The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Brand's Summer Camp ปีที่ 29 วิชาชีววิทยา
โดย อ.อำพล ขวัญพัก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by BS_Library, 2020-05-01 09:24:17

Brand's Summer Camp ปีที่ 29 วิชาชีววิทยา

Brand's Summer Camp ปีที่ 29 วิชาชีววิทยา
โดย อ.อำพล ขวัญพัก

Keywords: ชีววิทยา

ระบบหมุนเวยี นโลหิต (Circulatory System)

ระบบหมุนเวียนโลหติ (Circulatory System) หมายถึง ระบบการไหลเวยี นของเลือดที่เกิดขนึ้ จาก
แรงทหี่ ัวใจบบี ตวั ส่งเลือด ตามหลอดเลอื ดไปยงั ปอด เพื่อการแลกเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซดเ์ ปน็ ออกซเิ จน
จากนั้นกลับมาเข้าหวั ใจเพอื่ สง่ ไปเลี้ยงส่วนตา่ งๆ ของรา่ งกาย

การไหลเวียนแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 ส่วน
1. วงจรไหลเวยี นท่วั กาย (Systemic Circulation) เลือดท่ีไหลเวยี นจะออกจากเวนทริเคลิ ซา้ ย (Left
Ventricle) ไปสูส่ ว่ นตา่ งๆ ของร่างกาย แล้วกลับมาเข้าเอเทรียมขวา วงจรนีท้ ํางานกว้างขวางจงึ อาจเรียกวา่
วงจรใหญ่ (Greater Circulation)
2. วงจรไหลเวียนผ่านปอด (Pulmonary Circulation) เลือดทส่ี ง่ มาเขา้ เอเทรียมขวาจะเทลงสู่
เวนทริเคลิ ขวา (Right Ventricle) แล้วสง่ ไปยงั ปอด หลงั จากน้ันจะกลบั มาเขา้ เอเทรยี มซา้ ยใหม่ การไหลเวียน
ในวงจรนีท้ าํ งานนอ้ ยกวา่ จงึ เรยี กว่า วงจรเลก็ (Lesser Circulation)

ระบบหมนุ เวยี นโลหิตในสัตว์
1. ไมม่ รี ะบบเลือด ไดแ้ ก่ พวก Porifera Cnidaria Platyhelminthes อาศยั การแลกเปลีย่ นสารกับ
สิง่ แวดลอ้ มโดยตรง

Spongocoel Osculum Osculum
Canal Spicule
Ostium, pore Choanocyte
Branch
Bud Atrium
Porocyle
Mcsohyl
Amebocyte
Pinacoderm

Incurrent pore
Pinacoderm

ภาพแสดงฟองนํ้าส่งิ มชี วี ติ จําพวก Porifera

โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 49 ชีววิทยา (อ.อาํ พล)

2. ระบบหมนุ เวียนเลอื ดแบบปดิ (Closed Circulatory System) พบในสัตวจ์ าํ พวก Annelids

Mollusk Chordate เลอื ดท่ีอยใู่ นหลอดเลอื ดเดนิ ตลอดเวลา ของเหลวในหลอดเลือดเรียก Blood นอกหลอด

เลือดเรยี ก Lymph

Cuticle Coelom
Epidermis

Circular muscle Septum (partition
Longitudinal between segments)
muscle
Anus

Dorsal
vessel

Intestine Metanephridium
Setae
Nephrostome Nerve cord
Ventral Clitellum Metanephridium
vessel

Pumping
Pharynx vessels Crop
Cerebral ganglia

Mouth Intestine
Gizzard
Subpharyngeal Esophagus
ganglion Ventral nerve
with segmental ganglia

ภาพแสดงระบบหมุนเวียนเลอื ดแบบปดิ ของไส้เดอื นดนิ ส่งิ มีชวี ติ จาํ พวก Annelid

ชวี วิทยา (อ.อาํ พล) 50 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29

3. ระบบหมุนเวยี นเลือดแบบเปดิ (Open Circulatory System) พบในสตั วจ์ าํ พวก Arthropods และ
Enchinoderm ของเหลวในหลอดเลอื ดจะปะปนกนั เรียกว่า Hemolymph

หวั ใจ หวั ใจ ช่องว่างภายในลาํ ตัว

ชอ่ งว่างภายในลําตัว หลอดเลือดฝอย
หวั ใจ บริเวณเหงือก

ช่องว่างภายในลาํ ตัว หวั ใจ

หลอดเลือดฝอย
บริเวณเหงือก

ช่องว่างภายในลาํ ตัว

ภาพแสดงระบบหมนุ เวียนเลอื ดแบบเปดิ (Open Circulatory System) ของสตั ว์ต่างๆ

ระบบไหลเวยี นโลหติ ในสตั ว์มกี ระดูกสันหลงั

• ปลา มีหัวใจ 2 หอ้ ง คอื Atrium, Ventricle โดยมีการนําเลอื ดไปฟอกทีป่ อด
• สตั วส์ ะเทนิ น้าํ สะเทนิ บก มหี วั ใจ 3 หอ้ ง คือ Right Atrium, Left Atrium, Ventricle ทําใหเ้ ลอื ดมกี าร
ปะปนกนั
• สตั วเ์ ล้อื ยคลาน มหี ัวใจ 4 หอ้ งไม่สมบรู ณผ์ นัง Ventricle ปิดไมส่ นทิ เลือดผสมกนั (ยกเวน้ จระเข้ทมี่ ี
4 ห้องสมบรู ณ)์
• สตั วเ์ ลย้ี งลูกดว้ ยนา้ํ นม และสัตว์ปีก มีหัวใจ 4 ห้องสมบูรณ์

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 51 ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล)

cGailpl illaries Lcuapnigllaarnieds skin cLuapnigllnaries Lcuapnigllnaries

Vaoerntatral aDoorrtsaal ParutlemryonaPvreuyilnmonary

aCrotneurisosus aRtirgihutm aLetrfitum aRtvRirgeiihgunhtmtrticleLveenfaLttetrrfiitculme Ratirgihutm Laetrfitum
Ventricle aRrigchht Aorta
Atrium Ventricle Rveignhtrticle Lveenfttricle
vSeinnuossus

Aorta

Aorta

Scaypstilelamriiecs cSaypstilelamriiecs Scaypstilelamriiecs cSaypstilelamriiecs
(a) Bony fishes
(b) Amphibians (c) Most reptiles (d)aCnrdocmodaimliamnsa,isbirds,

ภาพแสดงระบบไหลเวยี นโลหิตในสตั วม์ กี ระดกู สันหลัง

สตั ว์มีกระดูกสันหลังมีหวั ใจอยู่ 3 แบบ สามารถแบง่ ได้ตามจํานวนหอ้ งของหวั ใจ ได้แก่
1. หวั ใจ 2 ห้อง

- พบในสัตวน์ ํ้าจําพวกปลา
- ประกอบไปดว้ ย หอ้ งบนของหัวใจ (Atrium) และห้องล่างของหวั ใจ (Ventricle)
- เลือดทใ่ี ชแ้ ล้วจากอวัยวะทวั่ รา่ งกายจะถูกสง่ เขา้ ไปในแอง่ รบั เลอื ด (Sinus Vernosus) ต่อจากน้นั
เม่ือเลือดได้ถกู ส่งไปยงั หัวใจหอ้ งบนแล้ว จะถูกสง่ ไปหอ้ งล่างของหัวใจ (หัวใจห้องลา่ งจะมีผนงั หนากวา่ หัวใจ
ห้องบน) เนอื่ งจากจะต้องส่งเลือดไปเลยี้ งท่ัวตัวปลา หอ้ งใจหอ้ งล่างจะสง่ เลอื ดเขา้ สู่หลอดเลอื ดส้นั ๆ เรียกวา่
เวนทรลั เอออรต์ า (Ventral Aorta) เขา้ สหู่ ลอดเลือดฝอยทีเ่ หงอื กเพ่ือแลกเปลย่ี นแกส๊ เลอื ดทีฟ่ อกเรียบรอ้ ย
แลว้ จะเขา้ สูห่ ลอดเลือด ดอร์ซอลเอออรต์ า (Dorsal Aorta)
- เลือดที่ผ่านหัวใจจะเป็นเลือดดําทง้ั สนิ้

ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล) 52 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29

Capillary beds
Artery Arteriole
(O2-rich blood)

Venule

Vein

Gill Artery Atrium Heart
Capillaries (O2-poor blood) Ventricle

ภาพแสดงระบบไหลเวยี นโลหิตในปลา

2. หัวใจ 3 หอ้ ง
- พบในสัตวส์ ะเทนิ นํา้ สะเทินบกและสตั ว์เล้ือยคลาน
- ประกอบไปดว้ ย หวั ใจห้องบน 2 ห้อง หัวใจห้องลา่ งอกี 1 หอ้ ง
- หวั ใจห้องขวาบนทําหน้าที่รบั เลอื ดที่ใช้แลว้ จากหลอดเลอื ดเวน (Vein) จากนน้ั จึงส่งไปฟอกเลอื ด

ทปี่ อด แล้วกลับลงมาทห่ี ัวใจห้องซา้ ยบน ตอ่ จากนนั้ เลอื ดจากหวั ใจหอ้ งซ้ายบน จึงจะลงมาหัวใจห้องล่าง เพ่อื
ส่งเลอื ดไปเลยี้ งส่วนต่างๆ

- เนอ่ื งจากมีหวั ใจห้องลา่ งเพยี งห้องเดยี ว ดังนน้ั เลือดจงึ มีการปนกันบา้ งในหวั ใจห้องลา่ ง

lbtuolontoghdse tboodthye
ptfobrhxloooeyomogrbdeond-y olbfrurixlcoonyhmoggdsetnh-e

pooxoyrgmthebnielxo-ihnoridegcahwortfiathnidn

ภาพแสดงระบบไหลเวียนโลหติ ในกบ

โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 53 ชวี วทิ ยา (อ.อําพล)

3. หัวใจ 4 ห้อง

- พบในสตั ว์ปกี และสตั วเ์ ลยี้ งลูกดว้ ยน้าํ นม
- จระเขเ้ ปน็ สัตวเ์ ลื้อยคลานชนดิ เดียวทม่ี หี วั ใจครบ 4 ห้องสมบรู ณ์
- ประกอบไปด้วย หวั ใจห้องบน 2 ห้อง หวั ใจห้องลา่ งอกี 2 ห้อง รวมท้ังหมด 4 ห้อง
- เลือดท่ีใชแ้ ล้ว (เลือดดาํ ) และเลือดทยี่ ังไมใ่ ช้ (เลอื ดแดง) จะแยกเปน็ คนละส่วนอย่างชัดเจน และ
ไม่มีการปนกนั

Sveunpaercioarva

Ratirgihutm Aorta

Parutelmryonary

Pciurclmuiotnary Left atruim
vPeuilnmonary

Rveignhtrticle Left ventricle
Ivnefneariocrava
Systemic circuit

ภาพแสดงระบบไหลเวียนโลหิตในมนุษย์

ระบบหมนุ เวียนเลือดของมนษุ ย์

ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล) ภาพแสดงหวั ใจของมนุษย์
54 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29

1. หัวใจห้องบนขวาจะรบั เลอื ดดาํ จากหลอดเลอื ดเวนขนาดใหญ่ 2 เส้น คอื ซูพเี รียเวนาคาวา (Superior
Vena Cava) จากสว่ นหวั และแขน และอนิ ฟเี รยี เวนาคาวา (Inferior Vena Cava) จากส่วนลาํ ตัวและขา

2. หวั ใจหอ้ งบนขวาบีบตวั นําเลือดเขา้ ส่หู วั ใจหอ้ งล่างขวา โดยผา่ นล้นิ ไตรคัสปดิ (Tricuspid Valve)
ทีก่ ้นั อยูร่ ะหว่างห้องบนขวาและหอ้ งล่างขวา

3. หัวใจห้องลา่ งขวาบบี ตวั เลอื ดจะไหลผ่านลน้ิ พลั โมนารีเซมลิ ูนาร์ (Pulmonary Semilunar Valve)
เพ่ือฉีดไปยังหลอดเลือดพัลโมนารีอารเ์ ทอรี (Pulmonary Artery) นําไปแลกเปลีย่ นแก๊สทป่ี อด โดยจะปล่อย
CO2 ออก และรับ O2 เข้าแทน เลือดจะไหลกลบั ส่หู วั ใจทางพัลโมนารีเวน (Pulmonary Vein) เขา้ หัวใจห้องบนซ้าย

4. หวั ใจห้องบนซ้ายบบี ตัวนําเลอื ดเขา้ สู่หัวใจห้องล่างซา้ ย โดยผา่ นลิ้นไบคัสปิด (Bicuspid Valve) หรอื
เรียกอกี ช่ือวา่ ลน้ิ ไมทรอล (Mitral Valve) ทีก่ ้ันอยู่ระหวา่ งหอ้ งบนซา้ ยและห้องลา่ งซา้ ย

5. หวั ใจห้องล่างซ้ายบบี ตวั เลือดจะไหลเขา้ สเู่ อออรต์ า (Aorta) หลอดเลอื ดแดงขนาดใหญท่ ี่สดุ ใน
ร่างกาย และลน้ิ เอออรต์ กิ เซมลิ นู าร์ (Aortic Semilunar Valve) กน้ั ไมใ่ หเ้ ลือดไหลย้อนกลับเขา้ หัวใจ

6. เอออรต์ าจะมแี ขนงตา่ งๆ คือ หลอดเลือดอารเ์ ทอรี (Artery) ส่งเลอื ดท่ฟี อกแล้วไปยังสว่ นต่างๆ ของ
ร่างกาย

หลอดเลอื ดของมนษุ ย์

หลอดเลือดแดง หรอื เรียกวา่ อาร์เทอรี เป็นหลอดเลอื ดทน่ี าํ เลอื ดออกจากหัวใจ นาํ เลือดทม่ี ปี รมิ าณ

ออกซิเจนสงู จากหวั ใจไปเลีย้ งสว่ นต่างๆ ของรา่ งกาย ยกเว้นเลือดทีอ่ ยู่ในอาร์เทอรที ่ีไปยังปอดเปน็ เลือดทมี่ ี

ออกซเิ จนต่าํ หลอดเลอื ดประเภทน้จี ะมผี นงั หนาแข็งและกล้ามเน้อื ทีม่ คี วามยดื หยนุ่ สงู สามารถทนตอ่ แรงดัน

เลือดได้ ไม่มลี ้นิ กั้น มีขนาดตา่ งๆ กนั ขนาดใหญส่ ุด คอื เอออรต์ า

หลอดเลือดดํา หรือเรียกวา่ เวน เป็นหลอดเลอื ดทน่ี ําเลือดเขา้ สู่หวั ใจ ยกเว้นเวนทน่ี าํ เลอื ดจากปอดเขา้ สู่

หวั ใจ จะเป็นหลอดเลอื ดแดง หลอดเลอื ดเวนมีผนังบาง เพราะมีกล้ามเนอ้ื นอ้ ยกว่าความยดื หยุ่นน้อยและได้รบั

แรงดันจากเลือดตํา่ และมรี ูกว้างกว่าหลอดเลือดแดง มีล้นิ กัน้ ภายในเป็นระยะๆ เพือ่ ป้องกันเลือดไหลย้อนกลับ

ยกเว้นหลอดเลือดดํา พลั โมนารนี ําเลือดที่แลกเปลย่ี นแกส๊ จากปอดกลบั สูห่ ัวใจ เลอื ดท่อี ยูใ่ นหลอดเลือดดาํ เป็น

เลอื ดท่มี ีออกซิเจนตํา่ ยกเวน้ หลอดเลอื ดดาํ ทนี่ ําเลอื ดจากปอดเขา้ ส่หู วั ใจ

หลอดเลือดฝอย เปน็ หลอดเลอื ดขนาดเล็กจาํ นวนมากสานกนั เปน็ ร่างแหแทรกอย่ตู ามเน้ือเย่อื และ

เชื่อมตอ่ อยู่ระหว่างอาร์เทอรี และเวน มพี ื้นผวิ มาก และมีความหนานอ้ ยจึงเหมาะสําหรบั ทาํ หน้าทีแ่ ลกเปลย่ี น

แก๊ส อาหาร สารตา่ งๆ ของเสียระหวา่ งเลือดกบั เซลล์ร่างกายโดยวธิ ีการแพร่

BLOOD VESSELS

tsimssouoeth muscle white blood cell

connective epithelial cell
tissue

endothelium valve

ARTERY red blood cell

endothelium
smooth muscle

CAPILLARY
connective tissue

VEIN

โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 55 ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล)

Artery แผนภาพแสดงหลอดเลอื ดประเภทตา่ งๆ

thick, elastic wall
small lumen

thin wall

Vein large lumen
valve

Capillary single cell wall

ตารางเปรยี บเทียบหลอดเลอื ดของมนุษย์

ขอ้ เปรียบเทียบ หลอดเลอื ดอาร์เทอรี หลอดเลอื ดเวน หลอดเลอื ดฝอย
ผนังหลอดเลอื ด 3 ชน้ั 3 ชนั้ 1 ชนั้
ความหนาของ
ผนังหลอดเลอื ด หนามากกวา่ หนานอ้ ยกวา่ บางทส่ี ุด
โพรงในหลอดเลอื ด
นอ้ ยกว่า มากกวา่ น้อยที่สดุ
ล้นิ มกั ไม่มีลนิ้ มกั มลี นิ้ ไม่มีล้ิน
ปรมิ าณเลือด 10-12% 60-70% 4-5%
ความดนั เลือด ตํา่ ทส่ี ุด
ความเร็วเลอื ด สูง น้อย ตา่ํ
มาก น้อยท่ีสดุ

