93
3. ความกดดัน (Pressure) หมายถึง ความรสู ึกไมส บายใจ ไมพ อใจอนั เน่ืองมากจากบุคคล
นัน้ มีความคาดหวงั ที่จะทําส่ิงใดจะเปนอะไรแลวเปนไมไ ดด่ังใจหวังเอาไว ความกดดันเกิดข้ึนจากตัว
บุคคลหรือส่ิงแวดลอมท่ีทําใหการไปสูเปาหมายของเขาสับสนวุนวายเพิ่มขึ้นความกดดันที่เกิดจากตัว
บุคคลเองก็ไดแกระดับความคาดหวังและการนึกคิดเกี่ยวกับตนตาม อุดมคติถาบุคคลนั้นตั้งระดับ
ความหวังไวในระดับสูงไมว า จะเปน เร่ืองมาตรฐานการประพฤตปิ ฏบิ ัตติ นหรอื การไปสูเปาหมายที่ตงั้ ไว
ใหได บุคคลนั้นก็ตองเผชิญกับความกดดันที่รุนแรง ถาบุคคลนั้นย่ิงตง้ั ความหวังท่ีเปนไปไดยากเทาใด
ระดับความกดดันก็จะยิ่งรุนแรงมากข้ึน เชน ข้ีเกียจและไมทํางาน แตอยากเปนเศรษฐีมีเงินหลายๆ
ลาน จบการศึกษาช้ันมธั ยมปท่ี 3 แตอ ยากรับราชการในตําแหนง ในตาํ แหนงผูบริหารมีเงินเดอื นมากๆ
สวนความกดดันทีเ่ กดิ จากส่ิงแวดลอ มน้นั ๆ อาจจะเกิดจากสภาพสังคมปจจุบันมีสถานการณก อ ใหเกิด
ความกดดันจํานวนมาก โดยโดยเฉพาะมีการแขงขันกันเกือบตลอดเวลาเร่ิมตั้งแตการเรียนการสอบ
คัดเลือกเพื่อแขงขันเขา เรียน มีการแขงขันเพื่อใหไดคะแนนสูง ในการแขงกีฬา นักกีฬาบางคน
อาจตองตอสู อยางหนักเพ่ือชัยชนะและรางวัลในการทํางานก็อาจจะมีการแขงขันเพ่ือความกาวหนา
เอาตัวรอดของตัวเองเพื่อเล่ือนข้ันเงินเดือนท่ีรวดเร็วนอกจากน้ีความคาดหวังของบุคคลในครอบครัว
ก็อาจทําใหเกิด ความกดดนั กบั สมาชกิ ในครอบครัวไดเชน กนั
4. ความขัดแยงในใจ(Conflict)หมายถงึ ความรสู กึ ไมสบายใจ ไมพอใจเม่ือ เหตุการณหรอื
เปาหมายทจี่ ะตองตดั สินใจเลือกอยางใดอยางหนึ่ง
โดยท่วั ไปความขัดแยง ใจเกดิ ข้ึนได 3 ประเภทใหญๆ ดงั น้ี
1) ความขัดแยงใจแบบรักทั้งคู (Approach-Approach Conflict) เปนความขัดแยงในใจ
ที่เกิดขึ้นเม่ือตองตัดสินใจเลือกส่ิงท่ีชอบท้ังคูแตบุคลจะตองเลือกเพียงอยาใด อยางหนึ่งเทานั้น เชน
รักหญิงสาวพรอมๆกันสองคน แตตองเลือกแตงงานกับคนใดคนหน่ึง พบผา 2 ชิ้นสวยถูกใจท้ังคู
แตมีเงินพอที่จะซ้ือเพียงชิ้นเดียว ฯลฯ ความคัดแยงใจแบบคูนี้ตรงกับคําพังเพยวา “รักพี่เสียดาย
นอง”
2) ความขดั แยง ใจแบบเกลียดทั้งคู (Avoidance- Avoidance Conflict) เปนความขัดแยงใจ
ที่เกิดข้ึน เมื่อตองตัดสินใจเลือกส่ิงท่ีไมตองการท้ังคู เชนปวดฟนตองถอนฟน ถาไมลางรถก็ตอง
ถบู า น ฯลฯ ความขดั แยงใจแบบเกลียดท้ังคูตรงกับคําพงั เพยท่ีวา “หนีเสยี ปะจระเข”
3) ความขัดแยงใจแบบรักดวยเกลียดดวย (Approach-Avoidance Conflict) เปนความ
ขดั แยงท่ีเกิดขึ้นเมื่อตองตัดสินใจเลือก เปนส่งิ ทมี่ ีทั้งสว นท่ีชอบและไมชอบดวยกัน เชน รักผหู ญงิ แตไ ม
ชอบพอ ของเขา เขาอยากทานไอครีมแตกลัวอวน ฯลฯ ความขัดแยงใจแบบรักดว ยเกลียดดวยตรงกับ
คําพังเพยทวี่ า “เกลยี ดตัวกินไขเ กลยี ดปลาไหลกินน้ําแกง”
นักจิตวิทยาไดพยายามศึกษาวิจัยอยางกวางขวางในเร่ืองความขัดแยงใจโดยเฉพาะความ
ขัดแยงใจแบบรักดวยเกลียดดวย ซ่ึงพบมากที่สุดในชีวิตประจําวัน แตในบางครั้งการตัดสินใจของ
บุคคลอาจจะพบความขัดแยงใจหลายประเภทซับซอนกันอยู เชนอาจมีความขัดแยงใจเนื่องจาก
ตดั สนิ ใจไมไดวาจะเลือกใครเปนคูสมรสดี น่ันคือ เกิดความขัดแยง ใจแบบ รกั ท้ังคู แตในขณะเดียวกัน
94
ก็มีความอยากท่ีจะแตงงาน แตก็กลัววาจะตองรับผิดชอบครอบครัว ไมคอยไดไปเที่ยวไหนไดอิสระ
เหมือนตอนทเี่ ปนโสดอยู จงึ มีความขัดแยง ใจแบบ รกั ดว ยเกลียดดว ย ซอ นเขาไปอกี ที
สาเหตทุ ี่ทาํ ใหเ กดิ การปรับตัว
จากการที่บุคคลตองเผชิญกับปญหาตางๆ ซึง่ มที ้ังปญหาเล็กๆ จนไปถึงปญหาใหญๆ จึงทําให
บุคคลตอ งปรับตวั โดยการปรบั ตัวมักจะเกิดจากสาเหตุ สาํ คัญๆดังนี้คือ
1. แรงขบั และความตองการ
ในชีวิตของบุคคลความตองการเปนพ้ืนฐาน เชน ความตองการทางกายและความ
ตองการทางจิต ความตองการทัง้ สองน้ีทาํ ใหเกิดแรงขบั ขนึ้ เชน ความหวิ ซึ่งเปนความตองการทางกาย
ทําใหเกิดแรงขับที่ทําใหสมองมนุษยดิ้นรนแสวงหาเพ่ือสนอง ความหิวของตน ถาเกิดอุปสรรค
มาขัดขวางโดยไมสามารถหาอาหารบําบัดความหิวได บุคคลก็จะปรับตัวโดยการแสดงพฤติกรรม
ออกมาในรปู ตางๆเพ่ือคลายจากความกระวนกระวายอนั เนือ่ งอันเน่อื งมาจากความหิวได
2. แรงกระตนุ จากสงั คม
เน่ืองจากสภาพปจจุบนั มกี ารเปลี่ยนแปลงทางสังคม อยารวดเรว็ ส่ิงแวดลอ มเปล่ียนแปลงไป
จึงทําใหบุคคลตองปรับตัวตามสภาพสังคมท่ีเปลี่ยนแปลงไปเชน ราคาสินคาแพงข้ึน แฟชั่นเคร่ือง
แตง กาย ความเปนอยู การคมนาคม และความเจริญของวตั ถุสง่ิ เหลานีอ้ าจทาํ ใหม นษุ ยป ระสบปญ หา
ตา งๆจึงตอ งมกี ารปรับตวั
3. เจตคติ ความสนใจ
เปาหมายของชีวิตทเี่ ปลยี่ นแปลงไป ทาํ ใหบ คุ ลตอ งปรับตัวใหเขากบั สิ่งท่เี ปลย่ี นแปลง
เหลา นน้ั
วิธีปรับตวั ในแบบตางๆ
ลักษณะความตึงเครยี ดทางอารมณของบุคลท่ีเกิดข้ึนยอมทําใหบุคคลมีพฤติกรรมเพ่ือปรบั ตัว
กบั ความตึงเครียดทีเ่ กดิ ข้ึน ความตึงเครียดทางอารมณทเ่ี กิดในบคุ คลอาจมีหลายๆแบบอยูรว มกันก็ได
เชน อาจมีความวติ กกงั วลและความคบั ของใจอยูดว ยกัน หรืออาจจะมที ั้งความกดดนั ความคับของใจ
และความวิตกกังวลอยูรวมกันก็ได แตอยางไรก็ตาม บุคคลก็พยายามปรับตัวเพื่อ ลดความตึงเครียด
ทางอารมณท่ีเกิดข้ึน โยธิน ศันสนยุทธ และคณะ (2533, หนา 280-287) กลาวถึง ลักษณะของ
การปรับตัววามีอยู 3 แบบใหญๆ คือการสรางพลังเพ่ือเผชิญปญหา ความพยายามที่จะกระทําสิ่งใด
ส่ิงหนึ่งเพ่ือเผชิญปญหา การใชกลไกในการปองกันตัว ในการโตตอบความตึงเครียดครั้งหน่ึงๆบุคคล
อาจมีพฤติกรรมเพียงแบบเดียวสองแบบหรือทั้งสามแบบก็ได สําหรับรายละเอียดของการปรับตัว
ท้งั 3 แบบมีดังนี้
95
1. การสรา งพลังเพอ่ื เผชิญหนา
การสรางพลังเพ่ือเผชิญปญหาชวยลดความตึงเครียดและความวิตกกังวลและชวยเสริมสราง
ความสมดลุ ทางจิตใจ มกั แสดงออกในรูปแบบตางๆ ดังนี้
1.1 การรองไห เปนกลไกการตอบโตตอความตึงเครียดทางอารมณท่ีชวยลดความ
ตงึ เครยี ดและความเจ็บปวดทาง อารมณของบคุ ลไดและชวยเสริมสรา งสมดุลทางจติ ใจใหมีข้ึนเชนเดิม
นอกจากนั้นการรองไหบุคคลยัง ไดรับความเห็นอกเห็นใจจากผูอ่ืนทําใหเกิดความรูสึกวามีผูรวม
ความทุกขแ ละเขา ใจความทกุ ขของตน ชว ยใหล ดความสะเทอื นใจและความปวดราวลงได
1.2 การพูดระบายความรูสึก เปนกลไกการตอบโตที่ชวยลดความตึงเครียดทางอารมณ
เปนวิธีท่ีใชกันมากนอกจากนั้นการพูดระบายความรูสึกอาจชวยใหบุคคลไดมองเห็นสภาพการณ
ของตนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น อาจเกิดแนวความคิดใหม หรือมองเห็นปญหาในแงใหมมองเห็นวิธีการ
แกปญหาถาเปนไปไดเชนนี้การพูดการพูดระบายความ รูสึกก็จัดวาเปนท้ังการสรางพลังเพื่อเผชิญ
ปญหาและความพยายามท่ีจะกระทําส่ิงใดสิ่งหนึ่งเพ่ือเผชิญหนา และเปนการใชกลไกในการปองกัน
ตวั ดว ย
1.3 การหัวเราะการพยายามมองปญหาดวยอารมณขันชวยใหมองเห็นปญหาท่ีเกิดข้ึน
อยาง แทจริง เปนการยอมรับความสะเทือนใจ ความปราชัยที่เกิดขึ้นอยางชวยไมได และไมเอาเปน
เอาตายกับชีวติ มากเกินไป อยางไรก็ตาม ถาอารมณขันไมไดผลหรือไมสามารถลดความตึงเครียดทาง
อารมณไ ดกลไกที่มักจะตามมาก็คือ การรอ งไห
1.4 การคิดทบทวน หลังจากท่ีพบความสะเทือนใจ บุคคลตองการท่ีจะอยูคนเดียว เพ่ือ
คดิ เงียบๆ เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไมเพียงแตทํารายจติ ใจเทา นนั้ ยงั ก็ใหเ กิดความสบั สนในจติ ใจ
ดวยการคิดลําดับเหตุการณอาจชวยใหมองเห็นเหตุการณอยางแจมชัดข้ึนสามารถประเมินอยาง
ถูกตองย่ิงขน้ึ นาํ ไปสูการลดความตึงเครยี ดทางอารมณไ ด
1.5 การแสวงหาที่พ่ึงทางใจเม่ือพบความตึงเครียดทางอารมณบุคคลตองการความเห็น
อก เห็นใจจากผูอื่น เพ่ือเปนท่ีพึ่งทางใจจนกวาจะสรางความสมดุลทางจิตใจได การแสวงหาที่พึ่งทาง
ใจ ถาเปนในรูปการเลียนแบบใครคนใดคนหนึ่งท่ีตนนิยมก็จัดวา เปนการใชกลไกในการปองกันตัว
แตถาอยูในรูปความพยายามท่ีจะแกปญหา หรือไปใชบริการใหคําปรึกษาและแนะแนวแลวก็จัดไดวา
เปนความพยายามทจ่ี ะกระทําสง่ิ ใดสงิ่ หนึง่ เพ่ือแกป ญหา
1.6 การหลับและการฝน สวนใหญแลวเม่ือเกิดความตึงเครียดทางอารมณ บุคคลมักจะ
นอนไมหลับ อยางไรก็ตาม การนอนหลับจะชวยผอนคลายความตึงเครียดทางอารมณได ความฝนจะ
ชวยผอนคลายความเครียดไดเชนเดียวกนั เมื่อบุคลไดฝนถึงเหตุการณทก่ี อใหเกิดความ เครียดของตน
บอยครั้งเขา กเ็ กิดความคนุ เคยกับเหตุการณ ไมก ลวั หรือวิตกกังวลอีกตอ ไป
2. ความพยายามทีจ่ ะกระทาํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเม่ือเผชญิ ปญหา
ความพยายามท่ีจะกระทําส่ิงใดส่ิงหนึ่งเมื่อเผชิญปญหาเปนความพยายามที่จะเผชิญปญหา
อยางแทจริงมีแนวโนม ทจ่ี ะประเมนิ สภาพการณท ี่กอ ใหเ กดิ ความตึงเครียดทางอารมณอ ยา งเปนปรนัย
โดยการกระทําที่มีเหตุผลเปนไปในทางสรางสรรคและเปนความพยามในระดับจิตสํานึกการกระทํา
96
ดังกลาวน้ีจะเก่ียวของกับการเปลี่ยนแปลงตนเองหรือสิ่งแวดลอมหรือท้ังตนเองและสิ่งแวดลอม ท้ังนี้
ขึ้นอยูกับสภาพการณ การกระทําอาจเปนการเปล่ียนแปลงที่เห็นไดจากภายนอก เชน
การเปล่ียนแปลงนิสัยในการเรียนและทํางาน หรือเปนการเปลี่ยนแปลงภายในบุคคล เชน ลดระดับ
ความคาดหวังหรือเปล่ียนทัศนคติบางดาน เปนตนและอาจโตตอบออกมาในรูปแบบการตอสู
การหลีกหนีและการรอมชอม
2.1 การโตตอบในรูปแบบการตอสู การตอสูแสดงไดออกหลากหลายแบบ ขึ้นอยูกับ
ความตึงเครียดทางอารมณ วา จะเกี่ยวของกับความคับของใจหรือความขัดแยงใจหรือความกดดันโดย
ที่เมื่อมีความคับของใจ เพราะไมสามารถไปถึงเปาหมายได บุคคลจะพยายามที่จะเอาชนะอุปสรรค
และนําตนไปสูเปาหมายได โดยเพ่ิมความพยายามหรือเพิ่มกิจกรรมข้ึนหรือหาวิธีการไปใหไปถึง
เปาหมายไดหลายๆวธิ ี การพยายามเอาชนะอุปสรรคเพื่อไปใหถึงเปาหมายถานํามาใชอยางเหมาะสม
ก็สามารถเอาชนะ อุปสรรคได แตเม่ือมีความขัดแยงในใจเน่ืองจากสภาพการณที่ตองเลือก มักทําให
เกิดความคับของใจ จึงมักเห็นกันบอยๆ วาบุคคลท่ีตองอยูในสถานการณท่ีตองตัดสินใจจะมีความ
ลังเลใจ ตัดสินใจไมได ท้ังนี้เพ่ือหลีกเลี่ยงความคับของใจที่อาจเกิดข้ึนจากการเลือกนั้นๆ และ
โดยทวั่ ไปเม่ือพบความกดดัน บคุ คลจะตอตานการตอตานจะออกมาในรูปการปฏิเสธหรือคัดคานหรือ
จะแสดงออกมาในรูปของการแสดงความสนใจหรือแสดงความไมสามารถชวยตัวเองได การตอตาน
ความกดดันอาจชวยใหบุคคลรักษาบูรณาความสมดุลในตัวเอง ปองกันการเรียกรองท่ี
เกินความสามารถของตน อยางไรก็ตาม การตอตานถานํามาใชไมเหมาะสม อาจทําใหบุคคล
เสียผลประโยชนหรือมพี ฤตกิ รรมในทางกาวรา วทําลาย
สรุปไดวาการแสดงออกเพ่ือโตตอบกับความตึงเครียดทางอารมณโดยการตอสูนั้นประกอบ
ดวยลกั ษณะใดลกั ษณะหน่ึงตอไปน้ี
1) การรวบรวมความสามารถท่ีตนมีอยูเพ่ิมความพยายามย่ิงข้ึนและลงมือกระทํา
การอันใดอนั หน่งึ เพ่อื แกป ญหา
2) การเลือกกระทําการอันใดอันหน่ึงท่ีเหมาะสมท่ีสุด เพื่อดําเนินการแตยังคง
ความยืดหยุน พรอมท่ีจะเปลี่ยนวิธีการถาวิธีท่ีเลือกเอาไวไมไดผลหรือพบวิธีการใหมที่ดีกวาพยายาม
ท่ีจะเปล่ียนแปลงแกไขเล่ียงความคิดที่แคบและตายตัวพยายามดําเนินการอยางมีเหตุผลแมจะ
ถกู กระตนุ ใหเกิดอารมณท่ีไมน า พอใจตา งๆ
3) การหาแหลงเพ่ือเผชิญปญหาเพ่ิมเติมคือการพยายามเพิ่มแหลงมาชวย
ในการเผชิญปญหา โดยการหาขอมูลใหมพัฒนาความสามารถของตนใหมและการขอความชวยเหลือ
จากผูเชีย่ วชาญ เฉพาะดา นเม่ือมีความจําเปน
4) การทํางานเปน กลุมการรวมมือการทํางานเปนกลุมเปนการใชทรัพยากรของกลุม
ชว ยในการเผชิญปญ หา
2.2 การโตตอบในรูปของการหลีกหนีบางคร้ังบางคราวการหลบเล่ียงหนีเหตุการณ
ที่ยุงยาก ซับซอนที่ไมสามารถเผชิญไดก็เปนความจําเปนเชนกันแมวาเหตุการณท่ีกอใหเกิดความ
ตงึ เครียดทาง อารมณจะมีอยหู ลายประการท่ีบุคคลไมอาจจะหลีกเล่ียงไดแตก็มเี หตุการณบางอยางท่ี
97
ควรจะหลีกหนีเพื่อการปรับตัวที่ดีกวาเชนการทํางานไมตรงกับความสามารถบุคลควรจะหลีกหนีแลว
ไปหางานใหมท่ีตรงกับความสามารถ หรือถามีปญหาในการตัดสินใจความขัดแยงในใจที่เกิดขึ้น
สวนใหญจะขจัดไดโดยตกลงใจเลือกเปาหมายใดเปาหมายหน่ึงที่มีอยู แตในบางครั้งก็ขจัดความ
ขัดแยงใจอาจทําไดโดยการไมเลือก เปาหมายใดๆท้ังสิ้น ท้ังน้ีถาเปาหมายมีใหเลือกนั้นไมเปนที่พอใจ
การเลือกอาจทําใหตองความตึงเครียดทางอารมณอยางสูง หรือถาพบความกดดัน เชนพบวา
ลงทะเบียนเรียนหลายวิชา เมื่อเรียนไปแลวหนักมาก การถอนทะเบียนในบางวิชาจะทําใหเรียนไดมี
ประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้นหรือกรณีท่ีคาดวาจะพบ เหตุการณที่ทําใหเกิดความคับของใจ ในขณะที่มี
ความคบั ขอ งใจอยูพอสมควรแลว ก็เลีย่ งปญ หาดังกลา วจงึ เปน การเผชิญหนา ปญ หาท่ฉี ลาด
สรุปไดวาการแสดงออกที่โตตอบกับความตึงเครียดทางอารมณโดยการหลีกหนีอาจ
แสดงในลักษณะใดลกั ษณะหนึ่งดังนี้
1) การยอมรับความพายแพโดยการยอมรับสถานการณนั้นๆยากเกินไปหรือไดเลือก
เปา หมายท่ีไมเ หมาะสมจงึ ไมต องการท่จี ะไปยงั เปาหมายนัน้ อีกแลว
2) การหนีจากสภาพการณที่กอใหเกิดความตึงเครียดอาจทําไดโดยไมนําตัวเขาไป
ยุงเกย่ี วกบั สถานการณน ้นั หรือไมนาํ ใจไปผกู พัน ไมใ สก บั สภาพการณน ัน้
3) การพยายามดําเนินการสูเปาหมายที่เหมาะสมกวา แทนท่ีจะดําเนินชีวิตอยาง
ไมม ีจุดหมาย
จากที่กลาวมาแลวจะเห็นไดวาบุคคลมีสวนควบคุมตัวเองไมใหตนเผชิญกับความตึงเครียด
มากจนเกินไปได การตอสูและหลีกหนีเปนวิธีพื้นฐานที่สัตวท้ังหลายใชในการเผชิญ ความตึงเครียด
การตอสูเปนรูปแบบที่สิ่งมีชีวิตใชในการเอาชนะอุปสรรค บรรลุเปาหมายของการอยูรอด ในขณะที่
การหลีกหนีชวยใหสิ่งมีชีวิตรอดพนจากสถานการณที่คุกคามตนไมสามารถเอาชนะได ความโกรธ
มกั เปนอารมณท ี่เกิดข้ึนควบคูก ับการตอสูส วนความกลัวมักเปนอารมณทีเ่ กิดขึน้ ควบคกู ับ การหลีกหนี
อยา งไรกต็ ามในสภาพการณตึงเครียดอยางรนุ แรง บุคคลมกั เกิดความวิตกกังวลอยางมากรวมดว ย
2.3 การโตตอบในรูปของการรอมชอมการแกปญหาโดยใชความพยายามท่ีจะกระทํา
ส่ิงใดส่ิงหน่ึงเพ่ือเผชิญปญหาสวนใหญจะไมใชการโตตอบในรูปของการตอสูหรือการหลีกหนี
โดยแทจรงิ ท้ัง หมด แตจ ะเปน การรอมชอม ผสมผสานรูปแบบการตอบโตทั้งสองประการดังกลาวเขา
ดวยกนั ทั้งนเ้ี พราะเราสามารถเปลี่ยนอะไรบางอยางในตัวเราหรือในสง่ิ แวดลอ ม และมกี ารปรบั เขา หา
กัน ในกรณีท่ีจําเปนตองเผชิญสถานการณท่ีกอใหเกิดความคับของใจการยอมรับเปาหมายท่ีสามารถ
ไปถึงไดชวยลดความตึงเครียดของบุคคล การเรียนรูท่ีจะเปลี่ยนบางส่ิงบางอยางในตัวบุคคลเอง และ
บางส่งิ บางอยางในผูอ่ืนหรือส่ิงแวดลอมเปนการเรยี นรูการใหและรบั ซึ่งเปนการปรับเขาหากันและกัน
ลักษณะท่ีสําคัญของการรอมชอมคือการหาสิ่งมาแทนที่(Substitution)การอะลุมอลวยปรองดอง
(Accommodation)
สรุปไดวาการแสดงออกท่ีตอบโตความตึงเครียดทางอารมณโดยการรอมชอมนั้นอาจแสดง
ออกในลกั ษณะใดลกั ษณะหน่ึงตอไปนี้
98
1) การยอมรับเปาหมายใหมท่ีใชแทน เมื่อพบวาตนไมสามารถไปถึงเปาหมายที่ตั้งไวได
กอ็ าจหาเปาหมายใหมมาแทนที่ซ่ึงอาจรวมถึงการประเมินความสามารถของตนเสียใหมแ ละลดระดับ
ความคาดหวงั
2) การยอมรับวิธีการใหมท่ีใชแทนเม่ือไมสามารถไปถึงเปาหมายไดดวยวิธีใดวิธีหนึ่ง
จะพยายามใชวิธีอื่นๆ ทงั้ น้ีตองไมเ ปน วิธีทท่ี ําความเดอื ดรอ นใหผอู ืน่
3) พิจารณาถึงความจําเปน ถาไมสามารถจะไดในส่ิงท่หี วังไวทั้งหมดควรจะไดม ีการพิจารณา
ใหถองแทวาสิงที่จําเปนจะขาดเสียมิไดคืออะไรแลวถาขาดแลวจะเกิดอะไรขึ้นบางทีการรอมชอม
อาจทําใหบุคคลเลือกในสิ่งท่ตี นไมสามารถยอมรับไดอยางแทจริงแทนทีจ่ ะเปนการแกปญหากลับเปน
การ สรา งปญ หาท่ยี งุ ยากซบั ซอ นในอนาคต
4) การใชเวลาตัดสินใจอยางรอบคอบ เมื่อยังไมแนใจในการตัดสินใจและไมมีเวลาเพียงพอ
การยืดเวลาในการตัดสินใจจะดีกวาการตัดสินใจอยางรีบรอนแลวมาเสียใจภายหลัง เหตุการณ
อาจเปลี่ยนแปลงและบางปญหาก็อาจแกไขคลี่คลายดวยตวั มนั เอง
ข้ันตอนการตดั สินใจมีดังนี้
1. ข้ันพิจารณาปญหา เปนการประเมินสถานการณที่กอใหเกิดความตึงเครียด รวมถึง
