The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จิตวิทยาสำหรับครู โดยคณาจารย์สาขาจิตวิทยาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

จิตวิทยาสำหรับครู

จิตวิทยาสำหรับครู โดยคณาจารย์สาขาจิตวิทยาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

Keywords: จิตวิทยาสำหรับครู

93

3. ความกดดัน (Pressure) หมายถึง ความรสู ึกไมส บายใจ ไมพ อใจอนั เน่ืองมากจากบุคคล
นัน้ มีความคาดหวงั ที่จะทําส่ิงใดจะเปนอะไรแลวเปนไมไ ดด่ังใจหวังเอาไว ความกดดันเกิดข้ึนจากตัว
บุคคลหรือส่ิงแวดลอมท่ีทําใหการไปสูเปาหมายของเขาสับสนวุนวายเพิ่มขึ้นความกดดันที่เกิดจากตัว
บุคคลเองก็ไดแกระดับความคาดหวังและการนึกคิดเกี่ยวกับตนตาม อุดมคติถาบุคคลนั้นตั้งระดับ
ความหวังไวในระดับสูงไมว า จะเปน เร่ืองมาตรฐานการประพฤตปิ ฏบิ ัตติ นหรอื การไปสูเปาหมายที่ตงั้ ไว
ใหได บุคคลนั้นก็ตองเผชิญกับความกดดันที่รุนแรง ถาบุคคลนั้นย่ิงตง้ั ความหวังท่ีเปนไปไดยากเทาใด
ระดับความกดดันก็จะยิ่งรุนแรงมากข้ึน เชน ข้ีเกียจและไมทํางาน แตอยากเปนเศรษฐีมีเงินหลายๆ
ลาน จบการศึกษาช้ันมธั ยมปท่ี 3 แตอ ยากรับราชการในตําแหนง ในตาํ แหนงผูบริหารมีเงินเดอื นมากๆ
สวนความกดดันทีเ่ กดิ จากส่ิงแวดลอ มน้นั ๆ อาจจะเกิดจากสภาพสังคมปจจุบันมีสถานการณก อ ใหเกิด
ความกดดันจํานวนมาก โดยโดยเฉพาะมีการแขงขันกันเกือบตลอดเวลาเร่ิมตั้งแตการเรียนการสอบ
คัดเลือกเพื่อแขงขันเขา เรียน มีการแขงขันเพื่อใหไดคะแนนสูง ในการแขงกีฬา นักกีฬาบางคน
อาจตองตอสู อยางหนักเพ่ือชัยชนะและรางวัลในการทํางานก็อาจจะมีการแขงขันเพ่ือความกาวหนา
เอาตัวรอดของตัวเองเพื่อเล่ือนข้ันเงินเดือนท่ีรวดเร็วนอกจากน้ีความคาดหวังของบุคคลในครอบครัว
ก็อาจทําใหเกิด ความกดดนั กบั สมาชกิ ในครอบครัวไดเชน กนั

4. ความขัดแยงในใจ(Conflict)หมายถงึ ความรสู กึ ไมสบายใจ ไมพอใจเม่ือ เหตุการณหรอื
เปาหมายทจี่ ะตองตดั สินใจเลือกอยางใดอยางหนึ่ง

โดยท่วั ไปความขัดแยง ใจเกดิ ข้ึนได 3 ประเภทใหญๆ ดงั น้ี
1) ความขัดแยงใจแบบรักทั้งคู (Approach-Approach Conflict) เปนความขัดแยงในใจ
ที่เกิดขึ้นเม่ือตองตัดสินใจเลือกส่ิงท่ีชอบท้ังคูแตบุคลจะตองเลือกเพียงอยาใด อยางหนึ่งเทานั้น เชน
รักหญิงสาวพรอมๆกันสองคน แตตองเลือกแตงงานกับคนใดคนหน่ึง พบผา 2 ชิ้นสวยถูกใจท้ังคู
แตมีเงินพอที่จะซ้ือเพียงชิ้นเดียว ฯลฯ ความคัดแยงใจแบบคูนี้ตรงกับคําพังเพยวา “รักพี่เสียดาย
นอง”
2) ความขดั แยง ใจแบบเกลียดทั้งคู (Avoidance- Avoidance Conflict) เปนความขัดแยงใจ
ที่เกิดข้ึน เมื่อตองตัดสินใจเลือกส่ิงท่ีไมตองการท้ังคู เชนปวดฟนตองถอนฟน ถาไมลางรถก็ตอง
ถบู า น ฯลฯ ความขดั แยงใจแบบเกลียดท้ังคูตรงกับคําพงั เพยท่ีวา “หนีเสยี ปะจระเข”
3) ความขัดแยงใจแบบรักดวยเกลียดดวย (Approach-Avoidance Conflict) เปนความ
ขดั แยงท่ีเกิดขึ้นเมื่อตองตัดสินใจเลือก เปนส่งิ ทมี่ ีทั้งสว นท่ีชอบและไมชอบดวยกัน เชน รักผหู ญงิ แตไ ม
ชอบพอ ของเขา เขาอยากทานไอครีมแตกลัวอวน ฯลฯ ความขัดแยงใจแบบรักดว ยเกลียดดวยตรงกับ
คําพังเพยทวี่ า “เกลยี ดตัวกินไขเ กลยี ดปลาไหลกินน้ําแกง”
นักจิตวิทยาไดพยายามศึกษาวิจัยอยางกวางขวางในเร่ืองความขัดแยงใจโดยเฉพาะความ
ขัดแยงใจแบบรักดวยเกลียดดวย ซ่ึงพบมากที่สุดในชีวิตประจําวัน แตในบางครั้งการตัดสินใจของ
บุคคลอาจจะพบความขัดแยงใจหลายประเภทซับซอนกันอยู เชนอาจมีความขัดแยงใจเนื่องจาก
ตดั สนิ ใจไมไดวาจะเลือกใครเปนคูสมรสดี น่ันคือ เกิดความขัดแยง ใจแบบ รกั ท้ังคู แตในขณะเดียวกัน

94

ก็มีความอยากท่ีจะแตงงาน แตก็กลัววาจะตองรับผิดชอบครอบครัว ไมคอยไดไปเที่ยวไหนไดอิสระ
เหมือนตอนทเี่ ปนโสดอยู จงึ มีความขัดแยง ใจแบบ รกั ดว ยเกลียดดว ย ซอ นเขาไปอกี ที

สาเหตทุ ี่ทาํ ใหเ กดิ การปรับตัว

จากการที่บุคคลตองเผชิญกับปญหาตางๆ ซึง่ มที ้ังปญหาเล็กๆ จนไปถึงปญหาใหญๆ จึงทําให
บุคคลตอ งปรับตวั โดยการปรบั ตัวมักจะเกิดจากสาเหตุ สาํ คัญๆดังนี้คือ

1. แรงขบั และความตองการ
ในชีวิตของบุคคลความตองการเปนพ้ืนฐาน เชน ความตองการทางกายและความ

ตองการทางจิต ความตองการทัง้ สองน้ีทาํ ใหเกิดแรงขบั ขนึ้ เชน ความหวิ ซึ่งเปนความตองการทางกาย
ทําใหเกิดแรงขับที่ทําใหสมองมนุษยดิ้นรนแสวงหาเพ่ือสนอง ความหิวของตน ถาเกิดอุปสรรค
มาขัดขวางโดยไมสามารถหาอาหารบําบัดความหิวได บุคคลก็จะปรับตัวโดยการแสดงพฤติกรรม
ออกมาในรปู ตางๆเพ่ือคลายจากความกระวนกระวายอนั เนือ่ งอันเน่อื งมาจากความหิวได

2. แรงกระตนุ จากสงั คม
เน่ืองจากสภาพปจจุบนั มกี ารเปลี่ยนแปลงทางสังคม อยารวดเรว็ ส่ิงแวดลอ มเปล่ียนแปลงไป
จึงทําใหบุคคลตองปรับตัวตามสภาพสังคมท่ีเปลี่ยนแปลงไปเชน ราคาสินคาแพงข้ึน แฟชั่นเคร่ือง
แตง กาย ความเปนอยู การคมนาคม และความเจริญของวตั ถุสง่ิ เหลานีอ้ าจทาํ ใหม นษุ ยป ระสบปญ หา
ตา งๆจึงตอ งมกี ารปรับตวั
3. เจตคติ ความสนใจ

เปาหมายของชีวิตทเี่ ปลยี่ นแปลงไป ทาํ ใหบ คุ ลตอ งปรับตัวใหเขากบั สิ่งท่เี ปลย่ี นแปลง
เหลา นน้ั

วิธีปรับตวั ในแบบตางๆ

ลักษณะความตึงเครยี ดทางอารมณของบุคลท่ีเกิดข้ึนยอมทําใหบุคคลมีพฤติกรรมเพ่ือปรบั ตัว
กบั ความตึงเครียดทีเ่ กดิ ข้ึน ความตึงเครียดทางอารมณทเ่ี กิดในบคุ คลอาจมีหลายๆแบบอยูรว มกันก็ได
เชน อาจมีความวติ กกงั วลและความคบั ของใจอยูดว ยกัน หรืออาจจะมที ั้งความกดดนั ความคับของใจ
และความวิตกกังวลอยูรวมกันก็ได แตอยางไรก็ตาม บุคคลก็พยายามปรับตัวเพื่อ ลดความตึงเครียด
ทางอารมณท่ีเกิดข้ึน โยธิน ศันสนยุทธ และคณะ (2533, หนา 280-287) กลาวถึง ลักษณะของ
การปรับตัววามีอยู 3 แบบใหญๆ คือการสรางพลังเพ่ือเผชิญปญหา ความพยายามที่จะกระทําสิ่งใด
ส่ิงหนึ่งเพ่ือเผชิญปญหา การใชกลไกในการปองกันตัว ในการโตตอบความตึงเครียดครั้งหน่ึงๆบุคคล
อาจมีพฤติกรรมเพียงแบบเดียวสองแบบหรือทั้งสามแบบก็ได สําหรับรายละเอียดของการปรับตัว
ท้งั 3 แบบมีดังนี้

95

1. การสรา งพลังเพอ่ื เผชิญหนา
การสรางพลังเพ่ือเผชิญปญหาชวยลดความตึงเครียดและความวิตกกังวลและชวยเสริมสราง
ความสมดลุ ทางจิตใจ มกั แสดงออกในรูปแบบตางๆ ดังนี้

1.1 การรองไห เปนกลไกการตอบโตตอความตึงเครียดทางอารมณท่ีชวยลดความ
ตงึ เครยี ดและความเจ็บปวดทาง อารมณของบคุ ลไดและชวยเสริมสรา งสมดุลทางจติ ใจใหมีข้ึนเชนเดิม
นอกจากนั้นการรองไหบุคคลยัง ไดรับความเห็นอกเห็นใจจากผูอ่ืนทําใหเกิดความรูสึกวามีผูรวม
ความทุกขแ ละเขา ใจความทกุ ขของตน ชว ยใหล ดความสะเทอื นใจและความปวดราวลงได

1.2 การพูดระบายความรูสึก เปนกลไกการตอบโตที่ชวยลดความตึงเครียดทางอารมณ
เปนวิธีท่ีใชกันมากนอกจากนั้นการพูดระบายความรูสึกอาจชวยใหบุคคลไดมองเห็นสภาพการณ
ของตนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น อาจเกิดแนวความคิดใหม หรือมองเห็นปญหาในแงใหมมองเห็นวิธีการ
แกปญหาถาเปนไปไดเชนนี้การพูดการพูดระบายความ รูสึกก็จัดวาเปนท้ังการสรางพลังเพื่อเผชิญ
ปญหาและความพยายามท่ีจะกระทําส่ิงใดสิ่งหนึ่งเพ่ือเผชิญหนา และเปนการใชกลไกในการปองกัน
ตวั ดว ย

1.3 การหัวเราะการพยายามมองปญหาดวยอารมณขันชวยใหมองเห็นปญหาท่ีเกิดข้ึน
อยาง แทจริง เปนการยอมรับความสะเทือนใจ ความปราชัยที่เกิดขึ้นอยางชวยไมได และไมเอาเปน
เอาตายกับชีวติ มากเกินไป อยางไรก็ตาม ถาอารมณขันไมไดผลหรือไมสามารถลดความตึงเครียดทาง
อารมณไ ดกลไกที่มักจะตามมาก็คือ การรอ งไห

1.4 การคิดทบทวน หลังจากท่ีพบความสะเทือนใจ บุคคลตองการท่ีจะอยูคนเดียว เพ่ือ
คดิ เงียบๆ เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไมเพียงแตทํารายจติ ใจเทา นนั้ ยงั ก็ใหเ กิดความสบั สนในจติ ใจ
ดวยการคิดลําดับเหตุการณอาจชวยใหมองเห็นเหตุการณอยางแจมชัดข้ึนสามารถประเมินอยาง
ถูกตองย่ิงขน้ึ นาํ ไปสูการลดความตึงเครยี ดทางอารมณไ ด

1.5 การแสวงหาที่พ่ึงทางใจเม่ือพบความตึงเครียดทางอารมณบุคคลตองการความเห็น
อก เห็นใจจากผูอื่น เพ่ือเปนท่ีพึ่งทางใจจนกวาจะสรางความสมดุลทางจิตใจได การแสวงหาที่พึ่งทาง
ใจ ถาเปนในรูปการเลียนแบบใครคนใดคนหนึ่งท่ีตนนิยมก็จัดวา เปนการใชกลไกในการปองกันตัว
แตถาอยูในรูปความพยายามท่ีจะแกปญหา หรือไปใชบริการใหคําปรึกษาและแนะแนวแลวก็จัดไดวา
เปนความพยายามทจ่ี ะกระทําสง่ิ ใดสงิ่ หนึง่ เพ่ือแกป ญหา

1.6 การหลับและการฝน สวนใหญแลวเม่ือเกิดความตึงเครียดทางอารมณ บุคคลมักจะ
นอนไมหลับ อยางไรก็ตาม การนอนหลับจะชวยผอนคลายความตึงเครียดทางอารมณได ความฝนจะ
ชวยผอนคลายความเครียดไดเชนเดียวกนั เมื่อบุคลไดฝนถึงเหตุการณทก่ี อใหเกิดความ เครียดของตน
บอยครั้งเขา กเ็ กิดความคนุ เคยกับเหตุการณ ไมก ลวั หรือวิตกกังวลอีกตอ ไป

2. ความพยายามทีจ่ ะกระทาํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเม่ือเผชญิ ปญหา
ความพยายามท่ีจะกระทําส่ิงใดส่ิงหนึ่งเมื่อเผชิญปญหาเปนความพยายามที่จะเผชิญปญหา
อยางแทจริงมีแนวโนม ทจ่ี ะประเมนิ สภาพการณท ี่กอ ใหเ กดิ ความตึงเครียดทางอารมณอ ยา งเปนปรนัย
โดยการกระทําที่มีเหตุผลเปนไปในทางสรางสรรคและเปนความพยามในระดับจิตสํานึกการกระทํา

96

ดังกลาวน้ีจะเก่ียวของกับการเปลี่ยนแปลงตนเองหรือสิ่งแวดลอมหรือท้ังตนเองและสิ่งแวดลอม ท้ังนี้
ขึ้นอยูกับสภาพการณ การกระทําอาจเปนการเปล่ียนแปลงที่เห็นไดจากภายนอก เชน
การเปล่ียนแปลงนิสัยในการเรียนและทํางาน หรือเปนการเปลี่ยนแปลงภายในบุคคล เชน ลดระดับ
ความคาดหวังหรือเปล่ียนทัศนคติบางดาน เปนตนและอาจโตตอบออกมาในรูปแบบการตอสู
การหลีกหนีและการรอมชอม

2.1 การโตตอบในรูปแบบการตอสู การตอสูแสดงไดออกหลากหลายแบบ ขึ้นอยูกับ
ความตึงเครียดทางอารมณ วา จะเกี่ยวของกับความคับของใจหรือความขัดแยงใจหรือความกดดันโดย
ที่เมื่อมีความคับของใจ เพราะไมสามารถไปถึงเปาหมายได บุคคลจะพยายามที่จะเอาชนะอุปสรรค
และนําตนไปสูเปาหมายได โดยเพ่ิมความพยายามหรือเพิ่มกิจกรรมข้ึนหรือหาวิธีการไปใหไปถึง
เปาหมายไดหลายๆวธิ ี การพยายามเอาชนะอุปสรรคเพื่อไปใหถึงเปาหมายถานํามาใชอยางเหมาะสม
ก็สามารถเอาชนะ อุปสรรคได แตเม่ือมีความขัดแยงในใจเน่ืองจากสภาพการณที่ตองเลือก มักทําให
เกิดความคับของใจ จึงมักเห็นกันบอยๆ วาบุคคลท่ีตองอยูในสถานการณท่ีตองตัดสินใจจะมีความ
ลังเลใจ ตัดสินใจไมได ท้ังนี้เพ่ือหลีกเลี่ยงความคับของใจที่อาจเกิดข้ึนจากการเลือกนั้นๆ และ
โดยทวั่ ไปเม่ือพบความกดดัน บคุ คลจะตอตานการตอตานจะออกมาในรูปการปฏิเสธหรือคัดคานหรือ
จะแสดงออกมาในรูปของการแสดงความสนใจหรือแสดงความไมสามารถชวยตัวเองได การตอตาน
ความกดดันอาจชวยใหบุคคลรักษาบูรณาความสมดุลในตัวเอง ปองกันการเรียกรองท่ี
เกินความสามารถของตน อยางไรก็ตาม การตอตานถานํามาใชไมเหมาะสม อาจทําใหบุคคล
เสียผลประโยชนหรือมพี ฤตกิ รรมในทางกาวรา วทําลาย

สรุปไดวาการแสดงออกเพ่ือโตตอบกับความตึงเครียดทางอารมณโดยการตอสูนั้นประกอบ
ดวยลกั ษณะใดลกั ษณะหน่ึงตอไปน้ี

1) การรวบรวมความสามารถท่ีตนมีอยูเพ่ิมความพยายามย่ิงข้ึนและลงมือกระทํา
การอันใดอนั หน่งึ เพ่อื แกป ญหา

2) การเลือกกระทําการอันใดอันหน่ึงท่ีเหมาะสมท่ีสุด เพื่อดําเนินการแตยังคง
ความยืดหยุน พรอมท่ีจะเปลี่ยนวิธีการถาวิธีท่ีเลือกเอาไวไมไดผลหรือพบวิธีการใหมที่ดีกวาพยายาม
ท่ีจะเปล่ียนแปลงแกไขเล่ียงความคิดที่แคบและตายตัวพยายามดําเนินการอยางมีเหตุผลแมจะ
ถกู กระตนุ ใหเกิดอารมณท่ีไมน า พอใจตา งๆ

3) การหาแหลงเพ่ือเผชิญปญหาเพ่ิมเติมคือการพยายามเพิ่มแหลงมาชวย
ในการเผชิญปญหา โดยการหาขอมูลใหมพัฒนาความสามารถของตนใหมและการขอความชวยเหลือ
จากผูเชีย่ วชาญ เฉพาะดา นเม่ือมีความจําเปน

4) การทํางานเปน กลุมการรวมมือการทํางานเปนกลุมเปนการใชทรัพยากรของกลุม
ชว ยในการเผชิญปญ หา

2.2 การโตตอบในรูปของการหลีกหนีบางคร้ังบางคราวการหลบเล่ียงหนีเหตุการณ
ที่ยุงยาก ซับซอนที่ไมสามารถเผชิญไดก็เปนความจําเปนเชนกันแมวาเหตุการณท่ีกอใหเกิดความ
ตงึ เครียดทาง อารมณจะมีอยหู ลายประการท่ีบุคคลไมอาจจะหลีกเล่ียงไดแตก็มเี หตุการณบางอยางท่ี

97

ควรจะหลีกหนีเพื่อการปรับตัวที่ดีกวาเชนการทํางานไมตรงกับความสามารถบุคลควรจะหลีกหนีแลว
ไปหางานใหมท่ีตรงกับความสามารถ หรือถามีปญหาในการตัดสินใจความขัดแยงในใจที่เกิดขึ้น
สวนใหญจะขจัดไดโดยตกลงใจเลือกเปาหมายใดเปาหมายหน่ึงที่มีอยู แตในบางครั้งก็ขจัดความ
ขัดแยงใจอาจทําไดโดยการไมเลือก เปาหมายใดๆท้ังสิ้น ท้ังน้ีถาเปาหมายมีใหเลือกนั้นไมเปนที่พอใจ
การเลือกอาจทําใหตองความตึงเครียดทางอารมณอยางสูง หรือถาพบความกดดัน เชนพบวา
ลงทะเบียนเรียนหลายวิชา เมื่อเรียนไปแลวหนักมาก การถอนทะเบียนในบางวิชาจะทําใหเรียนไดมี
ประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้นหรือกรณีท่ีคาดวาจะพบ เหตุการณที่ทําใหเกิดความคับของใจ ในขณะที่มี
ความคบั ขอ งใจอยูพอสมควรแลว ก็เลีย่ งปญ หาดังกลา วจงึ เปน การเผชิญหนา ปญ หาท่ฉี ลาด

สรุปไดวาการแสดงออกที่โตตอบกับความตึงเครียดทางอารมณโดยการหลีกหนีอาจ
แสดงในลักษณะใดลกั ษณะหนึ่งดังนี้

1) การยอมรับความพายแพโดยการยอมรับสถานการณนั้นๆยากเกินไปหรือไดเลือก
เปา หมายท่ีไมเ หมาะสมจงึ ไมต องการท่จี ะไปยงั เปาหมายนัน้ อีกแลว

2) การหนีจากสภาพการณที่กอใหเกิดความตึงเครียดอาจทําไดโดยไมนําตัวเขาไป
ยุงเกย่ี วกบั สถานการณน ้นั หรือไมนาํ ใจไปผกู พัน ไมใ สก บั สภาพการณน ัน้

3) การพยายามดําเนินการสูเปาหมายที่เหมาะสมกวา แทนท่ีจะดําเนินชีวิตอยาง
ไมม ีจุดหมาย

จากที่กลาวมาแลวจะเห็นไดวาบุคคลมีสวนควบคุมตัวเองไมใหตนเผชิญกับความตึงเครียด
มากจนเกินไปได การตอสูและหลีกหนีเปนวิธีพื้นฐานที่สัตวท้ังหลายใชในการเผชิญ ความตึงเครียด
การตอสูเปนรูปแบบที่สิ่งมีชีวิตใชในการเอาชนะอุปสรรค บรรลุเปาหมายของการอยูรอด ในขณะที่
การหลีกหนีชวยใหสิ่งมีชีวิตรอดพนจากสถานการณที่คุกคามตนไมสามารถเอาชนะได ความโกรธ
มกั เปนอารมณท ี่เกิดข้ึนควบคูก ับการตอสูส วนความกลัวมักเปนอารมณทีเ่ กิดขึน้ ควบคกู ับ การหลีกหนี
อยา งไรกต็ ามในสภาพการณตึงเครียดอยางรนุ แรง บุคคลมกั เกิดความวิตกกังวลอยางมากรวมดว ย

2.3 การโตตอบในรูปของการรอมชอมการแกปญหาโดยใชความพยายามท่ีจะกระทํา
ส่ิงใดส่ิงหน่ึงเพ่ือเผชิญปญหาสวนใหญจะไมใชการโตตอบในรูปของการตอสูหรือการหลีกหนี
โดยแทจรงิ ท้ัง หมด แตจ ะเปน การรอมชอม ผสมผสานรูปแบบการตอบโตทั้งสองประการดังกลาวเขา
ดวยกนั ทั้งนเ้ี พราะเราสามารถเปลี่ยนอะไรบางอยางในตัวเราหรือในสง่ิ แวดลอ ม และมกี ารปรบั เขา หา
กัน ในกรณีท่ีจําเปนตองเผชิญสถานการณท่ีกอใหเกิดความคับของใจการยอมรับเปาหมายท่ีสามารถ
ไปถึงไดชวยลดความตึงเครียดของบุคคล การเรียนรูท่ีจะเปลี่ยนบางส่ิงบางอยางในตัวบุคคลเอง และ
บางส่งิ บางอยางในผูอ่ืนหรือส่ิงแวดลอมเปนการเรยี นรูการใหและรบั ซึ่งเปนการปรับเขาหากันและกัน
ลักษณะท่ีสําคัญของการรอมชอมคือการหาสิ่งมาแทนที่(Substitution)การอะลุมอลวยปรองดอง
(Accommodation)

สรุปไดวาการแสดงออกท่ีตอบโตความตึงเครียดทางอารมณโดยการรอมชอมนั้นอาจแสดง
ออกในลกั ษณะใดลกั ษณะหน่ึงตอไปนี้

98

1) การยอมรับเปาหมายใหมท่ีใชแทน เมื่อพบวาตนไมสามารถไปถึงเปาหมายที่ตั้งไวได
กอ็ าจหาเปาหมายใหมมาแทนที่ซ่ึงอาจรวมถึงการประเมินความสามารถของตนเสียใหมแ ละลดระดับ
ความคาดหวงั

2) การยอมรับวิธีการใหมท่ีใชแทนเม่ือไมสามารถไปถึงเปาหมายไดดวยวิธีใดวิธีหนึ่ง
จะพยายามใชวิธีอื่นๆ ทงั้ น้ีตองไมเ ปน วิธีทท่ี ําความเดอื ดรอ นใหผอู ืน่

