The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kruarriya.y, 2020-05-09 05:09:54

PDF_สังคมศึกษา

PDF_สังคมศึกษา

ประวตั ศิ าสตร์ไทย ๑๐๑

สมัยประวัติศาสตร (History)

ประวตั ศิ าสตรส ากล ประวตั ศิ าสตรไทย ประวตั ิศาสตรจ ีน ภูมิภาค/รัฐอน่ื ๆ

สมัยโบราณ สมัยกอ นสโุ ขทัย ประมาณ ส๑,ม๗๖ัย๖โ-บ๒๑ร๑าปณกอ น ค.ศ.
๒๑๑สปมกอัยนจคัก.ศร.-วค.รศ.ร๑ด๙ิ ๑๒
๓,๕๐๐ ปก อ น ค.ศ. พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒ - ๑๘ ค.ศ.ส๑ม๙ัย๑๒ใ-ห๑ม๙๔ ๙
สมยั ปจจุบัน
สมยั กลาง สมัยสุโขทัย
ค.ศ. ๑๙๔๙-ปจ จบุ นั
คริสตศ ตวรรษท่ี ๕ - ๑๕ พุทธศตวรรษท่ี ๑๘ - ๒๑

ครสิ ตศสตมวรัยรษใทหี่ ๑ม๕ - ๒๐ สมัยอยุธยา
ครสิ ตสศ ตมวรยั รษปทจ่ี ๒จ๐บุ - นัปจ จบุ นั
พุทธศตวรรษท่ี ๑๙ - ๒๔

สมยั ธนบุรี

พุทธศตวรรษท่ี ๒๔

สมัยรตั นโกสินทร

พทุ ธศตวรรษที่ ๒๔ - ปจ จบุ นั

พระจปงั หราวงัดคลส พาบมรุยีอด อทุ ยานจปงั รหะววดััตสิศโุาขสทตัยรสโุ ขทยั จงั อหพทุ วรยัดะาพนนรคปะรรนศะครวรอีัตศยศิ รธุ าีอยสยาตุธรย า วดั อรุณราชวรการรงุาเมทพราฯชวรมหาวิหาร พระบกรรมุงมเทหพาฯราชวงั

สมัยกอนประวตั ิศาสตร

ยุคหนิ

(๕๐๐,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ปมาแลว )

ยุคหนิ เกา ยคุ หินกลาง ยุคหนิ ใหม ๔ พันป
มาแลว
๕ แสนป ๑ หมนื่ ป ๖ พนั ป
มาแลว มาแลว มาแลว

ยคุ สังคมลาสัตวแ ละหาของปา ยุคหมูบา นสงั คม
เกษตรกรรม

การเปรียบเทียบประวัตศิ าสตรสากล

๒๑ ๒๐ ๑๘ ๑๕
ศตวรรษท่ี ศตวรรษที่
ศตวรรษที่ ศตวรรษที่

สมัยปจ จบุ ัน สมัยใหม

(พส.ศม.ยั ๒ร๓ตั ๒น๕โก- สปนิจ จทบุ รัน ) (พ.ศส. ๑ม๘ัย๙อ๓ยุธ- ย๒า๓๑๐)

(พ.ศ.ส๒ม๓ยั ๑ธ๐น-บ๒รุ ๓ี ๒๕)

๑๐๒

ประวตั ศิ าสตรไ์ ทย ๑๐๓

๓,๕๐๐ ปก อน ค.ศ.

ยุคโลหะ ปสรมะยั วโัตบศิ ราาสณตรสากล

(๔,๐๐๐ - ๑,๕๐๐ ปม าแลว ) ๑,๕๐๐ ป ครสิ
มาแลว
ยุคสาํ รดิ ยคุ เหล็ก
ยุคสงั คมเมือง
๒,๕๐๐ ป
มาแลว

กบั ประวตั ศิ าสตรไ ทย ตศ ตวรรษท่ี ๕

๑๔ ๑๓ ศตวรรษท่ี ๖
ศตวรรษท่ี ศตวรรษท่ี

สมยั กลาง

(พ.ศส. ๑ม๗ัย๙ส๒โุ ข-ท๒ัย๐๐๖) (กอ สนมพัยุทกธศอตนวสรรโุ ขษทท่ี ัย๑๘)

สมยั ประวัติศาสตรไ ทย

หลักฐานทางประวัติศาสตร

หลกั ฐานช้นั ตน หลกั ฐานชั้นรอง
(Secondary sources)
(Primary sources)

หลกั ฐานปฐมภมู ิ หลกั ฐานทตุ ยิ ภูมิ
หลกั ฐานทเ่ี กิด หลกั ฐานที่เกิด
หลงั เหตกุ ารณ
พรอมเหตกุ ารณห รอื หรอื ศึกษาจาก
ผูเห็นเหตุการณ หลกั ฐานชั้นตน
บันทึกไว

เสหมรยั ยี ทญวเางรนิ วดี เคร่ืองประดับ

ประติมากรรมสมัยทวารวดี

จารึกเยธมฺมา

104 จเจงั ดหยี วจัดลุ นปครระปโทฐมน และกวธารงรหมมจอักบร

ประวัตศิ าสตรไทย 10๕

จจังาหรกึ ววัดัดนเคสรมศารเมีธรือรงมราช วัดหลง จงั หวดั สุราษฎรธ านี
เงนิ สดมอัยกศจรนัีวิชทัยร

พระโพธสิ ัตวอวโลกิเตศวร เครอ่ื งประดับ

พระปรจางั งหควส ดั าลมพยอบดุรี
จังปหรวาดั สนาคทรหรินาพชสิมีมายา

ปจงัรหาสวาดั ทบพุรรีนัมมยร งุ เทวรูป

จารกึ เขมรโบราณ

“พอ กูชื่อศรอี นิ ทราทติ ย แมก ชู ื่อนางเสือง พ่ีกชู ื่อบานเมอื ง
ตพู ี่นอ งทองเดียวหา คน ผูชายสาม ผูหญิงสอง

พเ่ี ผือผอู า ยตายจากเผอื เตยี มแตย งั เลก็ เม่อื กขู นึ้ ใหญไ ดสิบเกาเขา
ขุนสามชนเจาเมอื งฉอดมาทเ มืองตาก พอ กไู ปรบขนุ สามชนหวั ซา ย
ขุนสามชนขับมาหวั ขวา ขุนสามชนเกลื่อนเขา ไพรฟ า หนาใสพอกู

หนญี ญายพา ยจะแจน กบู หนี กูขช่ี างเบกพล กขู บั เขากอนพอ กู
กตู อชางดว ยขุนสามชน ตนกูพุงชางขนุ สามชนตวั ช่ือมาสเมืองแพ

ขนุ สามชนพา ยหนี พอกูจึงขน้ึ ชื่อกู ชอื่ พระรามคำแหง
เพือ่ กพู งุ ชา งขนุ สามชน”

ศิลาจารึกอักษรไทย

อทุ ยานประวัตศิ าสตรสโุ ขทัย จงั หวัดสโุ ขทัย
จณิตรวกัดรใรหมญฝสาุวผรนรงั ณในารสามมยั อจยังธุหยวาดั เพชรบรุ ี

จรดาหชมอาายณเหาตจลุกั ารลสแูยบามร

แผนทกี่ รุงศรอี ยุธยา

1๐๖ พระรากชรพุงศงรศีอายวธุดยาาร คำใหการชาวกรงุ เกา

ประวัติศาสตร์ไทย 1๐๗

ขจดอหงกมรามยหเหลตวคุงนวารมนิ ททรรงเทจวำี

พระฉรบาชับพพงนั ศจานั วทดนารุมการศุงธ(เนจบมิ ุร)ี ตำราภาพไตรภมู ิ
จวัดงั หอวรณุัดกรรางุชเวทรพาฯราม ราชวรมหาวิหาร จราดชหวมงาศยชเหงิ ต(ชุ งิ สอื ลู)

ปรัชรกะชาลุมทปี่ ร๔ะกาศ

รกพชัรรงุกะรารัตลานชทโพ่ี ก๒งสศนิ าทวรด าร

กฎหมายตราสามดวง

พระราชหัตถเลขา รัชกาลท่ี ๕

านแดนไทย กาํ ลังคน ๑

ลปะกจารจัสยราทงาสงรรสัคงคความมเจริญ
ปจจกัยปทาจ่ีมรีอจิทัตยธใทิพ้ังนาลถงตดอภิ่นกูมินาฐริศตแาั้งสถ่ินตฐราน แ
ผคนูวาาํ มทสีม่ าี มารถ
รคาวกาฐมาเจนริญ

ที่ตงั้ ยทุ ธศาสตร/ การคา ท่รี าบลุมแมน า้ํ ทรัพยากรธรรมชาติ

1๐๘ ๔ ประเทศไทยปจ จบุ นั

• ดร.ควอริช เวลส (Quaritch Wales)
• ศาสตราจารย นายแพทยส ดุ แสงวิเชยี ร
• ศาสตราจารยช ิน อยูด ี
• ศรศี กั ด์ิ วลั ลิโภดม และ สุจิตต วงษเ ทศ
ยังไมเ ปน ขอยตุ ิเพราะหลกั ฐานที่พบระบุไมไ ดว า
เปน ชนชาติไทย

๕ คาบสมทุ รมลายูและหมูเกาะตา งๆ

• รูธ เบเนดิกต (Ruth Benedict) : คนไทยมี
เชอื้ สายมลายแู ละอพยพจากทางใตข้นึ เหนอื

• นายแพทยสมศกั ดิ์ พันธสุ มบุญ :
งานวจิ ัยเกี่ยวกบั หมเู ลอื ด และลักษณะของยนี

ไมไดรับการยอมรบั เพราะไมม หี ลักฐานสนับสนุน

ประวตั ิศาสตร์ไทย 1๐๙

มองโกเลยี ๑ เทอื กเขาอัลไต หรอื แถบเอเชยี กลางในประเทศมองโกเลีย

๒ • ดร.วิลเลียม คลฟิ ตนั ดอดด (William Clifton Dodd)
The Thai Race : Elder Brother of the Chinese
จนี
• ขุนวจิ ติ รมาตรา (สงา กาญจนาคพนั ธุ) : หลักไทย
๓ ไมเ ปน ทีย่ อมรับของนักวิชาการในปจ จุบนั เพราะ
สภาพภมู ปิ ระเทศและภูมิอากาศไมเอ้อื อำนวย
การอพยพตอ งผานทะเลทรายกวา งใหญและทุรกนั ดารมาก

๒ ภาคกลางของจีน

• ศาสตราจารยแ ตเรยี ง เดอ ลาคูเปอรี (Terrlen de la couperie)
The Cradle of the Shan Race

• หลวงวจิ ติ รวาทการ : งานคน ควาเร่อื งชนชาตไิ ทย
• พระบรหิ ารเทพธานี : พงศาวดารของชาตไิ ทย
• พระยาอนมุ านราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) : เร่อื งของชาติไทย
สว นใหญไ มย อมรบั เพราะหลักฐานไมเพียงพอ

๔ ๓ ตอนใตข องจีน ตอนเหนือของเวยี ดนาม

ไทย • อารช บิ อลด รอสส คอลคนู (Archibald Ross Colqhoun)
• ศาสตราจารยวลิ เลียม เจ. เกดนีย (William J. Gedney)
• ศาสตราจารยข จร สุขพานชิ
• ศาสตราจารยเ จยี งอิง้ เหลยี ง : ประวตั ิชนเช้ือชาตไิ ท
• เฉนิ หลวฟี่ าน : วิจัยปญ หาแหลงกำเนิดของชาติไทย
• ศาสตราจารย ดร.ประเสริฐ ณ นคร
สวนใหญย อมรับเพราะมหี ลกั ฐานดา นมานุษยวิทยา
และภาษาศาสตรสนับสนุน

๕ ประเดน็ ปญ หาท่ยี ังหาขอ ยตุ ิไมได

หมูเกาะมลายู

๓หรภิ ุญชยั ๓

ปรศะูนมยากณลาพงอทุ ยธูท ศเ่ี มตอื งวลรํารพษนู ทแ่ีล๑ะล๓าํ ป-าง๑๘

นบั ถือศาสนาพทุ ธเถรวาท

มคี วามสัมพันธก บั ละโวและทวารวดี

สขูญอเงสอยี าอณําานจาักจรเลพารนาะนราวในมเปพน.ศส.ว ๑น๘ห๓น๕่ึง ๑

๑ทวารวดี

ประศมนู ยากณเมลือาพงงออุทยทู ธทูอศ่เีงมหตอื รวงือนรเมครอืรษปงทลฐพม่ี ๑บโบุร๒รี าณ- ๑๖