การแยกแยะประสบการณ ความตึงเครียดทางอารมณที่แตละประสบการณจะกอใหเกิดข้ึน และ
ประเมินแหลง ทจ่ี ะนําไปเผชญิ ปญหา
2. ขั้นพิจารณาเลือกวิธีดําเนินการเปนการหาวธิ กี ารท่ีเหมาะสมรวมถึงการวเิ คราะหแนวโนม
ของโอกาสทีจ่ ะพบความสาํ เร็จของแตละวิธี รวมทั้งความพึงปรารถนาโดยพจิ ารณาจากความพึงพอใจ
และผลทีไ่ ดรบั การเส่ียงกับอนั ตราย และความพยายามท่ีใช
3. ขั้นลงมอื ดาํ เนินการเปน การเลอื กวิธดี าํ เนินการทพ่ี ิจารณาแลววา เหมาะสมใหผล
ในทางบวก ชวยใหเ ผชญิ ความตึงเครียดทางอารมณไ ด
4. ขั้นประเมินผลเปนการสรุปผลของการดําเนินการเพื่อเปนบทเรียนของการกระทําในครั้ง
ตอๆไป
วิธีดังกลาวมักจะนําไปสูการแกไขปญหาหาอยางแทจริงได แตความลอมเหลวอาจมีข้ึน
ถาบุคคลตัดสินใจโดยมีขอมูลจํากัด เลือกวิธีไมเหมาะสม เพราะไมรูจักตนเองและสิ่งแวดลอม
ตามความเปน จริงและบางครัง้ อาจมอี ปุ สรรค เหตุการณท คี่ วบคุมไมไดเ กิดขึน้ อีกดวย
3. การใชกลไกในการปอ งกนั ตัว
กลไกในการปองกันตัวหมายถึงกระบวนการทางจิตไรสํานึกของบุคคลท่ีใชปองกันตน
จาก ความวิตกกังวลหรือความตึงเครียดทางอารมณแบบตางๆ ดวยการบิดเบือนความจริงในลักษณะ
ตา งๆ เพื่อเปลีย่ นแปลงความคิดและการรับรูเก่ียวกับสถานการณท ่ีทาํ ใหตนเองเกดิ ปญหาทางอารมณ
มา เปนความรสู กึ ท่ีตัวเองสบายใจ
3.1 ลักษณะของกลไกในการปอ งกันตัว
ลักษณะของกลไกในการปองกันตัว พอจะสรปุ เปนขอ ๆตอไปนี้
99
1) เปนวิธีการที่บคุ คลพยายามคมุ ครองและคงไวซ่ึงศักด์ิศรขี องตน และปองกันตนเอง
จากความกังวลอยางสูง เมือ่ เผชญิ กับความคบั ของใจท่ีประดังเขา มาไมหยุดหยอ น
2) เปนวิธีการที่บุคคลปองกันตนจากการคุกคามท้ังจากภายนอกและภายใน เชน
ความรูสึกไรคุณคาการพายแพลมเหลวการมีความปรารถนาที่ไมเปนที่ยอมรับความรูสึกผิดจากการ
กระทาํ ของตนเองโดยการปฏเิ สธประสบการณหรือบิดเบือนการรับรหู รือการไมเขาไปมีสวนรวม หรือ
การมีปฏกิ ริ ยิ าโตแ ยง ตอการคกุ คาม อยางใดอยา งหน่ึงหรือเกอื บทกุ อยาง
3) เปนวิธกี ารทมี่ ีคุณลักษณะท้ังในทางบวกและในทางลบ พิจารณาในแงบวก จะเห็น
วากลไกลในการปองกันตัวเปนวิธีท่ีบุคลพยายามสรางสมดุลในจิตใจคงไวซึ่งศักดิ์ศรีของตนเอง
เมื่อพิจารณาในแงลบ จะเห็นวาเปนการหลอกตัวเองและบิดเบือนความจริง ไมไดเผชิญปญหาตาม
ความจรงิ
4) กลไกในการปองกันตัวมีลักษณะรวมกันคือการหลอกตัวเองซ่งึ แสดงออกในรูปการ
ปฏิเสธ ความตองการ ความรูสึกเรื่องราวตางๆ ตลอดจนการกระทําตางๆ ที่จะกอใหเกิดความวิตก
กังวล การเสียหนาและการแสดงออกในรูปแบบปลอมแปลงความตองการและแรงจูงใจ
เปนการทดแทนหรือทําตรงกันขา มกบั ความตองการที่แทจ รงิ ในรปู ทส่ี งั คมยอมรับ
5) ในชีวิตประจําวันบุคคลปกติใชกลไกในการปองกันตัวดวยกันทั้งสิ้น ถาใชบางจะ
ชวยเพิ่มความพงึ พอใจในชีวติ ชวยใหปรบั ตัวไดอยางมีความสุข แตถาใชใ นการแกปญ หาเปนสวนใหญ
จะนาํ ไปสกู ารปรบั ตัวทางบุคลกิ ภาพที่ผิดปกติ
6) การแบงกลไกในการปองกันตัวออกเปนชนิดตางๆ นั้น เพื่องายแกการศึกษา
เทาน้ัน เพราะกลไกในการปองกันตัวแตละชนิดตางมีลักษณะรวมเกี่ยวของเช่ือมโยงกันอยูยากที่จะ
แบงออก มาเปนลักษณะเฉพาะอยางโดยเด็ดขาดโดยท่ัวไปการกระทําที่โตตอบตอความคับของใจ
ของมนุษยแ ตล ะคร้งั มักจะประกอบดว ยกลไกในการปองกนั ตัวถึงสองสามชนิด
7) การใชชอื่ กลไกในการปอ งกันตวั ชนดิ ตางๆเปนการบรรยายลักษณะพฤติกรรมท่แี สดงออก
เทาน้ัน การเขาใจเพิ่มเติมถึงความตองการท่ีทําใหบุคคลใชกลไกในการปองกันตัวชนิดตางๆ
การแกป ญ หาจงึ จะชวยใหเ ราเขา ถึงพฤติกรรมทง้ั หมดของบุคคลอยางแทจริง
3.2 ประเภทของกลไกการปอ งกันตวั
กลไกในการปองกันตัวเปนส่ิงที่ชวยใหมนุษยปองกันตนเองจากความวิตกกังวลและ
ในขณะ เดียวกันก็ชวยรักษาคุณคาและศักดิ์ศรีของตนเองไดทําใหคนท่ีใชไมรูสึกเสียหนาเพราะได
แสดง พฤติกรรมออกมาในรูปแบบปลอมแปลงความตองการที่แทจริงของตนเองมาเปนรูปแบบท่ี
สังคมยอม รับ จึงทําใหคนท่ีใชสามารถอยูในสังคมไดอยางปกติ กลไกในการปองกันตัวมีหลายชนิด
แตในที่นี้จะกลาวถึงเฉพาะกลไกในการปองกันตัวท่ีใชกันบอยๆซึ่งไดแก การหาเหตุผลเขาขางตนเอง
การเก็บกด การแทนท่ี การถดถอย การกระทาํ ในสิ่งตรงกันขาม การชดเชย การปายความผิดใหผูอื่น
การเลยี นแบบ การทดเทดิ การเพอ ฝน การปฏิเสธ การลา งบาป ซง่ึ จะกลาวในรายละเอียดตอไป
100
1) การหาเหตุผลเขาขางตนเอง (Rationalization) หมายถึง การหาเหตุผลซึงผิด
ไปจากเหตุผลท่ีเปนจริงมาปองันตนเองจากขอพรองตางๆ เพ่ือรักษาหนาเอาไว ไมตองอับอาบผูอ่ืน
โดยอาศยั เหตุผลท่รี สู กึ ดีกวาและ เปน ท่ยี อมรบั ของสงั คมมาแทน
2) การหาเหตผุ ลเขา ขา งตนเองนม้ี อี ยู 3 แบบใหญๆ คอื
ก) องนุ เปร้ียวเปนการหาเหตุผลปลอบใจตนเอง พยายามหลอกตนเองหรอื ผูอ่นื เม่ือ
ตัวเองตอ งการส่ิงใดแลว ไมได โดยใหเหตผุ ลวาสิ่งนนั้ ไมด ีพอ ตวั เองไมอยากไดท้ังนี้ก็เพ่ือรกั ษาหนาของ
ตนเองเอาไว เชน ชายหนุมไปหลงรกั หญิงสาว แตหญิงสาวไมสนใจ ก็อาจจะบอกกบั ผูอื่นวา ผูหญิงคน
นั้นไมเหน็ มีดอี ะไรเลย ทํางานบา นไมเปนแถมยงั หยิ่งดว ย
ข) มะนาวหวานเปนการหาเหตุผลโดยการหลอกตนเองวา สถานการณที่ตนเอง
ประสบอยูนั้นดีท่ีสุด ท้ังๆท่ีตัวเองไมคอยพอใจเทาไรนัก เชน หญิงสาวอยากแตงงานแตไมมีใครมา
สนใจก็เลยไมไดแตงงานก็ใหเหตุผลกับตนเองวาอยูเปนโสดดีแลว อิสระอยากจะทําอะไรก็ไดอยากไป
เที่ยวก็ได
ค)รําไมดีโทษปโทษกลองเปนการหาเหตุผลโดยตําหนิสิ่งอ่ืนหรือบุคคลอ่ืนวาเปน
ตนเหตุของ ความลมเหลวหรือคับของใจ โดยท่ีแทจริงแลวตนเองเปนตนเหตุ เชน นักศึกษาสอบวิชา
สุขภาพจิตตก เพราะข้ีเกียจอานหนังสือและไมต้ังใจเรียนแตกลับใชเหตุผลวาเพราะอาจารยสอนไมดี
หรือเพราะ สขุ ภาพไมดเี ปนตน
2)เก็บกด(Repression)หมายถึงการเก็บกดทางความคิดความตองการหรือความ
กลัวที่กอใหเกิดความวิตกกังวลหรือความปวดราวใจอยางรุนแรงไมใหผุดข้ึนมาในจิตสํานึกเรื่องท่ีเก็บ
กดมักเปนเรอื่ งเก่ียวของกับความรูสึกผิดความละอายใจหรือการสูญเสียความภูมิใจในตนเองซ่ึงจะทํา
ใหเกิดเรอื่ ง เศรา ขึ้นไดบคุ คลจะพยายามลืมเรื่องราวน้ันๆโดยสิ้นเชงิ แตในความเปนจริงแลวเรื่องที่ถูก
เก็บกดไวจ ะไมห ายไปจากความจําจริงๆเพยี งแตอ ยใู นจติ ไรสํานกึ ถาใชวิธีสะกดจิตก็อาจร้ือฟนความจํา
ที่เก็บกดไวน้ีได บางคนอาจใชการเก็บกดจนเกิดอาการลืม (Amnesia) คือลืมเร่ืองราวตางๆ ที่เปน
เร่ืองเกย่ี วกบั ตนเองทัง้ หมดไมร ูแมกระท่งั วาตนคือใคร ชอ่ื อะไร ทํางานทไ่ี หน เปน ตน
3)การแทนท่ี(Displacement)หมายถึงการโยกยายเปล่ียนท่ีของอารมณท่ีมีตอ
บุคคลหรือส่ิงของสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปยังบุคคลอื่นหรือส่ิงอื่นท่ีไมเกี่ยวของกับภาวะอารมณนั้นเลย และ
มักจะเปนบุคคลหรือสิ่งท่ีมีอันตรายนอยกวาหรือไมมีเลย เชน ลูกนองโกรธเจานายและกลับไปดุ
ภรรยาหรือลกู เดก็ ทีถ่ กู ดุแลว โมโหกอ็ าจจะไปขวา งปาขา วของแทน
4) การถดถอย(Regression) หมายถึง การหันกลับไปใชพฤตกิ รรมแบบเด็กๆ ซ่ึงเปน
พฤติกรรมท่ีไมเหมาะสมกับอายุจริงของบุคลนั้นเพราะไมสามารถจะเผชิญกับปญหาทาง อารมณท่ี
เกิดข้ึนไดก็เลยแสดงพฤติกรรมแบบเด็กๆเพ่ือจะไดไมตองรับผิดชอบปญหาท่ีเกิดขึ้นและเปน
การเรียกรองความเห็นใจหรือไดรับการอภัยจากผูอ่ืน เชนบุตรคนโตจะแสดงพฤติกรรมแบบทารก
เมอ่ื แมมีนองใหม โดยอาจปสสาวะรดที่นอน ท้ังๆทก่ี อนหนาน้ีกส็ ามารถใชหองนาํ้ ไดหรือท้ังๆที่เคยพูด
ไดแลว ใหแมปอนอาหารใหท้ังๆที่ก็เคยทานอาหารดวยตัวเองไดฯลฯพฤติกรรมถดถอยมักเกิด
กับบุคคลทีไ่ ด รับการเล้ียงดแู บบปกปองคมุ ครอง ประคบประหงมและถูกตามใจมากเกินไป
101
5) การกระทําในสิ่งตรงกันขาม(Reactionformation)หมายถึงการแสดงออกของ
การกระทําที่ตรงกันขามกับแรงผลักดันท่ีอยูภายในสวนลึกของจิตใจ เปนการกลบเกลื่อนในความไม
สบายใจโดยมักแสดงพฤติกรรมออกมาในรูปเกินความจริงเชนแมเลี้ยงท่ีไมชอบลูกเล้ียงแตกลับ
แสดงออกในทางตรงกันขาม โดยทําทีเปนวารักลูกเลี้ยงมาก โอจนเกินไป หรือคนท่ีกลัวผีมากๆ แลว
ตอ งเดินผา นปาชา ตอนกลางคนื ก็กลับผวิ ปากทาํ ทีวา ตวั เองอารมณดีไมกลวั ผเี ลยเปน ตน
6) การชดเชย (Compensation) เปนความพยายามที่จะลบลางความลมเหลว
ขอบกพรองหรือจุดออน โดยหันไปเอาดีในกิจกรรมอ่ืนๆ การชดเชยอาจเปนในทางบวกหรือลบก็ได
การชดเชยที่เปนไปในทางบวกเปนการเอาสวนที่ตนมีความสามารถหรือพัฒนาในสวนที่ดีข้ึนไป
ทดแทนความลมเหลวเชน คนพิการบางคนกลายเปนนักรอง นักแตงเพลงที่มีช่ือเสียง เด็กท่ีเรียนไมดี
แตหมั่นฝกซอมกีฬาจนกลายเปนนักฟุตบอลทีมชาติ เปนตน สวนการชดเชยที่เปนไปในทางลบ เปน
การลบลางปมดอยสรางปมเดนเพ่ือลบความบกพรองที่ตนมีอยู โดยอาจจะแสดงออกเพ่ือเรียกรอง
ความสนใจ ยกตนขมทาน ทําตัวเปนหัวโจกทําตัวใหประหลาด หรือเด็กที่มีรางกายบกพรองออนแอ
อาจแสดงออกโดยทําตัวเปนคนกาวราว สรางความเดือดรอนใหกับผูอื่น ฯลฯ การชดเชยในทางลบน้ี
มักจะทําใหสังคมและผูใกลชิดเดือดรอน ดังน้ัน ตองหาทางแนะแนวใหมีการชดเชยในทางบวก จะทํา
ใหบ ุคคลเปน ท่ียอมรบั ของสงั คมมากกวาน้ี
7) การปายความผิดใหผูอ่ืน (Projection) หมายถึง การปายความคิดความรูสึก
แรงขับทไ่ี มดี ตลอดจนลักษณะตางๆ ที่เรามีอยู แตไมพอใจไปใหผ ูอ่ืน เพราะถาไดเห็นลักษณะท่ีไมพึง
ปรารถนา เหลานี้อยูท่ีคนอ่ืนในปริมาณมากเกินความเปนจริงแลว ตนเองจะสบายใจขึ้น เชน เปนคน
ชอบวิจารณผูอ่ืน ก็มักจะคิดวาไมเปนไร เพราะผูอ่ืนชอบวิจารณ ใจ แคบ และ ทํารายความรูสึกของ
ผูอ่ืน หรือทุจริตในหองสอบ ก็คิดวาคนอื่นๆก็ ทุจริตเหมือนกันลอกกันตั้งหลายขอมากกวาท่ีตัวเอง
ลอกแค 2-3 ขอ เทา น้นั
8) การเลียนแบบ(Identification)หมายถึงการลอกแบบหรือการรับเอา
บุคลิกลักษณะรวมทั้ง เอกลักษณบางอยางของบุคคลอ่ืนมาเปนของตนเปนการเลียนแบบใหเหมือน
เพ่ือใหตนเองไดรับการ ยอมรับจากผูอ่ืนชวยใหตนเองเกิดความม่ันใจเชนวัยรุนทํากริยาทาทาง
การแตงการเลียนแบบนักรอ งที่ตนเองชอบโดยท่ัวไปคนเรามักจะเลียนแบบคนที่เราชอบมากท่ีสุดหรือ
คนที่มีบุคลิกลักษณะที่เราปรารถนาจะมีมากท่ีสุดแตผูใดใชมาเกินไปก็จะทําใหสูญเสียเอกลักษณของ
ตัวเองหลงผิดวาตัวเองคือผูท ี่ตนเลียนแบบมากจากคนน้นั ในกรณีน้ีจะพบมากในผูปว ยโรคจิตท่ีมักคิด
วา ตนเองเปนเทพเจา เปน พระเจา แผนดิน ฯลฯ
9) การทดเทิด (Sublimation) เปนการเปล่ียนแปลงแรงจูงใจที่สังคมไมยอมรับ
มาแสดงออกในรูปของพฤติกรรมท่ีสังคมยอมรับ เชน บุคคลท่ีแรงกระตุนที่ตองการใหผูอ่ืนเจ็บปวด
และจะประกอบอาชีพศัลยแพทยคนฆาสัตวในโรงฆาสัตวหรือบุคคลที่มีความตองการทางเพศแตไม
สมปรารถนา ก็อาจแสดงออกโดยการเขียนจดหมายรัก โคลงกลอน หรือวาดภาพโป
10) การเพอฝน (Fantasy) หมายถึงกระบวนการที่บุคคลผูกเร่ืองขึ้นมาในจิต
เพ่ือสนองความตองการของตนเองท่ีถูกขดั ขวางโดยมักสรางวิมานในฝนข้ึนมาตามภาพพจนที่ใจอยาก
102
ใหเปนการเพอฝนอาจกอใหเกิดความสุข ความพอใจและลดความตึงเครียดในชีวิตประจําวันได
การเพอฝนอาจเปนไปไดทั้งดานสรางสรรคและไมสรางสรรคในดานสรางสรรคมักจะเปนการรักษา
พลังของความตองการ เชน จินตนาการของนักเขียน จิตรกร ฯลฯ สวนการเพอฝนไมสรางสรรค
อาจจะเพียงแคสนองความปรารถนาที่ถูกขัดขวางเทาน้ันถาหมกมุนอยูนานเกินไปก็เปนการเสียเวลา
โดยเปลาประโยชนเชนบางคนนั่งฝนกลางวันวาตนเองเปนเศรษฐีร่ํารวยมหาศาลท้ังๆที่ในชีวิตจริง
ไม ยอมทํางานอะไรเลย
11) การปฏิเสธ (Denial) หมายถึงการไมยอมรับรู อารมณ ความคิดแรงขับ
พฤติกรรมและสถานการณบางอยางที่กอใหเกิดผลกระทบกระเทือนใจอยางรุนแรงโดยที่จะปฏิเสธ
ไมยอมรับวาสิ่งเหลานั้นไดเกิดข้ึนจริงและทําเสมือนวาตนเองไมไดรับความกระทบกระเทือน
จาก เหตุการณน้ันๆ เชนภรรยาท่ีรักสามีมากๆ และไมยอมรับวาสามีประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตแลว
คิดวาเหตุการณน ้ไี มไ ดเ กิดข้ึนกบั ตวั เอง
12) การลางบาป (Undoing) หมายถงึ กระกระทาํ บางสิ่งบางอยา งทีเ่ ปน สัญลักษณ
เพื่อเปนการลบลางการกระทําเดิมซ่ึงไมเปนที่ยอมรับของตนเองและสังคม เปนกลไกการปองกัน
ตัวเองท่ีถูกฝกหัดมาตั้งแตเล็ก เชนเราจะกลาวคําวา “ขอโทษ” เพ่ือเปนการระบายความรูสึกท่ีคิดวา
ตัวเองทําผิด เปนการลางบาปหรือความผิดท่ีตัวเอง ไดกระทําขึ้น ตัวอยางของการลางบาปเชนนัก
ธุรกิจที่ร่ํารวยจากการคายาเสพติดอาจจะบริจาคเงินกอนใหญเพ่ือ ชวยงานการกุศล ชวยเหลือ
ผปู ระสบภยั ไฟไหม น้ํา ทวม เปนตน
3.3. ประโยชนของกลไกในการปองกนั ตวั
การใชกลไกในการปอ งกันตัว อาจจะชว ยบุคคลในการปรับตัวไดโดยมปี ระโยชนดงั นี้
1) ชว ยยืดเวลาในการแกป ญหาใหแ กบ คุ คลทําใหผอนคลายความตึงเครยี ดไมรูสึกวามีปญหา
ทวมทนจนหาทางแกไมได แทนท่ีจะรูสึกหมดหวังและเห็นวาตัวเองไมมีคุณคา บุคคลจะไมใชกลไก
ในการปองกนั ตัวอกี ถา เขาไดพบวธิ ีแกปญ หาอยางแทจ รงิ
2) ชวยใหบ ุคคลไดรับประสบการณใหม อาจทําใหพบวธิ กี ารปรับตัวแนวใหมไ ด เชนการปาย
ความผิดใหผูอื่น โดยคิดวาคนอื่นก็ชอบวารายผูอื่นเหมือนกัน แตภายหลังพอทราบวาบุคคลนั้นไมใช
คนที่วารายผูอ่ืน ตัวเองอาจจะรูสึกละอาย มองคนอ่ืนในแงดีข้ึน มีเหตุผลมากขึ้นและใชวิธีใหม
ในการปรับตัวได
3) การใชกลวิธีบางอยางอาจเปนประโยชนตอสังคมได เชน การทดเทิด อาจทําใหมีงาน
ทางดานโคลงกลอน งานทางดานศิลปะตางๆ มากข้ึนหรือการชดเชยในทางบวกก็อาจจะทําให
มนี กั รอง มีนกั แตงเพลง ศลิ ปน ท่ีมีชอ่ื เสียงและนักกีฬาที่เกงๆ เพิ่มมากขน้ึ
หลักการปรับตวั ที่ดี
การท่ีบุคคลจะปรับตัวใหเขากับสถานการณไดดีน้ัน ควรยึดหลัก 3 ประการตอไปนี้คือ
(อบรม สนิ ภิบาล,ม.ป.ป, หนา 170-171)
103
1. หลักความเปนจริง(Realism)นน่ั คอื กอนที่บคุ ลจะตดั สินใจกระทําการอยางใดอยางหนึ่ง
จะตองคิดพิจารณาใหรอบคอบเสียกอนวามีเหตุผลและมีหนทางที่เปนไปไดจริงๆ แลวจึงตัดสินใจ
กระทําลงไป
2. หลักแหงความมีใจกลา(Commitment)นั่นคือบุคคลตองมีจิตใจที่กลาหาญพรอมที่จะ
เผชญิ กับเหตุการณท่ีเกิดขึ้นโดยไมหว่นั ไหวและไมก ลวั ความยากลําบากทเ่ี กิดข้ึน
3. หลักการยอมรบั ตัวเอง(Self Acceptance)น่นั คือบคุ คลตอ งรูค วามสามารถของตัวเอง
และพิจารณาดูวาตัวเองมีความมุงหวังอะไรมีความสนใจดานใดบางยอมรับท้ังความสําเร็จและ
ความลมเหลวของตัวเอง รูจุดออนของตนเองแลว พยายามแกไขขอบกพรองของตัวเองได เมื่อรูจัก
ตนเองดีทง้ั ในดา นความถนัด ความสนใจ ความสามารถ จดุ ดี
การสงเสริมสขุ ภาพจติ ในโรงเรียน
สถาบันอันดับถัดจากครอบครัวไดแกโรงเรียนชวงชีวิตการศึกษาเลาเรียนของทุกคนจะมี
ระยะเวลายาวนานหลายปเ ด็กแตละคนใชเวลาวันละหลายๆชว่ั โมงอยูกับครูทา มกลางสิ่งแวดลอมของ
โรงเรียนบางโรงเรียนมิไดเห็นความสําคัญของสุขภาพจิตนักเรียนแตมุงเพงเล็งเฉพาะวิชาการเปน
สําคัญ ฉะน้ัน เด็กจึงตกอยูในสภาวะที่เครงเครียด หรือวิตกกังวลดวยสาเหตุนานาประการ เชน
สมั พันธภาพอันตึงเครียดระหวางครูนักเรียน บุคลกิ ภาพของครูในลักษณะไมสงเสริมความรูสึกอบอุน
ความรสู ึกมั่นใจหรอื ความคดิ ริเริม่ สรางสรรคบรรยากาศการเรียนการสอนทต่ี ึงเครยี ดหรอื นาเบือ่ หนา ย
เปนตน โรงเรียนท่ีดีควรคํานึงถึงพัฒนาการของเด็ก ท้ังดานรางกาย สติปญญา อารมณ และสังคม
รวมทั้งการสงเสรมิ สขุ ภาพจิตของนักเรียน
1. การสงเสรมิ สุขภาพจติ ของนกั เรียน
โรงเรียนควรสงเสริมสุขภาพจิตของนักเรียน โดยครูควรยึดหลักปฏิบัติดังตอไปนี้
(นภิ า นิธยายน,2530, หนา 179 -181)
1.1 สงเสริมการทํางานรวมกันเปนกลุมและสรางสัมพันธภาพอันดีระหวางเด็กนักเรียน
ดวยกัน การทํางานรวมกันเปนกลุมจะชวยใหนักเรียนเรียนรูทักษะ และนิสัยท่ีดีหลายประการ เชน
ความรวมมือ ความรับผิดชอบตอหนาที่ การรูจักคํานึงถึงผูอ่ืน และไมเอาแตใจตนเอง รวมท้ังนิสัย
ในการทํางานที่ดี นอกจากน้ียังเปนการสงเสริมการเขาสังคมของเด็ก ซึ่งชวยใหเด็กมีเพ่ือนฝูง และ
ไดรับความรัก และการยอมรับนับถือจากเพื่อนอีกดวย ลักษณะนิสัยและความสําเร็จจากการทํางาน
รวมกนั เปน กลุมยอมนาํ ไปสบู ุคลกิ ภาพอันดอี นั เป นรากฐานของสขุ ภาพจติ ของเด็ก
