The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติและพระธรรมเทศนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2021-09-26 21:25:34

หลวงปู่ลี ตาณังกโร

ประวัติและพระธรรมเทศนา

สาวกสงโฺ ฆ อาหเุ นยโฺ ย ปาหเุ นยโฺ ย ทกขฺ เิ ณยโฺ ย อญชฺ ลกิ รณโี ย
อนตุ ตฺ รํ ปญุ ฺญกฺเขตฺตํ โลกสสฺ าติฯ

กราบหมอบลง นงิ่ อยู่ วา่
กาเยน วาจาย เจตสา วา
สงฺเฆ กุกมมฺ ํ ปกตํ มยา ยํ
สงฺโฆ ปฏคิ คฺ ณหฺ ตุ อจจฺ ยนฺตํ
กาลนตฺ เร สํวริตํุ ว สงฺเฆฯ

จบสงั ฆคุณแล้ว เงยขึ้น
เจรญิ พรหมวิหารทงั้ ๔ แปล
อหํ สขุ โิ ต โหมิ ขอเราจงเป็นผูม้ คี วามสุขเถดิ ฯ
นิทฺทกุ ฺโข โหม ิ ขอเราจงเปน็ ผู้ปราศจากทกุ ขท์ ้งั ปวงเถดิ ฯ
อเวโร โหมิ ขอเราจงเป็นผูป้ ราศจากเวรทง้ั ปวงเถิดฯ
อพยฺ าปชโฺ ฌ โหม ิ ขอเราจงเปน็ ผู้ปราศจากความเบียดเบยี น
ท้ังปวงเถดิ ฯ
อนโี ฆ โหมิ ขอเราจงปราศจากความล�ำบากยากเข็ญ
ทง้ั ปวงเถดิ ฯ
สุขี อตตฺ านํ ปริหรามิ ขอเราจงเปน็ ผู้มีความสุข
ตลอดทุกเมื่อเถิดฯ

ฯเมตตาตน จบเทา่ นฯ้ี

150

เจริญเมตตาสัตว์

สพเฺ พ สตตฺ า สัตว์ทัง้ หลายท่เี ปน็ เพอ่ื นทกุ ข์
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกนั หมดทงั้ ส้นิ
สขุ ิตา โหนฺตุ จงเปน็ สขุ ๆ เถิดฯ
สพเฺ พ สตตฺ า สตั วท์ ง้ั หลายทีเ่ ปน็ เพ่อื นทกุ ข์ เกิด แก่
เจบ็ ตาย ด้วยกนั หมดทั้งสิน้
อเวรา โหนตุ จงอย่าไดเ้ ปน็ ผมู้ เี วรแกก่ นั และกันเลยฯ
สพเฺ พ สตตฺ า สตั วท์ ้ังหลายทเ่ี ปน็ เพือ่ นทกุ ข์ เกิด แก่
เจบ็ ตาย ด้วยกนั หมดทัง้ สน้ิ
อพฺยาปชฺฌา โหนฺต ุ จงอย่าไดเ้ ปน็ ผเู้ บยี ดเบยี น
แก่กันและกนั เลยฯ
สพเฺ พ สตตฺ า สัตวท์ ง้ั หลายที่เปน็ เพอ่ื นทุกข์
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทัง้ สิ้น
อนฆี า โหนฺต ุ จงอยา่ ไดม้ ีความลำ� บากยากแค้น
ทัง้ ปวงเถดิ
สพฺเพ สตตฺ า สัตวท์ งั้ หลายทเ่ี ปน็ เพื่อนทุกข์
เกดิ แก่ เจบ็ ตาย ดว้ ยกนั หมดทง้ั สิ้น
สขุ ี อตฺตานํ ปรหิ รนฺตุ จงเป็นผู้มีความสุขตลอด
ทกุ เมอ่ื เถิดฯ

จบเมตตาเทา่ น้ฯี

151

เจริญกรุณาแก่สัตว์ท้ังปวง

สพเฺ พ สตฺตา สัตว์ท้งั หลายทีเ่ ปน็ เพ่ือนทุกข์
เกดิ แก่ เจบ็ ตาย ด้วยกันหมดทงั้ สนิ้
สพฺพทุกฺขา ปมุญฺจนตฺ ุ จงเปน็ ผ้พู น้ จากทกุ ข์ท้ังปวงเถดิ ฯ

จบกรณุ าเทา่ นฯี้

เจริญมุทิตาแก่สัตว์ทั้งปวง

สพเฺ พ สตฺตา สตั ว์ท้งั หลายท่ีเปน็ เพอ่ื นทุกข์
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกนั หมดท้งั ส้นิ
ลทธฺ สมปฺ ตฺติโต มา วคิ จฉฺ นตฺ ุ จงอย่าได้ปราศจากสมบัติ
อนั ตนได้แลว้ เถิดฯ

จบมุทติ าเทา่ นี้ฯ

เจริญอุเบกขาพรหมวิหาร

สพฺเพ สตฺตา สตั ว์ทง้ั หลายท่ีเปน็ เพ่อื นทกุ ข์
เกดิ แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทงั้ ส้ิน
กมมฺ สสฺ กา เปน็ ผมู้ ีกรรม เป็นของๆ ตน
กมมฺ ทายาทา มีกรรมเปน็ ผู้ให้ผล
กฺมมโยนี มีกรรมเปน็ แดนเกิด
กมฺมพนฺธู มีกรรมเป็นผู้ติดตาม
กมมฺ ปฏสิ ฺสรณา มีกรรมเปน็ ท่พี ่งึ อาศยั

152

ยํ กมฺมํ กริสสฺ นตฺ ิ จกั ท�ำกรรมอนั ใดไว้
กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา จกั ทำ� กรรมทเี่ ปน็ บญุ หรอื เปน็ บาป
ตสฺสทายาทา ภวสิ สฺ นตฺ ิ เราจกั เปน็ ผรู้ บั ผลของกรรมนน้ั ๆ สบื ไป

จบอุเบกขาพรหมวิหารฯ

แบบวิธี บูชาดอกไม้ธูปเทียน

คโต ยมหํ สมฺมาสมพฺ ุทฺธํ สรณํ คตา พระผมู้ พี ระภาคเจา้
พระองคเ์ ปน็ ผตู้ รสั รดู้ แี ลว้ เองโดยชอบ พระองคใ์ ดแล ขา้ พเจา้ ถงึ แลว้
ว่าเป็นที่พ่ึง ก�ำจัดภัยได้จริง อิมินา สกฺกาเรน ตํ ภควนฺตํ
อภปิ ูชยามฯิ ขา้ พเจา้ บูชาพระผูม้ พี ระภาคเจ้าพระองค์นน้ั ด้วย
เคร่ืองสักการะอนั น้ีฯ

กราบลงครั้งหนงึ่

ยมหํ สฺวากขฺ าตํ ภควตา ธมฺมํ สรณํ คโต ชายวา่ คตา
หญิงว่า พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทศนาไว้ดีแล้ว
เหลา่ ใดแล ข้าพเจ้าถงึ แลว้ ว่าเปน็ ทพ่ี ึง่ ก�ำจดั ภยั ได้จริง
อิมินา สกฺกาเรน ตํ ธมฺมํ อภิปูชยามิฯ ข้าพเจ้าบูชา
พระธรรมนั้น ดว้ ยเครอ่ื งสักการะอนั น้ฯี

กราบลงครั้งหนงึ่

153

ยมหํ สปุ ฏปิ นนฺ ํ สงฺฆํ สรณํ คโต ชายว่า คตา หญิงว่า
พระสงฆส์ าวกของพระผมู้ พี ระภาคเจา้ เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ดิ แี ลว้ หมใู่ ดแล
ข้าพเจ้าถึงแล้วว่าเป็นท่ีพ่ึง ก�ำจัดภัยได้จริง อิมินา สกฺกาเรน
ตํ สงฺฆํ อภปิ ชู ยามฯิ ขา้ พเจา้ บชู าพระสงฆห์ มนู่ ัน้ ด้วยเครื่อง
สักการะอนั นฯี้

กราบลงคร้ังหน่ึง

แบบวิธีไหว้พระ อีกแบบหน่ึง

ยมหํ สมมฺ าสมพฺ ทุ ธฺ ํ ภควนตฺ ํ สรณํ ตโต ชายวา่ คตา หญงิ
วา่ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ พระองคต์ รสั รดู้ แี ลว้ เองโดยชอบ พระองค์
ใดแลข้าพเจ้าถึงแล้ว ว่าเป็นท่ีพ่ึง ก�ำจัดภัยได้จริง ตํ ภควนฺตํ
อภิวาเทมิฯ ข้าพเจ้ากราบไหวพ้ ระผ้มู พี ระภาคเจา้ พระองคน์ น้ั ฯ
กราบลงคร้ังหนึ่ง
ยมหํ สวฺ ากขฺ าตํ ภควตา ธมมฺ ํ สรณํ คโต ชายวา่ คตา หญงิ วา่
พระธรรมทพ่ี ระผ้มู ีพระภาคเจ้า ตรสั เทศนาไวด้ ีแลว้ เหลา่ ใดแล
ข้าพเจ้าถึงแลว้ วา่ เป็นทพี่ ง่ึ กำ� จัดภยั ได้จริง ตํ ธมมฺ ํ นมสสฺ ามิฯ
ขา้ พเจ้ากราบไหว้พระธรรมน้นั ฯ

กราบลงคร้ังหนง่ึ

154

ยมหํ สปุ ฏิปนฺนํ สงฆฺ ํ สรณํ คโต ชายวา่ คตา หญงิ ว่า
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปฏิบัติดีแล้ว หมู่ใดแล
ข้าพเจ้าถึงแล้วว่าเป็นที่พ่ึง ก�ำจัดภัยได้จริง ตํ สงฺฆํ นมามิฯ
ขา้ พเจา้ กราบไหวพ้ ระอริยสงฆส์ าวกน้ันฯ

กราบลงคร้ังหนึง่

แบบค�ำประกาศทานมัยกุศล

เรายนิ ดใี นทาน การใหข้ อง ขอจงไดส้ �ำเรจ็ อาสวขัย สิน้ ไป
แห่งเครือ่ งดองสนั ดาน นิพพานปจั จโยโหตฯุ

บคุ คลทปี่ รารถนาซงึ่ สวรรค์ และพระนพิ พาน กจ็ งรบี พากเพยี ร
กระท�ำให้ได้ ให้ถึง แต่เม่ือยังมีชีวิตอยู่ เพราะมีอยู่ท่ีใจของเรา
ทุกอย่างจะเป็นล�ำบากมากอยู่ก็แต่พระนิพพาน ผู้ท่ีปรารถนา
ความสขุ ในพระนพิ พาน จงึ ทำ� ตวั ใหเ้ หมอื นแผน่ ดนิ หรอื เหมอื นดงั
คนตายแลว้ คือ ใหป้ ล่อยความสขุ และความทุกข์เสยี

155

บทจ�ำเป็น

เรอ่ื ง ภาวนา

ภาวนา เป็นชื่อแห่งความเพียร ที่นักปฏิบัติ

ในพระพทุ ธศาสนาไดถ้ อื เปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ิ
ชอบอยา่ งดยี งิ่ ไมม่ ขี อ้ ปฏบิ ตั อิ น่ื ดยี ง่ิ ขนึ้ ไปกวา่

156

ที่มาแห่งภาวนา

ภาวนานี้ มมี าในสมั มปั ปธาน ๔ ประการ คือ :-
๑. ปหานปธาน เพียรสละบาปอกุศล ใหข้ าดจากสันดาน
๒. สังวรปธาน เพียรส�ำรวมระวังรักษา ไม่ใหบ้ าปเกดิ ขึน้
ในสันดาน
๓. ภาวนาปธาน เพยี รภาวนา ใหบ้ ญุ กศุ ลเกดิ ขน้ึ ในสนั ดาน
๔. อนรุ ักขนาปธาน เพียรรักษาบญุ กุศลทีเ่ กดิ ขน้ึ แล้ว ไม่
ใหเ้ สอ่ื มสูญอันตรธาน
ขอ้ ท่ี ๓ แหง่ สมั มปั ปธาน ความวา่ ภาวนาปธาน เพยี รบำ� เพญ็
กศุ ลใหเ้ กดิ ขนึ้ ในสนั ดานน้ี เปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบในพระพทุ ธ
ศาสนาอย่างดียิ่ง ไม่มีข้อปฏิบัติอ่ืนดียิ่งข้ึนไปกว่า พุทธบริษัท
ท้ัง ๔ จะเว้นเสียมิได้ จ�ำเป็นต้องบ�ำเพ็ญภาวนาปธานทุกคน
ตลอดไป จึงเปน็ ไปเพ่อื พน้ จากทุกข์ในวัฏสงสาร ส�ำเร็จพระอมต
มหานครนฤพานหรอื สำ� เรจ็ มรรคผลธรรมวเิ ศษ บรรลจุ ตสุ มั ภทิ า-
ญาณแตกฉานในหอ้ งพระไตรปฎิ ก ดว้ ยการบำ� เพญ็ ภาวนาปธานน้ี
ทง้ั น้ัน
ถา้ ไมไ่ ดบ้ ำ� เพญ็ ภาวนาปธานนแี้ ลว้ กไ็ มเ่ ปน็ ไปเพอื่ พน้ จากทกุ ข์
ในวัฏสงสาร คอื ไม่ส�ำเร็จพระนพิ พานเลยเป็นอันขาดฯ
อนึ่ง ภาวนาปธานน้ี เป็นยอดแห่งข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ทง้ั ปวง คอื พทุ ธบรษิ ทั ทงั้ ๔ เมอื่ มกี ารบ�ำเพญ็ ทานและรกั ษาศลี ให้
บรสิ ทุ ธด์ิ แี ลว้ จำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารบำ� เพญ็ ภาวนา หรอื เหลา่ พระภกิ ษุ

157

และสามเณร เม่อื ไดบ้ รรพชา อปุ สมบท ในพระพทุ ธศาสนาแลว้
ตอ้ งบำ� เพ็ญสมั มัปปธานทั้ง ๔ ประการ มีภาวนาปธานเปน็ ยอด
คอื บ�ำเพ็ญศลี สมาธิ ปญั ญา ให้ถึงพร้อมด้วยความไมป่ ระมาท
คำ� วา่ “ภาวนา” แปลวา่ ทำ� ใหเ้ กดิ ใหม้ ี ใหเ้ ปน็ คอื ทำ� กาย วาจา
ใจ ใหเ้ ปน็ ศลี สมาธิ ปญั ญา หรอื ท�ำขนั ธสนั ดานของตนทเ่ี ปน็ ปถุ ชุ น
ใหเ้ ปน็ พระอรยิ บคุ คลในพระพทุ ธศาสนา หรอื มฉิ ะนน้ั กก็ ระท�ำ
ขนั ธสนั ดานของตน ทเ่ี ปน็ พระโพธสิ ตั ว์ ใหไ้ ดต้ รสั รพู้ ระอนตุ ตร-
สมั มาสมั โพธญิ าณ เปน็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ขน้ึ ในโลก นบั วา่
กระท�ำให้เป็นไปในพระธรรมวินัยแปดหม่ืนส่ีพันพระธรรมขันธ์
ทเี ดียวฯ

ประเภทแห่งการภาวนา

พระอนุรุทธาจารยเ์ จา้ แยกประเภทภาวนาตามล�ำดบั ข้นั ไว้
๒ ประเภท คือ :
๑. สมถภาวนา ทำ� ใจใหม้ สี ตสิ มั ปชญั ญะสงบจากกามารมณ์
ต้ังม่ันเป็นสมาธภิ าวนา
๒. วิปัสสนาภาวนา ท�ำใจให้มีสติสัมปชัญญะและมีสมาธิ
บรบิ ูรณแ์ ลว้ ให้เกดิ มีปญั ญา
ในเบื้องต้นนี้จะกล่าวสมถภาวนาก่อนแล้วจึงจะกล่าว
วิปัสสนาภาวนาโดยล�ำดับ เมื่อภายหลงั