เลอื ด คอื เน้อื เยอื่ ชนดิ หนงึ่ ของร่างกาย มีอย่ปู ระมาณ 2-9% ของนาํ้ หนกั ตัว เลือดคนประกอบด้วยส่วน
ทเ่ี ปน็ ของเหลว เรยี กวา่ น้ําเลือดหรอื พลาสมาประมาณร้อยละ 55 โดยปรมิ าตร สว่ นทเ่ี หลือรอ้ ยละ 45 เปน็
ของแข็ง เรียกว่า เซลล์เมด็ เลอื ดแดง เซลล์เมด็ เลือดขาว และเกลด็ เลือด

ชวี วทิ ยา (อ.อําพล) 56 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29

ภาพแสดงส่วนประกอบของเลอื ด

โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 57 ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล)

ระบบหมูเ่ ลอื ด
Antigen อยู่บนเยอื่ ห้มุ เซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดงมสี ารพวก Glycolipids (Carbohydrate + Lipid)
Antibody อยู่ในพลาสมาโปรตนี ถ้า Antigen กบั Antibody ชนดิ เดยี วกนั มาจับกนั ก็จะทําให้เกดิ เลือด
ตกตะกอน

ตารางแสดงขอ้ มลู ของระบบหมเู่ ลอื ด ABO และ Rh

ระบบหมู่เลือด ABO หมเู่ ลือด แอนติเจน แอนติบอ A กร๊ปุ เลือดผ้ใู ห้ AB
ดี BO
A A B 9 8
B B A 9 89 8
O - A, B 8 99 8
AB A, B 9 89 9
- 99

ระบบหมู่เลือด Rh หมูเ่ ลือด แอนติเจน แอนติบอดี กร๊ปุ เลอื ดผู้ให้
Rh+ Rh-
Rh+ มี ไม่มี
Rh- ไมม่ ี ไม่มี 99
89

O

AB AB

AB

แผนผงั แสดงการใหเ้ ลอื ดในระบบ ABO

นอกจากหมู่เลือดท่สี าํ คัญ 4 หมู่ แล้วยังมหี มเู่ ลอื ดอีกหมทู่ ี่มคี วามสําคญั แกช่ วี ิต นัน่ คือ หมเู่ ลอื ดระบบ
Rh ซึ่งได้มาจากคําว่า Rhesus Monkey ซึง่ เป็นลงิ วอกชนิดหนง่ึ มีช่ือวทิ ยาศาสตรว์ ่า Macacamulutta
หมู่เลอื ดระบบ Rh แบ่งเป็น 2 พวก คือ Rh+ และ Rh-

คนทีม่ ีหม่เู ลอื ด Rh+ มีแอนตเิ จน Rh ทผี่ วิ เมด็ เลอื ดแดง แต่ไมม่ แี อนตบิ อดี Rh ในนาํ้ เลอื ด
คนทีม่ ีหมู่เลือด Rh- ไม่มแี อนติเจน Rh ท่ผี ิวเมด็ เลือดแดง และไมม่ แี อนตบิ อดี Rh ในนํา้ เลอื ด

ชีววทิ ยา (อ.อําพล) 58 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29

แต่คนท่มี ี Rh- นีส้ ามารถสร้างแอนตบิ อดี Rh ในน้าํ เลือดได้ เมอื่ ไดร้ บั เลอื ดหมู่ Rh+ เขา้ ไป ในการถา่ ย
เลอื ดต้องคาํ นงึ ถงึ เลอื ด Rh ด้วย เพราะคนท่มี เี ลอื ด Rh- คร้ังแรกเมื่อได้รบั เลอื ด Rh+ อาจถูกกระตนุ้ ใหส้ ร้าง

แอนติบอดี Rh ในรา่ งกายผรู้ ับและมีการสะสมแอนติบอดี Rh ในการรบั เลอื ดคราวต่อไปอาจมกี ารจบั กลุ่มของ
เม็ดเลือดแดง ทาํ ใหถ้ ึงตายได้ ในกรณที ่ีหญิงมเี ลอื ด Rh- แต่งงานกับชายทีม่ เี ลอื ด Rh+ หากทารกในครรภ์มี
เลอื ด Rh+ ซง่ึ ได้ยีนมาจากพอ่ เลอื ดทารกในครรภ์น้นั จะกระตนุ้ ให้แม่สรา้ งแอนติบอดี Rh ขึน้ มาตอ่ ต้าน Rh+
ทารกคนแรกอยู่ในครรภ์เพยี ง 9 เดือน แอนตบิ อดี Rh ของแม่ยงั ไมม่ ากพอทีจ่ ะทาํ ลาย Rh+ ได้ ลูกคนแรกจึง
คลอดออกมาปกติ แต่ถา้ ลูกคนถัดมาเกิดมี Rh+ เปน็ คนท่สี องอกี เลือดของแม่จะสรา้ งแอนติบอดี Rh เพมิ่

มากขึน้ และสามารถสง่ เขา้ ไปยงั รกสู่ทารกในครรภ์ ทําให้เม็ดเลอื ดแดงของทารกจับกล่มุ ตกตะกอน สง่ ผลให้

ทารกถงึ ตายได้ โรคนเี้ รยี กวา่ อริ โิ ทรบลาสโทซสิ ฟีทาลิส (Erythroblastosisfetalis)

ภาพแสดงการเกดิ อริ โิ ทรบลาสโทซสิ ฟที าลสิ

ในคนไทยส่วนใหญแ่ ล้วไมไ่ ด้คดิ เลอื ดหมู่ Rh- กนั เทา่ ใดนัก เพราะสว่ นใหญ่มากกว่า 99% เป็น Rh+ มี
เพยี ง 1 ใน 500 เทา่ นน้ั ที่เปน็ Rh-

นอกจากเลอื ดระบบ ABO และ Rh แล้วยังมีหมู่เลือดอีกมากมาย ซึ่งไม่กล่าวถงึ ในท่นี ้ี เช่น หมูเ่ ลือด MN
และอ่ืนๆ

ระบบภูมคิ ุม กัน (Immunity System)

ความสามารถของรา่ งกายในการตอ่ ต้านและกาํ จัดจลุ นิ ทรีย์ เชน่ แบคทีเรียหรอื ส่งิ แปลกปลอมอน่ื ๆ ท่ี
เขา้ สู่รา่ งกาย

ภูมิค้มุ กนั ร่างกายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังน้ี
1. ภมู ิคมุ้ กนั ท่ีมีมาแต่กําเนิด (Innate Immunity) ซ่งึ ประกอบด้วย กลไกภูมคิ มุ้ กันรา่ งกาย 2 ด่าน
ตามลาํ ดบั ดังน้ี

1.1 ระบบปกคลมุ ร่างกาย (ผวิ หนัง) จัดเป็นภูมิคุ้มกนั ด่านแรกสุดของรา่ งกาย
1.2 ภูมิค้มุ กนั แบบไมจ่ ําเพาะ (Nonspecific Immunity) เป็นภูมคิ ุม้ กันดา่ นทส่ี องของรา่ งกาย
2. ภูมิคมุ้ กันที่เกดิ ขน้ึ หลังกาํ เนิด (Acquired Immunity) ซึง่ เปน็ ภมู ิคุ้มกนั ด่านท่สี าม (ดา่ นสดุ ท้าย)
ของร่างกายและจัดเปน็ ภูมิคุ้มกันแบบจําเพาะ (Specific Immunity)

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 59 ชวี วิทยา (อ.อาํ พล)

ภูมคิ มุ้ กันทีม่ ีมาแต่กาํ เนิด (Innate Immunity)
1.1 ระบบปกคลุมรา่ งกาย (ผวิ หนงั )

- ต่อมผลิตน้าํ มนั และตอ่ มเหงื่อจะหลั่งสารช่วยทําให้ผิวหนังมคี ่า pH 3-5 ซงึ่ สามารถยับยั้งการ
เจรญิ เติบโตของจลุ ินทรียห์ ลายชนิดได้

- เหงอ่ื น้าํ ตา และนํ้าลายมไี ลโซไซม์ (Lysozyme) ซง่ึ สามารถทําลายแบคทีเรียบางชนิดได้
- ผวิ หนงั เปน็ แหล่งทีอ่ ยู่ของแบคทเี รียและเชอ้ื ราท่ไี มก่ อ่ ให้เกิดโรค ซึง่ ช่วยป้องกันไม่ใหแ้ บคทเี รยี
ทก่ี อ่ ให้เกิดโรคเขา้ ไปในรา่ งกายไดง้ ่าย
- ผนังด้านในของอวัยวะทางเดินอาหาร อวัยวะหายใจ และอวยั วะขบั ถ่าย (ปสั สาวะ)
ประกอบด้วย เซลล์ทีส่ ามารถสร้างเมือก (Mucus) เพอ่ื ดักจับจลุ นิ ทรยี ไ์ ด้ รวมถึงกรดไฮโดรคลอรกิ ในกระเพาะ
อาหารกส็ ามารถทําลายแบคทเี รยี บางชนดิ ได้
1.2 ภมู คิ ้มุ กนั แบบไมจ่ ําเพาะ (Nonspecific Immunity)
- เม็ดเลอื ดขาว 3 ชนิดท่เี กี่ยวขอ้ งกบั ระบบภมู ิคุม้ กันแบบไม่จําเพาะมีดังน้ี

1. นิวโทรฟิล (Neutrophil)
2. แมโครฟาจ (Macrophage)
3. Natural Killer Cell (NK Cell)
- การอักเสบเกิดโดยการหลัง่ สารฮีสทามีน (Histamine) ซึ่งจะทาํ ใหเ้ ลอื ดไหลไปยังบริเวณท่ี
อักเสบมากข้นึ รวมท้ังหลอดเลอื ดฝอยบรเิ วณดงั กลา่ วจะยอมใหส้ ารตา่ งๆ ผา่ นเขา้ -ออกไดม้ ากขนึ้
- การเปน็ ไข้ (Fever) จะไปกระตนุ้ การทํางานของเมด็ เลือดขาวกลมุ่ ฟาโกไซต์ (Phagocyte) เพอ่ื
ไปยบั ยัง้ การเจรญิ เติบโตของจลุ นิ ทรียน์ น้ั ๆ
- อนิ เทอร์เฟอรอน (Interferon) จะปอ้ งกนั การติดเชอื้ จากไวรสั โดยการทําลาย RNA ของไวรสั
ชนดิ น้นั ๆ

ภูมคิ มุ้ กนั ท่เี กดิ ขึน้ หลงั กาํ เนิด (Acquired Immunity)

ภมู คิ ้มุ กันแบบจําเพาะ (Specific Immunity)
- เปน็ การทาํ งานของเม็ดเลอื ดขาวกลมุ่ ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) โดยการสร้างแอนติบอดี (Antibody)
ซง่ึ เปน็ สารประเภทโปรตีนข้นึ มาต่อตา้ นเช้ือโรคหรอื สิ่งแปลกปลอม (Antigen) ทีเ่ ขา้ สรู่ า่ งกาย
- เมด็ เลือดขาวกลมุ่ ลมิ โฟไซต์ (Lymphocyte) มีตวั รบั อยูบ่ ริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ ซง่ึ สามารถจดจาํ ชนิด
ของแอนตเิ จนไดแ้ ละทําใหเ้ กดิ ภูมิคุ้มกนั แบบจําเพาะ
- อวัยวะทีส่ ง่ เสริมระบบภูมิคุม้ กนั แบบจาํ เพาะ ประกอบด้วย อวยั วะน้ําเหลืองปฐมภมู ิ และอวยั วะ
นาํ้ เหลอื งทุติยภมู ิ อวัยวะนํ้าเหลืองปฐมภูมทิ ําหนา้ ที่สรา้ งเซลล์เม็ดเลือดขาว ได้แก่ ไขกระดูก (Bone Marrow)
ต่อมไทมัส (Thymus) อวยั วะน้ําเหลอื งทุตยิ ภูมิทําหน้าที่กรองแอนตเิ จน (จลุ นิ ทรียต์ า่ งๆ เชน่ แบคทีเรยี ) ได้แก่
มา้ ม (Spleen) ตอ่ มนาํ้ เหลอื ง (Lymph Node) เนอื้ เยื่อน้ําเหลืองทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับการสรา้ งเมอื ก (Mucosal-
Associated Lymphoid Tissue : MALT) ได้แก่ ต่อมทอนซิล ไส้ต่ิง และกลุ่มเซลลฟ์ อลลเิ คิลในชน้ั เน้ือเยอื่
เกี่ยวพนั ท่อี ยู่ดา้ นใตข้ องชัน้ เนอ้ื เยื่อสรา้ งเมือก

ชีววิทยา (อ.อําพล) 60 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29

ภูมิคุ้มกันแบบจาํ เพาะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามแหลง่ ทีม่ าของแอนติบอดี ได้แก่
1. ภมู ิค้มุ กันกอ่ เอง (Active Immunity) หมายถึง ภูมคิ ุ้มกันท่เี กดิ จากร่างกายสร้างแอนติบอดี
(Antibody) ขึน้ มาเองโดยเป็นภมู คิ ุม้ กันระยะยาว ซึ่งถูกกระตนุ้ จากปัจจยั ต่อไปนี้

- การฉีดวัคซีนป้องกนั โรคต่างๆ
- การฉดี ทอกซอยด์ (Toxoid) ป้องกันโรคบางชนดิ
- การคลกุ คลีหรือใกลช้ ดิ กับบคุ คลทเ่ี ปน็ โรคนั้นๆ
ประเภทของวัคซีน
วัคซนี แบง่ ออกเป็น 3 ประเภทตามวัตถดุ บิ ดงั นี้
1. เชอ้ื โรคทตี่ ายแล้ว
2. เช้อื โรคทถ่ี ูกทําใหอ้ อ่ นฤทธิ์ลง
3. สารพษิ จากเช้อื โรค (Toxoid) ซ่ึงถกู ทาํ ให้หมดสภาพความเปน็ พษิ แล้ว
2. ภมู ิคุ้มกันรับมา (Passive Immunity) หมายถงึ ภมู ิคุ้มกันทเ่ี กิดจากร่างกายรับแอนตบิ อดี
(Antibody) จากภายนอกเขา้ มา เพอื่ ต่อต้านเช้อื โรคทเี่ ข้าสรู่ า่ งกายไดท้ ันที และเป็นภูมคิ ุ้มกันในระยะสนั้
ตัวอยา่ งภมู คิ ุ้มกันรบั มา เช่น
- การฉดี เซรมุ่ เพ่อื รักษาโรคบางชนิด เช่น เซร่มุ ป้องกันโรคพษิ สนุ ขั บา้ เป็นตน้
- การดม่ื นาํ้ นมแมข่ องทารก
- การไดร้ ับภูมคิ มุ้ กันจากแม่ของทารกทีอ่ ยใู่ นครรภ์

ระบบน้าํ เหลือง (Lymphatic System)

หนา้ ท่ขี องระบบน้าํ เหลอื ง
1. นําของเหลวที่อยูร่ ะหวา่ งเซลลก์ ลบั เขา้ สู่ระบบหมุนเวยี นเลอื ด
2. ดดู ซมึ สารอาหารประเภทไขมนั บรเิ วณลาํ ไสเ้ ล็ก
3. เป็นสว่ นหนึ่งของระบบภมู คิ มุ้ กันร่างกาย

สว่ นประกอบของระบบน้ําเหลือง ได้แก่
1. นาํ้ เหลือง
2. หลอดนํา้ เหลอื ง
3. อวัยวะน้ําเหลอื งแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท ดงั น้ี

3.1 อวัยวะนํา้ เหลืองปฐมภูมิ ไดแ้ ก่ ไขกระดกู และต่อมไทมัส
3.2 อวยั วะนํา้ เหลืองทุติยภูมิ ไดแ้ ก่ มา้ ม ตอ่ มน้าํ เหลือง และต่อมทอนซลิ

โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 61 ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล)

1. น้ําเหลอื ง (Lymph) คอื ของเหลว ไมม่ สี ที ซ่ี ึมผา่ นผนงั หลอดเลอื ดฝอยออกมาอยบู่ รเิ วณช่องว่าง
ระหวา่ งเซลล์ ซึง่ ของเหลวดังกลา่ วจะเคลื่อนทีเ่ ขา้ สูห่ ลอดน้ําเหลอื งตอ่ ไป นา้ํ เหลืองมีส่วนประกอบคลา้ ยคลงึ กับ
เลอื ด แต่มีจํานวนและปรมิ าณโปรตนี น้อยกวา่ รวมทงั้ ไมม่ เี มด็ เลือดแดงและเกล็ดเลือด

นํา้ เหลอื งจะไหลเขา้ สู่หัวใจห้องบนขวาร่วมกบั เลือดเสียจากส่วนตา่ งๆ ของร่างกาย ซงึ่ การไหลเวยี น
ของนํา้ เหลอื งภายในหลอดนํา้ เหลืองจะอาศยั การหดตัวของกล้ามเนือ้ ท่ีอยูร่ อบๆ โดยภายในหลอดนา้ํ เหลอื งจะ
มีล้ินกัน้ เพื่อควบคมุ ทิศทางการเคลือ่ นทีข่ องนาํ้ เหลอื งให้ไปในทศิ ทางเดียวกนั

ภาพแสดงระบบน้าํ เหลอื งของมนุษย์ (Lymphatic System of Human)

2. หลอดน้ําเหลือง (Lymphatic Vessels)
หลอดนาํ้ เหลืองมีหลายขนาด เปน็ หลอดท่ีมปี ลายดา้ นหนง่ึ ตนั หลอดน้าํ เหลอื งบริเวณอก

(Thoracic Duct) จะมีขนาดใหญท่ ีส่ ุด ทาํ หนา้ ทีล่ ําเลยี งนาํ้ เหลืองไปยังหลอดเลอื ดดาํ บรเิ วณไหปลารา้
(Subclavian Vein) เพอื่ ส่งเขา้ สู่หลอดเลอื ดดาํ ใหญ่ (Vena Cava) ตอ่ ไป

