จติ วทิ ยาสำ� หรับครู
(Psychology for Teachers)
คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเดจ็ เจา้ พระยา
จติ วทิ ยาสำ� หรับครู
(Psychology for Teachers)
โดย อาจารย์ ดร.ภาวศทุ ธิ อุ่นใจ รองศาสตราจารย์ ดร.ปัญจนาฏ วรวัฒนชยั
รองศาสตราจารย์ ดร.ทยาดา รัตนภญิ โญวานิช ผูช้ ว่ ยศาตราจารย์ ดร.เปรมสุรยี ์ เชือ่ มทอง
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ สมหมาย มหาบรรพต อาจารย์ฉัฐจฑุ า นกจันทร์
ISBN : 978-974-373-625-4
ข้อมูลทางบรรณานุกรมหอสมุดแหง่ ชาติ
จิตวิทยาส�ำหรบั ครู = Psychology for teachers.-- กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภัฏบา้ นสมเด็จเจ้าพระยา, 2562.
162 หนา้ .
1. จิตวิทยาการศกึ ษา. I. ภาวศิ ทุ ธิ อุ่นใจ II. ช่อื เรือ่ ง
370.15
ISBN 978-974-373-625-4
พิมพ์ครั้งท่ี 2 สงิ หาคม 2563 จำ� นวน 1,000 เล่ม
ออกแบบปก แฝงกมล เพชรเกลี้ยง
สงวนลิขสทิ ธติ์ ามพระราชบญั ญัติลขิ สทิ ธิ์ (ฉบบั เพม่ิ เติม) พ.ศ. 2558
ห้ามลอกเลียนแบบ หรือคัดลอกสว่ นใดส่วนหน่งึ ของหนงั สือเล่มนี้
ยกเวน้ แต่ไดร้ ับอนญุ าตเป็นลายลักษณอ์ กั ษรจากผเู้ ขียน
หนงั สอื ยมื เรียน หรือแจกฟรี (ห้ามจ�ำหนา่ ย)
จัดท�ำโดย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏบา้ นสมเดจ็ เจา้ พระยา
1061 ซอย 15 ถนนอสิ รภาพ แขวงหริ ญั รจู ี เขตธนบุรี กรงุ เทพฯ 10600
โทร. 02-473-7000 ต่อ 5000 โทรสาร : 02-472-5712 E-mail : [email protected]
https://www.edu.bsru.ac.th
พิมพท์ ี่ โรงพิมพ์ หจก.วรานนท์ เอน็ เตอรไ์ พรส์
6, 8 ซอย 13 ถนนสะแกงาม แขวงแสมด�ำ เขตบางขนุ เทยี น กรงุ เทพมหานคร 10150
โทร. 02-894-9050-3 E-mail : [email protected]
ค�ำนำ�
หนังสือจิตวิทยาส�ำหรับครูฉบับปรับปรุงคร้ังท่ี 2 เป็นหนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ
จติ วทิ ยาทจ่ี ำ� เปน็ สำ� หรบั ครใู นการจดั การเรยี นการสอนใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพโดยครอบคลมุ ความรพู้ นื้ ฐาน
ทางจิตวิทยาพฒั นาการและการเรียนรู้ทฤษฎีพัฒนาการทฤษฎีการเรยี นรู้ ปัจจยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ การเรยี นรู้
สุขภาพจิต การปรับตัวและการแนะแนวเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังได้เพ่ิมเนื้อหาเก่ียวกับ
จิตวิทยาเดก็ พเิ ศษ และครกู บั การสรา้ งความสัมพันธร์ ะหวา่ งชุมชน และผูป้ กครอง เพอ่ื ใหค้ รอบคลมุ
ศาสตรก์ ารเรียนส�ำหรบั วชิ าจติ วทิ ยาการศึกษาส�ำหรับครมู ากขึ้น โดยคณาจารยใ์ นสาขาวิชาจิตวทิ ยา
ไดช้ ว่ ยกนั เรียบเรยี งขน้ึ จากเอกสาร ตำ� ราทง้ั ในประเทศและตา่ งประเทศภายใตบ้ รบิ ทของสภาพสงั คม
ปัจจุบัน
ความมุ่งหมายส�ำคัญของการเขียนหนังสือเล่มน้ี มุ่งให้ผู้ท่ีศึกษาทั้งในระดับปริญญาบัณฑิต
บัณฑติ ศึกษา ครู บคุ ลากรทางการศึกษา ตลอดจนผ้ทู ส่ี นใจ ใช้คน้ ควา้ ประกอบการศกึ ษาในรายวิชา
ทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั การจัดการเรยี นการสอน
ผู้เขียนขอขอบพระคุณ ครู อาจารย์ ผู้ประสิทธิประสาทความรู้ นักการศึกษา และผู้เขียน
หนังสอื ทกุ เลม่ ท่ีผเู้ ขียนได้นำ� ผลงานมาเรียบเรยี งและอ้างอิงในหนงั สือเลม่ นี้ กัลยาณมติ รทุกทา่ นทไี่ ด้
มีส่วนสนบั สนุน ช่วยเหลอื และให้ก�ำลังใจด้วยดีมาตลอด
คณาจารย์สาขาวชิ าจติ วิทยา
สิงหาคม 2563
คำนำ สำรบญั
สำรบญั
สำรบัญภำพ (3)
บทที่ 1 ควำมรู้พ้นื ฐำนทำงจติ วิทยำ (5)
(8)
ความหมายของจติ วทิ ยา
1
จดุ มงุ่ หมายของการศึกษาจิตวิทยา 2
สาขาวิชาทางจิตวิทยา 3
ประโยชนข์ องการศึกษาจิตวทิ ยา 4
กล่มุ แนวคดิ ทางจติ วทิ ยา 4
6
วิธกี ารศึกษาทางจิตวทิ ยา 11
ความสาคญั ของจติ วิทยาตอ่ อาชพี ครู 12
สรปุ
15
บทท่ี 2 ควำมรู้พ้ืนฐำนพฒั นำกำรของมนษุ ย์
15
ความหมายของพฒั นาการ 16
ความหมายของการเจรญิ เติบโต (Growth) 17
ลกั ษณะของการเปลยี่ นแปลงทีเ่ กดิ จากการพัฒนาการและการเจริญเตบิ โต 18
ระเบยี บแบบแผนของงานพัฒนาการ 20
21
องค์ประกอบที่เก่ยี วขอ้ งกบั พัฒนาการ 22
สาเหตตุ า่ ง ๆ ที่มอี ิทธิพลตอ่ พัฒนาการ 23
ลกั ษณะการส่งเสรมิ พัฒนาการดา้ นตา่ ง ๆ ของมนุษย์ 26
29
ความฉลาดทางอารมณก์ ับการสง่ เสริมพัฒนาการ 31
การแบง่ ช่วงวยั ตา่ ง ๆ ของมนุษย์
สรุป 31
32
บทที่ 3 ทฤษฎพี ัฒนำกำร 33
36
ทฤษฎีพัฒนาการทางสตปิ ญั ญาของเพียเจท์ 38
ทฤษฎพี ฒั นาการทางสติปญั ญาของบรเู นอร์
ทฤษฎพี ัฒนาการทางบคุ ลกิ ภาพของฟรอยด์
ทฤษฎีพฒั นาการทางสงั คมของอีริคสัน
ทฤษฎพี ัฒนาการทางจรยิ ธรรมของโคลเบอรก์ ฃ
(6) 40
41
ทฤษฎีงานตามข้ันพฒั นาการของฮาวกิ เฮอรส์
สรุป 43
43
บทที่ 4 ควำมรพู้ ้นื ฐำนกำรเรยี นรู้ 44
45
ความหมายของการเรียนรู้ 46
กระบวนการเรยี นรู้ 60
องค์ประกอบของการเรยี นรู้ 62
ทฤษฎีการเรียนรู้
การถา่ ยโยงการเรียนรู้ 65
สรปุ 65
65
บทท่ี 5 ปัจจัยท่ีส่งผลตอ่ กำรเรยี นรู้ 67
71
สมองและระบบประสาท 74
ระดับสติปญั ญาหรือความสามารถของแต่ละบุคคล 75
การจาการลมื 75
แรงจงู ใจในการเรยี นรู้ 76
ความเหนอื่ ยล้ากับการเรยี นรู้
ความตงั้ ใจและความสนใจท่ีจะเรยี นรู้ 77
สภาพการณ์ทีจ่ ะก่อใหเ้ กิดการเรยี นรู้ 77
สรปุ 85
86
บทที่ 6 กำรจัดสภำพแวดลอ้ มทสี่ นบั สนุนประสทิ ธิภำพกำรเรียนรู้
87
สภาพแวดล้อมดา้ นกายภาพ
สภาพแวดลอ้ มด้านจิตใจ 89
บทบาทของผ้บู รหิ ารในการสรา้ งเสริมบรรยากาศและสง่ิ แวดลอ้ มทเ่ี อือ้ ต่อ 89
การเรยี นรู้ 90
สรปุ 91
92
บทที่ 7 สขุ ภำพจติ และกำรปรบั ตวั
ความหมายของสขุ ภาพจิต
ลักษณะของผู้ทีม่ สี ขุ ภาพจติ ดี
ความหมายของการปรบั ตัว
ความตงึ เครยี ดทางอารมณ์
(7) 94
94
สาเหตุท่ีทาใหเ้ กิดการปรับตัว 102
วิธปี รบั ตัวในแบบต่างๆ 103
หลกั การปรบั ตัวท่ีดี 109
การสง่ เสรมิ สุขภาพจิตในโรงเรียน
สรุป 111
บทท่ี 8 กำรแนะแนวเพื่อส่งเสริมกำรเรียนรู้ 111
113
ความหมายของการแนะแนว 114
ความเปน็ มาของการแนะแนว 114
ความสาคัญของการแนะแนว 115
ประโยชน์ท่ไี ดร้ บั จากบริการแนะแนว 116
ประเภทของการแนะแนว 118
จุดมุง่ หมายของการแนะแนว 119
ปรัชญาของการแนะแนว 120
หลักการของแนะแนว 121
บริการแนะแนวในโรงเรียน 123
ปัญหาของนักเรียนท่คี วรได้รบั การแนะแนว 124
ปัญหาของนักเรยี นท่คี วรได้รับการแนะแนว
สรุป 125
บทท่ี 9 จิตวทิ ยำเดก็ พเิ ศษ 125
126
ความสาคัญในการจดั การเรียนการสอนให้เด็กพิเศษ 127
ความหมายของเด็กพเิ ศษ 128
ประเภทของเดก็ พิเศษ 132
แนวทางการจดั การเรียนการสอนให้เดก็ พิเศษแต่ละประเภท
สรุป 135
136
บทที่ 10 ครูกบั กำรสร้ำงควำมสัมพนั ธ์ระหว่ำงชุมชน และผูป้ กครอง 137
สมรรถนะครูกบั การสรา้ งความสัมพนั ธก์ บั ผู้ปกครอง และชมุ ชน 146
แนวทาง วิธีการ บทบาท ในการประสานงานกบั ผปู้ กครองและชมุ ชน
บทสรปุ
สำรบัญภำพ หนา้
3
ภาพที่ 1.1 จุดมงุ่ หมายของการศึกษาจิตวิทยาตามแนวคดิ ผ้เู ขียน 18
ภาพที่ 2.1 ทิศทางของพัฒนาการทางด้านร่างกาย 45
ภาพท่ี 4-1 แสดงกระบวนการเรยี นรู้ 48
ภาพท่ี 4-2 เครอ่ื งมือทพ่ี าฟลอฟใชใ้ นการทดลอง การวางเงอ่ื นไขแบบคลาสสกิ 51
ภาพท่ี 4-3 แสดงโครงสร้างการเกดิ พฤติกรรมการเรยี นรู้ของสกนิ เนอร์ 52
ภาพท่ี 4-4 การทดลองของสกินเนอร์ 53
ภาพท่ี 4-5 การฝกึ ใหน้ กพริ าบจิกแป้นสีตา่ งๆ 56
ภาพที่ 4-6 แสดงโครงสร้างการเกิดพฤติกรรมการเรยี นรู้ของธอรน์ ไดค์ 56
ภาพท่ี 4-7 แมวเปิดกรง 58
ภาพท่ี 4-8 พฤติกรรมการใชเ้ หตผุ ลของลงิ 78
ภาพที่ 6-1 การจดั ทน่ี ่งั เปน็ แถว 79
ภาพท่ี 6-2 การจดั ทนี่ ั่งเปน็ กลมุ่ 79
ภาพที่ 6-3 การจัดที่นงั่ เปน็ รูปครึ่งวงกลม 80
ภาพที่ 6-4 การจัดท่ีนงั่ เป็นรูปเกือกม้า 82
ภาพท่ี 6-5 อาคารเรียนอเนกประสงค์ 83
ภาพที่ 6-6 สนามโรงเรยี น 84
ภาพที่ 6-7 ตัวอย่างแหล่งเรียนรู้ห้องแนะแนว
บทที่ 1
ความรูพืน้ ฐานทางจติ วทิ ยา
อาจารย ดร. ภาวศุทธิ อนุ ใจ
จติ วิทยาเปนศาสตรที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษยเพ่ือใหเกิดความเขาใจทางจิตวิทยาไดดี
ขึ้นจําเปนตองศึกษาความรูพ้ืนฐานทางจิตวิทยากอนเพ่ือนําไปสูความเขาใจในสาเหตุแหงพฤติกรรม
นั้นๆ และเพื่อที่จะสามารถอธิบาย ทํานายและควบคุมพฤติกรรมไดอยางมีประสิทธิภาพ โดยความรู
พน้ื ฐานทางจิตวทิ ยาทีค่ วรศึกษาไดแก
ความหมายของจติ วทิ ยา
คําวา “จิตวิทยา” ในภาษาอังกฤษใชคําวา “Psychology” ซ่ึงมีรากศัพทมาจากภาษากรีก
2 คํา คอื “Psyche” และ “Logos” คําวา “Psyche” หมายถึง ลมหายใจของชวี ิต (Breath of Life)
ซึ่งสามารถแปลไดอีกอยางหนึ่ง คือจิต (Mind) สวน “Logos” แปลเปนภาษาไทยวา “วิชาการและ
การศึกษา” (ซึง่ ตรงกับภาษาอังกฤษวา Study) ดงั นั้นความหมายของ “Psychology” ตามรากศัพท
ภาษาองั กฤษจงึ หมายถงึ การศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณ (เตมิ ศักด์ิ คทวณิช, 2546, หนา 11)
ในสมัยโบราณเช่ือกันวา จิต หรือ วิญญาณ เปนสิ่งท่ีควบคุมกิริยาอาการตาง ๆ ของรางกาย
และยังเปนตัวกําหนดพฤติกรรมของมนุษย การศึกษาพฤติกรรมมนุษยจึงเปนไปตามความเช่ือ และ
ความรูสึกซึ่งการรับรูของมนุษยมีขีดจํากัดและไมไดมีการศึกษาอยางมีระเบียบแบบแผนและ
ไม อาจพิสูจนไดจริงในระยะตอมาเม่ือวิทยาการการศึกษาเปล่ียนแปลงและการศึกษาทางดาน
วิทยาศาสตรเจริญกาวหนาข้ึนการศึกษาพฤติกรรมมนุษยจึงเปลี่ยนไปนักจิตวิทยาจึงหันมาสนใจ
ใน เร่ืองตางๆที่สามารถพิสูจนไดและน่ันก็คือการเร่ิมตนหันมาสนใจศึกษาจิตวิทยาในเร่ืองพฤติกรรม
ของมนุษยเพราะพฤติกรรมเปนสิ่งท่ีเราสังเกตไดและสามารถทดลองไดความเขาใจเกี่ยวกับเร่ือง
จิตวิทยา จึงไดเปลี่ยนไปดังน้ันการศึกษาวิชาจิตวิทยาจึงถือเปนวิทยาศาสตรสาขาหน่ึงซ่ึงเปน
การศึกษาศาสตร ทางดานพฤติกรรมศาสตร (Behavioral Sciences) โดยมีนักวิชาการและ
นกั จติ วทิ ยา ใหความหมายของจิตวิทยา ไวด ังนี้
เติมศักดิ์ คทวณิช (2546, หนา 12) ไดสรุปความหมายของจิตวิทยาไววา “จิตวิทยาเปนวิชา
ท่ีมุงศกึ ษาพฤติกรรมของมนษุ ยแ ละสัตว โดยใชระเบียบวธิ ีการศกึ ษาทางวิทยาศาสตร”
สิริอร วิชชาวุธ (2554 ,หนา 1) จิตวิทยา คือศาสตรที่ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย เพื่อเขาใจ
ในสาเหตุของพฤติกรรมในอันท่ีจะพยากรณและควบคุมพฤติกรรมในอนาคต สาเหตุท่ีทําใหเกิด
พฤติกรรมตามความคิดของนักจติ วิทยามาจากหลายแหลงเชน พันธุกรรม จากสังคม การเล้ียงดู หรือ
จากการเรยี นรเู ปน ตน
2
สุรพล พะยอมแยม (2545, อางถึงใน ไหมไทย ไชยพันธ, 2557, หนา 22 ) จิตวิทยาเปน
การศึกษาพฤติกรรมมนุษย โดยมีวัตถุประสงคหลักที่จะสรางความรูความเขาใจ ในการกระทําของ
ตนเองและการกระทําของผูอื่น โดยเฉพาะจุดมุงหมายท่ีจะหาคําตอบวาเหตุใด คนจึงกระทําเชนนั้น
(Understanding the Behavior) และสามารถนําความรูความเขาใจไปศึกษาวิเคราะหตอเน่ืองไป
จนถึงระดับการคาดคะเนวาพฤติกรรมดังกลาวจะเกิดข้ึนอีกหรือไมและจะเกิดในสถานการณใดบาง
(Prediction the Behavior) ตอจากนั้นหากศึกษาถึงข้ันที่จะควบคุมการกระทําใหเกิดข้ึนหรือไมให
เกิดข้ึนอยางไร (Controlling the Behavior) ก็สามารถทราบไดวาเปนการศึกษาพฤติกรรมมนุษย
ไดอ ยา งสมบรู ณ
มุกดา ศรียงค และคณะ (2553 ,หนา 1) จิตวิทยา คือ การศึกษาเชิงวิทยาศาสตร วาดวย
เร่ืองพฤติกรรมของส่ิงมีชีวิตโดยเฉพาะมนุษย มีจุดมุงหมายเพ่ืออธิบาย ทําความเขาใจ ทํานายและ
ควบคุมพฤตกิ รรมนั้นๆ
สวุ ไิ ล เรียงวัฒนสุข (2553, หนา 1) จิตวทิ ยา หมายถงึ การศึกษาพฤติกรรมและกระบวนการ
ตา งๆที่เก่ยี วของกับพฤตกิ รรม โดยมวี ัตถุประสงคท ี่จะศกึ ษา อธิบายและทํานายพฤติกรรมของบุคคล
จากการใหความหมายขางตน สามารถสรปุ ไดวา จติ วิทยา คอื วิชาที่ศกึ ษาเกี่ยวกบั พฤติกรรม
ของมนษุ ย เพ่อื ทําความเขา ใจ อธบิ าย พยากรณ และควบคุมพฤตกิ รรม โดยวธิ ีการเชิงวทิ ยาศาสตร
จดุ มุงหมายของการศึกษาจติ วทิ ยา
จากจุดมุงหมายของการศกึ ษาจิตวิทยาสามารถสรุปไดด ังนี้
1. เพื่อใหผูศึกษาเขาใจพฤติกรรม (Understanding Behavior) ของบุคคลอันจะทําให
สามารถเขา ใจตนเองและผูอนื่ ไดอ ยางถอ งแทย ่งิ ขึน้
2. เพ่ือใหผูศึกษาสามารถอธิบายพฤติกรรม (Explanation Behavior) ที่เกิดข้ึนได
โดยการทําความเขาใจมูลเหตุจูงใจในการแสดงพฤติกรรมโดยใชวิธีการทางท่ีมีแบบแผนข้ันตอน
ในการคน หาคําตอบ เพือ่ อธบิ ายถึงปจจัยท่ีเปน สาเหตสุ าํ คญั แหง พฤติกรรมท่แี สดงออกนนั้ ๆ
3. เพ่ือใหผูศึกษาสามารถทํานายพฤติกรรม (Prediction Behavior) ซ่ึงการทํานายน้ัน
หมายถึงการคาดคะเนผลทคี่ วรจะเกดิ ขึ้นจากสาเหตุตาง ๆ ไดอยางเหมาะสม
4. เพื่อใหผูศึกษาสามารถควบคุมพฤติกรรม (Control Behavior) ที่ไมพึงประสงคใหลดลง
หรือหมดไปโดยในขณะเดียวกันนั้นก็จะตองสามารถเสริมสรางพฤติกรรมที่ พึงประสงค
ใหเกิดขึน้ ใหมดว ย
3
Understanding Explanation
Behavior
Behavior
Prediction Control
Behavior Behavior
ภาพท่ี 1.1 จุดมุงหมายของการศกึ ษาจิตวทิ ยาตามแนวคดิ ผเู ขียน
สาขาวิชาทางจิตวิทยา
สาขาวิชาทางจิตวิทยามหี ลายสาขาดวยกนั ซงึ่ แตล ะสาขาจะมีความเช่ยี วชาญและความลึกซึ้ง
แตกตางกันไป นักจิตวิทยาแตละสาขาก็จะมีหนาท่ีและทําหนาที่แตกตางกัน ในท่ีน้ีจะกลาวถึง
สาขาวชิ าทีค่ อ นขา งมีบทบาทที่สําคัญในประเทศไทย
1. จิตวิทยาคลินิค (Clinical Psychology) เปนสาขาท่ีศึกษาเกี่ยวกับความผิดปกติ
