The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tuahuay, 2022-10-21 04:20:33

รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy Industry)

27141672_0003

๘๕

ตารางที่ ๕-๑ ปริมาณอ้อย นา้ ตาลทราย และกากน้าตาล ต้งั แต่ฤดกู ารผลิต ๒๕๕๗/๕๘ ถึง ๒๕๖๒/๖๓

หนว่ ย : ลา้ นตนั

ฤดกู ำรผลิต อ้อย นำตำล กำกนำตำล ผลผลิตนำตำล

2557/58 ต่อตันอ้อย
2558/59
2559/60 105.96 11.34 4.607 0.107
2560/61
2561/62 94.05 9.79 4.324 0.104
2562/63
92.95 10.03 3.894 0.108

134.93 14.71 5.489 0.109

130.97 14.58 5.876 0.111

74.89 8.29 3.389 0.110

ทมี่ า : สานกั งานคณะกรรมการออ้ ยและน้าตาลทราย

แม้ว่าอ้อยจะเป็นผลิตผลทางการเกษตรท่ีมีช่วงระยะเวลาการเก็บเก่ียวในช่วงเดือน
พฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม เป็นพืชท่ีไม่สามารถเก็บเก่ียวแบบต่อเนื่องตลอดท้ังปี แต่กลับมีน้าตาล
ทรายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาได้เป็นระยะเวลานาน ดังนั้นหากมีการกาหนดปริมาณน้าตาล
ทรายคงคลังให้สามารถรองรับการดาเนินการผลิตในอุตสาหกรรม Bio economy ได้ตลอดทั้งปี
ปัญหาจากความไม่สม่าเสมอของปริมาณการผลิตในแต่ละช่วงปีของอุตสาหกรรมการผลิตน้าตาลทราย
จะไม่ส่งผลกระทบต่อการพฒั นา Bio economy ของประเทศไทย

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการโรงงานน้าตาลจานวนทั้งสิ้น ๕๗ แห่ง
ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ใกล้แหล่งเพาะปลูกเนื่องจากช่วยเพ่ิมความสะดวกในการจัดหาวัตถุดิบให้ตรง
ตามแผนการผลิต ประหยัดต้นทุนการผลิต และเพิ่มความสะดวกในการติดต่อ ส่งเสริม หรือให้ความ
ช่วยเหลือแก่เกษตรกร โดยกาญจนบุรีมีจานวนโรงงานน้าตาลมากท่ีสุด จานวน ๘ แห่ง รองลงมา
เป็นอุดรธานี จานวน ๔ แห่ง และชลบุรี จานวน ๔ แหง่ รายละเอยี ดดงั ตารางท่ี ๕-๒

๘๖

ตารางท่ี ๕-๒ ผปู้ ระกอบการโรงงานนา้ ตาลของประเทศไทย

ผู้ประกอบกำร จำนวนโรงงำน
กลุ่มไทยรุ่งเรือง 10
กลุม่ มิตรผล 7
กล่มุ ทา่ มะกา 5
กลมุ่ ไทยเอกรักษ์ 3
กลมุ่ ชลบุรี 3
กลุ่มโคราช 2
กลมุ่ นา้ ตาลและอ้อยตะวนั ออก 2
กลุ่มบา้ นโป่ง 2
กลุ่มวังขนาย 4
กลมุ่ ไทยกาญจนบรุ ี 2
กล่มุ กมุ ภวาปี 2
กล่มุ ราชบุรี 2
กลุม่ มิตรเกษตร 2
กลมุ่ ระยอง 2
อน่ื ๆ 9
57
รวม

อ้อยและผลิตภัณฑ์จากอ้อยสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายอุตสาหกรรม
โดยเม่อื ออ้ ยถกู ส่งเขา้ กระบวนการหีบในโรงงานเพอ่ื ผลิตเปน็ นา้ ตาลทรายจะมผี ลิตภณั ฑพ์ นื้ ฐาน ดงั น้ี

๑. น้าตาลทราย ตามประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้าตาลทราย เรื่อง กาหนดชนิด
และคุณภาพน้าตาลทรายที่ให้โรงงานผลิต พ.ศ. ๒๕๖๔ ประกาศ ณ วันท่ี ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔
ไดแ้ บง่ น้าตาลทรายเป็น ๕ ชนดิ คือ

๑.๑ น้าตาลทรายขาวบริสุทธ์ิ เป็นน้าตาลท่ีมีผลึกซูโครสท่ีมีความบริสุทธิ์สูงมาก
สีขาวสะอาด มสี ิง่ เจอื ปนอนื่ ๆ ตดิ อยเู่ ป็นสว่ นนอ้ ยท่ีสุด

๑.๒ น้าตาลทรายขาว ประกอบด้วยน้าตาลทรายขาวเกรด ๑-๓ ซึ่งมีผลึกซูโครส
ที่มคี วามบริสุทธ์สิ งู สขี าวมสี ่งิ เจอื ปนอ่นื ๆ ตดิ อยสู่ ่วนนอ้ ย

๑.๓ น้าตาลทรายดิบ เป็นน้าตาลที่มีผลึกซูโครสมีความบริสุทธิ์ต่า มีสีอ่อนถึงสีเข้ม
ตามสขี องกากนา้ ตาลท่หี ุ้มอยู่รอบผลกึ

๑.๔ น้าเชื่อมสาหรับใช้เป็นวัตถุดิบ เป็นน้าตาลทรายที่อยู่ในรูปของเหลว
และไมส่ ามารถนาไปบริโภคไดโ้ ดยตรง

๑.๕ น้าตาลทรายชนิดพิเศษ เป็นน้าตาลที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากน้าตาล
ทรายขาวบริสุทธ์ิ น้าตาลทรายขาว น้าตาลทรายดิบ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด และไม่ใช่น้าเช่ือมสาหรับ
ใช้เปน็ วตั ถดุ บิ

๘๗

๒. ชานอ้อย คือ เศษเหลือของลาต้นอ้อยมีลักษณะเป็นเส้นใยท่ีหีบเอาน้าอ้อย
หรือน้าตาลออกจากท่อนออ้ ยแล้ว เป็นวัสดเุ ศษเหลือทางการเกษตรจากโรงงานอุตสาหกรรมผลิตน้าตาล
ประโยชนท์ ี่ได้จากชานอ้อย ได้แก่

- การผลิตไฟฟ้า ชานอ้อยเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการหีบอ้อยซึ่งมีปริมาณ
น้าตาลติดอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่จะเหลือเป็นเส้นใยอ้อย (Fiber) กับน้าที่อยู่ในรูปของความช้ืน
และของแข็งท่ีละลายน้าได้เล็กน้อย ปริมาณชานอ้อยที่ได้จากการหีบอ้อยคิดเป็นร้อยละ ๒๘-๒๙
โดยประมาณของปริมาณอ้อยท่ีเข้าหีบ มคี วามช้ืนร้อยละ ๔๘-๕๓ มคี วามหนาแน่นค่อนข้างต่าประมาณ
๑๖๐ กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีคุณสมบัติติดไฟง่าย ประกอบด้วยธาตุหลัก คือ คาร์บอน ไฮโดรเจน
ออกซิเจน และไนโตรเจน มีค่าความร้อนของเช้ือเพลิง ( Low Heating Value) ที่ 7.53 MJ/kg
มีคุณสมบัติท่ีเหมาะสมสามารถนาไปใช้เป็นเช้ือเพลิงของเตาหม้อ-น้า (Boiler) ใช้ผลิตไอน้าสาหรับ
เป็นแหล่งพลังงานความร้อนในกระบวนการผลิตน้าตาล โดยไอน้าที่ผลิตได้จะถูกนาไปใช้ในกระบวนการ
ผลิตน้าตาลโดยผ่านเคร่ืองแลกเปล่ียนความร้อน และนอกจากน้ีไอน้าที่ผลิตได้สามารถนาไปผลิต
กระแสไฟฟ้าใช้ในโรงงานด้วยการนาไปขับกังหันไอน้า (Turbine) เพื่อผลิตไฟฟ้าด้วยเครื่องกาเนิดไฟฟ้า
ในบางโรงงานสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เหลือใช้และสามารถจาหน่ายให้กับการไฟฟ้า มีข้อมูลระบุว่า
ในกระบวนการผลิตน้าตาล อ้อยสดจานวน ๑ ตัน เม่ือผ่านกระบวนการแปรรูปต่าง ๆ จะใช้พลังงาน
ทั้งสิ้นโดยประมาณ ๒๕-๓๐ กโิ ลวัตต์ต่อชัว่ โมง ใชไ้ อน้า ๐.๔ ตนั เพ่ือให้ได้น้าตาลทเี่ หลือจะเป็นชานออ้ ย
ประมาณ ๒๙๐ กิโลกรมั ที่มคี า่ เทียบเทา่ กบั พลงั งานไฟฟา้ ไดถ้ ึง ๑๐๐ กิโลวัตตต์ ่อชั่วโมง (นติ ยากานต,์ ม.ป.ป.)

- บรรจุภัณฑ์อาหาร ทาจากเย่ือกระดาษชานอ้อยเป็นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตร
กับผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ซ่ึงเป็นผลผลิตจากเทคโนโลยีชีวภาพท่ีนาวัสดุเหลือใช้อย่างชานอ้อยท่ีเหลือ
จากอุตสาหกรรมผลิตน้าตาลมาใช้ เน่ืองจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตน้าตาลจึงทาให้มีชานอ้อยที่เหลือ
จากการผลิตเป็นจานวนมาก จึงสามารถนามาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์สาหรับใส่อาหารทดแทนการใช้กล่องโฟม
ที่สร้างปัญหากับส่ิงแวดล้อมและมนุษย์ได้ โดยกระบวนการผลิตเร่ิมจากการนาเยื่อกระดาษชานอ้อย
ไปผสมตีผ่านกระบวนการป้องกันน้ารั่วซึมและขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น จาน ชาม ถาด ถ้วยน้า
และกล่องพร้อมฝาปดิ เปน็ ต้น โดยเม่อื นาบรรจุภณั ฑ์จากชานอ้อยมาเปรียบเทียบกับกล่องโฟมจะเห็นว่า
บรรจุภัณฑ์ชานอ้อยจะมีสีหม่นไม่ขาวสะอาดเหมือนกล่องโฟม เน่ืองจากในกระบวนการผลิตจะไม่ใช้
คลอรีนฟอกสีทาให้สีที่ได้ไม่ขาวสะอาดแต่จะมีการฆ่าเช้ือก่อนถึงมือผู้บริโภคท่ีอุณหภูมิ ๑๖๐ oC
โดยในกระบวนการผลิตจะไม่เหลือของเสียจากการผลิตและสามารถนากลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่
ได้ท้ังหมดและยังใช้เวลาในการย่อยสลายได้เองในธรรมชาติภายใน ๓๐-๔๕ วัน (รูปที่ ๕-๒) ในขณะที่
โฟมไม่สามารถย่อยสลายได้เองและต้องส้ินเปลืองพลังงานและสร้างของเสียจากกระบวนการผลิต
และกาจัด โดยบรรจุภัณฑ์ชานอ้อยผลิตจากธรรมชาติ ๑๐๐% สามารถทนความเย็นและความร้อนสูง
ได้ตั้งแต่ -๔๐ ถึง ๒๒๐ oC จึงสามารถใช้กับการแช่แข็งหรือใช้เป็นภาชนะในเตาไมโครเวฟหรือเตาอบได้
โดยไมก่ อ่ สารคลอโรฟลอู อโรคารบ์ อน (CFC) ซ่ึงเปน็ สารกอ่ มะเร็งเมื่อถูกความร้อนซง่ึ ตา่ งจากโฟมทว่ั ไปท่ี
ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมีท่ีต้องอาศัยการนาเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ถึงแม้ว่าบรรจุภัณฑ์ชานอ้อย
จะเป็นมิตรกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อมแต่ก็ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมในบ้านเรา ขณะที่ประเทศในแถบยุโรป
อเมริกา หรือญี่ปุ่นกลายเป็นบรรจุภัณฑ์ท่ีได้รับความนิยมมากกว่าโฟมเน่ืองจากปลอดภัยต่อผู้บริโภค
แต่มีราคาที่สูงกว่าโฟมประมาณ ๒ เท่า สาหรับประเทศไทยยังไม่มีการสนับสนุนที่ชัดเจน

๘๘

หากมีการสนับสนุนให้ใช้บรรจุภัณฑ์ชานอ้อยมากขึ้นอาจทาให้ราคาของบรรจุภัณฑ์ถูกลงได้
(สถาบันไทยพฒั น,์ ๒๕๕๔)

รูปที่ ๕-๒ กระบวนการผลติ เพ่ือนากลบั มาใช้ใหม่ของบรรจุภัณฑช์ านอ้อย

ปาร์ติเคิลบอร์ด การผลิตปาร์ติเคิลบอร์ดส่วนใหญ่มักเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งาน
ภายในอาคารมากกว่าใช้งานภายนอกอาคาร โดยเฉพาะการใช้งานในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
และงานตกแต่งภายใน ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะสาหรับผลิตภัณฑ์วัสดุทดแทนไม้หรือแผ่นชิ้นไม้อัด
เพราะสามารถใช้วัตถุดิบจากไม้หรือเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ให้ช้ินไม้หรือเส้นใยในการผลิต
เช่น ชานอ้อยโดยผสมกับสารยึดติด สารเคลือบผิวกนั ซึม และสารเตมิ แต่งอื่นๆ ผ่านกระบวนการอัดร้อน
และทดสอบคุณสมบตั ทิ างกายภาพและสมบตั ิทางกล เพ่ือให้ตรงตามมาตราฐานอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์
ทก่ี าหนดไว้

ซิลิกา เป็นผลึกของแข็งสีขาวท่ีไม่ละลายน้าเกิดจากสารประกอบทางเคมี
ระหว่างธาตุซิลิกอนกับธาตุออกซิเจนมีสูตรทางเคมี คือ SiO2 มีทั้งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
และจากการสังเคราะห์ โดยซิลิกาท่ีเกิดเองตามธรรมชาติจากส่ิงมีชีวิต เช่น ซิลิกาท่ีมใี นสาหร่ายเปลือกแข็ง
หรือไดอะตอม มีขนาดอนุภาคเล็ก และมพี ื้นที่ผิวจาเพาะมากกว่าถูกนามาใช้เป็นสารดูดความช้ืน สารดูดซับ
สารเพ่ิมความแขง็ แรง สารเติมแต่ง และองคป์ ระกอบของตัวเร่งปฏิกริ ยิ า จากการศกึ ษาองค์ประกอบทาง
เคมีของขี้เถ้าชานอ้อยพบว่ามีปริมาณซิลิกาสูงมากกว่า ร้อยละ ๙๐ เหมาะแก่การนามาใช้เป็นแหล่งซิลิ
กาในการสังเคราะห์วัสดุที่มีซิลิกาเป็นองค์ประกอบ เช่น ซิลิกาเจล ซีโอไลต์ และซิลิกอนคาร์ไบด์
เป็นต้น สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกันไปตามแต่คุณสมบัติ ซึ่งปัจจุบันซิลิกามีบทบาทสาคัญ
ทงั้ ในอตุ สาหกรรมและการศึกษาวจิ ยั รวมถึงมีการนาไปใชใ้ นอตุ สาหกรรมหลายแขนง เชน่

อุตสาหกรรมยาง สามารถใช้เป็นสารเสริมแรงเพราะการเติมสารตัวเติมลงไป
ในยางจะช่วยปรับปรุงสมบัติเชิงกลต่าง ๆ ของยางให้ดีข้ึน โดยเฉพาะค่าความแข็ง โมดูลัส ความทนทาน
ตอ่ แรงดึง ความทนทานตอ่ การฉกี ขาด และความต้านทานต่อการขดั ถู เปน็ ตน้

๘๙

อุตสาหกรรมซีเมนต์ ใช้ประโยชน์จากซิลิกาท่ีมีขนาดอนุภาคระดับนาโนเมตร
เพื่อใช้เป็นส่วนผสมเพ่ิมเติมทาให้ได้คอนกรีตคุณภาพสูงหรือคอนกรีตท่ียัง ไม่แข็งตัวมีความสามารถ
ในการไหลเทดขี นึ้

อุตสาหกรรมยา เป็นสารช่วยเพิ่มแรงตึงผิวและช่วยในการกระจายตัวของยา
ชนดิ ท่เี ปน็ ของเหลว

อุตสาหกรรมอาหาร สามารถใช้เป็นตัวดูดจับความช้ืนเพื่อการถนอมอาหาร
และใชใ้ นการกรองน้าด่มื

อุตสาหกรรมสี สามารถใช้เปน็ ตัวควบคมุ การไหลของสี
อุตสาหกรรมเครือ่ งสาอาง สามารถใช้เป็นตัวช่วยดูดซบั นา้
ก า ร น า ช า น อ้ อ ย ม า ใ ช้ เ ป็ น แ ห ล่ ง ซิ ลิ ก า ใ น ก า ร สั ง เ ค ร า ะ ห์ วั ส ดุ ท่ี มี ซิ ลิ ก า
เป็นองค์ประกอบจะช่วยเพิ่มมูลค่าจากชีวมวลท่ีได้จากการเกษตรและยังสามารถใช้ให้เกิดประโยชน์
ในเชงิ อุตสาหกรรมได้ (พชั รินทร,์ ๒๕๕๓)
ถ่านชีวภาพ (Biochar) สามารถผลิตได้โดยใช้เคมีเชิงความร้อนจากวัตถุดิบ
ประเภทอินทรีย์ ซึ่งชานอ้อยเป็นอีกหน่ึงวัตถุดิบที่ดีเนื่องจากมีองค์ประกอบของคาร์บอนสูง
โดยในระหว่างท่ีมีการย่อยสลายอินทรียวัตถุภายใต้สภาวะท่ีมีออกซิเจนจากัดและที่ความร้อนสูง
(๓๐๐-๗๐๐ oC) จะเกิดการแยกสลายและระเหยออก ทาให้ผลิตภัณฑ์ท่ีมีปริมาณคาร์บอนสูงเกิดรูพรุน
โดยท่ัวไปสามารถนามาใช้เพิ่มความสมบูรณ์ให้กับดิน ซ่ึงแตกต่างจากถ่านท่ัวไปซ่ึงเดิมผลิตจากถ่านหิน
และใช้เป็นเช้ือเพลิง โดยถ่านชีวภาพได้ถูกนามาใช้ต้ังแต่ปี ค.ศ. ๑๙๙๘ สามารถนามาเปลี่ยนเป็นถ่าน
กัมมันต์ (Activated carbon) โดยการปรับเปล่ียนคุณสมบัติทางกายภาพหรือทางเคมีเพ่ือสร้างให้เกิด
รูพรุนและนาไปใช้สาหรับงานดูดซับ ซ่ึงในปัจจุบันมีการนาไปใช้ในหลาย ๆ ด้าน ได้แก่ การเพิ่มความ
อุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน การใช้เป็นเช้ือเพลิง การใช้เป็นวัสดุดูดซับ และการกักเก็บคาร์บอน เป็นต้น
(Eggleston and Isabel, 2015)
๓. กากหม้อกรอง (Filter Cake) คือ ส่วนท่ีเป็นกากปนไปกับน้าอ้อยหลังจากผ่าน
เครื่องหีบแล้วก่อนที่จะส่งน้าอ้อยผ่านเข้าเคร่ืองต้ม เพ่ือให้ได้น้าอ้อยเข้มข้นท่ีจะทาเป็นน้าตาลทราย
ต่อไป โดยน้าอ้อยดังกล่าวจะต้องถูกกรองเอาเศษผงที่ติดมาออกก่อน ซ่ึงกากท่ีผ่านการกรองท่ีค่อนข้าง
ละเอยี ดนเ้ี รียกวา่ Filter cake ซึ่งสามารถนาไปใช้ประโยชน์ไดห้ ลากหลาย ได้แก่
- ปุ๋ยอินทรีย์ กากหม้อกรองถูกนามาใช้ทาปุ๋ยในหลายประเทศทั่วโลก
เช่น บราซิล อินเดีย ออสเตรเลีย ควิ บา ปากีสถาน ไต้หวัน แอฟริกาใต้ และอารเ์ จนตินา โดยปุ๋ยดังกล่าว
ประกอบด้วยอินทรียวัตถุและแร่ธาตุที่มีความจาเป็นต่อพืช ประกอบด้วยอินทรียวัตถุ ร้อยละ ๒๙.๖
ไนโตรเจน ร้อยละ ๑.๔ ฟอสฟอรัส ร้อยละ ๑.๒ โพแทสเซียม ร้อยละ ๐.๒ แคลเซียม ร้อยละ ๒.๗
แมกนีเซียม ร้อยละ ๑.๑ ซัลเฟอร์ ร้อยละ ๐.๒ พีเอช ๘.๒ และสัดส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจน
เทา่ กับ ๑๒ ซ่งึ เปน็ ลกั ษณะเฉพาะที่เหมาะสมทางการเกษตรสามารถนามาใช้ทดแทนแร่ธาตทุ ่ีพชื ต้องการ
ในบางส่วนได้และยังพบว่ามีการนามาปรับใช้กับแปลงเพาะปลูกอ้อย ซ่ึงในประเทศบราซิลมีการนา
กากหม้อกรองมาปรับใช้ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ใส่ผสมลงดิน ๘๐-๑๐๐ ตันต่อเฮกตาร์, ใช้ผสมรองก้นหลุม
๑๕-๓๐ ตันต่อเฮกตาร์ และใส่ระหว่างร่องปลูก ๔๐-๕๐ ตันต่อเฮกตาร์ ผลของการเปล่ียนแปลง
คุณสมบัติทางเคมีเมื่อใส่กากหม้อกรองลงดิน คือ เพ่ิมปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และแคลเซียม,

๙๐

เพิ่มความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวก, ลดความเข้มข้นของปริมาณอะลูมินัมที่แลกเปล่ียนได้ (Al3+)
และลดความเป็นพิษต่อพชื เป็นประโยชน์ต่อลกั ษณะทางกายภาพและชวี ภาพของดนิ (Prado et al., 2013)

