ชวี ประวัติและปฏปิ ทาค�ำสอน
มยี นื เดิน นงั่ เทา่ น้ัน นอนจะไม่เอา ทีน้เี วลานงั่ หลับตาท่านก็
จะหลับ ท่านกไ็ มย่ อมหลบั ตา ลืมตาสอู้ ยู่อยา่ งนั้น ยืนหลับตา
มันก็จะหลับอีก ท่านก็ไม่ยอมหลับ ยืนลืมตาสู้อยู่นั่นแหละ
หนักเข้ากเ็ จ็บตา แลว้ ก็เกิดโรคตาขึ้น หมอที่มารกั ษาตาทา่ น
กเ็ ปน็ หมอเกง่ ดว้ ย หมอบอกพระจกั ขบุ าลวา่ “ทา่ นตอ้ งเอนตวั
ลงนอนเพื่อหยอดน้�ำยานะ ถ้าไม่เอนตัวนอนแล้วน�้ำยามันจะ
ไม่ไหลไปทั่วลูกตา แล้วการรักษาก็จะไม่หาย” เพียงหมอให้
ท่านเอนตัวนอนหยอดน�้ำยาแค่น้ันท่านก็ไม่ยอม ท่านรักษา
ความสตั ย์ “ถา้ ทา่ นไมน่ อน ตาทา่ นจะบอดจะเสยี นะ” หมอบอก
ท่านก็ยอมเสยี สละ ลูกตามนั จะบอดจะเสียก็ชา่ งมนั แต่ความ
สัตย์เราจะไม่ยอมให้เสื่อม ถ้าเรารักษาความสัตย์นั้นไว้ไม่ได้
บุญกุศลของเราก็จะตกไปเสื่อมไป นั่นแหละท่านไม่ยอมให้
บุญกุศลของท่านตกไปเส่ือมไป แต่ท่านยอมเสียสละลูกตา
ส่วนบุญไม่ยอมให้ตกไปเสื่อมไปล่ะ ในที่สุดลูกตาท่านก็แตก
กลายเป็นคนตาบอดตาเสีย ตานอกน้ันมืดบอด แตต่ าในของ
ทา่ นน้ันกลบั สวา่ งไสวแทน
น่ีแหละพวกเรานักปฏิบัติ ให้เอาสาวกของพระพุทธเจ้าเป็น
ครูเป็นอาจารย์ อย่างครูอาจารย์ในสมัยปัจจุบันน้ีสอนผิดก็มี
สอนถกู ทางกม็ ี มนั หลายครู ครสู าวกพระพทุ ธเจา้ กม็ ี ครสู าวก
เทวทัตก็มี ครูสาวกชีเปลือยก็มี มันหลายครู ล้วนแต่ออก
นอกทางของพระพทุ ธเจ้า ทั้งหมดนนั้ จึงไม่จดั วา่ เปน็ สาวกของ
พระพทุ ธเจา้ สว่ นบรรดาสาวกของพระพทุ ธเจา้ นนั้ ทา่ นลว้ นแต่
เดนิ ตามรอยของพระพุทธเจา้ ท้ังหมด
50
หลวงป่อู วา้ น เขมโก
ทกุ อย่างต้องอาศัยความเพยี ร
คำ� วา่ ปฏบิ ตั กิ ค็ อื การทำ� ความเพยี ร ใหเ้ ราไดส้ รา้ งเพอ่ื เปน็ ทานเอาไว้ ความเพยี รของเรา
มนั เปน็ ทานบารมี ทำ� อะไรกจ็ ะเอาแตง่ า่ ยๆ มนั ไมง่ า่ ยนะ ทท่ี า่ นไดท้ า่ นมไี มใ่ ชว่ า่ อยๆู่
มันกเ็ กิดมีข้ึนมาเลย ลว้ นแตข่ องเกา่ ทา่ นเพียรมามากต่อมากท่านจึงไดจ้ งึ มี ถา้ เรา
ไม่มีความเพียรเราจะไปได้อะไรล่ะ ต้องเพียรท�ำไปอยู่น่ีแหละ ถ้าอันไหนเป็นบุญ
อนั ไหนควรรู้ เรากเ็ พยี รนำ� มาศกึ ษาดอู ยนู่ แ่ี หละ เราไมร่ งั เกยี จ ถา้ ไมไ่ ดไ้ มถ่ งึ กจ็ ะเปน็
นิสัยเป็นปัจจัยตดิ ตัวเราไป เกดิ ภพไหนชาตไิ หนเรากจ็ ะได้สรา้ งต่อเพียรตอ่ ย่อมรู้
ยอ่ มเหน็ ไดถ้ า้ ความเพยี รมี เพราะอะไรทกุ อยา่ งไมใ่ ชว่ า่ เรยี นอยนู่ ไ้ี ดเ้ ดย๋ี วนี้ อยากได้
วิชาอะไรทั้งปวง ท่านได้ท่านมีก็ล้วนแต่ของเก่าสร้างมามากต่อมากท่านจึงได้จึงมี
แตเ่ รานปี่ ระมาทไมย่ อมสรา้ งเอา จะเรยี นอะไรกอ็ ยากไดเ้ ดย๋ี วนสี้ ำ� เรจ็ เดยี๋ วน้ี ทที่ า่ นได้
ท่านมีก็เพราะทา่ นไดส้ รา้ งมาหลายภพหลายชาตแิ ล้ว มนั ของเก่าทั้งหมด น่นั แหละ
กเิ ลสมนั กอ็ ยากไดอ้ ะไรงา่ ยๆ แตธ่ รรมมนั ไมง่ า่ ย ตอ้ งอาศยั ความเพยี ร ไมม่ คี วามเพยี ร
อยากไดม้ นั กไ็ มไ่ ด้ ถา้ ขาดความเพยี ร ไมม่ คี วามเพยี ร เรากเ็ สอื่ มทางบญุ มนั ไมเ่ จรญิ แหละ
ทางบญุ
เราตอ้ งอาศยั ความเพยี รนะ ความเพยี รนกี้ เ็ จรญิ ในทางบญุ นน่ั แหละ พอศกึ ษาอะไร
ถา้ รเู้ หน็ แลว้ กเ็ ปน็ บญุ ของเรา เรารกั ษาตวั ของเราได้ ถา้ ผลไมด่ เี รากห็ ลกี เวน้ เอาได้
เหตุไหนผลมนั ดเี ราก็สร้างเอาได้ อย่าไปเหน็ วา่ สงิ่ ท่ไี ด้มางา่ ยๆ วา่ มันดี ทีท่ า่ นได้
ทา่ นมมี นั ไมง่ า่ ยนะ เราอยากไดอ้ ยากมเี อาแตง่ า่ ยๆ มนั ไมง่ า่ ยนะ ถา้ มนั งา่ ยมนั กจ็ ะ
ไม่ได้อะไรล่ะติดตัวเราไป เราขาดตกบกพร่องอะไรล่ะ เราขาดอะไรก็ต้องเร่ง
ความเพยี รใหม้ นั สมบรู ณ์ ถา้ เราไมส่ รา้ งเอามนั ไมไ่ ดล้ ะ่ จะไปเทยี่ วหาขอทไี่ หนมนั ก็
ไมไ่ ด้ มเี งนิ มที องไปซอื้ กไ็ มไ่ ด้ บญุ มนั เกดิ จากความเพยี ร สาวกพระพทุ ธเจา้ ทท่ี า่ นได้
ทา่ นมกี เ็ พราะความเพยี ร เราขเ้ี กยี จทำ� ความเพยี ร ไมม่ คี วามเพยี ร มนั จะไมเ่ สอื่ มทาง
บญุ หรอื ถา้ ความเพยี รมี มนั ถงึ จะเจรญิ ในทางบญุ นนั่ แหละ ถา้ ความเพยี รเสอ่ื มแลว้
มันจะเส่ือมจากทางบุญแหละ ความเส่ือมมันไม่ดี ความเจริญนั่นแหละมันจึงดี
ให้สร้างเอานะ
51
ชีวประวตั แิ ละปฏิปทาคำ� สอน
ปจั จยั ๔ สำ� หรับเพศบรรพชติ
ปัจจัยคือเครื่องอาศัยส�ำหรับเพศบรรพชิตมี ๔ อย่าง ก็คือธรรม เป็นกรรมฐาน
ให้พจิ ารณาให้แยบคาย จีวรได้แก่เคร่ืองนุ่งหม่ การน่งุ หม่ กเ็ พอื่ ปกปิดความละอาย
กันร้อนกันหนาว กนั แดดกันยุง เพื่อยังชีวิตปฏบิ ัติพรหมจรรย์ การนุ่งห่มเพื่อสวย
เพือ่ งามอะไรอยา่ งนัน้ เป็นโทษ ให้พจิ ารณาใหแ้ ยบคาย การนงุ่ หม่ ก็ดี ถ้าไม่มอี ะไร
มาปกปิด เหลือบยงุ กก็ ัด ท�ำใหเ้ กิดโรคเจ็บปว่ ยได้ ถ้าเจ็บปว่ ยแลว้ พรหมจรรยท์ เี่ รา
อยากได้ก็ไม่ได้แหละนะอันน้ี เรารักษาสภาพสังขารน้ีไว้ก็เพื่อปฏิบัติพรหมจรรย์
ศีลพรหมจรรย์ สมาธิพรหมจรรย์ ปัญญาพรหมจรรย์ พรหมจรรย์น่ะเป็นของสูง
ถา้ ใครไดใ้ ครถงึ พรหมจรรยแ์ ลว้ ปดิ อบายภมู ทิ ง้ั ๔ ได้ ตายไปแลว้ กพ็ น้ จากนรก เปรต
อสูรกาย สตั ว์เดรัจฉาน พน้ หมด จะไม่ไปทางต�ำ่
ฉะนั้นเราอยากถึงพรหมจรรย์ ต้องพิจารณาให้แยบคายในปัจจัยเครื่องอาศัยน้ี
ปณิ ฑปาตงั กไ็ ดแ้ กอ่ าหาร มนั เปน็ ยงั ไงละ่ อาหารทเ่ี รานำ� มาหลอ่ เลยี้ งสงั ขารรา่ งกาย
ของเราน้ี กล็ ว้ นแตเ่ ป็นของบูดของเน่าท้ังหมด มนั เขา้ มาบูดเนา่ ภายในกายน่แี หละ
แมไ้ ม่กนิ มันกบ็ ดู เน่า ล้วนแตเ่ ปน็ ธาตปุ ฏกิ ลู ทงั้ หมด อะไรก็ดี จะเปน็ ผักเป็นผลไม้
ก็ล้วนเป็นของบูดเน่าท้ังหมด อาหารที่เราน�ำมาหล่อเล้ียงสังขารร่างกายของเราน่ะ
เป็นยังไง ให้พิจารณาตามความเป็นจริง แล้วก็มาดูสังขารของเราด้วยเป็นยังไงล่ะ
ก็เต็มไปด้วยปฏิกูลเหมือนกัน จะปราศจากของปฏิกูลไม่ได้ ต้องเอาของปฏิกูลมา
หลอ่ เลย้ี งเขาเพอื่ ยงั ชวี ติ ปฏบิ ตั พิ รหมจรรย์ นอ้ มเพอื่ พรหมจรรยท์ งั้ หมด ปจั จยั ๔ นะ่
พรหมจรรยเ์ รากต็ อ้ งตรวจดทู กุ วนั ศลี พรหมจรรย์ ศลี ของเราเปน็ ยงั ไงละ่ ตรวจดทู กุ วนั
สะอาดบริสุทธิ์ไหมล่ะหรือว่ามัวหมอง อะไรเป็นเหตุล่ะจึงได้มัวหมอง ให้ศึกษาดู
สมาธิพรหมจรรย์ล่ะเป็นยังไงล่ะ ปัญญาพรหมจรรย์เกิดมีแล้วหรือยัง รู้เห็นแล้ว
หรือยงั ละ่ ธรรมของพระพทุ ธเจ้าน่ะ
52
ชวี ประวัติและปฏปิ ทาคำ� สอน
คำ� วา่ รธู้ รรมเหน็ ธรรมนนั้ กค็ อื รใู้ นเหตใุ นผล ไมเ่ หน็ กใ็ หเ้ รง่ ทำ� ความเพยี รเขา้ คนื วนั ใหอ้ ยู่
นัน่ แหละ เพราะธรรมอะไรทุกอย่างเป็นผล ในความไม่ประมาท ดูท้ังกลางคืนกลางวัน
มาแตเ่ หตุ เหตดุ ีผลมันก็ดี เหตไุ มด่ ีผลมัน ดูพรหมจรรย์ของเราน่ะ พรหมจรรย์เป็น
ก็ไม่ดี ปัญญาพรหมจรรย์เราก็สร้างเอา ของสูงของเลิศของประเสริฐ ถ้าใครได้ใคร
เพียรพิจารณาย้อนกลับคืนหาเหตุ สมาธิ มีแล้วกค็ ือมสี มบัตอิ ันประเสรฐิ ไม่มีแหละ
ถ้าจิตของเราไม่ต้ังม่ันหรือไม่อยู่ในอารมณ์ ท่จี ะหมุนลงไปสทู่ ี่ต�่ำนะ่ มีแตจ่ ะหมุนข้นึ
อันเดียวแล้ว เราก็จะศึกษาพิจารณาอะไร
ไม่ได้ล่ะนะ ต้องเร่งท�ำสมาธิ ให้จิตอยู่ใน พจิ ารณาดภู ายนอก เหน็ ภายนอก กใ็ ห้เหน็
อารมณอ์ ันเดยี ว ใหจ้ ิตเปน็ หนึง่ ถา้ จิตเป็น เป็นของปฏิกูล อาหารที่น�ำมาหล่อเลี้ยง
หนง่ึ แลว้ กน็ ำ� มาพจิ ารณาศกึ ษาดใู หร้ ถู้ งึ เหตุ รา่ งกายจะปราศจากของปฏกิ ลู ไมไ่ ด้ เสอ้ื ผา้
ถงึ ผลมนั จงึ จะรู้ ถา้ เรารเู้ หน็ อยา่ งนนั้ แลว้ มนั เครือ่ งนงุ่ หม่ กเ็ หมอื นกัน อยู่ข้างนอกกเ็ ป็น
คอ่ ยเป็นธรรมท้งั หมดอนั นี้ ของสะอาดบริสุทธ์ิ พอมาหุ้มห่อร่างกาย
ของเรากลบั เปน็ ปฏกิ ลู ไมซ่ กั กไ็ มไ่ ด้ เตม็ ไป
ปจั จยั เครอ่ื งอาศยั เหลา่ นแ้ี หละทพี่ ระพทุ ธเจา้ ด้วยปฏิกูลท้ังหมด เอาอะไรมาหุ้มห่อก็
สอนใหร้ ใู้ หเ้ หน็ นะ่ ถา้ ไมร่ ไู้ มเ่ หน็ ธรรมขนั้ ตน้ น้ี ปฏิกูลไปท้ังหมด ให้พิจารณาดู ถ้ารู้เห็น
แลว้ เราจะเอาอะไรมาเปน็ ธรรมละ่ ฉะนนั้ ให้ กรรมฐานแลว้ จะไม่หลง การหลงก็คอื หลง
เราตรวจดศู ลี พรหมจรรย์ สมาธพิ รหมจรรย์ ในกรรมฐานก้อนน้ีแหละ การรู้ก็คือรู้ใน
ปัญญาพรหมจรรย์ ของเราว่าเป็นยังไงล่ะ กรรมฐานกอ้ นนี้แหละ
เรามีปัญญารู้เห็นแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่รู้
54
หลวงปู่อวา้ น เขมโก
ขอ้ ปฏบิ ตั คิ อื การขัดเกลาฟอกฝนจติ
การบวชเขา้ มาอยวู่ ดั กต็ อ้ งปรบั ตวั ของเราใหม้ นั เขา้ กบั หมกู่ บั สงั คมใหไ้ ด้ ขอ้ วตั รอะไร
เขาทำ� ได้ เรากต็ ้องท�ำได้ พวกกจิ ท่คี วรทำ� แต่ไปทะเลาะกนั มันไม่ควรเลยนะ ไมใ่ ช่
ผปู้ ฏบิ ัติ น่นั ปฏิบัติเอากิเลส ไมใ่ ช่ปฏบิ ัติเพ่อื ละกิเลส ความดกี ็ดูทขี่ ้อวตั รน่นั แหละ
เปน็ เคร่ืองชบ้ี อก ถา้ ดจี ริงไม่มใี ครตเิ ตียนได้ มแี ตผ่ ้ชู มเชย ที่เราว่าดีน่ะ สงั คมเขา
ตเิ ตียนได้ไหมล่ะ ถา้ มผี ตู้ เิ ตียนได้ มันก็ไมด่ อี ยู่นน่ั แหละ ถงึ เราจะวา่ ดยี งั ไงกต็ าม
ถา้ ดจี รงิ มแี ตผ่ รู้ บั รอง มแี ตผ่ ยู้ กยอ่ งสรรเสรญิ นแ่ี หละ ถา้ ยงั มผี ตู้ เิ ตยี นแลว้ ไมด่ ที งั้ นนั้
ดีแต่ไม่จริง กิเลสของเราต่างหากทเี่ ข้าใจวา่ ดีนะ่ มแี ต่แง่มแี ต่งอน มีแตข่ ้เี กยี จมีแต่