ทางพฤติกรรมของมนุษย การตรวจวินิจฉัยทางจิตวิทยา หรือจากการพิจารณาปญหาตาง ๆ ศึกษา
ประวัติโดยละเอียดหรืออาศัยหลักวิธีการตางๆ ทางจิตวิทยา เพื่อหาแนวทางในการปองกันหรือ
บําบัดรักษาผูที่มอี าการผดิ ปกติทางจิต
2. จิตวิทยาการปรึกษา (Counseling Psychology) เปนศาสตรท่ีศึกษาเก่ียวกับ
การปรึกษาเชิงจิตวิทยา(Counseling) ซ่ึงเปนกระบวนการท่ีมุงใหผูมีปญหาไดทําความเขาใจกับ
ปญหาของตน และมองเห็นแนวทางในการแกปญหาไดดวยตัวเอง โดยนักจิตวิทยาการปรึกษา
(Counselor) มีหนาที่เปนผูเอ้ือใหผูมีปญหาไดเขาใจปญหาของตนอยางชัดเจนท่ีสุดนักจิตวิทยาการ
ปรกึ ษาจะไมเ ขา ไปบงการ แนะนํา หรอื แทรกแซง ผูรบั บริการ แตละชวยใหเคาสามารถจดั การปญหา
ไดด ว ยตัวเอง
3. จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) เปนสาขาวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการ
เจรญิ เติบโตและพัฒนาการของมนษุ ยต ้ังแตเ ริ่มปฏิสนธิจนถึงวัยชรารวมทง้ั อิทธิพลของพันธกุ รรมและ
ส่ิงแวดลอมท่ีมีอิทธิพลตอการพัฒนาการและลักษณะความตองการความสนใจของคนในวัยตางๆ ซึ่ง
อาจแบง เปนจติ วิทยาเด็ก จิตวิทยาวยั รุนและจิตวิทยาวัยผูใหญ
4. จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) เปนสาขาวิชาที่ศึกษาคนควาถึงพฤติกรรมของ
มนุษยที่มีปฏิสัมพันธกันในสังคม ภายใตปรากฏการณตาง ๆ ท่ีเกี่ยวของกับมนุษยในสังคมตาง ๆ
เชน การเมือง ศาสนา เศรษฐศาสตร ความเชื่อ เจตคติ การรวมมือ การแขงขัน อิทธิพลของกลุม
4
นอกจะศึกษาพฤติกรรมของบุคคลในปรากฏการณตาง ๆ ทางสังคมแลว ยังเปนการคนควากฎเกณฑ
ตาง ๆ เพอ่ื พยากรณแ ละควบคมุ พฤตกิ รรมเหลา นน้ั ดวย
5. จิตวิทยาการศึกษา (Education Psychology) เปนสาขาวิชาที่ศึกษาเกี่ยวของกับเรื่อง
สภาพการเรียนรูประเภทและวิธีการเรียนรู โรงเรียนส่ิงแวดลอมที่มีผลตอผูเรียน การปรับตัวของครู
ความแตกตางระหวา งบคุ คลและการศึกษาเด็กเปน รายบุคคล
6. จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองคการ (Industrial and Organizational Psychology)
เปนจิตวิทยาที่เกี่ยวของกับการศึกษาคนควาหาวิธีการและผลตางๆ ซึ่งจะกอใหเกิดประสิทธิภาพ
ในการทาํ งาน โดยการใชจิตวิทยาในการวิเคราะหงาน คดั เลือกพนักงาน ความพึงพอใจในการทาํ งาน
การจัดสภาพแวดลอมในการทํางาน อุบัติเหตุและความปลอดภัยในการทํางาน สุขภาพจิตของ
บุคลากรในองคก าร เปนตน
ประโยชนข องการศึกษาจิตวิทยา
วิชาจิตวิทยาเปนวิชาที่เก่ียวของกับการดําเนินชีวิตของมนุษยอยูตลอดเวลา เพราะเปนวิชา
ที่ศึกษาเก่ียวกับพฤติกรรมของบุคคล ถาไดศึกษาแลวจะทําใหสามารถเขาใจตนเอง รูจักตนเองดีข้ึน
และอีกท้ังยังเกิดประโยชนในการยอมรับผูอ่ืนไดงายข้ึน ทําใหสามารถดําเนินชีวิตหรืออยูรวมกับผูอ่ืน
ในสงั คมไดอยา งราบรืน่
ประโยชนของการศึกษาจติ วิทยาสรปุ ไดด งั น้ี (ฐติ ิมา นาคะผดงุ รตั น, 2548, หนา 17)
1. ชวยใหเขา ใจธรรมชาติพฤติกรรมของสิง่ มีชีวิตโดยเฉพาะมนุษย เชน การเรยี นรู การรับรู
การคดิ การปรับตวั ฯลฯ วาเกดิ ข้นึ ไดอยางไร เพราะอะไร
2. ชวยใหส ามารถนาํ ความรูม าใชใหเ กิดประโยชนตอตนเองและสังคมได
3. ชวยใหเขาใจตนเองและรูจักตนเองดีขึ้น ทําใหวางแผนดําเนินชีวิตของตนเองไดอยาง
เหมาะสม
4. ชว ยใหเ ขา ใจผอู นื่ ดีขึ้น ทําใหยอมรับและตัดสินผอู น่ื ไดถ ูกตอ งยิง่ ขึน้
5. ชว ยใหปรบั ตวั ไดด ี และสามารถสรางความสัมพนั ธกบั ผอู ่ืนไดด ี
กลมุ แนวคิดทางจติ วทิ ยา
จิตวิทยาไดม ีการเปลีย่ นแนวทางการศกึ ษามาเปนการใชก ระบวนการทางวิทยาศาสตรมากข้ึน
จึงทําใหวิชาจิตวิทยาน้ันมีความกาวหนาอยางรวดเร็วจนทําใหเกิดแนวความคิดทางจิตวิทยาที่หลาก
หลายตาง ๆ กันออกไป ซ่ึงในแตละกลุมนั้นมแี นวความคิดท่ีมีความแตกตา งกันในประเด็นหลกั ใหญๆ
คือส่ิงที่สนใจศึกษาหรือจุดมุงหมายในการศึกษาคนควาแตกตางกันรวมถึงวิธีการในการศึกษาคนควา
และการยึดทฤษฎีหรือหลักเกณฑในการอธิบายพฤติกรรมของมนุษยแตกตางกัน จึงทําใหสามารถ
แบง กลุมแนวความคิดทางจติ วทิ ยาได ดงั นี้
5
1. กลุม โครงสรางแหงจิต (Structuralism)
ผูนํากลุมนี้ คือ วุนดท (William Wundt) จุดประส งคของการศึกษาในกลุมน้ี
คือ การวิเคราะหโครงสรางของจิต โดยเรียกวากระบวนการศึกษาจิต เนนการตีความความรูสึก
ของตนเอง (Introspection) ซึ่งแนวคิดมาจากความเช่ือวามนุษยประกอบดวยรางกาย (Body)
กับจิตใจ (mind) ซ่ึงตางเปนอิสระตอกันแตทํางานสัมพันธกันดังนั้นการกระทําของบุคคลจึงเกิดจาก
การควบคุมและส่ังการจิตใจ โดยสัมพันธกันภายใตสถานการณแวดลอมที่เหมาะสม และกอใหเกิด
เปนความคิด อารมณ ความจํา เปนตน
2. กลมุ หนาท่แี หงจิต (Functionalism)
ผูนาํ กลุมคือ จอหน ดวิ อี้ (John Dewey) และวิลเลยี ม เจมส (William James) แนวคิดของ
กลุมนี้เชื่อวาจิตมีหนาที่ควบคุมพฤติกรรมเพ่ือปรับตัวใหสามารถดํารงชีวิตอยูในสังคมได อยาง
เหมาะสมโดยสรุปวาการกระทําทั้งหมดหรือการแสดงออกมนุษยเปนการแสดงออกของจิต
เพ่ือ ปรับตัวใหเ ขากับสิ่งแวดลอมดังนั้นการศึกษาจิตใจคนจึงตองศึกษาท่ีการแสดงออกในสถานการณ
ตางๆ และการกระทําหรือการแสดงออกทัง้ หมดเก่ยี วของกบั ประสบการณของแตละบคุ คล พฤตกิ รรม
ของแตล ะคนจงึ แตกตางกนั ออกไป
3. กลุมพฤตกิ รรมนยิ ม (Behaviorism)
ผูนํากลุมคือ จอหน บี วัตสัน (John B. Watson) กลุมนี้มุงเนนศึกษาเฉพาะพฤติกรรมท่ี
สังเกตเห็นไดเทาน้ัน จงึ ไมเ ห็นดวยกับแนวคิดของกลุมโครงสรางจิตและกลุมหนาท่ีจิต เพราะถือวา จิต
มนุษยไมมีตัวตน ไมสามารถมองเห็น และวิธีการศึกษาโดยการตรวจสอบตนเอง (Introspection)
ก็ไมเปนวิธีการทางวิทยาศาสตรทําใหเชื่อถือไดยากเพราะขึ้นอยูกับความรูสึกของ บุคคลแนวคิดของ
พ ฤ ติ ก ร ร ม นิ ย ม เ น น ว า พ ฤ ติ ก ร ร ม ทุ ก อ ย า ง ต อ ง มี เ ห ตุ แ ล ะ เ ห ตุ น้ั น อ า จ ม า จ า ก ส่ิ ง เ ร า
ใน รูปใดก็ไดมากระทบและเกิดพฤติกรรมตอบสนอง นักคิดในกลุมน้ีจึงมักศึกษาพฤติกรรมตาง ๆ
ดวยวธิ ีการทดลองและใชการสงั เกตอยา งมีระบบจากการทดลองโดยสรุปวา การวางเง่ือนไขเปนสาเหตุ
สําคัญท่ีทําใหเกิดพฤติกรรมและถาเรารูสาเหตุของพฤติกรรม เราก็จะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได
ซึ่งแนวคดิ ของกลุม น้ีไดรบั การยอมรับวา เปนแนวคิดท่ีมีความเปนวทิ ยาศาสตร
4. กลมุ จิตวิเคราะห (Psychoanalysis)
แนวคิดของกลุมนี้นําโดย ซกิ มันด ฟรอยด (Sigmund Freud) โดยเชอื่ วาพฤติกรรมทั้งหลาย
มีสาเหตุเกิดจากพลังท่ีอยูในจิตของมนุษย ซึ่งอยูในขั้นจิตไรสํานึก จิตสวนน้ีจะรวบรวมความคิด
ความตองการ เก็บกดความรูสึกตาง ๆ เหลาน้ีไวใหลงอยูในจิตสวนน้ี อยาง ไรก็ตาม
หากความตองการหรือความรูสึกตางๆ ท่ีบุคคลเก็บกดไวยังมีพลังอยู ถาเกิดมีสิ่งใดมากระตุนขึ้น
พลังนี้ก็จะแสดงอิทธิพลทําใหบุคคลเกิดพฤติกรรมบางอยางที่ไมรูสึกตัว ความคิดเชนนี้ไดรับ
การตอตานอยางมากในตอนแรกๆแตในเวลาตอมาหลักการทางจิตวิเคราะหไดรับการยอมรับ
โดยการนาํ ไปใชในวงการของจติ แพทยห รือการบาํ บดั รักษาอาการท่ผี ิดปกติทางอารมณ และจิตใจ
6
5. กลมุ จติ วิทยาเกสตลั ท (Gestalt Psychology)
กลุมเกสตัลท เปนกลุมแนวคิดทางจิตวิทยาท่ีต้ังข้ึนโดยนักจิตวิทยาชาวเยอรมัน
ผูนํากลุมคือเวอไทเมอร(Max Werteimer)โดยมีแนวคิดวาการศึกษาทางจิตวิทยาน้ันจะตองศึกษา
จากการรับรูของมนุษยซ่ึงจะมุงความสนใจไปที่หลักการตางๆท่ีเก่ียวกับการจัดระบบการรับรู
ของมนุษย และจากการศึกษาพบวา มนุษยจะรับรูสวนรวมของสิ่งเรามากกวาเอาสว นยอ ยๆของสิง่ เรา
น้ันมารวม กันนอกจากจะศึกษาเก่ียวกับการรับรูแลวนักจิตวิทยากลุมนี้ยังศึกษาเก่ียวกับการเรียนรู
ซ่งึ ถือไดว า เปน ตน กําเนดิ ของการพัฒนาจิตวิทยากลุมความรูความเขา ใจ
6. กลมุ มนษุ ยนยิ ม (Humanism)
ผนู ําสําคญั ในกลมุ มนุษยนิยม ไดแก คารล โรเจอร (Calr R. Rogers) จิตวิทยากลุมมนุษย
นิยมเช่ือวา สามารถเขาใจถึงธรรมชาตขิ องมนษุ ยไดด ขี ้ึนดวยการศกึ ษาถึงการรบั รู ของบุคคลที่เกี่ยวกับ
ตนเอง ความคิดสวนตัวที่เขามีตอบุคคลอ่ืนและโลกที่เขาอาศัยอยู และยังมีความเช่ือวา มนุษย เรามี
คุณลักษณะที่สําคัญที่ทําใหเราแตกตางไปจากสัตว คือมนุษยเรามีความมุง มั่นอยากที่จะเปนอิสระ
เราสามารถกําหนดตัวเองไดและเรามีพลังจูงใจ (Motivational Force) ท่ีจะพัฒนาตนเองไปสูระดับ
ทสี่ มบูรณขึ้น ที่แสดงถงึ ความเปน จริงแหงตน ซ่งึ หมายถึงการพัฒนาความรูความสามารถท่ีตนเองมอี ยู
ใหเต็มที่ (Self Actualization)
วิธกี ารศกึ ษาทางจิตวทิ ยา
จากเบ้ืองตนท่ีไดสรุปแนวคิดเก่ียวกับจิตวิทยาวาเปนการศึกษาเกี่ยวกับ “พฤติกรรม” และ
การศึกษาพฤติกรรมจึงจําเปนตองอาศัยกระบวนการศึกษาท่ีมีระเบียบแบบแผน เพื่อใหไดมาซึ่งองค
ความรูท่ีถูกตองเช่ือถือไดและมีคุณคาการศึกษาทางจิตวิทยาจึงมีวิธีการศึกษาและ รวบรวมขอมูล
โดยใชวิธีการตา งๆ ดังนี้
1. การทดลอง (Experimentation) การทดลองเปนการศึกษาพฤติกรรมโดยการสราง
สถานการณบางอยางข้ึนมาหรือการจัดสภาพแวดลอมตามท่ีผูทดลองตองการศึกษาแลวคอยสังเกต
พฤติกรรมที่เปนผล ของการ จัดสภาพน้ัน สภาพการณเหลานี้เรียกวา ตัวแปร (Variable)
โดยสามารถแบง ตัวแปรได คอื
ก) ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) หมายถึง สิ่งท่ีผูศึกษาสามารถควบคุมหรือ
กาํ หนดไดตามความตอ งการ บางทีเรียกวา ตัวแปรตน
ข) ตัวแปรตาม (Dependent Variable)หมายถึงตัวแปรที่ไมสามารถควบคุมหรือกําหนดได
แตเปน ผลท่ีเกิดขึ้นจากการเปลีย่ นแปลงสถานการณแ ละสิ่งแวดลอ มในกลมุ ทดลอง
ตัวอยางการศึกษาทางจิตวิทยาโดยการทดลอง เชน การวิจัยปรับพฤติกรรมของสกินเนอร
ซ่ึงเปนการทดลองวาอิทธิพลของโปรแกรมพิเศษมีผลตอ พฤติกรรมนักเรียนอยางไร โดยมีลําดับ
ขั้นการวิจยั ดงั น้ี (สุรางค โคว ตระกลู , 2556 ,หนา 8)
7
1) ผูวิจัยสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนคนหนึ่งเปนเวลาหลายวัน จนกระทั่งไดแบบแผน
ของนักเรียนคนน้ัน
2) นักวจิ ยั เริ่มโปรแกรมพเิ ศษทผ่ี ูวจิ ยั คาดวาจะมอี ิทธพิ ลตอพฤติกรรมของนักเรยี น
3) สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรียนคนเดียวกนั ภายใตโ ปรแกรมพิเศษ
4) หยดุ ใชโ ปรแกรมพเิ ศษ
5) สังเกตพฤติกรรมของนักเรียน
6) วเิ คราะหและสรปุ ผล
เปรียบเทียบพฤติกรรมแบบแผนของนักเรียนในหองเรียนธรรมดาตามขอ1และพฤติกรรม
ของนักเรียนภายใตโปรแกรมพิเศษถาปรากฏวานักเรียนมีพฤติกรรมดีข้ึนภายใตโปรแกรมพิเศษ
แตกลับไปมี พฤติกรรมเดิมเม่ือหยุดใชหรือถอนโปรแกรมพิเศษก็แสดงวาโปรแกรมพิเศษมีอิทธิพล
ตอพฤติกรรม ของนกั เรียน
2. การสํารวจ (Survey) เปนวิธีการศึกษาพฤติกรรมตาง ๆ ของมนุษยที่เกิดข้ึนในลักษณะ
ที่เปนจริงตามธรรมชาติโดยไมมีการสรางสถานการณหรือควบคุม สถานการณใด ๆ ซึ่งเปนวิธีการ
อีกวิธีหนึ่งที่นิยมใชในการเก็บรวบรวมขอมูล สิ่งที่ตองคํานึงคือจะตองมีวิธีการท่ีมีประสิทธิภาพ
ในการคดั เลอื กกลมุ ตัวอยา ง (Sample Group) จากกลมุ ประชากร (Population) เพ่อื เปนตัวแทนที่ดี
โดยนกั จิตวทิ ยาสามารถเลือกใชวิธีการตางๆ ตามความเหมาะสมกบั สิง่ ที่ตองการศึกษาหรือสภาพของ
ปญหาวธิ ีการศึกษาท่ีใชโ ดยท่วั ไปประกอบ ดว ย การสงั เกต สัมภาษณ การใชแ บบสอบถาม เปนตน
2.1 วธิ กี ารสงั เกต (Observation Method)
เปนวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลโดยการเฝาดูพฤติกรรมของบุคคลในสถานการณจริง
อยางมีจุดมุงหมาย และทําการบันทึกพฤติกรรมที่แสดงออกมาอยางตรงไปตรงมา ไมมีอคติ และ
อารมณส วนตวั การสงั เกตสามารถแบง ไดเ ปน 2 ลกั ษณะ ไดแ ก
- การสังเกตอยางมีแบบแผน (Formal Observation) น่ันคือ การสังเกตที่มี
การเตรียมพรอมไวลวงหนา มีการวางแผน กําหนดเวลา สถานการณ สถานที่ พฤตกิ รรม และบุคคลที่
จะสงั เกตไวอ ยางครบถวน
- การสังเกตอยางไมมีแบบแผน (Informal Observation) เปนการสังเกตอยาง
กระทันหันทันทีทันใด ไมมีการเตรียมตัวลวงหนา แตอยางไรก็ตาม ผูสังเกตควรจะตองมีจุดมุงหมาย
ในการสงั เกตดวย
การบันทึกการสังเกต (Observational Record)
การบันทึกการสังเกต เปนการกระทําเมื่อมีการสังเกตแลว โดยใชหลักในการบันทึก
ดงั นี้ (กมลรตั น หลาสวุ งษ, 2530)
1. บันทึกพฤติกรรมทีเ่ หน็ ไดชดั เจนโดยเรยี งตามลาํ ดับเหตุการณท ีเ่ กิดขนึ้ กอนหลงั
2. ใชภาษาที่งายตอการเขาใจและสอ่ื ความหมาย เพ่ือผูอ่ืนจะไดอานเขา ใจงายและ
เขาใจตรงกับผูบันทึก
8
3. ควรบันทึกพฤติกรรมของผูถูกสังเกตแยกไปจากการแสดงความคิดเห็นของ
ผู สังเกต และบันทึกเปนพฤติกรรมของผูถูกสังเกตในแตละครั้ง ไมควรใชวิธีการสรุปรวมพฤติกรรม
ที่ไดจากการสังเกตหลายๆ ครงั้ เขา ดวยกนั
4. ควรบันทึกทันทีหลังการสังเกตเสร็จสิ้นลง หรืออาจบันทึกในขณะสังเกต หากมี
การสังเกต ในระยะเวลานานและมผี ูสงั เกตหลายคน โดยการแบง เวลาในการสงั เกตและบนั ทึก
จุดสําคัญของการสังเกตคือ จะตองท0ําอยางระมัดระวัง ผูสังเกตตองไมเขาไปมีสวน
เก่ียวของกับส่ิงท่ีตัวสังเกต และตองจดบันทึกสิ่งที่ไดเห็นอยางละเอียด โดยไมเพิ่มเติมความรู
สวนตัวลงไป นอกจากน้ัน ผูสังเกตควรไดรับการฝกหัดสังเกตมาพอสมควร ตองเปน
คนละเอียดถี่ถวน และรูจัดเทคนิคการสังเกตเปนอยางดีเพื่อหลีกเลี่ยงขอผิดพลาดและกําจัด
ความลาํ เอยี งใหมนี อย ทส่ี ุด
ตวั อยาง แบบฟอรมบนั ทกึ การสังเกต
การบนั ทึกการสงั เกตครงั้ ท่ี ……..................
