การเพิ่มศกั ยภาพการคมุ้ ครองระบบนิเวศและการจัดการปา่ พรุ
ทีม่ คี ุณค่าตอ่ การอนรุ กั ษ์สูงแบบบูรณาการอย่างยง่ั ยืน
โครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพือ่ เพิม่ ความสามารถในการกักเก็บ
คาร์บอน และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยนื
Maximizing Carbon Sink Capacity and Conserving Biodiversity through
Sustainable Conservation, Restoration and Management of Peat Swamp Ecosystems
ศนู ยว์ นศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับปา่ (RECOFTC)
คณะวนศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์
สมาคมคนรกั ษถ์ ่ิน
กนั ยายน 2563
การเพ่ิมศกั ยภาพการค้มุ ครองระบบนเิ วศและการจัดการป่าพรุ
ท่มี คี ุณคา่ ตอ่ การอนุรักษ์สงู แบบบูรณาการอยา่ งยง่ั ยนื
รายงานการสังเคราะห์งานวิจยั โครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่ือเพมิ่
ความสามารถในการกกั เก็บคารบ์ อน และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยง่ั ยืน
ISBN
ผ้สู ังเคราะห์ ดร.สวรินทร์ เบ็ญเดม็ อะหลี
งานวจิ ยั
โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรเุ พ่ือเพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อนและ
อนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยนื
ดาเนินการโดย ศูนยว์ นศาสตรช์ มุ ชนเพอ่ื คนและปา่ คณะวนศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ และ
สมาคมคนรักษ์ถ่ิน
Copyright© ลิขสิทธ์ิในประเทศไทย ตาม พระราชบญั ญตั ิลิขสทิ ธ์ิ พ.ศ. 2537 ©สานักงานนโยบาย
และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม พ.ศ. 2563
โครงการนไี้ ด้รับการสนบั สนุนและกากับดูแลโดย : โครงการพัฒนาแหง่ สหประชาชาติ (United
Nation Development Project: UNDP) กองทุนสงิ่ แวดล้อมโลก (Global Environment Facility
: GEF) และสานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม
พมิ พ์ครัง้ ท่ี 1 2563
จานวนหนา้ 263 หน้า
ออกแบบและ ดร.สวรินทร์ เบ็ญเด็มอะหลี
จดั รูปเล่ม
ออกแบบปก นายเฝาซี เลา๊ ะแหละ
ภาพปก UNDP, นนั ทวรรณ อุน่ จางวาง และ ดร.สวรินทร์ เบ็ญเด็มอะหลี
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสานักหอสมุดแห่งชาติ
การเพีม่ ศักยภาพในการคมุ้ ครองระบบนเิ วศปา่ พรทุ ่มี คี ุณคา่ แกก่ ารอนุรกั ษส์ งู และการจดั การปา่ พรุอยา่ งย่งั ยนื .
กรุงเทพฯ: ศูนย์เพ่ือคนและป่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2563. 263 หน้า. 1. การจัดการ
ป่ารุ 2. แผนยุทธศาสตร์ 3. ป่าชุมชน 4. พรุควนเคร็ง
การเพ่ิมศักยภาพการค้มุ ครองระบบนเิ วศและการจัดการปา่ พรุทม่ี คี ุณค่า | 5
ต่อการอนุรกั ษส์ ูงแบบบูรณาการอย่างยัง่ ยนื
เกรน่ิ นา
การเพ่ิมศักยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศและการจัดการป่าพรุท่ีมีคุณค่าต่อการอนุรักษ์สูงแบบ
บูรณาการอย่างยั่งยืน เป็นอีกเป้าหมายหน่ึงของโครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพ่ือ
เพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน หรือ
ผลสัมฤทธ์ิที่ 1 ใน 4 ผลสัมฤทธ์ิท่ีโครงการได้กาหนดไว้ ภายใต้การดาเนินงานของศูนย์วนศาสตร์ชุมชน
เพื่อคนและป่า คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับสมาคมคนรักษ์ถ่ิน โดยการสนับสนุน
ของซึ่งเป็นองค์กรชุมชนในพ้ืนท่ี ท้ังน้ี โครงการนี้มีวัตถุประสงค์และแนวทางการทางานสอดคล้องกับ
แผนแม่บทบูรณาการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. 2558-2564 ของประเทศไทย ในฐานะ
ภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ โดยส่งเสริมการจัดการพื้นท่ีพรุอย่างมีส่วนร่วมเพ่ือ
บรรลุเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Aichi Biodiversity Targets) โดยท่ีกิจกรรมภายใต้
โครงการจะนาไปสู่การพฒั นาและตดิ ตามดัชนีความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในปา่ พรุควนเคร็ง การ
นาเสนอต้นแบบแนวทางปฏิบัติต่างๆ ในการจัดการระบบนิเวศป่าพรุอย่างมีส่วนร่วมและมีประสิทธิภาพ
การรักษาแหล่งกักเก็บคาร์บอนและลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพื้นท่ีพรุ การเสริมศักยภาพ
ของหน่วยงานในพ้ืนท่ีรับผิดชอบในการตรวจวัดการกักเก็บคาร์บอนและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การจัดทาฐานข้อมูลระบบนิเวศป่าพรุ ในประเทศไทยและเกณฑ์การประเมินคุณค่าของบริการทางนิเวศ
ตลอดจนการพฒั นายทุ ธศาสตรร์ ะดบั ชาตเิ พ่อื เป็นแนวทางการจดั การระบบนิเวศปา่ พรอุ ย่างย่ังยืน
การดาเนินงานภายใต้ผลสัมฤทธ์ิท่ี 1 เพ่ิมศักยภาพในการคุ้มครองระบบนิเวศป่าพรุท่ีมีคุณค่า
การอนุรักษ์สูง และพัฒนาต้นแบบการใช้ประโยชน์จากป่าพรุอย่างยั่งยืนโดยสร้างการมีส่วนร่วมของทุก
ภาคส่วนทเี่ ก่ยี วขอ้ งโดยผลลัพธ์โครงการในขอ้ นจ้ี ะมุง่ เนน้ เสริมศักยภาพการค้มุ ครองระบบนิเวศป่าพรุโดย
เช่ือมโยงระบบการจัดการป่าพรุท้ังในและนอกเขตพ้ืนท่ีอนุรักษ์ และมุ่งเน้นแนวทางการบริหารจัดการ
อย่างมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในระบบนิเวศป่าพรุอย่างบูรณาการ
ผลลัพธ์น้ียังครอบคลุม ถึงการเสริมศักยภาพของหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องในการติดตามการจัดการการใช้
ประโยชน์ทด่ี ิน การรักษาระดับน้าในป่าพรุ และการปอ้ งกันไปปา่ ในป่าพรคุ วนเครง็ ประกอบดว้ ย
ผลผลิตท่ี 1.1 กลไกท่ีมีศักยภาพเหมาะสมต่อการอนุรักษ์ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งจากกระบวนการ
วเิ คราะห์ความเป็นไปได้
ผลผลิตท่ี 1.2 แผนการจดั การพรอุ ย่างมสี ่วนรว่ มในพ้นื ที่ภูมิทัศนค์ วนเคร็ง
ผลผลติ ที่ 1.3 แผนการใช้ทด่ี นิ พนื้ ทต่ี าบลเครง็ ทส่ี อดคล้องกับการแบ่งโซนใหม่
ผลผลิตที่ 1.4 การเพ่ิมศักยภาพของผู้บริหาร เจ้าหน้าท่ีองค์การบริหารส่วนตาบลต่าง ๆ และ
ผู้นาท้องถ่ินในการลาดตระเวน การติดตามระดับน้า การป้องกันไปและการบังคับใช้กฎหมายในพ้ืนท่ีพรุ
ควนเคร็งและเขตหา้ มลา่ สตั ว์ป่าทะเลน้อย
ผลผลิตท่ี 1.5 เสริมความเข้มแข็งการจัดการป่าชมุ ชนและโครงการสนับสนุนแผนงาน
อนึ่ง ผลการดาเนนิ งานเป็นไปตามแผนการดาเนินงานท้ัง 5 ผลผลิตได้ดาเนินบรรลตุ ามเปา้ หมาย
ทกี่ าหนดไว้ ภายใตก้ ารมสี ว่ นร่วมของทกุ ฝา่ ย โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การมีสว่ นรว่ มของคนในชุมชนที่อยู่อาศัย
รายรอบพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง ซึ่งถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท่ีสาคัญที่อยู่ในเขตพ้ืนท่ี 3 จังหวัด คือ
6 | โครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรเุ พอื่ เพมิ่ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนุรกั ษ์หลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่ังยืน
จังหวัดนครศรธี รรมราช จังหวัดพัทลงุ และจงั หวัดสงขลา ทั้งนี้ การเพิม่ ศักยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศ
และการจัดการป่าพรุท่ีมคี ุณค่าต่อการอนุรักษ์สูงแบบบูรณาการอย่างย่ังยืนท่ีได้จากการปฏิบัติการอย่างมี
ส่วนร่วมและได้แนวทางท่ีสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ท้ังด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และ
ระบบนิเวศของพนื้ ที่พรคุ วนเคร็ง กลา่ วคอื
การมีกลไกหรือเคร่ืองมือที่มีศักยภาพเหมาะสมต่อการอนุรักษ์ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง ทั้งน้ี คาว่า
“กลไก” คือระบบหรือองค์การที่มีการทางานร่วมกันเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย นั่นหมายความว่าการที่
พน้ื ท่ภี มู ิทัศนพ์ รุควนเคร็งมีระบบหรือองค์การที่มีการรวมตวั กนั ของบุคคลเพ่ือทางานรว่ มกันขับเคลื่อนให้
บรรลุเป้าหมาย คือ “การเพิ่มศักยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศและการจัดการป่าพรุท่ีมีคุณค่าต่อการ
อนุรักษ์สูงแบบบูรณาการอย่างย่ังยืน” โดยผลการศึกษาพบว่า กลไกที่เหมาะสมในการนามาบริหาร
จัดการพรุควนเคร็งอย่างมีส่วนร่วมต้องสามารถเชื่อมโยงประเด็นการจัดการความรู้และการพัฒนาอาชพี
คนในชุมชนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการจูงใจชมุ ชนเข้ามามีส่วนร่วมและเสริมสร้างสมดลุ ในการ
พัฒนาพน้ื ทีอ่ ยา่ งยัง่ ยนื ทงั้ ดา้ นเศรษฐกิจ สังคม และสิง่ แวดลอ้ ม
แผนการจัดการพรุอย่างมีส่วนร่วมในพ้ืนที่ภูมิทัศน์ควนเคร็ง ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์หลักที่
ใช้ในการขับเคล่ือนการจัดการพื้นท่ีพรุควนเคร็ง ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการไปป่าและคาร์บอน
ประกอบด้วย 2 จุดมุ่งหมาย 10 กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การบริหารจัดการน้าบริเวณพรุควนเคร็ง
ประกอบด้วย 3 จุดมุ่งหมาย 7 กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การป้ืนปูป่าและระบบนิเวศป่าพรุควนเคร็ง
ประกอบด้วย 3 จุดมุ่งหมาย 8 กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างจิตสานึก ความรู้ และความเข้าใจใน
ระบบนิเวศป่าพรุ ประกอบด้วย 1 จุดมุ่งหมาย 3 กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ท่ี 5 การคุ้มครอง รักษามาตรฐาน
การดารงชีพและคณุ ภาพชีวิตของประชาชน ประกอบดว้ ย 1 จดุ มงุ่ หมาย 2 กลยทุ ธ์ ยุทธศาสตร์ท่ี 6 แผน
น โ ย บ า ย แ ล ะ ก า ร ป ฏิ บั ติ ท่ี ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ ร ะ เ บี ย บ แ ล ะ ข้ อ ก ฎ ห ม า ย ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย
1 จุดม่งุ หมาย 3 กลยุทธ์ โดยโครงการตามยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ดงั กล่าวมีทง้ั สนิ้ 121 โครงการ จาแนกตาม
ระยะการดาเนินงานในระยะเร่งด่วน จานวน 35 โครงการ ระยะปานกลาง จานวน 52 โครงการ และ
ระยะยาว (ระยะต่อเนื่อง) จานวน 35 โครงการ เพ่ือเป็นแนวทางในการดาเนินตามแผนยุทธศาสตร์ภูมิ
ทศั นป์ า่ พรคุ วนเครง็ ระดบั จงั หวดั และระดบั ชาติ ต่อไป
แผนการใช้ท่ีดินพ้ืนท่ีตาบลเคร็งที่สอดคล้องกับการแบ่งโซนใหม่ ซึ่งเป็นกลไกสาคัญอีกประการ
หน่ึงในการบริหารจัดการพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง โดยผลจากการปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมในการวาง
แผนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเมาะสมในตาบลเคร็งเป็นพื้นที่ต้นแบบนาร่องน้ันมีพื้นที่ 177.33 ตาราง
กิโลเมตร หรือ 110,830.62 ไร่ โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์ตามลาดับชั้น (Analytic Hierarchy
Process) พัฒนาเกณฑ์จากเกณฑ์ชี้วัดเพ่ือการประเมินสถานภาพลุ่มน้า ( Criteria for Critical
Determination in the Watershed)” ประกอบด้วย 6 เกณฑ์หลัก ได้แก่ ข้อมูลจานวนประชากร การ
ใช้ประโยชน์ทีด่ ินในปจั จบุ ัน (พ.ศ. 2561) กฎหมายควบคุม ปรมิ าณนา้ ใต้ดนิ สภาพอากาศ และปญั หาดิน
ภายใต้แนวคิด “ที่ดินเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัด บนท่ามกลางความต้องการการใช้ประโยชน์
กิจกรรมบนท่ีดินที่มีอยู่อย่างไม่จากัด” และเกณฑ์ชี้วัดเพื่อการประเมินสถานภาพลุ่มน้า (Criteria for
Critical Determination in the Watershed)” และวิเคราะห์ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ผล
การศึกษาพบว่า แผนการใช้ประโยชน์ท่ีดินอย่างเหมาะสมในตาบลเคร็ง จาแนกเป็นพ้นื ที่ได้ตามศักยภาพ
การใช้ประโยชนพ์ ้ืนท่ี 5 ประเภท ได้แก่ พ้ืนที่เอ้อื ตอ่ การใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งยงิ่ พื้นทีเ่ ออื้ ตอ่ การใช้ประโยชน์
7 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรเุ พื่อเพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษ์หลากหลายทางชวี ภาพอย่างยัง่ ยืน
มาก พ้ืนที่เอ้ือต่อการใช้ประโยชน์ปานกลาง พ้ืนที่ไม่เอ้ือต่อการใช้ประโยชน์ พ้ืนท่ีไม่เอ้ือต่อการใช้
ประโยชน์อย่างมาก ทั้งนี้ สภาพพื้นที่ในตาบลเคร็งส่วนใหญ่จะไม่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์ก็ตาม โดยจาก
ตัวเลขรวมของสภาพพ้ืนท่ีที่ไม่เอ้ือต่อการใช้ประโยชน์และสภาพพ้ืนท่ีที่ไม่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์อย่าง
มากท่ีมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ตาบลเคร็ง โดยคิดเป็นร้อยละ 51.88 ซึ่งหากรวมพ้ืนที่ที่มีสภาพเอ้ือต่อ
การใช้ประโยชน์ปานกลางด้วย ซ่ึงมีพื้นที่รวมร้อยละ 59.78 ของพ้ืนท่ีตาบลเคร็ง ยิ่งเป็นการย้าชัดว่า
พื้นท่ีไม่เหมาะกับการทาเกษตรกรรมเพ่ือขยายสู่พื้นท่ีการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดียว ทว่า พ้ืนที่ในตาบล
พรุควนเคร็งเหมาะแก่การปลูกพืชเกษตรกรรมแบบผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการใช้
ประโยชนจ์ ากพื้นทปี่ ่าพรุ
การเพมิ่ ศกั ยภาพของผบู้ ริหาร เจ้าหนา้ ท่อี งคก์ ารบริหารส่วนตาบลต่าง ๆ และผู้นาทอ้ งถนิ่ ในการ
ลาดตระเวน การติดตามระดับน้า การป้องกันไปและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่พรุควนเคร็งและเขต
ห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ในการดาเนินการตามเป้าหมายน้ี โครงการได้จัดให้มีกิจกรรมส่งเสริมความรูใ้ น
ด้านต่าง ๆ ผ่านกระบวนการสื่อสารในหลากหลายรูปแบบ เพ่ือสร้างการเรียนรู้ร่วมกันในประเด็นสาคัญ
เพื่อให้การดาเนินงานของโครงการตอบโจทย์ตัวช้ีวัดที่เป็นการลดการเกิดไปป่าในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง เช่น
การส่งเสริมความรู้ด้านไปป่าและหมอกควันในรูปแบบต่าง ๆ ท้ังการเสวนา การอบรม การประชุมเชิง
ปฏิบัติการ โดยมุ่งเน้นสาระสาคัญ “เรียนรู้และเข้าใจไปในพรุเคร็ง” และ“การจัดการไปป่าพรุควนเคร็ง
แบบบูรณาการ” รวมถึงการกาหนดให้มี“วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไปป่า” ซ่ึงเป็นกลยุทธ์การใช้
วาทกรรมองค์การ (Organizational Discourse) เพื่อสร้างจิตสานึกและการมีส่วนร่วมป้องกันและ
แกป้ ัญหาไปปา่
การเสริมความเข้มแข็งการจัดการป่าชุมชนและโครงการสนับสนุนแผนงาน เป็นอีกผลผลิตท่ี
โครงการมีการดาเนินการให้ชุมชนมีการจัดการพื้นท่ีป่าชุมชน กาหนดแผนและโครงการเพื่อดาเนิน
กิจกรรมตา่ ง ๆ ท่ีเกดิ จากการทางานรว่ มกัน ทั้งน้ี การมี “ปา่ ชมุ ชน” เปน็ กลไกสาคัญในการจัดการพื้นท่ี
ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งที่เอ้ือประโยชน์ทั้งต่อพื้นท่ีป่าพรุและการดารงชีพของคนในชุมชน และคาว่า “ป่า
ชมุ ชน” ที่ได้จากบทเรียนภายใต้การดาเนินการในผลสัมฤทธิ์ที่ 1 นี้คอื การชี้ใหเ้ หน็ ปัญหาของกฎหมายใน
ประเทศไทยที่ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายป่าชุมชนยังไม่เป็นท่ียอมรับของ
ชมุ ชน ยิง่ กวา่ นน้ั กฎหมายได้ทาลายพลังการมสี ่วนร่วมและความเป็นป่าชมุ ชนท่มี อี ยู่เดมิ ถงึ กระนั้นก็ตาม
บทเรียนป่าชุมชนชี้ให้เห็นว่า “พลังความร่วมมือ” อย่างจริงจัง และความจริงใจของทุกฝ่าย ย่อมทลาย
กาแพงกฎหมายท่ีเป็นอุปสรรคได้ ดงั กรณีปา่ ชุมชนบ้านไสขนุน อาเภอชะอวด จังหวดั นครศรีธรรมราช ท่ี
แม้สิ้นสภาพการเป็นป่าชุมชนด้วยเพราะกับดักกฎหมาย พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ทว่า พลัง
ความร่วมมือของทุกฝ่ายสามารถหาทางออกป้ืนคืนสภาพ “ป่าชุมชนบ้านไสขนุน” ขึ้นมาได้ โดยแนวทาง
อ่ืนท่ีเอื้อหรือเพียงแค่การใช้วลี “พ้ืนท่ีผ่อนปรน” สู่การปลดปล่อยพันธการให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์และ
ดาเนินกิจกรรมในป่าของชุมชนได้ต่อไป และที่สาคัญชวนขบคิดน่ันคือ เหรียญสองด้านของคาว่า “วาท
กรรม” การใช้วาทกรรม เป็นเครื่องมือในการจัดการได้สองแง่มุม ท้ังเพื่อการพัฒนาอย่างแท้จริงและการ
เป็นเพียงวาทกรรมการพัฒนาที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง เฉกเช่น วาทกรรมป่าชุมชน จะใช่
การมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการป่าร่วมกันโดยให้ชุมชนมีบทบาทอย่างแท้จริงหรือไม่น้ันอยู่ท่ีผล
ในทางปฏบิ ัติ
8 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรเุ พอื่ เพิ่มความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนุรกั ษ์หลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยืน
การเพิ่มศักยภาพการค้มุ ครองระบบนเิ วศและการจัดการป่าพรุท่มี คี ุณคา่ | 9
ต่อการอนรุ กั ษ์สงู แบบบูรณาการอย่างยงั่ ยนื
สารบญั หน้า
5
เกรน่ิ นา 9
สารบญั 12
รายการตาราง 13
รายการภาพประกอบ
บทที่ 17
1 การจัดการป่ารว่ มกนั อยา่ งบูรณาการเพอ่ื การจดั การป่าพรุควนเครง็ อย่างยั่งยนื 19
20
บทนา 21
ป่าพรคุ วนเครง็ กบั ผ้มู สี ่วนไดส้ ่วนเสยี 25
การจัดการปา่ พรคุ วนเคร็งรว่ มกันอย่างย่ังยืนของผมู้ ีส่วนได้ส่วนเสีย
การสือ่ สาร เคร่อื งมือเขา้ ใจเข้าถึงและการแลกเปล่ยี นเรียนรู้รว่ มกนั เพื่อการจัดการปา่ 28
พรคุ วนเครง็ อย่างยัง่ ยนื 30
สรา้ งเครอื ข่าย เสริมพลงั คนรักษป์ า่ ควนเครง็ 33
เมลด็ พนั ธจ์ุ ติ อาสากับการขบั เคลื่อนการจดั การป่าพรุ ควนเคร็ง 36
ป่าชุมชน ภาพสะทอ้ นศกั ยภาพความรว่ มมือของชุมชนในการจดั การป่ารว่ มกัน 43
การเรยี นรแู้ ละการจดั การความรู้ กลไกการจดั การป่าพรุควนเครง็ อยา่ งยั่งยนื
2 กลไกท่มี ศี ักยภาพเหมาะสมต่อการอนรุ ักษ์ภมู ิทศั นพ์ รคุ วนเครง็ 45
จากกระบวนการวิเคราะหค์ วามเป็นไปได้ 46
บทนา 67
กลไกทีม่ ศี ักยภาพเหมาะสมต่อการอนรุ กั ษภ์ ูมทิ ศั น์พรุควนเคร็ง 71
บทสรุป
3 แผนการจัดการพรอุ ย่างมีส่วนร่วม 73
