หลักสตู รฝึกอบรมเรือ่ ง
การป้องกันและควบคุมไฟป่า
ในพื้นท่ปี ่าพรคุ วนเคร็ง
โดยชุมชนมสี ว่ นร่วม
หลักสตู รฝึกอบรมเรือ่ ง
การป้องกันและควบคุมไฟป่า
ในพื้นท่ปี ่าพรคุ วนเคร็ง
โดยชุมชนมสี ว่ นร่วม
สารบญั 5
6
บทท่ี 1 ระบบนิเวศปา่ พรคุ วนเคร็ง 7
1. ความสำ� คญั ของ “ป่าพรุ” 10
2. ลักษณะทางภมู ศิ าสตร์ของภูมทิ ัศนพ์ รคุ วนเครง็ 10
3. ลักษณะสงั คม เศรษฐกิจ และประชากรในพน้ื ท่ปี ่าพรคุ วนเคร็ง 11
4. ความสำ� คัญและคุณประโยชน์ของป่าพรุ 14
5. สถานการณ์ด้านไฟป่าในภูมทิ ศั นพ์ รคุ วนเครง็ 15
22
บทที่ 2 องค์ความรแู้ ละเทคนคิ วธิ ีในการจัดการไฟปา่ 37
1. ความรู้เบ้ืองต้นเกยี่ วกบั ไฟปา่ 45
2. ทฤษฎีในการควบคมุ ไฟปา่ 49
3. การจดั องค์กรและแผนดับไฟปา่ 56
4. กลยุทธก์ ารดบั ไฟในป่าพรุ 61
5. การใช้ครอ่ื งมือและอุปกรณ์ดับไฟป่า 62
6. ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานควบคุมไฟปา่ 64
117
บทท่ี 3 การใช้ภมู ิศาสตรส์ ารสนเทศส�ำหรับผูป้ ฏบิ ัตงิ านภาคสนาม 122
1. การใช้งาน GPS เบอ้ื งต้น 139
2. Garmin GPSMAP รนุ่ 76 CSx 141
3. ความรเู้ กี่ยวกบั GIS เบ้ืองตน้ 142
4. โปรแกรม ArcGIS 146
5. วธิ ีการถา่ ยโอนขอ้ มูลจากเครอื่ ง GPS เข้าสู่เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ ด้วยโปรแกรม DNR Garmin 149
152
บทท่ี 4 แนวคิดและกฎหมายเกี่ยวข้องกับการป้องกันและควบคมุ ไฟป่าพรุควนเครง็ 158
1. แนวความคดิ และนโยบายของรฐั เกย่ี วกับการอนุรักษ์และคุ้มครองพ้ืนทีป่ า่ พรุ 167
2. แนวนโยบายของรัฐในการอนุรกั ษแ์ ละจดั การทรัพยากรในพนื้ ทปี่ า่ พรุ 170
3. แนวนโยบายและแนวคดิ ในการแก้ไขปญั หาไฟป่า
4. มาตรการทางกฎหมายในการอนุรักษแ์ ละค้มุ ครองพนื้ ท่ีปา่ พรุ
5. มาตรการทางกฎหมายเกยี่ วกบั การป้องกนั การทำ� ลายพื้นทีป่ า่ พรุ
6. หนว่ ยงานท่ีมีหนา้ ที่รบั ผิดชอบในการปอ้ งกนั และแก้ไขปญั หาไฟป่าในพ้นื ทปี่ า่ พรุควนเครง็
เอกสารอา้ งอิง
สารบญั ภาพ 9
13
ภาพที่ 1 ลกั ษณะทางภมู ิศาสตรข์ องภมู ิทศั นพ์ รคุ วนเคร็ง 15
ภาพท่ี 2 จดุ เกิดไฟป่าในภูมทิ ศั นพ์ รุควนเคร็ง พ.ศ. 2555 – 2562 18
ภาพท่ี 3 แสดงองค์ประกอบของไฟปา่ (สามเหลยี่ มไฟ) 28
ภาพท่ี 4 แสดงรปู รา่ งของไฟป่า 28
ภาพที่ 5 แสดงการขุดรอ่ งดักเช้ือเพลิง ในกรณที ท่ี ำ� แนวกันไฟในท่ลี าดชัน 29
ภาพที่ 6 แสดงแนวกนั ไฟท่มี จี ดุ เร่มิ ต้นและจดุ ส้ินสุดชนกับแนวอ่ืน และทไ่ี มช่ นกับแนวใด ๆ 49
ภาพที่ 7 แสดงโอกาสทไี่ ฟจะพ่งุ ชนแนวกันไฟจากทิศทางต่าง ๆ 64
ภาพที่ 8 แสดงเคร่อื งมอื และอปุ กรณ์ดับไฟปา่ 65
ภาพที่ 9 แสดงปุม่ ควบคุมการทำ� งานของตวั เคร่อื ง 65
ภาพที่ 10 แสดงการเข้าสรู่ ายการเมนตู ่าง ๆ 66
ภาพที่ 11 แสดงหน้าจอหลกั แสดงคา่ รายละเอยี ดหรอื ข้อมูล 66
ภาพที่ 12 แสดงไอคอนแสดงสถานะการท�ำงานของตัวเครือ่ ง (Status Bar) 67
ภาพท่ี 13 แสดงสถานการณร์ บั สัญญาณดาวเทียม 68
ภาพท่ี 14 แสดงหน้าจอขอ้ มลู การเดนิ ทาง 69
ภาพท่ี 15 แสดงหน้าจอแผนที่ (Map Page) 70
ภาพท่ี 16 แสดงหนา้ จอการน�ำทาง (Navigation Page) 71
ภาพท่ี 17 แสดงหน้าจอแสดงคา่ ความสูงของพ้ืนท่ี 71
ภาพท่ี 18 แสดงรายการเมนยู อ่ ย 72
ภาพท่ี 19 แสดงหนา้ จอเมนหู ลกั 73
ภาพท่ี 20 แสดงกรณกี ารรับสัญญาณไมด่ ี (Poor Satellite Reception) 74
ภาพท่ี 21 แสดงเมนหู ลัก (Main Menu) 75
ภาพท่ี 22 แสดงรูปแบบตำ� แหนง่ (Position Format) 76
ภาพที่ 23 แสดงการต้งั ค่ารปู แบบตำ� แหน่ง 77
ภาพที่ 24 แสดงการแสดงผล 78
ภาพที่ 25 แสดงระบบปฏบิ ตั ิการของเครอ่ื ง 79
ภาพที่ 26 แสดงเมนกู ารตง้ั ค่าเกยี่ วกับหนา้ จอ 79
ภาพที่ 27 แสดงการตงั้ ค่าเกยี่ วกบั โทนเสยี ง (Tones) 82
ภาพที่ 28 แสดงหนา้ จอรายการเมนตู ามที่ไดต้ ้ังคา่ 83
ภาพที่ 29 แสดงการกำ� หนดคา่ พิกดั 85
ภาพที่ 30 แสดงการก�ำหนดคา่ พิกดั แบบ MOB (Man Over Board) 86
ภาพที่ 31 แสดงการใสค่ ่าพกิ ัดทต่ี ้องการ 87
ภาพที่ 32 แสดงคา่ พิกดั ทผ่ี ู้ใชส้ ร้างขนึ้ เอง (Used Waypoints) และตำ� แหน่งคา่ พกิ ัดทีต่ ิดตง้ั มาจากโรงงานผลติ 88
ภาพที่ 33 แสดงคน้ หาโดยชอื่ (Find by Name) 89
ภาพที่ 34 แสดงต�ำแหน่งของสถานทตี่ ่าง ๆ 90
ภาพที่ 35 แสดงการเลือกค่าพกิ ัดทต่ี อ้ งการ 90
ภาพที่ 36 แสดงหนา้ จอเมนูเขม็ ทิศ 91
ภาพท่ี 37 แสดงเมนูยอ่ ยเก่ียวกบั การเดนิ ทาง 92
ภาพท่ี 38 แสดงการปรบั เปลยี่ นการแสดงคา่ ข้อมูล 93
ภาพท่ี 39 แสดงการปรับเปลยี่ นการทำ� งานของเครือ่ งใหเ้ ป็นลักษณะเขม็ ทศิ 93
ภาพท่ี 40 แสดงค่าความเบ่ียงเบน (Course Deviation Indicator, CDI) 94
ภาพท่ี 41 แสดงการหยดุ นำ� ทาง (Stop Navigation) 95
ภาพท่ี 42 แสดงการปรบั ต้งั เขม็ ทิศ (Calibrate Compass)
ภาพที่ 43 แสดงหนา้ จอแผนทีแ่ ละเมนูย่อย
ภาพท่ี 44 แสดงการต้งั ค่าขอ้ ความน�ำทาง 95
ภาพท่ี 45 แสดงการเพม่ิ /ลด รายละเอียดของแผนท่ี 96
ภาพที่ 46 แสดงหน้าจอเมนถู นน (Highway Page) 96
ภาพท่ี 47 แสดงเมนูย่อยเมนูถนน 97
ภาพที่ 48 แสดงเมนู Route 98
ภาพที่ 49 แสดงการสรา้ งเสน้ การเดนิ ทาง 98
ภาพที่ 50 แสดงการแก้ไขเสน้ ทาง Route 99
ภาพท่ี 51 แสดงหน้าจอเมนู Tracks 101
ภาพที่ 52 แสดงวิธีการบันทกึ (Record Method) 102
ภาพท่ี 53 แสดงการจดั การข้อมูล Track Log ในแผน่ Card 102
ภาพที่ 54 แสดงการรังวดั และคำ� นวณพ้นื ที่ 103
ภาพที่ 55 แสดงหน้าจอการคำ� นวณพื้นท่ี 104
ภาพที่ 56 แสดงหนา้ จอเครอื่ งวัดระดบั ความสงู ของพ้ืนที่ (Altimeter) 106
ภาพที่ 57 แสดงปรับต้ังมาตรวดั ความสงู (Calibrate Altimeter) 107
ภาพท่ี 58 แสดงแผนทีค่ วามสูง/ความดนั 107
ภาพท่ี 59 แสดงระดับความสูงที่เพิม่ ขน้ึ 108
ภาพที่ 60 แสดงเมนจู ุดเฝ้าระวงั (Proximity) 109
ภาพท่ี 61 แสดงเมนดู ูเวลาขึ้น/ลงของดวงอาทติ ยแ์ ละดวงจนั ทร์ (อ./จ.) 109
ภาพท่ี 62 แสดงปฏิทนิ (Calendar) 110
ภาพที่ 63 แสดงการดูเวลาข้นึ /ลงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ 111
ภาพท่ี 64 แสดงรายเดอื น/รายสัปดาห์ 111
ภาพที่ 65 แสดงเคร่อื งค�ำนวณ (Calculator) 112
ภาพที่ 66 แสดงหน้าจอโปรแกรม Handy GPS 114
ภาพท่ี 67 ตวั อยา่ งหนา้ จอแสดงทิศทาง 115
ภาพท่ี 68 แสดงขอ้ มลู เชิงพื้นท่ี (Spatial Data) 117
ภาพท่ี 69 แสดงระบบพกิ ดั ภูมิศาสตร์ 119
ภาพที่ 70 แสดงการแบง่ กริดโซนในระบบพิกัดกรดิ UTM 120
ภาพที่ 71 แสดงการอ่านคา่ พิกัดในแผนที่ มาตราสว่ น 1:50,000 121
ภาพที่ 72 แสดงกรอบแนวคิดในการแกไ้ ขปญั หาไฟป่า 150
ภาพที่ 73 แสดงกระบวนการปฏบิ ตั งิ านควบคุมไฟปา่ 151
ภาพที่ 74 แผนทที่ า้ ยประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม เรือ่ ง กำ� หนดพนื้ ท่ีป่าสงวนแหง่ ชาติ 153
ปา่ ดอนทรายและป่ากลอง ป่าสงวนแหง่ ชาตปิ ่าบา้ นกุมแป ป่าบา้ นในลมุ่ และปา่ พรุควนเครง็
ปา่ สงวนแห่งชาติป่าคลองคอ็ ง และปา่ สงวนแหง่ ชาตปิ า่ ทา่ ช้างขา้ ม ในทอ้ งทต่ี ำ� บลควนพัง
อ�ำเภอรอ่ นพบิ ูลย์ ตำ� บลทางพนู ตำ� บลสวนหลวง อ�ำเภอเฉลมิ พระเกียรติ ตำ� บลบ้านตูล ต�ำบลชะอวด
อ�ำเภอชะอวด และตำ� บลแมเ่ จา้ อย่หู วั ตำ� บลการะเกด อ�ำเภอเชยี รใหญ่ จังหวดั นครศรธี รรมราช
ให้เปน็ เขตหา้ มลา่ สัตว์ป่า (เขตหา้ มล่าสัตวป์ ่าบ่อลอ้ )
ภาพที่ 75 แผนท่ที ้ายประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรอื่ ง ก�ำหนดพืน้ ทใี่ ห้บริเวณทะเลนอ้ ย 154
ในท้องทีต่ ำ� บลทะเลน้อย ต�ำบลพนางตุง อำ� เภอควนขนุน จังหวดั พัทลุง ตำ� บลแหลม ต�ำบลควนชะลิก
อำ� เภอหวั ไทร ต�ำบลเครง็ ตำ� บลท่าเสมด็ ตำ� บลขอนหาด อ�ำเภอชะอวด จงั หวดั นครศรธี รรมราช
และตำ� บลตะเครียะ อำ� เภอระโนด จังหวัดสงขลา ใหเ้ ป็นเขตหา้ มลา่ สัตว์ปา่ (เขตหา้ มลา่ สัตวป์ า่ ทะเลนอ้ ย)
ภาพที่ 76 แผนทแี่ สดงพ้นื ทป่ี ่าสงวนแหง่ ชาติ บรเิ วณปา่ พรุควนเครง็ จงั หวดั นครศรธี รรมราช 156
สารบญั ตาราง 12
ตารางที่ 1 พ้ืนที่ทไี่ ด้รับความเสยี หายจากไฟไหมใ้ นภูมทิ ัศน์พรคุ วนเคร็ง
บทที่ 1
ระบบนเิ วศปา่ พรุควนเคร็ง
|5
1. ความส�ำคัญของ “ปา่ พรุ”
ป่าพรุ เป็นแหล่งดูดซบั คารบ์ อนท่สี ำ� คญั ของโลก ทวั่ โลกมพี ้นื ทปี่ ่าพรอุ ยู่ราว 2,500 ล้านไร่ (400 ล้านเฮกตาร์) คดิ เปน็ รอ้ ยละ 3 ของพืน้ ที่
บกของโลก กักเกบ็ คารบ์ อนมากถึง 528,000 ลา้ นตัน (ราวหน่งึ ในสามของคารบ์ อนทีก่ ักเกบ็ ในดินท่ัวโลก) พ้นื ท่ีปา่ พรุเขตรอ้ นที่ใหญท่ ส่ี ดุ
อยู่ในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ ซงึ่ มพี ้นื ท่ีมากถึง 169.4 ลา้ นไร่ (27.1 ล้านเฮกตาร์) ปา่ พรุเขตรอ้ น เชน่ ทพี่ บในประเทศไทย สามารถดดู ซบั
คารบ์ อนได้เร็วกวา่ ป่าพรเุ ขตอบอุ่นถงึ 4.5 เทา่ และสามารถกักเก็บคารบ์ อนไดม้ ากกว่าปา่ เขตร้อนประเภทอ่ืน ๆ ทีไ่ มไ่ ด้มลี กั ษณะเปน็ พรุ
พรุที่มคี วามลึก 10 เมตรในเขตรอ้ นสามารถกักเก็บคารบ์ อนได้ราว 5,800 tC/ha ในขณะท่ปี ่าเขตรอ้ นทข่ี ้นึ บนดนิ ประเภทอื่น ๆ กักเกบ็
คาร์บอนได้ประมาณ 300 – 800 tC/ha
ประเทศไทยมพี น้ื ท่ที ่จี �ำแนกได้ว่าเปน็ ป่าพรทุ ้ังสน้ิ 403,468 ไร่ (64,555 เฮกตาร)์ สว่ นใหญ่ตัง้ อยูท่ างภาคใต้ของประเทศ (399,887 ไร)่
โดยอยใู่ นจงั หวดั นราธวิ าส 193,556 ไร่ นครศรธี รรมราช 118,412 ไร่ สงขลา 30,175 ไร่ ชมุ พร 20,531 ไร่ พทั ลงุ 17,300 ไร่ สรุ าษฎรธ์ านี
9,637 ไร่ ปตั ตานี 7,531 ไร่ ยะลา 1,187 ไร่ ตรัง 531 ไร่ ภูเก็ต 390 ไร่ และกระบี่ 297 ไร่
ป่าพรุยังสามารถพบได้ทางภาคตะวันออกของประเทศไทย ในจังหวัดตราด 2,828 ไร่ และระยอง 750 ไร่ ส�ำหรับพ้ืนที่ป่าพรุท้ังหมด
ในประเทศไทยนน้ั มพี น้ื ทจี่ ดั ไดว้ า่ เปน็ ปา่ พรทุ ย่ี งั สมบรู ณเ์ พยี ง 56,447 ไร่ (9,031.5 เฮกตาร)์ โดยเฉพาะปา่ พรโุ ตะ๊ แดง ทส่ี ไุ หงโกลก อำ� เภอ
ตากใบ และอ�ำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ส่วนพนื้ ท่ปี ่าพรุที่เหลือ 347,018.75 ไร่ จัดวา่ เป็นป่าพรุเสือ่ มโทรม
ป่าพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช เดิมเป็นพรุท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากพรุโต๊ะแดง จังหวัด
นราธิวาส เป็นป่าพรุที่มีบทบาทหน้าท่ีที่ส�ำคัญในระบบนิเวศ ตลอดจนมีคุณค่าและความส�ำคัญต่อวิถีชีวิต ท้ังมนุษย์ พืช และสัตว์
ทงั้ ทางนเิ วศวทิ ยา เศรษฐกจิ สงั คม ของประชากรในทอ้ งถนิ่ หลายประการ เปน็ พนื้ ทที่ ม่ี คี วามหลากหลายทางชวี ภาพสงู และมลี กั ษณะเฉพาะ
เนื่องจากมีชนิดพืชพรรณเจริญเติบโตอย่างหนาแน่นและสลับซับซ้อน เป็นแหล่งพันธุกรรมของพรรณพืชท่ีมีคุณค่าในเชิงเศรษฐกิจ
และพรรณไม้ท่ีหายากอีกหลายชนิดในประเทศไทย นอกจากไม้เศรษฐกิจท่ีใช้ในการก่อสร้าง ป่าพรุยังมีพรรณไม้หลายชนิดท่ีปลูกเป็น
ไมป้ ระดับ ไม้ผล ปาล์ม และหวายบางชนดิ สามารถน�ำมาใช้ทำ� เครอ่ื งมอื ใช้สอยในครวั เรอื น ซ่อมแซมบ้าน และทำ� คอกสตั ว์ พรรณไม้
หลายชนดิ เปน็ อาหารของสตั วป์ า่ และจดั เปน็ พชื สมนุ ไพร นอกเหนอื จากพชื พรรณทหี่ ลากหลายแลว้ ปา่ พรยุ งั อดุ มสมบรู ณไ์ ปดว้ ยทรพั ยากร
อ่ืน ๆ อีกมากมาย ซึ่งเอ้ือประโยชน์ให้แกป่ ระชาชนทอ่ี าศัยอยรู่ อบพ้นื ที่พรุ เชน่ สตั วน์ ำ้� เพ่อื การบรโิ ภคและปลาสวยงาม ทส่ี ามารถนำ� มา
จ�ำหน่ายเป็นสัตว์เลี้ยง ดินอินทรีย์ท่ีสามารถน�ำมาใช้ในการเพาะช�ำ พ้ืนท่ีทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ป่าพรุยังเป็นถิ่นอาศัยของชนิดพรรณสัตว์
เฉพาะถิ่นนานาชนิด ที่พบได้เฉพาะในพรุเท่าน้ัน มีพื้นท่ีป่าพรุด้ังเดิม (Primary Peatswamp) และป่าพรุที่ก�ำลังฟื้นตัว (Secondary
Peatswamp) คอื บ้านของปา่ เสมด็ ทุ่งนา ทุ่งกระจูด และแหลง่ เพาะพันธขุ์ องสตั วป์ า่ หลากหลายชนดิ บางชนิดถกู จดั อย่ใู นสถานภาพ
ถกู คุกคาม (Threatened) หรอื ใกลส้ ญู พันธ์ุ (Endangered)
จึงกล่าวได้ว่า ป่าพรุเป็นแหล่งความหลากหลายทั้งทางด้านชนิดพันธุ์และในระดับพันธุกรรม พื้นท่ีป่าพรุยังมีคุณค่าทางด้านงานศึกษา
วิจัยท่ีช่วยเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของพืชและสัตว์ การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา การเปลี่ยนแปลงสภาพของดิน และ
อากาศในช่วงเวลาต่าง ๆ ปา่ พรยุ ังเปน็ แหล่งกักเก็บคารบ์ อนท่สี ำ� คญั ซ่ึงช่วยรกั ษาสมดุลระบบนเิ วศของโลก พ้ืนทีพ่ รุยังท�ำหนา้ ท่เี หมือน
ฟองน�้ำขนาดใหญ่ตามธรรมชาติที่ดูดซับน�้ำหลาก และค่อย ๆ ปล่อยน�้ำออกมาให้ภาคเกษตรกรรมได้ใช้ประโยชน์ ป้องกันอุทกภัยและ
วาตภัย นอกจากนน้ั ป่าพรุยังเป็นแหลง่ ท่องเทยี่ วทางนเิ วศทส่ี ำ� คัญ เพราะมลี ักษณะทางธรรมชาตทิ สี่ วยงามแปลกตามากมาย (แผนงาน
พฒั นาแห่งสหประชาชาติ, 2558, น.13-15.)
6|
2. ลักษณะทางภูมศิ าสตรข์ องภมู ทิ ศั น์พรคุ วนเคร็ง
ลักษณะทว่ั ไปและท่ตี งั้ ของพ้นื ท่ี
ปา่ พรคุ วนเครง็ เปน็ ปา่ พรใุ นพน้ื ทลี่ มุ่ นำ้� ปากพนงั จงั หวดั นครศรธี รรมราช เดมิ เปน็ พน้ื ทซี่ งึ่ เคยเปน็ ทะเลมากอ่ น แตต่ อ่ มาไดเ้ กดิ หาดสนั ดอน
(Barrier beach) ปดิ กั้น และมตี ะกอนจากภูเขาด้านทิศตะวันตกของพ้ืนท่ีไหลลงมาทับถมจงึ กลายเปน็ พืน้ ท่ลี มุ่ น�้ำผนื ใหญ่ มรี ะบบนิเวศ
นำ�้ ผวิ ดนิ ทเ่ี ชอื่ มตอ่ กนั ทงั้ หมดและเชอื่ มตอ่ กบั ทะเลนอ้ ยจงั หวดั พทั ลงุ ซง่ึ เชอ่ื มโยงกบั บรเิ วณทะเลสาบสงขลา จงั หวดั สงขลา มคี วามอดุ ม-
สมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาตอิ ยา่ งหลากหลาย
จนเมื่อปี พ.ศ. 2505 ไดเ้ กดิ พายุไตฝ้ ุ่นแฮเรยี ตพัดผา่ นภาคใต้ เปน็ เหตใุ หป้ า่ พรุดั้งเดมิ ในพน้ื ท่ปี ่าพรคุ วนเครง็ โคน่ ล้มเสยี หายจำ� นวนมาก
ประกอบกบั เมอ่ื มกี ารเจรญิ ของชมุ ชนและจำ� นวนประชากรไดเ้ พม่ิ มากขนึ้ ความตอ้ งการพนื้ ทท่ี ำ� กนิ มมี ากขน้ึ เปน็ เหตใุ หพ้ นื้ ทป่ี า่ พรคุ วนเครง็
ถูกท�ำลายและบุกรุกจบั จองถอื ครอง จนถกู แบง่ ออกเป็นแปลงเลก็ แปลงน้อย
กระทั่งในปี พ.ศ. 2517 ได้ประกาศให้เป็นป่าสงวนแหง่ ชาติ ปา่ พรุควนเคร็ง ซง่ึ เคยเปน็ ป่าพรุผนื ใหญ่จึงถกู แบง่ แยกเป็นป่าสงวนแห่งชาติ
2 ป่า ได้แก่ ปา่ สงวนแห่งชาตปิ า่ คลองค็อง เน้อื ทป่ี ระมาณ 29,949 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาตปิ า่ ท่าช้างขา้ ม เนือ้ ทปี่ ระมาณ 28,668 ไร่
ในปีพ.ศ. 2521 ได้มีการประกาศให้พ้ืนท่ีอีกส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งเป็นพื้นท่ีป่าสงวนแห่งชาติซึ่ง ได้แก่ ป่าสงวนแห่งชาติ
ป่าดอนทรายและป่ากลอง เนื้อทปี่ ระมาณ 52,987 ไร่ และในปีพ.ศ. 2529 ได้มกี ารประกาศใหพ้ ้นื ทปี่ า่ บ้านกมุ แป ป่าบ้านในลมุ่ และ
ป่าพรคุ วนเครง็ เปน็ พนื้ ท่ีป่าสงวนแหง่ ชาติ เนอ้ื ที่ประมาณ 54,221 ไร่ (จติ รประภา, 2554, น.8.)
ท่ตี ้ังและอาณาเขตป่าพรคุ วนเคร็ง
ตั้งอยู่ในบริเวณรอยต่อระหว่างลุ่มน้�ำปากพนังตอนล่าง และลุ่มน�้ำทะเลสาบสงขลาตอนบน มีเน้ือท่ีประมาณ 455,881 ไร่ ครอบคลุม
พนื้ ท่ี 7 อำ� เภอ 3 จังหวัด ประกอบด้วย อ�ำเภอเชียรใหญ่ อำ� เภอเฉลมิ พระเกยี รติ อำ� เภอรอ่ นพิบูลย์ อำ� เภอชะอวด อำ� เภอหัวไทร จงั หวัด
นครศรธี รรมราช อำ� เภอควนขนุน จงั หวดั พัทลุง และอ�ำเภอระโนด จังหวดั สงขลา แบ่งพื้นทีร่ บั ผิดชอบ ดังน้ี
1) พื้นทอ่ี นรุ กั ษ์ กรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตวป์ ่าและพนั ธ์พุ ืช จำ� นวนเน้อื ที่ 348,224 ไร่
- เขตห้ามลา่ สัตวป์ ่าบ่อล้อ จ�ำนวนเน้อื ท่ี 62,599 ไร่
- เขตห้ามลา่ สตั วป์ ่าทะเลน้อย จ�ำนวนเน้ือท่ี 285,625 ไร่
2) พน้ื ที่ปา่ สงวนแหง่ ชาติ กรมป่าไม้ จ�ำนวนเนื้อท่ี 34,888 ไร่
- ป่าสงวนแห่งชาติปา่ ทา่ ชา้ งข้าม
- ป่าสงวนแหง่ ชาตปิ ่าคลองคอ็ ง
- ปา่ สงวนแหง่ ชาติปา่ บ้านกุม่ แป ปา่ บ้านในลุ่ม และป่าพรคุ วนเคร็ง
- ปา่ ดอนทราย และป่ากลอง
3) พืน้ ที่ปฏิรปู ทดี่ นิ เพอื่ เกษตรกรรม (สปก.) จ�ำนวนเน้อื ท่ี 70,772 ไร่
4) พ้ืนทมี่ ูลนธิ ชิ ัยพฒั นาขอใช้ประโยชน์ จำ� นวนเนอ้ื ท่ี 1,997 ไร่
|7
ลกั ษณะภูมิประเทศ
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศของภมู ทิ ศั นป์ า่ พรคุ วนเครง็ เปน็ แอง่ กระทะ หรอื ทรี่ าบตำ�่ ใกลช้ ายฝง่ั ทะเล มเี นนิ เขาขนึ้ โดดเดน่ บรเิ วณกลางแอง่ (ควนเครง็
ควนยาว ควนชิง และควนพนางตุง) มีน�้ำจืดท่วมขังในพื้นท่ีซ่ึงได้รับจากนำ้� ฝน น้�ำในพ้ืนที่ป่าพรุมีสีน�้ำตาลเน่ืองจากอินทรีย์สารในพื้นที่
และมสี ว่ นประกอบของกรดฮวิ มิค กรดฟลวู ิค และสารประกอบฟนี อล ทำ� ให้น้�ำในพื้นทมี่ ีความเป็นกรด คา่ PH ประมาณ 3.2 – 5.5
มีอาณาเขตติดตอ่ ดงั นี้
ทิศเหนอื ตดิ ตอ่ กับ อ�ำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช
ทศิ ใต้ ติดต่อกบั ทะเลน้อย จงั หวัดพทั ลงุ
ทศิ ตะวันออก ตดิ ต่อกบั ชายฝง่ั ทะเลอา่ วไทยระยะหา่ งประมาณ 14 กิโลเมตร
ทิศตะวนั ตก ติดต่อกับ ทางรถไฟสายใตร้ ะยะห่างประมาณ 6 กโิ ลเมตร
ปา่ พรคุ วนเครง็ สามารถแบง่ ตามลกั ษณะพชื พนั ธอ์ุ อกไดเ้ ปน็ 3 สว่ น คอื ตอนลา่ ง สว่ นบรเิ วณทตี่ ดิ ตอ่ กบั ทะเลนอ้ ยจะเปน็ พชื พนั ธป์ุ ระเภท
กก กระจดู และหญา้ ตอนกลาง เปน็ พืชประเภทเสมด็ และกระจูด และตอนเหนอื เป็นพชื ประเภทเสม็ดและหญา้ พื้นทส่ี ว่ นใหญ่จะถกู
นำ้� ท่วมขงั เปน็ ประจ�ำโดยเฉพาะในชว่ งเดอื นพฤศจิกายนถงึ ธนั วาคม โดยมีระดบั น�้ำทว่ มขงั ประมาณ 0.8 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง
ซึง่ จะลดระดบั ลงในช่วงเดือนกมุ ภาพันธแ์ ละมีนาคม และเร่มิ แหง้ แล้ง ในเดือนเมษายน (กรมปา่ ไม้, 2562.)
ลกั ษณะภูมิอากาศ
ภมู อิ ากาศโดยทวั่ ไปเปน็ แบบมรสมุ เขตรอ้ น มี 2 ฤดกู าล คอื ฤดรู อ้ นและฤดฝู น ฝนตกชกุ ความชนื้ สมั พทั ธส์ งู ปรมิ าณนำ�้ ฝนเฉลย่ี ในรอบปี
2,427 มลิ ลเิ มตร จำ� นวนวนั ทมี่ ฝี นตกในรอบปี เฉลยี่ 176 วนั ปรมิ าณนำ�้ ทา่ ทคี่ ำ� นวณไดป้ ระมาณ 1.10 ลา้ นลกู บาศกเ์ มตรตอ่ ปี ซงึ่ ตามปกติ
ในฤดูฝนช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม จะเกิดน�้ำท่วมในกลุ่มป่าพรุควนเคร็งทุกปี ส่วนช่วงฤดูแล้งน้�ำแห้งและเกิดไฟไหม้พรุ
เปน็ ประจ�ำทกุ ปี จังหวัดนครศรีธรรมราช มีอุณหภูมเิ ฉลีย่ 27.2 องศาเซลเซยี ส ความชื้นสัมพทั ธเ์ ฉลยี่ 82 เปอรเ์ ซ็นต์ (กรมป่าไม้, 2562.)