ขค้ี รา้ น ภายในของเราเปน็ ยงั ไง ดไี หมละ่ การปฏบิ ตั กิ เ็ พอื่ เสยี สละเปน็ ทานไมใ่ หม้ ใี น
จิตใจของเรา จงึ เรยี กว่าเป็นผปู้ ฏบิ ตั ิ แลว้ ต้องปรับตวั เพือ่ ละกิเลสของเรา กเิ ลสของ
เรามันดอ้ื มนั แข็งกระดา้ ง เวลาเขา้ หมู่ก็เข้าไปด่าไปว่าทนี ้ี กิเลสของเรามันคดมนั งอ
55
ชวี ประวัตแิ ละปฏปิ ทาคำ� สอน
มันไม่ซื่อไม่ตรง ต้องดัดให้มันซ่ือมันตรง แต่ก่อนทิฏฐิมานะความแข็งกระด้างมาก
ซือ่ ตรงแล้วมนั ก็งาม ท่านก็ลดลงเหลือเพียงผ้าขร้ี ิ้ว อปุ มาผ้าข้รี ิว้
นน่ั แหละ ใครจะเหยยี บ ใครจะนำ� ไปเชด็ เทา้
การปฏบิ ตั ไิ มป่ รบั ตวั ของเราไมไ่ ดน้ ะ จะเอา เชด็ ถอู ะไรกไ็ ด้ ทา่ นลดทง้ั นนั้ แหละ ทฏิ ฐมิ านะ
ตามนสิ ยั ทเี่ คยไมไ่ ด้ มนั คดมนั งอ มนั ไมซ่ อื่ ถ้าไมย่ อมตนอย่างนั้นมนั ไม่ได้ เวลาปฏิบัติ
ไม่ตรง เราก็ต้องดัดให้มันซื่อให้มันตรง มันก็จะไปทางผิดน่ันแหละ ผ้าขี้ร้ิวใครจะ
นนั่ แหละ หลกั ปฏบิ ตั คิ อื การขดั เกลาฟอกฝน ทำ� ยงั ไง ใครจะเอาไปเชด็ อะไรกเ็ อาไปเชด็ ได้
ขัดเกลาอะไรล่ะ ขัดเกลากิเลสตัวที่มัน จนในทสี่ ดุ กก็ ลายเป็นผา้ ขร้ี วิ้ หอ่ ทองคำ� คือ
ไมง่ ามออก ถา้ ไมม่ กี ารขดั เกลาฟอกฝนจะ ท่านได้ฝึกฝนดัดดีแล้วก็กลายเป็นผ้าขี้ริ้ว
เรยี กวา่ เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ไิ ดย้ งั ไละ่ สมาธบิ รสิ ทุ ธ์ิ ห่อทองค�ำ ดูภายนอกไม่ดี แต่ภายในมีแต่
มาตงั้ แตศ่ ลี เราตอ้ งสำ� รวมในศลี ขอ้ วตั รมนั ทองค�ำท้ังหมด อย่างน้ันแหละจึงว่าดี
กเ็ ปน็ ศลี เราไมท่ ำ� เรากเ็ ปน็ โทษ เพราะเปน็ การปฏิบัติก็เพื่อสร้างภายในนี้ให้มันงาม
กจิ ควรทำ� เราอยกู่ บั หมเู่ รากต็ อ้ งทำ� เหมอื น ไมม่ ใี ครตเิ ตยี นได้ ทองคำ� ใครเหน็ กว็ า่ ทองคำ�
กบั หมนู่ นั่ แหละ ทำ� เปน็ คนแปลกเพอื่ นมนั ชมเชยว่าเป็นทองค�ำบริสุทธ์ิ
กไ็ ม่ดี ศีลทางกาย ศีลทางวาจา ศีลทางใจ
ถ้าเราไม่ส�ำรวม มันก็ผิดศีลนั่นแหละ นั่นแหละทิฏฐิความแข็งกระด้างอะไร
ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ก็ดี ถ้าวา่ เรา มนั ของเกา่ ตดิ ตวั มา นสิ ยั เกา่ ของเกา่ ของเกา่
เปน็ นักปฏบิ ัตแิ ลว้ เรากต็ อ้ งยอมเสียสละ มยี ังไงก็มีอยอู่ ย่างน้ัน ถ้าเราไม่ยอมสละทง้ิ
ทุกอย่าง ถ้าผู้ปฏิบัติลดทิฏฐิมานะของเรา มนั กต็ ดิ ตวั เราไปอกี นะ เบอ้ื งหนา้ ยงิ่ แกก่ ลา้
ลงเหลือเพียงผ้าขี้ร้ิว อย่างหลวงปู่เจ๊ียะ ขึน้ ไปกว่านีอ้ กี กเิ ลสตัวนั้น
56
หลวงปู่อวา้ น เขมโก
เทวดาอนุโมทนาผมู้ ขี อ้ วัตรดี
ข้อวตั รดีทกุ อย่างมนั กด็ ี ขอ้ วตั รดีใครเห็นใครกอ็ นุโมทนา มนุษยผ์ ้ใู จบญุ เขา
ก็อนุโมทนา ท�ำอะไรกเ็ ลยงา่ ย ไม่ขาดแคลน หลวงป่มู ่นั ดูลกู ศิษยก์ ็ดูขอ้ วัตร
ทา่ นเหน็ ข้อวัตรกเ็ ห็นทั้งหมด เห็นข้อวตั รภายนอก ภายในเปน็ ยงั ไงก็ร้เู ห็น
ทงั้ หมด มนั ขน้ึ อยกู่ บั ขอ้ วตั ร ขอ้ วตั รดที กุ อยา่ งมนั กด็ ี เทวดาเหน็ กอ็ นโุ มทนา
มนุษย์ผู้ใจบุญก็อนุโมทนา ถ้าข้อวัตรไม่ดี เทวดาเห็นเขาก็ไม่ได้อนุโมทนา
มนษุ ยผ์ ใู้ จบญุ เขากไ็ มอ่ นโุ มทนา เราตอ้ งสรา้ งขอ้ วตั รใหม้ นั ดี ถา้ ไมด่ กี ป็ รบั ปรงุ
แกไ้ ขให้มันดี ข้อวัตรท่ดี กี ็จะเป็นเคร่ืองขัดเกลากิเลสออก
ฉะนน้ั จะทำ� อะไรกด็ ี อยา่ ทำ� เพอ่ื แสวงหาลาภ ยศ สรรเสรญิ ความสขุ อะไรละ่
มแี ตป่ ฏบิ ตั เิ พอ่ื ขดั เกลาฟอกฝน นนั่ แหละมนษุ ยผ์ ใู้ จบญุ เขากจ็ ะอนโุ มทนา
เทวดาอินทรพ์ รหมเขาก็จะอนุโมทนา
57
ชีวประวตั แิ ละปฏปิ ทาค�ำสอน
ใหส้ รา้ งไวใ้ นใจ
การไหว้พระสวดมนต์มันเป็นการทบทวนพระสูตร เราได้ทบทวนพระสูตรก็คือ
ทบทวนเอาไวท้ ใี่ จของเราใหม้ าอยทู่ ใ่ี จของเรา การทวนพระสตู รคอื ทอ่ งบน่ จดจำ� เอานะ
มนต์คาถาพระพุทธเจ้า อย่าไปอาศัยแต่ดูหนังสือ มีหนังสือแล้วเราก็เพียรท่องบ่น
จดจ�ำเอาให้มนั ไดค้ วามจำ� ตดิ ตวั ไป ถ้าเราไมม่ คี วามเพียรท่องบน่ จดจ�ำเอา ความจำ�
เราจะไม่ได้ติดตัวเราไปนะ อานิสงส์ทบทวนท่องบ่น ความจ�ำเกิดมีอยู่ในใจของเรา
กลบั มาเกดิ อกี ขา้ งหนา้ โนน้ เรากจ็ ะมคี วามจำ� ดเี พราะอานสิ งสท์ วนพระสตู ร เราดตู าม
หนงั สอื เราจะไมไ่ ด้ วา่ ปากเปลา่ กว็ า่ ไมไ่ ด้ ถา้ เราอยากไดเ้ ราตอ้ งเพยี รทอ่ งบน่ จดจำ� เอา
ตอ้ งจำ� ใหไ้ ด้ จำ� ไดแ้ ลว้ อยา่ ใหม้ นั ลมื ถา้ ลมื แลว้ มนั กไ็ มไ่ ดต้ ดิ ตวั เราไปอกี แหละ ใหจ้ ำ� ไว้
ตลอดชวี ติ ของเราไมใ่ หล้ มื เราจงึ จะไดต้ ดิ ตวั เราไป เกดิ ขา้ งหนา้ กจ็ ะมคี วามจำ� ดี ความจำ�
นัน่ แหละเปน็ ท่ีพง่ึ ของเรา ถา้ ไมม่ คี วามรู้ความจำ� แลว้ เราจะพง่ึ ใครล่ะ ในปจั จุบันเรา
ก็แสวงหาทีพ่ ่ึงกันน่ันแหละ
58
หลวงปู่อวา้ น เขมโก
ถ้ายิ่งเราได้ทบทวนพระวินัยด้วยก็ย่ิงมี ทบทวนเฉพาะพระสตู รและพระวนิ ยั เทา่ นน้ั
อานิสงส์มากกว่าพระสูตร เพราะพระวินัย ก็ยังไม่พอ อานิสงส์ยังน้อยไป พระสูตร
ท่านให้วินิจฉัยที่จิต ถ้ารู้เห็นที่จิตแล้วมัน พระวนิ ยั รวมกนั แลว้ กย็ งั ไมเ่ ทา่ พระปรมตั ถ์
จะเฉลียวฉลาดมีสติปัญญาดีแหละ ถ้าเรา พระปรมัตถ์ย่ิงมีอานิสงส์มากกว่า เฉลียว
เพยี งแตอ่ ่านแต่ดเู ฉยๆ มันก็ยังไมเ่ ปน็ ทาน ฉลาดรูท้ ัง้ อดตี ปจั จุบนั แมอ้ นาคตก็รู้ ผ้ทู ่ี
ของเรา ตอ่ เมอื่ เรานำ� มาวนิ จิ ฉยั ถงึ เหตถุ งึ ผล สรา้ งเอาพระปรมตั ถ์ ความรเู้ รยี กวา่ กวา้ งไกล
อะไรๆ มนั ออกมาจากจติ ทงั้ หมด จติ ไปกอ่ น เราอยากได้อยากมีเราก็เพียรสร้างเอา
แลว้ เดยี๋ วกายตวั ตนกไ็ ปตามจติ นน้ั ทผ่ี ดิ ศลี น่ีแหละ เกิดชาติไหนภพไหนเราก็เพียร
ผิดธรรมเพราะมนั ออกไปจากจติ สรา้ งเอาอยนู่ แ่ี หละ ถา้ ไมส่ รา้ งเอา อยากได้
มนั กไ็ มไ่ ดล้ ะ่ นะ มเี งนิ มที องไปซอ้ื ไปแลกเอา
ถ้าเราอยากมีไหวพริบปัญญา มีความ กไ็ มไ่ ด้ เทย่ี วหาขอทไ่ี หนกไ็ มไ่ ด้ ปรมตั ถธรรม
เฉลยี วฉลาด ตอ้ งวนิ จิ ฉยั ธรรมพระพทุ ธเจา้ คอื ทกุ อยา่ งเปน็ ธรรมทงั้ หมด เปน็ ของควรรู้
วนิ จิ ฉยั ถงึ เหตถุ งึ ผล ขอ้ หา้ มทง้ั ปวงเปน็ ธรรม เหน็ อะไรกเ็ ปน็ ธรรม ปรมตั ถธรรมน้ี เราตอ้ ง
ทง้ั หมด เพราะผลมนั ไมด่ พี ระพทุ ธเจา้ จงึ ได้ ศึกษาย้อนกลับคืนหาเหตุ ต้องรู้ในเหตุ
หา้ ม ผลไมด่ ยี งั ไงละ่ เรากว็ นิ จิ ฉยั ดเู อาแหละ ถา้ รใู้ นเหตใุ นผลแลว้ กร็ กู้ วา้ งขวาง รทู้ งั้ อดตี
วนิ จิ ฉัยดทู จ่ี ติ เป็นกศุ ลหรอื อกศุ ลละ่ มนั มี รทู้ ้ังอนาคต
อคติเอียงไปทางไหนล่ะจึงได้ผิดธรรม
ผิดวินัย มันจึงไม่ประมาท ต้องวินิจฉัยดู ถ้าเราปรารถนาอยากได้ เราไมส่ ร้างเอามนั
ถึงเหตุถึงผล ถา้ รู้ในเหตใุ นผลแล้วก็เฉลียว ก็ไม่ได้ ไม่มีเกดิ มีข้นึ มาได้ ฉะนั้นใหเ้ พียร
ฉลาดมีไหวพริบปัญญาดีล่ะ น่ันแหละเป็น ศึกษาดูอยู่น่ันแหละอันนี้ เกิดภพไหน
ที่พึ่งของเรา เราไม่ปรารถนาอยากได้หรือ ชาติไหน เราก็จะเพียรสร้างเอาอยู่น้ี
ถ้าเราปรารถนาอยากได้อยากมี เราก็เพยี ร ถา้ ของเก่ามมี ันกง็ า่ ย ของเก่าไมม่ มี นั ไม่ได้
ท่องบ่นจดจ�ำเอาแหละ จ�ำแล้วก็มาวินิจฉัย ความเพียรสร้างเอาให้เป็นนิสัย ให้มันได้
ในเหตุในผลน้ันแหละ ถ้ารู้เหตุอย่างนี้แล้ว ตดิ ตวั เราไป ทท่ี า่ นไดท้ า่ นมอี ะไรกด็ กี ล็ ว้ นแต่
ผลไมด่ เี รากห็ ลกี เวน้ ได้ เหตอุ ยา่ งนผ้ี ลมนั ดี ของเกา่ สรา้ งมามากต่อมาก ไมใ่ ชว่ ่าเพงิ่ ได้
เราก็ยนิ ดที �ำเอาได้ เพิ่งมีปัจจุบัน ปัจจุบันก็ล้วนแต่ของเก่า
ทง้ั หมดตดิ ตวั มา
59
ชวี ประวัติและปฏปิ ทาคำ� สอน
เพยี รสร้างตวั ของเราให้เปน็ พระ
ทางปฏบิ ตั สิ ายหลวงปมู่ น่ั ตอ้ งทำ� ความเพยี ร
เพียรทุกอิริยาบถ เพียรสร้างตัวของเราให้
มันเป็นพระขึ้นมา ถ้ากิเลสครอบง�ำแล้ว
มันเป็นพระข้ึนมาไม่ได้ ค�ำว่าพระมันก็
แตกต่างจากฆราวาส จิตใจถ้าเหมือน
ฆราวาสแล้วจะเรียกอะไรว่าเป็นพระล่ะ
ให้ดูกิเลสน่ันแหละมันมีเหมือนกับฆราวาส
เขาไหม ตัวกิเลสความอยากนะ่
นั่นแหละเราจะต้องบ�ำรุงรักษาต้นของมัน
หว่านพชื ลงไปในดนิ แลว้ ถงึ เวลาเขาจะเป็น
ดอกเปน็ ผล เขาก็เปน็ ของเขาเอง ห้ามเขา
ไมไ่ ด้ ถา้ ตน้ ไมเ่ จรญิ งอกงาม มนั กไ็ มส่ ามารถ
เป็นดอกเปน็ ผลขึน้ มาไดล้ ะ่
60
หลวงปอู่ วา้ น เขมโก
ตอบแทนคณุ ชาวบา้ น
ชวี ติ ของพวกเรานกั บวชกอ็ ยกู่ บั ชาวบา้ น เขาใหช้ วี ติ ของเราทกุ วนั ขา้ วนำ้� โภชนาหาร
ท่เี ขาใสบ่ าตรใหเ้ รามาจากหลังสฟู้ า้ หน้าสดู้ ินทง้ั น้นั แหละ การทำ� ความเพียรนี้กเ็ พ่ือ
อทุ ศิ สว่ นกศุ ลใหแ้ กเ่ ขา ใชห้ นบี้ ญุ คณุ เขา ตอบแทนคณุ ของเขา ทกุ ขก์ ย็ อมทกุ ข์ ถา้ เรา
ไม่ยอมทกุ ข์ จะเอาแตค่ วามสุข มันจะเป็นหนบ้ี ุญคุณเขานะ โบราณท่านวา่ เด๋ยี วจะ
เกดิ เปน็ ควายตไู้ ถนาใหเ้ ขา ใชห้ นใ้ี หเ้ ขา เขาทำ� บญุ สละใหเ้ รา เขากต็ อ้ งการบญุ จากเรา
นนั่ แหละ แตถ่ า้ เราประมาททางบญุ แลว้ เราจะเอาอะไรละ่ ไปเมตตาใหเ้ ขาอนโุ มทนา
เอาบญุ จากเรา ความเพยี รเทา่ นน้ั แหละเปน็ การตอบแทนคณุ ใหเ้ ขาอนโุ มทนาเอา
จากบญุ จากความเพยี รของเรานแี่ หละ ถา้ เราขยนั ทำ� ความเพยี ร เขากไ็ ดบ้ ญุ ถา้ เรา
ขเ้ี กยี จทำ� ความเพยี รแลว้ กนิ แลว้ กน็ อน ใครละ่ จะไดบ้ ญุ ดว้ ย นนั่ แหละมนั จะเปน็
