The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชีวประวัติ (ท่านพ่อลี) พระสุทธิธรรมรังสีฯ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-20 20:15:20

พระสุทธิธรรมรังสีฯ (ท่านพ่อลี)

ชีวประวัติ (ท่านพ่อลี) พระสุทธิธรรมรังสีฯ

อธิบาย อานิสงสอ์ ปั ปมญั ญา ๔

การเจรญิ อปั ปมญั ญาพรหมวหิ าร ๔ นนั้ เปน็ กจิ ทค่ี วรกระทำ� โดยแท้ เพราะเปน็
ธรรมอนั เยน็ ใจของสตั วโลกทั่วไป ตลอดถึงบิดา มารดา วงศาคณาญาติ มิตรสหาย
และสัตวท์ กุ จำ� พวก

อกี ประการหนงึ่ พรหมวหิ ารน้ี เมอื่ ทำ� ใหเ้ กดิ ในใจจรงิ ๆ แลว้ ยอ่ มระงบั เวร ภยั
พยาบาทได้โดยเด็ดขาดฯ

ฉะน้นั พระศาสดาจารยจ์ งึ เตือนพระภกิ ษทุ ง้ั หลาย ว่า

เมตตายะ ภกิ ขะเว เจโตวิมตุ ตยิ า, อาเสวติ ายะ ภาวิตายะ พะหลุ ีกะตายะ,
ยานีกะตายะ วตั ถกุ ะตายะ อะนฏุ ฐติ ายะ ปะรจิ ิตายะ สสุ ะมารัทธายะ, เอกาทะสานิ-
สังสา ปาฏกิ งั ขา (สงั วัตตะต)ิ .

แปลเนื้อความว่า ดกู อ่ นภิกษทุ ง้ั หลาย (ในธรรมวินยั นี้) ความหลดุ พ้นวเิ ศษ
(จากพยาบาทและเวรภัย) ด้วยอ�ำนาจแห่งจิตเมตตาท่ีบุคคลส้องเสพแล้วโดยชอบ
กระทำ� ใหเ้ กดิ มขี นึ้ แกต่ นและกระทำ� ใหม้ ากแลว้ ทำ� กระแสจติ เดนิ เหมอื นยานทใี่ หส้ ำ� เรจ็
(การ) ไปในสถานทตี่ อ้ งการ ทำ� ใหเ้ ปน็ วตั ถแุ ลว้ มไิ ดห้ ยดุ ยงั้ แหง่ การทำ� จติ แลว้ สะสม
ขนึ้ แลว้ ปรารภใหส้ มำ่� เสมอ (ไมใ่ หเ้ ผลอตวั ทกุ อริ ยิ าบถทงั้ ๔ แลว้ ) บคุ คลผนู้ น้ั หวงั ได้
อานสิ งส์ ๑๑ ประการ มหี ลับเป็นสขุ เปน็ ตน้ ย่อมได้รบั ความเยน็ ใจ (คือทำ� การงาน
ทางกายกด็ ี พูดทางวาจากด็ ี คิดทางใจกด็ ี ใหม้ เี มตตาจติ อยู่ทกุ เมือ่ ย่อมเปน็ ไปเพอ่ื
พน้ ทกุ ข)์ ดงั นี้

ถา้ ใครๆ เจรญิ อยเู่ ปน็ นจิ ยอ่ มมอี ำ� นาจ อาจทำ� ใหส้ ตั วท์ ง้ั หลายไดร้ บั ความเยน็ ใจ
จากบุคคลทม่ี เี มตตาจติ นัน้ ดว้ ย เหตนุ ้นั ผู้ท�ำสมาธจิ �ำเป็นโดยแทท้ จี่ ะตอ้ งท�ำใหม้ ีขึ้น
พรอ้ มทงั้ กาย วาจา ใจ บางแหง่ ทา่ นใหเ้ จรญิ แตผ่ มู้ โี ทสจรติ แตใ่ นทน่ี จี้ ะเปน็ จรติ อะไร
กต็ าม จำ� จะตอ้ งทำ� กอ่ น ถา้ จรติ ทเ่ี ปน็ โทสะอยแู่ ลว้ ยงิ่ จะสะดวกเขา้ ในการทำ� สมาธจิ ติ

94

พรหมวหิ ารนี้ นัยหนง่ึ ท่านเรยี กว่า “พรหม ๔ หน้า หรอื ก�ำแพง ๔ ทศิ ” เปน็
เครื่องลอ้ มจติ โดยรอบ ถา้ ใครทำ� ให้มีขึ้นแลว้ จติ ดวงน้นั ย่อมไม่มภี ยั เลย ถา้ จะพดู
ถึงการบำ� เพญ็ บุญกิริยาวัตถุแลว้ กด็ ีมาก เปน็ ตน้ ว่า ท�ำทานด้วยเมตตาจิต รกั ษาศลี
ดว้ ยเมตตาจติ เมอื่ ทำ� ไดเ้ ชน่ นี้ ยอ่ มไดร้ บั กศุ ลอนั แรงกลา้ เมตตาจติ นเี้ ปรยี บประหนง่ึ
เมลด็ ฝนทสี่ ะอาดบรสิ ทุ ธต์ิ กมาจากทอ้ งฟา้ แลว้ ยอ่ มใหผ้ ลแกต่ ณิ ชาติ รกุ ขชาติ งอกงาม
แชม่ ชืน่ เตม็ ท่ี และเป็นที่ตอ้ งการของมนุษย์ทุกเหลา่

เหตนุ น้ั “ผแู้ สวงบญุ ” ควรตรวจดจู ติ ของตนเสมอๆ วา่ “เรามเี มตตาจติ หรอื ไม”่
เพื่อจะได้กระท�ำบำ� เพญ็ ให้มขี ้ึน ทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ให้ถูกทางแหง่
ความสุขตอ่ ไป

เมตตาน้ี ขอ้ สำ� คญั อยทู่ จ่ี ติ ถา้ จติ ไมม่ เี มตตาแลว้ รกั ษา กาย วาจา ไดย้ าก ถา้ หาก
จติ ประกอบด้วยเมตตาจริงๆ แล้ว ความเศร้าหมองย่อมไม่มแี ก่กายและวาจา ความ
เศร้าหมองทางกายทางวาจา-กายวาจาเขายอ่ มไม่รับ จติ เปน็ ผจู้ ะรบั เอาทัง้ ผลดผี ลช่ัว
ทง้ั หลาย เมอื่ เปน็ เชน่ นจี้ งึ ควรทำ� สมาธอิ บรมจติ ใหเ้ ปน็ สมาธโิ ดยลำ� ดบั (เพยี งมนี ำ�้ ใจ
แกผ่ อู้ ื่นสกั นิด นแ้ี หละคือเมตตา) ฯ

อธิบาย วิธีท�ำสมาธิ

วธิ ที ำ� สมาธนิ นั้ คอื ทำ� ใหเ้ ปน็ ระเบยี บตามอริ ยิ าบถพทุ ธวงศ์ องคส์ มเดจ็ พระสมั มา-
สมั พทุ ธเจา้ ทรงสอนไว้ ตามทพี่ ระองคท์ รงบำ� เพญ็ มาแลว้ เปน็ ตวั อยา่ งทด่ี งี าม และเหมาะ
แกก่ าลสมยั ดว้ ย คือ

- กริ ยิ ายืน ท�ำสมาธิ ๑
- กริ ิยาเดิน ทำ� สมาธิ ๑
- กริ ยิ าน่งั ทำ� สมาธิ ๑
- กิรยิ านอน ท�ำสมาธิ ๑

95

อริ ยิ าบถทง้ั ๔ นี้ ประกอบสมาธใิ นเวลาใด เวลานนั้ ทา่ นเรยี กวา่ ภาวนามยั กศุ ล
(แปลว่า) บุญสำ� เรจ็ เกดิ ขึน้ ด้วยการภาวนา

ภาวนา แปลวา่ กระทำ� ความดใี หเ้ กดิ มขี น้ึ ในตน เปน็ กจิ ทที่ ว่ั ไปแกภ่ กิ ษุ สามเณร
อบุ าสก อบุ าสกิ า ใครทำ� ได้ ยอ่ มเปน็ กศุ ลกรรมสทิ ธเ์ิ ฉพาะตวั ผทู้ ำ� ผทู้ เี่ ชอื่ ปรยิ ตั ิ ปฏบิ ตั ิ
ปฏเิ วธ แล้ว ควรประพฤตติ นโดยจริงแท้

อธิบาย อิรยิ าบถ ๔

กิรยิ ายนื ก็ให้ประกอบภาวนาอยา่ งเดยี วกนั ใหเ้ ปลี่ยนแตอ่ ริ ยิ าบถเท่านั้น คอื
ยืนโดยกริ ยิ าสำ� รวมจิต ยนื ใหต้ รง ด�ำรงสตใิ ห้ม่นั แลว้ วางมอื ขวาทบั มอื ซ้าย ควำ่� มือ
ทง้ั สอง หลบั ตาหรอื ลมื ตา สดุ แทแ้ ตส่ ะดวกในการทำ� ของตน ไมม่ กี ารหา้ มอะไร แลว้
เพง่ “พทุ โธ กบั จติ ” ใหร้ วมลงเฉพาะกายเฉพาะจติ ทร่ี ู้ จนจติ ตง้ั มน่ั ได้ (นเ้ี ปน็ กริ ยิ ายนื
ตามระเบียบนยิ ม)

กริ ยิ าเดนิ เรยี กวา่ เดนิ จงกรม เดนิ โดยกริ ยิ าอยา่ งนี้ คอื ใหก้ ำ� หนดทางสน้ั ยาว
กวา้ ง แคบ สดุ แทแ้ ตเ่ ราตอ้ งการ และควรทำ� ทางใหเ้ สมอ ไมใ่ หส้ งู ๆ ตำ่� ๆ เพอ่ื สะดวกแก่
การเดนิ จะเดนิ เรว็ หรอื ชา้ กา้ วขาสนั้ ยาว สดุ แทแ้ ตส่ ะดวก และอยา่ เงยหนา้ นกั อยา่ กม้
หนา้ นัก ให้พอดี แลว้ (ให)้ สำ� รวมจกั ษุพอสมควร วางมือท้ังสองลงข้างหน้าทับกัน
เหมอื นกบั ยนื ตลอด การทำ� จติ กเ็ หมอื นกบั อริ ยิ าบถทก่ี ลา่ วแลว้ (นเี้ ปน็ กริ ยิ าเดนิ ตาม
ระเบียบนิยม)

กริ ยิ าน่ัง จะอธิบายเป็นแบบอย่างไวอ้ ีก คอื ให้วริ ัติเจตนา ละเวน้ ในองค์ศีล ๕
ศลี ๘ ศลี ๑๐ ศลี ๒๒๗ ตามชนั้ ภมู ขิ องตนใหบ้ รสิ ทุ ธก์ิ อ่ น เมอ่ื เหน็ วา่ เรามศี ลี บรสิ ทุ ธิ์
แลว้ ใหเ้ ขา้ นง่ั ตามระเบยี บ คอื นงั่ ขดั สมาธิ เอาขาขวาทบั ขาซา้ ย นงั่ ไหวป้ ระนมมอื กอ่ น
แลว้ ระลกึ ถงึ คณุ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ มาเปน็ ทพี่ ง่ึ ของตน วา่ เมตตาพรหมวหิ าร ๔
แลว้ ว่า

96

พทุ โฺ ธ เม นาโถ.
ธมฺโม เม นาโถ.
สงโฺ ฆ เม นาโถ.

แลว้ วา่ พทุ ฺโธๆ ธมโฺ มๆ สงฺโฆๆ

จบแล้วประนมมอื ไหว้ แล้ววางลงข้างหน้า บรกิ รรมภาวนาค�ำเดยี วเหนยี่ วเปน็
อารมณ์ คอื พทุ โฺ ธ อยทู่ ลี่ มหายใจเทา่ น้ี ใหส้ ำ� รวมจติ ไวใ้ นกาย อยา่ สง่ จติ ไปขา้ งนอก
ใหเ้ พง่ ดแู ตก่ ายของตนเอง คอื เพง่ ดู ธาตดุ นิ ธาตนุ ำ้� ธาตลุ ม ธาตไุ ฟ๑ แลว้ ปลอ่ ยวาง
อาการเสยี เอาจติ กบั พทุ โฺ ธตง้ั ไวท้ ล่ี มหายใจเขา้ ออก ทำ� ความรอู้ ยู่ อยา่ ใหล้ มื ตวั จงึ จะ
ถูกค�ำทว่ี ่าพุทฺโธ เพราะ พทุ ฺโธ แปลว่า เปน็ ผูต้ ืน่ อยู่ ได้แก่ “ผ้มู ีสต”ิ น่นั เอง (น้เี ปน็
กิรยิ าน่ังสมาธติ ามระเบยี บนิยม)

กริ ยิ านอน คอื นอนตะแคงข้างขวา เอามอื ขวารองศรี ษะ ยดื มอื ซา้ ยไปตามตวั
ไมน่ อนขด นอนควำ่� นอนหงาย นอนตะแคงขา้ งขวาน้ี เปน็ กริ ยิ าทดี่ งี ามและเปน็ กริ ยิ า
ท่ีกล้าหาญ เป็นกริ ยิ าที่มีชยั ไม่เศรา้ โศก เป็นกริ ยิ าท่ไี ม่จนใจ เปน็ กริ ยิ าที่ทรงศีล
ทรงธรรม เมือ่ ท�ำได้เช่นนแี้ ล้ว ให้สำ� รวมสตใิ ห้มน่ั อยู่ด้วยคำ� บริกรรมภาวนาประจ�ำ
อริ ยิ าบถนน้ั (นี้โดยกิริยานอนตามระเบยี บนยิ ม)

อริ ยิ าบถทงั้ ๔ นี้ เปน็ แตเ่ ปลย่ี นแปลงพกั ผอ่ นอริ ยิ าบถของกาย สว่ นทำ� ภาวนานน้ั
ให้คงตามเดิม อย่าปล่อยอารมณ์เดิมที่ตนภาวนาอยู่ คอยส�ำรวมระวังรักษาจิตไว้
ทกุ อริ ยิ าบถ แตท่ จี่ รงิ ผฝู้ กึ หดั ใหมใ่ นเบอื้ งตน้ นน้ั ควรทำ� ในอริ ยิ าบถ ๒ ไวใ้ หม้ ากกอ่ น
คอื อริ ิยาบถนั่ง ๑ อิรยิ าบถเดินจงกรม ๑ อริ ยิ าบถทั้ง ๒ นี้ ควรประกอบในภาวนา
ใหม้ ากๆ จติ จกั เปน็ สมาธไิ ดง้ า่ ย สว่ นอริ ยิ าบถยนื และนอน จติ ไมส่ จู้ ะรวมงา่ ย เวลา
นอนภาวนาจะกลายใหห้ ลับไปกไ็ ด้ ส่วนอริ ยิ าบถยนื จิตไม่สู้จะรวมสนิทดี

๑ การเพง่ ก็คือ เจริญพระกรรมฐานภายในใจ

97

ถา้ เปน็ ผชู้ ำ� นาญแลว้ เหน็ วา่ ไมข่ ดั ขอ้ งในการทำ� สมาธขิ องตนแลว้ ใหท้ ำ� ในอริ ยิ าบถ
ทั้ง ๔ เสมอๆ ยงิ่ ดี ไม่มีหา้ ม ทำ� ได้ทุกลมหายใจเขา้ ออกไดย้ ง่ิ ดีมาก

การนอนตะแคงขา้ งขวานน้ั เรยี กวา่ สหี ไสยาสน์ ราชสหี น์ อน นอนตะแคงขา้ งซา้ ย
นนั้ เรยี กวา่ กามโภคี คอื กริ ยิ าทหี่ นกั ในทางกาม นอนควำ่� นนั้ เรยี กวา่ ตริ จั ฉานไสยาสน์
นอนเหมือนสัตว์บางจ�ำพวกเป็นโมหะกิริยา คือกิริยาท่ีมืด นอนหงาย น้ันเรียกว่า
เปตไสยาสน์ เป็นกิริยาเปรตและคนที่ตาย เป็นกิริยาท่ีแพ้ เป็นกิริยาท่ีสิ้นท่าทาง
เมอ่ื นอนหลับ ลมเดนิ แรงอาจจะอา้ ปากและกรนไปตา่ งๆ แต่ไมห่ า้ มเด็ดขาดทีเดยี ว
จะเปลี่ยนแปลงก็ไดพ้ อหายเมอ่ื ย

เมอ่ื จะทำ� จติ จรงิ ๆ แลว้ กเ็ ปลย่ี นไปหาอริ ยิ าบถทถ่ี กู ตอ้ งเสยี แลว้ ทำ� จติ ใหม้ สี ติ
รกั ษาจิตให้มนั่ คงองอาจ จนจติ เป็นสมาธิ

อุบายทั้งหลายที่กล่าวมาน้ี เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นแน่วแน่ลงเป็นขณิกสมาธิบ้าง
อปุ จารสมาธิบา้ ง อปั ปนาสมาธบิ า้ ง

สมาธิน้เี ปน็ เครื่องปราบกเิ ลสอยา่ งหนงึ่ กล่าวคอื นิวรณธ์ รรมท้งั ๕ นิวรณน์ ้ี
เปน็ ขา้ ศึกของสมาธิโดยแท้ คอื คอยกันจติ มใิ ห้ต้งั ม่นั ลงได้ เมอ่ื เกิดขึ้นแลว้ อย่างใด
อยา่ งหนง่ึ ไมอ่ าจสามารถจะแลเหน็ ธรรมของจรงิ ได้ เพราะเปน็ เครอ่ื งปอ้ งกนั จติ ไมใ่ ห้
บรรลถุ งึ ความดี เหตนุ น้ั จึงเรยี กว่า ข้าศึกของสมาธิ

หมวดนิวรณ์ธรรม ๕

๑. กามฉนั ทะ ความพอใจรกั ใครใ่ นวตั ถกุ าม กอ่ นทจ่ี ะยนิ ดใี นวตั ถกุ ามนน้ั อาศยั
กิเลสกาม มรี าคะเป็นต้น แล้วเกิดความกำ� หนัดขึน้ กับจิตกอ่ น จงึ มคี วามรกั ใครใ่ น
วัตถุกาม คอื จติ ก�ำหนดั รักใครย่ นิ ดลี ่มุ หลงอยูใ่ นรูป เสยี ง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เย็น
รอ้ นออ่ นแขง็ ธรรมารมณท์ เี่ กดิ กบั ใจ เปน็ ไป (ใน) ฝา่ ยกศุ ลบา้ ง อกศุ ลบา้ ง เรยี กวา่
กามฉันทนวิ รณ ์

98

๒. พยาปาทะ คอื มจี ติ ปรารถนาในรปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์
ไม่ได้สมหวัง แล้วก็คิดพยาบาทปองร้ายแก่มนุษย์และสัตว์ท้ังหลายที่ตนไม่ชอบใจ
จิตพยาบาทนีจ้ ดั เป็นมิจฉาทิฏฐอิ กี ประเภทหนงึ่ จงึ เรยี กว่า พยาบาทนวิ รณ์

๓. ถนี มทิ ธะ คอื จติ โงกงว่ ง หงดุ หงดิ จติ หดหู่ เคลบิ เคลม้ิ หาวนอน และเกยี จครา้ น
เมอื่ ครอบงำ� จติ ไดแ้ ลว้ กม็ ใิ หก้ ระทำ� ความดไี ด้ จงึ เรยี กวา่ ถนี มทิ ธนวิ รณ์

๔. อทุ ธจั จกกุ กจุ จะ คอื ความไมส่ งบแหง่ จติ คดิ ฟงุ้ ซา่ นรำ� คาญใจ ฟงุ้ ไปสอู่ ารมณ์
ภายนอก มรี ูปารมณ์เป็นตน้ คอื ไดแ้ กค่ วามไม่ร้คู วามจริงของอายตนะทัง้ ภายนอก
และภายใน ไมร่ จู้ กั อบุ ายทจ่ี ะขม่ จติ ของตนใหต้ งั้ อยใู่ นกมั มฏั ฐานบทใดบทหนง่ึ จงึ ฟงุ้
ไปตามอารมณต์ า่ งๆ จติ ดวงนก้ี ม็ าจากกามฉนั ทะนน่ั เอง คอื เกดิ ขน้ึ จากความปรารถนา
บา้ ง จากความไมป่ รารถนาบา้ ง อารมณท์ งั้ ๒ น้ี เมอื่ ไมส่ มหวงั แลว้ กเ็ กดิ ความฟงุ้ ซา่ น
ร�ำคาญใจ จึงเรียกว่า อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์

๕. วจิ กิ จิ ฉา คอื จติ สงสยั ลงั เลไมแ่ นใ่ จในอารมณท์ ง้ั ปวง ไดแ้ ก่ ความไมต่ กลงใจ
วา่ “สง่ิ นผี้ ดิ หรอื ถกู ดหี รอื ชวั่ ” มคี วามสำ� คญั ตา่ งๆ เปน็ ตน้ วา่ สงิ่ ทถี่ กู สำ� คญั วา่ “ผดิ ”
ส่งิ ท่ีผดิ สำ� คัญวา่ “ถกู ” คดิ ไมต่ กลงแน่นอนได้ จงึ เรียกว่า วิจกิ ิจฉานิวรณ์

อบุ ายท่แี กน้ วิ รณ์

๑. กามฉนั ทะนัน้ ควรใช้อบุ าย ๓ อย่าง คอื

๑) ใหเ้ พ่งพิจารณาวัตถุทต่ี นรกั ใครน่ น้ั ให้เห็นเป็น อนิจจฺ ํ ความไม่เทยี่ งถาวร
ทกุ ขฺ ํ ความเป็นทุกขด์ ว้ ยพยาธเิ บยี ดเบยี นอยู่เสมอ เพง่ จนเห็นวา่ เปน็ อนตฺตา ไม่ใช่
ตัวตนเราเขาอะไร จนเห็นวา่ “แมเ้ ราได้รับสขุ สมปรารถนาแลว้ สง่ิ นัน้ ก็ย่อมไมเ่ ป็น
กรรมสิทธ์ิอยู่เอง ล้วนแต่จะละท้งิ ทอดท้งิ ทกุ ตวั ตน” ดงั น้ี ถา้ ยงั ก�ำเรบิ อยู่ ใหเ้ พง่ ต่อ
ไปอีก

๒) ควรเพง่ พจิ ารณาใหแ้ ยบคาย คอื ใหเ้ พง่ อสภุ นมิ ติ ทำ� ความเหน็ ใหต้ รงเขา้ ไป

99

สปู่ ฏกิ ลู โสโครก ไมส่ วยไมง่ าม คอื เจอื ปนไปดว้ ยของนา่ เกลยี ด และเปน็ ทอี่ ยขู่ องสตั ว์
ตา่ งๆ มหี นอนเปน็ ตน้ ถงึ เราจะหาอบุ ายมาปฏบิ ตั ขิ ดั เกลาดว้ ยอาการใดกด็ ี ยงั ไมพ่ น้
ไปไดด้ ังน้ี ควรเพ่งต่อไปอกี