รายงานจากประเทศอียิปแสดงให้เห็นว่าการใช้กากหม้อกรองท่ีผสมกับ
หินฟอสเฟตในแปลงปลูกหัวหอมอินทรีย์พบว่าช่วยในการปรับปรุงธาตุอาหารของพืช ช่วยเรื่องการ
เจริญเติบโตและผลผลิตของพืช อีกทั้งยังมีผลช่วยเพ่ิมคุณภาพของสินค้าส่งออกอีกด้วย (Abo-Baker
Basha, 2011) เช่นเดียวกับประเทศคิวบามีการศึกษาถึงผลิตภาพการผลิตอ้อยที่ได้รับอินทรียวัตถุและแร่ธาตุ
จากกากหม้อกรอง พบว่ามีผลในการปรับปรุงโครงสร้างของดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์มากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี
โดยมีการใช้กากหม้อกรอง ๑๕ ตันต่อเฮกตาร์ ร่วมกับซีโอไลต์ ๒ ตันต่อเฮกตาร์ ปุ๋ยฟอสเฟต ๔ ตันต่อเฮกตาร์
และหินแคลคาเรียส ๒ ตันต่อเฮกตาร์ ซึ่งส่งผลดีต่อคุณสมบัติของดินท่ีใช้ในการเพาะปลูกและผลิตผล
ทางอุตสาหกรรมมากว่า ๓ ปี ส่วนในประเทศสวาซิแลนด์กากหม้อกรองถือเป็นปัญหาของเมืองและไม่มี
การนามาใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลาย แต่มีบางรายงานที่พบว่านามาใช้ในแปลงปลูกมันสาปะหลัง
และมันเทศ โดยการเติมกากหม้อกรอง ๖๐ ตันต่อเฮกตาร์ ช่วยให้ผลผลิตมันสาปะหลังเพ่ิมข้ึนกว่า
รอ้ ยละ ๕๐ (Ossom, 2007)

ไขอ้อยจากกากหม้อกรองประกอบด้วยกากใย ร้อยละ ๑๕-๓๐ โปรตีน ร้อยละ ๑๕-๓๐
น้าตาลกลูโคส ร้อยละ ๕-๑๕ แร่ธาตุและไขอ้อย ร้อยละ ๕-๑๕ โดยในไขอ้อยมีสารโพลีโคซานอล
(Policosanol) และไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดความดันโลหิต ลดไขมัน
แอลดีแอล ลดไตรกลีเซอไรด์ ลดปริมาณคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือด และช่วยป้องกันการเกิด
โรคหัวใจ ซึ่งเหมาะต่อการนาไปพัฒนาต่อยอดเพ่ือผลิตเป็นอาหารเสริมไว้ใช้เองในประเทศ
เนื่องจากสารโพลีโคซานอลในต่างประเทศมีราคาขายสูงถึงกิโลกรัมละ ๒๐,๐๐๐ บาท โดยไขอ้อย
ท่ีสกัดได้สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ด้านอาหารในการเคลือบหมากฝร่ังหรือลูกอม
ซ่ึงเป็นตัวช่วยในเรื่องของความเงางาม การยืดอายุอาหาร และเป็นสารเพ่ิมความหนืดในผลิตภัณฑ์
ที่เก่ียวข้องกับความงามซ่ึงนามาใช้ในการผลิตลิปสติก โลชั่น ครีมทามือ ครีมบารุงเล็บ ครีมบารุงผม
ทดแทนการใช้ไขมันอ่ืน เช่น ไขคาร์โนบา ไขผ้ึง หรือไขมันวัว เป็นต้น และยังสามารถใช้เป็นวัสดุห่อหุ้ม
สารสาคัญในการออกฤทธ์ิของเคร่ืองสาอางค์ เช่น การปลดปล่อยวิตามินในครีมบารุงผิว
สารแอนติ-ออกซิแดนต์ (Antioxidant) สามารถนาไปต่อยอดใช้จริงในอุตสาหกรรมเพ่ือขยายโอกาส
ในการเพ่ิมมูลค่าและขับเคล่ือนเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลในประเทศไทยต่อไป
(ไววทิ ย์, ๒๕๕๗)

๔. กากน้าตาล (Molasses) เป็นผลิตผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้าตาล
แยกออกจากกระบวนการผลิตน้าตาลทรายในขั้นตอนสุดท้าย ด้วยการแยกออกจากเกล็ดน้าตาล
โดยวิธีการป่ัน (Centrifuge) ซ่ึงไม่สามารถตกผลึกเป็นเกล็ดน้าตาลได้ด้วยวิธีท่ัวไป และไม่นากลับมา
ใช้ผลิตน้าตาลทรายอีก มีลักษณะเป็นของเหลว สีน้าตาลดา มีความหนืดและเข้มข้นสูง สามารถนามา
ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย โดยอ้อย ๑ ตัน เม่ือผ่านกระบวนการผลิตน้าตาลจะมีส่วนของกากน้าตาล
ประมาณ ๔๕-๕๐ กิโลกรมั ดงั นนั้ ผลผลิตกากน้าตาลในแต่ละปจี ะมีมากนอ้ ยเพียงใดจงึ ขึน้ อยู่กับปรมิ าณ
อ้อยเข้าหีบของโรงงานน้าตาลในแต่ละปี รวมถึงคุณภาพอ้อยและประสิทธิภาพการผลิตน้าตาลของ
โรงงาน

๙๑

กากน้าตาลถือเป็นอีกหน่ึงวัตถุดิบท่ีมีศักยภาพเนื่องจากเป็นแหล่งของ
คาร์โบไฮเดรตที่สามารถนาไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในหลายอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับน้าตาล
ทรายดบิ มันสาปะหลงั และวตั ถดุ บิ ทางเลือกชนิดอืน่ ซึ่งมขี ้อดี-ขอ้ ด้อย ดังตารางที่ ๕-๓

ตารางที่ ๕-๓ ข้อดี-ขอ้ ดอ้ ย ของการใชก้ ากน้าตาลเป็นวตั ถดุ บิ

ข้อดี ข้อดอ้ ย

๑. เปน็ ผลพลอยได้ทเ่ี กิดจากระบวนการผลิตนา้ ตาล ๑. คณุ ภาพไมส่ ม่าเสมอขน้ึ กับคุณภาพออ้ ย
ซ่ึงประเทศไทยมโี รงงานนา้ ตาลกระจายอยู่เกอื บครบ ประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานน้าตาล
ทกุ ภาคทาให้สะดวกในการจดั หาและลดตน้ ทนุ คา่ รวมถงึ การเก็บรักษา
ขนส่ง ๒. คุณภาพของกากน้าตาลอาจลดลง
๒. มกี ารแบง่ ปนั รายไดส้ รู่ ะบบอุตสาหกรรมอ้อย ในระหวา่ งการจัดเกบ็ ต้องมีการควบคุม
และนา้ ตาลทราย และตรวจสอบสภาวะในการจดั เก็บ
๓. มอี งคป์ ระกอบของแหล่งอาหารชนิดอ่นื ๓. ใช้พืน้ ทจ่ี ัดเกบ็ มาก
ที่เชอ้ื จลุ นิ ทรีย์ตอ้ งการรวมถึงสารที่ช่วยปรบั สมดุล
กรด-ดา่ ง รวมอย่ดู ้วย
๔. ราคาไมส่ ูง

กากน้าตาลสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางนอกเหนือจากการ
นาไปใช้ผสมโดยตรงเพื่อเพ่ิมกล่ินและรสชาติในอาหารสัตว์ ปัจจุบันยังถูกนาไปใช้เป็นวัตถุดิบ
ในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals) ซึ่งเป็นหน่ึงใน
อตุ สาหกรรมเปา้ หมาย (อุตสาหกรรมอนาคต : New S-curve) รวมถึงอตุ สาหกรรมอืน่ ๆ เชน่

๑. อุตสาหกรรมผลติ แอลกอฮอล์และเอทานอลเกรดเช้ือเพลิง
กากน้าตาลถือเป็นวัตถุดิบหลักที่ถูกนามาใช้ในกระบวนการผลิตเอทานอล

ของไทย จากข้อมูลของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พบว่าในปี พ.ศ. ๒๕๖๒
มีการใช้กากน้าตาลเป็นวัตถุดิบถึง ร้อยละ ๕๔ ของการใช้วัตถุดิบท้ังหมด โดยกากน้าตาล ๑ ตัน
สามารถผลิตเอทานอลได้ประมาณ ๒๓๐ - ๒๕๐ ลิตร โดยปริมาณที่ผลผลิต (Yield) ที่ได้ขึ้นอยู่กับ
คณุ ภาพของกากน้าตาลและประสิทธิภาพการผลติ ของโรงงานเอทานอล โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๓

นอกจากนั้นกากน้าตาลยังถูกนาไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแอลกอฮอล์ท่ีใช้
ในห้องปฏิบัติการอุตสาหกรรมอาหาร เคร่ืองสาอาง ยา และการแพทยอ์ ีกด้วย โดยมผี ู้ผลิตรายใหญ่เพียง
รายเดียวของประเทศ คือ องค์การสุรา กรมสรรพสามิต ซึ่งในอนาคตมีแผนในการพลักดันผลิตภัณฑ์
รองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูงอื่น ๆ อีกด้วย เช่น กลุ่มแอลกอฮอล์เกรดพรีเมียมรองรับอุตสาหกรรม
อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ในกระบวนการผลิตในส่วนท่ีต้องการความสะอาดเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มเครื่องมือ
เครอื่ งจกั ร อุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์ต่าง ๆ

๒. อุตสาหกรรมสรุ า
กากน้าตาลจากอ้อยในประเทศไทยถือเป็นวัตถุดิบสาคัญในอุตสาหกรรมสุรา

ของประเทศไทย จากการสอบถามผู้ประกอบการสุราหลายแห่งพบว่ากากน้าตาลของไทยกับกากน้าตาล

๙๒

จากต่างประเทศเมื่อนามาใช้ในการผลิตสุราพบว่าให้กลิ่นและรสสัมผัสที่แตกต่างกัน อีกท้ังยังเป็นเอกลักษ์
และความนิยมในแต่ละพ้ืนท่ี แม้จะเคยมีการนาเข้ากากน้าตาลจากต่างประเทศมาใช้ทดแทนในช่วง
ท่ีกากน้าตาลขาดตลาดหรือมีราคาที่สูงแต่ก็ยังไม่สามารถนามาใช้ทดแทนได้ จากข้อมูลของกรมโรงงาน
(ณ วันท่ี ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔) พบว่ามีการขึ้นทะเบียนโรงงานในประเภทโรงงานลาดับท่ี ๑๖ : โรงงาน
ต้ม กลั่น หรอื ผสมสรุ า กวา่ ๓๐ โรงงาน ซ่ึงส่วนใหญ่ใชก้ ากน้าตาลเปน็ วัตถดุ ิบในกระบวนการผลิต

๓. อตุ สาหกรรมผลติ ยีสต์
ยีสต์เป็นแหล่งของโปรตีนสามารถใช้เป็นท้ังอาหารคนและอาหารสัตว์

รวมถึงเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องด่ืม และเช้ือเพลิง เป็นต้น โดยกากน้าตาลจะถูกนามา
ใช้เป็นองค์ประกอบสาหรับการเลี้ยงเชื้อยีสต์เน่ืองจากเป็นแหล่งของไบโอติน (Biotin) ที่ยีสต์ใช้ในการ
เจริญเติบโตซึ่งไม่พบในกากน้าตาลที่มาจากบีท เม่ือยีสต์โตและมีจานวนที่มาก จะแยกเซลล์ยีสต์
มาผ่านกระบวนการทาแห้งเกบ็ ในรูปผงเพื่อนาไปใช้ต่อไป

๔. อตุ สาหกรรมผลติ เคมชี วี ภาพ
กากน้าตาลสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมการหมักต่าง ๆ เพ่ือให้ได้

เคมีชีวภาพท่ีต้องการโดยอาศัยการผลิตของเชื้อจุลินทรีย์ โดยเชื้อจุลินทรีย์จะใช้กากน้าตาลเป็นแหล่ง
อาหารสาหรับการเจริญเติบโต เช่น การผลิตกรดน้าส้ม (Acetic acid) กรดมะนาว (Citric acid)
กรดแลคติก (Lactic acid) เป็นต้น ซ่ึงเคมีชีวภาพดังกล่าวสามารถนาไปใช้เป็นสารเคมีข้ันต้น
ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมยา และอุตสาหกรรม
พลาสตกิ เป็นต้น

๕. อตุ สาหกรรมผลิตผงชูรส
ปั จ จุ บั น ก า ร ผ ลิ ต ผ ง ชู ร ส ถู ก ผ ลิ ต ขึ้ น ด้ ว ย ก า ร ห มั ก ด้ ว ย เ ช้ื อ จุ ลิ น ท รี ย์

Corynebacterium glutanicum โดยใช้มันสาปะหลังหรือกากน้าตาลเป็นวัตถุดิบ โดยเช้ือจุลินทรีย์
จะเปล่ียนสารต้ังต้นเป็นกรดกลูตาเมต สาหรับวัตถุดิบท่ีใช้ในการผลิตอาจเป็นแป้งมันสาปะหลัง
หรือกากน้าตาลขึ้นอยู่กับราคาต้นทุนวัตถุดิบ และเทคโนโลยีของแต่ละโรงงานเป็นสาคัญ โดยสัดส่วน
ต้นทุนการผลิตจะข้ึนอยู่กับวัตถุดิบถึงร้อยละ ๖๐ โดยการใช้กากน้าตาลจะดีกว่ามันสาปะหลัง
เน่ืองจากไม่ต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนแป้งเป็นน้าตาล แต่จะต้องเปลี่ยนน้าตาลโมเลกุลคู่บางส่วน
ใหเ้ ป็นน้าตาลโมเลกลุ เดยี่ วก่อน

จากท่ีกล่าวข้างต้นจะพบว่ากากน้าตาลเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบท่ีมีศักยภาพ
เช่นเดียวกับวัตถุดิบทางเลือกชนิดอ่ืน สามารถนามาเป็นวัตถุดิบในการผลิตได้ในหลายอุตสาหกรรม
รวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ท่ีมีแนวโน้มท่ีจะเติบโตในอนาคตโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ
ที่จะใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของเชื้อจุลินทรีย์ในการผลิตสารเคมีชีวภาพขั้นต้นชนิดต่าง ๆ
ตามที่ต้องการซ่ึงสามารถนาไปต่อยอดได้ในอีกหลายอุตสาหกรรม ซ่ึงกากน้าตาลถือเป็นวัตถุดิบท่ีเหมาะ
ต่อการเจริญเติบโตของเช้ือจุลินทรีย์เกือบทุกชนิด ทั้งนี้การพิจารณาเลือกใช้วัตถุดิบยังคงข้ึนกับต้นทุน
การผลิตรวมถงึ เทคโนโลยีการผลติ ของแตล่ ะโรงงานรว่ มด้วย

๙๓

๕.๒ หว่ งโซค่ ุณค่ำของอุตสำหกรรมเศรษฐกิจชีวภำพจำกออ้ ย
๕.๒.๑ โครงสร้ำงอตุ สำหกรรมและกำรเช่ือมโยงตลอดห่วงโซ่คุณค่ำของผลิตภัณฑช์ ีวภำพจำกอ้อย
การแปรรูปอ้อย เร่ิมจากการนาอ้อยเข้าสู่กระบวนการหีบ ซึ่งจะได้ผลผลิต

คือ น้าอ้อย โดยมีผลพลอยได้ คือ ชานอ้อย น้าอ้อยท่ีได้จากการหีบจะนาไปผ่านกระบวนการ
ทาให้สะอาด (Clarification) โดยการกรองผ่านหม้อกรองสุญญากาศ (Vacuum Rotary Filter)
กากหรือส่ิงเจือปนท่ีอยู่ในน้าอ้อยจะถูกแยกออกจากน้าอ้อย เรียกว่า กากตะกอนหม้อกรอง
ซ่ึงกากตะกอนหม้อกรองสามารถนามาใช้ในการผลิตปุ๋ยชวี ภาพได้

น้าอ้อยที่ผ่านกระบวนการกรองแล้วจะถูกนาไปผ่านกระบวนการให้ความดัน
และความร้อน เพ่ือให้เกิดการตกผลึกเป็นน้าตาลทรายดิบ อย่างไรก็ดี น้าตาลทรายดิบที่ผลิตได้ยังเป็น
น้าตาลท่ีไม่สามารถบริโภคได้และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เน่ืองจากยังเป็นน้าตาลที่มีสิ่งเจือปนอยู่มาก
จึงต้องมีการนาน้าตาลทรายดิบผ่านเข้าสู่กระบวนการทาให้บริสุทธิ์และปรับสี เพื่อผลิตเป็นน้าตาล
ทรายขาวและนา้ ตาลทรายขาวบริสทุ ธท์ิ สี่ ามารถนามาบรโิ ภคได้

นอกจากผลิตภัณฑ์ท่ีได้ คือ น้าเช่ือมหรือน้าตาลทรายแล้ว ผลพลอยได้ท่ีได้จาก
กระบวนการหีบอ้อย สามารถนาไปใช้แปรรูปในอุตสาหกรรมต่อเน่ือง เพ่ือเพ่ิมมูลค่าให้กับอุตสาหกรรม
และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยกากอ้อย หรือ ชานอ้อย (Bagasse) ซึ่งเป็นส่วนของลาต้นอ้อยท่ีถูกหีบ
เอาน้าอ้อยออกไปแล้ว เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการแปรรูปอ้อย ซึ่งสามารถนาไปใช้เป็นเช้ือเพลิง
สาหรับผลิตกระแสไฟฟ้า รวมถึง สามารถนาไปผลิตเป็นเยื่อกระดาษพาร์ติเคิลบอร์ด (Particle Board)
หรือชานอ้อยอัดแผ่น เพื่อใช้เป็นวัสดุทดแทนไม้อัดในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ได้ นอกจากนี้ เส้นใยท่ีสกัดได้
จากชานอ้อยสามารถนามาใช้ในการ Compound รวมกับเม็ดพลาสติก เพ่ือใช้ในการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์
พลาสติก ท้ังน้ี พลาสติกผสมดังกล่าวในปริมาณของวัสดุจากพืชที่มากเพียงพอสามารถยอมรับ
เป็นพลาสตกิ ชวี ภาพไดใ้ นอกี รูปแบบหนง่ึ

น้าเสียท่ีเกิดจากกระบวนการผลิตเอทานอล สามารถนาไปผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ
ซ่งึ สามารถนาไปผลิตไฟฟา้ และความรอ้ น และนากลบั ไปใชใ้ นกระบวนการผลติ ได้

กากน้าตาล (Molasses) ซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวหนืดข้นสีน้าตาลเข้ม
ไม่สามารถตกผลึกเป็นน้าตาลทรายได้อีกแล้ว เน่ืองจากไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ นิยมนาไปใช้เป็น
วัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเน่ือง เช่น เอทานอล ผงชูรส ไลซีนสาหรับผลิตอาหารสัตว์ ใช้เป็นอาหาร
สาหรับยีสต์ กรดแลคติก เป็นต้น ทั้งน้ี ต่อมา เม่ือโลกได้เข้าสู่กระแสอนุรักษ์พลังงานและส่ิงแวดล้อม
ได้มีความพยายามในการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพข้ึน โดยนาวัตถุดิบทางการเกษตรมาแปรรูปให้เกิด
มูลค่าเพ่ิม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และสร้างความยั่งยืน น้าตาลทรายซึ่งมีส่วนประกอบที่สาคัญ
คือ ซูโครส เป็นหนึ่งในแหล่งวัตถุดิบชีวมวลทางเลือกที่สามารถนาไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ
ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ซ่ึงถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์
ทม่ี แี นวโน้มความตอ้ งการสงู ข้ึนในตลาดโลกอยา่ งตอ่ เน่ืองและรวดเร็ว (รูปท่ี ๕-๓)

๙๔
รปู ที่ ๕-๓ อตุ สาหกรรมการแปรรูปอ้อยและน้าตาลทราย และการเพิ่มมลู คา่ ในอุตสาหกรรมต่อเนอื่ ง

อัตราแปลงผลผลติ

๙๕
มูลคา่ ผลผลติ

จากแผนภาพในข้างต้น อ้อยและผลติ ภัณฑ์จากอ้อยสามารถนามาใชแ้ ปรรูปเปน็ ผลติ ภณั ฑ์
ตอ่ เนอื่ งไดห้ ลากหลาย ดงั รายละเอียดแสดงใน ตารางที่ ๕-๔

๙๖

ตารางท่ี ๕-๔ ผลิตภัณฑ์ต่อเนือ่ งจากอตุ สาหกรรมออ้ ยและนา้ ตาลทราย

วัตถุดบิ ผลิตภณั ฑ์ กำรนำไปใช้

นา้ ออ้ ย/ เคมชี ีวภำพ - พลาสติกชีวภาพ : พอลแิ ลคติกแอซดิ
นา้ เชอื่ ม/ - กรดแลคตกิ - ยาและเครื่องสาอาง
น้าตาลทราย
- พลาสตกิ ชวี ภาพ : พอลิบิวทลิ ีนซัคซเิ นต
- กรดซกั ซินิก - อาหารและเคร่ืองดม่ื : นา้ ส้มสายชู
- กรดอะซติ กิ - ยา : ยาแอสไพริน
- การเคลือบและกาว
- กรดซิตรกิ
- อาหารและเครื่องดื่ม : สารใหก้ ล่นิ รส
- ไซลทิ อล / ซอบทิ อล ในอาหารแปรรูป
- กรดอะมิโน เชน่ ไลซนี
- ยาและเครื่องสาอาง
พลำสติกชวี ภำพ - ของใชอ้ ปุ โภค : นา้ ยาทาความสะอาด
- พอลิแลคตกิ แอซดิ
- อาหารและเครือ่ งด่ืม : สารใหค้ วามหวานแทนนา้ ตาล
- อาหารและเครื่องดม่ื : น้าผลไม้ เนยแขง็

