เหน็ วา่ ถา้ เราหยบิ ความโกรธความไมพ่ อใจออกไปซะ การใหอ้ ภยั
กเ็ กดิ ขน้ึ คนท่เี ราเคยโกรธไม่พอใจก็ยังเปน็ เพอื่ นได้เหมือนเดิม
มโี ยมทา่ นหนง่ึ กราบถามหลวงปวู่ า่ มคี วามโกรธไหม หลวงปู่
ตอบทันทีว่า มี แต่หลวงปู่ไม่เคยเอามาใช้ หลวงปู่กล่าวต่อ
อีกว่า ตอนเป็นเด็กๆ หลวงปู่ไม่เคยขาดเรียน หลวงปู่เป็นคน
ไม่สู้คน ไม่ทะเลาะกับใคร หลวงปู่กล่าวว่าหลวงปู่หมุนตาม
ผู้อื่นได้ ไม่ขัดใคร เหมือนหมุนเกลียวน็อต แน่นก็คลายออก
หลวมกห็ มนุ เขา้ อะไรทข่ี ดั แยง้ กนั หลวงปจู่ ะไมข่ ดั แยง้ ตอบ ซงึ่ ใน
ความเป็นจริงคนเราถ้ามีเรื่องทะเลาะกัน เถียงกัน ก็ยิ่งขัดกัน
ทะเลาะกันไปใหญ่ หลวงปูบ่ อกว่าถา้ วางเฉย นงิ่ เฉยเดยี๋ วก็หาย
ทะเลาะกันไปเอง และการพูดคุยน้ันหลวงปู่กล่าวว่า มองหน้า
ทะลถุ งึ ใจ เหมอื นสายบวั หยงั่ ความลึกของสายน�ำ้ พดู คยุ กบั ใคร
นิสัยอย่างไร หลวงปู่ก็จะพูดคุยไปตามนิสัยของแต่ละคน
หลวงปยู่ ำ�้ อกี วา่ หลวงปเู่ ชอ่ื มน่ั ในคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ ทกุ อยา่ ง
โดยไมม่ ลี งั เลสงสัย
สพฺพทานํ ธมมฺ ทานํ ชินาติ
ธรรมทานชนะการใหท้ ้งั ปวง
100
ระวังความคิด
หลวงปเู่ ลา่ ใหฟ้ งั วา่ หลวงปไู่ ดเ้ ดนิ ทางไปทว่ี ดั แหง่ หนง่ึ แลว้ ไป
พบว่าท่ีวัดนี้มีสุนัขข้ีบนพื้นเป็นจ�ำนวนมากหลายที่ หลวงปู่ก็คิด
ในใจวา่ หมาข้ีลา๊ ยหลาย (สุนัขขี้มากๆ) เปน็ เพยี งความคดิ ของ
หลวงปูเ่ ทา่ นั้น
ตอ่ มาทว่ี ดั หลวงปู่ มสี นุ ขั ตวั หนงึ่ ชอ่ื นยุ้ ถกู ชาวบา้ นขา้ งๆ วดั
ทำ� รา้ ยจนพกิ าร เดนิ ขาลากกบั พน้ื ตลอดเวลาและมนั กข็ ไี้ ปทวั่ วดั
หลวงปู่กล่าวสอนลูกศิษย์ว่า แค่เพียงคิดก็มีผลแล้ว กล่าวคือ
แค่เพียงมีความคิดว่าสุนัขข้ีไปทั่ววัดของวัดแห่งอ่ืนท่ีหลวงปู่ไป
พบเห็น ก็ส่งผลท�ำใหว้ ดั ของหลวงปกู่ ็เปน็ เชน่ เดยี วกัน หลวงปูจ่ งึ
สอนวา่ ทุกคนจึงตอ้ งระวงั ความคดิ คิดดียอ่ มไดด้ ี คิดไม่ดกี ย็ ่อม
ไดไ้ ม่ดี จิตคิดดกี ม็ ี จิตคดิ ไม่ดกี ็มี จติ ไวคิดไปทั่ว คิดไมด่ ีกเ็ ปน็
ทุกข์ ฝกึ คิดใหด้ กี ไ็ ด้ แตต่ อ้ งฝกึ การพดู จากเ็ หมือนกนั หลวงปู่
บอกวา่ กอ่ นหลวงปจู่ ะพูด หลวงปู่คิดทกุ คร้ัง
101
การปฏบิ ัตธิ รรมคือการฝนื
ครงั้ หนง่ึ ภายหลงั จากทหี่ ลวงปสู่ รงนำ้� ชว่ งเชา้ เสรจ็ แลว้ หลวงปู่
ก็มาดึงเครือ่ งออกกำ� ลังกาย เมอื่ ดงึ ได้ ๗ คร้ัง หลวงปู่กถ็ ามวา่
กี่ครั้งแลว้ ลกู ศิษยต์ อบวา่ ๗ ครัง้ หลวงปู่ก็ดึงเครือ่ งออกก�ำลัง
กายตอ่ ไปอกี จนครบ ๑๐ ครง้ั (เครอื่ งออกกำ� ลงั กายนตี้ อ้ งใชแ้ รง
ดงึ มาก ผู้ทีอ่ ยู่ในวัยหนมุ่ ดงึ ได้ ๑๐ ครง้ั กเ็ หน่อื ยมากหรืออาจ
ตอ้ งหยดุ กอ่ น) จากนน้ั หลวงปจู่ งึ กลา่ ววา่ หลวงปตู่ อ้ งฝนื ตงั้ ใจไว้
วา่ ตอ้ งใหไ้ ด้ ๑๐ ครง้ั กต็ อ้ งทำ� ใหไ้ ดต้ ามทต่ี ง้ั ใจไว้ ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ ง
ตอ้ งฝนื ฝนื พูด ฝืนฟัง ฝนื คดิ ฝนื เดิน ฝืนน่ัง ฝืนนอน ฝืนกิน
ต้องฝืนทุกอย่าง เช่น ตัวอย่างฝืนฟัง ถ้าได้ยินค�ำพูดที่ผู้อ่ืน
พูดไม่ดี ก็ต้องฝืนฟัง ฝืนไม่เถียง ฝืนไม่โต้ตอบ ฝืนไม่ด่าว่า
ฝนื นิ่ง สุดทา้ ยหลวงปูส่ รุปว่า หลวงปู่มน่ั ทา่ นพดู ไว้ว่าการปฏิบัติ
ธรรมคือการฝนื
102
เด๋ยี วอีกหน่อยก็แก่
มสี ภุ าพสตรที า่ นหนง่ึ รบั ราชการทส่ี ำ� นกั งานสรรพากรฯ ไดเ้ คย
มากราบหลวงปู่แล้ว แต่ไม่ได้มากราบหลวงปู่นานพอสมควร
ดว้ ยความระลกึ ถงึ หลวงปู่ จงึ ไดพ้ าเพอ่ื นๆ ไปกราบหลวงปทู่ ว่ี ดั ขณะ
เดินไปที่กุฏหิ ลวงปู่ ได้พบเหน็ หลวงปู่กำ� ลังเดนิ เกบ็ ผา้ (ไมม่ ั่นใจ
ว่าเป็นผ้าสบงหรือจีวร) ที่ตากไว้ ซึ่งก็ได้สังเกตและนึกในใจว่า
ไมไ่ ดพ้ บหลวงปนู่ าน หลวงปดู่ แู กข่ นึ้ เยอะเลย ถา้ เราเปน็ ผชู้ ายคง
ได้เข้าไปชว่ ยหลวงป่เู กบ็ ผ้า คร้ันหลวงป่เู กบ็ ผ้าเสร็จกเ็ ดนิ เข้าไป
ในกุฏิ
สภุ าพสตรแี ละเพ่ือนๆ จงึ เดนิ ตามไปกราบนมสั การหลวงปู่
ในกฏุ ิ พอนง่ั ลงกบั พน้ื เทา่ นนั้ หลวงปกู่ ห็ นั มาและกลา่ วทนั ทวี า่ ...
เดย๋ี วอกี หนอ่ ยกแ็ ก.่ .. สภุ าพสตรที า่ นนก้ี ย็ ม้ิ และนกึ ตอบหลวงปใู่ นใจ
วา่ เจา้ คะ่
สภุ าพสตรที า่ นนย้ี งั คงไปกราบนมสั การหลวงปอู่ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
และประทบั ใจกบั เหตุการณ์ทีเ่ กิดขน้ึ ไม่รลู้ มื โดยเฉพาะอย่างย่งิ
การทีห่ ลวงปรู่ ู้แม้กระท่ังความคิดของตนเอง
ชะราธมั โมมหิ ชะรัง อะนะตโี ต
เรามีความแกเ่ ปน็ ธรรมดา จะล่วงพน้ ความแกไ่ ปไม่ได้
103
บทเพลงพระอรหันต์
หลวงปู่จะกล่าวสอนญาติโยมไม่ให้ประมาท หลงระเริงใน
ชวี ติ และกลา่ วไว้วา่ สตั วโ์ ลกล ว้ นถกู ความแกไ่ ล่ต้อน ถูกลกู ศร
คือกิเลสตัณหาทิม่ แทง และถูกความตายลอ้ มรอบ.... หลวงปู่ก็
บอกว่าเป็นบทเพลงพระอรหันต์ ในหนังสือหลวงปู่เจ๊ียะ แล้วก็
หวั เราะร่าเรงิ
สัตว์โลกถูกมฤตยดู กั ฆ่า ถกู ชราไล่ตอ้ น
ยิงด้วยลูกศรคอื ความทะเยอทะยาน
เผาใหเ้ ป็นเถา้ ถ่านด้วยความปรารถนา
มฤตยู พยาธิ ชราทั้งสามคอื กองไฟลุกลามไหม้
แรงใดจะต้านกไ็ มม่ ี จะบึง่ หนกี ไ็ มพ่ ้น
ไม่ควรปล่อยวนั เวลาล่วงไปเปลา่ ไม่วา่ มากหรอื นอ้ ย
ก่ีวนั ผันผ่าน ชีวติ กาลยงิ่ ใกลค้ วามตาย
เดินหรือยนื นงั่ หรอื นอน วาระสดุ ท้ายอาจมาถึง
จึงไม่ควรประมาท
104
ซงึ่ หลวงปจู่ ะสอนเสมอวา่ ไมใ่ หป้ ระมาท และจะยกคำ� กลา่ วที่
เตอื นสตไิ วต้ อ่ เนอื่ งวา่ มวั รน่ื เรงิ หวั เราะกนั ท�ำไม เมอื่ เปลวไฟก�ำลงั
ไหมโ้ ลกน้อี ยู่
ดังพทุ ธภาษติ “โก นุ หาโส กิมานนฺโท นจิ ฺจํ ปชฺชลิเต สติ
อนุธกาเรน โอนทฺ ธา ปทีปนํ คเวสถาต”ิ
105
หลวงปู่กราบเจดีย์หลวงป่บู ญุ มาก ฐิตปิ ญฺโญ
วดั ภมู ะโรง แขวงจำ� ปาศักดิ์ สปป.ลาว
อยู่กับผูร้ ู้
มพี ระสงฆก์ ราบถามหลวงปวู่ า่ มอี ะไรเปน็ เครอ่ื งอยู่ ทำ� ไมถงึ
อยู่ไดน้ านขนาดนี้ (เสยี งหัวเราะ...)