ในพืน้ ท่ีภูมิทัศนค์ วนเคร็ง 75
บทนา
แผนการจดั การพรุควนเครง็ อยา่ งมสี ่วนร่วม คอื ยุทธศาสตร์การจัดการภูมิทัศน์ 79
พรุควนเครง็
กญุ แจสู่ความสาเรจ็ ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์กบั การจดั การพ้ืนท่ภี ูมทิ ศั น์พรุควนเครง็ 82
อย่างมสี ว่ นรว่ ม 84
มองไปข้างหน้า 20 ปี กับยุทธศาสตร์ภูมทิ ศั น์พรคุ วนเคร็ง 85
บทสรปุ 87
4 แผนการใชท้ ด่ี ินพืน้ ทีต่ าบลเคร็ง 88
บทนา 90
การใช้เทคโนโลยีกับการวางแผนการใชท้ ่ดี นิ พนื้ ท่ีพรุควนเคร็ง
การใช้ประโยชน์ทดี่ ินตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด นครศรธี รรมราช ปี พ.ศ. 2561
10 | โครงการเสริมศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุเพอ่ื เพ่มิ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนุรักษห์ ลากหลายทางชีวภาพอย่างยงั่ ยนื
สารบัญ (ต่อ)
หน้า
บทที่
การเปล่ยี นแปลงการใช้ประโยชน์ทีด่ นิ ในพ้ืนที่ตาบลเคร็ง บง่ ช้ี “พนื้ ทเี่ กษตรกรรม 98
เพมิ่ ข้ึน พน้ื ท่ีพรุลดลง”
การวางแผนการใช้ประโยชน์ท่ดี นิ พน้ื ที่ตาบลเคร็ง ปี พ.ศ. 2561 ฉายภาพ “พ้นื ท่ีมี 99
ศกั ยภาพมากพอต่อการพฒั นา” โดยสองสง่ิ ที่ต้องให้ความสาคัญ คอื “คนในชมุ ชน”
และ ”เกษตรกรรม” 103
หลกั เกณฑพ์ จิ ารณาการวางแผนการใชป้ ระโยชน์ทีด่ นิ ตาบลเคร็ง สาคญั ทส่ี ดุ คอื
“จานวนครัวเรอื นและประชากร” 104
บทสรปุ 105
5 การเพมิ่ ศกั ยภาพของผูบ้ ริหารเจ้าหน้าท่ีองค์การบรหิ ารส่วนตาบลต่าง ๆ
และผนู้ าท้องถิ่น ในการลาดตระเวน การตดิ ตามระดบั น้าการป้องกัน 107
และการบงั คบั ใชก้ ฎหมาย 108
บทนา
การเพิ่มศักยภาพของผ้บู ริหาร เจ้าหน้าท่ี และผู้นาชมุ ชนเพื่อการจดั การภมู ทิ ัศน์พรุ 112
ควนเคร็ง 113
บทสรปุ 117
6 การเสรมิ ความเข้มแขง็ การจัดการปา่ ชุมชนและโครงการสนบั สนุนแผนงาน 118
บทนา 118
ปา่ ชุมชน พลงั ความร่วมมือการจัดการป่าร่วมกนั ในภมู ิทัศน์พรคุ วนเครง็
“ป่าชมุ ชน” กลไกการจัดการป่าอยา่ งมีสว่ นรว่ มเพอื่ การดารงอยขู่ องวิถคี นและป่า 119
126
พรุควนเคร็ง 128
เปิดประตสู ู่ปา่ ชมุ ชนพรุควนเครง็ รูท้ ี่มาและเข้าใจวิถชี มุ ชน 128
ป่าชมุ ชนกบั ภาษาถิ่น ภมู ิปัญญาและความเช่อื 130
ชมุ ชนกับการจดั การป่าเพื่อคนและป่า
มองไปขา้ งหน้ากบั แผนการจัดการป่าชุมชนโดยชมุ ขน 130
เม่ือบทบัญญตั ิแหง่ รัฐมา ปา่ ชุมชน (บางแหง่ ) หายไป มีทางออก? กรณศี ึกษาปา่
ชุมชนบ้านไสขนนุ 133
“หลักสูตรท้องถ่ิน” กลไกการส่ือ “สาร” และการจดั การความรู้ของชุมชนเพ่ือความ
ยง่ั ยนื ในการจัดการปา่
“วิสาหกจิ ศนู ย์การเรยี นรู้” กลไกขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกจิ ชุมชนอยา่ งยัง่ ยนื
บนฐานทรัพยากรป่าชมุ ชน
การเพิ่มศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนเิ วศและการจดั การป่าพรุทีม่ คี ุณค่า | 11
ต่อการอนุรักษ์สงู แบบบรู ณาการอย่างย่งั ยืน
สารบญั (ตอ่ ) หนา้
บทท่ี 145
7 บทสรุป 149
บรรณานุกรม 155
ภาคผนวก 156
166
ภาคผนวก ก ข้อมลู คาสัง่ แต่งต้ังคณะทางานตา่ ง ๆ 180
ภาคผนวก ข ขอ้ มูลคณะทางานชดุ ตา่ ง ๆ
ภาคผนวก ค ขอ้ มูลกฎหมายท่ีเกี่ยวขอ้ ง
การเพมิ่ ศกั ยภาพการคุม้ ครองระบบนเิ วศและการจัดการป่าพรุที่มคี ุณคา่ | 12
ต่อการอนุรักษส์ งู แบบบูรณาการอยา่ งยั่งยืน
รายการตาราง หน้า
ตารางท่ี 96
4.1 สรุปการใชป้ ระโยชนท์ ี่ดิน (Level I) ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด นครศรีธรรมราช ปี พ.ศ. 2561 105
4.2 การเปลี่ยนแปลงการใชป้ ระโยชนท์ ี่ดินที่พ้ืนที่ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช 106
4.3 พ้นื ที่ท่ีมีสภาพเอ้ือหรือไมเ่ อ้ือตอ่ การนามาใชป้ ระโยชน์ของตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จงั หวดั
109
นครศรีธรรมราช
4.4 เกณฑห์ ลกั จดั เรียงตามค่านา้ หนกั เฉล่ียในการพจิ ารณาการวางแผนการใชท้ ี่ดิน ตาบลเคร็ง อาเภอ
ชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช
การเพมิ่ ศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศและการจัดการปา่ พรุท่มี ีคณุ ค่า | 13
ต่อการอนุรักษ์สูงแบบบรู ณาการอย่างย่ังยืน
รายการภาพประกอบ หน้า
61
ภาพท่ี 62
2.1 แผนที่แสดงข้อมลู ศนู ย์การเรียนรใู้ นพ้นื ท่ดี าเนนิ โครงการ 63
2.2 องค์ประกอบทดี่ ีของเศรษฐกิจจากฐานทรพั ยากรปา่ พรุ
2.3 แหลง่ ทรัพยากรในพืน้ ทปี่ า่ พรุควนเคร็ง (กระจูด ผงึ้ และตัวต่อ) 67
2.4 กราปแสดงการจดทะเบยี นวสิ าหกจิ ชมุ ชน จาแนกตามกล่มุ การผลิตสินค้า 67
68
ทว่ั ประเทศ จานวน 105,676 แห่ง 68
2.5 กราปแสดงจานวนวสิ าหกจิ ชุมชนจาแนกตามพ้นื ท่ี จงั หวัด 69
84
นครศรธี รรมราช จานวน 1,752 แหง่ 85
2.6 กราปแสดงจานวนวิสาหกิจชมุ ชนจาแนกตามกลุม่ การผลิตในพืน้ ทจี่ งั หวดั 95
97
นครศรธี รรมราช จานวน 2,100 แหง่
2.7 กราปแสดงจานวนวิสาหกิจชมุ ชนจาแนกตามกลุม่ การผลิต ในพน้ื ที่ 98
100
อาเภอควนขนนุ จงั หวัดพัทลุง จานวน 94 แห่ง 101
2.8 กราปแสดงจานวนวิสาหกิจชุมชนจาแนกตามกลุ่มการผลติ ในพ้ืนที่อาเภอ 102
103
ระโนด จังหวดั สงขลา จานวน 61 แห่ง
2.9 กราปแสดงจานวนเครอื ข่ายวิสาหกจิ ชุมชนจาแนกตามพ้ืนที่ จังหวดั
นครศรธี รรมราช จานวน 24 แห่ง
3.1 องคป์ ระกอบแผนยุทธศาสตร์การจดั การพรอุ ย่างมีส่วนร่วมในพ้ืนทภี่ มู ิ
ทัศน์พรุควนเคร็ง
3.2 แสดงตารางจานวนโครงการจาแนกตามยุทธศาสตร์
4.1 ข้อมลู ภาพถ่ายจากดาวเทยี มแลนด์แสท-8 ครอบคลุมพ้นื ที่ภูมทิ ัศน์ควน
เครง็
4,2 แผนภูมสิ รปุ การใชป้ ระโยชน์ที่ดนิ (Level I) ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด
นครศรีธรรมราช พ.ศ. 2561
(ตารางกิโลเมตร)
4.3 การใช้ประโยชน์ทด่ี นิ (Level I) ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด
นครศรีธรรมราช ปี พ.ศ. 2561
4.4 แผนภูมิแท่งการใช้ประโยชน์ที่ดินตาบลเครง็ (Level II) อาเภอชะอวด
นครศรีธรรมราช ปี พ.ศ. 2561
4.5 แผนทก่ี ารใช้ประโยชน์ที่ดนิ ระดับ II (Level II) ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด
นครศรีธรรมราช ปี พ.ศ. 2561
4.6 การจาแนกการใชป้ ระโยชน์ที่ดนิ ระดับ-3 ( Level-III) ในพนื้ ทภี่ ูมิทศั น์พรุ
ควนเครง็ จังหวัดนครศรธี รรมราช จังหวัดพัทลงุ และจงั หวัดสงขลา
4.7 การจาแนกการใช้ประโยชน์ที่ดนิ ในพื้นทภี่ ูมิทัศน์พรคุ วนเคร็งจังหวัด
นครศรธี รรมราช จังหวดั พทั ลุง จังหวดั สงขลา
14 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรเุ พอื่ เพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนุรักษ์หลากหลายทางชีวภาพอย่างยง่ั ยนื
รายการภาพประกอบ หนา้
ภาพท่ี 108
4.8 การจาแนกพน้ื ท่ีทม่ี ีสภาพเอื้อหรือไมเ่ อ้ือตก่ ารใช้ประโยชนข์ องตาบลเคร็ง
108
อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช
4.9 แผนท่กี ารจดั พ้นื ทส่ี ภาพทีเ่ อื้อต่อการนามาใช้ประโยชน์ของตาบลเคร็ง 126
อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช 126
6.1 ป่ าชุมชนสวนสมเดจ็ เจา้ ฟ้าจุฬาภรณ์ (ป่ ายวนนก) และปลาชะโดขา้ งแดง (Channa
127
micropeltes) ปลานกั ลา่ ท่ีมีจานวนมากข้ึนในป่ าพรุควนเคร็ง 128
129
6.2 ปลาชะโดขา้ งแดง (Channa micropeltes) ปลานกั ลา่ ที่มีจานวนมากข้ึนในป่ าพรุ 130
131
ควนเคร็ง 132
133
6.3 การใชป้ ระโยชน์จากป่ าชุมชนในพ้ืนที่ป่ าชุมชนสวนสมเด็จเจา้ ฟ้าจุฬาภรณ์
6.4 ป่ าชุมชนบา้ นควนเงิน ตาบลบา้ นตลู อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช 143
6.5 พ้ืนที่การเขา้ ถึงทรัพยากรจากป่ าชุมชนบา้ นควนเงิน 143
6.6 แผนท่ีป่ าชุมชนบา้ นไสขนุน 144
6.7 พ้นื ท่ีการเขา้ ถึงทรัพยากรจากป่ าชุมชนบา้ นไสขนุน
6.8 เปรียบเทียบขอ้ มูลสถานภาพป่ าชุมชนท้งั 3 แห่ง 145
6.9 สะพานไมเ้ คี่ยมอายรุ าว 100 ปี ท่ีกลายเป็ นจุดขายเพ่อื การท่องเที่ยวของชุมชนทะเล 146
147
นอ้ ย ตาบลพนางตงุ อาเภอควนขนุน จงั หวดั พทั ลงุ ชุมชนหน่ึงในพ้นื ท่ีภูมิทศั น์พรุ 148
149
ควนเคร็ง
6.10 ความสมั พนั ธ์ของคุณค่าในพ้นื ท่ีภูมิทศั น์พรุควนเคร็ง
6.11 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งคุณค่าท่ีส่งมอบ สมั พนั ธภาพกบั ลกู คา้ ลูกคา้ และรายได้
6.12 ลกู คา้ และช่องทางการขายหรือประชาสมั พนั ธส์ ินคา้ หรือกิจกรรมของวสิ าหกิจ
ศูนยเ์ รียนรู
6.13 การวเิ คราะห์การสร้างสมั พนั ธภาพกบั ลูกคา้ ของวสิ าหกิจศูนยเ์ รียนรู
6.14 โปรแกรมการท่องเที่ยวในแหลง่ เรียนรู้ของวสิ าหกิจศูนยเ์ รียนรู
6.15 แผนผงั ความสมั พนั ธป์ ัจจยั ภายในของการบริหารจดั การวสิ าหกิจศูนยเ์ รียนรู
6.16 แผนผงั การประสานงานและปฏิบตั ิงานของคณะทางานวสิ าหกิจศูนยเ์ รียนรู
6.17 แผนผงั โครงสร้างวสิ าหกิจศูนยเ์ รียนรู้วถิ ีชุมชนคนกบั พรุและแหลง่ เรียนรู
การเพิม่ ศักยภาพการคมุ้ ครองระบบนิเวศและการจัดการป่าพรุท่มี ีคุณคา่ | 15
ต่อการอนุรกั ษส์ ูงแบบบูรณาการอยา่ งยัง่ ยืน
ผลสัมฤทธ์ทิ ่ี 1 เพมิ่ ศกั ยภาพในการคมุ้ ครองระบบนิเวศป่าพรทุ ่ีมคี ณุ ค่าตอ่ การอนุรักษ์สงู และ
ดาเนินการการจดั การปา่ พรแุ บบบูรณาการอย่างยง่ั ยืน
1. เพ่มิ พื้นทจี่ านวน 16,347 เฮกตาร์ (102,169 ไร่) ภายใต้เขตการคมุ้ ครองสง่ิ แวดล้อม (EPA)
แก้ไขเป็น พื้นท่ี 16,347 เฮกตาร์ (102,169 ไร่) มีไดร้ ับการดูแลและคุ้มครองผา่ นกลไกที่มีศักยภาพอย่าง
บรู ณาการ
2. พ้ืนท่ี 154,363 เฮกตาร์ (964 769 ไร่) มีแผนการจัดการป่าพรุท่ีส่งผลต่อการกักเก็บคาร์บอน 29
ล้านตนั
3. เพิม่ ประสทิ ธิภาพการจัดการพน้ื ท่ีด้วยเคร่ืองมือ METT ดังน้ี
พน้ื ที่ ข้อมูลเดิม เปา้ หมาย
เขตหา้ มลา่ สตั วป์ ่าทะเลนอ้ ย 64 70
เขตหา้ มล่าสัตวป์ า่ บ่อล้อ 42 70
EPA พรคุ วนเคร็ง 12 20
EPA ทะเลสาบสงขลา 19 30
4. อัตราการบุกรุกในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อเท่ากับ 0 และอัตราการบุกรุกในเขตห้ามล่าสัตว์ป่า
ทะเลน้อยนอ้ ยกวา่ 6
5. พ้นื ท่เี สยี หายจากการเกิดไปป่าในพรุควนเคร็งไมเ่ กนิ 408 เฮกตาร์ตอ่ ปี (2,550 ไร่)
6. หน่วยปฏิบัติการ 11 หน่อย ได้รับการฝึกอบรมในการลาดตระเวนการจัดการระดับน้า การ
ป้องกันไปป่า และการบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ หน่วยพิทักป่าในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย (6 หน่วย)
หน่วยพิทักป่า ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ (2 หน่วย) องค์การบริหารส่วนตาบลเคร็ง ตาบลชะอวด
และตาบลบา้ นตูล
7. พื้นท่ีจานวน 495 เฮกตาร์ (3,094 ไร่) ได้รับการพัฒนาภายใต้แผนการจัดการป่าพรุแบบมี
ส่วนร่วม ประกอบด้วย ป่าชุมชนควนเงิน ป่าชุมชนสวนสมเด็จเจ้าป้าจุฬาภรณ์ ป่าชุมชนบ้านไสขนุน
รวมพ้ืนท่ี 435 เฮกตาร์ (2,719 ไร)่
8. ป่าพรุในเขตตาบลเคร็ง พน้ื ท่ี 1,500 เฮกตาร์ (9,375 ไร่) ได้รับการดูแลในรปู แบบปา่ ชุมชน
9. เขตห้ามล่าสัตวป์ ่าทะเลน้อยและบ่อล้อ มีระบบการติดตามดัชนคี วามสมบรู ณ์ของระบบนิเวศ
(Ecosystem Health Index: EHI)
16 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุเพอื่ เพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนุรักษห์ ลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยง่ั ยืน
การเพมิ่ ศักยภาพการคมุ้ ครองระบบนิเวศและการจดั การปา่ พรุทมี่ ีคณุ ค่า | 17
ต่อการอนุรักษ์สงู แบบบูรณาการอยา่ งย่ังยืน
1
การจดั การปา่ รว่ มกันอย่างบรู ณาการ
เพื่อการจดั การป่าพรุควนเคร็งอยา่ งยงั่ ยืน
18 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพื่อเพ่ิมความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่งั ยนื
การเพม่ิ ศักยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศและการจัดการปา่ พรุที่มีคณุ ค่า | 19
ต่อการอนุรกั ษ์สงู แบบบูรณาการอย่างยั่งยนื
บทนา
การจัดการป่าในยุคปัจจุบันได้เป็นท่ีประจักษ์กันแลว้ วา่ การใช้แนวทางการจัดการแบบเดมิ ๆ ใน
แบบรวมศูนย์การจัดการโดยรัฐ หรือการจัดการแบบแยกส่วนนั้นเป็นแนวทางที่ไม่อาจรักษาผืนป่าเอาไว้
ได้ แต่กลับทาให้สูญเสียพ้ืนท่ีป่ามากย่ิงข้ึน การท่ีจะรักษาผืนป่าให้คงอยู่ต่อไปนั้นจาเป็นอยา่ งยิ่งที่จะต้อง
มีการร่วมมือกัน หรือมีการจัดการป่าร่วมกันจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย และการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้
เสยี เปน็ อีกประเด็นสาคญั ทจี่ ะทาให้การทางานรว่ มกนั อยู่ภายใต้ความรว่ มมือทีม่ าจากทุกฝา่ ยอย่างแท้จริง
ไม่เพียงแค่การระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท่ีชัดเจน ทว่าอีกปัญหาหนึ่งของการจัดการทรัพยากร
ท้องถิ่นซ่ึงรวมถึงการจัดการป่าด้วยน้ัน คือ การส่ือสาร ที่ผ่านมาเป็นท่ีทราบกันดีกว่าการสื่อสาร ซ่ึงเป็น
เครื่องมือสาคัญในการเข้าใจเข้าถึง และสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผูม้ ีส่วนได้ส่วนเสยี ทุก
ฝ่ายน้ันได้มีการสะท้อนว่ามีการส่ือสารท่ีไม่ท่ัวถึงโดยมีการสื่อสารกันในบางกลุ่มหรือผู้เ ข้าถึงข้อมูล
ข่าวสารหรือกระบวนการต่าง ๆ มีเพียงคนบางกลุ่มเท่าน้ัน ขณะที่คนอีกหลายกลุ่มซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสีย
สาคญั ไมน่ อ้ ยกลับถกู ละเลย ทัง้ นกี้ ารส่ือสารในลักษณะดงั กล่าวเป็นการส่ือสารจากบนลงล่าง หรือจากรัฐ
สู่ประชาชน ขณะท่ีปัจจุบันการส่ือสารมีหลายรูปแบบ ท้ังแนวราบ ล่างขึ้นบน และการสร้างนักสื่อสารท่ี
เปน็ คนในชุมชนหรือผู้ทเี่ ป็นเจ้าของสาร ได้นาสารของตนเองสื่อออกสโู่ ลกภายนอกน้ันยอ่ มเป็นแนวทางท่ี
ดี โดยเฉพาะอย่างย่ิงการสื่อสารเพ่ือการสร้างจิตสานึกในการร่วมกันปกป้องและดูแลรักษาผืนป่าของ
ชุมชน
นอกจากนี้ การขบั เคลอ่ื นกจิ กรรมการจัดการปา่ อย่างยั่งยืนมแี นวทางที่สาคัญอกี ประการคือ การ
ส่งเสริมจิตสานึกให้แก่ผู้คนทั้งในชุมชนและสังคม โดยเฉพาะอย่างย่ิงการสรา้ งเครอื ข่ายจติ อาสา ซ่ึงเป็นผู้
ท่ีมีจิตสาธารณะได้เข้ามาร่วมทางานขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในด้านการอนุรักษ์ป่า การร่วมกัน
ส่งเสริมจิตสานึกให้เกิดข้ึนอย่างเข้มแข็งในชุมชน การท่ีคนในชุมชนมีจิตอาสาเข้ามาทางานเป็นจานวน
มากเท่าใดยิ่งสะทอ้ นถงึ ความแขง็ แกรง่ ของชุมชนและการดารงอยู่ต่อไปของผืนป่าที่สาคัญอยา่ งปา่ พรุควน
เคร็งซึง่ ถอื วา่ เป็นผืนปา่ ที่ควรค่าแก่การอนรุ กั ษ์สูง
อนึ่ง ไม่เพียงการสร้างกลุ่มจิตอาสาภายในชุมชนเท่าน้ัน การสร้างและขยายเครือข่ายองค์กรท่ี
เข้ามาทางานเพื่อการอนุรักษ์ป่าหรือทรัพยากรของชุมชนเป็นอีกแนวทางสาคัญที่จะทาให้การจัดการป่า
ของชุมชนผืนน้ีเกิดความยั่งยืน หรือแม้กระท่ังการสร้างเครือข่ายเช่ือมโยงระหว่างกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เป็น
การสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มอาชีพซึ่งท้ายท่ีสุดจะเป็นการนาพากลุ่มไปสู่ความสาเร็จ นั่นคือ การ
สร้างความเป็นอยทู่ ีด่ แี กส่ มาชกิ เศรษฐกจิ ชมุ ชนมีความก้าวหนา้ ยอ่ มนาไปสกู่ ารมสี ังคมและสิง่ แวดล้อมท่ี
ดดี ้วยเชน่ กนั
กระนั้น ป่าชุมชน ถือเป็นอีกแนวทางในการคุ้มครองป่าพรุควนเคร็ง สร้างจิตสานึกความเป็น
เจ้าของผ่านกระบวนการจัดการป่าโดยชุมชนท่ีอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและกฎเกณฑ์ของชุมชนท่ีเป็น
ขอ้ กาหนดเง่ือนไขเพื่อควบคุมการใช้ประโยชนจ์ ากผืนป่าทไ่ี มม่ ากล้นจนเกินศกั ยภาพการให้บรกิ ารของผืน
ป่าเพ่ือการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน อันหมายถึงการที่ป่าอุดมสมบูรณ์ ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ในระยะยาว
จากรุน่ ส่รู ุ่นสบื ไป
การสร้างการเรียนรู้เพ่ือให้เกิดการรับรู้และเข้าใจในวิถีป่าวิถีคนท้องถ่ินที่อยู่รายรอบผืนป่า
เรยี นรู้ขอ้ มูลจากโลกภายนอกทอ่ี าจเข้ามาสง่ ผลกระทบต่อทรัพยากรอันเปน็ ทีพ่ ่ึงพิงของชุมชน เรียนร้ทู ีจ่ ะ
ปกป้องและไม่ติดกับดักการพัฒนาท่ีรุกคืบเข้าสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง การสร้างการเรียนรู้ท่ีสาคัญอีก
20 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพอื่ เพ่ิมความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยง่ั ยืน
แนวทางคือการสร้างการเรียนรู้ให้เกิดข้ึนกับคนรุ่นต่อไปของชุมชน นั่นคือ เด็กและเยาวชน ดังนั้น การ
สร้างหลักสูตรท้องถ่ินเพื่อการเรียนรู้ชุมชนและทรัพยากรสาคัญของชุมชน โดยโรงเรียนหรือ
สถาบนั การศึกษาในชุมชน ถอื เปน็ เกราะปอ้ งกนั หนงึ่ ทจ่ี ะชว่ ยคมุ้ ครองป่าพรคุ วนเคร็งใหด้ ารงอยู่ต่อไป
ปา่ พรุควนเครง็ กบั ผ้มู ีส่วนได้ส่วนเสยี
ป่าพรุควนเคร็งมีความเก่ียวข้องเชอ่ื มโยงกับผมู้ ีสว่ นได้ส่วนเสียหลายระดับและหลายกล่มุ ดังนั้น
ในการจดั การปา่ พรุควนเคร็งร่วมกันจาเป็นอยา่ งย่ิงทีจ่ ะต้องวิเคราะหผ์ มู้ สี ่วนไดส้ ว่ นเสยี ให้ชดั เจน เพื่อเข้า
ร่วมในกระบวนการทางานร่วมกันและสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นหรือหาแนวทางในการพัฒนาต่อไปได้
อย่างตรงจุดและสอดคล้องกับความต้องการของทุกฝ่าย
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ไม่มีคาว่าผู้มีส่วนไดส้ ่วน
เสีย มีคาว่า “ส่วนได้ส่วนเสีย” หมายถึง ประโยชน์ท่ีควรได้ควรเสียซึ่งมีอยู่ในส่วนรวม การได้การเสีย
ร่วมกับคนอื่น (ราชบัณฑิตยสถาน, 2554, 1183) ทั้งนี้ ฝอยฝา ชุติดารง (2554) ได้กล่าวถึงความจาเปน็
ในการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างย่ิงในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติซ่ึงเป็น
ประเด็นท่ีค่อนข้างเปราะบางและอ่อนไหวต่อการเกิดความขัดแย้ง หรือแม้กระท่ังการที่โครงการหน่ึง ๆ
