๕๐ พระอาจารยปน ติดตามมาเพื่อถวายงานอุปฏฐากรับใชทานเปนประจำ ทุกครั้ง ดังนั้นในคราวที่หลวงปูฝน อาจาโร มาแวะพักที่วัดธรรมมงคลนั้น องคหลวงปูทานก็มีโอกาสไดเขาไปถวายงานอุปฏฐากรับใชเปนประจำ ทุกๆ ครั้ง ในโอกาสเดียวกันนี้ก็จะมีบรรดาพอแมครูบาอาจารยจากวัดตางๆ ไดแวะเวียนมาพักที่วัดธรรมมงคลเชนเดียวกัน อาทิเชน หลวงปูออน าณสิริ องคทานเองก็ไดมีโอกาสอยูปฏิบัติรับใชหลวงปูออน าณสิริ ดวยเชนกัน ในบางครั้งที่หลวงปูฝน อาจาโร เดินทางกลับวัดปาอุดมสมพร ที่จังหวัดสกลนคร องคหลวงปูทานก็มีโอกาสไดติดตามหลวงปูฝน อาจาโร กลับไปปฏิบัติภาวนาที่วัดปาอุดมสมพรดวย ตอนที่ ๑๖ ประวัติวัด็วชิราลงกรณวรารามวรวิหาร แรกเริ่มเดิมทีที่จะมีการกอสรางวัดนั้น ก็ดวยกุศลจิตของนางทิพย นิยม ใหบังเกิดกุศลเจตนาปรารถนาที่จะสรางวัด จึงตระเวนหาที่หลายแหง จนมา พบเจอบริเวณชัยภูมิแหงนี้เปนที่เหมาะสม จึงไดติดตอขอซื้อเพื่อจะสราง เปนวัด โดยที่ดังกลาวนั้นมีจำนวน ๑๑๒ ไร ๒ งาน ๗๕ ตารางวา ซึ่งที่ดิน ที่ตั้งวัดนี้ไดอุทิศใหสรางเปนวัดและโรงเรียนตอมา พระเทพสุทธาจารย (โชติ คุณสมฺปนฺโน) ไดซื้อที่ดินเพื่อขยายเขตวัดไปทางทิศใตอีกประมาณ ๑๐๐ ไร เพื่อสรางเปนสำนักวิปสสนาถ้ำราชสุทธาจารย บานหนองน้ำแดง เมื่อทำการกอสรางวัดเสร็จแลว สมเด็จเจาคณะใหญ คณะธรรมยุต ไดแตงตั้ง พระราชสุทธาจารย เปนเจาอาวาสวัดองคแรก เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ นับตั้งแตพระอารามนี้ไดกอสรางมาจนถึงปจจุบัน
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๕๑ พระราชสุทธาจารย ผูเปนเจาอาวาส ก็ไดปฏิบัติศาสนกิจตามสติกำลัง ยังใหวัดวาอารามเจริญรุงเรืองจนเปนที่รูจักแกคนทั่วไป วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร เปนวัดพระอารามหลวง ตั้งอยู ริมถนนมิตรภาพ สายสระบุรีกับอำเภอปากชอง จังหวัดนครราชสีมา บริเวณ หลักกิโลเมตรที่ ๑๕๒ กอนถึงอำเภอปากชองประมาณ ๘ กิโลเมตร ตั้งอยู ในเขตตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากชอง จังหวัดนครราชสีมา พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงวางศิลาฤกษสรางพระอุโบสถ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ตอมา ในวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ ไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และในวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ไดรับสถาปนาเปนพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิด “วรวิหาร” วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร ในปจจุบัน
๕๒ ตอนที่ ๑๗ ไปอย์ูกับพระอุปชฌาย์์ ประมาณป พ.ศ. ๒๕๐๘ - พ.ศ. ๒๕๐๙ องคทานเลาวา องคทานเดินทางไปอยูกับ หลวงปูโชติ คุณสมฺปนฺโน ชวงฤดูแลง หลังจาก ออกพรรษาที่วัดธรรมมงคลแลว ในชวงที่ทาน เดินทางไปอยูนั้น ที่วัดวชิราลงกรณฯ ไมมีพระ อยูกับหลวงปูโชติเลย ในระหวางที่อยูกับหลวงปูโชตินั้น หลวงปูโชติก็ไดพาทำวัตรสวดมนต เชาเย็น จากนั้นก็นั่งสมาธิภาวนาอยูเสมอ วันหนึ่งหลวงปูโชติ มีความ ประสงคใหองคหลวงปูขึ้นไปดูสถานที่แหงหนึ่ง โดยสถานที่ดังกลาวนั้น เปนพื้นที่รกรางวางเปลา ซึ่งโยมเขามีศรัทธาจะนอมนำถวาย เพื่อกอสราง เปนวัด องคทานเลาวา องคทานเองก็ไดขึ้นไปพักภาวนาและสำรวจดูสถานที่ แหงนั้นอยูหนึ่งคืน พอตอนเชาคอยกลับมาที่วัดวชิราลงกรณฯ ภายหลัง สถานที่ดังกลาวนั้นไดกลายมาเปนที่ตั้งของวัดแหงหนึ่ง ในตำบล หนองน้ำแดง อำเภอปากชอง ครั้งที่สอง หลวงปูโชติทานมีความประสงคใหองคหลวงปูไปพักอยูที่ วัดรางแหงหนึ่ง ซึ่งสถานที่ดังกลาวตั้งอยูระหวางทางขึ้นไปเขาใหญ โดยที่ องคทานไดไปพักอาศัยอยูที่นั่นเลย ชวงที่องคทานไปอยูที่วัดรางแหงนั้น ตอนกลางคืนเสือมักออกมาเดินเพนพานและสงเสียงรองไปมา ในบางครั้ง เสือเหลานั้นยังไดแอบเขาไปกัดกินหมาของชาวบาน ในขณะที่องคทานพัก อยูที่วัดรางแหงนั้น องคทานเองก็ไดอาศัยโคจรบิณฑบาตในหมูบานละแวก ใกลเคียงเพื่อเลี้ยงชีพ
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๕๓ องคหลวงปูทานพักภาวนาที่บริเวณวัดรางแถวเขาใหญนี้อยูประมาณ ๑ เดือน หลังจากนั้นก็กลับมาอยูปฏิบัติธรรมกับหลวงปูโชติที่วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหารอีกครั้ง องคทานเลาไวตอนหนึ่งวา ครั้งหนึ่งองคหลวงตา พระมหาบัว าณสมฺปนฺโน ไดเดินทางมาที่วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร คณะสงฆไดลงมติใหองคทานเปนผูไปดูแลอุปฏฐากองคหลวงตา เปนครั้งแรก ที่องคทานไดมีโอกาสดูแลอุปฏฐากองคหลวงตา ณ ที่วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหารนี้เอง หลวงตามหาบัว าณสมฺปนฺโน