๓) ควรเพง่ พจิ ารณาใหแ้ ยบคายจนกวา่ จติ จะรจู้ รงิ เหน็ จรงิ ตามสภาพ คอื ใหเ้ หน็
ลงวา่ “รปู กายนก้ี ส็ กั แตว่ า่ ธาตทุ ง้ั ๔ ประชมุ กนั เขา้ มจี ติ วญิ ญาณทห่ี ลงเขา้ ครอบครอง
สิงอย่ชู ่ัวคราว ราวกบั วา่ หอยเสฉวนออกเปลอื กนีเ้ ขา้ เปลอื กโนน้ ไม่จริงไม่จงั อะไร”
ใหข้ ม่ จติ ลงเฉพาะอารมณท์ เี่ พง่ อนั เดยี วจนเกดิ สมาธอิ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ กามฉนั ทนวิ รณ์
กจ็ ะเบาลงหรือหายไป

๒. พยาปาทะเกดิ ขนึ้ หรอื กำ� เรบิ นนั้ คอื “สตอิ อ่ น” มี ปฏฆิ ะนมิ ติ ตาโยนโิ สมนสกิ าร
คอื การนกึ โดยปราศจากอบุ ายทแี่ ยบคายในสง่ิ ทกี่ ระทบใจของตน เกดิ ความโกรธแลว้
คดิ จะแก้แคน้ ตอบแทน ม่งุ มาดคาดหมายไว้ในใจแหง่ ตน เรียกวา่ พยาบาทปองร้าย

ควรใช้อุบายระงับเสยี ดงั น้ี คอื

๑) เมตตานมิ ติ ตอคุ คหะ “ใหเ้ จรญิ เมตตาจติ ” โดยเฉพาะหรอื ไมเ่ ฉพาะ และทวั่ ไป
อย่างใดอยา่ งหนึ่ง
๒) เมตตาภาวนานโุ ยค “ใหต้ งั้ ใจเจรญิ เมตตาแผไ่ มตรจี ติ ” คดิ จะใหผ้ อู้ น่ื เปน็ สขุ
และตนเปน็ สุข
๓) กมั มสั สกตาปจั จเวกขณตา ใหพ้ จิ ารณาถงึ กรรมของตนและผอู้ นื่ วา่ “สตั ว์
ทง้ั หลาย มกี รรมเปน็ ของๆ ตน ตนจะไดด้ หี รอื ชว่ั กเ็ พราะกรรมทท่ี ำ� ” ใหเ้ หน็ วา่ “พยาบาท
น้เี ปน็ กรรมฝา่ ยชั่ว” ถ้าเราเหน็ ว่าชัว่ แล้ว เราและคนอนื่ ย่อมไมป่ รารถนาสกั คนเลย
ในโลก
๔) ปฏสิ งั ขานพหลุ ตา (ปะ-ฏ-ิ สงั -ขา-นะ-พะ-ห-ุ ละ-ตา) ใหพ้ จิ ารณาใหม้ าก
เข้าทุกทีในอบุ ายนัน้ ๆ
๕) กลั ยาณมติ ตตา ใหค้ บหาสมาคมแตบ่ คุ คลทมี่ เี มตตาภาวนา คอื ผมู้ ใี จรกั ใคร่
เอน็ ดูผอู้ ่ืน ไดแ้ ก่ ผูท้ ีม่ ีศลี ธรรม

100

๖) สปั ปายกถา ใหห้ มนั่ ศกึ ษาปรารภแตเ่ รอ่ื งสบายใจ ไดแ้ กพ่ ดู เรอ่ื งเมตตาภาวนา
หรือพูดแต่สิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้พูดและผู้ฟัง ให้กระทำ� จิตใจของเราดำ� เนินอยู่
เสมอๆ
๗) สจั จทมะ ตั้งความสัตยว์ ่า “เราจักข่มใจของเรา เพ่งดูโทษของตนท่มี อี ยู่ใน
กายในใจของเราเอง เราจกั ไม่เพง่ ใครๆ ท้ังหมด” ท�ำความเหน็ ของเราใหต้ รงเขา้ มา
หาใจว่า “ความพยาบาทนี้เกดิ ข้ึนทจ่ี ติ ใจ เราจะตอ้ งแก้ทใี่ จเราเอง” ดงั น้ี

อบุ ายท้ัง ๗ นี้ เป็นเหตุให้ละความพยาบาท (ผกู โกรธ) ไดด้ ีทีเดยี ว

๓. ถนี มทิ ธะ ควรใช้อุบายระงบั เสีย ดังน้ี คอื

๑) อติโภชนนมิ ติ ตกตา การไมบ่ ริโภคอาหารมากนัก
๒) อริ ยิ าปถสมั ปรวิ ตั ตคหตา (ปะถะสมั ปะรวิ ตั ตะคะหะตา) การเปลย่ี นอริ ยิ าบถ
ใหเ้ สมอๆ กัน
๓) อาโลกสญั ญามนสกิ าร การนกึ ถงึ แสงสวา่ งใหเ้ ขา้ มาเฉพาะหนา้ ทเี่ ราทำ� ความ
เพียร
๔. อัพโภกาสวาส ใหแ้ สวงหาอยูใ่ นทแี่ จ้งรกุ ขมูล และที่หา่ งไกลจากหมูบ่ ้าน
๕) กลั ยาณมติ ตตา ใหค้ บเพอ่ื นพรหมจรรยท์ ดี่ งี าม ไมง่ ว่ งเหงา คบทา่ นผมู้ ฌี าน
ไดย้ ง่ิ ดี
๖) สปั ปายกถา ให้พดู แต่เรือ่ งทสี่ บายใจ เช่น พดู ถงึ เรื่องทีจ่ ะทำ� ความดีตา่ งๆ
มธี ุดงค์ เป็นตน้

ถีนมิทธะน้ี เหตทุ จี่ ะละได้ขาดแลว้ ต้องพระอรหัตตมรรค แตต่ ้องละไปตั้งแต่
ปถุ ชุ นนโี้ ดยลำ� ดบั อบุ ายเหลา่ นเี้ ปน็ เครอ่ื งละถนี มทิ ธนวิ รณ์ (อา่ นวา่ ถ-ี นะ-มดิ -ธะ-
นิ-วอน)

๔. อทุ ธจั จกกุ กุจจะ ควรใชอ้ บุ ายหลายอยา่ งดังตอ่ ไปนี้ คอื

๑) พหุสสุตา ใหห้ มนั่ สดับตรบั ฟังเลา่ เรียนใหม้ าก
๒) ปริปจุ ฉตา ใหห้ ม่นั สอบถามและบ�ำเพญ็ ตามอยูเ่ สมอๆ

101

๓) วนิ ยปกตญั ญตุ า (ว-ิ นะ-ยะ-ปะ- กะ-ตนั -ญ-ุ ตา) ใหเ้ ปน็ ผฉู้ ลาดตรติ รอง
ในศลี ธรรมทต่ี นปฏิบตั ิอยู่
๔) วฑุ ฒเสวติ า ใหค้ บหาทา่ นผใู้ หญโ่ ดยศลี ธรรม และมวี ชิ ชาจรรยาดี รอบคอบ
๕) กลั ยาณมิตตตา ให้คบแต่มิตรท่ดี ีงาม
๖) สปั ปายกถา ใหพ้ ดู แตเ่ รอื่ งทท่ี ำ� ใหส้ บายใจ ไดแ้ กพ่ ดู ชแี้ จงในเรอื่ งทคี่ วรและ
ไม่ควร

อุทธจั จะ ความฟุ้งซ่านนี้ จะละขาด ไดแ้ ก่ พระอรหัตตมรรค
กกุ กจุ จะ ความรำ� คาญใจ จะละขาด ไดแ้ ก่ พระอรหตั ตมรรค แตต่ อ้ งละไปตง้ั แต่
ปุถชุ นนโี้ ดยล�ำดับ

๕. วิจิกิจฉา ควรใช้อุบายหลายอยา่ งดังตอ่ ไปน้ี คอื

๑) พหุสฺสตุ า ให้เปน็ ผูท้ ำ� ความศึกษาเลา่ เรยี นไวม้ ากๆ
๒) ปรปิ จุ ฺฉตา ให้หมัน่ สอบถามทา่ นผู้ชำ� นาญเสมอๆ
๓) วินยปกตญฺญุตา ใหเ้ ปน็ ผชู้ ำ� นชิ ำ� นาญในศลี ธรรมทตี่ นประพฤตปิ ฏบิ ตั อิ ยนู่ น้ั
๔) อธโิ มกขฺ พหุลตา เปน็ ผมู้ ีความเช่ือมากในทางดี
๕) กลฺยาณมิตตฺ ตา ใหค้ บแต่ท่านผู้เปน็ คนดี
๖) สปฺปายกถา ให้พดู แต่เรอ่ื งทีจ่ ะให้สบายใจ เปน็ ตน้ ว่าพรรณนาถึงคุณพระ
รัตนตรยั

จะให้หมดสงสัยในคุณพระรตั นตรยั ได้แก่ พระโสดาปัตติมรรคและผล คอื
วจิ กิ จิ ฉาน้ี จะละขาดไดใ้ นเมอื่ บรรลพุ ระโสดาปัตตมิ รรค และโสดาปัตติผล

รวมลงนวิ รณท์ ง้ั ๕ นนั้ ถา้ มาเพง่ กายจนเหน็ แจม่ แจง้ เพง่ จติ จนมนั่ คงแนว่ แนแ่ ลว้
นิวรณย์ ่อมดับไป เพราะนวิ รณเ์ กิดข้ึนท่ีกายท่จี ติ เกดิ ขน้ึ ทไ่ี หนให้ดบั ท่นี ัน้

นวิ รณน์ เ้ี ปน็ กเิ ลสอยา่ งกลาง ทำ� จติ ใหเ้ ปน็ สมาธแิ กไ้ ขจงึ จะระงบั ได้ อกี ประการ
หน่งึ เรียกวา่ ขา้ ศึกของสมาธโิ ดยตรง

102

ขา้ ศกึ โดยออ้ ม นน้ั ไดแ้ ก่ ปตี หิ า้ ๑ บรกิ รรมภาวนา ๑ อคุ คหนมิ ติ ๑ ปฏภิ าค-
นมิ ติ ๑

ธรรมทงั้ หลายเหลา่ น้ี ถา้ รทู้ นั ยอ่ มเปน็ หนทางแหง่ มรรคผลนพิ พาน ถา้ รไู้ มเ่ ทา่ ทนั
ยอ่ มตดิ พนั อยจู่ ะกลายเปน็ ขา้ ศกึ ของสมาธแิ ละปญั ญาทดี่ ี นเี้ ปน็ ขา้ ศกึ อยา่ งกลางของ
สมาธิ

ข้าศกึ อย่างละเอยี ด ไดแ้ ก่ วิปสั สนปู กิเลส ๑๐ อย่าง อาการใดอาการหน่ึง
เม่ือเกิดข้ึนแล้ว ถ้าสติปัญญาอ่อนย่อมท�ำให้เข้าใจผิด หลงลืมพล้ังเผลอฟุ้งซ่าน
เคลบิ เคลม้ิ ไป กลายเปน็ ของทข่ี ลงั ไปตา่ งๆ ในทส่ี ดุ กจ็ ะเขา้ ใจวา่ ตนไดส้ ำ� เรจ็ พระอรหตั
รไู้ ม่เท่าทนั แลว้ ย่อมหลงไป ไม่อาจสามารถให้บรรลุคณุ ธรรมสูงสุดได้

เหตนุ ้ี จงึ ควรทำ� ความปลอ่ ยวาง-ความรอู้ ยา่ งนน้ั -ความเหน็ อยา่ งนนั้ ตามสภาพ
ของความจรงิ ทำ� ความรรู้ อบคอบของตนให้ม่ันคง อยา่ ใหข้ า้ ศึกเหล่าน้เี ข้าทบั จิตได้
ขา้ ศกึ เหลา่ นจี้ ะอธบิ ายโดยลำ� ดบั แหง่ สมาธิ เพราะเปน็ ของทเ่ี กดิ ขนึ้ โดยลำ� ดบั แหง่ สมาธิ
แตค่ วามจรงิ เปน็ ของทมี่ อี ยแู่ ลว้ แตเ่ ราไมร่ ู้ เพราะจติ ไมต่ ง้ั มนั่ จงึ ไมร่ สู้ กึ วา่ “ธรรมเหลา่ นี้
มอี ย”ู่ เมอื่ ท�ำสมาธิเข้าแลว้ ย่อมปรากฏอย่างใดอยา่ งหนึ่ง เม่อื เห็นนิมิตคงมีความรู้
เม่ือความรู้เห็นเกดิ มขี ึ้นแลว้ ย่อมตืน่ และยินดี เพราะเข้าใจว่าเพง่ิ มมี า ถ้าเข้าใจวา่ มี
อยู่แลว้ ในจติ ก็ไมต่ ่ืนและยนิ ดยี ินร้ายจนลุ่มหลงทำ� ใหส้ มาธเิ สอื่ มไป

การทจี่ ะทำ� จติ ใหต้ ง้ั มนั่ เปน็ สมาธไิ ดน้ นั้ จะตอ้ งศกึ ษาในกมั มฏั ฐานเสยี กอ่ น เพราะ
เปน็ อารมณข์ องสมาธิ จะศกึ ษาในกมั มฏั ฐานนน้ั จะตอ้ งศกึ ษาในจรติ ของตนอกี เพราะ
จรติ นนั้ เปรยี บเสมือนสมุฏฐานของโรค กัมมัฏฐานเปรยี บเหมอื นยาแก้โรค ฉะนั้น

จรติ แปลว่า ความประพฤติเป็นไปของสัตวโลกทีเ่ ปน็ อยู่ มี ๖ อยา่ ง คือ

๑. ราคจรคิ คอื จติ ทเ่ี ปน็ ราคะชอบก�ำหนัด
๒. โทสจริต คือ จิตทหี่ งดุ หงดิ โกรธง่าย
๓. โมหจริต คือ จติ ทม่ี ักหลงงมงาย

103

๔. วิตกจรติ คือ จติ ที่มีวติ กคดิ พล่านไปเสมอๆ
๕. สทั ธาจรติ คอื จติ ทีม่ ีความเช่ืองา่ ยใจเรว็
๖. พุทธจิ ริต คือ จติ ทช่ี อบคิดนึกตรกึ ตรองใช้ความร้เู ปน็ ปกติ

อธิบาย จริต ๖

จริต ๖ อย่างนี้ ย่อมมสี ัญญาอารมณต์ ่างๆ กนั แตค่ วามจรงิ นนั้ จรติ ทงั้ หมด
ย่อมมีบรบิ ูรณ์อยใู่ นจิตทุกๆ คน

ธรรมดาจติ ทยี่ งั หลงอยู่ ยอ่ มเปน็ อยใู่ นวงน้ี แตเ่ วลาขณะจติ หยดุ พกั ในอารมณน์ น้ั
ตา่ งๆ กนั ถา้ จติ ใจหยดุ ทไ่ี หนบอ่ ยหรอื นาน กเ็ รยี กวา่ มจี รติ อนั นน้ั คอื มอี าการแรงกลา้
ตา่ งกัน ผปู้ ฏิบัติจงสงั เกตตนเองดูก็จะรูไ้ ด้ทนั ที เช่น

บางขณะจิต กเ็ กดิ ความกำ� หนดั
บางขณะจติ กห็ งุดหงิดโกรธง่าย
บางขณะจติ ก็คดิ อะไรไม่ออกมักหลง
บางขณะจิต ก็วติ กพลุกพล่านไป
บางขณะจิต ก็เช่ือง่ายงมงาย
บางขณะจติ ก็ชอบคดิ หรอื รู้พล่านไป

เมอื่ เปน็ เชน่ น้ี จรติ ทง้ั ๖ กร็ วมลงทจี่ ติ ดวงเดยี ว แตส่ ง่ ไปตามอารมณต์ า่ งๆ เหตนุ น้ั
ผู้ปฏบิ ตั ิธรรมกส็ �ำเรจ็ ต่างกนั เรว็ บ้าง พอปานกลางบา้ ง ชา้ บ้าง ความเป็นไปเช่นนั้น
กเ็ นอื่ งมาจากจริต ๖ คอื จรติ เดิมเป็นสมุฏฐาน

ย่นจริตลงคงมี ๓ ประเภท คอื

๑. โทสะกบั พุทธิ ทั้ง ๒ น้ี เป็นปญั ญาธิกะ เจรญิ สมถะนอ้ ย วปิ ัสสนามาก
ตรสั รเู้ รว็ ถา้ เปน็ ผถู้ งึ กระแสธรรมชน้ั แรก คอื โสดาบนั บคุ คลจกั ไดเ้ อกพซี ี จะตอ้ งเกดิ
อกี ชาตเิ ดยี ว น้ีประการหนึง่

104

๒. ราคะกับสัทธา ท้งั ๒ นี้ เป็นสัทธาธกิ ะ เจรญิ สมถะกับวิปสั สนาเสมอๆ กนั
ตรสั รพู้ อปานกลาง ถา้ เปน็ ผถู้ งึ กระแสธรรมกจ็ กั ไดโ้ กลงั โกละ จะตอ้ งเกดิ อกี ๓ ชาติ
๔ ชาติ นีป้ ระการหน่ึง

๓. วิตกกับโมหะ ทั้ง ๒ น้ี เป็นวิริยาธิกะ เจริญสมถะเป็นส่วนมากก่อน
จงึ จะเจรญิ วปิ สั สนาได้ เปน็ ผตู้ รสั รชู้ า้ แตม่ วี ชิ ชามาก ถา้ สำ� เรจ็ โสดาบนั จะตอ้ งเกดิ อกี
๗ ชาติ นป้ี ระการหน่ึง

ทีส่ �ำเรจ็ ตา่ งๆ กันน้ัน ก็เพราะจริตเป็นเหตุ

เนกขมั มจิต คือ การที่ทำ� จิตออกจากกามได้ตา่ งๆ กัน

- ตรสั รเู้ ร็ว เปน็ เนกขัมมปรมตั ถบารมี
- ตรัสรู้พอปานกลาง เปน็ เนกขัมมอุปบารมี
- ตรัสรู้ชา้ เปน็ เนกขมั มบารมี

นส้ี ำ� หรบั พระโสดาบนั บคุ คล ออกจากกาม ในชนั้ นส้ี ำ� หรบั สาวกภมู ิ ทา่ นเหลา่ นน้ั
ใชค้ วามเพยี รยงิ่ หยอ่ นกวา่ กนั หรอื อบรมสอ้ งเสพตา่ งๆ กนั ความจรงิ จะเปน็ อาการใด
กต็ าม ยอ่ มมอี ารมณเ์ พยี ง ๒ อยา่ ง คอื “ด”ี กบั “ชวั่ ” เทา่ นนั้ รวมลงจรติ อะไรกต็ าม
ย่อมมอี ยู่ในจิตดวงเดียว เมื่ออารมณข์ องจิต มี ๒ อย่าง ก็ควรที่จะยน่ รวมพระ
กมั มฏั ฐานลง ๒ อยา่ งเหมอื นกนั จงึ จะเปน็ ไปเพอ่ื ความตงั้ มนั่ แหง่ จติ จรติ อะไรกต็ าม
ย่อมควรแกก่ มั มฏั ฐาน ๒ อยา่ งทง้ั หมด

กัมมฏั ฐาน ๒ คอื

๑. สมถกัมมัฏฐาน แปลว่า ธรรมที่เปน็ อบุ ายสงบใจ
๒. วิปสั สนากัมมฏั ฐาน แปลว่า ธรรมทีเ่ ป็นอุบายเรอื งปญั ญา รู้เหน็ ในทางใจ

อารมณ์ของสมถกัมมฏั ฐานน้นั ตามทีเ่ กจิอาจารยก์ ล่าวไวใ้ นคัมภรี ต์ า่ งๆ มถี ึง
๔๐ ทัศ แมจ้ ะมีมากกจ็ ริง แต่ตอ้ งรวมอยู่ในสมถกัมมัฏฐาน ๒ ประเภทท้ังหมด

105

สมถกมั มฏั ฐาน ๒ ประเภทน้ัน คอื ๑. รปู กัมมัฏฐาน ๒. อรปู กมั มฏั ฐาน

อธบิ าย รปู กมั มัฏฐาน อรปู กมั มัฏฐาน๑

๑. รปู กมั มฏั ฐาน นน้ั หมายเอารปู ทป่ี รากฏอยใู่ นกายตนและคนอน่ื คอื มหาภตู รปู
ท้ัง ๔ มี ธาตดุ ิน ๑ ธาตนุ ำ้� ๑ ธาตุไฟ ๑ ธาตุลม ๑ ประชมุ กันเข้าเรยี กวา่ “รูปกาย”
หรอื จะมอี ยทู่ ไ่ี หนกต็ าม สง่ิ ทแ่ี ลเหน็ ดว้ ยตาเปน็ มหาภตู รปู ทง้ั นน้ั นเี้ รยี กวา่ รปู กมั มฏั ฐาน
ประเภทหนึง่

๒. อรปู กมั มฏั ฐาน นน้ั หมายเอาอาการทรี่ สู้ กึ ทางใจ คอื ไมป่ รากฏแลเหน็ ดว้ ยตา
เรยี กว่า อรูปกัมมฏั ฐาน ได้แก่ นามธรรมทงั้ ๔ คอื

๑) เวทนา ความเสวยอารมณ์ มี สขุ ทกุ ข์ อุเบกขา
๒) สญั ญา ความจำ� ไดห้ มายรวู้ า่ นนั่ “รปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์
ดี ช่ัว”
๓) สังขาร ความคิดปรงุ แตง่ ในทางดีทางช่วั และไมด่ ไี ม่ช่วั
๔) วญิ ญาณ ความรแู้ จง้ ในทาง ตา หู จมกู ลนิ้ กาย ใจ อนั รสู้ กึ มปี รากฏอยทู่ กี่ าย
ทจ่ี ติ ของตน เรยี กงา่ ยๆ กค็ อื กาย ๑ จติ ๑ ภาษาบาลี เรยี กวา่ นามธรรม ๑ รปู ธรรม ๑
เท่าน้ี

อธบิ าย วธิ ีทำ� ให้เป็นสมถะ

รปู กมั มัฏฐาน ท�ำใหเ้ ป็นสมถะนัน้ ต้องท�ำโดยอาการอย่างนี้ คือให้เอาธาตดุ ิน
น�้ำ ไฟ ลม ที่ปรากฏมอี ยู่ในกายเปน็ อารมณ์ของจิต อยา่ ส่งจติ คดิ นึกไปตามอารมณ์
ภายนอก ใหเ้ พง่ ลงเฉพาะกายเฉพาะจติ ของตน กำ� หนดเพง่ อยใู่ น ธาตดุ นิ โดยปญั จกะ
หมวด ๕ คอื