กรรมนะ มันจะไดไ้ ปเกดิ ใช้หนเ้ี ขาแหละ เกดิ ใช้หนใ้ี ช้กรรมมคี วามสขุ หรือน่นั ล่ะ
มันไม่ทกุ ข์เหรอ ความเพยี รเทา่ น้ันแหละเปน็ การใชห้ นตี้ อบแทนคุณ เราจะเอา
อะไรละ่ ตอบแทนคณุ เขา เขามบี ญุ คณุ ตอ่ เรา ชวี ติ ของเรากอ็ ยกู่ บั ชาวบา้ น เขาเลยี้ ง
ชวี ติ เราทกุ วนั เราเอาอะไรละ่ ตอบแทน ดเู ครอื่ งตอบแทนของเรามอี ะไรละ่ ไมย่ อมทกุ ข์
มันย่ิงจะเพ่ิมทุกข์นั่นแหละอันนี้ การจ�ำแนกมันจะหมุนไปตามกรรมเสียแล้วน่ี
มนั ไมเ่ ปน็ บญุ นะ ทเี่ อาแตค่ วามสขุ สบายไมต่ อ้ งทำ� อะไรละ่ เรยี กวา่ ทำ� ความเพยี ร
เพ่อื ขัดเกลากิเลสก็ไมม่ ี เราจะเอาแตค่ วามสุขเป็นการตอบแทน มันเป็นหนเี้ ปน็
กรรมนะ
ผลของกรรมจะเปน็ ยงั ไงละ่ นี่ อยา่ ไปดไู กล ดเู ขา้ มาทต่ี วั ของเราน้ี ใหม้ นั เหน็ ในตวั ของ
เรานนั่ แหละ เหน็ ธรรม เหน็ กรรม เหน็ ทไี่ หนละ่ เหน็ ภายนอกแลว้ ใหเ้ หน็ ภายใน ถา้ เรา
ไมม่ คี วามเพยี รเปน็ การตอบแทนเขา มนั จะเปน็ หนเ้ี ปน็ กรรมเขาเสยี แลว้ เราไมม่ กี าร
ตอบแทนคุณพ่อคณุ แม่ เรากจ็ ะเป็นหนเี้ ป็นกรรมของเขาแลว้ เราตอ้ งเกดิ มาใชห้ น้ี
บญุ คุณเขาล่ะ มนั เกิดจากการกระท�ำนะ
61
ชีวประวัติและปฏปิ ทาคำ� สอน
สอนใจตวั เอง
ชว่ งทบ่ี วชใหมๆ่ มนั กม็ อี ยบู่ า้ ง (ทค่ี ดิ อยากจะลาสกิ ขา) แตม่ นั กพ็ ยายามศกึ ษาสอนใจ
เราเองวา่ “จะสกึ ไปหาเอาอะไรละ่ หาเอากเิ ลสหรอื กเิ ลสทเ่ี รามอี ยตู่ อนนม้ี นั กม็ าก
อยแู่ ลว้ เรากเ็ บอ่ื เสยี แลว้ แลว้ ยงั จะหากเิ ลสมนั มาเพม่ิ ขน้ึ อกี อยหู่ รอื ละ่ ทม่ี อี ยมู่ นั ก็
มากอยแู่ ลว้ ยงั จะหามาเพม่ิ เขา้ อกี อยหู่ รอื ละ่ ” จะหากเิ ลสมาเพม่ิ เรากไ็ มอ่ ยากหา
อกี ละ่ เพราะกิเลสของเราเทา่ ท่ีมีอย่นู ้ี เรากร็ ำ� คาญเตม็ ทีอยแู่ ล้ว
เราก็พยายามศึกษาเอาเหตุเอาผลมาสอนให้ใจมันรู้ มันจะได้เบื่อหน่ายเห็นโทษ
แลว้ ความรสู้ กึ มนั กร็ ะงบั ไป จะสกึ ไปหาอะไรละ่ จะเอากเิ ลสอยา่ งนน้ั หรอื ละ่ คำ� ทวี่ า่
“ไดๆ้ ” นนั้ กค็ อื “ไดท้ กุ ข”์ นน่ั แหละ การสกึ ออกไปไมเ่ หน็ ไดอ้ ะไรนอกจากทกุ ข์ ไดก้ เิ ลส
เพ่ิมแลว้ ทุกข์กเ็ พิม่ ขนึ้ อกี เหมอื นกนั
62
หลวงป่อู ว้าน เขมโก
ลายมอื บันทกึ ของหลวงปู่อว้าน เขมโก
63
กลวั อะไร ชีวประวตั แิ ละปฏิปทาคำ� สอน
การปฏบิ ตั ภิ าวนาของเรานี้ เราหาเอาตามจรติ นสิ ยั
ของเราเองนะ ไมม่ ใี ครแนะนำ� ตอนเราบวชใหมๆ่
อยวู่ ดั ดอยฯ ชาวบา้ นนาสนี วลมคี นตาย เขาเอาศพ
คนตายขน้ึ ไปเผาทวี่ ดั เปน็ ศพผหู้ ญงิ ผมยาว เรากไ็ ด้
ไปมาตกิ าบงั สกุ ลุ ตอนเขาเปดิ หบี เปดิ โลง เรากไ็ ด้
เบงิ่ หนา้ ศพนะ่ ไดเ้ อานำ้� ไปลา้ งหนา้ ศพเขา เวลาเขา
เอาไปเผา เรากไ็ ดเ้ อาไฟใสใ่ หด้ ว้ ย
พอค�่ำมาเราก็ไปเดินจงกรม จากทางเดินจงกรม
ของเราเหลียวมองไปก็เห็นไฟแดงโร่อยู่ เราเดิน
จงกรมอยู่ จิตมันก็นึกข้ึนมาหลอกเจ้าของว่า
“เขาวา่ เวลาคนตายไปแลว้ ไปเกดิ เปน็ เปรตเปน็ ผนี ้ี
เปน็ จริงไหม”
พอนึกแคน่ น้ั แหละ มนั พรึ่บผดุ ขึ้นมาปรากฏตรง
หน้าเรานี่ ปรากฏเห็นผหู้ ญิงผมยาวคนนั้นแหละ
โอ้ย มันกลวั จนขนลุกขนพองเลยทีนี้ “ทำ� จังใด๋ล่ะ
ทีนี้” เดนิ จงกรมอยู่ ขากย็ งั ก้าวเดินอยนู่ ะ กลัวจน
ขนลุกขนพอง ถ้าจะกลับกุฏิก็กลัวว่าจะมา
เดินจงกรมอีกไม่ได้ ใจหน่ึงก็อยากหยุดเดิน
อีกใจหนง่ึ กย็ ังเป็นหว่ งทางจงกรมอยู่ หาทางแลว้
ทีน้ี
เราก็เลยหาวิธี “มันเป็นหยังคือกลัวหลายแท้”
ก็เลยพิจารณายอ้ นไปดูใหม่ “มันเบงิ่ ยังบค่ กั บอ้ ”
ทนี ก้ี ด็ ตู งั้ แตเ่ ขาเปดิ หบี เปดิ โลงนน่ั แหละเปน็ ตน้ มา
เอานำ้� รดหนา้ ศพ เรากไ็ ดเ้ อาไปรดน่ี หนา้ ตาลกั ษณะ
64
หลวงปู่อว้าน เขมโก
อาการเขาเปน็ อยา่ งนน้ั ๆ เอาไฟใส่ เรากไ็ ดเ้ อาใสใ่ หด้ ว้ ย แลว้ ไฟ
กไ็ หม้ ไฟไหมแ้ ลว้ เนื้อหนงั จะเปน็ อยา่ งไรทีน้ี เนื้อหนงั กก็ ลาย
เปน็ เถา้ กระดกู ละ่ เปน็ หยงั ไฟไหมแ้ ลว้ กระดกู กก็ ลายเปน็ ถา่ น
เนื้อหนังเป็นเถ้ากระดูกเป็นถ่าน จากเถ้าถ่านเป็นอะไรอีกล่ะ
กลายเปน็ ดนิ แลว้ เรากลวั หยงั เราจะกลวั ดนิ นเี่ หรอ ถา้ กลวั ดนิ
แล้วเราจะไปอย่ทู ี่ไหนได้ละ่ ทนี ้ี ดนิ เราก็ไม่กลัว ไปไหนมาไหน
เราก็เดนิ ไปตามดินทงั้ นัน้ เน่ยี
แล้วความกล้าก็ค่อยมีขึ้นมา เราไม่กลัวดิน เราก็อาศัยดินอยู่
เวลาเราตาย กระดกู เรากจ็ ะกลายเปน็ ดนิ เหมอื นกบั เขา เถา้ ถา่ น
กเ็ ปน็ ดนิ เหมอื นกนั หมด แลว้ ความยา่ นความกลวั กห็ ายไป มแี ต่
ความกลา้ แหละทนี ้ี กเ็ ลยกำ� หนดเอากองฟอนเผาคนตายมาอยู่
บนทางจงกรมของเราละทนี ้ี ทางจงกรมของเรานีใ้ หม้ ันมตี ัง้ แต่
กองฟอน แล้วต้ังใจว่า “เอา้ เราจะเดนิ จงกรมอยบู่ นกองฟอน
นีแ่ หละทีน้”ี แลว้ ก็เดนิ จงกรมดูอยอู่ ยา่ งนัน้ แหละ จากนั้นมนั ก็
สบาย ความกลวั มนั ดบั ลงไปแล้ว
65
ชวี ประวัตแิ ละปฏปิ ทาคำ� สอน
ภาวนาดูดด่ืมกว่า
ธรรมเนียมวัดดอยฯ สมัยน้ัน ส่วนมากหลวงปู่กงมาจะประชุมพระก็เป็นวันพระ
นนั่ แหละ ทกุ วนั พระใหพ้ ากนั ภาวนาทงั้ คนื เพนิ่ พานง่ั ตลอดทง้ั คนื การอดนอนสำ� หรบั
เราแลว้ ภาวนาไมไ่ ดเ้ รอื่ ง อดนอนนะ่ แตผ่ อ่ นอาหารนภี้ าวนาดี อดนอนแลว้ รา่ งกายทรดุ
คนอ่ืนเห็นก็รู้ ขึ้นบันไดลงบันไดหรือแม้แต่เดินตามลานวัดอย่างน้ี ก็ยังกับคนเดิน
ตกหลุม ขามันอ่อนแรงไปหมด จะลงบนั ไดนี้ก็ตอ้ งระวัง ขามันออ่ น เวลาอดนอน
ก็จะเป็นอย่างนแี้ หละ อดนอนน้ีเราเคยอธิษฐาน ๗ วนั กไ็ ด้แค่ ๗ วันเทา่ นนั้ จะเลย
จากน้ันไปก็ไมไ่ ด้ ก�ำลงั ของเราไม่ถงึ รา่ งกายมันทรดุ อนั นี้ ถึง ๗ วันแลว้ เวลาเดิน
ตามลานวัดก็เหมอื นกับเดินตกหลุมเลย มันหมดก�ำลงั กำ� ลังบารมีของเรามันไม่ได้
ผา่ น ๗ วนั ไปไมไ่ ด้ กำ� ลงั บารมเี ราสรา้ งมานอ้ ย นกึ ถงึ หลวงปจู่ วน (กลุ เชฏโฐ) เพน่ิ นะ่
๙ วัน ๑๐ วนั เพ่ินคอ่ ยฉันครง้ั หนง่ึ ได้ เราไดแ้ ค่ ๗ วัน หมดแล้วก�ำลัง เดินบนพนื้
ราบๆ นก่ี ็อยา่ งกบั คนตกหลุมตกบ่อ น่นั แหละกำ� ลังบารมีของเรามนั สรา้ งมานอ้ ย
สว่ นเรอ่ื งการอดฉนั อาหารน้ี เราไมเ่ คยมนี ะ มแี ตผ่ อ่ นเอา ขนาดไมไ่ ดอ้ ดฉนั แคผ่ อ่ น
อาหารนะ รา่ งกายเรากย็ งั ทรดุ อยู่ ขนาดฉนั ปานะกบั หมปู่ กตอิ ยนู่ ะ เวลาผอ่ นอาหารกด็ ี
กวาดตาดปกติ ข้อวตั รตา่ งๆ กท็ �ำตามปกติ แต่รา่ งกายมันทรดุ
การอดนอนไมไ่ ด้เร่อื งอะไรแหละเรา ภาวนาไม่ได้เรอ่ื ง ผ่อนอาหารน้ีกลับดี ภาวนา
ดดู ดม่ื มแี ตอ่ ยากนงั่ พจิ ารณาจติ พจิ ารณาอยา่ งอนื่ แปบ๊ เดยี วกว็ างแลว้ สว่ นมากอยาก
พิจารณาจติ ผอ่ นอาหารล่ะภาวนาดี อดนอนนไี้ มไ่ ดเ้ รื่องเราน่ะ
66
หลวงปู่อว้าน เขมโก
การอดนอนไมไ่ ด้เรือ่ งอะไรแหละเรา ภาวนาไมไ่ ดเ้ รือ่ ง
~ผ่อนอาหารนี้กลบั ดี ภาวนาดดู ดื่ม
67
ชวี ประวตั ิและปฏปิ ทาคำ� สอน
หลวงตาสง่า
สมัยหลวงปูก่ งมายงั มชี วี ิตอยู่ทา่ นเล่าถึงบอ่ ย ลูกศษิ ย์ท่านคนน้ีเขาชอ่ื กำ� นนั สงา่
เกดิ อยบู่ า้ นหนองสวิ้ อำ� เภอขลงุ จงั หวดั จนั ทบรุ ี กำ� นนั สงา่ กนิ เหลา้ กเ็ กง่ เทยี่ วผหู้ ญงิ
กเ็ กง่ ตอนบา่ ยตอนเยน็ นนั่ แหละตดั ฟนื ผา่ ฟนื สมยั กอ่ นใชฟ้ นื ผา่ ฟนื ขนึ้ บา้ น อยๆู่ ก็
ทงิ้ พรา้ ทง้ิ ขวานวง่ิ ขนึ้ เกาะตน้ เสา รอ้ งโกก้ ๆ โวยวายอยนู่ น่ั แหละ ไมร่ วู้ า่ เปน็ อะไรละ่
คน ๓ คนมาแกะออกจากตน้ เสาไมย่ อมหลดุ นะ กอดแนน่ จนกระทงั่ หมดกำ� ลงั เขา
นนั่ แหละ แล้วกห็ ามขึน้ ไปนอนบนบ้าน เขาก็กล้งิ จากตรงนี้ถงึ ตรงโนน้ กลิ้งจาก
ตรงโนน้ มาถึงตรงน้ี กลง้ิ ร้องครวญครางอย่นู น่ั แหละ แทบตาย เหนือ่ ย คอแห้ง
พูดก็จะไม่ออกเสียงละ่ แล้วกห็ วิ น้�ำ ขอน�้ำกิน เขาก็เอาน้�ำให้กิน พอชมุ่ คอแลว้ มี
แรงข้ึน เขาจงึ ได้ถามวา่ “เนยี่ กลง้ิ ท�ำไมละ่ เป็นยังไงละ่ จึงกลงิ้ ”
“ไมก่ ลง้ิ ยงั ไงละ่ เขาเอานำ้� กรดนำ�้ ทองแดงมากรอกใสป่ าก มนั แสบมนั รอ้ นเหมอื น
จะตายนี่” น้�ำกรดนำ�้ ทองแดงนะ เขาเอากรอกใสป่ าก อันนก้ี เ็ ห็นแหละ เห็นเขา
คนเดยี ว
“แล้วขึ้นตน้ เสาล่ะ เป็นยังไงจึงข้ึน”
“เอา้ ไมข่ ึน้ ไดไ้ งละ่ หมามันจะไลก่ ัดกนิ จะขนึ้ ไปก็ขึน้ ไม่ได้ มนั ไมใ่ ช่ต้นเสานะ
กลายเปน็ ต้นงวิ้ หนามงิว้ หนามมันแขง็ มนั เสียบเอา จะลงก็ลงไม่ได้ หมามันจะ
กัดกิน จะขน้ึ มนั ก็ข้นึ ไปไม่ได้ จ�ำเป็นกร็ อ้ งอยอู่ ยา่ งนน้ั แหละอันนี”้
จากคนดๆี กล็ ม้ ปว่ ยนอนปว่ ยอยู่ ๗ วนั รอ้ นหมดทงั้ ตวั หนงั ลอกหมด หลวงปกู่ งมา
ทา่ นวา่ “ตกนรกทง้ั เปน็ จรงิ ๆ ตกนรกทง้ั เปน็ นะน”ี่ คนยงั ไมไ่ ดต้ าย จากคนดๆี อยู่
แลว้ ลม้ ปว่ ยลงเปน็ อยา่ งนน้ั เขาเหน็ หมด แลว้ กเ็ ขด็ หลาบ กลวั เหน็ แลว้ กลวั แลว้
ทีน้ี
“ไมไ่ ดๆ้ อยไู่ มไ่ ดแ้ ล้ว ต้องไปบวชๆ” ลกู เมยี กจ็ ะเอาไปบวชท้ังหมด
68
หลวงปู่อว้าน เขมโก
หลวงปกู่ งมาทา่ นหา้ ม “ลกู เมยี เขายงั ไมเ่ หน็ “โอ้ เป็นผู้ปฏิบัติดี เคร่งครัดในข้อวัตรใน
เหน็ เฉพาะเรา กบ็ วชเฉพาะเรานนั่ แหละกอ่ น พระธรรมวนิ ยั นะ กจิ ไหนเปน็ ของควรทำ� กท็ ำ�
ลูกเมียเขาเห็นเมื่อไหร่แล้วค่อยเอาเขาเข้า อยนู่ น่ั แหละ ไมม่ ใี ครทำ� กท็ ำ� กจิ ไหนเปน็ ของ