จะประสบผลสาเร็จหรือล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพ่ือให้ได้ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่าง
และมีส่วนร่วมกันตัดสนิ ใจอย่างแท้จริง โดยกล่าวถึงผู้มีสว่ นได้ส่วนเสยี ไว้อย่างน่าสนใจท่ีว่า “เมื่อมากคน
ก็มากความ ถ้าอยากให้ได้ความต้องจากัดคน” น่ันหมายความว่า การดาเนินโครงการใด ๆ ก็ตาม
โดยเฉพาะอย่างย่ิงโครงการท่ีเก่ียวข้องกับการตัดสินใจด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อมจาเป็นต้องวิเคราะห์หาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท่ีสาคัญต่อกระบวนการตัดสินใจโดยมุ่งเน้นการมี
ส่วนรว่ มของทุกฝ่ายอยา่ งแท้จริง
ทั้งนี้ ผลการสังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซ่ึงเป็นข้อมูลจากนานาทรรศนะของ
นักวิชาการต่าง ๆ ของ ฝอยฝา ชุติดารง (2554, 33) ซึ่งช้ีให้เห็นความสาคัญในการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียเพ่อื การตัดสินใจในระดับนโยบาย ไดแ้ ก่ 1) การช่วยให้เข้าใจระบบหรือปัญหา และความสัมพันธ์
ตา่ ง ๆ ภายในระบบได้ดียง่ิ ข้ึน 2) การเขา้ ใจในประเด็นความสาคัญ ความสนใจ และบทบาทของผู้มีส่วน
เก่ียวข้องแต่ละคน/กลุ่มรวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่มท่ีมีอิทธิพลต่อการ
ตัดสินใจ 3) การช่วยให้สามารถประเมินผลกระทบ (ท้ังด้านบวกและด้านลบ) จากการเปลี่ยนแปลงต่อ
ระบบ และต่อผู้ท่ีเก่ียวข้องได้ดียิ่งขึ้น 4) การประเมินความเสี่ยงในการดาเนินการ ประเมิน ความขัดแย้ง
รวมทั้งความสอดคล้องทางทัศนคติ ที่เกิดข้ึน (ซ่ึงสามารถส่งเสริมให้เกิดการต่อรอง (negotiation)
แลกเปล่ียน (tradeoff) เพ่ือลดความขัดแย้ง และเพ่ิมการยอมรับในการดาเนินการได้ 5) การส่งเสริม
บทบาทของกลุ่มคนที่มีบทบาทน้อย และมักถูกมองข้าม แต่อาจเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านลบอย่างมาก
จากการเปลี่ยนแปลงต่อระบบ เช่น คนพ้ืนเมือง และชนกลุ่มน้อย 6) การช่วยในการประเมินระดับการมี
สว่ นร่วมของกลุ่มผู้มสี ว่ นเกีย่ วข้องแต่ละกลมุ่ และสามารถช่วยในการออกแบบกระบวนการส่งเสริมการมี
ส่วนร่วมที่เหมาะสมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ละกลุ่มท่ีจะนาไปสู่การวางแผนนโยบายที่มีประสิทธิภาพ มี
ความยุตธิ รรม และเป็นทย่ี อมรับของทกุ ภาคสว่ นที่เก่ยี วข้อง
ทานองเดยี วกนั การวเิ คราะห์ผมู้ ีสว่ นไดส้ ่วนเสียทเี่ ก่ียวข้องกบั การบรหิ ารจัดการพ้นื ท่ภี มู ิทัศน์พรุ
ควนเคร็งซ่ึงประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐในระดับนโยบาย ท้องถิ่น องค์กรชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ และ
การเพมิ่ ศักยภาพการค้มุ ครองระบบนิเวศและการจัดการป่าพรุที่มีคณุ คา่ | 21
ต่อการอนรุ ักษ์สงู แบบบรู ณาการอย่างย่งั ยนื
ผู้นาชุมชน รวมถึงชาวบ้านในพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ จังหวัดนครศรีธรรมชาติ จังหวัดพัทลุง
จังหวัดสงขลา ถือเป็นความจาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการวิเคราะห์ให้ชัดเจน และให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วม
อย่างแท้จริง จึงจะทาให้การดาเนินโครงการประสบผลสาเร็จภายใต้หลักแห่งความร่วมมือร่วมใจท่ีจะ
ส่งผลให้เกิดความยั่งยืน นั่นหมายความว่า มีการดาเนินการในพื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งอย่างต่อเน่ือง
โดยเฉพาะอย่างย่ิงการดาเนนิ การที่เกดิ จากพลงั ความร่วมมือของคนภายในชมุ ชน
การจัดการป่าพรุควนเครง็ รว่ มกันอย่างย่งั ยืนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสยี
การจัดการป่าพรคุ วนเคร็งจาเปน็ ตอ้ งมีการจดั การแบบบรู ณาการ โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งการผสาน
ความรว่ มมอื จากทุกฝา่ ยท่เี กีย่ วขอ้ ง จงึ มีคาท่เี ก่ยี วขอ้ งท่ีควรทาความเข้าใจ ดงั น้ี
การมสี ่วนรว่ ม ความรว่ มมอื และบรู ณาการ
การมีส่วนร่วม และความร่วมมือ คือแนวคิดท่ีมุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท่ี
เก่ียวข้อง ความหมายของคาสองคาน้ีต่างกันในประเด็นระดับของการมีส่วนร่วม กล่าวคือ ความร่วมมือ
คือการมีส่วนร่วมในระดับที่สูงข้ึน ไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมทากิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งหรือการเข้าร่วม
ประชุม และลงนามเป็นเพียงผู้เข้าร่วม ทว่า ความร่วมมือ คือ การร่วมแรงร่วมใจในการทาสิ่งใดส่ิงหนึ่ง
ตามเป้าหมายร่วมกัน ทั้งนี้ในการมีส่วนร่วม และร่วมมือกันนั้น จาเป็นต้องมีการผสมผสานหลายสิ่งเข้า
ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการผสานในประเด็นตัวบุคคล (ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) ความรู้และประสบการณ์ของแต่
ละฝ่าย ผสานวิธี ซ่ึงคือวิธีการจัดการหรือวิธีการดาเนินการเพ่ือนาไปสู่เป้าหมายของโครงการ ลักษณะ
เหล่านเี้ รียกกวา่ “บรู ณาการ” ซ่งึ คาแตล่ ะคาทกี่ ลา่ วมามีความหมายหรือมีคาอธบิ ายดงั นี้
คาว่า “ส่วนร่วม” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า ส่วนได้ส่วนเสียใน
กจิ กรรมร่วมกบั ผอู้ ่ืน (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2554, 1183) ขณะที่ เสรี พงศ์พศิ อธบิ ายถงึ การมีสว่ นรว่ มของ
ประชาชนว่าเป็นคาท่ีเริ่มใช้กันเพื่อแสดงว่าโครงการพัฒนาต่าง ๆ ท่ีนาไปให้ชาวบ้านในชุมชนต่าง ๆ น้ัน
ประชาชนในพ้ืนที่มีส่วนร่วม บ้างก็ว่าชุมชนมีส่วนร่วมในการดาเนินงาน โดยชุมชนมีส่วนสมทบ
งบประมาณ 5-15 % ถ้าไม่มีเป็นเงินก็คิดมูลค่าจากส่ิงท่ีชุมชนมี บ้างก็ว่าชุมชนมีส่วนร่วมในทุกข้ันตอน
ตั้งแต่การเก็บข้อมูล วางแผน ปฏิบัติ และประเมินผล และอ้างว่าน่ีคือกระบวนการที่มาจากข้างล่าง
(Botoom Up) รวมท้ังอ้างว่าได้มีการทาประชาพิจารณ์ (Public Hearing) แล้ว ซ่ึงหมายความว่าได้รับ
การ “รับรอง” จากชุมชน ทั้งน้ี การมีส่วนร่วมของประชาชนมีความหมายถึงการมีส่วนร่วมในการ
ตัดสินใจ กาหนดนโยบาย บริหารจัดการทรัพยากร การบริหารจัดการชุมชน คน ทุนของชุมชนที่มีการ
แยกแยะเน้ือหาและรูปแบบของการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เหมาะสมกับแตล่ ะเร่ืองพร้อมวิธกี ารและ
กระบวนการท่ีเหมาะสม การมีส่วนร่วมของประชาชนคือการแสดงออกถึงสิทธิข้ันพื้นฐานของชุมชนใน
การจัดการทุนชุมชน จดั การชีวติ ของตนเอง (เสรี พงศพ์ ศิ , 2553, 37)
ความร่วมมือ เป็นอีกคาที่เกี่ยวข้องและการมีส่วนร่วมอีกระดับหนึ่ง โดยคาว่า “ร่วมมือ” ตาม
พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554 หมายถึง พร้อมใจชว่ ยกัน
คาวา่ “บูรณาการ” มาจากรากศพั ท์ คอื คาวา่ บูรณะ ซึง่ ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. 2554 ให้ความหมายว่า ซ่อมแซมทาให้กลับคืนดีเหมือนเดิม ส่วนคาว่าบูรณาการ หรือคาใน
ภาษาอังกฤษคือ Integration หมายถึง กระบวนการผสมผสานเชื่อมโยงองค์ความรู้ตั้งแต่ 2 องค์ความรู้
22 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยนื
ขึ้นไปเข้าด้วยกันอย่างสอดคล้องเป็นระบบ (ราชบัณฑิตยสถาน, 2554) ส่วนการอธิบายในแง่การ
ประยุกตใ์ ช้หรือทางสงั คมศาสตร์นัน้ เสรี พงศ์พิศ (2553, 107) อธิบายวา่ บูรณาการ คอื กระบวนการทา
ให้สมบูรณ์ซ่ึงมักเกี่ยวกับการพัฒนาที่เป็นการตอบสนองชีวิต ชุมชน และสังคม ท่ีเป็นองค์รวมไม่สามารถ
แบ่งแยกได้ บรู ณาการเปน็ กระบวนการทีร่ อบด้าน
ชล บุนนาค (2554, 5) ได้อธิบายเก่ยี วกบั ความรู้ด้ังเดิมเก่ียวกับการจัดการทรัพยากร ซ่งึ เชือ่ มโยง
กับวิธีการจัดการทรัพยากรในอดีตว่า การจัดการทรัพยากรอยู่บนฐานความเช่ือท่ีว่าหากปล่อยให้
ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้ไปโดยไม่มีการควบคุมจากรัฐ หรือมีการมอบกรรมสิทธ์ิ เหนือทรัพยากรน้ัน
ให้แก่เอกชน ทรัพยากรธรรมชาตินั้นจะถูกใชจ้ นหมดส้นิ เพราะไม่มีใครสนใจดูแลรักษา ผู้ใช้แต่ละคนก็จะ
พยายามใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนั้น ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เพราะไม่รู้ว่าหากเฝ้ารอถึงอนาคตแลว้
วันข้างหน้าจะมีทรัพยากรนั้นให้ใช้ประโยชน์ อีกหรือไม่ แนวคิดนี้เรียกสั้น ๆ ว่า ‘โศกนาฏกรรมของ
ทรัพยากรร่วม’ (The Tragedy of the Commons) จากแนวคิดเช่นนี้จึงเชื่อมโยงมาสู่วิธีการจัดการ
ทรัพยากรในอดีตของหลาย ๆ ประเทศ เฉกเช่นเดียวกับวิธีการจัดการทรัพยากรในอดีตของประเทศไทย
ซ่ึงมีอย่างน้อย 3 ลักษณะ นั่นคือ 1) รัฐเป็นผู้จัดการดูแล ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบการหวงห้าม เช่น ป่าสงวน
แห่งชาติ อุทยานแห่งชาติฯลฯ 2) รัฐให้สัมปทานกับเอกชนในการใช้ ประโยชน์และดูแลทรัพยากร และ
3) ผู้ใช้ทรัพยากรเป็นผู้กาหนดกติกาในการใช้และดูแลทรัพยากรเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันท้ัง
ระหว่างสมาชิกในชุมชนเดียวกันหรือระหว่างชุมชนกับชุมชน เช่น กรณีป่าชุมชน หรือการจัดการน้าของ
ชุมชน เปน็ ตน้ ถึงกระนั้นก็ตาม ผลการดาเนนิ การทงั้ สองวธิ แี รกเปน็ ท่ีประจักษ์วา่ ไม่มปี ระสทิ ธภิ าพในการ
ดแู ละและจดั การซ่ึงสะท้อนได้จากความเส่ือมโทรมของสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาตใิ นประเทศ
ส่วนการจัดการตามวธิ ีท่ีสามทช่ี มุ ชนเปน็ ผดู้ ูแลนั้นยังไม่ไดร้ บั การยอมรับอย่างเป็นทางการจากภาครัฐมาก
นกั
ไพสิฐ พาณิชย์กุล (2551, 23-27) อธิบายว่า การเข้ามาของระบบตลาดทาให้เป้าหมายของการ
จัดการทรัพยากรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่มีความเช่ือในส่ิงศักดิ์สทิ ธิ์และส่ิงที่เหนือธรรมชาติ เปน็ รปู แบบ
การจัดการท่ีหลากหลาย ได้แก่ ระบบการจัดการในแนวทางเชิงนิเวศน์-วัฒนธรรม เป็นระบบการ
จัดการท่ีใช้ความเช่ือเร่ืองผี ส่ิงศักดิ์สิทธ์ิ และความอุดมสมบูรณ์ในการจัดการสังคมและ
ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบการจัดการแบบน้ียงั ใช้ได้ผลอยู่ในพนื้ ทีท่ ี่ความคิดและความเชื่อดงั กล่าวยัง
เปน็ ทีย่ อมรับอยู่ และความคิดความเชื่อเชน่ นี้ในปัจจุบันเมื่อมีการปนื้ ระบบความเชื่อดังกล่าวกลับคืนมาก็
เร่ิมท่ีจะพัฒนาใหเ้ กิดเป็นแบบแผนองพฤติกรรม เกิดการจัดองค์กรท่ีอยู่ในรูปแบบกลุ่มองค์กรชาวบ้าน มี
พิธีกรรมท่ีทาให้เกิดความสืบเนื่องและเป็นเคร่ืองมือในการสื่อสารทั้งในสมาชิกและบุคคลอื่นนอกชุมชน
ระบบการบรหิ ารจัดการแนวกฎหมายและระเบยี บปฏิบัติทางราชการ เปน็ แนวทางท่เี ป็นระบบครอบงา
สังคมไทยมาเป็นเวลานาน ด้วยเหตุท่ีระบบดังกล่าวเป็นระบบที่เกิดจากความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่ายท่ี
ได้ประโยชน์ จึงทาให้เกิดการผนึกกาลังทั้งในด้านกาลังทุน กาลังที่เกิดจากเครือข่ายในระบบราการ
สถาบันการศึกษาและกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะได้จากการแปลงทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสาธารณะ
สมบัติให้กลายเป็นสมบัติส่วนบุคคลท้ังโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมายและมิชอบด้วยกฎหมาย ระบบการ
บริหารจัดการแนวการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นระบบท่ีมีหลายรูปแบบและหลายระดับ มี
พัฒนาการของการเกิดระบบการจดั การแบบมีสว่ นร่วมที่หลากหลายและสามารถท่ีจะพัฒนาไปสู่รปู แบบ
อ่ืน ๆ อีกมาก ได้แก่ 1) แนวการจัดการแบบมีส่วนร่วมท่ีเกิดจากความขัดแย้ง 2) แนวการจัดการแบบมี
การเพ่มิ ศกั ยภาพการคมุ้ ครองระบบนเิ วศและการจัดการป่าพรุท่ีมีคุณคา่ | 23
ต่อการอนรุ ักษ์สูงแบบบูรณาการอย่างยง่ั ยืน
ส่วนร่วมท่ีเกิดจากสานึกด้ังเดิมทางประเพณีท่ีดาเนินการสืบทอดมาอย่างต่อเน่ืองหรือในบางกรณีสานึก
อาจจะหายไปแล้ว ในภายหลังกลบั มีการรือ้ ปื้นขึ้นมาใหม่และได้ดาเนินการจนเป็นท่ียอมรับจากสงั คม 3)
การจัดการแบบมีส่วนร่วมที่เกิดจากระบบราชการเข้าไปดาเนินการจัดต้ังซึ่งส่วนใหญ่จะดาเนินการผ่าน
ทางผู้นาท่ีเป็นทางการในระดับพ้ืนท่ีเพ่ือให้เข้ามาดาเนินการตามโครงการของทางราชการ ระบบการ
บริหารจัดการโดยการใช้กระบวนการศึกษาวิจัยเพ่ือพัฒนาและสร้างความรู้ในการจัดการ เป็น
แนวทางท่ีนิยมมากที่สุดท้ังในส่วนที่เป็นกิจกรรมของภาครัฐ บทบาทขององค์การพัฒนาเอกชน และ
ภาควิชาการท่ีสนใจ ระบบการบริหารจัดการโดยการใช้แนวทางการเคล่ือนไหวทางสังคม ระบบการ
บริหารจัดการโดยการใช้แนวทางธุรกิจสมัยใหม่ เป็นแนวทางที่ให้ความสาคัญกับความรับผิดชอบทาง
สังคม (Corperate social responsibility: CSR) ให้ความสาคัญกับสง่ิ แวดล้อม แนวการบริหารจัดการ
โดยการใช้แนวางการบริหารงานภาครัฐแนวใหม่ และ แนวการบริหารจัดการในรูปแบบการสร้าง
ความร่วมมือระหว่างประเทศ
การจัดการปา่ รว่ มกนั
การจัดการป่าร่วมกัน มีคาสาคัญคือคาว่า “การจัดการร่วม” หรือคาภาษาอังกฤษที่ใช้คือ Co-
Management เป็นแนวคิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วมแนวคิดหน่ึงที่เกิดข้ึนภายหลัง
จากมีข้อมูลหรือบทเรียนอันเป็นที่ประจักษ์ชัดถึงความล้มเหลวในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
โดยเฉพาะอย่างย่ิงในด้านการจดั การทรัพยากรกรป่าไม้โดยฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงเพียงลาพัง โดยความล้มเหลว
น้ีปรากฏข้ึนชัดเจนเม่ือมีการจัดการป่าแบบรวมศูนย์อานาจโดยรฐั ที่มุ่งแต่เพียงการอนุรักษ์และกีดกันคน
ออกจากป่า ทว่ากลับต้องสูญเสียพ้ืนที่ป่ามากข้ึน ดังท่ี รายา ผกามาศ (2558) ได้กล่าวถึงแนวคิดการ
จัดการร่วมท้ังในแง่ของที่มา และหลักการสาคัญของการจดการร่วม โดยในด้านท่ีมาของแนวคิดได้
ช้ีให้เห็นว่า การจัดการร่วม (Co-management) ในการจัดการทรัพยากรดิน น้า ป่า ซ่ึงพัฒนามาจากข้อ
ถกเถียงถึงช่องว่างในการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนกับการจัดการโดยรัฐ ซ่ึงทั้งสองรูปแบบยืนอยู่คนละ
ข้ัว ท้ัง ๆ ท่ีต่างมีจุดแข็งที่น่าจะมาบูรณาการร่วมกันได้ แต่เมื่อต่างฝ่ายต่างปฏิบัติ และมีจุดอ่อนที่ทาให้
ได้ผลน้อยมากในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการจัดการโดยรัฐท่ีเน้นการออกกฎหมาย และการบังคับ
ใช้กฎหมายเป็นหลัก มักมีปัญหาการยอมรับไม่เต็มท่ีของคนในชุมชนท่ีใช้ทรัพยากรอันเน่ืองมาจาก
กฎหมายและระเบยี บบางประการไมส่ อดคล้องกับวิถีชีวติ และความจาเป็นในการดารงชีพของคนในชุมชน
และฝ่ายรัฐก็ขาดกลไกท่ีมีประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎระเบียบต่างๆท่ีกาหนด ในขณะเดียวกัน การ
จัดการโดยชุมชนท่ีอยู่บนฐานของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ ก็มี
สถานะที่ไมม่ ั่นคงและไมไ่ ด้รบั การยอมรับอยา่ งเปน็ ทางการ จงึ มีผู้เสนอแนวคดิ ที่จะบูรณาการสองรูปแบบ
ดังกล่าวเข้าด้วยกัน โดยมีหลักการสาคัญ 2 ประการคือ ประการแรก ต้ังอยู่บนหลักการมีส่วนร่วมใน
ระบอบประชาธิปไตย โดยเนน้ ใหป้ ระชาชนในท้องถ่ินมสี ว่ นรว่ มในการตัดสินใจเลือกแนวทางในการดารง
ชีพ ประการท่ีสอง การมีส่วนร่วมตั้งอยู่บนพ้ืนฐานของวัฒนธรรม ธรรมเนียมปฏิบัติของท้องถ่ิน และ
สภาพท่ีแท้จริงของท้องถ่ิน ทั้งด้านทรัพยากร เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ประการที่สาม ต้ังอยู่บน
พื้นฐานของประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการจัดการ โดยอาจมีการปรับปรุงระเบียบต่างๆรวมทั้งเปิด
โอกาสให้ชุมชนเข้ามาร่วมในการวางแผน และการดาเนินการให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆไดด้ ี
ขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในการดาเนินการ ประการท่ีส่ี ระดับการมีส่วนร่วมระหว่างฝ่ายชุมชนกับฝ่ายรัฐ
24 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพ่ือเพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่ังยนื
อาจจะแตกต่างไปตามสภาพปัญหาและความจาเป็น โดยเน้นให้มีการดาเนินการอย่างเป็นกระบวนการ
เพ่อื ไปสขู่ อ้ ตกลงร่วมกันทง้ั ในแง่กฎหมายและวิธีปฏิบตั ิ
กุญแจแหง่ ความสาเร็จ 8 ประการสคู่ วามสาเรจ็ ในการจัดการทรัพยากรร่วมของชุมชน
การจัดการทรัพยากรส่วนรวมท้ังดิน น้า ป่า ที่ชุมชนมีการใช้ประโยชนร์ ่วมกันในวิถีการดารงชพี
เช่น ท่ีดินทากิน หนองน้า อ่างเก็บน้า ป่าชุมชน พ้ืนท่ีพรุ ฯลฯ ลักษณะการใช้ประโยชน์จาก
ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้จะผ่านกระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ท้ังในแง่คุณค่าและ
วิธกี ารใชป้ ระโยชน์จนกลายเป็นวฒั นธรรมชุมชนหรอื วิถกี ารดารงชีวติ ของคนในชุมชน และมกี ารถ่ายทอด
จากรุ่นสู่รุ่นโดยชุดความรู้ท่ีผ่านการทดลองปฏิบัติและเห็นผลแล้ว เรียกชุดความรู้เหล่าน้ีว่า ภูมิปัญญา
ท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาของชุมชน ซ่ึงอยู่บนพ้ืนฐานของความพอเพียงและคานึงถึงการใช้ประโยชน์ท่ี
คานึงถึงลูกหลาน นั่นสะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดความยั่งยืนหรือการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน มิได้เป็น
แนวคิดใหม่แต่อย่างใด แต่แนวคิดนี้คือวัฒนธรรมของชุมชนที่มีมาแต่เดิม จนมีการหยิบยกวลีเหล่านี้มา
เป็นนิยามการพัฒนาที่ย่ังยืนในปัจจุบันน่ันเอง อน่ึง ทรัพยากรธรรมชาติท่ีชุมชนใช้ประโยชน์ท่ัวทุกมุม
โลกส่วนหนึ่งอย่ใู นรปู แบบของทรัพย์สินสว่ นรวม ชุมชนจึงมีกลไกการจัดการทรัพยากรเหล่าน้ีเพ่ือลดการ
ขัดแย้งและการเข้าถึงอยา่ งเป็นธรรม อาจจะอยู่ในรูปแบบของการรวมตัวกันเป็นองค์กรชมุ ชน และมีการ
กาหนดกฎ กตกิ า ท่ีเรยี กวา่ จารีตประเพณี เป็นกลไกควบคุมและกากับการใช้ประโยชน์ มีบทลงโทษทาง