๑. เกสา ผมทั้งหลาย
๒. โลมา ขนทัง้ หลาย

๑ รปู กรรมฐาน อรปู กรรมฐาน น้ี ทแี่ สดงไวข้ า้ งตน้ ชอื่ วา่ กรรมฐานภายใน ณ ทน่ี ี้ ทา่ นแสดงในชอื่ สมถกรรมฐาน
ก็เพอ่ื เปน็ หนทางรุ่งโรจน์แห่งปญั ญา

106

๓. นขา เล็บท้ังหลาย
๔. ทันตา ฟันทัง้ หลาย
๕. ตโจ หนังทห่ี มุ้ ห่อร่างกระดกู ทง้ั หลาย

ทงั้ ๕ อยา่ งน้ี ใหเ้ พง่ พจิ ารณาจนเหน็ เปน็ ของไมง่ าม ไมส่ ะอาด เปน็ ปฏกิ ลู โสโครก
โดยท่เี กดิ บ้าง ทอี่ ยบู่ ้าง โดยสีบา้ ง โดยสณั ฐานบา้ ง โดยกล่ินบ้าง ให้นึกเพง่ อยู่
อยา่ งน๒้ี

ถา้ จติ ยงั ไมส่ งบ ใหต้ รวจดอู กี คอื เพง่ พจิ ารณา ธาตนุ ำ้� ทมี่ อี ยใู่ นกาย โดยปญั จกะ
หมวด ๕ อีก คอื

๑. ปิตตงั นำ�้ ดี สีเขยี ว รสขม
๒. เสมหงั นำ้� เสลด ทีค่ อยปิดกล่ินอาหารไมใ่ หฟ้ ุง้ ขน้ึ มาทางทวารปาก
๓. ปพุ โพ น�ำ้ หนอง ท่ีพพุ องเปือ่ ยเนา่ เกดิ มีขน้ึ ในเวลาเป็นแผล
๔. โลหิตัง น้�ำเลือดมีเลือดแดง เลือดด�ำ เลือดขาว อันซาบซ่านอยู่ท่ัว
สรรพางค์กาย
๕. เสโท นำ�้ เหง่ือ ที่ไหลออกในคราวกระทบความรอ้ นจัด

ทง้ั ๕ อยา่ งนใี้ หเ้ พง่ พจิ ารณาจนเหน็ เปน็ ของปฏกิ ลู นา่ เกลยี ด นา่ กลวั นา่ สยดสยอง
เปน็ ของปฏิกูล โดยทเี่ กิด ทอ่ี ยู่ และสี และกล่นิ และลกั ษณะอาการเหลา่ น้ี ใหเ้ พง่
กลบั ไปกลบั มาจนเหน็ ปรากฏในใจวา่ “เปน็ อยา่ งนน้ั ๆ จรงิ ” จติ จกั เกดิ ความสงบ

ถา้ ไมส่ งบ ใหค้ อยตรวจดู ธาตไุ ฟ ทปี่ รากฏอยใู่ นกายโดยจตกุ กะ หมวด ๔ อกี
คือ

๒ ทา่ นอธบิ ายวธิ เี พง่ พจิ ารณาไวเ้ หมอื นกบั ขา้ งตน้ ในชอื่ วา่ กรรมฐานภายใน แต่ ณ ทน่ี ี้ ทา่ นพลกิ แพลงแสดง
ในชอ่ื วา่ สมถกรรมฐาน แปลวา่ ธรรมทเี่ ปน็ อบุ ายสงบใจ คอื มงุ่ ใหจ้ ติ ใจตง้ั มน่ั อยใู่ นอารมณอ์ นั เดยี ว เนอื้ ความ
ทแี่ สดงนนั้ กจ็ ะเหมอื นๆ กนั ทง้ั นเ้ี มอื่ ศกึ ษาเขา้ ใจในเรอ่ื งใดเรอื่ งหนงึ่ แลว้ กเ็ ปน็ อนั เขา้ ใจทงั้ ๒ อยา่ ง เมอื่ ผศู้ กึ ษา
พอจะเข้าใจแนวปฏิบัติที่เป็นสมถกรรมฐานอันเป็นบาทแห่งวิปัสสนากรรมฐานตามวิธีท่ีท่านช้ีแจงแสดงไว้
ทงั้ ๒ แหง่ ไดบ้ า้ งแลว้ ขา้ งหนา้ ทา่ นอธบิ ายเปน็ วปิ สั สนากรรมฐาน กเ็ พอ่ื เปน็ หนทางเจรญิ แหง่ ปญั ญาตอ่ ไป
ขอนักศกึ ษาท้ังหลายคอ่ ยๆ เรยี น ค่อยๆ ศึกษาไป ก็จะเข้าใจได้เอง

107

๑. ไฟยังกายใหอ้ บอุน่
๒. ไฟยังกายใหก้ ระวนกระวายเรา่ รอ้ น
๓. ไฟเผาอาหารใหย้ อ่ ยยบั สำ� หรบั ตม้ กลน่ั อาหารสง่ ไปตามสรรพางคก์ าย (อาหาร
ทบ่ี รโิ ภคลงไปนนั้ คอื ฉบิ หายดว้ ยธาตไุ ฟเผาไปสว่ น ๑ เปน็ กากสว่ น ๑ หมหู่ นอนกนิ
ส่วน ๑ เล้ยี งรา่ งกายส่วน ๑ ดังน)้ี
๔. ไฟยังกายให้ทรุดโทรมเหยี่ วแห้งไป

รวมลงธาตไุ ฟท้ัง ๔ กองนี้ ใหพ้ ิจารณาจนเหน็ ธาตุไฟเหลา่ นัน้ เป็นไตรลักษณ์
คอื อนจิ จงั ความไมเ่ ทีย่ ง ทุกขงั เปน็ ทกุ ข์ อนตั ตา ไม่ใชต่ วั ตน ดงั นี้

ถา้ จติ ยงั ไมส่ งบ ใหพ้ จิ ารณา ธาตลุ ม โดยลำ� ดบั อกี คอื ใหร้ ลู้ กั ษณะของธาตลุ ม
โดยฉักกะ หมวด ๖ คอื

๑. ลมพัดขนึ้ เบื้องบน
๒. ลมพดั ลงเบ้อื งตำ่�
๓. ลมพดั ในทอ้ ง
๔. ลมพัดในลำ� ไส้
๕. ลมพัดไปทวั่ สรรพางค์กาย
๖. ลมหายใจเข้าออก

ใหพ้ จิ ารณาธาตุลมท้ังหลายเหลา่ นี้ เปน็ อนจิ ฺจํ ทุกขํ อนตฺตา อนั ใดอันหน่งึ
ถ้าจิตไม่สลดสงั เวช กใ็ หร้ วมลงธาตุดิน นำ้� ลม ไฟ ทงั้ ๔ กองน้ี เป็นจุดอนั เดียว
เรยี กวา่ รปู กมั มฏั ฐาน รปู ธรรมทงั้ หลายทกี่ ลา่ วมาน้ี ใหต้ รวจดจู นเกดิ ความสลดสงั เวช
คอื ใหเ้ หน็ เปน็ ของปฏกิ ลู นา่ เกลยี ดบา้ ง ใหเ้ หน็ เปน็ อนจิ จฺ ํ ไมเ่ ทยี่ ง คอยจะเปลย่ี นแปลง
อยเู่ สมอๆ บา้ ง ทุกฺขํ เปน็ ทุกขบ์ า้ ง อนตฺตา ไม่ใช่ตัวตนเราเขาบา้ ง เมอื่ เหน็ เชน่ นัน้
จนจติ สงบตัง้ มัน่ รวมอยู่ เรียกว่า สมถภาวนา

อบุ ายทง้ั หลายทกี่ ลา่ วมาน้ี สำ� หรบั ทำ� ใหจ้ ติ สงบตงั้ มนั่ และทำ� สตใิ หแ้ กก่ ลา้ มกี ำ� ลงั
แตเ่ มอ่ื พิจารณาอาการทก่ี ลา่ วมานน้ั อยู่ ใหห้ ยุดค�ำบรกิ รรมเสียก่อน

108

เมอ่ื จติ ออ่ นสงบลง๑ จงึ ใหเ้ พง่ สว่ นสำ� คญั ของกาย คอื ลมหายใจเขา้ ออก กบั พทุ โฺ ธ
ใหจ้ ติ ตง้ั มนั่ อยแู่ หง่ เดยี ว หรอื ชำ� นาญอยา่ งอนื่ กส็ ดุ แทแ้ ตส่ ะดวกในการตง้ั จติ แตห่ า้ ม
สง่ จติ ไปตงั้ ตามอารมณภ์ ายนอกกาย และคอยระวงั รกั ษาจติ ไมใ่ หไ้ ปยดึ ถอื เอาอารมณ์
ภายนอกเข้ามาภายใน ถงึ แม้จะคิดนกึ ไป กอ็ ยา่ ยึดเอาเขา้ มา ถ้าเห็นวา่ ไมใ่ ชเ่ รือ่ งจะ
ทำ� จิตใหส้ งบ หา้ มขาด แตถ่ ึงอยา่ งนั้นกต็ ้องระวงั

ในสว่ นธาตทุ ง้ั ๔ นนั้ ถา้ เหน็ อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ แลว้ กเ็ หน็ หมด เปน็ ลกั ษณะอาการ
อยา่ งเดยี วกันหมด

ถ้า “จติ ” ของตนสงบลงแลว้ ใหห้ ยุดค�ำบริกรรมเสีย ให้กำ� หนดเอาตัวส�ำคัญ
ทเี ดยี ว คอื จติ เมอ่ื กำ� หนดจติ ใหม้ น่ั อยทู่ คี่ วามรู้ เพง่ รวมลงทงั้ หมดทเี ดยี ว พจิ ารณา
ไตรลักษณ์ คือ “อนิจจฺ ํ ทุกขฺ ํ อนตฺตา” จนจติ มีความสลดสังเวช เป็นเหตุใหจ้ ิตสงบ
รวมลงเข้าสู่ภวังค์ คอื ภพของจิต ที่เปน็ กามภพบ้าง รูปภพบ้าง อย่างใดอย่างหน่ึง

จติ ทเ่ี ขา้ สภู่ วงั คน์ น้ั มอี าการวบุ วบั คอ่ ยๆ เบาๆ บา้ ง เปน็ ขณะๆ แลว้ กลบั ออกบา้ ง
เขา้ ไปตงั้ แลว้ อยภู่ ายในบา้ ง มคี วามรบู้ า้ ง ลมื บา้ ง ถา้ “สตอิ อ่ น” จกั ลมื ตวั บา้ ง ไปปรากฏ
นิมิต บางทีก็ยึดถอื เอานมิ ติ ทเ่ี กดิ บ้าง บางทลี มื กายตนเองบา้ ง บางทีลืมคำ� บริกรรม
ภาวนาไปบา้ ง ถา้ จติ เปน็ เชน่ นน้ั จกั กลายเปน็ โมหะสมาธิ หรอื มจิ ฉาสมาธิ และเปน็ มจิ ฉา
วมิ ุตตบิ ้าง คอื สมาธิหลง สมาธิผิด พน้ ผดิ เหตุน้นั เมอ่ื จติ เปน็ สมถะถงึ ตอนนี้ จงึ ให้
ท�ำความรตู้ วั อยู่เสมอ อย่าลมื กายลืมจติ

โดยมากถา้ จติ เขา้ สภู่ วงั คบ์ างขณะนน้ั มกั ลมื ตวั และมกั ปรากฏนมิ ติ ตา่ งๆ บางที
ก็เกดิ ความอยากเห็นอยากดู เม่ือส่ิงทน่ี า่ ปรารถนาเกดิ ขึ้นแล้วก็ยึดถอื เอา เกิดความ
พอใจ ทำ� ใหจ้ ิตลอยไปต่างๆ เลยไมพ่ บสมาธทิ ่ีดีท่ีแนว่ แนแ่ กลว้ กล้ามปี ัญญา เพราะ
นิมติ มากีดกันเสยี ไมเ่ กดิ วปิ ัสสนาปญั ญาได้

ฉะน้ัน จงึ ใหป้ ลอ่ ยวางไปเสยี คอื ต้ังจติ ไวม้ ิใหห้ วน่ั ไหวไปด้วยอาการตา่ งๆ

๑ เมือ่ พจิ ารณาธาตทุ ้งั ๔ จนจิตสงบอ่อนลงแลว้ จะมาเพง่ ทลี่ มหายใจเข้าออกกบั พุทโธก็ได้

109

หมายเหต:ุ ภวงั ค์ เปน็ ชอื่ ของจติ แปลวา่ องคแ์ หง่ จติ ทห่ี ยง่ั ลงสภู่ พ วบิ ากจติ ทเี่ ปน็ องค์
แห่งภพ คอื ปกตจิ ิต จติ ท่ีเปน็ พ้ืนเดมิ มาแตเ่ กดิ จิตใต้สำ� นกึ มลี กั ษณะประภัสสร
ผอ่ งใส เรยี กเตม็ วา่ ภวงั คจติ
พระพทุ ธพจนว์ า่ ปภสสฺ รมทิ ํ จติ ฺตํ จิตนี้ประภัสสร (ผุดผ่อง, ผ่องใส, บริสุทธ์)ิ แต่
เศรา้ หมองไปเพราะอปุ กเิ ลสทจ่ี รมา มคี วามหมายวา่ จติ นโี้ ดยธรรมชาตขิ องมนั เอง มใิ ช่
เปน็ สภาวะทแี่ ปดเปอ้ื นสกปรกหรอื มสี งิ่ เศรา้ หมองเจอื ปนอยู่ แตส่ ภาพเศรา้ หมองนนั้
เปน็ ของแปลกปลอมแอบเขา้ มาอาศยั อยู่ ฉะนน้ั การชำ� ระจติ ใหส้ ะอาดหมดจดจงึ เปน็
ส่ิงท่เี ป็นไปได้
จิตทป่ี ระภสั สรน้ี พระอรรถกถาจารยอ์ ธิบายว่า ได้แก่ ภวังคจิต
ภวงั ค์ ในคำ� ไทยใชไ้ ปอีกอย่างหนึง่ ว่า ความเป็นอยโู่ ดยไม่ร้สู ึกตวั มอี าการครง่ึ หลับ
ครึง่ ตน่ื เช่นใชว้ า่ เขาก�ำลังตกอยใู่ นภวังค์ อย่าไปถือสา

110

อธบิ าย อรูปกัมมัฏฐาน

อรปู กมั มฏั ฐาน นนั้ คอื สง่ิ ทไ่ี มแ่ ลเหน็ ดว้ ยตา เปน็ แตม่ คี วามรสู้ กึ เรยี กวา่ อรปู
ท่ีจะท�ำให้เปน็ สมถะน้นั ใหแ้ ยกออกเปน็ กองๆ กอ่ น คือ
๑. เวทนา ความเสวยอารมณ ์
๒. สญั ญา ความจำ� หมาย
๓. สงั ขาร ความคดิ ปรุงแตง่ ทางใจ
๔. วญิ ญาณ ความรู้แจง้

เมอื่ เขา้ ใจเชน่ นแี้ ลว้ ใหเ้ พง่ พจิ ารณา เวทนา ทปี่ รากฏมใี นกาย ในจติ ของตนเอง
คอื ใหส้ งั เกต “ใจ” ท่ีเสวยอารมณ์อยู่ว่า สขุ ทกุ ข์ อุเบกขา ท้ัง ๓ น้ี มใี นขณะใด
ใหท้ ำ� ความรสู้ กึ วา่ ขณะนเี้ ราเสวยอารมณ์ ทเ่ี ปน็ สขุ ขณะนเี้ ราเสวยอารมณ์ ทเี่ ปน็ ทกุ ข์
ขณะนเี้ ราเสวยอารมณ์ ท่ไี มส่ ขุ ไม่ทกุ ข์ ท้ัง ๓ ประเภทน้ี ใหท้ ำ� ความร้สู กึ อยู่เสมอ
เวทนาทไ่ี มส่ ขุ ไมท่ กุ ข์ มีในขณะจติ ไมน่ าน

ถ้ามสี ติเพ่งดูจริงๆ แล้ว ก็จะร้ไู ดว้ า่ เวทนาทง้ั ๓ นี้ ล้วนแต่เป็นของไม่เทีย่ ง
เป็นทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา ไม่ทนทาน ไม่ถาวร คอยจะยักยา้ ยเปลี่ยนแปลงไปตามหนา้ ที่
ของเขา เปน็ ตน้ ว่า “มีสขุ บ้าง ทุกขบ์ ้าง อุเบกขาบา้ ง มากบา้ ง น้อยบ้าง” ย่อมไม่สม
ปรารถนาแห่งความต้องการ เม่อื รู้เหน็ เช่นนั้นแล้ว “ให้ปล่อยวาง อย่ายดึ มั่นถือมั่น”
ก�ำหนดจติ ตั้งม่นั อยูใ่ นอารมณเ์ ดยี ว อนั ใดอนั หนึ่ง เชน่ สขุ เวทนา

ถา้ ยงั ไมม่ น่ั ให้เพง่ ดู สัญญา อกี ว่า เดยี๋ วนเ้ี ราจ�ำอะไรอยู่ เปน็ อดีตทีล่ ว่ งแลว้
หรอื อนาคตทย่ี งั มาไมถ่ งึ หรอื เปน็ ปจั จบุ นั วา่ เดย๋ี วนเี้ ราจำ� ดหี รอื ชว่ั ใหท้ ำ� ความรสู้ กึ ตวั
ตั้งอย่ใู นทางกาย จิต ถา้ ปรากฏวา่ เราจำ� สขุ ใหเ้ พง่ สุข รอู้ ยูท่ ีส่ ุข ปรากฏทุกขใ์ ห้เพง่ รู้
อยู่ทท่ี กุ ข์ จ�ำอะไรได้ ให้เพง่ ลงเฉพาะอันนั้น ความรขู้ องเรากับความจำ� อะไรจะดับ
กอ่ นกนั ไมน่ านกเ็ หน็ ไดว้ า่ “สญั ญาความจำ� นกี้ เ็ ปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา” เมอื่ รเู้ หน็
เชน่ นนั้ แลว้ ใหป้ ลอ่ ยวาง อยา่ ยดึ มน่ั ถอื มน่ั กำ� หนดจติ ใหต้ งั้ มนั่ อยใู่ น “อารมณเ์ ดยี ว
อนั ใดอนั หนึ่ง”

111

ถ้ายงั ไมม่ น่ั หรือไม่สงบ ใหเ้ พ่งพจิ ารณาดู สังขาร คือความคิดปรงุ แต่งอกี วา่
เดยี๋ วนเ้ี ราคดิ เรอื่ งอะไร เปน็ สงิ่ ทล่ี ว่ งแลว้ หรอื ยงั ไมม่ าถงึ คดิ ปรงุ แตง่ ทางดหี รอื ทางชว่ั
คดิ นอกกายนอกจติ หรอื ในกายในจติ เปน็ เหตใุ หจ้ ติ สงบ หรอื เปน็ เหตใุ หจ้ ติ ฟงุ้ ซา่ น
ใหท้ �ำความรู้สึกตัวอยูเ่ สมอ เมอ่ื มีความรู้สกึ ในสงั ขารแล้ว จะร้ไู ด้ทันทีว่า ความคดิ
ไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา ทงั้ นน้ั ลำ� ดบั นน้ั ใหเ้ พง่ ความคดิ ลงทก่ี ายทจ่ี ติ ใหป้ ลอ่ ย
วางความคิดโดยอาการต่างๆ ให้ก�ำหนดจิตให้ต้ังม่ันอยู่ในอารมณ์อันเดียว อันใด
อนั หน่งึ เป็นเอกสัญญา คือหมายในที่แห่งเดียว

ถา้ ยงั ไมม่ น่ั ไมส่ งบ ใหเ้ พง่ พจิ ารณาดู วญิ ญาณ คอื ความรอู้ กี วา่ เดย๋ี วนเ้ี รารอู้ ะไร
ภายในหรอื ภายนอก๑ อดตี หรอื อนาคต หรอื ปจั จบุ นั ดี หรอื ชว่ั เปน็ ผลประโยชน์
หรือไม่เป็นผลประโยชน์ ให้ท�ำความรู้สึกตัวอยู่เสมอ เม่ือตนมีสติความระลึกได้
สมั ปชญั ญะ ความรสู้ กึ ตวั อยเู่ ปน็ นจิ แลว้ กจ็ ะรสู้ กึ ไดท้ นั ทวี า่ “วญิ ญาณความรนู้ กี้ เ็ ปน็
อนจิ จัง ทกุ ขัง อนตั ตา ไปตามกนั ทัง้ หมด” ใหก้ �ำหนดแตค่ วามรไู้ ว้อันเดียว ไมใ่ ห้
เก่ยี วข้องในอารมณ์อืน่ ท�ำความรไู้ มใ่ หห้ วน่ั ไหว ใจน้ันย่อมได้รับความสงบ นัน้ แล
ชอื่ วา่ “สมถะ”

ตอ่ จากนนั้ ใหเ้ พง่ พจิ ารณาแตธ่ รรมทเ่ี ปน็ ปจั จบุ นั คอื ใหร้ กู้ าย รจู้ ติ อะไรทป่ี รากฏ
ในกาย ให้เพง่ แต่อันนัน้ อะไรปรากฏมอี ย่ใู นจติ ใหเ้ พ่งแต่สิ่งที่ปรากฏ กำ� หนดจติ
จนจติ สงบตัง้ เทยี่ งม่ันอยู่ ใน “อารมณอ์ นั เดยี ว” ได้แลว้ กจ็ กั เป็น