ชอ่ื ผูถ กู สังเกต………………………………………………..………………...........................อายุ……………ป
วัน เวลาท่สี งั เกต…………………………………………………………………………………........................…
สถานท…ี่ ………………………………………………………………………………………….............................
พฤตกิ รรมที่เกดิ ขน้ึ ………………………………………………………………............................................
……………………………………………………………………………………………........................................
……………………………………………………………………………………………........................................
……………………………………………………………………………………………........................................
ความคดิ เห็น…………………………………………………………………............................................…..
……………………………………………………………………………………………........................................
……………………………………………………………………………………………........................................
ขอเสนอแนะ…………………………………………………………………...........................................…..
……………………………………………………………………………………………........................................
……………………………………………………………………………………………........................................
ลงช่ือ………………………………
(ผูบันทกึ ขอมลู )
ตําแหนง………………………
9
2.2 การสัมภาษณ (Interview) เปนวิธีการเก็บรวบรวมขอ มูลโดยใชการสนทนาระหวาง
บุคคล จุดประสงคเพื่อตองการรูรายละเอียดและทําใหเขาใจในตัวบุคคล เปนการถามตอบเพื่อใหได
ขอมูลที่ตองการ ทําไดทั้งเปนหมูและเปนรายบุคคล แตท้ังน้ีจะตองมีการวางแผนลวงหนาอยางดี
โดยมีวิธกี ารเปนขั้นตอนคือ ข้ันเตรียมการ ไดแก การเตรียมสถานท่ี คาํ ถาม นัดหมายเวลา และสราง
ความคุนเคยกับบุคคลที่จะถูกสัมภาษณ โดยเฉพาะการส่ือความหมายที่ตองเนนใหเหมาะสม
ในการสัมภาษณนั้นจะตองใชวิธีการสังเกตในการเก็บรวบรวมขอมูล ทั้งนี้เพื่อดูพฤติกรรมระหวาง
การสัมภาษณอีกดวย การยุติการสัมภาษณเม่ือถึงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งการสัมภาษณแบงไดเปน
2 ประเภทคือ (จิราภรณ ต้ังกิตภิ ากรณ, 2556 ,หนา 9)
1.2.1 การสัมภาษณแบบมีโครงสราง (Formal Interview) เปนการสัมภาษณที่มี
คําถามและขอกําหนดแนนอนตายตัว จะสัมภาษณผูใดก็ช้ําถามแบบเดียวกัน มีลําดับขั้นตอนเรียง
เหมอื นกนั
1.2.2 การสัมภาษณแบบไมเปนทางการ (Informal Interview) การสัมภาษณ
แบบน้ี มักใชรวมกับการสังเกต เปนการสัมภาษณที่มีความยืดหยุนมาก ผูสัมภาษณเพียงแตเตรียม
แนวคําถามกวางๆไวลวงหนาผูสัมภาษณเพียงแตกลาวใหผูถูกสัมภาษณ ทราบประเด็นคําถาม
ท่ีตองการ แลวใหผูถูกสัมภาษณเลาเรื่องโดยอิสระ ผูถูกสัมภาษณสามารถแสดงความเห็นได
โดยอสิ ระ
ความแตกตา งระหวา งแบบสอบถามกบั แบบสมั ภาษณ
แบบสอบถาม เปนเคร่อื งมอื ที่ผูใหขอ มูลเปนผูกรอกขอมูลหรอื เปนผูตอบแบบสอบถามเอง
ซึ่งอาจสงทางไปรษณียหรือนําไปสงเองก็ได แตถาเปนแบบสัมภาษณ (Interview Form) ผูวิจัย
หรือผูสัมภาษณจะเปนผูถามและกรอกขอมูลลงในแบบสัมภาษณน้ันเอง ดังนั้นเวลาใชควรใช
ใหถ กู ตอง
2.3 การใชแบบสอบถาม (Questionnaire) เปนวิธีการศึกษาพฤติกรรมโดยใช
แบบสอบถาม ซึ่งเปนเครื่องมือชนิดหน่ึงที่สรางข้ึนเพ่ือวัดความคิดเห็นตางๆการศึกษาใชวิธีการ
สงแบบสอบถามไปยังตัวแทนกลุมที่ตองการเมื่อไดรับแบบสอบถามกลับคืนมาแลวจึงนํามาวิเคราะห
และแปลความหมาย ตอ ไป รปู แบบของแบบสอบถามมี 2 แบบ คือ
ก. แบบสอบถามแบบปลายเปด (Open-ended Form) แบบสอบถามแบบน้ีไมได
กาํ หนดคาํ ตอบไวผตู อบสามารถเขียนตอบหรอื แสดงความคดิ เห็นได อยางอิสระ
ข. แบบสอบถามแบบปลายปด (Closed-ended Form) แบบสอบถามแบบนี้
ประกอบดวยขอคําถามและตัวเลือก (คําตอบ) ซ่ึงตัวเลือกนี้สรางขึ้นโดยคาดวาผูตอบแบบสอบถาม
สามารถเลอื กตอบไดตามตองการ ผูตอบตอบงาย สะดวก รวดเร็ว นอกจากน้ีขอมูลทไ่ี ดส ามารถนําไป
วิเคราะห สรปุ ผลไดงาย
10
ตวั อยาง แบบฟอรมสาํ หรับบนั ทกึ การสมั ภาษณ
การสัมภาษณครง้ั ที่ .........................................
ชอื่ –นามสกลุ …………………………….......................………………………….. อายุ……………….ป
วนั ที่…………..... เดอื น……………………….... พ.ศ. ……......................... เวลา………………น.
สถานที่………………………………………….............................................................................
จดุ มงุ หมายในการสมั ภาษณ… ………………………………………………............................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
สรปุ ผลจากการสมั ภาษณ… ………………………………………………….............................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
ความคิดเห็น…………………………………………………………………….................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
ขอเสนอแนะ……………………………………………………………………................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
นดั สมั ภาษณค ร้ังตอ ไป วันที่…………………………….. เวลา……………………..น.
สถานท่ี………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ …………………………….. ผสู ัมภาษณ
ตําแหนง …………………………......................
11
3. การทดสอบ (Testing) เปนอีกวิธีหนึ่งท่ีนิยมใชในการศึกษาทางจิตวิทยา เนื่องจาก
การทดสอบจะใชแบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized test) ที่นักจิตวิทยาสรางข้ึนเพื่อวัดหรือ
ประเมินลักษณะทางพฤติกรรม การใชแบบทดสอบมีส่ิงที่ควรระวังมากที่สุดคือแบบทดสอบซ่ึงควรได
มาตรฐานและสามารถแปลผลไดอยางถูกตอง ดังนั้นเครื่องมือท่ีมีมาตรฐานในการวัดที่มีความตรง
(Validity) และความเช่ือมั่น(Reliability)และผูใชเคร่ืองมือก็ตองมีความรูพื้นฐานทางทฤษฎี
ทางจิตวทิ ยาและมี ความเช่ียวชาญในการใชแบบทดสอบเปน อยางดแี บบทดสอบทางจิตวิทยาอาจเปน
แบบทดสอบ ขอเขียนหรือขอสอบปฏิบัติก็ได มีจุดมุงหมายในการใชเพื่อวัดความสามารถดานตางๆ
ของมนษุ ย รวมทั้งการวดั บคุ ลิกภาพ อารมณ ความถนัด ความสนใจ ทศั นคติ
4. การศึกษาประวัติรายบุคคล (Life History) เปนการศึกษารายละเอียดตาง ๆ ท่ีสําคัญ
ของบุคคลเก่ียวกับประสบการณของบุคคลใดบุคคลหนึ่งอยางละเอียด แตตองใชเวลาศึกษาติดตอกัน
เปนระยะเวลาหนึ่งโดยการติดตามดูพัฒนาการหรือรูปแบบพฤติกรรมท่ีตองการศึกษาอยางละเอียด
แลว รวบรวมขอ มูลมาวิเคราะหพ จิ ารณาตีความเพ่ือใหเ ขาใจถึงสาเหตุของพฤตกิ รรม โดยมีจุดมุงหมาย
เพ่ือจะหาทางชวยใหบุคคลปรับปรุงตนเองใหดีขึ้นทุกดาน เชนอารมณ สังคมเจตคติความสนใจและ
การเรียซึ่งการรวบรวมขอมูลอาจทําไดโดยการศึกษาจากสมุดบันทึก ประวัติหรือพัฒนาผูนั้น
(จิราภรณ ต้ังกิติภากรณ, 2556 ,หนา 11) หรือจากสมุดบันทึกประจําวัน การสัมภาษณ การสังเกต
เปน ตน
ความสําคัญของจิตวิทยาตออาชพี ครู
ก า ร ใ ช ร ะ บ บ จั ด ก า ร ศึ ก ษ า ใ น ส ถ า บั น ศึ ก ษ า ต า ง ๆ เ ป น ส ว น ห น่ึ ง ห นึ่ ง ข อ ง ก า ร พั ฒ น า
ทาง พฤติกรรม การเรียนรูของบุคคล โดยมีการจัดการศึกษารวมกับการสงเสริมจากปจจัยอ่ืนๆ
เปนตัวผลักดันเพื่อใหเกิดพฤติกรรมและการเรียนรูตามเปาหมายที่ตองการ ดังน้ัน จิตวิทยาซึ่งเปน
ศาสตรแหงการศึกษาพฤติกรรมจึงเปนศาสตรพื้นฐานในการจัดการเรียนการสอนทุก ระดับ
ทุกหลักสูตรการศึกษาทเี่ กีย่ วของกับการเรยี นรู
การจัดการเรียนการสอนเปนการนําความรูเกี่ยวกับการเรียนรูไปใชใหเกิดประโยชนตอ
การจัดการเรยี นการสอนจึงกลาวไดวา หากครูมีความรูความเขาใจและสามารถนําความรูทางจิตวิทยา
การศึกษาไปใชในการจัดสภาพการเรียนการสอนและสภาพแวดลอมใหแกผูเรียนได ยอมสงผล
ใหผ เู รียนเกิดการเรียนรูดีกวา ครูท่ขี าดความรแู ละหลักการทด่ี ีในเร่ืองจิตวิทยาการศึกษา
จติ วทิ ยาสามารถชวยครไู ดในเรื่องตอ ไปนี้ (สรุ างค โควตระกูล, 2556, หนา 4)
1. ชวยครูใหรูจักลักษณะนิสัย (Characteristics) ของนักเรียนท่ีครูตองสอนโดยทราบ
หลกั พัฒนา ท้ังทางรา งกาย สตปิ ญ ญา อารมณ สังคม และบคุ ลิกภาพเปน สว นรวม
2. ชวยใหครูมีความเขาใจพัฒนาการทางบุคลิกภาพบางประการของนักเรียน เชน
อัตมโนทัศน (Self Concept) วาเกิดข้ึนไดอยางไร และเรียนรูถึงบทบาทของครูในการที่จะชวย
นกั เรยี นใหม อี ัตมโนทัศนท ่ดี ี และถกู ตอ งไดอยา งไร
12
3. ชวยใหครูมีความเขาใจในความแตกตางระหวางบุคคล เพ่ือจะไดชวยนักเรียน
เปน รายบุคคลใหพัฒนาศกั ยภาพของแตละบุคล
4. ชวยใหครูรูวิธีจัดสภาพแวดลอมของหองเรียนใหเหมาะสมแกวัยและชั้นพัฒนาการ
ของ นกั เรยี น เพ่ือจงู ใจ ใหน ักเรยี นมคี วามสนใจและอยากจะเรียนรู
5. ชวยใหครูทราบถึงตัวแปรตางๆ ที่มีอิทธิพลตอการเรียนรูของนักเรียน เชนแรงจูงใจ
อัตมโนทัศน และการตงั้ ความคาดหวงั ของครทู ่มี ตี อนักเรยี น
6. ชวยครูในการเตรียมการสอนวางแผนการเรียน เพ่ือทําใหการสอนมีประสิทธิภาพ
สามารถชวยใหนกั เรยี นทุกคนเรียนรูตามศกั ยภาพของแตละบุคคล
7. ชวยครูใหทราบหลักการและทฤษฎีการเรียนรูที่นักจิตวิทยาไดพิสูจนแลววาไดผลดี เชน
การเรียนรจู ากการสังเกตหรือเลียนแบบ
8. ชวยครูใหทราบถึงหลักการสอนและวิธีสอนท่ีมีประสิทธิภาพรวมถึงพฤติกรรมของครูที่มี
การสอนอยางมีประสิทธิภาพวามีอะไรบาง เชน การใชคําถาม การใหแรงเสริม และการทําตนเปน
ตน แบบ
9. ชว ยครูใหทราบวานักเรียนที่มผี ลการเรียนดีไมไดเ ปน เพราะระดับเชาวนปญ ญาเพียงอยาง
เดียวแตมีองคประกอบอ่ืนๆเชนแรงจูงใจ(Motivation)ทัศนคติอัตมโนทัศนของนักเรียนและ
ความ คาดหวังของครทู ่ีมตี อ ตัวนักเรียน
10. ชวยครูในการปกครองชั้น และการสรางบรรยากาศของหองเรียน ใหเอ้ือตอการเรียนรู
และเสริมสรางบุคลิกภาพของนักเรียน ครูและนักเรียนมีความรักและความไววางใจซึ่งกันและกัน
นักเรียนตางก็ชวยเหลือซึ่งกันและกัน ทําใหหองเรียนเปนสถานที่ที่ทุกคนมีความสุขและนักเรียน
รกั โรงเรยี น อยากมาโรงเรียน
สรุป
จิตวิทยา คือ การศึกษาเชิงวิทยาศาสตรวาดวยเรื่องกระบวนการของจิต และพฤติกรรม
โดยมีจุดมุงหมายเพ่ือศึกษาพฤติกรรมของมนุษย อันจะทําใหเขาใจตนเองและผูอื่นไดดีขึ้น
โดยนักจิตวิทยาท้ังหลายจะใชวิธีการทางวิทยาศาสตรในการคนหาคําตอบเพื่อทําความเขาใจอธิบาย
ทํานายและควบคุมพฤติกรรมทั้งหลายเหลานั้น เพ่ือใหผูศึกษานําความรูไปประยุกตใช ในการ
แกปญหาตางๆที่เกิดขึ้นกับตนเองและสังคมแนวคิดของนักจิตวิทยามีหลายกลุมซึ่งแตกตางกัน
เนื่องจากจุดมุงหมายในการศึกษาคนควาแตกตางกัน รวมถึงวิธีการในการศึกษาคนควา ทฤษฎีหรือ
หลักเกณฑในการอธบิ ายพฤตกิ รรมของมนุษยแ ตกตางกัน ประกอบดวย แนวคิดกลุม โครงสรา งแหง จิต
(Structuralism) แนวคิดกลุมหนาที่แหงจิต (Functionalism) แนวคิดกลุมพฤติกรรมนิยม
(Behaviorism) แนวคดิ กลุมจิตวิเคราะห (Psychoanalysis) แนวคิดกลมุ จติ วทิ ยาเกสตัลต (Gestalt
Psychology) และแนวคดิ กลมุ มนุษยนยิ ม (Humanism) เปนตน ซึ่งวธิ ีการศึกษาทางจติ วิทยามหี ลาย
วิธีไดแ ก การทดลอง การสํารวจ การใชแบบทดสอบ หรอื การศกึ ษาประวตั ริ ายบคุ คลเปนตน
13
ประโยชนของสาขาวิชาจิตวิทยามีหลายประการ ซึ่งหลักๆ คือ ทําใหสามารถเขาใจตนเอง
รจู กั ตนเองดขี ึน้ และอีกทงั้ ยังเกดิ ประโยชนใ นการยอมรับผูอ ่ืนไดงายขน้ึ ทาํ ใหสามารถดําเนินชีวติ หรือ
อยูรวมกับผูอื่นในสังคมไดอยางราบรื่นมีความสุข และมีประโยชนตอวิชาชีพครูคือ ชวยใหครูมีความ
เขานิสยั บุคลิกภาพ ความแตกตางระหวา งบุคคล และการจดั สภาพการเรียนการสอนใหเหมาะสมกับ
นักเรยี นไดอยา งมีประสิทธภิ าพ
15
บทท่ี 2
ความรพู ้นื ฐานพัฒนาการของมนุษย
รองศาสตราจารย ดร.ปญจนาฏ วรวฒั นชัย
การศึกษาพัฒนาการของมนุษยไมเพียงแตการศึกษาการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของเด็ก
ในระยะหนึ่งๆของพัฒนาการเพียงเทาน้ันแตยังตองศึกษาเพ่ือคนหาความหมายของพัฒนาการและ
การ เจริญเติบโต ลักษณะของการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดจากพัฒนาการ และการเจริญเติบโต ระเบียบ
แบบแผนของงานพัฒนาการ องคประกอบที่เก่ียวของกับพัฒนาการ รวมทั้งตองมีความเขาใจ
ถึงสาเหตุตาง ๆ ทีม่ ีอทิ ธพิ ลตอพฒั นาการและความฉลาดทางอารมณ สงผลตอพฒั นาการอยางไรบา ง
ซ่ึงจะชวยใหผูที่มีความสนใจ ศึกษาจิตวิทยาพัฒนาการ สามารถจัดองคประกอบท่ีเกี่ยวของ
กบั พัฒนาการของเด็กไดอ ยา งถกู ตอง
ความหมายของพัฒนาการ
คาํ วาพฒั นาการ (Development) มีผใู หค วามหมายไวหลายทา น ดังน้ี
อารี เพชรผุด (2528, หนา5) กลาววาพัฒนาการ หมายถึงการเปล่ียนแปลงท่ีความสามารถ
ใหม ในตัวเด็กประกอบการเปลี่ยนแปลงจากข้ันตํ่าไปข้ันสูงการเปล่ียนแปลงหรือการพัฒนาจะเร่ิม
ตัง้ แต ปฏิสนธจิ นถึงวุฒิภาวะ เปน กระบวนการท่ีเริ่มมาตั้งแตก อ นเกดิ
นิตยา คชภักดี (2530, หนา 12) กลาววา พัฒนาการหมายถึง กระบวนการเปล่ียนแปลง
ดานวุฒิภาวะ (Maturation) ของระบบตาง ๆ และตัวบุคคล ทําใหเพิ่มความสามารถของระบบหรือ
บุคคลใหทําหนาที่ตาง ๆ ไดอยางมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และทําสิ่งท่ียากซับซอนย่ิงขึ้นไดตลอดจน