สารให้ความหวาน
- อาหารสตั ว์
- ยา : แอลโพรลนี ดอี ะลานีน
- ของใช้อปุ โภค : ผงซกั ฟอก สบู่ นา้ ยาทาความสะอาด
- สารเคลอื บผวิ : อพี อกซเี รซนิ

- การเกษตร : ฟิล์มคลมุ ดิน
- บรรจุภัณฑ์ : แกว้ พลาสติก
- การแพทย์ : ไหมละลายสาหรบั ใช้เย็บแผล
- อุตสาหกรรม : วตั ถุดบิ เพ่อื ขน้ึ รูปต้นแบบดว้ ย

กระบวนการ ๓D Printing

- พอลิบิวทลิ ีนซคั ซเิ นต - บรรจุภัณฑ์ : ฟลิ ม์ บรรจอุ าหาร พลาสติกเคลือบ
บรรจุภัณฑก์ ระดาษ

- Compound กับพอลแิ ลคตกิ แอซิด: ฟิล์มคลุมดิน
ของใชใ้ นครวั เรือน

- พอลิไฮดรอกซีอัลคาโน - การแพทย์ : เข็มฉดี ยา
เอต - บรรจภุ ัณฑ์ : ฟลิ ม์ บรรจุอาหาร
- บรรจุภณั ฑ:์ ขวดแชมพู ฟลิ ม์ บรรจอุ าหาร

๙๗

วัตถดุ ิบ ผลติ ภัณฑ์ กำรนำไปใช้

- พอลิเอทิลนี - บรรจุภัณฑ:์ ขวดเครอ่ื งดื่ม
- พอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต - ส่งิ ทอ: เส้นใยสาหรับผลติ เครื่องแต่งกาย
- ช้นิ สว่ นยานยนต์: หนังเทยี ม
- พอลิไวนลิ คลอไรด์
กากน้าตาล เอทานอล - บรรจภุ ัณฑ:์ ฟลิ ์มพนั ห่ออาหาร
วัสดกุ ่อสร้าง: ท่อประปา
ชานอ้อย - ไฟฟา้ ชวี มวล
- เส้นใย - พลังงาน : เชอื้ เพลงิ ในยานยนต์
- อาหารและเครอ่ื งดื่ม : ผงชรู ส สรุ า
กากตะกอน ปยุ๋ ชวี ภาพ - ปิโตรเคมี : เอทิลนี (วัตถุดิบในการผลติ เมด็ พลาสตกิ )
หมอ้ กรอง - พลังงาน : ไฟฟ้า
- เฟอรน์ ิเจอร/์ กอ่ สรา้ ง : พาร์ติเคิลบอร์ด
- พลาสตกิ : วสั ดุ Compound กบั พลาสติก
- อ่ืน ๆ : เยื่อกระดาษ ของใช้ในครัวเรอื น
- การเกษตร: ปยุ๋

ดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ (BioEconomy)
ที่ผลิตจากอ้อยและน้าตาลทราย สามารถนาไปแปรรูปเข้าสู่หลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม อาทิเช่น
กลมุ่ เคมีชีวภาพ กลมุ่ ชวี เภสชั ภณั ฑ์ กลมุ่ เชือ้ เพลงิ ชวี ภาพ รวมถงึ กลุ่มพลาสตกิ ชีวภาพ

พลำสติกชีวภำพ ความเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมในกลุ่มพลาสติก
ชีวภาพท่ผี ลติ จากออ้ ยและนา้ ตาลทราย มีดงั นี้

๑. พอลิแลคติกแอซิด (Polylactic Acid: PLA) กระบวนการผลิตพอลิแลคติกแอซิด
เร่ิมจากกระบวนการหมักนา้ ตาลทไ่ี ด้จากผลติ ภัณฑท์ างการเกษตร อาทิ อ้อย ข้าวโพด หรือมันสาปะหลัง
จนได้ผลิตภณั ฑเ์ ป็นกรดแลคติก จากน้ัน จึงนากรดแลคติกมาผ่านกระบวนการพอลิเมอไรเซช่ัน เพื่อผลิต
เป็นพอลิแลคติกแอซดิ

โดยน้าตาลทราย ๑๑๐.๗๕ กิโลกรัม สามารถนามาแปรรูปเป็นเม็ด PLA
ได้ประมาณ ๘๕.๒๘ กิโลกรัม ทัง้ น้ี เมด็ PLA มกั ถกู นาไปใช้ในอุตสาหกรรมบรรจภุ ณั ฑ์ อุตสาหกรรมของ
ใช้ทางการแพทย์ หรืออตุ สาหกรรมการเกษตร

๙๘
๒. พอลิบิวทิลีนซัคซิเนต (Polybutylenesuccinate: PBS) พอลิบิวทิลีนซัคซิเนต
เป็นพลาสติกท่ีผลิตจากการทาปฏิกิริยาทางเคมีของสารต้ังต้น ๒ ชนิด คอื กรดซัคซินิก (Succinic acid)
และ ๑,๔ บิวเทนไดออล (1,4-Butanediol) ซง่ึ สารตัง้ ต้นทั้ง ๒ ชนดิ สามารถผลติ ไดจ้ ากน้าตาลทราย

โดยน้าตาลทราย ๑๑๐.๗๕ กิโลกรัม สามารถนามาแปรรูปเป็นเม็ด PBS
ได้ประมาณ ๖๖.๔๕ กิโลกรัม ท้ังนี้ เม็ด PBS มักถูกนาไปใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อุตสาหกรรม
การเกษตร หรอื อุตสาหกรรมของใช้ในครัวเรือน

๓. พอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอต (Polyhydroxyalkanoate: PHA) เป็นพลาสติก
ท่ีไดจ้ ากการหมักนา้ ตาลทรายดว้ ยเช้อื จลุ นิ ทรีย์

โดยน้าตาลทราย ๑๑๐.๗๕ กิโลกรัม สามารถนามาแปรรูปเป็นเม็ด PHA
ได้ประมาณ ๓๖.๕๕ กิโลกรัม ท้ังนี้ เม็ด PHA มักถูกนาไปใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์
หรอื อุตสาหกรรมของใชท้ างการแพทย์

๔. พอลิเอทิลีนชีวภาพ (Bio Polyethylene: Bio-PE) กระบวนการผลติ พอลเิ อทิลีน
ชีวภาพ เร่ิมจากกระบวนการหมักน้าตาลทรายหรือกากน้าตาลด้วยเช้ือจุลินทรีย์ เพ่ือผลิตเป็นเอทานอล
จากน้ันจึงนาเอทานอลมาทาปฏิกิริยาทางเคมีเพื่อเปล่ียนเป็นเอทิลีน แล้วนาเอทิลีนมาผ่านกระบวนการ
พอลิเมอไรเซชนั เพอ่ื ผลติ เปน็ พอลิเอทิลีนต่อไป

กรณีใช้นา้ ตาลทรายในการผลติ

กรณใี ชก้ ากน้าตาลในการผลิต

๙๙

โดยน้าตาลทราย ๑๑๐.๗๕ กิโลกรัม สามารถนามาแปรรูปเป็นเม็ด Bio-PE
ได้ประมาณ ๓๕.๐๗ กิโลกรัม (กากน้าตาล ๔๕.๒๕ กิโลกรัม สามารถนามาแปรรูปเป็นเม็ด Bio-PE
ไดป้ ระมาณ ๖.๒๘ กโิ ลกรัม) ทั้งน้ี เม็ด Bio-PE มักถกู นาไปใช้ในอตุ สาหกรรมบรรจุภัณฑ์

๕. พอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตชีวภาพ (Bio Polyethylene Terephthalate
: Bio-PET) พอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตเป็นพลาสติกท่ีผลิตได้จากการทาปฏิกิริยาทางเคมีของสารต้ังต้น
๒ ชนิด คือ เอทิลีนไกลคอล (Ethyleneglycol) และกรดเทเรฟทาลิก (Terephthalic acid) โดยเอทิลีน
ไกลคอลเป็นสารต้ังต้นที่สามารถผลิตได้จากกระบวนการหมักน้าตาลทรายหรือกากน้าตาล ในขณะท่ี
การพัฒนาการผลิตกรดเทเรฟทาลิกจากวัสดุชีวภาพยังอยู่ในช่วงการดาเนินงานวิจัย ยังไม่สามารถผลิต
ในเชิงพาณิชย์ ในปัจจุบันพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตสังเคราะห์จากวัสดุชีวภาพจึงเป็นพลาสติกชีวภาพ
แบบบางสว่ น (Partial Bioplastics)

กรณใี ช้นา้ ตาลทรายในการผลติ

กรณใี ชก้ ากน้าตาลในการผลิต

โดยน้าตาลทราย ๑๑๐.๗๕ กิโลกรัม สามารถนามาแปรรูปเป็นเม็ด Bio-PET
ได้ประมาณ ๖๔.๕๒ กิโลกรัม (กากน้าตาล ๔๕.๒๕ กิโลกรัม สามารถนามาแปรรูปเป็นเม็ด Bio-PET
ได้ประมาณ ๑๑.๓๐ กิโลกรัม) ท้ังน้ี เม็ด Bio-PET มักถูกนาไปใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์
หรอื อุตสาหกรรมสงิ่ ทอ

๖. พอลิไวนิลคลอไรด์ชีวภาพ (Bio Polyvinyl Chloride: Bio-PVC) กระบวนการผลิต
พอลิไวนิลคลอไรด์ชีวภาพ เร่ิมจากกระบวนการหมักน้าตาลทรายหรือกากน้าตาลด้วยเชื้อจุลินทรีย์
เพื่อผลิตเป็นเอทานอล จากนั้นนาเอทานอลมาทาปฏิกิริยาทางเคมีเป็นเอทิลีน แล้วทาการสังเคราะห์
เอทิลีนเป็นไวนลิ คลอไรด์มอนอเมอร์ เพื่อนาไปผ่านกระบวนการพอลิเมอไรเซชันผลิตเปน็ พอลิไวนลิ คลอไรด์

กรณีใชน้ า้ ตาลทรายในการผลิต

๑๐๐
กรณีใชก้ ากน้าตาลในการผลติ

โดยน้าตาลทราย ๑๑๐.๗๕ กิโลกรัม สามารถนามาแปรรูปเป็นเม็ด Bio-PVC
ได้ประมาณ ๑๖.๘๓ กิโลกรัม (กากน้าตาล ๔๕.๒๕ กิโลกรัม สามารถนามาแปรรูปเป็นเม็ด Bio-PVC
ได้ประมาณ ๒.๕๑ กิโลกรัม) ทั้งน้ี เม็ด Bio-PVC มักถูกนาไปใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อุตสาหกรรม
ยานยนต์ หรอื อุตสาหกรรมวสั ดุก่อสรา้ ง

ตารางท่ี ๕-๕ อัตราแปลงผลผลิตพลาสตกิ ชีวภาพจากอ้อยปรมิ าณ ๑ ตัน (นา้ ตาลทราย ๑๑๐.๗๕ กโิ ลกรัม
หรอื กากน้าตาล ๔๕.๒๕ กิโลกรัม)

ชนิดพลำสติกชีวภำพ นำตำลทรำย หน่วย : กิโลกรัม
85.28 กำกนำตำล
พอลแิ ลคติกแอซิด (PLA) 66.45
36.55 -
พอลบิ ิวทลิ ีนซคั ซิเนต (PBS) 35.07 -
64.52 -
พอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอต (PHA) 16.83 6.28
11.3
พอลิเอทิลีนชวี ภาพ (Bio-PE) 2.51
พอลิเอทลิ ีนเทเรฟทาเลตชวี ภาพ (Bio-
PพEอTล)ไิ วนลิ คลอไรดช์ ีวภาพ (Bio-PVC)

อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของประเทศไทยยังถือว่าอยู่ในช่วงของการพัฒนา
(Development stage) เน่ืองด้วยในกระบวนการผลิตให้ได้มาซึ่งพลาสติกชีวภาพน้ัน ต้องผ่านหลาย
ข้ันตอนท่ีมีความซับซ้อนและต้องใช้เทคโนโลยีช้ันสูงเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในส่วน
ของการหมัก (Fermentation) การทาให้บริสุทธิ์ (Purification) เนื่องจากกระบวนการเหล่าน้ีต้องการ
ความละเอียดสูงและการควบคุมสภาวะต่าง ๆ ท่ีเหมาะสมต่อการทางานของเอนไซม์ของจุลินทรีย์
จึงต้องมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูงมาก แต่ประเทศไทยก็ยังมีข้อได้เปรียบในศักยภาพของ
อุตสาหกรรมการเกษตร โดยเฉพาะอ้อยและมันสาปะหลัง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจท่ีสาคัญของประเทศไทย
โดยประเทศไทยถือเป็นผู้ส่งออกน้าตาลทรายอันดับต้น ๆ ของโลก จึงทาให้บริษัทพลาสติกชีวภาพ
ของตา่ งประเทศมีความสนใจในการจัดต้งั ฐานการผลิตพลาสติกชวี ภาพในประเทศไทย อาทิ (รปู ท่ี ๕-๔)

- บริษัท PTT MCC Biochem ได้เริ่มดาเนินการผลิตพอลิบิวทิลีนซัคซิเนต
(Polybutylene succinate : PBS) ในปี ๒๕๕๙ ด้วยปริมาณ ๒๐,๐๐๐ ตัน/ปี ทั้งนี้ ในระยะเร่ิมต้น
บริษัทจะใช้วัตถุดิบนาเข้าประเภท 1,4 Butanediol : BDO และ Bio-Succinic Acid: BSA ซึ่งเป็น
วัตถุดิบสาหรับการผลิต PBS ในประเทศไทย เน่ืองจากในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีความสามารถ
ในการผลติ วตั ถดุ ิบท้ัง ๒ ชนดิ ดังกลา่ ว

๑๐๑

ท่มี า : Reportlinker July 2020 (Globe Newswire) Reportlinker Aug. 2020 (Globe Newswire),
สถาบันพลาสตกิ
- บริษัท Total Corbion PLA (Thailand) ได้จัดตั้งฐานการผลิตพอลิแลคติกแอซิด

(Polylactic acid: PLA) ในประเทศไทยในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ด้วยกาลังการผลิต ๗๕,๐๐๐ ตันต่อปี
อีกท้ัง บริษัท Purac (Thailand) ได้เพ่ิมการลงทุนเพื่อขยายกาลังการผลิตกรดแลคติกและอนุพันธ์
กรดแลคติกเพิ่มข้ึนอีก ๑๒๕,๐๐๐ ตัน/ปี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการผลิตเม็ด PLA ดังกล่าวที่คาดว่า
จะเพ่ิมข้นึ

๑๐๒

ทมี่ า : Global lactic acid : reportlinker July 2020, Reportlinker July 2020 (Globe Newswire),
สถาบันพลาสตกิ
ทั้งน้ี ภาครัฐบาลของประเทศไทยได้เล็งเห็นความสาคัญของอุตสาหกรรมชีวภาพ

และมีการประกาศในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ให้อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
รวมถึงอุตสาหกรรมชีวภาพอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพ่ือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน
เศรษฐกิจไทยเพื่ออนาคต

๑๐๓
รูปท่ี ๕-๔ ผผู้ ลิตเมด็ พลาสติกชีวภาพในประเทศไทยและสถานทตี่ ้งั

ที่มา : ข้อมูลจากการสารวจ โดยสถาบนั พลาสตกิ (มนี าคม ๒๕๖๓)
ในช่วงท่ีผ่านมา ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

ที่ใช้ในชีวิตประจาวันมากมาย โดยเม็ดพลาสติกชีวภาพท่ีมีการใช้อย่างแพร่หลายในกระบวนการผลิต
ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย คอื เม็ดพลาสติกชีวภาพประเภทพอลิแลคติกแอซิด (PLA) ซึ่งส่วนใหญ่
เป็นการนาเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา (รูปที่ ๕-๕) ซ่ึงมาตรการด้าน
สิ่งแวดล้อมในต่างประเทศท่ีกระทบต่ออุตสาหกรรมของประเทศไทยและอีกหลายประเทศ เป็นเหตุให้
ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพมีแนวโน้มความต้องการของตลาดมากข้ึน ส่งผลให้ปริมาณการนาเข้ า
เม็ดพลาสติก PLA ของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเน่ือง (เพ่ิมข้ึนจาก ๔๒๒ ตันในปี พ.ศ. ๒๕๕๗
เป็นปริมาณ ๙๗๙ ตันในปี พ.ศ. ๒๕๖๒) คิดเป็นอัตราเติบโตเฉล่ียต่อปีร้อยละ ๑๘.๓ (% AAGR)
โดยเป็นการนาเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลักประมาณร้อยละ ๙๔ ของปริมาณการนาเข้าร่วม
ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ สะท้อนถึงความต้องการหรืออุปสงค์ (Domestics Demand) ในการใช้เม็ดพลาสติก
เพ่อื การแปรรปู เปน็ ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพในประเทศทีเ่ พิม่ สูงขนึ้

๑๐๔
รปู ที่ ๕-๕ ปริมาณการนาเขา้ เมด็ พลาสตกิ ชวี ภาพประเภท PLA ของไทยปี พ.ศ. ๒๕๕๗-๒๕๖๒

ทม่ี า : กรมศลุ กากร (มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓)
การส่งออกในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ (รูปท่ี ๕-๖) ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเม็ดพลาสติก

ชีวภาพเป็นอันดับที่ ๕ รองจากประเทศสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ จีน และเบลเยียม ตามลาดับ
และเม่ือปี พ.ศ. ๒๕๖๑ พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับท่ี ๒ รองจากประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็น
ถึงศักยภาพของไทยในการผลิตและการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพต้นน้าในระดับ
ภมู ภิ าคและระดบั โลก
รูปท่ี ๕-๖ การจดั อนั ดับผูส้ ง่ ออกเม็ดพลาสติกชีวภาพประเภท PLA ของโลก

ที่มา : Global Trade Atlas ณ วันที่ ๑๘ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓
เม่ือพิจารณาในภาคอุตสาหกรรมปลายน้า (Downstream bioplastics industry)

ซ่ึงเป็นการแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพของไทย จากข้อมูลการสารวจผู้ประกอบการ
ในอุตสาหกรรมพลาสติกของไทยในปี ๒๐๑๘ โดยศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมพลาสติก
(Plastics Intelligence Unit: PIU) ดังแสดงใน รูปที่ ๕-๗ พบว่า ในประเทศไทยมีจานวนผู้แปรรูป
ผลิตภัณฑ์พ ลาสติก (Plastics Convertors) ทั้งหมด ๒,๘๒๕ ราย โดยในจานวนดังกล่าว
มีผู้ประกอบการที่ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ ๑๑ ราย (ตารางที่ ๕-๖) หรือคิดเป็นประมาณ
ร้อยละ ๑ จากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการแปรรูปพลาสติกของไทยท้ังหมด ซึ่งในช่วงระยะเวลา

๑๐๕

ท่ผี ่านมาภาครัฐก็ได้มีการส่งเสริมและกระตุ้นอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทยมากขน้ึ อาทิ การออกนโยบาย
ผลักดันและส่งเสริมอุตสาหกรรมในกลุ่ม S-Curve ซ่ึงประกอบด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมเดิมท่ีมีการพัฒนา
ต่อยอด (First S-Curve) และอุตสาหกรรมศักยภาพในอนาคตของไทย (New S-Curve) โดยหนึ่ง
ใ น อุ ต ส า ห ก ร ร ม ดั ง ก ล่ า ว ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย อุ ต ส า ห ก ร ร ม เ ช้ื อ เ พ ลิ ง ชี ว ภ า พ แ ล ะ เ ค มี ชี ว ภ า พ ด้ ว ย
หรอื เปน็ การวางรากฐานเพ่อื รองรับการเข้ามาของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดในอนาคต

ตารางที่ ๕-๖ รายช่ือผูป้ ระกอบการพลาสตกิ ชีวภาพทไี่ ด้จากการสารวจ

ลำดับ ผูป้ ระกอบกำร ลำดบั ผู้ประกอบกำร
1 บจก.เอวเี ต๊ซ์ 2 บจก.อตุ สาหกรรมสหธญั ญพืช
3 โรงงาน กจิ อนันตพ์ ลาส (ไทยรงุ่ กจิ ) 4 บจก.พรอดดิจิ
5 บจก.โอเช่ียนพลาสติก อินเตอรเ์ ทรด 6 บจก.พี.พ.ี แพคเกจจงิ้
7 บจก.แม็กซร์ ิช 8 บจก.แวนดา้ แพค
9 บจก.เจ.เอส.อุตสาหกรรมพลาสตกิ 10 บจก.แพค แอนด์ เซฟ
11 บจก.เอเชยี เวิลดเ์ ทค อินดสั ตร้ี

รูปท่ี ๕-๗ ข้อมูลการสารวจจานวนผูป้ ระกอบการในอุตสาหกรรมพลาสตกิ ไทย ปี พ.ศ. ๒๕๖๑

ท่มี า : ข้อมูลจากการสารวจปี พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยศูนยข์ อ้ มลู เชิงลกึ อุตสาหกรรมพลาสตกิ

ในกลุ่มของผู้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกนั้น มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์
ในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เป็นหลัก ลาดับรองลงมาคือ ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ภายในครัวเรือน มีกาลังการผลิตรวม
๔๒,๖๙๖ ตัน/ปี จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สัดส่วนของผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพของไทย
ยังคงมีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกท่ัวไป ทาให้การขับเคล่ือน
อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของไทยยังมีข้อจากัดอยู่ แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีห่วงโซ่อุปทาน
ในอุตสาหกรรมพลาสติก (Plastics industry supply chain) ที่มีความเข็มแข็ง มีผู้ประกอบการ
ที่สนับสนุนการดาเนินอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้าจนถึงปลายน้า มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่