หลวงปู่กล่าวตอบว่า ก็มีผู้รู้ แล้วก็หัวเราะ…
พระสงฆ์และญาตธิ รรมกก็ ล่าว สาธุ สาธุ สาธุ
หลวงปู่กก็ ลา่ วต่ออกี วา่ มีผูร้ ู้ มีผรู้ ู้ มีผรู้ ู้
พระอาจารย์ทวีป กมโล วัดป่าปางมะนาว ต. คลองลาน
พฒั นา อ.คลองลาน จ.ก�ำแพงเพชร ได้น�ำญาติโยมเขา้ กราบและ
ขอโอกาสให้ญาติโยมกราบถามธรรมะจากหลวงปู่เม่ือวันท่ี ๑๑
เมษายน ๒๕๕๙
หลวงปู่ : (เสยี งหวั เราะ) มแี ตต่ วั ผรู้ ผู้ เู้ ดยี ว... รจู้ กั ไหม... ตวั ผรู้ ู้
ตัวเดยี ว.... (เสยี งหัวเราะ)
แมช่ ี : พระอรหันต์จะมีถงึ เมอ่ื ไร จงึ จะหมด
หลวงปู่ : มี ...หมดไมเ่ ป็นหรอก ถ้ามรรค ๘ มีอย่เู มื่อไร
พระอรหันต์ก็มีเมอ่ื นนั้
106
แม่ชี : ความวา่ ง มีไหมคะที่จะเข้าสู่พระอรหนั ต์
หลวงปู่ : ถา้ ถงึ ความวา่ งกเ็ กอื บตาย บำ� เพญ็ เกอื บตายจงึ จะถงึ
ความวา่ ง มนั ไมใ่ ชข่ องเบาๆ นะความวา่ งนะ่ ความวา่ งนเ้ี ขยี นตวั วอ
สระอา ตวั งองู ไมเ้ อก กเ็ ปน็ วา่ ง อนั นมี้ นั งา่ ย ทำ� จรงิ มนั ยาก ทำ� ไดก้ ด็ ี
คำ� วา่ ว่างนี้ง่ายทส่ี ุด เด็กนอ้ ยก็ว่าว่าง ใครๆ กว็ า่ ว่าง ถ้าว่างจริงๆ
มันยาก ถ้าผูใ้ ดผา่ นความวา่ งนี้ไดเ้ ป็นเลิศคน ใครๆ ก็พูดไดว้ า่ ง
นะ่ แต่มันยาก
107
ความคุ้นเคยเปน็ ญาตอิ ย่างยง่ิ
มลี กู ศษิ ยท์ า่ นหนงึ่ เคารพเทอดทนู หลวงปู่ เหมอื นกบั ลกู ศษิ ย์
ทา่ นอน่ื ๆ ทวั่ ไป ถึงแม้ว่าจะได้มีโอกาสกราบนมสั การหลวงปู่ได้
ไม่นาน แต่ว่ามีความศรัทธาประทับใจในปฏิปทาหลวงปู่ยิ่งนัก
ได้สรปุ ปฏปิ ทาหลวงปู่ ดงั น้ี
ปฏิปทาหลวงปู่ ... ด�ำเนินตามรอยพระป่าสายหลวงปู่มั่น
ภูรทิ ตฺโต
ปฏปิ ทาหลวงปู่ ... มเี มตตาเปยี่ มลน้ ไมม่ ีประมาณ
ปฏิปทาหลวงปู่ ... รวดเร็ว วอ่ งไว เฉียบคม
ปฏิปทาหลวงปู่ ... มุง่ มั่น ทำ� อะไรท�ำจรงิ
ปฏิปทาหลวงปู่ ... กล้าหาญ เดด็ เดยี่ ว
ปฏปิ ทาหลวงปู่ ... สนั โดษ พดู นอ้ ย กลา่ วเทศนเ์ พยี งขอ้ ความ
สน้ั ๆ แตค่ ำ� เทศนส์ อนเหลา่ นนั้ ตรงเขา้ กระแทก สลายกเิ ลสภายใน
จติ ภายในใจ ของผทู้ น่ี ้อมนำ� ไปพิจารณาได้ ชนดิ ท่ีว่าถึงใจลงใจ
ศิษย์ท่านนี้กล่าวถึงหลวงปู่ว่า เป็นบุญและวาสนาอย่าง
แท้จริงท่ีสุด ที่ได้รับเมตตาจากหลวงปู่หลายต่อหลายคร้ัง ได้มี
โอกาสอุปัฏฐากใกล้ชิดเสมอื นคุ้นเคยเป็นลกู เป็นหลาน ทำ� ให้ได้
รบั รู้และเคารพหลวงปู่อย่างหมดใจสน้ิ สงสยั
วิสฺสาสปรมา ญาตี
ความคุ้นเคยเปน็ ญาติอย่างย่งิ
108
แบบถงึ พระไตรสรณคมน์
พระอาจารย์สงิ ห์ ขนฺตยาคโม
พระมหาป่ิน ปญฺญาพโล
หนังสือพระไตรสรณคมณ์
และสมาธิวิธี
พระญาณวิศษิ ฏ์สมิทธิวีราจารย์ (พระอาจารยส์ ิงห ์ ขนตฺ ยาคโม)
วดั ป่าสาลวัน อ.เมอื งฯ จ.นครราชสมี า
พระอาจารยส์ งิ ห ์ ขนตฺ ยาคโม และพระมหาปน่ิ ปญญฺ าพโล
ไดเ้ รยี บเรยี งแบบถงึ พระไตรสรณคมณก์ บั แบบวธิ นี งั่ สมาธิ
ภาวนา ตามท่คี ุณหา บุญมาไชย ์ ปลดั ขวาอ�าเภอพระลบั
จงั หวดั ขอนแกน่ อาราธนาใหเ้ รยี บเรยี งไวเ้ มอื่ ป ี พ.ศ. ๒๔๗๔
ดังน้ี
111
ค�ำปรารภครงั้ ท่ี ๑
แบบถึงพระไตรสรณาคมน์ กับแบบน่ังสมาธิภาวนานี้
คร้ังแรก ข้าพเจ้ากับพระมหาปนิ่ ปญญฺ าพโล ป.๕ ได้เรียบเรียง
และพมิ พไ์ วย้ อ่ ๆ บดั นไ้ี ดข้ ยายเนอ้ื ความใหก้ วา้ งขวางขนึ้ เพอื่ ผฟู้ งั
ผู้อ่าน และผ้ปู ฏิบัติตาม ไดเ้ ขา้ ใจง่ายๆ เป็นวธิ ปี ฏิญญาณตนถึง
พระไตรสรณาคมน์แห่งอุบาสก อุบาสิกา และเป็นวิธีไหว้พระ
โดยย่อๆ
พระบาลมี มี าในคมั ภรี ป์ ฐมสมโพธกิ ถาปรากฏแจง้ อยแู่ ลว้ วา่
สมเด็จพระสัพพัญญูบรมครูเจ้าเมื่อทรงตรัสรู้แล้ว ก็ทรงโปรด
พุทธบริษัททั้ง ๔ ด้วยวิธีรับรองประชาชนผู้เล่ือมใส ให้ถึง
พระไตรสรณาคมน์ เปน็ พุทธบรษิ ทั ๔ คือ เป็นอบุ าสกอย่าง ๑
เป็นอบุ าสกิ าอยา่ ง ๑ บรรพชาเป็นสามเณร แล้วอปุ สมบทเป็น
ภกิ ษอุ ยา่ ง ๑ และบรรพชาเป็นสามเณรี แล้วอุปสมบทในสงฆ์
๒ ฝา่ ย เปน็ ภกิ ษณุ อี ยา่ ง ๑ เมอ่ื มพี ทุ ธบรษิ ทั ๔ ครบแลว้ ไดท้ รง
ตั้งพระธรรมวินัยไว้ในที่เป็นพระบรมครู แล้วจึงทรงเสด็จเข้าสู่
พระปรนิ ิพพานลว่ งลบั ไป
แบบถงึ พระไตรสรณาคมน์ กบั แบบนงั่ สมาธภิ าวนานี้ ไดข้ าด
คราวมานานจนเกือบจะไม่มีผู้ประกาศปฏิญาณตนถึงพระไตร
สรณาคมน์ เปน็ อบุ าสก อบุ าสกิ าเสยี เลย ถงึ แมม้ อี ยบู่ า้ งกเ็ ฉพาะ
112
เริ่มต้นแหง่ การสมาทานศีล ๕ ศลี ๘ เทา่ นน้ั ไม่ไดน้ บั ถือเพอ่ื
ปฏิบัตจิ รงิ ๆ จนประชาชนบางเหลา่ กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ถอื ลทั ธิ
ภายนอกพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก บางพวกถอื ลัทธิศาสนาผี
บางพวกถือลัทธิพราหมณ์ศาสนา บางพวกถือลัทธิศาสนาอ่ืนๆ
ยังมีอยอู่ ีก ไมใ่ ชน่ บั ถือพทุ ธศาสนาท้ังหมดฯ
ส่วนว่าบุคคลที่นับถือพระพุทธศาสนาจริงๆ ก็มีเฉพาะแต่
บุคคลที่ได้ประกาศปฏิญาณตนถึงพระไตรสรณาคมน์ และได้
บรรพชาอปุ สมบทโดยถกู ตอ้ งดว้ ยพระธรรมวนิ ยั เทา่ นน้ั นอกนน้ั
เปน็ ศาสนาอนื่ ทงั้ หมด ไมใ่ ชน่ บั ถอื แตพ่ ระพทุ ธศาสนาอยา่ งเดยี วฯ
ข้าพเจ้าก็เคยได้น�ำประชาชนชาวไทยให้ถึงพระไตร
สรณาคมนม์ าแลว้ จำ� นวนมาก ขาดแตย่ งั ไมม่ ตี ำ� รบั ตำ� ราแบบแผน
จำ� แนกแจกจา่ ย ใหศ้ ึกษาเล่าเรียน ท่องบน่ จดจ�ำ และประพฤติ
ปฏิบัตติ ามสืบไปฯ
อกี ประการหนึ่ง บคุ คลผถู้ งึ พระไตรสรณาคมนแ์ ล้ว ก็ถงึ ได้
แตเ่ พียงช้นั โลกยี สรณาคมน์เทา่ นั้น ไมไ่ ดถ้ ึงโลกตุ ตรสรณาคมน์
ส่วนบุคคลท่ีจะถึงโลกุตตรสรณาคมน์นั้น ต้องเป็นผู้ช�ำนาญใน
การนงั่ สมาธภิ าวนา และแบบวธิ นี งั่ สมาธภิ าวนากห็ าไมไ่ ดเ้ สยี ดว้ ย
เป็นการสมควรอย่างยิ่งจะต้องเรียบเรียงและพิมพ์ไว้เป็นแบบ
ปฏบิ ัตสิ ืบไปฯ
113
อกี ประการที่ ๒ ความจนใจของบคุ คลผไู้ มม่ สี มาธภิ าวนา โดยมาก
ยอ่ มจนใจอยใู่ นขอ้ ทว่ี า่ ทำ� บญุ ลา้ งบาปกล็ า้ งไมไ่ ด้ หรอื คำ� วา่ ทำ� บญุ
แก้บาป ก็แก้ไม่ได้ เม่ือเป็นเช่นน้ี บุคคลผู้ที่จะละบาปบ�ำเพ็ญ
บุญนั้นจะต้องท�ำอย่างไรกัน ข้อน้ีตอบได้ง่ายๆ ว่าต้องนั่งสมาธิ