การเริ่มทักษะใหมและความสามารถในการปรับตวั ในภาวะ ใหมของบคุ คล
กันยา สุวรรณแสง (2538, หนา 55) ใหความหมายพัฒนาการวาเปนกระบวนการ
เปล่ียนแปลงท่ีเปนระเบียบในดานรูปรางและสวนตาง ๆ ของรางกาย การเปลี่ยนแปลงนี้จะเปนไป
เร่อื ย ๆ จากระยะหนงึ่ ไปอีกระยะหนง่ึ และอตั ราของการพฒั นาการนีไ้ มแนนอน แลว แตล ะบคุ คล
วิภาพร มาพบสุข (2543 , หนา 90) กลาววา การพัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลง
ทางดานคุณภาพที่ติดตอกันไปต้ังแตมีการปฏิสนธิจนสิ้นชีวิตซึ่งเปนการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึน
กบั รางกายอารมณสังคมและสติปญญาเปนเกณฑพิจารณาซ่ึงเปนไปตามลําดบั ข้ันจากระยะ หน่ึงไปสู
อีกระยะหนึ่ง เพ่ือไปสูความมีวุฒิภาวะ ทําใหมนุษยมีลักษณะและความสามารถใหม ๆ เกิดขึ้น
การพฒั นาจงึ เปนผลทาํ ใหเกิดความเจริญกาวหนาเปน ลําดบั
16
สุชา จันทนเอม (2544 , หนา 39) กลาววา พัฒนาการเปนลําดับของการเปล่ียนแปลงหรือ
กระบวนการเปล่ียนแปลง (Process of Change) ของมนุษยทุกสวนที่ตอเน่ืองกันไปในระยะเวลา
หนึง่ ๆ ตง้ั แตแรกเกิดจนตลอดชวี ติ การเปล่ียนแปลงน้ีจะกาวหนา ไปเรอื่ ย ๆ เปนขั้น ๆ จากระยะหนึ่ง
ไปสอู ีกระยะหนึ่ง เพื่อที่จะไปสูการมีวุฒภิ าวะ ทําใหมีลกั ษณะและความสามารถใหม ๆ เกิดข้ึนซึ่งจะมี
ผลทําใหเจริญกาวหนา ย่ิงขึ้นตามลาํ ดบั
Crow and Crow (1965, p.15) กลาววา พฒั นาการหมายถงึ การเปลยี่ นแปลงทไี่ ดมาจาก
อิทธิพลของสภาพแวดลอม และการเรียนรูโดยรวม เปนการเปลี่ยงแปลงอวัยวะรางกายทั้งหมดดวย
ไมไ ดเ ปนการเปล่ียนแปลงสวนใดสวนหน่ึงของรางกาย เทานน้ั
Liebert Poulos และ Strauss (1974, p.5) กลาวถึง พัฒนาการวาหมายถึง กระบวนการ
เปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับความเจริญงอกงามและการพัฒนาศักยภาพ ความสามารถ ตลอดชีวิตซึ่งเปน
การผสมผสานระหวา งวุฒิภาวะและสงิ่ แวดลอ ม
Hurlock (1980, p. 2) กลาววา พัฒนาการเปนการเปลี่ยนแปลงที่ประกอบดวยความ
เจริญกาวหนาอยางเปนระเบียบแบบแผน ซึ่งกระบวนการดังกลาวจะเปนการเปลี่ยนแปลงท้ัง
ทางรางกายและจติ ใจ
Bootzin(1991, p.15) กลาวถึงพัฒนาการวาเปนการเปลย่ี นแปลงที่เกิดขึ้นตลอดชวงอายุคน
ท้ังทางดานรางกายและพฤติกรรมไมวาจะทางเจริญงอกงามและเสื่อมสลาย หรือแมแตสภาวะท่ีหยุด
นิง่ เพือ่ รอการเปลยี่ นแปลงตอ ไป
กลาวโดยสรุป พัฒนาการหมายถึง การเปลี่ยนแปลงในดานรางกายและจิตใจ อยางเปน
ระเบียบแบบแผน ต้ังแตปฏิสนธิ จวบจนตลอดชีวติ ทําใหม ลี ักษณะและความสามารถ ใหม ๆ เกิดข้ึน
โดยควบคกู ับวฒุ ภิ าวะและการมปี ฏิสมั พนั ธกบั ส่งิ แวดลอ ม
ความหมายของการเจรญิ เติบโต (Growth)
อุบ ล รั ต น เ พ็ง ส ถิต ย ( 25 3 2 , ห น า 8 ) ให ค ว า ม หม า ยว า ก า รเ จ ริญ เ ติบ โ ต
เปนการเปลี่ยนแปลงทางดานการเพ่ิมข้ึนในแงของ จํานวนและปริมาณ โดยมีลักษณะท่ีสําคัญของ
การเจริญเติบโต คือ เด็กคนหนึ่งจะมีความแตกตางของการเจริญเติบโตแตกตางจากเด็กคนอื่น ๆ
ในแงของอตั ราการเจรญิ เตบิ โต ขอบเขตของการเจรญิ เติบโต เปน ตน
มลวิภา ทรงวุฒศิ ิล (2532, หนา 99) กลาววา การเจรญิ เตบิ โต เปนกระบวนการเปล่ยี นแปลง
ไปสูวุฒิภาวะ ทางดานการเพิ่มขนาด ซ่ึงอาจเกิดข้ึนเฉพาะที่หรือทุกสวนของรางกาย สามารถวัดได
เปนน้ําหนัก ความยาว ความกวาง ความหนา เชน นํ้าหนักของรางกาย ขนาดของอวัยวะตาง ๆ
เปนตน
17
นิตยา คชภักดี (2543, หนา 2) กลาววา การเจริญเติบโต หมายถึง การเปล่ียนแปลงขนาด
ของรางกาย ของอวัยวะ ซึ่งเกิดจากการเพิ่มจํานวนและขนาดของเซลล และสวนหลอเล้ียง (Matrix)
ทําใหรูปรางเปล่ียน เชนมีขนาดใหญข้ึน สูงข้ึน สัดสวนเปล่ียนแปลง การเพ่ิมจํานวน เชน ฟน และ
การเปลี่ยนลกั ษณะ เชน การเขาสูวยั หนุม สาว
วิภาพร มาพบสุข (2543, หนา 90) กลาววา การเจริญเติบโต หมายถึง การเปลี่ยนแปลง
ทางดา นสรีระโครงสรางของรางกาย และอวยั วะตาง ๆ ซึ่งเปนการเปล่ยี นแปลงท้งั ในเชิงปริมาณ และ
เชิงคุณภาพ เชน เด็กท่ีมีการเจริญเติบโตจะมีน้ําหนัก สวนสูงเพิ่มข้ึน มีอวัยวะภายในและสมอง
ที่สามารถทํากิจกรรมตาง ๆ ได เชน มีความคิด ความจํา การเรียนรู ความมีเหตุผล และสามารถ
รบั รูเรอ่ื งตา ง ๆ เปน ตน
สุชา จันทนเอม (2544 , หนา 39) กลาวถึงการเจริญเติบโต เปนการเปล่ียนแปลงในดาน
ขนาด รูปราง สัดสวน ตลอดจนกระดูกและกลามเนื้อ เมื่อเราพูดถึงความเจริญเติบโตของมนุษย
เรามักหมายถงึ การทีบ่ คุ คลมีนํ้าหนกั เพิม่ ขึ้น มสี วนสงู เพม่ิ ขนึ้
กลาวโดยสรุป การเจริญเติบโตเปนการเปล่ียนแปลงทางดานโครงสรางสรีระของรางกาย
และอวัยวะตางๆซ่ึงเกิดจากการเพ่ิมจํานวนและขนาดของเซลลท่ีเกิดขึ้นฉพาะท่ีหรือทุกสวนของ
รา งกาย
ลกั ษณะของการเปลีย่ นแปลงท่ีเกิดจากการพฒั นาการและการเจรญิ เติบโต
การเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนเนื่องจากพัฒนาการและการเจริญเติบโต มีดังนี้ (อารี เพชรผุด,
2528 , หนา 5-6)
1. การเปลี่ยนแปลงทางดา นขนาด (Size) เชน ทางรางกายจะสูงขึ้น โตขึ้น นา้ํ หนักมากขึ้น
ทางดา นสมองมีจินตนาการกวางขวางขึ้น พูดไดมากขึ้น ความคิดอา นตา ง ๆ คอย ๆ เพิ่มข้ึนจนไปถึง
วุฒิภาวะ
2. การเปลี่ยนแปลงทางดานสัดสวน (Proportion) การเจริญเติบโตตาง ๆมิไดจํากัด
อยูอยางหนึ่งอยางใด แตเพียงอยางเดียว ทุก ๆ สวน ทุก ๆ ดาน จะเจริญเติบโตไปเปนสัดสวน
พอเหมาะพอดกี นั ทกุ สว นของรา งกายนัน้ เรากําหนดไมไดว า จะถงึ วฒุ ิภาวะเมื่ออายุเทาไร
3. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทําใหลักษณะเกา ๆ หายไปลักษณะเกา ๆ ก็คือลักษณะ
ความเปนเด็กทารก เชน ขน ผม (Baby Hair) จะหายไป ฟน นํ้านมกจ็ ะหัก ตอ มไทมัสจะหายไป
เมือ่ รา งกายเจริญเตบิ โตเขาสูวยั รุน
4. ลักษณะใหม ๆ ในรางกายจะเพ่ิมขึ้น จะมีฟนแทขึ้นมาแทนฟนนํ้านม และถา
การพัฒนาเขาเขตวยั เร่มิ เขาสูว ัยรุน (Puberty) ก็จะมีการเปล่ียนแปลงเกิดขึ้น 2 อยาง คอื
4.1 เกิดการเปลี่ยนแปลงตอมเพศ คือตอมรังไข และอัณฑะจะเริ่มทํางานพรอมที่
จะสบื พันธุ ซ่ึงเปนลกั ษณะการเปล่ยี นแปลงทางเพศข้ันตน (Primary Sex Characteristic)
18
4.2 ผลจากการเปลี่ยนแปลงของตอมเพศทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงทางลักษณะอื่น ๆ
(Secondary sex charateristic) ตามมา เชนมีขนขึ้นตามตัว มีลูกกระเดือก มีหนาอก เสียงแตก
เปน ตน
การเปล่ียนแปลงท้ัง 4 ดาน จะเกิดข้ึนอยางชา ๆ และตอเน่ืองเปนลําดับข้ัน จะไมเกิดขึ้น
ทันทีทันใด การเปล่ียนแปลงทุกอยางท่ีเกิดขึ้นมีความสําคัญมาก และการเปลี่ยนแปลงทางรางกาย
มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมและทัศนคติ เชน เม่ือรางกายเปล่ียนแปลงโตขึ้น ทัศนคติ
จะเรมิ่ เปลยี่ นไปดว ย
ระเบยี บแบบแผนของงานพัฒนาการ
ลักษณะระเบียบแบบแผนของงานพัฒนาการ ทําใหเขาใจในพฤติกรรมของมนุษยไดดียิ่งข้ึน
ประไพพรรณ ภมู วิ ุฒิสาร (2546 , หนา 73-76) ไดก ลาวสรปุ ลกั ษณะพฒั นาการไวดงั น้ี
1. พัฒนาการจะเปนไปตามแบบแผนเฉพาะมนุษยหรือสัตว ท่ีจัดอยูในพวกเดียวกัน จะมี
แบบแผนของการพัฒนาการคลาย ๆ กัน และการพัฒนาน้ีจะไมมีการขามข้ันกัน เชน
เด็กสามารถจะน่ังกอนยืน ยืนกอนเดินและเดินกอนว่ิง ซ่ึงพัฒนาการทางดานรางกาย จะมีทิศทาง
ของพัฒนาการทถ่ี ูกกาํ หนดแนน อน เปน 2 ทศิ ทางดวยกัน คือ
1.1 พัฒนาการจะเริ่มจากสวนบนไปสูสวนลาง (Cephalo-Caudal Direction) ซ่ึงเรา
จะสังเกตไดวาเด็กทารกจะพัฒนาอวัยวะสวนบนกอน แลวคอย ๆ พัฒนาอวัยวะตามลําตัว เชน
แขน แลวจึงมพี ฒั นาการลงมาทีส่ ว นขา เปน ตน
1.2 พัฒนาการจะเริ่มจากแกนกลางของลําตัว ไปสูอวัยวะสวนขางที่ไกลออกไป
(Preximo-Distal Direction) เด็กสามารถเคลื่อนลําตัวท้ังลําตัวกอนจึงมีการใชแขนในการหยิบจับ
ส่งิ ของ และคอ ย ๆ พฒั นาการใชม ือ และการใชน ิว้ มอื ตามลาํ ดับ
พฒั นาการจากส่วนบนลงมาสว่ นลา่ ง
พฒั นาการจากแกนกลางของลําตวั
ไปสอู่ วยั วะสว่ นข้างท่ีไกลออกไป
ภาพที่ 2-1 ทิศทางของพัฒนาการทางดานรางกาย
ท่มี า : ประไพพรรณ ภูมวิ ุฒสิ าร, 2546 , หนา 73)
19
2. กระบวนการพัฒนาการ จะเริ่มจากสวนใหญไปสูสวนยอย นั่นคือ ทารกจะมี
การเคล่ือนไหวทั้งตัว กอนสวนหนึ่งสวนใดของรางกาย แลวจึงคอย ๆ พัฒนาไปสวนตาง ๆ
ของรางกายไดมากข้ึน และมีประสิทธิภาพเพ่ิมขึ้น เชน สามารถใชแขน มือ น้ิว หยิบจับวัตถุได
ละเอียดมากขึน้
3. พัฒนาการจะเกิดขึ้นอยางตอเน่ือง จะเหน็ ไดจากการพัฒนาอวัยวะตาง ๆ ของเด็กทารก
ในครรภมารดา จะเกิดอยางตอเนื่องเพื่อเปนพ้ืนฐานในการพัฒนาในขั้นตอ ๆ ไป ถาหากมี
การหยุดหรือขาดข้ันตอน จะสง ผลกระทบกระเทอื นไปสูพัฒนาการในระยะตอ ๆ ไป ดว ย
4. อัตราพัฒนาการของเด็กแตละคนจะแตกตางกัน อัตราพัฒนาการของเด็กแตละคน
จะแตกตางกันขึ้นอยูกับองคประกอบใหญ ๆ อยู 2 ชนิด ดวยกันคือ พันธุกรรมและสภาพแวดลอม
ซึ่งองคประกอบทั้งสองทําใหเราพบวาในเด็กบางคนมีการเจริญเติบโตเร็ว บางคนเติบโตชา หรือ
พฤติกรรมบางอยา งอาจปรากฏเร็วในเดก็ คนหนึ่งแตปรากฏชา ในเด็กอีกคนหนึง่
5. อตั ราพัฒนาการสวนตาง ๆ ของรางกายแตกตา งกัน จะเห็นไดวาอวยั วะตาง ๆ หรือสวน
ตาง ๆ ของรางกายจะมีอัตราพัฒนาการที่แตกตางกันไมเติบโตพรอมกันหมดในเวลาเดียวกัน เชน
มือ เทา ระบบยอยอาหารจะเจริญเติบโตอยา งรวดเร็วในวัยรุน เปนตน
6. พัฒนาการทุกดานจะสัมพันธกันหมดและเราสามารถทํานายพัฒนาการของเด็กได
ถาพัฒนาการดานหน่ึงดานใดบกพรองก็จะนําไปสูความบกพรองในดานอื่น ๆ ตอไปดวย
เชน ถา พัฒนาการทางดานรางกายไมดี กจ็ ะกอ ใหเกดิ ผลกระทบตอ พัฒนาการทางดา นอารมณอีกตอ
หนึ่ง และนอกจากน้ันยังเปนผลตอพัฒนาการทางสังคมและพัฒนาการทางดานสติปญญาตอไปอีก
ดว ย และเราสามารถทํานายพัฒนาการไดโดยดูในเด็กเล็กๆวามีพัฒนาการเปนอยางไรและโตข้ึนจะมี
แนวโนมเปนอยา งไร
7. พัฒนาการในแตละวัยจะมีลักษณะเฉพาะวัยพฤติกรรมบางอยางในวันหนึ่งเราอาจคิดวา
ไม เปนปญหา แตถาพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นกับวัยอ่ืนเราก็คิดวาพฤติกรรมนั้นเปนปญหา เชน
พฤติกรรมของการยอนถามซ้ําแลวซ้ําอีกพฤติกรรมนี้ถาเกิดในระยะเด็กกอนวัยเรียนเราถือวาเปน
พฤตกิ รรมทีป่ กตถิ าพฤตกิ รรมนเ้ี กิดขึ้นในระยะเด็กวยั รนุ เรากถ็ อื วา พฤติกรรมนเ้ี ปนปญ หา
กลาวโดยสรุประเบียบแบบแผนของงานพัฒนาการทําใหเขาใจลักษณะการเปลี่ยนแปลงของ
มนุษยไดดีย่ิงข้ึน พัฒนาการของมนุษยจะกาวหนาข้ึนเรื่อย ๆ เพื่อใหมนุษยมีพฤติกรรมท่ีมี
ประสิทธิภาพ และสามารถดํารงชีวิตอยูในสภาพแวดลอมได พัฒนาการมีทั้งการแยกแยะ
พัฒนาการทเ่ี ฉพาะเจาะจง และการสะสมของพฒั นาการเกา เพ่อื สรางพฒั นาการใหมต อ ไป
20
องคป ระกอบทเ่ี ก่ยี วขอ งกับพฒั นาการ
พัฒนาการของมนุษย จะเกยี่ วของกับองคป ระกอบทสี่ าํ คัญ 2 อยา ง คอื
1. วฒุ ิภาวะ (Maturation)
พัชรี สวนแกว (2536 , หนา 28) ใหความหมายของวุฒิภาวะ คือ ผลรวมท่ีเกิด
จากอิทธิพลของยีนส ซึ่งถายทอดทางพันธุกรรมเปนตัวควบคุมแบบแผนของรางกาย กอใหเกิด
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตาง ๆ ในระดับอายุตาง ๆ โดยไมตองอาศัยประสบการณ หรือการเรียนรู
แตตองอยูภายใตสภาวะแวดลอมท่ีปกติดวย กลาวคือ การท่ีเด็กเจริญเติบโตขึ้นมาเปนขั้น ๆ
ตามลําดับวัยของธรรมชาติ เด็กจะมีลักษณะอยางหนึ่ง ๆ ออกมาใหเห็น เชน เด็กเมื่อถึงระยะหนึ่ง
ก็จะคลานได เปนตน
มธุรส สวางบํารุง (2543 , หนา 5) กลาววาวุฒิภาวะ คือความพรอมและ
การเปล่ียนแปลงของรางกายหรือพฤติกรรมในแตละระดับชวงของอายุ จะถูกกําหนด ขึ้นโดยยีนส
(Genes) ซง่ึ เปน ปจจยั ทางดา นพันธุกรรม ทีไ่ ดร บั มาจากบรรพบุรุษสูล กู หลาน การเรียนรจู ะไมมีสว น
เกีย่ วขอ งตราบใดท่วี ุฒิภาวะยังไมเ กดิ ข้นึ หรอื แสดงออกมา
สุชา จันทนเอม (2544 , หนา 40) ใหความหมายวา วุฒิภาวะ เปนกระบวนการ
เปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีกําหนดเวลาเปนของตนเอง
เปนการเปล่ียนแปลงทางคุณภาพ มีขั้นลําดับ อัตรา แบบแผน มีความพรอมที่จะทําไดเอง
ตามธรรมชาติ เปนลาํ ดบั ขน้ั ตามวยั
Santrock (1997, pp. 45) เปรียบเทียบวา วุฒภิ าวะเปนพมิ พเ ขียว (Blueprint) ของคน
แตละคน ท่ีมีการวางโครงสรางอยางถาวรโดยไดรับการถายทอดผานยีนสของบรรพบุรุษ แตตอง
อาศยั ประสบการณแ ละการเรยี นรูข องแตละคน ที่จะชวยพฒั นาไปไดต ามปกติ
Kassin (1998, pp.36) ใหความหมายวาวุฒิภาวะเปนกระบวนการเปลี่ยนแปลงทาง
สรีระ ท่ีทําใหเกิดความพรอมที่จะเรียนรู หรือเกิดพฤติกรรมอยางใดอยางหน่ึง โดยไมจําเปนตอง
ฝกหัด เชน การน่งั ยืน เดิน ของทารกในระยะแรกของชวี ิต ข้ึนอยูกบั วุฒภิ าวะทัง้ สนิ้
จากที่กลาวมาพอจะสรุปไดวา วุฒิภาวะ เปนกระบวนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมท่ี
เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติในแตละระดับชวงของอายุ ทําใหพรอมท่ีจะประกอบกิจกรรมอยางใดอยาง
หนง่ึ ไดเ หมาะสมกบั วยั
2. การเรียนรู (Learning)
พัชรี สวนแกว (2536 , หนา 40) ใหความหมายการเรยี นรวู าเปน การเปลีย่ นแปลงและ
