วัดถ้ำบูชา ตำบลบานตอง อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ
สมเด็็จพระบรมศาสด็า
รัตนเจด็ีย์์
หลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ พระผูเปย์มลนด็วย์เมตตาธรรม ขอนอบนอมบูชาบูรพาจารยผูสอนสั่ง พระผูยังศีลาจารวัตรประภัสสร จิต เมตตา มั่นในธรรมพระสุคตนิรันดร ทวยเทพผองประชานิกรนอมวันทา ในวาระมาบรรจบครบสมัย ฉฬาสีติวัฒนมงคลชัยโสตถิผล คุณธรรมพรั่งพรอมเจิดจำนง ชาติเชื้อองคพระชินวรศากยมุนี ประณตนอมกมกราบแทบเทาทาน ศรัทธามั่นไมคลาดเคลื่อนมิเลือนหาย ใหสติ ชี้ทางธรรม ยกอุบาย หลุดพนไดดวยดวงจิตพิชิตมาร.
เนื่องในอายุวัฒนามงคลครบ ๘๖ ป ของพระอธิการทองคำ กาฺจนวณฺโณ (หลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ) คณะศิษยานุศิษย ไดพรอมใจกันนอมขอโอกาสองคหลวงปูในการจัดสรางหนังสือ ชีวประวัติขององคทาน เพื่อเปนทิฏฐานุคติแกผูสนใจ และสาธุชน รุนหลังใหไดทราบเกี่ยวกับเรื่องราวขององคหลวงปูตลอดจน การปฏิบัติทางสายกลางตามเสนทางอริยมรรคมีองค ๘ ที่พระพุทธ องคทรงวางไวใหเหลาพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เพื่อนำมาประพฤติปฏิบัติขัดเกลาจิตใจตัวเองที่หมักดอง ดวยกิเลสอาสวะอันเศราหมองในจิตใจดวยการใช ศีล สมาธิ ปญญา ชะลางมลทินอันเปนตัณหาอุปาทานในการยึดมั่นถือมั่น ในตัวตน บุคคล เรา เขา เพื่อคลายความกำหนัดอันเปนวิราคธรรม อันจะสลัดตัดขาดจากกองกิเลสอยางสิ้นเชิง จนบรรลุถึงอมตธรรม ซึ่งเปนบรมสุขที่แทจริงอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน ไมกลับมาเวียนตายเวียนเกิดในวัฏสงสารอันไมมี ประมาณนี้อีกเลย อีกประการหนึ่งเปนการรวบรวมเรียบเรียง ขอวัตรปฏิบัติ ตลอดจนจริยาวัตรอันงดงามขององคหลวงปู ผูเปน บูรพาจารยสายกัมมัฏฐานในยุคปจจุบันองคหนึ่งที่นาสนใจ เพราะกวาจะมาเปนครูอาจารยที่นาชื่นชม และนากราบไหวไดนี้ องคทานตองตอสูกับอุปสรรคนานัปการ เผชิญกับความลำบาก ยากเข็ญในการเสาะแสวงหาสัจธรรมตามรอยของพระศาสดา องคทานตองฝาฟนอุปสรรคมากมายเหลือคณานับ เพื่อแลกกับ “ธรรม อันเปนอมตธรรม” อันเปนธรรมอันสงบระงับไดจริง ฉะนั้น คำนำ
การตีแผเรื่องราวชีวประวัติขององคทาน ก็เพื่อใหสาธุชนรุนหลัง ไดศึกษาและจดจำ เพื่อเปนแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ ตลอดจนเปนแนวทางในการดำเนินชีวิต ซึ่งธรรมะขององคทาน ที่เมตตาสั่งสอนนั้น เมื่อนอมนำมาประยุกตใชในชีวิตประจำวันใน สังคมปจจุบันนี้ ยอมสามารถที่จะทำใหเราอยูในสังคมไดอยางมี ความสุขทั้งทางกายและทางจิตใจไดอยางสบาย ดังที่องคทานมักจะปรารภเสมอวา “พระธรรมยอมรักษา ผูปฏิบัติธรรม ไมใหตกไปในที่ชั่ว” การประพฤติธรรมนั้นเปนกุศล หรือกุศโลบายในการประกอบกรรมฝายดีหรือบุญนั่นเอง หนังสือชีวประวัติเลมนี้ศิษยานุศิษยทุกคนไดตั้งใจจัดทำขึ้น เพื่อบูชาพระคุณขององคหลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ ผูเปน เนื้อนาบุญอันเลิศ และเปนพอแมครูอาจารยที่เปยมดวยเมตตา เปนผูที่คอยชี้ทางใหแกบรรดาศิษยานุศิษยและญาติโยมทั้งหลาย ใหกาวเดินไปสูหนทางแหงการหลุดพนไดอยางแทจริง เปนครู อาจารยผูชาญฉลาดในการอบรมสั่งสอนศิษย และเปนแบบ อยางแหงความกลาหาญ องคทานมีความเด็ดเดี่ยวในการตอสู กับทุกขเวทนาอันแรงกลาและเปนศิษยตถาคตผูปฏิบัติดีแลว ปฏิบัติตรงแลว และปฏิบัติชอบแลว เพื่อรูธรรมอันเปนเครื่องออก จากทุกขแลว แลวนำธรรมนั้นมาสงเคราะหแกศรัทธาญาติโยม ทั้งหลาย หากจะพิจารณาโดยธรรมแลว การจัดทำหนังสือเลมนี้ ก็คือ การขุดคนหาอริยทรัพยขององคทานนั่นเอง ซึ่งเปนมรดกทาง ธรรมขององคหลวงปู เพื่อนำมาแบงปน เจือจานแกผูใฝรูใฝศึกษา
และผูประสงคที่จะกาวเขาสูการประพฤติปฏิบัติ เพื่อพัฒนาจิตใจ ตนเอง หากจะพรรณนาไปแลว มรดกธรรมอันล้ำคาที่หาประมาณ ไมไดนี้ องคหลวงปูทานมีมากมายเหลือคณานับ ถึงแมจะตั้งใจ พยายามนำธรรมะและนำคำสั่งสอนขององคทานมาถายทอดให แกสาธุชนพุทธบริษัทใหไดรับประโยชนมากเพียงใดก็ตาม หากแต ความเขาใจในธรรมอันลึกซึ้งของพวกเราตอธรรมขององคทาน ก็คงมีขอบเขตจำกัดอยู จึงอาจทำใหธรรมะขององคทาน คลาดเคลื่อนไปบาง คณะผูจัดทำจึงขอกราบขอขมาตอองค หลวงปู กับธรรมใดๆ ที่ปรากฏในหนังสือเลมนี้ และขอนอมรับ ในขอติติงและขอแนะนำทุกประการ อยางไรก็ตาม คณะผูจัดทำก็เชื่ออยางสนิทใจวา ธรรมอันมีคา ขององคหลวงปูนั้น ถึงแมเปนเพียงคำสั้นๆ เรียบๆ แตก็แฝงไว ดวยขอคิดและคติธรรมอันลึกซึ้งที่ควรนอมนำมาปฏิบัติ คงเปน ประโยชนไมใชนอยตอผูตั้งใจใฝรูอยูเสมอ หากจะมีผูไดรับ ประโยชนจากหนังสือเลมนี้บาง คณะผูจัดทำขอนอมนำบูชา พระคุณองคหลวงปูดวยความเคารพอันสูงยิ่ง และขอกุศลผลบุญ ที่บังเกิดขึ้น จงนำมาซึ่งความสุข ความเจริญ แกทุกทานตลอดจน สรรพสัตวทั้งหลายทั่วทุกแดนโลกธาตุไมมีประมาณเทอญ ผูจัดทำ คณะศิษยานุศิษยหลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๗
พระผูเปยมลนดวยเมตตา ๔ คำนำ ๕ สารบัญ ๙ ตอนที่ ๑ ชาติกำเนิด ๑๔ ตอนที่ ๒ พี่นองรวมสายโลหิต ๑๕ ตอนที่ ๓ ชีวิตในวัยเด็ก ๑๗ ตอนที่ ๔ เปนกำลังหลักของครอบครัว ๑๙ ตอนที่ ๕ ชีวิตในวัยหนุม ๒๐ ตอนที่ ๖ หวงลูกชาย ๒๑ ตอนที่ ๗ ชีวิตกอนอุปสมบท ๒๑ ตอนที่ ๘ ภายใตรมผากาสาวพัสตร ๒๒ ตอนที่ ๙ ฝกหัดภาวนา ๒๘ ตอนที่ ๑๐ สละเสียซึ่งทางโลก ๓๒ ตอนที่ ๑๑ แสวงหาซึ่งสัจธรรม ๓๕ ตอนที่ ๑๒ ฝากตัวเปนศิษยหลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร ๓๘ ตอนที่ ๑๓ ไปเปนพระธรรมทูต ๔๒ ตอนที่ ๑๔ เรียนธรรมตรีที่วัดธรรมมงคล ๔๗ ตอนที่ ๑๕ พบเจอหลวงปูฝน อาจาโร ๔๙ ตอนที่ ๑๖ ประวัติวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร ๕๐ ตอนที่ ๑๗ ไปอยูกับพระอุปชฌาย ๕๒ ตอนที่ ๑๘ พักภาวนาที่วัดถ้ำขามอีกครั้ง ๕๕ สารบัญ
ตอนที่ ๑๙ จำพรรษาในที่นากอนจะเปนวัดลาซาล (ผองพลอยวิริยาราม) ๕๖ ตอนที่ ๒๐ ติดตามหลวงปูวิริยังค ไปกอสรางวัดใหมเสนานิคม ๕๘ ตอนที่ ๒๑ จำพรรษาที่วัดปวิเวการาม จังหวัดปราจีนบุรี ๕๙ ตอนที่ ๒๒ จำพรรษาที่วัดอมาตยาราม (เขาอีโต) จังหวัดปราจีนบุรี ๖๐ ตอนที่ ๒๓ จำพรรษาที่วัดศรีกะอาง จังหวัดนครนายก ๖๘ ตอนที่ ๒๔ จำพรรษาที่วัดถ้ำขาม จังหวัดสกลนคร ๗๐ ตอนที่ ๒๕ ซอมแซมองคพระที่ภูวัว จังหวัดหนองคาย (บึงกาฬ) ๗๓ ตอนที่ ๒๖ มาอยูภูทอก ๗๗ ตอนที่ ๒๗ จำพรรษาที่ถ้ำบูชา ๘๐ ตอนที่ ๒๘ หลวงปูจวนประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก ๘๗ ตอนที่ ๒๙ เทือกเขาภูวัว ๘๙ ตอนที่ ๓๐ ถ้ำบูชา ๙๔ ตอนที่ ๓๑ ชาวบานดอนเสียด ๑๐๕ ตอนที่ ๓๒ พระผูบุกเบิกกอตั้งวัด หลวงปูจวน กุลเชโ จำพรรษาที่ถ้ำบูชา ๑๐๘ ตอนที่ ๓๓ หวยระเบิด ๑๑๑ ตอนที่ ๓๔ หลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ ปลีกวิเวก และจำพรรษาที่ถ้ำบูชาเปนการถาวร ๑๑๔ ตอนที่ ๓๕ ถ้ำบูชาสมัยเกา ๑๑๘ ตอนที่ ๓๖ งานกอสรางและปฏิสังขรณ ๑๒๑
