The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชีวประวัติ (ท่านพ่อลี) พระสุทธิธรรมรังสีฯ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-20 20:15:20

พระสุทธิธรรมรังสีฯ (ท่านพ่อลี)

ชีวประวัติ (ท่านพ่อลี) พระสุทธิธรรมรังสีฯ

ไปจากสงั ขารทงั้ หลายทป่ี รากฏ เปรยี บประดจุ หนง่ึ วา่ บรุ ษุ ลงอาบนำ้� ในสระ ลงไปแลว้
มองเหน็ งพู ิษหรอื จระเข้เข้าแล้ว มแี ต่จะหนีขึ้นไปใหพ้ ้นถ่ายเดยี ว
๗) ปฏสิ งั ขานปุ สั สนาญาณ คอื ปรชี ากำ� หนดคำ� นงึ ดว้ ยการพจิ ารณาหาทางออก
จากสงั ขารทงั้ หลายทป่ี รากฏ ราวกบั วา่ นกกระทาทถี่ กู ขงั คอยหาทางจะหนไี ปจากทขี่ งั
ฉะนน้ั
๘) สงั ขารเุ ปกขาญาณ คอื ปรชี ากำ� หนดคำ� นงึ ดว้ ยความวางเฉยตอ่ สงั ขารทงั้ หลาย
น้ันๆ เสยี ประดุจหน่งึ วา่ ภรรยาสามที ่หี ย่าร้างกนั ไปแลว้ ฉะนน้ั
๙) สจั จานโุ ลมกิ ญาณ คอื ปรชี ากำ� หนดคำ� นงึ เปน็ ไปโดยสมควรแกก่ ารกำ� หนดรู้
สังขารทั้งหลาย คอื กำ� หนดขันธ์ ๕ เปน็ อรยิ สัจธรรมของจรงิ

ท่รี ู้เห็นโดยอาการที่แสดงมาแล้วน้ี จดั เข้าในปฏปิ ทาญาณทสั สนวสิ ุทธิข้อ ๖

วปิ สั สนาญาณทง้ั ๙ น้ี มใิ ชอ่ นื่ ไกลเลย คอื ปฏปิ ทาญาณทสั สนวสิ ทุ ธนิ เี้ อง เพราะ
มาถงึ ตอนนเี้ ปน็ หนทางทเี่ ตยี น เหมอื นบรุ ษุ ทต่ี ดั ตอเสมอหนา้ ดนิ แลว้ ยอ่ มเดนิ ไดส้ บาย
ดงั นีฉ้ ันใด ญาณนี้ก็ฉันนน้ั คอื ไดพ้ ้นไปจากวปิ สั สนูปกเิ ลสเสียแลว้ ยงั แตร่ ากเหงา้
ทฝี่ ังดิน คือ อวชิ ชา

ตอ่ จากนก้ี ด็ ำ� เนนิ จติ ตามวปิ สั สนาญาณวถิ สี งู ขน้ึ ไปๆ จนถงึ พระอรยิ มรรคอนั สงู
ของโลกียะ มีโสดาปตั ติมรรคเปน็ ตน้ จงึ จัดเปน็ ญาณทสั สนวิสุทธิ ข้อที่ ๗

ตอ่ จากนี้ พงึ กระทำ� ความเพยี รเจรญิ วปิ สั สนาปญั ญาไปๆ มาๆ ใหแ้ กก่ ลา้ แตต่ น้
ที่ผ่านพ้นมานั้น ให้กล้าหาญตามญาณของวิปัสสนาท้ังหลายเหล่าน้ันให้เป็นปัจจัย
ส่งต่อกนั ไปโดยล�ำดบั จนถึง สจั จานุโลมกิ ญาณ อนโุ ลม ปฏิโลม เพอ่ื ให้แจ้งขัดใน
อริยสจั ธรรมทัง้ ๔
ถ้าเปน็ ผู้มปี ญั ญาอยา่ งอ่อน ก็ถอยออก ถอยเข้า ๓ ขณะ โคตรภญู าณบังเกดิ
ก็เป็นผลจิต
ถา้ ปญั ญาอยา่ งกลาง ๒ ขณะ โคตรภญู าณบังเกิดก็เปน็ ผลจิต
ถ้าปัญญาอย่างกลา้ แข็ง ๑ ขณะ โคตรภูญาณบงั เกดิ ก็เป็นผลจติ

144

ฉะน้นั อรยิ มรรคและผลขน้ั แรก โบราณกบัณฑติ ท่านจึงจดั ไว้ ๓ จำ� พวกคอื

- อย่างต่ำ� ปญั ญาออ่ น จะต้องเกดิ ๗ ชาติ
- อยา่ งกลางมัชฌิมปัญญา ๔ ชาติ หรือ ๓ ชาติ
- อย่างเร็วปัญญากลา้ ชาติเดียว ดังนี้

เหตเุ หลา่ นกี้ ม็ าจากจรติ นสิ ยั ของบคุ คลนน้ั ๆ เปน็ เครอื่ งจำ� แนกใหไ้ ดม้ รรคและผล
เรว็ หรือช้าตา่ งๆ กนั

ผูท้ ่ชี ้าน้นั คอื เป็นผ้เู จรญิ สมถะ ๒ สว่ น วิปสั สนาส่วนหน่งึ
ผทู้ พ่ี อปานกลาง นนั้ คอื เปน็ ผเู้ จรญิ สมถะสว่ นหนง่ึ วปิ สั สนาสว่ นหนงึ่ เทา่ กนั
ผมู้ ปี ัญญาเรว็ กลา้ หาญ นน้ั คือ เป็นผู้เจรญิ สมถะส่วนหน่งึ วปิ สั สนา ๒ ส่วน

การท�ำมรรคเบ้ืองต้นต่างๆ กัน จึงรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจธรรมต่างขณะกัน
ทแ่ี สดงมานเ้ี ปน็ ยน่ มรรคสจั รวมกลา่ วแตเ่ รอื่ งสมถะและวปิ สั สนาเทา่ นน้ั ในทส่ี ดุ กค็ อื
รูแ้ จ้งเหน็ จรงิ ในขนั ธ์ ๕ เปน็ อรยิ สจั ๔

รู้แจ้งเห็นจริงอย่างไร เหน็ อะไรเปน็ อริยสัจ

อธบิ ายดงั นี้ คอื มากำ� หนดผลเขา้ มาหาเหตเุ ปน็ ตวั อยา่ ง เชน่ กำ� หนดในนามรปู
ทเี่ กดิ อยดู่ บั อยใู่ นปจั จบุ นั นี้ วา่ เปน็ ทกุ ขสจั เชน่ บาลที วี่ า่ นามรปู ํ อนจิ จฺ ํ นามรปู ํ ทกุ ขฺ ํ
นามรปู ํ อนตฺตา นามรูปไม่เทีย่ ง ยอ่ มเป็นไปเสมอหน้ากนั หมด

กำ� หนดรคู้ วามเกดิ แกแ่ ปรผนั ของเขา โดยชอื่ กก็ ำ� หนดดงั น้ี คอื ชาตทิ กุ ข์ ชราทกุ ข์
พยาธทิ กุ ข์ มรณทกุ ข์ โสกทกุ ข์ ปรเิ ทวทกุ ข์ โทมนสั ทกุ ข์ อปุ ายาสทกุ ข์ โดยยอ่ ขนั ธ์ ๕
เปน็ ทกุ ข์ ดังนี้

อะไรเป็นเหตุเล่า ก�ำหนดเข้าหาเหตุและปัจจัยอันให้เกิดทุกข์ ก็รู้ได้ว่าความ
ปรารถนาในกามารมณ์ มี รปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์ ทเี่ รยี กวา่ กามตณั หา
ความทะเยอทะยานอยาก นี้ ๑ เป็นเหตุ

145

กำ� หนดเขา้ หาจติ จนรเู้ หตอุ ยา่ งกลางอกี เมอื่ รขู้ น้ึ ไดว้ า่ เวลานจ้ี ติ (สา่ ยไป) ทำ� ความ
ปรารถนาอยใู่ นรปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ อยากใหเ้ ปน็ ไปตามความตอ้ งการ
ของตนทเ่ี รียกว่า ภวตณั หา ความอยากเปน็ นั่นเปน็ นี่ นี้ ๑ เป็นเหตุ

ก�ำหนดเขา้ หาจติ จนรู้เหตอุ ย่างละเอยี ดอกี เมอ่ื รขู้ น้ึ ไดว้ ่าเวลาน้ี จิต (หวนั่ ไหว)
ทำ� ความปรารถนาอยใู่ นนามรูป ไมอ่ ยากใหแ้ ปรผนั ไป อยากใหอ้ ยใู่ นบงั คับบัญชา
ของตนทเ่ี รียกวา่ วิภวตัณหา ความปรารถนาไม่อยากให้เปน็ น่นั เป็นน่ี อยากให้คงท่ี
อยู่ตามความตอ้ งการของตน นี้ ๑ เป็นเหตุ

ตัณหา ๓ นี้ ก็เกิดข้นึ กับจิตทหี่ ลง เพง่ พิจารณาอยู่ท่ีจิตหลงน้ัน จนเหน็ เปน็
“อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า” หกั เจา้ ตณั หาใหล้ ะเอยี ดคลายออกจากจติ เหมอื นกบั ภาษติ ทว่ี า่
โย ตสสฺ าเยว ตณหฺ าย อเสสวริ าคนโิ รโธ จาโค ปฏนิ สิ สฺ คโฺ ค มตุ ตฺ ิ อนาลโย แปลความ
วา่ “ความดบั โดยสน้ิ กำ� หนดั โดยไมเ่ หลอื แหง่ ตณั หานนั้ แลอนั ใด ความสละตณั หานน้ั
ความวางตณั หานน้ั ความปลอ่ ยตณั หานนั้ ความไมพ่ วั พนั แหง่ ตณั หานน้ั ไมท่ ำ� ความ
ปรารถนาต่อไป ถอนอุปาทานได้ น้นั แลนโิ รธ” ดังน้ี

“กจ็ ติ อนั เดยี วทหี่ ลงๆ รๆู้ นแี่ หละ ตณั หามาเกาะเกย่ี ว” จติ ดวงเดยี วทมี่ ไิ ดเ้ จรญิ
มรรคใหเ้ กดิ วชิ ชานนั้ เปรยี บเสมอื นตน้ ไมท้ อี่ อ่ นและเรยี วสงู ฝงู นกเกาะเขา้ แลว้ ยอ่ ม
หวน่ั ไหวและหกั โคน่ เพราะอนั ตราย ฉะนน้ั พระอรยิ เจา้ จงึ กำ� หนดละทงิ้ เสยี เหลอื แต่
นโิ รธ

แยกนโิ รธาการ ดงั น้ี

นโิ รธ ๒ คอื นามรปู นิโรธา นามรูปดบั (นามดบั -รูปดบั )

กามตณั หานโิ รธา กามตณั หาดับ
ภวตณั หานิโรธา ภวตัณหาดบั
วิภวตัณหานิโรธา วิภวตณั หาดับ
นีน้ โิ รธ ๓

146

นโิ รธ ๔ นั้น คือ
เวทนานโิ รธา เวทนาดบั
สญั ญานโิ รธา ความจำ� ไดห้ มายรดู้ บั
สังขารนโิ รธา ความปรุงแต่งดับ
วิญญาณนโิ รธา ความรแู้ จง้ ต่างๆ ดับ

นนี้ โิ รธ ๔ เอารูปเติมเข้าอกี เป็นนิโรธ ๕

ถา้ จะพรรณนากม็ าก เปน็ นโิ รธทง้ั สน้ิ ถา้ เปน็ ผลู้ ะไดแ้ ลว้ ใจความยอ่ ๆ กค็ อื ไมม่ ี
อุปาทานน่นั เอง แตก่ ารละนน้ั เป็นโลกียะอย่างหนึง่ โลกุตตระอยา่ งหน่ึง โลกยี ะนน้ั
คอื ละได้เป็นขณะๆ ไม่เด็ดขาดทเี ดยี ว จึงจะต้องเปน็ ไดแ้ ต่โลกียนโิ รธเท่านน้ั คอื ยัง
ไมเ่ ท่ยี ง ส่วนมรรคก็ยังไมเ่ ท่ียงเหมือนกนั

อริยมรรค ๘ ทเี่ ป็นโลกียะ เช่น

๑. โลกยี สมั มาทฏิ ฐิ ปญั ญาเหน็ ชอบ “เหน็ ในทกุ ข์ สมทุ ยั นโิ รธ มรรค” ความเหน็
เหล่านี้ยังไมเ่ ที่ยง เพราะเห็นชอบแล้วแตย่ ังละไมไ่ ด้ จงึ ตกอยูใ่ นโลกยี สมั มาทฏิ ฐิ

๒. สมั มาสงั กปั โป ความดำ� รชิ อบของโลกยี ะนน้ั กไ็ มเ่ ทยี่ ง เชน่ เนกขมั มสงั กปั โป
ความดำ� ริออกจากกาม อัพยาปาทสงั กปั โป ความด�ำริไมพ่ ยาบาท อวิหิงสาสังกัปโป
ความดำ� รทิ ไี่ มเ่ บยี ดเบยี น ความดำ� รทิ ง้ั ๓ นช้ี อบแลว้ แตม่ ไิ ดท้ ำ� ใหห้ ลดุ ไปตามความ
เหน็ นนั้ ๆ จงึ ตกอยใู่ นโลกียสัมมาสงั กปั โป

๓. สมั มาวาจา วาจาชอบน้นั มี ๔ คอื
(๑) ไม่กลา่ วคำ� เทจ็
(๒) ไมก่ ล่าวคำ� ส่อเสยี ดยยุ ง
(๓) ไมก่ ลา่ วค�ำหยาบ
(๔) ไม่กล่าวค�ำเพอ้ เจอ้ โปรยประโยชน์
วาจาเหลา่ นรี้ แู้ ลว้ วา่ “ชว่ั ” แตย่ งั กลา่ วอยเู่ พราะไมม่ สี ติ เหตนุ น้ั จงึ ตกอยใู่ นโลกยี -
สมั มาวาจา

147

๔. สมั มากมั มนั โต การงานชอบกไ็ มเ่ ทยี่ ง เชน่ ทำ� ทางกายกรรม จะประกอบการงาน
อนั ใดข้ึนบางที กเ็ ป็นทจุ รติ บา้ ง สุจริตบ้าง การงานทท่ี �ำนัน้ ตกอยใู่ นความไม่เท่ยี ง
จึงเรียกวา่ โลกยี สัมมากมั มนั โต

๕. สมั มาอาชโี ว ความเลย้ี งชวี ติ ชอบนนั้ ประกอบทางกายกต็ าม ทางวาจากต็ าม
ทางใจก็ตาม ยงั ไมบ่ รสิ ทุ ธ์สิ นิ้ เชงิ ได้ทางหนงึ่ เสยี ทางหนง่ึ ตกอยใู่ นความไมเ่ ท่ยี ง
จึงเรียกวา่ โลกยี สมั มาอาชีโว

๖. สัมมาวายาโม ความเพยี รชอบนน้ั มี ๔ คอื
(๑) เพียรละบาป ความชวั่ ของตนท่ีมีอยู่
(๒) เพียรระวังบาปไม่ใหเ้ กิดขนึ้ ในจติ ใจแหง่ ตน
(๓) เพียรกระท�ำบ�ำเพ็ญกุศลสรา้ งความดีใหเ้ กิดมขี น้ึ ในตน
(๔) เพียรระวงั รักษากศุ ลไว้ และใหบ้ �ำเพ็ญกศุ ลนนั้ อยเู่ สมอ
ความเพยี รทงั้ ๔ นี้ ยงั ไมร่ อบคอบทเี ดยี ว มไี ดบ้ า้ งเสยี บา้ ง ตกอยใู่ นความไมเ่ ทยี่ ง
จึงเรียกว่า โลกยี สมั มาวายาโม

๗. สมั มาสติ ความระลกึ ชอบนัน้ มี ๔ คือ
(๑) ระลกึ ในกาย ท่ีเรียกวา่ กายานปุ ัสสนาสติ
(๒) ระลกึ ในเวทนา ทเ่ี รียกวา่ เวทนานุปัสสนาสติ
(๓) ระลึกอยูใ่ นจิต ทเ่ี รยี กว่า จิตตานุปัสสนาสติ
(๔) ระลกึ ในธรรม ทีเ่ รียกวา่ ธัมมานุปัสสนาสติ
แต่ยงั ไมร่ อบคอบ ไดบ้ า้ ง เสยี บา้ ง ตกอย่ใู นความไม่เทยี่ ง จงึ เรียกวา่ โลกยี -
สัมมาสติ

๘. สัมมาสมาธิ ความต้งั มน่ั ชอบนน้ั มี ๓ คอื
(๑) ขณกิ สมาธ ิ มั่นเปน็ ขณะๆ
(๒) อปุ จารสมาธิ ม่นั พอเฉยี ดๆ สงบๆ
(๓) อัปปนาสมาธิ ม่ันแน่วแน่

148

ปราบอกศุ ลไดเ้ ปน็ พกั ๆ ความมน่ั เหลา่ นต้ี กอยใู่ นความไมเ่ ทยี่ ง ไดบ้ า้ ง เสยี บา้ ง
จงึ เรียกวา่ โลกียสัมมาสมาธิ

ทงั้ ๘ ขอ้ นี้ รวมลงก็มีแต่ ๓ คือ ศลี สมาธิ ปัญญา เทา่ นัน้ ศีล สมาธิ ปัญญา
ทัง้ ๓ น้ี ก็ไม่เทย่ี ง บรสิ ทุ ธิบ์ ้าง เศรา้ หมองบา้ ง รวมลงอกี ศลี สมาธิ ปญั ญา กม็ ีเทา่
กาย วาจา ใจ กาย วาจา ใจ นน้ั ก็ยังไม่เที่ยง (คอื ) ท�ำดีบา้ ง ทำ� ชัว่ บา้ ง พดู ดบี า้ ง
พดู ช่ัวบ้าง คดิ ดบี ้าง คดิ ชั่วบ้าง ดังนี้

เมอื่ ตอ้ งการใหเ้ ปน็ “โลกุตตรมรรค” แลว้ สำ� รวม ศลี สมาธิ ปัญญา เขา้ มาที่
กาย วาจา ใจ แลว้ เพ่งชำ� ระกาย วาจา ใจ ให้ชอบแก่ ศลี สมาธิ ปญั ญา ก็จะได้รับ
ความบรสิ ุทธิ์อนั ถาวรและผ่องใส จึงจะเปน็ โลกตุ ตรมรรคได้