ทรัพยากรธรรมชาตใิ นพนื้ ทปี่ า่ พรคุ วนเคร็ง
สถานภาพทางนเิ วศวทิ ยาของพนื้ ทก่ี ลมุ่ ปา่ พรคุ วนเครง็ เปน็ พน้ื ทข่ี นาดใหญ่ มไี มเ้ สมด็ ขาว เปน็ ไมเ้ ดน่ และหนาแนน่ เปน็ แอง่ นำ้� ขนาดกวา้ งใหญ่
มลี ำ� นำ้� หลายสายไหลผา่ น ประกอบกบั การขดุ คลองระบายนำ�้ พาดผา่ นรวมถงึ ถนนผา่ นพนื้ ทพ่ี รหุ ลายสาย บรเิ วณพนื้ ทรี่ อบนอกสว่ นใหญ่
เปลยี่ นแปลงเป็นพ้นื ที่เกษตรกรรม ไดแ้ ก่ สวนปาลม์ นำ้� มัน สวนยางพารา เป็นตน้ รวมถงึ เป็นท่อี ยูอ่ าศยั และสถานทรี่ าชการ สภาพทาง
นิเวศวิทยาแหล่งน�้ำส่วนใหญ่เป็นพ้ืนท่ีแอ่งน้�ำนิ่งขนาดใหญ่ เชื่อมต่อกับล�ำน�้ำหลายสาย แอ่งน้�ำบริเวณกลางพื้นท่ีตื่นเขินซ่ึงเกิดจากการ
ทับถมของซากพืช
• ทรพั ยากรปา่ ไม้ ไดม้ กี ารสำ� รวจพบพนั ธไ์ุ มท้ ง้ั สน้ิ 260 ชนดิ จาก 198 สกลุ 95 วงศ์ แบง่ เปน็ เฟริ น์ 10 วงศ์ ใบเลยี้ งคู่ 62 วงศ์ ใบเลย้ี งเดย่ี ว
23 วงศ์ เปน็ พชื หายาก 1 ชนดิ พรรณไมห้ ลกั ที่ข้นึ ปกคลมุ คอื เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) นอกจากนย้ี ังพบ ทุ้งฟา้ (Alstonia
macrophylla) เท๊ียะ (A.spathulata) แคน�้ำ (Dolichandrone spathacea) สมอทะเล (Shirakiopsis indica) และกระทุ่มขี้หมู
(Mitragyna javanica) ขึน้ กระจายอยูท่ ว่ั ไป สว่ นในน้ำ� พบพืชน้�ำ เช่น กง (Hanguana malayana) ผักกระเฉด (Neptunia oleracea)
เตยน้�ำ (Pandanus immersus) กระจูด (Lepironia articulate)
• ทรพั ยากรสัตวป์ า่ พบสตั วม์ กี ระดูกสนั หลงั จ�ำนวน 131 ชนิด ประกอบดว้ ย สัตว์เล้ียงลูกด้วยนม 10 ชนดิ เชน่ ลงิ แสม (Macaca
fascicularis) และกระรอกข้างลายท้องแดง (Callosciurus notatus) สัตว์จ�ำพวกนก 77 ชนิด เช่น นกกระสาแดง (Ardea purpurea)
เหยยี่ วแดง (Haliastur indus) และนกเขาใหญ่ (Spilopelia chinensis) สตั วเ์ ลือ้ ยคลาน 32 ชนิด เชน่ เต่าหบั (Cuora amboinensis)
งเู ห่าหม้อ (Naja kaouthia) และจิง้ จกหางหนาม (Hemidactylus frenatus)
8|
ภาพที่ 1 ลกั ษณะทางภูมศิ าสตร์ของภูมทิ ศั น์พรุควนเคร็ง
|9
• ทรพั ยากรสัตวน์ ำ�้ ทรัพยากรสตั ว์น�ำ้ ท่ีพบเป็นปลาที่มีความสำ� คญั โดยเฉพาะด้านอาหารกว่า 8 ชนิด ไดแ้ ก่ ปลาสลดิ (Trichogaster
pectoralis) ปลาช่อน (Channa striata) ปลาหมอไทย (Anabas testudineus) ปลากดเหลือง (Mystus nemurus) ปลาดุกอุย
(Clarias macrocephalus) เปน็ ต้น และเป็นปลาสวยงามกวา่ 17 ชนิด ไดแ้ ก่ ปลาซิวหางกรรไกร (Rasbora trilineata) ปลาเสือขา้ งลาย
(Systomus partipentaxona) ปลาแปน้ แก้ว (Parambassis siamensis) เปน็ ตน้ สถานภาพของปลาทพ่ี บในบรเิ วณพื้นทพ่ี รคุ วนเครง็
เมื่อพิจารณาตามการจัดสถานภาพโดยสหภาพสากลเพอื่ การอนุรักษ์ (IUCN) ค.ศ. 2008 ไมพ่ บชนิดปลาที่ก�ำหนดไว้ แตเ่ มอ่ื พจิ ารณาตาม
ภาวการณ์ถูกคุกคามในประเทศไทยตามสถานภาพเพื่อการอนุรักษ์ของส�ำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
พ.ศ. 2548 พบวา่ ปลาจำ� นวน 2 ชนดิ ซง่ึ อยใู่ นสถานภาพมแี นวโนม้ ใกลส้ ญู พนั ธ์ุ (Vulnerable, VU) คอื ปลาดกุ อยุ (Clarias microcephalus)
และปลาซวิ หนู (Boraras urophthalmoides) และสถานภาพถูกคุกคามในแหลง่ ท่อี ยู่อาศยั ตามธรรมชาติ (Threatened in situ,TI)
จ�ำนวน 1 ชนิด คือ ปลากดั ภาคใต้ (Betta imbellis)
3. ลกั ษณะสงั คม เศรษฐกจิ และประชากรในพ้นื ทป่ี ่าพรคุ วนเครง็
จากการศึกษาของนักวิชาการด้านโบราณคดี และจากค�ำบอกเลา่ ของชาวบา้ น พอทจี่ ะสนั นิษฐานได้ว่า สมัยกอ่ นพรคุ วนเครง็ น่าจะเป็น
ทะเลมาก่อน เพราะยงั คงเปน็ ส่วนหนึง่ ของอา่ ว ซงึ่ ปจั จบุ ัน คอื ทะเลสาบสงขลา จากการขดุ ส�ำรวจลึกลงไปประมาณ 1 เมตร พบวา่ มี
เปลือกหอยชนดิ ต่าง ๆ นอกจากนัน้ ชอ่ื ของหมูบ่ ้าน และช่ือของสถานทห่ี ลายแหง่ กม็ ีความเกี่ยวพนั กบั ทะเล เช่น ควนเลมอง ควนเลตัง
อา่ วใน ฯลฯ ซงึ่ ชอื่ ทข่ี นึ้ ตน้ ดว้ ยคำ� วา่ “ควน” ในปจั จบุ นั นเี้ ชอ่ื กนั วา่ ในอดตี เปน็ เกาะอยกู่ ลางทะเล เมอ่ื เทยี บเคยี งกบั ววิ ฒั นาการของปา่ พรุ
เมอื่ มกี ารตนื้ เขนิ เปน็ แผน่ ดนิ บรเิ วณพรคุ วนเครง็ กก็ ลายเปน็ บงึ นำ�้ จดื ทส่ี งั คมพชื ของพรเุ รมิ่ ขยายตวั จนกลายเปน็ ปา่ สมบรู ณ์ ซงึ่ พอจะสบื คน้
ยอ้ นหลงั จากคำ� บอกเลา่ ของชาวบา้ นไปไดป้ ระมาณ 50 ปี โดยชาวบา้ นตา่ งยนื ยนั ไปในทำ� นองเดยี วกนั วา่ บรเิ วณตอนเหนอื ของพรุ ซง่ึ อยใู่ น
เขตตำ� บลเครง็ อำ� เภอชะอวด จงั หวดั นครศรธี รรมราช และทางตะวนั ตกในเขตตำ� บลทะเลนอ้ ย อำ� เภอควนขนนุ จงั หวดั พทั ลงุ มสี ภาพเปน็
ปา่ ดบิ ชน้ื ทช่ี าวบา้ นเรยี กกนั วา่ “ปา่ เขยี ว” ครอบคลมุ พน้ื ทนี่ บั หมน่ื ไร่ ปา่ เขยี วบางแหง่ มสี ภาพนำ้� ทว่ มขงั ตลอดปี รกทบึ แสงแดดไมส่ ามารถ
สอ่ งผ่านถึงพ้นื ดนิ ได้ ประกอบดว้ ยพนั ธไ์ุ มน้ านาชนิด เชน่ ไมต้ ะเคียน ไมแ้ ดงพรุ ไม้พังหว้า ไมเ้ ท๊ียะ ไม้เตียว ไมห้ ว้าหนิ และไม้อ่นื ๆ
อีกมากมายตลอดจนหวายชนิดต่าง ๆ ประกอบกับความชื้นจึงกลายเป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัยของบรรดาสัตว์ป่า ท้ังยังเป็นแหล่งปลาน้�ำจืด
ทส่ี ำ� คญั สว่ นดา้ นตะวนั ออกของพรสุ ว่ นใหญจ่ ะเปน็ ปา่ เสมด็ ปกคลมุ อยทู่ ว่ั ไป แนวของไมเ้ สมด็ จะใหญก่ วา่ ปจั จบุ นั มาก ทพ่ี บเหน็ ในปจั จบุ นั
นนั้ เป็นไมเ้ สม็ดรุน่ ใหมอ่ ายไุ ม่เกิน 50 ปี ผคู้ นเขา้ ไปตัง้ ถนิ่ ฐานและอยอู่ าศยั ในพ้นื ทีป่ า่ พรุควนเคร็งครงั้ แรกราวสมัยรัตนโกสนิ ทรต์ อนต้น
สว่ นมากไปจากล่มุ นำ้� ปากพนงั ลักษณะนสิ ัยมีความเออื้ เฟอื้ ใจกวา้ งและจรงิ ใจ สมยั กอ่ นชาวพรคุ วนเคร็ง มีขนบธรรมเนียมประเพณแี ละ
วฒั นธรรมเช่นเดยี วกบั ชาวลุม่ น�้ำปากพนังวฒั นธรรมบางอยา่ งการปฏิบัติน้อยลงมแี นวโน้มวา่ จะสูญหายไปในไม่ช้า
ทรพั ยากรสำ� คญั ทมี่ คี ณุ คา่ ตอ่ การดำ� รงชวี ติ คอื กระจดู ชาวพรคุ วนเครง็ แทบทกุ ครวั เรอื นทำ� เสน้ กระจดู ขายและสานกระจดู เปน็ ผลติ ภณั ฑ์
เพื่อใช้และขาย รายได้หลักจึงมีที่มาจากกระจูด ปัจจุบัน กระบวนการสมัยใหม่ได้เข้าไปในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง ท�ำให้ชีวิตความเป็นอยู่
เปล่ียนแปลงไปบ้าง ทั้งทางด้านการประกอบอาชีพ อาชีพหลักของประชาชนรอบพ้ืนท่ีพรุก็เปล่ียนแปลงไปตามนโยบายด้านเศรษฐกิจ
ของรัฐบาล โดยเปลี่ยนไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ซึง่ ได้แก่ การทำ� สวนยางพารา ทำ� นา และเร่มิ มกี ารขยายพ้ืนทป่ี ลกู ปาลม์
นำ�้ มนั และยงั มกี ารประกอบอาชพี เสรมิ ไดแ้ ก่ หตั ถกรรมจากตน้ กระจดู และจบั สตั วน์ ำ�้ ครวั เรอื นมรี ายไดด้ ขี นึ้ มคี วามมนั่ คงทางเศรษฐกจิ
การด�ำเนินการด้านสาธารณูปโภคและการพัฒนาการเกษตรใหม่มากขึ้น ช่วยให้ชาวพรุควนเคร็งมีสภาพความเป็นอยู่ดีข้ึนตามล�ำดับ
(จติ รประภา, 2554, น.12.)
4. ความส�ำคัญและคณุ ประโยชนข์ องปา่ พรุ
• เป็นแหล่งน้�ำส�ำคัญท่ีคน พืช และสัตว์ สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรงหรือน�ำมาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การอุปโภคบริโภค
การเกษตร การเลี้ยงสตั ว์ ยังชว่ ยรักษาสมดุลของระดับน�ำ้ ใต้ดนิ หากจัดการควบคมุ อัตราการนำ� น้ำ� ข้ึนมาใช้ให้เหมาะสมและดแู ลรกั ษา
คุณภาพน�้ำให้ดีจะสามารถนำ� กลับขนึ้ มาใช้ได้อยา่ งย่งั ยืน
10 |
• เป็นแหล่งเก็บกักน�้ำฝนและน้ำ� ทา่ ไหลบ่าลงมาจากพน้ื ท่ีตอนบนของลุ่มนำ�้ แทนที่จะไหลออกไปสู่ทะเลอย่างรวดเร็วทั้งหมด ช่วยลดและ
ป้องกนั ปญั หานำ้� ท่วมฉบั พลนั ทีจ่ ะเกิดกับพื้นทีโ่ ดยรอบ หากพ้ืนท่ปี า่ พรุถกู ถมหรือเปล่ยี นแปลงไป จะเกิดปัญหานำ้� ทว่ มขงั บ่อยครัง้ ข้นึ
• มีบทบาทช่วยปอ้ งกันมิให้น�้ำเคม็ รกุ เขา้ มาในแผน่ ดิน น้ำ� จดื ที่ไหลมาตามทางน้�ำต่าง ๆ จะไหลผา่ นพื้นที่พรแุ ลว้ ไหลลงส่ชู ้นั น้ำ� ใต้ดนิ และ
ช่วยผลักดันน้�ำทะเลมิให้รุกเข้ามาในแผ่นดิน การถมท�ำลายพื้นที่ป่าพรุ การสูบน้�ำใต้ดินข้ึนมาใช้ในปริมาณมากเกินขนาด การผันน้�ำ
จากทางน้�ำมาใชม้ ากเกินไป รวมท้ังการเปลี่ยนเสน้ ทางนำ�้ โดยการขุด ขยายทางน้ำ� และถากถางพืชพรรณชายคลองชายฝงั่ ล้วนมผี ลทำ� ให้
น�้ำเค็มรุกเขา้ มาในแผน่ ดินได้มากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงน�ำ้ ขึ้นสงู สุด
• ชว่ ยชะลอการไหลของนำ้� ดกั จบั ตะกอนทพ่ี ดั พามาจากพน้ื ทตี่ อนบน นอกจากนพ้ี ชื พรรณทขี่ น้ึ อยใู่ นพน้ื ทป่ี า่ พรุ เชน่ ออ้ กระจดู กก และ
หญ้า ชว่ ยชะลอ ความเรว็ ของนำ้� กกั เก็บตะกอน จงึ ชว่ ยลดการตน้ื เขินของอา่ วและรักษาคณุ ภาพของพ้นื ท่ีชายฝ่ังทะเลและนำ�้ ในทะเล
• ชว่ ยดกั จับ กักเก็บสารพิษหลายชนดิ ท่ียึดเกาะอยูก่ ับอนภุ าคของดิน ทพี่ ดั พามากับนำ้� และตะกอนไว้ ช่วยลดอันตราย ทเี่ กดิ กบั ระบบ
นิเวศโดยรอบ
• เปน็ แหลง่ สง่ ผา่ น เคลอ่ื นยา้ ย ถา่ ยเทธาตอุ าหารและมวลชวี ภาพ ไปตามเสน้ ทางนำ�้ หรอื ตามการไหลของนำ้� ผวิ ดนิ เพมิ่ พนู ความอดุ มสมบรู ณ์
ให้แกร่ ะบบนิเวศโดยรอบและบริเวณใกล้เคยี ง
• เป็นแหลง่ ทรัพยากรพลังงานหลายรูปแบบ เช่น ไมเ้ พ่ือการเผาถา่ น ไม้ฟนื เพ่อื การหุงต้มหรือเพอื่ ใหค้ วามอบอุ่น เชือ้ เพลิงเพ่อื ใช้ในการ
แปรรูปผลติ ภัณฑ์ เชน่ ใช้รมควันปลา รวมทงั้ เชอ้ื เพลงิ ในรปู ของพที (peat)
• มีความส�ำคัญต่อการคมนาคมในท้องถ่ิน เน่ืองจากเป็นเส้นทางคมนาคมที่มีประสิทธิภาพเสียค่าใช้จ่ายน้อย และเกิดผลกระทบต่อ
สภาพแวดล้อมนอ้ ย
• เป็นแหล่งรวมสายพันธุ์พืชและสัตว์ประจ�ำถ่ิน อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสายพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นเป็นท่ีต้องการในเชิงพาณิชย์
รวมทงั้ มคี วามสำ� คญั ทางนเิ วศวทิ ยาและการอนรุ กั ษธ์ รรมชาตเิ นอ่ื งจากสง่ิ มชี วี ติ หลายชนดิ ตอ้ งพงึ่ พาอาศยั พน้ื ทปี่ า่ พรุ เพอื่ ความสมบรู ณข์ อง
วงจรชวี ติ พืชและสัตว์ป่าหลายชนดิ จะพบเหน็ ได้เฉพาะในพนื้ ทป่ี า่ พรุ
• มคี วามสำ� คญั ตอ่ นนั ทนาการและการทอ่ งเทย่ี ว กจิ กรรมทพี่ บเหน็ ไดเ้ สมอ เชน่ กฬี าทางนำ�้ การตกปลา การดนู ก การถา่ ยภาพธรรมชาติ
การศกึ ษาธรรมชาติ การศกึ ษาชีวติ สตั ว์และอื่น ๆ อีกมากมาย
• เป็นแหล่งส�ำคัญส�ำหรับการศึกษาวิจัยทางธรรมชาติวิทยา ความหลากหลายทางชีวภาพ และการศึกษากระบวนการความสมดุลใน
ระบบธรรมชาตทิ ง้ั ระบบ
• ป่าพรุเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ส�ำคัญ ซึ่งช่วยในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และท�ำให้เกิดการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ
(Ecosystem-based Adaptation)
5. สถานการณด์ ้านไฟปา่ ในภมู ิทัศน์พรคุ วนเครง็
ปัญหาไฟป่าในภูมิทัศน์พรุควนเคร็งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการจุดไฟเผาวัชพืช เพื่อเตรียมพื้นที่การเกษตรแล้วไม่สามารถควบคุมไฟได้
ไหม้ลุกลามเข้าสู่ป่าพรุ สภาพอากาศท่ีแห้งแล้งฝนขาดช่วง ท�ำให้วัชพืช หญ้าแห้ง ใบไม้และก่ิงไม้แห้งกลายเป็นแหล่งเช้ือเพลิงที่ท�ำให้
ไฟลุกไหมไ้ ด้รวดเรว็ นอกจากนั้นยังพบสาเหตุอื่น ๆ รว่ มดว้ ย ได้แก่ การลักลอบจดุ ไฟเผาเพ่ือหาของปา่ และสภาพอากาศที่แหง้ แลง้ ฝน
| 11
ขาดชว่ ง ปรมิ าณน้ำ� ในพน้ื ทีป่ ่าพรุลดลง จนเกดิ ความแหง้ แลง้ ซากพชื ทท่ี ับถมกนั จงึ กลายเปน็ เชื้อเพลงิ อยา่ งดใี หก้ ับไฟปา่ ปริมาณนำ้�
ทล่ี ดลงเนอ่ื งมาจากมกี ารใชน้ ำ้� เพอ่ื การเกษตรบรเิ วณตน้ นำ�้ ของปา่ พรุ การขยายพน้ื ทป่ี ลกู ปาลม์ นำ�้ มนั และนาขา้ วบรเิ วณตน้ นำ้� ของปา่ พรุ
การขดุ ลอกคลองชะอวด-แพรกเมอื ง คลองไสไ้ ก่ และคลองตา่ ง ๆ เปน็ การเรง่ การระบายนำ้� ในปา่ พรใุ หเ้ รว็ ขนึ้ (นพรตั น์ และคณะ, 2552)
เมือ่ สรปุ สถานการณป์ า่ พรุระหวา่ งปี พ.ศ. 2555 - 2562 พบว่า เกิดไฟปา่ ขึ้นเกอื บทุกปี ยกเว้นปี พ.ศ. 2558 และ พ.ศ. 2560 ไม่พบ
รายงานการเกดิ ไฟปา่ และในปี พ.ศ. 2562 มพี ื้นที่ทีไ่ ด้รบั ความเสยี หายจ�ำนวน 16,260 ไร่ (ตารางท่ี 1 ภาพท่ี 2)
ตารางที่ 1 พ้นื ทที่ ่ไี ด้รบั ความเสยี หายจากไฟไหม้ในภมู ิทัศนพ์ รุควนเคร็ง พื้นทีถ่ ูกไฟไหม้ (ไร)่
12,179
ปี พ.ศ. จำ� นวนครง้ั 348
2555 24 391
2556 120 0
2557 31 11,953
2558 0 0
2559 113 921
2560 0 16,260
2561 31
2562 106
ท่มี า: สำ� นักบรหิ ารพ้ืนที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช), 2562
12 |
ภาพที่ 2 จดุ เกิดไฟป่าในภูมิทศั น์พรุควนเคร็ง พ.ศ. 2555 – 2562 (พิกดั โดยสำ� นกั บริหารพ้นื ท่อี นุรักษท์ ่ี 5 (นครศรีธรรมราช), 2562)
| 13
บทที่ 2
องคค์ วามรูแ้ ละเทคนคิ วธิ ี
ในการจดั การไฟป่า
14 |
1. ความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับไฟป่า
นยิ ามของไฟป่า
US Forest Service อา้ งโดย Brown and Davis (1973) ให้ค�ำจ�ำกัดความของไฟปา่ ทีใ่ ชก้ นั อยา่ งแพร่หลายว่า “ไฟทีป่ ราศจากการ
ควบคุม ลุกลามไปอยา่ งอิสระ แลว้ เผาผลาญเชื้อเพลงิ ธรรมชาตใิ นปา่ ไดแ้ ก่ ดนิ อนิ ทรีย์ ใบไมแ้ หง้ หญ้า กงิ่ กา้ นไมแ้ หง้ ท่อนไม้ ตอไม้
วัชพืช ไม้พมุ่ ใบไมส้ ด และในระดบั หนึ่งสามารถเผาผลาญตน้ ไม้ทย่ี งั มีชีวติ อย”ู่
โดยลักษณะส�ำคัญท่ีแยกแยะไฟปา่ ออกจากไฟทเี่ ผาตามก�ำหนด (Prescribe Burning) คอื ไฟปา่ มกี ารลุกลามอย่างอิสระ ปราศจากการ
ควบคมุ ในขณะทไ่ี ฟทเ่ี กดิ จากการเผาตามกำ� หนดจะมกี ารควบคมุ การลกุ ลามใหอ้ ยใู่ นขอบเขตทกี่ ำ� หนดเอาไวเ้ ทา่ นน้ั (สำ� นกั งานคณะกรรมการ
การกระจายอ�ำนาจให้แกอ่ งคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ , 2547, น.82)
องค์ประกอบของไฟปา่ (สามเหล่ียมไฟ)
ไฟปา่ จะเกดิ ขน้ึ ไดก้ ต็ อ่ เมอื่ มอี งคป์ ระกอบทจี่ ำ� เปน็ 3 ประการ คอื เชอื้ เพลงิ ความรอ้ น และออกซเิ จน มารวมตวั กนั ในสดั สว่ นทเ่ี หมาะสม
ทจี่ ะเกดิ การสนั ดาป (Combustion) และทำ� ใหก้ ารสนั ดาปสามารถดำ� เนนิ ไปไดอ้ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง อยา่ งไรกต็ ามสำ� หรบั ไฟปา่ แลว้ องคป์ ระกอบ
ทั้ง 3 ประการนี้ มลี ักษณะเฉพาะดงั นี้
ภาพท่ี 3 แสดงองค์ประกอบของไฟป่า (สามเหล่ยี มไฟ)
1) เช้ือเพลงิ
เช้อื เพลิงในการเกดิ ไฟป่า ได้แก่ อนิ ทรยี สารทุกชนิดที่ติดไฟได้ ไดแ้ ก่ ต้นไม้ ไม้พุ่ม ก่ิงไม้ กา้ นไม้ ตอไม้ กอไผ่ ลูกไม้เลก็ ๆ หญา้ วชั พชื
รวมไปถึงดนิ อินทรยี ์ (Peat Soil) และช้ันถา่ นหนิ ทอ่ี ยู่ใต้ผวิ ดนิ (Coal Seam)
| 15
2) ออกซิเจน
เป็นกา๊ ซทีเ่ ป็นองคป์ ระกอบหลกั ของอากาศโดยท่ัวไป ในปา่ จึงมีออกซเิ จนกระจายอยู่อยา่ งสม่ำ� เสมอ อย่างไรกต็ าม ปรมิ าณ และสัดส่วน
ของออกซิเจนในอากาศในปา่ ณ จดุ หน่งึ ๆ อาจผันแปรได้บา้ งตามการผันแปรของความเร็วและทศิ ทางลม
3) ความร้อน
แหล่งความร้อนทท่ี ำ� ใหเ้ กดิ ไฟป่าแบง่ เป็น 2 ประเภท คอื แหล่งความรอ้ นจากธรรมชาติ เช่น ฟา้ ผ่า การเสียดสขี องกงิ่ ไม้ ภเู ขาไฟระเบดิ
และแหลง่ ความร้อนจากมนุษย์ ซ่ึงเกดิ จากการจดุ ไฟในปา่ ดว้ ยสาเหตุตา่ ง ๆ กัน
องคป์ ระกอบทงั้ 3 ประการนี้ เรยี กวา่ สามเหล่ยี มไฟ หากขาดองคป์ ระกอบใดองคป์ ระกอบหน่งึ ไป ไฟปา่ จะไม่เกิดขนึ้ หรอื ไฟป่าท่ีเกิดข้นึ
แลว้ และกำ� ลงั ลกุ ลามอยกู่ จ็ ะดบั ลง ความรเู้ รอ่ื งสามเหลยี่ มไฟในขอ้ นมี้ คี วามสำ� คญั อยา่ งยง่ิ เพราะเปน็ ความรพู้ นื้ ฐานทตี่ อ้ งนำ� มาใชใ้ นการ
วางแผนปฏบิ ตั งิ านควบคมุ ไฟปา่ ทงั้ วงจร (สำ� นกั งานคณะกรรมการการกระจายอำ� นาจใหแ้ กอ่ งคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ , 2547, น.82–83)
สาเหตขุ องการเกดิ ไฟป่า
1) ไฟป่าที่เกิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ
ไฟปา่ ท่เี กิดข้ึนเองตามธรรมชาติ เกดิ ข้นึ จากหลายสาเหตุ เชน่ ฟา้ ผา่ ซงึ่ เป็นสาเหตสุ ำ� คัญของการเกดิ ไฟปา่ ในประเทศสหรัฐอเมริกาและ
ประเทศแคนาดา พบว่ากว่าคร่ึงหน่ึงของไฟป่าที่เกิดข้ึนมีสาเหตุมาจากฟ้าผ่า หรือก่ิงไม้เสียดสีกัน อาจเกิดข้ึนได้ในพ้ืนที่ป่าท่ีมีไม้ข้ึนอยู่
อยา่ งหนาแน่นและมสี ภาพอากาศแหง้ จดั เชน่ ในป่าไผห่ รอื ป่าสน
2) ไฟปา่ ท่เี กดิ จากมนุษย์
ไฟป่าที่เกดิ ขึน้ ในประเทศไทยจากสถิตกิ ารเกิดไฟปา่ ในปี พ.ศ. 2528 - 2542 ซง่ึ มีไฟป่าทงั้ สิ้น 73,630 คร้งั พบวา่ เกดิ จากสาเหตตุ าม
ธรรมชาติ (ฟ้าผ่า) เพียง 4 ครั้ง คือ เกิดทภี่ ูกระดงึ จังหวดั เลย ท่หี ้วยน�้ำดงั จงั หวัดเชียงใหม่ ทท่ี า่ แซะ จังหวดั ชุมพร และที่เขาใหญ่ จังหวัด
นครราชสีมา แห่งละหนึ่งคร้ัง ดังน้ันจึงถือได้ว่าไฟป่าในประเทศไทยทั้งหมดเกิดจากการกระท�ำของมนุษย์ โดยสาเหตุท่ีท�ำให้เกิดไฟป่า
มากท่สี ดุ คือ การเกบ็ หาของปา่ ซึ่งนยิ มจดุ ไฟเผาเพอ่ื ให้พื้นป่าโลง่ เดนิ สะดวก และมีความเชื่อผิด ๆ วา่ ไฟกระตุ้นการงอกของเห็ดและ
การแตกใบใหม่ของผกั หวานและใบตองตงึ การล่าสัตว์แบบไล่เหลา่ คือ จุดไฟไลใ่ หส้ ัตว์หนอี อกจากทซ่ี อ่ น หรือจดุ ไฟเผาทุง่ หญา้ เพอ่ื ให้
หญา้ ใหมแ่ ตกระบัด ลอ่ ใหส้ ัตว์ชนดิ ตา่ ง ๆ มากนิ หญา้ แล้วดกั รอยิงสัตวน์ ้นั ๆ รวมท้งั จุดเพื่อไลต่ วั มดแดงออกจากรงั รมควนั ไล่ผง้ึ หรอื
ไล่แมลงต่าง ๆ ในขณะที่อยใู่ นป่า กเ็ ปน็ สาเหตหุ น่ึงทส่ี ำ� คัญของไฟปา่ ในประเทศไทย
สาเหตุอ่ืน ๆ ได้แก่ การเผาไร่เพ่ือก�ำจัดวัชพืชหรือเศษซากพืชท่ีเหลืออยู่ภายหลังการเก็บเก่ียว โดยไม่มีแนวกันไฟและปราศจากการ
ควบคุม ไฟจึงลามเขา้ ป่าทอ่ี ยใู่ นบรเิ วณใกลเ้ คียง นอกจากน้ียงั พบว่ามีการแกล้งจุดไฟเนอ่ื งจากมปี ัญหาความขดั แยง้ กับหน่วยงานของรัฐ
ในพื้นท่ี หรือจดุ ไฟเผาป่าจากความคึกคะนองโดยไม่มีวัตถปุ ระสงค์ใด ๆ แต่จุดเล่น เพื่อความสนุกสนานเทา่ นน้ั (ส�ำนักงานคณะกรรมการ
