The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tuahuay, 2022-10-21 04:20:33

รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy Industry)

27141672_0003

รายงานการพิจารณาศกึ ษา

เรื่อง อตุ สาหกรรมเศรษฐกจิ ชีวภาพ (Bioeconomy Industry)

โดย
คณะกรรมาธกิ ารการพาณชิ ย์และการอุตสาหกรรม

วุฒิสภา

กลุ่มงานคณะกรรมาธกิ ารเศรษฐกจิ
การพาณชิ ย์ และอตุ สาหกรรม
สานกั กรรมาธิการ ๑
สานักงานเลขาธิการวฒุ สิ ภา





บัดน้ี คณะกรรมาธิการได้ดาเนินการพิจารณาศึกษา เร่ือง อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ
)Bioeconomy Industry( เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอรายงานผลการพิจารณาศึกษาเร่ืองดังกล่าว
ตอ่ วฒุ สิ ภาตามข้อบังคับการประชมุ วฒุ สิ ภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ขอ้ ๙๘

จึงกราบเรียนมาเพอื่ โปรดทราบและนาเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการต่อท่ีประชุม
วุฒิสภา ต่อไป

ลงช่ือ อภริ ดี ตนั ตราภรณ์
)นางอภริ ดี ตันตราภรณ(์

ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชยแ์ ละการอุตสาหกรรม
วุฒสิ ภา

สาเนาถูกตอ้ ง

)นายภาสันต์ เงาศภุ ธน( )นางสาวนิรมล ดวงดาว(
ผู้ช่วยเลขานุการ ผูช้ ว่ ยเลขานุการ

คณะกรรมาธิการการพาณชิ ยแ์ ละการอุตสาหกรรม คณะกรรมาธกิ ารการพาณิชยแ์ ละการอุตสาหกรรม
วุฒสิ ภา วฒุ สิ ภา

สานกั กรรมาธิการ ๑ ไพรราช พิมพ์
ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม จิรยิ าภา ทาน ๑
โทร ๐ ๒๘๓๑ ๙๑๖๐ ภาสนั ต์ ทาน ๒
ไปรษณยี อ์ เิ ล็กทรอนิกส์ : [email protected]



คำนำ

ภายใต้การเปลี่ยนแปลงท่ีสาคญั ของโลกและการเกดิ วกิ ฤติตอ่ ความแปรปรวนของสภาวะ
ภูมอิ ากาศแลว้ จานวนประชากรทขี่ ยายตวั อยา่ งตอ่ เน่อื งกเ็ ป็นอกี ประเด็นที่สาคัญและมีความท้าทาย
อย่างมาก อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy Industry) ด้วยการใช้ประโยชน์
จากทรัพยากรธรรมชาติและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพเพ่ือสร้างสมดุลระหว่างการเติบโต
ทางเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรโลกควบคู่กับการพัฒนาความย่ังยืน
ของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ซ่ึงนานาประเทศต่างให้ความสาคัญ ท้ังมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม
และส่งิ แวดล้อม นอกจากปัญหาภาวะโลกรอ้ นท่ีกระทบจริงจงั ในการปฏิรปู ประเทศสู่เศรษฐกิจชวี ภาพ
หรือระบบเศรษฐกจิ กระแสใหม่ รวมถงึ องคก์ ารระหว่างประเทศ เพือ่ แกป้ ัญหาดังกลา่ วจาเปน็ อย่างยง่ิ
ท่ีจะตอ้ งใช้จุดแขง็ ของประเทศด้านทรัพยากรโดยเฉพาะความหลากหลายทางชีวภาพใหเ้ กิดประโยชน์สงู สุด
ปรับเปลี่ยนรปู แบบการพฒั นาเศรษฐกจิ ใหเ้ ป็นแบบ “ทาน้อยแตไ่ ดม้ าก” สร้างมลู คา่ เพิม่ ให้เกิดการผลติ สนิ คา้
และบริการด้วยการประยกุ ตใ์ ชว้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

เพ่ือให้การพิจารณาเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ
การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา จึงเห็นควรให้ต้ังคณะทางานเพ่ือศึกษาและหาแนวทาง
ในการนาหลักเศรษฐกิจชีวภาพมาดาเนินการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างชัดเจน
เพ่ือนามาเป็นแบบอย่างหรือต้นแบบในการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษบกิจชีวภาพ
ของประเทศไทย

รายงานฉบับนี้มีสาระสาคัญคือหลักการของเศรษฐกิจชีวภาพ การประยุกต์ใช้กับ
ภาคอุตสาหกรรมและการดาเนินงานของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสังเคราะห์เป็นแนวทางและมาตรการ
การขบั เคลื่อนอตุ สาหกรรมเศรษฐกิจชวี ภาพของหน่วยงานตา่ ง ๆ จากนโยบายสู่การปฏบิ ัติจริง

คณะกรรมาธกิ ารการพาณิชยแ์ ละการอตุ สาหกรรม
วฒุ ิสภา



บทสรปุ ผบู้ รหิ าร

อุตสาหกรรมชีวภาพถอื ไดว้ ่าเป็นอุตสาหกรรมท่ีขับเคล่ือนเศรษฐกิจของประเทศอย่างย่ังยืน
โดยมแี นวคิดหลักคือการทดแทนการผลิตในรูปแบบเดิมท่ีใช้ทรัพยากรชนิดที่ใช้แล้วหมดไปเปล่ียนมาเป็น
การใช้ทรัพยากรชีวภาพและชีวมวลที่เป็นทรัพยากรทดแทนเพื่อลดผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม
ทั้งน้ี อุตสาหกรรมชีวภาพถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมท่ีใช้ชีวมวลจากภาคการเกษตรเป็นวัตถุดิบ
ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพต่าง ๆ ซ่ึงผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่
มีคุณสมบตั ิทส่ี ามารถทดแทนผลิตภัณฑ์จากการกลัน่ ปโิ ตรเคมีได้

จึงอาจกล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมชีวภาพเป็นอุตสาหกรรมท่ีมีความเก่ียวข้องและเช่ือมโยง
ระหว่างภาคการเกษตร ท่ีเป็นแหล่งวัตถุดิบต้ังต้นกับภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น ในการพัฒนา
อุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศ จึงเปรียบเสมือนการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมท่ีใช้ผลผลิต
จากภาคการเกษตรเป็นวัตถุดิบตั้งต้นและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตและวัสดุเหลือทิ้ง
จากภาคการเกษตร ซึง่ เปน็ การใชป้ ระโยชนจ์ ากทรพั ยากรธรรมชาติไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพสงู สุด

จากการศึกษาแนวนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศต้น แบบ
อย่างสหรัฐอเมริกา เยอรมนี บราซิล จีน และมาเลเซีย พบว่าในแต่ละประเทศจะมีแนวทาง
ก า ร พั ฒ น า อุ ต ส า ห ก ร ร ม ชี ว ภ า พ ท่ี ค ล้ า ย ค ลึ ง กั น แ ต่ จ ะ แ ต ก ต่ า ง กั น ใ น ด้ า น ป ร ะ เ ด็ น เ นื้ อ ห า
เน่ืองจากบริบทของแต่ละประเทศ ท่ีมีความแตกต่างกัน เช่น ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ
วัตถุดิบชีวภาพ เป็นต้น โดยในส่วนของประเทศไทย จากปัญหาทางด้าน ทรัพยากรธรรมชาติ
ท่ีลดน้อยลง ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากข้ึน รวมถึงจานวนประชากรท่ีเพิ่มสูงขึ้น
ส่งผลให้มีความจาเป็นท่ีจะต้องปรับเปลี่ยนจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบเดิม
สกู่ ารผลิตภาคอุตสาหกรรมทม่ี ีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมดว้ ยการใช้เทคโนโลยชี วี ภาพ

ดังนั้น ภาครัฐจึงได้ให้ความสาคัญกับอุตสาหกรรมชีวภาพ ภายใต้การขับเคลื่อน
การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio – Circular – Green
Economy : BCG Model) : โมเดลเศรษฐกจิ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๔เป็นต้นไป
และให้คณะกรรมการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว
ส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐพิจารณากาหนดและดาเนินแผนงาน/โครงการต่าง ๆ เพ่ือให้การ
ขับเคล่ือนวาระแห่งชาติในเร่ืองนี้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วและย่ังยืน ด้วยการกาหนดให้เป็นหน่ึง
ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-Curve) ท่ีจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
โดยอาศัยข้อได้เปรียบด้านการเป็นแหล่งวัตถุดิบทางชีวภาพท่ีหลาก หลายควบคู่กับความก้าวหน้า
ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพ่ือเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร อันจะนาไปสู่การสร้างงาน
สร้างรายได้ให้กับผู้ที่เก่ียวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้า กลางน้า จนถึงปลายน้า
โดยมีแผนงานท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี
แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นอกจากนี้ ยังมีกรอบนโยบายยุทธศาสตร์และมาตรการที่เก่ียวข้องในระดับหน่วยงานที่สาคัญ
เช่น กรอบนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทยของสานักงานคณะกรรมการนโยบาย



วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (สวทน.) กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ
จากฐานชีวภาพโดยสานักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) และมาตรการพัฒนา
อตุ สาหกรรมชีวภาพของไทยโดยกระทรวงอุตสาหกรรม

ปัจจุบันอุตสาหกรรมชีวภาพในประเทศไทยยังถือได้ว่ายังอยู่ในช่วงของการพัฒนา
แต่จากการท่ีประเทศไทยมีศักยภาพทางด้านวัตถุดิบจากสินค้าเกษตร และยังเป็นผู้ผลิตและส่งออก
สินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก อาทิ ข้าว มันสาปะหลัง ยางพารา น้าตาลทราย น้ามันปาล์ม
รวมไปถึงยังมีอุตสาหกรรมข้ันต้นท่ีแปรรูปวัตถุดิบจากภาคการเกษตรที่เข้มแข็ง ซ่ึงถือได้ว่า
เป็นข้อได้เปรียบท่ีส่งผลให้ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมชีวภาพ
(Bio Hub) ท้ังของภูมิภาคและของโลก แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของอุตสาหกรรมท่ีใช้วัตถุดิบ
จากภาคการเกษตรของประเทศไทยจะพบว่า อุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมแปรรูป
ในข้ันต้นท่ีใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรในการผลิตที่ไม่สลับซับซ้อน ทาให้การสร้างมูลค่าเพิ่ม
ให้กับวัตถุดิบมีไม่มาก สินค้าส่วนใหญ่จึงเป็นสินค้าที่ใช้เพื่อการบริโภคและพลังงานทดแทน
เช่น ข้าวหอมมะลิ แป้งมันสาปะหลัง น้าตาลทราย น้ามันพืช ไบโอดีเซลจากปาล์มน้ามัน เอทานอล
จากออ้ ย เป็นตน้ ซงึ่ ถือไดว้ า่ เป็นการขาดโอกาสในการสร้างมลู คา่ เพมิ่ ให้กับวัตถุดบิ ท่มี อี ยู่

ส า เ ห ตุ ส า คั ญ ก็ ม า จ า ก ก า ร ข า ด น โ ย บ า ย ห รื อ แ น ว ท า ง ใ น ก า ร ขั บ เ ค ลื่ อ น แ ล ะ พั ฒ น า
อุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศท่ีชัดเจน การมีข้อกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อกาหนดท่ีเป็น
อปุ สรรคต่อการพัฒนาหรือยกระดบั ภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงในการที่จะยกระดับจากอุตสาหกรรม
แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรสู่อุตสาหกรรมชีวภาพจาเป็นที่จะต้องใช้เงินลงทุนสูงและผู้เชี่ยวชาญ
เฉพาะด้านเป็นจานวนมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดแรงขับเคล่ือนในการพัฒนา แม้ว่าผลิตภัณฑ์
สินค้าเกษตรในรูปแบบเดิมจะมีแนวโน้มทางด้านราคาและความต้องการท่ีลดลงก็ตาม ซ่ึงในที่สุด
กจ็ ะส่งผลกระทบตอ่ ภาคการเกษตรอย่างหลกี เลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ การที่จะสามารถพยุงราคาของสินค้าเกษตรในประเทศให้อยู่ในระดับ
ที่เหมาะสม มีเสถียรภาพ เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ท่ีดีขึ้น รวมถึงภาคอุตสาหกรรม
ท่ีใช้วัตถุดิบดังกล่าวในการผลิตให้สามารถอยู่รอดได้นั้น จึงจาเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีชีวภาพ
ซ่ึงจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เช่น เมื่อนาอ้อยมาผลิตเป็นพลาสติกชีวภาพจะสามารถ
สร้างมูลค่าเพ่ิมได้สูงถึง ๑๐๐-๒๒๐ เท่า หรือ เม่ือนาปาล์มน้ามันมาผลิตเป็นวิตามินจะสามารถสร้าง
มูลค่าเพิ่มได้สูงถึง ๒๐-๔๕ เท่า ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยน ดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่าง
ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้กระจายสู่ท้องถิ่น อันจะนามาสู่
ความม่ันคงทางดา้ นเศรษฐกิจใหแ้ ก่เกษตรกรไทย

ดังน้ัน การมีแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพที่ชัดเจนและสอดคล้องกับบริบท
ของประเทศไทย จึงเป็นส่ิงสาคัญอย่างยิ่งท่ีจะช่วยให้การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศ
สามารถขับเคล่ือนได้อย่างเป็นรูปธรรมและเห็นผลเชิงประจักษ์อย่างแท้จริง ท้ังนี้ คณะทางาน
จึงได้ศึกษาข้อมูลอุตสาหกรรมท่ีมีศักยภาพจากกรณีศึกษาอุตสาหกรรมปาล์มน้ามันและอ้อย
พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมและห่วงโซ่คุณค่า เพื่อจัดทาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนา
อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชวี ภาพของประเทศไทย



ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศไทย
พบวา่ ประเทศไทยมีจุดแข็งท่ีสาคญั คอื การเปน็ แหล่งวัตถุดบิ ชีวมวลจากภาคการเกษตรทัง้ ปาลม์ น้ามัน
อ้อย และมันสาปะหลัง รวมถึงเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบตั้งต้นท่ีสาคัญของอุตสาหกรรมชีวภาพ
นอกจากนี้ ยังมีวัตถุดิบชีวมวลท่ีเหลือจากกระบวนการผลิตในภาคการเกษตรเป็นจานวนมาก
เช่น ใบอ้อย ชานอ้อย ใบมัน เหง้ามัน ทะลายปาล์ม ดังน้ัน ประเทศไทยจึงมีศักยภาพมากพอ
ที่จะเป็นผู้นาในอุตสาหกรรมที่ใช้ผลผลิตดังกล่าวเป็นวัตถุดิบ โดยในการจัดทาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศไทย คณะทางานได้ทาการศึกษาแนวคิด
อุตสาหกรรมชีวภาพและตัวอย่างแนวนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศต้นแบบ
ซงึ่ พบว่าในแต่ละประเทศจะมีแนวทางการพฒั นาอุตสาหกรรมชีวภาพท่ีคล้ายคลึงกัน แต่จะแตกต่างกนั
ในด้านประเด็นของเน้ือหาเน่ืองจากบริบทของแต่ละประเทศท่ีมีความแตกต่างกัน รวมถึงได้ทาการศกึ ษา
ขอ้ มลู อตุ สาหกรรมชีวภาพของประเทศไทย

กรณีตัวอย่างอุตสาหกรรมปาล์มน้ามนั และอุตสาหกรรมอ้อย รวมถึงข้อจากดั สภาพปัญหา
และกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบายที่เก่ียวข้อง พร้อมทั้งได้ทาการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมและห่วงโซ่
คุณค่า (Value Chain) เพื่อหาจุดแข็งจุดอ่อนและศักยภาพท่ีมีอยู่ในปัจจุบันของแต่ละภาคส่วน
โดยผลการวิเคราะห์ในส่วนของปัจจัยแวดล้อมพบปัจจัยท่ีเป็นจุดแข็ง ๖ ปัจจัย ปัจจัยท่ีเป็นจุดอ่อน
๑๓ ปัจจัย ปัจจัยท่ีเป็นโอกาส ๔ ปัจจัย และปัจจัยที่เป็นอุปสรรค ๓ ปัจจัย และในส่วนของผลการ
วิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) พบว่าอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศไทยมีจุดแข็งในส่วน
ของวตั ถุดิบตั้งต้นและอตุ สาหกรรมขั้นต้น แตก่ ็มจี ุดอ่อนท่ีจะต้องเรง่ ดาเนนิ การหาแนวทางเพื่อพัฒนา
ในสว่ นของอุตสาหกรรมข้นั กลางและอตุ สาหกรรมข้นั ปลาย

จากการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น คณะทางานได้จัดทาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ในการขับเคล่ือนอุตสาหกรรมชีวภาพให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และสอดคล้องกับกรอบ
แนวคิดและวัตถุประสงคข์ องการศกึ ษาที่ได้กาหนดไว้ใน ๔ ประเด็น ประกอบด้วย ๑) ศึกษาแนวทาง
การสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ ๒) ศึกษามาตรการการส่งเสริมการเพ่ิมขีดความสามารถ
ในการแข่งขัน และเพ่ิมผลผลิตและประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการในการสร้างมูลค่าเพ่ิม
บนพ้ืนฐานของนวัตกรรมและเทคโนโลยี ๓) ศึกษาแนวทางการพัฒนาและปัจจัยสนับสนุนท่ีเป็น
มาตรการสนับสนุนต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ และ ๔) ศึกษา
และจัดทารายงานการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพไปสู่ภาคปฏิบัติตาม
แนวนโยบายของรฐั โดยมขี อ้ เสนอแนะเชิงนโยบายพบว่าควรดาเนินการดงั ต่อไปนี้

๑. ควรมีมาตรการขจัดอุปสรรคและสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอ้ืออานวยต่อการลงทุน
ในอุตสาหกรรมชวี ภาพของประเทศไทย ได้แก่

๑.๑ เร่งรัดดาเนินการผลักดันมาตรการท่ีเก่ียวข้องกับปาล์มน้ามันและผลิตภัณฑ์
จากปาล์มน้ามนั เพอ่ื เป็นกลไกในการขบั เคล่ือนและพัฒนาอตุ สาหกรรมปาล์มน้ามันของประเทศท้ังระบบ
และเกดิ ประโยชน์สงู สุดต่อทั้งภาคการเกษตรและภาคอตุ สาหกรรม

๑.๒ เร่งรัดการดาเนินการปรับปรุงพระราชบัญญัติอ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗
เพ่ือใหส้ ามารถนาอ้อยไปผลิตเป็นผลิตภณั ฑ์ชนดิ อื่นที่ไมใ่ ช่นา้ ตาลทรายได้ และจัดสรรวัตถุดิบ (น้าอ้อย)
ให้เพียงพอและเหมาะสมกบั อุตสาหกรรมชีวภาพ

๑.๓ ปรับปรุงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สามารถนาเข้าน้ามันปาล์มและผลิตภัณฑ์
จากปาล์มน้ามัน เพ่ือใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีจากปาล์มน้ามันขั้นกลางและขั้นปลาย
ที่มีมูลคา่ สูงได้เป็นการเฉพาะ



๑.๔ ปรับปรุงข้อกฎหมายท่ีเก่ียวข้องให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเอทานอล
สามารถจาหน่ายเอทานอลให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอื่นหรืออุตสาหกรรมต่อเน่ือง
นอกเหนอื จากผู้ประกอบการในอตุ สาหกรรมเช้ือเพลิงชวี ภาพได้

๑.๕ ปรับปรุงมาตรการและนโยบายการจัดการขยะและกากของเสียในโรงงานอุตสาหกรรม
ที่ปัจจุบันกาหนดให้การนาของเสียออกจากโรงงานต้องผ่านกระบวนการกรองของเสียก่อนส่งผลให้
การเคล่ือนย้ายผลิตภัณฑ์เหลือทิ้งหรือผลิตภัณฑ์พลอยได้ในอุตสาหกรรม เช่น ชานอ้อย ใบอ้อย
กากนา้ ตาล ฟางข้าว ไปใช้ในอตุ สาหกรรมต่อเนอื่ งจะตอ้ งมกี ารขออนญุ าตกอ่ นการเคลื่อนย้าย

๑.๖ เร่งดาเนินการปรับปรุงกฎหมายผังเมืองให้สามารถต้ังโรงงานอุตสาหกรรม
ชีวภาพซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาล ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมหรือพื้นท่ีท่ีมี
ศักยภาพด้านวัตถุดิบได้ ซ่ึงปัจจุบันพ้ืนท่ีภาคการเกษตร (แหล่งวัตถุดิบ) ถูกกาหนดให้เป็นพ้ืนท่ีสีเขียว
ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมชีวภาพท่ีมักจะถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมเคมีไม่สามารถตั้งฐานการผลิต
ในเขตพื้นท่ดี ังกลา่ วได้

๑.๗ ปรับปรุงประเภทกิจการท่ีให้การส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม
การเกษตรเทคโนโลยีชีวภาพ และการแพทย์ ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ชีวภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า
โดยปัจจุบันแม้ว่าสานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ให้ความสาคัญกับการส่งเสริม
อุตสาหกรรมเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน
และเศรษฐกิจสีเขียว ตามนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐ แต่ก็พบว่าผลิตภัณฑ์หลายชนิดในห่วงโซ่
คุณคา่ ของอตุ สาหกรรมชีวภาพไมเ่ ข้าเงอื่ นไขในประเภทกจิ การท่ีได้กาหนดไว้

๑.๘ ออกนโยบายหรือมาตรการยกเว้นภาษีให้กับผู้ประกอบการท่ีสนใจลงทุน
ในอุตสาหกรรมชีวภาพ เช่น มาตรการยกเว้นภาษีเครื่องจักรหรือวัตถุดิบท่ีต้องมีการนาเข้าจาก
ต่างประเทศ หรือสามารถนาค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลติ ภณั ฑช์ วี ภาพมาใช้หกั ลดหยอ่ นภาษี

๑.๙ จัดตั้งหน่วยงานท่ีทาหน้าท่ีให้การทดสอบและรับรองมาตรฐานเฉพาะด้านหรือ
เฉพาะผลิตภณั ฑ์ชีวภาพข้ึนภายในประเทศ ซ่ึงจะช่วยสร้างความน่าเช่ือถือให้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ผลิต
ภายในประเทศ รวมถึงลดต้นทุนในการส่งผลิตภัณฑ์ไปทดสอบและรับรองมาตรฐานในต่างประเทศ
ของผู้ประกอบการ