1.2 ปลูกฝงความมีระเบียบวินัยในตัวเองใหแกเด็กตั้งแตเล็กๆเม่ือถึงวัยรุนเด็กก็จะ
สามารถดําเนินชีวิตอยางมีระเบียบ และรูจักควบคุมตัวเองไมวาจะเปนการรักษาสุขภาพอนามัย
การทํางาน การใชจาย การคํานึงถึงสิทธิของผูอื่น หรือการเปน คนนิสัยรักษาความสะอาดและความมี
ระเบียบ เมื่อเติบโตเขาสูวัยผูใหญความเปนผูมีระเบียบวินัยในตนเองยอมสงเสริมใหเปนผูใหญที่ดีมี
ระเบยี บ วนิ ัย รจู ักขอบเขตทถี่ ูกทีค่ วร และสามารถควบคุมพฤตกิ รรม การแสดงออกไดด วยดี
104
1.3 ปลูกฝงความมีระเบียบวินัยของหมูคณะเด็กทุกคนไมสามารถทําอะไรสําเร็จดวย
ตัวเอง แตล ะคนเปนสว นหนึ่งของหมูคณะ ความสําเร็จของหมคู ณะยอ มเกดิ จากการกระทาํ ของทุกคน
ในหมูคณะ ฉะนั้นการการฝกนักเรียนใหรูจักสรางและความเคารพปฏิบัติตามระเบียบวินัยของกลุม
เปน สง่ิ จําเปน ยิ่ง
1.4 เขาใจสาเหตุเบื้องหลังการประพฤติผิดของเด็กครูที่ดีควรศึกษาสถานการณที่เด็ก
กระทาํ ผดิ เพ่ือจะไดทราบแนช ดั วา อะไรคือแรงจงู ใจใหเดก็ ประพฤติเชนน้ี เดก็ มีความตอ งการอยางไร
หรอื สาเหตสุ วนตวั อะไรเชนสุขภาพรางกายออ นแอสตปิ ญ ญาตาํ่ หรอื สภาพคับแคน ใจในดานครอบครัว
หรือโรงเรียนท้ังนี้หมายความวาครูจะตองมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับ พัฒนาการของเด็กวัยตางๆ
เปนอยางดี
1.5 จดั การกับปญหาพฤตกิ รรมดวยความสุขุมและเฉลียวฉลาดไมใชอ ารมณแตใชเหตุผล
และมีความม่ันคงในหลักการเชนถา จําเปนจะตองลงโทษเด็กก็ควรใชวิธีที่เหมาะสมเชนใหทํางานหรือ
ตดั สิทธ์ิทีค่ วรจะไดและไมควรที่จะใชว ธิ เี ฆีย่ นตี กกั ขัง ขมขู หรอื ประจานใหเ ดก็ ไดรับความอบั อาย
1.6 เขาใจความแตกตางระหวางบุคคลและยอมรับสภาพของเด็กแตละคนเชนบางคน
เรยี นรูเร็วจดจาํ ไดแ มน ยําแตบ างคนเรียนรูชาหรือบางคนมีอารมณรอ นฉนุ เฉียวบางคนมีความสามารถ
หรือ ความถนัดพิเศษเฉพาะดานเปนตนท้ังนี้หมายความวาครูท่ีดีจะตองศึกษาประวัติความเปนมา
เกี่ยวกับพัฒนาการทางดานรางกาย สติปญ ญา อารมณและสังคม ของเด็กแตละคนใหเขาใจ เพ่ือท่ีจะ
ไดหาทางตอบสนองและสง เสริมเด็กแตละคนไดถ ูกตอง
1.7 จัดประสบการณท่ีมีคุณคาแกเด็ก ในดานตางๆ ทั้งดานวิชาการและอ่ืนๆ โรงเรียน
ควรจัดกิจกรรมหลายๆ อยาง เชน กิจกรรมที่เก่ียวกับการเรียนการสอน กิจกรรมกีฬาดนตรี เพื่อให
เด็กไดรว มตามความสนใจ และความถนัด
1.8 สรางความรูสกึ เปนผูมีคณุ คาขึ้นในใจเด็กแตล ะคน ทั้งนี้ครูตองเปนผูมีจิตใจยุติธรรม
ไมอคติ หรือความลําเอียงในการสงเสริมการแสดงออกของเด็กตามแนวทางท่ีเด็กมีความสามารถ
เพอ่ื ใหเ ด็กประสบความสําเรจ็ และความรูส ึกภมู ิใจในความสามารถของตนเอง
1.9 เตรียมตัวเด็กสําหรับการเปนผูใหญท่ีดีในสังคมภายหนาหนาที่นี้นับวาเปนภาระ
รับผิดชอบอันสําคัญยิ่งของสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะในระดับมัธยมและอุดมศึกษา ผูที่ไดรับ
การฝกสอนอบรมและเตรยี มตัวพรอมทจ่ี ะเปนผูใหญ ยอมกาวขนึ้ สคู วามเปนผูใหญ โดยไมยากลําบาก
นักผิดจากผูที่มิไดรับการฝกฝนและเตรียมพรอมมากอนเลย การเตรียมตัวเพ่ือเปนผูใหญที่ดีควร
เปน ไปในดา นตางๆตอไปน้ี
1) การเรียนรูแบบแผน และวิถีทางความเปนประชาธิปไตย เชนความสามัคคีกลม
เกลียว การรจู กั แกป ญ หา และความเปนผนู าํ และผูตาม เปนตน
2) การเรียนรูมาตรฐานการประพฤติปฏบิ ัติแบบผใู หญ ซง่ึ เพียบพรอมดวยคุณธรรม
ท้ังนี้หมายถึงการอบรมเด็กใหรูจักยึดคานิยมแหงชีวิตแหงชีวิต ทั้งในดานมาตรฐานของพฤติกรรม
อดุ มคติ หลกั ศลี ธรรมจรรยา และหลกั การทางศาสนา
105
3) การเรยี นรูและการเตรยี มตัวเพื่อการประกอบอาชพี การงานและการตดั สินใจเลอื ก
แนวทาวทางอาชีพ
4) การเตรยี มตัวเลอื กเพอ่ื สนทิ ตา งเพศที่จะเปนคูครองในภายหนา
5) การแสวงความรูความสามารถความชํานาญและการสรางเจตคติท่ีดแี ละจําเปน ตอ
การดําเนิน ชีวิตในวัยผูใหญท้ังดานวิชาการ เชน ความรูในวิชาวิทยาสาสตร คณิตศาสตร ภาษาไทย
ภาษาองั กฤษ และสังคมศึกษารวมทง้ั ความสามารถดา นตา งๆ เชนความสามารถทจี่ ะตดิ ตอ สัมพนั ธกับ
ผูอ่ืนไดดี ความสามารถในการคิดอยางกระกระจางแจงความสามารถในการช่ืนชมคุณคาของ
สุนทรียภาพดาน ตางๆ เชน ธรรมชาติ ศิลปะความงาม และ วรรณคดี เปนตน นอกจากนี้เจตคติ
สาํ หรับท่ีควรสรา งขนึ้ คือ ความรจู ัดสทิ ธแิ ละหนาท่ีในฐานะพลเมอื งทดี่ ี เชนมีเจตคตทิ ่ีดีตอการทํางาน
และตอเพอ่ื นมนษุ ย เปนตน
2. การสงเสรมิ สุขภาพจิตครู
สุขภาพจิตของครูเปนสิ่งสําคัญมากประการหนึ่งในการเรียนการสอน ถาครูมีสุขภาพจิตดี
เด็กก็จะมีสุขภาพจิตดีโรงเรียนก็จะมีสุขภาพจิตท่ีดีซ่ึงเปนสภาพที่เหมาะสมแกการฝกฝนอบรม
ส่ิงตางๆใหแกเด็กเพื่อเด็กจะไดเกิดการเรียนรูและเปนพลเมืองท่ีดีมีความสามารถในการประกอบ
อาชีพ ตามสมควรแกอัตภาพของตนตอไป ครูจึงควรตองมีสุขภาพจิตดีเสมอ ซึ่งอาจปฏิบัติไดดังน้ี
(ชูชพี ออนโคกสูง,2522, หนา 145 - 146)
2.1 พักผอนใหเพียงพอเพ่ือใหรางกายสดชื่อแข็งแรง ไมมีโรคภัยไขเจ็บ เมื่อสุขภาพทาง
กายดี สุขภาพจิตกด็ ดี ว ย
2.2 หลกี เลี่ยงสง่ิ ที่บั่นทอนรางกายตา งๆ เชน เหลา บุหร่ียาเสพตดิ อืน่ ๆ
2.3 ออกกําลังกายเสมอๆจะทําใหรางกายสมบูรณแข็งแรงและเกิดความสนุกสนานเปน
การลดความเครียดทางอารมณไ ปในตวั
2.4 มองโลกในแงดีเสมอ ไมพยายามมองหาแตขอบกพรองเพื่อตําหนิติเตียน ซ่ึงเปน
หนทางใหเกิดความไมสบายใจ
2.5 รับประทานอาหารทม่ี ีสารอาหารยางพอเพยี งแกค วามตอ งการของรา งกาย
2.6 คิดวาเด็กเปนนองหรือลูกหลาน พยายามใชความรักความอบอุนแกเขา ใหส่ิงที่เปน
ประโยชนต อเขาในการท่ีจะดาํ รงชวี ิตอยูด วยความสุข จิตใจเราจะสบาย
2.7 เสียสละในบางโอกาส เชนชวยเหลือคนยากจนใหมีอาหารกิน ใหทุนเด็ก
เรยี นตอ ฯลฯ จะทาํ ใหเกดิ ความภูมใิ จเปนสขุ ใจ
2.8 หาโอกาสเลนหรอื คบคา สมาคมกับเด็กๆ ความซ่อื ความไรเดียงสา ความบรสิ ุทธข์ิ อง
เดก็ ทแ่ี สดงตอเรา จะทําใหเกิดความสขุ ความสบายใจ
2.9 ไปวัดเพ่ือสนทนาหรือฟงธรรม เปนทางท่ีจะชวยทําใหสุขภาพจิตของเราดีมากท่ีสุด
เพราะในวัดเต็มไปดวยความสดช่ืน ไมมีส่ิงวุนวายทางโลกรบกวน การไดฟงไดสนทนาธรรม
เปนการอบรมจติ ใจใหเ กิดความสงบจติ เปนสุข
106
นอกจากน้ี ฝน แสงสงิ แกว (2509, หนา 11 – 12) กลาวถึง สขุ ภาพจิตของครูไววา สุขภาพจิต
ของครูจะเกิดขึ้นไดในเมื่อครูกับครูรักและเขาใจกัน ชวนเหลือเอื้อเฟอเผื่อแผกัน เห็นใจกัน รูและ
เขาใจวาทุกคนมีความตองการอะไร โดยปกติคนที่อยูรวมกันมักและมีความรูสึก 4 ประการดวยกัน
คือ ความรูสึกอยากเปนเจาของ ความรูสึกอยากใหยกยอง ความรูสึกตองการโอกาส ความรูสึก
ตองการความมั่นคงปลอดภยั ซึง่ มรี ายละเอียดดังนี้
1. ความรูสึกอยากเปนเจาของคือการเกิดความรูสึกวาโรงเรียนนี้เปนของเราเพื่อรวมงาน
ทกุ คนเปนเพื่อนของเราเรามีสว นในการสรา งความเจรญิ งอกงามดังนน้ั เมื่อมีการงานใดตอ งพยายามให
ทุกคนมีสว นรว มเพื่อจะไดม ีความรสู ึกในดานความเปนเจาของ เชน การชวยกันตกแตงสถานท่ีทํางาน
หรือหองพักครู ถาครูทุกคนไดมีสวนรวมในการชวยกันตกแตง ทุกคนก็จะชวยกันดูแลรักษา เพราะ
มีความรูสึกวามีสวนรวมในการเปน เจา ของสถานท่ีดวย
2. ความรสู กึ อยากใหยกยอ งความรสู กึ น้ีมีดวยกนั ทกุ คนซ่งึ เปน ธรรมชาติของมนษุ ยว าเมื่อ
ได กระทําสิ่งใดไปแลว ไมวาจะไดผลมากนอยเพียงใดก็อยากใหคนอ่ืนยอมรับความสามารถของตน
การแสดงความรูสกึ ยกยองคนอ่ืนจะทําใหเขาภูมิใจ มขี วัญและกาํ ลงั ใจในการทจ่ี ะทาํ งานอืน่ ๆ ตอ ไป
3. ความรูสึกตองการโอกาส ครูทุกคนยอมตองการโอกาสในความกาวหนา เมื่อมีโอกาส
มากเทาใด ก็จะกาวไปใหไกลที่สุดเทาที่จะทําได เชน ครูนอยก็อยากเปนครูใหญ อาจารยก็อยากเปน
ผูชวยศาสตราจารยฯลฯดังน้ันถาตองการอยูรวมกันอยางมีความสุขและสุขภาพจิตดีก็ไมควรกีดกัน
โอกาสดีของบุคคลอื่น นอกจากน้ี ครูอาจจะมีความรูสึกตองการโอกาสในดานอื่นๆ อีก เชนโอกาสใน
การท่จี ะมบี า น มีรถยนตเปนของตนเอง เปนตน
4. ความรูสึกตองการความมั่นคงปลอดภัยมนุษยทุกคนยอมตองการความมั่นคงรวมทั้ง
สวัสดิภาพในการงานและครอบครัว ตลอดจนหลักประกันของสังคมในอนาคต เชน เมื่อเวลาเจ็บไข
ปวยก็ไดรับความชวยเหลือคารักษาพยาบาลเม่ือเกษียณอายุก็ไดรับเงินบําเหน็จ บํานาญดังนั้น
ถา ใหการรับรองแกบคุ คลวาเขาจะเกิดความม่ันคงในดานการงาน ครอบครัว และสังคมแลว กจ็ ะเปน
สิ่งท่ีทําใหเ ขามีสขุ ภาพจิตท่ีดี มีความสขุ ในการทํางาน
เม่ือทราบวาทุกคนตองการส่ิงใดโดยเกิดความเขาใจอยางถองแทก็จะทําใหเกิดความเห็นใจ
รักใครกันข้ึนมาเอง ความรักกันในหมูคณะเมื่อเกิดขึ้น ความสุขและสุขภาพจิตท่ีดีน้ันๆ จะถายทอด
ไปยังเด็กนักเรียน ทําใหนักเรียนมีความสุขความสบายใจ มีความรักโรงเรียน ทั้งครูและนักเรียน
กม็ ีสุขภาพจติ ดี นน่ั คือ สุขภาพจติ ในโรงเรียนกจ็ ะดไี ปดว ย
3. วิธีลดความเครียดทางอารมณของครู
เมื่อครูเกิดความเครียดทางอารมณ เชน ไมพอใจเด็ก โกรธเด็ก โกรธหรือไมพอใจเพ่ือนครู
ดวยกัน ฯลฯ ตองพยายามลดหรือขจัดความเครียดน้ันเสีย เพื่อจิตใจจะไดสงบและจะไดมีสุขภาพจิต
ทดี่ ีวิธลี ดความตงึ เครยี ดนน้ั มหี ลายวธิ ีดว ยกนั เชน (ชูชีพ ออ นโคกสูง , 2522, หนา 144 - 145)
1. ใชกลไกในการปองกันตัวแบบตางๆ เพื่อใหตนเองไดรับความพอใจและรูสึกปลอดภัย
เปนการกระทําโดยอตั โนมตั หิ รอื ตามสญั ชาตญาณของคนเรา
107
2. ปรึกษาหรือระบายเร่ืองราวท่ีทําใหเกิดความเครียดน้ันใหผูอื่นฟง อาจเปนผูที่เคารพ
นับถือ พอ แม เพอ่ื นฝูงทสี่ นิทและไวใ จได หรือาจจะบันทึกไวในสมุดไดอาร่เี ปนการระบายอารมณก ็ได
3. หลีกเลี่ยงเหตุการณหรือสิ่งที่ทําใหเกิดความเครียดเสียช่ัวคราว อาจไปทํากิจกรรม
อยางอ่ืน เพื่อความสบายใจเชนฟงเพลงไปเดินเลนหรือทองเที่ยวหรือออกจากหองเรียนไปเสียชั่วครู
แลวจึงกลับ เขามาใหม
4. หางานอยางอ่ืนทําเมื่อมีความโกรธเพื่อความโกรธจะไดบรรเทาลงทําใหมีสติยั้งคิด
ในการที่จะกระทําสิ่งตางๆ เมื่อครูโกรธเด็กแทนที่จะทําโทษหรือดาวาตามอารมณของตน ครูควรหัน
ไปทํากิจกรรมอยางอื่น เมื่อความโกรธลดลงแลวจึงคอยพิจารณาลงโทษดวยเหตุผล ดวยความมีสติ
และมีเมตตากรุณาตอเด็ก
5. รูจักยอมแพบางในบางโอกาสบางทีมีการขัดแยงหรือทะเลาะเบาะแวงอาจเปนเพราะ
ความผิดของเราก็ได เราตองยอมรับมิฉะนน้ั เรือ่ ราวจะไมยุติ ครูอาจลงโทษนักเรยี นดวยความเขาใจผิด
ครน้ั ไดร ับทราบขอเทจ็ จรงิ ภายหลงั วา เดก็ ไมผิด ครตู อ งขอโทษไมใ ชว า ไมย อมรบั ขอผิดพลาดของตน
6. ไมหวังวาจะไดทุกส่ิงทุกอยางท่ีตนตองการเพราะความหวังวาอยางนั้นไมมีทางที่จะ
ประสบความสําเรจ็ ได รงั แตจะทาํ ใหเ กิดความทกุ ข ความตึงเครียดเมอื่ ไมไ ดในส่งิ ท่ตี นตองการ
7. อยาหวังอะไรจากคนอ่ืนมากจนเกินไป เพราะอาจเกิดความผิดหวัง เกิดความคับของ
ใจไมสบายใจครูไมควรหวังวานักเรียนของตนทุกคนจะสามารถรับหรือเรียนรูสิ่งท่ีครูสอนไดเทาท่ี
ครตู องการ เพราะจะทําใหเกดิ ความเครยี ดไมสบายใจเมื่อทําไมได
8. พยายามทํางานทีละอยาง เพราะการทํางานหลายอยางพรอมๆ กันน้ันไมสามารถเอา
ดีได หรอื บางคนมีงานมากจนไมร ูจะทาํ อะไรกอนอะไรหลัง ก็อาจจะเกดิ ความเครียดทางอารมณขน้ึ ได
จึงควรเลือกทําทีละอยางตามความจําเปน ตามลําดับกอนหลัง หรืออาจะทําสิ่งท่ีงายๆ กอน จะไดไม
เกิดความทอ แทเ บือ่ หนา ยงานอน่ื ๆ อกี ตอ ไป
9. พยายามปรับปรุงทักษะเกี่ยวกับการมีมนุษยสัมพันธกับผูอื่น เพราะคนเราตองพบปะ
ติดตอกับคนอ่ืนเสมอถาการติดตอเปนไปอยางราบร่ืนก็จะไมเกิดความ ตึงเครียดทางอารมณ การมี
มิตรภาพ(Friendship) การเห็นอกเห็นใจเอื้อเฟอเผื่อแผ จะเปนแนวทางใหมนษุ ยมคี วามสัมพันธอันดี
ตอ กนั ซ่ึงเปน วิธีปองกันหรอื ลดความเครียดทางอารมณไ ดประการหนงึ่
10. พยายามทํากิจกรรมตางๆ ใหเหมาะสมกับความจําเปนสําหรับการดํารงชีวิตอยู
ควรจัดเวลาในการทํางานการรับประทานอาหารการพักผอนและการหาความร่ืนเริงในชีวิตให
เหมาะสม ใหกิจกรรมเหลาน้ีมีความสมดุลกนั คนที่มีอาชีพครูไมใชจ ะทําหนาทีส่ อนหรือสนใจแตเ ร่ือง
เด็กหรอื เร่ืองการสอนเทา นั้น ตอ งทาํ กจิ กรรมอยา งอน่ื ๆตามความจําเปน เพอื่ ใหไดส ดั สวนกนั ใหเกิด
ความสมดลุ กันข้ึนในระหวางกิจกรรมที่ไดกระทําในแตละวัน แตละเดือนหรือแตละป ซ่ึงจะเปนผลให
มีสุขภาพจิตทีด่ ี
4. ลักษณะของนักเรยี นที่มปี ญหาสขุ ภาพจิต
สุขภาพจิตของนักเรียนเปนส่ิงสําคัญท่ีจะทําใหการเรียนการสอนบรรลุผลไดดีเชนกัน
นักเรียนที่มีสุขภาพจิตดีจะสังเกตไดงายๆจากการที่เด็กเปนคนอารมณราเริงแจมใสปรับตัวเขากับ
108
เพ่ือนๆไดดีต้ังใจเรียนดีทําการบานสมา่ํ เสมอฯลฯถาเด็กไมมีลักษณะดังกลาวก็อาจมีปญหาสขุ ภาพจิต
เกิดข้ึนได ซ่ึงครูตองคอยสังเกตเด็กและรีบหาทางแกไข ชวยเหลือใหทันทวงที ลักษณะของเด็กท่ีมี
ปญหาทางสขุ ภาพจิต มดี งั น้ี (วีระ ไชยศรสี ขุ ,2533, หนา 59 - 60)
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลงกวาเดิม ทั้งๆ ที่เดิมเคยเปนเด็กที่มีความต้ังใจ
ในการเรยี นเปนอยา งดี
2. ขาดโรงเรียนบอ ย หรอื มาสายประจาํ โดยมขี อ อา งไมส มเหตผุ ล
3. แสดงอาการเบ่ือหนายในการเรียนเชนน่ังเหมอลอยไมแสดงความสนใจในขณะที่ครู
กําลงั สอน ไมท ํางานตามคาํ สัง่ ครู ทําเสร็จชา ไมเรยี บรอ ย
4. มีอารมณไมมั่นคงขาดความเช่ือม่ันในตนเองบางครั้งแสดงอาการโกรธออกมาอยาง
ไมม เี หตุผล บางครัง้ กร็ องไห ข้ีแย ชอบแสดงความรูสกึ วาตนเองมีปมดอย ฯลฯ
5. ชอบกอกวนความสงบเรียบรอยในหองเรียน โดยการทํากิริยาอาการแปลกๆ
เพ่อื เรยี กรอ งความสนใจ
6. ปรับตวั เขา กับเพื่อนๆไมไ ด โดยมักจะกอเรือ่ งหรือไมยอมเขากลุมเพื่อน
7. ชอบแสดงพฤติกรรมแปลกๆ เชน ดูดนิว้ กัดเลบ็ หรอื พูดติดอา ง
5. สาเหตทุ ีท่ าํ ใหส ขุ ภาพจิตของนกั เรยี นเสอ่ื ม
สาเหตทุ ่ีทาํ ใหสุขภาพจติ ของนกั เรยี นเสอ่ื ม พอสรุปไดด ังนี้
5.1 ฐานะทางเศรษฐกิจสังคมของพอแม เชนความยากจน ความรํ่ารวย อาชีพหรือ
ตาํ แหนง หนา ทก่ี ารงาน
5.2 วิธีการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว โดยอาจจะเล้ียงดแู บบ เขมงวดกวดขัน แบบอิสระ
เกินไป ฯลฯ ดังกลา วรายละเอยี ดมาแลว ในบทที่ 3
5.3 อิทธิพลของชุมชนที่เด็กอาศัยอยู โดยเฉพาะเด็กที่มาจากแหลงเสื่อมโทรมจะมี
สุขภาพจิตเสือ่ มโทรมมากกวาเด็กท่มี าจากแหลงอื่นๆ
5.4 การแขงขันมากเกินไปในโรงเรียน หรือระหวางโรงเรียนตอโรงเรียน ก็จะมีผลทําให
สขุ ภาพจติ ของเด็กไมด ีได เดก็ ท่ีเรียนเกงจะดีรับการยกยอ งชมเชย ในขณะท่ีเดก็ เรียนออ นจะถกู ตําหนิ
ถูกวพิ ากษวิจารณจ นเกดิ ความละอายไมกลา มาโรงเรยี น
5.5 หลักสตู รการเรียนการสอนไมเ หมาะสม เน้อื หาท่เี รียนมากเกนิ ไป ยากเกินไปจนเดก็ ที่
ไมสามารถรบั ไวได
5.6 อิทธิพลจากตัวครูเอง เชน ครูที่มีบคุ ลิกภาพดุ เสียงดัง ชอบขมขูเ ด็กกลัวไมมีสมาธิใน
การเรียน นอกจากน้ี วธิ กี ารสอนของครูอาจจะนา เบื่อ นาสนใจ จนทําใหเ ดก็ ไมอยากเรียนได
5.7 อิทธิพลจากโรงเรียน เชน สถานท่ีตั้งของโรงเรียนอยูในที่ไมเหมาะสม ใกลแหลง
มหรสพ มีเสียงดังรบกวนตลอดเวลา นอกจากนี้โรงเรยี นอาจจะขาดส่ิงอํานวยความสะดวกตางๆ เชน
หองนา้ํ สกปรก โรงอาหารคบั แคบ อุปกรณการเรียนการสอนไมเ พยี งพอความตองการของเด็ก ฯลฯ
109
สรุป
ในปจจุบันน้ีโลกของเรามีความเจริญงอกงามทางดานวัตถุนิยมมากมีการนําความรู
ทาง วิทยาศาสตรมาใชเพื่ออํานวยความสะดวกใหมนุษย ซึ่งกอใหเกิดการพัฒนาทางดานคมนาคม
การศึกษา เศรษฐกิจ การแพทย การอุตสาหกรรม การเกษตรกรรม ฯลฯ ถึงแมวาจะมีการพัฒนา
ในดานตางๆ อยางมากมายดูเหมือนวาจะเปนประโยชน ตอมนุษยเปนอยางมากแตมนุษยก็ประสบ
ปญ หาอีกมากมาย เชน ปญหาการวางงาน ปญหาโรคไขเจ็บ ปญหาทางมลพิษ ปญหาของการจราจร
แออัด ฯลฯ ปญหาตางๆ เหลานี้ไดทําใหเกิดความเครียด ความวิตกกังวล ความคับของใจ ซึ่งทําให
มนุษยต องปรบั ตวั เพื่อตอสูกับปญ หาท่เี ผชญิ อยู
ผปู รับตัวไดด ไี มไ ดหมายความวาจะปราศจากปญหาความตึงเครยี ดทางอารมณแตจะสามารถ
เผชิญปญหาและความตึงเครียดนั้นได โดยไมไดรับความกระทบกระเทือนเกินกวาเหตุ เปนผูยอมรับ
