การเพิ่มศกั ยภาพการคุม้ ครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุท่ีมีคณุ ค่า | 101
ต่อการอนรุ ักษ์สงู แบบบูรณาการอย่างย่ังยืน
เห็นได้ว่า ตาบลเคร็งซ่ึงต้ังอยู่ในพื้นท่ีใจกลางของพรุควนเคร็งซ่ึงลักษณะพื้นท่ีส่วนใหญ่เป็นพรุ
และจัดเป็นป่าพรุเสื่อมโทรม จึงสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์สภาพพ้ืนที่ที่พบกว่าพ้ืนที่ส่วนใหญ่ของ
ตาบลเคร็งไม่เอ้ือต่อการพัฒนาเพื่อการใช้ประโยชน์ เช่นเดียวกับข้อมูลการวิเคราะห์สภาพดินที่ช้ีให้เห็น
ว่าลักษณะดินไม่เอื้อต่อการทาเกษตรกรรม ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยอ่ืน ๆ ที่ศึกษาพื้นท่ีรายรอบลุ่มน้า
ทะเลสาบสงขลาท่ีระบุว่าพ้ืนที่ส่วนใหญ่ไม่เหมาะสมกับการปลูกปาล์มน้ามันหรือยางพารา มีเพียงบาง
พ้ืนท่ีที่เหมาะสมในการปลูกปาล์มและยางพารา โดยระบุว่าพ้ืนท่ีที่ไม่เหมาะสมเหล่าน้ีคือสภาพดินที่เป็น
ก ร ด จั ด ห รื อ ร ะ บ า ย น้ า เ ล ว ถึ ง เ ล ว ม า ก ( ศู น ย์ ส า ร ส น เ ท ศ แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี อ ว ก า ศ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2552) ทานองเดียวกันการท่ีพื้นที่ส่วนใหญ่ของตาบลเคร็งมีสภาพเป็นพรุ
เส่ือมโทรม จึงถือว่าไม่เหมาะแก่การปลูกปาล์ม น่ันเพราะว่าดินในพ้ืนท่ีป่าพรุเสื่อมโทรมมีสารไพไรท์ใน
ดินท่ีทาให้เกิดกรดกามะถันหรือซัลเปตข้ึน (ไชยรตั น์ ส้มฉนุ 2549, 7) และเมือ่ ดินบริเวณน้ีแห้งจะเปล่ียน
สภาพเป็นดินเปร้ียวท่ีมีสภาพความเป็นกรด โดยมีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ในช่วง 4.5-6 ซ่ึงไม่เหมาะแก่
การเพาะปลูก (ปิยวัฒน์ พรหมรกั ษา และโกสนิ ทร์ พฒั นมณี 2552, 34) ถงึ กระน้ันก็ตาม ขอ้ มลู เหล่าน้ีไม่
อาจหยุดย้ังความเช่ือท่ที ่ีบ่มเพาะจากนโยบายรัฐผ่านโครงการส่งเสริมการปลูกปาล์มนา้ มนั จงึ ทาใหห้ ลาย
พ้ืนที่รายรอบลุ่มน้าทะเลสาบสงขลาท่ีครอบคลุมพื้นท่ี 3 จังหวัด คือ นครศรีธรรมราช พัทลุงและสงขลา
เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากการทาเกษตรกรรมนาข้าวเป็นยางพาราหรือปาล์มน้ามัน
และขยายอาณาเขตพ้ืนท่ีการทาเกษตรกรรมไปสู่พื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยเฉพาะป่าพรุเส่ือมโทรม ทานอง
เดียวกับพื้นที่ตาบลเคร็งท่ีมักพบเห็นแปลงสวนปาล์มจานวนมากไม่ต่างจากพ้ืนที่อ่ืน ๆ แม้ว่าสภาพพื้นที่
ในตาบลเคร็งส่วนใหญ่จะไม่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์ก็ตาม โดยจากตัวเลขรวมของสภาพพ้ืนท่ีที่ไม่เอื้อต่อ
การใช้ประโยชน์และสภาพพื้นที่ที่ไม่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์อย่างมากท่ีมากกว่าครึ่งหน่ึงของพื้นที่ตาบล
เคร็ง โดยคดิ เปน็ รอ้ ยละ 51.88 ซึ่งหากรวมพนื้ ท่ีทีม่ ีสภาพเอ้ือต่อการใชป้ ระโยชน์ปานกลางด้วย ซ่งึ มีพ้นื ที่
รวมร้อยละ 59.78 ของพ้ืนท่ีตาบลเคร็ง ย่ิงเป็นการย้าชัดว่า พื้นท่ีไม่เหมาะกับการทาเกษตรกรรมเพื่อ
ขยายสู่พื้นท่ีการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดียว ทว่า พ้ืนท่ีเหมาะแก่การปลูกพืชเกษตรกรรมแบบผสมผสาน
ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการใช้ประโยชน์จากพ้ืนท่ีป่าพรุ เช่นน้ีจึงน่าคิดสาหรับผู้มีส่วนเก่ียวข้อง
ในการพฒั นาชมุ ชนในระดบั ต่าง ๆ และรวมถงึ ชมุ ชนเองกต็ าม ทตี่ อ้ งหันมาฉุกคดิ และตระหนกั ถึงการดูแล
รักษาพื้นที่ป่าพรุและการใช้ประโยชน์จากผืนป่าพรุอย่างไรให้ย่ังยืน รวมถึงการส่ง เสริมการทา
เกษตรกรรมที่สอดคล้องกับสภาพพ้ืนท่ีทั้งในประเด็นสภาพดินและแหล่งน้า โดยให้ความสาคัญกับการ
พัฒนาเกษตรกรรมในพื้นท่ีตาบลเคร็งเกิดประโยชน์สูงสุด ยิ่งกว่านั้นคือ การพัฒนาส่งเสริมอาชีพท่ี
เช่อื มโยงกับป่าพรุทีส่ ร้างมูลคา่ และคุณค่าใหก้ ่อเกดิ รายได้แก่คนในชมุ ชน
102 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพื่อเพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยง่ั ยนื
ภาพท่ี 4.8 การจาแนกพื้นที่ท่ีมีสภาพเอ้ือหรือไม่เอื้อต่การใช้ประโยชน์ของตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัด
นครศรีธรรมราช
ท่ีมา: ประสงค์ สงวนธรรม (2562)
ภาพท่ี 4.9 แผนท่ีการจัดพื้นที่สภาพท่ีเอื้อต่อการนามาใช้ประโยชน์ของตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัด
นครศรีธรรมราช
ทม่ี า: ประสงค์ สงวนธรรม (2562)
การเพ่มิ ศักยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศและการจัดการป่าพรุท่ีมีคุณคา่ | 103
ต่อการอนุรกั ษส์ ูงแบบบูรณาการอย่างย่งั ยนื
หลักเกณฑ์พิจารณาการวางแผนการใช้ประโยชน์ท่ีดินตาบลเคร็ง สาคัญที่สุด คือ “จานวนครัวเรือน
และประชากร”
การวางแผนการใช้ประโยชน์ท่ดี ินตาบลเคร็งนนั้ จาเปน็ ต้องมกี ารกาหนดหลักเกณฑ์ในดา้ นต่าง ๆ
ร่วมด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับชุมชน ซึ่งผลการศึกษาของ ประสงค์ สงวนธรรม (2562) ได้จัดลาดับ
ความสาคัญของเกณฑ์หลัก 6 เกณฑ์ โดยเรียงตามค่าน้าหนักเฉลี่ย (ตารางท่ี 4.4) และข้อสรุปของ
คณะกรรมการกาหนดการวางแผนการใช้ท่ีดินตาบลเคร็งมีความเห็นตรงกันว่า เกณฑ์หลักด้านจานวน
ครัวเรือน (ความหนาแน่นมาก ปานกลาง และน้อย) เป็นส่ิงที่ต้องนามาพิจารณาเป็นลาดับต้น ๆ และถือ
ว่ามีความสาคัญกว่าเกณฑ์อื่น ๆ เนื่องจากมีค่าน้าหนักเฉล่ียสูงที่สุด คือ ร้อยละ 27.436 เกณฑ์ที่สาคัญ
รองลงมาซึ่งมคี า่ น้าหนกั เฉลย่ี ร้อยละ 22.852 น่ันคือ การใชท้ ี่ดนิ ปจั จบุ นั ซง่ึ ไดม้ ีการแบ่งเป็นประเภทการ
ใช้ท่ีดิน 5 ประเภทหลัก คือ พื้นท่ีเกษตรกรรม พ้ืนท่ีป่าไม้ พ้ืนที่อ่ืน ๆ พื้นท่ีอยู่อาศัย และแหล่งน้า ส่วน
เกณฑ์หลักด้านกฎหมายควบคุมหรือการที่พื้นที่มีการคุ้มครองด้วยข้อกฎหมายกาหนด ซึ่งหมายถึงพ้ืนท่ี
อนุรักษ์ พ้ืนท่ีป่าสงวนแห่งชาติ พ้ืนที่ที่ไม่มีกฎหมายควบคุม เกณฑ์หลักข้อน้ีมีน้าหนักเฉล่ียร้อยละ
14.118 ส่วนเกณฑ์หลักด้านปริมาณน้าใต้ดิน ความตื้น-ลึกของน้าใต้ดิน (ระดับน้าใต้ดิน 2-4 เมตร 4-6
เมตร และ 6-8 เมตร) เป็นเกณฑ์หลักที่มีค่าน้าหนักเฉลี่ยร้อยละ 12.764 และเกณฑ์หลักด้านสภาพ
อากาศซึง่ ใช้อุณหภมู ิพ้ืนผิวดิน (องศาเซลเซยี ส 0) มนี า้ หนกั เฉลี่ยร้อยละ 12.613 ในขณะทป่ี ัญหาด้านดิน
คณะกรรมการส่วนใหญ่ให้ความสาคัญกับเกณฑ์น้นี ้อยที่สุด นั่นคือ จัดอยู่ในอันดับสุดท้ายของเกณฑ์หลัก
ท้ังหมด แม้ว่าผลการจาแนกดินชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ดินในพ้ืนที่ส่วนใหญ่ของตาบลเคร็งเป็นดินที่มีปัญหา
สาหรับการทาเกษตรกรรม โดยเกณฑป์ ญั หาดนิ มีน้าหนกั เฉลี่ยรอ้ ยละ 10.216
ตารางที่ 4.4 เกณฑ์หลักจัดเรียงตามค่าน้าหนักเฉลี่ยในการพิจารณาการวางแผนการใช้ท่ีดิน ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด
จงั หวดั นครศรีธรรมราช
ทีม่ า: ประสงค์ สงวนธรรม (2562)
104 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยง่ั ยืน
นอกจากนี้ ประสงค์ สงวนธรรม (2562) ยงั ได้เสนอแนะประเด็นสาคญั ท่จี ะทาให้การวางแผนการ
ใช้ประโยชนท์ ดี่ ินเกิดความยงั่ ยนื กลา่ วคือ การวางแผนการใชท้ ่ีดินในพนื้ ที่ตาบลเครง็ ท่ีเหมาะสมนอกจาก
พิจารณาเกณฑ์ต่าง ๆ 6 เกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ยังต้องมีการกาหนดมาตรการการใชท้ ี่ดินอย่างยั่งยืนในท่ดี ิน
แต่ละสภาพให้มีความสอดคล้องกับแนวโน้มทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล โดยอาจพิจารณา
ร่วมกับข้อมูลประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน ขนาดประเภทท่ีดินท่ีมีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงข้อมูลแนวโน้ม
การใช้ประโยชน์ที่ดินในแต่ละประเภทพื้นที่ให้สอดคล้องกับเกณฑ์และข้อจากัดต่าง ๆ โดยมีขอ้ เสนอแนะ
มาตรการการใช้ที่ดนิ อยา่ งยั่งยืนในภาพรวม และขอ้ เสนอแนะมาตรการการใช้ท่ดี ินแยกตามประเภทพ้ืนที่
การใช้ประโยชน์ที่ดินที่ได้จาแนกไว้ อกี ทัง้ จาเป็นต้องมีการติดตามและประเมินแนวทางการดาเนินงานใน
แต่ละประเภทพ้นื ท่ี และควรมกี ารนาเสนอตอ่ ภาคประชาชนเพือ่ สร้างการรับรู้และแสดงความคดิ เหน็
บทสรปุ
การเสริมศักยภาพในการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพ่ือเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนในพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งในอีกแนวทางหนึ่ง คือ
การวางแผนการใช้ท่ีดินให้เหมาะสม และสอดคล้องกับการแบ่งโซนใหม่ในการใช้ประโยชน์จากท่ีดินใน
พ้ืนทีจ่ งั หวัดนครศรีธรรมราช ผลการศกึ ษาช้ีให้เห็นชัดเจนว่าพ้ืนที่ตาบลเคร็งเป็น “พน้ื ทท่ี มี่ ีศักยภาพมาก
พอต่อการพัฒนา” แมว้ า่ สภาพดินสว่ นใหญ่ไม่เอ้ือต่อการทาเกษตรกรรมก็ตาม และในการวางแผนการใช้
ที่ดินในพื้นที่ต้องให้ความสาคัญกับ “คนในชุมชน” และ “การทาเกษตรกรรม” ในพื้นท่ีชุมชน รวมถึง
หลักเกณฑ์พิจารณาการวางแผนการใชป้ ระโยชน์ท่ีดินตาบลเคร็งที่สาคัญที่สุด คือ “จานวนครัวเรือนและ
ประชากร”
อย่างไรก็ตาม การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินตาบลเคร็งนับเป็นอีกตัวแบบหน่ึงท่ีเป็นผลผลิต
จากการดาเนนิ โครงการเพื่อใช้เป็นตน้ แบบหรอื แนวทางในการนาไปสกู่ ารปฏบิ ัติอย่างต่อเนื่องของทุกฝ่าย
ที่เก่ยี วขอ้ ง ไมว่ ่าจะเป็นแผนการใชป้ ระโยชน์ทดี่ ิน ซงึ่ ผลการวเิ คราะหต์ า่ ง ๆ ที่ปรากฏนี้เป็นขอ้ มลู ต้นแบบ
การศึกษาในพื้นท่ีตาบลเคร็ง ซึ่งจะเป็นแนวทางในการจัดการท่ีดินในตาบลเคร็งให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และสอดคล้องตามสภาพของพ้ืนที่ ท้ังยังเป็นต้นแบบในการขยายผลการศึกษาไปยังพื้นที่อ่ืน ๆ ซ่ึงแต่ละ
พื้นที่ย่อมมีสภาพพ้ืนที่ท่ีแตกต่างกันไป นอกจากน้ีผลจากการศึกษาและจัดทาแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน
ในตาบลเคร็งเปรียบเสมือนกระจกส่องทางและสะท้อนภาพผืนดินในพื้นที่ ท้ังยังชี้ให้เห็นถึงความสาคัญ
ของการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทฺธิภาพ รวมถึงการมีแผนการจัดการพรุ
เหลา่ นื้คอื “ตัวแบบ” ทนี่ ับเปน็ ขอ้ มลู สาคญั ท่ีรอนาไปสกู่ ารปฏิบตั ิอยา่ งจริงจัง
การเพิ่มศักยภาพการคุ้มครองระบบนเิ วศและการจดั การป่าพรุทม่ี คี ุณคา่ | 105
ต่อการอนรุ ักษส์ งู แบบบรู ณาการอย่างยง่ั ยืน
5
การเพม่ิ ศกั ยภาพของผบู้ รหิ ารเจา้ หน้าท่อี งคก์ ารบริหารสว่ นตาบลต่าง ๆ และผนู้ าท้องถิน่
ในการลาดตระเวน การตดิ ตามระดับนา้ การป้องกนั และการบังคบั ใชก้ ฎหมาย
106 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่ือเพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
ตวั ช้ีวดั
ผลผลิตที่ 1.4
การเพิ่มศักยภาพของผ้บู รหิ าร เจ้าหนา้ ท่อี งค์การบริหารสว่ นตาบลตา่ ง ๆ
และผนู้ าท้องถิ่นในการลาดตระเวน การติดตามระดับน้า การปอ้ งกนั ไป
และการบังคับใช้กฎหมายในพ้ืนทีพรุควนเคร็งและเขตหา้ มล่าสัตว์ปา่ ทะเล
นอ้ ย
ตัวชี้วัดที่ 4
อัตราการบุกรุกในเขตห้ามล่าสัตว์ปา่ บอ่ ลอ้ เทา่ กบั 0 และอัตรา
การบุกรุกในเขตห้ามลา่ สตั วป์ า่ ทะเลน้อย น้อยกวา่ 6
ตัวชีว้ ดั ท่ี 5
พืน้ ที่เสยี หายจากการเกิดไปป่าในพรคุ วนเคร็ง
ไมเ่ กนิ 408 เฮกตารต์ ่อปี (2,550 ไร่)
ตัวช้วี ดั ท่ี 6
หน่วยปฏบิ ตั ิการ 11 หนอ่ ย ได้รบั การฝึกอบรมในการลาดตระเวน
การจดั การระดบั น้า การป้องกนั ไปปา่ และการบงั คับใชก้ ฎหมาย
ได้แก่ หนว่ ยพิทักป่าในเขตหา้ มล่าสตั วป์ ่าทะเลน้อย (6 หนว่ ย)
หน่วยพิทกั ปา่ ในเขตหา้ มลา่ สัตวป์ า่ บ่อลอ้ (2 หน่วย)
องค์การบริหารส่วนตาบลเคร็ง ตาบลชะอวด และตาบลบ้านตลู
การเพม่ิ ศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศและการจดั การปา่ พรุทมี่ คี ณุ ค่าต่อการอนรุ ักษส์ งู | 107
แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน
บทนา
การเพ่ิมศักยภาพของผู้บริหาร เจ้าหน้าท่ีองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน รวมถึงผู้นาชุมชนในการ
ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องทั้งในการลาดตระเวน การติดตามระดับน้า การป้องกันไป และการบังคับใช้
กฎหมายในพนื้ ที่พรคุ วนเคร็งและเขตห้ามล่าสัตวป์ ่าทะเลน้อย เปน็ อกี แนวทางสาคัญที่จะทาให้การดาเนินงาน
ภายใต้โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพ่ือเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยง่ั ยนื ก้าวสู่เป้าหมายตามตวั ช้ีวัดที่กาหนดไว้ทั้งในด้านการ
เพ่ิมพูนความรู้และศักยภาพให้แก่ผู้ท่ีเก่ียวข้องเพื่อให้สามารถจัดการพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ซึ่งผลการปฏิบัติงานจะนาไปสู่อีกเป้าหมายตัวชี้วัดท่ีกาหนดไว้ คือ การลดอัตราการบุกรุก
และพื้นท่ีป่าเสียหายลดลงจากการเกิดไปป่าในพื้นท่ีพรุควนเคร็ง เห็นได้ว่า เป้าหมายของการดาเนิน
โครงการในการเพมิ่ ศกั ยภาพบุคคลท่ีกลา่ วมานัน้ ให้ความสาคัญกับการปฏบิ ตั งิ านอยา่ งต่อเน่ือง น่ันจึงเป็น
เหตุผลท่ีว่า การส่งเสริมความรู้หรือการจัดการความรู้เพื่อนาไปสู่การปฏิบัติงานได้อย่างจริงจังและเป็น
รูปธรรมน้ันเป็นประเด็นสาคัญยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของโลกท้ังด้าน
เศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม โดยมีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการพัฒนาและ
สร้างการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จาเป็นท่ีต้องมีการส่งเสริมความรู้หรือการจัดการการเรียนรู้อย่าง
ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการความรู้ในชุมชน ดังท่ีอุทัย ปริญญาสุทธินันท์ (2559, 2) ย้าชัดว่า
ชุมชนยังต้องจัดการความรู้อย่างต่อเน่ืองเพ่ือที่เตรียมความพร้อมในการเผชิญกับสถานการณ์การ
เปล่ียนแปลง ดังน้ัน การดาเนินโครงการใด ๆ ก็ตามในชุมชน รวมถึงโครงการเพ่ิมศักยภาพของบุคคลใน
การปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องตามภารกิจท่ีรับผิดชอบหรือบทบาทของตนเองน้ัน ต้องให้ความสาคัญกับ
การพัฒนาคนให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และรู้เท่าทันสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง สามารถ
ประยุกตใ์ ช้ในการปฏบิ ตั งิ านไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ เกิดผลเปน็ รปู ธรรม
กอปรกบั การทรี่ ฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั ร
ไทย พ.ศ. 2550 ได้บญั ญตั ิเร่ืองอานาจหน้าที่ในการบรหิ ารจดั การทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ มของ
องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ินไวใ้ นมาตรา 290 องค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ ย่อมมีอานาจหน้าท่ีส่งเสริมและ
รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยกฎหมายตามวรรคหน่ึงอย่างน้อยต้องมีสาระสาคัญ
คือ 1) การจัดการ การบารุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมท่ีอยู่ใน
เขตพ้ืนท่ี 2) การเขา้ ไปมีส่วนร่วมในการบารงุ รักษาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมท่ีอยนู่ อกเขตพ้ืนท่ี
เฉพาะในกรณีท่ีอาจมีผลกระทบต่อการดารงชีวิตของประชาชนในพ้ืนท่ีของตน 3) การมีส่วนร่วมในการ
พิจารณาเพ่ือริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้นท่ีซ่ึงอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือ
สุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่ 4) การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น (สานักงานศาลรัฐธรรมนูญ,
2550, 116) ทั้งน้ี ในรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560 ได้ระบถุ งึ การมีส่วนรว่ มในลกั ษณะให้
ชุมชนมีบทบาทในการเข้ามีส่วนร่วมกับรัฐไว้ในมาตรา 57 รัฐต้อง (1) อนุรักษ์ ปื้นปู และส่งเสริมภูมิ
ปัญญาท้องถ่ิน ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถ่ินและของชาติ
และจัดให้มีพื้นท่ีสาธารณะสาหรับกิจกรรมท่ีเกี่ยวข้องรวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน
และองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ได้ใช้สิทธิและมีส่วนร่วมในการดาเนินการด้วย (สานักงานศาล
รัฐธรรมนูญ, 2550, 15) อย่างไรก็ตาม คาสาคัญ คือ การมีส่วนร่วม ถือว่ายังมีอยู่ในบทบัญญัติแห่งรัฐ
เช่นน้ี การดาเนินโครงการใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิง่ โครงการทเี่ ก่ยี วขอ้ งกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