อาจเปนศชาาสวนมาอพญุทธสเถวนรวใหาทญน บั ถอื

เส่อื มโใทนรรมาลวงพเุทอพาธรณศาะตากวจารักรรรแษเขผทมข่ี ๑รยา๔ยอ- ํา๑น๖าจของ

๔ ๔

ศรวี ิชัย ๕

ปรศะูนมยกาลณางพอาทุ ณธาศจักตรวอรยรูบษนเทกาี่ ะ๑ส๓มุ า-ตร๑า๘

มศานู ถยงึ ภกลาคางใตกขารอคงาไทขยาย(ทอะ.ไเชลยแาละจข.สยรุ าายษอฎํารนธาาจน)ี
เส่อื มโเทพรรมาละงจใีนนคพา ุทขธาศยตโดวยรตรษรงท่ี ๑๖

11๐

๒ ประวัติศาสตร์ไทย 111

๒เขมรโบราณ

ประมมีพาัฒณนาพกทุ ารธมศาจตาวกรฟรูนษันแทลี่ ะ๑เจ๔นล-ะ ๑๘

และศเนู มยอื กงลพารงะอนยคทู รีเ่ ใมนอื ปงรยะโเศทธศรกปมัุระพชู า
นบั ถอื ศาสนาพราหมณ - ฮนิ ดู พทุ ธศาสนามหายาน

ของสอญู าสณ้ินาอจาํกั นราอใจยนเุธพปยราพาะต.ศกก.าเ๑ปรแน๙ผเ๗มข๔ือยงาขยนึ้อขํานอางอจยุธยา

๕ตามพรลงิ ค

ปรศะูนมยาก ณลาพงอุทยูทธเ่ีศมตืองวนรครรษศรทีธรี่ ๗รมร-าช๑๘

เดิมในนพพับทุ ถทุธอืเธถศศราตวสวานรทราจษพาทรกา่ีล๑หงั ๘มกณานว ับง-ศถฮ ือินดู
ตกอยแูภลาะยอใยตธุอ ยาํ านตาาจมขลอาํ งดสบั ุโขทัย

แมน ้ำโขง

ปง วัง ยม
นา น

อาณาจกั รสโุ ขทยั ปา สกั
เจา พระยา
จารกึ วัดศรีชุม
ประมาณ พ.ศ. ๑๗๙๒ : ขสพถับอาไขลปนุ ขนบอาามพงสอกบลขาาุนดงศหโรขาอี ลวนิ ญแทลลระำาพพทองิตขอยนุอ คกผรไาปอเมงกอื รงงุ สุโขทยั
พพพ...ศศศ... ๑๑๒๘๘๐๒๐๘๖๖๘ ::: พถพกูรอผะขมนุนหวรากาธมเขรคารำกมแับรหาองชยมาุธหทยา่ีา๑รอาย(ชลาปงิไรทสะมยด)บิษรูนฐณพิ ล นายธไสตือรไภทูมพิ ระรวง
••• รเศคะลิ รบป่ือบกงชรสรลังมคปสโรลโุะขกททาัยน

อาณาจักรธนบุรี

พระราชพงศาวดารกรงุ ธนบุรี
พ.ศ. ๒๓๑๐ : สแมลเะดสจ็ ถพารปะนเจาากตรงุาธกนสบนิ รุมี หาราช กูเอกราชจากพมา
พพ..ศศ.. ๒๒๓๓๒๑๕๓ :: เรอกวำิดบนกราาวจรมกจบาลราาปนจกเลมคจอื รึงงอถเงปกู ปน รปาก บแดผานภิเษกเปลีย่ นแปลง
• สมุดภาพไตรภูมิ

112

ประวตั ิศาสตร์ไทย 113

อาณาจักรลานนา

จารึกลา นนา / ตำนานพื้นเมืองเชยี งใหม / ชนิ กาลมาลปี กรณ

พ.ศ. ๑๘๓๙ : พอ ขนุ มงั รายสรา งนครเชยี งใหม

••• ปปศริรละะปมดกวิษรลฐรกอมฎกั ลหษามรนาธนยราร“มมลงั ารนานยศาา(สคตำรเม” ือง, อกั ษรยวน)

ชี ••• ตรใเปนวกนรมเปัชเเมปกนือนาเมงลสขือทว นึ้งนี่ ข๕อหึน้านแณพ่ึงหมาขงจาอกกั งรพรรงุ .ไารศทชัต.ยอน๒าโพ๑กณ.๐สศาิน๑.จท๒ักร๓รไ๑ท๗ย (สมยั ธนบรุ ี)
มูล

อาณาจกั รอยธุ ยา

พระราชพงศาวดารกรุงศรอี ยุธยา

พ.ศ. ๑๘๙๓ : พสถระาเปจนาอากูทรอุงงศ(รสีอมยเธุ ดยจ็ าพระรามาธิบดที ่ี ๑)

พ.ศ. ๑๙๙๘ : สสกตรมมรุงาเเดดศ“จ็จ็รศีอพพักยรรดธุะะินยนบาาารพ”รมาาไแยตยลณรแะโพมล“แหกกกนาฎกรามาอถชณงปทสฏเฑงพั ริ คียพูปณรกมบะาาาทรคลปูตร”้ังกไปทคฝ่ีร๒อร่งังเศส
พพ..ศศ.. ๒๒๓๒๑๒๐๘ ::

••• กศศาลูินรปยคกกวลรบราคมงกมุอากยรุธำคลยา ังาเคอนเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต

อาณาจกั รรัตนโกสนิ ทร

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร
พ.ศ. ๒๓๒๕ : ส“พมเรดะ็จบเาจทา พสมระเดยจ็าพมหระาพกษทุ ธตั ยริยอศดึกฟสาถจาฬุ ปานโลากกมรุงหราตั รนาชโก”สนิ ทร
พ.ศ. ๒๔๓๕ : พแมลพีระะัฒสบนังาคาทกมสาไมทรเสยดบื จ็ รตพักอ รษมะาาจอถุลธึงจิปปอไจมตจเยกุบขลันอางเจชาาอตยิ หู วั ปฏริ ปู ประเทศ
•• ภศิลมู ปปิ กญ รญรมาสแมลัยะวรตััฒนนโธกรสรนิ มทไทรย

สถาบันพระมหากษตั ริยไ ทย

สถาบนั พระมหากษัตริย พระมหากษตั ริย

พระมหากษตั ริย พระโพธิสัตว - ผดู ับทุกขเ ข็ญของราษฎร
พระบรมวงศานุวงศ ขตั ติยะ - ผูปกปอ งภยั
พระราชประเพณี พระเจาแผนดิน
พระบรมมหาราชวัง เจา ชวี ติ

กฎหมาย • การยบั ย้งั วิกฤตทางการเมอื ง องคพ ระประมขุ ประเทศ
สญั ลกั ษณ • การเปด ประชุมรฐั สภา
องคกร • การยุบสภาผูแ ทนราษฎร พุทธมามกะและอคั รศาสนปู ถมั ภก
• การตราพระราชกฤษฎีกา เผหใู นดอืจคะลวะาเมมรดิ ับมผิไดิดช อบทางการเมอื ง
• ประกาศใชแ ละยกเลกิ พระราชอํานาจ

กฎอยั การศกึ
• การทาํ หนงั สือสนธสิ ัญญา

สงบศกึ สญั ญานานาประเทศ
• ประกาศสงครามเม่ือไดรบั

ความเห็นชอบจากสภา
• การพระราชทานอภัยโทษ

เ ้นือหาที่สามารถเ ปดแอปพลิเคชันดูไ ด ๑๑๔

ประวัตศิ าสตรไทย ๑๑๕

พอ ขุน ธรรมราชา/ธรรมกิ ราช

ใกลชิดราษฎร ทศพิธราชธรรม
สั่นกระดิง่ รองทกุ ข จกั รวรรดวิ ัตร ๑๒
ดูแลทกุ ข - สุขราษฎร ราชสังควัตถุ ๔
สถาบันพระพทุ ธศาสนาค้าํ จนุ สงั คมไทย

พระมหากษตั รยิ ภ ายใตร ฐั ธรรมนญู สมมตเิ ทพ

อาํ นาจอธปิ ไตย : ลงพระปรมาภิไธย พระนามสะทอน พระนารายณอวตาร
นติ ิบัญญตั ิ - รฐั สภา กฎมณเฑยี รบาล
บรหิ าร - นายกรฐั มนตรแี ละคณะรฐั มนตรี เครื่องราชกกธุ ภัณฑ
ตลุ าการ - ศาล เครอ่ื งราชปู โภค
พระบรมมหาราชวัง
คําราชาศัพท

วเิ คราะหเ หตุการณส ำคัญ

Who What

Why เหตุ ผล How
ผลของเ
ทำไมจึ
น้ันขึ้น
อยางไร
งเกิดเหตุการณ การเปล่ยี นแปลง หตุการณนั้นเปน

Where When

พ.ร.บ. พิกดั กรมไปรษณยี 
เกษียณอายุ
ลูกทาสลกู ไท โรงเรยี น โรงเรยี นหลวง
๒๔๑๗ นายทหาร วดั มหรรณพาราม
มหาดเล็ก

สงั คม

หอรัษฎากร ปฏริ ูปการคลงั พ.ร.บ. กรม
พพิ ัฒน พระคลัง
มหาสมบตั ิ

พ.ศ. ๒๔๑๑ ๒๔๑๔ ๒๔๑๖ ๒๔๑๗ ๒๔๑๘ ๒๔๒๕ ๒๔๒๖ ๒๔๒๗

ครองราชย ตั้งกรม พระราชพธิ ี หนงั สือพิมพด รโุ ณวาท
มหาดเล็ก บรมราชา
การเมือง ภิเษก •สภาท่ปี รกึ ษาราชการ

แผน ดนิ
•สภาทป่ี รึกษาใน
พระองค
วิกฤติการณวงั หนา

๑๑๖

ประวัติศาสตรไทย ๑๑๗

การปฏริ ปู ประเทศในสมยั รชั กาลที่ ๕

ปจจัยภายนอก การเมืองการปกครอง เศรษฐกจิ
และสงั คมเจริญตามแบบตะวนั ตก
• การคกุ คามของจกั รวรรดนิ ยิ มตะวนั ตก
• สถานการณความเปน ไปของประเทศตางๆ ไทยขสอามงปารรถะรเทักศษไาวเไอดก ราช
รูปแบบการปกครองในสมยั รชั กาลท่ี ๕
• การสรางรัฐชาติ (Nation State)
เปน รใานกสฐมาัยนปกจาจรุบปนักครอง
• ความมป่ันจคจงยัในภพารยะใรนาชอำนาจ

ของสถาบนั กษตั ริย
• ความลา สมัย และความซ้ำซอ น

แลขะอรงะหบนบวกยารราปชกกคารรอง

ตัง้ กรม เรมิ่ กอสราง เปด เสนทาง เปด รถไฟ
ศึกษาธิการ ทางรถไฟ สายกรงุ เทพ - กรุงเทพ -
โอนไพรส ม กรงุ เทพ - สมุทรปราการ อยธุ ยา
ไมมีนาย นครราชสมี า
เปนไพรห ลวง เลิกเกณฑแรงงาน
ใหไพรเสียปล ะ ๖ บาท

ตง้ั ธนาคาร
ฮองกงเซยี่ งไฮ
ขององั กฤษ

๒๔๒๘ ๒๔๓๐ ๒๔๓๑ ๒๔๓๔ ๒๔๓๕ ๒๔๓๖ ๒๔๓๗ ๒๔๓๙

เร่มิ ปฏิรูป การปกครองสวนกลางแบงเปน เริม่ มณฑล
การปกครอง ๑๒ กรม/กระทรวง เทศาภิบาล
สวนกลาง ๑. พษิ ณุโลก
ทดลองเลอื กตง้ั ผใู หญบ า น กำนนั ๒. ปราจนี บุรี

เสยี เมอื งเงย้ี วทง้ั ๕ และ เสยี ดนิ แดน ๓. นครราชสมี า
กะเหรย่ี งตะวนั ออก ฝง ซาย
ยกเลิกวังหนา เสียแควน
สิบสองจุไท แมน้ำโขง

เสดจ็ ประพาส เปดทางรถไฟ
ยโุ รป ครงั้ ท่ี ๑ สายกรงุ เทพ -
นครราชสีมา

แยกพระราชทรพั ย จัดระเบยี บ พ.ร.บ. ธนบตั ร
สว นพระองค งบประมาณ ร.ศ. ๑๒๑
แผนดนิ ครัง้ แรก
๑ บาท = ๑๐๐ สตางค
๒๔๔๔ ๒๔๔๕ ๒๔๔๖
๒๔๔๐ ๒๔๔๑ ๒๔๔๒ ๒๔๔๓