158

ประเภทสมถภาวนา

ในพระคมั ภรี อ์ ภธิ มั มตั ถสงั คหะ พระอนรุ ทุ ธาจารยเ์ จา้ แยก
ประเภทแห่งสมถภาวนาไว้ เปน็ ๓ ประการ คอื :-
๑. บริกรรมภาวนา เวลาน่งั สมาธิภาวนา ใชบ้ ริกรรมบทใด
บทหนงึ่
๒. อปุ จารภาวนา จิตตง้ั มัน่ เปน็ อปุ จารสมาธิ
๓. อปั ปนาภาวนา จติ ตั้งมนั่ เปน็ อปั ปนาสมาธิ

สมถภาวนาวธิ ี

บทเน้ือความย่อ

ในเรอ่ื งสมถภาวนาวธิ ี มวี ธิ ปี ฏบิ ตั ลิ ะเอยี ดมาก แตใ่ นบทเนอื้
ความย่อน้ี จะกล่าวเฉพาะใจความย่อๆ พอให้ทราบล่วงหน้าไว้
วา่ สมถะคืออะไรฯ
พระสมถกรรมฐานทงั้ ๔๐ ประการ คือ อบุ ายภาวนาใหจ้ ิต
เปน็ สมาธฯิ เมอ่ื กลา่ วถงึ เรอ่ื งทจ่ี ติ เปน็ สมาธิ ดำ� เนนิ ถกู ในหนทาง
อรยิ มรรคอรยิ ผลแลว้ กเ็ ปน็ อนั ถกู ตอ้ งแลว้ ในพระสมถกรรมฐาน
ทงั้ ๔๐ ประการ
อกี ประการหนงึ่ พระสมถกรรมฐานทงั้ ๔๐ ประการ เหลา่ น้ี
มีอาจารยบ์ างจ�ำพวก สอนคณะสานศุ ษิ ย์ของตน ให้ขึ้นพระสมถ
กรรมฐานท้งั ๔๐ ประการ เปน็ ห้องๆ ไป ครบทงั้ ๔๐ ประการ
เปน็ ๔๐ หอ้ ง กระทำ� ใหค้ ณะสานศุ ษิ ยเ์ ขา้ ใจผดิ และถอื ผดิ เปน็ ถกู

159

คอื ถอื เอาว่า พระกรรมฐานท้งั ๔๐ หอ้ ง ใครไดข้ ้นึ ห้องไหน กไ็ ด้
แตห่ อ้ งนนั้ ไมไ่ ดค้ รบทงั้ ๔๐ หอ้ ง ถา้ ตอ้ งการใหค้ รบทงั้ ๔๐ หอ้ ง
ตอ้ งขึ้นไปทีละห้องๆ จนครบท้ัง ๔๐ ห้อง จงึ จะไดพ้ ระกรรมฐาน
ทง้ั ๔๐ ประการ ดงั นี้ เปน็ การสอนผดิ และเขา้ ใจผดิ ถอื ผดิ เปน็ ถกู
จากพระบรมศาสดาจารย์ เปน็ อย่างย่งิ ฯ
ความจริง พระธรรมวินัยท้ังแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์
เป็นธรรมแท่งเดียวกัน สมเด็จพระสัพพัญญูบรมครูเจา้ พระองค์
ทรงเปน็ วภิ ชั ชวาที คอื พระองคท์ รงจำ� แนกขนั ธ์ ๕ คอื กายกบั ใจ
ในตัวของมนุษย์คนเดียวเท่าน้ัน เป็นทั้งพระธรรม ทั้งพระวินัย
ครบจ�ำนวนแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์รวมกันเข้าก็เป็นธรรม
แท่งเดียวกันฯ
เมื่อพระธรรมวินัยเป็นธรรมแท่งเดียวกันอยู่แล้ว อาจารย์
บางจ�ำพวกมาสอนให้แตกต่างออกไปเป็นห้องๆ ไม่สอนให้รวม
เป็นแท่งเดียวกัน ช่ือว่าสอนผิดจากพระบรมศาสดาจารย์ เป็น
อย่างย่ิงฯ
อกี ประการที่ ๒ นกั ปฏบิ ตั ใิ หมท่ ง้ั หลายยงั ไมร่ ชู้ นั้ ภมู แิ หง่ จติ
ตดั สินไมไ่ ดว้ ่าสมถกรรมฐานเพียงแค่ไหน เมื่อไรจะถึงวิปัสสนา
กรรมฐานสักที ครั้นได้น่ังสมาธิ บังเกิดมีความรู้นิดๆ หน่อยๆ
ก็เข้าใจว่าตนได้วิปัสสนาญาณเสียแล้ว ก็เป็นหลงติดอยู่ในสมถ
กรรมฐานตลอดไปฯ
เน่ืองด้วยเหตุนี้ จึงจ�ำเป็นต้องกล่าวเน้ือความย่อของสมถะ
ไวด้ งั ตอ่ ไปนี้

160

สมเด็จพระสัพพัญญูบรมครูเจ้า เมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้
พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าข้ึนในโลกแล้ว
พระองคย์ อ่ มทรงรแู้ จง้ วา่ เวไนยสตั วท์ งั้ หลาย ลว้ นเปน็ ผหู้ ลงขอ้ ง
อยู่ในวัฏสงสาร ไมเ่ ห็นหนทางพระนิพพาน จึงเอาตนให้พ้นจาก
ทกุ ขไ์ มไ่ ดฯ้
เม่ือพระองค์ทรงพระมหากรุณา โปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลาย
ให้พ้นจากทุกข์ภัยในวัฏสงสาร จึงจ�ำเป็นต้องตะล่อมเอาน�้ำใจ
ของเวไนยสตั วท์ งั้ หลายใหส้ งบจากเครอื่ งขอ้ ง รวมเขา้ สวู่ ถิ หี นทาง
พระนพิ พาน ซงึ่ เปน็ หนทางเอกในโลก ไมม่ หี นทางอนื่ ยง่ิ ขน้ึ ไปกวา่
และเป็นทางอันเกษมจากโยคะท้งั ปวงฯ
วธิ ที พ่ี ระองคท์ รงตะลอ่ มเอาจติ ใหส้ งบจากเครอื่ งขอ้ ง รวมเขา้
สูว่ ิถหี นทางพระนพิ พานนแ้ี ล เปน็ วิธที ส่ี �ำคญั จงึ จ�ำเป็นต้องทรง
พระกรุณาตรัสเทศนาส่ังสอนให้เจริญพระสมถกรรมฐาน ๔๐
ประการ บทใดบทหนง่ึ เฉพาะเปน็ ทส่ี บายแกจ่ รติ หรอื นสิ ยั ของตน
เทา่ น้ัน ไมใ่ ชใ่ หข้ ึ้นเปน็ ห้องๆ ไปจนครบ ๔๐ ห้องฯ
เม่ือได้สมถกรรมฐานเป็นท่ีสบายแก่จริตของตนแล้ว
พระองค์ทรงพระมหากรุณาตรัสเทศนาโปรดให้น่ังสมาธิภาวนา
ทเี ดียว วิธีนงั่ สมาธิภาวนา มีแจ้งอยใู่ นบทนัง่ สมาธิข้างหน้าฯ
ข้อทนี่ ักปฏิบตั ิใหมท่ ้ังหลายจะพึงวินจิ ฉยั ว่า สมถกรรมฐาน
เพียงแค่ไหน เม่ือไรจะถึงวิปัสสนากรรมฐานสักที ข้อน้ีให้พึง
วนิ จิ ฉยั ในวธิ นี ง่ั สมาธภิ าวนา ซงึ่ จะกลา่ วตอ่ ไปในบทนงั่ สมาธขิ า้ งหนา้ ฯ

161

บทธรรมมีอุปการะมาก

นักปฏิบัติท้ังหลายในพระพุทธศาสนานี้ พึงเป็นผู้มีศีลเป็น
ทร่ี กั มวี ตั ตะปฏิบตั ิพร้อมบรบิ รู ณ์ และมีธรรมซ่ึงมอี ุปการะมาก
เปน็ ทเี่ จริญอยู่ จงึ เปน็ ผู้เจรญิ รุง่ เรืองฯ
ธรรมมีอุปการะมาก มีหลายประการ แต่จะกล่าวในท่ีน้ี
เฉพาะ ๓ ประการ คือ :
๑. อปปฺ มาโท อมตํ ปทํ พงึ ปน็ ผไู้ มป่ ระมาท ซงึ่ เปน็ บทธรรม
อนั ไม่ตาย
๒. สตมิ า ปรมิ ขุ สตึ พึงเปน็ ผมู้ สี ติเฉพาะหนา้ เสมอ
๓. สมปฺ ชาโน พึงเป็นผูม้ สี ัมปชญั ญะ รูจ้ ติ เสมอ
ธรรม ๓ ประการเหลา่ นี้ เปน็ ธรรมมอี ปุ การะมาก นกั ปฏบิ ตั ิ
ยอ่ มเจริญอยเู่ ป็นนติ ย์ฯ

บทนง่ั สมาธิภาวนา

ปุพพภาคแห่งการปฏิบัติ

นกั ปฏบิ ตั ิ ฝา่ ยคฤหสั ถ์ พงึ ประกาศปฏญิ าณตน ถงึ พระไตร-
สรณาคมน์ เป็นอบุ าสกอุบาสกิ าก่อน แลว้ สมาทานศีล ๕ หรือ
ศลี ๘ ใหบ้ ริสทุ ธิ์ กราบพระหรือไหว้พระเสรจ็ แลว้ เจริญพรหม
วหิ าร ๔ จบแลว้ จงึ นง่ั สมาธภิ าวนาตอ่ ไปฯ

162

นักปฏิบัติ ฝ่ายบรรพชิต พึงท�ำการบรรพชา อุปสมบท
ใหบ้ ริบูรณ์ ดว้ ยสมบัติ ๕ ประการ คือ วตั ถุสมบตั ิ ญัตตสิ มบตั ิ
อนุสาวนสมบัติ สมี าสมบัติ ปริสสมบตั ฯิ
ชำ� ระศลี ใหบ้ รสิ ุทธ์ิ ทำ� วตั ร สวดมนต์ เจรญิ พรหมวิหาร ๔
จบแลว้ น่งั สมาธติ ่อไปฯ

๑. วิธีน่ังสมาธิภาวนา

พระพุทธพจน์ ในโอวาทปาฏโิ มกข์
อธิ อรยิ สาวโก โวสสฺ คคฺ ารมมฺ ณํ กรติ วฺ า ลภติ สมาธิ ลภติ
จิตตฺ สฺเสกคฺคตนฺติฯ ความวา่ พระอรยิ สาวก ในพระธรรมวนิ ยั นี้
กระท�ำกรรมฐาน คือนั่งสมาธิภาวนา มีการสละละวางอารมณ์
ยอ่ มไดส้ มาธิ ได้ความทีจ่ ติ มีธรรมชาติเปน็ หนงึ่ ดงั นฯ้ี
วิธนี ่ังสมาธิภาวนา ท่านสอนให้น่งั ขดั สมาธิ เอาขาเบ้อื งขวา
วางทบั ขาเบ้อื งซา้ ย มือเบ้อื งขวาวางทบั มอื เบ้อื งซ้ายฯ
อุชุํ กายํ ปณิธาย พึงตั้งกายให้ตรง คืออย่านั่งให้ก้มนัก
เป็นคนหน้าคว่ำ� หนา้ ต�ำ่ ไม่ดี และอย่าน่ังให้เงยหนา้ นัก เปน็ คน
หนา้ สูงเกนิ ไป ไม่พอดพี องาม ทัง้ อย่าให้เอียงไปขา้ งซา้ ย ขา้ งขวา
ข้างหน้า ข้างหลัง ตั้งตัวให้เท่ียงตรงจริงๆ อย่ากดและอย่าข่ม
อวัยวะร่างกายแห่งใดแห่งหนึ่งให้ล�ำบากกายเปล่าๆ พึงวางกาย
ให้สบายเป็นปกติเรียบรอ้ ยฯ

163

ขอ้ ทต่ี ง้ั กายใหต้ รงนพี้ งึ ดรู ปู พระพทุ ธเจา้ นง่ั สมาธเิ ปน็ ตวั อยา่ ง
เมื่อน่งั ต้งั ตวั ตรงดแี ลว้ อชุ ํุ จติ ตฺ ํ ปณิธาย พงึ ตั้งจิตใหต้ รง
คือ ตั้งสติลงตรงหน้า ก�ำหนดรู้ซึ่งจิตเฉพาะหน้า ไม่ส่งจิตให้
ฟุ้งซ่านไปในเบื้องหน้า อนาคตกาล อันยังไม่มาถึง และไม่ให้
ฟุ้งซ่านส่งไปในเบ้ืองหลัง อดีตกาล อันล่วงไปแล้วก็เป็นอัน
ล่วงไปแล้ว ท้ังไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในเบื้องบน เบ้ืองล่าง เบื้องซ้าย
เบื้องขวา ท้งั ไมใ่ ห้ฟุ้งซ่านไปในทางตา ทางหู ทางจมกู ทางลน้ิ
ทางกาย ทางใจ ทางใดทางหน่ึง พึงเปน็ ผู้มสี ติ ก�ำหนดจติ รวม
เขา้ ต้งั ไวใ้ นจติ จนกวา่ จิตจะเปน็ เอกคั คตาจิตฯ

๒. วิธีต้ังสติลงตรงหน้า

(พระอาจารยผ์ นู้ �ำพึงอธิบายตรงน้ีใหแ้ จ้ง)
จติ เปน็ ผูร้ โู้ ดยธรรมชาติ เป็นแต่เพียงสกั ว่ารู้ คือรสู้ กึ ร้นู กึ
ร้คู ดิ รู้รอ้ น รู้เยน็ รไู้ ดเ้ หน็ ได้ยนิ ได้ฟงั และรู้ดมกลน่ิ ล้ิมรส
สมั ผัส ถูกต้องสง่ิ สารพดั ทง้ั ปวง ไมร่ ู้จักพนิ ิจพิจารณา วนิ ิจฉยั
ตดั สนิ อะไรไมไ่ ดท้ ง้ั นน้ั จงึ เปน็ อนั วา่ ไมร่ จู้ กั ดี ไมร่ จู้ กั ชวั่ ไมร่ จู้ กั ผดิ
ไม่ร้จู กั ถกู ฯ
สติ เปน็ ตวั ผรู้ ู้ มอี ำ� นาจอยเู่ หนอื จติ สามารถรเู้ ทา่ ทนั จติ และ
รู้เรอื่ งของจิตได้ดี ว่าเวลานี้จติ ดี เวลาน้ีจิตไม่ดี ตลอดถึงมคี วาม
สามารถทำ� การปกครองจติ ของเราให้ดไี ดจ้ ริงๆ

164

นกั ปฏบิ ตั ใิ นพระพทุ ธศาสนาน้ี พงึ กำ� หนดเอาตวั ผรู้ ทู้ มี่ อี ำ� นาจ
อยเู่ หนอื จติ นน้ั มาตงั้ ลงตรงหนา้ เปน็ สติ ทำ� หนา้ ทกี่ ำ� หนดรซู้ งึ่ จติ
และรวมเอาดวงจติ เขา้ ตงั้ ไวใ้ นจติ พยายามจนกวา่ จติ จะรวมเปน็ หนง่ึ
ทา่ นจงึ จะเปน็ ผมู้ สี ตมิ สี มั ปชญั ญะพรอ้ มบรบิ รู ณใ์ นขณะเดยี วกนั ฯ

๓. วิธีรวมจิต เข้าตั้งไว้ในจิต

มนสา สงฺวโร สาธุ สาธุ สพพฺ ตฺถ สงฺวโร สพพฺ ตฺถ สวํ โุ ต
ภกิ ขุ สพพฺ ทุกขา ปมุจฺจติ

