การเพิ่มศักยภาพการคมุ้ ครองระบบนิเวศและการจัดการป่าพรุท่ีมคี ณุ ค่า | 51
ต่อการอนุรกั ษ์สงู แบบบูรณาการอย่างยั่งยนื
ขนุน กลุ่มเก็บหากระจูด กลุ่มประมงพ้ืนบ้าน กลุ่มเลี้ยงควาย กลุ่มเล้ียงวัว และกลุ่มหาน้าผ้ึงป่า กลุ่ม
หลอดราโพ กลุ่มทอ่ งเทย่ี วชมุ ชน
การมีสว่ นรว่ มกับการจัดการพืน้ ทภ่ี ูมิทศั น์พรุควนเครง็ การดาเนนิ การภายใต้แนวคดิ การมีส่วน
ร่วมของโครงการซึ่งให้ความสาคัญกับประเด็นนี้เป็นอย่างมาก โดยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายและทุก
ระดับ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการให้ความสาคัญกับชุมชนท้องถิ่น ซ่ึงถือเป็นผู้กระทาการที่สาคัญท่ีเช่ือมโยง
กับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าพรุควนเคร็งมายาวนาน อีกทั้งยังให้ความสาคัญกับบทบาทผู้หญิง
เด็กและเยาวชนในการมีสว่ นร่วมในการจัดการป่าพรุรว่ มกัน อน่ึง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝา่ ยมีส่วนร่วมใน
กิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการ เช่น ร่วมกันศึกษาเรียนรู้ชุมชน ร่วมคิด ร่วมลงมือทา ร่วมวางแผน ร่วม
ตรวจสอบและติดตาม สะท้อนได้จากการดาเนินการกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้โครงการ เช่น การวางแปลง
สารวจป่า การวางแผนป้ืนปูป่าพรุควนเคร็ง การร่วมกาหนดยุทธศาสตร์การจัดการพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุควน
เครง็ การรว่ มเสวนาระดมความคดิ เหน็ เพื่อหาแนวทางการจัดการพื้นท่ภี ูมทิ ศั น์พรคุ วนเคร็งรว่ มกัน
ประการที่สอง หลักความยั่งยืน เป็นหลักการท่ีต้องให้ความสาคัญโดยไม่ต้องกังขา ด้วยเสียง
สะทอ้ นจากผมู้ ีส่วนไดส้ ว่ นเสยี แม้ไม่ได้กลา่ วถงึ วลีน้ีอย่างตรงไปตรงมา ทวา่ แนวคิดน้ีได้สะท้อนผา่ นความ
คิดเห็นและความคาดหวงั จากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยง่ิ เสียงจากคนในชมุ ชนทม่ี ักกล่าวถึงความคาดหวัง
ความห่วงใยลูกหลาน ความต้องการท่ีจะส่งต่อทรัพยากรในป่าพรุควนเคร็งไปสู่ลูกหลาน ขณะเดียวกันก็
กล่าวถึงความคาดหวังในการตระหนักถึงคุณประโยชน์หรือบุญคุณที่ป่าพรุควนเคร็งเอ้ือประโยชน์ต่อการ
ดารงชีพของคนในชุมชนให้มีความเป็นอยู่ท่ดี ี ดังเสียงของชาวบา้ นในชมุ ชนบางส่วนทสี่ ะท้อนผ่านเวทีการ
มสี ว่ นร่วมในกระบวนการเพ่ือร่วมกันหาแนวทางการจัดการพน้ื ที่พรคุ วนเคร็งทีส่ ื่อถึงแนวคิดทต่ี ระหนักถึง
การใช้ประโยชน์จากป่าอย่างย่ังยืน เช่น “พรุสมบูรณ์ คนอยู่ได้” ซ่ึงสอดคล้องตามนิยามพัฒนาท่ียั่งยืน
ข อ ง ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ธิ ก า ร บ รั น แ ล น ด์ ที่ ตี พิ ม พ์ ใ น ร า ย ง า น “ Our Common Future”
(มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557) ท่ีอธิบายว่า “การพัฒนาท่ียั่งยืน คือ การพัฒนาท่ีตอบสนอง
ความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทาให้ความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของคนรุ่น
ต่อไปลดลง” เห็นได้ว่า การตระหนักถึงความย่ังยืนนั้นไม่ได้เป็นแนวคิดใหม่ ทว่าแนวคิดความยั่งยืนแฝง
อยู่ในวิถีของมนุษย์ที่มีอยู่เดิม กล่าวอีกนัยหนึ่งความยั่งยืนเป็นกลไกการดารงชีวิตหน่ึงของมนุษย์ที่เป็น
การควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์หรืออาจกล่าวได้ว่าคือกลไกการควบคุมพฤติกรรมของตนเองของเหล่ า
ส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศน่ันเอง เช่นนี้การจัดการพื้นท่ีพรุควนเคร็งจึงมิอาจละเลยแนวคิดน้ีได้ เพราะความ
ยั่งยืนคือกลไกตามธรรมชาติท่ีมีอยู่ในวิถีการดารงอยู่ของส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศ คือกลไกที่จะทาให้พ้ืนที่
พรคุ วนเครง็ และวถิ ชี มุ ชนพรคุ วนเครง็ ดารงอยูต่ อ่ ไปท่ามกลางสถานการณ์การเปล่ยี นแปลง
ทั้งน้ี กลไกการจัดการพื้นท่ีพรุควนเคร็งภายใต้หลักความย่ังยืน สามารถทาได้โดยกาหนดให้มี
กระบวนการการพัฒนาและจัดการที่ครอบคลุมทั้ง 3 มิติ คือ มิติทางเศรษฐกิจ มิติทางสังคม และมิติทาง
ส่ิงแวดล้อม กระนั้นก็ตามยังต้องคานึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมิติใดมิติหนึ่ง เพราะการใช้กลไกทั้ง
3 มิติ มีความเช่อื มโยงกัน
กลไกมิติทางเศรษฐกิจ เป็นการมุ่งให้ความสาคัญกับหลักการทางเศรษฐศาสตร์เป็นฐานในการ
ส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มอาชีพ โดยให้กลุ่มอาชีพและเครือข่ายอาชีพมีสื่อสารและสนับสนุนซ่ึงกันและ
กัน โดยมีการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านความรู้ เทคนิควิธีการต่าง ๆ ท่ีจะเป็นการพัฒนา
52 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพือ่ เพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่งั ยืน
ผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ของชุมชน ในรูปแบบใหม่ ๆ ท่ีตอบสนองความต้องการของตลาดท่ีมี
ความหลากหลายขอกลุ่มผู้บริโภค การกาหนดราคาที่เป็นธรรมและสอดคล้องกันท้ังระบบ เช่น ข้อตกลง
ราคาร่วมกันทั้งเครือข่าย เน่ืองจากปัญหาหน่ึงของราคาสินค้างานหัตถกรรมกระจูดในพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุ
ควนเคร็งไม่มีความเป็นหนึ่งเดียว ตัวอย่างเช่น ราคาท่ีแตกต่างกันอย่างมากระหว่างชุมชนทะเลน้อยกับ
ชมุ ชนในตาบลเคร็ง หรอื ราคาระหว่างครัวเรือนผู้ผลิตภายในชุมชน เป็นตน้ รวมถึงการใหช้ ุมชนตระหนัก
ถึงความสาคญั ถงึ การใช้ประโยชนจ์ ากทรัพยากรอยา่ งคุ้มคา่ และไม่ทาลายสิง่ แวดล้อม
ทง้ั น้ี การสรา้ งความมนั่ คงทางเศรษฐกิจใหแ้ ก่คนในชุมชน เป็นการสร้างแรงจูงใจในการร่วมดูแล
ปกป้องผืนป่า ดังเสียงสะท้อนจากผู้ใช้ประโยชน์จากป่าในพื้นที่ตาบลชะอวด อาเภอชะอวด จังหวัด
นครศรีธรรมราช ท่ีกล่าวถึงการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและการสร้างรายได้แก่คนในชุมชนเป็นแนว
ทางการสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าร่วมปกป้องป่าพรุควนเคร็งท่ีว่า “แรงบันดาลใจในการคิดนาวัสดุจาก
ธรรมชาติ นนั่ คือ ต้นราโพ ซึ่งมีมากในปา่ พรุมาทาหลอดดูดนา้ เพราะการรบั รู้ข่าวสารเก่ียวกับปัญหาขยะ
ในทะเลท่ีส่งผลกระทบต่อชีวิตของสัตว์น้าเหล่านั้นที่มีแนวโน้มเพ่ิมมากขึ้น ส่วนในแง่การดูแลปกป้องผืน
ป่า มีความเห็นวา่ จะเปน็ ผลที่เกิดตามมาเมื่อชุมชนทางานมรี ายได้ พวกเขาเหลา่ นกี้ ็จะเปน็ หูเปน็ ตาในการ
ดูแลรักษาป่าได้ดังคาเปรียบเปรยที่ว่า ไผ่ศรีสุขอยู่ได้เพราะข้าวหลาม ป่าพรุก็เช่นกันหากชาวบ้านเขาได้
ประโยชน์ก็จะได้ช่วยกันดูแล ส่วนการจัดการเศษจากต้นราโพท่ีตัดไปทาหลอดแล้วนั้น ชุมชนได้มีการ
นาไปทาปุ๋ยใส่พืชในแปลงเกษตร” (วัชระ เกตุชู, ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนราโพ หมู่ที่ 4 บ้านท่า
สะทอ้ น ตาบลชะอวด อาเภอชะอวด จงั หวัดนครศรธี รรมราช)
อน่ึง กลไกการพัฒนาอาชีพ เป็นกลไกที่เป็นข้อเสนอท่ีสอดคล้องกันทั้งจากข้อเสนอจากผู้มีส่วน
ได้ส่วนเสียที่เกย่ี วขอ้ งในพื้นท่ีพรุควนเคร็งที่ได้สะท้อนผา่ นผลการศึกษาของ โกมล แพรกทอง และทวี หนู
ทอง (2563) และ เชิดศักดิ์ เก้ือรักษ์ (2563) หรือจากผลการการศึกษาที่สะท้อนผ่านโครงการฝึกอบรม
การวิเคราะห์ตลาดเพ่ือพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ป่าพรุควนเคร็งสู่วิสาหกิจชุมชน ซ่ึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท่ีเข้า
ร่วมล้วนต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเป็นผู้ประกอบการในชุมชนท่ีสร้างรายได้เพ่ือพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตของคนในชุมชนให้ดีย่ิงขึ้น ท้ังนี้การพัฒนาอาชีพท่ีเชื่อมโยงกับผืนป่า โครงการมีแผนการสร้าง
ผู้ประกอบการในชุมชนและการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนป่าพรุควนเคร็งในรูปแบบต่าง ๆ ท่ีอยู่บนฐาน
ทรัพยากรจากป่าพรุควนเคร็ง ท้ังในรูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ท่ีมีความเป็นเอกลักษณ์ของแต่
ละชุมชน เช่น กระจูด หลอดราโพ เคยปลา ปลาดุกร้า น้าผึ้งป่าธรรมชาติ และรูปแบบการท่องเที่ยว
ชุมชนโดยชมุ ชน รวมถึงวิสาหกิจศูนย์การเรยี นรู้ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางที่เชอ่ื มโยงไปสู่การสร้างรายได้ไปยงั
วิสาหกจิ ประเภทอ่นื ๆ ตอ่ ไป โดยมีวสิ าหกจิ ศูนย์การเรียนรู้เป็นศนู ยก์ ลาง (ภาพที่ 2.1) เนือ่ งจากศูนย์การ
เรียนรู้คือการสื่อสารข้อมูลของชุมชนสู่ผู้เข้าชมหรือการเผยแพร่ออกสู่สังคมภายนอกผ่านช่องทางต่าง ๆ
ท่ที าให้ชมุ ชนเป็นท่รี ้จู ักอย่างกวา้ งขวาง
“วิสาหกิจศูนย์การเรียนรู้พรุควนเคร็ง” เป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในรูปแบบ
วิสาหกิจชุมชนที่เชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากรจากป่าพรุควนเคร็ง โดยใช้ฐานจากศูนย์การเรียนรู้พรุควน
เคร็ง ซ่ึงเป็นศูนย์กลางข้อมูลเพื่อการเรียนรู้เก่ียวกับพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งอย่างรอบด้าน โดยมีการ
การจัดต้ังศูนย์ประสานงานการเรียนรู้ป่าพรุในพ้ืนท่ีตาบลเคร็ง ตาบลบ้านตูลและตาบลชะอวด เพ่ือ
รวบรวมและจัดระเบียบองค์ความรู้ที่มีอยู่บนฐานของวิถีชีวิตและทรัพยากรในท้องถิ่น ซึ่งพ้ืนฐานการ
จัดตั้งศูนย์ประสานงานการเรียนรู้นี้ จะได้รับการถ่ายทอดโดยใช้ส่ือจัดแสดงในรูปแบบต่างๆ มีโครงสร้าง
การเพมิ่ ศักยภาพการคุ้มครองระบบนเิ วศและการจัดการปา่ พรุที่มคี ุณค่า | 53
ต่อการอนุรักษ์สูงแบบบูรณาการอย่างยัง่ ยนื
คณะกรรมการในการบริหารงาน ท่ีสถานท่ีจัดตั้งชัดเจน และท้ายที่สุดจะมีการจัดทาแผนธุรกิจสาหรับ
ประชาสัมพันธแ์ ละสรา้ งรายได้เสรมิ จากมลู ค่าท่เี พิ่มขึน้ ของความร้ผู ่านกิจกรรมการทอ่ งเท่ยี วโดยชุมชน
ภาพที่ 2.1 แผนทแี่ สดงขอ้ มลู ศนู ย์การเรียนรใู้ นพน้ื ที่ดาเนนิ โครงการ
ท่ีมา: ฐานข้อมลู แผนที่เพอื่ การจดั การทรพั ยากรปา่ พรคุ วนเคร็ง (2562)
“วิสาหกิจจากฐานทรัพยากรป่าไม้ท่ีย่ังยืน 5 มิติ” เป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนใน
รปู แบบวสิ าหกิจชมุ ชนที่เชื่อมโยงกับการใช้ประโยชนจ์ ากทรัพยากรปา่ ไม้ในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งในมุมมอง 5
มิติ นั่นคือ มิติด้านทรัพยากร มิติด้านสังคมและวัฒนธรรม มิติด้านภูมิปัญญาและเทคโนโลยี มิติด้าน
54 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพมิ่ ความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยงั่ ยืน
เงินทุนและตลาด และมิติทางด้านนโยบาย กฎหมาย และการสนับสนุน หรือองค์ประกอบท่ีดีของ
เศรษฐกจิ จากฐานทรัพยากรป่าพรุ (ภาพท่ี 2.2)
ภาพท่ี 2.2 องค์ประกอบทด่ี ีของเศรษฐกิจจากฐานทรพั ยากรปา่ พรุ
ทม่ี า: RECOFTC (2562)
ทั้งน้ี แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนบนฐานทรัพยากรป่าพรุจะมีความย่ังยืนซึ่งหมายถึงการ
ที่คนในชุมชนอยู่ได้ ป่าพรุก็อยู่ได้เชน่ กนั ข้นึ อยกู่ บั ปัจจยั หลายประการ ซึง่ เปน็ แนวทางท่ีเป็นข้อเสนอจาก
ผู้มสี ่วนได้ส่วนเสยี ที่เข้าร่วมกระบวนการเสวนาวชิ าการภายใต้หวั ข้อ “ปา่ พรุ ตน้ ธารฐานเศรษฐกิจ ฐาน
ชีวิตคนเคร็ง” ได้แก่ การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรป่าพรุและการท่องเท่ียวเชิงนิเวศโดย
ชุมชนท่ีสอดคล้องกับวิถีชีวติ การจดั การความรู้ในป่าพรุ การรักษาระดับนา้ ท่วมขังของระบบนิเวศป่าพรุ
ควนเคร็ง กล่าวอีกนัยหน่ึงได้ว่า “น้าคือชีวิตของป่าพรุ ป่าพรุคือชีวิตของคนเคร็ง” และการเพิ่มปริมาณ
ปลาและกระจูด ซง่ึ ถือเป็นแหลง่ วตั ถดุ ิบหลักของการผลติ เพ่อื พฒั นาเศรษฐกจิ จากฐานทรัพยากรปา่ พรุ
นานาทรรศนะกบั แนวทางการพฒั นาและสนบั สนนุ การพฒั นาเศรษฐกิจชุมชนบนฐาน
ทรพั ยากรปา่ พรุอยา่ งยั่งยนื
แนวทางการพัฒนารูปแบบผลิตภณั ฑ์จากทรัพยากร ป่าพรุและการท่องเท่ียวเชิงนิเวศโดยชุมชน
ท่ีสอดคล้องกับวิถีชีวิต โดยทรัพยากรสาคัญที่สร้างรายได้แก่ชุมชน (ภาพท่ี 2.3) ได้แก่ น้าผ้ึง กระจูด
ย่านลิเภา เห็ดตับเต่า ใบกระพ้อ และพืชสมุนไพร ท้ังนี้แนวทางการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์จาก
ทรพั ยากรป่าพรุและการจัดการท่องเทยี่ งเชิงนิเวศโดยชุมชน ไดแ้ ก่ 1) การสารวจข้อมลู ทรัพยากร ตลาด
นักปราชญ์ท้องถ่ิน พ้ืนท่ีที่มีจุดเด่น เช่น ป่าชุมชน ระบบนิเวศพรุ วิถีชุมชนด้ังเดิม 2) ศึกษารูปแบบการ
แปรรูปที่เหมาะสมและสร้างตราสินค้าพร้อมเรื่องราวที่มาของผลิตภัณฑ์ และ 3) รวมกลุ่มเพ่ือ
แลกเปล่ียนทักษะและลงมือปฏิบัติจริง โดยหน่วยงานที่สนับสนุนแนวทางดังกล่าวนี้ ได้แก่ กรมการ
การเพิม่ ศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนเิ วศและการจดั การป่าพรุทม่ี คี ณุ ค่า | 55
ต่อการอนุรกั ษ์สงู แบบบูรณาการอย่างย่งั ยืน
พฒั นาชมุ ชน สานกั งานสาธารณสุขจังหวัด สานกั งานพาณชิ ย์จงั หวัด เกษตรอาเภอ องคก์ ารบริหารส่วน
ตาบล กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารเพ่ือการเกษตรและสหกรณ์ สถาบันการศึกษา ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม
และกระทรวงพลังงาน
แนวทางการจัดการความรู้ในป่าพรุ เป็นข้อเสนอโดดเด่นที่ทุกเวทีการระดมสมองเห็นพ้องกันใน
ประเด็นการจัดการความรู้หรือการจัดทาฐานข้อมูลป่าพรุควนเคร็งอย่างเป็นระบบ แนวทางการจัดการ
ความรู้ท่ีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายเห็นพ้องกันจากเวทีการเสวนาประกอบด้วยข้อเสนอสาคัญ 3 ประการ
น่ันคือ 1) การจัดทาฐานข้อมูลความรู้การอนุรักษ์ การจัดการ และการใช้ประโยชน์ ให้ครอบคลุม 5 มิติ
2) การพัฒนานักวิจัยชุมชนผ่านเวทีวิชาการและการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและงานจิตบริการ และ 3)
การพฒั นานกั สื่อสารและเครือข่ายการเรยี นรู้ โดยควรได้รบั การสนับสนุนจากหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องนั่นคือ
องค์การบริหารส่วนตาบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรมการพัฒนาชุมชน สานักงานส่งเสริมการ
ท่องเท่ยี ว และหน่วยงานภาครัฐท่เี ก่ียวข้อง รวมถึงภาคเอกชน และเครอื ข่ายชุมชน
แนวทางการรักษาสมดุลน้าท่วมขังของระบบนิเวศ พรุควนเคร็ง เป็นปัจจัยสาคัญเพราะ“น้าคือ
ชีวิตของป่าพรุ...ป่าพรุคือชีวิตของคนเคร็ง” ทั้งน้ี ข้อเสนอท่ีน่าสนใจในประเด็นน้ีได้แก่ 1) การทาฝาย
ชะลอน้าและสร้างแนวกันไป 2) การสร้างความเข้าใจและสนับสนุนภูมิปัญญาชุมชนในการจัดการน้า
เพื่อใหเ้ กิดการหมนุ เวยี นน้าในพ้ืนที่ป่าพรุ และ 3) การสร้างเครอื ขา่ ยและกลไกการทางานร่วมกันระหว่าง
ภาครัฐและชุมชน โดยหน่วยงานหรือผู้ท่ีสามารถสนบั สนนุ กิจกรรมเหล่าน้ีได้คือ ผู้นาท้องถิ่น นักวิชาการ
และหนว่ ยงานราชการทเี่ กีย่ วข้อง
แนวทางการเพ่ิมปริมาณปลาและกระจูดท่ีเปน็ แหล่งวัตถุดิบหลัก เน่ืองจากปลาและกระจูด เป็น
ทรัพยากรจากป่าพรุควนเคร็งทสี่ ร้างรายได้แกค่ นในชุมชนสืบต่อกนั เปน็ ระยะเวลานาน สบื สานอาชีพการ
ทาประมงในป่าพรุและการสานกระจูดจากรุ่นสู่รุ่นมานาน และปัจจุบันทั้งปลาและกระจูด รวมถึง
ทรัพยากรอื่น ๆ ในป่าพรุได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปป่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
หลายฝ่ายเห็นพ้องกันในการหาแนวทางการเพ่ิมปริมาณปลาและกระจูดโดยการดูแลระบบนิเวศป่าพรุ
โดยการ 1) การรักษาระดับน้า 2) การปล่อยพันธ์ุปลาเพิ่ม 3) การทาโซนการเก็บหากระจูดและ
ทรัพยากรอื่น ๆ และ 4) การกาหนดและบังคับใช้ข้อตกลงร่วมในการใช้ประโยชน์ป่าพรุระหว่างจังหวัด
นครศรีธรรมราช จงั หวดั พัทลงุ และ จงั หวดั สงขลา โดยหน่วยงานสนับสนุน ไดแ้ ก่ กรมชลประทาน กรม
อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช องค์การบริหารส่วนตาบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในพ้ืนที่
3 จงั หวดั
56 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพือ่ เพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่ังยนื
ภาพท่ี 2.3 แหลง่ ทรัพยากรในพืน้ ท่ีป่าพรุควนเครง็ (กระจูด ผึ้ง และตัวตอ่ )
ที่มา: ฐานขอ้ มูลแผนทเี่ พ่อื การจัดการทรพั ยากรปา่ พรุควนเครง็ (2562)
ถึงกระนั้นก็ตาม การถอดบทเรียนจากผู้ประกอบการด้านการทางานวิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิต
ผู้พัฒนาสินค้าชุมชนหลากหลายกลุ่ม เห็นพ้องกันว่ากุญแจสาคัญที่ไขสู่ความสาเร็จของการรวมกลุ่มเป็น
วิสาหกจิ ชุมชนเพือ่ พฒั นาเศรษฐกจิ ชุมชนบนฐานทรัพยากรปา่ พรคุ วนเคร็งนน้ั คือ
การเพ่ิมศกั ยภาพการคมุ้ ครองระบบนิเวศและการจดั การปา่ พรุทม่ี คี ุณคา่ | 57
ต่อการอนุรักษ์สงู แบบบูรณาการอย่างย่งั ยนื
กุญแจที่ 1 การมีผู้นาที่มีวิสัยทัศน์ เข้มแข็ง กล้าลุย ลองผิดลองถูก สร้างความเชื่อม่ันและ