๕๔
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๕๕ ตอนที่ ๑๘ พักภาวนาที่วัด็ถ้ำขามอีกครั้ง ในป พ.ศ. ๒๕๐๘ - พ.ศ. ๒๕๐๙ หลังจากที่ไดไปอยูกับหลวงปูโชติ คุณสมฺปนฺโน ผูเปนพระอุปชฌายที่วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหารแลว องคทานก็ไดเดินทางไปที่วัดถ้ำขามเพื่อพักบำเพ็ญเพียรภาวนา ในครั้งนั้น องคหลวงปูไดพักภาวนาอยูกับหลวงปูสุวัจน สุวโจ องคทานเองไดเลาไววา หลวงปูสุวัจน สุวโจ ไดพาพระภิกษุสามเณร นั่งสมาธิภาวนารวมกันที่บริเวณถ้ำขามตลอดทั้งคืน เมื่อจวนจะสวางก็คอย เดินกลับไปยังกุฏิของตัวเองเพื่อกลับไปเอาผาครอง (ไตรจีวร) ขณะที่เดินกลับกุฏินั้น ก็ไดถือเอาไมตาดไป ๒ ดาม แลวใชลากไป ตามทางเดินเพื่อทำใหเกิดเสียงดัง เวลาลากไป เสียงจะดัง แซก แซกๆ ถามีเสือซุมอยูบริเวณแถวนั้น เมื่อเสือไดยินเสียงไมตาดแลวก็จะกระโดด เผนหนีไปที่อื่น หลังจากพักภาวนาที่ถ้ำขามมาไดระยะหนึ่งแลว องคทานก็ไดกลับไป จำพรรษาที่วัดธรรมมงคลอีกครั้ง หลังจากนั้นจึงไดปลีกวิเวกไปสถานที่อื่น ตอไป
๕๖ ตอนที่ ๑๙ จำพรรษาในที่นากอนจะเปนวัด็ลาซาล (วัด็ผองพลอย์วิริย์าราม) ในป พ.ศ. ๒๕๑๑ เปนพรรษาที่ ๘ ขององคหลวงปู องคทานและคณะ พระเณรนับ ๑๐ รูป โดยมีพระมหาสวัสดิ์ พระอาจารยสมพร พระทองคำ กาฺจนวณฺโณ พรอมดวยพระและสามเณรไดมาพักจำพรรษาบริเวณที่นา ในซอยลาซาล สุขุมวิท ๑๐๕ แตกอนพื้นที่แถบนั้นยังเปนทุงนาอยู เสนาสนะก็พอแตพักอาศัยอยูไดชั่วคราว วัสดุอุปกรณที่ใชสรางกันก็ใชกัน ตามมีตามไดเทานั้น กุฏิและศาลาในครั้งแรก ใชไมกลมๆ ตอกลงไป ในดินทำเปนเสา แลวนำใบจากที่หาไดแถวนั้น มามุงทำเปนหลังคา พอไดใช กันแดดกันฝนไปวันๆ เทานั้น เสนาสนะที่สรางขึ้นในครานั้นใชไดประมาณ ๑ ป ก็ผุพัง ภายหลังป พ.ศ. ๒๕๑๒ ไดมีการริเริ่มกอสรางเปนวัดอยางจริงจัง ในชวงแรกของการกอสรางวัดลาซาลหรือวัดผองพลอยวิริยารามนั้น ไดใหชางมารับเหมาทำการกอสราง โดยที่หลวงปูวิริยังคไดมาคอยควบคุม ดูแลการกอสรางวัดอยางสม่ำเสมอจนแลวเสร็จ กลายเปนวัดลาซาลหรือวัด ผองพลอยวิริยาราม ในปจจุบันนี้วัดผองพลอยวิริยารามเปนสถานที่ตั้งของ โรงเรียนพระปริยัติธรรมดวย องคหลวงปูทานไดจำพรรษา ณ ที่นาอันเปน สถานที่กอสรางวัดลาซาลหรือวัดผองพลอยวิริยาราม เปนเวลา ๑ พรรษา
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๕๗ วัดลาซาล-วัดผองพลอยวิริยาราม
๕๘ ตอนที่ ๒๐ ติด็ตามหลวงปูวิริย์ังค์ ไปที่กอสรางวัด็ใหมเสนานิคม ชวงประมาณปลายป พ.ศ. ๒๕๑๑ ภายหลังจากออกพรรษาแลว มีโยม ตองการถวายที่ดิน ในซอยเสนานิคม ถนนพหลโยธิน เขตลาดพราว กรุงเทพฯ จำนวน ๖ ไร ๓๓ ตารางวา พรอมบานหลังใหญ ๑ หลัง และครัวอีก ๑ หลัง เพื่อใหสรางเปนวัด หลวงปูวิริยังคไดพาคณะลูกศิษยเดินทางมารับมอบที่ดิน ในครั้งนั้นหลวงปูวิริยังคและพระมหาสวัสดิ์ไดเขาพักในบานหลังใหญ ของโยมที่เขาจัดถวายให เพื่อรอการถวายที่ดิน สวนองคหลวงปูทานก็ไดพัก ในรองสวน โดยองคทานไดใชใหสามเณรไปถางเอาหญาแถวนั้นมา นำมาปู ใชเปนที่นอนชั่วคราว จากนั้นก็นำกลดมากางเพื่อใชเปนที่หลับนอน หลวงปูวิริยังคและคณะของทานไดพักที่ซอยเสนานิคมนี้ ๓ คืน เมื่อเสร็จ กิจธุระที่จำเปนแลว องคทานเองก็ไดพาคณะเดินทางกลับ สถานที่แหงนี้ ปจจุบันคือที่ตั้งของวัดใหมเสนานิคม (วัดสิริกมลาวาส) วัดใหมเสนานิคม (วัดสิริกมลาวาส) ในปจจุบัน
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๕๙ ตอนที่ ๒๑ จำพรรษาที่วัด็ปวิเวการาม จังหวัด็ปราจีนบุรี (พรรษาที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๑๒) ในป พ.ศ. ๒๕๑๒ มีผูมีจิตศรัทธาประสงคจะยกที่ดินในเขตหมูบาน หนองชะอม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ถวายใหหลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร เพื่อจัดสรางเปนวัด หลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร ไดมอบหมายใหองคทานไปสำรวจดูแลที่ดิน ดังกลาว สถานที่นั้นเปนสวนและวัดรางที่มีอาณาบริเวณกวางขวางใหญโต ระหวางที่องคทานรอหลวงปูวิริยังคอยูที่วัดปวิเวการาม องคหลวง ปูก็ไดปฏิบัติศาสนกิจตามวิสัยของสมณะ ตลอดจนนั่งสมาธิ สวดมนต ภาวนาอยูเปนนิจ การบิณฑบาตเลี้ยงชีพขององคทานก็คอนขางอดอยาก ขาดแคลน ไดบางไมไดบาง ตามแตชาวบานเขาจะให มีอะไรองคทานก็ ฉันเทาที่บิณฑบาตไดมานั่นเอง องคทานพักภาวนาและจำพรรษาที่ วัดปวิเวการามนี้ ๑ พรรษา อุโบสถ วัดปวิเวการาม จังหวัดปราจีนบุรี