มรรคและผลนี้ จะเปน็ โลกยี มรรคกต็ าม โลกตุ ตรมรรค-ผลกต็ าม ยอ่ มตดิ ตามกนั
เหมือนเงาตามตวั ฉะนัน้

อธบิ าย โลกยี มรรคเพิ่มเติม

โลกยี มรรค ทม่ี โี วหารเรยี กกนั วา่ อฏั ฐงั คกิ มรรค มอี งค์ ๘ มรรค ๘ ของโลกยี ะ
นนั้ นา่ จะแยกออกไดเ้ ปน็ ๒ ประเภท ทป่ี ถุ ชุ นพากนั ปฏบิ ตั อิ ยนู่ ้ี ยอ่ มเปน็ ได้ ๒ อยา่ ง
คือทางท่ถี กู ๘ ทางทผ่ี ิด ๘ รวมเป็นมรรค ๑๖ เหตนุ ั้นจึงตอ้ งเสื่อมได้ แตจ่ ะย่นลง
กลา่ วกค็ ือ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่เป็นสามัคคกี ัน เชน่ ศลี เป็นสัมมาทิฏฐิ สมาธเิ ป็น
มิจฉาทฏิ ฐิ บางทปี ญั ญาเป็นสัมมาทิฏฐิ สว่ นศลี สมาธิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ

ตวั อยา่ งเชน่ กาย วาจา เปน็ ศลี ดี แตใ่ จไมส่ งบเปน็ เอกคั คตารมณไ์ ด้ นวิ รณค์ รอบงำ�
จิตใจไดอ้ ยู่ (คือใจยังไม่ต้งั ม่ันเป็นสมาธ)ิ บางทจี ติ ใจสงบดี แต่ทำ� ความปล่อยวาง
(อารมณ์คอื ) กองธาตุ ขันธ์ อายตนะ ไม่ได้ บางทรี ดู้ ี มีปญั ญา เปน็ สมั มาทฏิ ฐิ
มคี วามเหน็ ชอบแลว้ แตย่ งั ละชวั่ ไมไ่ ด้ ถงึ ไดแ้ ลว้ เหน็ โทษแลว้ แตจ่ ะตอ้ งกลบั ไปทำ� อกี
ทำ� ทง้ั รๆู้ นนั้ แล นแ้ี หละจงึ เรยี กวา่ มรรคผลโลกยี ะนเ้ี ปน็ ๑๖ คอื ฝา่ ยถกู ๘ ฝา่ ยผดิ ๘
หมนุ กันไปหมนุ กนั มา

149

ถา้ ใครศกึ ษาดว้ ยดแี ลว้ ประคองโลกยี สมั มาทฏิ ฐใิ หถ้ กู ตอ้ ง ระวงั อยา่ ใหม้ รรค
ทีผ่ ดิ เข้ามาแทรกได้ ให้เปน็ สามัคคีอยู่ทงั้ ๓ คือ ศลี สมาธิ ปัญญา เป็นสมั มาทฏิ ฐิ
ทงั้ ๓ แลว้ ตอ่ ไปกโ็ ลกยี ะนเี้ อง เมอื่ เทยี่ งตรงอยกู่ ก็ ลายเปน็ โลกตุ ตระขนึ้ เปน็ อรยิ มรรค
อริยผล อริยบคุ คล มีโสดา เป็นต้น

เมอ่ื เขา้ ถงึ โลกตุ ตระแลว้ มรรคมเี สมอองค์ ๘ เทา่ นนั้ คอื เปน็ สมั มาทฏิ ฐิ ชอบทง้ั
ศลี สมาธิ ปัญญา พรอ้ มทง้ั กาย วาจา ใจ ก็ชอบ เป็นโลกุตตระขนึ้ ต่างจากโลกียะ
โลกยี ะนนั้ ยงั ไมเ่ ทยี่ ง กลบั กลายหลอกตนเองอยู่ ประเดย๋ี วทำ� ดี ประเดย๋ี วทำ� ชว่ั ประเดย๋ี ว
เสือ่ ม ประเด๋ยี วเจรญิ

ถ้าจะแบ่งเป็นประเภท คงมี ๔ จ�ำพวก คือ

๑. บางจำ� พวก ชั่วทั้ง ๓ กาล คือ อดีต อนาคต ปจั จุบนั
๒. ชว่ั แตอ่ ดตี ลว่ งแลว้ แตท่ ำ� ดใี นปจั จบุ นั และตอ่ ไปขา้ งหนา้ ไมย่ อมปลอ่ ยความดี
ของตนเอง
๓. ท�ำดีได้ดแี ตอ่ ดตี และปัจจุบัน แตต่ อ่ ไปขา้ งหน้าละทง้ิ
๔. อดีตท่ีลว่ งแลว้ กท็ ำ� แตค่ วามดเี รอ่ื ยมา จนปัจจบุ นั กด็ ีทุกอริ ิยาบถ คอื มีศีล
สมาธิ ปัญญา ประจำ� ตนอย่เู สมอจนตลอด ในกาลตอ่ ไปก็คดิ จะทำ� ความดีเรือ่ ยไป

น้ีแหละ โลกยี ะไม่เทีย่ ง แปลว่า ยังเปน็ ผูม้ กั มากอยู่ คอื หาบไม่ใชห่ ิ้ว คอื เป็น
ผรู้ วยมาก ทำ� ท้งั ดี ทำ� ท้ังช่วั

บางทดี ขี า้ งหลังคืออดตี ชว่ั ข้างหน้าคอื อนาคต
บางทชี ่ัวขา้ งหลังคืออดีต ดขี า้ งหน้าคอื อนาคต
บางทีช่ัวทัง้ ข้างหน้าและขา้ งหลัง แตป่ ัจจบุ นั ดี
บางทีดีท้งั ๓ กาล

เมือ่ เปน็ เชน่ นีก้ ม็ ไิ ดส้ ม่ำ� เสมอกนั ข้างหนงึ่ ดขี า้ งหน่ึงชว่ั จะตอ้ งหามกนั ไป นแ่ี ล
พอ่ กรรมแมเ่ วร ขา้ งหนงึ่ หนกั บา้ ง ขา้ งหนงึ่ เบาบา้ ง จะตอ้ งหกหนา้ คะเมนหลงั ไปๆ มาๆ
นำ� พาไปเกิดในภพตา่ งๆ

150

ศลี สมาธิ ปญั ญา ทเ่ี ปน็ โลกยี ะ อาจเปน็ ไปไดต้ า่ งๆ อยา่ งวา่ มาน้ี เพราะเหตนุ นั้
ควรสำ� รวมโลกียะใหด้ ีนับแตต่ นมคี วามรตู้ ัว แลว้ ท�ำศีล สมาธิ ปญั ญา ท่ีเป็นโลกียะ
ให้ถูกต้อง ใหเ้ ข้าถึงโลกตุ ตรมรรคให้จงได้

อธิบาย โลกยี มรรคทีจ่ ะทำ� ใหเ้ ป็นอริยมรรค นั้น ดังน้คี ือ

มรรค ๘ ทเ่ี ปน็ โลกยี มรรค นน้ั ตามแนวทางพระอรยิ ะ มโี สดาปตั ตมิ รรคเปน็ ตน้
ทา่ นยน่ รวมลงเข้ามาอยูใ่ นขันธ์ ๕ คือ รปู เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ โดยย่อ
คอื รวมลงที่ “กาย ใจ” เมอ่ื รวมลงแลว้ กเ็ พง่ ดว้ ยปญั ญาทเี่ ปน็ สมั มาทฏิ ฐิ จนเหน็ เปน็
ไตรลกั ษณญาณ เหน็ “นามรปู ” ทเี่ กดิ อยดู่ บั อยใู่ นปจั จบุ นั เปน็ อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า๑
ไปหมด คอื เหน็ ดว้ ยญาณจกั ษุ เหน็ ดว้ ยปญั ญาจกั ษุ วชิ ชาจกั ษุ ทง้ั นเ้ี รยี กวา่ ธรรมจกั ษุ
ดวงตาคอื ธรรมเหน็ ชอบ

เหน็ ชอบเปน็ สมั มาทฏิ ฐิ เปน็ มรรคสมงั คี ไมม่ มี จิ ฉาทฏิ ฐเิ ขา้ มาปน ความเหน็ ชอบ
เหน็ ในรปู กช็ อบแกศ่ ลี สมาธิ ปญั ญา เหน็ ในนาม กช็ อบแกศ่ ลี สมาธิ ปญั ญา เหน็ ชอบ
ที่ ๑ เป็นอนโุ ลม เห็นชอบท่ี ๒ เป็นปฏิโลม มีพระขรรค์แก้ว คือวปิ สั สนาปญั ญา
กวดั แกว่งอยู่ คือท�ำความเพง่ พจิ ารณาอยู่ เรยี กว่า “มรรค”

กำ� หนดในอรยิ สัจเปน็ ๒ คือ เหตุกับผลเทา่ นัน้ เม่อื ก�ำหนดเหตแุ ละผลอยนู่ ้ัน
ใจจดจอ่ อยู่ เรยี กวา่ โสดาปตั ตมิ รรค เมอ่ื รเู้ หตแุ ละผลแจง้ ชดั ดว้ ยกำ� ลงั ปญั ญา ทำ� ใจ
ใหผ้ อ่ งใส ท�ำลายนามรูปที่เปน็ สังโยชนข์ าดลงแลว้ ปรากฏชอ่ งพระนพิ พานขณะใด
ขณะหนงึ่ ถา้ กำ� ลงั ปญั ญาออ่ น กก็ ลบั มาทรงรปู ขนั ธ-์ นามขนั ธอ์ กี แตม่ ไิ ดห้ ลง เพราะ
มองเหน็ โทษสงั โยชน์ ๓ ทต่ี นเคยยดึ ถอื มาแลว้ นนั้ ไมก่ ลา้ เขา้ ยดึ อกี นเ้ี รยี กวา่ ผเู้ ขา้ ถงึ
โลกุตตระ คือ โสดาปัตตมิ รรค โสดาปตั ตผิ ล เป็นอริยบคุ คลจำ� พวกหนง่ึ

โลกุตตระ นัน้ มี ๙ คอื มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ เรยี กวา่ โลกตุ ตรธรรม
ดังน้ี

๑ บางฉบับมเี พ่มิ เข้ามาดงั น:้ี “ขันธ์ ๕ เปน็ อนจิ ฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อายตนะ เป็น อนิจจฺ ํ ทกุ ฺขํ อนตฺตา”
ผชู้ ำ� ระเข้าใจว่า “ขันธ์ ๕ ก็ดี อายตนะกด็ ”ี ทา่ นยน่ ย่อรวมลงใน “นามรปู ” น้นั แล้ว

151

๑. โสดาปตั ตมิ รรค ๒. โสดาปตั ติผล
๑. สกทิ าคามมิ รรค ๒. สกิทาคามิผล
๑. อนาคามิมรรค ๒. อนาคามิผล
๑. อรหตั ตมรรค ๒. อรหัตตผล
ท้ังหมดรวมลงท่นี ิพพาน ๑ เป็น ๙

โลกุตตรธรรม นี้ แปลวา่ ธรรมอันย่งิ เป็นธรรมอนั พเิ ศษจากโลกยี ธรรม คอื
เข้าถึงโลกทเี่ หนอื โลก มแี ตจ่ ะหมุนไปข้างหนา้ เสมอ มิไดห้ มุนไปเบ้อื งตำ่� อกี ตอ่ ไป

อธบิ าย คำ� ทว่ี า่ “มรรค” มรรคนน้ั มใิ ชอ่ น่ื กค็ อื หนทางแหง่ พระนพิ พานทเ่ี รยี กวา่
“อริยมรรค” เป็นทางอันปราศจากขา้ ศึก ทางอนั พระยามารติดตามไม่ได้ ท่เี รยี กวา่
อัฏฐงั คิกมรรค มอี งค์ ๘ องค์ ๘ นนั้ แยกออกเปน็ โลกยี มรรค ๑ โลกตุ ตรมรรค ๑

ตอนน้ีจะอธิบายแต่โลกุตตรมรรคตามแนวความคิดเห็นให้ท่านปฏิบัติตรองดู
โลกกุตรมรรคมีเสมอองค์ ๘ เท่านั้น เป็นแต่ฝ่ายสัมมาทิฏฐิ ท้ังสัมมาสังกัปปะ
ปัญญาเห็นชอบ คอื เห็นนามรปู ทีเ่ กดิ อย่-ู ดบั อยใู่ นปัจจบุ ันดว้ ยวิปสั สนา เป็นไตร-
ลกั ษณญาณ ละแลว้ ไมก่ ลบั กลอก ไดถ้ งึ แลว้ ซง่ึ ความร-ู้ ความเหน็ ทดี่ ี หมดความสงสยั
ในธรรมท่ีตนรูเ้ หน็

สว่ นสัมมาวาจา สัมมากัมมนั โต สัมมาอาชโี ว ถึงแลว้ ซง่ึ กายกรรม วจีกรรม
อนั สะอาดปราศจากสงั โยชน์ คอื สกั กายทฏิ ฐิ สัมมาวายาโม สมั มาสติ สมั มาสมาธิ
ถึงแล้วซึ่งจิตท่ีต้ังม่ันไม่หวั่นไหว กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมชอบปราศจาก
สลี พั พตปรามาส ตรงตอ่ พระนพิ พาน ไมแ่ วะเวยี นหรอื ซบเซาอยเู่ หมอื นมนษุ ยส์ ามญั

ลกั ษณะของโสดาปตั ตผิ ล น้นั ดงั นี้ คือ

เป็นผมู้ ีศรทั ธาความเช่ือเล่อื มใสในคณุ พระรัตนตรัยอย่างมนั่ คง น้ี ๑
เป็นผู้มจี าคธรรมประจำ� ใจ ไมป่ ระมาท ไม่ลอุ �ำนาจแกค่ วามหลง นี้ ๑
เปน็ ผ้มู ีน้�ำใจอันมน่ั คงกล้าหาญรา่ เรงิ ต่อความบรสิ ุทธ์ิอยู่เสมอ นี้ ๑
เปน็ ผู้มีศีลเปน็ ท่รี กั ของตนยงิ่ กวา่ ชวี ติ นี้ ๑

152

เปน็ ผไู้ มม่ ใี จเจตนาทจี่ ะทำ� ชว่ั อนั หยาบคายอกี ไดเ้ ลย แตช่ ว่ั กม็ อี ยู่ คอื เปน็ ของเดมิ
ทย่ี ังค้างอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นกม็ ิไดใ้ ห้อกุศลขนึ้ หนา้ ไดอ้ กี นี้ ๑

โสดา แปลวา่ เปน็ ผเู้ ขา้ ถงึ กระแสธรรม คอื ปากชอ่ งของพระนพิ พานขนั้ แรก ถา้ จะ
ย่นกลา่ วกค็ ือ เป็นผู้ตัดสงั โยชน์ ๓ ท่หี ยาบๆ ได้ขาด เปน็ สมจุ เฉทปหาน

อธิบาย สงั โยชน์ ๓ ท่พี ระโสดาฯ ละได้นั้น คือ

๑. สกั กายทฏิ ฐิ ถอนความเหน็ ผดิ อนั เปน็ เหตใุ หเ้ ขา้ ยดึ ถอื ในรปู คอื สกลกาย นน้ั วา่
เป็นตวั ตนเสยี ได้

๒. วจิ กิ จิ ฉา ถอนความสงสยั ลงั เลใจในนามรปู และสงสยั ในพระพทุ ธ พระธรรม
พระสงฆ์ ได้แล้ว ใครจะมาคดั ค้านว่า “ความตรัสรู้ไม่มี ปฏิบตั ิศลี สมาธิ ปญั ญา
ไมไ่ ดถ้ งึ มรรคผลนพิ พานเลย” ถา้ มใี ครมากลา่ วตเู่ ชน่ นี้ ปญั ญาของพระโสดาเหน็ แนแ่ ลว้
ทา่ นมไิ ดเ้ ชอ่ื คำ� เชน่ นนั้ เลย คอื เปน็ ผมู้ คี วามเหน็ เปน็ อกาลโิ ก มรรคผลไมม่ กี าล ปจั จตั ตงั
รู้เฉพาะตัวอย่างเดยี ว เชือ่ แนไ่ ม่สงสัย มคี วามรูม้ ั่นไมเ่ หลวไหล

๓. สีลัพพตปรามาส ถอนความเช่ือถืออันศักดิ์สิทธ์ิแห่งนามรูปภายนอกและ
ภายใน ไมล่ บู คลำ� ศลี พรต (คอื กริ ยิ ามารยาท) ของตนอกี ทำ� อะไรยอ่ มรเู้ หตแุ ละผลเสมอ
มิได้ท�ำด้วยความมืด เพราะเป็นผู้เช่ือกรรม คือการกระท�ำของตน เป็นใหญ่ด้วย
กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ตนท�ำนี้ ท�ำดีได้ดี ท�ำชั่วได้ช่ัว เชื่อม่ันต่อคุณ
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ปรากฏในตน ไม่ลูบคล�ำในศีลของตนอีกต่อไป
เปน็ ผมู้ ศี ลี บรสิ ทุ ธ์ิ มไิ ดเ้ ศรา้ หมองเลย ตดั สงั โยชน์ ๓ ดว้ ย ศลี สมาธิ ปญั ญา ทกี่ าย วาจา
ใจ ขาดดับลง ท่ีนามรปู เป็นมรรคสมงั ครี วมลงแล้ว ท�ำการเพ่งพจิ ารณาอยู่ไปๆ มาๆ
ดว้ ยก�ำลงั ปญั ญา ก็คือเดนิ ทางอยู่ถากถางอยู่

จิตขณะที่ ๑ เรียกว่า อนโุ ลม จิตขณะท่ี ๒ เรียกวา่ ปฏโิ ลม คือเพ่งอย่ใู น
ความเกดิ และความดบั ก็จะรู้ได้ “ส่ิงทไ่ี มเ่ กิดไมด่ บั กม็ ีอย่ใู นนามรูปน้ีเอง” รไู้ ดด้ ้วย
วิปัสสนาปญั ญา