เหตุการณตางๆ ที่เกิดขึ้นได ไมทําเรื่องเล็กใหเปนเร่ืองใหญ มีวิธีแกปญหาอยางสมเหตุสมผล เผชิญ
ความจริงรูจักตนเองอยางแทจริง ทั้งดานความสามารถ ความสนใจ ความตองการเขาใจ ยอมรับ
ขอบกพรองของตนเองและผูอื่น เปนตัวของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็มีความเขาใจในความรูสึกและ
ความตองการของผูอน่ื สามารถควบคุมอารมณค วาม รูสึกของตนใหแ สดงอยางสมเหตุสมผลได เปน ผูมี
มนุษยสัมพันธดี มีความกระตือรือรนในชีวิต หาความพึงพอใจจากสังคมไดเปนผูท่ีมีประสิทธิภาพ
ทั้งในดานการทํางานและดานความสัมพันธทาง สังคมทําตนใหเปนประโยชนท้ังตนเองและสังคมได
อยางเตม็ ท่ี
111
บทที่ 8
การแนะแนวเพือ่ สงเสรมิ การเรยี นรู
ผชู วยศาสตราจารย ดร.เปรมสรุ ีย เชื่อมทอง
การแนะแนวคือจิตวิทยาประยุกตแขนงหน่ึงที่วาดวยกระบวนการพัฒนาคนใหรูจักตนเอง
อยางถองแท รูจักความถนัด ความชอบ สตปิ ญญา ภมู ิหลังของตนเอง วิเคราะหตนเองไดถูกตอ ง รูจัก
เลือกและตัดสินใจได ปรับตนเองไดอยางเหมาะสมและสามารถดําเนินชีวิตไดอยางเปนสุข พ่ึงตนเอง
ได เปนกระบวนการท่ีสงเสริมใหบุคคลไดมีบทบาทเต็มที่ในการเรียนรูเพื่อท่ีจะพัฒนาศักยภาพและ
สามารถจัดการชีวิตของตนเองไดอยางฉลาด การจัดประสบการณในการเรียนรูที่จะพัฒนาศักยภาพ
นั้นตองสอดคลองกับสภาพแวดลอม ความพรอมในการเรียนรู ความถนัด ความสนใจและ
ความตองการของผูเรยี น
ในบทนี้จะกลาวถึงความหมาย ความสําคัญ ปรัชญา หลักการ ประเภทและบริการของ
การแนะแนวดงั ตอไปน้ี
ความหมายของการแนะแนว
การแนะแนวสามารถใหความหมายได 3 นัย ดวยกันคอื
1. ความหมายตามรูปศัพท
การแนะแนว หมายถึง การชี้แนะการช้ีชองทางให การบอกแนวทางให เพื่อชวยใหผูท่ีมี
ปญหาตัดสินใจได แตมิใชการแนะนํา (Advise) เพราะการแนะนํานั้นผูใหความชวยเหลือจะมีหนาท่ี
เปนผูเลือก หรือทําหนาที่เปนผูตัดสินใจใหสวนการแนะแนวน้ันผูใหความชวยเหลือหรือนักแนะแนว
ไมไดทําหนาท่ีเปนผูเลือกหรือทําหนาที่เปนผูตัดสินใจใหแตทําหนาที่เปนผูใหขอมูลตางๆ แลวใหผูท่ีมี
ปญหาทาํ หนา ท่เี ลอื กและตดั สินใจดวยตนเอง
2. ความหมายในแงก ระบวนการ (Process)
การแนะแนว หมายถงึ กระบวนการชวยเหลือบคุ คลใหเขาใจตนเองและโลกของตน
จากความหมายของการแนะแนวในแงกระบวนการน้ีมสี ่งิ ทีจ่ ะตองพิจารณาอยู 4 ประเดน็ คอื
ประการแรก กระบวนการ (Process) หมายถึง ปรากฏการณซ่ึงแสดงการเปลี่ยนแปลง
อยางตอเนื่องตลอดเวลา และคําวากระบวนการการแสดงใหรูวาการแนะแนวมิใชเหตุการณเดียวกัน
แตท่ีเก่ยี วของกบั ชดุ ของการกระทําหรือลําดบั ขั้น ซง่ึ กาวหนาไปเร่ือยๆ สเู ปา หมาย
ประการที่สอง การชวยเหลือ (Helping) หมายถึง การชว ย การอนุเคราะห การสงเคราะห
การใหประโยชน อาชีพท่ีเก่ียวของกับการชวยเหลือ (Helping Occupations) เปนจํานวนมาก เชน
จิตแพทย นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห ตางมีวัตถุประสงคสําคัญอยูที่การปองกัน (Prevention)
112
การซอมเสริม (Remediation) และการเยียวยาแกไข (Amelioration) ความยุงยากและความลาํ บาก
ของมนุษย
ประการทีส่ าม บุคคล (Individuals) หมายถงึ นักเรยี นท่อี ยใู นสถานศึกษา และย่ิงไปกวานั้น
การแนะแนวจัดวาเปนการชวยเหลือท่ีจัดใหกับนักเรียนปกติ (Normal) ซ่ึงตองการความชวยเหลือ
สําหรับพัฒนาการทเี่ ปนปกติ
ประการสดุ ทาย การเขา ใจตนเองและโลกของตน (Understand Themselves and Their
World) หมายถึงการที่บุคคลรูวาตนเปนใคร รูถึงเอกลักษณของตน (Personal Indentity) รับรู
ธรรมชาติของตนอยางกระจาง มีประสบการณ เกี่ยวกับโลกของตนสิ่งแวดลอมท่ีเก่ียวของและผูคนที่
ตนมปี ฏิสมั พันธอ ยางลกึ ซง้ึ และสมบรู ณ
3. ความหมายในแงบ รกิ าร (Service)
การแนะแนวเปน การบรกิ ารอยา งหน่ึงที่ทางโรงเรยี นจดั ข้นึ มาเพือ่ ใหความชว ยเหลือนักเรยี น
ทั้งเปนรายบุคคลและเปนกลุมทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน เพ่ือชวยใหนักเรียนไดพัฒนาความรู
ความสามารถของตนเองไดอยางเต็มท่ี สามารถเลือกและตัดสินใจไดฉลาดแกไขปญหาตางๆ ของตน
ไดอยางเหมาะสม สามารถปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอมไดเปนอยางดี และสามารถดํารงตนอยู
ในสงั คมไดอยา งมคี วามสุข
นอกจากนี้ คําวา “การแนะแนว” เปนคําที่บัญญัติขึ้นใชใหตรงกับในภาษาอังกฤษวา
“Guidance” ซงึ่ มีความหมายวา “การช้ีแนวทาง” หรอื “การชี้ชองทาง” แตความหมายทแี่ ทจ ริงน้ัน
ไดม ีผูใ หคาํ นิยามหรอื คําจํากดั ความไวมากมายหลายอยา ง ซงึ่ มีผูใหนยิ ามไวต า งกนั ดงั น้ี
Carter V. Cood ไดอธบิ ายความหมาย “การแนะแนว” วา
1. การแนะแนว คอื แบบของการชวยเหลือทม่ี ีระเบียบแบบแผนอยา งหนง่ึ (นอกเหนอื จาก
การสอนตามปกติ) แก นักเรียน นักศกึ ษา หรอื บุคคลอื่นๆ เพื่อใหเขารูจักแสวงหาความรู ความฉลาด
ปราศจากการบงั คบั ใดๆ เปนการนําทางใหเขารูจักการนําตนเอง
2. การแนะแนว หมายถึง กลวิธีในการนําเด็กไปสูจุดหมายที่เขาปรารถนา โดยจัด
ส่งิ แวดลอมใหส นองความตองการของมูลฐานของเขา และชวยใหความตอ งการเขาสมั ฤทธผิ ล
3. การแนะแนว คือ วิธีการท่ีสําคัญวิธีหน่ึงในการสอบแบบพิพัฒนาการ (Progressive
Teaching) โดยการท่ีครูเปนผูนําเด็กใหรูจักการคนควา และชวยใหความตองการของเขาไดรับ
การ ตอบสนอง
William M. Proctor นักศึกษาของสหรัฐอเมริกา ไดใหความหมาย “การแนะแนว” ไววา
คือการบรกิ ารซ่ึงจัดข้ึนเพื่อชวยเหลือเดก็ ท้ังที่เปน รายบุคคลและเปน กลุม ทงั้ ท่ียังศึกษาเลาเรียนอยูใน
โรงเรียนและที่ออกจากโรงเรยี นไปแลว เพื่อชว ยใหเขาปรบั ตนไดดีท่ีสุด และรูจกั ตัดสินใจในการเลือก
อาชพี สนั ทนาการ สขุ ภาพ และการสงั คมไดเ หมาะสมทสี่ ุด
Arthur J. Jones กลาววา การแนะแนวหมายถึงการชวยเหลือใหบุคคลรูจักตัดสินใจวา
เขาตองการจะไปที่ไหน เขาตองการจะทําอะไร ชวยใหเขาสามารถตัดสินใจไดวา เขาจะทําให
113
ความหวังหรือจดุ มงุ หมายของเขาสมั ฤทธิผลโดยสมบรู ณไดอ ยางไร ซึ่งใหเขาสามารถแกไขปญหาตางๆ
ซึง่ เขาตองประสบในชวี ติ ไดด วยดี
Robert H. Knapp นักการศึกษาอีกผูหนึ่ง กลาววา การแนะแนวเปนกรรมวิธีท่ีซับซอน
เปน กรรมวธิ ีทช่ี วยใหความตอ งการของเดก็ ไดป ระสบความสาํ เร็จ ชว ยใหเ ด็กไดเขาใจตนเอง รูจกั เลอื ก
และรูจักปรับตนดานการเรียน การสังคม ความประพฤติ อารมณ สุขภาพ อาชีพ รวมตลอดถึงการใช
เวลาวางใหเปนประโยชน การแนะแนวเปนกรรมวิธีหรือกระบวนการทเ่ี ปล่ียนแปลงอยูเสมอ และเปน
กระบวนการทตี่ อ งทาํ ติดตอกัน เพราะความเจริญเตบิ โตของเด็กตอเนือ่ งกนั อยูตลอดเวลา
Leonard Carmichael กลาววา การแนะแนวมีความสัมพันธกับการศึกษาอยางแยก
ไมอ อก และเขาสรปุ ความหมายไวด ังนี้
1. การศึกษาที่มปี ระสทิ ธภิ าพ กค็ อื การแนะแนว (Effective Education is Guidance)
2. การศึกษาท่ีแทจริง คือการสอนใหคนรูจักการนําตนเอง (True Education is Always
in a Sense Self-Direction)
3. การแนะแนวม่ีแทจริง ก็คือ การแนะแนวตนเอง (Realistic Guidance is Self-
Guidance)
Lester D. Crow and Alice Crow ไดใ หคํานิยามของการแนะแนววา การท่ีผูใหค ําปรึกษา
ท่ีมีความสามารถ (Competent Counselor) ไดใหความชวยเหลือแกบุคคลนั้นๆ จะมีอายุในวัยใดๆ
ก็ตามใหเขาสามารถชวยตัวของเขาเองได ตัดสินใจเรื่องตางๆดวยตนเองได และรับผิดชอบในปญหา
ตา งๆ ของตนเองไดดวย
จากความหมายของการแนะแนวที่ไดกลาวมาแลวนี้ พอจะสรุปไดวา การแนะแนวก็คือ
การบริการอยางหนึ่งซึ่งโรงเรียนจัดขึ้นเพ่ือชวยเหลือนักเรียนแตละคนใหรูจักตนเองอยางดี รูถึง
ความสามารถและขอบเขตแหงความสามารถของตนตลอดจนรูโอกาสและชองทางตางๆ ท่ีจะใช
ความสามารถท่ีตนมีอยูใหเกิดประโยชนแกตนเอง และสังคมที่อาศัยอยูใหมากที่สุดเทาที่จะมากได
หรืออาจสรุปใหเปนขอความทสี่ น้ั ทสี่ ดุ วาคอื การชว ยเหลอื นักเรียนใหรูจ กั ชว ยตนเอง
ความเปนมาของการแนะแนว
การแนะแนวเกิดข้ึนอยางเปนระบบในสหรัฐอเมริกา โดยมีจุดเริ่มตนจากการแนะแนวอาชีพ
ในป ค.ศ.1985 โดยผูท่ีริเริ่มวางรากฐานการแนะแนวอยางเปนระบบจนไดรับการยกยองวาเปนบิดา
แหงการแนะแนวคือ Frank Parsons จากจุดเริ่มตนการแนะแนวอาชีพในสถานศึกษา ตอมาได
ขยายขอบขายมาสูการแนะแนวการศึกษา โดย Truman L.Kelley ไดบัญญัติศัพทคําวาการแนะ
แนวการศึกษาข้ึนในป ค.ศ. 1914 และตอมาในป ค.ศ. 1920 William M Proctor ไดเสนอแนวคิด
วาการแนะแนวควรมีขอบขายท่ีครอบคลุมการแนะแนวการศึกษา การแนะแนวอาชีพและการแนะ
แนวสวนตัวและสังคม จากน้ันการแนะแนวไดขยายสูประเทศอื่นๆในแถบยุโรปและเอเชีย ประเทศ
114
ไทยไดรับอิทธิพล ดานการแนะแนวจากสหรัฐอเมริกาโดยเริ่มการแนะแนวอยางเปนระบบในป
พ.ศ. 2496 ซงึ่ กรมสามญั ศกึ ษารวมกับองคการ UNICEF ไดจัดใหม ีโครงการทดลองจัดโรงเรยี นมัธยม
แบบประสมข้ึนที่โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎ์ิ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยจัดใหมีหองศึกษาสงเคราะห
เพ่ือใหบริการปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกวิชาเรียนและตอมาไดมีการจัด “กิจกรรมสํารวจ” ใหแก
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 1-3 ในโครงการทดลองเรียนหลักสูตรมัธยมแบบประสม เพื่อชวยเหลือ
นักเรยี นใหเลือกวชิ าเรียนตามความถนัด ความสามารถและความสนใจ โดยใชเวลา 1 คาบตอ สปั ดาห
ในทุกภาคเรียน นับเปนจุดเริ่มตนที่สําคัญของการจัดบริการแนะแนวในคาบเรียนซ่ึงภายหลังจากที่
กระทรวงศึกษาธิการไดประกาศใชหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนตนในพุทธศักราช 2521 และลักสูตร
มธั ยมศึกษาตอนปลายในปพทุ ธศกั ราช 2524 ไดมีการกําหนดใหม ีการจดั การแนะแนวไวในคาบเรยี น
ตอมาม่ือมีการประกาศใชหักสูตรสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 จนกระท่ังปจจุบันซึ่งมี
การประกาศใชหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 “กิจกรรมแนะแนว”
ไดถูกบรรจุไวเปนหน่ึงในกจิ กรรมพฒั นาผเู รียนซ่งึ ทกุ สถานศกึ ษาจะตองจดั ใหแกนักเรยี น
ความสําคญั ของการแนะแนว
พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ.2542 มีความมุงหมายและหลักการวาการจัด
การศึกษาจะตองเปนไปเพ่ือพัฒนาคนไทยใหเปนมนุษยที่สมบูรณทั้งรางกาย จิตใจ สติปญญาความรู
และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดํารงชีวิต สามารถอยูรวมกบั ผอู ่ืนอยา งมคี วามสุขและ
กําหนดแนวการจัดการศึกษาตองยึดหลักวาผูเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองได
และถือวาผูเรียนมีความสําคัญท่ีสุด กระบวนการจัดการศึกษาตองสงเสริมใหผูเรียนสามารถพัฒนา
ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมใหสอดคลองกับความสนใจ
และความถนัดของผูเรียน คํานึงถงึ ความแตกตางระหวางบุคคล ฝกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ
การเผชิญสถานการณ และการประยุกตความรูมาใชในการปองกัน แกไขปญหา และการเรียนรูจาก
ประสบการณจริง ดังนั้นหลักสูตรการศึกษาขน้ั พื้นฐานจึงกําหนดใหมีสาระการเรยี นรู 8 กลมุ วิชา และ
กิจกรรมพัฒนาผูเรียน ทั้งน้ีกิจกรรมพัฒนาผูเรียนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วของสังคม
และเทคโนโลยีที่กอใหเ กิดท้งั ผลดีและผลเสีย สงผลใหการดําเนนิ ชีวติ ในปจจุบันมีความยุงยากซับซอ น
มากยง่ิ ขึน้ บุคคลจึงจําเปน ตองปรับเปลย่ี นวถิ กี ารดําเนนิ ชีวติ ใหส ามารถดาํ รงชวี ติ อยูใ นสงั คมไดอยา งมี
คุณคา มีศักด์ิศรี กิจกรรมแนะแนวจึงมีความสําคัญในการทําใหทุกคนอยูรวมกันในสังคมอยางมี
ความสขุ บนพน้ื ฐานของการรจู ักตนเองและเขาใจผูอ ื่น
ประโยชนที่ไดร ับจากบริการแนะแนว
1. ประโยชนแกผูป กครองหรอื บดิ ามารดา
1.1 ไดรับรูและเขาใจสถานภาพทางการเรียนของบุตรหลานของทาน เมื่อทานไดมีโอกาส
ปรกึ ษาหารือกบั ครแู นะแนว
115
1.2 ไดรับขอมูลเกี่ยวกับโอกาสท่ีบุตรหลานของทานจะไดเรียนตอหรือออกไปประกอบ
วชิ าชพี
1.3 รับรูและเขาใจสภาพปญหาของเด็กวัยรุนเพื่อจะไดใหความรวมมือกับโรงเรียนในการ
ปรับปรุงพฤติกรรมของบุตรหลานของทา นตอไป
2.ประโยชนต อ นกั เรียน
2.1 ชวยใหนักเรียนรูจักตนเองดีข้ึนและสามารถปรับปรุงตนเองในดานการเรียน สังคม
อารมณ และสติปญ ญา
2.2 ชวยใหน ักเรียนตัดสนิ ใจไดดวยตนเองอยา งฉลาดและมีเหตผุ ล
2.3 ชวยใหนักเรยี นเขาใจสาเหตุของปญหาและวิธีการแกปญหาเพือ่ สามารถดําเนินชีวิตอ
ยา งมจี ดุ มุงหมายและอยใู นสงั คมอยา งมีความสุข
3. ประโยชนแ กค รู
3.1 ชวยครใู หเ ขาใจถงึ ปญหาและสาเหตขุ องปญ หารวมทงั้ วธิ ีแกป ญ หานน้ั
3.2 ชวยครูในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใหสอดคลองกับความตองการและความ
สนใจของนักเรียน
3.3 ชวยครใู นการศกึ ษานักเรยี นทําใหร จู ักนกั เรียนดขี น้ึ
4. ประโยชนแกโรงเรยี น
4.1ชวยโรงเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใหสอดคลองกับความตองการและ
ความสนใจของนกั เรียน
4.2 ชวยลดปญหาตางๆ เชนปญหานกั เรียนเรยี นไมจบหลกั สตู ร หรอื ปญ หานักเรียนเรียน
ออน หรือหนีเรยี นเปนตน
ประเภทของการแนะแนว
การแนะแนวสามารถจําแนกประเภทตามลักษณะของปญหาท่ีนักเรียนตองการความ
ชวยเหลือ ไดเปน 3 ประเภทใหญๆ คือ การแนะแนวการศึกษา การแนะแนวอาชีพ การแนะแนว
ดานสว นตัวและสังคม ดงั มรี ายละเอยี ดดงั นี้
1. การแนะแนวการศกึ ษา (Educaional Guidance)
การแนะแนวการศึกษา หมายถึง กระบวนการใหความชวยเหลือนักเรียนในเรื่องท่ีเกี่ยวกับ
การศึกษาโดยเฉพา ะ เชน แนวทางในการศึกษาตอ การเลือกโปรแกรมการเรียน การลงทะเบียน
หลกั สตู ร การเรยี นการสอน การวัดผลประเมินผลของโรงเรยี น การคนควา เขยี นรายงาน การอาน
หนงั สือ การเตรียมตัวสอบ การสรา งสมาธิในการเรยี น การเขารวมกจิ กรรมเสรมิ หลักสตู ร ฯลฯ
การแนะแนวการศึกษาจะชวยใหนักเรียนรจู ักเลือกและปรับตวั ไดอ ยา งเหมาะสมในเร่ืองการศึกษาเลา
เรียนของตน ทงั้ ยงั ชวยใหนกั เรียนสามารถวางแผนการศกึ ษาของตนไดอยางถูกตอง
116
2. การแนะแนวอาชีพ (Vocational Guidance)
การแนะแนวอาชีพ หมายถึง หมายถึงกระบวนการใหความชวยเหลือนักเรียนเก่ียวกับ
การวางแผนและการตัดสินใจเลือกอาชีพ เพื่อชวยใหนักเรียนไดคนพบอาชีพท่ีเหมาะสมกับ
ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ และสภาพรางกายของตน ดังน้ันการแนะแนวอาชีพจึงเปน
การชวยใหนักเรียนไดมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับสภาพและลักษณะของงาน คุณสมบัติที่จําเปน
การฝกอบรม รายได สวัสดิการ ความม่ันคงและความกาวหนา ส่ิงแวดลอม ขอดีและขอเสีย
นอกจากนี้ยงั รวมไปถึงการแสวงหางาน การสมัครงาน การปรบั ตัวใหเขากบั งานและการปฏบิ ัติตนให
มีความเจริญกาวหนาในการทํางานการแนะแนวอาชีพจะชวยใหนักเรียนไดคนพบและตัดสินใจเลือก
อาชีพไดอยางถูกตอง ซึ่งจะเปนผลใหนักเรียนมีความพึงพอใจในงานของตนและมีชีวิตการทํางานที่มี
ประสิทธิภาพ เปนการชวยใหทรัพยากรมนุษยไดรับการสงเสริมพัฒนาใหเกิดประโยชนแกสังคมและ
ประเทศชาตอิ ยางแทจ ริง
3. การแนะแนวดานสวนตัวและสังคม (Personal and Social Guidance)
การแนะแนวดานสวนตัวและสังคม หมายถึงกระบวนการใหความชวยเหลือนักเรียนในเรื่อง
ที่นอกเหนือจากดานการศึกษาและอาชีพ เปนการชวยเหลือนักเรียนใหเขาใจตนเองและ
สภาพแวดลอมทําใหสามารถมีชีวิตและปรับตัวไดอยางมีความสุข ดังนั้นการแนะแนวดานสวนตัว
และสังคมจึงเปนการชวยใหนักเรียนไดมีความรูความเขาใจเก่ียวกับการรักษาสุขภาพกายและ
สขุ ภาพจิต มารยาทสงั คม การคบเพื่อนเพศเดยี วกนั และเพอื่ นตางเพศ การใชเวลาวาง การใชจา ยเงิน
บุคลิกภาพและการแตงกาย อารมณและการควบคุมอารมณ มนุษยสัมพันธ จริยธรรม คานิยม
ศาสนาและความเช่อื การแบงประเภทการแนะแนวนั้นเปนการจัดประเภทตามลกั ษณะของขอ มูลและ
ขอสนเทศที่ทางโรงเรียนที่ทางโรงเรียนนํามา แตการแนะแนวทั้ง 3 ประเภทมีความสัมพันธกันอยาง
