The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชีวประวัติ (ท่านพ่อลี) พระสุทธิธรรมรังสีฯ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-20 20:15:20

พระสุทธิธรรมรังสีฯ (ท่านพ่อลี)

ชีวประวัติ (ท่านพ่อลี) พระสุทธิธรรมรังสีฯ

ทางใจ นน้ั ใครมคี วามคดิ อยา่ งไรทจี่ ะใหเ้ กดิ ความรคู้ วามฉลาด ในการประกอบ
อาชีพของตนกค็ ดิ ได้
พระองคม์ ไิ ดท้ รงหา้ ม หา้ มแต่ “สงิ่ ” ทเ่ี ปน็ โทษตา่ งหาก เพราะวา่ หลกั ศลี ในทาง
พระพทุ ธศาสนาสอนไวว้ า่ “จงละชวั่ ทจุ รติ ทางกาย วาจา จติ แลว้ ประกอบความดสี จุ รติ
ทางกาย วาจา จิต” ดังนี้ กแ็ สดงให้เห็นวา่ “พระองค์ทรงสอนให้ละในสง่ิ ทีค่ วรละ
ให้ทำ� ในสงิ่ ทคี่ วรท�ำ” มหี ลกั ทีอ่ ้างในองคม์ รรค เช่น สัมมากัมมนั โต เป็นต้น
แต่คนเรามาคิดเห็นเสียว่า “มีศีลแล้วกระดิกตัวไม่รอด ท�ำมาหากินไม่ได้
หนจี ากวดั กไ็ มไ่ ด”้ ความเหน็ เชน่ นน้ั เปน็ ความเหน็ ผดิ นอกจากพทุ ธโอวาท ความเหน็
อยา่ งน้ที �ำให้โลกเสือ่ ม หาความเจรญิ แกป่ ระชาชนมิได้
เหตุนน้ั ผมู้ กี าย วาจา ใจ ทเ่ี ปน็ ปกตไิ ด้ จงึ เรยี กวา่ “เป็นผู้มีศลี ”

อานิสงสข์ องการรกั ษาศลี

 ผมู้ ศี ลี นน้ั ทำ� การงานทางกาย การงานทที่ ำ� กบ็ รสิ ทุ ธ์ิ ไดม้ าแลว้ ฉบิ หายไดย้ าก
 ผมู้ ศี ลี จะกลา่ วทางวาจานน้ั กลา่ วมากกต็ าม กลา่ วนอ้ ยกต็ าม ยอ่ มไมแ่ สลงหู
ผู้ฟงั ยอ่ มเปน็ ที่ไหลมาแหง่ ทรัพย์ หูผฟู้ ังก็พลอยเยน็ ไปดว้ ย
 สว่ นทางใจนน้ั เลา่ ผมู้ ศี ลี จะคดิ ในเรอื่ งอะไรทง้ั หมด สง่ิ ทคี่ ดิ นน้ั ถงึ แมจ้ ะเปน็
วตั ถทุ ยี่ ากกง็ า่ ยขน้ึ วตั ถทุ ค่ี ดิ นน้ั อาจประดษิ ฐใ์ หส้ วยงามได้ เพราะอาศยั หลกั แหง่ ศลี
น้ีเอง
คนเราข้มี กั ลบหลดู่ ูถกู จึงไมไ่ ดน้ �ำเรือ่ งเหล่านไี้ ปใชใ้ นกจิ การทงั้ ปวง จงึ ไดถ้ ่วง
ความเจรญิ ของโลกให้จมอยู่ จงึ ไม่ทนั ความเจริญของโลกทเ่ี ขาเจริญ

44

โทษแหง่ การล่วงละเมิดองคศ์ ีล

 ผ้ไู ม่มี “กาย วาจา ใจ” ทีเ่ ป็นอยู่ดว้ ยศลี นน้ั เปรียบเหมือนคนมโี รคเตม็ ตวั
หรือมีขี้เขมา่ เตม็ ตัว เม่อื เคลื่อนกายไปถกู ต้องในกจิ การงานอันใด การงานอนั นัน้ ก็
เศรา้ หมองไปด้วย แลว้ ก็ทำ� สำ� เรจ็ ไดย้ าก แม้ส�ำเรจ็ แล้วก็ฉบิ หายเร็ว

 ทางวาจาก็เหมือนกัน เมื่อไม่มีศีลประจ�ำแล้ว พูดให้คนฟังย่อมรังเกียจ
ถึงแม้จะพูดเอาทรพั ยส์ มบัตเิ ขามาก็ได้ยาก ถ้าไดม้ าแลว้ ก็ฉิบหายง่าย

 ทางใจกท็ ำ� นองเดยี วกนั ถา้ ไมม่ ศี ลี ประจำ� ใจแลว้ ความคดิ กม็ ดื งานที่ “คดิ ”
ก็ส�ำเรจ็ ได้ยาก แม้สำ� เร็จแลว้ กไ็ มด่ ีไม่ถาวร

ผจู้ ะมกี าย วาจา ใจ เปน็ ปกตไิ ด้ จะตอ้ งเปน็ ผมู้ สี ตปิ ระจำ� กายในอริ ยิ าบถทงั้ ๔
คอื ยนื เดนิ น่งั นอน ก็รู้ตวั ไดว้ า่ “เรามิไดท้ �ำกรรมชั่ว”

ผไู้ มม่ สี ตปิ ระจำ� กาย เปรยี บเหมอื นมนษุ ยไ์ มม่ ผี า้ นงุ่ และเสอื้ ใส่ จะเดนิ เขา้ ไปใน
สถานทีใ่ ดกม็ ีแตค่ นรังเกียจ บางคนเผลอตัวทางกายแล้วถงึ กับเอาเครอื่ งแต่งตัวของ
ผหู้ ญงิ เชน่ เอาผา้ นงุ่ หรอื เสอื้ มาสวมกายตน เปน็ ตน้ นเ้ี ปน็ อทุ าหรณท์ แ่ี สดงวา่ บคุ คล
ไม่มสี ตปิ ระจำ� กายแลว้ มกั เปน็ ดังน้นั

คนที่ไม่มีสติประจ�ำวาจาน้ัน ย่อมพูดเลอะเทอะเปรอะเปื้อน เปรียบเหมือน
บุคคลหุงข้าวไม่มีฝาละมปี ิด เม่อื ไฟตดิ ข้ึนแล้วน้�ำในหม้อเดอื ด ยอ่ มไหลลาดลงตาม
ปากหมอ้ จนไฟดบั ผ้ไู มม่ สี ตปิ ระจำ� วาจา พูดไปจนน้ำ� ลายไหลเปน็ ฟองย่อมมีโทษ

ผู้ไมม่ สี ตปิ ระจ�ำใจ คดิ ไปไมม่ ีทส่ี ุด คดิ มัง่ คดิ มี คิดลาภ คิดรวย จนเคลม้ิ ไป
ยอ่ มใหโ้ ทษ ตวั อยา่ งเชน่ คดิ มากจนนอนไมห่ ลบั รบั อาหารไมไ่ ด้ คดิ มากไปจนเสยี เสน้
ประสาทเลยกลายเปน็ โรคจติ เพราะคดิ มากเกนิ ไปไมม่ หี ลกั ไมม่ อี ะไรมาเปน็ เครอื่ งหา้ ม
จึงใหเ้ กิดโทษตา่ งๆ ใจของบคุ คลผูป้ ราศจากสติ ยอ่ มมโี ทษสมจรงิ กบั ผไู้ ม่มีศีล

ดงั ได้แสดงมาในสลี กถาปัญหาขอ้ ท่ี ๒ ดว้ ยประการฉะน้ฯี

45

อธิบาย

ขอ้ ท่ี ๓ ศลี มีก่ปี ระเภทน้นั ดงั น้ี คอื

ถ้าจะแยกเป็นประเภทโดยพสิ ดารมี ๕ ประเภท ได้แก่
๑. ศลี ๕
๒. ศีล ๘ อโุ บสถ
๓. ศลี กรรมบถ ๑๐
๔. ศีล ๑๐ (ศีลของสามเณร)
๕. ศลี ๒๒๗ (ศีลของพระภิกษ)ุ

รวมลงโดยยอ่ กม็ เี พยี ง ๒ อยา่ ง คอื ศลี อบุ าสก อบุ าสกิ า ๑ ศลี ภกิ ษุ สามเณร ๑
รวมลงอกี กม็ ีแต่ กาย วาจา จิต รวมลงไปอกี กม็ ีแต่ ๒ คือ ศลี เบอ้ื งตน้ เรียกวา่
อาทพิ รหมจรยิ กาสกิ ขาศลี ๑ ศลี คอื ความประพฤตดิ งี าม ทเ่ี รยี กวา่ อภสิ มาจารกิ าสกิ ขา-
ศีล ๑
- อาทิพรหมจริยกาสกิ ขาศีล น้ัน ไดแ้ ก่ สิกขาบท อันเป็นข้อปฏบิ ัตเิ บ้ืองตน้
ซงึ่ ทา่ นจดั วา่ “ยงั หยาบๆ อย”ู่ จะตอ้ งละเวน้ กอ่ น ศกึ ษากอ่ น เชน่ ปาณาตบิ าต เปน็ ตน้
เม่อื ละไดแ้ ลว้ ยงั จะต้องส�ำรวมระวังต่อไปอีก

- ทเี่ รยี กวา่ อภสิ มาจาร ไดแ้ ก่ ความประพฤตทิ เี่ รยี บรอ้ ยทเี่ กย่ี วแกก่ ริ ยิ าบางอยา่ ง
มกี ารบริโภคอาหารเปน็ ต้น ซึง่ เป็นข้อปฏิบตั ทิ ด่ี งี าม

อกี ประเภทหนึ่งนัน้ คอื โลกียศีล ๑ โลกุตตรศลี ๑

โลกตุ ตรศลี นนั้ หมายทวั่ ไป จะเปน็ ศลี ฆราวาส หรอื ศลี ภกิ ษกุ ต็ าม ถา้ ตนเปน็
ผู้เขา้ ถึงจติ ทเ่ี ป็นปกตไิ ด้แลว้ เรียกวา่ โลกุตตรศลี

โลกยี ศลี นน้ั จะเปน็ ศลี ภกิ ษุ หรอื ฆราวาสกต็ าม ปฏบิ ตั เิ ครง่ ครดั กต็ าม หยอ่ น
กต็ าม ถา้ ตนยงั เขา้ ไมถ่ งึ ปกตศิ ลี คอื โสดาปตั ตมิ รรค โสดาปตั ตผิ ล อยตู่ ราบใด กต็ ก
อยใู่ นโลกียศีลทัง้ น้ัน

46

โลกยี ศลี นน้ั ตกอยใู่ นฐานไมเ่ ทยี่ ง บรสิ ทุ ธบ์ิ า้ ง เศรา้ หมองบา้ ง ไดบ้ า้ ง เสยี บา้ ง
ตายแลว้ ตกนรกบา้ ง ข้ึนสวรรคบ์ า้ ง

ส่วนโลกุตตรศลี นนั้ เปน็ “ศีล” ที่เที่ยงตรงต่อมรรคผลนพิ พาน เปน็ ศีลที่
ปอ้ งกันอบายภมู ิ ๔ ได้ ถา้ ใครถงึ แลว้ เปน็ ของประเสรฐิ กว่าศลี ทั้งปวง เป็นศลี ใน
พระพุทธศาสนาโดยแทจ้ ริง

ศลี โลกยี น์ น้ั จะเปน็ ศลี ๒๒๗ กต็ าม พดู ถงึ ความดปี ระเสรฐิ ยงิ่ กส็ ศู้ ลี ๕ ศลี ๘
ของพระโสดาท่ีเป็นฆราวาสไม่ได้ “โลกตุ ตรศลี ” ยอ่ มเป็นของประเสรฐิ อย่างน้ี

- ทำ� ไมเลา่ ศลี ของโสดาจงึ เทย่ี ง ศลี ของปถุ ชุ นจงึ ไมเ่ ทยี่ ง กเ็ พราะวา่ โสดาทา่ นละ
สักกายทิฏฐใิ ห้ขาดดว้ ยอ�ำนาจแหง่ ปัญญา

- ทำ� ไมท่านจงึ มีปัญญาเลา่ กเ็ พราะทา่ นไดก้ ระท�ำสมาธิให้จิตใจต้งั มั่นจนเกิด
ปัญญามาชำ� ระสกั กายทฏิ ฐิให้ขาด คอื ไดเ้ ห็นโทษแห่งกายใจทีล่ ุ่มหลง ปฏิเสธได้วา่
“มใิ ชต่ วั ตน” คอื

ทา่ นไดค้ น้ ดรู ปู แลว้ เหน็ ความเปน็ จรงิ วา่ เปน็ แตธ่ าตทุ ง้ั ๔ เหน็ วา่ ตนมไิ ดเ้ อามาดว้ ย
แลว้ กเ็ หน็ วา่ จกั ไมเ่ อาไปดว้ ย ยอ่ มทำ� ความปลอ่ ยวางเสยี ได้ ไมย่ ดึ มน่ั สำ� คญั ผดิ ถา้ คนใด
เหน็ วา่ เปน็ ของๆ ตนแลว้ กห็ วงไวม้ ไิ ดใ้ ชจ้ า่ ยไปในทางกศุ ล ตดิ อยแู่ ตค่ วามสขุ ของกาย
ความสขุ อนั นนั้ แหละจะมาฆา่ บญุ กศุ ลของเราใหร้ ว่ งหลน่ เมอื่ เกดิ ทกุ ขก์ าย ทกุ ขน์ นั้ แหละ
ฆา่ กศุ ลทเี่ ราจะไดใ้ หต้ กไป จงึ จดั ไดว้ า่ ปาณาตบิ าต เอาสขุ เอาทกุ ขฆ์ า่ บญุ กศุ ลทสี่ ตั วโลก
ต้องการอยู่ โสดาท่านไม่มีแล้ว เป็นผปู้ ลอ่ ยวางได้ นี้เป็นขอ้ ๑.

ขอ้ ๒. ทา่ นไมย่ ดึ มนั่ ในรปู กายวา่ เปน็ ของๆ เรา เพราะเหน็ ความจรงิ วา่ เปน็ เพยี ง
ธาตุ ๔ มาประชมุ กนั เขา้ เปน็ รปู กายขน้ึ ธาตทุ ง้ั ๔ นนั้ กเ็ หน็ วา่ เปน็ ของมปี ระจำ� โลก เอาไป
เอามาไมไ่ ด้ ทา่ นจงึ ไมฉ่ อ้ โกงเอารปู ธาตเุ หลา่ นมี้ าเปน็ ของๆ ตน จงึ ละสกั กายทฏิ ฐ๑ิ   ได้

๑ อา่ นว่า สัก-กา-ยะ-ทดิ -ถิ แปลว่า ความยึดถอื ว่า “กายเป็นของตน”
สกั กายนโิ รธ แปลวา่ การทำ� ลายตวั ตน การละความยดึ ถอื วา่ กายเปน็ ของตน หรอื การแกน้ สิ ยั ใจคอทไ่ี มด่ ขี องเรา
ใหก้ ลายเป็นคนที่มอี ุปนิสยั ใจคอชุ่มเยน็ ด้วยเมตตา

47

ขอ้ ๓. กาเม ท่านเห็นโทษของกามารมณ์ มรี ูป เสียง กลิน่ รส โผฏฐพั พะ
ธรรมารมณ์ เป็นต้น ควรเสพท่านก็เสพ ไม่ควรเสพท่านก็ไม่เสพ ไม่สอ้ งเสพด้วย
กามมจิ ฉา จึงเรียกไดว้ ่า ละสักกายทิฏฐิ

ขอ้ ๔. มสุ าวาท ไดแ้ ก่ เหน็ ของจรงิ ทไ่ี มเ่ ทจ็ เรยี กวา่ “อรยิ สจั ๔” จงึ เรยี กไดว้ า่
ละสักกายทิฏฐิ

ขอ้ ๕. สรุ าเมรยั ไดแ้ ก่ ความไมเ่ มาในรปู เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์
ไม่เมาไมป่ ระมาท จึงเรียกไดว้ ่า ละสกั กายทฏิ ฐิ นเี้ รยี กว่า ศลี ปญั ญา

ศลี อนั ใดทมี่ สี ว่ นหยาบๆ ทา่ นไดล้ ะขาดแลว้ ไมล่ บู คลำ� ๑ เพราะทา่ นละสกั กายทฏิ ฐิ
ไดด้ ้วยอำ� นาจแหง่ ปญั ญา ส่วน ศลี พัตต์ นัน้ ท่านยอ่ มไม่ลูบคล�ำในความประพฤติ
ของตน เพราะเหน็ แน่แล้วว่าถกู (ศีลพัตต์ นยิ มใช้ สลี พตั ต)์

วจิ กิ จิ ฉา นน้ั ทา่ นกไ็ มส่ งสยั ในปญั ญาคณุ และความเปน็ อยขู่ องตน และขอ้ ปฏบิ ตั ิ
ของตน กห็ มดสงสัยว่า “ผดิ หรอื ถกู ”

เม่ือทำ� ได้เชน่ นี้ จงึ ตา่ งจากโลกียศีล

โลกียศลี น้ันย่อมเป็นของไมเ่ ท่ยี ง เพราะไม่มีปญั ญา

ทำ� ไมจงึ ไม่มปี ญั ญา

กเ็ พราะขาดการทำ� สมาธทิ างใจ จงึ ไดเ้ ขา้ ยดึ มน่ั ถอื มน่ั สำ� คญั ผดิ ในรปู รา่ งกายวา่
“เปน็ ตวั เปน็ ตน” อยา่ งแขง็ แรง จนทสี่ ดุ เหลอื บยงุ แดดฝนมากระทบสกั นดิ หนอ่ ยกไ็ มไ่ ด้
คอยแต่จะท�ำให้กุศลเราตายไปเสอ่ื มไปเทา่ นน้ั

นแี้ ล - โลกตุ ตรศีลจงึ เป็นของประเสรฐิ
- โลกียศีลนนั้ ยังไม่มน่ั คงถาวร

๑ ตรงนีห้ นังสือบางเลม่ เป็น ต่อนน้ั ศลี นน้ั อันใดทเ่ี ป็นหยาบๆ ยอ่ มเทีย่ งและถาวร

48

โลกยี ศีลกต็ าม โลกุตตรศลี กต็ าม อยทู่ ใี่ จดวงเดียว ถา้ ใจไม่ฉลาดขาดปัญญา
พาใหส้ ำ� คญั ผดิ เขา้ ยดึ มน่ั ถอื มน่ั ในรปู รา่ งกาย ตายแลว้ เนอื้ กไ็ มไ่ ดก้ นิ หนงั กไ็ มไ่ ดร้ องนง่ั
กระดกู ตดิ คอ เพราะ “ใจ” มไิ ดอ้ บรมจงึ จมอยใู่ นทกุ ข์ “ใจ” ทอ่ี บรมแลว้ ยอ่ มเกดิ ปญั ญา
ปลอ่ ยวางรปู รา่ งกาย ตายแลว้ ทอดทงิ้ ไมห่ วงแหนเพราะรคู้ วามจรงิ จงึ เรยี กวา่ “อรยิ ะ”
ดังน้ี

มีดังได้แสดงมาในสลี กถาปญั หาขอ้ ท่ี ๓ ด้วยประการฉะนีฯ้

อธบิ าย

ข้อท่ี ๔ ค�ำทว่ี า่ “อะไร” เป็นตัวศีล นั้น ดังนี้

คือ จะตอ้ งแยกออกเปน็ สว่ นๆ เสียกอ่ น ส่วนหนึ่งเรยี กว่า องค์ศลี ส่วนหน่งึ
เรียกว่า เจตนาวริ ตั ิ เปน็ ตัวศลี