153

โสดาปัตตมรรค คือ จิตเพง่ อยู่ในนามรปู ๒ รอบบา้ ง ๓ รอบบ้าง ตามก�ำลัง
วปิ สั สนาปญั ญาของตน นามรปู ขาดดบั ทำ� ลายขณะนน้ั โคตรภญู าณบงั เกดิ แลเหน็ ธรรม
ทไี่ มเ่ กดิ ไมด่ บั ทมี่ อี ยใู่ นตนนนั้ แลคอื ชอ่ งพระนพิ พาน รเู้ หน็ ชดั เจนดว้ ยอำ� นาจปญั ญา
แหง่ ตน เปน็ โสดาปตั ตผิ ลครง้ั แรก เปน็ อรยิ บคุ คลในพระพทุ ธศาสนา สงั โยชนด์ บั สนทิ
โดยสมจุ เฉทปหาน เปน็ ผเู้ หน็ ทกุ ขเ์ หน็ โทษแหง่ กรรมชว่ั อนั เปน็ เหตแุ หง่ อบาย ๔ มนี รก
เปน็ ตน้ คอื เปน็ ผพู้ น้ ไดแ้ ลว้ เปน็ ผหู้ ายใจไดส้ ะดวกแลว้ เปน็ ผไู้ ดแ้ กว้ รตั นะ มโี ลกตุ ตร-
ปัญญาปรากฏพระนิพพานแนแ่ ล้ว เหมอื นกับมนษุ ยแ์ ลเหน็ ปราสาททองในทางไกล
แต่ยังไปไมถ่ งึ ย่อมค�ำนึงเป็นอารมณท์ ุกเมื่อ

พระโสดา นี้ ท่านเดินทางล่วงไป ๓ โยชนแ์ ลว้ ยังเหลอื อกี ๗ โยชนเ์ ท่าน้ัน
พระองค์นี้ ใครได้รู้ ได้เห็น ไดบ้ ำ� รุง และไดน้ ั่งใกลแ้ ลว้ จกั เปน็ โชคลาภอนั ยิง่ ใหญ่
โสดาปตั ติมรรค-โสดาปัตตผิ ล อรยิ บุคคลในศาสนา นัน้ มี ๓ จำ� พวก คอื

๑. เอกพีชี มีความเกิดอีกคร้ังเดยี ว
๒. โกลังโกละ มคี วามเกิดอกี ๓ ครง้ั หรือ ๔ คร้ัง
๓. สตั ตกั ขตั ตุปรมะ มคี วามเกดิ อีก ๗ คร้งั

ทำ� ไมจงึ จดั เปน็ ๓ เลา่ ทจ่ี ดั เปน็ ๓ จำ� พวกนนั้ กค็ อื จรติ ทเี่ ปน็ กนั เองในบคุ คลนนั้ ๆ
เปน็ เครื่องจำ� แนกความประพฤตขิ องตน

จำ� พวกแรก น้ัน เป็นโทสจรติ เจริญสมถะน้อย เจรญิ วิปัสสนามาก ตรสั รู้เร็ว
วชิ ชาโลกีย์น้อย
จำ� พวกที่ ๒ นนั้ เปน็ ราคจรติ เจรญิ สมถะและวปิ สั สนาเทา่ กนั ตรสั รพู้ อปานกลาง
วิชชาโลกยี ์ก็ได้พอสมควร
จำ� พวกท่ี ๓ นนั้ เปน็ โมหจรติ เจรญิ สมถะมาก แกก่ ลา้ ในทางฌานแลว้ จงึ เจรญิ
วปิ สั สนา ไดต้ รสั รชู้ า้ วชิ ชามาก เชน่ วชิ ชา ๓ อภญิ ญา ๖ ปฏสิ มั ภทิ า ๔ เมอ่ื ถงึ ธรรม
ขน้ั สูงแล้ว ย่อมรู้ไดค้ รบบริบรู ณ์

154

แตจ่ รติ ๓ นี้ ถา้ วา่ มใี นตนคนเดยี ว ทำ� ไมจงึ มาแยกในตอนนอ้ี กี เลา่ คอื ในคราว
จะรู้จริงกันนั้น ได้เพ่งโทษและคุณของเขาแล้ว ก็ไดร้ จู้ ริงในขณะนน้ั เช่น บางคราว
ราคะเปน็ เหตุ บางคราวโทสะเปน็ เหตุ บางคราวโมหะเปน็ เหตุ แลว้ ไดก้ ำ� หนดรเู้ หตนุ นั้ ๆ
กไ็ ดร้ คู้ วามจรงิ ตามความเปน็ จรงิ ตอ่ นน้ั เรอื่ งจรงิ นนั้ ๆ กจ็ ำ� แนกออกเปน็ พวกๆ ตอ่ นนั้
กเ็ ป็นผ้ตู รงต่อมรรคผลเบอื้ งบน มีนพิ พานเป็นท่สี ดุ โสดาปตั ตมิ รรค โสดาปตั ตผิ ล
อรยิ บคุ คลน้ีเปน็ ผูม้ ีศีลอนั เตม็ รอบ คอื เป็นผู้ไมว่ ุ่นในศลี แล้ว มิได้รกั ษาศลี เสียแลว้
เพราะเปน็ ทาสศลี มานาน ตอ่ นคี้ ณุ ศลี จะตอ้ งตามรกั ษาทา่ นมใิ หต้ กไปในอบาย ๔ ได้
แปลวา่ เปน็ ผ้มู ีโทษอันเช่ืองแลว้ ไมต่ อ้ งวุน่ รกั ษา

สว่ นสมาธิ กบั ปญั ญา ยงั จะตอ้ งทำ� ตอ้ งรกั ษาอยู่ อกศุ ลหยาบๆ ปราบแลว้ ยงั อยู่
แต่อยา่ งกลาง และอยา่ งละเอยี ด จะต้องปราบด้วยมรรคเบ้อื งสูง คอื “สกทิ าคา”
ตอ่ ไป

สกทิ าคามิมรรค

สกทิ าคามมิ รรค น้ัน ก็คือ โสดาปตั ติผล นัน่ เองเปน็ ทต่ี ัง้ ต่อไป คอื การกระทำ�
ในมรรค ๘ ของโลกยี ะและโลกตุ ตระของโสดานั้น พระสกิทาคาท่านยน่ รวมเข้ามา
ภายในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ นั้นย่นลงแต่ ๒ คอื รปู นาม แล้วเพ่งพิจารณาดว้ ยกำ� ลงั
ญาณบา้ ง กำ� ลงั วปิ สั สนาญาณบา้ ง ดังนี้ คอื

องคส์ ัมมาทฏิ ฐิ ปญั ญาเห็นชอบ เหน็ ในนามรูป เปน็

อนิจจานปุ ัสสนา เห็นแจ้งในความไม่เท่ียง
ทกุ ขานุปสั สนา เหน็ แจง้ ในความเปน็ ทกุ ข์
อนัตตานุปสั สนา เหน็ แจ้งในความเปน็ อนตั ตาทีว่ า่ มิใชต่ ัวตน ดังนี้

เมอ่ื เห็นแจ้งแลว้ เป็นเหตุใหไ้ ม่นอนใจ จงึ คดิ จะท�ำลายความใครใ่ นรูปนามท่ี
เรยี กวา่ สมั มาสังกัปโป ความดำ� ริชอบ คือคดิ จะถอนออกเพราะเห็นโทษจงึ เรยี กว่า
สมั มาสงั กปั โป ดังนี้

155

สมั มาวาจา น้นั ไดแ้ ก่ จิตตสังขารทีเ่ รยี กวา่ วิตก วิจาร ทค่ี ดิ ตรึกตรองหาเหตุ
และปัจจัยของนามรูปเป็นไปโดยชอบ จึงเรียกว่า สัมมาวาจา ในองค์อริยมรรคนี้
สว่ นวาจาภายนอกน้ันชอบแล้วแตโ่ สดาปัตตมิ รรคโนน้ ช้ันน้ีไม่ต้องกล่าวถงึ

สมั มากมั มนั โต การงานชอบ ไดแ้ ก่ การเพง่ ในนามรปู ใหเ้ ปน็ สมถะและวปิ สั สนา
นน่ั เอง สมั มาอาชีโว เลีย้ งชีพชอบ ได้แก่ การเลือกเฟ้นอารมณ์ มรี ปู ารมณเ์ ป็นต้น
ทเ่ี รยี กวา่ วติ ก วจิ าร ตรกึ ตรองดว้ ยปญั ญา เมอ่ื รคู้ วามจรงิ แลว้ กเ็ ปน็ สขุ ใจ ความเพง่
พจิ ารณาใน นาม รูป กช็ อบ ความเป็นอยู่ก็ชอบ จึงจดั เปน็ สมั มาอาชโี ว

สมั มาวายาโม ความเพยี รชอบ ไดแ้ ก่ เพยี รเพง่ พจิ ารณาทจี่ ะสละปลอ่ ยวาง (อารมณ์
คอื ) นาม รปู ดว้ ยกำ� ลงั วปิ สั สนาญาณนน้ั ๆ จงึ เรยี กวา่ สมั มาวายาโม เพยี รชอบแกเ่ หตุ
มิไดน้ อนใจ

สมั มาสติ ความระลกึ ชอบ ก็คอื ทำ� ความระลึกอย่ใู นนามรปู ที่เคล่อื นไหวเกิดๆ
ดบั ๆ มิไดเ้ ผลอตวั และมสี ัมปชัญญะความรู้ตัวอยู่ โดยย่อกค็ ือ มสี ติสมั ปชัญญะ
ประจ�ำกายและจติ ทกุ อิรยิ าบถท้ัง ๔ สว่ น รปู ก็เป็น กายานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน สว่ น
นาม ก็เป็น จติ ตานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน ทเี่ ทย่ี งตรงตอ่ องค์สมาธจิ งึ เรียกวา่ สมั มาสติ
ดังนี้
สมั มาสมาธิ ตงั้ ใจมน่ั ชอบ คอื จติ เพง่ แนแ่ นว่ อยเู่ ฉพาะ นาม รปู มไิ ดส้ ง่ จติ ไปเพง่
(ท)่ี อน่ื เปน็ อารมณ์ ตง้ั เทยี่ งอยใู่ นอารมณห์ นง่ึ กำ� หนดเพง่ พจิ ารณาดว้ ยองคว์ ปิ สั สนา-
ญาณอนั ชอบ เปน็ อปั ปนาจติ เปน็ สมาธทิ ไ่ี มผ่ ดิ จากองคป์ ญั ญา คน้ หาเหตแุ ละปจั จยั
แหง่ นามรปู โดยพระญาณท่เี รยี กวา่ สจั จานุโลมิกญาณ

เมอ่ื อรยิ มรรคทง้ั ๘ เปน็ สมั มาชอบยง่ิ ทง้ั กายสงั ขาร วจสี งั ขาร และ จติ ตสงั ขาร
องค์อริยมรรครวมลงประชุมกันในขณะจิตอันเดียว เพ่งจิตขณะรู้แจ้งเห็นจริงของ
นามรูป-นามรูปก็ดับ มิไดป้ รากฏเปน็ นิมิต จิตหลดุ ออกจากเครอื่ งรอ้ ยรดั คือ ราคะ
โทสะ โมหะ จติ ดบั ไป แตส่ งั โยชนก์ ล็ ะได้ ๓ เหมอื นโสดา แตร่ าคะ โทสะ โมหะ เปน็ แต่
ทำ� ใหเ้ บาบางไป จงึ เรยี กไดว้ า่ “สกทิ าคามผิ ล” เปน็ เอกพชี บี คุ คล จะตอ้ งเกดิ อกี ครงั้ หนงึ่

156

สกทิ าคานี้ คือ ผูม้ ศี ีลอนั เตม็ รอบแล้ว สมาธิไดค้ รึ่งหนึ่ง และสมาธิท่ีไดค้ ร่งึ นี้
เปน็ อนั เตม็ รอบแลว้ แตย่ งั จะตอ้ งเจรญิ สมาธเิ บอื้ งบนตอ่ กบั ปญั ญาอยา่ งสงู อกี เพราะ
สมาธปิ ัญญาอยา่ งสูงยงั ไม่เตม็ รอบ มแี ตป่ ญั ญาอยา่ งอ่อน ตดั ได้แต่กิง่ ก้านสาขา แต่
รากเหงา้ ยงั เหลืออยู่ ก็นบั วา่ “เปน็ ผ้ปู รากฏพระนพิ พานกระช้นั แลว้ ” ดังนีเ้ รยี กว่า
สกทิ าคามิผล

อนาคามิมรรค

อนาคามมิ รรค นน้ั ก็คอื สกิทาคามิผลนน้ั เองเป็นท่ีตั้งต่อไป คอื องคอ์ ริยมรรค
ทั้ง ๘ น้นั ท่านกร็ วมเขา้ มาประชมุ ลงทน่ี ามรูปเหมอื นกัน ตอ่ นั้นก็เพง่ พจิ ารณาด้วย
วิปัสสนาปัญญาที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป รวมลงในท่ีแห่งเดียวกันท่ี
นามรูป เรยี กว่า ปญั ญาเหน็ ชอบ๑ คือเหน็ เป็นไตรลักษณญาณ นี้ ๑

สัมมาวาจา สัมมากมั มนั โต สมั มาอาชีโว รวมลงในท่ีแหง่ เดียวกัน คือ นามรปู
เพ่งอยู่เปน็ ปกติ ย่นการทำ� มี ๒ อยา่ ง กายกรรม จติ เพง่ อย่ใู นอาการของรูปกาย
วจกี รรม คอื วิตก วิจาร ของจิตเพง่ อยใู่ นสงั ขาร ความเปน็ อย่ขู องรูปกายกเ็ ปน็ ปกติ
นามกายก็เปน็ ปกติ เรยี กว่า อธิศีล ตงั้ ขน้ึ แลว้

สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ความเพียรเพ่งแห่งนามรูป ก็มิได้
เคล่ือนไหวเลย จิตแน่แน่วอยู่ในนามรูปเท่านั้นเป็นอารมณ์ จิตต้ังมั่นอยู่อย่างนี้
เรยี กว่า สัมมาสมาธิ

เมอ่ื ศลี สมาธิ ปญั ญา เขา้ สนั นบิ าตในนามรปู พรอ้ มกนั แลว้ เพง่ พจิ ารณาดว้ ย
กำ� ลงั ปญั ญาไปๆ มาๆ เปน็ อนโุ ลม ขณะ ๑ ปฏโิ ลม ขณะ ๑ เรยี กวา่ อรยิ มรรค เมอ่ื
นามรูปดับจากจติ เดิมได้ ละสังโยชน์ที่ ๔ สงั โยชนท์ ่ี ๕ คือ กามราคะ ความกำ� หนดั
ในนามรปู ดว้ ยอำ� นาจกเิ ลสกาม นี้ ๑ ปฏฆิ ะ ความกระทบกระทงั่ แหง่ จติ ไดแ้ กค่ วาม
หงดุ หงดิ ดว้ ยอำ� นาจโทสะอนั เกดิ จากนามรปู น้ี ๑ เมอื่ ขาดจากจติ ไดแ้ ลว้ ดว้ ยวปิ สั สนา-
ปญั ญา เรยี กวา่ อรยิ ผล

๑ ตรงนท้ี ่านยน่ องค์อรยิ มรรคทั้ง ๘ ลงเหลือเพียง ๓ คอื ศีล สมาธิ ปัญญา

157

หนทางกันดาร ๕ โยชน์ นนั้ คอื

สกั กายทฏิ ฐิ วจิ กิ จิ ฉา สลี พั พตปรามาส กามราคะ ปฏฆิ ะ ทง้ั ๕ นี้ พระอนาคามี
ผา่ นพน้ ไปแลว้ ไมต่ อ้ งกลบั มาเกดิ ในกามโลกอกี เลย ละไดโ้ ดยเดด็ ขาด เปน็ อนาคามี
เปน็ อรยิ บคุ คลในพระพทุ ธศาสนา ถา้ จดั ตามบาลมี ี ๕ จำ� พวก เมอ่ื แตกทำ� ลายจากมนษุ ย์
ไปแลว้ ไปอบุ ตั ใิ นพรหมโลก คอื สทุ ธาวาส ๕ ชน้ั ๑ ไดส้ ำ� เรจ็ อรหตั ตมรรค อรหตั ตผล
อยู่ที่น้นั เอง ไมต่ ้องมาเกดิ ในกามโลกอีก

พระอนาคามนี ้ี เปน็ ผมู้ งี านนอ้ ยแลว้ คอื ศลี กเ็ ตม็ ท่ี เปน็ อธศิ ลี สมาธกิ เ็ ตม็ ทแ่ี ลว้
ไมต่ อ้ งทำ� จะตอ้ งทำ� แตป่ ญั ญาอยา่ งเดยี ว นอกนน้ั เปน็ แตท่ รงอยเู่ ฉยๆ นี้ อรยิ เจา้ ชน้ั ท่ี
ใกลพ้ ระนิพพานแท้

อรหตั ตมรรค

อรหตั ตมรรค นน้ั กค็ อื อนาคามผิ ลนนั้ เอง เปน็ ทตี่ ง้ั ตอ่ ไปคอื องคอ์ รยิ มรรคทง้ั ๘
นนั้ ทา่ นกร็ วมลงทนี่ ามรปู เหมอื นกนั แตน่ ามรปู ละเอยี ดผดิ จากเบอ้ื งตน้ (คอื นามรปู
รวมเขา้ เปน็ จดุ อนั เดยี วกนั ) เมอ่ื รวมลงทน่ี ามรปู แลว้ เพง่ พจิ ารณาดว้ ยกำ� ลงั วปิ สั สนา-
ปญั ญา ไปๆ มาๆ ดว้ ยกำ� ลงั ญาณ คอื กำ� หนดนามรปู อนั ละเอยี ดนน้ั เขา้ เปน็ จดุ อนั เดยี วกนั
คอื เป็นตวั ทกุ ข์ เปน็ ตัวสมุทัย ตวั มรรค รวมอริยสจั ธรรมทั้ง ๔ เป็นอนั เดยี ว คอื
กำ� หนดลงวา่ อนั ใดเปน็ ตวั ทกุ ข์ อนั นนั้ เปน็ สมทุ ยั อนั ใดเปน็ สมทุ ยั อนั นน้ั เปน็ มรรค
อันใดเป็นมรรค อันน้นั เป็นนิโรธ

เม่ือทำ� ความเหน็ ชอบดังน้แี ลว้ เพ่งพิจารณาดว้ ยวิปัสสนาญาณ ดังนี้ว่า

นามรปู ํ อนิจจฺ ํ นามรปู ไม่เทย่ี ง
นามรูปํ ทุกฺข ํ นามรูป เป็นทกุ ข์
นามรูปํ อนตฺตา นามรปู มใิ ช่ตวั ตนเราเขาอะไร

๑ สุทธาวาส แปลวา่ ทีอ่ ยขู่ องทา่ นผู้บรสิ ทุ ธ์ิ ทเ่ี กิดของพระอนาคามี ไดแ้ ก่ พรหมโลก ๕ ชัน้ ที่สูงทส่ี ุดใน
รูปาวจร มี ๑. อวิหา ๒. อตัปปา ๓. สุทัสสา ๔. สทุ ัสสี ๕. อกนษิ ฐา