ใกลชิด เชน การชวยเหลือนักเรียนในเรื่องการวางแผนก่ียวกบั อาชีพกม็ ีความจําเปนทจ่ี ะตองเกีย่ วของ
กับการศึกษาของนักเรียน และยังตองศึกษาองคประกอบดานสวนตัวและสังคมของักเรียนไปพรอม
กัน ดังน้ันในแงการปฏิบัติเพื่อชวยใหการแนะแนวมีประสิทธิภาพจึงจําเปนตองใหการแนะแนวแก
นกั เรียนทั้ง 3 ดา นควบคูกนั ไป การแนะแนวเชน นีเ้ รยี กวา “การแนะแนวชีวิต” (Life Guidance)
จุดมุงหมายของการแนะแนว
จดุ มงุ หมายของการแนะแนวสามารถจาํ แนกออกเปน 2 ประเภทคือ จุดมุงหมายท่ัวไป และ
จดุ มงุ หมายเฉพาะ ดงั มีรายละเอียดดงั นี้
1. จุดมุงหมายทวั่ ไป
จุดมุงหมายท่ัวไป หมายถึงจุดมุงหมายของการแนะแนวโดยสวนรวม นั่นคือการแนะแนวไมวาจะ
จัดในสถานท่ีใดก็ตามยอมมีจุดมุงหมายทั่วไปเหมือนกัน หรืออาจเรียกวาเปนหนาที่ของการแนะแนว
3 ประการคอื
1.1 เพอื่ ปองกนั ปญหา (Prevention) การแนะแนวจะมุงปองกันไมใ หนกั เรยี นเกดิ ปญหา
หรือเกิดความยุงยากในการดําเนินชีวิต เพราะปญหาและความยุงยากตางๆนั้นสามารถปองกันได
117
การปลอยใหนักเรียนเกิดปญหาแลวคอยตามไปชวยเหลือ แกไขในภายหลังนั้นทําไดยากและตองใช
เวลานาน และในบางกรณีอาจไมสามารถแกไ ขไดอกี ดว ย
1.2 เพื่อแกไขปญหา (Curation) การแนะแนวมุงจะใหความชวยเหลือนักเรียน
ในการแกไขปญหาตางๆที่เกิดขึ้น เพราะถาปลอยใหนักเรียนประสบปญหาโดยไมใหความชวยเหลือ
แลว นักเรยี นก็จะไมสามารถดาํ รงตนอยใู นสังคมไดอยางปกตสิ ุข บางครงั้ นกั เรียนอาจจะมีการปรับตัว
ผดิ ซ่งึ จะทําใหเ กิดปญหามากยงิ่ ขนึ้
1.3 เพ่ือสงเสริมพัฒนา (Development) การแนะแนวมุงจะใหการสงเสริมนักเรียน
ทุกคนใหเกิดความเจริญงอกงาม มีพัฒนาการดานตางๆอยางสมบูรณ เพ่ือท่ีนักเรียนแตละคนจะ
ไดรับการสงเสริมและแสดงความสามารถในดานตางๆของตนออกมาอยางเต็มที่โดยไมมีส่ิงใดมาเปน
อปุ สรรคขดั ขวางความเจรญิ กาวหนา และพฒั นาการของนกั เรียน
2.จุดมงุ หมายเฉพาะ
จุดมงุ หมายเฉพาะหมายถึงจุดมุงหมายของการแนะแนวซ่ึงสถานศึกษาที่จัดใหม ีบริการแนะ
แนวเปนผูกําหนดข้ึนมาเพ่ือใหสอดคลองกับปรัชญา เปาหมายของหลักสูตรและสภาพสังคมของ
สถานศึกษาน้ันๆ แตอยางไรก็ตามจุดมุงหมายเฉพาะของการแนะแนวสําหรับสถานศึกษาแตละแหง
กย็ อมจะมไี มแ ตกตา งกนั มากนัก เชน
1 .เพื่อชวยใหนักเรียนแตละคนไดรูจักตัวเองอยางแทจริง (Self - Understanding) คือ
การชวยใหนักเรียนรูถึงความตองการ ความคิด ความสามารถ ความถนัดและขอจํากัดตางๆของตน
ซ่ึงจะเปนประโยชนตอการตัดสนิ ใจเลอื กแนวทางการศึกษา อาชีพและการดาํ เนินชวี ิตของนกั เรียน
2. เพ่ือชวยใหนักเรียนรูจักปรับตัว (Self – Adjustment)น่ันคือการชวยใหนักเรียนรูจัก
วิธีการปรับตัวใหเหมาะสมกับตนเองและสภาพแวดลอม ทั้งนี้เพ่ือจะไดดํารงชีวิตอยูในสังคมไดอยาง
เหมาะสมและเปนสขุ
3. เพื่อชวยใหนักเรียนรูจักนําตนเอง (Self - Direction) คือการชวยใหนักเรียนมีความ
เชอ่ื มัน่ ในตนเอง รจู ักใชสติปญญาความสามารถของตนแกไ ขปญหาตางๆไดอยางฉลาดและเหมาะสม
สามารถวางแผนชวี ติ ในอนาคตและสามารถนําตนเองไปสเู ปา หมายทีว่ างไวอ ยางมีประสทิ ธภิ าพ
4 .เพ่ือชวยใหนักเรียนรูจักใชวิจารญาณคาดการณส่ิงท่ีอาจจะเกิดข้ึนลวงหนา และรูจัก
หลกี เล่ียงและปอ งกันสิง่ ทอี่ าจจะเกิดขึน้ โดยกะทันหนั
5. เพ่ือสงเสริมใหเกิดสัมพันธภาพท่ีดีระหวางครูกับนักเรียน เพราะสัมพันธภาพที่ดีจะ
ชว ยใหการบรหิ ารงานของโรงเรยี นดําเนินไปอยางราบรื่นและมีประสทิ ธิภาพ
6. เพื่อชวยฝกในเรื่องประชาธิปไตยใหแกเยาวชนของชาติ เพราะการฝกใหนักเรียนไดมี
ความรูความเขาใจเก่ียวกับสทิ ธิ หนา ที่ของตนและมีการปฏิบัติจริงจะชว ยใหนกั เรยี นเจริญเติบโตเปน
ผูใหญท มี่ ีคุณภาพ
7. เพ่ือชวยใหเกิดความเขาใจอันดีตอกันระหวางโรงเรียน บานและชุมชน อันเปน
ประโยชนต อการสง เสรมิ พฒั นานกั เรียนในท่ีสดุ
118
ปรชั ญาของการแนะแนว
ปรัชญาคือแนวความคิดหรือทัศนะความคิดซ่ึงไดรับการพิจารณาไตรตรองแลววาเปนสิ่งท่ีมี
คุณคา มีประโยชน สมควรยึดถือเปนหลักในการดําเนินงาน ดังน้ัน ปรัชญาของการแนะแนว
หมายถึง แนวความคิดหรือทศั นะความคิดซึ่งไดรับการพิจารณาไตรตรองแลวเห็นวา เปน ส่ิงที่มีคณุ คา
มปี ระโยชน สมควรยดึ ถอื เปนหลักการดาํ เนนิ งานแนะแนว ซึง่ มีอยู 7 ประการดว ยกนั คอื
1. แนวความคิดเรื่องความแตกตางระหวางบุคคล (Individual Differences) จัดวาเปน
แนวความคิดหลักของการแนะแนวเพราะเปาหมายสูงสุดของการแนะแนวก็คือการสงเสริมความ
แตกตางระหวางบุคคล การชวยใหบุคคลแตละคนไดมีความเจริญงอกงามและพัฒนาการอยางมี
บูรณาการสุดขีดความสามารถของตน
2. แนวความคดิ เร่ืองทรัพยากรมนษุ ย (Human Resources) ในทางการแนะแนวมีความ
คิดเห็นวามนุษยเปนทรัพยากรท่ีมีคาสูงยิ่งเพราะสิ่งประดิษฐตางๆไมวาจะมีคุณคามากสักเพียงใดก็
ตามลวนเกิดจากคิดคนสรางขึ้นมาโดยมนุษยท้ังสิ้น ดังนั้น สถาบันตางๆในสังคมไมวาจะเปนบาน
โรงเรียน วัด หนวยงานของรัฐบาล ตลอดจนหนวยงานของเอกชนควรจะไดชวยสงเสริมพัฒนา
เยาวชนของชาติใหมีความเจริญงอกงามและมีพัฒนาการสงู ข้ึนในทุกๆดาน ท้ังน้ีเพ่ือเปนการสงวนไว
ซ่ึงทรัพยากรมนษุ ยและเพ่อื ที่จะไดใชท รัพยากรมนษุ ยใหเกดิ ประโยชนส ูงสดุ
3. แนวความคิดเรื่องความรวมมือ (Cooperation) ไมใชการบังคับ (Compulsion)
ในทางการแนะแนวมีความคิดเห็นวาการใหค วามชวยเหลือของการแนะแนวจะตองเปนไปในลักษณะ
ของการรว มมือกันระหวางผูใหความชวยเหลือและผูใ หความรวมมือชวยเหลือและผูรบั ความชวยเหลือ
จะไมใชวิธีการบังคับและจะเนนท่ีการใหบุคคลผูมีปญหาไดปลดปลอยแรงจูงใจภายในของตนออกมา
และการชวยเหลือน้ีจะตองชวยใหบุคคลผูมีปญหาสามารถชวยตนเองไดในที่สุด (Help him to
helpe himself)
4. แนวความคิดเรื่องคุณคา (Worth) และใหเกียรติ (Dignity) ของบุคคล น่ันคือการแนะ
แนวมีความคิดเห็นวามนุษยทุกคนเปนผูท่ีมีคุณคาและมีเกียรติเทาเทียมกัน ไมควรไดรับการดูถูก
เหยียดหยาม ไมวาเขาจะเปนผูมีปญหาหรือไมก็ตาม และทุกคนมีสิทธ์ิและอิสรภาพในการเลือก
เปา หมายชวี ติ ของตน (Freedom to Choose)
5. แนวความคิดเรื่องพฤตกิ รรมยอมมีสาเหตุ (Cause) และจดุ มงุ หมาย (Purpose) ในทาง
การแนะแนวมีความคิดเห็นวาพฤติกรรมทุกพฤติกรรมยอมมีสาเหตุและจุดมุงหมาย ดังนั้น
ในการแกปญหาพฤติกรรมท่ีผิดปกติหรือเบีย่ งเบนไปของนักเรยี น จึงมีความจําเปนที่จะตองศึกษาถึง
สาเหตุแหงความผิดปกตินั้นๆเสียกอน เมื่อคนไบสาเหตุแลวยอมจะสามารถใหความชวยเหลือไดถูก
จุดและทาํ ไดงาย
6. แนวความคิดเรื่องพัฒนาการดานสวนตัว (Personal Development) นั่นคือในการ
แนะแนวมีความคิดเห็นวางานของการศึกษาเปนการพัฒนามนุษยทางดา นสมองหรอื สติปญญาเทาน้ัน
แตการเปนมนุษยที่สมบูรณจะตองมีการพัฒนาการดานสวนตัวดวย ซึ่งถือวาเปนงานของการแนะ
แนวโดยเฉพาะ เปน การชว ยใหมนษุ ยรูจักและเขาใจตนเอง
119
7. แนวความคิดเรอ่ื งการแนะแนวเปนกระบวนการทางการศกึ ษาท่ีมลี ําดับขน้ั และตอเนื่อง
(Continuous) นั่นคือในทางการแนะแนวมีความคิดเห็นวาการแนะแนวมิไดเปนเหตุการณท่ีเกิดข้ึน
เพียงคร้ังเดียว หรือเปนเหตุการณท่ีเกิดข้ึน ณ จุดใดจุดหน่ึง แตเปนกระบวนการที่มีลําดับขั้นตอน
และตอเน่ืองตั้งแตระดับประถมศึกษา จนกระท่ังสําเร็จการศึกษาและกาวเขาสูโลกของงาน (World
of Work)
หลักการของแนะแนว
การจัดบริการแนะแนวในโรงเรียนใหมีประสิทธิภาพจําเปนจะตองปฏิบัติตามหลักการที่
สาํ คญั ดงั ตอ ไปนี้ (พนม ล้ิมอารยี , 2548 , หนา 3 - 16)
1. การจัดบริการแนะแนวโรงเรียนจะตองมุงใหความชวยเหลือนักเรียนทุกคน เนื่องจาก
นักเรียนทุกคนยอมตองการความชวยเหลือจากโรงเรียนของตน และเปนการใหบริการที่เสมอภาค
เปน ธรรมและเทาเทียมกัน
2. การจัดบริการแนะแนวจะตองกระทําอยางเปนกระบวนการท่ีตอเนื่อง คือจัดอยางเปน
ระบบมีระเบียบแบบแผน มีความสัมพันธตอเนื่องกันไปเปนลูกโซทุกข้ันตอนจนกระท่ังบุคคลท่ีไดรับ
ความชว ยเหลือสามารถนําตนเองได ชว ยตนเองได
3. ผูทําการแนะแนวจะตองยอมรับในความเปนเอกัตบุคคล (Individual) ของนักเรียน
นั่นคือจะตองมีความเขาใจและยอมรับในเร่ืองความแตกตางระวางบุคคล (Individual Difference)
ซงึ่ มีประเดน็ สาํ คัญดังนี้
3.1 บคุ คลแตล ะบุคคลยอ มมีลกั ษณะเฉพาะของตนเองจะไมเ หมือนกับคนอ่ืน ไมว า
รูปรา ง สติปญญา ความสามารถ อปุ นิสยั คา นยิ ม ความสนใจ ฯลฯ
3.2 บุคคลแตละคนยอมมีพัฒนาการอยางมีลําดับขั้นตอนและตอเนื่องไปตาม
ลกั ษณะเฉพาะของตน
3.3 บุคคลแตล ะคนยอมมกี ระบวนการแหง การเปลย่ี นแปลงตนตามประสบการณที่
ตนเองประสบมาและตามแนวทางหรือแผนการของตนทวี่ างไวส ําหรับอนาคต
4. การแนะแนวเปนงานทีว่ างอยบู นพื้นฐานกระบวนการพฤตกิ รรมของบุคคลและเกย่ี วขอ ง
กับพัฒนาการของมนุษย ดังนั้นการแนะแนวจึงจําเปนตองใชเครื่องมือและกลวิธีตางๆ ทั้งที่เปน
แบบทดสอบและไมใชแบบทดสอบ เพื่อจะไดเขาใจบุคคลแตละคนและเพื่อชวยใหบุคคลไดเขาใจ
ตนเอง เพื่อจะไดส ามารถควบคมุ พฒั นาการสวนตวั ของนักเรยี นได
5. ผูทํางานดานการแนะแนวจะตองเคารพในสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแตละคน นั่นคือ
จะตองยอมรับวานักเรียนแตละคนมีอิสรภาพท่ีจะเลือกแนวทางชีวิตของตนเอง การเลือกและ
การตัดสนิ ใจของนกั เรยี นควรเกดิ จากการใชว ิจารณญาณของนักเรยี นเองไมใชก ารบังคบั
120
6. การแนะแนวถือวาเปนสวนหน่ึงของกระบวนการของการศึกษา ดังน้ันการแนะแนว
ควรจะสอดแทรกอยใู นกระบวนการเรยี นการสอนของโรงเรียน เพอ่ื ชวยใหน ักเรียนแตล ะคนไดพ ฒั นา
ตนเองทกุ ดา นอยา งมีบรู ณาการ(Intergration)
7. การแนะแนวที่มีประสิทธิภาพ ผูที่ทําหนาที่นักแนะแนว (Counselor) จะตองตองเปน
ผูท่ีไดรับการศึกษาอบรมทางการแนะแนวมาโดยเฉพาะ มีทั้งความรู (Knowledge) และทักษะ
(Skills) ที่เหมาะสมและมีการจัดดําเนนิ การแนะแนวอยา งมรี ะบบ (Systematical Guidance)
8. ผูทํางานดานการแนะแนวจะตองเปนผูท่ีมีมนุษยสัมพันธดี มีความเปนประชาธิปไตย
เปน ผทู ีย่ อมรบั ฟงความคดิ เห็นของผอู ่นื และจะตองเปน ผทู ส่ี ามารถทํางานรวมกบั ผูอ ่ืนไดเ ปนอยางดี
9. การจัดบริการแนะแนวจะไดผ ลดีมีประสิทธภิ าพ จะตอ งเกิดจากความรวมมอื และความ
สมัครใจจากบุคลากรทุกฝายในโรงเรียน และนักเรียนผูมารับบริการจะตองมาดวยความเต็มใจให
ความรว มมอื ดวย
10. ผูทํางานดานการแนะแนวจะตองเปนผูท่ีสามารถเก็บรักษาความลับได เพราะถาเปน
ผทู ่ีไมสามารถเก็บรักษาความลับก็จะทําใหนักเรียนความรูสึกไมปลดภัย ทําใหขาดความไววางใจและ
ไมยนิ ดที ี่จะรบั ความชว ยเหลือ
บรกิ ารแนะแนวในโรงเรยี น
1. บรกิ ารรวบรวมขอ มูลเปนรายบคุ คล
บริการรวบรวมขอมูลเปนรายบุคคลเปนบริการที่จําเปนพ้ืนฐานในการที่จะใหความ
ชวยเหลือนักเรียนไดอยางถูกตอง เพราะจะทําใหไดทราบปฐหาหรือขอบกพรองในตัวนักเรียนเพ่ือ
ดําเนินการแกไขไดถูกตองและนําขอมูลท่ีไดศึกษามาเปนองคประกอบในการจัดบริการอื่นๆตอไป
บริการดานน้ีไดแก บันทึกประวัตินักเรียนทุกคนไวในระเบียนสะสม บริการขอมูลแกผูที่เก่ียวของ
บริการทดสอบความถนดั ความสนใจของนักเรียน สํารวจพฤติกรรมทมี่ ีปญหาของนกั เรยี น
2. บรกิ ารสนเทศ
บรกิ ารสนเทศเปนบริการใหค วามรแู กนักเรียนในหลายรูปแบบ เพ่อื ชว ยใหนักเรียนสามารถ
ปรับตัวเขากับสถานการณตางๆได รูจักตัดสนิ ใจและวางแผนอนาคตอยางฉลาด ไดแ ก การจัดสอนให
ความรูตางๆในคาบกิจกรรมแนะแนว การจัดปายนิเทศ การจัดทําเอกสารท่ีเปนประโยชนแก
นกั เรียน การจัดอภปิ ราย บรรยาย ใหค วามรูในดา นการศกึ ษา อาชีพ และการปรับตวั ในสังคม การจัด
วันอาชีพ การจัดสัปดาหแนะแนวทางศึกษาตอ การจัดฉายภาพยนตร วีดีโอ สไลดที่เปนประโยชน
ตอนักเรียน
3. บริการใหคําปรึกษา
บริการใหคําปรึกษาเปนบริการท่ีนับวาเปนหัวใจสําคัญของงานแนะแนว โดยเฉพาะ
การเรียนการสอนตามหลักสตู รใหมแ ละในสภาวะเศรษฐกจิ และสงั คมในยคุ ปจจุบนั งานบริการในดา น
นี้คือ ใหคําปรึกษานักเรียนที่มีปญหาการเรียน อาชีพ และดานสวนตัว ศึกษาและหาทางชวยให
121
นักเรียนแกปญหาของตนเองไดอยางถูกตองและเหมาะสม เสนอแนะแนวทางปฏิบัติตนเพื่อ
เสรมิ สรา งบคุ ลกิ ภาพ
บริการใหคําปรึกษาจะชวยผอนคลายความเครียดในจิตใจของนักเรียนและผูปกครองโดย
อาจารยแนะแนวมจี รรยาบรรณท่ีจะรักษาความลบั ของนักเรยี น ฉะนั้นการเขาไปพดู คุยกบั ครูแนะแนว
จึงเปนเร่ืองที่เด็กฉลาดควรทํา ไมควรคิดผิดๆวาเฉพาะเด็กที่มีปญหาเทานั้นที่จะเขาหองแนะแนว
อาจารยแนะแนวพรอมที่จะเปน คูคิด เปนทีป่ รึกษาท้ังการเลือกวิชาเรียน การศึกษาตอ การหางานทํา
หรอื ปญหาสวนตวั งานแนะแนวยนิ ดชี วยนกั เรียนเสมอ
4. บรกิ ารจัดวางตัวบุคคล
บริการจัดวางตัวบุคคล เปนบริการชวยจัดวางตัวนักเรียนใหเลือกวิชาเรียนตามความถนัด
ของตนเอง เชน หลักสูตรมัธยมศึกษาปท่ี 4-5-6 ในปจจุบันตองเลือกเรียนวิชาตามความถนัดหรือ
ความสามารถของตนเอง ซึ่งนักเรียนตองเปนผูพิจารณาวาตนเองจะสามารถเลาเรียนในวิชาท่ีตน
เลือกจนประสบความสําเร็จหรือไม สิ่งเหลาน้ีจึงจําเปนตองปรึกษาหารือกับบุคลากรท่ีทําหนาท่ี
รับผดิ ชอบเกย่ี วกับดา นนโ้ี ดยตรง
ชวยจัดวางตัวนักเรียนใหเรียนวิชาตรงตามหลักสูตร เมื่อนักเรียนไดมีโอกาสเลือกวิชาเรียน
ไดต ามความถนัดของตนเองนักเรียนก็จะตองเลอื กวิชาเรยี นใหต รงตามหลักสูตรท่ีตนเองเลือกไว
ชวยจัดวางตัวนักเรียนใหเรียนกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ดีและมีคุณคา ซ่ึงผูแนะแนวจะตอง
ค อ ย ใ ห คํ า ป รึ ก ษ า ใ ห นั ก เ รี ย น ไ ด เ ลื อ ก กิ จ ก ร ร ม ด ว ย ค ว า ม ฉ ล า ด แ ล ะ ใ ช วิ จ า ร ณ ญ า ณ อ ย า ง ดี
เปนการเสริมสรางทางดานวิชาการใหมั่นคงยิ่งขึ้น ชวยจัดวางตัวนักเรียนเขารวมโครงการและจัด
ประสบการณในการทํางาน เปนการจัดใหน ักเรียนไดทํางานในเวลาวางหรืองานระหวางปด ภาคเรยี น
ชว ยจัดประสบการณทีม่ ีคณุ คาใหแกนักเรียนใหนกั เรียนมโี อกาสเรียนรูอ าชีพตางๆและชวยใหม ีรายได
จากการทํางานทต่ี นเองชอบ เปนการชว ยเหลือทางดา นเศรษฐกจิ อีกดว ย
ชว ยจดั วางตัวนกั เรียนใหเ ขา ฝกทักษะเสรมิ สรางความอดทนในการปฏิบัติงาน
5. บริการติดตามผลและประเมินผล
บริการติดตามผลและประเมนิ ผล เปนการติดตามดูแลพฤติกรรมและพัฒนาการของผเู รียน
ติดตามผลผูเรยี น ประเมินผลการดําเนินงานแนะแนว
ปญ หาของนักเรียนที่ควรไดร บั การแนะแนว
ป ญ ห า ต า ง ๆ ข อ ง นั ก เ รี ย น ท่ี เ กิ ด ข้ึ น แ ล ะ ส ม ค ว ร ไ ด รั บ ก า ร แ น ะ แ น ว น้ั น มี อ ยู ม า ก ม า ย
ซ่ึงพอจะจําแนกออกเปน ประเภทใหญๆ ได 8 ประเภท ดังน้ี (พนม ลม้ิ อารยี , 2548 , หนา 3 - 16)
1. ปญหาเกยี่ วกับพฒั นาการดา นรางกายและสุขภาพ
1.1 ความวิตกกงั วลเกยี่ วกับความเปลี่ยนแปลงของรางกาย
1.2 สขุ ภาพไมแ ขง็ แรง มีโรคประจาํ ตัว
1.3 รูปรางไมดี ขาดอาหาร อวนหรอื ผอมเกนิ ไป
1.4 การรับประทานอาหาร การดื่ม การออกกาํ ลงั กายและการพักผอ น
122
1.5 การรกั ษาความสะอาดและการปองกันโรค
1.6 การขบั ถา ยของเสยี
1.7 การใชยา
2. ปญหาเกยี่ วกบั การศกึ ษาเลา เรียน
2.1 ไมชอบครูบางคนเน่อื งจากดุเกนิ ไปหรอื ไมใหความยุติธรรม
2.2 ไมชอบเรยี นบางวชิ า เชน คณิตศาสตร ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ฯลฯ
2.3 ขาดนิสัยและทักษะในการเรียนท่ีจําเปน เชน การอานหนังสือ การคนควาเขียน
รายงาน การเตรยี มตวั สอบ การกาํ หนดตารางประจําวนั
2.4 รูสึกประหมาเมอื่ ครถู าม หรอื การตอ งออกไปพดู หนาชั้นเรียน
2.5 ขี้เกยี จ ชอบลอกงานเพ่อื น ไมพยายามทํางานอยางเตม็ ความสามารถของตน
2.6 ทอถอย ไมสงู าน ชอบหนเี รยี น
3. ปญหาเกย่ี วกับความสัมพันธใ นครอบครัว
3.1 มคี วามรูสกึ ขัดแยงกบั บิดามารดาของตนเนอ่ื งจากถูกบังคบั มากเกนิ ไป
3.2 มคี วามรูสกึ ขาดความอบอนุ เนอ่ื งจากบดิ ามารดาไมเอาใจใส
3.3 มคี วามรูสึกขาดเพ่อื นเน่อื งจากเปน ลูกคนเดียว
3.4 มีงานตองชว ยบดิ ามารดาทํามากเกินไป
3.5 ขาดความสามัคคีในหมพู ี่นอ ง
3.6 ไมไ ดรับความยตุ ธิ รรมจากบดิ ามารดา