๑๐๖

ที่มีประสิทธิภาพ สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ท่ีมีคุณภาพเป็นท่ียอมรับของต่างประเทศ ซ่ึงผู้ประกอบการ
ดังกล่าวสามารถปรับใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพได้ ด้วยเหตุน้ี
การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทยให้เกิดข้ึนอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพน้ัน
จงึ ข้นึ อยู่กับตลาดปลายทาง (End-use market) เปน็ สาคัญ

ปัจจุบันตลาดหลักสาหรับพลาสติกชีวภาพ คือ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ โดยกลุ่มประเทศ
หลักทีม่ คี วามสนใจในกลุม่ พลาสติกชวี ภาพ คือ

- กลุ่มยุโรปตะวันตก เป็นตลาดผู้บริโภครายใหญ่ เน่ืองจากพฤติกรรมของประชาชน
ในยุโรปถึงร้อยละ ๗๕ ยอมจ่ายเงินเพิ่มข้ึนเพื่อซ้ือสินค้าที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม เช่น ประเทศเยอรมัน
และเนเธอรแ์ ลนด์

- กลุ่มอเมริกาเหนือ เป็นพื้นที่ท่ีมีการบริโภคบรรจุภัณฑ์พลาสติกมากที่สุดในโลก
และเร่ิมมีการยกเลิกการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกในบางพื้นท่ี เช่น แคนนาดา เม็กซิโก ส่วนสหรัฐฯ
ซึ่งมีการงดพลาสตกิ ใชแ้ ลว้ บางประเภทในบางรัฐ จึงมีโอกาสที่พลาสติกชีวภาพจะเขา้ ไปแทนท่ี

- กลุ่มเอเชีย แปซฟิ ิก และโอเชียเนีย โดยที่ผ่านมาพลาสติกชีวภาพยังไม่เป็นท่นี ิยม
แต่การตื่นตัวตามกระแสและการกระตุ้นผ่านมาตรการจากภาครัฐ ผลักดันให้บางประเทศ เช่น ไต้หวัน
จีน (บางมณฑล) ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย อิสราเอล มาเลเซีย เมียนมาร์ และบังกลาเทศ เร่ิมลดใช้
พลาสติกและหาผลิตภัณฑ์ทดแทน โดยในอนาคตเอเชียแปซิฟิกจะเป็นหน่ึงในตลาดท่ีมีศักยภาพ
ทจ่ี ะกา้ วมาเปน็ ผู้นาตลาดแทนยุโรปในอนาคต

เชือเพลิงชีวภำพ ลักษณะของกลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพท่ีจะกล่าวถึงในที่นี้
ประกอบดว้ ย ๒ ประเภทหลัก คือ เอทานอล และ ไฟฟ้า

เอทานอล
ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ มีโรงงานผลิตเอทานอลท่ีดาเนินการผลิตแล้วจานวน ๒๗ โรงงาน

และมีโรงงานอยู่ระหว่างดาเนินการก่อสร้างจานวน ๑ โรงงาน มีกาลังการผลิตติดต้ังจริงรวม
๖.๑๒๕ ล้านลิตร/วัน แยกเป็นโรงงานที่ใช้วัตถุดิบจากกากน้าตาล ๑๑ โรงงาน, น้าอ้อย ๑ โรงงาน,
กากน้าตาล/มนั สาปะหลัง ๖ โรงงาน และจากมนั สาปะหลัง ๙ โรงงาน (ตารางท่ี ๕.๗) มีปรมิ าณเอทานอล
ท่ีใช้วัตถุดิบจากกากน้าตาล, อ้อย และมันสาปะหลัง คิดเป็นอัตราส่วนประมาณ ๕๘ : ๔ : ๓๘
ซ่ึงมาจากวัตถดุ บิ ในอุตสาหกรรมอ้อยและนา้ ตาลทรายมากกว่ารอ้ ยละ ๖๐

โดยสถานท่ีตงั้ ของโรงงานส่วนใหญ่อยู่ในพ้ืนทีภ่ าคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และส่วนใหญ่เป็นโรงงานท่ีต่อยอดจากธุรกิจเดิม เช่นเดียวกับผู้ผลิตเอทานอลจากมันสาปะหลัง
ท่ีมักเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจมันสาปะหลังด้วย ทาให้ โรงงานเอทานอลท่ีดาเนินธุรกิจแบบ
Integration มีความได้เปรียบในการจัดหาวัตถุดิบและมีต้นทุนโลจิสติกส์ ต่ากว่าโรงงานเอทานอล
แบบ Stand alone เน่อื งจากวัตถดุ บิ ถือเป็นต้นทนุ หลักในการผลิตเอทานอล

๑๐๗

ตารางท่ี ๕-๗ สถานการณ์กาลังการผลติ โรงงานเอทานอลของประเทศไทย

ท่ี ผปู้ ระกอบกำร จงั หวดั วตั ถดุ บิ กำลงั กำรผลติ
ตดิ ตงั จรงิ
1. โรงงำนเอทำนอล (กำกนำตำล) กากน้าตาล (ลติ ร/วนั )

1 บรษิ ทั ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ย่ี จากัด สุพรรณบุรี กากน้าตาล 150,000
กากน้าตาล
(มหาชน) (ดา่ นชา้ ง) กากน้าตาล 230,000
กากน้าตาล 200,000
2 บริษทั เคทิส ไบโอเอทานอล จากัด นครสวรรค์ กากน้าตาล 500,000
230,000
3 บริษัท น้าตาลไทยเอทานอล จากดั กาญจนบุรี กากน้าตาล 320,000
กากน้าตาล
4 บริษทั มิตรผล ไบโอฟูเอล จากดั (ชัยภูม)ิ ชยั ภูมิ กากน้าตาล 200,000
200,000
5 บรษิ ทั มติ รผล ไบโอฟเู อล จากดั (กาฬสินธ)์ุ กาฬสินธุ์ กากน้าตาล 150,000

6 บรษิ ัท มิตรผล ไบโอฟเู อล จากัด กาฬสินธ์ุ กากน้าตาล 300,000
นา้ อ้อย
(กุฉนิ ารายณ์) 300,000
มนั เสน้ / 230,000
7 บรษิ ัท มิตรผล ไบโอฟเู อล จากัด (ดา่ นช้าง) สพุ รรณบุรี กากน้าตาล 3,010,000
มันเสน้ /
8 บริษัท เคไอเอทานอล จากดั นครราชสมี า กากน้าตาล 150,000
มนั เสน้ /
9 บรษิ ทั เคเอสแอล กรนี อินโนเวชน่ั จากัด ขอนแก่น กากน้าตาล 150,000
มนั เส้น/
(มหาชน) กากน้าตาล 200,000
มันสด/มันเสน้ /
10 บรษิ ทั เคเอสแอล กรนี อินโนเวช่นั จากดั กาญจนบุรี กากน้าตาล 200,000
มันเส้น/
(มหาชน) (บ่อพลอย) กากน้าตาล 200,000

11 บริษัท ไทยรุ่งเรืองพลงั งาน จากัด สระบุรี 25,000

12 บรษิ ัท แม่สอดพลังงานสะอาด จากดั ตาก 925,000

รวม (1)

2. โรงงำนเอทำนอล (วตั ถุดิบมันสำปะหลงั +กำกนำตำล)

13 บริษทั ราชบุรีเอทานอล จากดั ราชบุรี

14 บริษัท อี เอส เพาเวอร์ จากัด สระแก้ว

15 บริษทั ไทยแอลกอฮอล์ จากดั (มหาชน) นครปฐม

16 บริษทั ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จากดั สพุ รรณบรุ ี
(มหาชน) (ด่านช้าง) ฉะเชงิ เทรา

17 บริษัท อิมเพรสเทคโนโลยี จากดั

18 บริษัท พรวไิ ล อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ฟ อยุธยา
เทรดด้ิง จากดั

รวม (2)

๑๐๘

ท่ี ผปู้ ระกอบกำร จงั หวดั วตั ถดุ บิ กำลงั กำรผลติ
ติดตงั จริง
3. โรงงำนเอทำนอล (วตั ถุดิบมันสำปะหลงั ) (ลติ ร/วนั )

19 บรษิ ทั ทรัพย์ทิพย์ จากัด ลพบรุ ี มนั เสน้ 200,000
มนั สด 90,000
20 บรษิ ทั ไทยเอทานอล พาวเวอร์ จากัด ขอนแก่น
มันสด 300,000
(มหาชน) มนั เสน้ 150,000

21 บรษิ ัท ไท่ผิงเอทานอล จากัด สระแกว้ มนั สด/น้าแป้ง 500,000
มันสด/มันเส้น 400,000
22 บริษทั พี.เอส.ซ.ี สตาร์ช โปรด์ กั ส์ จากดั ชลบุรี มันสด/มนั เสน้ 150,000
340,000
(มหาชน) มันเสน้ 60,000
มนั สด 2,190,000
23 บริษัท อี 85 จากัด ปราจนี บุรี 6,125,000
มนั เส้น
24 บริษทั อบุ ล ไบโอ เอทานอล จากัด (มหาชน) อบุ ลราชธานี

25 บริษทั บางจากไบโอเอทานอล จากดั ฉะเชิงเทรา

26 บรษิ ัท อัพเวนเจอร์ จากัด นครราชสีมา

27 บริษัท ฟา้ ขวัญทพิ ย์ จากดั ปราจนี บุรี

รวม (3)

รวมกำลังกำรผลิต (1)+(2)+(3)

4. โรงงำนเอทำนอลทอี่ ยูร่ ะหวำ่ งดำเนนิ กำรกอ่ สรำ้ ง

28 บรษิ ัท อพั เวนเจอร์ จากดั เฟส 2,3 นครราชสีมา

ที่มา : กรมพฒั นาพลงั งานทดแทนและอนุรกั ษ์พลังงาน, มนี าคม พ.ศ. ๒๕๖๔

กระบวนการผลิตเอทานอลจากออ้ ยและผลิตภณั ฑจ์ ากออ้ ย
กระบวนการผลิตเอทานอลในปัจจุบันแบ่งตามกลุ่มพืชผลการเกษตรท่ีใช้ออกเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ
ดังน้ี
๑. การผลิตเอทานอลจากพืชจาพวกอ้อยหรือเศษท่ีเหลือจากการผลิตจาพวก
กากน้าตาล โดยใช้กรรมวิธีการหมักและกลั่นจนได้เป็นแอลกอฮอล์บริสุทธ์ิ (ร้อยละ ๙๕) จากนั้นนามา
กลั่นอีกรอบเพื่อกาจัดน้าจนได้เป็นแอลกอฮอล์บริสุทธ์ิ ร้อยละ ๙๙.๕ ซึ่งสามารถนาไปใช้เป็นสารเพิ่มค่า
ออกเทนในน้ามนั เบนซินสาหรับประเทศไทยมกั ใช้กากน้าตาลซึ่งเปน็ ผลติ ภัณฑ์พลอยได้จากกระบวนการ
ผลิตน้าตาลมาเป็นวัตถุดิบใน การผลิตเอทานอลมากกว่าการผลิตจากอ้อยโดยตรง เนื่องจากการนาอ้อย
มาผลิตเอทานอลยังมีข้อจากัดในด้านการปลูกและการตัดส่งโรงงานได้เพียงปีละไม่เกิน ๕ เดือน
และการนาอ้อยมาใช้เป็นวัตถุดิบโดยตรงยังต้องคานึงถึงระบบการแบ่งผลประโยชน์ระหว่า งชาวไร่อ้อย
และโรงงานนา้ ตาล ตามพระราชบญั ญัตอิ ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ ด้วย
๒. การผลิตเอทานอลจากพืชจาพวกแป้ง เช่น ข้าวโพด มันสาปะหลัง ข้าวฟ่างหวาน
โดยการเปลี่ยนแป้ง ในพืชให้เป็นน้าตาล แล้วหมักน้าตาลให้เป็นแอลกอฮอล์ โดยนาพืชนั้นเข้าเครื่องสับ
และบดจนละเอียด นามาใส่ถังต้มให้สุกเติมเอนไซม์เพื่อช่วยย่อยและเร่งให้สลายตัวเร็วข้ึน
จากน้ันนาไปหมักต่อในถังหมัก เพ่ือเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้าตาล แล้วนาไปผ่านกรรมวิธีการหมกั และการกล่ัน

๑๐๙

จนได้แอลกอฮอล์บรสิ ุทธ์ิ (ร้อยละ ๙๕) จากน้ันนามากลั่นอกี รอบเพ่ือกาจัดน้าออกจนได้เปน็ แอลกอฮอล์
บรสิ ุทธ์ิ รอ้ ยละ ๙๙.๕

๓. การผลิตเอทานอลจากวัตถุดิบประเภทเส้นใย เช่น ฟางข้าว หรือหญ้า
โดยการเปล่ียนแป้งในเส้นใยพืชให้เป็นน้าตาล และหมักน้าตาลให้เป็นแอลกอฮอล์เช่นเดียวกัน
จากนั้นนาไปกล่ันจนได้แอลกอฮอล์ บรสิ ทุ ธ์ิ รอ้ ยละ ๙๙.๕

ไฟฟ้า
ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลได้มีการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าชีวมวล

จากโรงไฟฟ้าจานวน ๘๗ โครงการ ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก
และภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ประกอบดว้ ยผผู้ ลิตไฟฟา้ พลังงานหมนุ เวยี นขนาดเลก็ มาก (VSPP) จานวน
๖๓ โครงการ และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ ก (SPP) โดยใช้ระบบการผลิตพลังงานความร้อน
และไฟฟ้าร่วมกัน (Cogeneration) จานวน ๒๔ โครงการ มีการใช้ชานอ้อยเป็นเชื้อเพลิงในการผลิต
ไฟฟ้าโดยมีกาลังผลิตติดต้ังจานวน ๒,๐๕๑ MW และเสนอจาหน่ายไฟฟ้าจานวน ๙๕๐ MW
คิดเป็นมูลค่า ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท และมีกาลังผลิตท่ีตอบรับซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้ทาสัญญาซ้ือขายไฟฟ้า
จานวน ๙๙ MW

ชานอ้อย เป็นชีวมวลท่ีมีศักยภาพท่ีได้จากโรงงานน้าตาลเม่ือนาอ้อย ๑ ตัน
ผ่านกระบวนการแปรรูปแล้วจะใช้พลังงานทั้งส้ิน ๒๕-๓๐ kWh และใช้ไอน้าอีก ๐.๔ ตัน เพ่ือให้ได้
น้าตาลทราย ๑๐๐-๑๒๑ กิโลกรัม จะมีชานอ้อยเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตประมาณ
๒๘๐-๒๙๐ กิโลกรัม หรือเทียบเท่าพลังงานไฟฟ้าได้ ๑๐๐ kWh โรงงานน้าตาลมีความต้องการ
ใช้พลังงานความร้อนอย่างมาก และมีข้อได้เปรียบเพราะมีชานอ้อยท่ีได้หลังกระบวนการหีบน้าอ้อย
โดยปริมาณชานอ้อยที่ได้เกิดขึ้นจากการหีบอ้อยจะมีประมาณเฉลี่ยท่ีร้อยละ ๒๙ ของปริมาณอ้อย
ที่เข้าหีบ มีความชื้นร้อยละโดยประมาณอยู่ระหว่าง ๔๘-๕๓ มีความหนาแน่นค่อนข้างต่า
ประมาณ ๑๖๐ กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร มีคุณสมบัติติดไฟง่าย ชานอ้อยท่ีเกิดข้ึนมีคุณสมบัติท่ีเหมาะสม
สามารถนาไปใช้เป็นเชื้อเพลิงของเตาหม้อน้า (Boiler) ใช้ผลิตไอน้าสาหรับเป็นแหล่งพลังงานความร้อน
ในกระบวนการผลิตน้าตาล ไอน้าที่ผลิตได้จะถูกนาไปใช้ในกระบวนการผลิตน้าตาลโดยผ่านเคร่ือง
แลกเปล่ียนความร้อน และนอกจากนี้ไอน้าท่ีผลิตได้สามารถนาไปผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในโรงงาน
ดว้ ยการนาไปขบั กังหนั ไอนา้ (Turbine) เพ่อื ผลติ ไฟฟา้ ด้วยเคร่อื งกาเนิดไฟฟ้า

จากข้อมูลการประเมินศักยภาพชีวมวลจากคู่มือการพัฒนาและการลงทุนผลิต
พลังงานทดแทน พบว่าค่าความร้อนจากใบและยอดอ้อยมีค่าสูงกว่าชานอ้อยซ่ึงแสดงให้เห็นว่าใบ
และยอดอ้อยมสี มบตั ิการเปน็ เชื้อเพลิงทด่ี ี ดงั ตารางท่ี ๕-๘

ตารางที่ ๕-๘ คุณสมบัติของชีวมวล

ชนิด ชีวมวล อตั รำสว่ นชีวมวล คำ่ ควำมร้อน ควำมชืน
(MJ/kg) (%)
(ตัน/ตันผลผลิต) 7.37 50.73

ออ้ ยโรงงาน ชานออ้ ย 0.28 15.48 9.2

ใบและยอดอ้อย 0.17

๑๑๐

มาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ได้มีการกาหนดให้โรงงานน้าตาลรับอ้อยไฟไหม้
เข้าหีบในฤดูการผลิต ๒๕๖๒/๒๕๖๓, ๒๕๖๓/๒๕๖๔, ๒๕๖๔/๒๕๖๕, ๒๕๖๕/๒๕๖๖ และ ๒๕๖๖
/๒๕๖๗ ไม่เกนิ รอ้ ยละ ๓๐, ๒๐, ๑๐, ๕ และ ๐ ตอ่ วนั ตามลาดบั

สานักงานคณะกรรมการอ้อยและน้าตาลทรายร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตร
และสหกรณ์การเกษตรจัดทาโครงการส่งเสริมสินเช่ือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร
ปี ๒๕๖๒-๒๕๖๔ ลงเงินกู้ปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ระยะเวลา ๓ ปี รวมเป็นเงิน ๖,๐๐๐ ล้านบาท
เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร สถาบันชาวไร่อ้อย กลุ่มบุคคล
และวิสาหกิจชุมชน เข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบ้ียต่า ลดการพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบ
โดยสามารถนาเงินทุนไปใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกอ้อย เช่น การจัดหาแหล่งน้าสารองในการ
บรรเทาความเดือดร้อนจากภัยแล้ง การจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาใช้ในการผลิตอ้อยเพ่ือลด
การสูญเสียและลดต้นทุนในระยะยาว ส่งผลให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ลดปัญหาอ้อยไฟไหม้ที่ก่อให้เกิดมลพิษ
ต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในไร่อ้อย ทั้งนี้ จากการสนับสนุนดังกล่าว
จะทาให้ให้มีอ้อยตัดสดเพ่ิมมากขึ้น ส่งผลให้มีใบและยอดอ้อยเพิ่มมากข้ึนด้วย สานักงานจึงได้ส่งเสริม
และสนับสนุนการใช้วัตถุดิบในอุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลทรายประเภทใบและยอดอ้อย ในการใช้เป็น
เช้ือเพลิงทดแทน โดยในฤดูการผลิตปี ๒๕๖๒/๒๕๖๓ ได้มีการส่งเสริมโรงงานน้าตาลและโรงงานไฟฟ้า
ชวี มวลสามารถรับซ้ือใบและยอดอ้อยมาใช้เป็นเชอื้ เพลิงทดแทน จานวน ๖๓๑,๐๗๒.๐๘ ตัน คิดเป็นมลู ค่า
กว่า ๔๗๓ ล้านบาท (ตารางท่ี ๕-๙) ส่งผลให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยมีรายได้จากการขายใบและยอดอ้อย
ซึ่งการนาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในการเป็นแหล่งเชื้อเพลิงชีวมวลสอดคล้อง
กับเป้าหมายในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลทรายทั้งระบบในการเพ่ิมประสิทธิภาพ
การผลิตอ้อยอย่างครบวงจร ท้ังยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานโดยผลิตพลังงาน
จากวัตถุดิบพลังงานทดแทนที่มีอยู่ภายในประเทศ และพัฒนาศักยภาพการผลิตพลังงานทดแทน
ดว้ ยเทคโนโลยีทมี่ ีความเหมาะสม ทัง้ ยังชว่ ยลดสาเหตุปญั หาฝนุ่ ควนั จากการเผาวสั ดทุ างการเกษตร

นอกจากน้ัน ยังมีการจัดทาบันทึกความเข้าใจโครงการการใช้ประโยชน์ใบ
และยอดอ้อยเป็นเช้ือเพลิงทดแทน เพื่อลดปัญหาอ้อยไฟไหม้และฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า ๒.๕ ไมครอน
(PM 2.5) ระหว่างสานักงานคณะกรรมการอ้อยและน้าตาลทรายกับบริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จากัด
ในการรับซ้ือใบและยอดอ้อยเพ่ือใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทน จานวน ๒๑๐,๐๐๐ ตัน/ปี ในพ้ืนที่ ๓ จังหวัด
ได้แก่ สระบุรี (อาเภอท่าหลวงและแก่งคอย), อยุธยา (อาเภอเสนา) และกาญจนบุรี (อาเภอท่าม่วง)
มีเป้าหมายปีละประมาณ ๑,๗๑๓,๒๐๘ ไร่ โดยเริ่มดาเนินต้ังแต่วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
ถึง ๓๑ มนี าคม ๒๕๖๖

๑๑๑

ตารางที่ ๕-๙ การส่งเสริมโรงงานน้าตาลและโรงงานไฟฟ้าชีวมวลสามารถรับซ้ือใบและยอดอ้อยมาใช้เป็น
เชอ้ื เพลิงทดแทน

ปริมำณ เปำ้ หมำยกำรรบั ซอื

ลำดับ รำยชอ่ื บริษทั รำคำรับซือ กำรรับซือ ในฤดกู ำรผลิตปี
(บำท/ตัน) ในฤดูกำรผลิตปี 2563/2564 (ตัน)
2562/2563

