The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชีวประวัติ (ท่านพ่อลี) พระสุทธิธรรมรังสีฯ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-20 20:15:20

พระสุทธิธรรมรังสีฯ (ท่านพ่อลี)

ชีวประวัติ (ท่านพ่อลี) พระสุทธิธรรมรังสีฯ

ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา

พระสทุ ธิธรรมรงั สีคมั ภรี เมธาจารย์
(พระธมฺมธโร ท่านพอ่ ลี)

วัดอโศการาม อ�ำเภอเมือง จงั หวัดสมทุ รปราการ

อนสุ รณ์พิพธิ ภณั ฑฉ์ นั ทกรานสุ รณ์
วดั ปา่ อมั พโรปัญญาวนาราม ในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปรณิ ายก

ชีวประวตั ิและพระธรรมเทศนา

พระสุทธธิ รรมรังสีคัมภรี เมธาจารย์ (พระธมมฺ ธโร ท่านพอ่ ล)ี

เลขมาตรฐานหนังสอื : ๙๗๘-๖๑๖-๔๔๕-๒๐๖-๐
พิมพ์ครง้ั ที่ ๑ : กันยายน ๒๕๖๐
จำ� นวนพิมพ์ : ๕,๐๐๐ เล่ม
จัดพมิ พโ์ ดย : มลู นิธพิ ุทธสมุนไพรคู่แผ่นดนิ ไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์


สงวนลขิ สทิ ธิ์ : หา้ มคดั ลอก ตดั ตอน เปล่ียนแปลง แก้ไข ปรับปรงุ
ขอ้ ความใดๆ ทงั้ สน้ิ หรือน�ำไปพมิ พจ์ �ำหน่าย
หากทา่ นใดประสงคจ์ ะพมิ พเ์ พอื่ ให้เป็นธรรมทาน
โปรดตดิ ต่อขออนญุ าตจากทางมูลนิธิพุทธสมุนไพรคู่แผ่นดนิ ไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์

พมิ พ์ที่ : บรษิ ทั ศิลปส์ ยามบรรจภุ ัณฑ์และการพิมพ์ จ�ำกัด
๖๑ ถนนเลียบคลองภาษเี จริญฝง่ั เหนือ ซ.เพชรเกษม​๖๙
แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรงุ เทพมหานคร
โทรศพั ท์ ๐­-­­๒๔๔๔-๓๓๕๑-๙ โทรสาร ๐-๒๔๔๔-๐๐๗๘
E-mail: [email protected] www.silpasiam.com

ค�ำปรารภ

เร่ืองการจัดท�ำหนังสือมรดกธรรมยอดโอวาทค�ำสอนของสมณะนักปราชญ์
วสิ ทุ ธเิ ทวา (พระปา่ ) จดั ทำ� ขน้ึ ๓๔ องค์ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ระหวา่ งปี พทุ ธศกั ราช
๒๔๖๐-๒๕๕๔ โอวาทธรรมยอดแห่งค�ำสอนของวิสุทธิบุคคล ท่านแสดงบริสุทธิ์
สมบรู ณไ์ มว่ า่ ยคุ ใดสมยั ใด นำ� ผสู้ นใจพยายามตง้ั ใจปฏบิ ตั ติ าม ยอ่ มกา้ วลว่ งทกุ ขไ์ ปได้
สมความปรารถนา คณะปสาทะศรทั ธาเห็นควรจัดทำ� ข้ึนสงวนรกั ษาไว้ เพ่อื กุลบตุ ร
สุดท้ายภายหลังที่ พิพิธภัณฑ์ฉันทกรานุสรณ์ วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม บ้าน
หนองกลางดอน ต�ำบลคลองกว่ิ อ�ำเภอบา้ นบึง จังหวดั ชลบุรี ผสู้ นใจกรณุ าเขา้ ไป
ศกึ ษาได้ตามโอกาส เวลาพอดี

ผฉู้ ลาดยึดหลักนักปราชญ์เปน็ แบบฉบับพาดำ� เนนิ ปกครองรกั ษาตน
คณะปสาทะศรทั ธา

ห้ามพิมพเ์ พือ่ จ�ำหนา่ ย สงวนลขิ สทิ ธ์ิ

สารบญั

พระสทุ ธธิ รรมรังสีคมั ภรี เมธาจารย์ (พระธมฺมธโร ท่านพอ่ ลี)

ชวี ประวัตแิ ละพระธรรมเทศนา พระสุทธธิ รรมรังสคี ัมภีรเมธาจารย์

(พระธมฺมธโร ท่านพอ่ ลี) ๑

ชีวประวตั ิ พระสทุ ธิธรรมรังสคี มั ภีรเมธาจารย์ (พระธมฺมธโร ท่านพ่อล)ี ๓

- คำ� ขวัญ ๖

- ภาษติ ๙

พระธรรมเทศนา พระสุทธธิ รรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์

(พระธมฺมธโร ท่านพ่อล)ี ๑๑

- ธรรมะปฏบิ ตั ิ เร่ืองศีล ๑๕

- ธรรมะปฏิบัติ เรอื่ งสมาธ ิ ๕๕

- หนังสือจติ ตวิชชา หลกั ความรู้แจ้งทางจติ

ของ พระอาจารยล์ ี ธมฺมธโร ๗๕

- ธรรมะปฏบิ ตั ิ เรอ่ื งปญั ญา ๑๒๕

- ปกิณณกธรรม ๑๗๙

พระสทุ ธิธรรมรังสคี มั ภีรเมธาจารย์
(พระธมมฺ ธโร ทา่ นพ่อลี)

วัดอโศการาม อำ�เภอเมอื ง จงั หวัดสมทุ รปราการ



ชีวประวัตแิ ละพระธรรมเทศนา

พระสทุ ธธิ รรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
(พระธมฺมธโร ท่านพ่อล)ี

1



ชวี ประวัติ

พระสทุ ธิธรรมรงั สคี มั ภรี เมธาจารย์
(พระธมมฺ ธโร ทา่ นพอ่ ลี)

ทา่ นพอ่ ลี เกดิ ทบ่ี า้ นหนองสองหอ้ ง ต.ยางโยภาพ อ.มว่ งสามสบิ จ.อบุ ลราชธานี
เมือ่ วนั ท่ี ๓๑ มกราคม ๒๔๔๙ ตรงกับวนั พฤหัสบดี เดอื นย่ี ปีมะเมยี เป็นบตุ ร
นายปาว และ นางพว่ ย นารีวงศ์ นามเดมิ ของท่านคือ ชาลี

บรรพชาและอุปสมบท

ได้บรรพชาอุปสมบท เมือ่ วันขน้ึ ๑๕ ค�่ำเดอื น ๖ พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ บา้ นเกิด
เม่ืออายุ ๒๐ ปี สวดญัตติใหม่ท่วี ัดบูรพา จ.อบุ ลราชธานี เมื่อเดอื นพฤษภาคม พ.ศ.
๒๔๗๐ มี พระปัญญาพิศาลเถระ (หน)ู วดั สระปทุม พระนคร เปน็ พระอุปัชฌาย์
พระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั โต เปน็ ผบู้ รรพชา อปุ สมบท ๑ วนั กถ็ อื ธดุ งค์ คอื ฉนั มอ้ื เดยี ว
จนตลอดชีวติ โดยกล่าวเป็นคตสิ อนไวว้ ่า “ถา้ ฉันหนเดียวตาย ผมตายไปนานแล้ว”
เพือ่ ให้อนุชนรุ่นหลงั ถือเป็นแบบอยา่ งปฏิบัตติ าม.
ไดร้ ับค�ำยกยอ่ งจากสมเดจ็ พระสงั ฆราช (จวน อฏุ €ฺ ายี) ว่า “ทา่ นอาจารยล์ เี ป็น
ผทู้ ยี่ อมสละชวี ติ เลอื ดเนอ้ื และความรถู้ วายแกพ่ ระพทุ ธศาสนาโดยไมค่ ำ� นงึ ถงึ ความ
เหนอื่ ยยาก มงุ่ ตง้ั ใจอบรมคฤหสั ถแ์ ละบรรพชติ ใหป้ ฏบิ ตั ธิ รรมสมควรแกธ่ รรม ผปู้ ฏบิ ตั ิ
เมอ่ื รู้รสพระธรรมก็เกดิ ความเคารพเล่อื มใสปฏบิ ตั ิตาม”

3

เปน็ ผถู้ วายคำ� แนะนำ� ในการบำ� เพญ็ สมถวปิ สั สนากรรมฐาน แดท่ า่ นเจา้ ประคณุ
สมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ (ติสฺโส อว้ น) วัดบรมนวิ าส จนได้รับค�ำยกยอ่ งวา่ “ค�ำพูด
ของคุณแปลกจากพระกรรมฐานองค์อน่ื พูด แลว้ แม้เราจะทำ� ไม่ไดไ้ ม่ถึง ก็เข้าใจได้
ชดั แจ้ง ไม่สงสัย” และท่านเจา้ ประคณุ สมเด็จฯ ยังไดก้ ลา่ วสรรเสรญิ สมาธไิ ว้อีกว่า
“...การนั่งสมาธิ เราไมเ่ คยคิดเลยว่าจะมปี ระโยชนอ์ ย่างนี้”
“...แตก่ ่อนเราไม่เคยนึกวา่ การทำ� สมาธเิ ปน็ ของจำ� เปน็ ”

เผยแพร่ศาสนา

จัดงานใหญ่ ท�ำการฉลองสมโภช ๒๕ พุทธศตวรรษ (ปีกึ่งพุทธกาล) ณ
วัดอโศการาม เมื่อเดอื นพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ รวม ๑๙ วัน ๑๙ คืน โดยมีปจั จยั
เรมิ่ แรก ๒๐๐ กวา่ บาท มีผศู้ รทั ธาจาก ๔๔ จังหวัด มาบวช และรับการอบรมทาง
ด้านสมถกรรมฐานวปิ สั สนากรรมฐาน (ปฏิบัตธิ รรม รักษาศีล บ�ำเพ็ญสมาธภิ าวนา)
ที่วดั อโศการาม รวม ๒,๔๐๗ ท่าน พอเสรจ็ งาน งบบัญชีปรากฏวา่ มรี ายรับเปน็
เงนิ สด ๘ แสนบาทเศษ หกั แล้วคงเหลอื เงนิ สด ๓ แสนบาทเศษ ซึง่ ได้สง่ เป็นทนุ
เร่ิมต้นในการสรา้ งพระอโุ บสถต่อไป
ทง้ั นโี้ ดยไมไ่ ดแ้ จกฎกี ารอ้ งขอจากผใู้ ด เปน็ แตแ่ จกใบปลวิ กำ� หนดงานใหท้ ราบ
ในหมคู่ ณะศิษยเ์ ทา่ นั้น
ในงานครง้ั นี้ ทา่ นไดส้ รา้ ง “พระโพธจิ กั ร” ๑ ลา้ น ๑ แสน องคเ์ ศษ แจกจา่ ยแก่
พุทธบริษัท โดยมิไดค้ ิดมูลคา่ ใดๆ

4

ไปต่างประเทศ

๑. โดยการเดินธดุ งค์ (เดินเท้า) จากจังหวดั บุรรี ัมย์ ไปยงั ประเทศเขมร และ
สามารถเทศนภ์ าษาเขมรได้
๒. โดยการเดินธุดงค์ ทางบก ทางเรือ และทางรถไฟ เมอื่ เดอื นพฤศจกิ ายน
พ.ศ. ๒๔๘๒ ไปประเทศพม่า และประเทศอินเดยี
๓. โดยทางอากาศ (เครอื่ งบนิ ) เมอ่ื เดือนมกราคม ๒๔๙๓ ไปประเทศพม่า
และประเทศอนิ เดีย เป็นครงั้ ที่ ๒ และได้จำ� พรรษาที่เมอื งสารนาถ ๑ พรรษา

สมณศักด์ิ

๕ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เปน็ พระครสู ุทธิธรรมาจารย์
๕ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ เปน็ พระสทุ ธธิ รรมรังสคี มั ภรี เมธาจารย์

ปจั ฉิมกาล

คนื ท่ีจะมรณภาพ ท่านได้น่งั คยุ กับพระลูกศิษยร์ วม ๔ องค์ และไดใ้ หศ้ ษิ ย์
จดบนั ทกึ สงั ฆกจิ เพมิ่ เตมิ จนกระทงั่ เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. เศษ กเ็ ขา้ กฏุ ปิ ดิ ประตู
ลงกลอนและจำ� วัด โดยมอี าการปกตทิ กุ อย่าง
รุง่ เชา้ วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๐๔ ศิษยไ์ ดร้ อเพื่อใหท้ า่ นตื่นฉันจังหัน จนเห็นว่า
เวลาสายผิดปกติ จึงได้เปิดหน้าต่างเข้าไปดู ปรากฏว่าท่านได้มรณภาพเสียแล้ว
สิรริ วมอายไุ ด้ ๕๕ ปี ๒ เดอื น ๒๕ วนั

