ชีววทิ ยาพื้นฐาน (BASIC OF BIOLOGY)
บทที่ 1 ธรรมชาติของสง่ิ มีชวี ิต
ลักษณะของสงิ่ มชี ีวติ (Characters of Organism)
1. ส่ิงมชี ีวิตมกี ารสืบพนั ธุ์ (Reproduction)
การสืบพันธน์ุ น้ั เปน็ คณุ สมบัตขิ องส่ิงมีชวี ติ เนือ่ งจากสิง่ มชี ีวติ ต้องการดาํ รงเผา่ พันธ์ุ ซงึ่ การสบื พนั ธ์ุ
สามารถแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ดงั น้ี
1.1 การสบื พนั ธ์แุ บบไม่อาศัยเพศ (Asexual Reproduction)
เป็นการสืบพันธ์ุท่ีทําให้ส่ิงมีชีวิตเพ่ิมจํานวนอย่างรวดเร็วโดยมีลักษณะพันธุกรรมคงเดิม
ตวั อยา่ งเชน่
- การแบ่งเซลลจ์ ากหนึง่ เปน็ สอง (Binary Fission) พบในพวกสิง่ มชี ีวติ เซลลเ์ ดียว เช่น
อะมีบา พารามเี ซยี ม ยกู ลีนา เปน็ ตน้
- การแตกหน่อ (Budding) พบในสง่ิ มีชวี ติ เซลลเ์ ดยี ว เช่น ยสี ต์ สัตว์หลายเซลล์ เชน่ ไฮดรา
และพืชบางชนิด เช่น ไผ่ หรือกลว้ ย เป็นต้น
- การสร้างสปอร์ (Sporulation) พบในเห็ด รา และพืชบางชนิด
- การงอกใหม่ (Regeneration) พบในพวกพลานาเรีย และดาวทะเล
ชีววิทยา (อ.อาํ พล) 2 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
Tentacles
Hydra
Body
Bud
Daughter Hydra
ภาพแสดงการแตกหนอ่ ของไฮดรา (Budding of Hydra)
1.2 การสบื พันธุแ์ บบอาศัยเพศ (Sexual Reproduction)
การสืบพันธุ์แบบอาศยั เพศเกดิ จากการปฏสิ นธิ (Fertilization) ของเซลลส์ บื พนั ธเุ์ พศผู้ หรือ
อสจุ กิ ับเซลล์สบื พันธเุ์ พศเมยี หรือเซลล์ไข่ ซึ่งอาจจะเกิดภายใน หรือภายนอกร่างกายของสตั ว์เพศเมยี เซลล์ไข่ที่
ไดร้ ับการผสมแล้วเรยี กวา่ ไซโกต (Zygote) จะเจริญเตบิ โตเป็นเอ็มบรโิ อ และตวั เต็มวยั ท่ีสามารถสบื พนั ธุ์เพม่ิ
จาํ นวนประชากรตอ่ ไปได้
Fertilization
Egg (Ovum)
23 Chromosomes
Zygote Embryo
23 Chromosomes 46 Chromosomes
in 23 pairs in 23 pairs
Sperm
23 Chromosomes
ภาพแสดงการสืบพนั ธแุ์ บบอาศยั เพศของมนษุ ย์
2. ส่ิงมชี วี ติ มปี ฏกิ ริ ยิ าเคมีภายในเซลล์ (Metabolism)
ปฏิกริ ยิ าเคมที ีเ่ กิดข้ึนภายในเซลล์สิง่ มชี วี ติ เรียกวา่ เมแทบอลซิ ึม (Metabolism) แบง่ ออกเปน็ 2
ประเภท ดงั นี้
2.1 แคแทบอลิซึม (Catabolism) หมายถึง กระบวนการสลายสารประกอบอินทรีย์ให้มีขนาดเล็กลง
และปลดปล่อยพลังงานอยู่ในสารประกอบอินทรีย์น้ันออกมาเก็บสะสมไว้ในรูปของ ATP (Adenosine
Triphosphate)
2.2 แอนาบอลซิ ึม (Anabolism) หมายถงึ กระบวนการนําสารท่มี โี มเลกุลขนาดเลก็ มาสงั เคราะห์
ให้เปน็ สารโมเลกุลใหญท่ ่ีจําเปน็ ตอ่ การดาํ รงชีพของส่ิงมีชีวิต
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29 3 ชวี วิทยา (อ.อาํ พล)
3. สิ่งมีชวี ิตมกี ารเจริญเตบิ โต มอี ายุขัย และมีขนาดจํากดั (Growth and Development)
ส่ิงมีชีวิตมีการเพ่ิมจํานวนเซลล์และการขยายขนาดของเซลล์ ทําให้ร่างกายมีขนาดใหญ่ข้ึน
ในขณะเดียวกนั เซลล์แต่ละเซลล์กจ็ ะมกี ารแปรสภาพไปทาํ หน้าทีเ่ ฉพาะอยา่ ง และมีการรวมกลุ่มของเซลล์พัฒนา
ไปเป็นเนื้อเย่ือและอวัยวะตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หลังจากส่ิงมีชีวิตเจริญเติบโตแล้วจะมีชีวิตอยู่ระยะเวลา
หนึ่งก็จะตาย ซ่ึงเรียกว่า “อายุขยั (Life Span)”
Blastocoel
Cleavage Cleavage
Zygote Eight-cell stage Blastula Croofsbslassetcutliaon
Blastocoel
Endoderm
Ectoderm
Gastrula Gastrulation
Blastopore
ภาพแสดงการพฒั นาของเซลล์และเนอ้ื เย่ือของสง่ิ มชี วี ติ
4. ส่ิงมีชวี ิตมีการตอบสนองตอ่ ส่ิงเรา้ (Reponse)
การตอบสนองตอ่ สิง่ เรา้ ของส่ิงมชี วี ิตจะแสดงออกมาในรูปของพฤตกิ รรมแบบต่างๆ
ภาพแสดงการตอบสนองตอ่ การสมั ผสั ของต้นไมยราบ
ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล) 4 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29
5. สิ่งมชี วี ิตมีภาวะธาํ รงดุลของรา่ งกาย (Homeostasis)
ส่งิ มีชีวติ มีการปรบั สมดุลในร่างกาย เช่น ปรมิ าณนํ้า อณุ หภมู ิ ความเปน็ กรด-เบส เปน็ ต้น เพื่อ
ความเป็นปกติ ส่งผลตอ่ การดาํ รงชีวติ ให้อยรู่ อดในสภาพแหล่งท่อี ยู่อาศยั
Absorbs water throught skin
Actively takes up ions
through gills
Drinks little
water
Movement of water
Excretes dilute urine Movement of ions
(a) Osmoregulation in a freshwater environment
Loses water throught skin
Drinks ample
water
Excretes ions through gills Direction of ion Direction water
movement movement
(Na+ , K+, Cl-) Excretes concentrated urine
(b) Osmoregulation in a saltwater environment
ภาพแสดงลกั ษณะของปลาน้ําจดื และปลานํ้าเค็ม
- ปลานํา้ จดื มเี กล็ดหรอื ผวิ หนงั หนาเพ่ือป้องกันไม่ให้นาํ้ ซึมผ่านเขา้ ไปในรา่ งกายได้ มีเซลลพ์ เิ ศษ
บริเวณเหงือกทาํ หนา้ ที่ดดู แร่ธาตุทีจ่ ําเปน็ กลับเข้าสรู่ า่ งกาย
- ปลาน้ําเคม็ มีเกลด็ ปกคลุมร่างกายเพอื่ ป้องกันเกลือแร่จากนํ้าทะเลแพรเ่ ขา้ สรู่ า่ งกาย
ภาพแสดงการลดรปู ของใบกลายเปน็ หนามของตน้ กระบองเพชรเพือ่ ลดการคายนํา้
โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 5 ชวี วิทยา (อ.อาํ พล)
6. ส่ิงมีชวี ติ ต้องมีลักษณะจาํ เพาะ (Specific Trait) ทาํ ใหม้ ีรปู ร่าง
สง่ิ มีชวี ิตแต่ละชนดิ มกี ารจัดระบบโครงสร้างของร่างกายอย่างมีแบบแผนแนน่ อน
ลักษณะเปน็ เอกลักษณ์เฉพาะตัว ทัง้ นเี้ ปน็ ผลอนั เนอ่ื งมาจากการทํางานของสารพันธกุ รรม
7. ส่งิ มชี วี ติ มีการจัดระบบของรา่ งกาย (Organization)
สง่ิ มีชีวิตมกี ารจัดระบบโครงสรา้ งจากเล็กไประบบขนาดใหญ่และซับซอ้ น
ภาพแสดงการจดั ระบบของส่ิงมชี วี ิต
การศึกษาชีววทิ ยา (Study of Biology)
คําว่า ชวี วิทยา หรอื (Biology) เป็นคาํ ทมี่ าจากภาษากรกี 2 คํามารวมกัน คือ คาํ วา่ “bios” ทแี่ ปลวา่
สิ่งมชี วี ิต และคาํ วา่ “logos” ที่หมายความวา่ การศึกษาอยา่ งมีเหตผุ ล จงึ หมายความวา่ ศาสตรแ์ ขนงหน่ึงท่มี ี
การศกึ ษาเกีย่ วกบั ส่งิ มีชีวติ อยา่ งมีเหตุผล
องคประกอบของชวี วิทยา
ชวี วิทยาประกอบดว้ ย 2 สว่ นหลกั คือ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และองคค์ วามรู้
ชีววทิ ยา
กระบวนการทางวิทยาศาสตร องคค วามรู
วิธกี ารทาง ทกั ษะกระบวนการ จิตวิทยาศาสตร ขอ เท็จจรงิ ขอ มูล ทฤษฎี กฎ
วิทยาศาสตร ทางวิทยาศาสตร
แผนผังแสดงองค์ประกอบของชีววทิ ยา
ชีววิทยา (อ.อําพล) 6 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Science Process)
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ คอื วิธีการและขนั้ ตอนทใี่ ชด้ ําเนินการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท คือ
1. วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method)
2. ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (Science Process Skills)
3. จิตวทิ ยาศาสตร์ (Scientific Mind)
วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ (Scientific Method)
วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์ เป็นขน้ั ตอนการทาํ งานอย่างเป็นระบบทีน่ ักวิทยาศาสตรใ์ ช้ในการแสวงหา
ความรทู้ างวิทยาศาสตร์ ประกอบดว้ ยขน้ั ตอนตา่ งๆ สามารถสรปุ เปน็ แผนผังดังนี้
ขั้นสงั เกตเพอ่ื ระบุปัญหา
ขน้ั ต้ังสมมติฐาน
ขนั้ การรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบสมมติฐาน
ข้นั วเิ คราะหแ์ ละสรุปผล
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (Science Process Skill)
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หมายถงึ ความสามารถ และความชาํ นาญในการคดิ เพ่อื คน้ หา
ความรู้ และการแก้ไขปญั หา อย่างมีเหตผุ ลโดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เชน่ การสงั เกต การวดั
การคาํ นวณ การจําแนก ฯลฯ
จิตวิทยาศาสตร์ (Scientific Mind)
จิตวทิ ยาศาสตร์ หมายถงึ ลกั ษณะนิสยั ของบคุ คลที่เกดิ ขน้ึ จากการศกึ ษาหาความรู้โดยใช้กระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ จิตวทิ ยาศาสตร์ประกอบดว้ ยลักษณะต่างๆ ไดแ้ ก่ ความสนใจใฝร่ ู้ ความม่งุ มั่น ความอดทน
ความรอบคอบ ความรับผิดชอบ ความซอ่ื สัตย์ ประหยัด การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟงั ความคิดเหน็
ของผู้อ่นื ความมเี หตุผล และการทํางานร่วมกับผอู้ นื่ ได้อยา่ งสร้างสรรค์
องคค์ วามรู้ (Knowledge)
องค์ความรู้ (Knowledge) หมายถึง ผลท่เี กดิ จากการศกึ ษาค้นคว้าโดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1. ขอ้ เทจ็ จรงิ (Fact) หมายถงึ ความจริงทีป่ รากฏในธรรมชาติ สามารถสงั เกตได้โดยตรง
2. ขอ้ มลู (Data) หมายถงึ ขอ้ เทจ็ จรงิ ที่ไดจ้ ากการสังเกตปรากฏการณ์ธรรมชาติ การทดลองหรือ
เอกสารจากการวิจยั นํามารวบรวมไว้อย่างเปน็ ระบบ
3. ทฤษฎี (Theory) หมายถงึ สมมติฐานที่ผ่านการตรวจสอบหลายคร้ังจนสามารถนาํ มาอธิบาย
ขอ้ เท็จจริงอนื่ ๆ ท่คี ลา้ ยกันได้ ทฤษฎอี าจเปลย่ี นแปลงไดห้ ากไดร้ ับขอ้ มลู หรือข้อเท็จจรงิ ใหมเ่ พ่ิมขึ้น
4. กฎ (Law) หมายถึง ทฤษฎที ส่ี ามารถอธบิ ายปรากฏการณ์ในธรรมชาติได้อยา่ งกว้างขวาง เปน็
เวลานาน จนเป็นที่ยอมรบั ว่าสามารถทดสอบผลได้เหมอื นเดมิ ทกุ ครั้งโดยไมม่ ีข้อโต้แยง้
โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 7 ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล)
แขนงวชิ าทางวิทยาศาสตร
ชวี วิทยาเปน็ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ (Biological Science) ประกอบด้วยสาขาตา่ งๆ มากมาย ตัวอย่าง
สาขาที่น่าสนใจ เชน่
แขนงวชิ าทางวทิ ยาศาสตร์ ลักษณะการศึกษา
Anatomy (กายวิภาคศาสตร)์
Biochemistry (ชีวเคมี) ศึกษาเกย่ี วกบั โครงสรา้ งต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต
Botany (พฤกษศาสตร)์ ศกึ ษาเกย่ี วกับโครงสรา้ งและกระบวนการเปล่ยี นแปลงของสารชวี โมเลกุล
Cytology (เซลลว์ ทิ ยา) ในสิง่ มีชีวติ
Ecology (นิเวศวทิ ยา)
ศกึ ษาเกี่ยวกบั พืช
Entomology (กีฏวิทยา)
Embryology (คพั ภวทิ ยา) ศึกษาเก่ียวกับเซลล์
Evolution (ววิ ัฒนาการ)