มาบวช” ควรหลีกเว้นก็หลีกเว้นเอาล่ะ” ตอนท่ีเรา
ถามขา่ วดนู ะ่ หลวงตาสงา่ ตายแลว้ แตป่ ระวตั ิ
หลวงตาสงา่ เหน็ ชดั แลว้ เมอ่ื กอ่ นเขาไมเ่ ชอ่ื หลวงตาสง่ากลับเป็นผู้ปฏิบัติดีเคร่งครัด
เขาเหน็ แลว้ กลวั แลว้ ทนี ้ี อยไู่ มไ่ ดต้ อ้ งไปบวช อะไรทกุ อยา่ ง
เลยตกลงบวชเฉพาะตวั เอง เมยี เขาไม่เห็น
เขากไ็ มบ่ วชแหละ เขากเ็ อาผวั ใหม่ เอาผวั ใหม่ สมยั กอ่ นหลวงปกู่ งมาทา่ นเลา่ ใหฟ้ งั บอ่ ยถงึ
กใ็ หเ้ ขาเอา ตอนเขาเอาผวั ใหมก่ ใ็ หห้ ลวงตา ลกู ศษิ ยค์ นนี้ จงึ วา่ มนั จรงิ ๆ ตกนรกทง้ั เปน็ นะ่
สงา่ น่นั แหละรดน้ำ� มนตใ์ ห้ คนไหนเห็นแล้วก็เชื่อล่ะเร่ืองน้ี เมื่อก่อน
ไมเ่ ชอื่ กนิ เหลา้ เกง่ เขาเอานำ�้ กรดนำ้� ทองแดง
พอเราบวชแล้ว มีหมู่มาจากจันทบุรีนู้น มากรอกใสป่ าก มนั แสบมนั รอ้ นขนาดไหนละ่
มาเยย่ี ม เราถามขา่ วดู “หลวงตาสงา่ เปน็ ยงั ไง” นำ�้ กรดนำ้� ทองแดงนะ่ มนั รอ้ น กรอกใสป่ าก
69
ชวี ประวัติและปฏปิ ทาค�ำสอน
คนธรรมดามันก็เปื่อยหมด กรรมท่ีเท่ียว ของเรามีไหมล่ะอย่างนั้น ถ้ามีก็แสดงว่า
ผู้หญิงก็ได้ไปปีนต้นง้ิวล่ะ น่ีแหละกรรม ภูมิของเปรตก็มีอยู่ในใจของเรา ตายแล้ว
หนักเบาต่างกัน ท่านว่าต้นเล็กต้นใหญ่ ก็จะไปสู่ภพของเปรตน่ันแหละ ใจสัตว์
หนามสน้ั หนามยาวตา่ งกนั ตามกรรม เสาบา้ น เดรจั ฉานเขามยี งั ไงละ่ ศกึ ษาดสู ตั วเ์ ดรจั ฉาน
ตัวเองกลายเป็นต้นงิ้ว นี่แหละนรกจะว่า เขาชอบยงั ไงละ่ แลว้ ในใจของเราละ่ เปน็ ยงั ไง
อยู่ท่ีไหนล่ะ มันไม่ใช่อยู่ที่ใจของเราหรือ ชอบอยา่ งสตั วเ์ ดรจั ฉานไหม ถา้ มี เวลาตาย
สวรรคก์ อ็ ยทู่ ไ่ี หนละ่ ไมอ่ ยทู่ หี่ วั ใจของเราหรอื เราก็จะไปเป็นอย่างนั้นแหละ ศึกษาดูไป
อะไรก็มีอยู่ที่ใจทงั้ หมด ออกจากใจทั้งหมด เห็นภายนอกค่อยน้อมเข้ามาดูภายใน
น่ันแหละ มีร่างกายเป็นมนุษย์แต่จิตใจ ของเรา ภายนอกมอี ยยู่ งั ไง ภายในของเรากม็ ี
กลายเปน็ สตั วน์ รกไปแลว้ กม็ ี มรี า่ งกายเปน็ อยา่ งเดยี วกนั ไมม่ อี ะไรแตกตา่ งกนั นแ่ี หละ
มนุษย์แต่จิตใจนั้นเป็นเปรตก็มี มีร่างกาย ขอ้ ปฏบิ ตั ิ
เป็นมนุษย์แต่จิตใจน้ันเป็นสัตว์เดรัจฉานไป
แลว้ กม็ ี มรี า่ งกายเปน็ มนษุ ยแ์ ตจ่ ติ ใจนนั้ เปน็ อย่างหลวงตาสงา่ ท่านพน้ ไปแลว้ นะ ทา่ นรู้
เทพเทวดาอินทร์พรหมไปแล้วกม็ ี อะไรๆ ก็ เห็นแล้ว เขด็ หลาบแล้ว ถงึ กับสละเพศของ
อย่ทู ่ใี จของเราท้ังหมดน่นั แหละ ตวั เองเปน็ ทาน ไมเ่ อาแลว้ เอาแตส่ มณเพศ
นกั บวชผมู้ ศี ลี ไมม่ ใี ครรใู้ ครเหน็ เขารเู้ ขาเหน็
สตั ว์นรกมียังไงล่ะ ศกึ ษาดู แล้วใจของเรา ของเขา เขาสละเป็นทานได้ เข็ดหลาบแล้ว
มีไหมอย่างนั้น ถ้ามีนั่นแหละนรกเกิดมี ไม่เอาอีกแล้ว ไปไหนมาไหนเลยท�ำแต่
ขน้ึ แลว้ เวลาตายกไ็ ปสนู่ รก ใจเปรตมยี งั ไงละ่ ความดี นผ่ี ทู้ พ่ี บเหน็ กม็ โี อกาสพน้ จากกรรม
ใจเปรตเรากศ็ กึ ษาดใู จของเราน่ีแหละ ในใจ ไปได้
70
หลวงปู่อว้าน เขมโก
เท่ยี ววิเวกกับหลวงปู่กงมา
เดนิ ธดุ งคไ์ ปกบั เพนิ่ (หลวงปกู่ งมา) กไ็ ปทางบา้ นเชยี งสอื (อ.โพนนาแกว้ จ.สกลนคร)
ไปทางปลาปาก (อ.ปลาปาก จ.นครพนม) ไปธุดงคก์ ับหลวงปู่กงมา บไ่ ปนานดอก
เวลาไป เพนิ่ มแี ต่พาไปอยทู่ ม่ี ันเขด็ (นา่ กลวั ) อยู่ทปี่ ่าๆ อยู่รมิ แม่นำ�้ หวัง ผีอยู่น่ัน
เขาเรยี กวา่ ผกี ดุ ตาเขยี ว ทๆี่ ชาวบา้ นเขาพาไปพกั นะ่ ตน้ ไม้ โอย้ มนั สงู มนั งาม ไมแ้ ดง
สูงอาดหลาด ใครๆ ก็มแี ต่อยากได้ แต่ไม่มีใครกล้าเอาเพราะกลัวผี
มตี น้ ขามอยทู่ จ่ี อมปลวก โพนปลวกใหญ่ เกลยี้ ง งาม มวี า่ นยา (สมนุ ไพรทใ่ี ชเ้ กยี่ วกบั
คณุ ไสย) อยทู่ ่โี คนต้น มีแตว่ า่ นยาเตม็ ไปหมด ชาวบ้านเขาเล่าว่าเวลากลางคืนมนั
เป็นแสงลอยออกมาจากในหมู่บ้าน แสงน่ะแสงสว่าง พอลอยมาถึงต้นขามนี้แสงก็
หายเงียบ ตอนท่ีหลวงปู่กงมาพาไปก็มีคนท่ีเป็นผีปอบไปด้วย เขาก็ไม่กลัวเพราะ
มีวิชาเหมอื นกนั เขาเลยใช้ไฟเผาที่โคนตน้ ขาม ทำ� ใหม้ นั หกั โค่นลงมา ตน้ วา่ นยาท่ี
เต็มอยู่แถวๆ จอมปลวกก็เผาไฟทิ้งหมด แล้วหลวงปู่กงมาก็ให้ชาวบ้านเขามารับ
ไตรสรณคมน์แทน ใหเ้ ลิกนบั ถือผี
ทนี พี้ วกผปี อบเขา้ ฝนั เขาฝนั วา่ พวกผที อี่ ยใู่ นดอนปตู่ าทเี่ ราพกั อยกู่ บั หลวงปกู่ งมานะ่
พากนั ยา่ นกลวั แตกออกจากดอนปตู่ า พากนั ขพ่ี าหนะตา่ งๆ หนไี ป พวกผหี มนู่ เี้ ขาก็
มรี ถมรี ามเี รือมีเครื่องบินเหมือนกันว่าซน่ั เด้
นนั่ แหละพวกชาวบา้ นกม็ กั จะใหห้ ลวงปกู่ งมาไปพกั ในทอี่ ยา่ งนนั้ แหละ ทเ่ี ขด็ ๆ นะ่ ทผี่ ดี ุ
ไปท่ีไหนก็ดี หลวงปู่กงมานผ่ี กี ลัวผยี า่ น
71
ชีวประวตั แิ ละปฏิปทาคำ� สอน
ผบี า้ ผปี อบ
คนเปน็ ผบี า้ เปน็ ผปี อบ สว่ นมากแถวนเี้ ขาชอบมาหาเพนิ่ นะ (หลวงปกู่ งมา) ผบี า้ กม็ า
คนท่ีว่าเปน็ ปอบก็มา เขาอยู่บา้ นตัวเองไม่ได้ ไมเ่ ปน็ ตาอยู่ พอมาหาเพิ่นแล้วกพ็ อ
อย่ไู ด้
มคี นหนง่ึ เปน็ ปอบ อกี คนหนง่ึ เปน็ บา้ เวลากอ่ นฉนั จงั หนั ชวนกนั ไปตดั ไม้ คนเปน็ ปอบนี่
แบกเลอื่ ย คนเปน็ บา้ นะ่ ถือเอาขวานกับพรา้ ชวนกันไป คนทเ่ี ป็นปอบไปถงึ ขอนไม้
แลว้ กว็ างเลอื่ ยนง่ั สบู ยาสบู บหุ ร่ี คนทเี่ ปน็ บา้ เดนิ ตามมา พอเดนิ มาถงึ กม็ ายนื เทยี มขา้ งๆ
แลว้ ทนี กี้ เ็ อาขวานสบั ลงทบ่ี า่ ทคี่ อของคนทเ่ี ปน็ ปอบ เขากล็ ม้ ฟบุ ลงเลยทนั ที แลว้ คนที่
เปน็ บา้ กย็ งั เอาพรา้ สบั บรเิ วณทา้ ยทอยตอ่ อกี ฆา่ เขาแลว้ มนั กน็ ง่ั อยตู่ รงนน้ั แหละ ไมร่ วู้ า่
คดิ ยังไง แล้วตำ� รวจก็มาเอาตวั ไป
จากนั้นท่วี ดั ดอยฯ กไ็ มม่ ผี ีบา้ ผีปอบมาขออาศัยอยอู่ กี เลยทนี ี้ เมื่อกอ่ นน้ีผีบ้าผปี อบ
ชอบมาขออาศัยอยดู่ ้วย
72
หลวงป่อู วา้ น เขมโก
เพ่นิ ให้ระวงั
หลวงพอ่ แบน (ธนากโร) หลวงพอ่ อม้ (สขุ กาโม) ญาพอ่ สงิ ห์ เรา แลว้ มเี ณรองคห์ นงึ่
ไดไ้ ปจำ� พรรษาดว้ ยกนั ทว่ี ดั ปา่ ไตรรตั น์ จ.นครพนม (พ.ศ. ๒๕๐๔) ชาวนครพนมมาขอ
พระจากหลวงปกู่ งมา เพ่นิ ก็เลยส่งไป เป็นพรรษาท่ี ๒ ของเรา
แลว้ ชาวนครพนมเขากจ็ ะนมิ นต์หลวงตา (มหาบวั ) มาเทศนก์ ลางพรรษาทกุ ๆ ปีนะ
เพนิ่ สตั ตาหะฯ มา มาพรอ้ มกบั เจา้ คณุ ธรรมเจดยี ์ (จมู พนั ธโุ ล) ๒ องค์ เพน่ิ นงั่ เครอ่ื งบนิ
(เฮลคิ อปเตอร)์ จากอดุ รฯ มาลงทส่ี นามบนิ นครพนม โยมเขาไปรบั เพน่ิ มาพกั ทวี่ ดั ปา่
ไตรรตั นท์ ่เี ราจำ� พรรษานีแ่ หละ พวกญาตโิ ยมมารอเพิน่ กันเยอะนะ
พอมาถงึ เจา้ คณุ ธรรมเจดยี ก์ บั เพน่ิ กข็ นึ้ ไปบนศาลาไปกราบพระ กราบพระเรยี บรอ้ ย
แล้วกน็ ัง่ บนอาสนะทป่ี ถู วาย หลวงพ่อแบนกเ็ ลยพาเข้าไปกราบทง้ั ๒ องค์ พอกราบ
เสรจ็ แลว้ หลวงตาเพนิ่ กพ็ ดู วา่ “ทา่ นแบน คนกรงุ เทพฯ เขาวา่ เขาเลอื่ มใสศรทั ธาผม
นิมนตผ์ มไปอยจู่ �ำพรรษากรุงเทพฯ”
เราน่ีนกึ อยู่ในใจ “โอ้ย เราน่ีบ่แม่นแมลงวนั จะไปหาตอมของเหมน็ ของเน่า”
แลว้ เพนิ่ กพ็ ูดอกี ว่า “เขาว่าอาหารตามบา้ นเรานีไ้ ม่ดี สู้อาหารทางกรุงเทพฯ ไม่ได”้
เราก็คิด “โอย้ เราบ่แม่นหมา จะไปหาเก็บเลม็ กนิ กา้ ง”
แลว้ เพนิ่ กเ็ ทศน์ พอเทศนจ์ บ เพน่ิ กต็ อบปญั หาญาตโิ ยมเขาละทนี ี้ เสรจ็ แลว้ หลวงพอ่ อม้
กเ็ ขา้ ไปถอื ยา่ มของเจา้ คณุ ธรรมเจดยี ์ พาทา่ นไปพกั กฏุ ทิ จ่ี ดั เตรยี มไว้ สว่ นเรากเ็ ขา้ ไป
ถอื ย่ามของหลวงตา แลว้ พาเพ่ินไปพักทีก่ ฏุ ิ
73
ชีวประวตั แิ ละปฏิปทาค�ำสอน
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปนั โน
74
หลวงปู่อว้าน เขมโก
เราไปส่งเพ่ินทกี่ ฏุ ิ เพนิ่ กพ็ ดู กบั เฮาอีก เพิน่ ยำ้� ใหฟ้ งั อกี “คนกรุงเทพฯ
เขาว่าเขาเล่ือมใสศรัทธาผม อยากนิมนต์ผมให้ไปจ�ำพรรษาอยู่ใน
กรงุ เทพฯ”
เรากค็ ดิ ในใจวา่ “โอย้ เราบแ่ มน่ แมลงวนั จะไปหาตอมของบดู ของเนา่ ”
หลวงตาวา่ “เขาวา่ อาหารทางกรงุ เทพฯ นะ่ ดี เปน็ อาหารใหมๆ่ ทำ� สดๆ
ไมเ่ หมือนอาหารทางบา้ นเรานี้”
เราก็นกึ อกี ว่า “โอย้ เราบแ่ มน่ หมา จะไปเก็บเล็มกนิ ก้าง”
หลวงตาเพน่ิ อปุ มาอยา่ งนนั้ แหละ ทเี่ ขาศรทั ธาเลอื่ มใสนะ่ เราอยา่ เปน็
แมลงวนั ตอมของบดู ของเน่า เราอยา่ ไปหลงติดในลาภสักการะและ
ญาติโยมท่ีเกิดท่ีมีมา ถ้าไปหลงติดแล้วมันก็จะเป็นเหมือนของบูด
ของเน่ากับแมลงวนั น่ันแหละ เปน็ ธรรมะสอนเรานะ เพิ่นให้ระวัง
75
ชวี ประวตั ิและปฏิปทาคำ� สอน
ยาของพระพุทธเจา้ เป็นอย่างนี้
เราไปจำ� พรรษานครพนมปนี น้ั ในพรรษานำ้� โขงกำ� ลงั ขน้ึ เกอื บเตม็ ฝง่ั เราไปนงั่ ภาวนา
รมิ นำ้� โขง ดนู ำ�้ โขงขน้ึ ตอนยามนำ้� แหง้ นี้ จากฝง่ั ลงไปถงึ ตลงิ่ ดา้ นลา่ งนเ่ี ทา่ กบั ความยาว
ของล�ำไมไ้ ผ่บ้าน ๑ ต้นนะ จากตลิง่ ลงไปนะ่
ตอนนั้นน้�ำโขงขึ้นเกือบเต็มฝั่ง เราไปนั่งภาวนาก็พิจารณาดูน้�ำโขงน่ันแหละ
ดคู วามกวา้ ง ดูความลกึ กว้างก็กวา้ งมาก ลึกกล็ ึก เรือกแ็ ลน่ ไปมาอยู่ ผกั ตบชวา
ก็ลอยไหลไปตลอด น้�ำโขงข้ึนเกอื บเต็มฝัง่ ดูความลึกมันกล็ กึ ดคู วามกวา้ งมันก็สุด
สายตาเรา ทีน้ีเราก็พิจารณาดู “สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้�ำน้ีมีจ�ำนวนมากน้อยเท่าไหร่”
เขาว่าปลาบกึ เปน็ ปลาตวั ใหญส่ ดุ แลว้ ก็ดปู ลาอืน่ ๆ สัตว์อ่นื ๆ ทม่ี ตี วั เล็กลดหลนั่ กัน