ภาวนา นอกจากนั่งสมาธิภาวนาแล้วไม่มีวิธีอย่างอื่นอีกจะพึง
แกไ้ ด้ เพราะเหตุว่าการนงั่ สมาธิภาวนานม้ี ีอานิสงส์มาก เป็นวิธี
แกจ้ ติ ทเี่ ปน็ บาปใหก้ ลบั เปน็ บญุ ได้ ตลอดแกจ้ ติ ทเี่ ปน็ โลกยี ใ์ หเ้ ปน็
โลกตุ ตระได้ เมอ่ื แกจ้ ติ ใหบ้ รสิ ทุ ธดิ์ แี ลว้ บาปอกศุ ลกห็ ลดุ หายไปเอง
อุทาหรณ์ข้อน้ีพงึ เหน็ พระองคลุ ีมาลเปน็ ตวั อยา่ งฯ
หวั ขอ้ ทปี่ รารภมาเหลา่ นท้ี ง้ั สน้ิ ขา้ พเจา้ เหน็ วา่ เปน็ การจำ� เปน็
และสมควรอย่างย่ิงในการเรียบเรียงและการพิมพ์ไว้ในพระพุทธ
ศาสนา เช่ือว่าคงเป็นประโยชน์แก่พุทธบริษัทท่ีเป็นนักปฏิบัติ
ตลอดไปฯ
คณุ หา บญุ มาไชย์ ปลัดขวา อ�ำเภอพลบั จังหวัดขอนแกน่
อาราธนาใหเ้ รยี บเรยี ง แบบถงึ พระไตรสรณาคมน์ และแบบวธิ นี ง่ั
สมาธภิ าวนา หวงั เพอ่ื ประโยชนแ์ หง่ พระพทุ ธศาสนา เปน็ อยา่ งดยี งิ่ ฯ
พระอาจารยส์ ิงห์ ขนตฺ ยาคโม
พระมหาปิน่ ปญญฺ าพโล
๒๕ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๔๗๔
114
ค�ำปรารภคร้งั ท่ี ๒
ขา้ พเจา้ ไดป้ รารภถงึ พระพทุ ธศาสนา วา่ ฝา่ ยคนั ถธรุ ะ มหี นา้
ที่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติสัทธรรม ก็มีต�ำรับต�ำราแบบแผนไว้
สอนกนั ตอ่ ๆ ไป กลุ บุตรผเู้ กดิ ในภายหลงั เม่ือได้ศกึ ษาเล่าเรียน
แลว้ กไ็ ดส้ บื ตอ่ อายพุ ระพทุ ธศาสนาตอ่ ไปอกี แตฝ่ า่ ยวปิ สั สนาธรุ ะ
มหี นา้ ที่ประพฤตปิ ฏิบตั พิ ระพุทธศาสนา เม่อื ปฏบิ ตั ถิ กู หนทางก็
ก้าวลว่ งจากโลกยี ์ บรรลโุ ลกุตตระได้ แต่กบ็ รรลุไดโ้ ดยเฉพาะตัว
บุคคลผู้เดียวเทา่ นั้น เม่อื ผูน้ น้ั ไมไ่ ด้สอนผอู้ ื่นต่อๆ ไปแล้ว ผู้อน่ื
ก็ไม่รู้ต่อไป ครั้นเม่ือสอนเพื่อให้รู้ ในสมัยน้ีก็ต้องมีต�ำรับต�ำรา
แบบแผน จึงจะรูท้ ่วั ถึงกนั ได้ แตใ่ นสมัยพทุ ธกาล พระพทุ ธเจา้
ทรงส่ังสอนเอง พระองค์ทรงเป็นต�ำรับต�ำราแบบแผนเองดีพอ
อยแู่ ลว้ ในสมยั นี้ พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ เขา้ สพู่ ระปรนิ พิ พานลว่ งไปแลว้
จะไมม่ ตี ำ� รบั ตำ� ราแบบแผนยอ่ มไมไ่ ดอ้ ยเู่ อง แตแ่ บบแผนฝา่ ยปรยิ ตั ิ
มเี พยี งพอแลว้ ฝา่ ยปฏบิ ตั ยิ งั ไมม่ กี ารแนะนำ� พรำ�่ สอนกนั กแ็ นะนำ�
พร�่ำสอนด้วยปากเปล่า ตามแบบพุทธกาล ทั้งนี้ต้องอาศัยมี
พระอาจารย์ผู้ช�ำนาญในทางสมาธิภาวนาจึงจะสอนได้ ถ้าขาด
พระอาจารย์ผ้ชู �ำนาญเสียแล้วก็สอนไมไ่ ด้ แตถ่ ้ามีแบบวธิ ีถึงพระ
ไตรสรณาคมน์ กับแบบวิธีน่ังสมาธิภาวนา ก็มีหนทางพอที่จะ
ประพฤตปิ ฏิบตั ิและสง่ั สอนกนั ต่อๆ ไปได้ ถ้าหากไมม่ ีแบบแผน
เสียเลย เมอื่ หมดอายขุ องพระอาจารยผ์ ู้ชำ� นาญเสยี แลว้ กุลบตุ ร
115
ผเู้ กดิ ในภายหลงั ไมม่ แี บบแผนศกึ ษาเลา่ เรยี น กป็ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
ไมไ่ ด้ พระพุทธศาสนาก็มีแตท่ างทีจ่ ะเส่ือมสูญอนั ตรธานเทา่ น้นั
จงึ ตกลงใจเรยี บเรยี งขยายความแบบถงึ พระไตรสรณาคมน์ กบั แบบ
วิธีนัง่ สมาธภิ าวนา ใหเ้ ปน็ หลกั ฐานแกน่ กั ปฏบิ ตั ิสบื ไปฯ
นายวนั คมนามลู พรอ้ มดว้ ย นางทองสกุ คมนามลู เจา้ ของ
โรงแรมสทุ ธผิ ล สถานนี ครราชสมี า มคี วามเลอ่ื มใส บรจิ าคทรพั ย์
๑,๕๐๐ บาท (หนง่ึ พนั หา้ รอ้ ยบาทถว้ น) และไดอ้ าราธนาใหแ้ กไ้ ข
เพิ่มเติม ขยายความให้กระจ่าง วางระเบียบแบบแผนฝ่ายพระ
ปฏบิ ัตสิ ัทธรรมตอ่ ไปฯ
ข้าพเจา้ ขอเอารูปพมิ พไ์ วใ้ นหนงั สอื นี้ด้วย
พระอาจารย์สงิ ห์ ขนตฺ ยาคโม
๕ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๔๙๔
116
คำ� ปรารภคร้งั ที่ ๓
หนงั สอื พระปฏปิ ตั ตสิ ทั ธรรมนเ้ี ปน็ หลกั ฐานแหง่ การประพฤติ
ปฏิบตั ิพระพทุ ธศาสนาเปน็ อยา่ งดีย่ิง พทุ ธบริษัทในสมยั ปจั จบุ ัน
ทกุ วนั น้ี มรี ะเบียบและมวี ธิ ีตา่ งๆ กัน แต่ทุกทา่ นทกุ คนกถ็ อื วา่
ตนเปน็ ผปู้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ถิ กู แลว้ ดแี ลว้ ไมย่ อมเปลยี่ นแปลงแกไ้ ข
ให้เป็นอย่างอ่ืนอกี
เมอื่ เปน็ เชน่ น้ี จะเอาอะไรเปน็ ขอ้ ตดั สนิ นอกจาก พทุ โฺ ธ ธมโฺ ม
สงโฺ ฆ ไม่มแี ล้ว
พุทฺโธ แปลว่า รู้ หรือ ตรัสรู้ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบใน
พระพุทธศาสนา ต้องบำ� เพ็ญความรู้
ธมโฺ ม แปลวา่ เทยี่ งตรง ผปู้ ฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบในพระพทุ ธศาสนา
ตอ้ งบำ� เพญ็ กาย วาจา ใจ ใหเ้ ที่ยงตรง ไมใ่ ห้ลำ� เอยี ง เข้าตน
หรอื เข้าคนอน่ื
สงโฺ ฆ แปลวา่ ปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ ผปู้ ฏบิ ตั พิ ระพทุ ธศาสนา
ต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามแบบ พุทธชาติ พุทธโคตร
พทุ ธวาส พทุ ธวงษ์ พทุ ธประเพณี จรงิ ๆ หรอื อรยิ ชาติ อรยิ โคตร
อรยิ วาส อริยวงษ์ อริยประเพณี จริงๆ เป็นข้อตัดสนิ วา่ ถกู แล้ว
ดแี ลว้
117
หนงั สอื พระปฏปิ ตั ตสิ ทั ธรรมนี้ เปน็ หนงั สอื ทแี่ สดงขอ้ ปฏบิ ตั ิ
ดปี ฏิบัตชิ อบ ตามแบบพทุ ธชาติ พทุ ธโคตร พทุ ธวาส พทุ ธวงษ์
พุทธประเพณี น้ัน จงึ จดั วา่ เป็นหลักฐานแห่งการปฏบิ ัตปิ ระพฤติ
ปฏบิ ตั พิ ระพทุ ธศาสนาสำ� คญั ยง่ิ ควรพมิ พไ์ วใ้ หเ้ ปน็ หลกั ฐานของ
นกั ปฏบิ ัติพระพทุ ธศาสนาสบื ไป
บัดนี้ วัดป่าสาลวันได้ลงมือก่อสร้างอุโบสถมาต้ังแต่วันท่ี
๒ มกราคม ๒๔๙๙ แต่มีทุนน้อยไม่เพียงพอแก่การก่อสร้าง
จึงได้จัดการพิมพ์หนังสือพระปฏิปัตติสัทธรรมนี้ขึ้น เป็นคร้ังท่ี
๓ เพอื่ เปน็ เครอื่ งชำ� รว่ ยแกท่ า่ นทบี่ รจิ าคทรพั ย์ และเปน็ นกั ปฏบิ ตั ิ
พระพุทธศาสนา จะได้ถือเป็นเคร่ืองมือ ท้ังเป็นพระบรมครู
แนะนำ� พรำ่� สอนใหป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ถิ กู ในหนทางพระพทุ ธศาสนา
ซ่ึงเป็นทางโลกุตตรธรรมน้ัน ไม่ให้ผิดหวัง ทั้งให้เห็นผลแจ้ง
ประจกั ษใ์ นปัจจบุ ันและเบ้ืองหนา้
เพราะฉะน้ัน เมื่อท่านได้รับหนังสือพระปฏิปัตติสัทธรรม
ฉบบั นแ้ี ลว้ ขอทา่ นจงตงั้ ใจเปน็ นกั ปฏบิ ตั พิ ระพทุ ธศาสนาทแ่ี ทจ้ รงิ