๑.๑๐ สร้างบุคลากรท่ีมีความรู้ความสามารถเฉพาะทางสาหรับอุตสาหกรรมชีวภาพ
เพือ่ รองรับการเติบโตของภาคอตุ สาหกรรม

๑.๑๑ เร่งดาเนินการจัดทามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ให้ครอบคลุม
ผลิตภัณฑช์ ีวภาพทม่ี ีการผลติ ภายในประเทศไทย

๒. การกระตุ้นอุปสงค์การบริโภคผลิตภัณฑ์ชวี ภาพภายในประเทศ
๒.๑ จัดทาชุดข้อมูลและประชาสัมพันธ์ผ่านหน่วยงานของภาครัฐ ภาคเอกชน

สถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์หรือช่องทางออนไลน์ “เพื่อสร้าง การรับรู้” ถึงข้อดี
และประโยชน์ ของการใชผ้ ลติ ภณั ฑช์ วี ภาพให้เกดิ ขึน้ กับประชาชนในประเทศ

๒.๒ ออกนโยบายหรือมาตรการเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐจะต้อง
จัดซ้ือผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ผลิตข้ึนภายในประเทศมาใช้ในหน่วยงาน ในกรณีท่ีผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
มีทงั้ ผลิตภณั ฑช์ ีวภาพและผลติ ภัณฑ์ทวั่ ไป เชน่ ถุงขยะ บรรจุภัณฑ์ เป็นต้น



๒.๓ ออกนโยบายหรือมาตรการทางด้านภาษีเพ่ือส่งเสริมสนับสนุนการบริโภค
ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ โดยให้หน่วยงานภาคเอกชนสามารถนาค่าใช้จ่ายในการซ้ือผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
ท่ผี ลติ ข้นึ ภายในประเทศมาใช้ในการลดหยอ่ นหรอื ยกเวน้ ภาษี

๒.๔ ออกนโยบายหรือมาตรการบังคับให้ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจจะต้องใช้
ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น ผู้ประกอบการร้านอาหารหรือผู้ประกอบการร้านเคร่ืองดื่มท่ีใช้บรรจุภัณฑ์
ชนดิ ใชค้ รัง้ เดียวทงิ้ (Single-use) จะตอ้ งใชบ้ รรจุภัณฑช์ ีวภาพ

๓. การพัฒนาภาคการเกษตรเพ่ือสร้างความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบและรายได้เพ่ิม
ให้แก่เกษตรกร

๓.๑ ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มคลัสเตอร์ของเกษตรกรรายย่อยเพ่ือให้เกิดการบริหาร
จัดการภาคการเกษตรในรปู แบบสหกรณห์ รอื กลุ่มเกษตรกรเครอื ขา่ ยอย่างเป็นระบบ

๓.๒ สนับสนุนการเพ่มิ พ้ืนทีเ่ พาะปลกู ของพืชทม่ี ศี กั ยภาพในพ้นื ท่เี ปา้ หมาย
๓.๓ สนบั สนุนการวจิ ัยและพัฒนาพันธ์พุ ชื สาคัญที่ให้ผลผลิตสงู
๓.๔ สนับสนุนเครอื่ งมอื เครือ่ งจกั รในการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิต
๓.๕ เร่งดาเนินการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างราคาของพืชสาคัญในอุตสาหกรรม
ชีวภาพใหเ้ หมาะสมและเป็นธรรมตอ่ ทง้ั เกษตรกรและผู้ประกอบการ
๔. การส่งเสรมิ การประกอบอตุ สาหกรรมชีวภาพข้นั กลางและขน้ั ปลาย
๔.๑ ส่งเสริมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรรายเดิมต่อยอด
สู่การเปน็ ผูผ้ ลติ ในอตุ สาหกรรมชีวภาพขนั้ กลางเพ่อื สรา้ งมลู ค่าเพิม่ ให้กับผลติ ภัณฑ์
๔.๒ ยกระดับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเอทานอลสู่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม
เคมีชีวภาพ
๕. การสง่ เสริมการประกอบอุตสาหกรรมในรูปแบบ Biorefinery complex
๕.๑ ออกนโยบายหรือมาตรการท่ีสนับสนุนให้เกิดการร่วมทุนหรือควบรวมกิจการ
ท่มี ีความเกี่ยวเน่อื งกนั ซ่งึ จะนาไปสกู่ ารประกอบกจิ การในรปู แบบ Biorefinery complex
๕.๒ ออกนโยบายหรือมาตรการส่งเสริมการลงทุนใหเ้ ออ้ื อานวยตอ่ นกั ลงทนุ
๖. การส่งเสรมิ การรับซือ้ วัสดุเหลอื ทิง้ จากภาคการเกษตรเพอ่ื ใช้เป็นเชื้อเพลิงชวี มวล
๖.๑ กาหนดราคากลางเพื่อรับซ้ือวัสดุเหลือท้ิงจากภาคการเกษตร เช่น ใบอ้อย ฟางข้าว
เหงา้ มนั หรือวสั ดเุ หลือทิ้งชนดิ อ่นื ทม่ี ีศกั ยภาพใหส้ มเหตุสมผลเปน็ ธรรมตอ่ เกษตรกรและผู้ประกอบการ
๖.๒ ส่งเสริมการให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่ีใช้วัตถุดิบจากภาคการเกษตร
ตง้ั โรงไฟฟา้ ชีวมวลเพ่ือผลติ ไฟฟา้ ใชใ้ นโรงงาน
๗. การสนับสนุนและส่งเสริมการจัดต้ังนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตประกอบการ
อุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อผลักดันประเทศเป็น Bio Hub of ASEAN โดยเร่งดาเนินการจัดตั้ง
นิคมอุตสาหกรรมหรือเขตประกอบการอุตสาหกรรมชีวภาพ ในเขตพ้ืนที่จังหวัดขอนแก่น ลพบุรี
อบุ ลราชธานี และฉะเชิงเทรา ใหแ้ ล้วเสรจ็

คณะกรรมาธกิ ารการพาณชิ ยแ์ ละการอุตสาหกรรม วุฒิสภา



สารบญั

เรอ่ื ง หนา้

คานา ก

บทสรปุ ผบู้ ริหาร ข

สารบัญ ง

รายงานการพจิ ารณาศึกษา ฉ

บทที่ ๑ บทนา ๑

๑.๑ ความเปน็ มา ๑
๑.๒ สภาพปญั หา ๑
๑.๓ วัตถุประสงคข์ องการศึกษา ๔
๑.๔ ขอบเขตของการศึกษา ๕
๑.๕ วิธดี าเนนิ การศึกษา ๕
๑.๖ ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะไดร้ ับ ๖

บทที่ ๒ แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพและนโยบายของประเทศต้นแบบ ๗

๒.๑ แนวคดิ เศรษฐกจิ ชวี ภาพ ๗
๒.๒ นโยบายเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศต้นแบบ ๘

บทที่ ๓ อตุ สาหกรรมเศรษฐกจิ ชวี ภาพของประเทศไทย ๑๗

๓.๑ การขับเคลอื่ นการพฒั นาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกจิ หมุนเวยี น

และเศรษฐกิจสีเขยี ว (Bio – Circular – Green Economy : BCG Model) ๑๗

๓.๒ วสิ ยั ทัศนอ์ ตุ สาหกรรมชวี ภาพของไทย ๒๑

๓.๓ ความสอดคลอ้ งและการเช่อื มโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนและนโยบายของรฐั บาล ๒๓

๓.๔ กรอบแนวคิดในการศกึ ษาการพฒั นาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

เศรษฐกจิ ชวี ภาพของไทย ๔๐

๓.๕ การคดั เลือกพืชวตั ถุดิบเปา้ หมายที่มศี ักยภาพ ๔๑

บทที่ ๔ การพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกจิ ชีวภาพ : กรณีศึกษาปาลม์ นามนั ๔๓

๔.๑ สถานภาพและการผลติ ปาล์มนามันในประเทศไทย ๔๓
๔.๒ ห่วงโซ่คุณคา่ ของอตุ สาหกรรมชีวภาพจากปาล์มนามัน ๔๘
๔.๓ ข้อจากดั สภาพปัญหา และอปุ สรรคในการพัฒนาอตุ สาหกรรม
๕๗
เศรษฐกิจฐานชวี ภาพจากปาล์มนามนั ๗๒
๔.๔ แนวทางการพฒั นาและสง่ เสริมอตุ สาหกรรมโอเลโอเคมีที่ผลิตไดจ้ ากปาล์มนามนั



บทที่ ๕ การพฒั นาอตุ สาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ : กรณีศกึ ษาอ้อย ๘๓
๕.๑ สถานภาพและการผลิตอ้อยและนาตาลทรายในประเทศไทย ๘๓
๕.๒ หว่ งโซค่ ุณคา่ ของอตุ สาหกรรมเศรษฐกจิ ชวี ภาพจากอ้อย ๙๓
๕.๓ ขอ้ จากดั สภาพปญั หา และอุปสรรคในการพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ
ชวี ภาพจากอ้อย ๑๑๒
๕.๔ แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพจากอ้อย ๑๒๐

บทที่ ๖ สรปุ และขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย ๑๓๑

๖.๑ สรุป ๑๓๑

๖.๒ การวิเคราะหป์ ัจจัยแวดลอ้ มอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศไทย ๑๓๓

๖.๓ การวิเคราะหห์ ว่ งโซค่ ุณคา่ (Value Chain) อุตสาหกรรมชวี ภาพของประเทศไทย ๑๓๙

๖.๔ ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบายในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชวี ภาพของประเทศไทย ๑๔๒

บรรณานกุ รม ๑๕๓

ภาคผนวก ๑๕๕
ภาคผนวก ก การเดนิ ทางไปศกึ ษาดูงาน ๑๕๖
ภาคผนวก ข การสมั มนา ๑๖๒
ภาคผนวก ค คาส่ังแต่งตงั คณะทางานศึกษาอตุ สาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ ๑๗๑



รายงานการพจิ ารณาศกึ ษา
เร่ือง อตุ สาหกรรมเศรษฐกจิ ชวี ภาพ (Bioeconomy Industry)
ของคณะกรรมาธกิ ารการพาณิชย์และการอตุ สาหกรรม วฒุ สิ ภา

.........................................................

ตามท่ีที่ประชุมวุฒิสภา คร้ังที่ ๑๗ (สมัยสามัญประจาปีคร้ังที่หน่ึง) วันอังคารที่ ๑๐
กันยายน ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจาวุฒิสภาตามข้อบังคับการประชุม
วุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๗๘ วรรคสอง (๒๔) ซึ่งคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม
วุฒิสภา เป็นคณะกรรมการสามัญประจาวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระทากิจการ
พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ทีเก่ียวกับการส่งเสริม สนับสนุน หรือพัฒนา
การพาณิชย์และอุตสาหกรรม การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถ่ิน
และภูมิปัญญาไทย วิสาหกิจเพื่อสังคม วิสาหกิจเพ่ือชุมชน เขตเศรษฐกิจพิเศษ ความสามารถ
ในการแข่งขัน และการเจริญเตบิ โตทางอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดลอ้ ม พจิ ารณาศึกษา ติดตาม
เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ท่ีอยู่ในหน้าที่
และอานาจ และอืน่ ๆ ทเี่ ก่ียวข้อง โดยคณะกรรมาธิการไดพ้ จิ ารณาศกึ ษา เร่อื ง อตุ สาหกรรมเศรษฐกิจ
ชวี ภาพ (Bioeconomy Industry)

บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษาเร่ืองดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จึงขอรายงานผลการพจิ ารณาศกึ ษาต่อวฒุ ิสภา ดงั นี้

๑. การดาเนนิ งานของคณะกรรมาธกิ าร

๑.๑ คณะกรรมาธกิ ารไดม้ มี ตเิ ลอื กตาแหนง่ ต่าง ๆ ดงั น้ี

๑) นางอภิรดี ตนั ตราภรณ์ ประธานคณะกรรมาธกิ าร

๒) นายสมชาย หาญหิรญั รองประธานคณะกรรมาธกิ าร คนที่หน่งึ

๓) นางสาววบิ ูลย์ลกั ษณ์ รว่ มรกั ษ์ รองประธานคณะกรรมาธกิ าร คนที่สอง

๔) นางสวุ รรณี สริ เิ วชชะพนั ธ์ รองประธานคณะกรรมาธกิ าร คนทสี่ าม

๕) นายชลิต แก้วจินดา รองประธานคณะกรรมาธกิ าร คนท่สี ี่
๖) นายรณวริทธิ์ ปริยฉตั รตระกูล เลขานกุ ารคณะกรรมาธกิ าร
๗) นายเจน นาชยั ศริ ิ โฆษกคณะกรรมาธกิ าร
๘) นายสมพล เกียรตไิ พบลู ย์ ประธานทปี่ รกึ ษาคณะกรรมาธิการ
๙) ศาสตราจารย์พิเศษสม จาตุศรพี ิทักษ์ ท่ีปรกึ ษาคณะกรรมาธกิ าร
๑๐) พลเอก วีรณั ฉนั ทศาสตร์โกศล ทปี่ รึกษาคณะกรรมาธกิ าร
๑๑) พลเอก วชิ ติ ยาทิพย์ ทป่ี รึกษาคณะกรรมาธกิ าร

๑๒) นายบรรชา พงศอ์ ายุกลู ที่ปรึกษาคณะกรรมาธกิ าร

๑๓) ศาสตราจารย์คลนิ กิ เกยี รตคิ ุณอดุ ม คชินทร ทปี่ รกึ ษาคณะกรรมาธกิ าร

๑๔) นางจนิ ตนา ชัยยวรรณาการกรรมาธกิ าร
๑๕) นายเฉลยี ว เกาะแกว้ กรรมาธกิ าร
๑๖) นางดวงพร รอดพยาธ์ิ กรรมาธกิ าร
๑๗) นายบญุ มี สรุ ะโคตร กรรมาธกิ าร
๑๘) นายสาธิต เหล่าสวุ รรณ กรรมาธกิ าร
๑๙) นายอดุ ม วรญั ญูรฐั กรรมาธกิ าร



อนึ่ง คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ได้มีการเปลี่ยนแปลง

ตาแหน่งภายในคณะกรรมาธิการ ดังนี้

- เม่ือวันท่ี ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณอุดม คชินทร ได้ขอลาออก

จากการเป็นสมาชกิ วุฒสิ ภา

- เมือ่ วนั ที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๓ นายบุญมี สรุ ะโคตร ไดข้ อลาออกจากการเป็นกรรมาธกิ าร

๑.๒ คณะกรรมาธกิ ารได้มมี ติแต่งตง้ั ผชู้ ว่ ยเลขานกุ ารคณะกรรมาธิการ ตามขอ้ บงั คับการประชุมวุฒิสภา

พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๘๗ วรรคส่ี ดงั น้ี

๑) นายภาสนั ต์ เงาศภุ ธน นติ กิ รชานาญการพเิ ศษ กล่มุ งานคณะกรรมาธกิ าร

การเศรษฐกิจ การพาณชิ ย์ และอตุ สาหกรรม

๒) นางสาวนิรมล ดวงดาว วิทยากรปฏบิ ตั กิ าร กลมุ่ งานคณะกรรมาธกิ าร

การเศรษฐกจิ การพาณชิ ย์ และอตุ สาหกรรม

๑.๓ คณะกรรมาธกิ ารไดต้ ้ังคณะอนกุ รรมาธิการการอตุ สาหกรรม ซงึ่ คณะอนกุ รรมาธิการคณะนี้

ประกอบดว้ ย อนุกรรมาธกิ าร จานวน ๑๒ คน และทปี่ รกึ ษาคณะอนุกรรมาธกิ าร จานวน ๗ คน ดังน้ี

อนกุ รรมาธกิ าร

๑) นายสมชาย หาญหริ ัญ ประธานคณะอนกุ รรมาธิการ

๒) นายเจน นาชยั ศริ ิ รองประธานคณะอนุกรรมาธกิ าร

๓) นายชลติ แกว้ จินดา อนกุ รรมาธิการ

๔) นายรณวริทธ์ิ ปริยฉตั รตระกลู อนกุ รรมาธกิ าร

๕) นายยงเกยี รต์ิ กติ ะพาณิชย์ อนุกรรมาธิการ

๖) นางสาววภิ าดา พลาธนพร อนุกรรมาธิการ

๗) นายยทุ ธ ลมิ ปศ์ ิระ อนุกรรมาธกิ าร

๘) นายกนษิ ฐ์ สารสิน อนกุ รรมาธิการ

๙) นางสาวทิพยวรรณ ผลประโยชน์ อนุกรรมาธิการ

๑๐) นายนาวา จนั ทนสุรคน อนุกรรมาธกิ าร

๑๑) นายพัฒนช์ รชั รัตนศทุ ธพบลู ย์ อนกุ รรมาธิการ

๑๒) ผู้ชว่ ยศาสตราจารยเ์ ทอดศักดิ์ ศรีสรุ พล อนุกรรมาธิการ

และเลขานกุ ารคณะอนกุ รรมาธกิ าร

ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ

๑) นายพสุ โลหารชุน

๒) นายปณธิ าน จนิ ดาภู

๓) นายรุ่งเพชร สงั ขท์ อง

๔) กรณ์ภฐั วญี ์ มว่ งนอ้ ย

๕) นายพิชติ มทิ ราวงศ์

๖) นางสาวกชนภิ า อินทสวุ รรณ์

๗) นายสราวุฒิ สนิ สาเนา



๑.๔ คณะกรรมาธิการเห็นควรมอบหมายคณะอนุกรรมาธิการการอุตสาหกรรมในการพิจารณา

ศึกษาเร่อื งดงั กล่าว

ก. คณะทางาน ประกอบด้วย

๑ นายรณวรทิ ธิ์ ปริยฉตั รตระกูล ประธานคณะทางาน

๒. นายเจน นาชยั ศริ ิ รองประธานคณะทางาน คนท่ีหนง่ึ

๓. นายชลติ แก้วจนิ ดา รองประธานคณะทางาน คนท่สี อง

๔. นายอดทิ ตั วะสนี นท์ คณะทางาน

๕. นางสาวทิพยวรรณ ผลประโยชน์ คณะทางาน

๖. นางสาววิภาดา พลาธนพร คณะทางาน

๗. นายกนษิ ฐ์ สารสนิ คณะทางาน

๘. นายยงเกียรติ กติ ะพาณชิ ย์ คณะทางาน

๙. นายสัมฤทธ์ิ แซ่เจียง คณะทางาน

๑๐. นายบรุ ินทร์ สขุ พศิ าล คณะทางาน

๑๑. นายกฤศ จนั ทร์สวุ รรณ คณะทางาน

๑๒. นายศวิ ะ โพธติ าปนะ คณะทางาน

๑๓. นายจักรกฤช รังสิมานพ คณะทางาน

๑๔. นายเกรยี งไกร วงศพ์ รอ้ มรตั น์ คณะทางาน

๑๕. นายวนิ ิต อธิสขุ คณะทางาน

๑๖. นายคณุ านันท์ ทยายทุ ธ คณะทางาน

๑๗. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารยเ์ ทอดศกั ด์ิ ศรีสรุ พล คณะทางานและเลขานกุ าร

๑๘. นายไพรราช ไพรแกว้ คณะทางานและผู้ชว่ ยเลขานุการ

ข. ให้คณะทางานมีหนา้ ทแ่ี ละอานาจ ดังตอ่ ไปนี้

๑) ศึกษาแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กบั ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชวี ภาพ

ตลอดหว่ งโซ่อปุ ทานการผลิตอย่างครบวงจร

๒) ศึกษามาตรการส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพ่ิมผลผลิต

ประสิทธภิ าพการผลติ ของผูป้ ระกอบการในการสรา้ งมลู คา่ เพิ่มบนพื้นฐานของนวัตกรรมและเทคโนโลยี

๓) ศึกษาแนวทางการพัฒนาและปัจจัยสนับสนุนท่ีเป็นมาตรการสนับสนุนต่อการขับเคล่ือน

การพฒั นาอุตสาหกรรมเศรษฐกจิ ชีวภาพ

๔) ศึกษาและจัดทารายงานการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ

ไปสู่ภาคปฏิบตั ติ ามแนวนโยบายของรัฐ

๒. วิธีการพจิ ารณาศึกษา

๒.๑ คณะกรรมาธกิ ารได้เดนิ ทางไปศึกษาดูงานและแลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ
ชวี ภาพ ดงั นี้

๑) เดินทางศึกษาดูงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไบโอ ณ จังหวัดระยอง ระหว่างวันพฤหัสบดีท่ี
๑๓ - วนั ศุกร์ท่ี ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓



๒) เดินทางศกึ ษาดงู านเกีย่ วกบั อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชวี ภาพ ณ จังหวัดนครปฐม และจงั หวัด
กาญจนบุรี ระหวา่ งวันพฤหสั บดีที่ ๑๕ - วนั ศกุ ร์ท่ี ๑๖ ตลุ าคม ๒๕๖๓

๓) เดินทางศึกษาดูงานเก่ียวกับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ ณ จังหวัดชุมพร และจังหวัด
ประจวบคีรขี นั ธ์ ระหว่างวนั อาทิตย์ท่ี ๑๔ – วนั อังคารที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๔

๒.๒ คณะกรรมาธกิ ารได้จัดการสมั มนาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อิเลก็ ทรอนิกส์ เร่ือง “การพัฒนา
และขับเคล่ือนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทย” วันพฤหัสบดีท่ี ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๔
เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ นาฬิกา ณ ระบบออนไลน์ Webex (โปรแกรม Cisco Webex Meetings)
เพื่อรบั ฟงั ความคิดเห็นของอตุ สาหกรรมเศรษฐกจิ ชีวภาพ

๓. ผลการพิจารณาศกึ ษา
คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ขอรายงานผลการพิจารณาศึกษา

เรื่อง อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy Industry) ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มอบหมาย
ให้คณะทางานพิจารณา ศกึ ษา และจัดทาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพฒั นาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy Industry) ของประเทศไทย โดยคณะกรรมาธิการได้พิจารณา
รายงานของคณะทางานด้วยความละเอียดรอบคอบแล้ว และได้มีมติให้ความเห็นชอบกับรายงาน
ดังกลา่ ว โดยถอื ว่าเป็นรายงานการพจิ ารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ

จากการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมาธิการจึงขอเสนอรายงานการพิจารณา
ศึกษาของคณะกรรมาธิการ โดยมีรายละเอียดตามรายงานท้ายน้ี เพ่ือให้วุฒิสภาได้พิจารณา
หากวุฒิสภา ให้ความเห็นชอบด้วยกับผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ ขอให้ได้โปรดแจ้ง
ไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานอ่นื ท่ีเก่ียวข้อง เพอ่ื พจิ ารณาและดาเนนิ การตามแตเ่ ห็นสมควรตอ่ ไป
ท้ังนี้ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาตแิ ละประชาชน

(นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล)

เลขานกุ ารคณะกรรมาธิการการพาณชิ ยแ์ ละการอตุ สาหกรรม
วฒุ สิ ภา



บทที่ ๑
บทนำ

๑.๑ ควำมเป็นมำ
ตามท่ีท่ีประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญประจาปีคร้ังที่หนึ่ง) ที่ประชุมได้มีมติ

ต้ังคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา มีหน้าที่และอานาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ
กระทากิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เก่ียวกับการส่งเสริม สนับสนุน
หรือพัฒนาการพาณิชย์และอุตสาหกรรม การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนาภูมปิ ัญญาท้องถิ่น
และภูมิปัญญาไทย วิสาหกิจเพ่ือสังคม วิสาหกิจชุมชน เขตเศรษฐกิจพิเศษ ความสามารถในการแข่งขัน
และการเจริญเติบโตทางอุตสาหกรรมท่ีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ
และเร่งรัดการปฏริ ูปประเทศ และแผนแมบ่ ทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ในหน้าท่ีและอานาจ และอื่นๆ
ท่ีเกยี่ วข้อง ตามข้อบงั คบั การประชมุ วฒุ ิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้น

ในคราวประชุมคณะกรรมาธิการ ครั้งที่ ๒๑/๒๕๖๓ วันอังคารที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๓
ท่ีประชุมได้มีมติตั้ง “คณะทางานศึกษาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ” ข้ึน โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อพิจารณาจัดทารายงานอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพเพื่อนามาดาเนินการให้เกิดประสิทธิภาพ
และประสิทธิผล เพื่อนามาเป็นแบบอย่างหรือต้นแบบในการขับเคล่ือนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ
โดยกาหนดใหค้ ณะทางานฯ มีหน้าท่ีและอานาจ ดงั ต่อไปนี้

๑. ศึกษาแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ
ตลอดหว่ งโซ่อปุ ทานการผลติ อย่างครบวงจร

๒. ศึกษามาตรการส่งเสริมการเพ่ิมขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพ่ิมผลผลิต
ประสิทธภิ าพการผลติ ของผู้ประกอบการในการสร้างมลู ค่าเพิ่มบนพ้นื ฐานของนวัตกรรมและเทคโนโลยี

๓. ศึกษาแนวทางการพัฒนาและปัจจัยสนับสนุนที่เป็นมาตรการสนับสนุนต่อการขับเคลื่อน
การพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกจิ ชวี ภาพ

๔. ศึกษาและจัดทารายงานการพัฒนาและขับเคล่ือนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ
ไปส่ภู าคปฏิบัติตามแนวนโยบายของรัฐ

๕. ดาเนินการเรือ่ งอ่ืน ๆ ตามทีค่ ณะอนุกรรมาธิการการอตุ สาหกรรมมอบหมาย
๑.๒ สภำพปญั หำ

ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่สาคัญของโลก (Mega trends) และการเกิดวิกฤตท่ีท้าทายต่าง ๆ
ทง้ั มติ ดิ ้านเศรษฐกจิ สังคม และสิ่งแวดลอ้ ม ซึง่ นอกจากปัญหาภาวะโลกร้อนท่กี ระทบต่อความแปรปรวน
ของสภาวะภมู ิอากาศแลว้ จานวนประชากรท่ขี ยายตวั อย่างต่อเนอื่ งก็เปน็ อีกประเด็นท่ีสาคัญและมคี วาม
ท้าทายอย่างมาก โดยสหประชาชาติ (United Nations : UN) ได้คาดการณ์ว่าอีก ๓๐ ปีข้างหน้า
หรือในปี พ.ศ. ๒๕๙๓ (๒๐๕๐) โลกของเราจะมีประชากรอาศัยอยู่สูงถงึ ๙.๗ พันล้านคน (แผนภาพที่ ๑-๑)
และในจานวนน้ีเป็นประชากรสูงวัยท่ีมอี ายุตั้งแต่ ๖๐ ปีข้ึนไป ประมาณ ๒.๑ พันล้านคน (แผนภาพที่ ๑-๒)
ส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้าอาหารและการบริการเพื่อสุขภาพเพ่ิมข้ึน รวมถึงระบบการผลิต
และการบริโภคที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม เช่น พลังงานสะอาด ผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท่ีนากลับมา
ใช้ใหม่ได้ เป็นต้น ซึ่งหน่ึงในกลไกที่ได้รับความสนใจอย่างมากในการเอาชนะความท้าทายดังกล่าว
คือ การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ


และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ เพ่ือสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการยกระดับ
คุณภาพชีวิตของประชากรโลกควบคู่กับการพัฒนาความยั่งยืนของทรัพยากรและส่ิงแวดล้อม
ซ่ึงนานาประเทศต่างให้ความสาคัญอย่างจริงจังในการปฏิรูปประเทศสู่เศรษฐกิจชีวภาพ หรือระบบ
เศรษฐกจิ กระแสใหม่ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ
แผนภำพท่ี ๑-๑ การคาดการณ์จานวนประชากรโลก

แผนภำพท่ี ๑-๒ การคาดการณจ์ านวนประชากรโลกทีม่ ีอายตุ ้ังแต่ ๖๐ ปีขึน้ ไป

อาทิ สหประชาชาติ ที่นาประเด็นเกี่ยวข้องกับการสร้างเศรษฐกิจชีวภาพมาพิจารณาร่วมกับการกาหนด
เป้าหมายการพัฒนาอย่างย่ังยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยมีความสอดคล้องกัน
ถึง ๑๑ เป้าหมายจากท้ังหมด ๑๗ เป้าหมาย ซ่ึงจะนาไปสู่ผลลัพธ์ของการพัฒนาเศรษฐกจิ ชีวภาพในมติ ิต่าง ๆ
(แผนภาพท่ี ๑-๓) กล่าวคือ เป้าหมายท่ี ๑ การขจัดความยากจน เป้าหมายที่ ๒ การขจัดความหิวโหย
เป้าหมายที่ ๓ การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ท่ีดี และเป้าหมายท่ี ๘ การจ้างงานท่ีมีคุณค่าและการ
เติบโตทางเศรษฐกิจ เกีย่ วข้องกับมติ ิด้านสังคม เป้าหมายที่ ๖ การมีน้าสะอาดและสุขอนามัย เป้าหมายที่ ๑๓
การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป้าหมายที่ ๑๔ การใช้ประโยชน์จากนิเวศทางทะเล
และมหาสมุทร และเป้าหมายที่ ๑๕ การใช้ประโยชน์จากนิเวศทางบก เก่ียวข้องกับมิติด้านระบบนิเวศ
เป้าหมายท่ี ๗ พลังงานสะอาดในราคาที่เข้าถึงได้ เป้าหมายที่ ๙ การพัฒนาอุตสาหกรรม นวัตกรรม



โครงสร้างพ้ืนฐาน และเป้าหมายท่ี ๑๒ การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน เกี่ยวข้องกับมิติด้านเศรษฐกิจ
และอตุ สาหกรรม

แผนภำพที่ ๑-๓ ความสอดคล้องของเศรษฐกิจชีวภาพกบั เป้าหมายการพัฒนาอย่างย่งั ยนื (SDGs)

ทมี่ า : Heimann (2019)

ประเทศไทยได้มีความตระหนักในเรื่องเศรษฐกจิ ชีวภาพเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศทั่วโลก
เน่ืองจากมีความได้เปรียบในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งไทยมีภูมิประเทศต้ังอยู่ในเขตพื้นที่
ท่ีเป็น Biodiversity Hotspot (แผนภาพที่ ๑-๔) ประกอบกับมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ
โดยรัฐบาลไทยเห็นความสาคัญเชิงนโยบายในการสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ หรือการพัฒนาอุตสาหกรรม
ชีวภาพ ซึ่งเป็นหน่ึงในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-curve) ท่ีมีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต
เพ่ือเป็นกลไกหลักในการขับเคล่ือนเศรษฐกิจของประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
โดยบรรจุเป็นประเด็นเป้าหมายท่ีสาคัญในท้ังยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ
แผนการปฏิรูปประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี ๑๒ พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔
และนโยบายรัฐบาลท่ีเก่ียวข้อง อาทิ การต่อยอดอุตสาหกรรมเป้าหมายและวางรากฐานการพัฒนา
ดว้ ยการใช้แนวคดิ เศรษฐกจิ ชวี ภาพ เศรษฐกจิ หมนุ เวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ซ่งึ เป็นหน่ึง
ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยแผนภาพท่ี ๑-๕ แสดงให้เห็นถึงความเช่ือมโยงในระดับนโยบาย
ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพและการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพในภาคเกษตรกรรม
และภาคอุตสาหกรรม

กล่าวโดยสรุป อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพเป็นอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ท่ีนานาประเทศ
เห็นพ้องต้องกันว่าจะเป็นกลไกสาคัญต่อการพัฒนาท่ียั่งยืน และก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในเชิงเศรษฐกิจ
สังคม และส่ิงแวดล้อม อันจะนาไปสู่การสร้างความมั่งคั่งและความสามารถในการแข่งขัน การยกระดับ
รายได้และคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศ การกระจายโอกาสและลดความเหล่ือมล้าทางสังคม
และการลดปญั หาดา้ นสง่ิ แวดลอ้ ม


แผนภำพท่ี ๑-๔ เขตพืน้ ทท่ี ีม่ ีความหลากหลายทางชีวภาพสูงของโลก

ทีม่ า: Conservation International Foundation (2014)
แผนภำพที่ ๑-๕ ความเช่ือมโยงในระดับนโยบายตอ่ การพัฒนาเศรษฐกจิ ชวี ภาพ

ทีม่ า : ประมวลโดยสานกั งานเศรษฐกจิ อตุ สาหกรรม
๑.๓ วตั ถุประสงค์ของกำรศึกษำ

ตามคาส่งั ของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วฒุ สิ ภา ท่ี ท. ๙/๒๕๖๓
เร่ือง ตง้ั คณะทางานศึกษาอตุ สาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ สั่ง ณ วนั ท่ี ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๓ เพือ่ พจิ ารณา
จัดทารายงานอตุ สาหกรรมเศรษฐกิจชวี ภาพท่เี ปน็ แบบอยา่ งหรอื ตน้ แบบในการขับเคลอ่ื นอตุ สาหกรรม
เศรษฐกิจชวี ภาพ โดยมีวตั ถุประสงคข์ องการศกึ ษา ดังต่อไปนี้

๑. เพ่ือศึกษาแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ
ชีวภาพตลอดห่วงโซอ่ ปุ ทานการผลิตอย่างครบวงจร

๒. เพ่ือศึกษามาตรการการส่งเสริมการเพ่ิมขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพ่ิมผลผลิต
และประสทิ ธภิ าพการผลติ ของผปู้ ระกอบการในการสร้างมลู ค่าเพิม่ บนพื้นฐานของนวัตกรรมและเทคโนโลยี

๓. เพ่ือศกึ ษาแนวทางการพัฒนาและปัจจยั สนับสนุนท่ีเป็นมาตรการสนับสนนุ ตอ่ การขบั เคล่ือน
การพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชวี ภาพ

๔. เพื่อศึกษาและจัดทารายงานการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ
ไปสภู่ าคปฏิบัตติ ามแนวนโยบายของรัฐ



๑.๔ ขอบเขตของกำรศึกษำ
รายงานการศึกษาฉบับน้ีมีเนื้อหาครอบคลุมข้อมูลสาคัญและประเด็นที่จาเป็นสาหรับ

การกาหนดแนวทางและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ
ชีวภาพของประเทศไทย ประกอบดว้ ย

บทที่ ๑ บทนำ กล่าวถึงความเป็นมา สภาพปัญหา วัตถุประสงค์ของการศึกษา ขอบเขต
การศึกษา วิธีดาเนินการ และประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะได้จากการศกึ ษา

บทท่ี ๒ แนวคดิ เศรษฐกิจชวี ภำพ กล่าวถึงแนวคิดและคาจากัดความของเศรษฐกิจชีวภาพ
และตวั อย่างแนวนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกจิ ชวี ภาพของประเทศต้นแบบ

บทที่ ๓ อุตสำหกรรมเศรษฐกิจชีวภำพของประเทศไทย กล่าวถึงความสอดคล้องและเช่ือมโยง
ของยุทธศาสตร์และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ สถานการณ์อุตสาหกรรม
เศรษฐกิจชีวภาพของไทยในปัจจุบัน การคัดเลือกพืชวัตถุดิบเป้าหมายที่มีศักยภาพ และกรอบแนวคิด
ในการศกึ ษาแนวทางการพฒั นาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกจิ ชีวภาพของไทย

บทท่ี ๔ กำรพัฒนำอุตสำหกรรมเศรษฐกิจชีวภำพของไทยกรณีศึกษำปำล์มนำมัน
กล่าวถึงการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและประเมินศักยภาพของอุตสาหกรรมโครงสร้างและความเช่ือมโยง
ตลอดห่วงโซ่คุณคา่ ของอุตสาหกรรมเศรษฐกจิ ชวี ภาพจากพืชวัตถดุ ิบเป้าหมายปาลม์ นา้ มัน และแนวทาง
การพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของไทยภายใต้พืชและวัตถุดิบปาล์มน้ามันตามวัตถุประสงค์
ทีก่ าหนดไว้

บทท่ี ๕ กำรพัฒนำอุตสำหกรรมเศรษฐกิจชีวภำพของไทย กรณีศึกษำอ้อยและนำตำล
กล่าวถึงการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและประเมินศักยภาพของอุตสาหกรรมโครงสร้างและความเชื่อมโยง
ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพจากพืชวัตถุดิบเป้าหมายอ้อยและน้าตาล
และแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของไทยของพืชและวัตถุดิบอ้อยและน้าตาล
ตามวัตถปุ ระสงค์ท่ีกาหนดไว้

บทที่ ๖ บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบำยในกำรขับเคลื่อนสู่ภำคปฏิบัติ กล่าวถึง
ผลสรุปของการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อให้หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องใช้เป็นแนวปฏิบัติ
ในการพัฒนาอตุ สาหกรรมเศรษฐกจิ ชีวภาพของไทยให้เกดิ ประสิทธิภาพมากย่ิงข้นึ
๑.๕ วธิ ดี ำเนินกำรศกึ ษำ

การดาเนินการจัดทารายงานการศึกษาฉบับนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)
รว่ มกับใช้การวจิ ยั เชิงพรรณนา (Descriptive Research) โดยมขี ้ันตอนดงั น้ี

๑. รวบรวมข้อมูลจากการทบทวนเอกสาร เช่น ยุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนา
อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทยและประเทศต้นแบบท่ีประสบความสาเร็จ สถานการณ์
อุตสาหกรรมในปัจจุบัน รายงานการศกึ ษาที่เก่ียวข้อง ประกอบกับการประชุมกลุ่มย่อย (Focus group)
การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) และการศึกษาดูงาน (Factory visit) เพื่อให้ได้ข้อมูล
เชงิ ประจักษ์

๒. วิเคราะห์สภาพแวดล้อมและปัญหาอุปสรรค เพ่ือประเมินศักยภาพของอุตสาหกรรม
เศรษฐกจิ ชวี ภาพไทยจากพชื วัตถดุ ิบเป้าหมาย

๓. สังเคราะห์แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของไทยจากพืชวัตถุดิบ
เป้าหมาย พร้อมข้อเสนอแนะเชงิ นโยบายในการขับเคล่อื นสู่ภาคปฏิบตั ิ



๑.๖ ประโยชน์ท่ีคำดวำ่ จะไดร้ บั
๑. ไดข้ อ้ มูลและแนวทางทจ่ี าเปน็ ต่อการพัฒนาอตุ สาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทย
๒. ไดป้ ระเด็นปจั จัยท่ีภาครัฐควรผลกั ดันในการพัฒนาและขับเคล่ือนอุตสาหกรรมเศรษฐกจิ

ชีวภาพของประเทศให้ประสบความสาเร็จ ตลอดจนรูปแบบการทางานของหน่วยงานภาครัฐให้สอดคล้อง
กบั ทิศทางการพัฒนาและเป็นไปอย่างครบวงจรต้งั แต่ตน้ นา้ จนถงึ ปลายนา้

๓. ได้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของไทย
รวมท้งั แนวทางการผลกั ดนั นโยบายไปสกู่ ารปฏบิ ตั ใิ นบริบททเี่ หมาะสมของประเทศ



บทที่ ๒
แนวคิดเศรษฐกิจชีวภำพและนโยบำยของประเทศตน้ แบบ

๒.๑ แนวคดิ เศรษฐกิจชีวภำพ
แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ถูกกล่าวอ้างถึงเป็นคร้ังแรกในบทความ

เร่ือง Genomics and the World’s Economy เขียนโดยนาย Juan Enriquez Cabot ซึ่งตีพิมพ์
ในนิตยสาร Science เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ (๑๙๙๘) โดยในบทความดังกล่าวยังไม่มีการระบุคาศัพท์ที่ชัดเจน
แต่เป็นเพียงการวางกรอบแนวคิดกว้าง ๆ เก่ียวกับศักยภาพของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีชีวภาพในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม (Birner R. 2018,
p.17-38) และต่อมาแนวคิดดังกล่าวได้เป็นที่กล่าวถึงมากข้ึน จะเห็นได้จากการอ้างอิงถึงคาสาคัญ
(Keywords) ในวารสารวิชาการที่เก่ียวข้องกับเศรษฐกิจชีวภาพที่เพ่ิมจานวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
(แผนภาพที่ ๒-๑) ซ่ึงแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีการนิยามเศรษฐกจิ ชีวภาพท่ีเป็นหนึ่งเดียว แต่โดยส่วนใหญ่
ได้ให้คาจากัดความไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกัน องค์การเพ่ือความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
(Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) นิ ย า ม ว่ า เ ป็ น
“กลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจซ่ึงเทคโนโลยีชีวภาพเป็นหัวใจสาคัญในการผลิตขั้นต้นและในภาคอุตสาหกรรม
โดยเฉพาะเมื่อมีการประยุกต์ใช้ชีววิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพ่ือแปรเปล่ียนชีวมวล ให้เป็นวัสดุ สารเคมี
และเชอ้ื เพลงิ ตา่ ง ๆ” (OECD, 2018)

แผนภำพที่ ๒-๑ จานวนบทคัดยอ่ วารสารวชิ าการท่มี ีการอ้างองิ เกี่ยวกบั เศรษฐกิจชวี ภาพในระบบฐานข้อมลู
บรรณานกุ รม Scopus

ท่มี า : Birner, 2018.

สหภาพยุโรปซ่ึงมีประเทศสมาชิกเกินครึ่งเข้าร่วมในองค์การ OECD ได้นาแนวคิดเกี่ยวกับ
เศรษฐกิจชีวภาพมาเป็นกรอบในการกาหนดนโยบายเพ่ือพัฒนาภูมิภาคด้วยเช่นกัน โดยในการประชุม
คณะมนตรียุโรป (European Council) ท่ีเมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ (๒๐๐๐)
ท่ีประชุมได้แสดงความมุ่งมั่นในการสร้างเศรษฐกจิ ฐานความรู้ท่ีมีการแข่งขันและมพี ลวัตมากท่ีสุดในโลก
และในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ (๒๐๐๕) คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้จัดการประชุม
สัมมนาภายใต้หัวข้อ New Perspectives on the Knowledge-Based Bio-Economy โดยมีการ
บรรยายถึง “การแปรเปล่ียนองค์ความรู้ด้านชีววิทยาศาสตร์ไปสู่การพัฒนานวัตกรรมสินค้าท่ียั่งยืน



เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม และสามารถแข่งขันได้” ซึ่งถูกใช้นิยามความหมายของเศรษฐกิจชีวภาพ
บนฐานความรู้ (Knowledge-based bioeconomy) ในการประชุมหลายครั้งในเวลาต่อมา (Birner R.
2018, p.17-38)

นอกจากสหภาพยุโรปแล้ว สหรัฐอเมริกาก็เป็นอีกประเทศท่ีสนับสนุนการนาแนวคิด
เศรษฐกิจชีวภาพมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศ โดยมีการพูดถึงครั้งแรกในการประชุมสมาคม
เพ่ือความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา (American Association for the Advancement
of Science) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ (๑๙๙๗) และในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ (๒๐๑๒) ได้มีการออกมาตรการ
เชิงนโยบายของประเทศด้านเศรษฐกิจชีวภาพอย่างเป็นทางการ เรียกว่า National Bioeconomy
Blueprint ซึ่งได้ให้คาจากัดความของเศรษฐกิจชีวภาพว่าเป็น “การใช้ประโยชน์จากการวิจัย
และนวัตกรรมทางชวี วิทยาศาสตร์เพ่ือสร้างกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ และสาธารณประโยชน์” (White House 2012)

ในส่วนของประเทศไทย แนวคิดเก่ียวกบั เศรษฐกิจชีวภาพเร่ิมเป็นที่รู้จักมากข้ึนเมื่อสภาขับเคล่ือน
การปฏิรูปประเทศ ได้ประกาศให้เศรษฐกิจชีวภาพเป็นวาระแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการขับเคล่ือน
การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้ใหค้ วามหมายของเศรษฐกิจชีวภาพไว้ในรายงานการปฏิรูปเศรษฐกจิ
ชีวภาพ (Bio Economy) ว่าเป็น “การสร้างเศรษฐกิจบนฐานของการวิจัยพัฒนาและและนวัตกรรม
ใช้ทรัพยากรฐานชีวภาพ (พืช สัตว์ จุลินทรีย์) รวมถึงวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ของเสีย/น้าเสีย
จากโรงงานอุตสาหกรรม ฟาร์มปศุสัตว์และชุมชนพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง”
(สานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ๒๕๕๙) และต่อมารัฐบาลได้กาหนดให้อุตสาหกรรมชีวภาพ
เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคล่ือน
เศรษฐกจิ ของประเทศสู่ความยั่งยืน ซึ่งหลายกระทรวงท่ีเก่ียวข้องได้ให้ความสาคัญและอธิบายถึงแนวคิด
เศรษฐกจิ กระแสใหม่ดังกล่าว สานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า เศรษฐกิจ
ชีวภาพ คือ “ระบบเศรษฐกิจที่นาความรู้และนวัตกรรม โดยเฉพาะทางด้านชีววิทยาหรือวิทยาศาสตร์
ชีวภาพอื่น ๆ มาช่วยพัฒนาการผลิตสินค้าและบริการที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ
เช่น การเกษตร อาหาร สุขภาพ การแพทย์ และพลังงาน ให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน”
(กระทรวงวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ๒๕๖๒)
๒.๒ นโยบำยเศรษฐกจิ ชวี ภำพของประเทศต้นแบบ