3) พิจารณาถึงความจําเปน ถาไมสามารถจะไดในส่ิงท่หี วังไวทั้งหมดควรจะไดม ีการพิจารณา
ใหถองแทวาสิงที่จําเปนจะขาดเสียมิไดคืออะไรแลวถาขาดแลวจะเกิดอะไรขึ้นบางทีการรอมชอม
อาจทําใหบุคคลเลือกในสิ่งท่ตี นไมสามารถยอมรับไดอยางแทจริงแทนทีจ่ ะเปนการแกปญหากลับเปน
การ สรา งปญ หาท่ยี งุ ยากซบั ซอ นในอนาคต

4) การใชเวลาตัดสินใจอยางรอบคอบ เมื่อยังไมแนใจในการตัดสินใจและไมมีเวลาเพียงพอ
การยืดเวลาในการตัดสินใจจะดีกวาการตัดสินใจอยางรีบรอนแลวมาเสียใจภายหลัง เหตุการณ
อาจเปลี่ยนแปลงและบางปญหาก็อาจแกไขคลี่คลายดวยตวั มนั เอง

ข้ันตอนการตดั สินใจมีดังนี้
1. ข้ันพิจารณาปญหา เปนการประเมินสถานการณที่กอใหเกิดความตึงเครียด รวมถึง
การแยกแยะประสบการณ ความตึงเครียดทางอารมณที่แตละประสบการณจะกอใหเกิดข้ึน และ
ประเมินแหลง ทจ่ี ะนําไปเผชญิ ปญหา
2. ขั้นพิจารณาเลือกวิธีดําเนินการเปนการหาวธิ กี ารท่ีเหมาะสมรวมถึงการวเิ คราะหแนวโนม
ของโอกาสทีจ่ ะพบความสาํ เร็จของแตละวิธี รวมทั้งความพึงปรารถนาโดยพจิ ารณาจากความพึงพอใจ
และผลทีไ่ ดรบั การเส่ียงกับอนั ตราย และความพยายามท่ีใช
3. ขั้นลงมอื ดาํ เนินการเปน การเลอื กวิธดี าํ เนินการทพ่ี ิจารณาแลววา เหมาะสมใหผล
ในทางบวก ชวยใหเ ผชญิ ความตึงเครียดทางอารมณไ ด
4. ขั้นประเมินผลเปนการสรุปผลของการดําเนินการเพื่อเปนบทเรียนของการกระทําในครั้ง
ตอๆไป
วิธีดังกลาวมักจะนําไปสูการแกไขปญหาหาอยางแทจริงได แตความลอมเหลวอาจมีข้ึน
ถาบุคคลตัดสินใจโดยมีขอมูลจํากัด เลือกวิธีไมเหมาะสม เพราะไมรูจักตนเองและสิ่งแวดลอม
ตามความเปน จริงและบางครัง้ อาจมอี ปุ สรรค เหตุการณท คี่ วบคุมไมไดเ กิดขึน้ อีกดวย
3. การใชกลไกในการปอ งกนั ตัว
กลไกในการปองกันตัวหมายถึงกระบวนการทางจิตไรสํานึกของบุคคลท่ีใชปองกันตน
จาก ความวิตกกังวลหรือความตึงเครียดทางอารมณแบบตางๆ ดวยการบิดเบือนความจริงในลักษณะ
ตา งๆ เพื่อเปลีย่ นแปลงความคิดและการรับรูเก่ียวกับสถานการณท ่ีทาํ ใหตนเองเกดิ ปญหาทางอารมณ
มา เปนความรสู กึ ท่ีตัวเองสบายใจ
3.1 ลักษณะของกลไกในการปอ งกันตัว
ลักษณะของกลไกในการปองกันตัว พอจะสรปุ เปนขอ ๆตอไปนี้

99

1) เปนวิธีการที่บคุ คลพยายามคมุ ครองและคงไวซ่ึงศักด์ิศรขี องตน และปองกันตนเอง
จากความกังวลอยางสูง เมือ่ เผชญิ กับความคบั ของใจท่ีประดังเขา มาไมหยุดหยอ น

2) เปนวิธีการที่บุคคลปองกันตนจากการคุกคามท้ังจากภายนอกและภายใน เชน
ความรูสึกไรคุณคาการพายแพลมเหลวการมีความปรารถนาที่ไมเปนที่ยอมรับความรูสึกผิดจากการ
กระทาํ ของตนเองโดยการปฏเิ สธประสบการณหรือบิดเบือนการรับรหู รือการไมเขาไปมีสวนรวม หรือ
การมีปฏกิ ริ ยิ าโตแ ยง ตอการคกุ คาม อยางใดอยา งหน่ึงหรือเกอื บทกุ อยาง

3) เปนวิธกี ารทมี่ ีคุณลักษณะท้ังในทางบวกและในทางลบ พิจารณาในแงบวก จะเห็น
วากลไกลในการปองกันตัวเปนวิธีท่ีบุคลพยายามสรางสมดุลในจิตใจคงไวซึ่งศักดิ์ศรีของตนเอง
เมื่อพิจารณาในแงลบ จะเห็นวาเปนการหลอกตัวเองและบิดเบือนความจริง ไมไดเผชิญปญหาตาม
ความจรงิ

4) กลไกในการปองกันตัวมีลักษณะรวมกันคือการหลอกตัวเองซ่งึ แสดงออกในรูปการ
ปฏิเสธ ความตองการ ความรูสึกเรื่องราวตางๆ ตลอดจนการกระทําตางๆ ที่จะกอใหเกิดความวิตก
กังวล การเสียหนาและการแสดงออกในรูปแบบปลอมแปลงความตองการและแรงจูงใจ
เปนการทดแทนหรือทําตรงกันขา มกบั ความตองการที่แทจ รงิ ในรปู ทส่ี งั คมยอมรับ

5) ในชีวิตประจําวันบุคคลปกติใชกลไกในการปองกันตัวดวยกันทั้งสิ้น ถาใชบางจะ
ชวยเพิ่มความพงึ พอใจในชีวติ ชวยใหปรบั ตัวไดอยางมีความสุข แตถาใชใ นการแกปญ หาเปนสวนใหญ
จะนาํ ไปสกู ารปรบั ตัวทางบุคลกิ ภาพที่ผิดปกติ

6) การแบงกลไกในการปองกันตัวออกเปนชนิดตางๆ นั้น เพื่องายแกการศึกษา
เทาน้ัน เพราะกลไกในการปองกันตัวแตละชนิดตางมีลักษณะรวมเกี่ยวของเช่ือมโยงกันอยูยากที่จะ
แบงออก มาเปนลักษณะเฉพาะอยางโดยเด็ดขาดโดยท่ัวไปการกระทําที่โตตอบตอความคับของใจ
ของมนุษยแ ตล ะคร้งั มักจะประกอบดว ยกลไกในการปองกนั ตัวถึงสองสามชนิด

7) การใชชอื่ กลไกในการปอ งกันตวั ชนดิ ตางๆเปนการบรรยายลักษณะพฤติกรรมท่แี สดงออก
เทาน้ัน การเขาใจเพิ่มเติมถึงความตองการท่ีทําใหบุคคลใชกลไกในการปองกันตัวชนิดตางๆ
การแกป ญ หาจงึ จะชวยใหเ ราเขา ถึงพฤติกรรมทง้ั หมดของบุคคลอยางแทจริง

3.2 ประเภทของกลไกการปอ งกันตวั
กลไกในการปองกันตัวเปนส่ิงที่ชวยใหมนุษยปองกันตนเองจากความวิตกกังวลและ

ในขณะ เดียวกันก็ชวยรักษาคุณคาและศักดิ์ศรีของตนเองไดทําใหคนท่ีใชไมรูสึกเสียหนาเพราะได
แสดง พฤติกรรมออกมาในรูปแบบปลอมแปลงความตองการที่แทจริงของตนเองมาเปนรูปแบบท่ี
สังคมยอม รับ จึงทําใหคนท่ีใชสามารถอยูในสังคมไดอยางปกติ กลไกในการปองกันตัวมีหลายชนิด
แตในที่นี้จะกลาวถึงเฉพาะกลไกในการปองกันตัวท่ีใชกันบอยๆซึ่งไดแก การหาเหตุผลเขาขางตนเอง
การเก็บกด การแทนท่ี การถดถอย การกระทาํ ในสิ่งตรงกันขาม การชดเชย การปายความผิดใหผูอื่น
การเลยี นแบบ การทดเทดิ การเพอ ฝน การปฏิเสธ การลา งบาป ซง่ึ จะกลาวในรายละเอียดตอไป

100

1) การหาเหตุผลเขาขางตนเอง (Rationalization) หมายถึง การหาเหตุผลซึงผิด
ไปจากเหตุผลท่ีเปนจริงมาปองันตนเองจากขอพรองตางๆ เพ่ือรักษาหนาเอาไว ไมตองอับอาบผูอ่ืน
โดยอาศยั เหตุผลท่รี สู กึ ดีกวาและ เปน ท่ยี อมรบั ของสงั คมมาแทน

2) การหาเหตผุ ลเขา ขา งตนเองนม้ี อี ยู 3 แบบใหญๆ คอื
ก) องนุ เปร้ียวเปนการหาเหตุผลปลอบใจตนเอง พยายามหลอกตนเองหรอื ผูอ่นื เม่ือ
ตัวเองตอ งการส่ิงใดแลว ไมได โดยใหเหตผุ ลวาสิ่งนนั้ ไมด ีพอ ตวั เองไมอยากไดท้ังนี้ก็เพ่ือรกั ษาหนาของ
ตนเองเอาไว เชน ชายหนุมไปหลงรกั หญิงสาว แตหญิงสาวไมสนใจ ก็อาจจะบอกกบั ผูอื่นวา ผูหญิงคน
นั้นไมเหน็ มีดอี ะไรเลย ทํางานบา นไมเปนแถมยงั หยิ่งดว ย
ข) มะนาวหวานเปนการหาเหตุผลโดยการหลอกตนเองวา สถานการณที่ตนเอง
ประสบอยูนั้นดีท่ีสุด ท้ังๆท่ีตัวเองไมคอยพอใจเทาไรนัก เชน หญิงสาวอยากแตงงานแตไมมีใครมา
สนใจก็เลยไมไดแตงงานก็ใหเหตุผลกับตนเองวาอยูเปนโสดดีแลว อิสระอยากจะทําอะไรก็ไดอยากไป
เที่ยวก็ได
ค)รําไมดีโทษปโทษกลองเปนการหาเหตุผลโดยตําหนิสิ่งอ่ืนหรือบุคคลอ่ืนวาเปน
ตนเหตุของ ความลมเหลวหรือคับของใจ โดยท่ีแทจริงแลวตนเองเปนตนเหตุ เชน นักศึกษาสอบวิชา
สุขภาพจิตตก เพราะข้ีเกียจอานหนังสือและไมต้ังใจเรียนแตกลับใชเหตุผลวาเพราะอาจารยสอนไมดี
หรือเพราะ สขุ ภาพไมดเี ปนตน
2)เก็บกด(Repression)หมายถึงการเก็บกดทางความคิดความตองการหรือความ
กลัวที่กอใหเกิดความวิตกกังวลหรือความปวดราวใจอยางรุนแรงไมใหผุดข้ึนมาในจิตสํานึกเรื่องท่ีเก็บ
กดมักเปนเรอื่ งเก่ียวของกับความรูสึกผิดความละอายใจหรือการสูญเสียความภูมิใจในตนเองซ่ึงจะทํา
ใหเกิดเรอื่ ง เศรา ขึ้นไดบคุ คลจะพยายามลืมเรื่องราวน้ันๆโดยสิ้นเชงิ แตในความเปนจริงแลวเรื่องที่ถูก
เก็บกดไวจ ะไมห ายไปจากความจําจริงๆเพยี งแตอ ยใู นจติ ไรสํานกึ ถาใชวิธีสะกดจิตก็อาจร้ือฟนความจํา
ที่เก็บกดไวน้ีได บางคนอาจใชการเก็บกดจนเกิดอาการลืม (Amnesia) คือลืมเร่ืองราวตางๆ ที่เปน
เร่ืองเกย่ี วกบั ตนเองทัง้ หมดไมร ูแมกระท่งั วาตนคือใคร ชอ่ื อะไร ทํางานทไ่ี หน เปน ตน
3)การแทนท่ี(Displacement)หมายถึงการโยกยายเปล่ียนท่ีของอารมณท่ีมีตอ
บุคคลหรือส่ิงของสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปยังบุคคลอื่นหรือส่ิงอื่นท่ีไมเกี่ยวของกับภาวะอารมณนั้นเลย และ
มักจะเปนบุคคลหรือสิ่งท่ีมีอันตรายนอยกวาหรือไมมีเลย เชน ลูกนองโกรธเจานายและกลับไปดุ
ภรรยาหรือลกู เดก็ ทีถ่ กู ดุแลว โมโหกอ็ าจจะไปขวา งปาขา วของแทน
4) การถดถอย(Regression) หมายถึง การหันกลับไปใชพฤตกิ รรมแบบเด็กๆ ซ่ึงเปน
พฤติกรรมท่ีไมเหมาะสมกับอายุจริงของบุคลนั้นเพราะไมสามารถจะเผชิญกับปญหาทาง อารมณท่ี
เกิดข้ึนไดก็เลยแสดงพฤติกรรมแบบเด็กๆเพ่ือจะไดไมตองรับผิดชอบปญหาท่ีเกิดขึ้นและเปน
การเรียกรองความเห็นใจหรือไดรับการอภัยจากผูอ่ืน เชนบุตรคนโตจะแสดงพฤติกรรมแบบทารก
เมอ่ื แมมีนองใหม โดยอาจปสสาวะรดที่นอน ท้ังๆทก่ี อนหนาน้ีกส็ ามารถใชหองนาํ้ ไดหรือท้ังๆที่เคยพูด
ไดแลว ใหแมปอนอาหารใหท้ังๆที่ก็เคยทานอาหารดวยตัวเองไดฯลฯพฤติกรรมถดถอยมักเกิด
กับบุคคลทีไ่ ด รับการเล้ียงดแู บบปกปองคมุ ครอง ประคบประหงมและถูกตามใจมากเกินไป

101

5) การกระทําในสิ่งตรงกันขาม(Reactionformation)หมายถึงการแสดงออกของ
การกระทําที่ตรงกันขามกับแรงผลักดันท่ีอยูภายในสวนลึกของจิตใจ เปนการกลบเกลื่อนในความไม
สบายใจโดยมักแสดงพฤติกรรมออกมาในรูปเกินความจริงเชนแมเลี้ยงท่ีไมชอบลูกเล้ียงแตกลับ
แสดงออกในทางตรงกันขาม โดยทําทีเปนวารักลูกเลี้ยงมาก โอจนเกินไป หรือคนท่ีกลัวผีมากๆ แลว
ตอ งเดินผา นปาชา ตอนกลางคนื ก็กลับผวิ ปากทาํ ทีวา ตวั เองอารมณดีไมกลวั ผเี ลยเปน ตน

6) การชดเชย (Compensation) เปนความพยายามที่จะลบลางความลมเหลว
ขอบกพรองหรือจุดออน โดยหันไปเอาดีในกิจกรรมอ่ืนๆ การชดเชยอาจเปนในทางบวกหรือลบก็ได
การชดเชยที่เปนไปในทางบวกเปนการเอาสวนที่ตนมีความสามารถหรือพัฒนาในสวนที่ดีข้ึนไป
ทดแทนความลมเหลวเชน คนพิการบางคนกลายเปนนักรอง นักแตงเพลงที่มีช่ือเสียง เด็กท่ีเรียนไมดี
แตหมั่นฝกซอมกีฬาจนกลายเปนนักฟุตบอลทีมชาติ เปนตน สวนการชดเชยที่เปนไปในทางลบ เปน
การลบลางปมดอยสรางปมเดนเพ่ือลบความบกพรองที่ตนมีอยู โดยอาจจะแสดงออกเพ่ือเรียกรอง
ความสนใจ ยกตนขมทาน ทําตัวเปนหัวโจกทําตัวใหประหลาด หรือเด็กที่มีรางกายบกพรองออนแอ
อาจแสดงออกโดยทําตัวเปนคนกาวราว สรางความเดือดรอนใหกับผูอื่น ฯลฯ การชดเชยในทางลบน้ี
มักจะทําใหสังคมและผูใกลชิดเดือดรอน ดังน้ัน ตองหาทางแนะแนวใหมีการชดเชยในทางบวก จะทํา
ใหบ ุคคลเปน ท่ียอมรบั ของสงั คมมากกวาน้ี

7) การปายความผิดใหผูอ่ืน (Projection) หมายถึง การปายความคิดความรูสึก
แรงขับทไ่ี มดี ตลอดจนลักษณะตางๆ ที่เรามีอยู แตไมพอใจไปใหผ ูอ่ืน เพราะถาไดเห็นลักษณะท่ีไมพึง
ปรารถนา เหลานี้อยูท่ีคนอ่ืนในปริมาณมากเกินความเปนจริงแลว ตนเองจะสบายใจขึ้น เชน เปนคน
ชอบวิจารณผูอ่ืน ก็มักจะคิดวาไมเปนไร เพราะผูอ่ืนชอบวิจารณ ใจ แคบ และ ทํารายความรูสึกของ
ผูอ่ืน หรือทุจริตในหองสอบ ก็คิดวาคนอื่นๆก็ ทุจริตเหมือนกันลอกกันตั้งหลายขอมากกวาท่ีตัวเอง
ลอกแค 2-3 ขอ เทา น้นั

8) การเลียนแบบ(Identification)หมายถึงการลอกแบบหรือการรับเอา
บุคลิกลักษณะรวมทั้ง เอกลักษณบางอยางของบุคคลอ่ืนมาเปนของตนเปนการเลียนแบบใหเหมือน
เพ่ือใหตนเองไดรับการ ยอมรับจากผูอ่ืนชวยใหตนเองเกิดความม่ันใจเชนวัยรุนทํากริยาทาทาง
การแตงการเลียนแบบนักรอ งที่ตนเองชอบโดยท่ัวไปคนเรามักจะเลียนแบบคนที่เราชอบมากท่ีสุดหรือ
คนที่มีบุคลิกลักษณะที่เราปรารถนาจะมีมากท่ีสุดแตผูใดใชมาเกินไปก็จะทําใหสูญเสียเอกลักษณของ
ตัวเองหลงผิดวาตัวเองคือผูท ี่ตนเลียนแบบมากจากคนน้นั ในกรณีน้ีจะพบมากในผูปว ยโรคจิตท่ีมักคิด
วา ตนเองเปนเทพเจา เปน พระเจา แผนดิน ฯลฯ

9) การทดเทิด (Sublimation) เปนการเปล่ียนแปลงแรงจูงใจที่สังคมไมยอมรับ
มาแสดงออกในรูปของพฤติกรรมท่ีสังคมยอมรับ เชน บุคคลท่ีแรงกระตุนที่ตองการใหผูอ่ืนเจ็บปวด
และจะประกอบอาชีพศัลยแพทยคนฆาสัตวในโรงฆาสัตวหรือบุคคลที่มีความตองการทางเพศแตไม
สมปรารถนา ก็อาจแสดงออกโดยการเขียนจดหมายรัก โคลงกลอน หรือวาดภาพโป

10) การเพอฝน (Fantasy) หมายถึงกระบวนการที่บุคคลผูกเร่ืองขึ้นมาในจิต
เพ่ือสนองความตองการของตนเองท่ีถูกขดั ขวางโดยมักสรางวิมานในฝนข้ึนมาตามภาพพจนที่ใจอยาก

102

ใหเปนการเพอฝนอาจกอใหเกิดความสุข ความพอใจและลดความตึงเครียดในชีวิตประจําวันได
การเพอฝนอาจเปนไปไดทั้งดานสรางสรรคและไมสรางสรรคในดานสรางสรรคมักจะเปนการรักษา
พลังของความตองการ เชน จินตนาการของนักเขียน จิตรกร ฯลฯ สวนการเพอฝนไมสรางสรรค
อาจจะเพียงแคสนองความปรารถนาที่ถูกขัดขวางเทาน้ันถาหมกมุนอยูนานเกินไปก็เปนการเสียเวลา
โดยเปลาประโยชนเชนบางคนนั่งฝนกลางวันวาตนเองเปนเศรษฐีร่ํารวยมหาศาลท้ังๆที่ในชีวิตจริง
ไม ยอมทํางานอะไรเลย

11) การปฏิเสธ (Denial) หมายถึงการไมยอมรับรู อารมณ ความคิดแรงขับ
พฤติกรรมและสถานการณบางอยางที่กอใหเกิดผลกระทบกระเทือนใจอยางรุนแรงโดยที่จะปฏิเสธ
ไมยอมรับวาสิ่งเหลานั้นไดเกิดข้ึนจริงและทําเสมือนวาตนเองไมไดรับความกระทบกระเทือน
จาก เหตุการณน้ันๆ เชนภรรยาท่ีรักสามีมากๆ และไมยอมรับวาสามีประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตแลว
คิดวาเหตุการณน ้ไี มไ ดเ กิดข้ึนกบั ตวั เอง

12) การลางบาป (Undoing) หมายถงึ กระกระทาํ บางสิ่งบางอยา งทีเ่ ปน สัญลักษณ
เพื่อเปนการลบลางการกระทําเดิมซ่ึงไมเปนที่ยอมรับของตนเองและสังคม เปนกลไกการปองกัน
ตัวเองท่ีถูกฝกหัดมาตั้งแตเล็ก เชนเราจะกลาวคําวา “ขอโทษ” เพ่ือเปนการระบายความรูสึกท่ีคิดวา
ตัวเองทําผิด เปนการลางบาปหรือความผิดท่ีตัวเอง ไดกระทําขึ้น ตัวอยางของการลางบาปเชนนัก
ธุรกิจที่ร่ํารวยจากการคายาเสพติดอาจจะบริจาคเงินกอนใหญเพ่ือ ชวยงานการกุศล ชวยเหลือ
ผปู ระสบภยั ไฟไหม น้ํา ทวม เปนตน

3.3. ประโยชนของกลไกในการปองกนั ตวั
การใชกลไกในการปอ งกันตัว อาจจะชว ยบุคคลในการปรับตัวไดโดยมปี ระโยชนดงั นี้
1) ชว ยยืดเวลาในการแกป ญหาใหแ กบ คุ คลทําใหผอนคลายความตึงเครยี ดไมรูสึกวามีปญหา
ทวมทนจนหาทางแกไมได แทนท่ีจะรูสึกหมดหวังและเห็นวาตัวเองไมมีคุณคา บุคคลจะไมใชกลไก
ในการปองกนั ตัวอกี ถา เขาไดพบวธิ ีแกปญ หาอยางแทจ รงิ
2) ชวยใหบ ุคคลไดรับประสบการณใหม อาจทําใหพบวธิ กี ารปรับตัวแนวใหมไ ด เชนการปาย
ความผิดใหผูอื่น โดยคิดวาคนอื่นก็ชอบวารายผูอื่นเหมือนกัน แตภายหลังพอทราบวาบุคคลนั้นไมใช
คนที่วารายผูอ่ืน ตัวเองอาจจะรูสึกละอาย มองคนอ่ืนในแงดีข้ึน มีเหตุผลมากขึ้นและใชวิธีใหม
ในการปรับตัวได
3) การใชกลวิธีบางอยางอาจเปนประโยชนตอสังคมได เชน การทดเทิด อาจทําใหมีงาน
ทางดานโคลงกลอน งานทางดานศิลปะตางๆ มากข้ึนหรือการชดเชยในทางบวกก็อาจจะทําให
มนี กั รอง มีนกั แตงเพลง ศลิ ปน ท่ีมีชอ่ื เสียงและนักกีฬาที่เกงๆ เพิ่มมากขน้ึ

หลักการปรับตวั ที่ดี

การท่ีบุคคลจะปรับตัวใหเขากับสถานการณไดดีน้ัน ควรยึดหลัก 3 ประการตอไปนี้คือ
(อบรม สนิ ภิบาล,ม.ป.ป, หนา 170-171)

103

1. หลักความเปนจริง(Realism)นน่ั คอื กอนที่บคุ ลจะตดั สินใจกระทําการอยางใดอยางหนึ่ง
จะตองคิดพิจารณาใหรอบคอบเสียกอนวามีเหตุผลและมีหนทางที่เปนไปไดจริงๆ แลวจึงตัดสินใจ
กระทําลงไป

2. หลักแหงความมีใจกลา(Commitment)นั่นคือบุคคลตองมีจิตใจที่กลาหาญพรอมที่จะ
เผชญิ กับเหตุการณท่ีเกิดขึ้นโดยไมหว่นั ไหวและไมก ลวั ความยากลําบากทเ่ี กิดข้ึน

3. หลักการยอมรบั ตัวเอง(Self Acceptance)น่นั คือบคุ คลตอ งรูค วามสามารถของตัวเอง
และพิจารณาดูวาตัวเองมีความมุงหวังอะไรมีความสนใจดานใดบางยอมรับท้ังความสําเร็จและ
ความลมเหลวของตัวเอง รูจุดออนของตนเองแลว พยายามแกไขขอบกพรองของตัวเองได เมื่อรูจัก
ตนเองดีทง้ั ในดา นความถนัด ความสนใจ ความสามารถ จดุ ดี