ศรัทธาให้กับชมุ ชนหรอื กล่มุ ได้ ค้นหาจุดร่วมท่จี ะสามารถสรา้ งความเชื่อมโยงและใหเ้ กิดการยึดเหน่ียวกัน
ของคนในชุมชนหรอื กลุ่มได้
กุญแจที่ 2 สร้างการมีส่วนร่วมและทางานร่วมกัน ต้ังแต่ร่วมคิด วางแผน ดาเนินการและ
ตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและความเป็นธรรม โดยต้องสร้างระบบการมีส่วนร่วม วางบทบาทหน้าที่
ของสมาชิกให้ชัดเจน และสร้างบรรยากาศของการให้ความคิดเห็นเพ่ือปรับปรุงตนเองอย่างสร้างสรรค์
สะท้อนได้จากเสียงของผมู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสียท่ีใช้ประโยชน์จากป่าในแง่การหาน้าผ้ึงป่าที่ว่า “…อยากให้เกิด
การรวมกลุม่ ทางานรว่ มกนั เพ่อื เพิม่ มลู ค่าน้าผ้ึง…”
กุญแจท่ี 3 ปรับเปล่ียนวิธีคิดและลงมือทา ทดลองจากเล็กๆ ค่อยขยายออกไป ค้นคว้าหา
ความรู้เพิ่มเติมในสิ่งท่ียังสงสัยจากแหลง่ ต่างๆ ใช้วัตถุดิบหรือต้นทุนจากธรรมชาติและสังคมที่มีอยู่ใน วิถี
วฒั นธรรม ลดการพึง่ พาจากภายนอกเพื่อสร้างความเขม้ แขง็ จากภายใน
เห็นได้ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งให้ความสาคัญกับการรวมกลุ่ม
การผลิตในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนทั้งในลักษณะวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิต และวิสาหกิจชุมชนเพ่ือการ
บริการ เช่น การวิสาหกิจศูนย์การเรยี นรู้ ซ่ึงใช้เป็นฐานในการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อการท่องเท่ียว โดยศูนย์
การเรียนรู้ทาหน้าที่ให้บริการข้อมูลในพื้นที่พรุควนเคร็งที่มีการนาเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ท่ีสร้างความ
น่าสนใจให้แก่นักท่องเที่ยวผู้มาเยือน หรือกรณีวิสาหกิจจากฐานทรัพยากรป่าไม้ท่ียั่งยืน 5 มิติ ที่
ประกอบด้วยวิสาหกิจในหลากหลายรปู แบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิสาหกิจเพื่อการผลิต เช่น กลุ่มวิสาหกิจ
ทีเ่ กย่ี วกบั งานจกั สานจากวตั ถุดิบกระจูด กลุ่มวิสาหกจิ ผูผ้ ลติ หลอดราโพ กลุ่มวิสาหกิจท่ีเก่ียวกับการผลิต
และแปรรูปสินค้าประมง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนท้ังประเทศ (กองส่งเสริม
วิสาหกิจชมุ ชน กรมสง่ เสริมการเกษตร, 2563) (ภาพที่ 2.4, ภาพท่ี 2.9) มีจานวนวิสาหกจิ มากถงึ 86,742
แหง่ โดยในจังหวัดนครศรธี รรมราช มกี ารจดทะเบยี นวิสาหกจิ ชมุ ชนจานวน 1,752 แห่ง (ภาพท่ี 2.5-2.6)
อาเภอควนขนุน จานวน 83 แห่ง (ภาพที่ 2.7) โดยมีการจดทะเบียนวิสาหกิจในพื้นท่ีตาบลทะเลน้อย
จานวน 8 แห่ง และตาบลควนขนนุ จานวน 6 แห่ง สว่ นทีเ่ หลือตั้งอยู่ในตาบลอื่นที่อยู่นอกเขตพื้นท่ีศึกษา
ของโครงการ ส่วนอาเภอระโนด จังหวัดสงขลา มีจานวนวิสาหกิจชุมชน 53 แห่ง (ภาพท่ี 2.8) โดยใน
ตาบลบ้านขาวซง่ึ อยู่ในพ้ืนที่ศกึ ษาของโครงการน้ัน มีจานวน จานวน 9 แหง่ ขณะท่ขี อ้ มลู การจดทะเบียน
เป็นเครือข่ายกลับมีไม่มากนัก โดยท้ังประเทศมีจานวนเพียง 514 เครือข่าย โดยในจังหวัด
นครศรธี รรมราชมจี านวน 24 แหง่ โดยในอาเภอเชียรใหญ่มีจานวน 4 แหง่ อาเภอชะอวดมีจานวน 3 แห่ง
ทั้งนี้ ข้อมูลการจดทะเบียนวิสาหกิจชี้ให้เห็นชัดว่าการดาเนินกิจกรรมด้านวิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่เป็น
กลุ่มการผลิตพืช ปศุสตั ว์ และการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร สว่ นงานจักสานและการผลติ ประมงน้ันมี
ไม่มากนัก ซึ่งข้ึนอยู่กับแหล่งวัตถุดิบทรัพยากรที่มีในแต่ละชุมชน ลักษณะภูมิประเทศ และภูมิปัญญา
ท้องถ่ินที่คนในชุมชนมีการปรับตัวให้สามารถดารงชีพอยู่ได้จากฐานทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีอยู่ในแต่ละ
ชุมชน ซึ่งทงั้ 3 ปัจจัยนี้มีความเชื่อมโยงซง่ึ กนั และกัน
อย่างไรกต็ าม ข้อมลู การพฒั นาวสิ าหกิจชุมชนในประเทศไทยยงั คงอยู่ในรูปของการผลิตและการ
บริการ ดังที่ อุทัย ปริญญาสุทธินันท์ (2560, 144) อธิบายไว้ในทานองเดียวกันว่า วิสาหกิจชุมชนเป็น
กล่มุ องค์กรการเกษตรท่เี ปน็ ความพยายามของคนในชุมชนในการสรา้ งความเป็นอยทู่ ่ดี ี แต่จากสถิตขิ ้อมูล
การจดทะเบียนกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนแล้ว มักไปกระจุกตัวอยู่ในรูปแบบที่คล้ายกันเป็น
58 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพ่ือเพมิ่ ความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่ังยืน
จานวนมาก ทาให้เกิดภาวการณ์แข่งขันกันเองสูง ส่งผลให้หลายกลุ่มประสบความล้มเหลว ทั้งยังสะท้อน
ถึงผลปัจจัยที่ทาให้กลุ่มวิสาหกิจหลาย ๆ กลุ่มล้มเหลวจากงานศึกษาของ Natthawoot Kaewsombat
(2011 อ้างถึงใน อุทัย ปริญญาสุทธินนั ท์, 2560, 144) ไว้หลายประการ คือ การขาดผู้นาที่เข้มแข็งที่เป็น
ผู้มีความรู้ความสามารถ กล้าคิดและตัดสินใจ การขาดกฎ กติกาและระเบียบภายในกลุ่มเพื่อใช้เป็น
เคร่ืองมือและบริหารจัดการและควบคุมสมาชิก การขาดการเช่ือมโยงเป็นเครือข่ายเพื่อสร้างความ
เข้มแข็งและมีอานาจต่อรอง การมีระบบการบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบ ตลาดท่ียังไม่เพียงพอต่อการ
รองรบั สินคา้ ที่ผลิต การขาดการแสวงหาตลาดในเชิงรุกและอานาจต่อรองเร่ืองราคา หรือการทีร่ ะบบการ
ผลิตไม่ได้มาตรฐานหรือไม่เป็นระบบทาให้สินค้าไม่ได้มาตรฐานท่ีสม่าเสมอ นอกจากน้ี ยังกล่าวถึงผล
การศึกษาของ Thanyamai Chiarakul (2014: 182, อ้างถึงใน อุทัย ปริญญาสุทธินันท์, 2560, 144) ที่
ระบุถึงปัญหาสาคัญอีกประการที่ทาให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนล้มเหลว คือ ปัญหาด้านการเงินและแหล่งทุน
การขาดเทคโนโลยีมาช่วยดาเนินการ ขาดทักษะด้านภาษา และขาดการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง
และต่อเน่ืองที่จะให้ขอ้ มูลท่ที นั สมัยทันตอ่ สถานการณ์การเปลย่ี นแปลง
ภาพท่ี กราปแสดงจานวนวสิ าหกิจชมุ ชนจาแนกตามพ้นื ทีท่ ั้งประเทศ จานวน 86,742 แห่ง
ภาพที่ 2.4 กราปแสดงการจดทะเบียนวิสาหกจิ ชุมชน จาแนกตามกล่มุ การผลิตสินคา้ ท่วั ประเทศ จานวน 105,676 แหง่
ที่มา: กองส่งเสรมิ วสิ าหกจิ ชมุ ชน กรมสง่ เสรมิ การเกษตร (2563)
การเพม่ิ ศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศและการจัดการป่าพรุทม่ี ีคณุ ค่า | 59
ต่อการอนรุ กั ษ์สงู แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน
ภาพท่ี 2.5 กราปแสดงจานวนวสิ าหกิจชมุ ชนจาแนกตามพน้ื ที่ จังหวดั นครศรีธรรมราช จานวน 1,752 แหง่
ที่มา: กองส่งเสรมิ วิสาหกิจชมุ ชน กรมส่งเสริมการเกษตร (2563)
ภาพที่ 2.6 กราปแสดงจานวนวิสาหกิจชุมชนจาแนกตามกลมุ่ การผลติ ในพืน้ ทจี่ ังหวดั นครศรธี รรมราช
จานวน 2,100 แหง่
ท่มี า: กองสง่ เสรมิ วิสาหกิจชุมชน กรมสง่ เสรมิ การเกษตร (2563)
60 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยนื
ภาพท่ี 2.7 กราปแสดงจานวนวสิ าหกจิ ชมุ ชนจาแนกตามกลุม่ การผลติ ในพื้นที่อาเภอควนขนุน จงั หวัดพัทลงุ
จานวน 94 แหง่
ทม่ี า: กองส่งเสริมวิสาหกจิ ชุมชน กรมส่งเสรมิ การเกษตร (2563)
กลไกมิติทางสงั คม การจดั การพ้ืนท่ภี มู ทิ ัศน์พรุควนเคร็งตามข้อเสนอที่ผา่ นกระบวนการ
ภาพที่ 2.8 กราปแสดงจานวนวิสาหกิจชุมชนจาแนกตามกลุ่มการผลิต ในพ้นื ทีอ่ าเภอระโนด จังหวดั สงขลา
จานวน 61 แห่ง
ทีม่ า: กองส่งเสริมวิสาหกจิ ชุมชน กรมสง่ เสริมการเกษตร (2563)
การเพิม่ ศกั ยภาพการค้มุ ครองระบบนิเวศและการจดั การป่าพรุทีม่ ีคุณคา่ | 61
ต่อการอนรุ ักษส์ งู แบบบรู ณาการอย่างยัง่ ยืน
ภาพท่ี 2.9 กราปแสดงจานวนเครอื ข่ายวสิ าหกจิ ชมุ ชนจาแนกตามพน้ื ที่ จังหวดั นครศรีธรรมราช จานวน 24 แหง่
ทมี่ า: กองสง่ เสริมวสิ าหกจิ ชุมชน กรมสง่ เสริมการเกษตร (2563)
กลไกมิติทางสังคม เป็นแนวทางสาคัญท่ีต้องให้ความสาคัญไม่ต่างไปจากมิติอ่ืน ๆ ท่ีกล่าวมา
เนื่องจากทุกมิติมีความเช่ือมโยงกัน อนึ่ง ผลการวิเคราะห์กลไกท่ีมีศักยภาพท่ีมีความเป็นไปได้ในการ
จัดการพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง โดย โกมล แพรกทอง และทวี หนูทอง (2562) ระบุชัดว่าการจัดการ
พนื้ ท่ีภมู ทิ ัศนพ์ รคุ วนเครง็ ต้องให้ความสาคัญกบั กลไกด้านสังคมน่นั คือ ประเพณี วฒั นธรรม ความเชื่อ ภมู ิ
ปัญญาท้องถ่ิน และสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นฐานการดารงอยู่ร่วมกันของคนในชุมชน โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ภูมิปัญญาท้องถ่ินที่เก่ียวข้องกับการใช้ประโยชน์และการจัดการทรัพยากรในพ้ืนที่พรุควนเคร็ง ที่มีความ
เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นระหว่างมิติทางสังคมและมิติทางสิ่งแวดล้อม รวมถึงมิติทางเศรษฐกิจ
เน่ืองจากการจัดการหรือการดาเนินการในมิติใดมิติหนึ่งแต่เพียงด้านเดียว โดยไม่คานึงถึงผลกระทบใน
ด้านอ่ืน ๆ นั้นย่อมนามาซ่ึงความล้มเหลวของโครงการ ในทางตรงกันข้าม การดาเนินโครงการจะประสบ
ผลสาเร็จเม่ือมีการจัดการอย่างบูรณาการและคิดรอบด้าน สะท้อนภาพเห็นได้ชัดจากกรณีการพัฒนา
เศรษฐกิจชุมชนในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งในกรณีกระจูด จาเป็นต้องผสานความรู้ทั้งจากชุดความรู้ภายนอก
เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด มีรูปแบบใหม่ ๆ การผสมสี
ลวดลายหรือรปู ทรงกระเป๋าแบบต่าง ๆ รวมถงึ การประยุกต์การผลิตกระจูดที่นอกเหนือจากกระเป๋า เป็น
ของใช้ตกแต่งบ้านท่ีดูทันสมัยสร้างความนา่ สนใจแก่ลูกค้า กระน้ันก็ตามยังจาเป็นต้องผสานชุดความรู้อนั
เป็นภูมิปัญญาของชุมชนด้วยเช่นกัน กรณีน้ีกล่าวได้ว่าเป็นความเชื่อมโยงระหว่างมิติทางเศรษฐกิจและ
สังคม นอกจากนี้ กระบวนการผลิตกระจูดตั้งแต่การตัดกระจูด การแปรรูป การย้อมสี กระบวนการ
เหลา่ นี้จาเป็นต้องคานึงถึงส่ิงแวดล้อม เชน่ การใชว้ ธิ ีการถอนกระจูดหรือหากใชว้ ิธีการตัดก็จาเป็นต้องหา
62 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่งั ยนื
วิธีกาจัดกอกระจูดไปทาประโยชน์อย่างอ่ืน ไม่ปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นเชื้อไปในพรุ การย้อมสีกระจูด
จาเปน็ ต้องคานงึ ถงึ การบาบัดน้าทง้ิ กอ่ นถ่ายเทลงสู่ดนิ หรอื แหลง่ น้า เปน็ ต้น
กลไกมิติทางสิ่งแวดล้อม เป็นการจัดการโดยใช้กลไกในการจัดการทางส่ิงแวดล้อมหรือระบบ
นิเวศ โดย โกมล แพรกทอง และทวี หนูทอง (2562) ได้เสนอให้มีการใช้กลไกของวงจรต่าง ๆ ในระบบ
นเิ วศ เช่น นา้ หว่ งโซอ่ าหาร ดิน ปา่ ไม้ คารบ์ อน ความหลากหลายทางชวี ภาพ กระนัน้ กต็ าม การใชก้ ลไก
เหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้หลักความร่วมมอื ที่มีการทางานรว่ มกันเชงิ บูรณาการ เช่นเดียวกับผลการศึกษาของ
เชิดศักด์ิ เก้ือรักษ์ (2562) และข้อเสนอผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมต่าง ๆ ท่ีโครงการได้จัดข้ึน ซ่ึงผู้มีส่วน
ได้ส่วนเสียที่เข้าร่วมในทุกกระบวนการล้วนให้ข้อเสนอแนะไปในทิศทางเดียวกัน น่ันคือ การเสนอกลไก
การจัดการมิติทางส่ิงแวดล้อมหรือมิติทางระบบนิเวศ ที่เป็นการบริหารจัดการวงจรต่าง ๆ ในระบบนิเวศ
ได้แก่ กลไกการปื้นปูพรุควนเคร็ง การบริหารจัดการน้าท่ีเป็นธรรม การกาหนดแนวเขตท่ีดินทากินและ
พื้นทป่ี ่าให้ชดั เจน การแบง่ โซนพน้ื ที่ และการมรี ูปแบบการจดั การปา่ พรคุ วนเคร็งหรือ “โมเดลการจัดการ
พรคุ วนเคร็ง” เป็นรูปแบบการจดั การท่ีสอดคลอ้ งตามบรบิ ทและเง่ือนไขของพ้นื ท่ภี ูมิทัศน์พรุควนเครง็
ย่ิงกว่านั้น กลไกทางสิ่งแวดล้อมไม่เพียงแค่การจัดการโดยการใช้กลไกต่าง ๆ ในระบบนิเวศที่
กลา่ วมาข้างต้นเท่านั้น ทว่าจาเปน็ ต้องตระหนักผลกระทบจากการใช้กลไกทางเศรษฐกิจดว้ ย นัน่ คอื การ
ให้ชมุ ชนตระหนกั ถึงความสาคญั ดา้ นสง่ิ แวดล้อมในทกุ ขน้ั ตอนของกระบวนการผลติ สินคา้ ชุมชน เช่น การ
ย้อมสีกระจูด ที่มีการใช้สีสังเคราะห์ จาเป็นต้องหาวิธีการและจัดให้มีระบบการจัดการน้าทิ้งจาก
กระบวนการย้อมสีกระจูดได้อย่างเหมาะสมและไม่ทาลายระบบนิเวศ ให้มีระบบการจัดการน้าทิ้งในทุก
ชุมชนในพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง ท้ังน้ี จากงานวิจัยของ พงษ์ศักด์ิ นพรัตน์ และคณะ (2561) สะท้อน
ผลการวิเคราะห์หาปริมาณโลหะหนักในน้าเสียสีย้อมและน้าล้างกระจูด พบว่า โลหะหนัก 5 ชนิด ได้แก่
ทองแดง สังกะสี ตะกั่ว แคดเม่ียม และโครเมีย่ ม นอกจากนี้การบาบัดน้าเสียจากน้าย้อมสีย้อมกระจูดน้ัน
สามารถทาได้โดยการทาให้น้าย้อมสีกระจูดตกตะกอนด้วยสารส้มร่วมกับคลอรีน ซึ่งบาบัดน้าเสียย้อมสี
กระจูดได้ร้อยละ 66.55 และบาบดั นา้ ลา้ งสีย้อมกระจูดได้สูงสดุ รอ้ ยละ 70.45
เห็นได้ว่า กลไกท้ัง 3 มิติ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความเช่ือมโยงกันในรูปแบบของ
วงจรท่สี ามารถส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบระหว่างกัน ดงั นนั้ การใชก้ ลไกการจัดการพื้นที่พรุควน
เครง็ ทงั้ ด้านการพฒั นาเศรษฐกิจ สงั คม และส่งิ แวดลอ้ ม จาเป็นอย่างยิง่ ที่ต้องพจิ ารณาอยา่ งรอบด้านและ
เป็นไปอยา่ งสมดุล ดงั วลีที่วา่ “พรสุ มบรู ณ์ คนอยไู่ ด”้
ประการท่ีสาม หลักการบูรณาการ เป็นแนวคิดสาคัญที่จะทาให้กลไกต่าง ๆ มีประสิทธิภาพ
การบูรณาการรอบด้านท้ังด้านผู้กระทาการ อันหมายถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มาจากทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้อง
อย่างแท้จริง มีการบูรณาการวิธีการนั่นคือการผสานวิธีเพื่อบรรลุเป้าหมาย การจัดตั้งสถาบัน และ
นโยบาย
ประการท่สี ี่ การจัดการความรู้/ฐานข้อมูล “Big Data” เปน็ กลไกท่ีมีความสาคัญอย่างมากต่อ
ความสาเรจ็ ในการดาเนินโครงการ “การรบั รู้ เรียนรู้” “การแลกเปลี่ยน เรียนรู้” เป็น ความรูค้ ืออานาจที่
สาคญั ทจี่ ะสรา้ งการเปลย่ี นแปลงในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนในชุมชน
ได้รับรู้ เขา้ ใจในหลากหลายมุมมอง ขณะเดยี วกนั ผมู้ สี ว่ นไดส้ ว่ นเสยี กลุ่มต่าง ๆ ไดม้ ีความรคู้ วามเขา้ ใจต่อ
ชมุ ชนและวถิ ีอยา่ งแท้จรงิ เพอ่ื ใหท้ กุ ฝ่ายเข้าใจซึ่งกนั และกัน
การเพม่ิ ศักยภาพการคมุ้ ครองระบบนเิ วศและการจดั การป่าพรุท่ีมคี ณุ ค่า | 63
ต่อการอนุรักษส์ ูงแบบบรู ณาการอย่างย่ังยืน
“ ค ลั ง ข้ อ มู ล ภู มิ ทั ศ น์ พ รุ ค ว น เ ค ร็ ง ” ห รื อ “Khuan Kreng Peat Swamp Forest
Knowledge Bank” คือการจัดการความรู้เก่ียวกับพรุควนเคร็งอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นข้อเสนอท่ี
สอดคลอ้ งกันของทุกฝา่ ย ไม่ว่าจะเป็นผลการศกึ ษาวเิ คราะห์แนวทางการจดั การพนื้ ท่ภี ูมิทศั น์พรุควนเคร็ง
ของ เชิดศักด์ิ เก้ือรักษ์ (2562) หรือข้อเสนอที่ได้จากกระบวนการต่าง ๆ ที่จัดให้มีการระดมความคดิ เหน็
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีต่าง ๆ ที่โครงการจัดข้ึน เสียงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสะท้อนแนวคิดใน
ประเด็นการจัดการความรู้เก่ียวกับพรุควนเคร็งในทุกมิติและมีการจัดระบบข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อ
การศึกษาค้นคว้า การใช้ข้อมูลเป็นฐานการเรียนรู้ท้ังแก่คนในชุมชนและคนภายนอกชุมชน เป็นการ
พัฒนาฐานข้อมูลเก่ียวกับพรุควนเคร็งอย่างรอบด้านเพ่ือแก้ปัญหาการขาดชุดความรู้ทางวิชาการเชิง
บูรณาการซ่ึงปัญหาน้ีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความสาคัญอย่างมากเพราะท่ีผ่านมาข้อมูลเกี่ยว กับพรุควน
เคร็งกระจัดกระจายตามหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่าน้ีมีประโยชน์ ทว่า การเข้าถึงข้อมูล
ในบางหน่วยงานหรือองค์กรอาจมีการเผยแพร่ไม่ท่ัวถึง ส่งผลให้การรับรู้ข้อมูลไม่รอบด้านในทุกมิติ
ยังผลให้การทางานไม่มีความสอดคล้องซ่ึงกันและกันหรอื มีการทางานซ้าซ้อน ยิ่งกว่านั้นอาจส่งผลในการ
เข้าใจข้อมลู ทีค่ ลาดเคลือ่ นได้
ประการที่ห้า หลักการสร้างผู้กระทาการที่อานวยการดาเนินการขับเคลื่อนการทางานอย่าง
ต่อเน่ือง (Facilitator) เป็นประเด็นสาคัญท่ีจะทาให้การขับเคล่ือนการทางานยังคงดาเนินต่อไปอย่าง
ต่อเนื่องภายหลังจากท่ีโครงการหรือนักวิจัยได้ออกจากพ้ืนท่ีไปแล้ว การสร้างผู้กระทาการหลักท่ีเป็นคน
ในชุมชนหรือคนในพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งเป็นผู้อานวยการให้เกิดกระบวนการทางานต่อไปอย่าง
ต่อเน่ือง สรา้ งพ้ืนทเี่ พือ่ การแลกเปลย่ี นเรียนรูร้ ่วมกัน ปรบั ปรุงและพัฒนารูปแบบการจดั การพน้ื ที่ภูมิทัศน์
พรคุ วนเครง็ ให้สอดคล้องกบั สถานการณ์ปจั จุบัน ซงึ่ ลักษณะเช่นน้ีคอื การจัดการพ้นื ทภ่ี มู ิทศั นพ์ รุควนเคร็ง
ภายใตแ้ นวคดิ การจัดการรว่ มกนั แบบปรับปรุงตลอดเวลา (Adaptive Co-Management)
ประการท่ีหก การจัดตั้งสถาบัน เป็นกลไกสาคัญประการหน่ึงที่ทาให้การขับเคลื่อนการทางาน
ประสบความสาเร็จได้ โดยมีการจัดต้ังสถาบันทง้ั ในรูปแบบองค์กร เช่น การมีกลุ่มอาชีพ กลุ่มอาสาสมคั ร