108 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยงั่ ยืน
และส่ิงแวดล้อม ดังกรณีป่าพรุควนเคร็งนั้นจึงต้องใหค้ วามสาคัญกับการมีส่วนร่วมของชมุ ชนและผู้มสี ว่ น
ได้ส่วนเสียท่ีเก่ียวข้องซ่ึงต่างฝ่ายต่างก็มีบทบาทการทางานท่ีถือเป็นความรับผิดชอบอยู่แล้วโดยหน้าที่
หรือโดยการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้น การเพิ่มศักยภาพหรือความรู้ความสามารถให้แก่กลุ่มบุคคล
เหลา่ นคี้ ือแนวทางหน่ึงในการส่งเสรมิ การมีสว่ นรว่ มให้ทุกฝา่ ยสามารถปฏิบัติภารกจิ ได้อย่างประสิทธิภาพ
และเกดิ ประสิทธผิ ล โดยเกิดประโยชนส์ งู สุดท้งั ในแง่การปกป้องและปื้นปูพืน้ ท่ีป่าพรุให้ดารงอย่แู นบแน่น
กบั วิถีชวี ิตคนพรคุ วนเคร็งสบื ตอ่ ไป
ท้ังนี้ การเพิ่มศักยภาพของผู้บริหาร เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน รวมถึงผู้นาชุมชนใน
การปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องมีการส่งเสริมความรู้ที่ทันสมัยทั้งในการลาดตระเวน การติดตามระดับน้า
การป้องกันไป และการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่พรุควนเคร็งและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย โดยใช้
กระบวนการในรปู แบบการส่งเสริมความรู้ผ่านเวทีการเสวนา การฝกึ อบรม การประชุมเชิงปฏบิ ัติการ เพ่ือเปิด
พื้นที่การแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้อง เช่น การจัดเสวนาเครือข่ายไปป่าและหมอกควัน
พ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง การจัดฝีกอบรมทบทวนเจ้าหน้าที่ป้องกันและควบคุมไปป่า การประชุมเชิงปฎิบัติการใน
ประเด็นการบูรณาการการป้องกันและควบคุมไปป่าพรุควนเคร็ง การจัดโครงการวันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษ
จากไปป่า โดยการจัดกิจกรรมดังกล่าวน้ีประกอบด้วยกลุ่มเป้าหมายหลากหลายกลุ่ม ท้ังผู้บริหาร เจ้าหน้าที่
ผูน้ าชมุ ชน และเดก็ และเยาวชนในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง
การเพ่ิมศกั ยภาพของผู้บริหาร เจา้ หนา้ ทอี่ งคก์ ารบริหารส่วนตาบลตา่ ง ๆ และผู้นาทอ้ งถิน่
การเพ่ิมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพื่อเพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและ
อนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่ังยนื นน้ั จาเป็นทจี่ ะต้องมีการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพด้าน
บุคคลหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท่ีมีบทบาทเก่ียวช้องกับพื้นที่พรุควนเคร็งในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้บริหาร
เจ้าหน้าท่ีในหน่วยงานของรัฐ เช่น เจ้าหน้าที่ท่ีมีบทบาทการควบคุมไปป่าและเครือข่าย เจ้าหน้าท่ีจาก
หน่วยงานอนุรักษ์ ผู้นาท้องถ่ิน ชาวบ้านกลุ่มต่าง ๆ ทั้งเด็ก เยาวชน ครูและจิตอาสา รวมถึงเจ้าหน้าท่ีใน
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ซ่ึงถือเป็นองค์กรชุมชนท่ีมีบทบาทในหลายด้านในการขับเคลื่อนงานพัฒนา
ชุมชนทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม โดยรวมถึงการมีหน้าที่การดูแลรักษาและป้ืนปู
ทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ดงั น้ัน โครงการฯ
จึงได้จัดให้มีกิจกรรมท่ีเป็นการส่งเสริมความรู้เพ่ือสร้างความรู้ความเข้าใจที่ตรงกันของทุกฝ่ายในการ
ร่วมกันทางานในโครงการเพ่ือจัดการระบบนิเวศป่าพรุฯ และได้มีการพัฒนาทักษะความสามารถในการ
ปฏิบัติงานในแก่ผู้ท่ีเก่ียวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการแก้ปัญหาไปป่าและหมอกควันในพ้ืนที่ป่าพรุ
ควนเคร็ง ท้ังยังมีการจัดกิจกรรมรณรงค์งดการจุดไปเผาป่าเพ่ือลดหมอกควัน โดยมุ่งสร้างความรู้ ความ
เขา้ ใจ และความตระหนกั ให้แก่ประชาชน นักเรยี น นกั ศึกษา หนว่ ยงานราชการ และองค์กรเอกชน
“ไฟป่าและหมอกควัน ปัญหาซ้าซาก” ที่ต้องทบทวนและเรียนรู้เพอ่ื สร้างความเปล่ียนแปลง
ไปป่าและหมอกควันเป็นปัญหาท่ีเกิดขึ้นบ่อยคร้ังและสร้างความเสียหายท้ังต่อระบบนิเวศป่าและส่งผล
กระทบต่อสุขภาพของคนในชุมชนและนอกชุมชนข้ึนอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์ไปป่าและสภาพ
ภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างย่ิงความรุนแรงของลมพายุ ดังน้ัน การเสริมศักยภาพของทุกฝ่าย โดยเฉพาะ
เจ้าหน้าที่ท่ีมีบทบาทในการควบคุมไปป่า การจัดการปัญหาไปป่าที่เก่ียวข้องจึงจาเป็นต้องได้รับการ
การเพิม่ ศกั ยภาพการคุม้ ครองระบบนิเวศและการจดั การปา่ พรุที่มีคุณคา่ ตอ่ การอนรุ กั ษส์ งู | 109
แบบบูรณาการอยา่ งยง่ั ยืน
สง่ เสริมความรูใ้ นด้านน้ีอยา่ งต่อเนื่อง โครงการได้จัดให้มีการส่อื สารชุดความรู้ดา้ นไปปา่ และหมอกควันใน
รูปแบบต่าง ๆ ทั้งการเสวนา การอบรม การประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยมุ่งเน้นสาระสาคัญ “เรียนรู้และ
เข้าใจไฟในพรุเคร็ง” และ“การจัดการไฟป่าพรุควนเคร็งแบบบูรณาการ” โดยเฉพาะอย่างย่ิงการ
อบรมใน หลกั สูตรการป้องกนั ไฟป่าโดยการมีสว่ นร่วมของชมุ ชน
“เฝ้าระวงั และมาตรการป้องกนั กบั หลกั สตู ร Smart Patrol” เปน็ การส่งเสริมความรู้ให้แก่ผู้ท่ี
เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาไปป่าหรือการบุกรุก
ทั้งน้ี โครงการจัดให้มีการฝึกอบรมโดยจัดทาหลักสูตร “การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (SMART Patrol)
ในป่าพรุควนเคร็ง” ซ่ึงประกอบด้วยเน้ือหาครอบคลุมท้ังข้อมูลเบ้ืองต้นของพื้นที่ สถานการณ์ปัญหา
ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบนิเวศปา่ พรุ เนื้อหาเกยี่ วกับแนวคิดและนโยบายของรัฐเกีย่ วกบั การอนุรักษ์และ
คุ้มครองพื้นท่ีป่าพรุ และการทาความเข้าใจกับระบบการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ ระบบฐานข้อมูลการ
ลาดตระเวน ฝึกปฏิบัติการเก็บบันทึกข้อมูล การใช้เคร่ืองมือต่างๆ ซ่ึงเป็นเทคโนโลยีที่เก่ียวข้องกับการ
บรหิ ารจดั การป่าและการลาดตระเวน เห็นได้ว่า การเสรมิ ศักยภาพของผู้ท่ีเกย่ี วข้องในหลักสูตรน้ีคือ การ
มุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติให้ผู้ท่ีเก่ียวข้องสามารถใช้เทคโนโลยีทั้งในรูปแบบอุปกรณ์ที่ เป็นเคร่ืองมืออานวย
ความสะดวกในการจัดการข้อมูลและการเข้าถึงพ้ืนที่ และการเข้าใจในระบบฐานข้อมูลเป็นการใช้
ฐานข้อมูลให้เกิดประโยชน์ในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ปัญหาในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพและเกดิ ประสิทธผิ ล ซง่ึ เปน็ แนวทางหนึง่ ทจ่ี ะเป็นการปกปอ้ งผนื ป่าพรุให้ดารงอยู่ต่อไป
“วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า ” กับกลยุทธ์การใช้วาทกรรมองค์การ
(Organizational Discourse) เพือ่ สร้างจติ สานึกและการมสี ว่ นรว่ มป้องกันและแก้ปัญหาไฟปา่ แนว
ทางการเสริมศักยภาพของชุมชนเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนงดการจุดไปเผาป่า เพื่อลดปัญหาหมอกควัน
เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนักให้แก่ประชาชน นักเรียน นักศึกษา หน่วยงานราชการ
องค์กรเอกชนได้รับรู้และเข้าใจถึงอันตรายและผลกระทบจากไปป่าและควันพิษจากไปป่าในมุม มองเชิง
ลึกท่ีนอกเหนือจากความเข้าใจข้ันพ้ืนฐานกันโดยท่ัวไป เพื่อให้ตระหนักถึงความสาคัญของปัญหาท่ีจะ
ส่งผลกระทบในวงกว้าง ดังวลีหน่ึงท่ีกล่าวถึงส่ิงแวดล้อมท่ีว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” และเพื่อ
เป็นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไปป่าเพ่ือลดผลกระทบ
จากไปป่าในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง ทั้งน้ี การใช้แนวทางการกาหนดวันสาคัญขึ้นมาหนึ่งวันในรอบหน่ึงปีเป็น
“วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไปป่า” หากวิเคราะห์ตามแนวคิดการพัฒนาองค์การ ซึ่งมองว่าชุมชน
หรือโครงการที่เป็นการรวมกันของกลุ่มคนหลากหลายกลุ่มเพื่อทางานร่วมกันที่มีเป้าหมายเดียวกันเพ่ือ
การจัดการพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งและหนึ่งในเป้าหมายสาคัญคือการแก้ปัญหาไปป่าและหมอกควันใน
พ้ืนที่พรุควนเคร็ง นั่นคือ โครงการก็คือชุมชนและเป็นองค์การหน่ึง ตามนิยามของคาว่าองค์การ ดังท่ี
Daft (2007, 10, อ้างถงึ ใน อุทัย ปรญิ ญาสทุ ธนิ นั ท์ (2561, 26) อธิบาย องค์การ คอื หน่วยทางสงั คมที่มี
เป้าหมายโดยตรงที่มีการออกแบบระบบโครงสร้างและการประสานงานกิจกรรมต่าง ๆ ที่เช่ือมโยงกับ
สภาพแวดล้อมภายนอก โดยองค์ประกอบสาคัญขององค์การคือคนและความสัมพันธ์ของคนเหลา่ น้ันกับ
ผู้อื่น เพ่ือทาหน้าท่ีสาคัญคือการบรรลุเป้าหมายขององค์การ เฉกเช่นเดียวกับโครงการเสริมศักยภาพการ
จัดการระบบนิเวศป่าพรุเพื่อเพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทาง
ชวี ภาพอย่างยง่ั ยนื นบั เป็นการรวมตัวกนั เป็นองค์การหนงึ่ ตามนยิ ามดังกล่าว
110 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยงั่ ยนื
อนึ่ง “วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า” “รางวัลเยาวชนนักอนุรักษ์” คือ การใช้วาท
กรรมองค์การ (Organizational Discourse) ในการจัดการดาเนินการสู่เป้าหมายของโครงการหรือใน
ท่ีน้ีคือองค์การหน่ึง คือ การลดปัญหาไปป่าและหมอกควันในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง โดยมุ่งสร้างความรู้ความ
เข้าใจและจิตสานึกที่ดีของคนในชุมชน ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะคนรุ่นต่อไปของชุมชนนั่นคือ เด็ก
และเยาวชน ดังที่ อุทัย ปริญญาสุทธินันท์ (2561, 35) ได้อธิบายว่า วาทกรรมองค์การ คือ เคร่ืองมือ
พฒั นาและจดั องค์การสู่เปา้ หมาย โดยไดอ้ ธบิ ายด้วยการยกตวั อยา่ งการประยกุ ตใ์ ชว้ าทกรรมองค์การของ
ชุมชนทุ่งตาเสา อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาในกรณีองค์การประเภทมัสยิดในชุมชนทุ่งตาเสาที่ได้รับ
รางวัลมัสยิดสีเขียว ซึ่งสะท้อนถึงการใช้วาทกรรมองค์การภายใต้ วลี “มัสยิดสีเขียว” ของภาครัฐ เพื่อ
ตอบสนองนโยบายการรักษาสิ่งแวดล้อม เชน่ เดยี วกันกับการทโี่ ครงการใช้กลไกการจัดการโดยกาหนดวัน
สาคัญข้ึนมาคือ “วนั รณรงคใ์ ห้ปลอดควันพิษจากไปปา่ ” ทีส่ ามารถอธิบายได้อย่างชดั เจนตามแนวคิดวาท
กรรมองค์การ ซึ่งถือเป็นการใช้วาทกรรมในเชิงบวกและสร้างสรรค์ที่เป็นการนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ในทางท่ีดีเพื่อแก้ปัญหาไปป่าและหมอกควนั โดยให้คนในชุมชนและทุกฝา่ ยที่เก่ียวข้องได้ตระหนักและให้
ความสาคัญกับปัญหาน้ี สอดคล้องตามแนวคิดเก่ียวกับวาทกรรมองค์การตามแนวคิดท่ี Marshak and
Grant (2008, S7-S11, อ้างถึงใน อุทัย ปริญญาสุทธินันท์, 2561, 35) อธิบายว่า วาทกรรมองค์การจะ
ช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงเพ่ือนาไปสู่การพัฒนาองค์การแนวใหม่ที่มีรูปแบบที่หลากหลายและมีคุณค่า
ต่อการปฏิบัติการ รวมทั้งช่วยทาให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาองค์การ เน่ืองจากวาทกรรม
องค์การจะเอ้ือให้เกิดการเจรจาต่อรองระหว่างตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง หรืออธิบายอย่างง่ายคือ วาทกรรม
องค์การจะช่วยให้เกิดการเปล่ียนแปลงที่สร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ ๆ การสร้างวาทกรรมใหม่ ๆ เพื่อ
บรรลเุ ปา้ หมายการดาเนินการขององคก์ ารหรือในทน่ี ี้คือโครงการจึงเปน็ สง่ิ ที่จาเปน็ ต้องนามาใช้น่ันเอง
ย่ิงกว่าน้นั การจัดวันรณรงคใ์ ห้ปลอดภัยจากควนั พิษและไปป่าใหเ้ กิดขน้ึ ทกุ ปีซา้ ๆ อยา่ งตอ่ เน่ือง
ในที่นี้ขอเน้นย้าคาว่า “ความตอ่ เนื่อง” เนอ่ื งจากประเด็นนี้คือจุดอ่อนของการดาเนินการทุกโครงการหรือ
ทุกนโยบายไม่ว่าจะเป็นขององค์การประเภทใดก็ตาม โดยที่ อุทัย ปริญญาสุทธินันท์ (2559, 13-14)
อธิบายว่า ความต่อเนื่องควรอยู่บนพ้ืนฐานของการเรียนรู้ที่มีการปรับปรุงตลอดเวลา สอดคล้องกับ
สถานการณ์ปัจจุบัน ณ ช่วงเวลานั้น ๆ หากกิจกรรมใดไม่มีความต่อเนื่อง ถูกละท้ิง ขาดการสานต่อ หรือ
ขาดการพฒั นาปรบั ปรุงย่อมนาไปสูค่ วามล้มเหลว อนึง่ เมอ่ื มกี ารดาเนินการในการรณรงคห์ รือจดั ให้มีการ
ดาเนินกิจกรรมวันรณรงค์ให้ปลอดภัยจากควันพิษและไปป่าอย่างต่อเนื่อง นั่นย่อมนาไปสู่การเรียนรู้ของ
ทุกฝ่ายซ้าแล้วซ้าเล่า ค่อย ๆ ส่ือสารการรับรู้และข้อมูลการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จนเกิดการเรียนรู้
และสร้างความเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคน ซ่ึง มัลลิกา คณานุรักษ์
(2547, 57) อธิบายว่า การรับรู้ (perception) เป็นองค์ประกอบสาคัญสาหรับการติดต่อส่ือสารของ
มนุษย์เพราะในชีวิตประจาวันของมนุษย์ทุกคนจะมีกระบวนการรับรู้เกิดข้ึนตลอดเวลา การรับรู้เป็น
กระบวนการของการเลือก การรวบรวมจัดระเบียบข้อมูล การตีความ การแปลความจากการสัมผัสของ
มนุษย์ และการกาหนดภาพลักษณ์ของส่ิงเร้าจะช่วยสร้างการรับรู้ที่สาคัญของมนุษย์ และเม่ือผู้เข้าร่วมมี
การรับรู้จากประสบการณ์ซ้า ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลต่อความร่วมมือดังที่ ธีรพงษ์ แก้วหา
วงษ์ (2544, 239-240) ได้อธิบายเก่ียวกับการเรียนรู้ในอีกรูปแบบหนึ่งที่จะนาไปสู่การสร้างความร่วมมือ
ในชุมชน หรือการสร้างการเรียนรู้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดข้ึนในชุมชน นั่นคือ การเรียนรู้จาก
ประสบการณ์ (Experient Learning) ซงึ่ เกิดจากการที่ผู้เรียนได้ทาการคิด ทบทวน “ประสบการณ์ท่ีเป็น
การเพม่ิ ศกั ยภาพการค้มุ ครองระบบนิเวศและการจดั การป่าพรุท่ีมคี ณุ ค่าต่อการอนุรกั ษส์ ูง | 111
แบบบูรณาการอยา่ งยั่งยนื
รูปธรรมท่ีตน (หรือผู้อ่ืน) ได้ประสบมา” อย่างจงใจและด้วยจิตสานึกด้วยความมุ่งหวังที่จะให้เกิด
“ความคิดหรือความเข้าใจ” ที่ชัดเจนถูกต้อง โดยที่การเรียนรู้ของมนุษย์ เท่ากับ (เกิดจาก) การได้รับ
ประสบการณ์ (ทางตรงหรือทางอ้อม) บวกกับการพิจารณาและสร้างความคิดจากประสบการณ์น้ัน
เช่นเดียวกับผู้เขา้ รว่ มกิจกรรมวนั รณรงคป์ ลอดจากควันพิษและไปป่า ทีจ่ ะไดร้ ับประสบการณ์จากการเข้า
ร่วมกิจกรรมทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ข้ึนอยู่กับรูปแบบกิจกรรมท่ีจัดขึ้นว่ามีกระบวนการอย่างไร มี
กิจกรรมใดบ้างท่ีเป็นการสร้างการรับรู้และประสบการณ์ โดยเม่ือวิเคราะห์รปู แบบกิจกรรมที่จัดข้ึนในวนั
งานรณรงค์ปลอดควันพิษจากไปป่า ซ่ึงมีการส่ือสารผ่านสื่อมวลชนและหอกระจายข่าวส่วนท้องถ่ิน การ
จัดทาป้ายประชาสัมพันธ์และป้ายคาขวัญรณรงค์ป้องกันไปป่า การรณรงค์ด้วยขบวนรถประชาสัมพันธ์
เคลื่อนท่ีเข้าสู่พื้นที่เส่ียงต่อการเกิดไปป่า การจัดเวทีแสดงกิจกรรมสันทนากร การจัดนิทรรศการพร้อม
แจกเอกสารเผยแพร่ความรู้เรื่องไปป่า เหล่านี้คือช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายซ่ึงเป็นการสร้างการ
รับรู้ซ้า ๆ ในประเดน็ ไปป่าและหมอกควันที่จะทาใหผ้ รู้ ับสื่อค่อย ๆ จดจาและซึมซับข้อมูล เกิดการเรียนรู้
และกลายเป็นประสบการณ์การได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้น กอปรกับผู้เข้าร่วมซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนใน
พ้ืนที่ซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนรายรอบพื้นที่ภูมิทัศน์พรคุ วนเคร็ง รวมถึงเจ้าหน้าท่ีท่ีมีบทบาทในการแก้ปัญหา
ไปป่าและหมอกควัน ต่างก็ได้รับประสบการณ์จากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ไปป่าในพ้ืนที่ท้ัง
ทางตรงและอ้อม ดังน้ัน การจัดกิจกรรมต่าง ๆ จึงสร้างการรับรู้ที่จะนาไปสู่การเรียนรู้เก่ียวกับปัญหาไป
ป่าและหมอกควันมากย่ิงข้ึน และนาไปสู่การปรับตัวโดยเฉพาะการปรับตัวด้านมโนทัศน์ที่เกิดจากความ
เชื่อหรือทัศนคติที่เปลีย่ นไปจากการเรยี นรู้ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ทาให้มีการปรับเปลยี่ นพฤติกรรมท่ี
ตระหนักถึงปัญหาและความสาคัญของป่ามากยง่ิ ขึ้น และย่อมส่งผลต่อความร่วมมือในการทางานรว่ มกนั
เพื่อจัดการพนื้ ทีพ่ รุควนเครง็ อยา่ งยัง่ ยืน
นอกจากนี้ “เกมการแขง่ ขันกับการเรียนรู้” ถือเปน็ การใช้กลยุทธ์การสรา้ งการเรยี นรู้ที่น่าสนใจ
ผ่านกระบวนการเกมการแข่งขันท้ังในรูปแบบการวาดภาพชิงรางวัลในหัวข้อ “ประโยชน์ของป่าพรุ