พ.ร.บ. การปกครอง
ทอ งที่ ร.ศ. ๑๑๖
สขุ าภิบาลกรุงเทพ

เสียดนิ แดน
ฝงขวาแมน้ำโขง

๑๑๘

ประวตั ิศาสตรไ ทย ๑๑๙

พ.ร.บ. ลกั ษณะ เสดจ็ ประพาส
การเกณฑทหาร ยุโรป คร้งั ท่ี ๒
ร.ศ. ๑๒๔

พ.ร.บ. เลิกทาส

บคุ คลภั ย แบงกส ยามกมั มาจล พ.ร.บ. มาตรฐานทองคำ
(Book Club) ทุนจำกัด

๒๔๔๗ ๒๔๔๘ ๒๔๔๙ ๒๔๕๐ ๒๔๕๑ ๒๔๕๒ ๒๔๕๓

ประกาศใช สวรรคต
กฎหมายอาญา

เสยี มณฑลบูรพา เสียรัฐไทรบรุ ี

๒ อทิ ธิพลตะวันตกในประเทศไทย
และหนังสือพิมพทำใหช าวไทย
รับรแู นวคิดทางการเมือง และ ขกาอ รบปกกพครรอองงขรอะงบอบ
วพิ ากษวิจารณการปกครอง สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย

๑ ๓การสงเสรมิ การศกึ ษา
ตงั้ แตรชั กาลท่ี ๕ เปน ตนมา
สกลามุมญั ชนชชนั้นไดสศ ูงึกแษลาะ
ตา งประเทศ รบั แนวคิด ๔ การพัฒนาประเทศ
การปกครองแบบตะวนั ตก ตามแบบตะวันตก

๕ การเปล่ียนแปลง ต้ังแตร ัชกาลท่ี ๕ - ๗

การปกครองของประเทศอ่ืน
เชน จนี ตรุ กี รสั เซยี ญป่ี นุ

๖เศรษฐกิจตกตำ่ ท่วั โลก ๒๔๗๕กกาารรเปปลกย่ี นคแรปอลงง ๑ ไทยเปลี่ยนแปลง
รแชัลกะวาลธิ ทีแกี่ ๗ป ญหาของ การปกครองจาก
สมบูรณาญาสทิ ธริ าชย
๑๒๐ เปนประชาธปิ ไตยท่ีมี
พระมหากษตั ริย
ทรงเปน ประมุข

๓ ๒ สถาบนั พระมหากษัตรยิ 
เกิดการขัดแยง ส้นิ สดุ พระราชอำนาจ
ทางการเมอื งระหวาง ในการปกครอง

๔ กลุมผลประโยชนต า งๆ
ซ่งึ ตอเน่อื งมาจนถึงปจจุบนั
ขุนนางในระบบ
เจา ขนุ มลู นาย
๕สญู เสยี อำนาจและ
ประชาชนไดรับสทิ ธิ
สทิ ธิประโยชน และเสรภี าพ ตลอดจน
ทเี่ คยมมี าแตกอน ความเสมอภาค
ตามรฐั ธรรมนญู
๖ การกระจายอำนาจ โดยเฉพาะทาง
สทู องถิ่นมากขึน้ ดานการศึกษา

เสนบธิสัญาญวา ริง่ ประวัติศาสตรไ ทย ๑๒๑

หนงั สือสัญญาทางพระราชไมตรปี ระเทศองั กฤษ
และประเทศสยาม (Treaty of Friendship and
Commerce between the British Empire
and Kingdom of Siam)

สาเหตุ
๑. การคกุ คามของจักวรรดนิ ยิ มตะวนั ตก
๒.นโยบายของรัชกาลท่ี ๔ ดา น ผล
การตางประเทศที่ยอมทำสญั ญา
ตามความตองการของตะวนั ตก ผลดี
เพอ่ื ลดความตึงเครยี ดทางการเมอื ง
ระหวา งประเทศ ๑. ผลดที างดา นการเมอื งระหวางประเทศ

๒. เปน หลักในการทำสัญญากบั ประเทศอ่นื ๆ
๓. เปลย่ี นระบบการคาผูกขาดมาเปนการคา เสรี
การคา ภายในและภายนอกเจริญและขยายตวั มาก
๔. ขา วและไมส กั กลายเปน สนิ คาออก
ทส่ี ำคัญทส่ี ุดของไทย
๕. สงเสรมิ ใหไ ทยรับอิทธิพล
ตะวันตกมากข้นึ
ผลเสยี
๑. ไทยเสยี สทิ ธสิ ภาพนอกอาณาเขต
๒. ไทยไมม ีสิทธิใ์ นการควบคุมการคา
และการเก็บภาษีศลุ กากร

สาระสำคัญของสนธิสญั ญาเบาวร ่ิง • ไทยเรียกเก็บภาษีขาเขาในอัตรารอยละ ๓ เทา น้นั
สวนภาษีขาออกตามพิกัดสนิ คาทแ่ี นบทา ยสัญญา
• พอคาอังกฤษสามารถทำการคาไดอยา งเสรี
ซอ้ื ขายโดยตรงกบั ราษฎร • ไทยสงวนสทิ ธ์หิ ามนำขา ว เกลือ และปลา
ออกนอกประเทศในยามขาดแคลน
• คนในบังคับขององั กฤษไดร บั สทิ ธสิ ภาพ
นอกอาณาเขต (Extraterritoriality)
และเสรีภาพดา นศาสนา

• คนในบังคบั องั กฤษ สามารถพำนกั ในกรงุ เทพฯ หรือในทอ งถ่ินในระยะการเดนิ ทางภายใน ๒๔ ช่วั โมง
• สนธสิ ญั ญาจะแกไ ขหรอื ยกเลกิ ไมไ ดภายใน ๑๐ ป หากแกไ ขตองแจง ลว งหนา ๑ ป

และไดรบั การยินยอมจากทงั้ สองฝาย

พระบาทสมเดจ็ พระบาทสมเด็จ พระบาทสมเดจ็ พระบาทสมเดจ็ พระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหลา พระจอมเกลา พระจลุ จอมเกลา พระมงกุฎเกลา พระปรมนิ ทร
นภาลยั เจา อยหู ัว เจาอยหู ัว เจา อยหู ัว มหาภมู ิพล
กวนี พิ นธ : พระพทุ ธศาสนา : อดลุ ยเดช
• รามเกยี รติ์ ตง้ั ธรรมยุตกิ าวงศ การปกครอง : การปกครอง : บรมนาถบพิตร
ไดร ับยกยองวา เปน เปนนกิ ายใหม ปฏิรูปประเทศให ต้งั กองเสือปา และ
ละครรำยอดเย่ียม ในพระพทุ ธศาสนา เจริญกาวหนา ปรังปรุงสงั คมไทยให การพัฒนา :
• ไกรทอง สังขทอง ท้งั ดา นการปกครอง ทนั สมยั แบบตะวันตก • ปรชั ญาของ
ไชยเชษฐ หลวิชัยคาวี พระราชนิพนธ : เศรษฐกจิ และสงั คม เชน นามสกลุ ธงไตรรงค เศรษฐกจิ พอเพยี ง
มณพี ชิ ัย บทพากยโขน • ตำนานเร่อื ง ทำใหชาติไทยรอดพน คำนำหนา นาม การใช • ทฤษฎีใหม, แกม ลิง,
พระแกวมรกต จากการเปนอาณานคิ ม เวลาตามแบบสากล หญาแฝก ฯลฯ
ประติมากรรม : เรอื่ งปฐมวงศ ของชาติตะวันตก • โครงการพฒั นา
• ปนหนุ พระพักตร • ชมุ นมุ พระบรมราโชบาย พระราชนพิ นธ : พระราชนพิ นธ : อนั เนอื่ งมาจาก
พระประธาน ๔ หมวด คือ ไกลบาน เงาะปา • บทละครพดู เร่อื ง พระราชดำริ
ในพระอุโบสถ หมวดวรรณคดี จดหมายเหตุรายวนั • ศนู ยศกึ ษาการพัฒนา
วดั อรณุ ราชวรารามฯ โบราณคดี ธรรมคดี กาพยเ หเ รอื หัวใจนกั รบ อันเน่อื งมาจาก
• แกะสลกั บานประตู และตำรา ฯลฯ นิทราชาคริต ฯลฯ มทั นะพาธา พระราชดำริ ๖ ศนู ย
พระวหิ ารวัดสุทศั น พระรว ง นวัตกรรม :
เทพวรารามฯ แกะหนา ววิ าหพ ระสมทุ ร • ฝนหลวง,
หุนหนาพระยารักใหญ • บทโขนรามเกยี รต์ิ กังหนั น้ำชยั พัฒนา
และพระยารักนอ ย ดาราศาสตร : • วรรณกรรม การศึกษา :
การคำนวณการเกดิ เมืองไทยจงตื่นเถิด รางวัลสมเด็จ
ดนตรี : สุรยิ ปุ ราคาเต็มดวง ลัทธิเอาอยา ง ฯลฯ เจา ฟามหดิ ล,
• ซอสามสาย เมอ่ื ๑๘ สงิ หาคม ๒๔๑๑ พระราชสมญั ญาวา สารานกุ รมไทย
พระราชทานนามวา “สมเด็จพระมหา สำหรับเยาวชน,
“ซอสายฟา ฟาด” วทิ ยาศาสตร : ธีรราชเจา” มลู นิธิอานนั ทมหิดล,
• เพลงพระราชนิพนธ ไดรบั การยกยอ งเปน โรงเรียนพระดาบส
“บหุ ลันลอยเลอ่ื น” “พระบิดาแหง ศลิ ปกรรม :
(เพลงทรงสุบนิ ) วทิ ยาศาสตรไ ทย” เพลงพระราชนิพนธ
ฯลฯ ๔๘ เพลง,
ภาพจิตรกรรม,
ออกแบบเรอื ใบ
พระราชนิพนธ :
พระราชานกุ จิ
รชั กาลท่ี ๘,
พระมหาชนก ฯลฯ
ทรงไดร ับสมัญญาวา
“อคั รศลิ ปน”

๑๒๒

ประวัตศิ าสตรไทย ๑๒๓

สมเด็จ สมเดจ็ พระเจา สมเด็จพระเจา พระเจาบรมวงศเ ธอ
พระศรีนครินทรา สมเด็จพระ บรมวงศเ ธอ บรมวงศเ ธอ กรมหลวงวงศา
บรมราชชนนี มหิตลาธิเบศร เจาฟา กรมพระยา กรมพระยา ธิราชสนทิ
นริศรานวุ ัดติวงศ ดำรงราชานภุ าพ
อดลุ ยเดชวกิ รม พระนิพนธ :
พระบรมราชชนก สถาปตยกรรม : การปกครอง : นริ าศพระประธม,
• ออกแบบพระอุโบสถ เสนาบดีกระทรวง เพลงยาวสามชาย,
การแพทย วัดเบญจมบพติ ร มหาดไทยคนแรก พงศาวดารฉบบั
การสาธารณสุข จิตรกรรม : พระราชหตั ถเลขา,
และการศกึ ษา : ภาพเขียนเพดาน พระนิพนธ : จินดามณี เลม ๒ ฯลฯ
ไดร บั การการถวาย พระทน่ี ง่ั บรมพิมาน, สาสน สมเด็จ,
สมญานามวา ไดรับสมญานามวา ไทยรบพมา ฯลฯ ตำราสรรพคณุ ยา
“นายชางใหญ จดั ตงั้ หอจดหมายเหตุ สมุนไพรไทย
การเพทยพยาบาล • พระประทปี แหง แหง กรุงสยาม” หอพระสมุด และ คำประพนั ธแ ผน หนิ
การสาธารณสขุ : การอนุรกั ษส ตั วน ้ำ ประติมากรรม : ราชบณั ฑติ ยสภา ในวดั พระเชตุพน
หนว ยแพทยอ าสา ของไทย พระบรมรปู หลอ พระบาท ไดร ับยกยองเปน วิมลมังคลาราม
สมเด็จพระศรี • พระบดิ าแหง สมเดจ็ พระพุทธยอดฟา • พระบดิ าแหง การแพทย :
นครินทรา การแพทยไทย จุฬาโลกมหาราช ประวัติศาสตรแ ละ แพทยไ ทย
บรมราชชนนี • พระบิดาแหง ที่เชิงสะพาน โบราณคดีไทย พระองคแ รกทีไ่ ดรับ
(พอ.สว.) การสาธารณสขุ ของไทย พระพทุ ธยอดฟา , • พระบดิ าแหง ประกาศนียบัตร
• มลู นิธิขาเทยี ม พระนพิ นธ : มคั คเุ ทศกไทย จากสถาบันการแพทย
โคลงประกอบภาพ ของยุโรป
ในสมเดจ็ จิตรกรรมภาพ
พระศรนี ครินทรา พระราชพงศาวดาร,
บรมราชชนนี โคลงรามเกียรต์ิ
ดรุ ิยางคศลิ ป
• มูลนิธิถันยรกั ษใ น และ นาฏศิลป :
โรงพยาบาลศริ ิราช เพลงสรรเสรญิ
พระบารมี
การอนุรักษธรรมชาติ (คำรอง) ฯลฯ
และสิง่ แวดลอ ม :
โครงการพฒั นา
ดอยตงุ
ชาวไทยภเู ขา
ถวายพระสมญั ญาวา
“แมฟ า หลวง”