การกระจายอำ� นาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ , 2547, น.92–94)
ชนดิ ของไฟปา่
การแบ่งชนิดของไฟปา่ ที่ได้รับการยอมรบั และใช้กนั มายาวนานนนั้ ถอื เอาการไหม้เช้อื เพลิงในระดับตา่ ง ๆ ในแนวด่ิง ตง้ั แตร่ ะดับช้ันดิน
ข้ึนไปจนถงึ ระดบั ยอดไม้ เปน็ เกณฑ์การแบง่ ชนิดไฟปา่ ตามเกณฑ์ดังกล่าวทำ� ให้แบง่ ไฟป่าออกเปน็ 3 ชนิด คือ ไฟใตด้ นิ ไฟผิวดิน และ
ไฟเรือนยอด
16 |
1) ไฟใตด้ ิน (Ground Fire)
ไฟใตด้ ิน (Ground Fire) คือ ไฟทีไ่ หมอ้ นิ ทรียวัตถทุ ีอ่ ยใู่ ต้ชัน้ ผิวของพ้ืนป่า เกดิ ขน้ึ ในป่าบางประเภท โดยเฉพาะอย่างย่งิ ป่าในเขตอบอนุ่
ท่ีมีระดับความสูงมาก ๆ ซึ่งอากาศหนาวเย็นท�ำให้อัตราการย่อยสลายอินทรียวัตถุต่�ำ จึงมีปริมาณอินทรียวัตถุสะสมอยู่บนหน้าดินเป็น
ชน้ั หนา ในบรเิ วณท่ีชั้นอินทรียวตั ถุหนามาก ไฟชนิดนอี้ าจไหมแ้ ทรกลงไปใต้ผวิ พนื้ ปา่ ได้หลายฟตุ และลุกลามไปเรือ่ ย ๆ ใตผ้ วิ พื้นป่าใน
ลักษณะการคุกรุ่นอย่างช้า ๆ ไม่มีเปลวไฟและมีควันน้อยมาก จึงเป็นไฟท่ีตรวจพบหรือสังเกตพบได้ยากที่สุด และเป็นไฟท่ีมีอัตราการ
ลกุ ลามช้าที่สดุ แต่สรา้ งความเสยี หายให้แกพ่ ืน้ ท่ปี ่าไม้มากท่สี ุด เพราะไฟจะไหม้ท�ำลายรากไม้ ทำ� ให้ต้นไมท้ งั้ ปา่ ตายในเวลาตอ่ มา ยง่ิ ไป
กวา่ นัน้ ยงั เป็นไฟท่ีควบคุมไดย้ ากทส่ี ุดอีกด้วย ไฟใตด้ ินโดยทวั่ ไป มักจะเกิดจากไฟผิวดินกอ่ นแลว้ ลกุ ลามลงใต้ผิวพนื้ ปา่ โดยแบ่งไฟใตด้ นิ
ออกเปน็ 2 ชนิดยอ่ ย คอื
- ไฟใตด้ นิ สมบรู ณแ์ บบ (True Ground Fire) คอื ไฟทไี่ หมอ้ นิ ทรยี วตั ถอุ ยใู่ ตผ้ วิ พนื้ ปา่ จรงิ ๆ ดงั นนั้ เมอ่ื ยนื อยบู่ นพน้ื ปา่ จงึ ไมส่ ามารถ
ตรวจพบไฟได้ ต้องใช้เคร่ืองมือพิเศษ เช่น เคร่ืองตรวจจับความร้อน เพ่ือตรวจหาไฟชนิดน้ี ตัวอย่างท่ีเห็นได้อย่างชัดเจน
คือ ไฟทไี่ หมช้ ้นั ถา่ นหนิ ใตด้ นิ (Coal Seam Fire) บนเกาะกาลิมนั ตันของประเทศอนิ โดนเี ซยี ซึง่ เกิดขึ้นตง้ั แตช่ ว่ งปี ค.ศ. 1982
ไฟถ่านหินดังกล่าวคุกรุ่นกินพ้ืนที่ขยายกว้างออกไปเร่ือย ๆ สร้างความยากล�ำบากในการตรวจหาขอบเขตของไฟ และยัง
ไม่สามารถควบคุมไฟได้ทงั้ หมดจนถึงปจั จุบันนี้ ในบางพ้ืนท่ีตอ้ งใช้เวลาเกอื บสองปกี วา่ จะทราบว่าไฟไหมผ้ ่านไปแลว้ เนอื่ งจาก
ตน้ ไมท้ ่ถี ูกไฟไหม้ท�ำลายระบบรากเริม่ ยืนแห้งตายพรอ้ มกันทง้ั ป่า สำ� หรบั ประเทศไทยยังไมเ่ คยพบไฟใต้ดินสมบูรณแ์ บบเช่นน้ี
มาก่อน
- ไฟกง่ึ ผวิ ดนิ กงึ่ ใตด้ นิ (Semi-Ground Fire) ไดแ้ ก่ ไฟทไี่ หมไ้ ปในแนวระนาบตามผวิ พนื้ ปา่ เชน่ เดยี วกบั ไฟผวิ ดนิ ในขณะเดยี วกนั
อกี สว่ นหนง่ึ จะไหมใ้ นแนวดงิ่ ลกึ ลงไปในชน้ั อนิ ทรยี วตั ถใุ ตผ้ วิ พน้ื ปา่ ซง่ึ อาจไหมล้ กึ ลงไปไดห้ ลายฟตุ ไฟดงั กลา่ วสามารถตรวจพบ
ได้โดยง่ายเช่นเดียวกับไฟผิวดินท่ัว ๆ ไป แต่การดับไฟจะต้องใช้เทคนิคการดับไฟผิวดินผสมผสานกับเทคนิคการดับไฟใต้ดิน
จงึ จะสามารถควบคมุ ไฟได้ ในประเทศไทยไดแ้ ก่กรณีไฟไหม้ป่าพรตุ า่ ง ๆ
2) ไฟผิวดนิ (Surface Fire)
ไฟผวิ ดิน (Surface Fire) คือ ไฟที่ไหมล้ กุ ลามไปตามผิวดนิ โดยเผาไหม้เชือ้ เพลิงอนั ไดแ้ ก่ ใบไม้ ก่งิ กา้ นไมแ้ หง้ ที่ตกสะสมอยบู่ นพ้ืนป่า
ไฟชนดิ นเ้ี ปน็ ไฟทพ่ี บมากทสี่ ดุ และพบโดยทวั่ ไปในแทบทกุ ภมู ภิ าคของโลก ความรนุ แรงของไฟจะขนึ้ อยกู่ บั ชนดิ และประเภทของเชอ้ื เพลงิ
โดยทั่วไปไฟชนิดน้ีจะไม่ท�ำอันตรายต้นไม้ใหญ่ถึงตาย แต่จะท�ำให้เกิดรอยแผลไฟไหม้ ซึ่งมีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของต้นไม้และ
คณุ ภาพของเน้อื ไม้ และอาจท�ำให้ต้นไมอ้ ่อนแอจนโรคและแมลงสามารถเข้าทำ� อันตรายต้นไมไ้ ด้
ในประเทศไทย ไฟป่าส่วนใหญ่จะเป็นไฟชนิดน้ี โดยมีความสูงเปลวไฟ ต้ังแต่ 0.5 - 3 เมตร ในปา่ เตง็ รงั และอาจสูงกว่า 10 เมตร ในปา่
เบญจพรรณทมี่ กี อไผ่หนาแน่น ไฟป่าชนิดน้ี หากสามารถตรวจพบได้ในขณะเพงิ่ เกิดและส่งกำ� ลงั เขา้ ไปควบคุมอย่างรวดเร็ว ก็จะสามารถ
ควบคุมไฟได้โดยไม่ยากล�ำบากนัก แต่หากปล่อยเวลาออกไปจนไฟสามารถแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างมากเท่าไร การควบคุมก็จะยากขึ้น
มากเทา่ น้ัน
3) ไฟเรือนยอด (Crown Fire)
ไฟเรอื นยอด (Crown Fire) คอื ไฟทไี่ หม้ลุกลามจากยอดของตน้ ไมห้ รอื ไม้พุ่มต้นหน่ึงไปยงั ยอดของต้นไม้หรอื ไมพ้ ่มุ อกี ตน้ หนง่ึ ส่วนใหญ่
เกิดในป่าสนในเขตอบอนุ่ ไฟชนิดนม้ี อี ัตราการลกุ ลามท่รี วดเร็วและมีความรนุ แรงมาก มคี วามสงู เปลวไฟตง้ั แต่ 5 - 50 เมตร เป็นอนั ตราย
อยา่ งยง่ิ สำ� หรบั พนกั งานดบั ไฟปา่ โดยเทา่ ทผ่ี า่ นมา ปรากฎวา่ มพี นกั งานดบั ไฟปา่ จำ� นวนไมน่ อ้ ยถกู ไฟชนดิ นล้ี อ้ มจนหมดทางหนแี ละถกู ไฟ
ครอกตายในท่ีสุด ไฟเรอื นยอดโดยท่วั ไปอาจตอ้ งอาศยั ไฟผวิ ดนิ เปน็ ส่ือ โดยสามารถแบง่ ไฟเรอื นยอดออกเปน็ 2 ชนดิ ยอ่ ย คอื
| 17
- ไฟเรือนยอดท่ีต้องอาศัยไฟผิวดินเป็นสื่อ (Dependent Crown Fire) คือ ไฟเรือนยอดท่ีต้องอาศัยไฟท่ีลุกลามไปตามผิวดิน
เป็นตัวน�ำเปลวไฟขึ้นไปสู่เรือนยอดของต้นไม้อ่ืนท่ีอยู่ใกล้เคียง ไฟชนิดน้ีมักเกิดในป่าท่ีต้นไม้ไม่หนาแน่น เรือนยอดของต้นไม้
จงึ อยหู่ า่ งกนั แตบ่ นพนื้ ปา่ มเี ชอ้ื เพลงิ อยหู่ นาแนน่ และตอ่ เนอื่ ง การลกุ ลามของไฟจากยอดไมต้ น้ หนงึ่ ไปยงั อกี ตน้ หนง่ึ ตอ้ งอาศยั ไฟ
ทลี่ กุ ลามไปตามผวิ ดนิ เปน็ ตวั นำ� เปลวไฟไปยงั ตน้ ไม้ จนตน้ ไมท้ ไี่ ฟผวิ ดนิ ลกุ ลามไปถงึ แหง้ และรอ้ นจนถงึ จดุ สนั ดาป ลกั ษณะของ
ไฟชนดิ น้ี จะเห็นไฟผวิ ดนิ ลุกลามไปกอ่ นแล้วตามด้วยไฟเรอื นยอด
- ไฟเรอื นยอดทไ่ี มต่ อ้ งอาศยั ไฟผวิ ดนิ (Running Crown Fire) เกดิ ในปา่ ทม่ี ตี น้ ไมท้ ตี่ ดิ ไฟไดง้ า่ ย และมเี รอื นยอดแนน่ ทบึ ตดิ ตอ่ กนั
เช่น ในป่าสนเขตอบอุ่น การลุกลามจะเปน็ ไปอยา่ งรวดเร็ว และรนุ แรงจากเรอื นยอดหนึ่งไปส่อู กี เรือนยอดหนง่ึ ทีอ่ ย่ขู า้ งเคยี งได้
โดยตรง จงึ เกดิ การลกุ ลามอยา่ งตอ่ เนอื่ ง ในขณะเดยี วกนั ลกู ไฟจากเรอื นยอดจะตกลงบนพนื้ ปา่ กอ่ ใหเ้ กดิ ไฟผวิ ดนิ ไปพรอ้ ม ๆ กนั ดว้ ย
ทำ� ให้ปา่ ถูกเผาผลาญอยา่ งรุนแรง การดบั ไฟท�ำได้ยากมาก จ�ำเปน็ ต้องใช้เครือ่ งจกั รกลหนัก และการดับไฟทางอากาศเขา้ ช่วย
สำ� หรับประเทศไทย โอกาสเกิดไฟเรอื นยอดเป็นไปไดย้ าก ท้ังนเ้ี น่ืองจากสภาพภมู อิ ากาศท่มี คี วามชื้นคอ่ นขา้ งสงู ประกอบกับชนิดไมป้ า่
สว่ นใหญล่ ำ� ตน้ ไมม่ นี ำ้� มนั หรอื ยาง ซงึ่ จะทำ� ใหต้ ดิ ไฟไดง้ า่ ยเหมอื นไมส้ นในเขตอบอนุ่ อยา่ งไรกต็ าม ในภาคเหนอื ของประเทศ ซงึ่ มกี ารปลกู
สวนปา่ สนสามใบอยา่ งกวา้ งขวางมาเปน็ เวลานาน จนในปจั จบุ นั ตน้ สนเจรญิ เตบิ โตจนเรอื นยอดแผข่ ยายมาชดิ ตดิ กนั ดงั นน้ั หากเกดิ ไฟไหม้
ในสวนป่าดังกล่าวในช่วงท่ีอากาศแห้งแล้งอย่างรุนแรง โอกาสท่ีจะเกิดเป็นไฟเรือนยอดก็มีความเป็นไปได้สูง (ส�ำนักงานคณะกรรมการ
การกระจายอำ� นาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, 2547, น.83–86)
รปู ร่างของไฟป่า
ตามทฤษฎีแล้ว เมือ่ เกิดไฟไหม้ป่าขน้ึ หากไฟนั้นเกิดบนทีร่ าบ ไม่มีลม และเชื้อเพลิงมีปริมาณและการกระจายอยา่ งสม่ำ� เสมอ ไฟป่ากจ็ ะ
ลุกลามออกไปในทุกทศิ ทกุ ทางโดยมีอตั ราการลกุ ลามทเี่ ทา่ กัน ท�ำใหไ้ ฟป่ามีรปู ร่างเปน็ วงกลมทีข่ ยายใหญข่ ึ้นเรือ่ ย ๆ ตามเวลาทีผ่ ่านไป
โดยจดุ ศนู ยก์ ลางของวงกลม คอื จดุ ทเี่ รม่ิ เกดิ ไฟปา่ ขน้ึ แตใ่ นความเปน็ จรงิ พน้ื ทปี่ า่ มกั เปน็ ทลี่ าดชนั สลบั ซบั ซอ้ น ปรมิ าณ และการกระจาย
ของเชอ้ื เพลงิ ไมส่ มำ่� เสมอ ประกอบกบั เมอ่ื เกดิ ไฟปา่ จะทำ� ใหอ้ ากาศในบรเิ วณนน้ั รอ้ นขน้ึ และลอยตวั ขน้ึ เหนอื เปลวไฟ อากาศเยน็ ในบรเิ วณ
ข้างเคียงจะไหลเขา้ มาแทนที่ เกดิ เปน็ ระบบลมของไฟป่าน้ัน ๆ ดังนน้ั ไฟปา่ ในความเปน็ จรงิ จะไมม่ รี ูปรา่ งเป็นวงกลม เน่อื งจากอัตราการ
ลกุ ลามของไฟในแตล่ ะทศิ ทางจะไมเ่ ทา่ กนั ทง้ั นเี้ กดิ จากอทิ ธพิ ลของลม หรอื อทิ ธพิ ลของความลาดชนั ของพนื้ ที่ ซงึ่ แลว้ แตก่ รณี โดยรปู รา่ ง
ของไฟท่ไี หม้ไปตามทศิ ทางของลม จะเป็นไปในทำ� นองเดยี วกบั ไฟทไ่ี หมข้ น้ึ ไปตามลาดเขา
ภาพท่ี 4 แสดงรปู รา่ งของไฟป่า
18 |
1) หวั ไฟ (Head) คอื สว่ นของไฟทีล่ กุ ลามไปตามทศิ ทางลม หรอื ลุกลามขนึ้ ไปตามความลาดชันของภูเขา เป็นสว่ นของไฟทีม่ ีอัตราการ
ลุกลามรวดเรว็ ท่สี ุด มีเปลวไฟยาวที่สดุ มีความรนุ แรงของไฟมากทีส่ ดุ จงึ เปน็ ส่วนของไฟทีม่ อี ันตรายมากที่สดุ ดว้ ยเช่นกัน
2) หางไฟ (Rear) คือ สว่ นของไฟทีไ่ หมไ้ ปในทศิ ทางตรงกนั ขา้ มกบั หัวไฟ คอื ไหม้สวนทางลม หรือไหม้ลงมาตามลาดเขา ไฟจึงลุกลาม
ไปอย่างชา้ ๆ เปน็ สว่ นของไฟท่ีเขา้ ควบคมุ ไดง้ า่ ยท่สี ดุ
3) ปกี ไฟ (Flanks) คอื ส่วนของไฟที่ไหมต้ ้งั ฉากหรือขนานไปกบั ทิศทางหลักของหวั ไฟ ปกี ไฟแบง่ เป็นปีกซา้ ยและปกี ขวา โดยกำ� หนด
ซ้าย-ขวาจากการยืนที่หางไฟแล้วหนั หน้าไปทางหวั ไฟ ปีกไฟโดยทว่ั ไปจะมีอัตราการลุกลามและความรนุ แรงน้อยกว่าหัวไฟ แต่มากกว่า
หางไฟ
4) นิ้วไฟ (Finger) คอื ส่วนของไฟท่ีเปน็ แนวยาวแคบ ๆ ยน่ื ออกไปจากตวั ไฟหลัก น้วิ ไฟแต่ละน้ิวจะมีหวั ไฟ และปกี ไฟของมนั เอง นวิ้ ไฟ
เกดิ จากเงื่อนไขของลักษณะเชอ้ื เพลงิ และลกั ษณะความลาดชนั ของพน้ื ท่ี
5) งา่ มไฟ (Bay) คอื สว่ นของขอบไฟทอี่ ยรู่ ะหวา่ งนว้ิ ไฟ ซง่ึ จะมอี ตั ราการลกุ ลามชา้ กวา่ นว้ิ ไฟ ทงั้ นเี้ นอื่ งจากเงอื่ นไขของลกั ษณะเชอื้ เพลงิ
และลักษณะความลาดชันของพื้นที่
6) ขอบไฟ (Edge) คือ ขอบเขตของไฟปา่ นนั้ ๆ ในชว่ งเวลาหนง่ึ ๆ ซง่ึ อาจจะเปน็ ชว่ งที่ไฟก�ำลงั ไหมล้ กุ ลามอยู่ หรอื เปน็ ช่วงท่ไี ฟนน้ั ได้
ดบั ลงแลว้ โดยส้นิ เชงิ
7) ลกู ไฟ (Jump Fire or Spot Fire) คอื ส่วนของไฟทไี่ หมน้ �ำหน้าตวั ไฟหลกั โดยเกดิ จากการทีส่ ะเก็ดไฟจากตัวไฟหลักถกู ลมพดั ให้
ปลิวไปตกหน้าแนวไฟหลกั และเกิดลุกไหมก้ ลายเปน็ ไฟป่าขึ้นอีกหนึ่งไฟ (มูลนธิ ิสืบนาคะเสถยี ร, 2561: ออนไลน.์ )
พฤติกรรมของไฟป่า
พฤตกิ รรมของไฟป่า (Forest Fire Behavior) เป็นคำ� ท่ีใชพ้ รรณนาลักษณะการลุกลาม และขยายตวั ของไฟปา่ ภายหลงั จากการสันดาป
ซ่ึงจะเป็นไปตามสภาวะแวดล้อมในขณะนั้น ท�ำให้ไฟป่าท่ีเกิดขึ้นแต่ละครั้งแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกันไปตามสภาวะแวดล้อม
ท่แี ตกต่างกนั ไดแ้ ก่
1) อตั ราการลกุ ลามของไฟ (Rate of Spread) วดั เป็นหนว่ ยระยะทางต่อเวลา เชน่ เมตร/นาที หรอื วัดเปน็ หนว่ ยพื้นท่ีทีถ่ กู ไฟไหม้
ต่อระยะเวลา เชน่ ไร/่ นาที
2) ความรุนแรงของไฟ (Fire Intensity) เป็นการวัดอัตราการปลดปล่อยพลังงานจากเชื้อเพลิงท่ีถูกไฟไหม้ โดยทั่วไปนิยมค�ำนวณ
ค่าความรุนแรงของไฟจากสูตรส�ำเร็จของ Byram ซึ่งเป็นการวัดอัตราการปลดปล่อยพลังงานต่อหน่วยระยะทางการลุกลามของแนว
หวั ไฟ (Btu/ft/sec or kw/m) หรอื สตู รสำ� เร็จของ Rothermel ซง่ึ เป็นการวัดอตั ราการปลดปลอ่ ยพลงั งานต่อหนว่ ยพืน้ ท่ที ี่ถกู ไฟไหม้
(Btu/ft2/sec or kj/m2/min)
3) ความยาวเปลวไฟ (Flame Length) คอื ระยะจากกง่ึ กลางฐานของไฟซง่ึ ตดิ กบั ผวิ ดนิ ถงึ ยอดของเปลวไฟ มหี นว่ ยวดั เปน็ เมตรหรอื ฟตุ
| 19
ปัจจัยท่ีมีผลตอ่ พฤติกรรมของไฟปา่
1) ลกั ษณะเชื้อเพลงิ
- ขนาดของเชอื้ เพลงิ เปน็ ปจั จยั ทกี่ ำ� หนดอตั ราการสนั ดาปของเชอื้ เพลงิ โดยถา้ เชอ้ื เพลงิ มพี น้ื ทผ่ี วิ ตอ่ หนว่ ยปรมิ าตรมาก อตั ราการ
สนั ดาปจะชา้ กวา่ เชอื้ เพลงิ ทม่ี พี น้ื ทผี่ วิ ตอ่ หนว่ ยปรมิ าตรนอ้ ย ดงั นนั้ เชอื้ เพลงิ ทม่ี ขี นาดเลก็ เชน่ ใบไมแ้ หง้ กงิ่ กา้ นไมแ้ หง้ และหญา้
จะติดไฟงา่ ยและลุกลามได้รวดเรว็ กวา่ ในทางตรงข้ามเช้อื เพลงิ ขนาดใหญ่ เชน่ ทอ่ นไม้ ตอไม้ จะติดไฟยากกวา่ และลกุ ลามไป
อยา่ งชา้ ๆ แตม่ ีความรุนแรงมากกวา่
- ปรมิ าณหรอื นำ้� หนกั ของเชอื้ เพลงิ ตอ่ หนว่ ยพน้ื ที่ มผี ลโดยตรงตอ่ ความรนุ แรงของไฟ โดยหากมเี ชอื้ เพลงิ ตอ่ หนว่ ยพน้ื ทมี่ าก ไฟกจ็ ะ
มคี วามรนุ แรงมาก และปลดปลอ่ ยพลงั งานความรอ้ นออกมามากดว้ ยเชน่ กนั ปรมิ าณของเชอ้ื เพลงิ มคี วามผนั แปรอยา่ งมากตาม
ความแตกตา่ งของชนดิ ปา่ และความแตกตา่ งของพ้ืนท่ี
- ความหนาของชั้นเช้ือเพลิง หากเชื้อเพลิงมีการสะสมตัวกันมาก ชั้นของเช้ือเพลิงจะมีความหนามาก ท�ำให้เกิดน�้ำหนักกดทับ
ใหเ้ ชอ้ื เพลงิ เกดิ การอดั แนน่ ตวั มปี รมิ าณเชอื้ เพลงิ ตอ่ หนว่ ยพนื้ ทมี่ าก ทำ� ใหไ้ ฟทเ่ี กดิ ขนึ้ มคี วามรนุ แรงมากตามไปดว้ ย อยา่ งไรกต็ าม
ถ้าชั้นของเชอื้ เพลงิ หนาเกินไปและเกิดการอดั แน่นจนไม่มีช่องให้ออกซเิ จนแทรกตัวเข้าไป การลุกลามก็จะเปน็ ไปไดย้ าก
- การจัดเรียงตัวและความต่อเนื่องของเช้ือเพลิง เป็นปัจจัยส�ำคัญที่ก�ำหนดอัตราการลุกลาม และความต่อเน่ืองของการลุกลาม
ของไฟ หากเชอื้ เพลงิ มกี ารกระจายตวั กนั อยา่ งสมำ�่ เสมอตอ่ เนอ่ื งกนั ทวั่ พน้ื ท่ี ไฟกส็ ามารถลกุ ลามไปไดด้ ว้ ยความรวดเรว็ แตถ่ า้ หาก
เชอ้ื เพลงิ มกี ารกระจายตวั ไมส่ มำ�่ เสมอ กระจดั กระจายเปน็ หยอ่ ม ๆ การลกุ ลามของไฟกจ็ ะหยดุ ชะงกั เปน็ ชว่ ง ๆ และไฟเคลอื่ นท่ี
ไปไดค้ อ่ นขา้ งชา้
- ความชืน้ ของเช้ือเพลงิ มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การตดิ ไฟและการลกุ ลามของไฟ คอื ถา้ เชอื้ เพลงิ มคี วามชนื้ สงู จะตดิ ไฟยาก และการลกุ ลาม
เป็นไปอย่างช้า ๆ ในทางตรงขา้ มถา้ เชือ้ เพลิงมคี วามชนื้ ต�ำ่ ก็จะตดิ ไฟงา่ ย และลุกลามไปได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรกต็ าม พบวา่ ถา้
ความชื้นของเชือ้ เพลิงต�ำ่ กว่า 5 % ไฟทไี่ หม้เชื้อเพลิงนนั้ ไมว่ ่าจะเป็นเช้ือเพลิงขนาดใหญ่หรือขนาดเลก็ ก็จะมอี ตั ราการลกุ ลาม
เทา่ กนั แตท่ ถี่ า้ เชอื้ เพลงิ มคี วามชน้ื อยรู่ ะหวา่ ง 5 - 15 % ไฟทไ่ี หมเ้ ชอ้ื เพลงิ นน้ั ทม่ี ขี นาดเลก็ จะมอี ตั ราการลกุ ลามรวดเรว็ กวา่ เชอื้ เพลงิ
ขนาดใหญ่ สำ� หรบั ทรี่ ะดบั ความชน้ื ของเชอ้ื เพลงิ มากกวา่ 15 % ไฟทไ่ี หมเ้ ชอ้ื เพลงิ ขนาดใหญจ่ ะยงั คงลกุ ไหม้ และลกุ ลามตอ่ ไปได้
ในขณะที่ไฟทไ่ี หมเ้ ช้อื เพลิงขนาดเลก็ จะดบั ลงดว้ ยตัวเอง
2) ลักษณะอากาศ
ลกั ษณะอากาศเปน็ ปจั จยั ทีม่ ีการเปล่ยี นแปลงอยตู่ ลอดเวลา ทำ� ใหพ้ ฤติกรรมของไฟปา่ ผนั แปรอยู่ตลอดเวลาตามไปดว้ ย ดงั น้นั จะ
ต้องมกี ารตรวจวัดลกั ษณะอากาศอยา่ งต่อเนอ่ื ง จงึ จะสามารถคาดคะเนพฤติกรรมไฟป่าในแตล่ ะช่วงเวลาได้อยา่ งถกู ตอ้ ง นอกจากน้ี
พฤติกรรมของไฟปา่ ยงั เปน็ ผลลัพธจ์ ากปฏกิ ริยาร่วมของลกั ษณะอากาศหลาย ๆ ปจั จยั ดงั นัน้ การคาดคะเนพฤตกิ รรมไฟป่าจะใช้เกณฑ์
จากปัจจัยลักษณะอากาศเพยี งปัจจยั ใดปัจจัยหน่งึ ไมไ่ ด้ ปจั จยั ลกั ษณะอากาศทีม่ ีอิทธิพลต่อพฤตกิ รรมของไฟป่าเป็นอย่างมาก ได้แก่
- ความช้ืนสัมพัทธ์ โดยท่ัวไปแล้วจะมีความสัมพันธ์เป็นปฏิภาคตรงกับความช้ืนของเช้ือเพลิง ถ้าความช้ืนสัมพัทธ์สูง ความช้ืน
ของเชอ้ื เพลิงก็จะสงู ตามไปด้วย จงึ ตดิ ไฟยาก การลกุ ลามไปได้ช้า และมีความรุนแรงนอ้ ย แต่ถา้ ความช้ืนสัมพัทธ์ต�่ำ ความช้นื
ของเชือ้ เพลงิ ก็มักจะต่�ำตามไปดว้ ย ทำ� ใหเ้ ชอ้ื เพลงิ นน้ั ติดไฟง่าย การลุกลามรวดเรว็ และมีความรุนแรงมาก
- อุณหภูมิ มีอิทธิพลโดยตรงต่อความชื้นของเชื้อเพลิง อุณหภูมิย่ิงสูง เช้ือเพลิงย่ิงแห้งและยิ่งติดไฟง่ายข้ึน นอกจากน้ันอุณหภูมิ
ยงั มีความสมั พนั ธ์เป็นปฏภิ าคผกผันกบั ความชื้นสัมพนั ธข์ องอากาศอีกดว้ ย
20 |
- ลม มอี ทิ ธพิ ลตอ่ พฤตกิ รรมของไฟปา่ ในหลายทาง คอื เปน็ ตวั ชว่ ยเพมิ่ ปรมิ าณออกซเิ จนใหแ้ กไ่ ฟปา่ เปน็ ตวั การทำ� ใหเ้ ชอ้ื เพลงิ แหง้
อย่างรวดเร็ว พัดลูกไฟไปตกหน้าแนวไฟเดิม เกิดเป็นไฟป่าข้ึนใหม่ และเป็นตัวกำ� หนดและเปลี่ยนแปลงทิศทางและอัตราการ
ลกุ ลามของไฟในป่าทค่ี อ่ นขา้ งโลง่ แต่สำ� หรับไฟผวิ ดินในป่าท่มี ีต้นไม้คอ่ นข้างแนน่ ทึบ ลมบนแทบจะไมม่ ีอิทธิพลต่อพฤตกิ รรม
ของไฟปา่ เลย เนื่องจากลมจะถกู ต้นไม้ปะทะเอาไวท้ �ำใหค้ วามเร็วของลมท่พี ัดผ่านปา่ ทร่ี ะดับใกล้ผิวดนิ ลดลงมาก ความเร็วลม
จะมคี ่าสูงสุดในช่วงกลางวนั และลดลงในเวลาเยน็ สำ� หรับพ้นื ที่ทีเ่ ป็นลาดเขา ลมจะพดั ข้นึ เขาในเวลากลางวนั และพัดลงเขาใน
เวลากลางคนื โดยลมทพ่ี ดั ขนึ้ ไปตามรอ่ งเขา จะมกี ำ� ลงั และความเรว็ สงู กวา่ ลมทพี่ ดั ขนึ้ ไปตามลาดเขาปกตมิ าก จากปรากฎการณ์
ปล่องควัน (Chimney Effect) ดังนั้นเพ่ือความปลอดภัยในระหว่างปฏิบัติงาน พนักงานดับไฟป่าจะต้องค�ำนึงไว้เสมอว่า
เม่อื ความเร็วลมเพมิ่ ขน้ึ เปน็ สองเทา่ อตั ราการลกุ ลามของไฟตามทิศทางลมจะเพม่ิ ขน้ึ มากกว่าสองเทา่ เสมอ
ปฏกิ ริ ยิ าร่วมของปัจจยั ลกั ษณะอากาศ ดังท่ไี ด้กล่าวมาแลว้ ขา้ งตน้ จงึ ทำ� ใหส้ รุปได้ว่า ไฟปา่ จะมีอนั ตรายมากท่สี ดุ ในช่วงเวลากลางวัน
ระหว่างเวลา 10.00 น. ถงึ 18.00 น. เพราะเปน็ ช่วงที่ความเร็วลมสงู ความชนื้ สมั พัทธ์ต่ำ� และอณุ หภมู สิ งู และไฟป่าจะมอี ันตรายน้อย
ทีส่ ุด ในชว่ งเวลากลางคนื ระหว่างเวลา 02.00 น. ถึง 06.00 น. เพราะเปน็ ชว่ งทคี่ วามเรว็ ลมตำ่� ความชนื้ สมั พัทธส์ ูง และอุณหภมู ิต�ำ่
3) ลักษณะภูมปิ ระเทศ
ลักษณะภูมิประเทศ เป็นปัจจัยที่มีการเปล่ียนแปลงน้อยท่ีสุดและมีอิทธิพลทางอ้อมต่อพฤติกรรมของไฟป่า โดยมีผลต่อเชื้อเพลิงและ
ลักษณะอากาศ ลักษณะภูมปิ ระเทศท่ีส�ำคัญและมีอทิ ธพิ ลตอ่ พฤติกรรมของไฟป่าเป็นอยา่ งมาก ไดแ้ ก่
- ความลาดชัน (Slope) ความลาดชันมีอิทธิพลโดยตรงต่อทิศทาง และอัตราการลุกลามของไฟ ๆ ที่ลุกลามขึ้นไปตามลาดเขา