๖๐ ตอนที่ ๒๒ จำพรรษาที่วัด็อมาตย์าราม (เขาอีโต) จังหวัด็ปราจีนบุรี (พรรษาที่ ๑๐-๑๓ ป พ.ศ. ๒๕๑๓ - พ.ศ. ๒๕๑๖) ในป พ.ศ ๒๕๑๒ พอออกพรรษาแลว ดร.มนูญ อมาตยากุล มีความประสงคที่จะถวายที่ดินบริเวณเขาอีโต หมูบานหัวเขา ตำบลบานพระ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อกอสรางเปนวัด หลวงปูวิริยังค สิรินฺธโร จึงไดมอบหมายใหองคทานไปสำรวจพื้นที่ไวกอน เพื่อรอการกอสรางเปนวัด ในภายหลัง พื้นที่ดังกลาวนั้นมีเนื้อที่ประมาณ ๘๐ ไร ในครานั้นองคทานไป โดยรถบัส ๒ คัน และรถสวนตัว พรอมญาติโยมกวา ๑๐๐ คน เมื่อไปถึงสถานที่ดังกลาวแลว องคทานและคณะก็ไดลงสำรวจดูพื้นที่ ครั้นเมื่อดูเสร็จ คนขับรถก็ไดบอกกับองคทานวา “กลับเถอะครับ อยา อยูเลย สถานที่แบบนี้ไมคอยเขาทาเทาไหร” แตองคทานก็ไมไดสนใจ กับคำพูดของโยมคนนั้น แลวองคทานก็สั่งใหคณะที่มาดวยกันกลับไปกอน องคทานกับผาขาวที่มาดวยกันนั้น ตางคนตางหาสถานที่พักคางคืน องคทานเองก็ไดอาศัยรมไมขอยใชในการพักหลับนอน ขณะที่องคหลวงปู พักอยูที่เขาอีโตนั้น องคทานเองตองลำบากทั้งที่อยูอาศัยและอาหาร บิณฑบาต ตลอดจนน้ำใชน้ำฉันก็อดอยากขาดแคลน องคทานตองอาศัย น้ำบอของชาวบาน ที่อยูอาศัย เสนาสนะ กุฏิ ศาลานั้นไมตองถามถึง สวนอาหารเครื่องขบฉันนั้นก็อดอยากขาดแคลนเปนอยางมาก องคทานเลาวา “เขาจะใสหรือไมใสบาตร อดขาว อดน้ำ บุกปาฝา ดงหนาม นอนกลางดินกินกลางทราย ยุงจะขบจะกัดอยางไรไมเคยสนใจ
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๖๑ ภาพถาย เมื่อป พ.ศ. ๒๕๑๑ พระและสามเณร จำนวน ๖๑ รูป พรอมกับญาติโยมประมาณ ๑๐๐ คน ไดไปดูสถานที่ครั้งแรกที่เขาอีโต จังหวัดปราจีนบุรี ภาพถายเมื่อป พ.ศ. ๒๕๑๔ ที่เขาอีโต จังหวัดปราจีนบุรี
๖๒ ไปอยางเดียว จนญาติโยมใหสมญานามแกองคทานวา นายพลคลุกฝุน” เพราะวา เมื่อจะมีการกอตั้งวัดที่ไหน องคทานตองไปเปนรูปแรก คือเปน หัวหนาที่จะตองเขาไปสำรวจลงพื้นที่นั้นๆ วาจะสมควรกอตั้งเปนวัดหรือไม องคทานตองการทำเพื่อประโยชนของสวนรวมใหไดมากที่สุดเทาที่จะทำได องคทานไดพักภาวนาและอยูสำรวจพื้นที่อยูประมาณ ๑ เดือน หลังจากนั้นองคทานก็ธุดงคลงไปทางจังหวัดนครนายก โดยมุงหนาไปไหว พระพุทธบาท พอเสร็จจากนั้นองคทานก็ไปที่หินกอง แลววกกลับมาที่จังหวัด สระบุรี โดยเดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยที่ไหนก็พักที่นั่น เดินบาง นั่งรถบางสลับกันไป หากเหนื่อยมากนักก็ขึ้นรถ โดยที่ไมตองเสียคาโดยสาร เพราะวาโยมเตียน ซึ่ง เปนเจาของรถทัวรสาย นครนายก - ปราจีนบุรี - กรุงเทพฯ เปนโยมอุปฏฐาก ที่ปวารณาไวเปนการสวนตัว เมื่อตองการปจจัยสี่ที่สมควรแกสมณบริโภค เขาจะจัดหาใหทาน องคทานเดินธุดงคไปก็อาศัยบิณฑบาตกับชาวบานตามทองถิ่นนั้นๆ ไดอะไรก็ฉันอันนั้นพอเลี้ยงชีพ มีอยูครั้งหนึ่ง องคทานเลาวา หลังจากที่ออก จากเขาอีโตแลว ก็ไดธุดงคลงไปทางจังหวัดนครนายก องคทานกับผาขาวก็ เดินไปเรื่อยๆ ผาขาวที่ไปกับองคทานนั้น เหนื่อยมาก เพราะเดินทางมาไกล และไมหยุดสักที ผาขาวเลยพูดกับองคทานวา “นอนเถอะๆ ครับ” เพราะรูสึก
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๖๓ เหนื่อยลามากแลว ดังนั้นจึงไดหยุดพักนอนที่เถียงนาริมทางนั่นเอง พอตอนเชาองคทานก็ออกไปบิณฑบาตกับชาวบาน ไดกระเทียมมา ๑ ไห กับน้ำเปลา องคทานแบงอาหารบิณฑบาตที่ไดมาใหกับผาขาว โดยแบงกัน เทาที่บิณฑบาตมาไดนั่นเอง ศาลาการเปรียญหลังแรกสรางเมื่อ ป พ.ศ. ๒๕๑๒ ที่วัดปาเขาอีโต จังหวัดปราจีนบุรี ภาพถายที่เขาอีโต จังหวัดปราจีนบุรี
๖๔ ๑ ปหลังจากนั้น ที่ดินบริเวณเขาอีโตก็ไดมีการกอตั้งเปนวัด อมาตยาราม เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในขณะนั้นทรง เปนองคประธานในพิธีวางศิลาฤกษศาลาการเปรียญ และประทานโฉนด ที่ดินใหแกวัดอมาตยารามในครั้งนั้นดวย ศาลาการเปรียญของวัดอมาตยารามนี้ หลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ องคทานไดลงมือทำงานรวมกันกับชาง โดยองคทานเองก็มีความรูความ สามารถดานชางไมอยูไมนอย งานเขาแบบ ตอกตะปู เลื่อยไม องคทานเอง ก็สามารถทำไดดี ศาลาการเปรียญที่องคทานสรางก็ยังอยูใหเห็นเปนที่ ประจักษจนถึงปจจุบัน องคทานจำพรรษาที่วัดอมาตยาราม รวมระยะเวลา ทั้งสิ้น ๔ พรรษา ภาพถายซุมประตูวัดอมาตยาราม (เขาอีโต) ในปจจุบัน
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๖๕ ถายเมื่อป พ.ศ. ๒๕๑๓ ที่วัดปาเขาอีโต บานหัวเขา ตำบลบานพระ อำเภอเมืองจังหวัดปราจีนบุรี (จากซายมือ) หลวงพอเทง พระชาย พระทองคำ กาฺจนวณฺโณ พระสำราญ พระนอย ครั้งจำพรรษาที่ ๑ วัดเขาอีโต (อมาตยาราม)