ปัจจุบันหลายประเทศท่ัวโลกได้มีการกาหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจชีวภาพ ท้ังที่เป็นนโยบาย
โดยเฉพาะ (Dedicated bioeconomy strategy) และเป็นนโยบายที่เก่ียวข้องภายใต้แผนพัฒนาต่าง ๆ
ของแต่ละประเทศ (Bioeconomy-related strategy) (แผนภาพท่ี ๒-๒) ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศ
ท่ีพฒั นาแล้วและเปน็ สมาชิกองคก์ ารเพื่อความร่วมมอื และการพฒั นาทางเศรษฐกิจ (OECD) ขณะท่ีในส่วน
ของประเทศไทยได้กาหนดให้อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรรมเป้าหมายใหม่
ในอนาคตที่มีศักยภาพในการขับเคล่ือนเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนประเทศไปสู่
เศรษฐกิจชีวภาพของไทยยังอยู่ในระยะเริ่มแรกและต้องอาศัยการเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศ
ท่ปี ระสบความสาเร็จ ดงั น้ัน จึงมคี วามจาเป็นต้องศึกษานโยบายการพฒั นาขององค์การระหว่างประเทศ
และประเทศผู้นาด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพในระดับนโยบาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงทิศทาง
การพัฒนาของประเทศต้นแบบดังกล่าว และนามาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการพัฒนาท่ีเหมาะสม
กบั บริบทและสภาพแวดลอ้ มของประเทศไทย



แผนภำพที่ ๒-๒ ประเทศท่ีมีนโยบายการพัฒนาเศรษฐกจิ ชีวภาพ

ท่ีมา : ดดั แปลงจาก German Bioeconomy Council (2019), “Bioeconomy Policies around the World”,
https://biooekonomierat.de/fileadmin/images/BOER_Bioeconomy_Around_World_Map.pdf

องคก์ ำรเพอ่ื ควำมรว่ มมอื และกำรพัฒนำทำงเศรษฐกจิ (OECD)
OECD ได้จัดทารายงาน “The Bioeconomy to 2030: Designing a Policy Agenda”

เพ่ือวิเคราะห์ทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพในอนาคต ซ่ึงเน้นภาคส่วนท่ีจะก่อให้เกิดผลกระทบ
มากท่ีสุดท้ังในเชิงเศรษฐกจิ และสังคม คือ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และภาคบริการเพื่อสุขภาพ
โดย OECD ได้คาดการณ์ว่า เทคโนโลยีชีวภาพจะมสี ัดส่วนประมาณร้อยละ ๒.๗ ของผลิตภัณฑ์มวลรวม
(GDP) ในกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. ๒๕๗๓ (๒๐๓๐) ซึ่งเป็นการประเมินศักยภาพ
ของเทคโนโลยีชีวภาพที่ค่อนข้างตา่ เกินไป เนอ่ื งจากการวเิ คราะห์ไมไ่ ด้ครอบคลุมถึงกลมุ่ เช้ือเพลิงชวี ภาพ
และนวัตกรรมสินค้าท่ียังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบันแต่อาจถูกพัฒนาในอนาคต นอกจากนี้ OECD มองว่า
เทคโนโลยีชีวภาพจะมีบทบาทมากขึ้นในการสร้างความย่ังยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ของโลก อย่างไรก็ดี เนื่องจากในช่วงที่ทาการศึกษา ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ (๒๐๐๓) OECD พบว่า ร้อยละ ๘๗
ของค่าใช้จ่ายภาคเอกชนในกลุ่มประเทศสมาชิก OECD เพ่ือการวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นผลงาน
ที่เก่ียวกับภาคบริการเพ่ือสุขภาพ ขณะท่ีมีการคาดการณ์ว่า ภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม
จะสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้เทคโนโลยีชีวภาพได้รวมกันสูงถึงร้อยละ ๗๕ ของมูลค่าเพิ่มรวม
(Gross Value Added : GVA) ในปี พ.ศ. ๒๕๗๓ (๒๐๓๐) (แผนภาพท่ี ๒-๓) นั่นแสดงให้เห็นว่า
การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมมีผลิตภาพสูงกว่า
เมื่อเทียบกับภาคบริการเพอื่ สขุ ภาพ ซึ่งรายงานดังกลา่ วไดเ้ สนอแนวทางการพฒั นาเศรษฐกิจชีวภาพ สรุปไดด้ งั น้ี

๑. สร้างรากฐานท่ีเข้มแข็งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพในระยะยาว โดยการสร้างตลาด
รองรับผลิตภัณฑ์ท่ีเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม การสนับสนุนเงินทุนเพ่ือการวิจัย และการลงทุนเพ่ือพัฒนา
โครงสร้างพนื้ ฐานและการศึกษา ซงึ่ ในแตล่ ะภาคส่วนมีแนวทาง ดงั นี้

๑.๑) ภาคบริการเพ่ือสุขภาพ พัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านสุขภาพและงานวิจัยที่สามารถ
เชอ่ื มโยงประวัตกิ ารรกั ษาและการติดตามผลลัพธ์ของงานวจิ ยั

๑.๒) ภาคอตุ สาหกรรม สนบั สนุนส่ิงจงู ใจใหก้ บั สถานประกอบการที่ประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยชี วี ภาพ

๑๐

๑.๓) ภาคเกษตรกรรม สง่ เสริมการใชเ้ ทคโนโลยีชวี ภาพในการปรบั ปรงุ พันธุ์พืชและสัตว์
๒. กระตุ้นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม โดยการสนับสนุน
การลงทุนภาครัฐและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อการวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ
ในภาคอตุ สาหกรรมและภาคเกษตรกรรม
๓. เตรียมพร้อมสาหรับการปฏวิ ัติการดูแลสุขภาพ โดยการสนับสนุนสิ่งจูงใจให้กับภาคเอกชน
เพ่ือยกระดับคุณภาพของการบาบัดสุขภาพควบคู่กับการพัฒนาการบริการด้านสุขภาพของภาครัฐ
รวมถงึ การประเมนิ ผลกระทบในมติ ติ า่ ง ๆ จากการมีอายุท่ียนื ยาวมากขึน้
๔. พลิกวิกฤตการเปล่ียนแปลงเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยการสนับสนุน
เงินทุนการวิจัยสาหรับการคาดการณ์อนาคต (Foresight research) เพื่อกาหนดรูปแบบส่ิงจูงใจ
และโมเดลธุรกจิ ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานและการศึกษา
ทส่ี อดคล้องกบั ทิศทางเทคโนโลยใี นอนาคต
๕. ลดอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม โดยการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน
และออกมาตรการสง่ เสรมิ สนบั สนนุ ดา้ นการวิจัยและการเขา้ สตู่ ลาด
๖. ส่งเสริมงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ โดยการบูรณาการการทางานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
ที่เกีย่ วขอ้ งเพ่อื เชื่อมโยงงานวิจัยจากหลากหลายสาขาวิชาและพัฒนาใหเ้ กิดการผลิตเชิงพาณชิ ย์
๗. สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยการจัดกิจกรรมเสวนาสาธารณะอย่างต่อเน่ือง
ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพ่ือระดมข้อคิดเห็นต่อนโยบายที่เก่ียวข้องกับพัฒนา
เศรษฐกิจชีวภาพ และประเมินผลกระทบของการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพ ท้ังในเชิงเศรษฐกิจ
สังคม และจรยิ ธรรม

แผนภำพที่ ๒-๓ คา่ ใช้จ่ายภาคเอกชนเพ่อื การวิจัยเทคโนโลยชี วี ภาพและมูลคา่ เพิ่มจากการใชเ้ ทคโนโลยี
ชีวภาพของกลุม่ ประเทศสมาชิก OECD

ทมี่ า : OECD (2009)

เยอรมนีถือเป็นหน่ึงในประเทศผู้นาด้านการพัฒนาเศรษฐกจิ ชีวภาพของโลก ซ่ึงแม้จะไม่ไดต้ ้ังอยใู่ นเขต
พ้ืนท่ีที่เป็น Biodiversity Hotspot ทาให้ทรัพยากรชีวภาพในประเทศไม่มีความหลากหลายมากนัก
แต่เยอรมนีมีความได้เปรียบด้านการวิจัยและเทคโนโลยีท่ีก้าวหน้า จะเห็นได้จากจานวนศูนย์วิจัย
ของสถาบันรายใหญ่ที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยซ่ึงร่วมทุนวิจัยกับรัฐบาล อาทิ สถาบัน Helmholtz
สถาบัน Max Planck สถาบัน Leibniz และสถาบัน Fraunhofer รวมถึงหน่วยงานรัฐด้านการวิจัย
ท่ีมีอยู่หลายแห่งและกระจายตัวอยู่ท่ัวประเทศ (แผนภาพที่ ๒-๔) โดยรัฐบาลเยอรมนีได้จัดตั้ง German
Bioeconomy Council เป็นหน่วยงานกลางท่ีทาหน้าท่ีในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี

๑๑

ชีวภาพของประเทศ และจัดทามาตรการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพฉบับแรกของประเทศข้ึนซึ่งเน้น
การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านชีวภาพเป็นหลัก เรียกว่า “National Research Strategy
BioEconomy 2030” มีวิสัยทัศน์การพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพที่ย่ังยืนจากทรัพยากรธรรมชาติ
เพื่อผลิตอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีอย่างเพียงพอ รวมถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากทรัพยากรหมุนเวียน
โดยการสนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนางานวิจัยและสร้างเครือข่ายการวิจัยที่เก่ียวข้องกับเศรษฐกิจชีวภาพ
ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างความม่ันคงด้านอาหาร การพัฒนาระบบการเกษตรท่ีย่ังยืน การผลิตอาหาร
ปลอดภัยและเป็นประโยชน์ การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบจากทรัพยากรหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรม
และการพฒั นาพลงั งานจากชีวมวล

แผนภำพท่ี ๒-๔ หน่วยงานวจิ ัยดา้ นเศรษฐกจิ ชีวภาพในเยอรมนี

ที่มา : Federal Minister for Education and Research, Germany (2011)

สหรัฐอเมริกาได้ให้ความสาคญั อย่างมากกบั การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะท่ีอาศัย
ความก้าวหน้าวด้านชีววิทยาศาสตร์ เพ่ือเป็นกลไกหลักในขับเคล่ือนเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ
ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ (๒๐๑๒) สหรัฐอเมริกาได้ประกาศ “National Bioeconomy Blueprint”
เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพท่ีสามารถช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีของประชากรชาวอเมริกัน
และใหม้ ีอายยุ ืนยาวมากขึน้ ลดการพงึ่ พาน้ามันปโิ ตรเลียม ขจดั ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ปรับกระบวนการ
ผลิต และยกระดับผลิตภาพและความเข้มแข็งของภาคการเกษตร ตลอดจนสร้างการจ้างงาน
และเกิดอตุ สาหกรรมใหม่เพิม่ ขน้ึ โดยมีเป้าหมายเชงิ กลยุทธ์ สรุปได้ดังน้ี

๑. สนับสนนุ การลงทุนด้าน R&D เพ่ือสร้างรากฐานท่ีเขม้ แข็งต่อการพฒั นาเศรษฐกจิ ชีวภาพ
ในอนาคต โดยการให้ทุนงานวิจัย โดยเฉพาะงานวิจัยท่ีมีความเสี่ยงสูงแต่ให้ผลตอบแทนสูง และงานวิจัย
ที่ต้องใช้องค์ความรู้จากหลากหลายสาขาวิชา รวมถึงการบูรณาการการทางานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน
เพ่ือพัฒนาเทคโนโลยีพ้ืนฐานที่เกิดใหม่ เช่น ชีววิทยาสังเคราะห์ (synthetic biology) ชีวสารสนเทศ
(bioinformatics)

๑๒

๒. ส่งเสริมการต่อยอดงานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ โดยการร่วมลงทุนระหว่างภาคเอกชน
และหน่วยงานวิจัยในการนาผลงานวิจัยไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด โดยเฉพาะงานวิจัย
ด้านยารักษาโรคท่ีนาไปทดลองใช้กับผู้ป่วยจริง (translational science) และงานวิจัยด้านการกากับ
ดูแลยา (regulatory science) เช่น เครื่องมือเฝ้าระวังและติดตามผลจากการใช้ยา รวมถึงการใช้
มาตรการจัดซ้อื จดั จา้ งของภาครฐั เพ่ือกระตุน้ ความต้องการของตลาดผลติ ภณั ฑ์ฐานชวี ภาพใหเ้ พ่ิมมากขึ้น

๓. ปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมยั และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ โดยเฉพาะกฎ
ระเบียบท่ีเก่ียวข้องกับการคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค การรักษาสิ่งแวดล้อม และการลดความเส่ียง
จากความผิดพลาดทางเทคโนโลยี โดยการพิจารณาทบทวนร่วมกันระหว่างภาครัฐและผู้มีส่วนได้เสีย
ในการปรับแก้กฎระเบียบให้เกิดความคล่องตัวและเอื้อต่อการลงทุนมากข้ึน เช่น อานาจหน้าท่ี
ของหน่วยงานรับผิดชอบท่ีชัดเจน กระบวนการที่ไม่ซับซ้อน เพื่อลดระยะเวลาและค่าใช้จ่าย
ในการดาเนนิ การด้านกฎระเบยี บของผู้ประกอบการ

๔. พัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมที่ทันสมัยและตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
ซ่ึงจะเน้นการศกึ ษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ต้ังแต่ระดับปฐมวัย
จนถึงระดับอุดมศึกษา และการพัฒนาทักษะฝีมือที่จาเป็นต่อการทางานในอนาคต โดยการสนับสนุน
ให้ภาคอุตสาหกรรมมีส่วนร่วมในการฝึกอบรมนักเรียนนักศีกษาร่วมกับสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้น
ขณะเดียวกันรัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์แก่สถาบันการศึกษาท่ีมีการปฏิรูปโปรแกรมการเรียนการสอน
ใหส้ อดคลอ้ งกบั ทิศทางความต้องการแรงงานด้านเศรษฐกิจชวี ภาพ

๕. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อแบ่งปันข้อมูล
และประสบการณ์ความสาเร็จ/ความล้มเหลวในการทางาน และเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากร
และผู้เชย่ี วชาญในการคดิ ค้นเทคโนโลยใี หมร่ ว่ มกนั

ประเทศบราซิลเป็นประเทศผู้นาด้านการผลิตพลังงานชีวภาพ แต่ปัจจุบันบราซิลยังไม่มีนโยบาย
การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพโดยเฉพาะของประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลบราซิลได้ให้ความสาคัญ
กับการผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจชีวภาพ โดยบรรจุเป็นหนึ่งในประเด็นหลักภายใต้มาตรการ
“National Strategy for Science, Technology and Innovation” ซึ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนา
เทคโนโลยีชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างย่ังยืนเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
รวมถึงการสนับสนุนการวิจัยในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหาร ชีวเภสัชภัณฑ์ เช้ือเพลิงชีวภาพสาหรับ
อากาศยาน นอกจากนี้ได้มีการวางนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพระดับชาติ เรียกว่า RenovaBio
เพื่อเพ่ิมปริมาณความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพท้ังหมดในบราซิล ได้แก่ เอทานอล ไบโอดีเซล
และไบโอมเี ทน นาไปสู่การสรา้ งความม่ันคงดา้ นพลงั งานและลดการปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจกในประเทศ

มาเลเซียนับเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอ เชียตะวันอ อ ก เฉียงใต้ท่ีได้กาหนดกลยุทธ์เชิง
นโยบาย แบบองค์รวมด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ โดยในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ (๒๐๐๕) รัฐบาลมาเลเซียได้
ประกาศ “National Biotechnology Policy” เพ่ือยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจในสาขาเป้าหมาย
คือ การเกษตร การแพทย์และบรกิ ารเพอ่ื สุขภาพ และการผลติ ระดับอตุ สาหกรรม ซึ่งแบ่งการดาเนินงาน
ออกเปน็ ๓ ระยะ สรปุ ไดด้ ังนี้

ระยะที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๔๘ - ๒๕๕๓ (๒๐๐๕-๒๐๑๐) กำรเสริมสร้ำงขีดควำมสำมำรถ
(Capacity Building) เน้นการสร้างกลไกขับเคล่ือน เช่น สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจ องค์กรส่งเสริม
การลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องปฏิบัติการ อุปกรณ์เคร่ืองมือ

๑๓

การทาวิจัยท่ีทันสมัย การสร้างบุคลากร การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ การพัฒนาธุรกิจ และการสร้าง
ตราสินค้าของประเทศ โดยในระยะน้ีมาเลเซียได้ต้ังเป้าหมายท่ีจะเป็นผู้นาด้านเทคโนโลยีชีวภาพ
ในภมู ิภาค

ระยะที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๘ (๒๐๑๑-๒๐๑๕) กำรปรับเปลี่ยนงำนวิจัยสู่ธุรกิจ
(Science to Business) เน้นการสร้างผู้เช่ียวชาญด้านการวิจัยและพัฒนายาจากความหลากหลายทาง
ชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในประเทศ การจัดหาเทคโนโลยี การส่งเสริมการลงทุน
จากต่างประเทศ การพัฒนาสินค้าใหม่ การสร้างความเข้มแข็งให้กับตราสินค้าท้ังตลาดในประเทศ
และตลาดโลก

ระยะท่ี ๓ พ.ศ. ๒๕๕๙ - ๒๕๖๓ (๒๐๑๖-๒๐๒๐) กำรสร้ำงธุรกิจระดับโลก (Global
Business) เน้นการยกระดับศักยภาพของผู้เชี่ยวชาญและความเข้มแข็งด้านการวิจัยและพัฒนา
เทคโนโลยีชีวภาพ การสร้างรายได้จากธุรกิจของประเทศในตลาดโลก และการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี
สมัยใหม่ (Cutting edge technology) โดยในระยะนี้มาเลเซียได้ต้ังเป้าหมายที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นา
ด้านเทคโนโลยีชวี ภาพของโลก

ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียได้จัดต้ัง Malaysian Bioeconomy Development Corporation
ซึ่งถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง และอยู่ภายใต้การกากับดูแลของ Biotechnology Implementation
Council เพ่ือทาหน้าท่ีขับเคล่ือนนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยการส่งเสริมให้เกิดการลงทุน
ด้านเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศ ทั้งในเชิงวิจัยพัฒนาและในเชิงพาณิชย์ รวมถึงการสนับสนุน
ด้านเงินทุนในรูปแบบของการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลและเอกชน และการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ
ผ่านโครงการสาคัญ อาทิ BioNexus Status ซึง่ ผู้ประกอบการดา้ นเทคโนโลยชี ีวภาพที่เกีย่ วขอ้ งกบั สาขา
เปา้ หมายท้ังสามและผ่านเกณฑก์ ารคดั เลือกใหไ้ ดส้ ถานะ BioNexus จะได้รับสทิ ธปิ ระโยชน์ทางภาษีและ
การบริการให้คาปรึกษาทั้งด้านการเงินการคลัง ด้านข้อกฎหมาย และด้านการจ้างแรงงาน
ซ่งึ ข้อมูลล่าสดุ ณ ปี พ.ศ. ๒๕๕๙ (๒๐๑๖) พบว่ามีผู้ประกอบการที่ได้สถานะ BioNexus จานวน ๒๗๘ ราย
เกิดมูลค่าการลงทุนรวม ๓,๔๙๗.๒ ล้านริงกิต หรือประมาณ ๒๙,๘๐๐ ล้านบาท โดยมีตัวอย่าง
ผู้ประกอบการ BioNexus Status (แผนภาพท่ี ๒-๕) เช่น บริษัท Bio Alpha จากัด ผู้ผลิตอาหารฟังค์ชัน
นอลและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ บริษัท StemLife จากัด ผู้ให้บริการคาปรึกษาด้านสเต็มเซลล์บาบัด
บริษทั Bio Tree Biotechnology จากัด ผ้ผู ลติ เอนไซมจ์ ากพชื ผกั ผลไม้ อาหารและเครื่องด่ืมเพ่ือสขุ ภาพ

แผนภำพที่ ๒-๕ ตรา BioNexus Status และตัวอย่างสนิ ค้าและบริการของผปู้ ระกอบการด้านเทคโนโลยี
ชวี ภาพท่ไี ด้รับสถานะ BioNexus

ที่มา : http://bioa.com.my/ https://www.stemlife.com/en/ และhttps://www.biotreebiotechnology.com/

๑๔

จีนเป็นประเทศที่มีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตพ้ืนที่ที่เปน็ Biodiversity Hotspot ทาให้มีความไดเ้ ปรียบ
ด้านความหลากหลายทางชีวภาพสูง ประกอบกับรัฐบาลได้ให้ความสาคัญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี
ชีวภาพเพ่ือการผลิตที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม ส่งผลให้จีนเป็นหน่ึงในประเทศต้นแบบท่ีมีการเติบโต
ทางเศรษฐกิจชีวภาพอย่างรวดเร็ว โดยได้มีการบรรจุเศรษฐกิจชีวภาพเป็นวาระสาคัญในแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคม ระยะ ๕ ปี ของจีน ต้ังแต่ฉบับท่ี ๑๑ เป็นต้นมา และล่าสุดในฉบับที่ ๑๓ ปี
พ.ศ. ๒๕๕๙ - ๒๕๖๓ (2016 – 2020) ได้มุ่งเน้นถึงการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเป็นกลไกหลักในการพัฒนา
ความย่ังยืนของประเทศ ซ่ึงภายใต้แผนฉบับดังกล่าวประกอบด้วยแผนย่อยด้านต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับ
เทคโนโลยีชีวภาพ อาทิ ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
และนวัตกรรม และด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการวิจัย
และพัฒนาต่อ GDP ของประเทศ การเพิ่มจานวนสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีชีวภาพ การเพ่ิมการจาหน่าย
ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ รวมถงึ การลดการปลดปลอ่ ยคารบ์ อนไดออกไซด์