จะมอี ตั ราการลกุ ลามรวดเรว็ และมคี วามรนุ แรงกวา่ ไฟบนทร่ี าบเปน็ อยา่ งมาก ยงิ่ ความลาดชนั มากเทา่ ไร อตั ราการลกุ ลามของไฟ
กย็ งิ่ มากตามไปดว้ ย ทงั้ นเ้ี นอื่ งจากมกี ารพาความรอ้ นผา่ นอากาศขนึ้ ไปทำ� ใหเ้ ชอื้ เพลงิ ดา้ นบนแหง้ ไวก้ อ่ นแลว้ จงึ ตดิ ไฟไดร้ วดเรว็
และแนวของเปลวไฟก็อยู่ใกล้เชื้อเพลิงที่อยู่ข้างหน้ามากกว่า ไฟท่ีไหม้ขึ้นไปตามลาดเขาจะมีรูปร่าง และพฤติกรรมคล้ายกับ
ไฟทีไ่ หม้ไปตามอทิ ธพิ ลของลม โดยทว่ั ไปไฟจะไหม้ข้ึนเขาในเวลากลางวนั และไหมล้ งเขาในเวลากลางคืน ตามทศิ ทางการพดั
ของลมภเู ขา ในกรณที เี่ กดิ ไฟไหมข้ น้ึ เขาในเวลากลางคนื จะพบวา่ อตั ราการลกุ ลามชา้ กวา่ ไฟไหมข้ นึ้ เขาในเวลากลางวนั มาก ทง้ั นี้
เนอ่ื งจากไฟตอ้ งไหมท้ วนทิศทางลม ในทางตรงกนั ข้าม ไฟท่ีไหม้ลงเขาในเวลากลางคืน จะมอี ัตราการลุกลามรวดเร็วกว่าไฟไหม้
ลงเขาในเวลากลางวันมาก ทงั้ นีเ้ น่ืองจากไฟจะไหม้ไปตามทศิ ทางลม
- ทิศด้านลาด (Aspect) คือการบอกทิศทางของพื้นที่ที่มีความลาดชันนั้น ๆ ว่าหันไปทางทิศใด พ้ืนที่ลาดชันท่ีหันไปทาง
ทิศตะวนั ตกเฉยี งใตจ้ ะรับแสงอาทิตยใ์ นเวลากลางวันทำ� ให้พน้ื ที่มีความแหง้ แล้งกว่าพน้ื ทใี่ นทศิ ด้านลาดอ่ืน ๆ เช้ือเพลงิ จึงแหง้
ติดไฟง่าย และไฟลกุ ลามไดร้ วดเรว็ กว่าบนทิศด้านลาดอ่นื ๆ
นอกจากนแี้ ลว้ ปจั จยั ภมู ปิ ระเทศอน่ื ๆ กม็ อี ทิ ธพิ ลตอ่ พฤตกิ รรมของไฟปา่ ดว้ ย เชน่ ระดบั ความสงู ของพน้ื ทม่ี ผี ลตอ่ อณุ หภมู ิ และปรมิ าณนำ�้ ฝน
และชนิดของพืชพรรณ ภูมิประเทศที่ไม่สม่�ำเสมอ เช่น หุบเขามีลักษณะอากาศเฉพาะท่ี (Microclimate) ท�ำให้กระแสลมปั่นป่วน
เกดิ ลมหมนุ และลมหวน หบุ เขาแคบ ๆ หรอื รอ่ งเขาทำ� หนา้ ทค่ี ลา้ ยปลอ่ งควนั ทช่ี ว่ ยเรง่ ความเรว็ ของกระบวนการพาความรอ้ น อนั เปน็ การเรง่
อตั ราการสนั ดาปอีกทอดหนึง่ (ส�ำนักงานคณะกรรมการการกระจายอ�ำนาจให้แก่องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ , 2547, น.88–92)
ประโยชนข์ องไฟปา่
1) ช่วยในการงอกของเมล็ดพันธ์ุไม้บางชนิด ช่วยรกั ษาสมดุลของป่าผลัดใบ และรกั ษาโครงสร้างป่าเต็งรงั
2) ช่วยก�ำจดั โรค และแมลงศัตรปู ่าไม้
3) ลดปริมาณเช้ือเพลิง
4) ปรับปรุงแหล่งท่อี ยู่อาศัยของสัตว์ปา่
5) จัดการทุ่งหญา้ เพ่อื การอนรุ ักษส์ ัตว์ปา่
6) จดั การของปา่ เพื่อการใชป้ ระโยชน์ (ส�ำนกั บริหารพื้นท่อี นุรกั ษ์ ท่ี 5, 2562, น.4)
| 21
ผลกระทบต่อระบบนเิ วศและสภาพแวดลอ้ มจากไฟปา่
1) ผลกระทบตอ่ สังคมพืช โดยไฟป่าจะทำ� ลายลกู ไม้ กลา้ ไมเ้ ล็ก ๆ และไมพ้ ื้นล่าง ทำ� ใหเ้ กดิ การขาดชว่ งของการสบื พันธท์ุ ดแทนตาม
ธรรมชาติ นำ� มาซึ่งการเปลีย่ นแปลงโครงสรา้ งของป่า อกี ทัง้ ยงั ทำ� ใหก้ ารเจรญิ เติบโตของตน้ ไม้ และคุณภาพของเน้ือไมล้ ดลง
2) ผลกระทบตอ่ ดนิ ปา่ ไม้ โดยเม่ือไฟปา่ ท�ำลายสิ่งปกคลมุ ดนิ ท�ำให้ดินไมส่ ามารถอุ้มนำ�้ ไว้ได้ เกดิ การพังทลายไดง้ ่ายในฤดฝู น ดนิ มคี วาม
อุดมสมบูรณ์ลดลง
3) ผลกระทบตอ่ นำ้� โดยพนื้ ทที่ เ่ี กดิ ไฟปา่ ขน้ึ เปน็ ประจำ� ทำ� ใหค้ วามสามารถในการดดู ซบั นำ้� ลดลง เมอ่ื ฝนตกลงมาทำ� ใหเ้ กดิ การไหลบา่ ของนำ�้
อยา่ งรวดเรว็ เกดิ เปน็ นำ�้ ทว่ มหรอื นำ้� ปา่ ไหลหลาก สว่ นในฤดแู ลง้ กจ็ ะเกดิ ภาวะภยั แลง้ อนั เนอื่ งมาจากปรมิ าณนำ�้ ในแหลง่ นำ้� และนำ้� ใตด้ นิ ลดลง
4) ผลกระทบตอ่ สตั วป์ า่ และสงิ่ มชี วี ติ เลก็ ๆ ในปา่ โดยไฟปา่ เปน็ อนั ตรายตอ่ ชวี ติ สตั วป์ า่ และสง่ิ มชี วี ติ เลก็ ๆ ในปา่ ทกุ ชนดิ อกี ทง้ั ยงั ทำ� ลาย
แหล่งนำ้� แหลง่ อาหาร และแหลง่ ทอ่ี ยู่อาศัยของสตั วป์ า่ ทำ� ใหป้ ระชากรและความหลากหลายของสตั วป์ ่าและส่ิงมีชวี ติ ขนาดเลก็ ลดลง
5) ผลกระทบตอ่ ทรพั ย์สิน สุขภาพ และชีวติ ของมนษุ ย์ โดยไฟปา่ จะลามไหมเ้ รือกสวนไร่นาของประชาชนทีอ่ าศัยอยู่ใกลช้ ายป่า และ
กอ่ ใหเ้ กดิ อนั ตรายตอ่ ทรพั ยส์ นิ และชวี ติ นอกจากนี้ หมอกควนั ไฟปา่ ยงั กอ่ ใหเ้ กดิ ฝนุ่ ละอองขนาดเลก็ ซง่ึ สง่ ผลกระทบตอ่ ระบบทางเดนิ หายใจ
กอ่ ใหเ้ กดิ ปัญหาต่อสขุ อนามยั และชวี ิตของมนุษยโ์ ดยตรง
6) ผลกระทบจากไฟปา่ ตอ่ เศรษฐกจิ สงั คม และการทอ่ งเทยี่ ว โดยไฟปา่ และหมอกควนั ไฟปา่ ทำ� ใหท้ ศั นวสิ ยั เลวรา้ ย โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่
ในพื้นท่ีภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยท่ีมีลักษณะภูมิประเทศเป็นหุบเขาประสบกับปัญหาหมอกควันอย่างรุนแรงในช่วงเดือน
กุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายนของทุกปี ท�ำให้ทัศนวิสัยในการบินต่�ำ เครื่องบินไม่สามารถขึ้นลงได้ สร้างความเสียหายต่อการเดินทางและ
การท่องเทีย่ ว ทำ� ใหร้ ฐั ต้องสูญเสียรายไดอ้ ยา่ งมหาศาล
7) ผลกระทบจากไฟปา่ ตอ่ สภาวะอากาศของโลก โดยจะสงั เกตไดว้ า่ ปจั จบุ นั สภาวะอากาศมคี วามแปรปรวนอยา่ งยงิ่ นำ� มาซงึ่ วกิ ฤตกิ ารณ์
ฝนแล้ง-ภยั แลง้ อทุ กภยั และวาตภัยมากข้ึน ท้งั นนี้ ักวทิ ยาศาสตรท์ ่วั โลกก�ำลังตระหนักถึงการเปลย่ี นแปลงของสภาพภมู อิ ากาศของโลก
(Climate Change) ว่าเป็นผลมาจากการท่อี ุณหภมู ิของโลกสงู ขึ้น (Global Warming) โดยมีไฟป่าและหมอกควนั จากไฟป่าเปน็ สาเหตุ
หนึ่งทีส่ ำ� คัญ
2. ทฤษฎีในการควบคมุ ไฟป่า
การควบคุมไฟปา่ (Forest Fire Control) หมายถึง ระบบการจดั การ และแก้ไขปัญหาไฟปา่ อยา่ งครบวงจร เร่มิ ตั้งแต่การปอ้ งกันมใิ ห้
เกิดไฟป่า โดยศึกษาถึงสาเหตุของการเกิดไฟป่าในแต่ละท้องที่ แล้ววางแผนป้องกันหรือก�ำจัดต้นตอของสาเหตุน้ันเสีย หากได้ผลไฟป่า
ก็จะไม่เกดิ แต่ในทางปฏบิ ตั แิ ล้ว แม้จะมกี ารป้องกันไฟป่าได้ดเี พยี งใด กย็ ังไมส่ ามารถป้องกันได้รอ้ ยเปอร์เซนต์ ไฟป่ายงั มีโอกาสเกดิ ขนึ้
ไดอ้ กี ดงั นนั้ จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งมมี าตรการอนื่ ๆ รองรบั ไดแ้ ก่ การเตรยี มการดบั ไฟปา่ การตรวจหาไฟ การดบั ไฟปา่ และการประเมนิ ผลปฏบิ ตั งิ าน
อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าไฟก็มีประโยชน์ในการจัดการป่าไม้ ในหลาย ๆ ด้าน ดังน้ันจึงต้องมีการใช้ประโยชน์จากไฟควบคู่กันไปด้วย
กิจกรรมในระบบการควบคมุ ไฟป่า มีดงั น้ี
การป้องกันไฟป่า (Prevention)
การป้องกันไฟป่า คือ ความพยายามในทุกวิถีทางท่ีจะป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าข้ึน ในทางทฤษฎีคือการแยกองค์ประกอบใดองค์ประกอบ
หนง่ึ ออกจากสามเหลีย่ มไฟ ในทางปฏบิ ตั ิดำ� เนินการได้ ดังน้ี
22 |
1) แยกความร้อน ความรอ้ นท่ีทำ� ใหเ้ กดิ ไฟป่ามาจาก 2 แหลง่ คือ จากธรรมชาติ และจากมนุษย์ แหล่งความร้อนทมี่ าจากธรรมชาติ
เช่น จากฟ้าผ่า สามารถป้องกันได้ยาก แต่แหล่งความร้อนท่ีมาจากมนุษย์สามารถป้องกันได้ คือ ป้องกันมิให้คนจุดไฟเผาป่า โดยการ
ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเร่ืองไฟป่า เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบและอันตรายที่เกิดจากไฟป่า เพ่ือให้
เลิกจดุ ไฟเผาป่า หรอื ใช้มาตรการทางกฎหมายบงั คบั มิให้ประชาชนจุดไฟเผาปา่ เป็นต้น
2) แยกเชอื้ เพลงิ เชอื้ เพลงิ ทที่ ำ� ใหเ้ กดิ ไฟปา่ ไดแ้ ก่ หญา้ ไมพ้ มุ่ ใบไม้ กง่ิ ไมแ้ หง้ ทหี่ ลน่ ทบั ถมอยบู่ นพนื้ ปา่ การแยกเชอ้ื เพลงิ ในปา่ ออกจาก
สามเหลีย่ มไฟ สามารถทำ� ได้ในระดบั หนง่ึ โดยการชิงเผาเพ่ือก�ำจัดหรือลดปรมิ าณเชื้อเพลิง และท�ำแนวกันไฟ เพอื่ ตัดชว่ งความต่อเน่อื ง
ของเชือ้ เพลิง
3) แยกอากาศ คอื แยกออกซเิ จนออกจากสามเหลย่ี มไฟ ในทางปฏบิ ตั แิ ลว้ เปน็ ไปไดย้ ากมาก เพราะออกซเิ จนเปน็ องคป์ ระกอบหลกั ของ
อากาศทฟี่ ุ้งกระจายอยู่ทั่วไป จึงไม่สามารถท่ีจะควบคมุ หรือกำ� จดั ออกไปจากบรเิ วณใดบรเิ วณหน่งึ ตามท่ตี อ้ งการได้
การเตรียมการดับไฟปา่ (Pre-suppression)
แมจ้ ะมมี าตรการปอ้ งกนั ไฟปา่ ทดี่ เี พยี งใด แตไ่ ฟปา่ กย็ งั มโี อกาสเกดิ ขน้ึ ได้ ดงั นน้ั จงึ ตอ้ งมกี ารเตรยี มความพรอ้ มสำ� หรบั จดั การไฟทเ่ี กดิ ขนึ้
ใหด้ บั ลงอยา่ งรวดเรว็ เพอื่ ลดความสญู เสยี ของปา่ ไม้ และสงิ่ แวดลอ้ มใหม้ นี อ้ ยทส่ี ดุ การเตรยี มการดบั ไฟปา่ จะตอ้ งเสรจ็ สมบรู ณก์ อ่ นทจี่ ะถงึ
ฤดไู ฟปา่ โดยมีขั้นตอน ดงั น้ี
1) เตรยี มพนกั งานดบั ไฟปา่ จดั ฝกึ อบรมใหม้ คี วามรู้ และทกั ษะในการดบั ไฟปา่ เพอื่ ใหม้ คี วามพรอ้ ม และมขี ดี ความสามารถทจี่ ะปฏบิ ตั งิ าน
ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ และปลอดภยั
2) จดั องคก์ รดบั ไฟปา่ โดยการจดั หมวดหมขู่ องพนกั งานดบั ไฟปา่ แบง่ หนา้ ทคี่ วามรบั ผดิ ชอบในการปฏบิ ตั งิ าน และจดั สายการบงั คบั บญั ชา
เพื่อประสิทธิภาพ และป้องกนั ความสับสนในระหว่างปฏบิ ัติงาน
3) เตรยี มเคร่ืองมอื และอุปกรณด์ ับไฟป่า โดยการจดั หา หรือซ่อมแซมเครือ่ งมือและอปุ กรณ์ดับไฟปา่ ทกุ ชนิด รวมไปถึงเคร่อื งมอื อื่น ๆ
ทเี่ กยี่ วข้อง เช่น อุปกรณ์การส่ือสาร ยานพาหนะ อปุ กรณก์ ารปฐมพยาบาล ใหเ้ พียงพอและอยู่ในสภาพที่พรอ้ มจะใช้งานไดท้ นั ที
4) เตรยี มแผนการควบคมุ ไฟปา่ ซึ่งประกอบดว้ ยแผนดบั ไฟป่า แผนส่งก�ำลงั บ�ำรงุ แผนรกั ษาความปลอดภัยในขณะปฏบิ ตั ิงาน เป็นต้น
การตรวจหาไฟ (Detection)
เมอ่ื ถงึ ฤดไู ฟปา่ จะตอ้ งจดั ระบบการตรวจหาไฟ เพอ่ื ใหท้ ราบวา่ มไี ฟไหมป้ า่ ขน้ึ ทใ่ี ดการตรวจหาไฟมคี วามสำ� คญั อยา่ งยงิ่ เพราะยง่ิ ตรวจพบ
ไฟเรว็ เท่าใด โอกาสที่จะควบคุมไฟนั้นไวไ้ ด้ย่งิ มีมากขึ้นเท่านน้ั
การดับไฟปา่ (Suppression)
การดับไฟป่าเป็นขั้นตอนของงานควบคุมไฟป่าท่ีหนักท่ีสุด และเสี่ยงอันตรายที่สุด การดับไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยน้ัน
ไม่สามารถจะเขียนหรือก�ำหนดเทคนิควิธีการดับไฟป่าท่ีแน่นอนตายตัวได้ หากแต่ทุกอย่างจะต้องพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ และ
พฤติกรรมของไฟท่สี ามารถผนั แปรและเปลีย่ นแปลงอย่ตู ลอดเวลา
| 23
การใชป้ ระโยชนจ์ ากไฟ (Use of Fire)
การใชป้ ระโยชนจ์ ากไฟ คือ การใชไ้ ฟเพ่อื วัตถุประสงคต์ ่าง ๆ ในการจดั การปา่ ไม้ ไดแ้ ก่ การก�ำจดั ชนิดพรรณไมท้ ไ่ี มต่ อ้ งการ การส่งเสริม
การงอกของเมล็ดไม้บางชนิด การลดปริมาณโรคและแมลง และการจัดการสัตว์ป่า การใช้ไฟดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้แผนการควบคุม
ทีถ่ กู ตอ้ งตามหลักวชิ าการ เพ่อื ป้องกันไม่ใหเ้ กิดความเสยี หายตอ่ ปา่ ไมแ้ ละสง่ิ แวดล้อมมากเกินขอบเขตทย่ี อมรับได้
การประเมนิ ผลการปฏิบัตงิ าน (Evaluation)
ควรมีการประเมนิ ผลการปฏบิ ัตงิ านทกุ ๆ ขั้นตอน รวมถึงการประเมินความเสียหายท่เี กิดจากไฟไหม้ปา่ เพอ่ื ใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู ในการปรับปรงุ
แผนงานควบคุมไฟป่าให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยย่ิง ๆ ข้ึน (ส�ำนักงานคณะกรรมการการกระจายอ�ำนาจให้แก่องค์กรปกครอง
สว่ นท้องถนิ่ , 2547, น.94–96)
• การประชาสัมพนั ธ์ป้องกันไฟปา่
ปจั จบุ นั เปน็ ทท่ี ราบกนั ดวี า่ ไฟปา่ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในประเทศไทย ลว้ นมสี าเหตมุ าจากประชาชนเปน็ ผจู้ ดุ ทงั้ สนิ้ ดงั นนั้ แนวทางการแกไ้ ขปญั หาไฟปา่
ทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพทส่ี ดุ คอื การแกไ้ ขทต่ี น้ เหตุ คอื การดำ� เนนิ การในทกุ วถิ ที างทจี่ ะปอ้ งกนั ไมใ่ หป้ ระชาชนจดุ ไฟเผาปา่ อกี ตอ่ ไป ในตา่ งประเทศ
ก็มปี รัชญาในการแก้ไขปญั หาไฟปา่ ในทำ� นองเดียวกนั น้ี คอื ให้ความสำ� คญั กับการป้องกนั ไฟปา่ มากกว่าการแก้ไขปญั หาท่ปี ลายเหตุ
ส�ำหรับประเทศไทยการป้องกันไม่ให้ประชาชนจุดไฟเผาป่าท�ำได้โดยอาศัยการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและตระหนักถึง
ผลกระทบและอนั ตรายอนั เกดิ จากไฟปา่ เกดิ ทศั นคตทิ ถ่ี กู ตอ้ งตอ่ ปญั หาไฟปา่ อนั จะเปน็ ผลนำ� ไปสกู่ ารปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมของประชาชน
โดยเลิกการจุดไฟเผาป่า และหันมาร่วมมือกันป้องกันไฟป่า การประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่า สามารถด�ำเนินการในรูปแบบต่าง ๆ กัน
หรือใช้หลาย ๆ เทคนิกร่วมกนั ไดแ้ ก่ การประชาสัมพนั ธ์เคลอื่ นท่ี ประชาสัมพันธ์ผา่ นสอ่ื มวลชน การใชป้ ้ายประชาสัมพนั ธ์ ส่อื สง่ิ พิมพ์
เอกสารเผยแพร่ และนทิ รรศการ การใหค้ วามรผู้ ่านกิจกรรมค่ายเยาวชน หรือออกไปให้ความรู้ตามโรงเรียนต่าง ๆ และการฝึกอบรมด้าน
ไฟปา่ ส�ำหรับประชาชนโดยทั่วไป
• การจัดการเช้อื เพลิง
เชอ้ื เพลงิ เปน็ 1 ใน 3 องคป์ ระกอบของสามเหลยี่ มไฟ เชอ้ื เพลงิ ทที่ ำ� ใหเ้ กดิ ไฟปา่ คอื อนิ ทรยี สารทกุ ชนดิ ในปา่ ทตี่ ดิ ไฟได้ ไดแ้ ก่ ตน้ ไม้ ตอไม้
ไม้พมุ่ ก่ิงไม้ ใบไม้ หญ้า และไม้พ้นื ล่างตา่ ง ๆ รวมไปถงึ เศษซากพชื (Duff) และดนิ อินทรีย์ (Peat) โดยทฤษฎีแลว้ หากไม่มีเชื้อเพลงิ เหลา่ นี้
ไฟป่าก็จะไม่เกิดข้ึนได้ แต่ในความเป็นจริงทฤษฎีน้ีเป็นส่ิงท่ีเป็นไปไม่ได้ เพราะเชื้อเพลิงในป่าเป็นองค์ประกอบส่วนหน่ึงของระบบนิเวศ
ป่าไม้น้ันนั่นเอง อย่างไรก็ตามในทางปฏบิ ัติถงึ แม้จะไม่สามารถก�ำจัดเชอ้ื เพลิงทง้ั หมดออกไปจากปา่ ได้ แต่ก็สามารถลดปริมาณเชือ้ เพลิง
บางส่วนหรอื เปลยี่ นแปลงสภาพของเชอื้ เพลิง หรอื ตดั ตอนความต่อเนื่องของเชอื้ เพลงิ ออกจากกัน ดงั น้ันการจดั การเชอ้ื เพลงิ จงึ พจิ ารณา
ดำ� เนนิ การเฉพาะในพนื้ ทท่ี ม่ี คี วามเสย่ี งตอ่ การเกดิ ไฟปา่ สงู มกี ารสะสมของเชอื้ เพลงิ มาก หากเกดิ ไฟปา่ จะยากตอ่ การควบคมุ หรอื ในพน้ื ท่ี
ที่มีคุณค่าสูง ซึ่งกิจกรรมในการจัดการเช้ือเพลิงเหล่านี้จะมีผลโดยตรงท�ำให้พฤติกรรมของไฟป่าเปล่ียนแปลงไปในลักษณะท่ีง่ายต่อการ
ควบคมุ มากขนึ้ เชน่ อตั ราการลกุ ลามชา้ ลงและไมต่ อ่ เนอ่ื ง ความรนุ แรงของไฟลดลง ความสงู เปลวไฟลดลง การตดิ ไฟของเชอ้ื เพลงิ ยากขน้ึ
เป็นต้น
เทคนิคการจัดการเชอ้ื เพลงิ มีหลายวธิ ี และในทางปฏบิ ตั ิจะตอ้ งผสมผสานหลาย ๆ วธิ ีเข้าด้วยกนั จึงจะเกดิ ประสทิ ธิภาพ เทคนิคหลักใน
การจัดการเชอ้ื เพลิง แบง่ ได้เป็น 3 ประเภท คือ
1) การลดปริมาณเช้ือเพลงิ (Fuel Reduction) เป็นเทคนิคการลดความรนุ แรงของไฟป่าโดยการลดทอนปรมิ าณของเช้ือเพลงิ ที่
สะสมอยู่ในป่าใหน้ อ้ ยลง ซง่ึ การวางแผนลดปรมิ าณเชือ้ เพลิงจะต้องพิจารณากลไกการสะสมเชือ้ เพลงิ ในป่าเป็นหลกั โดยในกรณี
24 |
ของป่าธรรมชาติ จะต้องท�ำการลดปริมาณเช้ือเพลิงตามช่วงเวลาท่ีเหมาะสมตามการเพ่ิมปริมาณของเช้ือเพลิงตามธรรมชาติ
ทั้งนเ้ี พอ่ื รกั ษาระดับเช้อื เพลงิ ใหอ้ ยใู่ นปริมาณทย่ี อมรับได้อยตู่ ลอดเวลา การลดปรมิ าณเชอ้ื เพลงิ ทำ� ได้หลายวธิ ี เช่น การเผาตาม
ก�ำหนด การน�ำเช้ือเพลงิ ไปใชป้ ระโยชน์ เชน่ นำ� ไปท�ำป๋ยุ ทำ� เช้อื เพลิงอัดแท่ง การกำ� จดั เชื้อเพลิงโดยการเผาในเตาเผาเคล่อื นท่ี
การใช้เครื่องจกั รกลไถเพ่ือฝงั กลบเช้อื เพลิง เป็นตน้
2) การเปล่ยี นแปลงประเภทของเชื้อเพลิง (Fuel Conversion) คือ การท่เี ชอ้ื เพลงิ ชนิดเดิมถกู แทนทดี่ ว้ ยเชอ้ื เพลงิ ชนิดใหม่ทม่ี ี
คณุ สมบตั ใิ นการตดิ ไฟแตกตา่ งไปจากเดมิ เชน่ ตดิ ไฟยากขนึ้ หรอื ตดิ ไฟแลว้ ลกุ ลามชา้ กวา่ เดมิ ใหค้ วามรอ้ นตำ่� กวา่ เดมิ แนวความคดิ นี้
ไดม้ าจากประสบการณใ์ นการตั้งถน่ิ ฐานของชาวตะวนั ตก ซง่ึ มีการเปลีย่ นพรรณไม้ปา่ ให้กลายเปน็ พรรณไม้บา้ น เปลีย่ นทุง่ หญ้า
ธรรมชาตเิ ดมิ เปน็ ทงุ่ หญา้ เลยี้ งสตั ว์ เปลยี่ นปา่ และทงุ่ แฟรเี่ ปน็ พนื้ ทกี่ ารเกษตร ซงึ่ มผี ลทำ� ใหพ้ ฤตกิ รรมของไฟปา่ ทเี่ กดิ ขน้ึ ในพน้ื ทน่ี นั้ ๆ
เปลย่ี นแปลงตามไปดว้ ย โดยท่ัวไปการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปในลกั ษณะทค่ี วามถ่ี และความรนุ แรงของไฟลดลง อยา่ งไรกต็ ามใน
บางกรณีกลบั ปรากฎวา่ การเปล่ยี นแปลงประเภทของเชอื้ เพลิงมผี ลทำ� ใหค้ วามถี่ และความรุนแรงของไฟเพมิ่ ขน้ึ
ในทางปฏบิ ตั ิ การเปลีย่ นแปลงประเภทของเชื้อเพลงิ ทง้ั พืน้ ทีเ่ ป็นไปได้ยาก จึงอาจทำ� ได้แค่บางส่วน เชน่ ทำ� เป็นแนว หรือทำ� เปน็
หยอ่ ม ๆ เชน่ การปลกู ป่าเป็นแนวในทงุ่ หญา้ เพ่อื เปลยี่ นประเภทของเชื้อเพลิงในแนวนั้น ๆ จากหญา้ เปน็ ใบไม้กง่ิ ไมแ้ ห้ง ท่ีตดิ ไฟ
ยากกวา่ และลุกลามช้ากวา่ หญา้
3) การแยกเชื้อเพลงิ (Fuel Isolation) คือ การทีเ่ ช้ือเพลิงท่ีมอี นั ตรายสงู และมีการจดั เรียงตวั อยา่ งตอ่ เนื่อง ถูกแยกออกหรอื
ถกู ตดั ตอนออกจากกนั ดว้ ยแนวกนั ไฟ โดยมวี ตั ถปุ ระสงค์ เพอื่ ปอ้ งกนั ไมใ่ หไ้ ฟลกุ ลามเขา้ ไปในพนื้ ทหี่ รอื ปอ้ งกนั ไมใ่ หไ้ ฟลกุ ลามออก
จากพื้นท่ีที่ก�ำหนด ประโยชน์ของการแยกเช้ือเพลิงด้วยแนวกันไฟจึงไม่ได้มีเพ่ือลดโอกาสการเกิดไฟหรือลดความรุนแรงของไฟ
เหมอื นการลดปรมิ าณหรอื เปลย่ี นแปลงประเภทของเชอ้ื เพลงิ หากแตจ่ ะชว่ ยจำ� กดั ขอบเขตของไฟ เพอื่ ใหห้ นว่ ยดบั ไฟปา่ สามารถ
เข้าไปควบคุมไฟได้ง่ายข้ึน ตามปรัชญาหลักสองประสานในการป้องกันตัวเอง คือ การใช้ป้อมปราการที่ม่ันคง (โดยแนวกันไฟ)
ประสานกับการตอบโตท้ รี่ วดเรว็ (โดยหนว่ ยดบั ไฟปา่ เคล่ือนท่เี ร็ว)
ถึงแมว้ า่ เทคนคิ การจัดการเช้ือเพลิงจะมีหลากหลาย แต่มเี พยี งการท�ำแนวกนั ไฟ และการชงิ เผา ทีใ่ ช้กนั อยู่ในทางปฏิบตั ิอย่างกว้างขวาง
ท้งั นเ้ี นื่องจากเทคนคิ อนื่ ๆ สว่ นใหญ่มขี ้อจำ� กัดและมกั จะใช้ไดเ้ ฉพาะบางกรณีหรอื เฉพาะบางพืน้ ทเ่ี ท่านน้ั
• แนวกนั ไฟ (Firebreaks or Fuelbreaks)
แนวกนั ไฟ หมายถงึ แนวกดี ขวางตามธรรมชาตหิ รอื ทมี่ นษุ ยส์ รา้ งขน้ึ เพอ่ื หยดุ ยง้ั ไฟปา่ หรอื เพอ่ื เปน็ แนวตรวจการณไ์ ฟ หรอื เปน็ แนวตง้ั รบั
