43
บทที่ 4
ความรพู ืน้ ฐานการเรยี นรู
รองศาสตราจารย ดร.ทยาตา รตั นภญิ โญวานิช
กระบวนการการเรียนรูและองคประกอบที่มีอิทธิพลตอการเรียนรูเพื่อนําหลักการดังกลาว
ไปใชในการเรียนการสอน ดังน้ันหากนักศึกษาสาขาครุศาสตร/ศึกษาศาสตร ไดเรียนรูจิตวิทยา
ก็จะสามารถนําไปใชในการจัดการเรียนการสอน การจัดการช้ันเรียน การดูแลชวยเหลือและพัฒนา
บุคลิกภาพของผเู รียน การสรางความสมั พันธแ ละบรรยากาศในการเรยี นรู ใหเ ปนไปอยางราบรนื่
ในศาสตรทางจิตวิทยาการศึกษา การเรียนรูถือเปนแงมุมหนึ่งท่ีนักจิตวิทยาไดทําการศึกษา
มายาวนาน โดยมีสาระสําคัญดังน้ี
ความหมายของการเรยี นรู (learning)
ขนิษฐา วิเศษสาธร (2540) ไดใหความหมายของการเรยี นรูวา หมายถึง การเปลีย่ นแปลง
อยางคอ นขางจะถาวรในพฤติกรรมอันเปน ผลเน่ืองมาจากการฝกหัดหรือประสบการณ
มธุรส สวางบํารุง (2542) ไดใหความหมายของการเรียนรูวา การเปล่ียนแปลงพฤติกรรม
ท่ีเปนผลมาจากประสบการณที่ไดรับจากการฝกหัดหรือการเสริมแรง จัดเปนพฤติกรรมท่ีมีความ
คงทนถาวรไมเปลี่ยนแปลงงายๆ พฤติกรรมท่ีเกิดจากการเรียนรูน้ันเปนพฤติกรรมท่ีสามารถ
สังเกตเหน็ ไดแ ละไมส ามารถสงั เกตเหน็ ได
จริ าภา เตง็ ไตรรัตน (2544) ไดใหความหมายของการเรียนรูวา หมายถงึ การเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมท่ีคอนขางถาวร ซ่ึงเปนผลเนื่องมาจากประสบการณและการฝกหัด พฤติกรรมที่
เปลี่ยนแปลงที่ไมจัดวาเกิดจากการเรียนรู เน่ืองจากเปนการเปล่ียนแปลงเพียงช่ัวคราวเทาน้ัน เชน
ความเหน็ดเหน่ือยเมื่อยลา ผลจากการกินยา การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมท่ีเนื่องมาจากวุฒิภาวะ
การไดรับบาดเจ็บทางดานรา งกาย เหลา นไี้ มน ับวาเกิดจากการเรียนรู
สุวิไล เรียงวัฒนสุข (2544) ไดใหความหมายของการเรียนรูวา หมายถึง การเปล่ียนแปลง
ที่คอนขางถาวรของพฤติกรรม อันเปนผลเน่ืองมาจากประสบการณในอดีต ซึ่งไมรวมถึง
การเปลี่ยนแปลงชั่วคราว อันเน่ืองมาจากแรงจูงใจ ความเหน่ือยลา วุฒิภาวะ ความเจ็บปวด
โรคภัยไขเ จบ็ หรอื ยา
สุวรี ศิวะแพทย (2549 ) ไดใหความหมายของการเรียนรูวา หมายถึง การเปล่ียน
พฤติกรรมทค่ี อ นขา งถาวร อนั เปนผลมาจากสภาพแวดลอม
44
Houston & others (1981) ไดใหความหมายของการเรียนรูวา หมายถึง การเปลี่ยน
พฤตกิ รรมทีถ่ าวรท่ีเกิดขน้ึ อันเปน ผลมาจากการฝกหดั ที่ถูกเสริมแรง หากเปล่ยี นแปลงชว่ั คราวไมถ อื วา
เปนการเรียนรู เชน ความหิว ความกระหาย เปนตน ซึ่งอาจจะแสดงออกมาเปนพฤติกรรมภายนอก
หรอื ภายในก็ได
จากความหมายตาง ๆ ที่กลาวมาขางตนจึงสรุปไดวา การเรียนรู หมายถึง กระบวนการ
ที่ทําใหพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคอนขางจะถาวร จากที่ไดรับการฝกฝน ฝกหัด หรือ
ประสบการณ โดยผานกระบวนการพัฒนาการทางรางกายและวุฒิภาวะ แตสําหรับการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรม อันเปนผลเนื่องมาจากความเจ็บปวย ยาเสพติด หรือสารเคมีตาง ๆ ตลอดจนความ
เหนด็ เหนอ่ื ยเมอื่ ยลา ไมถอื วาเปนการเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมทีเ่ กดิ จากการเรยี นรู
กระบวนการเรยี นรู (Learning Process)
กระบวนการเรียนรูเปนกระบวนการที่เกิดข้ึนอยางตอเน่ืองและมีความสัมพันธกัน
แบงออกเปน 5 ขัน้ ตอน ดงั นี้ คือ (มธรุ ส สวางบาํ รงุ , 2542 ; โรจนร วี พจนพ ัฒนผล, 2549)
1. สง่ิ เรา (Stimulus) เปน ส่ิงท่ีกระตนุ ใหเกดิ ความสนใจ
2. การสมั ผัส (Sensation) เมื่อสัมผัสกบั สิ่งเรารางกายจะเกดิ การสัมผัสและสงกระแสสัมผัส
นัน้ ไปยงั ระบบประสาทสว นกลาง
3. การรับรู (Perception) เปนการทาํ งานในระบบประสาทสวนกลางเพื่อวิเคราะหและแปล
ความหมายจากส่ือที่สัมผัสนั้น โดยอาศัยประสบการณเดิมและปจจัยอื่น ๆ เชน ความจํา
การคดิ ความรู ความสามารถ ความถนัด ความพรอ มและสตปิ ญญา เปน ตน
4. มโนทัศน (Concept) เปนการสรุปความคิดทีต่ นเขาใจ
5. การตอบสนอง (Response) เม่ือสรุปความคิดไดแลวบุคคลจะเกิดการเปล่ียนแปลง
พฤติกรรม (ทง้ั พฤตกิ รรมภายนอกและ/หรอื พฤติกรรมภายใน)
45
สิง่ เรา (Stimulus)
การสมั ผัส (Sensation)
การรับรู (Perception)
มโนทัศน (Concept)
การตอบสนอง (Response)
ภาพท่ี 4-1 แสดงกระบวนการเรียนรู
องคป ระกอบของการเรียนรู
องคประกอบที่สําคญั ตอการเรียนรู ไดแ ก (จรรจา สวุ รรณทัต, 2535 ; ขนษิ ฐา วเิ ศษสาธร,
2540)
1. องคป ระกอบทางดา นรางกาย ไดแก
1.1 สมองและระบบประสาท การเรียนรูตองอาศัยการรับรูของประสาทสัมผัส
การคิด การเช่ือมโยงประสบการณ และความจําที่เกิดขึ้นในสมอง กระบวนการตาง ๆ เหลานี้
อยูภายใตการควบคุมของสมองและระบบประสาทท้ังสิ้น ถามีความชํารุดบกพรองเกิดข้ึนบริเวณสวน
ใดกต็ ามก็จะสงผลกระทบตอการเรียนรอู ยา งมาก
1.2 สติปญญา ความสามารถในการเรียนรูของบุคคลขึ้นอยูกับระดับสติปญญา
ของบุคคลนัน้ ผทู ี่มีสติปญ ญาสูงจะเรยี นรูไดมาก เรียนรูไ ดเร็วและเรียนรูไดถ ูกตอ งกวาผูท่ีมีสติปญ ญา
ต่ํากวา
1.3 ความเหน็ดเหนื่อยเม่ือยลา ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยลาทางรางกายและ
ทางสมองจะเปนอปุ สรรคตอการเรยี นรู ทาํ ใหเรยี นรูไดไมเ ตม็ ท่เี ทาท่คี วรหรอื ไมเ กิดการเรยี นรเู ลย
2. องคป ระกอบทางดานจติ ใจ ไดแ ก
2.1 แรงขับหรือแรงจูงใจ แรงขับหรือแรงจูงใจจะเปนสิ่งกระตุนหรือเราใหเกิด
การเรยี นรูเพื่อไปสูม ุงจุดหมายตามที่ต้ังใจเอาไว หากบุคคลใดมจี ุดมุงหมายทส่ี ูงและชดั เจน ก็จะสงผล
ตอการเรยี นรมู ากกวา บคุ คลทเ่ี ลอื่ นลอยไรจุดหมาย
2.2 อารมณหรือจิตใจ อารมณมีผลตอประสิทธิภาพการเรียนรูของบุคคล จะพบวา
ผูที่มีปญหาทางอารมณตาง ๆ เชน หวาดกลัว วิตกกังวล หรือซึมเศรา มักสงผลกระทบตอ
46
การเรียนรู ทําใหเรียนรูชา สับสน จําไมคอยไดและไมมีสมาธิในการเรียนรู ตรงกันขามกับผูที่มี
จิตใจรา เริง อารมณแ จมใส จะมีสมาธแิ ละสนกุ สนานกับการเรยี นรูมากกวา
3. องคประกอบทางดา นสงั คม ไดแก
3.1 ครอบครัวและโรงเรียน โดยเฉพาะการเสริมแรงจากครอบครัวและโรงเรียน เชน
เม่ือเด็กทําดี พอแมหรือครูอาจารยใ หรางวลั ดวยคําพูดชมเชย ยกยอง ใหกําลังใจ ยอมจะชวยให
เด็กอยากทาํ ดีตอไปอกี
3.2 วัฒนธรรม วัฒนธรรมมีอิทธิพลทาํ ใหบุคคลมีวิถีชวี ติ ทีแ่ ตกตา งกนั มีพฤติกรรมที่แสดง
ออกมาตางกัน รวมท้ังพฤติกรรมในการเรียนรูดวย ดังนั้นการจัดการเรียนรูตองเหมาะสม
กบั วฒั นธรรม สงั คม ขนบธรรมเนยี ม ประเพณขี องแตละสงั คมแตละทองถ่ินนน้ั ๆ ดวย
ทฤษฎกี ารเรียนรู
ทฤษฎีการเรียนรูทางจิตวิทยาในปจจุบันมีมากมายหลายกลุมหลายทฤษฎี ซึ่งไดแบงไว
แตกตางกันออกไปตามความเชื่อของแตละทาน แตในที่น้ีเพ่ือใหผูเรียนเกิดความเขาใจในบทเรียนได
งายขึ้นและสามารถนําไปประยุกตใชไดจริง ๆ ผูเรียบเรียงจะขอแบงทฤษฎีการเรียนรูออกเปน
3 กลุม ใหญๆ ดังน้ี (ขนิษฐา วิเศษสาธร, 2540 ; จิราภา เตง็ ไตรรตั น, 2544)
1. การวางเง่อื นไขแบบคลาสสคิ (Classical Conditioning Theory)
2. การวางเง่ือนไขแบบแสดงกระทํา (Operant Conditioning Theory)
3. ทฤษฎีการเชอ่ื มโยง (Connectionism Theory)
4. ทฤษฎีความคิดความเขาใจหรือทฤษฎสี นาม (Cognitive or Field Theory)
5. ทฤษฎีการเรียนรูทางสังคมหรือทฤษฎีการเรียนรูจากตัวแบบ (Social learning or
Modeling Theory)
1. ทฤษฎกี ารวางเง่อื นไขแบบคลาสสิค (Classical Conditioning Theory)
นกั จิตวิทยาท่ีศึกษาทฤษฎีนี้ คือ อีวาน พี. พาฟลอฟ (Ivan P. Pavlov) นักจิตวทิ ยา
และนักสรีรวิทยา ชาวรัสเซียที่มีช่ือเสียง เขาไดรับรางวัลโนเบลจากการทําวิจัยเร่ือง “สรีรวิทยาของ
การยอยอาหาร” เมอื่ ป ค.ศ. 1904 จากการวจิ ัยเก่ียวกับการยอ ยอาหารของสุนัข พาฟลอฟ กลาว
วา “การเรียนรูของอินทรียน้ัน คือ การวางเง่ือนไขแบบคลาสสิค ซ่ึงหมายถึงการใชสิ่งเรา 2
ส่ิงควบคูกันคือสิ่งเราท่ีวางเงื่อนไข (Conditioned Stimulus : CS) และสิ่งเราที่ไมไดวางเงื่อนไข
(Unconditioned Stimulus : UCS) เพ่ือใหเกิดการเรียนรู คือ การตอบสนองท่ีเกิดจากการวาง
เงื่อนไข (Conditioned Response : CR) ซึ่งถา อินทรียเ กดิ การเรยี นรูจรงิ แลวจะมีการตอบสนองตอ
สิ่งเรา 2 ส่ิงในลักษณะเดียวกัน และไมวาจะตัดสิ่งเราชนิดใดชนิดหนึ่งออกการตอบสนองก็ยังเปน
เชน เดิม เพราะวา ผูเรยี นสามารถเช่อื มโยงระหวางส่งิ เราท่ีวางเง่อื นไข (Conditioned Stimulus : CS)
กบั ส่งิ เรา ทีไ่ มไดวางเงือ่ นไข (Unconditioned Stimulus : UCS) กับการตอบสนองไดน ่ันเอง
47
การทดลองของพาฟลอฟ
จุดเร่ิมตนของการทดลองเกิดจากการท่ีพาฟลอฟ ไดสังเกตเห็นวาสุนัขที่เขาเล้ียง
มักมีอาการนํ้าลายไหลเกิดขึ้นทุกคร้ังที่เขาไดนําเอาผงเนื้อไปใหกิน และบางคร้ังท่ีเขาเดินมาสุนัขได
ยินเสียงฝเทาของเขาก็มีอาการน้ําลายไหลทั้ง ๆ ท่ียังไมไดเห็นหรือไดกล่ินอาหาร ทําใหเขาคิดวา
อาการนํ้าลายไหลของสุนัขน้ัน นาจะเปนพฤติกรรมการเรียนรูอยางหนึ่งที่ตอเน่ืองกันระหวางผงเนื้อ
กับเสียงคนเดิน และเนื่องจากพาฟลอฟ เปนนักสรีรวิทยา เขาจึงเห็นวาอาการนํ้าลายไหลเปน
ปฏิกิริยาสะทอน (Reflex Action) ซึ่งเกิดจากการทํางานของระบบประสาทอัตโนมัติน้ันเปน
ปฏกิ ริ ิยาการเรียนรอู ยา งหนึ่งได
เขาจึงเริ่มทดลองโดยกอนทดลองไดทาํ การผาตัดงาย ๆ ขางกระพุงแกมของสนุ ัข เพ่ือเปด
ทอของตอมน้ําลายใหกวา งออกและเจาะเปนทอ ไหลลงภาชนะท่ีมีเครื่องหมายสาํ หรับตวงปริมาณของ
น้าํ ลายได
เร่ิมการทดลองเขาต้ังจุดประสงคไววา “สุนัขจะตองมีอาการนํ้าลายไหลจากการไดยิน
เสียงกระดงิ่ ”
ตามวิธีการทดลองการวางเง่ือนไขแบบคลาสสิคของพาฟลอฟน้ี มีคําศัพททางเทคนิค
ที่นกั ศกึ ษาตองทาํ ความเขา ใจอยหู ลายคาํ ซึง่ อธบิ ายไดด ังนค้ี อื
- สิ่งเราที่วางเงื่อนไข (Conditioned Stimulus : CS) หมายถึง สิ่งเราท่ีใช
วางเง่ือนไขเพื่อใหเกดิ การเรียนรู โดยปกติสิ่งเรานี้ตามธรรมชาติจะไมมีการตอบสนองหรือการเรียนรู
ดงั เชน ท่ีผวู างเง่ือนไขตอ งการ เชน สนุ ขั ทัว่ ไปไมไ ดยินเสียงกระด่งิ อาการนํา้ ลายไหลจะไมเกดิ ข้ึน
- การตอบสนองที่เกิดจากการวางเงื่อนไข (Conditioned Response : CR)
หมายถึง การตอบสนองตอสิ่งเราท่ีวางเง่ือนไขหลังจากถูกวางเง่ือนไขแลว เชน การแสดงอาการ
น้ําลายไหลของสุนัขเมอ่ื ไดย ินเสียงกระดง่ิ
- สิ่งเราที่ไมไ ดวางเง่ือนไข (Unconditioned Stimulus : UCS) หมายถึง ส่ิงเราท่ี
มีอยูในธรรมชาติเมื่อนํามาใชคูกับสิ่งเราที่วางเง่ือนไขแลว ทําใหเกิดการเรียนรูหรือการตอบสนอง
จากการวางเงื่อนไขได เชน ผงเนื้อเมื่อนํามาคูกับเสียงกระดิ่งแลวทําใหน้ําลายไหลน่ันเอง หรือ
กลาวงาย ๆ วาเปนสิ่งเราท่ีมีอยูในธรรมชาติซ่ึงนํามาคูกับส่ิงเราที่วางเงื่อนไข เพ่ือชวยใหเกิดการ
ตอบสนองตามทต่ี องการในการวางเงือ่ นไขนัน้
- การตอบสนองท่ีไมไดวางเง่ือนไข (Unconditioned Response : UCR) หมายถึง
การตอบสนองตามธรรมชาตทิ ไ่ี มต องมกี ารบังคับหรือการควบคุม สว นใหญเ ปนการทาํ งานของระบบ
ประสาทอตั โนมตั ิซึ่งเปนการทํางานโดยท่สี มองไมต อ งสงั่ การ เรยี กวา ปฏกิ ริ ิยาสะทอ น(Reflex) เชน
นํ้าตาไหล นํา้ ลายไหล การหลั่งของน้าํ ยอยในกระเพาะอาหาร เปนตน
48
หลักการเรยี นรูข องพาฟลอฟ เขยี นเปน แผนผังงาย ๆ ไดด ังนี้
การวางเงือ่ นไขแบบคลาสสิค = สิ่งเรา ที่วางเง่อื นไข + สิ่งเราที่ไมไ ดวางเงอื่ นไข = การเรียนรู
ภาพท่ี 4-2 เคร่ืองมือท่ีพาฟลอฟใชในการทดลอง การวางเงอ่ื นไขแบบคลาสสิก
ที่มา : Capaldi (1991)
การทดลองของพาฟลอฟ แบง ออกเปน 3 ขนั้ ตอน คอื
1. ข้ันกอ นวางเงอ่ื นไข
เปนข้ันท่ีศึกษาภูมิหลังของสุนัขกอนการเรียนรูจากการวางเงื่อนไข วาภูมิหลังหรือ
พฤติกรรมกอนการเรียนรูเปนอยางไร เขาศึกษาพบวา สุนัขจะแสดงอาการสายหัวและกระดิกหาง
เม่ือไดย นิ เสยี งกระด่ิง แตจ ะแสดงอาการน้ําลายไหลเมื่อไดเ หน็ ผงเนอ้ื ซงึ่ แสดงไดดังสมการ
เสียงกระดิ่ง (UCS) สา ยหัวและกระดิกหาง (UCR)
ผงเนื้อ (UCS) นํ้าลายไหล (UCR)
จากการศึกษาภูมิหลังที่ไดทําใหทราบวาพฤติกรรมกอนการเรียนรูคร้ังน้ี สุนัขไมได
แสดงอาการน้ําลายไหลเมื่อไดยินเสียงกระดิ่ง จะตองใชผงเน้ือเขาชวยโดยการจับคูกัน จึงจะทําให
สุนขั นา้ํ ลายไหลได
2. ขั้นวางเงอื่ นไข
เปนข้ันท่ีใสกระบวนการเรียนรูโดยการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคเขาไป เพื่อใหเกิด
การเรียนรู เขาไดส น่ั กระด่งิ กอนจากน้ันก็จะรีบพนผงเนื้อเขาไปในปากสุนขั ในเวลาตอ มาอยา งรวดเร็ว
ทาํ อยา งน้ีซํา้ ๆ หลาย ๆ คร้งั เพอื่ ใหส นุ ัขเกดิ การเรยี นรู ดงั สมการ
เสียงกระดิ่ง (CS) + ผงเน้ือบด (UCS) → นาํ้ ลายไหล (UCR)
49
ในการวางเงื่อนไขนี้ใชเสียงกระด่ิงเปนส่ิงเราท่ีวางเง่ือนไข (CS) และใชผงเนื้อ
เปนสิ่งเราที่ไมไดวางเงื่อนไข (UCS) และอาการนํ้าลายไหล ในขณะวางเงื่อนไขน้ีเปนการตอบสนอง
ที่ไมไดวางเงอื่ นไข (UCR) เพราะสนุ ขั จะนํ้าลายไหลจากผงเนือ้ มากกวาเสียงกระดิ่ง
3. ขน้ั เกดิ การเรียนรูจ ากการวางเงื่อนไข
เปนข้ันท่ีทดสอบวาสุนัขเกิดการเรียนรูหรือยัง ดวยการตัดสิ่งเราท่ีไมไดวางเงื่อนไข
(UCS) ออก คือ ผงเนื้อ ใหเหลือแตส่ิงเราท่ีวางเง่ือนไข (CS) คือ เสียงกระด่ิง ถา สุนัขยังนํ้าลายไหล
อยูแสดงวา สุนัขเกิดการเรียนรูจากการวางเง่ือนไขแบบคลาสสิคแลว นั่นคืออาการน้ําลายไหล
เปนการตอบสนองจากการวางเงื่อนไข (CR) นั่นเอง ดังสมการ
เสยี งกระดง่ิ (CS) นา้ํ ลายไหล (CR)
จากการทดลองท้ัง 3 ข้ันตอนดังกลาว บรรลุผลตามจุดประสงคท่ีพาฟลอฟต้ังเอาไว
คือ สามารถทําใหสุนัขนํ้าลายไหลเม่ือไดยินเสียงกระดิ่ง ซึ่งเปนการแกขอสงสัยที่วาทําไมสุนัข
จึงน้ําลายไหลจากการไดยินเสียงฝเทาของคนใหอาหาร ท้ังนี้ก็เพราะสุนัขมีการตอบสนองเชื่อมโยง