จากตัวอย่างนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ
ต้นแบบ โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีลักษณะแนวนโยบายแบบองค์รวมท่ีครอบคลุมการดาเนินงานทุกมิติ
ท้ังการสนับสนุนการวิจัยนวัตกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างขีดความสามารถ การส่งเสริม
การตลาด การกระตุ้นอุปสงค์ และการปรับปรุงกฎระเบียบและยกระดับมาตรฐาน (แผนภาพท่ี ๒-๖)
โดยตารางท่ี ๒-๑ แสดงถึงทิศทางเป้าหมายและนโยบายมาตรการท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ
ชีวภาพของประเทศต้นแบบ

แผนภำพที่ ๒-๖ ลักษณะแนวนโยบายและมาตรการที่เกยี่ วกบั การพัฒนาเศรษฐกจิ ชีวภาพของประเทศต้นแบบ

ท่มี า: German Bioeconomy Council (๒๐๑๕)

๑๕

ตำรำงท่ี ๒-๑ สรปุ ทิศทางเปา้ หมายและนโยบายมาตรการท่ีเกี่ยวขอ้ งกับการพัฒนาเศรษฐกิจชวี ภาพ
ของประเทศตน้ แบบ

ประเทศตน้ แบบ นโยบายมาตรการท่ีเก่ียวขอ้ ง เปา้ หมายการพฒั นา
เยอรมนี
• Bioeconomy ๒๐๓๐ Research การวิจยั เพ่ือความม่นั คงดา้ นอาหาร การ
สหรฐั อเมรกิ า Strategy พฒั นาเกษตรย่งั ยืนและอาหารเพ่อื สขุ ภาพ
บราซลิ การพฒั นาพลงั งานชีวภาพ การสง่ เสรมิ
มาเลเซีย • Bioeconomy Policy Strategy

จีน การใชพ้ ลงั งานหมนุ เวียนใน

ภาคอตุ สาหกรรม

• Bioeconomy Blueprint การพฒั นาดา้ นการแพทยแ์ ละสขุ ภาพ
• ๒๐๑๔ Farmbill ดา้ นพลงั งาน ดา้ นการเกษตร และดา้ น

สง่ิ แวดลอ้ ม โดยอาศยั ความกา้ วหนา้ ทาง

วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ

• National Strategy for Science, การพฒั นาดา้ นพลงั งานชีวภาพ และ

Technology and Innovation ดา้ นอตุ สาหกรรมเทคโนโลยขี นั้ สงู และ
• Biotechnology Strategy การสง่ เสรมิ การพฒั นาเศรษฐกิจสเี ขียว
• PAISS

• National Biotechnology Policy การพฒั นาดา้ นการเกษตร ดา้ นการแพทย์

• National Biomass Strategy และอาหารเสรมิ สขุ ภาพ ดา้ นพลงั งาน
๒๐๒๐: New Wealth Creation หมนุ เวียน และดา้ นเคมีชีวภาพ
for Malaysia’s Palm Oil

Industry

• Bioeconomy Transformation

Programme

• National Biomass Straetgy

• ๑๒th Five-year Plan (๒๐๑๑- การพฒั นาดา้ นการแพทยแ์ ละสขุ ภาพ

๒๐๑๕) on Agricultural Science ดา้ นพลงั งานทดแทน ดา้ นการเกษตร และ
and Technology
ดา้ นอตุ สาหกรรมชีวภาพ โดยอาศยั การใช้
Development ประโยชนจ์ ากทรพั ยากรธรรมชาตอิ ยา่ ง
• ๑๒th Five-year Plan for
National Strategic Emerging ย่งั ยืนควบคกู่ บั การพฒั นาดา้ นเศรษฐกิจ

Industries ของประเทศ

• Bioindustry Development

Plan

ทีม่ า: German Bioeconomy Council (2015)

๑๖

๑๗

บทที่ ๓
อุตสำหกรรมเศรษฐกจิ ชีวภำพของประเทศไทย

๓.๑ กำรขบั เคลอ่ื นกำรพฒั นำเศรษฐกจิ ชีวภำพ เศรษฐกิจหมุนเวยี น และเศรษฐกิจสีเขียว
(Bio – Circular – Green Economy : BCG Model)
เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๔ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้การขับเคลื่อนการพัฒนา

เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio – Circular – Green Economy
: BCG Model) : โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ย่ังยืนเป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ เป็นต้นไป
และให้คณะกรรมการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว
ส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐพิจารณากาหนดและดาเนินแผนงาน/โครงการต่าง ๆ เพ่ือให้การ
ขบั เคล่อื นวาระแหง่ ชาติในเร่ืองนีเ้ กดิ ผลเปน็ รปู ธรรมโดยเรว็ และย่ังยนื

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้จัดทายุทธศาสตร์
การขับเคล่ือนประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. ๒๕๖๔ - ๒๕๖๙ โดยได้ระบุถึงสภาพปัญหา
ในการพัฒนาเศรษฐกิจในอดีตว่าประเทศไทยยังใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท่ีมีอยู่อย่างหลากหลาย
ซ่ึงควรเป็นจุดแข็งของประเทศอย่างไม่มีประสิทธิภาพ มีลักษณะแบบ “ทามากแต่ได้น้อย” ซ่ึงสุดท้ายแล้ว
การพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบน้ีก็ส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่ิงแวดล้อม
ปัญหาสุขภาพ ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้ทรัพยากร
อย่างเต็มท่ี ซ่ึงก็นาไปสู่ปัญหาความเหล่ือมล้าในภาคส่วนต่าง ๆ และปัญหาการพ่ึงพาภาคเศรษฐกิจ
ระหว่างประเทศในระดับสูง ส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง
(Middle Income Trap)

เพื่อแกไ้ ขปัญหาดังกล่าวข้างต้น จาเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องใช้จุดแข็งของประเทศด้านทรัพยากร
โดยเฉพาะความหลากหลายทางชีวภาพและทางวัฒนธรรมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ปรับเปลี่ยนรูปแบบ
การพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นแบบ “ทาน้อยแต่ได้มาก” สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดตลอดห่วงโซ่ การผลิตสินค้า
และบริการด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม กระทรวง อว. จึงได้เสนอ BCG
Model ซ่ึงเป็นการพัฒนา ๓ เศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)
เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมุ่งเน้น
การพัฒนาใน ๔ สาขายุทธศาสตร์คือ สาขาการเกษตรและอาหาร สาขาสุขภาพและการแพทย์
สาขาพลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ และสาขาการท่องเท่ียวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นอกจากนี้ รัฐบาล
ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งม่ันในการผลักดัน BCG Model ด้วยการออกคาสั่งสานักนายกรัฐมนตรี
ที่ ๓๒๕/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๓ แตง่ ตัง้ คณะกรรมการทง้ั หมด ๒ คณะ ได้แก่ คณะกรรมการ
บ ริ ห า ร ก า ร พั ฒ น า เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ชี ว ภ า พ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ห มุ น เ วี ย น แ ล ะ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ สี เ ขี ย ว
ซ่ึงมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่กาหนดแนวทางและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนตามนโยบาย
การพัฒนาเศรษฐกิจ BCG และคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Model
มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธาน มีหน้าท่ีจัดทาแผนงานการขับเคล่ือนตามนโยบาย
การพัฒนาเศรษฐกิจ BCG และกาหนดกลไกการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG การลงทุนโครงสร้าง
พ้ืนฐาน การพัฒนากาลังคน การพัฒนาระบบนิเวศ การปรับแก้หรือพัฒนากฎหมายและมาตรการ
ให้เอ้อื ตอ่ การพฒั นาเศรษฐกิจ BCG

๑๘

แนวคิดทั้ง๓ เรื่อง ไมว่ ่าเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกจิ หมุนเวียนหรือเศรษฐกจิ สีเขียวล้วนแล้วแต่
ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพ่ิงปรากฏในโลกแต่อย่างใด แนวคิดเก่ียวกับเร่ืองดังกล่าวสามารถพิจารณาย้อนกลับ
ไปได้ตั้งแต่หลายสิบปีที่แล้ว ซ่ึงแต่ละแนวคิดก็มีพัฒนาการในตัวเองและมีความประสาน
สอดคลอ้ งซึ่งกันและกัน

Birner (2018) ได้ศึกษาต้นกาเนิดและวิวัฒนาการของแนวคิดเศรษฐกจิ ชีวภาพ ซ่งึ แนวคิดนี้
ได้มีการนาเสนอต้ังแต่ราวปี ค.ศ. ๑๙๖๐ แม้ว่าความหมายและขอบเขตของแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ
จะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่รากฐานของแนวคิดยังคงอยู่ท่ีการใช้ทรัพยากรชีวภาพที่มีอยู่
ในท้องถ่ินเพ่ือการขับเคล่ือนให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยแนวคิดในปัจจุบันได้มุ่งเน้น
ให้มีการใช้องค์ความรู้ การวิจัยพัฒนา และนวัตกรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย ากรชีวภาพ
และการนาทรัพยากรชวี ภาพเหลา่ นัน้ มาดาเนนิ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในทานองเดียวกนั แนวคิดของเศรษฐกจิ หมุนเวียนกเ็ ร่ิมมกี ารพูดถึงต้ังแต่ราวปี ค.ศ. ๑๙๖๐
ซึ่งเป็นช่วงเวลาท่ีนานาชาติเริ่มให้ความสนใจเร่ืองของการรักษาส่ิงแวดล้อม แนวคดิ เศรษฐกิจหมุนเวียน
มีจุดเริ่มต้นจากการบริหารจัดการวัสดุและทรัพยากรเหลือใช้หรือขยะจากกระบวนการผลิตภายใน
โรงงานอุตสาหกรรม ต่อมาแนวคิดได้ขยายขอบเขตมายังการบริโภคให้สามารถนาขยะจากการบริโภค
มาใช้ไดใ้ หม่ (recycle) ดงั นนั้ ท้ังวสั ดุที่เหลือทิง้ จากการผลิตและการบริโภคจะสามารถนามาสรา้ งคณุ ค่า
ไดใ้ หม่ หมุนเวยี นเปน็ วงจรต่อเนือ่ งโดยไมม่ ขี องเสีย แนวคดิ น้ีย่ิงไดร้ ับการตอบรบั ในยุคปจั จุบันท่ีหลาย ๆ
ประเทศเกิดปัญหาวิกฤตการขาดแคลนทรัพยากร ปัญหาการจัดการขยะ และปัญหาสิ่งแวดล้อม
ซ่ึงแนวคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียนจะช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมแ ละทรัพยากรธรรมชาติได้
อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ (Blomsma and Brennan, 2017)

แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืนก็ได้รับการพัฒนามาจากสองแนวคิดข้างต้น
โดยตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. ๑๙๖๐ ที่ทั่วโลกเกิดการต่ืนตัวเก่ียวกับผลกระทบของการใช้สารเคมีท่ีมี
ต่อระบบนิเวศและสภาพแวดล้อม จนนาไปสู่การประชุมสหประชาชาติเก่ียวกับการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม
ท่ีกรุงสต๊อกโฮม ประเทศสวีเดน ในปี ค.ศ. ๑๙๗๒ และมีการจัดตั้งโครงการส่ิงแวดล้อมแห่ง
สหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) ในปีเดียวกัน โดย UNEP
ทาหน้าท่ีกาหนดวาระด้านส่ิงแวดล้อมทั่วโลก และส่งเสริมการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน
จนกระทงั่ ปี ค.ศ. ๒๐๐๙ UNEP ไดอ้ อกเอกสารทางวิชาการชอื่ Rethinking the Economic Recovery
: A Global Green New Deal ซ่ึงได้ระบุถึงปัญหาของการท่ีทั่วโลกมุ่งพัฒนาโดยละเลยผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดวิกฤติในด้านต่าง ๆ ซ่ึง UNEP เสนอให้ประเทศต่าง ๆ ควรปฏิรูปการลงทุนใน
ระบบนิเวศและส่ิงแวดล้อมซ่ึงถือเป็นสินค้าสาธารณะ โดยใช้กลไกราคาเพื่อเป็นจุดเร่ิมต้น
ในการเปล่ียนผ่านการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยให้นิยามของเศรษฐกิจสีเขียวว่าเป็นเศรษฐกิจ
ที่จะนาพาประเทศต่าง ๆ ไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นธรรมของสังคม อีกท้ังยังช่วย
ลดความเสีย่ งด้านส่ิงแวดล้อมและการขาดแคลนเชิงนเิ วศได้ (Barbier, 2009)

รัฐบาลไม่ได้เพิ่งมาตระหนักถึงความสาคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการอนุรักษ์
รักษาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม โดยรัฐบาลได้ให้ความสาคัญกับเรื่องนี้มานานแล้ว ดังจะเห็นได้จาก
การบรรจุประเด็นที่เก่ียวข้องกับ BCG ตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนการปฏิรูปประเทศ
และแผนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐)
ไดต้ ระหนักถงึ ปญั หาการพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศท่ียังไมส่ ามารถขับเคลือ่ นด้วยนวัตกรรมอย่างเต็มท่ี

๑๙

ส่งผลให้ผลิตภาพการผลิตของภาคเกษตรและภาคบริการอยู่ในระดับต่า จึงได้กาหนดวิสัยทัศน์
การพัฒนาว่า “ประเทศไทยมีความม่ันคง ม่ังคั่ง ย่ังยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนา
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยกาหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศทั้งสิ้น ๖ ด้าน
ไดแ้ ก่ ด้านความมนั่ คง ด้านการสรา้ งความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนาและเสรมิ สร้างศักยภาพ
ทรัพยากรมนุษย์ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพ
ชีวิตท่ีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
ซึ่งมีแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติทั้งหมด ๒๓ แผนในการถ่ายทอดเป้าหมายและประเด็น
ยุทธศาสตร์ลงสู่แผนระดับต่าง ๆ และได้มีการเน้นย้าความสาคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG
ซ่ึงได้ปรากฏในแผนแม่บทฯ อาทิ การพัฒนาให้เกษตรชีวภาพมีมูลค่าสูงขึ้นด้วยการใช้นวัตกรรม
จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีที่คานึงถึงสิ่งแวดล้อมเพ่ือการแปรรูปสินค้าจากความหลากหลาย
ทางชีวภาพ การส่งเสริมให้มีการนาวัตถุดิบเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม
และพลังงานที่เกี่ยวเนื่องกับชีวภาพ การทาระบบฟาร์มอัจฉริยะ การสร้างมูลค่าเพ่ิมจากวัตถุดิบชีวภาพ
ท่ีเป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อมและการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพอย่างบูรณาการตลอดท้ังห่วงโซ่มูลค่า
การพัฒนาการท่องเท่ียวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมด้วยการใช้ความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติ
วัฒนธรรมและวิถีชีวิตเพื่อสร้างคุณค่าให้กับสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว การสร้างการเติบโต
อยา่ งยัง่ ยืนบนสงั คมเศรษฐกจิ สเี ขียวดว้ ยการอนุรกั ษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

สาหรับแผนการปฏิรูปประเทศซึ่งได้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับยุทธศาสต ร์ชาติ
และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ได้ตระหนักถึงการใช้ฐานทรัพยากรรองรับการพัฒนาประเทศ
ท้ังด้านสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว และต้องการยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม บริการ
และการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเพ่ือสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยได้กาหนดให้
มีการปฏิรูปประเทศ ๑๓ ด้าน และมีการคดั เลือกกิจกรรมปฏริ ูปประเทศที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ต่อประชาชนอย่างมีนัยสาคัญ (Big Rock) ท้ังสิ้น ๖๒ กิจกรรม ซึ่งต้องดาเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ในช่วงปี ๒๕๖๔ - ๒๕๖๕ อีกท้ังยังกาหนดให้มีการปรับปรุงพัฒนากฎหมายอีก ๔๕ ฉบับ โดยในจานวน
กิจกรรม Big Rock และกฎหมายท่จี าเป็นต้องปรับปรุงพัฒนาน้ี ได้มีการเน้นย้าความสาคัญในการพัฒนา
เศรษฐกิจ BCG ในประเด็นต่าง ๆ อาทิ การสร้างเกษตรมูลค่าสูงและการสร้างผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูง
ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวคณุ ภาพสูง เช่น การท่องเที่ยว
เชิงสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพและทักษะกาลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
และบริการเป้าหมาย การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรปิโตรเลียมเพื่อรองรับการเปล่ียนผ่านสู่ระบบ
เศรษฐกิจหมุนเวียน และการสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคตในส่วนของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) ก็เช่นกัน แผนฉบับน้ีได้ตระหนักเป็นอย่างยิ่ง
ว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ากว่าศักยภาพอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปี การพัฒนาตามแผนฯ นี้
จึงได้ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาท่ีย่ังยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนา
ประเทศ ๑๐ ด้าน มีประเด็นการพัฒนาหลักท่ีสาคัญในการส่งเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจกระแส
ใหม่ เช่น เศรษฐกิจชีวภาพ และเศรษฐกจิ เชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม การพัฒนานวัตกรรมและการนา
ความคิดสร้างสรรค์มาใช้เพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจท้ังในเร่ืองกระบวนการผลิต การบริการ ตลอดจน
การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ การปรับโครงสร้างการผลิตโดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับ
ปัจจัยพ้ืนฐานและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจโดยการใช้เทคโนโลยีวิจัยและพัฒนาเพ่ือสร้างนวัตกรรม

๒๐

การผลติ ทเ่ี ป็นมิตรตอ่ สง่ิ แวดลอ้ มในแต่ละช่วงของหว่ งโซ่มูลคา่ การเพิม่ ศักยภาพฐานการผลิตและบริการ
เดมิ ท่ีมีศักยภาพในปัจจบุ ันใหต้ ่อยอดไปสู่ฐานการผลติ และบรกิ ารท่ีใช้เทคโนโลยีที่เขม้ ข้นและมีนวตั กรรมมากข้ึน

ดังนั้น การที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติยกเอาเร่ืองการขับเคล่ือนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ
เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ จึงเป็นการตอกย้าให้เห็นถึงความสาคัญ
ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป ว่าจะมุ่งเน้นในการนาเอาจุดแข็ง
ของประเทศท่ีมีความหลากหลายในด้านต่าง ๆ ท้ังทรัพยากรธรรมชาติ ชีวภาพ และวัฒนธรรม
มาประสานกับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เพ่ือให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพ่ิม
สงู สุด มีประสทิ ธิภาพสูงสุด และมีความยงั่ ยนื มากท่ีสดุ

นอกจากการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG จะส่งผลดีตอ่ ธรุ กิจ ผปู้ ระกอบการ และแรงงานทงั้ ประเทศ
ตลอดห่วงโซ่อุปทานแล้ว ยังส่งผลดีอย่างยิ่งต่อกลุ่มเป้าหมายหลักใน ๔ สาขายุทธศาสตร์ อย่างแรกสุด
อย่างท่ีเราทราบกันดีว่าภาคการเกษตรของประเทศไทยเป็นภาคเศรษฐกิจท่ีมีขนาดใหญ่เนื่องจากมี
จานวนเกษตรกรและกลุ่มแรงงานตลอดจนผู้ประกอบการท่ีเกี่ยวข้องอยู่กว่าสิบล้านคน แต่มูลค่า
ทางเศรษฐกิจหรือรายได้ของประเทศท่ีเกิดขึ้นจากภาคเศรษฐกิจน้ียังอยู่ในระดับต่า การเพิ่มปริมาณ
ผลผลิตต้องแลกมาด้วยการใช้ทรัพยากรเป็นจานวนมาก เกิดความไม่คุ้มค่าและเส่ือมโทรมของ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาภาคการเกษตรด้วยโมเดล BCG จะชว่ ยปรับปรงุ การผลิต
สินค้าเกษตรและอาหารไปสู่สินค้าระดับพรีเม่ียมที่ผลิตน้อย ใช้ทรัพยากรน้อยแต่สร้างมูลค่าได้สูง
เพิ่มความหลากหลายของผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพ่ิมโอกาสทางการตลาดเพ่ือผลสุดท้ายนาไปสู่
การยกระดับเกษตรกรรายย่อยท่ีมีอยู่เป็นจานวนมากให้เข้าสู่วิสาหกิจหรือธุรกิจการเกษตรท่ีเช่ือมต่อ
กับอุตสาหกรรม ทาให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมตลอดห่วงโซ่การผลิต ประเทศเกิดการปรับ
โครงสร้างภาคการผลิตให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในขณะเดียวกันก็มีภูมิคุ้มกันจากผลกระทบ
ภายนอกมากขึน้

สาหรับด้านสุขภาพและการแพทย์ กระแสการเกิดขึ้นและขยายตัวของอุตสาหกรรมด้านน้ี
เปน็ ที่นา่ จับตามองอย่างมาก เนื่องจากมีมูลคา่ เพ่ิมสูงมากเมือ่ เทียบกับอตุ สาหกรรมอนื่ ๆ อกี ทง้ั ในขณะท่ี
หลาย ๆ อุตสาหกรรมต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางธุรกิจจากการเปล่ียนแปลงสภาพแวดล้อมทางการ
แข่งขันทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วและรุนแรง และการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ยิ่งไปก ว่าน้ัน
ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ท่ีกาลังอยู่ในภาวะซบเซา ชะลอตัวจากผลกระทบของสถานการณ์การแพร่
ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ปรากฏว่าธุรกิจให้บริการด้านการแพทย์
และสุขภาพกลับมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจ BCG จะช่วยรองรับ
การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ด้วยการใช้ศักยภาพที่ประเทศไทยมีอย่างเต็มท่ี ประเทศไทยจะสามารถ
ผลิตยาและเวชภัณฑ์ วัคซีน อุปกรณ์ทางการแพทย์ท่ีจาเป็นได้เองและลดการนาเข้าไปในตัว
เกิดการขยายบริการด้านสุขภาพไปสู่การให้บริการทางการแพทย์เฉพาะบุคคลด้วยการใช้ประโยชน์
จากข้อมูลพันธุกรรม ซึ่งสุดท้ายแล้วจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการเจริญเติบโตใน GDP อย่างมาก
กา้ วขา้ มความเป็นประเทศรายได้ปานกลางดว้ ยการใช้นวตั กรรมและเทคโนโลยอี ย่างสมบูรณแ์ บบ

สาหรับสาขาพลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ เพ่ือให้เป็นไปตามแนวโน้มของโลกท่ีต้องการ
เพ่ิมสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก เศรษฐกิจ BCG จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย
การพัฒนานวัตกรรมการผลิตพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถรองรับของเสียจากกระบวนการผลิต
ไมว่ ่าจะเป็นขยะจากอุตสาหกรรม ครัวเรือน ตลอดจนของเหลือท้ิงทางการเกษตร ให้สามารถนากลับมา

๒๑

ใช้ใหม่ได้ในรูปของพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทน ซ่ึงจะนาไปสู่การสร้างโรงไฟฟ้าชุมชน
ท่ีมีแหล่งพลังงานทดแทนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์ ขยะ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ
ซ่งึ โรงไฟฟา้ ชุมชนจะชว่ ยสร้างรายไดจ้ ากการขายไฟฟ้าใหก้ บั ชมุ ชนทวั่ ทงั้ ประเทศ

ในส่วนของการท่องเท่ียวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์น้ัน เศรษฐกิจ BCG จะมุ่งเน้นในการ
พัฒนาการท่องเท่ียวให้เกิดความย่ังยืนโดยใช้จุดแข็งเร่ืองความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรม และทุนทางปัญญา นามาสร้างอัตลักษณ์ของการท่องเท่ียวในแต่ละพื้นที่ อันเป็นการ
ยกระดับการท่องเที่ยวท้ังเมืองหลักและเมืองรองไปพร้อมกัน การท่องเท่ียวรูปแบบใหม่จะเน้นตลาด
คณุ ภาพ สร้างมาตรฐาน ความสะดวก สะอาด ปลอดภยั โดยนาเอาเทคโนโลยีและนวตั กรรมมาใชบ้ ริหาร
จัดการและดูแลทั้งนักท่องเที่ยว และทรัพยากรการท่องเที่ยว ส่ิงแวดล้อมและระบบนิเวศ
มีการจัดทามาตรฐานการท่องเท่ียวตามขีดความสามารถในการรองรับของแหล่งท่องเที่ยว มีการพัฒนา
สินค้าและบริการทางการท่องเท่ียวให้สร้างสรรค์และมีอัตลักษณ์ตามแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเมื่อทรัพยากร
การท่องเที่ยวมีลักษณะการใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และย่ังยืนแล้ว รายได้ท่ีชุมชนและผู้ประกอบการ
ทเี่ กีย่ วขอ้ งกบั การทอ่ งเทีย่ วกจ็ ะยง่ั ยืนดว้ ยเช่นกนั

สรุปแล้วการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายทั้งเรื่อง
๑) การเพ่ิมอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับรายได้ของประชากร โดยคาดว่ามูลค่า GDP
ของเศรษฐกิจ BCG จะเพ่ิมข้ึนอีกกว่า ๑ ล้านล้านบาท ครัวเรือนจะมีรายได้เพิ่มข้ึน เกิดการจ้างงาน
เพิ่มข้ึนอีกกว่า ๓.๕ ล้านคน ทาให้ความเหลื่อมล้าทางรายได้ของผู้ที่อยู่ในเศรษฐกิจฐานรากลดลง
๒) การสร้างความม่ันคงทางอาหาร สุขภาพ และพลังงาน อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย
ให้ดีขึ้น โดยคาดว่าปัญหาการขาดแคลนอาหารและทุพโภชนาการจะต่าลง คนไทยสามารถเข้าถึงยา
และเวชภัณฑ์ได้มากขึ้น การใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อมมีมากขึ้น และ ๓) การสร้าง
ความย่ังยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่ามลพิษสิ่งแวดล้อมท้ังฝุ่น PM ๒.๕ ขยะ น้าเสีย
จะลดลง ทรัพยากรธรรมชาติได้รับการฟื้นฟู การท่องเท่ียวมีระบบบริหารจัดการเพื่อสร้างความย่ังยืน
ในการใชท้ รัพยากรการท่องเที่ยว เป็นตน้

๓.๒ วสิ ยั ทัศน์อุตสำหกรรมชีวภำพของไทย
วิสัยทัศน์อุตสาหกรรมชีวภาพของไทยใน ๒๐ ปีคือ ประเทศไทยก้าวสู่ผู้นาอุตสาหกรรม

ชีวภาพอย่างครบวงจรในระดับโลก มีเป้าหมาย ๓ ประการ คือ ๑) สร้างอุตสาหกรรมชีวภาพให้เป็น
อุตสาหกรรมหลักในการสร้างมูลค่าเพ่ิมแก่สินค้าเกษตร ๒) สร้างความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม
ชีวภาพบนพื้นฐานของเทคโนโลยีและนวัตกรรมของชาติ ด้วยการมีศูนย์วิจัยจุลินทรีย์เพ่ือผลิตเอนไซม์
ดว้ ยเทคโนโลยีของตนเอง และพัฒนาเทคโนโลยี 2G (Cellulosic) เชิงพาณิชย์ และ ๓) ปฏิรปู โครงสร้าง
อุตสาหกรรมของประเทศด้วยสินค้าจากอุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศ โดยมีวิธีการ
คอื ในระยะเร่งด่วน (ปี ๒๐๑๕-๒๐๑๖) บรรจุเรอื่ งการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพใหเ้ กดิ ขึ้นในประเทศไทย
ให้คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) พิจารณาเป็นวาระเร่งด่วน ในระยะยาว
(ปี ๒๕๑๗-๒๐๓๕) ให้จัดต้ังคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) เพ่ือบูรณาการ
การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ ครอบคลุมทั้งด้านนโยบายระยะยาว การส่งเสริมการลงทุน การวิจัยพัฒนา
และนวัตกรรมด้านสินค้าสาเร็จรูปและการพัฒนาด้านตลาดสินค้าชีวภาพ พัฒนาอุตสาหกรรมสินค้า
ชีวภาพเป็นแผนหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยกาหนดเป็น “วาระแห่งชาติ” และส่งเสริม

๒๒

ให้เอกชนเป็นองค์กรหลักในการผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน
ด้านนโยบายและความชว่ ยเหลือในระยะต้น

สาหรับยุทธศาสตร์ของคณะอนุกรรมการการขับเคล่ือนอุตสาหกรรมชีวภาพ ในระยะเร่งด่วน
ปี ๒๐๑๕-๒๐๑๖ มี ๔ ด้าน ได้แก่

๑. ยุทธศาสตร์ด้านนโยบาย (Policy and Regulation) มีมาตรการเกื้อหนุนและลดอุปสรรค
ด้านนโยบายและกฎระเบียบ โดยแก้พระราชบญั ญัติอ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ ให้น้าเช่ือมเข้มข้น
(High Test Molass) ที่จะใช้เป็นวัตถุดิบใน Bio Hub เข้าระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ๗๐:๓๐
และการออกแบบใบอนุญาตขอต้ังโรงน้าตาลท่ีจะสร้างใหม่ให้พิจารณาโรงงานแปรรูปอ้อยท่ี Integrate
กับ Bio Hub เปน็ อนั ดบั แรก

๒. ยุทธศาสตร์ด้านการลงทุน (Investment Support) สนับสนุนผู้ลงทุนหน่วยผลิตแกนกลาง
ผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภครองรับหน่วยผลิตต่อเนื่อง โดยสนับสนุนผู้ลงทุนหน่วยผลิต
แกนกลางเป็นลาดับแรก ด้วยการให้รัฐสนับสนุนการจัดหาพื้นที่สาหรับการจัดตั้ง Bio Hub โดยเอกชน
เป็นผู้ลงทุน ให้รัฐและเอกชนร่วมกันพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคใน Bio Hub
และให้การลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีชีวภาพได้รับการส่งเสริมการลงทุน
สูงสุดจาก BOI

๓. ยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี (Research Development and Innovation) ผลักดัน
ให้ประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเป็นของตัวเอง โดยรัฐสนับสนุนการจัดการเทคโนโลยีจุลินทรีย์
เพื่อการผลิตเอนไซม์และการพฒั นาเทคโนโลยี 2G (Cellulosic) ของประเทศ

๔. ยุทธศาสตร์ด้านการตลาด (Market Leader) ผลักดันประเทศไทยเป็นผู้นาตลาดสินค้า
ชีวภาพ โดยกาหนดให้บรรจุภัณฑ์อาหารใช้พลาสติกชีวภาพทดแทนโฟม ให้การจัดซ้ือพลาสติกชีวภาพ
สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ ๒๐๐ ให้สนับสนุนการวิจัยพัฒนาสินค้าท่ีผลิตจากพลาสติกชีวภาพ
และให้ยกเลิกน้ามันเชื้อเพลิง E10 โดยให้ กอช. ศึกษาและจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรม
ชีวภาพแห่งชาติ พร้อมกับจัดตั้งสานักงานคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพแห่งชาติ
(สานักงานถาวร) เพื่อผลักดันให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมชีวภาพและเกิดอุตสาหกรรมชีวภาพข้ึน
ในประเทศอยา่ งเป็นรูปธรรม

สว่ นยทุ ธศาสตรข์ องคณะกรรมการการพัฒนาอุตสาหกรรมชวี ภาพแห่งชาติ ในระยะยาว
ปี ๒๐๑๗-๒๐๓๕ ประกอบดว้ ยยทุ ธศาสตร์ ๔ ด้าน ได้แก่

๑. ยุทธศาสตร์ด้านนโยบาย (Policy and Regulation) มีมาตรการเก้ือหนุนและลดอุปสรรค
ด้านนโยบายและกฎระเบียบ โดยกาหนดนโยบายสนับสนุนการทา Contract Farming ขนาดใหญ่
เพ่อื เพม่ิ ผลิตภาพภาคการเกษตร และเปดิ เสรกี ารผลติ ขนสง่ การค้า และการใช้ประโยชน์เช้ือเพลิงชีวภาพ

๒. ยุทธศาสตร์ด้านการลงทุน (Investment Support) สนับสนุนผู้ลงทุนหน่วยผลิต
แกนกลาง ได้แก่ โรงงานหีบและแปรรูปอ้อย โรงงานผลิตเอทานอล ไฟฟ้า/ไอน้าจากชีวมวล กา๊ ซชีวภาพ
เคมชี ีวภาพ (กรดแลคตกิ กรดซักซนิ ิก BDO) และพลาสติกชีวภาพ (PLA, PBS)

๓. ยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี (Research Development and Innovation) ผลักดัน
ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ โดยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพสาหรับแปรรูป
มันสาปะหลัง ผลผลิตเกษตรประเภทเส้นใยเป็นสินค้าชีวภาพ อีกทั้งจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิ ศ
ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายวิจัยร่วมตั้งแต่ระดับ Lab Scale, Pilot Plant

๒๓
และ Commercial Scale รวมถึง ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาการบาบัดของเสีย/น้าเสีย ให้เป็นส่วนหนึ่ง
ของการผลิตวัตถุดิบ และสนับสนุนการวิจัยพัฒนา/การผลิตในเชิงพาณิชย์ เพื่อนาชีวมวลไปเป็นวัตถุดิบ
ในการผลิตเช้ือเพลงิ ชีวภาพ 2G (Cellulosic)

๔. ยุทธศาสตร์ด้านการตลาด (Market Leader) ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นาตลาด
สินค้าชีวภาพ โดยให้หน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจ เลือกให้สินค้าชีวภาพที่ผลิตในประเทศ
อีกทั้งกาหนดสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ชีวภาพในบรรจุภัณฑ์ รวมถึง กาหนดมาตรการแก้ไขปัญหาขยะ
และสิ่งแวดล้อม โดยให้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวท้ิงต้องผลิตจากพลาสติกชีวภาพ
พร้อมทั้งสนับสนุนให้ใช้ E85 เป็นเช้ือเพลิงหลักในพื้นที่ท่ีสร้าง Complex และพื้นท่ีใกล้เคียง
และยกเวน้ ภาษสี รรพสามิตนา้ มนั เชื้อเพลิงท่ีมีส่วนผสมเอทานอลมากกว่ารอ้ ยละ ๒๐
๓.๓ ควำมสอดคลอ้ งและกำรเช่ือมโยงกบั ยทุ ธศำสตรช์ ำติ แผนและนโยบำยของรัฐบำล

อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทยถือเป็นอุตสาหกรรมใหม่ท่ีรัฐบาล
ให้ความสาคัญเป็นอย่างย่ิงโดยกาหนดให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ของประเทศ
ท่ีจะช่วยขับเคล่ือนเคล่ือนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยการอาศัยข้อได้เปรียบ
ด้านการเป็นแหล่งวัตถุดิบทางชีวภาพที่หลากหลายควบคกู่ ับความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม
เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แกส่ ินค้าเกษตรและพัฒนาต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพอันจะนาไปสู่การสร้างงาน
สร้างรายไดใ้ ห้กบั ผทู้ ีเ่ กีย่ วข้องตลอดห่วงโซอ่ ปุ ทานต้ังแต่ต้นนา้ กลางนา้ จนถงึ ปลายนา้

ช่วงที่ผ่านมาหลายหน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการดาเนินการในระดับนโยบายเพื่อกาหนดกรอบ
แนวทางการพัฒนาและขับเคล่ือนเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ ซ่ึงมีความสอดคล้องและเชื่อมโยง
ไปในทิศทางเดียวกันกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ
และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงนโยบายสาคัญของรัฐบาล และกรอบนโยบาย
ยุทธศาสตร์ แผน และมาตรการของหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ภายใต้การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาท่ียั่งยืน
(SDGs)ของโลกและบริบทการเปล่ียนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกจิ ของประเทศสู่ยุค Thailand 4.0 ด้วย
เทคโนโลยีและนวัตกรรม (แผนภาพที่ ๓-๑)
แผนภำพท่ี ๓-๑ ความสอดคล้องและเชอ่ื มโยงของกรอบนโยบายการพฒั นาเศรษฐกจิ ชวี ภาพของประเทศไทย

ท่มี า: ประมวลโดยสานักงานเศรษฐกจิ อตุ สาหกรรม

๒๔

เม่ือพิจารณาความสอดคล้องระหว่างการพัฒนาและขับเคล่ือนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ
ชีวภาพของไทยกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) ซ่ึงเป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรก
ของประเทศไทยที่ใช้เป็นกรอบในการจัดทาแผนนโยบายการพัฒนาต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการ
กันเพ่ือให้บรรลุวิสัยทัศน์ ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งค่ัง ยั่งยืน เป็นประเทศท่ีพัฒนาแล้ว
ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า มีความสอดคล้องในยุทธศาสตร์ ๒ ด้าน
ซง่ึ แตล่ ะด้านมีประเด็นยุทธศาสตรท์ เี่ กยี่ วขอ้ ง ดงั นี้

ยุทธศำสตร์ท่ี ๒ ด้ำนกำรสร้ำงควำมสำมำรถในกำรแข่งขัน ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับ
ศกั ยภาพของประเทศในหลากหลายมติ ิ โดยมีเป้าหมายการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พฒั นาแล้ว
เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและย่ังยืน และมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ซ่ึงประเด็น
ยุทธศาสตร์ท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ ได้แก่ (๑) การเกษตรสร้างมูลค่า
ดว้ ยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยในการสร้างมลู คา่ เพ่ิม
ของภาคการผลิต และนาไปสู่การผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากฐานเกษตรกรรมและฐาน
ทรัพยากรชีวภาพ และสร้างความม่ันคงของประเทศทั้งด้านอาหารและสุขภาพ และ (๒) อุตสาหกรรม
และบริการแห่งอนาคต ด้วยการสร้างประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อต่อยอดจาก
ภาคเกษตรไทยและมุ่งสู่อุตสาหกรรมบนฐานชีวภาพที่เป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อม รวมถึงพลังงานชีวมวล
โดยการเพ่ิมสัดส่วนอุตสาหกรรมชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ได้แก่ ชีวเคมีภัณฑ์ วัสดุชีวภาพ อาหารเสริม
เวชสาอาง ชีวเภสัชภัณฑ์ วัคซีน และสารสกดั จากสมุนไพร การเพ่ิมการผลิตและส่งเสริมการใช้พลาสติก
ชีวภาพ การแปลงของเหลือทิ้งจากการเกษตรและอุตสาหกรรมให้เป็นสารเคมีและพลังงานชีวภาพ
ที่มีมูลค่า การใช้ประโยชน์จากวัตถุชีวมวลในการผลิตพลังงานไฟฟ้า การเน้นการวิจัยและพัฒนา
และนาผลงานวิจัยมาใช้ในเชิงพาณิชย์มากข้ึน ตลอดจนให้ความสาคัญกับระบบนวัตกรรมแบบเปิด
เพ่อื พฒั นาอุตสาหกรรมชวี ภาพไดเ้ ร็วข้นึ

ยุทธศำสตร์ท่ี ๕ ด้ำนกำรสร้ำงกำรเติบโตบนคุณภำพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ซึง่ มงุ่ เนน้ การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาทีย่ ่ังยืน (SDGs) ในทกุ มติ ิ ท้งั มิติด้านสงั คม เศรษฐกจิ สงิ่ แวดลอ้ ม
ธรรมาภิบาล และความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างกัน ท้ังภายในและภายนอกประเทศอย่างบูรณา
การ โดยมีวสิ ัยทศั น์เพ่ือใหป้ ระเทศไทยเปน็ ประเทศพฒั นาแล้วท่ีมคี ุณภาพชีวติ และส่งิ แวดลอ้ มท่ดี ที ่ีสุดใน
อาเซียน ภายในปี พ.ศ. ๒๕๘๐ ซ่ึงประเด็นยุทธศาสตร์ท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ
ชีวภาพ ได้แก่ (๑) สร้างการเติบโตอย่างย่ังยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว ด้วยการเพ่ิมมลู ค่าของเศรษฐกิจ
ฐานชีวภาพ และการส่งเสริมการบริโภคและการผลิตที่ย่ังยืน รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและ
เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร บ ริ โ ภ ค แ ล ะ ก า ร ผ ลิ ต วิ ธี คิ ด แ ล ะ วิ ถี ชี วิ ต ข อ ง บุ ค ค ล
และองค์กรให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด การสร้างการมี
จิตสานึกในการผลิตท่ีมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการบริโภคอย่างพอเพียงและเป็น
มิตรต่อส่ิงแวดล้อม (๒) สร้างการเติบโตอย่างย่ังยืนบนสังคมเศรษฐกิจภาคทะเล ด้วยการเพ่ิมมูลค่าของ
เศรษฐกิจฐานชีวภาพทางทะเล การใช้ประโยชน์และการเข้าถึงทรัพยากร รวมถึงการผลิตและส่งออก
ผลิตภัณฑ์ประมงมูลคา่ สูงและเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม (๓) สร้างการเติบโตอย่างย่ังยืนบนสงั คมที่เป็นมติ ร
ต่อสภาพภูมิอากาศ ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างสังคมคาร์บอนต่า รวมถึงการ
สนับสนุนการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและ
ภาคเอกชน และ (๔) พัฒนาความมน่ั คงน้า พลงั งาน และเกษตรทเี่ ป็นมิตรตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม ดว้ ยการพัฒนา

๒๕

ความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน
และพลังงานทางเลือกท่ีคานึงถึงการพัฒนาอย่างเหมาะสมให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพ
และการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกในพื้นท่ีให้เกิดประโยชน์สูงสุด และพัฒนาความมั่นคง
ทางการเกษตรและอาหารปลอดภยั

การพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของไทยมีความสอดคล้องกับแผน
แมบ่ ทภายใต้ยทุ ธศาสตร์ชาติใน ๓ ประเด็น ซง่ึ แต่ละประเด็นมแี ผนยอ่ ยทเี่ กีย่ วข้อง ดงั น้ี

ประเดน็ ที่ ๓ กำรพัฒนำกำรเกษตร ที่ให้ความสาคัญกับการทาเกษตรอตุ สาหกรรม/การแปรรูป
เกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การเพิ่มผลิตภาพการผลิตโดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการใช้
ประโยชน์จากฐานทรัพยากรชีวภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างความม่ันคงและความปลอดภัยอาหาร
ในแผนย่อยที่ ๓ เกษตรชีวภาพ ที่เน้นสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพเพ่ือนาไปสู่
การผลิตท่ีสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิต การแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์
ฐานชีวภาพและเช่อื มโยงสู่ภาคอุตสาหกรรมต่อเนอื่ ง สนบั สนุนใหม้ ีการนาวัตถุดบิ เหลอื ทิ้งทางการเกษตร
มาใช้ในอุตสาหกรรมและพลังงานที่เก่ียวเน่ืองกับชีวภาพ ตลอดจนส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร
ให้เป็นพืชเศรษฐกิจเพ่ือป้อนในตลาดอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สินค้าประเภทโภชนาเภสัช
ผลติ ภณั ฑป์ ระเภทเวชสาอาง และผลิตภัณฑ์กลมุ่ เคร่ืองสาอาง

ประเด็นที่ ๔ อุตสำหกรรมและบริกำรแห่งอนำคต ที่ให้ความสาคญั กับการพัฒนาเป็นองค์รวม
และการสร้างระบบนิเวศโดยเน้นการสร้างรากฐานและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออานวยต่อการพัฒนา
อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตที่ประเทศไทยมีศักยภาพ ทั้งด้านบุคลากร และโครงสร้างพื้นฐาน
ท่ีจาเป็น รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเอง ในแผนย่อยท่ี ๑
อุตสาหกรรมชีวภาพ ที่เน้นสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพ่ิมจากวัตถุดิบชีวภาพที่เป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อม
เช่น ชีวเคมีภัณฑ์ วัสดุชีวภาพ ชีวเภสัชภัณฑ์ เวชสาอาง นวัตกรรมอาหารชีวภาพ สารสกัดสมุนไพร
พลังงานชีวภาพ เป็นต้น พัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพอย่างบูรณาการตลอดห่วงโซ่มูลค่า โดยเช่ือมโยง
กับอุตสาหกรรมเกษตรชีวภาพ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูปชีวมวล
เทคโนโลยีชีวภาพด้านการแพทย์และสุขภาพ และอุตสาหกรรมและบริการที่เกี่ยวเนื่อง พัฒนาคลัสเตอร์
อุตสาหกรรมชีวภาพในพ้ืนที่เหมาะสม สร้างและพัฒนาผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีที่เก่ียวข้อง
กับเศรษฐกิจชีวภาพ สร้างความตระหนักรู้ในประโยชน์จากผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพ
รวมถึงพัฒนามาตรการสร้างแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการจากเศรษฐกิจฐานชีวภาพ
และใชก้ ลไกการจดั ซือ้ จัดจ้างภาครฐั ใหเ้ กดิ ประโยชน์