ในการดับไฟป่า แนวกนั ไฟโดยท่ัวไป คอื แนวทม่ี กี ารกำ� จัดเช้ือเพลิงทจ่ี ะทำ� ให้เกดิ ไฟปา่ ออกไป โดยอาจจะกำ� จัดเชอื้ เพลิงออกไปท้งั หมด
จนถึงช้ันดินแท้หรืออาจจะก�ำจัดเฉพาะเช้ือเพลิงท่ีติดไฟง่ายออกไป เท่าน้ันก็ได้ แนวคิดในการท�ำแนวกันไฟก็เพื่อตัดช่วงความต่อเน่ือง
ของเชอื้ เพลงิ เปน็ การปอ้ งกนั ไมใ่ หไ้ ฟลกุ ลามเขา้ ไปในพน้ื ทท่ี จี่ ะคมุ้ ครอง หรอื ปอ้ งกนั ไมใ่ หไ้ ฟลกุ ลามออกมาจากพน้ื ทท่ี ก่ี ำ� หนด แนวกนั ไฟ
(Firebreaks) มีความแตกต่างกับแนวดับไฟ (Fire line) ตรงท่ีแนวกันไฟจะท�ำเอาไว้ล่วงหน้าก่อนการเกิดไฟป่า ส่วนแนวดับไฟจะท�ำ
ในขณะที่ก�ำลงั เกิดไฟไหม้ และทำ� ข้นึ เพ่ือการดับไฟทางออ้ ม (Indirect attack) หรือเพอื่ การดบั ไฟด้วยไฟ (Back firing) ซ่งึ จะกล่าวถงึ
ในบทท่ีว่าดว้ ยวิธกี ารดับไฟปา่
ทั้งนี้แนวกันไฟจะมีประสิทธิภาพมาก หากสามารถท�ำแนวกันไฟไว้ในทิศทางที่ให้แนวหัวไฟมาชนแนวกันไฟเป็นมุมเฉียง ท้ังน้ีเนื่องจาก
ตามแนวมมุ เฉยี งแนวกนั ไฟจะมคี วามกวา้ งมากขนึ้ ไฟขา้ มยากขนึ้ แตถ่ า้ แนวหวั ไฟตงั้ ฉากกบั แนวกนั ไฟ ไฟจะมโี อกาสขา้ มแนวไดง้ า่ ยทสี่ ดุ
เพราะในทิศทางน้นั แนวกนั ไฟจะมีความกวา้ งน้อยทส่ี ุด
| 25
1) วัตถปุ ระสงค์ของการท�ำแนวกันไฟ
- เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟป่าลุกลามเข้าไปในพื้นที่ท่ีจะคุ้มครอง ซ่ึงอาจจะเป็นพื้นท่ีป่าสมบูรณ์ สวนป่า แหล่งชุมชน หรือพื้นท่ีท่ีมี
ความสำ� คญั อ่ืน ๆ ในกรณนี ีจ้ ะตอ้ งสามารถคาดการณ์ทิศทางที่ไฟจะลุกลามเข้ามาไดอ้ ย่างแมน่ ยำ� จากน้ันจงึ ทำ� แนวกนั ไฟสกัด
ในทศิ ทางนัน้
- เพื่อแบ่งพื้นท่ีคุ้มครองออกเป็นส่วน ๆ ในการควบคุมไฟ เช่น การท�ำแนวกันไฟแบ่งพื้นที่ในสวนป่าออกเป็นบล๊อค (Block)
เพอื่ ความสะดวกในการดบั ไฟปา่ โดยหากเกดิ ไฟไหมใ้ นบลอ๊ คใดกจ็ ะพยายามปอ้ งกนั ไมใ่ หไ้ ฟลกุ ลามออกจากบลอ๊ คนนั้ แนวกนั
ไฟในลกั ษณะนจ้ี ะเรยี กวา่ Fuelbreaks ซง่ึ มกั จะทำ� ในพนื้ ทท่ี ม่ี เี ชอ้ื เพลงิ มาก เชน่ สวนปา่ หรอื ทงุ่ หญา้ ทเี่ มอื่ เกดิ ไฟปา่ ขน้ึ แลว้ ไฟ
จะมคี วามรุนแรง และรวดเร็วมากจนไมส่ ามารถดับไฟทางตรงได้ เปน็ การยอมเสียพืน้ ท่บี างสว่ น เพื่อรกั ษาพืน้ ทสี่ ่วนใหญเ่ อาไว้
- เพอ่ื ใชเ้ ปน็ เสน้ ทางตรวจการณร์ ะวงั ไฟปา่ แนวกนั ไฟจะทำ� หนา้ ทเี่ หมอื นเสน้ ทางลำ� ลองทใี่ ชใ้ นการตรวจหาไฟทางพนื้ ดนิ โดยการ
เดินเทา้ จักรยานยนต์ หรอื อาจจะใช้รถยนต์ได้ ทง้ั นี้ขึน้ อยู่กับลักษณะของแนวกนั ไฟนน้ั
- เปน็ แนวตั้งรับในการดับไฟป่า โดยใช้เป็นเส้นทางลำ� เลยี งเจ้าหนา้ ท่ีและเครอ่ื งมือเขา้ ไปดับไฟปา่ และในกรณฉี กุ เฉิน สามารถ
ลา่ ถอยมาใช้แนวกันไฟเป็นแนวต้ังรบั ท่ีปลอดภยั ได้
2) การสรา้ งแนวกนั ไฟ
การสร้างแนวกันไฟโดยทั่วไปจะประกอบดว้ ยแนว 2 ช้นั คือ ชนั้ นอกเป็นแนวกว้างท่กี �ำจัดไมพ้ ุ่ม และไม้พื้นล่างออกจนหมด และชน้ั ใน
ซงึ่ เปน็ แนวทแี่ คบลงอยภู่ ายในแนวแรกอกี ทหี นง่ึ ซง่ึ จะกำ� จดั เชอ้ื เพลงิ ออกทง้ั หมดจนถงึ ชนั้ ผวิ หนา้ ดนิ แนวกนั ไฟสามารถสรา้ งได้ 6 วธิ ี คอื
- ใชแ้ รงงานคนหรอื เครอื่ งจกั รกล ซงึ่ เปน็ วธิ สี รา้ งแนวกนั ไฟสว่ นใหญ่ ในเขตอบอนุ่ ซงึ่ เกดิ ไฟเรอื นยอดทม่ี คี วามรนุ แรงสงู การสรา้ ง
แนวกันไฟจะต้องกว้างและก�ำจัดต้นไม้ทั้งหมดออกจากแนว จึงจ�ำเป็นต้องใช้เคร่ืองจักรกลหนัก เช่น รถแทรคเตอร์ และ
รถบลู โดเซอร์ มาใชใ้ นการไถทำ� แนวกนั ไฟ แตส่ ำ� หรบั ประเทศไทยซงึ่ ไฟสว่ นใหญเ่ ปน็ ไฟผวิ ดนิ การทำ� แนวกนั ไฟแบบกำ� จดั เชอ้ื เพลงิ
บนพนื้ ปา่ ออกก็เพยี งพอ ไม่จำ� เป็นตอ้ งตัดไม้ยนื ต้นทิ้ง จงึ ใชแ้ รงงานคนและเครอื่ งมือเกษตร หรอื ใชค้ ราด (Rakehoe) ซ่งึ เปน็
อปุ กรณ์ที่ประดิษฐข์ ้นึ เพอื่ ใช้ในการทำ� แนวกนั ไฟโดยเฉพาะ
- ใชส้ ารเคมี ในเขตอบอนุ่ มกี ารใชย้ ากำ� จดั วชั พชื เพอื่ ทำ� แนวกนั ไฟกนั อยา่ งกวา้ งขวาง เชน่ โซเดยี มอะเซไนท์ แตส่ ว่ นใหญม่ ผี ลตกคา้ ง
ในดนิ และมอี ันตรายต่อสัตว์ปา่ จงึ มกี ารใช้สารหน่วงการไหมไ้ ฟ (Fire retardant chemicals) เช่น ไดแอมโมเนยี มฟอสเฟต
และโมโนแอมโมเนยี มฟอสเฟต โดยการฉดี พน่ ลงบนหญา้ หรอื เชอ้ื เพลงิ เบาอน่ื ๆ สารดงั กลา่ วจะจบั ตวั เปน็ ชนั้ บาง ๆ เคลอื บเชอ้ื เพลงิ
ท�ำให้ไม่ติดไฟหรือติดไฟยากข้ึน สารหน่วงการไหม้ไฟน้ีจะคงคุณสมบัติอยู่ตราบเท่าที่เชื้อเพลิงยังแห้ง แต่เม่ือถึงฤดูฝน น้�ำฝน
จะชะล้างสารดังกล่าวไปตกค้างในดิน หรือชะล้างลงแหล่งน�้ำ ก่อให้เกิดปัญหาดินและน�้ำได้ ดังน้ันในช่วงทศวรรษท่ีผ่านมา
จงึ มผี ูพ้ ยายามคดิ ค้นสารหนว่ งการไหมไ้ ฟที่ไม่มพี ิษตกคา้ งตอ่ ส่งิ แวดลอ้ ม ได้แก่ โฟมทส่ี กัดจากโปรตีน เช่น Class A Foam
ซง่ึ เรม่ิ ใช้กันอยา่ งแพรห่ ลายในขณะน้ี อย่างไรก็ตามโฟมดงั กล่าวยงั มีราคาคอ่ นขา้ งแพงอยู่
- ใชพ้ ชื ทเ่ี ขยี วอยตู่ ลอดปปี ลกู เปน็ แนว เรยี กวา่ Green Belt แนวกนั ไฟจากพชื นจ้ี ะคงประสทิ ธภิ าพอยตู่ ราบเทา่ ทพี่ ชื ทปี่ ลกู ยงั คง
ความช่มุ ช้นื พนั ธุไ์ มท้ เี่ ลือกมาปลกู ในแนวกนั ไฟน้ี จะต้องไม่ผลดั ใบในฤดแู ลง้ มีความอวบนำ�้ สงู มีเรอื นยอดแน่นทึบปกคลุมดิน
เพอื่ ใหแ้ สงสอ่ งถงึ พน้ื ดนิ ไดน้ อ้ ย ทำ� ใหม้ วี ชั พชื ขน้ึ นอ้ ยตามไปดว้ ย การทำ� แนวกนั ไฟชนดิ นจ้ี ะไดผ้ ลดี ถา้ มกี ารชลประทานชว่ ยให้
นำ้� แกพ่ ืชท่ีปลกู อยูต่ ลอดเวลา เพ่ือให้แนวกันไฟคงความเขยี วชอุ่มชมุ่ ชื้นอย่เู สมอ ส�ำหรบั ประเทศไทยไดเ้ คยทดลองประยกุ ตใ์ ช้
วธิ ีน้ใี นบางพ้นื ที่ โดยตน้ ไมท้ ่ีน�ำมาทดลองปลูก ไดแ้ ก่ สะเดาช้าง ตน้ แสยก และกลว้ ยป่า
26 |
- ใชก้ ารใหน้ ำ�้ วธิ นี คี้ ลา้ ย ๆ กบั วธิ ใี ชพ้ ชื เพยี งแตไ่ มจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งปลกู พชื ขน้ึ ใหม่ หากแตเ่ ปน็ การใหน้ ำ้� แกพ่ ชื ทม่ี อี ยแู่ ลว้ ตามธรรมชาติ
เพ่ือให้พืชที่ปกคลุมแนวดังกล่าวคงความชุ่มช้ืนอยู่ตลอดเวลา ท้ังน้ีอาจท�ำโดยการจัดระบบชลประทานให้มีน�้ำไหลผ่าน
แนวกนั ไฟนตี้ ลอดเวลา หรือใชร้ ะบบวางท่อนำ�้ ตามแนวกนั ไฟแล้วติดตัง้ สปรงิ เกอรส์ �ำหรบั ให้นำ้� เปน็ ช่วง ๆ หรอื เจาะรทู ท่ี อ่ น�้ำ
เป็นช่วง ๆ เพ่ือให้น้ำ� ไหลซมึ ออกมาหลอ่ เลย้ี งพื้นทอี่ ยา่ งสมำ�่ เสมอ แนวกันไฟท่ีสรา้ งโดยวิธีน้ี เรยี กว่า แนวกนั ไฟเปียก (Wet
Firebreaks) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการยับยั้งไฟป่าได้ผลดีมาก แต่ราคาในการลงทุนสร้างก็สูงมากด้วยเช่นกัน ในประเทศไทย
ไดม้ ีการทดลองทำ� แนวกนั ไฟเปียกดงั กล่าวท่ศี ูนย์ศึกษาการพฒั นาห้วยฮอ่ งไครต้ ามพระราชดำ� ริ จงั หวดั เชยี งใหม่
- ใช้การเผาพ้ืนท่ีเป็นแนวเพ่ือก�ำจัดวัชพืช และเป็นการกระตุ้นการงอกของพืชใหม่ และหญ้าสดซึ่งไม่ติดไฟ การท�ำแนวกันไฟ
ดว้ ยวธิ นี ใ้ี ชก้ นั มานานและแพรห่ ลายมาก ในแทบทกุ ภมู ภิ าคของโลก เนอ่ื งจากเสยี คา่ ใชจ้ า่ ยและแรงงานนอ้ ยทส่ี ดุ แตไ่ ดแ้ นวกนั ไฟ
ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพสงู ในประเทศไทยเกษตรกรสว่ นใหญใ่ ชก้ ารเผา เพอื่ ทำ� แนวกนั ไฟปอ้ งกนั บา้ นเรอื นและเรอื กสวนไรน่ า หากแต่
การใชว้ ิธีนจี้ ะต้องมีมาตรการควบคมุ เป็นอยา่ งดี มิเชน่ น้นั แล้วไฟอาจลกุ ลามออกไปนอกพืน้ ทไี่ ด้
- ใชแ้ นวธรรมชาติ ในหลาย ๆ โอกาส สามารถจะใชป้ ระโยชนจ์ ากสง่ิ ทม่ี อี ยแู่ ลว้ ตามธรรมชาติ เชน่ ลำ� หว้ ย แนวผาหนิ หรอื ทม่ี นษุ ย์
สร้างขึน้ เชน่ ถนน ทางรถไฟ แนวสายไฟฟา้ แรงสูงมาปรับปรุง และดัดแปลงใหเ้ ป็นแนวกันไฟได้ โดยไมต่ อ้ งสรา้ งข้นึ ใหม่แต่
อยา่ งใด
3) ข้อควรคำ� นงึ ในการทำ� แนวกันไฟ
ในทางปฏิบัติไม่สามารถก�ำหนดได้แน่นอนตายตัวว่าแนวกันไฟจะต้องมีความกว้างเท่าไร เนื่องจากมีปัจจัยท่ีมีผลต่อความกว้างของ
แนวกันไฟทีต่ ้องพจิ ารณาหลายปัจจัย เช่น ลกั ษณะของเชอ้ื เพลิง สภาพภมู ิประเทศ ตลอดจนลกั ษณะอากาศ โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงทศิ ทาง
และความรนุ แรงของลม ในพื้นท่ีในปา่ เตง็ รังทม่ี ีไฟไหมท้ ุกปี แนวกันไฟกวา้ งเพียง 2 – 3 เมตร กอ็ าจเพยี งพอ แตใ่ นป่าไผห่ รือทุง่ หญ้า
แนวกนั ไฟขนาดกวา้ ง 100 – 200 เมตร ก็อาจไมส่ ามารถยับยัง้ ไฟได้ อย่างไรกต็ ามโดยทฤษฎแี ลว้ แนวกนั ไฟจะตอ้ งกวา้ งกว่าความยาว
ของเปลวไฟในแนวราบ (Horizontal Flame Length) เป็นอย่างน้อย หลักเกณฑ์ทั่วไปในการพิจารณาก�ำหนดขนาดความกว้างของ
แนวกันไฟ และขอ้ ควรค�ำนึงอน่ื ๆ ในการทำ� แนวกนั ไฟ มดี ังน้ี
- แนวกันไฟในพ้ืนที่ลาดชัน ต้องกว้างกว่าแนวกันไฟในพื้นท่ีราบ และต้องขุดเป็นร่องตลอดขอบแนวกันไฟด้านล่าง เพื่อใช้ดัก
เช้อื เพลิงจ�ำพวกขอนไม้ติดไฟทกี่ ลิง้ ลงมาตามความลาดชนั ไม่ใหก้ ลิง้ ผ่านแนวกันไฟไปได้
- ถา้ ปรมิ าณและความหนาของช้นั เช้ือเพลิงยงิ่ มาก แนวกนั ไฟกต็ ้องย่งิ กว้างมาก
- พ้ืนที่ที่เช้ือเพลิงที่อาจจะก่อให้เกิดลูกไฟปลิวไปได้ไกล หรือในพ้ืนท่ีโล่ง มีลมแรง แนวกันไฟจะต้องท�ำกว้างมาก เพ่ือป้องกัน
การปลวิ ของลูกไฟ และการพาความร้อน (Convection) โดยลมข้ามแนวกนั ไฟ
| 27
ภาพที่ 5 แสดงการขดุ รอ่ งดักเชือ้ เพลิง ในกรณีทท่ี ำ� แนวกนั ไฟในที่ลาดชัน
- เชื้อเพลงิ ที่ก�ำจัดออกจากแนวกนั ไฟ อาจจะน�ำมารวมกองเปน็ แนวตรงกลางแนวกันไฟแล้วเผาทิง้ หรอื นำ� ออกไปทงิ้ ทอ่ี ืน่ กรณี
ที่ต้องทิ้งเชือ้ เพลิงเอาไวใ้ นพนื้ ท่ีจะตอ้ งไม่ท้ิงเชื้อเพลิงไวท้ ่ีขอบแนวกนั ไฟทางดา้ นทีค่ าดว่าไฟจะลามเข้ามา มเิ ช่นนน้ั เมอื่ ไฟลาม
เข้ามาใกลข้ อบแนวดงั กลา่ วจะทำ� ใหไ้ ฟเพ่ิมความรุนแรงขึ้นกว่าเดมิ จนสามารถลกุ ลามข้ามแนวกันไฟไปได้
- หากสภาพภมู ิประเทศอำ� นวย ให้ท�ำแนวกนั ไฟใหต้ รงทสี่ ุดเทา่ ท่ีจะทำ� ได้ เพอ่ื ใหค้ วามยาวของแนวกันไฟส้ันที่สดุ เพอ่ื ประหยัด
เวลาและงบประมาณในการท�ำและดูแลรักษา โดยจุดเร่ิมต้นและจุดส้ินสุดของแนวกันไฟ จะต้องชนกับแนวใด ๆ ท่ีท�ำหน้าที่
เปน็ แนวกันไฟด้วยเชน่ กนั เชน่ เรม่ิ ตน้ ท�ำแนวกนั ไฟจากขอบถนน โดยใหแ้ นวกันไฟต้งั ฉากกบั แนวถนน และไปสิน้ สดุ แนวกนั ไฟ
ทร่ี มิ หว้ ย ในลกั ษณะเชน่ นี้ ไฟทไ่ี หมเ้ ขา้ มาหาแนวกนั ไฟจะไมส่ ามารถไหมอ้ อ้ มแนวออกทางซา้ ยหรอื ขวาได้ เนอื่ งจากตดิ แนวถนน
และแนวหว้ ย
ภาพที่ 6 แสดงแนวกนั ไฟทีม่ ีจดุ เรม่ิ ต้นและจดุ ส้ินสุดชนกับแนวอน่ื และท่ไี มช่ นกับแนวใด ๆ
28 |
4) การซอ่ มบำ� รุงแนวกันไฟ
แนวกนั ไฟท่สี รา้ งเสร็จเรยี บร้อยแลว้ จะสามารถอำ� นวยประโยชน์และท�ำหน้าท่ีไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ กต็ ่อเมอื่ มีการตรวจตราและบำ� รุง
รกั ษาซอ่ มแซมใหอ้ ยใู่ นสภาพสมบรู ณพ์ รอ้ มใชง้ านไดอ้ ยเู่ สมอ โดยหมน่ั ตรวจตรา กวาดเกบ็ และกำ� จดั เชอื้ เพลงิ ทท่ี บั ถมอยบู่ นพน้ื แนวกนั ไฟ
ชนั้ ใน ขณะเดยี วกนั ตอ้ งคอยกำ� จดั ไมพ้ มุ่ และไมพ้ น้ื ลา่ งทงี่ อกขน้ึ ใหมบ่ นแนวกนั ไฟชนั้ นอกอยเู่ สมอ ระวงั ไมใ่ หม้ ไี มล้ ม้ พาดขวางแนวกนั ไฟ
เพราะเมอื่ เกดิ ไฟไหม้ ไฟจะลามผา่ นไมล้ ม้ นแี้ ลว้ ขา้ มแนวกนั ไฟไปได้ และตรวจตราซอ่ มแซมรอ่ งระบายนำ้� ของแนวกนั ไฟทอ่ี ยบู่ นทลี่ าดชนั
และแนวกนั ไฟท่ใี ช้เปน็ ทางตรวจการณ์ เพ่ือป้องกนั การพังทลายของดนิ จนเกิดเป็นรอ่ งลกึ บนแนวกันไฟ
5) ประสทิ ธิภาพของแนวกนั ไฟ
แนวกนั ไฟทที่ ำ� ขน้ึ ลว่ งหนา้ เพอ่ื ปอ้ งกนั ไฟปา่ นนั้ ถงึ แมจ้ ะทำ� อยา่ งถกู ตอ้ งตามหลกั วชิ าการ และมกี ารซอ่ มบำ� รงุ ดแู ลรกั ษาเปน็ อยา่ งดแี ลว้
กต็ าม แต่ประสทิ ธิภาพของแนวกนั ไฟจะมมี ากหรอื น้อย ยังขน้ึ อยกู่ บั เง่อื นไขของสถานการณ์ในขณะนัน้ ๆ ด้วย คอื
- ถ้าไฟเกิดใกล้แนวกันไฟแล้วลุกลามเข้าหาแนวกันไฟ แนวกันไฟจะมีประสิทธิภาพในการหยุดยั้งไฟป่ามาก ทั้งนี้เนื่องจากไฟ
เพ่ิงเกิดมขี นาดเลก็ และอัตราการลกุ ลามยังช้าอยู่ หากไฟเกดิ หา่ งแนวกันไฟมาก และพัฒนาเปน็ ไฟขนาดใหญ่ ลุกลามรวดเร็ว
โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ หากมีลกู ไฟปลวิ แนวกนั ไฟนัน้ กจ็ ะมปี ระสทิ ธภิ าพนอ้ ยลงในการหยุดย้ังไฟ
- หากทศิ ทางของแนวไฟทพ่ี งุ่ เขา้ หาทำ� มมุ ฉากแนวกนั ไฟ แนวกนั ไฟจะมปี ระสทิ ธภิ าพนอ้ ย เนอ่ื งจากหวั ไฟจะชนและขา้ มแนวกนั ไฟ
ตรงจุดทมี่ ีระยะทางแคบทีส่ ุด โอกาสท่ีไฟจะขา้ มแนวจึงมีสูง แต่ถ้าทศิ ทางของแนวไฟท�ำมมุ เอยี งออกไปมากเท่าไร แนวกนั ไฟ
จะยิง่ มปี ระสทิ ธิภาพมากขนึ้ เนือ่ งจากหัวไฟจะตอ้ งขา้ มแนวกันไฟในมมุ เฉียง ซึ่งระยะทางในการขา้ มแนวกนั ไฟจะยาวขนึ้
ภาพที่ 7 แสดงโอกาสทีไ่ ฟจะพงุ่ ชนแนวกนั ไฟจากทศิ ทางตา่ ง ๆ
• การชิงเผา (Early Burning)
การชิงเผาเปน็ วธิ กี ารหนึ่งของการเผาตามก�ำหนด (Prescribe Burning) อันเปน็ การใชป้ ระโยชนจ์ ากไฟ เพ่อื การจัดการป่าไม้ การชิงเผา
มวี ตั ถปุ ระสงคห์ ลัก เพอื่ ลดปรมิ าณเช้อื เพลงิ ในปา่ ลง ท้งั น้เี พ่ือเปน็ การลดโอกาสในการเกิดไฟป่า หรือถา้ เกิดไฟปา่ ข้นึ ความรุนแรง และ
อนั ตรายของไฟน้ัน (Fire Hazard) จะมนี อ้ ยลง สามารถควบคมุ ไฟไดง้ า่ ย และปลอดภยั
| 29
ในทวีปออสเตรเลีย ใช้การชิงเผาเป็นกิจกรรมหลักของงานควบคุมไฟป่า โดยชิงเผาเพื่อควบคุมปริมาณเช้ือเพลิงในป่าให้อยู่ในระดับ
ท่ียอมรับได้อยู่เสมอ ท้ังน้ีเพ่ือป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ท่ีจะสร้างความเสียหายมาก และยากต่อการควบคุม ความรู้และเทคนิค
ในการชิงเผาในออสเตรเลีย จึงมีความก้าวหน้าเป็นอย่างย่ิง โดยได้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการวางแผน และควบคุม
การชิงเผา และมีการจัดการเพือ่ ลดปญั หาอันเกิดจากควนั ไฟ (Smoke Management)
ในทวปี อเมรกิ า การจดั การเชอ้ื เพลงิ โดยการชงิ เผามบี ทบาทในการจดั การไฟปา่ มากขน้ึ เรอื่ ย ๆ ภายหลงั การเกดิ ไฟปา่ ครงั้ รา้ ยแรงในอทุ ยาน
แห่งชาติเยลโล่ สโตน ในปี พ.ศ. 2531 โดยสาเหตสุ �ำคญั เน่อื งจากมีการสะสมของเช้อื เพลงิ ในปริมาณมาก
ส�ำหรับประเทศไทย มีการชิงเผาเพ่ือป้องกันไฟในสวนป่ามาเป็นเวลานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างย่ิงในระยะท่ีต้นไม้ยังมีขนาดเล็ก ซ่ึงจะ
มีเชื้อเพลิงจ�ำพวกวชั พชื ตา่ ง ๆ ขึ้นอย่ใู นปริมาณมาก ส�ำหรบั ในปา่ ธรรมชาติ หลังจากทีก่ รมป่าไม้ได้ดำ� เนนิ การควบคมุ ไฟป่าในพ้นื ทปี่ า่
ท่วั ประเทศ ท�ำให้ในหลายพน้ื ที่มกี ารสะสมของเชอ้ื เพลงิ ในปริมาณมาก และในปีใดทีเ่ กิดไฟไหม้ข้ึนในพ้ืนท่นี ั้น ไฟจะมคี วามรนุ แรงมาก
จนยากต่อการควบคุม และเป็นอันตรายอย่างย่ิงต่อพนักงานดับไฟป่า ดังน้ันการชิงเผาจึงเร่ิมเข้ามามีบทบาทส�ำคัญในการควบคุมไฟใน
ป่าธรรมชาติมากขน้ึ เรือ่ ย ๆ เชน่ กัน อย่างไรกต็ าม ไมว่ า่ การชงิ เผาจะดำ� เนนิ การอยา่ งถูกต้องและรัดกุมเพียงใด กต็ อ้ งเกดิ ผลกระทบต่อ
ปา่ ไมแ้ ละสง่ิ แวดลอ้ มอยา่ งหลกี เลยี่ งไมไ่ ด้ ดงั นนั้ จงึ กลา่ วไดว้ า่ เสน้ แบง่ ระหวา่ งการชงิ เผาและการเผาปา่ นน้ั บางมากและมองเหน็ ไมช่ ดั เจน
คอื หากดำ� เนนิ การอยา่ งไมถ่ กู ตอ้ ง ขาดความรู้ ประสบการณ์ และทกั ษะทเ่ี พยี งพอ การชงิ เผากอ็ าจสง่ ผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ มไมแ่ ตกตา่ ง
ไปจากการเผาป่า ดังนน้ั ผู้ทร่ี บั ผดิ ชอบในด้านน้ีพึงสงั วรใหจ้ งดี และศึกษาให้ร้จู ริงเสยี กอ่ น จึงค่อยลงมือปฏบิ ตั ิ
1) เกณฑ์ทีค่ วรค�ำนึงเพอ่ื เลอื กพนื้ ที่ทจ่ี ำ� เป็นตอ้ งชงิ เผา มีดังน้ี
- พน้ื ทนี่ นั้ มกี ารสะสมของเชอ้ื เพลงิ เปน็ จำ� นวนมากและตดิ ตอ่ กนั นานหลายปี หากเกดิ ไฟปา่ ขน้ึ ไฟจะมคี วามรนุ แรงมาก ยาก และ
อนั ตรายตอ่ การควบคุม
- พ้ืนที่นั้นมีโอกาสเส่ียงต่อการเกิดไฟป่าสูง และมีเช้ือเพลิงเบา เช่น แนวหญ้า และวัชพืชสองข้างทาง หรือทุ่งหญ้าติดชายป่า
ซ่ึงเมื่อเกิดไฟป่าข้นึ ไฟจะลุกลามอย่างรวดเรว็ และลุกลามเข้าสู่พ้นื ทปี่ า่ ขา้ งเคียงได้ในเวลาอันสัน้
- พ้ืนท่ีนั้นเป็นที่ลาดชันสูง มีร่องเขาที่มีโอกาสเกิด Chimney Effect หากเกิดไฟป่าข้ึน การเข้าไปดับไฟท�ำได้ยากล�ำบากและ
อันตราย
- พ้ืนท่ีน้ันอยู่ใกล้พ้ืนที่ที่มีความส�ำคัญเป็นพิเศษ เช่น สวนป่า ป่าที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า หรือพันธุ์ไม้หายากใกล้สูญพันธุ์
ปา่ ทม่ี หี ลกั ฐานทางโบราณคดหี รอื ทางศลิ ปวฒั นธรรม หรอื พนื้ ทน่ี น้ั อยใู่ กลช้ มุ ชน ซง่ึ ไฟสามารถลกุ ลามเขา้ สพู่ น้ื ทสี่ ำ� คญั ดงั กลา่ ว
ได้อยา่ งรวดเร็ว
2) การวางแผนชิงเผา
การชงิ เผา จะต้องมกี ารวางแผนทรี่ อบคอบรัดกมุ เพื่อให้เกดิ ประสทิ ธภิ าพสงู สดุ มีผลกระทบต่อสง่ิ แวดลอ้ มน้อยทีส่ ุด และผู้ปฏบิ ัติงานมี
ความปลอดภยั มากทีส่ ดุ โดยมขี น้ั ตอนในการวางแผนดังนี้
- กำ� หนดขอบเขตพน้ื ทท่ี ่ีชิงเผา และวัตถุประสงค์ของการชิงเผา
- กำ� หนดช่วงเวลาท่ีจะชงิ เผา ซงึ่ โดยท่วั ไปก็คอื ชว่ งกอ่ นหน้าท่ีจะถึงฤดูไฟปา่
- ก�ำหนดอตั ราก�ำลงั เครอ่ื งมอื วิธกี าร และเทคนคิ ในการเผา ตลอดจนวิธีการควบคุมไม่ใหไ้ ฟลกุ ลามออกนอกพนื้ ท่ีทจี่ ะชงิ เผา
- ก�ำหนดมาตรการความปลอดภัย ในกรณีท่ีเกิดความผิดพลาดในการเผา เช่น ไฟลามออกนอกแนว ไฟแรงกว่าท่ีคาดการณ์ไว้
หรือเกิดลมหวน เป็นต้น
30 |
3) ขอ้ ควรค�ำนงึ ในการชิงเผา
- การชิงเผาเพ่ือลดปริมาณเช้ือเพลิงต้องท�ำก่อนถึงช่วงฤดูแล้ง ซึ่งความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศยังค่อนข้างสูง อุณหภูมิต�่ำ และ
เชอื้ เพลงิ ยงั มคี วามชนื้ สงู ทำ� ใหไ้ ฟมคี วามรนุ แรงตำ�่ ลกุ ลามไปอยา่ งชา้ ๆ สามารถควบคมุ ไดง้ า่ ย และเกดิ ผลกระทบตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม
นอ้ ยท่สี ดุ โดยช่วงเวลาทเ่ี หมาะสมสำ� หรบั การชงิ เผา อยู่ระหว่าง 02.00 น. ถงึ 05.00 น.