- ขณิกสมาธบิ ้าง
- อปุ จารสมาธิบ้าง
- อปั ปนาสมาธบิ ้าง

สมาธทิ งั้ ๓ อยา่ งน้ี เปน็ “ผล” ของกัมมัฏฐานที่ตนท�ำมา

๑ คือความรู้แจง้ ภายใน หรือ ความรู้แจง้ ภายนอก

112

สมาธินี้ บางทกี ็ได้จาก รปู ๒ บา้ ง ไดจ้ ากเวทนาบา้ ง ไดจ้ ากสญั ญาบ้าง ได้จาก
สงั ขารบา้ ง ไดจ้ ากวญิ ญาณบา้ ง สดุ แทแ้ ตใ่ ครจะเกดิ ความสลดสงั เวชในขอ้ ใดตอนใด
ได้ทั้งนั้น
ที่กล่าวมาทั้งหมดน้ี เป็นอุบายเพื่อให้เลือกเท่าน้ัน ถ้าใครเห็นสมควรแก่จิต
ของตนแล้ว ก็ให้เอาแต่ขอ้ นัน้ ๆ ไม่จ�ำเปน็ จะตอ้ งเอาท้งั หมด
กมั มฏั ฐาน ๒ อยา่ งน้ี เรยี กอกี โวหารหนงึ่ วา่ ขนั ธ์ ๕ ขนั ธ์ ๕ นน้ั จะมมี ากอาการใด
กต็ าม ยอ่ มรวมลงทก่ี าย ๑ จติ ๑ เทา่ นน้ั ควรทำ� จติ ใหต้ ง้ั มนั่ ในกาย ใหร้ สู้ ภาพของกาย
ตั้งม่ันในจติ จนรูจ้ ิตของตน เทา่ น้ี
ถา้ ไมร่ วมลงเชน่ นี้ ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมยอ่ มไมร่ รู้ สของสมาธแิ ละปญั ญา อปุ มาเหมอื น
อาหาร ถ้าใครๆ ไมร่ วมลงถึงปากและทอ้ งแล้ว ยอ่ มไมร่ จู้ ักรสชาตอิ ะไร และไม่เป็น
ประโยชนด์ ว้ ย
ลำ� ดบั นน้ั เมอ่ื ทา่ นกระทำ� บำ� เพญ็ อยใู่ นสมาธอิ นั ใดกต็ าม ขอ้ สำ� คญั นนั้ ใหค้ อย
สังเกตจิตใจของตนให้ได้ ถ้าจิตตนเป็นสมาธิอันใดก็ตาม ให้มีสติตามระลึกได้
อยู่เสมอ สมั ปชญั ญะ ให้ท�ำความรสู้ กึ ตัวอยู่เสมอ
เมอ่ื เรามคี วามรสู้ กึ ตวั อยใู่ น ขณกิ สมาธิ กต็ าม อปุ จารสมาธิ กต็ าม สมาธทิ งั้ ๒ นี้
ถา้ เราตามรู้ตามรักษาไว้ได้แลว้ จนเป็นสมาธิพลัง กจ็ กั เกิดเปน็ “อปั ปนาสมาธิ” คือ
สมาธิทแ่ี นแ่ น่ว แกล้วกลา้ มีปญั ญาอันแจ่มแจง้ โดยลำ� ดบั
ถา้ ตนมปี ญั ญาญาณเกดิ ขนึ้ จะไดร้ วู้ า่ “จติ ” ดวงเดยี วนยี้ อ่ มเกดิ ไดต้ า่ งๆ เปน็ ตน้ วา่
“น.้ี ..จิตเป็นกามภพ น้ี...จติ เปน็ รปู ภพ นี.้ ..จิตเปน็ อรูปภพ” ดงั นี้

๒ ท่านอธิบายวิธีเพง่ พจิ ารณาไวพ้ อเป็นตัวอย่าง ซงึ่ เรียกวา่ รปู กมั มฏั ฐาน นนั่ เอง

113

อธบิ าย จติ ท่เี ป็นภพๆ

จิต ท่เี ปน็ ภพๆ นัน้ คือ

๑. จิตที่มีอารมณป์ ระกอบดว้ ย โทมนสั ทุกขเวทนา ยอ่ มเกดิ ในอบายภูมิ ๔
๒. จติ ทม่ี อี ารมณป์ ระกอบดว้ ย โสมนสั สขุ เวทนาแตอ่ ยา่ งตำ่� ยอ่ มเกดิ ในมนษุ ย์
๓. จติ ทมี่ อี ารมณป์ ระกอบดว้ ย โสมนสั สขุ เวทนาแรงขนึ้ อกี ยอ่ มเกดิ ในสวรรค์
๔. จติ ทม่ี อี ารมณป์ ระกอบดว้ ย โสมนสั สขุ เวทนาอนั เกดิ ขนึ้ จากสมาธิ และฌาน
ไดแ้ ก่ ปตี ิธรรมทแ่ี รงกลา้ ยอ่ มเกดิ ในรปู พรหม
๕. จิตทม่ี ีอารมณป์ ระกอบด้วย อุเบกขาเวทนาอนั ละเอยี ด ไมม่ ีรูปเป็นนมิ ิต
จติ นนั้ ยอ่ มเกดิ ในอรูปพรหม

น้ีแล กำ� ลงั ของสมถะย่อมเป็นไปได้ตา่ งๆ นีค้ อื จิต ท่ีเกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่
จิตเหลา่ น้เี กดิ จากอำ� นาจของ สมาธิ ๒ ประเภท คือ

๑. ขณกิ สมาธิ คอื อาการทจี่ ติ สงบลงเปน็ ขณะๆ เปรยี บเสมอื นคนกำ� ลงั เดนิ ทางอยู่
ขาหน่ึงกา้ วไป ขาหนึ่งยืนได้ชวั่ ขณะหน่ึง ก็ก้าวกนั ไปอยอู่ ยา่ งน้นั

๒. อปุ จารสมาธิ คอื อาการทจ่ี ติ สงบลงลกึ ยงิ่ ไปกวา่ นนั้ เปรยี บเสมอื นคนกำ� ลงั
เดินทางอยู่ เมอ่ื ไปเจอะส่ิงใดเขา้ แลว้ ย่อมยืนอย่ทู งั้ ๒ เท้า ไม่ก้าวเดินครหู่ น่งึ แล้ว
กเ็ ดนิ ตอ่ ไปอกี นเ่ี ปน็ ลกั ษณะของอปุ จารสมาธิ

สมาธทิ ง้ั ๒ น้ี ยงั ไมพ่ น้ จากอนั ตรายได้ ยงั มขี า้ ศกึ อยมู่ าก ถา้ เราไมม่ ภี มู ริ พู้ อแลว้
ยอ่ มเส่อื มไปบา้ ง ติดอย่บู า้ ง

อนั ตรายยอ่ มเกิดขน้ึ โดยล�ำดับแห่งสมาธทิ งั้ ๒ นี้ คอื บริกรรมนิมติ ได้แก่
การยึดมนั่ คำ� บริกรรมไมร่ ้จู กั ปลอ่ ยวาง นป้ี ระการ ๑ ปตี ิ ๕ เกิดขน้ึ ไมร่ เู้ ท่า (รู้ทนั )
น้ีประการ ๑ มวั แต่เลน่ นิมติ ท่ีเกิดขึน้ ยึดถือเอาวา่ เปน็ ของดีและขลงั น้ีประการ ๑
ธรรมท้ังหลายเหล่าน้ี ถา้ รู้เท่าทนั ยอ่ มเปน็ หนทางแหง่ มรรคผลนพิ พาน รไู้ ม่เท่าทัน
เข้าใจว่าเป็นของดี ยดึ ม่ันถือมนั่ แลว้ ยอ่ มหลงไปในปตี ิ ๕ จะเคลิบเคลิ้ม หลงใหล

114

ไปตา่ งๆ แสดงตนไปตามความรคู้ วามเหน็ จนถอื ขลงั ในฤทธเ์ิ ดช กลายเปน็ นกั ทำ� นาย
ตา่ งๆ อนั เปน็ เหตใุ หส้ มาธเิ สยี ไป เปน็ ตน้ วา่ สตอิ อ่ นลอยไปตามอารมณน์ นั้ ๆ มวั เมา
เคลบิ เคลม้ิ หลงใหล จะกลายเปน็ ขา้ ศกึ ประหารสมาธทิ ดี่ แี นว่ แน่ มปี ญั ญาอนั จะรแู้ จง้
ในไตรภพ

เหตนุ น้ั จงึ เรยี กวา่ ขา้ ศกึ แตผ่ ปู้ ฏบิ ตั ใิ นกมั มฏั ฐานนน้ั กต็ อ้ งเกาะขา้ ศกึ เหลา่ นแ้ี หละ
แตไ่ มค่ วรนอนใจ เพราะเปน็ ทางเทา่ นน้ั ธรรมดาคนเดนิ ทางไมจ่ ำ� เปน็ จะตอ้ งยดึ ถอื เอา
ทางนนั้ ไปดว้ ย คงปลอ่ ยไวต้ ามเดมิ นฉ้ี นั ใด บรกิ รรมนมิ ติ ๑ ปตี หิ า้ ๑ อคุ คหนมิ ติ ๑
ปฏภิ าคนมิ ติ ๑ สงิ่ เหลา่ น้ี จะตอ้ งผา่ นไปทง้ั นนั้ แตไ่ มค่ วรจะยดึ มน่ั จนหลง เปน็ ตน้ วา่
“เราถึงธรรมอนั ดีแลว้ ” ดงั น้ี

อธบิ าย บรกิ รรมนมิ ติ

บรกิ รรมนิมติ คือ ยดึ ถอื เอาค�ำภาวนาเปน็ ทต่ี ง้ั แหง่ จิต เปน็ ต้นว่า ให้ยึดเอา
“พทุ โธ” บ้าง “อะระหัง” บ้าง บทใดบทหน่ึง นก้ี ็เป็นของควรปล่อยวาง ไมค่ วรยึดถือ
เม่ือเห็นว่าเรามีจิตม่ันคง มีสติและมีการพิจารณาอยู่ ให้ปล่อยวาง คือให้หยุด
คำ� บรกิ รรมเสีย แล้วกำ� หนดจิตใหร้ ู้เฉพาะจติ ท่ีรอู้ ันเดยี ว

อาการของปีติ ๕ คอื

๑. เมอื่ เกดิ ขน้ึ ในใจแลว้ ทำ� ใหข้ นลกุ ขนพอง และทำ� ใหน้ ำ้� ตาไหลออก โดยไม่
รสู้ กึ บา้ ง และทง้ั รๆู้ อยบู่ า้ ง แตไ่ มใ่ ชอ่ อกโดยโทมนสั เสยี ใจอะไร คอื ออกโดยโสมนสั
ยนิ ดีเอบิ อม่ิ ใจในอารมณท์ ่ีเป็นกุศล เรยี กวา่ ขทุ ทกาปีติ

๒. เมอ่ื เกดิ ขนึ้ แลว้ ทำ� ใหเ้ สยี วไปทวั่ สรรพางคก์ าย และใหป้ รากฏในใจแปลบๆ
เหมือนแสงฟ้าแลบ หรือเหมือนแสงหงิ่ ห้อย เรียกวา่ ขณิกาปีติ

๓. เมือ่ เกดิ ข้ึนแลว้ ท�ำให้ซซู่ ่าแรงขนึ้ มากระทบกาย เหมอื นลูกคลน่ื กระทบฝ่ัง
เรียกว่า โอกกนั ตกิ าปตี ิ

115

๔. เมอื่ เกดิ ขนึ้ แลว้ ทำ� ใจใหล้ อยฟไู ปตา่ งๆ จนเผลอตวั เปน็ เหตใุ หท้ ำ� กริ ยิ ากาย
วาจาตา่ งๆ ตัวอย่างเชน่ นัง่ สมาธิอยู่ บางทีกย็ กมอื ไหว้และกราบลง แรงกล้าขึ้นแล้ว
หลงลมื ตวั บางทกี อ็ อกอทุ านวาจาตา่ งๆ ทน่ี อกจากตนเจตนาไวเ้ ดมิ เคลม้ิ ไป บน่ เพอ้
เผลอตวั ไปบา้ ง เรียกว่า อุพเพงคาปีติ

๕. เมอ่ื เกดิ ขน้ึ แลว้ ทำ� ใหก้ ายลอย กายสน่ั โลดโผน ซาบซา่ นแผไ่ ปทว่ั สรรพางคก์ าย
บางทใี ห้แลเหน็ กายโตบา้ ง กายพองข้นึ บ้าง เลก็ บ้าง เรยี กวา่ ผรณาปีติ

ปตี ิท้งั ๕ นี้ เมือ่ เกดิ ขน้ึ แลว้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ควรทำ� สตใิ ห้มัน่ คง อยา่ สง่ ใจ
ไปตามอารมณ์ทเี่ กดิ ขึ้น ทำ� จิตให้แข็งมั่นอยู่ อย่าลืมกาย ลืมจิต รักษากิริยา กาย
วาจา ใจ มั่นคง อย่าปลอ่ ย กาย วาจา ใจ ไปตามปตี ิ ถ้าปตี ิอยา่ งออ่ น ก็พอควร
ถา้ อยา่ งแรงกลา้ แลว้ หากเราสง่ จติ ไปตาม จกั เปน็ เหตใุ หย้ ดึ มนั่ ยนิ ดตี ดิ อยู่ อยา่ สำ� คญั
วา่ “เราไดโ้ นน่ ได้นี”่ เพราะเปน็ อนจิ ฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ท้ังน้ัน ถา้ เราเข้ายดึ ถอื ม่นั
จติ จกั ไมเ่ ปน็ สมาธอิ ยา่ งดไี ด้ ถา้ เรามวั หลงยดึ เอาแลว้ ปตี นิ น้ั แหละจกั กลายเปน็ ขา้ ศกึ
ของสมาธิ ปญั ญา

นิมิต ๒ คือ อคุ คหนมิ ิต ๑ ปฏิภาคนมิ ติ ๑

อุคคหนมิ ิต นั้น เมือ่ จิตเราสงบลงแล้ว อยา่ งใดอย่างหนงึ่ ยอ่ มปรากฏเกิดขึ้น
ในจิตต่างๆ เป็นต้นว่า เห็นดำ� ๆ แดงๆ ขาวๆ เป็นกลุ่มเปน็ กอ้ น บางทกี เ็ ห็นกายตน
ปรากฏบา้ ง เหน็ เปน็ ผเู้ ปน็ คนแสดงกริ ยิ าตา่ งๆ เหน็ รปู พระพทุ ธเจา้ เหน็ สาวก เหน็ นรก
เหน็ สวรรค์ เหน็ ไปไมส่ นิ้ สดุ อาการใดกต็ ามรวมลงกค็ ือ เมอื่ เราหลบั ตาภาวนาแลว้
แลเห็นในใจ นน้ั แหละจดั เป็น “อุคคหนิมติ ท้ังนัน้ ”

ถ้าเห็นนิมิตที่ดีก็จะส�ำคัญว่า “เราได้ดี” ชอบใจ แล้วยึดถือเอาเป็นอารมณ์
ถ้าเห็นนิมิตท่ไี มน่ ่าปรารถนาแล้ว กจ็ ะเกดิ ความกลัวหวาดหว่ัน ฉะนน้ั ให้ท�ำความรู้
เทา่ ทนั เสยี วา่ “นมิ ติ เหลา่ นเี้ ปน็ ของไมจ่ รงิ เปน็ ของหลอกจติ ยอ่ มตกอยใู่ น อนจิ จงั ทกุ ขงั
อนตั ตา เกดิ ขน้ึ แลว้ ดบั ไปเปน็ ธรรมดา” ถา้ เขา้ ยดึ ถอื เอา ยอ่ มเปน็ กเิ ลส คอื เปน็ อปุ าทาน
อีกประเภทหนึ่ง เรยี กว่า นิมิตตุปาทาน

116

เหตนุ ้ัน จึงควรปล่อยวางเสีย ให้ท�ำความรู้สึกอยูท่ ี่กายท่ีจติ ของตน ทจี่ รงิ นมิ ิต
เหลา่ นั้นมิใชอ่ น่ื คืออกมาจากจติ ของเรานัน้ เอง เงาตนเองหลอกตนเอง คลา้ ยกับนก
ท่ีกนิ อาหารสอ่ งกระจกเงา เม่อื เห็นเงาของตนเอง แต่ไมร่ ู้ว่าเงาของตน มีจิตโลภบ้าง
อจิ ฉาบ้าง เมอื่ เกิดขนึ้ แลว้ ยอ่ มอ้าปากจะแย่งเอา อาหารท่ตี นคาบกินอยู่ย่อมหลดุ ไป

อคุ คหนิมิตนี้ ถ้าเราไปยึดถอื เอามาเปน็ อารมณ์แล้ว สมาธทิ ่ดี ี และปัญญาท่ดี ี
ยอ่ มเสื่อมไปตกไปฯ

ฉะนน้ั เมอื่ เปน็ เชน่ นี้ จงึ ควรปลอ่ ยวางเสยี ถา้ ยดึ มน่ั อยู่ กจ็ กั กลายเปน็ อปุ าทาน
เปน็ ขา้ ศกึ อกี ถา้ เหน็ นมิ ติ ไมง่ ามทน่ี า่ เกลยี ดนา่ กลวั กจ็ ะหวาดเสยี ว เหตนุ นั้ เมอื่ มนี มิ ติ
เกิดขึ้นจะเป็นอาการใดก็ตาม อย่ายึดเอา ใหท้ �ำความเขา้ ใจเสยี ว่า เปน็ ของไม่เท่ยี ง
ม่ันคงถาวรจริงจังอะไร ล้วนแต่เป็นบริวารของ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ท้ังน้ัน
อกี อยา่ งหนงึ่ ทา่ นเรยี กวา่ กเิ ลสมาร มารคอื กเิ ลส เปน็ เหตใุ หใ้ จเราเศรา้ หมอง พะวง
อยใู่ นสงิ่ นั้นๆ

ขอ้ สำ� คญั อยา่ นอ้ มเขา้ มาในจติ ของตน เพราะเราเจตนาจะปฏบิ ตั ฝิ กึ ฝนจติ ใจให้
บริสทุ ธ์เิ ทา่ นน้ั ไม่ตอ้ งการอะไรทง้ั หมด ให้เพง่ ดูกายดูจติ ใหเ้ ห็นกายและจติ ของตน
ท�ำความรู้อยู่ จนรูว้ า่ “เราบรสิ ุทธห์ิ มดกิเลส หมดทุกข์แลว้ ” ถ้ารจู้ ริงอย่างนัน้ แล้ว
น่นั แหละถูก นอกนัน้ อย่ายดึ ถอื เอาเปน็ อารมณ์

ปฏภิ าคนมิ ติ คอื ใหแ้ ยกจติ ออกจากนมิ ติ แยกนมิ ติ ออกจากจติ คอื เหน็ ความจรงิ
ของนมิ ิตว่าเปน็ อนิจจงั ทุกขัง อนตั ตา ท้ังน้นั ถา้ แยกไมอ่ อก ไปมวั เมาเล่นแต่นมิ ิต
เหลา่ นนั้ แลว้ จิตกจ็ ะเคลื่อนออกจากสมาธิทด่ี ี

ถา้ จะใหร้ จู้ ติ ดแี ลว้ ควรยกนมิ ติ ออกจากจติ ยกจติ ออกจากนมิ ติ กอ่ นทจี่ ะยกออก
ได้นน้ั ตอ้ งพจิ ารณาจนเหน็ เปน็ ไตรลกั ษณ์ คือ นมิ ิตต่างๆ ทีป่ รากฏ เลก็ บา้ ง โตบ้าง
แคบบา้ ง กวา้ งบา้ ง สวา่ งบา้ ง มาใกลบ้ า้ ง ไปไกลบา้ ง เมอ่ื เปน็ เชน่ นกี้ เ็ รยี กไดว้ า่ เปน็ ของ
ไม่เที่ยง ให้ยกจติ ออกจากนมิ ติ เหล่านัน้ เสยี จิตจึงจะพน้ จากนิมิตทป่ี รากฏ

117

ก�ำหนดจิตเข้ามาตง้ั อยูเ่ ฉพาะกายเฉพาะจติ ตามเดมิ กำ� ลังสติดีเขา้ มั่นเขา้ ก็จะ
กลายเปน็ อัปปนาสมาธิอย่างแนว่ แนจ่ นกวา่ จะเกิดมีก�ำลังข้นึ ตอ่ น้ันจักเกิดวิปัสสนา
กรรมฐานโดยลำ� ดบั บางคนกป็ รากฏ บางคนกไ็ มป่ รากฏเสยี เลย ถงึ มบี า้ งกน็ อ้ ย เพราะ
เปน็ สิ่งไมเ่ ทีย่ ง บางคนก็มาก ถ้าสมถะแกก่ ล้ายอ่ มปรากฏมาก ถา้ วปิ สั สนาแก่กลา้
ยอ่ มไมป่ รากฏ

ถงึ อยา่ งไรกต็ าม ขอ้ สำ� คญั นน้ั กค็ อื ความรกู้ ายรจู้ ติ ของตนนนั้ แหละถกู รจู้ นรวู้ า่
จิตของเราพน้ จากกองกเิ ลสแลว้ ย่งิ ดี แมจ้ ะไมป่ รากฏนิมิตกต็ าม ยอ่ มมีอานิสงส์อยู่
น่นั เองฯ

ถา้ จติ เราสงบลง เปน็ ขณกิ สมาธิ อปุ จารสมาธบิ า้ ง กแ็ ตส่ มถะอยา่ งตำ�่ พอเปน็ บาท
ของวปิ ัสสนาญาณ สมาธิอย่างสงู คืออัปปนาสมาธิ อัปปนาสมาธิจะเกิดขน้ึ ได้ก็อาศัย
อปุ จารสมาธนิ ก้ี ่อน อปุ จารสมาธิ คือจิตสงบลงเฉียดๆ ไมน่ านเกดิ ขน้ึ ก่อน ถ้ามีสติ
สมั ปชญั ญะความรูต้ ัวเกิดข้ึนจงึ จะเปน็ ฌาน

ฌาน นนั้ หมายเอาจติ เพง่ อารมณม์ ี “รปู ” เปน็ ตน้ และฌานนนั้ ถา้ เราตอ้ งการ
ให้เกดิ แล้วไมม่ เี สอื่ ม จะตอ้ งทำ� ใหช้ �ำนาญ

วิธที ำ� ให้นกึ เอาวัตถุอันใดอันหนง่ึ เป็นตน้ ว่า ลมหายใจ แล้วอย่าส่งจิตไปนกึ
ถึงวตั ถุอ่นื หดั เพ่งอยูใ่ นวตั ถุอันเดยี ว๑ แลว้ จงึ ประกอบ (องค์) ขึ้นคือ วิตก ได้แก่
การตรกึ ในวตั ถทุ ต่ี ง้ั ขน้ึ แลว้ นน้ั วจิ าร ไดแ้ ก่ การตรองหรอื ขยายในวตั ถอุ นั นนั้ จนเกดิ
ความเขา้ ใจในวตั ถอุ นั นนั้ เปน็ ตน้ วา่ “เหน็ รปู (รา่ งกาย) อนั นเี้ ปน็ อสภุ ะ ไมส่ ะอาดบา้ ง
เปน็ ธรรมธาตบุ า้ ง ตอ่ ไปจติ กเ็ บากายกเ็ บา ใจกอ็ ม่ิ เอบิ กายอม่ิ เอบิ เรยี กวา่ ปตี ิ กายไมม่ ี
ทกุ ขเวทนา ใจไม่ไดเ้ สวยเวทนาอันเป็นทุกข์ จงึ เรียกว่า สขุ นเ้ี รยี กว่า ปฐมฌาน
มอี งค์ ๕ คือ