ลงมาล่ะทีนี้ ตัวน้อยๆ แหวกว่ายอย่ใู นน้�ำนีม้ ากมเี ตม็ ไปหมด
76
หลวงปอู่ ว้าน เขมโก
ทีน้ีแล้วเราก็อยากรู้ว่า “บนดินกับในน�้ำ พอวันที่ ๓ ทีน้ีก็มีค�ำตอบผุดออกมาเป็น
ที่ไหนจะมีสัตว์อาศัยอยู่มากน้อยกว่ากัน” ธรรมะวา่ “ระเบดิ ปรมาณเู ปน็ ยารกั ษาโรค”
บนดินสตั ว์ท่ตี วั ใหญ่สดุ เรากเ็ ห็นแต่ตัวช้าง
นี่แหละ ลดหลั่นลงมาก็เป็นวัวเป็นควาย ความรภู้ ายในกต็ อบรบั วา่ “เออ้ อนั นแ้ี หละดี
ไลล่ งมาถงึ มด ปลวกตวั เลก็ ๆ พากนั อาศยั อยู่ อนั น้ีแหละถูกกับโรค”
ในดนิ เต็มไปหมด
ทีน้ีก็เลยก�ำหนดคว้าจับระเบิดปรมาณู
“ในพนื้ ดนิ กบั ในนำ�้ สตั วท์ อ่ี าศยั อยอู่ ยา่ งไหน ออกมา จบั ออกมาโยนใสก่ ายของเรานแี่ หละ
จะมากกว่ากนั ละ่ ทนี ”ี้ ความเห็นของเราวา่ ตมู เดยี ว ร่างกายละเอียดไปหมดไม่มีอะไร
“พอๆ กนั นะ สตั วท์ อี่ าศยั อยบู่ นดนิ กบั ในนำ�้ น้ี เหลอื รา่ งกระดกู กไ็ มม่ เี หลอื ไมม่ อี ะไรเหลอื
มจี ำ� นวนพอๆ กนั จะวา่ ในนำ�้ มากกไ็ มใ่ ช่ จะวา่ เปน็ ชน้ิ เปน็ อนั หรอก แหลกละเอยี ดไปหมด
บนดนิ มากกวา่ กไ็ มใ่ ช่ มนั พอๆ กนั ” ในความ แลว้ ก็พจิ ารณาดูพยาธทิ ีเ่ บียดเบียนร่างกาย
รู้สึกของเรา ของเรา หาเทา่ ไหร่ก็ปรากฏว่าไมเ่ หน็ ไม่มี
“ในกายของเรากม็ ดี นิ มนี ำ�้ แลว้ มสี ตั วอ์ าศยั “ทำ� ไมถงึ ไมม่ ลี ะ่ แตก่ อ่ นกย็ งั วา่ มมี ากมหี ลาย
อยบู่ า้ งไหมละ่ ” กน็ อ้ มเขา้ มาดทู กี่ ายของเรา อยแู่ ท้ๆ ในรา่ งกายของเราน”้ี
กเ็ หน็ เตม็ ไปหมดเหมอื นกบั ภายนอก ทงั้ ใน
ดินก็ดี ทั้งในน้�ำก็ดี หมู่สัตว์ในกายคนน้ัน “เอา้ เขาไมม่ ีทเ่ี กดิ ที่อาศัย เราท�ำลายทีเ่ ขา
เรยี กวา่ โรควา่ พยาธิ “แลว้ เวลาโรคพยาธเิ กดิ เกิดทีอ่ าศยั ของเขาแลว้ มนั กเ็ ลยไมม่ ”ี
เบียดเบียนขึ้น เราจะทำ� อย่างไรละ่ ”
หายังไงกไ็ มเ่ จอ สอ่ งหาที่ไหนกไ็ ม่มี จิตมนั
ทนี กี้ ไ็ ดพ้ จิ ารณาหายาละ่ ยาขนานนนั้ ถกู กบั กเ็ ลยมพี ลงั หา้ วหาญละ่ ทนี ้ี เมอื่ กอ่ นชอบฉนั
โรคไหม ยาขนานนลี้ ะ่ ถกู กบั โรคไหม ความรู้ แตย่ า พอเลิกฉันยากลบั ดีขึน้ หมดทกุ อย่าง
ภายในกต็ อบวา่ “ยานไี้ มด่ ไี มถ่ กู กบั โรค ยานี้
ก็ไมด่ ไี ม่ถกู ” มันจึงได้ออกอุทานว่า “ยาโอสถ ยาของ
พระพทุ ธเจา้ เปน็ อยา่ งนี้ รกั ษาดว้ ยยาโอสถ
พจิ ารณาหาไปอยอู่ ยา่ งนน้ั แหละ ๒ วนั พจิ ารณา รักษาด้วยยาของพระพุทธเจ้า ต้องรักษา
หาเทยี่ วหาอยูอ่ ยา่ งนั้น หายาน่ะ อยา่ งน”ี้
77
ชีวประวัติและปฏิปทาคำ� สอน
รกั ษาดว้ ยอยา่ งอนื่ มนั ไมไ่ ดไ้ มถ่ กู เขาเกดิ จากไหน เรากท็ ำ� ลายทเี่ ขาเกดิ นน่ั แหละ เกดิ จากดนิ
เรากท็ ำ� ลายดนิ เกดิ จากนำ�้ เรากท็ ำ� ลายนำ้� ไมม่ ดี นิ ไมม่ นี ำ้� เขาจะเกดิ ไดอ้ ยา่ งไรละ่ นแี่ หละการ
รกั ษาดว้ ยยาโอสถละ่ รกั ษาดว้ ยยาโอสถจติ มนั มพี ลงั ขนึ้ มา ยาอะไรกส็ ยู้ าโอสถไมไ่ ด้ รกั ษาดว้ ย
ยาโอสถตอ้ งรักษาอยา่ งนี้ รกั ษาด้วยวิธีอน่ื มันไมถ่ ูก
แล้วค�ำวา่ “อยากใหม้ ันหายนะ่ ” อะไรๆ เกดิ ข้นึ มาก็มีแต่อยากจะให้มันหายๆ นัน้ อย่าใหม้ ี
นนั่ แหละเปน็ ตวั อปุ าทานความยดึ มนั่ ยดึ วา่ สงั ขารรา่ งกายนเ้ี ปน็ ของเรา ถา้ ไมย่ ดึ มน่ั วา่ รา่ งกาย
เปน็ ของเราแลว้ มนั เกดิ จากดนิ เรากท็ ำ� ลายดนิ ได้ เกดิ จากนำ�้ เรากท็ ำ� ลายนำ้� ได้ มนั เกดิ จาก
อะไรกท็ ำ� ลายไดห้ มด แตถ่ า้ เรามอี ปุ าทานยดึ ไวแ้ ลว้ วา่ ดนิ กเ็ ปน็ เรา นำ้� กเ็ ปน็ เรา เรากท็ ำ� ลาย
ไมไ่ ด้ ขนาดอะไรๆ ทว่ี า่ ตนไมช่ อบไมย่ นิ ดกี ย็ งั ยดึ เอามาวา่ เปน็ ของตน พระพทุ ธเจา้ สอนใหล้ ะ
ให้ทิ้ง มนั กลับไม่ละไมท่ ง้ิ แตก่ ลบั ยดึ เอา เชน่ วา่ เราเป็นโรคนนั้ โรคนี้ นแ่ี หละคือตัวอุปาทาน
ถ้ามีตัวอุปาทานยึดม่ันอย่างนี้แล้ว มันก็ท�ำลายไม่ได้ นั่นแหละมันเห็นตัวอุปาทานด้วยใน
ขณะน้ัน อปุ าทานความยดึ มอี ะไรมนั ก็ยึด สิง่ ทีเ่ ราไม่ชอบไม่พอใจอยา่ งน้ี พระพุทธเจา้ สอน
ใหล้ ะใหท้ งิ้ แตท่ ำ� ไมเราถงึ ยดึ เอาวา่ เปน็ เรา เปน็ เราไมช่ อบ เปน็ เราไมพ่ อใจ แทนทจี่ ะละจะทงิ้
เหมอื นทีพ่ ระพุทธเจ้าสอน นนั่ แหละตวั อุปาทานมันละเอยี ด มันไมร่ ู้จักว่าตัวเองยดึ เอาไวแ้ ล้ว
ทีนี้เราจะละจะทงิ้ ไดอ้ ยา่ งไรล่ะ จะละจะทิ้งได้ด้วยปัญญา ถา้ ไมม่ ปี ัญญาแล้วก็ยึดเอาทัง้ หมด
โดยไมร่ ตู้ วั นนั่ แหละ อะไรๆ ทกุ อยา่ งกด็ ตี อ้ งอาศยั สมาธิ ปญั ญา ทงั้ นน้ั ทกุ ขใ์ นบน้ั ปลายชวี ติ นะ่
มมี ากนะ แลว้ เราจะดบั ทกุ ขเ์ หลา่ นนั้ ไดอ้ ยา่ งไรละ่ ทกุ ขไ์ มม่ ปี ระมาณนะในบนั้ ปลาย ความเจบ็
ความปวดกไ็ มม่ ปี ระมาณ อะไรๆ กไ็ มม่ ปี ระมาณ เราจะดบั ทกุ ขน์ น้ั ไดอ้ ยา่ งไร เรากต็ อ้ งยอ้ นกลบั
เข้าหาเหตุล่ะ อยา่ งความเจบ็ ความปวด ทุกขเวทนาไมม่ ปี ระมาณอย่างนี้ ทกุ ขน์ ีม้ นั เกดิ จาก
ท่ไี หนละ่ ไมใ่ ชเ่ กดิ จากดินจากน้ำ� หรอื เราก็เพ่งจติ ท�ำลายดินทำ� ลายนำ�้ ไม่ใหม้ อี ะไรเหลือล่ะ
ถา้ ไมม่ ดี นิ ไมม่ นี ำ�้ แลว้ ทกุ ขม์ นั กไ็ มม่ ที เี่ กดิ นแ่ี หละจะดบั ทกุ ขก์ ต็ อ้ งดบั ดว้ ยปญั ญา ถา้ ไมม่ ปี ญั ญา
มนั กด็ ับทุกข์ไมไ่ ด้
น่แี หละการประพฤตปิ ฏิบัติ ถงึ เราจะไม่ร้ไู ม่เหน็ อะไรกต็ าม ให้รู้เพียงทางดับทกุ ขอ์ ยา่ งเดียว
กเ็ ปน็ บญุ มากแลว้ ฝกึ ซอ้ มเอาในปจั จบุ นั นแี้ หละ ใหม้ นั รมู้ นั เหน็ ทางดบั ทกุ ขน์ ะ เวลาจวนจะตาย
เกดิ ทกุ ขเวทนาครอบงำ� จติ ใจไมป่ กติ จติ ใจเศรา้ หมอง เวลาตายไปกไ็ ปสทู่ คุ ติ ถา้ ทกุ ขเวทนา
78
หลวงปู่อว้าน เขมโก
ไม่สามารถครอบง�ำเราได้ จิตใจเราปลอดโปร่ง จิตใจผ่องใส ตายไปก็ไปสุคติ พึ่งใครก็พึ่ง
ไมไ่ ดน้ ะ ต้องพง่ึ ตัวเอง จะพง่ึ หมอ หมอเขากม็ ีแต่เพยี งฉีดยาใหเ้ ท่าน้ันแหละ
ฉะน้ันเราจะต้องฝึกฝนเอาให้มันรู้เห็นทางดับทุกข์ ทุกข์มันเป็นของทุกคน เวลาเวทนาเกิด
ครอบงำ� แลว้ เราจะท�ำอยา่ งไร กค็ น้ หาความจริงดูวา่ มนั เจบ็ ตรงไหนล่ะ กำ� หนดจิตดู ถามดวู า่
อะไรมนั เจบ็ อะไรมนั ปวด เนอื้ หรอื เจบ็ หนงั หรอื เจบ็ กระดกู หรอื เจบ็ เสน้ เอน็ หรอื เจบ็ ถามอะไร
เขากต็ อบวา่ ไมเ่ จบ็ เขากไ็ มไ่ ดบ้ อกวา่ เขาเปน็ ดนิ เปน็ นำ�้ เปน็ ลมเปน็ ไฟเปน็ อะไรดว้ ย เราตา่ งหาก
ที่สมมุติให้เขาเป็นดินเป็นน�้ำเป็นไฟเป็นลม เจ็บเราก็สมมุติให้เขาเจ็บ ตัวเขาไม่ได้เจ็บอะไร
พอเรารแู้ ลว้ จติ มนั กเ็ ลยไมเ่ จบ็ ไมป่ วดไปตามทกุ ขเวทนาทเี่ กดิ ขน้ึ ในกาย ตวั อปุ าทานกข็ าดไป
น่ันแหละจะเห็นค�ำสอนของพระพุทธเจ้าก็เห็นตรงนั้น จะเห็นอนิจจัง ความไม่เท่ียง ก็เห็น
ตรงนนั้ แหละ ไมเ่ ทยี่ งจรงิ ๆ ทกุ ขเ์ กดิ ทกุ ขน์ นั้ กไ็ มเ่ ทยี่ งจรงิ ๆ มนั ไมเ่ ทย่ี งมนั กด็ บั ไป ทกุ อยา่ ง
มนั ขน้ึ อยกู่ บั ปญั ญานะ จะดบั ทกุ ขไ์ ดก้ ไ็ ดด้ ว้ ยปญั ญา จะดบั ดว้ ยอยา่ งอนื่ กไ็ มไ่ ด้ แกป้ ญั หาอะไร
ตา่ งๆ กด็ ้วยปญั ญา จะให้อยา่ งอนื่ แกใ้ ห้กไ็ มไ่ ด้ เรารู้เห็นมาอยา่ งน้ี
นแ่ี หละทกุ อยา่ งผปู้ ฏบิ ตั ถิ า้ ไดป้ ระสบพบเหน็ มากอ่ นแลว้ มนั กพ็ ดู ได้ ถา้ ยงั ไมป่ ระสบพบเหน็
มนั กพ็ ดู ไมไ่ ด้ ใครจะไปพดู ไดเ้ พราะมนั ไมเ่ คย ถา้ ยงั ไมร่ ไู้ มเ่ หน็ ไมเ่ ปน็ มนั จะพดู อยา่ งไรละ่
อะไรทกุ อยา่ งมนั ตอ้ งผา่ นมากอ่ น มนั กข็ น้ึ อยกู่ บั ความเพยี ร ดงั นนั้ การปฏบิ ตั ทิ า่ นจงึ ใหย้ ดึ
ความเพยี รเปน็ หลกั เพยี รศกึ ษาอยา่ งนนั้ ทง้ั กลางคนื กลางวนั ไมป่ ระมาท ความเพยี รเรง่ เขา้
กพ็ บเหน็ ไดท้ นี ้ี เพยี รหาทกุ ชอ่ งทกุ ทาง หาไปทง้ั หมด ทเี่ ราไมเ่ หน็ เขาหลบซอ่ นอยทู่ ไี่ หนละ่
อะไรปดิ ไวท้ ำ� ไมเราจงึ ไมเ่ หน็ ละ่ คน้ หาไป เหมอื นกบั เราวางขา้ ววางของ ถา้ มอี ะไรปกปดิ ไว้
มันกไ็ มเ่ หน็ เราก็ตอ้ งเอาของปกปิดนั้นออก เราก็พบเห็นได้
79
ชวี ประวัติและปฏิปทาคำ� สอน
พระพทุ ธเจ้าทรงบญั ญตั ธิ รรมะออกจากกายและจิต
ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงบญั ญัติไว้ เราจะไปค้นหาทอ่ี น่ื ไม่ได้ ต้องคน้ หาที่กายทจ่ี ิต
ของเรานี่แหละ ทา่ นเอาจากกายจากจิตนีไ่ ปเปน็ ธรรม อะไรก็มารวมท่กี ายที่จติ ของ
เรานท้ี ง้ั หมด ฉะนนั้ ศกึ ษาคน้ ควา้ เขา้ ใหม้ ากในกายในจติ ของเรา กายของเรากม็ หี นงั
หมุ้ หอ่ แลว้ หนงั หมุ้ หอ่ อะไรละ่ ภายในหนงั มอี ะไรละ่ กำ� หนดเขา้ ไปดู กำ� หนดเขา้ ไปดู
หรอื เอามดี แหกเขา้ ไปดกู ไ็ ด้ ดใู หม้ นั ทะลไุ ปทงั้ หมด ดเู ขา้ ไปจะพบเหน็ อะไรกด็ ี เปน็ ของ
ปฏกิ ลู สง่ กลนิ่ เนา่ เหมน็ เราจะรงั เกยี จกร็ งั เกยี จไมไ่ ด้ พจิ ารณาดไู ปใหถ้ งึ ทสี่ ดุ เพราะ
อะไรๆ มนั กไ็ มเ่ ทย่ี ง ปฏกิ ลู นน้ั มนั กไ็ มเ่ ทย่ี ง เดย๋ี วกเ็ หอื ดแหง้ สลายไป ธาตดุ นิ กเ็ ปน็ ดนิ
เปน็ นำ้� เปน็ ไฟเปน็ ลมไป เมอื่ พจิ ารณาดถู งึ ทสี่ ดุ จติ ของเราจงึ จะไมต่ ดิ นน่ั แหละเราจงึ
จะไมห่ ลง
ถา้ หลงกจ็ ะหลงอะไรละ่ หลงสมมตุ นิ น่ั แหละ เขาสมมตุ ยิ งั ไงโลกนี้ เรากห็ ลงไปตาม
สมมตุ นิ นั้ ยกเอามาศึกษาดใู ห้มากสมมุติน่ะ ให้มันรู้แจง้ ในสมมุติ ทคี่ นเราหลง