3. อวยั วะนาํ้ เหลอื ง (Lymphoid Organs) แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท ดังนี้
3.1 อวยั วะน้าํ เหลืองปฐมภูมิ ไดแ้ ก่ ไขกระดกู และตอ่ มไทมสั
1. ไขกระดูก (Bone Marrow) เป็นเน้ือเยือ่ ทอ่ี ยใู่ นโพรงกระดกู ทําหนา้ ที่สรา้ งเซลล์เมด็ เลือด

ขาวและเม็ดเลือดแดงรวมทัง้ เกล็ดเลอื ดด้วย

2. ตอ่ มไทมสั (Thymus) เป็นอวยั วะน้ําเหลอื งทเี่ ป็นต่อมไรท้ ่อ (สรา้ งฮอร์โมนได้) อยู่ตรง
ทรวงอกรอบหลอดเลือดเอออร์ตา (Aorta) โดยหน้าทีข่ องต่อมไทมัสสร้างและพัฒนาเซลล์เมด็ เลือดขาวชนดิ ลมิ โฟไซต์
(Lymphocyte) ลมิ โฟไซตท์ ไ่ี ทมสั ไม่สามารถต่อสกู้ บั เชอื้ โรคท่ีเข้าสรู่ ่างกายได้ แตเ่ มือ่ โตเต็มท่ีจะเข้าสรู่ ะบบ
หมุนเวียนเลอื ดเพอ่ื ไปยังอวยั วะนํ้าเหลืองอืน่ ๆ และสามารถต่อสู้กบั เช้ือโรคได้

ชวี วทิ ยา (อ.อําพล) 62 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29

3.2 อวัยวะนาํ้ เหลืองทุตยิ ภูมิ ไดแ้ ก่ ม้าม ตอ่ มนํา้ เหลอื ง และตอ่ มทอนซลิ
1. มา้ ม (Spleen) เป็นอวยั วะนํา้ เหลืองที่มีขนาดใหญท่ ี่สดุ มีลักษณะนมุ่ สมี ่วงอยใู่ นชอ่ งทอ้ ง

ด้านซ้ายใตก้ ะบังลมติดกับด้านหลงั ของกระเพาะอาหาร ภายในมา้ มมแี มโครฟาจ (Macrophage) และเมด็ เลอื ด
แดงอย่เู ป็นจาํ นวนมาก

มา้ มมหี นา้ ท่ี ดังน้ี
- กรองจุลนิ ทรีย์ (แบคทีเรยี ) และสง่ิ แปลกปลอมออกจากเลือด
- สร้างและทาํ ลายเซลลเ์ ม็ดเลอื ดขาว
- ทาํ ลายเซลล์เมด็ เลอื ดแดงที่หมดอายแุ ล้ว
- เป็นอวัยวะเกบ็ สํารองเลือดไวใ้ ชใ้ นยามฉกุ เฉนิ เช่น ภาวะท่ีร่างกายสูญเสียเลือดมาก
2. ตอ่ มนา้ํ เหลอื ง (Lymph Node) มลี ักษณะคอ่ นข้างกลม มหี ลากหลายขนาด กระจายตัว
อยภู่ ายในหลอดนาํ้ เหลอื งท่วั ร่างกาย พบมากตามบรเิ วณคอ รักแร้ และขาหนีบ เปน็ ตน้ ซึง่ ภายในต่อมน้ําเหลอื ง
จะพบเซลลเ์ ม็ดเลือดขาวอยรู่ วมกันเปน็ กระจุก มลี ักษณะคลา้ ยฟองน้าํ
ต่อมนํ้าเหลืองมหี นา้ ที่ ดงั น้ี
- กรองเชอ้ื โรคหรือส่งิ แปลกปลอมออกจากน้ําเหลอื ง
- ทําลายแบคทีเรยี และไวรสั
3. ต่อมทอนซลิ (Tonsils) มหี นา้ ทป่ี กปอ้ งไมใ่ ห้เชอ้ื โรค หรอื สิง่ แปลกปลอมเขา้ สูห่ ลอด
อาหารและกลอ่ งเสียง ซงึ่ มอี ยู่ 3 บริเวณ ดังน้ี
- บรเิ วณเพดานปาก
- บรเิ วณคอหอย
- บริเวณลิน้

Pharyngeal
tonsil

Palatine
tonsil

Lingual
tonsil
S
RL
I

ภาพแสดงตําแหนง่ ของต่อมทอนซลิ ในมนุษย์

โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 63 ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล)

ระบบแลกเปลย่ี นแกส (Respiratory system)

ระบบหายใจเปน็ ระบบที่เก่ียวข้องกับการแลกเปลยี่ นแก๊ส ระหว่างแกส๊ ออกซเิ จนจากอากาศที่หายใจเข้า
ไปในปอดกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ทีเ่ ปน็ ของเสยี จากเซลล์ ซงึ่ ละลายอย่ใู นน้าํ เลอื ดที่ถงุ ลมปอด สาเหตทุ ี่ตอ้ ง
มีการแลกเปลย่ี นแกส๊ เกิดขึน้ ในรา่ งกาย เนอื่ งจากแกส๊ ออกซเิ จนมคี วามสําคัญในเซลล์ และคาร์บอนไดออกไซดท์ ี่
เกดิ ขึน้ ในเซลล์หากมีการสะสมมากๆ จะทาํ ใหเ้ ซลลต์ ายได้ ร่างกายจงึ จําเปน็ ตอ้ งกาํ จัดคาร์บอนไดออกไซด์ออก
โดยการหายใจออก

ระบบแลกเปล่ียนแก๊สในส่ิงมชี ีวิต

1. ส่ิงมีชีวิตเซลลเ์ ดียว
เซลล์ของสงิ่ มีชีวิตจะสมั ผสั กับสงิ่ แวดล้อมท่ีเปน็ นํ้าอยูต่ ลอดเวลา จึงมีการแลกเปล่ียนแก๊สกับ

ส่งิ แวดลอ้ มโดยตรงโดยผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ ตวั อย่างเชน่ อะมบี า พารามีเซียม เป็นต้น

O2 CO2

ภาพแสดงการแลกเปลีย่ นแกส๊ โดยตรงกบั สิ่งแวดล้อมของพารามเี ซยี ม
2. สตั ว์หลายเซลลข์ นาดเล็กทอ่ี าศยั อยู่ในนา้ํ และไม่มรี ะบบหมนุ เวยี นเลือด

CO2 COO22
O2 พลานาเรีย

ไฮดรา

เซลล์แต่ละเซลล์จะแลกเปล่ียนแก๊สผ่านเยื่อหุ้มเซลล์โดยตรงเช่นเดียวกับส่ิงมีชีวิตเซลล์เดียว
ตวั อย่างเช่น ฟองนํา้ ไฮดรา หนอนตัวแบน เป็นตน้

ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล) 64 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29

3. ไส้เดือนดิน

หลอดเลอื ด

O2 CO2

ผวิ หนงั

แมว้ ่าไส้เดอื นจะมีขนาดใหญก่ ว่าสิ่งมีชวี ิตจาํ พวกไฮดรา หรือส่ิงมีชีวิตเซลลเ์ ดียวอยา่ งมาก แตไ่ ส้เดอื น
นนั้ ยงั ไม่มีโครงสรา้ งที่ทาํ หน้าที่เฉพาะในการแลกเปลยี่ นแกส๊ แตจ่ ะแลกเปลยี่ นแกส๊ โดยเซลลท์ ี่อยูบ่ รเิ วณผิวหนัง
ของลาํ ตวั ทเ่ี ปียกชืน้ ของไสเ้ ดือน แก๊สจะแพรผ่ า่ นผิวหนังเขา้ มา และถูกลําเลียงโดยระบบหมุนเวียนเลือดไปสู่
เซลล์ตา่ งๆ ทวั่ รา่ งกาย ขณะเดียวกนั แก๊สทีเ่ ซลลไ์ ม่ตอ้ งการแลว้ นัน้ ก็จะถกู ลําเลยี งออกโดยระบบหมุนเวียนเลอื ด
และปลอ่ ยออกนอกร่างกายทางผวิ หนังเช่นกนั

4. แมลง

Air sacs

Spiracles ลาํ ไส้
trachoale หัวใจ

Muscle

tracheac

Spiracle ปอดแผง

เนือ่ งจากเป็นสัตว์ที่อาศยั อยบู่ นบกเป็นสว่ นใหญ่ รา่ งกายจงึ ไมค่ ่อยได้สัมผัสกบั นํ้า ทาํ ให้มวี วิ ฒั นาการ
อวยั วะแลกเปลี่ยนแก๊สให้อยู่ภายในรา่ งกาย โครงสร้างท่ใี ช้ในการแลกเปลีย่ นแกส๊ ของแมลงประกอบด้วยทอ่ ลม
ซ่งึ แตกแขนงเป็นทอ่ ลมฝอยขนาดเลก็ อกี ที โดยอากาศจะผา่ นชอ่ งหายใจ (Spiracle) การแลกเปลี่ยนแก๊สจะ
เกดิ ขึ้นระหว่างปลายท่อลมฝอยขนาดเล็กกบั เซลลโ์ ดยตรง นอกจากนี้แมลงท่ีบนิ ได้บางชนิดยงั มถี ุงลม (Air sac)
ซ่ึงตดิ ตอ่ กับช่องหายใจอยภู่ ายในส่วนท้องเป็นจาํ นวนมาก เพ่อื สาํ รองอากาศไวข้ ณะบิน หรอื แมงบางชนิด เช่น
แมงมุมน้นั มที ่อลมซ้อนเป็นชั้นพับไปมา ลกั ษณะคลา้ ยแผงและยังมหี ลอดเลือดนาํ คารบ์ อนไดออกไซด์มาแลก
ออกซิเจนท่แี ผงทอ่ ลม จึงเรยี กโครงสร้างทีใ่ ชใ้ นการแลกเปล่ยี นแกส๊ แบบนี้ว่า ปอดแผง (Booklung)

โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 65 ชีววิทยา (อ.อําพล)

5. ปลา

ทิศทางท่ีนาํ้ ผ่าน กระดูกค้าํ เหงือก
จากปากไปเหงือก

กระดูกคํา้ เหงือก เส้นเลือด

เลอื ดที่มี O2 นอ ย
เลอื ดทมี่ ี O2 มาก

แผ่นบาง เส้นเหงือก
ของเส้นเหงือก

ทิศทางที่นาํ้ ผา่ น

ในนํ้ามีปรมิ าณแกส๊ ออกซเิ จนละลายอยนู่ อ้ ยมาก เม่อื เปรยี บเทยี บกับปรมิ าณแกส๊ ออกซเิ จนในอากาศ
และแก๊สออกซเิ จนยงั แพรใ่ นน้าํ ไดช้ า้ กวา่ ในอากาศ ยง่ิ ถา้ อณุ หภมู ิของน้าํ สูงข้ึน แกส๊ ออกซเิ จนยง่ิ ละลายในนาํ้ ได้
นอ้ ยลง แตเ่ พราะสตั วน์ า้ํ มีการจัดเรียงเน้อื เยื่อของอวัยวะทีใ่ ช้แลกเปลีย่ นแกส๊ ได้แก่ เหงือก จงึ สามารถรบั
แกส๊ ออกซเิ จนไดเ้ พียงพอตอ่ ความต้องการ เหงือกแตล่ ะซีจ่ ะมขี นาดเล็กมากโดยประกอบด้วยเซลล์ท่เี รยี งตัวเปน็
ชั้นบางๆ ทําให้แกส๊ สามารถแพร่ผา่ นเขา้ ไปได้ง่าย แม้วา่ ปลาจะอย่นู ิ่งๆ แผน่ กระดกู ปดิ เหงือกหรอื แผ่นแก้มของ
ปลาจะเคล่ือนไหวอย่ตู ลอดเวลา โดยการเคล่ือนไหวจะเป็นจงั หวะพอดกี ับการอา้ ปากและหุบปากของปลาดว้ ย
แกส๊ ออกซเิ จนที่ละลายอยูใ่ นนํ้าเขา้ ทางปากแลว้ ผา่ นออกทางเหงือกตลอดเวลา และแก๊สออกซิเจนจะแพร่ผา่ น
เขา้ สู่หลอดเลือดฝอยที่เหงือก แลว้ หมนุ เวียนไปตามระบบหมนุ เวียนเลือดต่อไป

6. นก

นกมที ่อเช่อื มตอ่ กบั ถงุ ลมซึง่ มีถึง 9 ถุง ลกั ษณะเช่นน้ีมีประโยชนต์ อ่ การดาํ รงชีวติ ของนก เพราะ
ทาํ ใหน้ กสามารถแลกเปล่ียนแกส๊ ได้ดี และสามารถทาํ ให้นกนาํ แกส๊ ออกซิเจนทีไ่ ด้ไปใช้ในการสลายสารอาหาร
ใหไ้ ด้พลังงานสําหรบั ใชใ้ นกิจกรรมตา่ งๆ เช่น ใช้ในการบิน เป็นตน้ การทน่ี กมีถุงลมเช่ือมต่อกบั ปอดนน้ั กเ็ พื่อ
สาํ รองอากาศไวใ้ ชข้ ณะบนิ

ชีววิทยา (อ.อําพล) 66 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

7. สัตว์สะเทินน้ําสะเทนิ บก

Lung Glottis Nostril

(a) Floor of the mouth lowered (b) (c) Floor of the mouth raised (d)

สตั ว์สะเทนิ น้ําสะเทนิ บก หรือสตั วค์ รึ่งน้ําคร่ึงบก เปน็ สัตว์ทีอ่ ยไู่ ด้ทงั้ ในนา้ํ และบนบก สัตว์ครง่ึ นาํ้ ครง่ึ บก
มีต่อมเมอื ก ทาํ ใหผ้ วิ หนังชมุ่ ชน้ื ตลอดเวลา ผวิ หนังจึงเปยี กลืน่ อยเู่ สมอ ไมม่ ีเกลด็ หรอื ขน หายใจด้วยเหงือก
ปอด ผิวหนงั หรอื ผิวในปาก ลูกอ่อนท่อี อกจากไขม่ ีรปู รา่ งคลา้ ยปลา อาศัยอยใู่ นนาํ้ จึงหายใจด้วยเหงือก
พอเติบโตเต็มทแี่ ลว้ จะอาศัยอยบู่ นบก โดยหายใจด้วยปอด ถา้ ผิวหนงั แห้งมันจะหายใจไม่ได้และอาจตายได้
เพราะแกส๊ ออกซเิ จนจากอากาศต้องละลายไปกับนา้ํ เมือกท่ีผิวหนงั แลว้ จงึ แพร่เข้าสกู่ ระแสโลหติ เชน่ กบ
คางคก อง่ึ อ่าง เขียด เป็นตน้

การหายใจของมนษุ ย์

Nasal cavity Pharynx
Nostril
Mouth Left lung
Larynx Rib
Left
Trachea bronchus
Right lung Intercosta
Right muscles
bronchus

Diaphragm

ภาพแสดงอวยั วะในการแลกเปล่ียนแกส๊ ของมนษุ ย์

โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 67 ชวี วิทยา (อ.อาํ พล)

การเคลอ่ื นทข่ี องอากาศเข้าและออกจากปอด

Scalene Sternocleidomastoid Transversus
muscle muscle thoracis
muscles
Pectoralis
minor muscles Diaphragm Internal
intercostal
Serratus muscles
anterior Rectus abdominis
muscle and other
External abdominal
intercostal
muscles muscle

การหายใจน้นั ถูกแบ่งออกเปน็ 2 ประเภทหลกั ได้แก่ กระบวนการหายใจออก และกระบวนการหายใจเข้า
ทั้งสองกระบวนการเกดิ ข้นึ ได้ เน่ืองจากมกี ารเปลยี่ นแปลงปริมาตรและความดันของชอ่ งอก โดยมีลกั ษณะ
แตกต่างกันดังน้ี

ประเด็นพิจารณา การหายใจเขา้ (Inspiration) การหายใจออก (Expiration)

กล้ามเน้ือกะบังลม หดตวั และเล่อื นต่าํ ลง คลายตัว และเคลื่อนกลบั สสู่ ภาพเดิม
(โค้งขึน้ )
กลา้ มเน้ือยึดกระดูกซโี่ ครง สง่ ผลให้กระดกู ซ่โี ครงยกตัวสงู ขึน้
ปรมิ าตรของชอ่ งอก เพ่มิ ข้ึน คลายตวั กลบั สู่สภาพเดิม
ลดลง
ความดันอากาศภายในช่อง ลดลง
อก เพิ่มขน้ึ
อากาศจากภายนอกเคลื่อนท่ีเข้าสู่
ผลทีเ่ กดิ ข้ึน ปอด อากาศภายในปอดถกู ดันออกสู่
ภายนอก

สดั ส่วนของแก๊สตา่ งๆ ในลมหายใจเข้าและออก ออกซเิ จน คารบ์ อนไดออกไซด์

คารบ์ อนไดออกไซด์
ออกซเิ จน

ไนโตรเจน ไนโตรเจน

ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

ชวี วทิ ยา (อ.อําพล) 68 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29

สิง่ ทกี่ ําหนดอัตราการหายใจเขา้ และออก คือ ปรมิ าณแกส๊ คาร์บอนไดออกไซดใ์ นเลือด
• ถ้าปรมิ าณแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นเลอื ดตา่ํ จะทาํ ให้การหายใจช้าลง เช่น การนอนหลบั เป็นตน้
• ถ้าปริมาณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดใ์ นเลือดสูงจะทําให้การหายใจเรว็ ขึ้น เนือ่ งจากรา่ งกายตอ้ งการ
ออกซิเจนให้เซลล์ผลิตพลังงานมากข้นึ และต้องการขบั คาร์บอนไดออกไซดอ์ อก เช่น การออกกําลงั กาย เปน็ ตน้