ควนเคร็ง” การจัดการแข่งขันตอบปัญหาชิงรางวัล หัวข้อ “ความรู้เก่ียวกับไฟป่า” ท้ังนี้ การจัด
กิจกรรมในลักษณะการแข่งขันคือรูปแบบเกมชนิดหนึ่งท่ีสร้างความน่าสนใจและสร้างการเรียนรู้ให้แก่
ผู้เข้าร่วมได้เป็นอย่างดี ทั้งน้ี เกม ตามความหมายพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน (ราชบัณฑิตยสถาน,
2554) หมายถึง การแข่งขันท่ีมีกติกากาหนด การเล่นเพ่ือความสนุก การแสดงเพื่อสาธิตกิจกรรม หรือ
การแสดงท่ีใช้กลวิธี ทั้งนี้ เกมการแข่งขันท้ังสองรูปแบบคือ การวาดภาพชิงรางวัลและการแข่งขันตอบ
ปัญหา ตามทฤษฎีเกมจัดเป็นเกมประเภทการแข่งขัน ซึ่ง Jones (2000, อ้างถึงใน Zagal, Rick, and
His, 2006: 25-26, อ้างถึงใน สวรินทร์ เบ็ญเด็มอะหลี, 2559, 27) อธิบายว่า โดยธรรมชาติของทฤษฎี
เกมนั้นมี 2 แบบคือ เกมแบบแข่งขันกัน หรือเกมแบบร่วมมือกัน ซึ่งแต่ละแบบก็มีเป้าหมายและความท้า
ทายแตกต่างกันไป ทั้งนี้ การเกมการเรียนรู้เพื่อเก่ียวกับป่าเสม็ดของสวรินทร์ เบ็ญเด็มอะหลี, 2559, 40)
นักเรียนได้สะท้อนถึงเกมท้ังในแง่ทาให้ได้เรียนรู้ กระตุ้นให้คิด และยังมีความสนุกสนาน ดังนั้น การท่ี
โครงการนี้มีการจัดกิจกรรมวันรณรงค์ปลอดควันพิษจากไปป่าโดยสอดแทรกกิจกรรมในรูปแบบเกมเพ่ือ
สรา้ งการเรยี นรู้ให้แกเ่ ดก็ และเยาวชนในชมุ ชนเกี่ยวกับไปป่าและหมอกควนั ผา่ นการตอบคาถาม หรอื ผา่ น
การประมวลผลการรับรู้เกย่ี วกบั ปา่ พรุออกมาในรูปแบบภาพวาด
112 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพอ่ื เพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่ังยืน
บทสรุป
การเพ่ิมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพ่ือเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและ
อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยืนน้ัน ภารกิจสาคัญอีกประการที่นับเป็นปัจจัยความสาเร็จ
ของการดาเนินโครงการ น่ันคือ การให้ความสาคัญกบั การพัฒนาคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสรมิ ทักษะ
และการเพ่ิมพูนความรเู้ พอ่ื ใหม้ คี วามสามารถหรือศักยภาพท่สี ูงขน้ึ เพ่ือให้คนเหล่านัน้ หรือบคุ ลากรหรือคน
ในองค์การสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังท่ี อุทัย ปริญญาสุทธินันท์ (2561, 187) ได้
กล่าวถึงการบริหารจัดการท่ีดีจากการถอดบทเรียนการจัดการชุมชนทุ่งตาเสา อาเภอหาดใหญ่ จังหวัด
สงขลา ท่ีสะท้อนให้เห็นว่าแนวทางการบริหารจัดการท่ีดีของชุมชนให้เริ่มที่การพัฒนาคน ด้วยการ
ยกระดับทักษะฝีมือให้มีการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่สามารถยกระดับการผลิตเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ทานอง
เดียวกัน การบริหารจัดการท่ีดีในพื้นท่ีภูมิทัศนพ์ รุควนเคร็งจึงควรให้ความสาคญั กับ “การพัฒนาคน” ให้
มที ักษะความรูค้ วามสามารถที่เปน็ ความรู้ใหมเ่ พอ่ื ให้เกิดการเรยี นรู้อย่างต่อเนอื่ งและร้เู ทา่ ทันสถานการณ์
การเปลี่ยนแปลง นาไปสู่การปฎิบัติท่ีเกิดผลเป็นรูปธรรมได้ ท้ังน้ี การที่โครงการให้ความสาคัญกับเสริม
ศักยภาพของคนในชุมชนและบุคลากรในหน่วยงานทั้งองค์กรชุมชนและหน่วยงานของรัฐท่ีมีบทบาทใน
การดูแลรักษาและปื้นปูพรุควนเคร็งเป็นการเพิ่มพูนความรู้ และทักษะในการปฏิบัติงานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพน้ัน ถือเป็นการให้ความสาคัญกับการพัฒนาคน ซึ่งไม่เพียงแค่การส่งเสริมความรู้เฉพาะ
ภารกิจการปกป้องพ้ืนที่ป่าพรุเท่าน้ัน ทว่า การส่งเสริมความรู้หรือการพัฒนาคนในพื้นที่ภูมิทัศน์พรุควน
เคร็งควรมีการพัฒนาศักยภาพด้านความรู้ในมิติอื่น ๆ ท่ึครอบคลุมท้ังเศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม
เพื่อให้เป็นไปตามแนวคิดการพัฒนาที่ย่ังยืน น่ันคือ เมื่อส่ิงแวดล้อมดี อันหมายถึงป่าพรุควนเคร็งมีความ
อดุ มสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรท่หี ลากหลาย ซ่งึ เออ้ื ประโยชน์ต่อการดารงชีพของคนในชุมชน และเอื้อต่อ
การพัฒนาอาชีพที่เช่ือมโยงกับป่าซึ่งก่อเกิดรายได้แก่คนในชุมชน ทาให้มีความเป็นอยู่ท่ีดี ย่อมนามาซ่ึง
สังคมท่ดี ี
การเพิ่มศักยภาพการค้มุ ครองระบบนิเวศและการจดั การปา่ พรุท่มี คี ุณค่าต่อการอนรุ กั ษ์สงู | 113
แบบบูรณาการอยา่ งยงั่ ยนื
6
การเสรมิ ความเขม้ แข็งการจัดการปา่ ชมุ ชนและโครงการสนับสนุนแผนงาน
114 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่ังยืน
การเพ่ิมศักยภาพการคุม้ ครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุท่ีมคี ณุ คา่ ตอ่ การอนุรักษ์สูง | 115
แบบบูรณาการอย่างยัง่ ยืน
ตวั ช้ีวดั
ผลผลิตท่ี 1.5
เสริมความเข้มแข็งการจัดการปา่ ชมุ ชน
และโครงการสนับสนุนแผนงาน
ตัวชี้วดั ที่ 7
พน้ื ที่จานวน 435 เฮกตาร์ (3,094 ไร)่ ไดร้ ับการพฒั นาภายใต้
แผนการจดั การป่าพรุแบบมสี ่วนร่วม ได้แก่ ป่าชุมชนควนเงิน
ป่าชุมชนสวนสมเดจ็ เจา้ ปา้ จุฬาภรณ์ ป่าชมุ ชนบา้ นไสขนุน
ตวั ชวี้ ัดที่ 8
ป่าพรุในเขตตาบลเครง็ พ้นื ที่ 1,500 เฮกตาร์ (9,375 ไร่)
ไดร้ บั การดูแลในรูปแบบป่าชุมชน
116 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่ังยืน
การเพม่ิ ศักยภาพการคุ้มครองระบบนเิ วศและการจัดการป่าพรุทมี่ คี ุณคา่ ตอ่ การอนุรกั ษส์ ูง | 117
แบบบูรณาการอย่างยั่งยนื
บทนา
“ป่าชุมชน” คาน้ีส่ือความหมายได้อย่างตรงๆ ในมุมมองความหมายตามธรรมชาติ น่ัน
หมายความว่า พ้ืนท่ีป่าของชุมชนท่ีคนในชุมชนมีการใช้ประโยชน์ในการดารงชีพมาต้ังแต่ยุคการต้ังถ่ิน
ฐาน ด้วยเพราะธรรมชาติการเลือกที่ต้ังถิ่นฐานของมนุษย์เช่ือมโยงกับแหล่งทรัพยากร โดยมักเลือกตั้ง
บ้านเรือนใกล้แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่า แหล่งน้าต่าง ๆ เช่น แม่น้า ลาคลอง และทะเล
เป็นต้น และภายใต้การวัฒนธรรมการดารงชีพของการรวมกลุ่มกันเป็นชุมชนใดชุมชนหนึ่ ง การใช้
ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติประกอบด้วยภูมิปัญญาหรือความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติและได้รับการ
พิสจู นโ์ ดยการปฏบิ ตั ิซา้ ๆ จนกลายเป็นชดุ ความรทู้ ่ีสืบทอดต่อ ๆ กนั จากร่นุ สู่รุน่ และมรี ะเบียบกฎเกณฑ์
ทไ่ี ด้รบั การยอมรับเป็นกติกาการใช้ประโยชน์จากพน้ื ที่ป่าเพ่ือการใช้ประโยชนท์ ่ีคานึงถึงลูกหลาน หรอื คน
รุ่นต่อไปตามความหมายของแนวคิดความยั่งยืน ซ่ึงช้ีให้เห็นว่า “การใช้ทรัพยากรอย่างย่ังยืน คือ การใช้
ทรัพยากรด้วยภูมิปัญญา” เห็นได้ว่า ความหมายของคาว่าป่าชุมชนในลักษณะน้ีจึงมีความหมายที่ลึกซ้ึง
และกล่าวไดว้ ่า ป่าชุมชนคอื วัฒนธรรมชมุ ชน ซง่ึ เป็นวิถกี ารดารงชพี ของคนในชุมชน คอื แหล่งความม่ันคง
ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของชุมชน ไม่เพียงแค่ป่าชุมชนจะหมายถึงพ้ืนท่ีป่าธรรมชาติท่ีผู้คน
เข้าอยู่อาศัยหรือใช้พ่ึงพิงในการดารงชีพแล้วภายหลังกลายสภาพเป็นป่าอนุรักษ์ ทว่า ป่าชุมชนยังหมาย
รวมถึงพ้ืนที่ป่าลักษณะอ่ืน ๆ ในชุมชน เช่น ป่าหัวไร่ปลายนา ป่าในกุโบร์ ป่าช้าหรือป่าในสถานท่ีเผาศพ
ป่าในพน้ื ทใี่ ชป้ ระโยชน์ร่วมกนั ในชุมชน
อน่ึง เสรี พงศ์พิศ (2553, 123-124) อธิบายว่า ป่าชุมชน หมายถึง พื้นท่ีป่าไม้ที่ได้รับการจัดการ
โดยประชาชนในท้องถ่ินหรือโดยกระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชนและองค์กรชุมชนตามความเช่ือ
และวฒั นธรรมทอ้ งถ่ิน เพ่ือประโยชน์ทส่ี อดคล้องกบั ความต้องการของชุมชนอย่างต่อเนื่องและยัง่ ยืน โดย
ป่าชุมชนมีหลายลกั ษณะ เช่น ป่าในพ้ืนท่ีสาธารณะของหมู่บ้าน ป่าในโรงเรียน ป่าในวัด ป่าปลูกเพ่ือเป็น
พ้ืนที่สาธารณะ ป่าเสือ่ มโทรม ทวา่ ปา่ ในลกั ษณะเชน่ น้ีมีจานวนน้อยหากเทยี บกับป่าใหญท่ ี่ผคู้ นอาศัยอยู่
มาก่อนการประกาศเป็นป่าอนุรกั ษ์ รวมท้ังป่าชายเลย ป่าโคก อันเป็นพื้นที่ทามาหาเลีย้ งชพี ของชาวบา้ น
เป็นทั้งแหล่งอาหารและยา วัสดุใช้สอย อีกท้ังยังเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพอันมีค่าสาหรับ
ความสมดุลของธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ทั้งน้ี ประเด็นป่าชุมชนได้เป็นที่ถกเถียง ต่อสู้เรียกร้องเพื่อ
ปกป้องป่าของชุมชนยืดเย้ือมายาวนาน โดยเริ่มต้นจากชุมชนภาคเหนือท่ีมีการเคลื่อนไหวปกป้องป่า
ชุมชนต้ังแต่ช่วงปี พ.ศ. 2515 ซึ่งได้มีการเข้าช่ือจากเครือข่ายองค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน
นักวิชาการเพื่อให้มีกฎหมายป่าชุมชน และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนยืดเยื้อหลายปี มี
ความเห็นที่แตกต่างและขัดแย้งวา่ ดว้ ยป่าและทรัพยากรธรรมชาติ เปน็ การตอ่ ส้เู รื่องสิทธิการใชท้ รัพยากร
ซ่ึงชี้ให้เห็นว่าอานาจรัฐและอานาจทุนน้ันได้ครอบงาการใช้ทรัพยากร ลิดรอนสิทธิการใช้ป่าอนุรักษ์ของ
ชุมชนซ่ึงอยู่อาศัยมาก่อนการประกาศ ดังที่ เสน่ห์ จามริก (2549, 331) ได้อ้างถึงพระบรมราโชวาท
เก่ียวกับเรื่องนี้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเน่ืองในวันรพี พ.ศ. 2516 ที่ว่า “…ในป่าสงวนซ่ึงทาง
ราชการได้ขีดเส้นไวว้ ่า เป็นปา่ สงวนหรือป่าจาแนกแต่ว่าเราขีดเส้นใต้ไว้ ประชาชนก็มีอยู่ในนั้นแล้ว เราจะเอา
กฎหมายป่าสงวนไปบังคับคนที่อยู่ในป่าที่ยังไม่ได้สงวน เพ่ิงไปสงวนทีหลัง โดยขีดเส้นใต้บนเศษกระดาษ ก็ดู
ชอบกลอยู่ แต่มีปัญหาเกิดขึ้นท่ีเม่ือขีดเส้นแล้วประชาชนที่อยู่ในนั้นก็กลายเป็นผู้ฝ่าฝืนกฎหมายไป ถ้าดู
ในทางกฎหมายเขากฝ็ ่าฝืน เพราะวา่ ตรามาเป็นกฎหมายโดยชอบธรรม แต่ว่าถ้าตามธรรมชาติ ใครเปน็ ผู้ทาผิด
118 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพ่ือเพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยงั่ ยืน
กฎหมาย ก็ผูท้ ี่ขีดเส้นนั้นเอง เพราะว่าบุคคลที่อยู่ในป่าน้ัน เขาอยู่ก่อน เขามสี ิทธิในทางมนุษย์ หมายความว่า
ทางราชการบกุ รุกบุคคล ไมใ่ ชบ่ คุ คลบกุ รุกกฎหมายบ้านเมือง…”
จากที่กล่าวข้างต้นจึงทาให้ ชุมชน ป่า และรัฐ มักเป็นประเด็นปัญหาความขัดแย้งมาอย่างต่อเนื่อง
ยาวนานจวบจนปัจจุบัน และการจัดการป่าโดยกลุ่มใดกลุ่มหน่ึงเพียงลาพังน้ันเปน็ ที่ประจักษช์ ัดแล้วว่าไม่อาจ
รกั ษาพ้ืนที่ป่าเอาไว้ได้ การจัดการป่าโดยรัฐเพียงลาพังโดยมุ่งหวังแต่เพียงการอนุรักษ์พ้ืนท่ปี ่าเอาไว้ โดยไม่ให้
ความสาคัญกับคนในชมุ ชน กลับกลายเป็นแนวทางที่ทาให้ป่าเสื่อมโทรมและพน้ื ทปี่ ่าลดลง หรอื ชมุ ชนจัดการ
เองเพียงลาพังก็มิอาจรอดพ้นจากปัญหาการบุกรุกพ้ืนที่ป่าทั้งจากกลุ่มทุนภายนอกชุมชนและผู้มีอิทธิพล
ภายในชุมชน ดังนั้นการจัดการป่าหรือพ้ืนท่ีสาธารณะใด ๆ ก็ตาม ต้องดาเนินการโดยการร่วมมือกันของทุก
ฝ่าย โดยเฉพาะการให้ความสาคัญกับการมีส่วนร่วมและร่วมมือจากคนในชุมชนซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วน
เสียที่เป็นผู้ใกล้ชิดหรือเป็นผู้ใช้ประโยชน์โดยตรงและโดยอ้อมจากป่าชุมชนหรือแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มี
ในชมุ ชน ทานองเดียวกัน การจัดการพืน้ ทภ่ี ูมิทัศน์พรุควนเคร็งเพื่อการอนุรักษ์และป้ืนปูพื้นที่พรุควนเคร็งอัน
เป็นพ้ืนท่ีชุ่มน้าที่มีความสาคัญระดับโลกให้ยังคงความสมบูรณ์ หรือในกรณีพ้ืนที่ส่วนใดมีสภาพเสื่อมโทรมให้
มกี ารป้ืนปรู ะบบนิเวศที่ทาให้มีความสมบูรณ์ข้ึนซ่ึงจะเอ้ือประโยชน์ท้ังต่อชุมชน สงั คม และโลก โดยเฉพาะใน
ด้านส่ิงแวดล้อมโลกท่ีเก่ียวข้องกับสภาวะการเปล่ียนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ท้ังน้ี การดารงอยู่ของ
พื้นท่ีพรุควนเคร็ง ถือเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยบรรเทาสภาวะโลกร้อนและการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ของโลก เพราะพ้ืนที่พรุเป็นพ้ืนท่ีที่สามารถกักเก็บคาร์บอนได้สูง และการดารงอยู่ของพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งอย่าง
ย่งั ยนื และสามรรถการกักเก็บคาร์บอนที่สูงได้เต็มศักยภาพของพรุน้ันจาเป็นต้องไดร้ ับความร่วมมือร่วมใจจาก
ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในชุมชนรายรอบพ้ืนท่ีพรุ และแนวทางการส่งเสริมให้มีการจัดการป่าชุมชนใน
พื้นท่ีพรุควนเคร็งจึงเป็นทางเลือกสาคัญท่ีจะบรรลุผลสาเร็จตามจุดมุ่งหมายท้ังในด้านท่ีเป็นประโยชน์ต่อ
ชมุ ชน และด้านส่ิงแวดล้อม
ป่าชุมชน พลังความร่วมมือการจัดการป่ารว่ มกนั ในภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง
การเพ่ิมศักยภาพในการคุ้มครองระบบนิเวศป่าพรุที่มีคุณค่าต่อการอนุรักษ์สูงและดาเนินการ
จัดการป่าพรุแบบบูรณาการอย่างยั่งยืนในอีกด้านหนึ่งคือ การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและการ
จัดการความรู้เพื่อถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไปของชุมชน โดยแนวทางดังกล่าวน้ีคือการเสริมความเข้มแข็งใน
การจัดการป่าชุมชนและโครงการสนับสนุนแผนงานอันได้แก่ การจัดทาหลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งเป็นทั้งการ
จดั การความรู้และกลไกการสอ่ื สารที่สาคัญ สาหรับปา่ ชุมชน เปน็ รปู แบบการจัดการป่ารว่ มกันระหว่างรัฐ
และชุมชนซึ่งเป็นกลไกสาคัญในการขับเคลื่อนงานของโครงการเพื่อเพ่ิมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศ
ป่าพรุเพื่อเพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ตัวแปรสาคัญของความย่ังยืนที่สาคัญอย่างมาก คือ การมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งถือเป็น
ผกู้ ระทาการหลกั ที่มวี ถิ ีการดารงชีพด้วยการพึง่ พงิ ทรัพยากรของชมุ ชน
“ป่าชุมชน” กลไกการจัดการป่าอย่างมีส่วนร่วมเพ่ือการดารงอยู่ของวิถีคนและป่าพรุควน
เครง็
ป่าชุมชนในพื้นที่ดาเนินโครงการซึ่งตัง้ อยู่ในเขตจังหวัดนครศรธี รรมราช ประกอบด้วย ป่าชุมชน
บ้านควนเงิน ตั้งอยู่ในพื้นท่ีหมู่ท่ี 2 ตาบลบ้านตูล อาเภอชะอวด ป่าชุมชนสวนสมเด็จเจ้าป้าจุฬาภรณ์
การเพ่ิมศักยภาพการค้มุ ครองระบบนเิ วศและการจดั การป่าพรุทม่ี ีคุณคา่ ต่อการอนรุ ักษ์สูง | 119
แบบบูรณาการอยา่ งย่งั ยนื
ต้ังอยู่ในพื้นท่ีตาบลชะอวด อาเภอชะอวด และป่าชุมชนบ้านไสขนุน ต้ังอยู่หมู่ท่ี 11 บ้านไสขนุน ตาบล
เคร็ง อาเภอชะอวด โดยมีการใช้รูปแบบการจัดการป่าชุมชนในพ้ืนที่ป่าพรุคันธลี ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดสุ
ราษฎร์ธานี เป็นโครงการป่าชุมชนต้นแบบท่ีจะเป็นพื้นที่การเรียนรู้ในการจัดการป่าชุมชนให้แก่ป่าชุมชน
ในพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งท้ังสามแห่งเน่ืองจากป่าพรุคันธลีเป็นพื้นที่ป่าชุมชนท่ีมีความเข้มแข็งและ
ประสบความสาเร็จในการจัดการป่าชุมชน ซึ่งเอ้ือต่อการเป็นพ้ืนท่ีในการศึกษาเรียนรู้เพื่อการจัดการป่า
ชมุ ชนในพ้นื ทป่ี ่าพรคุ วนเคร็งไดเ้ ป็นอย่างดี อนง่ึ การสงั เคราะห์ข้อมูลปา่ ชมุ ชนจากผลการศึกษาของ เชิด
ศกั ด์ิ เกอ้ื รกั ษ์ (2562) และจากการลงพน้ื ท่ีเกบ็ ข้อมูลของผสู้ งั เคราะหง์ านวิจัย รวมถึงการทบทวนเอกสาร
และงานวจิ ัยท่ีเกยี่ วขอ้ ง พบประเดน็ ท่นี า่ สนใจ ดังน้ี
เปิดประตูสปู่ า่ ชมุ ชนพรุควนเครง็ รูท้ ่มี าและเขา้ ใจวถิ ชี มุ ชน
ป่าชมุ ชนในพ้นื ท่ีพรคุ วนเคร็งที่ได้รับการจดั ต้ังให้มีสถานะเปน็ ป่าชุมชนตามนโยบายการ
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการป่าของกรมป่าไม้ ประกอบด้วยพ้ืนที่ป่าชุมชน 3 แห่ง ดังที่กล่าว
มาแลว้ ท้ังนี้ เชดิ ศักดิ์ เก้ือรกั ษ์ (2562) ได้ศกึ ษาและวิเคราะหส์ ถานการณ์ป่าชมุ ชนทั้งสามแหง่ ในพื้นที่พรุ
ควนเคร็ง ในประเด็นต่าง ๆ ท้ังความเป็นมา การสารวจสภาพท่ัวไปของพ้ืนที่ การใช้ประโยชน์ของคนใน
ชุมชน สถานการณ์ปัญหาท่ีเกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ท่ีทาให้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างคู่กรณีต่าง
ๆ ท้ังระหว่างชาวบ้านในชุมชนด้วยกันเอง และคู่กรณีระหว่างชุมชนกับหน่วยงานของรัฐที่มีบทบาทใน
การดูแลและปกป้องผืนป่า ภูมิปัญญาและความเช่ือ ภาษาถิ่นเฉพาะที่ใช้ในการเรียกแต่ละสภาพพื้นท่ีพรุ
ทแ่ี ตกตา่ งกนั
นอกจากน้ี ข้อมลู จากเวทกี ารเสวนาตา่ ง ๆ และการเกดิ ขน้ึ ของพระราชบญั ญตั ิป่าชุมชน
เมือ่ เดอื นกรกฎาคม 2562 กบั การกลายเป็นกบั ดักทางกฎหมายทีท่ าให้ปา่ ชุมชนบางแห่งในพื้นท่ีสน้ิ สภาพ
การเป็นป่าชุมชนและมีสถานะเป็นป่าอนุรักษ์ท่ีส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ของชุมชน ประเด็น
