The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tuahuay, 2022-10-21 04:20:33

รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy Industry)

27141672_0003

๓๕

ลดผลกระทบจากความผันผวนของราคา และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร
โดยการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบทางการเกษตรไปสู่ผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพที่มีมูลค่าสูง และมีแนวโน้ม
ความตอ้ งการของตลาดเพม่ิ มากข้นึ

แผนภำพที่ ๓-๒ สัดสว่ นมลู คา่ สนิ ค้าเกษตรในภาพรวมต่อผลติ ภณั ฑม์ วลรวมในประเทศ (GDP)
ของไทย ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๖๒

ที่มา: The World Bank Group (๒๐๒๐)
หมายเหต:ุ สินค้าเกษตรรวมถึงป่าไมแ้ ละประมง

แผนภำพท่ี ๓-๓ ราคาสินค้าเกษตรหลักทเ่ี กษตรกรขายได้ ณ ไร่นาของไทยรายเดือน
(มกราคม ๒๕๔๘ - สิงหาคม ๒๕๖๓) (หน่วย: บาท/ตนั )

ก. ข้าวเปลอื ก ข. อ้อยรวมพันธุ์

ค. มันสาปะหลงั ง. ยางแผ่นดบิ ชนั้ ๓

๓๖

จ. ปาล์มนา้ มัน ฉ. ถั่วเหลือง
ทมี่ า : สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร (๒๕๖๓)

ห่วงโซ่มลู คำ่ ในอตุ สำหกรรมเศรษฐกิจชีวภำพของไทย
อตุ สาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของไทยอาจจะนับว่ายังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ในช่วงทีผ่ ่านมา

ทกุ ภาคส่วนต่างใหค้ วามสาคญั อย่างจริงจงั ในการพัฒนาและขับเคล่อื นการเติบโตทางเศรษฐกจิ และสังคม
ของประเทศด้วยเศรษฐกิจกระแสใหม่ดังกล่าว ซ่ึงเมื่อวิเคราะห์ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain)
ของอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของไทย จะเห็นได้ว่ามีความก้าวหน้าของการพัฒนาในระดับ
อุตสาหกรรมค่อนข้างมาก โดยภาพรวมของห่วงโซ่มูลค่าจะประกอบด้วย ๔ ส่วนหลัก ได้แก่ วัตถุดิบ
(Feedstock) ผลิตภัณฑ์ข้ันต้น ผลิตภัณฑ์ข้ันกลาง สารตั้งต้น (Building Block) และผลิตภณั ฑ์ข้ันปลาย
และอุตสาหกรรมต่อเน่ืองข้ันสุดท้าย ซึ่งแผนภาพท่ี ๓-๔ แสดงถึงการเกิดอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ
ของไทยอย่างคร่าว ๆ ในลักษณะห่วงโซ่ท่ีมีมูลค่าเพ่ิมขึ้น ซึ่งในที่นี้จะเน้นการสร้างมูลค่าให้กับพืชผล
ทางการเกษตรกลุ่มท่ีให้แป้งและน้าตาล เช่น มันสาปะหลัง อ้อย และกลุ่มที่ให้น้ามัน เช่น ปาล์มน้ามัน
โดยเริ่มจากการนาพืชวัตถุดิบเหล่านั้นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ข้ันต้นที่มีมูลค่าเพิ่มต่า เช่น แป้งมัน
น้าตาล กากน้าตาล น้ามันปาล์ม และเข้าสู่กระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีข้ันสูง
ต่าง ๆ เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง สารต้ังต้น (Building Block) และผลิตภัณฑ์ขั้นปลาย โดยผลิตภัณฑ์
บางส่วนได้มีการดาเนินการผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว และบางส่วนยังไม่มีการผลิตหรืออยู่ระหว่างแผน
การลงทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย ซึ่งผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพเหล่านั้นจะถูกนาไปใช้
ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องข้ันสุดท้ายที่เกิดมูลค่าเพ่ิมสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไบโอดีเซลและเอทานอลเพื่อเป็น
พลังงานทางเลือก กรดซัคซินิกและกรดแลคติกเพื่อผลิตพลาสติกชีวภาพ กรดซิตริก ไลซีน และสาร
ให้ความหวาน รวมถึงเอนไซม์และยีสต์ เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในอาหารแทนการใช้สารเคมี หรือผสม
ในอาหารสัตว์เพ่ือให้สัตว์ได้รับโปรตีนท่ีดีจากธรรมชาติ โอเลโอเคมี (Oleochemicals) เพื่อเป็น
ส่วนประกอบในเครื่องสาอางและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจาวัน (Personal Health Care)
และชีวเภสัชภัณฑ์ เช่น วัคซีน อาหารทางการแพทย์ ซ่ึงเป็นอุตสาหกรรมใหม่และต้องมีการลงทุน
ทางด้านวจิ ัยและพฒั นาอย่างตอ่ เนื่อง

๓๗
แผนภำพที่ ๓-๔ ห่วงโซม่ ลู ค่าในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชวี ภาพของไทย

ทมี่ า : บรษิ ัท โกลบอลกรีนเคมคิ อล จากดั และศนู ย์วิจยั เศรษฐศาสตรป์ ระยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ปรบั ปรงุ โดยสานักงานเศรษฐกจิ อุตสาหกรรม
เมื่อพจิ ารณาดา้ นผูผ้ ลิตในห่วงโซม่ ลู คา่ อุตสาหกรรมเศรษฐกจิ ชวี ภาพของไทย พบว่าปัจจุบนั

ยังมีจานวนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไม่มากนัก โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการผลิตเช้ือเพลิงชีวภาพ
มีจานวน ๓๙ ราย แบ่งเป็น ผู้ผลิตเอทานอลจากอ้อย ๑๗ ราย ผู้ผลิตเอทานอลจากมันสาปะหลัง ๑๐ ราย
และผู้ผลิตไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมัน ๑๒ ราย ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ ๒ ราย
ผู้ผลิตวัสดุชีวภาพหรือผลิตภณั ฑพ์ ลาสติกชีวภาพ เช่น ถุงเพาะชาต้นไม้ ถุงช้อปปิ้ง ภาชนะ หลอด ๒๓ ราย
ผู้ผลติ สารเคมชี วี ภาพ ๒๙ ราย ในจานวนนี้บางรายเป็นผู้ผลติ เชอื้ เพลิงชวี ภาพดว้ ย ส่วนผู้ผลิตชวี เภสัชภณั ฑ์
มีเพียง ๖ ราย ซึ่งเป็นจานวนท่ีน้อยมาก เน่ืองจากข้อจากัดด้านต้นทุนเทคโนโลยีการผลิตที่ค่อนข้างสูง
ประกอบกับข้อกฎหมายและกฎระเบียบด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่เอ้ือต่อการลงทุนเพื่อพัฒนา
ผลิตภัณฑก์ ลุ่มชีวเภสัชภัณฑ์ โดยแผนภาพที่ ๓-๕ แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเศรษฐกจิ ชีวภาพของไทย
ยงั มีโอกาสอีกมากสาหรับผูผ้ ลิตรายใหมท่ ีจ่ ะเข้ามาพฒั นาและแขง่ ขนั ในอุตสาหกรรม

๓๘
แผนภำพท่ี ๓-๕ โครงสร้างผผู้ ลติ อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของไทย

ท่มี า : สานักงานคณะกรรมการออ้ ยและนา้ ตาลทราย กรมธรุ กจิ พลงั งาน สถาบันพลาสติก
และสานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
จากการวิเคราะห์ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของไทยและทิศทาง

การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพภายใต้กรอบนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผน และมาตรการต่าง ๆ ของหน่วยงาน
ที่เก่ียวข้อง จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพในประเทศไทยสามารถแบ่งประเภท
ออกเป็น ๔ กลุ่ม ได้แก่ ๑) เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เช่น เอทานอล ไบโอดีเซล ๒) สารเคมีและวัสดุ
ชีวภาพ (Bio chemicals and materials) เช่น กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ กรดไขมัน กลีเซอรีน
สารให้ความหวาน สารแต่งกล่ินรส สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ไบโอโพลิเมอร์
๓) อาหารและเคร่ืองดื่มเพื่อสุขภาพสาหรับคนและสัตว์ (Food/feed ingredients and nutrition)
เช่น อาหารเสริมสุขภาพ (Functional food) อาหารทางการแพทย์ (Medical food) วิตามิน
และ ๔) ชีวเภสัชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals) เช่น วัคซีน ยาชีววัตถุ โดยผลิตภัณฑ์แต่ละกลุ่ม
จะใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีชีวภาพในการแปรรูปท่ีแตกต่างกัน ทาให้ผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท
ทผี่ ลิตจากพชื วตั ถดุ บิ แต่ละชนดิ จะมีมูลค่าเพิ่มทแ่ี ตกตา่ งกัน (แผนภาพท่ี ๓-๖) ยกตัวอย่างเช่น ผลติ ภณั ฑ์
กลุ่มพลังงานเช้ือเพลิงเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าค่อนข้างต่า เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอื่น เน่ืองจาก
ชีวมวลถูกใช้เป็นแค่เชื้อเพลิงในการเผาไหม้เท่านั้น ในขณะท่ีวัตถุดิบชีวมวลยังสามารถแปรรูปให้มี
มูลค่าเพ่ิมสูงข้ึนได้อีก ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ อาหารและอาหารสัตว์
ทม่ี สี ่วนผสมของสารสาคญั ทเ่ี ปน็ ประโยชน์ โดยผลติ ภณั ฑ์ทีใ่ หม้ ลู ค่าเพ่ิมสูงสุดจะเป็นกลมุ่ ชวี เภสัชภัณฑ์
แผนภำพท่ี ๓-๖ การสร้างมูลค่าเพม่ิ ของผลิตภณั ฑอ์ ุตสาหกรรมเศรษฐกจิ ชวี ภาพ

ท่ีมา : คณะทางานดา้ นการพัฒนาคลสั เตอรภ์ าคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (D5: New S-Curve)
ภายใตค้ ณะกรรมการสานพลงั ประชารฐั

๓๙
การพัฒนาและขับเคล่ือนให้อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพเกิดข้ึนในประเทศไทย
และสามารถเติบโตได้อย่างย่ังยืนจาเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการบูรณาการร่วมกัน
ซึ่งนอกจากภาคประชาสังคมในพ้ืนที่แล้ว ยังมีภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานวิจัย
และสถาบันการศึกษา ที่ต้องเช่ือมโยงการดาเนินการให้ประสานสอดคล้องกันและมีเป้าหมายเดียวกัน
คือ การยกระดับประเทศไทยสู่ “เศรษฐกิจฐานคุณค่า” (Value Based Economy) ตามนโยบาย
ประเทศไทย ๔.๐ เพ่ือนาพาประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง กับดักความเหลื่อมล้า
และกบั ดกั ความไม่สมดลุ
ในส่วนของภาครัฐพบว่ามีหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องท้ังส่วนกลางและส่วนท้องถ่ินเป็นจานวนมาก
จาก ๗ กระทรวงหลัก อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย
และนวัตกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์
กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งนอกจากการผลักดันแผนปฏิบัติงานของหน่วยงาน
ภาครัฐดังกล่าวตามนโยบายรัฐบาลแล้ว การขับเคล่ือนการลงทุนของภาคเอกชนก็เป็นกลไกสาคัญท่ีช่วย
ให้เกิดการเติบโตในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ โดยมีตัวอย่างผู้เล่นรายสาคัญในปัจจุบัน
เช่น บริษัท พีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคม จากัด ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพชนิด PBS บริษัท โททาล คอร์เบียน
พีแอลเอ (ประเทศไทย) จากัด ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพชนิด PLA บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จากัด
(มหาชน) ผู้ผลิตเมทิลเอสเตอร์ กลีเซอรีน โอเลโอเคมีชนิดพิเศษ บริษัท มิตรผล ไบโอฟูเอล จากัด
และบริษัท ไทยรุ่งเรืองพลังงาน จากัด ผู้ผลิตเอทานอลจากอ้อย บริษัท บางจากไบโอเอทานอล จากัด
และบริษัท อิมเพรส เอทานอล จากัด ผู้ผลิตเอทานอลจากมันสาปะหลัง บริษัท พลังงานบริสุทธ์ิ จากัด
(มหาชน) และบริษัท น้ามันพืชปทุม จากัด ผู้ผลิตไบโอดีเซล บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จากัด
ผู้ผลิตยาชีววัตถุ ขณะเดียวกันภาคการศึกษาวิจัยก็เป็นภาคส่วนท่ีมีความสาคัญอย่างยิ่งในการถ่ายทอด
องค์ความรู้ เทคโนโลยี และการค้นคว้าวิจัยเพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาธุรกิจและการผลิตเชิงพาณิชย์
ยกตัวอยา่ งเช่น โรงงานต้นแบบผลิตยาชีววตั ถุแห่งชาติ (National Biopharmaceutical Facility (NBF)
ซ่ึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อพัฒนาความสามารถในการผลิตวัคซีน ยา
และสารมลู ค่าสงู ทางการแพทยข์ นึ้ ใช้เองในประเทศ (แผนภาพที่ ๓-๗ )
แผนภำพที่ ๓-๗ ผู้เล่นสาคัญในการพฒั นาและขับเคลอ่ื นอตุ สาหกรรมเศรษฐกิจชวี ภาพของไทย

ทมี่ า : รวบรวมโดย สานกั งานเศรษฐกจิ อุตสาหกรรม

๔๐
๓.๔ กรอบแนวคดิ ในกำรศึกษำกำรพัฒนำและขบั เคลื่อนอุตสำหกรรมเศรษฐกิจชวี ภำพของไทย
แผนภำพที่ ๓-๘ กรอบแนวคดิ ในการศึกษาแนวทางการพฒั นาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของไทย

ท่ีมา : ประมวลโดย สานักงานเศรษฐกจิ อุตสาหกรรม
จากการศึกษาแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ การวิเคราะห์สถานการณ์อุตสาหกรรมเศรษฐกจิ ชีวภาพ

ของโลกและของไทย รวมถึงการทบทวนข้อมูลและแนวทางการพัฒนาท่ีเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชีวภาพ
สามารถนามากาหนดกรอบแนวคิดในการศึกษาการพัฒนาและขับเคล่ือนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ
ของไทยได้ (แผนภาพที่ ๓-๘) ซ่ึงประกอบด้วยองค์ประกอบหลักของวัตถุประสงค์ในการศึกษา ๔ ส่วน
คือ แนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพตลอดห่วงโซ่
อุปทานการผลติ อยา่ งครบวงจร มาตรการส่งเสรมิ การเพ่มิ ขดี ความสามารถในการแขง่ ขันและเพ่ิมผลผลิต
และประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการในการสร้างมูลค่าเพ่ิมบนพื้นฐานของนวัตกรรมและ
เทคโนโลยี แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของไทย และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ในการขับเคล่ือนสู่ภาคปฏิบัติ โดยจะข้ึนอยู่กับตัวแปรปัจจัยสาคัญ ๓ ประการคือ ๑) ปัจจัยด้านนโยบาย
กฎระเบียบท่ีเก่ียวข้อง ได้แก่ ทิศทางแนวนโยบายการพัฒนาของประเทศต้นแบบ ความเช่ือมโยงของ
กรอบนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผน และมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทย ความชัดเจนของกฎระเบียบ
ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ๒) ปัจจัยภายใน ได้แก่ ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ความพร้อมด้านวัตถุดิบ
และเทคโนโลยี การสร้างมูลค่าเพิ่มจากพืชวัตถุดิบเป้าหมาย และ ๓) ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ปัญหาด้าน
ส่ิงแวดล้อมและโครงสร้างประชากร กระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลาดความต้องการสินค้าเพ่ือสุขภาพ
และความเป็นอยู่ที่ดี ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบและปัจจัยท่ีเกี่ยวข้อง
ในการพัฒนาและขบั เคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทย กรอบแนวคิดนี้จะดาเนินการ
วิเคราะห์ปัจจัยท้ังสามด้านท่ีสาคญั ควบคูก่ ับการวเิ คราะห์ห่วงโซ่มลู ค่าของอุตสาหกรรมเศรษฐกจิ ชีวภาพ
ประกอบด้วยวัตถุดิบการผลิต (Input) กระบวนการผลิต (Process) และกิจกรรมเชิงพาณิชย์
(Distribution/Marketing) รวมถึงปัจจัยเอ้ือ (Enabling factors) เช่น การสนับสนุนและการเข้าถึง
แหล่งเงินทุน การวิจัยและพัฒนา การสร้างบุคลากรทักษะสูง การพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์
การรับรองคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การข้ึนทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การปรับปรุงกฎระเบียบ
ที่เก่ียวขอ้ งทัง้ ดา้ นการผลิต การค้า และการลงทนุ

๔๑

๓.๕ กำรคดั เลือกพชื วัตถดุ บิ เป้ำหมำยทีม่ ศี ักยภำพ
เพ่ือให้การกาหนดแนวทางการพัฒนาและขับเคล่ือนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพของ

ประเทศไทยมีทิศทางที่ชดั เจนและสามารถบรรลุเปา้ หมายการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี
และแผนพฒั นาระดบั ต่าง ๆ ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ รายงานการศึกษาฉบับน้จี ึงได้วิเคราะห์และประเมิน
ศักยภาพของพืชผลทางการเกษตรท่ีใช้เป็นวัตถุดิบต้ังต้นของอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งเบ้ืองต้น
จะคัดเลือกพืชท่ีมีความพร้อมด้านปริมาณผลผลิตและความเหมาะสมด้านราคา (ตารางที่ ๓-๑)
ควบคู่กับความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (แผนภาพที่ ๓-๘) โดยพิจารณาจากพืชเศรษฐกิจหลัก
ของไทยท่ีมักประสบปัญหาความผันผวนของราคาค่อนข้างสูง แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มตามลักษณะเฉพาะ
ของพืช คือ พืชที่ให้แป้งและน้าตาล ได้แก่ ข้าว มันสาปะหลัง อ้อย พืชที่ให้น้ามัน ได้แก่ ปาล์มน้ามัน
ถัว่ เหลอื ง และพืชทมี่ ีส่วนประกอบของโพลิเมอร์ ได้แก่ ยางพารา

พืชท่ีให้แป้งและนำตำล ข้าวเป็นพืชที่มีพ้ืนที่เก็บเก่ียวมากท่ีสุดเม่ือเปรียบเทียบกับพืช
ในกลุ่มเดียวกัน แต่เม่ือพิจารณาปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อท่ีเก็บเก่ียวแล้วจะเห็นได้ว่าข้าวให้ผลผลิต
ต่อไรต่ ่าทสี่ ุดอยู่ท่ี ๔๖๗ กโิ ลกรมั ส่วนมันสาปะหลังและออ้ ยโรงงานมีผลผลติ ต่อไรส่ ูงกวา่ อยู่ที่ ๓,๕๘๖ กิโลกรัม
และ ๑๐,๗๔๙ กิโลกรัม ตามลาดับ นอกจากน้ีข้าวยังมีระดับราคาท่ีค่อนข้างสูง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ
๑๐,๓๒๓ บาท ซึ่งมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตท่ีสูงมากหากนาข้าวมาเป็นวัตถุดบิ ต้ังต้น ในขณะท่ีอ้อย
โรงงานมีราคาจาหน่าย ณ ไร่นา อยู่ที่ตันละ ๖๐๑ บาท ดังนั้น อ้อยโรงงานจึงมีความเหมาะสมในแงข่ อง
ปรมิ าณและราคาผลผลิต ท้ังน้ี เมื่อพิจารณาสินค้าชีวภาพประเภทเดียวกัน พบว่าพืชวัตถุดบิ ต่างชนิดกนั
จะมีความสามารถในการสร้างมูลค่าเพ่ิมต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น การผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ
จากมันสาปะหลังจะก่อให้เกิดมูลค่าเพ่ิมข้ึน ๔๕-๑๐๐ เท่า แต่หากใช้วัตถุดิบต้ังต้นจากอ้อยโรงงาน
จะสามารถสรา้ งมูลคา่ เพมิ่ ไดถ้ ึง ๑๖๐-๓๗๐ เทา่

พืชที่ให้นำมัน เม่ือเปรียบเทียบข้อมลู ด้านปริมาณและราคาผลผลิตแล้วจะเห็นได้ว่าปาล์มน้ามัน
เป็นพืชวัตถุดิบที่มีความพร้อมและความเหมาะสมมากกว่าถ่ัวเหลืองค่อนข้างมาก เนื่องจากปาล์มน้ามัน
มพี ื้นที่เก็บเกยี่ ว ๕.๖ ล้านไร่ และให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูงถึง ๒,๙๙๔ กิโลกรัม ทาให้ไมจ่ าเป็นต้องพึ่งพา
การนาเข้าจากต่างประเทศ ขณะท่ีปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณการผลิตถ่ัวเหลืองไม่เพียงพอ
ต่อความต้องการใช้ภายในประเทศและยังคงต้องพึ่งพาการนาเข้าจากบราซิลและสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก
นอกจากน้ีราคาท่ีเกษตรกรขายผลปาลม์ ท้ังทะลาย ณ ไร่นา ยังอยู่ในระดับต่ากว่ามาก ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบ
ในแง่ของต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ดี หากพิจารณาถึงการเกิดมูลค่าเพ่ิมในการผลิตสินค้าชีวภาพ
กลุ่มอาหารเสริมโภชนาการ (Nutrition) พบว่า สารสกัดเลซิติน (Lecithin) จากถั่วเหลือง
สามารถสร้างมลู คา่ ใหก้ บั พชื วตั ถดุ ิบตั้งตน้ ไดส้ งู กว่าวติ ามินจากปาลม์ น้ามนั

พืชที่มีส่วนประกอบของโพลิเมอร์ แม้ว่ายางพาราจะเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่รัฐบาล
ให้ความสาคัญอย่างมากในการสร้างนวัตกรรมเพื่อแปรรูปเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง และมีข้อได้เปรียบ
ในแง่ของพ้ืนที่กรีดยาง แต่เน่ืองจากราคาท่ีค่อนข้างสูงเม่ือเปรียบเทียบกับพืชเศรษฐกิจอ่ืน
ทาให้ยางพาราอาจยังไม่เหมาะสมที่จะนามาใช้เป็นวัตถุดิบต้ังต้นสาหรับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ
ในขณะนี้ อย่างไรก็ดี นักวิจัยจานวนมากต่างพยายามคิดค้นนวัตกรรมด้วยการใช้ประโยชน์
จากคณุ สมบัติเฉพาะของนา้ ยางพาราธรรมชาติ เชน่ หุ่นจาลองใชต้ รวจสอบปริมาณรงั สีสาหรับการรกั ษา
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเพ่ือลดความเส่ียงจากการฉายรังสี เฝือกประคองข้อเท้าสาหรับผู้พิการทางการเคล่ือนไหว
(แผนภาพที่ ๓-๙)

๔๒

จากการวิเคราะห์ศกั ยภาพของพืชเศรษฐกจิ ทั้ง ๖ ชนิด ข้างต้นสามารถสรปุ ได้ว่า อ้อยโรงงาน
และปาล์มน้ามัน เป็นพืชที่เหมาะสมท่ีสุดในการนามาใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ
ชีวภาพของไทย เน่ืองมาจากมีความได้เปรียบในด้านปริมาณผลผลิตที่เพียงพอและระดับราคา
ที่เหมาะสม ประกอบกับมีความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงที่หลากหลา ย
รายงานการศึกษาครั้งนนี้ จึงใช้ปาลม์ นา้ มนั และออ้ ยเปน็ กรณีศึกษา

๔๓

บทที่ ๔
กำรพฒั นำอตุ สำหกรรมเศรษฐกจิ ชีวภำพ : กรณศี ึกษำปำลม์ นำมัน

๔.๑ สถำนภำพและกำรผลิตปำลม์ นำมันในประเทศไทย
ผลผลิตปาล์มน้ามันของไทยถูกนาไปแปรรูปเป็นสินค้าเพื่อการบริโภค อาหารสัตว์

และไบโอดีเซลเป็นส่วนใหญ่ การนาไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพ่ือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์
ยังไม่มีแนวนโยบายในการพัฒนาและส่งเสริมที่ชัดเจน ประกอบกับการที่ต้องใช้เงินลงทุน ผู้เช่ียวชาญ
และเทคโนโลยีการผลิตระดับสูง นอกจากนี้ยังขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบาย กฎระเบียบ
สภาวการณ์แข่งขนั การผลิต เศรษฐศาสตร์ การตลาด เทคโนโลยี และวิเคราะห์ความเสี่ยงทั้งจากภายใน
และต่างประเทศ ทาให้ไมเ่ กิดแรงจูงใจให้กบั นักลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง แม้ว่าผลิตภัณฑจ์ ะมมี ูลคา่
เพิ่มสูงกว่าผลิตภัณฑ์เพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นต้น เช่น น้ามันพืช หรือไบโอดีเซล (เมธิลเอสเทอร์)
ก็ตาม สภาวะแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดการแข่งขันสูงในอุตสาหกรรมเกษตร
สินค้าเกษตรได้รับผลกระทบจากภาวะการแข่งขัน รวมถึงปาล์มน้ามัน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจท่ีมี
ความสาคัญอย่างหน่ึงของไทย ภาวะแวดล้อมทางการตลาดของปาล์มน้ามันภายในประเทศและของโลก
กดดันใหต้ ้องมีการพฒั นาตลาดและไมม่ หี นทางการทากาไรได้งา่ ยอกี ตอ่ ไปสาหรับการวางแผนทผ่ี ดิ พลาด
การไมม่ ีการพฒั นาผลิตภณั ฑใ์ หม่เข้าสตู่ ลาดจะทาให้มโี อกาสเพียงนอ้ ยนดิ ในการอยรู่ อดในตลาดโลก