อาการอ่ืนๆ
อาการทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั การหายใจ มีดังนี้
• การจาม

เกดิ จากการหายใจเอาอากาศท่ไี มส่ ะอาดเขา้ ไปในรา่ งกาย ร่างกายจงึ พยายามขับสิ่งแปลกปลอม
เหลา่ นัน้ ออกมานอกร่างกาย โดยการหายใจเข้าลกึ แลว้ หายใจออกทนั ที

• การไอ
เป็นการหายใจอย่างรุนแรงเพื่อป้องกันไม่ให้ส่ิงแปลกปลอมหลุดเข้าไปในกล่องเสียงและหลอดลม

รา่ งกาย จะมกี ารหายใจเข้ายาวและหายใจออกอยา่ งแรง
• การหาว
เกิดจากการทมี่ ีปรมิ าณแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดส์ ะสมอยูใ่ นเลอื ดมากเกนิ ไป จงึ ตอ้ งขับออกจากร่างกาย

โดยการหายใจเขา้ ยาวและลึก เพือ่ รับแก๊สออกซเิ จนเขา้ ปอดและแลกเปล่ยี นแก๊สคาร์บอนไดออกไซดอ์ อกจากเลือด
• การสะอกึ
เกิดจากกะบงั ลมหดตวั เปน็ จงั หวะๆ ขณะหดตวั อากาศจะถกู ดันผ่านลงสู่ปอดทันที ทาํ ให้สายเสียงสั่น

เกิดเสยี งขึน้

ตารางสรปุ ระบบหายใจของสตั ว์ชนดิ ต่างๆ

ชนิดของสตั ว์ โครงสร้างทใ่ี ชใ้ นการแลกเปล่ยี นแก๊ส

1. สตั วช์ ั้นตาํ่ เช่น ไฮดรา แมงกะพรนุ - ไม่มีอวัยวะในการหายใจโดยเฉพาะ การแลกเปลีย่ นแก๊สใชเ้ ยอ่ื ห้มุ

ฟองนา้ํ พลานาเรีย เซลล์หรือผวิ หนงั ท่ีชมุ่ ช้ืน

2. สัตว์น้าํ ชัน้ สงู เช่น ปลา กุ้ง ปู หมึก - มเี หงือก (Gill) ซงึ่ มคี วามแตกต่างกนั ในด้านความซบั ซ้อน แต่

หอย ดาวทะเล ทาํ หนา้ ท่ีเชน่ เดียวกัน (ยกเวน้ สัตวส์ ะเทนิ นาํ้ สะเทินบกในช่วงที่

เปน็ ลกู ออ๊ ด ซงึ่ อาศยั อยู่ในนํา้ จะหายใจด้วยเหงอื ก ตอ่ มาเมอ่ื โต

เปน็ ตวั เตม็ วัยอยูบ่ นบก จึงจะหายใจดว้ ยปอด)

3. สตั วบ์ กชน้ั ต่าํ เช่น ไส้เดือนดิน - มีผวิ หนงั ท่ีเปยี กช้นื และมีระบบหมนุ เวยี นเลือดเรง่ อัตราการ
แลกเปล่ยี นแก๊ส

4. สตั ว์บกชั้นสูง มี 3 ประเภท คือ - มแี ผงปอดหรอื ลงั บกุ (Lung Book) มีลกั ษณะเป็นเสน้ ๆ ยื่น
4.1 แมงมมุ ออกมานอกผวิ รา่ งกาย ทําใหส้ ูญเสียความชน้ื ไดง้ า่ ย

4.2 แมลงต่างๆ - มที อ่ ลม (Trachea) เป็นท่อทต่ี ดิ ตอ่ กับภายนอกร่างกายทางรู
หายใจ และแตกแขนงแทรกไปยงั ทกุ ส่วนของร่างกาย
4.3 สตั วม์ กี ระดูกสนั หลงั
- มีปอด (Lung) มลี กั ษณะเป็นถุง และมคี วามสัมพนั ธก์ บั ระบบ
หมนุ เวยี นเลือด

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 69 ชีววิทยา (อ.อาํ พล)

ระบบขบั ถา ย (Excretory System)

ระบบขับถ่ายเปน็ ระบบท่ีขับของเสียออกจากรา่ งกายที่อยใู่ นรปู แก๊ส คอื การหายใจ ของเหลว คือ
ปัสสาวะ เหง่ือ และของแขง็ คือ อจุ จาระ

1. การขบั ถ่ายของเสยี จากไต
ลกั ษณะของไต ไตของคนมี 1 คู่ (2 ช้นิ ) อยู่ในช่องทอ้ งสองข้างของกระดูกสนั หลงั ระดับเอว มี

รูปรา่ งคลา้ ยเมลด็ ถั่ว มีขนาดยาวประมาณ 10 เซนติเมตร กวา้ ง 6 เซนตเิ มตร และหนาประมาณ 3 เซนติเมตร
มีสแี ดงแกมน้ําตาล มีเยอื่ หุ้มบางๆ ไตมี 2 ข้าง ซ้ายและขวา อยู่บรเิ วณด้านหลังของชอ่ งท้อง ใกลก้ ระดูกสันหลงั
บรเิ วณเอว บริเวณส่วนท่ีเว้า เปน็ กรวยไต มีหลอดไตตอ่ ไปยังกระเพาะปสั สาวะ ต่อจากไตท้ังสองข้างมีทอ่ ไต
ทาํ หนา้ ทีล่ าํ เลียงนํ้าปสั สาวะจากไตไปเกบ็ ไว้ท่กี ระเพาะปัสสาวะ ก่อนจะขบั ถา่ ยออกมานอกรา่ งกายทางท่อ
ปสั สาวะเป็นน้ําปัสสาวะ

Kidney
Ureter

Bladder
ภาพแสดงตําแหน่งของไตในร่างกายมนษุ ย์

รีนัลอาร์เทอรี ลกั ษณะภายใน
นาํ เลอื ดที่ ของไต
ประกอบด้วย
ของเสีย กระเพาะปัสสาวะ

ไต
ท่อไต

รีนลั เวน
นําเลอื ดที่
สะอาดซ่งึ ถูก
กรองจากไต

ชวี วทิ ยา (อ.อําพล) ภาพแสดงลกั ษณะของไตมนุษย์
70 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

โครงสร้างไตประกอบไปด้วย 2 ชั้น ซงึ่ ก็คอื ชน้ั นอกหรือคอรเ์ ทกซ์ (Cortex) และชนั้ ในหรอื เมดัลลา
(Medulla) และภายในนน้ั กป็ ระกอบไปด้วยหนว่ ยไต (Nephron) ซง่ึ มีลกั ษณะเปน็ ทอ่ ขดอยู่

โครงสร้างของหน่วยไต (Nephron Structure)

1. คอร์พสั เซิล (Corpuscle) ประกอบดว้ ย 2 ส่วน คอื
1.1 Bowman’s Capsule ลกั ษณะพองออกเป็นลกู กลมๆ มีรอยบุ๋มตรงกลาง
1.2 Glomerulus กลมุ่ หลอดเลอื ดฝอย (Capillary) สานเป็นลกู กลมๆ โดยแยกมาจากหลอดเลอื ดแดง

Renal artery ทนี่ ําเลอื ดเข้ามาในไต โดยพนั เปน็ กล่มุ ก้อนภายใน Glomerulus กอ่ นแตกเปน็ แขนงพันรอบๆ
สว่ นของ Convoluted Tubule ท่เี รยี ก Vasa Recta

2. ทอ่ หน่วยไต (Convoluted Tubule) แบ่งเป็น 3 สว่ น
- ท่อหน่วยไตตอนต้น (Proximal Convoluted Tubule)
- หว่ งเฮนเล (Loop of Henle)
- ทอ่ หน่วยไตตอนปลาย (Distal Convoluted Tubule)

3. ส่วนอน่ื ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
- Collecting Duct หรอื Collecting Tubule เป็นทอ่ ทีต่ ดิ ตอ่ กบั แตล่ ะ Distal Convoluted

Tubule พบในส่วนคอรเ์ ทกซแ์ ละเมดัลลา
- กรวยไต (Renal Pelvis)
- หลอดไต (Ureter)

โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 71 ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล)

การทาํ งานของหน่วยไต
การกรองท่ีโกลเมอรลู สั (Glomerular Filtration)
- แรงดนั ในหลอดเลือดแดง Renal Artery ดันเลือดเข้าสู่ Glomerulus ซง่ึ เปน็ กลมุ่ ของหลอด
เลือดฝอย สารต่างๆ จะเคล่ือนท่ีออกจากกลุ่มของหลอดเลือดฝอย Glomerulus เขา้ สู่โบวแ์ มนแคปซลู
- สารที่กรองได้เรียกวา่ พลาสมาที่กรองได้ หรอื Glomerular Filtrate โดยปราศจากเม็ดเลือดแดง
โปรตนี และไขมันโมเลกุลใหญ่
- อัตราเร็วของการกรองในคน 125 มลิ ลลิ ิตรตอ่ นาที หรือ 180 ลติ รตอ่ วัน (กรองจากเลือดท่ีเขา้
มาไตจํานวน 1200 มิลลลิ ิตรต่อนาท)ี
สารในของเหลวท่ีกรองได้เรียงตามลําดบั ไดด้ งั น้ี
นาํ้ > โปรตนี > คลอไรด์ > โซเดียม > กลูโคส > ยูเรีย > ซลั เฟต = ยูริก > แอมโมเนีย
ตอ่ มาสารตา่ งๆ ทก่ี รองได้จะเคลือ่ นที่เข้าสสู่ ่วนต่างๆ ของหน่วยไตทอี่ ย่ถู ดั มา เพอ่ื เพ่ิมความเข้มข้น
ของสารท่กี รองไดก้ อ่ นจะกลายเป็นปัสสาวะโดยจะผา่ นสว่ นต่างๆ เพ่ิมเตมิ ดังนี้
1. ท่อขดหนว่ ยไตส่วนต้น (Proximal Convoluted Tubule) (Tubular Reabsorption)

- มีการดูดสารมีประโยชนก์ ลับคืนมากที่สดุ
- ดูดสารจําพวกกลโู คสและวิตามินกลับหมดในสภาพปกติ หากขาด Insulin การดูดกลบั ของ
นํ้าตาลจะเกิดได้นอ้ ย ทําใหเ้ กิดโรคเบาหวานได้
- นํา้ ถูกดดู กลบั คือ 80%
- โซเดยี ม, คลอไรด์, กรดอะมิโน, ซัลเฟตและวิตามินบางชนิด เซลลข์ องหลอดไตส่วนนี้จะดดู
กลบั ไปใช้
2. หว่ งเฮนเล (Loop of Henle)
2.1 บรเิ วณตอนตน้ (Descending Limb หรอื ส่วนลง) พบว่า

1. นํา้ ถูกดูดซมึ ออกมา
2. โซเดยี มและยูเรยี ถูกขับเขา้ ไป
3. สารภายในทอ่ มคี วามเขม้ ข้นสูงสดุ ท่ีฐานรปู ตัวยูของ Henle Loop
2.2 บริเวณตอนปลาย (Ascending Limb) หรอื สว่ นขึ้นของหว่ งเฮนเล
1. โซเดยี มจะถกู ลําเลยี งออก
2. นํา้ ไม่ถกู ดดู กลบั ทําให้ความเข้มขน้ เพม่ิ ขนึ้ เรือ่ ยๆ
3. ท่อหน่วยไตตอนปลาย (Distal Convoluted Tubule) อาศยั ฮอรโ์ มนช่วยควบคมุ

ฮอร์โมน ADH หรือ Vasopressin สรา้ งจากสมองส่วน Hypothalamus (แต่หลงั่ จากตอ่ มใตส้ มอง
ส่วนหลัง (Posterior Pituitary Gland)) จะช่วยทาํ ใหด้ ูดนาํ้ กลับเพิ่มขน้ึ ถ้าขาดฮอรโ์ มนดงั กล่าวจะทําให้เปน็
เบาจดื

ฮอรโ์ มน Aldosterone จาก Adrenal Cortex ควบคุมการดูดกลบั Na+ ถา้ ขาดฮอร์โมนตัวนจ้ี ะทําให้
เปน็ โรคเบาเค็ม

ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล) 72 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

บทท่ี 7 พฤตกิ รรมสัตว

พฤติกรรมการเรยี นรู้

การที่สง่ิ มชี ีวติ จะแสดงออกซ่งึ พฤตกิ รรมเช่นน้ไี ด้ จะตอ้ งมปี ระสบการณห์ รอื เรียนรู้ทีจ่ ะแสดงออกซ่งึ
พฤตกิ รรมนน้ั มากอ่ น เพราะเปน็ พฤตกิ รรมท่เี กยี่ วข้องกับระบบประสาท สตั วจ์ ะต้องมีความสามารถในการจาํ
ซ่งึ สตั วแ์ ต่ละชนิดมีความสามารถในการจําไม่เทา่ กัน ข้นึ อยกู่ บั ความเจริญของระบบประสาท พฤตกิ รรมการ
เรยี นรมู้ ี 5 แบบ ได้แก่

1. การเรยี นรู้แบบ Habituation หรือความเคยชิน
2. การเรยี นรูแ้ บบฝงั ใจ (Imprinting)
3. การเรยี นรแู้ บบมีเงอื่ นไข (Conditioning หรอื Conditioned Response หรอื Conditioned Reflex)
4. การเรยี นรู้แบบลองผดิ ลองถูก (Trial and Error Learning )
5. การเรยี นร้แู บบใช้เหตุผล (Reasoning หรือ Insight Learning)

Habituation เป็นพฤติกรรมทีเ่ กดิ จากความเคยชิน เช่น การทีน่ กไดย้ ินเสยี งเตอื นภัยจากเพ่ือนในฝงู แต่
ไมม่ ีอนั ตรายเกดิ ข้ึน เมื่อเปน็ แบบนี้บ่อยๆ นกกจ็ ะไม่ตอบสนองตอ่ สัญญาณเตอื นภยั พฤตกิ รรมนี้เกดิ จากการ
เรียนรูจ้ ากเหตกุ ารณ์ที่เกดิ ข้ึนซํ้าๆ กนั เป็นการเลือกตอบสนอง เพอ่ื ไมต่ ้องเสียพลังงานไปกับสง่ิ เรา้ ทีไ่ มม่ ีผลตอ่
ตวั สง่ิ มีชวี ิตนัน้

Imprinting การเรียนร้แู บบฝงั ใจเปน็ การตอบสนองทเี่ กิดข้นึ ในช่วงๆ ของชีวติ ของสงิ่ มชี วี ิตเท่าน้ัน
อาจจะเปน็ ชว่ งแรกเกิดหรอื เติบโตแลว้ แล้วแตช่ นดิ ของสิ่งมีชีวติ เรียกระยะนีว้ ่า ช่วงวกิ ฤต (Critical Period)
เชน่ การทล่ี กู เป็ดเดินตามส่ิงแรกท่ีมนั เหน็ หลังจากฟกั ออกมาจากไขเ่ พราะนึกวา่ เป็นแมข่ องมนั เป็นต้น (คนที่ทํา
การทดลองกบั เป็ด คือ Konrad Lorenz นกั สัตววทิ ยาชาวออสเตรยี น) หรือการที่นกเรยี นรทู้ จ่ี ะผสมพนั ธุก์ บั นก
ที่ถูกเลีย้ งมาดว้ ยกัน ก็ถือว่าเป็นการเรยี นรแู้ บบฝงั ใจ

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 73 ชีววทิ ยา (อ.อําพล)

Conditioning การตอบสนองแบบมเี งื่อนไข คอื การเรยี นรู้ทจ่ี ะตอบสนองตอ่ สง่ิ เรา้ สองส่งิ โดยสิง่ หนง่ึ
เปน็ สง่ิ เรา้ แท้ หรือส่งิ เร้าแบบไมม่ เี งอื่ นไข และอีกสงิ่ หน่งึ เป็นสงิ่ เร้าเทียมหรอื สิ่งเรา้ แบบมีเงื่อนไข โดย
ตอบสนองตอ่ สิ่งเร้าทั้งสองแบบเหมอื นกัน เพราะส่งิ มชี วี ติ สามารถเช่ือมโยงสิ่งเรา้ ท้ังชนิดเขา้ ด้วยกันได้ หรอื
เรียกว่า Associative Learning เชน่ ใหอ้ าหารเปน็ เป็นสิง่ เรา้ แท้ เมอ่ื สนุ ัขกนิ ก็จะน้าํ ลายไหลทันที ให้สิง่ เรา้
เทียมเป็นกระด่งิ ในชว่ งแรก เม่อื ส่ันกระดง่ิ เพียงอย่างเดียวสนุ ขั จะไม่นํา้ ลายไหล จงึ ลองสน่ั กระดง่ิ และใหอ้ าหาร
ดว้ ยระยะหนง่ึ ต่อมาจงึ ลองสั่นกระดิ่งอยา่ งเดยี วโดยไมใ่ ห้อาหาร สนุ ขั ก็จะนา้ํ ลายไหลเพยี งแคไ่ ดย้ นิ เสยี งกระดงิ่
เปน็ ตน้ การตอบสนองแบบมเี งื่อนไขสามารถนาํ ไปใช้ประโยชนใ์ นการฝึกสตั วเ์ ล้ียงได้