- ตอ้ งทำ� แนวกนั ไฟรอบพน้ื ทท่ี จ่ี ะชงิ เผาเสยี กอ่ น เพอื่ ปอ้ งกนั ไมใ่ หไ้ ฟลกุ ลามออกไปนอกพนื้ ที่ และตอ้ งมเี จา้ หนา้ ทพ่ี รอ้ มเครอ่ื งมอื
ดับไฟป่าคอยควบคมุ ตลอดเวลา
- ในพน้ื ทร่ี าบ จะตอ้ งจดุ ไฟจากแนวกนั ไฟดา้ นใตล้ ม เพอ่ื ใหไ้ ฟลกุ ลามสวนทางลม อนั จะทำ� ใหอ้ ตั ราการลกุ ลามของไฟไมร่ วดเรว็ นกั
หลังจากท่ีไฟลุกลามมาได้ระยะหนึ่งซ่ึงเห็นว่าปลอดภัยดีแล้ว และในขณะนั้นลมไม่แรงจนเกินไป ก็อาจจุดไฟจากแนวกันไฟ
ด้านเหนือลมเพ่ือให้แนวไฟท่ีจุดขึ้นใหม่นี้ลุกลามตามลมไปบรรจบกับแนวไฟแรกตรงกลางพ้ืนที่ ทั้งนี้เพ่ือช่วยย่นระยะเวลาใน
การทำ� งานให้สนั้ ลง
- ในพน้ื ทลี่ าดชนั จะตอ้ งทำ� แนวกนั ไฟดา้ นบนใหก้ วา้ งเปน็ พเิ ศษ และจดุ ไฟจากแนวกนั ไฟดา้ นบนเขา เพอ่ื ใหไ้ ฟลกุ ลามลงดา้ นลา่ ง
ซึง่ อตั ราการลุกลามของไฟจะช้ากวา่ ไฟลามขน้ึ เขามาก ทำ� ใหค้ วบคุมไฟได้งา่ ยข้ึน ทง้ั น้ตี ้องวางก�ำลงั คนและเคร่ืองมอื สว่ นใหญ่
อยู่ท่ีแนวกันไฟด้านบนเขา เพ่ือป้องกันไม่ให้ไฟท่ีจุดลุกลามข้ามแนวกันไฟขึ้นไปบนเขา โดยเฉพาะอย่างย่ิงหากการชิงเผาท�ำ
ในเวลากลางวัน ซึ่งลมจะพัดขึ้นเขา ไฟท่ีเริ่มจุดจะหันเปลวไฟไปตามทิศทางลม คือ ทิศขึ้นเขา และมีโอกาสข้ามแนวกันไฟ
ไปได้ หลงั จากนน้ั เมอื่ ไฟลามลงเขามาไดใ้ นระยะซงึ่ เหน็ วา่ ปลอดภยั แลว้ กอ็ าจจดุ ไฟจากแนวกนั ไฟดา้ นลา่ ง เพอ่ื ใหไ้ ฟลามขน้ึ เขา
ไปพบแนวไฟแรกทีล่ ามลงมา เพอื่ ให้การปฏบิ ัตงิ านเสรจ็ สน้ิ เรว็ ขึ้น
- เนอ่ื งจากการชงิ เผาจะตอ้ งทำ� ในชว่ งเวลาทย่ี งั ไมเ่ หมาะสมทจี่ ะเกดิ การเผาไหมข้ องเชอ้ื เพลงิ ในปา่ ดงั นน้ั ในบางครง้ั จะมคี วามยาก
ลำ� บากในการจดุ ไฟให้ติด หรอื ไฟติดแล้วไม่ลุกลาม หรอื ลกุ ลามชา้ การชงิ เผาจงึ เปน็ งานที่นา่ เบื่อหน่าย เพราะตอ้ งใชเ้ วลามาก
และต้องใช้ความพยายามและความอดทนสูง ซ่ึงผ้ปู ฏิบตั ิงานจะต้องเขา้ ใจและยอมรบั ธรรมชาติของงานนี้ใหไ้ ด้ การปฏบิ ตั ิงาน
จงึ จะประสบผลสำ� เร็จ (สมชาย โกมลคงอย,ู่ 2561, น.15–29)
• การตรวจหาไฟ
ไฟป่าที่เพิ่งเกิดข้ึนใหม่ ๆ จะยังมีขนาดเล็ก อัตราการลุกลามและความรุนแรงของไฟยังต่�ำ ตลอดจนแนวท่ีไฟลุกลามไป (Fire front)
ยังไม่กวา้ งมากนกั สถานการณเ์ ช่นนี้ การดับไฟจะทำ� ไดง้ ่ายและสามารถควบคมุ ไฟได้อยา่ งรวดเร็ว โดยใช้ก�ำลังคนและอุปกรณด์ บั ไฟปา่
ไมม่ ากนกั แตห่ ากทอดเวลาออกไปหลาย ๆ ชว่ั โมงหรอื หลายวนั ไฟเดยี วกนั นน้ั อาจลกุ ลามขยายอาณาเขตกลายเปน็ ไฟขนาดใหญ่ ทสี่ ะสม
ปรมิ าณความรอ้ นมากจนเกิดการพาความรอ้ นไปท�ำใหเ้ ช้อื เพลิงขา้ งหนา้ แหง้ (Preheating) รอไว้กอ่ นจงึ ติดไฟไดอ้ ย่างรวดเรว็ เกิดการ
พฒั นาระบบลมของตวั เองทำ� ใหก้ ารลกุ ลามเปน็ ไปอยา่ งรวดเรว็ รนุ แรง และสง่ ลกู ไฟปลวิ นำ� หนา้ ไปกอ่ น ตลอดจนขยายตวั จนมแี นวของไฟ
ยาวหลายสิบกิโลเมตร เกิดแนวหัวไฟย่อย ๆ (น้ิวไฟ) หลายแนวขยายออกไปในหลาย ๆ ด้าน ในสถานการณ์เช่นนี้ การควบคุมไฟป่า
จะกลายเป็นงานที่ยากล�ำบาก และเสี่ยงอันตรายเป็นอย่างย่ิง ต้องใช้ก�ำลังคนและอุปกรณ์ดับไฟป่าจ�ำนวนมาก ซ่ึงอาจรวมไปถึง
เคร่อื งจักรกลหนกั เชน่ รถแทรกเตอร์ หรือเครื่องบิน ทำ� ให้เสียค่าใชจ้ ่ายในการปฏบิ ัตงิ านสูง ใช้เวลาปฏิบตั ิงานนานกว่าทค่ี วบคมุ ไฟไวไ้ ด้
พ้ืนที่ปา่ และส่ิงแวดล้อมได้รบั ความเสยี หายมาก
ดังน้ัน ความส�ำเร็จของการดับไฟป่าจึงขึ้นอยู่กับการที่หน่วยดับไฟป่าต้องไปให้ถึงบริเวณท่ีเกิดไฟไหม้ได้อย่างรวดเร็วที่สุดเท่าท่ีจะเร็วได้
ซ่ึงในเรื่องนี้หน่วยดับไฟป่าจะต้องคอยสอดส่องดูว่าเกิดไฟไหม้ป่าข้ึนท่ีไหนบ้างแล้ว ซ่ึงก็คือต้องมีระบบตรวจหาไฟที่มีประสิทธิภาพ
ครอบคลุมทั่วพื้นที่รับผิดชอบ สามารถตรวจพบไฟท่ีเพิ่งเกิดได้อย่างรวดเร็วที่สุดและรายงานต�ำแหน่งและสถานการณ์ของไฟได้อย่าง
ถกู ตอ้ งแมน่ ย�ำและรวดเรว็ เพราะยิง่ ตรวจพบไฟเรว็ เทา่ ไร ย่ิงดับไฟนน้ั ได้งา่ ยข้นึ เทา่ นน้ั
| 31
การวางแผนตรวจหาไฟ
กว่า 80% ของไฟปา่ ในทวปี ยโุ รป ถูกตรวจพบและรายงานโดยสาธารณชน ในประเทศอเมรกิ าและแคนาดา การตรวจพบและรายงาน
ไฟปา่ โดยประชาชนกม็ มี ากและมปี ระสทิ ธภิ าพเชน่ กนั ทงั้ นส้ี ว่ นใหญจ่ ะเปน็ การรายงานทางโทรศพั ทจ์ ากประชาชนโดยทว่ั ไป หรอื รายงาน
ทางวิทยุจากเครื่องบินท้ังของเอกชน โดยท่ัวไปแล้วพ้ืนท่ีที่ใกล้แหล่งชุมชนที่มีประชากรหนาแน่น การวางแผนตรวจหาไฟโดยอาศัย
ประชาชนจะคอ่ นขา้ งไดผ้ ลดี อยา่ งไรกต็ ามจะตอ้ งมกี ารประชาสมั พนั ธใ์ หข้ อ้ มลู ทช่ี ดั เจนกบั ประชาชนวา่ จะรายงานอะไร อยา่ งไร ไดท้ ไ่ี หน
สำ� หรบั ประเทศไทย การตรวจหาและรายงานไฟปา่ โดยสาธารณชนมนี อ้ ยเนอื่ งจากประชาชนโดยทวั่ ไปยงั ไมไ่ ดใ้ หค้ วามสนใจหรอื ตระหนกั ถงึ
ปัญหาไฟปา่ แตใ่ นปจั จบุ นั ประชาชนมีการต่ืนตัว และให้ความร่วมมือในการปอ้ งกันไฟปา่ คอ่ นขา้ งมาก ท�ำให้สามารถวางแผนจดั ระบบ
การตรวจหาไฟ และรายงานการเกดิ ไฟปา่ โดยอาศยั สาธารณชนได้ โดยอาจจดั ใหร้ ายงานทางโทรศพั ท์ ขา่ ยวทิ ยสุ มคั รเลน่ หรอื จดั สถานท่ี
ไว้รับแจ้งเหตุ ตามศักยภาพและความเหมาะสมของแต่ละพ้ืนที่ โดยจัดท�ำแบบฟอร์มรับแจ้งเหตุการเกิดไฟป่า ส�ำหรับบันทึกข้อมูลที่มี
ความจ�ำเปน็ อย่างเอาไวอ้ ย่างครบถว้ น
ในพน้ื ทอ่ี ืน่ ๆ เช่น พนื้ ทีป่ ่าทีอ่ ยหู่ ่างไกลจากแหล่งชมุ ชน หรือไม่มเี ส้นทางบนิ ของสายการบินพาณชิ ย์ หนว่ ยงานท่ีรับผิดชอบการควบคมุ
ไฟปา่ จะตอ้ งเปน็ ผวู้ างระบบตรวจหาไฟและรบั ผดิ ชอบการตรวจหาไฟดว้ ยตวั เอง ซง่ึ อาจวางระบบการตรวจหาไฟทางภาคพนื้ ดนิ ทางกง่ึ อากาศ
ทางอากาศ หรือด้วยดาวเทียม ตามศักยภาพ และความเหมาะสมของแต่ละพ้ืนท่ี โดยจัดระดับความส�ำคัญและระดับความเข้มข้นของ
การตรวจหาไฟตามระดับความส�ำคัญ ความจ�ำเป็น และความเหมาะสมของแต่ละพ้ืนที่
โดยหลักการแล้วในช่วงฤดูท่ีมีไฟป่าบ่อยการตรวจหาไฟจะต้องด�ำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามการตรวจหาไฟจะต้องเน้น
ในชว่ งเวลาทมี่ โี อกาสเกดิ ไฟปา่ มากเปน็ พเิ ศษ ซง่ึ ในทวปี ยโุ รป ปรากฏวา่ 87% ของไฟปา่ เกดิ ในชว่ งเวลา 10.00 – 17.00 น. ใกลเ้ คยี งกบั แนวโนม้
ของประเทศไทยที่ 72% ของไฟป่าเกิดระหว่างช่วงเวลา 10.00 – 18.00 น. ดังนั้น ในชว่ งเวลาดงั กลา่ วจะตอ้ งวางแผนการตรวจหาไฟ
อยา่ งเข้มข้นมากกว่าชว่ งเวลาอ่นื ๆ
ระบบการตรวจหาไฟ
1) การตรวจหาไฟทางภาคพ้นื ดนิ
เป็นวิธีการตรวจหาไฟท่ีเก่าแก่ท่ีสุด แต่เป็นวิธีการท่ีมีประสิทธิภาพมาก และยังใช้กันอยู่ถึงทุกวันนี้ การตรวจหาไฟภาคพ้ืนดินอาจใช้
การเดนิ เทา้ หรอื ใชย้ านพาหนะประเภทต่าง ๆ ตามแต่ศักยภาพและความเหมาะสมของพน้ื ท่ี
การตรวจดว้ ยการเดนิ เท้า
เหมาะกบั พน้ื ทเี่ ลก็ ๆ ทไี่ มส่ ามารถเขา้ ถงึ ไดด้ ว้ ยยานพาหนะประเภทใด ๆ และคาดการณไ์ ดว้ า่ ปญั หาไฟปา่ จะเกดิ ขนึ้ ในชว่ งเวลาทแ่ี นน่ อน
เช่น พ้ืนท่ีท่ีชาวบ้านเผาป่าเพื่อเก็บผักหวานหรือเก็บเห็ด หรือพื้นที่ที่นักท่องเท่ียวเข้าไปต้ังค่ายพักแรมในช่วงสุดสัปดาห์ ชุดพลเดินเท้า
ลาดตะเวนตรวจหาไฟควรให้พักค้างแรมในป่า โดยกำ� หนดเปน็ ผลดั ประมาณผลดั ละ 3 วัน เพ่อื ให้เกาะตดิ อยกู่ ับพ้ืนทเ่ี ปน็ การปอ้ งปราม
ผูท้ ี่คดิ จะเผาป่าและลดการสญู เสยี เวลาและพลงั งานในการเดินทางไปกลบั ในแต่ละวนั ท้งั น้ีแต่ละชุดควรจะให้มีกำ� ลงั มากพอสมควรและ
มเี ครอื่ งมอื ดบั ไฟป่าไปด้วย เพอื่ ทำ� หนา้ ทหี่ มดู่ ับไฟป่าเคลอื่ นทเี่ ร็วไปด้วยในตวั
ขอ้ ดี
- ตรวจการณ์ได้ใกล้ชิดบริเวณท่ีเกดิ ไฟปา่ ท�ำใหท้ ราบตำ� แหน่งไฟ และสถานการณ์ของไฟในขณะนน้ั อย่างถกู ตอ้ ง และชัดเจน
- เมือ่ ตรวจพบไฟป่า สามารถทำ� หน้าท่ีหมดู่ ับไฟป่าเคล่ือนทีเ่ ร็วเข้าสกัดไฟไดท้ ันที ซง่ึ ถา้ ยงั เป็นไฟขนาดเล็ก ก็สามารถดบั ไฟนนั้
ได้เลยโดยไม่ต้องแจ้งขอก�ำลังจากหน่วยดับไฟป่า หรือถ้าเป็นไฟขนาดใหญ่ก็จะเข้าควบคุมไม่ให้ไฟนั้นลุกลามออกไปมากนัก
เพอื่ ประวงิ เวลารอกำ� ลงั หลักจากหนว่ ยควบคมุ ไฟป่าท่ีกำ� ลังเดนิ ทางไปสมทบ
32 |
- ทำ� หน้าทเ่ี ป็นหนว่ ยประชาสัมพนั ธ์ป้องกนั ไฟปา่ เคลื่อนท่ี หากลาดตะเวนผ่านหมบู่ า้ น หรอื ลาดตะเวนไปพบกบั ประชาชน
- การลาดตะเวนของเจา้ หนา้ ที่ในป่าเปน็ การสร้างความกดดัน เพอ่ื ปอ้ งปรามการตดั ไมท้ �ำลายป่า และการจุดไฟเผาป่าไปในตวั
- ประหยดั คา่ ใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าน�้ำมนั เชือ้ เพลิง
ข้อเสีย
- รัศมกี ารตรวจการณ์แคบ จงึ ต้องใชก้ ำ� ลังพลจำ� นวนมากใหค้ รอบคลุมทวั่ พนื้ ท่ี
- การยา้ ยจดุ ตรวจการณ์แตล่ ะครงั้ หรือการกลบั มาตรวจสอบทจ่ี ดุ เดิมอีกครง้ั หน่งึ เน่ืองจากไมแ่ นใ่ จ ตอ้ งใชเ้ วลามาก
- หากเปน็ ท่ีราบ การตรวจการณ์โดยวิธนี จ้ี ะมปี ระสทิ ธภิ าพต่ำ� เนอ่ื งจากรศั มีการมองเหน็ ของผตู้ รวจการณ์
การตรวจหาไฟโดยใช้ยานยนต์
โดยการใชร้ ถจกั รยาน จกั รยานยนต์ หรอื รถยนตต์ ามความเหมาะสมกบั สภาพเสน้ ทางคมนาคมทมี่ อี ยใู่ นพนื้ ที่ เชน่ ถนน ทางตรวจการณ์ ทางชกั
ลากไม้ ทางเกวยี น หรอื แมแ้ ตแ่ นวกนั ไฟ โดยเจา้ หนา้ ทสี่ ามารถนำ� เครอ่ื งมอื ดบั ไฟปา่ ตดิ ไปดว้ ย เพอ่ื ทำ� หนา้ ทหี่ มดู่ บั ไฟปา่ เคลอื่ นทเี่ รว็ ไปดว้ ยในตวั
ขอ้ ดี
- ตรวจการณไ์ ดใ้ กลช้ ดิ บรเิ วณทเี่ กดิ ไฟปา่ ไดค้ อ่ นขา้ งมาก ทำ� ใหท้ ราบตำ� แหนง่ ไฟ และสถานการณข์ องไฟในขณะนนั้ อยา่ งถกู ตอ้ ง
- เมื่อตรวจพบไฟปา่ สามารถท�ำหนา้ ที่หมดู่ ับไฟปา่ เคล่ือนที่เรว็ เขา้ สกดั ไฟไดท้ ันที ซ่งึ ถา้ ยงั เปน็ ไฟขนาดเลก็ ก็สามารถดบั ไฟนน้ั
ได้เลยโดยไม่ต้องแจ้งขอก�ำลังจากหน่วยดับไฟป่า หรือถ้าเป็นไฟขนาดใหญ่ก็จะเข้าควบคุมไม่ให้ไฟนั้นลุกลามออกไปมากนัก
เพอ่ื ประวงิ เวลารอกำ� ลงั หลักจากหนว่ ยควบคมุ ไฟป่าที่ก�ำลังเดนิ ทางไปสมทบ
- ทำ� หนา้ ทเ่ี ป็นหนว่ ยประชาสมั พนั ธ์ป้องกนั ไฟปา่ เคลอ่ื นที่ หากลาดตระเวนผา่ นหมบู่ า้ น หรือลาดตระเวนไปพบกับประชาชน
- ปฏิบัตงิ านไดใ้ นทกุ สภาวะอากาศ ไมว่ ่าจะเปน็ กลางวนั หรือกลางคนื
ขอ้ เสีย
- สิ้นเปลอื งคา่ ใชจ้ ่ายในเรื่องน�ำ้ มันเชือ้ เพลงิ สงู มาก
- หากเป็นทีร่ าบ การตรวจการณโ์ ดยวธิ ีนี้จะมปี ระสทิ ธภิ าพตำ่� มาก เนอื่ งจากรัศมีการมองเหน็ ของผตู้ รวจการณ์จะแคบ
- ไม่สามารถใชว้ ธิ ีน้ีในพน้ื ทท่ี ไี่ มม่ เี ส้นทางคมนาคม
2) การตรวจหาไฟทางกงึ่ อากาศ
เป็นการตรวจหาไฟโดยจุดตรวจการณ์อยู่กับท่ี ซ่ึงจุดตรวจการณ์อาจเป็นหอดูไฟ ซ่ึงสร้างขึ้นโดยตรง หรือดัดแปลงคาคบต้นไม้ เพื่อใช้
เป็นหอดูไฟ หรือใช้จุดสังเกตการณ์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ยอดเขา และริมหน้าผาสูง เป็นต้น วิธีนี้เหมาะส�ำหรับการตรวจหาไฟใน
พ้นื ที่ท่เี ปน็ ที่ราบกว้างใหญ่ โดยปกติแล้วรัศมีระยะตรวจการณส์ งู สดุ ของหอดูไฟจะอยู่ ระหว่าง 30 – 40 กิโลเมตร โดยมอี ุปกรณ์ช่วย
คือ กล้องส่องทางไกล โดยมปี จั จัยตา่ ง ๆ ทมี่ อี ิทธพิ ลตอ่ รศั มีการมองเหน็ ได้แก่ ชว่ งเวลาท่แี ตกต่างกนั ของวนั หมอกควัน และทศิ ทาง
ของแสงอาทิตย์ เป็นตน้
เนื่องจากการสร้างหอดูไฟเป็นการลงทุนท่ีใช้ค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นจึงได้มีความพยายามที่จะดัดแปลงเพื่อลดต้นทุน เช่น ในประเทศ
สหรฐั อเมรกิ า ไดท้ ดลองสรา้ งหอดไู ฟเคลอื่ นทโ่ี ดยใชร้ ถเทรลเลอรม์ าดดั แปลงเปน็ หอดไู ฟ และตอ่ มาไดท้ ดลองใชห้ อดไู ฟอตั โนมตั ิ โดยตดิ ตง้ั
กล้องโทรทัศน์ไว้บนหอดูไฟแทนการใช้เจ้าหน้าประจ�ำหอดูไฟ แต่ปรากฏว่าไม่ประสบผลส�ำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากกล้องโทรทัศน์
ไมส่ ามารถแยกแยะควนั ไฟไดด้ เี ทา่ กบั สายตาของมนษุ ย์ และคา่ ใชจ้ า่ ยกย็ งั คงสงู อยเู่ ชน่ เดมิ สำ� หรบั ประเทศอติ าลไี ดม้ กี ารพฒั นาระบบตรวจหา
ไฟอัตโนมัติ ติดต้ังบนหอดูไฟมาเป็นเวลานานแล้ว โดยในปัจจุบันมีระบบท่ีมีประสิทธิภาพสูง คือ ใช้เคร่ืองตรวจจับคลื่นรังสีอินฟราเรด
(Infrared Sensor) ประกอบกบั กลอ้ งวดิ โี อ ทำ� ใหส้ ามารถตรวจพบไฟปา่ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพมากกวา่ ใชส้ ายตามนษุ ย์ และในขณะเดยี วกนั
ก็สามารถส่งภาพบริเวณท่ีเกิดไฟไหม้ในขณะนั้นมายังห้องควบคุมได้ในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตามระบบดังกล่าวยังมีราคาแพงมาก
โดยประเทศไทยเคยน�ำระบบดังกล่าวมาทดลองใชท้ สี่ ถานคี วบคมุ ไฟปา่ หว้ ยฮ่องไคร้ จังหวดั เชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2537
| 33
ขอ้ ควรคำ� นึงในการสรา้ งหอดไู ฟ
- ในพ้นื ที่รบั ผดิ ชอบ จะตอ้ งสร้างหอดไู ฟหลาย ๆ หอในลักษณะเป็นเครอื ขา่ ยทส่ี ามารถครอบคลุมการตรวจการณไ์ ด้ท่ัวท้ังพน้ื ที่
โดยมพี นื้ ท่ตี รวจการณ์ของแตล่ ะหอเหลอื่ มกัน เพื่อวา่ เมอื่ เกดิ ไฟปา่ ขน้ึ ณ บริเวณใด ๆ ก็ตาม จะต้องมีหอดไู ฟอยา่ งนอ้ ยทส่ี ดุ
2 หอ ตรวจพบไฟนัน้ ไดใ้ นเวลาเดยี วกนั ซ่งึ จะทำ� ใหส้ ามารถใช้เคร่ืองเล็งทิศทางไฟ (Firefinder) วัดหาจุดทเ่ี กดิ ไฟป่าได้อย่าง
แม่นย�ำโดยใชห้ ลกั การหาจุดตัด (Interception)
- จดุ ทส่ี รา้ งหอดไู ฟตอ้ งเปน็ ทส่ี งู ของพน้ื ทน่ี นั้ ทำ� ใหต้ รวจการณพ์ น้ื ทโี่ ดยรอบไดเ้ ปน็ บรเิ วณกวา้ งทส่ี ดุ เทา่ ทจี่ ะเปน็ ได้ ความสงู ของ
หอดไู ฟโดยทว่ั ไปจะอยรู่ ะหวา่ ง 5 - 25 เมตร ขน้ึ อยกู่ บั ภมู ปิ ระเทศของจดุ ทต่ี งั้ หอดไู ฟ และความสงู ของตน้ ไมโ้ ดยรอบ โดยหอดไู ฟ
จะต้องสงู พน้ ยอดต้นไมห้ รอื พน้ ส่งิ กดี ขวางการเห็นใด ๆ ในพ้นื ทีน่ น้ั
- หอดูไฟจะตอ้ งสร้างอยา่ งม่นั คงแขง็ แรง บันไดทางขนึ้ มที ีย่ ึดเกาะอยา่ งปลอดภัย และตอ้ งไมต่ ั้งในจดุ ทม่ี ีลมแรงเกินไป
- บริเวณรอบฐานหอดูไฟจะต้องถางวัชพืชใหห้ มด เพ่อื ป้องกนั ไม่ให้ไฟป่าลุกลามมาสร้างความเสียหายให้แก่หอดูไฟ โดยเฉพาะ
อย่างย่ิงหอที่สร้างดว้ ยไม้
- จะตอ้ งมอี ปุ กรณ์ประจำ� หอดูไฟอย่างครบถว้ น ได้แก่ เคร่อื งเลง็ ทศิ ทางไฟ แผนทีภ่ มู ิประเทศ กล้องส่องทางไกล อุปกรณก์ าร
ส่ือสาร และสมดุ จดรายงานไฟป่า
ขอ้ ดี
- สามารถตรวจการณ์พนื้ ทไี่ ด้กวา้ งมากในเวลาเดยี วกัน
- ประหยดั ค่าใช้จา่ ย (ไม่รวมคา่ ก่อสร้าง)
- สามารถกำ� หนดตำ� แหนง่ ทีเ่ กิดไฟป่าได้อย่างแม่นยำ� โดยการใช้เครอื่ งเลง็ ทิศทางไฟ
- ใช้เปน็ แม่ข่ายในการตดิ ตอ่ ส่อื สารทางวิทยุ เพอื่ ประสานงานการดบั ไฟป่าในพ้นื ท่ีได้
- ใชเ้ ปน็ ทตี่ ดิ ตง้ั อปุ กรณต์ รวจวดั อากาศ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ เครอื่ งวดั ความเรว็ และทศิ ทางลม เพอ่ื การคำ� นวณพฤตกิ รรมของไฟปา่
ข้อเสีย
- มีความยากล�ำบากในการก่อสร้าง เพราะมักต้องก่อสร้างในพ้ืนท่ีป่าท่ีไม่มีถนนหนทางและอยู่ในท่ีสูง ซ่ึงเป็นอุปสรรคส�ำคัญ
ในการขนส่งวสั ดอุ ุปกรณ์การกอ่ สรา้ ง
- ค่าใชจ้ า่ ยในการกอ่ สรา้ งสงู
- ตอ้ งมีค่าใช้จา่ ยในการบำ� รงุ รักษาอย่เู สมอ เพอ่ื ให้หอมีความมนั่ คงแขง็ แรงและปลอดภยั สำ� หรบั ผปู้ ฏิบัตงิ าน
- ไมเ่ หมาะสำ� หรบั พนื้ ทท่ี เี่ ปน็ ภเู ขาสลบั ซบั ซอ้ น เพราะจะเกดิ จดุ อบั ทตี่ รวจการณไ์ มเ่ หน็ เปน็ จำ� นวนมาก เชน่ ในรอ่ งเขา ในหบุ เขา
และดา้ นหลงั เขา เปน็ ตน้
- หากทศั นวิสัยไมด่ ี อนั เน่ืองมาจากเมฆ หรือหมอกควนั จะทำ� ให้ประสทิ ธิภาพในการตรวจการณ์ลดลงมาก
- เจา้ หนา้ ทปี่ ระจำ� หอดไู ฟ เกดิ ความเครยี ด และความเบอื่ หนา่ ยในการปฏบิ ตั งิ านไดง้ า่ ย เนอ่ื งจากการตอ้ งอยบู่ นหอและเพง่ มอง
พืน้ ทรี่ อบตวั เปน็ เวลานาน
3) การตรวจหาไฟทางอากาศ
ในพนื้ ทท่ี ห่ี า่ งไกลจากชมุ ชนและเสน้ ทางคมนาคม พนื้ ทท่ี เ่ี ปน็ ภเู ขาสลบั ซบั ซอ้ น มหี บุ เหว มอี ปุ สรรคตามธรรมชาตปิ ดิ บงั การมองเหน็ และมี
จดุ อบั การมองเหน็ ซง่ึ ทำ� ใหก้ ารตรวจหาไฟโดยวธิ อี น่ื ๆ ไมไ่ ดผ้ ล จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งใชก้ ารตรวจหาไฟทางอากาศ โดยใชอ้ ากาศยานประเภทตา่ ง ๆ
เชน่ บอลลนู เฮลคิ อปเตอร์ เครอ่ื งบนิ ปกี หรอื เครอื่ งรอ่ น เปน็ ตน้ การตรวจการณโ์ ดยวธิ นี ้ี นอกจากนกั บนิ จะตอ้ งมปี ระสบการณใ์ นการบนิ
ตรวจหาไฟแล้ว กค็ วรจะตอ้ งมเี จา้ หน้าทตี่ รวจหาไฟร่วมปฏบิ ตั งิ านดว้ ยทกุ ครง้ั
ขอ้ ดี
- รศั มีการตรวจการณ์กวา้ ง ไม่มจี ดุ อับ สามารถตรวจการณ์ได้อยา่ งท่ัวถงึ ทง้ั พน้ื ท่ใี นเวลาอนั รวดเรว็
- สามารถค้นพบไฟได้อยา่ งรวดเรว็ และทราบต�ำแหนง่ ทเี่ กดิ ไฟไหม้ได้อย่างแม่นยำ� แนน่ อน
34 |
- ใชเ้ วลานอ้ ยแตต่ รวจการณพ์ น้ื ท่ีไดก้ วา้ งมาก และสามารถยอ้ นกลับมาตรวจการณ์ในจุดเดมิ ทสี่ งสัยไดอ้ กี ในเวลาอนั ส้นั
- มีความยืดหยุ่นในการตรวจการณ์สูง คือสามารถปรับแผน เส้นทาง และความถ่ีของการตรวจการณ์ได้ตามสถานการณ์ และ
ความเหมาะสมอยู่ตลอดเวลา
- สามารถใหข้ ้อมูลเกีย่ วกบั พฤตกิ รรมของไฟป่าในขณะนั้น และนำ� ทางหมู่ดบั ไฟปา่ ใหเ้ ดนิ ทางเขา้ ไปสู่บริเวณที่เกดิ ไฟป่า โดยใช้
เสน้ ทางทสี่ นั้ และสะดวกรวดเรว็ ทสี่ ดุ จากนน้ั สามารถตดิ ตามการพฒั นา และการเปลยี่ นแปลงของสถานการณ์ เพอื่ ใหข้ อ้ มลู แก่
หมู่ดับไฟทีป่ ฏบิ ตั ิงานทางภาคพนื้ ดนิ ได้อยา่ งต่อเนอ่ื ง จนกระทั่งสามารถควบคมุ ไฟได้
- ใชเ้ ปน็ ศูนยบ์ ัญชาการดับไฟป่า (Command post) ท่มี ปี ระสทิ ธิภาพที่สุด
- ใชเ้ ปน็ แม่ขา่ ยวิทยุในการสื่อสารเพ่ือประสานงานดับไฟป่า
- สามารถสนบั สนุนการดบั ไฟปา่ โดยการโปรยน้�ำและสารเคมี ไปได้พรอ้ ม ๆ กนั
ขอ้ เสยี
- คา่ ใช้จ่ายสงู มาก ตอ้ งพิจารณาใชใ้ นพื้นท่ที ม่ี คี วามจ�ำเปน็ จริง ๆ
- ต้องฝกึ นักบินเพอ่ื ปฏิบัติงานด้านน้ีโดยเฉพาะ
- มขี อ้ จ�ำกัดในเร่ืองสภาพอากาศ
- อากาศยานท่ใี ช้ตรวจหาไฟส่วนใหญไ่ มส่ ามารถปฏบิ ตั ิงานในเวลากลางคนื ได้
4) การตรวจหาไฟดว้ ยดาวเทยี ม
เทคโนโลยีการตรวจหาไฟจากระยะไกลโดยใช้อุปกรณ์การตรวจท่ีติดตง้ั อยู่บนดาวเทียม (Spaceborne remote sensing technology)
เริ่มเข้ามามีบทบาทในการตรวจหาไฟเป็นอย่างมาก ในช่วงทศวรรษท่ีผ่านมา ทั้งนี้เนื่องจากสามารถตรวจการณ์พื้นท่ีได้อย่างกว้างขวาง
พรอ้ มกนั อยา่ งรวดเรว็ โดยอาศยั อปุ กรณก์ ารตรวจวดั คลนื่ รงั สคี วามรอ้ นทต่ี ดิ ตงั้ อยบู่ นดาวเทยี ม เชน่ เครอ่ื ง AVHRR (The Advanced Very
High-Resolution Radiometer) ที่ตดิ ตงั้ อยู่บนดาวเทียม NOAA หรือเคร่อื ง VISSR (Visible and Infrared Spin Scan Radiometer)
ที่ติดต้ังอยู่บนดาวเทียม HIMAWARI ท�ำการตรวจการณ์บริเวณบนผิวโลกท่ีมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ (Hot spot) ซึ่งบริเวณดังกล่าวจะมี
การแผร่ งั สคี วามรอ้ น (Infrared, IR) ออกมามากกว่าปกติ Hot spot ทตี่ รวจพบจงึ เป็นบรเิ วณบนผิวโลกท่ีคาดวา่ กำ� ลงั เกิดไฟป่า อยา่ งไร