แปลความว่า
ส�ำรวมเอาจิตเข้าตั้งไว้ในจิตได้เป็นการดี และส�ำรวมระวัง
ไม่ให้จิตฟุ้งซ่านไปในที่ทั้งปวงได้เป็นการดี ภิกษุผู้ส�ำรวมระวัง
รกั ษารอบคอบในทท่ี ง้ั ปวงแลว้ ยอ่ มเปน็ ผพู้ น้ จากทกุ ขท์ งั้ ปวงดงั นฯ้ี
วิธีรวมจิต พึงเป็นผู้มีสติต้ังไว้เฉพาะหน้า ก�ำหนดรู้ซึ่งจิต
ซง่ึ เปน็ ตวั ผรู้ โู้ ดยธรรมชาติ ทรี่ สู้ กึ รนู้ กึ รคู้ ดิ อยเู่ ฉพาะหนา้ และ
พงึ พจิ ารณา หรอื ระลกึ อยใู่ นใจวา่ พระพทุ ธเจา้ อยใู่ นใจ พระธรรม
อยู่ในใจ พระอริยสงฆ์สาวกอยู่ในใจ เม่ือพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆอ์ ย่ใู นใจของเรานแี้ ลว้ เราไมต่ ้องกงั วลวนุ่ วายอะไร และ
ไม่ต้องส่งใจไปส่ทู ี่อื่น เราจะต้องทำ� ความตกลง ก�ำหนดเอาแต่ใจ
ของเราดวงเดียวเท่านใี้ ห้ได้ เมื่อตกลงดังน้ี พงึ ตั้งสติลงตรงหน้า
กำ� หนดเอาตวั ผรู้ คู้ อื จติ เฉพาะหนา้ นกึ คำ� บรกิ รรมภาวนากรรมฐาน
บทใดบทหนงึ่ ซง่ึ เปน็ ทส่ี บายแกจ่ ติ ของตน บรกิ รรมภาวนาสบื ไปฯ

165

๔. วิธีนึกค�ำบริกรรมภาวนา

กอ่ นแต่จะนกึ ค�ำบรกิ รรมภาวนา พึงตรวจดูใหร้ ้แู นเ่ สยี กอ่ น
วา่ สตไิ ดก้ ำ� หนดจติ ถกู แลว้ หรอื ยงั เมอื่ รวู้ า่ สตไิ ดก้ ำ� หนดจติ ถกู แลว้
แต่จิตยังไม่สงบและยังไม่รวม พึงตรวจดูจิตต่อไป ว่าจิตท่ียัง
ไม่รวมเปน็ เพราะเหตใุ ด เป็นเพราะจิตของเรายงั ไมต่ กลงเชอ่ื ม่ัน
ตอ่ คณุ พระรตั นตรยั อยา่ งนนั้ หรอื หรอื จติ ของเรายงั ฟงุ้ ซา่ นไปใน
อารมณ์อะไร ถ้าจิตของเราตกลงเช่ือมั่นต่อคุณพระรัตนตรัยว่า
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจของเรานจี้ รงิ แลว้ กเ็ ปน็
อันนึกค�ำบริกรรมภาวนาไดแ้ ลว้ แตถ่ ้ายังไม่ตกลงและไม่เชื่อมัน่
ตอ่ คณุ พระรตั นตรยั วา่ มใี นใจของเราจรงิ กน็ กึ คำ� บรกิ รรมภาวนา
ไมไ่ ด้ ถงึ แมน้ ึกไป กไ็ มส่ งบและไม่รวมเปน็ หน่ึงลงได้ จ�ำเป็นต้อง
พิจารณาให้รู้รอบคอบเสียก่อนว่า จิตของเราคิดไปตามอารมณ์
อะไร ในอารมณ์ท่ีจิตคิดไปนั้น เป็นอารมณ์ที่น่ารัก หรือเป็น
อารมณท์ ี่น่าเกลยี ด เม่ือทราบว่าจติ ของเราติดอย่ใู นความรกั กด็ ี
หรือติดอยู่ในความเกลียดก็ดี พึงทราบเถิดว่าจิตของเราล�ำเอียง
จึงไม่ตกลงและไมส่ งบฯ
เมอ่ื ทราบความจรงิ ดงั นแ้ี ลว้ พงึ ปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบดงั ตอ่ ไปนี้
คอื ตงั้ สตลิ งเปน็ คนกลาง กำ� หนดเอาดวงจติ เขา้ มาตงั้ ไวเ้ ปน็ กลาง
ทำ� ความรเู้ ทา่ สว่ นทง้ั ๒ คอื รเู้ ทา่ ทง้ั สว่ นความรกั ทง้ั สว่ นความเกลยี ด
ตัง้ ตรงแนว่ แน่อย่เู ฉพาะหน้าฯ
เมื่อมีสติเป็นกลาง จิตก็ย่อมเป็นกลาง เมื่อจิตเป็นกลาง
และไดท้ ำ� ความรเู้ ทา่ สว่ นทง้ั ๒ รวมเอาจติ เขา้ มาตงั้ ไวเ้ ฉพาะหนา้

166

ทั้งได้แลเห็นคุณพระรัตนตรัยแล้ว จิตนั้นปราศจากนิวรณ์แล้ว
ว่างจากอารมณ์ นึกค�ำบริกรรมภาวนาบทใดบทหน่ึง ซ่ึงเป็นท่ี
สบายของตน เปน็ ตน้ วา่ “พทุ โฺ ธ ธมโฺ ม สงโฺ ฆ” เปน็ ตน้ เปน็ อารมณ์
นึกอยแู่ ตใ่ นใจไม่ออกปากคือไมใ่ หม้ ีเสียง มีสตจิ ดจอ่ ตอ่ จติ จรงิ ๆ
จนจิตของเราตกลงสู่ภวังค์เอง ให้หยุดค�ำบริกรรมนั้นเสียแล้ว
มีสติตามกำ� หนด เอาจิตในภวงั คใ์ ห้ต้งั มัน่ เปน็ สมาธิต่อไปฯ

๕. วิธีก�ำหนดรู้ จิตตกลงสู่ภวังค์เอง

ในเบอื้ งตน้ น้ี จะกลา่ วเรอื่ งภวงั คใ์ หท้ ราบกอ่ น แลว้ จงึ จะกลา่ ว
เรอ่ื ง วธิ ีก�ำหนดรู้ ซ่งึ จติ ตกลงสูภ่ วังค์เอง ใหท้ ราบเมือ่ ภายหลงั ฯ
ค�ำว่า “ภวังค”์ แปลว่า จิตดวงเดิม คือจิตเม่ือแรกเข้าสู่
ปฏสิ นธใิ นครรภข์ องมารดาแลว้ จติ ตงั้ ภวงั คข์ นึ้ เปน็ ตวั ภพ เหตนุ นั้
จิตท่ตี กลงสูภ่ วังค์แลว้ จงึ เรียกว่า จติ ดวงเดมิ อนง่ึ หน้าท่ีของจติ
ในเวลาอยู่ในภวังค์น้ี จิตมีหน้าท่ีท�ำการสร้างภพคือสืบต่ออายุ
ให้เจรญิ รงุ่ เรอื ง ไมท่ ำ� การรับรู้รับเห็นในทางตา ทางหู ทางจมูก
ทางล้นิ ทางกาย ภายนอกฯ
มนษุ ยท์ กุ คน เมอ่ื เขา้ ปฏสิ นธใิ นครรภข์ องมารดา จติ ตง้ั ภวงั ค์
ขน้ึ เป็นตวั ภพแล้ว จึงได้ประสูตเิ ป็นชาตมิ นษุ ย์มาฯ
ในท่ีน้ีมีประสงค์จะแสดงช่ือของภวังค์ ให้ผู้ปฏิบัติได้ทราบ
ไวท้ ง้ั ๔ ชื่อ ในลำ� ดบั แห่งขณะจติ ขอ้ ๑-๒-๓ กบั ขอ้ ที่ ๑๐ แห่ง
ขณะจติ ๑๗ ขณะดังต่อไปนี้

167

๑. อตตี ภวงั ค์ จติ อยใู่ นภวงั ค์ ปลอ่ ยใหอ้ ารมณล์ ว่ งไปเปลา่ ๆ
ตัง้ แต่ ๑ ขณะ ถงึ ๑๕ ขณะจติ ,
๒. ภวังคจลนะ จิตเคล่อื นไหวตวั จะออกจากภวงั ค์,
๓. ภวงั คุปัจเฉท จติ ขาดจากความไหวตัว,
๔. ปัญจทวาราวชั ชนะ จิตออกสทู่ วารทงั้ ๕,
๕. สันตริ ณะ จิตใคร่ครวญในอารมณ์,
๖. สัมปฏิจฉนั นะ จติ น้อมรับอารมณ์,
๗. โวฏฐัพพนะ จติ ท่ีตกลงจะถือเอาอารมณ์,
๘. กามาพจรชวนะ จติ กามาพจร แล่นเน่ืองๆ กันไป ๗
ขณะจิต
๙. ตทาลมั พนะ จติ รบั เอาอารมณไ์ ดส้ ำ� เรจ็ ความปรารถนา,
๑๐. ภวังคบาตร จิตตกลงสู่ภวงั คเ์ ดมิ อีก
เรื่องภวงั คจติ กบั เร่ืองขณะจิต ทกี่ ล่าวมาน้ี เป็นจติ ของ
สามัญมนุษย์ทั่วไปในโลก ที่ยังไม่ได้ประพฤติปฏิบัติพระพุทธ
ศาสนาเลย กเ็ ป็นอยู่อย่างนั้น.
อนึ่ง เร่ืองจิตที่ออกจากภวังค์ และตกเข้าสู่ภวังค์ ดังข้อท่ี
กลา่ วแลว้ ในขณะจิต ๑๗ ขณะนัน้ เปน็ เรื่องทีจ่ ติ ออกเรว็ เขา้ เร็ว
มากทีส่ ุด และออกอยู่ทุกเวลา เข้าอยทู่ ุกเวลา ทีก่ ะพริบตา จน
สามัญมนุษย์ทั้งหลายไม่สามารถตามรู้ทันได้ แม้นัยน์ตาเมื่อดู
สง่ิ ของอันหนึง่ ๆ อยู่แลว้ จะส่ายสายตาไปดสู ิ่งอื่นอกี จิตก็ตกเขา้
สภู่ วงั คก์ อ่ นแลว้ ออกจากภวงั ค์ จงึ ดสู งิ่ อน่ื ตอ่ ไปไดเ้ ปน็ การรวดเรว็
จนเราไม่รู้สึกวา่ ออกเม่ือไร เขา้ เม่อื ไร

168

นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนาน้ี มีประสงค์จะท�ำจิตให้เป็น
สมาธิ มีปัญญาปรีชาญาณ รู้แจ้งแทงตลอดในพระธรรมวินัย
จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งกำ� หนดใหร้ ูจ้ ติ ทีต่ กลงสภู่ วังค์เองฯ
วิธีก�ำหนดให้รู้จิตท่ีตกลงสู่ภวังค์เอง พึงมีสติก�ำหนดให้รู้
จิตในเวลาที่ก�ำลังนึกค�ำบริกรรมภาวนาอยู่น้ัน คร้ันเมื่อเรามี
สติก�ำหนดจดจ่อต่อค�ำบริกรรมจริงๆ จิตของเราก็ย่อมจดจ่อต่อ
คำ� บริกรรมดว้ ยกัน เมอื่ จิตจดจ่อตอ่ คำ� บริกรรมอยูแ่ ล้ว จิตย่อม
ตั้งอยู่ในความเป็นกลาง เมื่อจิตเป็นกลาง จิตย่อมวางอารมณ์
ภายนอก เม่อื จิตวางอารมณ์ภายนอกหมดแลว้ จติ ย่อมตกลงสู่
ภวังคเ์ อง เม่อื จิตตกลงสภู่ วังค์ ย่อมแสดงอาการใหร้ ูส้ กึ ได้ทกุ คน
ตลอดไป คือแสดงให้รูส้ กึ ว่ารวมวบู วาบลงทงั้ แรงก็ดี หรือแสดง
ใหร้ สู้ กึ วา่ สงบนงิ่ แนล่ งถงึ ที่ แลว้ สวา่ งโลง่ เยอื กเยน็ อยใู่ นใจ จนลมื
ภายนอกหมด คอื ลมื ตนลมื ตวั หรอื ลมื คำ� บรกิ รรมภาวนา เปน็ ตน้
แตบ่ างคนกไ็ มถ่ งึ กบั ลมื ภายนอก แตก่ ย็ อ่ มรสู้ กึ วา่ เบากาย เบาใจ
เยือกเยน็ เปน็ ทส่ี บายเฉพาะภายในเหมือนกันทกุ คนฯ
พระพุทธเจ้าทรงรับรองความเบากาย เบาใจ น้ี เรียกว่า
พระยคุ คละ มี ๖ ประการ คอื :
๑. กายลหตุ า จิตตลหตุ า แปลว่า เบากาย เบาใจ
๒. กายมทุ ตุ า จติ ตมทุ ตุ า แปลวา่ อ่อนหวานพรอ้ มทง้ั กาย
ท้ังใจ
๓. กายปัสสัทธิ จติ ตปัสสัทธิ แปลว่า สงบพรอ้ มทัง้ กาย
ทั้งใจ

169

๔. กายชุ ุคคตา จติ ตุชุคคตา แปลวา่ เทยี่ งตรงพรอ้ มทง้ั
กายทง้ั ใจ
๕. กายกมั มญั ญตา จติ ตกัมมัญญตา แปลว่า ควรแกก่ าร
กระทำ� พร้อมทงั้ กายทงั้ ใจ
๖. กายปาคุญญตา จิตตปาคญุ ญตา แปลว่า คลอ่ งแคลว่
สะดวกดีพร้อมทง้ั กายท้งั ใจ
และระงับทุกขเวทนาต่างๆ คือระงับความเหน็ดเหนื่อย
ความเมื่อย ความหิวท้ังปวง ตลอดความเจ็บปวดทุกประการ
ก็ระงบั กลบั หายไปพรอ้ มกนั รสู้ กึ ไดร้ บั ความสบายกาย สบายใจ
ปลอดโปร่งในใจข้นึ พรอ้ มกนั ทีเดียวฯ
เมอ่ื รสู้ กึ ดงั ขอ้ ทก่ี ลา่ วมานที้ ง้ั สนิ้ หรอื แมแ้ ตอ่ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ
พงึ รวู้ า่ จติ ตกภวงั คแ์ ลว้ ใหห้ ยดุ คำ� บรกิ รรมภาวนาทน่ี กึ อยนู่ นั้ เสยี
ไมน่ กึ อะไรตอ่ ไปอกี เปน็ แตใ่ หม้ สี ตติ ามกำ� หนดเอาจติ ในภวงั คน์ น้ั
ให้ได้ คือให้ก�ำหนดรู้ว่า จิตของเราเมื่อตกเข้าไปสู่ภวังค์แล้วไป
ตง้ั อยอู่ ยา่ งไร เมอื่ มสี ตกิ ำ� หนดรแู้ ลว้ ใหม้ สี ตขิ ดี วงใหร้ อบ กำ� หนด
เอาจิตไว้ในขอบเขต บริเวณแห่งสติน้ัน จนกว่าจิตนั้นจะหดตัว
ละเอยี ดเขา้ เอง และใสบรสิ ทุ ธเิ์ ปน็ หนงึ่ อยเู่ อง ตลอดประชมุ อรยิ -
มคั คสมังคีเป็นเอกจิต เอกธรรม เอกมรรคอยเู่ องฯ
เมอื่ รวู้ า่ จติ ประชมุ อรยิ มคั คสมงั คเี องแลว้ พงึ เปน็ ผมู้ สี ตติ รวจ
ดใู ห้ร้แู จ้งวา่ สติพร้อมท้ังสมั ปชัญญะ และสมาธิ กบั องคป์ ญั ญา
ตลอดองคอ์ รยิ มรรคทงั้ ๘ ประการ กป็ ระชมุ พรอ้ มอยใู่ นอรยิ มคั ค
สมังคีอันเดียวกนั ฯ

170

เมอ่ื รแู้ จง้ ประจกั ษด์ งั กลา่ วมาฉะนี้ พงึ รกั ษาความไมป่ ระมาท
เลินเล่อคอื อยา่ เผลอตัวแลอย่าเผลอสติ ท้งั อย่าทอดธรุ ะ ใหม้ สี ติ
ตามกำ� หนดรอู้ ยอู่ ยา่ งนนั้ จนกวา่ จะรสู้ กึ เหนอื่ ย หรอื ไดเ้ วลาแลว้
จงึ ออกจากทนี่ งั่ ภาวนา อยา่ งทก่ี ลา่ วมาน้ี เรยี กวา่ “ภาวนาอยา่ ง
ละเอยี ด”