บคุ คลสําคญั ของไทยที่ไดร บั การยกยอ งจากยเู นสโก

พลตรีหมอ มราชวงศ สมเด็จพระ
คึกฤทธิ์ ปราโมช มหาสมณเจา
พลตรี หมอมหลวงปน กรมพระปรมานชุ ติ
พระเจา วรวงศเธอ มาลากุล อดตี นายกรฐั มนตรไี ทย ชโิ นรส
กรมหม่ืนนราธปิ ศาสตราจารย พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๑๙
พงศประพนั ธ พระยาอนุมานราชธน ไดรบั การยกยองวาเปน พระสังฆราช
(ยง เสฐียรโกเศศ) นักการศกึ ษาผูย่ิงใหญ พระองคท่ี ๗
• อดตี รฐั มนตรีวา การ แหงกรงุ รัตนโกสินทร
งานนพิ นธ : กระทรวงศกึ ษาธิการ พระนพิ นธ :
ตำนานศุลกากร, และรฐั มนตรีวาการ ปฐมสมโพธิกถา,
อาหรบั ราตร,ี กระทรวงวัฒนธรรม ลิลิตตะเลงพาย,
การทตู : ประเพณีเน่อื งใน • ผกู อตั้งโรงเรยี น ตำราโคลงกลบท,
• อดตี ประธานสมัชชา การแตงงาน และ เตรียมอดุ มศึกษา รา ยยาวพระเวสสนั ดร
องคก ารสหประชาชาต,ิ ประเพณใี นการปลูกเรอื น, • จดั ตั้งโรงเรยี นฝก หัด ชาดก ฯลฯ
หัวหนา คณะผูแ ทน นริ กุ ตศิ าสตร, ครูชัน้ สงู (มหาวทิ ยาลยั พทุ ธศิลป :
เจรจาสันติภาพฝายไทย ประเพณีเบ็ดเตลด็ , ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ) ออกแบบพระพุทธรูป
ในกรณีพิพาทอินโดจนี วฒั นธรรม ฯลฯ • สถาปนา งานนพิ นธ : ปางตางๆ
• นายกราชบัณฑิตยสถาน ไดร บั ยกยองวาเปน มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร สแ่ี ผนดิน, พมา เสยี เมือง,
ลิลติ ตะเลงพาย
นักปราชญแ ละ พระราชวังสนามจนั ทร จากญี่ปนุ , หลายชีวิต,
บัณพฑจพนติ .ฉศารบน.าบัช๒กุ ยร๔มส๙ถ๓าน นกั การศึกษาของไทย • ยูเนสโก ยกยอ งเปน ไผแ ดง ฯลฯ
“นักการศกึ ษาดีเดน ศลิ ปน แหง ชาติ
ของโลก”, ศิลปนแหง ชาติ สาขาวรรณศิลป
สาขาวรรณศลิ ป
ประจำป ๒๕๓๐

งานนพิ นธ :
การบัญญตั ศิ พั ทใน
พจนานุกรม ฉบบั
ราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๔๙๓

บุคคลสาํ คญั ของไทยท่ีไดรับการยกยองจากยเู นสโก

๑๒๔

ประวัติศาสตรไ ทย ๑๒๕

ทานพทุ ธทาส
ภิกขุ
(พระธรรม สุนทรภู ศาสตราจารย
โกศาจารย) (พระสนุ ทรโวหาร) นายเออื้ สุนทรสนาน นายกหุ ลาบ ดร.ปรดี ี พนมยงค
งานนพิ นธ : กวีทไ่ี ดรบั ยกยองเปน สายประดิษฐ (หลวงประดิษฐ
พุทธธรรม, เชกสเปยรแ หง ประเทศไทย • นักรอง นกั ดนตรี (ศรีบรู พา) มนูธรรม)
ตามรอยพระอรหนั ต, งานนิพนธ : นักประพันธเพลง และ
คูม ือมนษุ ย, นิราศภเู ขาทอง, หวั หนาวงดนตรี นกั เขยี น นักประพันธ ผูน ำ
พระพทุ ธเจา สอนอะไร, นริ าศสุพรรณ, สนุ ทราภรณ นักหนงั สือพมิ พ คณะราษฎรส ายพลเรือน
แกนพทุ ธศาสตร, เพลงยาวถวายโอวาท, งานนิพนธ : ผูกอ การเปลีย่ นแปลง
ภาษาคน - กาพยพระไชยสุริยา, • เพลงวนั ลอยกระทง แลไปขา งหนา , การปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕
ภาษาธรรม ฯลฯ นริ าศพระบาท, วนั ปใหม วันสงกรานต จนกวา เราจะพบกนั อีก, และรัฐบุรษุ
พระอภัยมณี ขวญั ใจเจาทุย ฯลฯ ลกู ผูชาย, สงครามชวี ติ , • ผสู ำเรจ็ ราชการ
ซึ่งไดร ับการยกยอ งวา ขางหลงั ภาพ แทนพระองค
เปน ยอดของวรรณคดี • ศลิ ปน ตัวอยาง บทความและ ในรัชกาลที่ ๘
ประเภทกลอนนทิ าน สาขาผปู ระพันธเ พลง เรื่องสนั้ จำนวนมาก (พ.ศ. ๒๔๘๗ - ๒๔๘๘)
ฯลฯ ป ๒๕๒๓ • อดตี นายกรัฐมนตรี
ของประเทศไทย
• รางวลั แผนเสียงทองคำ (พ.ศ. ๒๔๘๙)
พระราชทาน ฯลฯ • สถาปนามหาวทิ ยาลัย
วชิ าธรรมศาสตรแ ละ
การเมือง และ
ดำรงตำแหนงเปน
ผูประศาสนก ารคนแรก
และคนเดยี ว
ของมหาวิทยาลยั
• หวั หนาขบวนการเสรไี ทย
งานนิพนธ :
• ความเปนมาของชอื่
“ประเทศสยาม” กบั
“ประเทศไทย”
• อนาคตของเมอื งไทย
กบั สถานการณ
ของประเทศเพ่ือนบา น
ฯลฯ

วัฒนธรรมและภูมปิ ญ ญาไทย

พระพทุ ธชนิ ราช

ศิลปะสมัยสุโขทัย
ไดรับการยกยอง
วา เปน สดุ ยอดของ
ประตมิ ากรรมไทย

ประติมากรรมไทย หลนวาดบลันาพยรปะูนอโุ ปบน สถ

บานประตไู มแกะสลัก วัดเขาบันไดอฐิ
จงั หวดั เพชรบุรี
พระวหิ ารวดั ศลิ ปะสมยั อยธุ ยา
สทุ ัศนเทพวราราม
สรางข้นึ ในสมัยรัชกาลท่ี ๒ แกะสลกั เขาสัตว
แหงกรงุ รัตนโกสินทร
ซึ่งเปนผลติ ภัณฑ OTOP
เคร่อื งสังคโลกสมยั สุโขทยั จงั หวัดฉะเชงิ เทรา

เปน สนิ คาออกทสี่ ำคญั ของ
อาณาจักรสโุ ขทัย และอยุธยา

๑๒๖

ประวัตศิ าสตรไ ทย ๑๒๗

พระบรมมหาราชวัง

สรา งขึน้ ต้ังแตร ัชกาลที่ ๑ - ๕
แหง กรงุ รัตนโกสินทร

พระปจรงั หางวัดคพว รัดะพนุทครไศธรศีอวยรธุ รยยา หเจรดือียททรรงงดพอุมกขบา ัววตบมู ิณฑ

สรางขึ้นในสมัยสมเดจ็ เปน สถาปต ยกรรมเอกลกั ษณ
พระรามาธบิ ดที ี่ ๑ ของศลิ ปะสมยั สุโขทัย
(พระเจา อทู อง) (วดั เจดยี เจด็ แถว
แหงกรุงศรีอยธุ ยา อำเภอศรีสชั นาลัย
จังหวัดสโุ ขทัย)

สถาปต ยกรรมไทย

เจดียท รงระฆังวดั ชา งลอ ม พวกรารดั รุงชอะเทวปรพรุณรมมารหหงาาคาชนว วคิหรราารราม เน้อื หาที่สามารถเปดแอปพลเิ คชนั ดไู ด
ศเณฉาลเลมิมาอื พไงทฮรัมยะเเบกริ ยี กรติ
อำเภอศรีสัชนาลยั จงั หวดั สโุ ขทยั
ประเทศเยอรมนี
มเีเรออืกลนักไษทณยหเฉรพือาบะแาตนลทะรทงอ ไงทถยน่ิ สรางข้ึนเพือ่ เฉลมิ ฉลอง
ในวโรกาสที่พระบาทสมเดจ็
สะทอ นภมู ปิ ญญาไทย พระปรมนิ ทรมหา
ทั้งทางดา นการใชวัสดุกอ สราง ภมู พิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร
วิธีการสราง และรปู แบบทีส่ อดคลอง มพี ระชนมพรรษา
ครบ ๖ รอบ (๗๒ พรรษา)
กับภูมสิ งั คมของไทย ใน พ.ศ. ๒๕๔๒

วดั ใจหติ ญรจสกงั ุวรหรรวมรดั ณฝเพาาชผรรานบมงัุรี จวอำัดติ เสรภกอระรหรบนมอวั ฝงแสากอผวงนหองั ง

สรา งขึน้ ในสมัยอยุธยา จงั หวัดขอนแกน

วาดโดยขรวั ภอวจนิาดั โยติบขใรงวนกรผพรนูไรดริเมรวะับฝศอยาโุวกบผิหยสนาอถรงัง จิตรกรรมไทย

วาเปน จิตรกรเอกใน
สมยั รชั กาลที่ ๔

แหง กรงุ รตั นโกสินทร

วจลัดติอ พมรรกระรอศรบรมีรรตัฝะนาเบศผาียนสงังดคาชดราุดมรามเกียรติ์ สมดุ ภาพไตรภมู สิ มยั กรงุ ธนบรุ ี

สรางขึ้นตัง้ แตสมยั รชั กาลท่ี ๑
แหงกรงุ รัตนโกสินทร

ภาษาไทยและวรรณกรรมไทย

ศจิลาารจึกาหรึกลพักอทข่ี นุ๑รามคำแหงมหาราช ไตรภูมพิ ระรวง หรอื ไตรภูมิกถา จินดามณี

เปน หลักฐานลายสอื ไท วรรณกรรมชน้ิ เอกสมัยสโุ ขทยั เปน หนังสอื เรียนเลมแรกของไทย
ทพี่ อ ขุนรามคำแหงมหาราช เปนพระราชนพิ นธของ แตงโดยพระมหาราชครู
ทรงประดษิ ฐอักษรไทยข้ึน พระมหาธรรมราชาท่ี ๑ ในสมยั พระนารายณมหาราช
เม่ือ พ.ศ. ๑๘๒๖ (พระยาลไิ ทย) เมอ่ื คร้งั ครองเมือง และใชเ ปน ตำราเรียนมาจนถงึ
ศรสี ัชนาลัย พ.ศ. ๑๘๘๘ สมยั รัตนโกสินทรตอนตน

๑๒๘

มกหารสรพเชกดิ าหรแนสังดใงหทญใ่ี ช ประวตั ศิ าสตรไทย ๑๒๙

ตวั หนงั ขนาดใหญเปน ตวั ละคร กโขารนแสดงนาฏศิลปช ้นั สงู
มีผเู ชดิ ใหเ กดิ ภาพบนจอ
ของไทยที่มเี อกลักษณ
และใชการพากยและการเจรจา คอื ผแู สดงจะสวมหัวจำลอง
เปน การดำเนนิ เรอ่ื ง เรยี กวา “หัวโขน” และ
เตน ไปตามบทพากย
การแสดงทลี่มมีิเกา และทำนองเพลงดวย
วงปพ าทย เรือ่ งที่นิยมแสดง
ตง้ั แตสมยั อยุธยา คอื พระราชนพิ นธบ ทละคร
หรอื ตนกรงุ รัตนโกสินทร เรื่องรามเกียรติ์

ท่รี ับอทิ ธิพลมา กกาารรรฟำพอ้นื นบภานูไขทอเงรจณังหูนวัดคนรครพนม
จากศาสนาอิสลาม
จากชาวเปอรเ ซยี ประกอบดนตรีครบชดุ ของวงโปงลาง

