12. โครโมโซมเพศ (Sex Chromosome) เป็นโครโมโซมทก่ี าํ หนดเพศและเกี่ยวขอ้ งกบั การควบคุม
ลกั ษณะทเ่ี กย่ี วเนือ่ งกบั เพศ
ยีน โครโมโซม ดีเอน็ เอ อารเ์ อ็นเอ
ยนี (Gene) คือ สว่ นหนงึ่ ของสายดีเอน็ เอ (DNA Segment) ท่ีทาํ หนา้ ที่ควบคมุ ลักษณะของสงิ่ มีชีวิต
Gene
ภาพแสดงตาํ แหนง่ ของยีนในสายดเี อ็นเอ
โครโมโซม (Chromosome) คอื โครงสรา้ งที่อย่ภู ายในนวิ เคลยี สประกอบด้วย DNA และโปรตนี
Chromosome
Nucleus Chromatid Chromatid
Telomere
Centromere
Cell Telomere
Base Pairs Histones
DNA (double helix)
ภาพแสดงองคป์ ระกอบของโครโมโซม
โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 99 ชวี วิทยา (อ.อําพล)
Satellite Short arm
Centromere
Stalk
Centromere
Long arm
Telocentric Acrocentric Submetacentric Metacentric
ภาพแสดงรูปร่างของโครโมโซม
คารีโอไทป์ (Karyotype) คือ การศึกษาโครโมโซมโดยใช้ภาพของโครโมโซมในระยะเมตาเฟสของไมโตซิส
มาเรยี งกันตามความยาวและตาํ แหนง่ ของเซนโทรเมียร์ โดยจะเรยี งจากใหญ่สดุ ไปจนถึงเลก็ สดุ
ภาพแสดงคารโี อไทปข์ องมนษุ ยป์ กติ
ชวี วิทยา (อ.อําพล) 100 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29
ดีเอ็นเอ (DNA) หมายถึง สารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตและบางส่วนของ DNA แต่ละโมเลกุลทําหน้าท่ี
เปน็ ยีน (Gene) คอื สามารถควบคุมลักษณะทางพนั ธุกรรมของสิ่งมีชวี ติ ได้
DNA เป็นกรดนวิ คลีอกิ ชนดิ หน่งึ มโี ครงสรา้ งเป็นพอลิเมอร์ (Polymer) สายยาวประกอบดว้ ย
มอนอเมอร์ (Monomer) ท่ีเรียกว่า นิวคลีโอไทด์ ซ่ึงแต่ละนิวคลีโอไทดข์ องดเี อน็ เอ ประกอบดว้ ยสาร 3 ชนดิ
ดังตอ่ ไปน้ี
1. นํ้าตาลเพนโทส (Pentose) ท่ีมีช่อื วา่ น้าํ ตาลดีออกซีไรโบส (Deoxyribose)
2. ไนโตรจนี ัสเบส (Nitrogenous Base หรือ N-Base) NH2
CCN
มีโครงสร้างเป็นวงแหวน (Ring) N
HC CN C
แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท ดงั น้ี Nitrogenous H
2.1 เบสเพียวรีน (Purine) มี 2 ชนิด คือ N
O- base
กวานนี (Guanine) และอะดนี นี (Adenine) -O P O CH2 O
2.2 เบสไพรมิ ดิ ีน (Pyrimidine) มี 2 ชนิด คอื
O HH
ไซโทซีน (Cytosine) และไทมีน (Thymine) Phosphate
OH OH
group Sugar
คาํ ศัพทเ์ พมิ่ เตมิ
Nucleoside = น้ําตาล + เบส ภาพแสดงสารที่เปน็ องค์ประกอบของนวิ คลโี อไทด์
Back bone = นํ้าตาล + หมฟู่ อสเฟต
3. หมู่ฟอสเฟต (Phosphate Group)
อยา่ เข้าใจผดิ นะครบั
เบสท้งั 4 ชนิด ท่ีพบในสายเกลียวคู่ DNA จะอยกู่ นั เปน็ คู่ๆ
โดยมีพนั ธะไฮโดรเจนยดึ เหน่ียวกันไว้ดังน้ี
A คู่ T ยึดกนั ดว้ ย 2 พนั ธะไฮโดรเจน (ไมใ่ ช่ พนั ธะคู่ (Double Bond))
C คู่ G ยึดกนั ดว้ ย 3 พันธะไฮโดรเจน (ไม่ใช่ พนั ธะสาม (Triple Bond))
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29 101 ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล)
Deoxyribonucleic Acid (DNA) Nucleotides
Sugar Nucleotide Sugar G Guanine C Cytosine
phosphate base pairs phosphate O
backbone backbone NH2
HC C NH
P AT S H N C C NH
C C N CNH HC N C O
S Hydrogen P H
bonds N
P S
GC HH
S P
A Adenine T Thymine
S
P T A NH2 O
P H3C C C N H
S H N C CN
S C C N CH HC N C O
P AT H
P N
S Nucleotide
S H
P CG P U Uracil O
HC C NH
S Base pair S
HC N C O
PG C P H
S
replaces Thymine in RNA
Nucleic acid
ภาพซ้ายแสดงสายดีเอ็นเอ ภาพขวาแสดงเบสชนิดตา่ งๆ
รู้จกั RNA กันสักหน่อย!!!
สายพอลิเมอร์ของนิวคลีโอไทด์ (Nucleotide) สายเดี่ยว (Single Strand) ทําหน้าที่เหมือนแม่แบบ
(Template) สําหรับแปลข้อมูลจากยีนไปเป็นข้อมูลในโปรตีน แล้วขนย้ายกรดอะมิโนเข้าไปในออร์แกเนลล์
ไรโบโซม (Ribosome) ของเซลล์ เพื่อผลิตโปรตีน และแปลรหัส (Translation) เป็นข้อมูลในโปรตีน
ชนดิ ของอารเ์ อน็ เอ (RNA) มที ้ังหมด 3 ชนิด คือ
1. เอ็มอาร์เอ็นเอ หรอื เมสเซนเจอรอ์ ารเ์ อ็นเอ (Messenger RNA, mRNA)
2. ทอี าร์เอ็นเอ หรือทรานสเฟอรอ์ าร์เอน็ เอ (Transfer RNA, tRNA)
3. อารอ์ าร์เอน็ เอ หรือไรโบโซมอลอารเ์ อ็นเอ (Ribosomal RNA, rRNA)
ชีววิทยา (อ.อาํ พล) 102 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29
G
C Codon 1
U
A
C Codon 2
G
G
A Codon 3
G
C
U Codon 4
U
C
G Codon 5
G
A
G Codon 6
C
U
A Codon 7
G
RibonmucRlNeiAc acid
ภาพแสดงสาย mRNA
ตารางเปรยี บเทยี บองค์ประกอบของ DNA และ RNA ของเซลลย์ แู คริโอต
ข้อมูลเปรียบเทียบ DNA RNA
ตาํ แหนง่ ทีพ่ บ ในนิวเคลียส ในไซโทพลาซึมและในนวิ เคลียส
จํานวนสายโพลีนิวคลโี อไทด์ 2 1
นาํ้ ตาล Deoxyribose Ribose
ไนโตรจนี สั เบส AGCT AGCU
Central Dogma
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 103 ชีววิทยา (อ.อําพล)
DNA Replication
Protein Synthesis
TRANSCRIPTION Introns aamciidnso lage and
mRNA small
DNA ribosomal
pmrimRNaAry subunits
mmaRtNurAe
peptide
TRANSLATION tRNa
P Site
A Site anticodon
5′ codon
ribosome
ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล) 104 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29
Genetic Code
Second letter
U CA G
UUU Phe UUU UAU Tyr UGU Cys U
UUC Phe UCC UAC UGC C
U UUA UCA Ser UAA Stop UGA Stop A
UUG G
UCG UAG Stop UGG Trp U
C
CUU CCU CAU His CGU A
CUC CCC CAC CGC G
C CUA Leu CCA Pro CAA CGA Arg U
First letter CAG Gln C Third letter
CUG CCG CGG A
G
AUU Ile ACU AAU Asn AGU Ser U
AUC ACC AAC AGC C
A AUA ACA Thr AAA AGA A
AAG Lys AGG Arg G
AUG Met ACG
GUU GCU GAU Asp GGU
GUC GCC GAC GGC
G GUA Val GCA Ala GAA GGA Gly
GAG
GUG GCG Glu GGG
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม : จากรุ่นสรู่ นุ่
Key Haploid gametes (n = 23)
Ovum (n)
Haploid (n)
Diploid (2n)
Sperm
cell (n)
MEIOSIS FERTILIZATION
Ovary Testis Diploid
zygote
Mitosis and (2n = 46)
development
Multicellular diploid
adults (2n = 46)
แผนภาพแสดงวงจรชวี ติ ของมนุษย์
โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 105 ชวี วทิ ยา (อ.อําพล)
ความแปรผันทางพนั ธุกรรม (Genetic Variation)
สามารถจาํ แนกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คือ
1. ลักษณะทางพนั ธกุ รรมทีม่ ีความแปรผนั แบบต่อเนอ่ื ง (Continuous Variation) เป็นลักษณะทาง
พนั ธกุ รรมท่ีไมส่ ามารถแยกความแตกตา่ งไดอ้ ย่างชดั เจน เชน่ สีผิว ความสงู นา้ํ หนัก ไอคิวของคน เป็นต้น
ลกั ษณะเหล่านี้ถกู ควบคมุ ดว้ ยยนี หลายคู่ ยนี จึงมีอิทธิพลตอ่ การควบคมุ ลักษณะดังกลา่ วนอ้ ย แต่สงิ่ แวดล้อม
จะมอี ิทธิพลมาก
2. ลักษณะทางพันธุกรรมท่มี คี วามแปรผนั แบบไมต่ ่อเนอื่ ง (Discontinuous Variation) เป็นลกั ษณะ
ทางพันธุกรรมท่ีมีความแตกตา่ งกนั อยา่ งชดั เจน เช่น ความสามารถในการห่อลิ้น จาํ นวนชั้นของตา การถนัด
มอื ขวาหรอื มือซ้าย เป็นตน้
มลี กั ย้ิม ไมม่ ีลกั ย้ิม
ขวัญเวียนขวา ขวญั เวยี นซ้าย
หอ่ ลน้ิ ได้ หอ่ ล้นิ ไม่ได้
กระดูกโคนนว้ิ หวั แม่มอื กระดกู โคนนิ้วหวั แมม่ อื
กระดกไปมาได้ กระดกไปมาไม่ได้
แผนภาพแสดงลักษณะทางพันธกุ รรมทม่ี ีความแปรผันแบบไมต่ อ่ เน่อื ง
แผนภาพแสดงลักษณะทางพันธุกรรมทม่ี ีความแปรผนั แบบไมต่ อ่ เนื่องและแบบตอ่ เนื่อง
ชีววทิ ยา (อ.อําพล) 106 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29
กฎของเมนเดล (Mendel’s Law)
เมนเดลทําการศึกษาการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมของถวั่ ลันเตา จนสามารถสรุปเป็นกฎ (Law) ที่
ใชอ้ ธิบายกระบวนการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรมได้ 2 ข้อ ดงั น้ี
กฎขอ้ ที่ 1 กฎแห่งการแยกตัว (Law of Segregation) สรปุ ไดจ้ ากการผสมโดยพจิ ารณา 1 ลกั ษณะ
กฎแหง่ การแยกตัวมใี จความสําคญั สรุปไดด้ งั น้ี ยีนทอ่ี ยกู่ นั เปน็ คู่จะแยกออกจากกนั ในระหวา่ งกระบวนการสร้าง
เซลลส์ บื พนั ธุ์ (เกดิ ขน้ึ ในระยะแอนาเฟส I ของไมโอซสิ ) จงึ ทาํ ให้เซลล์สบื พันธ์แุ ตล่ ะเซลลม์ ยี นี ควบคมุ ลกั ษณะ
นนั้ ๆ เพยี ง 1 แอลลลี
กฎขอ้ ท่ี 2 กฎแหง่ การรวมกลุม่ อย่างอสิ ระของยีน (Law of Independent Assortment) สรปุ ไดจ้ าก
การผสม โดยพจิ ารณา 2 ลกั ษณะ กฎแห่งการรวมกลมุ่ อย่างอิสระของยนี มใี จความสําคัญสรปุ ไดด้ ังน้ี ยนี ทแี่ ยก
ออกจากคู่ของมนั จะไปรวมกล่มุ อย่างอสิ ระกบั ยีนอืน่ ๆ ทแี่ ยกออกจากคู่เชน่ เดยี วกัน เพือ่ เข้าไปอยูใ่ นเซลล์
สบื พนั ธ์ุ
ภาพประกอบการอธิบายกฎขอ้ ท่ี 1 และ 2 ของเมนเดล
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 107 ชีววิทยา (อ.อาํ พล)
การผสมโดยพิจารณาหน่ึงลกั ษณะ (Monohybrid Cross) และการผสมโดยพจิ ารณา
สองลักษณะ (Dihybrid Cross)
การผสมโดยพจิ ารณาหน่ึงลกั ษณะ (Monohybrid Cross) คอื การผสมระหวา่ งพอ่ พันธแุ์ ละแม่พันธุ์
โดยพจิ ารณาลักษณะท่ีต้องการผสม 1 ลกั ษณะ เช่น ตน้ แมพ่ ันธุ์ดอกสแี ดงผสมกับตน้ พอ่ พนั ธด์ุ อกสขี าว
เปน็ ต้น
การผสมโดยพิจารณาสองลักษณะ (Dihybrid Cross) คือ การผสมระหวา่ งพอ่ พนั ธุ์และแม่พนั ธุ์โดย
พิจารณาลักษณะทีต่ ้องการผสม 2 ลกั ษณะ ควบคู่กนั เช่น ต้นสงู ดอกสีม่วงผสมกับต้นเตย้ี ดอกสีขาว (การผสม
ในตัวอย่างพิจารณา 2 ลกั ษณะ คอื ลกั ษณะความสูงของลาํ ตน้ และลกั ษณะของสีดอก) เปน็ ต้น
ลักษณะเด่นแต่ละระดับ
1. ลกั ษณะเด่นสมบูรณ์ (Complete Dominance) หมายถึง การแสดงออกของลักษณะเดน่ ทเ่ี กดิ จาก
การทย่ี ีนเดน่ สามารถข่มการแสดงออกของยีนด้อยได้ 100% ทําให้จโี นไทปท์ ี่เป็นฮอมอไซกสั ยีนของลักษณะเดน่
(Homozygous Dominance) และเฮเทอโรไซกสั ยีนมกี ารแสดงออกของฟีโนไทปท์ ี่เหมือนกัน
ดอกสีแดง (RR) ดอกสีขาว (rr)
ดอกสแี ดง (Rr) ท้ังหมด
ภาพแสดงการถา่ ยทอดลกั ษณะเดน่ แบบสมบรู ณ์
ชวี วิทยา (อ.อาํ พล) 108 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29
2. ลักษณะเด่นไม่สมบูรณ์ (Incomplete Dominance) หมายถึง การแสดงออกของลกั ษณะเด่น
เป็นไปไม่เต็ม 100% ท้ังนเ้ี กดิ จากการทํางานของยีนเด่นร่วมกับยีนดอ้ ย เพราะยนี เด่นไม่สามารถขม่ การ
แสดงออกของยนี ด้อยได้ 100% จึงทาํ ใหจ้ ีโนไทปท์ ี่เปน็ เฮเทอโรไซกสั มีลักษณะค่อนไปทางฮอมอไซกสั ของ
ลกั ษณะเดน่
ดอกสีแดง (RR) ดอกสีขาว (rr)
ดอกสชี มพู (Rr) ทง้ั หมด
ภาพแสดงการถ่ายทอดลกั ษณะเดน่ แบบไม่สมบรู ณ์
3. ลกั ษณะเด่นร่วมกัน (Co-Dominance) หมายถงึ การแสดงออกของลักษณะใดลกั ษณะหนงึ่ ของ
สงิ่ มีชีวติ ท่เี กิดจากการทํางานรว่ มกนั ของยนี ทคี่ วบคุมลกั ษณะเดน่ ทั้งคู่ เน่อื งจากไม่สามารถข่มกนั และกนั ได้ เชน่
หมู่เลือด AB ในคนทถี่ กู ควบคมุ โดยจโี นไทป์ IAIB เปน็ ต้น
มลั ติเปลิ แอลลลี (Multiple Alleles)
มัลตเิ ปิลแอลลลี คอื ยีนทีม่ ีแอลลีลมากกวา่ 2 แบบขึ้นไป ซึง่ ควบคุมลักษณะพนั ธุกรรมเดยี วกัน
ตวั อยา่ งเช่น หมู่เลือดระบบ ABO ในมนุษย์มยี ีนควบคุมอยู่ 3 แอลลลี เป็นต้น
หมเู่ ลือดระบบ ABO
แอลลลี (Allele) ท่คี วบคมุ การแสดงออกของหมู่เลอื ดระบบ ABO มที ั้งหมด 3 แบบ ดงั นี้ IA, IB และ
i ซ่ึงหน้าที่ของแอลลีลแต่ละแบบ คือ ควบคมุ การสร้างแอนตเิ จนทเ่ี ยอื่ หุ้มเซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดง
ตารางแสดงความสมั พันธร์ ะหว่างหมู่เลอื ด จโี นไทป์ แอนติเจนท่ีผวิ เมด็ เลือดแดง
และแอนตบิ อดใี นพลาสมาของหม่เู ลอื ดระบบ ABO
หมู่เลอื ด จโี นไทป์ แอนติเจนท่ีผวิ เม็ดเลือดแดง แอนติบอดใี นพลาสมา
A IAIA หรือ IAi A B
B IBIB หรอื IBi B A
AB ไม่มี
O IAIB A และ B
ไมม่ ี A และ B
ii
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29 109 ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล)
การใหเ้ ลอื ด
บคุ คลท่เี กีย่ วข้องกับการใหเ้ ลือด คอื ผูใ้ ห้ (เลอื ด) และผรู้ ับ (เลอื ด) ซ่งึ ในการใหเ้ ลอื ดผทู้ ีม่ ี ความ
เสยี่ งต่อชีวิต คือ ผรู้ ับ เพราะถา้ เลือดของผู้รบั ไมส่ ามารถเขา้ กับเลอื ดของผู้ใหไ้ ด้ จะทําใหเ้ ซลลเ์ มด็ เลอื ดแดงของ
ผูร้ ับจับตวั กนั เปน็ กลุ่มแลว้ ตกตะกอนอุดตนั หลอดเลอื ด ซ่ึงจะนําไปสกู่ ารเสยี ชวี ิตได้ในที่สดุ ดงั นั้นผ้ใู หแ้ ละผรู้ บั
ควรมเี ลือดหม่เู ดียวกนั จงึ จะปลอดภยั ท่ีสดุ
หลักการสําคญั ในการใหแ้ ละรับเลือดอยา่ งปลอดภัย คือ แอนตเิ จน (Antigen) ของผู้ใหต้ ้องไม่ตรงกับ
แอนตบิ อดี (Antibody) ของผรู้ บั
O
AB AB
AB
แผนผังแสดงการใหเ้ ลือดในระบบ ABO
เทคนคิ การจํา!!