องค์ศีล น้ัน แยกออกเป็น ๓ ประเภท คอื
๑. สัมปตั ตวิรตั ิ
๒. สมาทานวิรตั ิ
๓. สมุจเฉทวริ ตั ิ

ท้ัง ๓ นี้ เรียกวา่ องคศ์ ีล เพราะละเวน้ ตามล�ำดับแห่งสกิ ขาบท

๑. สมั ปตั ตวริ ตั นิ นั้ ไมเ่ กยี่ วถงึ การกลา่ วตามสกิ ขาบท๒ (คอื ) สำ� รวมความประพฤติ
ของตนทีเดียว ตัวอยา่ งเช่น เดินไปในกลางทงุ่ หรือกลางป่า เห็นสตั ว์ควรฆ่า-ไมฆ่ ่า
เพราะกลัวบาป เห็นของ-ของผู้อ่ืนทเี่ ขาไม่ไดใ้ ห้ น่าจะเอา กไ็ ม่เอา เพราะกลวั บาป
นี้เรียกว่า สมั ปตั ตวิรตั ิ (ศีล)

๒ ไมต่ อ้ งกลา่ วสมาทานศลี (ขอศลี ) กบั พระสงฆ์ กเ็ ปน็ ผรู้ กั ษาศลี ได้ โดยสงั เกตดจู ากความประพฤตขิ องเราวา่
มหี ริ ิ โอตตปั ปะ หรอื ไม่

49

๒. สมาทานวริ ตั ิ นน้ั ไดแ้ ก่ การกลา่ วถงึ สกิ ขาบท กลา่ วดว้ ยตนเองกต็ าม หรอื
กล่าวตามบคุ คลอนื่ กต็ าม เมอ่ื กลา่ วแล้วกต็ ้งั ใจระวงั รักษาขอ้ ห้ามตามสิกขาบทน้นั ๆ
นี้เรยี กว่า สมาทานวิรัติ (ศีล)

๓. สมจุ เฉทวริ ตั ิ นน้ั จะสมาทานกต็ าม ไมส่ มาทานกต็ าม ทำ� ศลี อนั นน้ั ใหบ้ รสิ ทุ ธอ์ิ ยู่๑
มไิ ด้เศร้าหมอง น้ีเรยี กวา่ สมุจเฉทวิรตั ิ

ท้งั ๓ นเี้ รียกวา่ องคศ์ ลี

ศลี เหล่านจ้ี ะบรสิ ทุ ธไ์ิ ดห้ รอื เศร้าหมอง ยอ่ มมอี งค์ยอ่ ยๆ เขา้ มาแทรกแซงก่อน
จึงทำ� ลาย น้ีเป็นฝา่ ยเศรา้ หมอง

สว่ นฝา่ ยบรสิ ทุ ธน์ิ นั้ กม็ อี งคย์ อ่ ยๆ ตงั้ ขนึ้ ตามประโยคพยายามของ กาย วาจา ใจ
แล้วส�ำรวมรักษาไวด้ ้วยดี ไมใ่ ห้ด่างพรอ้ ย จึงเรียกวา่ ศลี บริสุทธิ์

อธิบาย ตวั ศีล

ค�ำท่วี า่ “ตัวๆ” นัน้ ไดแ้ ก่ ผูเ้ ป็นประธาน ผู้เป็นประธานน้นั ก็ไดแ้ ก่ “ใจ”๒ ที่มี
เจตนาวิรัติ ละเว้นจากโทษทง้ั หลายเหล่าน้นั มิให้ตง้ั ขึน้ ทางกาย วาจา จะเป็นโทษ ๕
โทษ ๘ หรอื โทษ ๑๐ อาการใดอาการหนง่ึ กต็ าม ยอ่ มไมใ่ หต้ งั้ ขน้ึ ในจติ ใจ เอา “สต”ิ
ระวงั จิตไว้ให้เป็นปกติ นแี้ ล เรยี กว่า “ตัวศลี ”

ศีลบริสทุ ธิ์ เรยี กว่า สลี วิสทุ ธิ คอื ความหมดจดแห่งกาย วาจา จิต

ศลี เศรา้ หมอง เรยี กวา่ ทศุ ลี คอื ศลี ขาดเปน็ ทอ่ นๆ ทะลเุ ปน็ ชอ่ งๆ ตวั อยา่ งเชน่
รักษาได้ ๒ ข้อ เสียหาย ๓ ขอ้ ท่ตี ิดต่อกนั เรียกว่า ศลี ขาดเป็นท่อนๆ

๑ บางครั้ง เรารู้วา่ ศีลของตนขาด หรือด่างพร้อยไปเสยี แล้ว แตก่ ็ต้งั ใจทจ่ี ะระวังรักษาศีลของตนใหบ้ ริสทุ ธิ์
ต่อไป โดยไมต่ ้องกล่าวสมาทาน (วา่ ) ตามบคุ คลอ่ืน ดังน้กี ใ็ ช้ได้
๒ เม่ือเรามีใจศรัทธาตง้ั ม่ันอยากรักษาศลี การรักษาศีลกด็ ูจะงา่ ยข้ึน เพราะมีใจเป็นผคู้ อยดแู ลกาย วาจา
ไมใ่ หไ้ ปทำ� ผดิ พดู ผดิ ถา้ เปน็ อยา่ งน้ี เราจะรไู้ ดว้ า่ การรกั ษาศลี ไมเ่ ปน็ ของยากอะไร และไมใ่ ชส่ ง่ิ ทเี่ หลอื วสิ ยั
ของเราผเู้ ป่ยี มดว้ ยศรทั ธาทีจ่ ะรกั ษาศลี

50

บางคราวสกิ ขาบทขาดไมต่ ดิ ตอ่ กนั ตวั อยา่ งเชน่ รกั ษาปาณาฯ ได้ อทนิ นาฯ กไ็ ด้
แต่ไปดื่มสรุ าเมรัยบ้าง ประพฤติผิดในกามบ้าง เชน่ นี้เรียกว่า ศลี ทะลุหรอื ด่างพร้อย
พลอยจะใหศ้ ีลช่ัวเกดิ ข้นึ ที่เรยี กวา่ ทศุ ีล

ผทู้ ศุ ลี นนั้ กค็ อื เปน็ ผมู้ ศี ลี นน่ั เอง แตม่ ไิ ดร้ ะวงั รกั ษาสกิ ขาบทขอ้ หา้ ม ทางกาย
วาจา ใจ ปลอ่ ยใหค้ วามชวั่ รว่ั ไหลเขา้ มา จงึ เปน็ ผทู้ ศุ ีล

ศีลขาดก็ตาม ศีลทะลุก็ตาม ศลี ดา่ งพรอ้ ยกต็ าม ศลี เหลา่ น้อี ยใู่ นวงชว่ั กจ็ รงิ
กย็ ังดกี วา่ บคุ คลทไี่ ม่มีศีล คนทีม่ ีศลี ขาดก็ยงั ดีกว่าคนที่ไม่มีศลี จะขาด เช่น คนท่นี งุ่
ผา้ ขาด ยังดีกว่าคนไม่มผี ้านุ่ง

คนเราเกดิ มาจะตอ้ งมศี ลี ประจำ� ตวั ทกุ คน เวน้ แตค่ นตาย ถา้ มฉิ ะนนั้ ทำ� ไมจะตอ้ ง
มารกั ษากัน มารกั ษากันนัน้ กเ็ พราะเอาศีลทมี่ อี ยู่นั้นเองมาช�ำระ มิใชว่ า่ จะมาเก็บเอา
ตัวศีลอยู่ตามภิกษุ สามเณร

ไดก้ ลา่ วแล้ววา่

ใจท่มี ีเจตนาดี เรยี กว่า ตวั ศลี (เจตนาวริ ตั )ิ
ใจที่มเี จตนาชั่ว เรียกวา่ ทุศีล

เทา่ นก้ี แ็ ลเหน็ ไดว้ า่ คนเรามศี ลี กนั ทวั่ โลก ใครเลา่ จะเปน็ ผไู้ มม่ ใี จ แตค่ นบา้ มนั ยงั
มใี จ ไมม่ ใี จก็แตค่ นตาย

มนษุ ยใ์ ดมลี มหายใจเขา้ -ออกอยู่ ลว้ นแตม่ ศี ลี ตา่ งกนั อยหู่ นอ่ ยแตว่ า่ ศลี บรสิ ทุ ธ์ิ
และไมบ่ รสิ ทุ ธิ์เทา่ นัน้ ในท่ีบางแหง่ พระพุทธเจา้ ทา่ นกไ็ ด้ยกมาเตือนภิกษทุ งั้ หลายวา่
“เจตนาหํ ภิกฺขเว สลี ํ วทามิ” ดกู ่อนภิกษทุ ัง้ หลาย เราตถาคตกล่าววา่ เจตนาละชัว่
นั้นแลเปน็ ตัวศลี เจตนาช่ัวเป็นตัวทุศลี เจตนาดีละชว่ั เรียกว่า สีลวสิ ุทธิ

มดี งั ได้แสดงมาในสลี กถาปัญหาข้อท่ี ๔ ดว้ ยประการฉะน้ีฯ

51

อธิบาย ข้อท่ี ๕

ค�ำที่ว่า ศีลจะต้งั อยู่ได้เพราะเหตใุ ด ดังนีค้ ือ

ในทน่ี ้ี ศีล นนั้ หมายเอา ความบรสิ ทุ ธิ์ ฝา่ ยเดยี ว

ความบรสิ ทุ ธจ์ิ ะมนั่ คงถาวรอยไู่ ด้ ตอ้ งอาศยั เหตุ ตวั อยา่ งเชน่ คนเราเกดิ มาแลว้
ทจี่ ะเจรญิ วยั ขนึ้ และตงั้ อยไู่ ด้ ยอ่ มอาศยั บดิ า มารดา หาอาหารมาทะนบุ ำ� รงุ จงึ จะพน้
จากอนั ตรายคอื ความหวิ บรโิ ภคอาหารมากยอ่ มมกี ำ� ลงั และอว้ นทว้ น กนิ อาหารนอ้ ย
ยอ่ มถอยก�ำลังและซบู ซดี นีฉ้ นั ใด

ศลี ทจี่ ะตงั้ อยไู่ ดจ้ ะตอ้ งอาศยั เปน็ ผมู้ สี ติ ความระลกึ ได้ สมั ปชญั ญะ ความรตู้ วั นี้
เปน็ เครอื่ งทะนบุ ำ� รงุ ไวแ้ หง่ ความบรสิ ทุ ธิ์ แลว้ กจ็ ะตอ้ งบำ� รงุ ดว้ ยอาหาร ถา้ ไมม่ อี าหาร
แล้ว ศีลย่อมเห่ียวแห้งย่อยยับไป แม้มีสติสัมปชัญญะอยู่ก็ยังอ้วนไม่ได้ ฉันน้ัน
อกี ประการหน่ึง เปรียบเหมอื นทารกท่ีมีบิดามารดาอยู่ แตม่ ิให้กินอาหาร ทารกน้นั
ยอ่ มทรดุ โทรมเหีย่ วแหง้ ไป นี้แลฉนั ใด ศลี จะมีกำ� ลังข้ึนไดจ้ ะต้องบำ� รุงดว้ ยอาหาร
เหมอื นกันฉนั นัน้ .

อาหารของศีล น้ันก็คือ

๑. เมตตาจติ คือ มคี วามคิดรักใครป่ รารถนาจะให้ตนและคนอนื่ เป็นสขุ ทุก
ถว้ นหน้ากนั

๒. กรุณาจิต มีความสงสารตนและคนอื่น คิดจะช่วยเหลือให้พ้นจากทุกข์
ถา่ ยเดยี ว

๓. มุทิตาจิต มีจิตอ่อนน้อมพลอยยินดีในความดีของตนและคนอื่นสัตว์อื่น
ทกุ จำ� พวก

๔. อเุ บกขาจติ คอื คดิ ปล่อยวางเฉยในสง่ิ ท่คี วรปล่อย สิ่งใดทตี่ นหมดความ
สามารถจะช่วยเหลือได้ก็ปล่อยวางเสยี ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ในบคุ คลหรอื สัตวน์ ั้นๆ

52

ตวั อย่างเชน่ นายเพชฌฆาตก�ำลงั ประหารชีวติ ผทู้ ำ� ผดิ ในข้ออาญาอยูน่ ั้น รักษาจิตไว้
ไม่ใหเ้ กิดความดใี จเสียใจขน้ึ ในขณะทีแ่ ลเหน็ ฉะนน้ั

เมตตาพรหมวหิ ารทัง้ ๔ นี้แลเป็นอาหารของศีล

สต ิ เปน็ บดิ า
สมั ปชัญญะ เปน็ มารดา
(เมตตา) อัปปมัญญา เปน็ อาหาร
เมอ่ื ใครทำ� ไดเ้ ช่นนี้ ศีลยอ่ มมีและตง้ั มนั่ ฯ

รวมความแล้วก็คือ

เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม
กรุณากายกรรม กรุณาวจกี รรม กรุณามโนกรรม
มทุ ิตากายกรรม มุทติ าวจีกรรม มุทติ ามโนกรรม
อเุ บกขากายกรรม อุเบกขาวจกี รรม อเุ บกขามโนกรรม

ต่อน้ัน ศีลย่อมต้ังม่ันและถาวร มีแต่จะก้าวหน้าข้ึนสู่มรรคผลนิพพานโดย
ถ่ายเดียว นแี้ ปลว่า ศีลอว้ น ศลี พี ศีลมง่ั ศลี มี ศลี ศาสนาพระสมณโคดม

ใครท�ำไมไ่ ด้เชน่ นี้ ตกอย่ใู น ศลี ทุกข์ ศลี ยาก ศีลล�ำบาก ศลี เหีย่ ว ศลี แหง้
ศีลเกิดโรค ศลี ไม่มอี าหาร เกดิ ขึ้นมาไม่มีบดิ ามารดาคอยดแู ลเล้ยี งด้วยอาหาร

ผู้มีศีล กค็ ือผมู้ สี ัตย์
ผูม้ ีสัตย์ กค็ อื ผมู้ ีทรพั ย์
ผู้มีทรัพย ์ ย่อมได้รับความสขุ
สุขในศลี ยอ่ มเป็นของประเสรฐิ

ศลี นย้ี อ่ มแตง่ ไดใ้ นบคุ คลทกุ เหลา่ หนมุ่ สาว เฒา่ แกช่ รา ยอ่ มสวยงาม ยอ่ มไมเ่ ปน็
ทบ่ี าดหบู าดตาแกค่ น “พาล” ในโลก ไมเ่ หมอื นกบั เครอ่ื งแตง่ กายภายนอก ซง่ึ แตง่ ได้

53

เปน็ ครง้ั เปน็ สมยั แต่ ศลี แตง่ ไดไ้ มเ่ ลอื กสมยั ใครทำ� ใหเ้ กดิ มใี นตนไดแ้ ลว้ ยอ่ มพน้ จาก
เวรภยั ในชาตนิ ี้ และชาตหิ นา้ ผมู้ ปี ญั ญายอ่ มสงวนไว้ ผไู้ มม่ ปี ญั ญายอ่ มหาเครอ่ื งผกู
ตวั อยา่ งเชน่ โซ่ทองคำ� ผูกแขนบ้าง ผกู คอบา้ ง สวมขอ้ เท้าบา้ ง ใส่ตะพายหูบ้าง
ประคองดกี ด็ ี ท�ำถูกสมยั กด็ ี ยังหนจี ากโทษไม่ได้ (ตวั อยา่ งเช่น) อาจถูกขโมยฉุด
โซท่ องค�ำขาดไปบา้ ง หูขาดไปบ้าง ขากล่อน แขนกล่อน แขนถลอกไปบา้ ง นี่แหละ
ท่านทง้ั หลาย เครือ่ งแต่งกายในโลกใหค้ ณุ หรอื ให้โทษประการใดก็จงตรองดูใหแ้ น่

ส่วนศีลนั้นเลา่ มีรอบกาย มรี อบวาจา มรี อบใจ ใครเล่าจะมาท�ำลายของเราได้
โจรก็เอาไปไม่ได้ ไฟไหม้ก็ไม่ฉิบหาย ตายไปย่อมบันเทิงในโลกหน้าคือสวรรค์
มีประพนั ธ์คาถามารับรองได้ ดงั นว้ี า่

สีเลน สคุ ตึ ยนตฺ ิ สเี ลน โภคสมปฺ ทา สีเลน นิพพฺ ตุ ึ ยนตฺ ิ ผ้จู ะได้สุคติ และ
ถึงพร้อมดว้ ยโภคทรพั ยส์ มบตั ิ และมรรคผลนพิ พานเบื้องบน กอ็ าศัย “ศลี ” นี้
สาธุ โข สปิ ปฺ กํ นาม อปิ ยาทสิ กที ิสํ ขน้ึ ช่อื ว่าศิลปะ แม้เช่นใดเช่นหนึ่งก็ยัง
ประโยชน์ให้ส�ำเรจ็ ได้
สีลํ โลเก อนุตฺตรํ ศีลเป็นเยี่ยมในโลก
จนทฺ นาทนี ํ คนฺธานํ สลี คนฺโธ อนตุ ตฺ โร บรรดากลนิ่ ท้งั หลาย มกี ลิ่นจนั ทน์
เปน็ ต้น กล่นิ คอื ศลี เปน็ เย่ยี ม (กว่ากล่ินทงั้ ปวงในโลก)
สโี ล รหโท อกทฺทโม ศีลเหมอื นสระน�ำ้ ไมม่ เี ปือกตม
สขุ ํ ยาว ชรา สีลํ ศีลย่อมน�ำความสุขมาใหต้ ราบเทา่ ชรา
สีลํ ยาว ชรา สาธุ ศลี ยงั ประโยชนใ์ ห้สำ� เร็จไดต้ ราบเทา่ ชราดังน้ี

ฉะนน้ั ผหู้ วงั ความดอี นั ผอ่ งใสสะอาด ควรอยทู่ จี่ ะตอ้ งเอาใจใสท่ ะนบุ ำ� รงุ เลย้ี งดู
“ศลี ” ของตนใหอ้ ม่ิ หนำ� สำ� ราญดว้ ยพรหมวหิ ารทงั้ ๔ เมอ่ื ทำ� ไดเ้ ชน่ นี้ ผตู้ อ้ งการตอ่ มรรค
ผลข้นั กลาง คือ สมาธิ ก็จักส�ำเรจ็ ได้โดยเร็วพลัน

อธิบายมาในองค์ศีล จะตั้งอยู่ได้เพราะเมตตาพรหมวิหาร ดังได้แสดงมาใน
สลี กถาปญั หาข้อท่ี ๕ ดว้ ยประการฉะน้ีฯ

54

ธรรมะปฏบิ ตั ิ เรื่องสมาธิ

55

สมาธปิ ญั หา

๑. ผทู้ �ำสมาธิ จะตอ้ งทำ� อยา่ งไร?
๒. ทำ� แล้ว มปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร?
๓. สมาธิ มกี ่ีประเภท?
๔. สมาธิ จะตั้งอยู่ไดอ้ าศัยอะไร?
๕. อะไร เปน็ ตวั สมาธ?ิ

อรรถาธิบาย ปัญหาข้อที่ ๑
ค�ำที่ว่า ผูท้ ำ� สมาธจิ ะต้องท�ำอย่างไร นั้น ดงั นคี้ อื

กิจเบ้ืองต้น ให้นั่งคุกเข่าประนมมือด้วยความตั้งใจ นอบน้อมกราบไหว้พระ
รตั นตรยั เปล่งวาจานมสั การ ดังต่อไปนี้

อะระหงั สมั มาสัมพุทโธ ภะคะวา, พทุ ธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทม.ิ (กราบ)
ส�วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมงั นะมัสสาม.ิ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ, สังฆัง นะมาม.ิ (กราบ)

