนั้น เมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ในตัวนำไฟฟ้าชนิดอื่นๆ ได้แก่ โลหะ หลอด ไดโอด อิเล็กโทรไลต์และสารกึ่งตัวนำ ที่อุณหภูมิคงตัว จะเห็นว่า ตัวนำไฟฟ้าที่เป็นโลหะจะมีความต้านทาน คงตัว และเป็นไปตามกฎของโอห์ม จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ได้ (K) 2. คำนวณหาปริมาณกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ได้อย่างถูกต้องและเป็นลำดับขั้นตอน (P) 3. มีความใฝ่เรียนรู้และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม (A)
สาระการเรียนรู้/เนื้อหาสาระ กฎของโอห์ม มีใจความว่า “ถ้าอุณหภูมิของลวดตัวนำคงตัว กระแสไฟฟ้าที่ผ่านลวดตัวนำจะเป็น สัดส่วนโดยตรงกับความต่างศักย์ระหว่างปลายทั้งสองของลวดตัวนำนั้น” เมื่ออุณหภูมิคงตัว กระแสไฟฟ้าในตัวนำโลหะ ความต่างศักย์ที่ปลายทั้งสองและความต้านทานของ ตัวนำนั้นมีความสัมพันธ์กันตามกฎของโอห์ม เขียนแทนได้ด้วยสมการ V R 1 I = ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นในการทำงาน มีวินัย รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ ด้านคุณลักษณะของผู้เรียนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล เป็นเลิศวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร : อธิบายหลักการกฎของโอห์ม ความสามารถในการคิด : วิเคราะห์โจทย์ปัญหา ความสามารถในการแก้ปัญหา : แก็โจทย์ปัญหาจากสิ่งที่กำหนด ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต : - ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : - ด้านจุดเน้นการพัฒนาผู้เรียน 1. ด้านความสามารถและทักษะ ตามระดับชั้น ชั้น ม.1-3 : แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามวัย ชั้น ม.4-6 : แสวงหาความรู้เพื่อการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย 2. ด้านคุณลักษณะตามช่วงวัย ม.1-3 : เน้นอยู่อย่างพอเพียง ม.4-6 : เน้นมุ่งมั่นในการศึกษาและการทำงาน
บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1. หลักความพอประมาณ : ใช้เวลา 2 ชั่วโมงจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับระดับชั้น ศักยภาพของ นักเรียนที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ผลการเรียนรู้และวัยของผู้เรียน 2. หลักความมีเหตุผล : จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เตรียมใบความรู้ แบบฝึกหัดให้สอดคล้องกับ ศักยภาพนักเรียน 3. หลักภูมิคุ้มกัน : วางแผนอย่างรอบคอบในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้ เต็มตาม ศักยภาพของตนเอง 4. เงื่อนไขความรู้ : รอบรู้ เรื่องหลักสูตร เนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับ นักเรียน โดยใช้กระบวนการวัดและประเมินผลที่หลากหลายตรงตามสภาพจริง 5. เงื่อนไขคุณธรรม : ใช้หลักความยุติธรรม ความรับผิดชอบ การมีวินัยในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอน 1.ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. ครูเปิดโปรแกรม PhET interective simulations เรื่องกฎของโอห์ม (ที่มา : https://phet.colorado.edu/sims/html/ohms-law/latest/ohms-law_th.html) เพื่อตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจของนักเรียนและเป็นการกระตุ้นความคิดก่อนเริ่มเรียน