๖. วิธีออกจากสมาธิ

เมอ่ื จะออกจากทนี่ งั่ สมาธภิ าวนานน้ั ใหพ้ งึ ออกในเวลาทร่ี สู้ กึ
เหน่อื ย หรือได้เวลาแลว้ จึงออกจากที่นัง่ สมาธิภาวนา แตเ่ มื่อจะ
ออกจากที่นง่ั จรงิ ๆ น้ัน อยา่ ออกใหเ้ ร็วนกั จนเผอเรอลมื สติ ไมด่ ี
พึงออกจากท่ีนงั่ สมาธิภาวนาดว้ ยความมีสติ พิจารณาเหตผุ ลให้
รอบคอบท้งั กิจเบอ้ื งต้นและกิจเบ้อื งปลายก่อน คือ :-
กิจเบ้ืองต้น ให้ระลึกถึงวิธีที่เราได้เข้านั่งสมาธิคร้ังแรก
วา่ เบอื้ งตน้ เราไดเ้ ขา้ สมาธอิ ยา่ งไร และไดต้ งั้ สตกิ ำ� หนดจติ อยา่ งไร
ไดพ้ จิ ารณาและนกึ คำ� บรกิ รรมภาวนาวา่ กระไร จติ ของเราจงึ สละลง
และสงบจากอารมณล์ งไดฯ้
กจิ เบอื้ งปลาย คอื เมอื่ จติ ของเราสงบแลว้ เราไดต้ งั้ สตกิ ำ� หนด
จิตอย่างไร ได้พิจารณารู้จริงเห็นจริงอย่างไร ดวงจิตของเราจึง
รวมเปน็ หนึ่งอยู่ได้ ไมถ่ อนจากสมาธภิ าวนาฯ
เมอ่ื พจิ ารณาหรอื ระลกึ ไดแ้ ลว้ วา่ ในเบอ้ื งตน้ เราไดเ้ ขา้ สมาธิ
อย่างน้ัน ต้ังสติอย่างน้ัน ก�ำหนดจิตอย่างน้ัน พิจารณาและ

171

นกึ คำ� บรกิ รรมอยา่ งนน้ั จติ ของเราจงึ ไดส้ งบ และรวมลงเปน็ อยา่ งนี้
เมอื่ จติ ของเรารวมลงแลว้ เราไดต้ งั้ สตกิ ำ� หนดจติ อยา่ งน้ี พจิ ารณา
อย่างนี้ ได้ความรู้จริง เหน็ จรงิ อยา่ งนี้ฯ
เมอ่ื ได้ความชัดเจนแล้ว พึงท�ำโยนโิ สมนสิการ คือกำ� หนด
ไวใ้ นใจวา่ ถา้ เราออกจากทนี่ งั่ นแ้ี ลว้ เรากจ็ ะกำ� หนดจติ ของเราไว้
ใหด้ อี ยอู่ ยา่ งนเี้ สมอตลอดไป ไมใ่ หเ้ ผลอสตไิ ด้ ครน้ั เมอ่ื เขา้ สมาธิ
อีกคราวหลัง เราก็จะเข้าให้ถูกตามวิธีท่ีเราได้ท�ำมาแล้วน้ี
ทุกประการฯ
เมอื่ ไดท้ ำ� โยนโิ สมนสกิ าร คอื กำ� หนดไวใ้ นใจดแี ลว้ จงึ ออกจาก
ท่ีนั่งสมาธิภาวนา นอนลงไป ก็ให้ก�ำหนดใจนั้นไว้จนนอนหลับ
ครั้นเม่ือตื่นขึ้นจากหลับ ก็ให้มีสติก�ำหนดเอาใจไว้ตลอดวัน
และคืน ยืน เดิน นั่ง นอน พึงพยายามท�ำความเป็นผู้มีสติ
กำ� หนดรซู้ ง่ึ จติ ของตนเสมอจนกวา่ จะชำ� นาญ คลอ่ งแคลว่ ดว้ ยวสี
๕ ประการ คอื :-
๑. อาวัชชนวสี ช�ำนาญในการพจิ ารณาสมาธภิ าวนา
๒. สมาปชั ชนวสี ชำ� นาญในการเข้าสมาธิภาวนา
๓. อธฏิ ฐานวสี ชำ� นาญในการต้งั สติ ทำ� จิตให้เป็นสมาธไิ ว้
ให้มั่นคง ไมใ่ หเ้ คลือ่ นคลาดจากทีก่ �ำหนดเดมิ
๔. วฏุ ฐานวสี ชำ� นาญในการออกจากสมาธภิ าวนา โดยมิ
ให้เคลื่อนคลาดจากทก่ี ำ� หนดวธิ กี ารออก การเขา้ ฯ
๕. ปัจจเวกขณะวสี ช�ำนาญในการพิจารณาให้รอบคอบ
ในเวลาที่จะออกจากที่นง่ั สมาธภิ าวนานั้น

172

นักปฏิบัติพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นผู้ช�ำนาญในวสีท้ัง ๕
ประการเหลา่ นี้ฯ
คร้ันเม่ือเป็นผู้ช�ำนาญในวสีทั้ง ๕ ประการเหล่านี้แล้ว
พงึ ตรวจชนั้ ภมู แิ หง่ จติ วา่ ภมู จิ ติ ของเรา เทา่ ทเี่ ราไดพ้ จิ ารณา เหน็ วา่
ช�ำนาญด้วยวสีทั้ง ๕ ประการน้นั ภูมจิ ิตไดส้ ำ� เร็จอริยมรรค
ในคมั ภรี พ์ ระอภธิ มั มตั ถสงั คหะ พระอนรุ ทุ ธาจารยเ์ จา้ สอน
ให้บ�ำเพ็ญวสีให้ช�ำนาญ โดยล�ำดับชั้นภูมิแห่งอริยมรรคอริยผล
ดงั ตอ่ ไปนีฯ้
เม่ือช�ำนาญในปฐมมรรคหรือปฐมฌานดีแล้ว จึงกระท�ำ
ความเพยี รเพอื่ ละเสยี ซง่ึ สว่ นทห่ี ยาบมวี ติ กเปน็ ตน้ ใหถ้ งึ ซง่ึ ความ
ละเอียดมีวิจารณ์เป็นต้น โดยสมควรแก่ล�ำดับแห่งอริยมรรค
อรยิ ผล ต่อไปจงึ เขา้ ส่ทู ตุ ิยมรรค ทตุ ยิ ผล หรือทตุ ยิ ฌาน และ
ตติยมรรค ตติยผล หรือตตยิ ฌาน ตลอดจตุตถมรรค จตุตถผล
หรอื จตตุ ถฌาน โดยสมควรแกก่ ารบำ� เพญ็ ในขอ้ ปฏบิ ตั ดิ ี ปฏบิ ตั ิ
ชอบทกุ ประการเทอญฯ

173

๗. อริยมัคคสมังคี

คำ� ทเ่ี รยี กวา่ “อรยิ ะมคั คสมงั ค”ี เปน็ คำ� พดู เรยี กชอื่ แหง่ ภมู จิ ติ
ท่ีนกั ปฏบิ ตั ิได้น่ังสมาธิ รวมจิตลงถึงความเป็นหนึ่งแล้ว และใน
ที่ประชุมแห่งอริยมัคคสมังคีนั้น เป็นท่ีประชุมพร้อมแห่งองค์
อรยิ มรรคทงั้ ๘ ประการ ประชมุ พรอ้ มอยเู่ องดว้ ย อรยิ สจั จธรรม
ท้งั ๔ ประการกป็ ระชมุ พร้อมอย่เู องดว้ ย ตลอดพระธรรมวนิ ัย
ทัง้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์ กป็ ระชุมพรอ้ มอยู่เองในขณะจิต
อันเดียวกันนนั้ ด้วยฯ
นักปฏิบัติ ผู้รู้เร็ว สามารถรู้พร้อมในขณะจิตท่ีรวมลงเป็น
หน่ึงนิ่ง ถึงที่ประชุมแห่งอริยมัคคสมังคีน้ันโดยเร็ว เรียกว่า
สขุ ปฏปิ ทา ขิปปาภญิ ญาฯ
แต่นักปฏิบัติผู้รู้ช้า ก็ไม่สามารถจะรู้เร็วพร้อมในขณะท่ีจิต
รวมลงถงึ ความเปน็ หนงึ่ แหง่ อรยิ มคั คสมงั คนี นั้ เรยี กวา่ สขุ ปฏปิ ทา
ทนั ธาภญิ ญาฯ
อกี โวหารหนง่ึ โบราณาจารยเ์ จา้ เรยี กวา่ “เอกะ วธิ า พสิ มยั ”
แปลว่า ตรัสรู้ได้ในขณะจิตดวงเดียวฯ
บดั น้จี ะอธบิ าย ค�ำวา่ “มรรค อริยมรรค ผล อรยิ ผล” นัน้
ตอ่ ไป
คำ� วา่ “มรรค” เปน็ ชอื่ แหง่ หนทางทว่ั ไปในมนษุ ยโลก เทวโลก
พรหมโลก ตลอดเป็นชื่อแห่งหนทางพระนวโลกุตตระ คือทาง
พระนพิ พานฯ

174

คำ� วา่ “อรยิ มรรค” เปน็ ชอ่ื แหง่ หนทางพระนวโลกตุ ตระ คอื
เปน็ ชอื่ แหง่ หนทางพระนพิ พานอยา่ งเดยี ว ไมท่ วั่ ไปในหนทางอนื่ ๆฯ
คำ� วา่ “ผล” เปน็ ชอ่ื แหง่ ความสำ� เรจ็ หรอื ความบรรลตุ ลอด
ความตรสั รฯู้ วา่ โดยเฉพาะในทางโลกยี ์ หมายเอาความสำ� เรจ็ ผล
ทต่ี นตอ้ งการ ในทางโลกุตตระ หมายดวงปญั ญาฯ
คำ� วา่ “อริยผล” เปน็ ชือ่ แหง่ มรรค ผล ธรรมวเิ ศษ ในทาง
โลกตุ ตระอยา่ งเดยี ว ไมเ่ กย่ี วขอ้ งในทางโลกยี ์ฯ
บดั น้ี จะอธบิ าย เหตุ หรอื ปจั จยั ทใ่ี หบ้ งั เกดิ มมี รรค มผี ล ขน้ึ ฯ
ข้อน้ี นักปฏิบตั พิ งึ ทราบดังนี้ว่า “มรรคกด็ ี อรยิ มรรคก็ด”ี
ตกแตง่ เอาเองได้ “ผลกด็ ี อรยิ ผลก็ด”ี ตกแตง่ เอาเองไมไ่ ด้ เป็น
ของเป็นเอง หรือสำ� เรจ็ เอง มาจากมรรคและอริยมรรคทต่ี กแตง่
ถกู ตอ้ งแล้วฯ
เมอื่ บคุ คลตอ้ งการผลประโยชนใ์ นทางโลกยี ์ กใ็ หพ้ งึ ตกแตง่
มรรคในทางโลกีย์ให้ถูกต้อง คือ ต้องการเดินไปมาสะดวกก็ให้
ตกแต่งถนนหนทางให้เรียบร้อย ตอ้ งการมวี ชิ าความรู้ก็ให้ศึกษา
เลา่ เรยี นวชิ าความรตู้ อ่ ครอู าจารย์ ถา้ ตอ้ งการความมงั่ คงั่ บรบิ รู ณ์
ด้วยทรัพย์สมบัติมากๆ ให้ตกแต่งการค้าขายให้ถูกต้องในทาง
สุจริตธรรม ถ้าต้องการเป็นคนดี ก็ให้ตกแต่งความประพฤติ
ปฏิบัติของตนให้เป็นคนซ่ือสัตย์สุจริตธรรม ถ้าต้องการเป็น
คนมีช่ือเสียงยศถาบรรดาศักด์ิ ให้ตกแต่งตนเป็นคนท�ำราชการ
แผน่ ดินใหถ้ กู ต้องในทางราชการนิยมฯ

175

เมอื่ บคุ คลตอ้ งการโลกตุ ตระ ใหต้ กแตง่ อรยิ มรรคใหถ้ กู ตอ้ ง
ตามพระพุทธพจน์เดิมของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะแสดงในข้อต่อไป
ขา้ งหน้าฯ
ในทีน่ มี้ ปี ระสงค์จะแสดงรปู เปรียบไว้พอเปน็ นิทสั สนะฯ
มรรค กับ ผล มรี ปู เปรียบ เหมือนบคุ คลปลูกต้นไม้ลงใน
พ้นื ทีไ่ ร่ทส่ี วน หรอื ปลูกต้นขา้ วลงในพ้ืนทนี่ า ในเวลาก�ำลังปลูก
อยกู่ ด็ ี และเวลาบงั เกดิ เปน็ ตน้ เปน็ ลำ� แลว้ แตต่ น้ ลำ� ยงั ออ่ นอยกู่ ด็ ี
ย่อมไม่แลเห็นผล อาศัยความเช่ือแน่ในใจว่าถ้าต้นล�ำแก่เต็มท่ี
และถึงฤดูเป็นผล ก็จะต้องเป็นผลแน่ และเป็นผลจริงๆ ด้วย
ฉนั ใดกด็ ี มรรคกับผล กม็ รี ูปเปรยี บเหมอื นกนั ฉันน้ันฯ
อรยิ มรรค กบั อรยิ ผล มรี ปู เปรยี บเหมอื นบคุ คลกอ่ ไฟ หรอื จดุ
ตะเกยี งเจา้ พายุ ในเวลากำ� ลงั กอ่ ไฟ หรอื กำ� ลงั จดุ ตะเกยี งเจา้ พายุ
อย่นู ั้น ไฟยงั ไม่ติด ก็ยงั ไมส่ ว่างฉันใด อรยิ มรรค ก็เหมอื นกัน
ฉะน้ัน ต่อเมอื่ เวลากอ่ ไฟติดแลว้ หรือจดุ ตะเกยี งเจ้าพายตุ ดิ แลว้
ยอ่ มบงั เกดิ แสงสวา่ งขน้ึ พรอ้ มกนั ฉนั ใดกด็ ี อรยิ ผลกม็ รี ปู เปรยี บ
เหมือนกันฉะน้ันฯ
ตรงตามพระพทุ ธภาษติ วา่ นตถฺ ิ ปญญฺ าสมา อาภา แปลวา่
แสงสวา่ งเสมอดว้ ยปญั ญาไมม่ ี ดงั น้ี ขอ้ นแ้ี สดงใหเ้ หน็ วา่ อรยิ ผล
คอื ดวงปญั ญาซงึ่ บงั เกดิ สวา่ งไสวขนึ้ ในเวลาทจี่ ติ ประชมุ อรยิ มรรค
แล้วฯ

176

วิธีตกแต่งอริยมรรค

นกั ปฏบิ ัตฝิ ่ายฆราวาส พงึ ตกแตง่ ให้ถึงพระไตรสรณาคมน์
เปน็ โลกยิ สรณาคมนก์ อ่ นแลว้ ปฏบิ ตั ติ นใหถ้ งึ โลกตุ ตระสรณาคมน์
ต่อไปฯ และตกแต่งทาน ตกแต่งศีล ตกแต่งข้อวัตรปฏิบัติให้
ถกู ตอ้ งเรยี บรอ้ ยทกุ ประการ ตลอดตกแตง่ สตสิ มั ปชญั ญะ รวมจติ
ให้สงบแลต้ังมั่นเป็นสมาธิ ประชุมอริยรรคสมังคีดังนี้ ช่ือว่า
ตกแตง่ อรยิ มรรคฯ
นกั ปฏบิ ตั ฝิ า่ ยบรรพชติ ใหต้ กแตง่ ศลี ธรรม ๕ ประการ คอื :
๑. พึงตกแตง่ สมบัตทิ ั้ง ๕ ให้ปราศจากวบิ ัติท้ัง ๕ ประการ
คอื
ก. ตกแต่ง วัตถสุ มบัติ ให้ปราศจากวตั ถุวิบตั ิ
ข. ตกแตง่ สีมาสมบตั ิ ให้ปราศจากสมี าวบิ ัติ
ค. ตกแต่ง ญัตตสิ มบัติ ใหป้ ราศจากญัตติวิบัติ
ฆ. ตกแตง่ อนุสาวนสมบัติ ใหป้ ราศจากอนุสาวนวบิ ตั ิ
ง. ตกแต่งปรสิ สมบตั ิ ใหป้ ราศจากปรสิ วบิ ตั ิ
๒. พงึ ตกแตง่ กาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ปราศจากโทษ ๕
โทษ ๘ โทษ ๑๐ โทษ ๒๒๗ ทรงไว้ซ่ึงความเป็นผู้มีศีล ๕
ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ และจตปุ าริสทุ ธศลี ทั้ง ๔ ประการ
ใหบ้ ริสุทธิ์เรยี บรอ้ ยฯ
๓. พึงตกแต่ง กจิ วัตร ๑๐ ธุดงควัตร ๑๓ ขนั ธวตั ร ๑๔
ใหถ้ งึ พรอ้ มด้วยความไม่ประมาทฯ