ตอนที่ ๓๗ เรื่องเลาจากองคหลวงปู ๑๒๙ ตอนที่ ๓๘ ความเมตตาจากองคหลวงปู ๑๓๑ ตอนที่ ๓๙ ประสบการณจากลูกศิษย ๑๓๙ ตอนที่ ๔๐ บันทึกจากลูกศิษย ๑๕๘ ตอนที่ ๔๑ หลวงตามหาบัว าณสมฺปนฺโน เยี่ยมวัดถ้ำบูชา ภูวัว ๑๖๑ ตอนที่ ๔๒ ธรรมเทศนา โดย หลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ ๑๗๖ ตอนที่ ๔๓ ถาม-ตอบ ปญหา ๑๗๙ ตอนที่ ๔๔ คติธรรมขององคหลวงปู ๑๘๙ ประวัติอาการอาพาธ และการเขารับการรักษา ของหลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ ๑๙๑ ประมวลภาพองคหลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ ๑๙๔
องค์หลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ “พระผูเปย์มลนด็วย์ความเมตตา” อัตชีวประวัติ
๑๔ ตอนที่ ๑ ชาติกำเนิด็ หลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ พื้นเพขององคทานเปนชาวจังหวัด นครราชสีมา นามเดิมชื่อ ทองคำ เนตรสูงเนิน องคทานเกิดในตระกูล เนตรสูงเนิน เมื่อวันจันทร ที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๑ ตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ ปขาล เมื่อเวลา ๐๖.๒๕ น. ณ บานโนนประดู ตำบลจักราช อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา โยมบิดาขององคทานมีนามวา พอเพ็ชร เนตรสูงเนิน อยูบานโคกแฝก อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โยมมารดาขององคทานมีนามวา แมตุม เปนชาวอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เชนกัน เมื่อทานทั้งสองไดแตงงาน อยูกินรวมกันแลว ไดพากันยายไปทำมาหาเลี้ยงชีพอยูที่อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา และไดตั้งรกรากอยูบานเลขที่ ๑๓๐ บานโนนประดู ตำบลจักราช นับตั้งแตนั้นเปนตนมา (ปจจุบันบานดังกลาวไดมีการ เปลี่ยนแปลงเลขที่บานเปนเลขที่ ๒ หมู ๔ ถนนเทศบาล ๘ ตำบลจักราช อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา เปนที่อยูอาศัยของโยมนองสาวของ องคทาน) โดยโยมบิดามารดาขององคทานประกอบอาชีพทำนา ทำสวน อันเปน สัมมาอาชีพที่สุจริตและเปนที่รักใครของญาติและผูคนในชุมชนนั้นเสมอมา บานเลขที่ ๑๓๐ บานโนนประดู ตำบลจักราช อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา เมื่อครั้งอดีต สถานที่แหงนี้เปนบานเกิดขององคหลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๑๕ ตอนที่ ๒ พี่นองรวมสาย์โลหิต บิดามารดาขององคหลวงปูมีบุตรธิดารวมทั้งหมด ๖ คน เปนบุตรสาว ๕ คน และบุตรชาย ๑ คน โดยองคทานเปนบุตรคนที่ ๕ โดยมีรายนามดังตอไปนี้ คนที่ ๑ นางใหญ ตอยหมื่นไวย แตงงานกับนายปลั่ง อาชีพทำนา ไมมีบุตรดวยกัน เสียชีวิตแลวทั้ง ๒ คน คนที่ ๒ นางเฉย นูกระโทก แตงงานกับนายหลง อาชีพทำนา มีบุตร ดวยกัน ๔ คน เสียชีวิตแลวทั้ง ๒ คน คนที่ ๓ นางสง สุวรรณวงค แตงงานกับนายวัน อาชีพรับราชการครู มีบุตรดวยกัน ๕ คน เสียชีวิตแลวทั้ง ๒ คน บิดา พอเพ็ชร เนตรสูงเนิน มารดา แมตุม เนตรสูงเนิน
๑๖ คนที่ ๔ นางพลอย เมธีธัญรักษ แตงงานกับนายยัง อาชีพพนักงาน สถานีรถไฟทาชาง (ปจจุบันเปนอำเภอเฉลิมพระเกียรติ) มีบุตรดวยกัน ๖ คน เสียชีวิตแลวทั้ง ๒ คน คนที่ ๕ องคหลวงปู นามเดิม ทองคำ เนตรสูงเนิน คนที่ ๖ นางหลอด เนตรสูงเนิน แตงงานกับนายชัย อาชีพรับจาง มีบุตรดวยกัน ๒ คน ยังมีชีวิตอยูทั้ง ๒ คน ครอบครัวเนตรสูงเนิน โดยแถวบน เรียงลำดับจากทางขวามือไปทางซายมือ นางเฉย นูกระโทก น.ส. ออย (หลานสาว) นางหลอด เนตรสูงเนิน นางพลอย เมธีธัญรักษ นางสง สุวรรณวงค และแถวลาง คุณแมตุม เนตรสูงเนิน
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๑๗ ตอนที่ ๓ ชีวิตในวัย์เด็็ก หลวงปูทองคำ องคทานเกิดในครอบครัวที่มีฐานะคอนขางดี บิดา มารดามีเรือกสวนไรนามากพอสมควร เพราะพวกทานเปนคนขยัน หนักเอาเบาสู หลังสูฟา หนาสูดิน เอาการเอางาน ไมขี้เกียจขี้ครานในกิจการ งานตางๆ เปนลักษณะของบุคคลที่ควรเปนตัวอยางที่ดีใหกับครอบครัวและ ลูกหลานได ดังนั้นพวกทานจึงมีทรัพยสมบัติ เรือกสวนไรนามากและพอ เพียงที่จะแจกจายใหแกบุตรธิดาไดในภายหลัง องคหลวงปูทานเกิดในตระกูลสัมมาทิฏฐิ ในวัยเยาวเปนเด็กที่ เลี้ยงงาย นารัก และเปนที่รักใครของพี่ๆ ทุกคน ตลอดจน ลุง ปา นา อา และบานใกลเรือนเคียง เปนเด็กที่เลี้ยงงาย นารัก และเปนที่รักใคร พอ เติบโตขึ้นและสมควรที่จะไดรับการศึกษาแลว บิดามารดา จึงไดนำไป ฝากเขารับการศึกษาภาคบังคับจากโรงเรียนจักราช ซึ่งมีชั้นประถมศึกษา ปที่ ๔ เปนการศึกษาภาคบังคับสูงสุดของรัฐบาลในขณะนั้น ในระหวาง นางใหญ ตอยหมื่นไวย พี่สาวคนโตของ องคหลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ
๑๘ กำลังเรียนอยู องคหลวงปูทานก็อุตสาหะตั้งใจเรียน พากเพียรดูตำรับ ตำรา ประกอบกับยังชวยบิดามารดาทำไร ทำนา ขายของตางๆ เชน ขายผัก ขายถั่วในตลาดแถวบาน เปนตน องคทานดำเนินชีวิตอยางนี้ จวบจนเรียนจบสมดังที่ทานตั้งใจไว โรงเรียนจักราชราษฎรสามัคคี อดีตองคหลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ ทานไดเขารับการศึกษา ชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ ณ ที่แหงนี้