ลำ� ดบั นตี้ ง้ั ใจปฏบิ ตั บิ ชู าดว้ ยกาย วาจา ใจ กลา่ วคำ� นอบนอ้ มพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
วา่ นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พทุ ธสั สะฯ ๓ จบ แลว้ ปฏญิ าณตน
ถอื เอาพระรัตนตรัยเปน็ ทีพ่ ง่ึ ทรี่ ะลกึ ของตนทเ่ี รยี กวา่ พระไตรสรณคมน์ วา่ ตามบาลี
ดงั นี้

56

พทุ ธัง สะระณัง คัจฉามิ.
ธัมมัง สะระณัง คจั ฉาม.ิ
สงั ฆงั สะระณงั คจั ฉามิ.
ทุตยิ ัมปิ พทุ ธงั สะระณงั คัจฉาม.ิ
ทุตยิ ัมปิ ธมั มงั สะระณัง คัจฉามิ.
ทุตยิ ัมปิ สังฆัง สะระณงั คัจฉามิ.
ตะติยมั ปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉาม.ิ
ตะตยิ มั ปิ ธัมมัง สะระณัง คจั ฉามิ.
ตะติยมั ปิ สงั ฆงั สะระณัง คจั ฉาม.ิ

วา่ คำ� อธิษฐานพระไตรสรณคมนใ์ ห้มน่ั ก่อนว่า

ขา้ พเจา้ ขอถงึ พระพทุ ธเจา้ องคอ์ รหนั ต์ ผลู้ ะกเิ ลสขาดจากสนั ดาน กบั พระธรรมเจา้
กล่าวคือค�ำสอนของพระองค์ทเี่ ป็นปรยิ ัตธิ รรม ปฏบิ ัติธรรม และปฏเิ วธธรรม กับ
พระสงฆเ์ จา้ กลา่ วคอื พระโสดาบนั พระสกทิ าคามี พระอนาคามี และพระอรหนั ต์ วา่
เป็นสรณะที่พ่ึงท่ีระลึกท่ีนับถือของข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปตราบเท่าส้ินชีวิตของ
ขา้ พเจ้าน้แี ล

ต่อนี้ให้มีเจตนาวิรตั ิ ละเว้นในส่วนองค์ศีล ๕ ศีล ๘ หรอื ศีลกรรมบถ ๑๐ ๑
ทต่ี นสามารถจะรักษาได้ แลว้ ว่าค�ำสมาทานรวมลงในท่แี หง่ เดียวอีกว่า

อิมานิ ปญั จะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (๓ หน) นส้ี �ำหรบั ศลี ๕
อิมานิ อัฏฐะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (๓ หน) นสี้ �ำหรบั ศีล ๘ อโุ บสถ
อิมานิ ทะสะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (๓ หน) นี้สำ� หรบั ศลี ๑๐

๑ ศลี ๕ ศลี ๘ ศลี กรรมบถ ๑๐ ทา่ นบอกวา่ ศกึ ษาเขา้ ใจแลว้ กต็ ง้ั ใจรกั ษาไดเ้ ลย คอื สมาทานดว้ ยการอธษิ ฐาน
ตัง้ ใจ แลว้ ก็ระวงั รกั ษาไดด้ ้วยตนเองทันที ไม่ต้องไปรอขอกบั พระภกิ ษสุ ามเณร ไมต่ อ้ งรอกาลเวลาอะไร
ท้ังสิน้

57

ถา้ ศลี ๒๒๗ ใหว้ า่

ปะรสิ ทุ โธ อะหงั ภนั เต, ปะรสิ ทุ โธติ มัง พทุ โธ ธาเรต.ุ
ปะรสิ ทุ โธ อะหงั ภันเต, ปะริสุทโธติ มัง ธมั โม ธาเรตุ.
ปะริสทุ โธ อะหัง ภันเต, ปะริสทุ โธติ มัง สงั โฆ ธาเรต.ุ

เมอ่ื ทำ� ความบรสิ ทุ ธขิ์ องตนดว้ ยกาย วาจา ใจ ตอ่ คณุ พระพทุ ธเจา้ คณุ พระธรรมเจา้
คณุ พระสงฆเ์ จา้ แลว้ กราบลง ๓ หน จงึ คอ่ ยนงั่ ราบลง ประนมมอื ไหว้ ทำ� ใจใหเ้ ทยี่ ง
เจรญิ พรหมวหิ าร ๔ ถ้าแผ่ไปไมเ่ จาะจง เรียกว่า อปั ปมญั ญาพรหมวิหาร

วา่ โดยคำ� บาลีย่อๆ ใหส้ ะดวกแก่ผูจ้ �ำยากก่อน วา่ ดงั นี้

เมตตา เมตตาจิต คือ จิตคิดเมตตารักใคร่ปรารถนาให้คนและสัตว์เป็นสุข
ทั่วหน้ากัน
กรณุ า กรุณาจติ คอื จติ กรณุ าเอ็นดสู งสารตนและคนอืน่
มทุ ิตา มุทติ าจิต คอื จิตอ่อนนอ้ มพลอยยนิ ดีในกศุ ลของตนและคนอน่ื
อุเปกขา อเุ บกขาจิต คือ จติ คดิ วางเฉยในสิ่งท่คี วรปล่อยวาง

จบแลว้ ใหน้ งั่ ขดั สมาธิ เอาขาขวาทบั ขาซา้ ย มอื ขวาทบั มอื ซา้ ย ตงั้ กายใหต้ รง ดำ� รง
สติใหม้ นั่ อย่าใหฟ้ ัน่ เฟอื น ประนมมอื ไหว้อยู่ แล้วระลึกถงึ คุณพระพทุ ธ พระธรรม
พระสงฆ์ แตใ่ นใจวา่ พทุ โธ เม นาโถ, ธมั โม เม นาโถ, สงั โฆ เม นาโถ แล้ววา่ ซ้�ำอกี
พทุ โธๆ ธมั โมๆ สงั โฆๆ แลว้ ปลอ่ ยมอื ลงขา้ งหนา้ บรกิ รรมภาวนาแตค่ ำ� เดยี ววา่ พทุ โธๆ
เพง่ อยทู่ ล่ี มหายใจเขา้ ออกจนกวา่ จติ จะสงบลงเปน็ หนง่ึ เทา่ นี้ นเี้ ปน็ วธิ ที ำ� สมาธใิ นเบอ้ื งตน้
เมื่อมีความเพียรไม่เกยี จครา้ นแลว้ ก็จักเหน็ คุณเกดิ ข้นึ ในใจตนเอง สำ� หรบั ผู้สนใจ
จรงิ ๆ แลว้ ปฏบิ ตั ไิ ดเ้ สมอเทา่ นกี้ จ็ กั เหน็ คณุ ทเี ดยี ว ทไี่ มเ่ หน็ คณุ นนั้ กเ็ พราะ ตนไมไ่ ด้
ใส่ใจ น้ี ๑ ตนสนใจอยู่ แต่ไม่ถูกตอ้ งตามข้อธรรมนนั้ ๆ น้ี ๑ เมอ่ื เปน็ เช่นน้ีย่อมไม่
เหน็ ผลในการทำ� สมาธิ ถา้ ตนสนใจจรงิ แลว้ ทำ� ใหถ้ กู ตอ้ ง จกั ไดร้ บั ประโยชนต์ ามสมควร
แก่ก�ำลงั ความเพียร

ได้อธบิ ายมาในวธิ ีทำ� สมาธกิ ถา ดว้ ยประการฉะนฯ้ี

58

อรรถาธบิ าย ปญั หาขอ้ ที่ ๒
คำ� ทีว่ ่า ท�ำสมาธิน้นั มปี ระโยชนอ์ ย่างไร

ผูท้ �ำสมาธยิ อ่ มมีประโยชนด์ งั นี้ คอื

๑. จติ ใจของบุคคลท่ีฝึกหัดสมาธไิ ด้แล้ว ยอ่ มเปน็ ใจท่ผี อ่ งใสม่นั คงกล้าหาญ
ถงึ แม้จะคดิ การงานสง่ิ ใดก็ส�ำเร็จไดเ้ พราะว่าใจมหี ลกั คดิ ถงึ แม้จะประกอบการงาน
ทางโลก กเ็ ปน็ การงานทมี่ น่ั คงถาวรเปน็ ชนิ้ เปน็ อนั ชนิ้ ใดตงั้ ขน้ึ แลว้ ยอ่ มสำ� เรจ็ ประโยชน์
นี้ประการหนง่ึ

๒. เม่ือใครอบรมใจให้ตั้งม่ันเป็นสมาธิแล้ว ย่อมเป็นผู้มีความหนักแน่นใน
ทางโลกและทางธรรม ใจทหี่ นกั แนน่ นนั้ เทยี บไดก้ บั แทง่ ศลิ า ธรรมดาศลิ านนั้ ลมจะพดั
หรอื ฝนตกแดดออกกต็ าม ศลิ านน้ั ยอ่ มไมเ่ คลอ่ื นไหว กลา่ วโดยยอ่ กค็ อื โลกธรรม ๘
มีลาภ ยศ สรรเสริญ สขุ ทุกข์ นินทา เสอ่ื มลาภ เสือ่ มยศ ตรวนท้ัง ๘ หุนนี้ มิได้
จองจำ� ดวงจติ ของบคุ คลผูม้ ีสมาธิน้ี

นวิ รณธ์ รรม ๕ มกี ามฉนั ทะเปน็ ตน้ นี้ เปรยี บเหมอื นตวั มอด มอดทง้ั ๕ จำ� พวกนี้
ย่อมไม่เข้าไปเจาะไชในดวงจิตของบุคคลผู้น้ัน นป้ี ระการหนึง่

อกี นยั หนงึ่ ผมู้ สี มาธคิ อื ใจตง้ั มนั่ แลว้ เปรยี บเหมอื นตน้ ไมท้ ม่ี แี กน่ เมอื่ ตายแลว้
ยอ่ มเปน็ ประโยชนแ์ กช่ นผฉู้ ลาด ตวั อยา่ งเชน่ ไมส้ กั ไมพ้ ยงุ เปน็ ตน้ นฉี้ นั ใด ใจของใคร
ไดอ้ บรมแล้วดว้ ยสมาธิ แม้ตายไปแล้ว ความดีอันนนั้ ย่อมเปน็ สาระแก่นสารแก่ตน
และคนทเี่ หลืออยู่ ตวั อยา่ งเชน่ ท�ำตามพระพุทธเจ้าทท่ี ่านนพิ พานไปแล้ว

คนมสี มาธนิ นั้ เปรยี บเหมอื นมนษุ ยท์ ม่ี คี รอบครวั จดั วา่ “เปน็ ผมู้ หี ลกั ในทางโลก”

คนไมม่ สี มาธนิ ้ัน เปรียบเหมือนมนษุ ย์ทไี่ มม่ ีครอบครวั เปน็ คนจรจดั หาท่ีอยู่
ท่หี ลบั นอนไม่ได้ แม้มีทรัพยก์ ไ็ ม่มที ี่เกบ็ ฉะนนั้

59

ผทู้ ำ� สมาธติ ง้ั ใจมนั่ แลว้ ยอ่ มมที เ่ี กบ็ ทรพั ยท์ ง้ั ปวง คอื บญุ กศุ ลนอ้ ยใหญย่ อ่ มเขา้
สนั นิบาตในดวงจิตท่ีมีสมาธติ ง้ั ม่นั แลว้ ทั้งหมด

ผไู้ มม่ สี มาธนิ น้ั เปรยี บเหมอื นไมต้ ะแบกทม่ี โี พรง ยอ่ มเปน็ ทอ่ี าศยั ของสตั วท์ ม่ี พี ษิ
ตัวอย่างเช่น งูเห่า และ สกณุ านก เมื่อเขา้ ไปอาศยั อย่แู ล้วย่อมทำ� รงั และฟกั ไข่ ขีใ้ ส่
เยยี่ วใสใ่ นโพรงนน้ั ๆ เมอ่ื ตน้ ตะแบกตายไปกไ็ มม่ ปี ระโยชนอ์ ยา่ งอน่ื นอกจากจะทำ� ฟนื
น้แี ลฉันใด

ใจของบคุ คลผมู้ ไิ ดฝ้ กึ หดั สมาธิ ยอ่ มเปน็ ทอ่ี ยขู่ องกเิ ลสทงั้ ปวง กลา่ วคอื “โลภะ
โทสะ โมหะ” กเิ ลสเหลา่ นยี้ อ่ มทำ� โทษทำ� ทกุ ขใ์ หร้ า่ งกาย ตายแลว้ ไมม่ ปี ระโยชน์ นอกจาก
ใหห้ นอนกินและไฟเผาใหฉ้ บิ หายไปถา่ ยเดียวเทา่ นัน้

อกี ประการหนงึ่ ผไู้ มม่ สี มาธนิ ี้ เปรยี บเหมอื นเรอื หรอื รถไมม่ ที า่ จอดสถานหี ยดุ
มนษุ ย์ใดไปอาศัยเรอื หรือรถน้นั ๆ ย่อมล�ำบาก

สมาธมิ ิใช่จะมีแต่ทางพุทธศาสนา ในทางโลกีย์เขาย่อมท�ำกันอยู่ ตัวอยา่ งเช่น
ในการงานทง้ั ปวงของโลก ถา้ ปราศจากความมน่ั ใจแล้ว ยอ่ มไม่ส�ำเรจ็ อยา่ งพวกเรา
สอนกนั เช่น ให้ต้ังใจทำ� งาน ต้ังใจทำ� มาหากิน ตง้ั ตนในครอบครวั ใหเ้ ปน็ หลกั ฐาน
โวหารเชน่ นกี้ ส็ อนสมาธกิ นั นนั่ เอง ถา้ ใครเชอ่ื โวหารนนั้ ๆ แมป้ ระกอบในอาชพี กย็ อ่ ม
สำ� เรจ็ ประโยชน์ นีใ้ นส่วนโลก ถ้าหากตนมาฝึกหดั ในทางพุทธศาสนา ย่อมแลเห็น
คณุ ประโยชนม์ ากทเี ดยี ว โดยยอ่ กค็ อื เปน็ เหตเุ ปน็ ทตี่ ง้ั แหง่ ปญั ญา เปน็ หลกั วชิ ชาสำ� คญั
ขอ้ หนง่ึ ในทางพทุ ธศาสนา เรียกไดว้ า่ จติ ตวิทยา อย่างถกู ตอ้ ง คือปัญญาเกิดข้นึ จาก
การอบรมจติ ใครมไิ ด้อบรมสมาธิแล้ว แม้ฉลาด ก็ยงั มไิ ดจ้ ดั วา่ เปน็ ปัญญาอย่างแท้
ยงั จดั ว่าฟุง้ ซา่ นอยู่ ตวั อยา่ งเชน่ คดิ มากเสน้ ประสาทแตกตาย น้นั กแ็ สดงใหเ้ ห็นวา่
“ความคดิ ไม่มที จี่ อดพกั คือคดิ ฟ้งุ ซา่ นปราศจากสมาธ”ิ

ผู้อ�ำนวยการในทางโลกและทางธรรมควรจะต้องฝึกหัดจิตใจของตนให้เป็น
สมาธิ คราวใดควรใชก้ เ็ อาออกมาใช้ คราวใดไมค่ วรใชก้ เ็ กบ็ ไวใ้ นสมาธิ ใชถ้ กู กาลเทศะ
ถกู กาล ถกู สมยั

60

ผู้ไม่มีสมาธิใช้ความคิดไม่มีหลักแล้ว ย่อมเสียก�ำลังใจ เมื่อก�ำลังใจเสียแล้ว
ย่อมเสียหมด แม้กายมกี �ำลงั อยู่ วาจามกี �ำลงั อยู่ แต่กำ� ลังใจเสยี ไป ทำ� อะไรย่อมไม่
ส�ำเรจ็

มนุษยโ์ ดยมากเปน็ แตใ่ ช้ ไมร่ ้จู ักรักษา กลางวัน กลางคนื ยนื เดิน นงั่ นอน
ไม่ได้พักผ่อนสักเวลา เปรียบเหมือนบุรุษที่ใช้รถหรือเรือ ถ้าไม่รู้จักพักแล้วย่อม
ใหโ้ ทษ ตวั อยา่ งเชน่ เรอื ทะลจุ มไป เหลก็ เสยี ไป เมอ่ื เปน็ เชน่ นยี้ อ่ มไดร้ บั ความลำ� บาก
แก่ผอู้ าศยั ใจของผไู้ มม่ สี มาธอิ บรมแล้ว ยอ่ มล�ำบากแก่กายตนและกายคนอ่ืน

ฉะนน้ั พระพทุ ธเจา้ ทา่ นแลเหน็ วา่ เปน็ ประโยชนไ์ ดใ้ นทางโลกและทางธรรม จงึ ได้
นำ� คำ� สอนนนั้ ๆ มาประกาศแกช่ มุ นมุ ชนในทางโลก บางคนกห็ ตู งึ คอื ความมดื ฟงั เรอื่ ง
สมาธิไม่ออก ตามดื ดตู วั อย่างของทา่ นทีท่ �ำก็ไมไ่ ด้ ลบหลดู่ ถู กู ผูกพยาบาทแก่ผู้ท�ำ
ดังนเ้ี ป็นต้น

เหตนุ น้ั พวกเราชาวนกิ รชนผหู้ วงั ตงั้ ตนในทางโลกกด็ ี ในทางธรรมกด็ ี ควรอยทู่ ี่
จะตอ้ งตงั้ ตนเปน็ รากเหงา้ ของพทุ ธศาสนาและกลุ ธดิ าในครอบครวั ไมค่ วรทำ� ตนเปน็
กาฝากคอยแอบอาศัยเอาเลศพระพุทธศาสนามาอ้างว่า เราเกิดมาเห็นพุทธศาสนา
ไดบ้ วชบา้ ง ไดศ้ กึ ษาบา้ ง เชน่ นเี้ ปน็ ตน้ แตค่ วามจรงิ หาสมคำ� ปฏญิ าณของตนไม่ เมอ่ื เปน็
เช่นน้กี ม็ ีแตจ่ ะท�ำให้พุทธศาสนาเสื่อมไปถ่ายเดยี ว

นแี้ หละ ผฝู้ กึ หดั จติ ใจใหเ้ ปน็ สมาธติ งั้ มนั่ ได้ ยอ่ มเปน็ ประโยชนแ์ กต่ นและคนอนื่
ผมู้ ไิ ดฝ้ กึ หดั จติ ใจของตนใหเ้ ปน็ สมาธนิ นั้ ยอ่ มไมไ่ ดป้ ระโยชนแ์ กต่ นและคนอน่ื มแี ต่
จะน�ำโทษมาใส่ตวั และหมคู่ ณะเทา่ นน้ั เอง

เมอื่ ใครท�ำสมาธิมจี ติ ใจต้งั ม่นั แลว้ เปรยี บเหมือนมีป้อมอนั ส�ำคัญ ขา้ ศกึ จะมา
ภายในหรือภายนอก ย่อมแลเหน็ ได้

ปญั ญาที่เกดิ จากสมาธิ เป็นอาวุธท่จี ะไดต้ ่อสู้ยทุ ธสงครามทำ� ลายกิเลส ส่ิงใด
จะให้คณุ ประโยชนก์ ็เก็บไวใ้ นใจ สงิ่ ใดที่จะใหโ้ ทษเก็บออกทิ้ง ผูม้ ีปัญญาที่เกดิ จาก
สมาธยิ อ่ มเลอื กได้ในสิง่ ที่ควร

61

น่ีแหละ ผู้ฝึกหัดในทางสมาธิย่อมมีประโยชน์ดังนี้ ผู้ไม่สนใจนั้นย่อมมีโทษ
ตรงกันข้าม ท่ีได้อธิบายมาในสมาธิกถา พรรณนาถึงอานิสงส์ของผู้ได้ฝึกสมาธิท่ี
แลเหน็ ไดง้ า่ ย พรอ้ มด้วยทางโลกและทางธรรม