Trial and error เปน็ การตอบสนองของส่ิงมชี ีวิตที่เมอ่ื แสดงออกไปแล้วไมร่ ูว้ ่าจะเกดิ อะไรขึ้น สิ่งมชี วี ิต
จะตอ้ งเรียนรจู้ ากผลท่เี กิดข้ึนจากการตอบสนองของสิง่ เร้าของมัน สิง่ มีชวี ิตทมี่ ีระบบประสาทเจรญิ กว่าส่งิ มชี วี ติ
อื่นจะสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดได้เรว็ กว่าสิง่ มชี วี ิตอืน่ เช่น การทค่ี างคกเหน็ ผึ้งแล้วตวดั กนิ ก็จะถูก
ผึ้งต่อย หลงั จากการลองผดิ ลองถกู หลายๆ ครั้ง คางคกกจ็ ะจาํ ไดว้ ่าผ้ึงไม่ควรกิน เป็นต้น การเรียนรู้เชน่ น้ที ําให้
สง่ิ มีชีวติ เรยี นรู้ท่จี ะหลีกเลยี่ งหรือทาํ พฤติกรรมนัน้ ๆ ซ้าํ

Reasoning เป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ขั้นสูงสุดของสิ่งมีชีวิตเพราะต้องใช้การวิเคราะห์และเหตุผล โดย
สามารถตอบสนองต่อสง่ิ เรา้ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งแมว้ า่ จะเคยเจอหรือไม่เคยเจอส่ิงเร้าแบบน้ันมาก่อน สัตว์ท่ีสามารถ
แสดงพฤติกรรมน้ไี ด้ต้องเปน็ สัตว์เลยี้ งลกู ด้วยน้าํ นมเพราะมสี มองสว่ น Cerebrum ท่ีเจริญแล้ว เช่น ลิงชิมแพน
ซีสามารถแกไ้ ขปญั หาเออ้ื มไม่ถงึ กล้วยทถ่ี กู หอ้ ยอย่สู งู ไดโ้ ดยนาํ ลังไมม้ าซอ้ นกนั จนสูงพอแล้วปีนข้ึนไปหยิบกล้วย
เปน็ ต้น

ชีววิทยา (อ.อาํ พล) 74 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

สณั ฐานวิทยา กายวิภาคศาสตร
และสรีรวิทยาของพืช

บทท่ี 8 โครงสรา งและหนา ทข่ี องพืชมีดอก

การจําแนกประเภทของพืช

การจาํ แนกพืชโดยแบ่งจากทอ่ ลาํ เลยี งสามารถจําแนกได้ ดังนี้

Kingdom Plantae

พชื ไม่มีทอ่ ลาํ เลียง พชื มีทอ่ ลําเลียง

Phylum Bryophyta พืชมเี มลด็
(Moss, Hornworts, Liverworts)

พชื ไมม่ เี มลด็

Phylum Psilophyta ไมม่ ีดอก มีดอก
Phylum Lycophyta Phylum Cycadophyta Phylum Anthophyta
Phylum Sphenophyta Phylum Coniferophyta
Phylum Pterophyta Phylum Gingkophyta
Phylum Gnetophyta

แผนผงั แสดงการจําแนกพชื โดยแบง่ จากทอ่ ลาํ เลยี ง

โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 75 ชวี วิทยา (อ.อําพล)

เน้อื เยือ่ พชื

แบ่งไดเ้ ป็น 2 ประเภทใหญๆ่ โดยใชก้ ารแบง่ เซลล์เปน็ เกณฑ์ สามารถจาํ แนกได้ ดังนี้

Plant Tissues

แบ่งตามความสามารถในการแบง่ ตัว

Meristem Tissue Permanent Tissue

แบ่งตามแหลง่ ท่ีพบ แบ่งเปน็

Apical Intercalary Lateral Simple Permanent Tissue Complex Permanent Tissue
Meristem Meristem Meristem

ได้แก่ แบ่งเปน็ แบ่งเป็น

ปลายยอด ปลายราก Epidermis Xylem Phloem
Parenchyma
Collenchyma แบ่งเปน็ แบง่ เปน็

Vessel Sievetube
member Member

Cork Tracheid Companion
Cell

Endodermis Xylem Phloem
Parenchyma Parenchyma
Sclerenchyma
Xylem Phloem
แบง่ เป็น Fiber Fiber

Sclereid Fiber

1. เนื้อเยอ่ื เจรญิ (Meristem Tissue) : เป็นเน้อื เย่อื ท่ีสามารถแบง่ ตวั ได้ มักพบในตําแหนง่ ท่พี ืชมกี าร
เจรญิ เติบโต นวิ เคลียสขนาดใหญเ่ ด่นชดั สามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 3 ประเภท

เนือ้ เยอ่ื เจริญสว่ นปลาย เนอ้ื เยื่อเจรญิ เหนือข้อ เนือ้ เยอ่ื เจรญิ ด้านขา้ ง
(Apical Meristem) (Intercalary Meristem)
(Lateral Meristem)
พบอยบู่ รเิ วณปลายยอด ปลายราก พบบริเวณเหนือขอ้ ของพืชใบเลย้ี ง-
และตา เม่อื แบง่ เซลลแ์ ลว้ ทาํ ให้ เดี่ยว ทําให้ปลอ้ งยดื ยาวออกไป พบหลงั จากมกี ารเจริญข้นั ท่สี อง
ปลายยอด ปลายรากยดื ยาว
ออกไปหรือตาแตกก่งิ ก้านใหม่ เชน่ ราก และลาํ ตน้ มีผนังเซลลบ์ าง

เซลล์จัดเรียงเปน็ ระเบียบ สามารถ

แบง่ ไดเ้ ป็น 2 ชนดิ คอื วาสควิ ลาร-์

แคมเบยี ม (Vascular Cambium)

และคอร์กแคมเบียม (Cork

Cambium)

ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล) 76 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29

2. เน้อื เยื่อถาวร (Permanent Tissue) : เป็นเนอ้ื เยื่อพืชซึง่ ประกอบดว้ ยเซลล์ท่หี ยุดการแบ่งตัว โดย
เซลลท์ ี่ประกอบเป็นเนอื้ เยือ่ พวกนถี้ ูกเปล่ยี นแปลงมาจากเนอื้ เยอ่ื เจริญ เพือ่ เป็นเซลลท์ ี่มรี ปู รา่ งเฉพาะ และ
ทําหน้าทแ่ี ตกตา่ งกนั ไป

2.1 เนือ้ เยอื่ ถาวรเชงิ เดีย่ ว (Simple Permanent Tissue) ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ชนิดเดียวกนั
ทาํ หน้าท่อี ยา่ งเดียวกัน แบ่งได้หลายชนิดตามหน้าท่ีและสว่ นประกอบภายในเซลล์

ชนดิ ของเนอื้ เย่อื ลักษณะ ภาพประกอบ
Epidermis
เนอ้ื เยอื่ ทอ่ี ยู่รอบนอกสดุ ของส่วนต่างๆ ของพืช มักจะ
มีเพียงชั้นเดียว ประกอบด้วยเซลล์ท่ีมีรูปร่างแบน
แวคิวโอลใหญ่ มีสารคิวทิน (Cutin) มาเคลือบ
บางเซลล์พฒั นาเป็นเซลล์คมุ (Guard Cell)

Parenchyma เนอ้ื เย่ือทพ่ี บทวั่ ๆ ไปในพชื เซลล์มีรปู ร่างหลายแบบ
เชน่ คอ่ นขา้ งกลม รี เซลล์ของเนื้อเย่อื ชนิดน้ีบาง
ชนดิ จะมคี ลอโรพลาสตอ์ ย่ดู ว้ ยเรยี ก Parenchyma
ชนิดน้ีว่า Chlorenchyma

Collenchyma เน้ือเย่ือที่มีกลุ่มเซลล์ที่มีผนังเซลล์ค่อนข้างจะหนา
ไม่เท่ากัน ส่วนที่หนามักจะอยู่ตามมุมเซลล์ พบมาก
ตามก้านใบ เสน้ กลางใบ

Sclerenchyma เนอื้ เยอ่ื ทชี่ ่วยพยุงและใหค้ วามแข็งแรงแกล่ าํ ต้น มี
ผนงั เซลล์หนามาก มสี ารพวก Lignin ประกอบอยู่
ด้วย แบง่ ออกเป็น 2 ชนดิ คือ Fiber และ Sclereid

Endodermis เนื้อเย่อื ทอ่ี ย่ดู ้านนอกของเน้อื เย่อื ลาํ เลยี งของราก ที่
ผนงั เซลลม์ สี ารลกิ นนิ และซูเบอรนิ มาพอกหนา เซลล์
เรียงตัวกันแน่นทาํ ใหไ้ ม่มีชอ่ งวา่ งระหวา่ งเซลล์

Cork เนื้อเยื่อช้นั นอกสุดของลาํ ต้นและรากของพชื ทีม่ เี นือ้ ไม้
ที่มีอายมุ ากๆ รูปรา่ งของเซลลท์ างหนา้ ตัดจะมรี ูปรา่ ง
เปน็ ส่เี หลย่ี มผนื ผ้าซ่งึ เบยี ดกนั แน่น เซลล์ของ Cork
เกิดขึ้นได้ไมน่ านก็จะตาย ผนังเซลล์มี Suberin เป็น
สารขี้ผ้งึ สีนํา้ ตาล

โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 77 ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล)

2.2 เน้ือเยื่อถาวรเชงิ ซ้อน (Complex Permanent Tissue) ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์หลายชนดิ มา
อย่รู วมกนั และทํางานรว่ มกัน ได้แก่ เนื้อเยอ่ื ลาํ เลยี ง (Vascular Tissue) ซง่ึ แบ่งเปน็ 2 ประเภท คอื Xylem
และ Phloem

Epidermis
Cortex
Pith
Cambium

Xylem Phloem

Xylem CambiumPhloem

สว่ นประกอบของพชื

ราก (Root)
เปน็ โครงสรา้ งหลักทอ่ี ยู่ใต้ดิน มหี น้าท่ีหลกั คือ ยึดลําต้นให้ตดิ อยู่กับพน้ื ดิน และดดู ซมึ นํา้ แร่ธาตจุ ากดิน
สง่ ไปยังสว่ นตา่ งๆ นอกจากน้ียังมีหนา้ ท่พี เิ ศษอื่นๆ ตามแต่ประเภทของรากอีกดว้ ย
โครงสรา้ งตามยาวของราก แบง่ ออกเป็น 4 บริเวณ ดังน้ี
1. บรเิ วณหมวกราก (Root Cap) อยู่ปลายสุดของรากที่เกิดจากการแบ่งเซลลข์ อง Zone of Cell
Division ลงมาด้านล่าง มี Parenchyma Cell เรยี งตัวหลวมๆ อายสุ น้ั ฉกี ขาดอยเู่ สมอ เนอ้ื เยอ่ื ทตี่ ายจะ
กลายเปน็ เมอื กลน่ื ๆ (Mucilage)
2. บรเิ วณเซลล์กาํ ลังแบ่งตวั (Zone of Cell Division) เซลลม์ รี ูปรา่ งคลา้ ยกันหมด มกี ารแบง่ เซลล์
แบบไมโทซิส (Mitotic Cell Division) อยตู่ ลอดเวลา
3. บรเิ วณเซลล์ขยายตวั ตามยาว (Zone of Cell Elongation) มีการแบง่ ตัวและขยายขนาดตามยาว
มากกว่า ดา้ นกวา้ ง เซลล์ได้รับนาํ้ เข้าไปปรมิ าณมาก
4. บรเิ วณเซลลแ์ หง่ การพัฒนาเพ่อื ทําหน้าทเ่ี ฉพาะ (Zone of Cell Maturation) มกี ารเปลี่ยนแปลง
รปู ร่างเพอ่ื ทําหน้าท่เี ฉพาะ เป็นที่เกิดของเซลล์ขนราก (Root Hair Cell)

ชีววิทยา (อ.อําพล) 78 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

hRaoiorst

Zone of cell maturation

Zeolnonegoafticoenll

Apical meristem

Quiescent zone

Root cap

ภาพแสดงบริเวณตา่ งๆ ของรากพืช

ลกั ษณะรากของพชื ใบเลีย้ งเด่ยี ว และพชื ใบเล้ียงคู่ : ภายในรากจะมีเนอื้ เยื่อท่อลาํ เลยี งอาหารและนา้ํ
ซึ่งมกี ารจัดเรยี งตวั ทแ่ี ตกต่างกนั ไปในพชื ใบเลย้ี งเด่ยี ว และพชื ใบเลี้ยงคู่

รากพชื ใบเล้ยี งเดย่ี ว รากพืชใบเล้ยี งคู่

100 µm 500 µm

บรเิ วณกลางสดุ ของราก เรยี กว่า พิธ (Pith) สว่ น ทอ่ ลาํ เลยี งนํา้ (Xylem) อยู่ตรงกลางเรียงเปน็ แฉก

การจดั เรียงของท่อลําเลยี งน้ํา (Xylem) จะมลี ักษณะ สว่ นท่อลําเลยี งอาหาร (Phloem) เรียงตัวอยู่

เปน็ แฉกหลายแฉก โดยมที อ่ ลาํ เลียงอาหาร ระหว่างแฉก

(Phloem) เรยี งตวั อยรู่ ะหวา่ งแฉก

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 79 ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล)

ลาํ ตน้ (Stem)
เปน็ ส่วนของพชื ซง่ึ สว่ นใหญ่เจริญขึ้นมาเหนอื ดนิ ในทิศทางตรงขา้ มกับแรงโนม้ ถว่ งของโลก มหี นา้ ทีย่ ดึ ก่ิง
ก้าน ใบ และดอก และการลําเลยี งนํา้ อาหารระหวา่ งใบกับราก
ลักษณะลําต้นของพชื ใบเลยี้ งเดย่ี ว และพืชใบเลีย้ งคู่

ลําต้นพชื ใบเล้ียงเด่ียว ลาํ ตน้ พืชใบเลีย้ งคู่

วาสคิวลาร์บันเดลิ กระจัดกระจายทวั่ ลาํ ต้น ส่วนใหญ่ วาสควิ ลารบ์ ันเดิลเรยี งเปน็ ระเบยี บในแนวรัศมี มแี คม-

ไมม่ กี ารสร้างไมเ้ นอื้ แขง็ กลางลาํ ตน้ จงึ กลวง เบยี ม (Cambium) ระหว่างช้นั โฟลเอ็ม และไซเลม็

ทาํ ใหม้ กี ารเจรญิ เติบโตข้นั ที่สอง ทาํ ใหล้ าํ ตน้ ขยาย

ด้านขา้ งได้

วงของการเจริญเติบโต หรอื วงปี (Annual Ring) คอื ชน้ั ของเนอ้ื ไม้ท่เี จริญเติบโตในรอบ 1 ปี เมื่อ
ตดั ตาม แนวขวางของต้นไม้จะมองเหน็ เปน็ วงหลายๆ ชัน้ มีสีทตี่ า่ งกนั พบได้เฉพาะในพชื ใบเล้ยี งคู่ เกดิ จากการ
แบง่ ตวั ของ แคมเบียม ซงึ่ พชื ใบเลี้ยงเด่ยี วไม่มี โดยเป็นการเจริญเติบโตขัน้ ทส่ี องของ Vascular Cambium ที่
แบ่งตวั เขา้ ด้านในให้ Secondary Xylem จํานวนมาก และดันกลุ่มของ Primary Xylem เขา้ ไปในใจกลางลําต้น
เรียกสว่ นนี้ว่า เน้อื ไม้ (Wood) ประกอบด้วยเนือ้ ไม้ 2 ชนดิ คือ Spring Wood ซ่ึงเกิดในฤดูทนี่ าํ้ มาก เซลล์มี
ขนาดใหญส่ จี าง และ Summer Wood เกิดในฤดูแลง้ เซลลม์ ีขนาดเลก็ สีเข้ม จาํ นวนวงปีของพชื ใชท้ าํ นายอายุ
พชื ได้ และยังสามารถบอกแนวโน้มปริมาณนา้ํ ฝนในแต่ละปไี ดด้ ว้ ย

Outer bark (periderm)
Inner bark (secondary phloem)

ชีววิทยา (อ.อําพล) Bark (Wsoeocdondary xylem)
Surface of vascular cambium

ภาพแสดงสว่ นประกอบของเนอ้ื ไม้

80 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29

ลําตน้ ใตด้ นิ (Underground Stem) จําแนกได้เปน็ 4 ประเภท ดงั น้ี

ประเภทของลําต้นใต้ดนิ ลักษณะ ตัวอยา่ ง
แง่งหรอื เหงา้ หรอื ไรโซม
(Rhizome) ลําตน้ ใต้ดนิ สะสมอาหาร มีข้อ และปลอ้ งท่ี ขิง ขา่ ขม้นิ
ชัดเจน
บลั บ์ (Bulb)
ลาํ ตน้ เล็ก มปี ลอ้ งสั้นมาก ตามปลอ้ งมีใบเกลด็ กระเทียม หวั หอม
ห่อห้มุ อาหารจะสะสมในใบเกลด็ แตใ่ นลาํ ต้น
จะไมม่ อี าหารสะสม

ทูเบอะ (Tuber) เกิดจากส่วนปลายของก่งิ ทีอ่ ยใู่ ตด้ นิ พองออก มี หวั มนั ฝร่ัง
คอร์ม (Corm) อาหารสะสมมาก เห็นขอ้ และปล้องไม่ชัดเจน
บริเวณทีอ่ ย่ขู องตาจะเห็นเป็นรอยบุม๋ เข้าไป

ลาํ ตน้ ทม่ี ีอาหารสะสมอยใู่ นลําต้น ลําตน้ อวบ เผอื ก แห้ว
อว้ นมาก มลี ักษณะกลมยาวหรือกลมแบน มขี อ้
ปล้อง และตาชัดเจน อาจมีใบเกลด็ หอ่ หมุ้ ตา