๖๖ ภาพถายเมื่อครั้งยังจำพรรษาอยูที่วัดอมาตยาราม (เขาอีโต) จังหวัดปราจีนบุรี
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๖๗ ภาพถายเมื่อครั้งยังจำพรรษาอยูที่วัดอมาตยาราม (เขาอีโต) จังหวัดปราจีนบุรี
๖๘ ตอนที่ ๒๓ จำพรรษาที่วัด็ศรีกะอาง จังหวัด็นครนาย์ก (พรรษาที่ ๑๔ ป พ.ศ. ๒๕๑๗) ในป พ.ศ. ๒๕๑๗ หลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ องคทานไดธุดงคไปที่ น้ำตกเขากะอาง อำเภอบานนา จังหวัดนครนายก และไดเขาพักที่วัดศรีกะอาง ซึ่งวัดดังกลาวนี้ เสนาสนะตางๆ ของทางวัดคอนขางสมบูรณ โบสถวิหารและ องคพระใหญก็ไดสรางเสร็จเปนที่เรียบรอยแลว องคหลวงปูทานไดพัก ภาวนาและจำพรรษาที่วัดศรีกะอางแหงนี้เปนเวลา ๑ พรรษา พอออกพรรษาแลว องคทานก็ไดกลับมาพักภาวนาที่วัดถ้ำขาม อีกครั้ง โดยโยมชาวจังหวัดนครนายกไดอาสาขับรถนำองคทานมาสงถึง วัดถ้ำขาม จังหวัดสกลนคร สภาพทั่วไปบนเขากะอาง จังหวัดนครนายก
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๖๙ ภาพถายเมื่อ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ หลวงพอพุทธชินราช องคจำลอง ณ ธุดงคสถานน้ำตกกะอาง ตำบลเขาเพิ่ม อำเภอบานนา จังหวัดนครนายก วัดศรีกะอาง จังหวัดนครนายก อดีตเคยเปนสถานที่ที่หลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ พักจำพรรษา
๗๐ ตอนที่ ๒๔ จำพรรษาที่วัด็ถ้ำขาม จังหวัด็สกลนคร (พรรษาที่๑๕ - ๑๖ ป พ.ศ. ๒๕๑๘ - พ.ศ. ๒๕๑๙) ในป พ.ศ. ๒๕๑๘ หลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ ไดกลับมาที่วัดถ้ำขาม อีกครั้ง องคทานไดมาพักภาวนาและจำพรรษาที่วัดถ้ำขามรวมกับหลวงปู สุวัจน สุวโจ องคทานเองก็เรงทำความเพียรไมยอหยอน มีการนั่งสมาธิ เดินจงกรมอยูเปนประจำมิไดขาด หลังจากออกพรรษาแลว องคหลวงปูกับหลวงปูอุทัย สิริธโร ก็ไดออก เที่ยวธุดงควิเวกไปตามเทือกเขาภูพาน เพื่อเจริญสมาธิภาวนา โดยทาน ทั้งสองมุงตรงไปที่อำเภอนาแก และหยุดพักชั่วคราวที่นั่น หลังจากที่องคทาน วัดถ้ำขาม จังหวัดสกลนคร ในอดีตองคหลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ เคยอยูจำพรรษา
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๗๑ ทั้งสองฉันภัตตาหารเชาเสร็จเรียบรอยแลว องคหลวงปูก็ไดปลีกตัวออก จากหลวงปูอุทัย สิริธโร พื้นที่ในเขตอำเภอนาแก จังหวัดนครพนมนี้ มีถ้ำๆ หนึ่งที่พระกัมมัฏฐาน สายหลวงปูมั่น ภูริทตฺโต นิยมมาพักภาวนาเปนประจำมิไดขาด ชื่อวา “ถ้ำพระเวส” (วัดธรรมบรรพต) ครั้นเมื่อองคทานไปถึงถ้ำพระเวสก็ไดเดิน สำรวจดูสถานที่รอบๆ จากนั้นจึงไดหามุมสงบที่วิเวก แลวนั่งสมาธิภาวนา ปรากฏวาจิตลง มีความเย็น สบาย เมื่อนั่งไปพอสมควรแกเวลา องคทาน ก็ไดลงจากถ้ำพระเวส แลวธุดงคจาริกไปยังสถานที่แหงใหมตอไป จากนั้นในราวเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ องคทานกับหลวงปูอุทัย สิริธโร ก็ไดธุดงคลงไปแถวเขื่อนลำปาว และไดพักภาวนาอยูประมาณ ๑ เดือน ภาพของหลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ ถายที่วัดถ้ำขาม จังหวัดสกลนคร
๗๒ องคทานเลาวา เวลาที่พระทานลงสรงน้ำนั้น ตองรีบลงรีบสรงใหเสร็จไวๆ เพราะบริเวณแถบนั้น ชุกชุมไปดวยจระเขน้ำจืดเปนจำนวนมาก หลังจากพักภาวนาที่เขื่อนลำปาวไดระยะหนึ่งแลว ในชวงเดือนมีนาคม - เมษายน องคทานก็ไดธุดงคลงไปแถวเขื่อนจุฬาภรณ ขณะนั้นเปนชวง ฤดูรอน แตองคทานตองไดนั่งผิงไฟ เพราะอากาศหนาวจัด ตองอาศัยไออุน จากกองไฟ เพื่อบำบัดทุกขเวทนาอันเกิดจากความหนาวใหลดนอยลง ครั้นเมื่อเขาเดือนพฤษภาคม องคทานก็ไดรับจดหมายจากหลวงปูฝน อาจาโร เรียกทานทั้งสองใหกลับไปที่ถ้ำขาม เพื่อเตรียมตัวไปซอมแซม องคพระที่ภูวัว เนื่องจากมีคนมาขโมยขุดเจาะองคพระเพื่อคนหาเครื่องราง ของขลังที่ฝงไวในองคพระ องคทานและหลวงปูอุทัย สิริธโร จึงไดกลับมาที่ วัดถ้ำขามอีกครั้ง เพื่อรอที่จะไปซอมแซมองคพระที่ภูวัว จังหวัดหนองคาย (ปจจุบันเปนจังหวัดบึงกาฬ) ในอดีตหลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ เคยจาริกผานมาที่ถ้ำพระเวสแหงนี้
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๗๓ ตอนที่ ๒๕ ซอมแซมองค์พระที่ภูวัว บึงกาฬ (พรรษาที่ ๑๕ ป พ.ศ. ๒๕๑๘ ) ระหวางรอเวลาเพื่อจะมาซอมองคพระที่ภูวัวนั้น นายโมด ซึ่งเปน หลานขององคหลวงปูฝน อาจาโร จะมาที่ภูวัวพอดี หลวงปูอุทัย สิริธโร กับ องคหลวงปูจึงไดขออาศัยติดรถมาดวย หลังจากมาถึงก็ไดแวะพักที่วัดภูทอก ๑ คืน ในคราวนี้เองที่องคหลวงปูไดมีโอกาสเขาไปกราบนมัสการองค หลวงปูจวน กุลเชโ เปนครั้งแรก ครั้นชวงเชาเมื่อหลวงปูฉันภัตตาหาร เสร็จก็ไดออกเดินทางไปยังหมูบานดอนเสียด เพื่อติดตอหาลูกหาบที่จะ หาบวัสดุอุปกรณและเสบียงอาหารขึ้นไปซอมองคพระที่น้ำตกถ้ำพระ องคพระที่หลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ เคยมาซอมแซม เมื่อครั้งที่มีคนมาเจาะหาเครื่องรางของขลัง