ผูใ ห → ผรู ับ O ใจดี AB ใจราย O ผใู หส ากล AB ผรู ับสากล
พอลยิ ีน (Polygene)
พอลยิ นี คือ กลุ่มของยีนหรือยนี หลายๆ คู่ทอ่ี ย่บู นโครโมโซมคู่เดยี วกันหรือตา่ งค่กู ัน ทาํ หน้าทีร่ ่วมกัน
ในการควบคุมลักษณะพนั ธกุ รรมหนึ่งๆ ของส่ิงมีชีวติ ซึง่ เป็นลกั ษณะทไ่ี มส่ ามารถสังเกตเห็นความแตกต่างได้อยา่ ง
ชัดเจน เช่น ลกั ษณะสีผิวของคน ความสงู สติปัญญา เป็นต้น โดยการแสดงออกของลกั ษณะเหลา่ น้ี จะข้นึ อยู่
กับอิทธพิ ล ของสิ่งแวดลอ้ มดว้ ย
การถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรมทถี่ ูกควบคมุ โดยยีนดอ้ ยบนออโตโซม (Autosome)
และโครโมโซมเพศ (Sex Chromosome)
ตัวอยา่ งลกั ษณะทางพันธกุ รรมทถ่ี กู ควบคมุ โดยยีนดอ้ ยบนออโตโซม
1. อาการผิวเผอื ก (Albino)
2. โรคธาลัสซเี มีย (Thalassemia)
3. โรคโลหิตจางชนดิ ซกิ เคิลเซลล์ (Sickle Cell Anemia)
ชีววทิ ยา (อ.อําพล) 110 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29
ตัวอยา่ งลักษณะทางพนั ธุกรรมที่ถกู ควบคุมโดยยนี ด้อยบนโครโมโซม X
1. โรคฮโี มฟิเลยี (Hemophilia)
2. โรคตาบอดสี (Color Blindness)
3. โรคกลา้ มเนือ้ แขนขาลบี ชนดิ ดูเชนน์ (Duchenne Muscular Dystrophy)
ความผดิ ปกติของคนจากจาํ นวน และรูปร่างโครโมโซม : คนปกตจิ ะมโี ครโมโซม 46 แทง่ เปน็
โครโมโซมรา่ งกาย 44 แท่ง โครโมโซมเพศ 2 แทง่ โดยโครโมโซม Y เปน็ โครโมโซมแสดงออกลกั ษณะเพศชาย
เปน็ ยนี เด่นจะแสดงออกเม่ือจบั เขา้ คู่กับโครโมโซม X ท้ังน้ี ถ้าเป็น “ผชู้ าย = 44 + XY” และหากเป็น “ผ้หู ญงิ =
44 + XX”
1. ผดิ ปกติจากออโตโซม คอื โครโมโซมร่างกายมีจํานวนเกนิ มาจากขั้นตอนการแบ่งเซลล์หรอื รูปรา่ ง
ผดิ ปกติ
2. ผิดปกติจากโครโมโซมเพศ คอื โครโมโซม X หรือ Y มีการเกนิ หรือขาด ทาํ ใหเ้ กิดโรคทางพนั ธกุ รรม
ต่างๆ
ประเภท สาเหตุ โครโมโซม กลุม่ อาการ ลักษณะเด่นทสี่ ําคัญ
พาเทาซนิ โดรม
ความผดิ ปกติ โครโมโซมเกิน คู่ท่ี 13 เกิน เอ็ดเวิร์ดซินโดรม ปากแหวง่ เพดานโหว่
ออโตโซม 45 + XX หรือ คทู่ ่ี 18 เกิน ดาวน์ซินโดรม อายสุ ้ันมาก
คู่ที่ 21 เกิน ครดิ ูชาต์ / แคทคราย
ความผดิ ปกติ 45 + XY เทอรเ์ นอร์ซินโดรม 90% เสียชวี ติ กอ่ น 1 ขวบ
โครโมโซมเพศ ไคลนเ์ ฟลเตอรซ์ ินโดรม ระบบผดิ ปกติมาก
รปู ร่างผิดปกติ คูท่ ่ี 5 แขน
ไมส่ มบูรณ์ ซูเปอรเ์ มน ปญั ญาออ่ น ค้วิ ห่าง
ทรปิ เปลิ เอ็กซซ์ นิ โดรม เส้นลายมอื ขนานกนั
โครโมโซม X ขาด : 44 + XO
เสยี งร้องแหลมคลา้ ย
โครโมโซม X เกินในชาย แมวรอ้ ง ศรี ษะเล็ก
: XXY, XXXY
หญิงเปน็ หมนั เต้ีย
โครโมโซม Y เกนิ ในชาย : XYY คอเป็นแผง ไมม่ ีเต้านม
โครโมโซม X เกนิ ในหญงิ : XXX ชายเป็นหมนั ไม่สรา้ งอสุจิ
แถมมีเต้านม
ชายลกั ษณะปกติ
สงู ใหญ่ นสิ ยั กา้ วรา้ ว
หญงิ ปกติ แต่มสี ติปญั ญา
ต่ํากวา่ ท่วั ไป
โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 111 ชีววิทยา (อ.อาํ พล)
เพดกิ รหี รอื พันธุประวตั หิ รอื พงศาวลี (Pedigree)
เพดิกรี คือ แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ในการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของครอบครัวหรือ
ตระกลู หน่ึงๆ
รุ่นพ่อแม่ หญิงปกติ
ลูกรนุ่ ท่ี 1 ชายปกติ
หญิงเปน็ โรค
ชายเปน็ โรค
ลูกรนุ่ ท่ี 2
ภาพเพดิกรีการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม
มวิ เทชัน (Mutation)
มวิ เทชัน คอื การเปล่ยี นแปลงทีเ่ กิดขน้ึ กับยีนหรือโครโมโซม ซ่ึงจะก่อให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรม ที่ดี
หรือไม่ดีก็ได้ มิวเทชันที่เกิดขึ้นกับยีน (Gene Mutation หรือ DNA Mutation) คือ การเปล่ียนแปลงของยีนใน
DNA อยา่ งถาวร ซึ่งจะสง่ ผลต่อการทาํ งานของยีน
พนั ธวุ ศิ วกรรม (Genetic Engineering)
พันธุวิศวกรรมเป็นเทคนิคการสร้าง DNA สายผสม หรอื รีคอมบิแนนท์ดีเอ็นเอ (Recombinant DNA)
เพื่อให้ได้สิ่งมีชีวิตท่ีมีลักษณะตามต้องการ ซึ่งเทคนิควิธีดังกล่าวจะต้องอาศัยเอนไซม์พ้ืนฐานสําคัญ 2 ชนิด
คือ เอนไซม์ตัดจาํ เพาะ (Restriction Enzyme) และเอนไซมด์ ีเอน็ เอไลเกส (DNA Ligase Enzyme)
จเี อ็มโอ (GMOs)
จีเอ็มโอ หมายถึง ส่ิงมีชีวิตท่ีผ่านกระบวนการตัดต่อยีนแล้ว หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีดีเอ็นเอ
สายผสม (Recombinant DNA) อยู่ภายในเซลล์ ซึ่งยีนที่ถูกใส่เข้าไปใน DNA ของส่ิงมีชีวิตเจ้าบ้าน (Host)
นนั้ จะทาํ ให้ส่งิ มีชีวติ ชนิดนั้นๆ มลี กั ษณะตามท่ีมนุษยต์ อ้ งการ
การโคลน (Cloning)
การโคลน หมายถึง การสร้างส่ิงมีชีวิต (ตัวหรือต้น) ใหม่ ซึ่งมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนส่ิงมีชีวิต
ตน้ แบบทุกประการ เชน่ การปักชาํ การตอ่ กิง่ การทาบก่งิ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นต้น
ชวี วิทยา (อ.อําพล) 112 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29
ลายพิมพ์ดเี อน็ เอ (DNA Fingerprint)
ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ คือ รูปแบบของแถบดีเอ็นเอ ซึ่งแสดงความแตกต่างของขนาดโมเลกุลดีเอ็นเอ
ในสิ่งมีชวี ิตแต่ละตัวหรือแต่ละบคุ คลได้ ดงั นน้ั ลายพมิ พ์ดเี อน็ เอจงึ เปน็ เอกลกั ษณข์ องแต่ละบคุ คล
DNA extracted from Fragments placed on
stains or body fluids gel through which electric
current is passed
DNA cut to give
fragments
Smaller mobile
fragments migrate
towards positive electrode
ภาพแสดงการเตรยี มลายพมิ พ์ดเี อน็ เอและภาพลายพิมพด์ ีเอน็ เอที่เตรียมได้
โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 113 ชีววิทยา (อ.อําพล)
บทที่ 13 วิวฒั นาการ
การเปลี่ยนแปลงของสง่ิ มีชวี ติ ทีม่ ลี กั ษณะเปล่ียนไปจากบรรพบุรุษและสามารถถ่ายทอดลักษณะไปยังรนุ่
ต่อไป ทาํ ให้ลกู หลานทเ่ี กิดขนึ้ มีลักษณะแตกต่างจากบรรพบุรุษและลกู ทค่ี ดั เลอื กให้มีชวี ติ อยูร่ อดในสภาพแวดล้อม
ที่ตา่ งกันในระยะเวลาที่ยาวนาน เรยี กการเปลีย่ นแปลงของสิ่งมีชวี ิตนี้ว่า วิวัฒนาการ (Evolution)
หลักฐานทบ่ี ง่ บอกถึงวิวัฒนาการของสิ่งมชี ีวติ
หลักฐานซากดกึ ดําบรรพข์ องส่งิ มชี วี ิต
ซากดึกดําบรรพใ์ นชั้นหินต่างๆ
ช้ันหนิ อายุนอ้ ย
ระยะเวลา
ชน้ั หนิ อายุมาก
ในการศึกษาวิวัฒนาการโดยอาศยั หลกั ฐานจากซากดกึ ดําบรรพน์ ้ัน ซากดึกดําบรรพจ์ ะต้องอยใู่ น
สภาพทสี่ มบรณู พ์ อสมควรจงึ จะสามารถอธบิ ายเกย่ี วกับววิ ฒั นาการของส่ิงมชี วี ติ นัน้ ๆ ได้ ดังตวั อย่างซากดกึ ดํา-
บรรพข์ องมา้ ที่พบในชว่ งเวลาตา่ งๆ ทําให้นกั วิทยาศาสตรส์ ามารถอธิบายเกี่ยวกบั วิวฒั นาการของมา้ จากอดตี ถึง
ปัจจุบนั ได้ ดังภาพ
หลักฐานกายวิภาคเปรยี บเทียบ
การศึกษาเปรยี บเทยี บของโครงสร้างตา่ งๆ ในตวั เต็มวยั กาํ เนดิ หน้าท่ี และการทาํ งานของกล่มุ ส่งิ มีชวี ิต
ต่างๆ ไดแ้ ก่ Homologous structure และ Analogous structure
ชีววทิ ยา (อ.อําพล) 114 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29
Homologous structure
โครงสร้างมาจากจุดกําเนิดเดียวกนั แต่ทําหนา้ ที่ตา่ งกนั
Analogous structure
โครงสรา้ งของสงิ่ มชี ีวติ ทมี่ าจากจดุ กาํ เนดิ ต่างกนั แต่ทาํ หน้าท่เี หมอื นกัน
ปกี แมลง ปีกนก
กายวภิ าคเปรียบเทียบของปีกแมลงและปกี นก
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 115 ชีววิทยา (อ.อาํ พล)
หลักฐานจากคัพภะวทิ ยาเปรียบเทียบ
ในบางกรณที ไ่ี มส่ ามารถ ศึกษากายวิภาคเปรยี บเทียบในระยะตวั เตม็ วยั ได้ แตเ่ ม่ือศึกษาการเจรญิ เติบโต
ในระยะเอม็ บริโอแลว้ พบวา่ ใช้เปน็ หลกั ฐานสนับสนนุ การเกิดววิ ัฒนาการของส่งิ มชี วี ติ ได้
FISH RABBIT GORILLA
ภาพแสดการเจริญเตบิ โตในระยะต่างๆ ของสัตว์มีกระดูสนั หลัง
หลกั ฐานด้านชวี วิทยาระดบั โมเลกุล
การศกึ ษาดเี อน็ เอ ลําดับเบสและกรดอะมิโนของสิง่ มีชีวติ
หลกั ฐานทางชวี ภมู ิศาสตร์
ภมู ิอากาศและภมู ปิ ระเทศเปน็ ตัวกําหนดทท่ี าํ ให้ มกี ารกระจายของพชื และสตั วแ์ ตกต่างกันไปโดยอย่กู บั
ความเหมาะสมของสภาพแวดลอ้ มนนั้ ๆ สิง่ กดี ขวางตา่ งๆ
ทฤษฎวี ิวัฒนาการ คือ แนวคดิ ของนักวทิ ยาศาสตร์ท่ีพยายามจะอธบิ ายวา่ ววิ ัฒนาการมีจรงิ และเกิดขึ้น
ไดอ้ ย่างไรโดยอาศัยหลกั ฐานทางดา้ นต่างๆ ประกอบและยนื ยันแนวโนม้ ของวิวฒั นาการมีดงั นี้
1. เปน็ การเปล่ียนแปลงทไ่ี ปข้างหน้าไม่ย้อนกลับ มีแนวโน้มการเปล่ียนแปลงจากแบบง่ายๆ เป็นซับซ้อน
จากแบบโบราณเปน็ แบบก้าวหนา้ และจากแบบทวั่ ไปเปน็ แบบจาํ เพาะเจาะจง เช่น การลดจํานวนของกระดูกกน้ กบ
หรอื การเชอื่ มของ กลีบดอกเป็นตน้
2. ลักษณะทางพนั ธกุ รรมทีไ่ มเ่ หมาะสมกบั สภาพแวดล้อมจะถูกกําจดั หรอื สูญหายไป
ทฤษฎีวิวัฒนาการของนักวิทยาศาสตรท์ สี่ าํ คญั ๆ ได้แก่
1. ทฤษฏขี องลามารค์ (Jean Lamarck)
2. ทฤษฎีของ ชาร์ลส์ ดารว์ ิน ( Charles Darwin)
3. ทฤษฏีของดาร์วิน และ วอลเลช (Alfred Russel Wallace)
ชีววทิ ยา (อ.อําพล) 116 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29
กฎแหง่ การใช้ และไม่ใช้ (Law of use and disuse)
Keeps stretching and
neck to reach stretching
leaves higher
Original up on tree
short-necked
ancestor
ทฤษฎีการคดั เลือกโดยธรรมชาติ (Theory of natural selection)
Originally the necks of giraffes were not long. Occasionally. however. some
exceptional giraffes had necks just a bit longer than the average ones.