การสงเสริมสขุ ภาพจติ ในโรงเรียน

สถาบันอันดับถัดจากครอบครัวไดแกโรงเรียนชวงชีวิตการศึกษาเลาเรียนของทุกคนจะมี
ระยะเวลายาวนานหลายปเ ด็กแตละคนใชเวลาวันละหลายๆชว่ั โมงอยูกับครูทา มกลางสิ่งแวดลอมของ
โรงเรียนบางโรงเรียนมิไดเห็นความสําคัญของสุขภาพจิตนักเรียนแตมุงเพงเล็งเฉพาะวิชาการเปน
สําคัญ ฉะน้ัน เด็กจึงตกอยูในสภาวะที่เครงเครียด หรือวิตกกังวลดวยสาเหตุนานาประการ เชน
สมั พันธภาพอันตึงเครียดระหวางครูนักเรียน บุคลกิ ภาพของครูในลักษณะไมสงเสริมความรูสึกอบอุน
ความรสู ึกมั่นใจหรอื ความคดิ ริเริม่ สรางสรรคบรรยากาศการเรียนการสอนทต่ี ึงเครยี ดหรอื นาเบือ่ หนา ย
เปนตน โรงเรียนท่ีดีควรคํานึงถึงพัฒนาการของเด็ก ท้ังดานรางกาย สติปญญา อารมณ และสังคม
รวมทั้งการสงเสรมิ สขุ ภาพจิตของนักเรียน

1. การสงเสรมิ สุขภาพจติ ของนกั เรียน
โรงเรียนควรสงเสริมสุขภาพจิตของนักเรียน โดยครูควรยึดหลักปฏิบัติดังตอไปนี้
(นภิ า นิธยายน,2530, หนา 179 -181)

1.1 สงเสริมการทํางานรวมกันเปนกลุมและสรางสัมพันธภาพอันดีระหวางเด็กนักเรียน
ดวยกัน การทํางานรวมกันเปนกลุมจะชวยใหนักเรียนเรียนรูทักษะ และนิสัยท่ีดีหลายประการ เชน
ความรวมมือ ความรับผิดชอบตอหนาที่ การรูจักคํานึงถึงผูอ่ืน และไมเอาแตใจตนเอง รวมท้ังนิสัย
ในการทํางานที่ดี นอกจากน้ียังเปนการสงเสริมการเขาสังคมของเด็ก ซึ่งชวยใหเด็กมีเพ่ือนฝูง และ
ไดรับความรัก และการยอมรับนับถือจากเพื่อนอีกดวย ลักษณะนิสัยและความสําเร็จจากการทํางาน
รวมกนั เปน กลุมยอมนาํ ไปสบู ุคลกิ ภาพอันดอี นั เป นรากฐานของสขุ ภาพจติ ของเด็ก

1.2 ปลูกฝงความมีระเบียบวินัยในตัวเองใหแกเด็กตั้งแตเล็กๆเม่ือถึงวัยรุนเด็กก็จะ
สามารถดําเนินชีวิตอยางมีระเบียบ และรูจักควบคุมตัวเองไมวาจะเปนการรักษาสุขภาพอนามัย
การทํางาน การใชจาย การคํานึงถึงสิทธิของผูอื่น หรือการเปน คนนิสัยรักษาความสะอาดและความมี
ระเบียบ เมื่อเติบโตเขาสูวัยผูใหญความเปนผูมีระเบียบวินัยในตนเองยอมสงเสริมใหเปนผูใหญที่ดีมี
ระเบยี บ วนิ ัย รจู ักขอบเขตทถี่ ูกทีค่ วร และสามารถควบคุมพฤตกิ รรม การแสดงออกไดด วยดี

104

1.3 ปลูกฝงความมีระเบียบวินัยของหมูคณะเด็กทุกคนไมสามารถทําอะไรสําเร็จดวย
ตัวเอง แตล ะคนเปนสว นหนึ่งของหมูคณะ ความสําเร็จของหมคู ณะยอ มเกดิ จากการกระทาํ ของทุกคน
ในหมูคณะ ฉะนั้นการการฝกนักเรียนใหรูจักสรางและความเคารพปฏิบัติตามระเบียบวินัยของกลุม
เปน สง่ิ จําเปน ยิ่ง

1.4 เขาใจสาเหตุเบื้องหลังการประพฤติผิดของเด็กครูที่ดีควรศึกษาสถานการณที่เด็ก
กระทาํ ผดิ เพ่ือจะไดทราบแนช ดั วา อะไรคือแรงจงู ใจใหเดก็ ประพฤติเชนน้ี เดก็ มีความตอ งการอยางไร
หรอื สาเหตสุ วนตวั อะไรเชนสุขภาพรางกายออ นแอสตปิ ญ ญาตาํ่ หรอื สภาพคับแคน ใจในดานครอบครัว
หรือโรงเรียนท้ังนี้หมายความวาครูจะตองมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับ พัฒนาการของเด็กวัยตางๆ
เปนอยางดี

1.5 จดั การกับปญหาพฤตกิ รรมดวยความสุขุมและเฉลียวฉลาดไมใชอ ารมณแตใชเหตุผล
และมีความม่ันคงในหลักการเชนถา จําเปนจะตองลงโทษเด็กก็ควรใชวิธีที่เหมาะสมเชนใหทํางานหรือ
ตดั สิทธ์ิทีค่ วรจะไดและไมควรที่จะใชว ธิ เี ฆีย่ นตี กกั ขัง ขมขู หรอื ประจานใหเ ดก็ ไดรับความอบั อาย

1.6 เขาใจความแตกตางระหวางบุคคลและยอมรับสภาพของเด็กแตละคนเชนบางคน
เรยี นรูเร็วจดจาํ ไดแ มน ยําแตบ างคนเรียนรูชาหรือบางคนมีอารมณรอ นฉนุ เฉียวบางคนมีความสามารถ
หรือ ความถนัดพิเศษเฉพาะดานเปนตนท้ังนี้หมายความวาครูท่ีดีจะตองศึกษาประวัติความเปนมา
เกี่ยวกับพัฒนาการทางดานรางกาย สติปญ ญา อารมณและสังคม ของเด็กแตละคนใหเขาใจ เพ่ือท่ีจะ
ไดหาทางตอบสนองและสง เสริมเด็กแตละคนไดถ ูกตอง

1.7 จัดประสบการณท่ีมีคุณคาแกเด็ก ในดานตางๆ ทั้งดานวิชาการและอ่ืนๆ โรงเรียน
ควรจัดกิจกรรมหลายๆ อยาง เชน กิจกรรมที่เก่ียวกับการเรียนการสอน กิจกรรมกีฬาดนตรี เพื่อให
เด็กไดรว มตามความสนใจ และความถนัด

1.8 สรางความรูสกึ เปนผูมีคณุ คาขึ้นในใจเด็กแตล ะคน ทั้งนี้ครูตองเปนผูมีจิตใจยุติธรรม
ไมอคติ หรือความลําเอียงในการสงเสริมการแสดงออกของเด็กตามแนวทางท่ีเด็กมีความสามารถ
เพอ่ื ใหเ ด็กประสบความสําเรจ็ และความรูส ึกภมู ิใจในความสามารถของตนเอง

1.9 เตรียมตัวเด็กสําหรับการเปนผูใหญท่ีดีในสังคมภายหนาหนาที่นี้นับวาเปนภาระ
รับผิดชอบอันสําคัญยิ่งของสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะในระดับมัธยมและอุดมศึกษา ผูที่ไดรับ
การฝกสอนอบรมและเตรยี มตัวพรอมทจ่ี ะเปนผูใหญ ยอมกาวขนึ้ สคู วามเปนผูใหญ โดยไมยากลําบาก
นักผิดจากผูที่มิไดรับการฝกฝนและเตรียมพรอมมากอนเลย การเตรียมตัวเพ่ือเปนผูใหญที่ดีควร
เปน ไปในดา นตางๆตอไปน้ี

1) การเรียนรูแบบแผน และวิถีทางความเปนประชาธิปไตย เชนความสามัคคีกลม
เกลียว การรจู กั แกป ญ หา และความเปนผนู าํ และผูตาม เปนตน

2) การเรียนรูมาตรฐานการประพฤติปฏบิ ัติแบบผใู หญ ซง่ึ เพียบพรอมดวยคุณธรรม
ท้ังนี้หมายถึงการอบรมเด็กใหรูจักยึดคานิยมแหงชีวิตแหงชีวิต ทั้งในดานมาตรฐานของพฤติกรรม
อดุ มคติ หลกั ศลี ธรรมจรรยา และหลกั การทางศาสนา

105

3) การเรยี นรูและการเตรยี มตัวเพื่อการประกอบอาชพี การงานและการตดั สินใจเลอื ก
แนวทาวทางอาชีพ

4) การเตรยี มตัวเลอื กเพอ่ื สนทิ ตา งเพศที่จะเปนคูครองในภายหนา
5) การแสวงความรูความสามารถความชํานาญและการสรางเจตคติท่ีดแี ละจําเปน ตอ
การดําเนิน ชีวิตในวัยผูใหญท้ังดานวิชาการ เชน ความรูในวิชาวิทยาสาสตร คณิตศาสตร ภาษาไทย
ภาษาองั กฤษ และสังคมศึกษารวมทง้ั ความสามารถดา นตา งๆ เชนความสามารถทจี่ ะตดิ ตอ สัมพนั ธกับ
ผูอ่ืนไดดี ความสามารถในการคิดอยางกระกระจางแจงความสามารถในการช่ืนชมคุณคาของ
สุนทรียภาพดาน ตางๆ เชน ธรรมชาติ ศิลปะความงาม และ วรรณคดี เปนตน นอกจากนี้เจตคติ
สาํ หรับท่ีควรสรา งขนึ้ คือ ความรจู ัดสทิ ธแิ ละหนาท่ีในฐานะพลเมอื งทดี่ ี เชนมีเจตคตทิ ่ีดีตอการทํางาน
และตอเพอ่ื นมนษุ ย เปนตน
2. การสงเสรมิ สุขภาพจิตครู
สุขภาพจิตของครูเปนสิ่งสําคัญมากประการหนึ่งในการเรียนการสอน ถาครูมีสุขภาพจิตดี
เด็กก็จะมีสุขภาพจิตดีโรงเรียนก็จะมีสุขภาพจิตท่ีดีซ่ึงเปนสภาพที่เหมาะสมแกการฝกฝนอบรม
ส่ิงตางๆใหแกเด็กเพื่อเด็กจะไดเกิดการเรียนรูและเปนพลเมืองท่ีดีมีความสามารถในการประกอบ
อาชีพ ตามสมควรแกอัตภาพของตนตอไป ครูจึงควรตองมีสุขภาพจิตดีเสมอ ซึ่งอาจปฏิบัติไดดังน้ี
(ชูชพี ออนโคกสูง,2522, หนา 145 - 146)
2.1 พักผอนใหเพียงพอเพ่ือใหรางกายสดชื่อแข็งแรง ไมมีโรคภัยไขเจ็บ เมื่อสุขภาพทาง
กายดี สุขภาพจิตกด็ ดี ว ย
2.2 หลกี เลี่ยงสง่ิ ที่บั่นทอนรางกายตา งๆ เชน เหลา บุหร่ียาเสพตดิ อืน่ ๆ
2.3 ออกกําลังกายเสมอๆจะทําใหรางกายสมบูรณแข็งแรงและเกิดความสนุกสนานเปน
การลดความเครียดทางอารมณไ ปในตวั
2.4 มองโลกในแงดีเสมอ ไมพยายามมองหาแตขอบกพรองเพื่อตําหนิติเตียน ซ่ึงเปน
หนทางใหเกิดความไมสบายใจ
2.5 รับประทานอาหารทม่ี ีสารอาหารยางพอเพยี งแกค วามตอ งการของรา งกาย
2.6 คิดวาเด็กเปนนองหรือลูกหลาน พยายามใชความรักความอบอุนแกเขา ใหส่ิงที่เปน
ประโยชนต อเขาในการท่ีจะดาํ รงชวี ิตอยูด วยความสุข จิตใจเราจะสบาย
2.7 เสียสละในบางโอกาส เชนชวยเหลือคนยากจนใหมีอาหารกิน ใหทุนเด็ก
เรยี นตอ ฯลฯ จะทาํ ใหเกดิ ความภูมใิ จเปนสขุ ใจ
2.8 หาโอกาสเลนหรอื คบคา สมาคมกับเด็กๆ ความซ่อื ความไรเดียงสา ความบรสิ ุทธข์ิ อง
เดก็ ทแ่ี สดงตอเรา จะทําใหเกิดความสขุ ความสบายใจ
2.9 ไปวัดเพ่ือสนทนาหรือฟงธรรม เปนทางท่ีจะชวยทําใหสุขภาพจิตของเราดีมากท่ีสุด
เพราะในวัดเต็มไปดวยความสดช่ืน ไมมีส่ิงวุนวายทางโลกรบกวน การไดฟงไดสนทนาธรรม
เปนการอบรมจติ ใจใหเ กิดความสงบจติ เปนสุข

106

นอกจากน้ี ฝน แสงสงิ แกว (2509, หนา 11 – 12) กลาวถึง สขุ ภาพจิตของครูไววา สุขภาพจิต
ของครูจะเกิดขึ้นไดในเมื่อครูกับครูรักและเขาใจกัน ชวนเหลือเอื้อเฟอเผื่อแผกัน เห็นใจกัน รูและ
เขาใจวาทุกคนมีความตองการอะไร โดยปกติคนที่อยูรวมกันมักและมีความรูสึก 4 ประการดวยกัน
คือ ความรูสึกอยากเปนเจาของ ความรูสึกอยากใหยกยอง ความรูสึกตองการโอกาส ความรูสึก
ตองการความมั่นคงปลอดภยั ซึง่ มรี ายละเอียดดังนี้

1. ความรูสึกอยากเปนเจาของคือการเกิดความรูสึกวาโรงเรียนนี้เปนของเราเพื่อรวมงาน
ทกุ คนเปนเพื่อนของเราเรามีสว นในการสรา งความเจรญิ งอกงามดังนน้ั เมื่อมีการงานใดตอ งพยายามให
ทุกคนมีสว นรว มเพื่อจะไดม ีความรสู ึกในดานความเปนเจาของ เชน การชวยกันตกแตงสถานท่ีทํางาน
หรือหองพักครู ถาครูทุกคนไดมีสวนรวมในการชวยกันตกแตง ทุกคนก็จะชวยกันดูแลรักษา เพราะ
มีความรูสึกวามีสวนรวมในการเปน เจา ของสถานท่ีดวย

2. ความรสู กึ อยากใหยกยอ งความรสู กึ น้ีมีดวยกนั ทกุ คนซ่งึ เปน ธรรมชาติของมนษุ ยว าเมื่อ
ได กระทําสิ่งใดไปแลว ไมวาจะไดผลมากนอยเพียงใดก็อยากใหคนอ่ืนยอมรับความสามารถของตน
การแสดงความรูสกึ ยกยองคนอ่ืนจะทําใหเขาภูมิใจ มขี วัญและกาํ ลงั ใจในการทจ่ี ะทาํ งานอืน่ ๆ ตอ ไป

3. ความรูสึกตองการโอกาส ครูทุกคนยอมตองการโอกาสในความกาวหนา เมื่อมีโอกาส
มากเทาใด ก็จะกาวไปใหไกลที่สุดเทาที่จะทําได เชน ครูนอยก็อยากเปนครูใหญ อาจารยก็อยากเปน
ผูชวยศาสตราจารยฯลฯดังน้ันถาตองการอยูรวมกันอยางมีความสุขและสุขภาพจิตดีก็ไมควรกีดกัน
โอกาสดีของบุคคลอื่น นอกจากน้ี ครูอาจจะมีความรูสึกตองการโอกาสในดานอื่นๆ อีก เชนโอกาสใน
การท่จี ะมบี า น มีรถยนตเปนของตนเอง เปนตน

4. ความรูสึกตองการความมั่นคงปลอดภัยมนุษยทุกคนยอมตองการความมั่นคงรวมทั้ง
สวัสดิภาพในการงานและครอบครัว ตลอดจนหลักประกันของสังคมในอนาคต เชน เมื่อเวลาเจ็บไข
ปวยก็ไดรับความชวยเหลือคารักษาพยาบาลเม่ือเกษียณอายุก็ไดรับเงินบําเหน็จ บํานาญดังนั้น
ถา ใหการรับรองแกบคุ คลวาเขาจะเกิดความม่ันคงในดานการงาน ครอบครัว และสังคมแลว กจ็ ะเปน
สิ่งท่ีทําใหเ ขามีสขุ ภาพจิตท่ีดี มีความสขุ ในการทํางาน

เม่ือทราบวาทุกคนตองการส่ิงใดโดยเกิดความเขาใจอยางถองแทก็จะทําใหเกิดความเห็นใจ
รักใครกันข้ึนมาเอง ความรักกันในหมูคณะเมื่อเกิดขึ้น ความสุขและสุขภาพจิตท่ีดีน้ันๆ จะถายทอด
ไปยังเด็กนักเรียน ทําใหนักเรียนมีความสุขความสบายใจ มีความรักโรงเรียน ทั้งครูและนักเรียน
กม็ ีสุขภาพจติ ดี นน่ั คือ สุขภาพจติ ในโรงเรียนกจ็ ะดไี ปดว ย

3. วิธีลดความเครียดทางอารมณของครู
เมื่อครูเกิดความเครียดทางอารมณ เชน ไมพอใจเด็ก โกรธเด็ก โกรธหรือไมพอใจเพ่ือนครู
ดวยกัน ฯลฯ ตองพยายามลดหรือขจัดความเครียดน้ันเสีย เพื่อจิตใจจะไดสงบและจะไดมีสุขภาพจิต
ทดี่ ีวิธลี ดความตงึ เครยี ดนน้ั มหี ลายวธิ ีดว ยกนั เชน (ชูชีพ ออ นโคกสูง , 2522, หนา 144 - 145)

1. ใชกลไกในการปองกันตัวแบบตางๆ เพื่อใหตนเองไดรับความพอใจและรูสึกปลอดภัย
เปนการกระทําโดยอตั โนมตั หิ รอื ตามสญั ชาตญาณของคนเรา

107

2. ปรึกษาหรือระบายเร่ืองราวท่ีทําใหเกิดความเครียดน้ันใหผูอื่นฟง อาจเปนผูที่เคารพ
นับถือ พอ แม เพอ่ื นฝูงทสี่ นิทและไวใ จได หรือาจจะบันทึกไวในสมุดไดอาร่เี ปนการระบายอารมณก ็ได

3. หลีกเลี่ยงเหตุการณหรือสิ่งที่ทําใหเกิดความเครียดเสียช่ัวคราว อาจไปทํากิจกรรม
อยางอ่ืน เพื่อความสบายใจเชนฟงเพลงไปเดินเลนหรือทองเที่ยวหรือออกจากหองเรียนไปเสียชั่วครู
แลวจึงกลับ เขามาใหม

4. หางานอยางอ่ืนทําเมื่อมีความโกรธเพื่อความโกรธจะไดบรรเทาลงทําใหมีสติยั้งคิด
ในการที่จะกระทําสิ่งตางๆ เมื่อครูโกรธเด็กแทนที่จะทําโทษหรือดาวาตามอารมณของตน ครูควรหัน
ไปทํากิจกรรมอยางอื่น เมื่อความโกรธลดลงแลวจึงคอยพิจารณาลงโทษดวยเหตุผล ดวยความมีสติ
และมีเมตตากรุณาตอเด็ก

5. รูจักยอมแพบางในบางโอกาสบางทีมีการขัดแยงหรือทะเลาะเบาะแวงอาจเปนเพราะ
ความผิดของเราก็ได เราตองยอมรับมิฉะนน้ั เรือ่ ราวจะไมยุติ ครูอาจลงโทษนักเรยี นดวยความเขาใจผิด
ครน้ั ไดร ับทราบขอเทจ็ จรงิ ภายหลงั วา เดก็ ไมผิด ครตู อ งขอโทษไมใ ชว า ไมย อมรบั ขอผิดพลาดของตน

6. ไมหวังวาจะไดทุกส่ิงทุกอยางท่ีตนตองการเพราะความหวังวาอยางนั้นไมมีทางที่จะ
ประสบความสําเรจ็ ได รงั แตจะทาํ ใหเ กิดความทกุ ข ความตึงเครียดเมอื่ ไมไ ดในส่งิ ท่ตี นตองการ

7. อยาหวังอะไรจากคนอ่ืนมากจนเกินไป เพราะอาจเกิดความผิดหวัง เกิดความคับของ
ใจไมสบายใจครูไมควรหวังวานักเรียนของตนทุกคนจะสามารถรับหรือเรียนรูสิ่งท่ีครูสอนไดเทาท่ี
ครตู องการ เพราะจะทําใหเกดิ ความเครยี ดไมสบายใจเมื่อทําไมได

8. พยายามทํางานทีละอยาง เพราะการทํางานหลายอยางพรอมๆ กันน้ันไมสามารถเอา
ดีได หรอื บางคนมีงานมากจนไมร ูจะทาํ อะไรกอนอะไรหลัง ก็อาจจะเกดิ ความเครียดทางอารมณขน้ึ ได
จึงควรเลือกทําทีละอยางตามความจําเปน ตามลําดับกอนหลัง หรืออาจะทําสิ่งท่ีงายๆ กอน จะไดไม
เกิดความทอ แทเ บือ่ หนา ยงานอน่ื ๆ อกี ตอ ไป

9. พยายามปรับปรุงทักษะเกี่ยวกับการมีมนุษยสัมพันธกับผูอื่น เพราะคนเราตองพบปะ
ติดตอกับคนอ่ืนเสมอถาการติดตอเปนไปอยางราบร่ืนก็จะไมเกิดความ ตึงเครียดทางอารมณ การมี
มิตรภาพ(Friendship) การเห็นอกเห็นใจเอื้อเฟอเผื่อแผ จะเปนแนวทางใหมนษุ ยมคี วามสัมพันธอันดี
ตอ กนั ซ่ึงเปน วิธีปองกันหรอื ลดความเครียดทางอารมณไ ดประการหนงึ่

10. พยายามทํากิจกรรมตางๆ ใหเหมาะสมกับความจําเปนสําหรับการดํารงชีวิตอยู
ควรจัดเวลาในการทํางานการรับประทานอาหารการพักผอนและการหาความร่ืนเริงในชีวิตให
เหมาะสม ใหกิจกรรมเหลาน้ีมีความสมดุลกนั คนที่มีอาชีพครูไมใชจ ะทําหนาทีส่ อนหรือสนใจแตเ ร่ือง
เด็กหรอื เร่ืองการสอนเทา นั้น ตอ งทาํ กจิ กรรมอยา งอน่ื ๆตามความจําเปน เพอื่ ใหไดส ดั สวนกนั ใหเกิด
ความสมดลุ กันข้ึนในระหวางกิจกรรมที่ไดกระทําในแตละวัน แตละเดือนหรือแตละป ซ่ึงจะเปนผลให
มีสุขภาพจิตทีด่ ี

4. ลักษณะของนักเรยี นที่มปี ญหาสขุ ภาพจิต
สุขภาพจิตของนักเรียนเปนส่ิงสําคัญท่ีจะทําใหการเรียนการสอนบรรลุผลไดดีเชนกัน
นักเรียนที่มีสุขภาพจิตดีจะสังเกตไดงายๆจากการที่เด็กเปนคนอารมณราเริงแจมใสปรับตัวเขากับ

108

เพ่ือนๆไดดีต้ังใจเรียนดีทําการบานสมา่ํ เสมอฯลฯถาเด็กไมมีลักษณะดังกลาวก็อาจมีปญหาสขุ ภาพจิต
เกิดข้ึนได ซ่ึงครูตองคอยสังเกตเด็กและรีบหาทางแกไข ชวยเหลือใหทันทวงที ลักษณะของเด็กท่ีมี
ปญหาทางสขุ ภาพจิต มดี งั น้ี (วีระ ไชยศรสี ขุ ,2533, หนา 59 - 60)

1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลงกวาเดิม ทั้งๆ ที่เดิมเคยเปนเด็กที่มีความต้ังใจ
ในการเรยี นเปนอยา งดี