ก็ไม่ได้หลงท่ีอ่ืนส่ิงอ่ืน หลงกายนี่แหละ เวียนว่ายตายเกิดจมอยู่ก็จมอยู่ท่ีกาย
นแี่ หละ พอหลงกายแลว้ อยา่ งอนื่ กห็ ลง อะไรๆ เขากว็ า่ ดที งั้ หมด สมมตุ นิ ะ่ แมเ้ ปน็
บาปเป็นกรรมอะไรๆ ถา้ เขาสมมุตวิ า่ ดี เรากห็ ลงไปตามสมมตุ นิ ้ัน
สมาธพิ รหมจรรยก์ ด็ เู อาแหละจติ ของเราในปจั จบุ นั นะ่ ตง้ั อยทู่ ไ่ี หน ตงั้ อยทู่ ก่ี ายตวั ตน
ไหมล่ะ หลงอะไรละ่ ดใู หม้ าก ก�ำหนดดูทกุ อิรยิ าบถ ดจู ิตของเรา จติ ตัวน้ีมนั ไม่ตาย
เขาตายไมเ่ ป็น เขาไมร่ ู้จกั แกจ่ ักเจบ็ จกั ตาย ไมร่ ู้จกั อะไรแหละ ทุกข์เขากไ็ ม่ร้จู ักนะ
จติ ดวงน้ี อะไรๆ กด็ ี รวมอยทู่ กี่ ายของเราทง้ั หมด ทกุ ขก์ ม็ อี ยทู่ ก่ี าย อะไรๆ กม็ าอยทู่ ่ี
กายของเรา แตต่ วั จติ จรงิ ๆ นนั้ เขาไมท่ กุ ขน์ ะ กายตา่ งหากทมี่ นั ทกุ ข์ มนั หลงไปตามจติ
พจิ ารณาเขา้ ใหม้ าก ปญั ญาพรหมจรรย์มันจึงเกดิ มขี น้ึ อันไหนควรรู้มันกจ็ ะรู้ ถ้าเรา
พจิ ารณาใหแ้ ยบคาย อนั นแี้ หละสมบตั ใิ นพระพทุ ธศาสนาเปน็ สมบตั อิ นั เลศิ เลศิ กวา่
สมบตั อิ ันใดในโลกน้ี
80
หลวงปอู่ ว้าน เขมโก
81
ชวี ประวตั แิ ละปฏิปทาค�ำสอน
ราคจริต
อยูก่ ับหลวงปูก่ งมา เวลาเพิ่นอบรมพระ เพนิ่ กจ็ ะยกอสภุ ะนน่ั แหละมาเทศน์มาสอน
เพราะอสภุ ะนะ่ สำ� คญั เปน็ กรรมฐานทอี่ ปุ ชั ฌายใ์ หน้ ำ� มาพจิ ารณาดใู หม้ นั รเู้ หน็ ถา้ ไมร่ ู้
มันจะหลงในกรรมฐานว่าเป็นของสวยของงาม
จรติ ของเรากท็ างราคจริตนแ่ี หละ เราก็เอาปฏิกูลน่ีแหละมนั จงึ ถูกกับคนราคจรติ
เอาปฏิกลู น่แี หละมาสอนใจ เอาปฏกิ ูลน่ีแหละมาสอนจติ ของเราใหม้ ันรู้ มันเปน็
ทต่ี ายทเ่ี กดิ ของเรา เราเวยี นตายเวยี นเกดิ อยใู่ นกองปฏกิ ลู นม้ี าจนนบั ไมถ่ ว้ นแลว้
ยงั ยนิ ดอี ยากจะเวยี นตายเวยี นเกดิ อยใู่ นนอ้ี ยอู่ กี หรอื ละ่ เอามาสอนจติ ใหจ้ ติ มนั รู้
เพราะจติ มนั หลง มนั ไมร่ ู้
ธรรมะอะไรกด็ ี จรติ นสิ ยั เราละเอยี ดหรอื หยาบละ่ ถา้ นสิ ยั หยาบกพ็ จิ ารณาปฏกิ ลู
มนั จงึ ถกู จรติ นสิ ยั ละเอยี ด พจิ ารณาปฏกิ ลู ไมถ่ กู กต็ อ้ งหาใหม้ นั ถกู จรติ นสิ ยั ของเรา
เพน่ิ ไมใ่ หเ้ ลยี นแบบกนั เพราะจรติ นสิ ยั ของคนเราไมเ่ ทา่ กนั ละเอยี ดบา้ งหยาบบา้ ง
หนักไปทางความโลภบ้าง ความโกรธบา้ ง ความหลงบา้ ง ฉะน้ันจะเลียนแบบกัน
ก็ไมไ่ ด้ ถา้ อยากรู้จรติ นสิ ยั ของคนอน่ื เราก็ตอ้ งรู้จรติ นสิ ัยของเรากอ่ น จรติ นิสยั
ของเรามันมักไปทางใดละ่ ทางราคจริต โทสจริต หรอื โมหจริต เราหนกั ไปทางใด
มันหยาบหรือละเอียดล่ะ ต้องรู้ หากไม่รู้จริตนิสัยของเราแล้ว มันจะภาวนา
อย่างไรละ่ กอ่ นอนื่ ตอ้ งรูจ้ ริตนิสัยของเรากอ่ นจงึ จะหาธรรมะท่ีมันเหมาะกับจรติ
นสิ ยั ของเราได้
การปฏบิ ตั นิ น้ั เหน็ อะไรกด็ ี ใหน้ อ้ มเขา้ มาดภู ายในของเราเสมอ กรรมฐานมหี นงั หมุ้ หอ่
อยูน่ ้ี ขา้ งในมนั มอี ะไรละ่ หนงั หุม้ ห่อไม่วา่ จะเปน็ คนหรอื สัตว์เป็นกรรมฐานทง้ั หมด
ภายในหนังห้มุ หอ่ อยนู่ ะ่ อย่างปฏกิ ลู ดกู รรมฐานนะ่ อยา่ ไปดูเปน็ รูป ให้ดูเปน็ ธาตุ
น่ันธาตุน�ำ้ ธาตุดนิ ธาตไุ ฟ ธาตุลม อยา่ งดธู าตดุ นิ เช่น เนื้อ หนงั เสน้ เอน็ กระดูก
นนั่ ธาตดุ นิ ทง้ั หมด มอี ะไรแตกตา่ งกนั ละ่ ไมว่ า่ คนวา่ สตั ว์ ไมว่ า่ เราวา่ เขา ธาตดุ นิ เสมอกนั
ทง้ั หมดแหละ ธาตนุ ำ้� กน็ ำ�้ เลอื ด นำ�้ เหลอื ง นำ�้ ดี นำ�้ เสลด ทง้ั หมดนนั่ แหละ ภายนอกมี
82
หลวงปู่อวา้ น เขมโก
ยงั ไง เรากม็ เี หมอื นกนั กบั ภายนอกนนั้ แหละ พลิกกลับคืนย้อนคืน ที่เราเข้าใจว่าเป็นรูป
อะไรจะแตกต่างกัน มเี หมอื นกันทง้ั หมด อยา่ งนนั้ กด็ ี มนั ไมใ่ ชว่ า่ หลงหรอื นน่ั ใหย้ อ้ น
ดูอีก เราจะไปตามกระแสไม่ได้ เดี๋ยวมัน
พอเห็นภายนอกเหมือนกับภายในแล้ว จะหลง ต้องทวนกลับมา
ทีน้ีมันก็ไม่หลงล่ะ เมื่อก่อนเห็นว่าเป็นรูป
แล้วก็พลิกดูให้เป็นธาตุ ธาตุดินก็ไม่เท่ียง นแ่ี หละคำ� วา่ “ร”ู้ นนั้ ตอ้ งรแู้ จง้ ในเหตใุ นผล
อยา่ งเดยี วกนั เปน็ ทกุ ขอ์ ยา่ งเดยี วกนั ปฏกิ ลู เท่านั้นเราจึงเชื่อได้ ถ้ายังไม่รู้ในเหตุใน
อยา่ งเดยี วกนั ธาตนุ ำ�้ กไ็ มเ่ ทยี่ งอยา่ งเดยี วกนั ผลแล้ว นนั่ กย็ ังไมใ่ ช่ ต้องพลกิ หาค้นคว้า
ปฏกิ ลู อยา่ งเดยี วกนั ไมม่ อี ะไรแตกตา่ งกนั ละ่ หาเหตุหาผลล่ะทีน้ี ที่เข้าใจว่าตัวเรา
ทีน้ี รู้แล้วอย่างนี้ก็ต้องค้านไว้ก่อน ค้านเพื่อ
ทบทวนหาเหตุ เราจะปฏบิ ตั ไิ ปตามกระแส
มีแต่พลิกแพลงย้อนไปย้อนมาแหละการ อยา่ งนน้ั มันไม่ได้
ภาวนา ไม่ไปตามกระแส ให้พลิกหาเหตุ
83
ชีวประวัติและปฏิปทาคำ� สอน
ถา้ เปน็ ปัจจัยเพือ่ รแู้ ลว้ ไม่ผดิ ทาง
ธรรมะทกุ อยา่ งใหค้ น้ หาทก่ี ายทใี่ จของเรานแ่ี หละ คน้ หาในเหตใุ นผลแลว้ กห็ ายสงสยั
รเู้ หน็ แลว้ หายสงสยั แลว้ เรากไ็ มไ่ ดถ้ ามใครแหละ อยา่ งสง่ จติ ไปเทย่ี วอสภุ ะทปี่ ระเทศ
อนิ เดยี กด็ ี เรากไ็ มส่ งสยั ไมถ่ ามใคร ไมม่ ใี ครรดู้ ว้ ยกบั เราแหละ ไมม่ ใี ครสอนไมม่ ใี คร
แนะนำ� ทำ� เอาตามลำ� พัง เราหาเอาตามจรติ นสิ ัยของเราเองนะ
พอกลับมาอยู่วัดดอยฯ แล้ว วันหนึ่งเราเดินจงกรมอยู่ จิตมันคิดอยากจะไปเท่ียว
พจิ ารณาดปู า่ ชา้ ผดี บิ “เอา้ มอี ยทู่ ไ่ี หนละ่ ” หาดอู ยเู่ มอื งไทยทไี่ หนกไ็ มม่ ี ทราบวา่ มอี ยู่
อนิ เดียโนน้ มีปา่ ช้าผดี ิบ (ทที่ ิ้งศพบรเิ วณแมน่ ำ้� คงคา เมอื งพาราณสี) เลยเอาจติ ไป
ไปเทย่ี วหาดปู า่ ชา้ ผดี บิ เหน็ หมดเลยละ่ ทนี ี้ มนั ตายยงั ไงกเ็ หน็ หมด ทง้ั หนมุ่ ทงั้ แกท่ งั้ เดก็
ทั้งอะไรเหน็ หมด ตายเกา่ ตายใหม่ แล้วก็น้อมเอามาไว้บนทางจงกรมของเรา เราจะ
ดูล่ะทีน้ี เดนิ ไปก็ดู เดนิ กลบั ก็ดู ปรากฏว่ามีรา่ งศพนอนเกลอื่ นเต็มอยู่ทางจงกรม
ของเรานี้ ท�ำอย่างน้ันแหละ
แลว้ เรากเ็ กดิ ความสงสยั วา่ “ทเ่ี ราสง่ จติ ไปอยา่ งนน้ั มนั ไมผ่ ดิ หรอื ” มาตรวจดเู รอื่ งนวี้ า่
มนั เปน็ ปจั จยั ไปทางไหนละ่ ทเ่ี รามาทบทวนดู ปรากฏคำ� ตอบวา่ “มนั เปน็ ปจั จยั ในทางรู้
ไม่ใช่เปน็ ปจั จัยไปทางหลง” ถ้าเราส่งจติ ไปหารูป เสียง กล่ิน รส แลว้ เกดิ ความยินดี
ยนิ รา้ ยอยา่ งนน้ั แลว้ นน่ั เปน็ ปจั จยั ไปในทางหลง แตเ่ ราสง่ จติ ไปหาดอู สภุ ะ อสภุ ะกเ็ ปน็
กรรมฐานอยู่ในธรรมอย่างน้ี มนั เปน็ ปจั จยั ทางรู้ มนั ไมผ่ ิด ฉะนัน้ จงึ หายความสงสยั
เพราะเรามแี ตค่ น้ หาเอาเองทงั้ น้ันแหละ
84
หลวงปอู่ ว้าน เขมโก
85
ชีวประวัตแิ ละปฏปิ ทาค�ำสอน
เท่ยี วภายในกายนคร
ตอนอยวู่ ดั ดอยฯมคี รง้ั หนงึ่ หลวงปกู่ งมาเพนิ่ พาหมไู่ ปเทย่ี ว ทา่ นใหเ้ ราเฝา้ วดั เราไมไ่ ด้
ไปด้วย ตอนนั้นรู้สึกเกิดความเสียใจ เลยได้มาคิดว่า “ที่เพิ่นไปเพิ่นก็เอากายไป
ตวั เราอยเู่ รากจ็ ะอยใู่ นกาย ทนี เ้ี ราจะเทยี่ วอยใู่ นเมอื งกายนครนแี่ หละ เมอื งกายนคร
นนั้ กวา้ ง ประตมู ี ๙ ปลอ่ ง โจรกม็ าเยยี่ มมอ้ื ละรอ้ ย นกั ปราชญเ์ ขา้ มาแวะเยยี่ มนอ้ ยหนงึ่
แลว้ กไ็ ป” ทนี มี้ าพจิ ารณาดู โจรกค็ อื ใจของเรานแี่ หละ ใจทเี่ ปน็ โจรเปน็ มารนะ่ สว่ นใจ
เราทเี่ ปน็ นกั ปราชญม์ นั มนี อ้ ยเดยี ว เขา้ มาแวะเยย่ี มนอ้ ยเดยี วแลว้ ไป ใจทเ่ี ปน็ โจรน้ี
มากนับไมถ่ ว้ นเสยี แล้วทีน้ี
แลว้ เมอื งกายนครนนั้ เรากด็ เู มอื งนครภายนอกนนั่ แหละ เวลาสรา้ งขน้ึ ใหมๆ่ กว็ า่ เปน็
ของใหมข่ องดี แตเ่ ดยี๋ วกก็ ลบั กลายเปน็ ของเกา่ ทรดุ โทรมผพุ งั แลว้ กต็ อ้ งสรา้ งขน้ึ มาใหม่
เปรยี บเทยี บกายของเรากเ็ หมอื นกบั เมอื งนครภายนอกนน่ั ละ่ เพราะอะไรทกุ อยา่ ง
มนั ไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ของสงั ขารปรงุ แตง่ ขนึ้ เมอื งกายนครกเ็ หมอื นกนั นน่ั แหละ เปน็ สงั ขาร
ปรงุ แตง่ ขน้ึ เรยี กวา่ บา้ นวา่ เรอื นมนั กไ็ มเ่ ทยี่ ง จะตกแตง่ ใหส้ วยใหง้ ามมนั กไ็ มเ่ ทย่ี ง
เดยี๋ วกท็ รดุ โทรมสลายไปละ่ เรากน็ อ้ มเขา้ มาดคู วามไมเ่ ทยี่ งทนี ี้ อปุ มาเปรยี บเทยี บ
สงั ขารรา่ งกายของเรากเ็ หมอื นกบั เมอื งพระนครนนั่ แหละ ดเู มอื งพระนครแลว้ กม็ า
ดเู มอื งกายของเราแหละทนี ี้
อยวู่ ดั กเ็ ลยกลบั ดซี ำ�้ ภาวนาเทย่ี วอยใู่ นวดั นะ่ เทย่ี วอยเู่ มอื งกายนครกลบั ดกี วา่ เทย่ี วอยู่
ในกายนครมันก็สนกุ ล่ะอนั นี้
เวลาหมทู่ ไี่ ปเทย่ี วธดุ งคก์ ลบั มาตา่ งกว็ า่ “ภาวนาไมเ่ ปน็ ทา่ ละ่ ” สเู้ ราทอ่ี ยวู่ ดั ไมไ่ ด้ เราเทยี่ ว
ธดุ งคท์ กี่ ายนคร สนกุ อปุ มาเปรยี บเทยี บกายเหมอื นเมอื งพระนคร เจรญิ แลว้ เสอ่ื มๆ
เวลาสรา้ งขน้ึ ใหมก่ ด็ วู า่ สวยงาม จากนน้ั เดยี๋ วกเ็ สอ่ื มทรดุ โทรมลงไป แลว้ กต็ ้องสร้าง
ขน้ึ ใหมท่ ำ� ขนึ้ ใหมไ่ มว่ า่ เปน็ เมอื งใดกต็ าม สงั ขารของเรากเ็ ชน่ เดยี วกนั กายของเรา
กด็ ี จะตอ้ งผพุ งั สลายไป แลว้ กก็ อ่ เกดิ ขนึ้ มาใหมอ่ ยอู่ ยา่ งนี้ แลว้ มนั เปน็ อยา่ งไรละ่ เวลา
86
หลวงปอู่ วา้ น เขมโก
กอ่ เกดิ ขน้ึ มาใหมน่ ะ่ มนั ดกี วา่ เดมิ หรอื วา่ มนั เลวทรามกวา่ เดมิ ละ่ กใ็ หด้ เู อาท่ี
ทาน ศลี สมาธิ ปญั ญา ของเรานนั่ แหละ ไดม้ าเกดิ แลว้ ถา้ ไมป่ ระมาท กต็ อ้ งสรา้ ง