สงั คมทชี่ มุ ชนกาหนดขึ้นมา
อน่ึง จากผลการศึกษาการจัดการทรัพย์ส่วนรวม (Common property) หรือการจัดการ
ทรัพยากรร่วม (Common Pool Resources) ตามที่ เอลินอร์ ออสตรอม (Ostrom 1990 อ้างถึงใน ชล
บุนนาค 2554, 16-21, โกมล แพรกทอง และทวี หนูทอง, 2562) ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้ศึกษา
เกี่ยวกับการจดั การทรพั ยากรรว่ มของชมุ ชนทว่ั โลกพบว่า ลักษณะร่วมในการจัดการทรพั ยากรของชมุ ชน
ทีป่ ระสบผลสาเร็จ ประกอบดว้ ยหลกั การสาคญั 8 ประการ ไดแ้ ก่
ประการแรก การกาหนดขอบเขตที่ชัดเจน น่นั คือ ความชัดเจนท้ังในแง่ขอบเขตของทรัพยากรร่วม
ที่มีการดูแลและจัดการ และความชัดเจนประเด็นสิทธิการใช้ประโยชน์ของสมาชิกในชุมชนหรือครัวเรือน
หมายความว่าตอ้ มกี ารระบใุ ห้ชดั วา่ ใครหรือครอบครัวใดใช้ประโยชนจ์ ากทรัพยากรไดแ้ ละขอบเขตแคไ่ หน
ประการทสี่ อง มีกฎ กติกา หรือวิธปี ฏิบตั ใิ นการใช้ประโยชน์จากทรพั ยากรรว่ มกนั ที่เหมาะสมกับ
สภาพของท้องถ่ิน นั่นคือมีความสอดคล้องกับเงื่อนไขทางสังคมและส่ิงแวดล้อมรวมถึงมีความสอดคล้อง
ระหว่างประโยชน์ทส่ี มาชิกได้รับกับตน้ ทนุ ที่เสียไป
ประการที่สาม ผู้ได้รับผลกระทบจากกฎ กติกา สามารถเข้าร่วมพิจารณาหรอื ปรบั ปรุงกฏ กติกา
ใหม่ได้ เป็นการจัดการท่ีเปิดโอกาสให้สมาชิกส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและปรับปรุงกฎ กติกา
ซ่ึงเปน็ การสรา้ งแรงจูงใจในการร่วมดูแลรักษาทรัพยากร
ประการท่ีสี่ มีการเฝ้าระวัง ติดตาม โดยสมาชิกภายในกลุ่มช่วยกันติดตาม เฝ้าระวังพฤติกรรม
การใช้ทรัพยากรของส่วนรวมและมีความรับผิดชอบเสมอ ติดตามว่าสมาชิกใช้ทรัพยากรตามกติกาที่ตกลง
ร่วมกันหรือไม่เพียงใด และติดตามสภาพของทรัพยากรอย่างสม่าเสมอเพ่ือจะได้ปรับเปล่ียนกฎ กติกาได้
อย่างทันท่วงที เหล่านี้ถือเป็นการสอดส่องดูแลที่มีประสิทธิผลท่ีจะทาให้การจัดการทรัพยากรชุมชน
ประสบผลสาเร็จน่นั เอง
การเพม่ิ ศกั ยภาพการคมุ้ ครองระบบนิเวศและการจัดการป่าพรุที่มคี ณุ คา่ | 25
ต่อการอนรุ กั ษส์ ูงแบบบรู ณาการอย่างยัง่ ยืน
ประการท่ีห้า มีการลงโทษทางสังคมแก่ผู้ฝ่าฝืนไปตามลาดับชั้นของความหนักเบาของโทษที่
กระทา โดยมผี ู้พจิ ารณาโทษท่ไี มอ่ ยู่ในกลุม่ ผูก้ ระทาผดิ เป็นคนกลาง
ประการที่หก มีกลไกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งท่ีเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มหรือภายในกลุ่มผู้ใช้
ประโยชน์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการมีกลไกจัดการความขัดแย้งท่ีมีต้นทุนต่าและเข้าถึงได้ง่ายทั้งกลไก
ระหว่างผู้ใช้กันเอง เช่น การให้ผู้อาวุโสในชุมชนเป็นคนไกล่เกล่ีย และกลไกจัดการความขัดแย้งระหว่าง
ผู้ใช้และเจ้าหน้าท่ีรัฐ เช่น ข้อขัดแย้งระหว่างกติกาของชุมชนกับกฎหมาย ซ่ึงกรณีนี้รัฐอาจช่ว ยเหลือ
ชมุ ชนไดค้ ือ การเป็นผู้ไกล่เกล่ี
ประการที่เจ็ด องค์กรภายนอกยอมรับกฎ กติกาท่ีชุมชนสร้างข้ึน โดยเฉพาะอย่างย่ิงการยอมรับ
จากองค์กรภาครัฐ นั่นคือการท่ีรัฐยอมรับในสิทธิของชุมชนในการท่ีกาหนดกฎ กติกาในการใช้ประโยชน์
และการจดั การทรัพยากรรว่ มของชุมชน
ประการท่ีแปด การทางานขององค์กรชุมชนสามารถเข้ากันได้กับองค์การในระดับสูงขึ้นไป เช่น
ระดบั ทอ้ งถน่ิ ระดบั จังหวดั ระดับประเทศ เป็นตน้
เห็นได้ว่า ลักษณะรว่ มทง้ั 8 ประการของการจดั การทรัพยากรชมุ ชนโดยชุมชนทั่วโลกนั้นสะท้อน
ถึงลักษณะการรวมตัวของสมาชิกในชุมชนเป็นองค์กรชุมชนท่ีเข้มแข็ง มีภูมิปัญญาท้องถ่ินหรือจารีต
ประเพณีของชุมชนหรือกฎ กติกาที่กาหนดข้ึนเองได้โดยท่ีรัฐให้การยอมรับ มีการทางานประสานร่วมมือ
กันทั้งองค์กรภายในและภายนอกชุมชน ลักษณะเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การจัดการทรัพยากรธรรมชาติท่ีมี
ประสิทธิผลนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน รัฐต้องยอมรับในศักยภาพและสิทธิของชุมชน ไม่ละเลยต่อภูมิ
ปัญญาท้องถิ่น ดังท่ี สุรพล พะยอมแย้ม (2545, 121-122) อธิบายว่า ภูมิปัญญาท้องถ่ินเป็นปัจจัยสาคญั
ในการเสริมความเข้มแข็งของชุมชนเพราะภูมิปัญญามีส่วนสัมพันธ์กับระบบความเชื่อ ระบบความคิด
และค่านยิ ม อนั เปน็ เคร่อื งยึดเหนยี่ วหรือเชอ่ื มโยงคนในชมุ ชนไวด้ ว้ ยกัน ชมุ ชนทมี่ ีภมู ปิ ัญญาในดา้ นต่าง ๆ
มาก ความยึดเหนี่ยวผูกพัน และความเข้มแข็งก็จะมีมากด้วยเช่นกัน ท้ังน้ี การพัฒนาภูมิปัญญาเดิมของ
ท้องถ่ินให้สอดคล้องกับความรู้ท่ีเสนอใหม่ นอกจากจะทาให้เกิดผลดีกับวิถีชีวิตของชุมชนแล้ว ยังทาให้
ความรู้ท้ังสองส่วนนี้มีพัฒนาการต่อเน่ืองอันเป็นความสาคัญย่ิงของทุกศาสตร์วิชา ขณะท่ีชุมชนเองก็มิ
อาจจัดการทรัพยากรได้เพียงลาพัง ทว่าจาเป็นต้องมีการเชื่อมโยงประสานการทางานร่วมกับองค์กร
ภายนอกได้อย่างลงตัว จึงจะทาให้ทรัพยากรของชุมชนดารงอยู่ต่อไปในสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง
ของโลกที่เกิดข้ึนตลอดเวลา การปรับตัว เรียนรู้ แลกเปล่ียนระหว่างกันของทุกฝ่ายเป็นประเด็นที่สาคัญ
ต่อความอยู่รอดของวิถีชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติที่มิได้เอื้อประโยชน์เพียงแค่คนในชุมชน แต่เอ้ือ
ประโยชน์ตอ่ คนทั้งโลก
การสอื่ สาร เคร่ืองมือเขา้ ใจเข้าถงึ และการแลกเปลีย่ นเรยี นรู้รว่ มกนั เพอื่ การจัดการป่าพรคุ วนเครง็
อยา่ งยั่งยนื
การสื่อสารและพื้นที่แลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกัน เป็นอีกปัจจัยสาคัญท่ีจะมีผลต่อความสาเร็จของ
การจัดการทรัพยากรร่วมกัน ทานองเดียวกันการจัดการป่าพรุควนเคร็งร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสยี จะ
ประสบผลสาเร็จหรือไมน่ ั้น ยอ่ มข้ึนอยูก่ ับการออกแบบการส่ือสารเพ่ือสร้างการมีสว่ นร่วมใหเ้ กิดข้ึนอย่าง
แท้จริงโดยทกุ ฝ่ายเข้าใจตรงกัน หรอื ในบางกรณีของการสื่อสารทม่ี ีเปา้ หมายเพื่อส่งสารแก่ผรู้ บั สาร ดงั นั้น
การเลอื กวิธีการสอ่ื สารทเี่ หมาะสมเพอ่ื ให้ผู้รับสื่อเขา้ ถงึ และเข้าใจเป็นประเด็นสาคญั ดว้ ยเชน่ กนั
26 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพือ่ เพิ่มความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยัง่ ยนื
ความหมาย
คาว่า “สื่อสาร” มักหมายถึงการสื่อสารของมนุษย์ จัดเป็นส่วนสาคัญต่อการดาเนินชีวิตของ
มนุษย์และการดารงอยู่ของสังคมมาเป็นเวลาช้านาน อีกทั้งมนุษย์ยังอาศัยการส่ือสารเพ่ือบรรลุ
วัตถุประสงค์ในการดาเนินกิจกรรมของตนเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม คานี้ตรงกับภาษาอังกฤษว่า
“Communicatioin” เป็นคาท่ีมาจากรากศัพท์ภาษาละตินว่า “COMMUNIS” ซ่ึงตรงกับภาษาอังกฤษ
ว่า “COMMUNNESS” คอื ร่วมกนั หรือคล้ายคลึงกัน ถา้ แปลตามรากศัพท์เดิมย่อมหมายถึง กิจกรรมท่ี
มุ่งสร้างความร่วมกันหรือความคล้ายคลึงกันให้เกิดข้ึนระหว่างบุคคลท่ีเกี่ยวข้อง น่ันคือ มีความเข้าใจ
ความหมายท่ีตรงกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การสื่อสารเป็นความพยายามของมนุษย์ท่ีต้องการถ่ายทอด
เพื่อแลกเปล่ียนข่าวสาร ความคิด และทัศนคติระหว่างกัน แปลความหมายตรงกัน เป็นการสร้างความ
เขา้ ใจซ่งึ กนั และกัน (ยุพา สุภากลุ , อา้ งถึงใน สุรพงษ์ โสธนะเสถียร และเกศกนก ชุ่มประดิษฐ์, 2549, 9)
การส่ือสาร เป็นกระบวนการท่ีประกอบด้วยบุคคลสองฝ่าย คือฝ่ายผู้ส่งสารและฝ่ายผู้รับสารได้
ส่งและรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ต้องการสื่อให้เข้าใจและสนองตอบต่อจุดประสงค์ของการสื่อสารระหว่างกัน
ทัง้ นก้ี ระบวนการส่ือสารแบ่งได้ 4 ข้นั ตอน คือ 1) ผสู้ ง่ สารตอ้ งรแู้ น่ชัดต้องการสื่อความคิดหรือเร่ืองราวใด
ออกไป 2) ผสู้ ง่ สารต้องกาหนดสญั ญาณหรือตัวกลางทใ่ี ช้แทนความคิดหรือส่ือความคดิ ออกไป โดยให้ฝา่ ย
รับสารได้รับรู้และสามรถแปลงสัญญาณที่ส่งมาได้ (การแปลงสัญญาณคร้ังที่หน่ึง) 3) ผู้รับสารจะต้องรับ
สัญญาณที่ส่งมาได้อย่างชัดเจนและถูกต้องตามที่ผู้ส่งปฏิบัติ และ 4) ผู้รับสารต้องผสมผสานสัญญาณ
ท้ังหมด และแปลงสัญญาณเหล่าน้ันเป็นความคิดความเข้าใจของตนเอง (การแปลงสัญญาณคร้ังท่ีสอง)
(สุรพล พะยอมแย้ม, 2545, 83) แนวคิดเรื่องการส่ือสาร มีพัฒนาการ 3 ยุค คือ การเช่ือในศักยภาพของ
การส่ือสาร การไมเ่ ชื่อถือในอานาจของการส่ือสาร จนกระทง่ั มาถงึ ยุคการทบทวนพลงั อานาจใหม่ของการ
สื่อสารและแนวคิดเร่ืองประชาชนสามารถใช้สื่อเพื่อเสริมพลังตนเอง (empowerment) (กาญจนา แก้ว
เทพ และคณะ, 2543, 11))
แนวคิดการสอ่ื สารท่สี าคัญ
แนวคิดเก่ียวกับการส่ือสารน้ันมีพัฒนาการมาอย่างต่อเน่ืองทั้งรูปแบบและวิธีการ
รวมถงึ เปา้ หมาย แนวคิดการสื่อสารทีส่ าคัญได้แก่
การส่ือสารชุมชน หมายถึง กรณีการจัดการทรัพยากรชุมชน แนวคิดการสื่อสารชุมชน
เป็นแนวคิดที่เป็นการส่ือสารเพื่อมุ่งเสริมพลังให้กับชมุ ชน โดยให้ชุมชนมีบทบาทเป็นผู้ส่งสารมากข้ึนและ
เน้นให้เน้ือหาสารถของการส่ือสารสอดคล้องกับความต้องการและวิถีชีวิตของชุมชนมากข้ึน ท้ังยังให้
ความสาคัญกับการเสนอตัวตนและอตั ลักษณข์ องชุมชนหรอื ท้องถิน่ ดว้ ย
ลักษณะของการส่ือสารชุมชน กาญจนา แก้วเทพ และคณะ (2546, 48-51 อ้างถึงใน
วราพร ศรีสุพรรณ และคณะ, 2547,18-19) ได้อธิบายถึงคุณลักษณะสาคัญของการส่ือสารชุมชนน้ันมี
ดังนี้ 1) การสื่อสารแบบสองทาง โดยที่ผู้ส่งสารและผู้รับสารมีปฎิกิริยาโต้ตอบกันอยู่ตลอดเวลา
ผลดั เปลย่ี นบทบาทกนั อยู่ตลอดเวลา สถานะไม่แนน่ อนตายตวั 2) การไหลของข่าวสารมหี ลายทิศทาง ทา
ให้เกิดภาพเครือข่ายเช่ือมโยงกัน 3) มีวิธีการและแง่มุมหลายแง่มุมที่จะกาหนดเป้าหมายของการส่ือสาร
เพ่อื ชมุ ชน 4) ตอบสนองความต้องการของประชาชนเป็นหลัก 5) เนน้ การปรบั ปรุงส่ือใหเ้ หมาะสมสาหรับ
ประโยชน์การใช้งานของชุมชน 6) เป็นสื่อที่คนในชุมชนสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา 7) เป็นสื่อที่ชุมชน
การเพ่มิ ศกั ยภาพการคมุ้ ครองระบบนิเวศและการจัดการปา่ พรุทีม่ ีคุณคา่ | 27
ต่อการอนุรกั ษ์สงู แบบบูรณาการอย่างยง่ั ยนื
ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นผู้วางแผนการใช้ส่ือ ผู้ผลิต และผู้แสดง 8) ตัวตนของ
ชุมชนที่แสดงออกมาน้ันต้องมาจากการกาหนดของชุมชนเอง ไม่ใช่ผู้อ่ืนเป็นผู้กาหนดให้ชุมชน 9)
ปรับเปลี่ยนบทบาทของส่ือจากการเป็นเครื่องมือถ่ายทอดข่าวสารจากท่ีหนึ่งไปยังอีกที่หน่ึงเป็นเวที
สาหรบั แลกเปลย่ี นข่าวสารและทศั นะของคนทุกคน ท้ังน้ี ขอ้ ดขี องการส่ือสารโดยชุมชน คอื สอื่ สารอย่าง
เป็นกันเองมากกว่าเป็นทางการ เป็นการส่ือสารเรื่องราวของชุมชนและสร้างความเข้าใจร่วมกันในชุมชน
ท้ังยังเปน็ การเปิดโอกาสใหค้ นเล็ก ๆ ในชมุ ชนมสี ่วนร่วมในการพูดคุยและอธบิ ายตนเองมากขึน้ และสรา้ ง
วัฒนธรรมและการจดั การรว่ มกันในชุมชน (กาญจนา แก้วเทพ และคณะ, 2543, 54-55)
การสื่อสารแบบมีส่วนร่วม เป็นการส่ือสารในรูปแบบของการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน โดยมี
เป้าหมายดังน้ี 1) เพื่อกระตุ้นให้ชุมชนมองเห็นคุณค่าของตนเอง เช่น การนาเอาภูมิปัญญาของชาวบ้าน
มาเผยแพร่ 2) เพ่ือสร้างความม่ันใจให้กับชาวบ้านท่ีเข้ามามีส่วนร่วมและเพ่ือให้เห็นคุณค่าความคิดและ
ความเชื่อของเขา เช่น เมื่อมีการนาแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาเผยแพร่ในวงกว้างและคนท่ัวไปให้
การยอมรับผ่านการแสดงทัศนะผ่านส่ือซ่ึงถือเป็นการสะท้อนกลับจากผู้รับสื่อ (Feedback) ก็จะทาให้
ชุมชนม่ันใจในคุณค่าของตนเอง 3) เพ่ือพิสูจน์ความเช่ือของชุมชนท่ีเคยคิดว่าตนเองไม่สามารถใช้
เทคโนโลยีสมัยใหม่ท่ีซับซ้อนได้ การเข้ามาร่วมฝึกฝนอบรมการผลิตสื่อจะพิสูจน์ให้ชาวบ้านเห็นว่า พวก
เขาสามารถจะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้หากมีโอกาส 4) เพื่อสร้างทักษะในการสร้างส่ือให้กับชุมชน เพื่อ
เป็นช่องทางท่ีชุมชนจะส่งข่าวสารออกไปจากจุดยืน มุมมองและทัศนะของตนเอง 5) เพ่ือให้ชุมชนได้
แสดงความรู้สึก ปัญหา วิธีการวิเคราะห์ปัญหารวมท้ังวิธีการแก้ปัญหาจากทัศนะของชุมชน 6) ผลจาก
การสื่อสารของชุมชนอาจจะเกิดจากการริเร่ิมของบางส่วนเส้ียวของชุมชน หรือจากชุมชนใดชุมชนหน่ึง
จะช่วยยกระดับความมีสติและความรับผิดชอบให้กับท้ังชุมชนหรือชมุ ชนอื่น ๆ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาท่ี
เกิดขึ้น โดยผลจากกระบวนทัศน์การพัฒนาแบบบนลงล่าง ไม่เพียงแต่จะไม่ได้ผลตามที่คาดหวังเอาไว้
เท่านั้น หากยังท้ิงร่องรอยแห่งความสูญเสียในเชิงภูมิปัญญาและวัฒนธรรมเอาไว้ด้วย กล่าวคือ ชาวบ้าน
จะเกิดวัฒนธรรมแห่งการพ่ึงพา การอคอยความช่วยเหลือจากภายนอก และไม่เชื่อม่ันว่าตนเองจะแก้ไข
ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยความสามารถของตนเอง 7) เน้ือหาของการสื่อสารชุมชนเน้นสารประโยชน์ต่อชีวิต
ของชุมชน ดังนั้นส่ือประเภทนี้จึงช่วยเพิ่มสัดส่วนของการสร้างสื่อท่ีมีสาระให้แก่ชุมชนให้มีปริมาณเพิ่ม
มากข้ึนเพ่ือถ่วงดุลกับการสื่อสารที่มุ่งเน้นแต่ความบันเทิงและการหลีกหนปี ัญหาที่ส่ือจากภายนอกอัดฉดี
เขา้ ไปในชมุ ชน
ระดบั การมสี ว่ นรว่ มของชมุ ชน มี 3 ระดบั น่นั คือ การมสี ่วนร่วมในฐานะผู้รับสาร/ผู้ใช้สาร การมี
ส่วนร่วมในฐานะผู้สง่ สาร ผู้ผลติ ผรู้ ่วมผลิต ผู้รว่ มแสดง และการมีส่วนร่วมในฐานะผวู้ างแผนและกาหนด
นโยบาย
เงื่อนไขและอุปสรรคของการสื่อสารชุมชน โดยปัจจัยเอื้อให้บรรลุเป้าหมายได้แก่ การสนับสนุน
ทางการเมือง การมีแนวคิดการพัฒนาที่ถูกต้อง การมีความยืดหยุ่น การสนับสนุนจากท้องถ่ิน การ
ฝกึ อบรม การมรี ะบบการส่อื สารทมี่ ปี ระสิทธภิ าพ การใช้เทคโนโลยที ีเ่ หมาะสม และการมคี วามตอ่ เนือ่ ง
จากผลการศกึ ษาเกย่ี วกบั การส่ือสารเพื่อการมสี ว่ นร่วมเพื่อสร้างการมีสว่ นร่วมของชมุ ชนในกรณี
การร่วมกันจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของชุมชนคลองโดน จังหวัดสมุทรสาคร ของ กรวรรณ เวช
ชานเุ คราะห์ และนิธดิ า แสงสงิ แกว้ (2558, 7) ไดส้ ะทอ้ นองค์ประกอบการสื่อสารเพื่อสร้างการมีสว่ นร่วม
ดังกล่าวน้ันคือ SMCR โดยท่ี S หมายถึง ผู้นาทางความคิด (Opinion Leader) ทาการแพร่กระจาย
28 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยง่ั ยืน
นวัตกรรม (Diffusion of Innovation) ซ่ึงก็คือ (M) ผ่านสื่อต่าง ๆ ท่ีใช้ในที่น้ีก็คือ (C) ได้แก่ สื่อบุคคล
(Personal Media) สื่อการประชมุ เสียงตามสาย และสื่อกิจกรรมไปยงั ผ้รู ับสาร (R) ในท่ีน้ีคือชาวบ้านใน
ชุมชนคลองโคน ผลท่ีเกิดจากองค์ประกอบการสื่อสารในชุมชนจะทาให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือและ
การมีส่วนร่วม (Participation) เมื่อชาวบ้านส่วนใหญ่ยอมรับนวัตกรรมแล้วนาไปปฏิบัติจนเกิดผลสาเร็จ
จึงมีการชักชวนผู้อื่นหรือการบอกกันปากต่อปาก ทาให้ชาวบ้านที่ยังไม่ยอมรับนวัตกรรมหรือลังเลเกิด
ความมัน่ ใจในนวตั กรรมมากขึ้น มีความคล้อยตามผู้ชักชวนและเปิดรับนวตั กรรมในทส่ี ดุ พอชาวบา้ นส่วน
ใหญย่ อมรับนวัตกรรมแล้ว คนสว่ นใหญ่คิดเหมือนกัน ได้รบั ประโยชน์รว่ มกันลดความขัดแย้งจึงเกดิ การมี
สว่ นรว่ มซึ่งทาให้เกิดการพัฒนาของ องค์กร เครอื ข่ายและชมุ ชนแบบมีส่วนร่วมต่อไป
การสื่อสารสามารถใช้เป็นกลไกคลี่คลายความขัดแย้งและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ ดัง
สะท้อนได้จากกรณีศึกษาการใช้การส่ือสารเพื่อสร้างความเข้มของชุมชนบ้านครัวในกรณีพิพาทโครงการ
กอ่ สร้างถนนรวมและการกระจายจราจรในการศึกษาของ โศจวิ ัจน์ บุญประดิษฐ์ และคณะ (2547, 9-11)
ทพี่ บว่า การสรา้ งส่อื ในรปู แบบหนังสือชมุ ชน “ประวัติศาสตรบ์ า้ นครวั และการตอ่ ตา้ นทางดว่ นซดี โี รดของ
ชาวชุมชน” และการสื่อสารในรูปแบบการเสวนา ในประเด็น “การสื่อสารเพ่ือสืบทอดจิตสานึกทาง
ประวัติศาสตร์” ซ่ึงเป็นการนาเสนอรูปแบบการส่ือสารและหัวข้อประเด็นแบบมีส่วนร่วมกับคนในชุมชน
ผลการจัดการโดยใช้กระบวนการสื่อสารในลักษณะดังกล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือซึ่งเป็นชุดความรู้
ประวัติศาสตร์ชุมชนเล่มแรกได้กลายเป็นเครื่องมือท่ีผู้นาชุมชนมีความคาดหวังที่จะช่วยสร้างการรับรู้
เร่ืองราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการต่อสู้ของชุมชนให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป และคนภายนอก ท่ีสร้าง
ความภาคภูมิใจให้กับคนในชุมชน และการมีส่วนร่วมในการสร้างส่ือชุมชนนั้นได้สร้างความรู้สึกการเป็น
เจ้าของสื่อชุมชน นอกจากน้ีการจัดเวทีเสวนาในประเด็นท่ีชุมชนสนใจหรือมีส่วนร่วมในการกาหนดโจทย์
หรือประเด็นการเสวนาด้วยนั้นทาให้การมีส่วนร่วมท้ังในด้านการเข้าร่วมและการไหลเวียนของข้อมูลที่มี
การแลกเปลย่ี นในระหวา่ งการเสวนา ชีใ้ หเ้ ห็นวา่ การจัดเสวนาให้กบั ชมุ ชนโดยการมสี ว่ นรว่ มเป็นแนวทาง
หน่ึงในการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน เปน็ กลยทุ ธก์ ารส่ือสารในการสร้างความเขม้ แข็งให้กับชุมชนอีก
แนวทางหน่ึง ช่วยกระตุ้นให้ชุมชนเกิดความต่ืนตัวจากชีวิตประจาวันที่อาจเป็นไปในลักษณะอยู่กันไป
เร่ือย ๆ หรือต่างคนต่างอยู่ นอกจากน้ี การเผยแพร่การเสวนาจากเวทีในชุมชนออกสู่สาธารณะทาให้
สังคมได้รับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับชุมชน เวทีเสวนาจึงเป็นการสร้างโอกาสเผยแพร่ข่าวสารของชุมชนให้คน
นอกไดร้ ับรแู้ ละรูจ้ กั ชมุ ชนมากข้ึน
สร้างเครือขา่ ย เสรมิ พลงั คนรกั ษ์ป่าควนเคร็ง
การสร้างเครือข่าย เป็นอีกแนวทางในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ขยายพื้นที่การ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทาให้รู้และเข้าใจซ่ึงกันและกัน ทั้งน้ี การสร้าง