พิทักษ์ป่า กลุ่มเยาวชนรักษ์ป่าพรุควนเคร็ง ฯลฯ และรูปแบบกฎเกณฑ์ กติกา ที่ใช้เป็นกลไกการกากับ
ดแู ลการใชป้ ระโยชน์จากป่าพรุควนเคร็ง
ประการทีเ่ จด็ มาตรการทางกฎหมาย เปน็ การใชม้ าตรการทางกฎหมายอย่างจรงิ จงั ในบางกรณี
ขณะท่ีบางกรณีก็ควรมีการทบทวนหาแนวทางท่ีเอื้อต่อความสาเร็จในการดาเนินการต่าง ๆ ในพื้นที่ภูมิ
ทัศน์พรคุ วนเครง็ รวมถงึ การให้ความรแู้ ก่ทกุ ฝา่ ยใหเ้ ขา้ ใจตรงกนั ในประเด็นข้อกฎหมายตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
กับพ้ืนทีภ่ มู ิทศั นพ์ รุควนเครง็
ประการที่แปด กลไกหลักการสื่อสารเพ่ือการเรียนรู้สร้างการเปล่ียนแปลง เป็นการเช่ือมโยง
ทุกกลไกและทุกกระบวนการให้สามารถเข้าใจ เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ความ
ล้มเหลวของโครงการต่าง ๆ ปัจจยั หน่งึ ท่สี าคัญคือ “การส่ือสาร” ทีท่ าให้ทกุ ฝ่ายเขา้ ถึงข้อมูลชุดต่าง ๆ ท่ี
หลากหลาย เกิดการรับรู้ เรียนรู้ และเข้าใจซ่ึงกันและกัน เข้าใจข้อมูลท่ีกว้างขวางมากขึ้น จะทาให้เกิด
การปรับเปล่ียนทัศนคติ ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และสังคม จากผล
การศกึ ษาของ เชิดศกั ดิ์ เก้อื รกั ษ์ (2562) ท่ีสะท้อนขอ้ มูลผลการสารวจข้อมูลงานวิจยั ทีเ่ กีย่ วข้องเช่ือมโยง
กบั พื้นทภ่ี ูมทิ ัศนพ์ รุควนเคร็งทไี่ ด้มีการเผยแพรผ่ า่ นการตีพมิ พ์ซง่ึ มจี านวนมากกวา่ 400 ช้ิน
64 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพอ่ื เพมิ่ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยัง่ ยนื
การสื่อสาร ถือเป็นกลไกสาคัญประการหน่ึงท่ีมีผลต่อความสาเร็จในการจัดการภูมิทัศน์พรุควน
เคร็ง ท้ังน้ีการสื่อสารท่ีถือเป็นกลไกที่มีศักยภาพเพ่ือการอนุรักษ์ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งน้ัน ได้ผ่าน
กระบวนการระดมความคิดเห็นจากหลายฝ่ายท่ีเก่ียวข้อง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในการผลิตสื่อทั้งในระดับ
ชุมชนท้องถ่ิน ส่ือระดับประเทศ เพื่อกาหนดรูปแบบ เน้ือหา และวิธีการนาเสนอเก่ียวกับพรุควนเคร็งสู่
สาธารณะ เพ่ือให้สังคมได้รับรู้ข้อมูลสถานการณ์ คุณค่า และวิถีชุมชนคนพรุควนเคร็ง อีกทั้งยังเป็นการ
สร้างความรู้สึกภาคภูมิใจให้แก่คนในชุมชน อันจะนามาซ่ึงความรู้สึกการเป็นเจ้าของ รักถ่ินฐานบ้านเกิด
และมีความเต็มใจในการทางานร่วมกันเพื่อการจัดการภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง ดังน้ัน โครงการจึงให้
ความสาคัญอย่างย่ิงกับการส่ือสารและการเสริมแรงหรือเสริมพลังเพ่ือสร้างการรับรู้ เรียนรู้ เพื่อการ
เปลี่ยนแปลงในระดับต่าง ๆ ทั้งปัจเจกบุคคล ชุมชน และสังคม และโดยเฉพาะอย่างย่ิงในระดับการ
กาหนดนโยบายในการจดั การพ้นื ทพี่ รใุ นระดับชาติเพ่ือการดารงอยู่อย่างย่งั ยนื ของพ้ืนที่พรทุ ่ัวประเทศ
“เสวนาสื่อสารพรุควนเคร็ง” เป็นการส่ือสารในรูปแบบการจัดเสวนาเพ่ือแลกเปล่ียนความ
คิดเห็น หรือเป็นการให้ความรู้โดยผู้มีความเช่ียวชาญด้านใดด้านหน่ึง การเสวนามีการตั้งประเด็นที่
น่าสนใจที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือประเด็นที่ต้องการมุ่งหาคาตอบจากกระบวนการท่ีมี
ลักษณะการชวนคิดชวนคุยท้ังระหว่างผู้ร่วมเสวนาบนเวทีและผู้เข้าร่วมปังการเสวนา ทั้งน้ี โครงการนี้ได้
จัดให้มีเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในรูปแบบการเสวนาในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ “วิถีคน วิถีพรุ”
“ปา่ พรุต้นธาร ฐานเศรษฐกจิ ฐานชีวติ คนเคร็ง”
“นักส่ือสารพรุควนเคร็ง” เป็นการสร้างนักสื่อสารป่าพรุควนเคร็ง ซ่ึงเป็นการส่ือสารชุมชน
อย่างหนึ่งท่ีเรียกว่า การสื่อสารแบบมีส่วนร่วม ที่ให้ชุมชนและผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับป่าพรุควนเคร็งเป็นผู้มี
บทบาทสาคัญในการส่ือสารแบบมีสว่ นร่วมท่ีสามารถมีส่วนร่วมในฐานะผู้ส่งสาร ผู้ผลิต ผู้ร่วมผลิต หรือผู้
รว่ มแสดง และทา้ ยทสี่ ดุ การปฏิบัตกิ ารสื่อสารแบบมีสว่ นร่วมอย่างตอ่ เนอ่ื งย่อมทาให้เกิดการเปลยี่ นแปลง
ที่ผู้ส่งสารอาจกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการส่ือสารในฐานะร่วมวางแผนและกาหนดนโยบาย ท้ังนี้ การ
สร้างนกั สอ่ื สารปา่ พรุควนเครง็ ใหส้ ามารถเขียนเร่ืองสนั้ การทาสอื่ วดิ โี อส้ัน ๆ ทถ่ี ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ
ป่าพรุควนเคร็งในแง่มุมท่ีสนใจหรือต้องการนาเสนอออกสู่สังคม และสามารถเผยแพร่ส่ือที่จัดทาขึ้นนั้นสู่
สังคมในวงกวา้ งได้โดยใชส้ อื่ ช่องทางออนไลน์ กจิ กรรมในลกั ษณะน้ถี อื เปน็ การสร้างความเข้มแข็งหรือการ
เสริมพลังให้แก่ชุมชนทางหน่ึง (Community Empowerment) สอดคล้องตามความหมายการเพ่ิงพลัง
อานาจให้กับชุมชน (Community Empowerment) ท่ีสุรพล พะยอมแย้ม (2545, 112-114) ได้อธิบาย
วา่ การเสริ มพลังอานาจใหก้ ับชมุ ชนนั้นหมายถึงกระบวนการพัฒนาความชานาญและศักยภาพของบุคคล
ในดา้ นต่าง ๆ ซงึ่ อาจจัดกิจกรรมเพ่ือเพิ่มพลังอานาจท้ังในด้านการคดิ การเข้าใจ ดา้ นความรู้สึกและความ
คิดเห็น ด้านทักษะทางพฤติกรรมต่าง ๆ และด้านอ่ืน ๆ ซึ่งเป็นการผนึกสิ่งต่าง ๆ เข้าไว้ในตัวบุคคล ท้ัง
ความเข้มแข็งและสมรรถภาพ ระบบการชว่ ยเหลือตามธรรมชาติ และการกระทาเชิงรุกกต่อนโยบายและ
การเปลยี่ นแปลงทางสังคม
“แฟนเพจเฟสบุ๊ค” พลังการส่ือสารจากชมรมเยาวชนรักษ์ป่าพรุควนเคร็ง เป็นการส่ือสาร
แบบมีส่วนร่วมที่ผู้ส่งสารคือกลุ่มเยาวชนในชุมชนพรุควนเคร็ง เป็นผู้มีส่วนร่วมในการผลิต ร่วมแสดงใน
การสร้างส่ือเพ่ือส่งสารเก่ียวกับป่าพรุและวิถีคนพรุในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้เก่ียวกับวิถีป่าวิถีคน
การเพิ่มศักยภาพการคมุ้ ครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุท่ีมีคุณคา่ | 65
ต่อการอนุรักษ์สงู แบบบรู ณาการอย่างยงั่ ยืน
พรุควนเคร็ง สถานการณ์ปัญหา หรือพลังความเข้มแข็งของชุมชนที่จะร่วมกันปกป้องผืนป่าและแหล่ง
ทรัพยากร วัฒนธรรมของชุมชน โดยใช้ช่องทางการส่ือสารผ่านเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เปสบุ๊ค
เปน็ สือ่ ออนไลน์ทสี่ ร้างสังคมเสมือนจรงิ ขึ้นมาใหผ้ ู้คนทั่วโลกได้แลกเปล่ยี นเรยี นรู้หรือสรา้ งการปฏิสัมพันธ์
ต่อกนั
“พรุบ้านฉัน” ส่ือกระตุ้นจิตสานึก เปน็ สอ่ื เชิงสารคดีและเป็นอีกแนวทางหนึง่ ของการใชส้ ื่อเพ่ือ
ส่งสารท่ีมีเนื้อหาเกี่ยวกับป่าพรุควนเคร็งท่ีสะท้อนข้อมูลสภาพผืนป่าในลักษณะต่าง ๆ เพ่ือให้เห็นความ
แตกต่างระหว่างผืนป่าท่สี มบูรณ์ เชน่ ป่าทงุ่ พัฒน์ ปา่ และสรรพชวี ิตในปา่ ที่ได้รับผลประทบจากไปไหม้ป่า
สื่อยังสะท้อนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนผ่านรูปแบบการจัดการป่าในแบบป่าชุมชนท่ีเป็นการจัดการ
ป่าร่วมกันระหว่างรัฐและคนในชุมชนเพ่ือร่วมกันปกป้องคุ้มครองป่าและรักษาวิถีชุมชนคนพรุเอาไว้
ย่ิงกว่าน้ันสื่อพรุบ้านฉันยังนาเสนอความเป็นไปในวิถีชุมชนคนพรุท้ังในแง่มุมการใช้ป ระโยชน์จากป่าพรุ
และวิถีการกนิ อยอู่ ยา่ งเรียบง่ายแบบชาวพรทุ ่ีวัตถดุ ิบในมื้ออาหารมาจากปา่ ของชมุ ชนนัน่ เอง
พรุบ้านฉัน เป็นสื่อท่ีสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้รับสารได้รู้สึกมีความพึงใจในการเข้ารับชม น่ัน
เพราะว่าการมีบุคคลผู้มีชื่อเสียงซ่ึงเป็นท่ีชื่นชอบของคนรุ่นใหม่ เป็นผู้ที่มีบทบาทในการแสดงภาพยนตร์
ละคร หรือการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือสถานท่ีท่องเท่ียวต่าง ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การ
เป็นตัวแสดงนาในการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดในเขตพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุเคร็ง คือ
จังหวัดพัทลุง เช่นน้ีการท่ีโครงการได้เชิญคุณอนันดา เอปเวอร่ิงแฮม จึงเป็นแนวทางการเลือกผู้ส่งสารท่ี
สร้างแรงจูงใจในการรับสารของผู้รับสาร นั่นคือ การใช้บุคคลท่ีมีชื่อเสียงที่เป็นที่รู้จักช่วยกระตุ้นให้เกิด
ความรสู้ กึ ตอ้ งการรบั รู้ขอ้ มูลขา่ วสาร สอดคล้องตามลกั ษณะของผู้สง่ ข่าวสารที่ดีท่ี เสรี วงศ์มณฑา (2542,
158) ได้อธิบายถึงคุณลักษณะท่ีดีของผู้ส่งข่าวสารว่ามี 6 ลักษณะ กล่าวคือ 1) ความน่าเช่ือถือ 2)
บุคลิกภาพชวนมอง นั่นคือเป็นผู้ส่งสารท่ีทาให้ผู้รับข่าวสารเกิดความสนใจและเกิดแรงจูงใจในการ
ขา่ วสาร เช่น การใชบ้ คุ คลผ้มู ีชอ่ื เสียง นักกีฬา นักธุรกิจ และบุคคลท่ีมลี กั ษณะคลา้ ยคลงึ กับกลุ่มเปา้ หมาย
3) การใช้บุคคลท่ีกาลังเป็นที่ช่ืนชอบ มีความเป็นมิตร น่าชื่นชม นิสัยดี มีเสน่ห์ โอบอ้อมอารี พูด
ตรงไปตรงมา 4) การใช้บุคคลท่ีเป็นท่ีไว้วางใจ ซึ่งมีลักษณะซื่อสัตย์ ซ่ือตรง สามารถสร้างความเชือ่ ถือแก่
กลุ่มผู้รับสารได้ 5) บุคคลที่มีความเที่ยงธรรมและเป็นกลาง เช่น นักวิชาการที่เป็นกลาง 6) บุคคลที่มี
ความเชี่ยวชาญ
พรุบ้านฉันกับเสริมพลังป่าพรุและชุมชน ตามความหมายการเพ่ิงพลังอานาจให้กับชุมชน
(Community Empowerment) ที่หมายถึงกระบวนการพัฒนาความชานาญและศักยภาพของบุคคลใน
ด้านต่าง ๆ ซ่ึงอาจจัดกิจกรรมเพ่ือเพ่ิมพลังอานาจทั้งในด้านการคิดการเข้าใจ ด้านความรู้สึกและความ
คิดเห็น ด้านทักษะทางพฤติกรรมต่าง ๆ และด้านอ่ืน ๆ ซ่ึงเป็นการผนึกสิ่งต่าง ๆ เข้าไว้ในตัวบุคคล ท้ัง
ความเขม้ แข็งและสมรรถภาพ ระบบการชว่ ยเหลือตามธรรมชาติ และการกระทาเชงิ รุกกต่อนโยบายและ
การเปล่ยี นแปลงทางสงั คม (สรุ พล พยอมแยม้ , 2545, 112-114)
เห็นได้ว่า การส่ือสารภายใต้การดาเนินการของโครงการฯ เป็นการสร้างการรับรู้ ดังท่ี มัลลิกา
คณานุรักษ์ (2547, 57) อธิบายว่า การรับรู้ (perception) เป็นองค์ประกอบสาคัญสาหรับการ
ติดต่อส่ือสารของมนุษย์เพราะในชีวิตประจาวันของมนุษย์ทุกคนจะมีกระบวนการรับรู้เกิดข้ึนตลอดเวลา
66 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพอ่ื เพิ่มความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยัง่ ยืน
การรับรเู้ ปน็ กระบวนการของการเลือก การรวบรวมจดั ระเบียบข้อมูล การตีความ การแปลความจากการ
สัมผัสของมนษุ ย์ และการกาหนดภาพลกั ษณ์ของส่ิงเรา้ จะช่วยสร้างการรับรู้ทีส่ าคญั ของมนษุ ย์ กลา่ วสรุป
ไดว้ ่า การรบั ร้คู อื กระบวนการตคี วามสิ่งเร้าจากการสมั ผสั ของอวยั วะสัมผัสตา่ ง ๆ โดยอาศัยประสบการณ์
เดิมหรือการเรียนรู้และการคิด ท้ังน้ี กรณีการสื่อสารท่ีโครงการไดด้ าเนินการในรูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้ จึง
อธิบายในทานองเดียวกันได้ไมว่ ่าจะเปน็ การส่ือสารผ่านเวทีการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้รว่ มกันระหว่างผู้
มีส่วนไดส้ ว่ นเสยี การอบรมหรือส่งเสรมิ ความรู้ การสร้างนักส่ือสารใหเ้ ป็นผู้สรา้ งสอื่ และสง่ สารด้วยตนเอง
การจัดประกวดต่าง ๆ การจัดทาส่ือคลิปวิดีโอโดยใช้ผู้มีช่ือเสียงเป็นตัวแสดงหลักเพ่ือดึงดูดความสนใจ
จากผู้รับส่ือ เหล่านี้เป็นกระบวนการสร้างการรบั รู้ที่สาคัญท่ีจะทาให้ท้ังผเู้ ข้าร่วมในกระบวนการและผรู้ บั
สื่อจากภายนอกได้เรียนรู้ผ่านการตีความ แปลความจากการรับรู้ในกระบวนการต่าง ๆ ในรูปแบบ
หลากหลาย ซงึ่ ผลจากการตีความและแปลความจากสื่อตา่ ง ๆ เหล่านน้ั ซ้า ๆ จากกระบวนการท่ีหนงึ่ ไปสู่
กระบวนการที่สองและกระบวนการต่อ ๆ ไป จนทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือทัศนคติของ
บุคคล ดังท่ี วรลักษณา ธีราโมกข์ (2541, 80 อ้างถึงใน มัลลิกา คณานุรักษ์, 2547, 61) อธิบายว่า การ
เรียนรู้ คือ กระบวนการท่ีก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมที่มีผลคงอยู่ยาวนาน โดยที่การ
เปลี่ยนแปลงน้ันมิได้เกิดจากปัจจัยบางอย่างเช่น ความเหน่ือยล้าหรือเป็นการเจริญพัฒนาตามวัย ขณะท่ี
ในบางกระบวนการที่นามาใช้ในการสื่อสาร เช่น การจัดประกวดวาดภาพที่เกี่ยวข้องกับป่าพรุและมีการ
ให้รางวัล ในส่วนน้ีถือเป็นการเสริมแรงท่ีช่วยให้เกิดการเรียนรู้และทาให้พฤติกรรมการตระหนักถึง
ความสาคัญของป่าพรุ การรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ เก่ียวกับป่าพรุที่มีอยู่ในตัวบุคคลยังคงอยูแ่ ละมีแรงผลักดนั ที่
จะรับรู้ข้อมูลอ่ืน ๆ เพิ่มขึ้นและทาให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น ท้ังน้ี การเสริมแรงลักษณะนี้ถือเป็นการ
เสริมแรงทางบวกที่ทาให้เกิดการเรียนรู้ท่ีดีกว่าการเสริมแรงทางลบอย่างในกรณีการลงโทษ ดังท่ี วร
ลักษณา ธีราโมกข์, 2541 อ้างถึงใน มัลลิกา คณานุรักษ์ (2547, 61) ได้อธิบายไว้ว่า การเสริมแรง
(Reinforecement) ก็คือการให้รางวัลหรือการทาโทษ ตัวเสริมแรงช่วยให้เกิดการเรียนรู้และพฤติกรรม
คงอยู่ไว้ ตัวเสริมแรงทางบวกคือการให้รางวัล ส่วนตัวเสริมแรงทางลบคือการลงโทษ นักจิตวิทยาศึกษา
กล่าวว่าตัวเสรมิ แรงทางลบสามารถหยุดพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ได้ทันทีแต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
จะไม่คงอยู่ยาวนาน กล่าวคือ ไม่เกิดการเรียนรู้ที่ดีเท่ากับตัวเสริมแรงทางบวก คือ การให้รางวัล เช่นน้ี
การสื่อสารที่นามาใช้เป็นกลไกขับเคล่ือนการทางานร่วมกันในพ้ืนที่พรุควนเคร็งจึงควรเป็นการส่ือสารจึง
ควรพิจารณาให้เหมาะสม โดยหากคาดหวังการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมท่ีคงอยู่ยาวนานจึงควรใช้แนว
ทางการสื่อสารท่ีเป็นการเสริมแรงทางบวก ถึงกระน้ันก็ตาม การเสริมแรงทางลบก็ควรพิจารณาใช้ตาม
ความเหมาะสมแม้ว่าทาให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไม่ยาวนานก็ตาม เช่น กรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าพรุ
ควนเคร็งโดยผิดกฎหมาย จึงควรใช้แนวทางหรือมาตรการทางกฎหมายเพื่อการหยุดย้ังพฤติกรรมการ
ทาลายปา่ และแหล่งทรัพยากรธรรมชาตทิ ี่เป็นประโยชน์ของคนหมู่มาก โดยทใี่ นภาคปฎบิ ัติการมาตรการ
ทางกฎหมายเหล่านี้จะสามารถหยุดย้ังพฤติกรรมลักษณะน้ีได้นานก็ต่อเม่ือมีการใช้มาตรการอย่างจรงิ จัง
และ “ต่อเนือ่ ง” ทั้งนค้ี วามไม่ต่อเนือ่ ง คือ ปัจจยั ความลม้ เหลวในการดาเนนิ โครงการใด ๆ ก็ตาม
การเพิม่ ศกั ยภาพการคมุ้ ครองระบบนิเวศและการจัดการป่าพรุทีม่ ีคุณค่า | 67
ต่อการอนุรกั ษ์สูงแบบบูรณาการอย่างยั่งยนื
บทสรปุ
การดาเนินการภายใต้ผลผลติ ที่ 1 ซึ่งให้ความสาคัญกับการค้นหากลไกท่ีมีศักยภาพเหมาะสมต่อ
การอนุรกั ษ์ภูมิทัศน์พรคุ วนเคร็ง ไดก้ าหนดตวั ชี้วดั 3 ประการ กล่าวคือ ตัวชีว้ ัด 1 พนื้ ท่ี 16,347 เฮกตาร์
(102,169 ไร่) ได้รับการดูแลและคุ้มครองผ่านกลไกที่มีศักยภาพอย่างบูรณาการ ตัวชี้วัด 2 พ้ืนท่ี
154,363 เฮกตาร์ (964,769 ไร่) มีแผนการจัดการป่าพรุที่ส่งผลต่อการกักเก็บคาร์บอน 29 ล้านตัน
ตวั ชีว้ ดั 3 เพ่มิ ประสทิ ธิภาพการจัดการพ้ืนท่ีดว้ ยเคร่ืองมือประเมินประสิทธิภาพการจัดการพ้ืนท่ีคุ้มครอง
หรือเรียกว่า Management Effective Tracking Tool (METT) โดยเพ่ิมเป้าหมายตัวช้ีวัดในพื้นท่ีเขต
หา้ มล่าสตั วป์ า่ ทะเลน้อยจากข้อมลู เดิม 64 เป็น 75 และเพิม่ ตวั ชีว้ ดั ในพ้นื ท่ีเขตห้ามล่าสัตว์ปา่ บอ่ ล้อ จาก
เดิม 42 เป็น 70
โดยท่ีการดาเนินการต่าง ๆ ของโครงการสอดคล้องตามคาหลักของผลสัมฤทธ์ิที่ 1 เพ่ือบรรลุผล
ตามตัวช้ีวัดท้งั 3 ตัวช้วี ัด พบว่า กลไกทเี่ หมาะสมในการจัดการพ้ืนท่ภี ูมทิ ัศน์พรคุ วนเคร็ง ประกอบด้วย
8 กลไกสาคัญ ไดแ้ ก่ 1) การทางานรว่ มกันของผูม้ ีสว่ นได้สว่ นเสียทุกฝ่าย 2) กลไกการพัฒนาท่ีย่ังยืน โดย
ใช้แนวคิดความยั่งยืนที่ครอบคลุมทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (ระบบนิเวศ) 3) กลไก
การบูรณาการ โดยใช้แนวคดิ ตามหลักการบูรณาการ (Integrated) หรอื กลา่ วไดว้ ่าเป็นการใช้ “เคร่ืองมือ
ผสม วิธีประสาน” กันอย่างกลมกลืนเป็นหนึ่ง เป็นการให้ความสาคัญกับการทางานแบบองค์รวม
ผสมผสานในทุกประเด็นท่ีเก่ียวข้องเพ่ือบรรลุเป้าหมายสู่ความสาเร็จในการดาเนินการ 4) กลไกการ
จัดการความรู้และการบริหารจัดการข้อมูลในรูปแบบฐานข้อมูล โดยใช้แนวคิดการจัดการความรู้
(Knowledge Management) และการจดั การขอ้ มูลขนาดใหญ่ (Big Data Management) ซง่ึ ข้อเสนอที่
น่าสนใจคือการใช้กลไก “คลังความรู้ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง” (Khuan Kreng Peat Swamp Forest
Knowledge Bank) 5) กลไกการสื่อสาร โดยใช้แนวคิดส่ือสาร (Communication) เป็นแนวคิดสาคัญที่
เป็นเง่ือนไขความสาเร็จในการดาเนินการ 6) กลไกการสร้างผู้กระทาการที่ทาหน้าท่ีเป็นผู้อานวยการใน
การดาเนนิ การขบั เคลือ่ นการทางานอย่างต่อเนื่อง (Facilitator) 7) กลไกสถาบัน เป็นการสร้างกลุ่มต่าง ๆ
ที่เชื่อมโยงกับการจัดการพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง หรือการจัดตั้งในลักษณะคณะทางานขับเคลื่อนการทางาน
เพ่ือให้การพัฒนาและจัดการพื้นที่พรุควนเคร็งดาเนินไปอย่างมีประสิทธิผล 8) กลไกมาตรการทาง