การแสดงในทอหงถนิ่นงั ภตาะคลใตุง ศลิ ปะการแสดง - นาฏศิลปไทย

ดวยการเลาเร่ืองราวท่ีผูกรอยกัน กมาโรนแรสาดหงใ นทอ งถิ่นภาคใต ใชบทรองเปน กลอนสด
เปน บทรอ ยกรองที่รอ ง
เปนสำเนยี งทอ งถ่ิน ผขู บั รองตองใชป ฏิภาณสรรหาคำพูดใหมสี ัมผสั ได
อยา งฉับไว การแตง กายและทารำเปนเอกลกั ษณ
มบี ทสนทนาแทรกเปนระยะ ผแู สดงตองมีความเช่ียวชาญเปนอยางมาก
และใชการแสดงเงาบนจอผา
แสดงประกอบการเลาเรือ่ ง

ฟอนเทียนกา-รรฟาอยรนำเขลอบ็ ง

ชาวไทยภาคเหนือ
ทีอ่ อนชอ ยงดงาม

ขุนชางขุนแผน พระอภัยมณี นิราศลอนดอน

เปน นิทานพืน้ บา นของไทยมีมาตัง้ แต วรรณคดชี ิ้นเย่ียมของไทย แตงโดย หมอมราโชทัย
สมยั อยุธยา แลว จดจำเลาสบื ตอ กนั มา แตงโดย พระสนุ ทรโวหาร (หมอมราชวงศกระตาย อิศรางกรู )
แตง ขนึ้ ใหมในสมัยรชั กาลที่ ๒ หรอื สนุ ทรภู กวเี อก เม่อื เปนลา มหลวงในคณะราชทูตไทย
แหงกรงุ รัตนโกสินทร และไดร บั การยกยอง แหงกรุงรตั นโกสนิ ทร ในสมัยรชั กาลท่ี ๔ ท่ีอญั เชิญพระราชสาสน
วาเปน ยอดของหนงั สอื ประเภทกลอนเสภา ไปถวายสมเดจ็ พระราชินนี าถวกิ ตอเรยี
แหงองั กฤษ

ประวตั ศิ าสตรส ากล
(World History)

๑๓๐

๑. อารยธรรมโลกยคุ โบราณ
๒. การติดตอ ระหวา งโลกตะวันออกกบั โลกตะวนั ตกในสมยั โบราณ

๓. เหตกุ ารณส ําคัญของโลกในสมยั กลาง
๔. เหตุการณสาํ คญั ของโลกสมัยใหม
๕. เหตุการณส าํ คัญของโลกสมยั ปจจุบนั

อารยธรรมโลกยุคโบราณ

เปนชวงเวลาท่มี นุษยรูจักการตง้ั ถน่ิ ฐานถาวร
อยรู วมกนั เปน สงั คมเมอื ง มรี ะบบการปกครอง
การแบงงานอาชีพ การแบงชนชั้นทางสังคม
มลี ทั ธบิ ชู าทางศาสนา และการประดษิ ฐอ กั ษร
ยุคสมัยโบราณเกิดขึ้นประมาณ ๓,๕๐๐ ป
กอนคริสตศักราชจนถึง ค.ศ. ๔๗๖ ซึ่งเปน
ชว งเวลาที่อารยธรรมท้ัง ๖ แหงเกิดขน้ึ

อารยธรรม อารยธรรม

อียปิ ต เมโสโปเตเมีย

อารยธรรม อารยธรรม

กรีก โรมนั

อารยธรรม อารยธรรม

อนิ เดีย จีน

๑๓๒

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย ประวัตศิ าสตรสากล ๑๓๓

ทร่ี าบลมุ แมนำ้ ไทกริส - ยเู ฟรติส ดนิ แดนอุดมสมบูรณท ามกลางทะเลทราย

มปี ระชากรจาก สรางชุมชน มีความเจริญ
หลายเผา พันธุ มีนเปคนรรเมฐั ือองสิ ระ ดกาฎนหกมาารยปกศคิลรปอะง
ผคลรดั อกบันคเขราอมงา เกิดข้ึนภายหลงั
มจกี ัการรวสรรราดงิ วทิ ยาการ
สาขาตา งๆ

ดา นตะวนั ตกเปน ทะเลทรายไมม พี รมแดนธรรมชาตจิ งึ มชี นชาตติ า งๆ
เขา มาตง้ั ถน่ิ ฐานสรา งอาณาจกั รอยา งตอ เนอ่ื ง

ชนชาติตางๆ ก๒๓อ,,๒๕น๐๐ค๐๐.ศถป.ึง ชนชาติที่ตั้งถิ่นฐานใกลเคียง
๒๒กอ,,๓๑น๐๐ค๐๐.ศถป.ึง
สุเมเรียน ก๑๑อ,,๖๔น๐๐ค๐๐.ศปถ.ึง ล๗เิ๐ด๐ยี น- ๕๔๖ ป กอ น ค.ศ.

เปน ชาตแิ รกที่เขา มาอยูอาศัยในเขต มีอาณาจักรบรเิ วณเอเซียไมเนอร
ซเู มอรไ ดป ระดิษฐต ัวอกั ษรขึน้ ใชเ ปน ม่ังคั่งจากการคา ขาย เปนชาตแิ รก
ครง้ั แรกทำใหน กั ประวตั ศิ าสตรก ลา ววา ที่ผลติ เหรยี ญกษาปณ
เพอื่ เปน ส่ือกลางการคาขาย
“ประวตั ศิ าสตรเ รม่ิ ขึ้นท่ีซเู มอร”
๑,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ ป กฟอ นนิเซคีย.ศน.
พระเจาซารก แออนคสรคา ตั ง
เปนนักเดินเรอื คา ขาย
จักรวรรดิข้นึ มาเปนคร้งั แรก ทั่วนา นนำ้ เมดเิ ตอรเรเนียน
รบั วิธีเขยี นแบบยูนิฟอรม มาใช
ประดิษฐอักษรพยัญชนะ
อสารมา งออไารณทา จ-กั บราบบาบโิ ลิโลเเนนียีย เปน แบบอยางใหอ ักษรกรกี - โรมนั

พระเจา ฮมั บูราบี ประกาศใช ๒๑กอ,,๐๖น๐๐ค๐๐.ศถป.ึง ฮ๑ิบ,๕ร๐ู ๐ - ๓๐๐ ป กอ น ค.ศ.
ประมวลกฎหมายเปนคร้งั แรก ๖๑กอ,๐๕น๙๐ค๐ป.ศ ถ.ึง
๙๖กอ๐๐น๐๐ถคปึง.ศ . • ตงั้ ถน่ิ ฐานบริเวณตะวนั ออกกลาง
ทำสงครามกบั จักรวรรฮดติ อิ ไียติปทต ของเมรเิ ตอรเนยี นเรยี กวา
ปาเลสไตน ปกครองดวย
รจู ักวธิ หี ลอมเหล็ก บญั ญัติ ๑๐ ประการของโมเสส/
ใชทำอาวุธและเครื่องมอื สมัยกษตั ริยโซโลมอนรงุ เรืองมาก

อสั ซีเรยี • การบนั ทึกเรอ่ื งราวของชาวฮิบรหู รอื ยิว
ในคัมภีรพ นั ธะสัญญา (The old testament)
มกี องทพั เขม แขง็
พระเจา อสั ซบู านปิ าล • ท่มี าของศาสนายดู าย
รวบรวมเปน จกั รวรรดิ
สรา งหอสมดุ ทเ่ี มอื งนเิ นเวท ๕๕๐ - ๓๓๐ ป กเอปนอรคเซ.ศยี .

แคลเดจกัียรหพรรือรดนเิ ิวนบบูคาบัดเิโนลซเซนาียร เปน จักวรรดิทีใ่ หญท ส่ี ุด
ในยุคโบราณ ตัง้ อยู
สรา งสวนลอยบาบิโลเนีย
ศึกษาดาราศาสตร บรเิ วณท่รี าบสูงอิหรา น

อารยธรรมอียิปต

ลขุมองแชมานวำ้ อไนียิปลตเโปบน รทาตี่ณ้งั ถนิ่ ฐาน (อELGยี OิปYWPตTตE)อRนลาง
อ(EUGยี PิปYPPตETตR)อนบน
อียปิ ตโบราณ ประกอบดว ย โอบียริปาณต

• อียิปตต อนบน (Upper Egypt)
• อียิปตต อนลา ง (Lower Egypt)

อารยธรรมอยี ปิ ตไ ดช อ่ื วา เปน ของขวญั จากลมุ แมน ำ้ ไนล (The gift of the Nile)
เพราะชวยใหชาวอยี ิปตส ามารถสรา งสรรคอ ารยธรรมสบื ตอ มาหลายพนั ป

ชาวอียิปตไดอ าศัยลุม แมนำ้ ไนลสรางระบบชลประทาน
การเพาะปลกู คำนวณจดั แบงที่ดิน จัดทำปฏทิ ินเพื่อการเพาะปลกู

ปกครองตอเนอื่ งกนักมาารเแกอืบบง ย๓ุค,๐ส๐ม๐ยั ปขอมงรี อาชาวณงศาปจกกั ครรออียงปิปรตะมาณ ๓๐ ราชวงศ

๔,๕๐กอ๐น- ค๓.,ศ๑.๐๐ ป ๒,๗ก๐อ๐น-ค๒.ศ,๒. ๐๐ ป ๒,๐๑กอ๕น- ค๑.,ศ๖.๒๕ ป ๑,๖๗กอ๕น- ค๑.,ศ๐.๘๗ ป ๑,๑ก๐อ๐น -ค๓.ศ๐. ๐ ป

กอ นสรมาชัยวงศ อาณสามจกััยรเกา อาณาสจมักัยรกลาง อาณาสจมกั ยั รใหม เส่ือมสอมำัยนาจ

(ThePPereridoydn) astic K(TinhgedoOmld) (TKhinegMdoidmd)le (KTinhgedNoemw) อาเสตณ่อืาถางมกู จชสยกัาลดึ ตราคอเิ ยขรยี ไาอิปปรงตกุใแนถรลทากู ะนพส่ี ุดวก

ความรงุ เรอื งของอารยธรรมอยี ปิ ต สิ่งกอสรางขนาดใหญที่สุดของชาวอียิปตโบราณ ไดแก
พีรามิดที่เมืองกิซา นับเปน ๑ ใน ๘ สิ่งมหัศจรรยของโลก
สิ่งกอสรางขนาดใหญเชนนี้ สะทอนใหเห็นถึงพัฒนาการ
ความเจรญิ ดา นตา งๆ ของอารยธรรมอียิปต

ทคาวงาเศมรมษั่นฐคกงจิ พในรขอกะอาารงณราฟปชาาอกจโำคักรนรหรอา จง กาจรัดบกราหิ ราร
เคกคตย่ี วคิวาวกมาับตมชาเีวชยติื่อ วิศกวอกสรรรมางการ
คกอณากรออติ คกสศำแรานบาสวงบตณร

๑๓๔

ศิลาโรเซตตา (Rosetta Stone)  ประวัตศิ าสตรส ากล ๑๓๕

บราoisณไCดhสำaเร็mจใpนolปlio๑n๘๒๒
ผูสามารถJอeาaนnอัก- ษFรraอีnยิปcตโ
ตัวอกั ษรกรกี โบราณ
อักษรอียิปต เรยี กวา เฮียโรกลิฟฟก (Greek)
ท่ชี าวอยี ปิ ตประดษิ ฐขน้ึ เพือ่ จารกึ
เรอ่ื งราวตางๆ อยูตามผนังกำแพง
สิ่งกอสรา ง และทบ่ี นั ทึกไวใ น
มว นกระดาษปาปร สุ แตไมเ คยมีผใู ด
สามารถอา นอักษรเหลาน้อี อกเลย ตัวอักษรเดโมติก
จนกระท่งั มีการคน พบศิลาโรเซตตา (Demotic)
เมอ่ื ป ค.ศ. ๑๗๙๙

อกั ษรท้ัง ๓ มขี อความเดียวกนั
จากขอความดังกลา วทำใหมผี ูสามารถ ตัวอักษรอียิปตโ บราณ
ไขปริศนาอักษรอียปิ ตโบราณไดสำเรจ็ (Hieroglyphics)
เร่ืองราวตา งๆ ของชาวอยี ปิ ตโบราณ
ทีม่ ืดมดิ มานบั พันปจ ึงถูกเปด เผยออกมาในท่สี ดุ

สุสานฟาโรหทุตองั คอ ามนุ (Tutankhamun)

๑ยุค,๕อ๖าณ๐า-จ๑ัก,ร๐ใ๘ห๗ม Nปกeอwนkคin.ศgd. om

แมวา พระองคจ ะเปน กษัตรยิ ท ี่มี
เร่อื งราวนอยท่สี ุดในประวัตศิ าสตร
แตพระนามทุตองั คอามนุ กลบั เปน
ทรี่ ูจักแพรหลายมากทส่ี ุดในป ค.ศ. ๑๙๒๒
ไดมีการคน พบสุสานของพระองค
ในสภาพท่ีสมบรู ณท่ีสุด งานฝมอื กวา ๕๐ ชน้ิ
ทบ่ี รรจุอยใู นสสุ านไดถกู นำออกมาแสดง
ตามมหานครใหญๆ ทั่วโลก
หนา กากพระศพไดก ลายเปน
หน่ึงในสัญลักษณของอียปิ ตโบราณ
ท่เี ปน ทรี่ จู ักกนั ทัว่ ไป

อารยธรรมจีน

เรมิ่ ทลี่ ุมแมนํ้าหวางเหอและแยงซี

ภาชนะดนิ เผา
วฒั แนลธะรหรมลหงซยาานงเชา ประดษิ ฐต วั อกั ษร
เลาจ้ือ ปฐมจกั รพรรดิ จนิ๋ ซฮี อ งเต สรา ง
กาํ แพงเมอื งจนี รวมอาํ นาจสรา ง
สังคมเปนหนึ่ง ใชเงินเหรียญ
และมาตราชัง่ ตวง วัด

ภาชนะสาํ ริด ขงจื๊อ

มนุษยป ก กิ่ง ราชวงศซ าง ราชวงศโ จว ราชวงศฉิน (จิน๋ )

สมัยกอ นประวตั ิศาสตร สมัยโบราณ

ราว ๔๐๐,๐๐๐ ปกอน ค.ศ. ประมาณ ๑,๗๖๖ - ๒๒๑ ปกอน ค.ศ.