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๑๙ ตอนที่ ๔ เปนกำลังหลักของครอบครัว ครั้นเมื่อทานจบการศึกษาภาคบังคับแลว องคทานก็ไดเปนกำลังหลัก อีกแรงใหแกครอบครัว เพราะคนสมัยกอนผูชาย คือแรงงานหลัก กิจการ งานชองหองหอ ทำไร ทำนา จำเปนตองทำ องคทานเปนบุตรชายคนเดียว ในตระกูล จำเปนตองชวยแบงเบาภาระชวยบิดามารดา พี่สาวและนองสาว ประกอบกิจการงานเลี้ยงชีพอยางหลีกเลี่ยงมิได แตถึงกระนั้นองคทานกลับ ภาคภูมิใจที่ไดกระทำตามบุพการี ชวยแบงเบาภาระเล็กๆ นอยๆ ตามที่ตน ทำไดในขณะนั้น สมัยกอนอาชีพหลักของคนไทยสวนใหญก็คือ การทำไร ทำนา ทำสวน องคทานเองก็ไดชวยบิดามารดา ทำไร ทำนา เชนกัน งานถนัด ขององคทานคือการไถ สวนงานคราด งานปกดำองคทานก็ไมเคยเกี่ยงงอน เสร็จจากการดำนาก็หาปูหาปลากลับบาน เพื่อเลี้ยงชีพกันตามประสา คนบานนอก ครั้นเมื่อฤดูกาลผานไปไดสักระยะ ขาวในนาเขียวขจี แตกหนอกอใบ เต็มทองทุง วสันตฤดูใกลหมดไป ขาวในทองนาออกรวงเหลืองอรามเต็ม ทองทุงพรอมที่จะใหผลผลิต องคทานก็จัดแจงเตรียมเครื่องไมเครื่องมือ ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตขึ้นยุงขึ้นฉาง พอเสร็จจากทำนา ก็ทำไรถั่วเพื่อขาย ใหกับพอคาแมคาแถวตลาดสถานีรถไฟ เมื่อถึงฤดูแลง พื้นนาน้ำแหงขอด ดินแตกระแหง ใบไมใบหญาที่เคยเขียวขจีก็กลับเหี่ยวแหง ระอุดวยฝุนดิน ฟุงโขมง องคทานตื่นแตเชาเพื่อจัดแจงหอขาว กระบอกน้ำ พรอมปนแกป คูกาย ไลตอนฝูงวัวควายออกไปเลี้ยงตามริมทุงชายปาละเมาะที่มีหญาออน เขียวขจี องคทานทำอยางนี้เปนประจำ เพื่อชวยแบงเบาภาระใหกับบิดา มารดาจนเปนที่ชื่นชอบและโปรดปรานของคนในครอบครัวและญาติพี่นอง ทุกๆ คน
๒๐ ตอนที่ ๕ ชีวิตในวัย์หนุม องคหลวงปูทานเปนคนรูปรางสูงใหญ รางกายกำยำ ผิวเนื้อดำแดง หนาตาเรียวคมสมสวน มีนิสัยสุขุมลุมลึก พูดนอย ในชวงชีวิตวัยรุน ทานก็ ใชชีวิตเหมือนชายหนุมทั่วๆ ไป แตที่ชอบเปนพิเศษ คือการชกมวย องคทาน ถือวาการชกมวยเปนทั้งกีฬาและวิชาปองกันตัว มีหลายครั้งที่ไดรวมกลุม กับเพื่อนๆ เพื่อฝกซอม โดยตื่นแตเชาเพื่อออกวิ่งไปดวยกันตามเสนทาง ริมหนองน้ำ วิ่งชกลม เตะน้ำกันไปตลอดทาง พอสุดโคงน้ำแลวก็เลิกกัน องคทานเลาวา การซอมมวยสมัยกอนนั้น มันก็ไมมีอะไรมากมายหรอก วัสดุอุปกรณการฝกซอมนั้นก็หากันตามมีตามไดนั่นแหละ งายสุดก็คงจะ เห็นเปนตนกลวยนั่นเอง เพราะสมัยกอนนั้น ประชาชนคนไทยทุกภูมิภาค ก็นิยมปลูกกัน เนื่องจากปลูกแลวสามารถใชประโยชนไดหลายอยาง ไมวา จะเปนลำตน ใบ เปลือก ปลี ผล ยาง เปนประโยชนทั้งหมด ดังนั้น องคทานเองก็อาศัยซอมเตะตนกลวยนั่นแหละแทนกระสอบทราย จนตนกลวยที่บานที่ปลูกไวหลายๆ ตนแทบตายกันหมด หนักๆ เขาโยม แมตุมก็ดุเอาบาง องคทานเลยเลิกทำ ถึงกระนั้นองคทานก็ไมเคยไดขึ้น เวทีจริงๆ กับเขาสักที ไมใชวาองคทานชกไมดี หรือไมมีฝมือ แตเพราะวา ไมมีใครกลาขึ้นชกกับองคทานตางหาก อาจเปนเพราะวาตัวขององคทาน สูงใหญกวาเขา เลยไมมีใครกลาแบกน้ำหนักชกกับองคทาน องคทานเลาวา ในกลุมเพื่อนดวยกันมีอยูคนหนึ่งเขาเคยเปนทหารเกา ชกมวยเกง เพื่อนๆ เรียกวา พี่เฮง มีรูปรางล่ำสัน กำยำ แข็งแรง ปราบมาเรียบ ทั้งตัวโต ตัวเล็ก จนแถวๆ นั้น ไมมีใครกลาชกดวย องคหลวงปูยังบอกอีกวา สมัยวัยหนุมๆ ตอนชกมวยนั้น เขานิยมเคี้ยว วานกัน เขาเรียกกันวา “วานอีเฒาหนังหยาบ(เหนียว)” ตัวองคทานเองก็เอากับ
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๒๑ เขาบาง ไดเคี้ยววานกอนขึ้นชกมวย หรือตอนซอมชก จนเปนเหตุใหฟนลาง ขององคทานโยกคลอน ไมคอยแข็งแรง สงผลทำใหฟนขององคทานหลุดรวง จนเกือบหมดมาจนถึงทุกวันนี้ ตอนที่ ๖ หวงลูกชาย์ ในตระกูลขององคทานมีบุตรสาวมากกวาบุตรชาย บุตรทั้งหมด ๖ คน เปนบุตรสาว ๕ คน และบุตรชาย ๑ คน องคทานเปนบุตรชายคนเดียวของ แมตุม ดังนั้นโยมมารดาจึงทั้งหวงและทั้งหวง ทั้งรักและหวงแหนบุตรชาย คนนี้เปนพิเศษ มีหลายครั้งหลายหนที่องคทานแอบไปเที่ยวตามประสา หนุมๆ ไปบานเพื่อนบาง ไปชวยเขาตำขาวบาง เก็บผัก หักฟนชวยงานตางๆ ในบางครั้งโยมมารดาถึงกับตองขูสำทับเกี่ยวกับการพาผูหญิงมาบาน โยมมารดาบอกวา “อยาพาเขามานะ หากพาเขามาก็จะไมใหขึ้นบาน อยางเด็ดขาด” ที่โยมมารดาพูดอยางนั้นก็เพราะวา ทานเปนหวงและรักบุตรชายมาก จึงไดพูดเตือนสติ เพื่อองคทานเองจะไมไดทำอะไรตามใจตนเองมากจน เกินไป ตอนที่ ๗ ชีวิตกอนอุปสมบท วิถีชีวิตของคนสมัยกอนนั้น บานเรือนยังไมเจริญมากนัก ประชาชน สวนใหญอาศัยธรรมชาติเปนหลัก วิถีชีวิตวนไปเวียนมา ผูคนยังไดพึ่งพิง อาศัยซึ่งกันและกันได “นั่นบานพี่ นี่บานนอง ขาวของขอกันได” ผูคน มีจิตใจนอบนอมโอบออมอารี น้ำใจงาม ดังนั้นจึงทำใหคนในยุคนั้นสวนใหญ
๒๒ มีจิตใจออนโยน เหมาะแกการรับน้ำยอมฝาด สามารถเขาถึงแกนธรรมได อยางลึกซึ้ง ผูชายไทยสมัยกอนนั้น เมื่ออายุครบ ๒๐ ปบริบูรณ จะตองเขา รับการอุปสมบทเสียกอนจึงจะสามารถแตงงานได เพื่อเปนการซักฟอกจิตใจ ที่กระดางกระเดื่องใหออนโยน ตลอดจนเขารับการศึกษาวิชาการและอบรม กิริยามารยาทใหเหมาะสมเสียกอน องคหลวงปูทานเองก็เชนกัน กอนที่จะ มีครอบครัวก็ตองเขารับการบรรพชาอุปสมบทเสียกอน ญาติผูใหญจึงจะ อนุญาตใหมีครอบครัวได องคทานเลาวา สมัยหนุมๆ รักสาว อยากมีครอบครัว แตโยมบิดา มารดา ไมไปสูขอให เพราะถือวาองคทานยังเปนคนดิบอยู สมัยนั้น “ผูเฒา ผูแกในหมูบานบอกวา ไอดิบ” คนยังไมไดบวชถือวาเปนคนดิบ หากจะไป สูขอลูกสาวเขา ก็จะไมมีใครไปสูขอให เพราะเปนคนดิบอยู ทานเลยคิดจะ บวช ดังนั้นทานจึงตั้งใจจะบวช รอบแรกวาจะบวชก็ไมทันเพื่อน รอบที่สอง วาจะบวชก็ไมทันเชนเดิม พอรอบที่สามจะบวชจริงๆ เพื่อนๆ รุนเดียวกัน ที่บวชกอนหนานี้ก็สึกกันหมดแลว องคทานเลยตองบวชคนเดียวตามลำพัง เพราะไมมีเพื่อน เพราะเขาบวชกันหมดแลว สึกกันหมดแลว องคทานคิดไว ในใจวาจะบวชสักหนึ่งพรรษา แลวก็จะสึกออกมามีครอบครัว ตอนที่ ๘ ภาย์ใตรมผากาสาวพัสตร์ ณ วัดสุทธจินดาวรวิหารนี้เอง เปนสถานที่กอกำเนิด พระผูเปยม ดวยความเมตตาธรรม และเปนสถานที่สำคัญแหงหนึ่ง เพราะเปนสถานที่ มีพระบูรพาจารยฝายวิปสสนากัมมัฏฐานไดมาพำนักพักอาศัยและแวะเวียน มาเปนประจำมิไดขาด อาทิเชน
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๒๓ ๑. สมเด็จพระมหาวีรวงศ (อวน ติสฺโส) ๒. พระโพธิวงศาจารย (สังขทอง นาควโร) ๓. พระเทพสุทธาจารย (โชติ คุณสมฺปนฺโน) พระเทพสุทธาจารย หรือหลวงปูโชติ คุณสมฺปนฺโน เปนอาจารย องคแรกขององคทาน เปรียบเสมือนบิดามารดาผูใหกำเนิดในทางธรรม คอยอบรมชี้แนะใหองคทานสามารถดำเนินชีวิตในสมณเพศไดอยางราบ รื่น เปนทั้งครูผูใหตจปญจกกรรมฐานที่พระพุทธองคทรงแนะนำสั่งสอนให พุทธสาวกหมั่นพิจารณา เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ โดยอนุโลม ปฏิโลม ใหเห็นเปนของไมสวยไมงาม ใหเห็นตามสภาพตามความเปนจริง เพื่อจะได วางเสียซึ่งความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน บุคคล เรา เขา ลงเสียได ซุมประตูวัด พระอุโบสถวัดสุทธจินดาวรวิหาร