จากอาหารไปสูเสียงฝเทา โดยที่อาหารเปนส่ิงเราท่ีไมไดวางเงื่อนไข (UCS) และเสียงฝเทาเปน
สิง่ เราท่วี างเงอ่ื นไข (CS) ดังสมการ
เสยี งกระด่งิ (CS) + ผงเนื้อบด (UCS) → น้าํ ลายไหล (UCR) ------------- (1)
เสยี งกระด่งิ (CS) → นา้ํ ลายไหล (CR) ---------------- (2)
กฎการรูเ รียนจากทฤษฎีการวางเง่ือนไขแบบคลาสสคิ ของพาฟลอฟ
1. การเสรมิ แรง (Reinforcement) คอื การใหเ ขาคูกนั ระหวา งสิง่ เราที่วาง
เงื่อนไข (CS) กับสิ่งเราท่ีไมวางเง่ือนไข (UCS) บอย ๆ ก็จะทําใหเกิดการตอบสนองท่ีเกิดจาก
การวางเงื่อนไข(CR) ขึ้นอยางเขมแข็งและสมํ่าเสมอ เชน เมื่อกระตุนสุนัขดวยการสั่นกระดิ่ง มันจะ
ตอบสนองดวยการนํ้าลายไหล จากน้ันเราจึงใหผงเนื้อแกมันเพ่ือเปนการเสริมแรง เพื่อวาในคราว
ตอ ๆ ไปเวลาส่นั กระดง่ิ สนุ ขั จะไดมนี ํ้าลายไหลออกมาอีก
2. การหยุดหรือการหดหายหรือการลบพฤติกรรม (Extinction) คือ การท่ีอินทรีย
ไดรับสิ่งเราที่วางเง่ือนไข (CS) อยางเดียว หรือความสัมพันธระหวางสิ่งเราที่วางเงื่อนไข (CS)
กับส่ิงเราท่ีไมวางเง่ือนไข (UCS) หางกันออกไปมากข้ึน ก็จะทําใหความเขมขนของการตอบสนองท่ี
เกิดจากการวางเงื่อนไข (CR) ของอินทรียลดนอยลงเร่ือยๆ เชน การใหแตเสียงกระดิ่ง (CS)
อยา งเดียวโดยไมใหผ งเนื้อ (UCS) ตามมา จะทาํ ใหปฏกิ ิริยาการหลงั่ น้ําลาย (CR) ท่ไี หลออกมาลดลง
เรื่อย ๆ
50
3. การฟนกลับคืนสูสภาพเดิมตามธรรมชาติ (Spontaneous Recovery) คือ
หลังจากท่ีอินทรียไดการลดภาวะหรือการลบพฤติกรรมไปแลว อันเนื่องมาจากการตอบสนอง
ที่เกิดข้ึนจากการวางเงื่อนไข (CR) ท่ีลดลงเพราะไดรับแตส่ิงเราท่ีวางเงื่อนไข (CR) เพียงอยางเดียว
แตในระยะหน่ึงหรือในบางครง้ั จะกลับปรากฏข้ึนเองอีกโดยไมตองมีการเสริมแรงและอาจจะเพิ่มมาก
ข้ึน ๆ ไดถาอินทรียมีการเรียนรูอยางแทจริงโดยไมตองมีสิ่งเราที่ไมวางเง่ือนไข (UCR) มาเขาควบคู
เชน การท่ีสุนัขนํ้าลายไหลอีกเม่ือไดยินเสียงกระดิ่งเพียงอยางเดียว โดยไมตองมีผงเนื้อบดเขาคู
กบั เสียงกระดง่ิ
4. การสรุปความเหมือนหรือการสรุปกฎเกณฑท่ัวไป (Generalization) คือ การท่ี
อินทรียมีการเรียนรู โดยแสดงอาการตอบสนองจากการวางเงื่อนไขตอส่ิงเราท่ีวางเงื่อนไขหน่ึงแลว
ถามีส่ิงเราอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติคลายคลึงกับส่ิงเราท่ีวางเง่ือนไขเดิม อินทรียจะตอบสนองเหมือนกับ
ส่ิงเราท่ีวางเง่ือนไขเดิมน้ัน ยิ่งส่ิงเราใหมท่ีมีลักษณะคลายสิ่งเราเดิมมากเทาใด ก็จะเปนสิ่งเราที่ใช
แทนกนั ไดอ ยางสมบูรณยงิ่ ขน้ึ เชน ถา สุนัขมีอาการนํา้ ลายไหลจากการสน่ั กระดง่ิ เสียงระดบั กลางแลว
แตเมื่อสุนัขตัวนั้นไดยินเสียงกระด่ิงระดับสูงหรือต่ํา ก็จะมีนํ้าลายไหลออกมาไดเชนกัน
ในชีวิตประจําวันท่ีเราพบได เชน คนที่กลัวงูเม่ือพบสัตวที่มีลักษณะเหมือนงูไดแก ไสเดือน ปลาไหล
เปนตน กจ็ ะเกิดความกลวั เชนเดียวกนั
5. การแยกหรือการจําแนกความแตกตาง (Discrimination) คือ การที่อินทรีย
มีการเรียนรูท่ีจะไมยอมตอบสนองตอสิ่งเราอื่นท่ีไมใชสิ่งเราเดิมหรือสิ่งเราที่วางเง่ือนไข (CS) แลว
แสดงใหเห็นวาอินทรียสามารถแยกหรือจําแนกความแตกตางของสิ่งเราได เชน ถาสุนัขมีอาการ
นํา้ ลายไหลจากการสั่นกระดง่ิ แลว เมอื่ สนุ ัขตวั นั้นไดยินเสียงกลองหรือเสยี งแตร จะไมมีอาการนาํ้ ลาย
ไหลเลย ในชีวิตประจําวันที่เราพบได เชน คนขับรถยนตสามารถแยกความแตกตางของสัญญาณ
ไฟจราจรไดวา ถา ไฟเขียวใหไปได ไฟแดงใหหยดุ เปน ตน
การทดลองการเรียนรูแบบคลาสสคิ กบั มนษุ ย
ในป ค.ศ.1920 จอหน บี. วัตสัน(John B. Watson) ศาสตราจารยแหงมหาวิทยาลัย
จอหน ฮอปกินส ประเทศสหรัฐอเมริกา ไดทําการทดลองการวางเงื่อนไขกับคนช่ือ เด็กชายอัลเบิรต
(Albert) อายุ 11 เดือน โดยปลอยอัลเบิรตใหเลนกับหนูขาว ซ่ึงเด็กก็เลนอยางสนุกสนานแตตอมา
เขาจึงเร่ิมวางเง่ือนไข คือทุกครั้งท่ีหนูขาวเขามาใกล อัลเบิรตก็จะพยายามย่ืนมือเขาไปจับหนูขาว
ขณะนั้นเองเขาก็จะตีแผนเหล็กใหเสียงดังสน่ันหวั่นไหว อัลเบิรตก็จะตกใจกลัว รองไห และ
ทําเชนนี้บอย ๆ หลาย ๆ ครั้งซ้ําแลวซ้ําอีก จนในที่สุดอัลเบิรตก็กลัวหนูขาวและไมเพียงเทาน้ัน
อัลเบิรตยังกลัวส่ิงอื่น ๆ ท่ีมีลักษณะคลายหนูขาวอีกดวย เชน กลัวเสื้อขนสัตวสีขาว กลัวกระตาย
สีขาว กลัวกอ นสําลี เปนตน
ในการเรียนรูจากการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคนี้ เราสามารถพบไดในชีวิตประจําวัน
โดยทว่ั ไป เชน เด็กทก่ี ลวั หมอ กลัวตํารวจ กลัวงู ปลาไหลหรอื ไสเ ดอื น กลวั ฟารอง ฟาผา เปน ตน
ท้ังน้ีเพราะวาบุคคลที่เคยมีประสบการณท่ีไมดีกับสิ่งเหลาน้ีมากอน เม่ือมาพบในสถานการณใหม
51
ก็มักจะเชื่อมโยงไปสูประสบการณเดิม จึงทําใหบุคคลนั้นเกิดความฝงใจและแสดงพฤติกรรมออกมา
เชน เดยี วกบั ทเี่ คยกระทํามากอน
2. ทฤษฎีการวางเง่ือนไขแบบแสดงอาการกระทํา (Operant Conditioning
Theory)
บี. เอฟ. สกินเนอร (Burrhus F. Skinner) ศาสตราจารยแหงมหาวทิ ยาลยั ฮารวารด
เปนนักจิตวิทยาและนักการศึกษาชาวอเมริกันที่มีช่ือเสียงมาก ในป ค.ศ. 1935 เขาไดทํา
การทดลองกับหนูและนกพิราบ จากผลการทดลองท่ีได เขาจึงไดประกาศเปนทฤษฎีการวางเงือ่ นไข
แบบแสดงอาการกระทํา (Operant Conditioning Theory) ซ่ึงคําวา “Operant” หมายถึง
พฤติกรรมหรือการกระทําของอนิ ทรียที่จงใจแสดงออกมาตอสิ่งแวดลอ ม เพ่ือใหตนเองไดมาซง่ึ บางส่ิง
บางอยาง เชน อาหาร น้ํา รางวัล เงิน คําชมเชย เปนตน จึงเรียกพฤติกรรมเหลาน้ีวา
“พฤตกิ รรมแบบแสดงอาการกระทําหรือจงใจกระทาํ (Operant Behavior) ”
หลักการเรยี นรขู องทฤษฎกี ารวางเงื่อนไขแบบแสดงอาการกระทํา
ทฤษฎีนี้จะเนนการกระทําของผูรับการทดลองหรือผูเรียนมากกวาผูทดลองหรือผูสอน
กลาวคือเม่อื ตองการใหอนิ ทรยี เกิดการเรียนรูจากสิ่งเราใดสงิ่ เราหนึ่ง ก็จะปลอยใหผ ูเรียนเลอื กแสดง
พฤติกรรมเองโดยไมมีการบังคับหรือบอกแนวทาง แตเม่ือใดที่ผูเรียนแสดงพฤติกรรมการเรียนรู
ออกมา เราจึงใหการเสริมแรง(Reinforce) พฤติกรรมน้ันทันที เพ่ือใหเขาไดเรียนรูวาพฤติกรรมท่ี
แสดงออกมานัน้ เปน พฤตกิ รรมการเรียนรูท่ีถกู ตองหรอื เปนการแกปญหาที่ถูกตอง
S1 เปน สง่ิ เรา ที่ตองการใหผเู รยี นเกิดการเรยี นรู
S2 เปน ตัวเสริมแรง (หลงั จากผูเรยี นแสดงพฤตกิ รรมการเรยี นรทู ถ่ี กู ตอง)
R1 เปน พฤติกรรมการเรยี นรู
S1 R1
S2
ภาพท่ี 4-3 แสดงโครงสรางการเกิดพฤติกรรมการเรียนรูของสกนิ เนอร
ซึ่งสามารถอธิบายไดวา เมือ่ ตองการใหเ รียนรูแบบ S1 จะมีการตอบสนองออกมาหลาย
รูปแบบแตมีแบบเดียวที่ตองการในการเรียนรู คือ R1 เมื่อผูเรียนแสดง R1 จะไดรับแรงเสริมคือ
S2 ซ่ึงเปนสิ่งท่ีผูเรียนรูพอใจ ถามี S1 อีกเมื่อใด ผูเรียนจะแสดง R1 ทันที โดยคาดหวังวาจะ
ไดรบั S2 อีก
52
ภาพท่ี 4-4 การทดลองของสกนิ เนอร
ที่มา : http://l-theory-g6.blogspot.com/
การทดลองของสกนิ เนอร
การทดลองท่ี 1 : การฝก หนูกดคาน
1. ขนั้ เตรยี มการทดลอง
ทําใหหนูคุนเคยกับกลอง (Skinner Box) จากน้ันก็อดอาหารหนูเพื่อใหหนูหิวมากๆ
ซงึ่ เปน การสรา งแรงขบั ทจี่ ะผลักดนั ใหหนแู สดงพฤตกิ รรมการเรียนรูไ ดเรว็ ยิง่ ขึน้
2. ข้นั ทดลอง
เม่ือเห็นวาหนูหิวมากๆ แลวก็ทําการปลอยหนูเขาไปในกลอง หนูจะวิ่งสะเปะสะปะ
อยางไรจุดหมายพรอมกับแสดงพฤติกรรมตาง ๆ ออกมา เชน การกัดแทะสิ่งตาง ๆ ท่ีอยูในกลอง
การว่ิงวกไปวนมารอบ ๆ กลอง จนกระทง่ั บังเอญิ เทา ของหนแู ตะลงไปบนคาน (S1) ก็จะมอี าหารไหล
ลงไปในถาดอาหารซ่ึงอยูในกลองสกินเนอรทันที หนูก็จะไดกินอาหาร (S2) จนอ่ิมทองและสกิน
เนอรย งั สงั เกตพบวาทกุ คร้ังทีห่ นหู วิ มันก็จะใชเ ทา หนา กดลงไปบนคาน (R1) เสมอ
3. ขน้ั ทดสอบการเรยี นรู
ทกุ ครั้งท่จี ับหนูเขา ไปในกลอ งสกินเนอรอกี หนูจะแสดงอาการใชเทาหนากดคานทันที
แสดงวา หนูเรยี นรูแลว วา การกดคานจะทําใหไดอาหาร
สรุปผลการทดลองน้ีไดวาการเรียนรูท่ีดีจะตองมีการเสริมแรง (Reinforcement)
น่ันเอง
53
การทดลองที่ 2 : การฝก นกพิราบใหจ ิกแปน สตี า ง ๆ
ภาพที่ 4-5 การฝก ใหน กพริ าบจิกแปน สตี างๆ
ท่มี า : cdn.learners.in.th/assets/media/files/000/.../original_learning256.pdf
1. ขัน้ เตรยี มการทดลอง
ทําใหนกพิราบหิวมาก ๆ เชนเดียวกับทําใหหนูหิวมาก ๆ และทําใหนกพิราบคุนเคย
กบั กลอ งสกินเนอรจ ะไดไมตกใจกลัว
2. ข้ันทดลอง
จากน้ันก็ปลอยนกพิราบเขาไปในกลอง นกจะแสดงพฤติกรรมตาง ๆ ดวยการจิกนั่น
จิกนี่ ท่ีอยูในกลองรวมท้ังแปนสีตาง ๆ และทันทีท่ีมันจิกแปนสีแดง ก็จะไดรับอาหารคือขาวเปลือก
ทีถ่ าดทนั ทแี ละทุกครงั้ ท่จี ิก (S1 คือ แปนสแี ดง, S2 คอื ขา วเปลือก และ R1 คือการจกิ แปน สแี ดง)
3. ขน้ั การทดสอบการเรยี นรู
ทุกครั้งท่ีนกพิราบหิวเมื่อใสเขาไปในกลองมันจะจิกแปนสีแดงทันที แสดงวานกพิราบ
เกิดการเรยี นรกู ารจกิ แปน นน่ั เอง
สรุปผลจาการทดลองน้ีจะไดเหมือนกับการทดลองท่ี 1 คือ การเรียนรูเกิดข้ึนไดจาก
การเสริมแรงเชนกัน
กฎการเรยี นรูของทฤษฎกี ารวางเงอื่ นไขแบบแสดงอาการกระทํา
1. การเสริมแรง (Reinforcement) หมายถึง การทําใหพฤติกรรมการเรียนรูท่ีเกิดข้ึน
แลวมีความคงทนถาวรตอไปเรื่อย ๆ หรือเพ่ิมความถ่ีขึ้นอีก ดังนั้นจึงตองใชหลังจากที่อินทรียเกิด
พฤตกิ รรมเรยี นรูน้นั แลว แบง ออกเปน 2 ประเภท คือ
1.1 การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) หมายถึง การใหหรือ
การเพ่ิมส่ิงท่ีพอใจแกอินทรียภายหลังจากที่ไดแสดงพฤติกรรมการเรียนรูนั้นแลว เชน คําชมเชย
ไดรบั รางวัล เปน ตน ทาํ ใหผูเ รียนรูเกิดความพอใจเมอื่ ไดรบั
54
1.2 การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) หมายถึง การนําสิ่งท่ี
ไมชอบหรือไมพอใจออกไปจากอินทรีย เชน เสียงรบกวน อากาศท่ีรอนหรือหนาวเกินไป เปนตน
ทาํ ใหผเู รียนรเู กดิ ความพอใจเม่ือไดนําสิง่ ท่ีไมพอใจนน้ั ออกไป
2. ตวั เสริมแรง (Reinforcer) แบงออกเปน 2 ประเภท คือ
2.1 ตัวเสริมแรงปฐมภูมิ (Primary Reinforcer) หมายถึง สิ่งเราที่มีอํานาจ
ในการเสริมแรงในตัวเองตามธรรมชาติ โดยไมตองผานกระบวนการเรียนรู เชน อาหาร น้ํา อากาศ
เปน ตน
2.2 ตัวเสริมแรงทุติยภูมิ (Secondary Reinforcer) หมายถึง สิ่งเราท่ีไมมีอํานาจ
ในการเสริมแรงดวยตัวของมันเอง ตองนําไปควบคูกับตัวเสริมแรงปฐมภูมิ เชน เสียงเพลง
เลานิทาน เปน ตน
3. การกําหนดการเสรมิ แรง แบงออกเปน 2 ประเภท คอื
3.1 การเสริมแรงตามอัตราสวนแบบตอเนื่อง หรือแบบทันทีทันใด (Immediately
or Continuous Reinforcement) เปนการเสริมแรงอยางตอเน่ืองทุกครั้งท่ีมีการตอบสนองหรือ
แสดงพฤติกรรมการเรียนรู ในอัตราสว น 1 : 1 เสมอ หมายความวา ถาแสดงพฤติกรรมการเรียนรู
1 ครั้ง ก็จะเสริมแรง 1 คร้ังเรื่อย ๆ ไปอยางสมํ่าเสมอ ควรจะใชเมื่อตองการใหอินทรียเกิดการ
เรียนรอู ยา งรวดเร็ว ซ่งึ เหมาะทีจ่ ะใชก บั เด็กเลก็ ๆ หรอื ผทู ฝี่ กหรอื เร่มิ เขา เรยี นใหม ๆ
3.2 การเสริมแรงเปนครั้งคราว (Intermittent or Partially Reinforcement)
เปน การเสริมแรงท่ไี มส มํ่าเสมอ กลาวคือแมวาอินทรียจ ะแสดงพฤตกิ รรมการเรียนรอู อกมาแตบางคร้ัง
กเ็ สริมแรงบางครัง้ ก็ไมเสรมิ แรงสลับกันไป
4. วิธีการการเสริมแรง แบง ออกเปน 4 ประเภท คือ
4.1 การเสริมแรงตามอัตราสวนแนนอน (Fixed-ratio Schedules) เปนการ
เสริมแรงตามจํานวนคร้ังของพฤติกรรมอยางสม่ําเสมอ เชน ถาแสดงพฤติกรรม 3 ครั้ง จะไดรับการ
เสรมิ แรง 1 คร้งั
4.2 การเสริมแรงตามอัตราสวนไมแนนอน (Variable-ratio Schedules) เปน
การเสริมแรงตามจํานวนครั้งของพฤติกรรมที่ไมไดกําหนดการเสริมแรงไวแนนอน บางทีก็มากบางที
ก็นอย เชน แสดงพฤติกรรม 3 ครง้ั บาง 1 คร้ังบาง หรือ 5 คร้ังบาง ถึงจะไดรับการเสริมแรง 1 ครั้ง
ซง่ึ ในชวี ติ ประจําวนั ของเราจะไดพบประเภทนี้มากท่ีสุด
4.3 การเสริมแรงตามระยะเวลาแนนอน (Fixed-interval Schedules) เปน
การเสริมแรงตามชวงระยะเวลาอยางสมํ่าเสมอ เชน ถาแสดงพฤติกรรมออกมาจะไดรับการเสริมแรง
ทกุ 15 นาที หรอื ทุก 30 นาที
4.4 การเสริมแรงตามระยะเวลาไมแนนอน (Variable-interval Schedules) เปน
การเสริมแรงตามชวงระยะเวลาแตไมสม่ําเสมอไมแนนอนตายตัว เชน ถาแสดงพฤติกรรมจะไดรับ
การเสริมแรง 10 นาทบี าง 30 นาทีบาง 15 นาทบี าง
55
สรุปจากวธิ กี ารเสริมแรง
1) การเสริมแรงตามเงื่อนไขท่ีแนนอน (ทั้งชวงระยะเวลาและอัตราสวน) ทําให
เกิดการเรยี นรูไดง า ยกวาแบบทีไ่ มแ นนอน
2) การเสริมแรงตามเง่ือนไขอัตราสวน ทําใหเกิดการเรียนรูไดงายกวาแบบชวง
ระยะเวลา
5. การลดภาวะหรอื การลบพฤติกรรม (Extinction) เปน การหยุดใหการเสริมแรง ซึ่งก็
จะทาํ ใหพ ฤติกรรมการเรยี นรทู ่เี คยเกิดข้ึนลดลงเรื่อย ๆ จนหยดุ พฤติกรรมน้นั ๆ และหายไปในทส่ี ดุ
6. การจําแนกความแตกตาง (Discrimination) เปนความสามารถท่ีจะจําแนกความ
แตกตางของส่ิงเราได โดยใหการเสริมแรงเฉพาะพฤติกรรมที่ตองการ และงดใหการเสริมแรง
ในสิง่ เรา อืน่
7. การลงโทษ (Punishment) หลังจากที่อินทรียไดแสดงพฤติกรรมใด ๆ ออกไปก็จะ
ไดรับการตอบสนองดวยสิ่งท่ีทําใหเกิดความไมพึงพอใจหรือการไมใหไดรับส่ิงที่พึงพอใจ ซ่ึงสงผลให
พฤติกรรมน้ันยุติหรือหดหายไป อยางไรก็ตามสกินเนอร กลาววา การลงโทษเปนการหยุดยั้ง
พฤติกรรมเพียงช่ัวคราวเทานั้น แตไมไดทําใหเกิดการเรียนรูใด ๆ ดังนั้นเขาจึงใชวิธีการเพิกเฉย
(Ignorance) เม่ือเกดิ พฤตกิ รรมท่ีไมพ ึงปรารถนาแทนการลงโทษ
8. การดัดพฤติกรรม (Shaping Behavior) เปนการดัด การปลูกฝง การฝกหรือ
การปรับพฤติกรรม เพื่อใหอินทรียมีพฤติกรรมใหมที่ตองการใหเกิดข้ึน โดยการใชการเสริมแรงเขา