ประเทศที่จะประคองให้สินค้าเกษตรและพืชเศรษฐกิจที่สาคัญของตน เช่น ปาล์มน้ามัน
ดารงเสถียรภาพในทางการตลาดได้นั้นจาเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด หรือไม่เช่นน้ันจาต้องยอมรับ
สภาพราคาสินค้าเกษตรตกต่าตามฤดูกาลที่เป็นวงจรธรรมชาติทุกปี ซึ่งการปรับตัวท่ีสาคัญจาเป็นต้อง
อาศัยยุทธศาสตร์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของปาล์มน้ามัน เพ่ือให้เกิดการจัดสรร
ก า ร ใ ช้ ผ ล ผ ลิ ต ป า ล์ ม น้ า มั น ไ ด้ อ ย่ า ง มี คุ ณ ค่ า ต่ อ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ท้ อ ง ถ่ิ น แ ล ะ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ โ ล ก ไ ด้ ม า ก ที่ สุ ด
และสามารถกาหนดยุทธศาสตร์ไปสู่แนวทางปฏิบัติในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้ครอบคลุม
ถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ามันได้อย่างครบวงจร การกาหนดยุทธศาสตร์ที่จะนาไปสู่
แนวทางการปฏบิ ัติในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมปาล์มน้ามันเพ่ือเช่ือมโยงไปสู่อุตสาหกรรมโอเลโอเคมี
และอุตสาหกรรมต่อเน่ืองอ่ืน ๆ จะมีผลโดยตรงต่อปาล์มน้ามัน ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างการเติบโต
อยา่ งม่ันคงของปาลม์ นา้ มนั ในระยะยาว

หน่วยงานภาครัฐควรจะเป็นหน่วยงานหลักที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรท่ีมอี ยู่
ให้เป็นไปอย่างมีคุณค่ามากที่สุดต่อระบบเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาในด้านต่าง ๆ ของปาล์มน้ามันได้ดี
ยิ่งขึ้น จึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการกาหนดแนวทางมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ
ฐานชีวภาพจากปาล์มน้ามันที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเน่ืองตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)
เพ่ือสร้างเสถียรภาพด้านราคาผลิตผลเกษตร สร้างทางเลือกให้กับเกษตรกร การมีนโยบายส่งเสริม
การผลิตผลิตภัณฑ์ต่อเน่ืองและเกิดการต่ืนตัวในการผลิตโอเลโอเคมี เพ่ือทดแทนการนาเข้าเคมีภัณฑ์
และสร้างมูลค่าจากการส่งออกซ่ึงจะเป็นการประหยัดเงินตราต่างประเทศ รวมถึงกระตุ้นให้เกิด
การลงทุนยกระดับเทคโนโลยี ตลอดจนยกระดับนวัตกรรมให้กับภาคอุตสาหกรรมปาล์มน้ามนั โอเลโอเคมี
ของไทยตอ่ ไป

๔๔

ตาราง ๔-๑ เนื้อที่ยืนต้น เนอื้ ท่ีใหผ้ ล ผลผลติ และผลผลติ ต่อไร่ของปาลม์ น้ามนั ของไทยปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔

ปาล์มน้ามนั

ปี ภูมภิ าค เนอื้ ท่ียืนตน้ (ไร)่ เนอื้ ทใ่ี ห้ผล ผลผลติ (ตัน) ผลผลติ ต่อไร่
84,645 (ไร)่ (กก.)
1,186
ภาคเหนือ 191,867 65,303 77,419
1,383
ภาค 511,048 153,980 212,880
ตะวันออก 4,877,288 2,378
เฉียงเหนอื 5,664,848 473,040 1,124,673 3,039
2560 ภาคกลาง 4,289,727 13,037,289
88,753 2,901
ภาคใต้ 4,982,050 14,452,261 1,281
203,694 75,975 97,353
รวมทงั 1,542
516,691
ประเทศ 5,068,989 2,499
5,878,127 3,021
ภาคเหนือ 2,902
1,192.12
ภาค
1,429.38
ตะวนั ออก 167,247 257,966
2,578.42
2561 เฉยี งเหนอื 487,720 1,218,748 3,213.90
ภาคกลาง 4,621,699 13,960,917 3,083.36
2,749.00
ภาคใต้ 5,352,641 15,534,984
1.07
รวมทงั 80,028 95,403 2,734.00

ประเทศ

ภาคเหนอื

ภาค

ตะวันออก 133,093 190,214

2562 เฉียงเหนือ 490,963 1,265,907
ภาคกลาง 4,744,824 15,249,387

ภาคใต้ 5,448,908 16,800,938

รวมทงั 5,870,000 16,170,000
7.40 8.58
ประเทศ
6,090,000 16,640,000
25631/

อัตราเพ่มิ (รอ้ ยละ)

25642/

หมายเหตุ : 1/ ขอ้ มูลเบือ้ งต้น 2/ ประมาณการ พ.ย. ๖๓
ที่มา : สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

๔๕

จากการเปรียบเทียบด้านเน้ือท่ีเพาะปลูกและเน้ือที่เก็บเกี่ยวพบว่า ภาคใต้เป็นภูมิภาค
ท่ีมีพื้นที่เพาะปลูก และพ้ืนท่ีเก็บเกี่ยวมากท่ีสุด รองลงมาคือภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และภาคเหนือ ตามลาดับ ในปี ๒๕๖๒ ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดที่มีพื้นท่ีเก็บเก่ียว
มากท่ีสุด เป็นจานวน ๑,๒๑๙,๘๐๘ ไร่ และจังหวัดสิงห์บุรีคือจาหวัดท่ีมีพื้นที่เก็บเก่ียวน้อยสุด
จานวน ๑๓ ไร่ โดยพ้ืนที่เพาะปลูกปาลม์ น้ามันของไทยมีการขยายเพ่ิมขึน้ ตงั้ แตป่ ี ๒๕๕๒ เป็นตน้ มา

ผลผลิตและผลผลิตต่อไร่ของการผลิตปาล์มน้ามันมีแนวโน้มท่ีเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี
ซ่ึงภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดท่ีมีผลผลิตและผลผลิตต่อไร่มากท่ีสุด จานวน ๔,๐๔๘,๕๔๓ ตัน
และ ๓,๓๑๙.๐๐ กโิ ลกรมั ตอ่ ไร่ ตามลาดบั

ตาราง ๔-๒ ปริมาณและมูลคา่ การนาเข้าและส่งออกของน้ามนั ปาล์มของไทยในปี ๒๕๖๐-๒๕๖๓

นา้ มนั ปาล์ม

ปี การนาเข้า การส่งอออก

ปรมิ าณ (กก.) มูลคา่ (บาท) ปริมาณ (กก.) มูลคา่ (บาท)

2560 81,789,168 3,806,759,824 429,957,779 11,751,603,468

2561 70,651,095 2,838,353,372 472,037,676 10,798,521,253

2562 72,749,697 2,376,303,533 380,877,307 6,661,027,737

2563 69,635,035 2,272,838,850 286,753,244 6,259,843,731

ทมี่ า : สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ตาราง ๔-๓ ตารางบัญชสี มดลุ นา้ มนั ปาล์มโลก ปี ๒๕๕๘/๕๙ - ๒๕๖๓/๖๔

หน่วย : ล้านตนั

ปี ผลผลิต นาเข้า สง่ ออก ความต้องการ สต็อก
2558/59 ใช้ คงเหลือ
2559/60 58.92 42.42
2560/61 65.32 46.02 43.87 59.38 8.74
2561/62 70.57 46.52
2562/631/ 74.03 50.38 48.89 61.58 9.70
อตั ราเพ่ิม (รอ้ ยละ) 72.77 47.61
2563/642/ 5.63 3.27 48.65 66.98 11.16
75.19 49.57
51.58 72.70 11.28

48.91 72.14 10.61

2.75 5.71 5.53

50.89 75.11 9.36

หมายเหตุ : 1/ ขอ้ มูลเบ้อื งตน้ 2/ ประมาณการ พ.ย. ๖๓
ทม่ี า : Oilseeds, Word Markets and Trade. USDA Foreign Agricultural Service, November 2020

๔๖

ตาราง ๔-๔ บญั ชีสมดุลนา้ มนั ปาล์มดบิ ของไทย ปี ๒๕๕๙ – ๒๕๖๔

หน่วย : ล้านตัน

สตอ็ ก ผลผลิต นาเข้า รวม ส่งออก บริโภคภายใน (6) สตอ็ ก รวม
ตน้ ปี (2) (3) (4) (5) ปลายปี (8)
ปี (1) บรโิ ภค พลงั งาน
ทดแทน (7)

2559 0.335 1.804 0.014 2.153 0.056 0.988 0.816 0.293 2.153

2560 0.293 2.626 0.006 2.925 0.303 1.166 0.971 0.485 2.925

2561 0.485 2.778 0.003 3.266 0.373 1.227 1.200 0.466 3.266

2562 0.466 3.034 0.004 3.504 0.296 1.310 1.579 0.319 3.504

25631/ 0.319 2.826 0.006 3.151 0.211 1.216 1.448 0.276 3.151

อัตราเพ่ิม 3.770 10.980 - 9.890 30.080 5.460 17.740 -5.220 9.890
(ร้อยละ) 18.940

25642/ 0.276 3.100 0.010 3.386 0.300 1.250 1.600 0.236 3.386

หมายเหตุ : 1/ ขอ้ มูลเบ้ืองตน้ 2/ ประมาณการ พ.ย. ๖๓
ทม่ี า : กรมการคา้ ภายใน

ในช่วง ๔ ปี (ปี ๒๕๖๐ – ๒๕๖๓) การนาเข้าและการส่งออกน้ามนั ปาล์มของไทยมปี ริมาณ
ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เน่ืองด้วยปริมาณสต็อกน้ามันปาล์มที่มีจานวนมากในปัจจุบันส่งผลให้เกิดการ
ผลักดันการสง่ ออกในปี ๒๕๖๔ เพ่อื ลดผลผลิตสว่ นเกนิ เป้าหมายและรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มทะลาย
และน้ามันปาล์มภายในประเทศ จึงคาดการณ์ว่าปริมาณการส่งออกและมูลค่าการส่งออกในปี ๒๕๖๔
จะเพิม่ ขึ้น

ตาราง ๔-๕ ปริมาณและมูลคา่ การสง่ ออกและนาเข้าน้ามนั ปาล์มดิบและผลิตภณั ฑ์ ปี ๒๕๕๙ – ๒๕๖๔

การส่งออก การนาเขา้

รายการ ปริมาณ มลู ค่า ปรมิ าณ มลู ค่า

2559 (ตัน) (ลา้ นบาท) (ตนั ) (ล้านบาท)
2560
2561 117,538 4,611 116,037 4,555
2562
25631/ 429,959 11,752 81,797 3,783
อัตราเพม่ิ (ร้อยละ)
25642/ 474,849 10,827 70,646 2,838

380,877 6,695 72,959 2,376

321,760 7,052 82,820 2,704

20.84 2.91 -7.59 -14.00

350,000 7,700 85,000 2,950

หมายเหตุ : 1/ ขอ้ มลู เบื้องตน้ 2/ ประมาณการ พ.ย. ๖๓
ทม่ี า : กรมศุลกากร

๔๗

ตาราง ๔-๖ ราคาปาลม์ นา้ มันและนา้ มันปาลม์ ปี ๒๕๕๙ – ๒๕๖๔

รายการ ราคาปาล์มน้ามนั และนา้ มันปาลม์ (บาท/กโิ ลกรัม) อตั ราเพม่ิ
2559 2560 2561 2562 25631/ 25642/ (ร้อยละ)
ผลปาลม์ สดทเ่ี กษตรกรขายได้ 5.41 4.10 3.11 2.60 4.72 4.50 -7.02
นา้ มันปาลม์ ดิบตลาดขายส่ง
กทม. 31.95 24.88 19.57 18.23 28.76 27.00 -5.08
น้ามันปาล์มดิบตลาดมาเลเซยี 23.04 22.24 18.39 16.60 20.99 20.10 -4.68

นา้ มันปาล์มบริสุทธต์ิ ลาดขาย 35.44 28.96 23.11 20.84 20.84 37.50 -11.67
สง่ กทม.

หมายเหตุ : 1/ ขอ้ มูลเบอ้ื งตน้ 2/ ประมาณการ พ.ย. ๖๓
ทม่ี า : สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร

จากการทบทวนสถานภาพวัตถดุ ิบปาล์มน้ามนั ในประเทศไทย พบว่าวัตถุดบิ ปาล์มนา้ มัน
ของไทย ยังมีความเป็นไปได้ในเชิงปริมาณและมีความเหมาะสมในการพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมี
ในประเทศไทย เพื่อเพ่ิมมูลค่าเพ่ิมให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามัน จะเห็นได้จากพ้ืนที่เพาะปลูก
พื้นท่ีให้ผลและปริมาณผลผลิตปาล์มน้ามันที่เพ่ิมสูงขึ้น ยกเว้นในปี ๒๕๕๙ ท่ีพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ามัน
จานวนมากประสบปัญหาอุทกภัย ทาให้มีปริมาณผลผลิตปาล์มน้ามันลดน้อยลง อย่างไรก็ตามปัจจัย
ในด้านต้นทุนการผลิตปาล์มน้ามันและราคาขายปาล์มน้ามัน เป็นอีกปัจจัยหน่ึงที่ต้องให้ความสาคญั มาก
ซึ่งจากการศึกษา พบว่าต้นทุนการผลิตน้ามันปาล์มเพ่ิมสูงขึ้นเกือบเท่าตัวจาก ๑๐ ปีก่อน (ปี ๒๕๔๘)
เชน่ เดียวกับราคาปาล์มนา้ มนั ทม่ี ีการเพมิ่ สงู ขึ้นมากเชน่ กัน

โดยสรุปแล้ว จะเห็นว่าสถานภาพวัตถุดิบปาล์มน้ามันของไทยยังมคี วามเป็นไปได้ที่จะนาไป
ป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมโอเลโอเคมีหากมีการพัฒนาและส่งเสริมขึ้น แต่ควรต้องการมีพัฒนาและส่งเสริม
การเพาะปลูกและผลิตปาล์มน้ามันรองรับเพ่ิมข้ึนด้วย ซึ่งสามารถทาได้จากการเพ่ิมผลผลิตต่อไร่
ของปาล์มน้ามัน ซึ่งในปี ๒๕๖๓ ผลผลิตต่อไร่เฉล่ียของปาล์มน้ามันที่เพาะปลูกในประเทศไทยมีเพียง
๒,๗๔๙ กโิ ลกรัมต่อไร่ จากในอดีตที่ประเทศไทยเคยมปี ริมาณผลผลิตต่อไร่สูงถึง ๓,๒๙๖ กโิ ลกรัมต่อไร่
เม่ือปี ๒๕๕๖ และกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการพัฒนาพันธุ์ปาล์มน้ามัน
ลูกผสมสุราษฎร์ธานีและวิธีการเพาะปลูกซ่ึงสามารถให้ผลผลิตต่อไร่ได้สูงถึง ๓,๖๔๖ กิโลกรัมต่อไร่
จึงเห็นได้ว่าการพัฒนาการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของปาล์มน้ามันยังเป็นแนวทางท่ีมีความเป็นไปได้ในการ
เพ่ิมผลผลิตปาล์มน้ามันของประเทศ ซึ่งจะเป็นแนวทางท่ีต้องเร่งดาเนินการเพื่อให้มีผลผลิตปาล์มน้ามัน
สาหรับใช้เป็นวัตถุดิบให้เพียงพอต่อการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีและทาให้ต้นทุน
การเพาะปลูกปาล์มนา้ มันต่าลง

๔๘

๔.๒ ห่วงโซ่คุณคำ่ ของอตุ สำหกรรมชวี ภำพจำกปำล์มนำมนั
๔.๒.๑ โครงสร้ำงอุตสำหกรรมและกำรเชือ่ มโยงตลอดหว่ งโซค่ ุณค่ำของผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมี
จำกปำล์มนำมัน
๔.๒.๑.๑ การใชป้ ระโยชนจ์ ากปาลม์ นา้ มนั ตลอดห่วงโซ่คณุ ค่าอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีของไทย
ในปี ๒๕๖๒ ประเทศไทยมีพื้นท่ีให้ผลผลิตปาล์มน้ามัน ๕.๔๕ ล้านไร่ ให้ผลผลิต

ทะลายปาล์มน้ามันรวม ๑๖.๘ ล้านตัน เนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวที่มีการตัดทะลายปาล์มผิดวิธี
โดยเกษตรกรบางรายจะตัดปาล์มท่ียังดิบ ประกอบกับการขนส่งท่ีล่าช้า จึงทาให้กรดไขมันอิสระ
เพ่ิมปริมาณสูงข้ึนก่อนเข้าสู่กระบวนการสกัด ซ่ีงส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณน้ามันปาล์มที่จะสกัดได้
รวมถึงการมสี ิ่งเจือปนอื่น ๆ เช่น น้าและทราย ที่เกดิ จากการฉีดน้าและทรายลงในทะลายปาล์มเพ่ือเพิ่ม
น้าหนักทะลายปาลม์ หรอื ทาให้ผลปาล์มร่วง ซ่ึงจากการกระทาการดงั กล่าวจึงทาให้ความสญู เสียทเี่ กดิ ขึ้น
ในกระบวนการผลิตมีเพิ่มสูงข้ึน ท้ังน้ี ทาให้กระบวนการสกัดน้ามันจากทะลายปาล์มของไทยเกิดความ
สูญเสียโดยรวมประมาณรอ้ ยละ ๓ คดิ เป็นน้าหนกั ทีส่ ูญเสียกว่า ๐.๕ แสนตันต่อปี

สาหรับผลผลิตทะลายปาล์มสามารถนามาแยกเป็นผลปาล์มที่พร้อมเข้าสู่
กระบวนการผลิตน้ามันปาล์มได้ร้อยละ ๗๒ คิดเป็นน้าหนักผลปาล์มสด ๑๒.๑ ล้านตัน ส่วนท่ีเหลือ
คือทะลายปาล์มเปล่าร้อยละ ๒๕ ซึ่งนาไปใช้ประโยชน์ในการทาปุ๋ยและเช้ือเพลิงเพ่ือผลิตไฟฟ้า
(จากข้อมูลของประเทศมาเลเซียพบว่า ทะลายปาล์มเปล่าของมาเลเซียมีสัดส่วนร้อยละ ๒๒
และมีสัดสว่ นการสญู เสยี ต่ากว่า ทาให้มสี ัดส่วนของผลปาล์มสดสูงกว่าของไทย ทั้งนี้ ขึ้นอยกู่ ับพนั ธุ์ปาลม์
และวิธกี ารตัดปาลม์ ทแ่ี ตกต่างกันระหวา่ งไทยกับมาเลเซีย)

ผลปาลม์ ของไทยโดยเฉลี่ยประกอบด้วยเมลด็ ในปาลม์ ร้อยละ ๑๗ คิดเปน็ นา้ หนกั
เมลด็ ในปาลม์ ๒.๐๖ ล้านตัน และเนื้อปาลม์ รอ้ ยละ ๘๓ คดิ เป็นน้าหนัก ๑๐.๐๔ ลา้ นตนั (สดั ส่วนในแต่
ละประเทศอาจแตกต่างกัน ขน้ึ อย่กู ับพันธุ์ปาลม์ ในประเทศนนั้ ๆ)

๔๙

๕๐

๔.๒.๑.๒ การใชป้ ระโยชนจ์ ากเมลด็ ในปาลม์ (Palm Kernel)
เมล็ดในปาล์ม (Palm Kernel) ของไทย มีองค์ประกอบของกะลาปาล์มร้อยละ ๕๕

คิดเป็นน้าหนักกะลาปาล์ม ๑.๑๓ ล้านตัน และเน้ือเมล็ดในปาล์มร้อยละ ๔๕ หรือคิดเป็นน้าหนัก
๙.๓ แสนตัน (ในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ได้พยายามวิจัยเพ่ือให้ได้พันธุ์ปาล์มท่ีขนาดของ
เมล็ดในปาลม์ ใหญแ่ ละมีกะลาปาลม์ บางเพือ่ เพิม่ สัดส่วนของน้ามนั เมล็ดในปาล์มซ่ึงมรี าคาแพงกว่าน้ามนั ปาลม์ )

กะลาปาลม์ จานวน ๑.๑๓ ลา้ นตัน ถกู นาไปใช้ประโยชน์เปน็ เช้อื เพลิงเพ่ือการผลิต
กระแสไฟฟ้าและใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) เพ่ือใช้ในอุตสาหกรรม
การกรองหรือดูดซับสารเคมีต่าง ๆ เนื้อเมล็ดในปาล์มจะถูกแยกสกัดน้ามันได้ประมาณร้อยละ ๔๘
คิดเป็นน้าหนักน้ามันเมล็ดในปาล์มดิบ ๔.๕ แสนตัน และได้กากเนื้อเมล็ดในปาล์มร้อยละ ๕๒
คดิ เปน็ น้าหนกั ๔.๘ แสนตัน กากเน้อื เมล็ดในปาล์ม ใชใ้ นอุตสาหกรรมอาหารสตั ว์

น้ามันเมล็ดในปาล์มดิบถูกส่งออกไปยังประเทศมาเลเซียร้อยละ ๗.๕ ของปริมาณ
น้ามันปาล์มดิบที่ผลิตได้ คิดเป็นน้าหนัก ๓ หม่ืนตัน และน้ามันเมล็ดในปาล์มดิบที่เหลือ ๒.๖๕ แสนตัน
คิดเป็นร้อยละ ๙๒.๕ จะส่งเข้าโรงกลั่นน้ามันเมล็ดในปาล์ม ซ่ึงในกระบวนการนี้จะแยกผลิตภัณฑ์
ได้ออกมาเป็น ๒ ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ไขสเตียรินของน้ามันเมล็ดในปาล์มร้อยละ ๓๗ คิดเป็นน้าหนัก
๑.๕๕ แสนตัน และโอเลอินของน้ามันเมล็ดในปาล์มร้อยละ ๖๓ คิดเป็น ๒.๖๕ แสนตัน ไขสเตียริน
ของน้ามันเมล็ดในปาล์ม ๑.๕๕ แสนตัน ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตครีมเทียม เนยเทียม เนยโกโก้
และผลิตภัณฑ์เคมอี ่ืน ๆ

น้ามันเมล็ดในปาล์มกล่ันหรือโอเลอิน ถูกส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ๙.๓ หมื่นตัน
คิดเป็นร้อยละ ๓๕ ของน้ามันเมลด็ ในปาลม์ กลั่นท่ีผลติ ได้ ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ ๖๕ หรือคิดเปน็ น้าหนัก
๑.๗๒ แสนตัน ถูกนาไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตโอเลโอเคมี ซ่ึงการส่งออกน้ามันเมล็ดในปาล์มดิบ
และน้ามันเมล็ดในปาล์มกลั่น ทาให้ประเทศไทยขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตโอเลโอเคมี จนต้องนาเข้า
น้ามันเมล็ดในปาล์มจากอินโดนีเซียจานวน ๓.๓ หม่ืนตัน โดยเข้าสู่กระบวนการผลิตโอเลโอเคมี ๒.๕ หม่ืนตัน
ส่วนที่เหลืออีก ๘ พันตัน นาไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตครีมเทียมและเนยเทียม น้ามันเมล็ดในปาล์มกลั่น
ทั้งในส่วนที่ผลิตได้ภายในประเทศ ๑.๗๒ แสนตัน และส่วนท่ีนาเข้าจากอินโดนีเซีย ๒.๕ หมื่นตัน
ถูกนาไปใชผ้ ลติ โอเลโอเคมี รวม ๑.๙๗ แสนตัน โดยนาไปแยกกรดไขมนั แล้วผลติ เป็นแฟตตแี้ อลกอฮอล์