๑ วัตถุ ในที่นี้หมายถงึ อารมณ์ ซ่งึ ได้แก่ กรรมฐาน ๔๐ อยา่ ง มีลมหายใจ เป็นตน้

118

๑. เอกัคคตา
๒. วติ ก
๓. วจิ าร
๔. ปตี ิ
๕. สุข

เมอ่ื เราจะทำ� ใหเ้ อา “เอกคั คตารมณ”์ ขนึ้ กอ่ น คอื ใหเ้ พง่ จติ ใหอ้ ยใู่ นรปู อนั เดยี ว
เปน็ ตน้ วา่ ลมหายใจ แลว้ คอ่ ยขยายตวั ออกทเ่ี รยี กวา่ วติ ก คอื ใหต้ รกึ นกึ อยใู่ นรปู นน้ั
จนเหน็ รปู นนั้ กระจา่ งขน้ึ ทเี่ รยี กวา่ วจิ าร สว่ น “ปตี ”ิ และ “สขุ ” ไมต่ อ้ งทำ� เกดิ ขน้ึ เอง

เอกคั คตา (เอกคั คตารมณ)์ วติ ก วจิ าร เปน็ เหตุ ปตี ิ สขุ เปน็ ผล จงึ สำ� เรจ็ เปน็
ปฐมฌาน จนชำ� นาญเขา้ การเพง่ เลง็ กแ็ กก่ ลา้ ขนึ้ ตามลำ� ดบั จนการตรกึ ในอารมณน์ นั้ ๆ
กห็ ายไป การตรองกห็ าย เพราะมคี วามเขา้ ใจบา้ งแลว้ คอื จติ เพง่ อยใู่ นรปู นนั้ ๆ กป็ รากฏ
แต่ ปตี ิ ความเอบิ อมิ่ กายและใจ สขุ ความเยน็ ใจ เพง่ ตามเขา้ ไปใหช้ ำ� นาญ อยา่ ถอนจติ
ออกจากอารมณ์ ใหเ้ พง่ อยจู่ นม่นั คง ถ้าจิตม่นั เขา้ ก็กลายเปน็ ทตุ ยิ ฌาน คอื คงเหลือ
อย่แู ต่ ปตี ิ สุข เอกคั คตา แลว้ รูอ้ ยู่ที่ ปตี ิ อันปรากฏในกายอันหยาบ

เมอ่ื จติ มนั่ เขา้ ๆ จนหลดุ ออกจากอาการของปตี ิ จะเหลอื อยแู่ ต่ สขุ กบั เอกคั คตา
คอื จิตเข้าสู่ ตติยฌาน แลว้ เพ่งจติ ให้มนั่ อยู่ในอารมณ์อนั นั้น อยา่ ถอนจติ ออกจาก
อารมณเ์ ดมิ เพง่ อยใู่ นวตั ถนุ นั้ ๆ จนจติ เปน็ อปั ปนาฌาน เพง่ แนว่ แนไ่ มห่ วนั่ ไหว ตอ่ นนั้
จิตย่อมรู้สว่างไสวข้ึน เป็นเหตุให้ปล่อยวางในรูปอันหยาบที่ปรากฏ ปรากฏรูปอัน
ละเอยี ด เพง่ อยทู่ รี่ ปู อนั นน้ั ทเี่ รยี กวา่ เอกคั คตารมณอ์ นั เดยี ว ความวางเฉยตอ่ อารมณ์
ภายนอกย่อมมี คงเหลอื อยูแ่ ต่ อุเบกขา กับ เอกัคคตารมณ์ ๒ อย่างดังนี้ เรยี กว่า
จตตุ ถฌาน จนช�ำนาญคล่องแคล่วกล้าหาญ เป็น สมาธพิ ลงั

ต่อนีย้ ่อมเกิด วิชชาวิปัสสนาญาณ อย่างแรงกลา้ สามารถทจ่ี ะบรรลุอริยมรรค
อรยิ ผลขน้ึ เหตนุ น้ั จงึ ใหย้ บั ยงั้ จติ ไวใ้ หน้ านๆ เสยี กอ่ น มฉิ ะนน้ั จะเลยเขา้ ไปสู่ อรปู ฌาน
อรปู ฌานนน้ั ดงั นค้ี อื ถา้ จะเขา้ ไปสอู่ รปู ฌาน กใ็ หเ้ พง่ อยใู่ นทวี่ า่ งๆ นน้ั เมอ่ื ทำ� ความเพง่

119

อยอู่ ยา่ งนี้ เรยี กวา่ อรปู ฌานท่ี ๑ เรยี กวา่ อากาสานญั จายตนฌาน คอื มคี วามรสู้ กึ วา่ งๆ
ทางอายตนะ มี ตา หู จมูก ลน้ิ กาย ใจ โลง่ โถง ไมป่ รากฏรูปเป็นนิมติ เลย ถา้ ผ้มู ี
ปัญญาอ่อน อาจจะเขา้ ใจว่าตนถึงพระนิพพาน แต่ที่จรงิ เปน็ อรปู ฌานส่วนหนึ่ง

เมอื่ รเู้ หน็ แลว้ ใหเ้ พง่ อรปู ฌานท่ี ๒ ตอ่ ไปอกี เมอื่ จะเพง่ ตอ่ ใหป้ ลอ่ ยวางความ
วา่ งนนั้ เสยี ใหท้ ำ� ความรสู้ กึ อยใู่ นอารมณน์ น้ั ๆ แตร่ นู้ นั้ จะวา่ รดู้ มี ปี ญั ญากไ็ มใ่ ช่ จะวา่
รชู้ ัว่ เป็นอกุศลกไ็ มใ่ ช่ ได้แต่เพ่งอยแู่ ตร่ เู้ ทา่ นน้ั ชนั้ นี้เรยี กวา่ วิญญาณัญจายตนฌาน
คือรู้ไม่มอี าการ บางทีถา้ ไม่มปี ัญญาอาจเขา้ ใจวา่ “นิพพาน” แตท่ จ่ี รงิ ก็เปน็ อรูปฌาน
ส่วนหนง่ึ

เมอื่ รเู้ ชน่ นี้ เพง่ ใหล้ ะเอยี ดเขา้ จนเหน็ วา่ จติ ของเรานไี้ มม่ อี ะไรเลย เปน็ ของวา่ งเปลา่
อยู่เฉยๆ ไม่เห็นมีอะไรปรากฏแล้ว ให้ก�ำหนดรู้ในอารมณ์นั้นจนช�ำนาญ ก็เป็น
อรปู ฌานท่ี ๓ มสี ขุ อนั ละเอยี ด แตไ่ มใ่ ชน่ พิ พาน เปน็ อากญิ จญั ญายตนฌาน สว่ นหนงึ่
ตา่ งหาก แลว้ ใหร้ อู้ ย-ู่ ทรี่ เู้ หน็ -ทมี่ อี ยนู่ นั้ จนอารมณอ์ นั ละเอยี ดนเี้ ปลย่ี นไป ถา้ ไมถ่ อนจติ
เพ่งอยแู่ ต่เฉพาะอารมณ์ อารมณท์ ีว่ ่าอะไรๆ ไม่มีแลว้

กำ� หนดจติ ดวงนนั้ ใหม้ น่ั เขา้ ทำ� ความเพง่ อยจู่ นเหลอื แตร่ อู้ นั เดยี ว แตร่ อู้ นั นจ้ี ะวา่
ร้กู ไ็ ม่ใช่ จะวา่ ไมร่ ูก้ ไ็ ม่ใช่ จะว่ามสี ญั ญาจ�ำไดก้ ไ็ ม่ใช่ จะว่าไม่มีสญั ญาจำ� ไดก้ ็ไมใ่ ช่
ยงั ตดั สนิ ความจรงิ ในอารมณน์ นั้ ๆ ยงั ไมไ่ ด้ เพราะจติ ตอนนม้ี กี ารเพง่ พจิ ารณาออ่ นลง
เพราะความสขุ อนั ประณตี บงั เกดิ แลว้ กม็ ไิ ดเ้ พง่ หาเหตแุ ละปจั จยั กำ� หนดไมไ่ ด้ จงึ ตก
อย่ใู น อรปู ฌานท่ี ๔ ทีเ่ รียกวา่ เนวสญั ญานาสญั ญายตนฌาน จะว่าหมดความจำ� ได้
หมายรกู้ ็ไม่ใช่ จะวา่ มีสญั ญาจ�ำได้หมายร้เู หลืออยกู่ ็ไมใ่ ช่

ฉะนนั้ เมอ่ื จติ เปลย่ี นแปลงโดยความรกู้ ต็ าม โดยความเหน็ กต็ าม คอยเพง่ ตามอยู่
ทำ� ความรนู้ ใ้ี หร้ อบคอบอยใู่ นอารมณน์ น้ั ๆ เสยี ได้ ไมใ่ หต้ ดิ สขุ อนั ละเอยี ดน้ี กเ็ ปน็ เหตุ
ใหป้ ลอ่ ยวาง สงั ขารธรรม ท้งั ปวงได้

อรูปฌานท้งั ๔ น้ี มิใชอ่ ่ืน ได้แกจ่ ิตตดิ อยทู่ ่ีนาม ๔ อย่างนนั่ เอง

120

อรปู ฌานท่ี ๑ คอื จติ ติดอยู่ใน สุขเวทนา สุขนนั้ หานมิ ิตเคร่ืองหมายมไิ ด้ เปน็
ของว่างเปล่า เปน็ แต่รสู้ ึกอยู่ นอ้ี รูปฌานที่ ๑

อรปู ฌานที่ ๒ นนั้ คอื จติ ตดิ อยใู่ น วญิ ญาณ เพง่ ความรเู้ ปน็ อารมณ์ ความรนู้ น้ั
กเ็ ปน็ ของวา่ งๆ เปลา่ ๆ มแี ตค่ วามรทู้ เ่ี กดิ ตดิ ตอ่ กนั ไป ไมม่ ที สี่ น้ิ สดุ ยตุ ลิ งได้ นเ้ี รยี กวา่
วิญญาณัญจายตนฌาน คอื ตดิ อยู่ที่ วิญญาณขนั ธ์

อรปู ฌานท่ี ๓ นน้ั คอื จติ ตดิ อยใู่ น สงั ขาร ทเี่ กดิ ขน้ึ ดบั ไป ไมม่ อี ะไรๆ ทง้ั หมด
ปรากฏเปน็ นมิ ติ เปน็ แตค่ ดิ ๆ นกึ ๆ อยใู่ นอารมณน์ น้ั นเี้ รยี กวา่ อากญิ จญั ญายตนฌาน
คอื ติดอยใู่ น สงั ขารขันธ์

อรปู ฌานที่ ๔ นน้ั คือ จติ ตดิ อย่ใู น สัญญาความจำ� เปน็ ต้นวา่ ส่งิ ทผ่ี า่ นมานนั้
หรอื เปน็ อยนู่ ี้ จะวา่ มคี วามรจู้ ำ� ไดก้ ไ็ มใ่ ช่ จะวา่ ไมม่ คี วามรจู้ ำ� ไดก้ ไ็ มใ่ ช่ ฉะนนั้ จงึ ตกอยใู่ น
เนวสญั ญานาสัญญายตนฌาน

อรปู ฌานทงั้ ๔ นี้ มสี ขุ เวทนาเปน็ ภาคพนื้ ตดิ ตอ่ เนอ่ื งกนั มาแตอ่ รปู ฌานท่ี ๑ มี
สขุ อนั ละเอยี ดสขุ มุ ทสี่ ดุ แตม่ คี วามรคู้ วามเหน็ ยงั ไมแ่ ท้ ยงั ไมจ่ รงิ ยงั ปลอ่ ยวางความรู้
ความเหน็ ไมไ่ ด้ คอื ใชแ้ ตค่ วามเพง่ ไปเสมอๆ มไิ ดต้ รกึ ตรองหาเหตแุ ละปจั จยั จติ ตอนน้ี
ย่อมขาดความตรึกตรองอยูน่ ั่นเอง เพราะสุขสบายละเอียดมากหาประมาณมิได้

ฉะนนั้ ผหู้ วงั ความพน้ ทกุ ข์ จงเพง่ พจิ ารณา เพง่ เขา้ ไปแลว้ ใหเ้ พง่ กลบั ออก ไปๆ
มาๆ อยูจ่ นช�ำนาญคลอ่ งแคล่ว แล้วใหต้ รวจหาเหตแุ ละปจั จัยจนเกิดความรู้ขนึ้ วา่

- นคี้ อื จติ ตดิ อย่ใู น สญั ญาขนั ธ์ คอื ความจ�ำไดห้ มายรู้

- น้ี .... จติ ติดอยูใ่ น สังขารขันธ์ ความคดิ ปรงุ แตง่

- น้ี .... จติ ตดิ อยใู่ น วิญญาณขนั ธ์ ความรู้

ยอ่ มเปน็ เหตุ เปน็ ปจั จยั แหง่ นามรปู นามรปู ทง้ั ๒ น้ี ยอ่ มครอบงำ� กนั อยเู่ ปน็
ธรรมดา

121

เมอื่ เขา้ ใจเชน่ นแี้ ลว้ ใหเ้ พง่ รปู เปน็ อารมณ์ ตรกึ ตรองไปมาใหล้ ะเอยี ดเขา้ จนจติ
ต้ังมั่นเป็นเอกัคคตารมณ์ ท�ำจิตให้เป็นอารมณ์หนึ่ง จะเป็นกามารมณ์ก็ตาม เป็น
รปู ารมณก์ ต็ าม เปน็ อรปู ารมณก์ ต็ าม ใหเ้ พง่ ถอยไปถอยมา ถอยเขา้ ถอยออก กำ� หนด
จติ ใหม้ นั่ อยู่ แลว้ เพง่ พจิ ารณาอารมณน์ น้ั ๆ จนรคู้ วามเกดิ และความดบั ของเขา แตเ่ รา
อย่าสำ� คญั วา่ เป็นผเู้ กดิ ผ้ดู บั ทำ� จิตเป็นกลางวางเฉยอยู่ เปน็ เหตุให้รูค้ วามจรงิ ดงั นี้

รปู ฌาน ๔ และ อรปู ฌาน ๔ นี้ รวมลงมอี าการทำ� โดยยอ่ ๒ อยา่ ง คอื เพง่ รปู
ท้ัง ๔ อันใดอันหน่งึ เป็นอารมณ์ เรียกว่า รูปฌาน อารมณ์อันเดยี วนัน้ เปน็ ไปได้ถงึ
จตตุ ถฌาน คอื ตา่ งกนั แตอ่ าการทเ่ี พง่ เทา่ นนั้ สว่ น อรปู ฌาน นนั้ กเ็ กดิ มาจากรปู ฌาน
น้ันเอง คือสุขกายเป็นที่ต้ังแห่งอารมณ์น้ี เพ่งสุขเป็นอารมณ์เดียว เป็นไปได้ถึง
เนวสญั ญานาสญั ญายตนฌาน เหมอื นกนั ตา่ งกนั แตอ่ าการ คอื ความรู้ ความเปน็ อยู่
เทา่ นนั้ รวมลงเป็นภาษาไทยเราก็คอื เพง่ กาย ๑ เพง่ จิต ๑ เท่าน้ี

รูปฌาน เปรียบเสมอื นผลมะมว่ ง อรปู ฌาน เปรียบเสมือนรสมะม่วง ฉะนัน้
เพราะวา่ ผลมะมว่ งเปน็ รปู รสมะมว่ งเปน็ นาม เพราะไมม่ ใี ครเหน็ ไดว้ า่ รสนนั้ ปรากฏ
เปน็ รปู รา่ งสณั ฐานอยา่ งไรไมร่ ้ไู ด้ เพราะเปน็ ของละเอียด

นแ้ี หละ ถา้ ใครไมเ่ ขา้ ใจ และไมไ่ ดป้ ฏบิ ตั ติ าม ในขน้ั สมาธนิ กี้ เ็ ปน็ เหตใุ หส้ ำ� คญั ผดิ
บางทถี งึ กบั เหน็ วา่ “ตายสญู ” ความเหน็ เชน่ น้ี กค็ อื เปน็ ผมู้ ดื อยู่ จนมองหาตวั ไมพ่ บ
ที่ตนมองหาไมพ่ บไม่เห็นแลว้ ย่อมตัดสนิ วา่ “ตายสญู ” ดังน้ี ความเห็นเชน่ นั้นเป็น
ความเห็นท่ีมืด

เหมอื นกบั นกั คน้ ควา้ สมยั นไี้ ดค้ น้ กนั จนเหน็ ความจรงิ เชน่ ไฟเวลาดบั แลว้ คนทโ่ี ง่
ย่อมเหน็ วา่ ไฟสูญ นกั ค้นควา้ เขาว่าไฟไม่สูญ บางทอี าจน�ำมาใชอ้ ีกไดโ้ ดยไม่ต้องใช้
ข้ไี ต้อย่างเราธรรมดา นแ้ี หละ ฉนั ใด กาย ใจ มนุษยเ์ รา ตายแล้วกไ็ ม่สูญ

จะชี้ส่วนหยาบๆ ใหเ้ ห็น เช่น คนตายแลว้ ต่างคนกจ็ ะเหน็ วา่ กายของคนน้นั
หายไปหมด แตค่ วามจรงิ ของธาตุยังเหลืออยู่ คือ ธาตดุ นิ กเ็ ปน็ ดินตามเดมิ ธาตุนำ้�
ก็เปน็ นำ้� ตามเดมิ ธาตุไฟกเ็ ป็นไฟตามเดมิ ธาตลุ มกเ็ ป็นลมตามเดมิ แต่ส่วนอาการ

122

หายไป เช่น ผม ขน เลบ็ ฟัน หนัง เน้อื ทสี่ มมุติกนั หายไป แตส่ ภาพของธาตเุ ดิม
เขาไม่หายสูญ คงเปน็ อยูเ่ ช่นนั้น ถา้ คนที่หลงสมมุติจะตกใจทเี ดยี วในการตาย

ถา้ ใครเหน็ ความจรงิ แลว้ ยอ่ มไมแ่ ปลก คอื สกั แตว่ า่ เปลย่ี นอาการของรปู ตา่ งหาก
ทเี่ ราตกใจกันก็เพราะยึดกายนวี้ ่าเป็นของเรา เหตุน้เี อง เม่ือตายกเ็ ห็นวา่ “กายสูญ”
ยงิ่ เกดิ ความตกใจมาก เพราะไมร่ คู้ วามจรงิ ของรปู กาย เมอื่ ไมร่ คู้ วามจรงิ ของรปู กาย
นี้แล้ว กลายเหน็ ผดิ เปน็ มจิ ฉาทิฏฐวิ ่า “ตายสูญ”

“ถา้ ตายสญู แลว้ นรก สวรรค์ มาร พรหม นพิ พาน ไมม่ ”ี ถา้ จรงิ เชน่ นน้ั พระพทุ ธเจา้
ก็จกั เป็นคนโง่ยิง่ กว่าเรา เพราะสุขในปัจจุบันชาติเด๋ยี วน้ี ใครๆ กแ็ สวงหาไดท้ กุ คน
จนทีส่ ุดสัตวด์ ริ จั ฉานกย็ ังรู้จักหากินได้ พระพุทธเจา้ จะต้องมางมสอนใชค้ วามเพียร
ถึงกับสละชวี ิตจติ ใจท�ำไม

คนทเี่ หน็ วา่ “ตายสญู ” ทเี่ กดิ มาแลว้ ถกู อาชพี ชกั จงู ใหท้ ำ� มาหากนิ อยตู่ ามดนิ ฟา้
อากาศนน้ั เปรยี บเหมอื นบคุ คลทตี่ าบอดตาใสมาแตก่ ำ� เนดิ เมอ่ื เตบิ โตขนึ้ แลว้ ถกู พอ่ แม่
เพ่อื นมิตรจูงมอื เข้าไปในถ้�ำ ยอ่ มไมร่ ู้ตัวเลยว่า “นอกถ้�ำ หรอื ในถ�ำ้ ” เพราะแล
ไมเ่ หน็ ถา้ ตนแลไมเ่ หน็ กน็ กึ วา่ ทไี่ หนกค็ งมแี ตม่ ดื ทง้ั นน้ั ถงึ เขาเลา่ ใหฟ้ งั วา่ “นอกถำ�้
สว่าง ในถ�ำ้ มืด” กไ็ มเ่ ชอื่ เพราะความมืดของตน นฉ้ี ันใด

ความเห็นที่วา่ “กาย ใจ นรก สวรรค์ มาร พรหม นิพพาน ไม่มี ตายแลว้ สญู ”
เช่นน้ีเป็นความมืดของคนต่างหาก วิชชาของตนเรียนไม่ถึงความเกิดความตายแล้ว
ยอ่ มเห็นว่าตายสูญ นรก สวรรค์ มาร พรหม นิพพาน ไมม่ ี เหน็ เขาเล่ากันพรรณนา
ถึงการปฏิบตั ิศลี สมาธิ ฌาน ปญั ญา เพ่อื แก้ภพแกช้ าติท่ีเราเหน็ วา่ “สูญ” กน็ กึ
กระหยิ่มอยใู่ นใจวา่ “พวกน้หี ลง” แต่ทจ่ี ริง “ตนหลงไม่รตู้ วั ”

ผทู้ เ่ี หน็ วา่ ตายแลว้ จะตอ้ งเกดิ อกี นน้ั อาศยั มกี เิ ลส ตณั หา อวชิ ชา ยงั พวั พนั หวั ใจอยู่
จะตอ้ งเกดิ เร่อื ยไป ผูท้ ่แี ลไมเ่ ห็นแล้วย่อมว่า “สูญหมด” พระพทุ ธเจ้าของเราผู้เปน็
ปราชญ์ ทา่ นเปน็ ผฉู้ ลาดประกอบด้วย ศลี สมาธิ ปญั ญา แลเห็นได้วา่ “ไมส่ ญู ”

123

เหมือนกบั นายชา่ งทองผฉู้ ลาด แลเหน็ นำ้� แรไ่ หลออกจากภูเขา ย่อมพูดได้วา่
“ทนี่ ำ�้ ไหลมกี อ้ นทอง” แลว้ นำ� มาบอก ชาวนาเขา้ ไปดู เขายอ่ มไมร่ แู้ รท่ อง มองเหน็ แต่
นำ�้ ไหลซๆู่ ออกจากหนิ กน็ กึ วา่ “คนนน้ั โกหก คนนน้ั เหน็ จะเปน็ คนเสยี สติ เหน็ นำ้� ไหล
เป็นแรท่ องไปได้” ดังนี้ แตท่ ่จี รงิ ตนไม่มวี ิชชาตา่ งหาก
ถ้ามานึกถงึ คนสมัยทุกวันนี้ยง่ิ แลเห็นไดง้ ่าย คนทเี่ ห็นวา่ “ตายแล้วยังมอี วิชชา
อยตู่ ราบใดยอ่ มเกดิ อกี ” นี้ เหมือนนายชา่ งทองผูม้ ีความรู้ คนที่เห็นว่า “ตายสญู ”
เหมือนชาวนา จะหาวชิ ชาความรใู้ นการสังเกตแร่ทองมไิ ด้