5

คำ� ขวัญ

ของ
พระสุทธิธรรมรงั สคี มั ภรี เมธาจารย์

(ทา่ นพอ่ ลี ธมฺมธโร)
วัดอโศการาม จังหวดั สมทุ รปราการ

อตฺตนา โจทยตฺตานํ
จงเตอื นตนของตนดว้ ยตนเอง

จงเรง่ รดั พฒั นาตนไวใ้ หเ้ จรญิ คนเราควรทำ� ตนใหเ้ ปน็ ทพี่ ง่ึ ควรแกก่ ารปกครอง
ของปวงชน เพื่อความร่มเยน็ เปน็ สขุ โดยสวัสดิภาพ
บคุ คลในโลกน้ี มี ๒ จ�ำพวก คอื
๑. ผู้ที่สร้างความดีและเย็นไวใ้ ส่ตวั
๒. ผทู้ ่ีสร้างความร้อนไว้ใสต่ ัว
อธบิ าย
๑. ผทู้ ส่ี รา้ งความดแี ละเยน็ ไวใ้ สต่ วั นนั้ คอื เปน็ ผมู้ ธี รรมะประจำ� จติ มคี วามซอ่ื ตรง
คงท่ีโดยสุจริต
๑) เป็นผู้รู้จักวิธีข่มใจของตนไว้ในความเป็นธรรมโดยเท่ียงตรง ไม่มีอคติ
ท้ัง ๔ คอื
 ไมร่ ักจนหลง
 ไมม่ โี ทสะรนุ แรงเกนิ ไป ไม่กลา้ เกินไป ไมก่ ลวั เกนิ ไป

6

 อโมหะ รู้จักก�ำจัดความหลงอันงมงายอันไม่รู้เท่าถึงการณ์ออกจากตน
เสยี ได้
 ไมล่ ุอำ� นาจของกิเลสและตณั หา

๒) เปน็ ผทู้ ม่ี กี ารอบรมปญั ญาใหถ้ งึ พรอ้ ม เปน็ ผรู้ เู้ หตผุ ลทท่ี ว่ั ถงึ รจู้ กั คน้ ควา้
ความชัว่ และความดีทม่ี ีในตน รแู้ ล้วว่าสง่ิ น้ีเป็นบาปอกศุ ล จงช�ำระออกจากตนเสีย
ให้จงได้ ใหเ้ ขา้ ถงึ แตค่ วามเยน็ (ไดแ้ ก่ ใจปราศจากนวิ รณธรรม)

๓) จาโค เปน็ ผยู้ นิ ดใี นการเสยี สละ เหตแุ หง่ ความเยน็ (= เมตตาจติ ) ของตนนนั้
โปรยลงมาเหมือนนำ�้ ฝนที่ตกจากอากาศ

บุคคลชนิดนี้ควรแก่การเป็นที่พ่ึงของปวงชนพลโลกให้มีความสุขสวัสดิภาพ
เปรียบเหมอื นดีธรรมชาติซง่ึ มอี ย่ใู นโลกน้ี เชน่ พระอาทิตย์เปน็ ส่งิ ทีไ่ มม่ จี ิตวิญญาณ
ยงั สามารถใหค้ วามสขุ แกม่ นษุ ยไ์ ด้ เชน่ ทำ� ความรอ้ นเผามหาสมทุ รทมี่ คี วามเคม็ ใหเ้ กดิ
เป็นไอแล้วลอยขึ้นสู่เวหากลายเป็นเมฆหมอกอันห่อโลกไว้โดยดี กีดกันก้ันเสียซึ่ง
แสงพระอาทติ ยม์ ใิ หเ้ กดิ เปน็ ไฟเผาโลก นอกนน้ั บางสว่ นกก็ ลายเปน็ นำ้� ฝนอนั สะอาด
ปราศจากความเคม็ ตกลงมาบำ� รงุ รกุ ขชาตพิ ชื ผลธญั ญาหารของมนษุ ยท์ งั้ ปวง ชว่ ยเหลอื
สตั ว์นานาชนดิ ท่เี ดือดร้อนใหร้ ่มเยน็ เป็นสขุ ได้

นี้แหละ คอื บุคคลทค่ี วรแกก่ ารเปน็ ท่พี ่งึ ของปวงชนได้เปน็ อย่างดี

๒. บคุ คลทีส่ รา้ งเหตุแหง่ ความร้อนใสต่ นนนั้ คือ บุคคลที่ไมม่ ีธรรมะในจติ ใจ
มแี ตค่ วามมวั มดื และโมโหโทโสโกรธาเปน็ ใหญ่ มองหาแตป่ ระโยชนส์ ว่ นตวั เปน็ ใหญ่
เปน็ ประธานฝ่ายเดียว ไมน่ ึกถึงความทกุ ขเ์ ดอื ดรอ้ นอันจะพงึ เกดิ ขนึ้ แก่ท่านผูอ้ ่นื

คนชนิดน้ันแม้จะเป็นที่พ่ึงของปวงชนได้อยู่ ก็เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน
บอ่ นทำ� ลายความสวสั ดภิ าพของปวงชน คอื เขาไมม่ ธี รรมะในใจ ไมม่ กี ารปฏวิ ตั ติ วั เอง
ซง่ึ เปรยี บเหมอื นนำ�้ ในมหาสมทุ ร จะใส จะลกึ จะกวา้ งใหญส่ กั เพยี งไรกต็ าม มนั กย็ งั

7

เปน็ นำ�้ เคม็ อยนู่ นั่ เอง ใชไ้ ดส้ ำ� หรบั ปลาบางเหลา่ เพยี งเทา่ นน้ั สว่ นสตั วอ์ นื่ ๆ เปน็ อนั มาก
ยังมีอยแู่ ต่ไม่นิยมด่ืมกนิ นำ้� ท่ีเคม็
คนชนิดน้ีเขามีแต่อธรรมฝังอยใู่ นตวั ของเขาหลายอยา่ ง คือ
๑) เป็นคนมักได้ ตระหน่ีขเ้ี หนยี วเป็นเจ้าเรอื น
๒) เปน็ คนเหน็ แกต่ วั ไมค่ �ำนึงถงึ ความเดือดรอ้ นของท่านผ้อู ืน่
๓) เปน็ คนนยิ มชมชอบแตข่ น้ั อามสิ คอื เมาอยใู่ นยศในลาภสรรเสรญิ สขุ ของโลก
ตดิ พันอยู่ในเคร่อื งสักการะเคร่ืองสังเวยอันเป็นเหยอ่ื
๔) เปน็ ผทู้ ม่ี ปี ญั ญาตำ่� ตอ้ ย ไมศ่ กึ ษาอบรมหาอบุ ายใสต่ นไวเ้ ปน็ เครอ่ื งมอื สำ� คญั
แต่วา่ “ตนเปน็ คนฉลาดแล้ว ดแี ล้ว สามารถแล้ว” เปน็ คนไมม่ สี ัจจะ และความรใู้ น
สงั คมและปฏคิ ม ไมม่ คี วามยนิ ดใี นการอบรมบม่ อนิ ทรยี ข์ องตนใหแ้ กก่ ลา้ โดยธรรมะ
คนจำ� พวกนย้ี อ่ มเปน็ ทพ่ี งึ่ ของปวงชนไมไ่ ด้ ถงึ จะเปน็ ไปได้ มนั กเ็ หมอื นกบั ทพี่ า
ครอบครวั ของตวั ลงเรอื ขี่ข้ามมหาสมทุ รสาครอนั กว้างใหญ่ เรือนน้ั กล็ อยโคลงเคลง
อยเู่ สมอ ลมกพ็ ดั ไฟกจ็ ะดบั นำ�้ จะกนิ กล็ ำ� บาก หนกั ๆ เขา้ กจ็ ะทะเลาะกนั เอง เรอื กล็ อย
เทง้ เตง้ จะมองเหน็ แตห่ ลกั แจวเปน็ ทพ่ี งึ่ ในทส่ี ดุ กจ็ ะตศี รี ษะกนั เอง หมดสขุ หมดสนกุ
รนื่ รมย์ชมชอบ
คนเชน่ นี้ เปน็ คนยังไมค่ วรแกก่ ารเป็นท่ีพงึ่ ของใครๆ ได้

8

ภาษติ

ตน้ ไทรใหญ่ ในกลางดง
กงิ่ มันยาว ใบมนั มาก
รากมนั ยาว หยดยอ้ ย หอ้ ยลงดิน
ลมโบก และลมพัด
กง่ิ ไม่โคน่ ตน้ ไม่หกั
ต้นมันใหญ่ ไมม้ ีหลัก หกั ไมเ่ ป็น
ใบดก ดอกหนา สกณุ าได้อาศยั ฯ
 คนใดได้เปน็ ใหญ่ให้มีราก คือคุณธรรมคอยค�ำ้ จุนเปน็ หลักไว้ไมค่ ลอนแคลน
 อโลโภ อโทโส อโมโห ใหม้ ีไว้ในตน เปน็ กุศลคือกองบุญคอยค้�ำจุนและเชดิ ชู
 สำ� รวมหู สำ� รวมตา กายวาจาเปน็ สาขาคอื กง่ิ กา้ น (ตกไปอยทู่ ไี่ หนๆ ทำ� แตค่ วามดี
ทกุ แห่ง) ส�ำรวมไว้ใหจ้ งดี ส�ำรวมอินทรยี เ์ ป็นก�ำลงั ตง้ั ใจในสัมมาปฏิบตั ิ

- จงทำ� ตนของตนให้เป็นทพ่ี อใจของตน “ท�ำไวแ้ ลว้ หรือยัง”
- อยู่กบั ตำ� หนไิ มค่ วรทำ�
- ความดที ย่ี ่งิ ไปกว่าความดไี ม่มใี นโลก ฉะน้นั จึงเปน็ ส่งิ ที่ควรทำ�

“เนกาสี ลภเต สุขํ”

คนเราเกดิ มาอยคู่ นเดยี วกนิ คนเดยี ว ยอ่ มไมม่ คี วามสขุ ในโลก เหตนุ นั้ ทางพระ
ทา่ นจึงสอนไว้วา่ “จงช่วยกนั ใช้ให้กันกนิ โดยศีลธรรมคือเมตตา ยอ่ มนำ� สุขมาให้ใน
โลกนี้และโลกหน้า”

9



พระธรรมเทศนา

พระสทุ ธธิ รรมรงั สีคัมภีรเมธาจารย์
(พระธมมฺ ธโร ทา่ นพอ่ ลี)

11

คำ� นำ�

หนงั สอื เลม่ นี้ ขา้ งตน้ จะอธบิ ายศลี กอ่ น จงึ จะอธบิ ายถงึ การเรยี นทำ� ทางจติ ตอ่ ไป
ขา้ งหนา้ ขา้ พเจา้ เรยี บเรยี งแกค้ วามสลดสงั เวชใจ คอื ขา้ พเจา้ เคยถามอบุ าสกอบุ าสกิ า
บางเหล่าว่า “ศีล ๕ ศลี ๘ กรรมบถ ๑๐ ท่ีพากันรักษา มีขอ้ หา้ มอยา่ งไร” กบ็ อก
ผดิ ๆ ถูกๆ

ถามวา่ “เคยรักษาศีลมาก่ปี ีแล้ว” บอกวา่ “ไม่เคยก็มี เคยก็ม”ี
ถามวา่ “กปี่ ”ี บอกวา่ “๒ ปีกม็ ี ๕ ปีกม็ ี”

แตค่ นไม่เคยกพ็ อฟังได้ ส่วนผู้ทเี่ คยก็ผดิ กันมาก บางคนรกั ษา ๓ ปี ร้ดู ีกว่า
คนท่รี ักษา ๕ ปี
 บางทา่ นบางคนกว็ า่ “ปาณา” ๓ ปี กป็ าณาอยนู่ น่ั แหละ ความประสงคอ์ ยา่ งไร
ก็ไม่รู้

 แตบ่ างทา่ นบางคนรดู้ ยี งิ่ กวา่ นก้ี ม็ เี ปน็ จำ� นวนมาก แตถ่ งึ กระนน้ั ขา้ พเจา้ กย็ งั
ทนความรสู้ กึ สลดใจไมไ่ ด้ เพราะความประพฤตไิ มใ่ ครจ่ ะเหมาะสมกบั ความรขู้ องตน
ทีพ่ ดู เช่นน้ใี ชว่ า่ ข้าพเจ้าจะแกล้งตเิ ตยี นก็หามไิ ด้ หากพูดตามความจริงใจ

เพราะเหตนุ ี้ ข้าพเจา้ จึงได้เรียบเรียงขน้ึ เพื่อเปน็ การบรรเทาความสลดใจ จงึ ได้
จดั การพิมพ์ขนึ้ ส�ำหรบั แจกแกอ่ ุบาสก อบุ าสิกา ผ้ปู ฏบิ ตั ิในพระพุทธศาสนาเพ่ือเป็น
หนทางปฏิบัตบิ ชู าพระศาสดาจารยใ์ หเ้ จริญรงุ่ เรืองตลอดกาลนาน

12

ในทส่ี ดุ น้ี ขอทา่ นผอู้ า่ นจงใครค่ รวญดู บางทกี จ็ ะถกู กบั ใจบา้ ง บางทกี จ็ ะผดิ บา้ ง
ถงึ อยา่ งไรขา้ พเจา้ เขา้ ใจวา่ “ถา้ ปฏบิ ตั ดิ ดั แปลงไปตามธรรมนน้ั ๆ” เชอ่ื แนว่ า่ “เปน็ บญุ
เป็นกุศลได้ทีเดียว” ท่ีเรียบเรียงนี้ถ้ามิได้ถูกต้องตามอรรถธรรมแล้ว จงให้อภัยผู้
เรียบเรยี งด้วย
หนังสอื เลม่ นี้๑ ข้าพเจา้ ขอมอบก�ำลงั กายและกำ� ลงั ความคดิ ใหแ้ ด่ทา่ นท้งั หลาย
ผ้มู ีศรทั ธาออกทรัพยใ์ ห้เป็นกุศลกรรมสิทธ์ิแกท่ ่านทัง้ หลายผอู้ อกกำ� ลงั ทรพั ย์ในการ
จดั พมิ พข์ นึ้ ด้วย
เมอ่ื ทา่ นทงั้ หลายยงั ไมพ่ น้ ไปจากทกุ ขท์ ง้ั ปวง บงั เกดิ อยใู่ นภพใดๆ ขอจงใหเ้ ปน็
ผู้มีปัญญาปรชี ารอบรใู้ นสง่ิ ทเี่ ปน็ สารประโยชน์ทุกสง่ิ ทกุ ประการเทอญ