ปรับปรุงพฤติกรรมเพ่ือตอบสนองตอสถานการณที่ไดรับการเรียนรูจะเกิดขึ้นเม่ือมีการเปล่ียนแปลง
พฤติกรรมท่ีสังเกตไดองคประกอบที่จะกอใหเกิด การเรียนรูไดแกวุฒิภาวะและความพรอมซึ่งเปน
การเปลย่ี นแปลงทางดานรางกายและความสามารถที่จะทาํ สิ่งหนึง่ ส่งิ ใด
21
มธุรส สวางบํารุง (2544 , หนา 35) กลาววา การเรียนรูคือ การเปล่ียนแปลง
พฤติกรรมทม่ี น่ั คงถาวร อนั เปนผลมาจากประสบการณหรอื การฝกหัดของแตละคน
สุชา จันทนเอม (2544, หนา 40) กลาววา การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมท่ีตอง
มีการเรียนการสอน มีแบบแผน มีประสบการณ การเรียนของเด็กตองการการฝกหัดการทดลอง
เพื่อเปล่ียนแปลงในดานกิจกรรมซึ่งมีผลทําใหเกิดการ เปลี่ยนแปลงโครงสรางทางรางกาย และ
พฤติกรรมของเดก็
กลาวโดยสรุปไดวาการเรียนรูเปนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมท่ีคอนขางถาวรอันเปนผลมา
จากการฝกหัด และประสบการณตาง ๆ การเรียนรูเปนส่ิงจําเปนอยางย่ิง สําหรับการปรับตัวของ
มนษุ ย ดงั นัน้ การเรียนรูจงึ เปน สาเหตุอยางหน่งึ ทท่ี าํ ใหเ กิดการพฒั นาข้ึน
สาเหตตุ าง ๆ ทมี่ ีอิทธิพลตอพัฒนาการ
ส่ิงท่ีมีอิทธิพลตอการพัฒนาการมีหลายสาเหตุดวยกัน ที่สามารถรวบรวมได มีดังน้ี
(สชุ า จนั ทนเอม. 2544 , หนา 44-45)
1. สติปญา มีอิทธิพลอยางสูงตอการพัฒนาการของเด็ก เพราะเด็กที่มีสติปญญาดี
ยอมมีอัตราการพัฒนาดีกวาเด็กที่มีสติปญญาตํ่า โดยคนพบวาเด็กฉลาดจะสามารถเดินและพูดได
กอ นเดก็ โง
2. เพศ เด็กชายและเด็กหญิงยอมมีอัตราการพัฒนาตางกัน โดยเฉพาะพัฒนาการทางดาน
รางกาย ในเด็กแรกเกิดเด็กชายจะโตกวาเด็กหญิงเล็กนอย แตระยะตอมาเด็กหญิง
จะเจริญเติบโตรวดเร็วกวาเด็กชายโดยปกติเด็กหญิงจะถึงวุฒิภาวะทางเพศกอนเด็กชายราว 1-2 ป
และอัตราการพฒั นาดา นสมอง เด็กหญิงจะฉลาดเรว็ กวา เด็กชายเลก็ นอ ย
3. ตอ มตาง ๆ ในรางกาย เชน ตอ มไรทอ บางชนิด ทคี่ วบคุมความเจรญิ เติบโตของรางกาย
ถาตอมเหลานี้ทํางานผิดปกติ โดยขับฮอรโมนมากหรือนอยเกินไปอาจทําใหมีรางกายเจริญเร็ว
ผิดปกตหิ รืออาจทาํ ใหเตยี้ แคระไปกไ็ ด
4. อาหาร ตามปกติเด็กท่ีไดรับอาหารที่มีประโยชนและไดรับวิตามินตาง ๆ ครบถวน
จะมอี ัตราการพัฒนาท่ีรวดเรว็ กวาเด็กท่ีขาดอาหารหรอื ไดรับอาหารทไี่ มมีคณุ ภาพและอาจเปนสาเหตุ
ทาํ ใหเ กิดโรคตาง ๆ ไดง า ย
5. อากาศบริสุทธ์ิและแสงแดด ในระยะแรกถาเด็กไดรับแสงแดดและอากาศบริสุทธ์ิ
จะทําใหการพัฒนาการตางๆเปนไปอยางปกติดวยอัตราที่สมํ่าเสมอและยังทําใหเด็กมีสุขภาพที่ดี
อีกดวย
6. การบาดเจ็บหรือไดรับโรคภัยไขเจ็บ ซ่ึงสิ่งเหลาน้ีอาจมีผลทําใหการพัฒนาเปนไปอยาง
ผิดปกติ และทาํ ใหการพฒั นาของเด็กทเี่ ปน โรคหรือไดร ับบาดเจ็บน้ีเปนไปอยา งลาชาอกี ดวย
22
7. เช้ือชาติ มีผลตออัตราการพัฒนามากเหมือนกัน เชนเด็กแถบทะเลเมดิเตอรเรเนียน
มีพัฒนาการทางรางกายเร็วกวาเด็กที่อยูในประเทศทางเหนือของทวีปยุโรป นอกจากน้ี ยังพบวา
เด็กนโิ กรหรือเดก็ อนิ เดียนแดงจะมพี ฒั นาการทางรางกายชา กวา เด็กผิวชาวและผวิ เหลือง อกี ดวย
8. วัฒนธรรม เปนสวนหนึ่งที่มีผลทําใหการพัฒนาของเด็กแตกตางกันไปได เชน เด็กไทย
เปนเด็กสงบเสงี่ยม ไมกลาแสดงความคิดเห็น ท้ังน้ีเพราะถูกอบรมใหเชื่อฟงผูใหญ ตรงกันขามกับ
เด็กอเมริกันซ่ึงถูกปลอยใหแสดงความคิดเห็นอยางเสรี ทําใหเด็กกลาแสดงออกและยังปรับตัวเขา
สังคมไดดีกวาอีกดว ย
9. ลําดบั การเกิด ตามปกติลูกคนรองมักมีพฒั นาการเรว็ กวาลกู คนหวั ป เพราะสามารถทํา
ตามแบบอยางของพ่ีไดสวนลูกคนสุดทองมักไดรับการชวยเหลืออยูเสมอโดยไมตองทําเอง จึงอาจทํา
ใหการพัฒนาเปน ไปอยา งลาชา ได
10. การอบรมเลี้ยงดู ถาผูใหญปลอยใหเด็กไดรูจักพ่ึงตนเอง ทําอะไรดวยตนเอง
เด็กจะพัฒนาดา นตาง ๆ ไดเ ร็วกวา เดก็ ท่มี ีผูใ หญค อยชว ยเหลือตลอดเวลา
จะเห็นไดวาพัฒนาการของมนุษยจะครบสมบูรณได ยังตองอาศัยปจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ
ดังท่ีกลาวมาท้ังหมด ดังน้ันในการสงเสริมพัฒนาการของเด็ก พอแม หรือผูท่ีเกี่ยวของ จะตองมี
ความเขา ใจเพอ่ื จะไดวางแนวทางสนองความตองการแตล ะดานไดอ ยางถกู ตอง
ลกั ษณะการสงเสรมิ พฒั นาการดา นตาง ๆ ของมนุษย
นักจิตวิทยาไดแบงพัฒนาการและการงอกงามของมนุษย ออกเปน 4 ดาน คือ
(สุภัททา ปณฑะแพทย, 2527, หนา 35)
1. พฒั นาการทางรางกาย หมายถึงความเจรญิ เติบโตท่เี ก่ียวกบั รา งกายท้งั หมด
2. พัฒนาการทางสติปญญา หมายถึงความสามารถในดานความคิด ความจํา ความมี
เหตุผล ความสามารถในการแกป ญหาตาง ๆ ทเี่ กดิ ขึน้ ไดอยา งรวดเร็ว
3. พัฒนาการทางอารมณ หมายถึงความสามารถในการควบคุมอารมณ หรือควบคุม
พฤตกิ รรมใหอยใู นภาวะท่ีสังคมยอมรับ
4. พัฒนาการทางสังคม หมายถึงความสามารถในการที่จะปรับตนใหเขากับสังคมท่ี
ตนอยูไ ดเปน อยางดี และสามารถปรับตนใหเขา กับสง่ิ แวดลอ มรอบตัวเองได
พัฒนาการท้ัง 4 ดานของมนุษยมักจะดําเนินควบคูพรอมกันไป แมวาในทางชวงของอายุ
พัฒนาการบางอยางจะยังไมปรากฏใหเห็นเดนชัดก็ตามที แตมันก็ไมไดหมายความวา พัฒนาการ
ทางดานอื่น ๆ จะไมมีการดําเนินอยู การศึกษาพัฒนาการแตละวัยทั้ง 4 ดานจะปรากฏในวัยทารก
วัยเด็ก วัยรุน วัยผูใหญและวัยชรา ซึ่งจะกลาวถึงอยางละเอียดในบทตอ ๆ ไป สําหรับพัฒนาการ
ดานอารมณน้ัน ในสวนท่ีเก่ียวของกับความฉลาดทางอารมณ เปนหัวขอหน่ึงที่จะขอกลาวถึงอยาง
ละเอยี ด เพอื่ เปน พน้ื ฐานในการศกึ ษา พฒั นาการทางอารมณใ นชว งวัยตา ง ๆ ตอไป
23
ความฉลาดทางอารมณกบั การสง เสริมพัฒนาการ
ในชวงหลายสิบปท่ีผานมา มีทั้งความเช่ือ และขอสรุปจากผลการศึกษาวิจัยวา บุคคลท่ีมี
ความสามารถ หรอื ความเฉลียวฉลาดทางสติปญญา (Intelligent Quotient) จะประสบความสําเร็จ
ในการกระทําสงิ่ ตาง ๆ ไดดี แตในความเปนจริง พบวา ผูที่ประสบความสําเร็จไมไดมีความสุขในชีวิต
เสมอไปจึงเกิดความสนใจวาสิ่งที่นอกเหนือไปกวาความเฉลียวฉลาดทางสติปญญาที่จะทําใหบุคคล
ทั้งประสบความสําเร็จ และมีความสุขนั้นคือสิ่งใด และก็พบวาสิ่งน้ันก็คือ ความเฉลียวฉลาด
ทางอารมณ (Emotional Quotient)
บุคคลท่มี คี วามฉลาดทางอารมณสูง ควรมีคุณลักษณะดงั นี้ (กรมสุขภาพจติ , 2543 , หนา 2)
1. รับรูอารมณข องตนเองมากกวาจะกลา วโทษผูอืน่ หรือสถานการณ
2. สามารถแยกแยะระหวา งความคดิ และความรสู ึกได
3. มคี วามรับผดิ ชอบตอความรูสกึ ของตนเอง ไมโ ทษผูอื่นหรอื สงิ่ อน่ื
4. รูจักใชค วามรสู กึ เพ่อื ชว ยในการตัดสินใจ
5. นบั ถือความรูสึกของผูอนื่
6. สามารถควบคมุ อารมณโกรธได
7. เขาใจ เห็นอกเหน็ ใจและยอมรับความรสู ึกของผอู นื่
8. รจู กั ฝกหาคณุ คาในทางบวก จากอารมณใ นทางลบ
9. ไมชอบแนะนํา ส่งั ควบคุม วิพากษว ิจารณ ตดั สนิ หรอื ส่ังสอนผอู ืน่
10. หลีกเลี่ยงการปะทะอารมณกับคนท่ีไมย อมรบั หรือไมเคารพความรสู กึ ของผอู นื่
ความฉลาดทางอารมณ เปนผลจากความสัมพันธระหวางบุคคลกับสิ่งแวดลอม
ถาส่ิงแวดลอมดี เชน มีคําชม หรือมีการใหกําลังใจกัน จะทําใหบุคคลในสังคมมองโลกในแงดี
มีความมั่นใจในตนเอง และมีการแสดงออกทางอารมณท่ีดีดวย ดังนั้น การพัฒนาความฉลาด
ทางอารมณ ตองอาศัยความรวมมือจากบุคคลในสังคมทุกฝาย ทั้งบิดา มารดา ครูอาจารย ฯลฯ
มาชวยฝกฝนอยางตอเน่ือง นอกจากการอบรมสั่งสอนจากบิดามารดา และครูอาจารยแลว
มีงานวิจัยพบวาตัวเด็กเองก็สามารถพัฒนาความฉลาดทางอารมณ โดยการสังเกตและเรียนรู
พฤตกิ รรมของบุคคลอ่ืน ดวยตนเอง ดังนี้
ทารกอายุ 5 – 6 เดอื น สามารถมปี ฏกิ ริ ิยาตอบสนองตอเสยี งและการส่อื สารได
เด็กอายุ 3 ป สามารถอานลักษณะอารมณท ่ปี รากฏบนสหี นา และแววตาได
เด็กอายุ 4 ป สามารถระบุลักษณะอารมณจากใบหนาและแววตาท่ีมองเห็นไดถูกตอง
50 เปอรเ ซ็นต
เด็กอายุ 6 ป สามารถจําแนกใบหนาท่ีแสดงถึงความสุขและความรูสึกขยะแขยงได
ถูกตอ ง 75 เปอรเ ซ็นต
24
ดังนั้นความฉลาดทางอารมณจึงสามารถพัฒนาไดจ ากตนเองท่ีไดสังเกตและเรียนรูพ ฤตกิ รรม
บุคคลอื่นในสังคมต้ังแตเด็กเล็กและจากการอบรมส่ังสอนของพอแมและครูอาจารยซ่ึงบุคคลท่ีมี
ความฉลาดทางอารมณมักจะเปนผูที่ประสบความสําเร็จและมีความสุขในชีวิตโกลแมน (Golomen,
1995 : 42-44) จงึ ไดเสนอวธิ กี ารพฒั นาความฉลาดทางอารมณ ดังน้ี
1. การรูจกั อารมณของตนเอง (Kowing one’s Emotion)
เปนการรูจักและเขาใจอารมณของตนเองตามที่เปนจริงแลวนําอารมณที่เกิดข้ึนมา
ปรับใชใหเหมาะสมกับสถานการณตาง ๆ จึงทําใหตนเองมีความสุข และใชความคิดไดอยาง
มีประสิทธิภาพ การรูจักอารมณตนเองจึงจัดเปนพื้นฐานท่ีสําคัญของการพัฒนาความฉลาด
ทางอารมณ ซ่ึงจะนําไปสูการรูจักการควบคุมอารมณและการแสดงออกไดดีขึ้น แนวทาง
ในการพฒั นาการรจู ักอารมณต นเองทาํ ไดดังน้ี
1.1 ใหเวลาทบทวนอารมณตนเองโดยพิจารณาวาตนเองมีลักษณะอารมณเชนไร
การแสดงออกทางอารมณเปนอยางไร ผลยอนกลับจากการแสดงอารมณพอใจหรือไม เหมาะสม
หรือไม ถาพอใจและเหมาะสม ตองแนใจวาไมเขาขางตนเอง ถาไมพอใจและไมเหมาะสม
ก็หาวิธีการแสดงออกทดี่ ใี นคร้งั ตอไป
1.2 ฝกใหเกิดการรูตัวอยูเสมอและมีสติกับการรูตัว โดยตองรูวารูสึกอยางไรกับตัวเอง
หรือส่ิงที่เกิดข้ึนรอบ ๆ ตัวขณะนี้ คิดอยางไรกับความรูสึกท่ีเกิดข้ึน และความคิดความรูสึกนั้น
มผี ลตอการแสดงอยางไร
2. การจัดการกบั อารมณต นเอง (Managing Emotion)
เปนความสามารถในการควบคุมอารมณตนเองไมแ สดงอารมณทนั ทีทนั ใดและรูจักแสดง
อารมณไ ด อยางเหมาะสมกบั บุคคล สถานท่ี เวลาและสถานการณต าง ๆ จึงทําใหเกิดความสบายใจ
ซ่ึงมีผลทําใหมีความสําเร็จและมีความสุขในการทํางาน และอยูรวมกับบุคคลอ่ืน แนวทาง
ในการฝก การจดั การกบั อารมณต นเองทําไดด ังนี้
2.1 ทบทวนวา มอี ะไรบา งที่ทําเพ่ือตอบสนองอารมณที่เกดิ ขน้ึ และผลตามมาเปนอยา งไร
2.2 เตรียมการในการแสดงอารมณ โดยฝกสั่งตัวเองวาจะทําหรือไมทําอะไร
ในครั้งตอไป
2.3 ฝกการรบั รูส ่ิงตา ง ๆในดานดี เพือ่ ใหเ กดิ ความสบายใจอารมณด ี
2.4 ฝกการสรางความรสู กึ ท่ีดตี อ ตนเองและสง่ิ รอบ ๆ ตวั
2.5 ฝกการมองหาประโยชนหรือโอกาสจากอุปสรรค โดยเปล่ียนมุมมองในแงดี คิดวา
เปน สงิ่ ทา ทาย
2.6 ฝก การผอ นคลายความเครียด โดยเลือกวธิ ีทเี่ หมาะสมกบั ตนเอง
25
3. การสรา งแรงจงู ใจใหต นเอง (Motivating Oneself)
เปนการมองแงดีของส่ิงตาง ๆ ท่ีเกิดขึ้นกับตนเองและสรางความเชอื่ ม่ันวา เราสามารถ
อยูกับสิ่งนั้นได เราสามารถทําได เราสามารถผานพนไปไดดวยดี ทั้งน้ีเพ่ือใหเกิดกําลังใจ
ที่จะสรา งสรรคส ิ่งดี มงุ ไปสูเปา หมายท่ีต้ังไว แนวทางในการสรา งแรงจงู ใจใหก บั ตนเองมีดงั นี้
3.1 ทบทวนวาส่ิงท่ีสําคัญในชีวิตของเรามีอะไรบาง ท่ีเราตองการ อยากได อยากมี
อยากเปน จัดอันดับความสําคัญ แลววางขั้นตอนท่ีจะมุงไปสูเปาหมายน้ัน ตองระวัง
อยา ใหเหตกุ ารณบางอยา งมาทําใหไ ขว เขวไปจนออกนอกทางที่จะบรรลุเปาหมาย
3.2 ถาทานเปนบุคคลประเภท “สมบูรณแบบ” (Perfectionist) (คือทุกอยาง
ที่เก่ียวกับกับทานตองดีที่สุด สมบูรณท่ีสุด ผิดพลาดไมได) ตองพยายามลดความสมบูรณแบบลง
ฝกสรางความยืดหยุนในอารมณ จะไดไมเครียด ผิดหวังจะเสยี กําลังใจหากเกิดสิ่งผิดพลาดบกพรอง
ขึ้น
3.3 ฝกการมองหาประโยชนจากอปุ สรรค มองหาสงิ่ ดีจากสิ่งเลวรา ยทเี่ กดิ ขึน้ แลว
3.4 ฝกสรางทัศนคติที่ดี ทําความเขาใจในเรื่องการมองโลกในแงดี หามุมมองที่ดี
ในเรอื่ งทเ่ี ราไมพ อใจ มองปญ หาใหเปนการเรียนรูเพ่ือเกดิ ความพึงพอใจ เปน การเพม่ิ พลัง แรงจงู ใจ
ใหตัวเอง
3.5 หมั่นสรางความหมายในชีวิตใหแกตนเอง มองส่ิงดีในตนเอง นึกถึงส่ิงท่ีสรางความ
ภูมิใจแมจะเปนส่ิงเล็ก ๆ นอย ๆ ในตัวเรา และพยายามใชส่ิงดีในตนสรางใหเกิดคุณคาแกท้ังตนเอง
และผูอืน่ อยเู สมอ
3.6 ใหก าํ ลังใจตวั เอง คิดอยูเ สมอวา เราทําได เราจะทํา ลงมอื ทํา
4. การหยัง่ รูอารมณผูอื่น (Recognizing Emotion in Others)
เปนความสามารถในการับรูอารมณ – ความรูสึกของผูอ่ืน มีความเขาใจ เห็นใจผูอ่ืน
สามารถปรับความสมดุลของอารมณตนเอง ตอบสนองตอผูอื่นไดอยางสอดคลองกัน ความสามารถ
ในดานน้ีเปนทักษะทางสังคม ซ่ึงใชในการดํารงชีวิตอยูในสังคม แนวทางการฝกการหย่ังรูอารมณ
ของผอู ่ืนมีดงั นี้
4.1 ใหความสนใจการแสดงออกของผูอื่น โดยการสังเกตสีหนา แววตา ทาทาง
การพูด ถอยคํา น้ําเสียง ตลอดจนการแสดงออกอื่น ๆ ฝกสังเกตบอย ๆ โดยเฉพาะสีหนา แววตา
จะสังเกตไดง ายกวาจดุ อื่น
4.2 อานอารมณความรสู กึ ของเขาจากสง่ิ ทส่ี งั เกตเหน็ วาเขากาํ ลงั มีอารมณค วามรสู ึกใด
4.3 ทําความเขาใจอารมณ ความรูสึกของบุคคลตามสภาพท่ีเขาเผชิญอยูหรือที่
เรยี กกนั ทวั่ ๆ ไป คอื เอาใจเขามาใสใจเรา
4.4 แสดงการตอบสนองอารมณความรูสึกของผูอื่นที่เปนการแสดงวาเขาใจ เห็นใจกัน
ทาํ ใหเ กดิ อารมณความรสู ึกทดี่ ตี อกนั
26
5. การรักษาความสัมพนั ธท ่ีดตี อ กนั (Handling Relationships)
เปนความสามารถในการอยูรวมกันและทํางานรวมกับผูอื่นโดยมีสัมพันธภาพที่ดีตอกัน
และสรางสรรคผลงานทเ่ี ปนประโยชน แนวทางการพฒั นาการรักษาความสัมพนั ธทดี่ ตี อกนั มดี ังนี้