เครือข่ายเป็นหน่ึงในสามแนวทางหลักท่ี ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม (2551, 9) ได้อธิบายเก่ียวกับการจัดการ
ทรัพยากรให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันว่าต้องมีเป้าหมายคือ เกิดประโยชน์ เหมาะสม เป็นธรรม และ
ยั่งยืน โดยใช้แนวทางที่ประยุกต์มกจากเร่ืองสามเหล่ียมเย่ียมภูเขาของศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ
วะสี กล่าวคือ 1) แนวทางการเรียนรู้และการจัดการความรู้ ซ่ึงหลายชุมชนทาเร่ืองนี้อยู่และควรส่งเสริม
ใหด้ ขี ึน้ เปน็ ระบบมากข้ึน มกี ารแลกเปลี่ยนกัน แตส่ ง่ิ ทย่ี งั ขาดคือการจัดการความรูร้ ่วมกนั ระหว่างชุมชน
กับภาคส่วนอ่ืน ๆในสังคม 2) การขับเคล่ือนเครือข่ายและกระบวนการจัดการทรัพยากร ต้องอาศัยการ
การเพมิ่ ศักยภาพการค้มุ ครองระบบนิเวศและการจดั การป่าพรุท่ีมีคณุ คา่ | 29
ต่อการอนุรกั ษส์ ูงแบบบรู ณาการอย่างย่งั ยนื
ชดั จูงเช่ือมโยงคนหลายฝ่ายให้มารว่ มขบวนการอยา่ งครอบคลุม เพียงพอ เพราะทรพั ยากรเป็นสมบัติของ
คนในสังคม และ 3) มีนโยบาย มาตรการ กฎหมายท่ีดี เอื้อต่อการจัดการทรัพยากรร่วมกัน โดยต้องให้
ความสาคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องมีการปรับกฎหมายเพื่อเป็นเกราะให้กับประชาชน
และประชาชนก็สามารถมีส่วนให้เกิดมาตรการการจัดการทรัพยากรที่ดีได้ ท้ังยังมีความเห็นว่า การ
จัดการอย่างมีส่วนร่วมเป็นเรื่องท้าทาย เพราะสังคมนับวันยิ่งทวีความซับซ้อนมากข้ึนทุกที คนมี
หลากหลายข้ึน มีการเดินทาง อพยพโยกย้ายได้ง่ายและสะดวกขึ้น ดังนั้นจึงต้องหายุทธวิธีการจัดการ
ทรพั ยากรใหท้ นั กบั การเปลี่ยนแปลงทางสงั คมทเ่ี ปน็ ไปในทางแปลกแยก และการทจี่ ะให้ภาครฐั เปน็ ผู้ดูแล
ทรัพยากรเพียงฝ่ายเดียวน้ันไม่เพียงพอ ต้องอาศัยชุมชนเข้าไปร่วมด้วย โดยอาจเข้าร่วมในรูปแบบของ
อนกุ รรมการรว่ มหรอื องค์กรมหาชน เป็นตน้
ความหมายของเครือข่าย
เครือข่าย เปน็ แนวคดิ หนึง่ ท่มี ีการนาไปประยุกต์ใช้ในแวดวงต่าง ๆ ทงั้ ด้านการพัฒนาชุมชน การ
พัฒนาธรุ กจิ ทเ่ี ป็นการเชื่อมคน ชมุ ชน หรือองคก์ รเข้าดว้ ยกัน โดยมเี ปา้ หมายรว่ มกัน
ค า ว่ า เ ค รื อ ข่ า ย ต า ม ค ว า ม ห ม า ย ใ น พ จ น า นุ ก ร ม ฉ บั บ ร า ช บั ณ ฑิ ต ย ส ถ า น พ
ศ. 2554 (ราชบัณฑิตยสถาน, 2554, 269) หมายถึง ระบบ เส้นทาง หรือการปฏิบัติงานท่ีติดต่อประสาน
กนั เปน็ โยงใย หรือกลมุ่ บุคคล องคก์ ร ท่มี ีความเห็นใกลเ้ คยี งกัน มกี าตดิ ต่อสนบั สนนุ ซึ่งกันและกัน ทานอง
เดียวกับ Paul Starkey (1997, อ้างถึงใน ดวงสมร บุญผดุง, 2560) ให้ความหมายของเครือข่ายว่าเป็น
กลุ่มของคนหรือองค์กรที่สมัครใจแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลระหว่างกัน หรือทากิจกรรมร่วมกัน บุคคล
หรือองค์กรสมาชิกยังคงมีความเป็นอิสระในการดาเนินกิจกรรมของตน บุคคลและองค์กรที่กระจัด
กระจายได้ติดต่อและแลกเปลีย่ นข้อมูลข่าวสาร และการร่วมมือกันด้วยความสมัครใจ อีกท้ังให้สมาชิกใน
เครอื ข่ายมคี วามสมั พนั ธ์กันฉนั ทเ์ พ่ือนที่ต่างก็มคี วามเปน็ อิสระ มากกวา่ สร้างการคบค้าสมาคมแบบพ่ึงพิง
ขณะที่ เสรี พงศ์พิศ (2548, 197-208) ได้กล่าวถึงเครือข่ายว่าเป็นแนวคิดที่มีมานาน โดยใน
ความหมายท่ีกวา้ ง “เครือข่าย” คือ หวั ใจของวถิ ใี นอดีตซึ่งผูค้ นอย่รู ว่ มกนั แบบพ่ึงพาอาศัยกันทง้ั ในชุมชน
และกับชุมชนอื่น ๆ มีความสัมพันธ์แบบเครือข่ายท่ีแสดงออกทางกิจกรรมที่ทากันสม่าเสมอหรือเป็นครง้ั
คราว เพื่อความอยู่รอดของชุมชน โดยท่ีเครือข่ายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการเชื่อมประสานชุมชน กลุ่ม
องค์กรต่าง ๆ เข้าด้วยกันให้เป็นขบวนการ โดยไม่จาเป็นต้องเป็นสถาบันที่มีอานาจในตัวเองและแข็งตัว
ด้วยกฎระเบียบต่าง ๆ เหมือนเช่นระบบของรัฐ เครือข่ายมีหลายรูปแบบ แต่มีลักษณะร่วมของทุก
เครือข่าย นั่นคือ1) เป็นกลุ่มองค์กร หรือบุคคลที่มาร่วมกันเพ่ือดาเนินการตามวัตถุประสงค์และความ
สนใจที่ตั้งข้ึนร่วมกัน 2) เป็นเวทีเพื่อกิจกรรมทางสังคมโดยการแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกัน 3) ดารงอยู่ได้
ยาวนาน (ไมใ่ ช่เฉพาะกิจ) ดว้ ยการสือ่ สารแบบใดแบบหน่ึงที่ต่อเน่ือง 4) มีความร้สู ึกผูกพันกับโครงสร้างท่ี
พัฒนาขึ้นมาร่วมกัน และร่วมกันรับผิดชอบ 5) มีฐานอยู่ที่ความเป็นเจ้าของร่วมกันและความมุ่งม่ันที่จะ
ทาตามวตั ถุประสงค์ท่วี างไว้ร่วมกนั รวมทั้งเครือ่ งมอื หรือวิธกี ารในการดาเนนิ การทคี่ ิดไวร้ ว่ มกัน
ความแตกตา่ งของกลุ่มและเครอื ข่าย
กลุ่มและเครือข่าย สองคานี้สะท้อนถึงการรวมตัวกันของคนจานวนหนึ่ง ทั้งปัจเจกและองค์กร
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การรวมตัวกันในรูปแบบกลุ่มและเครือข่ายนั้นมีความแตกต่างกันอยู่ในหลาย
ประเด็น ท้ังนี้ ดวงสมร บุญผดุง (2560) อธิบายความแตกต่างระหว่างกลุ่มและเครือข่าย ความแตกต่าง
30 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพอ่ื เพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่งั ยนื
ของกลุ่มและเครือข่าย กล่าวคือ “กลุ่ม” คือบุคคลที่มีการรวมตัวกันอย่างใกล้ชิดกว่า มีเอกลักษณ์และ
ปรัชญาการทางานที่ชัดเจน ประกอบด้วยบุคคลท่ีมีความคิด ความเช่ือ เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน ผ่าน
ประสบการณ์ ต่าง ๆ ร่วมกัน ในขณะเดียวกันก็มีกิจกรรมต่าง ๆ ที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน มีพันธกิจ
ร่วมกัน และดาเนินการเพ่ือให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน ส่วน “เครือข่าย” เป็นการเชื่อมโยงสายสัมพันธ์
อย่างหลวมๆ ของปัจเจกบคุ คล กลมุ่ องค์กร และสถาบนั โดยท่ีสมาชิกในเครอื ขา่ ยเขา้ รว่ มทากิจกรรมตาม
ความเหมาะสมภายใต้กฎเกณฑห์ รอื เป้าหมายร่วมและมกี ารปฏบิ ตั อิ ย่างไมส่ ูญเสยี เอกลักษณ์ และปรัชญา
ของตนและมีการทางานร่วมกัน โดยที่การสร้างเครือข่ายเปรียบเสมือนการเดินทางที่ มีเพื่อนร่วมงาน
มากมาย พร้อมท่จี ะชว่ ยเหลือ สนบั สนุนซ่ึงกันและกัน แลกเปล่ียนความรู้ สมั ผสั ความดี ความงาม และ
ความเหน่อื ยล้า ของกนั และกนั ได้ เครอื ขา่ ย (Network) จึงเป็นการเชื่อมโยงของกลุ่มคนหรือกลุ่มองค์กร
ที่สมัครใจ ที่จะแลกเปลี่ยนความรู้ด้านคุณภาพร่วมกัน หรือ ทากิจกรรม เช่นการ เย่ียม เพื่อแลกเปล่ียน
ความรู้ หรือ กิจกรรม อ่ืน ๆ ร่วมกัน โดยมีการจัดระเบียบโครงสร้างของคนในเครือข่าย ความเป็นอิสระ
เทา่ เทยี มกนั ภายใตพ้ ้นื ฐานของความเคารพสทิ ธิเช่อื ถอื เอื้ออาทรซึ่งกนั และกัน
ประโยชน์ของเครือข่าย (เสรี พงศ์พิศ, 2548, 202) เครือข่ายเป็นเครื่องมือหรือวิธีการทางาน
ร่วมกันท่ีมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีท่ีต้องเผชญิ ปัญหาต่าง ๆ ปัญหาท่ีใหญ่โตและซับซอ้ นเกินกว่า
ทใ่ี ครจะเผชญิ ได้โดยลาพังคนเดยี ว เช่น การอนรุ ักษท์ รพั ยากรธรรมชาติ การพทิ กั ษ์สทิ ธิชมุ ชน ฯลฯ การ
สร้างเครือข่ายหรือทางานเป็นเครือข่ายเป็นเคร่ืองมือที่ทาให้เกิดผลกระทบท่ีมากกว่าในระดับภูมิภาค
ระดับชาติ และระดับนานาชาติ เพราะการทางานแบบเครือข่ายเป็นการทางานแบบประสานพลัง
(synergy) ประโยชน์ของการทางานเปน็ เครือข่าย คือ กอ่ ให้เกดิ ผลบางอย่างท่ีใครคนเดียวทาให้เกดิ ไม่ได้
ทาการรณรงคไ์ ด้กว้างกวา่ และมีประสิทธภิ าพมากกว่า สง่ อิทธพิ ลต่อคนอ่ืนในเครือข่ายและนอกเครือข่าย
ทาใหเ้ กดิ ความรคู้ วามเข้าใจในเรื่องหรือประเด็นหนึ่ง หรอื การต่อสูห้ น่งึ ชดั เจนมากขึน้ เพราะมีแง่มมุ หลาย
แง่มองจากหลายคนหลายองค์กร มีการ่วมกันทา แบ่งงานกันทา ลดงานท่ีซ้าซ้อน และลดการส้ินเปลือง
ทรพั ยากร ทาให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคดิ ประสบการณ์ แรงบนั ดาลใจ และทักษะตา่ ง ๆ รวมถงึ ทาให้
เกดิ ความสามคั คี ใหก้ าลังใจกัน และช่วยกันในรูปแบบต่าง ๆ ในบางกรณชี ่วยให้สามารถระดมทุนไดด้ ี
เมลด็ พันธจ์ุ ติ อาสากบั การขับเคลอื่ นการจัดการป่าพรุ ควนเครง็
การขับเคลื่อนการจัดการป่าพรุควนเคร็งอย่างย่ังยืน แนวทางหนึ่งคือการสร้างกลุ่มคนจิตอาสา
โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เด็ก และเยาวชนในชุมชน ปลูกจิตสานึกสาธารณะให้เกิดขึ้นกับคนในชุมชน สร้าง
กลมุ่ และเครือขา่ ยอาสาสมัครเพ่ือทางานขับเคล่ือนกิจกรรมการรณรงษ์ต่าง ๆ ทีเ่ ปน็ การดูแลและปกป้อง
ผืนป่าของชุมชน ท้ังน้ี วิชัย วงษ์ใหญ่ (ม.ป.ป) มองว่าจิตอาสาทาให้ทุกคนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้
เป็นสังคมท่ีมีการใหแ้ ละแบง่ ปันซึ่งกนั และกนั คานึงถึงประโยชน์ของสว่ นรวมเป็นท่ตี ้งั ซึ่งต้องขบั เคล่ือนท้ัง
ระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กวัยเรียน เพราะจิตอาสาและจิตสาธารณะเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์
อยา่ งหน่ึงท่ีจะต้องปลูกฝงั อยา่ งต่อเน่ือง
ความหมาย จิตอาสา จิตสาธารณะ และอาสาสมคั ร
คาทั้ง 3 คา คือ จิตอาสา จิตสาธารณะ และอาสาสมัคร มีความหมายร่วมคือการมีแนวคิดหรือ
เปา้ หมายเพอ่ื ประโยชนส์ ว่ นรวมเปน็ กิจท่ีหนง่ึ โดยทัง้ 3 คา มคี วามเชื่อมโยงกนั
การเพิ่มศักยภาพการคุม้ ครองระบบนเิ วศและการจัดการป่าพรุท่มี ีคณุ คา่ | 31
ต่อการอนุรักษส์ งู แบบบูรณาการอย่างยงั่ ยนื
วชิ ัย วงษ์ใหญ่ (ม.ป.ป) อธิบายสรุปความหมายของท้ัง 3 คา และอธบิ ายถึงความสาคัญของจิต
อาสา ความสัมพนั ธ์ของคาเหล่านี้ การวเิ คราะห์องคป์ ระกอบรว่ มของท้ังสามคา รวมถงึ แนวทางการ
พัฒนาจติ อาสา ไว้ดงั ต่อไปน้ี
จิตอาสา หมายถึง ความสานึกของบุคคลท่ีมีต่อส่วนรวม เป็นจิตท่ีเป็นผู้ให้ คิดดี คิดทางบวก มี
ความหวังดตี ่อผอู้ ืน่ เปน็ ความสมัครใจ เตม็ ใจ ตง้ั ใจทา อยากชว่ ยเหลือ โดยไม่หวงั ผลตอบแทน และสง่ ผล
ให้เกิดความสุขทางจิตใจ ผู้ ท่ีมีจิตสาธารณะจะแสดงพฤติกรรมท่ีอาสาทาประโยชน์ เพื่อส่วนรวม การงด
เว้นการกระทาที่จะส่งผลให้เกิดความชารุดเสียหาย การมีส่วนร่วมดูแลรักษา และเคารพสิทธิของบุคคล
อื่นในการใชท้ รพั ยส์ ินส่วนรวม
เมื่อแยกคาแต่ละคาออกมาเพื่อทาความเข้าใจความหมายของคาจะประกอบด้วยคาสาคัญ ท่ี
เก่ียวข้องและเชื่อมโยงกัน ได้แก่ คาว่า “จิต” “จิตสานึก” “อาสา” “สาธารณะ” “อาสา” โดย
ความหมายตามพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554 (ราชบัณฑติ ยสถาน, 2554) อธิบายแตล่ ะ
คาดังนี้
“จติ ” หมายถึง ใจ สง่ิ ที่มีหนา้ ทีร่ ู้ คดิ และนึก ส่วนคาวา่ “จิตสานึก” หมายถึง ภาวะท่ีจติ ต่ืนและ
รู้ตัว สามารถตอบสนองต่อส่ิงเร้าจากประสาทสัมผัสท้ัง 5 คือ รูป เสียง กล่ิน รส และสิ่งท่ีสัมผัสได้ด้วย
กาย ขณะที่คาว่า “อาสา” หมายถึง การเสนอตัวเข้ารับทา คาว่า “สาธารณะ” หมายถึง เพื่อประชาชน
ทวั่ ไป
ความสาคัญของจติ อาสา
จติ อาสา มีความสาคัญอย่างมากในหลายด้านท้ังตอ่ ตวั ผู้มีจติ อาสาหรอื ผปู้ ฏิบัตแิ ละเป็นประโยชน์
ต่อส่วนรวม นั่นคือ ประการแรก ทาให้บุคคลมีความคิดขั้นสูงช่วยยกระดับจิตใจท่ีเป่ียมไปด้วยเมตตา
เพราะจิตอาสามุ่งเน้นการให้มากกว่าการรับ ทาให้ได้พบความสุขท่ีเกิดจากการให้ ซึ่งเป็นความสุขท่ีมี
คณุ คา่ กวา่ ความสุข ท่เี กดิ จากการได้รับ ประการที่สอง บคุ คลท่มี ีจิตอาสาย่อมเป็นที่รักใครข่ องบุคคลรอบ
ข้าง เพราะมองเห็นคุณค่าในความดี ที่มีอยู่ในบุคคลนั้น มากกว่ามูลค่าของทรัพย์สินใดๆ นอกจากนี้ยัง
เป็นการผูกมติ รแทไ้ ด้อย่างยงั่ ยืน ประการทีส่ าม ทาใหส้ ังคมมีการแบ่งปนั การช่วยเหลอื เกือ้ กูลซึ่งกันและ
กัน ร่วมมือกันดูแลรักษาสิ่งของ สาธารณะเพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกัน รวมท้ังส่ิงแวดล้อมรอบตัว และ
ประการสุดท้าย ทาให้สังคมน่าอยู่และเป็นสังคมคณุ ภาพท่ีทุกคนสามารถอยู่รว่ มกันได้ พึ่งพาอาศัยซึ่งกัน
และกนั
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างจิตอาสาและจติ สาธารณะ
“จิตอาสา” (volunteer mind) หมายถึง จิตใจท่ีคิดช่วยเหลือผู้อื่น จิตใจที่เป็นผู้ให้ เช่น ให้
สงิ่ ของ ให้เงิน ให้ความชว่ ยเหลือด้วยกาลังแรงกาย แรงสมอง ซ่งึ เป็นการเสยี สละ สิง่ ท่ตี นเองมี แมก้ ระทั่ง
เวลา โดยมปี ญั ญาเป็นเครื่องกากับ เปน็ การกระทาท่ีไมเ่ บยี ดเบียนตนเอง ส่งผลใหแ้ สดงพฤติกรรมหลัก 3
ด้าน ได้แก่ 1) การช่วยเหลอื ผ้อู ื่นโดยไม่หวังส่ิงตอบแทน 2) การเสียสละประโยชน์ ส่วนตนเพื่อประโยชน์
สว่ นรวม และ 3) การม่งุ มนั่ พฒั นาสิ่งรอบตัวให้เกดิ การเปล่ียนแปลงท่ดี ขี ้ึน
“จิตสาธารณะ” (public mind) บางครั้งอาจใช้คาว่า จิตสานึกสาธารณะ หมายถึง จิตใจที่
คานงึ ถึงส่วนรวมร่วมกนั คานึงถงึ บุคคลอ่ืนท่ีต่างมีความสมั พันธเ์ ช่ือมโยงเป็นหน่ึงเดยี วกนั รวมทั้ง มีความ
สานึกและยึดม่ันในระบบคุณธรรม และจริยธรรมท่ีดีงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ประหยัด และมี
32 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยั่งยนื
ความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ส่งผลทาให้แสดงพฤติกรรมหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) การงดเว้นการ
กระทาที่จะส่งผลทาให้เกิดความชารุดเสียหายของทรัพย์สินส่วนรวม 2) การมีส่วน ร่วมดูแลรักษา
ทรัพย์สินส่วนรวม และ 3) การเคารพสิทธิของบุคคลอ่ืนในการใช้ทรัพย์สินส่วนรวม บางครั้งหมายถึงจิต
อาสา
องค์ประกอบร่วมของจติ อาสา และจิตสาธารณะ
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจิตอาสาและจิตสาธารณะ ถ้าใช้มุมมองของการคิดที่เป็น
ระบบไม่มองแยกส่วน จะพบวา่ จิตอาสาและจิตสาธารณะเป็นสิง่ ทเ่ี ก้ือกูลซ่งึ กนั และกนั การมี จิตอาสาทา
ให้แสดงพฤติกรรมออกมาซงึ่ อาจเป็นประโยชนใ์ นระดับส่วนบุคคลหรือในระดับส่วนรวม ถ้าเปน็ ประโยชน์
ต่อส่วนรวมส่ิงนั้นจะกลายเป็นจิตสาธารณะ ส่วนการมีจิตสาธารณะ บางคร้ังต้อง อาศัยจิตอาสาเป็นส่ิง
กระตุ้นให้แสดงพฤติกรรมเช่นกัน จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์พฤติกรรมสาคัญของจิตอาสาและจิต
สาธารณะ พบว่า ท้ังจิตอาสาและจิตสาธารณะมีองค์ประกอบที่เป็นรากฐานร่วมกัน 3 ประการ ได้แก่ 1)
การให้ 2) การไมเ่ บียดเบยี น และ 3) การมุ่งประโยชน์
แนวทางการพัฒนาจติ อาสา
การพัฒนาจิตอาสาทาได้โดยผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้ใน
โรงเรียนซ่ึงถือเป็นองค์กรในชุมชนที่มีบทบาทสาคัญในการสร้างจิตสานึกให้แก่เด็กและเยาชนในชมุ ชนให้
เกดิ ขนึ้ ได้เปน็ ระยะเวลาต่อเนือ่ งหลายปี ทั้งนี้แนวทางการจัดการเรียนรเู้ พ่อื พัฒนาจติ อาสามี ดงั นี้
1. การเป็นตัวแบบที่ทางด้านจิตอาสาอย่างสม่าเสมอ ตามทฤษฎีเซลล์กระจกเงา (mirror
neuron theory) เม่ือผสู้ อนแสดงพฤตกิ รรมใด ๆ ออกมาอยา่ งสมา่ เสมอ แมไ้ ม่ตอ้ งสอนโดยวาจา แตเ่ ปน็
การสอนโดยการกระทา ผู้เรียนจะมีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมนั้นด้วย การพัฒนาลักษณะนี้ เป็นการให้
ผเู้ รียนเกดิ การเรยี นรู้โดยกระบวนการซึมซับ การสังเกต การเลียนแบบพฤติกรรม แต่ควรใช้ควบคู่กับการ
สะทอ้ นผลตนเอง (reflection) ในขอ้ 5 ดว้ ย
2. การจัดการเรียนรู้ ต้องผ่านกระบวนการการปฏิบัติ (action learning) โดยการให้ผู้เรียน ลง
มอื ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมจิตอาสาตามความเหมาะสมด้วยตนเอง โดยไม่จาเป็นต้องจัดทาเป็นโครงการ เฉพาะกิจ
ข้ึน แต่ควรบูรณาการไปในทุกกิจกรรมการเรียนรู้ และที่สาคัญจะต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ผลการ
ปฏิบัติตอ่ เพอื่ นและผสู้ อน
3. การสร้างบรรยากาศที่กระตุ้นการเรียนรู้ จิตอาสา โดยทาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ สึกร่วม
(Empathy) ความเห็นอกเห็นใจ เอาใจผู้อ่ืนมาใส่ใจตนเอง เพื่อรับรู้ความรู้สึก และตอบสนองโดยการ
แสดงพฤติกรรมจติ อาสาอย่างถกู ตอ้ งเหมาะสม ท้งั ภาษาพูดและภาษากาย
4. มุ่งเน้นการการเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและมุมมอง (Transformation of learning)
ของผู้เรียน ทาให้เห็นว่าผู้เรียนแต่ละคนมีศักยภาพที่จะช่วยเหลือผู้อื่นและสังคมส่วนรวมได้ ไม่สาคัญว่า
จะเรียนเก่งสอบได้คะแนนดีหรือไม่ การปรับเปล่ียนความคิดและมุมมองดังกล่าวจะทาให้ผู้เรียนเกิดการ
พัฒนาจติ อาสาอย่างย่งั ยนื และตอ่ เนอ่ื ง
5. การจัดการเรียนรู้ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสะท้อนตนเอง (self - reflection) มุ่งให้เห็น
ความคดิ และความรู้ สกึ ของตนเองเมื่อไดช้ ่วยเหลือผู้อื่น หรือทาประโยชน์ต่อสว่ นรวม รวมทง้ั การกาหนด
แนวทางสาหรับพฒั นาตนเองใหเ้ ป็นคนทม่ี จี ติ อาสาตอ่ ไป
การเพ่ิมศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศและการจดั การปา่ พรุท่มี คี ุณค่า | 33
ต่อการอนุรกั ษส์ ูงแบบบรู ณาการอย่างยั่งยืน
6. ผ้สู อนต้องสร้างความเข้าใจให้ชัดเจนว่าการมีจิตอาสานั้นจะต้องไม่เป็นการเบียดเบียน ตนเอง
หรือบุคคลรอบข้างด้วย มิฉะน้ันจะเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา สิ่งใดที่เกินกาลังที่เราจะทาได้คน เดียวต้อง
รจู้ กั สรา้ งแนวรว่ มหรอื เครือขา่ ยมาชว่ ยให้สาเรจ็
ป่าชุมชน ภาพสะท้อนศักยภาพความรว่ มมือของชมุ ชนในการจัดการป่ารว่ มกนั
ป่าชุมชนและความหมาย
ป่าชุมชน มาจากคาว่า “ป่า” และคาว่า “ชุมชน” โดย “ป่า” ตามความหมาย
พระราชบัญญัติป่าไม้ 2484 มาตรา 4 หมายความว่า ที่ดินท่ียังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน
(สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, 2562) ส่วนคาว่า “ป่า” ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.