(ตนั )

1 บรษิ ัท มติ รผล ไบโอ-เพาเวอร์ 1,000 35,952 70,000
(ภเู ขียว) จากัด

2 บรษิ ทั มิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ 1,000 8,959 40,000
(ภเู วยี ง) จากัด

3 บรษิ ัท มติ รผล ไบโอ-เพาเวอร์ 1,000 17,506 30,000

(ภหู ลวง) จากัด

4 บรษิ ทั มิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ 1,000 31,845 50,000
(กาฬสนิ ธุ)์ จากัด

5 บริษทั มิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ 1,000 93,204 120,000
(ดา่ นชา้ ง) จากดั

6 บริษัท มิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ 1,000 0 20,000

(อานาจเจริญ) จากัด

7 บรษิ ทั ไบโอ-เพาเวอร์ (สงิ ห์บรุ )ี จากดั 1,000 27,145 10,000

8 บริษทั อุตสาหกรรมน้าตาลอสี าน จากัด 900-1,000 650 10,000

9 บริษัท บ้านไร่ผลิตไฟฟา้ จากัด 850-900 25,428.35 27,000

10 บริษัท ไทยรุ่งเรอื งอตุ สาหกรรม จากัด 800 1,310.73 2,000

11 บริษทั เกษตรไทย ไบโอเพาเวอร์ จากัด 750 240,000 300,000

12 บรษิ ทั น้าตาลไทยเอกลักษณ์ จากดั 750 108,000 150,000

13 บรษิ ัท น้าตาลและออ้ ยตะวันออก จากดั 800 41,072 70,000
(วงั สมบูรณ)์

14 บริษทั นา้ ตาลและออ้ ยตะวันออก จากัด 800 0 70,000
(วฒั นานคร)

15 บริษทั น้าตาลทิพยส์ โุ ขทัย จากดั 800 0 60,000

16 บรษิ ทั น้าตาลทพิ ย์กาแพงเพชร จากัด 800 0 60,000

17 บรษิ ัท น้าตาลขอนแก่น จากดั (มหาชน) 800-1,000 0 10,000
(น้าพอง)

๑๑๒

ปริมำณ เปำ้ หมำยกำรรบั ซอื

ลำดับ รำยชือ่ บริษทั รำคำรบั ซือ กำรรบั ซือ ในฤดกู ำรผลติ ปี
(บำท/ตนั ) ในฤดูกำรผลติ ปี 2563/2564 (ตนั )
2562/2563

(ตนั )

18 บริษทั น้าตาลขอนแกน่ จากัด (มหาชน) 800-1,000 0 40,000
(วังสะพุง)

19 บรษิ ทั นา้ ตาลขอนแก่น จากดั (มหาชน) 800-1,000 0 30,000
(บ่อพลอย)

20 บริษทั เอสซจี ี ซเิ มนต์ จากัด 200-1,500 0 210,000

รวม 631,072.08 1,379,000

รำยได้ (ล้ำนบำท)* 473.304 1,034.20

ปริมำณไฟฟำ้ ทค่ี ำดวำ่ ผลิตได้ 37.56 82.08
(MW)**

๕.๓ ขอ้ จำกัด สภำพปัญหำ และอุปสรรคในกำรพัฒนำอุตสำหกรรมเศรษฐกจิ ชวี ภำพจำกออ้ ย
๕.๓.๑ กฎระเบยี บและนโยบำยภำครัฐเกีย่ วกับอตุ สำหกรรมออ้ ย
๑. เน่ืองจากการปรับปรุง พ.ร.บ. อ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ ให้สามารถ

นาน้าอ้อยไปผลิตสินค้าอื่นที่ไม่ใช่น้าตาลทรายได้และจัดสรรวัตถุดิบ (น้าอ้อย) ท่ีเพียงพอและเหมาะสม
กับอุตสาหกรรมชีวภาพอยู่ระหว่างการดาเนินการปรับปรุง (การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ
พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ออ้ ยและน้าตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

สานักงานคณะกรรมการอ้อยและน้าตาลทรายได้จัดทาประกาศคณะกรรมการ
อ้อยและนา้ ตาลทราย เรื่อง กาหนดชนิดและคณุ ภาพน้าตาลทรายทีใ่ ห้โรงงานผลิต พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกาศ
ณ วันท่ี ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๒ ให้สามารถนาน้าเช่ือมที่ผ่านการต้มระเหย ( Evaporation)
ทคี่ ่าความเขม้ ข้นของแข็งท่ีละลาย (%Brix) ไมน่ อ้ ยกว่ารอ้ ยละ ๒๐ เป็นวตั ถุดบิ ได้

ช่วงฤดูการผลิตปี ๒๕๖๑/๒๕๖๒ ถึง ๒๕๖๓/๒๕๖๔ สานักงานคณะกรรมการ
อ้อยและนา้ ตาลทรายได้มีการสง่ เสริมให้มกี ารนาน้าเช่ือมเพอื่ ใช้ในการผลติ เอทานอลเกรดเชอ้ื เพลงิ ดงั น้ี

ในการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้าตาลทราย (กอน.) ครั้งท่ี ๑/๒๕๖๒
มีมติอนุญาตให้บริษัทน้าตาล จาหน่ายน้าเช่ือมเพ่ือใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล ในฤดูการผลิต
ปี ๒๕๖๑/๒๕๖๒ ซ่ึง สอน. ได้อนุญาตให้บริษัทน้าตาลมิตรกาฬสินธุ์ จากัด จาหน่ายน้าเช่ือมความ
เข้มข้นสูงเพ่ือใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล จานวน ๑๔,๒๔๑.๐๕ ลูกบาศก์เมตร คานวณแปลง
คา่ กลับเป็นน้าตาลทรายดิบ จานวน ๑๐,๘๑๑.๘๖ ตัน และกากน้าตาล จานวน ๓,๔๕๐.๑๒ ตัน

โดยในฤดูการผลิตปี ๒๕๖๒/๒๕๖๓ สอน. ได้อนุญาตให้จาหน่ายน้าเช่ือมเพื่อใช้
เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล รวม ๕๕๑,๐๐๐ ตันน้าเช่ือม และนาไปใช้จริงจานวน ๑๗๕,๔๖๒ ตัน
น้าเชื่อม สามารถผลิตเอทานอลได้ประมาณ ๕๒.๘ ล้านลิตร โดยมีมูลค่าประมาณ ๑,๒๑๔ ล้านบาท
ดังตารางท่ี ๕-๑๐

๑๑๓

ตารางท่ี ๕-๑๐ ปริมาณน้าเชือ่ มที่อนญุ าตใหจ้ าหน่ายและการคานวณกลับ (ข้อมลู ณ เดอื นตุลาคม ๒๕๖๓)

ลำดั บริษทั ผู้ขออนญุ ำต ปรมิ ำณนำเชอื่ ม (ตัน กำรคำนวณกลบั (ตัน) ประมำณกำร ปรมิ ำณเอทำ
บ นำเชอ่ื ม) นอล
ปรมิ ำณออ้ ย (ลติ ร)*
1 บริษทั น้าตาลสระบรุ ี อนุญำต ใช้จรงิ
จากัด นำตำลทรำย กำก (ตัน)
200,000
2 บรษิ ทั น้าตาล ดิบ นำตำล
มิตรกาฬสินธุ์ จากดั
ไมไ่ ด้ดาเนนิ การ
3 บรษิ ัทรวมเกษตรกร
อุตสาหกรรม จากดั 145,000 83,410.834 42,555.91 10,554.413 322,037.63 24,152,822.25

4 บริษัทนา้ ตาลมิตรผล 111,000 60,854.953 28,355.51 10,768.023 246,183.57 18,463,767.75
จากัด
50,000 24,583.80 11,044.85 5,397.881 109,398.51 8,204,888.25
5 บริษัทนา้ ตาลไทย
กาญจนบรุ ี จากัด 45,000 6,612.85 2,935.36 526.651 26,510.95 1,988,321.60
รวม
551,000 175,462.437 84,891.63 27,246.968 704,130.66 52,809,799.50

หมายเหตุ : * ข้อมลู จากการประมาณการ โดยออ้ ย ๑ ตนั สามารถผลิตเอทานอลได้ ๗๕ ลติ ร

การอนุญาตให้จาหน่ายน้าเชื่อมเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลในฤดู
การผลิตปี ๒๕๖๓/๒๕๖๔ ตามประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้าตาลทราย เรื่อง กาหนดชนิด
และคุณภาพน้าตาลทรายที่ให้โรงงานผลิต พ.ศ. ๒๕๖๒ จานวน ๖๑๒,๐๐๐ ตันน้าเช่ือม
(ข้อมูล ณ เดือนกมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔)

๒. การปรับปรุงประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เร่ือง การให้ต้ังโรงงานที่ใช้อ้อย
เป็นวัตถุดิบในทุกท้องท่ีท่ัวราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๒
เพื่อให้เกิดการบริหารพื้นที่เกษตรกรรมในการปลูกพืชเศรษฐกิจที่สาคัญของประเทศและสอดคล้อง
กับนโยบายทางเศรษฐกิจที่สาคัญของรัฐบาล ได้แก่ มาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย
ปี ๒๕๖๑-๒๕๗๐ ซึ่งเป็นผลดีแก่ชาวไร่อ้อยและระบบอุตสาหกรรมสาคัญท่ีใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบเกิด
การพัฒนาภาคเกษตรให้มีความเช่ือมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และก่อให้เกิดการร่วมทุนระหว่าง
บริษัท จีจีซี ไบโอเคมิคอล จากัด (ผลิตเคมีชีวภาพ) และ บริษัท เคทิส ไบโอเอทานอล (ผลิตเอทานอล
จากกากน้าตาล) ในนามของบริษัท จีจีซี เคทิส ไบโออินดัสเทรียล จากัด หรือ GKBI ภายใต้โครงการ
นครสวรรคไ์ บโอคอมเพล็กซ์ ถือเป็น Bio Hub แห่งแรกของอาเซียน และ BioComplex แบบครบวงจร
แห่งแรกของประเทศไทยที่ใช้วัตถุดิบจากอ้อย ซ่ึงเป็นโครงการนาร่องตามนโยบายโครงการเขตเศรษฐกิจ
ชีวภาพ (Bioeconomy) ของประเทศ บนเนื้อท่ีกว่า ๒,๐๐๐ ไร่ ในอาเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
มกี ารดาเนินการดังน้ี

๑๑๔

ระยะที่ ๑ :
- การก่อสรา้ งโรงหบี ออ้ ย กาลงั การผลติ ๒๔,๐๐๐ ตนั /วัน
- โรงงานเอทานอล เกรดเชือ้ เพลิง กาลังการผลติ ๖๐๐,๐๐๐ ลติ ร/วัน
- โรงผลติ ไฟฟา้ ชีวมวล ขนาดกาลังการผลติ ตดิ ตั้ง ๒ x ๓๘ MW
- โรงไฟฟา้ จากกากส่า ขนาดกาลงั การผลติ ตดิ ตง้ั ๙ MW
ใช้เงินลงทุนกว่า ๗,๕๐๐ ล้านบาท ขณะน้ีอยู่ระหว่างการดาเนินการ

ทางานโครงสร้าง รวมถงึ การสั่งซ้ือ ติดต้ังอปุ กรณ์ มีความคืบหน้าของงาน ๘๖.๗๕% (ข้อมลู ณ วันที่ ๒๕
ธันวาคม ๒๕๖๓)

ระยะที่ ๒ : บริษัท จีจีซี เคทิส ไบโออินดัสเทรียล จากัด มีแผนการร่วมทุน
กับบริษัทจากต่างประเทศ เพ่ือการผลิตเคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพโดยใช้เทคโนโลยีท่ีทันสมัย
เป็นมติ รกับสงั คมและสง่ิ แวดลอ้ ม

๓. ประกาศคณะกรรมการออ้ ยและนา้ ตาลทราย เรอ่ื ง กาหนดประเภทกจิ การ
เกษตรกรรมหรืออตุ สาหกรรมทใ่ี หโ้ รงงานจาหนา่ ยน้าตาลทรายดบิ ในราชอาณาจักรและเง่อื นไขในการ
อนุญาต (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๗ จานวน ๗ ประเภทกิจการ (๖ กิจการอตุ สาหกรรม) ดงั น้ี

- กจิ การเกษตรกรรมเล้ียงผึง้
- กิจการอตุ สาหกรรมผลิตกรดแลคตคิ
- กจิ การอุตสาหกรรมผลติ แอล-ไลซนี (L-lysine) ใช้กับอาหารสัตว์
- กจิ การอุตสาหกรรมผลิตผงชูรส
- กจิ การอุตสาหกรรมผลิตเคมีภัณฑ์ทเ่ี ป็นมติ รตอ่ ส่ิงแวดล้อม (Eco-Friendly Chemicals)
- กจิ การอตุ สาหกรรมผลติ เอทานอล และแอลกอฮอล์
- กิจการอตุ สาหกรรมผลติ ยีสต์สกัด (Yeast Extract) (ตารางท่ี ๕-๑๑)

ตารางที่ ๕-๑๑ ปริมาณน้าตาลทรายดิบท่ีไดร้ ับอนุญาตใหข้ นย้ายเพือ่ ใช้ในกจิ การอตุ สาหกรรม ในปีการผลติ
๒๕๕๘/๒๕๕๙ ถึง ๒๕๖๒/๒๕๖๓

หนว่ ย : ตนั

ลำดับ ประเภทกิจกำร 2558/2559 2559/2560 2560/2561 2561/2562 2562/2563

1 กรดแลคตกิ 124,858.1 125,693.7 136,889.6 132,803.2 165,760.84
58,191.4 420.0 108,068.7 73,395.5 49,354.97
2 แอล-ไลซนี
และผงชูรส

3 เอทานอลและ - 180.0 106,784.4 360,809.7 479,348.81
แอลกอฮอล์

4 ยีสต์สกัด 450 - 1,140.0 1,140.0 900

5 เคมีภัณฑ์ท่เี ปน็ มติ ร - - 5,615.24 5,000
ตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม

รวม 183,499.5 126,293.7 352,882.7 573,763.6 703,855.37

๑๑๕

๔. กรมโรงงานอุตสาหกรรม การจัดทาร่างกฎกระทรวงกาหนดประเภท ชนิด
และขนาดโรงงาน (ฉบับท่ี...) พ.ศ. ... เพื่อเพ่ิมประเภทหรือชนิดของโรงงานประกอบกิจการทาเคมีภัณฑ์
หรอื สารเคมีหรือวัสดเุ คมีโดยกระบวนการเคมชี ีวภาพ และการผลติ พลาสติกชวี ภาพ

โดยให้ยกเลิกความในลาดับที่ ๔๒ แห่งบัญชีท้ายกฎกระทรวงกาหนดประเภท
ชนิด และขนาดโรงงาน พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยเพมิ่ เติมประเภทหรือชนดิ โรงงาน ดังนี้

“(๓) การทาเคมีภัณฑ์ หรือสารเคมี หรือวัสดุเคมี ซึ่งใช้วัตถุดิบพ้ืนฐาน
ทางการเกษตร หรอื ผลิตภณั ฑอ์ ื่นทต่ี ่อเน่ือง โดยใช้กระบวนการทางเคมีชวี ภาพเป็นพน้ื ฐาน

(๔) การผลิตพลาสติกชีวภาพจากเคมีภัณฑ์หรือสารเคมี หรือวัสดุเคมีท่ีผลิต
จากวัตถุดิบพื้นฐานทางการเกษตรหรือผลติ ภณั ฑอ์ ่นื ที่ต่อเนอ่ื ง

(๕) การผลิตพลาสติกชีวภาพจากเคมีภัณฑ์หรือสารเคมี หรือวัสดุเคมีที่ผลิต
จากวัตถุดิบพื้นฐานทางการเกษตรหรือผลิตภัณฑ์อื่นท่ีต่อเน่ืองรวมกับวัตถุดิบที่ผลิตมาจากปิโตรเลียม
และทาให้พลาสตกิ ชีวภาพน้นั สลายตวั ไดท้ างชีวภาพ”

๕. กระทรวงการคลังจัดทามาตรการกระตุ้นการใช้พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ
ซ่ึงจะเป็นการนา รายจ่ายท่ีผู้ประกอบการได้จ่ายไปในการซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้
ทางชีวภาพมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจานวน ๑.๒๕ เท่าของค่าใช้จ่ายที่ได้จ่าย
ไปในขอรบั การยกเวน้ ภาษเี งินได้นิติบุคคลได้ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๖๒-๒๕๖๔

๖. สานักงานเศรษฐกจิ อุตสาหกรรม จัดทาประกาศสานกั งานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการรับรองผลิตภัณฑ์พลาสติกท่ีย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เพื่อรองรับการ
ดาเนินการตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเก่ียวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๓๘๘) เร่ือง กาหนดประเภท
หลักเกณฑ์วิธีการ และเง่ือนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสาหรับเงินได้ท่ีจ่ายเป็นค่าซ้ือ
ผลิตภัณฑ์พลาสติกท่ีย่อยสลายได้ทางชีวภาพ โดยครอบคลุมผลิตภัณฑ์ ๑๑ ชนิด ได้แก่ ถุงหูหิ้ว,
ถุงขยะ, แก้วพลาสติก, จานชามถาดพลาสติกแบบใช้คร้ังเดียวทิ้ง, ช้อนส้อมพลาสติก, หลอดพลาสติก,
ถุงพลาสติกสาหรับเพาะชา, ฟิล์มคลุมหน้าดิน, ขวดพลาสติก, ฝาแก้วน้า และฟิล์มปิดฝาแก้ว
เปน็ ระยะเวลา ๓ รอบปบี ญั ชี (ปี ๒๕๖๒-๒๕๖๔)

โ ด ย มี ก า ร ใ ห้ ก า ร รั บ ร อ ง ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ พ ล า ส ติ ก ที่ ย่ อ ย ส ล า ย ไ ด้ ท า ง ชี ว ภ า พ
แก่ผู้ประกอบการแล้ว ๓ ราย ได้แก่ บริษัท บีดีสตรอว์ จากัด, บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จากัด
(มหาชน) และบริษัท แวนด้าแพค จากัด เพื่อใช้ประกอบการยื่นลดหย่อนภาษีของผู้ซื้อที่ซ้ือผลิตภัณฑ์
จากผู้ผลิตดังกล่าว ซึ่งท้ังสามรายเป็นผู้ผลิตหลอดพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และอยู่ระหว่างการ
พิจารณาใหก้ ารรบั รองผลติ ภัณฑ์พลาสติกทีย่ ่อยสลายได้ทางชีวภาพแกผ่ ู้ประกอบการอีกจานวน ๕ ราย

๗. กระทรวงพลังงาน ได้มีการกาหนดนโยบายท่ีจะช่วยสนับสนุนพลังงานทดแทน
คือ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๗๙ (Alternative Energy
Development Plan: AEDP 2015) ได้ให้ความสาคัญในการส่งเสริมการผลิตพลังงานจากวัตถุดิบ
พลังงานทดแทนที่มีอยู่ภายในประเทศให้ได้เต็มตามศักยภาพ การพัฒนาศักยภาพการผลิตพลังงาน
ทดแทนด้วยเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสม และการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อผลประโยชน์ร่วม
ในมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชน โดยมีเป้าหมายสัดส่วนพลังงานทดแทนประเภทพลังงานไฟฟ้า
ชีวมวลเป็นร้อยละ ๑๕-๒๐ หรือ ๕,๕๗๐ MW ในปี ๒๕๗๙ โดยในร่างของแผน AEDP 2018
จะปรบั เพิ่มขนึ้ เปน็ ๕,๗๘๖ MW ในปี พ.ศ. ๒๕๘๐

๑๑๖

๘. กระทรวงพลังงาน ได้จัดทาแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก
พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐ (Alternative Energy Development Plan : AEDP 2018) ซึ่งผ่านความเห็นชอบ
จากคณะรัฐมนตรี เม่ือวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๓ โดยจะสนับสนุนให้นาผลผลิตทางการเกษตรส่วนเกิน
ท่ีเหลือใช้จากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกแล้วมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล
เชิงพาณิชย์ ได้แก่ กากน้าตาลซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้าตาลจากอ้อยและมันสาปะหลัง
เพ่ือไม่ให้กระทบต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตรท่ีจะต้องใช้เพื่อเป็นอาหารสาหรับการบริโภค
โดยมีการปรับลดเปา้ หมายการผลิตเอทานอลในปี พ.ศ. ๒๕๘๐ จาก ๑๑.๓๐ ล้านลติ ร/วัน (AEDP 2015)
เป็น ๗.๕๐ ล้านลิตร/วัน (AEDP 2018) ซึ่งการกาหนดค่าเป้าหมายการส่งเสริมเช้ือเพลิงชีวภาพ
จะพจิ ารณาจากปจั จยั ตา่ ง ๆ ได้แก่