ใบ (Leaf) โดยตาํ แหนง่ อยู่ทลี่ าํ ตน้ หรือก่งิ
เป็นอวัยวะหรือสว่ นของพืชทีเ่ จริญเติบโตออกมาทางด้านขา้ งของลําต้น
หน้าทหี่ ลักคอื สรา้ งอาหารด้วยกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง
โครงสรา้ งภายในของใบประกอบดว้ ยโครงสร้างหลกั 3 ส่วน คอื

ภาพแสดงโครงสร้างภายในของใบ

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 81 ชีววทิ ยา (อ.อําพล)

1. ชัน้ เอพเิ ดอร์มิส (Epidermis) อยูน่ อกสุด มกั มคี วามหนาเพียงชั้นเดียว บางเซลลจ์ ะเปล่ียนแปลงเปน็
เซลล์คุม (Guard Cell)

2. ช้นั มโี ซฟิลล์ (Mesophyll) ประกอบดว้ ย 2 ชน้ั
2.1 ชน้ั พาลิเสดมีโซฟิลล์ (Palisade Mesophyll) เปน็ บรเิ วณท่ีเกดิ กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง
2.2 ชัน้ สปองจมี ีโซฟลิ ล์ (Spongy Mesophyll) เปน็ บริเวณท่ีเกิดการแลกเปล่ยี นแก๊สต่างๆ

3. มดั ทอ่ ลําเลยี ง (Vascular Bundle) ประกอบด้วยไซเล็ม (Xylem) และโฟลเอม็ (Phloem) โดยมี
เซลล์บนั เดลิ ชที (Bundle Sheath) อยลู่ อ้ มรอบ

ประเภทของใบ แบ่งได้เปน็ 2 ประเภท ดังน้ี
1. ใบเดีย่ ว (Simple Leaf) : เปน็ ใบท่มี แี ผน่ ใบแผ่นเดยี วใน 1 กา้ นใบ เชน่ มะมว่ ง ชมพู่ นอ้ ยหน่า
มะยม ออ้ ย พรกิ เปน็ ต้น
2. ใบประกอบ (Compound Leaf) : ใน 1 ก้านใบจะประกอบดว้ ยใบยอ่ ย (Leaflet) หลายใบ เช่น
มะขาม กุหลาบ เป็นต้น

Leaflet

Midrib

Axillary bud

Simple Leaf Compound Leaf

ตารางเปรยี บเทียบระหว่างพชื ใบเลีย้ งเด่ยี ว และพืชใบเล้ียงคู่

พชื ใบเลยี้ งเดย่ี ว พืชใบเลย้ี งคู่

1. ใบเลยี้ ง 1 ใบ อกี ใบเปลย่ี นเป็นปลอกหมุ้ ยอดออ่ น 1. มีใบเลี้ยง (Cotyledon) 2 ใบ

2. เส้นใบขนานกนั 2. เส้นใบเปน็ ร่างแห

3. จาํ นวนกลบี ดอกเปน็ 3 หรือทวีคูณ 3 3. จํานวนกลีบดอกเปน็ 4, 5 หรอื ทวคี ูณ 4, 5

4. Vascular Bundle กระจัดกระจายไมเ่ ป็นระเบยี บ 4. Vascular Bundle อยู่เปน็ ระเบียบเปน็ วงรอบลําต้น

5. ไมม่ กี ารเจริญเติบโตด้านขา้ ง 5. มกี ารเจริญเติบโตด้านขา้ ง

6. ไมม่ ีระบบรากแก้ว มรี ะบบรากฝอย 6. มีระบบรากแก้ว

7. เวลางอกใบเลี้ยงอยู่ใต้ดนิ 7. เวลางอกใบเลีย้ งโผลเ่ หนอื ดิน
(Hypogeal Germination) (Epigeal Germination)

8. เหน็ ข้อและปลอ้ งชดั เจน 8. เหน็ ขอ้ และปล้องไม่ชัดเจน

ชวี วทิ ยา (อ.อาํ พล) 82 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29

บทท่ี 9 กระบวนการสงั เคราะหด วยแสง

การสงั เคราะหด ว ยแสงของพืช

กระบวนการทพี่ ชื ใชใ้ นการสรา้ งอาหาร เรยี กว่า การสงั เคราะหด์ ้วยแสง เปน็ กระบวนการท่ีพชื ใช้
พลังงานแสงท่ไี ดร้ ับมาเปลย่ี นเปน็ พลงั งานเคมีเก็บไวใ้ นอาหารท่สี รา้ งข้นึ

วัตถุดบิ ท่ีพืชต้องการใช้ คือ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) และนาํ้ (H2O)
ผลิตผลทไี่ ด้ คอื สารอาหารจาํ พวกน้าํ ตาล แป้ง ไขมนั โปรตนี (ขึ้นอยู่กับชนิดของพืช) และแกส๊
ออกซเิ จน ซึง่ ได้จากการแตกตวั ของน้ํา
สมการของการสงั เคราะห์ด้วยแสงของพชื สรุปไดด้ งั น้ี

6CO2 + 6H2O แสง C6H12O6 + 6O2 ออกส่อู ากาศ
คลอโรฟลิ ล์
น้าํ ตาลกลูโคส

ในการทดลองเพือ่ ดผู ลของการสงั เคราะห์ด้วยแสง อาจจะดจู ากปรมิ าณ O2 ท่เี กดิ ข้นึ หรอื ปรมิ าณของ
แปง้ และน้าํ ตาล ในระดบั นี้ให้นักเรียนดจู ากปรมิ าณแป้งที่พืชสรา้ งขึน้ ซึง่ สามารถทดสอบไดโ้ ดยใชส้ ารละลาย
ไอโอดีน ถา้ มแี ปง้ เกิดข้ึน แปง้ จะทาํ ปฏิกิริยากบั สารละลายไอโอดีนไดส้ ารสมี ่วงน้ําเงิน

O2

แสง

CO2น้ําตาล
แป้ง
O2 ออกทางปากใบ

CO2 เข้าสใู่ บพืชทางปากใบ
นาํ้ ถูกลําเลยี งมาตามทอ่ ลาํ เลยี งนํ้า (Xylem)

พืชสว่ นใหญส่ ามารถสร้างอาหารได้ เพอ่ื การเจรญิ เตบิ โตและเพื่อสรา้ งพลังงาน ต่างจากสัตวท์ ีต่ อ้ ง
บรโิ ภคเขา้ ไปเพอ่ื สรา้ งพลังงาน กระบวนการท่ีพืชสรา้ งอาหารจากสารตา่ งๆ นี้เรียกวา่ การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง

การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง (Photosynthesis) เปน็ กระบวนการท่ีมปี ฏิกริ ิยาทางเคมเี กิดตอ่ เนือ่ งกันเป็น
ลําดบั ในชั้นมโี ซฟลิ ล์ (Mesophyll : Palisade cell และ Spongy cell) รวมถงึ บรเิ วณโครงสรา้ งทีพ่ บคลอโรฟลิ ล์
(Chlorophyll) โดยคารบ์ อนไดออกไซดท์ าํ ปฏกิ ิริยากับนาํ้ และใช้พลงั งานจากแสงอาทิตยท์ ่คี ลอโรพลาสตร์ ับมา
ผลิตผลจากการสังเคราะห์ดว้ ยแสง จะไดอ้ อกซเิ จนและอาหารของพืช

โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29 83 ชีววิทยา (อ.อําพล)

แสงแดด เซลลใ์ นช้นั เอพเิ ดอรม์ ิส
(ไม่มีคลอโรพลาสต)์

คาร์บอนไดออกไซด์

เซลล์พาลเิ สด

ภาคตัดของใบ แวคิวโอล
โมเลกุลอาหารที่
พชื จะรบั ไนเตรตและสารละลาย ปากใบ คลอโรพลาสต์ สร้างภายในเซลล์
เกลอื แรต่ ่างๆ เชน่ ฟอสฟอรัสและ ดูดรับแสง
แคลเซยี มเขา้ ไปสร้างเป็นเนอื้ เยื่อใหม่

(โปรตีน)
น้าํ

ภาพแสดงกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง

ชวี วิทยา (อ.อาํ พล) แผนภาพแสดงโครงสร้างคลอโรพลาสต์

แสง แสง
H2O ปฏิกิรยิ าใชแ้ สง O2

ATP NADPH + H+
CO2 ปฏิกิรยิ าไม่ใช้แสง C6H12O6

ATP NADP+

แผนภาพแสดงกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสดง
84 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29

แผนภาพแสดงปฏกิ ิรยิ าแสง การถ่ายถอดอิเล็กตรอนแบบไม่เปน็ วฏั จกั ร

แผนภาพแสดงปฏิกิรยิ าแสง การถ่ายถอดอเิ ล็กตรอนแบบเป็นวฏั จักร

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 85 ชีววิทยา (อ.อาํ พล)

แผนภาพแสดงการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์

ตารางเปรียบเทยี บพชื C3 กบั พืช C4

ประเด็นเปรียบเทียบ พืช C3 พชื C4
เรยี งตัวเปน็ แถว เรยี งตวั ลอ้ มรอบบันเดิลชที
1. การเรียงตวั ของพาลิเสด เดียวกบั Epidermis
มีคลอโรพลาสตท์ ่บี นั เดิลชที
2. คลอโรพลาสต์ท่ีบนั เดิลชที - 2 ครั้ง
3. จาํ นวนคร้ังในการตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์
4. สารตวั แรกท่ีเกดิ จากการตรึง CO2 1 ครัง้ OAA (4C)
5. สารทีใ่ ช้ในการตรึง CO2 PEP (3C)
PGA (3C) RuBP (5C)
RuBP (5C)

ชีววิทยา (อ.อําพล) 86 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29

ตารางเปรียบเทยี บพืช C3, พชื C4 และพืช CAM

ประเด็นเปรยี บเทียบ พชื C3 พืช C4 พืช CAM
1 ครัง้ 2 คร้ัง 2 ครั้ง
1. จาํ นวนคร้งั ของการตรึง
คารบ์ อนไดออกไซด์

2. การตรงึ คาร์บอนไดออกไซดข์ อง PEP - กลางวัน กลางคนื
เกิดขน้ึ ในเวลา

3. การเกดิ วัฏจกั รคลั วิน เกิดวัฏจกั รคับวิน เกดิ วัฏจักรคับวนิ เกิดวฏั จกั รคบั วิน

4. PGAL เกดิ ในทุกเซลล์ที่มี เกดิ ในเซลล์ เกิดในทกุ เซลล์ท่ีมคี ลอ
คลอโรพลาสต์ บนั เคิลซที โรพลาสต์

พืชทัว่ ไป พชื เมืองร้อน เช่น พืชท่สี ามารถ
ออ้ ย ข้าวโพด ขา้ ว เจริญเติบโตไดใ้ นทแ่ี หง้
5. ตัวอย่างพืช ฟ่าง หญ้าแพรก แล้ง เชน่ สบั ปะรด ปา่ น
บานไม่ร้โู รย ศรนารายณ์ กหุ ลายหิน

การหายใจแสง (photorespiration)
• Rubisco นอกจากตรึงคาร์บอนไดออกไซด์แลว้ ยังตรงึ ออกซเิ จนดว้ ย
• เกดิ ข้นึ เฉพาะในเซลลท์ มี่ ีคลอโรพลาสต์เทน่ ้นั
• ทาํ ให้พชื มอี ัตราการตรึงคาร์บอนไดออกไซดล์ ดลงเนือ่ งจากคาร์บอนไดออกไซด์

จะแข่งขนั กบั ออกซเิ จนในการทาํ ปฏิกริ ยิ ากบั RuBP

คอมเพนเซชันพอยท์ (Compensation Points) ภายในชว่ งเวลา 24 ช่ัวโมง พืชจะมีกระบวนการ 2
อยา่ ง คอื การสงั เคราะห์ด้วยแสงและการหายใจภายในเซลล์ซ่ึงสมดลุ กัน กระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงจะสรา้ ง
คารโ์ บไฮเดรต และมีออกซเิ จนเกดิ ขนึ้ สําหรบั ใช้ในการหายใจภายในเซลล์ กระบวนการหายใจจะให้คารบ์ อนได-
ออกไซด์และนา้ํ ทพี่ ชื ใช้ในการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง

คารบ์ อนได- ออกซิเจน คารบ์ อนได- ออกซิเจน
ออกไซด์ ออกไซด์

1. ตลอดท้งั วนั นํา้ 3. ตลอดคืน นํา้
(คอมเพนเซชันพอยท์) (คอมเพนเซชันพอยท์)
2. เวลาเท่ียงวนั 4. เทย่ี งคนื (ไม่มีแสงไม่มีกระบวนการ
(แสงแดงจัดมีการ สังเคราะหด์ ว้ ยแสงในชว่ งทตี่ ้อง
สังเคราะห์ดว้ ยแสงมาก) ใช้แสง)

โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29 87 ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล)

การคายน้ํา (Transpiration) หมายถงึ การกาํ จดั น้ําออกจากตน้ พชื ในรูปของไอนาํ้ สว่ นใหญ่เกดิ ท่ี
บรเิ วณปากใบ นอกจากปากใบแลว้ พชื ยังมีการคายนาํ้ ทางเลนทเิ ซล (Lenticle) ซ่งึ เป็นบรเิ วณรอยแตกทผ่ี วิ ของ
ลําตน้

กลไกการคายนํ้า เมื่อถกู ลาํ เลยี งเขา้ สเู่ ซลลค์ ุมทอ่ี ยบู่ ริเวณปากใบของพืช เซลล์คมุ เปลี่ยนแปลง นํา้ จะ
ออสโมซสิ เขา้ ทาํ ให้เซลล์คมุ อยใู่ นสภาพเต่ง เป็นผลให้ปากใบเปิด ไอนาํ้ จะระเหยออกทางปากใบ กระบวนการน้ี
ส่วนใหญ่เกิดเวลากลางวนั และเม่อื เซลล์คุมสูญเสียนํ้าออกไปแลว้ เซลล์คุมจะเหี่ยว เป็นผลให้ปากใบปิด
หยุดการคายไอนาํ้

ภาพแสดงการคายนํา้ ของพืช

ปจั จัยทีม่ ีผลต่อการคายนาํ้
1. อุณหภมู ิ ถา้ อุณหภมู อิ ากาศสูง พืชจะคายน้ําไดม้ าก เพราะนํา้ สามารถระเหยออกจากปากใบไดม้ ากข้นึ
2. ความช้ืน ถ้าอากาศมคี วามช้นื ตํา่ พชื จะคายน้ําได้มาก และถา้ อากาศมคี วามชน้ื สงู พชื จะคายน้ําได้นอ้ ย
3. แสงแดด ถ้าความเขม้ แสงมากหรือแดดจ้า พืชจะคายนา้ํ ไดม้ าก ปากใบเปดิ กวา้ ง สงั เคราะหด์ ้วยแสงไดด้ ี
4. ความกดอากาศ ถ้าความกดอากาศต่าํ ความหนาแนน่ อากาศน้อย ไอนํ้าระเหยง่าย พืชจะคายนํ้าได้มาก
5. ลม ถ้าลมดี พชื จะคายนํา้ ได้มาก เพราะลมช่วยพดั พาไอนํา้ ใหเ้ คล่ือนที่
กตั เตชนั (Guttation) ในกรณคี วามชื้นสัมพทั ธส์ ูง อณุ หภมู ิตํา่ ลงมาก ลมสงบ ทาํ ใหไ้ อนํ้าระเหยสู่
บรรยากาศไดน้ ้อยลง การคายน้าํ จงึ เกดิ ขึน้ ได้ยาก พบการกําจดั น้าํ ออกจากต้นพชื ในรูปของหยดนํ้าที่บริเวณกลุม่
รเู ปดิ เลก็ ๆ ปลายสุดของผวิ ใบซ่ึงเรียกว่า ไฮดาโทด (Hydathode) มักเกิดขน้ึ ในสภาวะทีไ่ ม่เหมาะสมตอ่ การ
คายนาํ้ ของพืช

ชวี วิทยา (อ.อําพล) ภาพแสดงการคายนาํ้ แบบกตั เตชัน
88 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

การลําเลยี งนํา้ และอาหารของพชื

มกี ระบวนการลาํ เลยี ง ดงั นี้

sXayplem
mWaotleercule
Atmosphere
cXeyllelsm Adhesion Cweallll

Cbboyohnhedysidniorgongen

Water
molecule
Root
Soil
Water

ภาพแสดงการลําเลียงนาํ้ ของพชื

1. กลไกการลําเลยี งนา้ํ เกิดขน้ึ ได้หลายกระบวนการ ดงั นี้
y แรงดงึ จากการคายนํา้ (Transpiration Pull) เปน็ แรงดันท่ีเกดิ ขน้ึ จากการดึงน้ําขึ้นมาทดแทนนํ้า

ทเ่ี สยี ไปจากการคายน้าํ จากการเกิดแรงดงึ ระหว่างโมเลกุลของนํา้ ด้วยกนั เอง (Cohesion) ซงึ่ วธิ นี ี้สามารถ
ลาํ เลียงนํ้าขึ้นมาได้ในปรมิ าณมาก และแรงพอทจ่ี ะลาํ เลยี งนาํ้ ขน้ึ ไดถ้ ึงยอดพชื

y แรงดงึ คะปิลลารี (Capillary Attraction) เป็นแรงดงึ ท่เี กดิ ข้นึ จากโมเลกุลนํา้ กบั พ้ืนผิวผนังในพืช
(Adhesion) การลําเลยี งวธิ ีนี้ไมส่ ามารถลาํ เลียงน้ําให้ไปถงึ ส่วนยอดของพืชต้นสงู ๆ ได้ เนือ่ งจากแรงดึงคะปิลลารี
มีค่าน้อย

y แรงดันราก (Root Pressure) เป็นแรงดันท่เี กิดในไซเลม็ ของราก ดนั ให้นา้ํ เคล่อื นทไ่ี ปเซลลถ์ ดั ไป
สามารถดันน้ําสูส่ ว่ นบนของพชื ได้ แต่วธิ ีนจ้ี ะเกิดได้ง่ายกต็ อ่ เมื่อดนิ มนี ํ้าอดุ มสมบรู ณ์ และจะเกดิ ขน้ึ กบั พชื บางชนดิ
เท่านัน้