พระอาจารย์ ธมมฺ ธโร (ลี)
ส�ำนกั คลองก้งุ จังหวดั จนั ทบุรี
วนั ท่ี ๑๕ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๘๐

๑ หนงั สอื เลม่ นี้ แตเ่ ดมิ ชอื่ วา่ ฆะราวาสะสลี ะสกิ ขา ศลี อนั ฆราวาสควรศกึ ษา พมิ พค์ รงั้ แรก ปี พ.ศ. ๒๔๘๐
จำ� นวน ๑,๕๐๐ เล่ม เป็นหนงั สอื เล่มเล็กๆ ครนั้ ต่อมาภายหลงั ทา่ นไดป้ รับปรุงแกไ้ ขใหพ้ สิ ดารขน้ึ และน�ำ
หนงั สอื จติ ตสกิ ขา มารวมเลม่ เขา้ ดว้ ยกนั อกี เลยทำ� ใหก้ ลายเปน็ หนงั สอื เลม่ ใหญข่ นึ้ แลว้ เปลย่ี นชอื่ เสยี ใหม่
ใหช้ อื่ วา่ สลี สกิ ขา และ จติ ตวชิ ชา แตว่ า่ ในกาลตอ่ มา หนงั สอื เลม่ เดยี วกนั นแ้ี หละ บางแหง่ เมอื่ พมิ พช์ อ่ื หนงั สอื
จะใชช้ อื่ ตา่ งกนั ออกไป เชน่ ใชช้ อ่ื วา่ จติ ตสกิ ขา กม็ ี สลี สกิ ขา ปญั หา และจติ ตวชิ ชา กม็ ี ขอทา่ นทงั้ หลายอยา่ ได้
สบั สนในชอื่ ทมี่ ตี า่ งๆ กนั นน้ั เพราะวา่ มคี วามตา่ งกนั เพยี งแตช่ อ่ื เทา่ นนั้ ในสว่ นของสาระเนอ้ื ความนนั้ ยงั คง
เหมือนกนั ทกุ ประการ (ผ้ชู �ำระ)

13



ธรรมะปฏบิ ัติ เรื่องศลี

15

อธิบายศลี ฆราวาส

ศีลฆราวาสน้ัน แบง่ ออกเป็น ๓ คอื
๑. ศลี ๕
๒. ศลี ๘ อุโบสถ
๓. ศีลกรรมบถ ๑๐
รวมกันเป็น ๓ ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ ๑ มอี งค์ ๕
ประเภทท่ี ๒ มีองค์ ๘ องค์ ๘ นัน้ ก็มาจากองค์ ๕ นัน่ เอง
ประเภทที่ ๓ กรรมบถ ๑๐ จกั กล่าวอธิบายในตอนหลงั

อธิบายองค์ ๕ กับ องค์ ๘ ก่อน

ถา้ เอาองค์ ๘ เติม อพรหมจริยา แทนกาเมฯ เสีย แลว้ เพ่มิ วิกาลโภฯ ข้อ ๑
นัจจคฯี -มาลาฯ ขอ้ ๑ อจุ จาฯ ข้อ ๑ รวมกันเปน็ ๘
ศลี ๕ สงเคราะหล์ งใหเ้ ป็น ๒ ประเภทอกี คือ
เปน็ ความประพฤติทางกาย ประเภท ๑
เปน็ ความประพฤตทิ างวาจา ประเภท ๑
ประเภทของกาย คือ กายปกติ มี ๓ ไดแ้ ก่
ไมฆ่ ่าสตั ว์ ๑

16

ไมล่ กั ทรพั ย์ ๑
ไมป่ ระพฤติผดิ ในกาม ๑
นีเ้ ป็นประเภทของ (การรกั ษาศีลทาง) กาย

ประเภทของวาจา คอื ปกติวาจา ไดแ้ ก่

มุสาวาทา เวระมะณี ไม่พดู เทจ็ ไมพ่ ูดสอ่ เสยี ด ไมพ่ ดู ค�ำหยาบ และไมพ่ ูด
เพ้อเจอ้ น้ีเป็นประเภทของ (การรกั ษาศีลทาง) วาจา

น๑้ี กม็ าจากองค์ ๕ “สรุ าเหน็ หายไป” ออ้ สว่ นสรุ า กจ็ ดั เขา้ มารวมใน ๓ ขอ้ ขา้ งตน้
นั่นแหละ คอื กาเมฯ เพราะเปน็ ประเภทแหง่ ความเมาเหมอื นกนั

ศีล ๘ กต็ อ้ งจดั เปน็ ๒ ประเภทเหมอื นกัน

ทางกาย มี ๗ ขอ้ นบั แต่

- ปาณาตปิ าตา เวระมะณี ไม่ฆา่ สตั ว์ ๑
- อะทนิ นาทานา เวระมะณี ไมล่ ักทรัพย์ ๑
- อะพรัหมะจะรยิ า เวระมะณี ไม่รว่ มสังวาสกบั หญิงชาย ๑
- สรุ าเมระยะมชั ชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี ไม่ด่มื กินสุราเมรยั ๑
- วิกาละโภชะนา เวระมะณี ไม่กลืนกินอาหารในเวลาตะวันบ่าย ๑
- นจั จะคตี ะวาทติ ะวสิ กู ะทสั สะนา มาลาคนั ธะวเิ ลปะนะธาระณะมณั ฑะนะวภิ -ู
สะนฏั ฐานา เวระมะณี ไมด่ ฟู อ้ นรำ� ขบั รอ้ ง และทดั ทรงตกแตง่ ประดบั ประดาเครอื่ งทา
เคร่ืองย้อมสงั ขารร่างกาย ๑
- อจุ จาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี ไมน่ ง่ั นอนบนเตยี งตง่ั ฟกู เบาะอนั ยดั
ด้วยนุน่ และส�ำลที มี่ ีภายใน ๑

รวมเปน็ ๗ องคด์ ว้ ยกนั น้ี เปน็ ประเภทของ (การรกั ษาศลี ทาง) กายอยา่ งเดยี ว

๑ หมายถงึ ศลี ๕ ที่ประพฤตทิ างกาย ๓ ข้อ ทางวาจา ๑ ขอ้ ทก่ี ลา่ วมาแล้วข้างตน้

17

สว่ นทางวาจา น้ันคอื

- มสุ าวาทา เวระมะณี ไมพ่ ดู เทจ็ ไมพ่ ดู สอ่ เสยี ด ไมพ่ ดู คำ� หยาบ ไมพ่ ดู เพอ้ เจอ้

นเี้ ป็นประเภทของวาจาทัง้ ส้นิ ๓ คำ� ข้างปลายเป็นประโยคของมสุ าวาทรวมลง
เป็น ๔ ค�ำ เป็นประเภทของ (การรกั ษาศลี ทาง) วาจา จงึ จัดเป็นองคศ์ ลี ๘ อุโบสถ
ดงั พรรณนามาฉะน้แี ล

ศีล มีองค์ ๕ กต็ าม มอี งค์ ๘ กต็ าม คงมี ๒ คอื ความสจุ ริต ปกติกาย ๑
ความสุจรติ ปกติวาจา ๑ เท่านี้

ศีล แปลวา่ ความปกติ แยกเป็นศลี ๕ บา้ ง ศีล ๘ อโุ บสถบ้าง

“ศีลอโุ บสถ” น้ี ละกเิ ลสทางกายมากกว่า ศีล ๕ และศลี กรรมบถ ๑๐ คือเป็น
ผู้เบากายคล้ายกับท่านผู้บวช ถ้าพูดถึงการบวชเป็นเพศผู้หญิงแล้ว ดูละความโลภ
ความโกรธ ความหลง ทางกายมากกวา่ สกิ ขมานา แต่ครง้ั กอ่ นสกิ ขมานาถอื แข็งแรง
ก็เพียงสกิ ขาบท ๖ เท่าน้นั ถงึ สามเณรีรักษาสกิ ขาบท ๑๐ ก็จรงิ แตถ่ ึงอยา่ งน้ัน
เวลาจะอุปสมบทเป็นภกิ ษณุ ี ก็มาถือสกิ ขาบท ๖ ขา้ งต้นอยา่ งแข็งแรงเท่าน้ัน

เหตุน้ัน ใครรักษาได้ก็นับว่าประพฤติพรหมจรรย์ได้ประการหน่ึง เป็นกาล
พรหมจรรย์ แปลวา่ บวชชว่ั คราว ผดิ แตไ่ มต่ อ้ งเปลย่ี นเพศเทา่ นน้ั หาไดย้ ากทชี่ ายหญงิ
จะประพฤตไิ ดเ้ ชน่ น้ี ใครรกั ษาไดก้ น็ บั วา่ เปน็ คนมรี าคาประเภทหนงึ่ และเปน็ ภาชนะ
รองกุศลได้ ควรวางสมาธใิ สอ่ ีกตอ่ ไป

สว่ นศลี กรรมบถ ๑๐ น้นั จัดเปน็ ๓ ประเภท คือ

ทางกาย ๑ ทางวาจา ๑ ทางใจ ๑ จึงเป็น ๓ แต่ ไมต่ อ้ งสมาทานเหมือนศีล ๕
ศีล ๘ ศึกษาเขา้ ใจแล้ว กส็ �ำรวมระวงั รกั ษาเลย

สว่ นทางกาย นัน้ กเ็ หมอื นกบั ศีล ๕ ศลี ๘ แต่ตัดออก ๔ ข้อ ขา้ งปลาย คือ
อพรหมจริยา ขอ้ ๑ วิกาลโภฯ ขอ้ ๑ นจั จคฯี - มาลาฯ ขอ้ ๑ อจุ จาฯ ข้อ ๑

18

ทั้ง ๔ ข้อนี้ ไมร่ กั ษากไ็ มม่ โี ทษในกรรมบถ คือจดั เปน็ กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔
มโนกรรม ๓ รวมกันเป็น ๑๐

กายกรรม ๓ น้ัน คือ
ไม่ฆ่าสตั ว์ ๑
ไมล่ ักทรพั ย์ ๑
ไม่ประพฤติผิดในกาม และ ด่มื สรุ าเมรยั ๑
นจี้ ัดเป็น กายกรรม ๓ (= บญุ ทางกาย)

วจกี รรม ๔ น้นั จัดออกจากมสุ าวาทน่ันเอง คอื
มสุ าวาทา เวระมณี ไมพ่ ูดเทจ็ ๑
ปิสุณายะ วาจายะ เวระมณี ไม่พูดสอ่ เสยี ด ๑
ผรสุ ายะ วาจายะ เวระมณี ไม่พดู หยาบ ๑
สัมผัปปลาปา เวระมณี ไมพ่ ดู เพ้อเจ้อ อนั หาสาระประโยชนม์ ไิ ด้ ๑
ทงั้ ๔ องคน์ ี้ จดั เปน็ วจีกรรม (= บุญทางวาจา)

มโนกรรม ๓ นนั้ คอื
อนภิชฌา ไม่มโี ลภเจตนาเพ่งเลง็ อยากไดข้ องคนอืน่ คือเห็นของเขาแลว้ ไมน่ ึก
อยากไดม้ าเปน็ ของตน ๑
อพยาบาท ไมค่ ิดพยาบาทปองรา้ ยเกลยี ดชงั ผอู้ น่ื แมท้ ตี่ นไมช่ อบใจกไ็ ม่อยาก
ใหเ้ ขาฉิบหายล่มจม (ไม่คดิ ริษยา ไมค่ ดิ โกรธแค้นคนอ่ืน) น้ี ๑
สมั มาทิฏฐิ มีความเหน็ ชอบ คือเห็นว่าใครๆ จะมที กุ ข์ ก็เพราะกรรมชัว่ ท่เี ขา
ทำ� มา จะมสี ขุ กเ็ พราะกรรมดที เี่ ขาท�ำมา รวมความวา่ “ใครท�ำดไี ด้ดี ใครท�ำชัว่ ได้ชว่ั
ดีช่วั เป็นของมจี รงิ ” ดังนี้ ๑ นจ้ี ดั เป็น มโนกรรม ๓ ขอ้

รวมประเภทของกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ เป็น ๑๐ เรียกว่า
กศุ ลกรรมบถ ๑๐ แปลวา่ กรรมทเี่ ปน็ กศุ ล กรรมอนั สะอาด เปน็ กรรมทคี่ วรประพฤติ
ควรกระทำ� ควรรกั ษาไวป้ ระจำ� ตนเป็นนจิ ยิง่ ดี

19

กิเลสท่ีเป็นโลภะก็จักดับ กิเลสที่เป็นโทสะก็จักเกิดไม่ได้ กิเลสที่เป็นโมหะ
ก็จักเกดิ ไมไ่ ด้

“โลภะ โทสะ โมหะ เกดิ มาจากอะไรเลา่ ”