177

๔. พงึ ตกแตง่ สติ ใหเ้ ปน็ มหาสติ คอื เบอ้ื งตน้ มสี ตเิ ฉพาะหนา้
กำ� หนดตวั ผรู้ เู้ ฉพาะหนา้ รวมจติ ประชมุ อรยิ มรรคไดแ้ ลว้ ตรวจ
คน้ รา่ งกาย พจิ ารณาเวทนา จติ ธรรม จนเปน็ ทตี่ งั้ ของสตไิ ดจ้ รงิ ๆ
ตลอดทำ� สมั ปชัญญะใหร้ ตู้ วั และรู้จติ พรอ้ มทุกขณะตลอดไปฯ
๕. พึงตกแต่งสมาธิ พร้อมทั้งตกแต่งดวงจิต ความคิด
ความเหน็ ตลอดความตง้ั ใจไวใ้ นทชี่ อบ ใหถ้ กู ตอ้ งเรยี บรอ้ ยจรงิ ๆ
เมอ่ื นกั ปฏิบตั ิ ทง้ั คฤหสั ถ์ บรรพชติ ได้ตกแตง่ ข้อปฏบิ ตั ิดี
ปฏบิ ัติชอบถกู ต้องเรียบร้อยดแี ล้ว อัฏฐงั คกิ มรรคทัง้ ๘ ประการ
ก็เป็นอันตกแต่งถูกต้องไปพร้อมกันอยู่ในตัวเสร็จแล้ว เหมือน
หันลานนาฬิกา เมอ่ื หนั ถูกต้องเต็มบรบิ ูรณ์แลว้ เครอ่ื งจักรอ่นื ๆ
กห็ ันไปพรอ้ มกันเอง ฉันใดก็ดี อัฏฐังคกิ มรรคทั้ง ๘ ประการ
เหล่านี้ ก็เหมอื นกันฉนั น้ันฯ
อรรถาธบิ าย ขอ้ นี้ มีอรรถาธิบายดังตอ่ ไปนีค้ ือ :
เม่ือตกแต่งสมบัติท้ัง ๕ และตกแต่งกาย วาจา ใจ ให้
บรสิ ทุ ธิ์ ปราศจากโทษทงั้ ปวงดงั กลา่ วแลว้ ตลอดไดต้ กแตง่ กจิ วตั ร
๑๐ ธุดงควตั ร ๑๓ ขนั ธวตั ร ๑๔ ถกู ต้องเรียบรอ้ ยดีแลว้ กช็ ือ่
วา่ ตกแต่งอรยิ มรรคขอ้ ๓-๔-๕ คอื สัมมาวาจา สัมมากมั มนั โต
สมั มาอาชโี ว แปลวา่ มีวาจาชอบ มกี ารงานชอบ มีอาชพี ชอบ
ประชมุ พร้อมอยู่แลว้ ในความเป็นผู้มศี ีลบรสิ ุทธ์ิ เป็นอธศิ ลี ฯ
ในเม่อื ไดต้ กแต่ง สติ ให้เป็นสมั มาสติ พรอ้ มทั้งสมาธิ และ
สัมปชัญญะ รู้ตัว รู้จิตทุกขณะตลอดไปน้ัน ช่ือว่าได้ตกแต่ง
อริยมรรค ขอ้ ๖-๗-๘ คือสัมมาวายาโม สมั มาสติ สัมมาสมาธิ

178

แปลว่า มคี วามเพยี รชอบ มสี ติชอบ มีสมาธชิ อบ ประชุมพรอ้ ม
อยแู่ ล้ว ในความเปน็ ผ้มู ีสมาธสิ กิ ขา เปน็ อธจิ ติ ตสกิ ขาฯ
ในเมอ่ื ไดต้ กแต่งความรู้ ความคดิ ความเห็น ตลอดความ
ตง้ั ใจไวใ้ นทชี่ อบถกู ตอ้ งเรยี บรอ้ ยแลว้ ชอื่ วา่ ไดต้ กแตง่ อรยิ มรรค
ขอ้ ท่ี ๑-๒ คอื สัมมาทฏิ ฐิ สมั มาสังกัปโป แปลวา่ ความเห็นชอบ
ความด�ำริชอบ ประชุมพร้อมอยู่ในความเป็นผู้มีปัญญาสิกขา
เป็นอธปิ ัญญาฯ
นกั ปฏบิ ตั ใิ นพระพทุ ธศาสนานี้ พงึ เดนิ มรรคใหถ้ กู ดงั ตอ่ ไปน้ี
คือ บำ� เพญ็ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เปน็ อธศิ ลี อธจิ ิต อธปิ ัญญา
ถึงพร้อมบริบูรณ์อยู่แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้เดินตามหนทางอริยมรรค
ถูกตอ้ งแล้วฯ
บัดนี้ จกั แสดงอรยิ มัคคสมังคตี อ่ ไป.
นักปฏิบัติ เมื่อเป็นผู้มีสติบริบูรณ์ มีสัมปชัญญะบริบูรณ์
ได้พยายามท�ำความเพียร ประกอบกับจิตอยู่เสมอ คือมีสติ
กำ� หนดจิตหรือประคับประคองจติ ยงั จิตให้ตกลงสภู่ วังค์เองแลว้
ประคับประคองเอาจิตในภวังค์ ให้ต้ังม่ันเป็นสมาธิอยู่ได้ ไม่ไป
ไมม่ า ไมอ่ อก ไมเ่ ขา้ ไมข่ นึ้ ไมล่ ง เปน็ หนง่ึ จรงิ ๆ ตลอดเปน็ วหิ ารธรรม
เคร่ืองอยู่ของจิต และเป็นเอกวิธาพิสมัย ตรัสรู้ได้ในขณะจิต
ดวงเดียว วา่ อริยมรรคทงั้ ๘ ประการได้ประชุมพรอ้ มแลว้ ในจติ
ดวงเดยี วเม่อื ใด เม่อื น้นั นกั ปฏบิ ัตยิ อ่ มรู้ เปน็ ปจั จตั ตงั จำ� เพาะ
กบั จิต วา่ จิตของเราไดป้ ระชมุ อริยมัคคสมังคคี รงั้ หน่ึงแล้ว หรอื
สองครง้ั สามครัง้ ตลอดประชมุ ถงึ ๔ ครง้ั กย็ อ่ มรู้ตลอดไปฯ

179

ตามนยั แหง่ พระพทุ ธฎกี า ทตี่ รสั เทศนาในสงั ฆคณุ วา่ “ยททิ ํ
จตตฺ าริ ปรุ ิสยคุ านิ อฏฐฺ ปรุ สิ ปคุ ฺคลา” แปลว่า น่ีอย่างไร ค่ขู อง
บุรษุ ๔ คู่ นับเรียงตามล�ำดบั ตวั บคุ คลเป็น ๘ บคุ คลดงั นี้ฯ
เมื่อนักปฏิบัติได้ปฏิบัติตามพระพุทธฎีกาน้ีถูกต้องแล้ว
จติ ยอ่ มประชมุ อรยิ มคั คสมงั คถี งึ ๔ ครงั้ สำ� เรจ็ เปน็ มรรค ๔ ผล ๔
ดงั ทปี่ รากฏแจง้ อยแู่ ลว้ ในพระนวโลกตุ ตรธรรมเจา้ ๙ ประการฯ
บดั นี้ จกั แสดงอรยิ ผลพอรเู้ งอ่ื น เพอ่ื เปน็ ทางปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ิ
ชอบสบื ไปฯ
นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนาน้ี เมื่อเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติ
ชอบตามพระธรรมวินัย ค�ำส่ังสอนของพระพุทธเจ้า ดำ� เนนิ ตาม
หนทางอริยมรรคถูกตอ้ งดงั กล่าวแล้ว ตลอดจิตประชมุ อรยิ มคั ค
สมงั คเี องแล้ว ยอ่ มบงั เกดิ อริยผล แจ้งประจกั ษ์ใจ ดังตอ่ ไปนฯ้ี
๑. บงั เกดิ มวี หิ ารธรรม เปน็ เครอื่ งอยู่ พรอ้ มทงั้ มธี รรมจกั ษุ
ดวงตาเหน็ ธรรมแจง้ ประจกั ษ์ฯ
๒. บังเกิดมี จักขุกรณี ญาณกรณี คือ เห็นทางปฏิบัติ
อนั เปน็ กลาง ซงึ่ ไมล่ ำ� เอยี งเขา้ ไปใกลใ้ นความรกั และความเกลยี ด
กระทำ� ดวงตาภายใน ใหบ้ งั เกดิ เปน็ ตาอรยิ บคุ คล พรอ้ มทง้ั กระทำ�
ญาณความรู้วิเศษ ด�ำเนินตามหนทางอันเกษมจากโยคะท้ังปวง
ไปไดโ้ ดยสะดวกฯ
๓. บังเกดิ มี อปุ สมาย อภญิ ญาย คอื เข้าถึงความเปน็ ผสู้ งบ
รำ� งบั และบงั เกดิ มอี ภญิ ญาญาณ ความรยู้ ง่ิ เหน็ จรงิ ในพระธรรม
วนิ ัยนี้ ทุกประการฯ

180

๔. บงั เกดิ มอี รยิ ผล คอื มปี ญั ญาจกั ษุ ดวงตาเปน็ ดวงปญั ญา
ปรีชาญาณ หยง่ั ร้หู ยงั่ เห็นในสารพดั ไญยธรรมท้ังปวงฯ
๕. บังเกิดมีพระพุทธเจ้าข้ึนในโลก คือถ้านักปฏิบัติเป็น
พระโพธสิ ตั ว์ ผทู้ รงสรา้ งพระสมตงิ สะบารมเี ตม็ บรบิ รู ณแ์ ลว้ ไดม้ า
ปฏิบัติพระพุทธศาสนาถูกต้องตามหนทางแห่งความตรัสรู้น้ี
เปน็ สพั พญั ญพู ทุ ธะสัมมาสมั พุทธเจ้าขน้ึ ในโลก ทรงทศพลญาณ
มพี ระสมนั ตะจกั ษุ ดวงตาอนั แจม่ ใสสวา่ งยง่ิ ไมม่ แี สงสวา่ งอนื่ เสมอ
ไดท้ รงทสั นาการทว่ั ไปในพระธรรมวนิ ยั ทง้ั ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์
ตลอดไดท้ รงทสั นาการทวั่ ไปในไตรโลกธาตุทั้งสิน้ ดว้ ยฯ
อริยผล เท่าท่ีแสดงมาทั้งสิ้นน้ี เป็นอริยผลที่กล่าวเป็น
สว่ นรวม และแสดงเปน็ กลางๆ ฟงั ไดท้ ง้ั สมถะและวปิ สั สนา ไมไ่ ด้
ชี้ขาดลงไปว่า ผู้นั้นได้ส�ำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษช้ันน้ันๆ ข้อนี้
เอาไว้ให้นกั ปฏบิ ตั ิผปู้ ฏิบตั ิได้แลว้ ได้รูเ้ ปน็ ปัจจัตตัง โดยเฉพาะ
ตนเองฯ

๘. วิธีเดินจงกรมภาวนา

วิธีเดนิ จงกรมภาวนา เป็นวธิ ภี าวนา เปลยี่ นอริ ยิ าบถ คอื
เปลี่ยนจากการน่ังสมาธิภาวนา มาท�ำความเพียรภาวนาใน
อริ ิยาบถเดนิ เรียกวา่ เดินจงกรมภาวนาฯ
เปลี่ยนมาท�ำความเพียรภาวนาในอิริยาบถยืน เรียก ยืน
ก�ำหนดจติ ฯ

181

เปลี่ยนมาทำ� ความเพียรภาวนาในอิริยาบถนอน เรยี ก นอน
พทุ ธไสยาสน์ หรอื สีหไสยาสน์ กเ็ รยี กฯ
เม่อื จะเดนิ จงกรม นักปฏบิ ัติพึงกำ� หนดหนทางจงกรมท่ีเรา
จะพงึ เดนิ วา่ เราจะเดนิ จากทน่ี ไี้ ปถงึ ทน่ี นั้ หรอื ถงึ ทโี่ นน้ เปน็ ระยะ
ทางจงกรมสน้ั ๆ หรอื ระยะทางจงกรมยาวๆ แลว้ แตค่ วามตอ้ งการ
หรอื แลว้ แตส่ ถานทพ่ี งึ กำ� หนด หรอื ตกแตง่ ทางจงกรมตามสมควร
ทเี่ ราจะเดินได้โดยสะดวกฯ
วิธีเดินจงกรม ให้ไปยืนท่ีต้นทางแห่งท่ีจงกรมนั้นแล้ว
พงึ ยกมอื ทง้ั ๒ ขน้ึ ประณมมอื ทงั้ ๒ ไวเ้ หนอื หวา่ งคว้ิ ระลกึ ถงึ คณุ
พระรตั นตรยั คอื ระลกึ ถงึ คณุ พระพทุ ธเจา้ พรอ้ มทง้ั คณุ พระธรรม
และคุณพระอรยิ สงฆส์ าวก ว่า พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์
ทัง้ สามเปน็ สรณะท่ีพึง่ ทรี่ ะลึก ทีเ่ คารพนบั ถือของขา้ พเจ้า แล้ว
ตง้ั เปน็ ความสตั ยอ์ ธษิ ฐานไวใ้ นใจวา่ บดั นี้ ขา้ พเจา้ จะตง้ั ใจปฏบิ ตั ิ
พระพทุ ธศาสนา เพอ่ื เปน็ เครอ่ื งปฏบิ ตั บิ ชู าพระพทุ ธเจา้ พรอ้ มทง้ั
พระธรรมและพระอริยสงฆ์สาวก ด้วยอ�ำนาจแห่งคุณพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆน์ ี้ ขอจงดลบนั ดาลใหน้ ำ้� ใจของขา้ พเจา้ จงสงบ
ร�ำงับและตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว จงบังเกิดมีปัญญา ปรีชาญาณ
รแู้ จง้ แทงตลอด ในคำ� สง่ั สอนของพระพทุ ธเจา้ ทกุ ประการเทอญฯ
เมือ่ ตง้ั เปน็ ความสตั ยแ์ ละอธิษฐานไว้ดแี ลว้ เอามือท้ัง ๒ วางจาก
การประณมมอื หยอ่ นมอื ทัง้ ๒ ลงมาแล้ว เอามือข้างขวาจบั มอื
ขา้ งซา้ ย หยอ่ นมอื ลงไวต้ รงขา้ งหนา้ เจรญิ พรหมวหิ ารทงั้ ๔ จบแลว้
ทอดตาลงเบ้ืองต่�ำ ต้ังสติก�ำหนดจิต ตามแบบวิธีนั่งสมาธิ