และขอทา่ นจงรว่ มใจเปน็ เจา้ ภาพบรจิ าคทรพั ย์ สรา้ งอโุ บสถวดั ปา่
สาลวันใหเ้ ป็นผลส�ำเร็จ
หวังวา่ คงไดร้ บั ความร่วมใจเปน็ อย่างดยี ิ่ง
พระครญู าณวศิ ษิ ฐ์
118
ผ้ทู ่ีจะบรรลุถึงนพิ พาน
จะต้องเอาชนะใจตนเองได้
ดกู อ่ นภิกษุทั้งหลาย เธอจงวดิ เรือนี้ เพราะเรอื ทวี่ ดิ น�้าออกแล้วจะ
ถึงฝั่งไดเ้ ร็ว และเม่อื ตัดราคะและโทสะได้แล้ว ตอ่ จากนั้นก็จะถึงนพิ พาน
การไมท่ า� บาปท้งั ปวง การบา� เพญ็ กศุ ลให้บริบรู ณ์ การช�าระจิตของ
ตนใหผ้ ่องแผว้ ท้งั หมดนี้เป็นหลักค�าสอนของพระพุทธเจ้าทง้ั หลาย
ขนั ติคอื ความอดทน เป็นตบะอันสงู สดุ
พระพุทธเจ้าทง้ั หลายยอ่ มกลา่ ววา่ นพิ พานเป็นธรรมสงู สดุ
ผทู้ ปี่ ระทษุ รา้ ยผอู้ น่ื ไมช่ อ่ื วา่ เปน็ บรรพชติ ผทู้ เ่ี บยี ดเบยี นผอู้ น่ื ไมช่ อ่ื
ว่าเปน็ สมณะ
การไมพ่ ดู รา้ ย การไมป่ ระทษุ รา้ ย การสา� รวมอยใู่ นปาฏโิ มกข ์ (คอื วนิ ยั
๒๒๗ ขอ้ ) การรจู้ กั ประมาณในอาหาร การอยใู่ นเสนาสนะอนั สงดั การหมนั่
ประกอบความเพียรในอธิจิต (สมาธิจิต) ทงั้ หมดนี้เปน็ หลกั คา� สอนของ
พระพุทธเจา้ ทงั้ หลาย
119
นมัสการพระไตรสรณาคมน์
พุทธบรษิ ัท พงึ นมสั การ พระไตรสรณาคมนท์ ุกวันๆ ละ ๒
เวลา คือ เวลา เชา้ ๑ เวลาเย็น ๑
วิธนี มัสการ เวลาเช้า เรียกว่า ทำ� วัตรเชา้ เวลาเย็น เรยี กวา่
ท�ำวตั รเย็น มีวิธที ำ� ดงั ตอ่ ไปนฯี้
ท�ำวัตรเช้า
พึงกราบพระ ดว้ ยเบญจางคประดษิ ฐ์ ๓ ครัง้ กอ่ น แลว้ นงั่
คกุ เขา่ ประณมมอื เปลง่ วาจากลา่ วคำ� นมสั การพระไตรสรณาคมน์
ดังต่อไปน้ี
อรหํ สมฺมาสมพฺ ุทโฺ ธ ภควา, พทุ ฺธํ ภควนตฺ ํ อภวิ าเทมฯิ
กราบลงครั้งหนึ่ง
สฺวากฺขาโต ภควตา ธมโฺ ม, ธมมฺ ํ นมสฺสามิฯ
กราบลงคร้ังหนงึ่
สุปฏิปนโฺ น ภควโต สาวกสงโฺ ฆ, สงฆฺ ํ นมามิฯ
กราบลงครงั้ หนง่ึ
120
สวด นโม ดังต่อไปนี้
ค�ำนำ� วา่
หนทฺ ทานิ มยํ ตํ ภควนตฺ ํ วาจาย อภคิ ายติ ุํ ปพุ พฺ ภาคนมการํ
กโรม เสฯ
รบั พรอ้ มกันว่า
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมมฺ าสมพฺ ทุ ธฺ สสฺ .ฯ ๓ จบฯ
(ขอนอบนอ้ ม แดพ่ ระผมู้ พี ระภาค อรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้
พระองคน์ ัน้ )
สวด พทุ ธาภถิ ุตึ ดงั ต่อไปนี้
หนทฺ มยํ พุทฺธาภถิ ุตึ กโรม เสฯ
รับสวดพรอ้ มกนั วา่
โย โส ตถาคโต (พระตถาคตเจ้าน้นั พระองคใ์ ด)
อรห ํ (เปน็ ผไู้ กลกิเลส เปน็ ผคู้ วรไหว้
ควรบูชา)
สมมฺ าสมพฺ ุทโฺ ธ (เป็นผู้รู้ชอบเอง)
วชิ ฺชาจรณสมฺปนฺโน (เปน็ ผบู้ รบิ รู ณแ์ ลว้ ดว้ ยวชิ ชา และจรณะ)
สคุ โต (เป็นผู้ไปดแี ลว้ )
โลกวิท ู (เป็นผูร้ ูแ้ จง้ โลก)
121
อนุตตฺ โร ปรุ สิ ทมฺมสารถ ิ (เปน็ ผฝู้ กึ บรุ ษุ ทคี่ วรฝกึ ไมม่ ผี อู้ น่ื ยงิ่ กวา่ )
สตฺถา เทวมนุสฺสาน ํ (เปน็ ผสู้ อนของเทวดาและมนษุ ยท์ งั้ หลาย)
พุทโฺ ธ (เป็นผู้เบกิ บานแลว้ )
ภควาติ (เปน็ ผ้จู ำ� แนกธรรม)
โย (พระองคใ์ ด)
อิมํ โลกํ สเทวกํ สมารกํ (ทำ� ใหแ้ จ้งด้วยปญั ญาอนั ยง่ิ เอง)
สพฺรหมฺ กํ สสฺสมณพรฺ าหมฺ ณึ (แลว้ สอนโลกนี้ กบั ทง้ั เทวดา มาร)
ปชํ สเทวมนสุ สฺ ํ สย ํ (พรหม และหมสู่ ตั ว์ พร้อมทัง้ )
อภญิ ญฺ า สจฉฺ กิ ตวฺ า ปเวเทสิ (สมณพราหมณ์ และเทวดา
มนุษย์ ใหร้ ู้ตาม)
โย (พระองค์)
ธมมฺ ํ เทเสสิ (ทรงแสดงแลว้ ซึ่งธรรม)
อาทิกลฺยาณํ
มชเฺ ฌกลฺยาณํ (ไพเราะในเบอื้ งตน้ )
(ไพเราะในท่ามกลาง)
ปริโยสานกลยฺ าณํ (ไพเราะในทสี่ ดุ )
สาตถฺ ํ สพฺยญชฺ นํ เกวลปริปณุ ฺณํ ปรสิ ทุ ฺธํ พฺรหมฺ จริยํ ปกาเสสิ
(ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ
บรสิ ุทธิ์บรบิ รูณ์สนิ้ เชิง)
ตมหํ ภควนตฺ ํ อภิปูชยามิ
(ข้าพเจา้ ขอบชู าโดยยงิ่ ซึ่งพระผมู้ พี ระภาคเจ้าพระองคน์ นั้ )
122
ตมหํ ภควนตฺ ํ สริ สา นมามิ.
(ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ด้วยเศียรเกลา้ )
กราบลงคร้ังหนงึ่
สวด ธัมมาภถิ ุตึ ดังตอ่ ไปนี้
คำ� นำ� วา่
หนฺท มยํ ธมมฺ าภิถตุ ึ กโรม เสฯ
โย โส สฺวากขฺ าโต ภควตา ธมโฺ ม (พระธรรมนั้นอันใด
อันพระผูม้ ีพระภาคเจ้า ตรัสดแี ล้ว)
สนฺทิฏฐฺ โิ ก
อกาลิโก (เป็นของอันบุคคลพึงเหน็ เอง)
เอหปิ สฺสิโก (เป็นของไมม่ ีกาลเวลา)
โอปนยิโก (เปน็ ของจะรอ้ งเรยี กผอู้ นื่ ใหม้ าดไู ด)้
(เป็นของอนั บคุ คลพงึ นอ้ มเขา้ มา
ใสใ่ จ)
ปจจฺ ตฺตํ เวทิตพโฺ พ วญิ ญฺ หู ิ (เป็นของอนั วิญญูชนทง้ั หลาย
พึงรแู้ จง้ เฉพาะตวั )
ตมหํ ธมมฺ ํ อภปิ ูชยามิ (ขา้ พเจา้ ขอบูชาโดยย่ิง
ซ่งึ พระธรรมอันน้ัน)
ตมหํ ธมฺมํ สริ สา นมาม.ิ (ขา้ พเจา้ ขอนอบนอ้ มซึ่งพระธรรม
อนั นนั้ ด้วยเศียรเกล้า)
กราบลงครงั้ หน่งึ สวด สังฆาภิถุตึ ดังตอ่ ไปนี้
123
คำ� น�ำ ว่า
หนทฺ มยํ สงฆฺ าภถิ ตุ ึ กโรม เสฯ รบั สวดพรอ้ มกนั ว่า
โย โส สุปฏปิ นโฺ น (พระสงฆ์สาวกของพระผู้มี
ภควโต สาวกสงฺโฆ พระภาคเจา้ นั้น (หม่ใู ด)
เป็นผู้ปฏบิ ตั ิดแี ลว้ )
อชุ ุปฏิปนโฺ น ภควโต สาวกสงฺโฆ
(พระสงฆส์ าวกของพระผมู้ พี ระภาคเจ้า (หมู่ใด)
เปน็ ผู้ปฏิบัตติ รงแล้ว)
ญายปฏิปนโฺ น ภควโต สาวกสงฺโฆ
(พระสงฆ์สาวกของพระผู้มพี ระภาคเจา้ (หมใู่ ด)
เป็นผปู้ ฏบิ ตั ิถกู แลว้ )
สามีจิปฏิปนโฺ น ภควโต สาวกสงโฺ ฆ
(พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า (หม่ใู ด)
เปน็ ผู้ปฏบิ ัตชิ อบแลว้ )
ยทิทํ (คอื )
จตฺตาริ ปุริสยุคานิ (ค่แู ห่งบุรุษทั้งหลาย ๔)
อฏฺฐ ปุริสปคุ ฺคลา (บรุ ษุ บคุ คลทง้ั หลาย ๘)
เอส ภควโต สาวกสงโฺ ฆ (นพี่ ระสงฆส์ าวก
ของพระผมู้ พี ระภาคเจ้า)
อาหุเนยโฺ ย
(ทา่ นเป็นผ้คู วรสกั การะ
ที่เขาน�ำมาบชู า)
ปาหเุ นยฺโย
(ทา่ นเป็นผูค้ วรของต้อนรบั )
124
ทกขฺ เิ ณยโฺ ย (ท่านเป็นผู้ควรทกั ษณิ าทาน)
อญชฺ ลกิ รณโี ย
(ท่านเป็นผูค้ วรอัญชลีกรรม)
อนุตตฺ รํ ปุญญฺ กฺเขตฺตํ โลกสฺส
(ทา่ นเปน็ นาบญุ ของโลก ไมม่ ีนาบุญอื่นยิง่ กวา่ )
ตมหํ สงฺฆํ อภปิ ูชยามิ
(ขา้ พเจา้ ขอบูชาโดยยงิ่ ซง่ึ พระสงฆ์หมนู่ ัน้ )
ตมหํ สงฺฆํ สิรสา นมามิ.
(ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมซ่งึ พระสงฆห์ มนู่ ้ัน ดว้ ยเศยี รเกล้า)
กราบลงครงั้ หนึ่ง น่ังพับพแนงเชิงประณมมือ สวด คาถา
ประณมคณุ พระไตรสรณาคมน์ ดงั ต่อไปน้ี
ค�ำน�ำ วา่
หนฺท มยํ รตนตฺตยปณามคาถาโย ภณาม เสฯ
รบั สวดพร้อมกนั วา่
พทุ ฺโธ สสุ ุทโฺ ธ กรณุ ามหณณฺ โว โยจจฺ นฺตสุทฺธพฺพรญาณโลจโน
(พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นผูห้ มดจดดีแลว้ มีพระกรณุ า
ดจุ ห้วงมหรรณพ มพี ระปัญญาจกั ษุหมดจดแลว้ โดยส่วนเดียว)
โลกสฺส ปาปูปกเิ ลสฆาตโก (ฆา่ บาปและอุปกิเลสแหง่ โลก)
วนทฺ ามิ พุทฺธํ อหมาทเรน ตํ
(ข้าพเจา้ ขอไหวพ้ ระพทุ ธเจา้ พระองคน์ ัน้ โดยความเคารพ)
ธมโฺ ม ปทโี ป วยิ ตสฺส สตฺถุโน
(พระธรรมของพระศาสดาจารยเ์ จา้ พระองคน์ นั้ ราวกบั ประทปี )
125
โย มคฺคปากามตเภทภินฺนโก
(พระธรรมอันใดต่างโดยประเภท คอื มรรคผลและนพิ พาน)
โลกตุ ตฺ โร โย จ ตทตฺถทีปโน
(เปน็ ธรรมข้ามโลก และธรรมอันใดส่องเนือ้ ความ
แห่งโลกุตตรธรรมนน้ั )
วนทฺ ามิ ธมมฺ ํ อหมาทเรน ต ํ
(ข้าพเจ้าขอไหวพ้ ระธรรมอันนนั้ โดยความเคารพ)
สงโฺ ฆ สเุ ขตตฺ าภยฺ ตเิ ขตตฺ สญญฺ โิ ต โย ทฏิ ฐสนโฺ ต สคุ ตานโุ พธโก
(พระสงฆ์หมูใ่ ด จัดเป็นนาดียิ่งกวา่ นาท่ีดี
มคี วามระงบั อันประจกั ษแ์ ลว้ ร้ตู ามเสด็จพระสุคตเจ้า)
โลลปปฺ หโี น อรโิ ย สเุ มธโส
(มีกิเลสโลเลอนั ละได้แล้ว เปน็ อรยิ เจ้ามีปญั ญาด)ี
วนฺทามิ สงฺฆํ อหมาทเรน ต ํ
(ข้าพเจ้า ขอไหวพ้ ระสงฆห์ มนู่ น้ั โดยความเคารพ)
อิจฺเจวเมกนฺตภปิ ชู เนยฺยก ํ (บุญอนั ใด ทขี่ า้ พเจ้าไหวว้ ตั ถุ ๓)
วตฺถตุ ตฺ ยํ วนฺทยตาภิสงขฺ ตํ (ซึ่งเป็นของควรบชู าโดยส่วนเดยี ว)
ปุญญํ มยายํ มม สพพฺ ุ- (ส่ังสมแล้วอย่างนๆี้ ขอสรรพ-)
ปทฺทวา มา โหนฺตุ เว ตสฺส (อุปทั วะทง้ั หลายจงอยา่ มี ด้วย)
ปภาวสทิ ธฺ ยิ า. (ความประสทิ ธานภุ าพแหง่ บญุ นนั้ แล)
126
สังเวคปริกิตตนปาฐ
ปาฐต่อไปน้ี ถา้ สามเณรสวดใหเ้ ปล่ียนตัวว่า
“ภิกขนู ํ สกิ ขฺ าสาชวี สมาปนนฺ า” เปน็ ค�ำวา่ “สามเณรานํ
สิกฺขาชวี สมาปนนฺ า” ดังนี้
สวด สงั เวคปรกิ ติ ตนปาฐ ดังตอ่ ไปนี้
หนทฺ มยํ สเํ วคปริกติ ฺตนปาฐํ ภณาม เสฯ
รับสวดพรอ้ มกันวา่
อธิ ตถาคโต โลเก อปุ ปฺ นฺโน อรหํ สมฺมาสมพฺ ุทฺโธ
(ในโลกนี้ พระตถาคตอรหนั ตสัมมาสมั พทุ ธเจ้าไดเ้ กดิ ขึน้ แล้ว)
ธมโฺ ม จ เทสโิ ต (และธรรมอนั พระตถาคตเจ้า
ทรงแสดงแลว้ )
นิยยฺ านิโก
อปุ สมโิ ก (เป็นไปเพอ่ื นำ� สตั วอ์ อก)
ปรินิพฺพานิโก (เปน็ ไปเพอ่ื อนั สงบระงับ)
สมฺโพธคามี (เป็นไปเพอ่ื อนั ดับรอบ)
สุคตปปฺ เวทิโต (ให้ถงึ ความตรัสรู้)
(พระสคุ ตประกาศแล้ว)
มยนฺตํ ธมฺมํ สตุ ฺวา เอวํ ชานาม
(เราได้ฟงั ธรรมนั้นแล้ว จึงรู้อยา่ งนี้ว่า)
ชาติปิ ทุกขา
ชราปิ ทุกฺขา (แมค้ วามเกิด เปน็ ทุกข์)
มรณมปฺ ิ ทกุ ข ํ (แม้ความแก่ เป็นทุกข)์
(แมค้ วามตาย เปน็ ทุกข)์
โสกปรเิ ทวทกุ ขฺ โทมนสสฺ ุ (แมค้ วามแหง้ ใจ ความรำ่� ไรเพ้อ)
127
ปายาสาปิ ทกุ ฺขา (ความทุกข์ ความเสยี ใจ
ความคบั แคน้ ใจ เป็นทุกข์)
อปปฺ เิ ยหิ สมปฺ โยโค ทุกโฺ ข (ความประจวบส่ิงอนั ไม่เปน็ ทร่ี กั
เปน็ ทุกข)์
ปเิ ยหิ วิปปฺ โยโค ทุกฺโข (ความพลัดพรากจากส่งิ อนั เปน็ ทร่ี กั
เปน็ ทุกข)์
ยมปฺ จิ ฉฺ ํ น ลภติ
ตมฺปิ ทุกขฺ ํ (ปรารถนาอยู่ย่อมไมไ่ ด้ แมอ้ ันใด)
(แม้อันนน้ั เปน็ ทกุ ข์)
สงขฺ ติ เฺ ตน ปญจุปาทานกฺขนธฺ า ทุกฺขา
(โดยยอ่ อปุ าทานขนั ธ์ ๕ เปน็ ทุกข)์
เสยฺยถีทํ
(กล่าวคอื )
รูปูปาทานกขฺ นโฺ ธ (อปุ าทานขันธ์ คือ รปู )
เวทนปู าทานกขฺ นฺโธ (อุปาทานขนั ธ์ คือ สัญญา)
สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ (อปุ าทานขันธ์ คอื สังขาร)
วิญฺญาณูปทานกฺขนโฺ ธ (อปุ าทานขนั ธ์ คอื วิญญาณ)
เยสํ ปรญิ ฺญาย ธรมาโน (เม่อื พระผูม้ ีพระภาคเจา้ ยงั ดำ� รง)
โส ภควา เอวํ พหลุ ํ (พระชนม์อยู่ ยอ่ มแนะนำ� สาวกท้ัง)
สาวเก วเิ นต ิ (หลาย เพ่อื ใหก้ �ำหนดรู้
อปุ าทานขันธ์ ๕ อยา่ งนโี้ ดยมาก)
เอวํ ภาคา จ ปนสสฺ ภควโต (ก็แลอนุสาสนีเป็นอันมาก
ของพระ)
สาวเกสุ อนุสาสนี พหลุ า (ผมู้ พี ระภาคเจา้ พระองคน์ น้ั เปน็ ไป)
128
ปวตฺตต ิ (ในสาวกทง้ั หลาย มีส่วนอย่างนี้)
รูปํ อนิจฺจ ํ
เวทนา อนจิ ฺจา (รปู ไม่เทยี่ ง)
สญญฺ า อนิจฺจา (เวทนา ไมเ่ ที่ยง)
สงฺขารา อนิจจฺ า (สัญญา ไมเ่ ทยี่ ง)
วญิ ญาณํ อนจิ ฺจ ํ (สังขารทงั้ หลาย ไมเ่ ท่ยี ง)
รปู ํ อนตตฺ า (วญิ ญาณ ไมเ่ ที่ยง)
เวทนา อนตฺตา (รูป เป็นอนตั ตา)
สญญฺ า อนตฺตา (เวทนา เป็นอนตั ตา)
สงขฺ ารา อนตตฺ า (สญั ญา เป็นอนตั ตา)
(สังขารทง้ั หลาย เป็นอนัตตา)
วิญฺญาณํ อนตฺตา (วิญญาณ เปน็ อนัตตา)
สพเฺ พ สงขฺ ารา อนจิ ฺจา (สังขารทั้งหลายทัง้ ปวง ไม่เทย่ี ง)
สพฺเพ ธมฺมา อนตตฺ าติ (ธรรมทั้งหลายทง้ั ปวง
เป็นอนัตตา ดังนี้)
เต มยํ โอตณิ ฺณามฺห ชาตยิ า
(เราทง้ั หลายเป็นผอู้ นั ชาติ ชรา)
ชรามรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ
(มรณา โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข)์
ทกุ ฺเขหิ โทมนสฺเสหิ (โทมนสั อุปายาส ครอบงำ� แลว้ )
อปุ ายาเสหิ
ทุกโฺ ขติณฺณา (ชอ่ื วา่ เปน็ ผมู้ ีทุกข์ครอบง�ำแลว้ )
ทกุ ขฺ ปเรตา
(มีทุกขเ์ ปน็ เบ้อื งหนา้ แล้ว)
129
อปฺเปวนามิมสสฺ เกวลสฺส (ไฉน ความทำ� ท่ีสดุ แห่งกองทุกข)์
ทกุ ฺขกขฺ นธฺ สฺส อนตฺ กริ ยิ า ปญฺญาเยถาติ
(ทั้งมวลน้ี จะพึงปรากฏ)
จริ ปรนิ ิพพฺ ุตมปฺ ิ ตํ ภควนตฺ ํ (เราถงึ แลว้ ซงึ่ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ )
สรณํ คตา (แม้ปรนิ พิ พานนานแลว้
พระองคน์ ้นั เปน็ สรณะ)
ธมฺมญจฺ
ภิกขฺ ุสงฺฆญฺจ (ซง่ึ พระธรรมด้วย)
(ซง่ึ ภกิ ษสุ งฆด์ ว้ ย)
ตสฺส ภควโต สาสนํ ยถา (กระท�ำในใจอยู่ ปฏบิ ตั ิตามอยู)่
สติ ยถาพลํ มนสกิ โรม (ซง่ึ ค�ำสอนของพระผูม้ ีพระภาคเจา้ )
อนุปฏิปชฺชาม (พระองค์นนั้ ตามสตกิ ำ� ลงั )
สา สา โน ปฏปิ ตฺติ (ขอความปฏิบตั นิ ้นั ๆ ของเรา)
อิมสสฺ เกวลสฺส ทกุ ฺขกขฺ นฺธสสฺ
(จงเปน็ ไปเพ่ืออันกระท�ำทส่ี ุดแห่ง)
อนตฺ กิรยิ าย สวํ ตฺตตุ. (กองทกุ ขท์ ้ังมวลน้ี เทอญ.)