๗๔ สมัยนั้นการสัญจรไปมาไมคอยสะดวกเทาไหร รถยนตเขาไปไดแค บานพักเจาหนาที่อนุรักษพันธุสัตวปาภูวัวเทานั้น ดังนั้นองคทานและคณะจึง ตองเดินเทาบุกปาฝาดงขึ้นไปตามเสนทางที่ชาวบานแถบนั้นใชเปนที่สัญจร หาของปา องคทานไดแวะหยุดพักที่ถ้ำบูชา กอนที่คณะจะเดินทางมุงหนา ตอไปที่น้ำตกถ้ำพระ จากถ้ำบูชาไปถึงน้ำตกถ้ำพระตองเดินบุกปาฝาดง ลัดเลาะไปตามเสนทางเล็กๆ เลียบเชิงเขา จนไปถึงน้ำตกถ้ำพระ องคทาน และคณะตองใชเวลาในการเดินทางนานพอสมควร เมื่อมาถึงน้ำตกถ้ำพระแลว ก็จัดแจงหาที่พักอาศัย และไดปลูก กระตอบเปนเพิงไวสำหรับเก็บเสบียงอาหารและสัมภาระตางๆ การซอมแซม องคพระในครั้งนั้นตองใชเวลามากพอสมควร องคทานเลาวา “เสบียงอาหารก็ไดปลากระปองที่ขนขึ้นไปจากหมูบาน นั่นละเปนอาหาร ในบางครั้งเมื่อฝนตกหนัก น้ำจะไหลหลากแรงมากจนพัด เอาเสบียงอาหารไหลไปรวมกันไวในหลุมนอยใหญบริเวณแถวนั้น เมื่อฝน หยุดตก จึงไดไปตามเก็บเอาปลากระปองในหลุมเหลานั้นขึ้นมาไวตามเดิม เพราะขาวปลาอาหารก็ตองประหยัด จนกวาจะซอมแซมองคพระให แลวเสร็จ องคหลวงปูทานยังไดเลาวา เดิมทีองคพระทำจากวัสดุธรรมชาติ ที่สามารถหาไดในแถบนั้น โดยไดนำเอาดินจอมปลวกมาผสมกับขี้ชาง จากนั้นจึงนำไปปนเปนองคพระปฏิมากรประดิษฐานบนเงื้อมผาหินทราย สีแดง ภายในบริเวณเขตน้ำตกถ้ำพระนั่นเอง องคหลวงปูกับหลวงปูอุทัย สิริธโร และคณะ ไดนำเอาปูนซีเมนต ๑ ถุง ขึ้นไปซอมแซมองคพระที่ เสียหายนั้นใหม
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๗๕ หลังจากองคทานไดซอมแซมองคพระบนเงื้อมผาเสร็จแลว องคทาน และคณะก็ไดเดินทางกลับมาพักที่ถ้ำบูชาระยะหนึ่ง ในระหวางที่พักภาวนาที่ ถ้ำบูชานั้น องคทานไดซอมแซมกลดและทำบริขารบางสวนที่ชำรุดเสียใหม พอใกลเขาพรรษา ฝนก็ไดเริ่มตกถี่ขึ้น องคหลวงปูทานเลยลงจาก ถ้ำบูชา มาแวะพักคางคืนที่วัดภูทอกกับหลวงปูจวน กุลเชโ ๑ คืน หลังจากนั้น นายโมดก็ไดมารับองคหลวงปูกลับไปยังวัดถ้ำขาม จังหวัด สกลนคร โดยไปรวมตัวกันที่วัดปาอุดมสมพรเสียกอน เพราะตองนำพระ ที่บวชใหม กลับไปจำพรรษากับหลวงปูฝน อาจาโร ที่วัดปาอุดมสมพร สวนพระที่เหลือซึ่งเปนพระเกาบวชมานานแลว หลวงปูฝน อาจาโร ทานให ขึ้นไปจำพรรษาที่วัดถ้ำขาม ในชวงป พ.ศ. ๒๕๑๙ ขณะที่องคหลวงปูจำพรรษาอยูที่วัดถ้ำขามนั้น หลวงปูฝน อาจาโร ไดอาพาธอยางหนัก พระภิกษุสามเณรจากวัดตางๆ ที่อยูโดยรอบ แถบอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ตางผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนกันมาอุปฏฐากดูแลหลวงปูฝนเปนประจำมิไดขาด ในชวงนี้เอง บริเวณที่น้ำตกถ้ำพระ ภูวัว
๗๖ องคหลวงปูก็ไดมีโอกาสอุปฏฐากดูแลหลวงปูฝน อาจาโร อยูตลอดทั้ง พรรษา ครั้นออกพรรษา หมดหนากฐินกาลแลว องคหลวงปูก็ไดเย็บสบง เย็บจีวรจัดเตรียมอัฐบริขารเทาที่จำเปน จากนั้นออกเดินทางมุงหนามายัง วัดภูทอก ซึ่งการมาในครั้งที่สองนี้ องคหลวงปูไดมาเพียงรูปเดียว เพราะ หลังจากที่ไดมีโอกาสเขากราบนมัสการหลวงปูจวน กุลเชโ และไดรับฟง พระธรรมเทศนาในครั้งที่แลว องคทานเองเกิดความประทับใจอยางสุดซึ้ง จนปรารภกับตัวเองวา “อยางนี้ตองมาอีก ตองมาอีก” ดังนั้นพอออกพรรษา เสร็จกิจธุระที่จำเปนตางๆ แลว องคหลวงปูก็ได เดินทางมาปลีกวิเวกที่ภูทอก-ภูวัวอีกครั้ง เพื่อพักบำเพ็ญภาวนากับ หลวงปูจวน กุลเชโ และจากนั้นจึงไดปลีกวิเวกมายังภูวัวบางเปนครั้งคราว เพื่อหาสถานที่สัปปายะเหมาะแกการเจริญวิปสสนากัมมัฏฐาน ตลอดจน เปนการปลีกตัวออกจากหมูคณะ เพื่อที่จะสามารถบำเพ็ญสมถะและ วิปสสนากัมมัฏฐานไดอยางสะดวกราบรื่น ตลอดจนมีเวลาในการปรารภ ความเพียรไดมากยิ่งกวาเดิม
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๗๗ ตอนที่ ๒๖ มาอย์ูที่ภูทอก (พรรษาที่ ๑๗ - ป พ.ศ. ๒๕๒๐) ชวงเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ หลังจากที่หลวงปูฝน อาจาโร มรณภาพที่วัดปาอุดมสมพรแลว องคทานก็ไดเก็บบาตรและบริขารสวนตัว เตรียมตัวออกเดินทาง โดยมีจุดมุงหมายอยูที่ภูทอก ภูทอกในขณะนั้นเปนสถานที่สัปปายะ เงียบสงัด ไรผูคนสัญจรไปมา ไมพลุกพลานดวยผูคน เหมาะแกผูที่มุงตอความพนทุกข เพื่อปลีกตัวออก บำเพ็ญสมณธรรม และแสวงหาความหลุดพน อันเปนบรมสุขอยางแทจริง คือพระนิพพาน เมื่อองคหลวงปูพิจารณาใครครวญดีแลว องคทานก็ไดออกเดินทาง มายังภูทอก โดยมีความมุงมั่นตั้งใจวาจะขออยูอาศัยพึ่งบารมีธรรมของ หลวงปูจวน กุลเชโ เปนที่พักพิง เปนโพธิธรรม ตราบเทาชีวิตแหง พรหมจรรยนี้จะสิ้นสุด