158

เม่อื เพง่ อยเู่ ชน่ นี้ เรียกวา่ “อรหตั ตมรรค” เมือ่ รแู้ จ้งเฉพาะจิต นามรปู กับองค์
สมั มาทฏิ ฐขิ าดลง-ดบั ลงพรอ้ มกนั ในขณะนนั้ บรรลถุ งึ คณุ ธรรมทส่ี งู สดุ ทไ่ี มร่ จู้ กั เกดิ
ไมร่ จู้ กั ดบั (อสงั ขตะ) สงั โยชน์ ๑๐ ขาดกระจาย มไิ ดเ้ หลอื เศษ คอื นบั ตอ่ จากสงั โยชน์ ๕
เบ้อื งตน้ น้นั คือ

๖. รปู ราคะ ความกำ� หนดั ตดิ อยใู่ นรปู ธรรม นามธรรม เชน่ พอใจในพสั ดบุ างสงิ่
และวัตถุอันเป็นทต่ี ้งั แหง่ อารมณ์ มีรปู ฌานเป็นตน้ น้ี ๑
๗. อรปู ราคะ ความกำ� หนดั พอใจในอรปู ธรรม เชน่ พอใจในสขุ เวทนาทเ่ี คยเสวย
นี้ ๑
๘. มานะ ความสำ� คญั วา่ “ตนเป็นนั่น เป็นน่”ี คอื ปลอ่ ยวางความสำ� คญั น้นั ได้
(ไม่สมมุตติ นเอง) น้ี ๑
๙. อทุ ธัจจะ ความคิดพลา่ น เชน่ คดิ อะไรเกนิ ไปกวา่ เหตุ น้ี ๑
๑๐. อวชิ ชา ความหลง ความมืด ท่ีหมกมุ่นอยูใ่ นรปู ธรรม นามธรรม น้ี ๑

รวมเปน็ สงั โยชน์ ๑๐ ทง้ั ๑๐ น้ี ขาดจากสนั ดานแลว้ คอื เวลาเพง่ พจิ ารณาดว้ ย
ก�ำลงั ปญั ญา เหน็ ความดบั ความท�ำลายแหง่ นามรูปโดยอาการของสงั ขารทั้งปวงว่า

สพั เพ สังขารา อนิจจา สังขารทง้ั หลาย คือ นามรปู เปน็ ของไม่เท่ยี ง
สัพเพ สังขารา ทกุ ขา สังขารท้ังหลาย คือ นามรปู เป็นทุกข์ทง้ั ส้นิ
สัพเพ ธมั มา อนตั ตา ธรรมทั้งหลาย คอื รปู ธรรม นามธรรม มใิ ช่ตัวตน

เพง่ เหน็ เปน็ ภยั ในไตรภพ เหน็ ไตรภพเปน็ กองถา่ นเพลงิ อนั ใหญ่ เผาสตั วผ์ ขู้ อ้ งอยู่
ให้ละเอียดไป ในเวลาศีล สมาธิ ปัญญาเข้าประชุมสันนิบาตแล้วเฉพาะนามรูป
เรียกว่า อรหัตตมรรค

ในขณะนน้ั นามรปู ดบั องคอ์ รยิ มรรค คอื สมั มาทฏิ ฐิ กด็ บั ลงพรอ้ มกนั สงั โยชน์
๑๐ ขาด เรียกว่า อรหัตตผล หมดจากศีล สมาธิ ปญั ญา จบพุทธศาสนาในโลก
หมดจากการยดึ มรรคและยดึ ผล มอี ย่แู ตข่ องเป็นเองคอื นิโรธ คอื จติ ทส่ี ัมปยุตดว้ ย
ขันธ์ ๕ ดบั หมด อสงั ขตธรรมกไ็ มไ่ ดเ้ ข้ายึด จิตที่สมั ปยุตด้วยศีล สมาธิ ปญั ญา

159

กด็ ับหมด เพราะศลี สมาธิ ปัญญา มาสันนบิ าตที่นามรูปหนท่ี ๑ เปน็ อรยิ ะชั้นแรก
สันนบิ าตที่นามรูปหนที่ ๒ เป็นอริยะชั้นที่ ๒ สันนิบาตท่ีนามรูปหนท่ี ๓ เปน็ อรยิ ะ
ชน้ั ท่ี ๓ สนั นิบาตที่นามรูปหนท่ี ๔ เปน็ อริยะชน้ั ที่ ๔

เมอื่ ศลี สมาธิ ปญั ญา เขา้ มาประชมุ เตม็ สว่ นแลว้ จติ ยอ่ มหลดุ ออกจากนามรปู
เพราะกำ� ลังปัญญา สมกับบาทคาถาวา่

ปญั ญายะ ปะรภิ าวิตัง จติ ตัง สัมมะเทวะ อาสะเวหิ วมิ จุ จะติ แปลความว่า
“จติ อนั ปญั ญาอบรมแลว้ ยอ่ มพน้ จากอาสวะทง้ั ปวง” ดงั นี้ คอื จติ ปลอ่ ยวางนามรปู ได้
คอื นามรูปมใิ ชจ่ ติ จติ มใิ ชน่ ามรปู จติ มิใชศ่ ลี สมาธิ ปัญญา

สัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมท้ังหลายมิใช่ตัวตน ตัวตนมิใช่ธรรมเหล่าน้ี
เปน็ อมตธรรม คอื ธรรมไมต่ าย ทเ่ี รยี กวา่ นโิ รธ คอื ความดบั ราคะ โทสะ โมหะ แลว้
โดยสนิ้ เชงิ สน้ิ ภพ สนิ้ ชาติ ปราศจากอาลยั ในธาตุ ขนั ธ์ อายตนะ มไิ ดม้ วั เมาเหมอื น
ปุถุชน

มนี พิ นธ์คาถามารบั รองได้ ดงั นี้ ว่า

มะทะนมิ มะทะโน ไม่เมาในไตรภพ (ภพ ๓) อีกแล้ว
ปิปาสะวนิ ะโย ไม่มีความรักใครใ่ นกามคณุ ๕ แล้ว
อาละยะสะมุคฆาโต ถอนเสยี ซง่ึ ความอาลยั ในขนั ธ์ ๕ ปลอ่ ยวางตามสภาพ
วัฏฏูปัจเฉโท ตดั เสยี ซึ่งความเวยี นในไตรภพโดยเด็ดขาด
ตัณหักขะโย สนิ้ แลว้ ซึง่ ตณั หา
วิราโค สนิ้ แล้วซ่งึ ความกำ� หนดั
นิโรโธ ดบั แล้วซ่งึ อวชิ ชาไม่มเี หลอื เศษ
นิโรโธ นิพพานัง ออกแลว้ จากเครอื่ งร้อยรัด
ถึงแล้วซง่ึ อมตธรรม ก�ำจัดแล้วซง่ึ ความเกดิ แก่ เจ็บ ตาย
ถงึ แล้วซึง่ บรมสขุ คือสขุ อันไมแ่ ปรผนั ดบั ขันธ์ไม่มเี ศษ

160

สมกบั นเิ ทศคาถาท่มี าในปฏจิ จสมปุ บาท วา่

อะวชิ ชายะ ตเ ววะ อะเสสะวริ าคะนโิ รโธ สงั ขารดบั โดยไมเ่ หลอื เพราะความคลาย
ความดับโดยหาเศษมไิ ดแ้ หง่ อวิชชาน้ันสงิ่ เดยี ว
สังขาระนิโรธา ดบั สังขารท้งั หลายโดยสิ้นเชิง
วญิ ญาณะนโิ รธา ดบั หมดไม่ปรากฏแหง่ วญิ ญาณทัง้ ๖
นามะรูปะนิโรธา ดบั หมดไม่ปรากฏแห่งนามรูป
สะฬายะตะนะนิโรธา ดับหมดไมป่ รากฏแหง่ อายนตะ ๖
ผสั สะนิโรธา ดบั หมดไมป่ รากฏแห่งสัมผสั ๖
เวทะนานโิ รธา ดับหมดไม่ปรากฏแหง่ เวทนา ๓
ตัณหานิโรธา ดับหมดไมป่ รากฏแห่งตัณหา ๓
อปุ าทานะนโิ รธา ดบั หมดไมป่ รากฏแหง่ อุปาทาน ๔
ภะวะนิโรธา ดบั หมดไมป่ รากฏแหง่ ภพ ๓
ชาตนิ โิ รธา ดับหมดไม่ปรากฏแห่งความเกดิ

ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา นิรุชฌันติ ความแก่
ความตาย ความโศก ความรำ่� ไรครำ่� ครวญ ความแหง้ ใจ ความเคลบิ เคลมิ้ ยอ่ มดบั หมด
ไม่ปรากฏวา่ เป็นทุกข์

จติ เป็นธรรมพ้นจากอาสวะ เพราะรแู้ จง้ ในสงั ขารธรรมทงั้ ปวง เปน็ วมิ ุตติ คือ
จติ หลดุ พ้นไมม่ ีเหลอื ขาดจากอวิชชา ตณั หา อปุ าทาน ละสังโยชน์ ๑๐ ได้ขาด
ทเ่ี รยี กวา่ อรหตั ตผล เปน็ อรยิ บคุ คล จบศาสนา หมดกเิ ลสตณั หา ไมม่ ใี ครสอนไดแ้ ลว้
พระพทุ ธเจา้ ก็ไมม่ อี ำ� นาจท่จี ะบัญญัติค�ำสอนอีกแลว้ จงึ เรียกจบศาสนา (ทแ่ี สดงมา
แลว้ นั้น เป็นส่วนความเหน็ เจือปนอย่บู ้าง ฉะนนั้ ผู้มีปัญญาจงตรองดูให้ดี) ถ้าจะ
พรรณนาคุณของทา่ นเปน็ อนันตัง หาประมาณมิได้

อรหตั ตผล น้ี ถ้าจะแยกออกแลว้ มี ๔ จ�ำพวก คือ สุกขวปิ ัสสโก จ�ำพวกหนงึ่
เตวิชโช จำ� พวกหนง่ึ ฉฬภิญโญ จำ� พวกหนึง่ ปฏสิ มั ภิทัปปตั โต จ�ำพวกหนึ่ง

161

อธิบาย สกุ ขวิปสั สโก

คือ เป็นผู้พ้นอย่างแห้งแล้งด้วยอ�ำนาจวิปัสสนา คือเจริญสมถะน้อยท่ีสุด
ได้อาสวกั ขยญาณอยา่ งเดยี วก็หลุดพ้นได้ มไิ ด้ทรงคุณอย่างอืน่ อกี น้จี ำ� พวกหนึ่ง

อธิบาย เตวชิ โช คือเป็นผูไ้ ดว้ ิชชา ๓ มี

๑. ปุพเพนวิ าสานุสสตญิ าณ คือ ตามระลึกชาติหนหลังของตนได้
๒. จุตปู ปาตญาณ ความรู้ในเร่อื งเกิดและจุติของสัตว์ได้
๓. อาสวกั ขยญาณ ความร้ทู ำ� อาสวะกเิ ลสใหส้ ิน้ ได้
น้จี ำ� พวกหนึ่ง

อธิบาย ฉฬภิญโญ เปน็ ผู้ได้อภิญญา ๖ คอื

๑. อิทธวิ ธิ ี แสดงฤทธิ์ได้
๒. ทิพพโสต ไดห้ ูทิพย์
๓. เจโตปริยญาณ รจู้ กั กำ� หนดใจคนอ่ืนได้
๔. ปพุ เพนวิ าสานสุ สตญิ าณ ระลกึ ชาติได้
๕. ทพิ พจกั ขุ ได้ตาทิพย์
๖. อาสวักขยญาณ รจู้ กั ท�ำอาสวะให้สน้ิ ไปได้
นีจ้ ำ� พวกหน่ึง

อธิบาย ปฏิสมั ภทิ ปั ปัตโต เป็นผูไ้ ด้ปฏิสมั ภิทา ๔ คือ
๑. อัตถปฏสิ มั ภิทา ปญั ญาแตกฉานในอรรถ
๒. ธมั มปฏิสมั ภทิ า ปญั ญาแตกฉานในธรรม
๓. นิรุตติปฏสิ มั ภิทา ปญั ญาแตกฉานในนริ ตุ ติ (คอื ร้ภู าษาคำ� พูดต่างๆ)
๔. ปฏิภาณปฏิสมั ภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏภิ าณ
นจ้ี ำ� พวกท่ี ๔

ภมู อิ รหนั ต์ มตี า่ งกันอย่างนีม้ ใิ ช่วา่ จะเหมอื นกันหมด

162

ผู้ที่ไดส้ ุกขวปิ ัสสโก คือ เป็นผเู้ จรญิ วปิ สั สนามากสมถะนอ้ ย
ผู้ทไี่ ด้วิชชา ๓ นัน้ คอื เป็นผูเ้ จรญิ สมถะและวิปัสสนาเทา่ กัน
ผู้ที่ได้อภญิ ญา ๖ นัน้ คือ เปน็ ผ้เู จริญในสมถะ ๒ สว่ น วปิ สั สนา ๑ สว่ น
ผทู้ ไ่ี ด้ปฏสิ มั ภิทา ๔ นนั้ คือ เป็นผู้เจริญสมถะ ๓ สว่ น วปิ สั สนา ๑ ส่วน
จึงเป็นมาตา่ งๆ กนั ดังนแ้ี ล
สมถะนน้ั กค็ อื ฌานสมาบตั ิ ๘ นนั่ เอง ถา้ ตอ้ งการทราบความละเอยี ด ดคู ำ� อธบิ าย
ในวชิ ชา ๓ วิชชา ๘ ปฏิสัมภทิ า ๔ ตอนที่ว่าด้วยสมถะข้างตน้ น้ันเทอญ
วชิ ชาในตอนนีเ้ ปน็ โลกตุ ตรวชิ ชาทัง้ หมด ไมเ่ กย่ี วโลกยี วชิ ชาเลยฯ

163

สงั คหทิฏฐิ

ต่อไปนี้จะพรรณนาคุณของพระอรหันต์ ที่เป็นผู้รู้แจ้งโลก ละโลกขาด เป็น
สมจุ เฉทปหานได้แล้ว ถา้ ขนั ธ์ ๕ ยังปรากฏแกโ่ ลกอยู่ กเ็ ปน็ “ขันธวสิ ุทธิ” หมดบุญ
หมดบาป เพราะดวงจติ มไิ ด้เข้ายดึ มาเป็นกรรมสิทธิ์ จติ พ้นแลว้ จากอาการของขนั ธ์
คือสังโยชน์ ๑๐ ดับสนทิ มิไดม้ าพวั พนั ดวงจติ อกี แลว้

ทเ่ี รยี กวา่ พระนพิ พานธรรม คอื จติ ผอ่ งใสไมม่ รี าคะ โทสะ โมหะ มาปกปดิ อกี
ไดถ้ งึ ธรรมชาตจิ ติ เดมิ อนั สวา่ ง ไมม่ สี ง่ิ ทจ่ี ะเปรยี บได้ เมอ่ื ความสวา่ งอนั นนั้ เกดิ ขนึ้ แลว้
ยอ่ มทำ� ลายความสวา่ งของโลกทงั้ ๓ ใหห้ ายไปหมด ไมป่ รากฏวา่ มภี พนน้ั ภพนอ้ี กี เลย

เมอ่ื จติ ของตนยงั ไมพ่ น้ ไปจากกเิ ลสแลว้ ยอ่ มเหน็ วา่ “โลกทง้ั ๓ ภพมคี วามสวา่ งอยู่
หรือเป็นสุขอยู”่ ดงั น้ี

เมื่อใดใจของตนเข้าถงึ โสดาขน้ั แรก แลเห็นความสว่างของโลก ๓ มดื ไปบ้าง
หรอื ใหป้ รากฏเปน็ สีแดงไปบา้ ง

ถา้ เขา้ ถงึ สกทิ าคาขน้ั ทส่ี อง จะปรากฏความสวา่ งของโลก ๓ ใหส้ แี ดงหรลี่ งทกุ ที

ถา้ เขา้ ถงึ อนาคาขน้ั ทสี่ าม จะปรากฏความสวา่ งของโลก ๓ ใหม้ ดื มวั หรล่ี งทกุ ที
แตย่ ังเหลืออยู่

ถ้าเข้าถึงอรหตั ตมรรคขน้ั ทสี่ ่ี จะปรากฏความสว่างของโลก ๓ มวั มืด หร่ีลง
เกอื บจะดบั

164

พอศลี สมาธิ ปญั ญา เขา้ สนั นบิ าตในดวงจติ ไดแ้ ลว้ อวชิ ชากบั อรยิ มรรคเบอ้ื งบน
ดบั พรอ้ มกนั แลว้ มไิ ดป้ รากฏโลกเลยวา่ มลี กั ษณะสสี ณั ฐานอยา่ งไร อยทู่ ศิ ไหนแดนไหน
มแี ตใ่ สสวา่ งกระจา่ งแจง้ คอื พระนพิ พาน โลกทง้ั หลายละลายสน้ิ ดว้ ยอรหตั ตมรรคและ
ผล นีย้ ่อมเปน็ ของมีอยจู่ รงิ แต่ไมร่ ูเ้ พราะความหลงความมืด ความสว่างอนั น้ีแหละ
ก�ำจัดความมดื ของโลกใหห้ มดไป จะปรากฏได้แตพ่ ระนพิ พานธรรม ความสว่างของ
พระนพิ พานบงั คับและปดิ บังความสว่างของโลกให้หมดไป มีข้ออุปมยั ดงั นี้

เปรยี บประหนงึ่ วา่ แสงพระอาทติ ยส์ อ่ งโลกใหส้ วา่ งกลางวนั ในหมมู่ นษุ ยแ์ ละสตั ว์
เมอื่ แสงพระอาทติ ยแ์ ผร่ ศั มกี ำ� ลงั กลา้ เตม็ ทแี่ ลว้ ยอ่ มขจดั ทำ� ลายเสยี ซง่ึ ความสวา่ งของ
ดาราทงั้ ปวงทมี่ องเหน็ อยู่ ณ ทอ้ งฟา้ ในเวลากลางคนื ถา้ พระอาทติ ยป์ รากฏแสงขน้ึ มา
แสงดาราคือดาวยอ่ มดับไป นอ้ี ปุ มาฉันใด พระนพิ พานธรรมย่อมกำ� จดั ความสวา่ ง
ของโลก กฉ็ ันน้ัน