ศึกษาเก่ียวกับความสัมพนั ธ์ระหว่างสิ่งมชี วี ิตด้วยกัน และระหว่าง
Genetics (พันธุศาสตร์) ส่ิงมีชวี ติ กับสิ่งแวดลอ้ ม
Microbiology (จุลชีววิทยา)
Morphology (สัณฐานวิทยา) ศกึ ษาเก่ียวกับแมลง
Physiology (สรรี วทิ ยา)
Taxonomy (อนุกรมวิธาน) ศึกษาเกย่ี วกบั ตัวออ่ นของสิง่ มีชีวิต
Zoology (สตั ววทิ ยา)
Biotechnology ศกึ ษาเกี่ยวกบั การเจรญิ เปลีย่ นแปลงของสงิ่ มชี วี ติ จากอดตี จนถงึ
(เทคโนโลยชี ีวภาพ) ปจั จุบัน รวมทง้ั แนวความคดิ ของคนเก่ียวกับวิวัฒนาการ
ศกึ ษาเกี่ยวกบั การถ่ายทอดลกั ษณะพนั ธกุ รรมของสง่ิ มชี ีวติ
ศกึ ษาเกยี่ วกับจลุ ินทรยี ์
ศกึ ษาเกย่ี วกับโครงสรา้ งและรปู ร่างท่ัวไปของสิ่งมชี ีวิต
ศกึ ษาเกี่ยวกับกลไกและหนา้ ทก่ี ารทาํ งานของอวยั วะต่างๆ ในรา่ งกาย
ศึกษาเกย่ี วกบั การจัดหมวดหมูข่ องส่งิ มีชวี ติ ในลําดบั ขน้ั
ศึกษาเกี่ยวกบั สัตว์ต่างๆ
การประยุกตใ์ ช้ความรูเ้ กี่ยวกบั ส่งิ มีชีวติ เพอื่ ประโยชน์เฉพาะอย่าง โดย
อาศยั พนั ธวุ ศิ วกรรม (Genetic Engineering)
ชีวจรยิ ธรรม (Bioethics)
ชวี จริยธรรม (Bioethics) หมายถึง จริยธรรมของบุคคลและสังคมทมี่ ีต่อส่งิ มีชวี ิตท้งั หมดบนโลก ทั้งน้ี
เพือ่ ในการศึกษาความรใู้ หมๆ่ ความกา้ วหนา้ ของวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เพอื่ ประโยชนส์ ขุ ของมวลมนษุ ยชาติ
ควรคํานงึ ถึงหลักชีวจริยธรรมควบคู่กนั ตัวอยา่ งของการศกึ ษาความรทู้ ่เี กิดขน้ึ เช่น การผลติ อาวธุ ชีวภาพ
การสรา้ งสง่ิ มชี วี ิตดดั แปลงพันธุกรรม (GMOs) การโคลน (Clonning) การใช้สตั วใ์ นการทดลองลายพิมพ์
ดเี อน็ เอ (DNA fingerprint) เป็นต้น
ชวี วทิ ยา (อ.อําพล) 8 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29
บทที่ 2 เซลลของส่งิ มชี วี ติ
กลองจุลทรรศน (Microscope)
เครอ่ื งมอื ทส่ี ําคัญในการศึกษาชวี วทิ ยา ไดแ้ ก่ กล้องจุลทรรศน์ (Microscope) คอื เคร่อื งมือขยาย
ขอบเขตของประสาทสมั ผัสทางตา ใหเ้ ห็นส่งิ ท่ีไมส่ ามารถเหน็ ด้วยตาเปลา่
1. เลนสใ์ กลต้ า 9. หัวกล้อง
(Eyepiece) (Head)
2. จานหมนุ 10. ทีห่ นบี สไลด์
(Nosepiece) (Stage Clip)
3. เลนสใ์ กล้วตั ถุ 11. ปรบั ความเขม้ แสง
(Objectives Lens) (Brightness Control Knob)
4. เลนสร์ วมแสง 12. ปรับภาพหยาบ
(Condenser Lens) (Coarse Focus)
5. แทง่ วางสไลด์ 13. ปรับภาพละเอียด
(Stage) (Fine Focusing Knob)
6. ปรับปริมาณแสง
(Condenser)
7. ปรับเลื่อนสไลด์
(Mechanical Stage Controls)
8. แหลง่ กาํ เนดิ แสง
(Light Source)
14. ฐาน
(Base)
ภาพแสดงสว่ นประกอบของกล้องจุลทรรศนแ์ บบใชแ้ สง
โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 9 ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล)
ประเภทของกลอ้ งจุลทรรศน์ กล้องจุลทรรศน์แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภทใหญ่ๆ คอื
กลอ้ งจุลทรรศนแ์ บบใช้แสง กลอ้ งจลุ ทรรศน์แบบอิเล็กตรอน
(Light Microscope) (Electron Microscope)
กล้องจลุ ทรรศนใ์ ชแ้ สง กล้องจุลทรรศน์ใชแ้ สง กลอ้ งจลุ ทรรศน์ กลอ้ งจุลทรรศน์
แบบธรรมดา แบบสเตอริโอ อเิ ลก็ ตรอน อเิ ล็กตรอน
(Simple Compound (Stereoscopic แบบส่องผา่ น แบบส่องกราด
Light Microscope) Microscope) (Transmission Electron (Scanning Electron
Microscope : TEM) Microscope : SEM)
- พบไดใ้ น - ส่องได้ทงั้ วัตถุโปร่งแสง - ส่องวตั ถุขนาดเล็กมาก - สอ่ งวัตถขุ นาดเล็ก
มากเพ่ือศึกษา
ห้องปฏิบัตกิ ารทัว่ ไป และวตั ถทุ บึ แสง เป็น เพอื่ ศึกษาโครงสร้าง โครงสร้างภายนอก
เปน็ ภาพ 3 มติ ิ
ภาพทศี่ กึ ษาเป็น ภาพ 3 มิติ ภายใน เป็นภาพ 2 มิติ
ภาพ 2 มิติ เสมอื น - เหมาะสําหรับศกึ ษา
หวั กลับ วัตถุทบึ แสง เช่น เกสร
- เหมาะสําหรบั ศกึ ษา ดอกไม้ ปีกแมลง
เนอื้ เยอ่ื พืช เน้ือเย่อื
ทไี่ มซ่ ับซ้อน
การใชก้ ล้องจุลทรรศน์นักเรยี นสามารถสบื ค้นขอ้ มูลไดเ้ พ่มิ เตมิ
ในแหล่งเรียนรู้ตา่ งๆ
การหากําลงั ขยายของกลอ้ งจลุ ทรรศน์
กําลงั ขยายของกล้องจลุ ทรรศน์ = กําลงั ขยายของเลนสใ์ กลว้ ัตถุ × กําลังขยายของเลนส์ใกล้ตา
ขนาดของภาพทปี่ รากฏจากกลอ้ งจุลทรรศน์
ขนาดจริงของวัตถุ = กาํ ลังขยายของกล้องจุลทรรศน์
หลักการเกดิ ภาพของกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง
เลนสใ์ กล้วตั ถุ เลนสใ์ กล้ตา
(Objective Lens) (Eyepiece)
วัตถุ f0 ภาพจริงหัวกลบั fe ก
2f0 f0 fe
180°
ก
ภาพเสมอื นหัวกลับ
ชีววทิ ยา (อ.อําพล) 10 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29
บทท่ี 3 สารชีวโมเลกุล
นกั วทิ ยาศาสตร์ไดศ้ ึกษาส่ิงมีชีวิตชนิดต่างๆ พบว่าในสิ่งมีชีวิตนน้ั มสี ารเคมีและธาตตุ า่ งๆ มากมาย อาทิ
โปรตนี ไขมนั คารโ์ บไฮเดรต คาร์บอน ออกซเิ จน นาํ้ วิตามิน เปน็ ต้น
สารอนินทรยี อ์ น่ื ๆ 1%
สารอินทรีย์อื่นๆ 1%
คาร์โบไฮเดรต 5%
ไขมัน 10% น้าํ 65%
โปรตีน 18%
แผนภมู แิ สดงค่ารอ้ ยละของสารต่างๆ ในร่างกายมนุษย์
ซงึ่ ซ่งึ ในการศกึ ษาพบว่า ธาตคุ าร์บอน (C) ธาตไุ ฮโดรเจน (H) และธาตอุ อกซิเจน (O) เป็นธาตุ
องคป์ ระกอบหลักในโครงสร้างของสิง่ มชี ีวิต สามารถแบ่งได้เปน็ 2 ประเภทใหญ่ตามแผนผงั ดังนี้
สารเคมีในส่ิงมชี วี ติ
สารอนินทรีย์ สารอินทรีย์
1. สารอนินทรยี ์ (Inorganic Substance) คือ สารประกอบทีไ่ ม่มีธาตุ C เปน็ องคป์ ระกอบ เช่น น้ํา
และเกลือแร่
2. สารอินทรีย์ (Organic Substance) คือ สารประกอบที่มีธาตุ C และ H เป็นองค์ประกอบ โดย
สารอินทรีย์ที่มีอยู่ในส่ิงมีชีวิตจะอยู่ในรูปของสารอินทรีย์โมเลกุลใหญ่ที่เกิดจากมอนอเมอร์มาเรียงตัวกันซํ้าๆ
เรียกวา่ “สารชวี โมเลกลุ (Biomolecule)”
โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 11 ชวี วิทยา (อ.อาํ พล)
สารเคมตี ่างๆ ทีอ่ ยใู่ นอาหารทีเ่ รารับประทานในชีวิตประจําวนั สามารถจําแนกออกเปน็ 2 กลุม่ ใหญ่ คอื
สารอาหารทใ่ี หพ้ ลังงาน (คารโ์ บไฮเดรต โปรตนี ไขมัน) และสารอาหารทีไ่ มใ่ ห้พลังงาน (วิตามนิ เกลือแร่ น้ํา)
1. นาํ้ (Water)
Oxygen
δ-
88+
nO
+ + HH
Hydrogen Hydrogen δ+ δ+
Electrons from hydrogen
(waa)teErlemctorolencushleells in a cm(bho)alreDgciesutslreiibnuatiownaotefrpartial
ภาพแสดงโมเลกลุ ของน้ํา
นํ้าเป็นสารอนนิ ทรยี ท์ ี่พบมากประมาณรอ้ ยละ 70-80 มคี วามสาํ คัญตอ่ ส่ิงมีชวี ิต โมเลกุลของน้ํา
ประกอบดว้ ยอะตอมของธาตไุ ฮโดรเจน (H) และออกซเิ จน (O) ยึดเหน่ยี วกันดว้ ยพันธะโคเวเลนต์ โดยอะตอม
ของออกซิเจนแสดงประจุลบ และอะตอมของไฮโดรเจนทั้ง 2 อะตอมแสดงประจุบวก ทาํ ให้โมเลกลุ ของน้ําเป็น
โมเลกลุ ทม่ี ีขั้ว (Polar)
โครงสร้างทางโมเลกุลของนํ้าสามารถทาํ ให้เกิดการยึดเหนีย่ วดว้ ยพนั ธะไฮโดรเจน (Hydrogen
Bond) ระหว่างอะตอมของออกซิเจนกับไฮโดรเจนของน้ําแตล่ ะโมเลกุล
δ- Hydrogen
bond
δ+
δ+
H
Hydrogen O δ-
bond δ- H
δ- δ+
δ+
Ice Liquid water
Hydrogen bond are stable Hydrogen bond
constantly break and re-form
แผนภาพแสดงโมเลกุลของน้าํ
สมบตั ิการมขี ัว้ ของโมเลกุลน้าํ และการเกิดพันธะไฮโดรเจนกบั โมเลกุลของสารตา่ งๆ ทําใหส้ ารต่างๆ ที่
มขี ว้ั สามารถละลายนํ้าไดด้ ี และการที่น้ําแสดงทง้ั ประจุบวก และประจุลบอยใู่ นโมเลกลุ เดยี วกัน น้าํ จงึ เปน็
ตวั ทาํ ละลายทดี่ ี
ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล) 12 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29
สําหรับโมเลกุลทแี่ ตกตวั เป็นไอออนได้ เชน่ โซเดยี มคลอไรด์ (NaCl) ละลายไดใ้ นนา้ํ เพราะ Na+
เกาะกบั อะตอมของออกซเิ จนซ่งึ เปน็ ขั้วลบ ส่วน Cl- เกาะกบั อะตอมไฮโดรเจนซึง่ เป็นขั้วบวก
Hydrophilic หมายถึง “ชอบนํ้า” คือ สารท่มี ีสมบตั ลิ ะลายนํ้าได้ดี สารเหล่านีเ้ มื่อละลายนาํ้ จะแตก
ตัวเป็นประจุ เช่น
NaCl Na+, Cl-
Hydrophobic หมายถึง “ไม่ชอบนาํ้ ” คือ สารทมี่ ีสมบัตไิ มล่ ะลายน้ํา สารเหล่านไ้ี มส่ ามารถแตกตวั ให้
ไอออนได้เหมือนโซเดยี มคลอไรด์ หรือเป็นโมเลกุลไม่มีขัว้ จึงไมส่ ามารถยดึ ติดกบั โมเลกุลของน้าํ ได้
นอกจากนโ้ี มเลกุลของนํ้ายงั แตกตวั ให้ไฮโดรเจนไอออน (H+) และไฮดรอกซลิ ไอออน (OH-) ทาํ ให้
เกิดสมบตั ิการเปน็ กรด-เบส และน้ํายงั มีสมบตั ิเก็บความรอ้ นไดด้ ี จึงมคี วามจคุ วามร้อนสงู ทาํ ให้สามารถชว่ ย
รกั ษาสมดลุ อณุ หภูมิในรา่ งกายไดด้ ี
ความสําคญั ของนาํ้ ตอ่ สง่ิ มชี ีวิต
1. เปน็ ตวั ทําละลายทด่ี ี
2. เป็นส่วนประกอบของเซลล์
3. ชว่ ยในการลาํ เลยี งสารตา่ งๆ ในรา่ งกาย
4. เป็นตัวกลางใหส้ ารทําปฏกิ ิริยาทางเคมแี ละเปน็ ตวั ร่วมในปฏิกิรยิ า
5. นํา้ ชว่ ยควบคุมอุณหภูมิ โดยมคี วามจุความร้อนสูงในการระเหยของเหงอื่ ออกจากร่างกายเพื่อนํา
ความร้อนท่ีเกดิ จากรา่ งกายออกไป ทาํ ให้อุณหภูมขิ องรา่ งกายคงทอี่ ยู่ได้
6. ช่วยในการขับถา่ ยกากอาหาร และของเสีย เชน่ การขบั ถ่ายอจุ จาระ และปสั สาวะ
2. แรธ่ าตุ (Mineral)
แร่ธาตเุ ปน็ สารอนินทรีย์ทรี่ ่างกายนาํ มาใชเ้ ปน็ สว่ นประกอบของสารอินทรีย์ เช่น เอนไซม์ ฮอร์โมน
เป็นต้น แรธ่ าตทุ ี่สิง่ มีชีวติ ตอ้ งการจะอยใู่ นรูปของไอออน ซ่งึ ในรา่ งกายคนประกอบด้วยธาตุคาร์บอน (C)
ธาตุไฮโดรเจน (H) ธาตุออกซิเจน (O) และธาตุไนโตรเจน (N) ซึง่ มปี ริมาณรวมกันร้อยละ 90 ของน้ําหนกั ตวั
ซ่ึงอย่ใู นรปู ของสารประกอบตา่ งๆ ส่วนท่ีเหลอื อกี 4-5% ของน้าํ หนกั ตวั จะเป็นเกลือแรต่ า่ งๆ ที่จาํ เป็นต่อการ
ดาํ รงชีวิตทอี่ ยู่ในรปู ของไอออน
สารชีวโมเลกลุ (Biomolecule)
สารชีวโมเลกลุ จดั เป็นองคป์ ระกอบพ้นื ฐานที่จําเป็นต่อรา่ งกาย มธี าตไุ ฮโดรเจนและธาตุคารบ์ อนเป็น
องค์ประกอบหลัก แต่ละชนิดมีโครงสร้างและสมบัติท่แี ตกตา่ งกัน สารชีวโมเลกลุ สว่ นใหญ่เปน็ สารท่ีมีขนาดใหญ่
(Macromolecule) ซึ่งประกอบข้นึ จากหนว่ ยยอ่ ย (Monomer)
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 13 ชวี วิทยา (อ.อาํ พล)
ตารางแสดงชนดิ และหนว่ ยย่อยของสารชวี โมเลกลุ
สารชีวโมเลกลุ หน่วยยอ่ ย
คาร์โบไฮเดรต น้าํ ตาลโมเลกุลเดย่ี ว (Monosaccharide) เชน่ กลูโคส