ก็ตามหลงั จากตรวจพบ Hot spot แล้วจะต้องผา่ นกระบวนการพสิ จู น์ทราบอีกครงั้ หนึ่งเพอ่ื ยนื ยันว่า Hot spot นัน้ เป็นบรเิ วณทเี่ กิด
ไฟป่าจริง ๆ โดยตรวจสอบวา่ พื้นท่ที ่ีพบ Hot spot นัน้ เปน็ พนื้ ทีป่ า่ หรือไม่ หรือทำ� การตรวจสอบทางภาคพืน้ ดิน (Ground check)
ในปจั จบุ นั ดาวเทยี มทน่ี ยิ มใชใ้ นการตรวจหาไฟ ไดแ้ ก่ ดาวเทยี ม GOES และดาวเทยี มในตระกลู NOAA ซงึ่ เปน็ ดาวเทยี มทางอตุ นุ ยิ มวทิ ยา
และการส�ำรวจทรพั ยากรธรรมชาติ โดยดาวเทยี ม NOAA นจ้ี ะโคจรรอบโลกที่ระดับความสูงประมาณ 850 กิโลเมตร และโคจรกลับมาที่
จดุ เดิมในทกุ ๆ 100 นาที ท�ำใหส้ ามารถตรวจหาไฟในจดุ เดมิ ไดใ้ นทุก ๆ 100 นาทดี ้วยเช่นกัน โดยอปุ กรณท์ ่ตี ิดตั้งอย่บู นดาวเทียม NOAA
สามารถตรวจวัดพ้ืนท่ีที่เล็กท่ีสุด (Pixel) ได้เท่ากับ 1.21 ตารางกิโลเมตร หมายความว่าพื้นท่ีท่ีเกิดไฟป่าจะต้องมีเนื้อท่ีอย่างน้อยที่สุด
1.21 ตารางกโิ ลเมตร ดาวเทยี ม NOAA จงึ จะสามารถตรวจพบได้ ซงึ่ ในทางปฏบิ ตั หิ ากปลอ่ ยใหไ้ ฟลกุ ลามจนมขี นาดใหญจ่ ะแกไ้ ขไดไ้ มท่ นั การณ์
เพราะจะเกิดความเสียหายตอ่ พนื้ ท่ีป่าเปน็ อยา่ งมาก การควบคมุ ไฟจะยากล�ำบาก กินเวลานาน และเสียคา่ ใชจ้ ่ายสงู อย่างไรก็ตามขอ้ มูล
การตรวจหาไฟจากดาวเทียม NOAA จะเปน็ ประโยชน์อยา่ งย่งิ ตอ่ การประเมินสถานการณ์ และวางแผนควบคุมไฟปา่ ในภาพรวม
ปจั จบุ นั มกี ารใช้ดาวเทียม NOAA เพื่อตรวจหาไฟป่าในหลายภูมิภาคของโลก สำ� หรบั ในภูมิภาคเอเซยี ตะวันออกเฉียงใต้ มเี พยี งประเทศ
อนิ โดนเี ซยี ประเทศเดยี วทมี่ กี ารตรวจหาไฟดว้ ยระบบดงั กลา่ ว ภายใตค้ วามชว่ ยเหลอื จากองคก์ รระหวา่ งประเทศ เชน่ โครงการของ JICA
และ EU ทตี่ รวจหาไฟในเกาะสมุ าตรา เปน็ ตน้ (Ueda, 1998) ขณะเดยี วกนั ไดม้ คี วามพยายามใชด้ าวเทยี มอนื่ ๆ ทม่ี คี วามละเอยี ดมากกวา่
เชน่ ดาวเทยี ม LANDSAT และดาวเทยี ม SPOT มาใชใ้ นการตรวจหาไฟปา่ ทำ� ใหส้ ามารถตรวจพบไฟตงั้ แตไ่ ฟนน้ั ยงั มขี นาดเลก็ อยู่ อยา่ งไร
กต็ ามดาวเทยี มดงั กลา่ วจะมขี อ้ จำ� กดั ในเรอ่ื งรอบระยะเวลาของการโคจรรอบโลกทตี่ อ้ งใชเ้ วลานานหลายวนั หมายความวา่ การจะกลบั มา
ตรวจหาไฟ ณ ต�ำแหนง่ เดมิ ในแตล่ ะครงั้ จะต้องใชเ้ วลานาน
| 35
ข้อดี
- สามารถตรวจหาไฟในพืน้ ท่ีอันกวา้ งใหญไ่ พศาลได้ในเวลาอนั รวดเร็ว
- หากใช้ดาวเทยี มทม่ี คี วามละเอียดสงู (High resolution) จะสามารถจัดระบบการเตอื นภัยลว่ งหน้า (Early warning system)
ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
- หากใชด้ าวเทยี ม NOAA (Low resolution) จะสามารถตรวจการณพ์ นื้ ทไ่ี ดถ้ ม่ี าก และตดิ ตามสถานการณแ์ ละการพฒั นาของไฟ
ขนาดใหญไ่ ด้อย่างต่อเนอื่ ง
- ในระยะยาว เม่อื เทยี บต่อหน่วยพืน้ ที่รบั ผดิ ชอบแล้ว จะเสียค่าใช้จา่ ยนอ้ ยกว่าการตรวจหาไฟโดยวธิ อี ื่น ๆ
ขอ้ เสีย
- หากมเี มฆ การตรวจการณโ์ ดยวิธีนีจ้ ะไมไ่ ด้ผล เพราะคลนื่ อนิ ฟราเรดไมส่ ามารถทะลทุ ะลวงผา่ นความชืน้ ได้
- หากใชด้ าวเทยี มท่ี Low resolution การตรวจการณจ์ ะหยาบมากและไมท่ นั การณ์ ในขณะทก่ี ารใชด้ าวเทยี มที่ High resolution
การตรวจการณจ์ ะละเอยี ดขึ้น แตก่ ารจะกลบั มาตรวจการณใ์ นจดุ เดมิ แต่ละครง้ั ต้องใชเ้ วลาหลายวนั
- การลงทนุ ตดิ ตั้งระบบ ท้ัง Hardware และ Software ตอ้ งเสียคา่ ใช้จ่ายสงู มาก
- จะตอ้ งมีการพฒั นาบคุ ลากรข้นึ มาเพ่ืองานนี้โดยเฉพาะ
การส่อื สารและรายงานไฟป่า
หวั ใจส�ำคัญของการตรวจหาไฟ คือ จะตอ้ งมีชอ่ งทางที่จะติดต่อส่ือสารกับหนว่ ยรับผิดชอบการดับไฟปา่ เพื่อรายงานการตรวจพบไฟปา่
ซงึ่ จะตอ้ งมกี ารตดิ ตอ่ สอ่ื สารทรี่ วดเรว็ และรายงานขอ้ มลู อยา่ งถกู ตอ้ งชดั เจนทสี่ ดุ ในทวปี ยโุ รปและทวปี อเมรกิ า ซง่ึ ประชาชนมคี วามตน่ื ตวั
ในเร่ืองปัญหาไฟป่าสูง จึงมีการตรวจพบและรายงานไฟโดยประชาชนเป็นจ�ำนวนมาก การส่ือสารส่วนใหญ่จะใช้ท้ังโทรศัพท์บ้านและ
โทรศัพท์มือถือเป็นหลัก ส�ำหรับการสื่อสารรายงานไฟป่าโดยหน่วยงานรับผิดชอบ หากเป็นการรายงานจากหอดูไฟก็มักจะใช้โทรศัพท์
เนื่องจากมีเครือข่ายโทรศัพท์ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ แต่ในประเทศไทย เน่ืองจากสาธารณูปโภคด้านโทรศัพท์ยังไม่ท่ัวถึง ดังน้ันการ
รายงานไฟปา่ ทง้ั จากหอดูไฟและจากการตรวจการณว์ ิธีอนื่ ๆ จงึ จำ� กดั อยทู่ ก่ี ารใชว้ ิทยสุ อื่ สารแต่เพยี งอย่างเดยี ว ในระยะหลงั จงึ เรม่ิ มีการ
รายงานการพบเห็นไฟปา่ โดยประชาชนผา่ นทางโทรศพั ทม์ ากขึ้นเรอ่ื ย ๆ โดยหน่วยงานรบั ผดิ ชอบได้จดั ชอ่ งทางการรายงานไว้ 3 ทาง คอื
ทางโทรศพั ท์ ทางวิทยุ และจดุ รับแจ้งเหตุไฟไหมป้ า่
การรายงานไฟปา่ ขอ้ มูลท่ีรายงานตอ้ งสัน้ กระชับ แตช่ ดั เจนและครอบคลมุ เน้อื หาท่ีจ�ำเปน็ ท้ังหมด ได้แก่ ตำ� แหน่งทีเ่ กดิ ไฟป่า เวลาท่ี
ตรวจพบ ขนาดเน้ือท่ที ีถ่ ูกไฟไหม้ไปแล้ว พฤติกรรมของไฟป่าในขณะน้นั เชน่ ความรุนแรง ความสงู เปลวไฟ อตั ราความเร็วและทศิ ทาง
การเคล่ือนทีข่ องไฟ สภาพเช้ือเพลงิ สภาพภูมปิ ระเทศ สภาพอากาศในขณะน้ัน และแนวโนม้ อนั ตรายตอ่ ชวี ติ และทรพั ย์สิน ชื่อผรู้ ายงาน
และวธิ ีการตรวจพบไฟ เพื่อใชเ้ ป็นข้อมูลอา้ งอิง สำ� หรบั การประเมนิ ผลและปรบั ปรุงแผนการตรวจหาไฟในภายหลังต่อไป
ทง้ั นี้ การตรวจหาไฟไมว่ า่ จะโดยวธิ ใี ดกต็ าม สงิ่ สำ� คญั ทสี่ ดุ อยา่ งหนงึ่ กค็ อื ประสทิ ธภิ าพของเจา้ หนา้ ทต่ี รวจหาไฟนนั่ เอง ซงึ่ เจา้ หนา้ ทตี่ รวจหาไฟ
ทมี่ คี ณุ ภาพ จะตอ้ งมคี วามรใู้ นเรอ่ื งการตรวจหาไฟ และในเรอื่ งพฤตกิ รรมของไฟปา่ เปน็ อยา่ งดี และสามารถแยกแยะควนั ไฟ วา่ เปน็ ควนั ไฟ
จากอะไร เชน่ เป็นควันไฟท่ีเกิดจากการหงุ ตม้ เกดิ จากการเผาถา่ น เกดิ จากการเผาขยะ เกดิ จากปล่องโรงงาน เกิดจากการเผาไร่ หรือ
เกิดจากไฟไหม้ปา่ เพ่อื ให้รายงานไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง (ส�ำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำ� นาจใหแ้ กอ่ งคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ , 2547,
น.17–26)
36 |
3. การจดั องคก์ รและแผนดบั ไฟป่า
การจัดองคก์ รดบั ไฟป่า ถือว่าเปน็ สิ่งสำ� คัญอนั ดับแรกในกระบวนการดบั ไฟปา่ เพราะแมว้ า่ จะมกี ำ� ลงั คน และอุปกรณ์การดับไฟป่าอย่าง
มากมายกต็ าม แตถ่ า้ ขาดการจดั องคก์ รทเ่ี ปน็ ระบบแลว้ เมอื่ เขา้ เผชญิ หนา้ กบั ไฟปา่ ซงึ่ เปน็ ชว่ งสถานการณท์ ว่ี กิ ฤติ และเสย่ี งเปน็ เสย่ี งตาย
กอ็ าจเกดิ ความสบั สนวุ่นวาย และต่นื ตระหนก จนกระทั่งการปฏิบตั งิ านล้มเหลว และผูป้ ฏบิ ตั ิงานได้รับอนั ตราย ดงั นน้ั การดับไฟป่าจึง
จำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารจดั องคก์ ร เพอ่ื ใหท้ ราบสายการบงั คบั บญั ชาทช่ี ดั เจน ผปู้ ฏบิ ตั งิ านแตล่ ะคนทราบหนา้ ทแ่ี ละภารกจิ ของตนเอง และมกี าร
ประสานการปฏบิ ตั ิงานร่วมกันอยา่ งเป็นเอกภาพ จึงจะเป็นหลกั ประกนั ความส�ำเรจ็ ของงาน และความปลอดภยั ของผปู้ ฏบิ ตั ิงานทุกคน
ในแตล่ ะประเทศจะมกี ารจดั องคก์ รดบั ไฟปา่ ทแี่ ตกตา่ งกนั ออกไป แตโ่ ดยทวั่ ไปจะแบง่ กำ� ลงั ออกเปน็ หมวดหมู่ คอื หมดู่ บั ไฟปา่ ภาคพน้ื ดนิ
หนว่ ยเคร่อื งสบู นำ�้ และรถดับเพลงิ หน่วยเครอื่ งจกั รกลหนัก และหนว่ ยสนับสนุนทางอากาศ ส�ำหรบั ประเทศไทย การจัดองค์กรดับไฟป่า
พน้ื ฐานของสถานคี วบคมุ ไฟป่า จะประกอบด้วย หม่ดู บั ไฟป่า หน่วยลาดตะเวนและสอ่ื สาร และหน่วยสนบั สนนุ
การจดั หม่ดู บั ไฟป่า
หมู่ดับไฟป่าภาคพ้ืนดิน ถือว่าเป็นหน่วยที่มีความส�ำคัญที่สุดในการดับไฟป่า เพราะเป็นก�ำลังหลักท่ีจะเข้าเผชิญหน้ากับไฟป่าโดยตรง
เพ่ือควบคมุ และดบั ไฟป่าลงใหไ้ ด้อยา่ งสน้ิ เชงิ ในทสี่ ดุ จึงควรจะจัดใหม้ ีขนาดเล็กแตพ่ อเพียงส�ำหรับการปฏบิ ัตภิ ารกจิ เพ่อื ความคล่องตัว
และความสะดวกในการบงั คับบัญชาและประสานงาน ในประเทศสหรัฐอเมรกิ า หมดู่ ับไฟป่าภาคพ้นื ดนิ ของหนว่ ย Hot Shot มีกำ� ลังพล
20 นาย ซ่ึงเทา่ กบั หมู่ดบั ไฟป่าภาคพ้นื ดินของประเทศแคนาดา นอกจากนั้นแคนาดายังมีการจัดหม่ดู ับไฟป่าพเิ ศษ เรยี กว่า หน่วยจู่โจม
เคล่อื นท่เี รว็ (Initial Attack) ซ่ึงมกี �ำลงั พลเพียง 3 นาย มีความคล่องตวั สูง สามารถส่งกำ� ลงั ทางเฮลิคอปเตอร์เพอื่ สกัดไฟไดอ้ ยา่ งรวดเรว็
ส�ำหรบั ประเทศรัสเซยี หมู่ดบั ไฟป่ามกี �ำลงั พล 12 นาย ส่งกำ� ลงั ทางอากาศ โดยโดดร่มจากเครือ่ งบนิ 6 นาย และโรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์
อกี 6 นาย จากนัน้ จงึ ประกอบกำ� ลังเปน็ หมู่ดบั ไฟปา่ เดียวกนั ในภาคพ้ืนดนิ
สำ� หรบั ประเทศไทย การจดั หมู่ดับไฟป่าย่ิงเล็กจะยิง่ มปี ระสทิ ธิภาพ เพราะมีความคลอ่ งตวั และมีอิสระในการปฏบิ ัตงิ านสงู อยา่ งไรก็ตาม
ในบางครง้ั เนอื่ งจากมขี อ้ จำ� กดั ในเรอ่ื งอปุ กรณก์ ารสอื่ สารทำ� ใหจ้ ำ� เปน็ ตอ้ งจดั หมดู่ บั ไฟปา่ ทม่ี ขี นาดใหญข่ น้ึ ดงั นนั้ เพอื่ ใหเ้ กดิ ความยดื หยนุ่
ตามภารกจิ และข้อจ�ำกัด จึงจดั หมู่ดบั ไฟป่าไว้ ดงั นี้
1) หมู่ดบั ไฟป่าขนาดเลก็
มีกำ� ลังพล 7 นาย ประกอบด้วย หัวหนา้ หมดู่ บั ไฟป่า เจา้ หน้าท่ีฉีดนำ้� ดับไฟปา่ 2 นาย และเจา้ หน้าทตี่ บไฟ 4 นาย (พรอ้ มครอบไฟปา่
หรอื อปุ กรณท์ ำ� แนวกนั ไฟ) ในขณะเขา้ ปฏบิ ตั งิ าน หมดู่ บั ไฟปา่ ขนาดเลก็ น้ี สามารถกระจายกำ� ลงั ออกเปน็ 2 หมดู่ บั ไฟยอ่ ย หมยู่ อ่ ยละ 3 นาย
โดยเป็นท่ีตบไฟ 2 นาย และถงั ฉีดน�้ำดบั ไฟ 1 นาย และถือเป็นกฎเกณฑม์ าตราฐานว่า หมยู่ ่อยทเ่ี ลก็ ทีส่ ดุ ในการดบั ไฟป่าจะตอ้ งมีกำ� ลัง
อย่างนอ้ ย 3 นาย โดยที่ตบไฟและถังฉีดน�้ำดับไฟจะต้องปฏิบัตงิ านร่วมกนั เสมอ ในอตั ราส่วน ท่ีตบไฟ 2 นาย ตอ่ ถงั ฉดี น้�ำ 1 นาย จะไมม่ ี
การแยกปฏิบตั ิงานโดยมีแต่ที่ตบไฟอยา่ งเดียวหรอื ถังฉีดน�้ำดบั ไฟอยา่ งเดยี วเปน็ อนั ขาด
2) หมูด่ บั ไฟปา่ ขนาดใหญ่
โดยประกอบกำ� ลังหมดู่ ับไฟป่าขนาดเล็ก 2 หมู่ ให้เปน็ หมูด่ บั ไฟป่าขนาดใหญ่ ท่มี กี ำ� ลงั พล 14 นาย โดยหวั หนา้ หมู่ดับไฟปา่ นายทสี่ อง
จะปฏิบัติหน้าท่ีผู้ช่วยหัวหน้าหมู่ดับไฟป่า 1 นาย (พร้อมท่ีตบไฟ) ในขณะเข้าปฏิบัติงาน หมู่ดับไฟขนาดใหญ่น้ีสามารถกระจายก�ำลัง
ออกเป็น 4 หมู่ดบั ไฟย่อย หมยู่ ่อยละ 3 นาย ในสัดสว่ นดังที่กลา่ วมาแล้ว
| 37
3) องค์กรดบั ไฟปา่ ขนาดใหญ่
โดยท่ัวไปไฟป่าท่ีเกิดในประเทศไทยมักเป็นไฟผิวดิน ที่มีอัตราการลุกลามและความรุนแรงไม่มากนัก ซ่ึงการดับไฟท�ำได้โดยการ
ใชห้ มู่ดับไฟป่าตั้งแต่ 1-3 หมู่ โดยอาจมหี น่วยสนับสนนุ เชน่ เครื่องฉีดน�้ำติดรถยนต์ หรืออากาศยาน เข้าร่วมปฏบิ ตั งิ านบา้ งในบางครง้ั
ก็เพยี งพอที่จะควบคมุ ไฟป่าเอาไวไ้ ด้แล้ว ดังน้นั การวางแผนดับไฟป่าและการอ�ำนวยการดบั ไฟปา่ ดงั กลา่ วจงึ ทำ� ไดง้ ่าย ไมม่ ีความยุ่งยาก
สลบั ซับซอ้ นแต่อยา่ งไร
หากแต่ในชว่ งทศวรรษท่ผี า่ นมา ปัญหามลภาวะทางอากาศทำ� ใหป้ รากฏการณเ์ รอื นกระจก (Greenhouse Effect) ทวคี วามรุนแรงขน้ึ
ซ่งึ มอี ิทธพิ ลท�ำให้อณุ หภูมิของโลกสูงขน้ึ (Global Warming) ผลท่ีตามมากค็ อื เกิดการเปลีย่ นแปลงสภาพภมู อิ ากาศของโลก (Climatic
Change) อันก่อใหภ้ าวะภยั แล้งบอ่ ยครงั้ ข้ึน ไฟป่าที่เกดิ ข้ึนจงึ มคี วามรุนแรงขึน้ ดว้ ยเช่นกัน ท้งั นีเ้ น่ืองจากเชอื้ เพลิงมีความแห้งมากและ
เงื่อนไขสภาพอากาศเออื้ อ�ำนวยตอ่ การลุกลามอยา่ งรวดเรว็ ของไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไฟป่าเกิดข้ึนในพน้ื ทที่ มี่ ีเช้อื เพลิงสะสมอยู่เป็น
จ�ำนวนมาก จะลกุ ลามกลายเปน็ ไฟขนาดใหญ่ได้ในระยะเวลาอันส้นั จนกระทัง่ เกนิ ขดี ความสามารถทอ่ี งค์กรดบั ไฟปา่ ปกติของพื้นที่นน้ั
จะควบคุมไฟเอาไว้ได้ ดังเช่นกรณีการเกิดไฟป่าครั้งใหญ่ท่ีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งในปี 2537 และ 2541 หรือการเกิดไฟป่า
คร้ังใหญท่ ีอ่ ุทยานแห่งชาตเิ ขาใหญ่ อุทยานแห่งชาตดิ อยอนิ ทนนท์ และป่าพรโุ ต๊ะแดง ในปี 2541 เปน็ ตน้
ในกรณดี ังกล่าว หน่วยควบคมุ ไฟปา่ ปกติไม่สามารถจะควบคมุ ไฟป่าไว้ได้ จ�ำเปน็ ตอ้ งขอกำ� ลังสนับสนนุ จากหนว่ ยควบคมุ ไฟป่าข้างเคียง
และก�ำลังคนเพ่ิมเติมจากหน่วยราชการต่าง ๆ ตลอดจนต้องขอรับการสนับสนุนรถดับเพลิง เคร่ืองจักรกลหนัก รวมไปถึงอากาศยาน
เพ่อื ช่วยในการควบคมุ ไฟป่า และตอ้ งใชร้ ะยะเวลานานหลายวนั หรือหลายสปั ดาหก์ ว่าที่จะควบคุมไฟป่าน้ันเอาไว้ได้
เมื่อมีการระดมก�ำลังคนและเครื่องมืออุปกรณ์การดับไฟป่าจ�ำนวนมากเพื่อร่วมปฏิบัติงานดับไฟป่าขนาดใหญ่และจ�ำเป็นต้องปฏิบัติงาน
อย่างต่อเน่ืองเป็นเวลานาน จะท�ำให้การวางแผนดับไฟป่า การจัดองค์กรดับไฟป่า ตลอดจนการอ�ำนวยการและประสานงานการดับไฟ
ป่ามคี วามยงุ่ ยากซบั ซอ้ นมาก ดังนั้นในการดบั ไฟปา่ ขนาดใหญท่ ุกครั้ง ใหร้ ะลึกไวเ้ สมอว่า จะต้องมีการวางแผน มีการจัดองคก์ ร มีการ
อ�ำนวยการและประสานงานดับไฟป่าที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น งานจึงจะประสบผลส�ำเร็จ หากขาดส่ิงที่ว่าแล้ว ถึงแม้จะมีก�ำลังคนและ
ยทุ โธปกรณท์ ที่ ันสมัยจ�ำนวนมากมายมหาศาลเพยี งใดก็ตาม กจ็ ะไม่สามารถควบคมุ ไฟป่าไวไ้ ด้
การจดั องคก์ รดบั ไฟปา่ ขนาดใหญ่ จะตอ้ งจดั ในรปู ของกองอำ� นวยการดบั ไฟปา่ ซง่ึ แบง่ เปน็ ฝา่ ยตา่ ง ๆ โดยแตล่ ะฝา่ ยมหี นา้ ทค่ี วามรบั ผดิ ชอบ
และสายการบังคบั บัญชาท่ีชดั เจนไม่สบั สนและไมซ่ ้ำ� ซ้อน ไดแ้ ก่
1) ฝา่ ยแผน มหี นา้ ทใ่ี นการกำ� หนดแผนดบั ไฟปา่ แผนจดั หาอตั รากำ� ลงั แผนสง่ กำ� ลงั บำ� รงุ และแผนกภู้ ยั ตลอดจนประสานการปฏบิ ตั งิ าน
ควบคมุ และตดิ ตามสถานการณ์ รวบรวมขอ้ มลู การปฏบิ ตั ิงาน และประเมินผล
2) ฝา่ ยปฏิบตั กิ าร มีหนา้ ท่จี ัดรปู กำ� ลังพล โดยแบง่ หมวดหม่ดู ับไฟป่า กำ� หนดสายการบงั คบั บญั ชาของหมวดหมดู่ ับไฟปา่ ที่มีก�ำลงั พลมา
จากพนกั งานดับไฟปา่ และก�ำลังสนบั สนนุ จากหนว่ ยงานตา่ ง ๆ ตลอดจนอาสาสมคั รปอ้ งกนั ไฟปา่ เพ่อื ควบคมุ และบงั คับบัญชาใหห้ นว่ ย
ปฏิบัติทุกหน่วยปฏิบัตงิ านไปตามแผนต่าง ๆ ที่ก�ำหนดไว้
3) ฝา่ ยบรกิ าร มหี นา้ ทป่ี ระสานงานจดั หากำ� ลงั พล เครอ่ื งจกั รกลหนกั และอากาศยาน และจดั สง่ กำ� ลงั บำ� รงุ ตามแผนตามทก่ี ำ� หนด ไดแ้ ก่
การสบั เปลย่ี นกำ� ลงั พล อาหารและน�้ำ เคร่อื งมือและอปุ กรณ์ดับไฟป่า และเวชภัณฑ์เพือ่ การปฐมพยาบาล
38 |
แผนระดมพลดับไฟป่า
ไฟปา่ ทเี่ กดิ ขน้ึ แตล่ ะครง้ั มขี นาดและความรนุ แรงแตกตา่ งกนั ออกไป ดงั นนั้ การจดั ทำ� แผนระดมพลดบั ไฟปา่ จงึ ตอ้ งใหส้ อดคลอ้ งกบั ขนาด
และความรนุ แรงของไฟ ทงั้ น้ีเพอ่ื ใหก้ ารปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสงู สุด ในขณะเดียวกันจะตอ้ งสิ้นเปลอื งงบประมาณน้อยทสี่ ุด ส�ำหรบั
ประเทศไทย ควรจดั แผนระดมพลดับไฟป่าออกเปน็ 3 ระดบั ดงั นี้
1) แผนระดมพลดบั ไฟปา่ ท่ี 1 : สถานการณ์ควบคมุ ได้
สถานการณ์ - ไฟปา่ เพิ่งเกดิ และถกู ตรวจพบทนั ที หรือเพง่ิ ตรวจพบไฟป่า โดยไฟไดล้ กุ ลามไปแลว้ เปน็ เนื้อทไ่ี ม่เกนิ 100 ไร่
ทีป่ รกึ ษา กองอำ� นวยการดับไฟป่า ทปี่ รกึ ษา
ผ้อู �ำนวยการสว่ นควบคมุ หวั หนา้ หนว่ ยงานควบคุม ผู้อ�ำนวยการสำ� นกั ปอ้ งกนั
ไฟปา่ ท�ำหนา้ ทผ่ี ู้อำ� นวยการ ปราบปรามและควบคุม
และปฏบิ ัตกิ ารไฟปา่
ดบั ไฟปา่
หน่วยภาคพื้นดนิ หนว่ ยเครื่องจักรกล หนว่ ยอากาศยาน
1. หมู่ดับไฟปา่ เคล่ือนทที่ ุกหมู่ของ รถดับเพลิง, Slip on tank 1. เฮลิคอปเตอร,์ กองการบิน
หน่วยงานควบคมุ ไฟปา่ เครอื่ งสบู น�้ำของสถานไี ฟปา่ สป.ทส.
2. อาสาสมคั รปอ้ งกนั ไฟปา่ หมบู่ า้ น 2. เครอ่ื งบินปกี กรมฝนหลวง
3. หมู่ดบั ไฟป่าของ อบต. และการบนิ เกษตร
ปฏิบัติงานดับไฟปา่
ไฟดบั ภายใน 3 วนั ไฟยังไมด่ บั
แผนดบั ไฟป่า
สถานการณร์ ุนแรง
| 39
2) แผนระดมพลดับไฟป่าที่ 2 : สถานการณ์รุนแรง
สถานการณ์ - เพิ่งตรวจพบไฟป่า โดยไฟลุกลามไปแล้วเป็นเนื้อท่ีมากกว่า 100 ไร่ หรือ ตรวจพบไฟ ดับไฟด้วยแผนดับไฟป่าที่ 1
ไมส่ ามารถควบคุมไฟไว้ไดภ้ ายในเวลา 3 วัน
กองอำ� นวยการดับไฟปา่ ท่ีปรกึ ษา
ผวู้ ่าราชการจังหวดั ทเี่ กิดเหตุ อธบิ ดกี รมอทุ ยานแห่งชาติ
ท�ำหนา้ ท่ีผูอ้ �ำนวยการ สัตว์ป่า และพนั ธพ์ุ ชื
ฝา่ ยแผน ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายบริการ
หวั หนา้ หนว่ ยควบคมุ ไฟปา่ ผอ.ส่วนควบคมุ และปฏบิ ตั กิ าร หัวหนา้ ส�ำนักงานปอ้ งกัน
- ก�ำหนดแผน และบรรเทาสาธารณภัยจังหวดั
- ประสานงานและประเมนิ ผล ไฟปา่ (สบอ.พน้ื ท)่ี - จดั หาและสง่ กำ� ลังบ�ำรุง
- ปฐมพยาบาลและกภู้ ัย
หน่วยภาคพน้ื ดนิ หน่วยเคร่อื งจักรกล
1. หม่ดู ับไฟป่าเคลื่อนท่ีทกุ หมู่ 1. รถดบั เพลิง, Slip on tank, หนว่ ยอากาศ
ของหนว่ ยควบคุมไฟปา่ รถบรรทุกน�้ำของหน่วยไฟป่า 1. เฮลิคอปเตอร์ กองการบิน
2. หน่วยงานปา่ ไม้ทุกหนว่ ยใน 2. รถบรรทกุ นำ้� , แทรกเตอร์ อนรุ ักษ์ สป.ทส.
จงั หวดั ของหนว่ ยงานป่าไมใ้ นจังหวดั 2. เครอื่ งบินปกี กรมฝนหลวง
3. อาสาสมคั รดบั ไฟปา่ ในจังหวดั และการบินเกษตร
4. เครอื ข่ายแก้ไขปัญหาไฟป่า ปฏบิ ัตงิ านดบั ไฟ 3. เฮลคิ อปเตอร์, เคร่อื งบินปีก
ภาคประชาชน ไฟปา่ ของหนว่ ยงานสนบั สนุนในจงั หวัด
ไฟดับภายใน 3 วนั ไฟยงั ไมด่ ับ
แผนดบั ไฟปา่
สถานการณว์ กิ ฤติ
40 |
3) แผนระดมพลดบั ไฟป่าท่ี 3 : สถานการณ์วิกฤติ
สถานการณ์ - ตรวจพบไฟ ดับไฟด้วยแผนดบั ไฟปา่ ที่ 2 ไมส่ ามารถควบคุมไฟไวไ้ ด้ภายในเวลา 15 วนั
ทีป่ รึกษา กองอำ� นวยการดบั ไฟป่า ส่วนสนับสนุน
ปลัดกระทรวง อธิบดีกรมอุทยานแหง่ ชาติ - กรมป่าไม้
ทรพั ยากรธรรมชาติ - จงั หวดั ใกลเ้ คยี งทไ่ี มม่ ไี ฟไหมป้ า่
และส่งิ แวดล้อม สัตว์ปา่ และพนั ธ์พุ ชื - กองบัญชาการทหารสูงสุด
ทำ� หนา้ ท่ผี อู้ �ำนวยการ - กองทพั บก
- กองทพั เรอื
สว่ นส่ือสารและ สว่ นอ�ำนวยการ สว่ นปฏบิ ัติการ - กองทัพอากาศ
ประชาสมั พันธ์ - ฝา่ ยเลขานกุ าร ผู้อ�ำนวยการ - ส�ำนกั งานตำ� รวจแหง่ ชาติ
- ฝา่ ยสอ่ื สาร - ฝ่ายการเงนิ สำ� นกั บรหิ ารพ้ืนท่ี - กรมอตุ นุ ิยมวิทยา
- ฝา่ ยประชาสมั พนั ธ์ - ฝ่ายรบั บรจิ าค - กระทรวงศกึ ษาธิการ
- ฝ่ายส่งกำ� ลังบำ� รุง อนุรักษ์ - กระทรวงมหาดไทย
- ฝา่ ยปฐมพยาบาล (เจา้ ของพน้ื ท่ี) - มูลนธิ ิ และองค์กรภาคเอกชน
- ฝ่ายกูภ้ ัย - หน่วยงานอ่นื ๆ
หน่วยภาคพน้ื ดิน หนว่ ยเครื่องจกั รกล หน่วยอากาศยาน
1. หม่ดู บั ไฟป่าเคล่ือนทที่ ุกหมู่ รถดับเพลงิ รถนำ้� ของสถานี
ของหน่วยควบคมุ ไฟป่า 1. เฮลคิ อปเตอร์ กองการบิน
2. หนว่ ยงานปา่ ไมท้ กุ หนว่ ยในจงั หวดั ควบคุมไฟป่า สป.ทส.