๗๘ ขณะที่องคหลวงปูอยูภูทอกนั้น องคทานเองก็ไดบากบั่นพากเพียร เจริญวิปสสนากัมมัฏฐานไมยอหยอน โดยอาศัยความเมตตาจาก หลวงปูจวน กุลเชโ ที่คอยใหอุบายตางๆ ตลอดจนแนะนำสั่งสอนชี้แนะ แนวทางในการเจริญสมถะและวิปสสนากัมมัฏฐาน ในบางครั้งองคทาน ก็ไดปลีกตัวออกจากหมูคณะเพื่อแสวงหาสถานที่สงบและวิเวกอันสะดวก งายตอการบำเพ็ญเพียร โดยองคทานไดปลีกตัวมาวิเวกที่ภูวัวเปนครั้งคราว สมัยกอนพื้นที่แถบภูวัวนี้ยังอุดมสมบูรณดวยตนน้ำ ลำธาร แวดลอม ดวยรุกขชาติพฤกษานานาพรรณ ปกคลุมดวยแมกไมนานาชนิด ตลอดทั้ง แมน้ำลำธารก็หลั่งไหลตลอดป ไดเปนที่อยูอาศัยของมวลหมูสัตวนอยใหญ ประกอบกับบริเวณแถบนี้มีเงื้อมถ้ำและภูผา บรรยากาศสงบวิเวก เปนที่ สัปปายะแกสมณะชีพราหมณ ผูตองการบำเพ็ญเพียร เพื่อมุงหวังตอความ พนทุกข หลวงปูจวน กุลเชโ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก)
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๗๙ หลวงปูจวน กุลเชโ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) สมัยที่องคทานมาอยูกับองคหลวงปูจวนที่ภูทอกนั้น องคหลวงปูเลา ถึงการอบรมสั่งสอนของหลวงปูจวนวา “ทานเทศนแนนอนมาก ทานจะ เทศนตั้งแตทาน ศีล ภาวนา ถึงวิมุตติหลุดพนเลย” องคทานเองไดพักอยูกับหลวงปูจวน ในชวงนอกพรรษาเทานั้น แตเมื่อ ถึงฤดูเขาพรรษาแลว หลวงปูจวนจะใหองคทานมาจำพรรษาที่ถ้ำบูชา เพราะ เห็นวาองคทานเคยมาวิเวกแถวภูวัวนี้อยูเสมอ อีกอยาง ที่ถ้ำบูชาก็ไมมี พระจำพรรษาเลย ดังนั้นองคทานจึงไดอยูกับหลวงปูจวนเฉพาะนอกพรรษา เทานั้น โดยพักภาวนาอยูที่วัดภูทอก ๘ เดือน สวนอีก ๔ เดือน พักจำพรรษา ที่ถ้ำบูชา
๘๐ ตอนที่ ๒๗ จำพรรษาที่ถ้ำบูชา (พรรษาที่ ๑๘ - ป พ.ศ. ๒๕๒๐) องคหลวงปูเลาวา สมัยป พ.ศ. ๒๕๒๐ - ๒๕๒๒ ของทุกป เมื่อใกล จะเขาพรรษา ชาวบานดอนเสียดก็ไดรวมกลุมกันไปที่ภูทอก เพื่อขอความ เมตตาจากหลวงปูจวน กุลเชโ เพราะที่ถ้ำบูชาไมมีพระอยูเลย ชาวบานจึงอยากไดพระไปจำพรรษา เมื่อไปถึงก็ไดขอโอกาสหลวงปูจวน กุลเชโ กราบเรียนเรื่องราวและแจงวัตถุประสงคที่พวกตนมานี้ เมื่อทาน รับทราบและเขาใจเหตุผลของชาวบาน ประกอบกับความเมตตาของ หลวงปูจวน ที่มีตอชาวบานดอนเสียด เพื่อใหพวกเขาไดมีที่พึ่งพิงยึดเหนี่ยว จิตใจ อีกทั้งยังมีโอกาสไดบำเพ็ญบุญกุศลอีกดวย ดังนั้นทานจึงไดจัด พระใหไปจำพรรษาที่ถ้ำบูชา โดยมองมาที่องคหลวงปู พรอมกับปรารภวา “ใครเคยไปเที่ยววิเวกที่ถ้ำบูชา ไปจำพรรษาใหเขาซะ” ดังนั้นองคหลวงปูกับหมูคณะที่เคยมาปลีกวิเวก จึงไดมาจำพรรษาที่ ถ้ำบูชาแหงนี้ พอออกพรรษาหมดหนากาลกฐินแลว องคทานก็ไดเดินทาง กลับไปอยูกับหลวงปูจวนที่ภูทอกเชนเดิม ปตอมาพอใกลจะเขาพรรษา ญาติโยมชาวบานดอนเสียดก็ไดรวมตัวกันไปขอพระมาจำพรรษาที่ถ้ำบูชา อีก หลวงปูจวนทานก็ไดพูดอีกวา “พระชุดที่เคยจำพรรษากับเขา ไปจำ พรรษาใหเขาซะ” ดังนั้นองคทานก็เลยไดมาจำพรรษาที่ถ้ำบูชาแหงนี้อีก ครั้งหนึ่ง ในป พ.ศ. ๒๕๒๐ - พ.ศ. ๒๕๒๒ องคหลวงปูไดเทียวไปเทียวมา ระหวางภูทอกกับถ้ำบูชาเปนประจำ องคทานไดเลาวา “ครั้งที่มาอยูกับ หลวงปูจวนใหมๆ นั้น องคทานเองไดพักอยูที่ภูทอกสักระยะหนึ่ง หลังจาก
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๘๑ ภาพในอดีตบริเวณหนาถ้ำบูชา (ภูวัว) ภาพในอดีตบริเวณหนาถ้ำบูชา (ภูวัว)
๘๒ ภาพถายถ้ำบริเวณรอบๆ ถ้ำบูชาในปจจุบัน กุฏิพระบริเวณหนาถ้ำบูชาในปจจุบัน
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๘๓ นั้นก็ไดมาปลีกวิเวกภูวัว ที่ถ้ำบูชาแหงนี้ สมัยที่องคทานมาใหมๆ วัดถ้ำบูชา นั้นมีแคโรงครัวกับกุฏิของหลวงปูจวนเทานั้น กุฏิหลังนี้หลวงปูทองพูล สิริกาโม เปนชางทำกุฏิ สวนหลวงปูจวนเปนผูคอยควบคุมดูแลการกอสราง ชาวบานดอนเสียดสมัยนั้นยังอัตคัดขัดสนอยู อาชีพหลักของชาวบาน คือทำนาปลูกขาว ปลูกปอ ปลูกมันเปนอาชีพ ดังนั้นวิถีชีวิตความเปนอยูจึง คอนขางขัดสนและขาดแคลนหลายๆ อยาง เมื่อองคหลวงปูทานมาอยูที่ ถ้ำบูชาใหมๆ นั้น สภาพความเปนอยูก็ขัดสนฝดเคืองมาก อาหารบิณฑบาต ตามมีตามได แตดวยความพึงพอใจในสถานที่แหงนี้ จึงสามารถที่จะอยูได องคทานยังเลาตอไปอีกวา “อยากกินน้ำตาลก็ดูดนิ้วมือเอา อาทิตย หนึ่งมันก็อยากแลว เวลานั้นเดินขึ้นไปหลังภูสูงๆ มองเห็นภูทอก พอมองเสร็จแลว ก็ลงมาเก็บของใสบาตร จากนั้นก็สะพายบาตรออกจาก วัดไปภูทอก พระหมูคณะพอเห็นก็ควาของใสบาตรทันบางไมทันบาง พาดบงพาดบา สะพายบาตรเดินตามหลังไปเลย พอไปถึงหมูบาน ดอนเสียดมันก็มืดแลว หมามองเห็นมันก็เหาแซวเต็มบานเลย” ภาพมุมสูงจาก วัดถ้ำบูชา มองไปยังภูทอก