โลภะ ความโลภเกดิ มาจากอภชิ ฌา ความเพง่ อยากไดก้ อ่ น ตอ่ ไปเกดิ โลภทางกาย
วาจา จติ คดิ ดนิ้ รนพยายามจนเกดิ ความเดอื ดรอ้ น ทางกาย วาจา จติ เลยกลายเปน็
กองกเิ ลสอกศุ ลไปน้ี ๑

โทสะ กเ็ กดิ มาจากพยาบาทกอ่ น จงึ เกดิ ความโกรธแคน้ แลว้ เกดิ โทสะประทษุ รา้ ย
ทางกาย วาจา จติ เลยเป็นอกุศลข้นึ นี้ ๑

โมหะ ความหลงกเ็ กดิ มาจากมจิ ฉาทฏิ ฐิ คอื ความเหน็ ผดิ อวชิ ชา ความไมร่ ู้ (จกั )
ความดีความช่ัว ทางกาย วาจา จิต เลยเปน็ กเิ ลสอกศุ ลไป น้ี ๑

เพราะเหตุนน้ั ควรฆ่าแม่ของเขาเสยี

อภิชฌา กฆ็ ่าด้วยการแบง่ ปันส่ิงของของตนใหเ้ ป็นประโยชนแ์ ก่บตุ รธิดาญาติ
พน่ี อ้ ง สมณะ ชีพราหมณ์ อันจะเป็นประโยชน์แกต่ น เรยี กวา่ ทำ� ทาน น้ี ๑

พยาบาท ฆา่ ดว้ ยพระเมตตา กรณุ า มทุ ติ า อเุ บกขา เวน้ กรรมทม่ี โี ทษเสยี เรยี กวา่
รักษาศีล นี้ ๑

มจิ ฉาทฏิ ฐิ ฆา่ ดว้ ยการคบหาสมาคมกบั ผรู้ ู้ หมน่ั ศกึ ษาไปมาหาสใู่ หเ้ กดิ ปญั ญา
ท�ำความดใี หเ้ กิดขนึ้ เรียกว่าภาวนา น้ี ๑

น้แี หละ เปน็ อุบายแก้โลภ แกโ้ กรธ แกห้ ลง

- อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทฏิ ฐิ ทั้ง ๓ น้ี เป็นรากแกว้ ของกิเลส
- โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเหงา้
- แสดงทางกาย วาจา จติ เปน็ ลำ� ต้น (อนั ทำ� ใหเ้ กิดก่ิงกา้ นสาขา)

20

- และกงิ่ ก้านสาขา มี ชาติทกุ ข์ ชราทกุ ข์ พยาธิทกุ ข์ มรณทกุ ข์ โสกทกุ ข์
ปริเทวทกุ ข์ โทมนัสทกุ ข์ อปุ ายาสทุกข์ เหลา่ นี้ลว้ นแตผ่ ลของกเิ ลสทง้ั สิน้
ธรรมดาผลไม้ทั้งปวงเขายอ่ มบรโิ ภคแต่เนื้อ ส่วนเมล็ดเขาไมไ่ ดท้ ำ� ลาย จึงเป็น
เหตใุ หง้ อกขน้ึ เปน็ “ลำ� ตน้ ” อกี ฉนั ใด กเิ ลสนก้ี เ็ หมอื นกนั ถา้ ไมท่ ำ� ลายเมลด็ ของกเิ ลส
กเ็ กดิ เปน็ ผลข้นึ อีก
จติ ทป่ี ระกอบไปดว้ ยอุปาทาน คอื ความยึดถือนีแ้ หละเปน็ เมล็ด คนไม่รู้กเ็ ลย
เหน็ วา่ เปน็ ของมรี สชาตเิ อรด็ อรอ่ ย ไมย่ อมปลอ่ ย ไมย่ อมฆา่ อภชิ ฌา โลภะ พยาปาทะ
มิจฉาทฏิ ฐิ
เหตนุ น้ั จงึ หมนุ เวยี นไปตา่ งๆ เพราะอำ� นาจกเิ ลส ๓ ประการน้ี เมอื่ เกดิ ขน้ึ เตม็ ทแี่ ลว้
มยี ศเสอื่ มยศ มลี าภเสอ่ื มลาภ มสี รรเสรญิ เสอื่ มสรรเสรญิ มสี ขุ เสอ่ื มสขุ มมี ติ รมเี พอื่ น
กห็ นี มบี ุตรบี ุตรากแ็ ตกกนั ถา้ ไมแ่ ตกก็เศรา้ ใจราวกับถกู นำ้� ร้อนลวก
เหตนุ จ้ี ึงควรฆ่าเขา (= อภชิ ฌา โลภะ พยาบาท มิจฉาทิฏฐ)ิ เสยี
- โดยทำ� ทาน ฆ่าเขาบ้าง
- รกั ษาศีล ๕ ศลี ๘ อโุ บสถ ศีลกรรมบถ ๑๐ ฆ่าเขาเสีย
- ทำ� สมาธิภาวนา ทำ� ใจให้แน่วแนต่ ัง้ มัน่ ใหเ้ กิดความสงบ ฆา่ เขาเสีย
ถา้ เขาตาย๑ ไมเ่ คยมที รพั ยก์ จ็ กั มที รพั ย์ ไมเ่ คยมสี ขุ กจ็ กั เกดิ สขุ ไมเ่ คยไดส้ วรรค์
ก็จกั ได้สวรรค์ ไมเ่ คยไปสพู่ ระนิพพาน ก็จักไดไ้ ปโดยเที่ยงแท้ไม่แปรผัน

๑ อาวุธท่จี ะประหารเขาให้ตายได้ กค็ อื ธรรมาวธุ ได้แก่ ทาน ศลี ภาวนา ถา้ เราหมั่นขยนั ทำ� (ประหาร)
บอ่ ยๆ ถงึ แม้วา่ เขายงั ไม่ตายสนทิ ก็จกั ไดอ้ านิสงส์ดังที่ท่านพรรณนาไวแ้ นน่ อน

21

สมกบั พุทธประพนั ธค์ าถา ท่มี าในอานิสงส์ศีล ๕ วา่
สีเลนะ สุคะตงิ ยันติ จะไดพ้ บเหน็ ซึง่ สวรรค์สมบัติ ก็เพราะ ศลี นเี้ อง
สเี ลนะ โภคะสมั ปะทา จะสมบรู ณด์ ว้ ยโภคทรัพย์ สมบัติศฤงคาร และบรวิ าร
ก็เพราะ ศลี นเี้ อง
สเี ลนะ นพิ พตุ ิง ยันติ จะไดม้ รรคผลนิพพานอนั เกษมสขุ พ้นจากทกุ ข์ทั้งปวง
กเ็ พราะ ศลี นีเ้ อง.
ตสั ม� า สลี งั วโิ สธะเย เพราะเหตนุ น้ั พวกเราทงั้ หลายควรอตุ สา่ หห์ าโอกาสรกั ษา
ศีล ๕ ศลี ๘ อุโบสถ ศลี กรรมบถ ๑๐ ใหบ้ รบิ รู ณเ์ ทอญฯ

22

ศีล ๕ ควรรกั ษาเวลาใด?
ศลี อโุ บสถ ควรรกั ษาเวลาไหน?
ศีลกรรมบถ ควรรักษาเวลาไหน?

ศลี ๕

- เป็นนิจศลี ควรรกั ษาได้ทกุ เวลา ไม่ตอ้ งหากาลสมยั ไดย้ งิ่ ดี
- เป็นอกาลิกศีล คือไม่จำ� กัดว่า “กลางคนื กลางวนั เชา้ สาย บา่ ย เยน็ ”
ได้ท้ังนนั้

ศีล ๘ กบั ศลี อุโบสถ ต่างกนั อยา่ งไร? “ไม่ตา่ งกนั ” คอื

- แยกองค์สกิ ขาบทมี ๘ ข้อ เรยี กว่า ศลี ๘
- ทงั้ ๘ ขอ้ รวมกนั เข้าเรยี กคำ� เดยี ว ไมต่ อ้ งนบั ข้อ ๑ ขอ้ ๒ ข้อ ๓ คอื
ทั้ง ๘ ข้อรวมกันเรียกว่า “ศลี อุโบสถ” นัน่ เอง

ควรรกั ษาวนั ไหน? ตอนนที้ า่ นจดั ตามภมู ิ และโอกาสของฆราวาสใหเ้ ปน็ ระเบยี บ
คอื ๗ วนั ประชุมกนั หนหนึ่ง เรยี กว่า “วนั พระ” คือ

วัน ๘ ค่ำ� ขา้ งข้ึน ๑ วัน
๑๕ ค่�ำ กลางเดอื น ๑ วนั
แรม ๘ ค�ำ่ ๑ วนั
แรม ๑๕ ค่ำ� ๑ วัน (เดือนขาดกว็ ันแรม ๑๔ คำ�่ )
รวมลงในเดอื นหนง่ึ ๔ วนั น้ี ส�ำหรับผมู้ โี อกาสน้อย เวลาไม่พอ

ถ้ามีเวลาพอ โอกาสมาก เอาศรัทธาความเชื่อเป็นที่ตัง้ ทีเดยี ว เพ่งถึงความดี
เปน็ ใหญ่ ไมต่ อ้ งวา่ วนั คนื เดอื น ปี คอื เพง่ วา่ “เรารกั ษาศลี อโุ บสถน้ี จะเปน็ วนั ๑ คำ่�
๒ ค�ำ่ หรอื วันไหนกต็ าม ฤดไู หนก็ตาม คงเป็นอุโบสถของเรา” ดังน้ี

23

ยงั มคี ำ� สอดเขา้ มาวา่ “ไมเ่ ป็นอโุ บสถ นอกจากวนั ๘ ค�่ำ ๑๕ ค่�ำ” เราถามอกี ว่า
“ไมเ่ ปน็ อุโบสถแลว้ เป็นอะไร”
เขาตอบว่า “เป็นศีล ๘”
ถามวา่ “รักษาศลี ๘ เปน็ บญุ หรอื เป็นบาป”
ตอบว่า “เป็นบุญ”
เรารับว่า “รักษาศีลเอาบุญนนั้ แหละ ถกู บุญเปน็ พอ ไม่ถูกอุโบสถกต็ ามเถอะ”

ตอนนี้ ควรแปลคำ� ว่า “อุโบสถ” เสยี ก่อน

คำ� วา่ “อโุ ปสโถ”๑ แปลคำ� เดยี ววา่ ความเขา้ ไประงบั ซง่ึ อกศุ ลเทา่ นี้ ถา้ ความระงบั
ทจุ ริตไมม่ ี ก็คงไม่เป็นอโุ บสถอย่นู น่ั เอง ยังรบั รองโดยเด็ดขาดทเี ดียวไม่ไดว้ ่าวันนน้ั
เป็นวันอโุ บสถ เพราะอุโบสถไมไ่ ด้แปลวา่ ๘ คำ่� หรือ ๙ ค�ำ่ อะไร แตท่ ่านจัดวัน
อุโบสถ ๘ ค่�ำ ๑๕ ค่ำ� กด็ ีแลว้ ส�ำหรบั ผู้มีโอกาสน้อย ถา้ มีโอกาสมาก ไมค่ วรถือม่ัน
เฉพาะวนั นน้ั เพราะ “ศีลๆ” น้ไี ม่เลือกวนั อะไร เมื่อเปน็ เช่นนจ้ี ะจดั ให้เปน็ ประเภทๆ
เพ่ือผู้มีศรทั ธาพอปฏิบตั ไิ ด้จะไดป้ ฏิบัติ

ส่วนผู้มศี รัทธาและเวลาของบคุ คลผูจ้ ะปฏิบัติ จดั เปน็ ๓ จ�ำพวก คอื

อยา่ งที่ ๑ ถอื ประจ�ำฤดู คอื ในฤดูฝน นบั แตว่ ันเขา้ พรรษาเดอื น ๘ เพ็ญ ใน
๓ เดอื นไตรมาส ไมใ่ หข้ าด - วนั ๘ คำ่� ๑๕ คำ�่ ทง้ั ขา้ งขนึ้ ขา้ งแรม รวมลงเดอื นหนง่ึ
๔ วนั ๓ เดอื น เป็น ๑๒ วัน นบั วนั อโุ บสถของฆราวาส ๑๒ วันเท่าน้ี น้ีอยา่ ง
มทุ ุ คือ อยา่ งอ่อน

สว่ นอยา่ งมชั ฌมิ อโุ บสถ ตดั ฤดอู อก เอาปเี ขา้ แทน ปหี นงึ่ มี ๑๒ เดอื น รกั ษาไมใ่ ห้
ขาดทุกเดือน เดอื นละ ๔ วัน คอื ข้นึ ๘ ค�่ำ ๑๕ ค่ำ� กลางเดอื น แรม ๘ คำ่� ๑๕ คำ่�
รวมลงเดือนหนึ่ง ๔ วัน ปหี นึ่ง ๔๘ วัน น้ถี อื อยา่ ง มชั ฌมิ อุโบสถ สำ� หรบั ผู้มเี วลา
และศรัทธาพอปานกลาง น้ปี ระเภท ๑ (อย่างที่ ๒)

๑ ตามความในพระสูตรที่ทรงอนญุ าตอุโบสถศีลน้ี หมายความวา่ อบรม ศีล ๕ ศีล ๘ อโุ บสถน้ี ศึกษา
เข้าใจแลว้ จะสมาทานเองก็ได้

24

ส่วนอุตตมอุโบสถอยา่ งอุกฤษฏ์๒ คือถือเปน็ วันพเิ ศษออกไปอีก ไม่ตอ้ งนยิ มปี
นิยมเดอื นเหมือนกนั คอื ถอื