อกี อุปมาหนงึ่ วา่ เปรยี บเสมือนแสงเทียนท่มี นุษยต์ ิดไฟข้นึ ยอ่ มทำ� ความสว่าง
ใหแ้ กต่ า ถา้ หากมแี สงตะเกยี งอนั สวา่ งกลา้ มาปรากฏในทใ่ี กลแ้ หง่ แสงเทยี น จะรสู้ กึ วา่
แสงเทียนนั้นแดงหรือหร่ีไป เมื่อแสงกล้าจริงๆ แล้ว แสงเทียนน้ันย่อมไม่ปรากฏ
เสยี เลย ถา้ ผทู้ ม่ี ไิ ดส้ งั เกตจรงิ ๆ แลว้ จะเหน็ วา่ แสงเทยี นไมม่ เี ลย แตท่ จ่ี รงิ แสงเทยี นนน้ั
คงมแี สงอยูต่ ามเดมิ แตม่ นษุ ย์มิได้เอาใจใสใ่ นแสงเทยี นนน้ั เลย นแี้ ลฉนั ใด ดวงจติ
ทเี่ ขา้ ถงึ พระนพิ พานอนั สวา่ ง ยอ่ มกำ� จดั แสงพระอาทติ ย์ แสงพระจนั ทร์ และฤทธเิ์ ดช
สวรรค์ มาร พรหม ยมโลก มใิ หป้ รากฏขนึ้ ในใจได้ เพราะเหตนุ จี้ งึ เรยี กวา่ พระนพิ พานสญู
ไมป่ รากฏโลก ๓ เปน็ อารมณเ์ ลย คอื ใจมไิ ดเ้ ขา้ สมั ปยตุ นนั่ เอง คอื สญู จากโลกตา่ งหาก
ไม่มคี วามเกดิ แก่ เจ็บ ตาย อกี แล้ว

พระนพิ พานเป็นของทม่ี แี ทไ้ ม่แปรผนั เส่ือมไม่เป็น มีอยู่คงที่อย่างนน้ั แตผ่ ู้จะ
ท�ำเหตุให้รู้เหน็ พระนพิ พานไมม่ ี ความเกดิ แก่ เจบ็ ตาย มีอยูต่ ราบใด พระนพิ พาน
มอี ยู่ตราบนั้น เพราะความไม่เกดิ กม็ าจากเกิด ความไม่ตายก็ฝังอยูท่ ่ีตายนัน่ เอง

พระนพิ พานไมถ่ อยไปถอยมา แต่ผ้ปู ฏิบตั ศิ ลี สมาธิ ปญั ญา ถอยออกถอยเข้า
เปรียบประหนึ่งว่า มนุษย์ที่ไปหัวเมืองหน่ึง เม่ือตนเดินไปถึงครึ่งทางก็กลับมาเสีย

165

แลว้ ไปอกี เดนิ กลบั ไปกลบั มาอยเู่ ชน่ น้ี ควรจะถงึ ใน ๓๐ วนั จะเดนิ อยสู่ กั ๓ ปี กไ็ มถ่ งึ
ถ้าตนไปไม่ถึงแล้ว ยังจะต้องมาบอกคนอื่นอีกว่าเมืองนั้นไม่มี เช่นน้ีเป็นความผิด
อย่างมากทีเดียว นี้ฉนั ใด

ผปู้ ฏบิ ตั ศิ ลี สมาธิ ปญั ญา ถอยไปๆ มาๆ อยู่ ไมร่ แู้ จง้ ความจรงิ แลว้ ยงั จะตอ้ ง
มาประกาศคนอนื่ อกี ว่า “พระนพิ พานสญู ไมม่ เี สอ่ื มไปหมดแล้ว เพราะพระพทุ ธเจ้า
นพิ พานนานแลว้ ” ดงั น้ี ผดิ จากความจรงิ มาก เปรยี บเหมอื นพนื้ แผน่ ดนิ ทบ่ี ดิ ามารดา
ท�ำนามาเคยไดผ้ ลดีเสมอ แตถ่ ้าหากบดิ ามารดาตายไป ความข้เี กยี จของตนเกดิ ขึน้
ไม่ทำ� แล้ว ความอดจะตอ้ งมี ถ้าอดแล้ว เราจะวา่ บดิ ามารดาเอาขา้ วหรือไร่นาไปตาม
ไดไ้ หมเลา่ นี้ฉนั ใด

พระนพิ พานมอี ยู่ แต่ตนไม่ประกอบเหตขุ ึ้น ยงั จะมาตู่อกี จะมีโทษสกั เพียงไร
นกึ ดเู อาเถดิ “ถา้ เราไปไมถ่ งึ หรอื ไมร่ แู้ ลว้ ไมส่ อู้ ศั จรรย”์ ถา้ ปฏบิ ตั ใิ กลเ้ ขา้ ไปจรงิ ๆ แลว้
จะเห็นว่าโลกนี้คลุกคลีไปด้วยอสรพิษและกองเพลิงทั้งนั้น ถ้าตนมีญาณจะแลเห็น
ปราสาทและวมิ านของเทวเทพราวกบั วา่ บา้ นคนจณั ฑาลไป ยอ่ มไมม่ คี วามยนิ ดที จ่ี ะอยู่
เพราะได้รพู้ ระนพิ พานแล้ว

ทว่ี า่ “นพิ พาน” นน้ั มใิ ชอ่ น่ื กค็ อื จติ ใจธรรมดาของเรานเี้ อง แตพ่ น้ ไปจากอาสวกเิ ลส
ทงั้ ปวงไดแ้ ลว้ คอื ถงึ ธรรมชาตจิ ติ เดมิ ธรรมชาตขิ องเขายอ่ มเปน็ ของไมเ่ กดิ ไมแ่ ก่ ไมเ่ จบ็
ไมต่ าย ทีเ่ กดิ อยู่นนั้ กค็ ือหลงอารมณ์ต่างหาก

ธรรมชาตดิ วงจติ ยอ่ มเปน็ ของผอ่ งใส แตอ่ วชิ ชามาปกปดิ ไวใ้ หข้ นุ่ หมอง อยา่ วา่ แต่
ดวงจติ เลย จะพดู เสมอหยาบๆ เชน่ มคี นๆ หนงึ่ มาพดู วา่ “นำ้� ในทะเลเปน็ ธรรมชาติ
ทีใ่ ส ใครมีปัญญายอ่ มแลเหน็ ดนิ ได้” ดังน้ี จะหาคนเช่อื ค�ำพดู นน้ั ยากเหลอื ที่สุด แต่
เขาพูดเป็นค�ำพดู ทจี่ ริง ทค่ี นแลไม่เห็นดินนน้ั เพราะอาศยั เหตุหลายอย่าง คือเหตุท่มี ี
ดนิ รองพน้ื และละออง และสตั ว์ และลม เปน็ ตน้ มาผสมอยู่ ถา้ ใครกำ� จดั ดนิ และลม
และละอองอนั ละเอยี ดออกไดห้ มด ใหม้ แี ตธ่ รรมชาตนิ ำ้� อยา่ งเดยี วแลว้ ยอ่ มใสบรสิ ทุ ธิ์
รูไ้ ดว้ ่าลกึ หรือตน้ื ไมต่ ้องไปงมดำ� ใหเ้ สียเวลา

166

นแ้ี หละฉนั ใด ใจเราทโี่ ง่ กไ็ มค่ วรจะไปหางมเรอ่ื งพระนพิ พานในทอี่ นื่ ใหช้ ำ� ระ
จิตใจตนนี้จึงจะเห็นได้ โดยมากผู้ปฏิบัติข้ีมักค�ำนวณและเดาและตัดสินเรื่อง
พระนพิ พานอยา่ งนน้ั อยา่ งนี้ แตค่ วามจรงิ นนั้ พระนพิ พานนมี้ ใิ ชข่ องลกึ ลบั เทา่ ไหรน่ กั
ทลี่ กึ ลบั น้ันอาศัยไมม่ ีปญั ญาต่างหาก

พระนิพพานเป็นของมีประจ�ำโลก โลกมีอยู่ตราบใด พระนิพพานย่อมมีอยู่
ตราบนน้ั แตไ่ มม่ ผี คู้ น้ หาความจรงิ จงึ เปน็ ของหา่ งไกลลกึ ลบั เมอ่ื ความไมเ่ ขา้ ใจของตน
มขี น้ึ แล้ว ยอ่ มใช้สัญญาและสังขารมาคิดนกึ ว่า “เปน็ อยา่ งนั้น อยา่ งน้”ี บางทีก็วา่
“นพิ พานดบั ไปบา้ ง นพิ พานสญู ไปบา้ ง นพิ พานไมเ่ กดิ แก่ เจบ็ ตาย บา้ ง นพิ พานเปน็
ตัวตนบ้าง นิพพานมิใช่ตัวตนบ้าง” ดังน้ีเป็นต้น แต่ความจริงเรียกเช่นนั้นก็เป็น
โวหารทไี่ มผ่ ดิ ไมถ่ กู ถกู หรอื ผดิ อยกู่ บั บคุ คลผเู้ รยี ก เพราะ พระนพิ พานนนั้ เปน็ ของที่
พ้นไปจากสมมุติ ใครจะเรียกอย่างไรก็คงเป็นอยู่เช่นน้ัน นิพพานน้ันไม่ใช่ของขัด
จะเรียก “สวรรค์ มาร พรหม” กไ็ ม่เหน็ แปลก

ตวั อย่างเชน่ พวกเราสมมตุ ิเรยี กกันว่า พระจนั ทร์ พระอาทิตย์ เหลา่ น้ี เราจะ
เรยี กเขาวา่ ดาวกต็ าม จะเรยี กเขาวา่ ขเี้ มฆกต็ าม จะเรยี กเขาวา่ โลกอนั หนงึ่ กต็ าม จะเรยี ก
เขาวา่ แกว้ กต็ าม ความเปน็ จรงิ ของเขามอี ยอู่ ยา่ งไรยอ่ มเปน็ อยอู่ ยา่ งนน้ั เขามไิ ดแ้ ปรไป
ตามค�ำพดู ของคนเรา เขาเองเขากม็ ิไดป้ ระกาศตวั เขาว่า “เป็นพระอาทิตย์ พระจนั ทร์
อะไร” ยอ่ มเป็น ฐตี ธิ รรม อยู่เชน่ นนั้

จติ ทบี่ รสิ ทุ ธแ์ิ ลว้ ทเ่ี รยี กวา่ “นพิ พาน” เราจะเรยี กวา่ อยา่ งไร กเ็ ปน็ อยเู่ ชน่ นน้ั เหตนุ นั้
จงึ ใหน้ ามวา่ “ไมม่ ผี ดิ ไมม่ ถี กู ” ผดิ ถกู อยกู่ บั ผเู้ รยี กตา่ งหาก ผไู้ มร่ คู้ วามจรงิ กเ็ อาความผดิ
ความถูกเหลา่ น้มี าพูดกัน

พระนพิ พานนน้ั เปน็ ของรใู้ นทางใจอยา่ งเดยี ว ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ทางกาย วาจา ทพี่ ดู จา
กนั นั้น เปน็ เร่อื งมรรคต่างหาก สว่ นผลนนั้ พิเศษไปจากสว่ นนี้ จึงใหน้ ามว่า “วิมุตติ”
คอื พน้ จากสมมตุ ถิ งึ ธรรมชาตทิ เี่ ปน็ แกน่ แท้ คอื จติ ไมห่ มนุ ไปหนา้ มาหลงั เขา้ ถงึ ธรรม
ทไ่ี ม่เส่อื ม ไม่เจรญิ ไม่ไป ไมม่ า มีอย่เู ช่นนัน้ นนั่ แหละ

167

สมมุตวิ า่ “ฐีติธรรม” ไมน่ �ำเชือ้ โรคคือกเิ ลสทงั้ ปวงเขา้ มา ก็คือจิตใจเรานีเ่ อง
คอื ธรรมชาตจิ ติ เดมิ ธรรมชาตเิ ขายอ่ มเปน็ ของบรสิ ทุ ธจ์ิ รงิ แตเ่ จอื ปนไปกบั ดว้ ยอารมณ์
ตา่ งๆ เมอื่ ใครมาชำ� ระอารมณท์ ง้ั หลายออกไดแ้ ลว้ นน่ั แลพระนพิ พาน ทว่ี า่ “รแู้ จง้ พระ
นพิ พานๆ” พระนพิ พานนน้ั มใิ ชอ่ นื่ ไกล คอื รเู้ รอ่ื งของจติ ดวงเดยี วทไ่ี ปเหนยี่ วอารมณ์
มาเปน็ ตน แตธ่ รรมชาตขิ องจติ มดี วงเดยี วอยแู่ ลว้ หากจติ มไิ ดอ้ บรมดว้ ยปญั ญาแลว้
ก็นอ้ มไปสู่อารมณต์ ่างๆ มีอารมณภ์ ายในและภายนอก แลว้ กเ็ รยี กวา่ “จติ ดวงนน้ั
จิตดวงน้ตี า่ งๆ” เลยกลายเห็นเปน็ ของมาก หมดก�ำลังทีจ่ ะรักษาได้ แทจ้ ริง คำ� ท่วี า่
“มาก” กค็ ือ ไปนับเอาอารมณ์มาเปน็ จติ ต่างหาก แตเ่ ราฟังคำ� พดู ของนกั ปราชญ์เก่า
ไม่เขา้ ใจความหมาย ก็นกึ ว่าจติ จะมีมาก

ทว่ี า่ “จติ มดี วงเดยี ว แตเ่ รยี กมากนนั้ ” จะเปรยี บใหเ้ หน็ ใกลๆ้ เชน่ คนๆ เดยี ว
ท�ำงานได้หลายอย่าง เช่น บางคนท่ีค้าขายก็เรียกว่าพ่อค้าเสีย ถ้าท�ำนาก็เรียกว่า
ชาวนาเสยี ถา้ ท�ำราชการก็เรยี กวา่ ขุนนางเสยี ตงั้ เป็นขุนก็เรียกขุนไป ตง้ั เปน็ หลวง
ก็เรยี กหลวงไป แต่ความจรงิ กค็ นผเู้ ดียวน่นั เอง ทเ่ี รยี กนัน้ กไ็ ม่ผดิ แต่เขาเรียกตาม
การงาน เมอ่ื ฟงั ไมเ่ ข้าใจกน็ ึกว่ามากคนเหลอื เกิน

อปุ มาหนงึ่ เชน่ เดก็ ทเ่ี กดิ ใหม่ เขากเ็ รยี กทารก โตขนึ้ หนอ่ ยกเ็ รยี กวา่ (เจา้ ) หนู
โตขนึ้ อีกเรียกว่า เจ้าหนมุ่ หรือ สาว ถ้าศีรษะหงอกฟนั หักไปก็เรยี ก ตาแก่ ยายแก่
ทเ่ี รยี กนนั้ มาจากไหนอกี เลา่ กค็ นๆ เดยี วนนั่ เอง นฉี้ นั ใด ใจเราทสี่ มมตุ วิ า่ จติ มากดวง
กฉ็ ันน้ัน

เมอื่ ไมเ่ ขา้ ใจสมมตุ คิ ำ� พดู กนั แลว้ กจ็ ะมวั งมกนั อยแู่ ตเ่ งาแหง่ ตน เมอื่ เปน็ เชน่ นี้
จงึ ปฏบิ ตั ไิ ด้ยาก คือไม่รู้จักจิตทถี่ ูกสมมุติกนั ขนึ้ จึงไมเ่ หน็ วิมุตติจิต

ค�ำท่ีวา่ “จติ มีอารมณ์มาก” นั้น ดังนี้ คอื บางคราวเรียกว่า
- สราคจติ จติ รบั เอาราคะ ๑
- สโทสจติ จิตรับเอาโทสะ ๑
- สโมหจติ จิตรับเอาอารมณ์ทหี่ ลงมาเปน็ ตน ๑
น้ีฝ่ายชัว่ เรยี กว่า อกุศลจติ

168

- วีตราคจติ จติ ทอ่ี ิม่ แลว้ คลายออกซง่ึ ความก�ำหนัด ๑
- วตี โทสจิต จิตทพ่ี อแลว้ หายจากความหงุดหงิดคดิ ประทุษร้าย ๑
- วตี โมหจิต จติ ทส่ี วา่ งแลว้ คลายออกจากความมดื ราวกบั วา่ จนั ทรคราส กบั
สรุ ิยคราสทีค่ ลายออกแลว้ ย่อมสวา่ งกระจา่ งแจ้ง ฉะน้ัน ๑
น้ฝี ่ายดี เรียกว่า กศุ ลจิต

ต่อนั้นก็เข้าใจกันว่าจิตมี ๖ จิต แต่ธรรมชาติ จิตจรงิ มี “หนึง่ ” เท่านัน้ ที่ว่ามี
๖ นนั้ กค็ อื ไปนบั เอาอารมณข์ องจติ เขา้ มาปนกว็ า่ “มาก” ตา่ งหาก (จติ เดมิ เปน็ ของผอ่ งใส)๑
ของนอ้ ยเห็นเป็นมาก ขีม้ กั จน เปรยี บเสมอื นคนที่โงห่ รอื จน เหน็ เงินรอ้ ยเงินพันเป็น
ของมากไป คนทฉี่ ลาดหรอื มง่ั มเี หน็ วา่ นอ้ ยนดิ เดยี ว จา่ ย ๒ วนั กห็ มด สว่ นคนโงเ่ ขลา
เหน็ วา่ รวยหนกั หนา ถา้ เปน็ เชน่ นก้ี จ็ ะตอ้ งจน นฉี้ นั ใด ใจมนษุ ยอ์ นั เดยี วเหน็ เปน็ มาก
ยอ่ มล�ำบากตนเพราะจนปญั ญา

ธรรมชาตจิ ติ อนั เดยี วและผอ่ งใสนน้ั เปรยี บเสมอื นนำ้� ทใ่ี สสะอาด แตม่ มี นษุ ยเ์ อา
ไปใสใ่ นขวดผสมสี เมอ่ื มสี ตี ่างๆ กเ็ รยี กกนั ไปตามสี มนี ำ�้ แดง นำ้� เหลือง น�้ำเขียว
เรยี กไปตามน้�ำทผ่ี สมสี แตธ่ รรมชาตินำ�้ กค็ งใสอยตู่ ามเดมิ แต่คนท่ีโงห่ ลงสนี �้ำแล้ว
อยากจะลองกินดู กิน ๕ ขวด ก็เหมอื นขวดเกา่ ถา้ รเู้ สยี ว่าน้ำ� อนั เดียวเท่าน้นั เอง
กไ็ มอ่ ยากรนิ ขวดโนน้ ขวดนใ้ี หว้ นุ่ วายไปเปลา่ ๆ ผรู้ คู้ วามจรงิ แลว้ เขารนิ ขวดเดยี วพอ
น้ีฉันใด