แฟตตี้แอลกอฮอล์ที่ผลิตได้ ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศจานวน ๖.๓ หมื่นตัน
คิดเป็นร้อยละ ๒๗.๕ และมีการนาเข้าแฟตต้ีแอลกอฮอล์ ๓.๒ หม่ืนตัน ทาให้มีแฟตต้ีแอลกอฮอล์
ท่ีสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอิท็อกซิเลท ๑.๖๖ แสนตัน อิท็อกซิเลทถูกผลิตในประเทศ
ได้ประมาณ ๑.๖๖ แสนตัน และมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ ๗ หม่ืนตัน คิดเป็นร้อยละ ๓๒
ส่วนที่เหลือถูกนาไปใช้ในอุตสาหกรรมสารลดแรงตึงผิว เช่น แชมพู โดยมีการนาเข้าอิท็อกซิเลท
๕.๒ หมื่นตัน เมื่อรวมกับส่วนที่นาเข้าจะทาให้การใช้อิท็อกซิเลทในประเทศมีปริมาณท้ังส้ิน ๑.๔๘ แสนตัน
โดยประมาณ

๔.๒.๑.๓ การใชป้ ระโยชนจ์ ากน้ามันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil)
เน้ือปาล์มที่ถูกแยกเมล็ดปาล์มออกไปมีจานวน ๑๐.๐๔ ล้านตัน เม่ือนามาสกัด

แยกองค์ประกอบจะได้เส้นใยร้อยละ ๓๕ คิดเป็นน้าหนัก ๓.๕๑ ล้านตัน เส้นใยส่วนใหญ่ถูกใช้เป็น
เชื้อเพลิงสาหรับหม้อไอน้าในกระบวนการน่ึงปาล์มและถูกใช้เป็นเช้ือเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า
ส่วนองค์ประกอบท่ีเป็นน้าในเนื้อปาล์มและกากเนื้อปาล์มจะถูกแยกออกมาได้ร้อยละ ๓๕ หรือคิดเป็น

๕๑

น้าหนัก ๓.๕๑ ล้านตัน น้าท่ีแยกออกมาก็คือน้าเสีย ซ่ึงจะถูกนาไปใช้ผลิตไบโอแก๊สเพื่อใช้ในการผลิต
กระแสไฟฟ้า ส่วนกากเน้ือปาล์มจะถูกนาไปใช้ผลิตปุ๋ยหรือสารปรับปรุงคุณภาพดิน องค์ประกอบท่ีเหลือ
อกี ร้อยละ ๓๐ คอื น้ามนั ปาลม์ ดิบ คดิ เปน็ นา้ หนัก ๓.๐๑ ล้านตนั

เนื้อปาล์มที่ถูกแยกเมล็ดปาล์มออกไปมีจานวน ๑๐.๐๔ ล้านตัน เม่ือนามาสกัด
แยกองค์ประกอบจะได้เส้นใยร้อยละ ๓๕ คิดเป็นน้าหนัก ๓.๕๑ ล้านตัน เส้นใยส่วนใหญ่ถูกใช้เป็น
เชื้อเพลิงสาหรับหม้อไอน้าในกระบวนการนึ่งปาล์มและถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า
ส่วนองค์ประกอบท่ีเป็นน้าในเนื้อปาล์มและกากเน้ือปาล์มจะถูกแยกออกมาได้ร้อยละ ๓๕ หรือคิดเป็น
น้าหนัก ๓.๕๑ ล้านตัน น้าที่แยกออกมาก็คือน้าเสีย ซึ่งจะถูกนาไปใช้ผลิตไบโอแก๊สเพ่ือใช้ในการผลิต
กระแสไฟฟ้า ส่วนกากเนื้อปาล์มจะถูกนาไปใช้ผลิตปุ๋ยหรือสารปรับปรุงคุณภาพดิน องค์ประกอบท่ีเหลืออีก
ร้อยละ ๓๐ คือน้ามนั ปาล์มดบิ คิดเปน็ นา้ หนกั ๓.๐๑ ล้านตัน

นา้ มันปาลม์ ดิบ จานวน ๓.๐๑ ลา้ นตนั ถูกนาไปใชป้ ระโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
ไดแ้ กร่ ้อยละ ๕๒ ถกู สง่ เข้าโรงกลั่นน้ามนั ปาลม์ คดิ เป็น ๑.๕๖๕ ล้านตนั รอ้ ยละ ๔ ถกู ใช้ในอตุ สาหกรรม
อาหารสัตว์และสบู่คิดเป็น ๑.๒ แสนตัน ร้อยละ ๔๔ ถูกใช้ในการผลิตไบโอดีเซล คิดเป็น ๑.๓๒๔ ล้านตัน
และไมม่ กี ารสง่ ออกนา้ มนั ปาล์มดบิ จากประเทศไทย

น้ามันไบโอดีเซล น้ามันปาล์มดิบถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลหรือเมทิลเอสเทอร์
ซง่ึ กค็ ือเอสเทอรข์ องกรดไขมนั ชนดิ หน่ึง เอสเทอรท์ ่ีผลิตได้น้ี รอ้ ยละ ๙๙.๖ หรือคดิ เป็น ๑.๓๒๑ ล้านตัน
ถูกใช้ผสมเป็นน้ามันเช้ือเพลิงสาหรับยานยนต์และมีการส่งออกน้อยมากเพียงประมาณ ๕,๐๐๐ ตัน
หรือคิดเป็นร้อยละ ๐.๔ ของเอสเทอร์ที่ผลิตได้ภายในประเทศ นอกจากนี้ในกระบวนการผลิตเอสเทอร์
ยงั กอ่ ให้เกดิ ผลพลอยไดค้ ือ กลีเซอรีนดบิ อกี ประมาณร้อยละ ๑๐ ของปริมาณเอสเทอร์ คดิ เป็น ๘.๒ หม่นื ตนั

กลีเซอรีนดิบ ท่ีผลิตได้ในประเทศ จานวน ๘.๒ หมื่นตัน มีบริษัทคนกลางมารับซื้อ
จากผู้ผลิตไบโอดีเซล และรวบรวมเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีนเป็นจานวน ๓.๓ หม่ืนตัน คิดเป็นร้อยละ
๔๐ ของปริมาณกลีเซอรีนดิบท่ีผลิตได้ภายในประเทศ กลีเซอรีนดิบท่ีเหลือถูกนามากล่ันให้บริสุทธ์ิ
จานวน ๔.๙ หมื่นตัน คิดเป็นร้อยละ ๖๐ ของปริมาณกลีเซอรีนดิบท่ีผลิตได้ ประเทศไทยไม่มีการนาเข้า
กลีเซอรีนดิบ มเี พยี งการสง่ ออกเทา่ นน้ั

กลีเซอรีนกลั่นบริสุทธิ์ นอกจากจะกลั่นได้ภายในประเทศจานวน ๔.๙ หม่ืนตันแล้ว
ยังมีการนาเข้าเพ่ือมาใช้ภายในประเทศอีก ๔.๔ หม่ืนตัน ในขณะท่ีกลีเซอรีนบริสุทธ์ิที่กลั่นได้เอง
ภายในประเทศจะถูกส่งออกไปจาหน่ายยังตลาดต่างประเทศจานวน ๒.๖ หมื่นตัน คิดเป็นร้อยละ ๒๘
ของกลีเซอรีนกล่ันที่ใช้ภายในประเทศ ส่วนท่ีเหลือ ๖.๗ หม่ืนตัน หรือร้อยละ ๗๒ ของกลีเซอรีนกลั่นบริสุทธิ์
ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการผลติ ไบโออพิ คิ ลอโรไฮดรนิ

ไบโออิพิคลอโรไฮดริน ประเทศไทยมีกาลังผลิตไบโออิพิคลอโรไฮดรินที่ใช้กลีเซอรีน
กล่ันบริสุทธ์ิเป็นวัตถุดิบอยู่ท่ี ๑ แสนตันต่อปี อย่างไรก็ตาม มีวัตถุดิบกลีเซอรีนกลั่นถูกป้อนเข้าสู่การ
ผลิตไบโออิพิคลอโรไฮดรินเพียง ๖.๗ หมื่นตัน ไบโออิพิคลอโรไฮดรินท่ีผลิตได้ถูกใช้ในประเทศร้อยละ ๑๘
คิดเป็น ๑.๒ หมื่นตัน ส่วนท่ีเหลือถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ ๕.๕ หมื่นตัน คิดเป็นร้อยละ ๘๒
ของไบโออิพิคลอโรไฮดรินที่ผลิตได้ภายในประเทศ ไบโออิพิคลอโรไฮดรินถูกใช้ในกระบวนการผลิต
อพิ อ็ กซีเรซนิ เพื่อใช้เป็นสารเรซนิ ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เชน่ เรซินเคลอื บผิววัสดุ เปน็ ต้น

น้ามันปาล์มดิบ ในส่วนท่ีถูกส่งเข้าโรงกล่ันน้ามันปาล์ม มีจานวน ๑.๕๖๕ ล้านตัน
คิดเป็นร้อยละ ๕๒ ของน้ามันปาล์มดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศ โรงกล่ันน้ามันปาล์มจะกล่ันแยก

๕๒

องค์ประกอบของนา้ มันปาลม์ ดบิ ไดเ้ ปน็ ผลิตภัณฑ์ ๕ กลุ่ม ได้แก่ กรดปาลม์ หรือกรดน้ามันปาลม์ (PFAD)
ร้อยละ ๔ คิดเป็นปริมาณ ๖.๓ หมื่นตัน ไขปาล์มสเตียริน ร้อยละ ๑๕ คิดเป็นปริมาณ ๒.๓๕ แสนตัน
น้ามันปาล์มโอเลอิน ร้อยละ ๔๐ คิดเป็นปริมาณ ๖.๒๖ แสนตัน น้ามันปาล์มกึ่งบริสุทธ์ิ (RBD PO)
ร้อยละ ๓๗ คิดเป็นปริมาณ ๕.๗๙ แสนตัน น้ามันปาล์มไม่แยกไข ร้อยละ ๔ คิดเป็นปริมาณ ๖.๓ หม่ืน
ตัน กรดปาล์มหรือกรดน้ามันปาล์ม (PFAD) ที่ผลิตได้ภายในประเทศ ถูกนาไปเข้าสู่กระบวนการสกัด
กรดไขมันท่ีเป็นประโยชน์ต่อการผลิตสารลดแรงตึงผิว สบู่ และจารบี และบางส่วนถูกนาไปใช้
เป็นวตั ถดุ ิบในกระบวนการผลิตไบโอดีเซล

ไขปาล์มสเตียรินมลี ักษณะเป็นไขแข็ง มีสัดส่วนมากถึงร้อยละ ๑๕ ในน้ามนั ปาล์มดิบ
โรงกล่ันน้ามันปาล์มดิบสามารถผลิตแยกไขปาล์มสเตียรินออกมาได้มากถึง ๒.๓๕ แสนตัน ในปี ๒๕๖๒
ไขปาล์มสเตียรินมีคุณค่า โดยสามารถนาไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล สบู่ เทียนไข แว็กซ์
ผสมในอาหารสัตว์ ครีมเทียม เนยเทียม เป็นต้น โดยร้อยละ ๒๗ ของไขปาล์มสเตียริน คิดเป็นน้าหนัก
๑.๐๑ แสนตัน ถูกนามาใช้ในการผลิตไบโอดีเซลอีกร้อยละ ๗๓ คิดเป็นปริมาณ ๑.๗๒ แสนตัน
ถูกใช้ผลิตเป็นวัตถุดิบสาหรับสบู่ เทียนไข แว็กซ์ ผสมในอาหารสัตว์ ครีมเทียม เนยเทียม และอ่ืน ๆ
และสกดั แยกเป็นกรดไขมัน และมกี ารส่งออกไปยังต่างประเทศ ๕.๖ หม่ืนตนั เช่น กรดสเตยี ริ

น้ามันปาล์มโอเลอินและน้ามันปาล์มกึ่งบริสุทธ์ิ จะได้จากการกล่ันน้ามันปาล์มดิบ
ซ่ึงสามารถแยกองค์ประกอบส่วนท่ีเป็นของเหลวเหล่านี้ได้มากที่สุดถึงร้อยละ ๘๐ โดยน้าหนัก
แบ่งเป็นน้ามันปาล์มกึ่งบริสุทธ์ิ ๕.๗๙ แสนตัน และน้ามันปาล์มโอเลอินอีก ๖.๒๖ แสนตัน
เม่ือนามากล่ันบริสุทธิ์แล้วใช้บริโภคภายในประเทศ ท้ังในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ และการส่งขายปลีก
รวม ๙.๕๓ แสนตัน ในผลิตภณั ฑน์ ้มี ีการส่งออก ๖.๓หมื่นตนั และมีการนาเขา้ ในช่วงที่ขาดแคลน ๒.๗ หม่ืนตัน
น้ามันปาล์มไม่แยกไข เป็นอีกผลิตภัณฑ์ท่ีได้จากกระบวนการกลั่นน้ามันปาล์ม น้ามันปาล์มไม่แยกไขนี้
มีส่วนของแข็งหรือไขปาล์มแขวนลอยอยู่ในเน้ือน้ามันเป็นจานวนมาก แต่มีต้นทุนผลิตต่ากว่า
สามารถนาไปใชใ้ นอตุ สาหกรรมขนมขบเคยี้ ว บะหมี่กึง่ สาเร็จรปู นมข้น และไอศกรีม

๔.๒.๒ กำรเชอ่ื มโยงตลอดห่วงโซ่คณุ คำ่ ของผลิตภณั ฑ์โอเลโอเคมีจำกปำล์มนำมนั ของไทย
ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีค่อนข้างซับซ้อน เน่ืองจาก

มีผลิตภัณฑ์ท่ีหลากหลาย ซ่ึงในท่ีน้ีคณะผู้วิจัยได้พยายามรวบรวมและจัดแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็นกลุ่ม ๆ
เพื่อให้ง่ายต่อการทาความเข้าใจ และสามารถบรรจุลงในผังห่วงโซ่คุณค่าได้ นอกจากนี้ยังได้ใส่จานวน
ผู้ประกอบการและรายได้ของผู้ประกอบการ ซึ่งคานวณโดยการแบ่งส่วนรายได้ที่ได้มาจากฐานข้อมูล
รายได้ของผปู้ ระกอบการ เพื่อจดั แบง่ ลงในแตล่ ะกลุ่มผลติ ภัณฑ์ตามสัดสว่ น

โดยห่วงโซค่ ุณค่าของอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีของไทย มอี งค์ประกอบดังนี้
๔.๒.๒.๑ สว่ นวตั ถดุ ิบตงั้ ต้น (Raw materials)

ในส่วนของผู้ผลิตวัตถุดิบตั้งต้น ได้แก่ ภาคการเกษตร ซ่ึงทาหน้าที่เป็นจุดกาเนิด
ของห่วงโซ่คุณค่า โดยในปี ๒๕๖๓ ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มจานวน ๒.๑ แสนครัวเรือน
และถือเปน็ พชื เศรษฐกจิ ท่สี าคญั มากประเภหนงึ่ ของไทย

๔.๒.๒.๒ อตุ สาหกรรมโอเลโอเคมีสว่ นต้นนา้ (Upstream Oleochemical)
วัตถุดิบที่มีความสาคัญสาหรับโอเลโอเคมีจะอยู่ในส่วนของอุตสาหกรรมต้นน้า

ซึ่งได้แก่ น้ามันปาล์มดิบ (CPO) น้ามันเมล็ดในปาล์มดิบ (PKO) น้ามันปาล์มกลั่น (RBD PO)

๕๓
น้ามันเมล็ดในปาล์มกลั่น (RBD PKO) กรดน้ามันปาล์ม (PFAD) กรดน้ามันเมล็ดในปาล์ม (KFAD)
สเตียรินของน้ามันปาล์ม (PO Stearin) สเตียรินของน้ามันเมล็ดในปาล์ม (PKO Stearin) โอเลอิน
ของน้ามันปาล์ม (PO Olein) โอเลอินของน้ามันเมล็ดในปาล์ม (PKO Olein) และไขสบู่ (Soap Stock)
ซึ่งนามาข้ึนรูปให้สะดวกต่อการนาไปใช้ โดยมีลักษณะเป็นเส้น (Soap Noodle) หรือมีลักษณะ
เป็นเกลด็ (Soap Chip)

ในอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีต้นน้าของไทย ประกอบไปด้วยโรงสกัดน้ามันปาล์ม
ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กจานวนร้อยกว่าราย อย่างไรก็ตาม มผี ู้ประกอบการที่ดาเนนิ กจิ การ
อยู่จานวน ๙๙ ราย มีรายได้รวมกันทั้งสิ้น ๕๘,๙๓๑ ล้านบาท ข้อสังเกตท่ีสาคัญคือ มูลค่ารวมของ
ทะลายปาล์มน้ามันท่ีเกษตรกรจาหน่ายได้มีมูลค่า ๕๙,๔๙๒ ล้านบาท ซ่ึงสูงกว่ารายได้รวมของ
โรงสกัดน้ามันปาล์มทุกแห่งรวมกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหากเป็นเช่นน้ัน ธุรกิจโรงสกัดน้ามันปาล์ม
ย่อมไม่สามารถดาเนินกิจการอยู่ได้ เนื่องจากมีต้นทุนสูงเกินกว่าความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม
รายได้ของเกษตรกรท่ีสูงนั้นมีสาเหตุมาจากนโยบายการแทรกแซงราคาของรัฐ ทาให้ตัวเลขสูงกว่า
ความเปน็ จริง

นอกจากโรงสกัดน้ามันปาล์มแล้ว โรงกล่ันน้ามันปาล์มก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง
ในอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีต้นน้า เฉพาะในส่วนการผลิตผลิตภัณฑ์พื้นฐานที่ใช้เป็นวัตถุดิบสาหรับ
อุตสาหกรรมโอเลโอเคมกี ลางน้าต่อไป ซ่ึงผลิตภัณฑ์พื้นฐานเหล่านี้สร้างรายได้ให้กับโรงกล่ันน้ามันปาล์ม
จานวน ๑๔ ราย รวมประมาณ ๒๔,๘๗๘ ล้านบาท ทั้งนี้ ไม่นับรวมรายได้จากการผลิตน้ามันพืช

๕๔

มาการีน เนยขาว วานาสปาตี ไขทอดอาหาร ที่จัดเป็นสินคา้ ของกลุ่มโอเลโอเคมีกลางน้าที่จาหน่ายให้แก่
ผู้บริโภคไดโ้ ดยตรง

ดังนั้น เม่ือรวมรายได้ของท้ังโรงสกัดน้ามันปาล์ม ๙๙ โรง (รายได้เฉลี่ย ๕๙๕
ล้านบาทต่อราย) และโรงกล่ันน้ามันปาล์มเฉพาะส่วนการผลิตวัตถุดิบพ้ืนฐาน ๑๔ โรง (รายได้เฉล่ีย
จากการผลิตวัตถุดิบพื้นฐาน ๑,๗๗๗ ล้านบาทต่อราย) จะทาให้ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมโอเลโอ
เคมีต้นน้า มีจานวนทั้งสิ้น ๑๑๓ ราย มีรายได้รวม ๘๓,๘๐๙ ล้านบาท (รายได้เฉล่ีย ๗๔๒ ล้านบาท
ต่อราย) ซ่ึงสามารถเพ่ิมมูลค่าให้แก่วัตถุดิบทะลายปาล์มน้ามันจาก ๕๖,๔๙๒ ล้านบาท ได้เป็นจานวน
๒๗,๓๑๗ ลา้ นบาท

๔.๒.๒.๒ อตุ สาหกรรมโอเลโอเคมสี ว่ นกลางน้า (Midstream Oleochemical)
ผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีต้นน้า ได้กลายมาเป็นวัตถุดิบสาหรับ

การผลิตโอเลโอเคมีกลางน้า ซึ่งมีเทคโนโลยีการผลิตท่ีไม่ซับซ้อนมากนัก โดยอาจแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์
ของอตุ สาหกรรมโอเลโอเคมีกลางน้าได้เปน็ ๒ กลุ่มใหญๆ่ คอื

กลุ่มผลิตภัณฑเ์ พ่ือการบริโภคในอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ น้ามันพืชกล่ันบริสุทธิ์
มาการีน เนยขาว วานาสปาตี ไขมันทอดอาหาร ผลิตภัณฑใ์ นกลุ่มน้ีส่วนใหญ่ถูกผลิตข้ึนโดยโรงงานกล่ัน
นา้ มันปาล์ม ซ่ึงโรงกล่ันน้ามันปาล์มบางรายเล็งเห็นประโยชน์ท่ไี ด้จากมลู ค่าเพ่ิมของสินคา้ อุปโภคบริโภค
เหล่านี้ จึงลงทุนติดตั้งกระบวนการผลิตเพิ่มเติม เนื่องจากใช้เงินลงทุนไม่มากและมีเทคโนโลยีการผลิต
ท่ีไม่ซับซ้อนเพ่ิมเติมจากการผลิตวัตถุดิบพ้ืนฐาน และยกระดับตนเองจากการเป็นเพียงผู้ประกอบการ
ในส่วนอุตสาหกรรมโอเลโอเคมตี ้นนา้ เขา้ สู่การเป็นผ้ปู ระกอบการในส่วนอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีกลางน้า
นอกจากน้ียังมีผู้ประกอบการท่ีเป็นผู้ผลิตน้ามันพืช มาการีน และเนยขาวที่มีลักษณะเป็น Stand alone
ไม่เกี่ยวข้องกับโรงกล่ันน้ามันปาล์ม โดยผู้ประกอบการเหล่าน้ีรับซ้ือวัตถุดิบจากโรงกลั่นน้ามันปาล์ม
มาผลิตเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคเอง ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีกลางน้าที่ผลิต
สินค้าเข้าสอู่ ุตสาหกรรมอาหาร มจี านวนท้ังส้นิ ๓๙ ราย มีรายได้รวม ๔๖,๓๗๗ ล้านบาท แบ่งเป็นผผู้ ลิต
นา้ มันพืช ๑๕ ราย มีรายได้รวม ๓๙,๔๓๐ ลา้ นบาท ผผู้ ลิตมาการนี ๑๔ราย มีรายได้รวม ๕,๕๓๗ ล้านบาท
ผผู้ ลิตเนยขาว ๑๐ ราย มรี ายได้รวม ๑,๔๑๐ ลา้ นบาท

ข้อสังเกตท่ีสาคัญคือ ผู้ประกอบการในกลุ่มน้ีบางรายยกระดับมาจากการเป็น
ผู้ประกอบการในส่วนต้นน้า และยังคงเป็นส่วนหน่ึงของอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีต้นน้าด้วย
ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้จะปรับระดับยกตัวเองขึ้นมาผลิตสินค้าในกลุ่มกลางน้า เพื่อเพ่ิมมูลค่า
และถูกนับรวมเปน็ ผปู้ ระกอบการในอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีกลางนา้ ดว้ ย

กลุ่มผลิตภณั ฑท์ ่ีเป็นสินค้าวัตถุดบิ เชิงอุตสาหกรรม ได้แก่ กรดไขมนั ประเภทต่าง ๆ
เอสเทอรข์ องกรดไขมนั แอลกอฮอลข์ องกรดไขมนั และกลเี ซอรนี ซง่ึ ผลิตภัณฑเ์ หล่านี้เป็นวัตถุดิบสาหรบั
อุตสาหกรรมโอเลโอเคมีข้ันปลายน้า การท่ีผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกจัดให้อยู่ในส่วนของอุตสาหกรรมโอเลโอ
เคมีกลางน้า อันเนื่องจากสาเหตุว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตสินค้าเหล่านี้ แต่เดิมอยู่ในมือ
ของผู้ประกอบการในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ต่อมามีการพัฒนาและส่งต่อเทคโนโลยีการผลิต
จนมีความแพร่หลายในทวีปเอเชีย และถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีท่ีไม่มีความซับซ้อน ซ่ึงผลิตภัณฑ์ในกลุ่มน้ี
ได้ถูกผลิตมากข้ึนจากเทคโนโลยีท่ีแพร่หลาย ทาให้มีปริมาณสินค้าออกมาสู่ตลาดมากขึ้นและเกิดการ
แขง่ ขันกนั ในด้านราคาและด้านต้นทนุ การผลิต จนกระท่งั สนิ ค้าบางตวั กลายเปน็ สินคา้ ประเภทโภคภณั ฑ์

๕๕

(Commodity Goods) และนาไปสู่การยกระดับไปสู่การผลิตขนาดใหญ่ท่ีต้องการความประหยัด
จากขนาดกาลังการผลติ โดยผผู้ ลติ ที่สาคัญแตล่ ะรายมกั จะมีกาลังผลติ ในระดบั แสนตันต่อปขี ึน้ ไป