เหล่านี้จึงมีความน่าสนใจที่จะต้องขบคิดและร่วมกันหาทางออกของปัญหาที่เอ้ือให้คนกับปา่ อยู่ร่วมกันได้
อย่างยั่งยืน และเป็นไปตามนโยบายของรัฐท่ีบญั ญัติไว้ในด้านการสง่ เสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนใน
การจัดการป่า ทว่า กฎหมายบางตัวกลับกลายเป็นกับดักระหว่างกันท้ังระหว่างตัวกฎหมายเองและ
ระหวา่ งกฎหมายและนโยบายของรัฐ อย่างไรก็ตาม ทกุ ปัญหายอ่ มมที างแกไ้ ขหากทกุ ฝา่ ยรว่ มมอื กันอย่าง
จรงิ จังและจรงิ ใจตอ่ การแกป้ ัญหา
ป่าชุมชนสวนสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ (พรุยวนนก) ตั้งอยู่ในพ้ืนที่ตาบล ชะอวด อาเภอ
ชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเน้ือท้ังหมด 1,498 ไร่ 89 ตารางวา ครอบคลุมเขตพื้นที่ 4 หมู่บ้าน
ได้แก่ หมู่ท่ี 2 บา้ นท่าสะทอ้ น หมทู่ ่ี 3 บ้านเนินอนิ ทร์แกว้ หมทู่ ี่ 5 บ้านเนินกลาง และหมู่ท่ี 7 บา้ นทา่ เข็น
(ภาพท่ี 6.1) ปัจจุบันทางองค์การบริหารส่วนตาบลชะอวดได้จดเอกสารสิทธิ์เป็นหนังสือสาคัญสาหรับท่ี
หลวง (น.ส.ล.) มีสภาพพื้นท่ีหลากหลาย ได้แก่ พ้ืนท่ีทุ่งหญ้า พื้นที่มีสภาพแอ่งน้า พ้ืนที่ป่ากระจูด
(ประมาณ 15-20%) พื้นท่ีป่าเสม็ด พื้นที่โคก (พังกาน) และพ้ืนที่แหล่งน้าลึก (เม) ท้ังนี้ ในเวลาต่อมา
บริเวณพนื้ ทปี่ ่าชุมชนแห่งนี้มีการพัฒนาโครงสร้างพนื้ ฐานของชุมชนเพ่ือประโยชน์ในการสญั จรของคนใน
ชุมชนและระหว่างชุมชนจึงมีการตัดถนน รวมถึงเม่ือเกิดปัญหาไปป่าในปี พงศ. 2557 ได้มีการขุดคูท้ัง
ด้านนอกและด้านในของพ้ืนท่ีป่าเพื่อการกักเก็บน้ีใช้เพ่ือแก้ปัญหาการเกิดไปป่า ทั้งน้ีการกักเก็บน้าด้วย
วิธีการดังกล่าวย่อมส่งผลทั้งเชิงบวกและลบต่อระบบนิเวศของป่าชุมชน เพราะการขังน้าไว้เป็นระยะ
เวลานานโดยไม่มีการไหลเวียนของน้านั้นทาให้เกิดภาวะน้านงิ่ ที่นาไปสู่สภาวะน้าเสีย ซึ่งส่งผลกระทบตอ่
120 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพอื่ เพิม่ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยัง่ ยนื
สังคมพืชและสัตว์ในป่าชุมชน โดยพรรณไม้ท่ีมีอยู่เดิมทยอยล้มตายจากภาวะน้าเสีย ขณะเดียวกันอัตรา
การทดแทนของพืชรุ่นต่อไปเกิดข้ึนได้ยาก เช่นเดียวกับสัตว์น้า โดยเฉพาะปลาก็ได้รับผลกระทบด้วย
เช่นกัน นั่นคอื ในสภาวะนา้ น่งิ นา้ เสยี พืชนา้ ตาย ทาใหป้ ลากินพืชลดจานวน และนัน่ เป็นการสร้างโอกาส
ที่จะทาใหป้ ลานกั ล่ามีจานวนเพิม่ มากขน้ึ เช่น ปลาชะโดขา้ งแดง (Channa micropeltes) (ภาพท่ี 6.2)
ภาพท่ี 6.1-6.2 ปา่ ชุมชนสวนสมเดจ็ เจ้าปา้ จุฬาภรณ์ (ป่ายวนนก) และปลาชะโดขา้ งแดง (Channa micropeltes) ปลา
นักลา่ ท่มี ีจานวนมากข้ึนในปา่ พรคุ วนเครง็
ทีม่ า: เชิดศักดิ์ เก้อื รักษ์ (2562)
การใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนสวนสมเด็จเจ้าป้าจุฬาภรณ์ (ภาพท่ี 6.3) ที่สะท้อนผ่านการศึกษา
ของ เชดิ ศกั ด์ิ เกอ้ื รกั ษ์ (2562) นั่นคือการใช้ประโยชน์จากพื้นท่ีป่าทง้ั ในดา้ นแหลง่ นา้ แหลง่ อาหาร แหล่ง
รายได้ และแหล่งสันทนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์ในด้านแหล่งอาหารและสร้างรายได้
พบว่า มีชาวบ้านในชุมชนคิดเป็นร้อยละ 52.5 ของประชากรท้ัง 4 หมู่บ้าน กล่าวคือ ด้านการเป็นแหล่ง
น้า ชุมชนมีการใช้แหล่งน้าที่มีในป่าชุมชนเป็นแหล่งต้นน้าในการผลิตน้าเพื่อการอุปโภคของชุมชน ส่วน
การใช้ประโยชน์ในด้านการเป็นแหล่งอาหาร เป็นการเก็บหาพืชผัก ของป่าที่ใช้เป็นอาหารได้ สาหรับ
แหล่งรายได้เป็นการสร้างรายได้จากการทาประมงพ้ืนบ้านในเขตป่าโดยใช้เคร่ืองมือดักจับสั ตว์น้าที่เป็น
ภูมิปัญญาของคนในชุมชน โดยมีชาวบา้ นท่ียดึ อาชีพหลักหาปลาในพื้นท่ีป่าชุมชนมีราว 35 คน เคร่ืองมือ
ท่ใี ชไ้ ด้แก่ ไซ รายได้จากการขายปลาประมาณ 300-400 บาท ตอ่ วนั ขน้ึ อยู่กบั ชนิดสัตว์น้าและราคาของ
แต่ละชนิด โดยเฉพาะอย่างย่ิง ปลาซิวหางดอก เป็นปลาที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านที่ยึดอาชีพน้ีซ่ึงมีอยู่
ราว 4 คน โดยมีรายได้ประมาณ 3,000-4,000 บาทต่อวัน ถึงกระน้ันก็ตาม ชาวบ้านบางส่วนมองว่าการ
จับปลาซิวหางดอกมากจนเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อพันธ์ุปลาชนิดนี้ได้หากไม่มีการควบคุมอย่าง
เหมาะสม รวมถึงการเป็นแหล่งสันทนาการ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขี้นเมื่อพ้ืนที่ป่าชุมชนกลายเป็นพื้นท่ี
เพ่ือการทากิจกรรมเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น การตกปลา อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชนใ์ นแง่น้ีทาง
คณะกรรมการป่าชุมชนได้การเข้ามาควบคุมโดยมีการออกกฎ กติกาอย่างชัดเจนโดยการห้ามช๊อตปลา
หา้ มทิ้งขยะ และหา้ มตัดไมเ้ พือ่ ใชส้ อย
การเพ่ิมศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศและการจดั การปา่ พรุที่มคี ุณค่าตอ่ การอนรุ กั ษส์ งู | 121
แบบบูรณาการอย่างยง่ั ยืน
ภาพที่ 6.3 แผนภาพแสดงการใช้ประโยชน์จากปา่ ชุมชนในพ้นื ทป่ี า่ ชมุ ชนสวนสมเด็จเจ้าป้าจุฬาภรณ์
ทม่ี า: เชิดศักด์ิ เก้อื รักษ์ (2562)
ป่าชุมชนพรุควนเงิน (ภาพท่ี 6.4) ตั้งอยู่ในพื้นท่ีหมู่ 2 ตาบลบ้านตูล อาเภอชะอวด
จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเน้ือที่ทั้งหมด 564 ไร่ 3 งาน 56 ตารางวา หากมองในระดับภูมิทัศน์พรุควน
เคร็ง ป่าชุมชนบ้านควนเงินถูกแยกออกมาเป็นหย่อมป่าอย่างชัดเจน โดยบริเวณรอบ ๆ จะถูกโอบล้อม
ด้วยสิ่งปลูกสร้าง ถนน และพ้ืนท่ีเกษตรกรรม (สวนยางพาราและปาล์มน้ามัน) สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ของ
ป่าชุมชนจะเป็นพ้ืนท่ีลุ่มมีน้าท่วมขัง เนื่องจากในอดีตมีการทานา เลี้ยงควาย และขุดบ่อไว้ล่อปลา ซ่ึง
ปจั จบุ นั ยังคงมีร่องรอยของบ่อล่อปลาหลงเหลืออยู่ประมาณ 100 บ่อ มหี นองเท๊ียะ หนองเปด็ นา้ หนองอี
สอ่ ง อ่าวนกเมนิ และบอ่ นา้ ประปาของหม่บู า้ น (ขนาดประมาณ 20 ไร่) เป็นแอง่ น้าหลัก โดยมีทางนา้ เล็ก
ๆ (ภาษาป่าพรุเรียกว่า ชวด) ซึ่งเกิดจากการเดินเหยียบย่าของควายในอดีตทาหน้าที่เช่ือมต่อแอ่งน้าต่าง
ๆ เข้าด้วยกัน สาหรับด้านทิศเหนือของป่าชุมชนจะมีลักษณะเป็นสันดอนทราย โดยมีโคกสับจูดซึ่งเป็นท่ี
ดอนน้าท่วมไม่ถึง เป็นเนินสูงสุดของป่าชุมชน มีการขุดคูและถนนเพ่ือแสดงแนวเขตที่ชัดเจนรอบป่า
ชุมชน เพ่ือป้องกันการบุกรุกและป้องกันไปป่า รวมทั้งมีการสร้างถนนน้าล้นเพ่ือช่วยในการควบคุมระดบั
และการไหลเวียนของน้า
122 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยืน
ภาพท่ี 6.4 ป่าชุมชนบ้านควนเงนิ ตาบลบา้ นตูล อาเภอชะอวด จงั หวัดนครศรีธรรมราช
ทีม่ า: เชิดศกั ด์ิ เกอ้ื รกั ษ์ (2562)
การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าชุมชนบ้านควนเงิน (ภาพท่ี 6.5) ที่สะท้อนผ่านผล
การศกึ ษาของ เชดิ ศักดิ์ เกอื้ รักษ์ (2562) มีลักษณะการใช้ประโยชนท์ ัง้ ในดา้ นการเปน็ แหลง่ น้าในการผลิต
น้าเพื่อการอุปโภคของคนในชุมชน การเป็นแหล่งอาหาร และการเป็นแหล่งเรยี นรเู้ ก่ียวกับป่าชมุ ชน ทว่า
ผลการศึกษาได้สะท้อนประเด็นท่ีน่าสนใจในแง่การบริหารจดั การป่าชุมชนที่ทาใหเ้ กิดการแยกคนและปา่
ซ่ึงไม่สอดคล้องตามแนวทางการจัดการป่าชุมชน กล่าวคือ แนวทางการจัดการป่าชุมชนบ้านควนเงิน
มุ่งเน้นเร่ืองการปกป้องพ้ืนที่มากกว่าการใช้ประโยชน์อย่างย่ังยืน ส่งผลให้คนในชุมชนไม่กล้าเข้าไปใช้
ประโยชน์ ก่อเกิดระยะห่างระหว่างคนกับป่า และผลกระทบท่ีเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ คือ ภูมิปัญญา
ชุมชนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรจากป่าในรูปแบบต่าง ๆ ก็จะไม่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น
ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ในชุมชนหันไปประกอบอาชีพอ่ืน ๆ อาทิ งานก่อสร้าง รับจ้างทางานนอกพื้นท่ี แทน
การพ่ึงพิงทรัพยากรจากปา่ กอปรกับสภาพพ้ืนทปี่ า่ อันหนาแนน่ ไปดว้ ยวชั พชื หรือพชื ชั้นลา่ ง รวมถึงสัตว์มี
พิษ เชน่ งูชนดิ ตา่ ง ๆ ทาใหก้ ารเข้าถงึ ป่าทาได้ยาก และอนั ตราย จงึ เป็นอกี เหตผุ ลหน่ึงทีท่ าให้คนในชมุ ชน
ไม่นิยมเข้าใชป้ ระโยชน์จากป่าเหมือนเช่นหมูบ่ า้ นป่าชุมชนในหมบู่ า้ นอ่ืน
การเพิ่มศกั ยภาพการคมุ้ ครองระบบนเิ วศและการจดั การป่าพรุท่ีมีคุณคา่ ต่อการอนรุ ักษส์ งู | 123
แบบบูรณาการอย่างย่งั ยืน
ภาพท่ี 6.5 แผนภาพแสดงพืน้ ทีก่ ารเขา้ ถงึ ทรัพยากรจากป่าชุมชนบ้านควนเงิน
ที่มา: เชิดศักดิ์ เกอ้ื รกั ษ์ (2562)
ป่าชุมชนบ้านไสขนุน (ภาพที่ 6.6) เป็นป่าชุมชนท่ีต้ังอยู่ในใจกลางของพรุควนเคร็งซ่ึง
เป็นพ้ืนท่ีสาคัญที่มีพื้นที่ใกล้เคียง คือ พรุควนขี้เส้ียน ซ่ึงเป็นพื้นที่ชุ่มน้าท่ีมีความสาคัญระหว่างประเทศ
(Ramsar site) ป่าชุมชนบ้านไสขนุนมีเน้ือท่ีทั้งหมด 625 ไร่ ต้ังอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ป่า
ดังกล่าวมีลักษณะทางกายภาพท่ีหลากหลาย ส่งผลให้มีระบบนิเวศที่หลากหลายไปด้วย โดยสภาพพ้ืนท่ี
ป่าชมุ ชนมีทัง้ พ้ืนท่โี คก (พังกาน) เชน่ โคกโรง พังกานถนน พงั กานข้หี นี พ้ืนทลี่ ุม่ ที่มีนา้ ท่วมขังเกือบตลอด
ทั้งปี (เม) เช่น หนองงูเห่า โพงพลัด บ่อโอ่งแตก รวมถึงทางน้าเลก็ ๆ (ชวด) ซ่ึงเกิดจากทางเดินของควาย
ทว่าในอดีตคือทางเดินของช้างแคระอันเป็นที่มาของช่ือเรียกเส้นทางดังกล่าวว่า “คลองช้างค่อม” ดังที่
บุญสง่ เลขะกุล (2537, อ้างถึงใน เชิดศักดิ์ เกื้อรักษ์, 2562) ได้ระบขุ ้อมูลท่ีมีการบอกเลา่ ต่อ ๆ กนั มา ว่า
ในอดีตของพ้ืนที่ป่าชุมชนไสขนุนเม่ือราว 60 ปีท่ีผ่านมา พื้นที่แห่งน้ีเคยเป็นป่าท่ีเปน็ แหล่งหากินของชา้ ง
แคระหรือชา้ งคอ่ ม (Pygmy elephant) 1 ฝูงหรอื ประมาณ 30 ตวั อาศัยอยูแ่ ถวพังกานหัวครก พังกานขี้
พร้า พังกานถนน ซ่ึงเป็นพื้นท่ีโคก (พังกาน) ที่มีหญ้าอุดมสมบูรณ์อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หญ้า
หวาย หญ้าราโพ และต้นเต่าร้าง ซงึ่ เปน็ พืชอาหารสาคัญของเหล่าฝงู ช้าง
124 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพือ่ เพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยัง่ ยืน
ภาพที่ 6.6 แผนทปี่ ่าชมุ ชนบ้านไสขนุน
ทมี่ า: เชดิ ศกั ด์ิ เกือ้ รกั ษ์ (2562)
การใช้ประโยชน์จากป่าของชุมชนไสขนุนกล่าวได้ว่า ป่า คือ ชีวิตของคนในชุมชนไส
ขนุนเน่ืองจากคนในชุมชนส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับป่ามายาวนานนับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ทั้ง
ด้วยเหตแุ ห่งทาเลท่ีต้ังของหมบู่ ้านที่อยู่จดุ สาคัญอันเป็นใจกลางของพื้นท่ภี ูมิทัศน์พรุควนเคร็ง จากการลง
พื้นท่ีสารวจชุมชน เข้าร่วมกิจกรรมท่ีจัดขึ้นในชุมชนท้ังโดยทางการและไม่เป็นทางการ และจากการ
สังเคราะหผ์ า่ นงานวจิ ยั ของโครงการทศ่ี ึกษาเกยี่ วกบั ป่าชุมชนของพื้นที่พรคุ วนเคร็งโดย เชิดศกั ดิ์ เกื้อรักษ์
(2562) ชี้ให้เห็นว่า ชุมชนไสขนุน เป็นชุมชนท่ีชาวบ้านส่วนใหญ่มีวิถีการพ่ึงพาทรัพยากรจากป่าชุมชน
เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากพืชกระจูดท่ีนามาแปรรูปผ่านชุดความรู้อันเป็นภูมิปัญญา
ของชมุ ชนที่สืบทอดต่อกันมาจวบจนปจั จบุ ันและยังคงมกี ารสืบสานต่อจากคนรุ่นใหม่ ท่หี ลายครอบครัวมี
การเดินทางกลับสูบ่ า้ นเกดิ เพื่อพัฒนาต่อยอดสนิ คา้ กระจูด
ท้ังนี้ เชิดศักดิ์ เก้ือรักษ์ (2562) ได้สะท้อนข้อมูลการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในป่า
ชุมชนของชุมชนไสขนุน (ภาพที่ 6.7) ที่แสดงให้เห็นความสาคัญของป่าและชุมชน น่ันคือ คนในชุมชน
บ้านไสขนนุ ส่วนใหญ่ คิดเปน็ รอ้ ยละ 55 ของประชากรท้งั หมด ยงั คงเข้าไปใชป้ ระโยชน์ในปา่ พรุจนถึงทุก
วันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีคนในหมู่บ้านจานวนหน่งึ คิดเปน็ ร้อยละ 8 ของประชากรในชุมชน ทตี่ อ้ งพ่งึ พา
ทรัพยากรจากป่าพรุเพียงอย่างเดียวในการเล้ียงชีพ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พ่ึงพาทรัพยากรจากป่าพรุ
100 ส่วนการใช้ประโยชน์จากป่าในแต่ละฤดูกาลในรอบปีมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ฤดูฝนหรือช่วง
หน้าฝนจะใช้ประโยชน์ในด้านการจับสัตว์น้า น่ันคือ ปลา ทั้งเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและการนาไป
ขายเพ่ือสร้างรายได้เล้ียงชีพ ส่วนฤดูร้อนหรือหน้าแล้ง คนในชุมชนจะเข้าป่าเพื่อตัดหรือถอนกระจุดเพื่อ
การเพิ่มศกั ยภาพการคมุ้ ครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุทม่ี ีคุณค่าต่อการอนรุ กั ษ์สงู | 125
แบบบูรณาการอยา่ งยัง่ ยืน
นามาขายหรือแปรรูปเป็นสินค้า การหาน้าผึ้งป่าและตัวต่อ นอกจากน้ีคนในชุมชนส่วนหนึ่งยังมีอาชีพ
เล้ียงควาย ดังน้ันพ้ืนที่ป่าชุมชนจึงเป็นพื้นท่ีเลี้ยงควายด้วย โดยจานวนควายที่มีการเล้ียงในชุมชนมีอยู่
ประมาณ 2 ฝูง หรือมีควายราว 50-60 ตัว และด้วยชุมชนมีความผูกพันกับการใช้ทรัพยากรจากป่ามา
ยาวนาน จึงมีภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างย่ังยืนท่ียังคนมีการสืบทอดต่อกันมา น่ันคือ ภูมิ
ปัญญาการดูแลรักษาทุ่งกระจูด ภูมิปัญญาการหาของป่า เช่น การหาน้าผึ้งป่า การหาตัวต่อ และภูมิ
ปญั ญาการถนอมอาหาร เช่น การทาปลาดกุ รา้ และจากการลงพื้นทยี่ ังพบว่า ภูมิปญั ญาท่สี าคัญทห่ี มู่บ้าน
แห่งนี้ยังสืบสานและส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ คือ ภูมิปัญญาการสานกระจูดแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในหมู่บ้านแห่งนี้ยังมีชาวบ้านที่มีความชานาญหรือปราชญ์แห่งการสานกระจูดเป็นลวดลายตัวอักษรท่ีมี
ความยุ่งยากสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีภูมิปัญญาต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องเช่ือมโยงใน
กระบวนการเตรียมกระจูด เชน่ การถอน การแช่โคลน การกลง้ิ จดู หรือการรดี กระจดู และท่เี กย่ี วข้องกับ
การแปรรปู กระจูด เช่น การสานเชอื กทาสายกระเปา๋ จากพืชกก ทกี่ ลายเปน็ อาชีพของคนเกอื บท้ังหมู่บ้าน
โดยมกี ารแบง่ งานกันทาและกระจายรายไดอ้ ย่างทวั่ ถึงแทบทุกครัวเรือน
ภาพที่ 6.7 แผนภาพแสดงพน้ื ทก่ี ารเขา้ ถึงทรัพยากรจากป่าชมุ ชนบ้านไสขนนุ
ทมี่ า: เชิดศักดิ์ เกอ้ื รกั ษ์ (2562)
อยา่ งไรก็ตาม จากการวเิ คราะหข์ ้อมลู ที่สะท้อนผ่านผลการศึกษาเกย่ี วกับปา่ ชุมชนทั้ง 3
แห่งในพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งของ เชิดศักด์ิ เกื้อรักษ์ (2562) (ภาพที่ 6.8) พบว่า ประเด็นที่น่าสนใจ
ภายหลังการข้ึนทะเบียนมีสถานภาพการเป็นป่าชุมชนแล้ว คือ ที่มาของป่าชุมชน ปัจจัยความสาเร็จใน
การจัดการป่าชมุ ชน ระดับการมสี ว่ นรว่ ม ผู้มีส่วนได้สว่ นเสีย และเปา้ หมายการจัดการป่าชมุ ชนในอนาคต
มีความคล้ายคลึงกันทั้ง 3 พ้ืนท่ีป่าชุมชน ทว่า ลักษณะป่าชุมชนท้ัง 3 แห่งก็มีความแตกต่างกันในหลาย
126 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพือ่ เพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยัง่ ยนื
ประการ (ภาพที่ 6.8) น่ันคือ ความแตกต่างในประเด็นความสาคัญระดับภูมิทัศน์ ความหลากหลายทาง
นิเวศหรือชีวภาพ ลักษณะและภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์ สถานภาพของทรัพยากร การพ่ึงพาป่า และ
การบริหารจัดการพื้นที่ป่าชุมชน ดังนั้น รูปแบบการจัดการป่าชุมชนจึงจาเป็นต้องมีความสอดคล้องกับ
ลักษณะสภาพแวดล้อมของชุมชนน้ันๆ และให้ความสาคัญกับการมีส่วนร่วมในการจัดการป่าชุมชนใน
รปู แบบต่าง ๆ ทห่ี ลากหลายข้ึน
ภาพท่ี 6.8 เปรยี บเทยี บขอ้ มูลสถานภาพป่าชุมชนท้งั 3 แห่ง
ท่ีมา: เชดิ ศกั ดิ์ เกอื้ รักษ์ (2562)
ป่าชมุ ชนกับภาษาถ่ิน ภูมิปญั ญาและความเช่อื
“ชวด เม พังกาน” เรียนรู้ภาษาถิ่นพรุควนเคร็ง ภาษาถ่ินใต้ในแต่ละจังหวัดมีการใช้
ภาษาถิ่นท่ีแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมของแต่ละพ้ืนที่ ชุมชนในในแถบพรุควนเคร็ง จังหวัด
นครศรีธรรมราช มีการใช้ภาษาถ่ินท่ีเรียกสภาพพ้ืนที่ภมู ิประเทศแตล่ ะลักษณะแตกต่างกัน คาว่า “ชวด”
“เม” “พงั กาน” เปน็ กลมุ่ คาทสี่ ือ่ ความหมายถึงสภาพพ้ืนทท่ี แี่ ตกต่างกัน คอื
“ชวด” หมายถึง สภาพพ้ืนที่ที่มีลักษณะเป็นเนินสูง ไม่มีน้าท่วมขัง หรือคนใต้เรียกว่า
“โคก” ส่วนคาว่า “เม” หมายถึง สภาพพื้นท่ีมีลักษณะเป็นที่ลุ่ม มีน้าท่วมขังในระดับลึก และคาว่า
“ชวด” หมายถึง ทางน้าเล็ก ๆ ซ่ึงเกิดจากการเดินเหยียบย่าของควายในอดีต ทางน้าเล็ก ๆ น้ีเป็นจุด