2. การลาํ เลียงอาหารของพืช การลําเลียงเกดิ ได้ 2 ทศิ ทาง คือ จากใบสยู่ อด และใบสูร่ าก เกดิ ข้ึน
ตลอดเวลาทใ่ี บพืชมกี ารสงั เคราะห์ด้วยแสง โดยจะมแี รงผลักดันจากความแตกตา่ งของแรงดนั ในเซลล์โฟลเอม็
ตน้ ทาง และปลายทาง กลไกการลําเลียงแรธ่ าตุเป็นการลาํ เลยี งแบบใชพ้ ลังงาน (Active Transport) คือ เป็น
การนําแร่ธาตุจากบริเวณทมี่ ี ความเขม้ ข้นตา่ํ ไปยงั บรเิ วณทม่ี ีความเขม้ ข้นสูง โดยอาศัยพลังงาน ATP

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 89 ชีววิทยา (อ.อําพล)

ปัจจยั ทีเ่ กีย่ วข้องกบั การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
1. คลอโรฟลิ ล์ (Chlorophyll) พืชที่สังเคราะห์ด้วยแสงจะต้องมีคลอโรฟิลล์สําหรับเป็นตัวจับพลังงาน
แสงมาเปลี่ยนเป็นพลังงานเคมี สะสมอยู่ในอาหารท่ีพืชสร้าง ซ่ึงสามารถทดสอบได้โดยใช้ใบพืชที่มีสีเขียวไม่
ตลอดใบ บางบริเวณของใบมีสขี าว (นําใบพืชมาต้มในนํ้าเดือด เพื่อทําให้เซลล์ตายและสกัดคลอโรฟิลล์ด้วยการ
ต้มในแอลกอฮอล์ แลว้ นาํ ใบพชื มาทดสอบดว้ ยสารละลายไอโอดีน ถา้ มแี ป้งจะเปลยี่ นเปน็ สีมว่ งนํ้าเงิน)

จากการทดลองจะพบว่าบริเวณสเี ขียวจะมีแปง้ ส่วนบริเวณสขี าวไมพ่ บแป้ง ซึ่งแสดงว่าบริเวณท่จี ะมี
การสงั เคราะห์ด้วยแสงได้น้ันต้องมคี ลอโรฟลิ ล์

2. คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) เปน็ ออร์แกเนลลช์ นดิ หนงึ่ ในเซลล์พชื ภายในคลอโรพลาสต์มีรงควตั ถุ
ที่เรยี กว่า คลอโรฟลิ ล์ ซ่งึ สามารถดูดกลืนพลงั งานแสงจากดวงอาทติ ย์มาใชใ้ นกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง
คลอโรพลาสต์สามารถเคลื่อนทไ่ี ดภ้ ายในเซลล์ตามความเข้มและทศิ ทางของแสง

3. แสง (Light) แสงที่พืชใชใ้ นการสังเคราะห์ดว้ ยแสง คือ แสงขาวหรอื แสงทีต่ าเรามองเหน็ เชน่
แสงอาทติ ย์ แสงจากหลอดไฟ แสงทมี่ คี วามเขม้ ต่างกนั ยอ่ มมผี ลทาํ ใหเ้ กดิ การสังเคราะห์ดว้ ยแสงตา่ งกนั และใน
พชื ตา่ งชนิดกันอาจจะตอ้ งการแสงไมเ่ ท่ากัน พชื บางชนดิ ชอบแสงมาก บางชนดิ ชอบแสงปานกลาง นอกจากนี้
ช่วงแสงท่พี ชื ได้รบั ในแต่ละวัน ยงั มผี ลต่อการออกดอก เชน่ พชื เมอื งร้อนมกั จะออกดอกในฤดรู อ้ น เพราะการ
ออกดอกของพืชพวกนจี้ ะต้องถกู กระตุ้นด้วยแสงในชว่ งยาว

4. คารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) เป็นวตั ถุดิบทพ่ี ชื ตอ้ งการใชใ้ นการสร้างอาหาร โดยพชื จะได้รบั จากการ
หายใจของพืชเอง และจากอากาศที่อยลู่ ้อมรอบ ซ่งึ อาจจะมาจากการหายใจของสง่ิ มชี วี ิตอ่ืนๆ และการเผาไหม้
ของเชอ้ื เพลงิ

5. นํ้า (Water) เปน็ วัตถุดบิ ทพี่ ืชใช้ในการสรา้ งอาหาร โดยใช้พลังงานแสงท่ีพชื รบั เข้ามาทาํ ให้เกดิ การ
แตกตัวของนาํ้ ไดไ้ ฮโดรเจนไอออน เพ่ือนาํ ไปใชใ้ นการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ใหไ้ ด้เปน็ อาหาร เช่น นํา้ ตาล แป้ง
และยงั ได้ แก๊สออกซเิ จนออกสู่บรรยากาศ

การทดลองเพ่อื ดผู ลของแสงต่อการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง จะตอ้ งนาํ พืชมา 2 ชุด ซึง่ เหมอื นกนั ทกุ ประการ
โดยชุดหนึ่งตั้งไว้ในท่ที ี่มีแสงอกี ชุดหน่ึงตง้ั ไว้ในทม่ี ดื ทิ้งไว้เปน็ เวลานานเท่ากันแลว้ นาํ ใบพชื จากทั้ง 2 กระถางมา
ต้มในแอลกอฮอล์ เพอื่ สกัดคลอโรฟิลล์แลว้ ทดสอบดว้ ยสารละลายไอโอดีน ในการทดลองนีอ้ าจจะใชพ้ ชื ต้น
เดียวกนั แตเ่ อากระดาษดาํ หมุ้ ใบพืชบางใบไว้ แลว้ ต้ังกระถางตน้ ไมน้ ี้ไวก้ ลางแดดเปน็ เวลานาน 2 ชวั่ โมง จึงนาํ ใบ
ที่ห้มุ กระดาษดําและใบที่ไมไ่ ด้ห้มุ กระดาษดาํ มาทดสอบว่าใบใดมแี ปง้ เกิดขึน้

สว่ นการทดลองเพื่อดผู ลของแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์กบั การสงั เคราะห์ด้วยแสง อาจจะทาํ ไดโ้ ดยใช้
โซดาไฟ หรอื โซเดียมไฮดรอกไซดเ์ ป็นตวั ดดู แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ นําตน้ พืชไปวางไวใ้ นทีท่ ไี่ ดร้ บั แสงแลว้ นําใบ
พชื ที่ไม่ได้แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดก์ บั ใบพืชทีไ่ ดแ้ ก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มาทดสอบว่ามีแปง้ เกดิ ข้นึ หรือไม่

นอกจากแสง คารบ์ อนไดออกไซด์ และน้าํ แล้ว พืชยังตอ้ งการแร่ธาตทุ ีจ่ ําเป็นต่อการเจรญิ เตบิ โตของพืช
อกี หลายชนดิ

ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล) 90 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29

บทที่ 10 การสืบพนั ธุและการเจริญเตบิ โตของพชื มดี อก

โครงสรางของดอก

ดอกไมเ้ ป็นอวยั วะของพชื ทเี่ ปลีย่ นแปลงมาจากก่งิ เพอ่ื ทําหน้าท่ใี นการสบื พนั ธุ์ มโี ครงสร้างหลกั 4 ส่วน
ดังน้ี

Stamen Anther Stigma Carpel or Pistil
Filament Style

Ovary

Ovule

Petal Sepal
(Corolla) Locule Receptacle (Calyx)
Perianth : Sepals + Petals
Peduncle
(pedicel in an inflorescence)

ภาพแสดงโครงสร้างของดอก

1. กลบี เลีย้ ง (Sepal) เปลี่ยนแปลงมาจากใบ ทาํ หนา้ ที่ห่อหมุ้ ดอกตูม เพื่อปอ้ งกันอันตรายตา่ งๆ ให้แก่
สว่ นในของดอกไมข้ ณะทีด่ อกไม้ยงั ตมู

2. กลบี ดอก (Petal) อยู่ถดั จากกลีบเล้ยี งเขา้ ไปข้างใน กลบี ดอกมรี งควตั ถุชนิดตา่ งๆ ชว่ ยในการล่อแมลง
ชว่ ยในการถ่ายละอองเกสรและปฏสิ นธิ

3. เกสรเพศผู้ (Stamen) เจรญิ และเปล่ียนแปลงมาจากเนื้อเยือ่ เจรญิ ปลายยอด ทําหนา้ ทส่ี ร้างเซลล์
สบื พันธ์เุ พศผู้ โดยเกสรเพศผ้แู ตล่ ะอนั ประกอบด้วย 2 ส่วน คอื

y กา้ นชูเกสรเพศผู้ (Filament) เป็นส่วนทมี่ ีลักษณะเป็นเสน้ อาจรวมกนั เป็นกลุม่ หรอื แยกกนั
อาจยาวหรอื ส้ัน ซงึ่ ก็แล้วแตช่ นิดของพืช ทําหนา้ ท่ีชูอับเกสรเพศผหู้ รอื อบั เรณู

y อบั เรณู (Anther) มลี กั ษณะเป็นแท่งกลมยาว 2 พู ภายในแบ่งเปน็ ถงุ เล็กๆ 4 ถุง เรยี กวา่
ถงุ เรณหู รือโพรงอบั เรณู (Pollen Sac หรอื Microsporangium) บรรจุกลุ่มเซลล์ทเี่ รยี กว่า Microspore
Mother Cell ซง่ึ พฒั นาต่อไปเปน็ ละอองเรณู (Pollen Grain) จาํ นวนมาก โดยมลี ักษณะเปน็ เม็ดเลก็ ๆ สเี หลืองๆ
ละอองเรณูทาํ หน้าทีเ่ ปน็ เซลลส์ ืบพันธุเ์ พศผู้ เมื่อดอกเจรญิ เต็มทแี่ ลว้ ถุงละอองเรณูจะแตกออก ทําให้ละออง
เรณปู ลิวออกมาจากดอก

4. เกสรเพศเมยี (Pistil/Carpel) เปน็ อวัยวะสืบพันธเุ์ พศเมยี ทําหน้าท่ีสรา้ งเซลล์สืบพนั ธเ์ุ พศเมยี
แบง่ เป็น 3 ส่วนดังน้ี

y ยอดเกสรเพศเมีย (Stigma) คือ สว่ นปลายสดุ ของก้านเกสรเพศเมยี มีของเหลวเหนยี วๆ
สาํ หรับจับละอองเรณู

y ก้านเกสรเพศเมยี (Style) มลี ักษณะเปน็ ทอ่ ยาวต่อลงมาถึงรังไข่
y รังไข่ (Ovary) มลี ักษณะเป็นกระเปาะ โดยภายในรงั ไขม่ ีออวุล (Ovule) ภายในออวุลจะมี
ถงุ เอ็มบรโิ อ (Embryo Sac) ซึง่ เปน็ ท่อี ยขู่ องเซลลไ์ ข่ (Egg)

โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29 91 ชีววทิ ยา (อ.อําพล)

ประเภทของดอก
1. ใช้ส่วนประกอบของดอกไม้เปน็ เกณฑ์ แบ่งไดเ้ ปน็ 2 ประเภท ดงั นี้

y ดอกครบสว่ น (Complete Flower) คือ ดอกไม้ท่มี ีองคป์ ระกอบครบทัง้ 4 ส่วน คือ กลบี เล้ียง
กลีบดอก เกสรเพศผู้ เกสรเพศเมีย อยู่ภายในดอกเดียวกัน เชน่ ดอกชบา ดอกกุหลาบ ดอกผักบ้งุ ดอกพริก
เปน็ ตน้

y ดอกไมค่ รบสว่ น (Incomplete Flower) คอื ดอกไม้ทม่ี สี ่วนประกอบไมค่ รบ 4 สว่ นใน
ดอกเดยี วกนั เชน่ ดอกมะละกอ ดอกฟักทอง ดอกตาํ ลงึ ดอกเฟื่องฟา้ ดอกกล้วยไม้ ดอกบวบ ดอกบานเย็น
ดอกหนา้ วัว ดอกแตงกวา เป็นตน้

2. ใช้อวัยวะสืบพันธขุ์ องพชื เป็นเกณฑ์ แบ่งไดเ้ ปน็ 2 ประเภท ดงั นี้
y ดอกสมบรู ณ์เพศ (Perfect Flower) คอื ดอกไม้ท่ีมอี วัยวะสบื พนั ธท์ุ ้งั เพศผูแ้ ละเพศเมยี ในดอก

เดียวกัน เชน่ ดอกชบา ดอกมะมว่ ง ดอกกหุ ลาบ ดอกบวั ดอกถว่ั ดอกมะเขือ เปน็ ต้น
y ดอกไม่สมบูรณเ์ พศ (Imperfect Flower) คอื ดอกไม้ทม่ี ีอวัยวะสบื พนั ธ์เุ พศผหู้ รอื เพศเมีย

อย่างหนึง่ ในดอก เช่น ดอกมะพร้าว ดอกมะละกอ ดอกฟักทอง ดอกข้าวโพด เปน็ ตน้
3. ใชจ้ ํานวนดอกบนหนึ่งก้านดอกเปน็ เกณฑ์ แบ่งไดเ้ ปน็ 2 ประเภท ดงั น้ี
y ดอกเดย่ี ว (Solitary Flower) เปน็ ดอกท่ีเกดิ ข้ึนบนกา้ นดอกเพยี งดอกเดียวในแตล่ ะก่ิง เชน่

ดอกกหุ ลาบ ดอกชบา ดอกจําปี ดอกมะเขือ เป็นต้น

y ดอกช่อ (Inflorescence Flower) เป็นดอกที่เกดิ เปน็ กล่มุ อยูบ่ นกา้ นดอกใหญเ่ ดียวกนั และ
ประกอบด้วยกา้ นดอกย่อยๆ หลายดอก เช่น ดอกทานตะวนั ดอกบานไม่รโู้ รย เป็นต้น

Inflorescence Ray florets Disc florets

Leaves Involucre L.S. of inflorescencerFelecsehpytacle

Stigmas

Anther
Corolla
Filament
Sepal
Ovary
Ovule
Bract

Disc floret L.S. of disc floret

ชวี วิทยา (อ.อําพล) 92 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29

การสืบพันธแ์ุ บบอาศยั เพศของพชื ดอก

(E3nnd)osperm

Antipodals Polar nuclei

Egg cell Z(2yng)ote
Synergids Release of sperm cells

Double fertilization

1. การถา่ ยละอองเรณู (Pollination)
ละอองเรณู (Pollen Grain) ของเกสรเพศผู้ตกลงสู่ยอดเกสรเพศเมยี บริเวณยอดเกสรเพศเมยี

(Stigma) จะมีสารเหนยี วๆ ดกั จับละอองเรณูไว้ การถ่ายละอองเรณอู าจเกดิ ข้ึนภายในดอกเดียวกันหรือข้ามดอก
กไ็ ด้ โดยปกตภิ ายในละอองเรณูของเซลล์สืบพันธเุ์ พศผู้จะมี 2 นวิ เคลียส ได้แก่ Generative Nucleus และ Tube
Nucleus เมอื่ ละอองเรณูได้ตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย Tube Nucleus ทมี่ ีลกั ษณะเปน็ ท่อจะงอกหลอดลงไป
ภายในกา้ นเกสรเพศเมีย จนถึงออวลุ แล้วสลายตัวไป ส่วน Generative Nucleus จะแบง่ ตวั แบบไมโทซสิ ไดอ้ สจุ ิ
(Sperm) นวิ เคลยี ส 2 อัน เข้าไปตามหลอด เพื่อการปฏิสนธใิ นข้นั ต่อไป

2. การปฏสิ นธิ (Fertilization) ของพืชดอก เปน็ การปฏสิ นธซิ ้อน (Double Fertilization) ดังนี้
y อสุจิ (Sperm) ตัวที่ 1 + เซลลไ์ ข่ (Egg Cell) → ไซโกต (Zygote) ซ่งึ จะเจรญิ เตบิ โตเป็น

เอม็ บรโิ อ
y อสจุ ิ (Sperm) ตัวท่ี 2 + โพลารน์ ิวเคลยี ส (Polar Nucleus) → เอนโดสเปิร์ม (Endosperm)

ซง่ึ เป็นอาหารเลีย้ งเอม็ บริโอ

ตารางแสดงการเปลีย่ นแปลงโครงสรา้ งของพืชหลงั การปฏสิ นธิ

สว่ นประกอบ หลงั ปฏิสนธิแลว้ เจริญเป็น
ออวุล เมลด็
รงั ไข่ ผล (แตผ่ ลบางชนดิ เกดิ จากฐานรองดอก เช่น แอปเปิล สาล่ี สตรอเบอร่ี)
ผนงั หุ้มรังไข่ เปลอื ก และเน้ือของผล

โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 93 ชวี วทิ ยา (อ.อําพล)

เมล็ด และการงอก
1. เมลด็ (Seed)