124

ธรรมะปฏบิ ตั ิ เรื่องปญั ญา

125

จิตตวิชชา

ผู้ท่ีรู้กระจ่างในความเกิดและความตายน้ีจะต้องเรียนจิตตศาสตร์ คือความรู้
ในทางจติ เปน็ จติ ตวชิ ชา ความรใู้ นทางคดิ ทเ่ี รยี กวา่ วติ ก วจิ าร ปตี ิ สขุ เอกคั คตา เปน็
ปฐมวชิ ชา ชนั้ ที่ ๑ ในทางพระพทุ ธศาสนา เพง่ เขา้ ไปจนเหลอื อยแู่ ต่ ปตี ิ สขุ เอกคั คตา
เปน็ ทตุ ยิ วชิ ชา ความรู้ในชัน้ ท่ี ๒ เพ่งเข้าไปจนเหลอื อยูแ่ ต่ สขุ กบั เอกัคคตา เป็น
ตตยิ วิชชา ความรู้ชน้ั ที่ ๓ เพง่ เขา้ ไปจนเหลือยแู่ ต่ เอกคั คตา กับ อเุ บกขา เปน็
จตุตถวชิ ชา ความรชู้ น้ั ที่ ๔

เมอื่ จบแล้ว หมดวชิ ชาในโรงเรียนนน้ั ๆ คอื ความรูใ้ นรูปกาย รู้ไดว้ า่ “เปน็ ธาตุ
เปน็ อสุภะ เปน็ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” เม่ือรู้ถงึ ตอนน้ีแล้ว บางคนก็ไม่เรยี นตอ่
ย่อมแสวงหาท�ำไปในทางผดิ ตวั อย่างเชน่ แสดงตนเปน็ ผ้มู ีฤทธบ์ิ า้ ง เปน็ ไปในทาง
โหราศาสตร์บา้ ง เปน็ ไปในทางเวทมนตก์ ลคาถาอาคมบา้ ง ใช้เป็นวชิ ชาหากินไปตาม
ความหลง

ถา้ ผมู้ ที รพั ย์ คอื ความเชอื่ ตอ่ มรรค ผล นพิ พานแลว้ เรยี นตอ่ ไปในสถานทอี่ นื่
คอื อรปู ฌาน ๔ คอื ใช้วธิ ีเพ่งจิตเลย เปน็ ต้นว่า เวลาน้ีจิตเราคดิ อะไร ดีหรือชั่ว
มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวว่า “คิดช่ัว” ตามเพ่งแก้ไขจนดับเหลือแต่ “ความคิดท่ีดี”
เม่ือเกิดความคิดท่ีดกี ม็ ีสุข เมอื่ ใจมสี ุขให้เพง่ สุขอันนน้ั อย่าถอนจติ ถงึ จะคิด ก็คิด
ในสุขน้ันๆ เพ่งเขา้ จนช�ำนาญในการเพ่งสุข ถอนออกแลว้ จะทำ� อกี กไ็ ด้

สุขนี้แหละเป็นสมุฏฐานของอรูปฌานท้ัง ๔ เปลี่ยนแต่ความเห็นต่างหาก
สขุ อนั เดยี วน้ี เมอ่ื ใครเพง่ อารมณใ์ หม้ นั่ หรอื นานเขา้ เปน็ อรปู ฌานท่ี ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔

126

จนจบชั้น ต่อนั้นให้กลับมาตรวจวิชชาที่เรียนคร้ังแรกอีก กลับไปกลับมาจนเป็น
อัปปนาฌานแนแ่ น่วอยู่

รปู ฌานทไ่ี ดแ้ ลว้ เปรยี บเหมอื นขา้ ราชการทก่ี ำ� ลงั ทำ� งานกนิ เงนิ เดอื นอยู่ อรปู ฌาน
ท่ไี ด้แล้ว เปรียบเหมอื นขา้ ราชการทร่ี ับบำ� เหนจ็ บำ� นาญของรฐั บาล เมื่อตนพ้นมาแล้ว
บางคนก็นอนกนิ บำ� นาญอยู่ ไม่ใช้วิชชานั้นๆ ใหเ้ ป็นประโยชน์แก่ตนอีก ปลีกตวั เสีย
เปรยี บเหมอื นคนทไ่ี ดร้ ปู ฌาน อรปู ฌาน แลว้ ไมท่ ำ� ประโยชนใ์ นโลกตุ ตระตอ่ ไป

ทจี่ ะทำ� นนั้ ใหเ้ พง่ ตรวจดคู วามรเู้ ดมิ ในทางรปู กายและจติ จนเกดิ วปิ สั สนาปญั ญา
ทเี่ รยี กว่า ปรชั ญา คือความรู้ชัน้ สูงต่อไป อันเป็นบันไดที่จะให้สำ� เรจ็ ในโลกุตตระ
(โดย) อาศยั อปั ปนาฌานเพง่ จติ แนแ่ นว่ ลงเปน็ รปู ฌานท่ี ๑ ถา้ ผมู้ ปี ญั ญามาก เมอ่ื จติ
เปน็ สมาธนิ ดิ หนอ่ ยกำ� หนดนามเลย คอื เพง่ จติ พจิ ารณาอารมณจ์ นแจง้ ชดั เหน็ ความจรงิ
ของนามรูปแลว้ จติ ทยี่ ึดอยูใ่ นนามรปู ดับ ในระหวา่ งดบั จากสภาพเดิมนั้น เรยี กว่า
โคตรภจู ิต เกดิ ขึ้นเม่ือจติ มีความร้ไู ดว้ า่ จิตโลกียะเป็นอยา่ งนๆี้ จิตโลกตุ ตระเปน็
อยา่ งนัน้ ๆ รูเ้ ชน่ น้ีเรยี กวา่ โคตรภญู าณ คือ ร้เู รื่องของพระนพิ พาน

ตอนนสี้ ำ� หรบั ผแู้ กก่ ลา้ ในการเพง่ จติ เจรญิ วปิ สั สนาเปน็ สว่ นมาก ยอ่ มไดส้ ำ� เรจ็
เป็น ปญั ญาวมิ ตุ ติ จ�ำพวกหนง่ึ ส่วนวิชชาทางโลกียอ์ อ่ น คอื วชิ ชา ๓ กไ็ มไ่ ด้ครบ
วิชชา ๘ กไ็ มค่ รบ ปฏสิ ัมภิทา ๔ กไ็ ม่ครบ แตท่ จี่ ุดสำ� คัญก็คือ อาสวกั ขยญาณ
อย่างเดียวเปน็ สำ� คัญน้ี สำ� หรบั ผเู้ พ่งจิตเพง่ รปู นอ้ ยไมค่ อ่ ยช�ำนาญ

สว่ นพวกหนง่ึ แกก่ ลา้ สมถะ คอื เจรญิ รปู ฌานเปน็ ลำ� ดบั ไมร่ บี ดว่ น ทวนไปๆ มาๆ
จนชำ� นาญในรปู ฌานและอรปู ฌาน แล้วกลับมาตงั้ จิตในจตุตถฌานใหแ้ กก่ ลา้ คือ
เพ่งรปู เป็นนิมิตที่เรยี กว่า อคุ คหนิมิต เมอื่ เพ่งไปตามอาการของรปู ฌานเมอ่ื ปรากฏ
ขน้ึ แลว้ ขยายเขา้ ขยายออกได้ เรยี กวา่ ปฏภิ าคนมิ ติ จนจติ แนว่ แน่ มสี ตสิ มั ปชญั ญะ
ระลกึ ได้ รตู้ วั เพง่ อยจู่ นจติ วางเฉยเทย่ี งอยกู่ บั อารมณเ์ ดยี ว ไมเ่ กยี่ วเกาะดว้ ยอารมณ์
ภายนอก จนจำ� ไดห้ มายรวู้ า่ “จติ ในรปู ฌาน กบั อรปู ฌาน มอี าการแปลกกนั อยา่ งไร”

127

ตอ่ นัน้ จะรู้ขึน้ ไดว้ ่า รปู ฌานท่ี ๔ น้เี ปน็ สำ� คัญท�ำจิตใหม้ กี �ำลงั โดยอาการต่างๆ
ตอ่ นนั้ ใหท้ ำ� ความเพง่ อยทู่ จี่ ตตุ ถฌาน คอื เพง่ เฉยอยู่ ทำ� จติ ใหเ้ ทยี่ งเปน็ เอกคั คตารมณ์
ใหเ้ พ่งจิตในทีอ่ ันเดียวเป็นสติปฏั ฐาน เปน็ กายานปุ สั สนาสติอันละเอียด คอื เพง่ กาย
ในกาย เมอ่ื ใชค้ วามเพง่ มาก ความสวา่ งยอ่ มปรากฏ จติ ตอนนจี้ กั เกดิ วชิ ชานา่ อศั จรรย์
ตา่ งๆ ในทางโลกียแ์ ละโลกุตตระตามสมควรแก่กำ� ลงั ฌานประการหน่ึง

วิชชาในทางฌานนี้ เป็นวิชชาแก้ความทุกข์ของตนหายได้ แต่คนเรามิได้คิด
แสวงหาเลย มวั หาแต่วชิ ชาความร้ทู จ่ี ะผูกมัดตัวเองให้ขอ้ งอยู่ในทกุ ข์เรอ่ื ยไป ฉะนนั้
เมื่อใครๆ ตอ้ งการสขุ ใสสะอาด จงทำ� จิตของตนใหเ้ กิดสมาธฌิ านอนั เปน็ สมบัตขิ อง
พระอรยิ เจา้

รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ รวมเรยี กว่า สมาบัติ ๘ รวมลงเป็น ๒ อย่าง คอื
โลกียฌาน ๑ โลกุตตรฌาน ๑

โลกียฌาน นน้ั ได้แก่ ผ้ไู ด้ฌานแลว้ สำ� คญั ว่า “สิง่ เหล่านน้ั เป็นเรา” ส�ำคญั วา่
“เราเปน็ สงิ่ นน้ั ๆ” ยดึ มั่นถือม่นั ไมท่ ำ� ความรู้ปล่อยวางตามความจริงนั้นเสยี ก็ตกอยู่
ใน สกั กายทิฏฐิ ความเหน็ เปน็ เหตุใหถ้ ือว่า “สิง่ เหล่านนั้ เป็นของๆ เรา หรือเป็นเรา”
แลว้ กก็ ลายเปน็ สลี พั พตปรามาส คอื เหน็ วา่ “ฌานนศ้ี กั ดสิ์ ทิ ธวิ์ เิ ศษนกั เราจะอธษิ ฐาน
ใหเ้ ปน็ อยา่ งไรกส็ ำ� เรจ็ ได้ และยอ่ มเปน็ จรงิ ดว้ ย” ฉะนน้ั ถา้ เขา้ ยดึ มนั่ ถอื มนั่ จงึ ตกอยู่
ในสลี พั พตปรามาส และความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ไมแ่ จม่ แจง้
เพราะเป็นได้เพยี งเทา่ นัน้ กไ็ ปมวั เมาหลงอยูใ่ นสง่ิ นั้นๆ

ฉะนน้ั ใครถงึ แลว้ ทำ� ไดแ้ ลว้ แตม่ ไิ ดล้ ะสงั โยชน์ ๓ กอ่ น กต็ กอยใู่ นโลกยี ฌาน
ทั้งน้ัน

โลกยี ฌานนเี้ สอ่ื มงา่ ยทส่ี ดุ อะไรมากระทบไมไ่ ดเ้ ลย คอยจะเสอ่ื ม บางทนี งั่ ทำ� ได้
ลกุ มาเดนิ เทา่ นนั้ กเ็ สอื่ ม รปู เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณภ์ ายนอก มากระทบ
กายกเ็ ส่ือม เว้นแตผ่ ูช้ �ำนาญจรงิ ๆ

128

ส่วนโลกุตตรฌานนั้น เมื่อรูปฌานและอรูปฌานได้แล้ว มาเพ่งพิจารณาจน
ชำ� นาญแลว้ เจรญิ วปิ สั สนาตอ่ รแู้ จง้ เหน็ จรงิ ในโลกยี ะวา่ “อารมณท์ ง้ั ๒ น้ี ลว้ นแตเ่ ปน็
อนจิ จงั ไมเ่ ทยี่ ง ทกุ ขงั เปน็ ทกุ ข์ อนตั ตา มใิ ชต่ วั ตนเราเขาอะไร” เมอื่ มคี วามรเู้ กดิ ขนึ้
แลว้ ยอ่ มปลอ่ ยวางอารมณน์ นั้ ๆ ได้ เมอ่ื จติ ขาดจากรปู ฌานและอรปู ฌาน กเ็ ขา้ โลกตุ ตระ
คือเข้ากระแสพระนิพพานไดแ้ ล้ว ตดั สังโยชน์ทัง้ ๓ ขาด คอื สักกายทิฏฐิ วิจิกจิ ฉา
สีลัพพตปรามาส เป็นเท่ียงต่อพระนิพพาน ถ้าใครได้แล้วละสังโยชน์ได้ เรียกว่า
โลกตุ ตรฌาน ศลี สมาธิ ปัญญา ก็กลายเปน็ โลกุตตระท้งั หมด

เมอ่ื ช�ำนาญในฌานท้ัง ๒ นแี้ ล้ว ย่อมเกดิ วิชชาตา่ งๆ ในทางพระพุทธศาสนา
เปน็ โลกยี วชิ ชาและโลกตุ ตรวชิ ชาบา้ ง แปลกจากวชิ ชาของโลกธรรมดา คอื จะตอ้ งเกดิ ขนึ้
โดยลำ� ดับแหง่ ฌานของตน เป็นตน้ ว่า วิชชา ๓ วิชชา ๘ ปฏสิ มั ภิทา ๔ ตามสมควร
แกก่ ำ� ลงั ฌานของตน

วชิ ชา ๓ นั้น คือ

๑. ปุพเพนวิ าสานุสสตญิ าณ มญี าณความรู้ตามระลกึ ชาตไิ ด้
๒. จุตูปปาตญาน มญี านความร้ใู นเร่ืองเกิดและจตุ ขิ องสตั วไ์ ด้
๓. อาสวกั ขยญาณ มีญาณความรูท้ �ำอาสวกิเลสใหส้ ิ้นได้

อธบิ าย

ญาณท่ี ๑ หมายเอา การระลกึ ชาติได้นน้ั คอื ครั้งแรกจะต้องเป็นผูช้ ำ� นาญใน
สติปัฏฐานทง้ั ๔ สติกลา้ ย่อมร้คู วามจรงิ ของรูปท่มี อี ยู่ในปัจจบุ ันน้ีก่อน คอื เพ่งรปู
ที่ปรากฏแลว้ เพง่ ไปเพง่ มาจนปรากฏรปู อนั ละเอียดที่เกดิ ๆ ดับๆ รู้พรอ้ มทงั้ ๓ กาล
คอื อดตี ทล่ี ว่ งแลว้ มายอ่ มกำ� หนดไดน้ บั ตง้ั แตร่ ปู ขน้ึ ในครรภท์ แี รก วนั หนงึ่ รปู นนั้ เปน็
อยา่ งไร ๗ วัน รปู นัน้ เปน็ อย่างไร ๑ เดือน รูปนัน้ เป็นอยา่ งไร ๓ เดือน เปน็ อย่างไร
๗ เดอื น เปน็ อยา่ งไร ๑๐ เดอื น เปน็ อยา่ งไร มรี ปู พรรณสณั ฐานเปน็ อยา่ งไร มคี วาม
เปน็ อยอู่ ยา่ งไร บรโิ ภคอะไร ย่อมตามก�ำหนดรไู้ ด้ จนเติบโตมา ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี

129

๔ ปี ๕ ปี จนถงึ ปจั จบุ นั ของตน ยอ่ มกำ� หนดรคู้ วามจรงิ ของรปู ไดต้ อ่ ไปจนอนาคตกาล
ก็รไู้ ด้วา่ “รปู นี้ ถ้าอยู่ ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๘๐ ปี จนแตกดับ รูปจะตอ้ งเปลีย่ นอย่างนัน้ ๆ”
ย่อมกำ� หนดไดต้ ลอด

ถา้ ความรตู้ อนนแ้ี กก่ ลา้ เปน็ มหาสติ ไดจ้ รงิ ในอดตี กาลลว่ งแลว้ นบั แต่ ๑ ชาติ
๑๐ ชาติ ๑๐๐ ชาติ ๑๐๐๐ ชาติ ย่อมระลกึ ได้ สุดแทแ้ ตก่ �ำลังญาณแห่งตน อาการ
ของนามทส่ี งิ อยู่ในรูปกร็ ไู้ ด้เหมือนกนั กับรูป

ญาณที่ ๒ หมายเอา ความรใู้ นปฏสิ นธวิ ญิ ญาณทเี่ กดิ ๆ ดบั ๆ คอื กำ� หนดรคู้ วาม
เคลอื่ นไหวของจติ ทเี่ ปน็ ปจั จบุ นั ของตนนจี้ นชำ� นาญ บางทเี กดิ เปน็ จติ อบาย บางทเี กดิ
เป็นจิตมนษุ ย์ บางทเี กิดเปน็ จติ สวรรค์ เปน็ พรหม โดยอาการต่างๆ จิตหยาบๆ และ
ละเอียด ย่อมก�ำหนดรู้ได้ในเรื่องของตนท่ีเป็นอยู่ในปัจจุบันน้ีก่อน ถ้าก�ำลังญาณ
แกก่ ล้าเขา้ กก็ �ำหนดรู้ไดใ้ นสัตวโลกทเ่ี กิดอยู่ตายอย่นู จี้ ะไปทางดีหรือชวั่ ประการใด
ย่อมกำ� หนดรู้ไดด้ ว้ ยตาทพิ ยภ์ ายในใจ มใิ ชต่ าหนงั ที่เราใช้อย่นู ้ี

ญาณที่ ๓ หมายเอา ความรู้ในอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ก�ำหนดรู้ในทุกข์ได้ว่า
“มาจากตัณหา” ก�ำหนดรู้ได้ในเรื่องที่จะดับตัณหาคือรู้จักมรรค จนเกิดนิโรธขึ้น
เห็นแจ้งในทกุ ขสัจ สมทุ ยั สจั นโิ รธสัจ มรรคสจั ก�ำจดั กิเลสและตณั หา มานะ ทฏิ ฐิ
ตามสมควรแก่ก�ำลงั ปัญญาของตน

อาสวักขยญาณ นี้ ได้แก่ ตัววิปัสสนาญาณ

วิชชา ๘ น้ัน คอื

๑. วปิ ัสสนาญาณ ความรู้แจ้งชดั ในธาตุ ขนั ธ์ อายตนะ
๒. มโนมยิทธิ คอื ท�ำฤทธิใ์ นทางใจได้
๓. อทิ ธิวิธี แสดงฤทธ์ิได้
๔. ทพิ พโสต๑ คือ ได้หทู พิ ย์ ฟังศพั ท์เสียงส�ำเนยี งไกลใกลไ้ ด้

๑ เขียนวา่ ทพิ ยโสต (อ่านว่า ทิบ-พะ-ยะ-โสด) กม็ ี ทพิ พจักขุ เขยี น ทพิ ยจกั ขุ ก็มี

130

๕. เจโตปรยิ ญาณ คอื รจู้ กั กำ� หนดใจของคนอืน่ ได้
๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลกึ ชาตไิ ด้
๗. ทิพพจักขุ คือ ได้ตาทิพย์แลเห็นอะไรได้โดยไม่ต้องใช้ลืมตาดูเหมือน
คนธรรมดา
๘. อาสวักขยญาณ รจู้ ักท�ำอาสวะใหส้ น้ิ ได้

อธบิ าย

วปิ ัสสนาญาณท่ี ๑ นน้ั หมายเอาความรู้แจง้ ชัดในธาตุทง้ั ๖ คือ มหาภูตรูป ๔
อากาศ ๑ วญิ ญาณธาตุ ๑ ยอ่ มกำ� หนดรูค้ วามจริงของธาตนุ ้นั ๆ เปน็ ตน้ ว่า เหน็ เปน็
สามญั ญลกั ษณะเสมอกนั หมด ปรากฏเปน็ ไตรลกั ษณญาณ คอื อนจิ จฺ ตา ความไมเ่ ทยี่ ง
ทกุ ขฺ ตา ความเปน็ ทกุ ข์ อนตฺตตา มใิ ชต่ ัวตนเราเขา เหน็ เป็นสงั ขตธาต๒ุ คลมุ กันอยู่
กำ� หนดรดู้ ว้ ย วปิ สั สนาปญั ญา กำ� หนดรดู้ ว้ ย ญาณ ๓ คอื อตตี งั สญาณ รกู้ าลทล่ี ว่ งแลว้
ของธาตนุ ้นั ๆ ๑ อนาคตงั สญาณ รู้กาลข้างหน้าของธาตุนั้นๆ ๑ ปจั จปุ ปนั นังสญาณ
รใู้ นปจั จบุ นั ทป่ี รากฏอยเู่ ฉพาะหนา้ ๑ ยอ่ มกำ� หนดรไู้ ดแ้ จง้ ชดั จงึ จดั วา่ วปิ สั สนาญาณ

ร้ขู ันธ์ คือ ธาตุ ๖ น้ัน ยน่ ลงเสมอ ๕ อยา่ ง คือ รปู กองหน่ึง เวทนากองหนึง่
สญั ญากองหนง่ึ สงั ขารกองหนง่ึ วญิ ญาณกองหนง่ึ เรยี กวา่ ขนั ธ์ ๕ ขนั ธ์ ๕ นี้ ยน่ ลง
เสมอ ๒ อย่าง คือ นาม ๑ รูป ๑ แล้วขยายออกเป็น อาการ ๖ คอื ตา หู จมูก
ลนิ้ กาย ใจ ทีเ่ รยี กวา่ อายตนะ ความรู้แจง้ ชดั ในกองธาตุ ขันธ์ อายตนะเหล่าน้ี
จึงจัดเปน็ วิชชาขอ้ หนึ่งโดยย่อ

มโนมยทิ ธทิ ่ี ๒ แสดงฤทธใิ์ นทางใจได้ นนั้ ไดแ้ ก่ การทำ� กายตนและกายอน่ื ให้
ปรากฏแก่คนอ่ืนได้ จะน้อมนึกไปทางใด ย่อมส�ำเร็จเป็นความจริงได้โดยไม่ต้อง
เคลอื่ นไหวกายเลย วชิ ชาอนั นอี้ าศยั การประกอบธาตุ ๔ ขนึ้ เปน็ สมฏุ ฐาน แลว้ อาศยั
การเพง่ ของฌาน อธษิ ฐานจิตอยา่ งไรกเ็ ปน็ ไปได้

๒ ธาตอุ นั ปัจจยั ตกแต่ง ไดแ้ ก่ สงิ่ ท่ีหมุนเวียนไปตามเหตุ (คือกรรม) ท่ปี รุงแตง่