2. ขาดโรงเรียนบอ ย หรอื มาสายประจาํ โดยมขี อ อา งไมส มเหตผุ ล
3. แสดงอาการเบ่ือหนายในการเรียนเชนน่ังเหมอลอยไมแสดงความสนใจในขณะที่ครู
กําลงั สอน ไมท ํางานตามคาํ สัง่ ครู ทําเสร็จชา ไมเรยี บรอ ย
4. มีอารมณไมมั่นคงขาดความเช่ือม่ันในตนเองบางครั้งแสดงอาการโกรธออกมาอยาง
ไมม เี หตุผล บางครัง้ กร็ องไห ข้ีแย ชอบแสดงความรูสกึ วาตนเองมีปมดอย ฯลฯ
5. ชอบกอกวนความสงบเรียบรอยในหองเรียน โดยการทํากิริยาอาการแปลกๆ
เพ่อื เรยี กรอ งความสนใจ
6. ปรับตวั เขา กับเพื่อนๆไมไ ด โดยมักจะกอเรือ่ งหรือไมยอมเขากลุมเพื่อน
7. ชอบแสดงพฤติกรรมแปลกๆ เชน ดูดนิว้ กัดเลบ็ หรอื พูดติดอา ง
5. สาเหตทุ ีท่ าํ ใหส ขุ ภาพจิตของนกั เรยี นเสอ่ื ม
สาเหตทุ ่ีทาํ ใหสุขภาพจติ ของนกั เรยี นเสอ่ื ม พอสรุปไดด ังนี้
5.1 ฐานะทางเศรษฐกิจสังคมของพอแม เชนความยากจน ความรํ่ารวย อาชีพหรือ
ตาํ แหนง หนา ทก่ี ารงาน
5.2 วิธีการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว โดยอาจจะเล้ียงดแู บบ เขมงวดกวดขัน แบบอิสระ
เกินไป ฯลฯ ดังกลา วรายละเอยี ดมาแลว ในบทที่ 3
5.3 อิทธิพลของชุมชนที่เด็กอาศัยอยู โดยเฉพาะเด็กที่มาจากแหลงเสื่อมโทรมจะมี
สุขภาพจิตเสือ่ มโทรมมากกวาเด็กท่มี าจากแหลงอื่นๆ
5.4 การแขงขันมากเกินไปในโรงเรียน หรือระหวางโรงเรียนตอโรงเรียน ก็จะมีผลทําให
สขุ ภาพจติ ของเด็กไมด ีได เดก็ ท่ีเรียนเกงจะดีรับการยกยอ งชมเชย ในขณะท่ีเดก็ เรียนออ นจะถกู ตําหนิ
ถูกวพิ ากษวิจารณจ นเกดิ ความละอายไมกลา มาโรงเรยี น
5.5 หลักสตู รการเรียนการสอนไมเ หมาะสม เน้อื หาท่เี รียนมากเกนิ ไป ยากเกินไปจนเดก็ ที่
ไมสามารถรบั ไวได
5.6 อิทธิพลจากตัวครูเอง เชน ครูที่มีบคุ ลิกภาพดุ เสียงดัง ชอบขมขูเ ด็กกลัวไมมีสมาธิใน
การเรียน นอกจากน้ี วธิ กี ารสอนของครูอาจจะนา เบื่อ นาสนใจ จนทําใหเ ดก็ ไมอยากเรียนได
5.7 อิทธิพลจากโรงเรียน เชน สถานท่ีตั้งของโรงเรียนอยูในที่ไมเหมาะสม ใกลแหลง
มหรสพ มีเสียงดังรบกวนตลอดเวลา นอกจากนี้โรงเรยี นอาจจะขาดส่ิงอํานวยความสะดวกตางๆ เชน
หองนา้ํ สกปรก โรงอาหารคบั แคบ อุปกรณการเรียนการสอนไมเ พยี งพอความตองการของเด็ก ฯลฯ

109

สรุป

ในปจจุบันน้ีโลกของเรามีความเจริญงอกงามทางดานวัตถุนิยมมากมีการนําความรู
ทาง วิทยาศาสตรมาใชเพื่ออํานวยความสะดวกใหมนุษย ซึ่งกอใหเกิดการพัฒนาทางดานคมนาคม
การศึกษา เศรษฐกิจ การแพทย การอุตสาหกรรม การเกษตรกรรม ฯลฯ ถึงแมวาจะมีการพัฒนา
ในดานตางๆ อยางมากมายดูเหมือนวาจะเปนประโยชน ตอมนุษยเปนอยางมากแตมนุษยก็ประสบ
ปญ หาอีกมากมาย เชน ปญหาการวางงาน ปญหาโรคไขเจ็บ ปญหาทางมลพิษ ปญหาของการจราจร
แออัด ฯลฯ ปญหาตางๆ เหลานี้ไดทําใหเกิดความเครียด ความวิตกกังวล ความคับของใจ ซึ่งทําให
มนุษยต องปรบั ตวั เพื่อตอสูกับปญ หาท่เี ผชญิ อยู

ผปู รับตัวไดด ไี มไ ดหมายความวาจะปราศจากปญหาความตึงเครยี ดทางอารมณแตจะสามารถ
เผชิญปญหาและความตึงเครียดนั้นได โดยไมไดรับความกระทบกระเทือนเกินกวาเหตุ เปนผูยอมรับ
เหตุการณตางๆ ที่เกิดขึ้นได ไมทําเรื่องเล็กใหเปนเร่ืองใหญ มีวิธีแกปญหาอยางสมเหตุสมผล เผชิญ
ความจริงรูจักตนเองอยางแทจริง ทั้งดานความสามารถ ความสนใจ ความตองการเขาใจ ยอมรับ
ขอบกพรองของตนเองและผูอื่น เปนตัวของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็มีความเขาใจในความรูสึกและ
ความตองการของผูอน่ื สามารถควบคุมอารมณค วาม รูสึกของตนใหแ สดงอยางสมเหตุสมผลได เปน ผูมี
มนุษยสัมพันธดี มีความกระตือรือรนในชีวิต หาความพึงพอใจจากสังคมไดเปนผูท่ีมีประสิทธิภาพ
ทั้งในดานการทํางานและดานความสัมพันธทาง สังคมทําตนใหเปนประโยชนท้ังตนเองและสังคมได
อยางเตม็ ท่ี



111

บทที่ 8

การแนะแนวเพือ่ สงเสรมิ การเรยี นรู

ผชู วยศาสตราจารย ดร.เปรมสรุ ีย เชื่อมทอง

การแนะแนวคือจิตวิทยาประยุกตแขนงหน่ึงที่วาดวยกระบวนการพัฒนาคนใหรูจักตนเอง
อยางถองแท รูจักความถนัด ความชอบ สตปิ ญญา ภมู ิหลังของตนเอง วิเคราะหตนเองไดถูกตอ ง รูจัก
เลือกและตัดสินใจได ปรับตนเองไดอยางเหมาะสมและสามารถดําเนินชีวิตไดอยางเปนสุข พ่ึงตนเอง
ได เปนกระบวนการท่ีสงเสริมใหบุคคลไดมีบทบาทเต็มที่ในการเรียนรูเพื่อท่ีจะพัฒนาศักยภาพและ
สามารถจัดการชีวิตของตนเองไดอยางฉลาด การจัดประสบการณในการเรียนรูที่จะพัฒนาศักยภาพ
นั้นตองสอดคลองกับสภาพแวดลอม ความพรอมในการเรียนรู ความถนัด ความสนใจและ
ความตองการของผูเรยี น

ในบทนี้จะกลาวถึงความหมาย ความสําคัญ ปรัชญา หลักการ ประเภทและบริการของ
การแนะแนวดงั ตอไปน้ี

ความหมายของการแนะแนว

การแนะแนวสามารถใหความหมายได 3 นัย ดวยกันคอื
1. ความหมายตามรูปศัพท
การแนะแนว หมายถึง การชี้แนะการช้ีชองทางให การบอกแนวทางให เพื่อชวยใหผูท่ีมี
ปญหาตัดสินใจได แตมิใชการแนะนํา (Advise) เพราะการแนะนํานั้นผูใหความชวยเหลือจะมีหนาท่ี
เปนผูเลือก หรือทําหนาที่เปนผูตัดสินใจใหสวนการแนะแนวน้ันผูใหความชวยเหลือหรือนักแนะแนว
ไมไดทําหนาท่ีเปนผูเลือกหรือทําหนาที่เปนผูตัดสินใจใหแตทําหนาที่เปนผูใหขอมูลตางๆ แลวใหผูท่ีมี
ปญหาทาํ หนา ท่เี ลอื กและตดั สินใจดวยตนเอง
2. ความหมายในแงก ระบวนการ (Process)
การแนะแนว หมายถงึ กระบวนการชวยเหลือบคุ คลใหเขาใจตนเองและโลกของตน
จากความหมายของการแนะแนวในแงกระบวนการน้ีมสี ่งิ ทีจ่ ะตองพิจารณาอยู 4 ประเดน็ คอื
ประการแรก กระบวนการ (Process) หมายถึง ปรากฏการณซ่ึงแสดงการเปลี่ยนแปลง
อยางตอเนื่องตลอดเวลา และคําวากระบวนการการแสดงใหรูวาการแนะแนวมิใชเหตุการณเดียวกัน
แตท่ีเก่ยี วของกบั ชดุ ของการกระทําหรือลําดบั ขั้น ซง่ึ กาวหนาไปเร่ือยๆ สเู ปา หมาย
ประการที่สอง การชวยเหลือ (Helping) หมายถึง การชว ย การอนุเคราะห การสงเคราะห
การใหประโยชน อาชีพท่ีเก่ียวของกับการชวยเหลือ (Helping Occupations) เปนจํานวนมาก เชน
จิตแพทย นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห ตางมีวัตถุประสงคสําคัญอยูที่การปองกัน (Prevention)

112

การซอมเสริม (Remediation) และการเยียวยาแกไข (Amelioration) ความยุงยากและความลาํ บาก
ของมนุษย

ประการทีส่ าม บุคคล (Individuals) หมายถงึ นักเรยี นท่อี ยใู นสถานศึกษา และย่ิงไปกวานั้น
การแนะแนวจัดวาเปนการชวยเหลือท่ีจัดใหกับนักเรียนปกติ (Normal) ซ่ึงตองการความชวยเหลือ
สําหรับพัฒนาการทเี่ ปนปกติ

ประการสดุ ทาย การเขา ใจตนเองและโลกของตน (Understand Themselves and Their
World) หมายถึงการที่บุคคลรูวาตนเปนใคร รูถึงเอกลักษณของตน (Personal Indentity) รับรู
ธรรมชาติของตนอยางกระจาง มีประสบการณ เกี่ยวกับโลกของตนสิ่งแวดลอมท่ีเก่ียวของและผูคนที่
ตนมปี ฏิสมั พันธอ ยางลกึ ซง้ึ และสมบรู ณ

3. ความหมายในแงบ รกิ าร (Service)
การแนะแนวเปน การบรกิ ารอยา งหน่ึงที่ทางโรงเรยี นจดั ข้นึ มาเพือ่ ใหความชว ยเหลือนักเรยี น
ทั้งเปนรายบุคคลและเปนกลุมทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน เพ่ือชวยใหนักเรียนไดพัฒนาความรู
ความสามารถของตนเองไดอยางเต็มท่ี สามารถเลือกและตัดสินใจไดฉลาดแกไขปญหาตางๆ ของตน
ไดอยางเหมาะสม สามารถปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอมไดเปนอยางดี และสามารถดํารงตนอยู
ในสงั คมไดอยา งมคี วามสุข
นอกจากนี้ คําวา “การแนะแนว” เปนคําที่บัญญัติขึ้นใชใหตรงกับในภาษาอังกฤษวา
“Guidance” ซงึ่ มีความหมายวา “การช้ีแนวทาง” หรอื “การชี้ชองทาง” แตความหมายทแี่ ทจ ริงน้ัน
ไดม ีผูใ หคาํ นิยามหรอื คําจํากดั ความไวมากมายหลายอยา ง ซงึ่ มีผูใหนยิ ามไวต า งกนั ดงั น้ี
Carter V. Cood ไดอธบิ ายความหมาย “การแนะแนว” วา

1. การแนะแนว คอื แบบของการชวยเหลือทม่ี ีระเบียบแบบแผนอยา งหนง่ึ (นอกเหนอื จาก
การสอนตามปกติ) แก นักเรียน นักศกึ ษา หรอื บุคคลอื่นๆ เพื่อใหเขารูจักแสวงหาความรู ความฉลาด
ปราศจากการบงั คบั ใดๆ เปนการนําทางใหเขารูจักการนําตนเอง

2. การแนะแนว หมายถึง กลวิธีในการนําเด็กไปสูจุดหมายที่เขาปรารถนา โดยจัด
ส่งิ แวดลอมใหส นองความตองการของมูลฐานของเขา และชวยใหความตอ งการเขาสมั ฤทธผิ ล

3. การแนะแนว คือ วิธีการท่ีสําคัญวิธีหน่ึงในการสอบแบบพิพัฒนาการ (Progressive
Teaching) โดยการท่ีครูเปนผูนําเด็กใหรูจักการคนควา และชวยใหความตองการของเขาไดรับ
การ ตอบสนอง

William M. Proctor นักศึกษาของสหรัฐอเมริกา ไดใหความหมาย “การแนะแนว” ไววา
คือการบรกิ ารซ่ึงจัดข้ึนเพื่อชวยเหลือเดก็ ท้ังที่เปน รายบุคคลและเปน กลุม ทงั้ ท่ียังศึกษาเลาเรียนอยูใน
โรงเรียนและที่ออกจากโรงเรยี นไปแลว เพื่อชว ยใหเขาปรบั ตนไดดีท่ีสุด และรูจกั ตัดสินใจในการเลือก
อาชพี สนั ทนาการ สขุ ภาพ และการสงั คมไดเ หมาะสมทสี่ ุด

Arthur J. Jones กลาววา การแนะแนวหมายถึงการชวยเหลือใหบุคคลรูจักตัดสินใจวา
เขาตองการจะไปที่ไหน เขาตองการจะทําอะไร ชวยใหเขาสามารถตัดสินใจไดวา เขาจะทําให

113

ความหวังหรือจดุ มงุ หมายของเขาสมั ฤทธิผลโดยสมบรู ณไดอ ยางไร ซึ่งใหเขาสามารถแกไขปญหาตางๆ
ซึง่ เขาตองประสบในชวี ติ ไดด วยดี

Robert H. Knapp นักการศึกษาอีกผูหนึ่ง กลาววา การแนะแนวเปนกรรมวิธีท่ีซับซอน
เปน กรรมวธิ ีทช่ี วยใหความตอ งการของเดก็ ไดป ระสบความสาํ เร็จ ชว ยใหเ ด็กไดเขาใจตนเอง รูจกั เลอื ก
และรูจักปรับตนดานการเรียน การสังคม ความประพฤติ อารมณ สุขภาพ อาชีพ รวมตลอดถึงการใช
เวลาวางใหเปนประโยชน การแนะแนวเปนกรรมวิธีหรือกระบวนการทเ่ี ปล่ียนแปลงอยูเสมอ และเปน
กระบวนการทตี่ อ งทาํ ติดตอกัน เพราะความเจริญเตบิ โตของเด็กตอเนือ่ งกนั อยูตลอดเวลา

Leonard Carmichael กลาววา การแนะแนวมีความสัมพันธกับการศึกษาอยางแยก
ไมอ อก และเขาสรปุ ความหมายไวด ังนี้

1. การศึกษาที่มปี ระสทิ ธภิ าพ กค็ อื การแนะแนว (Effective Education is Guidance)
2. การศึกษาท่ีแทจริง คือการสอนใหคนรูจักการนําตนเอง (True Education is Always
in a Sense Self-Direction)
3. การแนะแนวม่ีแทจริง ก็คือ การแนะแนวตนเอง (Realistic Guidance is Self-
Guidance)

Lester D. Crow and Alice Crow ไดใ หคํานิยามของการแนะแนววา การท่ีผูใหค ําปรึกษา
ท่ีมีความสามารถ (Competent Counselor) ไดใหความชวยเหลือแกบุคคลนั้นๆ จะมีอายุในวัยใดๆ
ก็ตามใหเขาสามารถชวยตัวของเขาเองได ตัดสินใจเรื่องตางๆดวยตนเองได และรับผิดชอบในปญหา
ตา งๆ ของตนเองไดดวย

จากความหมายของการแนะแนวที่ไดกลาวมาแลวนี้ พอจะสรุปไดวา การแนะแนวก็คือ
การบริการอยางหนึ่งซึ่งโรงเรียนจัดขึ้นเพ่ือชวยเหลือนักเรียนแตละคนใหรูจักตนเองอยางดี รูถึง
ความสามารถและขอบเขตแหงความสามารถของตนตลอดจนรูโอกาสและชองทางตางๆ ท่ีจะใช
ความสามารถท่ีตนมีอยูใหเกิดประโยชนแกตนเอง และสังคมที่อาศัยอยูใหมากที่สุดเทาที่จะมากได
หรืออาจสรุปใหเปนขอความทสี่ น้ั ทสี่ ดุ วาคอื การชว ยเหลอื นักเรียนใหรูจ กั ชว ยตนเอง

ความเปนมาของการแนะแนว

การแนะแนวเกิดข้ึนอยางเปนระบบในสหรัฐอเมริกา โดยมีจุดเริ่มตนจากการแนะแนวอาชีพ
ในป ค.ศ.1985 โดยผูท่ีริเริ่มวางรากฐานการแนะแนวอยางเปนระบบจนไดรับการยกยองวาเปนบิดา
แหงการแนะแนวคือ Frank Parsons จากจุดเริ่มตนการแนะแนวอาชีพในสถานศึกษา ตอมาได
ขยายขอบขายมาสูการแนะแนวการศึกษา โดย Truman L.Kelley ไดบัญญัติศัพทคําวาการแนะ
แนวการศึกษาข้ึนในป ค.ศ. 1914 และตอมาในป ค.ศ. 1920 William M Proctor ไดเสนอแนวคิด
วาการแนะแนวควรมีขอบขายท่ีครอบคลุมการแนะแนวการศึกษา การแนะแนวอาชีพและการแนะ
แนวสวนตัวและสังคม จากน้ันการแนะแนวไดขยายสูประเทศอื่นๆในแถบยุโรปและเอเชีย ประเทศ

114

ไทยไดรับอิทธิพล ดานการแนะแนวจากสหรัฐอเมริกาโดยเริ่มการแนะแนวอยางเปนระบบในป
พ.ศ. 2496 ซงึ่ กรมสามญั ศกึ ษารวมกับองคการ UNICEF ไดจัดใหม ีโครงการทดลองจัดโรงเรยี นมัธยม
แบบประสมข้ึนที่โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎ์ิ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยจัดใหมีหองศึกษาสงเคราะห
เพ่ือใหบริการปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกวิชาเรียนและตอมาไดมีการจัด “กิจกรรมสํารวจ” ใหแก
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 1-3 ในโครงการทดลองเรียนหลักสูตรมัธยมแบบประสม เพื่อชวยเหลือ
นักเรยี นใหเลือกวชิ าเรียนตามความถนัด ความสามารถและความสนใจ โดยใชเวลา 1 คาบตอ สปั ดาห
ในทุกภาคเรียน นับเปนจุดเริ่มตนที่สําคัญของการจัดบริการแนะแนวในคาบเรียนซ่ึงภายหลังจากที่
กระทรวงศึกษาธิการไดประกาศใชหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนตนในพุทธศักราช 2521 และลักสูตร
มธั ยมศึกษาตอนปลายในปพทุ ธศกั ราช 2524 ไดมีการกําหนดใหม ีการจดั การแนะแนวไวในคาบเรยี น
ตอมาม่ือมีการประกาศใชหักสูตรสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 จนกระท่ังปจจุบันซึ่งมี
การประกาศใชหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 “กิจกรรมแนะแนว”
ไดถูกบรรจุไวเปนหน่ึงในกจิ กรรมพฒั นาผเู รียนซ่งึ ทกุ สถานศกึ ษาจะตองจดั ใหแกนักเรยี น

ความสําคญั ของการแนะแนว

พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ.2542 มีความมุงหมายและหลักการวาการจัด
การศึกษาจะตองเปนไปเพ่ือพัฒนาคนไทยใหเปนมนุษยที่สมบูรณทั้งรางกาย จิตใจ สติปญญาความรู
และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดํารงชีวิต สามารถอยูรวมกบั ผอู ่ืนอยา งมคี วามสุขและ
กําหนดแนวการจัดการศึกษาตองยึดหลักวาผูเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองได
และถือวาผูเรียนมีความสําคัญท่ีสุด กระบวนการจัดการศึกษาตองสงเสริมใหผูเรียนสามารถพัฒนา
ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมใหสอดคลองกับความสนใจ
และความถนัดของผูเรียน คํานึงถงึ ความแตกตางระหวางบุคคล ฝกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ
การเผชิญสถานการณ และการประยุกตความรูมาใชในการปองกัน แกไขปญหา และการเรียนรูจาก
ประสบการณจริง ดังนั้นหลักสูตรการศึกษาขน้ั พื้นฐานจึงกําหนดใหมีสาระการเรยี นรู 8 กลมุ วิชา และ
กิจกรรมพัฒนาผูเรียน ทั้งน้ีกิจกรรมพัฒนาผูเรียนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วของสังคม
และเทคโนโลยีที่กอใหเ กิดท้งั ผลดีและผลเสีย สงผลใหการดําเนนิ ชีวติ ในปจจุบันมีความยุงยากซับซอ น
มากยง่ิ ขึน้ บุคคลจึงจําเปน ตองปรับเปลย่ี นวถิ กี ารดําเนนิ ชีวติ ใหส ามารถดาํ รงชวี ติ อยูใ นสงั คมไดอยา งมี
คุณคา มีศักด์ิศรี กิจกรรมแนะแนวจึงมีความสําคัญในการทําใหทุกคนอยูรวมกันในสังคมอยางมี
ความสขุ บนพน้ื ฐานของการรจู ักตนเองและเขาใจผูอ ื่น

ประโยชนที่ไดร ับจากบริการแนะแนว

1. ประโยชนแกผูป กครองหรอื บดิ ามารดา
1.1 ไดรับรูและเขาใจสถานภาพทางการเรียนของบุตรหลานของทาน เมื่อทานไดมีโอกาส

ปรกึ ษาหารือกบั ครแู นะแนว

115

1.2 ไดรับขอมูลเกี่ยวกับโอกาสท่ีบุตรหลานของทานจะไดเรียนตอหรือออกไปประกอบ
วชิ าชพี

1.3 รับรูและเขาใจสภาพปญหาของเด็กวัยรุนเพื่อจะไดใหความรวมมือกับโรงเรียนในการ
ปรับปรุงพฤติกรรมของบุตรหลานของทา นตอไป

2.ประโยชนต อ นกั เรียน
2.1 ชวยใหนักเรียนรูจักตนเองดีข้ึนและสามารถปรับปรุงตนเองในดานการเรียน สังคม

อารมณ และสติปญ ญา
2.2 ชวยใหน ักเรียนตัดสนิ ใจไดดวยตนเองอยา งฉลาดและมีเหตผุ ล
2.3 ชวยใหนักเรยี นเขาใจสาเหตุของปญหาและวิธีการแกปญหาเพือ่ สามารถดําเนินชีวิตอ

ยา งมจี ดุ มุงหมายและอยใู นสงั คมอยา งมีความสุข
3. ประโยชนแ กค รู
3.1 ชวยครใู หเ ขาใจถงึ ปญหาและสาเหตขุ องปญ หารวมทงั้ วธิ ีแกป ญ หานน้ั
3.2 ชวยครูในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใหสอดคลองกับความตองการและความ

สนใจของนักเรียน
3.3 ชวยครใู นการศกึ ษานักเรยี นทําใหร จู ักนกั เรียนดขี น้ึ

4. ประโยชนแกโรงเรยี น
4.1ชวยโรงเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใหสอดคลองกับความตองการและ

ความสนใจของนกั เรียน
4.2 ชวยลดปญหาตางๆ เชนปญหานกั เรียนเรยี นไมจบหลกั สตู ร หรอื ปญ หานักเรียนเรียน

ออน หรือหนีเรยี นเปนตน

ประเภทของการแนะแนว

การแนะแนวสามารถจําแนกประเภทตามลักษณะของปญหาท่ีนักเรียนตองการความ
ชวยเหลือ ไดเปน 3 ประเภทใหญๆ คือ การแนะแนวการศึกษา การแนะแนวอาชีพ การแนะแนว
ดานสว นตัวและสังคม ดงั มรี ายละเอยี ดดงั นี้

1. การแนะแนวการศกึ ษา (Educaional Guidance)
การแนะแนวการศึกษา หมายถึง กระบวนการใหความชวยเหลือนักเรียนในเรื่องท่ีเกี่ยวกับ
การศึกษาโดยเฉพา ะ เชน แนวทางในการศึกษาตอ การเลือกโปรแกรมการเรียน การลงทะเบียน
หลกั สตู ร การเรยี นการสอน การวัดผลประเมินผลของโรงเรยี น การคนควา เขยี นรายงาน การอาน
หนงั สือ การเตรียมตัวสอบ การสรา งสมาธิในการเรยี น การเขารวมกจิ กรรมเสรมิ หลักสตู ร ฯลฯ
การแนะแนวการศึกษาจะชวยใหนักเรียนรจู ักเลือกและปรับตวั ไดอ ยา งเหมาะสมในเร่ืองการศึกษาเลา
เรียนของตน ทงั้ ยงั ชวยใหนกั เรียนสามารถวางแผนการศกึ ษาของตนไดอยางถูกตอง