๘๔ สมัยนั้นยังมีคอมมิวนิสตเหลืออยู พวกดานพวกยามมองเห็นเขา เขาจึงถือปนจองมองดู เห็นพระมือถือโคมสีผาเหลืองๆ เมื่อยามเขาเห็นชัดๆ เขาจึงรองถามวา ยาม: ครูบาๆ ไปไสละ? องคหลวงปู: ไปภูทอก ยาม: มาแตใส? องคหลวงปู: มาแตภูงัว (ภูวัว) พอองคทานเดินทางไปถึงภูทอกก็เห็นแมชีหงวน คนบานดอนเสียด องคหลวงปู: หงวน หงวน...ขอน้ำตาลแนนา หิววะ มันอยากมาแตภูงัว จากนั้นแมชีเขาจึงเปดกระปุกน้ำตาลแลวนำน้ำตาลมาถวายองคทาน สมัยนั้นเรื่องอาหารขบฉันก็อดอยากขาดแคลน องคทานวา “มีแต แจวกับปลาแดก กับหนอไมนั่นละ” พระอาจารยปอก ลูกศิษยหลวงปูหลุย จนฺทสาโร ตอนที่ทานมาอยู ชวยทำแท็งกน้ำที่ถ้ำบูชา ครั้นเมื่อเห็นอาหารที่พระฉันเปนประจำทุกๆ วัน ทานถึงกับอุทานออกมาวา พระอาจารยปอก: ครูจารยทำไมอยูได จ้ำแตปลาแดกกับหนอไม คูมื้อ (อาจารยทำไมอยูได ฉันแตปลารา กับหนอไมทุกวัน) องคหลวงปู: มันมักสถานที่ (ชอบในสถานที่) สมัยกอนนั้นบริเวณแถบนี้มีผืนปาที่อุดมสมบูรณ มีถ้ำ ภูเขา มีเงื้อมผา หุบเหว และที่หลีกเรนมากมาย องคทานเลาใหลูกศิษยฟงวา “แตกอน บริเวณแถบนี้มันเปนปาซอดสูง (ไมไผซอด) ตนไมก็สูง ใตตนไมมองเห็นกัน เปนเสน มองเห็นกันหมด หญาก็ไมขึ้น”
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๘๕ ภาพในอดีตขณะที่กำลังกอสรางศาลาหลังใหญ
๘๖ การโคจรบิณฑบาตสมัยกอนนั้น องคทานลงไปบิณฑบาตที่ศาลา ใสบาตร ซึ่งเปนจุดนัดพบของชาวบาน อยูระหวางหมูบานดอนเสียดกับวัด ชาวบานจะมารวมตัวกันที่ศาลา จากนั้นจึงพรอมใจกันใสบาตร ครั้นเมื่อ ถึงวันพระ ญาติโยมก็จะเดินทางขึ้นมานอนพักคางคืนที่วัดเพื่อรักษาศีล บำเพ็ญภาวนาเปนประจำ บางครั้งชาวบานก็ไดนำอาหารบาง น้ำตาลทราย แดงบาง หาบคอนขึ้นมากอนจะถึงวันพระหนึ่งวัน องคทานเลาวา “ก็พอไดฉันน้ำตาลบาง ฉันก็ฉันชอนเดียว ถาทนไมไหว ก็ไปที่ภูทอก เพราะที่ภูทอก ญาติโยมที่กรุงเทพฯ ที่เขาทำงานการไฟฟาเขา มาวัดเปนประจำ อาหารการกินไมอดอยากขาดแคลนอะไร”
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๘๗ ตอนที่ ๒๘ หลวงปูจวนประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก (ป พ.ศ. ๒๕๒๓) พอป พ.ศ. ๒๕๒๓ หลวงปูจวน กุลเชโ ทานไดรับอาราธนานิมนต จากทางกรุงเทพมหานคร พรอมกับคณาจารยอีก ๔ รูป ไดแก พระอาจารย วัน อุตฺตโม พระอาจารยบุญมา ิตเปโม พระอาจารยสิงหทอง ธมฺมวโร และพระอาจารยสุพัฒน สุขกาโม รวมกับหลวงปูจวน กุลเชโ เปน ๕ รูป ไดขึ้นเครื่องที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ เมื่อ เครื่องบินไดบินมาถึงเขตจังหวัดปทุมธานี อำเภอคลองหลวง ก็ไดประสบกับ พายุหมุน ประกอบกับมีฝนตกหนัก เครื่องบินจึงเสียหลัก ตกลงที่ทองนา เขตอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ทำใหผูโดยสารจำนวนหนึ่งเสียชีวิต ซึ่งรวมไปถึงคณาจารยทั้ง ๕ รูปที่ถึงแกการมรณภาพไปพรอมกัน
๘๘ ภายหลังจากที่หลวงปูจวน กุลเชโ ทานมรณภาพเพราะเหตุที่ ทานประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก ในวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ องคหลวงปูก็ยังอยูที่วัดภูทอก เพราะตองอยูชวยงานตางๆ ของทางวัด แตองคทานไมไดจำพรรษาที่ภูทอก เพราะวาหลวงปูจวนทานสั่งใหองค หลวงปูไปจำพรรษาที่ถ้ำบูชา ภูวัว ครั้นเมื่ออยูชวยงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปูจวนเสร็จเปนที่เรียบรอยแลว องคหลวงปูจึงไดตัดสินใจมาอยูที่วัด ถ้ำบูชาเปนการถาวร ดวยเหตุผลที่วา หลวงปูจวนไดมอบหมายเปนการ ลวงหนาไวแลว โดยสั่งใหทานพระอาจารยแยง สุขกาโม เปนผูดูแลวัดภูทอก และใหองคหลวงปูมาอยูจำพรรษาที่วัดถ้ำบูชา ภูวัว องคหลวงปูจึงไมอาจ พิจารณาเปนอยางอื่นได และอีกประการหนึ่ง องคทานก็พึงพอใจในความ สงบวิเวกของวัดถ้ำบูชา ภูวัว เปนอยางมาก ถึงแมวาจะมีความอัตคัดฝดเคือง ในปจจัย ๔ ก็ตามที (จากซาย) หลวงปูจวน กุลเชโ หลวงปูสิงหทอง ธมฺมวโร พระอาจารยสุพัฒน สุขกาโม