เชอ่ื มตอ่ แอง่ นา้ ต่าง ๆ เข้าดว้ ยกนั
“ไม้เหม็ด-ไม่เหม็ด=ไม่หมด” ความเชื่อถือเคล็ดด้านดีหรือเป็นมงคลเก่ียวกับการใช้ไม้
เสม็ดขาวของคนในชุมชนพรุควนเคร็งในชุมชนบริเวณดินทรุด ที่เชื่อว่าการใช้ไม้เสม็ดทาให้ “ไม่หมด”
โดยใช้หลักการพ้องเสียงที่เพย้ี นจาก “ไม”้ เป็นคาวา่ “ไม”่ จึงกลายเป็นคาวา่ “ไมเ่ หม็ด” ซึ่งในภาษาถิ่น
ทางภาคใต้มีความหมายว่า “ไม่หมด” เป็นหนึ่งในความเช่ือของคนในชุมชนที่สะท้อนผ่านผลการศึกษา
เกี่ยวกับป่าชุมชนของ เชิดศักดิ์ เก้ือรักษ์ (2562) โดยเฉพาะป่าชุมชนบ้านไสขนุน หมู่ที่ 11 ตาบลเคร็ง
อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรธี รรมราช ซ่งึ คนในชุมชนแห่งน้มี ีการใช้ประโยชน์จากปา่ ทมี่ ีความโดดเด่นคือ
การใช้ประโยชนจ์ ากไม้เสม็ดทั้งในชวี ิตประจาวันและสร้างรายได้จากการตดั ไม้เสมด็ ไปขายให้แก่กลุ่มคนที่
มีอาชีพเผาถ่านขาย ส่ิงหน่ึงที่สะท้อนถึงความสาคัญของการใช้ประโยชน์จากไม้ในป่าของชุมชนไสขนุน
คือ ในอดีตการเรียกค่าสินสอดในประเพณีการแต่งงานของคนในชุมชนท่ีเรียกได้ว่า ค่าสินสอด คือ แผ่น
กระดานไม้เคี่ยมจานวน 12 แผ่น ซ่ึงสะท้อนถึงความสาคัญของไม้เคี่ยมที่เปน็ ไม้มีค่าต่อการใช้ประโยชน์
การเพ่มิ ศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศและการจัดการป่าพรุทม่ี ีคณุ คา่ ตอ่ การอนรุ ักษส์ งู | 127
แบบบูรณาการอย่างยง่ั ยนื
ของชุมชนซ่ึงสอดคล้องกับวิถีการสร้างบ้านเรือนในอดีตที่นิยมใช้ไม้เค่ียมเป็นแผ่นไม้กระดานปูเรียงเป็น
พ้ืนบ้าน เรือนชาน เพราะมีความแข็งแรงทนทาน ไม่เพียงแต่ชุมชนในแถบตาบลเครง็ เท่านั้น ทว่า การใช้
ไม้เคี่ยมในการสร้างบ้านเรือนเป็นวัฒนธรรมร่วมของชุมชนในทางภาคใต้ และปัจจุบันยังคงมีบ้านเรือนท่ี
ยังคงมีกระดานไม้เค่ียมโบราณหลงเหลอื อยู่ ดงั ขอ้ มูลจากการลงพ้ืนที่สารวจชุมชนในแถบชุมชนทะเลน้อย
ตาบลพนางตุง อาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ซ่ึงสามารถพบเห็นแผ่นกระดานไม้เค่ียมโบราณปูพื้นบ้าน
ทางเดินเข้าหมู่บ้านให้ได้เห็นกันอยู่ (ภาพที่ 6.9) แม้ว่าจะบ้านจานวนไม่น้อยได้เปล่ียนแปลงรูปแบบวัสดุ
อ่ืน ๆ ไปแล้วกต็ าม
ภาพที่ 6.9 สะพานไมเ้ คย่ี มอายุราว 100 ปี ทก่ี ลายเปน็ จดุ ขายเพื่อการท่องเทีย่ วของชุมชนทะเลน้อย ตาบล
พนางตงุ อาเภอควนขนุน จงั หวัดพัทลงุ ชมุ ชนหนงึ่ ในพ้นื ทภี่ มู ทิ ัศน์พรุควนเคร็ง
ที่มา: บนั ทกึ ภาพโดย สวรนิ ทร์ เบญ็ เด็มอะหลี เมือ่ ปี พ.ศ. 2562
ถึงกระนั้นก็ตาม ความเชื่อตามนัยยะดังกล่าวข้างต้นอาจไม่ได้รับรู้กันท่ัวไปในทุกชุมชน
ในพื้นที่พรุควนเคร็ง หรืออาจเป็นเพียงความเช่ือหรือการถือเคล็ดตามทัศนคติส่วนบุคคลของผู้ให้ข้อมูล
ทั้งนี้ จากให้ข้อมูลของคนในชุมชนพรุควนเคร็งบางแห่งผ่านการบอกเล่าของชัยณรงค์ คงเกื้อ (2562,
สัมภาษณ์) กลับสะท้อนนัยยะท่ีตรงกันข้าม นั่นคือ “ไม้เหม็ด=หมด” ซึ่งเป็นความเชื่อในด้านตรงข้ามที่
เช่ือว่าการนาไม้เสม็ดมาใช้ไม่เป็นมงคลในบางสถานการณ์หรือบางรูปแบบการนาไปใช้ประโยชน์ น่ันคือ
คนในพ้ืนที่พรุควนเคร็งไม่นิยมนาไม้เสม็ดไปทาโรงเรือนในบ่อเล้ียงกุ้ง เพราะเชื่อว่าไม่เป็นมงคลต่อการ
งานที่ทา นั่นคือ อาจทาให้การลงทุนเลี้ยงกุ้งไม่ประสบผลสาเร็จหรือล้มเหลว เพราะคาว่า “เหม็ด” ใน
ภาษาใต้ หมายถงึ “หมด” “ไมเ่ หลอื ” นัน่ ย่อมหมายถึงว่า การเลี้ยงกุ้งอาจต้องขาดทนุ ไมไ่ ดผ้ ลตอบแทน
ที่ดีก็เป็นไปได้ ความเชื่อเหล่านี้ซึ่งเป็นความเช่ือท่ีเชื่อมโยงกับการใช้ไม้เสม็ดท้ังในด้านดีและไม่ดีนั้น
สันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลของผู้ใดผู้หน่ึงในชุมชนเท่าน้นั ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับการรับรู้
และประสบการณก์ ารเรียนรู้เกีย่ วกบั สงิ่ นนั้ ๆ ของบุคคลหนึง่ ๆ
“การดูแลกระจูด” “เครื่องมือประมงพ้ืนบ้าน” เป็นภูมิปัญญาสาคัญของชุมชนท่ี
เก่ียวข้องกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในป่าชุมชน เป็นชุดความรู้ที่สืบทอดต่อกันมาใช้ทามาหากิน
จวบจนปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างย่ิงหมู่บ้านท่ีมีการมีวิถีการดารงชีพด้วยการพึ่งพาทรัพยากรจากป่าเป็น
128 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพ่อื เพิ่มความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่ังยนื
หลัก น่ันคือ บ้านไสขนุน เป็นหมู่บ้านตั้งอยู่ใจกลางป่าพรุ หลายครัวเรือนมีอาชีพการทาประมงพื้นบ้าน
โดยการใช้เคร่ืองมอื ประมงท่ีสามารถทาข้นึ จากวสั ดุทีม่ ใี นชุมชน
ชุมชนกบั การจัดการปา่ เพื่อคนและป่า
ป่าชุมชนในพื้นท่ีพรุควนเคร็งท้ัง 3 แห่ง แต่เดิมมีสถานภาพการเป็นปา่ ชุมชนแบบจารีต
ดัง้ เดมิ ในยุคก่อนที่จะมีการกาหนดเขตป่าอนุรักษ์ ทวา่ เม่อื มกี ารจัดการป่าโดยรัฐและมีการออกกฎหมาย
ควบคุมพ้นื ท่ปี ่าไม้ และเม่อื รัฐพบกับความล้มเหลวในการจัดการปา่ โดยรัฐเพียงลาพัง จงึ มีนโยบายดงึ แนว
ร่วมการจัดการป่าจากคนในชุมชน นั่นจึงทาให้มีการจัดตั้งป่าชุมชนขึ้นตามพื้นที่หมู่บ้านท่ีมีอาณาเขตติด
เขตป่าและมีการใช้ประโยชน์จากป่าอยู่เดิมแล้ว ทานองเดียวกัน ป่าชุมชนในพื้นท่ีพรุควนเคร็ง เดิมทีก็มี
การใช้ประโยชน์ในรูปแบบพื้นท่ีสาธารณะของชุมชน ทว่า เม่ือป่าอยู่ภายใต้การจัดการของรัฐและมี
นโยบายการให้ชุมชนมีส่วนร่วม จึงทาให้ป่าชุมชนในรูปแบบที่มีการจดทะเบียนกับกรมป่าไม้ โดยมีการ
จัดต้ังคณะกรรมการดาเนินการ การกาหนดกฎ กติกาเพื่อควบคุมการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน มีการ
ดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและการกากับดแู ลของหน่วยงานสงั กัดกรมป่าไม้ ท้ังน้ี
กฎ กติกา ท่ีกาหนดข้ึนมักมีรูปแบบไม่แตกต่างกันมากนัก นั่นคือ การมีข้อห้าม ตักเตือน และบทลงโทษ
หนักเบาตามลาดับขั้น ถึงกระนั้นก็ตาม การบังคับใช้กฎ กติกา ของป่าชุมชนแต่ละแห่งมีความเข้มงวด
และเคร่งครัดแตกต่างกัน แต่โดยส่วนใหญ่ในทางปฏิบัติมีการยืดหยุ่นและลดหย่อนผ่อนปรนไปตาม
วัฒนธรรมของชุมชนที่อยู่ภายใต้ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติของคนในชุมชน ดังน้ัน การจัดตั้งป่า
ชุมชนในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งเป็นการจัดต้ังภายใต้นโยบายการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการป่ามี
รูปแบบการจัดการท่ีไม่ได้แตกตา่ งจากป่าชุมชนในพน้ื ท่ีอืน่ ๆ นัน่ คือ การมคี ณะกรรมการป่าชุมชน การมี
กฎและกตกิ าเพื่อควบคุมการใช้ประโยชน์จากพน้ื ที่ป่าชุมชน ทั้งนี้ กฎ กตกิ าอาจมกี ารกาหนดแตกต่างกัน
ไปข้ึนอยู่กบั ขอ้ ตกลงของชมุ ชนท่เี หน็ พอ้ งรว่ มกันในการจดั การป่าชุมชน
มองไปข้างหน้ากบั แผนการจัดการป่าชมุ ชนโดยชมุ ชน
ป่าชุมชนจะยังเป็นผืนป่าท่ีเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนได้ต่อไปอีกหรือไม่นั้นข้ึนอยู่กับชุมชน
และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท่ีเกี่ยวข้อง และการเรียนรู้เพื่อทาความเข้าใจในสถานภาพป่าชมุ ชนที่เป็นอยู่ และ
สถานการณ์ต่าง ๆ ท่ีอาจเกิดข้ึนและส่งผลกระทบต่อป่าชุมชนอันเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติท่ีสาคัญ
ต่อการดารงชีพของคนในชุมชน ท้ังน้ีสถานการณ์ต่างๆ น้ันคือสถานการณ์ที่ป่าชุมชนกาลังเผชิญอยู่และ
สถานการณ์ทีส่ ามารถคาดการณ์ลว่ งหน้าโดยใช้ข้อมลู ในอดีตและปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การดารงอยู่ของ
ป่าชุมชนในยุคปัจจุบันซ่ึงทรัพยากรธรรมชาติมีน้อยลง และมีแนวโน้มการแย่งชิงทรัพยากรกันมากยิ่งขึ้น
กว่าในอดีตหรือที่ห้วงเวลาที่ผ่านมา ย่อมต้องอาศัยพลังความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
เป็นผู้ดูแลหรือจัดการเพียงลาพังนั้นไม่สามารถปกป้องป่าชุมชน และป่าไม้ที่เหลืออยู่ของประเทศได้
ดังนนั้ การดาเนนิ โครงการปา่ พรุควนเคร็งจึงให้ความสาคัญกับการสรา้ งความร่วมมือจากทุกฝา่ ยท่ีเป็นผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียเช่ือมโยงกับป่าพรุควนเคร็ง และป่าชุมชนที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นในพื้นที่พรุควนเคร็ง อัน
ประกอบด้วย ป่าชุมชน 3 แห่ง ได้แก่ ป่าชุมชนบ้านไสขนุน ป่าชุมชนบ้านควนเงิน ป่าชุมชนบ้านสวน
สมเดจ็ เจา้ ป้าจุฬาภรณ์
การเพ่ิมศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนเิ วศและการจัดการปา่ พรุที่มีคณุ คา่ ต่อการอนรุ กั ษ์สูง | 129
แบบบูรณาการอย่างย่ังยนื
แผนการจัดการป่าชุมชนแบบมีส่วนร่วมของป่าชุมชนทั้ง 3 แห่ง ซ่ึงสะท้อนผ่านผล
การศึกษาของ ชัยณรงค์ คงเกื้อ (2563) ที่ใช้แนวทางการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายมาร่วมกันระดมความ
คดิ เหน็ ในเวทีตา่ ง ๆ ทจี่ ดั ขน้ึ ในแต่ละพ้ืนท่ีเพ่ือนาเสนอแผนการจดั การป่าชุมชนของป่าชุมชนแต่ละแห่งที่
ให้มีความสอดคล้องตามสภาพพื้นที่และวิถีชุมชนแต่ละหมู่บ้าน โดยได้ข้อสรุปในการจัดทาแผนการ
จัดการป่าชุมชนแต่ละแห่งไม่แตกต่างกัน โดยประกอบด้วยการจัดการด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านการอนุรักษ์
และการป้องกันดูแลรักษาป่าชุมชน ด้านการปื้นปูและรักษาระบบนิเวศป่า ด้านการใช้ประโยชน์อย่าง
ย่ังยืน และด้านความเข้มแข็งขององค์กรจัดการป่า โดยแผนการจัดการในแต่ละด้านของป่าชุมชนแต่ละ
พ้นื ทไ่ี มแ่ ตกต่างกันมากนัก กล่าวคอื
ด้านการอนุรักษ์และการป้องกันดูแลรักษาป่าชุมชนให้ความสาคัญกับการมีแนวเขตป่า
ชุมชนท่ีชัดเจนโดยการปรับปรุงแนวเขตและการปักป้ายแสดงแนวเขตป่าชุมชนท่ีชัดเจนท้ัง 4 ด้านของ
พ้ืนท่ีป่าชุมชน การเฝ้าระวังด้วยการลาดตระเวนเฝ้าระวังป่าชุมชนโดยเฉพาะอย่างย่ิงการเกิดไปป่า การ
จัดตั้งเขตคุ้มครอง เขตปื้นปู และเขตแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์และพันธ์ุพืชท้องถิ่น โดยมีการจัดทาป้าย
ประชาสัมพันธ์แสดงแผนที่ป่าชุมชนและเขตพ้ืนท่ีคุ้มครอง เขตป้ืนปู และแห่งเพาะพันธ์ุสัตว์และพืช
ท้องถนิ่ ป้ายกฎระเบียบ/กตกิ าปา่ ชุมชน ตลอดจนการสารวจขอ้ มูลพันธุ์พชื และสตั ว์ทใี่ กลส้ ญู พันธหุ์ รือหา
ยาก รวมถึงการส่งเสรมิ ความรู้เพ่อื การเรียนรู้เกย่ี วกับป่าชมุ ชน การสร้างจิตสานกึ ในคนทกุ กลมุ่ ของชุมชน
โดยเฉพาะอย่างย่ิงเด็กและเยาวชนซ่ึงเป็นคนรุ่นใหม่ในชุมชนที่จะช่วยอนุรักษ์ ดูแลและป้ืนปูป่าให้ดารง
อยู่ต่อไป
ด้านการปื้นปูและรักษาระบบนิเวศของป่าชุมชน ให้ความสาคัญกับการปลูกพันธุ์ไม้
ท้องถ่ินเสริมในพื้นที่ป่าชุมชน การกาจัดวัชพืชหรือพืชท่ีไม่ใช่พืชท้องถิ่น เช่น กระถินเทพา กระถินณรงค์
ต้นกง และจัดให้มีเรือนเพาะชากล้าไม้ การปล่อยพันธุ์สัตว์น้าท้องถิ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์น้าท้องถ่ินที่
หายากหรือใกล้สญู พันธุ์ การกาหนดเวลาที่เหมาะสมในการปิด-เปิดประตูระบายน้าเพื่อรักษาระบบนิเวศ
ป่า
ด้านการใช้ประโยชน์และผลผลิตจากป่าอย่างย่ังยืน แผนการจัดการป่าชุมชนด้านน้ี
ได้แก่ การจดั ทาเส้นทางรอบป่าชุมชนเพื่อศึกษาและการทอ่ งเท่ียว การแบง่ โซนพนื้ ทกี่ ารใช้ประโยชน์และ
เกบ็ หาผลผลิตจากปา่ การปรบั ปรุงระเบียบขอ้ ตกลงป่าชุมชน การสง่ เสริมการใช้ภมู ิปัญญาท้องถิ่นในการ
เพิ่มมูลค่าผลผลิตที่ได้จากป่าชุมชน เช่น เห็ดเสม็ด น้าผ้ึงป่า และปลาน้าจืด การปรับปรุงแหล่งสระน้า
อุปโภคและบริโภค การส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์จากพืชท้องถิ่น เช่น พืชสมุนไพร ตลอดจนการพัฒนา
และจัดการท่องเท่ยี วเชิงนิเวศป่าพรุ
ด้านการสร้างความเข้มแข็งองค์กรจัดการป่า ได้แก่ การส่งเสริมความรู้ให้แก่
คณะกรรมการป่าชุมชน เช่น การอบรมให้ความรู้ด้านป่าไม้ ความรู้เก่ียวกับสิทธิชุมชน หรือกฎหมายป่า
ไม้และป่าชุมชน การจัดให้มีการศึกษาดูงานเพ่ือแลกเปล่ียนเรียนรู้กับเครือข่ายป่าชุมชนทั้งในและนอก
พ้ืนที่ นอกจากนี้ การสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรได้มีการเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนบริหารจัดการป่า
และการจัดตงั้ ศูนยก์ ารเรยี นรปู้ ่าชุมชน
130 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพอ่ื เพ่มิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่ังยนื
เมื่อบทบัญญัติแห่งรัฐมา ป่าชุมชน (บางแห่ง) หายไป มีทางออก? กรณีศึกษาป่าชุมชนบ้าน
ไสขนุน
ประเด็นน้ีเป็นการหยิบยกเอาปัญหาสถานภาพป่าชุมชนของชุมชนบ้านไสขนุน ตาบลเคร็ง
อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพ้ืนที่ป่าชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อและเขต
รกั ษาพนั ธส์ุ ตั วป์ ่าทะเลน้อยซง่ึ เปน็ ประเด็นที่หลายฝ่ายร่วมกันถกและหาทางออกของปัญหาเพ่ือคืนสภาพ
การเปน็ ป่าชมุ ชนของชมุ ชนบ้านไสขนุน ซ่งึ จากขอ้ มลู ป่าชุมชนท่ีกลา่ วมาขา้ งตน้ ชี้ให้เห็นได้ชดั ว่าป่าชุมชน
มีความสาคัญกบั วถิ ีชวี ติ ของคนในหมู่บ้านไสขนุนเปน็ อย่างมาก หลายครัวเรอื นหรอื คดิ เปน็ กว่ารอ้ ยละ 50
หรือเกินครึ่งหน่ึงของประชากรในหมู่บ้านที่ดารงชีพด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในผืนป่าชุมชน
ทว่า สถานภาพการเป็นปา่ ชมุ ชนตามที่ได้มีการข้ึนทะเบียนไวก้ ับสานักการจดั การป่าชุมชน กรมปา่ ไม้ น้นั
จาต้องหลุดจากสถานภาพการเป็นป่าชุมชน เม่ือมีการประกาศกฎหมายป่าชุมชนเมื่อเดือนกรกฎาคม
2562 นั่นคือ พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกโดยรัฐ และยังเป็นมีข้อกังขา
หรือวพิ ากษจ์ ากนักวชิ าการหรือกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพ่ือสิทธิชมุ ชนทีม่ ีการตอ่ สู้เรื่องกฎหมายป่าชุมชนฉบับ
ประชาชนมาอย่างตอ่ เนือ่ งเปน็ ระยะเวลานานกว่าทศวรรษ
อยา่ งไรกต็ าม ป่าชุมชนบา้ นไสขนุน มที างออกหรือไมน่ ั้น คาตอบแบบท่ีมีความจริงใจและจริงจัง
ในการแก้ปัญหานั้นย่อมมีอย่างแน่นอน กล่าวคือ ปัญหาป่าชุมชนบ้านไสขนุนจาต้องส้ินจากสถานภาพ
การเปน็ ปา่ ชุมชน ทว่า ไม่สิน้ สภาพจากการเป็นป่าชุมชนตราบใดที่ชมุ ชนยังคงดูแลและใช้ประโยชน์อย่าง
ยั่งยืน ถึงกระน้ันก็ตาม ปมปัญหาที่ทุกฝ่ายร่วมกันแก้และหาคาตอบให้กับประเด็นการส้ินสถานภาพการ
เป็นป่าชุมชนของป่าในพื้นที่บ้านไสขนุน ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราชอันเกิดจาก
บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 น้ัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายเห็นพ้องกันว่า
สามารถกระทาได้โดยมีข้ันตอนคือ 1) การเข้าแสดงเจตจานงของชุมชนต่อหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ
พ้ืนที่ซึ่งได้แก่ สานักบริหารพ้ืนที่อนุรักษ์ท่ี 6 สงขลา และสานักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เพื่อขอ
คาปรึกษาในการร่วมกันหาทางออกให้มีการจัดต้ังป่าชุมชนบ้านไสขนุนได้ 2) การยื่นเอกสารแสดง
เจตจานงในการจัดตั้งป่าชุมชนบ้านไสขนุน เพ่ือรักษาสิทธิการจัดการป่าชุมชนให้คงอยู่ต่อไป เน่ืองจาก
พื้นท่ีป่าชุมชนบ้านไสขนุนได้มีการจัดการในรูปแบบป่าชุมชนมาก่อนท่ีจะมีการประกาศพระราชบัญญัติ
ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 3) รอประกาศใช้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซ่ึงเป็น
กฎหมายที่จะมีการบังคบั ใชใ้ นพ้นื ท่อี นรุ ักษ์ท่ีเอ้ือต่อการท่ีชุมชนจะสามารถดาเนนิ กจิ กรรมปา่ ชุมชนได้
“หลกั สตู รทอ้ งถนิ่ ” กลไกการสอ่ื “สาร” และการจัดการความรขู้ องชุมชนเพ่อื ความยงั่ ยนื
ในการจัดการป่า
หลกั สตู รท้องถนิ่ เป็นอีกกลไกหนงึ่ ที่มคี วามสาคญั อย่างยิ่งในการขับเคล่ือนงานโครงการ
ปา่ พรุควนเคร็ง การจัดทาหลักสตู รทอ้ งถิ่นเป็นแนวทางการส่ือสารของชุมชนท่เี ป็นการถ่ายทอดชดุ ความรู้
เก่ียวกับชุมชนในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านวัฒนธรรมของชุมชน ภูมิปัญญาชุมชน ความสาคัญของ
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมของชุมชน การบูรณาการชุดความรู้ท้องถิ่นในรูปแบบการจัดทา
หลักสูตรท้องถ่นิ โดยการมสี ว่ นร่วมของโรงเรยี นในชุมชนพน้ื ท่ีภูมทิ ัศนพ์ รุควนเครง็ จึงเปน็ กลไกในการเพ่ิม
ศักยภาพของชุมชนในการปกป้องคมุ้ ครองป่าพรคุ วนเคร็งและวถิ ีคนพรุควนเคร็ง
การเพ่ิมศักยภาพการค้มุ ครองระบบนิเวศและการจัดการปา่ พรุที่มีคณุ ค่าต่อการอนุรกั ษส์ งู | 131
แบบบูรณาการอย่างย่ังยืน
อนึ่ง โครงการป่าพรุควนเคร็งได้มีการจัดทาหลักสูตรท้องถิ่นร่วมกับโรงเรียนในพื้นทีภ่ ูมิ