182

ทกี่ ลา่ วแลว้ นกึ คำ� บรกิ รรมภาวนาบทเดยี วกนั กบั นง่ั สมาธภิ าวนา
เสรจ็ แลว้ ออกเดนิ จงกรม ต้งั แต่หวั ส้นจงกรมขา้ งนี้ ไปถงึ หัวสน้
จงกรมขา้ งโน้น เดินกลบั จากหวั สน้ จงกรมข้างโน้น มาถงึ หัวสน้
จงกรมข้างนี้ เพียรพยายามเดินกลับไปกลับมาไม่ต้องนับเท่ียว
ใหน้ บั สติ นับดวงจิต ว่าสติของเราดหี รอื ไม่ ดวงจิตของเราสงบ
หรอื ยงั ถา้ ยงั ไมส่ งบกใ็ หเ้ พยี รพยายามเดนิ อยอู่ ยา่ งนนั้ จนกวา่ จติ
ของเราสงบลงได้จรงิ ๆ เมอื่ จติ สงบครง้ั แรก ยังต้งั สตไิ มไ่ ด้ ก็อยา่
เพง่ิ เดนิ ตอ่ ไป ให้หยุดยนื กำ� หนดจติ อยูก่ อ่ น จนกวา่ จิตรวมสนิท
ดแี ลว้ เราตัง้ สติได้แล้ว จึงเดินตอ่ ไปอีก ดว้ ยความเป็นผูม้ ีเพยี ร
เพง่ อยู่ พยายามทำ� ความเพยี รใหเ้ ปน็ ไปทางใจ จนกวา่ จะชำ� นาญ
คล่องแคล่ว ในสมาธภิ าวนา.ฯ
ในวิธีเดินจงกรมภาวนาน้ี มีวิธีกระท�ำความเพียรให้เป็นไป
ทางใจด้วยใช้สติสัมปชัญญะ นึกค�ำบริกรรมภาวนาบทเดียวกัน
กับน่ังสมาธิภาวนา จุดประสงค์ต้องการให้จิตต้ังมั่นเป็นสมาธิ
เหมอื นกัน ตา่ งกนั แต่อิรยิ าบถน่ังกับเดนิ เทา่ นัน้ ฯ
นกั ปฏบิ ตั ใิ นพระธรรมวนิ ยั น้ี ตง้ั อยใู่ นความเปน็ ผไู้ มป่ ระมาท
ย่อมสนใจและเอาใจใส่ กระท�ำความพากความเพียร ทั้งยืน
ท้ังเดิน ท้ังน่ัง ทั้งนอน ให้ช�ำนาญคล่องแคล่วจริงๆ จนกว่าจะ
แตกฉานในหอ้ งพระไตรปิฎกฯ

183

๙. นิมิตะสมาธิ

บัดน้ี จักได้แสดงเร่ืองนิมิตในสมาธิภาวนาและเร่ืองวิธีแก้
นิมติ ตอ่ ไปฯ
ในเบอ้ื งตน้ นี้ จะไดแ้ สดงชอ่ื ของนมิ ติ ทพี่ ระอนรุ ทุ ธาจารยเ์ จา้
ได้แสดงไว้ในคัมภีร์พระอภิธัมมัตถสังคหะว่า “ตณี ิ นมิ ิตฺตานิ”
แปลวา่ ในพระสมถกรรมฐานภาวนา ประกอบดว้ ยนมิ ติ มี ๓ ประการ
คือ :-
๑. บรกิ รรมนมิ ิต
๒. อุคคหนมิ ิต
๓. ปฏิภาคนมิ ิต
นมิ ติ ทง้ั ๓ ประการ เหลา่ น้ี พระอนรุ ทุ ธาจารยเ์ จา้ แสดงไวแ้ ลว้
ก็เป็นอันถูกต้องดีแล้ว คือเป็นของมีจริงตามท่ีท่านกล่าวไว้ทุก
ประการฯ
นกั ปฏบิ ตั ใิ นพระพทุ ธศาสนานี้ โดยมากกถ็ อื เอาเปน็ เครอ่ื งรู้
เป็นเคร่ืองเล่น เป็นเคร่ืองพิจารณา แต่ผู้มุ่งโลกุตตรธรรมเป็น
เครอ่ื งอยอู่ นั แทจ้ รงิ แลว้ ยอ่ มไมต่ ดิ ขอ้ งอยใู่ นนมิ ติ ทงั้ หลายเหลา่ นฯ้ี
คอื เมอื่ เหน็ แลว้ กแ็ กไ้ ขใหห้ ลดุ พน้ ผา่ นไป กา้ วหนา้ สโู่ ลกตุ ตรธรรม
อยา่ งเดยี วฯ
เรอ่ื งนิมติ ทป่ี รากฏเห็น หรือบงั เกิดข้นึ นัน้ มีนัยดงั จะกล่าว
ต่อไปน้ี คือ :
๑. จิตในวลานอนหลบั กบ็ ังเกิดนมิ ิตได้ เรียกว่า ฝัน
๒. จติ ในเวลานงั่ สมาธิ กบ็ งั เกดิ นมิ ติ ได้ เรยี กวา่ นมิ ติ สมาธฯิ

184

ในทนี่ มี้ ปี ระสงคจ์ ะอธิบายเฉพาะแตน่ มิ ิตสมาธิเท่าน้ัน เพ่อื
ไมใ่ หห้ ลงไปตามนมิ ติ จะไดม้ ปี ญั ญารเู้ ทา่ นมิ ติ และแกน้ มิ ติ ตอ่ ไปฯ
เร่ืองนิมิตตสมาธิ ในเวลาน่ังสมาธิภาวนา จิตตกลงสู่ภวังค์แล้ว
เผลอสติ บังเกิดนิมิตเปน็ เร่ืองราวใหญ่โตข้ึนก็มี หรอื ไม่เผลอสติ
จติ เปน็ ขณิกสมาธิ อปุ จารสมาธิ อปั ปนาสมาธิ ย่อมมนี มิ ิตต่างๆ
บังเกิดขึ้น ปรากฏเหน็ ชัดในจักขทุ วาร มโนทวารฯ
นกั ปฏบิ ตั บิ างจำ� พวกกระทำ� ปพุ พภาคแหง่ การปฏบิ ตั เิ บอ้ื งตน้
ไมถ่ กู ตอ้ ง จะกระทำ� โลกตุ ตระใหแ้ จง้ กท็ ำ� ไมไ่ ด้ เมอ่ื นงั่ สมาธภิ าวนา
ไดแ้ ต่เพียงนิมิตสมาธิภาวนา คอื ไดเ้ ห็นนมิ ติ ตา่ งๆ มาปรากฏใน
จกั ขทุ วาร มโนทวารเทา่ นน้ั กด็ ใี จ บงั เกดิ ถอื ทฏิ ฐมิ านะ วา่ ตนไดร้ ู้
ได้เห็น และไดส้ �ำเร็จมรรคผล ธรรมวิเศษช้นั นั้นๆ ไม่รูเ้ ลยวา่ ตน
เปน็ ผู้หลงตดิ ขอ้ งอยูใ่ นชั้นโลกีย์ ไม่ใช่ชั้นโลกตุ ตระฯ
นกั ปฏบิ ตั ิ ผทู้ ม่ี ปี พุ พภาค แหง่ การปฏบิ ตั เิ บอ้ื งตน้ ไดก้ ระทำ�
ถูกตอ้ งแลว้ เมือ่ นงั่ สมาธภิ าวนา จติ ตกลงสภู่ วงั ค์ บังเกิดมนี ิมติ
ขน้ึ กด็ ี หรือจิตเปน็ ขณิกสมาธิ อปุ จารสมาธิ อปั ปนาสมาธิอนั ใด
อันหน่ึง บังเกิดมีนิมิตปรากฏเห็นชัดในจักขุทวาร มโนทวาร
ย่อมไมด่ ีใจ เสยี ใจ คอื ไมย่ นิ ดียนิ รา้ ยในนมิ ิตน้นั ๆ ย่อมเปน็ ผู้มี
สติท�ำจิตใหเ้ ปน็ สมาธติ ลอดไปฯ
นิมิตบางประการ เม่ือบังเกิดข้ึนแล้ว เป็นอุบายให้ได้สติ
มีปญั ญา พาใหจ้ ิตสงบต้งั มัน่ เปน็ สมาธเิ รยี บรอ้ ยดกี ็มีฯ
แต่นิมิตบางประการเป็นนิมิตที่น่ากลัว กระท�ำให้จิต
หวาดเสียวตกใจกลัวก็มี ผู้ไม่มีสติอาจฟุ้งซ่าน เสียสติอารมณ์

185

ไปกเ็ ป็นได้ จงึ ขอเตอื นสติไว้ในทีน่ ้วี า่ ท่านผปู้ ฏบิ ตั ใิ หมท่ ้ังหลาย
พึงเป็นผูม้ ีสตกิ �ำหนดจติ ไว้ใหด้ ี อย่าตกใจกลวั และอย่าประหม่า
กระดากเก้อเขิน คืออย่าเป็นผู้กล้า หรือเป็นผู้กลัวจนเกินไป
ถ้ากล้าเกินไปก็ท�ำให้ใจฟุ้งซ่านได้ หรือกลัวเกินไปก็ท�ำให้เสีย
สติอารมณ์ท้อถอยจากความเพียร ไม่อาจน่ังสมาธิภาวนาอีกได้
เพราะหลงนมิ ติ เทา่ น้ันฯ
อนึง่ นมิ ติ บางประการแสดงเรอ่ื งมนษุ ย์ บางประการแสดง
เรอ่ื งสวรรค์ บางประการแสดงเรือ่ งพระนพิ พานฯ
นกั ปฏบิ ตั บิ างจำ� พวกชอบเลน่ นมิ ติ เกนิ ไป กห็ ลงเพลนิ ไปเทย่ี ว
เลน่ ในมนษุ ยโลก และเทย่ี วเลน่ ในสวรรค์ ตลอดเขา้ สพู่ ระนพิ พาน
ตามอาการของนิมิตท่ีปรากฏ จนสามารถพูดอวดได้ว่า ตนได้
สำ� เรจ็ สวรรค์ สำ� เรจ็ พระนิพพานไปแลว้ ครั้นออกจากสมาธิแล้ว
กเ็ ปลา่ ๆ หาไดส้ �ำเรจ็ อะไรไม่ นี่แสดงวา่ นมิ ิตหลอกให้หลง ก็หลง
ตามจริง ด้วยความเข้าใจผิด เห็นผิดจากความจริงทุกประการ
ตลอดไปฯ
นักปฏิบัติในพระธรรมวินัยน้ี ท่ีมุ่งโลกุตตรธรรมจริงๆ
ย่อมเป็นผู้ไม่หลงไปตามอาการของนิมิต เมื่อนิมิตบังเกิดข้ึน
ย่อมมีสติพิจารณาให้รู้แจ้งว่า นิมิตนี้บังเกิดขึ้นจากเหตุแห่งค�ำ
บรกิ รรม เรยี กวา่ บรกิ รรมนมิ ติ และนมิ ติ นบี้ งั เกดิ ขน้ึ เปน็ อบุ ายให้
มสี ติ มสี มาธยิ ง่ิ ๆ ขน้ึ ไป เรยี กอคุ คหนมิ ติ ทงั้ อกี นมิ ติ น้ี บงั เกดิ ขนึ้
จากปฏภิ าคภายในร่างกายตัวเรา หรอื ภายในร่างกายของคนอืน่
เรยี กว่าปฏภิ าคนิมิต ยอ่ มรรู้ อบคอบตลอดทกุ ประการฯ

186

นมิ ติ ทป่ี รากฏ เหน็ ดวงเดอื น ดวงดาว ดวงอาทติ ย์ หรอื เหน็
แสงสว่างภายในดวงใจของเรา นบั เข้าในพวกอคุ คหนิมิต ไมเ่ ปน็
ของทน่ี ่ากลัวฯ
นิมติ ทป่ี รากฏ เห็นโครงกระดกู ในรา่ งกายเรา หรอื เหน็ ตัว
ของเราตาย เป็นซากศพนอนกล้งิ อยตู่ อ่ หนา้ ตลอดเห็นซากศพ
มนุษย์ทั้งหลายตายเต็มโลก นับเข้าเป็นปฏิภาคนิมิต ผู้ไม่มีสติ
ยอ่ มตกใจกลัว แต่ผูม้ สี ตยิ ่อมไม่กลัว ยง่ิ ได้สตดิ ขี นึ้ คือไดใ้ ช้เป็น
อบุ ายพิจารณาอสุภกรรมฐานแยกสว่ น แบง่ ซากศพนนั้ ออกดใู ห้
ตลอดก่อน แล้วน้อมเข้ามาพิจารณาในร่างกายตน จนเห็นจริง
แจ้งประจักษ์แล้วพิจารณาร่างกายของบุคคลอ่ืน ก็แลเห็นแจ้ง
แทงตลอดทกุ ประการ บงั เกดิ มนี พิ พทิ าญาณ เหนอ่ื ยหนา่ ยสงั เวช
สลดใจ น้ำ� ใจสงบตงั้ ม่ันเป็นสมาธิแนว่ แนด่ ี สตกิ ็มีก�ำลงั ดยี งิ่ ขึ้น
เรยี กวา่ ปฏิภาคนมิ ติ ฯ

วิธีแก้นิมิตสมาธิ

เหตุจ�ำเป็นที่จะต้องแก้นิมิตสมาธิ เพราะเหตุว่าเร่ืองของ
นิมิตสมาธิท้ังหมดเป็นเรื่องของโลกีย์ไม่ใช่โลกุตตระ จัดว่าเป็น
เบญจมาร ๕ ประการ คอื กเิ ลสมาร ๑ เทวบตุ มาร ๑ ขนั ธมาร ๑
อภิสงั ขารมาร ๑ มัจจุมาร ๑ บนั ดลบันดาลใหบ้ ังเกิดมนี ิมติ ขนึ้
หลอกลอ่ ใหห้ ลงติดข้องอยใู่ นวัฏสงสารตลอดไป คือให้เวียนวา่ ย
ตายเกดิ อยใู่ นภพทงั้ ๓ ประการ คอื กามภพ ๑ รปู ภพ ๑ อรปู ภพ ๑

187

นกั ปฏบิ ตั ผิ ตู้ อ้ งการพน้ ทกุ ข์ คอื ตอ้ งการโลกตุ ตระ ไมต่ อ้ งการ
ข้องอยู่ในวัฏสงสาร จึงจ�ำเป็นต้องแก้นิมิตท้ัง ๓ ประการให้
หลุดพ้นไปฯ
บัดนี้ จะกล่าววิธีแก้นิมิตตามหนทางพระพุทธศาสนา
ทา่ นสอนไว้มี ๓ ประการ คือ :
วธิ ที ่ี ๑ เจรญิ ญาตปรญิ ญาวธิ ี แปลวา่ ทำ� ความกำ� หนดรู้ ทงั้ จติ
ทงั้ นิมติ อยเู่ ฉยๆ หรอื มีสตกิ ำ� หนดจิตน่ิงเฉยต่อนิมิตฯ
วิธีท่ี ๒ เจริญตีรณปริญญาวิธี แปลว่าพิจารณาตรวจค้น
เหตผุ ลของนิมิตให้รอบคอบฯ
วธิ ที ่ี ๓ เจรญิ ปหานปรญิ ญาวธิ ี คอื สละลงซง่ึ นมิ ติ นน้ั ใหข้ าด
หรือถอนตณั หาเสียทัง้ โคนฯ

วิธีที่ ๑
ชื่อ ญาตปริญญาวิธี

เปน็ วธิ ที นี่ กั ปฏบิ ตั ใิ หมท่ งั้ หลายจำ� เปน็ ตอ้ งใชป้ ระกอบกบั ภมู ิ
จติ ของตน ทไ่ี ดเ้ จรญิ สมถกรรมฐานใหมๆ่ และไดฝ้ กึ หดั สมาธนิ อ้ ย
สตยิ งั ออ่ น ไมม่ กี ำ� ลงั พอทจี่ ะตอ่ สกู้ บั นมิ ติ ทง้ั ปวงได้ จงึ จำ� เปน็ ตอ้ ง
ใช้วิธีท่ี ๑ เจรญิ ญาตปรญิ ญาวิธี ทำ� ความกำ� หนดรอู้ ย่เู ฉยๆ หรอื
มสี ติกำ� หนดจิตน่งิ เฉยต่อนมิ ิตน้นั ๆ ทกุ ประการฯ
บัดน้ีจะกล่าวถึงภูมิจิตแห่งนักปฏิบัติใหม่ ท่ีควรเจริญ
ญาตปรญิ ญาวธิ ี คอื เมอื่ นกั ปฏบิ ตั ใิ หมท่ งั้ หลายไดเ้ จรญิ สมถกรรม