ทาน ศลี สมาธิ ปญั ญา ขนึ้ มาทนี ้ี นนั่ เปน็ ทพี่ งึ่ ของเรานะ เราอยา่ ไดป้ ระมาทใน
ทพ่ี งึ่ ของเรา ทานของเรากเ็ จรญิ ขน้ึ เหมอื นกบั เขาสรา้ งเมอื งพระนครนนั่ แหละ
ดกี วา่ เกา่ ใหญก่ วา่ เกา่ สงั ขารของเรากเ็ หมอื นกนั ถา้ ไมป่ ระมาทในทาน ศลี สมาธิ
ปญั ญา มนั กเ็ จรญิ ขนึ้ กวา่ เกา่ เทา่ นน้ั แหละ แตส่ ดุ ทา้ ยมนั กจ็ ะเสอ่ื มลงอกี อนั นี้
ฉะนนั้ ใหร้ บี เรง่ สรา้ งเอา ผไู้ มป่ ระมาทในทาน ศลี สมาธิ ปญั ญา เหน็ อะไรกด็ ี
ใหน้ ำ� มาศกึ ษาคน้ ควา้ ใหร้ ถู้ งึ เหตขุ องมนั นะ ไมเ่ ฉย ไมป่ ลอ่ ยผา่ นเฉยๆ เวลาไปรู้
ไปเห็นอะไรกด็ ี มีแตน่ �ำมาศึกษา ฝึกฝน ถา้ เราฝกึ ฝนบอ่ ยๆ ทำ� งานบ่อยๆ
ปญั ญาก็หากจะเกิดมีเอง ทีว่ ่าไมเ่ กดิ ปญั ญานั้นเพราะไดเ้ หน็ ได้ฟังอะไรแล้ว
กเ็ ฉย ปลอ่ ยไป ไมน่ ำ� มาพจิ ารณาอะไร ปญั ญากเ็ ลยไมม่ ี กเ็ ลยจะไปโทษแตว่ า่
ไม่มปี ญั ญา นน่ั เป็นเพราะเราไมพ่ าเขาคดิ เขาท�ำ ถ้าเราใชเ้ ขาคิดเขาท�ำแลว้
ปญั ญามนั ตอ้ งเกดิ มลี ะ่ ปญั ญากม็ ดี ว้ ยกนั ทกุ คน ถา้ เราใชเ้ ขาคดิ เขาทำ� งานนะ่
อันนีเ้ ราไมใ่ ชเ้ ขาก็เลยใช้เขาไม่เป็น ก็เลยโทษตวั เองว่าไมม่ ีปัญญาล่ะอนั นี้
87
ชวี ประวตั แิ ละปฏปิ ทาค�ำสอน
คำ� วา่ กาย
ชอื่ วา่ กายแลว้ กต็ อ้ งมหี นงั หมุ้ หอ่ แลว้ ภายในหนงั หมุ้ หอ่ อยนู่ นั้ มอี ะไรละ่ แหวกเขา้ ไปดู
ดภู ายในหนงั หมุ้ หอ่ นะ่ เมอื่ เหน็ ภายนอกแลว้ กใ็ หโ้ อปนยโิ ก นอ้ มเขา้ มาดใู นกายของเรา
กายของเรากม็ หี นงั หมุ้ หอ่ ภายในหนงั หมุ้ หอ่ ของเรามอี ะไรละ่ ไมใ่ ชม่ เี หมอื นกบั ทเ่ี รา
เห็นภายนอกนัน้ หรือ ธาตุดินก็เป็นธาตุอยา่ งเดยี วกัน ธาตุน�้ำก็เป็นธาตอุ นั เดยี วกนั
ธาตไุ ฟ ธาตลุ ม กเ็ ปน็ ธาตอุ ยา่ งเดยี วกนั ทง้ั หมด ขนึ้ ชอ่ื วา่ ชาตคิ วามเกดิ แลว้ จะเกดิ เปน็
อะไรกด็ ี ตอ้ งอาศยั ธาตทุ ง้ั ๔ นน่ั แหละเปน็ อาหาร ถา้ ปราศจากธาตทุ งั้ ๔ แลว้ กต็ าย ไมว่ า่
คนไมว่ ่าสัตว์ ไม่ว่าต้นไม้ต้นหญา้ ถ้าขาดธาตทุ ัง้ ๔ มาหล่อเลีย้ งแลว้ ก็ตายเท่านั้น
ศกึ ษาคน้ คว้าหาท้งั หมดนัน่ แหละ หาธรรม แลว้ กน็ ้อมเขา้ มาดทู ี่กายของเรา ค้นหา
ในกายของเราอกี กายของเราจะปราศจากธาตใุ ดธาตุหนึง่ กไ็ ม่ได้ ปราศจากธาตลุ ม
กต็ อ้ งตาย ปราศจากธาตไุ ฟ ไมม่ ธี าตไุ ฟแลว้ มนั กต็ อ้ งตาย อะไรๆ กไ็ มท่ ำ� งานละ่ ธาตดุ นิ
ธาตนุ ำ�้ เปน็ อยา่ งไรละ่ เราเหน็ ภายนอกแลว้ กใ็ หน้ อ้ มเขา้ มาดภู ายในของเรา มนั เหมอื นกนั
ไหมละ่
88
หลวงปอู่ วา้ น เขมโก
การศกึ ษาธรรมกศ็ กึ ษาไดท้ กุ อริ ยิ าบถ นง่ั อยกู่ น็ อ้ มมาดไู ด้ ดใู หม้ นั เหน็ ชดั เจน
ค�ำว่านรกไม่ใช่มันมีอยู่ที่นู้นที่นี่นะ มันอยู่ที่ใจเราน่ี อย่างที่ก�ำนันสง่าเห็น
น่ันแหละ เสาบ้านตัวเองกลายเป็นตน้ ง้ิวเสียแล้ว ตวั เองกไ็ ดป้ นี ต้นง้วิ ดว้ ย
นี่แหละธรรมของพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างไรแล้วมันมีท้ังหมดนะ
ไมไ่ ดม้ อี ยทู่ อี่ น่ื มอี ยทู่ ก่ี ายทใี่ จของเรานี้ ทงั้ หมดมารวมทก่ี ายทใ่ี จทง้ั หมด
การศกึ ษาธรรม คน้ ควา้ เหน็ แลว้ จงึ คอ่ ยนอ้ มโอปนยโิ ก นอ้ มเขา้ มาดภู ายใน
กายของเรา มีอะไรบา้ งทแ่ี ตกตา่ งกัน นอ้ มเขา้ มาดู น้อมเขา้ มาดเู ปน็ ธาตุ
ดธู าตุ ไมใ่ หส้ มมตุ วิ า่ เปน็ เขาเปน็ เรา ใหเ้ หน็ วา่ เปน็ เพยี งธาตุ เราไมม่ อี ยใู่ น
ธาตนุ นั้ เขากไ็ มม่ อี ยใู่ นนน้ั ไมม่ สี ตั วไ์ มม่ บี คุ คลในนนั้ ธาตดุ นิ กเ็ ปน็ ธาตดุ นิ
เหมอื นกนั หาดสู ตั วบ์ คุ คลในธาตดุ นิ นนั้ ไมม่ ี ธาตนุ ำ�้ ถา้ แหวกเขา้ ไปดกู ม็ แี ต่
ของปฏกิ ลู ดธู าตดุ นิ กป็ ฏกิ ลู ดธู าตนุ ำ�้ กม็ แี ตป่ ฏกิ ลู ในกายของเรากเ็ ตม็ ไป
ดว้ ยของปฏกิ ลู ดภู ายนอกก็มแี ต่ปฏิกูล แล้วอะไรล่ะท่เี ป็นของสวยงาม
กองปฏกิ ลู น่นั เหรอทีเ่ ราวา่ สวยนะ่ นแี่ หละถ้าวา่ โดยสมมตุ กิ ็มีสวยมงี าม
มไี มส่ วยไมง่ าม แลว้ ถา้ วา่ ตามความจรงิ แลว้ เปน็ ยงั ไงละ่ มนั กเ็ ปน็ เพยี งธาตุ
อยา่ งเดยี วกันทง้ั หมดเลย ไม่สมมตุ ิว่าเปน็ เขาเปน็ เรา เป็นหญิงเปน็ ชาย
เปน็ เพียงธาตุ แล้วท่ีสมมตุ วิ า่ สวยวา่ งามมันกเ็ ลยไม่มี มีแตป่ ฏกิ ูลอยา่ ง
เดยี วกัน
นี่แหละข้อปฏิบัติ ถ้าเราไม่แยกแยะออกมาดู มันก็จะหลงอยู่ในสมมุตินะ
ยังขา้ มสมมตุ ไิ ปไม่ได้ การพจิ ารณากายตอ้ งแยกแยะออกมาดูให้มนั ร้แู จง้
ในสมมุติ ไม่ใหม้ นั หลงในสมมุติ ให้มันข้ามสมมุตินั่นไปอกี ถา้ หลงอยใู่ น
สมมตุ มิ นั กไ็ มไ่ ปไหนแลว้ ตอ้ งเวยี นวา่ ยตายเกดิ จมอยใู่ นสมมตุ นิ นั่ แหละ
89
ชวี ประวัตแิ ละปฏปิ ทาคำ� สอน
90
หลวงปูอ่ ว้าน เขมโก
ธรรมทัง้ ปวงมารวมอยู่ในไตรลักษณ์
การปฏบิ ตั ภิ าวนาทา่ นหา้ มไมใ่ หภ้ าวนาไปตามความอยาก เรากำ� ลงั พจิ ารณากายอยู่
เอ้า อยากจะไปดจู ติ แล้ว มันไม่ไดน้ ะอย่างน้ี จะดูกายก็ดูเฉพาะกายนัน่ แหละก่อน
ถา้ รเู้ หน็ กายแลว้ จติ กจ็ ะรจู้ ะเหน็ เพราะอะไรๆ กร็ วมอยทู่ กี่ ายทง้ั หมด ธรรมกม็ อี ยทู่ กี่ าย
ทกุ ขเวทนากม็ อี ยทู่ กี่ าย ถา้ เราเหน็ กายแลว้ กเ็ หน็ ทง้ั หมดนนั่ แหละ แลว้ ตอ้ งใหจ้ ติ มนั
อยกู่ บั อารมณอ์ นั เดยี ว ความอยากของเรามนั กอ่ กวนจติ ไมใ่ หเ้ กดิ ความสงบ มนั ทำ� ให้
จติ ของเราพจิ ารณาอยใู่ นอารมณอ์ นั เดยี วไมไ่ ด้ ดกู ายกย็ งั ไมเ่ หน็ กาย แลว้ จะไปดจู ติ
กเ็ ลยเตลดิ ไปทง้ั หมด มแี ตอ่ ยากดไู ปเรอื่ ย มนั ไมไ่ ดน้ ะอยา่ งนนั้ ผดิ ทาง จะดกู ายกต็ อ้ ง
ใหจ้ ดจอ่ เฉพาะในกายอยา่ งเดยี วเท่านนั้
ชอ่ื วา่ กายแลว้ ทงั้ ภายนอกภายในนที้ ม่ี หี นงั หมุ้ หอ่ ทงั้ หมด กายทง้ั หมดไมว่ า่ คนวา่ สตั ว์
ดูกายของเขา เขามสี ขุ หรอื มที กุ ข์ มเี กิดมตี ายไหมละ่ ให้พจิ ารณาดู ภายในกายทม่ี ี
หนังหมุ้ ห่อ หนังห้มุ ห่ออะไรละ่ ภายในมอี ะไรล่ะ ดูท้ังภายนอกดูทงั้ ภายในด้วย ให้ดู
ภายนอกกอ่ น เหน็ ภายนอกแลว้ กน็ อ้ มเขา้ มาดภู ายใน ตวั เราเองกม็ กี ายมหี นงั หมุ้ หอ่
เหมอื นกบั เขา ภายในกายของเรามีอะไรล่ะ ใหพ้ จิ ารณาดู
คำ� วา่ รธู้ รรมเหน็ ธรรม เราเหน็ ภายนอกยงั ไง เวลานอ้ มเขา้ มาดภู ายในของเรากต็ อ้ ง
เหน็ เหมอื นกนั อยา่ งนน้ั มเี กดิ กม็ แี ก่ มที กุ ข์ มตี าย เหมอื นกนั อยา่ งเดยี วกนั เพราะ
อะไรๆ ทกุ อยา่ งมนั ไมเ่ ทยี่ ง ธรรมทงั้ หลายทงั้ ปวงมารวมอยใู่ นไตรลักษณ์ อนจิ จงั
ทุกขัง อนตั ตา สงิ่ ไหนไมเ่ ท่ยี ง ส่ิงนนั้ กเ็ ปน็ ทุกข์ เม่อื เรารู้ว่าส่งิ นน้ั ไมเ่ ทย่ี ง สิง่ น้นั
เปน็ ทุกข์ เรารู้แล้วปลอ่ ยวางไป ไมย่ ึดอะไรทั้งนน้ั เพราะมนั ไมเ่ ที่ยง ยดึ เอาความ
ไมเ่ ทย่ี งกเ็ ทา่ กบั ยดึ เอาทกุ ขน์ นั่ แหละ รแู้ ลว้ กล็ ะไปปลอ่ ยวางไป ถา้ เราไมร่ ไู้ มเ่ หน็
เราจะไปละอะไรละ่ จะปลอ่ ยวางอะไรล่ะ ตอ้ งพจิ ารณาดใู ห้มนั รู้มนั เห็น
เหน็ ภายนอกยงั ไงกใ็ หน้ อ้ มมาดใู นกายของเรากจ็ ะเหน็ เหมอื นกนั อยา่ งนน้ั ภายนอก
เห็นว่าเป็นของปฏิกูล น่าเกลียดน่าชัง แล้วภายในของเราน้ีมันไม่มีหรือกองปฏิกูล
91
ชวี ประวัติและปฏปิ ทาค�ำสอน
อนั นน้ี ะ่ มนั กม็ อี ยแู่ ลว้ ทำ� ไมเราถงึ ไมเ่ กลยี ด เวลาเหน็ อยา่ งนั้นไหม หรือเฉยๆ เวลาเหน็
ไมช่ งั ละ่ แต่เวลาเห็นอยู่ภายนอกกร็ งั เกียจ ความแก่ ความทกุ ข์ ความตายนะ่ ถา้ เฉยๆ
ภายในกป็ ฏกิ ลู เหมอื นกนั แตเ่ รากไ็ มร่ งั เกยี จ แสดงวา่ จติ แขง็ กระดา้ งนะ ธรรมะกจ็ ะเขา้
นั่นแหละจิตอคติ มันผิดทางแล้ว จิตหลง ไปอยใู่ นจติ นนั้ ไมไ่ ด้ แตเ่ หน็ อะไรแลว้ กเ็ กดิ
ภายในกายของเราก็หลงว่ามันดีทั้งหมด ความสลดสงั เวช ความสลดสงั เวชนน่ั แหละ
นนั่ แหละ ภายนอกมแี ตไ่ ม่ดที ั้งหมด มนั ทำ� ใหจ้ ติ เราออ่ น สมควรแกธ่ รรม ธรรมะ
จะเข้าไปอยใู่ นจติ นั้นได้
ดูท้ังภายนอกภายใน ทางใกล้ทางไกลล่ะ
ใหม้ นั จดจอ่ เรอ่ื งกายอยา่ งเดยี ว ไมใ่ หอ้ อกจาก อย่าให้มีความอยาก เด๋ียวอยากดูนั่น
กายทม่ี หี นงั หมุ้ หอ่ ดทู ง้ั หมด อยใู่ กลอ้ ยไู่ กล เดยี๋ วอยากดูน่ี ดูกายก็ยงั ไมเ่ ห็น แล้วจะไป
กน็ ้อมจติ ไปดไู ด้ ในทส่ี ดุ เขาก็ตาย ตายแลว้ ดอู ะไรมนั จะเหน็ ละ่ นนั่ แหละจติ มนั ไมส่ งบ
กผ็ พุ งั แตกสลาย หาอะไรกไ็ มม่ ี ปฏกิ ลู นนั้ ก็ เป็นอารมณ์เดียว จิตมันฟุ้งซ่านแล่นไปอยู่
ไมเ่ ทยี่ ง เดย๋ี วกเ็ สอ่ื มสลายไป หาอะไรกไ็ มม่ ี อยา่ งนนั้ ถา้ จติ สงบกจ็ ะอยใู่ นอารมณอ์ นั เดยี ว
แลว้ เราจะเกลียดชงั อะไรละ่ เกลยี ดชงั ของ ดกู ายกจ็ ดจ่อเฉพาะในกาย
ไม่มีนี้หรือ ของท่ีน่าชอบใจมันก็ไม่เท่ียง
เด๋ียวก็เสื่อมสลายไป แล้วจะรักอะไรล่ะ ให้ดูความไม่เที่ยงนั่นแหละ อะไรทุกอย่าง
รักของที่ไม่มีนี้หรือ สอนจิตของเราให้มันรู้ มนั ไมเ่ ทยี่ ง กายของเรากต็ อ้ งเสอื่ มโทรมแลว้
ให้มันข้ามความรักความชัง ถ้าจิตมันหลง มันจะเป็นยังไงล่ะ จะไม่เป็นของน่าเกลียด
มนั กจ็ ะตกอยใู่ นความรกั ความชงั เหน็ ภายนอก ของน่าชังหรือล่ะ ของท่ีเคยรักก็จะกลับ
เปน็ ของน่าเกลียดชงั ไปหมด แต่ภายในของ เป็นของเกลียดของชัง ถ้าเราไปเกลียดชัง