131

อทิ ธวิ ิธี ๓ แสดงฤทธไ์ิ ดต้ า่ งๆ น้ัน เช่น คนมากท�ำให้มนษุ ย์แลเหน็ แตน่ ้อย
คนนอ้ ยทำ� ใหเ้ ปน็ คนมากกไ็ ด้ หรอื จะเดนิ ผา่ นไปในทต่ี า่ งๆ เชน่ เดนิ ไฟ เดนิ นำ�้ เดนิ ไป
ในทมี่ ดื เหมือนเดินไปในทีแ่ จ้ง ทำ� ให้กายเล็กก็ได้ ใหโ้ ตก็ได้ จนสงู ต�ำ่ ด�ำ ขาว เฒ่า
แกช่ รา หรอื หนมุ่ สดุ แทแ้ ตต่ นจะประสงค์ และบนั ดาลดนิ ฟา้ อากาศใหเ้ กดิ ฝน เกดิ ลม
เกิดไฟ แผ่นดนิ ไหวตา่ งๆ ก็เป็นไปได้ด้วยก�ำลังฌาน
ทพิ พโสตที่ ๔ หทู พิ ย์ นนั้ คอื ฟงั ศพั ทเ์ สยี งสำ� เนยี งไกลใกล้ จะเปน็ เสยี งมนษุ ย์
หรอื เทวดาได้ สดุ แท้แตต่ นจะเพ่งฟงั เสียงอะไรยอ่ มสำ� เรจ็ ได้
ทพิ พจักขทุ ี่ ๕ ตาทพิ ย์ น้นั คอื มองเหน็ ไกลเปน็ ใกล้ ไม่ว่าคนหรอื วตั ถุอนั ใด
อันหนึ่ง ย่อมแลเห็นไดโ้ ดยแจ้งชดั ได้โดยไมต่ ้องลืมตาเหมอื นมนุษย์ธรรมดา
เจโตปรยิ ญาณท่ี ๖ รจู้ กั กำ� หนดใจผอู้ น่ื ไดว้ า่ “ดี หรอื ชว่ั หยาบ หรอื ละเอยี ด
เกลยี ดชัง หรอื หวังดตี อ่ เรา” ยอ่ มรู้ได้ คนๆ นัน้ จะคดิ อย่างไร ร้ไู ดช้ ัดในทางใจ
ปุพเพนิวาสานสุ สตญิ าณที่ ๗ น้ัน คอื ระลึกชาตไิ ด้
อาสวกั ขยญาณที่ ๘ ความรกู้ ำ� จดั กเิ ลสได้ มี ราคะ โทสะ โมหะ เปน็ ตน้ ใหพ้ น้ ไป
จากใจของตน

ปฏิสมั ภิทา ๔ นั้น คือ

๑. อตั ถปฏิสัมภทิ า ปัญญารแู้ ตกฉานในอรรถ
๒. ธมั มปฏิสัมภทิ า ปญั ญาร้แู ตกฉานในธรรม
๓. นิรุตติปฏิสัมภทิ า ปญั ญารแู้ ตกฉานในภาษาค�ำพดู
๔. ปฏภิ าณปฏิสัมภิทา ปัญญารู้แตกฉานในไหวพริบ

132

อธบิ าย

ขอ้ ๑. ปญั ญารแู้ ตกฉานในอรรถนัน้ คอื

รจู้ กั คำ� อธบิ ายในธรรมนน้ั ๆ ใหก้ วา้ งขวาง ธรรมทก่ี วา้ งขวางรจู้ กั ถอดเอาใจความ
มาอธิบายให้คนฟังเข้าใจถูกต้องตามความมุ่งหมายของธรรมนั้นๆ มิให้ผิดจาก
พทุ ธประสงค์ จะพดู มากกไ็ ดใ้ จความ จะพดู นอ้ ยกไ็ มข่ าดใจความ คำ� ทผ่ี ดิ แกใ้ หเ้ ปน็ ถกู
สงิ่ ทถ่ี กู แต่หยาบอธบิ ายใหล้ ะเอียดไดไ้ มข่ าดตก

ข้อ ๒. ปญั ญารแู้ ตกฉานในธรรมนัน้ คอื

รู้จกั แยกธรรมทง้ั ๒ ประเภท ออกเปน็ คนละส่วน ไม่ระคนกนั ส่วนกุศลแยก
เป็นสว่ นหน่งึ สมมุติตงั้ ข้นึ เปน็ กลั ยาณธรรมฝา่ ยดคี วรประพฤติตาม สว่ นอกุศล
แยกเป็นสว่ นหนงึ่ สมมตุ ติ ั้งข้ึน เป็นบาปธรรมฝ่ายชว่ั ไม่ควรประพฤติ

และรจู้ กั อธบิ าย กศุ ล และอกศุ ล เปน็ ชน้ั ๆ คอื อกศุ ลจดั ออกเปน็ ๓ อยา่ ง คอื
อยา่ งหยาบ อยา่ งกลาง อยา่ งละเอยี ด แลว้ ยงั รจู้ กั ธรรมทเี่ ปน็ กศุ ลอนั เปน็ เครอ่ื งปราบ คอื
ศีล ปราบกเิ ลสอย่างหยาบ สมาธิ แก้กเิ ลสอยา่ งกลาง ปัญญา แก้กิเลสอยา่ งละเอียด
นเ้ี ปน็ ความรขู้ น้ั ปรยิ ตั ิ แตว่ า่ จะตอ้ งปฏบิ ตั ใิ หเ้ กดิ มใี นตน คอื รจู้ กั ปฏบิ ตั ปิ ระกอบศลี ขน้ึ
เพอื่ ละอกศุ ลมลู ประกอบสมาธขิ น้ึ เพอื่ ละอกศุ ลอยา่ งกลางคอื นวิ รณ์ ประกอบปญั ญาขนึ้
เพอ่ื ละอกศุ ลอยา่ งละเอยี ดคอื อวชิ ชาทเ่ี ปน็ สงั โยชน์ รจู้ กั แยกธรรม รจู้ กั ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
ตามจนรูป้ ฏิเวธธรรมอันสงู สดุ จึงเรยี กวา่ ธมั มปฏสิ ัมภทิ า รู้แต่พดู ไดแ้ ต่ท�ำไมไ่ ด้
ยังไม่ถูกตามความประสงคข์ องขอ้ ธรรมนน้ั

ขอ้ ๓. ปญั ญารแู้ ตกฉานในภาษาคำ� พดู ตา่ งๆ นนั้ ไดแ้ ก่ ปคุ คลญั ญตุ า คอื รจู้ กั
พดู ใหถ้ กู ความประสงคข์ องบคุ คลทม่ี าสอ้ งเสพ ปรสิ ญั ญตุ า รจู้ กั ในบรษิ ทั ๔ เปน็ ตน้ วา่
อบุ าสกคนนจ้ี ะตอ้ งพดู อยา่ งน้ี อบุ าสกคนนนั้ จะตอ้ งพดู อยา่ งนน้ั รจู้ กั พดู ถกู ตอ้ งตาม
ฐานะและชัน้ ภมู ขิ องคนน้นั ๆ ภิกษสุ ามเณรหมูน่ ้จี ะต้องพูดอยา่ งนี้ตามช้ันภมู ิ พดู ให้
คนฟงั เขา้ ใจไดใ้ นภาษาของตน ตวั อยา่ งเชน่ ชาวนามาจะต้องพดู อย่างหน่ึง พอ่ คา้ มา

133

จะตอ้ งพดู อยา่ งหนง่ึ กษตั รยิ ม์ าจะตอ้ งพดู อยา่ งหนง่ึ รจู้ กั ทำ� คำ� พดู ของตนใหถ้ กู ฐานะ
ของคนนนั้ ๆ ได้ มใิ ชว่ า่ รภู้ าษานกภาษาหนภู ายนอก ถา้ หากวา่ รจู้ รงิ ความรนู้ น้ั จะเปน็
ผลแกเ่ ขาอยา่ งไร ถา้ รจู้ รงิ กย็ กใหท้ า่ นผนู้ น้ั เสยี แตพ่ ระพทุ ธเจา้ คงประสงคใ์ หร้ คู้ ำ� พดู
ท่ีเหมาะแกค่ วามตอ้ งการของบรษิ ัทเป็นสว่ นมาก เมอื่ ใครรู้ได้จริง เรียกวา่ เปน็ ผมู้ ี
ปฏิสมั ภิทาข้อน้ี

ขอ้ ๔. ปัญญาร้แู ตกฉานในไหวพรบิ นั้น

คอื ฉลาดทนั คน พดู ดกั พดู แกใ้ นสงิ่ ทค่ี วร ไมใ่ ชพ่ ดู เลอะเทอะ คอื รปู้ ระโยชนใ์ น
เรอ่ื งพดู นน้ั ๆ พดู หยาบใหเ้ ปน็ ละเอยี ด พดู ละเอยี ดใหห้ ยาบ พดู เรอ่ื งทใี่ กลใ้ หแ้ ลเหน็
เปน็ ไกล สงิ่ ทไี่ กลพดู ใหเ้ ปน็ ใกล้ พดู ตำ�่ แกใ้ หส้ งู ได้ พดู สงู แกใ้ หเ้ ปน็ ตำ่� สง่ิ ทยี่ ากแกใ้ ห้
เปน็ งา่ ย สง่ิ ทแี่ ลไมเ่ หน็ พดู ใหแ้ ลเหน็ รจู้ กั คำ� พดู นอ้ ยใหท้ นั คำ� พดู มาก ใชค้ ำ� พดู มใิ หใ้ คร
จบั ไดโ้ ดยไมต่ อ้ งใชค้ ำ� เทจ็ และสงสยั มาปนเลย แตม่ ใิ ชค่ นพดู มาก คอื เปน็ นกั พดู ตา่ ง
หาก พูดมากมักจน นกั พดู ๆ มากกไ็ ม่จน พูดนอ้ ยก็ไม่จน ท�ำใหค้ นหายสงสัยได้
ฉลาดพดู คำ� เดยี วดกี วา่ พดู ตงั้ รอ้ ยคำ� พดู ไหวพรบิ ในทน่ี ี้ หมายเอาความฉลาดในอรรถ
ธรรม

ปฏสิ ัมภทิ า ๔ นี้ ผทู้ ีไ่ ด้นนั้ จะต้องเปน็ ผ้เู คยเจรญิ สมถวปิ ัสสนามากอ่ นจงึ จะ
รู้ได้

วชิ ชา ๓ กต็ าม วชิ ชา ๘ กต็ าม ปฏสิ มั ภทิ า ๔ กต็ าม จะเกดิ ขนึ้ ในลำ� ดบั แหง่ ฌาน
ของตน ย่นลงตามภมู ิแล้วคงมี ๒ คือ

๑. เสกขภมู ิ ไดแ้ ก่ พระโสดาบนั สกทิ าคามี และอนาคามผิ ล จนถงึ ปถุ ชุ นเรานี้
๒. อเสกขภูมิ ได้แก่ พระอรหัตตผล

วชิ ชาเหลา่ นก้ี ส็ ำ� คญั อยแู่ ต่ อาสวกั ขยญาณ อยา่ งเดยี ว นอกนน้ั จะไดห้ รอื ไมไ่ ด้
ไม่สสู้ �ำคญั มใิ ชว่ า่ พระอรยิ เจ้าจะได้ทุกองค์ เช่น บางจำ� พวก วชิ ชา ๓ วชิ ชา ๘ และ
ปฏสิ มั ภทิ า ๔ กไ็ ดไ้ มค่ รบ อยา่ วา่ แตป่ ถุ ชุ นเลย แมพ้ ระอรหนั ตบ์ างองคก์ ไ็ มไ่ ด้ ถงึ ได้

134

กไ็ ดแ้ ตท่ ำ� อาสวะใหส้ นิ้ ไปเฉยๆ คนทจี่ ะไดน้ นั้ จะตอ้ งเคยเปน็ ผอู้ บรมสมถวปิ สั สนา
มาจากพระพุทธเจ้า เป็นนสิ ยั มาก่อนจึงจะเป็นมาได้ ในท่ีสุดแห่งการท�ำฌานจะตอ้ ง
เปน็ มาโดยอาการเช่นนี้

ล�ำดับน้ี จะย้อนกล่าวในวิปสั สนากมั มัฏฐาน

เพราะบางจ�ำพวกย่อมไม่ช�ำนาญในการท�ำฌาน ถึงได้บ้างก็นิดหน่อย เช่น
บางจำ� พวกชอบตรกึ หา เหตุ และผล ของนามรปู เจรญิ ไตรลกั ษณญาณ บำ� เพญ็ ฌาน
แตพ่ อควรแลว้ ก็เจรญิ วปิ สั สนากมั มัฏฐาน

วปิ สั สนากมั มฏั ฐาน นน้ั จะเกดิ ขนึ้ ได้ ๒ ทาง คอื ถา้ ผแู้ กฌ่ าน วปิ สั สนากมั มฏั ฐาน
จักเกิดขึ้นไดใ้ นล�ำดับของจตตุ ถฌาน ถา้ ผูอ้ อ่ นฌาน วิปัสสนากมั มฏั ฐานจักเกิดขน้ึ
ได้ในลำ� ดับแหง่ ปฐมฌาน มีอุปจารสมาธิเปน็ เหตุ

เมื่อมีเหตุเช่นนี้แล้ว ท�ำความเพ่งพิจารณาเป็นวิปัสสนากัมมัฏฐานเลยทีเดียว
เปน็ ทางรแู้ จง้ เหน็ จรงิ ใน รปู หรอื อรปู ทเ่ี รยี กตามอาการวา่ ขนั ธ์ ๕ คอื รแู้ จง้ เหน็ จรงิ
ในกอง รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ เหล่านว้ี ่าเป็น “อนิจจฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา”
ท�ำปัญญาอันนนั้ ให้มีก�ำลังเปน็ ปญั ญาพลงั

ถา้ กำ� ลงั วปิ สั สนาแกก่ ลา้ มาก สตอิ อ่ นรไู้ มเ่ ทา่ ทนั กจ็ กั มคี วามสำ� คญั เหน็ ผดิ เกดิ ขนึ้
๑๐ อยา่ ง เรียกว่า วิปสั สนูปกเิ ลส คอื อาการของวิปัสสนาน้นั เอง ถา้ หลงยึดถอื เอา
กลายเปน็ วปิ สั สนปู กเิ ลส เปน็ เหตใุ หต้ นสำ� คญั ผดิ ไปวา่ “เราสำ� เรจ็ มรรคผลนพิ พานไป
กไ็ ด”้ เพราะกเิ ลสตอนนล้ี ะเอยี ดมากนกั หรอื อกี นยั หนงึ่ เรยี กวา่ ขา้ ศกึ ของวปิ สั สนา
ถา้ สตปิ ญั ญาไมเ่ สมอภาคแลว้ จะกลายเปน็ ผดิ ตดิ อยไู่ มร่ ตู้ วั สำ� คญั วา่ “เราหมดกเิ ลส
กิจท่ีจะตอ้ งท�ำอกี ไม่มี” ดงั น้ี

กิเลส ๑๐ อยา่ งนน้ั สขุ ุมละเอียดมาก ถา้ เกดิ ขึ้นแลว้ ย่อมไมเ่ ชื่อใครๆ เหตุนัน้
จงึ ควรศกึ ษาไวใ้ หร้ ู้ จะไดแ้ ยกจติ ออกจากธรรมนน้ั ๆ เสยี ดงั จะไดก้ ลา่ วตอ่ ไปขา้ งหนา้
เพราะเกดิ ขน้ึ ในล�ำดับแหง่ วิปัสสนากัมมัฏฐาน

135

วปิ สั สนากมั มัฏฐาน

วปิ สั สนากมั มฏั ฐาน นน้ั แปลวา่ อบุ ายทำ� ใหเ้ กดิ ความรคู้ วามเหน็ ในทางใจ คอื เหน็
คตธิ รรมดาของรปู ธรรม ๑ นามธรรม ๑ ทแ่ี ยกออกเปน็ ขนั ธ์ ๕ รเู้ หน็ เปน็ สภาวธรรม
เปน็ อนิจจงั ทกุ ขัง อนตั ตา ทัง้ ๓ น้ี เปน็ นิมติ ของวปิ สั สนากัมมฏั ฐาน

ถา้ กลา่ วถงึ วปิ สั สนาแลว้ ทำ� ไมจงึ กลา่ วถงึ รปู กมั มฏั ฐานและขนั ธ์ ๕ อนจิ จงั ทกุ ขงั
อนัตตา อกี เล่า เพราะในสมถกมั มฏั ฐานกเ็ ห็นกล่าวแลว้

มคี ำ� อรรถาธิบายว่าเรอ่ื งของ “สมถกมั มฏั ฐาน” นน้ั ก็อยู่ในรปู กมั มฏั ฐาน และ
อรปู กมั มฏั ฐาน นน้ั กจ็ รงิ อยู่ แตค่ วามรคู้ วามเขา้ ใจละเอยี ดตา่ งกนั ไปอกี แตว่ ปิ สั สนา
กมั มัฏฐาน นัน้ ก็ยกเอาวัตถอุ ันเดยี วกันนั้นเอง คอื ยกเอา รูปวัตถุ ๑ อรปู วัตถุ ๑
โวหาร ๑ เรยี กวา่ รปู นาม แยกออกไป เรยี กวา่ ขนั ธ์ ๕ อนั เดยี วกนั นเ้ี อง แตก่ ารทำ�
ของสมถะยงั หยาบๆ ความรู้ความเหน็ ในขันธ์ ๕ นั้น วา่ เป็นอนจิ จัง ทกุ ขัง อนัตตา
ยงั ไมแ่ จม่ แจง้ ชดั เจน เปน็ การทำ� ใจใหส้ งบ พอเปน็ บาทแหง่ วปิ สั สนากมั มฏั ฐานเทา่ นนั้

ถา้ เขา้ ถงึ วปิ สั สนากมั มฏั ฐานแลว้ ความรคู้ วามเหน็ ใน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ใน
ขนั ธ์ ๕ นน้ั แจ่มแจ้งชดั เจนขน้ึ อีก

เปรยี บโวหารหนงึ่ วา่ ความรคู้ วามเหน็ ของสมถะนน้ั เปรยี บเสมอื นบรุ ษุ ตดั ตน้ ไม้
ลม้ ลงแลว้ แตย่ งั มไิ ดจ้ ดุ เผาดว้ ยไฟ สว่ นความรคู้ วามเหน็ ของวปิ สั สนานนั้ เปรยี บเสมอื น
บรุ ษุ ตดั ตน้ ไมล้ ม้ ลงแลว้ จดุ เผาดว้ ยไฟ ความโลง่ เตยี นของปา่ นนั้ จะแลเหน็ ผดิ กนั มาก
ทเี ดยี ว แตห่ ากเปน็ ปา่ อนั เดยี วกนั นน้ั เอง ฉนั ใดแล ความรคู้ วามเหน็ ของสมถกบั ความรู้
ของวปิ สั สนายอ่ มต่างกนั ฉนั น้นั

การทีเ่ จรญิ วิปัสสนานั้น คอื ให้แยกขนั ธ์ ๕ ออกเป็นกองๆ กอ่ น คือ

๑. รูปขนั ธ์ (แปลว่า กองรูป)
๒. เวทนาขันธ์ (แปลวา่ กองเวทนา)

136

๓. สัญญาขนั ธ์ (แปลวา่ กองสญั ญา)
๔. สงั ขารขันธ์ (แปลว่า กองสังขาร)
๕. วิญญาณขันธ์ (แปลว่า กองวิญญาณ)

เมอ่ื แยกเช่นน้ีแลว้ ใหเ้ พ่งพิจารณา

๑. รูปทงั้ ปวง ที่ปรากฏในจกั ขุทวาร๑ คือ ตา วา่ รูปทงั้ หลายน้ี

อะตตี งั วา รปู ทล่ี ว่ งไปแลว้ แตก่ อ่ นๆ นน้ั นบั ตงั้ แตอ่ ยใู่ นครรภข์ องมารดาทย่ี งั
เปน็ กลละ๒ อยู่น้ัน ๑
อะนาคะตัง วา รูปอันบังเกิดสืบไปในภายหนา้ จนแตกดบั ๑
ปัจจุปปนั นงั วา รปู อนั บังเกิดขนึ้ ในปจั จบุ นั ท่เี ฉพาะหนา้ น้ี ๑
อัชฌัตตัง วา รปู ทบ่ี ังเกิดภายใน คอื ตา หู จมูก ลนิ้ กาย (รปู ทิพยท์ ีเ่ กิดขึน้
ด้วยอ�ำนาจแห่งจติ ) น้ี ๑
พะหทิ ธา วา และรปู นอกออกไปจาก ตา หู จมกู ลิ้น กาย ของตนนั้น คอื รปู
เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ ส่ิงท่ปี รากฏเหลา่ น้ี ท้ังลว่ งแล้ว และ ยงั ไมม่ าถึง และ
ปจั จบุ นั นี้ ใหเ้ พง่ พจิ ารณาลงไปเปน็ จดุ อนั เดยี วกนั เปน็ ไตรลกั ษณญาณ โดย ๓ กาล
(อดีตกาล อนาคตกาล ปจั จบุ ันนกาล) คือ รูปทงั้ หลายทล่ี ่วงแลว้ น้นั วา่ สพั พัง รปู งั
รปู ทงั้ หลายเหลา่ นนั้ ยอ่ มเปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา คอื เกดิ ขน้ึ แลว้ ยอ่ มฉบิ หายไปเปน็
ธรรมดา ไมเ่ ปน็ แกน่ สารอะไร ปรากฏขนึ้ แลว้ ครหู่ นงึ่ ขณะหนง่ึ แลว้ ดบั ไป ยอ่ มไมส่ ม
ปรารถนาของผตู้ ้องการเลย ในรปู ธาตุนี้ ยอ่ มเป็นไปเสมอหนา้ กันทกุ จำ� พวก นว้ี าระ
ของรปู

๒. เวทนา ความเสวยอารมณ์ นั้น แยกออกเปน็ ๒ ประเภทกอ่ น คอื

๑) เวทนานอก๓ ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากตากบั รปู กระทบกนั หกู บั เสยี งกระทบกนั จมกู กบั

๑ โสตทวาร = หู ฆานทวาร = จมูก ชิวหาทวาร = ลิน้ กายทวาร = กาย มโนทวาร = ใจ
๒ (อา่ นว่า กะ-ละ-ละ) ไดแ้ ก่ รปู เร่ิมแรกทป่ี ฏิสนธใิ นครรภ์มารดา ซ่งึ มีขนาดเล็กมาก
๓ มาจากคำ� วา่ พะหทิ ธา วา คอื เวทนาภายนอก อชั ฌัตตัง วา คอื เวทนาภายใน

137

กลิน่ กระทบกนั ลนิ้ กับรสกระทบกนั โผฏฐัพพะคือเยน็ และรอ้ นกระทบกาย เหล่าน้ี
จัดเป็นเวทนานอก

๒) ถา้ จติ โสมนสั ยนิ ดเี กดิ สขุ เวทนาคอื รสู้ กึ ในทางใจน้ี ๑ ถา้ จติ ไมช่ อบมโี ทมนสั
เกดิ ขน้ึ ยอ่ มเสวยทกุ ขเวทนารสู้ กึ ทางใจนี้ ๑ ถา้ จติ ไมย่ นิ ดยี นิ รา้ ย ยอ่ มเกดิ อเุ บกขาเวทนา
รู้สึกเฉยในทางใจ นี้ ๑