116

2. การแนะแนวอาชีพ (Vocational Guidance)
การแนะแนวอาชีพ หมายถึง หมายถึงกระบวนการใหความชวยเหลือนักเรียนเก่ียวกับ
การวางแผนและการตัดสินใจเลือกอาชีพ เพื่อชวยใหนักเรียนไดคนพบอาชีพท่ีเหมาะสมกับ
ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ และสภาพรางกายของตน ดังน้ันการแนะแนวอาชีพจึงเปน
การชวยใหนักเรียนไดมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับสภาพและลักษณะของงาน คุณสมบัติที่จําเปน
การฝกอบรม รายได สวัสดิการ ความม่ันคงและความกาวหนา ส่ิงแวดลอม ขอดีและขอเสีย
นอกจากนี้ยงั รวมไปถึงการแสวงหางาน การสมัครงาน การปรบั ตัวใหเขากบั งานและการปฏบิ ัติตนให
มีความเจริญกาวหนาในการทํางานการแนะแนวอาชีพจะชวยใหนักเรียนไดคนพบและตัดสินใจเลือก
อาชีพไดอยางถูกตอง ซึ่งจะเปนผลใหนักเรียนมีความพึงพอใจในงานของตนและมีชีวิตการทํางานที่มี
ประสิทธิภาพ เปนการชวยใหทรัพยากรมนุษยไดรับการสงเสริมพัฒนาใหเกิดประโยชนแกสังคมและ
ประเทศชาตอิ ยางแทจ ริง
3. การแนะแนวดานสวนตัวและสังคม (Personal and Social Guidance)
การแนะแนวดานสวนตัวและสังคม หมายถึงกระบวนการใหความชวยเหลือนักเรียนในเรื่อง
ที่นอกเหนือจากดานการศึกษาและอาชีพ เปนการชวยเหลือนักเรียนใหเขาใจตนเองและ
สภาพแวดลอมทําใหสามารถมีชีวิตและปรับตัวไดอยางมีความสุข ดังนั้นการแนะแนวดานสวนตัว
และสังคมจึงเปนการชวยใหนักเรียนไดมีความรูความเขาใจเก่ียวกับการรักษาสุขภาพกายและ
สขุ ภาพจิต มารยาทสงั คม การคบเพื่อนเพศเดยี วกนั และเพอื่ นตางเพศ การใชเวลาวาง การใชจา ยเงิน
บุคลิกภาพและการแตงกาย อารมณและการควบคุมอารมณ มนุษยสัมพันธ จริยธรรม คานิยม
ศาสนาและความเช่อื การแบงประเภทการแนะแนวนั้นเปนการจัดประเภทตามลกั ษณะของขอ มูลและ
ขอสนเทศที่ทางโรงเรียนที่ทางโรงเรียนนํามา แตการแนะแนวทั้ง 3 ประเภทมีความสัมพันธกันอยาง
ใกลชิด เชน การชวยเหลือนักเรียนในเรื่องการวางแผนก่ียวกบั อาชีพกม็ ีความจําเปนทจ่ี ะตองเกีย่ วของ
กับการศึกษาของนักเรียน และยังตองศึกษาองคประกอบดานสวนตัวและสังคมของักเรียนไปพรอม
กัน ดังน้ันในแงการปฏิบัติเพื่อชวยใหการแนะแนวมีประสิทธิภาพจึงจําเปนตองใหการแนะแนวแก
นกั เรียนทั้ง 3 ดา นควบคูกนั ไป การแนะแนวเชน นีเ้ รยี กวา “การแนะแนวชีวิต” (Life Guidance)

จุดมุงหมายของการแนะแนว

จดุ มงุ หมายของการแนะแนวสามารถจาํ แนกออกเปน 2 ประเภทคือ จุดมุงหมายท่ัวไป และ
จดุ มงุ หมายเฉพาะ ดงั มีรายละเอียดดงั นี้

1. จุดมุงหมายทวั่ ไป
จุดมุงหมายท่ัวไป หมายถึงจุดมุงหมายของการแนะแนวโดยสวนรวม นั่นคือการแนะแนวไมวาจะ
จัดในสถานท่ีใดก็ตามยอมมีจุดมุงหมายทั่วไปเหมือนกัน หรืออาจเรียกวาเปนหนาที่ของการแนะแนว
3 ประการคอื

1.1 เพอื่ ปองกนั ปญหา (Prevention) การแนะแนวจะมุงปองกันไมใ หนกั เรยี นเกดิ ปญหา
หรือเกิดความยุงยากในการดําเนินชีวิต เพราะปญหาและความยุงยากตางๆนั้นสามารถปองกันได

117

การปลอยใหนักเรียนเกิดปญหาแลวคอยตามไปชวยเหลือ แกไขในภายหลังนั้นทําไดยากและตองใช
เวลานาน และในบางกรณีอาจไมสามารถแกไ ขไดอกี ดว ย

1.2 เพื่อแกไขปญหา (Curation) การแนะแนวมุงจะใหความชวยเหลือนักเรียน
ในการแกไขปญหาตางๆที่เกิดขึ้น เพราะถาปลอยใหนักเรียนประสบปญหาโดยไมใหความชวยเหลือ
แลว นักเรยี นก็จะไมสามารถดาํ รงตนอยใู นสังคมไดอยางปกตสิ ุข บางครงั้ นกั เรียนอาจจะมีการปรับตัว
ผดิ ซ่งึ จะทําใหเ กิดปญหามากยงิ่ ขนึ้

1.3 เพ่ือสงเสริมพัฒนา (Development) การแนะแนวมุงจะใหการสงเสริมนักเรียน
ทุกคนใหเกิดความเจริญงอกงาม มีพัฒนาการดานตางๆอยางสมบูรณ เพ่ือท่ีนักเรียนแตละคนจะ
ไดรับการสงเสริมและแสดงความสามารถในดานตางๆของตนออกมาอยางเต็มที่โดยไมมีส่ิงใดมาเปน
อปุ สรรคขดั ขวางความเจรญิ กาวหนา และพฒั นาการของนกั เรียน

2.จุดมงุ หมายเฉพาะ
จุดมงุ หมายเฉพาะหมายถึงจุดมุงหมายของการแนะแนวซ่ึงสถานศึกษาที่จัดใหม ีบริการแนะ
แนวเปนผูกําหนดข้ึนมาเพ่ือใหสอดคลองกับปรัชญา เปาหมายของหลักสูตรและสภาพสังคมของ
สถานศึกษาน้ันๆ แตอยางไรก็ตามจุดมุงหมายเฉพาะของการแนะแนวสําหรับสถานศึกษาแตละแหง
กย็ อมจะมไี มแ ตกตา งกนั มากนัก เชน
1 .เพื่อชวยใหนักเรียนแตละคนไดรูจักตัวเองอยางแทจริง (Self - Understanding) คือ
การชวยใหนักเรียนรูถึงความตองการ ความคิด ความสามารถ ความถนัดและขอจํากัดตางๆของตน
ซ่ึงจะเปนประโยชนตอการตัดสนิ ใจเลอื กแนวทางการศึกษา อาชีพและการดาํ เนินชวี ิตของนกั เรียน
2. เพ่ือชวยใหนักเรียนรูจักปรับตัว (Self – Adjustment)น่ันคือการชวยใหนักเรียนรูจัก
วิธีการปรับตัวใหเหมาะสมกับตนเองและสภาพแวดลอม ทั้งนี้เพ่ือจะไดดํารงชีวิตอยูในสังคมไดอยาง
เหมาะสมและเปนสขุ
3. เพื่อชวยใหนักเรียนรูจักนําตนเอง (Self - Direction) คือการชวยใหนักเรียนมีความ
เชอ่ื มัน่ ในตนเอง รจู ักใชสติปญญาความสามารถของตนแกไ ขปญหาตางๆไดอยางฉลาดและเหมาะสม
สามารถวางแผนชวี ติ ในอนาคตและสามารถนําตนเองไปสเู ปา หมายทีว่ างไวอ ยางมีประสทิ ธภิ าพ
4 .เพ่ือชวยใหนักเรียนรูจักใชวิจารญาณคาดการณส่ิงท่ีอาจจะเกิดข้ึนลวงหนา และรูจัก
หลกี เล่ียงและปอ งกันสิง่ ทอี่ าจจะเกิดขึน้ โดยกะทันหนั
5. เพ่ือสงเสริมใหเกิดสัมพันธภาพท่ีดีระหวางครูกับนักเรียน เพราะสัมพันธภาพที่ดีจะ
ชว ยใหการบรหิ ารงานของโรงเรยี นดําเนินไปอยางราบรื่นและมีประสทิ ธิภาพ
6. เพื่อชวยฝกในเรื่องประชาธิปไตยใหแกเยาวชนของชาติ เพราะการฝกใหนักเรียนไดมี
ความรูความเขาใจเก่ียวกับสทิ ธิ หนา ที่ของตนและมีการปฏิบัติจริงจะชว ยใหนกั เรยี นเจริญเติบโตเปน
ผูใหญท มี่ ีคุณภาพ
7. เพ่ือชวยใหเกิดความเขาใจอันดีตอกันระหวางโรงเรียน บานและชุมชน อันเปน
ประโยชนต อการสง เสรมิ พฒั นานกั เรียนในท่ีสดุ

118

ปรชั ญาของการแนะแนว

ปรัชญาคือแนวความคิดหรือทัศนะความคิดซ่ึงไดรับการพิจารณาไตรตรองแลววาเปนสิ่งท่ีมี
คุณคา มีประโยชน สมควรยึดถือเปนหลักในการดําเนินงาน ดังน้ัน ปรัชญาของการแนะแนว
หมายถึง แนวความคิดหรือทศั นะความคิดซึ่งไดรับการพิจารณาไตรตรองแลวเห็นวา เปน ส่ิงที่มีคณุ คา
มปี ระโยชน สมควรยดึ ถอื เปนหลักการดาํ เนนิ งานแนะแนว ซึง่ มีอยู 7 ประการดว ยกนั คอื

1. แนวความคิดเรื่องความแตกตางระหวางบุคคล (Individual Differences) จัดวาเปน
แนวความคิดหลักของการแนะแนวเพราะเปาหมายสูงสุดของการแนะแนวก็คือการสงเสริมความ
แตกตางระหวางบุคคล การชวยใหบุคคลแตละคนไดมีความเจริญงอกงามและพัฒนาการอยางมี
บูรณาการสุดขีดความสามารถของตน

2. แนวความคดิ เร่ืองทรัพยากรมนษุ ย (Human Resources) ในทางการแนะแนวมีความ
คิดเห็นวามนุษยเปนทรัพยากรท่ีมีคาสูงยิ่งเพราะสิ่งประดิษฐตางๆไมวาจะมีคุณคามากสักเพียงใดก็
ตามลวนเกิดจากคิดคนสรางขึ้นมาโดยมนุษยท้ังสิ้น ดังนั้น สถาบันตางๆในสังคมไมวาจะเปนบาน
โรงเรียน วัด หนวยงานของรัฐบาล ตลอดจนหนวยงานของเอกชนควรจะไดชวยสงเสริมพัฒนา
เยาวชนของชาติใหมีความเจริญงอกงามและมีพัฒนาการสงู ข้ึนในทุกๆดาน ท้ังน้ีเพ่ือเปนการสงวนไว
ซ่ึงทรัพยากรมนษุ ยและเพ่อื ที่จะไดใชท รัพยากรมนษุ ยใหเกดิ ประโยชนส ูงสดุ

3. แนวความคิดเรื่องความรวมมือ (Cooperation) ไมใชการบังคับ (Compulsion)
ในทางการแนะแนวมีความคิดเห็นวาการใหค วามชวยเหลือของการแนะแนวจะตองเปนไปในลักษณะ
ของการรว มมือกันระหวางผูใหความชวยเหลือและผูใ หความรวมมือชวยเหลือและผูรบั ความชวยเหลือ
จะไมใชวิธีการบังคับและจะเนนท่ีการใหบุคคลผูมีปญหาไดปลดปลอยแรงจูงใจภายในของตนออกมา
และการชวยเหลือน้ีจะตองชวยใหบุคคลผูมีปญหาสามารถชวยตนเองไดในที่สุด (Help him to
helpe himself)

4. แนวความคิดเรื่องคุณคา (Worth) และใหเกียรติ (Dignity) ของบุคคล น่ันคือการแนะ
แนวมีความคิดเห็นวามนุษยทุกคนเปนผูท่ีมีคุณคาและมีเกียรติเทาเทียมกัน ไมควรไดรับการดูถูก
เหยียดหยาม ไมวาเขาจะเปนผูมีปญหาหรือไมก็ตาม และทุกคนมีสิทธ์ิและอิสรภาพในการเลือก
เปา หมายชวี ติ ของตน (Freedom to Choose)

5. แนวความคิดเรื่องพฤตกิ รรมยอมมีสาเหตุ (Cause) และจดุ มงุ หมาย (Purpose) ในทาง
การแนะแนวมีความคิดเห็นวาพฤติกรรมทุกพฤติกรรมยอมมีสาเหตุและจุดมุงหมาย ดังนั้น
ในการแกปญหาพฤติกรรมท่ีผิดปกติหรือเบีย่ งเบนไปของนักเรยี น จึงมีความจําเปนที่จะตองศึกษาถึง
สาเหตุแหงความผิดปกตินั้นๆเสียกอน เมื่อคนไบสาเหตุแลวยอมจะสามารถใหความชวยเหลือไดถูก
จุดและทาํ ไดงาย

6. แนวความคิดเรื่องพัฒนาการดานสวนตัว (Personal Development) นั่นคือในการ
แนะแนวมีความคิดเห็นวางานของการศึกษาเปนการพัฒนามนุษยทางดา นสมองหรอื สติปญญาเทาน้ัน
แตการเปนมนุษยที่สมบูรณจะตองมีการพัฒนาการดานสวนตัวดวย ซึ่งถือวาเปนงานของการแนะ
แนวโดยเฉพาะ เปน การชว ยใหมนษุ ยรูจักและเขาใจตนเอง

119

7. แนวความคิดเรอ่ื งการแนะแนวเปนกระบวนการทางการศกึ ษาท่ีมลี ําดับขน้ั และตอเนื่อง
(Continuous) นั่นคือในทางการแนะแนวมีความคิดเห็นวาการแนะแนวมิไดเปนเหตุการณท่ีเกิดข้ึน
เพียงคร้ังเดียว หรือเปนเหตุการณท่ีเกิดข้ึน ณ จุดใดจุดหน่ึง แตเปนกระบวนการที่มีลําดับขั้นตอน
และตอเน่ืองตั้งแตระดับประถมศึกษา จนกระท่ังสําเร็จการศึกษาและกาวเขาสูโลกของงาน (World
of Work)

หลักการของแนะแนว

การจัดบริการแนะแนวในโรงเรียนใหมีประสิทธิภาพจําเปนจะตองปฏิบัติตามหลักการที่
สาํ คญั ดงั ตอ ไปนี้ (พนม ล้ิมอารยี , 2548 , หนา 3 - 16)

1. การจัดบริการแนะแนวโรงเรียนจะตองมุงใหความชวยเหลือนักเรียนทุกคน เนื่องจาก
นักเรียนทุกคนยอมตองการความชวยเหลือจากโรงเรียนของตน และเปนการใหบริการที่เสมอภาค
เปน ธรรมและเทาเทียมกัน

2. การจัดบริการแนะแนวจะตองกระทําอยางเปนกระบวนการท่ีตอเนื่อง คือจัดอยางเปน
ระบบมีระเบียบแบบแผน มีความสัมพันธตอเนื่องกันไปเปนลูกโซทุกข้ันตอนจนกระท่ังบุคคลท่ีไดรับ
ความชว ยเหลือสามารถนําตนเองได ชว ยตนเองได

3. ผูทําการแนะแนวจะตองยอมรับในความเปนเอกัตบุคคล (Individual) ของนักเรียน
นั่นคือจะตองมีความเขาใจและยอมรับในเร่ืองความแตกตางระวางบุคคล (Individual Difference)
ซงึ่ มีประเดน็ สาํ คัญดังนี้

3.1 บคุ คลแตล ะบุคคลยอ มมีลกั ษณะเฉพาะของตนเองจะไมเ หมือนกับคนอ่ืน ไมว า
รูปรา ง สติปญญา ความสามารถ อปุ นิสยั คา นยิ ม ความสนใจ ฯลฯ

3.2 บุคคลแตละคนยอมมีพัฒนาการอยางมีลําดับขั้นตอนและตอเนื่องไปตาม
ลกั ษณะเฉพาะของตน

3.3 บุคคลแตล ะคนยอมมกี ระบวนการแหง การเปลย่ี นแปลงตนตามประสบการณที่
ตนเองประสบมาและตามแนวทางหรือแผนการของตนทวี่ างไวส ําหรับอนาคต

4. การแนะแนวเปนงานทีว่ างอยบู นพื้นฐานกระบวนการพฤตกิ รรมของบุคคลและเกย่ี วขอ ง
กับพัฒนาการของมนุษย ดังนั้นการแนะแนวจึงจําเปนตองใชเครื่องมือและกลวิธีตางๆ ทั้งที่เปน
แบบทดสอบและไมใชแบบทดสอบ เพื่อจะไดเขาใจบุคคลแตละคนและเพื่อชวยใหบุคคลไดเขาใจ
ตนเอง เพื่อจะไดส ามารถควบคมุ พฒั นาการสวนตวั ของนักเรยี นได

5. ผูทํางานดานการแนะแนวจะตองเคารพในสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแตละคน นั่นคือ
จะตองยอมรับวานักเรียนแตละคนมีอิสรภาพท่ีจะเลือกแนวทางชีวิตของตนเอง การเลือกและ
การตัดสนิ ใจของนกั เรยี นควรเกดิ จากการใชว ิจารณญาณของนักเรยี นเองไมใชก ารบังคบั

120

6. การแนะแนวถือวาเปนสวนหน่ึงของกระบวนการของการศึกษา ดังน้ันการแนะแนว
ควรจะสอดแทรกอยใู นกระบวนการเรยี นการสอนของโรงเรียน เพอ่ื ชวยใหน ักเรียนแตล ะคนไดพ ฒั นา
ตนเองทกุ ดา นอยา งมีบรู ณาการ(Intergration)

7. การแนะแนวที่มีประสิทธิภาพ ผูที่ทําหนาที่นักแนะแนว (Counselor) จะตองตองเปน
ผูท่ีไดรับการศึกษาอบรมทางการแนะแนวมาโดยเฉพาะ มีทั้งความรู (Knowledge) และทักษะ
(Skills) ที่เหมาะสมและมีการจัดดําเนนิ การแนะแนวอยา งมรี ะบบ (Systematical Guidance)

8. ผูทํางานดานการแนะแนวจะตองเปนผูท่ีมีมนุษยสัมพันธดี มีความเปนประชาธิปไตย
เปน ผทู ีย่ อมรบั ฟงความคดิ เห็นของผอู ่นื และจะตองเปน ผทู ส่ี ามารถทํางานรวมกบั ผูอ ่ืนไดเ ปนอยางดี

9. การจัดบริการแนะแนวจะไดผ ลดีมีประสิทธภิ าพ จะตอ งเกิดจากความรวมมอื และความ
สมัครใจจากบุคลากรทุกฝายในโรงเรียน และนักเรียนผูมารับบริการจะตองมาดวยความเต็มใจให
ความรว มมอื ดวย

10. ผูทํางานดานการแนะแนวจะตองเปนผูท่ีสามารถเก็บรักษาความลับได เพราะถาเปน
ผทู ่ีไมสามารถเก็บรักษาความลับก็จะทําใหนักเรียนความรูสึกไมปลดภัย ทําใหขาดความไววางใจและ
ไมยนิ ดที ี่จะรบั ความชว ยเหลือ

บรกิ ารแนะแนวในโรงเรยี น

1. บรกิ ารรวบรวมขอ มูลเปนรายบคุ คล
บริการรวบรวมขอมูลเปนรายบุคคลเปนบริการที่จําเปนพ้ืนฐานในการที่จะใหความ
ชวยเหลือนักเรียนไดอยางถูกตอง เพราะจะทําใหไดทราบปฐหาหรือขอบกพรองในตัวนักเรียนเพ่ือ
ดําเนินการแกไขไดถูกตองและนําขอมูลท่ีไดศึกษามาเปนองคประกอบในการจัดบริการอื่นๆตอไป
บริการดานน้ีไดแก บันทึกประวัตินักเรียนทุกคนไวในระเบียนสะสม บริการขอมูลแกผูที่เก่ียวของ
บริการทดสอบความถนดั ความสนใจของนักเรียน สํารวจพฤติกรรมทมี่ ีปญหาของนกั เรยี น
2. บรกิ ารสนเทศ
บรกิ ารสนเทศเปนบริการใหค วามรแู กนักเรียนในหลายรูปแบบ เพ่อื ชว ยใหนักเรียนสามารถ
ปรับตัวเขากับสถานการณตางๆได รูจักตัดสนิ ใจและวางแผนอนาคตอยางฉลาด ไดแ ก การจัดสอนให
ความรูตางๆในคาบกิจกรรมแนะแนว การจัดปายนิเทศ การจัดทําเอกสารท่ีเปนประโยชนแก
นกั เรียน การจัดอภปิ ราย บรรยาย ใหค วามรูในดา นการศกึ ษา อาชีพ และการปรับตวั ในสังคม การจัด
วันอาชีพ การจัดสัปดาหแนะแนวทางศึกษาตอ การจัดฉายภาพยนตร วีดีโอ สไลดที่เปนประโยชน
ตอนักเรียน
3. บริการใหคําปรึกษา
บริการใหคําปรึกษาเปนบริการท่ีนับวาเปนหัวใจสําคัญของงานแนะแนว โดยเฉพาะ
การเรียนการสอนตามหลักสตู รใหมแ ละในสภาวะเศรษฐกจิ และสงั คมในยคุ ปจจุบนั งานบริการในดา น
นี้คือ ใหคําปรึกษานักเรียนที่มีปญหาการเรียน อาชีพ และดานสวนตัว ศึกษาและหาทางชวยให

121

นักเรียนแกปญหาของตนเองไดอยางถูกตองและเหมาะสม เสนอแนะแนวทางปฏิบัติตนเพื่อ
เสรมิ สรา งบคุ ลกิ ภาพ

บริการใหคําปรึกษาจะชวยผอนคลายความเครียดในจิตใจของนักเรียนและผูปกครองโดย
อาจารยแนะแนวมจี รรยาบรรณท่ีจะรักษาความลบั ของนักเรยี น ฉะนั้นการเขาไปพดู คุยกบั ครูแนะแนว
จึงเปนเร่ืองที่เด็กฉลาดควรทํา ไมควรคิดผิดๆวาเฉพาะเด็กที่มีปญหาเทานั้นที่จะเขาหองแนะแนว
อาจารยแนะแนวพรอมที่จะเปน คูคิด เปนทีป่ รึกษาท้ังการเลือกวิชาเรียน การศึกษาตอ การหางานทํา
หรอื ปญหาสวนตวั งานแนะแนวยนิ ดชี วยนกั เรียนเสมอ

4. บรกิ ารจัดวางตัวบุคคล
บริการจัดวางตัวบุคคล เปนบริการชวยจัดวางตัวนักเรียนใหเลือกวิชาเรียนตามความถนัด
ของตนเอง เชน หลักสูตรมัธยมศึกษาปท่ี 4-5-6 ในปจจุบันตองเลือกเรียนวิชาตามความถนัดหรือ
ความสามารถของตนเอง ซึ่งนักเรียนตองเปนผูพิจารณาวาตนเองจะสามารถเลาเรียนในวิชาท่ีตน
เลือกจนประสบความสําเร็จหรือไม สิ่งเหลาน้ีจึงจําเปนตองปรึกษาหารือกับบุคลากรท่ีทําหนาท่ี
รับผดิ ชอบเกย่ี วกับดา นนโ้ี ดยตรง
ชวยจัดวางตัวนักเรียนใหเรียนวิชาตรงตามหลักสูตร เมื่อนักเรียนไดมีโอกาสเลือกวิชาเรียน
ไดต ามความถนัดของตนเองนักเรียนก็จะตองเลอื กวิชาเรยี นใหต รงตามหลักสูตรท่ีตนเองเลือกไว
ชวยจัดวางตัวนักเรียนใหเรียนกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ดีและมีคุณคา ซ่ึงผูแนะแนวจะตอง
ค อ ย ใ ห คํ า ป รึ ก ษ า ใ ห นั ก เ รี ย น ไ ด เ ลื อ ก กิ จ ก ร ร ม ด ว ย ค ว า ม ฉ ล า ด แ ล ะ ใ ช วิ จ า ร ณ ญ า ณ อ ย า ง ดี
เปนการเสริมสรางทางดานวิชาการใหมั่นคงยิ่งขึ้น ชวยจัดวางตัวนักเรียนเขารวมโครงการและจัด
ประสบการณในการทํางาน เปนการจัดใหน ักเรียนไดทํางานในเวลาวางหรืองานระหวางปด ภาคเรยี น
ชว ยจัดประสบการณทีม่ ีคณุ คาใหแกนักเรียนใหนกั เรียนมโี อกาสเรียนรูอ าชีพตางๆและชวยใหม ีรายได
จากการทํางานทต่ี นเองชอบ เปนการชว ยเหลือทางดา นเศรษฐกจิ อีกดว ย
ชว ยจดั วางตัวนกั เรียนใหเ ขา ฝกทักษะเสรมิ สรางความอดทนในการปฏิบัติงาน
5. บริการติดตามผลและประเมินผล
บริการติดตามผลและประเมนิ ผล เปนการติดตามดูแลพฤติกรรมและพัฒนาการของผเู รียน
ติดตามผลผูเรยี น ประเมินผลการดําเนินงานแนะแนว

ปญ หาของนักเรียนที่ควรไดร บั การแนะแนว

ป ญ ห า ต า ง ๆ ข อ ง นั ก เ รี ย น ท่ี เ กิ ด ข้ึ น แ ล ะ ส ม ค ว ร ไ ด รั บ ก า ร แ น ะ แ น ว น้ั น มี อ ยู ม า ก ม า ย
ซ่ึงพอจะจําแนกออกเปน ประเภทใหญๆ ได 8 ประเภท ดังน้ี (พนม ลม้ิ อารยี , 2548 , หนา 3 - 16)

1. ปญหาเกยี่ วกับพฒั นาการดา นรางกายและสุขภาพ
1.1 ความวิตกกงั วลเกยี่ วกับความเปลี่ยนแปลงของรางกาย
1.2 สขุ ภาพไมแ ขง็ แรง มีโรคประจาํ ตัว
1.3 รูปรางไมดี ขาดอาหาร อวนหรอื ผอมเกนิ ไป
1.4 การรับประทานอาหาร การดื่ม การออกกาํ ลงั กายและการพักผอ น