ผู้ประกอบการในกลุ่มผลิตภัณฑ์ท่ีเป็นสินค้าวัตถุดิบเชิงอุตสาหกรรมน้ี
มีจานวนท้ังส้ิน ๒๖ ราย สร้างรายได้จานวน ๔๓,๖๑๒ ล้านบาท หรือเฉลี่ย ๑,๖๗๗ ล้านบาทต่อราย
ประกอบด้วยผู้ผลิตกรดไขมันบริสุทธิ์ ๒ ราย มีรายได้รวม ๕๑๙ ล้านบาท คิดเป็นรายได้เฉล่ีย ๒๖๐ ล้านบาท
ต่อราย ผู้ผลิตเอสเทอร์ของกรดไขมัน ๑๐ ราย มีรายได้รวม ๒๗,๘๑๘ ล้านบาท คิดเป็นรายได้
เฉล่ยี ๒,๗๘๒ ลา้ นบาทตอ่ ราย ผู้ผลติ แอลกอฮอล์ของกรดไขมนั ๓ ราย มีรายได้รวม ๑๔,๑๙๖ ลา้ นบาท
คิดเป็นรายได้เฉลี่ย ๔,๗๓๒ ล้านบาทต่อราย ผู้ผลิตกลีเซอรีนดิบ ๑๐ ราย ซ่ึงก็คือผู้ผลิตเอสเทอร์
ของกรดไขมันน่ันเอง เนื่องจากกลีเซอรีนดิบเป็นผลพลอยได้ของกระบวนการผลิตเอสเทอร์ มีรายได้
จากกลีเซอรีนดิบรวม ๘๖๖ ล้านบาทหรือคิดเป็น ๘๗ ล้านบาทต่อราย ผู้ผลิตเอสเทอร์เฉพาะ
เพ่ือการอุตสาหกรรมมีเพียง ๑ ราย มีรายได้ ๒๑๓ ล้านบาท จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการในส่วน
อุตสาหกรรมกลางน้าประเภทวัตถุดิบเชิงอุตสาหกรรม จะมีขนาดใหญ่กว่าผู้ผลิตในอุตสาหกรรม
โอเลโอเคมตี ้นนา้ มาก โดยเฉพาะผู้ผลิตแอลกอฮอลข์ องกรดไขมัน

เม่ือรวมจานวนผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีกลางน้า
ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์เพ่ือการบริโภคและกลุ่มวัตถุดิบเชิงอุตสาหกรรม พบว่า มีจานวนท้ังสิ้น ๖๕ ราย
มีรายได้รวมกนั ๘๙,๙๘๙ ล้านบาท สรา้ งมูลคา่ จากอุตสาหกรรมต้นน้าทีม่ ีมูลคา่ รวม ๘๓,๘๐๙ ล้านบาท
เพม่ิ ข้นึ ๖,๑๘๐ ลา้ นบาท

๔.๒.๒.๔ อุตสาหกรรมโอเลโอเคมสี ่วนปลายน้า (Downstream Oleochemical)
ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีในส่วนของอุตสาหกรรมปลายน้า ได้แก่ สารอนุพันธ์

(Derivatives) ต่าง ๆ ของวัตถุดิบในระดับกลางน้า เช่น สารอนุพันธ์ของกรดไขมัน สารอนุพันธ์
ของแอลกอฮอล์ อิท็อกซิเลทของแอลกอฮอล์ อิท็อกซิเลทของเอสเทอร์ เอมีนและอนุพันธ์ของเอมีน
อาไมด์และอนุพันธ์ของอาไมด์ กลีเซอรีนบริสุทธิ์และอนุพันธ์ของกลีเซอรีน โพรพิลีนไกลคอล
เอทิลีนไกลคอล กรดอะคริลิก อะคริโลไนไตร์ อะโครลีน ไตรอะเซติน อิพิคลอโรไฮดริน อิพ็อกซีเรซิน
อัลคลิ เรซนิ เป็นต้น

สาหรับในประเทศไทย ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีปลายน้ามีจานวน ๑๘ ราย
มีมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้รวมกันเพียง ๕,๙๖๖ ล้านบาท มีรายได้เฉลี่ย ๓๓๑ ล้านบาทต่อราย
ประกอบด้วยผู้ผลิตอิท็อกซิเลท ๑ ราย มีรายได้ ๑,๙๑๙ ล้านบาท ผู้ผลิตเอมีนและอาไมด์ ๑ ราย
มีรายได้ ๑๐๖ ล้านบาท ผู้ผลิตอิพิคลอโรไฮดรินจากกลีเซอรีน ๒ ราย มีรายได้ ๑,๖๖๘ ล้านบาท
และผู้ผลิตกลีเซอรีนกลั่นบริสุทธ์ิสาหรับอุตสาหกรรมอาหารและยา และเป็นสารต้ังต้นสาหรับการผลิต
อิพิคลอโรไฮดรนิ อีก ๖ ราย มีรายได้รวมกัน ๒,๑๖๕ ล้านบาท

ข้ อ สั ง เ ก ต ท่ี ส า คั ญ ส า ห รั บ อุ ต ส า ห ก ร ร ม โ อ เ ล โ อ เ ค มี ป ล า ย น้ า ข อ ง ไ ท ย
คือ มีผู้ประกอบการจานวนน้อยรายและส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตกลีเซอรีนกล่ันบริสุทธิ์เท่านั้น ส่วนโอเลโอเคมี
ปลายน้าอ่ืน ๆ ที่เหลือเกือบทุกบริษัทถือหุ้นโดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จากัด (มหาชน)
ท้ังสิ้นยกเว้น บริษัท ไว้ท์กรุ๊ป จากัด (มหาชน) และบริษัท เอฟ บี ประเทศไทย จากัด ในเครือของบริษัท
ไวท้ ก์ รุ๊ป จากดั (มหาชน) ทสี่ ามารถผลิตสารอนุพันธ์ต่าง ๆ ได้ ทงั้ ทไี่ มใ่ ช่บรษิ ัทในเครอื ขององค์กรขนาดใหญ่

ข้อสังเกตอีกประการหน่ึงที่สาคัญ คือ มูลค่าการผลิตรวมของผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมี
ขั้นปลายน้า มีมูลค่ารวมกันเพียง ๕,๙๖๖ ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีกลางน้า

๕๖

ที่มีมูลค่าสูงถึง ๘๙,๙๘๙ ล้านบาท ทั้งท่ีมูลค่าของผลิตภัณฑ์ปลายน้าควรจะสูงขึ้นยิ่งไปกว่าผลิตภัณฑ์
ในขั้นกลางน้า ซ่ึงแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีจากต้นน้า ได้ส่งต่อเพื่อสร้างมูลค่าในกลุ่ม
อุตสาหกรรมโอเลโอเคมีกลางน้า แต่หายไปจากข้ันปลายน้า เน่ืองจากผลิตภัณฑ์ในขั้นกลางน้า
ส่วนใหญ่มิได้ถูกนาเข้าสู่อุตสาหกรรมโอเลโอเคมีข้ันปลายน้าในประเทศไทย ผลิตภัณฑ์ท่ีถูกผลิตได้
ในขั้นกลางน้าและมิได้นาไปสร้างมูลค่าเพิ่มต่อในอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีข้ันปลายน้านั้น ได้ถูกนาไปใช้
บริโภคโดยตรงมากเป็นอันดับ ๑ คิดเป็นมูลค่ามากถึง ๓๔,๗๖๕ ล้านบาท ซึ่งหากคิดเฉล่ียจากผู้บริโภค
จานวน ๖๘.๔ ล้านคนของไทย จะพบว่าคนไทยบริโภคผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมี ๕๐๘ บาทต่อคนต่อปี
นอกจากการนาไปบริโภคโดยตรงแล้ว การนาผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีข้ันกลางไปใช้มากเป็นอันดับสอง
คือ การใช้พลังงานไบโอดีเซล มีมูลค่าถึง ๒๗,๘๑๘ ล้านบาท รองลงมาคือ การเป็นวัตถุดิบในการผลิต
อาหารสาเร็จรูปต่างๆ ๑๑,๖๑๓ ล้านบาท นาไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ
ประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท และถูกส่งออกไปยังต่างประเทศโดยมิได้เพิ่มมูลค่าอีก ๔,๓๔๐ ล้านบาท
รวมมูลค่าผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีขั้นกลางท่ีมิได้ถูกแปรรูปเป็นโอเลโอเคมีข้ันปลาย สูงถึงประมาณ
๘๖,๕๓๖ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๙๖.๒ ของมูลค่าผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีขั้นกลางน้าท้ังหมด
และมผี ลติ ภัณฑ์เพียงร้อยละ ๓.๘ ท่ถี กู นามาเป็นวัตถดุ บิ ในการผลิตเปน็ ผลติ ภณั ฑ์โอเลโอเคมีข้นั ปลายน้า
รปู ท่ี ๔-๑ มลู ค่าอตุ สาหกรรมโอเลโอเคมีตลอดหว่ งโซค่ ณุ ค่า

มลู ค่าเพม่ิ ๒๗,๓๑๗ วัตถุดบิ ตั้งตน้
ล้านบาท ๕๖,๔๙๒ ล้านบาท

๖,๑๘๐ โอเลโอเคมตี น้ นา้ ส่งออก ๔,๔๒๓ ลา้ นบาท
มูลค่าเพมิ่ ล้านบาท ๘๓,๘๐๙ ลา้ นบาท
อตุ สาหกรรมตอ่ เน่อื ง (End Users) ๘,๐๐๐ ลา้ นบาท
โอเลโอเคมีกลางนา้ ผูบ้ รโิ ภค ๓๔,๗๖๕ ล้านบาท (๖๘.๔ ล้านคน : ๕๐๘ บาท/คน/
๘๙,๙๘๙ ลา้ นบาท
ปี)
โอเลโอเคมปี ลายน้า พลงั งาน ๒๗,๘๑๘ ล้านบาท
๕,๙๖๖ ลา้ นบาท
อตุ สาหกรรมอาหาร ๑๑,๖๑๓ ล้านบาท
สง่ ออก ๔,๓๔๐ ลา้ นบาท
ส่งออก ๔,๖๒๐ ลา้ นบาท

มลู คา่ เพม่ิ ๓๓๒๒,,๒๒๐๐๖๖ อุตสาหกรรม End User
ลล้าา้ นนบบาาทท ๘๗,๔๓๐ ลา้ นบาท

มลู ค่ำรวมทังระบบ ผ้บู ริโภค
หว่ งโซค่ ณุ คำ่ ๑๒๒,๑๙๕ ล้านบาท

๖๕,๗๐๓ ล้ำนบำท

ทมี่ า : รายงานฉบบั สมบูรณ์โครงการพฒั นาศักยภาพอุตสาหกรรมโอเลโอเคมจี ากพืชนา้ มนั , ๒๕๖๐

๕๗

๔.๒.๒.๕ อตุ สาหกรรมการผลิตสินค้าสาเรจ็ รปู ท่ีเป็น End Users
สาหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็น End Users ของผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีท่ีสาคัญ

ของไทย ซ่ึงใช้ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ
มีจานวนรวมกนั มากถึง ๑,๐๓๓ ราย มมี ลู คา่ สินค้าที่เป็น End Users รวมกันสูงถงึ ๕๖๕,๑๘๔ ล้านบาท
โดยมีผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีเป็นส่วนผสมคิดเป็นมูลค่า ๘๗,๔๓๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๑๕.๕
ของสนิ คา้ End Users ที่ถูกผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยอุตสาหกรรม End Users ทส่ี าคัญเรียงตามลาดับ
ได้แก่

อุตสาหกรรมพลังงาน มีการใช้ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีเพื่อสร้างมูลค่า โดยในปี ๒๕๕๙
มีการผสมเมทิลเอสเทอร์จานวน ๑,๒๒๙ ล้านลิตร ลงในน้ามันดีเซลคิดเป็นมูลค่าของเมทิลเอสเทอร์
๓๖,๘๖๘ ล้านบาท อุตสาหกรรมเคร่ืองสาอางและสุขอนามัยส่วนบุคคล มีการใช้ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมี
คิดเป็นมูลค่า ๑๖,๗๓๑ ล้านบาท อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือนและสารลดแรงตึงผิว
มีการใช้ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีคิดเป็นมูลค่า ๑๓,๑๐๙ ล้านบาท อุตสาหกรรมอาหาร มีการใช้ผลิตภัณฑ์
โอเลโอเคมีคดิ เปน็ มูลค่า ๑๑,๖๑๓ ล้านบาท

อุตสาหกรรมน้ามันหล่อลื่น สารหล่อล่ืนในอุตสาหกรรม และจารบี มีการใช้
ผลิตภัณฑโ์ อเลโอเคมคี ิดเป็นมลู ค่า ๕,๘๒๐ ล้านบาท

อุตสาหกรรมยาและอาหารเสริม มีการใช้ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีคิดเป็นมูลค่า
๑,๑๗๔ ล้านบาท อุตสาหกรรมสารเคลือบผิววัสดุมีการใช้ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีคิดเป็นมูลค่า ๑,๒๗๘ ล้านบาท
อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ มีการใช้ผลิตภัณฑโ์ อเลโอเคมีคดิ เป็นมูลคา่ ๕๐๐ ล้านบาทอุตสาหกรรมเกษตร
มีการใชผ้ ลิตภณั ฑ์โอเลโอเคมีคดิ เปน็ มูลคา่ ๓๓๗ ลา้ นบาท

ซ่ึงหากคิดรวมผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีขั้นกลางน้าที่จาหน่ายตรง
ไปยังตลาดผู้บริโภค และผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีท่ีผสมอยู่ในสินค้าสาเร็จรูปในแต่ละ End Users Sector
แล้วจะพบว่ามีมูลค่าในการอุปโภคบริโภครวม ๑๒๒,๑๙๕ ล้านบาท ดังแสดงในรูปที่ ๔-๒๓
และรายละเอียดจาแนกตามผลติ ภัณฑ์ ดังแสดงในรูป ๔-๒๑ และรปู ๔-๒๒

๔.๓ ข้อจำกัด สภำพปัญหำ และอุปสรรคในกำรพัฒนำอุตสำหกรรมเศรษฐกิจฐำนชวี ภำพจำกปำล์มนำมัน
โอเลโอเคมีมิได้เป็นอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศไทยแต่อย่างใด ประเทศไทยมีการผลิต

โอเลโอเคมีขั้นต้นน้ามานานหลายสิบปีก่อนหน้าน้ี การผลิตไขสบู่ (Soap noodle, Soap chip)
ของผู้ผลิตสบู่รายใหญ่ของต่างประเทศที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยและให้ผลพลอยได้
เป็นกลีเซอรีน มีมานานหลายสิบปีก่อนที่จะเกิดการผลิตกลีเซอรีนอันเป็นผลพลอยได้ของการผลิตเมทิล
เอสเทอร์ ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ไบโอดีเซล และก่อนท่ีสายการผลิตไขสบู่และกลีเซอรีนเหล่านั้น
จะย้ายฐานการผลิตออกไปจากประเทศไทย อันเน่ืองมาจากโครงสร้างของอุตสาหกรรมปาล์ม
ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สาคัญไม่เอ้ืออานวยต่อการดาเนินธุรกิจและก่อให้เกิดความเสียเปรียบในการแข่งขัน
เมื่อเทียบกับฐานการผลิตท่ีมีอยู่ในประเทศเพ่ือนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม
สุดท้ายประเทศไทยก็เดินเข้าสู่สายการผลิตโอเลโอเคมีข้ันกลางน้าและข้ันปลายน้าในที่สุด แม้ว่าโอเลโอเคมี
กลางน้าและปลายน้าจะยังมีผู้ประกอบการจานวนไม่มากนักและผลิตภัณฑ์ยังเป็นเพียงโอเลโอเคมี
ขัน้ พ้นื ฐานก็ตาม

๕๘

๔.๓.๑ กฎระเบยี บและนโยบำยภำครัฐเกีย่ วกบั อตุ สำหกรรมปำล์มนำมนั ในช่วง ๑๐ ปีที่ผำ่ นมำ
ยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาอุตสาหกรรมนา้ มันปาล์มและปาลม์ น้ามนั ๒๕๕๑-๒๕๕๕
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอแผนพัฒนาอุตสาหกรรมน้ามันปาล์มและปาล์มน้ามัน

๒๕๕๑–๒๕๕๕ และได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ โดยกาหนด
เป้าหมายของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ามันในพื้นที่ปลูกใหม่ ๒.๕ ล้านไร่ หรือ ๕ แสนไร่ต่อปี ปลูกทดแทน
สวนปาล์มน้ามันเกา่ ด้วยปาล์มน้ามันพันธ์ุดี ๕ แสนไร่ เพ่ิมผลผลิตจาก ๓ ตันต่อไร่ เป็น ๓.๕ ตันต่อไร่ต่อปี
เพ่ิมอัตราสกัดน้ามันจากร้อยละ ๑๗ เป็นร้อยละ ๑๘.๕ และให้มีการชดเชยเงินกู้ดอกเบ้ียต่าให้แก่
เกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่ไม่เกิน ๒๕ ไร่ โดยใช้งบประมาณปีละ ๑,๑๙๐ ล้านบาท ในระยะเวลา ๘ ปี
รวมงบประมาณ ๙,๕๒๐ ล้านบาท ดาเนินการเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ามัน การตลาดพลังงานทดแทน
และส่งเสริมบุคลากร ท้ังน้ี เพื่อเพ่ิมปริมาณผลผลิตปาล์มน้ามันเพื่อตอบสนองนโยบายการส่งเสริม
การใช้พลงั งานทดแทน

อย่างไรก็ตาม ผลปรากฏว่าการดาเนินการไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ และพื้นท่ีปลูกปาล์ม
ได้เพิ่มข้ึนจาก ๒.๘๘ ล้านไร่ ในปี ๒๕๕๑ เป็น ๓.๙๘ ล้านไร่ ในปี ๒๕๕๕ หรือเพ่ิมขึ้นประมาณ
๒.๗ แสนไร่ต่อปี จากเป้าหมายที่วางไว้ ๕ แสนไร่ต่อปี และผลผลิตต่อไร่ลดลงจาก ๓.๒๑ ตันต่อไร่
ในปี ๒๕๕๔ ลงเหลือ ๒.๘๔ ตันต่อไร่ ในปี ๒๕๕๕ และการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ามันพันธุ์ดีทดแทน
สวนเก่าดาเนินการได้ ๑๔,๘๐๐ ไร่ จากเป้าหมาย ๕ แสนไร่ ส่วนอัตราการสกัดน้ามันในปี ๒๕๕๔
ทาไดร้ อ้ ยละ ๑๗.๖๘ จากเปา้ หมายท่รี อ้ ยละ ๑๘.๕ ในปี ๒๕๕๕ ตามแผน

สาหรับแผนพัฒนาอุตสาหกรรมน้ามันปาล์มและปาล์มน้ามัน ๒๕๕๖–๒๕๖๐
มีรายละเอยี ดดังต่อไปนี้

ยทุ ธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมนา้ มันปาล์มและปาลม์ น้ามนั ปี ๒๕๕๖–๒๕๖๐

 ยุทธศาสตร์เพ่ิมประสทิ ธิภาพการผลติ และคุณค่าผลปาล์มนา้ มนั และผลติ ภณั ฑ์
๑) เพ่ิมพื้นที่ปลูกปาล์มน้ามันในเขตเหมาะสมปลูกปาล์มน้ามันตามประกาศกระทรวง

เกษตรและสหกรณ์ โดยให้มีการตรวจวเิ คราะหด์ นิ และให้คาแนะนาการจดั การดนิ และปยุ๋
๒) เร่งรัดและรณรงค์ในการปรับปรุงฟื้นฟูสวนปาล์มน้ามันเก่าในเขตเหมาะสมปลูก

โดยปลูกทดแทนด้วยพันธุ์ดี และการจัดการการผลิตที่ถูกต้อง รวมท้ังกาหนดให้มีกองทุนสงเคราะห์
การทาสวนปาล์มน้ามนั

๓) สนับสนุนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมปาล์มน้ามันและน้ามันปาล์มสู่ภาคการผลิต
ท่ีมีประสิทธิภาพ บนพ้ืนฐานองค์ความรู้และการบริหารจัดการที่ดี เพ่ือให้เกิดการใช้ทรัพยากรการผลิต
ใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสดุ และแขง่ ขันไดภ้ ายใต้ระบบการคา้ เสรี

๔) สนับสนุนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมปาล์มน้ามันและน้ามันปาล์มสู่ภาคการผลิต
ท่ีมีประสิทธิภาพ บนพ้ืนฐานองค์ความรู้และการบริหารจัดการที่ดี เพ่ือให้เกิดการใช้ทรัพยากรการผลิต
ใหเ้ กิดประโยชน์สงู สุดและแข่งขันไดภ้ ายใตร้ ะบบการคา้ เสรี

๕) จดั ทามาตรการ ข้อกาหนด กับเกษตรกร ลานเท และโรงงาน เพอ่ื เพ่ิมเปอร์เซน็ ต์น้ามนั

 ยทุ ธศาสตรก์ ารเพิม่ ประสทิ ธิภาพการตลาด
๑) นโยบายพลงั งานเชงิ ยดื หยนุ่ เป็นกลไกในการรักษาเสถยี รภาพดา้ นการตลาดและราคา
๒) เสริมสร้างนโยบายการตลาดน้ามันปาล์มและผลิตภัณฑ์ที่เป็นไปตามกลไกตลาด

ทก่ี อ่ ให้เกดิ การแขง่ ขนั และกระจายผลประโยชน์สผู่ ้เู ก่ียวข้องอย่างทว่ั ถงึ และเป็นธรรม

๕๙

๓) จัดทาและบังคับใช้มาตรฐานปาล์มน้ามันและผลิตภัณฑ์ตามหลักมาตรฐานสากล
ทงั้ ระบบ ใช้มาตรการภาคบงั คบั GMP ลานเท มาตรฐานโรงงานสกัดและโรงกลัน่ น้ามันปาลม์

๔) กาหนดนโยบายสิทธิประโยชนใ์ ห้แกผ่ ู้ลงทนุ ในอตุ สาหกรรมปาล์มน้ามัน

 ยทุ ธศาสตร์การใชพ้ ลงั งานทดแทนและพลังงานทางเลือก
๑) สนับสนุนการผลิตพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่องชัดเจน

ให้สอดคล้องกับศักยภาพการผลิตปาล์มน้ามันและน้ามันปาล์ม เช่น ไบโอดีเซล พลังงานชีวมวล
และชวี ภาพ

๒) กาหนดบทลงโทษท่ีรุนแรงและเข้มงวด รวมท้ัง กากับ ดูแล และควบคุมการนาน้ามัน
ใช้แล้วกลับมาใช้เพื่อการบริโภค (Reuse) โดยให้ใช้เป็นพลังงานทดแทนเท่าน้ัน พร้อมท้ังให้มีตลาด
รองรบั ทีช่ ัดเจน

๓) ส่งเสริมให้มีการพฒั นาระบบเครือ่ งยนตท์ ่สี ามารถรองรับ B100 ได้

 ยุทธศาสตรก์ ารวิจยั และพัฒนาแบบมงุ่ เป้า
๑) การวิจัยเชิงนโยบายการบริหารจัดการปาล์มน้ามันอย่างเป็นระบบ และเผยแพร่

ให้เกษตรกรอย่างทวั่ ถึง
๒) การต่อยอดงานวิจัยอย่างจริงจังและต่อเน่ืองเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ เทคโนโลยี

และกรรมวิธกี ารผลติ ผลิตภัณฑท์ ่มี ีมลู ค่าสงู (การใชป้ ระโยชนจ์ ากต้นปาล์มนา้ มัน)
๓) การวิจัยเพ่ือประเมินและลดผลกระทบทางส่ิงแวดล้อม และได้เทคโนโลยีท่ีสามารถ

ขยายผลในทางปฏบิ ัติ
๔) วิจัยและกาหนดมาตรฐานของคุณภาพและการจัดการแต่ละขั้นตอน เช่น เครื่องมือ

ตรวจวัดคุณภาพน้ามนั การใชป้ ระโยชน์จากต้นปาลม์ นา้ มนั เก่า
๕) การวิจัยและพัฒนาบุคลากร เพื่อเสริมสร้างและสนับสนุนขบวนการพัฒนาบุคลากร

ด้านการวิจัยและพัฒนาปาล์มน้ามันและน้ามันปาล์ม รวมทั้งสร้างขบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีปาล์ม
น้ามันอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ในระดับเกษตรกรด้วยกันเอง และมุ่งเน้น
ให้เกษตรกรตน้ แบบถา่ ยทอดใหเ้ กษตรกร

๖) วิจัยและพฒั นาพนั ธ์ุปาล์มท่ใี ช้ผลผลติ สงู

 ยทุ ธศาสตร์การบริหารและการจดั การ
๑) จัดทาพระราชบัญญัติปาล์มน้ามันและน้ามันปาล์มให้เป็นวาระแห่งชาติ ปฏิรูปกฎหมาย

ระเบียบข้อบังคับที่เก่ียวกับปาล์มน้ามันและน้ามันปาล์ม ให้มีความเป็นเอกภาพและสอดคล้องกัน
และใหเ้ กษตรกรมีสว่ นร่วมทกุ ขน้ั ตอน

๒) จดั ตั้งองคก์ รและกองทุนพัฒนาปาลม์ น้ามันและน้ามันปาล์ม เพ่ือบรหิ ารจัดการพัฒนา
อตุ สาหกรรมท้ังระบบให้มีประสิทธภิ าพสงู สุด และแขง่ ขันได้

๓) ส่งเสรมิ พัฒนาระบบโลจสิ ติกส์ภาคเกษตร (โดยเฉพาะการขนส่งทางรถไฟ)
๔) จัดทาฐานข้อมลู ทั้งระบบ เชน่ GPS แปลงปลูกปาลม์ ลานเท โรงงาน ฯลฯ