เรากลับหลงว่ามันดีไปทั้งหมด ไม่เกลียด ก็เกลียดชังของรกั นั่นแหละ น่แี หละอะไรๆ
ไม่ชงั ทั้งทีเ่ ป็นเหมอื นกัน นแ่ี หละถ้าเราดู ทกุ อยา่ งมนั อยดู่ ว้ ยกนั ดมี อี ยทู่ ไ่ี หน ความไมด่ ี
เราก็จะรู้เห็นจติ ของเราวา่ มีอคติ มันไมเ่ ป็น กม็ อี ยทู่ ี่นน่ั ความสขุ มอี ยทู่ ไี่ หน ทุกขก์ ม็ อี ยู่
ธรรม เหน็ ภายนอกมีแต่รังเกยี จ แตภ่ ายใน ท่นี ่ัน มนั อยดู่ ้วยกัน เรากต็ ้องแยกแยะออก
ของเรากลับไม่รังเกยี จ อย่างน้ันจติ มนั เดิน มาดลู ะ่ อนั ไหนมนั ดเี ราก็เลือกเอา จะเอา
ผดิ ทางแลว้ มนั ไมไ่ ปทางรู้ เหน็ อะไรๆ กใ็ หด้ ทู ่ี ทง้ั หมดมนั ไม่ได้
จติ นน่ั แหละ จติ ของเราเกดิ ความสลดสงั เวช
92
หลวงป่อู ว้าน เขมโก
ให้จิตจดจ่ออยู่ในอารมณ์อันเดียว อยู่ใน เท่ียวเมืองกายนครก็เที่ยวอยู่นี่แหละ
กายอันเดียว ถ้าดูกายก็ดี อย่าไปดูที่อ่ืน ไปเทย่ี วทปี่ ระเทศอนิ เดยี กด็ ี ไปเทย่ี วปา่ ชา้
อยากดูน่ันอยากดูนี่ แสดงว่าจิตไม่สงบ ผดี ิบ เรานอ้ มจติ ไปอย่างนั้นมนั ไม่ผดิ ทาง
มนั ฟงุ้ ซา่ น ใหม้ นั สงบอยใู่ นอารมณอ์ นั เดยี ว หรอกหรอื เกดิ ความสงสัยขนึ้ เราก็นำ� มา
ค�ำว่าดูอยู่ในกายอย่างเดียวน้ัน ท้ังใกล้ ศกึ ษาอกี ทเี่ รานอ้ มไปอยา่ งนม้ี นั เปน็ ปจั จยั
ทง้ั ไกลดูไดห้ มดนะดูกายนะ่ ไมเ่ ฉพาะใน เพื่อรู้ ไมไ่ ดเ้ ป็นปัจจยั เพ่ือหลง มนั ตัดสิน
กายเราอยา่ งเดยี ว กายอน่ื คนอนื่ เขากด็ ไู ด้ เองได้ ไม่ต้องไปถามใครแหละ ไม่มีใคร
แตใ่ หม้ นั จดจอ่ อารมณอ์ นั เดยี ว สงบอยใู่ น บอกใครแนะนำ� อะไรเรา มันพิจารณาเอง
อารมณอ์ นั เดยี ว คำ� วา่ จติ สงบนนั้ ไมใ่ ชว่ า่ จติ
จะตอ้ งสงบนง่ิ อยเู่ ฉยๆ มนั สามารถเทย่ี วไป นั่นแหละทุกอย่างเราเที่ยวหา (พิจารณา)
ดูได้ แต่มนั จะรู้อยู่ในอารมณ์อันเดียว ไมถ่ ึงวนั ท่ี ๓ มนั ไมไ่ ด้ค�ำตอบนะนิสยั เรานี้
พจิ ารณาธรรมะกวา่ จะไดค้ ำ� ตอบกถ็ งึ วนั ท่ี ๓
อะไรๆ กใ็ หด้ คู วามไมเ่ ทย่ี งนนั่ แหละ แมส้ งั ขาร คอ่ ยได้ เทยี่ วหายากด็ ี ไม่ถึงวันท่ี ๓ ไม่ได้
ของเรากจ็ ะเปน็ อยา่ งนนั้ ไมม่ แี หละทสี่ งั ขาร วนั ที่ ๓ มนั จงึ ได้ เบิ่งอสภุ ะก็เหมือนกนั
ของเราจะดีกวา่ เขา จะประเสรฐิ กวา่ เขาน่ะ
เหมือนกันอันน้ี เม่อื เราเหน็ อย่างน้นั แลว้ ก็
จะเกดิ นพิ พทิ าความเบอื่ หนา่ ยขนึ้ เกดิ มาแลว้
ก็ไม่ปรารถนาที่จะกลับมาเกิดอีก แก่แล้ว
ก็ไม่ปรารถนาจะมาแก่อีก ตายแล้วก็
ไม่ปรารถนาจะมาตายอีก ถ้าเกิดนิพพิทา
ความเบอื่ หนา่ ยอยา่ งนนั้ แลว้ ชาตคิ วามเกดิ
ของเรากจ็ ะไม่มีอีก
93
ชวี ประวตั แิ ละปฏิปทาค�ำสอน
พจิ ารณาให้ช�ำนชิ ำ� นาญ
สังขารไม่เที่ยง ท่านเปรียบเหมือนของที่ยืมเขามา เขาจะเรียกกลับคืนเมื่อไรก็ได้
ฉะนน้ั ในเมอ่ื ไมใ่ ชข่ องๆ เรา เรากป็ ลอ่ ยวาง เราไมย่ ดึ ไมถ่ อื แหละ เขาจะเปน็ ยงั ไงกด็ ี
เขาจะแตกสลายผพุ งั ยงั ไงกต็ าม เราจะดู เราจะรู้ เราไมเ่ สยี ดาย เพราะไมใ่ ชข่ องๆ เรา
เขาไมเ่ ที่ยง เขาจะแตกสลายไปยงั ไงก็ดี อยา่ ให้มวี ติ กวิจารณ์ เอา้ เพง่ ดใู หม้ นั แตก
สลายไป ธาตุดนิ กเ็ ป็นดิน ธาตุไฟ ธาตนุ ้ำ� ธาตุลม กส็ ลายไป หาอะไรก็ไมม่ ี หาดิน
กไ็ มม่ ี หานำ�้ หาไฟหาลมอะไรกไ็ มม่ ี หาโรคหาอะไรกไ็ มม่ ี ในเมอื่ ไมม่ แี ลว้ เอา้ กำ� หนด
ข้ึนมาใหม่ ใหเ้ ป็นรูปเปน็ กายข้นึ มาใหม่ รปู กายน้กี ไ็ มเ่ ทีย่ ง เด๋ยี วมันก็แตกกผ็ ุก็พัง
สลายไป
เอา้ ดูการแตกสลายของเขา ดูให้มันชำ� นิช�ำนาญ เพง่ ดอู ยูน่ ่ันแหละ ดกู รรมฐานนะ่
ไมม่ แี ลว้ กำ� หนดขนึ้ มาใหม่ มรี ปู มนี ามขนึ้ มาใหม่ สงั ขารกเ็ ปน็ อยา่ งนแี้ หละ ตายแลว้
ก็เกิดใหม่ได้สังขารใหม่น้ี เราก�ำหนดให้มันข้ึนมาปัจจุบันน้ี แตกสลายปัจจุบันนี้
ผดุ ขนึ้ มาปจั จบุ นั น้ี มนั ไมเ่ ทย่ี งแลว้ เปลย่ี นไปยงั ไงละ่ เอา้ ดู ขนึ้ ชอ่ื วา่ สงั ขารแลว้ กล็ ว้ น
แต่ไมเ่ ทีย่ ง มีแตผ่ ุพังแตกสลายไปทัง้ น้ันแหละ ดใู หม้ ันชำ� นชิ ำ� นาญ อันไหนไมเ่ ท่ยี ง
ไมใ่ ชข่ องๆ เรา เรากป็ ล่อยวาง เราไมย่ ึดเป็นของเรา
ดใู หม้ นั ชำ� นชิ ำ� นาญ อนั ไหนไมเ่ ที่ยง ไม่ใช่ของๆ เรา
เราก็ปล่อยวาง เราไม่ยึดเป็นของเรา
94
ชวี ประวตั ิและปฏปิ ทาคำ� สอน
หลวงป่กู งมาละขันธ์
ปีหลวงปกู่ งมาละ (วันท่ี ๑๗ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๐๕ สริ อิ ายุ ๖๑ ปี ๑๑ เดอื น ๑๑ วนั
พรรษา ๓๕) เรากจ็ ำ� พรรษาอยดู่ ว้ ยกนั กบั เพนิ่ เขา้ ไปบบี นวดเพนิ่ ทกุ คนื หลวงพอ่ สมั มา
(ขันตปิ าโล) ก็จ�ำพรรษาด้วยกนั นแ่ี หละ พอออกพรรษาแลว้ หลวงปู่กงมาเพิ่นไปรับ
หลวงพอ่ แบนจะไปจนั ทบุรีพนู้ หลวงพอ่ แบนจ�ำพรรษาทน่ี ครพนมปนี นั้ ยงั บ่ทันถงึ
นครพนมซำ้� พอดเี กดิ อบุ ตั เิ หตุ รถบรรทกุ มาเฉยี่ วทา้ ยรถของเพน่ิ ลงถนน เพนิ่ กเ็ ลย
ละเสีย
จากน้ันก็เอาร่างเพิ่นกลับมาไว้ท่ีวัดป่าสุทธาวาสก่อน แล้วค่อยเคล่ือนมาวัดดอยฯ
ครูบาอาจารย์กม็ าร่วมหลายนะ คนก็หลาย หลวงปอู่ ่อน หลวงปู่ฝน้ั กม็ ารว่ ม
(ถวายเพลงิ ศพหลวงปกู่ งมา จิรปุญโญ ในวันท่ี ๕ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๐๖)
ตอนเพนิ่ ละสงั ขารนเ่ี ราพรรษา ๓ พรรษาที่ ๒ เราไปจำ� พรรษาทน่ี ครพนม พรรษาที่ ๓
เราไมไ่ ดไ้ ป หลวงพอ่ แบนไปจำ� พรรษาอกี ปที ี่ ๒ ทห่ี ลวงพอ่ แบนไปนเี่ กอื บแย่ เพน่ิ ปว่ ย
เก่ียวกับโรคปอด โรควัณโรค ไดห้ ลวงตาวรรณดี (ตงั้ ตรงจิตร กุสลธมั โม) เขา้ มา
อุปฏั ฐากดแู ล อาการอาพาธถงึ ไดผ้ า่ นมาได้ พอกลับมาวดั ดอยฯ แลว้ เพิ่นกย็ งั ตอ้ ง
ฉนั ยาตอ่ อกี ทกุ วนั ยาสเตรปโตมยั ซนิ ยาเปน็ กระปกุ แลว้ ตอ้ งฉดี ดว้ ย ยาตอ้ งผสมกบั
น้�ำกลน่ั ผสมวิตามนิ บี ๑๒
พอเสรจ็ งานศพหลวงปกู่ งมาแลว้ เพนิ่ อยากฉดี ยา เพนิ่ เลยถามหมวู่ า่ “ไผฉดี ยาเปน็ ละ่ ”
ถามองคน์ น้ั องคน์ กี้ ไ็ มม่ ใี ครฉดี ยาเปน็ มาถามเรา เรากว็ า่ “ตอนนนั้ หมเู่ คยใหแ้ ทงเขม็ ให้
กเ็ ลยแทง เคยฉดี ใหก้ บั หมอู่ ย”ู่ หมรู่ ปู นนั้ กบ็ วชพรอ้ มกนั เจบ็ ปว่ ยมาไมม่ ใี ครฉดี ยาเปน็
เราเลยฉดี ให้ หลวงพ่อแบนก็เลยวา่ “เออ ท่านอวา้ นนแี่ หละ” เราก็เลยไดฉ้ ีดยาให้
หลวงพอ่ แบนทกุ วนั เลยทนี ี้ เวลาฉดี กฉ็ ดี ใสส่ ะโพก เพราะชว่ งนนั้ ไมม่ หี มอทไ่ี หนจะขนึ้
ไปวดั ดอยฯ พอหลวงปกู่ งมาเพน่ิ ละไปแลว้ วดั กเ็ ลยเงยี บ ไมค่ อ่ ยมผี มู้ คี นขน้ึ ไปเทา่ ไร
96
หลวงปอู่ วา้ น เขมโก
ครบู าอาจารยผ์ ู้ใหญ่ทีม่ ารว่ มงานศพของหลวงปู่กงมา จิรปญุ โญ มหี ลวงป่อู อ่ น ญาณสริ ิ
หลวงปฝู่ ้นั อาจาโร หลวงปู่กวา่ สุมโน หลวงตามหาบัว ญาณสมั ปันโน เปน็ ตน้
97
ชวี ประวัตแิ ละปฏปิ ทาค�ำสอน
หลวงปู่แบน ธนากโร
อย่วู ดั ดอยฯ
วัดดอยฯ แตก่ อ่ นไม่มีไฟฟ้าอะไรล่ะ ใช้ตะเกียงใช้โคมไฟเอา สมยั ก่อนผา้ อาบนำ้� ก็
เปน็ ผา้ เชด็ ตวั ในผนื เดยี วกนั เลย ไมม่ อี ะไรแหละ สบอู่ ะไรๆ กไ็ มค่ อ่ ยมหี รอกแตก่ อ่ น
ไมส่ ะดวกเหมอื นทกุ วนั นี้ นำ�้ กไ็ ดห้ าบเอา ทำ� งานหนกั ทสี่ ดุ กต็ อนอยทู่ วี่ ดั ดอยฯ นนั่ แหละ
หลวงพอ่ แบนเพนิ่ พาเทปนู สรา้ งถงั เกบ็ นำ�้ ชว่ งนนั้ เพนิ่ กไ็ มค่ อ่ ยแขง็ แรงหรอก แตเ่ พน่ิ
กย็ งั ทำ� งานกบั หมไู่ ดอ้ ยู่ ฉาบปนู เพน่ิ กฉ็ าบกบั หมบู่ า้ ง นน่ั แหละทำ� ถงั เกบ็ นำ�้ การโกยหนิ
ลงจากภูเขาก็ตอ้ งเป็นพระทงั้ หมด เอาทรายขึ้นจากหว้ ยกพ็ ระทัง้ หมด หนกั มากอยู่
วดั ดอยฯ ชว่ งน้ัน เพราะชาวบ้านเขาลงนาหมดแลว้ เลยไมม่ ีชาวบ้านมาชว่ ยละ่
อาหารบณิ ฑบาตสมยั นน้ั กต็ ามมตี ามได้ ลวกผกั มาเตม็ ถาดอยา่ งนกี้ ห็ มด เพราะมนั หวิ
เราท�ำงานหนักกว่าญาติโยมนะช่วงนั้น ท�ำงานสมัยนั้นก็ไม่มีเครื่องทุ่นแรงอะไร
ต้องได้ใช้แรงเองทั้งหมดทุกอย่าง พวกหินปูนทรายก็มีแต่แบกมีแต่หิ้วมีแต่ขนไป
กนั เองทงั้ นนั้ หนกั มาก มาทกุ วนั นยี้ งั มเี ครอ่ื งทนุ่ แรงชว่ ยทำ� แลว้ บางทที ำ� ถงึ เทย่ี งคนื
คอ่ ยไดเ้ ลกิ กม็ ี เพราะเวลาเทปนู ตอ้ งเทตดิ ตอ่ กนั ไมอ่ ยา่ งนนั้ ปนู มนั จะไมป่ ระสานกนั
รางปนู มี ๒ ราง รางนหี้ มดไป ตกั รางนน้ั ตอ่ ไมใ่ หข้ าด หนิ กห็ ว้ิ เอา ใชป้ บ๊ี ตกั ยกขนกนั
98
หลวงปูอ่ วา้ น เขมโก
บริเวณวดั ดอยธรรมเจดยี ์ จ.สกลนคร
ทรายก็เหมอื นกัน ใชม้ ือหวิ้ ข้างละปบี๊ ปนู ก็ หลุดล่ะทีนี้ ถ้าขนึ้ แล้วไม่ตอ้ งไปแตะไปต้อง
แบกเอาอุ้มเอา ปูนน่ี ๒ ถุงผสมได้ ๑ ราง เขาแหละ รอกอ่ น จะเอาทีเดยี วไมไ่ ด้
ผสมรางนีต้ ่อด้วยรางน้ัน แลว้ ก็ตกั เอาไปเท
เทเสร็จก็ไปตักหินตักทรายต่อ ติดต่อกัน ท�ำกุฏิก็เหมือนกัน บ่ายโมงเพ่ินก็ให้พระ
อยา่ งน้ี ไมอ่ ยา่ งนนั้ ไมไ่ ด้ ปนู มนั จะแหง้ กอ่ น ตรี ะฆังแลว้ พาพระไปขนไม้ในป่ามาท�ำกฏุ ิ
ถ้าแห้งแล้วปูนมันจะไม่ประสานกัน เวลา เราก็ไปช่วยถากช่วยแบกช่วยขนมาน่ะ
เกบ็ นำ้� นำ้� กจ็ ะรว่ั ไม่อยแู่ หละ เวลาฉาบปูน งานอะไรกด็ ี ถา้ งานยงั ไมแ่ ลว้ เสรจ็ เรากต็ อ้ ง
ก็ต้องขึ้นปูนก่อนการก่อน่ะ แล้วต้องรอให้ อยู่กับหน้างานนั้นตลอดน่ันแหละ ไม่ว่า
มนั อยตู่ วั กอ่ นแลว้ คอ่ ยไปเสรมิ ไปแตง่ ทหี ลงั ท่ีไหนก็ดี
ถ้าปูนยงั เละอย่แู ลว้ เราไปฉาบเลย มนั กจ็ ะ
99