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๘๙ ตอนที่ ๒๙ เทือกเขาภูวัว ภูวัวตั้งอยูในเขตจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเปนจังหวัดตั้งใหมแยกตัวออกมา จากจังหวัดหนองคาย มีอาณาเขตติดตอกัน ๓ อำเภอ ไดแก อำเภอเซกา อำเภอบึงโขงหลง และอำเภอบุงคลา มีลักษณะทอดยาวขนานไปกับลำน้ำโขง ตลอดแนวอำเภอบุงคลา สภาพพื้นดินเปนดินเหนียวปนทราย ดินลูกรัง และดินทราย เปนปาเบญจพรรณ อุดมสมบูรณไปดวยปาไมนานาชนิด เชน ไมตะเคียน ไมยาง ไมเต็งรัง ไมมะคา ไมพยูง ไมชาด ไมไผ และทุงหญา นอยใหญ สลับกับพลาญหินไปมาเปนระยะๆ มองดูแลวนาชื่นชมกับ ธรรมชาติที่ไดสรรสรางทัศนียภาพที่งดงาม สมัยกอนภูวัวแหงนี้ยังอุดม สมบูรณไปดวยปาไม และสัตวปานานาชนิดที่อาศัยบนภูวัวเปนจำนวนมาก ตามคำบอกเลาของคนเฒาคนแก เหตุที่ไดชื่อวา ภูวัว นั้น ก็เพราะวา สมัยกอนภูเขาแหงนี้มีวัวกระทิงเปนจำนวนมาก สัตวตางๆ ก็มีเยอะแยะ มากมาย อาทิเชน ชางปา เสือ เกง กวาง ลิง หมาจิ้งจอก หมูปา ไกปา ไกฟา และนกนานาชนิด แตภูวัวทุกวันนี้ สัตวเหลานั้นโดนเบียดเบียนดวย มนุษย ที่เหลืออยูก็มีไมมาก เชน ชางปา หมูปา ลิง หมาจิ้งจอก เกง ไกปา กระรอก กระแต และนกนานาชนิดเทานั้น ภาพทิวทัศนรอบๆ บริเวณวัดถ้ำบูชาในปจจุบัน
๙๐ ภาพทิวทัศนรอบๆ บริเวณวัดถ้ำบูชาในปจจุบัน
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๙๑ ภูวัว เปนสถานที่สงบวิเวก เหมาะแกการเจริญสมถะและวิปสสนา กัมมัฏฐาน เพราะแวดลอมไปดวยปาเขาลำเนาไพร ในอดีตมีสัตวปาชุกชุม แตถูกลาจนเกือบหมดสิ้น คงเหลือเพียงชางใหไดพบเห็นในชวงหนาแลง บางเทานั้น ภูวัวมีทิวทัศนที่สวยงาม อากาศดี ถึงแมในฤดูรอนอากาศ ตอนกลางวันจะคอนขางรอนแตก็มีเงื้อมผา (ถ้ำ) ลาดยาวพอเปนที่ให หลบแดด นอกจากนี้บนยอดภูยังมีพลาญหินอันกวางใหญ อากาศปลอดโปรง โลงสบาย เงียบสงัด เหมาะแกการปฏิบัติภาวนา นั่งสมาธิ เดินจงกรมเปน อยางยิ่ง ในอดีตภูวัวเปนสถานที่ที่พระธุดงคกัมมัฏฐานสายหลวงปูมั่นมักจะ มาปฏิบัติเจริญจิตภาวนาและอยูจำพรรษาเปนประจำ ปจจุบันยังคงมีครูบา อาจารยสายพระปากัมมัฏฐานที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นาเคารพเลื่อมใส ศรัทธา ยังคงมาแวะเวียนปลีกวิเวก ณ สถานที่แหงนี้เปนประจำมิไดขาด ตราบจนถึงทุกวันนี้ ภาพทิวทัศนบนเทือกเขาภูวัว
๙๒
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๙๓ ภาพทิวทัศนแถวน้ำตกเจ็ดสี (น้ำตกกะอาม)
๙๔ บริเวณหนาถ้ำบูชา ภูวัว สมัยกอน ตอนที่ ๓๐ ถ้ำบูชา ถ้ำบูชานั้น เปนถ้ำเกาแกที่ผูคนรูจักกันมานาน ลักษณะของถ้ำเปน เงื้อมผาทอดยาวไปตามแนวหนาผาเกิดจากการทรุดตัวของหินทราย มีความงดงาม อันเกิดจากธรรมชาติที่ไดสรางสรรคเอาไว ถ้ำบูชาสมัยกอน คนเฒาคนแกเรียกกันวา ถ้ำแสน เหตุที่เรียกชื่อ ถ้ำแสน ก็เพราะวาสมัยกอนนั้นพื้นที่แถบนี้เปนผืนปาอุดมสมบูรณ มีแมกไมนานาพรรณ ตลอดจนดอกไมนานาชนิดขึ้นทั่วทั้งบริเวณแถบนี้ หมูมวลผึ้งมักมาทำรังบริเวณหนาถ้ำแหงนี้เปนจำนวนมากมายหลาย รอยรัง ชาวบานนิยมขึ้นมาหาผึ้งกันที่หนาถ้ำแหงนี้เปนประจำทุกป เพื่อนำ เอาน้ำผึ้งไปขาย ผูเฒาผูแกเลาใหฟง ดวยเหตุที่ถ้ำแหงนี้มีผึ้งเปนจำนวนมาก ชาวบาน จึงเรียกชื่อถ้ำนี้วา “ถ้ำแสน” และเปนที่รูจักกันในปจจุบันวา “ถ้ำบูชา” นั่นเอง วัดถ้ำบูชา ตั้งอยูในเขตอนุรักษพันธุสัตวปาภูวัว บานดอนเสียด หมูที่ ๑๑ ตำบลบานตอง อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๙๕ และไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ มีเขตวิสุงคามสีมากวาง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร เปนอาณาบริเวณวัดถ้ำบูชา มีเนื้อที่ตามทะเบียนทั้งหมด ๔๐๐ ไร และมีพื้นที่ในความดูแลของทางวัด ที่ทางเขตรักษาพันธุสัตวปาภูวัวมอบใหทางวัดดูแลอีก ๒,๕๐๐ ไร บริเวณหนาถ้ำบูชา ภูวัว สมัยปจจุบัน
๙๖ ศาลาวัดถ้ำบูชา ภูวัว บานดอนเสียด ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ภาพในอดีตขณะสรางศาลาวัดถ้ำบูชา ภูวัว
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๙๗ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานวิสุงคามสีมา ใหกับวัดถ้ำบูชา
๙๘ “อยากรวยใหทำทาน อยากปญญาชาญใหภาวนา อยากสวยอยากงามใหรักษาศีล” หลวงปูทองคำ กาฺจนวณฺโณ
พระผูเปยมลนดวยเมตตาธรรม ๙๙ สิ่งปลูกสรางภายในวัด มีดังนี้ ศาลาใหญ ศาลาโรงฉัน กุฏิขาว กุฏิพระเถระ โรงครัว กุฏิ เจดีย ซุมประตู และสิ่งปลูกสรางอื่นๆ ศาลา การเปรียญหลังใหญใชเปนที่ประกอบศาสนกิจ ลงอุโบสถ และทำสังฆกรรม ตางๆ ของทางวัด ศาลาโรงฉันนอกจากเปนที่ฉันจังหันแลวยังใชเปนที่ ประกอบกิจกรรมทางศาสนาและใชเปนสถานที่จัดงานบุญตางๆ ของทางวัด ภายในบริเวณวัดมีพระรัตนเจดียที่ตั้งสูงตระหงานสีทองสองสวางไสว ตั้งอยูใกลบริเวณทางเขาวัด รูปทรงลักษณะคลายพระธาตุพนม ภายใน บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ ซึ่งไดรับพระราชทานจาก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องคที่ ๑๙ ประตูวัดถ้ำบูชา กุฏิขาว โรงลิเก กุฏิพระตามชายปา กุฏิพระเถระ รัตนเจดีย