๒๔ องคหลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ ทานไดรับการบรรพชาอุปสมบท เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ ณ พัทธสีมา วัดสุทธจินดาวรวิหาร ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยมี ๑. พระเทพสุทธาจารย (โชติ คุณสมฺปนฺโน) เปนพระอุปชฌาย ๒. พระศรีวรญาณ เปนพระกรรมวาจารย ๓. พระครูสุนทรธรรมโกศล (โกศล สิรินฺธโร) เปนพระอนุสาวนาจารย ไดรับฉายาวา กาฺจนวณฺโณ แปลวา ผูมีวรรณะดั่งทอง อุโบสถวัดสุทธจินดาวรวิหาร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พระทองคำ กาฺจนวณฺโณ
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๒๕ หนังสือสุทธิของหลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ
๒๖ ประวัติโดยยอของพระอุปชฌาย พระเทพสุทธาจารย (โชติ คุณสมฺปนฺโน) มีนามเดิมวา โชติ เมืองไทย ถือกำเนิดวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ ตรงกับ วันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปวอก ที่บานกระทม ตำบลนาบัว อำเภอ เมือง จังหวัดสุรินทร เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๗ อายุได ๑๖ ป มารดาไดนำ ไปฝากหลวงปูดูลย อตุโล พระฝายวิปสสนากัมมัฎฐาน เพื่อบวช เปนสามเณร ครั้นป พ.ศ. ๒๔๖๘ ก็ไดไปอยูวัดนาสาม ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร ตามศรัทธาและตามคำอาราธนาของ ประชาชนในตำบลนั้น ครั้นเมื่อป พ.ศ. ๒๔๗๑ องคทานอายุครบ ๒๐ ปบริบูรณ ก็ได เขาบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดสุทธจินดา เมื่อเวลา ๑๘.๔๘ น. ของวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๑ โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ พระเทพสุทธาจารย (โชติ คุณสมฺปนฺโน)
¾Ãмٌໂ›ÂÁÅŒ¹´ŒÇÂàÁµµÒ¸ÃÃÁ ๒๗ (อวน ติสฺโส) เปนพระอุปชฌาย พระโพธิวงศาจารย (สังขทอง นาควโร) เปนพระกรรมวาจารย และสมเด็จพระมหาวีรวงศ (พิมพ ธมฺมธโร) เปนพระอนุสาวนาจารย หลังจากอุปสมบทแลว ก็ยังพำนักอยูที่วัดสุทธจินดา เพื่อศึกษาหลักสูตรนักธรรม หลังจากนั้นยายมาอยูวัดบวรนิเวศวิหารเพื่อศึกษาปริยัติธรรม และเมื่อสอบเปรียญธรรม ๕ ประโยคไดแลว องคทานก็กลับมาอยู ที่วัดบูรพาราม องคทานไดรับเลื่อนสมณศักดิ์เปนลำดับ เริ่มจาก พระสมุหโชติ พระมหาโชติ พระครูคุณสารสัมปน พระธรรมฐิติญาณ เจาคณะจังหวัดสุรินทร (ธรรมยุต) ตอมาไดยายมาอยูที่ วัดสุทธจินดาเปนเจาคณะจังหวัดของจังหวัดนครราชสีมา (ธรรมยุต) และไดเลื่อนสมณศักดิ์เปน พระราชสุทธาจารย ตอมาองคทาน ขอลาออกจากตำแหนงเจาคณะจังหวัด มาเปนเจาอาวาสวัด วชิราลงกรณฯ อำเภอปากชอง จังหวัดนครราชสีมาเปนองคแรก หลังจากนั้นก็ไดรับการแตงตั้งเปนพระเทพสุทธาจารย องคทานมี ปฏิปทาที่เรียบงาย ถือสันโดษ เครงครัดในพระธรรมวินัย มีกิริยา วาจาใจที่นาเลื่อมใสศรัทธาแกคนทั่วไปทุกชนชั้น เมื่อตนปพ.ศ. ๒๕๑๗ องคทานไดอาพาธดวยโรคดีซาน องคทานเขารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช โดยพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจาพระบรมราชินีนาถ ไดทรงรับไวเปนคนไขในพระบรมราชานุเคราะห องคทานไดมรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ และ ไดรับพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๘
๒๘ ตอนที่ ๙ ฝกหัด็ภาวนา (พรรษาที่ ๑ ป พ.ศ. ๒๕๐๔) ครั้นเมื่อไดรับการอุปสมบทสมกับความตั้งใจขององคทานแลว องคทานก็ไดพักคางคืนที่วัดสุทธจินดาวรวิหาร ๑ คืน เพราะความตั้งใจ ขององคทานตองการกลับมาอยูที่วัดปาจักราชที่บานเกิดขององคทานเอง วัดปาจักราชในขณะนั้นมีพระอาจารยคงเปนเจาอาวาส องคทานเปน ลูกศิษยของพระอาจารยสำราญ ซึ่งเปนเจาอาวาสองคแรก องคทานเอง เปนผูริเริ่มกอสรางและปฏิสังขรณวัดในชวงเริ่มแรก มีการสรางโบสถ วิหาร ตางๆ ครั้นเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม พระอาจารยสำราญก็จะเดินทางมาก ราบนมัสการหลวงปูสิงห ขนฺตยาคโม แหงวัดปาสาลวัน พระบูรพาจารย สายวิปสสนากัมมัฏฐานในยุคนั้นเปนครั้งคราวบางตามสมควร องคหลวงปู กับหลวงพอคงนี้ สมัยที่ยังเปนฆราวาสก็มีความสนิทสนมคุนเคยกันมา กอนแลว เคยไปไหนมาไหนดวยกันอยูเสมอ อีกอยางองคทานก็เปนคน บานเดียวกันดวย มีปญหาอะไรก็จะไดขอคำปรึกษาองคทานได วัดปาจักราช สถานที่ที่หลวงปูทองคำใชปรารภความเพียรในชวงพรรษาแรก
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๒๙ องคหลวงปูเลาวาครั้งแรกเริ่มที่ปฏิบัติใหมๆ องคทานก็อาศัยครูบา อาจารยคอยชวยชี้แนะการปฏิบัติ โดยมีหลวงพอยัง ซึ่งเปนศิษยของหลวงปู สิงห ขนฺตยาคโม องคทานมาจากวัดปาศรัทธารวม (วัดเกาของหลวงปูมหาปน) ขณะนั้นองคทานอายุได ๖๐ ปแลว เปนทั้งครูเปนทั้งอาจารยคอยแนะนำ ขอวัตรปฏิบัติใหกับองคหลวงปู หลวงพอยังนี้องคทานเปนพระผูเฒาที่ชอบ ปรารภความเพียรอยูเสมอ มีการบริกรรมพุทโธ พุทโธ เปนอารมณของใจ ตามแบบฉบับพระกัมมัฏฐานสายปาในสมัยนั้น การปฏิบัติของหลวงพอยัง องคทานเนนหนักไปทางการอดนอน ผอนอาหาร มีการนั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรมอยูเปนนิตยมิไดขาด ในบางครั้งองคทานก็ไดเขาไปในปาชาเพื่อ พิจารณากองอสุภะ (คนตาย) เพื่อใหเกิดความสลดสังเวชในสกลกายนี้ วาไมมีอะไรเที่ยงแทแนนอน เกิดขึ้น ตั้งอยู และก็ดับไปเทานั้นเอง ดังนั้นหลวงพอยังก็เปรียบเสมือนพระอาจารยองคแรกที่คอยแนะนำ และฝกสอนการปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐานใหกับองคหลวงปู องคทานสอน ในแนวสติปฏฐานสี่ คือ ใหพิจารณากาย ใหมีสติอยูกับกาย เรียกวา กายานุ- ปสสนาสติปฏฐาน ใหพิจารณาเวทนา เรียกวา เวทนานุปสสนาสติปฏฐาน ใหพิจารณาจิต เรียกวา จิตตานุปสสนาสติปฏฐาน และพิจารณาธรรมะ อันเกิดขึ้นในขณะนั้น เรียกวา ธัมมานุปสสนาสติปฏฐาน ตลอดจนการ แนะนำใหองคหลวงปูอดนอน ผอนอาหาร ใหเนนหนักในอิริยาบถทั้ง ๓ ดวยการยืน เดิน นั่ง งดการนอน ใหมีสติอยูกับกายเสมอ มีการนั่งสมาธิ และ เดินจงกรม ตลอดจนการฝกบริกรรมพุทโธ พุทโธ นั้นไมใหขาด องคทาน ทำอยางนี้อยูเปนนิตย องคหลวงปูยังเลาใหลูกศิษยฟงอีกวา สมัยบวชใหมๆ องคทานไดไปฝก ภาวนากับพระผูเฒา ๓-๔ องค มีหลวงพอคง หลวงพอยัง และหลวงพอหอย