กฎหมายท่ีเอื้อต่อการจัดการพื้นท่ีพรุควนเคร็งเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล เป็นการใช้มาตรการทาง
กฎหมายอย่างจริงจังในบางกรณี ขณะท่ีบางกรณีก็ควรมีการทบทวนหาแนวทางท่ีเอื้อต่อความสาเร็จใน
การดาเนนิ การต่าง ๆ ในพน้ื ที่ภมู ทิ ัศนพ์ รคุ วนเคร็ง
ยิ่งกว่าน้ันจาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องให้ความสาคัญกับการ “พัฒนาคน” โดยคาดหวังถึงความ
เปล่ียนแปลงพฤติกรรม ทัศนคติ ความคิด ในระดับปัจเจกบุคคลท่ีจะนาไปสู่สร้างการเปล่ียนแปลงใน
ระดับชุมชนและสงั คมตอ่ ไป ไดแ้ ก่ การสร้างประสบการณ์การเรยี นรู้ในรปู แบบต่าง ๆ การจดั ตัง้ วสิ าหกิจ
ศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน 3 แห่งเพ่ือเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชนและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
เพื่อสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของชุมชน รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรท้องถ่ินเพ่ือใช้ในการเรียนการ
สอนในโรงเรยี นโดยใช้ห้องเรียนจากแหล่งเรียนรู้ของชุมชน นอกจากน้ี การดาเนินการยังมุ่งสร้างสง่ิ ที่เป็น
“ตัวแบบ” เพอ่ื เป็นต้นแบบหรือแนวทางในการนาไปสู่การปฏิบตั ิอย่างตอ่ เน่ืองของทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้อง ไม่
ว่าจะเป็นแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งผลการวิเคราะห์ต่าง ๆ ท่ีปรากฏเป็นข้อมูลต้นแบบการศึกษาใน
พืน้ ท่ตี าบลเครง็ จะเป็นแนวทางในการจดั การที่ดินในตาบลเคร็งใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสุดและสอดคล้องตาม
68 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพอื่ เพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างยงั่ ยนื
สภาพของพื้นท่ี ทั้งยังเป็นต้นแบบในการขยายผลการศึกษาไปยังพ้ืนที่อ่ืน ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ย่อมมีสภาพ
พื้นท่ีท่ีแตกต่างกันไป นอกจากนี้ผลจากการศึกษาและจัดทาแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในตาบลเคร็ง
เปรียบเสมือนกระจกส่องทางและสะท้อนภาพผืนดินในพ้ืนที่ ทั้งยังช้ีให้เห็นถึงความสาคัญของการใช้
เทคโนโลยีท่ีช่วยการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทฺธิภาพ รวมถึงการมีแผนการจัดการพรุ เหล่านื้คือ
“ตัวแบบ” ที่นับเป็นข้อมูลสาคัญที่รอนาไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง อีกทั้ง การดาเนินงานยังให้
ความสาคญั กับ “การมีส่วนรว่ ม” ในการจดั การทรพั ยากรของชุมชน ทานองเดยี วกันกับการพัฒนากลไก
การจัดการพื้นท่ีพรุควนเคร็งท่ีเหมาะสมท่ีจัดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและผู้มีส่วนได้
ส่วนเสยี ทกุ ฝ่าย
การเพิม่ ศกั ยภาพการคุม้ ครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุที่มีคณุ คา่ | 69
ต่อการอนรุ ักษ์สงู แบบบรู ณาการอย่างยงั่ ยนื
ผลผลติ ท่ี 1.2
แผนการจัดการพรุอย่างมสี ่วนร่วม
ในพื้นทีภ่ ูมิทัศน์ควนเครง็
ตวั ชว้ี ดั ท่ี 2
พืน้ ท่ี 154,363 เฮกตาร์ (964,769 ไร)่
มีแผนการจดั การป่าพรุ
ท่สี ่งผลต่อการกกั เก็บคารบ์ อน 29 ล้านตนั
ตวั ช้ีวัดท่ี 3
เพ่มิ ประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่ด้วยเครื่องมือ METT ดงั น้ี
เขตห้ามล่าสตั วป์ ่าทะเลน้อย ข้อมลู เดิม 64 เป้าหมาย 75
เขตหา้ มลา่ สตั วป์ า่ บอ่ ล้อ ขอ้ มลู เดมิ 42 เปา้ หมาย 70
ตัวชี้วดั ท่ี 4
อัตราการบุกรกุ ในเขตห้ามลา่ สัตวป์ ่าบอ่ ลอ้ เทา่ กบั 0 และอัตรา
การบุกรุกในเขตหา้ มลา่ สัตว์ป่าทะเลน้อย น้อยกว่า 6
ตัวชีว้ ัดท่ี 5
พนื้ ท่เี สียหายจากการเกิดไปป่าในพรคุ วนเคร็ง
ไม่เกนิ 408 เฮกตารต์ ่อปี (2,550 ไร่)
ตวั ช้ีวัดท่ี 9
เขตห้ามลา่ สัตว์ป่าทะเลน้อยและบ่อล้อ มรี ะบบการติดตามดัชนี
ความสมบรู ณข์ องระบบนิเวศ (Ecosystem Health Index: EHI)
การเพิ่มศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุท่มี คี ุณคา่ ต่อการอนุรกั ษส์ ูงแบบบรู ณาการอย่างย่งั ยนื | 70
การเพ่มิ ศักยภาพการคมุ้ ครองระบบนิเวศและการจดั การปา่ พรุท่มี คี ณุ ค่า | 71
ต่อการอนุรกั ษส์ ูงแบบบูรณาการอย่างยัง่ ยนื
3
แผนการจัดการพรุอย่างมีส่วนร่วม
ในพืน้ ทภี่ ูมทิ ศั น์ควนเครง็
72 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพ่อื เพ่มิ ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่งั ยืน
6 ยทุ ธศาสตร์ 11 จดุ มุง่ หมาย 34 กลยุทธ์ 121 โครงการ
ขบั เคลื่อนการจัดการพรุควนเครง็ อยา่ งมีสว่ นร่วม
เพ่อื “พรสุ มบูรณ์ ส่ิงแวดล้อมดี คนเครง็ อยดู่ ีมสี ขุ ”
การเพมิ่ ศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศและการจดั การปา่ พรุที่มคี ุณคา่ | 73
ต่อการอนุรกั ษ์สงู แบบบูรณาการอย่างยง่ั ยนื
บทนา
ป่าพรุควนเคร็ง เป็นพื้นท่ีที่มีอาณาเขตเชื่อมต่อ 3 จังหวัด คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัด
สงขลา และจังหวัดพัทลุง ถือได้ว่าเป็นพ้ืนที่ที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เก่ียวข้องหลายระดับ และหลายฝ่าย
การจัดทาแผนการจัดการพื้นที่พรุควนเคร็งจึงต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย จัดให้มีกระบวนการรับ
ปังความคดิ เห็นไม่ละเลยต่อเสยี งเล็ก ๆ นน่ั คือ ชาวบ้านในชุมชน ทานองเดยี วกนั การจัดดาเนินโครงการ
ภายใต้โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยั่งยืน ได้กาหนดเป้าหมายสาคัญไว้หลายด้าน และหน่ึงใน
หลาย ๆ เป้าหมายคือ การจัดทาแผนการจัดการพรุอย่างมีส่วนร่วมในพ้ืนท่ีภูมิทัศน์ควนเคร็ง ซ่ึง
กระบวนการจัดทาแผนดังกล่าว โครงการมิได้ละเลยต่อเสียงของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงเล็ก ๆ
จากชาวบ้านท่ีมีวิถีการดารงชีพเช่ือมโยงกับพ้ืนที่ในเขตภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง ดังนั้นการจัดทาแผนการ
จัดการพรุควนเคร็งจึงมุ่งหวังให้ได้แผนการจัดการพ้ืนที่พรุควนเคร็งที่เกิดจากพลังการมีส่วนร่วมของทุก
ฝ่ายที่เก่ยี วขอ้ งอย่างแท้จริง
ท้ังน้ี แผนการจัดการพรุควนเคร็งอย่างมีส่วนร่วมในท่ีนี้ คือ การจัดทาแผนยุทธศาสตร์โดยการมี
ส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เพ่ือนาไปสู่การกาหนดกลยุทธ์และโครงการเพ่ือให้มีการ
ดาเนินการที่เป็นการจัดการพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งที่ก่อเกิดผลเป็นรูปธรรม ที่ครอบคลุมท้ังมิติทาง
เศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม (ระบบนิเวศ) นั่นคือมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบในระดับต่าง ๆ
โดยมนี โยบายสาธารณะเปน็ เครอื่ งมอื สาคญั ทเ่ี อื้อตอ่ การจัดการในระดบั ต่าง ๆ เปน็ ไปโดยสะดวกและเกิด
ความต่อเน่ือง ซึ่งมีการดาเนินการภายใต้แผน นโยบาย และการปฏิบัติท่ีสอดคล้องกับระเบียบและข้อ
กฎหมาย ท้ังน้ี แผนการบริหารจัดการพรุควนเคร็งมุ่งหวังให้พื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งมีการจัดการทั้งแง่
ของการจัดการน้า การปื้นปูป่าและระบบนิเวศ์ป่าพรุควนเคร็ง การแก้ปัญหาไปป่า การสร้างจิตสานึก
ความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับพื้นท่ีพรุควนเคร็งอย่างเชื่อมโยงกับมิติอ่ืน ๆ เช่น เศรษฐกิจชุมชน น่ัน
หมายความว่า แผนการจัดการได้ให้ความสาคัญกับการพัฒนาอาชีพให้แก่คนในชุมชนเพ่ือสร้างรายได้ที่
เปน็ การสง่ เสริมความเป็นอยู่ท่ีดีแกค่ นในชมุ ชน ภายใต้แผนการค้มุ ครอง รกั ษามาตรฐานการดารงชีพและ
คณุ ภาพชวี ิตของประชาชน
อนึง่ คาวา่ “แผน” หมายถงึ สง่ิ ทก่ี าหนดถอื เป็นแนวดาเนนิ เชน่ วางแผน แบบ ตารา สว่ นคาว่า
จัดการ คือ ดาเนินการ (ราชบัณฑิตยสภา, 2554) เช่นนี้ แผนการจัดการ คือ แผนการดาเนินการ นัยยะ
จากความหมายบ่งช้ีชัดว่า เม่ือจัดทาแผนการจัดการขึ้นมาแล้วจึงควรมีการดาเนินการ ท้ังนี้ แผนการ
จัดการพรุอย่างมีส่วนร่วมภายใต้โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพ่ิม
ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่งั ยืน คาว่า แผนการ
จดั การอยา่ งมสี ว่ นร่วม หมายถงึ การจดั ทาแผนยทุ ธศาสตร์การจดั การพรุควนเคร็งเพือ่ นาไปสู่การกาหนด
กลยุทธ์และโครงการท่ีจะมีการดาเนินการเพื่อให้พ้ืนที่พรุควนเคร็งเป็นพ้ืนที่ที่มาศักยภาพในการกักเก็บ
คาร์บอนได้อย่างสมบูรณ์และป้ืนปูวิถีชีวิตคนพรุควนเคร็งให้มีความเป็นอยู่ที่ดีด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ
ฐานรากที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศป่าพรุ ทั้งนี้ เม่ือพิจารณาคาว่า “ยุทธศาสตร์” มีผู้ให้ความหมายไว้
หลากหลาย เสรี พงศ์พิศ (2553, 38-40) อธิบายว่า ยุทธศาสตร์ (Strategy) เป็นคายืมมาจากศัพท์ทาง
การทหารเพ่ือใช้ในทางธุรกิจ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การแข่งขัน คือการทาอะไรให้แตกต่าง โดย
ยุทธศาสตร์ที่ดีคือ การรวมเอาเป้าหมายและวิธีการเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ส่วนแผนยุทธศาสตร์เป็น
74 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยง่ั ยนื
แผนการดาเนินงานท่ีร่างข้ึนมาอย่างเป็นระบบ โดยท่ีองค์ประกอบต่าง ๆ มีความสอดคล้องกัน เป็นแผน
วิสัยทัศน์ (vision) หรือภาพฝันที่วาดไว้เป็นการร่วมจิต มีเป้าประสงค์ท่ีแสดงเจตจานงร่วมของทุกฝ่าย
หรือการร่วมใจ ผนึกพลังใจของทุกฝ่ายเพื่อกระทาพันธกิจ (mission) อันถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบเพ่ือให้
บรรลุวัตถุประสงค์ (objectives) ที่จะทาให้เกิดผลผกระทบ (outcome) และได้ผลลัพธ์ (output) ท่ีพึง
ประสงค์ ขณะท่ี ณกมล ปุณชเขตต์ทิกุล (2561) ได้อธิบายถึงคาว่ายุทธศาสตร์ในแง่มุมของการจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติว่า “ยุทธศาสตร์ คือ ทิศทาง นโยบาย และกระบวนการท่ีองค์การตัดสินใจเลือก
เกยี่ วกับการบริหารจดั การทรพั ยากรที่มีอยู่อย่างจากดั เพ่อื ตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของ
ผมู้ ีสว่ นเกย่ี วขอ้ ง โดยมีอนาคตเป็นตัวกาหนด”
ทานองเดียวกนั การจดั ทาแผนยทุ ธศาสตร์พรุควนเคร็งอย่างมีสว่ นรว่ มท่ีต้องอาศัสยการผนึกพลังใจ
ของทุกฝ่ายดังได้กล่าวมาแล้วว่า พื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งประกอบด้วยผู้ที่เก่ียวข้องจานวนมากหลายฝ่าย
ดังนั้น การจัดทาแผนยุทธศาสตร์พรุควนเคร็งอันหมายถึงแผนยุทธศาสตร์ท่ีครอบคลุมพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควน
เคร็งนั้น คือ การจัดทาแผนการดาเนินงานอย่างเป็นระบบ เป็นแผนวิสัยทัศน์ร่วมกันของทุกฝ่าย ที่คาดหวัง
ให้บรรลุวัตถุประสงค์และเกิดผลกระทบและได้ผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายพึงประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ระดับใดก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรลุวัตถุประสงค์ของกลุ่มชาวบ้านท่ีพ่ึงพาอาศัยทรัพยากรจากพื้นท่ี
พรมุ าเปน็ ระยะเวลายาวนานหลายร้อยปีสืบต่อเน่ืองกนั มาจนถึงปัจจุบนั อนึ่ง การดาเนินโครงการจัดทาแผน
ยุทธศาสตร์พรุควนเคร็งอย่างมีส่วนร่วมน้ันดาเนินการโดย พิไลวรรณ ประพฤติ, นฤมล พฤกษา และพร
พิมล เชอ้ื ดวงผยุ (2563) ซง่ึ โครงการได้กาหนดให้แผนการจดั การอย่างมสี ่วนร่วมน้ีไดร้ ับการพัฒนาข้ึนเพื่อ
การบรหิ ารจดั การพ้ืนทใี่ นเขตภมู ิทัศน์พรุควนเครง็ โดยมีการบูรณาการแผนงานการใชป้ ระโยชน์ที่ดนิ และการ
พัฒนาคุณภาพและอาชีพของคนที่อยู่ในภูมิทัศน์ควนเคร็ง ซึ่งไม่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ
และสร้างธุรกิจชุมชนเพื่อสร้างแรงจูงใจในการอนุรักษ์พรุอย่างมีส่วนร่วม โดยมีการทางานในรูปแบบ
คณะทางานท่ีเรียกว่า “คณะทางานจัดทาแผนยุทธศาสตร์ฯ” ซึ่งคณะทางานมีการดาเนินงานในข้ันตอน
ต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายน่ันคือ การมีแผนการจัดการพื้นท่ีพรุอย่างมีส่วนร่วมหรือการได้แผน
ยทุ ธศาสตร์ที่ตอบสนองตอ่ ความต้องการของทุกฝา่ ย กลา่ วคอื
ขั้นตอนท่ีหน่ึง การกาหนดกรอบแผนยุทธศาสตร์ โดยคณะทางานเฉพาะกิจ 3 ชุด คือ (1)
คณะทางานเฉพาะกิจด้านการบริหารจัดการน้าบริเวณพรุควนเคร็ง (2) คณะทางานเฉพาะกิจด้านการ
ปน้ื ปูป่าและระบบนิเวศปา่ พรุควนเคร็ง และ (3) คณะทางานเฉพาะกจิ ด้านการจัดการไปป่าและคาร์บอน
ซงึ่ เปน็ คณะทางานทีแ่ ต่งตัง้ ตามคาสั่งจังหวัดนครศรีธรรมราช
ข้ันตอนที่สอง การนากรอบแผนยุทธศาสตร์จากข้อ 1. เสนอต่อคณะทางานวางแผนยุทธศาสตร์
ภูมิทศั นพ์ รคุ วนเคร็ง เพ่ือขอการเหน็ ชอบ ซึ่งได้ดาเนินการไปแล้ว เม่อื วันที่ 18 ธันวาคม 2562
ข้ันตอนที่สาม การกาหนดโครงการต่าง ๆ ตามแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายในการจัดการพรุ
อย่างมีส่วนร่วมในพื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง โดยการจัดเวทีประชุม 2 ระดับ คือ ระดับตาบล และระดับ
จงั หวดั กล่าวคอื 1) การประชุมระดบั ตาบล ดาเนินการไปจานวน 3 ครงั้ จานวนผมู้ สี ว่ นร่วมจานวนเฉล่ีย
เวทีละ 30 คน 2) การประชุมระดับจังหวัด ดาเนินการไปจานวน 3 ครั้ง จานวนผู้มีสว่ นร่วมเฉลี่ย คร้ังละ
44 คน
ขั้นตอนท่ีส่ี การประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิทัศน์เพ่ือปรับปรุงร่างยุทธศาสตร์ เมื่อวันที่ 4
มีนาคม พ.ศ. 2563 การประชุมคร้ังนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย คณะทางานเฉพาะกิจ 3 ด้าน
การเพมิ่ ศกั ยภาพการคุ้มครองระบบนเิ วศและการจดั การป่าพรุทมี่ ีคณุ คา่ | 75
ต่อการอนุรักษส์ ูงแบบบูรณาการอย่างยงั่ ยืน
เจ้าหน้าที่หน่วยงานระดับท้องถิ่นที่เก่ียวข้อง ตัวแทนภาคประชาชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
และประชาชนในตาบลต่างๆ ในพ้นื ที่ภูมทิ ศั นพ์ รคุ วนเคร็ง จานวน 69 คน
ข้ันตอนท่ีห้า การนาผลการศึกษา ภายใต้ “โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ
เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยืน” มา
ประกอบการพิจารณาจัดทาแผนยุทธศาสตร์เพิ่มเติม ได้แก่ 1) ผลจากประชุม/ปรึกษาหารือของ
คณะทางานเฉพาะกิจท้ัง 3 ชุด 2) ผลการศึกษากลไกที่มีศักยภาพเหมาะสมต่อการอนุรักษ์ภูมิทัศน์พรุ
ควนเครง็ 3) การวางแผนการใช้ประโยชนท์ ี่ดนิ ตาบลเครง็
ในลาดับต่อมา คือ การทคี่ ณะทางานจัดทาแผนยุทธศาสตรฯ์ นาขอ้ มูลและผลจากการดาเนนิ การ
ต่าง ๆ ดงั กล่าวขา้ งตน้ มาประมวลและวเิ คราะห์ แลว้ จดั ทาเปน็ แผนยทุ ธศาสตร์ ไดจ้ านวน 6 ยุทธศาสตร์
ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการไปป่าและคาร์บอน ประกอบด้วย 2 จุดมุ่งหมาย 10 กลยุทธ์
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การบริหารจัดการน้าบริเวณพรุควนเคร็ง ประกอบด้วย 3 จุดมุ่งหมาย 7 กลยุทธ์
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การป้ืนปูป่าและระบบนิเวศป่าพรุควนเคร็ง ประกอบด้วย 3 จุดมุ่งหมาย 8 กลยุทธ์
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างจิตสานึก ความรู้ และความเข้าใจในระบบนิเวศป่าพรุ ประกอบด้วย 1
จุดมุ่งหมาย 3 กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ท่ี 5 การคุ้มครอง รักษามาตรฐานการดารงชีพและคุณภาพชีวิตของ
ประชาชน ประกอบด้วย 1 จุดมุ่งหมาย 2 กลยุทธ์ และยุทธศาสตร์ท่ี 6 แผน นโยบาย และการปฏิบัติที่
สอดคล้องกับระเบียบและข้อกฎหมาย ประกอบด้วย 1 จุดมุ่งหมาย 3 กลยุทธ์ และภายใต้แต่ละยุทธ์
ศาสตร์ประกอบด้วยโครงการทั้งสิ้น 121 โครงการ จาแนกตามระยะการดาเนินงานในระยะเร่งด่วน
จานวน 35 โครงการ ระยะปานกลาง จานวน 52 โครงการ และระยะยาว (ระยะต่อเน่ือง) จานวน 35
โครงการ เพ่ือเป็นแนวทางในการดาเนินตามแผนยุทธศาสตร์ภูมิทัศน์ป่าพรุควนเคร็งระดับจังหวัด และ
ระดบั ชาติต่อไป (ภาพท่ี 3.1-3.2)
แผนการจัดการพรุควนเครง็ อยา่ งมีส่วนร่วม คือ ยุทธศาสตร์การจัดการภูมิทศั น์พรคุ วนเคร็ง
การจดั การพรุอย่างมสี ่วนร่วมในพื้นทภี่ ูมิทศั น์ควนเคร็งจาเป็นต้องมีการจัดทาแผนยุทธศาสตร์ใน
การจดั การอยา่ งมสี ่วนรว่ มจากผมู้ ีสว่ นได้ส่วนเสยี ทุกฝ่ายและทุกระดับ สาหรับแผนยทุ ธศาสตร์การจัดการ
พรุเคร็งอย่างมีส่วนร่วมในพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุเคร็งท่ีโครงการได้มีการดาเนินการแล้วนั้นมีการดาเนินงานท่ี
สอดคล้องกันทุกคณะทางาน และได้มีการจัดทาแผนปฏิบัติงานร่วมกับคณะทางานเฉพาะกิจท้ัง 3 ชุด
ตลอดจนการจัดเวทีระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับชุมชนท้องถิ่น ทาให้ได้ข้อสรุป
ยุทธศาสตร์และเป้าหมายในการจัดการพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งประกอบด้วย 6
ยุทธศาสตร์ ท่ีครอบคลุมการบริหารจัดการพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งซึ่งมุ่งเน้นให้ความสาคัญท้ังด้าน