Those that had even a slightly longer neck survived by winning in
the struggle for existence.
Generations and generations of those giraffes that had even a slightly
longer neck than the others survived. That's what brought about today's
long-necked giraffes.
Flgures from Ueda and Suzuki 1974, 372.
Explanatory text from Suzuki and Morl 1987. 466.
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 117 ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล)
พนั ธศุ าสตรป์ ระชากร
ประชากร หมายถึง กล่มุ ของส่งิ มชี ีวติ ทอี่ าศยั อยู่รวมกนั ในพืน้ ทหี่ นึ่งๆ โดยสมาชิกในประชากรของ
ส่งิ มีชวี ติ นั้นสามารถสืบพันธุ์ระหว่างกนั ได้และใหล้ ูกทีไ่ มเ่ ปน็ หมัน ในประชากรหนงึ่ ๆ จะประกอบดว้ ยสมาชกิ ท่มี ี
ยนี ควบคมุ ลักษณะต่างๆ จาํ นวนมาก ยนี ทั้งหมดทีม่ ีอย่ใู นประชากรในช่วงเวลาหนง่ึ เรียกว่า ยีนพูล (Genepool)
ซง่ึ ประกอบดว้ ยแอลลีล (Allele) ทุกแอลลลี จากทกุ ยนี ของสมาชิกทกุ ตวั ในประชากรนั้นดงั น้นั พนั ธศุ าสตรป์ ระชากร
เป็นการศึกษาเกย่ี วกบั การเปล่ยี นแปลงความถ่ีของยนี (Gene Frequency) หรอื การเปล่ยี นแปลงความถขี่ อง
แอลลลี (Allele Frequency) ทีเ่ ป็นองค์ประกอบทางพนั ธกุ รรมของประชากร และปัจจัยท่ที าํ ใหค้ วามถีข่ อง
แอลลลี เปลี่ยนแปลง
ทฤษฎขี องฮารด์ -ี ไวนเ์ บริ ก์
p+q = 1
[p(A) + q(a)]2 = p2(AA) + 2pq(Aa) + q2(aa)
Genotype AA จะมีอัตราสว่ น = p2
Genotype Aa จะมอี ัตราส่วน = 2pq
Genotype aa จะมอี ตั ราส่วน = q2
Founder effect
Bottleneck effect
ชีววทิ ยา (อ.อําพล) 118 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29
Human evolution
Present Chimpanzee Homo sapiens Homo
1 neanderthaiensis
2
3 Homo erectus
4
5 Paranthropus Paranthropus Homo habilis
robustus boisei
Millions of years ago Paranthropus Australopithecus
aethiopicus garhi
Australopithecus
africanus
Australopithecus Australopithecus africanus
ramidus Australopithecus anamensis
6 Hominin ancesror
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 119 ชวี วิทยา (อ.อาํ พล)
ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชวี ภาพ
บทที่ 14 ความหลากหลายทางชีวภาพ
ความหลากหลายทางชวี ภาพ คือ ความหลากหลายของสิ่งมชี ีวติ ชนิดต่างๆ ในการดาํ รงชวี ิตอยใู่ นแหลง่
ทอี่ ยูอ่ าศัยเดยี วกนั หรอื แตกต่างกนั ซึ่งส่ิงมีชีวติ ต่างชนิดกนั จะมคี วามแตกตา่ งกนั ทั้งในดา้ นชนิดและจาํ นวนหรือ
แมเ้ ปน็ ส่งิ มีชีวติ ชนดิ เดยี วกันกอ็ าจมีความแตกตา่ งหลากหลายได้เช่นกนั
ความหลากหลายทางชีวภาพแบ่งออกเปน็ 3 ประเภท ดังนี้
ระดบั ของความหลากหลายทางชวี ภาพ
ความหลากหลายทางพนั ธกุ รรม ความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ ความหลากหลายทางระบบนิเวศ
(Genetic Diversity) (Species Diversity) (Ecological Diversity)
แผนผังแสดงความหลากหลายทางชีวภาพ
1. ความหลากหลายทางพนั ธกุ รรม (Genetic Diversity)
ความหลากหลายทางพนั ธุกรรมทส่ี ง่ิ มีชวี ิตแตล่ ะชวี ิตไดร้ ับการถ่ายทอดมาจากรุ่นพ่อแม่และส่งต่อไป
ยังรุ่นต่อไป เช่น ลักษณะความหลากหลายของลวดลายและสีของเปลือกหอยทาก ลักษณะทางพันธุกรรมที่
ได้รับการถา่ ยทอดนน้ั ผา่ นทางยีน (Genes) ทีม่ ีอยู่ในส่ิงมชี ีวติ แตล่ ะชนดิ ซ่งึ ส่งผลให้ส่ิงมีชีวิตชนิดเดียวกันอาจมี
ลักษณะที่คล้ายคลึงกันหรือแตกต่างกันไปตาม Gene ที่ได้รับการถ่ายทอดมา ความหลากหลายทางพันธุกรรม
ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ ความแตกต่างระหว่างพันธ์ุพืชและสัตว์ต่างๆ ท่ีใช้ในการเกษตร ความแตกต่าง
หลากหลายระหว่างสายพันธ์ุ ทําให้เกษตรกรสามารถเลือกปลูกข้าวพันธุ์ต่างๆ ตามท่ีต้องการได้ หากไม่มีความ
หลากหลายของสายพันธุ์ต่างๆ แล้ว ทุกพ้ืนที่ในประเทศไทยอาจต้องบริโภคข้าวเจ้าอย่างเดียวก็เป็นได้ ความ
แตกต่างที่มีอยู่ในสายพันธุ์ต่างๆ ยังช่วยให้เกษตรกรสามารถเลือกสายพันธุ์ปศุสัตว์ เพื่อให้เหมาะสมตามความ
ต้องการของตลาดได้ เช่น วัวพันธน์ุ ม และวัวพนั ธ์ุเนื้อ เป็นตน้
ภาพแสดงถงึ ความหลากหลายทางพันธุกรรมของพรกิ สายพันธ์ตุ ่างๆ
ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล) 120 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29
2. ความหลากหลายทางชนดิ พันธุ์ (Species Diversity)
ความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ หมายถึง จาํ นวนชนิดและจํานวนหน่วยส่ิงมีชวี ติ ทเี่ ป็นสมาชิกของ
แตล่ ะชนดิ ที่มอี ยใู่ นแหล่งทอี่ ยอู่ าศัยในประชากรน้นั ๆ ความหลากหลายทางชนดิ พนั ธ์ุ สามารถพบเหน็ ได้โดยทว่ั ไป
ถึงความแตกตา่ งระหวา่ งพืชและสตั ว์แตล่ ะชนิด ไม่ว่าจะเป็นสัตวท์ อ่ี ยใู่ กล้ตัว เชน่ สนุ ัข แมว จ้ิงจก เปน็ ตน้ หรอื
สิง่ มีชีวติ ทอี่ าศัยอย่ใู นป่าตา่ งๆ เช่น เสือ กวาง หมี เป็นต้น ปัจจุบนั นักวิทยาศาสตรเ์ ช่ือวา่ สิง่ มีชวี ิตทง้ั หมดท่ี
วิวฒั นาการอยู่บนโลกนใ้ี นปจั จุบันมจี ํานวนชนิดอยู่ระหว่าง 2-30 ล้านชนิด
ภาพแสดงถึงความหลากหลายทางชนิดพันธุ์
3. ความหลากหลายทางระบบนิเวศหรอื แหล่งท่ีอยอู่ าศัย (Ecological Diversity)
ความซับซ้อนของลกั ษณะพน้ื ท่ที แี่ ตกต่างกนั ในแต่ละภูมิภาคของโลก เม่ือประกอบกับสภาพภูมิอากาศ
ลักษณะภมู ปิ ระเทศทาํ ให้เกิดระบบนิเวศหรอื ถ่ินทีอ่ ยู่อาศยั ของสง่ิ มีชีวติ ท่ีแตกต่างกัน การที่สามารถพบสิ่งมีชีวิต
อาศัยอยู่ในแต่ละพ้ืนท่ีได้โดยผ่านการคัดเลือกตามธรรมชาติ ตามกระบวนการวิวัฒนาการของส่ิงมีชีวิต
ความหลากหลายทางนิเวศวทิ ยา ประกอบด้วยความหลากหลาย 3 ประเด็น คือ
3.1 ความหลากหลายของถ่ินตามธรรมชาติ (Habitat Diversity) ในแตล่ ะบรเิ วณที่อยู่อาศัยของ
สง่ิ มชี ีวิตชนิดตา่ งๆ ที่แตกต่างกนั ไป บริเวณใดทม่ี ีความหลากหลายของแหลง่ ท่อี ย่อู าศยั บริเวณนั้นจะมชี นิดของ
สิ่งมชี ีวิตทหี่ ลากหลายเชน่ เดยี วกนั โดยทั่วไปทใ่ี ดมีถิ่นกําเนิดตามธรรมชาตหิ ลากหลายจะมีสง่ิ มีชีวติ หลากหลาย
ตามไปดว้ ย เช่น ภาคใต้ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
3.2 ความหลากหลายของการทดแทน (Successional Diversity) เมื่อสิ่งมีชีวิตเริ่มพัฒนาข้ึนใน
พนื้ ท่ีท่ีไม่เคยมีสิ่งมชี วี ติ เกิดขึ้นมาก่อน และพฒั นาขึ้นเป็นชุมชนส่ิงมีชีวิตสมบูรณ์ (Climax Stage) เมื่อเกิดการบุกรุก
หรือการทําลายระบบนเิ วศลงไป เชน่ พายุ ไฟปา่ การตัดไมท้ ําลายป่า การล่าสัตว์ การเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ ฯลฯ
ก็จะทําให้ระบบนิเวศเกิดการเสียหาย หรือถูกทําลาย แต่ธรรมชาติก็สามารถจะมีการทดแทนทางนิเวศ
(Ecological Succession) ของส่ิงมีชีวิตใหม่ข้ึนมาแทนที่ได้ ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยที่เอื้อต่อการดํารงชีวิต เช่น
อาหาร นํ้า แสง ความช้ืน อุณหภูมิ ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ฯลฯ เปล่ียนไป การทดแทนทางด้านสังคมท่ีเกิดข้ึน
มาใหม่น้ีเรียกว่า การทดแทนลําดับสอง (Secondary Succession) เช่น ในป่ามีการทดแทนของสังคมพืช
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 121 ชวี วิทยา (อ.อาํ พล)
ป่าถกู ทาํ ลายเป็นที่โลง่ ไม้พุ่ม ป่าสมบูรณ์ เรยี กอกี อยา่ งวา่ “การทดแทนทางนิเวศวิทยาซ่ึงจะช่วยรกั ษาความ
หลากหลายของสิ่งมชี วี ติ ”
3.3 ความหลากหลายของภูมปิ ระเทศ/ภมู ิทัศน์ (Landscape Diversity) พ้นื ผิวโลกประกอบดว้ ย
ภมู ิประเทศและภูมิอากาศทีแ่ ตกตา่ งกัน หากแบง่ ตามลกั ษณะภูมิอากาศสามารถแบง่ ได้เป็น 4 เขตใหญๆ่ คอื
-23°C 90°N North Pole
-7°C Polar zone 66.5°N Arctic Circle
UNSGLI +24°C Temperate Zone 23.5°N Tropic of Cancer
+26°C Tropical Zone 0° Equator
Tropical Zone 23.5°S Tropic of Capricorn
H +22°C
T Temperate Zone
-33°C Polar zone 66.5°S Antarctic Circle
90°S South Pole
แผนภาพแสดงลักษณะภูมอิ ากาศสามารถแบ่งไดเ้ ปน็ 4 เขต
3.3.1 เขตร้อนชน้ื แถบศนู ย์สูตร หรือเขตรอ้ น (Tropical Zone) เป็นเขตทม่ี ีความสาํ คญั
อยา่ งยงิ่ ในเร่ืองความหลากหลายทางชีวภาพ เชน่ ป่าแอมะซอน ประเทศบราซิล เปน็ พืน้ ทท่ี ่มี ีความหลากหลาย
ของพนั ธ์พุ ชื และ พนั ธส์ุ ัตว์สงู มาก
3.3.2 เขตอบอุ่น (Temperate Zone) เปน็ เขตที่พบความหลากหลายทางชวี ภาพรองลงมา
จากเขตร้อน
3.3.3 เขตหนาวแบบทุนดรา (Tundra Zone) เป็นบรเิ วณท่มี ีความหลากหลายทางชีวภาพ
น้อยมาก
3.3.4 เขตหนาวขว้ั โลก (Pole) เปน็ พนื้ ท่ีทไ่ี ม่มสี ิ่งมชี ีวิตอาศัยอยู่เลย เพราะสภาพพ้นื ทม่ี แี ต่
ภูเขานา้ํ แขง็
อนุกรมวธิ าน (Taxonomy หรือ Systematics) ซง่ึ จะศึกษาในด้านตา่ งๆ 3 ลกั ษณะ ได้แก่
1. การจดั จําแนกสงิ่ มีชีวติ ออกเป็นหมวดหมู่ในลาํ ดับข้นั ต่างๆ (Classification)
2. การตรวจสอบหาชอื่ วทิ ยาศาสตร์ทถ่ี กู ต้องของส่ิงมีชวี ติ (Identification)
3. การกําหนดชือ่ ท่ีเป็นสากลของหมวดหมู่และชนิดของสิง่ มชี วี ติ (Nomenclature)
ชีววิทยา (อ.อําพล) 122 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
1. การจัดหมวดหม่ขู องสิง่ มีชีวติ (Classification)
ภาพแสดงการจัดหมวดหมขู่ องสง่ิ มีชวี ติ
การจดั จาํ แนกแบบ Domain โดยมีการจําแนกสง่ิ มชี วี ิตออกเปน็ 3 โดเมน ไดแ้ ก่
1. Archaea (แบคทีเรียโบราณ)
2. Bacteria/Eubacteria
3. Eukarya/Eukaryota
สปีชสี ์ (Species) คือ กลุม่ สง่ิ มีชวี ติ ชนิดเดียวกนั สามารถผสมพนั ธุ์กันแลว้ ได้ลูกที่ไม่เป็นหมัน