๓๐ หลวงปูเลาวา หลวงพอหอยองคนี้ เดิมทีองคทานบวชมหานิกาย ภายหลัง จากนั้นก็ไดมาญัตติใหมเปนธรรมยุต และไดมารวมปฏิบัติกับองคหลวงปู ตอนแรกๆ องคทานไดไปฝกภาวนาอยูแถวๆ ปาชาใกลวัด องคทานไป กับหลวงพอยัง ชวงนั้นเปนชวงฤดูหนาว ชาวบานเขาเอาศพมาเผามองเห็น ไฟถานยังคุอยู องคทานบวชใหมๆ ก็ยังกลัวผีอยู แตที่ไปเพราะหลวงพอยังให ไปดวย เวลาเขาปาชาหลวงพอยังองคทานเดินออกหนา องคหลวงปูทานเดิน ตามหลัง ไปถึงหลวงพอยังก็หาที่นั่ง แตองคทานก็จะยังยืนดูทาทีอยู เวลา นั่งองคทานก็นั่งทางที่จะออกมาวัด พอหลวงพอยังนั่งเรียบรอยแลว องค ทานจึงจะคอยๆ นั่งลง พอนั่งไปไดสักครูก็คอยๆ ลืมตาดูหลวงพอยัง กลัว ทานจะหนีกลับวัดไปเสียกอน พอหลวงพอยังกระแอม องคทานเองก็ลุกยืนทันที พรอมกับเตรียม เก็บเสื่อเก็บที่นั่ง หลวงพอยังองคทานกระแอมเปนสัญญาณบอกวา ณ บริเวณปาตรงนี้ อดีตเคยเปนที่ตั้งกุฏิของพระทองคำ กาฺจนวณฺโณ
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๓๑ หมดเวลาแลว พอเห็นองคทานทำทาจะเดินเทานั้นละ องคหลวงปูเองก็ รีบเดินออกนำหนา ไปลิ่วๆ จนถึงกุฏิ พอหันกลับมามองก็เห็นหลวงพอยัง ยังคงคอยๆ เดินตามมาอยางปกติ องคทานยังไดเลาตอไปอีกวา ตอนบวชใหมๆ ก็ไมคิดวาจะอยู นานหรอก วาจะบวชสัก ๑ พรรษา จากนั้นก็จะสึกออกไปครองเพศฆราวาส ตามเดิม ดังนั้นจึงเก็บเสื้อ ผา กางเกงและรองเทาไวใตเตียงนอนนั่นละ พอออกพรรษาปุบก็สึกปบเลย แตหลังจากไดฝกสมาธิภาวนากับหลวงพอยัง แลว ทำใหองคทานตองตัดสินใจใหม และกอนจะออกพรรษาก็ไดตัดสินใจ จะอยูปฏิบัติตอไป สวนเสื้อผาที่เตรียมไวก็มอบใหโยมพอและหลาน โดย เสื้อใหโยมพอ สวนกางเกงและรองเทาใหหลาน ซุมประตูวัดปาจักราช อุโบสถหลังปจจุบัน
๓๒ ตอนที่ ๑๐ สละเสีย์ซึ่งทางโลก (พรรษาที่ ๒ ป พ.ศ. ๒๕๐๕) องคหลวงปูแมองคทานจะมีศรัทธามากในบวรพุทธศาสนา แตวิถีชีวิต ขององคทานก็ลมลุกคลุกคลานมามิใชนอย สมัยแรกๆ แหงการเขาสูเพศ พรหมจรรยนั้น องคทานเองก็ไดตอสูฟนฝาอุปสรรคดวยตัวเองมาตลอด โดยอาศัยขันติธรรมเขาชวยจึงสามารถผานพนอุปสรรคนานัปการมาได องคทานเลาวา ในชวงพรรษาแรกๆ นั้น องคทานเองก็อยากจะสึกอยู แตพอมาฝกสมาธิภาวนากับครูบาอาจารยแลว องคทานก็เลยเปลี่ยนใจใหม ในชวงปลายป พ.ศ. ๒๕๐๔ อันเปนพรรษาแรกแหงการครองสมณเพศ องคทานก็ไดตัดสินใจวาจะขออยูปฏิบัติสมาธิภาวนาตอไปเรื่อยๆ ดังนั้น องคทานเองจึงตั้งใจปรารภความเพียรอยางหนัก โดยอาศัย พระผูเฒาคอยใหคำแนะนำอยูเสมอๆ หลวงพอยัง ถึงแมนวาอายุของทานจะ เขาสูวัยชรามากแลว แตการปรารภความเพียรขององคทานกลับหนักหนวง ไมยอทอตออุปสรรคใดๆ ที่จะมาขัดขวางการทำความเพียรขององคทาน วันหนึ่งๆ ก็มีแตนั่งสมาธิ เดินจงกรม แมวาสภาพรางกายจะออนระโหยโรยแรง แคไหน หลวงพอยัง องคทานก็ยังอดทนตอสูอยูเสมอ การทำความเพียร ขององคทานเปนไปอยางหนักหนวง ทางที่ใชเดินจงกรมขององคทานนั้นมี ความยาวและกวางเปนวาๆ แมนวารางกายจะเหนื่อยลาถึงกับตองเดินโซซัด โซเซไปมา องคทานเองก็กัดฟนสู เดินจงกรมจนทางเดินจงกรมขององคทาน ที่ใชปรารภความเพียรนั้น ยุบลงไปจนสามารถมองเห็นไดอยางชัดเจนเลย ทีเดียว ดังนั้นจึงเปนเหตุใหพระภิกษุผูบวชใหมเริ่มมองเห็นปฏิปทาในการ ดำเนินทางสายกลาง โดยยึดหลวงพอยังเปนแบบอยางในการปฏิบัติ
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๓๓ ในพรรษาที่ ๒ องคหลวงปูทานก็ไดเรงความเพียร มีการถือธุดงควัตร ตลอดจนหาอุบายเพื่อเรงทำความเพียรใหกาวหนามากยิ่งขึ้น บางครั้งทาน ก็ใชอุบายตางๆ เชน การอดนอน ผอนอาหาร เพื่อกำจัดนิวรณคือความงวง ใหหายไป มีการใชคำบริกรรม พุทโธ พุทโธ กำกับจิตใจ เพื่อใหจิตตั้งมั่น อยูในอารมณอันเดียวไมใหแสสายไปทางอื่น การปฏิบัติก็หนักหนวงขึ้น ทุกๆ วัน เดินจงกรมจนดึกดื่น โดยอาศัยพระผูเฒานั่นละเปนแบบอยาง องคทานปรารภในใจวา ตัวองคทานเองก็ยังหนุมยังแนนอยู อายุ อานามก็เพิ่ง ๒๔ ป เทานั้น ไฉนจะไปแพพระผูเฒาผูมีวัยชรา ๖๐ ป แลว ฉะนั้นเมื่อทานคิดไดดังนั้นแลว องคทานเองก็ไดตั้งใจทำความเพียรอยาง ไมลดละ ในบางครั้ง มองเห็นหลวงพอยังเดินจงกรมอยู องคทานเองก็ไดเดิน แขงกับหลวงพอยังบาง ถาหลวงพอยังไมเลิกเดินจงกรม องคทานเองก็จะ ไมยอมเลิกเดินเหมือนกัน เมื่อออกจากเดินจงกรมแลวก็กลับเขามานั่งสมาธิ ภาวนาตออีก องคทานเองไดเรงทำความเพียรอยูอยางนี้เปนประจำเสมอๆ ในคืนหนึ่งขณะที่องคทานกำลังเดินจงกรมอยูนั้น โดยมีสติรูอยูกับ อิริยาบถของกาย สติจดจออยูกับองคบริกรรม พุทโธ พุทโธ ไมสายแสไป ทางอื่น รูยืน รูเดิน เหยียดเขา ถอยกลับรูอยูเสมอ ขณะนั้นเองก็ไดเกิดแสง สวางพวยพุงวิ่งมากระทบรางขององคทาน อาณาบริเวณในขณะนั้นปกคลุม ดวยความมืด แตพอเกิดแสงสวางขึ้นก็สวางชัดเจน มองออกไปรอบๆ เห็น ตนไมใบหญาทั่วทั้งบริเวณวัด องคทานถึงกับตกใจวาแสงสวางนั้นมันคือ แสงอะไรกันแน ทันใดนั้นองคทานก็ไดกระโดดออกจากทางเดินจงกรมที่กำลังเดินทำ ความเพียรอยูนั้น แลวมายืนพิงตนไมที่ขางทางเดินจงกรม หลังจากนั้น องคทานก็เริ่มพิจารณาวาเหตุการณที่องคทานกำลังประสบอยูในขณะนั้น
๓๔ มันคืออะไรกันแน องคทานเองก็ไดปริวิตกไปวาหากจะวาแสงไฟของรถไฟ มันก็อยูหางจากทางเดินจงกรมที่เราเดินอยูนี้ตั้งครึ่งกิโลเมตร องคทาน พิจารณาไปมาก็ทราบชัดในจิตของตนวา “ออ......นี่คือ แสงสวางที่เกิดจาก การที่เราเรงทำความเพียรอยางจริงจังนั่นเอง” ทำใหเราไดรับความสงบ เย็นใจ กายเบา จิตเบา มีปติปราโมทย อิ่มเอิบ ซาบซานไปทั่วสรรพางคกาย เปนปจจัตตังรูเฉพาะตน รูเองเห็นเอง ทราบชัดในจิตของตน ไมสามารถ บอกคนอื่นใหรูไดในรสชาติของธรรมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น องคทานยังเลาตอไปอีกวา หากจะเดินจงกรมทำความเพียรตอไป จนถึงสวางก็ยอมทำได เพราะขณะนั้นจิตขององคทานเปนสมาธิตั้งมั่น ดีแลว มีปติปราโมทยหลอเลี้ยง อิ่มเอิบ กายเบา จิตเบา งายตอการปรารภ ความเพียร หลังจากวันนั้นเปนตนมา องคทานก็ปรารภความเพียรมิไดขาด เพราะองคทานไดกำลังใจจากเหตุการณในครั้งนั้นเอง องคหลวงปูทานยังเลาใหลูกศิษยฟงวา สมัยกอนนั้นหลวงตามหาบัว าณสมฺปนฺโน ก็เคยมาวัดปาจักราช ตอนนั้นองคทานยังเปนเด็กอยู ยังไมได เขาวัดเขาวาอะไร และพื้นที่แถบนั้น เปนปาชาฝงศพทั้งหมด มีประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ ไร ติดกับขางวัดปาจักราชนั่นเอง ในบางครั้งที่วัดปาจักราช ไมมีพระอยูประจำ จึงทำใหเปนวัดราง ชาวบานแถบนั้นยังไดมานอนเฝา วัดในชวงกลางคืนอยูเลย โดยใหพวกผูชายมานอนเฝาครั้งละสิบคนบาง แตปจจุบันนี้ พื้นที่แถบนั้นโดนชาวบานบุกรุกจับจองเปนที่ทำมาหากินเปน ที่อยูอาศัยกันหมดแลว