โปรตีน กรดอะมโิ น (Amino Acid)
ลิพดิ กรดไขมนั (Fatty Acid) และกลเี ซอรอล (Glycerol)
นวิ คลโี อไทด์ (Nucleotide)
กรดนวิ คลีอิก
สารอนิ ทรียท์ ่ีพบมากในส่งิ มีชวี ติ เรียกว่า สารชวี โมเลกลุ (Biological Molecular) มโี ครงสรา้ งพน้ื ฐานที่
สําคญั เหมือนกัน คือ มคี ารบ์ อน (C) และไฮโดรเจน (H) เปน็ องค์ประกอบ โดยมคี าร์บอนเป็นแกนกลาง
กลุม่ ของอะตอมทม่ี าเกาะ หรอื จบั กบั คารบ์ อนท่ีเปน็ แกนนีเ้ รียกว่า หมู่ฟังก์ชัน (Functional Group) ซึ่งจะเปน็
กลุ่มทก่ี ําหนดสมบัติ และความสามารถในการทําปฏกิ ิรยิ าเคมีของโมเลกุลน้ันๆ
ตารางแสดงหมฟู่ งั กช์ ันท่พี บในสารอนิ ทรีย์บางชนดิ
ชอื่ หมู่ฟงั ก์ชนั (functional group) แหล่งท่พี บ
ไฮดรอกซิล โครงสรา้ ง
(hydroxyl)
sugar, glycerol
คารบ์ อกซิล fatty acid, amino acid
(carboxyl)
คาร์บอนลิ กลุ่มคโี ตน sugar
(ketone)
คารบ์ อนิลกล่มุ อัลดีไฮด์ sugar
(aldehyde)
อะมโิ น amino acid, protein
(amino) amino acid, protein
ซลั ฟไ์ ฮดรลิ
(sulfhydryl)
ฟอสเฟต phospholipid, nucleotide, nucleic acid
(phosphate)
R แทนหมอู่ ะตอมไฮโดรคาร์บอน (hydrocarbon)
ในการสังเคราะห์สารโมเลกุลทมี่ ขี นาดใหญ่ และโครงสร้างซับซ้อน สิง่ มชี ีวิตมักใชว้ ธิ สี รา้ งจากการนาํ
โมเลกุลขนาดเลก็ ๆ มาตอ่ กัน โมเลกลุ ขนาดเลก็ เช่น นํ้าตาล จะถูกนํามาใช้เป็นหน่วยย่อยเพ่อื สังเคราะห์โมเลกลุ
ที่ยาวขึ้น เช่น แปง้ แตล่ ะหนว่ ยย่อยเรยี กว่า Monomer เมอื่ มาตอ่ กนั เป็นสายยาวเรยี กว่า Polymer โมเลกุล
อินทรียส์ ่วนใหญ่ในรา่ งกายเรา อาจอยไู่ ด้ทัง้ ในรูป Monomer และ Polymer
ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล) 14 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
1. คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate)
เปน็ สารชวี โมเลกลุ ทส่ี ําคญั ที่เป็นองคป์ ระกอบของส่งิ มีชีวิตทุกชนดิ คําว่า คาร์โบไฮเดรต มีรากศัพท์
มาจาก คาํ ว่า คารบ์ อน (Carbon) และคําวา่ ไฮเดรต (Hydrate) หมายถึง อ่มิ ตวั ไปด้วยนา้ํ ซง่ึ รวมกันก็หมายถึง
คาร์บอนทอ่ี ม่ิ ตัวไปด้วยน้าํ เนื่องจากสตู รเคมีอยา่ งงา่ ย ก็คอื (C•H2O) n ซงึ่ n ≥ 3 โดยคาร์โบไฮเดรตจัดเปน็
สารประกอบแอลดีไฮด์ (Aldehyde) หรอื คโี ทน (Ketone) ท่ีมหี มู่ไฮดรอกซลิ (Hydroxyl Group, OH)
เกาะอยเู่ ป็นจาํ นวนมาก จงึ เรียกวา่ สารประกอบโพลีไฮดรอกซแี อลดไี ฮด์ (Polyhydroxyaldehyde) หรือ
โพลไี ฮดรอกซีคีโทน (Polyhydroxyketone) ซึง่ การที่มีหมไู่ ฮดรอกซลิ ในโมเลกุลนั้น ทําใหเ้ กิดการวางตวั ของหมู่
ดงั กลา่ วท่ีแตกต่างกัน และยงั สามารถทําปฏิกิรยิ าหรอื สร้างพนั ธะกับสารอน่ื ๆ ได้ ดังนน้ั คาร์โบไฮเดรตจึงมี
ความหลากหลายทงั้ ในดา้ นของโครงสรา้ งทางเคมี และบทบาททางชวี ภาพอีกด้วย หนว่ ยท่เี ลก็ ท่ีสดุ ของ
คารโ์ บไฮเดรต กค็ อื นํ้าตาลโมเลกลุ เด่ียวหรือมอนอแซ็กคาไรด์ คารโ์ บไฮเดรตเปน็ สารอาหารหลักซ่งึ ให้พลังงาน
เท่ากบั โปรตนี คือ 4 กิโลแคลอร/ี 1 กรัม
ประเภทของคารโ์ บไฮเดรต
1. มอนอแซ็กคาไรด์ (Monosaccharide)
ประกอบด้วยน้าํ ตาล 1 หน่วย มีสูตรโมเลกุล คอื C6H12O6 แบ่งออกเปน็
1.1 กลโู คส (Glucose) หรือเดกซโ์ ทรส (Dextrose) ลกั ษณะเป็นผลึกสขี าว ละลายน้ําได้ดีมี
รสหวานพบในผลไม้สุกและในเลือด รา่ งกายคนเรามปี รมิ าณกลโู คสประมาณ 1 mg ต่อเลือด 1 cm3 ถ้าร่างกาย
ขาดฮอร์โมนอนิ ซลู นิ (Insulin) จะไมส่ ามารถควบคมุ ระดับกลูโคสได้ กลูโคสที่มมี ากเกินไปจะออกมากับปสั สาวะ
8-10% แสดงวา่ เปน็ โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)
1.2 ฟรุกโทส / ฟรักโทส (Fructose) เป็นน้ําตาลธรรมชาติทมี่ คี วามหวานมากกวา่ กลโู คส พบ
ในนํ้าผ้ึง และในผลไมท้ ัว่ ไป มีลักษณะเปน็ ผลกึ สีขาว ละลายน้าํ ได้ดี
1.3 กาแลก็ โทส (Galactose) พบในนาํ้ นม มีรสหวานน้อยกว่ากลโู คส
H 1C O H H 1C O
H C OH H 1C O H C OH
HO C H
HO C H C OH HO C H
H C OH HO C H H C OH
H C OH
H C OH H C OH H 6C OH
H
H 6C OH H 6C OH
H H
6CH2OH 6CH2OH O H 6CH2OH O
CH5 OH HO CH5 2HC H
H CO3H C5 HC4 HO C1 OC3H C1
C4 H2 C1 H 3C2 CH2OH C4 OH
OH C OH H
OH H
H OH H OH
Glucose (Pyranose form) Fructose (Furanose form) Galactose (Pyaranose form)
ภาพแสดงโครงสรา้ งนาํ้ ตาลโมเลกุลเด่ียว
โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 15 ชวี วิทยา (อ.อาํ พล)
2. โอลโิ กแซ็กคาไรด์ (Oligosaccharides)
ประกอบด้วยนาํ้ ตาล 2-15 หนว่ ย แต่ทีพ่ บมากในธรรมชาติ คือ ไดแซ็กคาไรด์ (Disaccharide)
ซ่งึ เป็นนา้ํ ตาลโมเลกลุ คู่ เกิดจากการรวมตวั ของนํ้าตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 โมเลกุล โดยปฏกิ ริ ยิ า Condensation
และ Covalent Bond ท่เี กดิ ขน้ึ เรียกวา่ Glycosidic Linkage แบ่งออกเปน็
2.1 มอลโทส (Maltose) ได้จากเมลด็ ขา้ วมอลตท์ ่กี าํ ลังงอก พบในข้าวเจา้ ข้าวเหนียว
2.2 ซโู ครส (Sucrose) หรอื น้าํ ตาลทราย ไดจ้ ากการกลน่ั นา้ํ ออ้ ย เปน็ น้ําตาลทมี่ ีความสาํ คญั
ทสี่ ุดในโลก เพราะได้รับจากอาหารมากทส่ี ุด
2.3 แล็กโทส (Lactose) เป็นนํา้ ตาลทีม่ เี ฉพาะในนาํ้ นมสตั ว์เทา่ นน้ั เรยี กวา่ “นาํ้ ตาลนม” พบใน
สัตวเ์ ลี้ยงลูกด้วยน้ํานมเกือบทุกชนิด น้ําตาลแลก็ โทสถกู ย่อยดว้ ยนํ้ายอ่ ย “แลก็ เทส” น้ํายอ่ ยนีจ้ ะมมี ากในทารก
และค่อยๆ ลดลงไปเม่อื โตเป็นผูใ้ หญ่
CH2OH
(GFlSuruucccotrsooesseae)nd H OH CH2OH O H
H H HO CH2OH
HO OH H O OH H
H OH
CH2OH H OH
HO H O H
(GaGlLalaucctcotoossseee)and H OH O OH H
O OH
H H
H H
H OH CH2OH
CH2OH CH2OH
(GlGMulcuaocltsooesseea)nd H OH H O OH
H H H
OH
HO H O OH H
H OH H OH
ภาพแสดงการเกดิ นาํ้ ตาลโมเลกุลคู่
3. พอลิแซก็ คาไรด์ (Polysaccharides)
เปน็ คาร์โบไฮเดรตท่ีพบมากที่สุด ประกอบด้วยมอนอแซก็ คาไรด์หลายๆ โมเลกลุ ตอ่ กนั ด้วยพันธะ
Glycosidic Linkage การตอ่ กนั มที ั้งทีเ่ ปน็ สายโซย่ าวหรือแตกก่งิ ก้านสาขา มสี ตู รทั่วไป คอื (C6H10O5)n
สารพวกน้ไี ม่เป็นผลกึ ไมม่ รี ส และไม่ละลายนํ้า แบ่งออกเปน็
ชวี วิทยา (อ.อําพล) 16 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29
3.1 แป้ง (Starch) เปน็ ผลผลติ ทีพ่ ชื สรา้ งข้นึ เพอื่ เกบ็ สะสมไว้ มีมากในเมล็ดธญั พืช หรือราก
ลําต้นสะสมอาหารของพืช เป็นสารประกอบผสมระหวา่ งโมเลกุลของพอลิแซก็ คาไรด์ 2 ชนิด คือ Amylose และ
Amylopectin
Amylose ประกอบด้วยกลูโคสจับกันด้วยพนั ธะ α-1, 4 Glycosidic Linkage ประมาณ
250-300 โมเลกลุ ดังน้นั Amylose จึงมลี กั ษณะเปน็ สายยาวไม่แตกแขนง
Amylopectin ตา่ งจาก Amylose ตรงทโ่ี ครงสรา้ งโมเลกลุ มกี ารแตกสาขา โดยสายยาว
หลักเปน็ กลโู คสจับกันด้วย α-1, 4 Glycosidic Linkage และทกุ ๆ ประมาณ 24-30 โมเลกุลของกลูโคสกจ็ ะมี
สาขาออกไป Chloroplast Starch
CH2OH O H H COHHH2OHHO H COHHH2OHOH H O COHHH2OHHO H H CH2OHO H CH2OHO
H OHH H H OH O HO HOH H HOH H
O O
H OH H OH H OH H H CH2OHOH H H
HOH H HO CH2 O H CH2OHO H
HO HOH H HOH H
HH
HH
1 µm H H CH2 CH2OH
H HOH HOH
O H O H
HO H H
H H HO H H
Amylose Amylose Amylopectin Amylopectin
Starch: a plant polysaccharide
แผนภาพแสดงโครงสร้างของแปง้
3.2 ไกลโคเจน (Glycogen) เปน็ พอลแิ ซ็กคาไรด์ทีส่ ะสมอยใู่ นเซลลข์ องสตั ว์ เชน่ เซลล์ตับ และ
กล้ามเนือ้ เกิดจากกลูโคสมาต่อกันเปน็ สายยาว โครงสร้างมีการแตกสาขามากมาย คือ มสี าขาแตกออกมาทุกๆ
ประมาณ 10-12 โมเลกุล และละลายนํา้ ไดด้ ีกว่าแปง้ ของพชื ในระหวา่ งท่ีไมไ่ ด้รบั ประทานอาหาร ไกลโคเจนในตับ
จะสลายไดก้ ลโู คสแลว้ ปล่อยสกู่ ระแสเลือด เป็นการรักษาความเข้มขน้ ของกลโู คสในเลือดให้คอ่ นขา้ งคงที่
Mitochondria Glycogen granules
CH2OH CH2OH CH2OH
OH H OH H OH
HH H
OH H O OH H O OH H
a(1 6)linkage
H OH H OH H OH Redeundcing
CH2OH CH2OH O CH2OH
H H OH HH OH
CH2 CH2OH
HH O H HH OH HH OH
OH H OH H OH H OH H OH H
HO O O O O OH
H OH H OH H OH H OH H OH 0.5 µm
a(1 4)linkage
Bpraonincth
Glycogen Glycogen
Glycogen: an animal polysaccharide
แผนภาพแสดงโครงสรา้ งของไกลโคเจน
โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 17 ชวี วทิ ยา (อ.อําพล)
3.3 เซลลูโลส (Cellulose) ทําหน้าทเี่ ป็นโครงสรา้ งทสี่ ําคญั ทสี่ ุดชนิดหนึง่ โดยเปน็ สว่ นประกอบ
ส่วนใหญ่ของผนงั เซลล์ (Cell Wall) โมเลกุลประกอบด้วยกลโู คสหลายๆ หน่วยจับกันเชน่ เดยี วกบั แป้ง แต่การจดั
ตวั ของพนั ธะท่ียดึ กลโู คสในเซลลโู ลสจะเปน็ β-Glycosidic Bond นอกจากน้โี มเลกุลของเซลลโู ลสยังสามารถ
จัดเรยี งขนานกันเปน็ เส้นใยยาว แตล่ ะเส้นยดึ กนั ไวด้ ้วยพันธะไฮโดรเจน (Hydrogen Bond) เซลลพ์ ชื มักมีเสน้ ใย
เซลลูโลสจัดเรยี งซอ้ นกันเปน็ ชน้ั ๆ ทาํ มมุ ตา่ งๆ กนั สานไปมา ทําให้เซลล์พืชมคี วามแข็งแรง และทนทานตอ่ การ
ฉกี ขาดดีมาก
Cinelaluplolsaentmcieclrlowfibalrlils
Cell walls Microfibril
0.5 µm
Plant cells
CH2OOH O OH OCHH2OOH O OH
OH OH O O OH O O
O
OH CH2OH
OH CH2OH
O COHH2OOH O OH COHH2OOH O OH mCeollluelcouslees
OH O O OH O O
OH CH2OH OH CH2OH
O CH2OH OH COHH2OOH O OH
OH O O OH O O OH O O
OH CH2OH OH CH2OH
mβ oGnluocmoesre
แผนภาพแสดงโครงสร้างของเซลลูโลส
3.4 ไคทนิ (Chitin) เป็นสารประกอบสําคัญของเปลอื กแข็งห้มุ ตัวภายนอก (Exoskeleton)
ของสตั ว์ขาปลอ้ ง เชน่ แมลง กงุ้ ปู เปน็ ตน้ นอกจากน้ียงั พบทผี่ นงั เซลลข์ องเห็ด ราหลายชนิด ประกอบดว้ ย
กลโู คสจับกนั เป็นสายยาวเหมอื นเซลลูโลสทกุ อยา่ ง แต่ตา่ งกันทกี่ ลโู คสแตล่ ะโมเลกุลมีการดดั แปลงไปโดย OH
กลมุ่ หน่งึ จะถกู แทนดว้ ยหมู่ฟังก์ชนั ที่มี N เป็นองค์ประกอบ เช่น N-Acetyl Glycosamine
CH2OH
H O OH
H
OH OH H H
H NH
CO
CH3
The structure of the chitin monomer
ความสําคญั ของคารโ์ บไฮเดรตต่อสิ่งมชี ีวติ