2507 หมายถงึ ทดี่ นิ รวมตลอดถึงภเู ขา หว้ ย หนอง คลอง บึง บาง ลานา้ ทะเลสาบ เกาะ และท่ชี ายทะเล
ทย่ี งั มไิ ด้มีบุคคลไดม้ าตามกฎหมาย สว่ นคาวา่ “ชุมชน” ตามพระราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายถึง
หมู่ชน กลุ่มคนที่อยู่รวมกันเป็นสังคมขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันและมีผลประโยชน์
ร่วมกัน หรือหมายถึงท่ีท่ีคนอาศัยอยู่มาก (ราชบัณฑิตยสถาน, 2556, 385) ขณะที่เสรี พงศ์พิศ
(2554,102) ให้ความหมายว่า ป่าชุมชน คือ พ้ืนที่ป่าไม้ท่ีได้รับการจัดการโดยประชาชนในท้องถิ่นหรือ
กระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชนและองค์กรชุมชนตามความเช่ือและวัฒนธรรมท้องถ่ิน เพื่อ
ประโยชน์ท่สี อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของชุมชนอยา่ งต่อเนื่องและยั่งยนื
ท้ังน้ี มนูญ เทศนา และคณะ (2552, 23-26) การมีส่วนร่วมของประชาชนการจัดการป่าชุมชน
อาจเร่ิมจากการช่วยกันระดมความคิดที่จะค้นหาปัญหา หรือความต้องการของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับป่า
การร่วมกันวางแผน การจะให้ประชาชนในท้องถิ่นมีสว่ นร่วมในการจัดการป่าชุมชนในขั้นตอนต่าง ๆ นั้น
ต้องอาศัยการจัดระเบียบของชุมชนและการสร้างระบบแรงจูงใจ โดยการท่ีจะให้แต่ละบุคคลเกิดความ
สานึกและปฏิบัติในแนวทางที่จะบรรลวุ ัตถุประสงค์ของกลมุ่ ได้นั้น จาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องสรา้ งแรงจูงใจ
ใหเ้ กดิ ขึน้ แก่บคุ คลแตล่ ะคน ทัง้ น้ี แรงจงู ใจอาจแบ่งได้ 2 ชนดิ คือ แรงจงู ใจจากปัจจยั ภายนอก (Extrinsic
Motication) แรงจูงใจนี้เกิดจากเครื่องล่อ (Incentives) ภายนอกตัวบุคคลท่ีกระตุ้นให้บุคคลเกิด
แรงจูงใจ และแสดงพฤติกรรม เครื่องล่อจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วม อาจจะ
เป็นสิ่งท่ีมีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ เช่น เงิน อาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม หรือส่ิงที่ไม่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ (Non-
economic incentives) เชน่ ใบประกาศเกยี รตคิ ุณ เครื่องแบบ คาชมเชยในที่ประชมุ การฝึกอบรม เป็น
ต้น ส่วนแรงจูงใจอีกชนิดหนึ่ง ได้แก่ แรงจูงใจอันเกิดจากปัจจัยภายใน (Intrinsic Motivation) แรงจูงใจ
ประเภทนี้เกิดขึ้นภายในของแต่ละบุคคล โดยท่ีบุคคลเกิดความต้องการท่ีแสดงพฤติกรรมด้วยความ
ศรัทธา ความรัก และถ้าเปรรียบเทียบกับแรงจูงใจประเภทแรกแล้ว แรงจูงใจจากปัจจัยภายในเป็น
แรงจงู ใจทีค่ งทนและยืนนานกว่า
อน่ึง จากข้อมูลเกี่ยวกับป่าชมุ ชนของศูนย์ประสานงานจัดการทรัพยากรป่าไม้พื้นท่ี (แพร่) เมื่อปี
พ.ศ. 2550 ซึ่งระบุไว้ในรายงานผลโครงการฝึกอบรมราษฎรตามหลักสูตรการบริหารจัดการป่าและการ
พัฒนาอาชีพด้านป่าไม้ ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. 2550. (ไพเวศ ศรีบุตรตา, 2552) ได้อธิบายเก่ียวกับ
องค์ประกอบและทม่ี าของปา่ ชมุ ชน กล่าวคอื
34 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่อื เพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
องค์ประกอบของป่าชุมชน มีอย่างน้อยมี 3 ประการ คือ 1) มีพื้นที่สาหรับให้ราษภรในชุมชน
จัดการ หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้ร่วมจัดการในกิจกรรมด้านป่าไม้เพื่อประโยชน์ของราษฎรใน
ชุมชน 2) มีราษฎรในชุมชนเข้าไปจัดการ หรือร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าท่ีจัดการอย่างต่อเนื่อง เพ่ือ
ประโยชน์ของราษฎรในชุมชน และ 3) มีการรับประโยชน์จากป่าสนองกับความต้องการของราษฎรใน
ชมุ ชนตามหลักการของความยัง่ ยืน ซึง่ อาจสอดคล้องกับวถิ ีชีวติ ของราษฎรในชุมชนนั้น ๆ ดว้ ย
ท่ีมาของป่าชุมชน
1) มาจากการรักษาไว้ตามความเช่ือ ประเพณี พิธีกรรม ถือเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของการใช้
ประโยชน์ในวิถีชีวิตของชุมชนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม เช่น การทามาหากิน ระบบครอบครัว เครือ
ญาติ ท่ีอยุ่ของผีและวิญญาณบรรพบุรุษที่สามารถทาให้คนเจ็บป่วยได้ ระบบคุณค่า เช่น ความเชื่อที่ว่า
มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่มีอานาจโดยตรงท่ีจะควบคุมธรรมชาติได้ มนุษย์จึงต้องขอ
อนุญาตผู้มีอานาจเหนือมนุษย์ก่อนท่ีจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และใช้ในระดับพอเพียงกับความจาเป็น
เท่าน้ัน ถึงแม้ป่าเหล่าน้ีจะได้ช่ือว่าเป็นป่าพิธีกรรม แต่ป่าดังกล่าวก็ยังคงรักษาดุลยภาพของส่ิงแวดล้อม
และหน้าท่ตี า่ ง ๆ ตามธรรมชาตขิ องปา่ โดยปกติอกี ด้วย
2) มาจากการกาหนดพื้นท่ีเพ่ือเป็นป่าที่ป้องกันและหรือรักษาดุลยภาพของระบบนิเวศท้องถิ่น
ปา่ ประเภทนม้ี กั เป็นป่าท่ีเปน็ ต้นนา้ แหลง่ น้าซับ น้าออกรู ซ่ึงคนในชุมชนรักษาไวเ้ พอ่ื ดารงชีพมาช้านาน
3) มาจากการเข้าปักษาป่า เมื่อมีการต่อต้านการเข้ามาแย่งขิงทรัพยากรโดยคนนอกและคนใน
หมู่บา้ น
4) มาจากความต้องการการใช้สอยทรัพยากรป่าไม้ของคนในชุมชน เพื่อเป็นแหล่งอาหาร ยา
รักษาโรค และวัตถุปัจจัยในการดารงชีพของชาวบ้าน ดังท่ีมีผู้เปรียบเปรยว่า ป่าคือ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ป่า
คือร้านขายยาของชาวเมือง พืชอาหารสาคัญได้แก่ เห็ดต่าง ๆ ผักหวาน ผักพ้ืนบ้าน ไข่มดและแมลง ป่า
บางแห่งได้รับการร่วมกันจัดการโดยตั้งวัตถุประสงค์ที่จะปลูกป่าไว้ใช้สอยหรือแบ่งเป็นส่วนหนึ่งขายเป็น
รายไดไ้ วพ้ ัฒนาชุมชนไดอ้ กี ดว้ ย
5) มาจากการสนับสนุนจากองค์กรพฒั นาเอกชน
กฎหมายป่าชมุ ชน กับการเคลอ่ื นไหวทางสงั คม
ป่ า ไ ม้ เ ป็ น พื้ น ที่ ท า เ ล ท่ี ตั้ ง ที่ ผู้ ค น มั ก อ พ ย พ ย้ า ย ถ่ิ น เ พื่ อ เ ข้ า ม า อ ยู่ อ า ศั ย เ พ ร า ะ เ ป็ น แ ห ล่ ง
ทรัพยากรธรรมชาติท่ีสามารถใช้ประโยชน์ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการผลิต ดังน้ัน การดารงชีวิตของผู้คนท่ี
รวมตัวกันเป็นชุมชนในบริเวณซึ่งมีผืนป่าเป็นแหล่งทรัพยากร ของชุมชนจึงมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน
ระหว่างวิถีคนและวิถีป่า มีการกาหนดกฎเกณฑ์ กติกาการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนเพ่ือรักษาผืนป่า
ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ในระยะยาวซึ่งเปน็ ทีม่ าของปา่ ชุมชนที่เกิดจากชุมชนต้องการรักษาไว้ ทวา่ เมอื่ เวลา
ผ่านไป รัฐได้เข้ามาจัดการป่าโดยมีแนวคิดเพื่อการอนุรักษ์ป่าไว้ โดยไม่ได้ให้ความสาคัญกับวิถีชุมชน
ระเบียบกฎเกณฑ์ท่ีชุมชนกาหนดไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งนี้แนวคิดการจัดการป่าโดยรัฐที่แยกคนออกจาก
ป่าเพ่ืออนุรักษ์เอาไว้เพียงอย่างเดียวโดยห้ามมิให้มีการใช้ประโยชน์น้ันย่อมไม่ส่งผลดีต่อป่าดังท่ีรับรู้กัน
โดยทัว่ ไปแลว้ ว่าการจดั การในลักษณะน้ีล้มเหลว ไม่สามารถปกปอ้ งผืนปา่ เอาไว้ได้ และสร้างความขัดแย้ง
ระหว่างคู่กรณีชุมชนและหน่วยงานภาครัฐ แนวทางที่หลายฝ่ายเห็นพ้องกันน่ันคือ การจัดการป่าโดย
ชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อชุมชนใช้ประโยชน์จากผืนป่าได้ แต่กฎหมายที่ตราไว้เดิมน้ันเป็นอุปสรรคสาคัญที่กีด
การเพ่ิมศักยภาพการคมุ้ ครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุท่ีมีคุณค่า | 35
ต่อการอนรุ กั ษ์สงู แบบบูรณาการอย่างยั่งยนื
กนั แนวทางดังกล่าว ภาคประชาชนจึงเหน็ ว่า การตรากฎหมายใหม่ท่ีเรียกวา่ พระราชบญั ญตั ิป่าชุมชน จึง
เป็นทางออกของปญั หาดังกลา่ วได้
ที่มาของรา่ งกฎเกณฑพ์ ระราชบญั ญัติปา่ ชมุ ชนฉบับประชาชน
การรณรงค์ประเด็นป่าชุมชนในประเทศไทยเร่ิมต้นข้ึนเมื่อเกิดกรณีชาวบ้าน บ้านห้วยแก้ว กิ่ง
อาเภอแม่ออน จงั หวดั เชียงใหม่ คัดคา้ นการเช่าป่าโดยนายทุน ในปี พ.ศ. 2532 ชาวบ้านเรียกร้องให้กรม
ป่าไม้เพิกถอนการให้เช่าพื้นท่ีป่าและมอบป่าให้ชาวบ้านจัดการในรูปแบบของป่าชุมชน กรณีป่าห้วยแก้ว
ถูกเผยแพร่ในวงกว้าง ทาให้ชาวบ้านในภาคเหนือตื่นตัวท่ีจะมีส่วนร่วมในการจัดการป่ามากย่ิงข้ึน โดย
ไดร้ ับการสนับสนุนจากนกั วิชาการและองคก์ รพฒั นาเอกชน การรณรงคเ์ ขม้ ขน้ ขึน้ ในระหวา่ ง พ.ศ. 2532-
2536 ทาให้แผนการอพยพคนออกจากป่าของรัฐล้มเหลว จนท้ายที่สุดรัฐได้ยกร่างกฎหมายป่าชุมชนขึ้น
ในปี พ.ศ. 2534 ปรบั ปรุงจนแลว้ เสรจ็ ในปี พ.ศ. 2536 เปน็ รา่ งกฎหมายท่ีสนบั สนนุ การปลูกป่าเศรษฐกิจ
และอนุญาตให้ชุมชนมีสิทธิใช้สอยป่าเฉพาะป่าท่ีปลูกข้ึนเท่านั้น ทาให้องค์กรภาคประชาชนปฏิเสธร่าง
กฎหมายป่าชมุ ชนฉบบั ดงั กล่าวเนือ่ งจากเหน็ ว่ายังคงให้อานาจรฐั มกี ารจดั การปา่ แบบเบ็ดเสรจ็ อยเู่ ช่นเดิม
(เครือข่ายป่าชุมชนแห่งประเทศไทย. 2545, 26) การปรับปรุงและเรียกร้องใหม้ ีพระราชบัญญตั ิป่าชุมชน
เกิดขึ้นอย่างต่อเน่ือง กระทั่งปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2562 มติคณะรัฐมนตรีได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติป่าชมุ ชน
และประกาศเป็นกฎหมายบงั คบั ใชไ้ ว้ในราชกจิ จานุเบกษา เมือ่ วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 โดยให้นิยามคา
ว่า ป่าชุมชน ปา่ และป่าอนรุ ักษ์ ไวใ้ นมาตรา 4 ดังนี้ (สานกั พระราชกฤษฎกี า, 2562)
“ป่าชุมชน” หมายความวา่ ป่านอกเขตปา่ อนุรักษห์ รือพ้นื ที่อนื่ ของรัฐนอกเขตป่าอนุรักษ์ ที่ได้รับ
อนุมัติให้จัดตั้งเป็นป่าชุมชน โดยชุมชนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ ป้ืนปู จัดการ บารุงรักษา ตลอดจนใช้
ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ส่งิ แวดลอ้ ม และความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชน อยา่ งสมดุล
และย่ังยนื ตามพระราชบญั ญัตินี้
“ชุมชน” หมายความว่า กลุ่มประชาชนท่ีรวมตัวกันโดยมีวัตถุประสงค์หรือผลประโยชน์ร่วมกัน
เพื่อทากิจกรรมอันชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งช่วยเหลือหรือสนับสนุนการดาเนินการใด ๆ อันเป็น
ประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในชมุ ชนน้ัน โดยมีการรวมตัวกันอย่างต่อเน่ือง มีระบบบริหารจัดการ ใน
รปู ของคณะบุคคลและมีการแสดงเจตนาแทนชมุ ชนได้
“เขตป่าอนุรักษ์” หมายความว่า เขตอุทยานแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ เขต
รักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า หรือ เขต
พ้ืนที่อื่นใดท่ีมีคุณค่าทางธรรมชาติ หรือคุณค่าอื่นอันควรแก่การอนุรักษ์หรือรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
ตามทก่ี าหนดในกฎกระทรวง
ลักษณะการจดั การปา่ ชุมชน (มนญู เทศนา และคณะ, 2552, 26-31)
1) การจัดการป่าชุมชนแบบด้ังเดิมโดยอาศัยระบบความเชื่อ อาจเป็นความเชื่อในเรื่องสิ่งท่ี
ศักด์ิสิทธ์ิหรือหลักปฏิบัติทางศาสนาซ่ึงมีผลต่อการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ในการมีความสัมพันธ์กับ
ธรรมชาติ ความเชื่อในรูปแบบต่าง ๆ ช่วยให้มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท่ีอยู่ในธรรมชาติ
อย่างมีความพอเหมาะพอดี อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาและสถานการณ์ทางสังคมเปล่ียนไป ทรัพยากร
ทรัพยากรธรรมชาติลดลง แต่ความต้องการของมนุษย์เพ่ิมข้ึน ความเช่ือเพียงอย่างเดียวไม่อาจควบคุม
36 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยนื
การใช้ทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์ได้ จึงจาเป็นต้องสร้างกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมาเสริมพลังความเช่ือใน
การใช้เป็นเครอ่ื งมือในการจดั การปา่ ชมุ ชนต่อไป
2) การจัดการป่าชุมชนโดยอาศัยพลังกลุ่มทางสังคม เป็นอีกกลไกสาคัญในการวางแผน การ
ดาเนินการ และการดูแลรักษาป่าชุมชน เป้าหมายในการจัดการป่าชุมชนในรูปแบบน้ีมีทั้งการจัดการเชงิ
อนุรักษ์และในเชิงพัฒจา ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเพ่ือวัตถุประสงค์ประการใด ชุมชนหลายชุมชนได้แสดง
ให้เห็นถึงศักยภาพในเชิงการจัดการป่าชุมชนท่ีผู้มีหน้าท่ีเกี่ยวข้องต้องให้ความสนใจและเสริมสร้าง
ศักยภาพนน้ั ให้มากยงิ่ ขนึ้ ไป
ทัง้ น้ี มนูญ เทศนา และคณะ (2552, 31) ไดข้ ยายความเพิ่มเติมเกยี่ วกับการจัดการป่าชุมชนของ
ชาวบา้ นวา่ มที ัง้ การอาศยั ระบบความเช่ือซ่ึงเป็นพ้ืนฐานทางวัฒนธรรมของชุมชน และพลังของกลุ่มในรูป
ของคณะกรรมการ เป็นกลไกสาคัญในการกาหนดความสัมพันธ์คนในชุมชนต่อการใช้ประโยชน์จากป่า
ชุมชน ไมว่ า่ กลไกใดกล็ ว้ นสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของชุมชนในการจัดการความสัมพนั ธ์ของคนใน
ชุมชนได้อย่างเป็นระบบระเบียบและภายใตร้ ะบบการจัดการน้ันได้ทาให้ชมุ ชนได้รับการตอบสนองความ
ต้องการและสามารถดารงไว้ซ่ึงรากฐานทางวัฒนธรรมของชุมชน รวมท้ังก่อให้เกิดการพัฒนาคุภาพชีวิต
ท้ังทางด้านร่างกายและจติ ใจ นอกจากน้ีการจัดการป่าชุมชนยังใหบ้ ทเรียนแก่องค์กรอื่น ๆ ท่ีเก่ียวข้อง ที่
สามารถนาไปใชป้ ระโยชนใ์ นการจดั การป่าชมุ ชนของตน กลา่ วคอื
ประการแรก การจัดการป่าชุมชนต้องสามารถตอบสนองความต้องการของคนในชุมชน มุ่งเน้น
การอนุรักษ์ แต่ก็เปิดช่องให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ได้เพ่ือเป็นแรงจูงใจให้เข้ามามีส่วนช่วยในการดูแล
รกั ษาปา่
ประการท่ีสอง การจัดการป่าชุมชนต้องมรี ะเบียบกฎเกณฑ์ท่ชี ุมชนเหน็ พ้องต้องกัน โดยในแง่การ
ปฏิบัติให้เปน็ ไปตามกฎเกณฑแ์ ต่ตอ้ งมคี วามยืดหยนุ่
ประการสุดท้าย กฎเกณฑ์ที่ชุมชนตั้งข้ึนต้องสอดคล้องกับความเห็นของชาวบ้าน และสามารถ
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้เมื่อสถานการณ์ของชุมชนเปลี่ยนไปโดยการตกลงร่วมกันของชาวบ้าน โดยให้
อานาจศูนยก์ ลางใหอ้ ยูท่ ่บี ทบาทของชมุ ชนเป็นหลัก
การเรยี นรแู้ ละการจดั การความรู้ กลไกการจัดการป่าพรุควนเครง็ อยา่ งยัง่ ยืน
การที่จะส่งเสริมใหป้ ระชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมนั้น จาเป็นต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับมนุษย์ ตลอดจนเข้าใจหลักการจัดการและอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง สร้างจิตสานึกและการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
ทรัพยากรยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมอย่างยั่งยืน (รุ่งระวี แทนวันชัย, 2549, 27) ดังพระราชดารัส
ของในหลวง รัชกาลท่ี 9 เก่ียวกับการปลูกป่าเพ่ือเป็นการพัฒนาการปา่ ไม้ท่ีทรงมุ่งเน้นการสร้างจิตสานกึ
ของประชาชนให้รักป่าและมีจิตสานึกร่วมกัน ท่ีว่า “…เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ในใจคนเสียก่อน
แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง...” (มูลนิธิชัยพัฒนา,
2560) ดังน้ัน การจัดทาหลักสูตรท้องถิ่น จึงเป็นแนวทางหน่ึงที่จะส่งเสริมให้ประชนมีความรู้ความเข้าใจ
เก่ียวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกระตุ้นจิตสานึกและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมของชุมชนอย่างมีส่วนร่วม ทั้งนี้ รุ่งระวี แทนวันชัย (2549, 42)
การเพ่มิ ศกั ยภาพการคมุ้ ครองระบบนเิ วศและการจัดการป่าพรุท่มี ีคุณคา่ | 37
ต่อการอนุรกั ษส์ งู แบบบูรณาการอย่างยงั่ ยืน
กล่าวถึงการจัดทาหลักสูตรท้องถ่ินไว้อย่างน่าสนใจว่า “สง่ิ ท่ีสาคญั และเป็นประโยชนต์ ่อชมุ ชนไมน่ ้อยไป
กว่าตวั หลักสูตรท้องถิน่ ที่ได้ ก็คอื กระบวนการได้มาของหลักสตู ร ทาให้ชมุ ชนไดม้ ีโอกาสเข้ามามีสว่ นร่วม
ในการจดั การเรียนการสอนให้กับบุตรหลานของตนเอง เพอ่ื ปลูกฝังจติ สานกึ ของบตุ รหลานให้รู้จักรัก หวง
แหนทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นสมบัติของท้องถิ่นและสามารถที่จะปกป้องดูแลรักษาสมบัติของท้ องถิ่น
อยา่ งยัง่ ยนื ตอ่ ไปในอนาคต”
หลักสูตรท้องถิ่น เป็นการจัดการความรู้ของท้องถ่ินให้เพื่อสร้างการเรียนรู้ให้เกิดข้ึนแก่คนใน
ชุมชนท้ังคนรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไป เป็นอีกกลไกสาคัญของการจัดการป่าพรุควนเคร็งอย่างย่ังยืนเพราะ
การจัดการปา่ พรุควนเคร็งจะย่ังยืนไดน้ ั้น หนทางหนึง่ คือการถา่ ยทอดความรู้ของท้องถิ่นให้แก่คนรุน่ ต่อไป
ของชุมชน น่ันคือ เด็กและเยาวชน ขณะเดียวกันนั้นก็จาเป็นต้องมีการสร้างพื้นท่ีการแลกเปล่ียนเรียนรู้
ร่วมกันระหว่างคนรุ่นปัจจุบันในชุมชนและความรู้จากภายนอกที่เก่ียวข้อง เพื่อเป็นการส่งเสริมความรู้
ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และชุดความรู้ที่ได้จากการบูรณาการท้ังจากชุดความรู้ดั้งเดิมหรือท่ีเรียกกันว่า
ภูมิปัญญาท้องถ่ินหรือภมู ิปัญญาชมุ ชน และชุดความรู้หลากหลายด้านที่เช่ือมโยงกันซงึ่ ได้จากนกั วิชาการ
หรือหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องจะกลายเป็นความรู้ชุดใหม่ของชุมชนท้องถ่ินท่ีจะมีการถ่ายทอดผ่าน
กระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งน้ี การพัฒนาหลักสูตรท้องถ่ิน เป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดการ
ความรู้และถ่ายทอดความรู้แก่ชุมชน โดยเฉพาะอย่างยงิ่ เด็กและเยาวชนซ่ึงมีโรงเรียนเป็นองค์กรสอ่ื กลาง
ในการส่ือสารชุดความรู้เหล่านี้สู่นักเรียนซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ของชุมชน ดังที่ เสรี พงศ์พิศ (2553, 29) ได้
อธิบายว่า การจัดการความรู้ (Knowledge management) เป็นกระบวนการเรียนรู้แบบหน่ึงท่ีเป็นการ
นาความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) หรือความรู้เงียบ ที่สั่งสมมานานจากประสบการณ์ของคนรุ่นหนึ่ง
มาผา่ นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรยี นรรู้ ว่ มกนั มีการบนั ทกึ ข้อมูลอย่างเปน็ ระบบ วเิ คราะหแ์ ละสงั เคราะห์
และนาไปประยุกตใ์ ช้ ถ่ายทอดสืบทอดกนั ตอ่ ไป
หลักสูตรท้องถิ่น ทุนและรากเหง้าของชุมชน หลักสูตรท้องถิ่น คือภาพสะท้อนการบูรณาการ
ความรู้ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการความรู้ของชุมชน ซ่ึงเป็นชุดความรู้ที่เป็นรากเหง้าของ
ชุมชนท่ีมีการจัดการรวบรวมเพ่ือเตรียมพร้อมในการถ่ายทอดชุดความรู้อันเป็นฐานรากของความเป็น
ชุมชนที่จะเช่ือมโยงคนรุ่นใหม่ของชุมชนได้ตระหนักถึงคุณค่า เข้าใจถึงแก่นแกนของชุมชนถิ่นฐานบ้าน
เกดิ ซง่ึ วทิ ยา เกสรพรหม (2561) กล่าวถึงหลกั สตู รท้องถน่ิ วา่ คอื นวัตกรรมแห่งทุนท้องถน่ิ ซงึ่ ทุนท่ีว่าคือ
ทุนความรู้หรือภูมิปัญญาชุมชนท่ีส่ังสมผ่านการนามาปฏิบัติจนได้ผลเห็นเป็นรูปธรรมมานานจากรุ่นสู่รุ่น
อย่างไรก็ตาม ในการจัดหลักสูตรท้องถ่ินน้ัน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2549 นยิ ามคาวา่ “ท้องถิน่ ” หมายถึง สภาพแวดล้อมและสังคมวัฒนธรรมที่
ผ้เู รียนมีวถิ ชี วี ติ เกย่ี วข้อง ค้นุ เคยมาตัง้ แตก่ าเนิด มขี อบขา่ ยครอบคลมุ ต้ังแตห่ มบู่ า้ น ตาบล อาเภอ จงั หวดั
กลุ่มจังหวัด ภูมิภาค และคาว่า “สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น” หมายถึง รายละเอียดของเน้อื หาองค์ความรู้ท่ี
เกี่ยวกับท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ เช่น สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ประวัติความ
เปน็ มา สภาพเศรษฐกจิ สงั คม การดารงชีวติ ศิลปะ (สวุ ัฒน์ ญานะโค และคณะ, 2549, 10)
อน่ึง ภูมิปัญญาชุมชน คือ ชุดความรู้ท่ีเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติท่ีเห็นผลเป็นท่ี
ประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรมแลว้ มีการถา่ ยทอดความร้ผู า่ นการทาใหด้ ู ลงมอื ปฏบิ ตั ทิ าจริง ทานองเดียวกัน
การจัดการเรียนรู้ของหลักสูตรท้องถ่ินก็ควรมีการจัดการเรียนรู้เชิงประสบ การณ์เฉกเช่นเดียวกับ
กระบวนการเรียนรู้ของภมู ิปัญญาท้องถ่ิน ดังท่ี ธีรพงษ์ แก้วหาวงษ์ (2544, 239-240) ได้อธิบายเก่ียวกบั
38 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่อื เพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่ังยนื
การเรียนรู้ในอีกรูปแบบหน่ึงท่ีจะนาไปสู่การสร้างความร่วมมือในชุมชน หรือการสร้างการเรียนรู้ที่สร้าง
การเปล่ียนแปลงให้เกิดข้ึนในชุมชน โดยอธิบายว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experient Learning)
เกิดจากการที่ผู้เรียนได้ทาการคิด ทบทวน “ประสบการณ์ท่ีเป็นรูปธรรมที่ตน (หรือผู้อ่ืน) ได้ประสบมา”
อย่างจงใจและด้วยจิตสานึกด้วยความมุ่งหวังที่จะให้เกิด “ความคิดหรือความเข้าใจ” ที่ชัดเจนถูกต้อง
โดยท่ีการเรียนรู้ของมนุษย์ เท่ากับ (เกิดจาก) การได้รับประสบการณ์(ทางตรงหรือทางอ้อม)+ การ
พิจารณาและสร้างความคิดจากประสบการณ์นั้น ท้ังนี้ การเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น เปิดโอกาสให้
ผู้เรียนได้ผสมผสาน “ความรู้สึก” ซึ่งรวมถึง “อารมณ์ จินตนาการ ความสังหรณ์ใจ การเดา และการ
ประเมินคุณค่าฯลฯ ” เข้ากับการเรียนรู้ด้วย การเรียนรู้จากประสบการณ์เน้นย้าการได้มีส่วนร่วมอย่าง
จริงจังของผู้เรียนรู้ในการสร้างประสบการณ์และการวิเคราะห์บทเรียนจากประสบการณ์เหล่านั้น
นอกจากนี้การเรียนรู้จากประสบการณ์จะทาให้กลุ่มเป้ามีความรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วม (Active
Participate) ดังนั้นในการสร้างประสบการณ์ให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายซึ่งจะรับได้มากหรือน้อย
เพยี งใด ขนึ้ อยกู่ ับกระบวนการจดั ประสบการณ์การเรยี นรตู้ ่าง ๆ ใหส้ อดคล้องกับระดับความสามารถของ
ผู้รบั และความสนใจ
หลกั สตู รทอ้ งถน่ิ และองค์ประกอบสาคัญ หลักสตู รทอ้ งถ่นิ มเี ป้าหมายสาคัญคือ การให้ผู้เรียนมี
ความร้คู วามเขา้ ใจและมคี วามสามารถในการแก้ปญั หา รวมถงึ พฒั นาความเปน็ อยูท่ ้งั ดา้ นเศรษฐกิจ สงั คม
ท้ังของตนเองและท้องถ่ินได้ ตลอดจนเพ่ือให้เกิดความรัก ความผกู พันกับท้องถิน่ โดยมุง่ เนน้ เน้ือหาสาระ
4 กลุ่ม นั่นคือ 1) คติ ความคิด ความเชื่อ และหลักการที่เป็นพื้นฐานขององค์ความรู้ท่ีเกิดจากการส่ังสม
ถ่ายทอดสืบต่อกันมา 2) ศิลปะ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี 3) การประกอบอาชีพในแต่ละ
ท้องถนิ่ ทไี่ ด้พัฒนาใหเ้ หมาะสมกบั กาลสมยั และ 4) แนวความคดิ หลกั ปฏบิ ตั แิ ละเทคโนโลยสี มัยใหม่ที่ถูก
นามาใช้ในชุมชนซึ่งเป็นผลกระทบความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (อานาจ จันทร์แป้น,
2532, อ้างถึงใน สุวัฒน์ ญานะโค, 2549, 10) ทั้งนี้ หลักสูตรท้องถิ่นมีจุดเน้นสาคัญ 3 ประการ (พิสมัย
ลีลาแก้ว, 2540 อ้างถึงใน สุวัฒน์ ญานะโค และคณะ, 2549, 10) คือ ประการแรก สาระความรู้ท่ีเป็น
เร่ืองราวของท้องถ่ินท่ีกาหนดให้นักเรียนได้เรียนรู้ ควรมีปริมาณมากและเจาะลึกเพียงพอท่ีจะช่วยให้
ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดีจนสามารถแก้ปัญหา พัฒนาคุณภาพชีวิต อาชีพ เศรษฐกิจ สังคม
ของตนเองและท้องถนิ่ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี ประการทส่ี อง กระบวนการเรียนการสอนท่เี ปิดโอกาสให้นักเรียนได้
มีประสบการณ์ตรง ได้เรียนรู้ชีวิตจริงในท้องถ่ิน มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของท้องถิ่น และประการท่ี
สาม เนน้ เอาทรพั ยากรท้องถิ่นมาใชใ้ นกระบวนการเรียนการสอน
หลกั สตู รท้องถิน่ การเรยี นรูแ้ บบองค์รวมภายใตแ้ นวคดิ การมสี ่วนร่วม “หลกั สตู รท้องถ่ิน” คา
นี้ส่ือสารให้รับรไู้ ด้ถึงการมีส่วนร่วมในการจดั การศึกษา กระน้ันก็ตามในแง่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัด
การศึกษาได้สอดแทรกแนวคิดการมีส่วนร่วมไว้ในการจัดการศึกษาแห่งชาติเช่นกัน กล่าวคือ การมีส่วน
ร่วมในการจัดการศึกษาได้มีบัญญัติไว้ตามพระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดย สุวัฒน์ ญา
นะโค และคณะ, 2549, 15) ได้สรุปแนวทางการเข้ามามีส่วนร่วมตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
3 แนวทาง คือ 1) การมีส่วนร่วมโดยเป็นแหล่งเรียนรู้ 2) การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึกษา เช่น
การเขา้ มาเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรยี น และ 3) การมีส่วนรว่ มในการจดั การเรยี นการสอน
เช่น การเขา้ มาเป็นวทิ ยากรท้องถ่ินจัดการเรียนรู้ การรว่ มมือในการพฒั นาหลักสตู รใหส้ อดคล้องกบั ความ
ต้องการของชุมชน ทั้งนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.