122

1.5 การรกั ษาความสะอาดและการปองกันโรค
1.6 การขบั ถา ยของเสยี
1.7 การใชยา
2. ปญหาเกยี่ วกบั การศกึ ษาเลา เรียน
2.1 ไมชอบครูบางคนเน่อื งจากดุเกนิ ไปหรอื ไมใหความยุติธรรม
2.2 ไมชอบเรยี นบางวชิ า เชน คณิตศาสตร ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ฯลฯ
2.3 ขาดนิสัยและทักษะในการเรียนท่ีจําเปน เชน การอานหนังสือ การคนควาเขียน
รายงาน การเตรยี มตวั สอบ การกาํ หนดตารางประจําวนั
2.4 รูสึกประหมาเมอื่ ครถู าม หรอื การตอ งออกไปพดู หนาชั้นเรียน
2.5 ขี้เกยี จ ชอบลอกงานเพ่อื น ไมพยายามทํางานอยางเตม็ ความสามารถของตน
2.6 ทอถอย ไมสงู าน ชอบหนเี รยี น
3. ปญหาเกย่ี วกับความสัมพันธใ นครอบครัว
3.1 มคี วามรูสกึ ขัดแยงกบั บิดามารดาของตนเนอ่ื งจากถูกบังคบั มากเกนิ ไป
3.2 มคี วามรูสกึ ขาดความอบอนุ เนอ่ื งจากบดิ ามารดาไมเอาใจใส
3.3 มคี วามรูสึกขาดเพ่อื นเน่อื งจากเปน ลูกคนเดียว
3.4 มีงานตองชว ยบดิ ามารดาทํามากเกินไป
3.5 ขาดความสามัคคีในหมพู ี่นอ ง
3.6 ไมไ ดรับความยตุ ธิ รรมจากบดิ ามารดา
3.7 ความสมั พนั ธภายในครอบครวั ไมด ี มีสภาพบา นแตก
3.8 บดิ า มารดาหรือผปู กครองไมใ หค วามรวมมอื กบั ทางโรงเรียน
3.9 บดิ า มารดา ปฏิบัติตอ นกั เรียนเหมือนเดก็ เล็ก
4. ปญหาดานการเงิน
4.1 ขาดผอู ปุ การะสง เสียใหเลา เรียน
4.2 ตองทํางานหารายไดชวยตนเอง เพื่อใชเปนทุนในการซ้ืออุปกรณในการศึกษา
เลาเรียน
4.3 ตอ งการหารายไดช วยเหลือตนเอง
4.4 ตอ งการรูจักวธิ ีการใชจ า ยเงนิ ทเ่ี หมาะสม
4.5 ตองการใหผูปกครองใหเงนิ เปน กอ นเพื่อตนจะไดร ับผดิ ชอบคา ใชจา ยเอง
4.6 ตอ งการใหผ ปู กครองใหเงินเพมิ่ ขน้ึ
5. ปญ หาเก่ียวกับเพื่อนตางเพศ
5.1 การปรับตัวดานความสัมพันธกับเพ่ือนตางเพศ เชน ความรัก การเก้ียวพาราสี
การกอดจูบ การแตง งาน ฯลฯ
5.2 การมีนัดหมายกับเพอื่ นผูชายท่ีบิดา มารดาหรอื ผปู กครองไมร ูจัก
5.3 บดิ า มารดาไมอนญุ าตใหออกไปเท่ยี วกบั เพ่ือนตา งเพศ

123

5.4 การปฏิเสธการนดั ของเพ่ือนตา งเพศโดยไมทาํ ใหเ ขารูสกึ เจบ็ ปวด
6. ปญหาเกี่ยวกบั บคุ ลกิ ภาพและสงั คม

6.1 ตองการใหเปนที่สนใจของคนทัว่ ไป
6.2 ตองการเปนคนกริ ยิ ามารยาทงาม
6.3 ตองการใหกิริยาทาทาง การแตงกายและน้ําเสียงของตนเปนที่ประทับใจของ
ผพู บเหน็
6.4 เขากับคนอน่ื ไมไ ด
6.5 อารมณออ นไหว ใจนอ ย โกรธงา ย
6.6 ขาดความเชื่อม่ันในตนเอง
6.7 การอยรู วมกับบุคคลอ่นื ๆ
6.8 ปรัชญาชีวติ เชน ศาสนา ความเชอื่ คา นิยม
6.9 ความเปนพลเมอื งดี
7. ปญหาเกย่ี วกับการใชเ วลาวาง
7.1 การทาํ ตารางประจําวันเพอื่ เปน การวางแผนใชเ วลาในแตล ะวัน
7.2 การเลนกฬี าและเกมตางๆ
7.3 การทํางานศิลปะและการฝมือ
7.4 การสมาคมและการเขารว มกิจกรรมทางสังคม
7.5 การมเี วลาวางมาก
8. ปญหาเกย่ี วกับอาชีพ

8.1 ไมทราบวา จะตัดสินใจเลอื กเรยี นตอ อะไรดี
8.2 ไมท ราบวาจะตัดสินใจประกอบอาชพี อะไรดี
8.3 อยากเลอื กอาชพี บางอยา งแตขาดทุนทรพั ย
8.4 อยากเรียนตอ แตผ ปู กครองจะใหอ อกไปประกอบอาชพี เจริญรอยตามผูใหญ
8.5 อยากเรยี นวชิ าชีพอยา งหนง่ึ แตบิดามารดาตองการใหเรียนอีกอยางหนง่ึ
8.6 ขาดความรเู ก่ียวกับการหางาน
8.7 ขาดความรเู กี่ยวกบั วธิ ีการสมคั รงาน

ปญ หาของนกั เรยี นทคี่ วรไดรบั การแนะแนว

เน่ืองจากครูทุกคนมีหนาท่ีสอนและดูแลเด็กอยูแลว ฉะน้ันบทบาทหนาท่ีของครูทุกคนมี
ดังตอไปนี้

1. ศกึ ษาขอ มลู ของผูเรยี นเปนรายบุคคลเพือ่ รจู ักและเขา ใจผเู รียนอยางแทจ ริง
2. ศกึ ษาหาความรเู พ่มิ เติมทางดานจิตวทิ ยาและการแนะแนว

124

3. ชวยกันดูแลใหความอบอุนแกเด็กเพ่ือปองกันปญหาที่จะเกิดกับเด็กหรือไมสรางความ
กดดันใหเ ดก็ เกิดปญหา

4. ชวยเหลือแกไขปญหาและใหคําปรึกษาแกเด็กเม่ือเกิดเหตุการณตางๆตามกําลัง
ความสามารถโดยไมเกย่ี งหรอื ปดความรับผดิ ชอบไปท่ีครูแนะแนวหรือครทู ่ปี รึกษาเทานนั้

5. สอนหรืออํานวยความสะดวกในการเรียนรูโดยใชหลักการและวิธีการแนะแนวที่เนนเด็ก
เปนสําคญั

6. ชวยจดั กิจกรรมเพ่ือพฒั นาผูเ รียน

สรปุ

การแนะแนวเปนกระบวนการหน่ึงของการศึกษาท่ีจะพัฒนามนษุ ยใ หเปนพลเมืองดี มีความรู
ในทักษะกระบวนการตางๆโดยมุงท่ีจะชวยบุคคลใหมคี วามสามารถชวยเหลือตนเองได ชวยใหผูเ รียน
รูจักตนเองดีขึ้นและชวยใหเขาใจโลกและสิ่งแวดลอม ตลอดจนชวยใหรูจักพัฒนาตนเองในทุกดาน
ผบู ริหารควรใหความสนใจและสนับสนุนการแนะแนวในการทีจ่ ะชวยเหลอื ใหผเู รียนไดมีการพัฒนาได
เต็มตามศักยภาพของแตละบุคคล จุดมุงหมายของการแนะแนวคือการปองกันปญหา แกไข
พฤติกรรมทกุ อยางท่ีผิดปกตแิ ละการพัฒนาคนไปสูจ ดุ มุงหมายของชวี ติ ที่ตองการ

การแนะแนวแบงออกเปน 3 ประเภทคือ การแนะแนวการศึกษา การแนะแนวอาชีพ
การแนะแนวดานสวนตวั และสงั คม ท้ังนกี้ ารแนะแนวท้ัง 3 ประเภทนี้ไมสามารถแยกออกจากกนั อยาง
เด็ดขาด แตจะตองเกี่ยวเน่ืองและสัมพันธกันตลอดเชน แนะแนวการศึกษาเพื่อหาแนวทาง
การประกอบอาชีพที่สังคมยอมรับ ทาํ ใหผเู รยี นมีความสุขท่ีจะอยูใ นสงั คม

125

บทท่ี 9

จิตวิทยาเด็กพิเศษ

อาจารยฉัฐจุฑา นกจันทร

การจัดการศึกษาใหแกเด็กพิเศษในประเทศไทยนั้นมีมาอยางชานาน โดยใน
ป พ.ศ. 2482 ไดมีการเริ่มจัดการศึกษาใหแกเด็กพิเศษขึ้นโดยมูลนิธิชวยคนตาบอดแหง
ประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ ไดทําการสรางโรงเรียนคนตาบอดขึ้นในประเทศไทย
ซึ่งถือไดวาเปนโรงเรียนสําหรับเด็กพิเศษเปนประเภทแรก ตอมา กรมสามัญไดพัฒนาจัด
หนวยสอนคนหูหนวกขึ้น และจัดตั้งโรงเรียนสอนคนหูหนวกดุสิตขึ้นในป พ.ศ. 2496
นอกจากนี้ในป พ.ศ. 2500 สวนกลางสังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการหลายแหง
ไดทดลองจัดชั้นพิเศษ เพื่อชวยเด็กเรียนที่เรียนชาขึ้น โดยไดขยายการศึกษาพิเศษแตละ
ประเภทเพิ่มมากขึ้นในเวลาตอมา (สุชา จันทรเอม, 2525)

ความสําคัญในการจัดการเรียนการสอนใหเด็กพิเศษ

ในระหวางศตวรรษที่ 20 การสงเสริมการเรียนการสอนสําหรับเด็กปกติมีมากขึ้น
เรื่อย ๆ แตขณะเดียวกันมีเด็กจํานวนหนึ่งซึ่งเปนเด็กที่มีปญหา รวมทั้งกลุมเด็กพิเศษ
ท่ียังขาดการเอาใจใสโดยเด็กเหลานี้มักจะไดเรียนเพียงแคการศึกษาภาคบังคับแลวก็ออกจาก
โรงเรียนไป ซึ่งในอดีตเด็กจํานวนมากที่มีลักษณะอารมณรุนแรง และเด็กที่มีปญหาทางสังคม
มักจะตองลาออกจากโรงเรียนตั้งแตอายุยังนอย รวมทั้งคนที่มีความพิการทางรางกายที่มัก
ไมคอยอยากไปโรงเรียน และยังพบวามีเด็กจํานวนหนึ่งที่มีความประสงคที่จะไปโรงเรียน
เหมือนเด็กปกติ มักจะตองออกกลางคันเชนกัน ทั้งนี้เพราะไมสามารถปรับตัวเขากับ
สิ่งแวดลอม และระบบการศึกษาในโรงเรียนได (วงพักตร ภูพันธศรี, 2543) สวนเด็กอีกกลุม
ซึ่งเปนเด็กปญญาเลิศ ก็ไมไดรับการดูแลอยางถูกตอง เพราะผูปกครองรวมทั้งครูสวนใหญ
ยังขาดความเขาใจเกี่ยวกับการดูแล และวิธีการจัดการเรียนสอนที่ใหเหมาะสมกับความรู
ความสามารถของพวกเขา โดยทั่วไปมักใหความสําคัญกับเด็กที่มีความพิการมากกวา
เพราะไมมีความเขาใจวาเด็กกลุมนี้ก็จัดเปนกลุมเด็กพิเศษที่ตองไดรับการดูแลเอาใจใสพิเศษ
เชนกัน

อยางไรก็ตาม การศึกษา และการวิจัยในกลุมเด็ก ยังคงไดรับความสนใจ และ
ม ีน ัก ว ิช า ก า ร ที ่ห ล า ก ห ล า ย ค ว า ม ชํ า น า ญ ย ัง ค ง ทํ า ก า ร ศ ึก ษ า ค น ค ว า ว ิจ ัย อ ย า ง ต อ เ นื ่อ ง
เพราะการสื่อสารของบุคคลในวัยเด็กนั้นไมซับซอนเทาผูใหญ และสามารถแกไขไดงายกวา
รวมท้ังยังใหไดผลดีมากกวา หากไดรับการดูแลแกไข และใหการศึกษาอบรมแตเน่ินๆ ซ่ึงหาก

126

เปนความพิเศษในแงลบก็จะทําใหทุเลาเบาลง โดยในบางกรณีอาจหายขาดได สวนความ
พิเศษในแงบวกจะไดรับการสนับสนุนสงเสริมใหเพิ่มพูนขึ้นเชนกัน (ศรีเรือน แกวกังวาล,
2545)

ความหมายของเด็กพิเศษ

ศรีเรือน แกวกังวาล (2545) กลาววา คําวา "พิเศษ" ภาษาไทยแปลภาษาจากคําวา
"exceptionality" ในศาสตรนี้หมายถึง ความเบี่ยงเบนดานพัฒนาการและพฤติกรรม
จากเกณฑปกติอยางมากและอยางชัดเจนทั้งทางบวกและทางลบ ความเบี่ยงเบนนั้น เปนไป
ไดทุกมิติของพัฒนาการ เชน กาย สังคม อารมณ สติ ปญญาภาษา ฯลฯ โดยทั่วไปความ
เบี่ยงเบนมักเกิด อยางเปนองครวมที่สัมพันธกัน ในการจําแนกกลุม มักจะจําแนกความพิเศษ
โดยถือความชัดเจนดานใดดานหนึ่งเปนหลักเกณฑ โดยมีนักวิชาการและผูเชี่ยวชาญหลาย
ทานไดใหความหมายไวดังน้ี

กรองทอง จุลิรัชนีกร (2554) กลาววา เด็กพิเศษ หรือ เด็กที่มีความตองการพิเศษ
หมายถึง เด็กที่ไมอาจพัฒนาความสามารถไดเทาที่ควรจากการเรียนการสอนตามปกติ ทั้งนี้
เนื่องจากความบกพรองหรือความแตกตางทางกาย สติปญญา และอารมณ รวมไปถึงเด็กที่มี
ความสามารถพิเศษอีกดวย

วงพักตร ภพู ันธศรี (2543) กลาววา "เดก็ พเิ ศษ" หมายถงึ (Exceptional Children) หมายถึง
เด็กที่มีลักษณะการเจริญเติบโต และการพัฒนาการที่แตกตางไปจากเด็กปกติอยางเห็นไดเดนชัด
ในเร่ืองของสติปญ ญา (Intellectual) รา งกาย (Physical) อารมณ (Emotion) และสงั คม (Social)

Doll (1963) กลาววา "เด็กพิเศษ" หมายถึง เด็กที่มีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งทําให
มีอุปสรรคในการที่จะเรียนหรือกระทําบางสิ่งบางอยางรวมกับบุคคลธรรมดา เชน อาจจะ
มีความบกพรองในเรื่องของโครงสรางของกระดูก การทํางานของกลามเนื้อ ระบบดาน
การเห็น การมีปญหาดานอารมณ ดานสติปญญา เจตคติ (ทัศนคติ) ความบกพรองทางดาน
การพูด รวมท้ังเด็กท่ีมีความสามารถพิเศษหรือเด็กอัจฉริยะ

Haring & Lovitt (1967) กลาววา "เด็กพิเศษ" หมายถึง บุคคลที่ตางไปจากเกณฑ
เฉลี่ยดานรางกาย จิตใจ ปญญา อารมณ และบุคลิกภาพทางสังคม จนถึงขั้นที่ตองการบริการ
พิเศษอ่ืนๆ ท่ีชวยปรับปรุงพฤติกรรมทางสังคม และความสามารถในการประกอบอาชีพ

จากคํานิยามสรุปไดวา “เด็กพิเศษ” หมายถึง เด็กที่มีลักษณะการเจริญเติบโต และ
การพัฒนาการที่แตกตางไปจากเด็กปกติ โดยมีความเบี่ยงเบนดานพัฒนาการ และพฤติกรรม
จากเกณฑปกติอยางมากอยางชัดเจนทั้งทางบวก และทางลบ ทั้งดานรางกาย สติปญญา
อารมณ และจิตใจ จําเปนตองมีการจัดการศึกษาพิเศษ และบริการพิเศษตางๆ เพื่อพัฒนา
ความสามารถสูงสุดใหเด็กกลุมนี้

127

ทั้งนี้หา กก ลา ว ถึงจิต วิท ยา สํา หรับค รู อีกห นึ่ง คํา ที่ค ว ร ทรา บซึ่งม าค ว บ คูกับ
“เด็กพิเศษ” คือคําวา “การศึกษาพิเศษ” ซึ่งหมายถึง การศึกษา และบริการพิเศษ ซึ่งรัฐและ
หนวยงานเอกชนจัดขึ้นหรือรวมมือกันจัดใหแกเด็กพิเศษ เพราะไมสามารถรับประโยชนอยาง
เต็มที่จากการจัดการศึกษาปกติได โดยจะมุงใหผูเรียนที่มีความบกพรองทางกาย สติปญญา
จิตใจ อารมณ ไดเรียนรูอยางเหมาะสมกับแตละบุคคล รวมทั้งพัฒนา และสงเสริมผูเรียนที่ม่ี
ความสามารถพิเศษ หรือมีปญญาเลิศ ไดพัฒนาความถนัด และอัจฉริยภาพของตนไดอยาง
เต็มที่ โดยการจัดการศึกษาพิเศษนี้อาจจะเปนสถานศึกษาเฉพาะ หรือจัดในสถานศึกษาปกติ
ตั้งแตระดับกอนประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา (พิมพพรรณ วรชุตินธร, 2542 ; สํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ, 2535)

ประเภทของเด็กพิเศษ

เด็ก พิเ ศษ บา งป ระ เภ ทที่มีขอ จํา กัด ใน กา รดําร งชีวิต แล ะป ระ กอ บกิจก รร ม
ในชีวิตประจําวัน จัดอยูในกลุมเด็กที่มีความบกพรองและนับเปนเด็กพิการ ทั้งนี้จากคําจํากัด
ความของ “เด็กพิเศษ” ที่กลาวมาแลวขางตน จะเห็นไดวา เปนบุคคลที่มีความเบี่ยงเบน
ดานพัฒนาการและพฤติกรรมจากเกณฑปกติอยางมากทั้งดานบวก และดานลบ ดังนั้น
ประเภทของเด็กพิเศษ อาจไมไดหมายถึงผูที่มีความบกพรองหรือพิการเพียงอยางเดียว
แตหมายรวมถึงผูที่เปนอัจฉริยะ หรือปญญาเลิศ อีกดวย

ดังนั้น การแบงประเภทของเด็กพิเศษ เพื่อใหสอดคลองกับวิชาจิตวิทยาสําหรับครู
ในการจัดการศึกษาทางจิตวิทยา และการศึกษาพิเศษนั้น สามารถแบงประเภทของเด็กพิเศษ
ออกเปน 9 ประเภท ดังน้ี

1. เด็กปญญาออน
2. เด็กท่ีมีความบกพรองทางการไดยิน
3. เด็กท่ีมีความบกพรองทางสายตา
4. เด็กท่ีพิการทางรางกายและสุขภาพ
5. เด็กท่ีมีปญหาการเรียนรู
6. เด็กที่มีความผิดปกติทางการสื่อความหมาย
7. เด็กที่มีปญหาทางพฤติกรรม
8. เด็กออทิสติก
9. เด็กปญญาเลิศ

จากที่กลาวมาขางตน เด็กพิเศษแตละประเภทจะมีลักษณะ และพฤติกรรมที่แตกตาง
กันไปตามความบกพรอง จึงควรใชแนวทางการแกไข ตลอดจนการจัดการเรียนการสอนท่ี
แตกตางกันตามประเภทเพื่อใหเกิดความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพกับเด็กพิเศษมากที่สุด

128

โดยแตประเภทมีรายละเอียดดังนี้ (ศิริชัย ทรัพยศิริ, 2552 ; ศรีเรือน แกวกังวาล, 2545 ;
พิมพพรรณ วรชุติธร, 2542 ; วงพักตร ภูพันธศรี, 2540)

แนวทางการจัดการเรียนการสอนใหเด็กพิเศษแตละประเภท

1. เด็กปญญาออน
สําหรับเด็กที่มีภาวะปญญาออน ในระดับสติปญญาของเด็กปญญาออนนั้น สามารถ
แบงตามความสามารถดานการศึกษาไดแก เด็กปญญาออนพอเรียนได มีระดับเชาวปญญา
(IQ) ระหวาง 50-70, เด็กปญญาออนพอเรียนได มีระดับเชาวปญญา (IQ) ระหวาง 35-49,
เด็กปญญาออนที่เรียนหนังสือไมได มีระดับเชาวปญญา (IQ) ระหวาง 20-34 และเด็กปญญา
ออนรุนแรงที่สุด มีระดับเชาวปญญา (IQ) ตาํ่ กวา 20 โดยมี่การจัดการดังน้ี

1) เด็กปญญาออนพอเรียนได มีระดับเชาวปญญา (IQ) ระหวาง 50-70 เทียบเทา
คว ามส ามารถของเด็กปกติประมาณ 7-10 ป จะมีพัฒนาการทางดานภ าษาที่ลาชา
แตสามารถใชภาษาเพื่อการสนทนาในชีวิตประจําวันได ความรูทางศัพทมีจํานวนจํากัด เขียน
ประโยคไมถูกตอง ซึ่งทําใหเปนปญหาดานการเรียนรูดานเนื้อหา และสิ่งที่เปนนามธรรม
ดังนั้นครูจึงควรสอนเด็กกลุมนี้โดยเนนสิ่งที่เปนรูปธรรมใหมาก และใชสื่อ หรือกิจกรรม
การเรียนการสอนที่หลากหลาย และดึงดูดความสนใจ เพราะเด็กกลุมนี้มักมีสมาธิสั้น และมี
ปญหาดานความจาํ

2) เด็กปญญาออนพอเรียนได มีระดับเชาวปญญา (IQ) ระหวาง 35-49 เทียบเทา
ความสามารถของเด็กปกติประมาณ 3-7 ป มีพัฒนาการทางรางกายที่ลาชา หนาตาบงบอกถึง
คว ามผิดปกติ เด็กกลุมนี้มักมีปญหาในการใชกลามเนื้อมัดใหญแล ะมัดเล็ก รวมทั้ง
การประสานการทํางานระหวางมือและตา ดังนั้นการเรียนการสอน ครูสามารถใชกิจกรรม
การเตรียมความพรอมของเด็กปฐมวัยมาใชได โดยทั่วไปเด็กกลุมนี้สามารถเรียนไดไมเกิน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ดังนั้นครูจึงจําเปนตองฝกทักษะที่จําเปน เชน การชวยเหลือตนเอง
ในชีวิตประจําวัน ทักษะทางสังคมโดยรวม เชน ทักษะการใชภาษา และทักษะการพูดใหแก
เด็กกลุมนี้

3) เด็กปญญาออนที่เรียนหนังสือไมได มีระดับเชาวปญญา (IQ) ระหวาง 20-34
เทียบเทาความสามารถของเด็กปกติประมาณ 2-3 ป เด็กกลุมนี้จะมีความพิการทางสติปญญา
ที่แสดงออกทางหนาตาชัดเจนมาก และมักมีความพิการอื่นซํ้า มีพัฒนาการทางรางกายและ
การพูดท่ีชามาก สิ่งท่ีจําเปนในการจัดการศึกษา เชน การฝกทักษะทางภาษา และดานการพูด
ทักษะการชวยเหลือตนเองในการทํากิจวัตรประจําวัน แบบงายๆ แตตองอยูภายใตการดูแล
ตลอดเวลา

129

2. เด็กท่ีมีความบกพรองทางการไดยิน
สําหรับเด็กที่มีความบกพรองทางการไดยิน โรงเรียนควรเนนพัฒนาภาษา แลการสื่อ
ความหมาย เนื่องจากเปนเครื่องมีสําคัญที่จะทําใหเด็กไดรับความรูดานเนื้อหาสาระไดอยาง
เต็มที่ ทั้งนี้หากเด็กกลุมนี้เรียนอยูในชั้นเรียนปกติแตไดรับความชวยเหลือพิเศษ เด็กยังควร
ไดรับการบริการพิเศษ เชน แผนการสอนรายบุคคล ลามภาษามือ รวมทั้งวิธีการที่เหมาะสม
และชวยสนับสนุน ไดแก การใชเครื่องชวยฟง การฝกฝน การฟง การอานริมฝปาก
ทั้งนี้ขึ้นอยูกับระดับการไดยินของเด็กแตละคน เชน ระดับการสูญเสียการไดยินที่
20-40 และเกิน 40-50 เดซิเบล (ตึงเล็กนอย) ครูสามารถจัดการเรียนการสอนชั้นพิเศษ
โดยฝกพูดตั้งแตเล็กๆ แลวสงไปเรียนกับเด็กปกติได สวนระดับเกิน 40-50 เดซิเบล อนุโลม
ใหเรียนรวมกับเด็กปกติได แตตองเปนบุคคลท่ีมีสติปญญาดีมาก และสนใจในการเรียนเทานั้น
สวนระดับการสูญเสียการไดยินที่เกิน 40-55, เกิน 55-70 และเกิน 70-85 เดซิเบล
ควรใหเด็กเรียนในโรงเรียนคนหูตึง ไมควรเรียนรวมกับเด็กปกติ เพราะเรียนรูไดชามาก และมี
พัฒนาการทางภาษาชามากเชนกัน
เด็กที่มีระดับการสูญเสียการไดยินที่เกิน 85 หรือ 93 เดซิเบลขึ้นไป ตองจัดการเรียน
การสอนในโรงเรียนสอนคนหูหนวกเทานั้น เพราะการพูดใหเด็กที่มีอาการหูหนวกสนิทฟง
แทบไมไดผลอะไรเลย แตอาจมีประโยชนเพียงสามารถอานปาก และทาทางของคนพูดเทาน้ัน