(ถ้าสตรีสวด “เต มย”ํ เปลี่ยนเปน็ “ตา มยํ”)
ถ้าเป็นภกิ ษุสวดถงึ ปญฺญาเยถาติ แล้วเปล่ียนสวด ดงั นี้
จริ ปรนิ ิพพฺ ุตมปฺ ิ ตํ ภควนฺตํ
(เราอทุ ศิ เฉพาะพระผมู้ พี ระภาคเจา้ )
อุททสิ สฺ อรหนฺตํ สมฺมา
(อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้)
130
สมฺพทุ ฺธํ (ปรนิ พิ พานนานแลว้ พระองค์นั้น)
สทธฺ า อคารสฺมา อนคารยิ ํ(มศี รัทธาออกจากเรือน บวชหา)
ปพฺพชิตา (เรือนมิได้)
ตสฺมึ ภควติ พรฺ หมฺ จริยํ (ประพฤตพิ รหมจรรย์ ในพระผ้มู ี)
จราม (พระภาคเจา้ พระองคน์ ั้น)
ภิกฺขนู ํ สกิ ขฺ าสาชีวสมาปนนฺ า
(ถงึ พรอ้ มแลว้ ดว้ ยสกิ ขาอาชพี ของภกิ ษทุ งั้ หลาย)
ตํ โน พรฺ หมฺ จริยํ (ขอพรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น)
อิมสฺส เกวลสฺส ทกุ ฺขกฺขน-ฺ (จงเปน็ ไปเพอื่ อนั กระทำ� ทส่ี ดุ แหง่ )
ธสฺสฺ อนตฺ กริ ยิ าย สํวตตฺ ตุ (กองทุกข์ทัง้ มวล เทอญ)
131
ท�ำวัตรค�่ำ
พงึ กราบพระ ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครัง้ กอ่ น แลว้ นั่ง
คุกเข่าประณมมือ เปล่งวาจากล่าวนมัสการพระไตรสรณาคมน์
ดังต่อไปนี้
อรหํ สมฺมาสมพฺ ทุ ฺโธ ภควา, พทุ ฺธํ ภควนตฺ ํ อภิวาเทมฯิ
กราบลงคร้งั หนึ่ง
สวฺ ากขฺ าโต ภควตา ธมฺโม, ธมมฺ ํ นมสฺสามิฯ
กราบลงครัง้ หนงึ่
สปุ ฏปิ นฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ, สงฆฺ ํ นมามิฯ
กราบลงครง้ั หน่งึ
สวด นโม กบั พทุ ธานสุ สติ ต่อกัน
คำ� นำ� ว่า
หนทฺ ทานิ มยํ ตํ ภควนฺตํ วาจาย อภิคายติ ํุ ปุพฺพภาคนม
การญเฺ จว พุทฺธานุสฺสตินยญฺจ กโรม เสฯ
รับสวดพร้อมกนั วา่
นโม ตสสฺ ภควโต อรหโต สมมฺ าสมพฺ ทุ ฺธสฺส.ฯ ๓ จบฯ
พร้อมกันสวด พุทธานุสสติ ตอ่ กัน
ตํ โข ปน ภควนฺต ํ (ก็กิตตศิ ัพทอ์ นั งาม ของพระผมู้ )ี
เอวํ กลยฺ าโณ กิตตฺ ิสทโฺ ท (พระภาคเจา้ พระองคน์ น้ั แล ฟุ้ง)
อพภฺ คุ คฺ โต (เฟอ่ื งไปดังว่าน้ี)
132
อติ ิปิ (แม้เพราะเหตุนๆี้ )
โส ภควา (พระผมู้ พี ระภาคเจ้า พระองคน์ ั้น)
อรหํ (เป็นผู้ไกลกเิ ลส เป็นผู้ควรไหว้
ควรบูชา)
สมมฺ าสมพฺ ุทฺโธ
(เป็นผรู้ ้ชู อบเอง)
วิชฺชาจรณสมปฺ นโฺ น (เปน็ ผบู้ รบิ รู ณแ์ ลว้ ดว้ ยวชิ ชาและจรณะ)
สุคโต (เปน็ ผู้ไปดแี ลว้ )
โลกวทิ ู (เปน็ ผ้รู ้แู จ้งโลก)
อนุตตฺ โร ปุรสิ ทมฺมสารถ ิ (เป็นผฝู้ กึ บรุ ษุ ทค่ี วรฝึก
ไมม่ ผี ูอ้ ื่นยง่ิ กวา่ )
สตถฺ า เทวมนุสสฺ าน ํ (เป็นผู้สอนของเทวดาและมนุษย์
ทัง้ หลาย)
พุทฺโธ (เป็นผู้เบิกบานแลว้ )
ภควาติ. (เป็นผจู้ ำ� แนกธรรม ดังน้ี)
หยดุ ระลกึ ถงึ คุณพระพุทธเจา้
สวด พุทธาภิคตี ิ
ค�ำน�ำ วา่
หนทฺ มยํ พุทฺธาภคิ ตี ึ กโรม เสฯ รบั สวดพรอ้ มกนั ว่า
พทุ ธฺ วารหนฺตวรตาทิคุณา (พระพทุ ธเจ้า เป็นผู้ประกอบแลว้ )
ภยิ ุตโฺ ต (ดว้ ยพระคณุ มคี วามเปน็ พระอรหนั ต์
เป็นตน้ )
133
สุทฺธาภญิ าณกรุณา (มพี ระอธั ยาศัย ประกอบดว้ ยพระ)
หิสมาคตตฺโต (บริสทุ ธิคุณ พระปัญญาคุณ
และพระกรณุ าคุณ)
โพเธสิ โย สชุ นตํ กมลวํ (พระองค์ใด ยงั ประชมุ ชนดีให)้
สูโร (เบกิ บานแลว้ ดงั ดวงพระอาทติ ย์
ยังดอกบวั ให้บานฉะนัน้ )
วนทฺ ามหํ ตมรณํ สิรสา (ข้าพเจ้า ขอไหว้พระผู้มพี ระภาค)
ชิเนนทฺ ํ (เจา้ พระองคน์ ้ัน ผูไ้ มม่ ีขา้ ศกึ
ผูเ้ ป็นจอมชนะ ดว้ ยเศียรเกล้า)
พทุ ฺโธ โย สพฺพปาณนี ํ (พระพุทธเจ้าพระองคใ์ ด เปน็ )
สรณํ เขมมุตตฺ ม ํ (สรณะอันเกษมสดุ
ของสรรพสัตวท์ ง้ั หลาย)
ปฐมานสุ สฺ ตฏิ ฐฺ านํ วนทฺ ามิ (ขา้ พเจา้ ขอไหวพ้ ระผมู้ พี ระภาคเจา้ )
ตํ สิเรนหํ (พระองค์นัน้ ผู้เป็นท่ีต้ังแหง่
อนสุ สนตทิ ่ี ๑ ดว้ ยเศียรเกล้า)
พุทฺธสฺสาหสมฺ ิ ทาโสว (ทาส)ี (ขา้ พเจา้ ขอเป็นทาส (ทาส)ี
ของพระพุทธเจา้ เทยี ว)
พุทโฺ ธ เม สามกิ ิสสฺ โร (พระพทุ ธเจ้าเปน็ นายของขา้ พเจา้ )
พทุ ฺโธ ทกุ ขฺ สสฺ ฆาตา จ (พระพทุ ธเจา้ เปน็ ผกู้ ำ� จัดทกุ ขด์ ว้ ย)
วิธาตา จ หิตสฺส เม (เปน็ ผทู้ �ำซ่ึงประโยชน์เกือ้ กลู แก ่
ขา้ พเจา้ ดว้ ย)
พุทธฺ สฺสาหํ นยิ ยฺ าเทม ิ (ขา้ พเจ้า ขอมอบกายถวายชวี ิต)
134
สรรี ญฺชีวติ ญฺจิท ํ (อนั น้ีแก่พระพุทธเจ้า)
วนทฺ นโฺ ตหํ (ตหี )ํ จรสิ สฺ าม ิ (ข้าพเจา้ ไหว้ จกั ประพฤติ)
พทุ ธฺ สเฺ สว สุโพธิตํ (ซง่ึ ความตรสั รู้ดี ของพระพทุ ธเจ้า
ทเี ดียว)
นตฺถิ เม สรณํ อญฺญ ํ (สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่ม)ี
พทุ โฺ ธ เม สรณํ วรํ (พระพทุ ธเจา้ เปน็ สรณะอนั ประเสรฐิ
ของข้าพเจ้า)
เอเตน สจฺจวชเฺ ชน (ด้วยความกล่าวสตั ยน์ ้)ี
วฑเฺ ฒยฺยํ สตถฺ สุ าสเน (ขอขา้ พเจ้าพึงเจริญในพระศาสนา
ของพระศาสดา)
พทุ ธฺ ํ เม วนทฺ มาเนน (วนทฺ มานาย) (บญุ ใด อนั ขา้ พเจา้ ไหวพ้ ระ)
ยํ ปุญฺญํ ปสตุ ํ อิธ (พทุ ธเจ้า ขวนขวายแลว้ ในทีน่ ี)้
สพเฺ พปิ อนฺตรายา เม (แม้สรรพอันตรายทง้ั หลาย อยา่ )
มาเหสุง ตสฺส เตชสา (ไดม้ แี กข่ า้ พเจ้า ด้วยเดชบุญนน้ั )
กราบลง หมอบอยู่วา่
กาเยน วาจาย ว เจตสา วา (กรรมนา่ เกลยี ดอันใดท่ขี า้ พเจ้า)
พทุ ฺเธ กุกมฺมํ ปกตํ มยา ย ํ (ไดก้ ระทำ� แลว้ ในพระพทุ ธเจา้ ดว้ ย
กาย หรอื วาจา ใจ)
พทุ โฺ ธ ปฏคิ คฺ ณหฺ ตุ อจจฺ ยนตฺ ํ (ขอพระพทุ ธเจา้ จงทรงงดโทษนน้ั )
กาลนตฺ เร สวํ ริตุํ ว พทุ เฺ ธ (เพือ่ ระวงั ตอ่ ไปในพระพุทธเจา้ )
135
สวด ธมั มานสุ ฺสติ
คำ� น�ำ วา่
หนทฺ มยํ ธมฺมานุสสฺ ตนิ ยํ กโรม เสฯ
รับสวดพร้อมกนั ว่า
สวฺ ากขาโต ภควตา ธมโฺ ม
(พระธรรมอันพระผ้มู ีพระภาคเจ้าตรัสดแี ล้ว)
สนทฺ ิฏฺฐิโก
อกาลิโก (เป็นของอนั บุคคลพึงเห็นเอง)
เอหิปสฺสโิ ก (เป็นของไมม่ ีกาลเวลา)
โอปนยิโก (เปน็ ของจะรอ้ งเรยี กผอู้ น่ื ใหม้ าดไู ด)้
(เปน็ ของอนั บคุ คลพงึ นอ้ มเขา้ มาใสใ่ จ)
ปจจฺ ตฺตํ เวทติ พโฺ พ วิญฺญูหตี ิ
(เป็นของอันวญิ ญูชนท้งั หลาย พึงร้แู จ้งเฉพาะตัว ดงั นี้.)