ถ้าเรารู้เห็นว่า “ใจนี้แลเป็นใหญ่เป็นประธานแห่งกุศลและอกุศล มรรคผล
นพิ พาน” แลว้ ยอ่ มหายวนุ่ ทจ่ี ะไปวา่ “จติ อยา่ งนน้ั จติ อยา่ งน”ี้ ทเ่ี รยี กวา่ จติ มากๆ นน้ั
กเ็ พราะเขา้ ไปแทรกในอารมณ์ เม่ืออารมณม์ าย้อมจิต กไ็ ปนบั เอาอารมณม์ าเป็นจติ
ตนเสยี

๑ พระพทุ ธองคต์ รสั วา่ ปะภสั สะระมทิ งั จติ ตงั จติ ดวงนปี้ ระภสั สรผอ่ งใสยงิ่ นกั แตว่ า่ เศรา้ หมองไป เพราะ
มกี เิ ลสจรเขา้ มาอาศัย จงึ พาจิตใจเราใหว้ า้ วุ่นข่นุ มัวไปโดยอาการตา่ งๆ กิเลสมี ๓ อยา่ ง คอื โลภะ โทสะ
โมหะ

169

อกี ประการหนงึ่ จติ ทบี่ รสิ ทุ ธน์ิ นั้ เปรยี บเสมอื นพระอาทติ ยท์ สี่ อ่ งโลกใหส้ วา่ งแจง้
ถึง ๓ ฤดูกาล มิได้ขาดสักวันเดียว แต่ในฤดูฝนมีเมฆและหมอกมาปกปิดเสีย
มนุษย์ท้ังหลายท่ีไม่รู้ธรรมชาติของเขาแล้ว ย่อมติและยกโทษพระอาทิตย์ไปต่างๆ
คือเข้าใจเสียว่าพระอาทิตย์มืด เช่นน้ีย่อมพูดผิดจากความจริงของพระอาทิตย์แท้ๆ
ตาของตนมองขเ้ี มฆไม่ทะลุ แลว้ ไปตพิ ระอาทติ ย์ เพราะตนไปสมมตุ ิเอาก้อนเมฆมา
เปน็ พระอาทิตย์ แล้วก็ติดแต่สมมตุ ิเทา่ นัน้ หาเข้าถึงความจรงิ ไม่

ความจริงของเขาย่อมสว่างอยู่ตามธรรมชาติไม่ว่าฤดูใด ไม่เห็นความจริงแล้ว
ขอใหถ้ ามทหารนกั บนิ ดกู จ็ ะรกู้ นั ในคราวฝนตกทอ้ งฟา้ มดื ถา้ ขน้ึ เครอ่ื งบนิ ใหพ้ น้ เมฆ
กจ็ ะรคู้ วามจรงิ ของพระอาทติ ยว์ า่ “สวา่ งหรอื มดื ประการใด” นแี้ ลฉนั ใด ใจของบคุ คล
เราจะเป็นไปอย่างไรก็ตาม ย่อมเป็นธรรมชาติดวงเดียว และผ่องใสสว่างอยู่ตาม
ธรรมชาตขิ องเขาฉนั นน้ั เมอื่ ไมม่ วี ชิ ชาปญั ญาแลว้ ยอ่ มปลอ่ ยใหอ้ ารมณต์ า่ งๆ ไหลเขา้ มา
นำ� พาใหท้ ำ� กศุ ลบา้ ง อกศุ ลบา้ ง แลว้ กเ็ รยี กกนั ตามกริ ยิ าของจติ เสยี ถา้ หากวา่ จติ ดวง
เดยี วแลว้ อารมณก์ อ็ นั เดยี วเหมอื นกนั ถา้ อารมณม์ อี นั เดยี ว กไ็ มส่ ยู้ ากในการปฏบิ ตั ิ
ใหร้ ู้ความจริง

ทวี่ า่ อารมณม์ ากๆ นนั้ มใิ ชว่ า่ เขา้ มาพรอ้ มกนั ทง้ั หมดหนเดยี วขณะเดยี ว จะตอ้ ง
ผา่ นมาทลี ะอยา่ ง เชน่ อารมณท์ ด่ี เี ขา้ มา อารมณท์ ช่ี วั่ ออก สขุ เขา้ ทกุ ขอ์ อก ฉลาดเขา้
โงอ่ อก มดื เขา้ สวา่ งออก คอยสบั เปลยี่ นกนั อยมู่ ไิ ดข้ าด แตข่ ณะจติ เรว็ ทสี่ ดุ ถา้ ใครไมม่ ี
ปญั ญาแลว้ ยอ่ มไมร่ อู้ ารมณข์ องตนเลย เมอ่ื เวลากำ� เรบิ ถงึ กาย วาจา กอ่ น จงึ จะรสู้ กึ
ถงึ ตวั กนั โดยมาก จติ ดวงเดยี วนเ้ี รว็ มาก เปรยี บเสมอื นเราตดิ ไฟขน้ึ แลว้ ปรากฏความ
สวา่ งขนึ้ ความมดื หายไปทนั ที เมอื่ ไฟดบั ความมดื กป็ รากฏขนึ้ โดยเรว็ ดธู รรมดาแลว้
จะเห็นว่าดบั พรอ้ มกนั ราวกบั เปิดสวติ ชไ์ ฟฟ้าพรึ่บเดียว ความสว่างปรากฏพรอ้ มกนั
ทนั ที นี้ฉันใด จิตดวงเดียวที่เปล่ยี นอารมณ์ตา่ งๆ กเ็ ร็วฉนั น้ัน

จติ ดวงเดยี วนแ้ี ล กอ่ ใหเ้ กดิ ภพตา่ งๆ เพราะมอี ารมณเ์ ขา้ มาแทรก แลว้ กพ็ วั พนั
ตดิ อยู่ คนเราคนเดยี วมใิ ชว่ ่าจะมจี ติ มากจิต

170

ตวั อยา่ งเชน่ คนไปเกดิ ในสวรรค์ กไ็ ปไดแ้ ตส่ วรรคเ์ ทา่ นนั้ ถงึ จะไปเกดิ ภพอนื่ อกี
กต็ อ้ งจตุ จิ ากทนี่ น้ั กอ่ น มใิ ชว่ า่ จะไปสวรรคแ์ ละนรก และมาร พรหม พรอ้ มกนั ทเี ดยี ว
น้ชี ี้ให้เหน็ ว่า “จติ ” มีดวงเดยี วแท้ แปลกทีส่ ญั ญาอารมณต์ า่ งๆ กนั เทา่ นนั้

อารมณ์ โดยยอ่ ของจิตกค็ ือ “นามรปู ” เท่านี้เอง ทีจ่ ะเปล่ยี นใหจ้ ติ ไปเกิดใน
ภพต่างๆ เพราะจติ ไมม่ ีปญั ญา ไมร่ ้คู วามจริงของอารมณ์ กง็ มงายตายเกดิ ในกำ� เนดิ
ท้ัง ๔ ถ้าจิตมปี ัญญามารอู้ ารมณ์ ปล่อยวางอารมณ์จนหมดไม่มเี ศษแลว้ เหลอื แต่
ธรรมชาตจิ ติ เดมิ ไมห่ ลงอารมณท์ เ่ี ปน็ กามภพ รปู ภพ อรปู ภพ ไดแ้ ลว้ “จติ ” ยอ่ มพน้
จากทุกขไ์ ด้

จติ อนั ใดท่ี ศลี สมาธิ ปัญญา มาอบรมเตม็ รอบแลว้ จติ อนั นั้นย่อมพ้นจาก
อาสวกเิ ลสไดส้ นิ้ เชงิ ดงั น้ี ขนั ธะกาโม ความใครใ่ นขนั ธ์ ๕ กห็ มด ภะวะกาโม ความใคร่
ในภพ ๓ มี กามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็ดับ

ภพ ๓ น้นั โดยยอ่ กม็ ีแต่ ๒ คอื รปู ขนั ธ์ มธี าตดุ นิ น�ำ้ ไฟ ลม นี้ ๑ นามขันธ์
คอื เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ น้ี ๑ รวมลงกค็ อื กาย ใจ หรอื กาย จติ กว็ ่า

สว่ น (ของ) รปู ขนั ธ์ แลเห็นดว้ ยตา สว่ น (ของ) นามขันธ์ ไมแ่ ลเห็นด้วยตา
เปน็ แตม่ คี วามรสู้ กึ ในทางจติ ใจ เมอื่ รจู้ กั กย็ น่ เขา้ ขยายออกได้ แลว้ ยอ่ มรจู้ กั ความจรงิ
ของขนั ธว์ ่า ขนั ธน์ ี้แลเปน็ ตวั ทกุ ข์ ขนั ธ์น้แี ลเป็นสมทุ ยั ขันธน์ ี้แลเป็นมรรค เมื่อทำ�
ความเขา้ ใจถูกยอ่ มแกถ้ ูก

ถา้ ใครมปี ญั ญาแลว้ ขนั ธจ์ ะเกดิ ขนึ้ กต็ าม ขนั ธจ์ ะตงั้ อยกู่ ต็ าม ขนั ธจ์ ะเสอื่ มกต็ าม
มิให้จิตของตนเข้าไปยึดม่ันถือม่ันส�ำคัญผิด ท�ำจิตปล่อยวางอยู่เฉย ท�ำความรู้อยู่
ไมห่ วนั่ ไหว ไมต่ อ้ งไปวติ ก วจิ าร ตามอาการของขนั ธ์ เพราะขนั ธน์ น้ั เปน็ ของแกไ้ มไ่ ด้
พระพุทธเจ้าท่านก็มิได้ทรงแก้ขันธ์ เป็นแต่พระองค์ท�ำความปล่อยวางตามสภาพ
ความจรงิ ของเขาเทา่ นน้ั เพราะวา่ จติ เปน็ ผสู้ รา้ งขนั ธวตั ถุ ถา้ แกว้ ตั ถทุ ส่ี รา้ งยงั ไมห่ มด
ให้แก้ผสู้ รา้ งวัตถนุ ั้นๆ จะหมดงา่ ย


171

จติ ท่ีมดื หลงจึงสรา้ งขนั ธ์ ๕ หรือนามรปู กก็ ลายเป็นผลอกี ทหี นง่ึ จนในท่สี ุด
เกดิ แก่ เจ็บ ตาย ของขนั ธ์ ก็เป็น อเตกิจฉา แกไ้ ม่ไดเ้ ลยเปน็ อันขาด นอกจาก
“เรา” จะมปี ัญญา แล้วทำ� ความปลอ่ ยวางตามความเป็นจริงของเขาต่างหาก โดยยอ่
กค็ อื ไมย่ ดึ ถือ คำ� น้ีมีอุทาหรณท์ ่มี าในที่บางแห่ง พระองคอ์ อกอทุ านว่า “เราไมเ่ กิด
ไมแ่ ก่ ไม่เจ็บ ไมต่ ายแลว้ ” ดังนี้ แต่เราทั้งหลายมาสงั เกตดรู ูปขันธ์และนามขนั ธ์ของ
พระองค์แลว้ ก็หากทรุดโทรม เจบ็ ป่วย แตกดบั ย่อมปรากฏอยตู่ ามธรรมดา

นแี้ สดงใหเ้ หน็ วา่ ขนั ธเ์ ปน็ ของควรปลอ่ ยวางตา่ งหาก ความจรงิ ของเขาเปน็ อยา่ งไร
กอ็ ยา่ ฝนื ทำ� จติ ใจของตนใหร้ อู้ ยเู่ ฉยๆ อยา่ ไปยดึ เอาเปน็ อารมณท์ ว่ี า่ เกดิ แก่ เจบ็ ตาย
มาเปน็ ตนไดเ้ ป็นถกู มงุ่ แต่ความผอ่ งใสของจิตใจทีเ่ ปน็ ของไม่ตายดวงเดยี วเทา่ น้นั

จิตที่มคี วามมดื ปกปดิ อย่นู ั้น (เปน็ ธรรมชาติ) ไมม่ ีหลกั ฐาน คอยแต่จะลอยไป
ตามขันธ์ เม่อื เขาเกิดขึ้น ว่าเราเกดิ ด้วย เขาแกไ่ ป วา่ เราแกด่ ้วย เขาเจบ็ เขาแตก ก็ไป
เข้าผสมกบั เขาดว้ ย กลายเปน็ เกิดทุกขเ์ พราะโทษที่ลอยไปตามสมมุติ ถ้าไม่ลอยไป
ตามเขาแล้ว กค็ งมแี ต่ นิโรธ คือความดับทกุ ข์ และเหตใุ หเ้ กดิ ทุกข์กด็ บั มรรคกด็ ับ
เหลือแต่ธรรมชาตไิ มต่ าย คือ “พทุ ธะ” จติ ทบี่ านแล้ว ตื่นแล้ว

จิต ที่จะบานได้ ตอ้ งบ�ำรงุ ดว้ ยปยุ๋ คือ ศีล สมาธิ จติ ท่ี (จะ) ตนื่ ตกใจกลวั
ไดอ้ าศยั ปญั ญา (ปยุ๋ ของสมาธิ คอื สมถะและวปิ สั สนากมั มฏั ฐาน จติ จงึ จะมปี ญั ญา)
รรู้ อบคอบในขนั ธ์ เหน็ ทกุ ขเ์ หน็ โทษ แลว้ สลดั ออกใหห้ า่ งไกลดว้ ยกำ� ลงั ของปญั ญาวา่
“อรหงั ” ดงั น้ี คือจิตทอ่ี ม่ิ แล้วพอแล้ว หมดเช้ือแลว้ ไมต่ ดิ ไฟ คอื ราคคั คิ โทสัคคิ
โมหคั คิ หมดสนิ้ แลว้ ดว้ ยกำ� ลงั ปญั ญาญาณ เปน็ นพิ พานธรรมอนั ประเสรฐิ คอื ทำ� ลาย
ความเกิดใหส้ ิ้นรอบแลว้ แตม่ ิใช่นพิ พานสญู ยงั มอี ยู่ ท่ีเรียกว่า “นิพพานธรรม”

นพิ พานธรรมนน้ั กค็ อื ดวงจติ อนั เดมิ นนั้ เอง แตท่ ำ� ไมจงึ ไมเ่ รยี กวา่ “จติ ” อกี ทเี่ รยี ก
เช่นนั้นก็คือจิตหมดอารมณ์แล้ว เปรียบเสมือนค�ำสมมุติที่เรียกกันว่า ต้นไม้บ้าง
เหล็กบา้ ง ถา้ เขาตัดทำ� ลายแล้วก็เรยี กกนั ว่า กระดาน ถ้าทำ� เปน็ บา้ นก็เรียกวา่ เรอื น
ถ้าท�ำเปน็ โต๊ะ เกา้ อ้ี กเ็ รียกกันตามน้ัน แตไ่ มเ่ ห็นว่าจะเรยี กวา่ “ต้นไม”้ อีกตามเดิม

172

เหลก็ กเ็ หมอื นกนั ทำ� เปน็ รถ ทำ� เปน็ มดี กเ็ รยี กกนั ไปตามนนั้ ไมเ่ หน็ เรยี กวา่ เหลก็ อกี
เมื่อไมเ่ รยี กวา่ เหลก็ แลว้ เหล็กก็คงอยู่ ไมห่ ายไปไหน คงมอี ยู่เชน่ นน้ั น้ีฉันใด

ใจเรา เมอื่ นายชา่ งคอื ปญั ญามาอบรมแลว้ กเ็ รยี กวา่ “นพิ พานธรรม” มไิ ดเ้ รยี ก
เหมอื นเดมิ ถา้ ไมเ่ รียกอย่างเดมิ เช่นนน้ั แลว้ กน็ กึ ว่าจิตหายสูญ แตค่ วามจรงิ ก็คอื
จิตอันเดมิ นั้นเอง

ทเ่ี รยี กวา่ “พระนพิ พานๆ” นนั้ อกี ประการหนง่ึ กค็ อื จติ ทพี่ น้ จากสมมตุ ิ นน่ั เอง
ใครจะเรยี กอยา่ งไร เขาก็เปน็ อยู่เช่นนน้ั ย่อมมไิ ด้รับสมมตุ ิของใคร เปรียบเสมือน
เพชรหรือพลอยท่เี ราสมมุติกนั ก็เปน็ จริง สว่ นสภาพความจรงิ ของเขาแล้ว คอื ใครจะ
วา่ อะไร เขากเ็ ปน็ อยเู่ ชน่ นน้ั เขามิได้ประกาศตัวเขาเลยว่า “เขาเป็นเพชรหรอื พลอย”
แตก่ ม็ อี ยเู่ ปน็ อยเู่ ชน่ นน้ั นฉี้ นั ใด ใจทพี่ น้ แลว้ เขายอ่ มไมไ่ ด้ (ประกาศ) สมมตุ ติ วั ตนวา่
“เปน็ น่นั เป็นนี่” คงมอี ย่ไู ม่สูญ ฉันนั้น

อกี ประการหนงึ่ เปรยี บเสมอื นเราเรยี กเขาวา่ “เพชร พลอย” เขากม็ อี ยู่ เมอ่ื เรา
ไมเ่ รยี กเขา เขากม็ อี ยไู่ มส่ ญู หาย นฉี้ นั ใด ใจทเี่ ปน็ นพิ พานธรรมกม็ อี ยเู่ ปน็ อยู่ ฉนั นน้ั
ใครจะวา่ พระอาทติ ย์ พระจนั ทร์ สวรรค์ มาร พรหม ดนิ นำ้� ลม ไฟ หญงิ ชาย ทง้ั ปวง
เขากเ็ ปน็ อยเู่ ชน่ นนั้ ไมแ่ ปรไปไหน คงทอี่ ยู่ เปน็ เอกจติ เอกธรรม ไมน่ ำ� เอาเชอ้ื โรค คอื
กเิ ลสเขา้ มาอีกแลว้ จึงเรียกตามสมมุติทจี่ รงิ ว่า “วิมุตติ”

ทเ่ี รยี กวา่ “จติ ใจ มโน รปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ” นจี้ รงิ สว่ นสมมตุ ิ
สมมตุ มิ ที ใ่ี ด วมิ ตุ ตมิ อี ยทู่ นี่ น้ั เอง ตวั อยา่ งหยาบๆ เชน่ เราเรยี กกนั วา่ รปู เวทนา สญั ญา
สงั ขาร วญิ ญาณ เหลา่ นถ้ี า้ ดคู วามจรงิ แลว้ เขามไิ ดป้ ระกาศตวั เขาเลยวา่ “ขา้ เปน็ ขนั ธ์ ๕
ขา้ เปน็ จติ ใจ” นฉ้ี นั ใด ใจทเ่ี ปน็ นพิ พานธรรมทเ่ี ขา้ ถงึ พระนพิ พานแลว้ กฉ็ นั นน้ั ยอ่ มมไิ ด้
ประกาศตัวว่า “เป็นน่นั เป็นน่”ี จึงสมมุติว่า “วิมุตติ”