ชวยเฉพาะเมื่อมีการตอบสนองหรือมีพฤติกรรมท่ีตองการ จนกลายเปนนิสัยหรือพฤติกรรม
อันพึงประสงคติดตัว จนในท่ีสุดก็สามารถขจัดพฤติกรรมท่ีไมพึงปรารถนาออกไปได เชน การฝก
สตั วต าง ๆ เปนตน โดยจะแบงออกเปนข้นั ๆ งา ย ๆ และจะเสรมิ แรงทนั ทที ส่ี ามารถแสดงพฤติกรรม
ท่ีตอ งการได
9. การอ่ิมตัวของพฤติกรรม (Satiation) จะเกิดข้ึนเม่ือมีการใหการเสริมแรงมากเกินไป
เชน ครูที่ชมนักเรียนวา “ดีมาก” บอย ๆ ซ่ึงจะใหผลดีเพียงช่ัวระยะเวลาหน่ึง ดังนั้นจึงไมควรให
การเสริมแรงอยา งเดยี วนน้ั ซํา้ ๆ กันนานเกินไป
3. ทฤษฎกี ารเชอ่ื มโยง (Connectionism Theory)
เอ็ดเวริ ด ลี ธอรนไดค (Edward Lee Thorndike) นักจิตวิทยาและนักการศกึ ษา
ชาวอเมริกัน มีชีวิตอยูในชวงป ค.ศ. 1814-1949 ไดตั้งทฤษฎีการเช่ือมโยง ซ่ึงเนนท่ีความสัมพันธ
เช่ือมโยงระหวางสิ่งเราและการตอบสนอง เขาไดทําการทดลองการเรียนรูของสัตวและผลที่ได
ทาํ ใหเขาเชือ่ วา การเรยี นรูที่แทจริงของสัตวแ ละมนุษยน ้ันคอื “การแกปญ หา” ซึ่งธรรมชาติของคนเรา
เม่ือมีสถานการณที่เปนปญหาเกิดขึ้นมา อินทรียจะพยายามดิ้นรนและแสวงหาวิธีการตาง ๆ
เพื่อแกป ญหานั้นใหได
56
หลกั การเรยี นรูข องทฤษฎีการเชอื่ มโยง
ธอรนไดคเชื่อวาการเรียนรูเกิดจากการเช่ือมโยงระหวางสิ่งเราและการตอบสนอง โดยที่
การตอบสนองมักจะแสดงออกมาเปนรูปแบบตาง ๆ หลายรูปแบบ จนกวาจะพบรูปแบบท่ีดีหรือ
เหมาะสมที่สุด ซึ่งเรียกอีกอยางวา “การลองถูกลองผิด (Trial and error)” น่ันคือการเลือก
ตอบสนองของผูเรียนจะกระทาํ ดว ยตนเองไมมีผใู ดมากาํ หนดหรอื ช้ีชองทางให การตอบสนองรูปแบบ
ตาง ๆ หลายรูปแบบจะหายไปจนเหลือเพียงรูปแบบเดียวท่ีเหมาะสมท่ีสุด และพยายามทําให
การตอบสนองเชนนน้ั เชอื่ มโยงกับส่ิงเราท่ตี องการใหเรยี นรูตอ ไปเร่ือย ๆ
เรมิ่ ตน ผลสุดทาย
R1 SR
S R2
R3
Rn
ภาพท่ี 4-6 แสดงโครงสรา งการเกิดพฤติกรรมการเรยี นรูของธอรน ไดค
จากภาพอธิบายได คือ ถามีส่ิงเราท่ีตองการใหเกิดการเรียนรูมากระทบอินทรีย อินทรีย
จะเลือกตอบสนองแบบเดาสมุ หรือลองผดิ ลองถูกหลายๆ แบบ เปน R1 , R2 , R3 , หรือ Rn…. อน่ื ๆ
จนกระทั่งไดผลที่พอใจและเหมาะสมที่สุดของผูสอนและผูเรียน การตอบสนองตา งๆ ท่ีไมเหมาะสม
จะถูกกําจัดท้ิงไป ไมนํามาแสดงการตอบสนองอีกเหลือไวเพียงการตอบสนองท่ีเหมาะสม คือ
กลายเปน S - R แลวเกดิ การเชอื่ มโยงกนั ไปเรอื่ ย ๆ
การทดลองตามทฤษฎกี ารเชือ่ มโยงของธอรนไดค
ธอรนไดคไดท ําการทดลองกับแมวโดยมีจุดประสงคในการทดลอง คือ ตองการใหแมว
เกิดเรียนรูโดยการกดคานแลวเปดประตูกรงของหีบกล (puzzle box) หรือกรงปริศนาออกมากิน
อาหารนอกกรงได โดยมขี ั้นตอนดงั นี้
ภาพที่ 4-7 แมวเปดกรง
ท่มี า : http://2m-bany.web.officelive.com/images/2-thorndike%5B1%5D.jpg
57
1. สรางแรงขับ (drive) คอื ความหวิ ใหแกแมวมาก ๆ โดยการจบั แมวมาอดอาหาร
2. ใสแ มวเขา ไปในกรงหรือหีบกลปด ประตูกรงแลว วางปลาแซลมอนลอ ไวห นาประตูกล
3. สังเกตปฏิกิริยาท่ีเกิดขึ้น แลวจดบันทึกตั้งแตเร่ิมทดลองจนกระท่ังแมวใชเทากดคาน
เพ่ือออกจากกรงไดส ําเร็จ
4. หลังจากแมวออกกรงได 1 คร้ัง ใหทดลองซ้ําอีกวันละ 20 คร้ัง (เชา 10 ครั้ง บาย 10
ครั้ง) รวม 5 วัน รวมทั้งหมด 100 คร้ัง และแตละครั้งที่ทดลองสิ้นสุดลงแมวจะตองไดกินอาหาร
(ปลาแซลมอน) เสมอ
ผลการทดลอง
1. ในระยะแรกของการทดลอง แมวจะแสดงพฤติกรรมแบบเดาสุมเพ่ือจะออกจากกรง
มากนิ อาหาร เชน เดิน กดั ขว น ตะกุย สง เสียงรอ ง ฯลฯ
2. ความสําเร็จคร้ังแรกเกิดข้ึนโดยบังเอิญ ที่เทาของแมวไปแตะที่คานเขาจนทําใหประตู
เปด และแมวออกไปกินอาหารได
3. ทดลองซํ้าใหมอีก ย่ิงมากขึ้นเทาใดพฤติกรรมเดาสุมหรือลองผิดลองถูกของแมวจะ
ลดลงจนในทีส่ ุดแมวเกิดการเรยี นรูถึงความสมั พันธร ะหวา งคานกับประตูกรงได
4. หลังการทดลองครบ 100 ครั้ง ทิ้งระยะหางไปประมาณ 1 สัปดาห แลวทดลองใหม
แมวจะใชองุ เทา กดคานเปด ประตูออกมากินอาหารไดในทันที
สรปุ ผลการทดลอง
แสดงวาแมวเกิดการเรียนรู (วิธีการเปดประตูกรง) โดยการกดคานไดดวยตนเองจาก
การเดาสุม หรือแบบลองถกู ลองผิด จนไดวธิ ที ถ่ี ูกตอ งท่ีสดุ
กฎการเรียนรขู องการทดลองตามทฤษฎกี ารเชื่อมโยงของธอรนไดค
1. กฎแหงความพรอม (Law of readiness) การเรียนรูจะเกิดผลดีตองมาจากความ
พรอ มทั้งรางกายและจิตใจของผูเรียน เชน ความพรอ ม วุฒภิ าวะ ความสนใจ ความพึงพอใจ เปนตน
2. กฎแหงการฝก หดั (Law of exercise) การฝก หดั กระทําซํา้ บอยๆ ยอมทําให
เกิดการเรียนรูไดนานและคงทนถาวร (อยางไรก็ตามกอนท่ีจะกระทําซ้ําบอยๆ ผูเรียนจะตองเขาใจ
ในเหตุและผลท่ีแทจริงเสยี กอน) โดยสามารถแยกออกเปน กฎยอ ยได 2 กฎ คือ
2.1 กฎแหงการใช (Law of Used) เม่ือเกิดการเขาใจหรอื เรียนรูแ ลว มีการกระทํา
หรือนําส่งิ ทีเ่ รียนรูน นั้ ไปใชบ อ ยๆ ดวยการกระทําซ้าํ แลว ซํ้าอีกจะทาํ ใหก ารเรยี นรนู นั้ คงทนถาวร
2.2 กฎแหงการไมไดใช (Law of Disused) เม่ือเกิดการเขาใจหรือเรียนรูแลวไมได
กระทําหรือนําสิ่งที่เรียนรูนั้นไปใชหรือนาน ๆ คร้ังถึงจะกระทํา จะทําใหการเรียนรูนั้นไมเกิดความ
คงทนถาวรในทส่ี ุดกเ็ กดิ การลมื หรือไมเรยี นรูอ ีกเลย
3. กฎแหงผลท่ีพึงพอใจ (Law of effect) เมื่อแสดงพฤติกรรมการเรียนรูออกไปแลว
ไดรับผลที่พอใจอินทรียยอมอยากเรียนรูตอไปอีก แตถาไดรับผลที่ไมพึงพอใจอินทรียก็ไมอยากจะ
58
เรียนรูหรือเกิดการเบ่ือหนายข้ึนได ดังน้ันถาจะใหการเชื่อมโยงระหวางส่ิงเราและการตอบสนองมี
ความมน่ั คงถาวรจะตอ งใหอ นิ ทรียไ ดรับผลท่ีพึงพอใจ
4. กลุมทฤษฎคี วามคดิ ความเขา ใจ หรอื ทฤษฎสี นาม (Cognitive or Field Theory)
วอลฟแกง โคหเลอร (Wolfgang Kohler) นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน กลุมเกสตัลท
ในป ค.ศ.1913-1917 ชวงระหวางสงครามโลกคร้ังท่ี 1 เขาไดเปนผูอํานวยการการทดลองเกี่ยวกับ
การเรียนรูของลิงชิมแฟนซี บนเกาะแคนารี นอกฝงทวีปแอฟริกา โคหเลอรไดทําการทดลองเรื่อง
“การเรียนรูแบบหยั่งรูหรือหยั่งเห็น (Insight Learning)” โดยกลาววา คนเรานั้นมีปฏิกิริยา
ตอบสนองตอ “แบบ” ของการรับรูของตนเอง เม่ือคนเราประสบปญหาจะเรียนการแกปญหาดวย
การจัดแบบข้ึนมาใหม ขณะที่หาทางแกปญหาอยูนั้นก็จะเกิดเห็นชองทางใหมขึ้นมาทันทีทันใด
โดยอาศัยประสบการณเดมิ ทค่ี ลายคลึงกันมากอนมาแกป ญ หาใหมท่ีกาํ ลงั ประสบอยู
ภาพท่ี 4-8 พฤติกรรมการใชเ หตผุ ลของลงิ
ท่มี า : http://www.nana-bio.com/e-learning/Behavior/image%20behavior/
insightlearning.jpg
กอนการทดลองโคหเลอรไดเลี้ยงลิงชิมแปนซีไวฝูงหนึ่ง โดยพยายามใหประสบการณ
ตาง ๆ ในการแกปญหาแกลงิ โดยทางออ ม เชน พาลิงไปในทตี่ าง ๆ ใชไมเขี่ยส่งิ ของ สอยผลไมใหดู
จากนั้นก็นําลิงตัวหนึ่งใสไวในกรงภายนอกกรงมีผลไม ซึ่งลิงไมสามารถเอ้ือมมือหยิบมากินได เพราะ
อยูไกลเกินเอ้ือมและยังมีไมขนาดยาววางอยูโดยเอื้อมไมถึงเชนกัน แตมีไมสั้น ๆ วางอยูใกล ๆ ลิง
59
เมื่อลิงหิวและเอ้ือมหยิบผลไมไมถึง ก็จะแสดงกิริยาทาทางตาง ๆ เชน กระโดด โยก เขยากรง
หอยโหน จนกระท่ังเหน่ือยออนจึงน่ังลงแตเม่ือน่ังจองไปรอบ ๆ สักพักหนึ่งมันก็หยิบไมอันสั้นที่อยู
ใกล ๆ แลวเขี่ยเอาไมยาวที่อยูไกลใหเขามาใกล ๆ จากนั้นก็หยิบไมยาวเขี่ยเอาผลไมมากินได
สวนอีกคร้ังหน่ึงโคหเลอรไดใชกลวยแขวนไวในกรงที่อยูสูงมากโดยไมสามารถปน กระโดดหรือ
เขยงถึง ภายในกรงน้ันมีกลองไมวางอยู 3 กลอง แรก ๆ ลิงจะยืนบนกลองไมเพียงกลองเดียว
เพ่ือเออ้ื มหยบิ กลวย เมอ่ื ทําไมไดล ิงก็จะหยดุ พักสักครูจากนัน้ ก็นํากลองอีก 2 กลอ งมามาวางซอนทับ
ตอกันเพื่อยืนข้ึนไปหยิบกลวยกินไดสําเร็จ การกระทําในการแกปญหาของลิงท้ังสองการทดลอง
จะเปนไปอยางรวดเร็ว ฉับพลันและสมบูรณ โคหเลอรเรียกวา เปนการเกิดความคิด หรือการเรียนรู
นี้วา เปน “แบบหย่ังรูห รอื หย่งั เหน็ (Insight Learning)”
สรุปจากการทดลองของโคหเ ลอร
1. การเรียนรูแบบหย่ังรูหรือหยั่งเห็นน้ีจะเกิด “แวบ” ขึ้นอยางรวดเร็ว ทันทีทันใด
เปน ความกระจางแจงทีเ่ กดิ ขน้ึ ภายในใจ
2. ความรูเดิมหรือประสบการณเดิมในอดีตจะสงผลตอการเรียนรู ดังน้ันผูท่ีมี
ประสบการณมากยอมแกป ญ หาแบบหย่ังรูหรือหย่ังเหน็ ไดมากกวา ผทู ่ีมปี ระสบการณนอย
3. การหย่งั รหู รือหย่ังเห็นนั้น เกิดจากการรับรูถงึ ความสัมพนั ธของสง่ิ ตาง ๆ รอบตัว
ภายใตสถานการณท จี่ ะแกป ญ หานัน้
4. สติปญญามีความสัมพันธกับการหยั่งรูหรือหย่ังเห็น กลาวคือผูที่มีสติปญญาสูง
จะแกป ญ หาที่เกดิ ขึน้ ไดมากกวา ผูท มี่ สี ติปญญาต่ํา
5. ผลท่ีไดจากการทดลองนี้จะคัดคานขอ เสนอของธอรนไดค ท่ีกลา ววาสัตวแกป ญหา
อยางเดาสุมโดยการลองถูกลองผิด (Trial and error) แตโคหเลอรคิดวาสัตวมีการแกปญหา
แบบมีแบบแผนดวยการหยัง่ รหู รือหยั่งเหน็ มากกวา
5. ทฤษฎกี ารเรียนรทู างสงั คม (Social Learning or Observational Learning or
Modeling Theory)
อัลเบิรต แบนดูรา (Albert Bandura) นักจิตวิทยาชาวอเมริกนั เช่ือวา พฤติกรรม
การเรียนรูของมนุษยนั้นเกิดจากการสังเกตและเลียนแบบบุคคลที่เขาสนใจซ่ึงมักเปนผูที่ใกลชิด เชน
พอ แม พี่ ปา นา อา เปนตน และบุคคลท่ีมีชื่อเสียงโดงดัง เชน ดารา นักรอง นักแสดง
นกั กฬี า เปน ตน ทบี่ ุคคลเหลานนั้ มักจะปรากฏอยูใ นสื่อตา ง ๆ เชน โทรทัศน ภาพยนตร หนังสือพิมพ
เปนตน การเรียนรูลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นไดบอยที่สุดในชีวิตประจําวัน เน่ืองจากคนทุกคนจะมี
การสังเกตและเลยี นแบบผูอ ื่นทง้ั โดยต้ังใจหรือรูตวั เชน การทวี่ ัยรุนแตง กายตามแฟช่ันใหม ๆ ทีเ่ ห็น
จากดารา นายแบบ นางแบบหรือนักแสดงแตง ตัวก็จะแตงตาม เปน ตน และไมตง้ั ใจหรอื ไมร ูต ัว เชน
เด็กท่ีเห็นครูแสดงการดดุ า เกร้ยี วกราด ยืนเทาสะเอว ก็จะจดจาํ และซึมซบั ภาพน้ีไวแ ละแสดงออก
มาตามที่ตนเองเหน็ โดยไมร ูตัว เปนตน
60
5.1 ปจจัยทเ่ี กยี่ วของกับการเลยี นแบบ
การเลียนแบบของบุคคลจากตัวแบบจะทําไดมากนอยเพียงใดขึ้นอยูกับปจจัย
ตา ง ๆ ดงั น้ี
5.1.1 ความสมั พนั ธท ี่มีตอกนั ถา บุคคลมีความสัมพันธก ับตัวแบบสงู ก็มี
แนวโนมที่จะเลยี นแบบไดม าก
5.1.2 ความสนใจของบุคคล โดยจะเลือกเลียนแบบจากตัวแบบเฉพาะพฤติกรรม
ที่เขาสนใจและใหความสําคญั
5.1.3 ศกั ยภาพและสามารถของบคุ คลในการสังเกตและจดจําพฤติกรรมจากตวั
แบบรวมทัง้ วฒุ ภิ าวะและคุณสมบัตบิ างประการ
5.1.4 รางวัลหรือผลของพฤติกรรมของบุคคลหลังจากที่ไดเลียนแบบไปแลวหาก
ไดร บั ความพึงพอใจกจ็ ะแสดงพฤตกิ รรมเลียนแบบเชน น้นั ตอไป
5.1.5 ความยุงยากซับซอนของพฤติกรรมของตัวแบบ เพราะยิ่งซับซอนมาก
การเลยี นแบบก็ยิง่ ยากขนึ้
5.2 กระบวนการเรียนรูโดยการเรียนแบบมี 4 ขั้นตอนที่สําคัญ ดังน้ีคือ
(Baron, 1989)
5.2.1 ความใสใ จ (Attention) การใสใ จกบั ตัวแบบจะทาํ ใหส ามารถจดจํา
รายละเอยี ดของตวั แบบไดอยา งชัดเจน ทาํ ใหก ารเลียนแบบงา ยขน้ึ
5.2.2 การจดจาํ (Remember) เปนข้ันของการจดจําพฤติกรรมที่ตนเองตองการ
จะเลียนแบบ หากสามารถจดจาํ ไดม ากก็จะเลยี นแบบไดเหมือนหรือมากขนึ้ ดวย
5.2.3 กระบวนการนําเสนอ (Production Process) เปน การนาํ เสนอพฤตกิ รรม
ของตวั แบบในรูปแบบของตน ซึง่ แตล ะคนจะมกี ารปรบั ใหเหมาะสมกับสภาพการณ
5.2.4 การจูงใจ (Motivation) แมวาจะมีการเรียนรูเกิดขึ้นแลวก็จะไมแสดง
พฤตกิ รรมออกมา จนกวาจะมสี ถานการณบางอยา งมากระตนุ หรอื จงู ใจใหแสดงออกมา
การถา ยโยงการเรยี นรู
การถายโยงการเรียนรู (Transfer of Learning) หมายถึง การเรียนรูหน่ึงมีผลตอ
การเรยี นรูห นึ่ง อาจมผี ลดีขึ้นหรอื เลวลง เชน เมื่อเรียนวิธีบวกเขาใจแลว สามารถเรียนวิธคี ณู เขา ใจ
ไดงายข้ึน มากกวาคนที่เรียนรูวิธีคูณ โดยไมเคยเรียนวิธีบวกมากอน หรือคนท่ีหัดข่ีจักรยานไดแลว
สามารถหดั ขับรถจกั รยานยนตไ ดงายขึ้น เปนตน (กมลรัตน หลา สุวงษ, 2523)
การศึกษาการถายโยงการเรียนรใู นบทนจ้ี ะกลา วถงึ องคป ระกอบของการถายโยงการเรียนรู
วิธีการถายโยงการเรียนรู และการประยุกตการถายโยงการเรียนรูไปใชในการเรียนการสอน ดังนี้
(กมลรตั น หลา สวุ งษ, 2523, น. 264 ; ขนษิ ฐา วเิ ศษสาธร, 2540)
61
1. องคประกอบของการถา ยโยงการเรียนรู ไดแก
1.1 ความคลายคลึงกันของส่ิงท่ีถายโยง อาจเปนเนื้อหาวิชา วิธีการ สถานการณ
หรือสภาพแวดลอมที่คลายคลึงกัน ถากิจกรรมที่จะถายโยงมีความคลายคลึงกันมากเทาไร ก็จะทํา
ใหก ารเรยี นรนู ั้น เกิดผลเรว็ ขึ้นเทานนั้ เชน ถา เรียนบาลีและสันสกฤตมากอนแลวมาเรียนภาษาไทย
จะทําใหเรียนภาษาไทยไดงายข้ึน หรือถาเรียนภาษาลาตินมากอน ก็จะทําใหเรียนภาษาอังกฤษได
งายขึ้น เปนตน
1.2 ความยากงายหรือความซับซอนของส่ิงท่ีเรียน ถาหากเรื่องท่ีเรียนไมยากมาก
หรือซับซอ นจนเกินไป การถายโยงการเรียนรูก็จะเกดิ งายขึ้น
1.3 สติปญญาของผูเรียน ถาหากผูเรียนมีสติปญญาดี มีความสามารถในการคิดหา
เหตุผล กจ็ ะสามารถเกิดการถายโยงการเรยี นรูไดง า ยข้นึ
2. วิธีการถา ยโยงการเรยี นรู
2.1 การถายโยงทางบวก (Positive Transfer) คือ การท่ีเราไดเคยเรียนรูในเร่ืองใด
เรื่องหน่ึงมากอนก็จะชวยใหเรียนรูในอีกเรื่องหน่ึงไดงายข้ึน เชน ถาเคยเรียนจิตวิทยาทั่วไปมากอน
ก็จะทําใหเรยี นจติ วทิ ยาธรุ กจิ ไดงา ยข้นึ
2.2 การถายโยงทางลบ (Negative Transfer) คือ การเรียนรูส่ิงหนึ่งไปเปนอปุ สรรค
ขัดขวางการเรียนรูอีกสิ่งหนึ่ง เชน ถาเคยขับรถดานซายพอยายมาขับทางดานขวาก็จะงง ๆ เพราะ
ไมเ คยชิน
2.3 ไมมีการถายโยงการเรียนรู (Zero Transfer) คือ การเรียนอยางหนึ่งไมมี
ผลกระทบตอการเรียนรูอีกอยางหน่ึง ไมวาจะดานบวกหรือดานลบ เชน เลนฟุตบอลเกงไมมีผลตอ
การเรียนภาษาไทย
3. การประยุกตก ารถายโยงการเรียนรูไ ปใชในการเรยี นการสอน