หยุดระลกึ ถงึ คุณพระธรรม
สวด ธมฺมาภิคีติ
ค�ำน�ำ วา่
หนฺท มยํ ธมมฺ าภิคตี ึ กโรม เสฯ
รับสวดพรอ้ มกันว่า
สวฺ ากฺขาตตาทิคุณโยค (พระธรรม เปน็ ของอนั ประเสริฐ)
วเสน เสยฺโย (ดว้ ยอ�ำนาจอนั ประกอบดว้ ยคณุ
มีความเป็นแหง่ สวากขาตะเปน็ ต้น)
โย มคคฺ ปากปรยิ ตฺต ิ (อันใด ต่างด้วยมรรคผล ปริยัติ)
วิโมกฺขเภโท (และวโิ มกข์)
136
ธมโฺ ม กุโลกปตนา ตทธาริธารี
(พระธรรมกนั ผู้ทรงธรรมน้นั จากความตกไปในโลกทชี่ ัว่ )
วนฺทามหํ ตมหรํ วรธมฺมเมตํ
(ขา้ พเจา้ ขอไหว้พระธรรมอนั ขจัดความมดื อนั นน้ั )
ธมฺโม โย สพฺพปาณีนํ สรณํ (พระธรรมอนั ใด เปน็ สรณะอัน)
เขมมตุ ฺตม ํ (เกษมสดุ ของสรรพสตั ว์ทงั้ หลาย)
ทุตยิ านุสสฺ ตฏิ ฺฐานํ วนฺทามิ ตํ
(ข้าพเจ้า ขอไหว้พระธรรมอนั นั้น)
สเิ รนหํ
(ซ่ึงเปน็ ท่ีต้ังแห่งอนุสสติที่ ๒ ดว้ ยเศียรเกล้า)
ธมมฺ สสฺ าหสฺมิ ทาโส ว (ทาส)ี
(ข้าพเจา้ ขอเปน็ ทาส (ทาสี) ของพระธรรมเทยี ว)
ธมโฺ ม เม สามิกิสสฺ โร (พระธรรมเป็นนายของข้าพเจ้า)
ธมโฺ ม ทุกฺขสสฺ ฆาตา จ (พระธรรมเปน็ ธรรมกำ� จดั ทกุ ขด์ ว้ ย)
วิธาตา จ หติ สสฺ เม
(เป็นธรรมซงึ่ ท�ำประโยชน์เกอื้ กูลแก่ข้าพเจ้าดว้ ย)
ธมฺมสฺสาหํ นิยยฺ าเทม ิ (ขา้ พเจา้ ขอมอบกายถวายชวี ติ อนั )
สรรี ญชฺ ีวติ ญจฺ ทิ ํ (น้แี ด่พระธรรม)
วนฺทนโฺ ตหํ (ตหี )ํ จริสสฺ าม ิ (ขา้ พเจา้ ไหวอ้ ยู่ จักประพฤติ)
ธมฺมสฺเสว สธุ มฺมตํ
(ซึง่ ความเป็นธรรมดี แหง่ พระธรรมทเี ดยี ว)
นตถฺ ิ เม สรณํ อญฺญํ (สรณะอันอ่นื ของข้าพเจา้ ไมม่ )ี
137
ธมโฺ ม เม สรณํ วร ํ
(พระธรรมเปน็ สรณะอันประเสริฐของข้าพเจา้ )
เอเตน สจจฺ วชฺเชน (ดว้ ยความกลา่ วสัตย์น้)ี
วฑฺเฒยยฺ ํ สตฺถสุ าสเน
(ขอขา้ พเจา้ พึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา)
ธมมฺ ํ เม วนทฺ มาเนน (วนฺทมานาย)
(บุญใด อันข้าพเจา้ ไหว้พระธรรม ขวนขวายแล้วในท่นี )ี้
ยํ ปญุ ญฺ ํ ปสตุ ํ อธิ
สพฺเพปิ อนฺตรายา เม (แม้สรรพอนั ตรายทงั้ หลายอยา่ ได)้
มาเหสํุ ตสฺส เตชสา. (มแี ก่ข้าพเจ้า ดว้ ยเดชบุญนัน้ )
กราบลง หมอบอย่วู ่า
กาเยน วาจาย ว เจตสา วา (กรรมนา่ เกลยี ดอนั ใดทข่ี า้ พเจา้ ได)้
ธมเฺ ม กกุ มมฺ ํ ปกตํ มยา ย ํ (กระทำ� แลว้ ในพระธรรม
ด้วยกายหรอื วาจา ใจ)
ธมฺโม ปฏคิ ฺคณฺหตุ อจฺจยนฺตํ (ขอพระธรรมจงทรงงดโทษน้นั )
กาลนฺตเร สํวรติ ํุ ว ธมฺเม. (เพือ่ ระวงั ต่อไปในพระธรรม)
สวด สังฆานุสสติ
ค�ำน�ำ วา่
หนทฺ มยํ สงฺฆานสุ ฺสตนิ ยํ กโรม เสฯ
รับสวดพรอ้ มกันว่า
สปุ ฏิปนโฺ น ภควโต (พระสงฆ์สาวก ของพระผูม้ ีพระ)
138
สาวกสงโฺ ฆ (ภาคเจ้า เปน็ ผ้ปู ฏิบัตดิ ีแล้ว)
อชุ ปุ ฏิปนโฺ น ภควโต (พระสงฆส์ าวกของพระผมู้ พี ระ)
สาวกสงฺโฆ (ภาคเจา้ เป็นผูป้ ฏบิ ตั ติ รงแลว้ )
ญายปฏปิ นฺโน ภควโต (พระสงฆ์สาวกของพระผมู้ ี)
สาวกสงโฺ ฆ (พระภาคเจา้ เปน็ ผปู้ ฏิบัตถิ ูกแลว้ )
สามจี ปิ ฏปิ นโฺ น ภควโต (พระสงฆส์ าวกของพระ)
สาวกสงโฺ ฆ (ผมู้ พี ระภาคเจา้ เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ชิ อบแลว้ )
ยทิท ํ (คือ)
จตตฺ าริ ปรุ ิสยคุ าน ิ (คแู่ หง่ บรุ ุษท้งั หลาย ๔)
อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา (บุรษุ บคุ คลทั้งหลาย ๘)
เอส ภควโต สาวกสงโฺ ฆ (นพี่ ระสงฆส์ าวกของพระผมู้ พี ระภาคเจา้ )
อาหเุ นยฺโย (ทา่ นเปน็ ผคู้ วรสกั การะทเี่ ขานำ� มาบชู า)
ปาหุเนยโฺ ย
ทกฺขเิ ณยโฺ ย (ทา่ นเป็นผู้ควรของตอ้ นรับ)
อญชฺ ลิกรณโี ย (ท่านเป็นผ้คู วรทักษณิ าทาน)
(ท่านเป็นผู้ควรอญั ชลีกรรม)
อนตุ ฺตรํ ปญุ ญฺ กเฺ ขตตฺ ํ (ทา่ นเปน็ นาบญุ ของโลก ไมม่ นี าบญุ )
โลกสสฺ าต ิ (อน่ื ยง่ิ กวา่ )
หยดุ ระลึกถงึ คุณพระสงฆ์
139
คำ� นำ� ว่า
หนทฺ มยํ สงฆฺ าภคิ ตี ึ กโรม เสฯ
รับสวดพร้อมกันวา่
สทฺธมมฺ โช สุปฏิปตตฺ ิ (พระสงฆส์ าวกของพระผมู้ พี ระ)
คุณาทยิ ุตโฺ ต (ภาคเจา้ เปน็ ผเู้ กดิ จากสทั ธรรม
ประกอบแลว้ ดว้ ยคุณ มีสปุ ฏิบัติคุณเป็นตน้ )
โยฏฐฺ พฺพิโธ อรยิ ปคุ ฺคล (พวกใดเปน็ หมแู่ หง่ อรยิ บคุ คลอนั )
สงฺฆเสฏโฺ ฐ (ประเสริฐสุด ๘ จ�ำพวก)
สีลาทิธมมฺ ปวราสยกายจิตโฺ ต (มีกายและจิต อาศัยธรรม
อนั ประเสรฐิ มศี ลี เป็นต้น)
วนฺทามหํ ตมรยิ าน คณ ํ (ข้าพเจา้ ขอไหวห้ มพู่ ระอรยิ ะ)
สุสทฺธ ํ (ทงั้ หลายพวกนน้ั ซง่ึ หมดจดสะอาด)
สงฺโฆ โย สพพฺ ปาณีนํ (พระสงฆห์ มู่ใด เปน็ สรณะอนั )
สรณํ เขมมุตตฺ มํ (เกษมสดุ ของสรรพสตั วท์ ง้ั หลาย)
ตติยานุสสฺ ตฏิ ฐฺ าน ํ (ขา้ พเจา้ ขอไหวพ้ ระสงฆพ์ วกนน้ั )
วนทฺ ามิ ตํ สิเรนหํ (ผเู้ ป็นทต่ี ้ังแห่งอนุสสติท่ี ๓
ดว้ ยเศยี รเกลา้ )
สงฺฆสฺสาหสมฺ ิ ทาโส ว (ทาสี ว) (ขา้ พเจา้ ขอเปน็ ทาส (ทาส)ี
ของพระสงฆ์เทียว)
สงโฺ ฆ เม สามิกิสสฺ โร (พระสงฆเ์ ปน็ นายของขา้ พเจา้ )
สงโฺ ฆ ทกุ ขฺ สฺส ฆาตา จ (พระสงฆ์เปน็ ผกู้ �ำจดั ทกุ ข์ดว้ ย)
วิธาตา จ หติ สสฺ เม (เป็นผู้ทำ� ซง่ึ ประโยชนเ์ กอ้ื กูลแก ่
ข้าพเจ้าด้วย)
140
สงฆฺ สฺสาหํ นิยฺยาเทมิ (ขา้ พเจา้ ขอมอบกายถวายชวี ติ อนั )
สรรี ญฺชีวติ ญจฺ ิท ํ (น้ี แด่พระสงฆ์)
วนฺทนโฺ ตหํ (ตีหํ) จรสิ ฺสามิ (ขา้ พเจา้ ไหวอ้ ยู่ จกั ประพฤติ)
สงฆฺ สฺโสปฏปิ นนฺ ตํ (ซง่ึ ความปฏบิ ตั ิแหง่ พระสงฆ์)
นตฺถิ เม สรณํ อญญฺ ํ (สรณะอืน่ ของขา้ พเจา้ ไม่ม)ี
สงโฺ ฆ เม สรณํ วร ํ (พระสงฆ์ เปน็ สรณะอนั ประเสรฐิ
ของขา้ พเจา้ )
เอเตน สจจฺ วชเฺ ชน
(ดว้ ยความกลา่ วสัตย์นี้)
วฑฺเฒยฺยํ สตฺถสุ าสเน (ขา้ พเจ้าพงึ เจรญิ ในพระศาสนา
ของพระศาสดา)
สงฆฺ ํ เม วนทฺ มาเนน (วนฺทมานาย) (บญุ ใด อนั ขา้ พเจา้ ไหว้
พระสงฆ)์
ยํ ปญุ ฺญํ ปสตุ ํ อิธ
(ขวนขวายแล้วในทีน่ ี้)
สพเฺ พปิ อนตฺ รายา เม (แม้สรรพอันตรายท้งั หลาย
อย่าได)้
มาเหสุง ตสฺส เตชสา (มีแก่ขา้ พเจ้า ดว้ ยเดชบุญนั้น)
กราบลง หมอบอยู่วา่
กาเยน วาจาย ว เจตสา วา (กรรมนา่ เกลยี ดอนั ใดทขี่ า้ พเจา้ )
สงฺเฆ กุกมมฺ ํ ปกตํ มยา ย ํ (ได้กระท�ำแลว้ ในพระสงฆ์
ด้วยกายหรือวาจา ใจ)
สงโฺ ฆ ปฏคิ ฺคณหฺ ตุ อจฺจยนตฺ ํ (ขอพระสงฆ์จงงดโทษนั้น)
กาลนตฺ เร สวํ รติ ํุ ว สงเฺ ฆ. (เพอื่ ระวังตอ่ ไปในพระสงฆ์)
141
ผู้ท่จี ะบรรลุถงึ นพิ พาน
ตอ้ งมสี ติอยูก่ ับตวั เสมอทกุ ขณะ
ความไมป่ ระมาทเปน็ ทางใหถ้ งึ ซง่ึ ความไมต่ าย ความประมาท
เปน็ ทางแหง่ ความตาย คนทไ่ี มป่ ระมาทชอ่ื วา่ ยอ่ มไมต่ าย สว่ นคน
ทปี่ ระมาทเปรยี บเหมือนคนท่ีตายแล้ว
ผทู้ เ่ี ปน็ บณั ฑติ เพราะความไมป่ ระมาท เมอ่ื รแู้ จง้ ถงึ คณุ แหง่
ความไมป่ ระมาท และโทษแหง่ ความประมาทเชน่ นแ้ี ลว้ ยอ่ มบนั เทงิ
อยแู่ ตใ่ นความไมป่ ระมาท ยนิ ดอี ยแู่ ตใ่ นทางของพระอรยิ ะทงั้ หลาย
บุคคลผู้ไม่ประมาทเมื่อเพ่งอยู่ในฌาน มีความเพียรติดต่อ
กา้ วหนา้ ไปอยา่ งมนั่ คงโดยลา� ดบั เปน็ ผมู้ ปี ญั ญายอ่ มจะไดส้ มั ผสั
กบั นิพพาน ซึง่ เป็นภาวะทป่ี ราศจากเครือ่ งผกู มัดทกุ อย่าง เป็น
ธรรมอนั สูงสุด
142