- แผนพัฒนาระบบขนส่งตามแผนยุทธศาสตรข์ องกระทรวงคมนาคม
- แผนอนุรกั ษพ์ ลงั งานในภาคขนสง่
- การพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า
- ขอ้ จากัดของเทคโนโลยยี านยนต์ในการรองรับการใช้เชอื้ เพลงิ ชีวภาพในสัดสว่ นที่สูงขน้ึ
- พระราชบัญญัติกองทุนน้ามันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๖๒ ท่ีมีผลบังคับใช้ตั้งแต่
วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ กาหนดไม่ให้ใช้เงินกองทุนน้ามันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ามัน
ท่ีมเี ชอ้ื เพลิงชีวภาพเป็นส่วนผสม
๙. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทา (ร่าง) แผนปฏิบัติการ
ด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๖๓ - ๒๕๖๕) ภายใต้ Roadmap การจัดการขยะ
พลาสติก พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๗๓ เสนอคณะรัฐมนตรี ซ่ึงที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวง
ทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ มเสนอ
“เป้าหมายท่ี ๑ : การลด เลิกใช้พลาสติกเป้าหมาย ด้วยการใช้วัสดุทดแทน
ท่ีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร้อยละ ๑๐๐ ภายในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ได้แก่ ถุงพลาสติกหูห้ิว ความหนา
น้อยกว่า ๓๖ ไมครอน, กล่องโฟมบรรจุอาหาร ไม่รวมถึงโฟมท่ีใช้กันกระแทกในภาคอุตสาหกรรม
/แก้วพลาสติก ความหนาน้อยกว่า ๑๐๐ ไมครอน และหลอดพลาสติก ยกเว้นการใช้กรณีจาเป็น
ไดแ้ ก่ การใช้ในเดก็ คนชรา ผู้ป่วย เป็นต้น”
๑๐. กรมโยธาธิการและผังเมือง ปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม
เพ่ือสนับสนุนการประกอบการอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ ซ่ึงเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบาย
ของรัฐบาลในพื้นทท่ี ีม่ ีความเหมาะสมหรอื พื้นท่ีที่มีศกั ยภาพ
๑๑. สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ให้การส่งเสริมการลงทุน
ในอุตสาหกรรมตามแนวคิด BCG Model แบบครบวงจรตั้งแต่เกษตรต้นน้าจนถึงปลายน้า
ซึง่ สามารถสรปุ ประเภทกิจการทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับอตุ สาหกรรมชวี ภาพได้ดังตารางที่ ๕-๑๒

๑๑๗

ตารางท่ี ๕-๑๒ ประเภทกิจการทีเ่ กยี่ วข้องกับอตุ สาหกรรมชวี ภาพจากออ้ ยท่ี BOI ให้การสนับสนนุ

ประเภทกิจกำร สิทธิประโยชน์
ยกเว้นภำษเี งนิ ได้นติ บิ คุ คล (ปี)
กลมุ่ อุตสำหกรรมเกษตรและแปรรปู อำหำร
กจิ การผลติ ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอนิ ทรีย์ ปุ๋ยอนิ ทรยี ์เคมีนาโน 5
และสารปอ้ งกันกาจัดศัตรูพืชชวี ภัณฑ์ 5
กิจการปรับปรงุ พันธุ์พืช หรอื สตั ว์ (ที่ไมเ่ ข้าข่ายกจิ การ 5-8
เทคโนโลยชี ีวภาพ)
กจิ การผลิตสารสกัดจากวัตถุดบิ ทางธรรมชาตหิ รือผลิตภณั ฑ์ 5
จากสารสกัดจากวัตถดุ ิบจากธรรมชาติ (ยกเวน้ ยา สบู่
ยาสระผม ยาสีฟนั และเครอื่ งสาอาง) -
กจิ การผลิตผลติ ภณั ฑ์จากผลพลอยได้ หรือเศษวัสดุ 5
ทางการเกษตร (ยกเวน้ ทม่ี ีข้นั ตอนการผลติ ไม่ซับซอ้ น 5
เชน่ อบแหง้ ตากแหง้ เป็นต้น)
กิจการผลิตอาหารสัตวห์ รอื สว่ นผสมของอาหารสัตว์ 5-8
การผลิตหรือใหบ้ รกิ ารระบบการเกษตรสมัยใหม่ 8
กจิ การโรงงานผลติ พชื (Plant Factory) 8
กลมุ่ อตุ สำหกรรมชีวภำพ 5
กิจการผลิตเชื้อเพลิงจากผลผลิตทางการเกษตรรวมทั้งเศษวัสดุ 5-8
หรอื ขยะ หรอื ของเสียทไ่ี ด้จากผลผลติ ทางการเกษตร 8
- กิจการผลติ เช้ือเพลิงจากผลผลิตการเกษตร
- กิจการผลิตเชอื้ เพลงิ จากเศษวัสดุหรือขยะ หรือของเสีย 5
ท่ีได้จากผลผลิตทางการเกษตร 8
- กิจการผลิตเช้ือเพลิงชีวมวลอดั 8
กิจการผลติ เคมภี ัณฑ์ หรือพอลเิ มอรท์ ีเ่ ป็นมิตรต่อสิ่งแวดลอ้ ม
หรอื ผลิตภัณฑจ์ ากพอลิเมอรท์ ีเ่ ป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 8
- กจิ การผลิตเคมีภณั ฑ์ หรือพอลเิ มอรท์ เี่ ป็นมิตร
ตอ่ สิง่ แวดล้อม หรอื ผลติ ภณั ฑจ์ ากพอลิเมอร์ทเี่ ป็นมิตร
ต่อสง่ิ แวดลอ้ มในโครงการเดียวกัน
- กจิ การผลติ ผลติ ภณั ฑพ์ อลเิ มอรท์ เี่ ป็นมติ รตอ่ สิง่ แวดล้อม
กิจการเทคโนโลยีชวี ภาพ
- กจิ การวิจัยและพฒั นา และ/หรอื อตุ สาหกรรมการผลิต
เมลด็ พันธพ์ุ ชื หรอื การปรบั ปรงุ พันธพุ์ ืช สตั ว์ และจุลนิ ทรยี ์
ทใี่ ชเ้ ทคโนโลยชี ีวภาพ
- กจิ การวิจัยและพฒั นา และ/หรอื อตุ สาหกรรมการผลติ
สารเวชภัณฑท์ ใี่ ชเ้ ทคโนโลยีชีวภาพ

๑๑๘

ประเภทกิจกำร สทิ ธิประโยชน์
ยกเวน้ ภำษีเงนิ ได้นติ ิบคุ คล (ป)ี
- กิจการวจิ ัยและพฒั นา และ/หรืออุตสาหกรรมการผลิต
ชดุ ตรวจวนิ ิจฉยั การแพทย์ การเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม 8
- กจิ การวจิ ัยและพัฒนา และ/หรืออุตสาหกรรมการผลติ
ท่ใี ช้เซลลจ์ ุลนิ ทรยี ์ เซลลพ์ ชื และเซลล์สตั ว์ ในการผลิต 8
สารชีวโมเลกุลและสารออกฤทธ์ิชีวภาพ
- กจิ การผลิตวัตถุดบิ และ/หรือวัสดุจาเปน็ ที่ใชเ้ พ่ือการวจิ ยั 8
และพฒั นา การทดลอง การทดสอบ การควบคุมคณุ ภาพ
และ/หรอื การผลิตผลติ ภัณฑ์ชีวภาพ 8
กล่มุ อุตสำหกรรมกำรแพทย์ 8
กจิ การผลิตอาหารทางการแพทย์ หรอื ผลิตภณั ฑ์เสรมิ อาหาร
กจิ การกิจการผลติ สารออกฤทธ์ิสาคัญในยา 5-8
กลุ่มอตุ สำหกรรมกระดำษ 8
กิจการผลติ เยือ่ กระดาษ หรือกระดาษ
กิจการผลติ เยอื่ กระดาษชนิดปลอดเชือ้ หรือกระดาษ 5
ชนดิ ปลอดเชอ้ื
กจิ การผลติ เย่ือกระดาษชนิดพเิ ศษ หรือกระดาษชนิดพเิ ศษ 8
กลมุ่ อตุ สำหกรรมพลังงำน สำธำรณูปโภคและส่งิ แวดล้อม 8
กจิ การผลิตพลังงานไฟฟา้ หรอื พลงั งานไฟฟา้ และไอนา้
- กิจการผลิตพลงั งานไฟฟา้ หรอื พลังงานไฟฟา้ และไอนา้
จากพลังงานหมุนเวยี น เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล
ก๊าซชีวภาพ เป็นต้น ยกเว้นขยะหรอื เชือ้ เพลงิ จากขยะ

๕.๓.๒ หน่วยงำนทีเ่ ก่ียวข้องกับกำรพัฒนำอตุ สำหกรรมชวี ภำพจำกอ้อย
อุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลทรายเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องมกี ารประสานการทางาน

จากหลายภาคส่วนในการพัฒนา หากจะขับเคล่ือนอุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลทรายสู่อุตสาหกรรม
ชวี ภาพแต่ละภาคส่วนจะมบี ทบาทในการขบั เคลอ่ื นและพฒั นา ดังตารางที่ ๕-๑๓

ตารางที่ ๕.๑๓ หนว่ ยงานทม่ี สี ่วนเกย่ี วขอ้ งกับการพฒั นาอตุ สาหกรรมชีวภาพจากออ้ ย

ห่วงโซ่ บทบำท หน่วยงำน

ออ้ ย - การพฒั นาเพอื่ ลดตน้ ทุนการผลติ และ - กระทรวงอุตสาหกรรม

เพม่ิ ผลติ ภาพการผลิต - กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

- การสนับสนุนดา้ นปจั จยั การผลติ - สถาบันการศกึ ษา

- การพฒั นาบุคลากรท้ังเกษตรกร - กระทรวงการอุดมศกึ ษา

ชาวไร่อ้อยและนกั วิจยั ดา้ นออ้ ย วทิ ยาศาสตร์ วจิ ัยและนวัตกรรม

๑๑๙

ห่วงโซ่ บทบำท หน่วยงำน

นา้ ตาล - สานกั งบประมาณ

ผลิตภณั ฑต์ อ่ เนื่องและ - ธนาคารเพือ่ การเกษตรและ
ผลติ ภัณฑช์ ีวภาพ
สหกรณก์ ารเกษตร

- สถาบนั ชาวไร่ออ้ ย

- ประสิทธิภาพการผลติ นา้ ตาล - กระทรวงอุตสาหกรรม

- มาตรฐานและคุณภาพของนา้ ตาล - กระทรวงพาณิชย์

- การกาหนดราคาจาหนา่ ยน้าตาล - กระทรวงการอุดมศึกษา

- การพฒั นาบคุ ลากรทั้งผูป้ ฏบิ ตั ิงานใน วทิ ยาศาสตร์ วจิ ยั และนวตั กรรม

โรงงานน้าตาลและนักวจิ ัยด้านน้าตาล - สานกั งบประมาณ

- โรงงานน้าตาล

- การวจิ ัยและพัฒนาเพอื่ ใหเ้ กดิ การ - กระทรวงอุตสาหกรรม

สร้างมลู ค่าเพมิ่ - กระทรวงพาณชิ ย์

- การพฒั นาบุคลากรทั้งผปู้ ฏบิ ัติงาน - กระทรวงพลงั งาน

ในสถานประกอบการอตุ สาหกรรม - กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ

ต่อเน่อื งและอุตสาหกรรมชีวภาพ สง่ิ แวดล้อม

รวมถงึ นักวิจยั ด้านอุตสาหกรรม - กระทรวงการอุดมศึกษา

ตอ่ เน่อื งและอุตสาหกรรมชวี ภาพ วิทยาศาสตร์ วจิ ยั และนวัตกรรม

- การให้การรับรองดา้ นมาตรฐานและ - สานักงบประมาณ

การรับรองคุณภาพ - สานักงานคณะกรรมการส่งเสริม

- การสง่ เสรมิ และสนบั สนนุ ให้เกิดการ การลงทุน (BOI)

ลงทนุ - สถาบนั การศกึ ษา

- การส่งเสริมและสนับสนนุ ใหเ้ กิด - สมาคมการค้าผ้ผู ลิตเอทานอลไทย

อปุ สงค์ - สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติก

ชีวภาพไทย

- ผปู้ ระกอบการทีเ่ ก่ียวข้องกับ

อุตสาหกรรมตอ่ เน่อื งและ

อุตสาหกรรมชวี ภาพ

๑๒๐

๕.๔ แนวทำงกำรพัฒนำและสง่ เสริมอุตสำหกรรมชวี ภำพจำกอ้อย
จากการรวบรวมข้อมลู การศกึ ษาดูงาน การสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์อุตสาหกรมอ้อย

และน้าตาลของไทย การวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมภายในของอุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลของไทย
และปัจจัยแวดล้อมภายในของอุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลของไทย พบว่าแนวทางการพัฒนา
และส่งเสริมอตุ สาหกรรมชีวภาพจากออ้ ย มดี งั ต่อไปนี้

๕.๔.๑ แนวทำงในกำรพัฒนำและสง่ เสริมอตุ สำหกรรมชวี ภำพจำกอ้อยของไทย
แนวทางในการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพจากอ้อยของไทยจาเป็นต้อง

มกี ารพัฒนาตั้งแต่ส่วนของต้นน้าจนถึงปลายน้า ซ่ึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่เก่ียวข้อง
ทั้งเกษตรกรชาวไรอ่ ้อย ภาครัฐ และภาคเอกชน (รูปที่ ๕-๘) ดงั น้ี

รปู ที่ ๕-๘ แนวทางการพฒั นาอตุ สาหกรรมชวี ภาพจากออ้ ยตลอดหว่ งโซ่

๑๒๑
รูปท่ี ๕-๘ แนวทางการพฒั นาอุตสาหกรรมชีวภาพจากอ้อยตลอดหว่ งโซ่ (ตอ่ )

ทมี่ า : เอกสารประกอบการประชมุ คณะกรรมการขับเคล่ือนการพฒั นาเศรษฐกิจ BCG Model คร้งั ที่ ๑/๒๕๖๔
วนั ที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๔ สาขานวตั กรรม
๑. ดา้ นวตั ถุดิบ
ผลิตภาพการผลิตอ้อยและน้าตาลทราย แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศผู้ส่งออก

น้าตาลรายใหญ่อีกรายหน่ึงของโลก แต่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังมีข้อจากัดบางประการที่ควรได้รับ
การพัฒนาและส่งเสริม เช่น ต้นทุนทางด้านปัจจัยการผลิตที่ยังอยู่ในระดับท่ีค่อนข้างสูง จึงควรมีการ
วางแนวทางในการพัฒนาที่จะมีส่วนช่วยในการลดต้นทุนการผลิตและเพ่ิมผลิตภาพการผลิต
ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพสาขาเกษตร “ทาน้อยแต่ได้มาก” เช่น การส่งเสริมให้มีการ
ทาเกษตรอัจริยะ มีการส่งเสริมให้ใช้อ้อยพันธุ์ดี (ต้นทานโรคและแมลง มีปริมาณน้าตาลสู ง)
การใช้เคร่ืองจักรกลเพ่ือทุ่นแรงงานคนและค่าใช้จ่าย การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและการสร้าง
เครือข่ายเกษตรกร การสนับสนุนด้านการวิจัยและระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง การสนับสนุน
ให้เกษตรกรทาไร่อ้อยอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโดยการนาวัตถุดิบ
จากอตุ สาหกรรมอ้อยไปใช้ในอุตสาหกรรมชวี ภาพ (รูปท่ี ๕-๙ และ ๕.๑๐)

๑๒๒

รปู ที่ ๕.๙ กลไกปฏริ ูปภาคเกษตรไทย

รูปท่ี ๕.๑๐ ตัวอย่างการพฒั นาภาคการเกษตรในอตุ สาหกรรมอ้อยสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ

ทีม่ า : เอกสารประกอบการประชมุ คณะกรรมการขับเคล่อื นการพัฒนาเศรษฐกจิ BCG Model ครั้งท่ี ๑/๒๕๖๔
วนั ที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๔ สาขาการเกษตร

ในส่วนของโรงงานน้าตาลควรมกี ารสร้างเครือข่ายในการพัฒนาร่วมกับเกษตรกร
ชาวไร่อ้อย รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตน้าตาลทรายของโรงงานให้มีประสิทธิภาพดี
ซึ่งจะเป็นผลใหผ้ ลผลติ น้าตาลต่อตนั ออ้ ยเพ่ิมสงู ขนึ้ ได้

๑๒๓

ราคาของวัตถุดิบ นอกเหนือจากการพัฒนาเพ่ือเพ่ิมผลิตภาพของวัตถุดิบแล้ว
อาจปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในการส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยสู่อุตสาหกรรมชีวภาพราคาของวัตถุดิบ
ถอื เป็นปัจจยั สาคญั ในการตดั สนิ ใจลงทุนของภาคเอกชนเนือ่ งจากต้องมีการคานึงถงึ ตน้ ทุนการผลติ เปน็ หลัก

ราคาน้าตาลทรายเป็นปัจจัยสาคัญหนึ่งในการตัดสินใจลงทุนจัดตั้งฐานการผลิต
อุตสาหกรรม Bio economy ของบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีจากต่างประเทศ นอกเหนือจากปริมาณ
วัตถุดิบหรือน้าตาลทรายเพื่อรองรับการผลิตในอุตสาหกรรมดังกล่าวแล้ว ประเด็นพิจารณาที่สาคัญ
เกี่ยวกับราคาน้าตาลทราย มี ๒ ประเด็น คือ มาตรการด้านราคาของภาครัฐเพื่อชักจูงการลงทุน
จากต่างประเทศ และ ขอบเขตราคาน้าตาลทรายที่สร้างความสามารถในการแข่งขัน

คุณภาพวัตถุดิบ ในปัจจุบันการนาน้าเช่ือมเข้มข้นเพ่ืออุตสาหกรรม (HighTest Molasses)
มาใช้ในอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพยังขาดมาตรฐานควบคุมคุณภาพของน้าเช่ือม
เข้มข้นเพื่ออุตสาหกรรม (High Test Molasses) รองรับการนาไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพการผลิต
ในภาคอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพสูงสุด ทั้งน้ีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน
ต้องร่วมกันกาหนดมาตรฐานควบคุมคุณภาพน้าเชื่อมเข้มข้นเพ่ืออุตสาหกรรม (High Test Molasses)
ใ ห้ มี ค่ า ค ว า ม ห ว า น แ ล ะ ป ริ ม า ณ สิ่ ง เ จื อ ป น ที่ เ ห ม า ะ ส ม ต่ อ ก า ร น า ไ ป ใ ช้ ใ น อุ ต ส า ห ก ร ร ม เ ค มี ชี ว ภ า พ
และพลาสติกชีวภาพ โดยมีประสิทธิภาพการผลิตใกล้เคียงกับการใช้น้าตาลทรายเป็นวัตถุดิบ
ในอตุ สาหกรรมเคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ

๒. ความเหมาะสมของพ้ืนท่เี ปา้ หมายอุตสาหกรรม
ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศท่ีมีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและมีความเก่ียวเน่ือง

กับหลายภาคส่วน อตุ สาหกรรม ทง้ั ในส่วนของอุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลทรายทีเ่ ปน็ อุตสาหกรรมตน้ นา้
อุตสาหกรรมการส่งออกเม็ดพลาสติก และอุตสาหกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติก
ดังนั้น การพิจารณาจัดต้ังอุตสาหกรรม Bio economy จึงจาเป็นต้องพิจารณาปัจจัยในหลายด้าน
อาทิ เส้นทางและระยะเวลาในการขนส่งวัตถุดิบหรือสินค้า ระบบสาธารณูปโภคที่สาคัญรองรับ
และนโยบายการส่งเสริมจากภาครัฐบาล เพ่ือให้เกิดความเข้มแข็งของการเช่ือมโยงสายโซ่อุปทาน
อุตสาหกรรม และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้แนวโน้มของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ
ของประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งออกเป็นหลัก เนื่องจากความต้องการพลาสติกชีวภาพ
ภายในประเทศยังมีน้อยมาก (โดยหากพิจารณาการผลิตเม็ดพลาสติกภายในประเทศในปี พ.ศ. ๒๕๕๗
ในปรมิ าณประมาณ ๘ ลา้ นตัน พบวา่ สัดส่วนปริมาณมากกวา่ ร้อยละ ๗๐ เป็นการผลิตเพื่อการส่งออก)

ทั้งน้ีในปัจจุบัน ภาครัฐบาลได้ระบุพ้ืนที่เป้าหมายท่ีจะได้รับมาตรการส่งเสริม
การลงทุนในการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อันได้แก่ จังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง
โดยท้ัง ๒ จังหวัดดังกล่าวมีระบบสาธารณูปโภคที่สาคัญรองรับอุตสาหกรรมการผลิต อีกทั้ง ยังมีท่าเรือ
พาณิชย์ท่ีสาคัญของประเทศรองรับอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก โดยจังหวัดชลบุรีมีท่าเรือแหลมฉบัง
เป็นท่าเรือการส่งออกที่สาคัญ ในขณะที่จังหวัดระยองมีการส่งออกที่สาคัญผ่านทางท่าเรือมาบตาพุต
เช่นเดียวกัน จังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยองจึงเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สาคัญของ
ประเทศในปัจจุบัน ซ่ึงรวมไปถึงผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพและอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ
คือ บริษัท Purac Corbion ผู้ผลิตกรดแลคติก (Lactic Acid) และบริษัท PTTMCC BioChem
ผู้ผลิตเม็ดพอลิบิวทิลีนซัคซิเนต (PBS) โดยในปัจจุบัน บริษัท Purac Corbion จัดซ้ือน้าตาลทรายดิบ
ภายในประเทศเพ่ือใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเคมีชีวภาพ ในขณะท่ีบริษัท PTTMCC BioChem

๑๒๔

ยังอาศัยการนาเข้าวัตถุดิบการผลิตท้ัง ๒ ชนิด (กรดซัคซินิคและ ๑,๔ บิวเทนไดออล) มาจากต่างประเทศ
เนอื่ งจากประเทศไทยยงั ไม่สามารถผลิตวัตถุดบิ ท้งั ๒ ชนิดได้

ดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้น จังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยองจึงเป็นพ้ืนท่ีอุตสาหกรรม
ที่สามารถเช่ือมโยงการขนส่งในสายโซ่อุปทานอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพได้โดยสะดวก
น อ ก จ า ก ค ว า ม ส ะ ด ว ก ใ น ก า ร ข น ส่ ง สิ น ค้ า ส่ ง อ อ ก ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ผ่ า น ท า ง ท่ า เ รื อ พ า ณิ ช ย์ แ ล้ ว
พนื้ ที่อุตสาหกรรมของทั้ง ๒ จังหวัดดังกล่าวสามารถขนส่งวัตถุดิบชีวภาพเข้าสูพ่ ื้นทส่ี าคญั ของอุตสาหกรรม
การแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติก คือ พื้นที่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จังหวัดในภาคกลาง
และภาคตะวันออกได้โดยสะดวก นอกจากน้ี จังหวัดชลบุรียังเป็นที่ต้ังของโรงงานผลิตน้าตาลทราย
จานวน ๔ แห่ง (โรงงานน้าตาลนิวกว้างสุ้นหลี, โรงงานอุตสาหกรรมน้าตาลชลบุรี, โรงงานน้าตาลระยอง
และโรงงานสหการน้าตาลชลบุรี) และยังมีโรงงานน้าตาลในพ้ืนท่ีใกล้เคียงอย่างจังหวัด สระแก้ว
อีกกว่า ๒ แห่ง ได้แก่ โรงงานน้าตาลและอ้อยตะวันออกและโรงงานน้าตาลและอ้อยตะวันออก
(วังสมบูรณ์) เม่ือพิจารณาถึงการรองรับของระบบสาธารณูปโภคและวัตถุดิบ (อาทิ ก๊าซไฮโดรเจน)
ประกอบกับศักยภาพการเช่ือมโยงการขนส่งและการส่งออกดังกล่าว จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรี
จงึ มีศักยภาพเพยี งพอในการเป็นฐานการจัดตัง้ Bio economy Hub ของประเทศไทยในปจั จุบัน

ใ น อ น า ค ต ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย มี แ ผ น ก า ร เ พ่ิ ม ผ ล ผ ลิ ต อ้ อ ย แ ล ะ น้ า ต า ล ท ร า ย
ภาคผู้ประกอบการจึงเร่ิมมีการพิจารณาถึงแผนการลงทุนเพื่อเพิ่มและขยายกาลังการผลิต
ของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ อีกทั้ง ผู้ประกอบการบางรายได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้
ของการนาน้าเชื่อมเข้มข้นเพ่ืออุตสาหกรรม (High Test Molasses) มาใช้ผลิตเคมชี ีวภาพหรือพลาสติก
ชวี ภาพโดยตรง พื้นทใี่ กล้เคยี งกบั พืน้ ท่ขี องอุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลทราย

การกาหนดพ้ื นท่ีเป้าหมาย การพัฒ นาอุต สาหกร รมชีว ภาพอย่ า งคร บวงจ ร
เป็นพื้นท่ีเขตเศรษฐกิจพิเศษถือเป็นหน่ึงในแนวทางสาคัญซ่ึงช่วยแก้ไขปัญหาในการจัดต้ังโรงงาน
อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพบนพ้ืนที่ซ่ึงอาจขัดต่อระเบียบผังเมืองในการจัดตั้งโรงงาน
บนเขตพ้ืนท่ีสีเขยี ว (ซ่ึงเปน็ พ้ืนท่ีชนบทและเกษตรกรรม) หรือเขตพ้ืนท่ีสีขาวมีกรอบและเส้นทแยงสเี ขียว
(ซ่ึงเป็นพ้ืนท่ีอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม) ท้ังน้ีภาครัฐควรกาหนดนโยบายสนับสนุนการลงทุน
ในรูปแบบ Super cluster (เช่นเดียวกับนโยบายสนับสนุนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ขั้นสูงหรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตอ่ืนๆ) อาทิ การสนับสนุนสิทธิ ประโยชน์ให้เกิดการลงทุน
ของภาคเอกชน การเตรยี มความพรอ้ มของระบบสาธารณปู โภคและแหล่งพลงั งานรองรบั อตุ สาหกรรม

พืน้ ที่ท่มี ศี ักยภาพด้านวตั ถุดิบและไดร้ ับความสนใจจากผู้ประกอบการในการจดั ต้ัง
อุตสาหกรรมชีวภาพแบบครบวงจร อาทิ พ้ืนท่ีภาคกลางตอนบน อาทิ จังหวัดนครสวรรค์ ซ่ึงเป็นพื้นท่ี
ที่มีปริมาณผลผลิตอ้อย ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ อยู่ใกล้แหล่งชลประทาน และมีเส้นทางการขนส่ง
ท่สี ะดวก

พ้ืนที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดกาฬสินธ์ุ
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณผลผลิตอ้อยสูง ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ใกล้เขื่อนลาปาว
(ซ่ึงเป็นแหล่งชลประทานท่ีสาคัญรองรับภาคเกษตรกรรมในภูมิภาค) โดยเขื่อนลาปาวเป็นแหล่ง
ชลประทานท่ีได้รับความสนใจจากธนาคารโลกในการร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรในบริเวณรอบ
พื้นท่ีดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีโครงการที่มีแผนในการลงทุนในอุตสาหกรรมชีวภาพจากอ้อยท่ีอยู่ภายใต้
การขับเคลอื่ นตามมาตรการพัฒนาอตุ สาหกรรมชีวภาพของไทย (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๗๐) ดงั รปู ที่ ๕.๑๑

๑๒๕
รปู ที่ ๕-๑๑ ผลการดาเนนิ งานทสี่ าคัญตามมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชวี ภาพของไทย พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๗๐

ทมี่ า : สานกั งานเศรษฐกจิ อตุ สาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม (มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔)
๓. นโยบายสนับสนุนของภาครฐั บาล
ตามท่ีได้กล่าวมาในข้างต้น ภาครัฐบาลของประเทศไทยเล็งเห็นความสาคัญ

ของอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยรัฐบาลได้มีการประกาศในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ท่ีผ่านมา ให้อุตสาหกรรม
การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงอุตสาหกรรมชีวภาพอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย
เพ่ือเป็นกลไกหลักในการขับเคล่ือนเศรษฐกิจไทยเพ่ืออนาคต โดยอุตสาหกรรมการเกษตร
และเทคโนโลยีชีวภาพได้ถูกกาหนดให้เป็น ๑ ใน ๕ ของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเดิมที่มีรากฐาน
แข็งแรงเพ่ือการต่อยอด และอุตสาหกรรมชีวภาพเป็น ๑ ใน ๕ ของกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนา ดังแสดงข้อมูลกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
ซึง่ ได้มีการนาเสนอในขา้ งต้น

การได้รับการกาหนดเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
ส่งผลให้อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพได้รับสิทธิประโยชน์สนับสนุนการลงทุนในระดับสูงสุดท่ีเหนือกว่า
กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป โดยได้รับการพิจารณาเป็นกิจการประเภท A1 หรืออุตสาหกรรมฐานความรู้
ดาเนินงานวิจัย เพ่ือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซ่ึงกิจการในกลุ่มดังกล่าวจะได้รับ
สิทธิประโยชน์ในการยกเว้นอัตราภาษีนิติบุคคลเป็นระยะเวลา ๘ ปี ตามสิทธิประโยชน์มาตรา ๓๑
นอกจากนี้ การลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวจะได้รับการยกเว้นอากรเครื่องจักร ตามสิทธิประโยชน์
มาตรา ๒๘ และยกเว้นอากรวัตถุดิบในการผลิตเพ่ือการส่งออก ตามสิทธิประโยชน์มาตรา ๓๖
นอกจากน้ี รัฐบาลกาลังพิจารณาเกี่ยวกับการกาหนดสทิ ธปิ ระโยชน์ในดา้ นอ่นื ๆ เพิ่มเตมิ

๑๒๖

นอกจากน้ี เพ่ือให้เกิดการพัฒนางานวิจัยและการตลาดของพลาสติกชีวภาพ
ภายในประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์ได้ประกาศมาตรการส่งเสริมการนาค่าใช้จ่ายจากการวิจัยพัฒนา
พลาสติกชีวภาพมาหักลดค่าใช้จ่ายในการคานวณภาษีนิติบุคคลได้ ซ่ึงทางผู้ประกอบการเอกชนสามารถ
นาค่าใช้จ่ายจากการดาเนินงานวิจัยพัฒนาพลาสติกชีวภาพตลอดสายโซ่อุปทานไปหักลดค่าใช้จ่ายได้
ร้อยละ ๓๐๐ ในการคานวณภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมไปถึงกระทรวงการคลังก็อยู่ในระหว่าง
การพิจารณามาตรการการนาค่าใช้จ่ายจากการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพมาหักลดค่าใช้จ่ายในการ
คานวณภาษีนิติบุคคลได้ ซ่ึงเป็นมาตรการสนับสนุนที่ทางผู้ประกอบการเอกชนจะสามารถนาค่าใช้จ่าย
จากการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพไปหักลดค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ ๒๐๐ ในการคานวณภาษีเงินได้
นติ บิ คุ คล เป็นระยะเวลา ๕ ปี

๔. การจดั ต้งั ศูนย์ความเปน็ เลศิ สาหรบั อตุ สาหกรรม Bio economy
เนื่องจากในปัจจุบัน การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเชิงพาณิชย์ของประเทศไทย

ยังอยู่ในระยะเร่ิมต้น เพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพการผลิตในอุตสาหกรรมชีวภาพท่ีสูง เพ่ิมมูลค่าอุตสาหกรรม
ของประเทศและความสามารถในการแข่งขันทางการค้าสินค้าชีวภาพของไทยในตลาดโลก
จึงควรมีการจัดต้ังศูนย์ความเป็นเลิศสาหรับอุตสาหกรรมชีวภาพ (ครอบคลุมอุตสาหกรรมเช้ือเพลิง
ชีวภาพ เคมีชีวภาพ ชีวเภสัชภัณฑ์ และพลาสติกชีวภาพ) โดยมีการวิจัยพัฒนาเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน
ต้ังแตก่ ระบวนการผลิตวตั ถุดบิ ประเภทออ้ ยจนถงึ กระบวนการในอุตสาหกรรมชีวภาพ ดงั นี้

การพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้า อาทิ การวิจัยพัฒนาพันธุ์อ้อยเพ่ิมปริมาณ
ค่าความหวานของอ้อย ความสามารถในการทนต่อโรคหรือศัตรูพืช การวิจัยพัฒนา เทคโนโลยี
กระบวนการผลิตจุลินทรีย์ท่ีสามารถเพิ่มปริมาณและคุณภาพของการผลิตเอนไซม์ในภาคอุตสาหกรรม
โดยการนาเทคโนโลยชี ีวภาพ เทคโนโลยีจโี นม พนั ธวุ ศิ วกรรม รวมถงึ เทคโนโลยีสาขาอ่นื ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง

การพัฒนาอุตสาหกรรมกลางน้า อาทิ การวิจัยพัฒนาเพ่ือควบคุมและรักษา
คุณภาพน้าเชื่อมเข้มข้นเพ่ืออุตสาหกรรม (High Test Molasses) ให้เหมาะสมในการนามาใช้ใน
อุตสาหกรรมชีวภาพ การวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพจากวัสดุประเภทพืชจาพวกเส้นใย
(Cellulosic) ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบทางการเกษตรท่ีประเทศไทยมีอยู่ในปริมาณมาก เพื่อเพิ่มศักยภาพ
อตุ สาหกรรมชีวภาพของประเทศ

การพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้า อาทิ การวิจัยพัฒนากระบวนการแปรรูป
ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ เคมีชีวภาพ เวชภัณฑ์และเคร่ืองสาอาง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือท้ิง
จากกระบวนการผลิต

ทั้งน้ี ควรมีการสร้างเครือข่ายวิจัยพัฒนาร่วมกับภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่ในระดับ
ปฏิบัติการ (Lab Scale) ระดับโรงงานนาร่อง (Pilot Plant) และระดับอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์
(Commercial Scale) เพ่ือรองรับการดาเนินงานในภาคอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศ

ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ สานกั งานคณะกรรมการออ้ ยและน้าตาลทรายได้รับการจดั สรร
งบประมาณในการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพ ณ ตาบลบางพระ อาเภอศรีราชา
จังหวัดชลบุรี รองรับการวิจัย พัฒนา ทดสอบที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ชีวภาพ รวมถึงเป็นศูนย์กลาง
การแลกเปล่ียนความรู้อบรมและสัมมนาของนักวิจัย ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจ ในการยกระดับสินค้า
เกษตรสูผ่ ลติ ภณั ฑ์ชีวภาพและผลักดันให้ EEC เปน็ ศูนยก์ ลางของอุตสาหกรรมชีวภาพตอ่ ไปในอนาคต

๑๒๗

๕. การสนบั สนนุ ทางการตลาดของผลติ ภัณฑช์ วี ภาพ
ปัจจุบันตลาดของผลิตภัณฑ์ชีวภาพของประเทศไทยยังไม่เติบโตเท่าท่ีควร

เนื่องจากราคาของผลิตภัณฑ์ชีวภาพของไทยยังสูงกว่าราคาของผลิตภัณฑ์ทั่วไปจึงทาให้ไม่เป็นท่ีนิยม
ของผู้บริโภค แม้จะมีการประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงประโยชน์ด้านการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม ภาครัฐจึงควร
มีการออกมาตรการ/กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง เพื่อบังคับใช้และ/หรือสร้างแรงจูงใจจากผู้ผลิตและบริโภค
เพ่ือกระต้นุ ใหเ้ กิดการใชผ้ ลติ ภณั ฑ์เพมิ่ มากขน้ึ

ตารางท่ี ๕.๑๔ (รา่ ง) แนวทางการพฒั นาอุตสาหกรรมชวี ภาพจากออ้ ย

ระยะสนั ระยะกลำง ระยะยำว

(พ.ศ. ๒๕๖๔-๒๕๖๕) (พ.ศ. ๒๕๖๖-๒๕๖๘) (พ.ศ. ๒๕๖๙-๒๕๗๐)

๑. การปรับปรุงพระราชบญั ญตั ิ ๑. การปรบั ปรงุ กฎกระทรวงใหใ้ ช้บังคับผงั เมืองรวม

อ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ ๒. การเปดิ ให้บริการของศูนยส์ ่งเสริมอุตสาหกรรมชวี ภาพ

๒. การทบทวนยุทธศาสตร์อ้อย ๓. มกี ารออกมาตรการ/กฎหมายทเี่ กี่ยวข้อง เพอ่ื บังคับใช้

โรงงานและน้าตาลทราย และ/หรือสรา้ งแรงจงู ใจจากผูผ้ ลติ และบรโิ ภคเพ่อื กระตุ้นให้เกิด

พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๖๙ การใชผ้ ลติ ภัณฑ์ชวี ภาพ

๓. การจัดทารา่ งกฎกระทรวง ๔. มกี ารทดแทนพลาสตกิ จากแหลง่ ปิโตรเลยี มดว้ ยพลาสตกิ

กาหนดประเภท ชนดิ และขนาด ชีวภาพในผลิตภณั ฑแ์ บบใช้คร้ังเดียวทิ้งมากกว่าร้อยละ ๕

โรงงาน (ฉบับท.่ี ..) พ.ศ. ... ๕. ผู้ประกอบการโรงงานน้าตาลเดมิ สามารถขยายกจิ การเพื่อ

เพอ่ื เพิม่ ประเภทหรือชนิดของ ต่อยอดผลิตผลติ ภณั ฑ์ชีวภาพทีใ่ ชว้ ตั ถดุ บิ จากอตุ สาหกรรมอ้อย

โรงงานประกอบกจิ การทา และนา้ ตาลทรายในรูปแบบ Bio complex ได้ในบรเิ วณ

เคมีภณั ฑ์ หรือสารเคมีหรือวัสดุเคมี เดียวกนั

โดยกระบวนการเคมชี ีวภาพ

และการผลิตพลาสตกิ ชวี ภาพ

๔. การจัดตงั้ ศูนย์สง่ เสริม

อตุ สาหกรรมชวี ภาพ

๕. การผลักดนั ให้เกษตรกรชาวไร่

อ้อยเปน็ เกษตรกรอัจฉรยิ ะ

๖. นาเครื่องจักรกลการเกษตรมา

ทดแทนการเผาอ้อย โดยมกี ารเผา

ออ้ ยไม่เกนิ รอ้ ยละ ๕

๕.๔.๒ กำรพฒั นำอุตสำหกรรมชวี ภำพท่ีครอบคลมุ
ก า ร พั ฒ น า อุ ต ส า ห ก ร ร ม ชี ว ภ า พ ท่ี ค ร อ บ ค ลุ ม ค ว ร มุ่ ง เ น้ น ใ ห้ ภ า ค เ อ ก ช น

มีขีดความสามารถในการแข่งขัน มีการผลิตและการค้าผลิตภัณฑ์ชีวภาพในเชิงพาณิชย์ท้ังภายใน
และต่างประเทศ และการปรับพ้ืนฐานจากภาคเกษตรสู่อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมชีวภาพ
เพ่ือสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพ่ือการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและส่ิงแวดล้อมอย่างย่ังยืน

๑๒๘

โดยควรมีการร่วมมือระหว่างภาคราชการและเอกชนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพในกรอบ
การดาเนินการหลกั ดงั น้ี

๑. การพฒั นาการวิจยั เทคโนโลยี และนวตั กรรมในการผลติ อุตสาหกรรมชวี ภาพ
๒. การส่งเสริมดา้ นเงนิ ทุน สทิ ธิประโยชน์ และรางวัลแก่การพัฒนาอุตสาหกรรมชวี ภาพ
๓. การพัฒนากาลังคนและเพ่ิมความสามารถทางเทคโนโลยีชีวภาพ และวิศวกรรม
เพ่ือรองรบั การพฒั นาอตุ สาหกรรมชีวภาพ
๔. การส่งเสริมบ่มเพาะ สร้าง และยกระดับผู้ประกอบการและธุรกิจอุตสาหกรรม
ชีวภาพรปู แบบใหม่ (New Business Models & Entrepreneurs)
๕. การปรับปรุงมาตรฐาน กฎหมาย กฎระเบียบที่เอ้ือต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม
ชีวภาพ (Standards/Laws/Regulations)
๖. การสรา้ งและพัฒนาตลาด

ท้ังนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพมีประเด็นในการร่วมมือและผลักดันเพ่ือให้เกิด
การผลิตและการคา้ เชงิ พาณิชยอ์ ยา่ งเปน็ รปู ธรรมซึ่งมขี อ้ ประเดน็ เสนอ ประกอบด้วย

๑. การปรับผังเมืองเพื่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมชีวภาพได้ในบริเวณเดียวกัน
กับแหล่งวัตถดุ ิบอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ ชวี พลังงาน และ Food Ingredients เป็นตน้

๒. การปรับ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ที่เก่ียวกับการระบุความสูงของอาคาร
จากความสูงไม่เกนิ ๑๒-๑๖ เมตร ให้สูงขน้ึ เพ่อื ให้เอ้อื ตอ่ การตงั้ โรงงานอตุ สาหกรรมชวี ภาพ

๓. การปรับแก้ไขเพิ่มเติม พรบ.โรงงาน ฉบับที่ ๒ (๒๕๖๒) โดยเพ่ิมลาดับย่อย
ของลาดับที่ ๔๒ ครอบคลุมการผลิตเคมภี ณั ฑ์ทมี่ าจากวตั ถดุ บิ ทางการเกษตร ๔๒ (๓), (๔), (๕)

๔. การส่งเสริมการอนมุ ัติ EIA และ ESA
๕. สนับสนุนเงินทุนสาหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมรวมถึง
การพฒั นาบุคลากรทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
๖. ภาครฐั ขยายขอบเขตพ้ืนที่ดาเนินการพฒั นาระบบชลประทานแกภ่ าคเกษตรในชนบท
๗. การเพ่ิมมาตรการจูงใจให้กับภาคเอกชน ในการพัฒนาระบบชลประทาน
ตามการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนเศรษฐกิจฐานราก โดยการหักภาษีเงินได้นิติบุคคล
โดยสามารถรวมค่าออกแบบและสารวจระบบชลประทานได้
๘. การยกเว้นหรือกาหนดภาษีนาเข้าในอัตราต่าสาหรับเครื่องจักรกล การเกษตร
และอะไหล่ รวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการทาเกษตรสมัยใหม่ เช่น โดรน UAV เคร่ืองติดตามความช้ืนดิน
ระบบการให้น้าหรือให้ปุ๋ยแบบอัตโนมัติ และหรือมีวงเงินสินเชื่อภาครัฐให้เกษตกรกู้ยืม พร้อมสนับสนุน
ดอกเบี้ยตา่ และผ่อนชาระยะยาวเพื่อการปรบั โครงสร้างสู่ Smart farming
๙. การยกเว้นหรือกาหนดภาษีนาเข้ารถตัดอ้อย เคร่ืองเก็บใบอ้อย และอะไหล่
ในอัตราต่า เพิ่มการผอ่ นชาระในระยะยาวกับธนาคารเพ่อื การเกษตรและสหกรณก์ ารเกษตร ๘ ปขี นึ้ ไป
๑๐. การรณรงค์ควบคุมการใช้ Single-use, Conventional plastic ท่ีย่อยสลาย
ไมไ่ ด้ และส่งเสรมิ การผลิตการใช้ Bio-degradable plastics หรอื Bio-based plastics เพอ่ื สงิ่ แวดลอ้ ม
๑๑. การเพ่ิมสินค้าผลิตภัณฑ์กระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพแทนพลาสติก
จากปิโตรเลียม เช่น กระดาษห่อข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง หรือบะหม่ี เข้าเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑใ์ นมาตรการ

๑๒๙

ภาษีเพื่อส่งเสริมบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้เองทางชีวภาพเพ่ิมเติม เพ่ือยกระดับ
ความปลอดภัยทางอาหารแกผ่ บู้ รโิ ภค (Food Safety)

๑๒. ส่งเสริมการจัดทา Bio-label ท่ีเป็นมาตรฐานกลางของประเทศเพ่ือแสดง
ในผลติ ภณั ฑ์ชวี ภาพ

๑๓. เพิ่มอัตราการลดหย่อนภาษีที่จะสามารถกระตุ้นอุปสงค์การใช้พลาสติกชีวภาพ
ร้อยละ ๒๐๐-๓๐๐ ให้กับผู้บริโภค ในระยะแรกเพ่ือการส่งเสริมการลงทุนและผลิตพลาสติกชีวภาพ
ตลอดหว่ งโซ่อปุ ทาน