ดังนั้นถาหากครูหรือผูสอนตองการใหเกิดการถายโยงการเรียนรู ควรดําเนินการตาม
หลกั การตอไปน้ี คือ
3.1 สอนใหใกลเคียงหรือคลายคลึงกับสถานการณจริงมากท่ีสุดเพื่อผูเรียนจะไดนํา
เรอ่ื งทีเ่ รยี นไปประยกุ ตใชไดจ รงิ
3.2 การเรียนวิชาบางอยางตองเนนการสรางทักษะและประสบการณอยางมากๆ
ใหผเู รยี นเกดิ ความเขา ใจอยา งถอ งแท เชน วชิ าคณติ ศาสตร หรือเรขาคณิต เปน ตน
3.3 ผูสอนตองบอกลักษณะเดน ๆ หรือหลักการทั่วไปของเนื้อหา และยกตัวอยาง
ประกอบท่หี ลากหลายใหชดั เจน
3.4 คํานงึ ถงึ สติปญญาของผูเ รียนแตละคนและสรา งเจตคติท่ีดีในการเรียนของผเู รียน
3.5 ควรจัดบทเรียนท่ีคลายคลึงกันหรือสัมพันธกันใหตอเนื่องกัน เชน เรียนวิชา
จติ วทิ ยาทั่วไปแลวจงึ เรยี นวิชาจิตวทิ ยาธุรกจิ เปน ตน
62
3.6 กอนจะเริ่มตนสอนบทเรียนใหมผูสอนควรทบทวนความรูเดิมจากบทที่แลวท่ี
เก่ยี วขอ งกับบทเรยี นใหมท ุกครง้ั
3.7 ผูสอนควรสอนหลักการใหญๆ ในบทเรียนมากกวาจะจํารายละเอียดปลีกยอย
เพราะในการถายโยงการเรียนรเู รามักใชเ พียงหลักการตาง ๆ ที่คลา ยคลงึ กนั มากกวา
สรุป
1. การเรียนรูเปนพฤติกรรมของมนุษยท่ีเกิดข้ึนไดตลอดเวลา ทําใหพฤติกรรม
มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและมีลักษณะที่คอนขางจะถาวร โดยมีองคประกอบท่ีสําคัญที่สงผล
ตอการเรียนรู ไดแก สมองและระบบประสาท สติปญญา แรงจูงใจ อารมณ ความเหน็ดเหน่ือย
เมือ่ ยลา และสงั คม วฒั นธรรม
2. กระบวนการเรยี นรู มีอยู 5 ขัน้ ตอนท่สี าํ คัญ ไดแก ส่ิงเรา การสมั ผัส
การรบั รู มโนทัศน การตอบสนอง
3. ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคของพาฟลอฟ เปนการเรียนรูโดยการวางเงื่อนไข
แบบคลาสสิค หมายถึง การใชส่ิงเรา 2 ส่ิงควบคูกัน คือ สิ่งเราท่ีวางเงื่อนไข และสิ่งเราที่ไมไดวาง
เงื่อนไข เพื่อใหเกิดการเรียนรู คือ การตอบสนองที่เกิดจากการวางเงื่อนไข ซ่ึงถาอินทรียรูจริงแลว
จะมีการตอบสนองตอส่ิงเรา 2 สิ่งในลักษณะเดียวกันและไมวาจะตัดส่ิงเราชนิดใดชนิดหน่ึงออก
การตอบสนองกย็ งั เปน เชน เดิม เพราะวา ผูเรียนสามารถเชอ่ื มโยงระหวางสิง่ เรา ท่ีวางเงื่อนไขกบั สิ่งเรา
ท่ไี มไดวางเงือ่ นไขกับการตอบสนองไดนั่นเอง กฎการเรยี นรูทไ่ี ดจากการทดลอง ไดแก การเสริมแรง
การลบพฤติกรรมหรือการหยุดพฤติกรรม การฟนกลับคืนสูสภาพเดิมตามธรรมชาติ การสรุปความ
เหมือนหรอื การสรปุ กฎเกณฑท วั่ ไป และการแยกหรือการจาํ แนกความแตกตาง
4. ทฤษฎีการวางเง่ือนไขแบบแสดงอาการกระทําของสกินเนอร ไดทําการทดลองกับหนู
และนกพิราบ ซึ่งจะเนนการกระทําของผูรับการทดลองหรือผูเรียน ดวยการปลอยใหผูเรียนเลือก
แสดงพฤตกิ รรมเอง โดยไมมีการบังคับหรอื บอกแนวทาง แตเมื่อใดที่ผูเรียนแสดงพฤตกิ รรมการเรยี นรู
ออกมาจึงเสริมแรงพฤติกรรมน้ันทันที จึงสรุปเปนกฎการเรียนรู ไดแก การเสริมแรง (ทางบวกและ
ทางลบ) การหยุดหรือการลบพฤติกรรม การจําแนกความแตกตาง การลงโทษ การดัดพฤติกรรม
และการอ่ิมตวั ของพฤตกิ รรม
5. ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอรนไดค ซ่ึงเนนท่ีความสัมพันธเชื่อมโยงระหวางสิ่งเราและ
การตอบสนอง เขาไดทําการทดลองการเรียนรูกับแมว เขาเชื่อวาการเรียนรูที่แทจริงของสัตวและ
มนุษยนั้นคือ การแกปญหา จึงสรุปเปนกฎการเรียนรู ไดแก การลองถูกลองผิด กฎแหงความพรอม
กฎแหงการฝกหัดและกฎแหงผลที่พึงพอใจ
6. กลุมทฤษฎีความคิดความเขาใจหรือทฤษฎีสนามของโคหเลอร ไดทําการทดลองกับ
ลิงชิมแฟนซีในเรื่อง การเรียนรูแบบหย่ังรูหรือหยั่งเห็น โดยกลาววา เม่ือคนเราประสบปญหาจะ
เรียนรูการแกปญหาดวยการจัดแบบข้ึนมาใหม จนเกิดเห็นชองทางใหมข้ึนมาทันทีทันใดโดยอาศัย
ประสบการณเดิมท่ีคลา ยคลงึ กนั มากอ น มาแกป ญ หาใหมท กี่ ําลังประสบอยู
63
7. ทฤษฎีการเรียนรูทางสังคมของแบนดูรา โดยเขาเชื่อวา พฤติกรรมการเรียนรูของ
มนุษยน้ันเกิดจากการสังเกตและเลียนแบบบุคคลท่ีเขาสนใจ ซ่ึงมักเปนผูที่ใกลชิดและบุคคลที่มี
ชื่อเสยี งโดงดงั ตามสอื่ ตาง ๆ
8. การถายโยงการเรียนรูเกิดจากการเรียนรูส่ิงหนึ่งไปมีอิทธิพลตอการเรียนรูอีกส่ิงหนึ่ง
โดยขึ้นอยูกับองคประกอบเหลานี้ คือ ความคลายคลึงกันของส่ิงท่ีเรียน ความยากงายหรือความ
ซับซอนของส่ิงท่ีเรียนและสติปญญาของผูเรียน มีวิธีการถายโยงการเรียนรู 3 ประเภท คือ ทางบวก
(ไดผลและมปี ระสิทธิภาพตอการเรยี นรมู ากท่ีสุด) ทางลบ และไมม ีการถายโยง
65
บทที่ 5
ปจ จยั ท่ีสงผลตอการเรยี นรู
ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.เปรมสุรีย เช่ือมทอง
การทีบ่ ุคคลจะเรียนรูไดดีเพียงใดนัน้ ข้ึนอยูกับปจจัยท่สี ําคญั หลายประการ เชน สมองและ
ระบบประสาท ระดับสติปญญาและความสามารถของแตละบุคคล การจํา การลืม แรงจูงใจใน
การเรียนรู ความเหนื่อยลากับการเรียนรู ความต้ังใจและความสนใจท่ีจะเรียนรู ตลอดจน
สภาพการณท ี่จะกอใหเกดิ การเรียนรู เปนตน
ในบทน้ีจะไดก ลาวถงึ ปจ จยั ทีส่ ง ผลตอการเรียนรูดังน้ี
สมองและระบบประสาท
สมองและระบบประสาทนับวาเปนปจจัยแรกสุดที่มีความสําคัญย่ิงตอการเรียนรูของบุคคล
การเรียนรูใด ๆ ก็ตามจะเกิดข้ึนไมได หรือเรียนรูไดไมดีถาบุคคลน้ันมีความผิดปกติทางสมอง เชน
เด็กที่มีนํ้าในสมองมาก (เด็กศีรษะโตมาก ๆ มองดูพิการ) จะมีผลทําใหเด็กคนน้ันเรียนรูสิ่งท่ีเกิดข้ึน
ในชีวิตประจาํ วันไดไมเทาเทียมกับเด็กคนอ่ืน ๆ หรือถาจะเรียนรูไดก็จะสามารถเรยี นรูไดโดยการหัน
ไปตามเสียงดงั เทาน้นั หรอื แมแตการไดรับบาดเจ็บทางสมอง ก็จะทําใหการเรียนรูนัน้ ไมไ ดผลหรือไม
ประสบผลสาํ เร็จ
สวนระบบประสาทก็นับวามีผลตอการเรียนรูมากหากการทํางานของระบบประสาทไม
สัมพันธกนั หรอื การทํางานของอวัยวะรับสัมผัสกับระบบประสาทมปี ญหาจะทาํ ใหสง ผลตอการเรยี นรู
เชน บคุ คลทีม่ ีปญ หาเกี่ยวกบั ระบบประสาทในการไดยนิ เสียง จะทําใหบุคคลไมสามารถที่จะแยกแยะ
เสียงตาง ๆ ได ดังน้ันการเรียนรูทางเสียงของบุคคลท่ีมีความพิการทางหูจึงไมเกิดขึ้น เปนตน
(อารี พนั ธมณ,ี 2546, หนา 180)
ระดับสตปิ ญญาหรือความสามารถของแตละบุคคล
คําวาสติปญญา แปลมาจากภาษาอังกฤษวา (Intelligence) ซ่ึงนักวิชาการบางทานใชคําวา
เชาวนปญญา แตถ า เปน การพดู คุยกับคนทั่ว ๆ ไป มกั จะเรยี กวาเปนไหวพริบหรือความเฉลียวฉลาด
โดยนักจิตวิทยาไดใหความหมายของคําวาสติปญญาแตกตางกันไป แตแม็คนีมาร (Mc Neomar)
ศาสตาจารยแหงมหาวิทยาลัยสแตนฟอรดไดใหคําจํากัดความของสติปญญาท่ีนักวิชาการท้ังหลายได
ใหน ิยามไว สรุปไดเปน 4 กลุม ดงั น้ี (สรุ างค โควตระกลู , 2548, หนา 97 - 98)
66
กลุมท่ี1ใหคําจํากัดความของสติปญญาวาเปนความสามารถในการปรับตัวใหเขากับ
สิ่งแวดลอ ม คนทม่ี ีสติปญญาสูงจะปรับตวั เขา กบั สิ่งแวดลอมไดดีกวาคนทมี่ สี ตปิ ญญาตํา่
กลุมท่ี 2 เนนความหมายของสติปญญาวา คือความสามารถในการแกปญหา บุคคลที่มี
สตปิ ญ ญาสูงจะมีความสามารถในการแกปญ หาดีกวาบุคคลทีม่ ีสตปิ ญญาตํ่า
กลมุ ท่ี 3 เนน วา สติปญ ญาคอื ความสามารถในการคดิ แบบนามธรรม
กลุมที่ 4 เนนวาสติปญญาคือความสามารถในการเรียนรู คนที่มีสติปญญาสูง จะสามารถ
เรยี นรไู ดเ ร็วกวา คนท่มี สี ติปญ ญาตาํ่
สติปญญา เปนคุณสมบัติที่บุคคลไดรับการถายทอดมาจากพันธุกรรม อยางไรก็ตาม
ส่ิงแวดลอมท่ีมีอิทธิพลตอระดับสติปญญาเชนกัน สภาวะโภชนาการและสภาพครอบครัวมีอิทธิพล
ตอสติปญญาของเด็กเชนเด็กที่เกิดจากมารดาท่ี บริโภคอาหารไมดีในเวลาต้ังครรภ หรือเมื่อคลอด
ออกมาแลวบริโภคอาหารไมเพียงพอ โดยเฉพาะอยางย่ิงระยะขวบปแรกจะมีระดับสติปญญาตํ่า
มีความตั้งใจและความจําไมดีนัก และมักจะมีสัมฤทธ์ิผลในการเรียนตํ่า สภาพครอบครัวก็มีอิทธิพล
ตอพัฒนาการทางสติปญญาเชน กัน ครอบครัวทส่ี ง เสริมพัฒนาการเลน และการอา นของเดก็ จะทาํ ให
มีระดับสติปญญาสูงข้ึน สวนครอบครัวท่ีไมกระตุนหรือสงเสริมเด็กจะมีสติปญญาต่ําลง ซึ่งใน
เรื่องของส่ิงท่ีมีอิทธิพลตอสติปญญาน้ันนักจิตวิทยาสรุปวา พันธุกรรมเปนตัวกําหนดระดับ
สติปญญาของบุคคลสวนสิ่งแวดลอมเปนตัวสงเสริมหรือขัดขวางตอ พัฒนาการทางสติปญญา
(ชาตชิ าย พิทักษธนาคม, 2544, หนา 131 - 132)
จากการที่บุคคลมีระดับสติปญญาแตกตางกันนี้ทําใหความสามารถในการเรียนรูของบุคคล
ในสิ่งตาง ๆ นั้นแตกตางกันออกไป ผูท่ีมีระดับสติปญญาสูงมักจะมีความสามารถในการเรียนรู
สิ่งตาง ๆ ไดอยางรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากกวาบุคคลที่มีระดับสติปญญาต่ํา หรือแมแต
การทํางานที่มคี วามยงุ ยากซับซอน ผเู รียนท่ีมีระดบั สติปญญาสูงมักจะเรียนรูสิง่ ตาง ๆ น้นั ไดสะดวก
และรวดเร็วกวาผูที่มีระดับสติปญญาต่ํา ตัวอยางเชนบุคคลท่ีมีระดับสติปญญาสูงจะมีความสามารถ
เรียนรูและแกปญหาที่ยุงยากได เรียนรูที่จะสรางเคร่ืองคอมพิวเตอรเพ่ือใชในการคํานวณ เรียนรูที่จะ
สรางเคร่ืองนับ แตบุคคลท่ีมีระดับสติปญญาคอนขางต่ําจะสามารถเรียนรูในการเก็บเอกสารเขาแฟม
โดยไมทราบวาเอกสารนี้ควรใสในแฟมไหนใหถูกตอง แตขอใหไดใสแฟม เพียงอยางเดียวเทานั้น
หรือบางคนสามารถทําไดแตงานพับผาเช็ดหนาโดยไมสามารถทํางานอยางอ่ืน ไดเลย เปนตน
(อารี พนั ธม ณี, 2546, หนา 180 - 181)
ดังน้ันในการจัดการเรียนการสอนครูตองคํานึงถึงระดับสติปญญาของนักเรียน เพื่อจะได
จัดการเรียนการสอนใหถูกตองเหมาะสมกับการเรียนรูของผูเรียนแตละคน เพ่ือใหผูเรียนเรียนรูได
สะดวกมากขึ้น
67
การจําการลมื
การจาํ จะมีสวนชวยใหก ารเรียนรูประสบผลสําเร็จไดอยางรวดเร็วและเรียนรูไดดี สวนการลืม
จะเปนอุปสรรคสาํ คญั เพราะจะทําใหการเรียนรไู มเ กิดข้นึ ซ่ึงการจําและการลืมนี้ จะเปน สง่ิ ท่ีเกิดขึ้น
เสมอ ๆ ในการเรียนรู
การจํา คือ ความสามารถท่ีจะเก็บสิ่งท่ีเรียนรูไวไดเปนเวลานาน และสามารถคนควา
มาใชไดหรือระลึกได โดยสวนประกอบของความจํามี 4 อยางคือ (สุรางค โควตระกูล, 2548,
หนา 250)
1. การเรียนรูและประสบการณเ พ่ือจะไดร บั ขอมูลขาวสารและทักษะตาง ๆ
2. การเก็บ (Retention) การเกบ็ สง่ิ ท่เี รยี นรแู ละประสบการณไ ว
3. การระลึกไดซ ง่ึ ความรู และประสบการณ
4. สามารถเลอื กขอ มูลขาวสารหรือความรูทีม่ ไี วมาใชไดเหมาะสมกบั เวลาและสถานการณ
การจาํ แบงออกเปน 4 ประเภทคือ (มาลี จุฑา, 2544, หนา 163)
1. การจําได (Recognition) ไดแก การจําสิ่งท่ีเราเคยรับรูหรือเคยรูจักเมื่อเราไดพบรัก
ครั้งหนึง่ เชน เราสามารถจาํ คณุ ครูท่ีเคยสอนเราได
2. การระลึกได (Recall) ไดแก การจําในสิ่งท่ีเคยรับรูหรือเคยเรียนรูมากอน โดยมิตอง
พบเห็นสิ่งนั้นอีก เชน ปจจุบันเราสามารถทองสูตรคูณ หรือทองบทอาขยานท่ีเคยทองได
ในช้นั ประถม โดยไมตอ งดบู ทสตู รคณู หรือบทอาขยานนัน้ ๆ เลย เปน ตน
3. การเรียนใหม (Relearning) ไดแก การจําในสิ่งที่เคยรับรูหรือเคยเรียนรูมากอน
แตบัดนี้ลืมไปแลว เม่ือกลับมาเรียนใหมปรากฏวาเรียนไดรวดเร็วกวาหรือจําไดเร็วกวาในอดีต
เชน เคยทองสูตรคูณ 12 x 1 ถึง 12 x 12 ได แตบัดน้ีลืมแลว เม่ือเริ่มทองใหมปรากฏวา ใชเวลา
ในการทองเพอื่ ใหจ าํ ไดน อยลง เปนตน
4. การระลกึ ถึงเหตกุ ารณในอดีต (Reintegration) ไดแ ก การจําเหตกุ ารณท่เี ก่ียวโยงกัน
ในอดตี ได เม่ือพบเห็นเหตุการณบ างอยา งท่ีเก่ยี วโยงกัน เชน เม่อื นักเรยี นเขาหองสอบ ในขณะที่ทํา
ขอสอบไมได ทําใหตองใชการจําประเภทน้ีโดยอาจจะระลึกถึงเหตุการณในอดีตวาในขณะที่ฟงครู
สอนเรื่องนน้ี ้ัน ครไู ดยกตัวอยา งหรอื ครไู ดอ ธิบายไวว า อยา งไร เปนตน
ในแตละวันคนเรารับรูเร่ืองราวและขอมูลตาง ๆ มากมาย แตสามารถท่ีจะจําไดเพียง
บางสวนเทาน้ัน ความจําเปนเหมือนรูปแบบ (Format) ท่ีคนเรามีอยูในตัว ซ่ึงนักจิตวิทยาไดให
ความสนใจศึกษากันอยางกวางขวาง และจากผลการศึกษาพบวาระบบการจําของคน แบงออกเปน
3 ระบบคอื การจําจากการสัมผัส การจําระยะสนั้ และการจาํ ระยะยาว แตละระบบมรี ายละเอียด
ดังนี้ (ถวิล ธาราโภชน และศรัณย ดําริสุข, 2544, หนา 94 - 95, มาลี จุฑา, 2544, หนา
163 - 164)
1. ระบบการจําจากการสัมผัส (Sensory Memory) เปนการจําท่ีไดจากการสัมผัส
เชน เม่ือสักครูนี้ขาพเจาไดจับมือเพ่ือนเพื่อแสดงความยินดีท่ีไดรับรางวัลนักศึกษาตัวอยาง ปรากฏ
68
วาขณะน้ียังมีความรูสึกจําไดวามือของเพื่อนยังอุน ๆ อยู การจําในลักษณะนี้เปนการจําเมื่อมีส่ิงเรา
หรือขอมูลตางๆ ผานประสาทสัมผัสเขามา แลวก็จะเลือนหาไปอยางรวดเร็ว โดยท่ียังไมมี
การวิเคราะหความหมาย มันเปนความจําท่ีมีระยะเวลาส้ันมาก เกิดข้ึนทันทีทันใดในระยะที่เร็วกวา
1 วินาทีหรือประมาณ 1 วินาที ตัวอยางเชน การจําภาพติดตาจะคงสภาพของการจําติดตาอยู
ประมาณ 1 วินาที สวนการจาํ เสียงตองหจู ะคงสภาพของการจําเรื่องตองหูอยูประมาณ 1.5 - 2 วินาที
เปนตน
2. ระบบการจําระยะสั้น (Short - Term Memory หรือ STM) เปนการจํา
ทนั ทีทันใดที่มีตอ ส่ิงเราตาง ๆ ซึ่งส่ิงเราน้ันเพ่ิงจะมีการรับรเู กิดข้ึน น่นั คอื มีการวิเคราะหหรือตีความ
แลววาส่ิงเราน้ันเปนอะไร ตัวอยางเชนเราตองการโทรศัพทไปหาเพ่ือน จึงไปเปดสมุดโทรศัพทได
เบอรเปน 647 – 8940 จึงทองทบทวนอยูเรื่อย ๆ ขณะเดินไปเพื่อกดปุมโทรศัพท เม่ือกดปุมแลว
และคอยรับสายอยูปรากฏวายังติดตอไมไดจะตองกดเบอรโทรศัพทใหม แตเรากลับจําไมไดตองไป
เปด สมดุ โทรศัพทใหมอ กี ครั้ง เปนตน
การจําระยะสั้นเปนการจําชั่วคราว มีชวงระยะเวลายาวนานกวาการจําจากการสัมผัส
นนั่ คือเมื่อรับรูส่ิงเรานั้นแลวจะสามารถจําไดประมาณ 30 วินาที หลังจากน้ีไปก็จะจําไมได ฉะน้ัน
ถาจะใหสง่ิ เรา น้ันคงอยูในความจาํ ระยะสั้นนานมากขึ้น เปน ตอ งใสใ จและทบทวนอยตู ลอดเวลา
3. ระบบการจําระยะยาว (Long - Term Memory หรือ LTM) เปนการจําที่มี
ลักษณะคงทนถาวรเพราะเปนการจําในส่ิงท่ีรับรูหรือเรียนรูดวยความเขาใจอยางมีความหมาย และ