1. เปน็ สารอาหารท่สี ่ิงมีชวี ติ นาํ ไปสลายเพอ่ื ใหไ้ ด้พลังงานในการดํารงชพี มากทสี่ ดุ
2. เป็นโครงสร้างของเนื้อเยอื่ สัตว์ และผนงั เซลล์ของพืช
ชีววิทยา (อ.อาํ พล) 18 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29
2. ลพิ ิด (Lipid)
เปน็ สารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ เกิดจากหนว่ ยยอ่ ย 2 ชนิด คือ กรดไขมนั (Fatty Acid) และ
กลีเซอรอล (Glycerol) รวมตวั กนั ลิพดิ ไมจ่ ัดวา่ เปน็ พอลิเมอร์ เป็นสารท่ีไมล่ ะลายนาํ้ มีองค์ประกอบหลัก คอื
C, H และ O (แต่ H : O ไม่ใชส่ ดั สว่ น 2 : 1 เหมือนในคารโ์ บไฮเดรต) โดยไขมนั 1 กรัม ใหพ้ ลังงาน 9
กิโลแคลอรี
ประเภทของไขมัน
1. ไขมนั เชิงเดี่ยว (Simple Lipid) เกดิ จากกรดไขมนั 3 โมเลกุล + กลเี ซอรอล แบง่ ออกเป็น
2 ชนิด
1.1 ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เปน็ ไขมนั ชนดิ ที่พบมากท่ีสุดในธรรมชาติ
H OHHHHH H OHHHHH
H C OH HO C C C C C C H HCOCCCCCCH
H C OH HHHHH HHHHH
H C OH OHHHHH DSeyhnytdhreastiiosn OHHHHH
H HO C C C C C C H + 3H2O HCOCCCCCCH
removed
Glycerol HHHHH HHHHH
OHHHHH OHHHHH
HO C C C C C C H HC OCCCCCCH
HHHHH H HHHHH
Fatty Acids Triglyceride Molecule
แผนภาพแสดงโครงสร้างของไตรกลีเซอไรด์
1.2 ไข (Wax) เกดิ จากกรดไขมนั 3 โมเลกลุ + แอลกอฮอล์ท่ีไม่ใช่กลเี ซอรอล มีลกั ษณะเป็น
ของแขง็
2. ไขมันเชงิ ซ้อน (Complex Lipid) เกดิ จากกรดไขมนั 2 โมเลกลุ + สารอืน่ + กลเี ซอรอล เชน่
ฟอสโฟลพิ ดิ (Phospholipid) ไกลโคลิพิด (Glycolipid) เปน็ ตน้
3. อนุพันธ์ลิพดิ (Derived Lipid) ไม่ได้เกิดจากกรดไขมัน และกลีเซอรอล แตม่ ีคณุ สมบตั ิทาง
กายภาพเหมือนไขมนั เช่น พวกสเตอรอยด์ (Steroid) จะไมม่ กี รดไขมันเปน็ องค์ประกอบ เช่น คอเลสเทอรอล
(Cholesterol)
ประเภทของกรดไขมนั แบง่ ตามโครงสร้างได้ 2 ชนิด ดังนี้
1. กรดไขมนั อ่มิ ตัว (Saturated Fatty Acid) เปน็ กรดไขมันท่ีมคี าร์บอนอะตอมเรียงตวั กันเป็น
สายยาวตรงยึดกันดว้ ยพันธะเดย่ี ว (C C)
2. กรดไขมนั ไมอ่ ่มิ ตวั (Unsaturated Fatty Acid) เปน็ กรดไขมนั ท่มี คี าร์บอนอะตอมตอ่ กนั เปน็
สายยาวและมพี นั ธะคู่ (C C)
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 19 ชีววทิ ยา (อ.อําพล)
ความสาํ คญั ของลพิ ดิ ต่อส่ิงมีชีวิต
1. ทาํ หนา้ ท่ีขนส่งสารท่ีละลายในไขมนั ไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย
2. เปน็ ส่วนประกอบทสี่ ําคญั ของเซลล์ และเย่อื หุ้มเซลล์ สามารถปอ้ งกนั อวยั วะภายในไมใ่ ห้
กระทบกระเทอื นได้อีกดว้ ย
3. โปรตีน (Protein)
เป็นหน่วยโครงสรา้ งหลักของรา่ งกาย โปรตีนเปน็ พอลิเมอรท์ ี่มีมอนอเมอร์ คอื “กรดอะมิโน (Amino
Acid)” เช่ือมต่อกันด้วยพนั ธะเพปไทด์ (Peptide Bond) โปรตีนทุกชนดิ จะมธี าตพุ น้ื ฐาน คอื C, H, O และ N
เปน็ องคป์ ระกอบหลัก และบางชนดิ จะพบ S, P, Fe, Cu, Zn และ I เป็นองคป์ ระกอบอยู่ดว้ ยเล็กนอ้ ย โดย
โปรตนี 1 กรมั ให้พลงั งาน 4 กโิ ลแคลอรี
Amine Group Carboxylic Acid Group
HO
H2N C C OH
R
R Group
Amino Acid General Structure
แผนภาพแสดงโครงสร้างของกรดอะมิโน
ประเภทของกรดอะมิโน กรดอะมโิ นมีท้ังหมด 20 ชนิด แบ่งได้ 2 ประเภท ดงั นี้
1. กรดอะมโิ นท่จี ําเปน็ (Essential Amino Acids) เป็นกรดอะมโิ นที่ร่างกายสังเคราะห์ไม่ได้ตอ้ ง
ได้รบั จากอาหารเท่านน้ั มคี วามจาํ เป็นสาํ หรับการเจริญเติบโต และพัฒนาการต่างๆ ของร่างกาย
y วัยผูใ้ หญ่มี 8 ชนิด ไดแ้ ก่ ลวิ ซีน ไอโซลวิ ซีน ไลซีน เมไทโอนนี ฟีนลิ อะลานนี ทรโี อนีน
ทรปิ โตเฟน วาลนี
y วัยเดก็ มี 10 ชนิด ไดแ้ ก่ 8 ชนดิ ในผใู้ หญ่ และตอ้ งการเพิ่มกรดอะมิโนอารจ์ นี ีน และฮีสทดิ นี
2. กรดอะมโิ นทไี่ มจ่ าํ เปน็ (Nonessential Amino Acids) เปน็ กรดอะมิโนที่รา่ งกายสามารถ
สังเคราะห์ได้ มี 10 ชนิด คอื ไกลซีน อะลานนี โพรลีน แอสพาราจนี กรดแอสพาร์ตกิ ซสิ เทอนี กรดกลตู ามิก
กลูตามนี ซีรีน ไทโรซีน
กรดอะมิโนที่จําเปน็ กรดอะมิโนทไ่ี ม่จาํ เป็น
ฮีสทดิ ีน** เมไทโอนนี อะลานีน กลตู ามนี
อาร์จีนีน** ฟีนลิ อะลานนี แอสพาราจนี ไกลซีน
ไอโซลิวซนี ทรโี อนนี กรดแอสพาร์ตกิ โพรลีน
ลิวซีน ทรปิ โตเฟน ซิสเทอนี ซรี ีน
ไลซนี วาลีน กรดกลูตามิก ไทโรซนี
ชวี วทิ ยา (อ.อําพล) 20 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
ความสาํ คญั ของโปรตนี ตอ่ สิง่ มชี วี ิต
1. เป็นองคป์ ระกอบทส่ี าํ คญั ท่สี ุดของร่างกาย เกีย่ วขอ้ งกบั การเจริญเตบิ โต และซ่อมแซมส่วนท่ี
สกึ หรอ
2. เอนไซม์ (Enzyme) คอื โปรตนี ประเภทหนงึ่ ทมี่ คี วามสําคญั ในปฏกิ ิริยาตา่ งๆ ที่เกดิ ขึน้ ภายในรา่ งกาย
ให้เกิดขึ้นได้งา่ ย
3. ช่วยสร้างภมู ิต้านทานหรือภูมิคมุ้ กนั ในรา่ งกาย (Antibody)
4. เกี่ยวข้องกับการเคลือ่ นที่ เชน่ Actin, Myosin ภายในกล้ามเนื้อ หรอื Cilia และใน Flagellum
การทดสอบคารโ์ บไฮเดรต
1. นา้ํ ตาลโมเลกลุ เด่ยี ว และนาํ้ ตาลโมเลกุลคทู่ กุ ตวั (ยกเวน้ ซูโครส) มสี มบัตเิ ปน็ Reducing Sugar
เมือ่ นาํ ไปต้มกับสารละลายเบเนดิกต์ (สารละลายผสมระหว่าง CuSO4 + Na2CO3 : มีสีฟา้ ) จะเกดิ ตะกอนสีแดงอิฐ
2. นํา้ ตาลซโู ครส มสี มบตั เิ ปน็ Non-Reducing Sugar สามารถทาํ ปฏกิ ริ ยิ ากบั สารละลายเบเนดิกต์
ได้ตะกอนสแี ดงอิฐ กต็ อ่ เมื่อนําไปต้มกับกรดเจือจาง หรือใช้เอนไซมซ์ เู ครสย่อยใหเ้ ปน็ นา้ํ ตาลโมเลกุลเด่ยี วท่มี ี
สมบตั เิ ป็น Reducing Sugar กอ่ น
3. แป้ง ทําปฏิกริ ิยากบั สารละลายไอโอดนี จะเปล่ียนสีสารละลายไอโอดีนจากสนี ้ําตาลเป็นสนี ํา้ เงนิ
4. ไกลโคเจน ทําปฏิกริ ิยากบั สารละลายไอโอดนี จะเปลย่ี นสสี ารละลายไอโอดนี จากสีน้ําตาลเปน็ สแี ดง
การทดสอบลพิ ดิ
1. ทางกายภาพ ทดสอบโดยการนาํ นา้ํ มนั หยดลงบนกระดาษขาว ไขมนั จะทาํ ใหเ้ กดิ ภาวะโปรง่ แสง
เนื่องจากไขมันเข้าไปแทนทโี่ มเลกุลของอากาศท่ีแทรกตัวอยู่ในเนือ้ กระดาษ และไขมนั มดี ัชนีหกั เหของแสง
น้อยกว่าอากาศ จึงทําใหเ้ กดิ ภาวะโปรง่ แสงขน้ึ
2. ทางเคมี ทดสอบโดยการนําสารท่ีสงสยั วา่ เปน็ ไขมนั ไปต้มในสารละลายด่าง เชน่ NaOH จะได้
สารประกอบชนดิ ใหม่ซ่ึงมีลักษณะลนื่ มือเหมอื นด่าง แตม่ ีฟองมาก เม่ือนําไปขยห้ี รือตีในนาํ้ สารทเี่ กดิ ข้ึนใหม่
เรียกว่า “สบ่”ู
การทดสอบโปรตนี
1. โปรตนี ทกุ ชนดิ ทาํ ปฏกิ ริ ยิ ากับสารละลายไบยเู ร็ต ((Biuret Solution) สารละลายผสมระหว่าง
CuSO4 + NaOH : มีสฟี ้า) ใหส้ นี ํ้าเงนิ ม่วง
2. โปรตีนทาํ ปฏิกิริยากับกรดไนตริกเข้มขน้ และรอ้ น จะเกิดสเี หลือง เรยี กวา่ Xanthoproteic Test
4. กรดนิวคลีอิก (Nucleic Acid)
เป็นสารชีวโมเลกลุ ทีม่ ีขนาดใหญ่ทําหน้าท่ีเก็บและถ่ายทอดขอ้ มลู ทางพนั ธกุ รรมของส่งิ มีชวี ติ จากรุ่น
หนง่ึ ไปยงั รุ่นต่อไปใหแ้ สดงลกั ษณะต่างๆ ของส่ิงมชี วี ติ นอกจากน้ี ยังทําหนา้ ท่ีควบคมุ การเจริญเตบิ โตและ
กระบวนการตา่ งๆ ของสิง่ มีชีวติ กรดนิวคลอี ิกมี 2 ชนดิ คือ DNA (Deoxyribonucleic Acid) และ RNA
(Ribonucleic Acid)
กรดนิวคลอี ิก ประกอบดว้ ยหน่วยย่อยท่ีเรียกว่า นิวคลีโอไทด์ (Nucleotide) นิวคลีโอไทด์
ประกอบด้วยส่วนยอ่ ย 3 สว่ น ไดแ้ ก่ หมู่ฟอสเฟต นํ้าตาลทม่ี ีคาร์บอน 5 อะตอม และเบสทม่ี ไี นโตรเจนเป็น
องคป์ ระกอบ
โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 21 ชีววทิ ยา (อ.อําพล)
ตารางเปรียบเทยี บความแตกตา่ งระหว่าง DNA และ RNA
ข้อเปรียบเทยี บ DNA RNA
1. จํานวนพอลนิ ิวคลโี อไทด์ 2 สาย 1 สาย
2. โครงสร้าง บดิ เป็นเกลยี ว ไม่บิดเป็นเกลียว
3. ชนิดของเบส อะดีนนี กวานีน ไทมีน และไซโทซีน อะดนี ีน กวานีน ยูราซลิ และไซโท
ซนี
4. นํ้าตาล ดีออกซีไรโบส ไรโบส
ความสําคญั ของกรดนวิ คลีอกิ ต่อสิง่ มีชีวิต
1. DNA ทาํ หนา้ ท่ีสรา้ ง RNA ควบคุมการสังเคราะหโ์ ปรตีน และควบคมุ การถา่ ยทอดลกั ษณะทาง
พันธกุ รรม
2. RNA ทาํ หน้าทส่ี งั เคราะห์โปรตีน
3. ATP (Adenosine Triphosphate) จดั เป็นสารนิวคลีโอไทดท์ ่ีทาํ หน้าทีเ่ ก็บสะสมพลังงาน และ
สามารถปล่อยพลงั งานออกมาได้
5. วติ ามิน (Vitamin)
เปน็ สารประกอบท่ีรา่ งกายต้องการปรมิ าณน้อยแต่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นสารที่ใช้ควบคมุ ระบบการ
ทาํ งานต่างๆ ในรา่ งกายใหป้ กติ วติ ามินส่วนใหญไ่ ด้จากอาหาร เพราะรา่ งกายไมส่ ามารถสรา้ งหรือสงั เคราะหข์ ้นึ
ได้ สามารถแบง่ ประเภทของวิตามนิ ไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คือ
1. วติ ามนิ ทลี่ ะลายไดใ้ นนํา้ มนั หรอื ไขมัน ไดแ้ ก่ วติ ามนิ A, D, E และ K ซ่ึงไม่สญู เสยี งา่ ย เพราะ
สามารถเกบ็ สะสมไวท้ ตี่ ับได้ แตถ่ า้ รา่ งกายรบั เข้าไปมากเกินจะทาํ ให้เกิดผลเสยี คือ เกดิ อาการแพ้
2. วติ ามินทลี่ ะลายไดใ้ นนํ้า ได้แก่ วิตามนิ ซี วติ ามนิ บีรวม วติ ามินพวกนี้ สลายตวั ไดง้ า่ ย เม่อื ถูก
แสงหรอื ความรอ้ น ฉะนัน้ จงึ ไมม่ กี ารสะสมในรา่ งกาย ถา้ รา่ งกายมมี ากเกินไป จะถูกขับออกมาทางปสั สาวะหรอื
ทางเหงอื่
ชวี วิทยา (อ.อาํ พล) 22 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29
สณั ฐานวทิ ยา กายวภิ าคศาสตร
และสรีรวิทยาของสัตว
บทท่ี 4 ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System)
ระบบย่อยอาหารเป็นการแปรสภาพโมเลกุลของอาหารให้มีขนาดเล็กลง เพื่อให้สามารถดูดซมึ เขา้ ส่เู ซลล์
นาํ ไปใชป้ ระโยชน์ตอ่ ไป
Pharynx Oral cavity, teeth, tongue
Pharyngeal mm. propel Mechanical breakdown, mixing with
salivary secretions
food into esophagus
Liver Salivary glands
Secretion of lubicating fluid
Secretion of bile limportant for lipid contining enzymes that initiale
digestionl, slorage of nutrients, digestion
production of cellular fuels, plasma Esophagus
protoins, clotting factors, and Transport of food
into the stomach
detoxification and phagocytosis
Stomach
Pancreas Chemical breakdown
Secretion of buffers and of food by acid and