5.1 การมองตนเองและผูอื่นในแงดี สรางอารมณท่ีดีตอกัน การฝกสรางความรูสึก
ท่ีดตี อผอู ่ืน เขาใจ เหน็ ใจ ผูอนื่ จะทําใหการเรม่ิ ของการมสี มั พนั ธภ าพท่ดี เี กิดข้นึ
5.2 ฝก การสอ่ื สารที่มปี ระสทิ ธภิ าพ สรา งความเขาใจทตี่ รงกัน ชัดเจน ฝกการเปน ผฟู ง
และพดู ท่ีดี
5.3 ฝกการแสดงนํ้าใจ ความเอ้ือเฟอรูจักการให การรับ การแลกเปลี่ยน ใหเกิดคุณคา
ประโยชน สําหรับตนเอง และสําหรบั บคุ คลทีเ่ กยี่ วขอ ง
5.4 ฝกการใหเกียรติผูอื่นอยางจริงใจ ใหการยอมรับ เพราะเปนส่ิงที่จะทําใหผูรับ
มีความภาคภมู ใิ จ และมีความรูส ึกท่ดี ตี อบแทนมา
5.5 ฝกการแสดงความช่ืนชอบ ช่ืนชม และใหกําลังใจซ่ึงกันและกัน ตามวาระที่
เหมาะสม
ในชีวิตจริง มนุษยเราใชอารมณมาก แตไมคอยไดพัฒนาอารมณ อยางจริงจัง เพราะให
สําคญั กบั ดา นความรู ความคิด และดานทกั ษะความชาํ นาญมากกวา นบั วาเปนโอกาสดที ่ใี นปจ จุบัน
มีผูใหความสนใจในการพัฒนาอารมณมากข้ึน หลังเหตุการณรุนแรงตาง ๆ เกิดขึ้นมากมายในสังคม
พบวาสวนใหญมีสาเหตุมาจากการไมสามารถควบคุมอารมณ ไมวาจะเปนเร่ืองการทะเลาะวิวาทกัน
การทํารายผูอื่น แมกระทั่งการทํารายตัวเองจึงเริ่มสนใจ และใหความสําคัญกับการใชอารมณ
วาหากใชอารมณไดอยางเหมาะสมกับสถานการณหรือใชอารมณอยางเฉลียวฉลาดแลว จะเปนผลดี
ตอประสิทธิภาพในความคิด และการแสดงพฤติกรรม การสรางพัฒนาการทางอารมณ
จึงมีความสําคัญอยางย่ิงในยุคปจจุบัน เร่ิมไดต้ังแตวัยทารกโดยมีพอแม และผูใกลชิด คอยดูแล
จวบจนกระทั่งเติบโตเปนเด็ก จากนั้นเด็กจะตองเขาไปสูโรงเรียน ซึ่งตองปรับตัวกับสิ่งแวดลอม
ที่เขาอยู หากเด็กมีพัฒนาการทางอารมณท่ีเหมาะสม จะชวยใหกาวเขาสูความเปนผูใหญที่มี
ความฉลาดทางอารมณสามารถใชชีวติ ในสงั คมไดอ ยางมคี วามสุข และประสบความสาํ เรจ็
การแบง ชว งวัยตาง ๆ ของมนุษย
นักจิตวิทยาพัฒนาการไดแบงชวงวัยตาง ๆ ของมนุษยไวตามระดับอายุโดยจําแนกได
ดงั ตอไปน้ี (Newman. 1999 , pp. 43)
1. ระยะกอนเกิด (Prenatal) โดยเริ่มตั้งแตปฏิสนธิจนกระท่ังคลอดซ่ึงไดแบงชวง
ของพฒั นาการในครรภมารดาออกเปน 3 ระยะดงั นี้
1.1 ระยะท่ีไขผ สมกบั สเปรม แลว เปน ตวั ออ น (Zygote) ประมาณ 0-2 สัปดาห
1.2 ระยะตวั ออ น (Embryo) ประมาณ 2 สปั ดาห – สปั ดาหที่ 10
1.3 ระยะพฒั นาการสมบรู ณ (Fetus) ประมาณ 3 เดือนจนกระทง่ั ถึงคลอด
27
2. วัยทารก แบงไดดังนี้
2.1 วัยทารกแรกเกดิ (Infancy) ตงั้ แต 0 – 2 สปั ดาห
2.2 วัยทารก (Babyhood) ต้ังแต 2 สปั ดาห – 2 ป
3. วัยเด็ก แบง ไดด ังน้ี
3.1 วัยเด็กตอนตน (Early Childhood) ตั้งแต 2 – 6 ป
3.2 วัยเด็กตอนปลาย (Late Childhood) เรม่ิ ตงั้ แต 6 – 12 ป
4. วยั รุน แบงระยะพัฒนาการออกเปน 3 ระยะดงั นี้
4.1 วยั แรกรุน (Puberty Preadolescence) ต้ังแต 12 – 14 ป
4.2 วัยรนุ ตอนกลาง (Middle Adolescence) ตัง้ แต 15 – 17 ป
4.3 วยั รนุ ตอนปลาย (Late Adolescence) เรมิ่ ตง้ั แต 18 – 20 ป
5. วัยผูใหญตอนตน (Early Adulthood) เร่ิมตง้ั แต 21 – 40 ป
6. วัยกลางคน (Middle Age) ตงั้ แต 40 – 60 ป
7. วยั ชรา (Old Age) 60 ปข้ึนไป
ศรีเรือน แกวกังวาล (2545, หนา 15-19) ไดแบพัฒนาการของมนุษยออกเปน 8 ชวงวัย
ไดแ ก
1. วัยกอนคลอด (ตั้งแตปฏิสนธิจนถึงคลอด) เปนวัยท่ีเริ่มจากการปฏิสนธิเปนตัวออน
และมีการเจริญเติบโตของตัวออน มีการพัฒนาโครงสรางของรางกายและอวัยวะตาง ๆ ในวัยน้ี
มีการพัฒนาทางรางกายเรว็ ท่ีสุด เมอ่ื เทียบกับชว งวัยอืน่ ๆ มคี วามไวตอ สง่ิ แวดลอ มตาง ๆ อยา งมาก
2. วัยทารกตอนตนและตอนปลาย (ต้ังแตแรกคลอด – 3 ป) วัยด็กเกิดใหมย ังชวยตัวเอง
ไมได มีระบบประสาทรับความรูสึกทํางานไดแลว การพัฒนาทางกายและทักษะการเคล่ือนไหว
ตาง ๆ เจริญรวดเร็วมาก มีความสามารถในการเรียนรูสิ่งใหม ๆ และการจําสิ่งตาง ๆ มีความเขาใจ
ในภาษาพูดทรี่ วดเร็ว และเร่มิ สนใจเดก็ คนอน่ื ๆ
3. วัยเด็กตอนตน (อายตุ ง้ั แต 3 – 6 ป) เปน วยั ทเ่ี ด็ก มีพัฒนาการทกั ษะในการใชก ลา มเน้ือ
ใหญแ ละเล็ก รจู กั ชวยตนเองและควบคมุ ตนเองได รูจกั ใชจ ินตนาการกวางไกล
4. วัยเด็กตอนกลาง (อายุต้ังแต 6 – 12 ป) เด็กสามารถเร่ิมคิดเปนเหตุผล และรูปธรรม
ความจําและความสามารถทางภาษาพัฒนาดีข้ึน มีการพัฒนาความคิดเกี่ยวกับตนเอง และรูจัก
ตนเองมากขน้ึ พฒั นาการของกลามเน้ือดขี ้นึ สามารถเลน กีฬาตา ง ๆ ได
5. วัยรุน (อายุตั้งแต 12 – 20 ป) เปนวัยท่ีมีการเปลี่ยนแปลงของรางกายท่ีรวดเร็ว
เร่ิมเขาสูวัยเจริญพันธ มีการคิดแบบนามธรรม และสามารถคิดแบบวิทยาศาสตรไดอยางกวางและ
ลึก ในวยั นี้อาจมชี อ งวา งระหวางวัยเกิดข้ึนได
6. วัยผใู หญตอนตน (อายุต้ังแต 20 – 40 ป) เปน วัยทีเ่ รมิ่ แสวงหาเพ่ือนสนิทอยา งจริงจัง
เริ่มหาคูครอง แตงงาน เปนสามี – ภรรยา และเปนพอ – แม ของลูก วัยน้ีรูจักตนเองมากขึ้น
รูจกั การคิดทมี่ ีความซับซอ นมากข้ึน การตัดสนิ ใจในเร่ืองตา ง ๆ อาจเปลย่ี นแปลงได
28
7. วัยผูใหญตอนกลาง (อายุต้ังแต 40 – 60 ป) เปนวัยที่แสวงหาความหมายของชีวิต
มีความรับผิดขอบสูงขึ้น เร่ิมมีความเสื่อมทางรางกายในดานตาง ๆ การเคลื่อนไหวเช่ืองชาลง
ในผูหญงิ จะหมดประจาํ เดอื น เร่ิมยอมรบั ความไมเ ทย่ี งของชีวิต และเตรีมพรอ มเพอ่ื เขา สูวยั สูงอายุ
8. วัยสูงอายุ (อายุ 60 ปข น้ึ ไป) เปนวัยทส่ี มรรถภาพทางรางกาย สติปญญาและความจํา
เร่ิมเสื่อมลง การเคลื่อนไหวชาลง รูจักการปรับตัวตอการเกษียณอายุ มีการคนหาความหมายของ
การดํารงชีวิต โดยยอนนึกถึงประสบการณท่ีผานมา รูจักเผชิญกับความตายของคนรัก และเตรียม
ตัวตายอยางสงบและมสี ติ
ที่กลาวมาแลวเปนการแบงวัยในทัศนะของนักจิตวิทยาตางประเทศสําหรับการแบงวัยของ
คนไทย เราก็มีมาแตโ บราณดงั คํากลาวทวี่ า
วยั แรกเกดิ – 20 ป เปนวัย “อาบน้ําบห นาว” เปนระยะที่คนไมมีทุกรอนใดๆ อยากไดอะไร
กม็ ีผูคอยทําให
วัย 20 – 30 ป เปนวัย “เกี้ยวสาวบเบื่อ” เปนวัยท่ีคนเริ่มสนุกสนานเต็มที่เริ่มมีความ
จริงจงั กับชวี ติ คู คิดที่จะมเี หยามีเรือนเหมอื นผูใหญท ง้ั หลาย
วัย 30 – 40 ป เปน วัย “สูเสือทุกทา” เปน ระยะท่คี นเริม่ ทํางานอยา งจรงิ จัง เพอื่ กอราง
สรางตวั
วัย 40 – 50 ป เปนวัย“ลามือกอนไก” เปนระยะปฏิบัติกิจไดกระฉับกระเฉงไมเหมือน
แตกอ น เปนวยั สดุ ทายทจี่ ะสรา งสรรคส ่ิงตาง ๆ เพ่ือความเจรญิ ของตนได
วัย 50 – 60 ป เปนวัย “ไปนากลับมาทอดหุย” เปนระยะที่กําลังวังชาของคนเรากําลัง
จะหมดลงแลว ทาํ อะไรสักหนอ ยรสู ึกกระโหยโรยแรง
วัย 60 – 70 ป เปนวัย “เปาขลุยบดัง” เปนระยะที่คนเขาสูวัยชราสมรรถภาพใน
การทาํ งานหมดลงแลว สิ่งท่ที าํ ไดในวยั น้ีคอื เลาเรอื่ งอดตี ใหล กู หลานฟง
วยั 70 – 80 ป เปน วยั “เดินหลงั บตรง”
วัย 80 – 90 ป เปน วัย “ลงดินบได” คือหมดแรง
วัย 90 – 100 ป เปนวัย “ขี้ไหลบฮู” ไมสามารถคุมสติตนเองไดกลับมีสภาพเปนทารก
อกี ครง้ั
วัย 100 ปข ้ึนไป เปนวยั “ไขก ต็ ายบไ ขก็ตาย”
จะเห็นไดวาการแบงวัยของคนไทย มีสวนคลายคลึงกับการแบงวัยของตางประเทศ แตของ
คนไทยแบงคอนขางละเอียดกวา ในวัยปลาย การเขาใจข้นั ตอนการแบงวัยของชีวิตชวยใหเ รา ๆ เขาใจ
ตนเองและเขาใจผูอ่ืนไดดีข้ึน ทําใหเราสามารถปฏิบัติตอเขาไดอยางเหมาะสมกับพัฒนาการ
ความตองการและความสนใจของเขา เปนทางนําไปสูความเขา ใจอันดตี อ กันระหวา งคนวยั ตา ง ๆ ได
29
สรุป
การเจริญเตบิ โตเปน การเปล่ียนแปลงทางการดา นโครงสรางสรรี ะของรา งกาย ซึง่ เปน การเพ่ิม
จํานวนและขนาดของเซลลท่ีเกิดขึ้น เฉพาะที่หรือทุกสวนของรางกาย สวนพัฒนาการ
เปนการเปลี่ยนแปลงดานคุณภาพทําใหมีลักษณะและความสามารถใหม ๆ เกิดข้ึน ดังนั้นพอจะกลาว
ไดวา ผลของพัฒนาการและการเจริญเติบโต กอใหเกิดการเปลี่ยนแปลง ดานขนาด ดานสัดสวน
การเกิดลักษณะใหม ๆ แทนท่ีลักษณะเกา ซ่ึงการเปลี่ยนแปลงทุกอยางที่เกิดข้ึนมีความสําคัญมาก
เพราะมีผลตอพฤติกรรมและทัศนคติของบุคคลแตละคน ในสวนพัฒนาการของมนุษย ทุกคนจะอยู
ภายใตระเบียบแบบแผนเดียวกัน มีแบบฉบับเฉพาะ นอกจากนี้อัตราพัฒนาการแตละสวนของ
รางกาย ยังมีความแตกตางกัน และพัฒนาการทุกดาน จะมีความสัมพันธกันหมดแตอยางไรก็ตาม
พัฒนาการของมนุษยจะเก่ียวของกับองคประกอบท่ีสําคัญ อยู 2 อยางคือ วุฒิภาวะและการเรียนรู
ซ่ึงจะมีปฏิสัมพันกัน อาจกลาวไดวา การเรียนรูจะไดผลดีที่สุด เม่ือวุฒิภาวะพรอม แตถาหากเลย
เวลาของวุฒิภาวะนี้แลว การเรยี นรกู ็ยากท่ีจะเกดิ ข้นึ หรือไมเ กิดเลย
นอกจากองคประกอบ 2 อยางที่กลาวมา ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ท่ีมีอิทธิพลเกี่ยวของกับ
พัฒนาการดังเชน สติปญญา เพศ ระบบตอมในรางกาย อาหาร อากาศที่บริสุทธ์ิ โรคภัยไขเจ็บ
เชื้อชาติ วัฒนธรรม ลําดับการเกิด และการอบรมเล้ียงดูเปนตน ซึ่งผูเกี่ยวของจะตองมีความเขาใจ
เพื่อจะไดวางแนวทางสนองความตองการในแตละวัยไดอยางเหมาะสม การศึกษาพัฒนาการ
ของมนุษยทุกวัยจะตองศึกษาทั้ง 4 ดาน ไดแก ทางดานรางกาย ดานสติปญญา ดานอารมณ และ
ดา นสังคม สาํ หรบั ดา นอารมณจ ะเนนถึงการพฒั นาความฉลาดทางอารมณ ซง่ึ จะชวยใหบุคคล อยูใน
สังคมไดอยางเปนสุข และประสบความสําเร็จในชีวิต สําหรับการแบงวัยของมนุษย นักจิตวิทยา
มีการแบงวัยของมนุษยออกมาในแนวทางคลายคลึงกัน เพื่อสะดวกในการศึกษาลักษณะเดน ๆ
ของคนวัยนั้น ๆ ตอ ไป
31
บทที่ 3
ทฤษฎพี ัฒนาการ
รองศาสตราจารย ดร.ปญจนาฏ วรวัฒนชัย
การศึกษาพัฒนาการของมนุษยนักจิตวิทยาไมเพียงแตมุงสนใจศึกษาพัฒนาการของมนุษย
ในดานสรีระรางกาย หรือ การเปลี่ยนแปลงดานพฤติกรรมเทานั้น ในการศึกษายังตองคํานึงถึง
พัฒนาการดานอ่ืน ๆ ดวย เชน ดานความคิด อารมณ บุคลิกภาพ และสังคม เปนตน ดังนั้น
การศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีพัฒนาการจึงเปนส่ิงสําคัญ ทั้งนี้เพ่ือที่จะไดเขาใจถึงพัฒนาการของมนุษย
ในแตละวัยไดดยี ่งิ ขน้ึ
ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปญ ญาของเพยี เจท
จอง เพยี เจท (Jean Piaget) เปนนักจิตวิทยาชาวสวิสที่มชี ื่อเสียง เขาสนใจศกึ ษาพัฒนาการ
ทางสตปิ ญ ญา และความคดิ ในเดก็ โดยเขาเช่อื วา ความคิด และสตปิ ญญาของคนเราพัฒนามาจาก
การได มีปฏิสัมพันธ (Interaction) กับส่ิงแวดลอม โดยประกอบดวยกระบวนการท่ีสําคัญ
2 กระบวนการ คอื (อษุ ณา เจรญิ ไวย, 2538, หนา 94)
1. กระบวนซึมซับหรือการดูดซึม (Assimilation) เกิดข้ึนเมื่อมนุษยนําส่ิงท่ีตนรับรู และ
ประสบการณใหม เขาไปผสมกลมกลืนกับ โครงสรางความรูเดิม เชน เด็กถูกสอนใหรูวาสัตวสี่ขา
ที่บานเรยี กวา “แมว” พอเดก็ เห็น สนุ ัข กจ็ ะเรยี กวา “แมว” เชนเดียวกนั
2. กระบวนการปรับและการจัดระบบ (Accommodation) เปน การปรับเปล่ยี นโครงสราง
ความรูเดิมใหเขา กบั ประสบการณใหม เมือ่ ไดม กี ารปฏิสัมพนั ธกับสิ่งแวดลอมมากขน้ึ ทาํ ใหโ ครงสราง
ความรูสอดคลองกบั ความเปนจรงิ ข้นึ
เพียเจท แบง ขั้นพฒั นาการทางสตปิ ญญาของบุคคลเปน 4 ขั้น ดังนี้ (Hetherrington and
Parke, 1993 อา งถงึ ใน ปราณี รามสูต, 2545 , หนา 293 – 294)
1. ขั้นตอบสนองตามรูปธรรม (Sensori Motor Operation) อายุแรกคลอด – 2 ป
เพียเจต อธิบายวา เด็กจะมีปฏิกิริยาตอสภาพจริง ๆ รอบตัวเขา การเคลื่อนไหวสวนใหญก็เปนไป
แบบอัตโนมัติ ไมไดใชสติปญญาเขามาเก่ียวของนัก จะรับรูเฉพาะส่ิงที่เปนรูปธรรมและเด็กมักจะ
แสดงพัฒนาการของสติปญญาและความคิดในรูปของการกระทํา ย่ิงถามีการสัมพันธกับส่ิงแวดลอม
มากเทาใด จะมีความคิดและสติปญญากวางขวางข้ึน จะแกปญหาเรื่องตาง ๆ ไดพอสมควร ท้ังที่ยัง
ส่ือความคิดของเขาออกมาเปนคําพูดหรือเปน ภาษาไมไ ด
32
2. ขั้นเรียนรูสิ่งแวดลอม (Preoperation)อายุ 2 – 7 ป ข้ันน้ีเด็กเริ่มเรียนรูสิ่งแวดลอม
มากข้ึน เริ่มรูจักจัดจําพวกสิ่งของ เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกตางของสิ่งตาง ๆ เร่ิมใช
สัญลกั ษณแทนสง่ิ ของ ความคิดอานของวยั นี้ อยกู ับการรบั รสู ง่ิ ภายนอก ดงั นั้น ยิ่งมีโอกาสรับรูมาก
เทาใดก็ยิ่งมีวุฒิภาวะดานการคิดไดมากขึ้นเทาน้ัน นอกจากนั้น เด็กวัยนี้มักยึดตนเอง
เปน ศนู ยก ลางในการคิดและการกระทาํ ตา ง ๆ
3. ข้นั คดิ เชิงรปู ธรรม (Concrete Thinking Operation) อายุ 7 – 11 ป วัยน้ี ความคิด
อานของเด็กจะพัฒนาตอเน่ืองมาจากข้ันแรก ๆ ซึ่งสรุปไดวา สวนใหญความคิดของเด็ก
ยังขึ้นกับการรับรูภายนอก เริ่มใชภาษาเปนเคร่ืองมือในการคิด ซึ่งการวิจัยในระยะหลัง ๆ
ของนักการศึกษาทานอ่ืนไดผลสอดคลองกัน โดยพบวา ย่ิงเด็กมีประสบการณเพ่ิมมากขึ้นเทาใด
วุฒิภาวะทางความคิดและสติปญญาก็มีโอกาสพัฒนามากข้ึน เทาน้ัน เร่ิมมีความสามารถ
ในการแกปญหา การบวก คูณ จัดอันดับสิ่งของและจับคูส่ิงของท่ีเก่ียวของกันได เริ่มสามารถคิด
ยอนกลับ (Reversibility) และ รับความคิดผูอ่ืนได แตเร่ืองที่เกี่ยวกับนามธรรมหรือการคิด
หาเหตุผลยงั ไมส ามารถทาํ ได
4. ข้ันคิดเชิงนามธรรม (Formal Operation) อายุ 11 ปข้ึนไป ข้ันนี้เปนข้ันท่ีความคิด
อานของเด็กเริ่มออกนอกเหนือไปจากส่ิงแวดลอมที่ประสบควมสามารถทางนามธรรมมีมากข้ึนคือมี