ประเด็นที่ ๑๘ กำรสร้ำงกำรเติบโตอย่ำงยั่งยืน ท่ีให้ความสาคัญกับการใช้ประโยชน์
การอนุรักษ์ ฟ้ืนฟูและสร้างใหม่ฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นรากฐานในการสร้าง
การเติบโตทางเศรษฐกจิ ชีวภาพ รวมถึงการผลิตและการบริโภคเป็นมติ รกับส่ิงแวดล้อม ในแผนย่อยที่ ๑
การสร้างการเติบโตอย่างย่ังยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว เน้นส่งเสริมการลงทุนและเปลี่ยนแปลง
พฤตกิ รรมไปสูก่ ารผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยนื แผนยอ่ ยท่ี ๒ การสรา้ งการเตบิ โตอยา่ งย่ังยนื บนสังคม
เศรษฐกิจภาคทะเล เน้นกิจกรรมทางทะเลที่หลากหลายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประยุกต์
ใช้นวัตกรรมใหม่มาพัฒนาการประมงครบวงจร และแผนย่อยที่ ๓ การสร้างการเติบโตอย่างย่ังยืน
บนสังคมท่ีเป็นมิตรต่อสภาพภมู ิอากาศ เน้นส่งเสริมการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ
และภาคเอกชนท่ลี ดการปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจก

๒๖

ควำมสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศ การพัฒนาและขับเคล่ือนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ
ชีวภาพของไทยมีความสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจและด้านทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม ซ่ึงแต่ละด้านมีประเด็นการปฏริ ูปทีเ่ กย่ี วขอ้ ง ดังน้ี

ด้ำนเศรษฐกิจ หัวข้อที่ ๑ การปฏิรูปด้านการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน
หัวข้อย่อย ๑.๑ ผลิตภาพ (Productivity) เพื่อเพ่ิมผลผลิตและศักยภาพในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมหลัก
และอุตสาหกรรมใหม่ที่กาลังจะเติบโต ในประเด็นการปฏิรูปย่อยที่ ๔ อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ
ซ่ึงเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการเติบโตสูงและเป็นอุตสาหกรรมท่ีสาคัญในระยะยาว
ต่อเศรษฐกิจของไทยในอนาคต โดยเน้นการบูรณาการอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพร่วมกับการเกษตร
และการผลิตอาหาร และการส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศทางธรุ กิจ นอกจากการปฏิรูปที่เฉพาะเจาะจง
ด้านอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีปัจจัยสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขัน (Cross–Industry Enabler)
ท่ีเก่ียวข้อง ได้แก่ ประเด็นการปฏิรูปย่อยที่ ๑๐ และ ๑๑ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทังในระดับ
อาชีวศึกษาและอุดมศึกษา โดยการพัฒนาระบบการศึกษาในประเทศไทยให้สร้างบุคลากรและแรงงาน
ที่มีทักษะและประสบการณ์เพียงพอสาหรับการรองรับการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม และประเด็น
การปฏิรูปย่อยที่ ๑๗ การเพ่ิมระดับการแข่งขันทางธุรกิจ โดยการยกเลิกหรือทบทวนกฎหมายท่ีล้าสมัย
หรือเป็นอุปสรรคต่อการทาธุรกิจ และจัดทาข้อกฎหมายเฉพาะท่ีมุ่งเน้นการส่งเสริมการแข่งขัน
ทางการค้า เพื่อสนับสนุนให้เกิดการประกอบธุรกิจภายในประเทศมากขึ้นและดึงดูดธุรกิจจากต่างชาติ
ให้มาลงทนุ ในประเทศไทย

ด้ำนทรัพยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดล้อม เรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ ในประเด็น
การปฏิรูปท่ี ๒ ปฏิรูประบบการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
และนวัตกรรม และการเช่ือมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถ่ิน
กับการกาหนดแนวนโยบายของประเทศ และการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย
เพื่อความก้าวหน้าทางความรู้และเทคโนโลยี และเพ่ือพัฒนาต่อยอดงานวิจัยและยกระดับผลิตภัณฑ์
บนฐานความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศให้เกิดผลผลิตอย่างเป็นรูปธรรม ประเด็นการปฏิรูปท่ี ๕
ปฏิรูประบบบุคลากรด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยการสร้างและพัฒนาบุคลากรในเชิง
สหสาขาวิชาท่ีเกี่ยวข้อง (Multidisciplinary Science) เช่น นักชีวโมเลกุล นัก Bioinformatics
นัก Bioengineering นักพันธุวิศวกรรม ด้วยการสนับสนุนทุนเล่าเรียน/ฝึกอบรม และสร้างแรงจูงใจ
ในเส้นทางอาชีพ เช่น อัตราค่าตอบแทนพิเศษ และประเด็นการปฏิรูปที่ ๖ ปฏิรูประบบ กลไกรองรับ
การใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยการกาหนดนโยบายจัดซื้อ
จัดจ้างภาครัฐให้สนับสนุนสินค้าและบริการที่ไม่ทาลายความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ
พัฒนามาตรการจูงใจทางการคลังเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิ ตและบริการ
เพ่ือลดผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ

การพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของไทยมีความสอดคล้อง
กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) ใน ๒ ยุทธศาสตร์
ซ่งึ แต่ละยทุ ธศาสตร์มีแนวทางการพัฒนาที่เกีย่ วขอ้ ง ดงั น้ี

ยุทธศำสตร์ท่ี ๓ กำรสร้ำงควำมเข้มแข็งทำงเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่ำงยั่งยืน
มีแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้อง ได้แก่ แนวทางที่ ๒ การเสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถ
ในการแขง่ ขันของภาคการผลติ และบรกิ าร โดยมุ่งเน้น (๑) การสร้างและถ่ายทอดองค์ความรทู้ างวิชาการ

๒๗

วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และภูมิปัญญาท้องถ่ินด้านการเกษตรแบบมีส่วนร่วม
เพ่ือสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรชีวภาพและสร้างมูลค่าเพ่ิมให้สินค้าเกษตรมีความ
ปลอดภัยและตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลาย (๒) การพัฒนาต่อยอด
ความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมท่ีมีศักยภาพปัจจุบันเพื่อยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมท่ีใช้เทคโนโลยีข้ันสูง
บนพ้ืนฐานของการผลิตที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม อาทิ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ชีวภาพและพลาสติก
ชีวภาพ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารท่ีพัฒนาเป็นอาหารเพ่ือสุขภาพ และ (๓) การวางรากฐาน
การพัฒนาอุตสาหกรรมสาหรับอนาคต โดยให้ความสาคัญกับอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพเพ่ือสร้าง
ความม่ันคงด้านพลงั งานและเพิม่ ประสิทธภิ าพการใช้และสร้างมลู ค่าเพ่มิ ของสินคา้ เกษตรและวัตถดุ บิ ชีวมวล

ยุทธศำสตร์ที่ ๔ กำรเติบโตท่ีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อกำรพัฒนำอย่ำงย่ังยืน
มีแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้อง ได้แก่ แนวทางที่ ๑ การรักษาฟ้ืนฟูทรัพยากรธรรมชาติสร้างสมดุล
ของการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อยา่ งย่ังยนื และเป็นธรรม โดยการส่งเสริมการใช้ประโยชนแ์ ละการสร้าง
มูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ และแนวทางท่ี ๔ การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคท่ีเป็นมิตร
กับสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้น (๑) การส่งเสริมการผลิตและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นมิตร
กับส่ิงแวดล้อม โดยใช้มาตรการทางการเงินและการคลังเพ่ือสนับสนุนกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐาน
การลดมลพิษและการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม
ท่ีใช้เทคโนโลยีท่ีสะอาด สนับสนุนการออกแบบระบบการผลิตและสร้างนวัตกรรมของสินค้าและบริการ
ทเ่ี ป็นมติ รกับสิ่งแวดล้อม อาทิ พลาสติกชวี ภาพ (๒) การสนับสนนุ การปรับเปล่ียนกระบวนการผลติ ภาคเกษตร
ไปสู่เกษตรกรรมยั่งยืน อาทิ เกษตรธรรมชาติ เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ วนเกษตร และเกษตร
ทฤษฎีใหม่ สนับสนุนการพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์ การใช้วัสดุอินทรีย์และการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพทดแทน
การใช้สารเคมีการเกษตร และ (๓) การสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เกิดการปรับเปล่ียนไปสู่การบริโภคที่ยั่งยืน
โดยเลือกใช้มาตรการจูงใจทเี่ หมาะสมกับแตล่ ะกลุ่มเป้าหมาย ส่งเสริมให้ใช้บรรจภุ ัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ
เพ่ือทดแทนการใช้พลาสติก สร้างเครือข่ายการบริโภคที่เป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อม ขยายผลการจัดซื้อจัดจ้าง
สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาครัฐให้ครอบคลุมถึงระดับภูมิภาคและท้องถ่ิน
รวมทั้งขยายประเภทของสินคา้ ให้มากขนึ้ และให้ครอบคลุมสนิ ค้าทางการเกษตร โดยเฉพาะสนิ ค้าเกษตรอนิ ทรีย์

ควำมสอดคล้องกับประเด็นเร่งด่วน ๕ ปีแรก (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๕) ของยุทธศำสตร์ชำติ
จากการถ่ายทอดยุทธศาสตร์ชาติท้ัง ๖ ด้านลงสู่แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐)
จานวน ๒๓ ประเด็น ซึ่งจะมีผลผูกผันต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น
รวมทั้งการจัดทางบประมาณรายจ่ายประจาปีงบประมาณต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้
ยุทธศาสตร์ชาติ รัฐบาลจึงกาหนดประเด็นเร่งด่วนท่ีต้องดาเนินการใน ๕ ปีแรก (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๖๕)
ของยทุ ธศาสตรช์ าติ เพอ่ื ใหแ้ ผนแมบ่ ทภายใตย้ ุทธศาสตรช์ าติสามารถขับเคลอ่ื นไปสู่การปฏิบตั ิและบรรลุ
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในด้านต่าง ๆ ได้สาเร็จ ประกอบด้วย ๑๕ เร่ือง ซึ่งจัดแบ่งได้เป็น ๔ กลุ่มประเด็น
ได้แก่ (๑) การแก้ไขปัญหาพ้ืนฐานของประเทศ (๒) การดูแลยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
(๓) การรองรับการเจริญเติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน และ (๔) การสร้างรายได้ให้กับประเทศ
โดยการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของไทยมีความสอดคล้องกับกลุ่มการดูแล
ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในประเด็นเร่งด่วนเรื่องเศรษฐกิจฐานราก ที่เน้นการพัฒนา
ผู้ประกอบการเกษตรและผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรจากฐานทรัพยากรชีวภาพ และกลุ่มการสร้างรายได้
ให้กับประเทศ ในประเด็นเร่ืองด่วนเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ที่เน้นการสร้าง

๒๘

และยกระดับอุตสาหกรรมท่ีมีศักยภาพด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างประโยชน์จากความหลากหลาย
ทางชีวภาพเพือ่ ต่อยอดจากภาคเกษตรไทยและมงุ่ สู่อุตสาหกรรมบนฐานชวี ภาพที่เปน็ มิตรกับสง่ิ แวดล้อม
รวมท้ังส่งเสริมการลงทุนท่ีเน้นการวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี
และสรา้ งสภาพแวดล้อมท่เี ออ้ื อานวยตอ่ การพฒั นาของอตุ สาหกรรม

ควำมสอดคล้องกับนโยบำยรัฐบำลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชำ (พ.ศ. ๒๕๖๒)
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรตี ่อรัฐสภา เม่ือวันที่ ๒๕
กรกฎาคม ๒๕๖๒ โดยม่งุ เนน้ การพัฒนาประเทศไทยใหก้ ้าวไปขา้ งหน้าด้วยความม่นั คง สงั คมไทยมคี วาม
สงบสุข สามัคคีและเอ้ืออาทร คนไทยมีคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึนและมีความพร้อมที่จะดาเนินชีวิตในศตวรรษ
ที่ ๒๑ เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งและมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการดูแล
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซ่ึงการพัฒนาเศรษฐกิจ
ชีวภาพและการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศเป็นประเด็นหนึ่งท่ีรัฐบาล
ให้ความสาคัญอย่างมากและบรรจุเป็นนโยบายหลัก ๑๒ ด้าน ของรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ในส่วนของนโยบายท่ี ๕ การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยมีนโยบาย
ดาเนินการทีเ่ กีย่ วขอ้ ง ดงั นี้

พฒั นำภำคอตุ สำหกรรม โดยพัฒนาอตุ สาหกรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกจิ ชวี ภาพ เศรษฐกิจ
หมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว [Bio-Circular-Green (BCG) Economy] ด้วยการนาความก้าวหน้าทาง
เ ท ค โ น โ ล ยี แ ล ะ น วั ต ก ร ร ม ม า พั ฒ น า ต่ อ ย อ ด แ ล ะ ส ร้ า ง มู ล ค่ า เ พ่ิ ม จ า ก ท รั พ ย า ก ร
ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมในการผลิตสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม สง่ เสรมิ การใช้พลังงาน
ทดแทน การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่า และส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพ่ิม
ให้กบั สินค้าเกษตร เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ พร้อมท้ังให้ความสาคัญกบั กฎระเบียบ
ทางดา้ นสง่ิ แวดล้อมในระดบั ประเทศและระหวา่ งประเทศ

พฒั นำภำคเกษตร โดยส่งเสริมการสร้างมลู ค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ด้วยการใช้ประโยชน์
จากฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรท่ีมีมูลค่าเพ่ิมและโอกาสทางเศรษฐกิจ
อาทิ เกษตรอินทรีย์ เกษตรอัตลักษณ์พื้นถ่ิน เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ และเกษตรแปรรูป
เพื่อต่อยอดไปสู่เกษตรอุตสาหกรรม ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีในการพัฒนาสินค้า
เกษตรและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัย
เพอื่ ยกระดบั รายไดแ้ ละคณุ ภาพชีวติ ใหก้ บั เกษตรกร

พัฒนำสำธำรณูปโภคพืนฐำน โดยเสริมสร้างความมนั่ คงทางด้านพลังงานให้สามารถพ่ึงพา
ตนเองได้ ด้วยการกระจายชนิดของเช้ือเพลิงท้ังจากฟอสซิลและจากพลังงานทดแทนอย่างเหมาะสม
สนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนตามศักยภาพของแหล่งเช้ือเพลิงในพ้ืนที่ และส่งเสริม
ให้มกี ารใช้นา้ มัน B20 และ B100 เพ่อื เพม่ิ การใชน้ า้ มนั ปาลม์ ดบิ

พัฒนำโครงสร้ำงพืนฐำนด้ำนวิทยำศำสตร์ เทคโนโลยี กำรวิจัยและพัฒนำ และนวัตกรรม
โดยสนับสนุนการพัฒนาโรงงาน ห้องปฏิบัติการต้นแบบท่ีเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรมในระดับต้นน้า โดยเฉพาะโรงงานและห้องปฏิบัติการนาร่องท่ีสามารถ
ตอบสนองต่อความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด BCG และสนับสนุนให้เกิดการลงทุน
จากภาคธุรกิจเอกชนไปพร้อมกนั

๒๙

ขับเคล่ือนเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยพัฒนาระบบนิเวศเพื่อรองรับการขับเคล่ือนเศรษฐกจิ ยุคใหม่
อาทิ เศรษฐกิจแบบแบ่งปนั (Sharing Economy) เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกจิ ชีวภาพ เศรษฐกิจหมนุ เวยี น
เศรษฐกจิ สีเขียว เศรษฐกิจสร้างสรรคแ์ ละเศรษฐกิจวัฒนธรรม พร้อมท้ังปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่
เก่ียวข้องเพ่ือสนับสนุนให้ผู้ประกอบการยุคใหม่สามารถพัฒนาแอปพลิเคชัน นวัตกรรม สินค้าและ
บริการท่ีหลากหลายเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและความ ก้าวหน้า
ทางเทคโนโลยีที่เปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพ่ือสร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์และก่อให้เกิด
มลู ค่าเพิม่ ใหก้ บั เศรษฐกจิ ของประเทศในภาพรวม

นอกจากนโยบายหลักที่เก่ียวข้องข้างต้นแล้ว รัฐบาลได้กาหนดนโยบายเร่งด่วน ๑๒
เร่ืองท่ีต้องดาเนินการ เพ่ือบรรเทาปัญหาและลดผลกระทบกับประชาชนและระบบเศรษฐกิจ
โดยมีเร่ืองที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ เรื่องการให้ความ
ช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม โดยส่งเสริมการใช้ผลผลิตทางการเกษตรในอุตสาหกรรม
พลังงาน รวมท้ังเร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรในทาง
การแพทย์อุตสาหกรรมทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์อ่ืน ๆ เพ่ือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการสร้าง
รายได้ของประชาชน เรื่องการยกระดับศักยภาพของแรงงาน โดยพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้ตรงกับ
ความต้องการของตลาดแรงงานอุตสาหกรรมเป้าหมาย และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
และเร่ืองการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต โดยต่อยอดอุตสาหกรรมเป้าหมาย
และวางรากฐานการพฒั นาภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวยี น และเศรษฐกิจสีเขยี ว

นโยบำยกำรพัฒนำประเทศภำยใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภำพ เศรษฐกิจหมุนเวียน
และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG Model) นโยบายหน่ึงท่ีรัฐบาล
ให้ความสาคัญเป็นอย่างย่ิงคือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
โดยอาศัยฐานความเข้มแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ส่งเสริมและพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นเจ้าของสินค้าและบริการมูลค่าสูงท่ียกระดับมูลค่าในห่วงโซ่
การผลิตสินค้าและบริการ นาเทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิทัลสมัยใหม่มาช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อย่างยั่งยืน กระจายรายได้ โอกาส และความมั่งคั่งแบบทั่วถึง (Inclusive Growth) ด้วยการใช้โมเดล
เศรษฐกิจใหม่ท่ีเรียกว่า “BCG Model” ซ่ึงเป็นการพัฒนา ๓ เศรษฐกิจไปพร้อมกัน คือ เศรษฐกิจ
ชี ว ภ า พ (Bioeconomy) เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ห มุ น เ วี ย น (Circular Economy) แ ล ะ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ สี เ ขี ย ว
(Green Economy) เพื่อให้เกิดการขับเคล่ือนประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยกระทรวงการอุดมศึกษา
วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้จัดทาข้อเสนอ BCG in Action : The New Sustainable Growth
Engine โมเดลเศรษฐกิจสู่การพฒั นาทย่ี ่งั ยนื ซ่งึ มกี ลไกการพฒั นา BCG ประกอบด้วย

๔ กำรขับเคลื่อน (4 Drivers) ได้แก่
๑. การพัฒนาสาขายุทธศาสตร์ BCG ได้แก่ (๑) การเกษตรและอาหาร มุ่งสู่การผลิตสินค้า
เกษตรและอาหารระดับพรีเม่ียมที่ผลิตน้อยแต่สร้างรายได้สูง รวมถึงการเพ่ิมความหลากหลายของสินค้า
เกษตรเศรษฐกิจ (๒) สุขภาพและการแพทย์ พลังงาน มุง่ เน้นการสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
ทางด้านการผลิตยาและชีวเภสัชภณั ฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์และวัสดุฝังในร่างกาย ปรับเปลี่ยนรูปแบบ
การรักษาไปสู่การแพทย์แมน่ ยา การเป็นศูนย์กลางการใหบ้ ริการด้านสุขภาพและการวิจัยด้านคลนิ ิกช้ันนา
ของโลก (๓) วัสดุและเคมีชีวภาพ มุ่งเน้นการเพ่ิมความมั่นคงด้านพลังงานและการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์
เคมีและวัสดุชีวภาพมูลค่าสูง และ (๔) การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มุ่งพัฒนาสู่การท่องเที่ยว

๓๐

ท่ีย่ังยืนด้วยการใช้จุดแข็งของพ้ืนที่มาสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง ควบคู่กับการบริหารจัดการ
ทีม่ ปี ระสิทธภิ าพสงู และการต่อยอดผลิตภณั ฑแ์ ละบริการให้มีมูลค่าที่สูงขนึ้

๒. การเตรียมก้าลังคน ผู้เช่ียวชาญ และผู้ประกอบการ BCG ประกอบด้วย ๖ กลุ่ม
คื อ (๑ ) ก ลุ่ ม Startups (๒ ) ก ลุ่ ม ผู้ ป ร ะ ก อ บ ก า ร เ ชิ ง น วั ต ก ร ร ม (๓ ) ก ลุ่ ม Smart Farmers
(๔) กลุ่มผู้ใหบ้ ริการมูลคา่ สูง (๕) กล่มุ ผพู้ ัฒนาเทคโนโลยีขนั้ สงู และ (๖) กลมุ่ ผู้ประกอบการสร้างสรรค์

๓. การพัฒนาเชิงพืนท่ี BCG มุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถในระดับภูมิภาค ประกอบด้วย
(๑) ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) เน้นการพัฒนาระบบการเกษตรปลอดภัย (๒) ระเบียงเศรษฐกิจ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NEEC) เน้นแก้ไขปัญหาสุขภาพหลักของประชากรในพื้นท่ี (๓) ระเบียง
เศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เน้นการพัฒนาผลผลิตการเกษตรโดยเฉพาะกลุ่มไม้ผล และ (๔) ระเบียง
เศรษฐกจิ ภาคใต้ (SEC) เน้นการสง่ เสรมิ การเพาะเลี้ยงสัตวน์ า้ ดว้ ยเทคโนโลยสี มัยใหม่

๔. การพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ขันแนวหน้า BCG เพ่ือสร้างรากฐานที่มั่นคง
และย่ังยืน เช่น เทคโนโลยีโอมิกส์ (OMICs) เทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มขั้นสูง เทคโนโลยีการผลิต
แบบคาร์บอนต่า (Decarbonization) วิศวกรรมกระบวนการทางชีวภาพ (Bioprocess Engineering)