enzymes; mechanical
digestive enzynes by breakdown via muscular
exocrine cells; contractions
secretion of hormones Small intestine
by endocrine cells Enzymatic digestion and absorption
of water, organic substrates,
to regulate digestion vitamins, and ions; host defense
Gall bladder
Storage and
concentration of bile
Large intestine
Dehydratyion and compaction
of indigestible materials
for elimination; resorption of
water and electrolytes; host
defense
ภาพแสดงอวัยวะในระบบย่อยอาหารของมนุษย์
ประเภทของการยอ่ ย
1. การย่อยเชงิ กล (Mechanical Digestion) เป็นกระบวนการที่ทําใหอ้ าหารมขี นาดเลก็ ลง เชน่ การใช้
ฟัน บดเคย้ี ว และการบบี ตวั คลายตวั ของทางเดินอาหาร เชน่ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร เป็นต้น วิธนี ีเ้ ปน็
การทาํ ใหอ้ าหารมีพ้นื ทผ่ี วิ มากข้นึ
2. การยอ่ ยเชงิ เคมี (Chemical Digestion) เปน็ กระบวนการที่ทําใหอ้ าหารมโี มเลกลุ เล็กลง โดยอาศยั
เอนไซม์ชว่ ยทาํ ให้เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมใี นการยอ่ ย
โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 23 ชีววทิ ยา (อ.อําพล)
ประเภทของทางเดินอาหารของส่งิ มีชวี ิต
1. ทางเดินอาหารที่สมบูรณ์ (Complete Digestion) มปี ากเป็นทางเข้าของอาหาร มีทวารหนักเปน็
ทางออกของอาหาร โดยระบบการยอ่ ยอาหารทจ่ี ะกลา่ วต่อไปน้ี เป็นทางเดินอาหารของมนุษย์ ซง่ึ มนุษย์มีทางเดนิ
อาหารทสี่ มบรู ณ์ ดงั น้ี
ปาก → คอหอย → หลอดอาหาร → กระเพาะอาหาร → ลําไสเ้ ลก็ → ลําไสใ้ หญ่ → ทวารหนกั
2. ทางเดินอาหารที่ไม่สมบรู ณ์ (Incomplete Digestion) มชี อ่ งทางเดินอาหารช่องเดยี วซึ่งทาํ หน้าท่ี
เปน็ ท้ังปาก และเป็นทวารหนกั พรอ้ มกัน เช่น ไฮดรา พลานาเรีย พยาธใิ บไม้ เปน็ ต้น
อวัยวะในระบบยอ่ ยอาหารของมนษุ ย์
การยอ่ ยอาหารในปาก (Mouth)
ลนิ้ (Tongue) รับรสอาหาร เพราะมตี มุ่ รบั รส (Taste Buds) ลิ้นชว่ ยคลกุ เคล้าอาหารใหผ้ สมกบั นาํ้ ลาย
ชว่ ยในการกลนื อาหาร โดยการดนั อาหารให้เคลือ่ นที่จากปากเข้าสคู่ อหอย และช่วยทําใหก้ ารพดู
Vallate papillae
Foliate papillae
Fungiform papillae Tongue Taste buds
ภาพแสดงโครงสรา้ งของล้ิน
ฟัน (Teeth) ทาํ หนา้ ที่ตัด ฉีก เคยี้ ว และบดอาหารใหม้ ีขนาดเลก็
• ฟันนํา้ นม (Deciduous Teeth) : มี 20 ซี่ เร่ิมข้ึนเม่อื อายุประมาณ 6 เดอื น จะข้นึ ครบเมอื่ อายุ
ประมาณ 2 ปี
• ฟันแท้ (Permanent Teeth) : มี 32 ซ่ี เร่มิ ขนึ้ เมอ่ื ฟนั น้ํานมซ่ีแรกหกั หลุดไป และจะขึ้นครบเมือ่
ประมาณ 21 ปี (แตบ่ างคนอาจมฟี ันแท้เพียง 28 ซ่ี เทา่ นน้ั ) ฟนั แทป้ ระกอบด้วยฟนั ชนิดต่างๆ 4 ประเภท คอื
ฟนั ตดั ฟนั ฉีกหรือฟนั เขี้ยว ฟนั กรามหน้า และฟนั กรามหลงั
ชวี วิทยา (อ.อําพล) 24 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
ภาพแสดงโครงสร้างของฟัน
Canine
Premolars
Molars
Incisors
ภาพแสดงประเภทของฟนั
ต่อมนาํ้ ลาย (Salivary Gland) ทาํ หน้าทีส่ ร้างนาํ้ ลาย (Saliva) โดยปกติจะผลิตนํา้ ลายได้วนั ละ 1-1.5 ลติ ร
สง่ ออกทางทอ่ น้ําลายไปสชู่ อ่ งปาก มี 3 คู่ คอื ต่อมข้างกกหู ตอ่ มใตข้ ากรรไกร และตอ่ มใต้ลน้ิ
ภาพแสดงตําแหน่งของต่อมน้ําลาย
โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 25 ชีววิทยา (อ.อาํ พล)
อะไมเลส
แปง้
เดกซท์ รนิ มอลโทส มอลโทส กลโู คส
แผนภาพแสดงการยอ่ ยแป้งในชอ่ งปาก
คอหอย (Pharynx) บริเวณคอหอยไมม่ ีการย่อยอาหาร แตเ่ ปน็ ทางผา่ นของอาหารจากปากไปสู่หลอด
อาหาร
หลอดอาหาร (Esophagus) เป็นหลอดทตี่ ่อจากคอหอยถงึ กระเพาะอาหาร มกี ารยอ่ ยเชิงกล คือ การ
บบี รดั ตวั ของกลา้ มเน้อื ทางเดินอาหารจากบนลงลา่ ง (Peristalsis)
Muscular contractions
of digestive tract
(peristalsis)
ภาพแสดงกระบวนการบบี ตัวของกล้ามเนอ้ื ทางเดนิ อาหารจากบนลงล่าง (Peristalsis)
การยอ่ ยอาหารในกระเพาะอาหาร (Stomach)
เปน็ สว่ นของทางเดนิ อาหารทตี่ ่อจากหลอดอาหารอย่ทู างดา้ นบนซ้ายของช่องทอ้ ง รปู รา่ งคล้ายตัวเจ (J)
มีกลา้ มเนอ้ื อย่ทู ้ังตอนบน และตอนลา่ ง แบ่งเปน็ 3 สว่ นใหญ่ คอื กระเพาะอาหารส่วนตน้ (Cardiac Stomach)
อยใู่ กลห้ ัวใจ กระเพาะอาหารส่วนกลาง (Fundus) เปน็ สว่ นทีเ่ ปน็ กระพงุ้ กระเพาะอาหารท่ีใหญ่ท่สี ุด และ
กระเพาะอาหารสว่ นท้าย (Pyloric Stomach) เป็นสว่ นปลายสุดของกระเพาะอาหาร
กระเพาะอาหารจะมปี ริมาตร 50 cm3 แต่เมือ่ มอี าหารสามารถขยายไดถ้ งึ 40 เทา่ กลา้ มเน้อื กระเพาะ
อาหารมี 3 ชั้น มีการสรา้ งกรด HCl, KCl, นา้ํ เมือก (Mucus) เอนไซม์เพปซนิ (Pepsin) เอนไซมเ์ รนนิน (Renin)
และเอนไซม์ ไลเปส (Lipase) เมื่อสารในนํ้าย่อยรวมตัวกับอาหารจนเหลวจะมลี ักษณะคล้ายซปุ ขน้ ๆ เรียกว่า ไคม์
(Chyme)
ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล) 26 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29
Esophagus Gastric pits
Stomach เพปซนิ cMeullcous
cChelilef
spPhyilnorcitcer Mucosa Pcealrlietal
Epithelium gGlaasntdrisc
Mucosa
Villi
Submucosa
Duodenum
ภาพแสดงโครงสรา้ งของกระเพาะอาหาร
การยอ่ ยโปรตีนในกระเพาะอาหาร
พอลิเพปไทด์ขนาดใหญ่
ไดเพปไทด์ กรดอะมิโน
พอลิเพปไทดข์ นาดเลก็
แผนภาพแสดงการย่อยโปรตนี ในกระเพาะอาหาร
ในกระเพาะอาหารมีไลเปสนอ้ ยมาก และสภาวะไมเ่ หมาะสมต่อการทาํ งานของเอนไซมไ์ ลเปสที่
ทํางานไดด้ ีในภาวะเบส ดังนน้ั ไขมันจงึ ไม่เกดิ การย่อยทกี่ ระเพาะอาหาร
การยอ่ ยอาหารในลําไสเ้ ล็ก (Small Intestine)
บริเวณลําไส้เล็กเปน็ บริเวณท่ีมีการย่อยอาหาร และการดดู ซมึ สารอาหารส่วนใหญเ่ กดิ ข้นึ ทีน่ ่ี เปน็ การ
ยอ่ ยขั้นสดุ ท้ายต้องอาศยั เอนไซม์จากลําไส้เล็ก และจากตบั ออ่ นในการยอ่ ยคารโ์ บไฮเดรต ไขมัน และโปรตนี
เอนไซมท์ ่ีลาํ ไสเ้ ล็กสร้าง ส่วนใหญท่ ําหนา้ ที่ได้ดใี นสภาวะเบส นอกจากน้ียงั มีนํา้ ดซี ่ึงสรา้ งโดยตับเพื่อช่วยในการ
ย่อยไขมัน อาหารท่ยี ่อยแลว้ จะถกู ดดู ซึมด้วยปุ่มเลก็ ๆ ทีย่ ่ืนออกมามากมายในลาํ ไส้เล็ก เรียกวา่ วลิ ไล (Villi) เข้า
สูห่ ลอดเลือดฝอย และท่อนาํ้ เหลือง แล้วเข้าสู่ระบบไหลเวยี นโลหิตตอ่ ไป ลําไสเ้ ล็กยาวประมาณ 7-8 เมตร
แบง่ เป็น 3 สว่ น
โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 27 ชีววิทยา (อ.อาํ พล)
ดูโอดินัม (Duodenum) : ตอ่ จากกระเพาะอาหาร มีลักษณะเปน็ รูปตัวยู (U) ยาวประมาณ 30 เซนตเิ มตร
เป็นแหลง่ ย่อยอาหารท่สี าํ คญั ทีส่ ดุ มสี ารชว่ ยยอ่ ยท่บี รเิ วณนี้มากที่สดุ
เจจูนัม (Jejunum) : ยาวประมาณ 2.5 เมตร เปน็ บริเวณทมี่ กี ารดดู ซึมอาหารทย่ี ่อยแล้วมากทส่ี ุด
ไอเลยี ม (Ileum) : ยาวประมาณ 4-5 เมตร เปน็ บริเวณท่มี ีการยอ่ ย และดูดซมึ อาหารท่ีเหลืออยู่
Duodenum Jejunum
Ileum
empties
into cecum
(large intestine)
ภาพแสดงส่วนตา่ งๆ ของลาํ ไส้เล็ก
อวัยวะช่วยในการยอ่ ยของลาํ ไส้เล็ก
ตับ (Liver) สรา้ งนํา้ ดี (Bile) ทมี่ ภี าวะเปน็ เบส ชว่ ยลดความเปน็ กรดของอาหารที่มาจากกระเพาะอาหาร
มีหน้าท่ที าํ ให้ไขมนั แตกตัวเป็นหยดเลก็ ๆ เพิ่มพน้ื ท่ผี ิวในการย่อย
ตับออ่ น (Pancreas) หลง่ั เอนไซม์ที่พรอ้ มใชง้ าน และเอนไซมท์ ยี่ งั ไมพ่ ร้อมใชง้ านสําหรับยอ่ ยสารอาหาร
นอกจากน้ียงั หล่งั โซเดยี มไฮโดรเจนคาร์บอเนต (NaHCO3) มีฤทธเิ์ ปน็ เบส ชว่ ยในการเพ่มิ ประสทิ ธิภาพในการยอ่ ย
ลําไส้ใหญ่ (Large Intestine)
เปน็ ทอ่ ตอ่ จากลาํ ไสเ้ ล็ก ความยาวประมาณ 1.5 เมตร แบ่งเป็น 4 ส่วน คอื ซกี มั (Caecum) บริเวณนม้ี ี
ไสต้ ่ิงตดิ อยู่ดว้ ย โคลอน (Colon) เป็นส่วนท่ียาวที่สดุ ของลําไส้ใหญ่ ต่อมาคือสว่ นของลําไสต้ รง (Rectum) และ
ส่วนสุดท้าย คอื ทวารหนัก (Anal canal)
หน้าท่ีของลาํ ไสใ้ หญ่ เช่น ดดู ซึมนํา้ วติ ามิน และแร่ธาตุตา่ งๆ ออกจากกากอาหารก่อนขบั ถา่ ยทงิ้
นอกจากนี้ในลาํ ไสใ้ หญ่ยังพบแบคทีเรยี E. coli จะชว่ ยสร้างวิตามนิ B12 วิตามิน K และกลโู คส
ตําแหนง่ สารท่ถี กู ย่อย นํ้าย่อย สารทไ่ี ด้
ปาก แปง้ ไทยาลนิ (อะไมเลส) เดกซ์ทริน
กระเพาะอาหาร โปรตนี กรดอะมิโน
แปง้ เพปซนิ มอลโทส
ลําไส้เลก็ ไขมนั กรดไขมนั + กลีเซอรอล
โปรตนี Amylase สรา้ งจาก เพปไทด,์ กรดอะมโิ น
พอลิเพปไทด์ เพปไทด์, กรดอะมิโน
เพปไทด์ Lipase ตับอ่อน กรดอะมโิ น
แป้ง มอลโทส
นาํ้ ตาลโมเลกุลคู่ Trypsin น้ําตาลโมเลกุลเด่ียว
เพปไทด์ กรดอะมิโน
Chymotrypsin
Carboxypeptidase
Amylase สร้างจาก
Disaccharase ผนังลําไส้เลก็
Peptidase
ชวี วิทยา (อ.อาํ พล) 28 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29
การยอ่ ยอาหารของสตั ว์เค้ียวเออ้ื ง
สตั วเ์ คยี้ วเอ้ือง (Ruminant) เป็นสัตว์เล้ยี งลูกด้วยน้ํานม ซึง่ ย่อยอาหารที่ประกอบด้วยพชื เปน็ หลัก โดย
เร่มิ จากการยอ่ ยให้นุ่มกอ่ นในกระเพาะอาหารสว่ นแรกของสัตว์นน้ั ซงึ่ เป็นการกระทําของแบคทีเรยี เป็นหลัก
แลว้ จงึ สํารอกเอาอาหารทย่ี อ่ ยแล้วครงึ่ หนงึ่ ออกมา เรยี กวา่ เอือ้ ง (Cud) คอ่ ยเค้ียวอกี คร้งั ขบวนการเค้ียวเอ้อื ง
อกี ครงั้ เพ่ือย่อยสลายสารทม่ี ีอยู่ในพืชและกระตุ้นการย่อยอาหารนี้ เรียกว่า “การเคย้ี วเอ้ือง” (Ruminating)
สัตว์ท่จี ดั อยู่ในประเภทนี้ เชน่ ม้า ววั ควาย กวาง อูฐ เป็นต้น
กระเพาะอาหารของสตั วเ์ ค้ยี วเออื้ งแบ่งเปน็ 4 สว่ น แต่แทจ้ รงิ แลว้ คือ หลอดอาหารขยายใหญ่ 3 สว่ น
และกระเพาะจรงิ 1 ส่วน ดงั น้ี
1. รูเมน (Rumen) หรือทเี่ ราเรยี กว่า กระเพาะผ้าขรี้ ้วิ เปน็ กระเพาะหมัก เป็นกระเพาะส่วนแรกมขี นาด
ใหญ่มาก มคี วามจปุ ระมาณร้อยละ 80 ของความจุกระเพาะทง้ั หมด เป็นกระเพาะทีท่ าํ หน้าท่ีในการหมกั
อาหารหรอื หญ้าทกี่ นิ ซงึ่ มีพวกเส้นใย (Fiber) สูง ภายในกระเพาะน้ีไม่มีเอนไซม์มาช่วยยอ่ ย แต่มีจุลินทรีย์ต่างๆ
หลายชนดิ มาชว่ ยย่อยในเบื้องตน้ ท่เี รียกวา่ กระบวนการหมกั
2. เรตคิ ิวลมั (Reticulum) หรอื ทเ่ี ราเรียกว่า กระเพาะรังผง้ึ มีความจุประมาณรอ้ ยละ 5 ของความจุ