3. เด็กท่ีมีความบกพรองทางสายตา
การเรียนรูของมโนทัศนของเด็กที่มีความบกพรองทางสายตา จะตางจากเด็กปกติ
เรื่องจากเด็กที่มีความบกพรองทางสายตานั้น จะเรียนรูส่ิงแวดลอมโดยผานการฟง การสัมผัส
และใชประสาทสัมผัสอื่นรวมดวย เชน สัมผัสทางผิวหนัง การดมกลิ่น ซึ่งบางอยางไมสามารถ
ที่จะใหขอมูลรายละเอียดตางๆ ไดครบ เพราะบางสิ่งบางอยาง จําเปนตองใชประสาทสัมผัส
ครบทุกดาน ทั้งการเห็น สัมผัส ดมกลิ่น หรือสัมผัสบรรยากาศรอบตัว ทําใหเด็กตาบอดไมมี
จินตนาการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว แตสามารถพัฒนามโนทัศนเกี่ยวกับรูปราง ระยะทาง
ความแตกตางของพื้นผิวไดจากการสัมผัส หรือฟงการบรรยายประกอบ เปนตน
โดยปกติทั่วไป คนเราจะตองใชสายตาในการอานหนังสือหรือศึกษาประมาณ
85 เปอรเซ็นต แตเนื่องจากเด็กตาบอดไมสามารถรับรูไดโดยกรผานสายตา ดังนั้นเด็กตาบอด
จึงตองอาศัยจากการฟง และการสัมผัสแทน สวนในการอาน การเขียนนั้น จําเปนที่จะตอง
ใชอักษรเบรลล (Braille) เทานั้น นอกจากนี้ยังตองอาศัยเครื่องชวยฟง (audio aids) และ
หุนจําลองตางๆ ซึ่งอาจจะทําเปนรูปนูนๆ ขึ้นมา เชน ภาพนูนของแผนที่ รูปภาพหรือ
รูปเรขาคณิตตางๆ เพ่ือใชเปนอุปกรณในการเรียนไดดวย
เด็กพิการทางสายตามี 2 ประเภท คือ บอดสนิทกับบอดไมสนิท หรือบอดบางสวน
ผูสอนควรปฏิบัติตอเด็กที่บกพรองทางตา ไมควรพูดกับเด็กในลักษณะที่ทําใหเขารูสึกวาพิการ

130

อยาเสียงดังจนเกินไป ใชนํ้าเสียงปกติ การทักทายควรใชมือสัมผัส มอบหมายงานพิเศษ
ใหเหมือนคนอื่นๆ และความฝกใหเด็กตาบอดไดมีโอกาสดวย (ศรีมงคล เทพเรณู, 2559)

4. เด็กที่พิการทางรางกายและสุขภาพ
สําหรับการจัดการเรียนการสอนสามารถใชหลักสูตรปกติได แนวการสอนหลักสูตร
ท้ังประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไมควรแตกตางจากเด็กปกติ และมีการเพิ่มเติมหลักสูตร เชน
การฝกการเคลื่อนไหว โดยการสอนใหวางแผนเดินทางในบริเวณรอบๆ โรงเรียน เปนตน
นอกจากนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมบางอยางใหเอื้ออํานวยตอเด็กกลุมนี้ เชน วิชาพล
ศึกษา อาจใหเด็กเลนกีฬาได แตควรเนนการใชกลามเนื้อในการออกกําลังกาย และ
นันทนาการเหมือนเด็กปกติไดในกรณีเด็กที่มีความบกพรองทางรางกายและสุขภาพ เชน
กลามเนื้อออนแรง ระบบกระดูกกลามเนื้อพิการแตกําเนิด แขนขาดวนแตกําเนิด การใหความ
ชวยเหลือสามารถทําไดหลายอยางในบุคคลเดียวกัน ตองเล้ียงดูใหความรักพาออกสูสังคมบาง
ฝกหัดใหทํากิจกรรมตางๆ สม่ําเสมอ ดวยอารมณที่มั่นคงปรับสภาพสิ่งแวดลอมเพื่ออํานวย
ความสะดวกในการเคลื่อนไหว เชน พื้นทางเดิน หองนํ้าประตู โตะเกาอี้สื่อและอุปกรณพิเศษ
เปนตน

5. เด็กที่มีปญหาการเรียนรู
สําหรับเด็กที่มีปญหาการเรียนรูนั้น ยังไมมีการจัดการศึกษาเฉพาะพิเศษสําหรับ
เด็กกลุมนี้โดยตรง ทั้งนี้เพราะอาจมีความไมแนชัดในการคัดแยกเด็กออกอยางชัดเจน
โดยอาจพบสาเหตุอื่นเขามารวมดวย ไมเหมือนกลุมเด็กที่มีความบกพรองที่กลาวมาในกลุม
กอนหนาที่มีความชัดเจนของสาเหตุ พฤติกรรม และอาการตางๆ ดังนั้นครูจึงควรทํา
การประเมินผลการเรียน โดยเนนการวัดผลการเรียนของเด็กเปนระยะๆ ตอเนื่องกัน หากครู
ใชวิธีสอนครั้งแรก แลวไมเปนไปตามจุดประสงค ก็ควรเปลี่ยนวิธีการสอนใหมจนกวาผล
ประเมินจะผานจุดประสงคที่ตั้งไว ซึ่งสวนใหญโรงเรียนจะจัดกลุมเด็กเหลานี้ เรียนรวมกับ
เด็กปกติ แตอาจจะมีระบบสอนซอมเสริมใหแกเด็กที่เรียนรูชา โดยจัดเปนกลุมเล็กๆ หรือ
รายบุคคล เนนสอนเฉพาะดานตามปญหาที่พบของแตละบุคคล ซึ่งจะชวยใหเด็กไดพัฒนา
และปรับปรุงขอบกพรองท่ีมี รวมทั้งแกปญหาการเรียนไมทันเพื่อนในช้ันเรียนอีกดวย
ในกรณีเด็กออทิสติกจะมีความบกพรองทางพัฒนาการดานการสื่อสาร ภาษา และ
ดานความสัมพันธกับผูอื่นรวมดวย โดยจะมีลักษณะทางพฤติกรรม และอารมณที่บกพรอง
เชน พฤติกรรมซ้ําๆ ผิดปกติ เลนมือโบกไปมา หรือหมุนตัวรอบๆ ติดตอกัน การให
ความชวยเหลือตองมีผูรูเกี่ยวกับเด็กทางดานพฤติกรรมและอารมณของเด็กแตละคนอยาง
ละเอียด การจัดการเรียนการสอนตองเตรียมเพื่อสรางความเขาใจเด็กเหลานี้ ครูตองทํา
แผนการสอนเปนรายบุคคล เพื่อเปนแนวทางพัฒนาเด็กไปในทิศทางที่พึงประสงค สงผลให
เด็กประสบความสาํ เร็จได โดยจะกลาวรายละเอียดในหัวขอของเด็กออทิสติกตอไป

131

6. เด็กท่ีมีความผิดปกติทางการส่ือความหมาย
สําหรับเด็กที่มีความผิดปกติทางการสื่อความหมาย สวนใหญจะเริ่มพบตั้งแตเริ่มเขา
โรงเรียน ดังนั้นครู ควรแนะนําผูปกครองใหพาเด็กไปพบแพทย หรือผูเชี่ยวชาญในการแกไข
ขอบกพรอง ซึ่งทางโรงเรียนควรมีครูเดินสอนที่มีความชํานาญในการแกไขการพูด เพื่อเวียน
มาสอนเด็กกลุมที่มีความผิดปกติรุนแรง แตในกลุมที่มีความผิดปกติไมมากนัก สามารถจัดการ
เรียนการสอนใหเด็กเรียนรวมกับเด็กปกติ และสามารถใชหลักสูตรปกติได โดยครูประจําชั้น
หรือครูผูสอน อาจมีการปรับกิจกรรมบางอยางใหเปนกิจกรรมพิเศษเพื่อการสอนและแกไข
การพูดของเด็ก

7. เด็กที่มีปญหาทางพฤติกรรม
สําหรับเด็กที่มีปญหาทางพฤติกรรม โรงเรียนควรจัดชั้นพิเศษใหเด็กอยูในที่ๆ
เหมาะสม และใหเด็กสามารถกลับไปในชั้นเรียนปกติได ในหองเรียนควรมีขนาดที่พอเหมาะ
ใหอยูในการควบคุมดูแลของครู เครื่องมือ หรืออุปกรณตางๆ ที่อาจกอใหเกิดอันตราย ควรมีตู
เก็บใหมิดชิด สวนสถานที่บางอยาง เชน อางลางมือ หรือหองนํ้า ควรอยูไมไกลจากสายตา
ของครู ควรแยกหองเด็กพิเศษกลุมนี้ออกจากเด็กปกติ เพื่อปองกันไมใหเกิดการตอสู หรือ
ทะเลาะวิวาทขึ้น ในการคัดเลือกเด็กมาในชั้นเรียนพิเศษนั้น ครูควรคัดจากเด็กที่มีปญหา
เฉพาะดานการปรับตัวในสังคม และการปรับอารมณเทานั้น ควรจัดใหมีระดับสติปญญา และ
ความสามารถท่ีอยูในระดับที่ใกลเคียงกัน ไมควรนําเด็กระดับสติปญญาต่ํามารวมอยูดวย ทั้งนี้
สามารถจัดเด็กหญิงและเด็กชายอยูในหองเดียวกันได ท้ังน้ีกระบวนการคัดเลือกควรใชความรู
ความเช่ียวชาญ และกระบวนการทางจิตวิทยาในการวิเคราะหดวย
สําหรับบรรยากาศในชั้นเรียนนั้น ครูควรใชวาจาในการสื่อสาร แนะนําสิ่งตางๆ
ใหนอยที่สุด แตเนนการปฏิบัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการโตแยงกับเด็ก และพยายามอธิบาย
สิ่งตางๆ อยางกระชับมากที่สุด ไมควรอธิบายวกวนไปมา สื่อที่ใชในการสอนหรือกิจกรรม
ตางๆ ตองคัดเลือกใหละเอียดถ่ีถวนมากที่สุด เพื่อลดการมีเนื้อหา ที่นําไปสูความกาวราว หรือ
สรางหวาดกลัวแกเด็กเหลานี้ ควรจัดตารางสอนที่เปนวิชาการไวในชวงเชา สลับกิจกรรม
เล็กนอย และหลีกเลี่ยงการเรียนวิชาพลศึกษาในชวงเชา เนื่องจากเปนการยากที่จะทําใหเด็ก
กลับมาสงบ และมีสมาธิเรียนในคาบถัดไป หรือในชวงบายของวัน

8. เด็กออทิสติก
เนื่องจากเด็กออทิสติกมีลักษณะที่มีความแตกตางกับเด็กปกติทั่วไป โดยมีลักษณะ
ย้ําคิดย้ําทํา และตอตานการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการเปลี่ยนบทเรียนหรือเปลี่ยนหัวขอเรียน
จึงเปนเรื่องที่เด็กกลุมนี้ยังรับไมได อีกทั้งยังขาดแรงกระตุน และแรงเสริมเชิงสังคมอีกดวย
เด็กกลุมนี้มักขาดความเขาใจเรื่องราวที่เปนนามธรรม และความสามารถในการเชื่อมโยง
ความรูเกา และความรูใหมเขาดวยกัน แตอยางไรก็ตาม จุดเดนของเด็กกลุมนี้คือ มีทักษะ
ในการจําระยะยาว โดยเฉพาะขอมูลเกี่ยวกับขอเท็จจริงตางๆ เชน วันที่ เวลา ตัวเลข

132

เมื่อเขาไดเรียนรูสิ่งใดแลว เขาจะสามารถจดจําสิ่งที่เรียนรูนั้นไวไดนานมาก ดังนั้นการให
การศึกษาพิเศษกับเด็กกลุมนี้ ตองใหการศึกษาที่มีความเหมาะสมกับความพิเศษของ
พวกเขาที่มีความแตกตางกันไปในแตละบุคคล โดยครูจําเปนตองรับรูถึงขีดจํากัดของเด็ก
แตละคนในลักษณะของความเปนออทิสติกของเขา ซึ่งทําใหเปนการยากที่จะเสนอแนะ
แนวทางภาพรวมในการสอน และวิธีเรียนของเด็กเหลานี้ เชน ครูไมควรสอนหลายๆ อยาง
ในเวลาเดียวกัน สอนสิ่งที่เปนรูปธรรมมากกวานามธรรม อยาใชภาษาที่ฟุมเฟอย เขาใจยาก
กับเด็ก ควรใชภาษารวมกันกับการใชพฤติกรรมทางกายเพื่อใหเด็กเกิดการเรียนรูและ
จํา หากกรณีที่เด็กหงุดหงิด ควรเปล่ียนกิจกรรมใหเด็กทาํ หรือใหนั่งนิ่งๆ สงบสักพัก กรณีครู
ตองการตั้งกฎเกณฑ และตารางการเรียน ควรมีรูปภาพประกอบดวย หรือใชเครื่องมือชวย
สอนรวมดวย เชน วิดีโอ โทรทัศน วิทยุ เปนตน

9. เด็กปญญาเลิศ
สําหรับการจัดการเรียนการสอนใหเด็กปญญาเลิศนั้น ควรไดรับการเอาใจใสจาก
โรงเรียน และครู โดยการจัดโครงการพิเศษใหแกเด็กกลุมนี้ เพื่อใหเขาไดพัฒนาศักยภาพ และ
ความสามารถของเขาอยางเต็มที่ ทั้งนี้หากใหเขาไปเรียนรวมกับเด็กปกติทั่วไป อาจทําใหเกิด
ความเบื่อหนาย และไมอยากเรียนได โดยในระดับประถมศึกษา อาจจัดโครงการเพิ่มพูน
ความรูในชั้นเรียนขึ้น ในกรณีเปนโรงเรียนขนาดเล็กที่ไมสามารถจัดแยกหองพิเศษได ขอดีคือ
เด็กสามารถปรับตัวเขากับเด็กปกติได ขอเสียคือ หากโครงการที่จัดไมมีความหลากหลาย
เด็กอาจเกิดความเบื่อหนายได หรืออาจทําใหตนเองรูสึกเหนือกวาผูอื่นทําใหกระทบ
ตอสัมพันธพันภาพของเพ่ือนในช้ันเรียนไดเชนกัน สวนในกรณีท่ีโรงเรียนสามารถจัดหองเรียน
พิเศษได ควรจัดโครงการเรงการเรียนใหเด็กกลุมนี้ ใหไดเรียนเนื้อหาเร็วกวาเด็กปกติ ขอดี
คือ เพื่อชวยใหเด็กจบหลักสูตรไดเร็วขึ้น เปนการทาทาย และลดความเบื่อหนายในการเรียน
ของเด็ก สวนขอเสียคือ หากกรณีเด็กไปเรียนรวมกับเด็กที่อายุมากกวา อาจจะเกิดการเรียน
แขงกันขึ้น หากสูไมได อาจทําใหเกิดความขับของใจได และอาจมีปญหาในการปรับตัวได
กับเด็กโตไดเชนกัน

สรุป

การสงเสริมในดานการเรียนการสอนใหกับเด็กปกติมีวิธี และแนวทางมีมากมาย
แตในขณะเดียวกันกัน ยังมีเด็กจํานวนหนึ่งที่ไมคอยไดรับการเอาใจใสอยางถูกตองและทั่วถึง
นั่นก็คือ “กลุมเด็กพิเศษ” ซึ่งหมายถึง เด็กที่มีลักษณะการเจริญเติบโต และการพัฒนาการ
ที่แตกตางไปจากเด็กปกติ โดยมีความเบี่ยงเบนดานพัฒนาการ และพฤติกรรมจากเกณฑปกติ
อยางมากอยางชัดเจนทั้งทางบวก และทางลบ ทั้งดานรางกาย สติปญญา อารมณ และจิตใจ
อันประกอบไปดวยลักษณะท่ีแตกตางกันโดยแยกออกเปน 9 ประเภทที่เห็นเดนชัด ไดแก เด็ก
ปญญาออน เด็กที่มีความบกพรองทางการไดยิน เด็กท่ีมีความบกพรองทางสายตา เด็กท่ีพิการ
ทางรางกายและสุขภาพ เด็กที่มีปญหาการเรียนรู เด็กที่มีความผิดปกติทางการสื่อความหมาย

133

เด็กที่มีปญหาทางพฤติกรรม เด็กออทิสติก และเด็กปญญาเลิศ โดยเด็กเหลานี้จําเปนตอง
มีการจัดการศึกษาพิเศษ และบริการพิเศษตางๆ เพื่อพัฒนาความสามารถสูงสุดใหพวกเขา
อยางไรก็ตาม พบวาเด็กเหลานี้มักจะไดเรียนเพียงแคการศึกษาภาคบังคับแลวก็ออกจาก
โรงเรียนไป ทั้งนี้อาจเกิดจากเด็กที่มีความพิการทางรางกายที่มักไมคอยอยากไปโรงเรียน หรือ
อาจตองออกกลางคัน ในขณะที่เด็กอีกกลุม ซึ่งเปนเด็กปญญาเลิศก็ไมไดรับการดูแลอยาง
ถูกตอง เพราะผูปกครอง รวมทั้งครู สวนใหญยังไมมีความเขาใจ และขาดวิธีการจัดการเรียน
สอนที่ใหเหมาะสมกับความรูความสามารถอยางถูกตองและเหมาะสม โดยสวนใหญมักให
ความสําคัญกับเด็กที่มีความพิการมากกวา โดยไมมีความเขาใจวาเด็กกลุมนี้จัดเปนกลุม
เด็กพิเศษเชนกัน ดังนั้นผูปกครองและครูควรเรียนรูที่จะดูแล และจัดการดานการเรียน
การสอนกับเด็กพิเศษเหลานี้ใหเหมาะสมกับประเภทความพิเศษของเด็กที่แตกตางกันไป
นอกจากนี้ทางโรงเรียนควรมีการสนับสนุนการศึกษาพิเศษ โดยการจัดการเรียนการสอน
เฉพาะเด็กกลุมนี้ขึ้น ทั้งนี้หากเด็กอยูในกลุมพิการ หรือพัฒนาการ พฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจาก
เกณฑปกติอยางมากทางลบ ผูปกครองและครูจําเปนที่จะตองชวยกันดูแลแกไข และให
การศึกษาอบรมแตตั้งแตวัยเด็ก ความพิเศษในแงลบเหลานี้ อาจจะทุเลาเบาลงในบางกรณี
อาจหายขาดได ในขณะที่พัฒนาการ ที่เบี่ยงเบนไปจากเกณฑปกติดานบวก ก็ควรชวยดูแล
โดยการสนับสนุนสงเสริมใหเพิ่มพูนศักยภาพ และความสามารถของพวกเขาใหมากข้ึนเชนกัน



135

บทท่ี 10

ครกู บั การสรางความสมั พันธร ะหวา งชมุ ชน และผปู กครอง

ดร. ภาวศทุ ธิ อุน ใจ

ความสัมพันธระหวางโรงเรียนกับชุมชนมีประโยชนและความจําเปนอยางย่ิงเพราะ
1) ชวยใหเกิดความเขาใจอันดีตอกัน เน่ืองจากโรงเรียนกับชุมชนเปนส่ิงที่อยูคูกันในโครงสรางสังคม
ปจจุบัน การมีความสัมพันธที่ดีตอกันยอมชวยใหทั้งสององคกรอยูรวมกันไดอยางมีความสุขและ
เอื้อประโยชนซ่ึงกันและกัน 2) ชวยแกปญหาความขัดแยง เน่ืองจากโรงเรยี นและชมุ ชนตางมีบทบาท
หนาที่ของตนและตางพึ่งพา อาศัยซ่ึงกันและกัน และบางคร้ังอาจเกิดความขัดแยงขึ้นได การสราง
ความสัมพันธอันดีระหวางกันยอมชวยใหแกปญหาความขัดแยงไดอยางเหมาะสมและเปนประโยชน
กับทั้งสองฝาย และ 3 ) ชวยใหเกดิ การมสี วนรวม (ชชู าติ พวงสมจิตร, 2560 )

ปจจุบันโรงเรียนตองการการมีสวนรวมจากชุมชนอยางมาก และไมใชเพียงการมีสวนรวม
สงเสริมสนับสนุนดานทรัพยากรเหมือนในอดีตเทานั้น แตโรงเรียนตองการใหตัวแทนชุมชน เขามา
มสี วนรวมในการบริหารจัดการ ท้ังดา นการวางแผน การพฒั นาหลักสูตร การรวมมือกันพัฒนาผเู รียน
การบอกความตองการของชุมชน ฯลฯ ขณะเดียวกันชุมชนก็ตองการความชวยเหลือสนับสนุน
ดานวิชาการโดย โรงเรียนคือแหลงวิชาการของชุมชน เปนศูนยประสานงานระหวางชุมชน
กบั หนวยงานอื่น ๆ รวมถึงการใหบริการ สถานท่ีและวัสดุอุปกรณแกชุมชน ดังนั้นการมีความสัมพันธ
ท่ีดีตอกันยอมชวยใหท้ังสององคกรมีสวนรวมและสนับสนุนซึ่งกันและกันไดอยางมีประสิทธิภาพ
มากข้ึน (ชูชาติ พว งสมจติ ร, 2560)

ในสวนความสัมพันธระหวางครูและผูปกครอง นั้นมีความสําคัญมากในการพัฒนาผูเรียน
เพราะการท่ีครูและผูปกครองมีความสนิทสนมคุนเคยกัน จะสงผลดีอยางมากมายหลายประการ
เกดิ ขนึ้ ตามมา อาทิ

1) สามารถพัฒนาผูเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพ หากครูและผูปกครองมีความสนิทสนม
คุนเคยกันเปนอยางดียอมสงผลใหเกิดการทํางานรวมกันเปนทีม ในการดูแลและสรางชีวิตเด็กได
อยางมีประสิทธิภาพ โดยที่ท้ังสองฝายมีการสื่อสารขอมูลเก่ียวกับเด็กระหวางกันไดอยางครบถวน
ในรายละเอียด ครูสามารถทราบอุปนิสัย ความชอบไมชอบของเด็กจากการที่ผูปกครองเลาใหฟง

136

ทําใหครูสามารถจัดหาวิธีการเรียนการสอนท่ีตรงกับเด็กในแตละคนไดอยางเฉพาะเจาะจงลงไป
ไมต องเสียเวลาลองผดิ ลองถูก

2 ) สามารถลดชองวางระหวางเด็กกับครู หากครูมีความสัมพันธท่ีดีกับผูปกครอง
ยอมสามารถทําหนาท่ีเปนตัวกลางในการสื่อความในใจของเด็กที่มีตอผูปกครอง และความในใจ
ของครูทีม่ ีตอเดก็ ไดเปน อยางดี ซึ่งสามารถการสรา งทศั นคติทดี่ ีใหเกิดขึ้นระหวางครูกับนักเรียน สงผล
ใหเด็กมีความสนใจและต้ังใจที่จะเรียนไดดีมากขึ้น มีความกลาในการพูดคุยและกลาที่จะเขาหา
ครมู ากขน้ึ

สมรรถนะครกู บั การสรางความสมั พันธกับผปู กครอง และชมุ ชน

ครู มีบทบาทสําคัญในการส่ังสอนศิษยหรือผูถายทอดความรูใหแกศิษย (ราชบัณฑิตสถาน,
2557) และบทบาทนี้ มีความสําคัญยิ่งแมวาโลกจะเปล่ียนแปลงและเจริญกาวหนาไปมากเพียงใด และ
ในการสรางความสัมพันธกับผูปกครอง และชุมชนน้ันก็เปนบทบาท/สมรรถนะสําคัญอีกประการหนึ่ง
ดังน้ี

องคการรัฐมนตรีศึกษาแหงเอเชียตะวันออกเฉียงใต (Southeast Asian Ministers of
Education Organization : SEAMEO) ไดพ ัฒนาสมรรถนะครูข้นึ ประกอบดวย 4 ประเด็นหลกั โดย
ไดกลาวถึงความสัมพันธกับชุมชนในขอ 3 ดังนี้ 1) ความรูความเขาใจดานการสอน 2) ความรูความ
เขาใจ และทักษะดานการจัดการเรียนรู ประกอบดวย การรูจักผูเรียน การจัดการเรียนรูท่ีมี
ประสิทธิภาพ และการวัดและประเมินผลการเรยี นรู 3) ความสัมพนั ธกบั ชุมชน สรางความรวมมือกับ
ผูปกครองและชุมชน และการพัฒนาการเรียนรูของผูเรียนผานความรวมมือของชุมชน และ
4) การพฒั นาวิชาชีพและคณุ ลกั ษณะความเปนครู