สง่ิ มีชวี ติ แบง่ ออกเป็น 5 อาณาจักร ตามลกั ษณะรว่ มภายนอกเซลลแ์ ละภายในเซลล์ ดังนี้
1. อาณาจกั รมอเนอรา (Monera Kingdom)
2. อาณาจักรโพรทสิ ตา (Protista Kingdom)
3. อาณาจกั รฟังไจ (Fungi Kingdom)
4. อาณาจกั รพชื (Plantae Kingdom)
5. อาณาจกั รสตั ว์ (Animalia Kingdom)
โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 123 ชีววทิ ยา (อ.อําพล)
แผนภาพแสดงการจัดจําแนกสิง่ มีชวี ิตเปน็ 5 อาณาจักร
ตารางเปรียบเทยี บลกั ษณะของสงิ่ มีชวี ติ 5 อาณาจกั ร
ประเด็นในการพจิ ารณา มอเนอรา โพรทิสตา อาณาจกั ร พชื สตั ว์
1. ไรโบโซม 9 9 ฟังไจ 9 9
2. นิวเคลยี ส 8 9 (เหด็ รา ยีสต์) 9 9
3. ผนังเซลล์ 9 9 9 2
4. ดเี อน็ เอ 9 9 3 9 9
5. สิ่งมีชวี ิตสว่ นใหญ่ 3
9 3 8 8
มีเซลล์เดยี ว 3
6. สงั เคราะห์ดว้ ยแสงได้ 9 9 8
7. คลอโรพลาสต/์ คลอโรฟลิ ล์ 8 98 9 8
98
98
หมายเหตุ 9 = มีออร์แกเนลล์/โครงสรา้ ง
8 = ไมม่ ีออรแ์ กเนลล์/โครงสร้าง
ชวี วิทยา (อ.อําพล) รายละเอียดเกี่ยวกบั สิ่งมีชีวติ แตอ่ าณาจักร นักเรียนสามารถศกึ ษา
เพมิ่ ในแหลง่ เรียนร้ตู า่ งๆ
124 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
2. การตรวจสอบหาชอ่ื วิทยาศาสตร์ (Identification) ใช้ไดโคโตมสั คยี ์ (Dichotomous Key)
การใชห้ ลักการตรวจสอบหาชอื่ โดยพจิ ารณาทีละ 2 ลักษณะ
Dichotomous Key For Leaves
1. a. Needle leaves go to 2
b. Non-needle leaves go to 3
2. a. Needles are clustered Pine
b. Needles are in singlets Spruce
3. a. Simple leaves (single leaf) go to 4
b. Compound leaves (made of “leaflets”) go to 7
4. a. Smooth edged go to 5
b. Jagged edge go to 6
5. a. Leaf edge is smooth Magnolia
b. Leaf edge is lobed White Oak
6. a. Leaf edge is small and tooth-like Elm
b. Leaf edge is large and thorny Holly
7. a. Leaflets attached at one single point Chestnut
b. Leaflets attached at multiple points Walnut
ภาพแสดงตวั อย่างไดโคโตมสั คยี ใ์ นการตรวจสอบหาชือ่ กลุ่มของพชื จากการใช้ลกั ษณะของใบ
1a. organism with two or four functional legs... go to 2
1b. organism without two or four legs.............. go to 3
2a. organism without wings............................. Canis familiaris ............house sparrow
3a. organism is unicellular.............................. go to 4
3b. organism is multiceltural ........................... go to 5
4a. organism swims freely in water.................. Balantidium sp.............balantidium.
4b. organism anchored to substrate ................ Stentor sp....................stentor
5a. organism is heterotrophic.......................... go to 6
5b. organism is autotrophic............................. go to 7
6a. organism lives in oceans........................... Monodon monoceros....narwhal
6b. organism lives on land .............................. Ophiophagus hannah...king cobra
7a. organism is a tree..................................... Pinus ponderosa..........ponderosa pine
7b. organism is an herb.................................. Taraxicum officinale.....dandelion
ภาพแสดงตัวอยา่ งไดโคโตมัสคีย์ในการตรวจสอบหาช่ือกลมุ่ ของส่งิ มชี ีวิตจากการใช้ลักษณะทางกายภาพ
โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29 125 ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล)
3. การต้ังชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ (Nomenclature) ใชภ้ าษาละตินเทา่ น้นั ตามระบบการตง้ั ชือ่ แบบทวินาม
(Binomial Nomenclature) ช่ือแบ่งออกเปน็ 2 สว่ น คอื สว่ นหน้าและสว่ นหลงั ส่วนหน้า คอื Genus หรอื
Generic Name ส่วนหลัง คอื Specific Epithet (ไมใ่ ช่ Species) ท้ังสองคํารวมกนั จงึ จะเรยี กว่า Species
หลกั การเขียนมี 2 แบบใหญๆ่ ดังน้ี
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ของแมวบ้าน
1. Felis catus (ตวั เอียง)
2. Felis catus (ตวั ตรงขดี เสน้ ใต)้
โดยเลอื กเขียนแบบใดแบบหนง่ึ
ไวรัส (Virus) ไมม่ ีลกั ษณะเป็นเซลล์ เนอ่ื งจากไมม่ เี ย่อื หุม้ เซลล์ ไซโทพลาซึม และไรโบโซม แต่เปน็
อนภุ าคทปี่ ระกอบด้วยโปรตนี ซ่ึงห่อหมุ้ สารพนั ธุกรรมเอาไว้ ไวรสั มขี นาดเล็กมาก ซ่งึ เราจะมองเห็นได้
โดยใช้กล้องจลุ ทรรศน์อเิ ล็กตรอนเท่านั้น ไวรัสสามารถเพิ่มจาํ นวนตวั เองไดเ้ มอื่ เข้าไปอยใู่ นเซลล์หรือรา่ งกาย
ของสง่ิ มีชีวิต ชนดิ อน่ื ดังนนั้ ในสภาวะดังกล่าวจงึ ถอื วา่ ไวรสั เป็นสิง่ มีชีวติ ในทางตรงกันขา้ ม ถา้ ไวรัส
ไม่ไดอ้ ยภู่ ายในเซลล์หรอื ร่างกายของสง่ิ มชี ีวิตชนดิ อื่น ไวรสั ก็ไมส่ ามารถเพมิ่ จํานวนตวั เองได้ ดังนน้ั ใน
สภาวะเช่นนจี้ ะถอื ว่าไวรัสไมใ่ ชส่ ิ่งมีชวี ติ
ภาพแสดงตวั อย่างและโครงสร้างของไวรัส
ชีววิทยา (อ.อาํ พล) 126 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29
บทที่ 15 ระบบนเิ วศ
นิเวศวทิ ยา (Ecology) หมายถงึ ศาสตรท์ ่ศี กึ ษาถึงความสัมพันธร์ ะหวา่ งสิ่งมีชีวติ กับสงิ่ มชี ีวิต และศกึ ษา
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสิ่งมชี ีวิตกบั สิง่ แวดล้อม ณ แหล่งที่อยู่แหล่งใดแหลง่ หนง่ึ เวลาใดเวลาหน่ึง
ระบบนเิ วศ (Ecosystem) หมายถึง หนว่ ยของความสมั พันธร์ ะหวา่ งส่งิ มีชวี ติ กับสงิ่ มีชีวติ และศกึ ษา
ความสมั พนั ธ์ระหว่างสง่ิ มีชวี ิตกับสิ่งแวดลอ้ ม ณ แหลง่ ทอี่ ย่แู หล่งใดแหล่งหนง่ึ เวลาใดเวลาหน่งึ
ภาพแสดงการจัดระบบของสง่ิ มชี ีวติ (Organization of Life)
องคป์ ระกอบของระบบนิเวศ
ในระบบนิเวศหนึง่ ๆ จะประกอบดว้ ย 2 ส่วนใหญๆ่ คอื
1) องค์ประกอบที่ไมม่ ีชวี ิต (Abiotic Component) ไดแ้ ก่
1. อนนิ ทรียสาร (Inorganic Substance) ประกอบด้วยสารอนนิ ทรยี ต์ ่างๆ และแร่ธาตุ เชน่
คารบ์ อน (C), ออกซเิ จน (O), ไนโตรเจน (N), นํา้ (H2O) และคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) เปน็ ต้น
2. อนิ ทรยี สาร (Organic Substance) สารอินทรยี ท์ ี่จําเป็นต่อสิง่ มีชวี ติ เชน่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต
ไขมนั และซากสิ่งมชี ีวติ เนา่ เปอ่ื ยทับถมกนั ในดิน (humus / ฮิวมสั ) เป็นตน้
ท้งั นีร้ วมถงึ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ เช่น อณุ หภมู ิ แสง อากาศ ความช้นื ความเป็นกรด-เบส เปน็ ตน้
2) องค์ประกอบทม่ี ีชวี ิต (Biotic Component) แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังน้ี
1. ผู้ผลิต (Producer) หมายถึง สิ่งมีชีวิตท่ีสามารถนาํ พลังงานจากแสงอาทิตย์มาสังเคราะห์อาหาร
ขนึ้ เองได้ (Autotroph) ดว้ ยกระบวนการที่เรียกวา่ การสังเคราะห์ดว้ ยแสง (Photosynthesis) จากสารทม่ี ีอยู่
ตามธรรมชาติ ได้แก่ พืช แบคทีเรยี บางชนิด (สาหร่ายสีเขยี วแกมน้ําเงิน) สาหร่ายสีเขยี ว แพลงกต์ อนพชื
โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 127 ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล)
ภาพแสดงสง่ิ มีชีวิตท่ีสามารถสงั เคราะหด์ ้วยแสงได้ (อาณาจักรมอเนอรา)
Trick นดิ นงึ ไม่ไดม้ เี ฉพาะพชื นะครับ แบคทเี รียบางชนดิ (สาหร่ายสเี ขยี วแกมนํา้ เงนิ )
จดั อย่ใู นอาณาจกั รมอเนอรา สาหร่ายสเี ขยี ว จดั อยใู่ นอาณาจกั รโพรทสิ ตา
2. ผู้บริโภค (Consumer) หมายถึง ส่ิงมชี ีวติ ท่ีไม่สามารถสร้างอาหารไดเ้ อง (Heterothroph) จงึ
จาํ เป็นต้องไดร้ บั อาหารโดยการกินสง่ิ มชี ีวิตอน่ื ได้แก่
• ผบู้ ริโภคพชื (Herbivore) คอื สง่ิ มีชวี ิตทกี่ นิ พชื เป็นอาหาร เช่น ชา้ ง ม้า โค กระต่าย เปน็ ต้น
• ผบู้ รโิ ภคสตั ว์ (Carnivore) คอื สง่ิ มีชวี ติ ทก่ี นิ สตั ว์เป็นอาหาร เช่น เสอื สงิ โต จระเข้ จ้งิ จก
นกเหยีย่ ว เปน็ ตน้
• ผู้บริโภคที่กินทง้ั พืช และสัตว์ (Omnivore) เชน่ มนษุ ย์ ไก่ นก แมว สุนัข สกุ ร เป็ด
นกเปด็ นํา้ เป็นตน้
• ผบู้ รโิ ภคซากอนิ ทรีย์ (Detritivore) เชน่ ไสเ้ ดอื น กงิ้ กอื ถ้ากนิ แต่ซากสตั ว์ เรยี กวา่
“Scavenger” เช่น นกแรง้
3. ผู้ย่อยสลาย (Decomposer) คือ สง่ิ มชี ีวติ ท่ไี มส่ ามารถสร้างอาหารได้เอง แตจ่ ะรบั สารอาหาร
โดยการผลิตเอนไซมอ์ อกมายอ่ ยสลายซากของสิ่งมชี ีวิตให้เป็นสารโมเลกลุ เล็กแลว้ จึงดูดซึมไปใช้ เชน่ ฟงั ไจ
แบคทีเรีย
ชีววิทยา (อ.อาํ พล) 128 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
ภาพแสดงเหด็ ทาํ หนา้ ท่ีเป็นผู้ยอ่ ยสลายโดยการปลอ่ ยเอนไซมอ์ อกมาย่อยสลายซากขอนไม้
ประเภทของระบบนิเวศ
จําแนกประเภทของระบบนิเวศไดด้ ังนี้
1) ระบบนิเวศธรรมชาติ และใกล้ธรรมชาติ (Natural and Seminatural Ecosystems) : เป็นระบบนิเวศ
ที่ต้องพงึ่ พลงั งานจากดวงอาทิตย์ แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภทใหญ่ คือ ระบบนิเวศบนบก และระบบนิเวศทางน้าํ
1. ระบบนเิ วศบนบก (Terrestrial Ecosystems) : เป็นระบบนิเวศทปี่ รากฏอยบู่ นพน้ื ดนิ
ซง่ึ แตกตา่ งกนั ไป โดยใช้ลักษณะเดน่ ของพชื เป็นหลัก โดยความแตกต่างของระบบนเิ วศข้นึ อยู่กบั อณุ หภูมิ และ
ปรมิ าณน้าํ ฝน
1.1 ระบบนเิ วศปา่ ไม้ (Forest Ecosystems) : เป็นระบบนเิ วศทพี่ ้นื ท่ีสว่ นใหญ่ปกคลมุ ไปดว้ ย
ป่าไม้
1.2 ระบบนิเวศทงุ่ หญา้ (Grassland Ecosystems) : เปน็ ระบบนิเวศท่พี ืชตระกูลหญ้าเปน็ พชื เดน่
1.3 ระบบนิเวศทะเลทราย (Desert Ecosystems) : เป็นพื้นทที่ ี่มีปริมาณฝนตกนอ้ ย
ภาพแสดงระบบนิเวศปา่ ไม้ (Forest Ecosystems) : ปา่ ดงดบิ
โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 129 ชีววิทยา (อ.อําพล)
2. ระบบนเิ วศทางนํา้ (Aquatic Ecosystems) : เป็นระบบนเิ วศในแหลง่ นาํ้ ต่างๆ ของโลก
มีโครงสร้างหลัก คอื น้ํา
2.1 ระบบนเิ วศนาํ้ จดื (Fresh water Ecosystems) : เป็นระบบนเิ วศทม่ี ีนา้ํ จืดเป็นองคป์ ระกอบ
หลัก
2.2 ระบบนเิ วศน้าํ กรอ่ ย (Estuarine Ecosystems) : ระบบนเิ วศท่ีเกดิ ขนึ้ ระหว่างรอยต่อ น้ําจดื
กับนํา้ เค็มมกั เปน็ บรเิ วณทเ่ี ป็นปากแมน่ า้ํ ตา่ งๆ จะมีตะกอนมากจึงมปี า่ ไม้กลุ่มป่าชายเลนข้ึน แตบ่ างพนื้ ท่ีอาจ
เปน็ แหลง่ นํา้ ขนาดใหญ่ เชน่ ทะเลสาบสงขลาตอนกลางมลี กั ษณะเปน็ ทะเลสาบน้ํากรอ่ ยมีพชื นาํ้ สลบั ปา่ โกงกาง
2.3 ระบบนิเวศนํ้าเคม็ (Marine Ecosystems) : ระบบนิเวศที่มนี ้ําเปน็ นาํ้ เคม็ มที ง้ั ทเ่ี ปน็ ทะเล
ปิด และทะเลเปดิ เนื่องจากเป็นหว้ งนํ้าขนาดใหญ่
ภาพแสดงระบบนิเวศน้าํ เคม็ (Marine Ecosystems)
2) ระบบนเิ วศทมี่ นุษยส์ ร้างขึน้
1. ระบบนิเวศเมือง และอตุ สาหกรรม (Urbanindustrial Ecosystems) : เป็นระบบท่มี นุษยส์ ร้าง
ข้ึนมาใหม่ และจาํ เปน็ ต้องพึ่งแหล่งพลังงานเพ่ิมเติม อาทิ น้ํามนั เชอื้ เพลิง พลังงานนวิ เคลียร์ ยกตัวอยา่ งระบบ
นเิ วศ เชน่ ระบบนเิ วศชมุ ชนเมอื ง นิคมอตุ สาหกรรม เป็นตน้
2. ระบบนเิ วศเกษตร (Agricultural Ecosystems) : เปน็ ระบบนิเวศทม่ี นุษย์ปรับปรงุ เปลยี่ นแปลง
ระบบนิเวศทางธรรมชาติขน้ึ มาใหม่ ยกตวั อยา่ งระบบนเิ วศ เชน่ แหล่งเกษตรกรรม ตู้ปลา อา่ งเลยี้ งปลา
เปน็ ตน้
ชีววิทยา (อ.อาํ พล) 130 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29
ชวี ภูมภิ าคหรือไบโอม (Biomes)
ขอบเขตหรือบรเิ วณของสงั คมสง่ิ มีชวี ิตขนาดใหญ่ ซึ่งมีลกั ษณะจําเพาะของลกั ษณะของส่งิ มีชีวิต รวมทั้ง
ลกั ษณะของภมู ปิ ระเทศ และภมู อิ ากาศของแหล่งที่อยอู่ าศัยและองค์ประกอบของระบบนิเวศ
ป่าดบิ ช้ืน ป่าผลดั ใบในเขตอบอุ่น ป่าสน
(Tropical rain forest) (Temperate deciduous forest) (Coniferous forest)
9 ใกลเ้ ขตเสน้ ศนู ยส์ ตู รของโลก 9 ปรมิ าณความช้ืนเพียงพอ 9 ภูมิอากาศมีฤดูหนาวค่อนข้าง
9 ภมู อิ ากาศร้อนและชื้น มฝี นตก 9 อากาศค่อนขา้ งเย็น ในป่าชนิดน้ี นาน อากาศเย็นและแห้ง พืช
ตลอดปี จําพวกสน
9 ป่าที่มีความอดุ มสมบรู ณ์สงู มาก และต้นไมจ้ ะทิ้งใบหรือผลดั ใบก่อน
ฤดูหนาว
ทุง่ หญา้ เขตอบอุ่น
(Temperate grassland)
9 เหมาะสาํ หรับการทาํ กสิกรและ
ปศุสตั ว์
9 ดินมคี วามอุดมสมบรู ณ์สูงมหี ญ้า
นานาชนิดขน้ึ อยู่
สะวันนา ทะเลทราย ทุนดรา
(Savanna) (Desert) (Tundra)
9 ภูมิอากาศร้อน พืชทข่ี น้ึ สว่ นใหญ่ 9 ปรมิ าณฝนตกเฉลี่ยน้อยกวา่ 25 9 ฤดหู นาวคอ่ นขา้ งยาวนาน ฤดรู อ้ น
เป็นหญ้าและมตี น้ ไมก้ ระจายเปน็ เซนตเิ มตรตอ่ ปี ช่วงสั้น ชั้นของดินท่ีอยู่ต่ํากว่า
หย่อมๆ ในฤดูรอ้ นมักเกดิ ไฟป่า 9 พืชที่พบในไบโอมทะเลทรายน้ีมี จากผิวดินชั้นบนลงไปจะจับตัว
การป้องกันการสูญเสียน้ํา โดยใบ เปน็ นํ้าแข็งถาวร
ลดรูปเป็นหนาม ลําต้นอวบเก็บ 9 พบพืชและสัตว์อาศัยอยู่น้อย
สะสมนํา้ นอกจากน้ยี งั พบสงิ่ มชี วี ิตชัน้ ตาํ่
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 131 ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล)
ภาพแสดงแผนทช่ี วี ภูมิภาคหรอื ไบโอม (Biomes)
ความสมั พนั ธใ์ นระบบนิเวศ
ในสภาพแวดล้อมของแหล่งที่อยตู่ ่างๆ จะมอี ทิ ธิพลกอ่ ให้เกิดความสัมพันธก์ บั ส่งิ มชี วี ติ แบ่งออกเป็น 2
ประเภท ดังน้ี
1) ความสัมพันธ์ระหว่างส่งิ มีชวี ิตกับสภาวะแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Factors) ได้แก่
1. อุณหภูมิ : เป็นปจั จยั สําคัญท่ีทําให้เกดิ การจําศีล และการอพยพของสัตวห์ ลายชนดิ ตวั อย่าง
• การจําศีลในฤดหู นาว (Hibernation) เพอื่ ลดอัตราการใช้เมแทบอลซิ ึม เชน่ กบ
• การจาํ ศีลในฤดรู ้อน (Aestivation) เป็นการหลบหนคี วามรอ้ น และการออกหากนิ ในเวลา
กลางคืน เช่น คา้ งคาว
• นอกจากน้ี อณุ หภูมยิ ังเปน็ ปัจจยั สําคัญที่ทําให้สิง่ มีชีวติ มีการปรบั ตัวทางรูปร่าง ตัวอยา่ งเช่น
ต้นกระบองเพชรมีการเปลีย่ นใบเปน็ หนามเพ่อื ลดการคายน้าํ
2. น้ําและความชื้น : เปน็ ส่วนประกอบส่วนใหญ่ของสงิ่ มชี วี ติ และเปน็ สิ่งจําเปน็ ต่อการดํารงชีวติ
ของสิง่ มีชีวติ ทกุ ชนิด เพราะชว่ ยใหเ้ กิดปฏิกริ ิยาตา่ งๆ ในรา่ งกายของส่งิ มชี วี ิต
3. แสงสวา่ ง : เป็นปจั จยั ทจ่ี าํ เป็นตอ่ การสรา้ งอาหารของพชื เพราะมีอทิ ธิพลต่อการสงั เคราะห์ดว้ ย
แสงของพืชสีเขยี ว
ชีววทิ ยา (อ.อําพล) 132 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29
2) ความสมั พันธ์ระหวา่ งสิง่ มีชีวติ กบั สภาวะแวดลอ้ มทางชวี ภาพ (Biotic Factors)
รูปแบบ ลักษณะ ตวั อยา่ งความสัมพันธ์
ความสมั พนั ธ์
ภาวะพึ่งพา (+, +) เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิต 2 ชนิด - ไลเคนส์
(Mutualism) ที่อยู่ร่วมกันโดยต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ ซึ่งถ้า - โพรโทซัวในลาํ ไสป้ ลวก
แยกออกจากกันจะเกดิ การตาย - แบคทเี รีย E. coli ในลําไสใ้ หญ่
ภาวะได้ประโยชน์
รว่ มกัน (+, +) เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิต 2 ชนิด ของคน
(Protocooperation) ท่ีอยู่ร่วมกันโดยต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ แต่ก็ - นกเอ้ยี งกบั ควาย
ภาวะเก้อื กูล (+, 0) สามารถแยกกนั อยู่ได้โดยไม่มีการตายเกิดขึ้น - ดอกไม้กบั แมลง
(Commensalism) เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด - มดดํากับเพลีย้
ที่อยู่ร่วมกันโดยมีฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ แต่อีก - ดอกไมท้ ะเล (ซแี อนีโมนี) กบั
ภาวะลา่ เหยอ่ื (+, -) ฝา่ ยไม่ได-้ ไมเ่ สยี ประโยชน์
(Predation) เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ท่ีส่ิงมีชีวิตหน่ึงเป็น ปลาการ์ตูน
ผู้ล่า (Predator) จับสิ่งมีชีวิตท่ีเป็นเหยื่อ (Prey) - เหาฉลามกบั ฉลาม
ภาวะปรสติ (+, -) กินเป็นอาหาร โดยผู้ล่าได้ประโยชน์ เหยื่อเสีย - งูกนิ กบ
(Parasitism) ประโยชน์ (ตาย) - นกกินงู
เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ส่ิงมีชีวิตชนิดหน่ึง
ภาวะแขง่ ขนั (-, -) อาศัยอยู่กับส่ิงมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง โดยผู้อาศัย - กาฝากกับตน้ ไม้
(Competition) (Parasite) ได้ประโยชน์ แต่ผู้ถูกอาศัย (Host) - พยาธิตวั ตดื ในอวัยวะทางเดิน
เสยี ประโยชน์
เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ท่ีส่ิงมีชีวิตทั้ง 2 ฝ่าย อาหารของสัตว์
ต่างแก่งแย่งชิงปัจจัยบางอย่างท่ีมีอยู่อย่าง - เหากับหัวคน
จาํ กัด ภ า ว ะ แ ข่ ง ขั น เ พื่ อ ใ ห้ ไ ด้ ม า เ พื่ อ
อาหารของกลุม่ สัตว์
โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 133 ชวี วิทยา (อ.อําพล)
การถ่ายทอดพลังงาน (Energy Flow)
การถ่ายทอดพลังงานในระบบนเิ วศ มีลักษณะการถ่ายทอด 2 แบบ คอื โซ่อาหาร และสายใยอาหาร
1) โซ่อาหาร (Food Chain) หมายถงึ การบรโิ ภคกันเปน็ ข้นั ๆ ของสงิ่ มีชวี ิต (Trophic Level)
• โซอ่ าหารแบ่งออกเปน็ 4 แบบ ดงั น้ี
1. โซ่อาหารแบบผู้ลา่ (Predator food chain หรอื Grazing food chain) มผี ้ลู ่าอยู่ในโซอ่ าหาร
2. โซ่อาหารแบบปรสิต (Parasitic food chain) มปี รสิตอยู่ในโซ่อาหาร
3. โซอ่ าหารแบบซากอนิ ทรยี /์ ย่อยสลาย (Detritus food chain) มผี บู้ ริโภคซาก หรอื ผยู้ อ่ ย-
สลายอนิ ทรียสาร
4. โซ่อาหารแบบผสม (Mixed chain) เปน็ โซอ่ าหารหลายๆ แบบผสมอยใู่ นสายเดียวกนั
• ตัวอยา่ งโซ่อาหาร
ภาพแสดงโซอ่ าหาร
การถ่ายทอดพลงั งานจะเร่มิ จากผผู้ ลิตดึงพลังงานแสงอาทติ ย์มาใช้สร้างอาหาร จากนนั้
พลังงานจะถ่ายทอดผ่านการกินไปเปน็ ทอดๆ ผบู้ รโิ ภคจะได้พลงั งานเพยี ง 10% จากอาหารที่บรโิ ภค เรียกวา่
“กฎ 10%” พลังงานส่วนที่เหลือจาก 10% จะถูกใช้ไปในกระบวนการหายใจ และการขบั ถ่าย และกลับคนื สู่
ส่งิ แวดลอ้ มในรูปพลงั งานความรอ้ น ผบู้ ริโภคข้ันสดุ ทา้ ย คือ ผูย้ ่อยสลายอินทรียสาร (Decomposer)
2) สายใยอาหาร (Food Web)
• หมายถึง ความสมั พันธร์ ะหว่างโซอ่ าหารหลายๆ โซอ่ าหารในระบบนเิ วศทมี่ คี วามซับซอ้ น
• ผ้บู ริโภคแตล่ ะชนดิ ไมไ่ ดก้ ินอาหารชนิดเดยี ว และไม่ได้เปน็ อาหารของสตั วช์ นดิ เดียว
• ตัวอย่างสายใยอาหาร
ชีววทิ ยา (อ.อําพล) ภาพแสดงสายใยอาหาร
134 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
พีระมิดนิเวศ (Ecological Pyramid)
ในลักษณะของสามเหลยี่ มพีระมดิ ของส่ิงมชี ีวติ (Ecological Pyramid) แบง่ ได้ 3 ประเภทตามหน่วยทใ่ี ช้
วดั ปรมิ าณของลาํ ดบั ข้ันในการกิน
1. พรี ะมิดจาํ นวน (Pyramid of Number) เปน็ พีระมดิ ทบี่ อกจาํ นวนสิ่งมีชวี ติ ในแตล่ ะลําดบั ข้นั เชิง
อาหารในหนว่ ยตน้ หรอื ตวั ต่อหนว่ ยพ้นื ทหี่ รอื ปรมิ าตร
2. พีระมิดมวลชีวภาพ (Pyramid of Biomass) เป็นพีระมดิ แสดงปรมิ าณสง่ิ มชี วี ติ ในแต่ละลําดบั ขั้น
เชิงอาหารในหน่วยน้าํ หนักแหง้ หรอื จาํ นวนแคลอรตี ่อหนว่ ยพื้นท่ีหรือปริมาตร
3. พรี ะมิดพลังงาน (Pyramid of Energy) เปน็ พีระมิดแสดงปรมิ าณสงิ่ มีชวี ิตโดยบอกเป็นอตั ราการ
ถ่ายทอดพลงั งาน หรืออัตราผลิตของแต่ละลาํ ดบั ขั้นเชงิ อาหารในหนว่ ยของพลังงานตอ่ หน่วยพื้นทหี่ รอื ปริมาตร
ต่อหนว่ ยเวลา
พลงั งานที่ผบู้ รโิ ภคนาํ ไปสร้างเนื้อเย่อื ของตนเองจงึ เหลอื เพียง 10% (กฎ 10% ของการถา่ ยทอด
พลังงานในโซอ่ าหาร) ของพลงั งานศักยท์ ัง้ หมดในสิ่งมีชีวติ ท่ีเปน็ อาหารของตนเอง