188

ฐานใหมๆ่ และไดก้ ระทำ� ความเพยี ร นง่ั สมาธภิ าวนาใหมๆ่ ยงั ไม่
ช�ำนาญคล่องแคล่วดีในวิถีหนทางโลกุตตระ ในเวลาน่ังสมาธิ
ภาวนา จติ กำ� ลงั สงบตง้ั ม่นั เป็นขณิกสมาธิหรอื อุปจารสมาธแิ ลว้
ก�ำลังก้าวหน้าเข้าสู่อัปปนาสมาธิ บังเกิดมีนิมิตอันใดอันหนึ่งมา
ปรากฏเฉพาะหนา้ ครน้ั จะถอื เอานมิ ติ นนั้ เปน็ อารมณก์ ถ็ อื เอาไมไ่ ด้
เพราะเปน็ เหตใุ หเ้ ผลอสติ จติ นน้ั กถ็ อนจากสมาธิ นมิ ติ นนั้ กห็ ายไป
จ�ำเป็นต้องเจริญญาตปริญญาวิธี คือมีสติก�ำหนดจิตท�ำความ
กำ� หนดรู้นง่ิ เฉยอยู่ตลอดเวลา จนกวา่ นิมิตนั้นสงบหายไปเองฯ
ญาตปรญิ ญาวธิ นี ้ี เปน็ วธิ อี บรมบม่ อนิ ทรยี ใ์ หม้ กี ำ� ลงั แกก่ ลา้
คือท�ำให้จติ ของเรามีความเชอ่ื มนั่ และมคี วามเพยี รมากข้ึน มีสติ
ดขี นึ้ ตลอดทำ� ใหจ้ ติ ตงั้ มนั่ แนว่ แนจ่ รงิ ๆ จนบงั เกดิ มปี ญั ญาเฉลยี ว
ฉลาดมากขนึ้ โดยลำ� ดบั ย่ิงมนี ิมิตมาปรากฏบอ่ ยๆ และไดเ้ จรญิ
ญาตปรญิ ญาวธิ นี บ้ี อ่ ยๆ กย็ ง่ิ ไดส้ ตแิ ละมปี ญั ญาสามารถทำ� จติ ให้
เป็นสมาธิ ด�ำเนินตามหนทางอริยมรรคได้ดีมากข้ึนโดยรวดเร็ว
ไมถ่ อยหลงั ฯ
อนึ่ง ความรู้ความเห็นบางประการบังเกดิ ขึน้ แลว้ กลายเป็น
สญั ญาวปิ ลาส จติ ตวปิ ลาส ทฏิ ฐวิ ปิ ลาส ความรคู้ วามเหน็ เหลา่ นน้ั
ไมใ่ ชเ่ ปน็ ความรจู้ รงิ เหน็ จรงิ ในพระธรรมวนิ ยั เปน็ ความรคู้ วามเหน็
ทเี่ กดิ จากความหวนั่ ไหวงอ่ นแงน่ ไปตามอารมณส์ ญั ญา และนกึ เดา
หรือคาดคะเนเอาจากนิมิตต่างๆ เน่ืองด้วยเหตุน้ี เมื่อความรู้
ความเห็นเกิดขึ้นอย่าพึงรู้หน้าเดียวเห็นหน้าเดียว ให้พึงเจริญ

189

ญาตปรญิ ญา วธิ ที ำ� ความเปน็ ผไู้ มย่ นิ ดแี ละยนิ รา้ ยในความรคู้ วาม
เหน็ เหล่านั้นฯ
การเจรญิ ญาตปริญญาวธิ ี มีอานิสงสม์ าก สามารถทรมาน
จิตให้ละพยศอันร้ายได้ คือในเมอื่ ไมย่ ินดี ไมย่ นิ รา้ ย ในความรู้
ความเหน็ และในนมิ ติ ตา่ งๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ตลอดไมส่ ง่ จติ ใหค้ ดิ ไปตาม
เชน่ น้ันแลว้ ตัณหา ความดนิ้ รนกระวนกระวาย ยอ่ มไม่บงั เกดิ
มีขึ้นเป็นพยศอันร้ายแรงแห่งจิต คืออยากเห็นนิมิตน้ันแจ่มแจ้ง
ยง่ิ ข้ึน หรอื มิฉะนนั้ เม่อื ไดเ้ ห็นซ่ึงนิมิตทนี่ ่ากลว้ กอ็ ยากใหน้ ิมิตท่ี
น่ากลัวนั้นหายไป เม่ือนิมิตท่ีน่ากลัวน้ันไม่หายไปตามประสงค์
กบ็ งั เกดิ ความเสยี ใจและรอ้ นใจไมอ่ ยากพบ ไมอ่ ยากเหน็ ซงึ่ นมิ ติ
ทน่ี ่ากลวั นัน้ เสียเลย ชอ่ื วา่ พยศอันรา้ ยฯ
ครั้นเมอ่ื จติ บงั เกดิ พยศอันร้ายดังกล่าวแลว้ ปฏิฆะกับความ
ประมาทกบ็ งั เกิดขนึ้ พรอ้ ม เป็นเหตใุ หเ้ ส่ือมเสยี ศรัทธา ท้อถอย
จากการปฏบิ ตั ิ ไมบ่ ำ� เพญ็ ศลี สมาธิ ปญั ญา กเ็ สอ่ื มจากทางมรรค
ทางผล ทางสวรรค์ ทางนิพพาน ถ้าได้จริญญาตปริญญาวิธีน้ี
เสมอก็สามารถทรมานซ่ึงพยศอันร้ายแรงแห่งจิตให้หายได้
กบั บงั เกดิ เปน็ ผมู้ สี ตดิ กี ำ� หนดรซู้ ง่ึ จติ ทำ� ความสงบนง่ิ เฉยอยไู่ ดด้ ี
เม่ือจิตสงบตั้งมั่นลงได้แล้ว ตัณหาทั้ง ๓ คือ กามตัณหา
ภวตณั หา วิภวตัณหา กส็ งบไปเอง คอื ไมย่ ินดี ไมย่ นิ รา้ ย และ
ไม่ทะเยอทะยานอยาก พร้อมท้ังความไม่อยาก ก็สงบระงับไป
ตามกัน กลับตั้งใจไว้ได้ในมัชฌิมาปฏิปทา คอื ตัง้ ใจไวเ้ ป็นกลาง
ไม่ตกใจกลัว และไม่กล้าเกินไป สม�่ำเสมอพอเหมาะพอดีเป็น

190

หนึ่งอยู่ได้ ไม่เดือดร้อนในเรื่องนิมิตจะมีมาหรือไม่มีมา ก็แล้ว
แต่เหตุผล หรือมมี าแล้วจะหายไปหรือไม่หายไป กแ็ ล้วแต่เรือ่ ง
ของเร่ือง “สนั ทิฏฐิโก” เปน็ ผู้เห็นเอง “อกาลิโก” ไม่เลือกกาล
“เอหปิ สั สโิ ก” มเี ครอื่ งแสดงบอกใหร้ เู้ หน็ ตามเปน็ จรงิ อยอู่ ยา่ งนน้ั
“ปัจจัตตัง” รูจ้ �ำเพาะกับจิตตลอดไปฯ
เมื่อทรมานจิตให้ละพยศอันร้ายแล้ว ย่อมบ�ำเพ็ญสมาธิ
ดำ� เนินตามหนทางอรยิ มรรคไดด้ ี คือ :-
๑. ทางด�ำเนินของสติ กด็ ำ� เนนิ ได้สะดวกดีขน้ึ
๒. ทางดำ� เนนิ ของสมั ปชญั ญะ กด็ �ำเนนิ ได้สะดวกดีขน้ึ
๓. ทางดำ� เนนิ ของมชั ฌมิ าปฏปิ ทา กด็ �ำเนินได้สะดวกดขี ้ึน
๔. ทางดำ� เนนิ ของทฏิ ฐชุ ุกรรม ก็ทำ� ความเหน็ ซอื่ ตรงดีขนึ้
๕. ทางด�ำเนินแห่งการรวมจิต พร้อมทั้งสติสัมปชัญญะ
ท้ังความเห็นก็รวมได้สะดวกดีขึ้น ช่ือว่าด�ำเนินอริยมรรคได้ดี
เรยี กว่า ญาตปริญญาวิธี ด้วยประการฉะนฯ้ี

วิธีท่ี ๒
ชื่อ ตีรณปริญญาวิธี

แปลวา่ ใครค่ รวญตรวจตรองเหตผุ ลแห่งนมิ ิต
ในตีรณปริญญาวิธีที่ ๒ น้ี เป็นหน้าท่ีของนักปฏิบัติช้ัน
สมถกรรมฐาน ผชู้ ำ� นาญในญาตปรญิ ญาวธิ มี าแลว้ มหี นา้ ทจี่ ำ� เปน็
ต้องเจริญตีรณปรญิ ญาวธิ ตี ่อไปฯ

191

ในขณะเม่ือเจริญตีรณปริญญาวิธีน้ัน นักปฏิบัติผู้ช�ำนาญ
ยอ่ มเจรญิ ในเวลารวมจติ ไดแ้ ลว้ และมนี มิ ติ มาปรากฏเฉพาะหนา้
ก่อนแต่จะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน นักปฏิบัติผู้ช�ำนาญย่อม
เจริญตีรณปริญญาวิธีให้ช�ำนาญก่อน คือพิจารณาปฏิภาคนิมิต
ใหแ้ ตกฉาน ดังต่อไปน้ี
ปฏิภาคนิมิตในท่นี ้มี ี ๒ ประการ คือ
๑. ปฏิภาคนิมิตภายนอก ได้แก่รูปร่างกายของมนุษย์
ภายนอกจากตวั ของเรา
๒. ปฏภิ าคนมิ ิตภายใน ได้แกร่ ปู รา่ งกายของเราเอง
รวมปฏภิ าคนมิ ติ มี ๒ ประการ ดงั กลา่ วนี้ มใี นตวั ของมนษุ ย์
ทุกคนตลอดโลก บังเกิดเป็นนิมิต ปรากฏขึ้นในเวลานั่งสมาธิ
เรยี กวา่ ปฏภิ าคนมิ ติ นกั ปฏบิ ตั ใิ หมท่ งั้ หลาย ผไู้ มช่ ำ� นาญ กร็ ไู้ มเ่ ทา่
และแกไ้ มไ่ ด้ ยอ่ มไมพ่ น้ จากทกุ ขท์ งั้ ปวง เพราะเหตวุ า่ ตวั ปฏภิ าค-
นิมิตทงั้ หมด เป็นตัวกองทุกข์และอาสวะกองกเิ ลสฯ
วธิ แี กป้ ฏภิ าคนมิ ติ นกั ปฏบิ ตั ผิ ชู้ ำ� นาญ ยอ่ มแกป้ ฏภิ าคนมิ ติ
ภายนอกกอ่ น คอื ในเมอื่ เวลากำ� ลงั นง่ั สมาธภิ าวนา รวมจติ ไดแ้ ลว้
บังเกิดเห็นนิมิตมาปรากฏต่อหน้าเป็นรูป เป็นรูปมนุษย์ผู้หญิง
หรอื รปู มนษุ ยผ์ ชู้ าย เปน็ รปู เดก็ เลก็ หรอื รปู หนมุ่ สาว แสดงอาการ
แลบลนิ้ ปลน้ิ ตา หนา้ บดิ ตาเบอื น แปลกประหลาด น่าตกใจกลัว
อาการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม หรือแสดงอาการให้เห็นเป็นรูป
คนตายก็ตามฯ

192

นักปฏิบัติผู้มีสติดี ย่อมพลิกจิตของตน ทวนกลับเข้ามา
ตั้งสตกิ �ำหนดจติ ไวใ้ หด้ ี แล้ววิตก ถามด้วยในใจว่า “รูปนีเ้ ที่ยง
หรือไม่เท่ียง” จะแก่เฒ่าชรา ตายลงไปหรือไม่ เม่ือวิตกถาม
ด้วยในใจดงั นแ้ี ลว้ พงึ หยุดและวางค�ำที่นึกนนั้ เสยี ก�ำหนดจิตให้
รวมสนิทน่ิงพิจารณาด้วยความวางเฉย จนได้ความรู้แจ้งขึ้นเอง
ปรากฏเหน็ ชดั ซงึ่ รปู นมิ ติ นนั้ ไมเ่ ทย่ี ง แกเ่ ฒา่ ชราไปเอง ตลอดเพง่
ให้ตาย ก็ตายลงเอง ตามอาการท่ีวิตกในใจนั้นๆ ทุกประการ
ต่อแต่น้ันจะวิตกในใจให้เห็นซ่ึงรูปนิมิตท่ีตายแล้ว เปื่อยเน่า
ตลอดแตกทำ� ลายกระจดั กระจายเปน็ ดนิ เปน็ นำ�้ เปน็ ลม เปน็ ไฟ
ไปตามธรรมดา ธรรมธาตุ ธรรมฐติ ิ ธรรมนยิ าม ยอ่ มไดต้ ามประสงค์
ตลอดปลอดโปร่งทุกประการ เว้นแต่จิตถอนจากสมาธิแล้ว
หรอื นึกคาดคะเนหรือนกึ เดาเอาเทา่ นนั้ จงึ ไม่ส�ำเร็จสมประสงค์
อันนักปฏิบัติผู้ช�ำนาญจริงแล้ว ย่อมไม่ใช้คาดคะเน และไม่นึก
เดาเอา คอื ยอ่ มทำ� ตามระเบียบวธิ ีท่ถี กู ต้องจริงๆ จงึ ส�ำเร็จตาม
ประสงค์ฯ

วิธีแก้ปฏิภาคนิมิตภายใน

ในขณะเมื่อพิจารณาปฏิภาคนิมิตภายนอกได้ความชัดแล้ว
ช่ือวา่ แก้ปฏภิ าคนมิ ติ ภายนอกได้แล้ว อยา่ หยดุ เพยี งแคน่ ั้น หรือ
อย่าพึงเป็นผู้ประมาททอดธุระเสีย ให้น้อมเอาจิตของตนทวน
กระแสกลับเขา้ มาพิจารณาภายในร่างกายของเราเองฯ

193

ในเบอื้ งตน้ ถา้ จติ ของตนไมป่ ลอดโปรง่ คอื ไมแ่ ลเหน็ รา่ งกาย
สว่ นใดสว่ นหนง่ึ ใหพ้ งึ รวมเอาแตจ่ ติ ให้สนิทอยูก่ อ่ น เม่อื จิตของ
ตนรวมสนทิ ดีแล้ว พงึ ใช้อบุ ายวติ กดังกลา่ วแลว้ ในท่ีนีป้ ระสงค์
ให้วิตกวา่ ศลี ของเราก็บรสิ ทุ ธิ์ดแี ล้ว สมาธขิ องเรากต็ ัง้ มนั่ ดีแล้ว
เมอื่ มศี ลี กต็ อ้ งมสี มาธิ เมอื่ มสี มาธกิ ต็ อ้ งมปี ญั ญา บดั นี้ ศลี สมาธิ
มีแลว้ ปัญญาเป็นอยา่ งไร
เมอื่ วติ กถามดว้ ยในใจดงั นแ้ี ลว้ พงึ หยดุ แลวางคำ� ทว่ี ติ กนน้ั เสยี
ก�ำหนดจิตให้รวมสนิท นิ่งพิจารณาด้วยความวางเฉยจนกว่า
ไดค้ วามรแู้ จง้ ขน้ึ เอง ปรากฏเหน็ ชดั ซงึ่ ผรู้ ทู้ ง้ั หลายมาชบ้ี อกวา่ ทางนี้
เป็นทางรกั ทางนเ้ี ปน็ ทางเกลียด ทางน้เี ป็นทางมชั ฌมิ าปฏิปทา
พรอ้ มทง้ั แลเหน็ เปน็ ทางโปรง่ โลง่ ทงั้ ๗ ทางในขณะเดยี วกนั กร็ ชู้ ดั
ได้วา่ ปญั ญาคือความเห็นชอบ พรอ้ มทง้ั ความรู้กร็ อบคอบด้วยฯ
ต่อแต่นนั้ พงึ วติ กถามถงึ ส่วนของรา่ งกาย ภายในร่างกาย
ตนเองเป็นตอนๆ ไป ในตอนแรกพึงวิตกว่า ร่างกายของเรา
เป็นอยา่ งไร เทยี่ งหรือไม่เท่ยี ง จะแกเ่ ฒา่ ชรา และแตกทำ� ลาย
เปอ่ื ยเนา่ ลงไปเหมอื นกนั หรอื ไม่ เมอ่ื วติ กถามดว้ ยในใจเชน่ นนั้ แลว้
พงึ หยดุ และวางคำ� วติ กนน้ั เสยี กำ� หนดจติ ใหร้ วมสนทิ นง่ิ พจิ ารณา
ด้วยความวางเฉย จนกว่าได้ความรู้แจ้งขึ้นเอง และแลเห็นชัด
แจ้งประจกั ษว์ ่ารา่ งกายของเรา แก่เฒา่ ชรา และล้มตายลงไปใน
ปัจจบุ นั ทนั ใจในขณะนั้น ส�ำเรจ็ สมประสงคฯ์
ตอนท่ี ๒ พึงวิตกถามด้วยในใจว่า อาการ ๓๒ ภายใน
ร่างกายเราส่วนไหนต้ังอยู่อย่างไร มีลักษณะอาการเป็นอย่างไร