ถา้ ใครเขา้ ถงึ วมิ ตุ ตติ วั จรงิ แลว้ หมดกริ ยิ าพดู กนั ปดิ ปาก ชอ่ งของทวาร ปดิ โลก
โอฆสงสาร-สังขารกองทุกข์ท้ังมวล มีบรมสุขอันประเสริฐ สุขไม่เจือปนความเกิด
ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทีเ่ รียกวา่ “นริ ามิสสขุ ” มใิ ชอ่ ามสิ สขุ

173

อามสิ สขุ นน้ั คอื สขุ อาศยั กเิ ลสตณั หา มานะ ทฏิ ฐิ ปลอ่ ยวาง ธาตุ ขนั ธ์ อายตนะ
ยงั ไมไ่ ด้ สขุ ทม่ี อี ามสิ อยนู่ น้ั จกั ใหโ้ ทษไดอ้ กี เปรยี บเสมอื นขา้ วสกุ หรอื ผลไมส้ กุ สกุ แลว้
ยอ่ มใกลเ้ ขา้ ไปหาความบดู เนา่ และเสยี หายถา่ ยเดยี ว นแี้ ลฉนั ใด สขุ ทเี่ จอื ปน (อาศยั )
อามิส กฉ็ ันนนั้

อกี ประการหนง่ึ เปรยี บเสมอื นผลกลว้ ยทสี่ กุ แลว้ มแี ตจ่ ะทำ� ใหล้ ำ� ตน้ และลกู ผล
หลดุ รว่ งใหฝ้ กู นกและกากนิ ไปเทา่ นนั้ นแ้ี ลฉนั ใด จติ ใจทเี่ ขา้ ไปอาศยั (เจอื ปน) อารมณ์
ตา่ งๆ (คือ ธาตุ ขันธ์ อายตนะ) ว่าเปน็ ตน ยอ่ มเกดิ โทษและทกุ ข์

ตวั อย่างเช่น คนท่ีกำ� ลงั เดนิ ทางไปแวะเข้าอาศัยรม่ ต้นมะตูม กำ� ลังมีผลสกุ อยู่
บนตน้ ตนไมไ่ ดพ้ จิ ารณากอ่ น ถา้ หากมลี มพดั มาเขา้ แลว้ ผลทสี่ กุ นนั้ ยอ่ มหลดุ รว่ งลง
มาถกู ศรี ษะของตนใหไ้ ดร้ บั (ทกุ ข)์ ความเจบ็ ปวดเทา่ นน้ั เอง นแ้ี ลฉนั ใด ใจทไี่ มม่ ธี รรม
(คอื ศีล สมาธิ ปญั ญา) อาศยั แล้ว ยอ่ มมที ุกขต์ ดิ ตามยำ�่ ยีบีฑาใหล้ �ำบาก ฉันนน้ั

ทว่ี า่ “ลม” พดั ตน้ มะตมู กค็ อื “โลกธรรมทงั้ ๘” ตน้ มะตมู คอื กาย กงิ่ กา้ นสาขา
คอื อายตนะ = รูป เสียง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ ธมั มารมณ์ หลุดร่วงเข้ามาตก
ถูกหัวใจทีข่ าดปัญญา มาน่ังเฝา้ กองธาตุ ขนั ธ์ อายตนะ อย่นู ้ี (ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕
อายตนะ ๖)

นกั ปราชญ์ คอื เมธาผมู้ ปี ญั ญา ยอ่ มแสวงหาบรมสขุ อนั เอกทปี่ ราศจากอามสิ คอื
ท�ำจติ ให้หมดจดจากอารมณ์ท่ีชวั่ ทงั้ หลาย น่ันแลพระนพิ พาน เปน็ อมตมหานฤพาน
ทพ่ี ระบรมศาสดาจารย์ทรงสรรเสริญ ด้วยบาทพระคาถาวา่

นพิ ฺพานํ ปรมํ สุข ํ พระนพิ พานเป็นสุขอยา่ งยง่ิ ดังน้ี

นิพพฺ านํ ปรมํ สญุ ฺ ํ พระนิพพานว่างจากกิเลส (คือท�ำใจให้หมดอารมณ์
สญู จาก ธาตุ ขันธ์ อายตนะ ราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีวงศแ์ ละเหล่ากอ คืออวิชชา
ตัณหาอีกแล้ว นี่แหละจึงเรียกว่า “สูญ” มใิ ชส่ ญู อย่างมนษุ ยส์ ามัญเขา้ ใจกนั )

174

นพิ ฺพานํ ปรมํ วทนตฺ ิ พุทฺธา ท่านผู้รู้ท้งั หลายกลา่ วว่า พระนิพพานเป็นธรรม
อย่างยงิ่

ตณหฺ าย วปิ ปฺ หาเนน นิพพฺ านํ อิติ วจุ จฺ ติ แปลความวา่ เพราะละตณั หา คือ
ความอยากเสียได้แล้ว (โดยส้ินเชิง) ทา่ นเรยี กวา่ พระนิพพาน

อกญิ จฺ นํ อนาทานํ เอตํ ทีปํ อนาปรํ
นพิ พฺ านํ อิติ นํ พฺรมู ิ ชรามจฺจุปรกิ ฺขยํ
อกี นยั หนงึ่ ทา่ นผรู้ ู้ (= เราตถาคต) ยอ่ มกลา่ ววา่ ทวปี นน่ั มใิ ชอ่ นื่ คอื หาหว่ งมไิ ด้
หาเครอื่ งยดึ เครอื่ งผกู (รดั และจองจำ� ) มไิ ด้ เปน็ ทส่ี นิ้ รอบแหง่ ชราและมจั จรุ าช นน่ั แล
วา่ พระนพิ พาน

นิพฺพานํ โยคกเฺ ขมํ อนตุ ตฺ รํ ปราชญก์ ลา่ ววา่ พระนพิ พานธรรมอนั เกษมจาก
(อารมณ์) เครอื่ งประกอบ หาธรรมอน่ื ยง่ิ กวา่ มิได้ ดังนี้

เอตํ สนตฺ ํ เอตํ ปณตี ํ ยททิ ํ สพพฺ สงขฺ ารสมโถ สพพฺ ปู ธปิ ฏนิ สิ สฺ คโฺ ค ตณหฺ กขฺ โย
วริ าโค นโิ รโธ นพิ พฺ านํ แปลวา่ ธรรมชาตนิ น้ั สงบแลว้ (จากค ู่ ๑ คอื อารมณม์ รี ปู ารมณ์
เปน็ ตน้ ) ธรรมชาตนิ น้ั ประณตี ธรรมชาตนิ น้ั เปน็ ทส่ี งบแหง่ สงั ขารทงั้ ปวง เปน็ ทส่ี ละคนื
ซง่ึ อปุ ธทิ งั้ ปวง เปน็ ทส่ี น้ิ รอบแหง่ ตณั หา (คอื ความอยากในอารมณต์ า่ งๆ) เปน็ ทส่ี นิ้ สดุ
แหง่ ความกำ� หนดั (ในอารมณท์ ร่ี กั ใคร)่ เปน็ ทด่ี บั หมด มไิ ดป้ รากฏซงึ่ อวชิ ชา-ความมดื
น้ันแล คือนิพพาน ดังน้ี

นแี่ หละ พทุ ธมามะกะทเี่ ชอ่ื ตอ่ โอวาทศาสนาของพระพทุ ธเจา้ คอื ปรยิ ตั ิ ปฏบิ ตั ิ
ปฏเิ วธ มรรคผลนพิ พานแลว้ สมควรทจ่ี ะหาอบุ ายแกไ้ ขจติ ใจของตนดว้ ยการกระทำ�
สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน ประกอบด้วยศรัทธา๒ ความเชื่อต่อ
พระปรยิ ตั ธิ รรม ปฏิบตั ิธรรม ปฏิเวธธรรม ด�ำเนนิ วริ ิยะ ความเพยี รบากบัน่ ในศลี

๑ ธรรมชาติท่ีเป็นของคกู่ ัน กค็ ือ ตาคกู่ ับรปู หคู ่กู บั เสียง เป็นต้น
๒ ตรงนท้ี ่านแสดงเป็น พละ ๕ หรอื อนิ ทรยี ์ ๕

175

สมาธิ ปัญญา ให้ถึงพรอ้ มดว้ ย สติ คือระวงั ตนอยา่ ให้ประมาทในศลี สมาธิ ปัญญา
ใหอ้ ุตส่าหบ์ �ำเพ็ญ สมาธิ ให้ตงั้ ม่ันแน่แนว่ มั่นคง จนเกิด ปัญญา ขึน้ เฉพาะจิตใจ
ของตน

ปญั ญาใด เกิดขึน้ จากครทู ง้ั ๖ คอื ตา หู จมกู ลนิ้ กาย ใจ
ปัญญานน้ั ตกอยู่ในฐานไมเ่ ทย่ี ง อาจท�ำช่ัวไดอ้ ีก
ปญั ญาใด เกดิ ขึ้นจากสมาธคิ ือใจตง้ั ม่ัน
ปญั ญานนั้ ยอ่ มแกก้ เิ ลสภายในของตนได้

ฉะนนั้ จงึ สมควรอยา่ งยงิ่ ทจี่ ะปฏบิ ตั บิ ชู าคณุ พระรตั นตรยั ใหร้ รู้ สของพระศาสนา
อยา่ ใหเ้ หมอื นทพั พที ค่ี ลกุ คลอี ยดู่ ว้ ยหมอ้ แกงแตไ่ มร่ รู้ สแกง นแี้ ลฉนั ใด ตวั เรากฉ็ นั นน้ั
ทพ่ี กั มาคลกุ คลอี ยดู่ ว้ ยพระพทุ ธศาสนา จงศกึ ษาใหร้ รู้ สของศาสนา อยา่ ใหเ้ ปน็ เหมอื น
กบนง่ั เฝา้ กอบวั หลวง ลมื ตาใสเหงย่ี ว ตวั แมลงผงึ้ บนิ มากก็ ระโดดโครม เพราะโง-่ โง่
ท้ังๆ ลมื ตาอยู่ คนเราก็โงท่ ัง้ รู้ๆ อย่นู ่ันเอง

ได้อรรถาธิบายในภาวนามยั กศุ ล ตั้งแตต่ น้ จนอวสาน ในท่สี ุดของการกระทำ�
สมถกรรมฐาน วปิ สั สนากรรมฐาน ทพี่ รรณนามาแลว้ นน้ั อตุ ตฺ มํ กมมฺ ฏ€ฺ านํ กมั มฏั ฐาน
๒ ประการน้ี อดุ มล้ำ� เลิศประเสรฐิ ย่งิ เป็นอบุ ายท่ยี กตนข้ามทะเลโลกโอฆกันดาร
กล่าวคอื วัฏสงสาร

สมมฺ าปตตฺ ริ สสสฺ าทํ ปฏ€ฺ ยนเฺ ต บณั ฑติ ผปู้ รชี าญาณปรารถนาซง่ึ ความยนิ ดใี นรส
แหง่ สมั มาปฏบิ ตั ิ รกั ใครใ่ นพระนพิ พานสขุ จงอตุ สา่ หบ์ ำ� เพญ็ พระกรรมฐาน ๒ ประการ
ทีก่ ล่าวมาแลว้ น้ัน

อย่าเกยี จคร้าน อยา่ เบ่ือหนา่ ย ในภาวนากรรมฐาน ๒ ประการน้ี เป็นอาภรณ์
เครื่องประดบั อันประเสรฐิ ส�ำหรับพทุ ธศาสนทายาทในบวรพุทธศาสนา จงึ พงึ ปฏิบตั ิ
เปน็ นิจนิรนั ดรเทีย่ งแท้ จะได้เป็นเกาะเปน็ ฝ่งั เปน็ ที่พง่ึ พ�ำนกั อาศยั ของตน

176

แมว้ า่ วาสนาบารมยี งั นอ้ ย ยงั มคิ วรแกธ่ รรมาภสิ มยั ทจี่ ะไดต้ รสั รมู้ รรคผลนพิ พาน
ในปจั จบุ นั ชาตนิ กี้ ด็ ี ยงั จะเปน็ อปุ นสิ ยั ปจั จยั แกต่ นตอ่ ไปในภายภาคหนา้ หรอื อาจจะ
นำ� ตนใหล้ ว่ งพน้ จากอบายทกุ ข์ ใหไ้ ดโ้ ลกยิ สขุ เกษมศรนี ริ าศภยั ถา้ บารมแี กก่ ลา้ แลว้
จะได้วิมุตตสิ าร พ้นจากเบญจพธิ มาร ล่วง ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ อันกันดาร เขา้ สู่
นิเวศมหาสถาน กลา่ วคือ อมตมหานฤพาน ตามอริยตันติประเพณีพระอรยิ เจ้าใน
พระพทุ ธศาสนา
ทไี่ ดแ้ สดงมา ขอท่านผปู้ รชี าญาณจงตรวจตรองดูตามให้ถ่ีถว้ น
ในทส่ี ดุ น้ี ขอทา่ นทไี่ ดอ้ า่ นไดจ้ ดจำ� ทำ� ตาม จงประสบพบเหน็ แตค่ วามสขุ แชม่ ชน่ื
เกษมส�ำราญเบิกบาน ปราศจากภัย ให้ได้รับความเจริญงดงามในพระพุทธศาสนา
ทกุ ทวิ าราตรี พร้อมดว้ ยความสวัสดีทัว่ กนั เทอญฯ

สงั คหทฏิ ฐิ สงเคราะห์ความเห็น ความเปน็ ไม่พูด
พระอาจารย์ ธมมฺ ธโร (ล)ี
ผูเ้ ขียน
วดั ปา่ คลองกงุ้ จังหวัดจันทบุรี

หนงั สอื เลม่ นี้ เมอ่ื ทา่ นทง้ั หลายเหน็ วา่ มปี ระโยชนแ์ กผ่ ปู้ ฏบิ ตั แิ ลว้ ถา้ จะคดิ พมิ พ์
เป็นธรรมทานอกี กใ็ หพ้ ิมพข์ ้นึ ได้เพ่อื เป็นสาธารณทานทั่วไปเทอญ

177



ปกิณณกธรรม

179

อานาปานสตกิ รรมฐาน
(กรรมฐาน ๔๐ ห้อง เป็นน้องอานาปาน์)

ใหน้ ง่ั เขา้ ที่ขัดสมาธิ ขาขวาทบั ขาซา้ ย มอื ขวาทับมอื ซ้าย ตงั้ กายใหด้ ี ท�ำ “สติ”
ให้มั่น อย่าฟ่ันเฟอื นเวียนไปวกมา ขา้ งหน้า ข้างหลัง ใหต้ งั้ ใจก�ำหนดไวใ้ นปัจจุบัน
- ปัจจบุ ันของรูปอยา่ งหน่ึง (รูป คือ อานาปาน์ = ลมหายใจเข้า-ออก)
- ปัจจบุ นั ของนามอย่างหน่ึง (นาม คอื สติ = การระลกึ รตู้ ัวโดยรอบคอบ
ไม่หลงลืม) สตินเ้ี ป็นตัวปัจจุบันของนาม
ปัจจุบนั ของ รปู ของ นาม นี้ ให้อย่ใู นจุดเดยี วกนั ท่เี รยี กว่า “เอกคั คตารมณ์”
คอื จิตกำ� หนดเอาลมหายใจ
ส�ำรวจลมหายใจ ให้ทราบชดั เสียก่อนว่า นคี่ อื “ลมเขา้ ” น่คี อื “ลมออก”
เมื่อทราบไดเ้ ชน่ นี้ ให้ตั้ง “สติ” นกึ ถงึ “พุทธคณุ ธรรมคณุ สงั ฆคุณ” สรปุ รวมลง
ในค�ำเดียว คอื พทุ โธ แล้วแบง่ สว่ นของ “พทุ โธ” ออกเป็น ๒ ภาค
ภาค ๑ แบง่ ไว้ในเวลาหายใจเขา้
ภาค ๒ แบ่งไวใ้ นเวลาหายใจออก
เมอื่ ได้เช่นนแี้ ล้ว กใ็ ห้บริกรรมไปว่า “พุท” นึกในเวลา หายใจเขา้ “โธ” นกึ ใน
เวลา หายใจออก แล้วตั้ง “สต”ิ กำ� หนดนบั เป็นวาระไปกอ่ น คอื

180

“พทุ ” หายใจเข้า “โธ” หายใจออก ใหน้ ับเป็น ๑
“พทุ ” หายใจเข้า “โธ” หายใจออก ใหน้ ับเปน็ ๒
“พทุ ” หายใจเข้า “โธ” หายใจออก ให้นับเป็น ๓
“พทุ ” หายใจเข้า “โธ” หายใจออก ให้นับเป็น ๔
“พทุ ” หายใจเข้า “โธ” หายใจออก ให้นบั เป็น ๕
“พุท” หายใจเขา้ “โธ” หายใจออก ให้นับเป็น ๖
“พทุ ” หายใจเข้า “โธ” หายใจออก ให้นบั เปน็ ๗
“พุท” หายใจเข้า “โธ” หายใจออก ให้นับเป็น ๘
“พทุ ” หายใจเขา้ “โธ” หายใจออก ใหน้ บั เป็น ๙
“พทุ ” หายใจเขา้ “โธ” หายใจออก ให้นบั เป็น ๑๐
นี่ เป็นวาระแรก

วาระท่ี ๒ ใหน้ ับต้งั แตต่ น้ นับ ๑ ใหมไ่ ปถงึ ๙
วาระที่ ๓ ใหต้ ้ังตน้ นับ ๑ ใหม่ ไปถึง ๘
วาระที่ ๔ ใหต้ ้งั ตน้ นับ ๑ ใหม่ ไปถงึ ๗
วาระท่ี ๕ ใหต้ ัง้ ต้นนับ ๑ ใหม่ ไปถงึ ๖
วาระท่ี ๖ ให้ตงั้ ตน้ นับ ๑ ใหม่ ไปถงึ ๕
- ฯลฯ ๔, ฯลฯ ๓, ฯลฯ ๒, ฯลฯ ๑, ฯลฯ ๐