 การขบั เคลื่อนยทุ ธศาสตร์สูก่ ารปฏิบัติ
การขับเคล่ือนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้องท้ังภาครัฐ เกษตรกร เอกชน

ต้องมีส่วนร่วมในการดาเนินการ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความร่วมมือตามบทบาท หน้าท่ี และความรับผิดชอบ
ร่วมกนั ในการขับเคลือ่ นการพฒั นาตามยทุ ธศาสตรส์ ู่ภาคการปฏบิ ัติในทุกระดบั ช้ัน

๖๐

สาหรับผลการดาเนินงานตามแผนฯ ปี ๒๕๕๖–๒๕๖๐ พบว่า พื้นท่ีปลูกปาล์มใหม่
เพ่ิมข้ึนจาก ๓.๙๘ ล้านไร่ ในปี ๒๕๕๕ เป็น ๕.๑๘ ล้านไร่ ในปี ๒๕๕๙ หรือเพิ่มขึ้น ๑.๒ ล้านไร่
เกินเป้าหมาย ๑ ลา้ นไร่ ตามแผนฯ

อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาอุตสาหกรรมน้ามันปาล์มและปาล์มน้ามัน ถึงแม้จะมี
พันธกิจเพ่ือเพ่ิมมูลค่าปาล์มน้ามันและผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง แต่ในยุทธศาสตร์ทั้ง ๕ ด้าน
ของแผนฯ ปี ๒๕๕๖-๒๕๖๐ ก็มิได้พูดถึงโอเลโอเคมีไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มคุณค่าผลปาล์มน้ามัน
และผลิตภัณฑ์ การตลาด หรือแม้แต่การวิจัยพัฒนา ซึ่งระบุถึงการต่อยอดงานวิจัยอย่างจริงจัง
และต่อเนื่องเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ เทคโนโลยี และกรรมวิธีการผลิตผลิตภัณฑ์ท่ีมีค่าเพ่ิมสูง
ซึ่งระบไุ วเ้ พียงการใช้ประโยชนจ์ ากตน้ ปาลม์ น้ามันเทา่ น้ัน

ส่วนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ ได้มีการกล่าวถึงการจัดทาร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ามัน
และน้ามันปาล์ม และการตั้งองค์กรและกองทุนพัฒนาปาล์มน้ามัน เพื่อบริหารจัดการอุตสาหกรรม
ท้ังระบบ ซ่ึงพบว่าปัจจุบันร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็น และผ่านการ
พิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันท่ี ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๐ และอยู่ระหว่างการพิจารณา
ของสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หากกฤษฎีกาเห็นชอบในร่างดังกล่าว คณะรัฐมนตรี
จึงจะส่งร่างพระราชบัญญัติให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาและลงมติให้ความเห็นชอบประกาศ
เป็นกฎหมาย ส่วนกองทุนพัฒนาปาล์มน้ามันท่ีประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการจัดตั้งกองทุนฯ
และต้ังคณะกรรมการกองทุนฯ เม่อื วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๐

๔.๓.๒ กฎระเบียบและนโยบำยภำครฐั และปัจจยั แวดล้อมท่ีเกี่ยวข้อง
กฎระเบียบและนโยบายภาครัฐมีส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีอย่างเด่นชัด

โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีต้นน้า ที่ส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมโอเลโอเคมีท้ังกลางน้า
และปลายน้า เน่ืองจากผลผลิตของอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีต้นน้าเป็นวัตถุดิบและเป็นต้นทุนหลัก
ทม่ี ีผลต่อศกั ยภาพในการแข่งขนั ของอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีกลางน้าและปลายน้า คณะท่ีปรกึ ษาได้แยก
นโยบายทสี่ าคัญๆ ตามลาดบั ข้ันอตุ สาหกรรมในห่วงโซ่คณุ คา่ เปน็ ๔ ระดบั ดงั นี้

๑. นโยบายท่เี กย่ี วข้องกับการผลิตวตั ถดุ บิ
๒. นโยบายท่เี กย่ี วข้องกับอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีต้นน้า
๓. นโยบายทเ่ี ก่ียวข้องกับอุตสาหกรรมโอเลโอเคมกี ลางนา้
๔. นโยบายทเ่ี กี่ยวข้องกบั อุตสาหกรรมโอเลโอเคมปี ลายน้า
จากการรวบรวมและแบ่งแยกนโยบายออกเป็นส่วนๆ ดังกล่าวข้างต้น พบว่ามีรายละเอียด
ดงั ต่อไปน้ี
๔.๓.๒.๑ หน่วยงานที่เกีย่ วข้องกบั การผลิตวตั ถุดบิ

ปาล์มน้ามันหลายชนิดจัดเป็นพืชเศรษฐกิจท่ีสาคัญของไทย และมีศักยภาพ
ในการพัฒนาเพ่ือสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยนาไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเน่ืองต่างๆ ท่ีสามารถ
ต อ บ ส น อ ง ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ใ น ป ร ะ เ ท ศ แ ล ะ ส า ม า ร ถ ส่ ง อ อ ก เ พ่ื อ ส ร้ า ง ร า ย ไ ด้ ใ ห้ กั บ ป ร ะ เ ท ศ ไ ด้
ดังนั้น หากมีการวางแผนด้านวัตถุดิบท่ีดี จะทาให้ได้วัตถุดิบคุณภาพดีและมีปริมาณเพียงพอ
ในการนาไปใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ในลาดับต่อไปได้ ทั้งนี้มีหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเก่ียวกับการผลิต
วตั ถดุ บิ ไดแ้ ก่

๖๑

กรมวิชาการเกษตร มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ ร่วมมือกับหน่วยราชการอื่น ๆ
ท่ีเกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาที่ดิน และสานักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในการศึกษาและวิจัยเพื่อจัดทา
แผนที่แสดงพื้นท่ีท่ีเหมาะสมสาหรับการปลูกปาล์มน้ามันโดยวิธีการทาสารวจโดยใช้ดาวเทียม
(Remote sensing) สนับสนุนด้านวิชาการ ฝึกอบรม และให้คาแนะนาต่อเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามัน
ศึกษา วิจัย และพัฒนาการผลิตและการแปรรูปปาล์มน้ามัน เร่งรัดการผลิตปาล์มน้ามันพันธุ์ดี
และรว่ มมือกบั กรมส่งเสรมิ การเกษตรในการจัดหาปาล์มน้ามันพันธดุ์ ีให้แก่เกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ ให้การสนับสนุนเกษตรกร
ในการปลูกปาล์มน้ามันแทนพืชเกษตรอื่น ๆ ที่ให้ผลตอบแทนต่า ศึกษาพัฒนาพันธ์ุปาล์มน้ามันร่วมกับ
กรมวิชาการเกษตร ตลอดจนฝึกอบรม และให้คาปรึกษาแก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามัน ให้บริการจัดหา
ปุ๋ยเคมีตามผลการวิเคราะห์ดินและใบปาล์มน้ามัน ส่งเสริมและสนับสนุนการรวมตัวของเกษตรกร
รายย่อยเป็นสถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน สนับสนุนระบบน้าให้แก่เกษตรกรรายย่อย
เช่น ขดุ สระนา้ และท่อสง่ นา้

กรมส่งเสริมสหกรณ์การเกษตร มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ สนับสนุน
การดาเนนิ ธุรกจิ ของสหกรณแ์ ละส่งเสรมิ สนบั สนนุ การรวมตัวของเกษตรกรเปน็ สหกรณ์

สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ สารวจข้อมูล
วางแผน ปรับแผน ติดตาม ประเมินผลการผลิตปาล์มน้ามัน รับข้ึนทะเบียนผู้ปลูกปาล์มน้ามัน
และวิเคราะห์อุปสงค์อุปทานของปาล์มน้ามัน จัดทาแผนยุทธศาสตร์ปาล์มน้ามันและน้ามันปาล์มของไทย
โดยปัจจุบนั อย่ใู นชว่ งแผนยุทธศาสตรป์ าลม์ น้ามันและน้ามันปาล์มปี ๒๕๕๘-๒๕๖๙ ซึ่งมเี ปา้ หมายดังน้ี

- ด้านอุปทาน : ขยายพ้ืนที่ปลูกปาล์มน้ามันอีก ๓ ล้านไร่ ควบคู่กับการเพิ่ม
ผลผลิตต่อไรเฉล่ียจาก ๓.๒ ตัน เป็น ๓.๕ ตัน และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตการแปรรูปให้ได้อัตรา
นา้ มนั รอ้ ยละ ๒๐ ซ่งึ จะทาใหผ้ ลผลติ ปาลม์ นา้ มนั เพมิ่ กว่า ๒๑ ลา้ นตนั หรือเพิ่มเป็นสองเท่า

- ด้านอุปสงค์ : เพิ่มอุปสงค์ในประเทศ โดย ๑) เพ่ิมการใช้น้ามันเพ่ือการบริโภค
ประมาณ ๓ แสนตัน หรือเพิ่มข้ึนเฉลี่ยร้อยละ ๓ ต่อปี และ ๒) เพิ่มการใช้น้ามันปาล์มเป็นพลังงาน
ทดแทนอีกเท่าตัว ขณะเดียวกนั จะรกั ษาระดับการสง่ ออกน้ามันปาล์ม ประมาณ ๓-๗ แสนตนั ตอ่ ปี

- ภายในปี ๒๕๖๒ จะผลักดันให้เกิดมาตรฐานน้ามันปาล์มของอาเซียน (ASEAN
Sustainable Palm Oil : ASPO) และผลักดันกฎหมายปาล์มนา้ มันให้มีโครงสร้างถาวรในการขับเคล่ือน
วิจยั และพัฒนา

กรมชลประทาน มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ พัฒนาและปรับปรุงความสามารถ
ในการเข้าถึงแหล่งน้าธรรมชาติของเกษตรกรในพ้ืนท่ีท่ีมีการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ามันและเพิ่มพื้นท่ี
ทาการเกษตรปาล์มนา้ มันในเขตชลประทานร่วมกบั กรมสง่ เสริมการเกษตร

กรมทรัพยากรน้า มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ ร่วมมือกบั กรมชลประทานในการ
บริหารจัดการ อนุรักษ์ฟ้นื ฟูพฒั นา และแก้ไขปญั หาทรพั ยากรในพ้นื ท่เี พาะปลูกปาลม์ นา้ มัน

กรมพัฒนาที่ดิน มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ ร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตร
ในการกาหนดพื้นที่ทีเ่ หมาะสมต่อการผลิตปาลม์ น้ามนั

สานักงานคณะกรรมการปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรม มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน
คอื พัฒนาแหล่งส่งเสรมิ การปลกู ปาล์มน้ามนั ในเขตปฏริ ูปทดี่ ิน

๖๒

ธนาคารเพ่ือการเกษตรและสหกรณ์ มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ สนับสนุน
ทางการเงนิ สาหรบั การเพาะปลกู ปาลม์ น้ามัน

กรมการค้าภายใน มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ กาหนดนโยบายการนาเข้า
ส่งออก ห้ามนาเข้าส่งออกปาล์มน้ามันและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเคมีชีวภาพ รวมถึงการ
กาหนดราคาซื้อขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง หรือส่งผลกระทบทางตรงหรือทางอ้อมต่ออุปสงค์ อุปทานของ
ปาล์มน้ามัน

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยสานักบริหารการค้าธัญพืชและสินค้า
ข้อตกลง มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ ทาหน้าท่ีโดยตรงในการเจรจาต่อรอง และกาหนดนโยบายนาเข้า
สง่ ออกปาล์มนา้ มันต่อประเทศคู่คา้

กระทรวงการคลัง มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ พิจารณาเรื่องมาตรการทางภาษี
อันเกี่ยวขอ้ งกับการนาเข้าส่งออกปาลม์ นา้ มนั ซ่ึงมีผลตอ่ ราคาจาหน่ายปาลม์ น้ามัน พิจารณาเรอื่ งมาตรการ
ทางภาษี อันเก่ียวข้องกับการนาเข้าส่งออกผลิตภัณฑ์ จากปาล์มน้ามันภายในประเทศและต้นทุน
ในการผลติ เคมชี วี ภาพจากปาล์มน้ามัน

สานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ เป็นองค์กร
มหาชน ที่จัดตั้งขึ้นเพ่ือส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยการเกษตรเชิงพาณิชย์ อันมีผลต่อการวิจัยพัฒนา
ผลติ ภัณฑ์เชงิ พาณิชยข์ องปาลม์ นา้ มนั ของไทย

คณะกรรมการพืชน้ามันและน้ามันพืช มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ กาหนดนโยบาย
การบรหิ ารจดั การการผลิต การตลาด การแปรรูปถัว่ เหลือง พืชนา้ มนั อ่นื ๆ โดนมรี องนายกรัฐมนตรี เป็น
ประธาน และมีเลขาธิการสานักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นเลขานุการ ส่งผลต่อปาล์มน้ามัน เน่ืองจาก
ถั่วเหลอื งเป็นสนิ คา้ ทดแทนปาล์มนา้ มนั ได้

คณะกรรมการนโยบายอาหาร มบี ทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ กาหนดนโยบายและ
มาตรการการผลิต การนาเข้า การควบคุมคุณภาพของอาหารสัตว์ เช่น กากถ่ัวเหลือง ข้าวโพดเล้ียงสัตว์
เป็นต้น อันมีผลต่ออุปสงค์ อุปทานของกากถ่ัวเหลือง ซึ่งมีผลต่อราคาของน้ามันปาล์มและถั่วเหลือง
ภายในประเทศ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และอธิบดีกรมการค้าภายใน
เป็นเลขานกุ าร

องคก์ ารคลังสินคา้ มีบทบาทต่อปาล์มน้ามัน คือ ทาหน้าที่นาเข้าและรับซ้ือสินค้า
เพ่ือแก้ไขปัญหาตามนโยบายของรัฐบาล เพ่ือแก้ไขปัญหาด้านปริมาณและราคาสินค้าภายในประเทศ
เช่น การนาเข้าปูนซีเมนต์ เหล็ก น้ามันปาล์ม เป็นต้น ปฏิบัติตามพันธกรณี ตามความตกลงการเกษตร
ภายใต้องค์การการค้าโลก ในการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี
นาเข้าสินค้าในธุรกิจขององค์การคลังสินค้า มีบทบาทต่อการสกัดน้ามัน จากการทาหน้าท่ีนาเข้า
ตามโควตาของ WTO

๔.๓.๒.๒ นโยบายและหน่วยงานทีเ่ ก่ยี วข้องกบั การผลติ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปาล์มน้ามันขน้ั ตน้
ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปาล์มน้ามันข้ันต้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์น้ามันที่ได้จากการ

นาผลผลิตปาล์มน้ามันจากเกษตรกรมาเข้าสู่กระบวนการสกัดน้ามัน ดังเช่นกรณีของวัตถุดิบปาล์ม
จะได้น้ามันออกมาเป็นน้ามันจากปาล์มและน้ามันจากเมล็ดในปาล์ม ซ่ึงผู้ผลิตน้ามันในข้ันต้นนี้
จะรวมถึงข้ันตอนในส่วนของการกล่ันน้ามันพืชด้วย โดยผลผลิตที่ได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้ันต้น
จะเป็นผลิตภัณฑ์ท่สี ามารถนาไปใช้อุปโภค บรโิ ภคได้ เช่น นา้ มันพืช และผลิตภัณฑส์ าหรับเปน็ สารต้งั ต้น

๖๓

เช่น น้ามันเมล็ดนอกปาล์ม (CPO) น้ามันเมล็ดในปาล์ม (PKO) น้ามันสเตียริน (PST) ซ่ึงจะนาไปใช้
ในการผลิตผลิตภัณฑ์ข้ันกลางอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ข้ันต้นกลุ่มน้ี ควรกระจายลงไปในพ้ืนท่ี
ท่ีมีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม เพ่ือลดต้นทนุ คา่ ขนส่งและยังคงรักษาคุณภาพของผลปาล์มไว้ได้ แต่ปัจจุบันยัง
พบว่า โรงงานสกัดน้ามันปาล์มยังไม่สามารถกระจายตัวลงไปในพ้ืนท่ีที่มีการเพาะปลูกปาล์มได้
อย่างทั่วถึง ถึงแมจ้ ะมหี น่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชนท่ีทาหน้าที่สนับสนุนและพัฒนาการผลิตน้ามัน
จากพืชอยู่หลายองค์กรก็ตาม แต่การดาเนินนโยบายดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน
ทั้งน้ี การศึกษานี้ผู้วิจัยได้รวบรวมหน่วยงานปัจจุบันท่ีมีภาระรับผิดชอบเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์แปรรูป
ขน้ั ต้น ท้ังของปาลม์ นา้ มนั ปาลม์ และปาล์มนา้ มนั ชนิดอ่นื ทเ่ี กย่ี วขอ้ งไว้ ไดแ้ ก่

คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ามันแห่งชาติ (กนป.) จากแผนผังห่วงโซ่คุณค่า
อุตสาหกรรมโอเลโอเคมี จะเห็นว่าอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีต้นน้า คือ อุตสาหกรรมปาล์มน้ามันและ
ผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ามัน โดยหน่วยงานระดับสูงท่ีควบคุมดูแลนโยบายของอุตสาหกรรมปาล์มน้ามัน
คือ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ามันแห่งชาติ (กนป.) มีสานักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นฝ่าย
เลขานุการ ซ่ึงรายละเอียดขององค์ประกอบของคณะกรรมการ กนป. และอานาจหน้าท่ีปรากฏตาม
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนพิเศษ ๑๐๗ ง.หน้า ๑/๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ ตามท่ีปรากฏ
ในภาคผนวก ๘ กนป. ได้ถูกจัดต้ังข้ึนในปี ๒๕๕๑ และมีการประชุมจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น ๒๓ คร้ัง
แบ่งเป็น

ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๒๕๕๗ ๒๕๕๘ ๒๕๕๙ ๒๕๖๐

จานวนครงั้ ที่ประชุม ๑๑ ๓ ๑ ๐ ๕ ๒ ๑

โดยเร่ืองสาคัญส่วนใหญ่เป็นการประชุมเพ่ือใช้อานาจหน้าท่ีในการแก้ปัญหา
เกยี่ วกับราคาผลปาล์ม ราคาน้ามันปาล์ม และการแทรกแซงตลาด เช่น การชดเชยราคาการนาเขา้ น้ามัน
ปาล์ม การแก้ปัญหาปาล์มน้ามัน การดูดซับน้ามันปาล์มดิบออกจากระบบตลาด การกาหนดสินค้า
และบริการควบคมุ ของการการค้าภายใน การปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิตและ
การตลาดปาล์มน้ามนั แบบครบวงจร การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ปาล์มน้ามันและน้ามนั ปาล์ม การจ่ายเงิน
ส่วนต่างราคาน้ามันปาล์ม การแก้ไขปัญหาราคาน้ามันปาล์ม ปัญหาน้ามันปาล์มขาดแคลน มาตรการ
และการบรหิ ารจดั การน้ามันปาลม์ นาเข้า การขอนาเขา้ น้ามนั ปาล์มเพอ่ื เพม่ิ ปรมิ าณสนิ ค้าคงคลงั สารอง

ปาล์มน้ามันเปน็ พืชเศรษฐกจิ ที่สาคัญชนิดหนึ่ง และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ความเป็นอยู่ของเกษตรกร กนป.จึงมอบหมายให้สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร จัดทาแผนพัฒนา
อุตสาหกรรมปาล์มน้ามันและน้ามันปาล์มขึ้นมาแล้วจานวน ๒ คร้ัง คือ แผนพัฒนาอุตสาหกรรม
ปาล์มน้ามันและน้ามันปาล์ม ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๕ และแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ามันและน้ามนั ปาล์ม
ปี ๒๕๕๖-๒๕๖๐ ซึ่งเม่ือพิจารณาแผนดังกล่าวแล้ว พบว่า ได้มีการร่างแผนเพื่อให้สอดคล้องกับ
แผนพัฒนาการเกษตรของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนพัฒนาพลังงานทดแทน
และพลังงานทางเลือก อย่างไรก็ตาม ท้ังแผนพัฒนาการเกษตรของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงาน และแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ามัน
และน้ามันปาล์มของสานักงานเศรษฐกิจการเกษตร ไม่ได้กล่าวถึงการพัฒนาปาล์มน้ามันไปสู่
อตุ สาหกรรมโอเลโอเคมี

๖๔

นอกจากหน่วยงานภาครัฐดังที่ได้กล่าวถึงมาแล้ว ยังมีสมาคมภาคเอกชน
และองคก์ รอสิ ระตา่ ง ๆ ทีเ่ ก่ียวข้องกบั การผลติ ผลติ ภัณฑแ์ ปรรปู จากปาล์มนา้ มัน เช่น

 สมาคมปาลม์ นา้ มันและน้ามันปาล์มแหง่ ประเทศไทย

 สมาคมโรงงานนา้ มันปาลม์ บริโภค

 สมาคมโรงงานสกัดน้ามนั ปาลม์

 สมาคมโรงกล่ันน้ามันปาลม์

 สมาคมผู้ผลติ ไบโอดีเซลแห่งประเทศไทย

 กล่มุ อตุ สาหกรรมนา้ มันปาล์ม สภาอตุ สาหกรรมแห่งประเทศไทย

 สมาคมผูผ้ ลิตอาหารสตั ว์ไทย

 สมาคมปศุสตั วไ์ ทย

 สมาคมผู้เลีย้ งไกเ่ น้ือเพอ่ื การส่งออก

 สมาคมวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยอี าหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT)

 สถาบันอาหาร

 คณะกรรมการธรุ กิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าแหง่ ประเทศไทย

 สถาบนั ไทย-เยอรมนั
นอกจากน้ียังมีหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมการค้าภายใน
กระทรวงการคลัง คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ามันแห่งชาติ คณะกรรมการพืชน้ามันและน้ามันพืช
คณะกรรมการนโยบายอาหาร และองค์การคลังสินคา้
๔.๓.๒.๓ หน่วยงานทเี่ กย่ี วขอ้ งกับการผลิตผลิตภณั ฑ์โอเลโอเคมีขนั้ กลาง
ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปาล์มน้ามันข้ันกลาง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารตั้งต้นน้ามัน
ปาล์มดิบ (CPO) น้ามันเมล็ดในปาล์ม (PKO) น้ามันสเตียริน (PST) เป็นวัตถุดิบในการผลิต ซ่ึงสามารถ
แบ่งแยกกลุ่มของผลิตภัณฑ์ขั้นกลางเป็นกลุ่ม ได้แก่ กรดไขมัน กลีเซอรีน แฟตตี้แอลกอฮอล์ แฟตตี้เอส
เทอร์ ซ่ึงในการผลิตผลิตภัณฑ์ข้ันกลางนี้ จะมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้ามามีบทบาทในการกาหนดนโยบาย
ควบคุม ดูแล หรือออกกฎระเบียบที่มีความเก่ียวข้องกับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์แปรรูปข้ันกลาง
ของปาล์มน้ามันปาล์ม และปาล์มน้ามันอ่ืน ๆ อยู่หลายหน่วยงาน โดยสามารถแบ่งเป็นกลุ่มหน่วยงาน
ที่มีความสาคญั ในดา้ นตา่ ง ๆ ได้แก่
หน่วยงานท่ีมีความสาคัญในด้านนโยบายระดับสูง เป็นหน่วยงานที่มีความเก่ียวข้อง
กับการกาหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของประเทศ ซ่ึงได้มีการกาหนดเป้าหมายของการพัฒนา
อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพจากปาล์มน้ามันและการเพ่ิมมูลค่าของสินค้าเกษตร ซึ่งจะส่งผลต่อการผลักดัน
นโยบายจากหน่วยงานอ่ืน ๆ ให้อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพจากปาล์มน้ามันสามารถดาเนินการได้
อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยปัจจุบันมีหน่วยงานท่ีให้ความสาคัญกับนโยบายทางด้านน้ี เช่น สานักงาน
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสานกั งานเศรษฐกจิ อตุ สาหกรรม (สศอ.)
หน่วยงานที่มีความสาคัญในด้านการส่งเสริมการตลาด เป็นหน่วยงานที่ทาหน้าที่
สนับสนุนในด้านการจัดหา ควบคุม และดูแลการตลาด ทั้งตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ
ซ่งึ หนว่ ยงานทีม่ ีความสาคญั ในด้านนมี้ อี ยเู่ ปน็ จานวนมาก เชน่ สถาบันไทย-เยอรมัน สถาบนั อาหาร (NFI)

๖๕

กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก สภาหอการค้า
แห่งประเทศไทย กรมพัฒนาพลงั งานทดแทนและอนรุ ักษพ์ ลงั งาน กระทรวงพลังงาน