ระบบนิเวศป่าพรุ เช่น การบริหารจัดการน้าในพ้ืนท่ีป่าพรุ การป้ืนปูระบบนิเวศของป่าพรุ และด้านการ
จัดการไป และด้านชุมชนและสังคมที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของคนทั้งในแง่ความรู้ ความเข้าใจ
เกี่ยวกับพื้นที่พรุในทุกมิติ การส่งเสริมกิจกรรมท่ีเป็นการสร้างจิตสานึก การมีส่วนร่วมของชุมชน การใช้
หลักการใหผ้ ลตอบแทนแก่ชุมชนท่ีมสี ว่ นร่วมในการปกปอ้ งดแู ลปา่ พรุ
ทั้งน้ี กระบวนการอันเป็นท่ีมาของแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมน้ันได้มีการจัดประชุม
เพ่ือนาเสนอและพัฒนากรอบแผนยุทธศาสตร์การจัดการป่าพรุอย่างมีส่วนร่วมในพื้นที่ภูมิทัศน์พรุควน
76 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพือ่ เพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยง่ั ยืน
เคร็งร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง และทีมที่ปรึกษาโครงการ
ด้านต่าง ๆ ในพ้ืนท่ีครอบคลุมพรุควนเคร็ง ทั้งในพ้ืนที่ตาบลต่าง ๆ ในเขตจังหวัดพัทลุง สงขลา และ
นครศรีธรรมราช (ภาพที่ 3.1) โดยในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ได้แก่ ตาบลทะเลน้อย และตาบลควนขนุน
อาเภอควนขนุน พื้นท่ีจังหวัดสงขลา ได้แก่ ตาบลบ้านขาว อาเภอระโนด ส่ว นพื้นที่จังหวัด
นครศรีธรรมราช ได้แก่ ตาบลเคร็ง ตาบลขอนหาด ตาบลนางหลง อาเภอชะอวด ตาบลควนชะลิก อาเภอ
หัวไทร ตาบลแมเ่ จา้ อยู่หวั ตาบลการะเกด อาเภอเชยี รใหญ่ ตาบลบ้านตลู ตาบลชะอวด ตาบลสวนหลวง
ตาบลทางพนู อาเภอเฉลิมพระเกียรติ และตาบลควนพัง อาเภอรอ่ นพิบูลย์ โดยแต่ละเวทีประกอบด้วยผู้มี
ส่วนไดส้ ว่ นเสยี ทเี่ ปน็ ตัวแทนจากกลุม่ ผู้ใช้ประโยชนจ์ ากป่าพรุ องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบล กรมชลประทาน
เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สานักจัดการทรัพยากรป่าไม้ สานักงานการปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรม กรมพัฒนา
ที่ดิน กรมประมง และโรงเรียน เป็นต้น จานวนผู้เข้าร่วมท้ังหมด 30 คน และในจานวนนี้มีตัวแทนสตรี
อย่างนอ้ ย 1 ใน 3 ของผู้ร่วมประชมุ
ภาพที่ 3.1 การมสี ว่ นรว่ มของผ้มู สี ว่ นไดส้ ว่ นเสียเพ่อื รว่ มกันกาหนดยทุ ธศาสตร์เพ่ือการจดั การพื้นทพ่ี รุควนเคร็ง
ท่มี า: บนั ทกึ ภาพโดยสวรนิ ทร์ เบญ็ เดม็ อะหลี
6 ยทุ ธศาสตร์ เพือ่ การจัดการภมู ทิ ัศนพ์ รุควนเครง็ อย่างย่งั ยืน
การจัดทาแผนยุทธศาสตร์เพ่ือการจัดการพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งอย่างเป็นระบบ และอยู่บน
พื้นฐานของสถานการณ์ปัญหาพ้ืนที่พรุควนเคร็งในด้านต่าง ๆ นั่นคือ ปัญหาไปป่าจากการเผารุนแรงขึ้น
การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเพ่ิมข้ึน ปัญหาน้าในพ้ืนท่ีลดลงโดยไม่อยู่ในระดับที่สมดุล ปัญหาความ
หลากหลายของนิเวศป่าพรุและการเส่ือมโทรมของป่าพรุ ปัญหาภาคประชาชนท่ียังขาดจิตสานึกและ
ความรู้ความเข้าใจถึงความสาคัญของป่าพรุ การดารงชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชนยังขาดการ
คุม้ ครอง และปัญหาด้านระเบียบกฎหมายทมี่ ีความทบั ซ้อนและไม่สอดคล้องกนั โดยท่ีแผนยทุ ธศาสตร์ที่
ทุกฝ่ายร่วมกันกาหนดขึ้นน้ันครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านส่ิงแวดล้อม โดยด้าน
เศรษฐกิจ คือ การมุ่งพัฒนาและส่งเสริมอาชีพในชุมชนเพ่ือสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน และเป็นการ
คุ้มครองอาชีพภายใต้วิถีคนและป่าพรุ ซ่ึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่จะสร้าง
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน ด้านสังคม คือการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ สร้างการรับรู้ในด้าน
ต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง ส่วนด้านส่ิงแวดล้อม คือ การมีระบบการ
จัดการพ้นื ท่ีพรุควนเคร็งเพ่ือรักษาระบบนเิ วศป่าพรุ อาทิ การบริหารจัดการน้าในพ้ืนที่พรุอย่างเหมาะสม
การป้ืนปูพื้นท่ีปา่ พรุท่ีเส่ือมโทรม ลดปญั หาการเกิดไปไหม้ป่า เหลา่ น้คี ือแนวทางการเพ่ิมศักยภาพการกัก
เก็บคาร์บอนของพ้ืนท่ีพรุและเป็นการลดปัญหาโลกร้อนของโลก ทั้งน้ี แผนยุทธศาสตร์การจัดกรพ้ืนที่ภูมิ
การเพ่มิ ศักยภาพการคุ้มครองระบบนเิ วศและการจัดการปา่ พรุทีม่ ีคุณคา่ | 77
ต่อการอนุรักษส์ งู แบบบูรณาการอย่างย่งั ยนื
ทศั น์พรคุ วนเคร็งทีด่ าเนนิ การอยา่ งมสี ่วนร่วมของทกุ ฝา่ ยน้นั ประกอบดว้ ย 6 ยทุ ธศาสตร์ 11 จดุ มงุ่ หมาย
34 กลยุทธ์ และ 121 โครงการ กล่าวคือ
ยทุ ธศาสตร์ท่ี 1 การจดั การไปป่าและคาร์บอน ประกอบด้วย 2 จดุ มุ่งหมาย 10 กลยุทธ์
จุดมุ่งหมาย 1.1 เพ่ิมการกักเก็บและลดการปล่อยคาร์บอนในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง จานวน
5 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) กลยุทธ์การป้องกันการเปล่ียนแปลงการใชท้ ่ีดินจากพื้นท่ีป่าเป็นพ้ืนที่เกษตร และอ่ืน
ๆ / แนวทางการลดหรือหลีกเลี่ยงการปลดปลอ่ ยคารบ์ อนจากพื้นท่ีพรุ 2) กลยุทธ์การคาดการณ์และการ
รับมือต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและสภาพอากาศที่รุนแรงในแต่ละปี 3) กลยุทธ์การเพิ่มการกักเก็บ
คาร์บอนในพื้นที่พรุ 4) กลยุทธ์การส่งเสริมการปรับตัวของระบบนิเวศป่าพรุต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมิอากาศ 5) กลยุทธ์การสร้างความตระหนักถึงบทบาทของป่าพรุท่ีมีต่อการเปล่ียนแปลงสภาพ
ภมู ิอากาศ
จดุ มุ่งหมาย 1.2 ลดการเกิดขน้ึ ของไปป่าพรุควนเคร็ง จานวน 5 กลยุทธ์ ไดแ้ ก่ 1) กลยุทธ์ในการ
ป้องกันไปป่าในพ้ืนที่พรุควนเคร็ง 2) กลยุทธ์ควบคุมไปป่าในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง 3) กลยุทธ์บรรเทา
ผลกระทบจากไปป่าในพื้นที่พรุควนเคร็ง 4) กลยุทธ์การสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการไปป่า 5) กล
ยุทธ์การสรา้ งองคค์ วามรู้และเทคโนโลยีเพื่อการจัดการไปป่าและคาร์บอนในพนื้ ที่พรุ
ยทุ ธศาสตร์ที่ 2 การบริหารจดั การนา้ บรเิ วณพรุควนเครง็ ประกอบดว้ ย 3 จดุ มงุ่ หมาย 7 กลยุทธ์
จุดมุ่งหมาย 2.1 การรักษาระดับน้าในพื้นท่ีพรุควนเคร็งให้อยู่ในระดับสมดุล จานวน 3
กลยุทธ์ ได้แก่ 1) กลยุทธ์การสารวจ ตรวจวัดและจัดเก็บข้อมูลน้าและแหล่งน้าในพื้นที่ 2) กลยุทธ์
ปรบั ปรุงประสทิ ธิภาพระบบนา้ ทงั้ ระบบ 3) กลยุทธ์การบรหิ ารจดั การน้าแบบบูรณาการ
จุดมุ่งหมาย 2.2 การใช้น้าเพ่ือการเกษตรและสาธารณูปโภคอย่างสมดุลกับพ้ืนที่พรุ จานวน 2
กลยทุ ธ์ ไดแ้ ก่ 1) กลยุทธก์ ารตรวจวดั ของหน่วยงานในพ้นื ท่ี (เชือ่ มโยงกบั เป้าหมายการรกั ษาระดับนา้ ) 2)
กลยทุ ธก์ ารจดั ลาดับความสาคญั ในการสง่ นา้ ของหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง (เช่ือมโยงประเด็นโครงการบริหาร
จัดการน้า)
จุดมุ่งหมาย 2.3 การป้องกันภัยพิบัติ จานวน 2 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) กลยุทธ์การหาสาเหตุการเกิด
ไปปา่ 2) กลยทุ ธก์ ารรบั มอื และเฝ้าระวงั ภยั พิบตั ิ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การปื้นปูป่าและระบบนิเวศป่าพรุควนเคร็ง ประกอบด้วย 3 จุดมุ่งหมาย 9 กล
ยุทธ์
จดุ มุ่งหมาย 3.1 การปนื้ ปูป่าพรุในเขตป่าตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ จานวน 1 กลยุทธ์ ได้แก่ กล
ยุทธ์การเพิม่ พ้นื ท่ีความหลากหลายทางชีวภาพในพ้นื ทป่ี า่ ตามกฎหมาย
จุดมุ่งหมาย 3.2 การป้ืนปูภูมิทัศน์ควนเคร็ง จานวน 2 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) กลยุทธ์การสนับสนุน
การปลูกต้นไมใ้ นทด่ี ินทากนิ 2) กลยทุ ธต์ ้นแบบความสาเรจ็ ทปี่ รากฏแลว้ ในชมุ ชนหรือในพืน้ ท่ใี กลเ้ คียง
จุดมุ่งหมาย 3.3 ระบบการสนับสนุนการป้ืนปูภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง จานวน 5 กลยุทธ์ ได้แก่ 1)
กลยุทธ์ระบบฐานข้อมูลสนับสนุนการป้ืนปู 2) กลยุทธ์กลไกสนับสนุนการปลูกป่า 3) กลยุทธ์สนับสนุน
ระบบการตลาดรับซ้ือไม้ที่ปลูกในอนาคต 4) กลยุทธ์สนับสนุนศักยภาพและความพร้อมของชุมชน และ
เจา้ หน้าที่ 5) กลยทุ ธส์ นบั สนนุ การประเมินและตดิ ตามผล
78 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพอ่ื เพ่ิมความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยัง่ ยนื
ยุทธศาสตร์ท่ี 4 การสร้างจิตสานึก ความรู้ และความเข้าใจในระบบนิเวศป่าพรุ ประกอบด้วย
1 จดุ ม่งุ หมาย 3 กลยุทธ์
จุดมุ่งหมาย 4.1 เสริมสร้างจิตสานึกและความรู้ความเข้าใจในระบบนิเวศป่าพรุให้แก่เยาวชน
ประชาชน และผูท้ ี่เกย่ี วขอ้ งกบั การปฏบิ ัติงานในภมู ิทัศน์พรุควนเคร็ง จานวน 3 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) กลยทุ ธ์
การสร้างความรู้ความเข้าใจในระบบนิเวศภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง 2) กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์สร้างการ
รบั รสู้ าธารณะ 3) กลยทุ ธก์ ารสรา้ งฐานข้อมลู ความรูข้ องภมู ิทศั น์พรคุ วนเครง็
ยุทธศาสตร์ท่ี 5 การคุ้มครอง รักษามาตรฐานการดารงชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชน
ประกอบดว้ ย 1 จดุ มุ่งหมาย 2 กลยทุ ธ์
จดุ มุ่งหมาย 5.1 การคุม้ ครองและรักษามาตรฐานการดารงชีพและคุณภาพชวี ิตของประชาชนใน
พื้นท่ีภมู ิทัศนพ์ รุควนเคร็ง จานวน 2 กลยทุ ธ์ ไดแ้ ก่ 1) กลยุทธ์การสร้างฐานการผลติ ที่ม่ันคง นน่ั คอื การมี
ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ มีทรัพยากรและปัจจัยการผลิตเพียงพอ 2) กลยุทธ์การป้ืนปู พัฒนา และส่งเสริม
อาชีพ
ยุทธศาสตร์ที่ 6 แผน นโยบาย และการปฏิบัติที่สอดคล้องกับระเบียบและข้อกฎหมาย
ประกอบดว้ ย 1 จดุ มงุ่ หมาย 3 กลยทุ ธ์
จุดมุ่งหมาย 6.1 การวางแผน กาหนดนโยบายและการปฏิบัติที่สอดคล้องกับระเบียบและ
ข้อกฎหมาย จานวน 3 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) กลยุทธ์การมีแผน นโยบาย และการปฏิบัติที่สอดคล้องกับ
ระเบียบและข้อกฎหมายต่าง ๆ 2) กลยุทธ์การจัดทาแผนปฏิบัติงานของท้องถิ่น 3) กลยุทธ์การใช้
มาตรการทางกฎหมาย
ภาพที่ 3.1 องคป์ ระกอบแผนยุทธศาสตร์การจดั การพรอุ ยา่ งมสี ่วนรว่ มในพนื้ ทีภ่ ูมิทศั นพ์ รคุ วนเคร็ง
ท่ีมา: พไิ ลวรรณ ประพฤต,ิ นฤมล พฤกษา และพรพิมล เช้อื ดวงผยุ (2563)
การเพิม่ ศกั ยภาพการคุม้ ครองระบบนิเวศและการจดั การปา่ พรุทีม่ ีคณุ ค่า | 79
ต่อการอนุรกั ษ์สงู แบบบูรณาการอย่างยัง่ ยืน
ภาพท่ี 3.2 แสดงตารางจานวนโครงการจาแนกตามยทุ ธศาสตร์
ท่มี า: พิไลวรรณ ประพฤต,ิ นฤมล พฤกษา และพรพมิ ล เชอ้ื ดวงผยุ (2563)
กญุ แจสู่ความสาเรจ็ ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์กับการจดั การพืน้ ทภี่ ูมิทศั น์พรคุ วนเคร็งอยา่ งมสี ่วนรว่ ม
“สมดุล ดิน น้า ลม ไฟ ในป่าพรุ” คือ แนวทางหรือกุญแจสาคัญในการจัดการสู่ความสาเร็จ
ตามแผนยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการไปป่าและคาร์บอนภายใต้การดาเนินงานของคณะทางานเฉพาะกิจ
ด้านการจัดการไปป่าและคาร์บอน กล่าวคือ “ดิน” ในท่ีน้ีหมายถึงการควบคุมการใช้ประโยชน์ท่ีดินท่ีไม่
กอ่ ให้เกิดการบุกรุกเพื่อเปล่ียนแปลงพืน้ ที่ป่าเพ่ือการเกษตรหรือกิจกรรมอ่นื ๆ ท่สี ง่ ผลกระทบตอ่ พ้ืนท่ีป่า
พรุในเขตภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง รวมถึงการปื้นปูพื้นท่ีป่าพรุ ส่วน “น้า” หมายถึง การรักษาระดับน้าใน
พ้ืนที่พรุควนเคร็ง “ลม” หมายถึง การคาดการณ์และเตรียมพร้อมรับมือต่อการเปล่ียนแปลงสภาพ
ภูมิอากาศ และสภาพอากาศท่ีรุนแรงในแต่ละปี ซึ่งก่อให้เกิดภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายต่อพ้ืนที่ป่าพรุ
ควนเคร็งอันเกิดจากภัยธรรมชาติ ซ่ึงเหตุจากภัยธรรมชาตินี้แท้จริงคือผลจากการกระทาของมนุษย์ท่ี
ส่งผลกระทบย้อนกลับมาในรูปแบบของภัยพิบัติด้านต่าง ๆ “ไป” หมายถึง การป้องกันและควบคุมการ
เกิดไปในพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็ง ท้ังนี้ แนวทางดังกล่าวนี้จะประสบผลสาเร็จได้ต้องมีมาตรการและแนว
ปฏิบัติในการจัดการเพื่อบรรลุสู่เป้าหมายได้อย่างรูปธรรม ซ่ึงได้มีข้อเสนอท่ีน่าสนใจจากผู้มีส่วนได้ส่วน
เสยี ที่สะท้อนผา่ นเวทีการระดมความคิดเห็นซึ่งจัดให้มีขึน้ หลายครง้ั เพ่ือให้ครอบคลมุ พน้ื ทภี่ ูมทิ ัศน์พรุควน
เครง็ ได้แก่ มาตรการควบคมุ การใชป้ ระโยชน์ทด่ี ิน การป้ืนปพู นื้ ที่พรุควนเครง็ การปอ้ งกันและควบคุมไป
ในพ้ืนท่ีป่าพรุควนเคร็ง การจัดการเช้ือเพลิงเพ่ือป้องกันไป และมาตรการด้านการส่งเสริมความรู้ความ
เข้าใจและการสร้างจิตสานึกร่วมกัน เช่น การจัดทาหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อการเรียนรู้พ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควน
เคร็ง การจัดทาคู่มือรับมือภัยพิบัติ การจัดให้มีกิจกรรมเสริมศักยภาพเครือข่ายเฝ้าระวัง ป้องกันไปป่า
80 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพอื่ เพ่มิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยนื
หรือการจัดตั้งศูนย์ภัยพิบัติเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการปัญหาไปป่าในพื้นท่ี รวมถึงการบูรณาการ
ความร่วมมือจากทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้อง โดยเฉพาะอย่างย่ิงชุมชนในพื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง นอกจากนี้
ปัจจัยความพร้อมของชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ เป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขสาคัญท่ีเอื้อต่อความสาเร็จในการ
ดาเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ รวมถึงปัจจัยด้านความรู้ความเข้าใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในทุก
มติ ขิ องพน้ื ทภ่ี ูมิทศั นพ์ รุควนเครง็
“น้าคือชีวิตป่าพรุและชุมชน” คือ แนวคิดการจัดการโดยการรักษาความสมดุลของน้าท้ังเพื่อ
การรักษาป่าและการให้ความสาคัญกับภาคการเกษตรของชุมชน นั่นคือกุญแจสู่ความสาเร็จของการ
จัดการพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งอย่างมีส่วนร่วมตามแผนยุทธศาสตร์ที่ 2 ว่าด้วยการบริหารจัดการน้า
บริเวณพรคุ วนเครง็ ภายใต้การดาเนนิ งานของคณะทางานเฉพาะกจิ ด้านการบรหิ ารจัดการนา้
ข้อเสนอที่น่าสนใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งเป็นกิจกรรมหรือโครงการที่คาดว่าตอบเป้าหมาย
ของยุทธศาสตร์ท่ี 2 คือ การบริหารจัดการน้าในพื้นท่ีพรุควนเคร็งอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
กิจกรรมเชิงโครงสร้างในการก้ันการไหลเข้า-ออกของน้าจากพ้ืนที่พรุ การสารวจแหล่งน้าต้นทุนและการ
ใช้นา้ เพือ่ การเกษตรและสาธารณูปโภคต่าง ๆ ตลอดจนการใชเ้ ทคโนโลยแี ละภูมิปัญญาท้องถน่ิ เขา้ มาช่วย
ในการวัดระดบั น้า เป็นตน้
“วนวัฒน์วิธี” ผสานพลัง “วนเกษตร” เพื่อฟ้ืนฟูป่า เสริมรายได้ชุมชน คือ กุญแจสู่
ความสาเร็จในตามแผนยุทธศาสตร์ท่ี 3 การจัดปื้นปูป่าและระบบนิเวศป่าพรุควนเคร็ง ภายใต้การ
ดาเนินงานของคณะทางานเฉพาะกิจด้านการป้ืนปูป่าและระบบนิเวศป่าพรุควนเคร็ง กล่าวคือ การใช้
วิธีการป้ืนปูป่าพรุควนเคร็งโดยมีการจัดการพื้นท่ีป่าตามหลักทางวนวัฒน์วิธี โดยที่ “วนวัฒน์วิธี”
(silvicultural practices) เป็นการปฏิบัติเพ่ือให้ต้นไม้ตั้งตัวได้ มีการเจริญเติบโตดี มีองค์ประกอบของ
พรรณไม้ตามวัตถุประสงค์ของการจัดการให้ป่าไม้มีสุขภาพดี มีต้นไม้ที่มีคุณภาพ ซ่ึงมีวิธีปฏิบัติมากมาย
อาจเรียกว่าเทคโนโลยีทางวนวัฒน์ก็ได้ การใช้วนวัฒน์วิธีที่เหมาะสมจะต้องมีความรู้พื้นฐานด้านวนวัฒน
วิทยา หรือรากฐานวนวัฒน์ (Silvics) ซึ่งกล่าวถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่กาหนดการเกิดป่าแต่ละประเภท ใน
แต่ละแห่ง มาจนถึงปัจจัยส่ิงแวดล้อมท่ีมีผลต่อกระบวนการทางสรีรวิทยาของต้นไม้ อันได้แก่ ปัจจัยที่
เกี่ยวกบั ดิน น้า อากาศ แสงสว่าง และอุณหภูมิ ผูจ้ ะประยุกตว์ นวฒั นวิทยาได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ จะตอ้ ง
มีความเข้าใจในเป้าหมายของการพัฒนาป่าไม้ รูปแบบและองค์ประกอบของหมู่ไม้ท่ีปลูกหรือข้ึนตาม
ธรรมชาติ ตลอดจนการเลือกใชว้ นวฒั น์วิธที เี่ หมาะ (มณฑล จาเริญพฤกษ์, ม.ป.ป)
วนวัฒน์วิธีในการฟ้ืนฟูป่าพรุควนเคร็ง คือ การเพิ่มความหลากหลายของพันธุ์ไม้ในป่าพรุและ
ปรับความหนาแน่นของป่าเสม็ดให้มีความเหมาะสม โดยด้านการเพิ่มความหลากหลายของชนิดพันธุ์ไม้
นั้นมีการดาเนินการปลูกเสริมพันธุ์ไม้พรุด้ังเดิมในป่าเสม็ดท้ังในสภาพพื้นท่ีท่ีไม่ถูกไปไหม้และพ้ื นท่ีป่า
เสม็ดที่ถูกไปไหม้ รวมถึงพ้ืนท่ีท่ีมีการบกุ รุกผดิ กฎหมาย ด้วยวิธีการ Seed ball ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการ
ป้ืนปูป่าโดยไม่ต้องลงมือปลูกในบางพ้ืนที่ท่ีเข้าถึงลาบาก ขณะท่ีบางสภาพพ้ืนท่ี เช่น บริเวณท่ีลุ่มมีน้าขัง
ต้องใช้วิธีการป้ืนปูด้วยการเตรียมพ้ืนที่ปลูกโดยการยกโคกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ส่วนท่ีดอน ใช้
วธิ กี ารเตรียมหลุมปลูกปกติ
วนเกษตร ทางเลือกสร้างรายได้ของคนพรุควนเคร็ง เป็นแนวทางการส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น
แทรกในพ้นื ทีท่ ากินหรือท่ีอยู่อาศยั ของชาวบา้ นรายรอบเขตป่า โดยมีการสนบั สนนุ กลา้ ไม้ยืนต้นทม่ี ีคุณค่า
การเพมิ่ ศกั ยภาพการคมุ้ ครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุทม่ี คี ณุ คา่ | 81
ต่อการอนุรักษ์สูงแบบบรู ณาการอย่างยั่งยืน
ทางเศรษฐกิจ ซ่ึงเป็นการสร้างรายได้ทางเลือกให้แก่คนในชุมชนเน่ืองจากในแง่กฎหมายและการ
สนบั สนุนทางองคก์ ร นั่นคือ การประกาศพระราชบญั ญตั ิป่าไม้ (ฉบบั ที่ 8) พ.ศ. 2562 “มาตรา ๗ ไมช้ นดิ
ใดที่ข้ึนในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กาหนดโดยพระราชกฤษฎีกา สาหรับไม้ทุกชนิดที่ข้ึนใน
ท่ีดินที่มีกรรมสิทธ์หิ รือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายท่ีดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ท่ีปลูกข้ึนใน
ที่ดินท่ีได้รับอนุญาตให้ทาประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกาหนดโดยความ
เห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ถือว่าไม่เป็นไมห้ วงห้าม” (รายละเอียดดูภาคผนวก ค) นอกจากนี้ยังมีการ
สนับสนุนจากองคก์ รทีเ่ ออ้ื ต่อความสาเร็จในกิจกรรมสง่ เสริมการปลูกไม้เศรษฐกจิ ในพ้ืนทเี่ อกสารสิทธ์ิ นนั่
คือ ธนาคารเพือ่ การเกษตรและสหกรณ์ ซงึ่ ไดม้ ีโครงการ “ชมุ ชนไม้มีค่า” ถงึ กระนั้นกต็ าม การดาเนินการ
จะสาเรจ็ ลลุ ว่ งตามเปา้ หมายทีก่ าหนดไว้จาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกาหนดระเบียบ วธิ ปี ฏบิ ัติ นโยบาย กลไก
การส่งเสริมสนับสนุนการปลูกต้นไม้ในพื้นท่ีเอกสารสิทธิ์ การสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจในประโยชน์
ท่ีจะได้รับผลตอบแทน ตลอดจนการใช้ต้นแบบชุมชนท่ีประสบความสาเร็จเป็นเครื่องมือในการส่ือส าร
เพื่อสร้างแรงจูงใจใหแ้ กช่ มุ ชนในการเขา้ ร่วมโครงการ
กุญแจลับสู่ความสาเร็จร่วมของทุกยุทธศาสตร์ การดาเนินงานภายใต้แผนยุทธศาสตร์ท้ัง 3
เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายท่ีกาหนดไว้ 17 เป้าหมาย ทั้งน้ี แต่ละยุทธศาสตร์ประกอบด้วยตัวชี้วัดและเงื่อนไข
ความสาเร็จที่แตกต่างกันในบางประเด็น อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท่ีได้จาก
กระบวนการระดมความคิดเห็นในหลายๆ คร้ัง มีประเด็นนาเสนอที่น่าสนใจซึ่งจัดเป็นประเด็นร่วมท่ีเอ้ือ
ต่อความสาเร็จของการดาเนนิ งาน กล่าวคือ
“ความรู้คืออานาจสู่ความย่ังยืน” เป็นอีกข้อเสนอที่น่าสนใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีความ
คิดเห็นตรงกันในแง่การให้ความสาคัญกับการสร้างชุดความรู้อย่างเป็นระบบเก่ียวกับพรุควนเคร็งในทุก
มิติเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้ท้ังแก่คนในชุมชนและสังคม โดยแนวทางหนึ่งคือ การจัดทาหลักสูตรท้องถ่ินที่
บรรจุสาระสาคัญเก่ียวกับพรุควนเคร็งเพื่อใช้ในการเรียนรู้ท้องถ่ินหรือการเรียนรู้เก่ียวกับพรุควนเคร็งใน
ทุกระดับ กล่าวได้ว่า หลักสูตรท้องถ่ินพรุควนเคร็ง คือนวัตกรรมการเรียนรู้ท่ีเป็นทุนด้านความรู้ท่ีใช้ใน
การพัฒนาศักยภาพของคน อันหมายถึง คนในชุมชน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เก่ียวข้องทุกระดับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้หลักสูตรท้องถ่ินในการสื่อสารสร้างการเรียนรู้แก่เด็กและเยาวชนในชมุ ชนเพ่อื
สร้างความรู้ ความเข้าใจและจิตสานึกรักถ่ินฐานบ้านเกิด และเป็นพลังสาคัญในการร่วมกันปกป้องดูแล
รกั ษาพื้นทีพ่ รคุ วนเครง็ สบื ต่อไป
“พลังการส่ือสารสู่ความร่วมมือ” เป็นข้อเสนอที่ช้ีให้เห็นถึงความสาคัญของการสื่อสารเพ่ือ
สร้างการรับรู้ที่ทาให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งในทุกมิติ
โดยการใช้ช่องทางการสื่อสารท่ีหลากหลาย เช่น การอบรม การประชาสัมพันธ์ผ่านส่ือทุกรูปแบบ
การศึกษาดูงาน การจัดเสวนา ฯลฯ รวมถึงการสื่อสารผ่านเครื่องมือการเรียนการสอนเนื่อหาสาระ
เกยี่ วกบั พรุควนเคร็งผ่านหลกั สตู รทอ้ งถ่นิ เกยี่ วกบั พรคุ วนเครง็
“ป่าต้องอยู่ได้ คนต้องอยู่รอด” เป็นข้อเสนอจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสยี ซ่ึงเป็นประเด็นร่วมที่สาคญั
ที่จะทาให้แผนยุทธศาสตร์แต่ละแผนประสบผลสาเร็จได้ด้วยความร่วมมือจากคนในชุมชนท้องถ่ินท่ีอยู่
อาศยั และพ่ึงพงิ ปา่ พรุควนเครง็ ในการดารงชีวติ น่นั คอื ปา่ ต้องอย่ไู ด้ คนในชมุ ชนก็ตอ้ งอยู่รอดด้วยเช่นกัน
ข้อเสนอน้ีเป็นการให้ความสาคัญกับการส่งเสริมอาชีพที่เชื่อมโยงกับป่าและสอดคล้องกับการอนุรักษ์
82 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพอ่ื เพิ่มความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยัง่ ยนื
ป้ืนปูป่า ภายใต้แนวคิดคนอยู่ร่วมกับป่าได้ตามนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะการจัดการปา่ ที่ให้ความสาคญั กับชมุ ชนท้องถิ่นซ่ึงเป็นผูท้ ี่ใชป้ ระโยชน์จากป่าเพื่อการดารงชีวิต
การจัดการปา่ ในลักษณะนี้เป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนในชุมชนร่วมเปน็ ผู้ดแู ลและปกป้องพืน้ ทปี่ ่าพรุควน
เคร็ง
“Big Data เพื่อการจัดการป่าอย่างย่ังยืน” เป็นข้อเสนอท่ีตระหนักถึงความสาคัญของการ
จัดการขอ้ มลู เกี่ยวกบั พรุควนเครง็ อย่างเป็นระบบเพ่ือการนามาใช้ในการวิเคราะหเ์ พื่อการตัดสนิ ใจในการ
บรหิ ารจัดการพื้นที่ได้อย่างถกู ต้อง รวดเร็ว ท้ังนี้ ขอ้ มูลเก่ยี วกบั พ้นื ที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งมีหลายมติ ิดังนั้น
การจัดการข้อมูลเหล่านี้จึงนับได้ว่าเป็นการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และมีความหลากหลายของ
รปู แบบท่เี รยี กว่า “Big Data” ข้อมลู เกี่ยวกับภมู ทิ ัศนพ์ รคุ วนเครง็ ประกอบด้วยขอ้ มูลหลายรูปแบบทั้งตัว
เลข เช่น สถิติการเกิดภัยพิบัติ สถิติการเปลี่ยนแปลงพ้ืนที่ปา่ ไม้ สัตว์ป่า พันธ์ุพืช การใช้ประโยชน์ที่ดินใน
พื้นที่พรุควนเคร็ง ฯลฯ ข้อมูลภาพ เช่น แผนท่ีต่าง ๆ ข้อมูลเสียง คลิปแสดงภาพการเคล่ือนไหวต่าง ๆ
เป้นต้น เหล่านี้คือข้อมูลที่สาคัญท่ีใช้ในการวิเคราะห์เพ่ือประกอบการตัดสินใจหรือการวางแผนเพื่อการ
จัดการในแต่ละระยะไดท้ ันสถานการณ์
“นโยบาย กฎหมาย และผลกระทบ กับการจัดการป่า” เป็นข้อเสนอให้มีการทบทวนเก่ียวกับ
นโยบาย กฎหมายต่าง ๆ ของรัฐ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่พรุควนเคร็งท้ังในแง่ท่ีเอื้อประโยชนต์ อ่
การจดั การพื้นทภี่ ูมิทศั น์พรุควนเคร็ง และในแงท่ ่ีเปน็ อปุ สรรคต่อการจดั การพ้นื ท่ีภูมิทศั น์พรุควนเคร็ง ทงั้
ด้านนิเวศวิทยา ธรณีวิทยา การใช้ที่ดิน เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายป่าไม้ฉบับต่าง ๆ ที่ยังเป็น
อุปสรรคสาคัญต่อการดาเนินโครงการ ทว่าอาจจะมีช่องทางท่ีสามารถคล่ีคลายปัญหาได้ โดยทุกฝ่าย
จาเปน็ ตอ้ งหาทางออกร่วมกันเพื่อใหก้ ารดาเนินการในกิจกรรมต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายและมคี วามต่อเนื่อง
ในการดาเนินการ
มองไปขา้ งหน้า 20 ปี กับยุทธศาสตรภ์ มู ิทัศนพ์ รุควนเคร็ง
การมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
มาตรา 65 กาหนดให้รัฐพึงมียุทธศาสตร์ชาติ เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างย่ังยืน ตามหลักธรร
มาภิบาลเพ่ือใช้เป็นกรอบในการจัดทาแผนตาง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพ่ือให้เกิดเป็นพลัง
ผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมาย ซึ่งได้มีการตราพระราชบัญญัติการจัดทายุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 มีผล
บังคับใช้เม่ือวันท่ี 1 สิงหาคม 2560 โดยกาหนดวิสัยทัศน์คือ การท่ีประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยื
เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อความสุขของคน
ไทย เช่นน้ียังผลให้แผนยุทธศาสตร์ชาติกลายเป็นแนวทางการกาหนดยุทธศาสตร์การดาเนินงานของ
องค์กรรัฐต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกันกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ (สานักหอสมุดแห่งชาติ, 2562) ทั้งน้ี
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีการกาหนดแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ไว้เช่นกัน ทานอง
เดียวกันการจัดการพ้ืนที่พรุควนเคร็งอย่างย่ังยืนที่กาหนดให้มีคณะทางานเพื่อจัดทาแผนยุทธศาตร์เพ่ือ
การจัดการพรุควนเคร็งอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ท้ังน้ี พิไลวรรณ ประพฤติ และ
คณะ (2563) ได้ทาการวิเคราะห์ความสอดคล้องของแผนยุทธศาสตร์ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งกับแผน
ยุทธศาสตร์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ซ่ึงผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ภูมิ
ทัศน์พรุควนเคร็งท่ีทุกฝ่ายร่วมกันกาหนดข้ึนมาน้ันมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์
การเพม่ิ ศักยภาพการคุม้ ครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุท่มี ีคณุ คา่ | 83
ต่อการอนรุ กั ษส์ ูงแบบบูรณาการอย่างย่งั ยืน
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระยะ 20 ปี ที่กาหนดยุทธศาสตร์เพื่อการบริหารจัดการ
ด้านทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม เช่น การจัดการด้านการป่าไม้และความหลากหลายทางชวี ภาพ
การบริหารจดั การนา้ การลดผลกระทบจากการเปล่ยี นแปลงภมู ิอากาศและภยั พบิ ตั ิ และการพฒั นาระบบ
บริหารจัดการและองคก์ ร
ยุทธศาสตร์ท่ี (1) การจัดการไปป่าและคาร์บอน มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์กระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ระยะ 20 ปี ในยุทธศาสตร์ท่ี (1) การจัดการป่าไม้และความ
หลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งครอบคลุมไปถึงด้านป่าไม้ ด้านการจัดการที่ดิน ด้านสัตว์ป่า (2) การบริหาร
จัดการน้า (4) การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อม (5) การลดผลกระทบจาก
การเปลยี่ นแปลงภูมอิ ากาศและภยั พิบัติ และ (6) การพัฒนาระบบบรหิ ารจดั การและองค์กร
ยุทธศาสตร์ท่ี (2) การบริหารจัดการน้าบริเวณพรุควนเคร็งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์กระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระยะ 20 ปีในยุทธศาสตร์ท่ี (2) การบริหารจัดการน้า และ (5) การ
ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภมู อิ ากาศและภัยพิบัติ
ยุทธศาสตร์ท่ี (3) การปื้นปูป่าและระบบนิเวศป่าพรุควนเคร็งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์กระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระยะ 20 ปีในยุทธศาสตร์ท่ี (1) การจัดการป่าไม้และความ
หลากหลายทางชีวภาพ ซ่ึงครอบคลุมไปถึงด้านป่าไม้ ด้านการจัดการที่ดิน ด้านสัตว์ป่า และ (6) การ
พฒั นาระบบบรหิ ารจัดการและองค์กร
ยุทธศาสตร์ที่ (4) การสร้างจิตสานึก ความรู้ และความเข้าใจในระบบนิเวศป่าพรุสอดคล้องกับ
ยุทธศาสตร์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ระยะ 20 ปีในยุทธศาสตร์ที่ (6) การพัฒนา
ระบบบรหิ ารจดั การและองค์กร
ยุทธศาสตร์ที่ (5) การคุ้มครอง รักษามาตรฐานการดารงชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชน
สอดคล้องกับยุทธศาสตร์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระยะ 20 ปี ในยุทธศาสตร์ท่ี (4)
การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อม และ (6) การพัฒนาระบบบริหารจัดการ
และองค์กร
ยุทธศาสตร์ที่ (6) แผน นโยบาย และการปฏิบัติท่ีสอดคล้องกับระเบียบและข้อกฎหมาย
สอดคล้องกับยุทธศาสตร์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระยะ 20 ปีในยุทธศาสตร์ท่ี (6)
การพัฒนาระบบบริหารจดั การและองคก์ ร
อนึ่ง จากแผนยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งได้นาไปสู่การกาหนดกลยุทธ์
และโครงการต่าง ๆ เพ่ือให้การดาเนินงานบรรลุจุดมุ่งหมายในแต่ละยุทธศาสตร์ท่ีได้กาหนดเป็นกรอบ
หรือแนวทางการวางแผนการจดั การเอาไว้ และจากเป้าหมายที่กาหนดไวข้ องการจัดทาแผนยุทธศาสตร์
การจัดการพรุอย่างมีส่วนร่วมในพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งของโครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบ
นิเวศป่าพรุ ท่ีให้ความสาคัญกับการเพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความ
หลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยืน โดยมุ่งหวังให้แผนการจัดการได้รับการพัฒนาข้ึนครอบคลุมพ้ืนท่ีภูมิ
ทศั น์พรุควนเคร็ง โดยให้มีการบูรณาการแผนงานการใชป้ ระโยชน์ท่ีดิน การพฒั นาคณุ ภาพและอาชีพของ
คนท่ีอยู่ในภูมิทัศน์พรุควนเคร็งโดยไม่ก่อให้เกิดความเส่ือมโทรมของระบบนิเวศ มุ่งสร้างธุรกิจชุมชนเพ่ือ
การอนุรักษ์พรุอย่างมีส่วนร่วม เห็นได้ว่า การวางแผนการใช้ประโยชน์ท่ีดิน เป็นประเด็นหลักท่ีสาคัญอีก
84 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพิม่ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่ังยนื
ประการหนึ่งที่จาเป็นต้องมีการดาเนินการให้มีประสิทธิภาพ และมีความสอดคล้องกับแผนการจัดการ
ด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิงแผนการการจัดการเขตที่ดนิ ใหม่ของจังหวดั นครศรธี รรมราช โครงการฯ จึง
จัดใหม้ ีการศกึ ษาตน้ แบบการจัดการทีด่ ินอย่างเปน็ ระบบในพื้นทีต่ าบลเครง็ ดังกล่าวในบทตอ่ ไป
บทสรุป
การเพ่ิมศักยภาพในการคุ้มครองระบบนิเวศป่าพรุที่มีคุณค่าต่อการอนุรักษ์สูงน้ัน ภารกิจสาคัญ
อีกประการ คือ การมีแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายในการจัดการป่าพรุอย่างเป็นระบบ โดยยึดหลักการ
บริหารจัดการท่ีดี น่ันคือ หลักการมีส่วนร่วม โดยในกระบวนการจัดทาแผนยุทธศาสตร์ โครงการได้ให้
ความสาคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันกาหนดแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมาย ท้ังนี้ อุทัย
ปริญญาสุทธินันท์ (2561, 184) ได้กล่าวถึงประเด็นการบริหารจัดการที่ว่า การบริหารจัดการท่ีดี เป็น
เครื่องมือพัฒนาความสามารถขององค์การ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามี
ส่วนร่วมในการควบคุม ติดตาม และตรวจสอบการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และ
เกิดประสิทธิผล ตลอดจนการคานึงถึงผลกระทบที่จะเกิดข้ึนต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อีกท้ังการบริหาร
จัดการที่ดีมีบทบาทสาคัญในการขับเคลื่อนชุมชนท้องถ่ิน สังคม และประเทศ เช่นน้ี การบริหารจัดการ
พ้นื ทีพ่ รุควนเคร็งโดยคณะทางานชดุ ต่าง ๆ หรือเรียกอีกอยา่ งว่า องคก์ าร ท่ีจัดตั้งข้ึนมาใหส้ ามารถบริหาร
จัดการในด้านต่าง ๆ ในพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งให้เป็นไปตามเป้าหมายในแต่ละผลสัมฤทธิ์น้ัน
จาเป็นต้องมีแผนการดาเนินการจัดการในระดับต่าง ๆ อย่างชัดเจน สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบท
พื้นท่ีโดยทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน เพื่อขยายผลไปสู่การกาหนดนโยบายสาธารณะในระดับต่าง ๆ เพ่ือ
คุ้มครองป่าพรแุ ละวิถีชมุ ชนใหด้ ารงอยตู่ ่อไปเพื่อชมุ ชน สงั คม และโลก
อนึ่ง แผนยุทธศาสตร์ท่ีทุกฝ่ายร่วมกันกาหนดขึ้นนั้น ประกอบด้วย 6 แผนยุทธศาสตร์ 10
เป้าหมาย และ 121 โครงการ โดยจาแนกตามระยะการดาเนินงานเป็นการดาเนินงานในระยะเร่งด่วน
จานวน 35 โครงการ ระยะปานกลาง จานวน 52 โครงการ และระยะยาว (ระยะต่อเน่ือง) จานวน 35
โครงการ เพื่อเป็นแนวทางในการดาเนินตามแผนยุทธศาสตร์ภูมิทัศน์ป่าพรุควนเคร็งระดับจังหวัดและ
ระดับชาติต่อไป โดยท่ี 6 แผนยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการไปป่าและคาร์บอน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การบริหารจัดการน้าบริเวณพรุควนเคร็ง ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 3 การปื้นปูป่าและระบบนิเวศป่าพรุ
ควนเคร็ง ยุทธศาสตร์ท่ี 4 การสร้างจิตสานึกและความรู้ความเข้าใจในระบบนิเวศป่าพรุ ยุทธศาสตร์ที่ 5
คุ้มครอง รักษามาตรฐานการดารงชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชน และยุทธศาสตร์ท่ี 6 แผน นโยบาย
และการปฏิบัติที่สอดคล้องกับระเบียบและข้อกฎหมาย จะเห็นได้ว่า แผนยุทธศาสตร์ทั้งหมดน้ีครอบคลุม 3