- วันขึ้น ๗ ค่�ำ, ๘ ค่�ำ, ๙ ค�่ำ หน่งึ
- ๑๔ คำ�่ , ๑๕ คำ่� กลางเดือน, แรม ๑ ค่�ำ หนึง่
- แรม ๗ ค่ำ� , แรม ๘ คำ่� , แรม ๙ ค�ำ่ หน่งึ
- ถา้ เดือนขาด - แรม ๑๓ ค่�ำ, ๑๔ ค�ำ่ , ขึน้ ๑ ค�่ำ
หรอื ถา้ เดือนเต็ม - กแ็ รม ๑๔ คำ่� , ๑๕ ค่�ำ, ขึน้ ๑ คำ�่ หนึง่

รวมลงเดือนหน่ึงเป็น ๑๒ วนั ฤดหู นึง่ ๔ เดือน นบั เป็นวันอโุ บสถ ๔๘ วนั
สามฤดรู วมลงเปน็ ๑๔๔ วนั นส้ี ำ� หรบั ผมู้ ศี รทั ธาแกก่ ลา้ สามารถจะรกั ษาได้ นเี้ รยี กวา่
อุตตมอโุ บสถ อโุ บสถอยา่ งอกุ ฤษฏ์ นบั โดยวนั (อยา่ งท่ี ๓) หรอื วา่ จะถือให้ยง่ิ ไป
กว่าน้ีก็ได้ ไม่ต้องหากาลและเวลาตามกติกาของโลก เพ่งถึงคุณธรรมเป็นใหญ่
เหมอื นกบั ชที ่ีเขารกั ษากันในสมยั นี้ เขาก็ถือสกิ ขาบท ๘ น้ีเอง

การทีศ่ ลี จะตง้ั ข้นึ ได้ อาศัยเหตุ ๒ อยา่ ง คือ

ตง้ั ขนึ้ จากการสมาทานวา่ ตามสกิ ขาบทนนั้ ๆ ตามผบู้ อกให้ มภี กิ ษสุ ามเณรเปน็ ตน้
และตอ้ งศึกษาในโทษ ๕ อยา่ ง ๘ อย่าง โทษและเวรในองค์ ๕ องค์ ๘ ใหเ้ ข้าใจ
นเี้ รยี กว่า สมาทานวิรตั ิ คือ ละเว้นดว้ ยการสมาทาน น้ขี อ้ ๑

ตงั้ ขน้ึ จาก สัมปัตตวิรตั ิ คอื ละเวน้ โทษนน้ั ด้วยตนเอง ถงึ เวลาตอ้ งการรกั ษา
ใหบ้ ริสุทธิ์ คิดงดเว้นเอาดว้ ยใจตนเองกไ็ ด้ นี้เรยี กวา่ สมั ปัตตวิรตั ิ นขี้ ้อ ๑

เมอื่ องค์ (ศลี ) ตง้ั ขน้ึ ไดแ้ ลว้ มคี วามระวงั สำ� รวมดว้ ยความละอายแลว้ รกั ษาไว้
ไม่ใหข้ าด เรยี กวา่ สมจุ เฉทวริ ตั ิ คอื ละเวน้ โดยเด็ดขาด นขี้ ้อ ๑

๒ เรียกว่า ปฏิชาครอุโบสถก็มี

25

องคศ์ ีลจะตง้ั อยไู่ ดน้ น้ั อาศยั ขันติธรรม ๑ เมตตาพรหมวหิ ารสี่ นี้ ๑ จงึ จะ
ต้งั บริสทุ ธิอ์ ย่ไู ด้

การรักษาด้วยขันติ คือตนเคยฆ่าสัตว์มาแต่ก่อนแล้ว ถ้าตั้งใจรักษาศีลแล้ว
กอ็ ดทนอยวู่ นั หนงึ่ คนื หนง่ึ บา้ ง แตค่ วามละอายมกี ำ� ลงั นอ้ ย จงึ อาศยั ขนั ตอิ ยา่ งแขง็ แรง
ถ้าพน้ เขตทต่ี นต้ังใจแล้วกป็ ล่อยไปตามธรรมดา น้ีประการ ๑ และ การรกั ษาด้วย
ขนั ติธรรม คอื อดกล้นั ไม่ทำ� ผิดในโทษทงั้ หลายทต่ี นเคยทำ� มาแลว้ น้ีประการ ๑

ถามวา่ : รักษาอย่างนี้ เปน็ บุญเปน็ กศุ ลหรอื ไม่
ตอบวา่ : เปน็ บญุ เปน็ กศุ ลได้ ในวนั ทเ่ี รารกั ษานน้ั แหละ นานๆ วนั สวา่ งตาหนหนง่ึ
กย็ งั ดีกวา่ ไมไ่ ดร้ ักษาเสยี เลย

รกั ษาดว้ ยเมตตาพรหมวหิ ารนนั้ คอื มจี ติ ปรารถนาความสขุ แกส่ ตั วอ์ น่ื บคุ คลอนื่
คือเหน็ อกของคนอื่นว่าไมม่ ีใครปรารถนาทุกข์ ล้วนแต่ต้องการความสขุ ปราศจาก
การเบยี ดเบยี นซงึ่ กันและกนั ท้ังสิน้ เมือ่ พิจารณาเหน็ อยา่ งนี้แลว้ เกิดความสงสารข้นึ
ไมก่ ลา้ ท�ำผดิ ในองค์ศลี ของตนนน้ั ๆ

น้เี รียกวา่ รักษาศีลประกอบดว้ ยเมตตา มีอานสิ งสแ์ รงกลา้

ศีลเหลา่ นี้ ถา้ ใครประพฤติปฏิบตั ิได้โดยบรบิ ูรณ์ดแี ล้ว จะปรารถนาเอาสมบัติ
อะไรได้ทง้ั สน้ิ คือ

๑. มนุษย์สมบัติ
๒. สวรรคส์ มบัติ
๓. นิพพานสมบตั ิ

จะปรารถนาเอาความงามของรปู กไ็ ด้ เสยี ทไ่ี พเราะ กลน่ิ ทหี่ อม รสอรอ่ ย โผฏฐพั พะ
อนั ออ่ น และใจดีก็ได้

26

คนมีศีล ก็คอื “คนมีทรัพย”์ น่นั เอง
- ศีล ๕ เท่ากบั ทองหนัก ๕๐ ชัง่
- ศลี ๘ เทา่ กบั ทองหนัก ๘๐ ชง่ั
- ศีลกรรมบถ ๑๐ เทา่ กบั ทองหนกั ๑๐๐ ช่งั
นี้เปน็ แต่การเทยี บเคยี ง แทจ้ ริง ศีลธรรมเหล่านเ้ี ปน็ ของแพงหาราคามไิ ด้
 ศลี ๑ ทาน ๑ ทง้ั ๒ นี้เป็นเหตุให้ไดม้ นุษย์สมบตั ิ และสวรรคส์ มบตั ิ
 ศลี ทาน ภาวนา ทั้ง ๓ น้ี เป็นเหตใุ ห้ได้นิพพานสมบัติ
เหตนุ น้ั “พวกเราเหลา่ พทุ ธบรษิ ทั ทง้ั หลาย” จงพากนั หาโอกาสและเวลาอตุ สา่ ห์
ประพฤตปิ ฏบิ ตั ศิ ลี ธรรม อนั เปน็ แกน่ สารซง่ึ จะเปน็ ประโยชนแ์ กต่ นตอ่ ไปในสมั ปรายกิ ภพ
ภายหน้าน้ันเทอญ

27

ต่อไปน้ี จะแยกเป็นองค์ๆ
องค์ของศลี ๕ ศีล ๘ อุโบสถ ศลี กรรมบถ ๑๐

 กอ่ นทจ่ี ะสมาทานศลี ใหไ้ หวพ้ ระก่อน วา่ ดงั นี้ คอื
อะระหัง สมั มาสัมพทุ โธ ภะคะวา, พุทธงั ภะคะวันตงั อะภวิ าเทม.ิ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธมั มัง นะมัสสามิ. (กราบ)
สปุ ะฏิปนั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ, สงั ฆัง นะมาม.ิ (กราบ)
ตอ่ ไปบชู าพระ ตามธรรมดาแลว้ ทำ� วตั รพระ ถ้าไมไ่ ด้กใ็ ห้น่งิ อยู่ เวลาหม่คู ณะ
จบลง จงึ อาราธนาพรอ้ มกนั ถ้าอาราธนาไมไ่ ดก้ ็น่งิ อยู่
คำ� อาราธนาศลี ๕ วา่ ดงั น้ี คือ
มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ.
ทุติยมั ปิ มะยัง ภนั เต, ตสิ ะระเณนะ สะหะ, ปญั จะ สีลานิ ยาจามะ.
ตะตยิ ัมปิ มะยงั ภนั เต, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ.
ค�ำอาราธนาศีล ๘ อุโบสถ วา่
มยํ ภนเฺ ต, ติสรเณน สห, อฏ€ฺ งฺคสมนฺนาคตํ อุโปสถํ ยาจาม.
ทตุ ิยมฺปิ มยํ ภนเฺ ต, ติสรเณน สห, อฏฺ€งคฺ สมนฺนาคตํ อโุ ปสถํ ยาจาม.
ตติยมปฺ ิ มยํ ภนเฺ ต, ตสิ รเณน สห, อฏ€ฺ งฺคสมนนฺ าคตํ อโุ ปสถํ ยาจาม.
ต่อไปรับ นะโมฯ ๓ หน ดังนี้
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพทุ ธสั สะฯ ๓ จบ
แล้ววา่

28

พทุ ธัง สะระณัง คจั ฉามิ.
ธมั มงั สะระณงั คจั ฉาม.ิ
สงั ฆัง สะระณงั คจั ฉาม.ิ
ทตุ ยิ มั ปิ พุทธงั สะระณัง คจั ฉามิ.
ทตุ ิยมั ปิ ธมั มงั สะระณงั คจั ฉาม.ิ
ทตุ ิยัมปิ สงั ฆัง สะระณงั คัจฉามิ.
ตะติยมั ปิ พทุ ธัง สะระณัง คัจฉาม.ิ
ตะติยัมปิ ธมั มัง สะระณัง คัจฉามิ.
ตะติยัมปิ สังฆงั สะระณัง คจั ฉามิ.

เมอื่ จบ ๓ วาระแลว้ พระทา่ นวา่ “ตสิ ะระณะคะมะนงั นฏิ ฐติ งั ” จบพระไตรสรณคมน์
เพยี งเทา่ น้ี เรารับวา่ “อามะ ภนั เต” (แปลวา่ เออ ขอรับท่านผเู้ จรญิ ) พระทา่ นวา่ ...
ใหว้ า่ ตามดงั น้ี

๑. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทิยามิ.
๒. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทยิ ามิ.
๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สกิ ขาปะทงั สะมาทยิ ามิ.
ถ้าศลี ๘ อโุ บสถว่า อะพรัหมจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. แทน
๔. มุสาวาทา เวระมะณี สกิ ขาปะทงั สะมาทิยามิ.
๕. สรุ าเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทยิ ามิ.
ถ้ารบั เสมอศีล ๕ กจ็ บลงเพียงเท่าน้ี

ถ้ารบั ศลี ๘ อโุ บสถ วา่ ต่อไป

๖. วิกาละโภชนา เวระมะณี สกิ ขาปะทงั สะมาทยิ าม.ิ
๗. นัจจะคตี ะวาทิตะวสิ กู ะทัสสะนา มาลาคันธะวเิ ลปะนะธาระณะมณั ฑะนะ-
วิภูสะนฏั ฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.
๘. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทิยาม.ิ

29

ถ้ารกั ษาศีล ๘ อโุ บสถ พระท่านบอกเขตของอุโบสถ ให้วา่ ตามทา่ นอกี วา่

อมิ งั อฏั ฐงั คะสะมันนาคะตัง, พทุ ธะปัญญตั ตัง อุโปสะถงั , อิมญั จะ รตั ติง
อมิ ญั จะ ทิวะสัง, สัมมะเทวะ อะภิรกั ขติ ุง สะมาทิยามิ.

แปลวา่ ข้าพเจา้ สมาทานเอาซงึ่ องคอ์ โุ บสถศลี ประกอบไปดว้ ยองค์ ๘ ประการ
อนั พระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญตั ิไวแ้ ลว้ น้ี เพอ่ื จะรกั ษาไวใ้ หด้ ใี หบ้ รบิ ูรณ์ ไมใ่ หข้ าด ไมใ่ ห้
ทำ� ลาย ส้นิ วันหนึ่งกับคืนหน่ึง ณ เวลาวนั นี้

ตอ่ นนั้ พระทา่ นเตอื นใจ และบอกอานสิ งส์ของการรักษาศลี วา่ อิมานิ อัฏฐะ
สิกขาปะทานิ อชั เชกัง รัตตินทิวัง อุโปสะถะสีละวะเสนะ สาธกุ ัง อะขณั ฑัง กตั ว� า
อปั ปะมาเทนะ รกั ขิตพั พานิ.

(รบั อามะ ภนั เต)

พระท่านว่าต่อไปว่า สีเลนะ สุคะตงิ ยนั ติ สเี ลนะ โภคะสมั ปะทา, สีเลนะ
นพิ พตุ งิ ยนั ติ ตัสมา สลี ัง วิโสธะเย.