181

ลำ� ดับเลขให้ดูดังนี้
๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
๑๒๓๔๕๖๗๘๙
๑๒๓๔๕๖๗๘
๑๒๓๔๕๖๗
๑๒๓๔๕๖
๑๒๓๔๕
๑๒๓๔
๑๒๓
๑๒



นี่แบบนบั ใหร้ วมจุดเขา้ เปน็ ๓ คอื ๑ ลม ๒ สติ ๓ จติ ทง้ั ๓ นี้ ให้อย่ใู น
สายเดียวกนั เมอื่ นับไดเ้ ช่นนีแ้ ล้วถา้ จิตยังไมอ่ ยู่ให้นบั ขน้ึ ต้นใหม่ อีกอยา่ งหนงึ่ คอื

หายใจเขา้ “พทุ ” นบั ๑ หายใจออก “โธ” นับ ๒
เขา้ “พทุ ” นบั ๓ “โธ” ออก นบั ๔ นบั อยา่ งนไ้ี ปถงึ ๑๐ แลว้ กลบั มาขน้ึ ตน้ ใหม่
อีก “พุท” หายใจเขา้ ๑ “โธ” หายใจออก ๒ นบั อยา่ งนไี้ ปถงึ ๙-๘-๗-๖-๕-๔-
๓-๒-๑-๐

เมือ่ นบั จบได้เช่นน้ี ถ้าจิตยงั ไม่อยู่ ใหน้ บั ขึน้ ต้นใหม่ จนรู้ว่า จติ อยดู่ ี จึงให้
จติ อย่กู บั เลข ๐ คือหมายความว่าไม่ต้องนบั ไมต่ ้องนึก “พุทโธ” ใหต้ ้ังสติก�ำหนด
ลมหายใจของตน ใหต้ ง้ั อยทู่ ใี่ ดทหี่ นง่ึ ประกอบดว้ ย สติ สมั ปชญั ญะ ไมต่ อ้ งสง่ จติ ออก-
เข้าตามลม

ลมออกรู้ ลมเขา้ รู้ ไมใ่ หจ้ ติ ออกจติ เขา้ ใหต้ ง้ั อยเู่ ฉยๆ กำ� หนดอยแู่ ต่ “ปจั จบุ นั ”
ต่อจากน้ันดวงจิตจะไมม่ ี “นวิ รณธรรม” เขา้ มาในดวงจติ ได้ นค่ี ือ บริกรรมภาวนา

182

ต่อจากน้ี จิตนัน้ ย่อมเบา ปล่อยวางภาระอนั หนกั เสยี ได้

เมอ่ื จติ เบา กายกเ็ บา ทเ่ี รยี กวา่ “กายลหตุ า จติ ตลหตุ า” จติ ตวเิ วก ไมก่ ระวนกระวาย
กระสบั กระสา่ ย ดวงใจปลอดโปรง่ อยใู่ นกองลมอนั ละเอยี ด ทำ� จติ ใหเ้ สมอ ขนั้ นเ้ี รยี กวา่
อยู่ในขอบเขต “วิตก”๑ อนั เปน็ องค์ฌานที่ ๑ (วติ ก = สติ คือ มีสติ ตัง้ สติ)

ตอ่ จากนี้ ใหส้ ำ� รวจดลู กั ษณะของลมหายใจ ขยายลมหายใจ ออกเปน็ ๔ อยา่ ง
ลองดู คือ

- หายใจเขา้ ยาว-ออกยาว ลองดู แลว้ ใหส้ งั เกตดจู ติ ของตนเองวา่ สบายหรอื ไม่
ให้รู้
- แล้วหายใจเขา้ สัน่ -ออกสัน้ ใหส้ งั เกตดูอีกวา่ สะดวกสบายดไี หม ให้รู้
- หายใจเข้ายาว-ออกสั้นลองดู สะดวกสบายไหม ให้รู้
- หายใจเขา้ สน้ั -ออกยาว สะดวกสบายไหม ให้รู้

ลมทง้ั ๔ ชนดิ น้ี หายใจแบบใดสบายมาก กใ็ หอ้ ยกู่ บั ลมหายใจแบบนน้ั แลว้ ขยาย
ลมแบบนน้ั ใหเ้ ปน็ ไปในสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกาย ขยายสตกิ ระจายออกตามลม เมอ่ื ลม
แล่นท่ัวตัว เชื่อมในลมส่วนอื่นได้ทั่วถึงกันน้ัน ก็จะเกิดประโยชน์สามารถระงับ
ทกุ ขเวทนาได้ จติ นนั้ ก็ “มสี ต”ิ อนั กวา้ งขวาง “มสี มั ปชญั ญะ” อนั สมบรู ณ์

สติ การระลึกขยายตัวออกไปท่วั กาย เรียกวา่ “กายคตาสต”ิ
สติ ก็ใหญ่กว้างขวาง เรียกว่า “มหาสตปิ ัฏฐาน”
สัมปชญั ญะ ความร-ู้ เขา้ ไปรู้ทวั่ ถงึ หมายความว่า “รู้เหตุ คอื การกระท�ำ รู้ผล
อนั เกิดขนึ้ จากการกระท�ำน้นั ๆ”

๑ วิตก คอื มีสติ ตรกึ นกึ คดิ ขึน้ ก่อน เชน่ นกึ ตรกึ ถงึ ลมหายใจเขา้ ออกของตน เอาสตเิ ข้าประคองอย่ใู น
อารมณอ์ นั นน้ั ทง้ั หายใจเขา้ และออก วติ กตวั นเ้ี ปน็ เครอ่ื งฆา่ กามฉนั ท์ คอื มใิ หจ้ ติ ตกลงไปในอารมณภ์ ายนอก
เรียกวา่ สตวิ ินัย

183

ลกั ษณะเหล่านเ้ี ปน็ “วจิ าร”๑ เปน็ องค์ฌานที่ ๒
ตอ่ จากนนั้ รา่ งกายและจติ เม่อื ได้มี “อุปการธรรม” คือ
- ลมหายใจ สรา้ งประโยชน์ใหเ้ กิดขึน้ แก่ร่างกาย
- สติ สร้างประโยชนใ์ ห้เกดิ ข้ึนแก่ดวงจิต

เมอ่ื เปน็ เชน่ น้ี รา่ งกายและดวงจติ ไดถ้ กู การบำ� รงุ ชว่ ยเหลอื ยอ่ มเกดิ ผล คอื ปตี ิ กาย
อม่ิ เต็มไมก่ ระวนกระวาย จิตอมิ่ เตม็ ไม่วอกแวก ไม่กระสับกระสา่ ย จิตกวา้ งขวาง
เบิกบานท่ีเรียกวา่ “ปตี ”ิ เป็นองคฌ์ านท่ี ๓

เมื่อมคี วามอิ่มเกิดข้นึ เชน่ น้นั แลว้ จติ สงบ กายสงบ ท่เี รยี กวา่ “จติ ตปสั สัทธิ
กายปสั สทั ธ”ิ ความสงบอนั นย้ี อ่ มสง่ ผลใหเ้ ปน็ สขุ คอื สบายกายสบายใจ เรยี กวา่ “สขุ ”
เป็นองคฌ์ าน ท่ี ๔ ๒

น่ีเปน็ หนทางเบอื้ งตน้ ของการท�ำจติ เม่ือทำ� ไดเ้ ชน่ นีแ้ ล้ว กใ็ หห้ มัน่ ท�ำกลับไป-
กลบั มา “อนโุ ลม ปฏโิ ลม” ใหเ้ กดิ ความชำ� นาญ ชำ� นาญในการทำ� ชำ� นาญในการตงั้ อยู่
ชำ� นาญในการถอยออก เทา่ นกี้ จ็ ะเปน็ แนวทางคบื หนา้ ตอ่ ไป คอื จติ นนั้ ไปสอู่ ปุ จารภาวนา
บา้ งแลว้

พระสุทธธิ รรมรังสคี ัมภีรเมธาจารย์
(ทา่ นพอ่ ลี ธมมฺ ธโร)

๑ วจิ าร = ตรวจตรองดู สงั เกตเหตกุ ารณ์ ทำ� ความรสู้ กึ วา่ เราหายใจเขา้ ออกอยเู่ วลานี้ ไดร้ บั ผลสะดวกสบายดี
แลว้ หรอื ยงั ถา้ ไมส่ บาย กใ็ หเ้ ปลยี่ นแปลงปรนปรอื ลมหายใจดว้ ยวธิ กี ารตา่ งๆ เชน่ เขา้ ยาวออกยาว เขา้ ยาว
ออกสน้ั เขา้ สนั้ ออกสน้ั เขา้ สนั้ ออกยาว เขา้ ชา้ ออกชา้ เขา้ เรว็ ออกเรว็ เขา้ คอ่ ยออกคอ่ ย เขา้ แรงออกแรง เขา้ ทว่ั
ออกทวั่ เปลย่ี นไปจนกวา่ จะไดร้ บั ผลดเี กดิ ขน้ึ ภายในกายและจติ จะไดฆ้ า่ และทำ� ลายเสยี ซงึ่ พยาบาท = ความ
หงดุ หงิดรำ� คาญใจ
๒ องคฌ์ านท่ี ๕ คอื เอกคั คตารมณ์ แต่ในท่นี ้ี ทา่ นยกขึ้นอธบิ ายเป็นอนั ดับแรก ปฐมฌานมอี งค์ ๕ คือ
๑. วติ ก ๒. วิจาร ๓. ปตี ิ ๔. สขุ ๕. เอกคั คตา วติ ก ในค�ำไทย ใชใ้ นความหมายว่า เป็นทุกข์ รอ้ นใจ
กงั วลใจ แต่ วติ ก ในค�ำวดั แปลว่า ความตรึก ความตรกึ ตรอง ได้แก่ ความคิด ความด�ำรติ รติ รอง มที งั้
กศุ ลวติ ก อกศุ ลวติ ก คอื คดิ นกึ ตรกึ ไปในทางดแี ละทางไมด่ ี วติ ก ทเี่ ปน็ องคห์ นงึ่ ในปฐมฌาน หมายถงึ อาการ
ทจ่ี ติ ปักลงไปในทางดี มีอารมณ์ตงั้ อยู่ในมหากุศล (= องค์กรรมฐาน) อย่างแน่วแนม่ ั่นคง เปน็ คำ� ท่ใี ชค้ ู่กบั
วิจาร แปลว่า ความไตรต่ รอง การพิจารณาโดยอุบายแยบคาย

184

หมายเหตุ
การท�ำจิต ในที่น้ีก็คือ การก�ำหนดจิตของเราให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อย่างใด
อย่างหน่ึงจนแน่วแน่ม่ันคงองอาจ นี้แหละชื่อว่า สมาธิ เบ้ืองต้นของการท�ำสมาธิ
ดสู มาธปิ ญั ญาขอ้ ท่ี ๑ หรอื วธิ นี งั่ สมาธทิ ที่ า่ นเขยี นอธบิ ายไวจ้ ะคลา้ ยๆ กนั เราผศู้ กึ ษา
ปฏบิ ัตชิ อบแบบไหน จะปฏิบตั ิแบบยอ่ หรอื แบบพสิ ดารไดท้ ั้งนน้ั ตามความสะดวกใจ
ไมต่ ้องกงั วลสงสัย
เมอ่ื ศกึ ษาเขา้ ใจแลว้ ถา้ ชอบวธิ ภี าวนาแบบ อานาปานสั สตกิ รรมฐาน กใ็ หก้ ำ� หนด
ลมหายใจเขา้ -ออก เปน็ อารมณข์ องจติ คอื เรากำ� หนดสตขิ องเราใหต้ งั้ มน่ั อยทู่ ใ่ี ด ดวงจติ
ผรู้ อู้ ยขู่ องเรากใ็ หอ้ ยทู่ น่ี นั้ ดว้ ย เพราะสตเิ ปน็ เครอ่ื งผกู เปน็ เครอ่ื งบงั คบั สามารถคมุ จติ
ใหต้ ้ังมน่ั ได้ เมอ่ื เราตอ้ งการบำ� เพญ็ สมถะ เราต้องเจรญิ สตใิ ห้มากๆ
สมบตั เิ ครอื่ งปลม้ื ใจในโลกนมี้ ีอยมู่ ากมาย บคุ คลใดมคี วามปรารถนาอยากได้
กต็ อ้ งทำ� การแสวงหาไปตามขนั้ ตอนดว้ ยความหวงั อนั มงุ่ มน่ั ไมท่ อดทงิ้ การงานทเี่ ปน็
เหตใุ หไ้ ดม้ าซงึ่ สมบตั เิ ครอ่ื งปลม้ื ใจนนั้ ๆ ไมข่ ยาดกลวั ตอ่ ความเหนด็ เหนอื่ ย สกั วนั หนงึ่
บุคคลผู้นั้นต้องได้สมบัติท่ีพึงปรารถนาอย่างแน่นอน น้ีแลฉันใด เราท่านท้ังหลาย
ผู้แสวงหาความสขุ ทางใจก็ฉันน้นั
ในตำ� ราบางแหง่ ท่านกล่าวไว้ว่า ปฐมฌาน มีองค์ ๔ คือ
๑. วติ ก วิจาร ๒. ปตี ิ ๓. สุข ๔. เอกคั คตา

185

สทิ ธะมตั ถุ สทิ ธะมตั ถุ สิทธะมตั ถุ

ขอจงส�ำเรจ็ ๆๆ มงั่ มี เมตตาๆ
ไพบูลย์พนู เพมิ่ เตมิ มามากมาย

ม่ันคงทกุ เวลาทุกถว้ นหน้า
สานุศิษยท์ า่ นพอ่
ทุกทศิ เทอญฯ

หนังสืออา้ งอิง

ท่านพ่อลี ธมมฺ ธโร วดั อโศการาม, สีลสิกขา และ จิตตวิชชา หลกั ปฏิบตั เิ บื้องตน้
ส�ำหรับบุคคลทุกชนชัน้ , ๒๕๕๔, หจก. ภาพพิมพ.์

คำ� แผก่ ศุ ลแก่สรรพสตั ว์

ณ วดั ปา่ อัมพโรปัญญาวนาราม
ในพระอปุ ถมั ภ์ สมเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร)

สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ตำ� บลคลองกว่ิ อำ� เภอบ้านบึง จังหวดั ชลบุรี
วันศุกร์ที่ ๒๔ พฤศจกิ ายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ ดิถขี ้ึน ๖ คำ�่ เดอื น ๑

ขอบุญกุศลจรยิ า อันขา้ พเจา้ ทั้งหลายได้บำ� เพญ็ ดว้ ยดีแลว้ ทางกาย วาจา และใจ
กลา่ วโดยจำ� เพาะคอื การสรา้ งอารามถวายแดส่ งฆจ์ ตรุ ทศิ อทุ ศิ ไวใ้ นพระบวรพทุ ธศาสนา
อารามนนั้ มีนามว่า วัดป่าอัมพโรปญั ญาวนาราม ประกอบดว้ ยปูชนียวัตถุ และเสนาสนะ
ต่างๆ กล่าวคือพระพุทธปฏิมาปางนาคปรก พระพุทธปฏิมาปางสมาธิ ศาลาที่ประชุม
อาคารพิพิธภัณฑท์ ป่ี ระมวลธรรมโอวาทของพระสปุ ฏปิ ันโน ถนนลาดยางกว้าง ๙ เมตร
ยาว ๘๐๐ เมตร อา่ งเกบ็ นำ้� สาธารณทาน กำ� แพงรอบพนื้ ทยี่ าว ๒,๘๐๐ เมตร สงู ๓ เมตร
ตลอดทง้ั บุญกิริยาแหง่ การบ�ำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ด้วยน�้ำใจศรัทธาเลื่อมใส
มนั่ คงในพระรตั นตรยั ดงั่ น้ี ขา้ พเจา้ ขอตง้ั สจั จาธษิ ฐาน แผก่ ศุ ลไปไมม่ ปี ระมาณ ขอถวาย
เปน็ พระราชกศุ ลสนองพระเดชพระคณุ สมเดจ็ พระบรู พมหากษตั รยิ าธริ าช และพระบรม
วงศานวุ งศท์ กุ พระองค์ และเปน็ กศุ ลสนองคณุ ทา่ นผบู้ ำ� เพญ็ คณุ ประโยชนต์ อ่ ประเทศชาติ
และพระพุทธศาสนา เป็นปฐม
อนึง่ ขอสรรพสตั วท์ ้งั หลาย ไมม่ ที ี่สดุ ไมม่ ปี ระมาณ, จงมสี ว่ นแหง่ บญุ ทขี่ ้าพเจ้า
ไดท้ ำ� ในบดั น,ี้ และแหง่ บญุ อน่ื ทไ่ี ดท้ ำ� ไวก้ อ่ นแลว้ , คอื จะเปน็ สตั วเ์ หลา่ ใด, ซง่ึ เปน็ ทรี่ กั ใคร่
และมบี ญุ คณุ เชน่ มารดาบดิ าของขา้ พเจา้ เปน็ ตน้ กด็ ี ทขี่ า้ พเจา้ เหน็ แลว้ หรอื ไมไ่ ดเ้ หน็ กด็ ,ี
สตั วเ์ หลา่ อน่ื ทเี่ ปน็ กลางๆ หรอื เปน็ คเู่ วรกนั กด็ ,ี สตั วท์ ง้ั หลายตงั้ อยใู่ นโลก, อยใู่ นภมู ทิ ง้ั ๓,
อยูใ่ นกำ� เนดิ ท้ัง ๔, มขี ันธ์ ๕ ขันธ,์ มีขันธ์ขันธ์เดียว, มีขนั ธ์ ๔ ขนั ธ์, กำ� ลงั ทอ่ งเท่ยี ว
อยู่ในภพน้อยภพใหญ่ก็ดี, สัตว์เหล่าใดรู้ส่วนบุญท่ีข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว, สัตว์เหล่านั้น
จงอนุโมทนาเองเถิด, ส่วนสัตว์เหลา่ ใดยงั ไม่รสู้ ว่ นบญุ น,ี้ ขอเทวดาทงั้ หลายจงบอกสตั ว์
เหล่านนั้ ใหร้ ู้
เพราะเหตทุ ไี่ ดอ้ นโุ มทนาสว่ นบญุ ทขี่ า้ พเจา้ แผใ่ หแ้ ลว้ , สตั วท์ งั้ หลายทงั้ ปวง, จงเปน็
ผไู้ มม่ ีเวร, อยเู่ ป็นสุขทุกเมอ่ื , จงถึงบทอันเกษมกล่าวคือพระนพิ พาน, ความปรารถนาที่
ดีงามของสัตวเ์ หลา่ นนั้ จงสำ� เร็จเถิด, สาธุ สาธุ สาธุ


Click to View FlipBook Version