แบบถึงพระไตรสรณาคมน์
พระพทุ ธเจา้ ทรงพระมหากรณุ าประดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนา
ลงในโลก ยอ่ มทรงวางระเบยี บแบบแผนไวค้ รบบรบิ รู ณแ์ ลว้ แบบ
ถงึ พระไตรสรณาคมน์ก็มแี ล้ว แต่ขาดผนู้ �ำ จึงไม่ไดถ้ อื เปน็ หลัก
ปฏบิ ตั สิ บื มาจนถึงสมยั ปจั จุบนั ทกุ วนั น้ี
เนื่องด้วยเหตุนี้ จึงจ�ำเป็นต้องน�ำมาลงไว้เป็นแบบปฏิบัติ
สบื ไปของพุทธบริษทั ทง้ั ๔ คือ :
๑. พระภกิ ษุ และสามเณร
๒. พระภิกษุณี และสามเณรี
๓. อุบาสก
๔. อบุ าสกิ า
ท้งั ๔ จ�ำพวก เม่อื น้อมตนเข้ามานับถือพระพุทธศาสนานี้
ย่อมประกาศปฏิญาณตนถงึ พระไตรสรณาคมน์ ทกุ คนตลอดไป
143
วิธีถึงพระไตรสรณาคมน์
ตามแบบท่ีพระองค์ได้ทรงพระมหากรุณา โปรดพระเจ้า
พมิ พสิ าร กบั ทงั้ บรวิ าร ๑๑ นหตุ และทรงโปรดสงิ ฆารมาณพนน้ั
พระองคท์ รงตรสั เทศนาจบลงแลว้ พระเจา้ พมิ พสิ าร กบั ทง้ั บรวิ าร ๑๐
นหตุ ไดส้ ำ� เรจ็ โสดาปตั ตผิ ล อกี นหตุ หนง่ึ นน้ั ถงึ พระไตรสรณคมน์
สว่ นสงิ ฆารมาณพ เมอ่ื ฟงั ธรรมเทศนาจบลง กไ็ ดป้ ระกาศปฏญิ าณตน
ถึงพระไตรสรณาคมน์ ดงั ต่อไปน้ี คอื เปล่งวาจาว่า
เอสาหํ ภนเฺ ต สุจริ ปรนิ พิ ฺพตุ มปฺ ิ ตํ ภควนตฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ
ธมมฺ ญจฺ ภกิ ขฺ สุ งฆฺ ญจฺ อปุ าสกํ อปุ าสกิ ํ มํ สงโฺ ฆ ธาเรตุ อชชฺ ตคเฺ ค
ปาณุเปตํ สรณํ คตํฯ ทุติยมฺปฯิ ลฯ ...ตติยมปฺ ฯิ ลฯ อชชฺ ตคเฺ ค
ปาณเุ ปตํ สรณํ คตฯํ
แปลความวา่
ขา้ พเจา้ ขอถงึ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ แมป้ รนิ พิ พานนานดแี ลว้
กบั ทง้ั พระธรรมและพระอรยิ สงฆส์ าวก วา่ เปน็ ทพ่ี ง่ึ ทร่ี ะลกึ ทนี่ บั ถอื
ของข้าพเจา้ ตลอดสิ้นชีวติ ขอสงฆจ์ งทรงจ�ำไว้ ซง่ึ ขา้ พเจ้าวา่ เปน็
อุบาสกอุบาสกิ า มีวันน้ีเป็นตน้ ตราบเท่าส้นิ ชีวิตฯ
144
แบบถึงพระไตรสรณาคมน์ในสมัยนี้
ตามแบบที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสแก่พระอรหันตขีณาสพ
พทุ ธสาวก ๖๐ องค์ ณ ปา่ อสิ ปิ ตนมฤคทายวนั ใกลเ้ มอื งพาราณสี
ที่จะส่งไปประกาศพระพุทธศาสนา เพื่อให้ส�ำเร็จกิจบรรพชา
อุปสมบทแก่กุลบุตรทั้งปวง ด้วยวิธีให้ถึงพระไตรสรณาคมน์นี้
และในสมัยนี้ กไ็ ดถ้ ือเป็นแบบถงึ พระไตรสรณาคมน์ ทั้งอุบาสก
อุบาสิกา และบรรพชาเป็นสามเณรฯ
วิธีถึงพระไตรสรณาคมน์ในสมัยน้ี
พระอาจารยผ์ นู้ ำ� ใหน้ กึ ถงึ พระไตรสรณคมนน์ น้ั พงึ แนะนำ�
พรำ่� สอนใหร้ กั ษาความสตั ย์ ความจรงิ ในพระไตรสรณาคมนอ์ ยา่ งยงิ่
ดังตอ่ ไปนี้ คอื :
๑. สอนให้นัง่ คกุ เข่า กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ คร้งั
แล้วเตือนให้รักษาความจริงว่า เวลานี้เป็นเวลารักษาความสัตย์
ความจรงิ คอื รา่ งกายทนี่ ง่ั คกุ เขา่ ประณมมอื อยบู่ ดั น้ี พงึ ทราบวา่
เป็นรา่ งกายที่จะประกาศตนถงึ พระไตรสรณาคมนจ์ รงิ ฯ
๒. วาจาท่ีจะกล่าวถึงคณุ พระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์
ในกาลบัดน้ี พึงทราบว่าเป็นวาจาที่ได้ประกาศตนถึงพระไตร
สรณาคมนจ์ ริงๆฯ
๓. น�้ำใจที่นอ้ มนึกถึงคุณพระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์
พงึ ทราบวา่ เป็นน้�ำใจจรงิ ฯ
145
๔. พงึ ตง้ั เปน็ ความสตั ย์ อธษิ ฐานไวใ้ นใจวา่ ขา้ พเจา้ ขอนบั ถอื
เอาคณุ พระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ ทงั้ สาม เปน็ สรณะ ทพี่ ง่ึ
ท่รี ะลึก ทีน่ บั ถอื ของขา้ พเจา้ ตัง้ แต่บดั นเ้ี ป็นต้นไป ตราบเท่าสิน้
ชีวิตฯ
เมื่อตั้งเป็นความสัตย์แล้ว พึงน�ำให้ถึงพระไตรสรณาคมน์
ดงั ตอ่ ไปน้ี
อรหํ สมฺมาสมฺพุทโฺ ธ ภควา พุทธฺ ํ ภควนตฺ ํ อภิวาเทมฯิ
กราบลงครั้งหนึ่ง
สวฺ ากขฺ าโต ภควตา ธมฺโม ธมมฺ ํ นมสสฺ ามิฯ
กราบลงครัง้ หน่ึง
สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงโฺ ฆ สงฺฆํ นมามิฯ
กราบลงครง้ั หนึ่ง
น�ำวา่ นโม ๓ จบ
146
คณุ ของอานาปานสติ
พระพุทธเจ้าประทบั อย ู่ ณ กูฏาคารศาลา ปา่ มหาวนั เมอื ง
เวสาลี ได้ตรัสคุณของอานาปานสติ แกภ่ กิ ษทุ ั้งหลายไวด้ งั น้ี
“ภกิ ษทุ ง้ั หลาย! แมส้ มาธใิ นอานาปานสตนิ แ้ี ล อนั ภกิ ษอุ บรม
ท�าให้มากแล้วย่อมเป็นคุณสงบ ประณีต เยือกเย็น อยู่เป็นสุข
และยังบาปอกุศลธรรมท่ีเกิดขึ้นแล้วๆ ให้อันตรธานสงบไปโดย
ฉับพลนั ดุจละอองและฝ่นุ ทีฟ่ งุ้ ขนึ้ ในเดอื นทา้ ยฤดูรอ้ น ฝนใหญ่
ที่ตกในสมัยมิใชฤ่ ดกู าลย่อมยังละอองและฝนุ่ น้ันๆ ให้อนั ตรธาน
สงบไปไดโ้ ดยฉบั พลนั ฉะน้ัน”
“ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ผใู้ ดไมเ่ หน็ โทษของกาม ดม่ื ดา่� อยแู่ ตใ่ นกาม
เราย่อมกลา่ ววา่ ผูน้ ้นั จะมีคตเิ ปน็ สอง คอื ไม่ไปนรก ก็เป็นสตั ว์
เดียรัจฉาน
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ตา ห ู จมูก ล้ิน กาย ใจ ถูกไฟเผารอ้ นอยู่
เสมอ อะไรคือไฟ ราคะ โทสะ โมหะ เรากลา่ วว่าเปน็ ไฟ ชาติ
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนสั อปุ ายาส เรากก็ ล่าว
ว่าเปน็ ไฟ”
147
น�ำวา่ ถงึ พระไตรสรณาคมน์
พุทฺธํ สรณํ คจฉฺ าม,ิ
ธมมฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ,
สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ ามิ,
ทุตยิ มปฺ ิ พุทฺธํ สรณํ คจฉฺ าม,ิ
ทตุ ิยมปฺ ิ ธมฺมํ สรณํ คจฉฺ าม,ิ
ทตุ ยิ มปฺ ิ สงฆฺ ํ สรณ ํ คจฉฺ าม,ิ
ตตยิ มฺปิ พทุ ฺธํ สรณํ คจฉฺ ามิ,
ตติยมฺปิ ธมมฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ,
ตตยิ มปฺ ิ สงฆฺ ํ สรณ ํ คจฺฉาม,ิ
แปลความวา่
ขา้ พเจา้ ขอถงึ พระพทุ ธเจา้ กบั ทงั้ พระธรรม และพระอรยิ สงฆ์
สาวก ว่าเปน็ สรณะ ท่พี ึง่ ทร่ี ะลึก ทนี่ ับถือ ของข้าพเจ้า ตง้ั แต่
บัดนีเ้ ป็นตน้ ไป ตราบเทา่ สนิ้ ชีวติ ของข้าพเจ้านแี้ ลฯ
นำ� ระลกึ ถงึ พุทธคุณ วา่
อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพทุ ฺโธ วชิ ฺชาจรณสมปฺ นโฺ น
สุคโต โลกวทิ ู อนุตตฺ โร ปรุ สิ ทมมฺ สารถิ สตถฺ า เทวมนสุ สฺ านํ
พุทโฺ ธ ภควาตฯิ
กราบหมอบลง น่ิงอยู่ ว่า
148
กาเยน วาจาย ว เจตสา วา
พทุ ฺเธ กกุ มมฺ ํ ปกตํ มยา ยํ
พุทโฺ ธ ปฏิคฺคณหฺ ตุ อจฺจยนตฺ ํ
กาลนฺตเร สวํ ริตุํ ว พทุ เฺ ธฯ
จบพทุ ธคณุ แล้ว เงยขน้ึ
นำ� ระลึกถงึ คณุ พระธรรม วา่
สวฺ ากขฺ าโต ภควตา ธมโฺ ม, สนทฺ ฏิ ฐฺ โิ ก อกาลโิ ก เอหปิ สสฺ โิ ก,
โอปนยิโก ปจจฺ ตตฺ ํ เวทติ พฺโพ วิญฺญูหตี ิฯ
กราบหมอบลง นิง่ อยู่ ว่า
กาเยน วาจาย ว เจตสา วา
ธมเฺ ม กกุ มฺมํ ปกตํ มยา ยํ
ธมฺโม ปฏคิ คฺ ณฺหตุ อจฺจยนฺตํ
กาลนฺตเร สํวรติ ุํ ว ธมฺเมฯ
จบธรรมคณุ แล้ว เงยขึน้
น�ำ ระลึกถึงคณุ พระอริยสงฆ์สาวก ว่า
สปุ ฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ,
อุชปุ ฏิปนโฺ น ภควโต สาวกสงฺโฆ,
ญายปฏิปนโฺ น ภควโต สาวกสงฺโฆ,
สามจี ิปฏปิ นโฺ น ภควโต สาวกสงฺโฆ,
ยททิ ํ จตฺตาริ ปรุ ิสยคุ านิ อฏฐฺ ปรุ สิ ปุคฺคลา เอส ภควโต
149