ดวยความประทับใจ เชน ทานยังจําครูคนแรกของทานได หรือทานจําครูท่ีทานประทับใจ
ตลอดเวลา หรอื ปจจบุ ันทา นยังจําแฟนคนแรกของทานไดโ ดยมริ ูลมื เปนตน
การสรางประสิทธิภาพในการจําส่ิงสําคัญประการแรกท่ีจะทําใหความจํามีประสิทธิภาพคือ
ความต้ังใจ เพราะความตั้งใจจะเปนตัวควบคุมความคิดใหมีระบบและมีขอบเขตแนนอน ถาขาด
ความต้ังใจ ความคิดจะเลื่อนลอยทําใหจําส่ิงตาง ๆ ไดไมดี ประการตอมาคือความสนใจเน่ืองจาก
การจําสิ่งตาง ๆ นั้นถาขาดความสนใจจะทําใหมองเห็นสิ่งนั้นไมชัดเจน ทําใหจําส่ิงนั้นไดไมดี
เทาที่ควร
ในการจาํ ส่งิ ตาง ๆ ใหไดนน้ั นอกจากความตง้ั ใจและความสนใจดังกลาวแลว ยังมีหลกั และ
วิธีการในการจําทดี่ ดี ังนี้ (ถวิล ธาราโภชน, ศรัณย ดําริสุข, 2544, หนา 98 - 100, มาลี จุฑา,
2544, หนา 164 - 166, สรุ างค โควตระกูล, 2548, หนา 253 - 260)
1. การเห็นบอย ๆ (Over Learning) ถาจะอานหนังสือใหจําไดดี ทานจะตองอานให
จบหลาย ๆ เท่ียว เชน การอา นหนงั สอื 3 จบ ยอมจาํ ไดด กี วา อานเพยี งจบเดียว เปนตน
2. การทบทวนเปนระยะ ๆ (Periodic Review) ถาทานจะเรียนหนังสือใหไดดีและจํา
ไดดีกอนจะจบชวั่ โมงควรจะขอใหอาจารยชวยสรุปบทเรียนใหท ุกคร้ังหรือทานอาจจะสรุปดวยตนเอง
กไ็ ดและถามีการทดสอบทุกครั้งที่เรียนจบในแตละชัว่ โมงจะเปน การทบทวนไดดีทีส่ ุดดว ย
3. การระลึกถึง ส่ิงท่ีจะจําขณะฝกฝนอยู (Recall During Practices) การดูหนังสือ
เพื่อการจําที่ดี เม่ือทานอานจบในแตละหวั ขอแลว ใหทานลองปด หนังสอื และถามตวั เองวา ไดความรู
69
อะไรบาง และถาทานนําความรูจากสิ่งท่ีทานอานไปอธิบายใหเพื่อน ๆ ฟง ทานจะอธิบายอยางไร
วธิ ีการน้เี ปน การทดสอบสมองวาจําไดห รือยังและจําไดมากนอยแคไหน เปน ตน
4. การจําอยางมหี ลักเกณฑที่ดี (Logical Memory) อาจทาํ ไดดังนี้
4.1 การจําเปนชวง เชน การจําหมายเลขโทรศัพท เชน หมายเลข 2432240
ทานอาจจดั เปนชวงหรอื เปนหนว ย คือ เปน ชว งหรอื หนว ยละ 3 - 4 ตัว แบงเปน 243 - 2240
หรอื 2 - 432 - 240 เปน ตน
4.2 การจัดเปนหมวดหมู เชน มีกลวย มะพราว ผักบุง บวบ เงาะ ลําไย และ
พริก เพ่ือใหจําไดงายทานควรจัดเปนหมวดหมู เปนหมวดของผลไมไดแก กลวย มะพราว เงาะ
และลาํ ไย และหมวดของผกั สวนครัว ไดแ ก ผกั บงุ บวบ และพริก เปน ตน
4.3 การใชรหัสชวยในการจํา เชน ทานจะจําสีของรุงกินน้ําท่ีมี 7 สี คือ Violet
Indigo Blue Green Yellow Orange Red โดยใชอักษรยอของแตละสีมาสรางเปนรหัส เชน
VIBGYOR
4.4 การจําอยางมีหลัก เชน ทานจะจําวาแมนํ้าแมกลองและแมน้ําทาจีนสายไหน
ไหลลงสูทะเลที่จังหวัดใด ทานควรใชหลักวาในสมัยกอนกลองใชในการสงครามฉะน้ันแมนา้ํ แมกลอง
ตองคูกับจังหวัด สมุทรสงคราม สวนท่ีเหลือก็เปนแมน้ําทาจีน จึงตองคูกับจังหวัดสมุทรสาคร
เปน ตน
4.5 การใชคําสัมผัส เชน ทานจะจําหลักการใช “ ใ ” ก็นําเอกสารที่ใชไมมวน
มาผูกเปน คาํ กลอน ดงั น้ี
ผูใหญหาผาใหม ใหสะใภใชค ลองคอ
ใฝใจเอาใสหอ มิหลงใหลใครขอดู
จะใครลงเรอื ใบ ดูนํา้ ใสและปลาปู
ส่งิ ใดอยูในตู มิใชอ ยูใตต ่ังเตยี ง
บา ใบถ ือใยบวั หูตามัวมาใกลเคยี ง
เลาทองอยา งละเลย่ี ง ย่ีสบิ มว นจําจงดี
4.6 การจําในสิ่งท่ีมีความหมาย เชน ถาจะจําความมุงหมายของการศึกษาซึ่งมี
3 ประการ คือ ความรู (Knowledge) ทักษะ (Skill) และเจตคติ (Altitude) ก็ใหนําตัวแทน
ของคําตาง ๆ นั้นมาผสมเปนคําที่มีความหมายคือ ASK โดย A ยอมาจาก Attitude S ยอมา
จาก Skill และ K ยอมาจาก Knowledge
4.7 การจัดเปนเรื่องราว (Story) เชน เมื่อเราตองการจําเบอรโทรศัพทของรานคา
แหงหน่ึงท่ีเราบังเอิญนั่งรถเมลผาน เบอรโทรศัพทคือ 2538524 ก็จัดเปนเรื่องราวไดวา “ในป
พ.ศ. 2538 มคี นฆา ตวั ตายโดยการโดดน้าํ 52 คน แตรอดตาย 4 คน
70
4.8 การจัดเปนประโยค (Sentence) เชน ถาตองการจําอักษรกลางของไทย
9 ตัว คือ ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ ก็อาจผูกเปนประโยควา “ไกจิกเด็กตาย (เฎ็กฏาย)
บนปากโอง”
5. การจําจะอยูไดนานถามีการพักผอนสลับบาง เชน ถาเราดูหนังสือจบบทที่ 1 แลว
พกั สกั ครู ตอมากด็ ูบทท่ี 2 จะชวยใหเ กดิ การจาํ เนอ้ื หาในบทที่ 1 ไดน านกวา การดูหนังสือบทที่ 1,
2 และ 3 ตดิ ตอกนั ไปทเี ดยี ว
6. การจําจะอยูไดนานถาไดมีการจดบันทึก หรือสรุปเนื้อหาท่ีอานเปนแผนภูมิ หรือ
แผนผงั ความคดิ
7. การอานหนังสือตอนเชา ตอนเชาเปนเวลาที่ดีที่สุดของการอานหนังสือ ทําใหจําได
แมน ถาอานหนังสือในชวงเชา 1 ชั่วโมง จะจําไดเทากับที่อานในเวลาอ่ืน 2 ช่ัวโมง เพราะ
ชว งเวลาเชาเปน ชว งทีส่ มองปลอดโปรง แจม ใสทาํ ใหจ ดจําเรอื่ งทอ่ี า นไดด ี
การลมื (Forgetting) หมายถึง สภาวะที่บคุ คลไมสามารถจะเก็บสะสมสิ่งทเี่ รียนรูแลวไวได
และไมสามารถระลึกหรือนําออกมาใชได ซ่ึงตรงขามกับความหมายของการจําการลืมเปนอุปสรรค
สําคัญของการเรียนรู และทําใหเกิดอุปสรรคในการทําส่ิงตาง ๆ ทําใหเกิดความลําบาก และทําให
บุคคลเกิดความไมพอใจ แตในบางครั้งการลืมส่ิงใดสิ่งหน่ึงก็เปนส่ิงท่ีทําใหบุคคลมีความสุข มีความ
พงึ พอใจและปรารถนาท่ีจะลืมสิ่งนัน้ เสยี
สาเหตุที่ทําใหมนุษยเกิดการลืมหรือท่ีเรียกวาสูญเสียความจํามีหลายประการดังนี้ (ถวิล
ธาราโภชน, ศรัณย ดาํ ริสุข, 2544, หนา 100 - 103, มาลี จุฑา, 2544, หนา 166 - 167,
สุรางค โควตระกูล, 2548, หนา 260 - 262)
1. การไมไดใชส่ิงที่เคยเรียนรู ดังน้ันเม่ือเวลาผานไปทําใหรอยความจําที่เกิดในสมอง
คอย ๆ เลือนหายไปอยางชา ๆ จนในทีส่ ดุ กล็ ืมไป
2. การเก็บกด (Repression) ตามแนวคิดของฟรอยด (กลุมจิตวิเคราะห) อธิบายวา
ความจําที่เก่ียวกับประสบการณและการคิดบางอยางท่ีไมสามารถระลึกออกมาไดนั้นเปนผลมาจาก
การพยายามหลีกเลียงไมนึกถึงใหเกิดความรูสึกผิด วิตกกังวล หรือไมสบายใจ ซึ่งแทจริงแลว
ประสบการณเหลาน้ันถูกเก็บกดไวใ นจิตไรส ํานกึ (Unconscious Mind) ซ่ึงถามีสิง่ เรา ทเี่ หมาะสมก็
สามารถจะระลึกออกมาได
3. ผลการสอดแทรกของส่ิงที่เรียน (Interference Effects) เปนการลืมที่เกิดจาก
การเรยี นรูส่ิงหน่ึงไปสอดแทรกการจาํ การเรียนรูอกี สง่ิ หน่ึง มี 2 ลักษณะคือ
3.1 การยอนระงับ (Retroactive Inhibition) คือการเรียนรูท่ีหลังไปสอดแทรก
การเรียนรูท่มี มี ากอน
3.2 การตามระงับ (Proactive Inhibition) คือการเรียนรูที่มีมากอนไปสอดแทรก
การเรยี นรสู ิง่ ใหม
4. โรคบางชนิด โรคที่เปนท่ีรูจักกันในปจจุบันคืออัลไซเมอร (Alzheimer’s Disease)
ซึง่ เปนโรคท่ีทาํ ใหส มองเสอ่ื ม สูญเสยี ความจําแบบคอ ย ๆ หายไปเรื่อย ๆ ไมล มื หมดไปในทนั ทีทันใด
71
แตกตา งจากโรคแอมนเี ซีย (Amnesia) ท่ที ําใหผ ปู วยสูญเสยี ความทรงจาํ ไปคลายกัน แตเปน การลืม
ท่ีอาจลืมเหตุการณบางสวน หรือเหตุการณทั้งหมดก็ไดโดยโรคแอมนีเซียน้ี นอกจากจะเกิดจาก
พยาธิสภาพทางสมองแลวอาจจะเกิดจากสาเหตุทางอารมณไดดวยเรียกวา ไซโคจีนิค แอมนีเซีย
(Psychogenic Amnesia)
5. การลมเหลวในการคนคืน (Retrieval Failure) ตามแนวคิดเชิงประมวลขอมูล
ขาวสาร (Information - Processing Approach) ท่ีนําเรื่องระบบความจําของมนุษย
มาเปรียบเทียบกับระบบการประมวลผล และการจดั เก็บขอ มูลดวยเครื่องคอมพิวเตอร ไดอธิบายถึง
การไมสามารถคนคืนและระลึกถึงขอมูลไดงาย ๆ หรือระลึกแบบเปนอัตโนมัติไมได ตองใชความ
พยายามนึกวาขอมูลนั้น ๆ คืออะไร สวนหนึ่งเปนเพราะขอมูลบางสวนถูกจัดเก็บอยางขาดระเบียบ
จึงไมสามารถเขารหัสสาร (Encoding) เพ่ือไปดึงขอมูลมาใชได จึงตองอาศัยสิ่งช้ีแนะ (Cue)
ในการชวยกันหาขอมูล เชนการที่บริษัทโฆษณาใชนักแสดงเปนส่ิงช้ีแนะ ใหเราระลึกถึงสินคาที่
นกั แสดงผูน้นั ใชเ ปนตน
บทบาทของครูในการนําความรูเรื่องการจําและการลืมไปใชในการเรียนการสอนมีดังน้ี
(มาลี จฑุ า, 2544, หนา 167)
1. เมื่อครูสอนจบบทเรียนหนึ่ง ๆ ควรทบทวนใหดวยและใหนักเรียนทบทวนบทเรียน
อยเู สมอ
2. ครูควรจัดบทเรียนใหมคี วามหมายตอ เดก็ เดก็ จะไดจําได
3. ครูควรจัดประสบการณตรงใหแกนักเรียนใหมากที่สุด เพื่อใหเกิดการจําไดและ
ปฏบิ ตั ไิ ด
4. ครคู วรจดั การเรียนการสอนใหแปลกใหม และนาสนใจอยเู สมอ
5. ครคู วรจัดแบง เนื้อหาใหเหมาะสมกับวยั ของเดก็ เพ่ือใหเรยี นรูไดง าย
6. ครคู วรใหเ ดก็ ไดพ ักผอนหลังจากการเรยี นรูไ ปแลว
7. ครูควรทบทวนความรูกบั เดก็ เสมอ
8. ครูควรแนะนาํ วธิ ีการเรียนและหลกั การจาํ ที่ดีใหแ กเ ดก็
9. ครูควรสอนใหเดก็ เกดิ ความเขาใจอยา งแจมแจง แลว จะจาํ ไดด ี
10. ครคู วรแนะนําใหเ ดก็ ไดร ับประทานอาหารทม่ี ีวิตามินบี จะชว ยใหค วามจําดีขึน้
แรงจูงใจในการเรียนรู
ปญหาที่สําคัญของการเรียนการสอนท่ีมักจะพบก็คือ ผูเรียนขาดความสนใจในการเรียน
โดยเฉพาะอยางย่ิงผูเรียนในกลุมวัยรุน ซึ่งเปนวัยที่สนใจสิ่งแวดลอมรอบตัวมากวาเรื่องการเรียน
เมื่อผูเรียนมีลักษณะดังกลาว การจูงใจผูเรียนจึงเปนสิ่งท่ีครูผูสอนจะตองระลึกถึงอยเู สมอในขณะทํา
การสอน เพราะแรงจูงใจจะชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดดีขึ้น นอกจากน้ันครูจะตองทราบวา
ผูเรียนแตละคนจะมีรูปแบบและระดับของแรงจูงใจท่ีแตกตางกัน ดังน้ันวิธีการที่ครูจะใชในการจูงใจ
72
นักเรียนแตละคนจึงตองแตกตางกันไปดวย ดังนั้นเนื้อหาในสวนนี้จะไดกลาวถึงความหมายของ
แรงจงู ใจ การจงู ใจ ประเภทของแรงจงู ใจ และวิธกี ารจงู ใจใหผูเรยี นเกิดการเรยี นรทู ่ดี ี
แรงจูงใจหมายถึงแรงท่ีมากระตุนใหบุคคลแสดงพฤติกรรมเพ่ือตอบสนองความตองการหรือ
ตามจุดมุงหมายที่กําหนดไว สวนการจูงใจหมายถึงการกระตุนใหบุคคลแสดงพฤติกรรมตามความ
ตองการหรือตามจุดมุงหมายที่ กําหนดไว เชนแมบอกกับลูกวาถาลูกสอบได A จะไดรางวัลวิชาละ
1,000 บาท แสดงวาคําพูดของแมเปนการจูงใจใหลูกต้ังใจเรียน มีความขยันหมั่นเพียรจนสอบได
A หลาย ๆ วิชาตามความตองการของแม สวนเงินรางวัลเปนแรงจูงใจใหลูกขยันและตั้งใจเรียน
เปนตน
แรงจูงใจในการเรียนแบงเปน 2 ประเภทคือ แรงจูงใจภายในและแรงจูงใจภายนอก
ซง่ึ แรงจูงใจแตล ะประเภทมรี ายละเอียดดงั นี้ (มาลี จุฑา, 2544, หนา 151 - 152)
1. แรงจงู ใจภายใน หมายถงึ แรงจูงใจที่เกดิ จากภายในตัวบุคคล ซึ่งมีผลตอการกระตุน
ใหบุคคลแสดงพฤติกรรมอยางใดอยางหน่ึงตามความตองการหรือตามจุดมุงหมายที่กําหนดไว เชน
ความอยากรูอยากเห็นทําใหผูเรียนคนควาเพ่ิมเติม ความสนใจทําใหผูเรียนต้ังใจเรียนและไตถาม
เพ่ิมเติม ความรกั และความศรัทธาในตวั ผูสอนทําใหบุคคลเกิดการยอมรับและพรอ มท่ีจะทําตามท่ีครู
บอกใหท ํา และความสาํ เร็จจะทําใหบ ุคคลเกิดความภาคภูมใิ จและอยากทาํ เพื่อใหป ระสบความสาํ เร็จ
อกี เปนตน
2. แรงจูงใจภายนอก หมายถึง แรงจูงใจที่เกิดจากภายนอกตัวบุคคล ซ่ึงมีผลตอ
การกระตุนใหบุคคลแสดงพฤติกรรมอยางใดอยางหนึ่งตามความตองการหรือตามจุดมุงหมายที่
กําหนดไว แรงจูงใจภายนอกท่สี ําคัญไดแก
2.1 การแขงขัน แบงเปนการแขงขันกับตัวเอง การแขงขันระหวางบุคคล และ
การแขงขันในระหวางกลุม เม่ือมีการแขงขันทําใหบุคคลมีความพยายามที่จะใหไดรับชัยชนะ
การแขงขันทาํ ใหเ กดิ การกระตุนและการแสดงพฤติกรรม
2.2 การรวมมือ ทําใหบุคคลชวยเหลือซ่ึงกันและกัน และเปนการสรางทีมงานและ
ความสามัคคใี นกลุมข้ึนได
2.3 บุคลิกภาพของครู ทําใหบุคคลโดยเฉพาะนักเรียนอยากเรียนหรือไมอยากเรียน
ก็ได
2.4 วิธกี ารสอนของครู ทาํ ใหนักเรียนอยากเรยี นหรอื ไมอยากเรียนกไ็ ด
2.5 การใหรางวัล เชน ใหสิ่งของ คะแนนหรือกําลังใจ มีผลทําใหนักเรียนต้ังใจ
เรยี นดขี ้นึ
2.6 การลงโทษ เชน ตัดสิทธิ ตัดคะแนน ตีหรือตําหนิติเตียน มีผลทําใหนักเรียน
เปลย่ี นแปลงพฤติกรรม หยุดยงั้ พฤติกรรมหรือเสยี ใจได
2.7 การใชสื่อการสอน เชน ใชอุปกรณการสอน ชุดการสอน จัดฉายภาพยนตร
และจัดกจิ กรรมใหท ุกคนมสี วนรวม ทาํ ใหน กั เรียนตั้งใจเรียนดีข้ึน
73
2.8 การสอบ เชน ครูบอกนักเรียนวาทายชั่วโมงจะมีการสอบ จะทําใหนักเรียน
ตงั้ ใจเรียนดีขึน้
จากประเภทของแรงจูงใจดังกลาวขางตนแรงจูงใจภายในมีความสําคัญตอการเรียนรู
มากกวาแรงจูงใจภายนอก เพราะแรงจูงใจภายในเกิดจากความรูสึกของบุคคล เม่ือบุคคลรูสกึ เชนใด
ก็จะแสดงพฤติกรรมตอบสนองความรูสึกของคนเสมอ สวนแรงจูงใจภายนอกน้ันบุคคลอาจเกิด
ความรูสกึ เฉย ๆ กไ็ ด
ในการเรียนรใู ด ๆ ก็ตามถาผูเรียนมีความอยากรอู ยากเรยี น เต็มใจและพรอมที่จะเรยี นแลว
น่ันแสดงวา ผูเรียนเกิดแรงจูงใจทจี่ ะเห็นผล นัน่ กค็ ือทําใหผเู รียนเรียนรูไดอ ยางรวดเร็ว ขณะเดยี วกัน
ถาบุคคลใดก็ตามมีความพรอมท่ีจะเรียน แตไมไดเรียนดังปรารถนาหรือแมแตสถานการณที่จะเรียน
นั้นไมมีความพรอมก็อาจจะทําใหผูเรียนขาดแรงจูงใจท่ีจะเรียน ดังนั้นแรงจูงใจในการเรียนรูจึงมี
สาเหตุ 2 ประการคือ แรงจูงใจเน่ืองมาจากผูเรียนและแรงจูงใจอันเปนผลเนื่องมาจากสถานการณ
ตาง ๆ ท่ีทําใหผูเรียนเกิดความรูสึกอยากเรียนมากนอยเพยี งใด ดวยเหตุน้ีครูจงึ ควรมวี ิธีการจูงใจให
ผูเรียนเกิดการเรียนรูท่ีดี ดังนี้ (มาลี จุฑา, 2544, หนา 154 - 155, ชาติชาย พิทักษธนาคม,
2544, หนา 255 - 269)
1. กอนจะเริ่มตนสอนในแตละครั้ง ครูผูสอนตองพยายามจูงใจใหผ ูเรียนมีความสนใจเรยี น
กอน เพ่ือใหผูเรียนเกิดความพรอม การเริ่มตนโดยผูเรียนปราศจากความพรอมจะทําให
การเรยี นการสอนไมไ ดผลเทา ทคี่ วร
2. ครูควรบอกวัตถุประสงคของการเรียนใหผูเรียนทราบอยางชัดเจนวาหลังจากเรียนเร่ือง
นั้นแลวผูเรียนจะไดอะไร จะทําอะไรไดบาง เพราะถาผูเรียนไมทราบวัตถุประสงคการเรียนรูจะ
เปน ไปไดช า และมีขอผิดพลาดมาก
3. หัดใหผูเรียนตั้งเปาหมายระยะสั้น จะทําใหผูเรียนเกิดความสนใจในการเรียน ซึ่งเปน
แรงจงู ใจภายใน ทําใหม ผี ลสัมฤทธิท์ างการเรียนสูง