การเพม่ิ ศักยภาพการคมุ้ ครองระบบนเิ วศและการจดั การป่าพรุทีม่ ีคณุ ค่า | 39
ต่อการอนรุ กั ษส์ งู แบบบูรณาการอย่างย่ังยนื
2545 ได้เสนอการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาไว้ในหมวดที่ 4 แนวทางการจัดการศึกษา มาตรา 24
การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดาเนินการ และ (6) จัดการเรียนรู้ให้
เกิดข้ึนได้ทกเวลาทุกสถานท่ี มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชน
ทุกฝ่ายเพ่ือร่วมพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ รวมถึงมาตรา 29 ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล ครอบครัว
ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา
สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้
ภายในชุมชน เพ่ือให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการเสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร และรู้จัก
เลือกสรรภูมปิ ญั ญาและวิทยาการต่าง ๆ เพ่อื พัฒนาชมุ ชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ
รวมท้ังหาวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปล่ียนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน นอกจากน้ียังมี
มาตราอ่ืน ๆ ท่ีเก่ียวข้อง เช่น มาตรา 30 และในหมวด 5 การบริหารและการจัดการศึกษา ส่วนท่ี 1 การ
บรหิ ารและการจัดการศึกษาของรัฐ มาตรา 40 ตลอดจนหมวด 8 ทรพั ยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา
มาตรา 58 (2) ให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เอกชน องค์กร
เอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอ่ืน ระดมทรัพยากรเพื่อ
การศึกษาโดยเป็นผู้จัดและเป็นผู้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา บริจาคทรัพย์สินและทรัพยากรอื่นให้แก่
สถานศึกษาและมีสว่ นร่วมในภาระคา่ ใช้จา่ ยทางการศกึ ษาตามความเหมาะสมและความจาเปน็
หลักสูตรท้องถ่ิน การเรียนรู้สาระท้องถ่ินในพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง แนวทางการเพิ่ม
ศักยภาพในการคุ้มครองระบบนิเวศป่าพรุท่ีมีคุณค่าต่อการอนุรักษ์สูงซ่ึงเอ้ือประโยชน์ด้านสิ่งแวดลอ้ มคอื
การเป็นพ้ืนที่ป่าท่ีสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ในปริมาณท่ีสูงมากน้ัน คือ การส่งเสริมการเรียนรู้เชิงบูรณา
การให้เกิดขึ้นในชุมชนท้องถ่ินอันเป็นตัวแสดงหลักท่ีเป็นแนวร่วมสาคัญในปกป้องป่าพรุควนเคร็ง ท้ังยัง
เป็นการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และการบูรณาการท้ังในแง่ชุดความรู้ ผู้กระทาการหรือผู้มีส่วนได้
ส่วนเสีย และองค์กร เพ่ือร่วมมือกันการจัดการเรียนรู้ส่งต่อชุดความรู้ไปยังคนรุ่นต่อไปของชุมชนเพื่อก่อ
เกดิ จิตสานึกรักถ่ินฐานบ้านเกดิ และตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรป่าพรุของชุมชนและรว่ มกันปกป้อง
และรักษาไว้เพอ่ื การใชป้ ระโยชน์อย่างยงั่ ยืนจากรนุ่ ส่รู ุ่นสืบไป ซึง่ สอดคลอ้ งตามแนวคิดการพัฒนาท่ียั่งยืน
(Sustainable Development) ทวี่ า่ “การพฒั นาท่ยี ่ังยนื ” คอื การพัฒนาทต่ี อบสนองความต้องการของ
คนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทาให้ผู้คนในอนาคตเกิดปัญหาในการตอบสนองความต้องการของตนเอง ซึ่งเป็น
นิยามท่ีกาหนดโดยคณะกรรมการโลกว่าด้วยส่ิงแวดล้อมและการพัฒนาที่ปรากฏในรายงานอนาคต
ร่วมกันของเรา ปี ค.ศ. 1987 หรือ Brundtland Report ท้ังน้ีรายงาน UNDP 1996 เห็นว่าการพัฒนา
มนุษย์น้ันมีความสาคัญท่ีจะทาให้การพัฒนาน้ันย่ังยืน โดยการพัฒนามนุษย์แบบยั่งยืน มี 5 ลักษณะ คือ
1) การสร้างความเข้มแข็ง (Empowerment) เป็นการเพ่ิมขีดความสามารถในการเลือกและทางเลือกให้
ผู้คนได้เป็นอิสระจากความหิว ความขาดแคลน และให้พวกเขามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องท่ีมี
ผลกระทบต่อชีวติ ของพวกเขา 2) ความร่วมมอื (Co-Operation) ผคู้ นสัมพนั ธ์กนั ชว่ ยเหลอื เก้อื กูลกนั 3)
ความเท่าเทียม (Equity) คนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร การศึกษา การดูแลสุขภาพ การจัดการชีวิต
ทรัพยากร ชุมชนของตนเอง 4) ความยั่งยืน (Sustainability) การพัฒนาวันน้ีไม่ทาลายทรัพยากรและ
โอกาสของคนรุ่นต่อไป แต่สร้างหลักประกันให้คนในอนาคตอิสระจากความยากจน และได้ใช้
ความสามารถขั้นพื้นฐานของตนเอง และ 5) ความมั่นคงปลอดภัย (Security) ในชีวิต ทรัพย์สิน การ
คกุ คามจากโรคและภัยอนั ตราย (เสรี พงศพ์ ศิ , 2553, 32-33)
40 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพือ่ เพ่มิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยัง่ ยืน
การสร้างหลักสูตรท้องถิ่นเพ่ือการเรียนรู้สาระท้องถ่ินในพื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง จึงเป็นแนว
ทางการพัฒนาท่ีย่ังยืนในแง่การพัฒนามนุษย์ซึ่งเป็นทุนของชุมชนที่สาคัญแนวทางหนึ่ง โดยใช้ทุนชุมชน
ในด้านอ่ืน ๆ ท่ีมีอยู่น่ันคือ ทุนด้านวัฒนธรรม เช่น ภูมิปัญญาท้องถ่ิน วัฒนธรรมการกินอยู่ของคนใน
ชุมชน วิถีการดารงชีวิตจากอดีตจนถึงปัจจุบัน การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ทุนด้าน
ทรพั ยากรธรรมชาตขิ องชมุ ชนท่ีมีอยู่ เช่น กระจดู ป่าพรุ ฯลฯ ทั้งยังมลี ักษณะท่สี อดคลอ้ งตามคุณลักษณะ
การพฒั นามนุษยแ์ บบย่ังยืน กล่าวคอื การสรา้ งหลักสตู รท้องถิน่ คือการจัดการความรทู้ ่เี ปน็ การสร้างความ
เข้มแข็งให้กับชุมชน เป็นการรวบรวมความรู้ท่ีเก่ียวข้องกับชุมชนและป่าพรุควนเคร็งไว้อย่างเป็นระบบ
ท้ังความรู้ที่แฝงเร้นอยู่ในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) และความรู้ท่ีปรากฏชัดแจ้ง (Explicit
knowledge) โดยท่คี วามรู้เหล่านี้ถือเป็นสารสนเทศที่มีคุณค่า เปน็ ความรู้ทเี่ กิดจากประสบการณ์ที่สั่งสม
มานานอย่างต่อเนื่อง และผ่านการทดลอง เห็นผลเป็นที่ประจักษ์แล้วในหลาย ๆ ด้าน จนกลายเป็น
วัฒนธรรมท่ีสืบต่อกันมาของชุมชน จึงต้องมีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป ดังที่ ทิพวรรณ หล่อสุวรณ
รัตน์ (2552, 21) อธิบายว่า ความรู้ คือ สารสนเทศท่ีมีคุณค่า ซ่ึงมีการนาประสบการณ์ วิจารณญาณ
ความคิด ค่านิยมและปัญญาของมนุษย์มาวิเคราะห์เพื่อนาไปใช้ในการสนับสนนุ การทางานหรือใช้ในการ
แก้ปัญหา
อนึง่ ความร้ขู องท้องถน่ิ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิ่น (Local wisdom) ซึ่ง พชั รินทร์
สิรสุนทร (2552, 6-7) อธิบายว่า ภูมิปัญญาท้องถ่ินน้ันมิได้มีความหมายเพียงสินค้าและบริการในท้องถน่ิ
แต่ยังหมายถึงองค์ความรู้อันลุ่มลึกหรือการหย่ังรู้ท่ีเกิดจากสัมพันธภาพอันแนบแน่นระหว่างมนุษย์กับ
มนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับอานาจเหนือธรรมชาติ ภูมิปัญญาจึงไม่ใช่สิ่งท่ีเกิดข้ึนมาลอย ๆ
แต่เป็นผลของกระบวนการท่ีมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสรรพสิ่งรอบ ๆ ตัวภายในระบบนิเวศน์ท้องถ่ิน ท้ัง
ระบบนิเวศธรรมชาติและระบบนิเวศวิทยาวัฒนธรรม ภูมิปัญญาเป็นการเรียนรู้ของมนุษย์ผ่านการคิด
กระบวนการระบบ ก่อนท่ีจะถูกพัฒนาขึ้นเป็นองค์ความรซู้ ่ึงสอดคล้องกับบริบททางสงั คมและวัฒนธรรม
เพ่ือตอบสนองความต้องการของมนุษย์ในด้านการปรบั ตัวและดารงชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทั้ง
ด้านกายภาพและด้านสังคมวัฒนธรรมของแต่ละชุมชนท้องถิ่นซ่ึงได้แก่ระบบอุดมการณ์ คุณค่า และ
มาตรฐานทางศีลธรรมของสังคมน้ัน ๆ ภูมิปัญญาจึงเป็นวัฒนธรรมเพราะเป็นสิ่งที่ไม่คงที่ (dynamics) มี
ความหลากหลาย (differentiation) และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยภูมิปัญญา ประกอบด้วย
สาระสาคัญสองประการ คือ ส่วนที่จับต้องได้หรือส่วนที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ผลผลิตทางภูมิปัญญาต่างๆ
เช่น ผ้าทอ งานจักสาน และอาหารแปรรูป เป็นต้น และส่วนท่ีจับต้องไม่ได้ เช่น ระบบคิด ความเชื่อ
ทัศนคติ และค่านิยม เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่า ภูมิปัญญาคือการผสมผสานอย่างมีบูรณาการระหว่างระบบ
คิดและศักยภาพของมนุษย์ในแต่ละสังคมเพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมท่ีเหมาะสมในการดารงชีวิตเพื่อ
ตอบสนองความต้องการของคนในสังคมนั้น ๆ ภูมิปัญญาครอบคลุมถึงการเช่ือมโยง ตีความ และการ
แสดงพฤติกรรมเพื่อการแปลงระบบคิดของบุคคล กลุ่มหรือสังคมให้อยู่ในรูปของผลผลิตท่ีมีความ
สอดคล้องกับวิธีคิด ค่านิยม บรรทัดฐาน และวิถีการดารงชีวิตของมนุษย์เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์และ
วกิ ฤตการณต์ ่าง ๆ
การเพิม่ ศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศและการจดั การป่าพรุที่มคี ณุ ค่า | 41
ต่อการอนุรกั ษ์สูงแบบบรู ณาการอย่างย่ังยืน
ผลผลิตที่ 1.1
กลไกที่มีศักยภาพเหมาะสม
ต่อการอนุรักษภ์ มู ทิ ัศน์พรคุ วนเคร็ง
จากกระบวนการวเิ คราะห์ความเปน็ ไป
ได้
ตวั ช้วี ัดที่ 1
เพิ่มพ้นื ทจ่ี านวน 16,347 เฮกตาร์ (102,169 ไร)่
ได้รบั การดูแลและคุ้มครองผา่ นกลไกทมี่ ีศักยภาพอยา่ งบรู ณาการ
ตวั ชี้วัดท่ี 2
พ้ืนที่ 154,363 เฮกตาร์ (964,769 ไร่)
มแี ผนการจัดการปา่ พรุ
ทสี่ ง่ ผลตอ่ การกักเก็บคาร์บอน 29 ล้านตนั
ตวั ช้วี ัดที่ 3
เพม่ิ ประสิทธภิ าพการจัดการพ้ืนท่ีด้วยเคร่ืองมือ METT ดงั นี้
เขตห้ามลา่ สัตว์ปา่ ทะเลน้อย ขอ้ มูลเดิม 64 เป้าหมาย 75
เขตห้ามล่าสัตว์ปา่ บ่อล้อ ข้อมูลเดิม 42 เป้าหมาย 70
42 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพื่อเพ่ิมความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่งั ยนื
การเพมิ่ ศักยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศและการจดั การปา่ พรุท่มี ีคุณค่า | 43
ต่อการอนุรกั ษ์สูงแบบบูรณาการอย่างยั่งยนื
2
กลไกทมี่ ศี กั ยภาพเหมาะสมตอ่ การอนรุ ักษภ์ ูมทิ ศั น์พรคุ วนเครง็
จากกระบวนการวิเคราะหค์ วามเปน็ ไปได้
44 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพอ่ื เพิ่มความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยนื
“ปา่ พรเุ ปรยี บเสมอื นอญั มณที ีเ่ ปน็ ขมุ ทรพั ยข์ องนครศรธี รรมราช”
การเพิม่ ศกั ยภาพการคุม้ ครองระบบนิเวศและการจัดการปา่ พรุทีม่ คี ณุ คา่ | 45
ต่อการอนรุ กั ษ์สงู แบบบรู ณาการอย่างย่งั ยืน
บทนา
ป่าพรุควนเคร็ง เปน็ พื้นทีพ่ รทุ ่ีมีขนาดใหญเ่ ป็นอันดับสองของประเทศไทย ซึ่งมคี วามสาคัญทั้งใน
การเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นท่ีพึ่งพิงของคนในชุมชนที่อยู่อาศัยรายรอบพรุควนเคร็ง โดยมี
อาณาเขตเชื่อมต่อ 3 จังหวัด คือนครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง กล่าวได้ว่า พรุควนเคร็ง คือ พ้ืนที่
สื่อกลางเชื่อมร้อยวิถีคนในชุมชนทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของผู้คนทั้ง 3 จังหวัด ท่ีเอื้อต่อ
การดารงชีวิตของคนในชุมชนและสังคม มีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่พรุควนเคร็งท้ังโดยทางตรงและ
ทางอ้อม นอกจากนี้พรุควนเคร็งยังมีความสาคัญต่อสิ่งแวดล้อมในระดับโลก เนื่องจากผืนป่าพรุมีความ
หลากหลายทางชีวภาพซ่งึ มีคณุ ค่าแก่การอนุรักษ์ ถอื ไดว้ ่ามีศักยภาพสงู ในการกักเกบ็ คาร์บอนของโลก ถงึ
กระนั้นก็ตาม ป่าพรุควนเคร็งเป็นพื้นที่ป่าอีกผืนหน่ึงของโลกที่ต้องเผชิญกับปัญหาในหลากหลายด้าน
กล่าวคือ ประการแรก ปัญหาการบุกรุกป่าพรุเพ่ือขยายพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจท่ีได้รับการส่งเสริมจาก
นโยบายของภาครัฐนั่นคือ ปาลม์ น้ามัน และยางพารา สง่ ผลให้เกดิ การเปล่ียนแปลงการใช้ประโยชน์ท่ีดิน
รายรอบป่าพรุอย่างรวดเร็วและเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ป่าพรุควนเคร็งยัง
เผชิญกับปัญหาไปทาลายป่า ซึ่งมีผลกระทบเชื่อมโยงมาจากปัญหาความต้องการพ้ืนที่ป่าเพ่ือประโยชน์
อ่ืน กอปรกับสถานการณ์การเปลีย่ นแปลงสภาพอากาศที่โลกกาลงั เผชิญ ทง้ั น้ี หลายปจั จยั เหล่าน้สี ง่ ผลให้
เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบนิเวศในปา่ พรุ ทาให้น้าในป่าพรุควนเคร็งลดลงจนสง่ ผลกระทบ
รนุ แรงเมอื่ เกดิ ไปปา่ ซง่ึ สว่ นใหญ่แล้วมีสาเหตมุ าจากการกระทาของมนุษย์นัน่ เอง
ความสาคัญของป่าพรุควนเคร็งและสถานการณ์ปัญหาภัยคุกคามท่ีถือเป็นปัจจัยเส่ียงท่ีสร้าง
ความเปราะบางให้แก่ป่าพรุควนเครง็ จึงจาเป็นอย่างยิ่งทต่ี ้องมีการปกป้องและอนุรักษป์ ่าผืนนี้ไว้เพ่ือการ
ใช้ประโยชน์อย่างย่ังยืนในด้านต่าง ๆ และเป็นที่มาของโครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่า
พรุ เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
โดยภายใต้ผลสัมฤทธ์ิท่ี 1 ท่ีมีเป้าหมายสาคัญ คือ การเพิ่มศักยภาพในการคุ้มครองระบบนิเวศป่าพรุที่มี
คณุ ค่าการอนรุ กั ษ์สูงและพัฒนาต้นแบบการใช้ประโยชนจ์ ากปา่ พรุอย่างยั่งยนื โดยสรา้ งการมีส่วนรว่ มของ
ทุกภาคส่วนท่ีเก่ียวข้อง โดยภายใต้ผลสมฤทธ์ิน้ีให้ความสาคัญกับผลผลิต 5 ประการ น่ันคือ ประการแรก
การมีกลไกที่มีศักยภาพเหมาะสมต่อการอนุรักษ์ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งจากกระบวนการวิเคราะห์ความ
เป็นไปได้ ประการที่สอง แผนการจัดการพรุอย่างมีส่วนร่วมในพื้นท่ีภูมิทัศน์ควนเคร็ง ประการที่สาม
แผนการใช้ที่ดินพ้ืนท่ีตาบลเคร็งท่ีสอดคล้องกับการแบ่งโซนใหม่ ประการท่ีสี่ การเพิ่มศักยภาพของ
ผ้บู รหิ าร เจา้ หน้าที่องค์การบรหิ ารส่วนตาบลตา่ ง ๆ และผูน้ าท้องถน่ิ ในการลาดตระเวน การตดิ ตามระดับ
น้า การป้องกันไปและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นทีพรุควนเคร็งและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเล และประการ
สดุ ทา้ ย การเสรมิ ความเข้มแข็งการจัดการปา่ ชุมชนและโครงการสนบั สนุนแผนงาน ทเี่ ล็งเหน็ ความสาคัญ
ของชุมชนในการสร้างความรู้สึกการเป็นเจ้าของผืนป่าและร่วมเป็นกาลังสาคัญในการปกป้องผืนป่าให้
ชุมชนและสังคมไดใ้ ชป้ ระโยชน์รว่ มกันอย่างย่ังยืนสบื ไป
ทั้งน้ี เนื้อหาในบทนี้จึงเป็นการนาเสนอผลการศึกษาในส่วนของผลผลิตที่ 1 นั่นคือ กลไกที่มี
ศักยภาพเหมาะสมต่อการอนุรักษ์ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง ซ่ึงได้จากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ท่ีผ่าน
กระบวนการตา่ ง ๆ ทีจ่ ดั ขนึ้ โดยการเข้าร่วมของผมู้ ีส่วนได้ส่วนเสยี ในระดับและกลุ่มต่าง ๆ ท่เี กย่ี วขอ้ ง ดงั
รายละเอียดในหวั ข้อตอ่ ไปน้ี
46 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพอื่ เพิม่ ความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยงั่ ยืน
กลไกท่มี ศี ักยภาพเหมาะสมต่อการอนุรักษภ์ มู ิทัศนพ์ รคุ วนเครง็
การดาเนินการภายใต้ผลผลติ ที่ 1 ซ่ึงให้ความสาคัญกับค้นหากลไกที่มีศักยภาพเหมาะสมต่อการ
อนุรักษ์ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง โดยมีการกาหนดตัวช้ีวัด 3 ประการ กล่าวคือ ตัวชี้วัดที่ 1 พ้ืนท่ี 16,347
เฮกตาร์ (102,169 ไร่) ได้รับการดูแลและคุ้มครองผ่านกลไกท่ีมีศักยภาพอย่างบูรณาการ ตัวชี้วัดท่ี 2
พน้ื ที่ 154,363 เฮกตาร์ (964,769 ไร่) มีแผนการจัดการป่าพรุทส่ี ง่ ผลต่อการกกั เก็บคารบ์ อน 29 ล้านตัน
ตัวชี้วัดท่ี 3 เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพื้นท่ีด้วยเครื่องมือประเมินประสิทธิภาพการจัดการพ้ืนท่ี
คุ้มครอง หรือเรียกว่า Management Effective Tracking Tool (METT) โดยเป้าหมายตัวชี้วัดในพ้ืนท่ี
เขตห้ามล่าสัตวป์ ่าทะเลน้อยจากข้อมูลเดิม 64 กาหนดเป้าหมายในการดาเนินการนี้เป็น 75 และในพื้นที่
เขตหา้ มล่าสัตวป์ า่ บอ่ ล้อ ขอ้ มูลเดิม 42 กาหนดเปา้ หมายเป็น 70
อนึ่ง ผลการศึกษาท่ีผ่านการวิเคราะห์เพ่ือหากลไกที่มีศักยภาพที่เหมาะสมต่อการอนุรักษ์ภูมิ
ทัศน์พรุควนเคร็งผ่านกระบวนการต่าง ๆ ที่จัดขึ้นจากการเข้าร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายท่ี
เก่ียวข้อง ในรูปแบบท่ีหลากหลาย ทั้งการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการต้ังแต่ขั้นตอนการค้นหาผมู้ ีส่วนได้ส่วน
เสียที่เก่ียวข้องที่ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แท้จริงเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและการเสนอแนว
ทางการจัดการภูมิทัศน์พรุควนเคร็งที่สามารถแก้ปัญหาหรือการจัดการที่ตอบโจทย์ให้กับทุกฝ่าย
นอกจากน้ียังมีการจัดเสวนาเวทีต่าง ๆ เพื่อสร้างพ้ืนท่ีสื่อสารเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ภายใต้
แนวคิดการส่ือสารที่ถือว่าสาคัญต่อการร่วมกันจัดการภูมิทัศน์ควนเคร็ง จึงมีการจัดให้มีรูปแบบการ
ส่ือสารที่หลากหลายที่สอดคล้องกับยุคสมัยและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตาม
กระแสการพัฒนาของเทคโนโลยี (โกมล แพรกทอง และทวี หนทู อง) รวมถึงผลการวเิ คราะห์ทไี่ ดจ้ ากการ
กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ กล่าวคือ การทบทวนเอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กี่ยวข้องตลอด
ระยะเวลา 40 ปี การสัมภาษณ์ และการตอบแบบสอบถาม โดยผู้ให้ข้อมูลกลุ่มผู้นาองค์กรต่าง ๆ ท่ี
เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชน เอกชน ผู้นาชุมชน ปราชญ์
ชาวบ้าน และองค์กรพิเศษอ่ืน ๆ (เชิดศักด์ิ เกื้อรักษ์, 2562) ตลอดจนข้อมูลจากการลงพื้นท่ีภาคสนาม
บางส่วน
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลผลการศึกษาดังกล่าว สรุปได้ว่า กลไกที่มีศักยภาพ
เหมาะสมต่อการอนุรักษ์พื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งท่ีจะทาให้พรุควนเคร็งดารงอยู่ต่อไปอย่าง ย่ังยืนไปยัง
คนรุ่นต่อไปน้ัน ต้องอยู่ภายใต้หลักคิดหรือแนวคิดสาคัญ 8 ประการ คือ 1) แนวคิดการมีส่วนร่วมและ
ความร่วมมือ น่ันคือ การให้ความสาคัญกับการมีส่วนร่วมในระดับความร่วมมือร่วมใจ ซึ่งมีส่วนร่วมท้ัง
ร่วมรับรู้ ร่วมให้ความเห็น ร่วมคิด และร่วมทา โดยให้ตัวแทนชุมชนหรือประชาชนมีส่วนรว่ มในลักษณะ
เป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจและมีการดาเนนิ กิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเน่ือง หรือ
กล่าวอย่างง่ายคือ การทางานร่วมกันทุกข้ันตอนของการดาเนินกิจกรรมใด ๆ ท่ีชุมชนหรือประชาชนเปน็
หนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการจัดการพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งซ่ึงคนในชุมชน
ถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สาคัญเน่ืองจากเป็นผู้ที่ใช้ประโยชน์ในการดารงชีพ 2) แนวคิดความย่ังยืนท่ี
