ยอ้ นกลบั ขนึ้ มาจนถงึ เบอื้ งบน รอบคอบตลอดแลว้ นน้ั ทวนกระแส
รวมเขา้ ตั้งไวใ้ นท่ามกลางอก มสี ติพิจารณาใหร้ แู้ จง้ ว่า รา่ งกายน้ี
กเ็ ปน็ แตเ่ พยี งสักวา่ กาย ถา้ ไม่มใี จครองกไ็ ม่รู้สึก รนู้ กึ รูค้ ดิ และ
เคลอื่ นไหวไปมาไมไ่ ด้ มวี ญิ ญาณจติ ดวงเดยี วเทา่ นน้ั เปน็ ใหญใ่ น
ชวี ิตของเรา ร่างกายท้งั สน้ิ นกี้ ็อยู่ในใต้อ�ำนาจแหง่ จติ ดวงน้ฯี
เพราะฉะน้ัน จ�ำเป็นเราต้องรวมเอาดวงจิตของเราต้ังไว้ให้
เปน็ เอกจติ เอกธรรม เอกมรรค คอื ใหเ้ ปน็ จติ ดวงเดยี ว ตง้ั มนั่ อยู่
ทท่ี รวงอก
วิธีที่ ๒ ดังกล่าวมาน้ี เรียกว่า เจริญตีรณปริญญาวิธี
จบเท่านีฯ้
วิธีที่ ๓
เจริญปหานปริญญาวิธี
แปลวา่ ละ หรอื วาง นิมิตไดข้ าด
(อาจารยอ์ ธิบายตรงน)้ี
นักปฏิบัติในพระธรรมวินัยน้ี เป็นผู้มีเพียรเพ่งอยู่ และมี
ประสงคจ์ ะบำ� เพญ็ ตนใหก้ า้ วสโู่ ลกตุ ตรธรรม จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งเจรญิ
ปหานปริญญาวธิ ตี ่อไป
การเจริญปหานปริญญาวิธี ย่อมเจริญด้วยวิปัสสนา
กรรมฐาน ๓ ประการ คอื
200
๑. วปิ สั สนานโุ ลม ใชบ้ รกิ รรมภาวนาอนโุ ลมเขา้ หาวปิ สั สนา
วธิ ฯี
๒. วิปัสสนาสุญญตวิโมกข์ ใช้บริกรรมภาวนาดับสัญญา
ให้ขาดสูญฯ
๓. วปิ สั สนาวโิ มกขป์ รวิ ตั ิ ใชบ้ รกิ รรมภาวนา วปิ สั สนาญาณ
วธิ ใี ห้เตม็ รอบ ระงบั นิมิตให้ขาด ถอนอุปาทานขันธ์ ตลอดถอน
ตณั หาทั้งโคนฯ
บดั นี้ จะกลา่ วภมู จิ ติ แหง่ นกั ปฏบิ ตั ทิ สี่ มควรไดเ้ จรญิ วปิ สั สนา
ทั้ง ๓ ประการ อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ เพ่อื ผ้ปู ฏิบัติจะได้ปฏบิ ตั ถิ กู
คือ :-
๑. นกั ปฏิบตั ิบางคนหรือบางองค์ เมอื่ นง่ั สมาธิภาวนารวม
จติ สนทิ ไดด้ ี แตม่ ปี ตี แิ รงกลา้ บงั เกดิ ขน้ึ ทบั ถมกลบเกลอื่ นดวงใจ
จะยกจิตขึ้นพิจารณาอะไรก็ไม่สะดวก จ�ำเป็นต้องใช้บริกรรม
ภาวนาวปิ สั สนานโุ ลมวา่ “ขยวยธมมฺ า สงขฺ ารา” หรอื “ขยธมมฺ า
วยธมฺมา สงขฺ ารา” เป็นตน้
๒. นักปฏิบัติบางคนหรือบางองค์ เมื่อน่ังสมาธิภาวนา
รวมจติ กส็ นทิ ได้ดีเหมือนกนั แต่เม่อื บงั เกดิ มนี มิ ติ ขนึ้ มาก เหลือ
วิสัยท่จี ะแกไ้ ขได้ กลายไปเปน็ สัญญาเนื่องอยใู่ นจิต ระงับไมไ่ ด้
จ�ำเป็นต้องเจริญวิปัสสนาสุญญตวิโมกข์ ใช้บริกรรมภาวนาว่า
“สพเฺ พ สงขฺ ารา สพฺพสญฺญา อนตฺตา” เป็นตน้ ฯ
๓. นักปฏบิ ัตผิ ู้มภี ูมิจิตสงู ไดเ้ จริญญาตปริญญาวิธี และได้
เจริญตีรณปริญญาวิธี จนตลอดดังกล่าวแล้ว ช่ือว่ามีภูมิจิตสูง
201
ก้าวล่วงวิปัสสนานุโลมและวิปัสสนาสุญญตวิโมกข์แล้ว ควรได้
เจริญวิปัสสนาวิโมกขปริวตั ิต่อไปฯ
วิธีเจริญวิปัสสนาวิโมกข์ปริวัติ
ในขณะเม่ือตรวจค้นปฏิภาคนิมิตต์ เลิกถอนเคร่ืองภายใน
ภายนอกออกหมดแล้ว ยังเหลือแต่โครงกระดูกเปล่า และได้