ความสามารถในการสรา งภาพพจนสูงมักเขาใจสิ่งที่เปน นามธรรมไดโดยไมต องอาศัยรูปธรรม มีความ
เปนตวั ของตวั เองมากขึ้น มคี วามสามารถในการคดิ หาเหตุผลไดด ี
จากคําอธิบายตามทฤษฎีพัฒนาการทางสติปญญาของเพียเจต ดังกลาว จะเห็นไดวาเขาให
ความสําคัญของสิ่งเราและส่ิงแวดลอมรอบตัวของบุคคลวามีสวนเสริมสราง สติปญญาของบุคคล
ถาบุคคลใดอยูในส่ิงแวดลอมที่ดี มีการเรียนรูท่ีเหมาะสม จะมีผลตอพัฒนาการท่ีดีของความคิด
สติปญญา และวฒุ ิภาวะของเดก็
ทฤษฎพี ฒั นาการทางสติปญญาของบรูเนอร
เจอโรม บรูเนอร (Jerome S. Bruner) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เขามีความเช่ือวา
การเรียนรูจะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อผูเรียนไดมีปฏิสัมพันธกับส่ิงแวดลอมซ่ึงนําไปสูการเรียนรู
โดยการคนพบ (Discovery Approach) บรูเนอร อธิบายถึงความคิดพ้ืนฐานของการเรียนรูไวดังน้ี
(สุรางค โคว ตระกูล, 2541 , หนา 212–213)
1. การเรียนรูเปนกระบวนการที่ผูเรียนมีปฏิสัมพันธ กับสิ่งแวดลอมดวยตนเอง
การเปลี่ยนแปลงท่ีเปนผลของการปฏิสัมพนั ธ นอกจากจะเกิดข้ึนในตัวของผูเรียนแลว ยังจะเปนผล
ใหเ กิดการเปลี่ยนแปลงในสง่ิ แวดลอมดว ย
2. ผูเรียนแตละคนจะมีประสบการณ และพื้นฐานความรูแตกตางกัน การเรียนรู
จะเกดิ ข้นึ จากการทผ่ี ูเรียนสรางความสัมพนั ธ ระหวางสิ่งทพ่ี บใหมกับประสบการณแ ละมีความหมาย
ใหม
33
3. พัฒนาการทางเชาวนปญญา จะเห็นไดชัดโดยที่ผูเรียนสามารถรับส่ิงเรา ท่ีใหเลือกได
หลายอยางพรอ ม ๆ กัน
นอกจากน้ีบรูเนอร ไดแบงพัฒนาการทางสติปญญา และการคิดของมนุษย ออกเปน
3 ขัน้ ดงั นี้ (พัชรี สวนแกว, 2536 , หนา 89–90)
1. Enactive Stage เปนระยะที่ทารกเขาใจสิ่งแวดลอมจากการกระทํา มีลักษณะ
พฒั นาการดานทักษะ ทารกจะเคลอ่ื นไหว จับ กัด แตะ ถู และตอกส่ิงของเพ่ือใหร ูจกั สง่ิ เหลา น้ัน
และมีประสบการณนอกจากนี้ทารกใชสายตาและเคลื่อนไหวมอื เชน กํา แบ ซึ่งเปนสัญชาตญาณ
ยง่ิ อายนุ อยก็ยิง่ กํามอื แนน ข้นั นีเ้ ปรยี บไดกับขั้นประสาทสัมผัสและการเคล่ือนไหวของเพยี เจท
2. Iconic Representation Stage เร่ิมต้งั แตอ ายุ 3 ป ระยะนีเ้ ด็กบางคนเริ่มตั้งแตป ลาย
ขวบแรก ถึงสามขวบครึ่ง โดยขอมูลตาง ๆ ไดมาจากการนึกวาดภาพในสมองสามารถเขาใจเฉพาะ
จากส่ิงท่ีรับรู ทําไปโดยไมไดคิด แตจะสนใจแสงสวาง เสียง การเคล่ือนไหว ความเดนชัด จะจํา
จากการเห็นและเกิดความประทบั ใจสนใจลกั ษณะตาง ๆ ของส่งิ แวดลอ มเพียงลักษณะเดียว เด็กวยั น้ี
จะไมร เู วลากอ นหลงั จะเขา ใจส่ิงที่รับรเู ฉพาะท่ีเปนกิริยาอาการ หรือตองเห็นเหตุการณ คดิ วาตนเอง
ยิง่ ใหญมีอารมณอ อนไหวงาย เชน แมเ ดนิ ไปก็รองให เปนตน เด็กจะไมสนใจอะไรแนนอนแตจ ะทํา
อะไรตามความรูความเขา ใจท่ีตนเคยเรียนรูหรือมีประสบการณ เทา น้นั ขั้นนี้ใกลเคียงกับข้ันกอนเกิด
ความคิดรวบยอดของเพยี เจท
3. Symbolic Representation Stage เปนระยะสุดทายท่ีพัฒนาจาก อายุ 7 ถึง
8 ปถึงวัยผูใหญเด็กสามารถคิดไดอยางอิสระโดยแสดงออกทางภาษาและใชภาษาเปนเครื่องมือ
ในการคิด คิดกอนทํา มีการเรียนรูและใชภาษา มีเหตุผล และเรียนคณิตศาสตรได ความเขาใจ
สัญลักษณ ทําใหรูจักสิ่งตาง ๆ และมีความเขาใจกวางขึ้น เชน บอกวา แมว ก็รูวาคลายเสือ
รูคุณสมบัติโดยไมตองเอาแมวจริงมาใหดู เปนตน มีความเขาใจขอความสั้น ๆ มีความจําและ
ติดตอส่ือสารกับคนอ่ืน ทําใหไดขอมูลงายขึ้น ข้ันน้ีเทากับข้ันปฏิบัติการคิดโดยใชนามธรรมของ
เพียเจท
จะเห็นไดวา แนวคิดของบรูเนอร จะใหความสําคัญการจัดสิ่งแวดลอม เพื่อตอบสนอง
การเรียนรูโดยการคนพบเพราะการเรียนรูเปนกระบวนการท่ีเก็บเก่ียวจาก ประสบการณรอบตัวเอง
และใชประสบการณท ี่ไดเก็บไวเปน เครอ่ื งมือเพอื่ พัฒนาสติปญ ญาตอ ไป
ทฤษฎีพัฒนาการทางบคุ ลิกภาพของฟรอยด
ซิกมันด ฟรอยด (Sigmund Freud) จิตแพทยชาวเวียนนา ผูซ่ึงใหความสําคัญ
กับพฒั นาการวยั แรก ๆ ของชวี ิต จะมอี ทิ ธิพลตอ บุคลิกภาพเมือ่ เติบโตขึ้น การจัดการตอบสนองและ
ใหประสบการณที่ดีตอความตองการทางรายกาย จะทําใหเด็กพัฒนาไปตามข้ันตอน นอกจากน้ี
ฟรอยด มีความเชื่อวา ชวงวิกฤติ (Critiesl Period) ของมนุษยจะอยูในชวง 5 ปแรกของชีวิต
34
ดังน้ันประสบการณตาง ๆ ที่รุนแรงท่ีเกิดข้ึนในชวงน้ีจะมีผลตอบุคลิกภาพเมื่อเติบโตขึ้น แนวคิด
ทสี่ าํ คัญซึง่ จะนําไปสูการทาํ ความเขา ใจเกย่ี วกับทฤษฎีพฒั นาการทางบคุ ลิกภาพของฟรอยด มีดงั นี้
การแบง ระดบั จติ
ฟรอยด แบง ระดับจติ ของมนุษยเปน 3 ระดบั คือ (ศรีธรรม ธนะภมู ,ิ 2535,หนา15-20)
1. จิตสํานึก (Conscious Mind) เปนระดับจิตท่ีผูแสดงพฤติกรรมทราบและรูตัว
จึงเปน การใชเ หตผุ ล ซ่งึ อยูบ นพื้นฐานของหลกั ความเปนจรงิ
2. จิตกอนสํานึก (Preconsciona Mind) เปนการเก็บสะสมประสบการณท่ีพรอม
จะถูกนํามาใชได ถา ถกู สิ่งเรามากระตนุ
3. จิตไรสํานึก (Unconscious Mind) เปนจิตสวนท่ีทํางานภายใตหลักความตองการ
ของตนโดยปราศจากเหตุผล ดังนั้นจิตสวนนี้จึงมีอิทธิพลตอบุคลิกภาพของมนุษย เพราะเก็บกด
สิง่ ทไ่ี มตอ งการ หรือส่ิงทท่ี าํ ใหต นรูสึกเจ็บปวด สงผลใหแสดงพฤตกิ รรมออกมาโดยไมรูตัว
โครงสรางทางบคุ ลกิ ภาพ
การศึกษาโครงสรางทางบุคลิกภาพจะประกอบดวยสวนสําคัญ 3 สวนไดแก
(นพมาศ อุงพระ, 2546, หนา 28 – 29)
1. อิด (Id) คือ สวนที่ประกอบดวยการทํางานของจิตไรสํานึกเปนสําคัญ เปนแรง
กระตุนใหบุคคลแสดงพฤติกรรมภายใตหลักการแสวงหาความสุข (Pleasure Principle) โดยท่ีไม
สนใจหลักของศีลธรรมหรือประเพณีของสังคม ทําตามความตองการตามสัญชาตญาณ
ตามธรรมชาติ ไดแก ความกาวราว และความตองการทางเพศ ดังน้ัน หากจะเปรียบโครงสราง
บคุ ลกิ ภาพสว นน้ี จะเหมือนดงั มหาสมทุ รที่กวา งใหญ มีความสับสน ไมเ ปนระเบยี บ และขาดเหตผุ ล
เปน บคุ ลิกภาพทย่ี งั ไมไ ดร บั การขัดเกลา หรอื ยงั ไมไดร ับการปรับปรุง
2. อีโก (Ego) คือ สวนท่ีควบคุมความตองการตามสัญชาตญาณของอิด ขณะที่ทารก
เตบิ โตขน้ึ การรับรูทางประสาทสัมผัส และการตอบสนองทางรางกายมีมากข้ึน ทําใหเด็กสามารถรบั รู
และรูถงึ ขอบเขตของการสนองตอบอยางมเี หตผุ ลจากผูเลีย้ งดู และสภาพแวดลอ ม การรับรคู วามเปน
จริงน้ีทําใหเกิดสวนอีโกของจิตใจ อีโกจะชวยทําใหพลังความปรารถนาของอิดระบายออกในทางท่ี
เหมาะสม และอีโกยังเก็บกด (Repress) ความตองการนี้ดวย แตสวนมากอีโกจะพยายามหาทาง
ประนีประนอมใหมีการระบายพลังงานของจิตใจ (Mental Energy) ในทางท่ีเปนไปไดและ
เหมาะสมกับสภาพความเปนจริง
3. ซูเปอรอีโก (Superego) คือ สวนของจิตใจท่ีประกอบดวยความรูสึกผิดชอบช่ัวดี
หรือมโนธรรม และคานิยมทางวัฒนธรรมประเพณี ซึ่งจะเปนสวนท่ีกระตุนหรือหามการกระทํา
ของบุคคล ซูเปอรอีโกเกิดระหวางพัฒนาการทางจิตใจของเด็กโดยการเลียนแบบอยางจากบิดา
มารดา ในบางคร้ังเกิดความขัดแยงระหวางซูเปอรอีโกกับอีโก อีโกอาจสนับสนุนอิด แตสวนมาก
ซูเปอรอีโกจะสนับสนุนและชวยใหอีโกมีความหนักแนนในการหาทางออกใหความตองการตาม
35
สัญชาตญาณ ความขัดแยงระหวางซูเปอรอีโกกับอีโก ถามีมากเกินไปจะทําใหเกิด
ความรสู กึ ผิด (Guilt) และเสยี ใจ ทําใหบคุ คลนั้นอาจจะแกไขตนเองหรือลงโทษตนเองกไ็ ด
ข้นั ตอนพัฒนาการทางบุคลกิ ภาพ
ฟรอยด ไดแบงพัฒนาการทางบุคลิกภาพออกเปน 5 ข้ัน โดยเขาเชื่อวา ความตองการ
ทางรางกาย เปนความตอ งการตามธรรมชาตขิ องคน ความตองการน้ีเปนพลังชีวิตทาํ ใหคน แสวงหา
ความสุขความพอใจจากสวนตาง ๆ ของรางกาย ท่ีแตกตางไปตามวัยบุคคลใดพัฒนาไปตามขั้นตอน
ดวยดีบุคคลน้ันก็จะมีพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่สมบูรณ แตหากไมเปนไปดังกลาวก็จะเกิดสภาวะ
การยึดติดในข้ันตอนใดขั้นตอนหน่ึง ทําใหบุคคลยิ่งออนแอข้ึน ฟรอยด ไดอธิบายพัฒนาการ
ทางบุคลกิ ภาพไวด ังน้ี (ศรเี รือน แกว กังวาล, 2544 , หนา 324 – 325)
1. ข้ันแสวงหาความสุขจากอวัยวะปาก (Oral Stage) ชวงน้ีอายุโดยประมาณต้ังแต
คลอดจนถึง 18 เดอื น ทารกมีความสขุ ในชวี ิตโดยทาํ กจิ กรรมตา ง ๆ ดวยปาก เชน การดดู เคี้ยวกดั
เลนดวยเสียง ผูที่มีพัฒนาการข้ันนี้ไมสมบูรณในชวงวัยน้ี เม่ือโตเปนผูใหญก็คงยังชอบแสวงหา
ความสุขดวยปากอยูอกี เชน ชอบกินจบุ จิบ ชอบพดู คุย ชอบเคี้ยวหมากฝรั่ง ชอบนินทา ชอบสูบ
บหุ รี่ เปนตน
2. ขั้นแสวงหาความสุขจากอวัยวะทวารหนัก (Anal Stage) ชวงน้ีอายุโดยประมาณ
ตั้งแต 18 เดือนถึง 3 ป เปนชวงที่ทารกหาความสุขโดยทํากิจกรรมที่ใชทวารหนัก หากชวงเวลานี้
มีพัฒนาการไมสมบูรณ ทารกน้ันจะโตเปนผูใหญที่มีบุคลิกภาพเปนคนเจาระเบียบ จูจี้ พิถีพิถัน
รกั ความสะอาดอยา งมาก
3. ขั้นแสวงหาความสุขจากอวัยวะเพศปฐมภูมิ (Phallic Stage) ชว งนี้อายโุ ดยประมาณ
ตั้งแต 3 ถึง 6 ป เดก็ มคี วามพงึ ใจทาํ กิจกรรมทเ่ี น่อื งดวยอวยั วะเพศ เชน เลน กับอวัยวะเพศของตน
กิจกรรมนี้อาจทําใหพอแมตกใจ ควรทําความเขาใจเสียวาเปนการเลนข้ันหนึ่งในการพัฒนาการตาม
ธรรมชาติ เมือ่ อายุผา นพนไปแลวเดก็ กเ็ ลกิ เลน ตอไปกเ็ ลียนบทบาททางเพศ จากบุคคลทตี่ นรสู ึกรัก
และใกลชิด ถาพอและแมเปนตวั แบบของเด็กจะเปนยคุ เด็กชาย “ติดแม” และ “เอาอยางพอ ” เปน
พิเศษ สวนเด็กหญิง “ติดพอ” และ “เอาอยางแม” เปนพิเศษ เชนเดียวกัน ชวงเวลานี้ ฟรอยด
เช่ือวาเปนชวงเวลาวิกฤติ (Critical Period) สําหรับเลียนบทบาททางเพศใหคลอยตามเพศของ
ตนเอง เด็กหญิงเด็กชายทลี่ ะเลยการเลียนแบบใหถูกแนวในระยะเวลานี้ จะโตเปน หญิงสาวชายหนุม
ทมี่ บี ทบาททางเพศตรงขามกับเพศทางกายจริงของตน
4. ขั้นแสวงหาความสุขจากสิ่งแวดลอมรอบตัว (Latency Stage) ชวงน้ีอยูระหวาง
อายุประมาณ 6 ถึง 11 ป เปนระยะที่พัฒนาการสวนตาง ๆ ของรางกายเปนไปอยางเชื่องชาเม่ือ
เทียบกับชวงเวลาท่ีผานมาเด็กเริ่มพัฒนาชีวิตสังคมนอกครอบครัว ดังน้ันจึงแสวงหาความพึงพอใจ
จากการติดตอกับผูคนรอบตัวและเพ่ือนรวมวัย เพ่ือนสนิทมักเปนเพศเดียวกันมากกวาตางเพศ ท้ังนี้
เปน การสบื เน่ืองจากการเลยี นและเรียนบทบาททางเพศตอ จากขั้นท่ี 3 ท่กี ลา วมาแลว
36
5. ข้ันแสวงหาความสุขจากแรงกระตุนของทุติยภูมิทางเพศ (Genital Stage)
เด็กอายุประมาณ 12 ถึง 20 ปยา งเขาสูวัยรุน และเริ่มเปนผูใหญ ลักษณะทุติยภูมิทางเพศบรรลุ
วุฒิภาวะสมบูรณทํางานไดเต็มที่ เม่ือเด็กหญิงมีระดู หนาอกขยาย รังไขผลิตไขเพื่อสืบพันธุ
เด็กชายถึงวัยผลิตนํ้าอสุจิ เด็กท้ังสองเพศมีความพอใจคบหาสมาคม รักใครผูกพันกับเพื่อนตางเพศ
ขณะเดยี วกนั กพ็ ยายามประพฤตติ นใหสมบทบาททางเพศ โดยเลียนแบบบุคคลเพศเดยี วกับทตี่ วั นยิ ม
ระยะน้ีมักเห็นชัดเจนวาเด็กคนใดแสดงบทบาททางเพศผิดปกติ ไดแก ผูนยิ มแสดงบทบาท ทางเพศ
ตรงขา มเพศจริงของตน และไมมีเยอ่ื ใยตองใจบคุ คลตา งเพศ
ทฤษฎพี ฒั นาการทางสังคมของอีรคิ สัน
อีริคสัน (Erikson) เปนนักจิตวิทยาในกลุมจิตวิเคราะห เกิดท่ีเมือง Frankfurt ประเทศ
เยอรมันนี เมื่อป ค.ศ. 1902 เขาไดรับการยกยองเปนศาสตราจารยในวิชาพัฒนาการมนุษย
จากมหาวิทยาลัย Harvard อีรัคสัน ไดพบกับแอนนา ฟรอยด บุตรสาวของ ฟรอยด จึงมีโอกาส
ฝกทางจิตวเิ คราะห จนคุนเคยกบั ฟรอยด ทําใหไดแนวคิด และนําไปประยุกตใ ชกบั การศกึ ษา ทฤษฎี
พัฒนาการทางสังคมของเขา ทฤษฎีของอีริคสัน ใหแนวคิดวาพัฒนาการทางบุคลิกภาพมีตั้งแต
เกิดจนถึงวยั ชรา พฒั นาการจะดําเนนิ ตอเน่ืองกันไปอยางเปนแบบแผนโดยแบงขนั้ พัฒนาการมากกวา
ฟรอยด คือ มี 8 ข้ัน โดย 5 ขน้ั แรกจะเนน พัฒนาการของเด็ก ซึ่งเปนชวงที่กําลังมีปญ หาตองการ
วางรากฐานของพัฒนาการถาสามารถผาน 5ขั้นแรกไปไดดวยดี ก็จะทําใหประสบความสําเร็จใน
พัฒนาการข้ันตอไป แตการจะผานพัฒนาการแตละขั้นตามแนวคิดของอีริคสันไดนั้น ตองอาศัย
ส่ิงแวดลอมทางสังคม ไดแก ความสัมพันธของบุคคลในครอบครัว กระบวนการสังคมประกิตและ
วัฒนธรรมทางสังคม เหลานี้เปนตน พัฒนาการ 8 ขั้น ตามแนวคิดของอีริคสัน เรียงลําดับ
ดังตอไปน้ี (Erikson, 1980 ; นวลละออ สภุ าผล, 2524 , หนา 76-97)
1. ข้ันพัฒนาความรสู กึ ไววางใจกบั ความรูสกึ ไมไ ววางใจ (Sense of Trust VS. Mistrust)
ข้ันนี้จะเริ่มตั้งแตแ รกเกิดถึง 1 ป ข้นั นเ้ี ปน ขั้นทีเ่ ด็กจะพัฒนาความไวเ นอ้ื เช่อื ใจ ความไววางใจทัง้ ตอ
ตนเองและตอบุคคลอื่น เม่ือทารกคลอดจากครรภมาสูส่ิงแวดลอมใหม จะมีความตองการ 2
ประการ คือ ความตองการทางกาย จะไดรับจาก อาหาร อากาศ น้ํา เปนตน สวนความตองการ
อีกประการหน่ึงคือ ความตองการทางจิตใจ จะไดจากความรัก ระหวาง แมลูก (Maternal
Relationship) เปนสิ่งสําคัญย่ิงกวาปริมาณของอาหาร และความอบอุนทางกายที่ไดรับ ถาทารก
ไดรับการตอบสนองในส่ิงที่เขาตองการอยางเพียงพอ ยอมทําใหเด็กเกิดความรูสึกไววางใจใน
ประสบการณใหม ที่เขาไดรับ ซึ่งเปนพื้นฐานของการสรางความรูสึกไววางใจตอบุคคลหรือ
ส่ิงแวดลอมอ่ืน ถาเด็กไดรับการเลี้ยงดูที่ไมเหมาะสม ยอมทําใหทารกเกิดความรูสึกหวาดกลัวตอ
สถานการณตาง ๆ ตอไปในอนาคต
2. ขั้นพัฒนาความเปนตัวของตัวเองกับความรูสึกสงสัยไมแนใจ (Autonomy VS.