สมัยปจจุบนั สมยั ใหม

ค.ศ. ๑๙๔๙ – ปจจุบนั ) ค.ศ. ๑๙๑๒ - ๑๙๔๙

สาธารณรฐั ราชวงศชิง ราชวงศหมิง ราชวงศห ยวน
ประชาชนจีน
ชาวแมนจู “เจ้ิงเหอ” สาํ รวจ ชนเผามองโกล การขยายอํานาจสูภูมิภาค
การปฏิวัติซินไฮ ปกครองจนี ทางทะเล ปฏริ ปู เอเชียตะวันออกเฉียงใต รับชาวตางชาติเขา
ดร. ซนุ ยัดเซ็น ยคุ จักรวรรดนิ ยิ ม ระบบขุนนาง รบั ราชการในราชสาํ นกั
(ค.ศ. ๑๙๑๑) แผข ยายอาํ นาจ เกษตรกรรม
ในจนี กุบไล ขา น

เหมา เจอ ตงุ เจ้งิ เหอ แทนพิมพแ ละธนบัตรราชวงศห ยวน

พฒั นาการทางเศรษฐกจิ การชวงชงิ อาํ นาจ
และสงั คมสบื มาถงึ ระหวาง เจยี งไคเชค็
ปจ จุบนั กับ เหมา เจอ ตุง

๑๓๖
ซูสีไทเฮา

ประวัตศิ าสตรสากล ๑๓๗

ซอื หมา เชยี น กก วุย
นกั ประวตั ศิ าสตร กกฮน่ั
สมยั ฮ่นั

รเิ รมิ่ ระบบจอหงวน

ราชวงศเ หนือ

ค.ศ. ๓๘๖ – ๕๘๗

กกอู ราชวงศใ ต
ค.ศ. ๔๒๐ – ๕๘๙ การขุดคลอง
สงเสริมการคา เสน ทางสายไหม ยุคสามกก เชอ่ื มจีนตอนเหนอื และใต
เช่อื มโลกตะวันออกกบั ตะวันตก ราชวงศจนิ้ รเหานชวืองใตศ
ราชวงศส ุย
ราชวงศฮ นั่

สมยั จกั รวรรดิ

๒๒๑ ปกอ น ค.ศ. - ค.ศ.๑๙๑๒

ราชวงศซ อ ง ยุคหาราชวงศ ราชวงศถงั
สิบอาณาจักร
ราชวงศซองหรือสุง ฟนฟูลัทธิขงจื๊อ
ก า ร ใช  เข็ ม ทิ ศ ใ น ก า ร เ ดิ น ท ะ เ ล
การประดิษฐแทนพิมพตัวหนังสือ
เ ค ร่ื อ ง ป   น ดิ น เ ผ า ท่ี เ รี ย ก ว  า เ ค ร่ื อ ง
ลายคราม ผสมผสานแนวคิดปรัชญา
ขงจ๊ือ ลัทธิเตาและพระพทุ ธศาสนา

การรกั ษาดว ยการฝงเขม็ ยุคทองของจีน ทั้งดานการพิมพและดินปน
พระพุทธศาสนารุงเรืองอัญเชิญพระไตรปฎก
จากอินเดยี

อารยธรรมอนิ เดีย

อารยธรรมลุมแมน้ำสินธุ • การวางผงั เมอื งอยางดีเปน สี่เหล่ยี มผืนผา มถี นนตัดผา น
เปน เสน ตรงตัดขวางกันเปน มุมฉาก
บริเวณแมน้ำสินธุ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
ของอนิ เดยี ปรากฏหลกั ฐานความเจรญิ เปน กลมุ • แบงเขตท่ีอยูอาศัย ยุงฉางและปอมปราการ
เมอื งขนาดใหญค รอบคลมุ บรเิ วณกวา ๕๐๐,๐๐๐ • มีหองนำ้ ภายในบานและมที างระบายนำ้ พรอมฝาปดทา ย
ตารางกโิ ลเมตรสนั นษิ ฐานวา มอี ายรุ าว ๓,๐๐๐ -
๑,๕๐๐ ป กอ นครสิ ตกาล ชว งเดยี วกบั อารยธรรม
เมโสโปเตเมยี และจนี แตเ นอ่ื งจากยงั ไมส ามารถ
อา นจารกึ เรอ่ื งราวของอารยธรรมแหง นจ้ี งึ เปน ท่ี
รูจักกันนอยมาก จากซากเมืองกวา ๔๐ แหง
เมืองที่มีขนาดใหญที่สุดและจัดระเบียบชัดเจน
คือโมเฮนโจดาโรและฮารัปปา กลุมชนเจาของ
อารยธรรมนี้สันนิษฐานวาเปนชาวดราวิเดียน
หรือมิลักขะ อารยธรรมนี้เสื่อมลงประมาณ
๑,๕๐๐ ป กอนคริสตศักราชจากภัยธรรมชาติ
โรคระบาด หรือการถูกโจมตี

ถนน + คูนำ้ เมือง
โมเฮนโจดาโร

ตราประทบั
แกะจากหนิ สบู

รูปปนสำรดิ - นางรำ ผังเมอื งเปนระเบียง

พราหมณ

ยุคพระเวท (๑,๕๐๐ - ๖๐๐ ป กอน ค.ศ.) จัณฑาล
คอื กขบาาุตรมรแวทตรีเ่งรกงณดิ าจนะาก กษัตรยิ 
ชนเผาอารยันหรือ อินโด - ยูโรเปยนที่อพยพมา
จากเอเชียกลางไดนำลัทธิบูชาเทพเจา แพศย
และการประกอบพิธีแบบตางๆ กอใหเกิด
คัมภีรพระเวท แบงสังคมออกเปนวรรณะ
นอกจากนี้ยังมีวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ
คือ รามายณะและมหาภารตะ บางครั้ง
จึงเรียก “ยุคมหากาพย”

๑๓๘ ศูทร
โครงสรางสงั คมแบงเปน ๔ วรรณะ

ประวตั ิศาสตรสากล ๑๓๙

นศาบั สถนือาเทพพราเจหา มณ๓- อฮงินคด ู พ๖๐ทุ ๐ธศ-าส๓น๐า๐กำปเนกิดอ ปนระคม.ศา.ณ (ศพารสะนมาหเชานวรี ะ)

• พระพรหมณ ผสู รา งโลก (ตรีมรู ติ) อินเดียถอื กำเนดิ ๒ ศาสนา
• พระศิวะหรือพระอศิ วร ผดู ูแล คือศาสนาพทุ ธ และศาสนาเชน
พระพทุ ธศาสนา ไดก อ ใหเกิด
โลกและชีวิตมนุษย ความเปลี่ยนทางสงั คมและ
• พระวษิ ณุหรือพระนารายณ ผรู กั ษา การสรางสรรคอ ารยธรรมอยา งมากมาย
ในหมชู าวเอเชยี ตะวนั ออกทัง้ มวล

ปลายยุคมหากาพย

จกั รวรรดิเปอรเซียรกุ รานอินเดียตอนเหนือ ตอมาพระเจา อเล็กซานเดอรมหาราช
รกุ รานอินเดียแมจะตองถอนทัพกลบั แตไดทำใหเ กดิ การแลกเปลย่ี นวฒั นธรรม
เกดิ ศิลปะคนั ธาราฐ ดาราศาสตร เหรียญกษาปณ

สมยั ราชวงศโ มริยะ (๓๒๑ - ๑๘๔ ป กอ น ค.ศ.) พ(๒ร๗ะ๒เจา-อ๒โ๓ศก๒มปห ากรอ านช ค.ศ.)

พระเจาจนั ทรคุปตป ฐมกษัตริยสรางจกั รวรรดิ ทำสงครามขยายอาณาเขตไปถึงอฟั กานิสถาน
เมอื งหลวงอยูท ่ปี าฎลีบตุ ร ทำใหอ นิ เดียมีเอกภาพครั้งแรก ทรงเปลย่ี นศาสนามานับถือศาสนาพทุ ธ ไดทรง
ทำนบุ ำรุงและสง เสริมการเผยแพรศาสนา
พ(๑ร๕ะเ๕จา-เม๑น๓ัน๐เดปอ กรอน ค.ศ.)
รูจักกนั ในภาษาบาลวี า พระเจา มิลนิ ทร ไปยังดินแดนตา งๆ รวมท้งั สุวรรณภมู ิ
เปน กษัตรยิ  เชอ้ื สาย อินเดยี - กรกี
ทรงอุปภัมถพ ระพทุ ธศาสนา ศิลปท่ีสำคญั
คอื ศิลปะแบบคนั ธาราฐ

มสฐี กมาษมนตัตะเิรเทยปพ น ระอเบสิ กลยี าาบรมศจใดัาหสมน า

ราชวงศคุปตะ กุษาณะ
เปน ชนชาติ
มกีกับาตรา คงาแขดานย ทเ่ี ขา มายึดครอง
อนิ เดียตอนเหนือและตง้ั ราชวงศก ุษาณะ
(๒๐๐ กอน ค.ศ. - ค.ศ. ๓๒๐) กษตั รยิ ท มี่ ชี อ่ื เสยี ง
มหนมาาีกวลาทิ นัรยตทา้ังาลยั ของราชวงศนค้ึ อื พระเจา กนษิ กะ
ทรงอปุ ถัมภศ าสนาพุทธนกิ ายมหายาน
ราชวงศคุปตะ (ค.ศ. ๓๒๐ - ๕๓๕)
พระเจา จันทรคุปตท ่ี ๑ ขับไลต า งชาตอิ อกจากอินเดยี รวบรวมอนิ เดยี ใหเปนจักรวรรดอิ ีกครัง้ หน่งึ
นบั เปนยุคทองของอารยธรรมอนิ เดีย ตวั อยา งแหลงรวบรวมผลงานดานศิลปกรรม ไดแก ถำ้ อะชันตะ

อารยธรรมกรกี อารยธรรมกรีกตั้งอยูบ ริเวณคาบสมุทร
บอลขา น ซง่ึ ประกอบดว ยภเู ขาเปน สว นมาก
• มาซโี ดเนยี มพี น้ื ทร่ี าบนอ ย มชี ายฝง ทะเล และหมเู กาะ
จำนวนมาก การปกครองแบง เปน นครรฐั เลก็ ๆ
มีอิสระตอ กัน ชาวกรกี อาศยั การเดนิ เรอื
และการคา ขายเปน หลัก อาณาเขต
แบงออกเปน ๓ สวน

• เดลฟ ภาคเหนอื • แควนมาซิโดเนีย
• คอรนิ ท • ทิีปส • เอเธนส (Macedonia)

คาบสมทุ ร เพโลโพนีส • นครเดลฟ (Delphi)
• สปาตา ภาคกลาง • นครธีบส (Thebes)
แผนท่ีแสดงท่ตี ัง้ อารยธรรมกรกี
• นครเอเธนส( Athens)
วหิ ารพารเธนอน
คPeาloบpสonมnุทesรe บริเวณอา วคอรินทร
(Corinth) เปน ท่ีต้ังของ
นครรฐั สปารตา (Sparta)

เอเธนสเปนหนง่ึ ในเมอื งท่ีเกา แก
ท่ีสุดในโลก มอี ายรุ าว ๓,๔๐๐ ป
เจรญิ ขนึ้ มาในชวง ๕๐๘ - ๓๒๒ ป กอ น ค.ศ.
นครรฐั เอเธนสเปนศนู ยก ลางของ
ศลิ ปวทิ ยาการและปรัชญา ซง่ึ ตอมา
กลายเปนตนกำเนิดของอารยธรรมตะวนั ตก
ปจ จุบนั เอเธนสเ ปน เมอื งหลวงของประเทศกรซี
ทยี่ งั มีโบราณสถานและงานศลิ ปะยุคคลาสสกิ
ปรากฏอยจู ำนวนมาก ทม่ี ีช่อื เสยี งทส่ี ุด
คอื วิหารพารเธนอน

กรกี โบราณ ประกอบดว ย นครรฐั
(City State) หรอื เมืองขนาดเลก็

ทมี่ คี วามเปนอสิ ระตอ กนั
มีรปู แบบการปกครองตา งๆ กัน

ร(าMชoาnธarิปchไyต)ย (ทTyรraรnาnชy)

ค(ณOliาgaธrิปchไyต)ย อภ(Aิชriนstาocธrปิacไyต) ย ป(รdะeชmาoธcrิปacไyต)ย

๑๔๐

ประวัตศิ าสตรส ากล ๑๔๑

เหตกุ ารณสำคัญของอารยธรรมกรีก

ก๘อ ๐น๐ค.ปศ . ๗๕๐ ป กอ น ค.ศ. ประดษิ ฐอ ักษรกรีก,
บทกวโี ฮเมอร

ก๗อ ๐น๐ค.ปศ .