Seed coat Epicotyl
Plumule Hypocotyl
Radicle Cotyledons

(a) Common bean Seed coat
(b) Castor bean Endosperm
Cotyledons

Shoot apex
Hypocotyl
Radicle

(Sccoutytleeldluomn) Endosperm
Coleoptile Radicle
Plumule

Coleorhiza

(c) Corn

ภาพแสดงโครงสร้างของเมล็ด

1.1 เปลือกหุ้มเมล็ด (Seed Coat) เป็นส่วนนอกสุดของเมล็ด มีหน้าที่ป้องกันอันตรายให้กับ
เอม็ บรโิ อท่ีอยู่ภายใน ดา้ นข้างของเมลด็ จะมีรอยแผล (Hilum) นอกจากน้ียังมีรูไมโครไพล์ (Micropyle) ซ่ึงเป็น
ตาํ แหนง่ ท่ีรากแรกเกิดจะงอกออกจากเมลด็

1.2 เอนโดสเปริ ม์ (Endosperm) เป็นสว่ นท่สี ะสมอาหารไวส้ าํ หรับการเจรญิ เตบิ โต
1.3 เอม็ บริโอ (Embryo) เป็นสว่ นที่จะเจริญไปเปน็ ต้นพชื ประกอบด้วยส่วนตา่ งๆ ดังนี้

y ใบเล้ียง (Cotyledon) มีอาหารสะสมอย่ใู นใบเลย้ี ง
y สว่ นที่อยเู่ หนอื ใบเลี้ยง (Epicotyl) จะเจรญิ เตบิ โตต่อไปเป็นสว่ นของลาํ ตน้ ใบ และดอก
ของพืช
y สว่ นท่อี ยู่ใตใ้ บเล้ยี ง (Hypocotyl) อยู่ระหว่างตําแหนง่ ทีต่ ิดกับใบเลยี้ ง กบั ตําแหนง่ ที่จะ
เจรญิ ไปเป็นราก สว่ นนจ้ี ะเจริญไปเปน็ สว่ นหนง่ึ ของลําต้น
y รากแรกเกิด (Radicle) อยลู่ า่ งสดุ ของเอม็ บรโิ อตอ่ จาก Hypocotyl ลงมา เป็นส่วนที่จะ
เจรญิ เตบิ โตตอ่ ไปเป็นราก

ชวี วิทยา (อ.อาํ พล) 94 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

2. การงอกของเมลด็ (Germination)
เกดิ ขึน้ เมื่อเมล็ดพืชตกลงบนดินท่ีมีนา้ํ อากาศ และอุณหภูมิท่เี หมาะสม เม่อื เปลือกหมุ้ เมล็ดอ่อนนมุ่

จากการ ดูดซบั น้ํา พร้อมกบั ที่รากแรกเกิดได้รบั อาหารทีส่ ะสมอยูใ่ นเนอื้ เมลด็ ทาํ ให้รากแรกเกิดสามารถงอก
ออกมาทางรูไมโครไพล์ (Micropyle) ได้

Foliage leaves Epicotyl
Cotyledon

Hypocotyl

Cotyledon Cotyledon
Hypocotyl

Hypocotyl

Radicle
Seed coat

(a) Common garden bean

Foliage leaves

Coleoptile Coleoptile

(b) Maize Radicle

ภาพแสดงการงอกของเมล็ด

ปัจจัยทีส่ ง่ ผลต่อการงอกของเมล็ด

1. นาํ้ หรือความชน้ื ช่วยให้เปลือกหุ้มเมลด็ อ่อนน่มุ

2. แกส๊ ออกซิเจน (O2) ใช้ในกระบวนการหายใจของพชื
3. อุณหภมู ทิ เ่ี หมาะสม ของพชื เมืองรอ้ นอยูท่ ป่ี ระมาณ 20-30°C

4. แสง เนื่องจากเมลด็ ของพืชบางชนดิ จะงอกไดก้ ต็ อ่ เม่อื มีแสง เชน่ วัชพชื ตา่ งๆ หญ้า ผักกาดหอม

เปน็ ต้น

ผล (Fruit)
หลังจากการปฏสิ นธแิ ล้ว ออวุลแตล่ ะอนั จะเจรญิ เปลี่ยนแปลงเปน็ เมลด็ (Seed) ซึง่ สว่ นใหญ่มอี าหาร
สะสมอยู่ และรังไขจ่ ะเจรญิ ไปเปน็ ผล (Fruit) แต่มีผลบางชนดิ ท่เี จรญิ มาจากส่วนอน่ื ของดอก เชน่ ฝร่ัง ชมพู่
แอปเปลิ เจรญิ มาจากฐานรองดอก (Receptacle) เรยี กว่า ผลเทียม (Pseudocarp)

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 95 ชวี วิทยา (อ.อาํ พล)

ชนิดของผลจําแนกตามจํานวนรังไข่ และชนิดของดอก แบง่ ได้ 3 ชนิด ดังน้ี
1. ผลเด่ยี ว (Simple Fruit) คอื ผลท่เี กิดจากรงั ไขอ่ ันเดยี วในดอกเด่ียว ดอกอาจจะเปน็ ดอกเดย่ี วหรือ
ดอกชอ่ กไ็ ด้ เช่น ผลมะเขือ ฟักทอง เปน็ ผลเดย่ี วทเ่ี กดิ จากดอกเด่ยี ว ผลมะปราง องนุ่ เปน็ ผลเด่ยี วที่เกิดจาก
ดอกชอ่ เปน็ ต้น
2. ผลกลุ่ม (Aggregate Fruit) คอื ผลทีเ่ กดิ จากกลุ่มของรังไขใ่ นดอกเดี่ยว รังไขอ่ าจอย่แู ยกกนั หรอื
ติดกนั ก็ได้บนฐานรองดอกเดยี วกัน ถา้ อยู่แยกกันเม่ือกลายเปน็ ผลเลก็ ๆ แยกกนั เช่น กระดงั งา การะเวก ถ้ารังไข่
อยู่ชิดกนั มาก เมอ่ื กลายเป็นผลจะมองคล้ายผลเดี่ยว เช่น นอ้ ยหน่า สตรอเบอร่ี เป็นต้น
3. ผลรวม (Multiple Fruit) คอื ผลท่เี กดิ จากกลุ่มของรังไขข่ องดอกช่อทง้ั ดอกชอ่ ซ่งึ เชอ่ื มรวมกันแนน่
รังไขเ่ หล่านน้ั จะกลายมาเป็นผลยอ่ ยๆ เชอ่ื มรวมกนั แนน่ จนเป็นผลเดยี วใหญ่ ไดแ้ ก่ สบั ปะรด ขนนุ สาเก ยอ

ภาพแสดงผลประเภทต่างๆ

การเพาะเลย้ี งเนื้อเยือ่ พชื (Plant Tissue Culture)
การนําช้นิ สว่ นของพชื ทย่ี งั มชี วี ิตมาเพาะเลย้ี งบนอาหารสังเคราะห์ โดยชน้ิ สว่ นทนี่ ํามาเลี้ยง จะสามารถเจรญิ
และพฒั นาเปน็ ตน้ พืชทส่ี มบูรณ์ ทีม่ ีท้งั ส่วนใบ ลําต้น และราก สามารถนําออกไปปลูกในสภาพธรรมชาติได้

Excised Isolated
piece of cells

leaf

ชวี วทิ ยา (อ.อําพล) แผนภาพแสดงการเพาะเลย้ี งเนือ้ เยื่อ
96 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

บทที่ 11 ฮอรโ มนพืชและการตอบสนองของพชื

พชื สามารถตอบสนองตอ่ การเปลยี่ นแปลงของปจั จยั สง่ิ แวดล้อมภายนอกต่างๆ ได้ สงิ่ แวดล้อมที่
เปลยี่ นแปลงไปและกระตุ้นทาํ ให้พืชตอบสนองนเ้ี รียกวา่ สงิ่ เร้า โดยท่วั ไปปัจจยั กระตุ้นจะชกั นําให้กระบวนการ
ของพชื ดาํ เนินไป แล้วปัจจัยกระตนุ้ นัน้ อาจไมอ่ ยใู่ นสภาพเรม่ิ ต้นหรอื หมดไปแล้ว เชน่ ปลายยอดจะเจรญิ โคง้ เข้า
หาแสง แม้ว่าแสงท่ีกระตนุ้ ในชว่ งแรกน้นั จะไม่มีแลว้ เป็นตน้

การตอบสนองของพชื ต่อการเปลีย่ นแปลงของปัจจัยภายนอกจะมีกระบวนการเช่นเดียวกับกระบวนการ
สอื่ สารระหว่างเซลลท์ ่ีนักเรียนทราบแล้ว

การรับสัญญาณ คือ การที่พชื หรือสว่ นของพชื รับสัญญาณการเปลย่ี นแปลงของปัจจยั ภายในและปัจจัย
ภายนอกท่ีมากระตนุ้ เชน่ กลไกการรับแสงของสารสใี นกระบวนการตอบสนองต่อทิศทางของแสง เปน็ ต้น

การสง่ สญั ญาณ คือ การทีก่ ลไกรบั สัญญาณในพชื และสง่ สัญญาณทรี่ ับได้ไปให้เซลลใ์ นสว่ นของพืชที่
ตอบสนองต่อปจั จยั กระต้นุ นั้น ในช่วงศตวรรษน้นี กั วจิ ยั ไดพ้ ยายามศึกษาลกั ษณะของสัญญาณทส่ี ง่ ไป ซ่ึง
รวมท้ังกระแสไฟฟ้าและสารเคมีตา่ งๆ เชน่ ฮอรโ์ มนพชื เปน็ ตน้

การตอบสนองของพืช คอื การเปล่ยี นแปลงส่วนต่างๆ ของพชื ท่ีทาํ ใหเ้ กิดการตอบสนองต่อปจั จยั กระตุ้น
พืชตอบสนองต่อปจั จัยกระตุ้นในหลายรูปแบบ ซง่ึ รวมทัง้ การตอบสนองทางชีวเคมี สรีรวิทยา สัณฐาน-
วิทยา เปน็ ต้น แต่การตอบสนองทส่ี ามารถสงั เกตได้ง่ายทส่ี ดุ คอื การเคล่ือนไหว เชน่ การทดลองการตอบสนอง
ตอ่ แรงโนม้ ถ่วงของโลก รากของพืชจะเจริญเข้าหาแรงโน้มถ่วงของโลก (Positive Gravitropism) สว่ นยอดจะ
เจรญิ ในทิศทางตรงข้ามกับแรงโนม้ ถ่วงของโลก (Negative Gravitropism)
การเคลื่อนไหวของพืชชน้ั สงู สามารถแบ่งลกั ษณะการตอบสนองต่อปัจจยั กระตนุ้ ไดเ้ ปน็ 2 กลุ่มใหญ่ คอื
1. Tropic movement
2. Magnetic movement

ฮอรโ์ มนพชื

ชนิดฮอรโ์ มน ลักษณะ/หน้าท่ี
ออกซนิ
สร้างจากเนื้อเยื่อเจริญ (ปลายยอดปลายราก) ทําให้เซลล์ขยายขนาดทางกว้างและยาว
จบิ เบอเรลลนิ เคล่ือนท่ีหนีแสง ด้านที่มีแสงน้อยจะมีออกซินมาก เซลล์จึงขยายตัวมากกว่า ปลายยอดจึง
โค้งหนีแสงยับย้ังการแตกตากระตุ้นการออกดอกช่วยเปล่ียนเพศ, ช่วยให้ติดผลโดยไม่
ปฏิสนธิ

กระตุน้ การแบง่ เซลล์ท่ีข้อ ทาํ ให้ต้นสงู กระตนุ้ งอกเมล็ด ตาเพมิ่ ตดิ ดอก ติดผล ยดื ชอ่ อง่นุ

ไซโทไคนนิ พบในนํ้ามะพร้าว, ยีสต์กระตุ้นแบ่งเซลล์กระตุ้นหน่อใหม่และการเจริญของกิ่งแขนง (ใช้
เพาะเลย้ี งเนือ้ เย่อื ) ชะลอความแก่ของผล

กรดแอบไซซิค พบในส่วนแกข่ องพืชกระตนุ้ ให้ใบหลุด ผลแกห่ ลดุ ยับยั้งการเจรญิ และการยดื ตวั บริเวณตา

เอทีลนิ กระต้นุ ปากใบปิดกระตนุ้ การพกั ตวั
เรง่ ผลสกุ กระตนุ้ ออกดอกสบั ปะรดกระตนุ้ ให้ใบรว่ งทําลายระยะพักตัวเรง่ การไหลยางพารา

โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 97 ชีววทิ ยา (อ.อําพล)

พนั ธศุ าสตร

บทท่ี 12 พันธุศาสตร

คาํ ศพั ทท์ ีเ่ ก่ียวขอ้ งกบั การศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
1. ยีน (Gene) หมายถงึ หนว่ ยควบคมุ ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมตา่ งๆ ของส่งิ มชี ีวิต ซ่ึงอยเู่ ป็นคูแ่ ละจะ
ถ่ายทอดจากพอ่ แม่ไปสลู่ กู โดยในทางพันธศุ าสตร์ไดม้ กี ารกําหนดสัญลักษณแ์ ทนยนี ไวห้ ลายแบบ
2. แอลลลี (Allele) หมายถงึ แบบของยีนแต่ละยีนท่คี วบคุมลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
3. ฮอมอไซกสั ยีน (Homozygous Gene) หมายถงึ คขู่ องยีนทเ่ี หมอื นกันอยใู่ นตําแหน่งเดยี วกันบน
ฮอมอโลกัสโครโมโซมเพอ่ื ควบคุมลักษณะของสิ่งมชี ีวติ เช่น TT, tt, IAIA เป็นตน้ ฮอมอไซกสั ยนี เรียกอีกอย่าง
หน่งึ วา่ พนั ธ์แุ ท้ ฮอมอไซกสั ยนี แบง่ ออกเป็น 2 แบบ ดังนี้

3.1 ฮอมอไซกัสโดมิแนนท์ (Homozygous Dominance) หมายถึง ค่ขู องยีนเด่นทเี่ หมือนกนั อยู่
ด้วยกันหรอื เรียกว่า พันธแุ์ ทข้ องลักษณะเดน่ เช่น AA, TT เป็นต้น

3.2 ฮอมอไซกสั รีเซสซีฟ (Homozygous Recessive) หมายถงึ คูข่ องยีนด้อยทีเ่ หมอื นกันอยู่
ด้วยกนั หรอื เรยี กว่า พนั ธ์ุแท้ของลักษณะด้อย เช่น aa, tt เปน็ ต้น

4. เฮเทอโรไซกัสยนี (Heterozygous Gene) หมายถงึ คู่ของยนี ท่ีต่างกันอยูใ่ นตําแหน่งเดียวกันบน
ฮอมอโลกัสโครโมโซมเพอื่ ควบคมุ ลกั ษณะของสงิ่ มชี ีวิต เชน่ Tt, Rr เป็นตน้ เฮเทอโรไซกัสยนี เรียกอกี อย่าง
หนึ่งวา่ พนั ทาง

5. ลักษณะเดน่ (Dominance หรอื Dominant Trait) หมายถึง ลักษณะท่แี สดงออกมาเม่อื มแี อลลีลเด่น
เพยี ง 1 แอลลลี ซึง่ จะพบในเฮเทอโรไซกสั หรือเมื่อมแี อลลลี เดน่ 2 แอลลลี ซึง่ จะพบในฮอมอไซกสั โดมแิ นนท์
(Homozygous Dominance)

6. ลกั ษณะด้อย (Recessive Trait) หมายถงึ ลกั ษณะท่ีถกู ข่มเมื่ออยใู่ นรปู ของเฮเทอโรไซกสั แต่จะ
แสดงออกเมอ่ื อยูใ่ นรปู ของฮอมอไซกัสรเี ซสซฟี (Homozygous Recessive)

7. ฟีโนไทป์ (Phenotype) หมายถงึ ลักษณะของสง่ิ มชี ีวิตท่ีสามารถสังเกตได้ดว้ ยประสาทสัมผสั (ตา
หู จมูก ล้ิน และผิวหนัง) เช่น สีผวิ ของคน จํานวนชัน้ ของหนงั ตา ลักษณะของเส้นผม หมูเ่ ลอื ด เปน็ ต้น

8. จโี นไทป์ (Genotype) หมายถงึ รปู แบบของคยู่ นี (คูแ่ อลลีล) หรอื กล่มุ ยีนทีค่ วบคุมฟโี นไทปต์ ่างๆ
เชน่ จโี นไทป์ทคี่ วบคุมความยาวของลําต้นถ่วั มไี ด้ 3 แบบ ได้แก่ TT, Tt และ tt เป็นตน้

9. เซลล์รา่ งกาย (Somatic Cells) หมายถึง เซลล์ทเ่ี ปน็ ส่วนประกอบของเนือ้ เย่อื และอวัยวะตา่ งๆ
ภายในรา่ งกาย (ยกเว้นเซลลส์ บื พนั ธุ์) เช่น เซลลห์ วั ใจ เซลลต์ บั เซลลเ์ มด็ เลอื ดขาว เป็นต้น ซงึ่ โดยทั่วไปเป็น
เซลล์ที่มีจาํ นวนโครโมโซมภายในนวิ เคลยี สเทา่ กบั 2n (2 ชุดโครโมโซม)

10.เซลล์สบื พันธ์ุ (Sex Cells) หมายถึง เซลลท์ ่จี ะเกดิ การปฏิสนธิในกระบวนการสบื พนั ธ์ุ เชน่ อสุจิ
(Sperm), เซลลไ์ ข่ (Egg Cell) เป็นตน้ มีโครโมโซมเท่ากบั n (1 ชดุ โครโมโซม)

11. โครโมโซมรา่ งกายหรอื ออโตโซม (Autosome) เปน็ โครโมโซมทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับการควบคุมลักษณะ
ท่ัวไปของร่างกายซ่ึงไม่เกยี่ วข้องกบั เพศ

ชีววทิ ยา (อ.อาํ พล) 98 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29


Click to View FlipBook Version