ทัศน์พรุควนเคร็ง จานวน18 โรงเรียน ในพื้นท่ีตาบลเคร็งและตาบลบ้านตูล อาเภอชะอวด จังหวัด
นครศรีธรรมราช เป็นพื้นท่ีนาร่องในการทดลองการเรียนรู้ในชั้นเรียนผ่านรูปแบบการเรียนการสอนตาม
เนื้อหาสาระของหลักสตู รทอ้ งถิ่น โดยรปู แบบและการดาเนินการจดั ทาหลักสตู รฯ ดังน้ี
1) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบหลักสูตรท้องถ่ินเชิงบูรณาการสาระการเรียนรู้
ท้องถ่ินภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง ประกอบด้วย 7 แผนการจัดการเรียนรู้ท่ีมีเน้ือหาสาระครอบคลุมทุกด้าน
ของชุมชนในภมู ทิ ัศน์พรคุ วนเคร็ง กลา่ วคอื
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 1 ประวตั ิและความเป็นมาของป่าพรุ
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 2 ความหมาย ความสาคญั และองค์ประกอบของปา่ พรุ
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 3 ระบบนิเวศน์ของปา่ พรุ
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 4 วิถีชวี ติ คนปา่ พรุ
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 5 การใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรในปา่ พรุ
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 6 ปจั จัยและผลกระทบท่มี ีต่อการเปล่ียนแปลงของปา่ พรุ
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 7 การอนุรกั ษ์ป่าพรุ
2) ผลการวิพากษ์หลักสูตรท้องถ่ินภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง หลักสูตรที่จัดทาขึ้นได้ผ่าน
กระบวนการวิพากษ์จากผู้ทรงคณุ วฒุ ดิ า้ นการศกึ ษาในหลายประเด็นทีน่ า่ สนใจ กลา่ วคอื
ประการแรก ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้เกี่ยวข้องควรให้ความสาคัญและปฏิบัติอย่าง
จรงิ จงั ในการพฒั นาหลักสูตรท้องถิ่น โดยจดั ประชมุ ผู้ปกครองนักเรยี นและผทู้ ่ีเกย่ี วข้องเพื่อทาความเข้าใจ
และร่วมมือกับคณะครูในโรงเรียน เพื่อหาแนวทางในการดาเนินงานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นให้สอดคล้อง
กบั สภาพความต้องการของทอ้ งถนิ่ ตนเอง
ประการท่ีสอง หลักสูตรท้องถ่ินเชิงบูรณาการสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นภูมิทัศน์พรุควน
เคร็งท่พี ัฒนาข้นึ มีความสอดคล้องกับสภาพท้องถ่ินและความต้องการของผเู้ รียน แต่ควรมีการจัดกจิ กรรม
ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม กิจกรรมแลกเปล่ียนเรียนรู้และการ
นาเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน การจดั กิจกรรมการเรยี นรดู้ ว้ ยการเชิญวทิ ยากรท่ีเปน็ ภูมปิ ญั ญาท้องถ่ินมาให้
ความรู้ การจัดทาโครงงาน และควรมีการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในเร่ืองการทางาน เช่น ความ
อดทน ขยัน ประหยัด ใฝร่ ู้ใฝ่เรยี น ตลอดจนการอนรุ กั ษภ์ มู ิปญั ญาท้องถ่นิ
ประการท่ีสาม การจัดกิจกรรมต่างๆ จะต้องเน้นให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าและเกิดความ
ภาคภูมิใจท้องถิ่นของตนเอง ควรนารูปแบบการสอนและเทคนิคการสอน กระบวนการเรียนรู้ ได้แก่
วิธีการสอนแบบการเรียนรู้รว่ มมือ การสาธิต กระบวนการกลุ่ม การศึกษาค้นคว้า กระบวนการกลุ่ม การ
ประเมินช้ินงาน ประเมินตนเอง ประเมินผลตามสภาพจริง การวิพากษ์วิจารณ์ ถึงจุดเด่น จุดด้อย ของ
ผลงานตนเองและกลุ่มเพ่ือน จาทาให้ผู้เรียนมีความร้คู วามเข้าใจมากยิ่งขึ้น เน่ืองจากได้เรียนรู้โดยการลง
มือปฏิบัติด้วยตนเอง มีการเรียนรู้เป็นกลุ่ม มีการแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกันและเรียนในสิ่งที่ใกล้ตัว
สามารถนาไปใช้ในวถิ ีชีวติ ของตนเอง ทาให้ผ้เู รยี นมคี วามรคู้ วามเข้าใจในเร่ืองภูมทิ ัศนพ์ รคุ วนเคร็งมากขนึ้
ประการท่ีสี่ การสร้างบรรยากาศและสงิ่ แวดล้อมท่ีดีเป็นปจั จัยสาคญั ในการเรียนการ
สอน เพราะบรรยากาศการเรยี นการสอนมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น การจัดการเรียนรู้โดยใช้
132 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพือ่ เพิ่มความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยืน
วิธีการสอนแบบโครงงาน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลอื กทาโครงงานท่ีตนสนใจ และนาเสนอในรูปของการจัด
นิทรรศการ ส่งผลให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์เกิดโครงงานที่หลากหลาย มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ภายในกลุ่มตนเองและกลุ่มเพ่ือน ผู้เรียนมีการช่วยเหลือซ่ึงกันและกันมีความสุข สนุกสนานไปกับการ
เรียน
3) การทดลองการเรียนการสอนหลักสูตรท้องถ่ินภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง โครงการได้มี
การทดลองจัดให้มีการเรียนการสอนตามรูปแบบของหลกั สูตรท้องถิ่น ในสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นภูมิทศั น์
พรคุ วนเครง็ ขึ้น (DAY CAMP) ในวนั ที่ 29 - 30 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2562 ณ โรงเรียนบา้ นควนเงิน ตาบลบา้ น
ตูล อาเภอชะอวด จงั หวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนักเรียนจากโรงเรียน จานวน 13 โรงเรยี นเขา้ ร่วม ได้แก่
โรงเรียนบ้านควนเงิน โรงเรียนบ้านตูล โรงเรียนบ้านกุมแป โรงเรียนวัดจิกพนม โรงเรียนวัดท่าสะท้อน
โรงเรียนวัดวังกลม โรงเรียนบ้านปากบางกลม โรงเรียนวัดควนชิง โรงเรียนวัดควนเคร็ง โรงเรียนวัดปาก
ควน และโรงเรียนวดั รกั ขิตวนั โดยจัดเปน็ ฐานการเรยี นรตู้ ามแผนการจดั การเรยี นรเู้ ชิงบรู ณาการ จานวน
7 ฐาน และมีฐานนันทนาการ จานวน 1 ฐาน ดงั น้ี
ฐานที่ 1 แรกเริม่ เดิมที (ประวัติและความเป็นมาของปา่ พรุ)
ฐานท่ี 2 ลุ่มนทีสาคัญ (ความหมาย ความสาคญั และองค์ประกอบของปา่ พรุ)
ฐานท่ี 3 สมั พนั ธพ์ ึ่งพา (ระบบนิเวศนข์ องป่าพรุ)
ฐานท่ี 4 นานาวิถี (วถิ ีชีวติ คนป่าพรุ)
ฐานที่ 5 มคี า่ มากหลาย (การใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรในป่าพรุ)
ฐานที่ 6 จักสลายหรือคงอยู่ (ปจั จัยและผลกระทบท่มี ีต่อการเปล่ียนแปลงของป่าพรุ)
ฐานที่ 7 รอู้ นุรกั ษย์ ั่งยืน (การอนรุ กั ษป์ ่าพร)ุ
ฐานที่ 8 นันทนาการ
ผลการทดลองใช้หลักสูตรท้องถ่ินเชิงบูรณาการสาระการเรียนรู้ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งกับโรงเรยี น
ในพนื้ ที่ภมู ิทัศนพ์ รุควนเคร็ง พบว่า
1) หลักสูตรท่ีพัฒนาข้ึนมีเนื้อหาสาระเป็นเรื่องที่น่าสนใจและตรงกับความต้องการของ
นักเรียน ทาให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับป่าพรุควนเคร็ง กิจกรรมการเรียนรู้ได้ปฏิบัติจริง
ทาใหนักเรียน มีทักษะกระบวนการทางาน วางแผน การทางาน ปฏิบัติตามข้ันตอนและมีความต้ังใจ
สนใจ รับผิดชอบในการทางาน เสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ สามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้
โดยใหภ้ ูมิปญั ญาทอ้ งถิ่นมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรรู้ ว่ มกับครู นักเรยี นมคี วามตั้งใจ กระตอื รือร้น มี
ความร่วมมือ ในการปฏิบัติกิจกรรม เกิดความรัก หวงแหน และเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติใน
ทอ้ งถิน่
2) ความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรท้องถิ่นเชิงบูรณาการ
สาระการเรียนร้ทู ้องถ่ินภูมทิ ัศนพ์ รุควนเคร็งในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 4.44 S.D.= 0.37)
เห็นได้ว่า การจัดทาหลักสูตรท้องถิ่นได้บรรจุเนื้อหาสาระการเรียนรู้ที่ครอบคลุมทุกด้านท่ี
เก่ยี วข้องกบั ป่าพรุควนเคร็ง ทงั้ ในแงป่ ระวัติศาสตร์ท่สี ื่อให้ผู้เรียนซ่ึงเป็นคนรุน่ ใหมไ่ ดร้ ับรู้ “สาร” ท่สี าคัญ
คือ ราก หรอื แก่นแกนของผนื ป่าและการต้ังถิน่ ฐานของผู้คนในชมุ ชนซ่ึงโดยธรรมชาตมิ ักเลือกต้ังถ่ินฐานท่ี
การเพิม่ ศักยภาพการคุ้มครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุท่ีมคี ุณค่าต่อการอนรุ กั ษ์สงู | 133
แบบบูรณาการอย่างย่ังยืน
มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติให้ได้พึ่งพิงอาศัยท้ังในแง่การเป็นท่ีอยู่อาศัยและแหล่งอาหาร ประวัติศาสตร์
ความเป็นมาท่ยี าวนานเชือ่ มรอ้ ยวถิ คี นและป่าพรเุ ป็นหนงึ่ เดยี วกอ่ เกดิ วฒั นธรรมท่ีสืบต่อกนั มาจากรุ่นสู่รุ่น
อีกท้ังการนาเสนอสาระการเรียนรู้ที่สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับป่าพรุและความสาคัญของป่าพรุ
ระบบนิเวศท่ีเป็นการพ่ึงพากันอย่างเป็นระบบทั้งพืช สัตว์ และคนที่มีหลากหลายวิถีที่ยึดโยงอยู่กับระบบ
นิเวศป่าพรุ ตลอดจนสถานการณ์ภัยคุกคามท่ีส่งผลกระทบต่อป่าพรุควนเคร็งซ่ึงย่อมท่ีจะส่งผลกระทบ
เชื่อมโยงต่อความม่ันคงของชุมชน เช่นน้ีการเรียนรู้ที่สาคัญอีกประการคือ เนื้อหาสาระการเรียนรู้เพ่ือ
สร้างความรู้ความเข้าใจในการดแู ลปกป้องรกั ษาปา่ พรุควนเคร็งให้ดารงอยสู่ บื ต่อกันไป
“วิสาหกิจศูนย์การเรียนรู้” กลไกขับเคล่ือนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนบนฐาน
ทรัพยากรป่าชมุ ชน
การดาเนินโครงการป่าพรุควนเคร็งในด้านการหนุนเสริมให้มีการจัดการป่าชุมชนอย่าง
ย่ังยืนนั้น มิใช่เพียงแค่การให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการป่าชุมชนเพ่ืออนุรักษ์ป่าและให้ชุมชนใช้
ประโยชน์ในการดารงชีพโดยทั่วไป เช่น การเก็บหาของป่าเป็นอาหาร ทว่า ท่ามกลางสถานการณ์การ
เปล่ียนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน การดารงชีพของแต่ละครัวเรือนในชุมชนพ้ืนที่พรุควนเคร็งยังมีความ
ต้องการปัจจัยยังชีพอื่น ๆ ที่ช่วยให้สามารถดารงชีพอยู่ได้ ดังน้ัน การจัดการป่าชุมชนแบบมีส่วนร่วมท่ี
ย่ังยืนจึงจาเป็นต้องคานึงถึงการส่งเสริมอาชีพและความเป็นอยู่ท่ีดีแก่คนในชุมชนในด้านต่าง ๆ เพ่ือให้
ชุมชนมรี ายได้เพ่ิมขนึ้ โดยคานึงถึงแนวทางการพฒั นาเศรษฐกิจชมุ ชนท่ีอยบู่ นฐานทุนเดิมของชมุ ชนและมี
การบูรณาการความร่วมมือจากองค์กรภายนอกท่ีจะเข้ามาสนับสนุนท้ังในด้านเงินทุนสนับสนุนกิจกรรม
ความรู้ท่ีช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนท่ีเท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก และการส่งเสริม
การตลาด รวมถึงกฎหมายและนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชมุ ชนบนฐานทรัพยากรชมุ ชน ทั้งน้ี
การดาเนนิ การดงั กลา่ วมีความสอดคล้องตามแผนการพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.
2560-2564) ภายใต้ยุทธศาสตร์ท่ี 1 การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ และยุทธศาสตร์ท่ี 2
การสร้างความเปน็ ธรรมและลดความเหล่ือมลา้ ในสังคม
โครงการป่าพรุควนเคร็งได้เห็นถึงความสาคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเพื่อสร้าง
ความเป็นอยู่ท่ีดีแก่คนในชุมชน โดยท่ีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องตรงกันในการพัฒนา
เศรษฐกิจชุมชนโดยมีการบริหารจัดการผา่ นศูนย์การเรยี นรู้ชุมชน ซ่ึงไดม้ กี ารจดั ต้ังศนู ย์การเรยี นรู้อนุรักษ์
ป่าพรุใน 3 ตาบลของอาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เพ่ือให้ศูนย์การเรียนรู้เป็นองค์กรชุมชนท่ีมี
สถานะเป็นองค์กรชมุ ชนทด่ี าเนินกิจกรรมทางธุรกิจในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนทม่ี บี ทบาทสาคัญคือ 1) การ
เป็นองค์กรชุมชนที่ทาหน้าท่ีเป็นศูนย์กลางการพัฒนาการเรียนรู้เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาอาชีพใน
รูปแบบวิสาหกิจชุมชนจากฐานทรัพยากรป่าไม้ท่ียั่งยืน และ 2) การดาเนินกิจกรรมทางธุรกิจในรูปแบบ
การจัดการท่องเท่ียวเชิงนิเวศโดยชุมชน โดยจัดให้มีโปรแกรมการท่องเท่ียวที่ใช้ทุนชุมชนท้ังด้านทรัพยา
กรธรรมชาติ ด้านสังคมและวัฒนธรรมซึ่งประกอบด้วยวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งน้ี โครงการได้มี
การดาเนินการกิจกรรมต่าง ๆ ท้ังในด้านการส่งเสริมความรจู้ ากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงและ
เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงการสร้างเสริมประสบการณ์ด้วยการศึกษาดูงานจาก
ชุมชนต้นแบบที่ประสบความสาเร็จในการอนุรักษ์ป่า สร้างคุณค่าจากผืนป่าสู่การพัฒนาชุมชน และการ
134 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพอื่ เพมิ่ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยัง่ ยืน
ดาเนนิ กจิ กรรมในรูปแบบการระดมสมองของผู้มีสว่ นได้สว่ นเสยี ในการวิเคราะห์ชมุ ชนเพื่อหาแนวทางการ
พัฒนาเศรษฐกจิ ชุมชนรว่ มกัน ซ่ึงกล่าวโดยสรุปไดด้ งั นี้
รู้เขา เข้าใจเรา เข้าใจตลาด: การวิเคราะห์ตลาดเพื่อการพัฒนา เป็นการส่งเสริม
ความรู้ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและการให้ความรู้ด้านการ
วิเคราะห์ตลาดจากผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนจาเป็นต้องให้ชุมชนได้เรียนรู้และวิเคราะห์
ชุมชน เพื่อให้เข้าใจชุมชนตนเอง วิเคราะห์ตลาดเพื่อรู้จักและเข้าใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย รู้จักกลุ่ม
ผู้ประกอบการอื่นที่ดาเนินกิจกรรมทางธุรกิจชุมชนท่ีใกล้เคียงหรือเหมือนกัน เพื่อหาความแตกต่างและ
ช่องว่างหรือโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในด้านต่าง ๆ ที่ยึดโยงกับความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ
ชุมชน อนึ่ง การดาเนินกิจกรรมในการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจ
ชุมชนภายใต้วิสาหกิจศูนย์การเรียนรู้ ปรัชญา ยังพัธนา (2563) ซ่ึงเป็นผู้รับผิดชอบโครงการในส่วนนี้ได้
นาหลักการวิเคราะห์ตลาดเพื่อการพัฒนา ( Market Analysis and Development: MA&D) มา
ประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท่ีเกี่ยวข้องทั้งในพ้ืนที่และนอกพ้ืนท่ีร่วมกันวิเคราะห์
ศักยภาพ 5 มติ ิของการพฒั นาวสิ าหกจิ ชุมชนจากฐานทรพั ยากรปา่ ไม้ท่ียง่ั ยืน ไดแ้ ก่ ทรพั ยากร สงั คมและ
วัฒนธรรม ภูมปิ ัญญา/เทคโนโลยี เงินทุนและตลาด รวมถึงกฎหมายและนโยบายที่เก่ียวข้อง โดยใชก้ รอบ
คิดพื้นฐาน 3 ประเด็นสาคัญคือ 1) ความรู้ ภูมิปัญญา และวิถีปฏิบัติได้รับการสืบค้น รวบรวม และจัด
ระเบยี บในรปู แบบเดียวกนั มีการนาเสนอและส่งต่อในรปู แบบท่หี ลากหลาย 2) กลุ่มผูน้ า กล่มุ อาชพี กลุ่ม
องค์กรไม่เป็นทางการรวมตัวกันเพ่ือจัดตั้งเป็นองค์กรอย่างเป็นทางการ เพ่ือจัดระเบียบ รวบรวม และส่ง
ต่อความรู้ในชุมชนและนอกชุมชน 3) แบบแผนในเชิงวิสัยทัศน์และเป้าหมายของการจัดระบบ รวบรวม
และส่งต่อความรู้มีการต่อยอดสู่การยกระดับเพื่อเพิ่มมูลค่าและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสยี ซึ่งมีผลการดาเนินงานพัฒนาวสิ าหกิจชุมชนผ่านศูนย์การเรียนรชู้ มุ ชนอนุรกั ษ์
ป่าพรุอาเภอชะอวดที่นา่ สนใจ กลา่ วคอื
วิสาหกิจศูนย์การเรียนรู้วิถีชุมชนพรุควนเคร็ง ต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
ฐานทรัพยากรป่าไมอ้ ย่างย่ังยนื
วิสัยทัศน์ “ฟื้นฟู สืบสาน และต่อยอดวิถีวัฒนธรรมให้เกิดความสามัคคีของคนในท้องถ่ิน เพื่อ
ช่ ว ย กั น รั ก ษ า แ ล ะ ฟ้ื น ฟู ร ะ บ บ นิ เ ว ศ ป่ า พ รุ ใ ห้ เ ป็ น ฐ า น ก า ร พั ฒ น า เ ศ ร ษ ฐ กิ จ แ ล ะ
แหลง่ อาหารท่ีมนั่ คงของชุมชน และเปน็ แหลง่ อากาศที่ดีของโลก”
การเพิ่มศกั ยภาพการคุม้ ครองระบบนิเวศและการจัดการปา่ พรุทม่ี ีคณุ ค่าตอ่ การอนุรักษ์สงู | 135
แบบบูรณาการอยา่ งยั่งยนื
วตั ถุประสงค์
ประการแรก เพ่ือสร้างความเข้มแข็ง จิตสานึกและความสามัคคีภายในชุมชนผ่านวิถีวัฒนธรรม
และภูมิปัญญาท้องถ่ินอันดีงาม และเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ปื้นปู สืบทอด และต่อยอดความรู้
สู่การปฏิบตั ใิ นรุ่นตอ่ ไปได้
ประการท่ีสอง เพ่ือสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพชุมชนในการจัดทากลยุทธ์เชิงธุรกิจ การ
รวมกลุ่มและพัฒนาแผนปฏิบตั ิการเพ่ือเสริมรายได้ของชมุ ชนผ่านวิสาหกิจศูนย์เรียนรู้วิถีชมุ ชนคนกับ
พรอุ าเภอชะอวดในรูปแบบการท่องเทย่ี วโดยชุมชนและการพัฒนาผลิตภัณฑท์ ี่เป็นมิตรกับสง่ิ แวดล้อม
บนพ้ืนฐานของความยง่ั ยืน
ประการที่สาม เพ่ือให้บริการเชิงวิชาการด้านการจัดการทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถ่ินแก่ผู้ท่ี
สนใจการทอ่ งเที่ยวโดยชุมชนและประสานความรว่ มมอื กับพันธมิตรภาคส่วนตา่ งๆ