(รับ สาธุ ภนั เต) จบศีล ๘ อโุ บสถ เพียงเท่านฯี้

คำ� แปล องค์ศีล

สิกขาบทที่ ๑ แปลวา่ งดเวน้ ในการฆา่ สัตว์
สิกขาบทที่ ๒ แปลวา่ งดเวน้ ในการลกั ทรพั ย์
สกิ ขาบทท่ี ๓ แปลวา่ งดเวน้ ในการประพฤตผิ ดิ ในกาม คอื ประพฤตลิ ว่ งประเวณี
ในบุตรภรรยาผอู้ ่นื อพรหมจริยา ห้ามร่วมสังวาสกับหญงิ ชายโดยเด็ดขาด (ศีล ๘)
สกิ ขาบทท่ี ๔ แปลว่า งดเวน้ ในการพูดค�ำเท็จทไ่ี มม่ จี รงิ
สกิ ขาบทท่ี ๕ แปลว่า งดเว้นในการดม่ื กินซ่งึ สรุ าเมรยั
สกิ ขาบทท่ี ๖ แปลวา่ งดเวน้ ในการกลนื กนิ อาหารในเวลาวกิ าล คอื บา่ ยแลว้ ไป
สกิ ขาบทที่ ๗ แปลว่า งดเว้นในการดูการละเล่น มีดีดสตี เี ป่ารอ้ งรำ� ทำ� เพลง
และงดเวน้ ในการประดบั ประดา เครอ่ื งทา เครอ่ื งยอ้ มตา่ งๆ

30

สกิ ขาบทที่ ๘ แปลว่า งดเวน้ ในการน่งั นอนทีส่ งู ใหญ่ ภายในมีนุ่นและสำ� ลี
เรยี กวา่ ฟกู เบาะ ท่สี งู ใหญ่นั้น คือเตียงตง่ั สูงเกนิ ประมาณ ประมาณน้นั ๑๐ นิ้วฟุต
กับอีก ๔ กระเบยี ด ถา้ สูงเกนิ กวา่ น้นี ัง่ นอนไมไ่ ด้ เวน้ ไดแ้ ตม่ ฝี า ๓ ด้าน คอื ต่งั มี
พนกั โดยรอบ จะสูงกว่าประมาณทกี่ �ำหนดก็น่ังนอนได้

นีเ้ ป็นเน้ือความทแ่ี ปลในองคศ์ ีล ๕ และศีล ๘ อโุ บสถ

อธิบาย

ศลี ๕ ศลี ๘ อโุ บสถ นี้ มสี มฏุ ฐาน ๒ คอื ทจี่ ะทำ� ลายองคศ์ ลี นน้ั ใหเ้ สยี ตอ้ งพรอ้ ม
ดว้ ย
กาย กับ จิต ๑
วาจา กับ จิต ๑
ถ้าพร้อมด้วยองค์ ๒ นี้ ศลี ๕ ศีล ๘ อโุ บสถ จึงจะเสยี หาย

ขอ้ ใด ทำ� ทางกาย แตม่ ไิ ดม้ เี จตนา กไ็ มเ่ สยี ศลี ตวั อยา่ งเชน่ ตดั ตน้ ไม้ หรอื เกบ็
ดอกไมม้ าบชู าพระ ตวั สตั วท์ มี่ อี ยใู่ นทนี่ น้ั เลยตายไปแตเ่ ราไมร่ ดู้ งั น้ี องคศ์ ลี ยงั ไมท่ ำ� ลาย
เพราะเจตนาในจิตไมม่ คี วามตั้งใจวา่ จะให้ตาย นแี้ ปลวา่ ยังไมพ่ ร้อมดว้ ยเจตนา

สว่ น ทางวาจา กบั จติ เชน่ เราพดู ดว่ นไป คอื ตงั้ ใจจะพดู ใหถ้ กู เลยกลายเปน็ ผดิ
เพราะลืมหรอื เผลอไป ตวั อย่างเชน่ จะพดู ๓ คำ� เลยกลายเปน็ ๔ ค�ำ ตง้ั ใจจะพูด
ใหเ้ ปน็ ความจรงิ เลยพดู ไมจ่ รงิ ขนึ้ โดยลมื สติ แตเ่ จตนามไิ ดจ้ งใจเชน่ นนั้ องคศ์ ลี ยงั ไม่
ทำ� ลาย เพราะเปน็ แตว่ าจา ใจยงั ไมไ่ ดเ้ พง่ จะกลา่ วเชน่ นนั้ เรยี กวา่ ไมพ่ รอ้ มดว้ ยเจตนา

องคศ์ ลี ๕ ศลี ๘ อุโบสถ ก็ยังคงอยู่ (= ศลี ยังไมข่ าด)

ศลี กรรมบถ ๑๐ มีสมุฏฐานถึง ๓ คอื เกิดทาง
กาย กบั จิต ๑ วาจา กับ จติ ๑ (และ) ลำ� พงั จติ ๑
ทำ� ลงดว้ ยความจงใจ ประกอบดว้ ยองคใ์ ดองคห์ นงึ่ ศลี จงึ จะทำ� ลาย (= ศลี ขาด)

31

องค์ไหนก็ตาม ตอ้ งประกอบ “จติ ” เข้าด้วย เพราะจิตเปน็ ตวั ศลี ทีจ่ ะงดเวน้
เป็นเจตนาวริ ตั ิ ผู้มปี ญั ญาจงคิดเทียบดูในองคน์ ้นั ๆ เถิด

เจตนาเป็นตัวศีล นอกนนั้ เปน็ องคศ์ ลี บ้าง เปน็ ประโยคของศีลบา้ ง เปน็ ศีลบ้าง

- เจตนาทจี่ ะเปน็ ศลี ได้ คอื คดิ งดเวน้ ในองค์ ๕ องค์ ๘ นจี้ งึ จะเรยี กวา่ เจตนา
เป็น “ตวั ศลี ”
- ส่วน องค์ศลี นัน้ คอื เปน็ เพียง สกิ ขาบท-ขอ้ หา้ ม
- กิริยาท่ีจะท�ำผิดในข้อนน้ั ๆ เรยี กวา่ ประโยคของศีล

ศลี คอื ความปกติ

- ความปกติ กาย วาจา โดยสุจรติ นเี้ ปน็ ศลี ๕ ศีล ๘ อโุ บสถ
- ความปกติ กาย วาจา และจิต น้ีเปน็ ศลี กรรมบถ ๑๐

คำ� ทวี่ า่ “เจตนาเปน็ ตวั ศลี ” นนั้ มหี ลกั ฐานทม่ี าในคมั ภรี ธ์ รรมบทวา่ “เจตะนาหงั
ภกิ ขะเว สลี งั วะทามิ ดูกอ่ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย เราตถาคตกลา่ วว่า เจตนาเป็นศีล” ดังน้ี

สรุปยอดของศีลลงเป็น ๓ ประเภท
โดยการประพฤติปฏบิ ตั ิของพุทธบรษิ ัทท่วั ไป ดงั น้คี อื
๑. หินศลี
๒. โคจรศลี
๓. อนาโคจรศีล

๑. หินศีล นั้น ไดแ้ ก่ การท่เี ขา้ ไประวังรกั ษาอยแู่ ต่สกิ ขาบท เปน็ ต้นว่า

- ปาณาฯ ไมใ่ ห้ฆา่ สตั ว์ ก็ไประวังรักษาชวี ิตเขาไวไ้ มใ่ หต้ าย เพ่อื จะเอาบญุ
จากเขา

- อทินฺนาฯ ไม่ให้ขโมย กไ็ ประวังรกั ษาสมบตั ิของคนอื่นไวไ้ มใ่ หห้ าย เพอื่ จะ
เอาความดจี ากน้ัน

32

- กาเมสุ มจิ ฉฺ าฯ ไมใ่ ห้ประพฤติลว่ งลกู เมียเขา ก็ไปเที่ยวระวงั รกั ษาลูกเมีย
ของเขาไว้ เพือ่ จะเอาความดี

- มุสาวาทาฯ ไมพ่ ดู เท็จ ก็ไปเท่ยี วระวงั รกั ษาหูเขาไว้ พดู ไปกลัวเขาจะได้ยนิ

- สรุ าฯ ไมด่ ื่มเหล้า ก็ไประวงั รักษาขวดเหล้าเขาไว้ เพ่อื จะเอาความดี

ข้ออืน่ ๆ ทเี่ ก่ยี วข้องกบั สกิ ขาบท ก็เชน่ เดยี วกนั

อาการเชน่ น้ี รกั ษาศลี กเ็ ทา่ กบั วา่ เปน็ ลกู จา้ งเฝา้ สมบตั ใิ หค้ นอนื่ เขา ทำ� ตนเสมอ
ดว้ ยทาส หรอื ทำ� ตนเสมอดว้ ยคนรบั จา้ งเลย้ี งโค แมจ้ ะเปน็ สกิ ขาบท ๕ หรอื ๘ กต็ าม
ก็ยังจัดวา่ เปน็ ศลี อยา่ งตำ่� หรอื เปน็ สลี ัพพตปุ าทาน๑ นจ้ี �ำพวกหนึง่

๒. โคจรศลี นนั้ ไดแ้ ก่ การรกั ษาอารมณท์ เี่ ปน็ ไปกบั ดว้ ยกศุ ลเจตนา เปน็ ตน้ วา่
นึกคิดไปในวัตถุที่จะให้เกิดบุญเกิดกุศล แม้จะเป็นส่วนอดีตก็ตาม อนาคตก็ตาม
รปู เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์ กต็ าม ใหเ้ ปน็ ไปแตส่ ว่ นกศุ ลเจตสกิ ไมใ่ ห้
ตกไปในสว่ นอกศุ ล นเ้ี รียกว่าโคจรศลี

๓. อนาโคจรศลี คอื รกั ษาจติ ไวใ้ นปจั จบุ นั ไมใ่ หเ้ ทยี่ วไปในสญั ญาอารมณต์ า่ งๆ
ตง้ั สตสิ มั ปชญั ญะประคองจติ ไวใ้ หเ้ ปน็ อยแู่ ตใ่ นปจั จบุ นั อยา่ งเดยี วชอ่ื วา่ ปกตศิ ลี เปน็
ศีลทีค่ วรแก่สวรรค์นิพพานไดจ้ ริง (นแี้ ลศลี ธรรม)

- ศีล ทร่ี ะวงั อยไู่ ม่ใหล้ ่วงละเมดิ ในสกิ ขาบทนั้น แกค้ วามโลภไดอ้ ย่างหยาบ
(ขอ้ นที้ า่ นกลา่ วถงึ หนิ ศลี )

- ศลี ทรี่ กั ษาสตอิ ารมณไ์ วไ้ มใ่ หเ้ ทย่ี วไปในสว่ นทเี่ ปน็ อกศุ ลเจตสกิ น้ี ละความ
โกรธได้ (ข้อนี้ท่านกลา่ วถึงโคจรศีล)

๑ อา่ นวา่ ส-ี ลพั -พะ-ตุ แปลวา่ ความเขา้ ยดึ มน่ั ถอื มนั่ ศลี พรต โดยสกั แตว่ า่ ทำ� ตามๆ กนั ไป แตท่ า่ นกลา่ ววา่
ไดบ้ ญุ กศุ ลอยู่ และแกค้ วามโลภอย่างหยาบได้ ตรงกับค�ำวา่ สลี ัพพตปรามาส

33

- ศีล ท่ีเข้าถงึ ปจั จบุ นั ที่เรยี กว่า ปกติศีล นน้ั ยอ่ มละความหลงได้ คอื โมหะ
(ข้อนที้ า่ นกล่าวถงึ อนาโคจรศลี )
นจี้ งึ เรยี กไดว้ า่ ศลี ละกเิ ลสอยา่ งหยาบ คอื ความโลภ โกรธ หลง ไดป้ ระเภท ๑

ปญฺวา พาดับทกุ ข์
ทเทยยฺ ปรุ ิโส ทานํ คนควรใหท้ าน ข.ุ ชา.สตฺตก. ๒๗/๒๑๗
ททโต ปญุ ฺํ ปวฑฒฺ ติ บุญของผใู้ ห้ยอ่ มเจรญิ
ที.มหา. ๑๐/๑๕๙ ขุ.อ. ๒๕/๒๑๕
กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ ท�ำดีได้ดี ท�ำช่ัวไดช้ ่วั
ส.ํ ส. ๑๕/๓๓๓ ข.ุ ชา.ทกุ . ๒๗/๘๔
ธมโฺ ม หเว รกขฺ ติ ธมฺมจารึ ธรรมแล ย่อมรกั ษาผู้ประพฤติธรรม
ข.ุ ชา.ทสก. ๒๗/๒๙๐ ข.ุ เถร. ๒๖/๓๑๔

จงทำ� ดี มีอาชวะ ละความชัว่

34

ตอ่ ไปน้ี เป็นโอกาสจะฟงั ธรรมเทศนา

คำ� อาราธนาธรรมเทศนา ว่า

พรหมมา จะโลกาธปิ ะตี สะหัมปะตี,
กัตอัญชะลี อันธิวะรงั อะยาจะถะ,
สันตธี ะ สัตตาปปะระชักขะชาตกิ า,
เทเสตุ ธัมมงั อะนุกมั ปมิ ัง ปะชงั .