กระเพาะทง้ั หมด ทาํ หน้าที่ขยอกเอาหญา้ ทีจ่ ลุ ินทรียช์ ่วยย่อยมาแลว้ ในเบอื้ งตน้ จากกระเพาะรูเมนออกมาสู่ปาก
เพอื่ เคยี้ วอกี ครง้ั
3. โอมาซมั (Omasum) หรือที่เราเรียกวา่ กระเพาะสามสบิ กลบี กระเพาะโอมาซมั มีความจปุ ระมาณ
รอ้ ยละ 7-8 ของความจกุ ระเพาะท้งั หมด ซงึ่ ภายในมลี กั ษณะเป็นแผน่ กลีบซ้อนกัน ทําหน้าท่คี ลกุ เคล้าอาหาร
ใหเ้ ขา้ กนั
4. อะโบมาซมั (Abomasum) เปน็ กระเพาะแท้ อาหารหรอื หญ้าท่ถี ูกย่อยมาก่อนแลว้ ตอนต้นพรอ้ ม
จุลินทรียก์ ็จะถูกเอนไซมต์ ่างๆ หลายชนิดยอ่ ย
ภาพแสดงทางเดนิ อาหารของสตั ว์เคย้ี วเออ้ื ง
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 29 ชวี วทิ ยา (อ.อําพล)
ระบบย่อยอาหารของสัตว์บางชนิด
การยอ่ ยอาหารของสัตว์บางชนดิ ทไ่ี ม่มีทางเดินอาหาร
ฟองนํา้ (Sponge) เป็นสัตวใ์ นไฟลมั พอรเิ ฟอรา ไม่มีปากและทวารหนกั ท่แี ทจ้ ริง ทางเดินอาหารเปน็
แบบรา่ งแห (Channel network) ซึง่ ไมใ่ ชท่ างเดินอาหารท่แี ทจ้ ริง เปน็ เพยี งรูเปิดเลก็ ๆ ข้างลําตวั เรยี กวา่
ออสเทีย (Ostia) ทาํ หนา้ ท่ีเปน็ ทางนํา้ ไหลเข้าสู่ลําตัวฟองน้าํ เป็นการนําอาหารเขา้ ส่ลู ําตวั ส่วนรเู ปดิ ด้านบนลาํ ตัว
เรยี กว่า ออสคิวลมั (Osculum) ทําหนา้ ทีเ่ ปน็ ทางนา้ํ ออก ผนังดา้ นในมีเซลล์พเิ ศษ เรียกว่า เซลล์โคแอนโนไซต์
(Choanocyte) โบกพัดเซลลอ์ ยตู่ ลอดเวลา ทําให้เกดิ การไหลเวียนของอาหาร ตวั เซลล์โคแอนโนไซต์นาํ อาหาร
เข้าสู่เซลลโ์ ดยฟาโกไซโทซีส (Phagocytosis) เกดิ เป็นฟูดแวคิวโอลและมีการย่อยอาหารภายในฟูดแวคิวโอลนอก
จากนีย้ งั พบเซลล์บริเวณใกล้กับเซลล์โคแอโนไซตม์ ีลกั ษณะคล้ายอะมีบา เรียกว่า อะมโี บไซต์ (Amoebocyte)
สามารถนําสารอินทรีย์ขนาดเล็กเข้าสเู่ ซลล์และย่อยอาหารภายในเซลลแ์ ลว้ ส่งอาหารทย่ี ่อยแล้วไปยงั เซลลอ์ ่ืนได้
หนอนตัวแบน เป็นสตั ว์ท่ีอยใู่ นไฟลัมแพลทเี ฮลมินทิส (Platyhelminthes) ได้แก่ พลานาเรีย พยาธใิ บไม้
และพยาธิตวั ตืด
พลานาเรยี ทางเดินอาหารของพลานาเรียเปน็ แบบ 3 แฉก แตล่ ะแฉกจะมีแขนงของทางเดินอาหาร
แตกแขนงย่อยออกไปอีก เรียกวา่ ไดเวอรท์ ิคิวลัม (Diverticulum) ปากอยูบ่ รเิ วณกลางลาํ ตัว ต่อจากปากเป็น
คอหอย (Pharynx) มีลักษณะคล้ายงวงยาวหรอื โพเบอซสิ (Probosis) มีกลา้ มเน้อื แขง็ แรง มหี น้าทจ่ี ับอาหาร
เขา้ สปู่ าก กากอาหารท่เี หลือจากการย่อยและดูดซึมแลว้ จะถูกขับออกทางชอ่ งปากเชน่ เดิม การย่อยอาหารของ
พลานาเรียเป็นการยอ่ ยภายนอกเซลล์ นอกจากน้เี ซลลบ์ ผุ นังช่องทางเดินอาหารยงั สามารถฟาโกไซโทซสิ จบั
อาหารเขา้ มาย่อยภายในเซลล์ได้ดว้ ย
(a) Digestive System GBraasntrcohveadscular Cavily
ชีววิทยา (อ.อาํ พล) Pharynx Food Particles
Mouth and Anus โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29
30
ไส้เดอื นดิน เป็นสัตวท์ ีอ่ ยใู่ นไฟลมั แอนนิลิดา มีระบบทางเดนิ อาหารเปน็ แบบชอ่ งเปดิ 2 ทาง (Two
holetube) ทางเดินอาหารของไสเ้ ดอื นดนิ ประกอบดว้ ยปาก ซึ่งเปน็ รูเปิดทางด้านหน้าของปล้องท่ีหนึง่ ตอ่ จาก
ปากกจ็ ะเป็นช่องปาก (Buccal cavity) คอหอยมกี ล้ามเนอื้ หนาช่วยในการฮุบกิน มกี ระเพาะพกั อาหารและมีกึ๋น
ช่วยในการบดอาหาร ลาํ ไส้สรา้ งนา้ํ ย่อยปลอ่ ยออกมายอ่ ยอาหาร สารอาหารจะถูกดดู ซึมเขา้ สู่ระบบเลอื ด เพอื่
ลาํ เลยี งไปยงั ส่วนตา่ งๆ ของรา่ งกายสว่ นสารท่ยี ่อยไมไ่ ด้ก็จะถูกขับออกทางชอ่ งทวารหนกั ทอี่ ยทู่ างสว่ นท้ายของ
ลาํ ตวั เปน็ กากอาหาร
Cuticle Coelom
Epidermis
Circular muscle Septum (partition
Longitudinal between segments)
muscle
Anus
Dorsal
vessel
Intestine Metanephridium
Setae
Nephrostome Nerve cord
Ventral Clitellum Metanephridium
vessel
Pumping
Pharynx vessels Crop
Cerebral ganglia
Mouth Intestine
Gizzard
Subpharyngeal Esophagus
ganglion Ventral nerve
with segmental ganglia
แมลง เปน็ สตั วใ์ นกลุ่มขาปลอ้ งจัดอยู่ในไฟลมั อาร์โทโพดา ทางเดินอาหารเป็นแบบชอ่ งเปดิ 2 ทาง
(Twohole tube) ปากของแมลงมีการเปลย่ี นแปลงและแตกต่างออกไป ใหม้ ีความเหมาะสมกับสภาพของ
อาหารทีแ่ มลงแต่ละชนดิ กิน แตแ่ มลงมลี ักษณะพ้ืนฐานของทางเดินอาหารท่เี หมือนกนั คอื ปาก คอหอย
หลอดอาหาร กระเพาะพกั อาหารขนาดใหญอ่ ยบู่ ริเวณทรวงอก และกระเพาะบดอาหาร (Gizzard) ช่วยในการกรอง
และบดอาหาร มีตอ่ มสรา้ งนาํ้ ย่อย (Digestive gland) มลี ักษณะคล้ายนว้ิ มอื 8 อัน ยื่นออกมาจากทางเดนิ
อาหารระหวา่ งก๋ึนและกระเพาะอาหาร
Gastric Caeca Rectum
Crop Stomach Anus
Esophagus Intestine
โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 31 ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล)
การยอ่ ยอาหารของสตั ว์บางชนิดที่มีกระดกู สนั หลัง
การยอ่ ยอาหารของปลา ปลาเป็นสตั วม์ กี ระดูกสันหลัง จดั อย่ใู นไฟลมั คอรด์ าตา (Chordata) ปลามีท้งั
ปลาปากกลมซ่งึ เป็นปลาท่ีไมม่ ีขากรรไกรขอบของปากและล้ินมฟี นั ใช้ขูดเนอื้ และดูดกินเลือดสตั วอ์ ่นื ฉลามมปี าก
อยูท่ างด้านล่างและมีฟนั จาํ นวนมาก ฉลามมลี าํ ไส้ส้นั และภายในมีลิน้ ซง่ึ มลี กั ษณะเหมือนบนั ไดเวียน (Spiral
valve) ชว่ ยในการถว่ งเวลาไมใ่ ห้อาหารเคล่ือนตัวไปเร็ว และพวกปลากระดูกแขง็ มีปากซ่งึ ภายในมีฟนั รปู กรวย
มีลิ้นขนาดเล็กย่นื ออกมาจากปากทาํ หนา้ ท่ีรับสมั ผสั พวกปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาน้ําดอกไม้ ปลาพวกน้ี
จะมลี ําไสส้ ัน้ สว่ นปลากนิ พชื เช่น ปลาทู ปลาสลิด จะมีลําไส้ยาว
ทางเดินอาหารของปลาเรียงตามลาํ ดับต่อไปน้ี
ปาก → คอหอย → หลอดอาหาร → กระเพาะอาหาร → ลาํ ไส้ → ทวารหนกั
การย่อยอาหารของสตั วบ์ างชนิดปกี ได้แก่ นก เปด็ ไก่ ซึ่งเปน็ สตั วม์ ีกระดกู สนั หลังจัดอยู่ในไฟลมั คอร์ดาตา
(Chordata) ทางเดนิ อาหารประกอบด้วยปากซ่งึ ไม่มฟี นั ตอ่ มน้ําลายเจรญิ ไมด่ ี แต่สร้างเมือกสําหรบั คลุกเคลา้
อาหารและหลอ่ ลืน่ ได้ มคี อหอยสั้น หลอดอาหารยาว มถี งุ พักอาหาร (Crop) ซงึ่ ทําหนา้ ทเี่ ก็บอาหารสาํ รองไว้
ย่อยภายหลัง กระเพาะอาหารแบ่งออกเป็น 2 สว่ น คือ กระเพาะตอนหนา้ หรอื กระเพาะยอ่ ย (Proventriculus)
ทาํ หน้าทสี่ รา้ งนาํ้ ย่อย และกระเพาะอาหารตอนท้ายหรอื กระเพาะบด (Gizzard) ตอ่ จากกระเพาะบดเปน็
ลําไส้เล็ก ลําไส้ใหญ่ สว่ นท้ายเป็นโคลเอกา (Cloaca) ทม่ี ีทอ่ ไตและทอ่ ของระบบสบื พนั ธ์มุ าเปิดเขา้ ด้วยกัน และ
ทวารหนกั ซ่งึ เป็นสว่ นท้ายสดุ
InStemsatilnl e Ceca Colon
Crop Ceca Cloaca
Proventriculus Liver
Gizzard Duodenum
Pancreas
ชวี วิทยา (อ.อําพล) 32 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29
บทที่ 5 ระบบสบื พันธแุ ละการเจรญิ เตบิ โตของสัตว
(Reproduction and Growth & Development)
ระบบสืบพนั ธุ (Reproductive System)
ส่ิงมชี ีวติ ทงั้ หลายมคี ณุ สมบตั ิอย่างหนึง่ คอื มีการสบื พนั ธ์ุเพอื่ การดํารงเผา่ พันธ์ขุ องส่ิงมีชีวติ นน้ั ๆ การ
สบื พนั ธุ์ การเจริญเตบิ โต พัฒนาการ และการส่งตอ่ ลักษณะตา่ งๆ ทางพนั ธุกรรมไปใหล้ กู หลาน จะดําเนินไป
ไม่ได้เลย ถ้าปราศจากการสืบพันธ์ุของเซลล์ หรือการแบ่งเซลล์ เซลลส์ ืบพันธใุ์ นเพศชาย คอื อสุจิ และเซลล์
สืบพนั ธใ์ุ นเพศหญงิ คือ ไข่ เมื่ออสจุ ิและไข่มกี ารปฏสิ นธิ จะมกี ารแบง่ เซลล์ เจรญิ และพัฒนาจนเป็นเอม็ บรโิ อ
และเปน็ ตวั ทส่ี มบูรณแ์ ลว้ เม่อื คลอดออกมาก็จะมกี ารเจริญและพฒั นาอีกครงั้ หนง่ึ จนกระทัง่ เขา้ ส่วู ัยรนุ่ จะมีการ
เจรญิ ทางเพศที่สมบรู ณ์ และสามารถท่จี ะสืบพันธุไ์ ด้อกี
ระยะทมี่ นุษย์มีความพร้อมในการสืบพนั ธ์ุ คือ ระยะต้ังแตว่ ัยรุ่นขนึ้ ไป ร่างกายทั้งชายและหญงิ จะมกี าร
เปลย่ี นแปลงลักษณะทางเพศ (Secondary Sex Development) ผู้ชายสว่ นใหญ่กลอ่ งเสียงจะยน่ื โตออกมา
ทาํ ให้มองเห็นเป็นลกู กระเดือก (Adam’s Apple) เสยี งเริม่ เปล่ยี นหา้ วข้นึ มีหนวดเครา และขนทบ่ี รเิ วณอวยั วะ
สืบพันธ์ุ รักแร้ มีการขบั นาํ้ กามและอสจุ อิ อกมา ส่วนใหญใ่ นหญงิ รปู รา่ งคอ่ ยเปลยี่ นแปลงทลี ะน้อย สะโพกและ
ทรวงอกขยายใหญ่ มีขนทบ่ี รเิ วณอวัยวะสบื พันธ์ุ และรกั แร้ เริ่มมีประจําเดอื น (Menstruation) เสียงแหลม
การเปลยี่ นแปลงดงั กลา่ ว เนือ่ งจากระบบสบื พนั ธเ์ุ ตรียมพร้อมเพ่ือการสบื พนั ธุ์ อวัยวะท่ีเกีย่ วกับการสืบพนั ธุ์
เรยี กวา่ โกแนด (Gonads) ในเพศชาย คอื อัณฑะ (Testis) สว่ นในเพศหญิง คอื รังไข่ (Ovary) โกแนดทําหน้าที่
2 ประการ คอื
1. ผลิตอสุจิ (Spermatozoa) ในชาย และผลิตไข่ (Ova) ในหญงิ
2. ผลิตฮอร์โมน และถา่ ยทอดลักษณะการเปลีย่ นแปลงทางเพศ
อวัยวะสบื พันธุ์เพศชาย (Male Genital Organ)
ภาพแสดงโครงสรา้ งอวัยวะสืบพันธเุ์ พศชาย (Male Genital Organ)
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29 33 ชีววทิ ยา (อ.อําพล)
อวยั วะสืบพนั ธ์ุเพศชาย แบ่งเปน็ 2 สว่ น คอื
1. อวัยวะสืบพนั ธภ์ุ ายนอก ไดแ้ ก่ ถุงอัณฑะ ลึงค์
1.1 ถงุ อัณฑะ (Scrotum) เปน็ สว่ นของผิวหนังท่ีไม่มีไขมันใต้ผิวหนงั ย่ืนลงมาจากหนา้ ท้อง มี
กล้ามเนื้อเรยี บปรากฏอยู่ (Dartus Muscle) เปน็ กลา้ มเน้ือทช่ี ว่ ยปรับอณุ หภมู ขิ องอณั ฑะให้ตํา่ กว่าอณุ หภมู ิของ
ร่างกาย ประมาณ 3-5 องศาเซลเซยี ส
1.2 ลึงค์ (Penis) ทาํ หนา้ ทเ่ี ปน็ ทางผา่ นของปสั สาวะ และเป็นอวยั วะในการร่วมเพศ ลงึ คเ์ ปน็
เน้อื เยอ่ื เกย่ี วพนั ชนดิ พเิ ศษ โดยปกตจิ ะหดตัวอยู่ (Detumescence) แตถ่ า้ มคี วามรสู้ ึกทางเพศ จะสามารถ
แข็งตัว (Erection of penis) ได้
2. อวัยวะสืบพนั ธภุ์ ายใน ได้แก่ อณั ฑะ ทอ่ และตอ่ มต่างๆ
2.1 อัณฑะ (Testis) เปน็ อวัยวะสําคัญทีส่ ดุ ในระบบสบื พันธเ์ุ พศชาย ทาํ หน้าที่สรา้ งอสุจิ และฮอรโ์ มน
เพศชาย อณั ฑะมีลักษณะรูปไขอ่ ยู่ในถุงอณั ฑะ ทาํ หน้าที่สร้างฮอรโ์ มนเพศชาย คอื เทสโทสเทอโรน โดยมที ่อนํา
อสุจอิ อกสู่ภายนอก คอื เอพดิ ไิ ดมิส (Epididymis)
2.2 หลอดเกบ็ อสุจิ (Epididymis) เปน็ ทอ่ ขดไปมา วางตัวติดกับดา้ นหลังของอัณฑะ ประกอบดว้ ย