เห็นได้ว่า การกาหนดวิสัยทัศน์ของวิสาหกิจศูนย์การเรียนรู้พรุควนเคร็งท่ีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ทุกฝา่ ยได้ร่วมกันกาหนดขึ้นมานน้ั ให้ความสาคญั กบั การฟน้ื ฟู การสืบสาน และการตอ่ ยอดวิถวี ฒั นธรรม
เพ่อื สรา้ งความสามคั คีให้เกดิ ขึ้นระหวา่ งคนในท้องถน่ิ โดยมุง่ หวงั ว่าความสามคั คีร่วมมือกันของคนใน
ท้องถิ่นจะเป็นพลังสาคัญในการช่วยกันรกั ษาและฟื้นฟูระบบนเิ วศป่าพรุให้มีความอุดมสมบูรณ์ ท้ังนี้
ป่าพรุถือเป็นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจและแหล่งอาหารท่ีมั่นคงของชุมชน ท้ังยังเป็นการสร้าง
สิ่งแวดล้อมท่ีดีท้ังแก่ชุมชนในพ้ืนท่ีและนอกพ้ืนที่ รวมถึงการเป็นพ้ืนที่ที่จะเป็นแหล่งอากาศท่ีดีของโลก
ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกอีกด้วย อนึ่ง คาว่า วิสัยทัศน์ นั้นนับเป็นคา
สาคญั ท่ถี ือควรมีอยู่ในคณุ สมบัติการเป็นผนู้ าทุกระดับ โดยการมีวสิ ัยทัศนท์ ่สี ามารถมองเหน็ ในส่ิงท่ีคนอ่ืน
ยังมองไม่เห็นในกาลข้างหน้าหรืออนาคต ดังท่ี สานักราชบัณฑิตยสภา (2550) อธิบายว่า วิสัยทัศน์
นอกจากจะหมายถึงความสามารถในการมองเห็น จินตนาการ หรือคาดการณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ โดย
เฉพาะทีจ่ ะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว ยังหมายถงึ ข้อความส้ัน ๆ ทรี่ ะบวุ า่ หนว่ ยงานหรือองค์กรนั้นมุ่งหวังท่ีจะ
เป็นอะไร หรือมีหน้าตาอย่างไรในอนาคต ใช้คู่กับคาว่า พันธกิจ ซึ่งเป็นคาท่ีตรงกับภาษาอังกฤษว่า
mission (อ่านว่า มิช-ชั่น) หมายถึง งานท่ีเป็นภาระผูกพันของหนว่ ยงานหรือองค์กรที่จะต้องทาให้สาเรจ็
ตามวิสัยทศั น์
ทั้งนี้ จากนิยามวิสัยทัศน์ดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า องค์กรชุมชนที่จัดตั้งในรูปแบบวิสาหกิจศูนย์
การเรียนรู้วิถีชุมชนพรุควนเคร็งอาเภอชะอวด มุ่งหวังที่จะเป็นองค์กรท่ีมีบทบาทสาคัญในการขับเคลื่อน
การพัฒนาชุมชนท้ังในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ
ชุมชนที่อยู่บนฐานทรัพยากรของชุมชนและทุนทางวัฒนธรรมชุมชนโดยให้ความสาคัญกับกระบวนการมี
ส่วนรว่ มของผูม้ ีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝา่ ย โดยเฉพาะอย่างย่ิงพลงั ความรว่ มมือท่ีเกดิ จากความสามัคคีภายใต้
การมีจิตสานกึ และความตระหนักถึงความสาคัญของพืน้ ท่ปี ่าพรุควนเคร็งท่ีมีต่อชุมชนและสังคม และเป็น
พ้ืนที่ท่ีมีความสาคัญทางส่ิงแวดล้อมในระดับโลก ตลอดจนการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ที่จะมีบทบาท
ในการให้บริการในเชงิ วชิ าการด้านการจดั การทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นอันมีเอกลักษณ์เฉพาะของ
ชุมชนในพ้ืนที่อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช พ้ืนที่ศูนย์กลางวัฒนธรรมท่ีเชื่อมโยงวิถีคนและป่า
136 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยั่งยืน
พรุควนเคร็งได้อย่างกลมกลืนเป็นหน่ึงเดียวกัน ที่สอดคล้องตามหลักปรัชญาหน้าท่ีนิยมที่ถือว่ามนุษย์กับ
ธรรมชาติเป็นสัมพันธภาพท่ีเช่ือมโยงกลมกลืนกันที่มิอาจแยกออกจากกันได้ โดยมนุษย์ถือเป็น
องค์ประกอบหนึ่งของธรรมชาติ (Callicot et al., 1999, 23-24, อ้างถึงใน สวรินทร์ เบ็ญเด็มอะหลี,
2558, 28) โดยกล่าวได้ว่า ชุมชนในพื้นทอี่ าเภอชะอวด โดยเฉพาะชุมชนท่ีอยู่ใจกลางของปา่ พรุควนเครง็
นั่นคือ ชุมชนบ้านไสขนุน หรือชุมชนอ่ืน ๆ ในพ้ืนท่ีรายรอบพรุควนเคร็ง เช่น ชุมชนทะเลน้อย ล้วนเป็น
ตัวบ่งชีส้ าคญั ทีย่ ืนยันได้ชัดเจนว่าสัมพนั ธภาพระหว่างคนในชุมชนและป่าพรุควนเคร็งมีความเชื่อมโยงกัน
อย่างแนบแนน่ วิถีชุมชนถอื เปน็ ส่วนหนึ่งของปา่ พรคุ วนเคร็ง
สว่ นการกาหนดคุณค่าของผลิตภัณฑ์และบริการของวสิ าหกจิ ศนู ย์การเรียนร้วู ิถชี ุมชนพรุควน
เครง็ (ภาพท่ี 18) จะเห็นไดว้ า่ ผลิตภัณฑ์และบรกิ ารของวสิ าหกิจศูนย์การเรยี นรู้วิถชี ุมชนพรุควนเคร็งนั้น
อยู่บนฐานที่เปน็ ทนุ ของชุมชนทงั้ ในด้านวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ หรอื กลา่ วอกี นัยหนึ่งได้วา่ ส่งิ
ท่ีชุมชนมีและเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน สอดคล้องตามคากล่าวของ ดร. เจมส์ วาย ซี เยน (James Y C
Yen) ซึ่งเป็นนักการศึกษาและนักพัฒนาชาวจีนที่ถือเป็นผู้สร้างแนวคิดการพัฒนาชุมชนและก่อเกิด
องค์กรพฒั นาชมุ ชนในประเทศไทย ทวี่ า่ “จงไปหาประชาชน เรยี นรจู้ ากพวกเขา วางแผนร่วมกบั พวกเขา
ทางานกับพวกเขา เริ่มต้นจากส่ิงท่ีพวกเขารู้ และเสริมสร้างบนส่ิงที่พวกเขามี” ("Go to the people,
learn from them, plan with them, work with them, start with what they know, (and) build
upon what they have.") (มลู นิธิชวี ติ ไท, 2559)
ทานองเดียวกัน การพัฒนาภายใต้การบริการจัดการผ่านองค์กรชุมชนวิสาหกิจศูนย์การ
เรียนรู้วิถีชุมชนพรุควนเคร็ง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายจาเป็นต้องคานึงถึงแนวคิดดังกล่าว นั่นคือ การ
พัฒนาต้องคานึงถึงชมุ ชนและทุนของชุมชนในด้านต่าง ๆ หรือสิ่งท่ีชุมชนมีท่เี ป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะของวิถี
ชุมชนคนกับพรุควนเคร็งที่ก่อรากสร้างฐานอย่างม่ันคงมายาวนานหลายร้อยปี “แก่นแกนอันเป็น
เอกลักษณ์เฉพาะท่ีมีคุณค่าของชุมชน” คือ อะไร เป็นส่ิงท่ีต้องวิเคราะห์ให้เห็นอย่างแจ่มชัด จึงจะเป็น
การสร้างคุณค่าของผลิตภัณฑ์และบริการที่ไม่ซ้าใคร หรือมีหนึ่งเดียว จึงจะสร้างความดึงดูดใจแก่ลูกค้า
และสรา้ งรายได้คนื กลบั ส่ชู ุมชน สรา้ งความเป็นดีอยู่ดแี ก่คนในชุมชน จนนาไปสกู่ ารตระหนักถึงคุณค่าผืน
ป่าพรุควนเคร็ง และร่วมกันดูแลปกป้องป่าพรุที่ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้า เป็นรากแก้วของชุมชนท่ีจะให้ชุมชน
เข้มแข็งและแข็งแกร่ง ทาให้ชุมชนและป่าพรุควนเคร็งยังดารงอยู่ได้ในสถานการณ์การเปล่ียนแปลงของ
โลกในปจั จุบนั
การเพิม่ ศักยภาพการคมุ้ ครองระบบนิเวศและการจดั การป่าพรุท่มี ีคุณค่าตอ่ การอนุรักษส์ ูง | 137
แบบบูรณาการอยา่ งยง่ั ยนื
คณุ คา่ ของผลิตภณั ฑแ์ ละการบรกิ ารของวสิ าหกิจศนู ย์การเรียนรู้
คุณค่าที่วิสาหกิจศูนย์เรียนรู้วิถีชุมชนคนกับพรุอาเภอชะอวดจะส่งมอบให้กับลูกค้า โดยเฉพาะ
อย่างย่ิงลูกค้ากลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศ นักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้และเข้าใจถึง
ความสมั พันธเ์ ช่ือมโยงระหวา่ งคนและป่าพรุ (ภาพท่ี 6.10) โดยนักทอ่ งเท่ยี วจะได้สัมผสั กับบรรยากาศ
ท่ามกลางธรรมชาติและวิถีชุมชนคนพรุ ชมชนิดพันธุ์ไม้และสัตว์ในระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้า ชมศิลปะ
และวัฒนธรรมผ่านเพลงบอกและมโนราห์ เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านการสัมผัสชม ล้ิมลอง และลงมือ
ปฏิบัติ เช่น อาหารพื้นถิ่น กระบวนการทาผลิตภัณฑ์จากกระจูด ขณะท่ีผลิตภัณฑ์ชุมชนท่ีทาจาก
กระจูด สัตว์น้าจากป่าพรุ จะได้รับการพัฒนาทั้งคุณภาพ รูปแบบใหม่ ๆ ที่ทันสมัย และการได้รับ
มาตรฐานรบั รองต่าง ๆ เพอื่ ให้เป็นที่ดึงดูดใจลูกคา้ และเช่ือมน่ั ในผลติ ภณั ฑ์ต่าง ๆ ของชมุ ชน
ภาพที่ 6.10 ความสัมพันธ์ของคณุ ค่าในพืน้ ท่ีภูมิทศั นพ์ รคุ วนเคร็ง
ท่ีมา: ปรชั ญา ยงั พัธนา (2563)
ลกู ค้า – สมั พนั ธภาพ – ชอ่ งทางการสง่ มอบคุณคา่ – รายได้
ภาพท่ี 6.11 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งคณุ ค่าทีส่ ่งมอบ สมั พนั ธภาพกบั ลกู ค้า ลูกคา้ และรายได้
ท่มี า: ปรัชญา ยังพธั นา (2563)
อย่างไรก็ตาม ภาพที่ 6.11 แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคุณค่าที่ส่งมอบ สัมพันธภาพกับ
ลูกค้า ลูกค้า และรายได้ ท่ีเกี่ยวเน่ืองกันในลักษณะสองทิศทางนั่นคือ มีอิทธิพลระหว่างกันของคู่ปัจจัย
138 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่อื เพมิ่ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยืน
และเช่ือมโยงสัมพันธ์ท่ีส่งผลกระทบต่อกันไปเป็นวงจร โดยมีช่องทางการส่ือสารต่าง ๆ เป็นสื่อกลางใน
การส่งสารไปยังลูกค้า และจากลูกค้ามายังองค์กรวิสาหกิจศูนย์การเรียนรู้วิถีชุมชนพรุควนเคร็ง โดยส่ือ
เหล่านี้คือ สอื่ สังคมออนไลน์ ที่มีความแตกต่างของกลมุ่ บุคคลที่มอี ย่างหลากหลาย
ลูกคา้ สาหรับโปรแกรมการทอ่ งเที่ยวเชิงนิเวศ /ผลิตภณั ฑ์ของชุมชน
o กล่มุ ลูกค้าหลัก คอื บคุ คลทั่วไปทัง้ คนเมือง คนต่างจังหวดั และ
ชาวต่างชาติท่ีช่ืนชอบการท่องเท่ียวธรรมชาติและสัมผสั เรยี นรู้
วถิ ชี มุ ชนและวัฒนธรรม
o กลุ่ ม ลู กค้ ารอง คื อ นักเ รี ย น นักศึ กษา อาสาสมัคร
สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่จัด
กิจกรรมทัศนศึกษาให้กับบุคลากรของตนเอง
ชอ่ งทางการส่อื สารเพ่อื การประชาสัมพันธผ์ ลติ ภัณฑ์ชมุ ชน
o สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ เปสบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์
อินตราแกรม และยทู ปู
o การประชาสัมพันธ์และบอกต่อกันในเครือข่ายโดยมีการจัดทาแผ่น
พบั โบรชัวร์ และสตกิ้ เกอรต์ ดิ รถยนต์ เพ่ือจัดวางไว้ในสถานที่ตา่ ง ๆ
เช่น บูธนิทรรศการในงานเทศกาลประจาปีต่าง ๆ วิทยุ โทรทัศน์
โรงเรียน รถแห่กระจายเสียง โรงแรม และห้างสรรพสินค้า เปน็ ต้น
ภาพท่ี 6.12 ลูกค้าและช่องทางการขายหรือประชาสมั พนั ธส์ ินคา้ หรือกจิ กรรมของวสิ าหกิจศูนยเ์ รียนรู้
ท่ีมา: ปรชั ญา ยงั พธั นา (2563)
เห็นได้ว่า เป้าหมายกลุ่มลูกค้าแบ่งเป็น 2 ประเภท (ภาพที่ 6.12) คือ กลุ่มลูกค้าเฉพาะทีช่ ่ืนชอบ
การท่องเท่ียวชมธรรมชาติ สนใจท่องเท่ียวและได้เรียนรู้วิถีชุมชนและวัฒนธรรมของชุมชนท่ีเป็นแหล่ง
ท่องเที่ยว และกลุ่มลูกค้าท่ีจัดกิจกรรมศึกษาดูงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะอย่างย่ิง
สถาบันการศึกษาที่มักจัดกิจกรรมเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับนักเรียนและนักศึกษา โดยใช้ชุมชนเป็น
ฐานการเรียนรู้ ซ่ึงปัจจุบันสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่มีนโยบายให้ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้สร้างเสริม
ประสบการณจ์ ากการลงพ้ืนทชี่ ุมชนเพื่อเรียนรู้ในมิติต่าง ๆ ท้ังดา้ นเศรษฐกิจ สงั คม และส่ิงแวดลอ้ ม หรือ
แม้กระท่ังหน่วยงานภาครัฐ ที่มักจัดกิจกรรมการศึกษาดูงานเป็นกิจกรรมหน่ึงขององค์กรท่ีเป็นการใช้
ชุมชนหรือแหล่งท่องเท่ียวชุมชน เป็นสถานท่ีจัดประชุมนอกสถานท่ีเพ่ือสร้างความผ่อนคลายให้กับ
พนกั งานในองค์กร
ทานองเดียวกับ “ช่องทาง” ในการประชาสัมพันธ์หรือการจาหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชนท่ี
ทุกฝ่ายเห็นพ้องกัน มี 2 ประเภท คือ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร
และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของชุมชน เพื่อให้สังคมได้รับรู้และรู้จักชุมชนและสินค้าชุมชน และการใช้ส่ือ
ประชาสัมพันธ์แบบเดิม เช่น การใช้แผ่นพับ สติ๊กเกอร์ติดรถยนต์ วิทยุ รถแห่กระจายเสียง รวมถึงการ
การเพม่ิ ศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุทม่ี ีคณุ คา่ ต่อการอนุรักษส์ ูง | 139
แบบบูรณาการอยา่ งย่ังยืน
ประชาสัมพันธ์ทางสถานีโทรทัศน์ โดยเป้าหมายสถานท่ีการนาส่ือเอกสารแผ่นพับหรือสติ๊กเกอร์ติด
รถยนต์ คือ หา้ งสรรพสินค้า บูทแสดงสินคา้ ในงานเทศกาลตา่ ง ๆ โรงเรียน
การสรา้ งสมั พนั ธภาพกบั ลูกค้า
o ซ่อื สัตยแ์ ละจริงใจ
o เนน้ ความปลอดภัยของลกู ค้าเปน็ สาคัญ
o รักษามาตรฐานและคุณภาพการให้บริการเพื่อสร้างความประทับใจและ
ความเป็นกันเอง โดยยึดถือจิตวิญญาณการบริการและการต้อนรับที่ดี ดัง
คาทีว่ ่า “ดแู ลประดจุ ญาติมิตร เสมือนครอบครวั เดยี วกนั ”
o สร้างกิจกรรมที่น่าสนใจ คุ้มค่า และนาเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ
อย่างต่อเน่ือง โดยการรับปังข้อเสนอแนะเพ่ือการปรับปรุงคุณภาพจาก
ลูกคา้ อยา่ งตอ่ เนือ่ ง
ภาพท่ี 6.13 การวเิ คราะห์การสรา้ งสัมพนั ธภาพกบั ลูกคา้ ของวิสาหกิจศนู ย์เรยี นรู้
ท่มี า: ปรัชญา ยงั พัธนา (2563)
การสร้างสัมพันธภาพกับลูกค้าน้ันเป็นการทาให้ลูกค้ามีความรู้สึกท่ีดี ไว้เน้ือเชื่อใจและเกิดเป็น
ความรู้สึกผูกพันจนนาไปสู่การใช้บริการต่อเน่ืองกันในระยะยาว (ภาพที่ 6.13) ในกรณีการท่องเท่ียว คือ
นักท่องเท่ียวมาแล้วประทับใจจนรู้สึกอยากมาท่องเที่ยวหรือมาเยือนชุมชน ตลอดจนการอุดหนุนสินค้า
ผลิตภณั ฑ์ชุมชนผา่ นช่องทางต่าง ๆ ซ่งึ แตล่ ะชอ่ งทางควรมีการบรหิ ารจัดการเร่ืองการสร้างสัมพันธภาพที่
ดีกับลูกค้าเพ่ือรักษาลูกค้าเอาไว้ให้อุดหนุนหรือใช้บริการผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของชุมชน เช่น สินค้ากระจูด
การทอ่ งเทยี่ ว
การทอ่ งเที่ยวชมุ ชนกบั การขับเคล่อื นเศรษฐกิจชุมชน
การท่องเที่ยวชุมชน (ภาพที่ 6.14) เป็นแนวทางหน่ึงในการขับเคล่ือนการพัฒนาเศรษฐกิจฐาน
รากในระดบั ชมุ ชนโดยการใช้ทุนชุมชนในด้านต่าง ๆ ทั้งดา้ นวัฒนธรรมประเพณี ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิ่น แหลง่
ทรัพยากรธรรมชาติ การคิดโปรแกรมการท่องเท่ียวเชิงสร้างสรรค์ให้เป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวน้ันมี
ความสาคัญอย่างยิง่ ท้ังนี้ จากภาพที่ ชี้ให้เห็นว่า ผู้มีส่วนได้สว่ นเสยี ทุกฝ่ายเห็นถึงความสาคัญของการใช้
ทรัพยากรธรรมชาติจากป่าพรุและวัฒนธรรมชุมชนให้เกิดประโยชน์สร้างรายได้เพื่อสร้างความเปน็ อยูท่ ดี่ ี
ใหแ้ ก่คนในชมุ ชน โดยคาดหวงั ใหช้ มุ ชนเปน็ ผ้รู ว่ มดแู ลและปกป้องปา่ พรคุ วนเคร็ง
140 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยั่งยืน
รายได้
o โปรแกรมการท่องเทย่ี วเชา้ -เยน็ 1 วนั
ต้อนรับและกลา่ วทักทาย แนะนาสถานที่ ประวัตศิ าสตร์ ล่องเรอื ชมระบบ
และเสน้ ทางแหลง่ เรียนรู้ นิเวศพรุควนเคร็ง
ลิ้มรสอาหารวตั ถุดบิ จากป่าพรุ แลพรุ ท่งุ กระจดู ประมงพื้นบ้าน และควายไล่ทงุ่
และทอ้ งถิน่ พรอ้ มชมการแสดง
เพลงบอกและมโนราห์
การสานกระจดู /คล้าและหลอดดดู ราโพ สนับสนนุ ผลติ ภณั ฑช์ มุ ชนและ กลา่ วขอบคุณและเดินทาง
ประเมนิ ความพงึ พอใจ กลบั บ้านโดยสวสั ดภิ าพ
ภาพที่ 6.14 โปรแกรมการท่องเทย่ี วในแหลง่ เรียนรขู้ องวสิ าหกิจศูนย์เรยี นรู้
ทมี่ า: ปรชั ญา ยงั พัธนา (2563)
นอกจากน้ี การดาเนินงานเพ่ือจัดต้ังวิสาหกิจศูนย์การเรียนรู้โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุก
ฝ่ายได้ร่วมกันวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในการบริหารจัดการวิสาหกิจศูนย์การเรยี นรู้ ทรัพยากรต่าง ๆ ของ
ชุมชนที่มีอยู่และนามาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า และเป็นการทาให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจตรงกันและใช้เป็น
แบบแผนในการบรหิ ารจดั การศูนย์การเรียนรอู้ ย่างเป็นระบบ (ภาพท่ี 6.15)
การเพ่มิ ศกั ยภาพการคุม้ ครองระบบนิเวศและการจดั การป่าพรุท่ีมีคุณคา่ ต่อการอนุรักษ์สูง | 141
แบบบูรณาการอยา่ งยัง่ ยนื
ทรัพยากรหลัก – กิจกรรมหลกั – พันธมติ รหลัก – ต้นทุน
ภาพที่ 6.15 แผนผงั ความสัมพนั ธป์ จั จยั ภายในของการบรหิ ารจัดการวสิ าหกจิ ศนู ยเ์ รยี นรู้
ที่มา: ปรชั ญา ยงั พธั นา (2563)
ทรัพยากรหรือวัสดอุ ปุ กรณห์ ลัก
ทรัพยากรหลักท่ีเป็นทุนของชุมชนเพื่อใช้ในการบริหารจัดการวิสาหกิจศูนย์การเรียนรู
ได้แก่ 1) ทรัพยากรมนุษย์ ประกอบด้วย คณะทางานวิสาหกิจศูนย์เรียนรู้วิถีชุมชนคนกับพรุ ปราชญ์
ชาวบา้ น มคั คุเทศก์น้อย อาสาสมคั ร กลุ่มแมบ่ ้าน และกลุ่มผู้ใหบ้ ริการต่าง ๆ ในพื้นที่ 2) ความรแู้ ละภมู ิ
ปัญญาท่ีมีอยู่ในพื้นที่ท่ีเป็นปัจจุบัน 3) อาคารศูนย์เรียนรู้วิถีชุมชนคนกับพรุ และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ของ
แต่ละตาบล เช่น จักสานกระจูด คลุ้ม คล้า จับปลา หลอดดูดราโพ ผึ้งโพรง และป่าชุมชน เป็นต้น และ
4) วัสดอุ ปุ กรณต์ า่ ง ๆ เช่น เรือ ยอ และเคร่ืองมอื จบั ปลา เปน็ ตน้
โครงสร้างและหนา้ ทีค่ ณะทางานวสิ าหกิจศนู ย์เรียนรู้วิถีชุมชนคนกบั พรุ
คณะทางานประกอบด้วยหัวหน้าทีมในแต่ละฝ่ายทั้งหมด 8 ฝ่าย (ภาพที่ 6.16) คือ 1)
ทีมประชาสัมพันธ์และการตลาด 2) ทีมวิจัยและวิชาการ 3) ทีมประสานงานและบริการลูกค้า 4) ทีม