ตอ่ ไปน้ี จงอธิษฐานใจให้ต้ังเทย่ี ง สำ� รวมจติ คอยรบั รสของธรรม เมื่อฟงั เทศน์
จบแล้ว พวกเราก็ได้ส�ำเรจ็ ในการฟงั เทศนา จงึ พดู สน้ั ๆ ว่าจบ

การแสดงตนเปน็ อบุ าสก อบุ าสิกา ว่าดงั นี้
(นยิ มกล่าวเม่อื ฟงั เทศนจ์ บ)

“อะหงั พทุ ธัญจะ ธัมมญั จะ สงั ฆญั จะ สะระณัง คะโต
อุปาสะกัตตัง เทเสสงิ ภิกขสุ งั ฆสั สะ สมั มุขา 
เอตัง เม สะระณงั เขมัง เอตัง สะระณะมุตตะมงั  
เอตงั สะระณะมาคัมมะ สพั พะทุกขา ปะมจุ จะเย 
ยะถาพะลัง จะเรยยาหงั สัมมาสมั พทุ ธะสาสะนัง 
ทกุ ขะนิสสะระณัสเสวะ  ภาค ี อสั สงั  อะนาคะเต”

*สตรเี ล่าบน่ และสวดแปลกอย่างน้ี

“...................... สังฆัญจะ สะระณัง คะตา
อุปาสกิ ัตตงั เทเสสงิ ..........................................
.......................................... ภาคนิ ิสสงั อะนาคะเต”

35

นแี้ สดงตนเปน็ อบุ าสก อบุ าสกิ า แปลวา่ ผเู้ ขา้ ใกล้ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์
และ “ธรรม” ของอบุ าสก อุบากสิกานนั้ มี ๑๐ อย่าง คือ
- ธรรมท่ีควรละเวน้ ๕
- ธรรมทค่ี วรประพฤติ ๕

ธรรมทคี่ วรละเวน้ ๕ อยา่ งนน้ั คอื

๑. คา้ ขายเคร่อื งประหาร
๒. ค้าขายมนษุ ย์
๓. ค้าขายสัตวเ์ ปน็ และเนื้อสตั วท์ ่ีตัวฆ่าเพื่อเปน็ อาหาร
๔. ค้าขายน้ำ� เมา
๕. ค้าขายยาพษิ
ธรรม ๕ อยา่ งน้ี “อบุ าสก อบุ าสิกา” ควรละเวน้

ธรรมท่คี วรประพฤติ ๕ อยา่ ง คือ

๑. เป็นผู้ประกอบด้วยศรทั ธา
๒. เป็นผมู้ คี วามระวังส�ำรวมในศีล
๓. เปน็ ผ้ไู ม่เชือ่ ถอื ส่ิงอนื่ นอกจากกรรม คือเชอ่ื วา่ “ทำ� ดไี ดด้ ี ทำ� ชว่ั ได้ชว่ั ”๑
๔. เปน็ ผูไ้ ม่แสวงหาเขตนาบญุ นอกพุทธศาสนา
๕. เปน็ ผู้บำ� เพ็ญบญุ แตใ่ นพทุ ธศาสนา

เมอื่ ประกอบดว้ ยองคเ์ ชน่ นี้ กเ็ ปน็ ผใู้ กลต้ อ่ ศลี ทาน ภาวนา อยนู่ น่ั เอง ตอ่ นนั้
ใหห้ าโอกาสทำ� ความสงบระงบั ใจ ไมป่ ลอ่ ยใหเ้ สยี เวลาไปวนั หนง่ึ คนื หนง่ึ คอื เอา “พทุ โธ”
เปน็ กัมมัฏฐาน

๑ ขอ้ นบ้ี างฉบับวา่ ไมถ่ อื มงคลตน่ื ข่าว คอื เช่ือกรรมไม่เช่อื มงคล (ไม่เชอื่ คำ� รำ่� ลอื อย่างไรเ้ หตผุ ล)

36

จติ ต้งั ม่ันในพทุ โธ แปลวา่ สมาธิ คอื ตงั้ ใจมั่น
ปัญญา แปลวา่ ความรอบร้ใู นสังขารทงั้ ปวง
คุณของปัญญา ไดแ้ ก่ การละทง้ิ ซงึ่ กองกเิ ลส
ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ เปน็ หัวใจของพระพุทธศาสนา
ควรพากนั รกั ษาตามก�ำลงั ความสามารถของตนๆ เทอญ

37

ต่อไปน้ี จะตง้ั ปัญหาถาม
ใน ศลี สมาธิ ตอ่ ไป เพอ่ื เป็นการขยายความคิดอกี ที

ศลี ปัญหา

๑. ผูร้ ักษาศีล เหน็ ว่ามีประโยชนอ์ ยา่ งไร ผู้ไมม่ ศี ลี มีโทษอย่างไร?
๒. ศีล คอื อะไร?
๓. ศลี มกี ่ปี ระเภท?
๔. อะไร เปน็ ตวั ศีล?
๕. ศลี จะต้งั อยู่ได้เพราะอะไร?

อธบิ าย

ข้อท่ี ๑ ผู้รกั ษาศีลยอ่ มแลเหน็ ประโยชน์ได้ ดงั น้ี คือ

เมอื่ ตนยงั มชี วี ิตเป็นอย่นู ี้ ยอ่ มไมเ่ ปน็ ท่ีรังเกยี จแก่ประชาชนทง้ั ปวง และเปน็ ผู้
กลา้ หาญในทช่ี มุ นมุ ของนกั ปราชญแ์ ละประชาชนทวั่ ไป ถา้ หากวา่ ตนแตกดบั ทำ� ลายแลว้
ยอ่ มไดม้ นุษย์สมบตั ิเป็นแน่แท้ เหตนุ ้ัน “ผทู้ ี่มศี ีล” จงึ มิยอมปลอ่ ย “ศีล” ของตน
ใหเ้ ศร้าหมอง

อกี นัยหน่งึ ผมู้ ีศลี นน้ั ยอ่ มเป็นท่สี รรเสรญิ แก่ประชาชนในโลก ทำ� ไมจึงเป็นท่ี
สรรเสรญิ ของเขาเลา่ กเ็ พราะวา่ โลกทง้ั หลายไมม่ ใี ครปรารถนาความเบยี ดเบยี นกนั เลย
แมส้ กั นิดหนอ่ ยกไ็ มช่ อบ ไมว่ ่าแตค่ นดเี ลย แม้โจรและขโมยก็ยอ่ มตเิ ตยี นผู้ไม่มศี ลี
ตวั อยา่ งเชน่ ในคราวไปขโมยเขาหรอื ปลน้ เขาเชน่ น้ี กค็ งจะตอ้ งบน่ วา่ ลำ� บาก แตว่ า่ ตอ้ ง
ทำ� ไปด้วยความล�ำบากนน้ั ๆ เพราะความโง่ ความหลง ไม่มีปัญญา

 ถา้ หากวา่ ใครไดส้ ำ� รวมระวงั ได้ ยอ่ มเปน็ ทเ่ี ชดิ ชโู ลกนแี้ ละโลกหนา้ ใหร้ งุ่ เรอื ง

38

อกี นยั หนงึ่ คนเราโดยมากมไิ ดแ้ ลเหน็ ประโยชนแ์ หง่ ศลี ยอ่ มแลเหน็ ผดิ เปน็ ชอบ
ตวั อยา่ งเชน่ เหน็ วา่ “รกั ษาศลี ทำ� ใหโ้ ลกเสอื่ มไมท่ นั สมยั หรอื วา่ ผมู้ ศี ลี นนั้ เปน็ คนครไึ ป
หรือบางทเี หน็ วา่ มศี ีลแลว้ ท�ำมาหากินไม่ได”้

ความเหน็ เหลา่ นี้ เปน็ ความเหน็ ที่ “ผดิ ” จากความจรงิ ผมู้ ศี ลี นน้ั ทำ� ใหโ้ ลกเสอ่ื ม
ในแงไ่ หน จงตรองดใู หด้ ี ธรรมดาโลกเขาไมช่ อบทกุ ขส์ กั คนเดยี ว แมท้ ส่ี ดุ สตั วด์ ริ จั ฉาน
ก็ไม่ปรารถนาในทุกข์

 ผมู้ ศี ลี กแ็ ปลวา่ “เปน็ ผรู้ กั ษาโลกใหต้ ง้ั อยแู่ ละเจรญิ ขนึ้ มไิ ดท้ ำ� ใหโ้ ลกฉบิ หาย”

พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติศีล ก็มิใช่ว่าทรงบัญญัติตามความเห็นของพระองค์
อย่างเดียว พระองค์ทรงบัญญัติตามความเห็นความเป็นอยู่ของประชาชนท่ัวโลก
ท�ำไมเราจึงจะรู้ได้ว่าพระองค์ทรงบัญญัติตามโลกเขา ข้อนี้สันนิษฐานได้โดยไม่ต้อง
ถามพระองค์เอง

อทุ าหรณง์ า่ ยๆ เชน่ คนไปฆา่ เขา ตวั อยา่ งเชน่ ชาวประมงเมอื่ ตนกระทำ� ปาณาตบิ าต
อยนู่ นั้ กไ็ ดม้ าอยา่ งรำ�่ รวย แตถ่ งึ กระนน้ั กย็ งั บน่ วา่ (ทำ� ดว้ ยความ) ลำ� บาก บางทถี งึ กบั
ดำ� นำ�้ ตาย ทเี่ ขาบน่ วา่ ลำ� บากหรอื ทกุ ขน์ ี้ กแ็ สดงใหเ้ หน็ วา่ เขาไมช่ อบ ไมว่ า่ แตม่ นษุ ยเ์ รา
แมส้ ตั วท์ ถี่ กู ฆา่ เขากไ็ มช่ อบ แมท้ สี่ ดุ รนิ้ หรอื ยงุ เขากไ็ มอ่ ยาก (ถกู ) เบยี ดเบยี น แตท่ ำ� ไม
ถึงต้องเบยี ดเบียนกนั เล่า ทีเ่ ป็นเชน่ นัน้ ก็เพราะว่าตนไมไ่ ดค้ บหาสมาคมนกั ปราชญ์
เหน็ ทุกข์ เหน็ โทษอยู-่ ติอยู่ แตจ่ ะตอ้ งขืนท�ำเพราะความมดื ความหลง

นี้อทุ าหรณ์หน่ึง พอแลเห็นได้ว่า “พระองคท์ รงบญั ญตั ติ ามโลกเขา”

อทุ าหรณข์ อ้ ที่ ๒ อทนิ นาทาน การขโมยนั้น ใครชอบบา้ งในโลก ถ้าชอบขโมย
คงไมบ่ ญั ญตั กิ ฎหมายหา้ มปราม ชาวมนษุ ยใ์ ดเลา่ ทไ่ี มม่ กี ฎหมายบงั คบั ทมี่ ขี อ้ บงั คบั
เชน่ นกี้ ส็ อ่ ใหเ้ หน็ วา่ เปน็ ผไู้ มช่ อบขโมย จนทสี่ ดุ ของทถ่ี กู ขโมยมนั กไ็ มช่ อบใหค้ นขโมย
มนั เหมือนกัน ตวั อยา่ งเชน่ สัตว์มีวิญญาณ มมี นษุ ย์เขา้ ตอ้ นแลว้ ย่อมว่ิงหนี

39

โจรหรอื ขโมยทเี่ ขาท�ำอทินนาทานอยู่นน้ั เขากย็ อ่ มบ่นว่าเปน็ ทุกข์ และล�ำบาก
หลบๆ หลกี ๆ บางทถี งึ กับอดขา้ ว และอดหลับอดนอน ที่เขาบ่นว่าลำ� บากนั้นก็แสดง
ใหเ้ หน็ วา่ เขาไปชอบ แตท่ ำ� ไมถงึ ทำ� เลา่ กเ็ พราะวา่ มไิ ดค้ บหานกั ปราชญบ์ ณั ฑติ เหน็ ผดิ
เป็นชอบ เพราะความหลงความมดื

อุทาหรณข์ ้อที่ ๓ กาเมสุ มจิ ฉาจาร ใครชอบเลา่ ในโลกถามคนท่ีท�ำดกู ็บน่
ว่าทุกข์ คนที่ถกู ทำ� กบ็ ่นวา่ ทกุ ข์ไม่ชอบ บางทีถึงกบั ฆ่าตัวตาย เม่อื เป็นเชน่ นี้ก็ยอ่ ม
แสดงให้เห็นว่าโลกเขาไม่นิยม แต่ท�ำไมถึงท�ำเล่า ก็เพราะมิได้คบหานักปราชญ์
บณั ฑติ เหน็ ผดิ เปน็ ชอบ ทำ� ใหโ้ ลกฉบิ หาย เชน่ ถกู ปรบั เงนิ บา้ ง ตดิ ตะรางบา้ ง ลำ� บาก
ครอบครัวบ้าง เคาะกะโหลกศรี ษะกันเลน่ อยู่ เม่ือท�ำผิดเชน่ นัน้ แลว้ ท�ำใหน้ ำ�้ หูนำ้� ตา
ของบดิ ามารดารว่ งไหล ยงั จะไปทำ� ความหนกั ใจใหเ้ จา้ หนา้ ที่ สงิ่ เหลา่ นแี้ หละทำ� ใหโ้ ลก
ฉบิ หาย

อุทาหรณ์ข้อท่ี ๔ มสุ าวาท คำ� กล่าวเทจ็ ที่ไมจ่ ริงนน้ั มใี ครชอบบา้ งในโลก เช่น
คนทกี่ ลา่ วอยนู่ นั้ กร็ ะวงั ตวั กลวั เขารทู้ นั จะกลา่ วกท็ กุ ขใ์ นการออกความคดิ กลา่ วแลว้
ก็ทกุ ข์ กลวั เขาไมเ่ ชอ่ื ผทู้ ฟ่ี ังวาจาเช่นนัน้ กซ็ ักไซไ้ ล่เลยี งกลวั จะไมเ่ ปน็ จริง จนท่สี ดุ
เด็กท่ไี ม่รเู้ ดยี งสามันกไ็ ม่ชอบ ตวั อยา่ งเช่น มันรอ้ งไห้หาแม่ พอ่ มันโกหกว่า “โนน้
แมเ่ จา้ มา” มนั แลไมเ่ หน็ กร็ อ้ งไหไ้ มห่ ยดุ ทมี่ นั รอ้ งไมห่ ยดุ นนั้ เพราะเหตใุ ด เพราะมนั
ไม่เชอ่ื คำ� พดู ของพ่อมัน