สว่ นหวั ส่วนลาํ ตัว และส่วนหาง หลอดเก็บอสุจยิ าวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ทําหน้าท่ีเปน็ ที่เกบ็ อสุจทิ ี่สรา้ ง
สมบรณู แ์ ลว้
2.3 ท่อนําอสจุ ิ (Vas Deferens) เป็นทอ่ ต่อจากส่วนหางของหลอดเกบ็ อสจุ ิ ยาวประมาณ 1 น้ิว
ทําหน้าท่ีนําอสุจิจากอัณฑะเขา้ ไปในชอ่ งท้อง
2.4 ถงุ พกั อสจุ ิ (Seminal Vescicle) เปน็ ถุง 2 ถุง อยูห่ ลงั และตอ่ กบั กระเพาะปัสสาวะ ทาํ หนา้ ท่ี
สรา้ งอาหารสาํ หรบั อสจุ ิ (Seminal fluid) ในอาหารประกอบดว้ ยนํ้าตาลฟรกั โทสกบั โปรตนี โกลบลู นิ
2.5 ทอ่ ฉีดอสจุ ิ (Ejaculatory Duct) เป็นทอ่ สนั้ ๆ เปิดเขา้ สทู่ อ่ ปสั สาวะตรงบรเิ วณตอ่ มลกู หมาก
ยาวประมาณ 2 เซนตเิ มตร บางคร้งั เรยี กว่า หลอดฉีดน้าํ กาม ทอ่ นี้ทาํ หน้าทบี่ ีบตัวขับนาํ้ อสจุ ิ (Semen)
2.6 ต่อมลกู หมาก (Prostate Gland) เป็นต่อมท่อี ยรู่ อบท่ออสุจิ อยดู่ ้านลา่ งกระเพาะปัสสาวะ
ทําหน้าท่ีสรา้ งน้ํากาม (Semen) ซ่งึ มีลักษณะคลา้ ยน้าํ นม มีฤทธเ์ิ ป็นเบสเลก็ น้อย มกี ล่นิ เฉพาะตัว
2.7 ตอ่ มกลน่ั เมอื ก (Urethral Gland) ไดแ้ ก่ ตอ่ มคาวเปอร์ (Cowper’s Gland) อย่ใู ต้ตอ่ ม
ลกู หมาก ทาํ หน้าท่สี ร้างสารหล่อลนื่ ทอ่ ปสั สาวะ มีฤทธิ์เป็นเบส
ในเพศชายเมอ่ื เข้าสู่ระยะท่ีสบื พันธ์ุได้ จะมกี ารสร้างอสุจิไดเ้ ป็นจาํ นวนมาก และเปน็ ช่วงเวลานานกวา่
เพศหญงิ จนถงึ อายุประมาณ 80-90 ปี โดยเฉพาะในระยะหลังๆ นี้ อสุจทิ ีส่ รา้ งได้จะมจี าํ นวนนอ้ ยลง ปกตใิ น
การหลั่งนา้ํ อสุจิ (Insemination) ในแต่ละคร้งั จะมปี รมิ าณประมาณ 3-5 มิลลิลติ ร โดยมอี สจุ ิอยู่ประมาณ
300-400 ลา้ นตวั หากมีจํานวนอสจุ ินอ้ ยกวา่ นี้ อาจเป็นสาเหตทุ าํ ใหเ้ ปน็ หมนั ได้ อสจุ ิเม่ือเขา้ ไปในช่องคลอด
เพศหญิง จะมชี วี ติ อยไู่ ดถ้ ึง 48 ช่วั โมง อสจุ ิสามารถเคล่อื นทไ่ี ดด้ ว้ ยความเร็ว 3 มิลลิเมตรต่อนาที โดยการ
ว่ายนํา้ ไป และจะเคลื่อนที่ไปถึงท่อนําไข่ในเวลา 30-60 นาที
ชีววิทยา (อ.อาํ พล) 34 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
อสุจิ (Spermatozoa) เปน็ เซลลท์ ี่เจรญิ เติบโตไปเปน็ ตัวใหมโ่ ดยลาํ พังไมไ่ ด้ จะตอ้ งรวมกับไข่เสยี กอ่ น
เสมอไป
อสุจิ ประกอบดว้ ยโครงสรา้ ง 3 สว่ น คือ
1. สว่ นหวั เป็นส่วนท่ีสําคญั ทส่ี ดุ ในการผสมพันธ์ุ ทปี่ ลายหวั เรียกว่า อะโครโซม ใชส้ ําหรับเจาะไข่ ใน
ส่วนหวั นจี้ ะมี DNA อยู่มาก
2. ส่วนลาํ ตัว มลี ักษณะเปน็ ทรงกระบอก ส่วนบนสดุ จะคอดเรียกวา่ คอ
3. ส่วนหาง ประกอบดว้ ย 2 ส่วน คอื ต้นหาง และปลายหาง
ภาพแสดงโครงสร้างของอสุจิ
อวัยวะสืบพนั ธุ์เพศหญิง (Female Genital Organ)
Uterus Fallopian tube
Ovary
Cervix
Vagina
ภาพแสดงโครงสรา้ งอวยั วะสืบพันธ์ุเพศหญิง
อวยั วะสบื พันธ์เุ พศหญงิ แบ่งเปน็ 2 ส่วน คอื
1. อวัยวะสบื พันธภุ์ ายนอก ได้แก่ คลิทอรสิ แคมใหญ่ แคมเล็ก เวสทบิ ลุ เยือ่ พรหมจารยี ์ รวมทงั้ ตอ่ ม
สรา้ งนา้ํ เมอื กบริเวณชอ่ งคลอด
1.1 คลิทอริส (Clitoris) เทยี บได้กับลงึ ค์ในเพศชาย ประกอบด้วยเน้อื เย่ือที่ทําใหเ้ กดิ การแข็งตัว
โดยใหเ้ ลอื ดมาคง่ั
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 35 ชีววทิ ยา (อ.อําพล)
1.2 แคมใหญ่ (Labia Majora) เป็นปมุ่ นูนขนาดใหญ่ 2 อนั ซ่ึงประกอบด้วยตอ่ มนา้ํ มนั ไขมัน มีขน
(Pubic hair) ปกคลมุ อยู่ ด้านบนของแคมใหญจ่ ะรวมกนั เปน็ เนนิ หวั เหนา่ (Mons pubis)
1.3 แคมเล็ก (Labia Minora) มลี ักษณะเป็นเน้อื นม่ิ ของปุ่มนนู ของผวิ หนงั เหมือนกัน แตไ่ มม่ ีไขมนั
ไมม่ ีขน ด้านหลังจะมารวมกนั เปน็ ฝเี ย็บ (Fourchette) ซึ่งจะฉกี ขาดในตอนคลอด
1.4 เวสทบิ ลุ (Vestibule) เปน็ สว่ นทีอ่ ยนู่ อกสดุ ของชอ่ งคลอด จะมีเยอ่ื พรหมจารีย์ (Hymen)
ปิดอยู่ มชี อ่ งเปิดของทอ่ ปัสสาวะ และช่องเปดิ ของช่องคลอดรวมอยู่ มตี อ่ มน้ําเมือกและต่อมเหงือ่ มาเปิดด้วย
1.5 ตอ่ มสรา้ งน้ําเมอื ก (Vestibula Gland) อย่ทู บ่ี ริเวณแคมเลก็ ทาํ หน้าทีส่ ร้างสารเมอื ก เพือ่ การ
หล่อลืน่
2. อวยั วะสืบพนั ธุ์ภายใน ไดแ้ ก่ รังไข่ ท่อนาํ ไข่ มดลูก และช่องคลอด
2.1 รงั ไข่ (Ovary) เปน็ อวยั วะที่สาํ คญั ท่ีสุดในระบบสืบพนั ธุเ์ พศหญงิ มอี ยู่ 2 ข้างในชอ่ งทอ้ งน้อย
ยึดตดิ กบั มดลกู โดยเอ็น ส่วนดา้ นนอกยึดตดิ กับลาํ ตัว ภายในรังไขจ่ ะพบไข่มากมาย ประมาณ 3-4 แสนใบ รังไข่
ทาํ หน้าท่ี 2 อย่าง คือ สร้างไข่ และสร้างฮอร์โมนเพศหญงิ ไข่ใบทีส่ ุกเต็มทแี่ ล้วจะหลดุ ออกมาจากรังไข่ เรยี กว่า
การตกไข่ (Ovulation) ซง่ึ ถูกควบคมุ และกระตนุ้ โดยฮอร์โมน LH และ FSH จากตอ่ มใตส้ มอง รงั ไขจ่ ะสร้าง
ฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน
ในรอบ 28 วนั ไขจ่ ะสุกเพยี งใบเดียว และระยะตกไขจ่ ะมีเวลาประมาณ 14 วัน หากไขไ่ ม่ได้รบั
การผสมกจ็ ะสลายไป และหลุดออกมาสภู่ ายนอกพร้อมๆ กับผนังมดลกู เรยี กว่า ประจําเดอื น (Menstruation)
ประจําเดอื น จะหมดเมื่อเพศหญงิ อายุประมาณ 45-50 ปี
2.2 ท่อนาํ ไข่ (Oviduct) เป็นท่อซึง่ ดา้ นหน่งึ ติดกับมดลกู อีกด้านหน่งึ อสิ ระอยู่ใกลๆ้ รงั ไข่ เปน็
ทางผ่านของไขแ่ ละอสจุ ิ ซง่ึ จะพบกนั ประมาณ 1 ใน 3 ของท่อนาํ ไข่
2.3 มดลกู (Uterus) มีขนาดกวา้ ง 2 นิ้ว ยาว 3 นิ้ว และหนา 1 น้ิว อยใู่ นชอ่ งทอ้ งนอ้ ย ผนังยืดหด
ไดม้ ากเปน็ พเิ ศษ และขยายตวั ได้มากในเวลาต้งั ครรภ์
2.4 ชอ่ งคลอด (Vagina) อยรู่ ะหวา่ งทวารหนักกบั ปากทอ่ ปัสสาวะ ผนังดา้ นในมเี ย่ือเมอื กบอุ ยู่
ยืดหดไดด้ ี ท่ปี ากช่องคลอดมกี ล้ามเนื้อหรู ูด สามารถบังคับได้
กระบวนการสรา้ งเซลล์สบื พนั ธเุ์ พศชาย
ชวี วิทยา (อ.อําพล) ภาพแสดงกระบวนการสร้างเซลลส์ บื พันธุเ์ พศชาย
36 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29
กระบวนการสรา้ งเซลล์สบื พันธุเ์ พศหญงิ และการตกไข่
ภาพแสดงความสมั พันธข์ องระบบตา่ งๆ ในระหว่างการตกไข่
โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 37 ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล)
กระบวนการปฏิสนธิ
การเจรญิ เตบิ โตของสัตว (Animal Growth & Development)
การเจริญของตัวอ่อนในแตล่ ะขน้ั
การเจรญิ (Development) หมายถึง กระบวนการที่มีทัง้ การเตบิ โต (Growth) และการเปลีย่ นแปลง
สภาพ (Differentiation) การเจริญจะเรม่ิ จากไข่ท่ีถกู ปฏิสนธิแลว้ (Fertilized Egg) หรอื ไซโกต (Zygote)
ไซโกตมเี จรญิ เปน็ ตัวเอ็มบริโอ (Embryo) จะเจรญิ เป็นตัวออ่ น (Larva) และตัวเต็มวัยต่อไป
การเจริญในระยะต่างๆ ของสตั ว์จึงใชก้ ารกระจายของอาหารสะสมหรือไขแ่ ดง (Yolk) เป็นเกณฑใ์ นการ
แบง่ ไขข่ องสัตวอ์ อกเป็นชนดิ ต่างๆ ดงั นี้
1. ไขช่ นิดไอโซเลซิทลั (Isolecithal Egg) เปน็ ไขข่ นาดเล็ก มี Yolk น้อย และกระจายอย่อู ยา่ งสมาํ่ เสมอ
ในไซโทพลาซมึ เชน่ ไขข่ องพวกเอไคโนเดิรม์ (Echinoderm) และของสัตวเ์ ลี้ยงลูกดวั ยนมซ่ึงส่วนมากเกือบไมม่ ี
Yolk เลย
ชีววิทยา (อ.อําพล) 38 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29
2. ไขช่ นดิ เทโลเลซทิ ลั (Telolecithal egg) ซึ่งแบง่ ตอ่ ไปไดอ้ กี 2 ชนิดได้แก่การสบื พนั ธ์ุ และการเจรญิ
2.1 ไข่ชนิดมอเดอเรทลีเทโลเลซทิ ลั (Moderately Telolecithal Egg) เป็นไขท่ ีม่ ี Yolk ประมาณ
ครงึ่ หน่งึ ของปริมาณไซโทพลาซึมทงั้ หมด และ Yolk มีการกระจายอยู่คอ่ นมาทางด้านล่าง หรอื ดา้ นเวเจทลั โพล
(Vegetal Pole) มากกว่าทางดา้ นบน หรอื ดา้ นอะนมี ลั โพล (Animal Pole) ตัวอย่างเชน่ ไข่ของสัตว์สะเทินนาํ้ -
สะเทนิ บก (Amphibian)
2.2 ไข่ชนิด เฮวิลีเทโลเลซิทลั (Heavily Telolecithal Egg) ไข่มี Yolk มากและแยกอยูต่ า่ งหากจาก
ไซโทพลาซมึ ส่วนทจ่ี ะแบง่ เซลลไ์ ด้ (Active Cytoplasm) ได้แก่ ไขข่ องปลา สัตว์เล้อื ยคลานนก และสัตวเ์ ลย้ี งลกู -
ด้วยน้ํานมชน้ั ตาํ่ ไขไ่ ก่ส่วนทเ่ี ปน็ หนึง่ เซลล์ คอื สว่ นทีเ่ รยี กวา่ ไขแ่ ดง บนไขแ่ ดงจะเห็นสว่ นทเ่ี ป็นนวิ เคลียส และ
Active Cytoplasm เป็นบริเวณสีขาวเล็กๆ เรยี กว่า เจอรม์ นิ ัล ดิสก์ (Germinal Disc) บริเวณนี้คอื สว่ นทีจ่ ะ
เจรญิ เปน็ ตัว Embryo สว่ น Yolk และไขข่ าวคือสว่ นท่ใี ช้เป็นอาหารในการเจริญ
ลาํ ดบั ขน้ั ตอนการเจริญของเอ็มบริโอภายหลงั การปฏิสนธใิ นสตั ว์ตา่ งๆ จะคลา้ ยคลงึ กันคอื เกดิ คลีเวจ
(Cleavage) บลาสทเู ลชั่น (Blastulation) แกสทรเู ลชน่ั (Gastrulation) และออร์กาโนเจเนซสิ (Organogenesis)
ตามลําดบั
ภาพการเจรญิ ของตวั ออ่ นในแต่ละขนั้
โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 39 ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล)
ภาพแสดงการเปรยี บเทียบการพัฒนาของบลาสโทพอร์
แผนผังการพัฒนาของเน้อื เย่อื ชน้ั ตา่ งๆ
ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล) 40 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29
กราฟการเจรญิ เตบิ โตของสัตว์
แบ่งได้ 2 ลกั ษณะ จากการบันทึกการเจริญเติบโต เช่น ส่วนสงู ความยาวลาํ ตวั หรอื นํา้ หนัก โดยสัตวต์ า่ ง
กลุ่มกัน จะมแี บบแผนการเจรญิ เติบโตทแ่ี ตกตา่ งกนั ดังนี้
1. กราฟการเจริญเติบโตแบบรปู ตัวเอส (S-Shape Growth Curve) : เป็นการเจริญเตบิ โตของสตั ว์
ทั่วๆ ไป เชน่ สัตว์เลยี้ งลกู ด้วยนํ้านม นก กบ เป็นต้น โดยการเจรญิ เติบโตจะแบ่งเป็น 3 ระยะ
y ระยะท่ี 1 : เป็นระยะท่ีมีการเจริญเตบิ โตเกดิ ขึน้ เลก็ น้อย ลักษณะกราฟแทบเป็นเสน้ ตรง
y ระยะที่ 2 : เปน็ ระยะทม่ี ีการเจรญิ เติบโตมากที่สุด ลกั ษณะกราฟจะชันขน้ึ สงู มาก
y ระยะที่ 3 : เปน็ ระยะทีม่ ีการเจรญิ เติบโตนอ้ ยมากเกือบจะคงท่ี ลักษณะกราฟแทบเปน็ เสน้ ตรง
ความยาวของลําตัว (มิลลเิ มตร)
150
100
50
0 อายุ (วนั )
5 10 15 20 25 30
กราฟแสดงการเจริญเติบโตแบบรปู ตวั เอส (S-Shape Growth Curve)
2. กราฟการเจรญิ เติบโตแบบข้นั บนั ได (Intermittent Growth Curve) : เปน็ การเจริญเติบโตของ
สัตวจ์ าํ พวกทม่ี กี ารลอกคราบ เพือ่ การเจริญเตบิ โต เชน่ แมลง กุ้ง ปู เป็นตน้ โดยการเจริญเติบโตแบ่งเป็นหลาย
ระยะ
นํ้าหนกั (มิลลิกรัม)
150
100
50