ดังไดแ้ สดงมาในสมาธิกถาปญั หาขอ้ ที่ ๒ ค�ำทถ่ี ามถงึ ประโยชน์ของสมาธทิ ท่ี ำ�
ใหใ้ จตงั้ มั่น มีดงั ได้แสดงมาด้วยประการฉะนฯี้

อรรถาธบิ าย ปญั หาขอ้ ท่ี ๓
คำ� ที่วา่ สมาธมิ ีก่ปี ระเภท นน้ั ดังนี้

สมาธมิ ี ๒ ประเภท คือ สาธารณสมาธิ ๑ อสาธารณสมาธิ ๑

๑. สาธารณสมาธิ นน้ั ได้แก่ การอบรมจติ ทั่วไปในโลกท้งั หมด ไม่จำ� กัดวา่
พุทธศาสนา ครสิ ต์ศาสนา มะหะหมดั ศาสนา พราหมณ์ศาสนา เขายอ่ มฝกึ หัดกนั
ศาสนาเหลา่ นยี้ อ่ มมสี มาธิเปน็ หลัก จึงเรียกไดว้ ่า สาธารณสมาธิ

๒. อสาธารณสมาธิ นน้ั ไมม่ ที ว่ั ไปในศาสนาอน่ื มเี ฉพาะแตพ่ ทุ ธศาสนาเทา่ นน้ั
เมอ่ื หดั แลว้ ยอ่ มไดโ้ ลกตุ ตระ และมรรคผลนพิ พานเปน็ ทส่ี ดุ จงึ เรยี กไดว้ า่ อสาธารณ-
สมาธิ

หรอื อกี นยั หนง่ึ สาธารณสมาธิ นนั้ คอื สมาธทิ ว่ั ไป ทำ� ไดท้ กุ อริ ยิ าบถ จะยนื เดนิ
นัง่ นอน ก็ท�ำสมาธิได้ นี้อยา่ งหน่งึ

อสาธารณสมาธิ นนั้ คอื สมาธทิ ไ่ี มท่ วั่ ไป ทำ� ไดแ้ ต่ “ทางใจ” อยา่ งเดยี ว (กำ� หนดใจ
ใหต้ งั้ มนั่ อยอู่ ยา่ งเดยี ว) คอื “กำ� หนดลมหายใจเขา้ ออกอยา่ งเดยี ว” ไมเ่ กย่ี วกาย ไมเ่ กย่ี ว
วาจา ท�ำเฉพาะดวงจติ นอ้ี ยา่ งหนงึ่

เมอื่ จะแยกออกตามชน้ั ภูมิ ก็มี ๓ อย่าง คือ ขณกิ สมาธิ ๑ อุปจารสมาธิ ๑
อัปปนาสมาธิ ๑

62

๑. ขณกิ สมาธิ นนั้ อาจเกดิ ขนึ้ ในคราวทเี่ ราทำ� งานบา้ ง ในคราวตาเหน็ รปู หฟู งั เสยี ง
จมกู ดมกลน่ิ ลนิ้ ลม้ิ รส กายสมั ผสั ธรรมารมณท์ เี่ กดิ กบั ใจ คอื มสี ตปิ ระจำ� ใจมนั่ อยู่
ในค�ำบริกรรมวา่ “พุทโธๆ” เปน็ ตน้ เมอื่ ตนทำ� เช่นน้ี จิตสงบลงเปน็ ขณะๆ เรียกวา่
ขณิกสมาธิ ขณิกสมาธิ นี้เปรียบเหมือนคนด�ำน้�ำในสระ เมอ่ื ผดุ แลว้ ก็ขน้ึ บนฝง่ั

๒. อปุ จารสมาธิ เม่อื ตนก�ำหนดเพ่งพจิ ารณากายคตาสติ มกี ารไตรต่ รองไป
ตามสงั ขารรา่ งกายจนเหน็ เปน็ อสจุ ขิ องโสโครก อสภุ งั ของเปอ่ื ยเนา่ ไมง่ าม ไมส่ ะอาด
เปน็ ธาตุท้งั ๔ มี ดนิ น�้ำ ลม ไฟ มาประชมุ กนั อยู่

เมื่อคิดอยเู่ ช่นนี้ เรียกวา่ “วิตก”
เม่อื รูเ้ ช่นน้ัน เรียกวา่ “วิจาร”

ต่อน้นั จิตสงบน่ิงสบายหยดุ อยู่ไมฟ่ งุ้ ซา่ น แต่ไมน่ านก็ถอนออก จงึ เรยี กได้ว่า
อปุ จารสมาธิ คอื สงบพอสมควรใกลต้ อ่ อปั ปนา อปุ จารสมาธิ นเ้ี ปรยี บเหมอื นบคุ คล
ท่ีกระโดดลงไปในสระนำ�้ ดำ� ลงผุดข้นึ แล้วก็วา่ ยอยู่ครหู่ นึง่ จึงข้นึ บก

๓. อัปปนาสมาธิ คือ จติ ตั้งม่นั แนว่ แน่ ปล่อยรปู เสียง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ
เหลือแต่ธรรมารมณ์ คือจิตเพง่ อยูก่ บั อารมณ์อนั เดยี วแน่วแนอ่ ยู่ เขา้ ไปซ่อนตัวอยู่
ในอารมณอ์ นั ละเอยี ด หลบออกจากนวิ รณ์ ๕ ได้ แตจ่ ะฆา่ นวิ รณใ์ หข้ าดจรงิ ๆ ไมไ่ ด้
ถงึ อยา่ งนนั้ กเ็ รยี กไดว้ า่ อปั ปนาสมาธิ เพราะเขา้ ไปตงั้ อยไู่ ดน้ าน อปั ปนาสมาธิ นอ้ี ปุ มา
เหมอื นบคุ คลทกี่ ระโดดลงไปในสระนำ้� ดำ� ลงจนถงึ กน้ สระ ผดุ ขน้ึ มาแลว้ กว็ า่ ยไปใน
ทิศทง้ั ๔ จึงคอ่ ยขึ้นมา คอื ได้แก่การเข้าถึงฌานท้ัง ๔ นัน่ เอง

สมาธทิ ั้ง ๓ นี้ กม็ ที ่ัวไปในโลกทั้งปวงเหมือนเดิม มีเฉพาะพุทธศาสนาก็คอื
โลกตุ ตรสมาธิอยา่ งเดยี ว

ย่นลงกล่าวก็มีแต่ ๒ คือ
๑. โลกยี สมาธิ
๒. โลกุตตรสมาธิ

63

๑. โลกียสมาธนิ ้นั แบง่ ออกเปน็ ๒ คอื
- สมาธทิ เี่ จอื ปนไปด้วยนิวรณธ์ รรม ๑
- สมาธทิ ่ีเจอื ปนไปดว้ ยวปิ ัสสนาปัญญา ๑

๒. โลกุตตรสมาธนิ ัน้ ก็แยกออกเปน็ ๒ เหมอื นกนั คอื
- สมาธิท่ีละสงั โยชน์เบอ้ื งต่ำ� ได้แลว้ เจือปนไปด้วยนิวรณ์อยู่ น้ี ๑
- สมาธทิ ล่ี ะสงั โยชนไ์ ดแ้ ลว้ ประกอบไปดว้ ย วปิ สั สนาญาณ ปราบนวิ รณธ์ รรม
๕ อยา่ งได้ น้ี ๑

สมาธทิ ง้ั ๓ น๑้ี เปน็ บาทแหง่ ปญั ญา จะเปน็ ปญั ญาสว่ นโลกยี ก์ ต็ าม โลกตุ ตระกต็ าม
ตอ้ งอาศยั สมาธทิ ั้ง ๓ นี้ อยา่ งใดอย่างหนง่ึ เปน็ ทตี่ ง้ั กอ่ นจึงจะสำ� เร็จได้ แต่ไมใ่ ช่องค์
ตรสั รู้ องคต์ รสั ร้นู ัน้ ไดแ้ กป่ ญั ญา ถา้ ขาดปัญญาเสียอย่างเดียว แม้มีสมาธิมาก ก็ยงั
ตรสั รู้ไมไ่ ด้

ผ้ไู ด้สมาธิเหลา่ น้ีแล้ว เมอ่ื จะเกิดปัญญาได้อาศัยเหตุ ๒ อยา่ งน้ี คอื

๑. มีกัลยาณมติ ร มาสะกดิ ข้ึนให้รู้ชอ่ งของปัญญา
๒. มเี หตุภายนอกมากระทบ เช่น รูป เสยี ง กลิน่ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์
เปน็ ตน้ แลว้ ขยบั จติ ขนึ้ ขณะหนง่ึ แลว้ กต็ ามคน้ พจิ ารณาในสง่ิ นนั้ ๆ ทเี่ รยี กวา่ วติ ก วจิ าร
ไดร้ เู้ รอ่ื งราวเหลา่ นนั้ ตามความเปน็ จรงิ ถา้ เหน็ เหตทุ งั้ ๒ อยา่ งนว้ี า่ จะใหค้ ณุ ประโยชน์
แกต่ น กก็ ำ� หนดจติ ตง้ั มนั่ อยใู่ นเหตนุ นั้ ๆ แลว้ กต็ ามพจิ ารณาดว้ ยกำ� ลงั ปญั ญาจนรแู้ จง้
เห็นจรงิ ในเหตนุ ้ันๆ

ถา้ เหน็ วา่ “กำ� ลงั ปญั ญาของตนออ่ น” กำ� หนดพจิ ารณาตา้ นทานเหตนุ นั้ ๆ ไมไ่ หว
กก็ ลบั มาเพ่งอยใู่ นสมาธติ ามเดิม ถา้ เพง่ เข้าเพ่งออกอยเู่ ชน่ น้ี ย่อมได้วปิ ัสสนาญาณ
ถา้ ไดว้ ปิ สั สนาญาณแลว้ จกั ไดโ้ ลกตุ ตรปญั ญา คอื ความรทู้ จี่ ะละสกั กายทฏิ ฐขิ องตน
ให้หมดไป

๑ ท่านหมายถึง ขณกิ สมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ดงั ท่ีกลา่ วมาแลว้ ข้างตน้

64

โลกุตตระนั้น เรียกตามช่ือของปัญญาต่างหาก ตัวปัญญาน้ีจึงเป็นองค์ตรัสรู้
เหตทุ จี่ ะมปี ญั ญาไดน้ ้ี ตอ้ งมสี มาธเิ ปน็ เครอ่ื งอดุ หนนุ จงึ จะสำ� เรจ็ ประโยชนน์ นั้ ๆ ไดใ้ น
ทางพระพทุ ธศาสนา

ทไ่ี ดพ้ รรณนามาในสมาธกิ ถาปญั หาขอ้ ท่ี ๓ ทม่ี คี ำ� ถามวา่ สมาธมิ กี ป่ี ระเภทนน้ั
มีดงั ไดแ้ สดงมาดว้ ยประการฉะนฯี้

อรรถาธิบาย ปัญหาข้อที่ ๔
ค�ำที่ว่า สมาธจิ ะตง้ั อยู่ได้อาศยั อะไรนั้น ดงั นค้ี ือ

สมาธๆิ นี้ แปลวา่ ตัง้ ใจมนั่ อยู่ในอารมณอ์ นั เดียวท่ีเรยี กว่า “เอกัคคตารมณ”์
แตใ่ จจะต้ังมัน่ ได้ ตอ้ งมหี ลักเป็นทย่ี ดึ

ธรรมดา “ใจ” คนเราถา้ ไมม่ หี ลกั อาศยั แลว้ ทำ� อะไรยอ่ มไมส่ ำ� เรจ็ อยา่ วา่ แตใ่ จเลย
แมก้ ายไมม่ บี า้ นอยกู่ ไ็ มส่ ำ� เรจ็ เปน็ ความสขุ ได้ วาจาถา้ ไมม่ ผี ฟู้ งั เปน็ หลกั รบั คำ� พดู แลว้
ย่อมไมส่ ำ� เรจ็ ในการพดู ดงั นเ้ี ปน็ ต้น นฉ้ี ันใด

ใจ ทฝ่ี กึ หดั ใหเ้ ปน็ สมาธติ งั้ มน่ั นน้ั จะตอ้ งอาศยั กรรมฐาน กรรมฐานนนั้ เปรยี บ
เหมือนอาหารหรอื ยา ฉะนน้ั เมื่อใครร้ใู นกรรมฐาน ยอ่ มใหส้ �ำเร็จในการทำ� สมาธิได้

ฉะนัน้ ในทนี่ ้ีจะแยกกรรมฐานออกเปน็ ประเภทๆ เสียกอ่ น คือ

๑. กรรมฐานภายนอก
๒. กรรมฐานภายใน

กรรมฐานภายนอก นน้ั หมายเอา รปู เสียง กลนิ่ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์
ท่เี รียกว่า อายตนะ ๖

กรรมฐานภายใน นน้ั หมายเอา รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ทเ่ี รยี กวา่
ขนั ธ์ ๕

65

กรรมฐานภายนอกก็ตาม กรรมฐานภายในก็ตาม ยอ่ มใหส้ �ำเร็จเปน็ สมาธิได้
ถ้าผมู้ สี ตปิ ญั ญา เวน้ แต่ละเมดิ มิไดเ้ อาใจใส่ ถ้าเอาใจใส่แลว้ ยอ่ มเปน็ เหตใุ ห้ส�ำเรจ็
เปน็ สมาธไิ ด ้

สำ� หรับผู้ฝึกหัดใหม่ กำ� ลังปัญญานอ้ ย ใหเ้ รยี นกรรมฐานภายในเสียกอ่ น คือ
เรยี นในกายทเ่ี รยี กวา่ “สรรี ศาสตร”์ เรยี นใหร้ รู้ ปู ธาตทุ งั้ ๔ มี ดนิ นำ�้ ลม ไฟ เปน็ ตน้
ถา้ ผมู้ ปี ญั ญาอบรมมาพอสมควรแลว้ ยอ่ มทำ� จติ ใหต้ งั้ มนั่ ไดท้ ว่ั ไปในกรรมฐานทงั้ ปวง
ไม่ว่าภายนอกหรือภายใน

ทจ่ี ะทำ� กรรมฐานภายใน นนั้ ใหท้ ำ� โดยอาการอยา่ งนี้ คอื ใหเ้ อา ธาตดุ นิ นำ�้ ไฟ ลม
ทปี่ รากฏมอี ยใู่ นกายเปน็ อารมณข์ องจติ อยา่ สง่ จติ คดิ นกึ ไปตามอารมณภ์ ายนอกกาย
ใหเ้ พง่ ลงเฉพาะกายเฉพาะจติ ของตน กำ� หนดเพง่ อยใู่ น ธาตดุ นิ โดยปญั จกะ หมวด ๕
คือ

๑. เกสา ผมทงั้ หลาย
๒. โลมา ขนทั้งหลาย
๓. นขา เลบ็ ท้งั หลาย
๔. ทันตา ฟนั ท้ังหลาย
๕. ตโจ หนงั ท่หี ้มุ หอ่ รา่ งกระดูกทัง้ หลาย

ทงั้ ๕ อยา่ งน้ี ใหเ้ พง่ พจิ ารณาจนเหน็ เปน็ ของไมง่ าม ไมส่ ะอาด เปน็ ปฏกิ ลู โสโครก
โดยทเี่ กดิ บา้ ง ทอ่ี ยบู่ า้ ง โดยสบี า้ ง โดยสณั ฐานบา้ ง โดยกลน่ิ บา้ ง ใหน้ กึ เพง่ อยอู่ ยา่ งนี้

ถา้ จติ ยงั ไมส่ งบ ใหต้ รวจดอู กี คอื เพง่ พจิ ารณา ธาตนุ ำ้� ทมี่ อี ยใู่ นกายโดยปญั จกะ
หมวด ๕ อกี คือ

๑. ปติ ตัง น�้ำดี สเี ขียว รสขม
๒. เสมหงั น้�ำเสลด ทค่ี อยปิดกล่ินอาหารไม่ให้ฟุ้งข้ึนมาทางทวารปาก
๓. ปพุ โพ น้�ำหนอง ท่พี ุพองเป่อื ยเนา่ เกดิ มขี น้ึ ในเวลาเปน็ แผล

66

๔. โลหิตัง นำ้� เลือด มเี ลือดแดง เลือดด�ำ เลอื ดขาว อันซาบซ่านอยทู่ ัว่
สรรพางคก์ าย
๕. เสโท น�้ำเหงือ่ ที่ไหลออกในคราวกระทบร้อนจดั

ทง้ั ๕ อยา่ งนี้ ใหเ้ พง่ พจิ ารณาจนเหน็ เปน็ ของปฏกิ ลู นา่ เกลยี ด นา่ กลวั นา่ สยดสยอง
เปน็ ของปฏกิ ลู โดยทเ่ี กดิ ทอี่ ยู่ และสี และกลนิ่ และลกั ษณะอาการเหลา่ นใี้ หเ้ พง่ อยู่
จนเห็นปรากฏในใจเป็นอยา่ งนั้นจริงๆ จะเกิดความสงบต้ังม่นั

ถ้าไม่สงบ ก็คอยตรวจดู ธาตไุ ฟ ทป่ี รากฏอย่ใู นกายโดยจตุกกะ หมวด ๔ อกี
คอื

๑. ไฟยังกายใหอ้ บอนุ่
๒. ไฟยังกายให้กระวนกระวายเรา่ ร้อน
๓. ไฟเผาอาหารให้ย่อยยับ ส�ำหรับต้มกล่ันอาหารส่งไปตามสรรพางค์กาย
(อาหารทบ่ี รโิ ภคลงไปนนั้ คอื ฉบิ หายไปดว้ ยไฟเผาสว่ น ๑ เปน็ กากสว่ น ๑ หมหู่ นอน
กินส่วน ๑ เล้ียงร่างกายส่วน ๑ ดังนี้)
๔. ไฟยังกายให้ทรุดโทรมเหย่ี วแหง้ ทุพพลภาพไป

รวมลงธาตไุ ฟทง้ั ๔ กองนี้ ใหพ้ ิจารณาจนเหน็ ธาตไุ ฟเหล่าน้นั เป็นไตรลักษณ์
คือ อนจิ จัง ความไมเ่ ทย่ี ง ทุกขงั เปน็ ทุกข์ อนตั ตา ไมใ่ ชต่ วั ตน ดังน้ี

ถา้ จติ ยงั ไมส่ งบ ใหพ้ จิ ารณา ธาตลุ ม โดยลำ� ดบั อกี คอื ใหร้ ลู้ กั ษณะของธาตลุ ม
โดยฉกั กะ หมวด ๖ คอื

๑. ลมพดั ข้นึ เบือ้ งบน
๒. ลมพดั ลงเบอ้ื งตำ�่
๓. ลมพดั ในท้อง
๔. ลมพดั ในล�ำไส้
๕. ลมพดั ไปทั่วสรรพางค์กาย
๖. ลมหายใจเข้าออก

67

ใหพ้ จิ ารณาธาตลุ มทง้ั หลายเหลา่ นี้ เปน็ อนจิ จลกั ษณะ ทกุ ขลกั ษณะ อนตั ตลกั ษณะ
อนั ใดอนั หนงึ่

ถา้ จติ ไมส่ ลดสงั เวช กใ็ หร้ วมลงทง้ั หมด คอื ธาตดุ นิ นำ้� ลม ไฟ ทงั้ ๔ กอง เพง่ ลง
เป็นกอ้ นอันเดียวเรยี กวา่ รูป รูปทง้ั หลายเหล่านีก้ ส็ กั แตว่ า่ รปู ไม่เปน็ แกน่ สารอะไร