พิจารณาโครงกระดูกเป็นอนุโลม ปฏิโลม รอบคอบตลอดแล้ว
ได้รวมจิตใหส้ นิทตงั้ ม่นั ในที่ทรวงอกดีแลว้ มสี ติ ยกจิตข้นึ เพง่ ซง่ึ
โครงกระดกู นน้ั ดว้ ยอบุ ายปญั ญา ซงึ่ บงั เกดิ ขนึ้ เอง แลเหน็ ดว้ ยใน
ใจของตนเอง วา่ โครงกระดกู ท้ังสิ้นนี้ เป็นของไมใ่ ช่ตน ไมใ่ ช่ตวั
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ชื่อว่าเห็นอนัตตาด้วยในใจของตนเอง และ
เหน็ เป็นอนิจจัง ไมเ่ ท่ยี ง เปน็ ทุกข์ แน่แก่ใจแล้ว ยกคำ� บริกรรม
วปิ สั สนาวโิ มกขปรวิ ตั ิ ข้นึ บรกิ รรมภาวนาวา่
สพเฺ พ ธมฺมา อนตฺตา
สพเฺ พ ธมฺมา อนจิ ฺจา
สพฺเพ ธมมฺ า ทกุ ขฺ า
ให้บริกรรมภาวนา นึกอยูใ่ นใจอยา่ งเดียวไม่ออกปาก และ
ไมใ่ หม้ เี สยี ง มสี ตกิ ำ� หนดจติ เพง่ ดว้ ยความนง่ิ และวางเฉย จนกวา่
จะปรากฏเหน็ โครงกระดูกน้ันหลดุ ถอนจากกนั ตกลงไปกองอยู่
ที่พื้นแผ่นดนิ ฯ
202
เมื่อปรากฏเห็นชัดว่า โครงกระดูกนั้นหลุดออกจากกัน
ตกลงไปกองอยูท่ พี่ ้นื แผ่นดนิ หมดแล้ว พงึ มสี ตยิ กจิตขึ้นเพ่งและ
บรกิ รรมภาวนาวปิ ัสสนาวโิ มกขปรวิ ตั อิ ีกว่า
สพเฺ พ ธมมฺ า อนตตฺ า
สพเฺ พ ธมฺมา อนจิ ฺจา
สพเฺ พ ธมมฺ า ทกุ ขฺ า
ใหน้ กึ อยใู่ นใจอยา่ งเดยี ว จนกวา่ จะปรากฏเหน็ ชดั วา่ เครอื่ ง
อวยั วะทกุ สว่ นทตี่ กลงไปกองอยทู่ พ่ี นื้ แผน่ ดนิ นนั้ ไดล้ ะลายกลาย
เป็นดิน เปน็ น�้ำ เปน็ ลม เป็นไฟไปเองหมดแลว้ ฯ
เม่ือระงบั สัญญาทห่ี มายพื้นแผ่นปฐพี พึงมีสตยิ กจิตขนึ้ เพง่
บรกิ รรมภาวนาวปิ สั สนาวโิ มกขป์ รวิ ตั ิ ดงั กลา่ วแลว้ ฯ
เมอื่ ระงบั เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ กใ็ หบ้ รกิ รรมภาวนา
วิปัสสนาวิโมกขปริวัติแบบเดียวกัน ตลอดระงับอรูปฌานท้ัง ๔
ก็ใช้ค�ำบริกรรมภาวนาวิปัสสนาวิโมกข์ปริวัติแบบน้ีตลอดไปฯ
นีแ้ ลช่อื วา่ ได้เจริญปหานปรญิ ญาวิธีฯ
ในตอนสุดท้ายน้ี ขอเตือนไว้ว่า ในเวลาได้ใช้ค�ำบริกรรม
ภาวนาวิปัสสนาวิโมกขปริวัติน้ี พิจารณาให้โครงกระดูกละลาย
ไปเองแลว้ ก็ดี และไดพ้ ิจารณาให้เคร่ืองอวยั วะต่างๆ ท่ีตกลงไป
กองอยพู่ น้ื แผน่ ดนิ นน้ั ละลายกลายเปน็ ดนิ เปน็ นำ�้ เปน็ ไฟ เปน็ ลม
ไปแล้วกด็ ี ตลอดได้เพง่ พจิ ารณาให้พน้ื แผ่นดนิ ละลายไปเองแลว้
ก็ดี พึงเปน็ ผู้มสี ตบิ รบิ ูรณ์ กำ� หนดเอาจิตของตนไว้ ใหร้ วมสนทิ
203
เป็นเอกจิต เอกธรรม เอกมรรค คือเป็นหนึ่งอยู่กับที่ตลอดไป
อยา่ พงึ เปน็ ผู้ประมาททอดธุระ ปลอ่ ยจติ ของตนใหฟ้ ้งุ ซ่านไปฯ
เมื่อได้บ�ำเพ็ญข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบในพระพุทธศาสนา
ดังกล่าวมาถึงข้ันน้ีแล้ว ย่อมแลเห็นอานิสงส์แห่งการปฏิบัติ
พระพทุ ธศาสนามาก ไมม่ ปี ระมาณ ชอ่ื วา่ ไดถ้ งึ พระไตรสรณคมน์
อนั แทจ้ รงิ ส่วนทย่ี ง่ิ กวา่ นยี้ งั มีอย่อู กี ฯ
พระไตรสรณาคมณ์โดยยอ่ เล่ม ๑ จบเท่าน้ี
204