การเงินและบัญชี 5) ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์และมาตรฐาน 6) ทีมประสานพันธมิตรและเครือข่ายความ
ร่วมมือ 7) ทีมพัฒนาโปรแกรมการท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ 8) ทีมข้อมูลและระบบสารสนเทศ ทั้งนี้
คณะทางานมีท้ังผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งเป็นตัวแทนจากสองตาบล คือ ตาบลเคร็ง และตาบลบ้านตูล เห็นได้
ว่า คณะทางานให้ความสาคัญกับบทบาทของผู้หญิงและผู้ชายอย่างเท่าเทียมในการทางานเพื่อร่วมกัน
ขับเคล่อื นการพฒั นาชุมชน โดยพจิ ารณาตามความเหมาะสมและความสามารถ รวมถึงความประสงค์ของ
ตวั บุคคลในการเขา้ มาทางานเพื่อสว่ นรวม
142 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอื่ เพ่ิมความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยั่งยนื
ภาพที่ 6.16 แผนผังการประสานงานและปฏบิ ตั งิ านของคณะทางานวิสาหกิจศนู ยเ์ รียนรู้
ทม่ี า: ปรชั ญา ยงั พัธนา (2563)
แผนผงั โครงสรา้ งวสิ าหกจิ ศูนยเ์ รยี นรู้วถิ ชี มุ ชนคนกบั พรแุ ละแหลง่ เรียนรู้
วิสาหกิจศูนย์เรียนรู้วิถีชุมชนคนกับพรุอาเภอชะอวดอยู่ภายใต้การกากับดูแลโดย
คณะทางานและมีอาคารท่ีติดตั้งนิทรรศการในพื้นท่ี 3 ตาบลคือ ตาบลเคร็ง ตาบลบ้านตูล และตาบล
ชะอวด แต่ละตาบลจะมีแหล่งเรียนรู้ท่ีเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน สถานที่ประวัติศาสตร์
และแหลง่ ธรรมชาตทิ ่เี ปน็ เอกลักษณ์ของตาบลรวมอยดู่ ้วย ดงั แผนผังด้านล่างนี้ (ภาพที่ 6.17)
การเพ่ิมศักยภาพการคมุ้ ครองระบบนิเวศและการจัดการปา่ พรุทีม่ คี ุณคา่ ตอ่ การอนุรกั ษ์สูง | 143
แบบบูรณาการอยา่ งยั่งยนื
ศนู ยเ์ รยี นรวู้ ถิ ชี ุมชนคนกบั พรุ ศูนยเ์ รยี นร้วู ถิ ชี ุมชนคนกบั พรุ ศูนยเ์ รยี นร้วู ิถีชุมชนคนกบั พรุ
ตาบลเคร็ง ตาบลบ้านตลู ตาบลชะอวด
1. แหลง่ เรียนรจู้ ดุ ชมวิว 1. แหล่งเรยี นรู้ปา่ ชุมชนบา้ นควนเงิน 1. แหลง่ เรียนรปู้ ่าชมุ ชนสวนสมเด็จเจ้า
2. แหล่งเรียนรู้ทุ่งกระจูด 2. แหล่งเรียนรแู้ ตงโมพรคุ วนเครง็ ปา้ จุฬาภรณ์
3. แหล่งเรยี นรวู้ ิถกี ารทาประมง 3. แหลง่ เรียนรู้สาคู 2. แหล่งเรียนรูก้ ารทาเคยปลา
4. แหลง่ เรยี นร้วู ิถกี ารจกั สานคลา้ 3. แหล่งเรยี นรู้การทาหลอดราโพ
พ้นื บา้ น 5. แหลง่ เรียนร้วู ฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ 4. แหล่งเรยี นรกู้ ารเลีย้ งผ้ึงโพรง
5. แหลง่ เรียนรวู้ ัฒนธรรมท้องถน่ิ
4. แหล่งเรียนรวู้ ถิ กี ารจกั สานกระจูด (เพลงบอก)
5. แหลง่ เรยี นร้กู ารทาปลาดกุ ร้า 6. แหล่งเรียนร้ตู ารายาและสมนุ ไพร (มโนราห)์
6. แหล่งเรยี นรคู้ วามเช่อื ทอ้ งถิน่ 6. แหลง่ เรยี นรกู้ ารเพิ่มมูลคา่ ผลิตภัณฑ์
โบราณ
(พระในบัว วัดควนปอ้ ม)
จากกระจดู
7. แหลง่ เรียนรู้การจัดการไปปา่ ในพรุ
8. แหล่งเรยี นรู้ป่าพรทุ ุ่งพดั
ภาพท่ี 6.17 แผนผงั โครงสร้างวสิ าหกจิ ศนู ย์เรยี นรู้วถิ ชี ุมชนคนกับพรุและแหล่งเรียนรู้
ทมี่ า: ปรัชญา ยังพัธนา (2563)
กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) การตลาด ประชาสัมพันธ์กิจกรรมและโปรโมชั่นและรักษาสมั พันธภาพ
อันดีกับลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่อย่างสม่าเสมอผ่านช่องทางหลักของวิสาหกิจศูนย์เรียนรู้ 2) รักษา
มาตรฐานการให้บริการของคณะทางาน ปราชญ์ชุมชนและมัคคุเทศก์น้อย และ 3)สร้างและพัฒนา
นวัตกรรมการเรียนรู้ของกิจกรรมต่างๆ ในโปรแกรมท่องเท่ียวตลอดเวลาโดยประสานความร่วมมืออันดี
จากหน่วยงานพนั ธมิตรต่าง ๆ
144 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพอื่ เพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
พันธมิตรหลัก การวิเคราะห์ค้นหาพันธมิตรหลักและการสนับสนุนด้านต่าง ๆ ในการดาเนิน
กจิ การวสิ าหกิจศูนย์การเรียนรู้พรคุ วนเคร็ง ไดแ้ ก่ หนว่ ยงานภาครฐั ทั้งในระดับตาบล อาเภอ และจังหวัด
ไดแ้ ก่
1) สถานีควบคุมไปปา่ อนุญาตเข้าทากจิ กรรมในพนื้ ท่ีและสนบั สนุนการเปน็ วทิ ยากร
2) เขตหา้ มล่าสัตว์ปา่ บ่อล้อและทะเลนอ้ ย อนุญาตเขา้ ทากิจกรรมในพ้นื ท่ี
3) องค์การบริหารส่วนตาบล/จังหวัด ประชาสัมพันธ์ อนุเคราะห์สถานที่ทากิจกรรม เงินทุน
เครือขา่ ยและการบูรณาการแผนงานประจาปี
4) สานักงานจังหวัดนครศรีธรรมราช เงนิ ทุน เครือขา่ ยและการบูรณาการแผนงานประจาปี
5) ประมงจงั หวัด สนบั สนุนพนั ธุป์ ลาเพอื่ ปลอ่ ยปน้ื ปใู นพรุ
6) สานกั งานเกษตรตาบล/อาเภอ/จงั หวัด จดทะเบยี นวิสาหกิจชมุ ชน
7) อตุ สาหกรรมจงั หวดั รับรองมาตรฐานสินค้าและบรกิ าร
8) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สานักงานจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดทาโปสเตอร์/โบรชัวร์
ประชาสัมพันธ์ แนะนาการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว เงินทุน และสร้างเครือข่ายการ
ทอ่ งเท่ยี ว
9) เครือขา่ ยวิสาหกจิ ทอ่ งเทยี่ วชมุ ชนเชงิ เกษตรและสานักงานจัดนิทรรศการและประชาสัมพันธ์
ประชาสัมพนั ธ์ และสร้างเครอื ขา่ ย
10) สานักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (สพภ.) BEDO แนะนาการรับรองมาตรฐาน
ผลิตภณั ฑ์ เงินทุน และงานวิจัย
11) โรงแรมในจังหวัด ประชาสมั พนั ธ์
12) โรงเรียนและสถาบนั การศึกษา (มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรธี รรมราช และมหาวทิ ยาลัยวลัย
ลักษณ์)
ต้นทุน ได้แก่ 1) ค่าตอบแทนบุคลากรท่ีเก่ียวข้องทั้งคณะทางานวิสาหกิจศูนย์เรียนรู้และผู้ให้
บริการต่าง ๆ เช่น ปราชญ์ชุมชน คนขับเรือ คนขับรถ เป็นต้น 2) การตลาดและประชาสัมพันธโ์ ปรแกรม
ท่องเที่ยว รวมถึงการทาทาโปสเตอร์ สต๊ิกเกอร์ โบรชัวร์ และการโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น
และ 3) การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ งานวิจัยและการบารุงรักษาวัสดุอุปกรณ์ท่ีจาเป็นในศูนย์เรียนรู้และ
แหลง่ เรยี นรู้
สรุปได้ว่า การเสริมความเข้มแข็งการจัดการปา่ ชมุ ชนและโครงการสนบั สนุนแผนงานท่โี ครงการ
ได้มีการดาเนินการไปแล้วน้ัน เพ่ือตอบโจทย์หรือเป็นไปตามเป้าหมาย ตัวชี้วัดที่ 7 พื้นที่จานวน 435
เฮกตาร์ (3,094 ไร่) ได้รับการพัฒนาภายใต้แผนการจัดการป่าพรุแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ ป่าชุมชนควนเงิน
ปา่ ชุมชนสวนสมเด็จเจ้าปา้ จุฬาภรณ์ ป่าชมุ ชนบา้ นไสขนุน และ ตัวช้ีวัดท่ี 8 ป่าพรุในเขตตาบลเครง็ พน้ื ท่ี
1,500 เฮกตาร์ (9,375 ไร่) ได้รับการดูแลในรูปแบบป่าชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการป่าชุมชนในแต่ละ
ชุมชน การส่งเสริมการเรียนรู้เพ่ือส่งต่อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับป่าพรุควนเคร็งให้แก่คนรุ่นต่อไปของ
ชุมชน การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านการส่งเสริมและพัฒนาอาขีพที่เช่ือมโยงกับการใช้
ทรัพยากรธรรมชาติจากป่าพรุควนเคร็งให้ดารงอยู่และสร้างรายได้ท่ีดีขึ้นให้แก่คนในชุมชนเพ่ือสร้าง
แรงจูงใจในการร่วมกบั ดูแลและปกปอ้ งป่าพรคุ วนเคร็งใหด้ ารงอยเู่ ปน็ ท่ีพง่ึ พิงของคนชุมชนในรุ่นต่อไป
การเพิ่มศกั ยภาพการค้มุ ครองระบบนิเวศและการจดั การปา่ พรุท่มี คี ุณคา่ ต่อการอนุรกั ษส์ ูง | 145
แบบบูรณาการอยา่ งย่งั ยืน
7
บทสรปุ
การเพิ่มศกั ยภาพการค้มุ ครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุทม่ี คี ณุ คา่ ต่อการอนุรักษส์ งู | 146
แบบบูรณาการอย่างยง่ั ยนื
การเพม่ิ ศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนเิ วศและการจัดการป่าพรุท่ีมคี ณุ คา่ ต่อการอนรุ กั ษส์ งู | 147
แบบบูรณาการอย่างย่งั ยนื
การเพิ่มศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพ่ือเพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและ
อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยั่งยืนตามเปา้ หมายนั้นไม่เพยี งแตใ่ หค้ วามสาคัญกับพื้นที่ป่าพรุ
เพยี งดา้ นเดียว ทวา่ การให้ความสาคัญกับวิถชี วี ิตของคนในชุมชนที่ยังคงมีอีกหลายชุมชนหรือกล่าวได้ว่า
มีชมุ ชนและผู้คนอีกจานวนมากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยอันหมายถึงชุมชนในพื้นทภ่ี ูมิทัศน์พรคุ วนเคร็ง
ท้ังผู้คนในชุมชนท่ีอาศัยอยู่รายรอบพื้นที่แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และผู้คนในสังคมที่อยู่ห่างไกลออกไป
ลว้ นยงั ต้องพึง่ พงิ อาศัยทรัพยากรธรรมชาตทิ ั้งโดยตรงและโดยอ้อม สอดคลอ้ งตามหลักปรัชญาหนา้ ท่ีนิยม
รวมถึงคากล่าวของหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงแห่งซแี อตเต้ิล ซ่ึงล้วนเช่ือว่าทุกสรรพสิ่งเช่อื มโยงกัน มนุษย์มี
ฐานะเปน็ สว่ นหนง่ึ ของธรรมชาติ (Callicott et al.,1999, 23-24; วนั ทนา ศวิ ะ, 2553, 11, อ้างถงึ ใน สว
รนิ ทร์ เบ็ญเด็มอะหลี, 2558, 28) เชน่ เดยี วกบั การดาเนนิ โครงการปา่ พรุควนเครง็ ท่ีให้ความสาคัญกับการ
พัฒนาศักยภาพระบบนิเวศป่าพรุควนเคร็งท่ีมุ่งปื้นปูระบบนิเวศป่าพรุให้ป้ืนคืนกลับสู่ความอุดมสมบูรณ์
มีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งผลแห่งการป้ืนปูป่าพรุให้คืนความอุดมสมบูรณ์นี้ ในท้ายท่ีสุดแล้วก็คือ
การรักษาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นที่พ่ึงพิงของคนในชุมชนและสังคม และการที่จะรักษาและ
ป้นื ปปู ่าพรุให้คืนความอุดมสมบูรณ์มาได้นัน้ ต้องอาศัยความรว่ มมือของทกุ ฝ่ายที่มบี ทบาทเกี่ยวข้องในทุก
องค์กร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับความร่วมมือจากคนในชุมชนคือพลังการมีส่วนร่วมท่ีจะเป็น
เกราะคุ้มครองปกป้องผืนป่าพรุทรัพยากรอันลา้ ค่าของชุมชน สังคม และโลก ดังนั้น การดาเนินการจึงให้
ความสาคัญท้ังในแง่การพัฒนาตัวบุคคลในบทบาทต่าง ๆ ด้วยการส่งเสริมความรู้ความสามารถ และ
รวมถึงความรเู้ พอื่ การพัฒนาอาชีพทเี่ ปน็ การสรา้ งคณุ ภาพชีวิตที่ดีแก่คนในชุมชน
ประการแรก การดาเนินการด้านการพัฒนามนุษย์ หรือการพัฒนาส่งเสริมศักยภาพของคนที่
เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท่ีเก่ียวข้องกับพ้ืนท่ีในบทบาทต่าง ๆ และในทุกระดับ ทั้งเจ้าหน้าที่
หน่วยงานภาครฐั ท่มี บี ทบาทโดยตรงในการดูแล ป้องกนั เพอื่ การอนรุ กั ษ์ปา่ พรุ หน่วยงานภาครัฐในชมุ ชน
ที่เชื่อมโยง เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน องค์กรชุมชน ซ่ึงมีบทบาทในการมีส่วนร่วม
สนบั สนุนและการจัดการร่วมกนั คนในชุมชนทงั้ ผู้นา ชาวบ้าน เดก็ และเยาวชน
ประการท่ีสอง การดาเนินการในด้านกลยุทธ์หรือวิธีการในการจัดการพื้นที่พรุควนเคร็งแบบ
บรู ณาการทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สงั คม และสง่ิ แวดล้อม โดยมุ่งเน้นการมีส่วนรว่ มจากทุกฝ่าย และแนวทาง
ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสภาพพ้ืนที่ เช่น การจัดการความรู้ การจัดทาหลักสูตรท้องถิ่นเพ่ือการเรียนรู้
เก่ยี วกับพื้นทภี่ มู ทิ ศั นพ์ รคุ วนเคร็ง การจดั การปา่ ชมุ ชน
ประการท่ีสาม การสื่อสารและการสร้าง “สาร” และ “นักส่ือสาร” เป็นเครื่องมือในการจัดการ
ในดา้ นตา่ ง ๆ โดยนกั สือ่ สารท่ีสาคัญคอื การสรา้ งนกั สอื่ สารที่เป็นคนในชุมชนและผูท้ ่มี บี ทบาทการทางาน
ในพน้ื ทพ่ี รคุ วนเคร็ง
ประการท่ีส่ี การจัดการโดยคานึงถึงความย่ังยืน โดยการให้ความสาคัญกับการส่งต่อความรู้
ความเขา้ ใจ และการตระหนกั ถึงคณุ คา่ ของปา่ พรุ สู่การเรยี นรู้ของกลมุ่ คนรุ่นใหมท่ ้งั ในชุมชนและสงั คม
อย่างไรก็ตาม การดาเนินโครงการภายใต้โครงการย่อยหรือที่เรียกว่าผลผลิตต่าง ๆ ภายใต้
ผลสัมฤทธิ์ที่ 1 การเพิ่มศักยภาพในการคุ้มครองระบบนเิ วศป่าพรุที่มีคุณค่าอนุรักษ์สงู และพัฒนาต้นแบบ
การใช้ประโยชน์จากป่าพรุอย่างยั่งยืนโดยสร้าการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เก่ียวข้อง ท่ีได้ดาเนินการ
ในการหากลไกท่ีมีศักยภาพเหมาะสมต่อการอนุรักษ์ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง การจัดทาแผนการจัดการพระ
อย่างมีส่วนร่วม การจัดทาแผนการใช้ประโยชน์ท่ีดินในตาบลเคร็ง การเพ่ิมศักยภาพหรือความสามารถ
148 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพอื่ เพมิ่ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยั่งยนื
ของผ้บู ริหาร เจ้าหน้าท่อี งคก์ ารบริหารสว่ นตาบลตา่ ง ๆ ผ้นู าทอ้ งถิ่นในกานลาดตระเวน การติดตามระดับ
นา้ การปอ้ งกันไปป่า และการบังคบั การใช้กฎหมายในพ้นื ท่ีพรุควนเคร็งและเขตห้ามล่าสตั ว์ป่าทะเลน้อย
รวมถึงการเสริมความเข้มแข็งในการจัดการป่าชุมชน ตลอดจนโครงการสนับสนุนต่าง ๆ เช่น การทา
หลกั สูตรท้องถนิ่ ทเ่ี ชือ่ มโยงการเรียนการสอนจากหอ้ งเรยี นในโรงเรียนสหู่ อ้ งเรียนธรรมชาติ
การดาเนินการต่าง ๆ ของโครงการสอดคล้องตามคาหลกั ของผลสัมฤทธ์ทิ ี่ 1 ท่ีมุ่ง “พัฒนาคน”
โดยคาดหวังถึงความเปล่ียนแปลงพฤติกรรม ทัศนคติ ความคิด ของบุคคลที่จะนาไปสู่สร้างการ
เปล่ียนแปลงในระดับชุมชนและสังคมต่อไป นอกจากน้ี การดาเนินการยังมุ่งสร้างส่ิงที่เป็น “ต้นแบบ”
เพื่อเป็นแนวทางในการนาไปสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องของทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้อง ไม่ว่าจะเป็นแผนการใช้
ประโยชน์ทด่ี นิ ซ่ึงผลการวเิ คราะห์ตา่ ง ๆ ท่ปี รากฏเป็นข้อมลู ต้นแบบการศึกษาในพ้ืนทีต่ าบลเคร็ง จะเปน็
แนวทางในการจัดการท่ีดินในตาบลเคร็งให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสอดคล้องตามสภาพของพ้ืนที่ ทั้งยัง
เป็นต้นแบบในการขยายผลการศึกษาไปยังพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งแต่ละพ้ืนที่ย่อมมีสภาพพื้นท่ีที่แตกต่างกันไป
เพยี งแต่ ผลจากการศกึ ษาและจัดทาแผนการใช้ประโยชน์ทด่ี ินในตาบลเครง็ เปรยี บเสมือนกระจกส่องทาง
และสะท้อนภาพผืนดินในพ้ืนท่ี ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงความสาคัญของการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยการวิเคราะห์
ขอ้ มลู ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธฺ ภิ าพ รวมถงึ แผนการจัดการพรุ เหล่านื้คือ “ตน้ แบบ” ทน่ี บั เป็นข้อมลู สาคัญท่ีรอ
นาไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง อนึ่ง การดาเนินงานยงั ให้ความสาคัญกับ “การมีส่วนร่วม” ในการจัดการ
ทรพั ยากรของชุมชน เชน่ การมีสว่ นร่วมในการจัดทาแผนการจัดการพรใุ นพ้ืนทีภ่ ูมิทัศน์พรุควนเคร็ง การ
มีส่วนร่วมในการจัดการป่าชุมชน นอกจากน้ียังย้าให้เห็นว่า การมี “ป่าชุมชน” เป็นกลไกสาคัญในการ
จัดการพื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งท่ีเอ้ือประโยชน์ท้ังต่อพ้ืนที่ป่าพรุและการดารงชีพของคนในชุมชน และ
คาว่า “ป่าชุมชน” ท่ีได้จากบทเรียนภายใต้การดาเนินการในผลสัมฤทธ์ิที่ 1 น้ีคือการช้ีให้เห็นปัญหาของ
กฎหมายในประเทศไทยที่ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายป่าชุมชนยังไม่เป็นท่ี
ยอมรับของชุมชน ยิ่งกว่าน้ัน กฎหมายได้ทาลายพลังการมีส่วนร่วมและความเป็นป่าชมุ ชนท่ีมีอยู่เดิม ถึง
กระนนั้ กต็ าม บทเรยี นป่าชุมชนชี้ให้เหน็ ว่า “พลังความร่วมมอื ” อย่างจรงิ จงั และความจรงิ ใจของทุกฝ่าย
ย่อมทลายกาแพงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคได้ ดังกรณีป่าชุมชนบ้านไสขนุน อาเภอชะอวด จังหวัด
นครศรีธรรมราช ท่ีแม้ส้ินสภาพการเป็นป่าชุมชนด้วยเพราะกับดักกฎหมาย พระราชบัญญัติป่าชุมชน
พ.ศ. 2562 ทว่า พลังความร่วมมือของทุกฝ่ายสามารถหาทางออกป้ืนคืนสภาพ “ป่าชุมชนบ้านไสขนุน”
ขึ้นมาได้ โดยแนวทางอื่นที่เอื้อหรือเพียงแค่การการใช้วลี “พื้นท่ีผ่อนปรน” สู่การปลดปล่อยพันธการให้
ชุมชนได้ใช้ประโยชน์และดาเนินกิจกรรมในป่าของชุมชนได้ต่อไป และท่ีสาคัญชวนขบคิดน่ันคือ เหรียญ
สองด้านของคาว่า “วาทกรรม” การใช้วาทกรรม เป็นเครื่องมือในการจัดการได้สองแง่มุม ท้ังเพ่ือการ
พฒั นาอยา่ งแทจ้ ริงและการเปน็ เพียงวาทกรรมการพัฒนาทไ่ี ม่ได้กอ่ ให้เกิดการพฒั นาอยา่ งแทจ้ รงิ เฉกเช่น
วาทกรรมป่าชุมชน จะใช่การมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการป่าร่วมกันโดยให้ชุมชนมีบทบาทอย่าง
แท้จรงิ หรือไมน่ น้ั อยทู่ ่ผี ลในทางปฏบิ ัติ
การเพ่มิ ศกั ยภาพการค้มุ ครองระบบนเิ วศและการจัดการปา่ พรุที่มคี ุณค่าต่อการอนุรักษ์สูง | 149
แบบบูรณาการอยา่ งยั่งยืน
บรรณานุกรม
150 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่ังยืน