ถา้ ไม่เกดิ ความสลดสังเวชแล้ว ใหเ้ พง่ นามต่อไปอกี ท่ีเรยี กวา่ อรูป คอื

๑) เวทนา ความเสวยอารมณ์
๒) สญั ญา ความจำ� หมาย
๓) สงั ขาร ความคิดปรุงแตง่ ทางใจ
๔) วิญญาณ ความรู้แจง้

เมอื่ เขา้ ใจเชน่ นแ้ี ลว้ ใหเ้ พง่ พจิ ารณา เวทนา ทปี่ รากฏมใี นกายใจของตนเอง คอื ให้
สังเกตใจทีเ่ สวยอารมณอ์ ยวู่ ่า สุข ทกุ ข์ อเุ บกขา ทงั้ ๓ น้ี มใี นลักษณะใด

ให้ท�ำความรู้สึกว่า ขณะน้ีเราเสวยอารมณ์ ท่ีเป็นสุข ขณะนี้เราเสวยอารมณ์
ทีเ่ ป็นทุกข์ ขณะนเี้ ราเสวยอารมณ์ ท่ไี มส่ ขุ ไมท่ ุกข์ ทั้ง ๓ ประเภทน้ี ให้ทำ� ความร้สู ึก
อยูเ่ สมอ

เวทนาทีไ่ มส่ ุขไมท่ กุ ข์ มีในขณะจติ ไมน่ าน ถ้ามีสตเิ พง่ ดูจริงๆ แลว้ กจ็ ะร้ไู ดว้ า่
เวทนาทง้ั ๓ น้ี ลว้ นแตเ่ ปน็ ของไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา ไมน่ าน ไมถ่ าวร คอยจะ
ยกั ยา้ ยเปลยี่ นแปลงไปตามหนา้ ทข่ี องเขา เปน็ ตน้ วา่ “มสี ขุ บา้ ง ทกุ ขบ์ า้ ง อเุ บกขาบา้ ง
มากบ้าง น้อยบ้าง” ย่อมไม่สมความปรารถนาแห่งความต้องการ เมื่อรู้เช่นน้ีแล้ว
ใหป้ ล่อยวาง อยา่ ยึดม่ัน (ถือมนั่ ) ใหก้ �ำหนดจติ ให้ตงั้ ม่ันอยใู่ นอารมณ์เดยี ว อันใด
อันหน่งึ

ถา้ ยงั ไมม่ ่นั ให้เพง่ ดู สัญญา อีกวา่ เด๋ียวนี้เราจ�ำอะไรอยู่ เป็นอดีตลว่ งแล้ว
หรืออนาคต หรือปัจจุบัน ว่าเด๋ียวน้ีเราจ�ำดีหรือชั่ว ท�ำความรู้สึกตัวอยู่ในกายจิต
ถ้าปรากฏวา่ เราจำ� สขุ ใหเ้ พ่งสุขรอู้ ยูท่ ี่สุข ปรากฏทุกข์ ให้เพ่งรอู้ ย่ทู ี่ทุกข์ จำ� อะไรได้

68

ใหเ้ พง่ ลงเฉพาะอนั นน้ั ความรขู้ องเรากบั ความจำ� อะไรจะดบั กอ่ นกนั ไมน่ านกจ็ ะเหน็
ไดว้ า่ “สัญญา ความจำ� น้ี เปน็ อนจิ จงั ทุกขงั อนัตตา” เมื่อร้เู ชน่ นีแ้ ล้ว ใหป้ ลอ่ ยวาง
อย่ายดึ มัน่ ถอื มนั่ ให้กำ� หนดจิตใหต้ ้ังมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว อันใดอนั หนึง่

ถา้ ยงั ไมม่ นั่ หรอื ไมส่ งบ ใหเ้ พง่ พจิ ารณาดู สงั ขาร คอื ความปรงุ แตง่ อกี วา่ เดยี๋ วน้ี
เราคดิ เร่อื งอะไร เปน็ ส่ิงท่ลี ว่ งแลว้ หรือยังไมม่ าถงึ คดิ ปรุงแต่งในทางดี หรอื ทางชั่ว
คิดนอกกายนอกจิตหรือในกายในจิต เป็นเหตุให้จิตสงบหรือเป็นเหตุให้จิตฟุ้งซ่าน
ใหท้ �ำความรู้สึกตวั อยเู่ สมอ เมื่อมคี วามรสู้ ึกในสังขาร แล้วจะรไู้ ด้ทนั ทวี า่ “ความคิด
ไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตาทง้ั สน้ิ ” ลำ� ดบั นนั้ ใหเ้ พง่ ความคดิ ลงทกี่ ายทจ่ี ติ ใหป้ ลอ่ ยวาง
ความคิดโดยอาการตา่ งๆ ให้กำ� หนดจิตให้ต้ังมน่ั อยใู่ นอารมณ์เดียว อนั ใดอนั หน่ึง

ถ้ายงั ไมส่ งบ ใหเ้ พง่ พจิ ารณาดู วิญญาณ คอื ความรู้อีกว่า เดี๋ยวน้เี รารอู้ ะไร
ภายในหรอื ภายนอก อดตี หรอื อนาคต หรอื ปจั จบุ นั ดหี รอื ชว่ั เปน็ ผลประโยชน์ หรอื
ไมเ่ ปน็ ผลประโยชน์ ใหท้ ำ� ความรสู้ กึ ตนอยเู่ สมอ เมอ่ื ตนมสี ตคิ วามระลกึ ได้ สมั ปชญั ญะ
ความรูส้ ึกตัวอยเู่ ปน็ นจิ แล้ว จะรไู้ ดท้ ันทวี า่ “วญิ ญาณความรู้นกี้ ็เป็นอนจิ จงั ทุกขงั
อนตั ตา ไปตามกันท้งั หมด”

ลำ� ดบั นน้ั ใหเ้ พง่ พจิ ารณาแตธ่ รรมทเ่ี ปน็ ปจั จบุ นั คอื ใหร้ กู้ ายรจู้ ติ อะไรทป่ี รากฏอยู่
ในกายใหเ้ พ่งอันนนั้ อะไรปรากฏอยู่ในจิตใหเ้ พ่งอย่แู ตส่ ่ิงทปี่ รากฏ

ก�ำหนดจิตจนจิตสงบตั้งเท่ียงมั่นอยู่กับ “อารมณ์อันเดียว” ได้แล้ว จะเป็น
ขณิกสมาธิ อปุ จารสมาธิ หรอื อปั ปนาสมาธิ ทั้ง ๓ น้ีอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ พอเปน็ ท่ีต้ัง
แหง่ วปิ สั สนาตอ่ ไป

นแ้ี ล สมาธคิ วามตง้ั มน่ั แหง่ จติ จะบงั เกดิ มขี นึ้ ไดอ้ ยา่ งสมบรู ณแ์ ละตง้ั อยไู่ ดม้ น่ั คง
ตอ้ งอาศยั กรรมฐานภายในเหล่านี้

ท่อี ธบิ ายมาใน รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ เป็นกรรมฐาน เปน็ อาหาร
ของสมาธิ ถา้ ใครตอ้ งการใหส้ มาธมิ กี ำ� ลงั ควรทจี่ ะใหอ้ าหารเหลา่ นบี้ ำ� รงุ ไว้ สตปิ ฏั ฐาน

69

ทง้ั ๔ เปรยี บเหมอื นพเ่ี ลย้ี งนางนม ฉะนน้ั จติ ใจทไ่ี ดบ้ ำ� รงุ ปรงุ แตง่ เมอ่ื ทำ� ใหถ้ กู ตอ้ ง
แล้วยอ่ มส�ำเร็จประโยชน์ได้
ไดอ้ ธบิ ายมาในปญั หาคำ� ถามทว่ี า่ สมาธจิ ะตงั้ อยไู่ ดอ้ าศยั อะไรนน้ั มดี งั ไดแ้ สดงมา
ในสมาธิกถา ดว้ ยประการฉะนีฯ้

อรรถาธิบาย ปญั หาข้อท่ี ๕
ค�ำทวี่ า่ อะไรเปน็ ตัวสมาธิน้นั ดงั น้ีคือ

สมาธิๆ แปลวา่ ใจต้งั มัน่ ใจตั้งม่นั นั้นมี ๒ อยา่ ง คือ
๑. มน่ั อย่กู ับอารมณ์ เรียกว่า อปั ปนาฌาน
๒. มน่ั อยูเ่ ฉพาะใจ เรยี กวา่ อปั ปนาจติ
จติ ท่ตี ัง้ มั่นนน้ั แล คือ “ตวั สมาธ”ิ
ถ้าจะพูดอกี นยั หนง่ึ ก็คอื
- เจตนาสมาธิ ๑
- เจตนาวริ ตั ิสมาธิ ๑
เจตนาสมาธิ น้นั คือ ใจขาดจากอารมณภ์ ายนอกดว้ ยกำ� ลงั ปญั ญา
เจตนาวริ ัติสมาธิ นน้ั คือ จติ ก�ำลังคิดพิจารณาหาอบุ ายท่จี ะปลอ่ ยวางอารมณ์
ภายในและภายนอก จงึ เรยี กไดว้ า่ เจตนาวิรัติสมาธิ
เจตนาสมาธิ นนั้ ไดแ้ ก่ การเพง่ จติ โดยตรง คอื มไิ ดค้ ิดเอาอุบายอน่ื มาแกไ้ ข
เพง่ ลงไปยอ่ มแก้กนั เอง เพราะวา่ จิตของคนเราย่อมมกี ิเลสเจือปนอย่ทู ุกคน จติ ท่ีมี
กเิ ลสนนั้ แหละแกจ้ ติ ไมใ่ หม้ กี เิ ลส แปลวา่ จติ ทม่ี กี เิ ลสแกจ้ ติ ทมี่ กี เิ ลส ไมต่ อ้ งหาอบุ ายอน่ื
มาแกไ้ ข เปรยี บเหมอื นกบั ร้อนแกร้ อ้ น หนาวแก้หนาว ลมแกล้ ม

70

ร้อนแกร้ อ้ น ตัวอย่างเชน่ บุรษุ ถกู ไฟแตเ่ ลก็ น้อยกร็ ูส้ ึกรอ้ น ถา้ ถูกไฟถ่านหรอื
ไฟตะเกยี งเข้าแลว้ ความร้อนทีถ่ กู ไฟเลก็ นอ้ ยน้ันหายไป

หนาวแกห้ นาว ตวั อยา่ งเชน่ ถกู อากาศเยน็ เขา้ กไ็ ดร้ บั ความหนาว ตอ้ งปกปดิ ดว้ ยผา้
ถ้าไปถูกหนาวในฤดูลมแล้วก็หนาวจัด ถ้าหวนมานึกถึงความหนาวอันเล็กน้อยน้ัน
ไม่ตอ้ งปกปิดด้วยผ้ากอ็ ยู่ได้ นี้อุปไมยหน่ึง

ลมแกล้ มนน้ั ตวั อยา่ งเชน่ คนเกดิ โรคลมหาวเรอแตเ่ ลก็ นอ้ ย ถา้ หากวา่ เกดิ ลมที่
ร้ายแรงมขี น้ึ ในอวยั วะสว่ นใดสว่ นหนึ่ง โรคลมท่ีหาวเรอนดิ หน่อยนั้นจะหายไปทนั ที
นีฉ้ ันใด จติ ใจท่ีมกี เิ ลสย่อมแก้จิตใจท่มี กี เิ ลสไดฉ้ นั นั้น จงึ เรียกว่า เจตนาสมาธิ

เจตนาวิรตั ิสมาธิ น้นั ต้องหาอุบายภายในและภายนอก คอื อารมณท์ ี่ดมี าแก้
อารมณ์ท่ชี ว่ั ตัวอย่างเชน่ ใหร้ ะลกึ ถึงอนุสสติ ๑๐ เป็นตน้

จติ เปน็ ผตู้ ง้ั มน่ั จติ ทตี่ ง้ั มน่ั นน้ั แล เปน็ ตวั สมาธิ ทเ่ี รยี กวา่ อปั ปนาจติ จติ แนว่ แน่
ม่นั คง ไม่หวาดหว่นั ไปตามอารมณ์

จติ ทตี่ งั้ มน่ั ในอารมณ์ เรยี กวา่ อปั ปนาสมาธ-ิ อปั ปนาสมาธนิ น้ั ออกจะลำ� บากอยู่
เพราะยังไม่รู้ความจริงของอารมณ์ ยังไม่ปล่อยอารมณ์ได้ จิตท่ีปล่อยอารมณ์ได้
อาศยั ปญั ญาตามรกั ษามใิ หเ้ คลอ่ื นไหวไปตามอารมณต์ า่ งๆ จงึ เปน็ อนั ทใ่ี กลต้ อ่ ความ
บรสิ ุทธ์ิ สมกับค�ำทวี่ า่

“จติ อนั ปัญญาอบรมแล้ว ยอ่ มพน้ จากอาสวะทั้งปวง” ดังน้ี

ทจ่ี ะเปน็ มาไดใ้ นสมาธทิ งั้ ๒ ทเ่ี รยี กวา่ เจตนาสมาธิ เจตนาวริ ตั สิ มาธิ นี้ กอ็ าศยั
ศลี เปน็ เครอื่ งอบรมสมาธิ (สมาธ)ิ อบรมปญั ญา ปญั ญาอบรมศลี ปญั ญาอบรมสมาธิ
ปญั ญาอบรมจติ เม่ือท�ำไดอ้ ย่างนแ้ี ล้ว ย่อมเหน็ ตัวจริงของสมาธไิ ด้

ธรรมดาคนเราเอาแต่ศีลอบรมสมาธิ เอาสมาธิอบรมปัญญา แตม่ ิได้เอาปญั ญา
อันนัน้ อบรมจติ ใจ จงึ ได้ติดอย่ใู นความรแู้ ละความเหน็ ความเปน็ อยขู่ องตน จงึ เรียก

71

ไดว้ า่ สกั กายทฏิ ฐิ ความเหน็ เปน็ เหตใุ หถ้ อื วา่ “สง่ิ ทง้ั หลายเปน็ ของๆ ตวั สงิ่ ทง้ั หลาย
เป็นตัวบ้าง ไมป่ ลอ่ ยวาง” จึงเรยี กได้วา่ “ตดิ ศีลบา้ ง ติดสมาธบิ ้าง หลงปญั ญาบา้ ง”
เมื่อเป็นเชน่ น้ยี ่อมเป็นทิฏฐิโอฆะ คอื ไม่รตู้ วั สมาธินั่นเอง

ท่ีจะไดร้ ้กู ็เดนิ คลา้ ยกัน คอื เดินดังน้ี “ช�ำระศลี เพอ่ื อบรมสมาธิ ช�ำระสมาธเิ พ่อื
อบรมปญั ญา ชำ� ระปญั ญาใหเ้ หน็ ถกู ตอ้ ง นำ� ปญั ญานน้ั ๆ มาชำ� ระสมาธิ และศลี ” เมอื่ สมาธิ
และศีลบริสุทธ์ิได้แล้ว ไม่จ�ำเป็นจะต้องเอาปัญญามาช�ำระศีลสมาธิอีก ก็สักแต่ว่า
ทำ� ไปเฉยๆ เอาปญั ญาชำ� ระดวงจติ ทเี ดยี ว ศลี ทเี่ ปน็ สลี พตั ตก์ ด็ บั สมาธทิ เ่ี ปน็ สลี พตั ต์
ก็ดบั

เหลอื แตอ่ งคป์ ญั ญาคอยชำ� ระจติ ใจจนมนั่ คง แตม่ ใิ ชม่ น่ั อยใู่ นอารมณข์ องสมาธิ
มนั่ อยู่ในอารมณข์ องปัญญา ถ้าจะกล่าวถงึ จิตกเ็ ปน็ อปั ปนาจติ ถา้ จะกลา่ วถึงสมาธิ
กเ็ ป็นขณกิ สมาธิ

ขณกิ สมาธิ น้ี เป็นทตี่ ั้งแห่งวปิ ัสสนา คือปัญญากลา้ จิตตง้ั อย่ใู นอารมณน์ าน
ไมไ่ ด้ คอยทำ� ลายสงั หารอยเู่ สมอ เปรยี บเหมอื นตอ่ มนำ�้ ทต่ี งั้ ขนึ้ ในเวลาฝนตก ตงั้ ขนึ้
ขณะหนง่ึ ก็แตกท�ำลาย ราบรน่ื เหมอื นทะเลท่ีปราศจากคลืน่ กระทบฉะนนั้

เมอื่ ปญั ญากลา้ ทเ่ี กดิ จากอปั ปนาจติ อารมณท์ เ่ี รยี กวา่ ขณกิ สมาธนิ น้ั กด็ บั ทำ� ลาย
มิให้ใจขอ้ งอยู่ จงึ เรียกว่า “วมิ ตุ ต”ิ คือ จิตหลุดออกจากอารมณท์ ัง้ ปวง มีกามาสวะ
ภวาสวะ อวชิ ชาสวะ เหล่าน้ีเปน็ ตน้ เปน็ ผูพ้ ้นจากอาสวะทัง้ ปวง จงึ เรยี กได้ว่า

ขีณา ชาติ วุสิตํ พรฺ หฺมจรยิ ํ กตํ กรณยี ํ นาปรํ อติ ถฺ ตฺตายาติ ปชานาตตี ิ แปล
ความวา่ “อรยิ สาวกน้นั ยอ่ มทราบชดั วา่ ชาตสิ ้นิ แล้ว พรหมจรรย์ได้อยจู่ บแลว้ กจิ ท่ี
ควรทำ� ได้ท�ำเสร็จแลว้ กจิ อน่ื อีกเพื่อความเป็นอยา่ งน้ี มิไดม้ ี” ดงั นี้แล

ในท่สี ดุ การท�ำสมาธิใหถ้ งึ ตัวจติ จริงแลว้ ยอ่ มได้ปัญญา

อธบิ ายมาในสมาธปิ ญั หาขอ้ ที่ ๕ คำ� ทว่ี า่ อะไรเปน็ ตวั สมาธนิ นั้ มดี งั ไดแ้ สดงมา
ในสมาธิกถา ด้วยประการฉะน้ีฯ

72

ปญั หาทง้ั หลายทไ่ี ดอ้ ธบิ ายมาน้ี ผมู้ ปี ญั ญาจงเคย้ี วใหแ้ ตก เคย้ี วใหแ้ หลก ยอ่ มไม่
ตดิ คอ ขบไมแ่ ตกยอ่ มไมม่ รี ส ขบแตกแลว้ ยอ่ มรจู้ กั รส ยกเทยี บไดเ้ หมอื นบรโิ ภคอาหาร
ฟันไม่มี สงั ขารเหย่ี วแหง้
ธรรมนี้ตไี มแ่ ตกยอ่ มเกิดสงสยั มิไดเ้ ป็นบนั ไดส่งเสรมิ ให้พน้ ทุกข์ เมอื่ ไม่พน้
ยอ่ มไดเ้ พยี งสวรรค์ บญุ สำ� คญั ทางธรรมทางโลก เพราะฉะนน้ั เราทา่ นทงั้ หลายทงั้ หญงิ
ทัง้ ชายจงตรวจตราดเู ทอญ
สีลสกิ ขา จบบรบิ ูรณ์ ในขอ้ ความแต่เท่าน้ฯี