๔ กำรส่งเสริม (๔ Enablers) ได้แก่
๑. กฎหมาย กฎระเบียบ ที่เก่ียวข้องกับ BCG โดยการปลดล็อคข้อจากัดทางกฎหมาย
และกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอ้ืออานวยต่อการพัฒนา BCG
๒. โครงสร้างพืนฐานส้าคัญและส่ิงอ้านวยความสะดวกสนับสนุน BCG เช่น โรงงานสาธิต
โรงงานต้นแบบระดบั ขยายขนาด (Pilot Plant) ธนาคารทรพั ยากรชีวภาพ (Biobank)
๓. การยกระดับความสามารถของก้าลังคน BCG ด้วยการพัฒนาบุคลากรวิชาชีพเฉพาะ
เช่น นักอนุกรมวิธาน (Taxonomist) การปรับปรุงหรือเพิ่มหลักสูตรท่ีเกี่ยวข้องรองรับการเปลี่ยนแปลง
ของโลก เช่น System Biology, Bioinformatics, Life Science
๔. การยกระดับเครือข่ายพันธมิตรต่างประเทศ BCG ด้วยการสร้างความร่วมมือกับองค์กร
ระหว่างประเทศ สถาบันการศึกษา สถาบันการวิจัย และบริษัทเทคโนโลยีดิจิทัลช้ันนาของโลก
เพื่อเลือกรับ พัฒนาต่อยอด ดึงความร่วมมือ การลงทุน และปรับใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยี
ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย
กรอบนโยบำยกำรพัฒนำเทคโนโลยีชีวภำพของประเทศไทย (พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๖๔)
สานักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) หรือปัจจุบัน
คอื สานักงานสภานโยบายการอุดมศกึ ษา วทิ ยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) รวมกบั ศูนย
พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแหงชาติ สานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
(สวทช.) ได้จัดทากรอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทย (พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๖๔) เพื่อเรงรัด
การพัฒนาความสามารถด้านเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทยใหเพ่ิมขึ้น โดยกรอบนโยบายดังกล่าว
มีเปาหมายเพื่อ (๑) เพ่ิมขีดความสามารถในการแข่งขันในสาขาที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบหรือมี
ศักยภาพสูง (๒) ยกระดับรายได้ของประชาชน (๓) ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
(๔) มงุ่ สู่การพัฒนาที่ย่ังยืน และ (๕) สร้างความม่ันคงของประเทศ โดยเน้นการพัฒนาในสาขายุทธศาตร์
๔ สาขา ซงึ่ แต่ละสาขามเี ปา้ หมายและทศิ ทางการพฒั นา ดงั น้ี
สำขำกำรเกษตรและอำหำร มีเป้าหมายหลักในการยกระดับความสามารถในการแขงขัน
และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรอย่างย่ังยืนโดยใช้วิทยาการด้านเทคโนโลยชีวภาพ

๓๑

เพ่ิมประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพ่ิมคุณภาพผลผลิต พัฒนานวัตกรรมด้านเกษตรและอาหาร
และรับมือต่อการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยประยุกต์ใชเทคโนโลยีจีโนม พันธุวิศวกรรม
ใช้เซลล์เป็นเสมือนโรงงาน ร่วมกับเทคโนโลยีในสาขาอ่ืน ๆ เช่น การปรับปรุงพันธุ์แบบเดิม
และพันธุวิศวกรรมเพ่ือการพัฒนาใน ๓ ด้าน ได้แก่ (๑) ปรับปรุงพันธ์ุพืช-สัตว์ (๒) พัฒนาปัจจัยการผลิต
และ (๓) สรา้ งมลู คา่ เพม่ิ

สำขำกำรแพทย์และสุขภำพ มีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างสุขภาพทด่ี ี เพ่ิมการพ่ึงพาตนเอง
และสร้างความสามารถในการแข่งขันในสาขาท่ีมีศักยภาพโดยใช้วิทยาการด้านเทคโนโลยีชีวภาพ
โดยประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยจี โี นม เทคโนโลยีจีเอ็ม เทคโนโลยีชีววทิ ยาในระดับโมเลกลุ เทคโนโลยวี ิเคราะห์
ทดสอบและการสังเคราะห์สารสาคัญ และเทคโนโลยีการผลิตในระดับอุตสาหกรรมใน ๔ สาขา ได้แก่
(๑) ชดุ ตรวจทางการแพทย์ (๒) เภสัชภัณฑ์ (๓) วัคซนี และ (๔) อาหารเสริมสขุ ภาพ

สำขำพลังงำนชีวภำพ มีเป้าหมายหลักในการเพ่ิมความมั่นคงด้านพลังงานด้วยการใช้
เทคโนโลยีชีวภาพ พัฒนาพลังงานทดแทนที่ไม่ก่อปัญหาการแย่งชิงพืชอาหารโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจีโนม
สรีรวิทยาของจุลินทรีย์ เทคโนโลยีจีเอ็ม เทคโนโลยีการคัดกรองแบบรวดเร็วและแม่นยาสูง เทคโนโลยี
การหมักและเทคโนโลยีการผลิตในระดับอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาพลังงานชีวภาพ
ใน ๓ สาขา ได้แก่ (๑) ก๊าซชีวภาพจากน้าเสียและของเสีย (๒) เอทานอลจากวัสดุเซลลูโลสิก
และ (๓) ไบโอดเี ซลจากสาหร่าย

สำขำอุตสำหกรรมชีวภำพ มีเป้าหมายหลักในการพัฒนาความสามารถของอุตสาหกรรม
ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ พัฒนากระบวนการผลิตและสร้างนวัตกรรมที่ประเทศไทย
มีความได้เปรียบ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจีโนม พันธุวิศวกรรม เทคโนโลยีการหมัก และเทคโนโลยี
การผลิตในระดับอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาทางชีวภาพ ค้นหาสายพันธุ์ ปรับปรุงสายพันธุ์
จุลินทรีย์ให้มีประสิทธิภาพสูง รวมทั้งยกระดับความสามารถในการผลิตระดับอุตสาหกรรม
โดยการนาเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพื่อให้เกิดการก้าวกระโดดของความสามารถด้านเทคโนโลยี
การหมกั ของประเทศ

กรอบยุทธศำสตร์กำรพัฒนำเศรษฐกิจจำกฐำนชีวภำพ ระยะ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙
สานักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ได้จัดทากรอบยุทธศาสตร์การพัฒนา
เศรษฐกจิ จากฐานชีวภาพ ระยะ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ ซ่ึงผ่านการรับฟังความเหน็ จากหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องหลายคร้ัง และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารสานักงานพัฒนาเศรษฐกิจ
จากฐานชีวภาพ ในการประชุมคร้ังที่ ๙/๒๕๖๐ วันท่ี ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๐ เพื่อใช้เป็นแนวทาง
การดาเนินงานและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องต่อไป โดยกรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าว
มีวัตถุประสงค์หลักเพ่ือ (๑) ยกระดับความสามารถทางการแข่งขันการพัฒนาเศรษฐกิจจากความ
หลากหลายทางชีวภาพเพอ่ื การเติบโตอยา่ งยั่งยืน (๒) นาองคค์ วามรแู้ ละฐานขอ้ มูลดา้ นความหลากหลาย
ทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถ่ินมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และ (๓) นากลไกประชารัฐมาใช้
ในการสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อความหลากหลายทางชีวภาพโดยใช้กลไก
ประชารฐั ประกอบด้วย ๓ ยุทธศาสตรห์ ลกั ซ่ึงแตล่ ะยทุ ธศาสตร์มีกลยทุ ธ์การพัฒนา ดังนี้

ยุทธศำสตร์ที่ ๑ สร้ำงควำมเขม้ แขง็ ให้เศรษฐกิจชุมชนและภำคธุรกิจบนฐำนกำรใช้ประโยชน์
และอนุรักษ์ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพอย่ำงย่ังยืน โดยการสนับสนุนให้มีศูนย์รวบรวมองค์ความรู้
และมีกิจกรรมสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ

๓๒

เสริมสร้างสมรรถนะในการพึ่งพาตนเองของชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากความหลากหลาย
ทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถ่ินอย่างย่ังยืน ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านความหลากหลาย
ทางชวี ภาพ

ยุทธศำสตร์ท่ี ๒ จัดทำฐำนข้อมูลและองค์ควำมรู้ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ
เพ่ือกำรปกป้อง คุ้มครอง อนุรักษ์และกำรใช้ประโยชน์เชิงพำณิชย์ โดยการจัดทาคลังข้อมูล
(web portal) ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถ่ินท่ีเก่ียวข้อง พัฒนาและส่งเสริม
การเข้าถึงข้อมูล พัฒนารูปแบบและกลไกเช่ือมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล ส่งเสริมและสนับสนุน
การค้มุ ครองทรัพย์สนิ ทางปัญญา ประสานและอานวยการใหเ้ กิดการจัดต้ังธนาคารความหลากหลายทาง
ชีวภาพแห่งชาติ

ยุทธศำสตร์ที่ ๓ ส่งเสริมและสนับสนุนกำรมีส่วนร่วมกับภำคส่วนต่ำง ๆ ในกำรอนุรักษ์
และใชป้ ระโยชน์ ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ โดยการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาความเข้มแข็ง
ของเครือข่ายความร่วมมือและพัฒนากลไกการใช้ประโยชน์ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟู
ความหลากหลายทางชีวภาพ

แผนพัฒนำพลังงำนทดแทนและพลังงำนทำงเลือก (พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๗๙) กระทรวงพลังงาน
ได้จัดทาแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๗๙) (Alternative Energy
Development Plan : AEDP2015) ซ่ึงผ่านการรับฟังความคดิ เห็นจากผ้มู ีส่วนได้ส่วนเสียในภมู ิภาคต่าง ๆ
ได้แก่ ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดขอนแก่น) และภาคใต้ (จังหวัดสุราษฎร์ธานี)
รวมถงึ ส่วนกลาง (กรุงเทพมหานคร) โดยแผนพฒั นาดังกลา่ วมีวิสัยทัศน์ “ส่งเสรมิ และขบั เคลอ่ื นพลังงาน
ทดแทนเพื่อนาพาประเทศสคู่ วามมน่ั คง มั่งค่ังและยง่ั ยนื ” ประกอบดว้ ย ๓ ยทุ ธศาสตร์หลัก ซง่ึ แต่ละยุทธศาสตร์
มีเป้าประสงค์และกลยทุ ธ์การพฒั นา ดังนี้

ยุทธศำสตร์ที่ ๑ กำรเตรียมควำมพร้อมด้ำนวัตถุดิบและเทคโนโลยีพลังงำนทดแทน
มีเป้าประสงค์ในการพัฒนาความสามารถในการผลิต บริหารจัดการวัตถุดิบด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม
โดยการพัฒนาวัตถุดิบทางเลือกอื่นและพ้ืนท่ีท่ีมีศักยภาพเพื่อผลิตพลังงานทดแทน พัฒนารูปแบบ
การบริหารจัดการและการใช้วัตถุดิบพลังงานทดแทนให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี
ให้ที่เหมาะสมกับความสามารถการผลิตและการใช้พลังงานทดแทน และปรับปรุงระบบโครงสร้างพ้ืนฐาน
เพ่ือรองรับการผลิตการใช้พลงั งานทดแทนอยา่ งเหมาะสม

ยุทธศำสตร์ท่ี ๒ กำรเพ่ิมศักยภำพกำรผลิต กำรใช้ และตลำดพลังงำนทดแทน
มีเป้าประสงค์ในการผลักดันความสามารถในการผลิตและความต้องการพลังงานทดแทน โดยการสนับสนุน
ครัวเรือนและชุมชนให้มีส่วนร่วมในการผลิตการใช้พลังงานทดแทน ส่งเสริมให้เกดิ การลงทุนด้านพลังงาน
ทดแทนอย่างเหมาะสมแก่ผู้ผลิตและผู้ใช้ทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิต
และเพ่ิมประสิทธิภาพธุรกิจพลังงานทดแทน และพัฒนากฎหมายด้านพลังงานทดแทน พร้อมทั้งเร่งรัด
การปรบั ปรงุ แก้ไขกฎหมายและกฎระเบยี บเพ่ือสง่ เสรมิ การพัฒนาพลงั งานทดแทนอย่างเหมาะสม

ยุทธศำสตร์ที่ ๓ กำรสร้ำงจิตสำนึกและเข้ำถึงองค์ควำมรู้ ข้อเท็จจริงด้ำนพลังงำน
ทดแทน มีเป้าประสงค์ในการสร้างความตระหนักและความรู้ความเข้าใจต่อการผลิต การใช้พลังงาน
ทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยการพัฒนาระบบสารสนเทศเพ่ือบริหารจัดการฐานข้อมูล
ด้านพลังงานทดแทน เผยแพร่ ประชาสัมพนั ธ์ขอ้ มลู ขา่ วสาร องค์ความรู้ และขอ้ มลู สถิติพลังงานทดแทน
พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานทดแทน เพื่อสร้างความสามารถในการใช้ประโยชน์

๓๓

จากพลังงานทดแทนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ และพัฒนาเครือข่ายด้านพลังงานทดแทนที่เกี่ยวข้อง
และสนบั สนุนการมสี ่วนร่วมของเครือขา่ ยทั้งในระดบั ประเทศและระดับนานาชาติ

มำตรกำรพัฒนำอุตสำหกรรมชีวภำพของไทย ปี พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๗๐ กระทรวงอุตสาหกรรม
โดยสานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้จัดทามาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย ปี พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๗๐
เพ่ือวางแนวทางการพัฒนาให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นาในอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub)
อย่างครบวงจรในอาเซียน โดยอาศัยฐานความหลากหลายทางชีวภาพมาผลิตเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง
ตอบสนองกระแสและแนวโน้มการผลิตสินค้าของโลกท่ีให้ความสาคัญด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา
อย่างยั่งยืน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเม่ือวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑ รับทราบมาตรการดังกล่าว
และมอบหมายหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องเร่งดาเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมาตรการพัฒนา
อุตสาหกรรมชีวภาพของไทย ปี พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๗๐ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ๓ กลุ่มหลัก
ไ ด้ แ ก่ พ ล า ส ติ ก ชี ว ภ า พ (Bioplastic) เ ค มี ชี ว ภ า พ (Bio chemicals) แ ล ะ ชี ว เ ภ สั ช ภั ณ ฑ์
(Biopharmaceuticals) ประกอบดว้ ย ๔ มาตรการย่อย ได้แก่

๑. มาตรการขจัดอุปสรรคการลงทุนและสร้างปัจจัยสนับสนุน ซ่ึงเป็นมาตรการท่ีจะต้อง
เร่งดาเนินการ เพื่อสร้างปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยสนับสนุนให้อุตสาหกรรมชีวภาพเกิดข้ึนได้
และมีการพัฒนาเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ขจัดปัญหาอุปสรรคของการเกิดและพัฒนาอุตสาหกรรม
ชีวภาพ โดยการพิจารณาทบทวนปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ท่ีเป็นอุปสรรค และการสร้าง
ปจั จัยสนับสนุนทีจ่ าเปน็ ต่อการพฒั นาอุตสาหกรรม

๒. มาตรการเร่งรัดการลงทุนภายในประเทศ โดยในระยะแรกจะผลักดันภาคเอกชนที่เป็น
กลไกหลักในการขับเคลื่อนการลงทุนในอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศ ในเขตพ้ืนที่ศักยภาพ ๓ เขต
ได้แก่ เขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เขตพ้ืนท่ีภาคเหนือตอนล่าง และเขตพื้นท่ีภาคอีสาน
ตอนกลาง รวมถงึ โครงการอื่น ๆ ภายใต้ Bioeconomy

๓. มาตรการกระตุ้นอุปสงค์ เป็นกลไกสาคัญสาหรับอุตสาหกรรมชีวภาพ ซ่ึงเป็นอุตสาหกรรม
ใหม่ ที่จะมีบทบาทสาคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งในระยะแรกจะเป็นการ
กระตุ้นตลาดภายใน สร้างการรับรู้ให้ผู้ใช้ และสร้างทักษะให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้า เพ่ือตอบสนอง
ความต้องการตลาดภายในประเทศ โดยจะผลกั ดันให้เกดิ การลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเน่ืองที่หลากหลาย
เกิดการนาสนิ ค้าเกษตรทมี่ ีศกั ยภาพของประเทศ เช่น มันสาปะหลัง ออ้ ย ปาลม์ น้ามนั มาสรา้ งมลู ค่าเพ่ิม
ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพ่ิมขึ้น นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพยังตอบสนองกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
และเศรษฐกิจสีเขียวที่เริ่มเป็นกติกาสากล ผ่านการดาเนินการท่ีสาคัญ เช่น การประกาศใช้มาตรการ
การเงินการคลังเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมชีวภาพตามความเหมาะสม การจัดทาข้อตกลง (MOU)
กบั หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องเพื่อกาหนดมาตรการในการส่งเสริมการใช้พลาสติกชีวภาพเพื่อลดปัญหามลพิษ
ด้านสิ่งแวดล้อมในทุกภาคส่วน โดยเน้นเร่ืองการให้องค์ความรู้ สร้างความรู้ความเข้าใจในการเลือกใช้
ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การสร้างตราสัญลักษณ์ Bio label สาหรับผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
และการออกมาตรฐานเกย่ี วกับพลาสตกิ ชีวภาพและผลิตภัณฑ์ชีวภาพเพิม่ ขึน้

๔. มาตรการสรา้ งเครือข่ายในรูปแบบของศูนยก์ ลางความเปน็ เลศิ ด้านชีวภาพ (Center of Bio
Excellence : CoBE) โดยให้สถาบันพลาสติกเป็นหน่วยงานกลางทาหน้าที่ประสานเช่ือมโยง
เตรียมความพร้อม และบริหารงานวิจัย/เทคโนโลยี/นวัตกรรมด้านชีวภาพเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม
สู่เศรษฐกจิ ชีวภาพ โดยมภี ารกิจหลัก ๔ ดา้ น คอื (๑) สร้างเครือข่ายเช่ือมโยงงานวิจัยสภู่ าคอตุ สาหกรรม

๓๔

และใหก้ ารรับรองผลิตภณั ฑช์ ีวภาพ (๒) เช่ือมโยงงานวิจัย ให้คาปรึกษา สนับสนนุ เงนิ ทุนในการยกระดับ
สถานประกอบการชีวภาพ สร้าง Prototypes ท่ีตลาดสนใจและผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพสู่ตลาด
รวมถึงการบริหารทรัพย์สินทางปัญญา (๓) สร้างผู้ประกอบการด้าน Bio Industry และสร้างบุคลากร
ในอุตสาหกรรมชีวภาพให้เพียงพอต่อความต้องการในภาคอุตสาหกรรม และ (๔) พัฒนาศูนย์ข้อมูล
อัจฉริยะอุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อเป็นศนู ย์กลางเชื่อมโยงข้อมลู เชิงลึกให้ผู้ประกอบการและผู้ท่ีเก่ียวข้อง
ทัง้ ส่วนกลางและสว่ นภมู ภิ าค สามารถนาไปพัฒนาอตุ สาหกรรมชวี ภาพได้อยา่ งเป็นระบบและครบทกุ มิติ

จากการทบทวนกรอบนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผน และมาตรการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม
เศรษฐกิจชีวภาพของไทย จะเห็นว่า หลายหน่วยงานมีความเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศสู่เศรษฐกิจ
ชีวภาพ ซึ่งแม้ว่าในภาพรวมกรอบนโยบายของหน่วยงานดังกล่าวจะมีความสอดคล้องไปในทิศทาง
เดียวกันกับยุทธศาสตร์ชาติ แต่หากพิจารณาในแง่ของการดาเนินงาน ถือว่ายังขาดการประสานงาน
และบูรณาการการทางานร่วมกันอย่างชัดเจน รวมทั้งขาดหน่วยงานกลางท่ีกากับดูแลและเช่ือมโยง
การขับเคล่ือนเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศตลอดห่วงโซ่มูลค่าให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ
อย่างจริงจัง เน่ืองจากเศรษฐกิจชีวภาพมีความเก่ียวโยงกับหลายสาขาท้ังเกษตรอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมวัสดุและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมยาและวัคซีน ธุรกิจการแพทย์
และสาธารณสุข ธุรกิจพลังงาน และธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่หน่วยงานภาครัฐส่วนใหญ่
มักจะเน้นการทางานตามบทบาทหน้าท่ีความรับผิดชอบหลัก (Functional-based) เช่น กระทรวง
เกษตรและสหกรณ์มุ่งพัฒนาเกษตรชีวภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร กระทรวงพลังงาน
มุ่งสนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานชีวภาพเป็นพลังงานทดแทน กระทรวงการอุดมศึกษา
วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมุ่งส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสร้างนวัตกรรม
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมมุ่งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและใช้ประโยชน์
จากความหลากหลายทางชีวภาพ กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ
อุตสาหกรรมชีวภาพและส่งเสริมการประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม
ในช่วงที่ผ่านมาหลายฝ่ายได้มีความพยายามในการประสานการทางานร่วมกันผ่านข้อตกลงความร่วมมือ
(MOU) เช่น การจัดทาข้อตกลงความร่วมมือสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ระหว่างกระทรวง
อุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงสาธารณสุข
พร้อมภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาและวิจัย รวมทั้งสิ้น ๒๓ หน่วยงาน เพื่อเป็นจุดเร่ิมต้น
ในการขับเคลื่อนการลงทนุ ดา้ นเศรษฐกิจชวี ภาพของประเทศไทย

สถำนกำรณ์อุตสำหกรรมเศรษฐกิจชีวภำพของไทยในปัจจุบัน สาหรับประเทศไทย
การพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพถือว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็มีโอกาสในการพัฒนาสูง
เน่ืองจากไทยมีฐานทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายที่เป็นทุนพ้ืนฐาน และเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออก
สินค้าเกษตรอันดับต้น ๆ ของโลก เป็นผู้ส่งออกมันสาปะหลังและยางพาราอันดับ ๑ ผู้ส่งออกข้าว
และน้าตาลทรายอันดับ ๒ ผู้ผลิตน้ามันปาล์มอันดับ ๓ ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ อย่างไรก็ดี สินค้าเกษตร
ท่ีไทยผลิตและส่งออกส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์แปรรูปข้ันต้นที่มีมูลค่าเพ่ิมไม่สูงมากนัก
สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้น้อยซึ่งจะเห็นได้จากสัดส่วนมูลค่าสินค้าเกษตรในภาพรวม
ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยท่ีอยู่ในระดับร้อยละ ๘-๑๒ มาเป็นระยะเวลานานกว่า
๒๐ ปี (แผนภาพท่ี ๓-๒) และมักประสบปัญหาความผันผวนของราคาค่อนข้างสูง (แผนภาพที่ ๓-๓)
ซ่ึงเทคโนโลยีชีวภาพจะเป็นเคร่ืองมือสาคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร


Click to View FlipBook Version