ดา้ นหลกั คือ เศรษฐกิจ สังคม และส่งิ แวดล้อม (ระบบนิเวศ) ที่จะนาไปสู่ความยั่งยนื ของการจัดการพ้ืนที่ภูมิ
ทัศน์พรุควนเคร็ง โดยความยั่งยืนที่กล่าวนี้ต้องอยู่บนฐานของการเรียนรู้ของทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้องหรือเรียกอีก
อย่างว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีการเรยี นรตู้ ลอดเวลา ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับปัจเจกบุคคล (การ
รับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม) และขยายแผ่กว้างออกไปสู่ระดับชุมชน และระดับสังคม อย่างไรก็ตาม
ประเด็นท้าทายสาคัญ คือ ภาคปฏิบัติการของการผลักดัน 6 แผนยุทธศาสตร์ 10 เป้าหมาย และ 121
โครงการให้บรรลุผลสาเร็จ ซึ่งหากมีการดาเนินการอย่างจริงจังและต่อเน่ืองตามแผนดังกล่าว ย่อมสร้าง
ประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมใหแ้ กท่ ุกฝ่ายได้เป็นอย่างมาก
การเพ่มิ ศกั ยภาพการคมุ้ ครองระบบนิเวศและการจดั การป่าพรุท่ีมคี ุณคา่ | 85
ต่อการอนรุ ักษ์สูงแบบบรู ณาการอย่างย่ังยืน
4
แผนการใช้ที่ดนิ พน้ื ท่ตี าบลเครง็
86 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพอื่ เพมิ่ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่งั ยืน
ตวั ชี้วดั
ผลผลิตที่ 1.3
แผนการใช้ท่ดี นิ พน้ื ท่ตี าบลเครง็
ท่ีสอดคล้องกบั การแบ่งโซนใหม่
ตัวชวี้ ัดท่ี 5
พืน้ ที่เสียหายจากการเกิดไปป่าในพรุควนเคร็ง
ไมเ่ กิน 408 เฮกตาร์ต่อปี (2,550 ไร)่
ตวั ช้ีวดั ท่ี 8
ปา่ พรุในเขตตาบลเครง็ พน้ื ท่ี 1,500 เฮกตาร์ (9,375 ไร่)
ไดร้ บั การดูแลในรปู แบบปา่ ชุมชน
การเพมิ่ ศักยภาพการค้มุ ครองระบบนิเวศและการจัดการปา่ พรุที่มีคณุ คา่ | 87
ต่อการอนุรักษ์สูงแบบบรู ณาการอย่างย่งั ยนื
บทนา
การเสริมศักยภาพในการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพ่ือเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งในอีกแนวทางหนึ่ง คือ
การวางแผนการใช้ท่ีดินให้เหมาะสม และสอดคล้องกับการแบ่งโซนใหม่ในการใช้ประโยชน์จากท่ีดิ นใน
พ้ืนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยท่ีพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งประกอบด้วยระบบนิเวศทางบกและน้าที่
สาคัญแห่งหน่ึงของประเทศไทย แต่ด้วยโครงสรา้ งทางชุมชนและสงั คมท่ีแวดลอ้ มทรัพยากรธรรมชาตทิ ม่ี ี
อยู่ และเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์พรุควนเคร็งอย่างมาก อีกท้ังการพัฒนาด้าน
การเกษตรกรรมท่ีกระตุ้นให้เกษตรกรนิยมปลูกพืชน้ามันและยางพาราเพ่ือรายได้ที่สูงขึ้น จึงมีการขยาย
พ้ืนที่เพาะปลูกมากข้ึน ซึ่งผลท่ีตามมาคือผลกระทบจากไปไหม้ป่า ดังกรณีไปไหม้ป่าพรุในพื้นที่ภูมิทัศพรุ
ควนเคร็ง เขตจังหวัดนครศรีธรรมราช เม่ือปี พ.ศ. 2551 ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาโดยรวม
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ พรรณพชื ตา่ ง ๆ ทง้ั นใ้ี นการสูญเสียพืน้ ที่ป่าในบริเวณกว้างในคราวนั้น ยงั มผี ลเชอ่ื มโยง
ถึงผลกระทบด้านส่ิงแวดล้อม นั่นคือ การสูญเสียพื้นที่กักเก็บคาร์บอนจานวนมหาศาลท่ีมิอาจประเมิน
มูลค่าได้นั้นเป็นการลดศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าพรุและเป็นผลสืบเน่ืองจากการ
เปล่ียนแปลงการใช้ที่ดินในพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง (ประสงค์ สงวนธรรม, 2561) กอปรกับปัญหาท่ี
เกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนหน่ึงเกิดจากขาดการมีส่วนรว่ มอย่างแท้จริง สะท้อนได้จากผลการศึกษาของ เชิดศักด์ิ
เกอ้ื รกั ษ์ (2563) ที่ชี้ใหเ้ ห็นวา่ แมก้ ารจัดการพื้นที่พรุควนเคร็งมีกลไกต่าง ๆ เขา้ มาบรหิ ารจัดการ แต่การ
บริหารจัดการยังคงเน้นการบริหารจากผ่านกลไกของรัฐที่มีลักษณะการบริหารจากบนลงล่าง (Top-
Down) โดยแต่ละกลไกมุ่งเน้นแต่ภารกิจเฉพาะด้าน/เฉพาะกิจตามอานาจหน้าท่ีรับผิดชอบ ไม่มีแผน
แม่บทหรือกลไกเฉพาะสาหรับการบริหารจัดการพ้ืนที่พรุควนเคร็ง ส่งผลให้การบริหารจัดการและองค์
ความรถู้ ูกแยกส่วน รวมทั้งขาดการเชือ่ มโยงและการมสี ว่ นรว่ มกับชุมชนทอ้ งถ่ิน ทาให้ศกั ยภาพของชุมชน
และระดับการมีส่วนรว่ มต่อการจัดการทรพั ยากรของพื้นที่อยใู่ นระดบั นอ้ ย
ทานองเดียวกัน โครงการตระหนักถึงความสาคัญของการมีส่วนร่วม โดยภายใต้ผลผลิตการวาง
แผนการใช้ที่ดินจึงยึดหลักการมีส่วนร่วมเป็นแนวคิดพ้ืนฐานในการดาเนินการ ทั้งน้ี การดาเนินการของ
โครงการไดใ้ ห้ความสาคญั กับการวางแผนการใชป้ ระโยชน์ทด่ี ินเพื่อลดปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะการเกิดไป
ไหม้ป่าพรุและการเปล่ียนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดนิ ในเขตป่าพรุเป็นพ้ืนท่ีเกษตรกรรมที่จะส่งผลกระทบ
ต่อระบบนิเวศป่าซึ่งถือเป็นการลดศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าพรุในพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง
จึงได้มีการดาเนินการศึกษาข้อมูลการใช้ประโยชน์ท่ีดินในพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง (จังหวัด
นครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสงขลา) ในรูปแบบการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุก
ฝ่ายทั้งด้วยวิธีการจัดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน การแสดงความ
คิดเห็นและเสนอแนวทางในการวางแผนการใชท้ ่ีดิน การเพิ่มศักยภาพด้านความรู้เพื่อสร้างประสบการณ์
ให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแทนจากชุมชน ได้มีโอกาสได้ศึกษาดูงานด้านการวาง
แผนการใช้ที่ดินในพื้นที่อื่น ๆ โดยมีความคาดหวัง คือ ชุมชนในพื้นท่ีป่าพรุควนเคร็งมีความสามารถใน
การบริหารจัดการ ดูแล อนุรักษ์พื้นท่ีป่าพรุ และสามารถประสานเช่ือมโยงสร้างเครือข่ายในการจัดทา
แผนการอนุรักษ์ป่าพรุร่วมกับหน่วยงานภาครัฐได้อย่างเข้มแข็ง โดยเลือกพ้ืนที่ที่ประสบผลสาเร็จในการ
จัดการทรัพยากรท้องถิ่นซึ่งมีลักษณะพื้นที่และการใช้ประโยชน์จากป่าของชุมชนที่ ไม่แตกต่างหรื อ
ใกล้เคียงกับพื้นท่ีพรุควนเคร็ง น่ันคือ ป่าพรุคันธุลี ตาบลคันธุลี อาเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่ง
88 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพือ่ เพิม่ ความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยงั่ ยนื
เปรยี บเสมือนหอ้ งเรียนธรรมชาติ ทเี่ คยประสบปัญหาเช่นเดียวกบั ป่าพรุควนเคร็ง จนมกี ารพลิกปืน้ สภาพ
กลับมาเป็นป่าที่สมบูรณ์ มีเน้ือที่เพ่ิมขึ้นจากการทวงคืนผืนป่า จนกลายเป็นพื้นท่ีชุ่มน้าป่าพรุระดับชาติ
และถอื เปน็ พ้ืนที่ตน้ แบบเพื่อการเรียนรู้ในการบรหิ ารจัดการพื้นที่พรใุ นด้านต่าง ๆ ทัง้ ด้านการจัดการกับ
สถานการณ์ปัญหาท่ีสามารถพลิกป้ืนมาเป็นป่าสมบูรณ์ได้ ด้านระเบียบกฎเกณฑ์ที่ใช้กากับและควบคุม
การใชป้ ระโยชน์ ดา้ นการใชป้ ระโยชน์จากป่าพรุ ดา้ นบทบาทขององค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ ผู้นาชมุ ชน
และชาวบ้าน ดา้ นการส่งเสรมิ การมีสว่ นร่วมในการจัดการป่าพรรุ ่วมกนั ของผ้มู สี ว่ นไดส้ ่วนเสยี ทุกฝา่ ย
การใช้เทคโนโลยกี บั การวางแผนการใช้ทีด่ ินพน้ื ท่พี รคุ วนเครง็
การดาเนินการในการวางแผนการใช้ที่ดินพื้นท่ีพรุควนเครง็ โครงการได้ให้ความสาคัญกับการใช้
เทคโนโลยีท้ังด้านซอปท์แวร์และฮาร์ดแวร์ในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้ที่ดิน เช่น การใช้อากาศ
ยานไร้คนขับในการสารวจและบันทึกภาพจากอากาศยานบริเวณพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็ง จังหวั ด
นครศรีธรรมราช ทั้งน้ี อากาศยานไร้คนขับ เป็นเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศแขนงหนึ่งท่ีสามารถใช้ในการ
จดั ทาแผนท่ภี าพถ่ายทางอากาศเนื่องจากภาพท่ีได้มีความคมชดั มีความละเอียดสงู ราคาไมแ่ พงเม่ือเทียบ
กับการใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมหรือการใช้เครื่องบิน และมีความเหมาะสมกับการนามาประยุกต์ใช้ใน
การสารวจพื้นทป่ี า่ พรุ
การบันทึกภาพถ่ายภาพทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ ได้มีการบันทึกข้อมูลโดยเทคนิค
การรังวัดด้วยภาพถ่าย (Photogrammetry) โดยกาหนดเซนเซอร์ อุปกรณ์ต่าง ๆ และวางแผนการบิน
ในรูปแบบ Grid Flight Planing เพ่ือให้ได้ภาพที่มีส่วนซ้อนทับของภาพที่นาไปใช้ในงานด้านภูมิ
สารสนเทศศาสตร์ได้ โดยที่ผลการสารวจข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศท่ีผ่านการประมวลในพ้ืนท่ีป่าพรุ
ทง้ั หมด 3 พ้ืนที่ คือ ป่าชมุ ชนบ้านควนเงิน ป่าสวนสมเด็จเจา้ ป้าจุฬาภรณ์ และปา่ ชมุ ชนบา้ นไสขนุน รวม
พนื้ ทีท่ ้ังหมด ประมาณ 4,899 ไร่
การจาแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินปี พ.ศ. 2561 ในพ้ืนท่ีภูมิทัศนพ์ รุควนเคร็ง การจาแนกการ
ใช้ประโยชน์ท่ีดินในพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสงขลา
ครอบคลุมพ้ืนที่ 1,035.5885 ตารางกิโลเมตร หรือ 647,242.80 ไร่ ท่ีนอกเหนือจากการจาแนกการใช้
ประโยชน์ที่ดินปี พ.ศ. 2561 ในพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง ยังมีวัตถุประสงค์เพ่ือทาแผนท่ีเชิงตัวเลข
(Digital) พนื้ ท่ภี ูมทิ ัศน์พรคุ วนเคร็งเพอ่ื รองรับการทาฐานขอ้ มลู ในอนาคต
อุปกรณ์และวิธกี าร
1) รวบรวมข้อมลู แผนทที่ เี่ กยี่ วขอ้ งของภูมิทัศนพ์ รุควนเคร็ง เช่น ขอบเขต และแผนท่ภี ูมปิ ระเทศ
เพ่ือจัดทาเป็นฐานข้อมูลแผนที่อ้างอิงในระบบ World Geodetic System 1984 (WGS 84) ซ่ึงเป็น
ระบบบอกตาแหน่งทางภูมิศาสตร์ทเ่ี ป็นสากลลา่ สุด ไดร้ บั ความนิยมอยู่ในขณะน้ี
2) รวบรวมข้อมูลแผนที่การใช้ประโยชน์ท่ีดิน จากกรมพัฒนาท่ีดิน ได้แก่ แผนที่การจาแนกการ
ใช้ประโยชน์ทดี่ ิน ปี พ.ศ. 2559
3) รวบรวมข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ. 2545 มาตราส่วน 1 : 4,000 และข้อมูลภาพถ่าย
จากดาวเทียม Landsat-8 ที่เป็นปัจจุบัน (ภาพที่ 4.1) จานวน 2 ภาพ คือ Path-Row ที่ 129-54 และ
128-55
การเพิม่ ศักยภาพการคมุ้ ครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุท่มี คี ณุ คา่ | 89
ต่อการอนุรักษส์ ูงแบบบรู ณาการอย่างยั่งยืน
Landsat-8 Data
Year/Month Jan Feb Mar Apr May Ju n Jul Aug Sep Oct Nov Dec
2014 2 8
Path-Row 128-55
2015 18 28
2016 17
2017 14 30
2018 21 30 16 17 12
Path-Row 129-54
Source: USGS-Earth Explorer-http://earthexplorer.usgs.gov/
ภาพที่ 4.1 ขอ้ มลู ภาพถา่ ยจากดาวเทียมแลนด์แสท-8 ครอบคลมุ พ้นื ที่ภมู ิทศั น์ควนเคร็ง
ทมี่ า: ประสงค์ สงวนธรรม (2563)
4) การแปลและวเิ คราะห์ขอ้ มลู ภาพถา่ ยจากดาวเทียมมดี ังน้ี
4.1) การแปลข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมแลนด์แสท-8 โดยการลากขอบเขตบนระบบ
โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลภาพดาวเทียมเป็นภาพแพนโครมาติค รายละเอียดข้อมูล 15
เมตร ผสมกับข้อมูลภาพสีผสมที่มีรายละเอียดข้อมูล 30 เมตร เพ่ือสร้างภาพ Pan-sharpening เพ่ือ
ปรับปรงุ ข้อมูลการใช้ประโยชนท์ ี่ดนิ ปี พ.ศ. 2559
4.2) รายละเอียดข้อมูลเสริมได้จากข้อมูลข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ. 2545 มาตราส่วน
1 : 4,000
4.3) การแปลข้อมูลภาพจากดาวเทียมท่ีเป็นข้อมูลเชิงตัวเลข (Digital Format) ทาผ่านชุด
โปรแกรม Arc/Gis ท่ีตดิ ตัง้ ในคอมพิวเตอร์ มีขน้ั ตอนหลกั ๆ ดงั นี้
ข้ันตอนแรก Stacking นาข้อมูลขั้นต้น ซึ่งเป็นข้อมูลดิบมาทาการจัดเรียงใหม่
(Stacking) เพ่ือเตรียมข้อมูลสาหรับการอ่านและการแสดงข้อมูลภาพ ทาการเลือกแบนด์ที่เหมาะสม
สาหรบั การแปลความหมายประเภทการใชท้ ี่ดิน
ข้ันตอนท่ีสอง Color Composite ทาการปรับแต่งแสงและสีในข้อมูลภาพแต่ละ
แบนด์ (3 แบนด์หลัก) โดยทดลองเลือกแบนด์ที่เหมาะสมสาหรับแต่ละปิลเตอร์ สาหรับการแปลข้อมูล
การใชป้ ระโยชนท์ ่ดี ิน และทาการปรบั แต่งภาพ (Stretching) เพอ่ื เน้นใหแ้ สดงข้อมูลที่ชัดมากท่สี ุด
ขั้นตอนที่สาม Georeferencing หรือการทา Geo-metric Correction ทาการ
ปรับแก้ข้อมูลทางเรขาคณิต หรือปรับตาแหนง่ บนภาพถ่ายจากดาวเทียมใหต้ รงกับแผนที่ภูมปิ ระเทศที่ใช้
อ้างอิง เพื่อกาหนดตาแหน่งของจุดข้อมูลภาพดาวเทียมให้ตรงกับหรืออ้างอิงได้กับระบบพิกัดบนแผนทีท่ ี่
เป็นสากลซ่ึงใช้แผนท่ีระวางมาตราส่วน 1 : 50,000 ของกรมแผนที่ทหารเป็นมาตรฐานและเป็นระบบ
World Geodetic System-WGS 1984 ท่ีนิยมใช้กันในสาขาการทาแผนที่ การคานวณบนพื้นพิภพและ
การนาทางทท่ี ันสมยั
ข้นั ตอนท่ีส่ี การตดั ขอ้ มูลดว้ ยขอบเขตพืน้ ท่ศี ึกษา
ขั้นตอนที่ห้า การเรียกข้อมูลแผนที่สนับสนุนและข้อมูลประเภทอ่ืน เช่น ภาพถ่ายทาง
อากาศ เปน็ ต้น
ขัน้ ตอนท่ีหก Image Classification จากข้อมลู ภาพถา่ ยดาวเทยี มท่ีปรากฏบนจอภาพ
ทาการแปลและลากขอบเขตด้วยสายตา โดยใช้ความแตกต่างของสี วรรณะของสี และลักษณะท่ีปรากฏ
90 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่งั ยืน
อน่ื ๆ การแปลขอ้ มูลภาพดาวเทยี มไดน้ าภาพถ่ายทางอากาศสขี องกรมพฒั นาท่ดี ิน มาตราส่วน 1 : 4,000
ถ่ายบันทกึ ภาพเม่ือปี พ.ศ. 2545 และแผนทภ่ี ูมปิ ระเทศมาประกอบชว่ ยในการจาแนก
การใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด นครศรธี รรมราช ปี พ.ศ. 2561
การใช้ประโยชน์ที่ดินในตาบลเคร็งซ่ึงเป็นพ้ืนท่ีนาร่องในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินให้
สอดคล้องกับการแบ่งเขตที่ดินใหม่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยท่ีภายหลังการจาแนกการใช้ที่ดิน
ตาบลเคร็งท่ีมีการจาแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นท่ีตาบลเคร็ง ออกเป็น 3 ระดับ (Level) คือ การ
จาแนกในระดบั –I การจาแนกในระดบั II และการจาแนกในระดับ III ซง่ึ แตล่ ะระดบั จะแสดงรายละเอียด
ทแี่ ตกต่างกนั โดยระดบั ที่ II และ III เป็นการจาแนกที่แสดงรายละเอียดประเภทย่อยมากข้นึ กล่าวคอื
การจาแนกการใช้ประโยชนท์ ดี่ นิ ในพน้ื ทต่ี าบลเคร็ง ระดับ-I (Level-I) สรุปการจาแนกการใช้
ประโยชนท์ ี่ดนิ ในพ้ืนท่ีตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรธี รรมราช ซง่ึ ครอบคลุมพื้นที่ 177.32899
ตารางกิโลเมตร หรือ 110,830.619 ไร่ จาแนกเป็นประเภทการใช้ที่ดินระดับ-I (Level-I) 5 ประเภท
ได้แก่ พื้นท่ีเกษตรกรรม (A) ป่าไม้ (F) พื้นที่ใช้ประโยชน์อ่ืน ๆ (M) ท่ีอยู่อาศัยและส่ิงปลูกสร้าง (U) และ
แหลง่ น้า (W) รายละเอยี ดแสดงในตารางท่ี 4.1 และ ภาพที่ 4.2-4.3 นนั่ คือ พนื้ ทป่ี า่ ไม้ (F) ในตาบลเคร็ง
ครอบคลุมพ้ืนท่ีมากที่สุดถึงร้อยละ 45.85 ของพ้ืนที่ตาบลเคร็ง หรือ 81.29597 ตารางกิโลเมตร
(50,809.982 ไร่) พื้นท่ีเกษตรกรรม (A) เป็นอันดับสองรองจากพ้ืนที่ป่าไม้ คือร้อยละ 31.66 หรือ
56.14846 ตารางกิโลเมตร (35,092.787 ไร่) พื้นท่ีใช้สอยอื่น ๆ Miscellaneous Land (M) ครอบคลุม
พื้นที่ร้อยละ 18.04 ของพื้นท่ีตาบลเคร็ง หรือ 32.10580 ตารางกิโลเมตร (19,997.460 ไร่) พื้นที่อยู่
อาศัยและสงิ่ ปลูกสรา้ ง (U) ครองพื้นทีร่ ้อยละ 2.40 หรอื 4.25566 ตารางกิโลเมตร (2,660.414 ไร่) และ
แหลง่ น้า (W) ) มพี ืน้ ท่ใี กล้เคียงกบั ท่อี ย่อู าศยั คือร้อยละ 2.05 หรือ 3.63196 ตารางกิโลเมตร (2,269.977
ไร่)
ตารางท่ี 4.1 สรุปการใชป้ ระโยชน์ที่ดนิ (Level I) ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด นครศรีธรรมราช ปี พ.ศ. 2561
ประเภทการใช้ประโยชน์ทดี่ ิน พน้ื ท่ี ตร.กม. % ไร่
ระดับ I คาอธบิ าย 56.14979 31.66 35,092.787
50.05403 28.23 31,283.769
A พ้ืนท่ีเกษตรกรรม Agricultural Land 31.24000 17.62 19,526.213
29.56162 16.67 18,476.014
F พรุเสอ่ื มโทรม Disturbed Swamp Forest 2.43431 1.37 1,521.446
พรสุ มบรู ณ์ Dense Swamp Forest 3.84515 2.23 2,471.883
0.30165 0.17 188.531
M พรุนา้ ขงั Marsh and swamp 3.63063 2.05 2,269.977
อน่ื ๆ Miscellaneous/Grass/Shrub Land 177.32899 100 110,830.619
U ทีอ่ ยอู่ าศัย Urban and Built Up Land
ถนน Road
W แหลง่ นา้ Water Bodies
รวม
ท่มี า: ประสงค์ สงวนธรรม (2563)
การเพมิ่ ศักยภาพการคุม้ ครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุทม่ี คี ณุ ค่า | 91
ต่อการอนรุ กั ษส์ งู แบบบูรณาการอย่างย่งั ยืน
ภาพที่ 4.2 แผนภูมสิ รปุ การใชป้ ระโยชน์ทดี่ นิ (Level I) ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด นครศรีธรรมราช พ.ศ. 2561
(ตารางกิโลเมตร)
ที่มา: ประสงค์ สงวนธรรม (2563)
จากแผนภูมิสรุปการใช้ประโยชน์ที่ดนิ ในตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรธี รรมราช พ.ศ.