3.7 ความสมั พนั ธภายในครอบครวั ไมด ี มีสภาพบา นแตก
3.8 บดิ า มารดาหรือผปู กครองไมใ หค วามรวมมอื กบั ทางโรงเรียน
3.9 บดิ า มารดา ปฏิบัติตอ นกั เรียนเหมือนเดก็ เล็ก
4. ปญหาดานการเงิน
4.1 ขาดผอู ปุ การะสง เสียใหเลา เรียน
4.2 ตองทํางานหารายไดชวยตนเอง เพื่อใชเปนทุนในการซ้ืออุปกรณในการศึกษา
เลาเรียน
4.3 ตอ งการหารายไดช วยเหลือตนเอง
4.4 ตอ งการรูจักวธิ ีการใชจ า ยเงนิ ทเ่ี หมาะสม
4.5 ตองการใหผูปกครองใหเงนิ เปน กอ นเพื่อตนจะไดร ับผดิ ชอบคา ใชจา ยเอง
4.6 ตอ งการใหผ ปู กครองใหเงินเพมิ่ ขน้ึ
5. ปญ หาเก่ียวกับเพื่อนตางเพศ
5.1 การปรับตัวดานความสัมพันธกับเพ่ือนตางเพศ เชน ความรัก การเก้ียวพาราสี
การกอดจูบ การแตง งาน ฯลฯ
5.2 การมีนัดหมายกับเพอื่ นผูชายท่ีบิดา มารดาหรอื ผปู กครองไมร ูจัก
5.3 บดิ า มารดาไมอนญุ าตใหออกไปเท่ยี วกบั เพ่ือนตา งเพศ
123
5.4 การปฏิเสธการนดั ของเพ่ือนตา งเพศโดยไมทาํ ใหเ ขารูสกึ เจบ็ ปวด
6. ปญหาเกี่ยวกบั บคุ ลกิ ภาพและสงั คม
6.1 ตองการใหเปนที่สนใจของคนทัว่ ไป
6.2 ตองการเปนคนกริ ยิ ามารยาทงาม
6.3 ตองการใหกิริยาทาทาง การแตงกายและน้ําเสียงของตนเปนที่ประทับใจของ
ผพู บเหน็
6.4 เขากับคนอน่ื ไมไ ด
6.5 อารมณออ นไหว ใจนอ ย โกรธงา ย
6.6 ขาดความเชื่อม่ันในตนเอง
6.7 การอยรู วมกับบุคคลอ่นื ๆ
6.8 ปรัชญาชีวติ เชน ศาสนา ความเชอื่ คา นิยม
6.9 ความเปนพลเมอื งดี
7. ปญหาเกย่ี วกับการใชเ วลาวาง
7.1 การทาํ ตารางประจําวันเพอื่ เปน การวางแผนใชเ วลาในแตล ะวัน
7.2 การเลนกฬี าและเกมตางๆ
7.3 การทํางานศิลปะและการฝมือ
7.4 การสมาคมและการเขารว มกิจกรรมทางสังคม
7.5 การมเี วลาวางมาก
8. ปญหาเกย่ี วกับอาชีพ
8.1 ไมทราบวา จะตัดสินใจเลอื กเรยี นตอ อะไรดี
8.2 ไมท ราบวาจะตัดสินใจประกอบอาชพี อะไรดี
8.3 อยากเลอื กอาชพี บางอยา งแตขาดทุนทรพั ย
8.4 อยากเรียนตอ แตผ ปู กครองจะใหอ อกไปประกอบอาชพี เจริญรอยตามผูใหญ
8.5 อยากเรยี นวชิ าชีพอยา งหนง่ึ แตบิดามารดาตองการใหเรียนอีกอยางหนง่ึ
8.6 ขาดความรเู ก่ียวกับการหางาน
8.7 ขาดความรเู กี่ยวกบั วธิ ีการสมคั รงาน
ปญ หาของนกั เรยี นทคี่ วรไดรบั การแนะแนว
เน่ืองจากครูทุกคนมีหนาท่ีสอนและดูแลเด็กอยูแลว ฉะน้ันบทบาทหนาท่ีของครูทุกคนมี
ดังตอไปนี้
1. ศกึ ษาขอ มลู ของผูเรยี นเปนรายบุคคลเพือ่ รจู ักและเขา ใจผเู รียนอยางแทจ ริง
2. ศกึ ษาหาความรเู พ่มิ เติมทางดานจิตวทิ ยาและการแนะแนว
124
3. ชวยกันดูแลใหความอบอุนแกเด็กเพ่ือปองกันปญหาที่จะเกิดกับเด็กหรือไมสรางความ
กดดันใหเ ดก็ เกิดปญหา
4. ชวยเหลือแกไขปญหาและใหคําปรึกษาแกเด็กเม่ือเกิดเหตุการณตางๆตามกําลัง
ความสามารถโดยไมเกย่ี งหรอื ปดความรับผดิ ชอบไปท่ีครูแนะแนวหรือครทู ่ปี รึกษาเทานนั้
5. สอนหรืออํานวยความสะดวกในการเรียนรูโดยใชหลักการและวิธีการแนะแนวที่เนนเด็ก
เปนสําคญั
6. ชวยจดั กิจกรรมเพ่ือพฒั นาผูเ รียน
สรปุ
การแนะแนวเปนกระบวนการหน่ึงของการศึกษาท่ีจะพัฒนามนษุ ยใ หเปนพลเมืองดี มีความรู
ในทักษะกระบวนการตางๆโดยมุงท่ีจะชวยบุคคลใหมคี วามสามารถชวยเหลือตนเองได ชวยใหผูเ รียน
รูจักตนเองดีขึ้นและชวยใหเขาใจโลกและสิ่งแวดลอม ตลอดจนชวยใหรูจักพัฒนาตนเองในทุกดาน
ผบู ริหารควรใหความสนใจและสนับสนุนการแนะแนวในการทีจ่ ะชวยเหลอื ใหผเู รียนไดมีการพัฒนาได
เต็มตามศักยภาพของแตละบุคคล จุดมุงหมายของการแนะแนวคือการปองกันปญหา แกไข
พฤติกรรมทกุ อยางท่ีผิดปกตแิ ละการพัฒนาคนไปสูจ ดุ มุงหมายของชวี ติ ที่ตองการ
การแนะแนวแบงออกเปน 3 ประเภทคือ การแนะแนวการศึกษา การแนะแนวอาชีพ
การแนะแนวดานสวนตวั และสงั คม ท้ังนกี้ ารแนะแนวท้ัง 3 ประเภทนี้ไมสามารถแยกออกจากกนั อยาง
เด็ดขาด แตจะตองเกี่ยวเน่ืองและสัมพันธกันตลอดเชน แนะแนวการศึกษาเพื่อหาแนวทาง
การประกอบอาชีพที่สังคมยอมรับ ทาํ ใหผเู รยี นมีความสุขท่ีจะอยูใ นสงั คม
125
บทท่ี 9
จิตวิทยาเด็กพิเศษ
อาจารยฉัฐจุฑา นกจันทร
การจัดการศึกษาใหแกเด็กพิเศษในประเทศไทยนั้นมีมาอยางชานาน โดยใน
ป พ.ศ. 2482 ไดมีการเริ่มจัดการศึกษาใหแกเด็กพิเศษขึ้นโดยมูลนิธิชวยคนตาบอดแหง
ประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ ไดทําการสรางโรงเรียนคนตาบอดขึ้นในประเทศไทย
ซึ่งถือไดวาเปนโรงเรียนสําหรับเด็กพิเศษเปนประเภทแรก ตอมา กรมสามัญไดพัฒนาจัด
หนวยสอนคนหูหนวกขึ้น และจัดตั้งโรงเรียนสอนคนหูหนวกดุสิตขึ้นในป พ.ศ. 2496
นอกจากนี้ในป พ.ศ. 2500 สวนกลางสังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการหลายแหง
ไดทดลองจัดชั้นพิเศษ เพื่อชวยเด็กเรียนที่เรียนชาขึ้น โดยไดขยายการศึกษาพิเศษแตละ
ประเภทเพิ่มมากขึ้นในเวลาตอมา (สุชา จันทรเอม, 2525)
ความสําคัญในการจัดการเรียนการสอนใหเด็กพิเศษ
ในระหวางศตวรรษที่ 20 การสงเสริมการเรียนการสอนสําหรับเด็กปกติมีมากขึ้น
เรื่อย ๆ แตขณะเดียวกันมีเด็กจํานวนหนึ่งซึ่งเปนเด็กที่มีปญหา รวมทั้งกลุมเด็กพิเศษ
ท่ียังขาดการเอาใจใสโดยเด็กเหลานี้มักจะไดเรียนเพียงแคการศึกษาภาคบังคับแลวก็ออกจาก
โรงเรียนไป ซึ่งในอดีตเด็กจํานวนมากที่มีลักษณะอารมณรุนแรง และเด็กที่มีปญหาทางสังคม
มักจะตองลาออกจากโรงเรียนตั้งแตอายุยังนอย รวมทั้งคนที่มีความพิการทางรางกายที่มัก
ไมคอยอยากไปโรงเรียน และยังพบวามีเด็กจํานวนหนึ่งที่มีความประสงคที่จะไปโรงเรียน
เหมือนเด็กปกติ มักจะตองออกกลางคันเชนกัน ทั้งนี้เพราะไมสามารถปรับตัวเขากับ
สิ่งแวดลอม และระบบการศึกษาในโรงเรียนได (วงพักตร ภูพันธศรี, 2543) สวนเด็กอีกกลุม
ซึ่งเปนเด็กปญญาเลิศ ก็ไมไดรับการดูแลอยางถูกตอง เพราะผูปกครองรวมทั้งครูสวนใหญ
ยังขาดความเขาใจเกี่ยวกับการดูแล และวิธีการจัดการเรียนสอนที่ใหเหมาะสมกับความรู
ความสามารถของพวกเขา โดยทั่วไปมักใหความสําคัญกับเด็กที่มีความพิการมากกวา
เพราะไมมีความเขาใจวาเด็กกลุมนี้ก็จัดเปนกลุมเด็กพิเศษที่ตองไดรับการดูแลเอาใจใสพิเศษ
เชนกัน
อยางไรก็ตาม การศึกษา และการวิจัยในกลุมเด็ก ยังคงไดรับความสนใจ และ
ม ีน ัก ว ิช า ก า ร ที ่ห ล า ก ห ล า ย ค ว า ม ชํ า น า ญ ย ัง ค ง ทํ า ก า ร ศ ึก ษ า ค น ค ว า ว ิจ ัย อ ย า ง ต อ เ นื ่อ ง
เพราะการสื่อสารของบุคคลในวัยเด็กนั้นไมซับซอนเทาผูใหญ และสามารถแกไขไดงายกวา
รวมท้ังยังใหไดผลดีมากกวา หากไดรับการดูแลแกไข และใหการศึกษาอบรมแตเน่ินๆ ซ่ึงหาก
126
เปนความพิเศษในแงลบก็จะทําใหทุเลาเบาลง โดยในบางกรณีอาจหายขาดได สวนความ
พิเศษในแงบวกจะไดรับการสนับสนุนสงเสริมใหเพิ่มพูนขึ้นเชนกัน (ศรีเรือน แกวกังวาล,
2545)
ความหมายของเด็กพิเศษ
ศรีเรือน แกวกังวาล (2545) กลาววา คําวา "พิเศษ" ภาษาไทยแปลภาษาจากคําวา
"exceptionality" ในศาสตรนี้หมายถึง ความเบี่ยงเบนดานพัฒนาการและพฤติกรรม
จากเกณฑปกติอยางมากและอยางชัดเจนทั้งทางบวกและทางลบ ความเบี่ยงเบนนั้น เปนไป
ไดทุกมิติของพัฒนาการ เชน กาย สังคม อารมณ สติ ปญญาภาษา ฯลฯ โดยทั่วไปความ
เบี่ยงเบนมักเกิด อยางเปนองครวมที่สัมพันธกัน ในการจําแนกกลุม มักจะจําแนกความพิเศษ
โดยถือความชัดเจนดานใดดานหนึ่งเปนหลักเกณฑ โดยมีนักวิชาการและผูเชี่ยวชาญหลาย
ทานไดใหความหมายไวดังน้ี
กรองทอง จุลิรัชนีกร (2554) กลาววา เด็กพิเศษ หรือ เด็กที่มีความตองการพิเศษ
หมายถึง เด็กที่ไมอาจพัฒนาความสามารถไดเทาที่ควรจากการเรียนการสอนตามปกติ ทั้งนี้
เนื่องจากความบกพรองหรือความแตกตางทางกาย สติปญญา และอารมณ รวมไปถึงเด็กที่มี
ความสามารถพิเศษอีกดวย
วงพักตร ภพู ันธศรี (2543) กลาววา "เดก็ พเิ ศษ" หมายถงึ (Exceptional Children) หมายถึง
เด็กที่มีลักษณะการเจริญเติบโต และการพัฒนาการที่แตกตางไปจากเด็กปกติอยางเห็นไดเดนชัด
ในเร่ืองของสติปญ ญา (Intellectual) รา งกาย (Physical) อารมณ (Emotion) และสงั คม (Social)
Doll (1963) กลาววา "เด็กพิเศษ" หมายถึง เด็กที่มีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งทําให
มีอุปสรรคในการที่จะเรียนหรือกระทําบางสิ่งบางอยางรวมกับบุคคลธรรมดา เชน อาจจะ
มีความบกพรองในเรื่องของโครงสรางของกระดูก การทํางานของกลามเนื้อ ระบบดาน
การเห็น การมีปญหาดานอารมณ ดานสติปญญา เจตคติ (ทัศนคติ) ความบกพรองทางดาน
การพูด รวมท้ังเด็กท่ีมีความสามารถพิเศษหรือเด็กอัจฉริยะ
Haring & Lovitt (1967) กลาววา "เด็กพิเศษ" หมายถึง บุคคลที่ตางไปจากเกณฑ
เฉลี่ยดานรางกาย จิตใจ ปญญา อารมณ และบุคลิกภาพทางสังคม จนถึงขั้นที่ตองการบริการ
พิเศษอ่ืนๆ ท่ีชวยปรับปรุงพฤติกรรมทางสังคม และความสามารถในการประกอบอาชีพ
จากคํานิยามสรุปไดวา “เด็กพิเศษ” หมายถึง เด็กที่มีลักษณะการเจริญเติบโต และ
การพัฒนาการที่แตกตางไปจากเด็กปกติ โดยมีความเบี่ยงเบนดานพัฒนาการ และพฤติกรรม
จากเกณฑปกติอยางมากอยางชัดเจนทั้งทางบวก และทางลบ ทั้งดานรางกาย สติปญญา
อารมณ และจิตใจ จําเปนตองมีการจัดการศึกษาพิเศษ และบริการพิเศษตางๆ เพื่อพัฒนา
ความสามารถสูงสุดใหเด็กกลุมนี้
127
ทั้งนี้หา กก ลา ว ถึงจิต วิท ยา สํา หรับค รู อีกห นึ่ง คํา ที่ค ว ร ทรา บซึ่งม าค ว บ คูกับ
“เด็กพิเศษ” คือคําวา “การศึกษาพิเศษ” ซึ่งหมายถึง การศึกษา และบริการพิเศษ ซึ่งรัฐและ
หนวยงานเอกชนจัดขึ้นหรือรวมมือกันจัดใหแกเด็กพิเศษ เพราะไมสามารถรับประโยชนอยาง
เต็มที่จากการจัดการศึกษาปกติได โดยจะมุงใหผูเรียนที่มีความบกพรองทางกาย สติปญญา
จิตใจ อารมณ ไดเรียนรูอยางเหมาะสมกับแตละบุคคล รวมทั้งพัฒนา และสงเสริมผูเรียนที่ม่ี
ความสามารถพิเศษ หรือมีปญญาเลิศ ไดพัฒนาความถนัด และอัจฉริยภาพของตนไดอยาง
เต็มที่ โดยการจัดการศึกษาพิเศษนี้อาจจะเปนสถานศึกษาเฉพาะ หรือจัดในสถานศึกษาปกติ
ตั้งแตระดับกอนประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา (พิมพพรรณ วรชุตินธร, 2542 ; สํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ, 2535)
ประเภทของเด็กพิเศษ
เด็ก พิเ ศษ บา งป ระ เภ ทที่มีขอ จํา กัด ใน กา รดําร งชีวิต แล ะป ระ กอ บกิจก รร ม
ในชีวิตประจําวัน จัดอยูในกลุมเด็กที่มีความบกพรองและนับเปนเด็กพิการ ทั้งนี้จากคําจํากัด
ความของ “เด็กพิเศษ” ที่กลาวมาแลวขางตน จะเห็นไดวา เปนบุคคลที่มีความเบี่ยงเบน
ดานพัฒนาการและพฤติกรรมจากเกณฑปกติอยางมากทั้งดานบวก และดานลบ ดังนั้น
ประเภทของเด็กพิเศษ อาจไมไดหมายถึงผูที่มีความบกพรองหรือพิการเพียงอยางเดียว
แตหมายรวมถึงผูที่เปนอัจฉริยะ หรือปญญาเลิศ อีกดวย
ดังนั้น การแบงประเภทของเด็กพิเศษ เพื่อใหสอดคลองกับวิชาจิตวิทยาสําหรับครู
ในการจัดการศึกษาทางจิตวิทยา และการศึกษาพิเศษนั้น สามารถแบงประเภทของเด็กพิเศษ
ออกเปน 9 ประเภท ดังน้ี
1. เด็กปญญาออน
2. เด็กท่ีมีความบกพรองทางการไดยิน
3. เด็กท่ีมีความบกพรองทางสายตา
4. เด็กท่ีพิการทางรางกายและสุขภาพ
5. เด็กท่ีมีปญหาการเรียนรู
6. เด็กที่มีความผิดปกติทางการสื่อความหมาย
7. เด็กที่มีปญหาทางพฤติกรรม
8. เด็กออทิสติก
9. เด็กปญญาเลิศ
จากที่กลาวมาขางตน เด็กพิเศษแตละประเภทจะมีลักษณะ และพฤติกรรมที่แตกตาง
กันไปตามความบกพรอง จึงควรใชแนวทางการแกไข ตลอดจนการจัดการเรียนการสอนท่ี
แตกตางกันตามประเภทเพื่อใหเกิดความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพกับเด็กพิเศษมากที่สุด
128
โดยแตประเภทมีรายละเอียดดังนี้ (ศิริชัย ทรัพยศิริ, 2552 ; ศรีเรือน แกวกังวาล, 2545 ;
พิมพพรรณ วรชุติธร, 2542 ; วงพักตร ภูพันธศรี, 2540)
แนวทางการจัดการเรียนการสอนใหเด็กพิเศษแตละประเภท
1. เด็กปญญาออน
สําหรับเด็กที่มีภาวะปญญาออน ในระดับสติปญญาของเด็กปญญาออนนั้น สามารถ
แบงตามความสามารถดานการศึกษาไดแก เด็กปญญาออนพอเรียนได มีระดับเชาวปญญา
(IQ) ระหวาง 50-70, เด็กปญญาออนพอเรียนได มีระดับเชาวปญญา (IQ) ระหวาง 35-49,
เด็กปญญาออนที่เรียนหนังสือไมได มีระดับเชาวปญญา (IQ) ระหวาง 20-34 และเด็กปญญา
ออนรุนแรงที่สุด มีระดับเชาวปญญา (IQ) ตาํ่ กวา 20 โดยมี่การจัดการดังน้ี
1) เด็กปญญาออนพอเรียนได มีระดับเชาวปญญา (IQ) ระหวาง 50-70 เทียบเทา
คว ามส ามารถของเด็กปกติประมาณ 7-10 ป จะมีพัฒนาการทางดานภ าษาที่ลาชา
แตสามารถใชภาษาเพื่อการสนทนาในชีวิตประจําวันได ความรูทางศัพทมีจํานวนจํากัด เขียน
ประโยคไมถูกตอง ซึ่งทําใหเปนปญหาดานการเรียนรูดานเนื้อหา และสิ่งที่เปนนามธรรม
ดังนั้นครูจึงควรสอนเด็กกลุมนี้โดยเนนสิ่งที่เปนรูปธรรมใหมาก และใชสื่อ หรือกิจกรรม
การเรียนการสอนที่หลากหลาย และดึงดูดความสนใจ เพราะเด็กกลุมนี้มักมีสมาธิสั้น และมี
ปญหาดานความจาํ
2) เด็กปญญาออนพอเรียนได มีระดับเชาวปญญา (IQ) ระหวาง 35-49 เทียบเทา
ความสามารถของเด็กปกติประมาณ 3-7 ป มีพัฒนาการทางรางกายที่ลาชา หนาตาบงบอกถึง
คว ามผิดปกติ เด็กกลุมนี้มักมีปญหาในการใชกลามเนื้อมัดใหญแล ะมัดเล็ก รวมทั้ง
การประสานการทํางานระหวางมือและตา ดังนั้นการเรียนการสอน ครูสามารถใชกิจกรรม
การเตรียมความพรอมของเด็กปฐมวัยมาใชได โดยทั่วไปเด็กกลุมนี้สามารถเรียนไดไมเกิน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ดังนั้นครูจึงจําเปนตองฝกทักษะที่จําเปน เชน การชวยเหลือตนเอง
ในชีวิตประจําวัน ทักษะทางสังคมโดยรวม เชน ทักษะการใชภาษา และทักษะการพูดใหแก
เด็กกลุมนี้
3) เด็กปญญาออนที่เรียนหนังสือไมได มีระดับเชาวปญญา (IQ) ระหวาง 20-34
เทียบเทาความสามารถของเด็กปกติประมาณ 2-3 ป เด็กกลุมนี้จะมีความพิการทางสติปญญา
ที่แสดงออกทางหนาตาชัดเจนมาก และมักมีความพิการอื่นซํ้า มีพัฒนาการทางรางกายและ
การพูดท่ีชามาก สิ่งท่ีจําเปนในการจัดการศึกษา เชน การฝกทักษะทางภาษา และดานการพูด
ทักษะการชวยเหลือตนเองในการทํากิจวัตรประจําวัน แบบงายๆ แตตองอยูภายใตการดูแล
ตลอดเวลา
129
2. เด็กท่ีมีความบกพรองทางการไดยิน
สําหรับเด็กที่มีความบกพรองทางการไดยิน โรงเรียนควรเนนพัฒนาภาษา แลการสื่อ
ความหมาย เนื่องจากเปนเครื่องมีสําคัญที่จะทําใหเด็กไดรับความรูดานเนื้อหาสาระไดอยาง
เต็มที่ ทั้งนี้หากเด็กกลุมนี้เรียนอยูในชั้นเรียนปกติแตไดรับความชวยเหลือพิเศษ เด็กยังควร
ไดรับการบริการพิเศษ เชน แผนการสอนรายบุคคล ลามภาษามือ รวมทั้งวิธีการที่เหมาะสม
และชวยสนับสนุน ไดแก การใชเครื่องชวยฟง การฝกฝน การฟง การอานริมฝปาก
ทั้งนี้ขึ้นอยูกับระดับการไดยินของเด็กแตละคน เชน ระดับการสูญเสียการไดยินที่
20-40 และเกิน 40-50 เดซิเบล (ตึงเล็กนอย) ครูสามารถจัดการเรียนการสอนชั้นพิเศษ
โดยฝกพูดตั้งแตเล็กๆ แลวสงไปเรียนกับเด็กปกติได สวนระดับเกิน 40-50 เดซิเบล อนุโลม
ใหเรียนรวมกับเด็กปกติได แตตองเปนบุคคลท่ีมีสติปญญาดีมาก และสนใจในการเรียนเทานั้น
สวนระดับการสูญเสียการไดยินที่เกิน 40-55, เกิน 55-70 และเกิน 70-85 เดซิเบล
ควรใหเด็กเรียนในโรงเรียนคนหูตึง ไมควรเรียนรวมกับเด็กปกติ เพราะเรียนรูไดชามาก และมี
พัฒนาการทางภาษาชามากเชนกัน
เด็กที่มีระดับการสูญเสียการไดยินที่เกิน 85 หรือ 93 เดซิเบลขึ้นไป ตองจัดการเรียน
การสอนในโรงเรียนสอนคนหูหนวกเทานั้น เพราะการพูดใหเด็กที่มีอาการหูหนวกสนิทฟง
แทบไมไดผลอะไรเลย แตอาจมีประโยชนเพียงสามารถอานปาก และทาทางของคนพูดเทาน้ัน
3. เด็กท่ีมีความบกพรองทางสายตา
การเรียนรูของมโนทัศนของเด็กที่มีความบกพรองทางสายตา จะตางจากเด็กปกติ
เรื่องจากเด็กที่มีความบกพรองทางสายตานั้น จะเรียนรูส่ิงแวดลอมโดยผานการฟง การสัมผัส
และใชประสาทสัมผัสอื่นรวมดวย เชน สัมผัสทางผิวหนัง การดมกลิ่น ซึ่งบางอยางไมสามารถ
ที่จะใหขอมูลรายละเอียดตางๆ ไดครบ เพราะบางสิ่งบางอยาง จําเปนตองใชประสาทสัมผัส
ครบทุกดาน ทั้งการเห็น สัมผัส ดมกลิ่น หรือสัมผัสบรรยากาศรอบตัว ทําใหเด็กตาบอดไมมี
จินตนาการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว แตสามารถพัฒนามโนทัศนเกี่ยวกับรูปราง ระยะทาง
ความแตกตางของพื้นผิวไดจากการสัมผัส หรือฟงการบรรยายประกอบ เปนตน