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๓๕ ตอนที่ ๑๑ ออกตามหาซึ่งสัจธรรม หลังจากไดกำลังใจในครั้งนั้นแลว องคหลวงปูทานก็ไมเคยลดละ ซึ่งความพากเพียรพยายาม มีแตจิตใจฮึกเหิมมากขึ้นเรื่อยๆ ในชวงปลายป พ.ศ. ๒๕๐๕ ตอกับตนป พ.ศ. ๒๕๐๖ นั้นเอง ทานไดมีโอกาสไดพบกับ พระรูปหนึ่งซึ่งเปนคนบานเดียวกัน พระรูปนั้นไดกลับมาเยี่ยมมารดาที่ บานเกิด และไดแวะพักที่วัดปาจักราช ทำใหองคทานมีโอกาสไดพูดคุย และพบปะซึ่งกันและกัน หลังจากนั้นองคทานก็ไดติดตามพระรูปนั้นเขาไป กรุงเทพฯ องคทานเขาพักที่วัดสัมพันธวงศ พักอยูไดระยะหนึ่งแลวก็เดิน ทางตอไปที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เพื่อไปรวมงานปดทองฝงลูกนิมิตที่ วัดสามยาน ซึ่งสมเด็จวัดสัมพันธวงศทานไดมาสรางเอาไว และทำให องคทานมีโอกาสไดพบกับหลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร เปนครั้งแรกในครั้งนั้นเอง ภาพนี้ถายเมื่อป พ.ศ. ๒๕๐๖ ณ อุโบสถ วัดธรรมาราม อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี
๓๖ หลังจากเสร็จงานปดทองฝงลูกนิมิตแลว องคทานก็ตั้งใจวาจะธุดงค ลงไปแถวๆ จังหวัดจันทบุรี โดยธุดงคผานมาที่ ตำบลวันยาว อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี จากนั้นจึงไดเขาพักที่วัดดำรงธรรมาราม และไดอยูพักภาวนา ที่วัดนี้เปนระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นพระที่พาองคทานมา ทานก็ไดกลับไปที่วัดสัมพันธวงศ องคทานจึงไดธุดงคไปกับสามเณรนิคม ๒ รูป (สามเณรนิคม สวัสดิชัย ตอมาภายหลังอุปสมบทเปนพระภิกษุ ปจจุบัน คือ พระครูจิตตสิริคุณ เปนเจาอาวาสวัดอมาตยารามในปจจุบัน) องคหลวงปูกับสามเณรนิคม ไดเที่ยวธุดงคไปกันสองรูป โดยธุดงคผานตำบลซึ้ง อำเภอขลุง แวะพักที่ วัดมณีคีรีวงค (วัดกงษีไร) หลังจากนั้นก็ไดลัดเลาะผานมาทางแถบตำบล หนองชิ่ม อำเภอแหลมสิงห เขาพักที่วัดสถาพรพัฒนารามแลวทะลุผานไป ยังอาวหมู ตำบลบางกะไชย อำเภอแหลมสิงห เขาพักที่วัดอาวหมู ระหวางที่ ภาพถายที่วัดดำรงธรรมาราม อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี พระภิกษุเล็ก กับพระทองคำ กาฺจนวณฺโณ นั่งสนทนากัน เรื่องธรรมวินัยของพระพุทธองค
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๓๗ ไดแวะพักในแตละวัดนั้น องคทานเองก็ไดอาศัยโคจรบิณฑบาตกับชาวบาน แถบนั้นเพื่อเลี้ยงชีพตามสมณวิสัย วัดดำรงธรรมาราม วัดมณีศีรีวงศ และ วัดสถาพรพัฒนา ทั้งสามวัดนี้ที่องคทานไดธุดงคผานมา ลวนแลวแตเปน วัดที่หลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร เปนผูสรางไวทั้งสิ้น จากนั้นองคหลวงปูกับสามเณรนิคมจึงไดตกลงกันวาจะเดินธุดงคลง ไปแถบตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งแถบนั้นมีวัดปาสาย กัมมัฏฐานตั้งอยูเปนระยะๆ ประกอบกับทัศนียภาพแถวนั้นก็สวยงามมาก มีทิวเขาและภูผาแมกไมนอยใหญสลับสับเปลี่ยนกันไป แมน้ำ ลำคลองก็ใส สะอาด เปนทัศนียภาพที่งดงามตามธรรมชาติ ภายในเขตอำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรีนี้ มีวัดที่สำคัญๆ อยูมากมาย หลายแหงที่พระบูรพาจารยสายวัดปากัมมัฏฐานไดมาสรางเอาไว สมัยเมื่อ ทานเหลานั้นไดออกเผยแผพระศาสนาใหมๆ เชน วัดทรายงาม เปนตน วัดทรายงามนั้นตั้งอยูในเขตตำบลหนองบัว เปนวัดที่มีทัศนียภาพที่งดงาม บริเวณรอบๆ วัดเต็มไปดวยทรายสีขาวบริสุทธิ์ รอบลอมดวยพฤกษาชาติ นานาพรรณประดับประดาดวยกอนหินหลากสีสัน อีกทั้งบรรยากาศก็สงบ วิเวกดี ไมพลุกพลานดวยผูคน เปนสถานที่สัปปายะเหมาะกับการเจริญ วิปสสนากัมมัฏฐานสำหรับพระภิกษุผูมุงมั่นทำความเพียร วัดทรายงาม แหงนี้เปนวัดที่พระบูรพาจารยรุนแรกๆ ไดรวมใจกันกอสราง โดยวัดดังกลาว เกิดขึ้นดวยน้ำพักน้ำแรงของพระอาจารยกงมา จิรปฺุโ และสามเณร วิริยังค พรอมกับพุทธศาสนิกชนที่มีความศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาได รวมกันสรางขึ้น เมื่อครั้งที่หลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร ยังเปนสามเณรอยู องคหลวงปูกับสามเณรนิคม เมื่อตกลงกันดีแลวก็ไดเดินธุดงคลง มาเรื่อยๆ ตามเสนทางที่ไดตกลงกันไว จากนั้นไดแวะพักที่วัดทรายงาม
๓๘ พักภาวนาไดระยะหนึ่งก็ธุดงคไปยังวัดปาคลองกุง ที่ตำบลตลาด อำเภอ เมือง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งวัดปาคลองกุงแหงนี้ เดิมที ทานพอลี ธมฺมธโร ทานเปนผูกอตั้งขึ้น หลังจากนั้นองคหลวงปูและสามเณรนิคมก็ไดเที่ยวธุดงคและพัก ภาวนาอยูแถวๆ จังหวัดจันทบุรี เปนระยะเวลาประมาณ ๓-๔ เดือน ตั้งแต ปลายเดือนธันวาคมจนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๐๖ ในชวงนั้นองคทาน เองก็ไดมีโอกาสศึกษาปฏิปทาของพอแมครูบาอาจารยหลายทาน อาทิเชน หลวงปูฝน อาจาโร หลวงปูออน าณสิริ ทานพอลี ธมฺมธโร และหลวงปู กงมา จิรปฺุโ หลวงปูฝน อาจาโร ทั้ง ๔ ทานเปนลูกศิษยของหลวงปูมั่น ภูริทตฺโต พระบูรพาจารยสายวิปสสนากัมมัฏฐาน ตอนที่ ๑๒ ฝากตัวเปนศิษย์์หลวงปูวิริย์ังค์ สิรินฺธโร องคหลวงปูไดเที่ยวธุดงคแถบจังหวัดจันทบุรีอยูประมาณ ๓-๔ เดือน หลังจากนั้น พระที่วัดดำรงธรรมาราม ซึ่งเปนลูกศิษยของหลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร ไดชวนองคทานไปกราบนมัสการหลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร ที่กรุงเทพฯ ในระหวางนั้นหลวงปูวิริยังคทานไดเดินทางมาพักที่กรุงเทพฯ เพื่อเตรียม ตัวไปงานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปูกงมา จิรปฺุโ ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ที่ วัดดอยธรรมเจดีย จังหวัดสกลนคร แตในระหวาง ที่หลวงปูวิริยังคทานมาพักที่กรุงเทพมหานครนั้น ทานเองไมสะดวกที่จะ พักในวัดแถวๆ นั้น หลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร เลยไดมาพักที่ปาชาญี่ปุน ใน ซอยสุขุมวิท ๑๐๑ (สถานที่ที่ทานพักในขณะนั้น ปจจุบันนี้อยูใกลๆ ที่ตั้ง วัดธรรมมงคล)
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๓๙ หลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร เมื่อองคหลวงปูกับพระลูกศิษยของหลวงปูวิริยังคไดเดินทางมาถึง กรุงเทพมหานครแลว ก็ไดเขาไปกราบนมัสการหลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร ที่ปาชาญี่ปุน ขณะที่ทานทั้ง ๒ รูปกำลังจะเขาไปกราบมนัสการหลวงปู วิริยังคนั้น เมื่อหลวงปูวิริยังคทานเห็นหนาทานก็เอยขึ้นดังๆ ดวยน้ำเสียง ที่ดุๆ วา “พระนี้มาอะไร พากันมาทำไม มาอะไรกันเนี่ย” พระลูกศิษย ขององคทานเลยเขาไปกราบขอโอกาสแจงความประสงคกับทานวามีพระ จะมาขออาศัยอยูดวย พอทานรับทราบเรื่องราวเรียบรอยแลว ทานก็เลย อนุญาตใหอยูดวย องคหลวงปูเลาวา “บริเวณปาชาญี่ปุนในสมัยนั้น เปนปาฉำฉา ปาสะแก มีหัวกะโหลกคนตาย และมีปนอยูในบอ วางทิ้งอยูกระจัดกระจายไปทั่ว” หลังจากที่หลวงปูวิริยังคทานเมตตารับองคทานแลว องคหลวงปูกับพระ ลูกศิษยก็ไดชวยกันหาที่พักอาศัยชั่วคราว โดยองคทานก็ไดตัดเย็บมุงใหญ กางเปนที่พักอยูอาศัยในบริเวณปาชาญี่ปุนนั่นเอง