ไมว่ า่ แตม่ นษุ ยเ์ รา แมส้ ตั วก์ ไ็ มช่ อบโกหก ตวั อยา่ งเชน่ เราเอาขา้ วสกุ มาลอ่ สนุ ขั
เมอ่ื สตั วเ์ หน็ ขา้ วสกุ นกึ วา่ มนั จะไดก้ นิ กว็ ง่ิ หางกระดกิ เขา้ มา เมอื่ มาแลว้ มนษุ ยก์ ลบั เอา
ข้าวสุกนั้นหลบหนีมิให้มันกิน ถ้าท�ำอยู่อย่างนี้สัก ๒-๓-๔-๕ คราว ต่อไปน้ัน
มนั คงไมม่ าเพราะมนั รวู้ า่ มนษุ ยโ์ กหก เมอ่ื เปน็ เชน่ นกี้ แ็ สดงใหเ้ หน็ วา่ ไมม่ ใี ครชอบโกหก
แตท่ ำ� ไมถงึ โกหกเลา่ กเ็ พราะวา่ ไมไ่ ดค้ บหานกั ปราชญบ์ ณั ฑติ เหน็ ผดิ เปน็ ชอบ ทำ� ให้
โลกเส่ือมจากความเจริญ

อทุ าหรณข์ ้อท่ี ๕ สุราเมรยั การดมื่ สุรานน้ั ก็ไมม่ ใี ครชอบ คนท่ีต้มกล่นั กบ็ ่นวา่
“ลำ� บากบา้ ง ขาดทุนบ้าง กลัวตำ� รวจเหน็ บา้ ง กลัวคนท่ีซอื้ ไปกนิ โกงบา้ ง” คนที่กิน

40

ก็บ่นวา่ มึนหนา้ มึนตาไปบา้ ง บ่นวา่ จนบ้าง เงนิ เดือนไมพ่ อใชบ้ ้าง ไมเ่ ห็นวา่ ใครจะ
สรรเสรญิ วา่ “กนิ แล้วร่ำ� รวย มัง่ มี ศรีสุข”

ถา้ เหน็ วา่ ดี คงไมห่ วนมากนิ ขา้ วและกนิ นำ้� ธรรมดาอกี กนิ แลว้ แสดงกริ ยิ าตงึ ตงั
น่าเกลียด ไม่เป็นที่สรรเสริญแก่ประชาชนท่ัวไป ไม่เป็นท่ีชอบใจแก่ชุมนุมชน
จนครอบครัวของตนเองก็รังเกียจ ตนเองก็บ่นว่าเป็นหน้ีเขาบ้าง เงินทองจะใช้จ่าย
กข็ าดแคลน เมอ่ื เปน็ เชน่ นกี้ แ็ สดงใหเ้ หน็ วา่ “ตนไมช่ อบ ตนไมส่ รรเสรญิ ” ในบางแหง่
รฐั บาลผหู้ วงั ความสขุ แกป่ ระชาชน กย็ งั วางกฎหมายบงั คบั กดี กนั ความเสยี หายอนั จะ
เกิดขึ้นจากการดมื่ สุรา

ผกู้ ลา่ วนย้ี งั เคยวติ กอยวู่ า่ “เงนิ รายไดข้ องรฐั บาลในการเกบ็ ภาษสี รุ าเอามาบำ� รงุ
แกไ้ ขในความผดิ ของบคุ คลผดู้ ม่ื สรุ า นา่ กลวั จะไมพ่ อใช”้ นเ้ี ปน็ ความคดิ ของผเู้ ขยี น
จะจริงหรือเทจ็ ประการใด ลองตรกึ ตรองดูตามท่ีเคยสังเกตเหน็ มา ตัวอย่าง แลเหน็
ใกลๆ้ บางคราว เช่น ดืม่ สรุ าเถอื่ นบ้าง สรุ าโรงบ้าง ด่มื กันแล้วคยุ กันไปคุยกนั มา
ดื่มสุราขวดเดียวบางทีฆ่ากนั ตาย เงินขายสรุ าไดเ้ สมอ ๕๐ สตางค์ แลว้ เอามาใชจ้ า่ ย
ในการสบื สวนเรือ่ งราวเหลา่ น้นั คงไมพ่ อใช้แนน่ อน

เหตนุ นั้ พระพทุ ธเจา้ ทรงเหน็ วา่ “เปน็ โทษ” ทำ� ใหโ้ ลกเสอื่ มทรามจากความเจรญิ
ทำ� มาหากนิ ไมส่ ะดวก ตวั อยา่ งเชน่ เมาสรุ าแลว้ จะทำ� งานอยา่ งเขม้ แขง็ ในอนั ประกอบ
อาชพี ของตนกไ็ มส่ �ำเร็จ กไ็ ด้แตท่ �ำคุยวา่ เราเก่งกาจ ที่พดู น้มี ใิ ชต่ ิโทษ แตเ่ คยแลเห็น
เชน่ งานมีแขกเกย่ี วขา้ ว หรอื ขดุ ดนิ เสยี งเอะอะอยู่ในงานนั้นๆ เมือ่ เข้าไปดูงานทีท่ �ำ
เกี่ยวข้าวก็ตกร่วงหล่นเกลื่อนกลาดไม่เรียบร้อย ได้เคยไปเห็น (ภาย) ในบ่อน้�ำท่ี
บางแหง่ มปี ากอยขู่ า้ งหนง่ึ กน้ อยขู่ า้ งหนง่ึ ไมต่ รงกนั แตแ่ ลดนู ำ้� ใสสะอาดนา่ ดม่ื จงึ ได้
ถามข้ึนวา่ “นำ้� ดี ทำ� ไมถึงไมข่ ดุ ให้ดี ท�ำไมติดหนิ หรือรากไม้ ขดุ เมื่อไร ใครเป็นผขู้ ุด
จา้ งหรือขดุ เอง”

เจ้าของบา้ นกบ็ อกวา่ “วานแขกเขามาขดุ ”
“แขกทำ� ไมถงึ ขดุ ได้ลกึ ถึงปานน้ี นา่ จะเสยี เงนิ มาก”

41

เจา้ ของบา้ นบอกอกี วา่ “ซอ้ื สรุ ามากนิ เลยี้ งกนิ กนั แลว้ กเ็ มา แลว้ กท็ ำ� พธิ ขี ดุ บอ่ กนั
บอ่ จงึ ไดบ้ ดิ ๆ เบย้ี วๆ ไมต่ รง” นก่ี ช็ ใ้ี หเ้ หน็ วา่ เสยี การงานประเภทหนง่ึ อทุ าหรณย์ อ่ ๆ
พอเป็นเครือ่ งตรึกตรอง

ทก่ี ลา่ วมานกี้ แ็ สดงใหเ้ หน็ วา่ โลกไมช่ อบความเสอ่ื ม หาความเจรญิ ถาวรตงั้ อยมู่ ไิ ด้
จะนำ� มาแตค่ วามเสยี หาย เสยี คนบา้ ง เสยี การงานบา้ ง เสยี ทรพั ยบ์ า้ ง นก้ี แ็ สดงใหเ้ หน็ วา่
พระองค์ทรงห้ามตามโลกเขา มไิ ด้ขดั ขนื สักขอ้ เดียว เม่อื เป็นเช่นน้ี ขอ้ ไหนเล่าจะทำ�
ใหโ้ ลกเสอื่ มและเดอื ดรอ้ น แตท่ ำ� ไมคนเราจงึ แลไมเ่ หน็ กเ็ พราะตนไมไ่ ดค้ บนกั ปราชญ์
บณั ฑติ เหน็ ผดิ เปน็ ชอบ ขดั ขนื ฝนื โลก จงึ เกดิ โทษเปน็ ทกุ ข์ พระองคท์ รงสง่ั สอนกส็ ง่ั สอน
ตามความปรารถนาของโลก ตอ้ งการเชดิ ชคู วามเจรญิ แกป่ ระชาชนประเทศชาติ ถา้ ใคร
เปน็ ผู้ละเว้นได้จรงิ ๆ ความเป็นอย่ขู องชาวโลกย่อมมสี ขุ ในปัจจบุ ันทนั ตาทีแ่ ลเห็น

นอ้ี ธบิ าย โทษและคณุ ของผมู้ ศี ลี และผไู้ มม่ ศี ลี มดี งั ไดแ้ สดงมาในสลี กถาปญั หา
ขอ้ ที่ ๑ ด้วยประการฉะนฯี้

อธิบาย

ขอ้ ที่ ๒ ทีว่ ่า “ศีล” คืออะไร นั้น

มอี รรถาธบิ ายวา่ สลี ํ อนั วา่ ความปกติ ความปกตนิ นั้ ไดแ้ ก่ ความไมเ่ คลอ่ื นไหว
แห่งกาย วาจา ใจ

คำ� ทวี่ า่ ไมเ่ คล่ือนไหวนัน้ ไดแ้ ก่ กริ ิยาท่ไี มท่ �ำชว่ั ทางกาย ไมก่ ลา่ วชั่วทางวาจา
ไมค่ ิดชวั่ ทางใจ คอื เวน้ โทษทางกายกรรม ๓ อย่าง วจกี รรม ๔ อย่าง มโนกรรม
๓ อย่าง (= ศลี กรรมบถ ๑๐)

๑. กายกรรม ๓ นั้น (เรียกว่า กายสจุ รติ ก็มี) คือ

ไมฆ่ ่าสตั ว์ ๑
ไม่ลักทรัพย์ ๑
ไม่ประพฤติผดิ ในกาม และดม่ื สรุ า ๑

42

นี้เรียกว่า กายกรรม ใครละได้ไมใ่ หก้ ายเคลอ่ื นไหวไปกระทบถูกตอ้ ง เรียกว่า
ปกติกาย

๒. วจีกรรม ๔ นนั้ (เรยี กวา่ วจีสจุ รติ ก็ม)ี คอื

ไม่กล่าวค�ำเท็จ ๑
ไม่กลา่ วคำ� สอ่ เสียดยยุ ง ๑
ไมก่ ลา่ วค�ำหยาบคาย ๑
ไมก่ ล่าวค�ำโปรยประโยชน์ (ไมพ่ ดู เพ้อเจอ้ ) ๑
ระวังวาจา ๔ น้ี มิให้เคลือ่ นไหวไปในทางทผ่ี ิด เรียกวา่ ปกติวาจา

๓. มโนกรรม ๓ นนั้ (เรียกวา่ มโนสจุ รติ ก็ม)ี คอื

๑) ไม่เพ่งเล็งโลภเจตนานกึ อยากไดข้ องๆ คนอืน่ ทเ่ี ห็นเขา้ แลว้ มาเป็นของตน
๒) ความไมพ่ ยาบาทคดิ ปองรา้ ยเกลยี ดชงั บคุ คลและสตั วท์ แ่ี สดงกริ ยิ าทไ่ี มพ่ อใจ
แห่งตน ระวงั ไม่ให้เคล่อื นไหวไป
๓) ความเหน็ ชอบ คอื เหน็ วา่ “มนษุ ย์ และสตั วท์ ง้ั หลาย มกี รรมเปน็ ของๆ ตน
คดิ ดไี ดด้ ี คดิ ชว่ั ไดช้ ว่ั ลว้ นแตไ่ มป่ รารถนาทกุ ขท์ วั่ หนา้ ” เมอ่ื เหน็ จรงิ เชน่ น้ี กจ็ งรกั ษา
ความเหน็ นน้ั ไว้อย่าให้เคลื่อนไหวไปในทางทผี่ ดิ

เม่ือรักษากาย วาจา จติ ของตนให้เปน็ ปกติอยู่เชน่ นี้ จงึ เรยี กได้ว่า “ศีล”

ทเ่ี รยี กวา่ ปกติ นน้ั มใิ ชห่ า้ มไมใ่ หก้ ระทำ� ในกจิ การ หา้ มแตส่ ว่ นทไ่ี หว กาย วาจา
ไปในทางทผี่ ดิ ตา่ งหาก นอกนน้ั ใครมกี ำ� ลงั กายจะประกอบกจิ การงานอาการใดทเ่ี ปน็
อาชพี ของตนไม่มีห้าม เพราะว่าศีลพระพุทธเจา้ ไมใ่ ช่ศีลขี้เกียจ และศีลงอมืองอเท้า
ศีลทกุ ข์ ศีลยาก ศีลจน ศลี หวั ตอ ไดแ้ ก่ การรักษาศลี แล้วท�ำอะไรไม่ไดส้ ักอย่าง
เชน่ นเี้ ปน็ ต้น พระพทุ ธเจ้ามไิ ดท้ รงส่งั สอนเช่นนน้ั

วาจา ใครมีคำ� พูดอยา่ งไร พดู ไดเ้ ต็มทใ่ี นส่วนท่ีปราศจากโทษ มิใช่หา้ มทัว่ ไป
ไมใ่ ชศ่ ลี ใบ้ ศลี พูดไดใ้ นส่ิงทีค่ วร

43


Click to View FlipBook Version