ตัวอย่างของการดาเนินการของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์
พลังงาน กระทรวงพลังงาน ที่ได้มีการกาหนดแผนแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก
พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๗๙ (Alternative Energy Development Plan : AEDP 2015) ซึ่งเป็นแผนที่เน้น
การผลักดันการปลูกปาล์มน้ามัน เพิ่มจานวนปาล์มน้ามัน เพ่ือเข้าสู่อุตสาหกรรมไบโอดีเซล
แต่อย่างไรก็ตาม การวางแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๗๙
(Alternative Energy Development Plan : AEDP 2015) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์
พลังงาน กระทรวงพลงั งาน เนน้ การพฒั นาอตุ สาหกรรมไบโอดีเซลเทา่ น้นั

แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๗๙
(Alternative Energy Development Plan : AEDP 2015) ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและ
อนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ซึ่งอ้างอิงยุทธศาสตร์ปาล์มน้ามันและน้ามันปาล์มปี ๒๕๕๘-๒๕๖๙
และประเมินผลผลิตปาล์มน้ามันจากพ้ืนที่ท่ีเหมาะสมต่อการปลูกปาล์มน้ามันทั่วประเทศและประเมิน
น้ามันปาล์มคงเหลือจากการบริโภคเป็นศักยภาพในการผลิตไบโอดีเซลในอนาคต โดยมีเป้าหมาย
การผลิตไบโอดีเซล ๑๔ ล้านลติ รต่อวันในปี ๒๕๗๙

ตารางท่ี ๔-๗ เปา้ หมายการผลิตไบโอดีเซลในปี ๒๕๗๙ ตามแผน AEDP 2015

ศกั ยภำพนำมนั ปำลม์ ๒๕๖๐๑ ๒๕๖๒๑ ๒๕๖๙๑ ๒๕๗๙๒

เป้าหมายพน้ื ทีเ่ พาะปลูกปาลม์ นา้ มนั (ล้านไร่) ๕.๐ ๕.๕ ๗.๕ ๑๐.๒

ผลผลติ ปาลม์ น้ามัน (ล้านตนั /ปี) ๑๕.๔ ๑๖.๗ ๒๑.๔ ๒๙.๕

ผลผลติ น้ามันปาลม์ ดิบ (ล้านตนั /ปี) ๒.๙ ๓.๒ ๔.๓ ๕.๙

นา้ มันปาลม์ ดบิ คงเหลอื (ล้านตัน/ป)ี ๓ ๑.๙ ๒.๐ ๒.๙ ๔.๒

ไบโอดเี ซลสงู สุดท่ผี ลิตได้ (ล้านลติ ร/วัน)๔ ๖.๕ ๗.๑ ๑๐.๐ ๑๔.๐

หมายเหตุ : ๑ ยทุ ธศาสตรป์ าลม์ น้ามนั และน้ามนั ปาล์มปี ๒๕๕๘-๒๕๖๙

๒ จากการอนมุ านผลผลติ ตามพนื้ ที่ทีเ่ หมาะสมต่อการเพาะปลูกปาลม์ นา้ มนั ท่ัวประเทศ

๓ คิดนา้ มนั ปาลม์ ดบิ คงเหลือโดยยังไมไ่ ดห้ กั ปริมาณการส่งออก

๔ คานวณโดยคิดการผลติ ไบโอดีเซลชนิด Fatty Acid Methyl Esters (FAME)

ท่ีมา : กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรกั ษพ์ ลังงาน

หน่วยงานที่มีความสาคัญในด้านมาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ เป็นหน่วยงาน
ท่ีให้การสนับสนุนและดูแลในด้านคุณภาพการผลิต เพ่ือให้มีการผลิต ท่ีได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ
โดยเฉพาะการผลิตเพ่ือนาไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารซ่ึงในปัจจุบันมีความเข้มงวดในเร่ืองกฎระเบียบ
มาก ปัจจุบันมีหน่วยงานที่เก่ียวข้องในด้านนี้ เช่น บริษัท ห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิตภัณฑ์
เกษตรและอาหาร จากัด สานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สถาบันอาหาร (สอห.)
สานกั งานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

สถาบันรับรองมาตรฐาน ไอ เอส โอหน่วยงานท่ีมีความสาคัญในด้าน
มาตรการทางการเงิน

๖๖

ในปัจจุบัน มีหน่วยงานที่ทาหน้าท่ีเก่ียวข้องกับนโยบายทางด้านการเงิน
การลงทุน และการจัดหาแหล่งเงินทุนของบริษัท โดยบทบาทท่ีสาคัญของหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้อง
ทางการเงินได้แก่ การเป็นแหล่งเงินทุนและให้สินเชื่อในต้นทุนท่ีมีความเหมาะสมกับองค์กรที่จะเข้ามา
ดาเนินการผลิต ปัญหาหลักประการหน่ึงที่มีโอกาสเกิดข้ึนระหว่างสถาบันการเงินกับผู้ลงทุน
ในอุตสาหกรรมโอเลโอเคมี ซึ่งถอื ว่าเป็นธุรกจิ ใหม่ของประเทศไทย จึงเป็นผลให้การพิจารณาของสถาบัน
การเงินเพื่อให้สินเช่ือมคี วามยากมากขึ้น ใช้ระยะเวลาในการพิจารณานาน หรือคดิ ต้นทุนของการให้กู้ยืม
ในระดับสูง หน่วยงานที่มีบทบาทกับการดาเนินมาตรการทางการเงิน เช่น ธนาคารเพ่ือการเกษตรและ
สหกรณ์การเกษตร (ธกส.) สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารเพ่ือการ
ส่งออกและนาเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย จากัด (มหาชน)
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และบรรษัทประกันสินเช่ือ
อตุ สาหกรรมขนาดยอ่ ม (บสย. SICGO)

หนว่ ยงานทีม่ ีความสาคญั ในดา้ นมาตรการภาษี เปน็ หนว่ ยงานท่ีมคี วามสาคัญมาก
กับการดาเนินธุรกิจ เน่ืองจากการให้การสนับสนุน สิทธิพิเศษ และความช่วยเหลือทางด้านภาษีในช่วง
เริ่มดาเนินการ ถือเป็นมาตรการหนึ่งที่สาคัญในการให้ความช่วยเหลือธุรกิจเกิดใหม่ของไทย
ให้สามารถแข่งขันได้กับบริษัทคู่แข่งสาคัญของต่างประเทศ ที่มีการดาเนินการจนมีความเช่ียวชาญแล้ว
ท้ังน้ี รูปแบบการให้ความช่วยเหลือจะรวมถึงการลดหย่อนภาษี การกาหนดอัตราภาษีสาหรับสินค้า
เฉพาะ และการยกเว้นภาษีนาเข้าเคร่ืองจักรและอุปกรณ์ต่างๆ อันจะส่งผลต่อเงินลงทุนเร่ิมต้นของ
ผู้ลงทุนที่ลดลง โดยหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้อง เช่น สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร

หน่วยงานที่มีความสาคัญในด้านการวิจัยและพัฒนา ในปัจจุบันประเทศไทย
มีหน่วยงานท่ีมีความเกี่ยวข้องในด้านการวิจัยพัฒนาอยู่เป็นจานวนมากท่ีทาการค้นคว้าวิจัยและพัฒนา
ทางด้านเทคโนโลยี ท้ังเพื่อการพัฒนาคดิ คน้ ผลิตภณั ฑ์ใหม่และเพ่ือการพัฒนาประสิทธิภาพกระบวนการ
ผลิตให้มีคุณภาพดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การวิจัยและพัฒนา ของหน่วยงานต่างๆ ในอุตสาหกรรมโอเลโอเคมี
จากปาล์มน้ามันที่เป็นลักษณะเชิงพาณิชย์ยังค่อนข้างมีความจากัด เน่ืองจากส่วนใหญ่เป็นการให้
ความสาคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟตต้ีเอสเทอร์ ซ่ึงได้แก่ ผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซลเป็นหลัก
ส่วนการวิจัยและพัฒนาในผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นยังมีไม่มากนัก โดยหน่วยงานที่มีบทบาทในด้านการ
ดาเนินการวิจัยและพฒั นาในประเทศไทย เชน่ สานกั งานกองทนุ สนับสนุนการวจิ ยั (สกว.) สานักงานสภา
วิจัยแห่งชาติ (วช.) สานักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สว
ทน.) สถาบันวจิ ัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร
(สวก.) สถาบันไทย-เยอรมัน สถาบันอาหาร (NFI) สานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
(สวทช.) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ศูนย์บริการสารสนเทศทาง
เทคโนโลยี (TIAC) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สานักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และกรม
อู่ทหารเรือ กองทัพเรือ โดยหน่วยงานด้านการวิจัยพัฒนาได้มกี ารบูรณาการด้านการวิจัยร่วมกันระหว่าง
ห น่ ว ย ง า น เ ช่ น ก า ร ก า ห น ด ใ ห้ มี ส ภ า น โ ย บ า ย วิ จั ย แ ล ะ น วั ต ก ร ร ม แ ห่ ง ช า ติ (น ว น ช .)
โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และให้เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเลขาธิการ
สานักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)
เปน็ เลขานกุ ารร่วม เพ่ือเป็นกลไกสาคญั ที่ทาหน้าทีก่ าหนดนโยบายและแผนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี

๖๗

และนวัตกรรมของประเทศให้ชัดเจน ให้มีการจัดสรรและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าส่งเสริมสนับสนุน
ผลักดันการดาเนินงานตามนโยบายและแผน และติดตามประเมินผลการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
และนวตั กรรมของประเทศอย่างจรงิ จังและตอ่ เนื่อง

หน่วยงานท่ีมีความสาคัญในด้านบุคลากร การพัฒนาบุคลากรถือเป็นปัจจัย
รากฐานสาคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เกิดข้ึนและสามารถดาเนินการต่อไปได้อย่างยั่งยืน
และยังเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนา สร้างความสามารถในการแข่งขันในอนาคต ท้ังนี้ ในปัจจุบัน
ประเทศไทยยังไม่มีหลักสูตรที่ให้การศึกษาเพ่ือพัฒนาบุคลากรที่ตรงกับสายวิชาทางด้านผลิตภัณฑ์
โอเลโอเคมีมากนัก ดังนั้น การพัฒนาบุคลากรควรเน้นการพัฒนาหลักสูตรความรู้ทางด้านเทคโนโลยี
การผลิตในอุตสาหกรรมโอเลโอเคมี และการสนับสนุนปัจจัยเกื้อหนุนต่าง ๆ เพ่ือเป็นการเพ่ิมโอกาส
และสนับสนนุ การเรียนของผู้เรียน โดยปจั จุบันมีหน่วยงานท่เี กีย่ วข้องการพัฒนาบคุ ลากร เช่น สานักงาน
คณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา กระทรวงศึกษาธิการ และกองทนุ เงนิ ให้กู้ยมื เพอ่ื การศกึ ษา (กยศ.)

๔.๓.๒.๔ นโยบายท่เี ก่ยี วข้องกับอตุ สาหกรรมโอเลโอเคมีปลายน้า
ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีข้ันปลาย เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการผลิต โดยใช้ผลิตภัณฑ์

ข้ันกลางดังกล่าวข้างต้น อันได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มกรดไขมัน กลีเซอรีน แฟตตี้แอลกอฮอล์ แฟตตี้เอสเทอร์
เป็นวัตถุดิบต้งั ต้นในการนาไปผลิตผลติ ภัณฑอ์ ่ืนๆ ต่อไป ซึ่งผลติ ภณั ฑ์ท่ีไดน้ ี้จะมเี ปน็ จานวนมากข้นึ อย่กู ับ
การนาไปเข้าสู่กระบวนการผลิตใด และการนาสารประกอบใดเข้ามาผสม รวมทั้งการนาไปใช้เป็น
สารประกอบในการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเคร่ืองดื่ม อุตสาหกรรม
อาหารสัตว์ อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์รักษาสุขภาพและเครื่องสาอาง อุตสาหกรรม
ยา อุตสาหกรรมเครื่องใช้ในบ้าน อุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมสี อุตสาหกรรม
พลาสติก อุตสาหกรรมหมึกพิมพ์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยาสูบ อุตสาหกรรมเรซิ่น
และอุตสาหกรรมวัตถุระเบิด จึงทาให้นโยบาย กฎระเบียบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต
ผลิตภัณฑ์แปรรูปขั้นปลายของปาล์มน้ามันในกลุ่มนี้ จะถูกบังคับเช่นเดียวกับกรณีของการผลิตสินค้า
อุตสาหกรรมทั่วไป หรือจะเข้าตามหมวดสินค้าเฉพาะในแต่ละประเภทของอุตสาหกรรมที่มีการนาไปใช้
เป็นวัตถุดิบ ดังนั้น เนื่องจากจะเป็นนโยบายและกฎระเบียบที่ไม่ได้มีความเก่ียวข้องโดยตรงกับการ
วิเคราะห์กรณีของอุตสาหกรรมโอเลโอเคมี จงึ จะไม่นามากล่าวไว้ในที่น้ี

๔.๓.๓ นโยบำยกำหนดมำตรฐำนผลติ ภัณฑเ์ ชือเพลิงทดแทนจำกพืชนำมัน
กรมธุรกิจพลังงานได้ออกประกาศกาหนดคุณลักษณะและคุณภาพของไบโอดีเซล

ที่ได้จากกระบวนการเอสเทอริฟิเคชั่น (Esterification) ของน้ามันพืชหรือกรดไขมัน ท้ังสาหรับการใช้
จาหนา่ ยในเชงิ พาณิชย์ และสาหรบั การใช้กับเคร่อื งจกั รกลทางเกษตรขนาดเล็ก

๔.๓.๔ นโยบำยกำรสง่ เสริมกำรลงทุน
สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ให้สิทธิประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ลงทุน

ที่เก่ียวขอ้ งกับพชื น้ามนั และผลิตภณั ฑ์ ดังตอ่ ไปนี้
 หมวด ๑ ประเภท ๑.๑ กิจการขยายพันธ์ุพืชหรือการคัดคุณภาพเมล็ดพันธ์ุ ถูกจัดให้
เป็นกิจการที่ให้ความสาคัญเป็นพิเศษ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ๘ ปี
โดยไมข่ ้ึนอย่กู บั เขตสง่ เสริม
 หมวด ๑ ประเภท ๑.๑๒ กจิ การผลิตน้ามนั หรอื ไขมันจากพืชและสตั ว์

๖๘

 หมวด ๑ ประเภท ๑.๒๖ กจิ การผลติ แอลกอฮอลห์ รือเชอื้ เพลิงจากผลผลติ
ทางการเกษตร

 หมวด ๖ ประเภท ๖.๒ เคมีภัณฑ์อื่นๆ ทต่ี ้องมกี ระบวนการผลิตทางเคมี
 หมวด ๗ ประเภท ๗.๓๐ กจิ การเทคโนโลยชี วี ภาพ (Biotechnology) ไดแ้ ก่ กจิ การ

วิจัยและพัฒนาและอุตสาหกรรมการผลิตเมล็ดพันธุ์หรือการปรับปรุงพันธุ์พืช
และสัตว์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ และกิจการวิจัยและพัฒนาและอุตสาหกรรมการ
ผลิตสารเวชภัณฑ์ท่ีใช้เทคโนโลยชี ีวภาพ
๔.๓.๕ นโยบำยกำรพัฒนำและสง่ เสริมเชือเพลิงชวี ภำพ
นโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเช้ือเพลิงชีวภาพ ได้มีการออกประกาศเพ่ือให้มีการผสม
ไบโอดีเซลในอัตราส่วนร้อยละ ๑๐ เพ่ือจาหนา่ ยท่ัวประเทศ ในปี ๒๕๕๕ ซ่ึงจะเป็นผลให้มีความต้องการ
เมทิลเอสเทอร์เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งยังมีการกาหนดในหลักการงบประมาณแผ่นดินวงเงิน ๑,๓๐๐ ล้านบาท
เพื่อเปน็ ค่าใชจ้ ่ายเงนิ ทุนหมุนเวยี นส่งเสริมการปลูกพืชน้ามัน ๘๐๐ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการวิจัยพัฒนา
และบริหารจัดการ ๕๐๐ ล้านบาท นอกจากน้ียังได้กาหนดนโยบายให้กับกระทรวงต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง
โดยสรุปได้ ดังนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กาหนดพ้ืนท่ีปลูกปาล์มให้แล้วเสร็จภายใน ๖ เดือน
ให้ภาคใต้และภาคตะวันออกเป็นฐานการปลูกปาล์ม พัฒนาและทาโครงการนาร่องในภาคอีสาน
และภาคเหนือ จัดหาเมล็ดพันธ์ ส่งเสริมการปลูกปาล์ม และศึกษาผลกระทบท่ีจะเกิดข้ึนกับเกษตรกร
ประสานและจัดทาความร่วมมอื กับประเทศเพื่อนบา้ นเพ่อื ปลูกปาล์มในลักษณะ Contact Farming ดว้ ย
กระทรวงการคลัง พิจารณาจัดต้ังนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) เพ่ือส่งเสริมการปลูกปาล์ม พืชน้ามันและ
การผลิต ไบโอดีเซล ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) สนับสนุนสินเชื่อแก่ SPV
เพ่ือดาเนินธุรกิจปาล์มน้ามัน โดยให้กระทรวงการคลังค้าประกัน กระทรวงพลังงานและกระทรวง
อุตสาหกรรม รับผิดชอบการผลิตและส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ กาหนด
นโยบายการก่อสร้างโรงงานไบโอดีเซลให้สอดคล้องกับการกาหนดพื้นที่เพาะปลูกปาล์ม ท่ีตั้งคลังน้ามัน
เพื่อป้องกันผลกระทบท่ีจะเกดิ ขึ้นกบั น้ามนั ใช้ประกอบอาหาร และลดต้นทุน ค่าขนส่งในการผสมไบโอดีเซล
ควรมมี าตรการภาษี เพอื่ ให้ราคาขายปลกี ไบโอดีเซลแตกต่างจากราคานา้ มนั ดเี ซลในช่วงแรก
๔.๓.๖ นโยบำยกำรพัฒนำและสง่ เสริมเชือเพลิงชวี ภำพของสหภำพยุโรป
สหภาพยุโรป (EU) ได้มกี ารพิจารณาให้ห้ามการนาเข้าพืชท่ีใช้ในการผลิตเช้ือเพลิงบางชนิด
ท่ีมีกระบวนการผลิตเป็นอันตรายต่อสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ปาล์ม ข้าวโพด ท่ีมีการเพาะปลูก
โดยรุกที่ป่าสมบูรณ์ ซึ่งนโยบายดังกล่าวอาจทาให้เกิดข้อพิพาททางการค้าระหว่างอียูและกลุ่มประเทศ
ผูส้ ่งออกน้ามันปาลม์ ในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้
๔.๓.๗ นโยบำยผลิตพลังงำนจำกพืชของสหรัฐอเมริกำ
นโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจากพืชของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคาของพืชพลังงาน
ซ่ึงรวมกับพชื นา้ มันของโลกมแี นวโน้มสูงขึน้
๔.๓.๘ ปจั จัยด้ำนกำรใหค้ วำมสำคัญกบั ส่ิงแวดลอ้ ม
แนวโน้มของการให้ความสาคัญกับสิ่งแวดล้อม การลดภาวะโลกร้อน เกิดข้ึนท่ัวทุกภูมิภาค
ในโลก ทาให้หลายองค์กรและรัฐบาลในหลายประเทศหันมาให้ความสาคัญกับการผลิตในอุตสาหกรรม
ต่างๆ ท่ีจะไม่เป็นปัจจัยกระตุ้นหรือสร้างให้เกิดภาวะโลกร้อนมากข้ึน รวมถึงการประหยัดการใช้
ทรัพยากรทีใ่ ช้แล้วหมดไป แต่หนั มาใชท้ รพั ยากรทางเลอื ก หรือทรพั ยากรหมุนเวียนมากข้นึ

๖๙

๔.๓.๙ ปัจจัยดา้ นราคาปิ โตรเลยี ม
ปัจจัยด้านราคาปิโตรเลียมที่มีแนวโน้มเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความผันผวนสูง

ซ่ึงเป็นผลจากหลายๆ ปัจจัย เช่น การรวมตัวกันกาหนดราคาของกลุ่มผู้ผลิตน้ามัน (OPEC) แนวโน้ม
การขาดแคลนทรัพยากร การเก็งกาไรราคาน้ามัน ทาให้ราคาปิโตรเลียมในตลาดโลกมีระดับราคา
เพิ่มสูงขึ้นและมีความผันผวนมากในปัจจุบัน ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์เคมี ซ่ึงส่วนใหญ่
ใช้ปิโตรเลียมเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ทาให้ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพพยายามมองหาผลิตภัณฑ์เคมี
ชวี ภาพชนิดอืน่ ๆ เพ่ือมาใช้เป็นวัตถุดิบทดแทน อนั จะเป็นโอกาสของผลิตภณั ฑ์เคมีชีวภาพจากพืชนา้ มัน
ทีจ่ ะสามารถแขง่ ขันในตลาดได้ อยา่ งไรก็ตามระดับราคาน้ามันดิบทีล่ ดลงต้งั แต่ปี ๒๕๕๗ อันเนอ่ื งมาจาก
การขยายกาหลังผลิตจากการคน้ พบแหลง่ ทรายน้ามันใหม่ในทวปี อเมรกิ า สง่ ผลให้เกิดแรงกดดนั ต่อราคา
ของโอเลโอเคมี ทาให้ราคามแี นวโนม้ ลดลงอยา่ งต่อเนือ่ งทุกปีด้วยเช่นกัน

รูปท่ี ๔-๒ ราคานา้ มนั ในตลาดโลกระหว่างปีพ.ศ. ๒๕๓๙-๒๕๕๙

ทม่ี า : https://data.oecd.org/energy/crude-oil-import-prices.html

๔.๓.๑๐ ภำวกำรณข์ ำดแคลนอำหำร
ภาวะการขาดแคลนอาหารและการท่ีสินค้าอาหารหลายชนิดมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก

เป็นปัญหาสาคัญท่ีกาลังเป็นประเด็นท่ีมีการพูดถึงทั่วโลกในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อพืชน้ามัน
ซึ่งเป็นวัตถุดิบทั้งสาหรับอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมโอเลโอเคมี และกลายเป็นประเด็น
ที่เริ่มมีการถกเถียงกันถึงแนวทางของการใช้ประโยชน์จากผลผลิตทางการเกษตรท่ีมีอยู่ในปัจจุบัน
โดยหลายฝ่ายมีความเห็นท่ีควรจะสนับสนุนไปในแนวทางของการใช้เป็นอาหารก่อนเป็นอันดับแรก
เนื่องจากเป็นปัญหาท่ีส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชากรโลกโดยเฉพาะ
ผู้มีรายไดน้ ้อยและผ้ยู ากไร้

๔.๓.๑๑ นโยบำยกำรปรบั ระบบกำรผลิต กำรบริหำรจดั กำรภำคเกษตรและกำรใชฐ้ ำนทรัพยำกรชวี ภำพ
๔.๓.๑๑.๑ นโยบายและเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยชี วี ภาพแห่งชาติ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี ๑๒ ปี พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕๖๔

ได้มีการให้ความสาคัญกับประเด็นเรื่องการปรับระบบการผลิตการเกษตรให้สอดคล้องกับพันธกรณี
ในด้านการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและศักยภาพของพ้ืนท่ีรวมท้ังสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้

๗๐

ทางวิชาการเกษตร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแบบมีส่วนร่วมท่ีเช่ือมโยงกับฐานทรัพยากร
ชีวภาพ (Bio Based) ในการ สร้างมูลค่าเพ่ิมให้สินค้าเกษตรและมีเป้าหมายเพ่ือส่งเสริมและพัฒนา
เศรษฐกิจชีวภาพให้เป็นฐานรายได้ใหม่ที่สาคัญ พัฒนาระบบ การบริหารจัดการความเส่ียงและมีการ
ปรับตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเพ่ือให้ฐาน การผลิตภาคเกษตรและรายได้
เกษตรกรมีความม่ันคง โดยส่งเสริมให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ท่ีลดการสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติ
และไม่ทาลายส่ิงแวดล้อม ซึ่งตามแนวนโยบายดังกล่าวจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเคมีชีวภาพจากพืช
น้ามัน เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ท่ีสามารถนามาใช้เพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์เคมีที่ผลิตจากปิโตรเลียมได้
รวมทัง้ ยงั เป็นผลติ ภณั ฑท์ ีส่ ง่ ผลดีตอ่ สง่ิ แวดล้อมมากกวา่ ด้วย

นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายในการเสริมสร้างขีดความสามารถการผลิตในห่วงโซ่
อุตสาหกรรมเกษตร โดยเสริมสร้างศักยภาพของสถาบันเกษตรกรและการรวมกลุ่ม ให้เป็นกลไกหลัก
ในการบริหารจัดการตลอด ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมเกษตร โดยอาศัยแนวคิดและกระบวนการ
สหกรณ์เป็นพ้ืนฐานในการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้ครอบคลุมเกษตรกรและประชาชนในทุกพื้นท่ี
และขยายผลเชื่อมโยงเครือข่ายระบบการผลิต การตลาดและการเงิน กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน
และคลัสเตอร์ทเ่ี ชือ่ มโยงกับภาคอตุ สาหกรรม ตั้งแตร่ ะดับท้องถ่นิ ถึงระดับชาติ

กรอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพของไทย ปี ๒๕๕๕-๒๕๖๔
ไดก้ าหนดแผนยทุ ธศาสตรท์ ี่จะดาเนนิ การในดา้ นตา่ ง ๆ ทสี่ าคัญ คือ

 ยุทธศาสตร์ท่ี ๑ การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพสาขาเกษตรและอาหาร
โดยมแี นวคิดดงั ต่อไปน้ี

 การพัฒนาพันธุ์พืช พันธ์ุสัตว์ และปัจจัยการผลิต (ซึ่งส่วนหนึ่งใช้
เทคโนโลยีชีวภาพ) เพ่ือยกระดับประสิทธิภาพการผลติ มุ่งสู่การผลิตสินคา้ เกษตรและอาหารท่ีมีเป็นมิตร
ต่อสิง่ แวดล้อม (Green Industry) และการผลติ ท่ยี ง่ั ยนื (Sustainable Agriculture)

 การเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรตลอดห่วงโซ่มูลค่า
(Value Chain) ท้ังนี้เน่ืองจากปัจจุบันการผลิตสินค้าเกษตรมีมูลค่าเพิ่มน้อย สาเหตุหลักเน่ืองจาก
เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปข้ันต้น อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีศักยภาพท่ีจะเพ่ิมมูลค่าให้สูงข้ึนได้อีกมาก
ท้ังด้วยการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เช่น การพัฒนาพันธุ์ท่ีให้ผลผลิตสูงหรือมีคุณสมบัติท่ีดี
การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย การมีข้อมลู ด้านโภชนาการ และการพฒั นาผลติ ภณั ฑ์ให้หลากหลาย
และมีข้ันนวัตกรรมท่ีสูงข้ึนซึ่งจะช่วยเพ่ิมมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์อาหารได้อีกไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๐
จากมลู คา่ ปจั จบุ นั

 ยุทธศาสตร์ท่ี ๒ การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพสาขาการแพทย์และสุขภาพ โดยมีแนวคิด
ดังต่อไปนี้

 เทคโนโลยีชีวภาพเป็นปัจจัยสาคัญในการแกป้ ัญหาด้านสุขภาพของคนไทย
โดยทาให้มีผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และสุขภาพที่ให้การดูแล รักษา และตรวจวินิจฉัยได้มีประสิทธิภาพ
และรวดเรว็ ย่งิ ข้ึน รวมท้งั ต้นทุนการผลิตตา่ ลง

 โอกาสที่เอกชนจะเปน็ ผูล้ งทุนวิจยั และพฒั นาเทคโนโลยีชีวภาพเพม่ิ เตมิ
 ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การพฒั นาเทคโนโลยชี ีวภาพสาขาพลังงานชวี ภาพ

 วัตถุดิบของพลังงานชีวภาพไม่ควรเป็นพืชอาหารเป็นพลังงานสะอาดช่วยลดการ
ปลอ่ ยก๊าซเรอื นกระจก

๗๑

 เทคโนโลยชี ีวภาพเปน็ ตัวขับเคล่อื นสาคัญของการพฒั นา

 มโี อกาสที่ภาคเอกชนจะลงทุนวจิ ยั พฒั นาและตอ่ ยอดในอนาคต
 ยุทธศาสตร์ท่ี ๔ การพัฒนาเทคโนโลยชี วี ภาพสาขาอุตสาหกรรมชวี ภาพ

 แนวโน้มอตุ สาหกรรมในอนาคตท่มี ุ่งสอู่ ุตสาหกรรมฐานชีวภาพ

 เทคโนโลยีชีวภาพเป็นปัจจัยสาคัญในการเพ่ิมประสิทธิภาพในกระบวนการ
ผลติ ลดตน้ ทนุ การ ผลิตลดมลพิษจากของเสียหรอื ลดการปลดปลอ่ ยคารบ์ อน

 ภาคเอกชนมีโอกาสลงทนุ วิจัยและพฒั นาเทคโนโลยีชีวภาพ
๔.๓.๑๑.๒ แผนท่ีนาทางแห่งชาติในกรอบการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมพลาสติก
ชวี ภาพปี ๒๕๕๔-๒๕๕๘

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ เม่ือวันท่ี ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๓ ในกรอบการ
ส่งเสริมการลงทุนใน อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ซ่ึงสานักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
หรือ สนช. ได้รับมอบหมาย ให้เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการแผนทีนาทางแห่งชาติฯ ระยะที่ ๒
(พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๘) ด้วย งบประมาณสนับสนุน ๑,๐๐๐ ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณเพ่ือสนับสนุน
การสร้างโรงงานนารอ่ งผลิตเม็ด พลาสตกิ ชวี ภาพ และประกาศมาตรการเสรมิ ๕ ดา้ น

อย่างไรก็ตาม แผนท่ีนาทางแห่งชาติดังกล่าวครอบคลุมถึงพลาสติกชีวภาพ
ท่ีผลิตได้จากพืชแป้งและน้าตาลเป็นหลัก และมิได้ครอบคลุมถึงพลาสติกชีวภาพที่สามารถผลิตได้จาก
ปาลม์ น้ามนั

๔.๓.๑๑.๓ ยุทธศาสตร์การพัฒนาอตุ สาหกรรมไทย ๔.๐ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙)
กระทรวงอุตสาหกรรมได้กาหนดแผนเพ่ือให้สอดคล้องกับนโยบาย ๔.๐

ของรัฐบาล โดยวางแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศ การพัฒนาประเทศให้หลุดพ้น
จากกับดักประเทศรายได้ปานกลางแล้วก้าวไปสู่ประเทศท่ีมีรายได้สูงนั้นจาเป็นต้องมีการปรับโครงสร้าง
อุตสาหกรรมอันเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนา
อุตสาหกรรมท่ีมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต และเป็นอุตสาหกรรมท่ีมีการพัฒนาในด้านความคิด
สร้างสรรค์ และนวัตกรรมต่างๆ สาหรับอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีท่ีผลิตได้จากปาล์มน้ามัน
จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเช้ือเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals)
ได้แก่ อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพครบวงจร เคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ (Bio-Chemical/Bioplastic)
การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ท่ีจัดเป็นอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve)
หรือ กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ท่ีมีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเข้มข้น กลุ่มน้ีมีความสามารถในการ
เติบโตต่อไปในอนาคตสูง แต่เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมใหม่ ยังมีผู้ประกอบการน้อย กลุ่มอุตสาหกรรม
ยังไม่เข้มแข็ง มูลค่าทางเศรษฐกิจยังไม่มากนักเม่ือเทียบกับกลุ่มแรก ดังน้ัน จึงต้องมีการพัฒนาเสริมสร้าง
ความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้

๗๒

๔.๔ แนวทำงกำรพฒั นำและส่งเสริมอุตสำหกรรมโอเลโอเคมที ผ่ี ลิตได้จำกปำลม์ นำมนั
จากการรวบรวมข้อมูล การศึกษาดูงาน การสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์อุตสาหกรรม

โอเลโอเคมีของไทยและการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมภายในของอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีของไทย
ปัจจัยแวดล้อมภายในของอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีของไทย พบว่าประกอบไปด้วยจุดแข็ง ๕ ปัจจัย
ในขณะท่ีมีจุดอ่อนมากถึง ๑๕ ปัจจัย และผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ พบว่าแนวทางการพัฒนา
และส่งเสริมอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีท่ีผลิตได้จากปาล์มน้ามัน เพ่ือก้าวสู่การเป็นวัตถุดิบที่สาคัญ
ของอุตสาหกรรมเศรษบกิจชวี ภาพของไทย จะตอ้ งดาเนินการดังต่อไปนี้

๔.๔.๑ ต้องปรบั โครงสร้ำงและจดั ตังหนว่ ยงำนเพื่อบูรณำกำรภำรกจิ ด้ำนปำล์มโอเลโอเคมี

แผนระยะสัน กิจกรรม เป้ำหมำย ลักษณะของ หน่วยงำนผู้รับผดิ ชอบ

แผน

ทบทวนร่าง พรบ.ปาล์ม จัดทารา่ ง มรี ่าง พรบ. ท่ี ดาเนินการได้ • คณะกรรมการนโยบาย

นา้ มนั และน้ามนั ปาล์ม หลักการและ สามารถจดั ต้งั ทนั ทีเปน็ ปาล์มนา้ มันแห่งชาติ

ในส่วนของ เหตุผล คณะกรรมการ ความ • กระทรวงอุตสาหกรรม

คณะกรรมการนโยบาย เพอื่ ทบทวน ระดบั ชาติ รับผิดชอบ • กระทรวงพาณิชย์

ปาลม์ น้ามนั และนา้ มนั รา่ ง พรบ. รวมถึงมี ของ • กระทรวงเกษตรและ

ปาลม์ แห่งชาติ รวมถงึ ปาลม์ น้ามันและ หน่วยงาน ทตี่ ง้ั หน่วยงาน สหกรณ์

จัดตง้ั หน่วยงานท่ี น้ามนั ปาล์ม หน่วยงานและ ภาครฐั • สานกั งานคณะกรรมการ

รับผิดชอบด้านปาลม์ โดยยดึ แนวทาง กาลังคน กฤษฎีกา

โอเลโอเคมขี ึ้นเป็นการ ตาม พรบ. ACT เทียบเท่าระดบั • คณะรฐั มนตรี

เฉพาะ 582 กรม • สภาผูแ้ ทนราษฎรและ

ของมาเลเซีย ในการ วุฒสิ ภา

รบั ผิดชอบและ

ทาหนา้ ทอ่ี ย่าง

บูรณาการดา้ น

อตุ สาหกรรม

โอเลโอเคมีและ

ปาล์มนา้ มัน

ศึกษาแนวทาง มีผลการศกึ ษาท่ี ดาเนนิ การได้

การจดั ตั้ง แสดงถึงความ ทนั ที เปน็

หนว่ ยงานและ จาเป็นทีจ่ ะต้อง ความ

จดั ทาร่าง มีหน่วยงาน รบั ผดิ ชอบ

หลกั การและ ระดบั กรมในการ ของ

เหตุผลในการ รับผดิ ชอบและ หนว่ ยงาน

เสนอขอขดั ตั้ง ทาหนา้ ทอี่ ยา่ ง ภาครฐั

หน่วยงาน บรู ณาการดา้ น

ดาเนินการขอ อุตสาหกรรม

กาลงั คนและ โอเลโอเคมแี ละ

งบประมาณ ปาลม์ น้ามนั

๗๓

จดั ตงั้ มีการกาหนดให้ ดาเนนิ การได้ • คณะกรรมการนโยบาย

คณะกรรมการ มีการส่งเสรมิ ทันที เป็น ปาล์มนา้ มันแหง่ ชาติ

เพอ่ื ร่าง พรบ. และพฒั นา ความ • กระทรวงอุตสาหกรรม

ให้มเี นอื้ หาและ อตุ สาหกรรม รบั ผดิ ชอบ • กระทรวงพาณิชย์

หลักการในการ โอเลโอเคมีจาก ของ • กระทรวงเกษตรและ

ส่งเสรมิ และ ปาลม์ น้ามัน ใน หนว่ ยงาน สหกรณ์

พฒั นาโอเลโอ รา่ ง พรบ. ภาครัฐ • สานักงานคณะกรรมการ

เคมจี ากปาลม์ กฤษฎีกา

นา้ มัน • คณะรัฐมนตรี

• สภาผู้แทนราษฎรและ

วฒุ สิ ภา

ปรับระบบโครงสร้าง ออกมาตรการ มีการเสนอแผน เปน็ แผนที่ • กระทรวงอุตสาหกรรม
อตุ สาหกรรมการผลิต
เข้าสรู่ ปู แบบ ส่งเสรมิ การ ลงทนุ ผลิตโอเล ควร • กระทรวงพลงั งาน
Biorefinery
complex ที่สามารถ ลงทนุ โดยให้ โอเคมใี น ดาเนินการ • คณะกรรมการนโยบาย
ผนวกอตุ สาหกรรมต้น
นา้ กลางน้าและปลาย สทิ ธิประโยชน์ รปู แบบ โดย ปาล์มน้ามนั แหง่ ชาติ
นา้ เขา้ ด้วยกัน
เพ่ือลดตน้ ทนุ สาหรับโครงการ Biorefinery ภาคเอกชน • คณะกรรมการสง่ เสริม
ปรบั ระบบโครงสรา้ ง
อตุ สาหกรรมการผลติ ทีใ่ ช้พชื เปน็ complex อยา่ ง ภายใต้การ การลงทนุ
เขา้ สู่รปู แบบ
Biorefinery วตั ถุดิบหรอื มี นอ้ ย ๑ สนบั สนุน • บริษทั เอกชนทเ่ี ก่ียวข้อง
complex ท่สี ามารถ
ผนวกอุตสาหกรรมตน้ รปู แบบทเ่ี ปน็ โครงการ จากภาครัฐ
นา้ กลางนา้ และปลาย
นา้ เขา้ ด้วยกนั Biorefinery ภายในปี ๒๕๗๐
เพ่อื ลดต้นทนุ (ต่อ)

๔.๔.๒ ตอ้ งปรบั ปรุงกฎระเบยี บทมี่ ีผลต่อหว่ งโซ่คุณค่ำของอตุ สำหกรรมโอเลโอเคมี

แผนระยะสนั กจิ กรรม เป้ำหมำย ลักษณะ หน่วยงำนผู้รับผิดชอบ
ของแผน
ทบทวนรา่ ง ศึกษาผลกระทบของ • อนุญาตใหก้ าร • คณะกรรมการนโยบาย
พรบ.ปาลม์ การห้ามการนาเขา้ นาเข้าส่งออกเปน็ ไป ดาเนินการ ปาลม์ น้ามันแห่งชาติ
น้ามนั และ นา้ มนั ปาลม์ และการ ตามกลไกตลาดเฉพาะ ไดท้ นั ที
นา้ มนั ปาล์ม อนุญาตให้มกี ารนาเขา้ วัตถดุ ิบสาหรบั การ เปน็ ความ • กระทรวงพาณิชย์
ในส่วนของ ผลติ โอเลโอเคมี เพือ่ รบั ผิดชอบ • กระทรวงอตุ สาหกรรม
ของ

๗๔

การนาเข้า วัตถุดิบสาหรับการ การผลติ ทดแทนการ หน่วยงาน • ภาคเอกชนที่ไดร้ ับ

ส่งออก ผลิตโอเลโอเคมี นาเข้าและเพือ่ การ ภาครัฐ ผลกระทบ

วตั ถดุ ิบและ สง่ ออก • ภาคเกษตรที่ไดร้ บั

ผลิตภัณฑ์ที่ • สรา้ งกลไกตลาดที่ ผลกระทบ

เกยี่ วขอ้ งกับ ไม่ควบคุมการผลติ

อุตสาหกรรม การตลาดสินคา้ โอเลโอ

โอเลโอเคมีท้ัง เคมี

ระบบ

จัดทา จดั ทาข้อกาหนด มมี าตรฐาน ดาเนนิ การ • สานักงานมาตรฐาน

มาตรฐาน คณุ ภาพมาตรฐาน ผลติ ภณั ฑ์อตุ สาหกรรม ไดท้ ันที ผลติ ภัณฑ์อตุ สาหกรรม

มอก. ผลติ ภณั ฑ์อตุ สาหกรรม สาหรบั ผลิตภณั ฑโ์ อเล เปน็ ความ

สาหรับผลติ ภณั ฑโ์ อเล โอเคมีชนิดทใี่ ชม้ ากใน รบั ผิดชอบ

โอเคมีตลอดหว่ งโซ่ ประเทศไทยจานวน ของ

คุณค่า ๑๐ ผลิตภัณฑ์ภายในปี หน่วยงาน

๒๕๗๐ ภาครัฐ

ออกมาตรการ • ปรับปรุงกฎระเบยี บ มรี ะเบียบท่ชี ่วยสร้าง ดาเนินการ • คณะกรรมการนโยบาย

ทส่ี ่งเสรมิ ให้ ใหม้ กี ารใชผ้ ลติ ภณั ฑ์ที่ อุปสงค์ สาหรบั ได้ทันที พลังงานแหง่ ชาติ

เกิดอปุ สงคใ์ น เปน็ มติ รสงิ่ แวดล้อม ผลติ ภัณฑ์โอเลโอเคมี เปน็ ความ • คณะกรรมการบรหิ าร

ผลติ ภัณฑ์ และเพ่ือสนบั สนนุ ตลอดห่วงโซ่คณุ ค่า รับผดิ ชอบ นโยบายพลงั งาน

โอเลโอเคมีท่ี ส่งเสรมิ ให้เกิดความ เนอื่ งจากเป็น ของ • สานกั งาน

เปน็ มติ รตอ่ ต้องการผลิตภณั ฑโ์ อเล ผลติ ภัณฑท์ ่ีย่อยสลาย หนว่ ยงาน คณะกรรมการกากับ

สิ่งแวดล้อม โอเคมี ไดต้ ามธรรมชาติ และ ภาครฐั กิจการพลังงาน

• ใช้ชอ่ งทางด้าน เป็นมติ รตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม โดย • คณะกรรมการนโยบาย

ออกมาตรการ กฎหมาย โดยเฉพาะที่ เช่น ผงซกั ฟอก นา้ ยา พิจารณา ปาล์มนา้ มนั แหง่ ชาติ

ทส่ี ่งเสรมิ ให้ เก่ยี วขอ้ งกบั สขุ อนามัย ทาความสะอาด ตามความ • กรงุ เทพมหานคร

เกิดอปุ สงค์ใน ความปลอดภยั และ น้ามันเคร่อื ง นา้ มนั ตอ้ งการ • องคก์ ารบริหารการ

ผลติ ภัณฑ์ ส่งิ แวดล้อม เพอื่ ศกึ ษา ไฮดรอลิค จาระบี ของ ปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน

โอเลโอเคมีท่ี วิเคราะห์ประสาน ภาคเอกชน • สานักงาน

เป็นมิตรต่อ จัดทาแผนงาน ออก คณะกรรมการอาหาร

ส่ิงแวดล้อม มาตรการใหม้ กี าร และยา

(ต่อ) สนบั สนุนการใช้ • กรมเจา้ ท่า

ผลติ ภัณฑ์โอเลโอเคมี • กรมโรงงาน

ท่เี ปน็ มิตรต่อ อุตสาหกรรม

สง่ิ แวดลอ้ ม • สานักงานนโยบายและ

• ปรับปรงุ กฎระเบียบ แผน

เกย่ี วกับการจัดซื้อจัด ทรัพยากรธรรมชาติ

จ้างให้เอื้อต่อการ และสิง่ แวดล้อม

ส่งเสรมิ การใช้ • กรมควบคมุ มลพษิ

๗๕

ผลิตภณั ฑโ์ อเลโอเคมีที่ • กรมสง่ เสริมคณุ ภาพ

ผลติ ได้ภายในประเทศ สง่ิ แวดลอ้ ม

• กรมทรพั ยากรทางทะเล

และชายฝง่ั

• สถาบนั ยานยนต์

• การไฟฟา้ ฝา่ ยผลติ การ

ไฟฟ้านครหลวง การ

ไฟฟา้ สว่ นภมู ิภาค

ปรับปรุง • ปรบั ปรุงหลักเกณฑ์ มนี กั ลงทนุ ขอรบั การ ดาเนนิ การ • คณะกรรมการสง่ เสรมิ

ระเบียบ และลดเง่อื นไขในการ ส่งเสริมการผลิตโอเล ไดท้ นั ที การลงทนุ

กฎเกณฑ์ ขอรับการส่งเสริมการ โอเคมีและได้รบั อนมุ ตั ิ เปน็ ความ • กระทรวงอุตสาหกรรม

ส่งเสรมิ การ ลงทุนทไ่ี มจ่ าเป็น และ ใหล้ งทนุ ผลิตโอเลโอ รบั ผิดชอบ

ลงทนุ ใน เพิ่มสทิ ธิประโยชน์ เคมีเพิม่ ข้ึนจากปจั จุบัน ของ

อุตสาหกรรม • ศกึ ษาแนวทางการ โดยเกดิ การใช้นา้ มนั หนว่ ยงาน

โอเลโอเคมีและ ส่งเสริมและพฒั นา ปาลม์ และผลิตภัณฑ์ ภาครัฐ

เอื้ออานวยตอ่ ผ้ปู ระกอบการใน เปน็ วตั ถดุ บิ ทงั้ สิ้น ๑

การสร้าง อุตสาหกรรมโอเลโอ ลา้ นตัน ภายในปี

ผู้ประกอบการ เคมี ๒๕๗๐

รายใหม่ทีม่ ี (ไม่รวมไบโอดเี ซล)

ศกั ยภาพใน

การผลติ

โอเลโอเคมี

ภายใน

ประเทศ

๔.๔.๓ มีกำรจัดทำแผนเพ่ือยกระดับอุตสำหกรรมปำล์มนำมันไปส่อู ุตสำหกรรมกลำงนำและปลำยนำ

แผนระยะสนั กิจกรรม เปำ้ หมำย ลกั ษณะของ หนว่ ยงำนผูร้ ับผิดชอบ
แผน
ให้หนว่ ยงานท่ี ศกึ ษาแนวทางการ หน่วยงานท่ี • คณะกรรมการนโยบาย
เกย่ี วขอ้ ง จัดทาแผน เกย่ี วข้องมี เปน็ ความ ปาลม์ นา้ มนั แหง่ ชาติ
จดั ทาแผนใน ยกระดับ แผนพฒั นา รับผดิ ชอบของ • สานกั งานเศรษฐกิจ
การพัฒนา อตุ สาหกรรมโอเล ศกั ยภาพ หน่วยงาน อตุ สาหกรรม
ศักยภาพ โอเคมี และสง่ แนว อตุ สาหกรรมโอเล ภาครฐั • กระทรวงพาณชิ ย์
อุตสาหกรรม ทางการจดั ทาแผน โอเคมี • คณะกรรมการส่งเสรมิ การ
โอเลโอเคมขี ึ้น ให้แกห่ นว่ ยงานท่ี ลงทุน
เปน็ การเฉพาะ เก่ยี วข้องไป • สานักงานเศรษฐกิจ
ดาเนนิ การตอ่ ยอด การเกษตร

๗๖

ศึกษาแนวทางการ มีแผนการจดั ตง้ั เปน็ ความ • กระทรวงอุดมศึกษา

จัดตัง้ ศนู ยท์ ดสอบ ศูนยท์ ดสอบและ รบั ผดิ ชอบของ วทิ ยาศาสตร์ วจิ ัยและ

และรับรอง รับรองมาตรฐาน หนว่ ยงาน นวัตกรรม

มาตรฐาน ผลติ ภณั ฑ์ ภาครัฐ • สานักงานมาตรฐาน

ผลิตภัณฑ์ โอเลโอเคมีของ ผลติ ภัณฑ์อุตสาหกรรม

โอเลโอเคมขี อง ภาครฐั หรอื เอกชน • คณะกรรมการนโยบาย

ภาครัฐหรอื เอกชน อยา่ งนอ้ ย ๑ แห่ง ปาล์มน้ามนั แห่งชาติ

ในปี ๒๕๖๕

ส่งเสรมิ การ สง่ เสริมการลงทุน มีโรงงานต่อยอด เป็นแผนทค่ี วร • กระทรวงอตุ สาหกรรม

ผลิต เพอ่ื การต่อยอด การผลติ ไปสูส่ าร ดาเนินการโดย • คณะกรรมการนโยบาย

สารหลอ่ ล่นื ไปสสู่ ารหล่อลนื่ ท่ี หล่อล่ืน ที่เป็นมิตร ภาคเอกชน ปาล์มน้ามันแห่งชาติ

ชวี ภาพ เปน็ มิตรตอ่ ต่อสิง่ แวดลอ้ ม • คณะกรรมการส่งเสรมิ การ

ประเภทตา่ งๆ สิ่งแวดลอ้ ม อยา่ งนอ้ ย ๑ ลงทนุ

โรงงาน ภายในปี • กฟผ. กฟภ. กฟน.