4. ใหรางวัลและการเสริมแรงแกผูเรียนใหหลากหลายรูปแบบเพือ่ ตอบสนองความตองการ
ของผูเรียนแตละคนท่ีแตกตางกัน รางวัลอาจเปนวัตถุสิ่งของ สิทธิพิเศษ และคําชมทั้งท่ีเปนคําพูด
และการเขียนชมเชยในกระดาษคําตอบหรอื ผลงานของนักเรียน
5. ใชการทดสอบและการใหคะแนนอยางเหมาะสม เชน การกาํ หนดวา การเรียนในช่ัวโมงนี้
สําคัญมากเพราะจะมีการสอบปลายชั่วโมง หรือเนื้อหาที่เรียนในบทนี้มีความสําคัญกับการสอบเก็บ
คะแนนมาก เปน ตน
6. การใชประโยชนจากความสงสยั และความสนใจใครรูของผูเรียน โดยสนับสนุนใหผเู รียน
ไดคนควาดวยตนเองในสิง่ ท่ีตนเองสนใจ หรือสอนในสิง่ ที่ตรงกบั ความสนใจของผเู รยี น
7. จัดสภาพการเรียนใหแปลกใหมเปล่ียนแปลงไปจากเดิม เชนจากเดิมทุกครั้งที่ทํา
การสอนเสร็จครูจะต้ังคําถามเพ่ือทดสอบความเขาใจของผูเรียนก็ควรเปลี่ยนเปนใหผูเรียนเปนผูตั้ง
คําถาม หรือใชสิ่งอื่น ๆ เพื่อกระตุนใหผูเรียนเกิดความอยากรู เชน คอมพิวเตอร การปฏิบัติ
ในสถานการณจรงิ หรือการทศั นศกึ ษา เปน ตน
74
8. กระตุนความอยากรูของผูเรียนโดยเริ่มตนอาจยกตัวอยางประกอบงาย ๆ เพื่อให
ผูเรียนเกิดความเขาใจ เริ่มตนคําถามนําเร่ืองท่ีผูเรียนสามารถตอบได ใหตัวอยางที่ผูเรียนคุนเคย
เปนตัวอยางที่มีความหมายตอผูเรียน และผูเรียนสามารถนําไปใชประโยชนได และเม่ือผูเรียน
มีความเขาใจในเร่ืองน้ันดีพอแลว การใหผูเรียนไดมีสวนรวมในการยกตัวอยางท่ีแตกตางออกไปจะ
เปนการเราความสนใจของผเู รียนไดด ี
9. ครูผูสอนควรพยายามสรางโอกาสใหผูเรียนไดรับประสบการณของความสําเร็จใหมาก
ที่สุด โดยจัดความยาก - งายของเนื้อหาวิชาใหเหมาะสมกับผูเรียน และจัดกิจกรรมการเรียนรู
ทีห่ ลากหลายเพอ่ื ใหเหมาะสมกบั ความถนดั และความสามารถของผูเรยี นแตล ะคน
10. ความคาดหวังของผูสอนมีความสัมพันธกับระดับความสําเร็จในการเรียนของผูเรียน
คอนขางมาก เพราะผูสอนมักมีความคาดหวังตอความสําเร็จของผูเรียนในระดับที่แตกตางกัน
ดวยความคาดหวังที่ตางกันผูสอนจะแสดงพฤติกรรมตอผูเรียนแตกตางกันตามไปดวย ผูเรียน
ที่ไดรับความคาดหวังจากผูสอนสูง มักจะประสบความสําเร็จในระดับสูง สวนผูเรียนท่ีไดรับความ
คาดหวังจึงมักจะไมประสบความสําเรจ็
11. การแขงขันเปนวิธีการกระตนุ ใหผูเรียนมีความมานะอดทนและพยายามปรับปรุงสมอง
หรือพัฒนาตนเองใหกาวหนายิ่งขึ้นเด็กช้ันอนุบาลยังไมมีความสนใจในเร่ืองการแขงขันแตเด็กระดับ
ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจะเกิดความสนใจในเร่ืองการแขงขันมากขึ้นตามลําดับ การแขงขันทํา
ไดหลายวิธีเชนใหน ักเรียนแขงขันกับตัวเองโดยดูวาในแตละภาคเรียนจะมีผลการเรียนดีขึ้นหรือไม หรือ
ใหแขงขันกับเพ่ือน ๆ หรือหมูคณะในเร่ืองที่เกี่ยวกับการเรียน การปฏิบัติงานเปนกลุมหรือเปน
รายบุคคล ซ่ึงการแขงขันเปนกลุมจะไดผลดีกวาการแขงขันเปนรายบุคคลสวนการแขงขันกับตนเอง
เปนวธิ ีการทด่ี ีทส่ี ุด
12. พยายามขจัดปญ หาตา ง ๆ ที่เปนอปุ สรรคตอการเรยี น เชน ความคบั แคบหรือ ความ
รอนอบอาวของหองเรียน แสงสวางพอเหมาะ ฯลฯ และสรางบรรยากาศในการเรียน
ใหอ บอนุ เปน กันเอง เพ่ือจงู ใจใหผ เู รยี นเกดิ ความกระตอื รือรนในการเรยี นรู
ความเหนอ่ื ยลา กับการเรยี นรู
บุคคลใดก็ตามท่ีเกิดความเหนื่อยลาขึ้น ยอมจะทําใหบุคคลนั้นไมสามารถเรียนรูไดอยาง
มีประสิทธิภาพ และการเรียนรูก็เกิดข้ึนไดยาก แมวาบุคคลน้ันจะมีความตั้งใจจริงท่ีจะเรียนรู หรือ
มีความเพียรและใชความพยายามมากเทาใด ก็ไมสามารถทําใหการเรียนรูในสิ่งน้ัน ๆ ประสบ
ผลสาํ เร็จได สาเหตุของความเหน่ือยลา ทเ่ี กิดข้นึ กับบุคคลมี 2 ประการคือ (อารี พันธมณี, 2546,
หนา 183)
1. สภาพรางกายความเหนือ่ ยลาทเ่ี กิดขน้ึ เนอื่ งจากสภาพรางกายเปน เพระการที่รางกายใช
พลังมาก เชน ออกกําลังกายจนเหน่ือย การท่ีบุคคลมีสุขภาพรางกายไมสมบูรณ เกิดความเจ็บปวย
75
บอ ย หรือการขาดสารอาหารที่มีคุณคาตอรา งกาย ไดรับสารอาหารไมครบ 5 หมู จะทําใหบุคคลน้ัน
มคี วามเหนื่อยลาไดงา ย
2. สภาพจิตใจความเหน่ือยลาท่ีเกิดข้ึนเนื่องมาจากสภาพจิตใจรวมทั้งความเหนื่อยลา
อนั เปนผลเนื่องมาจากการทํางานของสมอง นับวามีผลตอการเรียนรูมาก จะเห็นไดวาในการเรียนรู
สิ่งใดก็ตามถาผูเรียนมีความรูสึกเบ่ือหนายเหนื่อยหนายตอการเรียนไมอยากรับรูสิ่งใหม ๆ แลว
การเรยี นรนู น้ั ยอมเกิดข้นึ ไดด ว ยความยากลําบาก เพราะสภาพทางจติ ใจไมย อมสูนนั่ เอง
ดว ยเหตุน้ี บุคคลใด ๆ ก็ตามที่เกิดความรูสึกเหนื่อย ไมวาจะเปนความเหนื่อยทางกายหรือ
ทางใจ หรอื มีความรูสึกเหนื่อยทางสมอง เพราะเหตวุ าใชสมองมากเกินไป เชน ดูตาํ รา หรือมีเรอ่ื ง
ตองกังวลใหตองคิดมาก ฯลฯ จึงควรไดรับการพักผอน เพื่อเตรียมตัวใหพรอมกับการเรียนรูครั้ง
ตอไป
ความตง้ั ใจและความสนใจท่จี ะเรยี นรู
ในการเรียนรูใด ๆ ก็ตาม ถาผูเรียนขาดความตั้งใจ และขาดความสนใจในการท่ีจะเรียนรู
แลว จะทําใหผูเรียนเรียนรูไดไมดีเทาท่ีควร ในบางครั้งการเรียนรูน้ัน ๆ อาจจะเกิดข้ึนไดชามาก
หรืออาจจะไมเกิดการเรียนรูเลยก็ได ฉะนั้นการที่ผูเรียนจะเรียนรูสิ่งใดใหไดผลดี จึงควรเร่ิมตนมา
จากความต้ังใจและความสนใจที่จะเรียนรูในสิ่งนั้น ๆ ซึ่งสาเหตุของความสนใจเกิดไดดังนี้
(อารี พันธมณ,ี 2546, หนา 184)
1. ความสนใจทเ่ี ปนผลตอเนือ่ งมาจากความสําเรจ็ ในบางคร้งั ตัวผูเ รียนประสบความสําเร็จ
ในส่ิงใดส่งิ หนึง่ เพียงคร้ังเดียวยอมมีผลทาํ ใหผูเรียนเกิดความมั่นใจและมีความสนใจในสิง่ นน้ั มากย่ิงขึ้น
ในที่สุดผูเ รยี นจะเรยี นรูส งิ่ น้นั ๆ ดว ยความต้งั ใจและสนใจทําอยางจรงิ จงั
2. ความสนใจท่ีเปนผลเนื่องมาจากความสามารถของบุคคลหรือความสนใจท่ีจะเกิดจาก
พรสวรรคทแี่ ตละบุคคลมีอยู ลักษณะความสนใจเชนนี้ทําใหบุคคลมีความต้ังใจในการเรียนรูส่ิงนั้น ๆ
ไดเ ปนอยา งดี และถา มีการเรยี นรูเกดิ ข้นึ จะปรากฏวา ผเู รียนสามารถเรยี นรไู ดอ ยางรวดเร็ว
3. ความสนใจท่ีเปนผลเนื่องมาจากความตองการถาบุคคลเกิดความตองการสิ่งใดส่ิงหนึ่ง
จะทําใหผูน้ันสนใจส่ิงนั้น และมีผลทําใหบุคคลน้ันมคี วามต้ังใจจริงท่ีจะเรียนรูส่ิงนั้น ๆ เพราะบุคคล
จะมีการเรียนรูเพื่อใหไดม าในสง่ิ ที่ตนปรารถนา
สภาพการณที่จะกอ ใหเ กดิ การเรียนรู
ในการเรียนรูใด ๆ กต็ าม ถา ผเู รียนไดรับการเรยี นรใู นสถานการณต าง ๆ ไดอยางเหมาะสม
กับสภาพการณท่ีมองดูสมจริง ยอมทําใหผูเรียนเรียนรูไดเร็วข้ึน เชน การหัดขับรถ ถาเราเพียง
แตบอกวิธีการโดยไมใหผูเรียนไดทดลองขับรถดวยตนเอง ผลก็คือทําใหผูเรียนเรียนรูในสภาพการณ
ท่ีไมเหมาะสม ฉะน้ันสภาพการณที่จะกอใหเกิดการเรียนรูท่ีดีมีดังน้ี (อารี พันธมณี, 2544, หนา
184 - 185)
76
1. ความพรอมของผูเรียนซ่ึงเปนเรื่องของการบรรลุวุฒิภาวะและมีแรงจูงใจในการเรียนรู
สิ่งนน้ั ๆ
2. เจตคติ ผูเรียนตองมีเจตคติทางบวกตอสิ่งท่ีเรียนมากกวาเจตคติในทางลบ
การมองเห็นประโยชน คุณคา และความรูสึกพอใจจะทําใหผูเรียนเรียนรูในส่ิงนั้น ๆ ไดดี ตรงขามคือ
การไมเห็นประโยชน ไมเห็นคุณคา ความสําคัญ และความรูสึกไมชอบยอมทําใหการเรียนรู ในสิ่ง
นั้น ๆ ไมดีเทา ท่คี วร
3. การฝกหัด การเรียนรูใด ๆก็ตามถามีการฝก หัดทบทวนบอยคร้ังยอมทาํ ใหผูเรียนทาํ ได
และจดจาํ สง่ิ นัน้ ไดนาน
4. การไดรับรางวัลและการลงโทษยอมมผี ลตอการเรียนรูทั้งสิ้นในบางครั้งการไดรับรางวัล
ยอมทําใหพฤติกรรมนั้นคงอยูในขณะเดียวกันเมื่อผูเรียนถูกลงโทษยอมจะเรียนรูในการหลีกหนีจาก
สถานการณท ีจ่ ะกอ ใหเ กิดการถกู ลงโทษได
5. การรูผลของการเรียนเมื่อผูเรียนรูผลของการเรียนยอมทําใหผูเรียนมีกําลังใจเรียนรู
เพิ่มมากขึน้ เพราะจะทาํ ใหผูเรยี นมีโอกาสปรับตวั ตอการเรยี นในสถานการณต า ง ๆ เพมิ่ มากข้นึ
สรุป
การท่ีบุคคลจะเรียนรูไดดีเพียงใดนั้นขึ้นอยูกับปจจัยหลายประการ เชน สมอง และระบบ
ประสาทบุคคลจะเกิดการเรียนรูไดไมดีเทาท่ีควรหรือเรียนรูไมไดถามีสมองและระบบ ประสาท
ผิดปกติผูเรียนท่ีมีระดับสติปญญาแตกตางกันก็จะทําใหความสามารถในการเรียนรูแตกตางกัน
โดยผูเรียนที่มีระดับสติปญญาสูงจะเรียนรูไดดีกวาและเร็วกวา ผูเรียนที่มีระดับสติปญญาต่ํา
สวนการจํามีสวนชวยใหการเรียนรูประสบผลสําเร็จไดอยางรวดเร็วในขณะที่การลืมเปนอุปสรรคตอ
การเรยี นรเู พราะการลืมทําใหผูเรียนไมสามารถเกบ็ สะสมส่งิ ที่เรียนรูแลวไวได และไมสามารถนึกหรือ
นํามาใชได ดังน้ันเพื่อใหเกิดการเรียนรูที่ดี ผูสอนจึงตองพยายามหาเทคนิควิธีใหผูเรียนจดจําส่ิงที่
เรียนรูแลวไวใหมากท่ีสุด ซึ่งอาจทําไดโดยการทบทวนบทเรียนบอย ๆ หรอื สอนเทคนิคการจําใหแก
นกั เรียน สว นแรงจูงใจจะชว ยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดดีขึ้น แตเนื่องจากผูเรียนแตละคนมีรูปแบบ
และระดับของแรงจูงใจแตกตางกันดังน้ันครูจึงตองใชวิธีการจูงใจผูเรียนอยางหลากหลาย
เพื่อตอบสนองความตองการของผูเรียนแตละคน และพยายามใหผูเรียนเกิดแรงจูงใจภายใน คือ
ความสนใจ อยากรู อยากเห็น จะทําใหผูเรียนมีความตั้งใจเรียนและเรียนรูไดดีกวาแรงจูงใจ
ภายนอก ในขณะเดียวกันความเหน็ดเหนื่อยเม่ือยลาทั้งทางดานรางกายและจิตใจก็สงผลตอ
การเรียนรูไ ดเ ชน กัน
77
บทท่ี 6
การจัดสภาพแวดลอ มทีส่ นับสนุนประสิทธภิ าพการเรยี นรู
ผูช วยศาสตราจารย ดร.เปรมสุรีย เชื่อมทอง
ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.ปญจนาฏ วรวฒั นชยั
ประสิทธิภาพการเรียนรูเปนการพัฒนาความสามารถในการเรียนรูของผูเรียนแตละคนใหได
มากท่ีสุด ใชเวลาคุมคาที่สุดเทา ที่ความสามารถทางสติปญญาของผูเรียนแตละคนจะอํานวย ในการ
จดั การเรียนรูมอี งคป ระกอบหลายดานที่สง ผลตอการสงเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู เชน หลักสูตร
เทคนิคการเรียนการสอน บรรยากาศการเรียนรู ส่อื อปุ กรณ เทคโนโลยี เทคนิคการเรียน และความ
พรอมของผูเรียน เปนตน จากพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 และที่แกไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ไดกําหนดแนวทางการศึกษาไวในหมวด 4 มาตรา 24 ขอ (5) ไววา
ตองสงเสริมสนับสนุนใหผูสอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดลอม สอ่ื การเรยี นและอํานวยความ
สะดวก เพื่อใหผูเรียนเกิดการเรียนรูและมีความรอบรู รวมทั้งสามารถใชการวิจัยเปนสวนหน่ึงของ
กระบวนการเรียนรูทั้งที่ผูสอนและผูเรียนอาจเรียนรูไป พรอมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหลง
วิทยาการประเภทตาง ๆ และขอ (6) จดั การเรยี นรูใหเกดิ ขึ้นไดท ุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสาน
ความรวมมือกับบิดา มารดา ผูปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝาย เพื่อรวมกันพัฒนาผูเรียนตาม
ศักยภาพ ดงั นั้น การจัดบรรยากาศและสภาพแวดลอมในสถานศึกษามีผลตอจิตใจและพฤตกิ รรมของ
ผเู รียนไมนอยกวา บทเรียน ทั้งน้ีเพราะการเรยี นรูจะเกิดข้ึนอยางมีพลงั เม่ือรางกายมคี วามผอ นคลาย
สมองจติ ใจและจติ มีสมาธิ
สภาพแวดลอมท่ีสนับสนุนประสิทธิภาพการเรียนรูแบงเปน 2 ลักษณะคือ สภาพแวดลอม
ดา นกายภาพ และสภาพแวดลอมดา นจติ ใจ ดงั รายละเอยี ดตอไปน้ี
สภาพแวดลอมดา นกายภาพ
สภาพแวดลอมดานกายภาพหมายถึงส่ิงแวดลอมที่อยูรอบตัวนักเรียนท้ังท่ีมีสวนสนับสนุน
ใหเกิดความรูสึกอยากเรียนรู ทําใหเกิดการเรียนรูที่มีประสิทธิภาพ จําแนกเปน 2 ประเภท คือ
สภาพแวดลอมภายในหอ งเรียน และภายนอกหอ งเรยี น
1. สภาพแวดลอมดานกายภาพภายในหองเรียนในท่ีนี้หมายถึงลักษณะของหองเรียน
ท่ีเอ้ือตอการเรียนการสอน โดยปกตินักเรียนจะใชเวลาอยูในหองเรียนวันละหลายช่ัวโมง ลักษณะ
ของหองเรียนจึงควรอยูในสภาพท่ีดี ทําใหนักเรียนอยากเขามาอยู และอยูดวยความสบายทั้ง
กายและใจ แนวทางการจัดหองเรียนเพ่ือสนับสนุนใหเกิดประสิทธิภาพการเรียนรูทําไดดังนี้
78
(ญาดาพนิต พิณกุล, 2539, หนา 370-388 ; กรมวิชาการ, 2545, หนา 12-23 ; คณะกรรมการ
วฒั นธรรมแหงชาติ, มปป, หนา 15 - 18)
1.1 การจัดท่ีนั่งสําหรับนักเรียน มีผลในการสนับสนุนการเรียนการสอน หรือเปน
อุปสรรคในการเรียนการสอน กลาวคือนักเรียนไดน่ังท่ีที่ตนพอใจ มีเพื่อนรอบขางที่ถูกใจจะทําให
เกิดความกระตือรือรนในการเรียน แตในทางตรงกันขาม ถา นักเรียนไดน่ังในท่ที ่ีตนไมพอใจ หรือไม
สะดวกสบาย ไมพอใจเพ่ือนที่อยูรอบขาง อาจทําใหเกิดการบั่นทอนดานจิตใจและไมอยากจะเรียน
หรือรวมมือในการทํากิจกรรมการเรียน การสอนตางๆนอกจากน้ันกิจกรรมการเรียนการสอน
บางกิจกรรมจําเปน ตองจัดที่น่ังในลักษณะพิเศษออกไป แตถาครูจัดที่น่ังไมสัมพันธกัน อาจสงผลทํา
ใหกิจกรรมการเรียนการสอนไมบรรลุผลได ดังน้ันจึงควรจัดที่นั่งในหลาย ๆ รูปแบบ ไมควรยึดติด
ในรูปแบบใดรูปแบบหน่ึง การปรับเปลี่ยนการจัดที่นั่งเปนรูปแบบตางๆนั้นใหคํานึงถึงจุดประสงค
การเรียนการสอนที่กําหนดใน กจิ กรรมน้ัน ๆ เปนสาํ คัญ เชน ถาเปนกิจกรรมเกี่ยวกับการฟง
บรรยาย การชมภาพยนตร การมอบหมายงานใหทําเปนรายบุคคล การจัดท่ีน่ังในหองเรียนอาจ
จัดเปนแถวเรียงหนากระดาน นักเรียนน่ังหันหนาเขาหาครูหองเรียนแบบน้ีครูจะเปนศูนยกลาง
ดังภาพที่ 7.1 การจัดทีน่ ่งั เปนแถว
ภาพท่ี 6-1 การจดั ท่นี ัง่ เปน แถว
ทมี่ า : Edward, 2010 : ออนไลน
แตถาเปนกิจกรรมที่เนนใหนักเรียนทํางานเปนกลุม เชน การอภิปราย การศึกษาคนควา
แบบอิสระ ฯลฯ การจัดที่นัง่ ในหองเรียนอาจจัดเปน กลุมยอ ย ๆ เพื่อความสะดวกในการใหนักเรียน
ไดท าํ งานรวมกัน การจดั หอ งเรียนแบบน้เี นนนกั เรียนเปนศูนยกลาง ในกรณีท่ีนง่ั ของนักเรียนที่จัดไว
แลวนั้นเคลื่อนท่ีหรือโยกยายเพื่อจัดรูปแบบตาง ๆ ไดยาก เมื่อมีการปฏิบัติกิจกรรมโดยเฉพาะ
กิจกรรมกลุม ครูอาจไมตองจัดท่ีน่ังใหม แตใชวิธีใหนักเรียนเคลื่อนยายไปรวมกลุมแทนดังภาพ