๑ ๔ . ก า ร อุ ด ห นุ น จ า ก ภ า ค รั ฐ ส า ห รั บ Technology Transfer/Licensing
ในเทคโนโลยีที่ประเทศไทยยังพัฒนาไม่ได้ และเทคโนโลยีพัฒนาผลิตภัณฑ์กลางน้า (Compounding)
และปลายน้า (New products) กับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยของรัฐ เพื่อการปรับฐานเทคโนโลยี
และวธิ ีการผลติ ของประเทศ

๑๕. เร่งสร้างขีดความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีที่พร้อมใช้ในระดับ
อุ ต ส า ห ก ร ร ม เ ค มี ชี ว ภ า พ แ ล ะ Bio-based ร ว ม ถึ ง ส ร้ า ง แ ล ะ พั ฒ น า บุ ค ล า ก ร ด้ า น
Biotechnology/Bioprocess Engineering /Biopolymer Enigneering เ พ่ื อ เ ต รี ย ม ค ว า ม พ ร้ อ ม
ให้กับอุตสาหกรรมชีวภาพ ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม
กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

๑๖. จัดทาแนวทางร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน และสร้างกลไกท่ีจะสนับสนุน
การนาวัตถุดิบและการปลูกอ้อยโดยไม่เผาไปใช้ในอุตสาหกรรมชีวภาพท่ีเป็นระยะยาว เช่น ประโยชน์
ทางดา้ น Carbon credit/Carbon tax เป็นต้น

๑๗. ส่งเสริมการนาน้าอ้อยไปใช้เป็นวัตถุดิบ ในการผลิตผลิตภัณฑ์อ่ืน ๆ
ที่เป็นอตุ สาหกรรมชวี ภาพ

๑๘. ภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดทา Transition roadmap ที่จะเปล่ียนจากการใช้
เอทานอลเป็น EV เพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผลิตเอทานอลเพื่อเป็นเช้ือเพลิงและผลกระทบ
ต่อเกษตรกรที่ปลูกอ้อยและปาล์มน้ามัน โดยในช่วงเปล่ียนผ่านควรจะมีท้ัง FFV ตั้งแต่ E20-E100
และ EV ควบคู่กันไป และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต Ethanol hydrogen fuel cell vehicle
เพ่อื รองรบั ใชเ้ อทานอลในอนาคต

๑๙. การส่งเสริมการนาเอทานอลไปผลิตเผลิตภัณฑ์ต่อยอดมูลค่าสูง
เช่นในอุตสาหกรรมยา หรือตัวทาละลายในอุตสาหกรรมต่างๆ หรือการพัฒนาเพ่ือนาเอทานอล
เป็นวัตถุดิบในการผลิตเคมีชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ เช่น PE PET และอื่น ๆ ต่อ ไปได้
ในราคาท่เี หมาะสม

๒๐. การสนับสนุนให้มีการซื้อขาย Carbon credit จากโรงงานอุตสาหกรรมชีวภาพ
พลังงานชีวภาพท่ีได้รับการรับรองมาตรฐาน Carbon footprint/Environmental friendly process
ที่ไดผ้ ่านตลาดซ้ือขาย Carbon กลางของประเทศ เพือ่ การยกระดับราคาอ้อยและพชื เศรษฐกิจตอ่ ไป

๒๑. การสง่ เสริมการผลิตไฟฟ้าชีวมวลเพือ่ ระดบั เศรษฐกจิ ฐานรากอ้อยและพชื เศรษฐกจิ

๑๓๐

๑๓๑

บทที่ ๖
สรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบำย

๖.๑ สรุป
อุตสาหกรรมชีวภาพถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมท่ีขับเคล่ือนเศรษฐกิจของประเทศอย่างย่ังยืน

โดยมีแนวคิดหลักคอื การทดแทนการผลิตในรปู แบบเดมิ ทีใ่ ช้ทรพั ยากรชนดิ ทีใ่ ชแ้ ลว้ หมดไปเปล่ียนมาเป็น
การใช้ทรัพยากรชีวภาพและชีวมวลท่ีเป็นทรัพยากรทดแทนเพ่ือลดผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม
ทั้งนี้อุตสาหกรรมชีวภาพถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ชีวมวลจากภาคการเกษตรเป็นวัตถุดิบ
ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพต่าง ๆ ซึ่งผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่
มีคุณสมบัติที่สามารถทดแทนผลิตภัณฑ์จากการกลัน่ ปิโตรเคมีได้ จึงอาจกล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมชีวภาพ
เป็นอุตสาหกรรมที่มีความเก่ียวข้องและเช่ือมโยงระหว่างภาคการเกษตรที่เป็นแหล่งวัตถุดิบต้ังต้น
กับภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นในการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศจึงเปรียบเสมือนการพัฒนา
ต่อยอดอุตสาหกรรมท่ีใช้ผลผลิตจากภาคการเกษตรเป็นวัตถุดิบต้ังต้นและเป็นการเพ่ิมมูลค่ าให้กับ
ผลผลิตและวัสดุเหลือท้ิงจากภาคการเกษตร ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
ได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพสูงสุด

จากการศึกษาแนวนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศต้นแบบ
อย่างสหรัฐอเมริกา เยอรมนี บราซิล จีน และมาเลเซีย พบว่า ในแต่ละประเทศจะมีแนวทางการพัฒนา
อุตสาหกรรมชีวภาพท่ีคล้ายคลึงกันแต่จะแตกต่างกันในด้านประเด็นเน้ือหา เน่ืองจากบริบทของแต่ละ
ประเทศท่ีมีความแตกต่างกัน เช่น ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วัตถุดิบชีวภาพ เป็นต้น โดยในส่วน
ของประเทศไทย จากปัญหาทางด้านทรัพยากรธรรมชาติที่ลดน้อยลง ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่เพิ่ม
มากข้ึน รวมถึงจานวนประชากรท่ีเพิ่มสูงข้ึน ส่งผลให้มีความจาเป็นท่ีจะต้องปรับเปล่ียนจากการผลิต
ภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบเดิมสู่การผลิตภาคอุตสาหกรรมท่ีมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้
เทคโนโลยีชีวภาพ

ดังน้ัน ภาครัฐจึ งได้ ให้คว ามสาคัญกับอุต ส าห กรรมชี ว ภาพ ด้ว ยการกาห นด ให้เป็นห นึ่ ง
ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-Curve) ท่ีจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
โดยอาศัยข้อได้เปรียบด้านการเป็นแหล่งวัตถุดิบทางชีวภาพท่ีหลากหลายควบคู่กับความก้าวหน้า
ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพ่ือเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร อันจะนาไปสู่การสร้างงาน
สร้างรายได้ให้กับผู้ท่ีเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ต้ังแต่ต้นน้า กลางน้า จนถึงปลายน้า
โดยมีแผนงานท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี
แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นอกจากนี้ยังมีกรอบนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการท่ีเก่ียวข้องในระดับหน่วยงานท่ีสาคัญ
เช่น กรอบนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทยของสานักงานคณะกรรมการนโยบาย
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (สวทน.) กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ
โดยสานักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) และมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ
ของไทยโดยกระทรวงอุตสาหกรรม

ปัจจุบันอุตสาหกรรมชีวภาพในประเทศไทยยังถือได้ว่าอยู่ในช่วงของการพัฒนา แต่จากการ
ที่ประเทศไทยมีศักยภาพทางด้านวัตถุดิบจากสินค้าเกษตร และยังเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร

๑๓๒

รายใหญ่ของโลก อาทิ ข้าว มันสาปะหลัง ยางพารา น้าตาลทราย น้ามันปาล์ม รวมไปถึงยังมี
อุตสาหกรรมขั้นต้นที่แปรรูปวัตถุดิบจากภาคการเกษตรท่ีเข้มแข็ง ซ่ึงถือได้ว่าเป็นข้อได้เปรียบท่ีส่งผลให้
ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub) ท้ังของภูมิภาค
และของโลก แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบจากภาคการเกษตร
ของประเทศไทยจะพบว่า อุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปในข้ันต้นที่ใช้เทคโนโลยี
และเคร่ืองจักรในการผลิตท่ีไม่สลับซับซ้อนทาให้การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบมีไม่มาก สินค้าส่วนใหญ่
จึงเป็นสินค้าท่ีใช้เพื่อการบริโภคและพลังงานทดแทน เช่น ข้าวหอมมะลิ แป้งมันสาปะหลัง น้าตาลทราย
น้ามันพืช ไบโอดีเซลจากปาล์มน้ามัน เอทานอลจากอ้อย เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการขาดโอกาสในการ
สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบท่ีมีอยู่ โดยสาเหตุสาคัญก็มาจากการขาดนโยบายหรือแนวทางในการ
ขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศที่ชัดเจน การมีข้อกฎหมาย กฎระเบียบ
และข้อกาหนด ท่ีเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือยกระดับภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงในการที่
จะยกระดับจากอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรสู่อุตสาหกรรมชีวภาพจาเป็นท่ีจะต้องใช้เงิน
ลงทุนสูงและผู้เช่ียวชาญเฉพาะด้านเป็นจานวนมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดแรงขับเคลื่อนในการ
พัฒนาแม้ว่าผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรในรูปแบบเดิมจะมีแนวโน้มทางด้านราคาและความต้องการท่ีลดลงก็ตาม
ซงึ่ ในท่ีสุดกจ็ ะสง่ ผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างหลีกเลยี่ งไมไ่ ด้

ด้วยเหตุน้ี การท่ีจะสามารถพยุงราคาของสินค้าเกษตรในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
มีเสถียรภาพ เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ท่ีดีข้ึน รวมถึงภาคอุตสาหกรรมท่ีใช้วัตถุดิบดังกล่าว
ในการผลิตให้สามารถอยู่รอดได้นั้น จึงจาเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีชีวภาพ ซ่ึงจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม
ให้กับสินค้าเกษตร เช่น เม่ือนาอ้อยมาผลิตเป็นพลาสติกชีวภาพจะสามารถสร้างมูลค่าเพ่ิมได้สูงถึง
๑๐๐-๒๒๐ เท่า หรือเม่ือนาปาล์มน้ามันมาผลิตเป็นวิตามินจะสามารถสร้างมูลค่าเพ่ิมได้สูงถึง ๒๐-๔๕ เท่า
(รูปท่ี ๖.๑) ทั้งน้ีการปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดการเช่ือมโยงระหว่างภาคการเกษตร
และภาคอุตสาหกรรม เกิดการสร้างงานสร้างรายได้กระจายสู่ท้องถ่ิน อันจะนามาสู่ความม่ันคง
ทางดา้ นเศรษฐกิจใหแ้ กเ่ กษตรกรไทย

รูปท่ี ๖.๑ หว่ งโซค่ ณุ คา่ ของอุตสาหกรรมชวี ภาพ

ทีม่ า : มาตรการพัฒนาอตุ สาหกรรมชีวภาพของไทย ปี พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๗๐

๑๓๓

ดังนั้น การมีแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพที่ชัดเจนและสอดคล้องกับบริบท
ของประเทศไทยจึงเป็นส่ิงสาคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยใหก้ ารพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศสามารถ
ขับเคล่ือนได้อย่างเป็นรูปธรรมและเห็นผลเชิงประจักษ์อย่างแท้จริง ท้ังน้ีคณะทางานจึงได้ศึกษาข้อมูล
อุตสาหกรรมท่ีมีศักยภาพจากกรณีศึกษาอุตสาหกรรมปาล์มน้ามันและอ้อย พร้อมวิเคราะห์ปัจจัย
แวดล้อมและห่วงโซ่คุณค่า เพื่อจัดทาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ
ชวี ภาพของประเทศไทย โดยมีรายละเอียด ดังนี้

๖.๒ กำรวเิ ครำะหป์ จั จยั แวดล้อมอตุ สำหกรรมชวี ภำพของประเทศไทย
ในการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศไทยจะทาการวิเคราะห์

จากข้อมูลของอุตสาหกรรมชีวภาพในภาพรวมทั้งหมด รวมถึงข้อมูลจากอุตสาหกรรมปาล์มน้ามัน
และอุตสาหกรรมอ้อยท่ีได้มีการรวบรวมในบทที่ ๔ และบทที่ ๕ โดยใช้ SWOT Analysis เป็นเครื่องมือ
ในการวิเคราะห์ เพ่ือประเมินปัจจัยแวดล้อมและศักยภาพของอุตสาหกรรม ซ่ึงการวิเคราะห์
จะแบ่งออกเป็นปัจจัยแวดล้อมภายใน ได้แก่ จุดแข็ง (Strengths) และจุดอ่อน (Weaknesses)
และปัจจัยแวดล้อมภายนอก ได้แก่ โอกาส (Opportunities) และอุปสรรค (Threats) โดยผลการ
วิเคราะห์พบปัจจัยท่ีเป็นจุดแข็ง ๖ ปัจจัย ปัจจัยที่เป็นจุดอ่อน ๑๓ ปัจจัย ปัจจัยที่เป็นโอกาส ๔ ปัจจัย
และปจั จยั ท่เี ปน็ อปุ สรรค ๒ ปจั จัย (รูปท่ี ๖.๒) โดยมรี ายละเอียดของการวิเคราะห์ในแตล่ ะปัจจัย ดงั น้ี

รปู ท่ี ๖.๒ สรุปผลการวเิ คราะหป์ จั จัยแวดล้อมอตุ สาหกรรมชวี ภาพของประเทศไทย

ุจดแข็ง (Strenghts) กำรวเิ ครำะห์ปจั จยั ภำยใน โอกำส กำรวิเครำะหป์ ัจจยั ภำยนอก
(Opportunities)
S๑ สามารถปลกู พชื ท่ีเปน็ วัตถุดิบในอุตสาหกรรมชีวภาพได้เอง O๑ ความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีการผลติ ในเชิงพาณชิ ย์
S๒ มอี ุตสาหกรรมแปรรปู ผลผลติ จากภาคการเกษตรท่เี ข้มแขง็ O๒ แนวโนม้ ความต้องการผลิตภัณฑ์ชีวภาพในตลาดโลก
S๓ ภาพลักษณ์ทางด้านคณุ ภาพของผลิตภัณฑช์ ีวภาพทผ่ี ลติ จาก O๓ คณุ ภาพของผลติ ภณั ฑ์ชีวภาพในปัจจบุ ันเทยี บเท่ากบั ผลิตภณั ฑ์

ประเทศไทย ท่วั ไป
S๔ มตี ลาดเช้ือเพลิงชวี ภาพขนาดใหญ่ในประเทศ O๔ ขนาดของตลาดผลิตภณั ฑ์ชีวภาพมขี นาดใหญ่
S๕ มผี ปู้ ระกอบการในอุตสาหกรรมผลิตสินคา้ สาเรจ็ รูป (End user)
T๑ ราคาวตั ถุดบิ ตั้งตน้ ในอุตสาหกรรมชวี ภาพของประเทศคู่แข่ง
เปน็ ฐานลกู ค้าในประเทศ T๒ ประเทศคู่แขง่ ในอตุ สาหกรรมชีวภาพไดร้ บั การสนบั สนนุ จาก
S๖ มีผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมที ีเ่ ปน็ ส่วนประกอบสาคญั
ภาครฐั อย่างจรงิ จงั
สาหรับอตุ สาหกรรมชวี ภาพ
ุจดอ่อน (Weaknesses) อุปสรรค (Threats)
W๑ กฎหมาย กฎระเบยี บทเี่ ป็นอุปสรรคต่อการพฒั นาอุตสาหกรรมชีวภาพ
W๒ ความสามารถในการวจิ ัยและพฒั นาผลิตภณั ฑ์ชวี ภาพ
W๓ ขาดมาตรฐานผลติ ภัณฑช์ วี ภาพและศนู ย์ทดสอบรับรอง
W๔ ขาดบุคลากรผูเ้ ชีย่ วชาญด้านอตุ สาหกรรมชีวภาพ
W๕ ความสามารถในการเข้าถงึ แหลง่ เงนิ ทนุ ของผู้ประกอบการใน

อุตสาหกรรม
W๖ ขาดเทคโนโลยกี ารผลติ ในเชงิ พาณิชย์
W๗ กระบวนการบริหารจัดการในอตุ สาหกรรมแบบมอื อาชพี
W๘ ขาดหนว่ ยงานทีร่ ับผิดชอบเฉพาะด้านสาหรบั อตุ สาหกรรมชวี ภาพ
W๙ การคานึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผบู้ ริโภคในประเทศ
W๑๐ ภาพพจน์ทางดา้ นตราสินคา้ ของผลิตภัณฑช์ ีวภาพท่ีผลติ จาก

ประเทศไทย
W๑๑ ขาดชอ่ งทางการจดั จาหน่าย
W๑๒ สดั สว่ นของเกษตรกรรายยอ่ ยที่สูง
W๑๓ ความแปรปรวนของปรมิ าณวตั ถดุ บิ

๑๓๔

จุดแขง็ (Strengths)
S1 สามารถปลูกพชื ที่เปน็ วตั ถุดบิ ในอตุ สาหกรรมชวี ภาพไดเ้ อง

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ตั้งอยู่ในเขตพื้นท่ีท่ีมีความเหมาะสมกบั การทาเกษตร
ประชาชนมากกว่าร้อยละ ๕๐ ประกอบอาชีพเกษตรกร มีพืชเศรษฐกิจท่ีสามารถใช้เป็นวัตถุดิบ
ในอตุ สาหกรรมชวี ภาพหลายชนิด เชน่ ข้าว ยางพารา มันสาปะหลัง ออ้ ย ปาลม์ นา้ มนั ซ่ึงถอื ได้ว่าเปน็ ข้อ
ไดเ้ ปรียบทส่ี าคญั หากจะนาผลผลติ ดงั กลา่ วไปตอ่ ยอดในอุตสาหกรรมชีวภาพ

S2 มอี ตุ สาหกรรมแปรรปู ผลผลิตจากภาคการเกษตรท่ีเข้มแขง็
นอกจากประเทศไทยจะสามารถปลูกพืชที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมชีวภาพได้เองแล้ว

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรของประเทศไทยยังมีความเข้มแข็งสามารถ
ผลิตสินค้าท่ีมีคุณภาพมาตรฐานเป็นท่ียอมรับในระดับสากล ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออก
สินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก อาทิ ผลิตภัณฑ์จากมันสาปะหลัง ได้แก่ มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมัน
ผลิตภัณฑ์จากอ้อย ได้แก่ น้าตาลทรายดิบ ผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ามัน ได้แก่ น้ามันปาล์มดิบ
ซง่ึ ผลติ ภัณฑด์ ังกลา่ วสามารถนามาตอ่ ยอดในอตุ สาหกรรมชวี ภาพได้เกอื บทงั้ หมด

S3 ภาพลักษณ์ทางด้านคณุ ภาพของผลติ ภณั ฑ์ชวี ภาพทีผ่ ลิตจากประเทศไทย
ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศไทย เช่น ผู้ผลิตไบโอดีเซล ผู้ผลิต

แอลกอฮอล์ของกรดไขมัน ผู้ผลิตเอทานอล หรือผู้ผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ จะใช้เทคโนโลยีการผลิต
ของบริษัทที่มีช่ือเสียงระดับโลก ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ทางด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชีวภาพท่ีผลิต
จากประเทศไทยให้เป็นทีย่ อมรับในระดบั สากล

S4 มตี ลาดเช้ือเพลงิ ชีวภาพขนาดใหญ่ในประเทศ
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนโยบายส่งเสริมให้มีการใช้เช้ือเพลิ งชีวภาพ

ท้ังในส่วนของการนาเอทานอลท่ีผลติ ได้ทงั้ จากมันสาปะหลังและออ้ ยผสมลงในนา้ มันเบนซนิ และในส่วน
ของไบโอดีเซลที่ผลิตได้จากน้ามันปาล์ม ส่งผลให้มีตลาดเช้ือเพลิงชีวภาพขนาดใหญ่ภายในประเทศ
และมีผปู้ ระกอบการในอุตสาหกรรมดงั กลา่ วเป็นจานวนมาก

S5 มผี ปู้ ระกอบการในอตุ สาหกรรมผลติ สนิ คา้ สาเรจ็ รปู (End user) เป็นฐานลกู ค้าในประเทศ
ประเทศไทยมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตสินค้าสาเร็จรูป (End user) ระดับโลก

ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ท่ีผลิตจากอุตสาหกรรมชีวภาพเป็นฐานลูกค้าภายในประเทศเป็นจานวนมาก
เช่น ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเคร่ืองด่ืมท่ีใช้กรดซักซินิก กรดอะซิติก กรดซิตริก
ที่ผลิตจากอ้อยเป็นวัตถุดิบ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพท่ีใช้กรดแลคติกท่ี ผลิต
จากอ้อยเป็นวัตถุดิบ หรือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตสารหล่อลื่นที่ใช้ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมี
จากปาล์มนา้ มนั เป็นวัตถดุ บิ

S6 มผี ลิตภัณฑจ์ ากอุตสาหกรรมปโิ ตรเคมที ่ีเป็นส่วนประกอบสาคญั สาหรบั อุตสาหกรรมชวี ภาพ
ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตปิโตรเคมีที่สาคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เนื่องจากมีแหล่งก๊าซธรรมชาติและโรงแยกก๊าซเป็นของตนเอง โดยแหล่งผลิตปิโตรเคมีที่สาคัญ
อยู่ในบริเวณชายฝ่ังทะเลภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งในกระบวนการแยกก๊าซนั้นจะสามารถแยก
ออกเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิดรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นส่วนประกอบสาคัญในอุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง
เชน่ ก๊าซไฮโดรเจน ไฮโดรเจนเปอรอ์ อกไซด์ เอทิลนี ไกลคอล ซัลเฟอร์ เปน็ ตน้


Click to View FlipBook Version