รวมความวา่ เวทนาภายใน นนั้ ไดแ้ ก่ จติ ทเ่ี สวยอารมณท์ ง้ั ๓ คอื สขุ เวทนา ๑
ทุกขเวทนา ๑ อเุ บกขาเวทนา ๑ เพราะความรูส้ กึ เหลา่ นีย้ ่อมมใี นจิต

เวทนาทงั้ ๒ ประเภทนี้ อะตตี งั วา ลว่ งไปแลว้ กต็ าม อะนาคะตงั วา ยงั ไมม่ าถงึ
กต็ าม ปจั จปุ ปนั นงั วา ปจั จบุ นั เฉพาะหนา้ กต็ าม ใหเ้ พง่ ลงไปเปน็ จดุ อนั เดยี วกนั เปน็
อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา คอื ไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา ไมใ่ ชต่ วั ตนของเรา เกดิ ขน้ึ
แล้วย่อมฉบิ หายไปเปน็ ธรรมดา นี้วาระที่ ๒

๓. สญั ญา ความจำ� ไดห้ มายรู้ นนั้ แยกออกเปน็ ๒ ประเภท คอื ความจำ� ภายนอก ๑
(พะหิทธา วา) ความจำ� ภายใน ๑ (อัชฌตั ตงั วา)

ความจำ� ภายนอก นน้ั คือ จ�ำรปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ใน
เวลาตาเหน็ รปู หฟู งั เสยี ง จมกู ดมกลนิ่ ลน้ิ ลมิ้ รส โผฏฐพั พะกระทบกาย ธรรมารมณ์
ทเี่ กดิ กบั ใจ นปี้ ระเภทหนง่ึ ความจำ� ภายใน นนั้ คอื ความรสู้ กึ ในใจวา่ “น.ี้ ..สขุ เวทนา
น้ี... ทุกขเวทนา นี้...อุเบกขาเวทนา” ธรรมเหล่านี้ย่อมรู้ได้ในทางใจ จึงเรียกว่า
สญั ญาภายใน

เมอ่ื รเู้ ชน่ นแ้ี ลว้ ใหพ้ จิ ารณาทง้ั ๓ กาล คอื อตตี ํ วา ลว่ งไปแลว้ กต็ าม อนาคตํ วา
ยังไม่มาถงึ กต็ าม ปจจฺ ุปฺปนฺนํ วา ปจั จุบันท่ีปรากฏเฉพาะหนา้ ก็ตาม ภายนอกก็ตาม๑
ภายในกต็ าม ใหเ้ พง่ ลงเปน็ จดุ อนั เดยี วกนั เปน็ อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า ไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์
เป็นอนัตตา ไมใ่ ชต่ วั ตนเราเขา เกดิ ข้นึ แลว้ ย่อมดบั ไปเปน็ ธรรมดา น้ีวาระท่ี ๓

๑ สญั ญาภายนอก มาจากคำ� วา่ พะหทิ ธา วา สัญญาภายใน คือ อัชฌตั ตงั วา

138

๔. สงั ขาร ความปรงุ แต่ง กแ็ ยกออกเปน็ ๒ ประเภท คือ อปุ าทนิ นกสังขาร
คอื สงั ขารท่ีมีใจครอง ๑ อนปุ าทินนกสงั ขาร คือ สงั ขารที่ไมม่ ีใจครอง ๑

สงั ขารท่ไี มม่ ีใจครอง นน้ั ได้แก่ ตน้ ไม้และภูเขา อนั ธรรมชาติแต่งขึ้น สังขาร
ทีม่ ีใจครอง นั้น ได้แก่ มนุษยแ์ ละสตั วด์ ริ จั ฉาน

สังขารท่มี ใี จครอง แยกออกเปน็ ๒ ประเภท คือ ภายนอก ๑ (พหทิ ฺธา วา)
ภายใน ๑ (อชฺฌตตฺ ํ วา)

ภายนอก นัน้ หมายเอา มหาภตู รปู ท้ัง ๔ ประชมุ กนั เขา้ เรยี กว่า กาย อนั
เป็นธรรมชาติแตง่ ขน้ึ คอื กรรม น้ี ๑

ภายใน น้ัน หมายเอา จิตตสังขาร คือ นามธรรม ได้แกค่ วามคดิ ปรงุ แตง่ ใน
ทางใจมี ๓ อย่าง คือ

๑) ปญุ ญาภสิ งั ขาร คดิ ปรงุ แต่งในทางทด่ี ี
๒) อปญุ ญาภสิ ังขาร คิดปรงุ แตง่ ในทางชวั่
๓) อเนญชาภิสังขาร คดิ ปรุงแต่งในทางไมด่ ีไม่ชว่ั

ให้เพ่งลงทั้ง ๓ กาล อตตี ํ วา ล่วงไปแลว้ กต็ าม อนาคตํ วา ยังไมม่ าถงึ ก็ตาม
ปจจฺ ปุ ปฺ นนฺ ํ วา หรอื ปรากฏในเฉพาะหนา้ กต็ าม ภายนอกกต็ าม๒ ภายในกต็ าม ใหเ้ พง่
พิจารณาเป็นจดุ เดยี วกันเปน็ ไตรลกั ษณะว่า อนจิ ฺจา วต สงขฺ ารา อปุ ปฺ าทวยธมมฺ ิโน
อปุ ปฺ ชชฺ ติ วฺ า นริ ชุ ฌฺ นตฺ ิ สงั ขารทงั้ หลายไมเ่ ทยี่ งหนอ (เปน็ ทกุ ข)์ เพราะมคี วามเกดิ ขนึ้
แลว้ เสอ่ื มส้นิ ไปเป็นธรรมดา เกดิ ข้นึ แลว้ ย่อมดบั ไป ยอ่ มเป็น อนิจฺจํ ทุกขฺ ํ อนตฺตา
ท้ังส้ิน น้ีวาระที่ ๔

๕. วญิ ญาณ ความรแู้ จง้ แยกออกเปน็ ๒ ประเภท คอื ภายใน ๑ (อชฌฺ ตตฺ ํ วา)
ภายนอก ๑ (พหทิ ฺธา วา)

๒ คำ� เต็ม คอื สงั ขารภายนอก มาจากคำ� วา่ พหิทฺธา วา สังขารภายใน คอื อชฌฺ ตฺตํ วา ในบทวา่ วิญญาณ
ก็เหมือนกนั พึงทราบโดยทำ� นองน้ี (ทา่ นยกค�ำบาลีมาให้เหน็ เปน็ ตัวอยา่ งท่รี ปู เทา่ น้นั )

139

ภายในนั้น คือรู้แจ้งว่า “นี้...สุขเวทนา น้ี...ทุกขเวทนา นี้...อุเบกขาเวทนา
ทีร่ ู้สกึ ปรากฏขึ้นทางใจ”

ภายนอกน้ัน คือรแู้ จ้ง๑ ทางตา หู จมูก ลิน้ กาย ในเมือ่ มี รูป เสยี ง กลิน่
รส โผฏฐพั พะ (คอื ความเย็นและรอ้ น ออ่ นแข็งทก่ี ระทบกาย) มากระทบกนั แลว้
จิตเกดิ ความยนิ ดบี ้าง ยนิ ร้ายบ้าง เฉยบา้ ง เรยี กวา่ ธมั มารมณ์

วญิ ญาณทง้ั หลายเหลา่ น้ี ใหเ้ พง่ พจิ ารณาเปน็ ไตรลกั ษณะทงั้ ๓ กาล คอื อตตี ํ วา
ท่ลี ่วงไปแลว้ คือตง้ั แต่ปฏสิ นธิวิญญาณก่อเกดิ นัน้ ก็ตาม อนาคตํ วา อนาคตทีย่ งั
ไมม่ าถงึ กต็ าม ปจจฺ ปุ ปฺ นนฺ ํ วา หรอื ปรากฏเฉพาะหนา้ กต็ าม ภายในกต็ าม ภายนอกกต็ าม
ยอ่ มเป็น อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา ท้งั สิน้ ย่อมไม่มั่นคงถาวรอะไรเลย น้ีวาระที่ ๕

เมือ่ พิจารณาจนเห็นแจม่ แจง้ โดยอาการใดอาการหนง่ึ เรยี กว่า เจริญวิปัสสนา
ภาวนา เปน็ หนทางแห่งมรรคผลนิพพานนีแ้ ล

สมถกมั มัฏฐาน๒ ก็ดี วปิ สั สนากมั มฏั ญาน ก็ดี ยอ่ มมีความรูส้ ึกความเขา้ ใจ
ตา่ งกนั แตเ่ ปน็ วตั ถอุ นั เดยี วกนั นน่ั เอง ถา้ หากใครตอ้ งการพน้ ทกุ ขจ์ รงิ ๆ แลว้ จงศกึ ษา
ในขนั ธ์ ๕ ของตนให้เปน็ สมถะบ้าง วปิ สั สนาบ้าง จะสำ� คัญว่า “เรารูแ้ ลว้ ” สง่ิ เหลา่ น้ี
รู้แล้วก็จริง แต่ยังละไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงไม่รู้อยู่น่ันเอง ส่ิงท่ีรู้ว่าไม่รู้ สิ่งท่ี
ไม่รวู้ ่ารู้ จิตกลบั กลอกหลอกตนอยเู่ สมอๆ ความรู้ช้นั จ�ำตามสัญญายงั ไม่เที่ยง อาจ
เปลีย่ นแปลงเปน็ อน่ื ได้ รชู้ ั้นน้นั คนนอกศาสนาเขากอ็ าจรไู้ ด้ อา่ นหนงั สอื ออกก็จะ
รูก้ นั เท่านัน้ เอง

๑ วิญญาณ ความรู้แจ้งอารมณภ์ ายนอกนัน้ เกดิ จากอายตนะภายใน กบั อายตนะภายนอก มากระทบกนั
จงึ เกิดความรแู้ จ้งขน้ึ เชน่ ตากระทบ (เหน็ ) รปู เกดิ ความรู้สึกขึ้น คอื เห็นรปู สวยก็ยินดพี อใจ ชอบใจ

๒ รปู กมั มฏั ฐาน และอรปู กมั มฏั ฐาน นี้ ทา่ นชแ้ี จงแสดงเปน็ กมั มฏั ฐานภายในกม็ ี แสดงเปน็ สมถกมั มฏั ฐาน
ก็มี ณ ท่นี ี้ ทา่ นไดแ้ สดงเป็นแบบวปิ ัสสนากมั มฏั ฐานไว้อกี แล้วสรปุ วา่ จงศกึ ษาในขันธ์ ๕ ของตนใหเ้ ป็น
สมถะบา้ ง วปิ สั สนาบา้ ง คอื เมอ่ื ศกึ ษาเขา้ ใจแลว้ จะปฏบิ ตั ใิ นกมั มฏั ฐานอนั ใดทเ่ี หน็ วา่ ถกู กบั จรติ นสิ ยั ของตน
ไดท้ งั้ นน้ั (ถา้ เราชอบภาวนาแบบอานาปานสั สติ เวลานงั่ สมาธกิ ก็ ำ� หนดดเู ฉพาะลมหายใจเขา้ -ออก กรรมฐานอนื่
ใหห้ ยดุ พักไว้กอ่ น)

140

เหตุนัน้ ผตู้ ้องการรูจ้ รงิ แล้ว จงรีบเพ่งความรหู้ ยั่งลงทข่ี ันธ์ ๕ ให้รูแ้ จง้ เหน็ จรงิ
ถึงจะละได้ จงึ จะเปน็ นกั ศาสนาที่แท้

ลำ� ดบั นจี้ ะอธบิ ายถงึ วิปสั สนาญาณโดยล�ำดับ แตจ่ ะต้องยกเอาวิสุทธิ ๗
มาอธบิ ายก่อน เพราะเปน็ บาทแหง่ วปิ ัสสนาญาณ

วสิ ุทธิ ๗ คอื

๑. สีลวิสุทธิ ช�ำระศีลตามชั้นภูมิของตนให้บริสุทธิ์หมดจดจากเวรท้ัง ๕
มปี าณาตบิ าตเป็นตน้ พร้อมทั้ง กาย วาจา จติ

๒. จติ ตวิสทุ ธิ คอื จิตสงบลงชว่ั ขณะ เปน็ ขณกิ สมาธิบ้าง สงบลงพอเฉียดๆ
เป็นอปุ จารสมาธบิ า้ ง จิตสงบแน่แน่วลงอยา่ งใดอยา่ งหนึง่ พอเป็นที่ตั้งแหง่ วิปัสสนา

๓. ทิฏฐวิ ิสทุ ธิ คือ จติ พจิ ารณานามรปู ๒ นี้ รจู้ กั แยกออกเป็นสว่ นๆ ยกขนึ้ สู่
ไตรลักษณญาณ รวู้ ่า “นามรปู นี้ เป็นอนจิ จฺ ํ ทุกฺ ขฺ ํ อนตตฺ า ไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทุกข์ ไมใ่ ช่
ตวั ตนเราเขาอะไร”

๔. กงั ขาวติ รณวสิ ทุ ธิ คอื กำ� หนดรเู้ หตแุ ละปจั จยั แหง่ นามรปู นน้ั วา่ เพราะอะไร
เกดิ ขึน้ กอ่ น นามรปู จงึ เกิดข้ึน นี้ ๑ เพราะอะไรดบั นามรูปจึงดบั น้ี ๑

กำ� หนดตรวจดทู ง้ั ๒ เงอ่ื นนี้ จนหมดสงสยั ในขณะนนั้ ทง้ั อดตี ทล่ี ว่ งแลว้ ทง้ั อนาคต
ทย่ี งั มาไมถ่ ึง ทั้งปัจจุบันอันเปน็ อย่เู ฉพาะ นามรปู ท่ปี รากฏ จิตทีร่ ้อู ารมณป์ ัจจบุ ันนี้
สขุ มุ ละเอยี ดแนแ่ นว่ มน่ั คงกวา่ ทเ่ี คยเปน็ อยู่ ตอนนจ้ี กั เกดิ วปิ สั สนปู กเิ ลส ๑๐ อยา่ ง
อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ถา้ สติ สมาธิ ปญั ญา ไมท่ นั กนั กเ็ ปน็ เหตใุ หส้ ำ� คญั ผดิ ตดิ อยู่ และ
ยดึ เอามาเปน็ อารมณ์แลว้ ย่อมหลงไป เส่ือมไปจากธรรมชน้ั สูง

แต่ตอนตน้ ทีไ่ ด้กลา่ วว่าขา้ ศกึ กเ็ รยี ก คือ

๑) โอภาโส โอภาสแสงสวา่ งนา่ อศั จรรยย์ ง่ิ นกั ปา่ ไมแ้ ละขวากหนามไมป่ รากฏ
สว่างหนักเข้าจนเพลนิ จนลมื กายลมื จติ ตดิ พันอยู่ในความสวา่ งอนั นั้น

141

๒) ญาณ ความรนู้ า่ อศั จรรย์ แลว้ ถือขลงั ยดึ เอาวตั ถทุ ่ีร้เู หน็ น้นั บ้าง ยดึ เอา
ความรู้อันนั้นบ้าง บางทีก็ส�ำคัญว่า “ตนเป็นผู้ส�ำเร็จธรรมวิเศษ” สมมุติตนเองว่า
“เราหมดกจิ แลว้ บา้ ง” ความรใู้ นชนั้ นร้ี ไู้ ดจ้ รงิ ๆ แตไ่ มป่ ลอ่ ยวางความรเู้ หน็ อนั นนั้ ตาม
สภาพความจรงิ ได้
๓) ปตี ิ ความเอบิ อมิ่ ใจแรงกลา้ ขน้ึ คอื เกดิ จากประสบอารมณท์ วี่ เิ วกอนั ตนมี
ความปรารถนามาแตเ่ ดมิ นนั้ แลว้ เมอื่ ประสบเขา้ ยอ่ มยนิ ดปี ราโมทยจ์ นลมื กายลมื จติ
ตดิ อารมณน์ ้ันอยู่
๔) ปสั สทั ธิ คอื ความสงบแหง่ จิตอยา่ งย่ิง จติ น่งิ อย่เู พลนิ อยใู่ นความสงบ
อันนนั้ จนตดิ ความสงบนนั้
๕) สุข คือ ความสุขอันสุขุมละเอียดซึ่งเกิดจากจิตตวิเวกที่ตนเพ่ิงพบเห็น
แลว้ จิตเสวยอารมณน์ ั้น สขุ ตอนนล้ี ะเอียดสบายยิ่งนกั แล้วยึดเอาความสขุ อันนน้ั
๖) อธโิ มกข์ คอื ความน้อมใจเชื่อม่นั ในความร้คู วามเหน็ ของตนวา่ “น้ีแหละ
มรรคผลนิพพาน”
๗) ปัคคาหะ คอื ความเพยี รกก็ ล้าหาญ เพราะยินดอี ารมณท์ ีร่ ู้เห็นนนั้ ๆ
๘) อปุ ฏั ฐาน คอื สตมิ กี ำ� ลงั กลา้ ปญั ญาออ่ น ทำ� ความปลอ่ ยวางในอารมณน์ นั้ ๆ
ไม่ได้ (เกิดความพลกุ พลา่ นไป)
๙) อุเบกขา คอื จิตนิ่งเฉยอย่ใู นธรรมารมณอ์ ันละเอียด ไมร่ ู้ความจริงแลว้
ยดึ เอาเสวยอารมณ์อนั น้ันอยู่
๑๐) นิกันติ คือ ความพอใจในอารมณท์ ีต่ นรตู้ นเห็นน้ันๆ แล้วกส็ �ำคญั ไป
ต่างๆ

ธรรมทง้ั ๑๐ อยา่ งนเ้ี ปน็ จรงิ ประเภทหนง่ึ เมอื่ รเู้ ทา่ ทนั ยอ่ มเปน็ มรรคาหนทางให้
จติ กา้ วไปสมู่ รรคผล นพิ พาน ถา้ เรายดึ ถอื เอาแลว้ จกั กลายเปน็ ขา้ ศกึ ของวปิ สั สนาญาณ
กลายเป็นอุปาทานความยึดม่ัน

อปุ กเิ ลส ๑๐ อยา่ งนี้ ผไู้ มป่ ลอ่ ยวางตามสภาพแลว้ ยอ่ มไมพ่ บของจรงิ อนั ประเสรฐิ
กล่าวคือนิโรธ จิตท่ีจะปล่อยวางได้ จะต้องใช้วิปัสสนาปัญญาพิจารณาให้เห็นเป็น

142

อนจิ ฺจํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า ให้แจง้ ชดั เมอื่ รู้ชัดเจนดี ไมม่ ีความยดึ มนั่ ในธรรมน้ันๆ แลว้
จะมญี าณรขู้ นึ้ ในจติ วา่ “นที้ าง นไ้ี มใ่ ชท่ างแหง่ ธรรมวเิ ศษ” เมอื่ รเู้ หน็ เชน่ น้ี จติ กเ็ ขา้ ถงึ
มคั คามคั คญาณทัสสนวสิ ุทธิ โดยล�ำดบั

๕. มคั คามัคคญาณทัสสนวสิ ุทธิ ถ้ารเู้ ช่นนแี้ ลว้ ให้ประคองจิตอนั รูน้ ้ันอยูใ่ น
วิถีจิตแห่งวิปัสสนา วิปัสสนาปัญญาจะเกิดข้ึนในขณะจิตอันน้ัน จิตอันน้ันจักเกิด
วปิ สั สนาปญั ญาขน้ึ โดยลำ� ดบั อนั เปน็ บนั ไดแหง่ โลกตุ ตระมหากศุ ล อนั เปน็ ผลทล่ี ะได้
ซงึ่ อุปกิเลสทง้ั ๑๐ อยา่ งนั้น แลว้ ก็เกิดมี วิปสั สนาญาณ โดยลำ� ดับ ดงั นี้

วปิ ัสสนาญาณ ๙ คือ

๑) อทุ ยพั พยานปุ สั สนาญาณ คอื ปรชี ากำ� หนดคำ� นงึ เหน็ ความเกดิ ทงั้ ความดบั
แหง่ รปู นาม
๒) ภงั คานุปสั สนาญาณ คือ ปรชี าก�ำหนดคำ� นงึ เหน็ ความดบั แห่งนามรูป
๓) ภยตูปัฏฐานญาณ คือ ปรีชากำ� หนดค�ำนึงเห็นสังขารท้ังหลาย (คือเห็น
นามรูปท้งั ปวงนั้น) ปรากฏเป็นของน่ากลัว เหมอื นบรุ ุษเห็นอสรพิษนอนขวางทางอยู่
ฉะนนั้ หรอื อกี นยั หนงึ่ วา่ แลเหน็ นายเพชฌฆาตกำ� ลงั จะประหารชวี ติ บรุ ษุ คนหนง่ึ ทท่ี ำ�
ความผดิ โทษอาญา ฉะนั้น
๔) อาทนี วานปุ สั สนาญาณ คอื ปรชี ากำ� หนดคำ� นงึ เหน็ สงั ขารทงั้ หลายวา่ “มแี ต่
ความแตกดับท�ำลาย เกดิ แก่ เจบ็ ตาย ลว้ นแต่กองทกุ ข์ท้ังมวล”
๕) นพิ พิทานุปสั สนาญาณ คอื ปรชี าก�ำหนดค�ำนึงถึงสังขารทงั้ หลายด้วยความ
เบอื่ หนา่ ยคลายกำ� หนดั จากการเกดิ แก่ เจบ็ ตาย อยใู่ นคตติ า่ งๆ คอื สงั สารวฏั ความ
หมุนเวียน เห็นทกุ ข์เหน็ โทษ เบือ่ หนา่ ย มไิ ดร้ กั ใคร่อาลัยอาวรณอ์ ย่ใู นสงั ขารทัง้ ปวง
เปรียบประดจุ หน่ึงวา่ พระยาสุวรรณราชหงสอ์ นั มิไดย้ นิ ดีที่จะลงในหลุมอันโสโครก
แถบประตบู า้ นแหง่ คนจณั ฑาล ฉะนนั้ ธรรมดาพระยาสวุ รรณราชหงสน์ น้ั ยอ่ มยนิ ดแี ต่
เชงิ เขาจติ ตกฏู และมหาสระใหญเ่ ทา่ นน้ั จติ (พระโยคาวจร) นแี้ ล เมอ่ื มญี าณเกดิ ขน้ึ
ยอ่ มเบือ่ หนา่ ยคลายก�ำหนัดจากสังขารทั้งหลายทไ่ี ดป้ รากฏแกต่ นน้นั
๖) มญุ จติ กุ มั ยตาญาณ คอื ปรชี ากำ� หนดคำ� นงึ ดว้ ยความใครจ่ ะออกหนใี หพ้ น้

143


Click to View FlipBook Version