Pyramid of Energy Pyramid of Biomass Pyramid of Numbers
แผนภาพพีระมิดนิเวศแบบตา่ งๆ
การถา่ ยทอดสารปนเปอ้ื นในโซ่อาหารและสายใยอาหาร : การสะสมสารเคมี / สารมลพิษผ่านการกิน
ต่อกันในสายใยอาหาร (Food Web)
โดยความเข้มข้นของสารเคมที ่ีเกิดการสะสมน้ีจะเพ่ิมขน้ึ เรือ่ ยๆ (Biomagnification) ตามลําดบั ข้นั อาหาร
(Tropic Level)
โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 135 ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล)
วัฏจักรของสารในระบบนิเวศ
การหมุนเวยี นของสารเคมีอย่างสลบั ซบั ซ้อน ซึง่ อาจเกิดจากสารหนงึ่ เปลีย่ นแปลงเป็นอีกสารหน่งึ
มีการหมนุ เวียนในระบบของสิ่งมีชวี ติ ไปเร่ือยๆ จนสดุ ท้ายจะหมนุ เวียนกลบั มาอยใู่ นสภาพเดิม แบ่งเปน็ 2 ลักษณะ คือ
1) วฏั จกั รของสารที่มีการหมนุ เวยี นผา่ นบรรยากาศ เชน่ ออกซิเจน คาร์บอน น้ํา ไนโตรเจน เปน็ ต้น
2) วัฏจกั รของสารทม่ี กี ารหมนุ เวยี นโดยไมผ่ ่านบรรยากาศ เชน่ ฟอสฟอรสั กาํ มะถัน แคลเซียม เปน็ ตน้
วฏั จกั รที่นา่ สนใจ มีดงั น้ี
1. วัฏจักรของน้ํา (Water Cycle)
ภาพวฏั จักรของนาํ้ (Water Cycle)
น้ําจากแหล่งน้าํ ตา่ งๆ เช่น แมน่ ้าํ ทะเล ลาํ คลองจะระเหยเป็นไอนา้ํ สบู่ รรยากาศ ไอนํา้ ในบรรยากาศเมอ่ื มี
จาํ นวนมากข้นึ ความชื้นก็มาก ทาํ ใหร้ วมตัวกนั เปน็ เมฆตกลงมาเปน็ ฝน เมือ่ ฝนตกลงมา น้ําสว่ นใหญ่จะไหลลง
สูแ่ หลง่ น้ําตา่ งๆ แตน่ ํา้ บางส่วนกย็ งั ถกู เก็บไว้ใตด้ ิน พชื ดึงมาใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง สว่ นสตั ว์จะ
ได้รบั น้ําโดยตรงจากแหล่งนํ้า หรือจากการบรโิ ภคพืชเป็นอาหาร นาํ้ จากแหล่งนํา้ กลบั คนื ส่บู รรยากาศของโลกใน
รูปแบบไอนํา้ อกี ครั้งหนง่ึ จากการระเหย
2. วฏั จกั รคารบ์ อน (Carbon Cycle) เนอ่ื งจากคาร์บอนเปน็ องคป์ ระกอบหลกั ท่ีสําคญั ของอนิ ทรียสาร
ในสิ่งมีชีวติ อีกทัง้ ยงั เปน็ องค์ประกอบหลกั ของสารอนนิ ทรียท์ ม่ี ีความจําเป็นตอ่ การดํารงชวี ติ เช่น
แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ โดยขน้ั ตอนการหมนุ เวยี นของคารบ์ อนมดี ังน้ี
คารบ์ อนในชั้นบรรยากาศจะอยู่ในรปู แบบของแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งไดม้ าจาก
กระบวนการหายใจของสง่ิ มีชวี ิต และกระบวนการเผาไหมต้ ่างๆ แก๊สคาร์บอนไดออกไซดจ์ ะถกู พชื นาํ ไปใชใ้ น
กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสงเพอ่ื สร้างอาหาร จึงเป็นเหตุให้เกิดการถา่ ยทอดคารบ์ อนไปยังสง่ิ มีชีวิตอ่นื ๆ ทก่ี ินพืช
และกินสัตวต์ อ่ กนั เป็นทอดๆ พืช และสตั ว์จะปลดปล่อยแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดอ์ อกมาสบู่ รรยากาศในกระบวนการ
หายใจขณะยงั มีชีวิต เมื่อพชื และสัตว์ตายลงจะถูกผยู้ ่อยสลายอนิ ทรยี สาร เชน่ จลุ นิ ทรียเ์ ปลยี่ นสารประกอบ
อินทรยี ใ์ นรา่ งกายหรอื ในซากให้เป็นแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดป์ ลดปลอ่ ยกลบั คนื ส่บู รรยากาศอีกครง้ั
ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล) 136 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29
3. วฏั จกั รไนโตรเจน (Nitrogen Cycle) แกส๊ ไนโตรเจน (N2) มีสัดสว่ นในอากาศประมาณร้อยละ 70
แตส่ ง่ิ มชี ีวติ ส่วนใหญไ่ ม่สามารถดึงแก๊สไนโตรเจนในอากาศมาใชป้ ระโยชน์ไดท้ ันที จะต้องแปลงใหอ้ ยู่ในรปู ของ
สารประกอบไนโตรเจนในรปู อ่ืนกอ่ น โดยส่ิงมีชวี ติ ต้องการธาตไุ นโตรเจน พืชส่วนใหญ่จะไดร้ ับธาตุไนโตรเจน
ในรปู แบบของไนเตรต (NO-3 ) และเกลือแอมโมเนยี (NH3 / NH+4 ) จากดิน มีพชื บางชนดิ เท่าน้ันทจี่ ะนําธาตุ
ไนโตรเจนจากอากาศทอ่ี ยู่ในรปู ของแกส๊ ไนโตรเจนมาใช้ได้ พืชจําพวกนต้ี อ้ งมแี บคทเี รียจาํ พวก Nitrogen fixing
bacteria ท่ีสามารถจับแก๊สไนโตรเจนในอากาศมาใชไ้ ด้ NO-3
NO-2
ดังสมการน้ี : N2
Nitrogen fixing bacteria เช่น ไรโซเบยี ม (Rhizobium) ท่ีอย่รู ่วมกบั พชื ตระกลู ถั่วท่ปี มรากถั่ว
พชื จะดดู ซึมสารประกอบไนโตรเจนมาใช้สงั เคราะหเ์ ป็นโปรตนี และใช้ในการเจริญเตบิ โต เม่ือพืชและสตั วต์ ายลง
ผยู้ ่อยสลายอนิ ทรยี สารจะย่อยสลายซากพชื และซากสัตว์ได้สารประกอบไนเตรตทับถมอยู่ในดิน และพชื สามารถ
นาํ กลับมาใช้ได้ใหม่ วนเป็นวัฏจักร
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 137 ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล)
ภาพวฏั จักรไนโตรเจน (Nitrogen Cycle)
จําพวกของแบคทเี รียในวัฏจกั รไนโตรเจน NO-2 NO-3
NH3
• Nitrogen fixing bacteria สามารถเปลยี่ น N2 N2 NH+4
• Ammonifying bacteria สามารถเปล่ยี นสารประกอบ N2
• Denitrifying bacteria สามารถเปลี่ยน NO-2 , NO-3 , NH+4
ประชากร (Population)
กล่มุ ของสง่ิ มชี ีวติ ท่เี ป็นชนิด (Species) เดยี วกัน อาศยั อยใู่ นแหล่งท่อี ยู่ (Habitat) เดียวกนั ในชว่ งเวลา
เดยี วกนั
ความหนาแน่นของประชากร (Population Density) : เป็นคณุ สมบัตทิ ่ีเกยี่ วกบั ขนาดของประชากร
หากไมส่ มดุลกบั สิง่ แวดลอ้ มจะก่อใหเ้ กดิ ปญั หาต่างๆ ตามมาเป็นลกู โซ่ สามารถวัดความหนาแน่นประชากรได้ดงั น้ี
• ความหนาแนน่ ของประชากร (บนบก) = จํานวนสมาชิกของประชากร
พนื้ ทีข่ องแหล่งที่อยู่
• ความหนาแน่นของประชากร (ในน้ํา) = จาํ นวนสมาชิกของประชากร
ปรมิ าตรของแหลง่ ทีอ่ ยู่
การเปลยี่ นแปลงขนาดของประชากร คือ การเปล่ียนแปลงจํานวนของประชากรในพ้นื ท่ใี ดพ้ืนทห่ี นึ่งใน
ชว่ งเวลาทรี่ ะบุไว้ สิ่งทมี่ ีผลตอ่ ขนาดของประชากรมี 4 ปัจจยั ดังน้ี
1. การเกิด (Natality) หมายถงึ ความสามารถทจ่ี ะถา่ ยทอดพนั ธุกรรมให้มีจํานวนมากขึน้
2. การตาย (Mortality) หมายถึง การตายของประชากรในประชากรกล่มุ หน่งึ ๆ
3. การอพยพเขา้ (Immigration) หมายถึง การเคล่ือนยา้ ยเขา้ มาอยใู่ นกล่มุ
4. การอพยพออก (Emigration) หมายถึง การเคลือ่ นยา้ ยออกไปจากกล่มุ
การอพยพ (Migration) หมายถงึ การออกไปจากกลมุ่ ของสัตว์บางชนิดอยา่ งชัว่ คราวตามฤดูกาล และ
จะกลับเข้ามาเมอื่ สิ่งแวดลอ้ มในถน่ิ ท่อี ยูอ่ าศัยของมนั กลับคนื เขา้ สู่สภาวะตามปกติ โดยมีสาเหตขุ องการอพยพ
เช่น หลกี เลย่ี งจากสภาพอากาศ และฤดูกาลทไี่ มเ่ หมาะสม เพ่ือหาแหล่งสบื พนั ธใ์ุ นการขยายเผา่ พนั ธุ์ เป็นต้น
ชีววิทยา (อ.อําพล) 138 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29
อตั ราการเปลี่ยนแปลงของประชากร
1. อตั ราการเพิ่มของประชากร = อตั ราการเกดิ มาก + อัตราการอพยพเขา้ มาก
2. อตั ราการลดของประชากร = อตั ราการตายมาก + อตั ราการอพยพออกมาก
แผนผงั แสดงปจั จัยที่มีผลตอ่ ความหนาแนน่ ของประชากร
รูปแบบการเพิม่ ของประชากร
1. เป็นการเพม่ิ ประชากร โดยทส่ี มาชกิ ของประชากรนัน้ มีการสืบพันธุ์เพยี งครง้ั เดียว (Single
Reproduction) ประชากรมีความสามารถในการเพิม่ ประชากรในระยะแรกไดอ้ ย่างรวดเรว็ มีจาํ นวนลกู มากต่อ
การผลิตหนง่ึ ครั้ง และสามารถผลติ ลูกได้ เมื่อนํามาเขยี นกราฟจะได้กราฟแบบเอกซ์โพเนนเชยี ล (Exponential)
คือ มอี ัตราการเกดิ สงู กว่าอตั ราการตายมาก
2. เป็นการเพิ่มประชากร โดยสมาชิกของประชากรนั้นมโี อกาสในการสบื พนั ธุ์ไดห้ ลายครั้งในชว่ งชวี ิต
(Multiple Reproduction) จะผลิตลูกหลานไดจ้ าํ นวนนอ้ ยต่อการผลติ หนง่ึ คร้ัง และมีวฏั จกั รชวี ติ คอ่ นข้าง
ยาวนาน ตัวอ่อนจะได้รบั การดูแลเปน็ อย่างดแี ละมอี ตั ราการตายตํา่ เชน่ สนุ ัข ช้าง ม้า คน ฯลฯ
เม่อื นาํ การเจริญลกั ษณะนี้มาเขียนกราฟจะไดก้ ราฟแบบลอจิก (Logistic) หรอื ในกรณีของสิ่งมชี ีวติ ที่
เป็นกราฟแบบเอกซ์โพเนนเชยี ล (Exponential) ในช่วงแรกใหก้ ราฟออกมาเป็นรูป J-shape ในขณะทส่ี มาชกิ
ของประชากรเพ่มิ ขึ้นเร่ือยๆ สง่ ผลใหเ้ กดิ ความหนาแนน่ มากข้ึน การแกง่ แย่งเพอื่ ให้ได้มาซ่ึงปัจจยั พ้นื ฐานท่มี ีอยู่
อย่างจาํ กัด (K) มีสงู ขึน้ จนถึงจดุ สูงสดุ ที่สภาพพ้นื ทนี่ ัน้ ๆ รับได้ ณ เวลานน้ั อัตราการเกดิ จะค่อยๆ ลดลงในขณะ
ท่อี ัตราการตายเพิ่มขึ้นจนในท่สี ุดเท่ากับอตั ราการเกิด หรอื ทเ่ี รยี กว่า จดุ สมดลุ การเพ่มิ ประชากรเปน็ แบบ Logistic
ซง่ึ กราฟมักเปล่ียนเปน็ รปู S-shape
จาํ นวนประชากร (พนั ตวั )
70
60
50
40 ระยะท่มี กี ารเพม่ิ ของประชากรอย่างรวดเร็ว
30
20 ระยะที่มกี ารเพิม่ ของประชากร
อยา่ งชา้ ๆ
10
0 รนุ่
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
กราฟแบบเอกซโ์ พเนนเชียล (Exponential)
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 139 ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล)
จาํ นวนเซลลย์ ีสต์ ระยะที่มอี ัตราการเพิ่มประชากรคงท่ี
700
600 ระยะท่ีมีอัตราการเพ่ิมประชากรชา้ ลง
500
400 ระยะท่ีมีอัตราการเพ่ิมประชากรอย่างรวดเรว็
300
200 ระยะที่มีอตั ราการเพิ่มประชากรอย่างชา้ ๆ
100
0 เวลา (ชว่ั โมง)
2 4 6 8 10 12 14 16 18
การเพ่ิมประชากรเปน็ แบบ Logistic
สิง่ มชี ีวิตแตล่ ะชนิดมีแบบแผนการรอดชวี ติ ของประชากร ซงึ่ ขึ้นอยูก่ ับชว่ งอายุขัย (Life Span) ของ
ส่งิ มีชวี ติ แตล่ ะชนดิ สงิ่ มีชวี ติ บางชนิด เชน่ แมลงมีช่วงอายุขยั สัน้ แต่ในสตั วข์ นาดใหญ่ เช่น ชา้ งและคนมีชว่ ง
อายุขยั ยาวนานเฉลย่ี 70-120 ปี
การรอดชีวติ ของประชากร
ตลอดช่วงอายขุ ัยของสงิ่ มีชวี ติ แต่ละชนดิ จะมอี ัตราการอยรู่ อดในช่วงอายุขัยตา่ งๆ ไม่เหมอื นกัน การรอด
ชีวิตของประชากรในช่วงวัยต่างๆ กัน ทาํ ให้ความหนาแน่นของของประชากรทอี่ ยู่ในวยั ต่างๆ แตกตา่ งกนั ด้วย
การรอดชวี ติ ตอ่ 1,000 หนว่ ย
1,000 รูปแบบที่ 1
100 รปู แบบที่ 2
10 รปู แบบที่ 3
0 รอ้ ยละของอายุขยั