ก๖อ ๐น๐ค.ปศ . ๖๒๕ – ๕๖๙ ป กอน ค.ศ. ทาลีส (Thales)
พิธากอรัส (Pythagorus) นักปรัชญาและนกั คณิตศาสตร

ก๕อ ๐น๐ค.ปศ . ๕๐๘ ป กอ น ค.ศ. นครรฐั เอเธนส วางรากฐานการปกครองประชาธิปไตย
ก๔อ ๐น๐ค.ปศ .
ก๓อ๐น๐ค.ปศ . ๔๙๗ – ๔๗๙ ป กอน ค.ศ. สงครามเปอรเ ซีย
๔๙๐ ป กอน ค.ศ. สงครามท่ที งุ มาราธอน
กรกี มชี ยั ชนะเหนอื กองทพั เปอรเ ซยี
๔๖๐ ป กอ น ค.ศ. กรุงเอเธนสภายใตการนำของเพริคลสิ Pericles
เขา สูย ุครุง เรอื ง
๔๔๙ ป กอ น ค.ศ. สรางวิหาร Parthenon

๓๘๐ ป กอ น ค.ศ. เพลโต กอ ตัง้ สถาบนั Academy
๓๓๕ ป กอ น ค.ศ. อริสโตเติล กอ ต้ังสถาบนั Lyceum
ในกรงุ เอเธนส
๓๓๔ – ๓๒๖ ป กอ น ค.ศ. พระเจาอเล็กซานเดอรมหาราช
ขยายอำนาจและเผยแพรอารยธรรมกรกี

อารยธรรมโรมัน แอฟรกิ า

จักรวรรดิโรมนั ในชว งเวลาที่
ย่งิ ใหญทีส่ ุดเมอ่ื ประมาณ ค.ศ. ๑๑๗

เริม่ จากดินแดนจากตะวันตกสูตะวันออกในปจ จุบนั ไดแก
โปรตุเกส สเปน องั กฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี แอลบาเนีย
และกรีซ คาบสมทุ รบอลขา น ตรุ กี เยอรมนีตอนใต
ทางตะวนั ออกกลาง ไดแ ก ซเี รีย เลบานอน อิสราเอล
และจอรแดน ทวปี แอฟริกาตอนบน ไดแ ก อยี ปิ ต ลเิ บยี
ตูนีเซีย แอลจเี รีย และโมร็อกโก จนจดยิบรอลตาร

ประวัตศิ าสตรโรมัน แบง ออกเปน 3 ยุค

ยุคกษัตริย ยุคสาธารณรฐั ยุคจกั รวรรดิ
(Republic) (Principate)
(MReognaalrcPheyrioหdร)อื
๐๙ – ๒๗ ป กอน ค ปกอน ค.ศ. - ป ค.
๕๓ – ๕๐๙ ป กอน ค.ศ.
.ศ.
ศ.๔๗๖
๒๗



อารยธรรมท่ีสำคญั
กฎหมายโรมัน

กฎหมายโรมันถอื เปน มรดกที่สำคญั ของ
อารยธรรมโลก เปนแมแบบของกฎหมาย
ประเทศตางๆ ในยโุ รปและประเทศตางๆ
ท่ัวโลกในปจ จบุ ัน

ประชากรท่อี าศยั อยภู ายใตจ ักรวรรดิโรมัน
ไมว าจะเปนชนชาติภาษาใดจะถูกเรยี กวา
ชาวโรมันอยูภายใตก ฎหมายโรมันเสมอกันหมด

ลักษณะสำคัญของกฎหมายโรมัน

อปยราใะชงชเบ ทางั ชา คเนบัททกยี ุกมบั คกนนั กับใหสคทิ วธาิขมอสงำบคคุ ัญคล ผถตู อื อจวไงมนาหคผมกาวูตวกีเาพาาอ มจร่ืองผทะหใิดหพราไมสบิสดาาูจร นรสินภทุ าธพิ์

๑๔๒

ประวตั ิศาสตรสากล ๑๔๓

กองทัพโรมัน

ปจ จัยทท่ี ำใหจักรวรรดิโรมนั มคี วามเขมแขง็ ไดแ กก องทัพทปี่ ระกอบดว ยทหารท่ีมี
ระเบยี บวนิ ยั มเี ครื่องแบบทีน่ า เกรงขาม มีการควบคุมบังคบั บญั ชาอยา งมปี ระสิทธิภาพ
และมแี ผนการรบทชี่ าญฉลาด ชาวโรมันไดนำเอาความสามารถทางวิศวกรรม
มาใชใ นการรบ เชน การสรา งปอมคา ย อาวุธชนิดตา งๆ การขดุ อโุ มงค
การสรา งเรือรบทสี่ ามารถครอบครองทง้ั นา นน้ำเมดเิ ตอรเ รเนยี น

เคร่ืองมือและอุปกรณตา งๆ
ทีใ่ ชในสงคราม

ทหารโรมนั เรือรบโรมนั มหาวหิ ารเซนตป เตอร

ครสิ ตศาสนา พระสันตะปาปา
กอนท่อี ารยธรรมโรมนั จะลมสลาย จูเลยี สท่ี ๒
ครสิ ตศ าสนาถือกำเนิดขน้ึ ชาวครสิ เตยี น นกั บญุ ปเตอร คอนสแตนตินท่ี ๑

ถูกจกั รวรรดิโรมนั ปราบปรามอยา งรุนแรง นกั บญุ ปเตอร
(ภายหลงั ไดรบั การแตงต้ังใหเปน พระสังฆราชาองคแ รกแหงกรุงโรม)
ถูกตรึงกางเขนทจ่ี ตุรัสเนโร (Circus Nero)
อกี ๒๐๐ ปต อ มา พระจกั รพรรดิคอนสแตนตินท่ี ๑ ประกาศ
ยอมรบั นบั ถือครสิ ตศ าสนา ทรงพระราชทานพ้ืนทจ่ี ตุรสั เนโรใหเปน
ศาสนสถาน ตอมา ค.ศ. ๑๕๐๖ พระสนั ตะปาปาจเู ลยี สท่ี ๒ ทรงบญั ชา
ใหสรา งมหาวิหารขน้ึ ใหมแ ละเปน ท่ปี ระทับของพระสันตะปาปาสืบตอ
มาจนถงึ ปจ จุบนั
ภาษาละตินเปนภาษาทใ่ี ชในการประกอบพิธกี รรมทางศาสนาของชาวโรมนั คาทอลิก

ผลงานทางวศิ วกรรม

ส่ิงกอสรา งหลายแหง ท่ีสรางขึ้นแมก าลเวลาจะผานมากวา ๒,๐๐๐ ป ยังคงปรากฏเปนประจกั ษพยาน
ถึงอัจฉรยิ ะภาพของชาวโรมนั ทางดา นวศิ วกรรม ซีเมนตแ ละคอนกรตี คอื วสั ดุท่ชี าวโรมันคิดคน ขึน้ มาเพื่อนำมาใช
ในการกอ สรา ง

ถนน ชาวโรมันไดน ำวัสดุตา งๆ วิหาร แพนธอี อน
มาใชในการสรางถนนทำใหมี
ความแขง็ แรงมั่นคงจนแมท กุ วนั น้ี โคลีเซียม ทอสง น้ำ Aqueduct
ถนนบางสายก็ยังปรากฏอยู
งานกอสรา ง สิ่งกอสรา งขนาดใหญย งั คงปรากฏอยทู ั่วไป
เขื่อน มกี ารสรางเขอื่ น
เพื่อเกบ็ กักน้ำหลายแหง

กงั หนั น้ำ การใชพลังงาน วิศวกรรมทางทหาร นำผลสำเรจ็ ทางวิศวกรรม
ประดิษฐกงั หันน้ำเพอ่ื ใช มาใชในการทหาร เชน สรางคายทหาร (Camp)
นำการโมแ ปงและตดั หิน สะพาน ถนน อปุ กรณก ารปด ลอม (Siege Equipment)
การสรางแนวปอ งกนั

การติดตอ ระหวา งโลกตะวันออก เจง้ิ เหอ
กบั โลกตะวันตกในสมยั โบราณ มหาขนั ที
ผบู ญั ชาการ
เสนทางสายไหม ทหารเรือจนี

ค๑.๓ศ๐. -ปคก .ศอ .น๑๔๕๓

เสนทางสายไหมทางบก กกาารรเคดานิ ขทาายง
เสนทางสายไหมทางทะเล กาศราเสผนยาแผ

เสน ทางสายไหม เร่มิ จากจีน - อนิ เดีย - เอเซยี กลาง เอเซยี ไมเนอร เมโสโปเตเมีย (อหิ ราน)
อียิปต แอฟริกาเหนือ กรีซ - โรม เสนทางสายไหมกอใหเกดิ การแลกเปล่ยี นทางวัฒนธรรม
และอารยธรรมในทุกสาขา ระหวางโลกตะวนั ออกกับโลกตะวันตก

มารโคโปโล (ค.ศ. ๑๒๕๔ - ๑๓๒๔) เรื่องราวการเดนิ ทางของเขาตลอดเสนทางไปสู
ราชสํานักจีน เปนแรงบันดาลใจใหชาวตะวันตกสนใจใครรูเรื่องราวของโลกตะวันออก
จนนาํ ไปสกู ารสํารวจทางทะเลในยุคตอมา

เสน ทางสาํ รวจทางบก
เสนทางสาํ รวจทางทะเล

มารโคโปโล เสน ทางสํารวจ เสนทางกลบั
ผูเขียนบันทึก ของมารโคโปโล เสนทางไป
เดนิ ทางมายงั จีน
แแลละกวเปฒั ลนีย่ ธนรครวมามรู เสนทางอัญเชิญพระไตรปฎ ก
ของพระถงั ซัมจง๋ั
๑๔๔

การขยายอาณาเขตของอเล็กซานเดอร ประวัติศาสตรสากล ๑๔๕

อเล็กซานเดอรมหาราช
(๓๕๖ - ๓๒๓ ป กอน ค.ศ.)
การแผพ ระราชอํานาจของ
พระองค จากคาบสมุทรบอลขา น
ไปจนถงึ ปากีสถานในปจ จบุ นั ทําให
อารยธรรมกรีกแผข ยายออกไป

ทัว่ เอเชีย - แอฟริกา

ดินแดนภายใตการยึดครองของอเลก็ ซานเดอร

การขยายอาณาเขตของเจงกสิ ขาน

มองโกล ตีแผขยายอาณาเขตยาวไกลไปจนถึงยุโรป

ขกยาารสยองคาํ รนาามจ

สงครามครเู สด

กศาารสขนยาาอยสิ ตลัวาขมอง
ระหวาง ค.ศ. ๖๒๒ - ๗๕๐

ภาพกรุงเยรูซาเลมในสงครามครเู สดครงั้ แรก

เหตกุ ารณส ําคัญของโลกในสมยั กลาง

(คริสตศตวรรษท่ี ๕ - คริสตศ ตวรรษท่ี ๑๕)

เม่ือจักรวรรดิโรมันตะวันตกลมสลายใน ค.ศ. ๔๗๖
ครสิ ตศ าสนาโรมนั คาทอลกิ มอี าํ นาจครอบคลมุ สงั คมชาวยโุ รป
ท้ังมวล สังคมเปนระบบศักดินาสวามิภักด์ิ (Feudalism)
สมยั กลางสน้ิ สดุ ลงเมอื่ อาณาจกั รโรมนั ตะวนั ออกลม สลายลง
ใน ค.ศ. ๑๔๕๓