โดยปกติทั่วไป คนเราจะตองใชสายตาในการอานหนังสือหรือศึกษาประมาณ
85 เปอรเซ็นต แตเนื่องจากเด็กตาบอดไมสามารถรับรูไดโดยกรผานสายตา ดังนั้นเด็กตาบอด
จึงตองอาศัยจากการฟง และการสัมผัสแทน สวนในการอาน การเขียนนั้น จําเปนที่จะตอง
ใชอักษรเบรลล (Braille) เทานั้น นอกจากนี้ยังตองอาศัยเครื่องชวยฟง (audio aids) และ
หุนจําลองตางๆ ซึ่งอาจจะทําเปนรูปนูนๆ ขึ้นมา เชน ภาพนูนของแผนที่ รูปภาพหรือ
รูปเรขาคณิตตางๆ เพ่ือใชเปนอุปกรณในการเรียนไดดวย
เด็กพิการทางสายตามี 2 ประเภท คือ บอดสนิทกับบอดไมสนิท หรือบอดบางสวน
ผูสอนควรปฏิบัติตอเด็กที่บกพรองทางตา ไมควรพูดกับเด็กในลักษณะที่ทําใหเขารูสึกวาพิการ
130
อยาเสียงดังจนเกินไป ใชนํ้าเสียงปกติ การทักทายควรใชมือสัมผัส มอบหมายงานพิเศษ
ใหเหมือนคนอื่นๆ และความฝกใหเด็กตาบอดไดมีโอกาสดวย (ศรีมงคล เทพเรณู, 2559)
4. เด็กที่พิการทางรางกายและสุขภาพ
สําหรับการจัดการเรียนการสอนสามารถใชหลักสูตรปกติได แนวการสอนหลักสูตร
ท้ังประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไมควรแตกตางจากเด็กปกติ และมีการเพิ่มเติมหลักสูตร เชน
การฝกการเคลื่อนไหว โดยการสอนใหวางแผนเดินทางในบริเวณรอบๆ โรงเรียน เปนตน
นอกจากนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมบางอยางใหเอื้ออํานวยตอเด็กกลุมนี้ เชน วิชาพล
ศึกษา อาจใหเด็กเลนกีฬาได แตควรเนนการใชกลามเนื้อในการออกกําลังกาย และ
นันทนาการเหมือนเด็กปกติไดในกรณีเด็กที่มีความบกพรองทางรางกายและสุขภาพ เชน
กลามเนื้อออนแรง ระบบกระดูกกลามเนื้อพิการแตกําเนิด แขนขาดวนแตกําเนิด การใหความ
ชวยเหลือสามารถทําไดหลายอยางในบุคคลเดียวกัน ตองเล้ียงดูใหความรักพาออกสูสังคมบาง
ฝกหัดใหทํากิจกรรมตางๆ สม่ําเสมอ ดวยอารมณที่มั่นคงปรับสภาพสิ่งแวดลอมเพื่ออํานวย
ความสะดวกในการเคลื่อนไหว เชน พื้นทางเดิน หองนํ้าประตู โตะเกาอี้สื่อและอุปกรณพิเศษ
เปนตน
5. เด็กที่มีปญหาการเรียนรู
สําหรับเด็กที่มีปญหาการเรียนรูนั้น ยังไมมีการจัดการศึกษาเฉพาะพิเศษสําหรับ
เด็กกลุมนี้โดยตรง ทั้งนี้เพราะอาจมีความไมแนชัดในการคัดแยกเด็กออกอยางชัดเจน
โดยอาจพบสาเหตุอื่นเขามารวมดวย ไมเหมือนกลุมเด็กที่มีความบกพรองที่กลาวมาในกลุม
กอนหนาที่มีความชัดเจนของสาเหตุ พฤติกรรม และอาการตางๆ ดังนั้นครูจึงควรทํา
การประเมินผลการเรียน โดยเนนการวัดผลการเรียนของเด็กเปนระยะๆ ตอเนื่องกัน หากครู
ใชวิธีสอนครั้งแรก แลวไมเปนไปตามจุดประสงค ก็ควรเปลี่ยนวิธีการสอนใหมจนกวาผล
ประเมินจะผานจุดประสงคที่ตั้งไว ซึ่งสวนใหญโรงเรียนจะจัดกลุมเด็กเหลานี้ เรียนรวมกับ
เด็กปกติ แตอาจจะมีระบบสอนซอมเสริมใหแกเด็กที่เรียนรูชา โดยจัดเปนกลุมเล็กๆ หรือ
รายบุคคล เนนสอนเฉพาะดานตามปญหาที่พบของแตละบุคคล ซึ่งจะชวยใหเด็กไดพัฒนา
และปรับปรุงขอบกพรองท่ีมี รวมทั้งแกปญหาการเรียนไมทันเพื่อนในช้ันเรียนอีกดวย
ในกรณีเด็กออทิสติกจะมีความบกพรองทางพัฒนาการดานการสื่อสาร ภาษา และ
ดานความสัมพันธกับผูอื่นรวมดวย โดยจะมีลักษณะทางพฤติกรรม และอารมณที่บกพรอง
เชน พฤติกรรมซ้ําๆ ผิดปกติ เลนมือโบกไปมา หรือหมุนตัวรอบๆ ติดตอกัน การให
ความชวยเหลือตองมีผูรูเกี่ยวกับเด็กทางดานพฤติกรรมและอารมณของเด็กแตละคนอยาง
ละเอียด การจัดการเรียนการสอนตองเตรียมเพื่อสรางความเขาใจเด็กเหลานี้ ครูตองทํา
แผนการสอนเปนรายบุคคล เพื่อเปนแนวทางพัฒนาเด็กไปในทิศทางที่พึงประสงค สงผลให
เด็กประสบความสาํ เร็จได โดยจะกลาวรายละเอียดในหัวขอของเด็กออทิสติกตอไป
131
6. เด็กท่ีมีความผิดปกติทางการส่ือความหมาย
สําหรับเด็กที่มีความผิดปกติทางการสื่อความหมาย สวนใหญจะเริ่มพบตั้งแตเริ่มเขา
โรงเรียน ดังนั้นครู ควรแนะนําผูปกครองใหพาเด็กไปพบแพทย หรือผูเชี่ยวชาญในการแกไข
ขอบกพรอง ซึ่งทางโรงเรียนควรมีครูเดินสอนที่มีความชํานาญในการแกไขการพูด เพื่อเวียน
มาสอนเด็กกลุมที่มีความผิดปกติรุนแรง แตในกลุมที่มีความผิดปกติไมมากนัก สามารถจัดการ
เรียนการสอนใหเด็กเรียนรวมกับเด็กปกติ และสามารถใชหลักสูตรปกติได โดยครูประจําชั้น
หรือครูผูสอน อาจมีการปรับกิจกรรมบางอยางใหเปนกิจกรรมพิเศษเพื่อการสอนและแกไข
การพูดของเด็ก
7. เด็กที่มีปญหาทางพฤติกรรม
สําหรับเด็กที่มีปญหาทางพฤติกรรม โรงเรียนควรจัดชั้นพิเศษใหเด็กอยูในที่ๆ
เหมาะสม และใหเด็กสามารถกลับไปในชั้นเรียนปกติได ในหองเรียนควรมีขนาดที่พอเหมาะ
ใหอยูในการควบคุมดูแลของครู เครื่องมือ หรืออุปกรณตางๆ ที่อาจกอใหเกิดอันตราย ควรมีตู
เก็บใหมิดชิด สวนสถานที่บางอยาง เชน อางลางมือ หรือหองนํ้า ควรอยูไมไกลจากสายตา
ของครู ควรแยกหองเด็กพิเศษกลุมนี้ออกจากเด็กปกติ เพื่อปองกันไมใหเกิดการตอสู หรือ
ทะเลาะวิวาทขึ้น ในการคัดเลือกเด็กมาในชั้นเรียนพิเศษนั้น ครูควรคัดจากเด็กที่มีปญหา
เฉพาะดานการปรับตัวในสังคม และการปรับอารมณเทานั้น ควรจัดใหมีระดับสติปญญา และ
ความสามารถท่ีอยูในระดับที่ใกลเคียงกัน ไมควรนําเด็กระดับสติปญญาต่ํามารวมอยูดวย ทั้งนี้
สามารถจัดเด็กหญิงและเด็กชายอยูในหองเดียวกันได ท้ังน้ีกระบวนการคัดเลือกควรใชความรู
ความเช่ียวชาญ และกระบวนการทางจิตวิทยาในการวิเคราะหดวย
สําหรับบรรยากาศในชั้นเรียนนั้น ครูควรใชวาจาในการสื่อสาร แนะนําสิ่งตางๆ
ใหนอยที่สุด แตเนนการปฏิบัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการโตแยงกับเด็ก และพยายามอธิบาย
สิ่งตางๆ อยางกระชับมากที่สุด ไมควรอธิบายวกวนไปมา สื่อที่ใชในการสอนหรือกิจกรรม
ตางๆ ตองคัดเลือกใหละเอียดถ่ีถวนมากที่สุด เพื่อลดการมีเนื้อหา ที่นําไปสูความกาวราว หรือ
สรางหวาดกลัวแกเด็กเหลานี้ ควรจัดตารางสอนที่เปนวิชาการไวในชวงเชา สลับกิจกรรม
เล็กนอย และหลีกเลี่ยงการเรียนวิชาพลศึกษาในชวงเชา เนื่องจากเปนการยากที่จะทําใหเด็ก
กลับมาสงบ และมีสมาธิเรียนในคาบถัดไป หรือในชวงบายของวัน
8. เด็กออทิสติก
เนื่องจากเด็กออทิสติกมีลักษณะที่มีความแตกตางกับเด็กปกติทั่วไป โดยมีลักษณะ
ย้ําคิดย้ําทํา และตอตานการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการเปลี่ยนบทเรียนหรือเปลี่ยนหัวขอเรียน
จึงเปนเรื่องที่เด็กกลุมนี้ยังรับไมได อีกทั้งยังขาดแรงกระตุน และแรงเสริมเชิงสังคมอีกดวย
เด็กกลุมนี้มักขาดความเขาใจเรื่องราวที่เปนนามธรรม และความสามารถในการเชื่อมโยง
ความรูเกา และความรูใหมเขาดวยกัน แตอยางไรก็ตาม จุดเดนของเด็กกลุมนี้คือ มีทักษะ
ในการจําระยะยาว โดยเฉพาะขอมูลเกี่ยวกับขอเท็จจริงตางๆ เชน วันที่ เวลา ตัวเลข
132
เมื่อเขาไดเรียนรูสิ่งใดแลว เขาจะสามารถจดจําสิ่งที่เรียนรูนั้นไวไดนานมาก ดังนั้นการให
การศึกษาพิเศษกับเด็กกลุมนี้ ตองใหการศึกษาที่มีความเหมาะสมกับความพิเศษของ
พวกเขาที่มีความแตกตางกันไปในแตละบุคคล โดยครูจําเปนตองรับรูถึงขีดจํากัดของเด็ก
แตละคนในลักษณะของความเปนออทิสติกของเขา ซึ่งทําใหเปนการยากที่จะเสนอแนะ
แนวทางภาพรวมในการสอน และวิธีเรียนของเด็กเหลานี้ เชน ครูไมควรสอนหลายๆ อยาง
ในเวลาเดียวกัน สอนสิ่งที่เปนรูปธรรมมากกวานามธรรม อยาใชภาษาที่ฟุมเฟอย เขาใจยาก
กับเด็ก ควรใชภาษารวมกันกับการใชพฤติกรรมทางกายเพื่อใหเด็กเกิดการเรียนรูและ
จํา หากกรณีที่เด็กหงุดหงิด ควรเปล่ียนกิจกรรมใหเด็กทาํ หรือใหนั่งนิ่งๆ สงบสักพัก กรณีครู
ตองการตั้งกฎเกณฑ และตารางการเรียน ควรมีรูปภาพประกอบดวย หรือใชเครื่องมือชวย
สอนรวมดวย เชน วิดีโอ โทรทัศน วิทยุ เปนตน
9. เด็กปญญาเลิศ
สําหรับการจัดการเรียนการสอนใหเด็กปญญาเลิศนั้น ควรไดรับการเอาใจใสจาก
โรงเรียน และครู โดยการจัดโครงการพิเศษใหแกเด็กกลุมนี้ เพื่อใหเขาไดพัฒนาศักยภาพ และ
ความสามารถของเขาอยางเต็มที่ ทั้งนี้หากใหเขาไปเรียนรวมกับเด็กปกติทั่วไป อาจทําใหเกิด
ความเบื่อหนาย และไมอยากเรียนได โดยในระดับประถมศึกษา อาจจัดโครงการเพิ่มพูน
ความรูในชั้นเรียนขึ้น ในกรณีเปนโรงเรียนขนาดเล็กที่ไมสามารถจัดแยกหองพิเศษได ขอดีคือ
เด็กสามารถปรับตัวเขากับเด็กปกติได ขอเสียคือ หากโครงการที่จัดไมมีความหลากหลาย
เด็กอาจเกิดความเบื่อหนายได หรืออาจทําใหตนเองรูสึกเหนือกวาผูอื่นทําใหกระทบ
ตอสัมพันธพันภาพของเพ่ือนในช้ันเรียนไดเชนกัน สวนในกรณีท่ีโรงเรียนสามารถจัดหองเรียน
พิเศษได ควรจัดโครงการเรงการเรียนใหเด็กกลุมนี้ ใหไดเรียนเนื้อหาเร็วกวาเด็กปกติ ขอดี
คือ เพื่อชวยใหเด็กจบหลักสูตรไดเร็วขึ้น เปนการทาทาย และลดความเบื่อหนายในการเรียน
ของเด็ก สวนขอเสียคือ หากกรณีเด็กไปเรียนรวมกับเด็กที่อายุมากกวา อาจจะเกิดการเรียน
แขงกันขึ้น หากสูไมได อาจทําใหเกิดความขับของใจได และอาจมีปญหาในการปรับตัวได
กับเด็กโตไดเชนกัน
สรุป
การสงเสริมในดานการเรียนการสอนใหกับเด็กปกติมีวิธี และแนวทางมีมากมาย
แตในขณะเดียวกันกัน ยังมีเด็กจํานวนหนึ่งที่ไมคอยไดรับการเอาใจใสอยางถูกตองและทั่วถึง
นั่นก็คือ “กลุมเด็กพิเศษ” ซึ่งหมายถึง เด็กที่มีลักษณะการเจริญเติบโต และการพัฒนาการ
ที่แตกตางไปจากเด็กปกติ โดยมีความเบี่ยงเบนดานพัฒนาการ และพฤติกรรมจากเกณฑปกติ
อยางมากอยางชัดเจนทั้งทางบวก และทางลบ ทั้งดานรางกาย สติปญญา อารมณ และจิตใจ
อันประกอบไปดวยลักษณะท่ีแตกตางกันโดยแยกออกเปน 9 ประเภทที่เห็นเดนชัด ไดแก เด็ก
ปญญาออน เด็กที่มีความบกพรองทางการไดยิน เด็กท่ีมีความบกพรองทางสายตา เด็กท่ีพิการ
ทางรางกายและสุขภาพ เด็กที่มีปญหาการเรียนรู เด็กที่มีความผิดปกติทางการสื่อความหมาย
133
เด็กที่มีปญหาทางพฤติกรรม เด็กออทิสติก และเด็กปญญาเลิศ โดยเด็กเหลานี้จําเปนตอง
มีการจัดการศึกษาพิเศษ และบริการพิเศษตางๆ เพื่อพัฒนาความสามารถสูงสุดใหพวกเขา
อยางไรก็ตาม พบวาเด็กเหลานี้มักจะไดเรียนเพียงแคการศึกษาภาคบังคับแลวก็ออกจาก
โรงเรียนไป ทั้งนี้อาจเกิดจากเด็กที่มีความพิการทางรางกายที่มักไมคอยอยากไปโรงเรียน หรือ
อาจตองออกกลางคัน ในขณะที่เด็กอีกกลุม ซึ่งเปนเด็กปญญาเลิศก็ไมไดรับการดูแลอยาง
ถูกตอง เพราะผูปกครอง รวมทั้งครู สวนใหญยังไมมีความเขาใจ และขาดวิธีการจัดการเรียน
สอนที่ใหเหมาะสมกับความรูความสามารถอยางถูกตองและเหมาะสม โดยสวนใหญมักให
ความสําคัญกับเด็กที่มีความพิการมากกวา โดยไมมีความเขาใจวาเด็กกลุมนี้จัดเปนกลุม
เด็กพิเศษเชนกัน ดังนั้นผูปกครองและครูควรเรียนรูที่จะดูแล และจัดการดานการเรียน
การสอนกับเด็กพิเศษเหลานี้ใหเหมาะสมกับประเภทความพิเศษของเด็กที่แตกตางกันไป
นอกจากนี้ทางโรงเรียนควรมีการสนับสนุนการศึกษาพิเศษ โดยการจัดการเรียนการสอน
เฉพาะเด็กกลุมนี้ขึ้น ทั้งนี้หากเด็กอยูในกลุมพิการ หรือพัฒนาการ พฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจาก
เกณฑปกติอยางมากทางลบ ผูปกครองและครูจําเปนที่จะตองชวยกันดูแลแกไข และให
การศึกษาอบรมแตตั้งแตวัยเด็ก ความพิเศษในแงลบเหลานี้ อาจจะทุเลาเบาลงในบางกรณี
อาจหายขาดได ในขณะที่พัฒนาการ ที่เบี่ยงเบนไปจากเกณฑปกติดานบวก ก็ควรชวยดูแล
โดยการสนับสนุนสงเสริมใหเพิ่มพูนศักยภาพ และความสามารถของพวกเขาใหมากข้ึนเชนกัน
135
บทท่ี 10
ครกู บั การสรางความสมั พันธร ะหวา งชมุ ชน และผปู กครอง
ดร. ภาวศทุ ธิ อุน ใจ
ความสัมพันธระหวางโรงเรียนกับชุมชนมีประโยชนและความจําเปนอยางย่ิงเพราะ
1) ชวยใหเกิดความเขาใจอันดีตอกัน เน่ืองจากโรงเรียนกับชุมชนเปนส่ิงที่อยูคูกันในโครงสรางสังคม
ปจจุบัน การมีความสัมพันธที่ดีตอกันยอมชวยใหทั้งสององคกรอยูรวมกันไดอยางมีความสุขและ
เอื้อประโยชนซ่ึงกันและกัน 2) ชวยแกปญหาความขัดแยง เน่ืองจากโรงเรยี นและชมุ ชนตางมีบทบาท
หนาที่ของตนและตางพึ่งพา อาศัยซ่ึงกันและกัน และบางคร้ังอาจเกิดความขัดแยงขึ้นได การสราง
ความสัมพันธอันดีระหวางกันยอมชวยใหแกปญหาความขัดแยงไดอยางเหมาะสมและเปนประโยชน
กับทั้งสองฝาย และ 3 ) ชวยใหเกดิ การมสี วนรวม (ชชู าติ พวงสมจิตร, 2560 )
ปจจุบันโรงเรียนตองการการมีสวนรวมจากชุมชนอยางมาก และไมใชเพียงการมีสวนรวม
สงเสริมสนับสนุนดานทรัพยากรเหมือนในอดีตเทานั้น แตโรงเรียนตองการใหตัวแทนชุมชน เขามา
มสี วนรวมในการบริหารจัดการ ท้ังดา นการวางแผน การพฒั นาหลักสูตร การรวมมือกันพัฒนาผเู รียน
การบอกความตองการของชุมชน ฯลฯ ขณะเดียวกันชุมชนก็ตองการความชวยเหลือสนับสนุน
ดานวิชาการโดย โรงเรียนคือแหลงวิชาการของชุมชน เปนศูนยประสานงานระหวางชุมชน
กบั หนวยงานอื่น ๆ รวมถึงการใหบริการ สถานท่ีและวัสดุอุปกรณแกชุมชน ดังนั้นการมีความสัมพันธ
ท่ีดีตอกันยอมชวยใหท้ังสององคกรมีสวนรวมและสนับสนุนซึ่งกันและกันไดอยางมีประสิทธิภาพ
มากข้ึน (ชูชาติ พว งสมจติ ร, 2560)
ในสวนความสัมพันธระหวางครูและผูปกครอง นั้นมีความสําคัญมากในการพัฒนาผูเรียน
เพราะการท่ีครูและผูปกครองมีความสนิทสนมคุนเคยกัน จะสงผลดีอยางมากมายหลายประการ
เกดิ ขนึ้ ตามมา อาทิ
1) สามารถพัฒนาผูเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพ หากครูและผูปกครองมีความสนิทสนม
คุนเคยกันเปนอยางดียอมสงผลใหเกิดการทํางานรวมกันเปนทีม ในการดูแลและสรางชีวิตเด็กได
อยางมีประสิทธิภาพ โดยที่ท้ังสองฝายมีการสื่อสารขอมูลเก่ียวกับเด็กระหวางกันไดอยางครบถวน
ในรายละเอียด ครูสามารถทราบอุปนิสัย ความชอบไมชอบของเด็กจากการที่ผูปกครองเลาใหฟง
136
ทําใหครูสามารถจัดหาวิธีการเรียนการสอนท่ีตรงกับเด็กในแตละคนไดอยางเฉพาะเจาะจงลงไป
ไมต องเสียเวลาลองผดิ ลองถูก
2 ) สามารถลดชองวางระหวางเด็กกับครู หากครูมีความสัมพันธท่ีดีกับผูปกครอง
ยอมสามารถทําหนาท่ีเปนตัวกลางในการสื่อความในใจของเด็กที่มีตอผูปกครอง และความในใจ
ของครูทีม่ ีตอเดก็ ไดเปน อยางดี ซึ่งสามารถการสรา งทศั นคติทดี่ ีใหเกิดขึ้นระหวางครูกับนักเรียน สงผล
ใหเด็กมีความสนใจและต้ังใจที่จะเรียนไดดีมากขึ้น มีความกลาในการพูดคุยและกลาที่จะเขาหา
ครมู ากขน้ึ
สมรรถนะครกู บั การสรางความสมั พันธกับผปู กครอง และชมุ ชน
ครู มีบทบาทสําคัญในการส่ังสอนศิษยหรือผูถายทอดความรูใหแกศิษย (ราชบัณฑิตสถาน,
2557) และบทบาทนี้ มีความสําคัญยิ่งแมวาโลกจะเปล่ียนแปลงและเจริญกาวหนาไปมากเพียงใด และ
ในการสรางความสัมพันธกับผูปกครอง และชุมชนน้ันก็เปนบทบาท/สมรรถนะสําคัญอีกประการหนึ่ง
ดังน้ี
องคการรัฐมนตรีศึกษาแหงเอเชียตะวันออกเฉียงใต (Southeast Asian Ministers of
Education Organization : SEAMEO) ไดพ ัฒนาสมรรถนะครูข้นึ ประกอบดวย 4 ประเด็นหลกั โดย
ไดกลาวถึงความสัมพันธกับชุมชนในขอ 3 ดังนี้ 1) ความรูความเขาใจดานการสอน 2) ความรูความ
เขาใจ และทักษะดานการจัดการเรียนรู ประกอบดวย การรูจักผูเรียน การจัดการเรียนรูท่ีมี
ประสิทธิภาพ และการวัดและประเมินผลการเรยี นรู 3) ความสัมพนั ธกบั ชุมชน สรางความรวมมือกับ
ผูปกครองและชุมชน และการพัฒนาการเรียนรูของผูเรียนผานความรวมมือของชุมชน และ
4) การพฒั นาวิชาชีพและคณุ ลกั ษณะความเปนครู
คณะอนุกรรมการครูและอาจารย ในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฎิรูปการศีกษา (2561)
ไดกําหนด สมรรถนะท่ีเกี่ยวกับความสัมพันธกับชุมชนในการสรางความรวมมือ และเปดโอกาสให
ชุมชนมีสวนรวม ในการจัดการเรียนรูของผูเรียน ซ่ึงมีคุณลักษณะหรือพฤติกรรมบงช้ีความสําเร็จ
4 ขอ ดงั น้ี
1. สรางเครือขายความรวมมือ ปรึกษาหารือกับผูปกครองและชุมชน เพื่อสรางสัมพันธ
อันดีและแกไขปญ หาและพัฒนาผเู รียน
2. เชิญชวน ผูปกครอง และชุมชน ใหมีสวนรวมในกิจกรรมของโรงเรียน เยี่ยมชม
ชั้นเรยี นและรวมพัฒนาการเรียนรูของผเู รียน
137
3. ทําความรูจักครอบครัวของผูเรียน แนะนําและสื่อสารใหผูปกครองและชุมชนเกิด
ความรวมมืออยา งสรางสรรค ในการสรางบรรยากาศการเรยี นรู และแกไขปญหาผูเรยี น
4. ปฏิบัติตนเปนพลเมืองตื่นรู (Active Citizen) ใสใจในการสรางประโยชนตอชุมชน
ทองถนิ่ สวนรวมและตระหนักในการรกั ษาศลิ ปวฒั นธรรมทด่ี งี าม
สํานกั งานเลขาธิการคุรสุ ภา ไดอ อกขอ บังคับคุรุสภาวาดวยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับท่ี 4) พ.ศ.