ที่ 7.2 การจัดท่ีน่งั เปน กลมุ
79
ภาพท่ี 6-2 การจดั ทนี่ ั่งเปนกลมุ
ทมี่ า : Edward, 2010 : ออนไลน
ถาเปนการจัดกิจกรรมท่ีครูตองมีการอธิบายรายละเอียดกอนใหนักเรียนลงมือกระทํา
ควรจัดที่นั่งเปนรูปครึ่งวงกลมจะทําใหนักเรียนเห็นไดชัดเจนและทั่วถึงทุกคน เพราะสายตาของ
นกั เรียนจะมจี ดุ รวมดา นหนา ของชน้ั เรียน ดงั ภาพที่ 7.3 การจัดที่น่ังเปน รูปครึง่ วงกลม
ภาพที่ 6-3 การจัดที่น่ังเปน รูปครง่ึ วงกลม
ทม่ี า : Edward, 2010 : ออนไลน
ถาหองมีความกวางพอมีขนาดใหญ อาจจัดที่น่ังเปนรูปเกือกมาได ซึ่งครูจะยืนอยู
ในตําแหนงท่ีเปดเกือกมา ซึ่งสามารถมองเห็นนักเรียนทั้งหมดเปนอยางดี แมจะมีนักเรียนบางคน
อาจจะไมสามารถมองเห็นเพื่อน ๆ รวมช้ันเรียนไดท้ังหมด แตครูจะสังเกตเห็นพฤติกรรมการเรียน
ของนักเรยี นไดดี ดังภาพท่ี 7.4 การจัดทนี่ ่ังเปน รปู เกอื กมา
80
ภาพที่ 6-4 การจดั ที่น่ังเปน รปู เกอื กมา
ที่มา : Edward, 2010 : ออนไลน
1.2 การจัดและการใชพ้ืนท่ีของหองเรียนในการจัดพื้นที่ของหองเรียนใหเหมาะสม
และสง เสริมกิจกรรมการเรียนการสอนน้นั ครคู วรพจิ ารณาในเร่ืองตอไปน้คี อื
1.2.1 การจัดพ้ืนทีบ่ รเิ วณพ้ืนหอ งเนือ่ งจากกิจกรรมการเรยี นการสอนมหี ลาก
หลาย การจัดที่นั่งในหองเรียนควรมีการโยกยายใหเหมาะสม แตสิ่งท่ีครูตองคํานึงถึงคือพื้นท่ีบริเวณ
หอ งเรยี นควรกวา งขวางพอใหนักเรยี นเคลื่อนยา ย หรือเดินไปมาอยา งสะดวก ไมเปนอุปสรรคตอการ
ประกอบกจิ กรรม
1.2.2 การจัดพ้ืนท่ีบริเวณมุมหองและหลังหองบริเวณมุมหองหรือหลังหอง
เปน บรเิ วณหน่ึงทค่ี รสู ามารถใชประโยชนไดอ ยางเต็มที่ เชน จัดเปน มุมวิชาการโดยจัดหาหนงั สอื อาน
ประกอบตาง ๆ เกมเก่ียวกับการศึกษา เพ่ือใหนักเรียนใชเวลาวางในการศึกษาคนควาหาความรู
เพ่ิมเติม จัดเปนมุมแสดงผลงานของนักเรียนโดยครูใหนักเรียนท่ีมีผลงานดีเดนจากกิจกรรมตาง ๆ
ในการเรยี นการสอนแสดงผลงานของตนเอง เปน ตน
ในการใชพ้ืนท่ีของหองเรียนเพ่ือประโยชนตอการสงเสริมกิจกรรมการเรียน การ
สอน โดยการใชพ้ืนที่อยางมีประโยชนเต็มที่แลว ควรมีการเนนถึงความเปนระเบียบ ความสะอาด
เพื่อใหเกิดบรรยากาศในชั้นเรียนที่ดี ฉะนั้นการวางแผนการจัดพื้นท่ีของหองเรียน ครูจึงควรให
นักเรียนมีสว นรว มในการวางแผนและจัดดวย
1.3 การจัดและตกแตงหองเรียน หองเรียนท่ีเปนระเบียบสวยงาม จะเปน ปจจัยท่ี
ทําใหนักเรียนสนใจในกิจกรรมการเรียนการสอนเพิ่มขึ้น แตกอนที่ครูและนักเรียนจะจัดตกแตง
หองเรียน ครูควรคํานึงถึงสุขลักษณะของหองเรียนดวย เชน หองเรียนมีแสงสวางเพียงพอหรือไม
การถายเทอากาศภายในหองเรียนดีหรือไม สีภายในหองเรียนมืดหรือสวางเกินไปหรือไม ที่วาง
ภายในหองเรียนเพียงพอหรือไม สภาพตาง ๆ ของหองเรียนเหลาน้ีตองจัดใหถูกสุขลักษณะและให
ความสะดวกสบายแกผ ูเ รยี น
81
นอกจากหองเรียนตองจัดใหถูกสุขลักษณะแลวยังตองคํานึงถึงความเปนระเบียบ
ความสวยงาม ตลอดจนประโยชนท ีจ่ ะเกดิ ขน้ึ กับผูเรยี นดว ย เชน บรเิ วณพ้นื ท่ี ฝาผนังของหองเรยี น
ควรมีการตกแตงปายนิเทศแสดงผลงานของนักเรียน แสดงความรูประกอบบทเรียน
ติดประกาศตาง ๆ ของหอ งเรียนหรือโรงเรยี น เปนตน
1.4 สื่อและอุปกรณการเรียนการสอนชวยเสริมสรางบรรยากาศการเรียนรูของ
ผูเรียน ไดอยางมีประสิทธิภาพ ส่ือควรใชคูกับกระบวนการเรียนรูของนักเรียนและการสอนของครู
การสรรหาสื่อ อุปกรณ ครูควรศึกษาความตองการของนักเรียน คํานงึ ถึงหลักสูตร เนื้อหาวิชาและ
ลักษณะของสื่อที่หลากหลาย การเนนสื่อ อุปกรณท่ีเปนวัสดุธรรมชาติ และหาไดงายในทองถ่ิน
หากสามารถใชแหลงธรรมชาติเปนแหลงการเรียนรูได ครูควรใชทันที เปดโอกาสใหนักเรียนสัมผัส
กับสื่อ เรียนรู กระตุนการคิดวิเคราะห การทดลองการแกปญหาในการปฏิบัติจริง จัดวางสื่ออยาง
มีเปาหมาย มีระบบตามลําดับขั้นตอน เปนระเบียบเรียบรอยสะดวกตอการใช และการจัดเก็บ
นอกจากน้กี ารฝกนิสัยผูเรียนใหมรี ะเบียบวนิ ยั ในการจัดเก็บและรูจกั การใชส่ืออยา งถนอมดว ย
1.5 เสียง หองเรียนที่ดีตองออกแบบใหสามารถปองกันเสียงรบกวนได ถามีเสียง
ดังมากเล็ดลอดเขามาในหองเรียนจะเปนอุปสรรคตอการเรียนการสอน นักเรียนจะขาดสมาธิฟงครู
สอนไมไดย นิ ระดับความดังของเสียงภายนอกอาคารเรียนไมควรเกิน 70 เดซิเบล ภายในหองเรยี น
ไมค วรมรี ะดบั ความดังของเสียงรบกวนเกนิ กวา 35 - 40 เดซเิ บล
นอกจากเสียงรบกวนภายนอกหองเรียนแลว เสียงบรรยายของครู เสียงสนทนา
ระหวางครูกับนักเรียนและเสียงสนทนาระหวางนักเรียนกับนักเรียนตองมีระดับความดังที่เหมาะสม
ดวย
2. สภาพแวดลอมดานกายภาพภายนอกหองเรียนซ่ึงหมายถึงสภาพแวดลอมทเี่ ปน วตั ถุ
จบั ตองได สัมผัสได สามารถปรับปรุง เปล่ียนแปลง หรือพัฒนาใหเกิดขนึ้ ไดโดยการดาํ เนินการของ
โรงเรยี น มดี งั นี้ (กรมวิชาการ, 2545, หนา 21 - 23 ; กรมวิชาการ, 2546, หนา 155)
2.1 พื้นท่ีและบริเวณโรงเรียน ตองมีพื้นที่เพียงพอแกการใชประโยชนตาง ๆ
ไมเปนหลุมเปนบอ รับแสงสวางจากธรรมชาติไดมาก มีการจัดสวนหยอม ปลูกตนไมใหญใหรมเงา
ปลูกไมดอกไมประดับใหเกิดความสวยงาม มีลานเอนกประสงค มุมพักผอนและการมีร้ัวโดยรอบ
บรเิ วณโรงเรยี นดวย
อาคารเรียนและส่ิงกอสราง ตัวอาคารเรียนควรหันหนาอาคารไปทางทิศที่รับลมไดสะดวก
แสงแดดหรอื ฝนไมรบกวนมากนัก ภายในหองเรียนควรใชส เี ย็นตา ตกแตงดวยรปู ภาพใหสวยงามอยู
เสมอ สวนอาคารประกอบ เชน อาคารเอนกประสงค โรงอาหาร ตองคํานึงถึงความสะอาดและ
อากาศถา ยเทไดด ีเปนสําคัญ ดังภาพท่ี 7.5 ภาพอาคารเรียน
82
ภาพท่ี 6-5 อาคารเรยี นอเนกประสงค
ท่มี า : โรงเรยี นเกานอยโนนรังวทิ ยาเสรมิ , 2555 : ออนไลน
สนาม โรงเรียนควรจัดใหมีสนามทั้งขนาดใหญและขนาดเล็ก โดยสนามขนาดใหญควรอยู
ดา นหนาโรงเรยี นเพ่ือใชเ ปนท่ีสอนวิชาพลศกึ ษาหรอื ออกกาํ ลังกาย ประเภททตี่ องการเนื้อทม่ี าก เชน
ฟุตบอล รักบ้ี กายบริหาร ฯลฯ สวนดานขางและสวนวาง ขาง ๆ อาคารเรียนควรจัดเปนสนาม
เล็ก ๆ เพื่อใชส ําหรับกิจกรรมท่ีตองการเนอื้ หาท่ีไมม ากนัก ซึ่งสนามเล็กน้ันควรจัดใหสามารถใชเปน
ท่ีพักผอนหยอนใจของนักเรียนไดดวย สภาพของสนามควรเปนพื้นท่ีราบเรียบไมมีหลุมหรือบอ
มีการปลูกหญาและดูแลรักษาเปนอยางดี ริมขอบสนามควรปลูกตนไมใหญใหเกิดรมเงาสําหรับ
พักผอนหยอนใจของนักเรียนและเกิดทัศนียภาพสวยงามแกสถานที่ ควรจัดที่นั่งพัก มาหิน และ
ซุมเถาไมเล้ือยไวใหผูเรียนไดใชเปนที่พักผอน บริเวณริมสนามควรจัดน้ําสะอาดสําหรับด่ืม และลาง
มือไวตามความจําเปน ตองจัดใหมีถังขยะไวตามริมสนามเปนระยะ ๆ เพ่ือความสะดวกในการเก็บ
และรักษาความสะอาดของสนาม กรณีโรงเรียนประถมศึกษาท่ีมีเคร่ืองเลนสําหรับเด็ก เชน
บอทราย ชิงชา ไมล่ืน มาหมุน ฯลฯ ควรจัดแยกไวสวนหนึ่งตางหาก โดยจัดร้ัวเตี้ย ๆ
แบงขอบเขตไว และควรจัดใหมีครูหรือนักเรียนโตคอยดูแลควบคุมการเลนของเด็กเล็กดวยเสมอ
นอกจากน้ีตองทําการตรวจสภาพ ซอมแซม และดูแลรักษาเคร่ืองเลนอยูเปนประจํา เพื่อใหเกิด
ความปลอดภัยแกเดก็ ท่เี ลนเครื่องเลน เหลา นัน้ ดังภาพที่ 7.6 สนามโรงเรยี น
83
ภาพที่ 6-6 สนามโรงเรยี น
ทมี่ า : โรงเรียนอนบุ าลสายดรณุ , 2553 : ออนไลน
2 . 2 แหลงเรี ยนรู เช น ห องจริยธรรม ห องแนะแนว พิ พิ ธภั ณฑ
หองโสตทัศนศึกษา หองสมุด หองคอมพิวเตอร และศูนยการเรียน เปนส่ิงท่ีโรงเรียนควรจัดใหมี
เพื่อเปนการสงเสริมการเรียนรูของผูเรียน หองตาง ๆ ดังกลาวควรมีสื่อการเรียนท่ีครบคันและ
เหมาะสมกับความสนใจและความตอ งการของผูเรียนแตละวยั ดว ย ดงั ภาพที่ 7.7 ตัวอยา งแหลงเรยี นรู
หอ งแนะแนว
84
ภาพท่ี 6-7 ตัวอยางแหลง เรียนรูหอ งแนะแนว
ท่ีมา : โรงเรยี นเทพบดนิ ทรวิทยาเชยี งใหม, 2558 : ออนไลน
2.3 เครื่องอาํ นวยความสะดวกและสวัสดิการ เชน หองพยาบาล โรงอาหาร โรงครัว
นํ้าด่ืมน้ําใชสวมและท่ีปสสาวะลวนเปนส่ิงที่จะชวยสนับสนุนใหนักเรียนใชชีวิตในโรงเรียนไดอยางมี
ความสุข ความสบาย และถูกสุขลักษณะ ซ่ึงจะสงผลตอสุขภาพกายสุขภาพจิตทําใหสดชื่นแจมใส
และเรยี นรไู ดอยา งมคี วามสุขและประสทิ ธภิ าพเพิ่มมากขนึ้
2.3.1 หองพยาบาลทุกโรงเรียนตองจัดใหมีหองพยาบาลเพ่ือดําเนินงาน
ดาน สุขภาพของนักเรียน การจัดหองพยาบาลไวช้ันลางของอาคารเรียนเพ่ือใหนักเรียนไดใช
โดยสะดวก และภายในหอ งพยาบาลตอ งจัดใหมเี คร่ืองมือเครื่องใชในการปฐมพยาบาลอยางครบถว น
2.3.2 โรงอาหารควรจัดใหมีโรงอาหารหรือท่ีสําหรับใหนักเรียนรับประทาน
อาหารกลางวนั จะชว ยฝกหัดใหน ักเรยี นรูจักระเบียบ เจตคติและสุขนิสัยที่ดีในการับประทานอาหาร
โรงอาหารตองมีโตะและที่น่ังเพียงพอกับจํานวนนักเรียน มีน้ําด่ืมน้ําใชท่ีสะอาดและเพียงพอ
มีภาชนะสําหรับรองรบั เศษอาหารท่ถี กู สุขลกั ษณะ มสี ภาพดี มฝี าปดมดิ ชดิ ไมร ั่วไมซึมนํา้ และตอ ง
85
มีความสะอาดอยูเสมอรวมท้ังจดั ใหมีการดูแลรักษาความสะอาดและความเปนระเบียบ เรียบรอ ยของ
โรงอาหารตลอดเวลา
2.3.3 โรงครัว เปนสถานท่ีใชประกอบหรือปรุงอาหาร โรงเรียนควรจัดให
เปนสัดสวน พ้ืนที่หองครัวตองทําดวยวัสดุท่ีไมดูดซึมน้ํา ตองใสมุงลวด ตาขาย ประตูหนาตาง
ปองกันแมลงวัน และหนูเขามาในหองครัว ตองมีแสงสวางเพียงพอ มีระบบการถายเทอากาศไดดี
มีระบบระบายนํ้าท้ิง มีถังขยะสําหรับเก็บเศษอาหารและขยะ ชนิดอ่ืน ๆ อยางเพียงพอ มีที่เก็บ
ทั้งอาหารสดและอาหารแหง และมีนํ้าใชสําหรับการประกอบหรือปรุงอาหารที่สะอาด และ
มีคณุ ภาพดีอยา งเพียงพอ
2.3.4 นํ้าด่ืมน้ําใช ทุกโรงเรียนตองจัดใหมีนํ้าดื่มนํ้าใชท่ีสะอาดปราศจาก
เช้ือโรค และมปี รมิ าณพอเพียงกบั จาํ นวนนกั เรยี นแตละวัน
2.3.5 สวมและที่ปสสาวะโรงเรียนตองจัดสวมท่ีถูกสุขลักษณะใหนักเรียนใช
อยางเพียงพอ โรงเรียน สถานศึกษาตองจัดใหมีสวมสําหรับนักเรียนหญิง และชายแยกกันเพ่ือให
นกั เรยี นใชไ ดสะดวกยิง่ ขน้ึ สําหรบั นกั เรยี นชายตอ งมที ปี่ ส สาวะไดพอเพยี งกบั จาํ นวนนักเรียนดว ย
2.3.6 แหลงนันทนาการ โรงเรียนตองจัดใหมีท่ีสําหรับกิจกรรมดนตรี
กิจกรรมในรม และควรแจงเพื่อใหนักเรียนไดใชพักผอนหยอนใจเปนการคลายความตึงเครียด
จากการเรียนดว ย
สภาพแวดลอ มดานจติ ใจ
สภาพแวดลอมดานจิตใจ หมายถึง บรรยากาศท่ีเอื้อตอการเรียนรู อันเกิดจากปฎิสัมพันธ
ระหวางครูกับนักเรียน นักเรียนกับนักเรียน หรือสภาพการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การดูแล
ชวยเหลือและกฎระเบียบตาง ๆ จําแนกเปน 2 ประเภทคือ สภาพแวดลอมภายในหองเรียนและ
ภายนอกหองเรยี น
1. สภาพแวดลอมดานจิตใจภายในหองเรียนในที่น้ีหมายถึง บรรยากาศในการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอน พฤติกรรมของครู ปฎิสัมพันธระหวางครูกับนักเรียน และนักเรียนกับเพื่อน ๆ
สรุปได นี้ (กรมวชิ ากร, 2546, หนา 155 ; สุรางค โควต ระกูล, 2548, หนา 431 - 433)
1.1 ครูสรางบรรยากาศหองเรียนใหเปนบรรยากาศที่อบอุน และสรางปฎิสัมพันธ
ระหวา งครูกบั นกั เรยี นใหเปนไปดวยดี เปนมิตร เอ้อื อาทรและใหอ ภยั กัน
1.2 ครูสนับสนนุ ใหนกั เรียนไดเรียนตามความถนัดและความสนใจเปดโอกาสใหเ ด็ก
ไดแสดงผลงานตามความสามารถของตนเพอ่ื ใหไดร ับการยอมรับจากเพ่ือนและครู
1.3 ครูเปดโอกาสใหนักเรียนไดแสดงความคิดเห็น โดยครูรับฟงดวยความสนใจ
และเอาใจใสเ ด็กทุกคนโดยเสมอภาคกนั
1.4 ครูตองมีความรูสึกไวตอบรรยากาศในหองเรียน ทราบความเคลื่อนไหวของ
หอ งเรยี นอยตู ลอดเวลา เมือ่ มเี หตุทจี่ ะกอ กวนความสงบของหอ งเรยี นครจู ะไดต ัดไฟแตตน ลม
86
1.5 ครูดูแลใสใจนักเรียนในช้ันเรียนอยางท่ัวถึง หากเกิดเหตุการณที่ไมพึงปรารถนา
ครูตองเปนแบบอยางท่ีดีในการควบคุมอารมณตนเอง การหามปรามหรือการทําโทษนักเรียนครูตอง
ช้แี จงใหน กั เรยี นเห็นวาครทู าํ ดว ยความหวงั ดตี อ นักเรียนและมีความจริงใจ
1.6 ครูควรจะเปนผูสงเสริมระเบียบขอบังคับของหองเรียนดวยความยุติธรรม
สม่ําเสมอ ถาหากครูแสดงใหนักเรียนเห็นวาครูมีความหวังดีตอนักเรียน ตองการใหนักเรียนมี
สัมฤทธิผลในการเรียนและมีพัฒนาการทางบุคลิกภาพพรอมที่จะเปนสมาชิกที่ดีของสังคมในอนาคต
นกั เรียนกจ็ ะใหค วามรว มมอื กับครแู ละมีปฏิสมั พันธทดี่ ีตอ ครู
1.7 ครคู วรเปน ผูท ส่ี ามารถเปลยี่ นแปลงเทคนิคการสอนใหเหมาะสมกับความตอ งการ
ของนักเรียนและวิชาที่เรียน มีความกระตือรือรนในเรื่องท่ีตนสอน และพยายามเปล่ียนพฤติกรรม
ตนเองเพอื่ ไมใ หซ ํา้ ซากและหยมุ หยิมเกีย่ วกับเร่ืองท่ีไมจ ําเปน
2. สภาพแวดลอมดานจิตใจภายนอกหองเรียนในที่น้ีหมายถึง บรรยากาศการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนภายนอกหองเรียน และพฤติกรรมของบุคลากรท่ีเกี่ยวของ ดังมีรายละเอียดดังนี้
(กรมวิชาการ, 2546, หนา 155)
2.1 บุคลากรในโรงเรียนมีความสําคัญตอบรรยากาศการเรียนรูมาก หากสัมพันธภาพ
ระหวา งผูเรียนกับบุคลากรในโรงเรยี นเปนมติ รและอบอนุ ก็จะทําใหนักเรยี นใชชีวิตอยูในโรงเรียนอยา ง
สบายใจ มีความสุข และพรอ มทจ่ี ะเรยี นรมู ากขึ้น
2.2 โรงเรียนควรมีการจัดกิจกรรมนอกหองเรียนอยางหลากหลาย เพื่อตอบสนอง
ความสนใจ ความตองการ และความสามารถของผูเรยี น
2.3 โรงเรียนควรจัดบริการท่ีชวยเหลือ สงเคราะห นักเรียนแตละคนตาม
ความเหมาะสม
2.4 กฎระเบยี บของโรงเรยี นไมค วรเครง ครัดจนเกินไป และควรใหน กั เรยี นไดมีสวน
รวมในการออกกฎระเบยี บดว ย
บทบาทของผบู รหิ ารในการสรา งเสริมบรรยากาศและส่ิงแวดลอ มทเ่ี ออื้ ตอการเรียนรู
โรงเรียนคือสถาบันที่มีอิทธิพลตอพัฒนาการดานตาง ๆ ต้ังแตวัยเด็กจนถึงวัยรุน ดังน้ัน
ผูบริหารจะตองสรางเสริมบรรยากาศและสิ่งแวดลอมที่เอ้ือตอการเรียนรูใหเด็กไดคิดวิเคราะห
แสดงออกหรือคนควาหาความรูไดอยางเหมาะสม ดังที่ดวงเดือน ออนนวม (2542 หนา 12-13) ได