ยุคมดื (Dark Ages) ระบบฟวดลั (Feudalism) Act of Homage คอื พิธแี สดงความ
จงรักภักดีของขารับใชท่ีมีตอขุนนาง
หลังจากจักรวรรดิโรมันลมสลาย แวนแควนตางๆ จะดูแลคุมครอง เจาของทด่ี นิ ของตน
สังคมยุโรปวุนวายจากการรุกราน ประชาชนอยางเบ็ดเสร็จ ขุนนาง
ของอานารยชนเผาตางๆ จากยโุ รป เจาของที่ดิน (Lord) มีสิทธิในการ
เหนอื เปนสภาพสงั คมของยุคกลาง ครอบครองที่ดิน ประชาชนท่ีอาศัย
ตอนตน อยูในที่ดินเรียกวา ขารับใช (Vassal)
ความสมั พนั ธใ นระบบฟล ดลั เปน ระบบ
อุปถัมถระหวางเจานายกับขารับใช

ระบบแมนเนอร (Manorialism) อัศวิน (Knight)
ศนู ยก ลางของแมนเนอรอ ยทู ปี่ ราสาทของ คือนักรบทหารมาเม่ือรบจนได
ขุนนาง ชาวนาซ่ึงเปนทาสติดท่ีดิน เปน ชยั ชนะกจ็ ะไดร บั ทด่ี นิ ปราสาท และ
หนวยเศรษฐกิจท่ีพึ่งพาตนเองได โดย มยี ศศกั ดม์ิ สี ทิ ธพิ เิ ศษเหนอื สามญั ชน
ลอรด วสั ซลั และทาสมคี วามสมั พนั ธก นั ใน อัศวินจะตองจงรักภักดีตอกษัตริย
ระบบอปุ ถมั ภ และปกปองศาสนา

ยคุ แหง ศรทั ธา (Age of Faith) (สTงhคeราCมrคuรsเู aสdดes) ผลของสงครามครูเสด

ศาสนาคริสตมีอิทธิพลตอการเมือง ระหวาง ค.ศ. ๑๐๙๖ - ๑๒๙๑ เปน จกั รวรรดไิ บแซนไทนล ม สลาย
การปกครอง การดําเนินชีวิต และ สงครามระหวางชาวคริสตในยุโรป กษตั ริยม ีอํานาจมากขึ้น เกิด
ศิลปวฒั นธรรมในสงั คมยุคกลาง กบั มสุ ลมิ ที่ยดึ ครองนครเยรูซาเล็ม การพัฒนาเสนทางการคา
ทางทะเล เมืองกลายเปน
ศูนยกลางของชุมชน เกิด
ชนช้นั กลาง โลกทัศนข องชาว
ยโุ รปกวางขวางขนึ้

๑๔๖

เหตกุ ารณสาํ คญั ของโลกสมัยใปรหะวตั ศิมาสต รสากล ๑๔๗
(ครสิ ตศ ตวรรษที่ ๑๕ - ๒๐)

การฟนฟูศิลปวิทยาการ

การนําศลิ ปวทิ ยาการของกรีกและโรมนั มาศกึ ษาใหม ในชวงครสิ ตศ ตวรรษท่ี ๑๔ -
๑๖ ใหค วามสําคัญกับความเปนมนษุ ยนิยม (Humanism) ถือเปน จดุ เชือ่ มตอ ของ
ประวตั ิศาสตรสมยั กลาง กบั ประวัตศิ าสตรสมัยใหม

สาเหตุ ผล

๑. การขยายตัวทางการคา และความเจริญ ๑. ทําใหเกดิ การปฎิรูปศาสนา การสํารวจทาง
ทางเศรษฐกิจ ทะเล การปฏวิ ตั วิ ทิ ยาศาสตร การปฏวิ ัติ
๒. ความเส่อื มศรัทธาในสถาบนั ศาสนาครสิ ต อตุ สาหกรรม และการปฏวิ ตั ทิ างภูมปิ ญ ญา
๓. ทัศนะคตขิ องชาวยโุ รปเปลี่ยนแปลง ๒. การแสวงหาความรอู ยา งกวา งขวาง
๔. การลมสลายของจกั รวรรดไิ บแซนไทน และสรางสรรคสง่ิ ตางๆเพือ่ สนองตนเอง

ความเจริญในสมยั ศิลปกรรม
วรรณกรรม การฟน ฟศู ิลปวทิ ยาการ

ฟรานเซสโก เพทรารก ไมเคิลแอนเจโล บูโอนารโรตี
(Francesco Petrarca) (Michel Angelo Buonarroti)
กวนี ิพนธ ไดรับการยกยอง รูปสลกั เดวิด และปเอตา (Pieta)
วา เปนบดิ าแหง มนุษยนิยม
ภาพเขยี นทีโ่ บสถซสี ตนิ
ในมหาวหิ ารเซนตปเตอรท ก่ี รุงโรม

นโิ คโล มาเคียเวลล่ี เลโอนารโ ด ดา วนิ ชี
(Nicolo Machiavelli) (Leonardo da Vinci)
เจา ผูค รองนคร (The Prince) ภาพอาหารมอ้ื สุดทา ย
(The last Suppy) และ
เซอรทอมสั มอร โมนาลิซา (Monalisa)
(Sir Thomas More) ราฟาเอล
เมอื งในอดุ มคติ หรอื (Raphael)
ยโู ทเปย (Utopia) ภาพพระมารดา
และพระบตุ ร
วิทยาการ และนกั บญุ จอหน
วลิ เลีย่ ม เชคสเปยร ดานอน่ื ๆ โยฮนั กูเตนเบิรก
(William Shakespeare) (Johannes Gutenburg)
บทละครเร่ือง โรมิโอ - จเู ลียต ระบบการพมิ พโดยการเรียงตัวอกั ษร
เวนิสวาณชิ

สาเหตุ ผล เรอื ของเมกเจลลัน
เดินทางรอบโลก
๑. ความเจริญกา วหนา ๑. อารยธรรมตะวนั ตกเผยแพรไ ป สำเรจ็ เปนคร้ังแรก
ทางวิทยาการ สดู ินแดนตางๆ

๒. ความตอ งการดา นการคา ๒. การแพรกระจายของพนั ธพุ ืชและสัตว
๓. การเผยแผคริสตศาสนา ๓. การแพรระบาดของโรคตดิ ตอ
๔. ความตองการสรา งช่ือเสียง ๔. การปฏิวตั ทิ างการคา และ

และเกียรตภิ มู ิ การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกจิ

เฟอรด นิ นั ด แมกเจลลนั
(Ferdinand Magellan)
พบหมเู กาะฟลปิ ปน ส
ไดเปนอาณานคิ ม

ครสิ โตเฟอร โคลัมบสั วาสโก ดา กามา ๑๕๔๑
(Christopher Columbus) (Vasco da Garma) ๑๕๓๔
พบหมเู กาะเวสตอนิ ดสี เดินทางมาถงึ เมือง
(West Indies) ในอเมรกิ าใต กาลิกตั ของอินเดยี ๑๕๒๒

จารค การต เิ ยร 
(Jacques Cartier)
๑๕๑๙ สำรวจแมน้ำ
เซนตลอเรนซ
ครสิ ตศ ตวรรษที่ ๑๕ โปรตเุ กสกบั สเปน (St. Lawrence)
การแขง ขนั ทางทะเล ทำสัญญา ๑๕๑๑ อเมรกิ าเหนอื
ระหวางโปรตุเกส ตอรเ ดซียาส
(Tordesillas) ๑๕๐๐
กบั สเปน
ไดเ มอื งมะละกา
๑๔๙๘ เปน อาณานคิ ม

เจา ชายเฮนร่ี ราชนาวิก ๑๔๙๗ เปโตร คาบราล
(Henry of Navigator) ๑๔๙๔ (Pedro Cabral)
ตง้ั โรงเรียนฝก หัดการเดินเรือ สำรวจบราซิล
และเปน ผนู ำสำรวจทางทะเล

๑๔๙๒ จอนหน แคบอต
(John Cabot)
๑๔๘๘ พบเกาะนวิ ฟน ดแลนด of

ค.ศ. ๑๔๐๐ ๑๔๕๐ บารโทโลมิว ไดแอช Ageทวีปอเมรกิ าเหนอื
(Bartholomew Diaz)
๑๔๘ เดินทางผา นแหลมกูดโฮป
ไดสำเรจ็

ประวัตศิ าสตรส ากล ๑๔๙

โปรตเุ กสรวมกับสเปน แสวงหาเสน ทาง จัดตัง้ สถานกี ารคา
ยตุ ิการแขง ขันทางทะเล ทางทะเลเพอ่ื การคา ในเกาะชวา
เครอ่ื งเทศ
จดั ตงั้ บรษิ ัทอินเดยี
ตะวนั ออกขององั กฤษ
๑๕๘๘ ๑๕๙๘ ๑๖๐๐
ต้งั อาณานคิ ม ๑๕๘๑ ๑๖๐๒ จัดตง้ั บรษิ ทั อินเดยี
ที่มาเกา ตะวันออกของดตั ช
กองทัพเรืออังกฤษ (Dutch East India
๑๕๘๐ ชนะสเปนได องั กฤษเปน Company : VOC)
มหาอำนาจทางทะเล
๑๕๕๗ เซอรฟ รานซสิ เดรก ๑๖๐๖
๑๕๔๗ (Francis Drake)
เดนิ ทางรอบโลกสำเรจ็
ตัง้ สถานีการคา
พบทวีป ๑๖๑๑ ตามเมอื งทา
ซามูเอล เดอ ซองแปลง ออสเตรเลยี ชายฝงของอินเดยี
(Samuel de Champlain) เปน คร้ังแรก
สำรวจดินแดนทะเลสาบ คริสตศ ตวรรษที่ เรยี กวา
ใหญทง้ั ๕ อเมรกิ าเหนอื ๑๖ - ๑๘ New Holland
๑๖๔๑ ฮอลนั ดา
การแขง ขนั ทางทะเล ยึดมะละกา
ระหวางองั กฤษ ฮอลันดา จากโปรตเุ กส

และฝรั่งเศส ๑๖๕๘ ยึดเกาะซีลอน

๑๖๖๓ (ศรีลงั กา)

๑๖๘๒ ยึดมะละบาร
๑๗๖๘ (Malabar) ชายฝง
ตะวันตกเฉียงใต
ของอินเดยี

กัปตันเจมส คกุ โรเบริ ต ลาซาล
(Captain (Robert La Salle)
James Cook) สำรวจแมนำ้
พบออสเตรเลยี โอไฮโอ (Ohio)
อเมรกิ าเหนอื

Explorationครสิ ตศ ตวรรษท่ี ๑๕ - ๑๗

การปฏิรูปศาสนา

(Religious Reformation)

การแตกแยกของศาสนาครสิ ต
ในครสิ ตศ ตวรรษท่ี ๑๘

๑๒.. สาเหตุ ผล
การฟน ฟศู ลิ ปวทิ ยาการ ๑. คริสตศาสนาแบงเปน ๒ นิกาย คือ
กษัตริยและเจาผูปกครองแควนตางๆ โรมนั คาทอลกิ และนกิ ายโปรเตสแตนท
ตองการเปนอิสระจากคริสตจักร และ ๒. ครสิ ตจกั รโรมนั คาทอลกิ ปรบั ปรงุ ศาสนา
สนั ตะปาปา ของตนเอง (Catholic Reformation)
๓. ความเสอ่ื มศรัทธาในนกั บวชของศาสนา จดั “การประชมุ สงั คายนาแหง เทรนต”
คริสต และปรังปรุงวินัยของนักบวช
๔. แนวคิดของมานุษยนิยม ธรรมชาตินิยม
และปจเจกชนนิยม

ันกปฏ ริ ปู ศาสนาท่ี
สำคญั

มารต นิ ลเู ธอร (Martin Luther) จอหน คาลวนิ (John Calvin) (Anนglกิ icาaยnองั cกhฤuษrch)
โจมตีศาสนจักร เร่ืองขายใบไถบาป นำนิกายโปรเตสแตนทมาเผยแผ
เรียกคำประทว ง ๙๕ ขอ กอ ตัง้ นิกายแคลวนิ (Calvinism) พระเจา เฮนรที่ ี่ ๘ ขัดแยงกบั
(Ninety-Five Theses) เม่ือ ค.ศ. ๑๕๔๐ สันตะปาปา จึงต้งั นิกายใหม
กอตั้งนกิ ายโปรเตสแตนท มกี ษัตรยิ อ งั กฤษเปนประมุข
๑๕๐ (Protestent) เม่ือ ค.ศ. ๑๕๑๗


Click to View FlipBook Version