ครอบคลุมท้ังมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดลอ้ ม (ระบบนิเวศ) โดยให้ความสาคัญกับกลไกที่ทาใหม้ ี
การดาเนินการอย่างต่อเนื่อง 3) หลักการบูรณาการ หรือกล่าวได้ว่าเป็นการใช้ “เคร่ืองมือผสม วิธี
ประสาน” กนั อย่างกลมกลนื เป็นหนึง่ เปน็ การใหค้ วามสาคัญกับการทางานแบบองคร์ วม ผสมผสานในทุก
ประเด็นที่เก่ียวข้องเพื่อบรรลุเป้าหมายสู่ความสาเร็จในการดาเนินการ 4) การจัดการความรู้/ฐานข้อมูล
การเพมิ่ ศักยภาพการคมุ้ ครองระบบนิเวศและการจัดการปา่ พรุที่มคี ุณค่า | 47
ต่อการอนุรักษส์ งู แบบบูรณาการอย่างย่ังยืน
“ธนาคารความรูภ้ ูมทิ ัศน์พรุควนเคร็ง” 5) หลักการสอ่ื สาร เป็นแนวคิดสาคัญที่เป็นเงื่อนไขความสาเร็จใน
การดาเนนิ การ ทงั้ นี้ การสื่อสารที่สาคญั คือการส่ือสารท่สี ร้างการเรียนรู้ที่นามาสู่การเปล่ียนแปลง นั่นคือ
กระบวนการที่ทาให้เกดิ การเรียนรู้ทางสังคมอันนามาสู่การเปลยี่ นแปลงทง้ั ระดับบุคคล ชุมชน และสังคม
6) หลักการสร้างผู้กระทาการที่อานวยการดาเนินการขับเคลื่อนการทางานอย่างต่อเนื่อง 7) การจัดตั้ง
สถาบัน เป็นการสร้างกลุ่มต่าง ๆ ท่ีเชื่อมโยงกับการจัดการพื้นท่ีพรุควนเคร็ง หรือการจัดตั้งในลักษณะ
คณะทางานขับเคล่ือนการทางานเพ่ือให้การพัฒนาและจัดการพื้นที่พรุควนเคร็งดาเนินไปอย่างมี
ประสิทธิผล 8) มาตรการทางกฎหมายท่ีเอื้อต่อการจัดการพ้ืนที่พรุควนเคร็งเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล
เป็นการใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจงั ในบางกรณี ขณะที่บางกรณีก็ควรมีการทบทวนหาแนวทาง
ท่เี อ้อื ตอ่ ความสาเรจ็ ในการดาเนินการต่าง ๆ ในพ้ืนที่ภูมทิ ัศน์พรคุ วนเครง็
ประการแรก หลักการมีส่วนร่วมและความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายทุกระดับ
หลกั การทางานดว้ ยแนวคิดถือว่าสาคัญอย่างย่ิง คาถามและข้อกังขาเก่ยี วกบั การมสี ่วนรว่ มจากหลายฝ่าย
เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยังคงเคลือบแคลงสงสัยอยู่เช่นเดิม นับเป็นระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษตั้งแต่รัฐมี
การกาหนดแนวคิดการมีส่วนร่วมไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-
2544) หรือกว่า 80 ปี เมื่อนับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2475-2557 ซึ่งสถานการณ์การมีส่วนร่วมและสิทธิชุมชนมี
การวิเคราะห์กันว่ามีแนวโน้มดีข้ึน สิทธิชุมชนได้รับการตอบสนองจากรัฐมากขึ้น องค์กรชุมชนมีบทบาท
ทาให้ชุมชนมีช่องทางการเรียกร้องและการแสดงออกมากขึ้น แต่การขับเคลื่อนยังคงติดกับดักโครงสร้าง
กฎหมาย กระบวนการนโยบายที่ไม่เอื้อต่อการมีส่วนร่วม ปัญหาเครื่องมือการมีส่วนร่วม และปัญหา
วัฒนธรรมการเมืองและความพร้อมท้ังของภาครฐั และประชาชน โดยเฉพาะภาครัฐที่ยังเคยชินกับการรับ
คาสั่งตามสายบังคับบัญชาท่ีทาให้ละเลยต่อความเห็นของประชาชน (Bureekul, 2000; เรืองวิทย์ เกษ
สุวรรณ, 2555, ถวิลวดี บุรีกุล และสติธร ธนานิติโชติ, 2557; นิตยา โพธ์ินอก, 2559 อ้างถึงใน สวรินทร์
เบ็ญเด็มอะหลี, 2560, 393) ยิ่งกว่านั้น เม่ือพิจารณาประเด็นการมีส่วนร่วมและสิทธิชุมชนภายใต้
รัฐธรรมนญู พ.ศ. 2560 “สิทธิชุมชน” ท่ีได้กาหนดไว้อย่างกระจดั กระจายอยู่ตามบทบัญญัติหมวดต่าง ๆ
ท่ีเป็นบทบัญญัติหน้าที่ของรัฐท่ีต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วม หรือการให้สิทธิแก่บุคคลและชุมชน ตามมาตรา
43 “บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (1) อนุรักษ์ป้ืนปูหรือส่งเสริมภูมิปัญญาศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม
และจารีตประเพณีอันดีงามท้ังของท้องถิ่นและของชาติ (2) จัดการบารุงรักษาและใช้ประโยชน์จาก
ทรัพยากรธรรมชาติส่ิงแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและย่ังยืนตามวิธีการที่
กฎหมายบัญญัติ เห็นได้ว่า เม่ือพิจารณาถึงการนาหลกั การนี้ภายใต้บทบัญญัตแิ ห่งรัฐที่ดูเหมือนว่าจะเอ้ือ
ต่อการนาแนวคดิ นมี้ าปฏบิ ตั ิ ทวา่ ภาคปฏบิ ตั กิ ารของการสง่ เสรมิ การมสี ว่ นรว่ มกลับมปี ัญหาจนกลายเป็น
ข้อวิพากษ์เกี่ยวกับประเด็นนี้กันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสิทธิของชุมชน ตามรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 43 ที่ไม่ได้มีการให้นิยามคาว่า “ชุมชน” “ชุมชน
ด้งั เดิม” และยงั ได้มีการนาวลเี ดิม “ตามวิธีการทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ” หรอื “ทัง้ น้ตี ามท่กี ฎหมายบัญญัติ” ท่ี
ระบุไว้ในสิทธิชุมชนท่ีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 46 เห็น
ได้ว่า สิทธิชุมชนซึ่งถือเป็นกลไกการส่งเสริมการมีส่วนร่วมท่ีสาคัญยังมิอาจนามาสู่ภาคปฏิบัติการในการ
แกป้ ญั หาข้อพพิ าทต่าง ๆ ระหวา่ งรฐั และชุมชนได้อยา่ งแทจ้ รงิ
ก้าวข้ามกับดัก “การมีส่วนร่วม” สร้างความร่วมมือเพื่อการจัดการพรุควนเคร็ง เป็นการใช้
กลไกการจัดการพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งภายใต้แนวคิดการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายในระดับของความ
48 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่ังยืน
ร่วมมือท่ีก้าวข้าวกับดักหรืออุปสรรคต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ให้เป็น
“การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” ในระดับความร่วมมือ น่ันคือ การร่วมคิด ร่วมทา ร่วมตัดสินใจ ทั้งน้ีการ
ทางานร่วมกันของทุกฝา่ ยน้นั ควรมีวเิ คราะห์และระบุผูม้ ีส่วนไดส้ ่วนเสียท่ีมีขอบเขตชดั เจนและครอบคลุม
ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสาคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากชุมชนท้องถ่ินให้เข้ามามีบทบาท
และมสี ว่ นรว่ มอยา่ งแทจ้ ริง เนอ่ื งจากผลการศกึ ษาของ เชดิ ศักดิ์ เก้อื รกั ษ์ (2562) ช้ใี ห้เห็นปญั หาสาคญั ใน
การใช้กลไกต่าง ๆ มาบริหารจัดการพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งในช่วงระยะเวลาหลายปีท่ีผ่านมา คือ การ
ขาดการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริงและไม่ครอบคลุมทุกฝ่าย ตลอดจนผู้ที่ได้รับการ
คดั เลือกให้เปน็ ผูม้ สี ่วนร่วมนัน้ คือ ผู้ท่ี (ควร) มีสว่ นรว่ มจรงิ หรอื ซ่งึ สอดคลอ้ งกับคาถามข้างตน้ ที่ว่า “ใคร
(ควร) เป็นผู้มีส่วนร่วม” และโดยเฉพาะการให้ความสาคัญกับการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชน การ
วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นผมู้ ีส่วนได้สว่ นเสยี ที่แท้จริงและโปร่งใส ให้ความสาคัญกับความสัมพนั ธ์
เชิงอานาจท่ีอาจส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจในการดาเนินงาน เช่น การไม่เลือกคนท่ีรู้จักหรือมี
ความสัมพันธ์ใกล้ชดิ เข้ามาเปน็ คณะทางานเพ่ือเอื้อประโยชนซ์ ึ่งกันและกัน อีกทั้งจากการวิเคราะห์ข้อมูล
ท่ีปรากฏในรายงานวิจัยชิ้นนี้ยงั สะท้อนให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลาท่ีผ่านมากลไกต่าง ๆ ที่นามาใช้ในการ
บรหิ ารจดั การพืน้ ท่พี รุควนเครง็ สว่ นใหญ่เป็นกลไกของรัฐทนี่ ามาปฏบิ ัติตามนโยบายการพัฒนาดา้ นต่าง ๆ
ท่ีพยายามสอดแทรกกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าไปในกระบวนการ ทว่าในทางปฏิบัติยังมี
ปัญหาในการส่งเสรมิ การมีสว่ นร่วมที่ยังไม่ใชก่ ารมีส่วนร่วมท่ีแทจ้ ริง น่นั คือ “ผมู้ สี ว่ นรว่ มนน้ั ใช่คนที่ควรมี
ส่วนร่วมจริงหรือ” หรือ หากตอบว่าเขาเหล่านั้นคือคนที่ควรมีส่วนร่วม ทว่า “เสียงหรือบทบาทของเขา
เหลา่ นนั้ ไดร้ ับการยอมรบั หรือนามาสกู่ ารตัดสนิ ใจหรือไม่อย่างไร” คาถามเหลา่ นีย้ งั เป็นท่ีกังขาจากชุมชน
และสังคม สอดคลอ้ งกับการนาเสนอข้อมูลจากเวทีต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเขา้ รว่ มซึ่งยังคงนาเสนอประเด็นเดิม
อยู่เช่นนั้นในหลาย ๆ เวที ในหลายคร้ัง โครงการแล้วโครงการเล่า คาถามคือ “ข้อเสนอเหล่านั้นทุกฝ่าย
เห็นด้วยหรือไม่ หรือไม่ได้ยิน หรือหากได้ยินแล้วไม่เห็นด้วย เหตุผลท่ีควรอธิบายและสร้างความเข้าใจ
สร้างการเรียนรับรู้ใหม่ที่เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างชาวบา้ นและชุดความรู้จากภายนอก ได้มีการ
อธิบายกนั ชัดเจนแล้วหรือยัง” เหน็ ไดว้ ่า กลไกการมสี ว่ นรว่ มท่ีผ่านการวิเคราะหแ์ ละคดั เลือกผู้มสี ่วนร่วม
ที่ควรร่วมในกระบวนการจัดการพื้นที่พรุควนเคร็ง การยอมรับในสิทธิชุมชนและการให้ความสาคัญ
บทบาทและความคิดเห็นของผู้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงมีความสาคัญอย่างมากต่อความสาเร็จของการ
ดาเนินโครงการในการจัดการพื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ โกมล แพรก
ทอง และทวี หนูทอง (2562) ท่ีมีการวิเคราะห์กลไกท่ีเหมาะสมในการจัดการพ้ืนที่พรุควนเคร็งไว้เช่นกนั
โดยได้เสนอไว้ในหลายกลไกท่ีระบุถึงประเด็นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยท่ีทุกฝ่ายต้องทางาน
ร่วมกันโดยร่วมมือกันอย่างจริงจังเพ่ือขับเคล่ือนการทางานได้อย่างมีประสิทธิผล ทานองเดียวกับผล
การศกึ ษาของ เชิดศกั ด์ิ เก้อื รกั ษ์ (2562) ท่ไี ด้สะทอ้ นผลการสารวจความต้องการของผู้มสี ่วนได้ส่วนเสียที่
เสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็งซึ่งมีหลายแนวทางที่ใช้เป็นกลไกแก้ปัญหาได้ โดย
หนึ่งในกลไกเหล่านั้นคือการจัดการพืน้ ทพี่ รุควนเครง็ ภายใต้กระบวนการมสี ่วนรว่ มจากทุกภาคสว่ น
ใครคือผู้ (ควร) มสี ว่ นร่วม กบั การจดั การพ้ืนทพ่ี รุควนเคร็ง
การมีส่วนร่วมเป็นกลไกการจัดการพรุควนเคร็งท่ีเอื้อต่อความสาเร็จของการดาเนินโครงการ ถึง
กระนั้นก็ตาม คาถามสาคัญคือ ใครคือผู้ (ควร) มีส่วนร่วม ดังท่ี ฝอยฝา ชุติดารง (2554) ได้อธิบายไว้
การเพิ่มศกั ยภาพการค้มุ ครองระบบนเิ วศและการจดั การป่าพรุท่มี คี ุณค่า | 49
ต่อการอนุรกั ษส์ ูงแบบบูรณาการอย่างยั่งยนื
อย่างนา่ สนใจในประเด็นการมสี ่วนร่วมและผู้มสี ่วนได้สว่ นเสยี วา่ “เมอ่ื มากคน กม็ ากความ ถา้ อยากให้ได้
ความ ต้องจากัดคน” น่ันคือการให้ความสาคัญกับการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การแก้ไขปัญหา
ส่ิงแวดล้อมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน กลไกหน่ึงท่ีสาคัญคือการส่งเสริมการมี
สว่ นรว่ มของประชาชนในระดับทอ้ งถิ่นในกระบวนการตดั สินใจ แต่ “ใครคือผู้ (ควร) มีส่วนร่วม”
เชน่ น้ี ผมู้ สี ว่ นได้สว่ นเสียที่ควรเข้าร่วมจึงเป็นประเดน็ ท่ีโครงการน้ีให้ความสาคญั กับการคดั เลือก
ผ้มู สี ่วนไดส้ ว่ นเสียท่ีเป็นผู้ (ควร) มสี ่วนรว่ มอย่างแท้จรงิ โดยได้มกี ารมีการวเิ คราะห์ผู้มสี ่วนได้สว่ นเสียกับ
การจัดการร่วมกันในพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งโดย โกมล แพรกทอง และทวี หนูทอง (2562) ทั้งนี้ ผล
การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ควรมีส่วนร่วมกับการจัดการพื้นที่พรุควนเคร็งเพื่อทางาน
รว่ มกนั ประกอบดว้ ยกลุ่มคนหลายกลมุ่ หลายระดบั ทั้งหนว่ ยงานภาครฐั และภาคประชาชน โดยมกี ลไก
การทางาน รูปแบบการจัดการ และแต่ละหน่วยงานจะมีจุดแข็งของการทางานและข้อควรได้รับการ
พัฒนาปรับปรุง กล่าวคือ การจัดการทรัพยากรในพ้ืนที่พรุควนเคร็งมีลักษณะการจัดการในลักษณะพหุ
นั่นคือมีความหลากหลายท้ังในด้านกลไกการทางาน และผู้มีส่วนร่วมท่ีมีความหลากหลายกลุ่มและหลาย
ระดับ โดยพบว่ายังขาดการบูรณาการการทางานร่วมกัน กลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการจัดการต่างฝ่ายต่าง
ทางานไปตามบทบาทและหนา้ ท่ขี องหนว่ ยงานหรือโครงการ
ลักษณะการจัดการในพ้นื ท่ีพรุควนเคร็งเกี่ยวข้องกับมิตทิ างเศรษฐกจิ สงั คม และสงิ่ แวดล้อม โดย
ที่ ด้านเศรษฐกจิ มีรูปแบบการทางานในลักษณะกลุ่มอาชีพตา่ ง ๆ ท่ีมีความเชอื่ มโยงกับพ้ืนที่พรุควนเคร็ง
ท้ังโดยทางตรงและทางอ้อม เช่น กลุ่มอาชีพเก่ียวกับกระจูด กลุ่มอาชีพเลี้ยงสัตว์ (วัว ควาย) กลุ่มอาชีพ
การล่าสัตว์ (ตีผึ้ง) กลุ่มอาชีพประมงในเขตป่า (หาปลา) กลุ่มอาชีพเก่ียวกับการท่องเที่ยว (เรือนาเที่ยว
การทารีสอร์ทหรือท่ีพักสาหรับนักท่องเท่ียว) ส่วนด้านสังคม มีการจัดการในลักษณะการส่งเสริมความรู้
เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่า การใช้ประโยชน์ท่ีดิน และการทาเกษตร ตลอดจนการดูแลด้านสุขภาวะของ
ชุมชน ด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การทางานในลักษณะการอนุรักษ์ป่าไม้ การจัดการป่าในรูปแบบป่าชุมชน
การบริการจัดการน้าและทด่ี นิ
ลกั ษณะการมีส่วนรว่ มในการจัดการ โดยวิเคราะห์ตามการจดั ลาดับการมีสว่ นรว่ มของ Sen and
Nielsen (1996, อ้างถึงใน โกมล แพรกทอง และทวี หนูทอง (2562) พบว่า การมีส่วนร่วมในการจดั การ
ทผี่ า่ นมามที ง้ั การมีสว่ นร่วมในระดบั การปรึกษาหารือ (Consultation) เปน็ การร่วมจัดการท่ีมีกลไกให้รัฐ
ปรึกษากับชุมชน แต่การตัดสินใจอยู่ท่ีภาครัฐ เช่น การดาเนินงานในพ้ืนท่ีอนุรักษ์ท่ีไม่มีผลกระทบต่อ
ชุมชน โดยลักษณะโครงการในพ้ืนที่พรุควนเคร็งท่ีมีลักษณะการมีส่วนร่วมของชุมชนในระดับการ
ปรึกษาหารือ ได้แก่ การระวังแนวเขต การขุดคูคลอง ส่วนการมีส่วนร่วมของชุมชนในระดับการร่วมงาน
หรือร่วมมือ (Collaboration) คือ การร่วมจัดการท่ีรัฐกับชุมชนตัดสินใจด้วยกันแบบเพื่อนร่วมงาน ตาม
ผลการตกลงร่วมกัน ถึงขอบเขตการร่วมมือระหว่างกัน เช่น การทางานในลักษณะการควบคุมการ
ดาเนินงานที่มีผลกระทบต่อชุมชน ทั้งน้ี ลักษณะการมีส่วนร่วมในระดับการร่วมมือในพื้นที่พรุควนเคร็ง
ได้แก่ การทางานด้านการจัดการไปป่า การจัดการน้าในพื้นท่ีพรุ ขณะท่ีการมีส่วนร่วมในระดับการให้
คาแนะนา (Suggestion) คือ การร่วมจัดการที่ชุมชนได้ให้คาแนะนาแก่รัฐในกระบวนการตัดสินใจ และ
รัฐให้ความเห็นชอบการตัดสินใจนั้น เช่น การดาเนินงานเพื่อประโยชน์ของชุมชนเอง ซ่ึงการมีส่วนร่วมใน
ระดับการให้คาแนะนาที่เกิดขึ้นในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งน้ันมักเป็นประเด็นการจัดการป่าชุมชนและการใช้
ประโยชน์ในพ้ืนที่ตามวิถีชีวิตของคนในชุมชน การจัดการฤดูการจับปลา การเล้ียงสัตว์ (วัว ควาย) การ
50 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพ่อื เพ่ิมความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่ังยืน
ท่องเท่ียวเชิงนิเวศบนฐานชุมชน ส่วนการมีส่วนร่วมในระดับการให้ข่าวสาร (Information) คือการท่ีรัฐ
มอบกระบวนการตัดสินใจให้ขึ้นอยู่กับชุมชน แล้วชุมชนรายงานผลการดาเนินงานให้รัฐทราบ เช่น การ
ดาเนินงานตามวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของท้องถ่ิน ดังกรณีพ้ืนที่พรุควนเคร็ง ลักษณะงานที่เข้า
ข่ายการมีส่วนร่วมของชุมชนในระดับการให้ข่าวสาร ได้แก่ การทางานเก่ียวกับการใช้ประโยชน์ในพื้นท่ี
เช่น การเก็บหากระจูด การเล้ียงวัว ควายในพ้ืนท่ีผ่อนปรน งานที่เกี่ยวกับประเพณีท้องถ่ินหรืองาน
ประจาปี เช่น งานเทศกาลบุญเดือนสิบ เทศกาลดอกจูดบาน หรืองานด้านส่ิงแวดล้อมศึกษา เช่น การ
สร้างจิตสานึก เห็นได้ว่า ลักษณะการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการพื้นท่ีพรุควนเคร็งข้ึนอยู่กับ
ลักษณะกิจกรรมหรอื ลักษณะงานของโครงการ ทง้ั ยังชี้ใหเ้ ห็นได้ว่า ลักษณะการทางานของแตล่ ะโครงการ
มีลักษณะแยกส่วน ขาดการบูรณาการ และการสื่อสารระหว่างกันของแต่ละโครงการ สะท้อนได้จากผล
การวิเคราะห์ข้อมูลจุดอ่อนและจุดแข็งของผมู้ ีสว่ นร่วมในกลไกการจัดการพ้ืนที่พรุควนเคร็ง ซ่ึงผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียทั้งท่ีเป็นหน่วยงานจากภาครัฐ ชุมชนและองค์กรชุมชน เช่น คณะกรรมการป่าชุมชน กลุ่มอาชีพ
ต่าง ๆ ทั้งประมง ล่าสัตว์ เลี้ยงสัตว์ รวมถึงกลุ่มอาชีพเก่ียวกับการท่องเท่ียว ซ่ึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหลา่ น้ี
ล้วนมีข้อเด่นและข้อที่ควรปรับปรุง โดยพบว่าข้อเด่นมีความสอดคล้องกับบทบาทหน้าท่ีที่เกี่ยวข้องกับ
การจัดการพน้ื ท่พี รคุ วนเคร็ง ส่วนขอ้ ควรปรบั ปรงุ พบประเด็นสาคญั ไดแ้ ก่ การขาดการประสานงานหรือ
ความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ท่ีครอบคลุมทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การขาดการประสานงานหรือร่วมมือกันระหว่างของหน่วยงานรัฐ นั่นคือ การทางานแบบแยกส่วน ต่าง
ฝ่ายต่างทาตามบทบาทและหน้าที่ของตน (ขาดการบูรณาการด้านผู้กระทาการหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย)
การขาดสื่อสารท่ีชัดเจนและทั่วถึงทุกฝ่าย การขาดการสนับสนุนทั้งด้านกาลังคน งบประมาณ และวัสดุ
อุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานอย่างเพียงพอ การขาดกลไกเชิงสถาบันหรือความเข้มแข็งของสถาบัน เช่น การ
ขาดการรวมกลุ่ม ความไมเ่ ข้มแข็งขององค์กรชมุ ชน การไม่มกี ฎ กตกิ า ขอบเขตหน้าทีท่ ี่ชดั เจนขององค์กร
ชุมชนหรือการจัดการในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรร่วมกันอย่างชัดเจน ความขัดแย้งหรือไม่ลงรอย
ระหว่างกลุ่มผมู้ สี ว่ นได้สว่ นเสยี บางกลุ่ม
อย่างไรกต็ าม ผู้ (ควร) มสี ว่ นร่วมกบั การจัดการพื้นที่พรคุ วนเครง็ ซง่ึ ไดข้ ้อมลู จากการวิเคราะห์ผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียในแง่มุมต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น และงานวิจัยต่าง ๆ ในโครงการน้ี ทาให้สามารถระบุไดว้ า่
ผู้มสี ว่ นไดส้ ่วนเสียท่ีควรเปน็ ผู้มีสว่ นรว่ มในการจดั การพรุควนเครง็ ในโครงการนี้ ประกอบด้วย 1) ตวั แทน
จากพื้นท่ีท่ีครอบคลุมท้ัง 3 จังหวัด คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง โดย
จังหวัดนครศรีธรรมราช ไดแ้ ก่ตัวแทนจากพื้นที่ตาบลเคร็ง ตาบลขอนหาด ตาบลนางหลง อาเภอชะอวด
ตาบลแหลมและตาบลควนชะลิก อาเภอหัวไทร ตาบลแม่เจ้าอยู่หัว ตาบลการะเกด อาเภอเชียรใหญ่
ตาบลบ้านตูล ตาบลชะอวด ตาบลสวนหลวง ตาบลทางพูน อาเภอเฉลิมพระเกียรติ และตาบลควนพัง
อาเภอร่อนพิบูลย์ ส่วนจังหวัดพัทลุง ได้แก่ ตาบลควนขนุน ตาบลทะเลน้อย และจังหวัดสงขลา ได้แก่
ตาบลบ้านขาว อาเภอระโนด 2) ตัวแทนท่ีครอบคลุมทุกระดับ ทุกฝ่าย ทุกกลุ่มหรือองค์กร ที่เก่ียวข้อง
ทัง้ จากภาครฐั ชุมชน และเอกชน
อน่ึง หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ
หน่วยงานการบริหารงานตามอนุสัญญาวา่ ด้วยพ้ืนทชี่ ุ่มน้า หนว่ ยป้องกันและพฒั นาป่าไม้ เครอื ขา่ ยไปป่า
ครูป่าไม้จากเขตรกั ษาพนั ธส์ุ ัตว์ป่าบ่อลอ้ องค์การบรหิ ารสว่ นตาบล หน่วยงานบริหารจดั การน้าในพ้ืนทีป่ ่า
พรุ คณะกรรมการป่าชุมชนท้ัง 3 ชุมชน คือ บ้านควนเงิน บ้านสวนสมเด็จเจ้าป้าจุฬาภรณ์ และบ้านไส