๔๐ ขณะนั้นหลวงปูวิริยังค ทานเองก็ไดพาพระและสามเณรที่อยู ดวยนั้น ทำกิจวัตรประจำวันมิไดขาด คือชวงตอนตี ๓ ครึ่งของทุกๆ วัน จะ ตีระฆังลูกระเบิดใหสัญญาณ เพื่อรวมตัวกันสวดมนตไหวพระ ทำวัตรเชา และนั่งสมาธิทุกวัน องคหลวงปูขณะที่อยูกับหลวงปูวิริยังคนั้น องคทาน ก็ทำขอวัตรปฏิบัติ มีการสวดมนตไหวพระ ทำวัตรเชา ทำวัตรเย็น และ นั่งสมาธิภาวนาเปนประจำมิไดขาด สวนพระลูกศิษยที่พาองคทานมา นั้นไมไดมานั่งสมาธิภาวนากับหลวงปูวิริยังคเลย เมื่อองคทานพักอยูได ระยะหนึ่ง ที่ดินของโยมที่เขาจะถวายเพื่อสรางเปนวัดนั้น ไดมีปญหาในการ โอนสงมอบที่ดิน ดังนั้นหลวงปูวิริยังคทานจึงพาพระและเณรออกเที่ยวธุดงค ลงไปทางจังหวัดกาญจนบุรี โดยหลวงปูวิริยังคทานคัดเอาเฉพาะพระและ เณรที่มานั่งสมาธิภาวนากับทานเปนประจำทุกวันเทานั้น หลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร กับพระทองคำ กาฺจนวณฺโณ
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๔๑ การธุดงคไปจังหวัดกาญจนบุรีในครั้งนั้นมีหลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร พระอาจารยสมพร พระทองคำ กาฺจนวณฺโณ พระขนฺติพโล (พระชาว อังกฤษ) และสามเณรนิคม ไดเดินธุดงคลงไปแถบ ตำบลวังดง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ไปพักภาวนาที่ถ้ำเขาจา หลวงปูวิริยังค ทานเองพักอยูที่ ถ้ำเขาจาไมกี่วันก็ไดเดินทางกลับ ปลอยใหหมูคณะพักภาวนาที่ถ้ำเขาจาตอไป ขณะที่องคทานพักภาวนาอยูถ้ำเขาจานั้น ชวงตอนกลางคืนมักจะ ไดยินเสียงเสือรองคำรามอยูเปนประจำ ชาวบานแถบนั้น เขานิยมเลี้ยง วัวฝูงกันเปนจำนวนมาก ชวงเวลาตอนกลางคืนนั้น เสือมักยองมากัดกิน วัวของชาวบานอยูเปนประจำ จึงทำใหวัวชาวบานตายเกือบทุกวัน ดังนั้น ชาวบานก็เลยไดนำเนื้อวัวที่เสือกัดมาปรุงเปนอาหาร แลวนำมาถวายจังหัน ใหกับพระทุกวัน หลังจากนั้นองคหลวงปูก็ไดกลับไปหาหลวงปูวิริยังค เพื่อ เขารวมเปนพระธรรมทูต หลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร กับพระทองคำ กาฺจนวณฺโณ
๔๒ ตอนที่ ๑๓ ไปเปนพระธรรมทูต ในชวงเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร ทาน ไดใหพระที่เคยรวมไปธุดงคที่ถ้ำเขาจาในครั้งนั้น ไปตามองคหลวงปูกับ สามเณรนิคมที่ถ้ำเขาจา โดยบอกวาใหรีบกลับไป เพื่อเขารวมกับคณะ พระธุดงคที่จะไปเปนพระธรรมทูต เนื่องจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ วัดพระศรีมหาธาตุ ไดมีพระบัญชาใหพระภาคอีสานทั้งหมดออกไปธุดงค เพื่อเปนพระธรรมทูตเผยแพรธรรมะใหกับประชาชนในเขตภาคอีสาน การไปเปนพระธรรมทูตในครั้งนั้น มีการนัดหมายเพื่อรวมตัวกันที่ วัดปาสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา เมื่อคณะพระธุดงคที่จะไปเปนพระธรรมทูต มาพรอมกันแลว ทางหนวยงานราชการ โดยการนำของผูวาราชการจังหวัด และขาราชการจากองคกรตางๆ รวมทั้งพอคาและประชาชนไดใหการ ตอนรับเปนอยางดีมีการจัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระ และจัดยวดยานพาหนะให คณะพระธรรมทูต อาทิเชน รถ ชาง มา วัวเทียมเกวียน เพื่ออำนวยความ สะดวกในการเผยแพรธรรมะใหกับประชาชนในครั้งนั้นดวย หลังจากนั้นคณะพระธรรมทูตก็ไดแยกยายกันไปเผยแพรธรรมะให กับประชาชนตามเขตการปกครองที่ทางคณะสงฆไดกำหนดให องคหลวงปู ทานเลาวา คณะของหลวงปูจวน กุลเชโ ไดธุดงคไปแถบริมแมน้ำโขง สวนทางจังหวัดขอนแกนนั้น มีทานพระครูปญญาวรากร ทานไดไปเผยแพร ทางอำเภอน้ำพอง คณะขององคหลวงปูมีหลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร เปนหัวหนา และพระที่ไป ดวยในครั้งนั้นมีพระอาจารยสมพร หลวงปูสีโห พระทองคำ กาฺจนวณฺโณ สามเณรนิคม และผาขาว ไดธุดงคไปตามแนวตะเข็บชายแดนติดประเทศ
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๔๓ กัมพูชา (เขมร) ขณะที่ไปนั้น มีขบวนรถ ชาง วัวเทียมเกวียนใหพระธรรมทูต ขึ้นนั่งไป องคหลวงปูเลาวา “เวลาที่วัวมันเดิน เสียงกระดิ่งที่พันรอบคอมัน ดังสนั่นหวั่นไหว เดินผานบานไหน พวกเด็กๆ ตองวิ่งออกมาดูเต็มสองขาง ทางเลยทีเดียว” เมื่อครั้งที่ออกไปเผยแพรธรรมะที่อำเภอหนองบุญนาค จังหวัด นครราชสีมา บริเวณรอบๆ เต็มไปดวยปารกชัฏ มีเครือเถาวัลยมากมาย ปกคลุมอยู แลดูแลวเปนสถานที่สงบวิเวกเหมาะสมกับพระกัมมัฏฐาน ดังนั้น พระอาจารยวิริยังคทานก็เลยบอกกับคณะพระธรรมทูตวาพักอยูนี่แหละ หลังจากนั้นทานจึงสั่งใหคนมาถางตนไมใบหญาที่รกชัฏในบริเวณที่ตองการ พักอยูอาศัย ชาวบานแถวนั้นไดพูดขึ้นวา “ถางไมได! ขนาดพวกผมเขาไป เก็บผักกินก็ยังวิ่งกันออกมาแทบไมทันเลยครับ ไปเถอะ ถาไมไป พวกนั้น มันจะบอกผีมาหา” ทานพระอาจารยวิริยังคทานก็สั่งใหคนมาถางตนไมและเครือเถาวัลย ที่ขึ้นอยูบริเวณแถบนั้นออกไปใหหมด พอพวกเขาถางไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอ กำแพงและยอดปราสาทเกาของเขมร หลังจากทำความสะอาดบริเวณ ที่พักเสร็จ คณะพระธรรมทูตจึงไดพักคางคืนที่หนองบุญนาคแหงนั้นเอง องคหลวงปูทานเห็นสันกำแพงเกา กวางประมาณ ๑ วาเห็นจะได ทานเลยใช สันกำแพงนั้นละเปนที่นอนพักคางคืน พอตกดึกผาขาวที่มาดวยกันนั้น เกิดนอนไมหลับวิ่งมาหาองคหลวงปูทานและบอกดวยความตกใจกลัว องคหลวงปูทานเลยถามวา “มึงมาทำไม?” ผาขาวก็เลยตอบวา “มีคนมาเขกหัวผม”