25 50 75 100
กราฟการรอดชีวติ ของประชากรสง่ิ มีชวี ติ
กราฟการรอดชีวิตของประชากรจะมีอยู่ 3 รปู แบบ คือ
รปู แบบท่ี 1 สิ่งมีชีวติ มอี ตั ราการรอดชวี ติ สงู ในวยั แรกเกดิ และจะคงทีเ่ ม่อื โตขนึ้ หลังจากนนั้ อตั ราการรอด
ชวี ิตจะตาํ่ เมอื่ สูงวยั ขึ้น สง่ิ มชี วี ติ ดงั กลา่ ว เช่น มนุษย์ ชา้ ง มา้ สุนขั เป็นต้น
รปู แบบท่ี 2 ส่งิ มชี ีวิตมอี ตั ราการรอดชวี ิตที่เทา่ กนั ในทุกวัย เช่น ไฮดรา นก เต่า เป็นตน้
รูปแบบท่ี 3 สิง่ มชี วี ิตมอี ตั ราการรอดชีวติ ตา่ํ ในระยะแรกของช่วงชวี ิต หลงั จากนน้ั เม่อื อายมุ ากขน้ึ อัตรา
การรอดชีวิตจะสูง เช่น ปลา หอย และสัตว์ไมม่ ีกระดกู สันหลงั ส่วนใหญ่ เปน็ ต้น
ชวี วทิ ยา (อ.อําพล) 140 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29
การเปล่ียนแปลงแทนท่ขี องกลมุ่ ส่งิ มีชวี ิตในระบบนเิ วศ (Ecological Succession)
การเปล่ียนแปลงแทนท่ีของกลุ่มส่งิ มีชีวติ ในระบบนิเวศ หมายถงึ การแทนท่ขี องกลมุ่ ส่ิงมีชวี ิต
เปน็ ยุคๆ จากยุคแรกจนถึงยคุ สังคมสิง่ มีชีวิตข้ันสุด (Climax Community) เนอ่ื งจากส่งิ แวดล้อมเปลย่ี นแปลงไป
การเปลย่ี นแปลงแทนท่ีแบง่ ตามลกั ษณะการเกิดออกเปน็ 2 ประเภท ไดแ้ ก่
1. การเปล่ียนแปลงแทนทแี่ บบปฐมภูมิ (Primary Succession) คือ การเปลยี่ นแปลงแทนทข่ี อง
กลุ่มสิง่ มชี ีวติ ในสถานทีท่ ไี่ ม่มีสงิ่ มีชีวติ ใดอาศัยอยู่กอ่ นเลย
ภาพแสดงการเปล่ยี นแปลงแทนท่ีแบบปฐมภมู ิ
2. การเปลย่ี นแปลงแทนท่แี บบทตุ ยิ ภมู ิ (Secondary Succession) คอื การเปล่ยี นแปลงแทนทข่ี อง
กล่มุ ส่งิ มีชวี ติ ในบรเิ วณทีเ่ คยมสี ่งิ มชี วี ติ อาศยั อยูก่ ่อนแตถ่ กู ทาํ ลายด้วยปัจจยั บางอยา่ ง เชน่ นา้ํ ทว่ มนานๆ ไฟไหม้
ป่า เป็นตน้
มนษุ ยก์ ับสภาวะแวดลอ้ มและทรัพยากรธรรมชาติ
สภาวะแวดลอ้ มมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาซึง่ เปน็ ปกติ แต่ถ้าหากมกี ารเปล่ียนแปลงไปมากจนเปน็
อนั ตรายต่อการดาํ รงชีวิตในดา้ นใดดา้ นหนง่ึ แล้ว จนถงึ เป็นอันตรายตอ่ สง่ิ มีชวี ิตจะเรียกวา่ มลพษิ (Pollution)
มลพษิ ทางน้าํ
วิธีการตรวจนา้ํ เสยี ทําได้ 2 วธิ หี ลักดังน้ี
1. วดั ปริมาณแบคทีเรยี โคลิฟอรม์
2. วัดปริมาณแกส๊ ออกซิเจนในนํ้าซงึ่ ทําได้ 3 วิธดี ังนี้
2.1 วัดค่า DO (Dissolved Oxygen) คอื ปรมิ าณ O2 ที่ละลายในนํ้า ถา้ DO น้อยกว่า 3 mg/lit
แสดงวา่ นํ้าเสีย
2.2 วัดคา่ BOD (Biochemical Oxygen Demand) คือ ปรมิ าณ O2 ในน้าํ ท่จี ลุ นิ ทรียต์ ้องการใช้ใน
การยอ่ ยสลายสารอนิ ทรยี ์ ถา้ คา่ BOD มากกวา่ 100 mg/lit แสดงว่า นาํ้ เสีย
2.3 วัดคา่ COD (Chemical Oxygen Demand) คือ ปรมิ าณ O2 ทใี่ ช้ในการสลายสารอนิ ทรียใ์ นนํา้
โดยใช้สารเคมี เช่น โพแทสเซียมไดโครเมต เป็นต้น
มลพิษทางอากาศ
อากาศที่มีสว่ นประกอบเปลีย่ นแปลงไปจากปกตมิ สี าเหตหุ ลายประการ สาเหตุสาํ คญั เช่น การปล่อยสาร
ต่างๆ เขา้ ส่ชู น้ั บรรยากาศของโรงงานอตุ สาหกรรมหรอื บรเิ วณท่ีมกี ารกอ่ สร้าง ซึ่งอาจทําให้มีสารเจือปนอยู่ใน
อากาศปริมาณมากจนก่อให้เกิดผลเสียตอ่ การดาํ รงชวี ติ ของคน สตั ว์ พืช รวมถงึ สิ่งมีชวี ติ ชนิดอ่นื ในบริเวณน้ัน
โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 141 ชีววทิ ยา (อ.อําพล)
ปรากฏการณเ์ รอื นกระจก (Greenhouse Effect) คอื ปรากฏการณ์ที่แก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศ
มีปรมิ าณมากเกนิ ไป ซ่งึ แก๊สเหลา่ นน้ั จะดดู ซบั ความรอ้ นและคายความรอ้ นคืนสู่โลกจึงทาํ ใหโ้ ลกมอี ุณหภมู สิ งู ข้นึ
แก๊สเรือนกระจกท่สี ําคญั เชน่ แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) แกส๊ มเี ทน (CH4) ออกไซดข์ องไนโตรเจน
และไอนา้ํ (H2O) แกส๊ เหล่าน้มี คี วามสามารถในการเก็บกกั ความรอ้ นไดด้ ี
การทาํ ลายโอโซนในบรรยากาศ
การลดลงของโอโซน (O3) ในบรรยากาศจะสง่ ผลใหร้ ังสอี ัลตราไวโอเลต (UV) จากดวงอาทิตยส์ ่องผ่าน
มายังโลกไดม้ ากขน้ึ และสาร CFC เป็นสาเหตสุ าํ คญั ในการทาํ ลายโอโซน
ข่าวลา่ มาแรง!! หลัก 5R ลดขยะและมลพิษ
1. Reduce คอื การลดปริมาณขยะ โดยลดการใช้ผลติ ภณั ฑท์ ม่ี บี รรจุภัณฑส์ นิ้ เปลอื ง
2. Reuse คอื การนาํ มาใชซ้ ้าํ เช่น ขวดแก้ว กลอ่ งกระดาษ กระดาษพิมพห์ น้าหลัง เป็นต้น
3. Repair คอื การซ่อมแซมแก้ไขส่งิ ของตา่ งๆ ให้สามารถใชง้ านต่อได้
4. Reject คือ การหลีกเลีย่ งใชส้ ่ิงทก่ี ่อใหเ้ กิดมลพิษ
5. Recycle คอื การแปรสภาพและหมนุ เวยี นนาํ กลบั มาใชไ้ ด้ใหม่ โดยนําไปผ่านกระบวนการผลติ ใหม่อกี ครงั้
ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล) 142 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29
เกง็ ขอ สอบ
พืน้ ฐาน (O-NET)
1. บริเวณของร่างกายที่ใชพ้ ลังงานมากควรพบออร์แกเนลลใ์ ด
1) ร่างแหเอนโดพลาสซมึ 2) ไรโบโซม
3) คลอโรพลาสต์ 4) ไมโทคอนเดรยี
5) ขอ้ 2) และขอ้ 3) ถกู ต้อง
2. ข้อใดกลา่ วถกู ตอ้ ง
ก. เยอื่ หุม้ นิวเคลยี สพบในเทาน้าํ
ข. เซลลส์ าหร่ายสีเขยี วแกมนํ้าเงินไมม่ เี ย่อื หุ้มเซลล์
ค. เซลล์ของส่งิ มีชีวติ ทุกชนดิ มีเยอื่ หมุ้ นวิ เคลียส
ง. เซลล์ทุกเซลลม์ ีเยือ่ หมุ้ เซลล์
1) ก. เท่าน้นั 2) ก. และ ง. 3) ข. และ ง. 4) ข., ค. และ ง. 5) ง. เทา่ นน้ั
3. ขอ้ ใดกลา่ วถงึ คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ไม่ถูกตอ้ ง
1) มเี ยือ่ หุม้ สองชน้ั
2) พบในเซลล์ส่งิ มชี ีวติ อาณาจกั รฟงั ไจ
3) มีของเหลวภายในเรยี กว่า สโตรมา
4) สามารถจําลองตัวเองไดเ้ นอื่ งจากมี DNA
5) เป็นออร์แกเนลลท์ เ่ี กย่ี วขอ้ งกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
4. กําหนดให้เซลลแ์ มม่ ีโครโมโซมจาํ นวน 10 แทง่ เมื่อผ่านกระบวนการแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซสิ แล้วจะไดเ้ ซลลล์ ูก
ก่ีเซลลแ์ ละแตล่ ะเซลล์มโี ครโมโซมก่ีแท่ง
1) 1 เซลล์ / 5 แท่ง 2) 1 เซลล์ / 10 แทง่
3) 2 เซลล์ / 5 แทง่ 4) 2 เซลล์ / 10 แท่ง
5) 1 หรอื 2 เซลล/์ 10 แท่ง
5. ข้อใดอธิบายเก่ยี วกับเย่ือหุ้มเซลล์ (Plasma Membrane) ได้ถูกต้อง
1) มีองคป์ ระกอบหลกั คอื ฟอสเฟตและลพิ ิด
2) สามารถให้สารเข้า-ออกไดท้ กุ ประเภท
3) มสี ารจาํ พวกคาร์โบไฮเดรตแทรก ซง่ึ ทําหนา้ ทเ่ี ป็นตวั ชว่ ยลาํ เลยี งสารเขา้ -ออกเซลล์
4) สว่ นทีช่ อบนํ้า(Hydrophilic Head) เปน็ ส่วนทไ่ี ม่มีข้ัว สว่ นทไ่ี ม่ชอบน้าํ (Hydrophobic Tail) เปน็ สว่ น
ทมี่ ีขว้ั
5) พบในสิง่ มีชวี ิตอาณาจักรพืชและสตั วเ์ ทา่ นนั้
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 143 ชีววิทยา (อ.อําพล)
6. กระบวนการใดสัมพนั ธก์ ับภาพทีก่ าํ หนดให้
1) การนําสารพษิ ออกจากเซลล์ของพารามีเซยี ม
2) การหลัง่ เอนไซม์จากกระเพาะอาหารของปลาทะเล
3) การทําลายแบคทเี รียของเมด็ เลือดขาว
4) การดูดซมึ นํ้าเขา้ ส่เู ซลล์
5) การรกั ษาสมดลุ ของนกทะเล
7. เดก็ ชายโกศัยนําช้ินมะม่วงท่ีซื้อจากโรงเรียนมาแช่ในนํ้าเชื่อมท่ีบ้านเซลล์ของมะม่วงควรมีลักษณะอย่างไร
เมือ่ เทยี บกบั เซลลจ์ ัดเปน็ สารละลายประเภทใด
1) เซลล์เต่งสารละลายไฮโพโทนิก 2) เซลล์แตกสารละลายไฮเพอร์โทนิก
3) เซลลเ์ ห่ียวสารละลายไฮเพอร์โทนกิ 4) เซลล์คงสภาพสารละลายไฮโพโทนกิ
5) เซลลค์ งสภาพสารละลายไอโซโทนิก
8. นายเกรยี งไกรทําการทดลองโดยนาํ เนื้อปลาชนดิ เดียวกนั นาํ้ หนักเท่ากนั ไปแชใ่ นสารละลายเปน็ เวลา 1 ชั่วโมง
นํามาชงั่ นํา้ หนกั เป็นระยะๆ แลว้ สรุปความสัมพนั ธ์ดงั กราฟ
นํา้ หนัก
เวลา
ถา้ นาํ ผลการทดลองใดต่อไปนี้มาสรุปความสมั พันธ์เปน็ กราฟไดใ้ กล้เคียงกบั สารข้างตน้
1) นาํ ช้ินมะมว่ งแชน่ ํา้ ปลา 2) นาํ เซลลเ์ ยือ่ บุข้างแก้มแช่นํา้ กลัน่
3) นาํ ช้ินมนั ฝร่ังแช่นาํ้ ปลา 4) นําเมด็ เลือดแดงแชน่ ้ําผง้ึ
5) ขอ้ 1) และข้อ 2)
9. เดก็ หญงิ ทองกวาวไปเทยี่ วภูกระดงึ ในหน้าหนาว เหตกุ ารณใ์ ดตอ่ ไปน้ีสมั พันธก์ บั สิ่งทจ่ี ะเกดิ ข้ึนกับเธอ
1) หลอดเลือดฝอยหดตวั 2) รูขมุ ขนขยายตัว
3) หัวใจหยุดเตน้ ชวั่ ขณะ 4) ขนลกุ ชัน
5) ขอ้ 1) และขอ้ 4) ถูกตอ้ ง
10. เด็กชายอนรุ ักษอ์ อกเดนิ ทางไกลในวชิ าลกู เสือ เขาไมค่ อ่ ยได้ด่ืมนํ้า ทาํ ใหป้ สั สาวะน้อยกว่ากวา่ ปกติเหตุใดจึง
เป็นเช่นน้ัน
1) การหลัง่ ADH เพิม่ ข้ึน
2) การหล่ัง ADH ลดลง
3) การหลง่ั ADH ปกติ
4) การหล่ัง Vasopressin Hormone ลดลง
5) กระเพาะปสั สาวะไม่สามารถทํางานได้ตามปกติ
ชวี วิทยา (อ.อาํ พล) 144 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29
11. การด่ืมนํ้าอัดลมซึง่ มีความเป็นกรดเปน็ ปรมิ าณมากๆทาํ ใหเ้ ลอื ดมีสภาวะเปน็ กรดจรงิ หรอื ไม่เพราะเหตใุ ด
1) ไม่เปน็ กรด เพราะเลอื ดมสี มบตั เิ ปน็ สารละลายบัฟเฟอร์
2) ไม่เป็นกรด เพราะร่างกายจะได้รับอันตรายได้หากเลือดมีสภาวะเป็นกรด
3) เป็นกรดจริง เพราะวติ ามนิ ซีละลายนํา้ ได้
4) เป็นกรดจรงิ เพราะน้าํ ส้มมีรสเปรีย้ วและมีปรมิ าณกรดสูง
5) อาจจะเป็นกรดหรือไมก่ ไ็ ด้ข้ึนอยกู่ บั สภาพรา่ งกายของแตล่ ะบุคคล
12. การท่รี ่างกายมีปริมาณ CO2 สูงอาจส่งผลใหเ้ ลือดเป็นกรด ซึง่ อาจก่อใหร้ า่ งกายทาํ งานผิดปกติ สมองส่วนใด
ตอ่ ไปนี้ทําหนา้ ทีเ่ ก่ียวขอ้ งกบั การควบคุมปรมิ าณ CO2
1) Cerebellum 2) Cerebrum
3) Medulla Oblongata 4) Pons
5) ข้อ 1) และขอ้ 2) ถูกตอ้ ง
13. ขอ้ ใดกลา่ วถึงปลาชอ่ นไมถ่ กู ต้อง
ก. ขบั ปัสสาวะน้อยและปัสสาวะมีความเขม้ ขน้ สงู
ข. Osmotic Pressure ของของเหลวในรา่ งกายมากกวา่ นํ้าภายนอก
ค. มีผวิ หนงั และเกลด็ ปอ้ งกนั น้ําซมึ เข้า
1) ก. เท่าน้นั 2) ข. เทา่ นัน้
3) ค. เท่านั้น 4) ข้อ ก. และขอ้ ข.