2561 (ภาพที่ 4.2) บ่งชี้ให้เห็นได้ชัดเจนถึงสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นพ้ืนที่พรุท้ังพรุที่มีสภาพ
เสอ่ื มโทรม พรุท่ีมสี ภาพสมบรู ณ์ และพรุทม่ี ีนา้ ขัง โดยมีพ้นื ทีพ่ รรุ วมกนั กว่ารอ้ ยละ 60 รองลงมาเปน็ พื้นที่
ทีม่ กี ารใช้ประโยชน์เพื่อการทาเกษตรกรรม ร้อยละ 31 ขณะท่ีท่ีอยู่อาศัยน้ันมีอยู่เพียงร้อยละ .2.23 และ
แหล่งน้า ร้อยละ 2.05 อน่ึง จากตัวเลขสภาพพ้ืนท่ีส่วนใหญท่ ี่มีลักษณะเป็นพื้นท่ีพรุสะท้อนถึงความอุดม
สมบูรณ์ของทรัพยากรที่เพียงพอต่อการดารงชีพของคนในชุมชนซึ่งเม่ือพิจารณาจากตัวเลขพื้นท่ีท่ีอยู่
อาศัยเพียงร้อยละ 2 บ่งบอกถึงประชากรในพื้นท่ีตาบลเคร็งที่ไม่หนาแน่นมากนัก น่ันคือ มีจานวน
ประชากรชายและหญิงรวมกันเพียงไม่ถึง 7,500 คน ขณะท่ีพื้นที่พรุและพ้ืนท่ีเพื่อการทาเกษตรกรรมน้ัน
มีเป็นจานวนมาก หรือกว่าร้อยละ 90 ของพื้นท่ีตาบล สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรและ
ที่ดินท่ีคนในชุมชนสามารถยังชีพอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ในทางตรงกันข้าม อัตราส่วน
ประชากรในตาบลเคร็งต่อพ้ืนท่ีที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติน้ันยังสะท้อนให้เห็นว่าชุมชนมิ
อาจดูแลรักษาทรัพยากรเหล่าน้ีได้เพียงลาพัง แต่มีความจาเป็นต้องเพิ่มศักยภาพของคนในชุมชนในด้าน
ต่าง ๆ ท้ังความรู้และกลไกท่ีเหมาะสมที่เปน็ การเสริมพลังชุมชนและสรา้ งแรงจูงใจแก่ชมุ ชนในการมสี ว่ น
ร่วมในปกป้องพ้ืนท่ีและการแสวงหาแนวทางที่สร้างความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรเหล่าน้ีร่วมกัน
กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้แนบแน่นมากย่ิงข้ึนเพื่อป้องกันการบุกรุกหรือการแสวงหาประโยชน์
ของกลุ่มทุนภายนอก ซึ่งจะทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินท่ีอาจไม่สอดคล้องกับวิถีชีวติ
และวฒั นธรรมของชุมชนและส่งผลกระทบท่รี นุ แรงต่อปา่ พรุควนเครง็ โดยทผี่ ลกระทบเหลา่ น้ยี ังเช่ือมโยง
ไปสู่ผลกระทบในระดับสังคมและโลกต่อไป นั่นเพราะป่าพรุเป็นพื้นที่ท่ีมีศักยภาพสูงในการกักเก็บ
คาร์บอนของโลก เป็นพื้นท่ีท่ีจะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมและค้าจุนการดารงชีพของคนในชุมชนและค้า
จนุ ส่ิงแวดลอ้ มของโลกไมใ่ หเ้ ลวร้ายยงิ่ ข้นึ
92 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยงั่ ยืน
ภาพที่ 4.3 การใช้ประโยชนท์ ี่ดิน (Level I) ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด นครศรีธรรมราช ปี พ.ศ. 2561
ทมี่ า: ประสงค์ สงวนธรรม (2563)
การเพม่ิ ศักยภาพการคุ้มครองระบบนเิ วศและการจดั การปา่ พรุท่ีมีคณุ ค่า | 93
ต่อการอนรุ ักษส์ ูงแบบบรู ณาการอย่างยัง่ ยืน
การจาแนกการใช้ประโยชน์ท่ีดินในพ้ืนที่ตาบลเคร็ง ระดับ-II (Level-II) การจาแนกการ
ใช้ประโยชน์ที่ดินในพ้ืนท่ีตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราชในระดับที่แยกย่อยลงไปหรือ
ใน ระดับ-II (Level-II) โดยการจาแนกประเภทการใช้ท่ีดินระดับ-I 5 ประเภทหลัก ออกมาเป็นประเภท
ยอ่ ย ไดแ้ ก่ (ภาพท่ี 4.4-4.5)
1) พนื้ ท่ีเกษตรกรรม (A) แบ่งออกเป็นประเภทยอ่ ย ไดแ้ ก่ นาข้าวพบเปน็ จานวนน้อยเพยี ง
4.70066 ตารางกิโลเมตรหรือ 2,937.910 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.65 ของตาบลเคร็ง พ้ืนท่ีสาหรับ
เพาะปลูกพืชไร่และพืชสวนมีขนาดน้อยลงไป คือ 2.19091 ตารางกิโลเมตรหรือ 1,369.318 ไร่ หรือคิด
เป็นรอ้ ยละ 1.24 ของตาบลเคร็ง พืชทีน่ ยิ มปลูกกันมากในตาบลเคร็ง ได้แก่ ปาลม์ นา้ มัน มีพ้ืนทเี่ พาะปลูก
มากถึง 28.96286 ตารางกิโลเมตรหรือ 18,101.788 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 16.33 ของตาบลเคร็ง
นับเป็นพื้นท่ีมากเป็นลาดับท่ี 4 ของการใช้ท่ีดินระดับ II พืชท่ีนิยมปลูกอันดับรองลงมาคือยางพารามี
พ้ืนท่ี 15.02761 ตารางกิโลเมตรหรือ 9,392.258 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 8.47 ของตาบลเคร็ง สวนผสม
ไม้ยืนต้นมีพ้ืนที่ 4.34304 ตารางกิโลเมตรหรือ 2,714.405 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.45 ของตาบลเคร็ง
สวนไม้เศรษฐกิจอ่ืน ๆ (สัก กระถินยักษ์ กระทุ่ม สนทะเล) มีพ้ืนที่รวมกัน 0.49813 ตารางกิโลเมตรหรือ
311.331 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.28 ของตาบลเคร็ง สวนผลไม้ มีพื้นที่ 0.26890 ตารางกิโลเมตรหรือ
168.060 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.15 ของตาบลเคร็ง สวนมะพร้าว มีพ้ืนท่ี 0.07339 ตารางกิโลเมตร
หรือ 45.871 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.041 ของตาบลเคร็ง ทุ่งหญ้าสาหรับเลี้ยงสัตว์มีพ้ืนท่ี 0.08222
ตารางกิโลเมตรหรือ 45.871 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.046 ของตาบลเคร็ง ปาร์มเลี้ยงสัตว์และบ่อเล้ียง
ปลามพี นื้ ที่ 0.00207 ตารางกิโลเมตรหรอื 1.292 ไร่ หรือคดิ เป็นรอ้ ยละ 0.001 ของตาบลเคร็ง
แม่น้า ลาธารและคลองท่ีผ่านในตาบลมีพื้นท่ี 3.57858 ตารางกิโลเมตรหรือ 2,236.614 ไร่ หรือคิดเป็น
ร้อยละ 2.02 ของตาบลเครง็ แหล่งเกบ็ กักนา้ สระในไรน่ าในตาบลมีพ้ืนที่ 0.05205 ตารางกิโลเมตรหรือ
32.531 ไร่ หรอื คดิ เปน็ ร้อยละ 0.30 ของตาบลเครง็
2) ป่าไม้ (F) ปา่ พรุสมบรู ณ์ ปา่ พรุทเ่ี ปน็ ปา่ สมบรู ณ์ทปี่ ระกาศอย่ใู นเขตพื้นท่อี นุรักษ์และป่าดบิ
ธรรมชาติจานวนหนึ่งมีพื้นท่ีรวมกัน 31.24194 ตารางกิโลเมตรหรือ 19,526.213 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ
17.62 ของตาบลเคร็ง ซึ่งพื้นท่ีมากเป็นลาดับท่ีสองรองจากพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ป่าพรุเสื่อมโทรมมีพ้ืนท่ี
มากเปน็ ลาดับทีห่ น่งึ คอื 50.05403 ตารางกิโลเมตรหรือ 31,283.769 ไร่ หรือคิดเป็นรอ้ ยละ 28.23 ของ
ตาบลเคร็ง
3) พน้ื ทใี่ ช้ประโยชน์อ่นื ๆ (M) การใช้ที่ดนิ กลมุ่ นแ้ี บ่งออกเป็น พืน้ ทลี่ ุ่มนา้ ท่วมขงั (Marsh and
Swamp) ซง่ึ อาจพบไม้เสม็ดพุ่มเต้ียและหญ้ากระจูดข้ึนปะปนมีพ้ืนท่ีกวา้ งขวางเป็นลาดบั ที่ 3 รองจากป่า
เส่ือมโทรมและป่าสมบูรณ์ตามลาดับ พ้ืนท่ีน้าท่วมขังนี้มีขนาด 29.56162 ตารางกิโลเมตรหรือ
18,476.014 ไร่ หรอื คดิ เป็นรอ้ ยละ 16.67 ของตาบลเคร็ง พืน้ ทใ่ี ช้สอยอนื่ ๆ รวมถึงพื้นทรี่ กรา้ ง พน้ื ที่ปก
คลุมด้วยวัชพืช หญ้าและไม้พุ่มเตี้ย 2.43431 ตารางกิโลเมตรหรือ 1,521.446 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ
1.37 ของตาบลเคร็ง พน้ื ทท่ี ีท่ าสัมปทานบ่อดินมีขนาด 0.10986 ตารางกโิ ลเมตรหรือ 68.664 ไร่ หรือคิด
เป็นรอ้ ยละ 0.06 ของตาบลเครง็
4) พนื้ ทอ่ี ยูอ่ าศัยและสิง่ ปลูกสรา้ ง (U) สาหรับพ้ืนทอี่ ยอู่ าศยั ชุมชน หมู่บ้าน สถานทีร่ าชการ
โรงเรียน เขตพานิชย์กรรม ตลาด มีพื้นที่ มีพ้ืนท่ี 3.845149 ตารางกิโลเมตรหรอื 2,403.218 ไร่ หรือคิด
เป็นร้อยละ 2.17 ของตาบลเคร็ง ถนนที่ตัดผ่านในตาบลมีพ้ืนท่ี 0.30165 ตารางกิโลเมตรหรือ 188.531
94 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพอื่ เพมิ่ ความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยัง่ ยืน
ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.17 ของตาบลเคร็ง อุตสาหกรรมบ่อดินในตาบลมีพื้นที่ 0.109862 ตาราง
กิโลเมตรหรอื 68.664 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.62 ของพื้นท่ีตาบลเคร็ง
แหล่งน้า (W) แหล่งน้าผิวดินในรูปลาคลองธรรมชาติและคลองขุดเพ่ือการชลประทาน เช่น
แม่น้า ลาธารและคลองท่ีผ่านในตาบลมีพ้ืนท่ี 3.57858 ตารางกิโลเมตรหรือ 2,236.614 ไร่ หรือคิดเป็น
ร้อยละ 2.02 ของตาบลเครง็ แหล่งเกบ็ กักน้า สระในไร่นาในตาบลมีพื้นท่ี 0.05205 ตารางกิโลเมตรหรือ
32.531 ไร่ หรอื คดิ เปน็ ร้อยละ 0.03 ของตาบลเคร็ง รายละเอียดแสดงในตารางท่ี 3
ภาพที่ 4.4 แผนภูมแิ ท่งการใชป้ ระโยชน์ทีด่ ินตาบลเครง็ (Level II) อาเภอชะอวด นครศรธี รรมราช ปี พ.ศ. 2561
ทมี่ า: ประสงค์ สงวนธรรม (2563)
อน่ึง ข้อมูลแหล่งน้าผิวดินในพ้ืนที่ตาบลเคร็งที่มีเพียงร้อยละ 2.02 เม่ือเทียบกับพื้นท่ีการทา
เกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพส่วนใหญ่ของคนในชุมชนท่ีจาเป็นต้องใช้น้า บ่งชี้ถึงสภาพพื้นท่ีท่ีมีความ
เปราะบางต่อปัญหาการขาดแคลนน้าหรือการขาดน้าในฤดูแล้ง ท้ังภาคเกษตรกรรมและปริมาณน้าใน
พ้ืนทพ่ี รุควนเครง็ ตลอดจนปัญหาการดึงน้าจากพืน้ ที่พรลุ งสู่พื้นทีเ่ กษตรกรรมซึง่ สง่ ผลกระทบต่อระดับน้า
ในพื้นที่พรุควนเคร็งในช่วงฤดูแล้ง จะเห็นได้ว่า การใช้ประโยชน์ที่ดินและแหล่งน้าในตาบลเคร็งมี
ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ดังน้ัน การบริหารจัดการในประเด็นการใช้ประโยชน์ท่ีดินที่เหมาะสมและ
สอดคล้องกบั แหลง่ น้าจงึ เป็นประเดน็ สาคญั อีกประการที่ทุกฝ่ายท่ีเกย่ี วข้องต้องพจิ ารณา
การเพ่มิ ศกั ยภาพการคุม้ ครองระบบนเิ วศและการจัดการปา่ พรุทมี่ ีคณุ ค่า | 95
ต่อการอนรุ ักษ์สูงแบบบรู ณาการอย่างยงั่ ยนื
ภาพที่ 4.5 แผนทีก่ ารใชป้ ระโยชนท์ ี่ดนิ ระดับ II (Level II) ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด นครศรธี รรมราช ปี พ.ศ. 2561
ท่มี า: ประสงค์ สงวนธรรม (2563)
96 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพอ่ื เพิม่ ความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยืน
2. การจาแนกการใชป้ ระโยชน์ที่ดินในพ้นื ท่ีตาบลเครง็ ระดับ-II (Level-II) ผลการศกึ ษาพบว่า
ในปี พ.ศ. 2561 มีประเภทการใช้ท่ีดินระดับ-3 ( Level-III) (ภาพที่ 4.6) การใช้ประโยชน์ท่ีดินในพ้ืนท่ี
ภูมิทศั น์พรุควนเครง็ ท่ีพบมากใน 6 อนั ดบั (มากกวา่ รอ้ ยละ 10 ของพืน้ ที่) ปาล์มน้ามนั เปน็ พชื ที่นยิ มปลูก
มากทสี่ ดุ มพี ื้นท่ีสวนปาล์มมากท่ีสุด รวมท้งั สิ้น 118,386.85 ไร่ (18.29%) ในขณะทป่ี า่ พรธุ รรมชาติยังคง
พบในพื้นท่ีเป็นลาดับรองลงไป คือ 98,770.03 ไร่ (15.26%) พ้ืนท่ีพรุท่ีเป็นน้าและพืชน้ามีพ้ืนที่
81,705.48 ไร่ (12.62%) พ้ืนที่พรุเสื่อมโทรมมีพ้ืนที่ 78,367.56 ไร่ (12.11%) พ้ืนท่ีท่ีมีการทดแทนเป็น
ไม้พุ่มมีพ้ืนที่ 76,139.60 ไร่ (11.76%) และพื้นที่สาหรับการเพาะปลูกข้าวมีพื้นที่ 66,195.25 ไร่
(10.23%) พ้นื ท่ีอ่นื ๆ ท่ีมีน้อยกว่าร้อยละ 10 ของพ้ืนท่ี คอื สวนยางพารา มพี ืน้ ที่ 49,244.86 ไร่ (7.61%)
พ้ืนทที่ เ่ี หลอื เป็นการใชท้ ี่ดินสว่ นยอ่ ย
200 189.42
180 158.03 130.73
160
Area (sq.km.) 140 125.39
120 105.91 121.82
100 78.79
80
60 34.19 0.67 29.92 27.38
40 5.42 3.16 0.22 1.28
20 0.37 3.31 1.42 15.47 2.69
0
Area (sq.km.) Area (%)
ภาพที่ 4.6 การจาแนกการใช้ประโยชน์ท่ีดินระดับ-3 ( Level-III) ในพ้ืนท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งจังหวัดนครศรีธรรมราช
จังหวดั พทั ลุง และจังหวัดสงขลา
ท่มี า: ประสงค์ สงวนธรรม (2562)
การเพิ่มศักยภาพการคุม้ ครองระบบนิเวศและการจัดการปา่ พรุท่ีมีคณุ ค่า | 97
ต่อการอนุรกั ษ์สูงแบบบูรณาการอย่างยง่ั ยืน
ภาพที่ 4.7 การจาแนกการใชป้ ระโยชน์ท่ีดินในพนื้ ท่ีภมู ิทศั น์พรคุ วนเครง็ จังหวัดนครศรีธรรมราช
จงั หวดั พัทลุง จังหวัดสงขลา
ทม่ี า: ประสงค์ สงวนธรรม (2562)
98 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพอื่ เพมิ่ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยง่ั ยนื
การเปลี่ยนแปลงการใชป้ ระโยชนท์ ี่ดินในพน้ื ทีต่ าบลเคร็ง บง่ ช้ี “พ้ืนท่เี กษตรกรรมเพมิ่ ขึ้น พื้นทพี่ รุ
ลดลง”
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของ ประสงค์ สงวนธรรม (2562) ซึ่งใช้ข้อมูล
การใช้ประโยชน์ท่ีดินในปี พ.ศ. 2552 และ 2559 จากกรมพัฒนาที่ดินและข้อมูลจากการใช้ประโยชน์
ท่ีดินที่มีการจาแนกใหม่ในปี พ.ศ. 2561 ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ้ืนท่ีพรุกับพื้นท่ี
เกษตรกรรมมีความผกผัน นั่นคือ พ้ืนที่ตาบลเคร็งมีพ้ืนท่ีเกษตรกรรมเพ่ิมข้ึน ขณะท่ีป่าพรุลดลง ซ่ึง
สอดคล้องกับข้อมูลท่ีได้จากการจาแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินท่ีค่อย ๆ ฉายภาพการเปลี่ยนแปลงการใช้
ประโยชน์ทีด่ ินในตาบลเคร็งทีละข้ันตอน โดยการจาแนกการใช้ประโยชน์ท่ีดินต้ังแต่ระดับ I ระดบั II และ
ระดับ III ท่ีช้ีให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการเปล่ียนแปลงการใช้ประโยชน์ท่ีดินในตาบลเคร็ง ทั้งยังสะท้อนให้
เห็นวิถีชีวิตของคนในชุมชนท่ีชัดเจนว่า ชุมชนยังคงยึดอาชีพการทาเกษตรกรรม แต่แนวคิดการทา
เกษตรกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม นั่นเพราะว่า อิทธิพลจากนโยบายการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ามัน หรือ
ยางพารา ยังคงฝังอยู่ในความคิดของชาวบ้านท่ีมีความคาดหวังถึงความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้ที่สูงขึ้นจาก
การปลูกพืชเศรษฐกิจที่ยึดโยงกับนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชเศรษฐกิจเหล่าน้ี
ยังถือเป็นเคร่ืองมือแสวงหาผลประโยชน์หรือการหาเสียงประชานิยมเพื่อสร้างฐานเสียงของเหล่าบรรดา
นักการเมืองและพรรคการเมือง ท้ายท่ีสุดแล้ว การปลูกพืชเศรษฐกิจหรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า “พืช
การเมือง” เหล่านไี้ ด้สรา้ งนิสัยการขอรอรับจากรัฐมากกว่าการพง่ึ ตนเองอย่างเข้มแข็ง
อนึ่ง ผลการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในพ้ืนท่ีตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด
จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ดาเนินการโดย ประสงค์ สงวนธรรม (2562) และได้มีการวิเคราะห์การ
เปล่ียนแปลงการใช้ประโยชน์ท่ีดินใน 5 ประเภทตามการจาแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินระดับ I (ตารางที่
4.2) จากข้อมูลตารางท่ี 3 ช้ีให้เห็นชัดเจนว่า พื้นที่เกษตรกรรมมีอัตราเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเนื่องนับต้ังแต่ปี
พ.ศ. 2552 ตาบลเคร็งมีพื้นท่ีเกษตรกรรมเพียงร้อยละ 22.60 และในปี พ.ศ. 2559 พ้ืนท่ีเกษตรกรรม
เพ่ิมข้ึนเป็นร้อยละ 29.97 และในปี พ.ศ. 2561 เพ่ิมขึ้นเป็นร้อยละ 31.66 ในทางตรงกันข้ามพื้นท่ีป่าพรุ
ลดลงอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ ป่าพรุในปี พ.ศ. 2552 มีพ้ืนที่เกินคร่ึงหนึ่งของพื้นท่ีตาบลเคร็ง หรือร้อยละ
51.59 และลดลงเหลือเพียงร้อยละ 50 ในปี พ.ศ. 2559 และยิ่งลดลงไปอีกในปี พ.ศ. 2561 ซ่ึงมีพ้ืนท่ีป่า
พรุเหลือเพียงร้อยละ 45.84 เช่นเดียวกับพ้ืนที่อ่ืน ๆ ก็ลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยในปี พ.ศ. 2552 มี
พ้ืนท่ีอื่น ๆ มากถึงร้อยละ 68.44 แต่ในปี พ.ศ. 2559 มีพ้ืนท่ีลดลงเหลือเพียงร้อยละ 63.41 และลดลง
อย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลปี พ.ศ. 2562 พ้ืนที่อื่น ๆ เหลือเพียงร้อยละ 62.52 ถึงกระน้ัน ข้อมูลที่น่าสนใจ
คือการลดลงของพื้นท่ีอยู่อาศัยและสิ่งปลูกสร้าง โดยในปี พ.ศ. 2552 มีพ้ืนท่ีอยู่อาศัยและสิ่งปลูกสร้าง
รอ้ ยละ 3.55 และในปี พ.ศ. 2559 ลดลงเหลือรอ้ ยละ 2.91 จนในปี พ.ศ. 2561 ลดลงตอ่ เนือ่ งเหลือเพียง
รอ้ ยละ 2.40 ช้ีให้เหน็ วา่ ครัวเรือนและประชากรในตาบลเคร็งมีอตั ราลดลงหรือมีการย้ายที่อยู่อาศยั ไปยัง
พ้ืนที่อ่ืน ๆ สอดคล้องกับข้อมูลประชากรในพ้ืนที่ตาบลเคร็งที่พบว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ทศวรรษที่
ผ่านมา ประชากรในพื้นที่ตาบลเครง็ ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก นั่นคือ มีอัตราการเปลี่ยนแปลงเพียงร้อยละ 15
เท่าน้ัน เคร็ง กล่าวคือ ปี พ.ศ. 2536 มี 10 หมู่บ้าน ประชากรรวม 6,264 คน ชาย 3,020 คน หญิง
3,244 คน มี 1,234 ครัวเรือน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพรุ (กรรณิการ์ ตันประเสริฐ และคณะ, 2540) และ
ขอ้ มลู ประชากรของตาบลเครง็ ณ เดือนเมษายน 2562 ประชากรทงั้ ส้ิน 7,450 คน แยกเป็นชาย 3,647
การเพมิ่ ศักยภาพการคุ้มครองระบบนิเวศและการจดั การป่าพรุที่มคี ณุ ค่า | 99
ต่อการอนุรักษ์สูงแบบบูรณาการอย่างย่งั ยืน
คน หญิง 3,765 คน มีความหนาแน่นของประชากร 43 คน ต่อตารางกิโลเมตร (องค์การบริหารส่วน
ตาบลเคร็ง, 2562)
นอกจากนี้ แหล่งน้า ในตาบลเคร็ง เพ่ิมขึ้นเล็กน้อย โดยในปี พ.ศ. 2552 มีแหล่งน้าเพียงร้อยละ
1.87 แต่ในปี พ.ศ. 2559 มีแหล่งน้าเพิ่มข้ึนเป็นร้อยละ 2.00 และในปี พ.ศ. 2561 พบว่ามีแหล่งน้า
เพ่ิมข้ึนอีกเล็กน้อย คือมีแหล่งน้าร้อยละ 2.05 เห็นได้ว่า แหล่งน้าในตาบลเคร็งมีน้อย โดยเพิ่มขึ้นเพียง
เล็กน้อย สวนทางกับพ้ืนท่ีเกษตรกรรมที่จาเป็นต้องใช้น้า ซ่ึงพบว่ามีพ้ืนที่เพิ่มข้ึนอย่างต่อเน่ือง แม้ว่า
จานวนประชากรในพ้ืนที่ตาบลเคร็งในรอบ 3 ทศวรรษท่ีผ่านมาดูเหมือนว่าไม่ได้เพ่ิมข้ึนมากนัก จึงเป็น
ประเดน็ น่าขบคดิ ทีว่ ่า การครอบครองทีด่ ินทากนิ ของชาวบ้านในตาบลเคร็งซง่ึ มีอัตราการครอบครองพ้ืนท่ี
ไร่ต่อครัวเรือนไม่มากนัก แต่พื้นท่ีเกษตรกรรมที่เพ่ิมข้ึน ป่าพรุที่ลดลงนั้น เจ้าของผู้ครอบครองพื้นท่ี
เกษตรกรรมท่เี พมิ่ ข้ึนคือใคร ใช่คนนอกชุมชนหรอื นกั ลงทุนภายนอกหรือไม่
ตารางท่ี 4.2 การเปล่ยี นแปลงการใชป้ ระโยชน์ทีด่ ินท่พี น้ื ที่ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมราช
ท่มี า: ประสงค์ สงวนธรรม (2562)
การวางแผนการใช้ประโยชน์ท่ีดินพื้นท่ีตาบลเคร็ง ปี พ.ศ. 2561 ฉายภาพ “พ้ืนที่มีศักยภาพมากพอ
ตอ่ การพฒั นา” โดยสองส่งิ ทต่ี ้องใหค้ วามสาคญั คือ “คนในชุมชน” และ ”เกษตรกรรม”
การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินของตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด ท่ีเหมาะสมและสอดคล้องกับ
สภาพพ้ืนที่ของตาบลเคร็ง ได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลสาคัญคือ ศักยภาพการใช้ประโยชน์พื้นท่ีเพื่อทาความ
เข้าใจถึงสภาพพ้ืนที่แต่ละพื้นท่ีว่ามีความสามารถที่จะนามาใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด พัฒนาไปสู่
การใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ได้ เพื่อนาไปสู่การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดและ
สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของตาบลเคร็ง ซึ่งผลการศึกษาได้ข้อสรุปสาคัญ ดังนี้ (ประสงค์ สงวนธรรม,
2562)
100 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพือ่ เพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างยง่ั ยืน
ประการแรก ศักยภาพการใช้ประโยชน์พ้ืนที่ตาบลเคร็ง ข้อมูลจากการวิเคราะห์สภาพพื้นท่ีของ
ตาบลเคร็ง ชี้ให้เห็นว่าพ้ืนท่ีในตาบลเคร็งท่ีมีศักยภาพสูงและเอ้ือต่อการพัฒนาได้ดีมีอยู่มากถึงร้อยละ
22.85 แม้ว่าพ้ืนท่ีท่ีไม่เอ้ือต่อการพัฒนามีอยสู่ ูงมากถึงร้อยละ 29.74 โดยผลการจาแนกพื้นท่ีตามศักภาพ
หรอื สภาพพน้ื ท่แี ตล่ ะแหง่ ท่ีเอื้อต่อการใชป้ ระโยชน์ของตาบลเครง็ อาเภอชะอวด จังหวดั นครศรธี รรมราช
ซึ่งมีพ้นื ทค่ี รอบคลมุ 177.32899 ตารางกโิ ลเมตรหรือ 110,830.619 ไร่ จาแนกเปน็ พน้ื ท่ีที่สามารถพัฒนา
ได้และไม่ได้ มากหรือน้อย กล่าวคือ สภาพเอ้ือต่อการใช้ประโยชน์มากหรือพ้ืนท่ีมีศักยภาพท่ีจะพัฒนาได้
ดียิ่ง ได้แก่ (1) พื้นท่ีมีสภาพเอ้ือต่อการใช้ประโยชน์ได้เหมาะท่ีจะพัฒนาได้ (2) พ้ืนที่มีสภาพท่ีเอ้ือต่อการ
ใช้ประโยชน์ปานกลาง (3) พ้ืนที่ที่มสี ภาพไมเ่ อ้ือต่อการใช้ประโยชน์ (4) และสภาพพนื้ ทที่ ี่ไมเ่ อ้ือต่อการใช้
ประโยชน์อย่างมาก (5) (รายละเอียดแสดงในตารางท่ี 4.3 และภาพท่ี 4.8-4.9)
ประการท่ีสอง ตาบลเคร็งมีพื้นที่ในแต่ละสภาพท่ีเอ้ือต่อการพัฒนาเพ่ือการใช้ประโยชน์ได้
แตกต่างกัน คือ พื้นที่ท่ีจะสามารถพัฒนาได้มากหรือดีย่ิง ร้อยละ 17.37 ของพื้นท่ีตาบลเคร็ง หรือราว
30.80 ตารางกิโลเมตร (19,247.27 ไร่) พ้ืนท่ีท่ีมีสภาพเอ้ือต่อการใช้ประโยชน์ได้เหมาะท่ีจะพัฒนาได้
ร้อยละ 22.852 หรือ 40.52 ตารางกิโลเมตร (25,327.09 ไร่) พื้นที่มีสภาพเอ้ือต่อการใช้ประโยชน์ปาน
กลางครอบคลุมพ้ืนที่ร้อยละ 7.91 หรือ 14.02 ตารางกิโลเมตร (8,762.473 ไร่) พื้นที่ท่ีมีสภาพไม่เอ้ือต่อ
การใช้ประโยชน์มีมากถึง ร้อยละ 29.741 หรือ 52.740 ตารางกิโลเมตร (32,962.206 ไร่) และสภาพ
พื้นที่ท่ีไม่เอ้ือต่อการใช้ประโยชน์อย่างมากมีอยู่มากถึงร้อยละ 22.134 หรือ 39.251 ตารางกิโลเมตร
(24,531.572 ไร่)
ตารางท่ี 4.3 พื้นท่ีท่ีมีสภาพเอ้ือหรือไม่เอื้อต่อการนามาใช้ประโยชน์ของตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัด
นครศรีธรรมราช
ทมี่ า: ประสงค์ สงวนธรรม (2562)