พระอาจารย์ ธมมฺ ธโร (ล)ี
วัดปา่ คลองกุง้ จงั หวัดจนั ทบุรี

73

หนังสือเล่มน้ีแต่เดิมชื่อว่า จิตตสิกขา เป็นหนังสือเล่มแรกท่ี
ทา่ นพอ่ ลไี ดพ้ มิ พแ์ จกในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ เปน็ หนงั สอื เลม่ เลก็ ๆ เชน่ กนั กบั
หนงั สอื ชอ่ื ฆะราวาสะสลี ะสกิ ขา ดงั กลา่ วขา้ งตน้ นน้ั ครน้ั ตอ่ มาภายหลงั
ทา่ นไดป้ รบั ปรงุ แกไ้ ขใหพ้ สิ ดาร และตดั ออกเปน็ บางสว่ น แลว้ เปลย่ี นชอื่
เสียใหม่ว่า จิตตวิชชา หนงั สอื ที่ท่านแก้ไขปรบั ปรุงใหม่ทง้ั ๒ เล่มนัน้
ไดจ้ ดั พมิ พร์ วมเปน็ เลม่ เดยี วกนั มชี อ่ื ใหมว่ า่ สลี สกิ ขา และ จติ ตวชิ ชา
พมิ พ์แจกครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ณ วดั ปา่ คลองกงุ้ จ.จันทบรุ ี
ฉะนน้ั หนังสอื ทีม่ ีชื่อว่า จติ ตสิกขา กด็ ี สลี สิกขา ปัญหา และ
จติ ตวชิ ชา กด็ ี ขอใหเ้ ขา้ ใจวา่ เปน็ หนงั สอื เลม่ เดยี วกนั กบั เลม่ น้ี ถงึ แมจ้ ะ
มชี อ่ื ตา่ งๆ กนั ไปบา้ งกจ็ รงิ แตว่ า่ สาระเนอื้ ความนน้ั เหมอื นกนั ทกุ ประการ
ดงั คำ� น�ำท่อี งคท์ า่ นได้เขยี นปรารภไว้ดังตอ่ ไปนี้

74

หนงั สอื

จิตตวิชชา

หลักความรู้แจง้ ทางจิต
ของ

พระอาจารย์ลี ธมมฺ ธโร
วดั ป่าคลองกุ้ง จงั หวัดจันทบรุ ี
วนั ที่ ๑๔ เดอื นธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๘๒

75

ค�ำน�ำ

หนงั สอื จติ ตสกิ ขา เลม่ น้ี ไดเ้ ปลยี่ นชอื่ ใหม่ เพราะไดแ้ กไ้ ขดดั แปลงใหพ้ สิ ดาร
ขึ้นอีก และไดต้ ดั ออกบ้างเป็นบางแห่ง เลม่ แรกได้รีบพิมพ์ เพอ่ื ใหเ้ ป็นหนทางของ
ผูป้ ฏบิ ัติอยูแ่ ลว้

ครง้ั แรกขา้ พเจา้ ไดท้ ราบวา่ “ผปู้ ฏบิ ตั มิ คี วามเขา้ ใจกนั ตา่ งๆ และหา่ งไกลจากการ
ศึกษาด้วย” ร้สู ึกเลื่อมใสในกริ ิยาทตี่ อ้ งการพบเหน็ และรสู้ ึกสลดสังเวชใจในความ
เข้าใจกัน มีทั้งผดิ และถกู มที งั้ สรรเสรญิ ว่า “มรรคผลมอี ย”ู่ มที ั้งติว่า “มรรคผล
นิพพานเสอ่ื มไปหมดจะกระท�ำกไ็ ม่ได้” ดงั น้ีเป็นตน้

สงิ่ เหลา่ นเ้ี ปน็ เหตใุ หส้ ลดใจมาก เพราะมคี วามมงุ่ หวงั มรรคผล ธรรมวเิ ศษทกุ คน
จงึ ไดย้ อมนอ้ มตวั เขา้ มาปฏบิ ตั ศิ าสนา ถา้ ไมห่ วงั เชน่ นนั้ คงไมเ่ อาใจใสโ่ ดยจรงิ จงั อะไร

ถา้ ไมเ่ อาใจใสโ่ ดยจรงิ จงั แลว้ เรากเ็ ปน็ ผวู้ า่ งเปลา่ ปราศจากความดขี องพระองค์
ทป่ี ระสงค์ เพราะ พระองคเ์ ทศนากเ็ พ่ือตอ้ งการร้ือขนเอาสตั ว์ใหพ้ น้ จากทกุ ขเ์ ทา่ นัน้
จะทำ� ตนเป็นคนแอบแฝงตะแคงขา้ งใสไ่ มต่ ้ังใจแลว้ กจ็ ะผิดเจตนาของพระองคท์ ีม่ งุ่
กรุณาเรา

ธรรมดาคนเราต้องการความดีดว้ ยกนั ทกุ ทา่ นทกุ คน ฉะนนั้ เหตุอนั ใดพอเป็น
หนทางพ้นทุกข์ได้แล้ว จงึ ควรสนใจ อย่าปล่อยวางค�ำสอนของพระองค์ให้เปน็ หมัน
ไปเปลา่ ๆ

76

ตามทข่ี า้ พเจา้ ไดเ้ คยสงั เกตผปู้ ฏบิ ตั กิ นั ตอ่ ๆ มานน้ั โดยมากพากนั ทำ� โดยอาการ
ผดิ ๆ ถกู ๆ อยเู่ ปน็ จำ� นวนมากทเี ดยี ว และตงั้ ตนเปน็ คณาจารยส์ งั่ สอนไปตามลทั ธนิ น้ั ๆ
พดู กันถงึ ฌานบ้าง สมาธิบา้ ง โสดาบ้าง นพิ พานบ้าง

ผเู้ หน็ ตำ�่ ๆ กย็ ดึ เอาความรคู้ วามเหน็ ของตนไป จนเกดิ มจิ ฉาทฏิ ฐิ กม็ ี เปน็ ตน้ วา่
“เราบญุ นอ้ ย เกดิ ไมท่ นั ปฏบิ ตั ไิ มท่ นั มรรคทนั ผล เราจะตอ้ งหยดุ ” ดงั น้ี เหน็ หยาบๆ บา้ ง
พอปานกลางบ้าง ละเอยี ดบ้าง

บคุ คลใดรขู้ น้ั ไหน แตไ่ มร่ ใู้ จคนอน่ื กย็ ากในการสอนกนั ทจ่ี ะใหส้ ำ� เรจ็ ประโยชน์
ผสู้ อนมงุ่ หวงั ดกี จ็ รงิ แตข่ าดความรใู้ นบคุ คลทถ่ี กู สอนแลว้ เจรญิ ไดย้ าก แมพ้ ระพทุ ธอง
กเ็ หมอื นกนั พระองคย์ อ่ มรนู้ สิ ยั ของคนนน้ั และภมู ขิ องคนนนั้ วา่ “ควรรธู้ รรมขนั้ ไหน
เพยี งไร” กส็ อนเหมาะเจาะจงึ ไดร้ บั ผลดี พระองคม์ พี ชื พนั ธท์ุ จ่ี ะปลกู มากกจ็ รงิ พระองค์
ก็ยอ่ มปลูกแตเ่ ฉพาะในที่ซึ่งจะเกิดผล ถ้าพระองคเ์ ห็นวา่ ดินฟ้าอากาศไมอ่ ำ� นวยแลว้
ย่อมไม่หวา่ นพชื พันธุ์ลงไป เช่น เรามีพนั ธขุ์ า้ วก�ำมอื เดียว หวา่ นปลกู บนหลงั เขาและ
ท้องทะเลแล้ว ย่อมไดผ้ ลน้อย หรอื ไม่ได้ผลเลย

ในทน่ี ้ี ขา้ พเจา้ จงึ เรยี บเรยี งอยา่ งตำ�่ บา้ ง ปานกลางบา้ ง สงู บา้ ง สดุ แทแ้ ตผ่ ปู้ ฏบิ ตั ิ
จะคัดเลือกเอาตามชั้นภมู ขิ องตนให้สะดวก

การทำ� ทางสมาธจิ ติ น้ี ถา้ สนใจใหถ้ กู หนทางดแี ลว้ ยอ่ มเหน็ ผลในปจั จบุ นั ถา้ ทำ�
ผิดหนทางแลว้ ก็อาจเปน็ โทษไดใ้ นปจั จบุ ันเหมอื นกัน

โดยมากผปู้ ฏบิ ตั ถิ า้ ขาดการศกึ ษาสมาคมแกก่ ลั ยาณชนผชู้ ำ� นาญแลว้ อาจทำ� ให้
เผลอไป หลงไปตา่ งๆ เพราะเหตใุ ดเลา่ กเ็ พราะปลอ่ ยจติ ของตนไปตามนมิ ติ ทป่ี รากฏ
จนลืมกายจติ ของตน

การเล่นกสณิ ภายนอกนนั้ แหละสำ� คัญมาก ถ้าไม่ศกึ ษาความรู้ใหพ้ อแล้ว ย่อม
ลอยไป เพ่งอะไรกเ็ ปน็ จรงิ เห็นจรงิ ส่งจิตไปตามอาการที่รเู้ หน็ หมด สตลิ อยไปต่างๆ
ยากทปี่ ญั ญาจะเกดิ ได้ เหตนุ น้ั ในแบบนจี้ งึ สอนใหเ้ พง่ ลงทกี่ ายทจี่ ติ อะไรเกดิ ขน้ึ หา้ ม
ยึดถือเอาเปน็ สำ� คญั

77

อกี ประการหนงึ่ อาจารยท์ ส่ี อนกนั กแ็ ตกตา่ งกนั ไป ไมล่ งหลกั เดมิ ของพระองคไ์ ด้
บางอาจารย์มุ่งลาภ ยศ สรรเสริญ จงึ ต้งั ลทั ธิสอนกนั มีวธิ อี ยา่ งแขง็ แรง อย่างขลัง
แล้วก็สอนอาราธนาให้องคพ์ ระมาโปรด

พระพุทธเจ้าของเราไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าที่จะเสด็จมาช่วยเรา เราจะต้องกระท�ำ
เขา้ ไปหาท่านต่างหาก บางพวกอาราธนาเอาปีติ ๕ และสสี ัน ถา้ เหน็ อย่างนน้ั ก็สำ� เร็จ
ขั้นหน่ึง ขน้ึ ชนั้ กันหนหนง่ึ จนถึงชน้ั ๒ ช้นั ๓ ช้นั ๔ ถงึ ปกี ไ็ หวค้ รูหัวหมบู ายศรีกัน
เสียที

“พระพทุ ธเจา้ ทา่ นสอนศาสนานน้ั ทา่ นไมม่ งุ่ หวงั จะใหเ้ ราบวงสรวงเลย ทา่ นยอ่ ม
ไม่เหน็ แก่อามิสใดๆ เลย”

ถา้ ทำ� หมดวธิ แี ลว้ กห็ มดชน้ั สำ� เรจ็ ธรรมแลว้ กส็ มมตุ ติ นเองเปน็ พระพทุ ธเจา้ บา้ ง
ปัจเจกโพธิบ้าง พระโสดาบ้าง สกิทาคาบ้าง อนาคาบ้าง อรหันต์บ้าง กลายเป็น
พระอรหนั ตด์ บิ กนั ขึน้ แตกตื่นขนชนั หกู ระดิกไป โดยไม่สมแก่เหตุทีเ่ ปน็ จริง ดังน้ี
เปน็ ตน้

บางอาจารยก์ ท็ �ำพธิ ีข้ึนครู มธี ปู เทียน ๕ เลม่ บา้ ง ๑๐ เลม่ บา้ ง ข้าวตอกดอกไม้
จะต้องเอาเท่านั้นๆ จะต้องมาข้ึนวันนั้นเวลานั้นตามความนิยมของอาจารย์ที่ท�ำมา
ถา้ ทำ� กนั วธิ นี กี้ ด็ อี ยู่ แตล่ ำ� บากแกผ่ ทู้ จ่ี นทรพั ยแ์ ละเวลานอ้ ย ยอ่ มลำ� บากในการทำ� สมาธิ

เมอ่ื เสรจ็ วธิ แี ลว้ กใ็ หภ้ าวนาวา่ อรหงั ๆ หรอื พทุ โธๆ จนเกดิ นมิ ติ ทอ่ี าจารยส์ อน
ใหร้ ะลึกหา เปน็ ต้นว่า เหน็ สขี าว สีเขยี ว สแี ดง สีเหลอื ง เหน็ อสภุ ะ เหน็ น�ำ้ เห็นไฟ
เหน็ คน เหน็ รปู พระพทุ ธเจา้ พระสาวก เหน็ นรก เหน็ สวรรค์ จนเกดิ ความสำ� คญั ลอยไป
ตามอารมณ์น้ันๆ แลว้ ก็เข้าใจส�ำคัญวา่ ส�ำเรจ็ -เห็นของดแี ลว้

บางทจี ิตสงบรวมลง นง่ั งงลืมตัวนงิ่ อยู่บา้ ง บางทีเกดิ สว่างในใจแลว้ ลมื ตวั บ้าง
เกดิ สขุ ตดิ สขุ บา้ ง เกดิ สงบตดิ สงบ เกดิ สตี ดิ สี เกดิ นมิ ติ ตดิ นมิ ติ บา้ ง ทก่ี ลา่ วมานลี้ ว้ นแต่
เป็นอคุ คหนิมติ ทง้ั นน้ั

78

บางทมี สี งั ขาร๑ เกดิ ขน้ึ เขา้ ใจวา่ (เปน็ ) ปญั ญา แลว้ กฟ็ งุ้ ไปตา่ งๆ บางทกี ส็ มมตุ ิ
ตนเองขน้ึ เปน็ พระโสดาบา้ ง สกทิ าคาบา้ ง อนาคาบา้ ง อรหนั ตบ์ า้ ง คนในโลกไมม่ ใี คร
ร้เู สมอเราได้ แลว้ เขา้ ยึดถอื ตามความรู้ความเห็นของตนวา่ “ถกู ทั้งนน้ั ” เลยเกิดเปน็
มานะความสำ� คัญว่า ตนเปน็ นนั่ เป็นนี่ตา่ งๆ อาการทก่ี ลา่ วมานี้ ถ้ายดึ ถือเอาแล้วผดิ
ทง้ั นน้ั ตอ่ นนั้ จกั ไมเ่ กดิ วปิ สั สนาปญั ญาได้ ตอ้ งคดุ จนกนั อยตู่ งั้ หลายสบิ ปี บางทา่ นก็
เข้าใจวา่ ตนปฏบิ ตั มิ าต้งั ๒๐ ปแี ล้ว ใครๆ จะมาดถู กู ไม่ได้ กลัวเขาดถู ูกอีก เลยเกิด
เป็นทฏิ ฐิมานะไปต่างๆ

ความรคู้ วามฉลาดกเ็ ทา่ นัน้ แหละ เอาจริงๆ บางคนพระไตรสรณคมนก์ ็ยงั ไม่
เขา้ ถงึ ใจ แตท่ า่ นทร่ี ยู้ งิ่ กวา่ นกี้ ค็ งมี มใิ ชจ่ ะแกลง้ ตเิ ตยี นทา่ นผรู้ ู้ เหตนุ นั้ ขา้ พเจา้ จงึ ได้
เรียบเรียงตามท่ีเคยศึกษาเล่าเรียนมา ถ้าท่านอ่านเห็นพอจะเป็นหนทางของท่านที่
ตอ้ งการ ก็จงพิจารณาดูเถิด

อาจารยข์ องขา้ พเจา้ มไิ ดส้ อนเชน่ นน้ั คอื สอนในทางสนั โดษโดยไมม่ กี ฎเกณฑว์ า่
จะตอ้ งเอาธปู ๕ เทยี น ๑๐ หวั หมู บายศรี ขา้ วตอกดอกไมอ้ ะไร คอื สอนตามมตี ามเกดิ
มกี ต็ ามไมม่ กี ต็ าม ขอใหม้ ศี รทั ธาเชอื่ คณุ แหง่ พระพทุ ธเจา้ แลว้ ยอมปฏบิ ตั ติ ามเปน็ พอ

ถา้ จะเอา กใ็ หม้ เี พยี งธปู เทยี นพอเปน็ พธิ ไี หวพ้ ระรตั นตรยั จะมเี ทา่ ไรกต็ าม ๑ เลม่
๒ เล่ม สดุ แท้แต่เรามี ถา้ ไมม่ ีจรงิ ๆ ก็ยกเอาชวี ิตของเราน้แี หละบูชาแทน แลว้ ว่า
คำ� อาราธนาพระรตั นตรยั เปน็ สรณะทพี่ ่ึงของตนวา่ “พุทธงั สะระณัง คัจฉาม”ิ ๓ จบ
ตามวธิ ที ี่กลา่ วไวใ้ นหนงั สือเล่มนี้ ทา่ นสอนเช่นนีร้ ู้สกึ สะดวกในการปฏิบัติ

ขา้ พเจา้ ไดเ้ คยปฏบิ ตั มิ าเปน็ เวลาหลายปี ไดเ้ คยสงั เกตเสมอมา รสู้ กึ สงสารตวั เอง
และเพอื่ นมนษุ ย์ดว้ ยกนั ถ้าหากวา่ กระทำ� ใหถ้ กู ต้องดแี ลว้ อาจจะสำ� เร็จประโยชนท์ ่ี
ตนมุ่งหมายนั้นโดยเร็วพลัน จะเกิดความรู้อัศจรรย์กุศลท่ีตนได้กระท�ำภาวนามัยนี้
หรอื บางทอี าจรเู้ หน็ มรรคผลนพิ พานในปจั จบุ นั น้ี เพราะ พระนพิ พานยอ่ มมปี ระจำ� โลก

๑ คอื ความคิดปรงุ แต่ง

79

แตไ่ มม่ ผี กู้ ระทำ� ใหแ้ จง้ และไมร่ เู้ หตดุ ว้ ย รแู้ ลว้ ไมส่ นใจดว้ ย และเปน็ มจิ ฉาทฏิ ฐดิ ว้ ย
สำ� คญั ผดิ ไปตา่ งๆ เปน็ ตน้ วา่ “นพิ พานสญู ไมม่ ี ทำ� ไมไ่ ด้ หมดนสิ ยั ” เราไมใ่ ชพ่ ระอรยิ เจา้
จะทำ� ไดท้ ไ่ี หน พดู โดยหลงๆ ถา้ เปน็ ผดู้ แี ลว้ เปน็ อรยิ เจา้ แลว้ จะทำ� หาประโยชนอ์ ะไร

ถา้ “เรา” ไมเ่ ปน็ ผรู้ งั เกยี จธรรมคำ� สอนของพระองคแ์ ลว้ ยอ่ มปฏบิ ตั ไิ ดท้ กุ จำ� พวก
ทจี่ ริงเรานับถอื ธรรมแตไ่ มป่ ระพฤติธรรม ก็คงมคี วามรังเกยี จอยูน่ ั่นเอง

ถา้ จะถอื วา่ เปน็ แลว้ ดแี ลว้ บางทคี อยทำ� ชาตหิ นา้ เถอะ หนา้ ทไ่ี หน แตเ่ ดย๋ี วนยี้ งั
ไมส่ นใจ และบางทกี เ็ อากเิ ลสมากลบเสยี บา้ ง เปน็ ตน้ วา่ “เราจะตอ้ งละโลภ โกรธ หลง
เสยี กอ่ นจึงจะท�ำได”้ บางทกี เ็ อาการเอางานมาอา้ งเสยี วา่ “เราจะต้องละจากการงาน
เสียก่อน” ดงั นี้

การประพฤตธิ รรมไมเ่ ปน็ ของลำ� บากอะไร เพราะเปน็ การกระทำ� ในทางจติ เทา่ นนั้
ไมจ่ ำ� เปน็ จะต้องรื้อวัด รื้อบา้ น ทิ้งสมบตั ิเสียก่อนจงึ จะท�ำได้ ถ้าหากท้ิงไดอ้ ยา่ งท่ีคดิ
เชน่ นนั้ ยอ่ มกลบั ใหโ้ ทษทเี ดยี ว คนเรารกั ใครต่ นกจ็ รงิ แตไ่ มท่ ำ� ประโยชนใ์ สต่ น ขนเอา
แตอ่ ฐิ มาบรรทกุ ตนอยา่ งหนกั แลว้ เรๆ รวนๆ เสยี วนั คนื ไปเปลา่ ๆ เหตนุ ้ี เหลา่ พทุ ธบรษิ ทั
ควรประพฤตปิ ฏบิ ตั เิ หตแุ หง่ มรรคผลนพิ พาน คอื ศลี สมาธิ ปญั ญา ทง้ั ๓ นี้ ใหส้ มบรู ณ์
เทอญ