2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ วันท่ี 13 กุมภาพันธ พ.ศ. 2562 โดยในสวนมาตรฐาน
การปฏบิ ัตงิ าน ดาน (ค) ความสมั พนั ธก บั ผูป กครองและชุมชน ไดก าํ หนดไวดงั นี้
1. รวมมอื กับผูปกครองในการพฒั นาและแกปญหาผูเ รียนใหม คี ุณลักษณะทพี่ ึงประสงค
2. สรางเครือขายความรวมมือกับผูปกครองและชุมชน เพ่ือสนับสนุนการเรียนรูท่ีมี
คุณภาพของผูเรียน
3. ศึกษา เขาถึงบริบทของชุมชน และสามารถอยูรวมกันบนพื้นฐานความแตกตาง
ทางวัฒนธรรม
4. สงเสรมิ อนุรักษวฒั นธรรม และภูมปิ ญ ญาทอ งถิ่น
แนวทาง วิธกี าร บทบาท ในการประสานงานกบั ผปู กครองและชมุ ชน
การประสานงานกบั ผปู กครองและชมุ ชนมีแนวทาง และวธิ กี ารตาง ๆ หลากหลาย ดังนี้
ชูชาติ พวงสมจิตร (2560) ไดกลาวถึงแนวทางการสรางความสัมพันธทางตรงระหวางโรงเรียน
กับชุมชนมี 2 ลักษณะ คือ 1) การนําโรงเรียนออกสู ชุมชน และ 2) การนําชุมชนเขามาสูโรงเรียน
ดงั รายละเอยี ดตอไปนี้
1. การนําโรงเรียนออกสูชุมชน เปนการสรางความสัมพันธกับชุมชนโดยฝายโรงเรียน
เปนฝายรุกเขา ไปหาชุมชนดวยสื่อและกิจกรรมตาง ๆ ดังตัวอยางตอไปนี้ การสรางความสัมพันธ
ระหวางโรงเรียนกับชุมชน การสรางความสัมพันธทางตรง ระหวางโรงเรียนกับชุมชน การสราง
ความสัมพันธทางออม ระหวางโรงเรียนกับชุมชน การนําโรงเรียนออกสู ชุมชน การปรับปรุงอาคาร
สถานทีข่ องโรงเรยี น การปรบั ปรงุ พัฒนา บุคลากร การนําชุมชนเขามาสู โรงเรียน
1.1 การประชาสมั พันธใหช ุมชนทราบเกี่ยวกับ นโยบาย เปาหมาย กจิ กรรม กฎระเบียบ
และ สวสั ดิการตา ง ๆ ของโรงเรียน โดยใชส อ่ื ตา ง ๆ ไดแ ก
1) จดหมายขาว หนังสือ วารสาร และเอกสารสิ่งพิมพตาง ๆ จากโรงเรียน
ถึงผูปกครองและ ชุมชน เพื่อใหขอมูลตาง ๆ เชน ประวัติของโรงเรียน คณะผูบริหาร แผนงาน
นโยบายของโรงเรียน ทนุ การศึกษา ฯลฯ
138
2) คูมอื ผูปกครอง/คมู ือนักเรียน เพื่อใหข อมูลตาง ๆ เกยี่ วกับ ชวงเวลาการเปดเรยี น
ปดเรียน ตารางการสอนซอมเสริม ตารางกิจกรรมของโรงเรียน ระเบียบการวัดและประเมินผล
การเรยี น ระเบียบการแตง กาย ระเบียบการลา สวสั ดกิ ารของโรงเรยี น ฯลฯ
3) สมุดรายงานของนักเรียน เพื่อรายงานความกาวหนาทางการเรียนใหผูปกครอง
ทราบ และ รบั ฟงความเห็นจากผปู กครอง
4) เว็บไซตของโรงเรียน เพื่อส่ือสารเรื่องราว และกิจกรรมตาง ๆ ของโรงเรียน
สสู งั คม
5) เสียงตามสายและการโฆษณาประชาสัมพันธเคล่ือนท่ีถึงคนในชุมชนในสวนของ
กิจกรรม การประชาสัมพันธเพ่ือสรางความสัมพันธกับชุมชนน้ี โรงเรียนควรใหความสําคัญกับ
ทุกองคประกอบของการประชาสัมพันธ ไดแก 1) เนื้อหาสาระของส่ิงที่ประชาสัมพันธ 2) วิธีการ
ประชาสัมพันธ และ 3) ส่ือที่ใช โดย ผูเขียนเห็นวาเนื้อหาสาระท่ีมีพลังในการประชาสัมพันธไดดีท่ีสุด
คือ “คุณภาพการศกึ ษา” ซง่ึ ดูไดจากคุณภาพ ของผูเรียนท่ีเปน ท่ียอมรับของชุมชน ดังน้ันโรงเรียนควร
เนนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเปนสําคัญเพ่ือใชเปน เนื้อหาสาระหลักในการประชาสัมพันธ
โรงเรยี น
1.2 การจัดใหผบู ริหาร ครู นักเรยี น เขา ไปมสี ว นรว มในกิจกรรมของชุมชน เชน
1) การพฒั นาชมุ ชน ไดแ ก การขดุ ลอกคลอง ทาํ ความสะอาดถนน และที่สาธารณะ
2) การรวมกจิ กรรมทางศาสนาและงานประเพณขี องชุมชน เชน การแหเทียนพรรษา
งานลอย กระทง งานประจําปของวดั เปนตน
3) การรวมงานของชาวบาน เชน งานบวช งานมงคลสมรส งานศพ ฯลฯ
โดยโรงเรียนสามารถ เขารวมกิจกรรมกับชาวบานไดอยางหลากหลาย เชนการรวมเปนแขกรับเชิญ
การสง บุคลากรของโรงเรียนมาเปน พธิ ีกร การสง วงดนตรขี องโรงเรียนมาแสดง เปน ตน
1.3 การใหความรูและบริการทางวิชาการแกชุมชน เชน การเดินรณรงคเพื่อตอตาน
ยาเสพตดิ การปองกันเอดส การฝกทกั ษะและอาชีพแกประชาชนในชมุ ชน เปนตน
1.4 การใชสถานที่ และภูมิปญญาในทองถิ่น เปนแหลงเรียนรูของโรงเรียน
โดยโรงเรียนนํานักเรียนออกมาเรียนรูกับภูมิปญญา และเรียนรูกับสถานที่และทรัพยากรธรรมชาติ
ของชมุ ชน ซ่งึ ชวยใหโ รงเรียน และชุมชนมีความสัมพนั ธอันดีตอ กนั ไดอีกทางหนงึ่
1.5 การจัดใหมีกิจกรรมวันเยี่ยมผูปกครองที่บาน หรือ กิจกรรมเย่ียมบานนักเรียน
ซึ่งเปน กิจกรรมหนึ่งในระบบดูแลชวยเหลือนักเรียน โดยกิจกรรมดังกลาวชวยใหโรงเรียนและชุมชน
มีความสมั พนั ธท ่ีดีตอ กนั ไดอ ีกทางหนงึ่
139
2. การนําชุมชนเขามาสูโรงเรียน เปนการสรางความสัมพันธโดยการเชิญใหคนในชุมชน
เขา มาสู โรงเรยี น ดังตวั อยา งตอ ไปนี้
2.1 การเชิญผูปกครอง ผูเช่ียวชาญ ผูประสบความสําเร็จ และภูมิปญญาในทองถิ่น
เขามาเปน วิทยากรใหกับทางโรงเรียน เชน เชิญผูปกครองมาสอนการทาขนม เชิญนักดนตรีมาสอน
วิชาดนตรี เชิญแพทยมา ใหความรูเรื่องการดูแลสุขภาพชวงหนาหนาว เชิญตํารวจมาใหความรูเรื่อง
กฎจราจร เปนตน
2.2 การจัดกิจกรรมของโรงเรียนแลวเชิญประชาชนเขามารวมงาน เชน กิจกรรมวันเด็ก
กิจกรรมวัน แม การแสดงนิทรรศการและผลงานของนักเรียน กิจกรรมกีฬาสี กิจกรรมวันเยี่ยม
โรงเรียน เปน ตน
2.3 การจัดกิจกรรมสานสัมพันธระหวางโรงเรียนกับชุมชน เชน การแขงขันกีฬาระหวาง
ครกู บั ผปู กครอง การแขง ขนั กฬี าระหวางนักเรียนปจ จุบนั กับศษิ ยเ กา เปนตน
2.4 การเชิญผูทรงคุณวุฒิ ผูปกครอง ศิษยเกา ผูแทนทางศาสนา และผูแทนองคกร
ปกครองสวน ทองถ่ินเขามาเปนกรรมการสถานศึกษา โดยการดําเนินการดังกลาวเปนส่ิงที่โรงเรียน
ตอ งดําเนินการตามระเบียบ กระทรวงศึกษาธิการอยูแลว แตผลพลอยไดคือชวยใหโรงเรียนกับชุมชน
มีความสัมพันธอันดีตอกันและชวยให โรงเรียนมีเครือขายที่เขามาชวยประชาสัมพันธและสนับสนุน
การดาํ เนินงานดา นตาง ๆ ของโรงเรียนไดอีกทาง หนงึ่ ดวย
2.5 การต้ังสมาคมศิษยเกา สมาคมผูปกครอง และสมาคมครูเกา เปนอีกวิธีหน่ึงที่ชวยให
คนในชุมชนเขารว มกิจกรรมกบั ทางโรงเรียนและชวยใหเกดิ ความสัมพนั ธท ี่ดีตอกัน
กรมวิชาการ ( 2546 ) ไดกลาวถึงการประสานงานทําใหเกิดการทํางานรวมกันระหวาง
ผูป กครองชุมชน และองคกรในชมุ ชนในการจดั การศึกษา โดยมีเปาหมายท่มี งุ ไปสกู ารศึกษาเพอื่ ชมุ ชน
ท้ังในปจ จุบนั และอนาคต ดงั น้ี
1. เด็กทุกคนในชุมชนควรไดรับการดูแลอยางเหมาะสมจากครอบครัวและชุมชน ท้ังนี้
การดูแลเด็กมิใชหนาที่ของครอบครัว และสถานศึกษาเทานั้น แตเปนการดูแลรวมกันของทุกฝาย
ในชมุ ชน
2. สรางการรับรูใหผูปกครองและชุมชนรับรูถึงความสําคัญและความจําเปนท่ีจะตอง
พัฒนาเด็กรวมกนั กับสถานศึกษา โดยเกิดจากความรูสึกวาเด็กคือคนของชุมชน และเด็กเหลา นี้จะเปน
ผูสืบทอดภารกิจตาง ๆ ของชุมชนตอไป การลงมือเตรียมเด็กใหเปนไปตามที่ชุมชนกําหนด จุดหมาย
ไว จะทําใหม องเห็นภาพอนาคตของชุมชนได
140
3. สรางแรงบันดาลใจใหผูปกครองและชุมชนในการหาวิธีรวมกัน เพ่ือสงเสริมและ
สนับสนนุ เด็กรว มกบั สถานศึกษา
4. กระตุนใหมีการรวมกลุมและรวมมือรวมใจกันในกลุมองคกรในชุมชนเพื่อริเริ่มและ
สนับสนุนการทํากิจกรรมตาง ๆ รวมกับสถานศึกษาในการพัฒนาเด็กของชุมชน การรวมกลุมกัน
ดังกลาวอาจจัดอยูในรูปขององคกรการศึกษาเพ่ือพัฒนาทองถ่ิน ที่มีบุคลากรจากทุกฝายในชุมชนเปน
กรรมการและกรรมการเหลานนั้ จะตอ งมีพลังทีจ่ ะผลักดนั ใหเ กิดกจิ กรรมทางการศึกษาได
สําหรับวิธกี ารประสานงานที่เหมาะสมสําหรับครเู ปน บคุ ลากรสาํ คญั ทีม่ ีดงั น้ี
1. การชักชวนพอแม ผูปกครอง บุคคลตาง ๆ ในชุมชนมารวมกลุมกัน เพื่อทํากิจกรรม
ในการสงเสริมพัฒนาเด็ก ครูเปนผูประสานงาน โดยใหพอแม ผูปกครอง และชุมชนเปนกรรมการ
ลักษณะของการทํากิจกรรมไดแก การใหความรูแกชุมชนในเรื่องของวิธีการสงเสริมพัฒนาเด็ก
การเขามาจัดกิจกรรมการเรียนรูกับเด็กโดยตรง การเปนแหลงความรูใหแกเด็ก การรวมมือกัน
ทํากิจกรรมในวันสําคัญตาง ๆ ของชุมชนในนามของชมรมหรือกลุมโดยใหเด็กมีสวนรวม และ
การรวมกนั รณรงคเผยแพรแนวคิดการมสี วนรวมของชุมชนในการพฒั นาเด็ก
2. การเขาถึงชุมชน พอแม ผูปกครองผานแหลงความรูท่ีมีอยูในชุมชน เชน วิทยุชุมชน
นิตยสาร หนังสือพิมพทั่วไปและหนังสือพิมพทองถ่ิน นิตยสาร รายการโทรทัศน การใหขอมูลผาน
แหลงขอมูลคอมพิวเตอรออนไลน ฯลฯ ท้ังน้ีอาจเปน การใหค วามรู การรณรงคใหเ ห็นความสาํ คญั ของ
การรวมแรงรวมใจกนั พฒั นาเดก็ การใหบ ริการใหคําปรกึ ษาเกย่ี วกบั การพัฒนาเด็ก เปนตน
3. การเยี่ยมบานเปนรายบุคคล และการเย่ียมบานเปนกลุม ท้ังน้ีจะเปนการติดตอ
ประสานกับผูปกครองโดยตรงและใกลชิด เนื่องจากเปนการไดพบปะสนทนากันโดยตรง
ในสถานการณจริง และการพูดคุยอยางฉันทมิตร กอใหเกิดความไวใจ เช่ือม่ัน และเกิดความเช่ือมั่น
การเยี่ยมบานอาจจะเปนการไปพบปะกับกลุมหรือชมรมของชุมชนท่ีมีอยูแลว การพบปะโดยการเขา
กลมุ ทําใหสื่อความคิดไดโดยตรง การสื่อสารสองทางทําใหเกิดความเขา ใจโดยงาย และทาํ ขอ ตกลงได
งาย ครูอาจจะรวมเปนสมาชิกของกลุม เพื่อประสานงานและทํากิจกรรมรวมกับกลุม พรอมทั้ง
การประสานกิจกรรมใหม ีความเชอ่ื มโยงกบั งานการจดั การศึกษาดว ยควบคูกนั
4. การรวมกลุมกับผูท่ีเกย่ี วของกับการพัฒนาเด็ก และองคกรท่ที ํางานเกี่ยวกับครอบครัว
และเด็ก เชน นักจิตวิทยา หมอเด็ก นักสังคมสงเคราะห มูลนิธิเอกชน กลุมพอแม ผูนําชุมชน ผูนํา
ทางการศึกษา ฯลฯ เปนการรวบรวมแหลงความรูและการใหความชวยเหลือ การบริการและ
สวัสดิการท่ีเกี่ยวกับครอบครัวและเด็กไวดวยกัน รวมทั้งการสรางเครือขายในสวน ตาง ๆ ของชุมชน
141
ทัง้ นี้เพื่อใหการชวยเหลือแกครอบครัวและเด็กท่ตี องการอยางเบ็ดเสร็จ รวดเร็ว และเพือ่ รวมกันสราง
ความตระหนกั ใหชุมชนเห็นความสําคัญในการมสี ว นรวมในการจดั การศึกษาเพื่อเด็กของตน
5. เชิญผูปกครองและชุมชนเยี่ยมหองเรียน ซึ่งเปนวิธีหนึ่งท่ีจะทําใหเกิดความเขาใจและ
เห็นความสําคัญที่จะเขามามสี ว นรว มในการจัดการศึกษา
6. การประสานงานกับโรงเรียนประถมศึกษาใหมีนโยบายอยางเปนทางการ
ที่จะจัด กิจกรรม
7. การเปนผูปกระสานกับหนวยตาง ๆ ในชุมชน เพื่อใหมีการรวมกลุมกันเปนองคกร
ทางการศึกษาที่มีการกําหนดเปาหมายอยางชัดเจนในการพัฒนาเด็ก เพื่อใหเด็กเหลานี้มีลักษณะ
ท่ีพึงประสงค มีความรู ความสามารถ มีบุคลิกภาพตามที่ชุมชนคาดหวัง และใหเด็กเติบโตมาเปน
สมาชิกท่ีมีคุณภาพของชุมชน และสืบสานภาระหนาที่ในการพัฒนาชุมชนของตนใหเขมแข็ง และ
ยง่ั ยืนตอไป
เกรียงศกั ดิ์ เจรญิ วงศศ กั ด์ิ (2559) ไดเ สนอวธิ กี ารสานสมั พันธระหวางครูและผูปกครอง ดงั น้ี
1. ใหขอ มูลทจี่ าํ เปน เกย่ี วกบั โรงเรยี นและครแู กผ ปู กครอง
ครูควรใหขอมูลที่จําเปนบางประการที่เกี่ยวของกับโรงเรียนแกผูปกครองควร เชน
ขอมูลพนื้ ฐานทว่ั ไปของโรงเรียน ไมว าจะเปนจํานวนครูตอ นกั เรียน ปรัชญาแนวทางการเรยี นการสอน
ของโรงเรียน วิธีการติดตอประสานงานกับทางโรงเรียน วิธีการวัดผลการศึกษา ตารางสอน ตาราง
สอบ กิจกรรมชมรมตาง ๆ ฯลฯ รูจักครูประจําช้ัน ครูที่สอนเด็กในรายวิชาตาง ๆ พรอมเบอรโทร
ทสี่ ามารถตดิ ตอ ไดในครูแตละคนยามฉุกเฉินหรือเมื่อตองการขอคาํ ปรึกษาในเร่อื งตาง ๆ เปนตน
2. ผปู กครองควรแลกเปลยี่ นขอมลู ขาวสารระหวา งกนั
การสานสัมพันธกับครูใหสนิทสนมอยางตอเนื่องเปนส่ิงจําเปนและกอใหเกิดประโยชน
กับตัวเด็ก ดังนั้นครูและผูปกครองควรหาเวลาในการเขาไปพูดคุยเปนประจํา นอกเหนือจากวันที่
โรงเรียนจัดไวเพ่ือพบปะผูปกครอง สรางความรูสึกเปนเหมือนกับเปนญาติสนิท โดยประเด็นในการ
สื่อสารพดู คุยกัน ไดแ ก
2.1 ครูเลาสภาพของเด็กเม่อื อยโู รงเรียนใหผูปกครองเนือ่ งจากสภาพตาง ๆ ตอนที่อยู
ในโรงเรียนผูปกครองไมอาจเห็นได เชน เด็กขยันต้ังใจเรียนหรือไม เด็กสนใจและมีความถนัด
ในการเรียนวิชาใดเปนพิเศษ ผลการเรียนของเด็ก เพ่ือนสนิทของเด็ก ความสามารถในการเขากับ
กลุมเพ่ือนได มีปญหาทะเลาะเบาะแวง หรือเด็กมพี ฤตกิ รรมท่ีผิดแปลกไปจากเดิมบา ง เปนตน ขอมูล
ดงั กลา วเปนประโยชนอยางยิ่งตอ ผูปกครองในการสงเสริม และพัฒนาเด็กใหตรงตามความถนัดความ
142
สนใจของเขา รวมท้ังสามารถชว ยเหลอื เด็กแกไขปญ หาบางอยางที่กําลังเกิดขึ้นไดถูกจุดและทันทวงที
เชน ปญหาการเรยี นปญหาความสมั พันธก ับเพือ่ นทโ่ี รงเรียน เปน ตน
2.2 ผปู กครองเลา สภาพของเด็กเม่ืออยบู านใหครูผูปกครองควรเขาใจวาครู ไู มส ามารถ
รจู ักเด็กทุกคนไดอ ยางครบถวนทุกดาน ดังน้ันผูปกครองจึงเปนผูท่ีมบี ทบาทสําคญั ในการชวยเหลอื ครู
อีกแรงหน่ึง ในการสื่อสารใหครูรูจักและเขาใจเด็กใหมากท่ีสุด เร่ืองสําคัญตาง ๆ ท่ีผูปกครองควรเลา
ใหครูฟง เชน เรอื่ งสุขภาพรางกายของเด็ก เชน มีโรคประจาํ ตวั อะไร แพยาอะไรบา ง ลักษณะนิสัยบาง
ประการของเด็ก เชน คุยเกง มีอารมณท่ีออนไหวงาย คิดมาก มีนิสัยกาวราว เกเร ไมมีวินัย ขี้อาย
ชอบคิดสรางสรรคจนบางคร้ังอาจนอกกรอบไปบาง เปนคนท่ีม่ันใจในตัวเองสูงจนบางครั้งชอบใช
เหตผุ ลในการถกเถยี ง ฯลฯ การท่ีครรู บั ทราบขอ มลู ตาง ๆ เกี่ยวกับเด็กมากเทา ไร ยง่ิ เปนการดที ่คี รเู อง
จะมีความเขาใจในตัวเด็กยิ่งข้ึน ลดปญหาการจัดการปญหาของเด็กท่ีใชความรุนแรง โดยสามารถใช
วิธีการที่ถูกตอ งในการชวยเหลอื หรอื แกปญ หาทเี่ กิดขึ้นกับเด็กไดตรงจุดและเหมาะสม การหลอหลอม
และเสริมสรา งชีวิตของผูเรียนใหประสบความสําเรจ็ และเปนพลเมอื งที่ดี จะตอ งเกิดจากความรวมมือ
ของทั้งครูและผูปกครอง ในการสอดสองดูแลและใหความชวยเหลือเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่เปนกลุม
เส่ียงที่จะกอปญหาหรือมีพฤติกรรมท่ีไมเหมาะสม ยิ่งจะตองมีการส่ือสารและรวมมือระหวางครูและ
ผปู กครองอยา งใกลช ิด เพื่อนําพาเด็กใหสามารถผานพนปญหาและไดร บั การพัฒนาอยางเต็มศักยภาพ
ในสวนการจัดการศึกษาปฐมวัยน้ัน ความรวมมือกันระหวางครู ชุมชน และผูปกครอง
มีความสําคัญอยางย่ิง กรมวิชาการ (2546) ไดกลาวถึงบทบาทของชุมชนและผูปกครองในการจัด
การศึกษาปฐมวยั ในคมู ือหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั พ.ศ. 2546 ดงั นี้
บทบาทของชุมชน
1. มีสวนรวมในการบริหารสถานศึกษา ในบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา
สมาคม/ชมรมผปู กครอง
2. มีสวนรวมในการจัดทําแผนพัฒนาสถานศึกษาเพ่ือเปนแนวทางในการดําเนินการ
ของสถานศกึ ษา
3. เปนศูนยการเรียนรู เครือขายการเรียนรูใหเด็กไดเรียนรูและมีประสบการณ
จากสถานการณท ห่ี ลากหลาย
4. ใหก ารสนบั สนนุ การจัดกจิ กรรมการเรียนรูของสถานศกึ ษา
5. สงเสริมใหมีการระดมทรัพยากรเพ่ือการศึกษา ตลอดจนวิทยากรภายนอกและ
ภูมิปญญาทองถิ่น เพ่ือเสริมสรางพัฒนาการของเด็กทุกดาน รวมทั้งสืบสานจารีตประเพณี
ศลิ ปวัฒนธรรมของทอ งถนิ่ และของชาติ