กลาววา ผูบริหารสถานศึกษาจะตองจัดบรรยากาศสงเสรมิ การคดิ วิเคราะห วิจารณ สงเสริมความคิด
สรางสรรค สงเสริมบรรยากาศ การชวยเหลือ รวมมือ และปฏิสัมพันธของผูเรียนมากกวาการแขงขัน
สงเสริมการแสดงออกในทางท่ีถูกตองใหนักเรียนเกิดความภาคภูมิใจ เชื่อม่ันในตนเอง กลาคิด
กลาตัดสินใจในการแกปญหา ดวยเหตุนี้การแสดงบทบาทในการบริหารเพ่ือใหเกิดบรรยากาศและ
สงิ่ แวดลอมทเ่ี อ้อื ตอ การเรยี นรคู วรปฏบิ ตั ิดงั น้ี (กรมวิชาการ, 2546, หนา 156)
87
1. สํารวจสภาพปญหา ความตองการและความจําเปนเพื่อใชกําหนดกรอบนโยบาย
วางแผน ปรบั ปรุง แกไข และพัฒนา
2. เปดโอกาสใหผูเรียน บุคลากรในโรงเรียน ผูปกครองและชุมชน มีสวนรวมในการ
ปรับปรงุ พฒั นาโรงเรยี น พัฒนาแหลงการเรียนรแู ละมีสว นรว มในการจัด กิจกรรมตา ง ๆ
3. สง เสริมและสนับสนุนใหบคุ ลากรทุกคนมสี ัมพันธภาพทีด่ ตี อ กนั
4. สนับสนุนงบประมาณ สถานที่ วัสดุอุปกรณ ตามความตองการ ความจําเปนอยาง
เพียงพอ
5. เปดโอกาสใหผูเรียนไดมีสวนในการกําหนดกฎ ระเบียบของโรงเรียนตลอดจน
ปรับเปลย่ี นแนวปฏบิ ัติการลงโทษของครู
6. เปน ตวั อยา งท่ดี ใี นการยอมรับและใหเ กยี รตแิ กทกุ คน
7. จัดบริการเพื่อใหผูเรียนไดรับการสงเคราะหตามความจําเปนหรือประสบการณ
ตามความถนดั ความสนใจ และความตองการ
8. ติดตาม ประเมนิ ผลอยางตอเน่ือง และสม่าํ เสมอ เพ่ือเปนแนวทางปรบั ปรุงพัฒนาตอไป
จากท่ีกลาวมาจะเห็นไดวาผูบริหารโรงเรียนจะตองปรับปรุงและพัฒนาบรรยากาศและ
สภาพแวดลอมของโรงเรียน โดยเร่ิมจากการสงเสริมบรรยากาศในการทํางานของครูและบุคลากรของ
โรงเรียนในลักษณะของการใหเกียรติ เช่ือมั่นตอกัน ใหอิสระทางความคิด ยอมรับฟงความคิดเห็นของกัน
และกัน รวมมือทํางานเปนทีม เปนคณะท้งั น้เี พื่อเปนแบบอยางแกผูเรียน และใหค รูและบุคลากรไดปฏิบัติ
จนเคยชินเปนนสิ ัย
สรปุ
การจัดสภาพแวดลอมใหเกิดการเรียนรูที่มีประสิทธิภาพมุงเนนสภาพแวดลอมดานกายภาพ
และดานจิตใจทั้งภายใน และภายนอกหองเรียน สภาพแวดลอมดานกายภาพ ซึ่งประกอบดวย
อาคารสถานที่ สภาพของหองเรียน สื่อ อุปกรณการเรียนการสอน ตลอดจนมุมพักผอนหยอนใจท่ี
สะอาด เปนระเบียบถูกสุขลักษณะ และสภาพแวดลอมดานจิตใจซ่ึงเปนบรรยากาศของการสราง
ความอบอุน เปนมิตร มีความเอื้ออาทรและมีปฏิสัมพันธท่ีดีตอกันระหวางนักเรียนกับครู และ
บุคลากรในโรงเรียน ตลอดจนเพ่ือนนักเรียนดวยกัน ทําใหนักเรียนใชชีวิตเรียนรูอยูในโรงเรียนได
อยางมีความสุข ผูบริหารโรงเรียนเปนบุคคลสําคัญในการจัดสภาพแวดลอมใหเกิดการเรียนรูที่มี
ประสทิ ธิภาพได
89
บทท่ี 7
สุขภาพจิตและการปรบั ตัว
ผูชว ยศาสตราจารยสมหมาย มหาบรรพต
ในปจจุบันนี้โลกของเรามีความเจริญงอกงามทางดานวัตถุนิยมมากมีการนําความรู
ทางวิทยาศาสตรเทคโนโลยีตางๆ มาใชเพ่ืออํานวยความสะดวกใหมนุษย ซ่ึงกอใหเกิดการพัฒนา
ทางดานคมนาคม การศึกษา เศรษฐกิจ การแพทย การอุตสาหกรรม การเกษตรกรรม ฯลฯ ถึงแมวา
จะมีการพัฒนาในดานตางๆ อยางมากมายดูเหมือนวาจะเปนประโยชน ตอมนุษยเปนอยางมาก
แตมนุษยก็ประสบปญหาอีกมากมาย เชน ปญหาการวางงาน ปญหาโรคไขเจ็บ ปญหาทางมลพิษ
ปญหาของการจราจรแออัด ฯลฯ ปญหาตางๆ เหลานี้ไดทําใหเกิดความเครียด ความวิตกกังวล
ความคับของใจ ซ่ึงทําใหมนุษยตองปรับตัวเพื่อตอสูกับปญหาที่เผชิญอยู แตความสามารถ
ในการปรับตัวของแตละบุคคลน้ันไมเทากันบางคนสามารถเอาชนะอุปสรรคตางๆ ได แตบางคนตอสู
ไมไดและกลับไดความวุนวายใจมากข้ึน หลายคนอาจจะมีความวิตกกังวลทอแท เหนื่อยหนายกับ
ปญ หาตางๆ ที่รุมเราเขามาจนอาจจะกลายเปนโรคจิตโรคประสาทมากขึ้น คนที่มีสขุ ภาพจิตดีเทาน้ัน
ทจ่ี ะปรับตัวเผชิญกับอุปสรรคท่มี ีอยูได
ความหมายของสุขภาพจิต
ความหมายของสุขภาพจิตน้ันมีผูเขียนไวมากมาย พอท่ีจะนํามากลาวในท่ีน้ีไดดังน้ี
องคกรอนามัยโลกใหความหมายของสุขภาพจิตไววาเปนความสามารถของบุคคลท่ีจะปรับตัวเขากับ
สังคมและสิ่งแวดลอมไดดวยดี มีสัมพันธภาพอันดีงานกับบุคคลอ่ืนและสามารถดํารงชีวิตอยูได
ดวยความสมดุลอยางสุขสบายใจรวมท้ังสามารถสนองความตองการของตนเองในสังคมโลกท่ีเปลี่ยน
แปลงโดยไมมีขอขัดแยงภายในจิตใจแตอยางใดมิไดหมายความเฉพาะเพียงแตปราศจากอาการของ
โรคประสาทโรคจติ เทานัน้ (สุชา จนั ทรเ อม, 2533, หนา 142-143)
กันยา สุวรรณแสง (2532, หนา 203) กลาววา สุขภาพจิต หมายถึง ความสมบูรณในดาน
จิตใจ จิตใจปกติ เขมแข็ง อารมณม่ันคง สามารถปรับกายและจิตใจใหดุลยภาพกับส่ิงแวดลอมและ
สงั คม ดาํ รงชีวิตอยูดว ยความสุข
จากการประชุมที่ทําเนียบขาวเร่ืองเด็กและเยาวชนในสหรัฐอเมริกาไดใหความหมายของ
สุขภาพจิตไววาผูท่ีมีสุขภาพจิตดีจะตองเปนผูที่สามารถมองเห็นอะไรๆตามท่ีเปนจริงอยางถูกตอง
ไม ผิดหรือเลือนไปตามจติ ปรารถนา ไมค วรจะ “ทาํ ตวั แข็ง” ตอ สงิ่ แวดลอ ม และไมมีทัศนคิ ตทิ ่ียอมรับ
อะไรๆ เสมอไป ควรเปนบุคคลท่ีปรับตัวไดเปนอยางดี มีบุคลิกภาพเปนอันหน่ึงอันเดียวกัน เพ่ือวา
90
เมื่ออยูในสถานการณที่แตกตางออกไป หรือเมื่ออยูภายใตสภาวะกดดันก็สามารถจะประพฤติตน
ไดอยา งคงเสนคงวา (นิภา นิธยายน, 2530, หนา 150)
จากความหมายสุขภาพจิตท่ีกลาวมาแลว จะเห็นไดวา มีสวนคลายคลึงกัน คือการมีอารมณ
ท่ีมั่นคงสามารถปรับตัว เขากับสภาพแวดลอมไดเปนอยางดี ซ่ึงอาจจะทาํ ใหหลายทานสงสัยวาคนที่มี
สุภาพจิตดีคงจะปราศจากความคับของใจความขัดแยงหรือ ความวิตกกังวลตางๆ ทั้งๆ ท่ี ความเปน
จริงแลวนั้น การมีปญหาทางอารมณเปนเร่ืองธรรมดาท่ีเกิดกับทุกคนไดแตผูที่มีสุขภาพจิตดี
จะสามารถปรับตัวเขากับส่ิงแวดลอมไดดีและเผชิญกับขอขัดแยงและความคับของใจตางๆ ไดโดย
ไมเสยี ใจจนเกินกวา เหตุ
กลา วโดยสรุปแลว สุขภาพจติ หมายถงึ สภาพของบุคลท่ีมีอารมณม ั่นคง สามารถดํารงชีวติ อยู
ในสังคมไดอยางมีความสุข ปรับตัวเขากับบุคคลหรือส่ิงแวดลอมไดดี เมื่อมีปญหาทางอารมณ เกิดข้ึน
กส็ ามารถเผชญิ ไดอ ยา งมเี หตผุ ล ไมท อแท ผิดหวงั หรือเสยี ใจจนเกินไป
ลกั ษณะของผูท่ีมสี ขุ ภาพจติ ดี
สมหมาย มหาบรรพต (2558, หนา 2) กลา ววา ผูทีม่ สี ขุ ภาพจิตดี มีลกั ษณะดังน้ี
1. มีสุขภาพกายสมบูรณ ซึ่งหมายถึง สภาพรางกายท่ีพัฒนาการเหมาะสมกับวัย สะอาด
แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไขเจ็บและทุพพลภาพ มีการกินอาหารท่ีถูกสวนและมีภูมิคุมกันโรคเปน
อยางดีคนที่มีสุขภาพรางกายแข็งแรงควบคูกันไปดวยเสมอ จนมีคํากลาววา (สุชา จันทรเอม, 2533,
หนา 141) “จิตท่ีสดใสยอมอยูในรางกายที่แข็งแรงสมบูรณ (A Sound Mind in a Sound Body)”
เพราะรางกายและจิตใจน้ันมีความสัมพันธกันจนแทบแยกไมออก ถาจิตใจที่มีความทุกขรอน ก็จะทํา
ใหก ินไมได นอนไมหลับ รางกายทรดุ โทรม โรคภัยไขเจ็บก็เขามาเบียดเบยี นได แตถารางกายบกพรอ ง
มีโรคภัยไขเจ็บ ก็จะทําใหกิจกรรมตางๆ ไดไมเต็มที่ เกิดความหงุดหงิด เครงเครียด มีปญหา
ทางอารมณท าํ ใหสุขภาพจิตเสื่อมได
2. รูจักและเขาใจตนเองไดดี ซึ่งหมายถึง รูความสามารถของตนเอง ยอมรับขอดีและ
ขอบกพรองของตนเอง ไมต กเปนทาสของอารมณ กลัว โกรธ รัก อิจฉา ฯลฯ ยอมรับท้ังความผิดหวัง
ความสาํ เรจ็ รูจ ักแกไขขอบกพรองของตนเอง ยอมรับฟง ความคดิ เหน็ ของผอู ื่น
3. รูจ กั และเขาใจผอู ่นื ไดด ี ซ่ึงหมายถึง เขา ใจและยอมรบั ความแตกตางระหวางบุคคลเขาใจ
ความรูสึกของผูอ่ืนมีความสัมพันธอันดีและความรับผิดชอบกับเพื่อนฝูงหรือบุคคลอื่นท่ีเก่ียวของมี
ความรูสึกวาตนเองเปนสวนหนึ่งของหมูคณะหรือ สังคม สามารถเปนท้ังผูนําและผูตามท่ีดี ทํางาน
รว มกับคนอน่ื ไดดี
4. มีหลักในการทํางานท่ีดี ซ่ึงไดแก มีความต้ังใจจริงในการทํางาน ไมผัดวันประกันพรุง
รูจักผอนส้ันผอนยาว มีการวางแผนในการทํางานเปนอยางดี รูจักใชเหตุผลในการคิดวิเคราะห
ประกอบการตัดสินใจ
91
5. รูจักควบคุมตนเองไปในทางท่ีถูกท่ีควร ซึ่งหมายถึงรูจักควบคุมอารมณไดเหมาะสม
กับสถานการณ มีความอดทนตอความขัดแยงในใจ โดยไมแสดงพฤติกรรมท่ีไมเหมาะสมออกมา
มีอดุ มคติ คานิยมท่เี หมาะสม และมีอารมณข ัน
6. รูจักพักผอนหยอนใจตามโอกาสอันควร เชนเม่ือถึงวันหยุดหรือปดเทอมก็พาครอบครัว
ไปพักผอนตามสวนสาธารณะ พาเด็กๆ ไปชมสวนสัตว รจู กั พักผอ นโดยการฟง เพลง ดูโทรทศั น ฯลฯ
ความหมายของการปรับตัว
สภาพสังคมปจจุบันที่มีความยุงยากซับซอน แกงแยงชิงดีชิงเดนกัน ยอมทําใหบุคคลตอง
เผชิญกับอุปสรรคและความตึงเครียดทางอารมณตางๆ นาๆ บางคนสามารถหาวิธีการเผชิญกับ
อุปสรรคตางๆ ไดและแกไขสถานการณท่ีตึงเครียดได แตบางคนไมสามารถแกปญหาตางๆได ตองใช
วิธีหลีกหนีซอนเรน หลบหลีกเพื่อใหตัวเองผอนคลายจากความตึงเครียดที่เกิดข้ึน ซ่ึงวิธีการตางๆ
ท่ีแตละคนใชต อ สกู บั ปญ หาคือ วิธกี ารปรบั ตวั ของแตละบคุ คลนนั่ เอง
มีคนจํานวนไมนอยที่เขาใจผิดวาการปรับตัว หมายถึง การยอมตามสังคม เปน
การเปลี่ยนแปลงตัวเองตามเสียงสวนใหญ ไมมีหลักเกณฑ แนวความคิด และอุดมคติของตัวเอง
ไมเ ปนตัวของตัวเอง แทจริงแลวการปรับตวั หมายถึง ความพยายามท่จี ะแกไ ขความตึงเครียดทาง
อารมณแสวงหาวิถีทางท่ีจะตอบสนองความตองการของตนเอง ไมวาจะเปนความตองการทาง
กายหรือทางใจ เม่ือพบปญหาแทนท่ีจะมุงโทษส่ิงแวดลอม ผูที่ปรับตัวไดจะมุงปรับตนเองโดย
พจิ ารณาขอ เทจ็ จรงิ จากขอ มูลทเี่ ก่ียวกับตนเองและสงิ่ แวดลอ ม
ผปู รับตัวไดดไี มไดหมายความวาจะปราศจากปญ หาความตึงเครยี ดทางอารมณแตจ ะสามารถ
เผชิญปญหาและความตึงเครียดน้ันได โดยไมไดรับความกระทบกระเทือนเกินกวาเหตุ เปนผูยอมรับ
เหตุการณตางๆ ที่เกิดข้ึนได ไมทําเร่ืองเล็กใหเปนเร่ืองใหญ มีวิธีแกปญหาอยางสมเหตุสมผล เผชิญ
ความจริงรูจักตนเองอยางแทจริง ทั้งดานความสามารถ ความสนใจ ความตองการ เขาใจ ยอมรับ
ขอบกพรองของตนเองและผูอ่ืน เปนตัวของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็มีความเขาใจในความรูสึกและ
ความตองการของผูอื่นสามารถควบคมุ อารมณความ รูสึกของตนใหแสดงอยา งสมเหตุสมผลได เปน ผูมี
มนุษยสัมพันธดี มีความกระตือรือรนในชีวิต หาความพึงพอใจจากสังคมไดเปนผูท่ีมีประสิทธิภาพท้ัง
ในดานการทํางานและดานความสัมพันธทาง สังคมทําตนใหเปนประโยชนท้ังตนเองและสังคมไดอยา ง
เตม็ ที่
กระบวนการปรับตัวน้ันจะแตกตางกันไปในแตละบุคคลและในแตละสภาพการณ
องคประกอบของการปรับตัวน้ีขึ้นอยูกับบุคคลและสภาพการณแวดลอมในขณะนั้น บางคนมีทาที
ทัศนคติและบุคลิกภาพที่ยอมรับสถานการณท่ีแวดลอมในขณะนั้น บางคนมีทาทีทัศนคติบุคลิกท่ี
ยอมรับสถานการณท่ีเปลี่ยนแปลงไดงาย ก็มักจะปรับตัวงาย แตบางคนก็มักจะถูกจูงใจใหแสดง
พฤติกรรมท่ีมักจะกอใหเกิดความยุงยากเปนอุปสรรคตอการปรับตัวยิ่งขึ้น ประสบการณใหมๆ
จะชวยสอนใหบุคคลเรียนรูวิธีการปรับตัวใหมๆ ที่เหมาะสม บางคนสามารถเรียนรู วิธีการปรับตัวได
92
ดวยตัวเองเปนสวนใหญ แตบางคนตองการอาศัยการแนะแนวจากผูอ่ืนอยางมากทั้งนี้ขึ้นอยู
กับความสามารถของเขาและระดับความยุงยากของสภาพการณท่ีเขาเผชิญอยู วิธีการปรับตัวบุคคล
น้ันเกิดจากการเรยี นรไู มใ ชเ กิดอยา ง บังเอญิ
สังคมในปจ จบุ ันยุงยากสลบั ซับซอนยิ่งขึน้ มีการเปล่ียนแปลงอยางรวดเร็วท้งั ดานวัฒนธรรม
เศรษฐกิจและสังคมเห็นไดชัดในเมืองหลวงตางๆการเปล่ียนแปลงเหลาน้ียอมมีผลกระทบกระเทือน
ตอชีวิตของบุคคล ท้ังในดานสวนตวั และสังคม ฉะนัน้ ปญหาการปรับตัวจึงเพิ่มข้ึนเปน เงาตามตัว แม
ในชวี ิตประจําวนั ตามปกติ บุคคลกจ็ ะตองประสบปญหาการเลือกการตัดสินใจอยูไมเวน แตล ะวัน บาง
คนเมื่อพบอุปสรรคมีปญหาความยุงยากลําบากใจก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทัศนคติ หรือ
แนวความคิดของตนไดเปนคนยืดหยุนสามารถปรับตัวเขากับสถานการณท่ีเปล่ียนไปโดยยังคงไว
ซึง่ ศักดิศ์ รีและความเคารพตนเองแตบางคนไมสามารถทําเชนน้ันไดจึงพบแตความทุกขความไม สบาย
ใจตางๆ
ความตงึ เครยี ดทางอารมณ
ในชวี ติ ประจําวนั ของเรานน้ั ยอมมีการตดิ ตอพบปะพดู จากับบคุ คลอ่นื ๆ อยูเสมอ หลายครงั้ ท่ี
การพดู จาหรือการกระทําตางๆของบุคคลท่ีเราตดิ ตอดวยไดกอใหเ กดิ ความหงุดหงิด ขดั เคือง โกรธขึ้ง
ไมพ อใจ ฯลฯ ความรสู กึ เหลานที้ าํ ใหเ ราเกดิ ความตึงเครยี ดทางอารมณข ้ึนลักษณะของความตงึ เครยี ด
มหี ลายแบบ ตางกันออกไป แตใ นท่ีนี้จะกลา วถึงความตงึ เครยี ดทางอารมณ 4 แบบดวยกัน คอื ความ
วติ กกงั วล ความคบั ของใจ ความกดดัน และความขัดแยงใจ
1. ความวิตกกังวล (Anxiety) หมายถึง ความรูสึกไมสบายใจ วุนวายใจที่เกิดข้ึนจาก
การคาดการณลวงหนาวาจะเกิดเหตุหรือบางสิ่งบางอยางท่ีไมดีเกิดขึ้นกับตัวเราหรือบุคคลท่ีเรารัก
เชน วิตกกังวลวาลูกจะสอบเขามหาวิทยาลัยไมได ทั้งๆท่ียังไมไดลงมือสอบเลยหรือคิดวาพรุงน้ีไป
เท่ียวน้ําตกเอราวัณจะเกิดอุบัติเหตุทั้งๆ ท่ียังไมไดออกเดินทางไปเลยอยางน้ีเปนตน ความวิตกกังวล
เปนสิ่งที่จะเกิดข้ึนไดกับทุกคน แตจะมากนอยเพียงใดยอมแสดงถึงสุขภาพจิตของบุคคลน้ันๆ
ถาบุคคลใดมีความวิตกกังวลมากๆ โดยขาดเหตุอันสมควร และเม่ือเกิดความวิตกกังวลแลวไมยอม
แกไขหรือหาทางลดความวิตกกังวล ก็จะทําใหบุคคลนั้นมีสุขภาพจิตท่ีไมดีได สวนบุคคลที่พยายาม
หาทางแกไขและลดความวติ กกังวลลงกจ็ ะเปน ผูที่มีสุภาพจิตดีได สาํ หรับบุคคลธรรมดาท่ัวไปอาจจะ
มีความวิตกกังวลเกิดขึ้นไดแตเปนเรื่องท่ี สมควร ก็ไมใชเรื่องท่ีผิดปกติเสมอไป เชนลูกท่ีวิตกกังวล
เกีย่ วกบั อาการปวยของพอแม สามีท่วี ิตกกงั วลเกีย่ วกบั การผาตัดชวยเหลือชวี ิตภรรยาและลกู ในทอ งท่ี
ประสบอุบตั เิ หตุ ฯลฯ
2. ความคับของใจ (Frustration) หมายถึง ความรูสึกไมพอใจ ไมสบายใจ เม่ือมีอุปสรรค
มาขัดขวาง ทาํ ใหไ มสามารถบรรลุถงึ จุดหมายที่คิดไวได เชนอยากซ้ือบานหลังใหญๆสัก 1 หน่ึง แตไม
มีเงิน อยากเปนนักกฬี าบาสเกตบอลแตข าพิการ อยากเปน ทหารแตต วั เตยี้ เกินไป ฯลฯ