ถา้ ทา่ นทงั้ หลายสนใจแลว้ จงตรวจดใู นวธิ ที ำ� ตามคำ� อธบิ ายในตอนตอ่ ไป เมอ่ื เหน็
สมควรแกช่ นั้ ภมู ขิ องตนในตอนไหนแลว้ จงหยบิ ยดึ เอาทนี่ นั้ เปน็ หลกั ปฏบิ ตั ิ สว่ นตวั
ขา้ พเจา้ เองรสู้ กึ เลอ่ื มใสในคำ� สอนของพระองคท์ ที่ รงแสดงธรรมอนั เปน็ ทจ่ี บั ใจในขอ้
ทวี่ า่ “การยดึ ถอื เอานามรปู มาเปน็ ตวั ตนของเรา” พระองคต์ รสั วา่ “เปน็ ทกุ ข”์ ขอ้ นนี้ นั้
ได้ตรองตามค�ำสอนของพระองคท์ ่ีวา่ “อนัตตา” วา่ ไมใ่ ชต่ วั ตนของเรา

เมอื่ ขา้ พเจา้ ไดต้ รองดู รสู้ กึ เกดิ ความสลดสงั เวชสงั ขารรา่ งกายทเี่ ปน็ อยู่ คอื ไดเ้ พง่
ดตู ามความจรงิ ทกี่ ลา่ วแลว้ วา่ “รปู เปน็ อนตั ตา” นน้ั ความจรงิ เปน็ อยา่ งไร กไ็ ดค้ วาม
ชดั เจนตามกำ� ลงั สติปัญญาของตน ได้ตรติ รองว่า “รปู รา่ งกายของเราน้ี ตั้งขึ้นดว้ ย
เหตุอะไร ทรงอยดู่ ้วยเหตอุ ะไร ดบั ไปดว้ ยเหตอุ ะไร” ได้ความว่า

80

๑. ต้ังข้นึ ด้วยอปุ าทาน ความยดึ ม่นั ส�ำคัญผดิ เปน็ ตัวกรรม

๒. ทรงอยู่ ดว้ ยการบ�ำรุงจากบิดามารดา และบดิ ามารดาทา่ นไม่มสี มบตั ิอะไร
ทจี่ ะบำ� รงุ เรา ทา่ นกแ็ สวงหาซง่ึ อาหาร มสี ตั ว์ ๒ เทา้ ๔ เทา้ สตั วน์ ำ้� สตั วบ์ ก ดว้ ยกำ� ลงั
ทรพั ย์บา้ ง กำ� ลังกายของตนเองบ้าง แลว้ ก็น�ำมาบ�ำรุงเรา

สตั วท์ ถ่ี กู เบยี ดเบยี นยอ่ มแชง่ พยาบาทบคุ คลผกู้ นิ ผฆู้ า่ ตวั เรากเ็ หมอื นกนั ยอ่ ม
หวงแหนเชน่ กนั ถูกลักถกู ขโมยแล้วย่อมมคี วามพยาบาทซงึ่ กันและกนั ถ้าใครไมร่ ู้
ความจรงิ ก็ยดึ เอาเป็นตัวตน

แตข่ า้ พเจา้ ตรองเหน็ วา่ ตา หู จมกู ลนิ้ กาย อวยั วะนอ้ ยใหญท่ ง้ั มวลนี้ ทเี่ จบ็ ปว่ ย
ดว้ ยโรคภัยน้ัน เราคงถกู บรรดาสัตว์ทั้งหลาย แชง่ ดา่ พยาบาท และตา หู จมูก ล้ิน
กาย ใจ อวยั วะนอ้ ยใหญ่ของรา่ งกายน้ี ลว้ นแต่สำ� เร็จมาจากอาหาร ตอ่ ไปร่างกาย
ท่ีถูกพยาบาทจึงได้ทนทุกขเวทนาไปโดยอาการต่างๆ จะท�ำพิธีขอร้องโดยอาการใด
ยอ่ มไมไ่ ด้ เพราะถกู วญิ ญาณแหง่ สตั วท์ ง้ั หลายลงโทษจองเวร จงึ ไดเ้ ปน็ โรคภยั ไขเ้ จบ็
เป็นต้นว่า “เจ็บตา เจบ็ หู เจ็บจมกู เจ็บลิน้ เจบ็ กาย”

ในทส่ี ดุ อวยั วะนอ้ ยใหญก่ จ็ ะตอ้ งปลอ่ ยทง้ิ ใหเ้ ขากนิ แมเ้ วลาเปน็ อยู่ เขากค็ อย
มาย้อื แยง่ กดั กนิ ตวั อย่างเช่น ริ้น ยุง ถ้าเราไมท่ �ำความปลอ่ ยวางเสยี ไดแ้ ลว้ ก็จกั มี
ความลำ� บากหลายภพหลายชาติ นแ้ี หละ จงึ เปน็ เหตใุ หข้ า้ พเจา้ เลอ่ื มใสในอนตั ตาทวี่ า่
ไมใ่ ช่ตวั ตน

๓. การดบั ไป นนั้ กเ็ พราะถกู หา้ มอาหาร คอื “กรรม” ของตนทไี่ ดท้ ำ� มาอยา่ งนนั้
แน่นอน เราจงึ ไดเ้ ป็นอย่างนี้ เราคงเคยทรมานสตั ว์ต่างๆ ด้วยการอดอาหาร ทรมาน
วิญญาณของสัตวโลกให้ล�ำบากจนถึงแก่พลัดพรากจากสังขารอันเป็นที่รักของเขา
“กรรม” น้นั มาสนอง เรากจ็ ักพลดั พรากแตกดับไปเหมือนกัน

ตรองเหน็ เชน่ นจ้ี งึ เปน็ เหตใุ หเ้ ลอื่ มใสยงิ่ ขนึ้ ไปในขอ้ ปฏบิ ตั ทิ พ่ี ระองคท์ รงสงั่ สอน
ใหเ้ หน็ อนตั ตา ปลอ่ ยวางอปุ าทานความยดึ มน่ั เราไมต่ อ้ งหวงแหนสมบตั ขิ องวญิ ญาณ

81

ทห่ี ลงๆ พะวงอยู่ ถา้ เรายงั มาหวงโดยยดึ ถอื รปู รา่ งสงั ขารรา่ งกายอยู่ เรากจ็ ะกลายเปน็
คนฉ้อโกงเอาสมบตั ิของเขา แลว้ เปล่ียนเป็นเน้ือหนงั ของเรา แล้วกล็ ืมสภาพเดิมเสยี
จงึ เปน็ เหตใุ หเ้ ขา้ ยดึ
คล้ายกับทารกท่ีเกิดมา ครั้งแรกเกิดในสกุลหนึ่งภาษาหน่ึง แล้วมีสกุลหนึ่ง
ภาษาหน่ึงเอาไปเลี้ยงไว้ ย่อมลืมภาษาเดิมสกุลเดิมของตน ถึงเขาจะมาเรียกทารก
คนนน้ั ตามสกลุ เดมิ ทเ่ี กดิ ทารกนนั้ ยอ่ มไมย่ อม เหตดุ งั นก้ี เ็ พราะความหลง ความไมร่ ู้
สภาพเดมิ ของตน สกลกายของเรานี้ ฉนั ใด เจรญิ วยั ขนึ้ แลว้ กย็ ดึ ถอื วา่ เปน็ ตวั ของเรา
ลืมสภาพเดิมของเขา จึงเป็นเหตุให้มัวเมาติดรูปติดนาม ทนทุกขเวทนาหลายภพ
หลายชาติเป็นแน่นอน
น้ีเป็นข้อให้ข้าพเจ้าปฏิบัติในธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อร้ือถอนตนออก
จากกองทกุ ข์ เหตฉุ ะนนั้ พวกเราทเ่ี ปน็ ทารกยงั ออ่ น สมควรจะปฏบิ ตั ธิ รรมตามกำ� ลงั
ความรขู้ องตน
ทข่ี า้ พเจา้ เรยี บเรยี งขน้ึ นี้ หากมขี อ้ ความอนั ใดขาดตกบกพรอ่ ง หรอื คำ� อนั ใดทไ่ี ม่
ไพเราะโสตของท่านแล้ว จงพลิกแพลงแก้ไขให้ถูกต้องตามพุทธประสงค์ขององค์
สมเด็จพระผ้มู พี ระภาคเจ้านนั้ เทอญ

82

วธิ ีนั่งสมาธิ

กิจเบ้ืองต้น ให้นั่งคุกเข่าประนมมือด้วยความตั้งใจ นอบน้อมกราบไหว้
พระรัตนตรัย เปล่งวาจานมัสการ ดงั ต่อไปน้ี

อรหํ สมฺมาสมพฺ ทุ ฺโธ ภควา, พทุ ฺธํ ภควนตฺ ํ อภวิ าเทมิฯ (กราบ)
สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม, ธมฺมํ นมสสฺ ามฯิ (กราบ)
สปุ ฏิปนโฺ น ภควโต สาวกสงโฺ ฆ, สงฺฆํ นมามฯิ (กราบ)

ลำ� ดบั นตี้ ง้ั ใจปฏบิ ตั บิ ชู าดว้ ยกาย วาจา ใจ กลา่ วคำ� นอบนอ้ มพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
ว่า

นโม ตสสฺ ภควโต อรหโต สมฺมาสมพฺ ทุ ฺธสฺสฯ ๓ จบแลว้ ปฏิญาณตนถือเอา
พระรัตนตรยั เป็นทพี่ ง่ึ ทีร่ ะลึกของตนทีเ่ รียกวา่ ไตรสรณคมน์ ว่าตามบาลี ดงั น้ี

พุทธฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ.
ธมมฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ.
สงฆฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ.
ทตุ ยิ มปฺ ิ พุทฺธํ สรณํ คจฉฺ าม.ิ
ทุติยมฺปิ ธมมฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ.
ทุติยมปฺ ิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉาม.ิ
ตติยมฺป ิ พทุ ฺธํ สรณํ คจฉฺ ามิ.
ตติยมปฺ ิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ.
ตตยิ มฺป ิ สงฆฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ.

83

(ว่าคำ� อธิษฐานพระไตรสรณคมนใ์ หม้ นั่ ก่อน วา่ )

ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าองค์อรหันต์ ผู้ละกิเลสขาดจากสันดาน กับทั้ง
พระธรรมเจา้ กลา่ วคือค�ำสั่งสอนของพระองค์ท่ีเป็นปรยิ ัตธิ รรม ปฏบิ ัติธรรม และ
ปฏเิ วธธรรม กบั ทงั้ พระสงฆเ์ จา้ กลา่ วคอื พระโสดาบนั พระสกทิ าคามี พระอนาคามี
และพระอรหนั ต์ วา่ “เปน็ สรณะทพี่ งึ่ ทร่ี ะลกึ ทนี่ บั ถอื ของขา้ พเจา้ ” ตง้ั แตบ่ ดั นเ้ี ปน็ ตน้ ไป
จนกวา่ สนิ้ ชวี ติ ของขา้ พเจ้านแ้ี ล

แมห้ นที่ ๒ แมห้ นที่ ๓ ก็ใหร้ ะลกึ เช่นน้ัน

ตอ่ นี้ใหต้ ้งั ความสัตยอ์ กี วา่

เอเตนะ สจั จะวชั เชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลงั แปลวา่ ข้าพเจา้ กลา่ วค�ำสตั ย์น้ี
ขอชัยมงคลจงมแี ก่ข้าพเจา้ ในกาลบดั น้ี

กราบลงหนหน่ึง ข้นั พระไตรสรณคมนจ์ บเพยี งเทา่ นี้

ต่อไปน้ี ให้เจตนาวิรตั ิ หรอื สมาทานศลี ๕ ศีล ๘ หรือ ศีล ๑๐ แลว้ ละเวน้
โทษ ๕ หรือโทษ ๘ หรอื โทษ ๑๐ นั้น

ถา้ เราเข้าใจเน้อื ความดแี ลว้ จะอธิษฐานรวมสกิ ขาบททง้ั ๕ ว่า

อิมานิ ปญั จะ สิกขาปะทานิ สะมาทยิ ามิ (๓ หน) นี้สำ� หรบั ศีล ๕
อมิ านิ อฏั ฐะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (๓ หน) น้สี �ำหรบั ศีล ๘ อโุ บสถ
อมิ านิ ทะสะ สิกขาปะทานิ สะมาทยิ ามิ (๓ หน) นี้สำ� หรับศีล ๑๐

ปะริสุทโธ อะหงั ภนั เต, ปะริสุทโธติ มัง พทุ โธ ธาเรตุ.
ปะริสทุ โธ อะหงั ภนั เต, ปะริสทุ โธติ มงั ธัมโม ธาเรตุ.
ปะริสทุ โธ อะหงั ภันเต, ปะริสุทโธติ มงั สังโฆ ธาเรตุ.
นี้สำ� หรบั ศีล ๒๒๗

84

เมอื่ รขู้ อ้ หา้ มแลว้ สมาทานดว้ ยตนเองกไ็ ด้ แลว้ เวน้ การประพฤตผิ ดิ ในสกิ ขาบท
ท้งั ๕ หรอื ๘ หรือ ๑๐ หรอื ๒๒๗ ท่ตี นสมาทานแลว้ น้นั ให้ตรวจช�ำระศลี นน้ั
จนเห็นวา่ ตนบริสุทธิด์ ีแลว้ มาตรวจดใู จตอ่ ไป

เม่ือเห็นว่าเราเข้าอยู่ในวงศ์พระรัตนตรัยและศีลแล้ว ควรเจริญหรือระลึกถึง
พระพุทธคณุ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ คอื นอ้ มใจระลึกเพื่อใหเ้ กิดศรัทธาเชื่อมนั่
พรอ้ มทัง้ กาย วาจา ใจ ก่อน

บทพทุ ธานสุ สติ คอื ระลกึ ถงึ คณุ พระพทุ ธเจา้ แลว้ นอ้ มใจใหเ้ ชอื่ มน่ั วา่ โดยคำ� บาลี
ดงั นี้

อิตปิ ิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วชิ ชาจะระณะสัมปนั โน สุคะโต
โลกะวิท,ู อะนตุ ตะโร ปรุ ิสะทัมมะสาระถิ สตั ถาเทวะมะนสุ สานงั พุทโธ ภะคะวาต.ิ
(กราบลง)

แลว้ น้อม กาย วาจา ใจ ปฏบิ ตั ิบชู าคณุ พระพุทธเจ้าอกี วา่

บดั นขี้ า้ พเจา้ ขอปฏบิ ตั บิ ชู าคณุ พระพทุ ธเจา้ ทง้ั ๓ ประเภท กลา่ วคอื พระปญั ญาคณุ
พระวสิ ทุ ธคิ ณุ พระกรณุ าคณุ อนั มใี นพระองคแ์ ลว้ นน้ั ตอ่ นขี้ า้ พเจา้ จกั ขอปฏบิ ตั บิ ชู า
พรอ้ มทงั้ กาย วาจา ใจ ไมใ่ หป้ ระมาท ตามสตกิ ำ� ลงั ความสามารถของขา้ พเจา้ ในกาล
ตอ่ ไปขา้ งหน้าน้ี ขอคุณพระพทุ ธเจา้ เหลา่ นนั้ จงเกิดมใี นชวี ิตจิตใจของข้าพเจ้า

พทุ ธงั ชีวติ ัง ยาวะ นพิ พานัง สะระณัง คัจฉามิฯ (กราบ)

บทธรรมานสุ สติ คอื ระลกึ ถงึ คณุ พระธรรมเจา้ และนอ้ มใจใหเ้ ชอ่ื มน่ั วา่ โดยคำ� บาลี
ดังนี้

สว� ากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม, สนั ทฏิ ฐโิ ก อะกาลโิ ก เอหปิ สั สโิ ก, โอปะนะยโิ ก,
ปัจจตั ตัง เวทิตัพโพ วิญญหู ีติ. (กราบลง)

85

บดั นขี้ า้ พเจา้ ขอปฏบิ ตั บิ ชู าคณุ พระธรรมเจา้ ทงั้ ๓ ประเภท กลา่ วคอื พระปรยิ ตั ธิ รรม
ปฏิบัตธิ รรม และปฏิเวธธรรมเจา้ อันเกิดมใี นพระองค์แลว้ น้ัน ต่อนีข้ ้าพเจา้ จักขอ
ปฏบิ ตั บิ ชู าพรอ้ มทง้ั กาย วาจา ใจ ไมใ่ หป้ ระมาท ตามสตกิ ำ� ลงั ความสามารถของขา้ พเจา้
ในกาลต่อไปข้างหน้านี้ ขอคุณพระธรรมเจ้าเหล่านั้น จงเกิดมีในชีวิตจิตใจของ
ขา้ พเจ้า

ธัมมัง ชีวติ ัง ยาวะ นพิ พานงั สะระณัง คจั ฉามฯิ (กราบ)

บทสงั ฆานสุ สติ คอื ระลกึ ถงึ คณุ พระสงฆเ์ จา้ และนอ้ มใจใหเ้ ชอื่ มนั่ วา่ โดยคำ� บาลี
ดังนี้

สปุ ะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ, อชุ ปุ ะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ,
ญายะปะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ, สามจี ปิ ะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ,
ยะทิทงั จตั ตาริ ปรุ ิสะยคุ านิ อฏั ฐะ ปรุ ิสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ,
อาหเุ นยโย ปาหุเนยโย ทกั ขิเณยโย อญั ชะลกิ ะระณีโย, อะนตุ ตะรัง ปุญญักเขตตงั
โลกัสสาติ. (กราบลง)

บดั นข้ี า้ พเจา้ ขอปฏบิ ตั บิ ชู าคณุ พระสงั ฆเจา้ ทงั้ ๔ คู่ ๘ จำ� พวก อนั เกดิ มแี ลว้ แก่
ทา่ นพระองคใ์ ด ตอ่ ไปนขี้ า้ พเจา้ จกั ขอปฏบิ ตั บิ ชู าพรอ้ มทงั้ กาย วาจา ใจ ไมใ่ หป้ ระมาท
ตามสติก�ำลังความสามารถของข้าพเจา้ ในกาลตอ่ ไปขา้ งหน้าน้ี ขอคุณพระสังฆเจา้
เหล่าน้ัน จงเกิดมีในชีวติ จิตใจของขา้ พเจ้า

สังฆัง ชวี ติ งั ยาวะ นิพพานงั สะระณัง คจั ฉามิฯ (กราบ)

ตอนนใ้ี หน้ งั่ ราบลง ประนมมอื ทำ� ใจใหเ้ ทย่ี ง เจรญิ พรหมวหิ าร ๔ ถา้ แผไ่ ปไมเ่ จาะจง
เรียกวา่ อปั ปมญั ญาพรมหมวิหาร ๔

ว่าโดยค�ำบาลีย่อๆ เพอื่ สะดวกแก่ผู้จำ� ยากก่อน ดงั น้ี

86

เมตตฺ า เมตตาจิต๑
กรณุ า กรุณาจติ
มุทิตา มุทิตาจิต
อเุ ปกฺขา อุเบกขาจติ

จบแลว้ ใหน้ ง่ั ขดั สมาธิ เอาขาขวาทบั ขาซา้ ย มอื ขวาทบั มอื ซา้ ย ตงั้ กายใหต้ รง ทำ� สติ
ใหม้ นั่ ไมฟ่ น่ั เฟอื น ประนมมอื ไหวอ้ ยู่ แลว้ ระลกึ ถงึ คณุ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์
แตใ่ นใจวา่