๒๕๖๕ เช่น • กระทรวงพลังงาน

นา้ มนั หล่อลื่น

น้ามันหม้อแปลง

ไฟฟ้า น้ามันไฮ

ดรอลิค นา้ มนั รีด

ขึน้ รปู โลหะ สาร

เปล่ียนสถานะ

(PCM)

ส่งเสรมิ การ ใชม้ าตรการทาง มกี ฎ ระเบยี บ เปน็ ความ คณะกรรมการนโยบายปาล์ม

ผลิตสาร กฎหมาย กฎ ที่ทาให้เกิดความ รับผดิ ชอบของ นา้ มนั แหง่ ชาติ

หล่อล่นื ระเบยี บตาม จาเปน็ ในการใช้ หนว่ ยงาน • สานกั งานนโยบายและ

ชวี ภาพ แนวทางท่ี ๒ ใน สารหล่อล่นื ภาครัฐ และ แผนทรัพยากรธรรมชาติ

ประเภทต่าง ๆ การผลักดันใหเ้ กดิ ชีวภาพ ดาเนนิ การได้ และสิ่งแวดล้อม

(ตอ่ ) แรงจูงใจในการ ทนั ที • กรมควบคมุ มลพิษ

ผลติ สารหลอ่ ล่นื • กรมสง่ เสริมคณุ ภาพ

ชีวภาพขึ้น สิ่งแวดลอ้ ม

ภายในประเทศ • กรมทรพั ยากรทางทะเล

และชายฝัง่

มขี ้อกาหนด เป็นความ • สานักงานมาตรฐาน

คณุ ภาพผลิตภณั ฑ์ รับผดิ ชอบของ ผลติ ภณั ฑอ์ ตุ สาหกรรม

ตามมาตรฐาน หนว่ ยงาน

มอก. สาหรบั สาร ภาครฐั และ

หล่อลืน่ ชวี ภาพ ดาเนินการได้

ประเภทตา่ งๆ เช่น ทนั ที

น้ามนั หลอ่ ลืน่

๗๗

นา้ มนั ไฮดรอลคิ

น้ามนั หม้อแปลง

ไฟฟา้ จาระบี

น้ามนั ขน้ึ รปู ตัด

โลหะ นา้ มัน

คอมเพรสเซอร์

เป็นต้น

มีระเบยี บการ เป็นความ • คณะกรรมการสง่ เสรมิ การ
ลงทุน
ส่งเสริมการลงทุน รับผิดชอบของ
• สานักงานมาตรฐาน
ครอบคลมุ ผูผ้ ลติ หน่วยงาน ผลิตภัณฑอ์ ตุ สาหกรรม
• สถาบนั ยานยนต์
สารหล่อลืน่ ภาครัฐ และ • สถาบันไฟฟา้
• การไฟฟ้าฝา่ ยผลติ การ
ชวี ภาพ ทีใ่ ช้ ดาเนินการได้
ไฟฟา้ นครหลวง การ
วัตถุดบิ จากปาลม์ ทันที ไฟฟ้าสว่ นภูมิภาค

นา้ มนั • สานักงานเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรม
มีระเบยี บ เปน็ ความ • สานักงานเศรษฐกิจ
การเกษตร
แนวทางและ รับผดิ ชอบของ • สานักงานพฒั นาการวิจยั
การเกษตร (สวก.)
งบประมาณ ใน หนว่ ยงาน • กระทรวงอดุ มศกึ ษา

การจดั ตั้งศนู ย์ ภาครัฐ และ วทิ ยาศาสตร์ วิจยั และ
นวตั กรรม
ทดสอบและ ดาเนนิ การได้
• กรมโรงงานอุตสาหกรรม
รับรองมาตรฐาน ทนั ที

ผลติ ภณั ฑ์สารหลอ่

ลน่ื ชวี ภาพของ

ภาครัฐหรอื เอกชน

ทใ่ี ห้บริการ

ทดสอบคุณภาพ

สารหลอ่ ลื่นแก่

บคุ คลทัว่ ไป

ส่งเสรมิ การ ใชม้ าตรการทาง มีแผนงาน เปน็ ความ
ผลติ สาร กฎหมาย กฎ
หล่อล่ืน ระเบยี บตาม แนวทางการ รับผิดชอบของ
ชีวภาพ แนวทางท่ี ๒ ใน
ประเภทต่าง ๆ การผลกั ดนั ใหเ้ กิด ส่งเสรมิ และ หนว่ ยงาน
(ตอ่ ) แรงจงู ใจในการ
ยกระดับ ภาครฐั และ
ผลิตสารหลอ่ ลืน่
ชีวภาพขนึ้ อตุ สาหกรรมสาร ดาเนินการได้
ภายในประเทศ
(ตอ่ ) หลอ่ ลื่นชีวภาพ ทันที

เพ่ือใหห้ นว่ ยงานที่

เกีย่ วข้องไป

ดาเนนิ การตาม

แผนต่อไป

มีระเบียบที่อานวย เป็นความ

ความสะดวกใน รบั ผิดชอบของ

๗๘

การขออนญุ าต หน่วยงาน • สานกั งานปลดั กระทรวง

จดั ตงั้ โรงงานผลติ ภาครฐั และ อตุ สาหกรรม

สารหล่อลนื่ ดาเนนิ การได้

ชีวภาพ และผอ่ น ทนั ที

ปรนเงอ่ื นไขท่เี ป็น

อุปสรรค เชน่

สามารถต้งั

โรงงานผลติ สาร

หลอ่ ล่นื ในพืน้ ที่

โรงสกดั ปาล์มเดมิ

ไดโ้ ดยสะดวก

ใชม้ าตรการทาง มีมาตาการทาง เป็นความ • กระทรวงการคลัง

การเงินเพ่ือ การเงนิ ผา่ น รับผิดชอบของ

สง่ เสรมิ การลงทนุ ธนาคารเฉพาะกิจ หนว่ ยงาน

ในอุตสาหกรรม ของรฐั สหกรณ์ ภาครฐั และ

สารหลอ่ ลน่ื ชีวภาพ เพอ่ื ให้ ดาเนนิ การได้

จากปาล์มน้ามัน ผู้ลงทุนมีต้นทนุ ทนั ที

ทางการเงนิ ต่า

ในช่วง ๕ ปีแรก

ของการลงทนุ

มีแผนการร่วม เปน็ ความ • สานักงานนวตั กรรม

ลงทุนโดย รบั ผิดชอบของ แหง่ ชาติ

หนว่ ยงานภาครัฐ หนว่ ยงาน • สานักงานพฒั นาการวจิ ัย

กับผปู้ ระกอบการ ภาครัฐรว่ มกับ การเกษตร (สวก.)

SMEs ภาคเอกชน • สานกั งานพัฒนา

และดาเนินการ วิทยาศาสตร์และ

ได้ทันที เทคโนโลยีแหง่ ชาติ

(สวทช.)

ส่งเสริมการ ส่งเสริมการวิจยั มแี ผนงาน เปน็ ความ • กระทรวงอุดมศกึ ษา

ผลิต และพฒั นาสาร โครงการและ รบั ผดิ ชอบของ วทิ ยาศาสตร์ วจิ ยั และ

สารหลอ่ ลน่ื หล่อลื่นชวี ภาพทุก งบประมาณในการ หน่วยงาน นวตั กรรม

ชวี ภาพ ประเภท ทงั้ ส่งเสริมการวจิ ยั ภาครัฐ และ • สานักงานพฒั นาการวิจัย

ประเภทตา่ ง ๆ กระบวนการผลติ และพัฒนาดา้ น ดาเนนิ การได้ การเกษตร (สวก.)

(ต่อ) และผลิตภัณฑ์ สารหล่อล่ืน ทนั ที • สานกั งานพฒั นา

รวมถงึ ชวี ภาพจาก วิทยาศาสตร์และ

การประยุกตใ์ ชใ้ น ปาล์มนา้ มัน เทคโนโลยแี ห่งชาติ

อุตสาหกรรม (สวทช.)

ท่ีเป็น End User

๗๙

๔.๔.๔ มกี ำรวิจยั และสง่ เสรมิ กำรพัฒนำพนั ธุ์ปำลม์ ทีใ่ หป้ รมิ ำณนำมันเมลด็ ในสงู

แผนระยะ กจิ กรรม เป้ำหมำย ลักษณะของ หนว่ ยงำนผ้รู บั ผิดชอบ
กลำง แผน
รว่ มมอื กบั เพม่ิ สัดส่วน • คณะกรรมการนโยบายปาลม์
เพิม่ สัดสว่ น เปน็ แผนทีค่ วร นา้ มันแหง่ ชาติ
ผลผลติ น้ามัน ศูนย์วิจยั ของ ผลผลติ น้ามัน ดาเนินการโดย
เมลด็ ในปาล์ม ภาคเอกชน • กระทรวงอุดมศกึ ษา
ใหเ้ ทยี บเท่า ตา่ งประเทศ เมลด็ ในปาล์ม ภายใต้การ วทิ ยาศาสตร์ วิจัยและ
ประเทศ อดุ หนนุ จาก นวัตกรรม
อนิ โดนเี ซีย ในการตดั ต่อ รอ้ ยละ ๕๐ ภาครฐั
• กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ลดการสกดั พันธุกรรม ในปี ๒๕๗๐ เป็นแผนท่คี วร • บรษิ ทั เอกชนท่ีเกย่ี วข้อง
น้ามนั ปาล์ม ดาเนินการโดย
เกรดรวมของ เพอื่ ปรับปรงุ พันธ์ุ ภาคเอกชน • คณะกรรมการนโยบายปาลม์
โรงสกดั B ภายใตก้ าร น้ามันแห่งชาติ
ปาลม์ ทใี่ ห้ อุดหนุนจาก
ภาครัฐ • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สัดสว่ นนา้ มัน • กระทรวงอุตสาหกรรม

เมล็ดในปาลม์

มากขน้ึ

สง่ เสรมิ ใหม้ กี าร การสกดั น้ามนั

สกดั แยกนา้ มนั ปาลม์ ทั้งหมด

เมล็ดในของโรง เป็นระบบแยก

B เมลด็ ในปาล์ม

ภายในปี

๒๕๖๕

๔.๔.๕ มีระบบกำรบริหำรจดั กำรกำรรับซอื วัตถดุ บิ ทม่ี ปี ระสิทธิภำพ

แผนระยะกลำง กิจกรรม เปำ้ หมำย ลักษณะของ หนว่ ยงำนผูร้ บั ผดิ ชอบ
แผน
กาหนด การออกขอ้ บังคับ มรี ะเบียบและ • คณะกรรมการนโยบาย
มาตรการรับซื้อ ให้ต้องรบั ซื้อ บงั คบั ใช้ให้ผซู้ อ้ื ดาเนนิ การได้ ปาลม์ น้ามันแห่งชาติ
วัตถุดบิ ทะลาย ปาล์มตาม ขายปาลม์ ต้อง ทนั ที เป็นความ
ปาล์มทีเ่ ป็น มาตรฐานท่ี ปฏิบตั ิ รับผดิ ชอบของ • กระทรวงเกษตรและ
มาตรฐาน กาหนดในค่มู ือ หน่วยงาน สหกรณ์
เพือ่ ให้สามารถ โดยมเี จา้ หน้าที่ มีคูม่ อื การคดั ภาครัฐ
ลดความผันผวน คัดเกรดเปน็ ผู้ เกรดและตรี าคา • คณะกรรมการนโยบาย
ของคุณภาพ ควบคุมตาม ปาลม์ นา้ มันท่ี ดาเนินการได้ ปาลม์ นา้ มันแหง่ ชาติ
และต้นทนุ กฎหมาย เปน็ มาตรฐาน ทันที เปน็ ความ
วตั ถุดิบที่ จดั ทาคมู่ ือการคัด รับผดิ ชอบของ • กระทรวงเกษตรและ
ปอ้ นเข้าสู่ เกรดและตีราคา หนว่ ยงาน สหกรณ์
อตุ สาหกรรม ปาล์มนา้ มนั ภาครัฐ
โอเลโอเคมี
ต้นน้า

๘๐

จดั ทาหลกั สูตร มเี จา้ หนา้ ทีค่ ดั ดาเนนิ การ • กรมวิชาการเกษตร
ไดท้ นั ที • กรมส่งเสรมิ การเกษตร
และอบรม เกรดประจาจุด เป็นความ • คณะกรรมการนโยบาย
รับผดิ ชอบของ
เจ้าหนา้ ทคี่ ัดเกรด ซื้อขายทะลาย หนว่ ยงาน ปาลม์ น้ามนั แห่งชาติ
ภาครัฐ
และตรี าคาปาลม์ ปาล์มนา้ มันทกุ

น้ามนั และออก จุด ภายในปี

ใบอนุญาต ๒๕๖๕

ประกอบวชิ าชีพตี

ราคาผลปาล์ม

๔.๔.๖ มีกำรสนบั สนนุ กำรรับซอื ไฟฟำ้ จำก Biomass และ Biogas ในอุตสำหกรรมนำมนั ปำล์ม

แผน กจิ กรรม เปำ้ หมำย ลักษณะ หน่วยงำนผ้รู บั ผิดชอบ
ระยะยำว ของแผน
ศึกษาศักยภาพใน มีแผนในการผลติ • คณะกรรมการนโยบาย
กาหนด การผลติ ไฟฟา้ จาก กระแสไฟฟา้ ใช้ เปน็ แผนทค่ี วร ปาล์มนา้ มันแห่งชาติ
มาตรการ พลงั งานชีวมวล เองไดท้ ัง้ หมด ดาเนนิ การโดย
สง่ เสรมิ การ และก๊าซชวี ภาพ ภายในปี ๒๕๖๕ ภาคเอกชน • สานักงานนโยบายและแผน
ผลติ ไฟฟ้า ของผปู้ ระกอบการ ภายใต้การ พลงั งาน
จากชีวมวล ในอตุ สาหกรรม อดุ หนนุ จาก
และจากก๊าซ ปาล์มน้ามัน ภาครฐั • กรมพฒั นาพลังงาน
ชีวภาพ ทดแทนและอนุรกั ษ์
พลังงาน

• กรมธรุ กิจพลังงาน

ส่งเสริมการผลติ โรงงานสกัด เปน็ แผนที่ควร • คณะกรรมการนโยบาย
ดาเนินการโดย ปาลม์ นา้ มนั แหง่ ชาติ
ไฟฟ้าชีวมวลและ นา้ มนั ปาล์มต้อง ภาคเอกชน
ภายใต้การ • สานกั งานนโยบายและแผน
กา๊ ซชีวภาพ ตาม สามารถผลิต อุดหนนุ จาก พลงั งาน
ภาครัฐ
ศักยภาพท่มี ีอยู่ กระแสไฟฟ้าใช้ • กรมพฒั นาพลงั งาน
ทดแทนและอนรุ กั ษ์
ทั้งหมดใน เองไดท้ ้งั หมด พลังงาน

อตุ สาหกรรมปาล์ม ภายในปี ๒๕๖๕ • กรมธุรกจิ พลังงาน

๔.๔.๗ มกี ำรสง่ เสริมกำรผลิตโอเลโอเคมีเพอื่ เข้ำสู่ตลำดโลกท่มี ีอุปสงค์ทำงตลำดขนำดใหญ่และอตั รำกำรเติบโตสูง

แผนระยะยำว กิจกรรม เปำ้ หมำย ลกั ษณะ หนว่ ยงำนผู้รับผิดชอบ
ของแผน
สง่ เสรมิ สง่ เสรมิ การ มบี ริษทั ไทย • คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ามนั
ผปู้ ระกอบการ ร่วมทุนกับตา่ ง ร่วมทุนกบั เปน็ แผนท่ี แห่งชาติ
ไทยใหเ้ กิดการ ประเทศ บรษิ ทั ขา้ มชาติ ควรดาเนนิ
ร่วมทุนกับ ด้านโอเลโอ การโดยภาค • กระทรวงการคลงั
ผปู้ ระกอบการ เคมีเพิม่ ข้นึ ๓ เอกชน • บริษัทเอกชนทีเ่ กย่ี วขอ้ ง
ภายใต้การ

๘๑

โอเลโอเคมี องค์กรภายใน อุดหนุนจาก

ระดบั โลก ปี ๒๕๗๐ ภาครัฐ

สง่ เสริมการ มีการผลติ สาร เป็นแผนท่ี • คณะกรรมการนโยบายปาล์มนา้ มัน

ผลติ สาร อนุพนั ธเ์ พ่มิ ขึ้น ควรดาเนนิ แหง่ ชาติ

อนุพันธ์ของ ๒๐ ชนดิ ในปี การโดยภาค • กระทรวงอตุ สาหกรรม

โอเลโอเคมี ๒๕๗๐ เอกชน • บริษทั เอกชนที่เกี่ยวข้อง

พื้นฐาน ภายใต้การ

อดุ หนนุ จาก

ภาครัฐ

ออกมาตรการ ส่งเสรมิ การ มสี ิทธิบตั รใน เปน็ แผนทร่ี ฐั • คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ามนั

ทสี่ ง่ เสรมิ วจิ ยั และ กระบวนการ ควรดาเนนิ แห่งชาติ

การวิจยั พฒั นา พฒั นาทั้ง ผลิตและ การและ • กระทรวงอุดมศกึ ษา วิทยาศาสตร์

ผลติ ภณั ฑ์ กระบวน ผลติ ภณั ฑ์ ถ่ายทอด วิจยั และนวตั กรรม

โอเลโอเคมี การผลิตและ เพม่ิ ข้นึ รวม เทคโนโลยี • สานกั งานพฒั นาการวจิ ยั การเกษตร

ผลติ ภัณฑ์ ๑๐ สิทธิบัตร ใหแ้ ก่ • กระทรวงพาณชิ ย์

รวมถึงการ ภายในปี ภาคเอกชน • บรษิ ัทเอกชนทเี่ กย่ี วข้อง

ประยุกต์ ๒๕๗๐

ใชใ้ น

อุตสาหกรรมที่

เปน็ End

User

สรา้ งสภาวะ ศกึ ษาและ • มหี ลักสูตร เป็นแผนที่ • คณะกรรมการนโยบายปาลม์ น้ามัน

แวดลอ้ ม ประเมินความ การศึกษา ดาเนนิ การได้ แหง่ ชาติ

ทเี่ หมาะสมต่อ ต้องการและ การฝึกอบรม โดย • กระทรวงอดุ มศึกษา วทิ ยาศาสตร์

การลงทุนของ จัดทาแผนใน ดา้ น หนว่ ยงาน วิจัยและนวัตกรรม

ผ้ปู ระกอบการ การพัฒนา เทคโนโลยี ภาครฐั • สถาบนั คุณวฒุ ิวชิ าชีพ

โอเลโอเคมี บคุ ลากรดา้ น การบริหาร ร่วมกบั

โดยเนน้ โอเลโอเคมี จัดการและ เอกชน

เพอื่ การส่งออก ทง้ั ในด้าน การตลาด

เทคโนโลยี โอเลโอเคมี

การบริหาร • มีสถาบนั

จดั การและ การศึกษา

การตลาด สถาบนั

อบรมดา้ น

เทคโนโลยี

การบรหิ าร

จัดการและ

การตลาด

โอเลโอเคมี

๘๒

• มกี ารรบั รอง
มาตรฐาน
ด้านวิชาชพี
ใหแ้ ก่
บคุ คลากร
ด้านโอเลโอ
เคมี

๘๓

บทที่ ๕
กำรพฒั นำอุตสำหกรรมเศรษฐกจิ ชีวภำพ : กรณศี ึกษำอ้อย

๕.๑ สถำนภำพและกำรผลติ อ้อยและนำตำลทรำยในประเทศไทย
ในช่วงหลายปีท่ีผ่านมาอุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลทรายต้องเผชิญกับการเปล่ียนแปลงครั้งใหญ่

จากการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลทรายเพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีขององค์การ
การคา้ โลก โดยอุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลถือเป็นอุตสาหกรรมท่ีต้องประสานการทางานกบั หลายภาคส่วน
ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ประกอบอ้อยเป็นพืช
ที่มีกฎและระเบียบต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗
ทาให้การเปล่ียนแปลงดังกล่าวส่งผลให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลทรายของไทยต้องมีการพัฒนา
และปรับตัวคร้ังใหญ่ นอกจากนั้นประเทศไทยยังมีการออกมาตรการเก่ียวกับการเก็บภาษีความหวาน
ซ่ึงจะส่งผลให้ปริมาณการบริโภคน้าตาลลดลง ทาให้การสร้างมูลค่าเพ่ิมจากอุตสาหกรรมชีวภาพ
เป็นทางเลือกท่ีดีในการสร้างรายได้ และลดความผันผวนทางรายได้จากราคาน้าตาลทราย
โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางเลือกสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ ตามมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ
ของไทย พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๗๐

ปัจจุบันในหลายประเทศท่ัวโลกให้ความสาคัญกับการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมทาให้กระแส
และการผลิตสินค้าของโลกเน้นให้ความสาคัญกับผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพ ซ่ึงถือเป็นโอกาสสาคัญ
ท่ีมีส่วนช่วยในการผลักดันอุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลทรายสู่อุตสาหกรรมชีวภาพได้ โดยวัตถุดิบ
จากอุตสาหกรรมอ้อยและน้าตาลทรายถือเป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพในการพัฒนาและต่อยอดสู่อุตสาหกรรม
ชีวภาพตลอดทั้งพีรามิดมูลค่าของเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bioeconomy) (รูปที่ ๕-๑) สามารถก่อให้เกิด
รายได้ตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่า ประกอบด้วยอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-curve) โดยเฉพาะ
อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพซึ่งสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ
และเคมีชีวภาพ ซึ่งเป็นหน่ึงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-curve) ท่ีถูกนาไปใช้เป็นสารเคมี
ขั้นกลางและผลิตภัณฑ์ในหลายอุตสาหกรรม ตามแนวทางประชารัฐภายใต้โมเดล Thailand 4.0
ที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การเป็นโมเดลที่เน้นคุณค่า (Value-based Economy)
เน้นการขับเคล่ือนนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) เพื่อให้เติบโตอย่างสมดุลด้วยการ
สร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ (Local Economy) ท่ีสามารถรองรับผลกระทบจากความผันผวน
ภายนอกและตอบโจทยค์ วามต้องการของโลกได้

๘๔

รูปที่ ๕-๑ พรี ามดิ มูลค่าของเศรษฐกจิ ฐานชีวภาพ (Bioeconomy)

ประเทศไทยถือเป็นอีกหนึ่งประเทศท่ีมีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม
ชีวภาพ (Bio-Hub) เน่ืองจากเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้าตาลรายใหญ่ของโลก รวมถึงเป็นประเทศ
ทีม่ ีความพร้อมทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและระบบคมนาคมทเ่ี ชือ่ มต่อไปยังหลายประเทศในภมู ิภาค

๕.๑.๑ สถำนภำพวตั ถดุ ิบอ้อยของตลำดโลก
ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๖๒ ปริมาณการผลิตและบริโภคน้าตาลทั่วโลกเพิ่มขึ้น

อย่างต่อเน่ือง ซ่ึงเป็นผลจากประชากรโลกท่ีเพิ่มข้ึนเป็น ๗.๗ พันล้านคนในปี พ.ศ. ๒๕๖๒
(พ.ศ. ๒๕๔๓ จานวน ๖.๑ พันล้านคน) รวมถึงมีความต้องการใช้น้าตาลในอุตสาหกรรมอื่น ๆ
เพ่ิมมากข้ึน (อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม และเอทานอล) โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ผลผลิตน้าตาลท่ัวโลก
อยู่ที่ประมาณ ๑๗๙ ล้านตันน้าตาลทรายดิบ โดยผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก คือ อินเดีย (ร้อยละ ๑๙.๑),
บราซิล (รอ้ ยละ ๑๖.๔), สหภาพยโุ รป (ร้อยละ ๑๐.๐) และไทย (ร้อยละ ๘.๑) ซ่ึงมีสัดสว่ นดงั น้ี

๑. น้าตาลท่ีมาจากอ้อย สัดส่วน ร้อยละ ๗๗.๙ ของผลผลิตน้าตาลท้ังหมด
ซง่ึ มาจากประเทศแถบเสน้ ศนู ย์สูตรอย่าง บราซลิ และประเทศในแถบเอเชียแปซฟิ ิกอยา่ งอนิ เดียและไทย
โดยอินเดียมีผลผลิตถึง ๑ ใน ๔ ของผลผลิตน้าตาลจากอ้อยท่ัวโลก รองลงมา ได้แก่ บราซิล
(รอ้ ยละ ๒๑.๑) ไทย (ร้อยละ ๑๐.๔), จนี (รอ้ ยละ ๖.๗) และเมก็ ซิโก (ร้อยละ ๔.๙)

๒. น้าตาลจากหัวบีท (Beet root) สัดส่วน ร้อยละ ๒๒.๑ ของผลผลิตน้าตาล
ทั้งหมด มีแหล่งผลิตหลักจากสหภาพยุโรป รองลงมา ได้แก่ รัสเซีย (ร้อยละ ๑๕.๓), สหรัฐอเมริกา
(ร้อยละ ๑๑.๓), ตุรกี (รอ้ ยละ ๖.๘) และยเู ครน (รอ้ ยละ ๔.๔)

๕.๑.๒ สถำนภำพวตั ถุดบิ ออ้ ยในประเทศไทย
ในฤดูการผลิตปี ๒๕๖๒/๖๓ มีปริมาณอ้อยเข้าหีบ ๗๔.๘๙ ล้านตัน (-43.14 %YoY)

สามารถผลิตน้าตาลทรายได้ ๘.๒๙ ล้านตัน ปริมาณอ้อยและน้าตาลทรายจะลดลงกว่า ร้อยละ ๔๐
จากฤดูการผลิต ๒๕๖๑/๖๒ ซ่ึงเป็นผลจากปัญหาภัยแล้งในพ้ืนที่เพาะปลูกรวมถึงสภาพอากาศ
ทแ่ี ปรปรวนในบางพ้ืนท่ี (ตารางท่ี ๕-๑)


Click to View FlipBook Version