5) ไมม่ ีขอ้ ใดถกู
14. สัตว์ในข้อใดต่อไปนีท้ ่อี ุณหภูมริ า่ งกายเปลีย่ นแปลงตามส่งิ แวดลอ้ ม
1) เปด็ 2) อูฐ 3) มา้ นํ้า 4) ไฮยีนา 5) กระต่าย
15. อวยั วะชนดิ ใดทไ่ี มไ่ ดจ้ ัดวา่ เปน็ อวยั วะนา้ํ เหลือง
1) ตอ่ มไทมัส 2) มา้ ม
3) ตอ่ มทอนซลิ 4) ตับ
5) ขอ้ 1) และข้อ 4) ถกู ต้อง
16. การให้ทารกด่ืมนมมารดา ทารกไดร้ บั ภูมิคมุ้ กันชนดิ ใด
1) ภูมคิ มุ้ กนั ก่อเอง 2) ภมู คิ ้มุ กนั รบั มา
3) ภูมคิ มุ้ กันกอ่ เองและรับมา 4) ภูมคิ ้มุ กันท่ีทารกสรา้ งขน้ึ เองต้งั แต่กาํ เนดิ
5) ไมไ่ ดร้ ับภูมคิ ุ้มกนั ไดร้ บั แตส่ ารอาหาร
17. สามแี ละภรรยาคูห่ น่งึ มเี ลือดหมู่ A มลี ูกคนแรกเลือดหมู่ O โอกาสมีลกู คนที่ 2 เลือดหมู่ A คดิ เป็นรอ้ ยละ
เท่าใด
1) 0 2) 25 3) 50 4) 75 5) 100
โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29 145 ชีววิทยา (อ.อําพล)
18. ข้อใดกล่าวถึง DNA ไมถ่ กู ตอ้ ง 4) ก. และ ง. 5) ก. และ ค.
ก. Monomer คอื Nucleotide
ข. มี Deoxyribose เป็นองค์ประกอบ
ค. เบสอะดนิ ีนจะจบั เบสกัวนีนดว้ ยพันธะไฮโดรเจน
ง. เกดิ จาก Polynuclecotide 2 สาย
1) ก. และ ข. 2) ข. เทา่ นัน้ 3) ค. เทา่ นัน้
19. การวินจิ ฉัยโรคพันธุกรรมท่ีเกิดความผดิ ปกติของโครโมโซมทําไดโ้ ดยวธิ ีใด
1) วิเคราะหพ์ ันธุประวัติ 2) วิเคราะหค์ ารีโอไทป์
3) วิเคราะห์ DNA 4) วเิ คราะห์จีโนม
5) วิเคราะห์ลายพิมพน์ ิ้วมือ
20. หม่เู ลือดระบบ ABO ในมนุษยแ์ สดงถึงขอ้ ความใด
1) ความแปรผนั ไมต่ อ่ เน่อื ง 2) ความแปรผนั ต่อเนือ่ ง
3) ข้อดขี องเฮเทอโรไซโกต 4) การคัดเลือกแบบ Disruptive
5) การกลายพนั ธ์ุ (Mutation)
21. สง่ิ มชี ีวติ อาณาจกั รใดมบี ทบาทเป็นผยู้ ่อยสลายในระบบนิเวศ
1) อาณาจกั รสตั ว์ 2) อาณาจักรพชื
3) อาณาจักรฟังไจ 4) อาณาจกั รมอเนอราและอาณาจกั รพชื
5) ถกู ทง้ั ข้อ 2) และ ขอ้ 3)
22. ข้อใดไม่เก่ยี วข้องกับความหลากหลายทางชวี ภาพ
1) ความหลากหลายของสปชี ีส์ 2) ความหลากหลายของพนั ธกุ รรม
3) ความหลากหลายของวฒั นธรรม 4) ความหลากหลายของแหลง่ ทอ่ี ยู่อาศัย
5) ถูกท้งั ขอ้ 2) และข้อ 3)
23. ข้อใดคือสิง่ มีชวี ติ ท่ีมีการเจริญเติบโตเพม่ิ จํานวนมากท่สี ุด เมือ่ ชายฝง่ั จังหวัดประจวบครี ขี ันธ์ เกิดเหตกุ ารณ์
น้ําแดงหรือข้ีปลาวาฬ (Red Tide)
1) ยูกลีโนซวั 2) ไตรโคโมแนส
3) ไดโนแฟลกเจลเลต 4) ไดโนแมสติโกต
5) พารามเี ซียม
24. ข้อใดถูกต้องเกย่ี วกับการถ่ายทอดพลังงานในระบบนเิ วศ
1) พลงั งานแสงท่ีโลกได้รับจะเขา้ สผู่ ู้ผลิต
2) พลงั งานทีถ่ ่ายทอดในโซ่อาหารอยู่ในรปู พลงั งานแสงและความรอ้ น
3) ระบบนิเวศรบั พลังงานแสงได้โดยไม่ผ่านผผู้ ลติ
4) ผู้ผลติ จะนาํ พลงั งานแสงทีไ่ ด้รับไปใช้ไดเ้ พยี ง 10% เท่านน้ั
5) ผ้ยู อ่ ยสลายอาจเป็นส่ิงมชี ีวิตจําพวกพชื
ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล) 146 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29
25. ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตรูปแบบใดท่ีทําให้แมลงบางชนิดมีวิวัฒนาการจนมีรูปร่างคล้ายกิ่งหรือใบ
ของตน้ ไมท้ ีม่ นั อาศัยอยู่
1) ภาวะปรสิต 2) การล่าเหย่ือ
3) ภาวะองิ อาศัย 4) ภาวะพ่งึ พา
5) ภาวะแก่งแย่งแข่งขัน
26. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งงกู บั เหยย่ี วเปรียบไดก้ บั ความสมั พนั ธ์ของสิ่งมชี ีวติ คู่ใด 5) ไม่มีขอ้ ใดถูก
ก. พยาธติ วั ตดื ในลาํ ไสข้ องคน
ข. เสอื กับกวาง
ค. แบคทเี รยี ท่อี ยู่ทป่ี มรากพืชตระกูลถ่ัว
ง. เหาฉลามเกาะตดิ ฉลาม
จ. กล้วยไมก้ บั ต้นไม้
1) ก. และ ข. 2) ข., ค. และ ง. 3) ข. เท่านั้น 4) ค. เทา่ นน้ั
27. ปา่ ชนดิ ใดพบความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สดุ
1) ปา่ สน 2) ป่าพรุ 3) ปา่ ดิบชื้น 4) ป่าเต็งรงั 5) ป่าเบญจพรรณ
28. ถา้ เดนิ ขึน้ เขาสูงในประเทศไทย จะพบไบโอมแบบใดเปน็ ลําดบั ต้ังแตเ่ ชงิ เขาจนถึงยอดเขา
1) ป่าดิบช้นื ปา่ สนทุนดรา 2) ปา่ ดิบชืน้ ทุนดราปา่ สน
3) ปา่ ดบิ ชน้ื ปา่ เตง็ รงั ปา่ สนปา่ 4) ป่าดบิ ช้ืนปา่ ผลดั ใบในเขตอบอุน่ ปา่ สน
5) ปา่ ดิบช้ืนป่าสนป่าผลดั ใบในเขตอบอ่นุ
29. นายร่งุ ศักดิไ์ ดช้ ว่ ยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยการนาํ กระดาษทใี่ ช้เพียงหนา้ เดียวกลับมาใช้ใหม่ วธิ ดี ังกลา่ ว
เรยี กว่าอะไร
1) Reduce 2) Reuse 3) Recycle 4) Repair 5) Reject
30. เจแ้ ตว๋ นาํ กาวมาปะรองเท้าส้นสูงทหี่ กั เพือ่ นาํ รองเทา้ มาใช้อกี ครงั้ ตรงกบั ข้อใด
1) Reduce 2) Reuse 3) Recycle 4) Repair 5) Reject
31. ออรแ์ กเนลลใ์ ดในเซลล์พืชทไ่ี มพ่ บดเี อ็นเอ (O-NET’52)
1) นวิ เคลยี ส 2) แวคิวโอล 3) คลอโรพลาสต์ 4) ไมโทคอนเดรีย
32. เซลล์ที่มีส่วนประกอบดงั ต่อไปนี้ : ดเี อน็ เอไรโบโซมเย่ือหุ้มเซลลเ์ อนไซม์และไมโทคอนเดรียเปน็ เซลลข์ อง
สงิ่ มีชวี ติ ในข้อใด (O-NET’53)
1) แบคทีเรีย 2) พชื เทา่ นั้น
3) สัตว์เท่านนั้ 4) อาจเปน็ ไดท้ ้ังพืชหรือสัตว์
โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 147 ชีววทิ ยา (อ.อําพล)
33. ข้อใดเรียงลําดับระยะการแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ ได้ถูกต้อง
I. II.
III. IV.
1) I., II., III., IV. 2) III., II., I., IV.
3) IV., II., I., III. 4) II., I., IV., III.
34. เมื่อเสร็จส้ินการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสในร่างกายของเพศชายแล้วเซลล์ท่ีเกิดข้ึนจะมีรูปแบบโครโมโซม
ดงั ข้อใด
1) 44 + XX 2) 44 + XY 3) 22 + X 4) 22 + Y
35. เมอ่ื นาํ กระเพาะปัสสาวะของสุกรมาบรรจุสารละลายน้ําตาลรัดปลายท้ังสองด้านให้แน่นและนําไปช่ังนํ้าหนัก
จากน้ันจึงนําไปแช่ในนํ้ากล่ันและช่ังนํ้าหนักเป็นระยะๆ กราฟใดแสดงการเปลี่ยนแปลงน้ําหนักของ
กระเพาะปัสสาวะได้ถกู ตอ้ ง (O-NET’52)
นํ้าหนกั (กรมั ) นาํ้ หนกั (กรมั )
1) 2)
เวลา (ชม.) เวลา (ชม.)
นา้ํ หนกั (กรมั ) นํ้าหนกั (กรมั )
3) 4)
เวลา (ชม.) เวลา (ชม.)
36. เม่ือหยดน้ําเกลือลงบนสไลด์ท่ีมีใบสาหร่ายหางกระรอกอยู่จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเซลล์คล้าย
กับท่ีเกดิ ขึน้ เมื่อหยดสารใดมากทีส่ ดุ และเกิดเรว็ ทส่ี ดุ (O-NET’53)
1) นาํ้ กลนั่ 2) นา้ํ เชอื่ ม 3) นา้ํ นมสด 4) แอลกอฮอล์
ชีววิทยา (อ.อําพล) 148 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29