0 เวลา (วนั )
20 40 60 80
กราฟแสดงการเจรญิ เตบิ โตแบบขั้นบันได (Intermittent Growth Curve)
โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 41 ชวี วทิ ยา (อ.อําพล)
การเจรญิ เตบิ โตของแมลง แบง่ ไดเ้ ป็น 4 ประเภท ดังน้ี
1. ไม่มีการเปลีย่ นแปลงสณั ฐาน / อะเมทามอรโ์ ฟซิส (Ametamorphosis) : เป็นการเจริญเตบิ โตท่ี
ไมม่ กี ารเปลย่ี นแปลงรูปร่างลกั ษณะเปน็ ข้นั ๆ ในระหว่างเจรญิ เติบโต ตวั อ่อนมีลักษณะรูปรา่ งเหมือนตัวเต็มวัย
ทุกประการ แตม่ ีขนาดเลก็ กวา่ เทา่ น้นั พบได้ในแมลงบางชนิด เชน่ ตัวสองงา่ ม ตวั สามง่าม แมลงหางดีด
เป็นตน้
ต(ัวAเdตu็มlวt)ัย
(Eไgขg่ )
(ตYัวoอuอ่nนg)
แผนภาพแสดงการเติบโตของตัวสองง่าม
2. มกี ารเปล่ยี นแปลงสณั ฐานแบบคอ่ ยเป็นค่อยไป (Gradual Metamorphosis) : เป็นการ
เจริญเติบโตท่ีมกี ารเปล่ียนแปลงรปู รา่ งทีละนอ้ ยไมค่ รบข้นั มีเพยี ง 3 ขัน้ คอื ไข่ (Egg), ตวั อ่อน / นมิ พ์
(Nymph) และตวั เตม็ วัย (Adult) โดยตัวอ่อนจะแตกต่างจากตวั เตม็ วยั บางลกั ษณะ เช่น ตัวอ่อนไมม่ ีปีก เรียกว่า
นิมพ์ พบในแมลงสาบ ต๊ักแตน จิ้งหรดี จกั จ่นั เหา ไร เป็นตน้
(Eไgขg่ ) (Nตyัวmอ่อpนh)
ต(ัวAเdตuม็ lวt)ัย
แผนภาพแสดงการเตบิ โตของตก๊ั แตน
ชีววิทยา (อ.อําพล) 42 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29
3. มกี ารเปลยี่ นแปลงสณั ฐานแบบไมส่ มบรู ณ์ (Incomplete Metamorphosis) : เป็นการ
เจริญเตบิ โตที่มีการเปล่ียนแปลงรูปรา่ งเพยี ง 3 ขั้น คือ ไข่ (Egg), ตวั อ่อนในนํา้ (Naiad) และตัวเต็มวัย (Adult)
โดยตัวออ่ นมคี วามแตกตา่ งจากตัวเต็มวัยหลายลักษณะ เชน่ ตัวออ่ นอยใู่ นน้าํ ใชเ้ หงือกหายใจเรยี กวา่ ไนแอด
(Naiad) ส่วนตัวเต็มวยั จะอาศยั อย่บู นบก และใชท้ ่อลมในการหายใจ พบในแมลงปอ ตวั ชีปะขาว จงิ โจน้ าํ้
เปน็ ตน้
ตัวเตม็ วยั (Adult)
ตัวออ่ น ไข่ (Egg)
(ข้ึนมาอาศยั อยบู่ นบก)
ตวั อ่อน
(อาศยั อย่ใู นน้ํา)
(Naiad)
แผนภาพแสดงการเติบโตของแมลงปอ
4. มีการเปล่ยี นแปลงสัณฐานแบบสมบรู ณ์ (Complete Metamorphosis) : เปน็ การเจรญิ เติบโต
ของแมลงทีม่ ีการเปล่ยี นแปลงรูปร่างครบ 4 ขัน้ คือ ไข่ (Egg), ตวั อ่อน (Larva), ดกั แด้ (Pupa) และตวั เต็มวยั
(Adult) โดย ตวั อ่อนจะมคี วามแตกตา่ งกบั ตวั เตม็ วยั อยมู่ าก ได้แก่ ยุง ผีเสอ้ื ผงึ้ แมลงวนั มด เป็นตน้
The egg of the red admiral Egg Five to seven days after being laid,
is lid towards the top or on a young first instar caterpillar
new growth of nettles. hatches, creates a leaf shelter,
and feeds on fresh nettle leaves.
Adult
Larva
The butterfly develops inside Pupa The larva feeds and progresses
the pupa for roughly 7-10 through five molts called instars
days before emerging into before it is ready to create a pupa.
an adult butterfly.
แผนภาพแสดงการเตบิ โตของผเี สอ้ื
โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 43 ชวี วทิ ยา (อ.อําพล)
วงจรชวี ติ ของยงุ
Adult Raft of eggs
Water's surface (Laid on water's surface)
Pupa Larva
(Just under water's surface)
(Just under water's surface)
แผนภาพแสดงวงจรชวี ิตของยุง
วงจรชวี ิตของกบ
adult frog ftraodgpole
eggs bsptruaelrmattohonfinagry
embryo bhrinedakletghsrough
tadpole
ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล) 44 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29
การเจริญเตบิ โตของไก่
ไกเ่ ป็นสตั วท์ ่วี างไขบ่ นบก เอ็มบรโิ อของไกม่ ีการปรับโครงสรา้ งหลายประการท่แี ตกตา่ งไปจากเอม็ บรโิ อ
ทเี่ จริญในน้ํา ได้แก่ การมเี ปลือกไข่ เพ่อื ป้องกนั อนั ตรายและแกป้ ัญหาการสญู เสียน้ําของเซลลไ์ ข่ นอกจากนี้
เอ็มบรโิ อยังหอ่ หุ้มดว้ ยถงุ 2 ชน้ั ถุงชัน้ ใน คอื ถุงน้าํ ครํา่ (Amnion) มขี องเหลวบรรจอุ ยู่ เพื่อทําหนา้ ทปี่ อ้ งกนั
การกระทบกระเทือนและปอ้ งกนั ไมใ่ ห้เอ็มบริโอแห้ง ถงุ ชน้ั นอก เรยี กว่า คอเรยี น (Chorion) อยู่ใกล้เปลอื กไข่
ทําหน้าที่แลกเปล่ียนแก๊ส ในระยะท่มี กี ารเจริญของอวยั วะตา่ งๆ เอม็ บรโิ อจะมกี ารสร้างถุง เรยี กว่า แอลแลนทอยส์
(Allantois) จากตัวเอม็ บริโอแทรกไปชดิ กบั เปลอื กไข่ พรอ้ มกบั มหี ลอดเลอื ดฝอยอยูโ่ ดยรอบ ถงุ นีท้ ําหน้าที่
แลกเปล่ียนแกส๊ กบั ภายนอกและเก็บของเสยี ประเภทกรดยรู กิ สะสมไว้จนกระทั่งเอ็มบรโิ อออกจากไข่ เมอื่ เอม็ บริโอน้ี
เจริญเตบิ โตเต็มท่กี ็จะฟักออกจากไข่ แล้วเจรญิ เติบโตเป็นตัวเตม็ วยั โดยไม่มกี ารเปล่ียนแปลงแบบเมทามอรโ์ ฟซิส
เยอื่ หุ้มเซลล์ไข่
สายไข่ขาวทยี่ ึดเซลล์ไข่ บริเวณทจี่ ะเจริญเป็นเอ็มบรโิ อ
เปลือกไข่
ช่องอากาศ
เยอ่ื หมุ้ ไขข่ าว
ไขข่ าว ไขแ่ ดง
ก. ข.
ภาพแสดงส่วนประกอบของเซลลไ์ ข่ไกแ่ ละบริเวณท่ีจะเจริญเปน็ เอ็มบริโอ
ไข่แดง
1 23
4 56
ภาพแสดงการแบง่ เซลล์ในบริเวณทจ่ี ะเจรญิ เปน็ เอม็ บรโิ อของเซลลไ์ ขไ่ ก่
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 45 ชวี วทิ ยา (อ.อําพล)
บทที่ 6 ภาวะธาํ รงดลุ
การรักษาดุลยภาพของนาํ้ และสารตา่ งๆ ในร่างกายมนษุ ย์
รายละเอียดของการทํางานของไตและหน่วยไตเด็กๆ ไปตามในแบบเรียนนะครับ ครูขอเสนอเร่ืองยอดฮิต คือ
การปัสสาวะและการดดู น้ํากลับนะครับ
ฮอร์โมน (Antidiuretic Hormone : ADH) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วาโซเพรสซิน (Vasopressin)
เปน็ ฮอรโ์ มนสาํ คัญท่ีทําหนา้ ทกี่ ระตนุ้ การดดู นํ้ากลับเขา้ สรู่ ่างกายบรเิ วณทอ่ รวมของหนว่ ยไต
ตารางน้ีนา่ สนใจ
ครกู าแฟด่ืมนํ้ามาก ฉี่เยอะ เขม้ ข้นน้อย ADH มปี รมิ าณนอ้ ย
ครกู าแฟดมื่ นํ้าน้อย ฉน่ี ดิ เดียว เขม้ ขน้ มาก ดดู นํ้ากลับปริมาณน้อย
ADH มปี ริมาณมาก
ดูดนาํ้ กลับปรมิ าณมาก
การรักษาดลุ ยภาพของกรด-เบสในร่างกายมนษุ ย์
การเพมิ่ หรือลดอตั ราการหายใจ
ถ้า CO2 ในเลือดมีปริมาณมากจะส่งผลให้ศูนย์ควบคุมการหายใจ ซ่ึงคือ สมองส่วนเมดัลลาออบลองกาตา
(Medulla Oblongata) ส่งกระแสประสาทไปควบคุมใหก้ ล้ามเนื้อกะบังลมและกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงทํางาน
มากขึ้นเพ่อื จะไดห้ ายใจออกถ่ีข้นึ
ระบบบัฟเฟอร์ (Buffer) คือ ระบบท่ีทําให้เลือดมีค่า pH คงท่ีแม้ว่าจะมีการเพิ่มของสารท่ีมีฤทธ์ิเป็น
กรดหรือเบส
การควบคมุ กรดและเบสของไต
ไต (Kidneys) สามารถปรับระดับกรดหรือเบสออกทางปัสสาวะได้มาก สามารถแก้ไขค่า pH ที่
เปลย่ี นแปลงไปมากให้เขา้ สู่ภาวะสมดุล
การรกั ษาดุลยภาพของนํา้ และแร่ธาตุในส่งิ มชี วี ติ อืน่ ๆ
Cilia
Mouth pore vaFcouoodle
Micronucleus Macronucleus
Anal pore
Covnactruaoclteile
ชวี วทิ ยา (อ.อําพล) 46 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29
พารามีเซียม (Paramecium) ใช้ Contractile Vacuole รักษาสมดลุ ของน้ําในเซลล์
Nasal salt gland
Ducts
Nossetrcilrewtiitohnssalt
นกทะเล ใชต้ ่อมนาสกิ หรอื ต่อมเกลือ (Nasal Salt Glands) รักษาสมดุลของเกลือในรา่ งกาย
ปลานํ้าเคม็ ปลาน้าํ จืด
Gain of water and Osmotic water loss Uptake of Osmotic water gain
salt ions from food through gills and other parts water and some through gills and
ions in food other parts
of body surface
and by drinking of body surfce
seawater
VS Excretion of
large amounts of
Excretion of Excretion of salt ions bsUayplttgaiikollesnsof water in dilute
salt ions and small amounts urine from kidneys
from gills of water in scanty
urine from kidneys
(b) Osmoregulation in a freshwater fish
(a) Osmoregulation in a saltwater fish
ปลาน้าํ เคม็ VS ปลานํ้าจดื รกั ษาสมดลุ อย่างไร
ปลาน้าํ เคม็ (Osmotic Pressure ของของเหลวในรา่ งกายน้อยกวา่ นํ้าทะเล) : กลไกการรกั ษาสมดลุ คอื
มีผิวหนังและเกล็ดป้องกนั นํ้าซึมออก ขบั ปัสสาวะนอ้ ยและปัสสาวะมีความเขม้ ข้นสงู มีเซลลซ์ ่งึ อยบู่ ริเวณเหงอื ก
ทําหนา้ ที่ขบั แรธ่ าตุส่วนเกนิ ออกโดยวิธีแอกทฟี ทรานสปอรต์ ขับแรธ่ าตสุ ว่ นเกนิ ออกทางทวารหนัก
ปลาน้ําจดื (Osmotic Pressure ของของเหลวในร่างกายมากกวา่ นา้ํ จดื ) : กลไกการรักษาสมดุล คอื
มีผิวหนังและเกล็ดป้องกันนา้ํ ซึมเข้า ขบั ปัสสาวะมากและปสั สาวะเจือจาง มโี ครงสรา้ งพเิ ศษทเี่ หงอื กทาํ หน้าท่ีดูด
แรธ่ าตกุ ลับคนื สูร่ ่างกาย
การรักษาดลุ ยภาพของอุณหภมู ิรา่ งกายของสตั ว์
1. สัตว์เลือดเย็น (Poikilothermic Animal / Ectotherm) หมายถึง สัตว์ที่มีอุณหภูมิร่างกาย
ไม่คงท่ี เพราะจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของส่ิงแวดล้อมภายนอก ตัวอย่างเช่น ไส้เดือนดิน หอย แมลง
ปลา สตั วส์ ะเทนิ น้ําสะเทินบก และสตั ว์เลอ้ื ยคลาน
2. สัตว์เลือดอุ่น (Homeothermic Animal / Endotherm) หมายถึง สัตว์ที่มีกลไกรักษาอุณหภูมิ
ร่างกายใหค้ งที่ไม่เปล่ียนแปลงไปตามอณุ หภมู ิของสง่ิ แวดลอ้ ม ไดแ้ ก่ สัตวป์ กี และสัตว์เลยี้ งลกู ดว้ ยนาํ้ นม
โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 47 ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล)
VS
กราฟแสดงความสมั พนั ธ์ระหว่างอุณหภูมขิ องส่ิงแวดล้อมกบั อณุ หภมู ขิ องรา่ งกาย
ในสตั ว์เลอื ดอุ่นและสัตวเ์ ลือดเย็น
การรักษาดุลยภาพของอณุ หภมู ริ ่างกายของมนษุ ย์
ปัจจัยจากสงิ่ แวดลอ้ ม
อณุ หภูมิของเลือด อณุ หภูมขิ องเลือด
สูงกวา่ 37°C ต่ํากว่า 37°C
กระตนุ้ ศูนยค์ วบคมุ
ทไี่ ฮโพทาลามสั
ลดอัตรา เพ่มิ อตั รา
เมแทบอลซิ มึ เมแทบอลซิ ึม
หลอดเลือดขยายตวั หลอดเลอื ดหดตัว
ตอ่ มเหงอื่ สรา้ งเหงอื่ ตอ่ มเหงอื่ ไมส่ รา้ งเหงอื่
ขนเอนราบ ขนลุก ร่างกายหนาวสัน่
เพม่ิ การระเหย ลดการระเหย
และการแผร่ ังสี และการแผ่รงั สี
อณุ หภูมขิ องเลอื ด อุณหภูมิของเลอื ด
ลดลง เพิ่มขึ้น
อุณหภูมิของเลอื ด
ปกติ 37°C
แผนผงั แสดงการรกั ษาดลุ ยภาพของอุณหภมู ิในมนษุ ย์
ชวี วทิ ยา (อ.อําพล) 48 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29