พทุ โธ เม นาโถ พระพทุ ธเจา้ เป็นทพ่ี งึ่ ของข้าพเจา้ ทใ่ี จ
ธมั โม เม นาโถ พระธรรมเจ้า เปน็ ทพ่ี งึ่ ของขา้ พเจา้ ทีใ่ จ
สังโฆ เม นาโถ พระสงฆ์เจา้ เป็นท่ีพ่งึ ของข้าพเจ้าทใี่ จ

แลว้ วา่ ซำ�้ อกี วา่ พทุ โธๆ ธมั โมๆ สงั โฆๆ แลว้ ปลอ่ ยมอื ลงขา้ งหนา้ บรกิ รรมภาวนา
แตค่ ำ� เดยี ววา่ “พทุ โธๆ” ใหท้ ำ� ความรสู้ กึ อยทู่ ลี่ มหายใจเขา้ ออก เทา่ น้ี นเ้ี ปน็ วธิ ที ำ� สมาธิ
ในเบอ้ื งต้น

เมอ่ื มคี วามเพยี ร ไมเ่ กยี จคร้านแล้ว ก็จกั เหน็ คณุ เกดิ ขึ้นในใจตนเอง ส�ำหรบั
ผสู้ นใจจรงิ ๆ แลว้ ปฏบิ ตั ไิ ดเ้ สมอเทา่ นก้ี จ็ กั เหน็ คณุ ทเี ดยี ว แตโ่ ดยมากผปู้ ฏบิ ตั จิ ะให้
ร้ผู ลก่อนเหตุ แม้ผลทรี่ กู้ เ็ สมอจ�ำเทา่ น้ัน เลยไม่อัศจรรย์

ฉะนน้ั ในทนี่ จ้ี งึ คดั เอาหวั ขอ้ ทจี่ ะตอ้ งทำ� กอ่ นมาไวใ้ นทนี่ ี้ สว่ นคำ� อธบิ ายจะแยก
ไวต้ อนตอ่ ไป จะเอามาแทรกในตอนนี้ ผไู้ มช่ ำ� นาญแลว้ อาจจะเฝอื มากเลยจะหยบิ เอา
ที่ไหนก็ไมถ่ ูก

เหตนุ น้ั ผมู้ งุ่ ตอ่ การปฏบิ ตั แิ ลว้ ควรจดจำ� เอาเสมอนกี้ อ่ น ถา้ หากเกดิ ขนึ้ กบั ตน
โดยอาการใด จงดูค�ำอธิบายขา้ งหน้าอกี

๑ ขั้นตน้ ท่านให้ระลึกอย่างย่อๆ ว่า เมตฺตา คอื เมตตาจิตกไ็ ด้

87

อธิบาย พระไตรสรณคมน์

พระรตั นตรยั น้ี เปน็ ที่พ่ึงอันศักดิ์สิทธแ์ิ กผ่ ูถ้ ือมัน่ เชื่อม่ัน และกระทำ� ใหเ้ กดิ ขึน้
พรอ้ มท้ัง กาย วาจา จติ คอื ใหเ้ หน็ คณุ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในจิตจรงิ ๆ

เดี๋ยวนี้คนเราโดยส่วนมากถึงพระพุทธเจ้าแต่เงา คือไหว้กันแต่รูปที่เปรียบ
ถงึ พระธรรมกแ็ ตน่ กึ เหน็ แตช่ น้ั ปรยิ ตั ิ ไมค่ อ่ ยปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ปฏเิ วธ ถงึ พระสงฆ์ กเ็ สมอ
เห็นโกนผมห่มผ้าเหลืองเท่าน้ัน ถ้าถึงกันเสมอเท่านี้ก็ไม่อาจจะปิดอบายได้ ฉะน้ัน
ผูน้ บั ถอื จรงิ ๆ แลว้ จงให้เข้าถึงจิตใจ จึงจะเป็นผเู้ ชอ่ื มน่ั ไม่งมงายฯ

อกี นยั หนงึ่ แกว้ ๓ ประการน้ี ถา้ ใครเชอื่ มน่ั ดว้ ยดแี ลว้ จกั กนั ภยั ทต่ี นหวาดเสยี ว
ไดจ้ รงิ ๆ ในปจั จบุ นั นค้ี นเราโดยมาก ความรคู้ วามเหน็ เลยของดไี ปเสยี เพราะยงั ตนื่ ขา่ ว
กนั ไปตา่ งๆ ถา้ เอะอะ ลมื พระรตั นตรยั แลว้ ขนลกุ ตาใส ใบหชู นั หวน่ั ไหวไปเหมอื น
กระตา่ ยต่ืนตูม วง่ิ ไปกระโดดไป ฉะนั้น

พดู ถึงขา้ งหนา้ ถา้ ใครๆ มคี วามเชื่อม่นั แลว้ ในจิตใจ บุคคลผ้นู นั้ ช่ือว่าได้ท่ีพ่งึ
อนั ประเสรฐิ จักไมไ่ ปเกิดในอบายภมู ิ ๔ เป็นเด็ดขาด สมกับบาทพระคาถาที่มาใน
มหาสมัยสูตร วา่

เย เกจิ พุทธัง สะระณงั คะตา เส
นะ เต คะมสิ สันติ อะปายะภูมิง

ปะหายะ มานุสงั เทหงั
เทวะกายัง ปะริปูเรสสนั ตตี .ิ

แปลความวา่ “นรชนทง้ั หลายเหลา่ ใดเหลา่ หนง่ึ ขอถงึ พระพทุ ธเจา้ วา่ เปน็ สรณะ
ที่พ่งึ (ภายในใจ) ชนทง้ั หลายเหล่านน้ั จกั ไมไ่ ปเกดิ ในอบายภูมิ ๔ คือ นรก เปรต
อสรุ กาย และสตั วด์ ริ จั ฉาน เมอื่ ละกายเปน็ ของมนษุ ยแ์ ลว้ จกั ไดย้ งั กายทพิ ยใ์ หบ้ รบิ รู ณ”์
ดังนี้

88

ถ้าเราเชื่อม่ันแล้ว ไม่ควรไปเช่ือถือของศักด์ิสิทธิ์ที่สมมุติกันข้ึนภายนอกโดย
หาเหตผุ ลมไิ ด้
เห็นคนอนื่ เขาพาทำ� มา กห็ ลบั ตาท�ำไป โดยอาการต่างๆ แลว้ อาจท�ำให้พระ-
ไตรสรณคมนเ์ สอื่ มและเศรา้ หมองไป ใจเรากจ็ ะหมดหลกั ฐานทพี่ ง่ึ อาศยั แลว้ กจ็ กั เกดิ
ความสงสัยฟุง้ ซา่ น ไปนับถอื นอกรีตนอกรอยพลอยลุ่มหลงไปตา่ งๆ
ลกั ษณะของผู้มีรัตนตรยั เป็นสรณะที่พ่งึ แล้ว ย่อมมกี ายออ่ นนอ้ ม มีวาจาอ่อน
และยอ่ มปรารภถงึ เสมอ๑ พรอ้ มทงั้ นำ้� ใจประกอบดว้ ยปญั ญา พจิ ารณารเู้ หน็ ความจรงิ
ของตนวา่ “เราเกดิ มานเ้ี พราะกรรม เราเปน็ อยนู่ เี้ พราะกรรม เราตายไปนเี้ พราะกรรม
เราทำ� ดไี ดด้ ี เราทำ� ชว่ั ได้ชัว่ ” ดงั น้ี
ใครๆ จะมาชว่ ยความเปน็ -ตายใหเ้ ราไมไ่ ด้ เมอื่ มคี วามเชอ่ื มนั่ หมน่ั ระลกึ ศกึ ษา
ภาวนาอยู่เป็นนิจแล้ว “เท่ากับสาธยายมนต์ทิพย์อันประเสริฐ” นับเป็นหลักทางใจ
ในทางพุทธศาสนาสว่ นหน่งึ

๑ เชน่ ระลกึ วา่ ในโลกนไี้ มม่ อี ะไรวเิ ศษไปกวา่ พระพทุ ธเจา้ พระธรรมเจา้ พระอรยิ สงฆเ์ จา้ เปน็ ทพี่ ง่ึ ทสี่ งู สดุ
ของมนษุ ยท์ ง้ั หลาย ในทางศาสนา ใหเ้ ราถอื พระไตรสรณคมนเ์ ปน็ ทพี่ ง่ึ ทร่ี ะลกึ ไมถ่ อื มงคลตน่ื ขา่ ว คอื เชอ่ื กรรม
ไมเ่ ชอื่ มงคล
ในทางโลก ใหเ้ ราถอื บดิ ามารดา ปยู่ า่ ตายาย ผทู้ มี่ พี ระคณุ อนื่ ๆ ตลอดถงึ องคพ์ ระมหากษตั รยิ ์ เปน็ ทพี่ ง่ึ เปน็ บคุ คล
ท่ีควรกราบไหว้บชู า และควรตอบแทนพระคุณ
ถ้าเราไปถือในศาสนาอ่ืนอย่างจรงิ จัง หรอื มวั ไปยึดถอื ภูตผีปีศาจ ไปกราบไหวผ้ ี กท็ �ำให้ขาดจากพระไตร-
สรณคมน์
(คัดเปน็ บางตอนจากหนังสือแกน่ พระพุทธศาสนา หลวงปู่ค�ำดี ปภาโส)

89

อธบิ าย อปั ปมญั ญาพรหมวิหาร ๔

เมตตา คือใหม้ จี ติ รกั ใครป่ รารถนาจะให้ตนและสัตว์เปน็ สุขทว่ั หน้ากนั นเี้ ปน็
กำ� แพงอนั หน่งึ หรือทศิ อนั หนง่ึ กว็ า่

กรณุ า คอื ใหม้ จี ติ เอน็ ดสู งสารตนและสตั วท์ วั่ หนา้ และคดิ จะชว่ ยใหต้ นและผอู้ น่ื
พน้ จากทุกข์ทัง้ ปวง นีเ้ ป็นก�ำแพงอนั หนึง่ หรอื ทิศอนั หน่ึงกว็ ่า

มทุ ติ า คอื ใหม้ จี ติ ออ่ นนอ้ มพลอยยนิ ดเี มอ่ื ตนและสตั วอ์ นื่ ไดร้ บั ความสขุ นเ้ี ปน็
กำ� แพงอันหนงึ่ หรือทิศอนั หน่งึ กว็ ่า

อเุ บกขา คอื ใหม้ จี ติ วางเฉยในเม่ือตนและสัตวอ์ นื่ ไดร้ บั ความวบิ ัตเิ ดอื ดรอ้ นใน
กจิ ทจี่ ะทำ� หรอื ทำ� มาแลว้ กต็ าม อนั เราไมม่ หี นทางทจ่ี ะชว่ ยได้ ใหว้ างเฉยเสยี ไมเ่ สยี ใจ
คอยระวงั รกั ษาจติ อยา่ ใหเ้ ศรา้ หมอง ถา้ มหี นทางจะชว่ ยไดก้ ใ็ หช้ ว่ ย ไมใ่ ชว่ า่ จะใหเ้ ฉยไป
ทกุ อยา่ ง ให้เฉยแต่สิ่งท่ตี นหมดความสามารถแล้วเทา่ น้นั นีเ้ ปน็ กำ� แพงอันหน่ึง หรอื
ทิศอนั หนง่ึ ก็วา่

พรหมวหิ าร ๔ น้ี จะใหบ้ รบิ รู ณด์ ี ตอ้ งใหถ้ งึ พรอ้ มทงั้ กาย วาจา จติ จงึ จะเปน็
ประโยชนม์ าก

เมตตาทางกาย ราวกับกำ� แพงหนาโยชน์หน่งึ
เมตตาทางวาจา อกี โยชนห์ นึ่ง
เมตตาทางจิต อกี โยชน์หนงึ่
เมตตารวมลง ๓ โยชน์
กรณุ าอีก ๓ โยชน์
มทุ ติ าอกี ๓ โยชน์
อุเบกขาอกี ๓ โยชน์
รวมลงเป็น ๑๒ โยชนด์ ว้ ยกัน พร้อมทง้ั กาย วาจา จติ

90

เมอ่ื จติ เปน็ ไดเ้ ชน่ น้ี จะมภี ยั อนั ตรายทไี่ หน เพราะมเี ครอื่ งลอ้ มจติ โดยรอบแลว้
นเี้ ป็นแตเ่ พียงเทยี บเคียงเท่าน้ัน

ถา้ เพง่ ใหเ้ กดิ มจี รงิ แลว้ จะปรากฏความจรงิ ดว้ ยตนเองวา่ มคี ณุ สกั เพยี งไร เมอ่ื จติ
ของตนไมม่ ีภยั แลว้ จกั เกิดสมาธโิ ดยเร็วพลนั จะแผ่โดยพสิ ดารกไ็ ด้ จะว่าโดยบาลี
หรือคำ� แปลก็ได้

การกระท�ำในจติ นนั้ มี ๒ อย่าง คือ

เมตตาตน กรุณาตน มทุ ิตาตน อเุ บกขาตน น้ี ๑
เมตตาตน ไดแ้ ก่ กิริยาทีไ่ ม่ไปทำ� ชัว่ ทางกาย วาจา จิต
กรุณาตน คอื มคี วามสงสารตน นำ� (ตน) ออกจากความช่ัว
มทุ ติ าตน คือ มคี วามประพฤติอ่อนน้อมต่อศีลธรรม
อเุ บกขาตน ไดแ้ ก่ ทำ� ความวางเฉยในคราวทสี่ มควร เปน็ ตน้ วา่ คราวเจบ็ ปว่ ยเหน็ วา่
หมดหนทางแก้ไขแลว้ กระท�ำก�ำหนดจดจ�ำเอาแตค่ วามดไี วใ้ นจิตเสมอ

และ แผไ่ ปแก่คนอ่ืนหรอื สตั วอ์ ื่น นน้ั ๑

อธิบาย การแผ่เมตตาจติ

การแผไ่ ปแก่คนอนื่ นน้ั มี ๒ อยา่ ง คอื

๑. แผไ่ ปเฉพาะคนท่ีรกั ใคร่ และคนุ้ เคย มีบดิ า มารดา อปุ ัชฌาย์ ครอู าจารย์
ญาติมิตรทีใ่ กลช้ ิดของตน ไมท่ ่ัวไปแกค่ นอนื่ และสัตวอ์ ่ืน

๒. แผท่ ว่ั ไป จะเปน็ คนประเภทไหนกต็ าม ไมเ่ ฉพาะเจาะจงคนนนั้ คนน้ี เหน็ วา่
มรี ปู นามเหมอื นกนั เปน็ เพอื่ นทกุ ขด์ ว้ ยกนั ทงั้ สน้ิ แลว้ กแ็ ผเ่ มตตาจติ ทวั่ ๆ ไป ไมก่ ำ� หนด
ขดี ขน้ั อนั ใด แผไ่ ปจนตลอด ๓ ภพ มี กามภพ รปู ภพ อรปู ภพ เหลา่ นเี้ ปน็ ตน้ ทำ� ให้
เกิดมีข้ึนโดยอาการอย่างน้ยี อ่ มมอี �ำนาจมาก จติ จักมีกำ� ลงั อันยิ่งใหญ่

91

บาลีและคำ� แปลโดยพิสดาร ดังน้ี

คำ� บาลี แผเ่ มตตาแก่ตน

อะหัง สุขิโต โหมิ เราจงเปน็ สุขๆ เทอญ
นิททกุ โข โหมิ เราจงเป็นผู้ไมม่ ีทกุ ข์ เทอญ
อะเวโร โหม ิ เราจงเป็นผู้ไมม่ เี วร เทอญ
อพั �ยาปัชโฌ โหมิ เราจงเป็นผ้ไู ม่เบยี ดเบียนตน เทอญ
อะนโี ฆ โหมิ เราจงเป็นผู้ไม่มที ุกข์กายทกุ ขใ์ จ เทอญ
สุขี อัตตานัง ปะรหิ ะราม ิ เราจงเป็นผู้มสี ุขรักษาตน เทอญ

น้ีแผเ่ มตตาจิตเฉพาะตน

เมอื่ ตนมบี รบิ รู ณแ์ ลว้ ควรเพง่ แผไ่ ปแกค่ นอนื่ หรอื สตั วอ์ นื่ ทงั้ หลายทว่ั ไป โดยบาลี
และค�ำแปล ดงั น้ี

๑. สพั เพ สตั ตา สขุ ติ า โหนตุ
สตั ว์ทัง้ หลายทั้งปวง จงเปน็ ผู้มีสุขทกุ ถ้วนหน้า เทอญ

๒. สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ
สตั วท์ ั้งหลายทง้ั ปวง จงเป็นผ้ไู มม่ เี วร เทอญ

๓. สพั เพ สตั ตา อัพย� าปัชฌา โหนตุ
สัตว์ทัง้ หลายทง้ั ปวง จงเปน็ ผไู้ ม่เบียดเบยี นกัน เทอญ

๔. สัพเพ สตั ตา อะนฆี า โหนตุ
สัตว์ทัง้ หลายทง้ั ปวง จงเปน็ ผู้ไม่มที ุกขก์ ายทุกข์ใจ เทอญ

๕. สพั เพ สัตตา สุขี อัตตานงั ปะรหิ ะรนั ตุ
สัตว์ทงั้ หลายทั้งปวง จงเปน็ ผูม้ ีสขุ รักษาตน เทอญ

92

๖. สพั เพ สัตตา สพั พะทกุ ขา ปะมญุ จนั ตุ
สตั วท์ ้งั หลายทัง้ ปวง จง (นำ� ตนให)้ พ้นจากทกุ ข์ท้งั ปวง เทอญ

๗. สัพเพ สัตตา ลทั ธะสัมปัตตโิ ต มา วิคจั ฉนั ตุ
สตั ว์ทั้งหลายทั้งปวง ขออย่าได้ปราศจากสมบตั ิอันตนได้รับ เทอญ

๘. สัพเพ สตั ตา กัมมสั สะกา
สตั ว์ท้งั หลายทั้งปวง เปน็ ผู้มกี รรมเป็นของๆ ตน

กมั มะทายาทา เปน็ ผมู้ กี รรมเปน็ ทายาท (จกั เปน็ ผไู้ ดร้ บั ผลของกรรม)
กัมมะโยน ี เป็นผู้มกี รรมเปน็ ก�ำเนดิ (ผมู้ ีกรรมเปน็ แดนเกิด)
กมั มะพันธู เปน็ ผมู้ กี รรมเปน็ เผา่ พนั ธุ์
กมั มะปะฏสิ ะระณา เปน็ ผูม้ กี รรมเป็นทีพ่ ึ่งอาศยั
ยงั กัมมัง กะรสิ สันติ จักเป็นผ้กู ระทำ� กรรมอนั ใดไว้
กัลยî าณัง วา ปาปะกัง วา ดหี รือชั่ว (เป็นบุญ หรือเป็นบาป)
ตสั สะ ทายาทา ภะวิสสันต ิ (สัตวท์ ั้งหลายทง้ั ปวงทเี่ ปน็ อย่ใู นโลก) จกั เป็น
ผู้ไดร้ บั ผลของกรรมน้นั ไป ทกุ ถว้ นหน้าแลฯ

จบวิธีแผ่เมตตาพรหมวหิ าร ๔

ทแ่ี ผไ่ ปไมเ่ จาะจงแกค่ นนนั้ คนนเ้ี รยี กวา่ เจรญิ อปั ปมญั ญาธรรม ถา้ หากขดั ขอ้ ง
ในการทอ่ งจ�ำแลว้ ใหร้ วมลงทีเดยี วกไ็ ด้ ว่าดังนี้

เมตตฺ า เมตตาจติ
กรุณา กรณุ าจติ
มุทติ า มุทติ าจิต
อเุ ปกขฺ า อุเบกขาจิต

(หรือจะระลึกในใจโดยภาษาไทยเราก็ได้)

93


Click to View FlipBook Version