Doubt) อยูใ นชวงอายุ 1 – 3 ป ในข้ันนีเ้ ปนระยะทเี่ ด็กกําลังเติบโต และมพี ัฒนาการทางกลามเนื้อ
37
ดีขึ้นเปนวัยแหงการทดลอง เขาสามารถทําส่ิงตาง ๆไดดวยตนเองซ่ึงถือวาเปนการคนพบความรูสึก
เปนตัวของตัวเอง การอบรมเล้ียงดูเด็กวัยนี้ จึงควรใหเด็กเรียนรูท่จี ะทําสิ่งตาง ๆ ตามความสามารถ
ของเด็ก เพ่ือเดก็ จะพัฒนาความรูสึกมั่นใจ โดยที่บิดามารดาและผใู หญตองใหคําแนะนํา ความเห็น
ใจ ความเขาใจ แตถาเด็กถูกควบคุมมากเกินไป ไมยอมปลอยใหทําอะไรดวยตนเองเนื่องจากกลัว
อันตรายท่จี ะเกดิ ขึ้น เด็กกเ็ กิดความละอาย ไมแนใ จและสงสัยในความสามารถของตนเอง
3. ขั้นพัฒนาความคิดริเร่ิมกับความรูสึกผิด (Initiative VS. Guilt) ขั้นน้ีอยูในชวงอายุ
3 – 5 ป เด็กมีความสามารถในการมีสวนรวมในการทํากิจกรรมตาง ๆ ไดมากขึ้นกวาเดิม แตก็ยัง
อยใู นวงจาํ กัด เดก็ มักชอบต้งั คําถามตาง ๆ เนือ่ งจากความคิดเห็นและจนิ ตนาการตาง ๆ ขณะที่กําลัง
ทํากิจกรรมนั้น ๆ อยู ถาบิดามารดาตอบคําถามใหเด็กเขาใจโดยงาย และเหมาะสมกับวัยก็จะ
สงเสริมใหเด็กมีความคิดริเร่ิม อยากสํารวจ อยากเรียนรูส่ิงใหม ๆ แตถาผูใหญ เขมงวดตอ
การกระทํา ไมสนับสนุนใหเด็กไดเลนหรือทํากิจกรรมตาง ๆ ดวยความคิดริเริ่มของตนเอง อีกทั้ง
มีการลงโทษหรือตําหนิ เด็กทําอะไรผิดพลาด เด็กจะเกิดความรูสึกผิดในตนเอง ไมกลาคิดหรือ
ทําอะไรดวยตนเอง ในระยะน้ี ทง้ั เด็กหญิง และเดก็ ชาย จะมพี ัฒนาการทางเพศโดยเด็กเริ่มมีความรู
เก่ียวกับความแตกตางระหวางเพศ เด็กชายจะรักและตองการเปนเจาของแม เด็กหญิงก็รักพอและ
ตองการเปนเจาของเชนเดียวกัน ความรูสึกนี้จึงพยายามเลียนแบบ (Indentification) บุคลิกภาพ
ของพอและแมที่มีเพศเดียวกันเพื่อใหพอและแมท่ีเปนเพศตรงขามกับตนพอใจ จุดน้ีมีผลใหเด็ก
เกิดการเรยี นรูทีจ่ ะแสดงพฤตกิ รรมตามบทบาททางเพศของตน
4. ข้ันพฒั นาความรูสึกขยันหม่ันเพียรกับความรูสึกดวย (Industry VS. Inferiority) อายุ
6 – 12 ป เดก็ มีความเจริญเตบิ โตและมคี วามอยากรอู ยากเห็น เดก็ จะพัฒนาเปนผูมีความรบั ผิดชอบ
ในการทํางานมากขึ้น โดยมีผูใหญใหกําลังใจในการทําจนสําเร็จ และใหคําชมเชยในความพยายาม
จะเปนผลใหเด็กเกิดความมานะพยายาม คุณลักษณะที่ตรงขามกันก็คือการมีปมดอย
ชวยตนเองไมไดอันเนื่องมาจากการที่เด็กทําสิ่งใดขึ้นมาแลว ผูใหญไมใหความสนใจเห็นวานาเบื่อ
เด็กก็จะพัฒนาความรูสึกดอยในตนเอง ในชวงนี้ เด็กจะเริ่มหางจากครอบครัว แตจะเริ่มมีสังคม
นอกบาน โดยเพอ่ื นจะมีอิทธิพลทีส่ าํ คัญ ดงั นั้นสงั คมนอกบานจงึ มีอทิ ธพิ ลตอเด็กมากข้ึน
5. ข้ันพัฒนาความเปนเอกลักษณกับความสับสนในบทบาท (Identity VS.Role
Confusion) อายุ 12 – 18 ป ชวงน้ีเด็กจะวิเคราะหตนเอง และพยายามแสวงหาเอกลักษณของ
ตนเอง ซึ่งจะชวยใหการตัดสินใจเก่ียวกับอนาคต ตลอดจนมีเปาหมายอะไรในอนาคตซ่ึง
ถาเด็กคนพบก็จะสามารถแสดงบทบาทของตนเองไดอยางถูกตอง แตถาเด็กหาตนเองไมพบ
ไมสามารถแสดงบทบาทไดถูกตองหรือไมสอดคลองเหมาะสมกับตนเองก็ทําใหเกิดความสับสนใน
ชวงน้ีเพื่อนจะมีความสําคัญและมีอิทธิพลตอพัฒนาการของเด็กวัยรุนมาก เพราะความสัมพันธ
กบั เพือ่ นจะเปน ส่งิ จําเปนในการสรางเอกลักษณของตนเองใหเ ขม แข็ง
6. ข้ันพัฒนาความผูกพันกับการแยกตัว (Intimacy VS. Isolation) อายุ 19 – 35 ป
หลังจากผานขั้นท่ี 5 แลวจะสามารถหาเอกลักษณของตนได รูวาตนเองคือใคร มีความเช่ืออยางไร
ตองการอะไรในชีวิต เปนวัยผูใหญตอนตน เปนระยะของการหาคูชีวิตและหลีกเลี่ยงการอยู
38
คนเดียว เร่ิมทํางานเพื่อประกอบอาชีพสรางหลักฐาน สรางครอบครัว และเริ่มสนใจในเพศตรงขาม
มองหาบุคคลท่ีตนเองพอใจ เพ่ือจะเลือกมาเปนคูครองของตนเองซ่ึงความมั่นคงของชีวิตแตงงานน้ัน
ขึน้ อยูกับการเลือกคูครองท่ีเหมาะสม มีการปรับตัวเขากับคูค รอง และเพ่ือนรวมงาน ถาสังคมทําให
เกิดความรูสึกวางเปลาสูญเสีย บุคคลก็จะแยกตัวออกไปจากสังคมและครอบครัวมีผลกระทบไปถึง
ความสามารถของการเปน ผูใหญทสี่ มบูรณ
7. ข้ันพัฒนาความรูสึกสรางสรรคสังคมกับการหมกมุนตอตนเอง (Gernerativity VS.
Self Absorption) จะมีอายุระหวาง 35 – 60 ป วัยกลางคนเปนวัยที่สรางประโยชนใหกับสังคม
ถาบุคคลมีการพัฒนาการในข้ันตน ๆ เปนไปดวยดี เมื่อมาถึงขั้นนี้ก็พรอมท่ีจะทําประโยชนตาง ๆ
ใหกับสังคม รูจักท่ีจะเลี้ยงดูบุตรใหเติบโตเปนสมาชิกท่ีดีของสังคม สิ่งสําคัญ อีกประการหนึ่งคือ
พัฒนาการข้ันนี้ของบุคคลจะเกี่ยวของกับสังคมมีความสนใจสังคมมีความรูสึกวาสังคมกับชีวิตสวนตัว
สามารถรวมเปนหน่ึงเดียว แตถาบุคคลใดไมพัฒนามาถึงข้ันนี้ก็จะเกิดความรูสึกทอแท เบื่อหนาย
ในชีวติ หมกมุนตอ ตนเอง ไมคิดสรา งประโยชนใหสังคม
8. ข้ันพัฒนาบูรณาภาพกับความสิ้นหวัง (Integrity VS. Despair) อายุ 60 ปข้ึนไป
วยั ชราซ่ึงเปนวัยสุดทายของชีวิต พัฒนาการในขัน้ สดุ ทายนี้มพี น้ื ฐานมาจากการปรับตัวในขนั้ แรก ๆ
ของชีวิต ก็จะบังเกิดความพึงพอใจในชีวิตของตน รูสึกหาความสุขความสงบ พงึ พอใจกับการมีชีวิต
อยูของตน แตถาข้ันพัฒนาตอนตน ไมเหมาะสมเมื่อมาถึงขั้นนี้ก็จะรูสึกส้ินหวัง รูสึกวาเวลาเหลือ
นอยเหลือเกิน สั้นเกินไปกวาท่ีจะแสวงหาวิธีตาง ๆ มาใชเพื่อใหชีวิตมีความสุข ไมยอมรับสภาพ
ความเปน อยูข องตนหาความสขุ ความสงบใหกับตนเองไมไ ด
ฉะน้ันอาจกลาวไดวา พัฒนาการในระยะตนจะมีผลตอพัฒนาการในขั้นตอ ๆ ไป เพราะ
ความม่ันคงของบุคคลข้ึนอยูกับการไดรับสิ่งที่ตนกระทําและสะสมมาถาไดเริ่มมีการพัฒนามาดวยดี
ต้งั แตแรกแลว กย็ อมทจ่ี ะมผี ลตอ การพฒั นาในข้นั ตอไปจนถึงวาระสุดทา ย
ทฤษฎีพฒั นาการทางจรยิ ธรรมของโคลเบอรก
ลอวเรนซ โคลเบอรก (Lawrence Kohlberg) เปนนักจิตวิทยาที่ไดสรางทฤษฎีพัฒนาการ
ทางจริยธรรมข้ึน โดยเขาเชื่อวา พัฒนาการทางสมองหรือสติปญญานั้นเปนรากฐานทางการพัฒนา
จริยธรรม และพัฒนาการทางจริยธรรมของบุคคลจะตองเกิดข้ึนเปนลําดับขั้น โดยเริ่มจากขั้นแรก
กอนเรื่อยไปจนถึงขั้นท่ี หก จะขามขั้นไมได และพัฒนาการอาจจะชะงักอยูในข้ันใดข้ันหน่ึงก็ได
ท้ังนี้ขึ้นอยูกับความสามารถทางสติปญญา และเหตุการณทางสังคม ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม
ของโคลเบอรก ประกอบดวยแนวคิดทางดานจริยธรรมและขั้นพัฒนาการ การใหเหตุผลเชิง
จรยิ ธรรม 6 ขนั้ ซึ่งมีระดบั ความคดิ ทางจริยธรรม 3 ระดบั ดังนี้
39
แนวคิดทางดานจริยธรรม (Moral) ประกอบดวยสาระสําคัญ 2 ประการดังน้ี
(มธุรส สวางบาํ รุง, 2543, หนา 18)
1. คานิยมจริยธรรม (Moral Value) คือ มองในเรื่องของความเชื่อ การตระหนักถึง
คณุ คาและความสาํ คัญ ความพึงพอใจท่ียึดถือตามกฎระเบยี บ ประเพณีของสังคม เปน เกณฑ
2. พฤติกรรมจริยธรรม (Moral Conduct) การแสดงความประพฤติปฏิบัติ
ของพฤติกรรมใหเปน ไปในแนวทางเดยี วกับมาตรฐานความประพฤติของบุคคลในสงั คมท่ีจะชวยตดั สิน
วาการกระทําดงั กลาวถกู ตองหรือผดิ
ระดับขั้นพัฒนาการ การใหเหตุผลเชิงจริยธรรม และระดับข้ันความคิดทางจริยธรรม
มีรายละเอียดดงั นี้ (ดวงเดอื น พนั ธมุ นาวิน, 2538 , หนา 63 – 64)
1. ระดับกอนกฎเกณฑ (Preconventional Level) เด็กจะเร่ิมรูจักตัดสินสิ่งท่ีพบเห็น
ผิดหรือถูก ดีหรือเลว โดยไมเขาใจในกฎเกณฑหรือนามธรรม เปนการตัดสินที่ถูกครอบงํา
โดยสง่ิ ภานนอก จรยิ ธรรมระดบั นี้แบงออกเปน 2 ข้ัน คอื
ข้ันที่ 1 หลีกเลี่ยงการลงโทษ (0-7 ป) ขั้นนี้เด็กเจตนาท่ีจะหลีกเลี่ยงการทําโทษทาง
กาย เชนกลัวโดนตี กลัวติดคุก เปนตน เด็กจะตัดสินวาสิ่งใดควรไมควร ดีไมดีจากการปฏิบัติตาม
คาํ สงั่ ของผูใ หญท ้ังการกระทาํ และการคิด
ข้ันท่ี 2 แสวงหารางวัล (10 ป) ในขั้นนี้เด็กจะตัดสินวา เด็กจะเกิดสํานึก
ทางจรยิ ธรรมวา ส่งิ ใดดีหรือไมดี ควรหรือไมค วรดวยการคํานึกถงึ รางวลั เปนสาํ คัญ หากพฤติกรรม
ใดทําไปแลวเขาไดรับรางวัล หรือเกิดความพอใจจากปฏิกิริยาโตตอบของผูอื่น ก็จะสรุปวา
พฤตกิ รรมนนั้ เปนสิ่งท่เี หมาะทคี่ วร
2. ระดับกฎเกณฑ (Conventional Level) เปนระดับท่ีเด็กจะเริ่มรูจักกฎเกณฑตาง ๆ
โดยยึดเอากฎของกลุม หรือสังคมเปนแกนกลางในการวินิจฉัยความดคี วามเลว ระดับนี้แบงออกเปน
2 ขัน้ คือ
ขั้นที่ 3 ทําตามที่ผูอื่นเห็นชอบ (13 ป) ขั้นนี้เด็กจะเริ่มเรียนรูวา พฤติกรรมที่ดีหรือ
เหมาะสมน้ันจะตอ งเปนทพ่ี อใจหรือเปน ที่ยอมรบั จากกลมุ เพื่อน และพรรคพวก หรือเด็กจะเกิดความ
สํานึกวา สิ่งใดควรหรือไมควร โดยพิจารณาจากการคาดหวังทาทีของผูอื่นในสังคมที่เขาอาศัยอยู
นน่ั เอง
ขั้นที่ 4 ข้ันทําตามกฎระเบียบของสังคม (16 ป) ขั้นน้ีเปนข้ันท่ีเด็กจะยึดเอา
กฎหรือระเบียบเปนมาตรฐานของการวินิจฉัย เขาจะตัดสินวาส่ิงใดควรหรือไม ก็โดยคํานึงถึงหนาที่
การเคารพตอผูมีอํานาจเหนือกวา กฎ และระเบียบที่สังคมยึดถือหรือปฏิบัติอยู เพราะเห็น
ความสาํ คัญและประโยชนของสว นรวมในสงั คม
3. ระดับเหนือกฎเกณฑ (Postconventional Level) เปนระดับท่ีบุคคลจะมีพัฒนาการ
ทางสติปญญาถึงขั้นสูงสุด จะเกิดจากความนึกคิดภายในตนอยางอิสระ ไมไดข้ึนอยูกับอํานาจ
ภายนอกเพยี งอยางเดยี วเหมือนระดบั แรก ๆ จรยิ ธรรมระดับนี้ แบง ออกเปน 2 ขัน้ คอื
40
ข้ันที่ 5 ละอายใจตนเอง (ผใู หญตอนตน ) ผูทมี่ พี ัฒนาการทางจริยธรรมถงึ ข้ันน้ี จะเปน
ผูมีเหตุผล มีจุดหมายแนนอน ทําตามสัญญาท่ีตนใหไวกับผูอื่น เห็นประโยชนสวนรวมมากกวา
สวนตัว มีความเคารพตนเอง และตองการใหผูอ่ืนเคารพตน มีความละอายใจตัวเอง
เมอื่ ทําความชว่ั ภมู ิใจเมือ่ ทําความดี
ข้ันที่ 6 อุดมคติสากล (ผูใหญตอนกลาง) บุคคลที่พัฒนาถึงขั้นนี้จะยึดหลักอุดมคติ
สากลเปนแนวปฏิบัติอยางแนนแฟน เปนมาตรฐานของการปฏิบัติไปตามคนหมูมาก ทําเพ่ือ
มนษุ ยชาติ
ทฤษฎงี านตามข้ันพัฒนาการของฮาวิกเฮอรส
ท ฤ ษ ฎี ง า น ต า ม ข้ั น พั ฒ น า ก า ร ( Developmental Task Theory) ข อ ง ฮ า วิ ก เ ฮ อ ร ส
(R.J. Havighurst) กลาวถึง “งานประจําวัย” ของบุคคลถึงวัยน้ัน ๆ วา เขาควรทําอะไรไดบางตาม
วัย จึงจะไดชื่อวาพัฒนาการสมวัยเกิดความรูสึกพอใจในความสําเร็จ ความรูสึกดังกลาวมีอิทธิพล
ตอพัฒนาการทางอารมณแ ละสงั คม และนอกจากน้ันยังเปน ฐานสนับสนุนความสําเร็จในงานตามข้ัน
พฒั นาการของวัยตอ ๆ ไปดวย ในทางตรงกันขา ม ความลมเหลวจะนําไปสูก ารไมม ีความสุข และเกิด
ความยงุ ยาก ในงานประจําวัยบางอยา งได
งานตามขั้นพัฒนาการโดยสังเขปของแตละวัย ซ่ึงบุคคลควรบรรลุไดตามวัยของตน
ตามแนวทฤษฎขี องฮาวกิ เฮอรส มีดงั นี้ (Bigner, 1983, อางถงึ ใน ปราณี รามสูต, 2543, หนา 296)
1. งานตามขั้นพัฒนาการของเด็กแรกเกิดถึง 6 ป คือ การเดิน การรับประทานอาหาร
แข็ง การพูด การควบคุมการขับถาย เรียนรูความแตกตางระหวางเพศ มีความคิดรวบยอด และ
ภาษาเกิดขึน้ บังคับการเคลือ่ นไหวและการทรงตวั มีการสรา งความสัมพันธกับบุคคลอ่ืน
2. งานตามข้ันพัฒนาการของเด็กวัย (6 – 12 ป) คือ การมีทักษะกลามเนื้อใน
การเลน เกม และทํางาน การคบเพือ่ น บทบาททางสังคม ทกั ษะอาน เขยี น คํานวณ ความคดิ รวบ
ยอดท่ีจําเปนในการใชชีวิตประจําวัน คุณธรรม คานิยม มโนธรรม มีความอิสระทําอะไรไดดวย
ตนเอง
3. งานตามขั้นพัฒนาการของวัยรุน (12 – 18ป) คือแสดงบทบาทในสังคมตามเพศของ
ตน ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางรางกาย อิสระทางจิตใจ เตรียมตัวเลือกอาชีพ การเตรียมตัวเพ่ือ
แตง งานและชีวิตคู ทักษะทางสติปญญา ความรับผิดชอบตอสังคม
4. งานตามข้ันพัฒนาการของวัยผูใหญ คือ เริ่มตนประกอบอาชีพ การเลือกคู ปรับตัว
กับคูค รอง การเลี้ยงดูบตุ ร มบี ทบาทความเปนพลเมอื งดี มเี ครอื ขายทางสงั คมทีห่ มาะสม
5. งานตามขัน้ พัฒนาการของวยั กลางคน คอื ความรับผิดชอบตอ สงั คม ชว ยเหลือบคุ คล
ในสังคม มีกิจการพักผอนหยอนใจ การปรับตัวตอคูชีวิต ปรับตัวและรับผิดชอบตอพอแม
ในวัยชรา ยอมรบั การเปลยี่ แปลงทางสรีระ
41
6. งานตามขน้ั พฒั นาการในวยั ชรา คือ การปรบั ตัวตอ ความเส่ือมถอยของสุขภาพรา งกาย
ปรับตัวตอการเสียชีวิตของคูสมรส มีปฏิสัมพันธกับกลุมเพื่อนในวัยเดียวกัน ปรับตัวตอ
การปลดเกษียณและรายไดที่ลดลง ปรับตัวตอบทบาททางสังคมในแนวทางท่ียืดหยุน จัดระเบียบ
ชีวติ ความเปนอยูทางกายภาพอยา งเปนสุข
งานตามขั้นพัฒนาการของฮาวิกเฮอรสจะพัฒนาไปตามขั้นตอน และจะเกิดขึ้นในชวง
ระยะเวลาท่ีแนนอนของชีวิตแตละบุคคล และเปนกระบวนการตอเน่ืองที่จะนําไปสูความสําเร็จ
ความสขุ ในระยะตอมา
สรปุ
การศึกษาทฤษฎีพัฒนาการเปนส่ิงสําคัญท่ีทําใหเขาใจพัฒนาการของมนุษยในแตละวัยไดดี
ยิ่งข้ึน ดังเชน ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปญญาของเพียเจท เนนความสําคัญของสิ่งเราและ
สิ่งแวดลอม รอบตัวของบคุ คลวามีสว นเสริมสรา งสติปญญาของบุคคล ถาบุคคลไดอยูในส่ิงแวดลอม
ทดี่ ี มกี ารเรยี นรทู ี่เหมาะสม จะมีผลตอพัฒนาการที่ดีของความคิด สติปญ ญา และวุฒภิ าวะของเด็ก
ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปญญาของบรูเนอรจะใหความสําคัญการจัดส่ิงแวดลอมเพื่อตอบสนอง
การเรียนรูโดยการคนพบ เพราะการเรียนรูเปนกระบวนการท่ีเก็บเก่ียวจากประสบการณรอบตัวเอง
และใชป ระสบการณที่ไดเ ก็บไวเปนเครอื่ งมือเพอ่ื พัฒนาสตปิ ญ ญาตอไป
ทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพของฟรอยด จะใหความสําคัญกับพัฒนาการวัยแรก ๆ
ของชีวิต ซ่ึงจะมีอิทธิพลตอบุคลิกภาพเมื่อเติบโตขึ้น การจัดการตอบสนองและใหประสบการณที่ดี
ตอความตองการทางรางกาย จะทําใหเด็กพัฒนาไปตามข้ันตอน ฟรอยดยังไดกลาวอีกวาบุคคลจะมี
โครงสรางบุคลิกภาพท่ีสําคัญ 3 สวนประกอบกันไดแก อิด อีโก และซูเปอรอีโก ซึ่งจะทํางาน
ประสานกัน เชน เดียวกับทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของอีริสัน กลาววา บุคคลจะมีพัฒนาการ
ตงั้ แตแรกเกิดจนถึงวัยชราอยางตอเน่ือง และเปนระเบียบแบบแผน โดยอาศัยสิ่งแวดลอมทางสังคม
สัมพันธภาพ ของบุคคลในสังคม กระบวนการสังคมประกิต และวัฒนธรรมทางสังคม จึงจะทําให
ผา นพฒั นาการทง้ั 8 ขน้ั ของอีริกสนั ไดอยา งสําเร็จ
ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบอรกเนนวา พัฒนาการทางสมองหรือสติปญญา
เปนรากฐานของการพัฒนาจริยธรรม และพัฒนาการทางจริยธรรมของบคุ คลจะตองเกิดขึ้นเปนลําดับ
ข้ัน ซ่ึงประกอบดวย ขั้นพัฒนาการทางจริยธรรมอาจจะชะงักอยูในข้ันใดข้ันหนึ่งก็ได ทฤษฎีงาน
ตามข้ันพัฒนาการของฮาวิกเฮอรส จะเนนวา มนุษยทุกคนจะตองมีงานพัฒนาการประจําวัย
เปนข้ันตอนและตอเนื่อง เม่ือบุคคลผานแตละข้ันไปได จะเกิดความรูสึกเปนสุข ซ่ึงจะเปนรากฐาน
สนบั สนนุ ความสาํ เรจ็ ในงานพฒั นาการของวยั ตอ ๆ ไป