๔๔ องคหลวงปูทานเลยใหผาขาวคนนั้นมานอนใกลๆ องคทานบอกวา “ใหนอนตรงนี้แหละนอนต่ำๆ เฮานี่แหละ” ผาขาวเลยหอบเสื่อหอบ หมอนมานอนใกลๆ กับองคทาน ถึงไดนอนหลับได หลังจากนั้นก็ไดธุดงคผานไปตามหมูบานตางๆ องคหลวงปูเลาวา “เวลาที่ธุดงคจากหมูบานหนึ่งไปยังหมูบานหนึ่งนั้น ชาวบานเขาไดนำ ชางบาง วัวเทียมเกวียนบางมาตอนรับ โดยใหพระธุดงคขึ้นนั่งหลัง มันไป เวลานั่งบนหลังชางนั้น มันโยกไปโยกมา กนของเฮาไดไปถูกับ ประเทียบชาง จนเปนแผลถลอก สวนวัวที่เทียมเกวียนนั้น เขาใชวัว ตัวใหญลาก มีกระดิ่งบนแอกรอบๆ คอของมัน เวลาที่วัวมันเดิน มันเดิน ยอกๆ ยอกๆ ไป จะมีเสียงกระดิ่งบนแอกที่คอวัว มันกระทบกัน เสียงดัง ติ๊งติ๊งๆ ติ๊งติ๊งๆ เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเลยทีเดียว” ครั้นเมื่อเดินผาน หมูบาน ก็จะมีคนออกมามุงดูกัน โดยเฉพาะเด็กๆ จะวิ่งออกมารอดูที่ริมทาง เต็มไปหมดเลย ในชวงที่องคทานออกเผยแพรเปนพระธรรมทูตนั้น เมื่อมีการพักคาง คืนที่ไหน ตอนเย็นๆ ก็จะมีการแสดงธรรมเทศนาใหกับประชาชนในแถบนั้น ไดฟงธรรมกัน สวนชาวบาน เมื่อรูวาจะมีพระธุดงคมาแสดงธรรมใหฟงก็ให ความสนใจเปนอยางมาก ดังนั้นตอนเย็นก็จะมีชาวบานพากันมารับฟง ธรรมเทศนากันเปนจำนวนมาก สวนตอนเชาพระก็ออกรับบิณฑบาตโปรด ญาติโยมเพื่อใหชาวบานแถบนั้นไดมีโอกาสทำบุญไปดวย องคหลวงปูยังเลาอีกวา มีอยูครั้งหนึ่ง เวลาออกบิณฑบาตตอนเชา ไดมองเห็นกระเทียมของชาวบาน เขามีกระเทียมกันเปนจำนวนมาก แขวนไวเปนราวอยูภายในบานของเขา เมื่อกลับจากบิณฑบาตแลว หลวงปู วิริยังค ทานก็ใชใหคนไปหากระเทียมมาทำเปนยารอน เพื่อใชเปนยาระบาย
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๔๕ โดยสิ่งที่หลวงปูทานสั่งใหหานั้น มีผักหนอก (บัวบก) กระเทียม หัวขา หัวตะไคร มะขามปอม สมอ เปนตน เมื่อไดของตามที่ตองการแลว ก็จะนำ มาหั่น สับเปนชิ้นๆ แลวนำไปใสปบ หลังจากนั้นก็นำไปตม องคหลวงปูทานเลาวา ตอนนั้นเครื่องมันเยอะเลยตมไดตั้ง ๓ ปบ หลังจากตมเสร็จแลวประมาณบาย ๓ โมงเย็น ก็นำมาถวายพระ เพื่อใหทาน ฉันเปนยาระบาย หลังจากนั้นพระก็ฉัน สวนโยมก็กินกันเปนจำนวนมาก พอตกตอนกลางคืนนั้นตองไดยายที่พักดวน เพราะเมื่อฉันยารอนเขาไปแลว ตองหาที่ปลดทุกขเพื่อถายทอง ทั้งพระทั้งโยม เขาไปถายบริเวณปาละเมาะ แถบนั้น จนกลิ่นเหม็นคลุงไปทั่วอาณาบริเวณนั้นเลย ก็เลยตองยายสถานที่ พักกันใหม โดยบริเวณที่พักใหมแถบนั้นเปนปาไมเต็งรังสูงปกคลุมถึง กันหมด สามารถปองกันแสงแดดไดดี ใตรมไมก็ไมมีหญาขึ้น มีแตดินทราย ลวนๆ ทรายเรียบเสมอกันหมด ชาวบานสามารถใชเสื่อปูเพื่อนั่งพักและใช นั่งฟงธรรมกันได หลังจากครบระยะเวลาที่กำหนดไวแลว คณะพระธรรมทูตก็ไดกลับไป รวมตัวกันที่วัดปาสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา โดยมีคณะขาราชการ พอคา และประชาชนใหการตอนรับเปนอยางดี หลังจากนั้นหลวงปูวิริยังค ทาน เปนตัวแทนของคณะสงฆ ไดยืนกลาวสัมโมทนียกถาเล็กนอยเพื่อเปนการ ฉลองศรัทธาใหกับประชาชนและคณะสงฆก็เปนอันเสร็จพิธีในครั้งนั้น หลังจากนั้นองคหลวงปูทานก็ไดกลับไปพักภาวนาที่ถ้ำเขาจา จังหวัด กาญจนบุรีอีกครั้งหนึ่ง โดยกลับไปครั้งนี้ พระขนฺติพโล (พระชาวอังกฤษ) ไดเลา เหตุการณระหวางที่องคหลวงปูไปเปนพระธรรมทูตใหฟงวา สามเณรวิเชียร ที่พักภาวนาอยูดวยกันนั้นเกิดวิปลาสสำคัญตัวเองผิดไป นึกวาตัวเอง สามารถเหาะได ก็เลยทดลองเหาะดูที่เขาหยาด “พอเริ่มเหาะเทานั้นละ
๔๖ ตกลงอั๊บ! ตายมั้บเลย!” ที่เขาหยาดนี้มีสามเณรมรณภาพหนึ่งรูป องคทานยัง ไดเลาตอไปวา มีอยูครั้งหนึ่ง พระขนฺติพโล เดินไปตักน้ำ ไดสะพายกระบอกน้ำ เดินมา เมื่อเดินมาถึงจุดที่สามเณรวิเชียรทดลองเหาะนั้น กระบอกน้ำ ที่สะพายมาก็ไดหลุดมือตกลงไป ตรงจุดที่สามเณรวิเชียรนั้นตายพอดี พระขนฺติพโล เลยอุทานออกมาวา “เออ! มันคงอยากจะกินน้ำละมั้ง” ในระหวางพักภาวนาที่ถ้ำเขาจานั้น องคทานและคณะก็ไดมีโอกาส ลองแพไปตามแมน้ำแควนอย แควใหญ โดยชาวบานแถบนั้นไดนำแพไมไผ มาวางใหเชา ทานและคณะเมื่อฉันภัตตาหารเสร็จแลว ก็ไดลงแพ และชวย กันถอแพไปตามลำน้ำแคว องคทานอยูที่ถ้ำเขาจาประมาณ ๔ เดือน พอใกลฤดูฝน องคทานเอง ก็กลับมาที่วัดธรรมมงคลอีกครั้ง
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๔๗ ตอนที่ ๑๔ เรีย์นนักธรรมตรีที่วัด็ธรรมมงคล วัดธรรมมงคลในขณะนั้น กำลังอยูในชวงเริ่มกอสรางใหมๆ ในขณะที่ องคทานพักอาศัยอยูที่วัดธรรมมงคลนั้น องคทานเองก็ไดทำขอวัตรปฏิบัติ เปนประจำมิไดขาด และอีกประการหนึ่ง เมื่อองคทานกลับมาคราวนี้ องคทานก็ไดเขารับการศึกษานักธรรมชั้นตรีพรอมกับพระและเณร วัดธรรมมงคล เพื่อเตรียมสอบสนามหลวง การเรียนนักธรรมในครั้งนั้นองคทานเลาวา สมัยนั้นเรียนกันในปา นั่นแหละ มีปาสะแก โดยเอาเสื่อมาปูรองนั่งเรียนหนังสือกัน มีพระอาจารย ที่มาจากวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร ทานพระมหาสนธิ์ และพระมหาสวัสดิ์ เปนครูสอนนักธรรมชั้นตรีใหกับพระและเณรในวัดธรรมมงคล องคทาน เองก็ไดใชความพยายามพากเพียรในการเรียนเปนอยางมาก จนสามารถ สอบไดนักธรรมชั้นตรี และปตอมาองคทานก็ไดศึกษานักธรรมชั้นโทตอไป องคหลวงปูเมื่อครั้งยังเรียนนักธรรมอยูนั้น องคทานมีความตั้งอก ตั้งใจร่ำเรียนเปนอยางมาก อีกทั้งขอวัตรปฏิบัติที่ควรแกสมณะก็ไดทำอยาง สม่ำเสมอมิไดขาด อาทิเชน การสวดมนต ไหวพระ ทำวัตรเชาเย็น และ นั่งสมาธิภาวนากับหลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร เปนตน
๔๘ ภาพนี้ถายที่วัดธรรมมงคล เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๘ ภาพพระภิกษุทองคำ กาฺจนวณฺโณ กับสามเณรชุน กำลังนั่งสนทนากันที่ริมสระน้ำ ใกลๆ อุโบสถ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร ซึ่งอดีตเคย เปนสถานที่องคหลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ เคยจำพรรษาและใชเปนสถานที่เรียนนักธรรม
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๔๙ ตอนที่ ๑๕ พบเจอหลวงปูฝน อาจาโร ในป พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๑๐ ซึ่งเปนชวงพรรษาที่ ๓-๗ ขององคหลวงปู องคทานเองก็ไดมีโอกาสไดพบเจอกับหลวงปูฝน อาจาโร ที่วัดธรรมมงคล เปนครั้งแรก หลวงปูฝน อาจาโร ทานเปนพระบูรพาจารยสายวิปสสนา กัมมัฏฐานรุนแรกๆ ขององคหลวงปูมั่น ภูริทตฺโต ที่มีขอวัตรปฏิบัติและ จริยาวัตรงดงามที่สำคัญองคหนึ่งในยุคนั้น ในระหวางที่องคหลวงปูไดอยูจำพรรษาที่วัดธรรมมงคลนั้น ในชวง ประมาณปลายเดือนธันวาคม ถึงกุมภาพันธของทุกๆ ป หลวงปูฝน อาจาโร ทานจะมาแวะพักที่วัดธรรมมงคลเปนประจำ เพื่อหลบอากาศ หนาวจัด เมื่อหมดฤดูหนาว ทานก็กลับไปที่วัดปาอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร และเมื่อถึงชวงฤดูรอนประมาณปลายเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกป ทานก็จะกลับมาที่วัดธรรมมงคลอีกครั้งเพื่อหลบอากาศที่รอนจัด โดยมี หลวงปูฝน อาจาโร