194

หทัยวตั ถุอยู่ท่ีไหน คร้ันเม่อื วติ กถามด้วยในใจดงั นแ้ี ล้ว พึงหยุด
และวางคำ� วติ กน้ันเสยี ก�ำหนดจติ ให้รวมสนทิ นิง่ พิจารณาดว้ ย
ความวางเฉย จนกว่าได้ความรู้แจ้งข้ึนเองปรากฏเห็นชัดซึ่งดวง
หทยั วัตถุ ตง้ั อยทู่ รวงอกขา้ งซ้าย มรี ูปลักษณะคลา้ ยดอกบัวตูม
มีหนา้ ท่ีท�ำงานฉีดเลือดสง่ ไปเลีย้ งร่างกาย เม่ือเห็นเครื่องภายใน
ก่อนดงั น้ี พงึ พิจารณาเครือ่ งภายในให้ตลอด คือ พิจารณามา้ ม
วา่ ต้งั อยทู่ ่ไี หน มีรปู ลักษณะอาการเป็นอยา่ งไร ให้วติ กถามด้วย
ในใจ แล้วหยุดวางค�ำวิตกน้ันเสีย ก�ำหนดจิตรวมให้สนิท น่ิง
พจิ ารณาดว้ ยความวางเฉย จนกวา่ รูข้ นึ้ เองวา่ มา้ มตงั้ อยขู่ ้างซ้าย
ของดวงหทัยวัตถุ มีรูปลักษณะคล้ายตับมีสีแดง ส่วนตับน้ัน
ตั้งอยู่ข้างขวาของดวงหทัยวัตถุ มีสีด�ำคล้�ำ ปอดตั้งอยู่ทรวงอก
เบ้อื งบน มหี น้าท่ีรับลมหายใจเข้าออก แลสง่ ไปเลยี้ งรา่ งกายทวั่
สรรพางคก์ าย อนั ตงั ไสใ้ หญ่ ตอ่ จากลำ� คอลงไปมกี ระเพาะอาหาร
ส�ำหรบั รบั อาหารใหม่ ตอ่ จากกระเพาะอาหารใหมล่ งไป เรยี กว่า
ลำ� ไสใ้ หญ่ ตง้ั อยใู่ นทอ้ งของเรา เปน็ ขดๆ มไี สน้ อ้ ย รดั รงึ เรยี กวา่
สายรัดไส้ ต่อจากล�ำไส้ใหญ่ มีกระเพาะอาหารเก่าส�ำหรับรับ
กากของอาหาร ต่อจากกระเพาะอาหารเก่าลงไป เปน็ ทวารหนกั
สำ� หรับถา่ ยอจุ จาระฯ
เม่ือเห็นแจ้งข้ึนเองซ่ึงเคร่ืองภายในชัดเจนตลอดแล้ว
พงึ พจิ ารณาอาการ ๓๒ เปน็ อนโุ ลมปฏโิ ลม โดยปจั จตั ตงั รจู้ ำ� เพาะ
กับจิต ไมใ่ ชน่ กึ ไปตามตำ� ราทจี่ �ำได้ นักปราชญท์ งั้ หลาย ยอ่ มนึก
วิตกถามผู้รู้ ในเวลานงั่ สมาธิ รวมจติ สนทิ ดีแลว้ มีสติกำ� หนดจติ

195

ได้แลว้ พึงวติ กถามด้วยในใจวา่ เกสา แปลวา่ ผม ต้ังอยู่ที่ไหน
มีรูปพรรณสัณฐานอย่างไร เม่ือวิตกถามแล้ว พึงหยุดและวาง
คำ� ถามนนั้ เสยี มสี ติ รวมจติ ใหส้ นทิ นง่ิ พจิ ารณาดว้ ยความวางเฉย
จนปรากฏเหน็ ชดั ขน้ึ เอง วา่ ผมอยบู่ นศรี ษะ มสี ดี ำ� คลำ้� รปู พรรณ
สณั ฐานเปน็ เส้นยาวๆ แกแ่ ล้วหงอกขาว ตายแลว้ ลงถมแผ่นดนิ
โลมา แปลวา่ ขน เกิดอยตู่ ามขุมขน มที ั่วร่างกาย ครั้นเมือ่ เรา
ตายถมแผน่ พระธรณี นขา แปลว่า เล็บ มอี ยู่ที่ปลายน้ิว ทง้ั ตนี
ทั้งมอื ทุกคนยอ่ มถือวา่ เลบ็ ของตน ส้นิ ชีพวายชนม์ลงถมแผ่นดิน
ทนั ตา แปลวา่ ฟนั ในปากของเรา ครน้ั เมอ่ื แกเ่ ฒา่ ฟนั เราโยกคลอน
หนกั เขา้ หลดุ ถอน ลงถมแผน่ ดนิ ตโจ แปลวา่ หนงั หมุ้ รา่ งกายเรา
ตายแลว้ ถูกเผา ถมแผน่ พระธรณฯี
ครั้นเมื่ิอพิจารณา ปรากฏเห็นเอง แจ้งประจักษ์ใจตาม
ความเป็นจริง ในมลู กรรมฐานนแี้ ล้ว ช่อื ว่า พจิ ารณาเป็นอนุโลม
พึงพิจารณาย้อนกลับเป็นปฏิโลม กลับไป กลับมา ให้ช�ำนาญ
ดแี ลว้ จงึ พิจารณาเป็นลำ� ดบั ตอ่ ไปอกี ว่า มังสงั แปลวา่ เนือ้ มี
หนังหุ้มอยู่รอบ จะแลดูด้วยตาย่อมไม่เห็น เม่ือเราจะพิจารณา
ดูซ่ึงเน้ือ จ�ำเป็นจะต้องถลกหนังน้ีออกให้หมดเสียก่อน จึงจะ
พจิ ารณาดซู ง่ึ เนอ้ื ใหเ้ หน็ จรงิ แจง้ ประจกั ษไ์ ด้ แตจ่ ะตอ้ งถลอกออก
ด้วยอุบายปัญญา ครั้นพิจารณาเห็นดังน้ันแล้ว พึงท�ำในใจด้วย
อุบายทช่ี อบ คอื มสี ตยิ กจิตขน้ึ เพ่งใหห้ นงั เลิกออกไป ต้ังแต่หนงั
ศีรษะเป็นต้นไปโดยล�ำดับ ตลอดถึงหนังพ้ืนเท้าเป็นท่ีสุด เสร็จ
แล้วเอากองไว้ที่พ้ืนแผ่นดิน เม่ือเพ่งพิจารณาให้หนังเลิกออกไป

196

หมดแล้ว ก็แลเห็นกล้ามเน้ือเป็นกล้ามๆ ทั่วสรรพางค์กาย
จงึ ต้งั สติ กลับจิตให้รวมสนิท แลว้ ยกจติ ขึ้นเพง่ ให้กลา้ มเนอื้ หลดุ
ออกจากกระดกู หมดทกุ กล้าม ตลอดทวั่ สรรพางค์กาย ตกลง
ไปกองอย่ทู ีพ่ ้นื แผน่ ดนิ เมื่อกล้ามเนื้อหลุดออกจากโครงกระดกู
หมดแล้ว ก็แลเห็นเส้นเอ็นอยา่ งกระจ่างแจง้ วา่ เส้นเอ็นทั้งหลาย
รดั รงึ โครงกระดกู ใหต้ ดิ กนั อยไู่ ด้ เพอื่ จะพจิ ารณาใหเ้ สน้ เอน็ หลดุ
จากโครงกระดกู นน้ั จงึ พลิกจิตใหก้ ลบั รวมสนิทดีแลว้ ยกจติ ขนึ้
เพง่ ใหเ้ สน้ เอน็ ทง้ั หลายหลดุ จากโครงกระดกู หมดทกุ เสน้ เมอื่ เสน้
เอน็ หลดุ จากโครงกระดกู หมดแลว้ กแ็ สดงใหแ้ ลเหน็ โครงกระดกู
ได้อยา่ งกระจ่างแจง้ ฯ
เมอ่ื เห็นโครงกระดกู แจม่ แจง้ แต่เครื่องภายในโครงกระดกู
ยังมีอยู่ พึงกระท�ำพธิ ี พจิ ารณาใหเ้ ครือ่ งภายในโครงกระดูกน้ัน
หลดุ ออกไปกอ่ นแลว้ จงึ พจิ ารณายกจติ ขนึ้ เพง่ ใหโ้ ครงกระดกู หลดุ
ออกเม่อื ภายหลงั ฯ
วิธีพิจารณาให้เครื่องภายในหลุดออกจากโครงกระดูก
ใหม้ ีสติพลกิ จติ ก�ำหนดรวมจิตให้สนทิ แน่วแน่ แลว้ ยกจติ ขึน้ เพ่ง
ใหเ้ ครอื่ งภายในหลดุ ออกจากโครงกระดกู ทลี ะอยา่ งๆ คอื เพง่ มา้ ม
ใหม้ า้ มหลดุ ออกไป เพง่ หทยั วตั ถุ ใหห้ ทยั วตั ถหุ ลดุ ออกไป เพง่ ตบั
ให้ตับหลดุ ออกไป เพ่งพงั ผดื ให้พังผดื หลดุ ออกไป เพ่งไต ให้ไต
หลดุ ออกไป เพง่ ปอด ใหป้ อดหลดุ ออกไป เพง่ ลำ� ไสใ้ หญ่ ใหล้ ำ� ไสใ้ หญ่
หลุดออกไป เพ่งไสน้ ้อย ใหไ้ ส้น้อยหลดุ ออกไป เพ่งอาหารใหม่
อาหารเกา่ ใหอ้ าหารใหม่ อาหารเกา่ หลดุ ออกไป เมอื่ เครอื่ งภายใน

197

โครงกระดูกหลุดออกไปหมดแล้ว ธาตุน�้ำทั้งหลายมีน้�ำเลือด
นำ้� เหลอื ง เปน็ ตน มนี ำ้� มตู รเปน็ ทสี่ ดุ กห็ ลดุ ออกจากโครงกระดกู
ตกลงไปกองอยูท่ ีพ่ ้ืนแผ่นดินฯ
เม่ือมีสติ เพ่งพิจารณาให้เครื่องภายในภายนอกหลุดออก
จากโครงกระดกู หมดแลว้ กแ็ สดงใหเ้ หน็ โครงกระดกู อยา่ งชดั เจน
แจ่มแจ้งทงั้ ขา้ งในข้างนอก จึงพจิ ารณาโครงกระดูก เปน็ อนโุ ลม
ปฏิโลมต่อไปฯ

วิธีพิจารณาโครงกระดูกเป็นอนุโลม

พงึ มีสติ ก�ำหนดจิตใหร้ วมสนทิ ดีเรียบร้อยก่อนแล้ว ยกจติ
ขนึ้ เพง่ พจิ ารณา กำ� หนดใหร้ โู้ ครงกระดกู โดยลำ� ดบั ตง้ั แตเ่ บอื้ งบน
ลงไปถึงท่ีสุดเบื้องต�่ำ คือเพ่งพิจารณาดูกระดูกกะโหลกศีรษะ
นี้เป็นแผ่นโค้งเข้าหากัน มีฟันเกาะกันไว้เป็นกะโหลกอยู่ได้
กระดกู คอ เป็นขอ้ ๆ และเป็นทอ่ นๆ สวมกันไว้เปน็ ลำ� ดับลงไป
กระดูกหัวไหล่ กระดูกไหปลาร้าต่อออกจากระหว่างกระดูกคอ
ทงั้ ๒ ขา้ ง กระดกู แขนทงั้ ๒ แขน กระดกู ศอกทง้ั ๒ ศอก กระดกู
ข้อมอื เป็นกระดูกฝา่ มอื กระดกู นวิ้ มอื ท้งั ๑๐ นิว้ กระดูกซโี่ ครง
ทัง้ ๒๔ ซี่ กระดกู สันหลังเปน็ ขอ้ ๆ และเปน็ ทอ่ นๆ สวมกนั ไว้
เป็นลำ� ดับลงไปต้งั แต่กระดกู คอ ตลอดถึงกระดกู บนั้ เอว กระดกู
ตะโพก กระดกู โคนขา กระดูกเข่า กระดูกแขง้ กระดูกข้อเทา้
เป็นกระดกู ฝา่ ตีน กระดูกนิว้ เท้าท้งั ๑๐ นว้ิ พิจารณาโดยล�ำดับ

198

อย่างน้ี เรียกว่าพิจารณาเป็นอนุโลม เมื่อพิจารณาเป็นอนุโลม
โดยลำ� ดบั ดงั นี้แล้ว พึงพิจารณายอ้ นกลบั เป็นปฏโิ ลมดังตอ่ ไปนี้

วิธีพิจารณาโครงกระดูกเป็นปฏิโลม

พงึ มีสติ กำ� หนดจติ ใหร้ วมสนิทเป็นหนง่ึ ตลอดไป ยกจติ ข้ึน
เพง่ พิจารณา ก�ำหนดรู้ โครงกระดูก ย้อนกลับเป็นปฏิโลม ตง้ั แต่
เบอ้ื งต�่ำล�ำดับข้นึ ไป จนถงึ ท่สี ุดเบื้องบน คอื เพง่ พิจารณาดใู หร้ ใู้ ห้
เหน็ กระดกู นว้ิ ตนี ทง้ั ๑๐ นว้ิ ตลอดแลว้ เพง่ พจิ ารณาดใู หร้ ใู้ หเ้ หน็
กระดกู ฝา่ เทา้ กระดกู ขอ้ เทา้ กระดกู แขง้ กระดกู เขา่ กระดกู โคนขา
กระดูกตะโพก กระดูกบ้ันเอว กระดูกสันหลัง กระดูกซ่ีโครง
กระดกู หวั ไหล่ กระดกู ไหปลารา้ กระดกู แขน กระดกู ศอก กระดกู
ข้อมือ กระดูกฝา่ มอื กระดกู นิ้วมือ กระดกู คอ กระดกู กะโหลก
ศรี ษะ พจิ ารณายอ้ นกลบั ตง้ั แตเ่ บอ้ื งตำ�่ ตลอดขน้ึ ไปจนถงึ เบอ้ื งบน
อย่างนี้เรียกวา่ พิจารณาเปน็ ปฏิโลมฯ

พิจารณารวมศูนย์กลาง เป็นจุดหมายท่ีต้ังมั่น

เม่ือพิจารณาโครงกระดูก เป็นอนุโลม ปฏิโลม ถอยลง
ถอยขึน้ รอบคอบตลอดแล้ว พงึ พิจารณารวมศนู ยก์ ลาง ท่ที ่าม
กลางอกดังตอ่ ไปนี้ฯ
พงึ มีสติ รวมจติ พร้อมทัง้ ความคิดความเหน็ ที่ได้พจิ ารณา
เห็นโครงกระดกู ตง้ั แต่เบื้องบนลงไปถึงเบื้องลา่ ง ตั้งแต่เบ้ืองลา่ ง

199


Click to View FlipBook Version