คณะอนุกรรมการครูและอาจารย ในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฎิรูปการศีกษา (2561)
ไดกําหนด สมรรถนะท่ีเกี่ยวกับความสัมพันธกับชุมชนในการสรางความรวมมือ และเปดโอกาสให
ชุมชนมีสวนรวม ในการจัดการเรียนรูของผูเรียน ซ่ึงมีคุณลักษณะหรือพฤติกรรมบงช้ีความสําเร็จ
4 ขอ ดงั น้ี

1. สรางเครือขายความรวมมือ ปรึกษาหารือกับผูปกครองและชุมชน เพื่อสรางสัมพันธ
อันดีและแกไขปญ หาและพัฒนาผเู รียน

2. เชิญชวน ผูปกครอง และชุมชน ใหมีสวนรวมในกิจกรรมของโรงเรียน เยี่ยมชม
ชั้นเรยี นและรวมพัฒนาการเรียนรูของผเู รียน

137

3. ทําความรูจักครอบครัวของผูเรียน แนะนําและสื่อสารใหผูปกครองและชุมชนเกิด
ความรวมมืออยา งสรางสรรค ในการสรางบรรยากาศการเรยี นรู และแกไขปญหาผูเรยี น

4. ปฏิบัติตนเปนพลเมืองตื่นรู (Active Citizen) ใสใจในการสรางประโยชนตอชุมชน
ทองถนิ่ สวนรวมและตระหนักในการรกั ษาศลิ ปวฒั นธรรมทด่ี งี าม

สํานกั งานเลขาธิการคุรสุ ภา ไดอ อกขอ บังคับคุรุสภาวาดวยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับท่ี 4) พ.ศ.
2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ วันท่ี 13 กุมภาพันธ พ.ศ. 2562 โดยในสวนมาตรฐาน
การปฏบิ ัตงิ าน ดาน (ค) ความสมั พนั ธก บั ผูป กครองและชุมชน ไดก าํ หนดไวดงั นี้

1. รวมมอื กับผูปกครองในการพฒั นาและแกปญหาผูเ รียนใหม คี ุณลักษณะทพี่ ึงประสงค
2. สรางเครือขายความรวมมือกับผูปกครองและชุมชน เพ่ือสนับสนุนการเรียนรูท่ีมี
คุณภาพของผูเรียน
3. ศึกษา เขาถึงบริบทของชุมชน และสามารถอยูรวมกันบนพื้นฐานความแตกตาง
ทางวัฒนธรรม
4. สงเสรมิ อนุรักษวฒั นธรรม และภูมปิ ญ ญาทอ งถิ่น

แนวทาง วิธกี าร บทบาท ในการประสานงานกบั ผปู กครองและชมุ ชน

การประสานงานกบั ผปู กครองและชมุ ชนมีแนวทาง และวธิ กี ารตาง ๆ หลากหลาย ดังนี้
ชูชาติ พวงสมจิตร (2560) ไดกลาวถึงแนวทางการสรางความสัมพันธทางตรงระหวางโรงเรียน
กับชุมชนมี 2 ลักษณะ คือ 1) การนําโรงเรียนออกสู ชุมชน และ 2) การนําชุมชนเขามาสูโรงเรียน
ดงั รายละเอยี ดตอไปนี้

1. การนําโรงเรียนออกสูชุมชน เปนการสรางความสัมพันธกับชุมชนโดยฝายโรงเรียน
เปนฝายรุกเขา ไปหาชุมชนดวยสื่อและกิจกรรมตาง ๆ ดังตัวอยางตอไปนี้ การสรางความสัมพันธ
ระหวางโรงเรียนกับชุมชน การสรางความสัมพันธทางตรง ระหวางโรงเรียนกับชุมชน การสราง
ความสัมพันธทางออม ระหวางโรงเรียนกับชุมชน การนําโรงเรียนออกสู ชุมชน การปรับปรุงอาคาร
สถานทีข่ องโรงเรยี น การปรบั ปรงุ พัฒนา บุคลากร การนําชุมชนเขามาสู โรงเรียน

1.1 การประชาสมั พันธใหช ุมชนทราบเกี่ยวกับ นโยบาย เปาหมาย กจิ กรรม กฎระเบียบ
และ สวสั ดิการตา ง ๆ ของโรงเรียน โดยใชส อ่ื ตา ง ๆ ไดแ ก

1) จดหมายขาว หนังสือ วารสาร และเอกสารสิ่งพิมพตาง ๆ จากโรงเรียน
ถึงผูปกครองและ ชุมชน เพื่อใหขอมูลตาง ๆ เชน ประวัติของโรงเรียน คณะผูบริหาร แผนงาน
นโยบายของโรงเรียน ทนุ การศึกษา ฯลฯ

138

2) คูมอื ผูปกครอง/คมู ือนักเรียน เพื่อใหข อมูลตาง ๆ เกยี่ วกับ ชวงเวลาการเปดเรยี น
ปดเรียน ตารางการสอนซอมเสริม ตารางกิจกรรมของโรงเรียน ระเบียบการวัดและประเมินผล
การเรยี น ระเบียบการแตง กาย ระเบียบการลา สวสั ดกิ ารของโรงเรยี น ฯลฯ

3) สมุดรายงานของนักเรียน เพื่อรายงานความกาวหนาทางการเรียนใหผูปกครอง
ทราบ และ รบั ฟงความเห็นจากผปู กครอง

4) เว็บไซตของโรงเรียน เพื่อส่ือสารเรื่องราว และกิจกรรมตาง ๆ ของโรงเรียน
สสู งั คม

5) เสียงตามสายและการโฆษณาประชาสัมพันธเคล่ือนท่ีถึงคนในชุมชนในสวนของ
กิจกรรม การประชาสัมพันธเพ่ือสรางความสัมพันธกับชุมชนน้ี โรงเรียนควรใหความสําคัญกับ
ทุกองคประกอบของการประชาสัมพันธ ไดแก 1) เนื้อหาสาระของส่ิงที่ประชาสัมพันธ 2) วิธีการ
ประชาสัมพันธ และ 3) ส่ือที่ใช โดย ผูเขียนเห็นวาเนื้อหาสาระท่ีมีพลังในการประชาสัมพันธไดดีท่ีสุด
คือ “คุณภาพการศกึ ษา” ซง่ึ ดูไดจากคุณภาพ ของผูเรียนท่ีเปน ท่ียอมรับของชุมชน ดังน้ันโรงเรียนควร
เนนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเปนสําคัญเพ่ือใชเปน เนื้อหาสาระหลักในการประชาสัมพันธ
โรงเรยี น

1.2 การจัดใหผบู ริหาร ครู นักเรยี น เขา ไปมสี ว นรว มในกิจกรรมของชุมชน เชน
1) การพฒั นาชมุ ชน ไดแ ก การขดุ ลอกคลอง ทาํ ความสะอาดถนน และที่สาธารณะ
2) การรวมกจิ กรรมทางศาสนาและงานประเพณขี องชุมชน เชน การแหเทียนพรรษา

งานลอย กระทง งานประจําปของวดั เปนตน
3) การรวมงานของชาวบาน เชน งานบวช งานมงคลสมรส งานศพ ฯลฯ

โดยโรงเรียนสามารถ เขารวมกิจกรรมกับชาวบานไดอยางหลากหลาย เชนการรวมเปนแขกรับเชิญ
การสง บุคลากรของโรงเรียนมาเปน พธิ ีกร การสง วงดนตรขี องโรงเรียนมาแสดง เปน ตน

1.3 การใหความรูและบริการทางวิชาการแกชุมชน เชน การเดินรณรงคเพื่อตอตาน
ยาเสพตดิ การปองกันเอดส การฝกทกั ษะและอาชีพแกประชาชนในชมุ ชน เปนตน

1.4 การใชสถานที่ และภูมิปญญาในทองถิ่น เปนแหลงเรียนรูของโรงเรียน
โดยโรงเรียนนํานักเรียนออกมาเรียนรูกับภูมิปญญา และเรียนรูกับสถานที่และทรัพยากรธรรมชาติ
ของชมุ ชน ซ่งึ ชวยใหโ รงเรียน และชุมชนมีความสัมพนั ธอันดีตอ กนั ไดอีกทางหนงึ่

1.5 การจัดใหมีกิจกรรมวันเยี่ยมผูปกครองที่บาน หรือ กิจกรรมเย่ียมบานนักเรียน
ซึ่งเปน กิจกรรมหนึ่งในระบบดูแลชวยเหลือนักเรียน โดยกิจกรรมดังกลาวชวยใหโรงเรียนและชุมชน
มีความสมั พนั ธท ่ีดีตอ กนั ไดอ ีกทางหนงึ่

139

2. การนําชุมชนเขามาสูโรงเรียน เปนการสรางความสัมพันธโดยการเชิญใหคนในชุมชน
เขา มาสู โรงเรยี น ดังตวั อยา งตอ ไปนี้

2.1 การเชิญผูปกครอง ผูเช่ียวชาญ ผูประสบความสําเร็จ และภูมิปญญาในทองถิ่น
เขามาเปน วิทยากรใหกับทางโรงเรียน เชน เชิญผูปกครองมาสอนการทาขนม เชิญนักดนตรีมาสอน
วิชาดนตรี เชิญแพทยมา ใหความรูเรื่องการดูแลสุขภาพชวงหนาหนาว เชิญตํารวจมาใหความรูเรื่อง
กฎจราจร เปนตน

2.2 การจัดกิจกรรมของโรงเรียนแลวเชิญประชาชนเขามารวมงาน เชน กิจกรรมวันเด็ก
กิจกรรมวัน แม การแสดงนิทรรศการและผลงานของนักเรียน กิจกรรมกีฬาสี กิจกรรมวันเยี่ยม
โรงเรียน เปน ตน

2.3 การจัดกิจกรรมสานสัมพันธระหวางโรงเรียนกับชุมชน เชน การแขงขันกีฬาระหวาง
ครกู บั ผปู กครอง การแขง ขนั กฬี าระหวางนักเรียนปจ จุบนั กับศษิ ยเ กา เปนตน

2.4 การเชิญผูทรงคุณวุฒิ ผูปกครอง ศิษยเกา ผูแทนทางศาสนา และผูแทนองคกร
ปกครองสวน ทองถ่ินเขามาเปนกรรมการสถานศึกษา โดยการดําเนินการดังกลาวเปนส่ิงที่โรงเรียน
ตอ งดําเนินการตามระเบียบ กระทรวงศึกษาธิการอยูแลว แตผลพลอยไดคือชวยใหโรงเรียนกับชุมชน
มีความสัมพันธอันดีตอกันและชวยให โรงเรียนมีเครือขายที่เขามาชวยประชาสัมพันธและสนับสนุน
การดาํ เนินงานดา นตาง ๆ ของโรงเรียนไดอีกทาง หนงึ่ ดวย

2.5 การต้ังสมาคมศิษยเกา สมาคมผูปกครอง และสมาคมครูเกา เปนอีกวิธีหน่ึงที่ชวยให
คนในชุมชนเขารว มกิจกรรมกบั ทางโรงเรียนและชวยใหเกดิ ความสัมพนั ธท ี่ดีตอกัน

กรมวิชาการ ( 2546 ) ไดกลาวถึงการประสานงานทําใหเกิดการทํางานรวมกันระหวาง
ผูป กครองชุมชน และองคกรในชมุ ชนในการจดั การศึกษา โดยมีเปาหมายท่มี งุ ไปสกู ารศึกษาเพอื่ ชมุ ชน
ท้ังในปจ จุบนั และอนาคต ดงั น้ี

1. เด็กทุกคนในชุมชนควรไดรับการดูแลอยางเหมาะสมจากครอบครัวและชุมชน ท้ังนี้
การดูแลเด็กมิใชหนาที่ของครอบครัว และสถานศึกษาเทานั้น แตเปนการดูแลรวมกันของทุกฝาย
ในชมุ ชน

2. สรางการรับรูใหผูปกครองและชุมชนรับรูถึงความสําคัญและความจําเปนท่ีจะตอง
พัฒนาเด็กรวมกนั กับสถานศึกษา โดยเกิดจากความรูสึกวาเด็กคือคนของชุมชน และเด็กเหลา นี้จะเปน
ผูสืบทอดภารกิจตาง ๆ ของชุมชนตอไป การลงมือเตรียมเด็กใหเปนไปตามที่ชุมชนกําหนด จุดหมาย
ไว จะทําใหม องเห็นภาพอนาคตของชุมชนได

140

3. สรางแรงบันดาลใจใหผูปกครองและชุมชนในการหาวิธีรวมกัน เพ่ือสงเสริมและ
สนับสนนุ เด็กรว มกบั สถานศึกษา

4. กระตุนใหมีการรวมกลุมและรวมมือรวมใจกันในกลุมองคกรในชุมชนเพื่อริเริ่มและ
สนับสนุนการทํากิจกรรมตาง ๆ รวมกับสถานศึกษาในการพัฒนาเด็กของชุมชน การรวมกลุมกัน
ดังกลาวอาจจัดอยูในรูปขององคกรการศึกษาเพ่ือพัฒนาทองถ่ิน ที่มีบุคลากรจากทุกฝายในชุมชนเปน
กรรมการและกรรมการเหลานนั้ จะตอ งมีพลังทีจ่ ะผลักดนั ใหเ กิดกจิ กรรมทางการศึกษาได

สําหรับวิธกี ารประสานงานที่เหมาะสมสําหรับครเู ปน บคุ ลากรสาํ คญั ทีม่ ีดงั น้ี
1. การชักชวนพอแม ผูปกครอง บุคคลตาง ๆ ในชุมชนมารวมกลุมกัน เพื่อทํากิจกรรม

ในการสงเสริมพัฒนาเด็ก ครูเปนผูประสานงาน โดยใหพอแม ผูปกครอง และชุมชนเปนกรรมการ
ลักษณะของการทํากิจกรรมไดแก การใหความรูแกชุมชนในเรื่องของวิธีการสงเสริมพัฒนาเด็ก
การเขามาจัดกิจกรรมการเรียนรูกับเด็กโดยตรง การเปนแหลงความรูใหแกเด็ก การรวมมือกัน
ทํากิจกรรมในวันสําคัญตาง ๆ ของชุมชนในนามของชมรมหรือกลุมโดยใหเด็กมีสวนรวม และ
การรวมกนั รณรงคเผยแพรแนวคิดการมสี วนรวมของชุมชนในการพฒั นาเด็ก

2. การเขาถึงชุมชน พอแม ผูปกครองผานแหลงความรูท่ีมีอยูในชุมชน เชน วิทยุชุมชน
นิตยสาร หนังสือพิมพทั่วไปและหนังสือพิมพทองถ่ิน นิตยสาร รายการโทรทัศน การใหขอมูลผาน
แหลงขอมูลคอมพิวเตอรออนไลน ฯลฯ ท้ังน้ีอาจเปน การใหค วามรู การรณรงคใหเ ห็นความสาํ คญั ของ
การรวมแรงรวมใจกนั พฒั นาเดก็ การใหบ ริการใหคําปรกึ ษาเกย่ี วกบั การพัฒนาเด็ก เปนตน

3. การเยี่ยมบานเปนรายบุคคล และการเย่ียมบานเปนกลุม ท้ังน้ีจะเปนการติดตอ
ประสานกับผูปกครองโดยตรงและใกลชิด เนื่องจากเปนการไดพบปะสนทนากันโดยตรง
ในสถานการณจริง และการพูดคุยอยางฉันทมิตร กอใหเกิดความไวใจ เช่ือม่ัน และเกิดความเช่ือมั่น
การเยี่ยมบานอาจจะเปนการไปพบปะกับกลุมหรือชมรมของชุมชนท่ีมีอยูแลว การพบปะโดยการเขา
กลมุ ทําใหสื่อความคิดไดโดยตรง การสื่อสารสองทางทําใหเกิดความเขา ใจโดยงาย และทาํ ขอ ตกลงได
งาย ครูอาจจะรวมเปนสมาชิกของกลุม เพื่อประสานงานและทํากิจกรรมรวมกับกลุม พรอมทั้ง
การประสานกิจกรรมใหม ีความเชอ่ื มโยงกบั งานการจดั การศึกษาดว ยควบคูกนั

4. การรวมกลุมกับผูท่ีเกย่ี วของกับการพัฒนาเด็ก และองคกรท่ที ํางานเกี่ยวกับครอบครัว
และเด็ก เชน นักจิตวิทยา หมอเด็ก นักสังคมสงเคราะห มูลนิธิเอกชน กลุมพอแม ผูนําชุมชน ผูนํา
ทางการศึกษา ฯลฯ เปนการรวบรวมแหลงความรูและการใหความชวยเหลือ การบริการและ
สวัสดิการท่ีเกี่ยวกับครอบครัวและเด็กไวดวยกัน รวมทั้งการสรางเครือขายในสวน ตาง ๆ ของชุมชน

141

ทัง้ นี้เพื่อใหการชวยเหลือแกครอบครัวและเด็กท่ตี องการอยางเบ็ดเสร็จ รวดเร็ว และเพือ่ รวมกันสราง
ความตระหนกั ใหชุมชนเห็นความสําคัญในการมสี ว นรวมในการจดั การศึกษาเพื่อเด็กของตน

5. เชิญผูปกครองและชุมชนเยี่ยมหองเรียน ซึ่งเปนวิธีหนึ่งท่ีจะทําใหเกิดความเขาใจและ
เห็นความสําคัญที่จะเขามามสี ว นรว มในการจัดการศึกษา

6. การประสานงานกับโรงเรียนประถมศึกษาใหมีนโยบายอยางเปนทางการ
ที่จะจัด กิจกรรม

7. การเปนผูปกระสานกับหนวยตาง ๆ ในชุมชน เพื่อใหมีการรวมกลุมกันเปนองคกร
ทางการศึกษาที่มีการกําหนดเปาหมายอยางชัดเจนในการพัฒนาเด็ก เพื่อใหเด็กเหลานี้มีลักษณะ
ท่ีพึงประสงค มีความรู ความสามารถ มีบุคลิกภาพตามที่ชุมชนคาดหวัง และใหเด็กเติบโตมาเปน
สมาชิกท่ีมีคุณภาพของชุมชน และสืบสานภาระหนาที่ในการพัฒนาชุมชนของตนใหเขมแข็ง และ
ยง่ั ยืนตอไป

เกรียงศกั ดิ์ เจรญิ วงศศ กั ด์ิ (2559) ไดเ สนอวธิ กี ารสานสมั พันธระหวางครูและผูปกครอง ดงั น้ี
1. ใหขอ มูลทจี่ าํ เปน เกย่ี วกบั โรงเรยี นและครแู กผ ปู กครอง
ครูควรใหขอมูลที่จําเปนบางประการที่เกี่ยวของกับโรงเรียนแกผูปกครองควร เชน

ขอมูลพนื้ ฐานทว่ั ไปของโรงเรียน ไมว าจะเปนจํานวนครูตอ นกั เรียน ปรัชญาแนวทางการเรยี นการสอน
ของโรงเรียน วิธีการติดตอประสานงานกับทางโรงเรียน วิธีการวัดผลการศึกษา ตารางสอน ตาราง
สอบ กิจกรรมชมรมตาง ๆ ฯลฯ รูจักครูประจําช้ัน ครูที่สอนเด็กในรายวิชาตาง ๆ พรอมเบอรโทร
ทสี่ ามารถตดิ ตอ ไดในครูแตละคนยามฉุกเฉินหรือเมื่อตองการขอคาํ ปรึกษาในเร่อื งตาง ๆ เปนตน

2. ผปู กครองควรแลกเปลยี่ นขอมลู ขาวสารระหวา งกนั
การสานสัมพันธกับครูใหสนิทสนมอยางตอเนื่องเปนส่ิงจําเปนและกอใหเกิดประโยชน

กับตัวเด็ก ดังนั้นครูและผูปกครองควรหาเวลาในการเขาไปพูดคุยเปนประจํา นอกเหนือจากวันที่
โรงเรียนจัดไวเพ่ือพบปะผูปกครอง สรางความรูสึกเปนเหมือนกับเปนญาติสนิท โดยประเด็นในการ
สื่อสารพดู คุยกัน ไดแ ก

2.1 ครูเลาสภาพของเด็กเม่อื อยโู รงเรียนใหผูปกครองเนือ่ งจากสภาพตาง ๆ ตอนที่อยู
ในโรงเรียนผูปกครองไมอาจเห็นได เชน เด็กขยันต้ังใจเรียนหรือไม เด็กสนใจและมีความถนัด
ในการเรียนวิชาใดเปนพิเศษ ผลการเรียนของเด็ก เพ่ือนสนิทของเด็ก ความสามารถในการเขากับ
กลุมเพ่ือนได มีปญหาทะเลาะเบาะแวง หรือเด็กมพี ฤตกิ รรมท่ีผิดแปลกไปจากเดิมบา ง เปนตน ขอมูล
ดงั กลา วเปนประโยชนอยางยิ่งตอ ผูปกครองในการสงเสริม และพัฒนาเด็กใหตรงตามความถนัดความ

142

สนใจของเขา รวมท้ังสามารถชว ยเหลอื เด็กแกไขปญ หาบางอยางที่กําลังเกิดขึ้นไดถูกจุดและทันทวงที
เชน ปญหาการเรยี นปญหาความสมั พันธก ับเพือ่ นทโ่ี รงเรียน เปน ตน

2.2 ผปู กครองเลา สภาพของเด็กเม่ืออยบู านใหครูผูปกครองควรเขาใจวาครู ไู มส ามารถ
รจู ักเด็กทุกคนไดอ ยางครบถวนทุกดาน ดังน้ันผูปกครองจึงเปนผูท่ีมบี ทบาทสําคญั ในการชวยเหลอื ครู
อีกแรงหน่ึง ในการสื่อสารใหครูรูจักและเขาใจเด็กใหมากท่ีสุด เร่ืองสําคัญตาง ๆ ท่ีผูปกครองควรเลา
ใหครูฟง เชน เรอื่ งสุขภาพรางกายของเด็ก เชน มีโรคประจาํ ตวั อะไร แพยาอะไรบา ง ลักษณะนิสัยบาง
ประการของเด็ก เชน คุยเกง มีอารมณท่ีออนไหวงาย คิดมาก มีนิสัยกาวราว เกเร ไมมีวินัย ขี้อาย
ชอบคิดสรางสรรคจนบางคร้ังอาจนอกกรอบไปบาง เปนคนท่ีม่ันใจในตัวเองสูงจนบางครั้งชอบใช
เหตผุ ลในการถกเถยี ง ฯลฯ การท่ีครรู บั ทราบขอ มลู ตาง ๆ เกี่ยวกับเด็กมากเทา ไร ยง่ิ เปนการดที ่คี รเู อง
จะมีความเขาใจในตัวเด็กยิ่งข้ึน ลดปญหาการจัดการปญหาของเด็กท่ีใชความรุนแรง โดยสามารถใช
วิธีการที่ถูกตอ งในการชวยเหลอื หรอื แกปญ หาทเี่ กิดขึ้นกับเด็กไดตรงจุดและเหมาะสม การหลอหลอม
และเสริมสรา งชีวิตของผูเรียนใหประสบความสําเรจ็ และเปนพลเมอื งที่ดี จะตอ งเกิดจากความรวมมือ
ของทั้งครูและผูปกครอง ในการสอดสองดูแลและใหความชวยเหลือเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่เปนกลุม
เส่ียงที่จะกอปญหาหรือมีพฤติกรรมท่ีไมเหมาะสม ยิ่งจะตองมีการส่ือสารและรวมมือระหวางครูและ
ผปู กครองอยา งใกลช ิด เพื่อนําพาเด็กใหสามารถผานพนปญหาและไดร บั การพัฒนาอยางเต็มศักยภาพ

ในสวนการจัดการศึกษาปฐมวัยน้ัน ความรวมมือกันระหวางครู ชุมชน และผูปกครอง
มีความสําคัญอยางย่ิง กรมวิชาการ (2546) ไดกลาวถึงบทบาทของชุมชนและผูปกครองในการจัด
การศึกษาปฐมวยั ในคมู ือหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั พ.ศ. 2546 ดงั นี้

บทบาทของชุมชน
1. มีสวนรวมในการบริหารสถานศึกษา ในบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา

สมาคม/ชมรมผปู กครอง
2. มีสวนรวมในการจัดทําแผนพัฒนาสถานศึกษาเพ่ือเปนแนวทางในการดําเนินการ

ของสถานศกึ ษา
3. เปนศูนยการเรียนรู เครือขายการเรียนรูใหเด็กไดเรียนรูและมีประสบการณ

จากสถานการณท ห่ี ลากหลาย
4. ใหก ารสนบั สนนุ การจัดกจิ กรรมการเรียนรูของสถานศกึ ษา
5. สงเสริมใหมีการระดมทรัพยากรเพ่ือการศึกษา ตลอดจนวิทยากรภายนอกและ

ภูมิปญญาทองถิ่น เพ่ือเสริมสรางพัฒนาการของเด็กทุกดาน รวมทั้งสืบสานจารีตประเพณี
ศลิ ปวัฒนธรรมของทอ งถนิ่ และของชาติ


Click to View FlipBook Version