3. อาสาสมคั รดบั ไฟปา่ ในจงั หวดั - รถบรรทุกน�้ำ รถแทรกเตอร์ 2. เครื่องบินปีก ส�ำหรับฝน
4. เครือข่ายแก้ไขปญั หาไฟป่า ของหน่วยงานปา่ ไม้ หลวง และการบนิ เกษตร
ภาคประชาชน - รถดับเพลิง รถบรรทกุ นำ�้ 3. เฮลคิ อปเตอร,์ เครื่องบนิ ปกี
รถแทรกเตอร์ของสว่ นสนับสนนุ ของหนว่ ยสนับสนุนในจงั หวดั
สายการบังคับบญั ชา
สายการประสารงาน ปฏิบัตงิ านดบั ไฟ | 41
ไฟปา่ ดับ
ขัน้ ตอนของปฏิบตั กิ ารดบั ไฟปา่
1) ส่งคนและเครอ่ื งมอื ไปยังบริเวณที่เกดิ ไฟไหม้ โดยอาศัยวิธกี ารในการเดินทางตา่ ง ๆ โดยไปให้ถงึ บริเวณทเ่ี กิดไฟไหม้อย่างรวดเรว็ ที่สดุ
ทั้งนีต้ อ้ งค�ำนึงถึงความปลอดภยั เป็นสำ� คัญ
2) วเิ คราะหส์ ถานการณ์ เพอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ สรปุ สำ� หรบั การตดั สนิ ใจลงมอื กระทำ� การใด ๆ เพอื่ ดบั ไฟปา่ การวเิ คราะหส์ ถานการณเ์ ปน็ กระบวนการ
ทต่ี อ้ งท�ำอย่างต่อเน่ือง เร่มิ ต้งั แตเ่ วลาได้รบั แจง้ ขา่ วไฟไหม้ป่า จนกระท่ังถงึ เวลาทด่ี บั ไฟป่านั้นลงไดแ้ ล้ว
เมอื่ เดนิ ทางถงึ บรเิ วณทเี่ กดิ ไฟไหม้ ผรู้ บั ผดิ ชอบการดบั ไฟปา่ จะตอ้ งสำ� รวจรอบบรเิ วณอยา่ งรวดเรว็ แลว้ วเิ คราะหส์ ถานการณ์ โดยพจิ ารณา
ปจั จยั ตา่ ง ๆ อยา่ งรอบดา้ น ไดแ้ ก่ พฤตกิ รรมของไฟปา่ ในขณะนนั้ เชน่ ความรนุ แรง ความสงู เปลวไฟ อตั ราความเรว็ และทศิ ทางการเคลอ่ื นท่ี
ของไฟ สภาพเช้ือเพลงิ สภาพภูมปิ ระเทศ สภาพอากาศในขณะน้ัน และแนวโน้มอันตรายต่อชวี ติ และทรัพย์สิน ว่ามปี ระชาชนท่อี าจจะได้
รับอนั ตรายจากไฟปา่ หรอื ไม่ มีเงือ่ นไขทจี่ ะเป็นอนั ตรายต่อพนักงานดบั ไฟปา่ รวมทั้งก�ำลังพลและอปุ กรณ์ทตี่ ้องใชใ้ นการปฏิบัติงานดว้ ย
3) วางแผนการปฏบิ ตั งิ าน ขอ้ สรปุ จากการวเิ คราะหส์ ถานการณ์ จะนำ� มาสกู่ ารตดั สนิ ใจเลอื กวธิ กี ารเขา้ ปฏบิ ตั งิ าน โดยกำ� หนดแผน วธิ กี าร
เทคนคิ กลยทุ ธ์ ในการดบั ไฟป่า การส่งกำ� ลังบ�ำรุง ตลอดจน แผนลา่ ถอยในกรณีท่ไี ฟรุนแรงเกนิ กวา่ จะควบคุมไวไ้ ด้
4) ลงมือปฏบิ ัติงานจนควบคุมไฟไว้ได้ โดยการปฏิบัติงานตามแผน วธิ กี าร เทคนิค และกลยทุ ธ์ ทีก่ ำ� หนดไว้ จนกระทงั่ สามารถควบคมุ
ไฟปา่ เอาไวไ้ ด้ในที่สดุ
5) กวาดเกบ็ และตรวจตราพนื้ ท่ี โดยการดบั ไฟทคี่ วบคมุ ไดแ้ ลว้ จนดบั สนทิ และตรวจตราพน้ื ทเ่ี พอ่ื ใหแ้ นใ่ จวา่ ไฟจะไมก่ ลบั คขุ น้ึ มาใหมไ่ ดอ้ กี
6) ประเมินผลและรายงาน โดยการประเมินความเสียหายจากไฟไหม้ ตรวจเช็คก�ำลังพลและอุปกรณ์ ประเมินผลการปฏิบัติงาน และ
ท�ำรายงานเสนอตอ่ ไป
เทคนคิ วธิ ีการและกลยทุ ธใ์ นการดับไฟปา่
ปฏบิ ตั กิ ารดบั ไฟปา่ เปน็ งานรอ้ น หนกั เหนด็ เหนอ่ื ย อนั ตราย และสน้ิ เปลอื งงบประมาณมากทส่ี ดุ ในบรรดากจิ กรรมตา่ ง ๆ ในวงจรของงาน
ควบคมุ ไฟปา่ เกอื บทกุ ปจี ะมขี า่ วพนกั งานดบั ไฟปา่ เสยี ชวี ติ จากการดบั ไฟปา่ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในประเทศแถบอบอนุ่ ทไี่ ฟปา่ เปน็ ไฟเรอื นยอด
ที่มคี วามรุนแรงมาก สำ� หรับประเทศไทยซึ่งถึงแม้วา่ ไฟป่าจะมคี วามรุนแรงน้อยกวา่ อันตรายถงึ แกช่ ีวติ จึงมีโอกาสน้อยกวา่ อยา่ งไรก็ตาม
ในทุกปจี ะมพี นักงานดบั ไฟป่าได้รบั บาดเจบ็ ในระหวา่ งการปฏบิ ัติงานมากบ้างนอ้ ยบา้ ง เพราะในขณะที่เกิดไฟไหม้ พฤติกรรมของไฟจะ
มีการผนั แปรตามปัจจยั แวดล้อมอยตู่ ลอดเวลาจนยากจะคาดเดา ดังนน้ั พนกั งานดับไฟปา่ จึงจำ� เปน็ ตอ้ งพลิกแพลงแผนการ วธิ ีการ และ
กลยทุ ธใ์ นการตอ่ สูใ้ หส้ อดคล้องกับสถานการณอ์ ยู่ตลอดเวลาดว้ ยเชน่ กนั จงึ จะสามารถดบั ไฟป่าได้อยา่ งปลอดภัย
ดงั ทไี่ ดเ้ คยกลา่ วมาแลว้ วา่ ไมม่ สี ตู รสำ� เรจ็ ในการดบั ไฟปา่ หากแตท่ กุ อยา่ งขนึ้ อยกู่ บั สถานการณ์ การศกึ ษาใหร้ จู้ รงิ ถงึ พฤตกิ รรมของไฟปา่
ความแตกฉานและช่�ำชองในวิธีการ เทคนิค และกลยุทธ์ในการดับไฟป่าเท่าน้ัน จึงจะเป็นเครื่องประกันความส�ำเร็จของงานและความ
ปลอดภัยในชีวติ ของผูป้ ฏิบัติงานดบั ไฟปา่
42 |
วธิ ีการดบั ไฟป่า
วธิ กี าร (Method) เปน็ หลกั การกวา้ ง ๆ ทว่ั ไปของการปฏบิ ตั งิ าน ดงั นนั้ วธิ กี ารดบั ไฟปา่ กค็ อื หลกั การกวา้ ง ๆ ในการดบั ไฟปา่ โดยสามารถ
แบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 วิธี คอื ดบั ทางตรง และดบั ทางออ้ ม
1) การดบั ไฟทางตรง
การดับไฟทางตรง คอื วธิ ีการทเี่ จา้ หนา้ ท่ีเข้าไปดบั ไฟทข่ี อบของไฟโดยตรง วธิ นี ี้ใช้ในกรณีท่ไี ฟมีขนาดเลก็ เชน่ ไฟท่ไี หมใ้ นปา่ เบญจพรรณ
หรือป่าเต็งรัง ซ่ึงมีความร้อนแรงและควันไม่มากนัก ท�ำให้พนักงานดับไฟป่าสามารถเข้าไปปฏิบัติงานท่ีขอบของไฟได้ โดยท่ัวไปจะเร่ิม
ควบคมุ ไฟทหี่ วั ไฟกอ่ น เพอ่ื หยดุ ยงั้ การลกุ ลามของไฟ เมอ่ื ควบคมุ หวั ไฟไดแ้ ลว้ จงึ คอ่ ยกระจายกำ� ลงั ออกดบั ไฟทางปกี ทง้ั สองดา้ นแลว้ ดบั ไฟ
ไปบรรจบกนั ทห่ี างไฟ แตถ่ า้ แนวหวั ไฟมคี วามรอ้ นมากไมอ่ าจเขา้ ถงึ ได้ กอ็ าจเรม่ิ ดบั ไฟจากปกี ทงั้ สองดา้ นกอ่ น แลว้ คอ่ ย ๆ บบี เขา้ ไปหาหวั ไฟ
เพื่อบังคับให้แนวหัวไฟแคบและเล็กลงเรอ่ื ย ๆ จนควบคุมได้ในท่ีสุด เครื่องมือหลกั ทใ่ี ชใ้ นการดับไฟทางตรง ได้แก่ ถงั ฉีดน�้ำ พล่ัวไฟป่า
และท่ีตบไฟ โดยใช้พล่ัวตักดินหรือทรายสาดกลบไฟ หรือใช้น้�ำฉีดน�ำเพ่ือลดความร้อนและความสูงเปลวไฟ จากน้ันจึงใช้ที่ตบไฟเข้าไป
ตบคลมุ ไฟจนดบั การดบั ไฟทางตรงนอกจากจะใช้ในการดับไฟขนาดเล็กแล้ว ยังใช้ส�ำหรบั การดบั ปีกและหางของไฟขนาดใหญ่ หรอื ใชใ้ น
ขั้นตอนสดุ ท้ายของการดบั ไฟขนาดใหญ่หลังจากท่ีไฟนัน้ ถูกควบคุมให้ลดความรนุ แรงลงด้วยวธิ ดี ับไฟทางออ้ มแล้ว
2) การดับไฟทางออ้ ม
วธิ นี ใี้ ชส้ ำ� หรบั การดบั ไฟปา่ ขนาดใหญท่ มี่ คี วามรอ้ นแรงและความสงู เปลวไฟมากเกนิ กวา่ ทพี่ นกั งานดบั ไฟปา่ จะสามารถเขา้ ไปปฏบิ ตั งิ านท่ี
ขอบของไฟได้ หรือใช้ในกรณที ่ไี ฟปา่ กำ� ลงั ไหม้อยใู่ นบรเิ วณท่ีเป็นอันตรายอย่างย่งิ ต่อการปฏิบัตงิ าน เช่น ใกล้หน้าผา ซึง่ อาจเกิดอบุ ตั เิ หตุ
พนกั งานดบั ไฟปา่ พลดั ตกเขาไดง้ า่ ย หรอื ในรอ่ งเขาและหบุ เหวทอี่ าจเกดิ ลมหมนุ หรอื Chimney Effect ซง่ึ จะทำ� ใหไ้ ฟเปลย่ี นทศิ ทางหรอื
เพิ่มความรนุ แรงอยา่ งฉับพลนั การดบั ไฟทางออ้ มแบ่งออกเปน็ วธิ ยี อ่ ย 3 วธิ ี ดังนี้
(1) ดับดว้ ยแนวกันไฟ คือ การท�ำแนวกันไฟลอ้ มรอบไฟนน้ั โดยเริ่มท�ำแนวสกัดหวั ไฟก่อนเป็นอนั ดบั แรก นอกจากจะมขี อ้ จ�ำกดั ทไ่ี มอ่ าจ
ท�ำได้ เช่น สภาพภูมิประเทศไม่อ�ำนวย หรือแนวหัวไฟลุกลามรวดเร็วเกินกว่าที่จะท�ำแนวกันไฟดักหน้าทัน ก็อาจเริ่มท�ำแนวสกัดท่ีปีก
ไฟทั้งสองดา้ นก่อน สงิ่ สำ� คัญในการดับไฟดว้ ยแนวกันไฟคอื จะตอ้ งจำ� ไวเ้ สมอวา่ แนวกนั ไฟท่ที �ำขน้ึ ไม่สามารถท�ำใหไ้ ฟดับลงได้ หากแต่
ทำ� หนา้ ทห่ี ยดุ ยงั้ และลดความรุนแรงและอตั ราการลกุ ลามของไฟ เพอื่ ให้สามารถเข้าดบั ไฟทางตรงได้ในที่สดุ ดงั น้ันเม่อื ไฟลกุ ลามมาชน
แนวกันไฟ ท�ำให้ความร้อนแรงของไฟ อตั ราการลกุ ลาม และความสงู เปลวไฟลดลง จะต้องให้พนักงานดบั ไฟปา่ รบี เขา้ ท�ำงานเพอื่ ดับไฟ
ทางตรงที่ขอบของไฟในทันที และดับไฟให้ได้ท่ีแนวกันไฟนั้นก่อนท่ีไฟจะมีโอกาสข้ามแนว เพราะหากปล่อยให้ไฟลามข้ามแนวไปได้
การดับไฟในคร้ังนั้นก็จะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
(2) ดับดว้ ยไฟ เรยี กวธิ นี ว้ี ่า Backfiring อาศยั หลักการเดียวกับการดับไฟทางออ้ มด้วยแนวกนั ไฟ ความแตกตา่ ง คอื มกี ารขยายแนวกันไฟ
ให้กว้างข้ึนอย่างรวดเร็วโดยใช้ไฟเผา วิธีนี้มีความเส่ียง เพราะหากเกิดความผิดพลาดข้ึนนอกจากจะดับไฟไม่ได้แล้ว ยังจะท�ำให้ไฟย่ิง
ลกุ ลามออกไปและเกดิ แนวไฟขน้ึ ใหม่อกี แนวหน่งึ จงึ ตอ้ งใช้วิธนี ้ใี นกรณจี ำ� เป็นจรงิ ๆ และใช้เปน็ ทางเลอื กสุดท้ายเทา่ นน้ั ซึง่ สว่ นใหญ่จะ
ใช้ในการดับไฟเรือนยอดท่ีมีความรุนแรงมาก หรือใช้หยุดย้ังไฟเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ในกรณีท่ีไฟลุกลามเข้าใกล้
แหลง่ ชมุ ชน หรือพนื้ ท่ที ่มี คี า่ สูง
วิธกี ารดบั ไฟจะเริม่ ต้นเหมอื นการดบั ดว้ ยแนวกันไฟ คอื ตอ้ งทำ� แนวกนั ไฟข้ึนกอ่ น หลงั จากท�ำแนวกนั ไฟเสรจ็ แล้วแทนทจี่ ะรอตัง้ รับไฟท่ี
แนวกนั ไฟ แตจ่ ะใชว้ ธิ จี ดุ ไฟจากแนวกนั ไฟ เพอื่ ใหไ้ ฟลุกลามสวนทางกลบั ไปหาแนวไฟป่า ไฟทีจ่ ุดขนึ้ นเี้ รยี กว่าแนวไฟเผากลับ (Backfire)
เมื่อแนวไฟเผากลับลุกลามไปบรรจบกับแนวไฟป่าจริง ไฟก็จะดับลงเน่ืองจากขาดเชื้อเพลิง ซึ่งจะต้องดำ� เนินการภายใต้การควบคุมของ
ผทู้ มี่ ีประสบการณแ์ ละความช�ำนาญในการเผากลับ และมีการเฝ้าระวังอย่างเครง่ ครัด
| 43
(3) ดบั ดว้ ยการเบยี่ งทศิ ทางของหวั ไฟ ในกรณที ใ่ี นพนื้ ทมี่ อี ปุ สรรคตามธรรมชาตทิ จ่ี ะใชใ้ นการยบั ยงั้ ไฟได้ เชน่ มลี ำ� หว้ ยขนาดใหญ่ แนวถนน
หรอื ลานหนิ ก็อาจใช้แนวธรรมชาตเิ หลา่ นใี้ ห้เป็นประโยชน์โดยไม่จำ� เป็นต้องทำ� แนวกันไฟข้ึนใหม่ แต่ใชว้ ิธกี ารบบี แนวหวั ไฟใหเ้ บีย่ งเบน
ทศิ ทางและลกุ ลามเขา้ ไปหาแนวธรรมชาตทิ มี่ อี ยู่ เชน่ หากตอ้ งการเบีย่ งทศิ ทางของแนวหวั ไฟไปทางซา้ ยกท็ ำ� โดยการท�ำแนวขนานไปกับ
แนวปีกไฟดา้ นขวา แล้วตโี อบแนวหัวไฟจากขวาไปซา้ ย ทิศทางของหวั ไฟกจ็ ะถูกบีบให้ค่อย ๆ เบีย่ งไปทางซา้ ยในทสี่ ดุ
กลยุทธ์ในการดบั ไฟปา่
ในขณะทว่ี ธิ กี ารเปน็ เพยี งหลกั การกวา้ ง ๆ แตก่ ลยทุ ธเ์ ปน็ ศลิ ปะในการพลกิ แพลงการใชว้ ธิ กี ารนน้ั ๆ ใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพสงู สดุ ภายใตเ้ งอ่ื นไข
ของสถานการณท์ เ่ี ปลย่ี นแปลงอยตู่ ลอดเวลา กลยทุ ธใ์ นการดบั ไฟปา่ จงึ เปน็ สว่ นเสรมิ ใหก้ ารดบั ไฟปา่ ดว้ ยวธิ กี ารตา่ ง ๆ มปี ระสทิ ธภิ าพยง่ิ ขน้ึ
1) กลยทุ ธก์ ารดบั ไฟทุ่งหญา้
เชอื้ เพลงิ หลกั ในทงุ่ หญา้ จะเปน็ เชอื้ เพลงิ เบา ไดแ้ ก่ หญา้ ชนดิ ตา่ ง ๆ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ หญา้ คา หญา้ ขจรจบ หรอื วชั พชื อน่ื ๆ เชน่ ตน้ สาบเสอื
ซงึ่ เชอื้ เพลงิ เบาดงั กลา่ วหากแหง้ จดั แลว้ จะตดิ ไฟไดง้ า่ ยมอี ตั ราการลกุ ลามทรี่ วดเรว็ มาก แตอ่ ตั ราการลกุ ลามจะไมส่ มำ�่ เสมอ โดยขน้ึ อยกู่ บั
กระแสลม เมอ่ื ลมพัดแรงไฟจะลุกลามอยา่ งรวดเร็ว เปลวไฟมีความยาวมาก สง่ ลูกไฟปลิวน�ำหน้าแนวไฟไปไดห้ ลายร้อยเมตร และความ
รอ้ นแรงของไฟจะพงุ่ ขน้ึ สงู แตใ่ นจงั หวะทลี่ มสงบลงเปน็ ชว่ ง ๆ ไฟจะลดความรนุ แรง และลดอตั ราการลกุ ลามลงอยา่ งมากเชน่ กนั การดบั ไฟ
ทุ่งหญ้าโดยการท�ำแนวกันไฟดักหน้าหัวไฟเป็นไปได้ยากและอันตราย เพราะเช้ือเพลิงหนาแน่นและแนวหัวไฟเคลื่อนท่ีเร็วมากจนท�ำ
แนวดกั ไมท่ นั ดงั นนั้ การดบั ไฟจงึ ตอ้ งแบง่ กำ� ลงั ออกเปน็ 2 สว่ น กำ� ลงั สว่ นนอ้ ยทำ� หนา้ ทชี่ ดุ เคลอ่ื นทเี่ รว็ นำ� หนา้ แนวหวั ไฟไปกอ่ นเพอื่ คอย
ดบั ลกู ไฟทป่ี ลวิ ไปตกหนา้ แนวไฟสว่ นกำ� ลงั หลกั จะทำ� หนา้ ทเ่ี ขา้ ดบั ไฟจากหางไฟดว้ ยวธิ ดี บั ทางตรงจากนนั้ จงึ คอ่ ยกระจายกำ� ลงั ออกทางปกี ไฟ
ทั้งซ้ายขวา โดยเขา้ ดบั ไฟจากด้านทถี่ ูกไฟไหมไ้ ปแล้ว ในลกั ษณะเดินตามเกาะตดิ ไฟไปเรอื่ ย ๆ ในจังหวะทีก่ ระแสลมแรงเกินกวา่ จะเขา้
ดบั ไฟทางตรงได้ จนกระทง่ั ถงึ จงั หวะทล่ี มเบาลงซง่ึ จะทำ� ใหก้ ารลกุ ลามของไฟชะงกั ลงและความสงู เปลวไฟลดตำ่� ลงมา พนกั งานดบั ไฟปา่
ทุกคนจะตอ้ งรีบเข้าทำ� การดับไฟที่ขอบของไฟ โดยการดบั ทางตรงอย่างรวดเร็วและพร้อมเพรียงกันทส่ี ดุ เท่าทจี่ ะท�ำได้ เพอื่ ดบั แนวปกี ไฟ
ใหไ้ ดร้ ะยะทางยาวทสี่ ดุ อนั เปน็ การบบี แนวหวั ไฟใหเ้ ลก็ ลงเรอื่ ย ๆ และเมอ่ื ลมพดั แรงขน้ึ อกี จนไมส่ ามารถเขา้ ไปทำ� งานทขี่ อบของไฟไดก้ จ็ ะ
ถอยออกมาและเดินตามเกาะติดไฟไปเรอ่ื ย ๆ เพอ่ื รอโอกาสเข้าดบั ไฟในจงั หวะทลี่ มสงบลงอกี ในครัง้ ตอ่ ไป หรอื หากเปน็ ไฟที่ไหมข้ นึ้ เขา
ก็จะต้องตามไฟไปเร่ือย ๆ และเข้าดับไฟในขณะท่ีไฟลามถึงสันเขาและก�ำลังจะลามลงด้านลาดเขาอีกด้านหนึ่งซึ่งจังหวะน้ันอัตราการ
ลุกลามของไฟจะลดลงมากเช่นกัน ดังน้ันความส�ำเร็จในการดับไฟทุ่งหญ้าจึงขึ้นอยู่กับความอดทนในการเกาะติดตามไฟของพนักงาน
ดบั ไฟปา่ ประกอบกับความรวดเร็ว หนกั หนว่ ง และพรอ้ มเพรยี งในการเข้าดับไฟเป็นส�ำคัญ
2) กลยุทธก์ ารดบั ไฟป่าไมพ้ ่มุ และปา่ ไผ่
ไฟปา่ ไม้พุ่มและปา่ ไผ่ จะมีอตั ราการลุกลามชา้ กว่าไฟท่งุ หญา้ แตค่ วามรอ้ นแรงจะมีมากกว่า อย่างไรกต็ ามพนื้ ป่าไมพ้ ุ่มและป่าไผ่มักจะมี
วัชพืชต่าง ๆ ที่เป็นเชื้อเพลิงอยู่น้อย โดยในป่าไผ่ส่วนใหญ่เชื้อเพลิงจะเป็นใบไผ่และก่ิงไผ่แห้ง ซึ่งหากอากาศไม่แห้งจัดจนเกินไปก็มัก
สามารถดับไฟโดยวิธีทางตรงได้ โดยอาจต้องใช้น้�ำค่อนข้างมากเพื่อดับไฟท่ีเข้าไปไหม้อยู่ในฐานของกอไผ่ หรือหากไม่มีน้�ำก็ต้องใช้พลั่ว
ตักดินสาดไฟในฐานกอไผ่ หรือท�ำแนวกันไฟรอบ ๆ กอไผ่ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลามเข้าไปในฐานกอไผ่ได้ แต่ในกรณีที่อากาศแห้งจัด
การดบั ไฟจะยากล�ำบากและอันตรายมาก ทง้ั นีเ้ นื่องจากไฟจะมีโอกาสลกุ ลามลามข้นึ ไปตดิ พมุ่ ไม้ หรือติดกอไผแ่ ละไหมข้ ้นึ ไปตามล�ำไผ่
ทำ� ใหค้ วามสงู เปลวไฟเพมิ่ ขน้ึ มาก และมโี อกาสเกดิ ลกู ไฟปลวิ นำ� หนา้ แนวไฟไปไดไ้ กล โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ อาจจะมกี ารระเบดิ ของปลอ้ งไผ่
ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อพนักงานดับไฟป่าที่ท�ำงานอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ในกรณีเช่นนี้ การดับไฟต้องใช้การผสมผสานทั้งการดับทางตรง
และทางออ้ ม โดยเม่อื ท�ำแนวสกดั หัวไฟได้แล้ว จึงท�ำการดบั ปกี และหางไฟดว้ ยการดบั ไฟทางตรง ในขณะเดยี วกันหากมไี ม้พมุ่ หรือกอไผ่
ที่ไหม้ไฟ จะต้องให้ก�ำลังส่วนหน่ึงเฝ้าระวังการปลิวของลูกไฟ และเมื่อไฟท่ีไหม้กอไผ่เร่ิมโทรมลงล�ำไผ่ท่ีถูกไฟไหม้จะเร่ิมหักโค่นลงมา
ซ่ึงหากเป็นท่ีลาดชัน ล�ำไผ่ติดไฟอาจกลิ้งลงไปสู่บริเวณด้านล่างท่ียังไม่ถูกไฟไหม้ ดังน้ันจึงต้องขุดร่องดักเอาไว้ ในกรณีเช่นนี้จะต้องให้
ความส�ำคัญกบั การกวาดเก็บและตรวจตราพ้ืนทห่ี ลังดบั ไฟเสรจ็ แล้วให้มากเปน็ พิเศษ
44 |
3) กลยุทธก์ ารดบั ไฟสวนป่า
ในสวนปา่ ทม่ี กี ารเตรยี มการปอ้ งกนั ไฟปา่ เปน็ อยา่ งดี โดยการถางหรอื ชงิ เผากำ� จดั วชั พชื ตามชว่ งเวลาทเ่ี หมาะสม และมกี ารตดั แนวกนั ไฟ
เป็นตารางและซ่อมบ�ำรุงแนวกันไฟอย่างสม่�ำเสมอ มักจะไม่ค่อยมีปัญหาไฟป่า หรือหากเกิดไฟไหม้ก็สามารถควบคุมได้โดยง่าย แต่ใน
สวนปา่ ทต่ี น้ ไมย้ งั อายนุ อ้ ย จะมวี ชั พชื ขน้ึ อยอู่ ยา่ งหนาแนน่ หากเกดิ ไฟไหมข้ นึ้ ไฟจะมคี วามรนุ แรงมากและควบคมุ ไดย้ าก ซง่ึ ในกรณเี ชน่ นี้
แทบจะไม่มีโอกาสดับไฟทางตรงได้เลย การดับไฟทางอ้อมโดยท�ำแนวกันไฟก็เป็นไปได้ยาก เพราะเช้ือเพลิงหนาแน่นมากเป็นอุปสรรค
ท�ำให้การท�ำแนวกันไฟเป็นไปอย่างเชื่องช้าและไม่ทันการ ดังน้ันการดับไฟในกรณีนี้จึงจ�ำเป็นต้องยอมเสียพื้นท่ีสวนป่าแปลงน้ัน ๆ
ทง้ั แปลงเพื่อรักษาพืน้ ท่ีสวนปา่ แปลงอื่น ๆ เอาไว้ โดยการรบี ซอ่ มแซมและขยายแนวกันไฟถาวรรอบสวนปา่ แปลงนั้น เพือ่ ใช้เปน็ แนวตง้ั
รับแลว้ วางกำ� ลงั คนตลอดจนเครอ่ื งมอื ดับไฟป่าท้ังหมดเพ่ือป้องกันไม่ให้ไฟลามข้ามแนวไปติดสวนป่าแปลงอ่ืน ๆ
4) กลยทุ ธ์การดบั ไฟปา่ ธรรมชาติ
ปา่ ธรรมชาตทิ เ่ี กดิ ไฟไหมอ้ ยเู่ สมอ ไดแ้ ก่ ปา่ เตง็ รงั และปา่ เบญจพรรณ ซงึ่ สว่ นใหญจ่ ะมรี อบการเกดิ ไฟปา่ คอ่ นขา้ งถี่ ทำ� ใหเ้ ชอื้ เพลงิ ทสี่ ะสม
อยู่บนพ้ืนป่ามีปริมาณน้อย ไฟป่าท่ีเกิดจึงมีความรุนแรงไม่มากนัก สามารถดับไฟทางตรงได้โดยไม่ยากนักหากมีน�้ำเพียงพอ แต่ปัญหา
ในการดับไฟปา่ ธรรมชาตคิ ือไฟมักเกิดในพ้ืนทห่ี า่ งไกลหรือพืน้ ทท่ี ี่เปน็ ภูเขาสลับซบั ซ้อน ซึ่งกว่าจะตรวจพบและเดินทางไปถงึ ไฟกม็ ักจะ
แผข่ ยายเป็นวงกว้างบางคร้งั มแี นวไฟยาวหลายกิโลเมตร และในพืน้ ที่จะไมส่ ามารถหาน้�ำเพ่อื นำ� มาใช้ในการดับไฟได้ ดงั นน้ั น้ำ� ท่ีจะใช้ใน
การดบั ไฟจงึ มเี พยี งนำ�้ ในถงั ฉดี นำ้� ดบั ไฟปา่ ทพี่ นกั งานดบั ไฟปา่ แบกเขา้ ไปเทา่ นนั้ ในกรณเี ชน่ นี้ นำ�้ ทกุ หยดจะมคี ณุ คา่ อยา่ งยง่ิ การดบั ไฟจงึ
ต้องใช้กลยุทธใ์ นการใชน้ ้�ำอย่างประหยัดทีส่ ดุ แต่ใหเ้ กดิ ประโยชนม์ ากท่ีสุด หรืออาจจะตอ้ งสู้กับไฟโดยไมใ่ ช้นำ้� เลย (Dry Suppression)
โดยการใช้ท่ีตบไฟเพียงอย่างเดียวในจุดที่สามารถท�ำได้ และใช้การดับไฟทางอ้อมโดยการท�ำแนวกันไฟแทนการดับทางตรงซ่ึงใช้น�้ำ
เพอื่ ประหยดั น�ำ้ ไวใ้ ช้ในจดุ ทจ่ี �ำเปน็ จรงิ ๆ เท่าน้ัน
4. กลยุทธ์การดับไฟในปา่ พรุ
ปา่ พรุ (Peat Swamp Forest) เปน็ ปา่ ไมไ้ มผ่ ลดั ใบประเภทหนงึ่ ทข่ี นึ้ ในบรเิ วณทลี่ มุ่ มนี ำ�้ ทว่ มขงั ดนิ ในปา่ พรุ เรยี กวา่ ดนิ พรุ หรอื ดนิ อนิ ทรยี ์
(Peat soil) ซึ่งเกดิ จากการตกสะสมของใบไม้ กิง่ ไม้ และโดยท่ีพ้นื ป่าพรมุ นี ้�ำท่วมขังจงึ ท�ำใหข้ บวนการยอ่ ยสลายอินทรยี วัตถุเปน็ ไปอย่าง
เชื่องช้า จงึ มกี ารสะสมของใบไม้และก่งิ ไม้เล็ก ๆ อยูใ่ นปริมาณมหาศาล และทับถมกันจนเป็นชั้นหนา ในประเทศไทยมปี า่ พรุที่สำ� คัญอยู่
2 แหง่ อยใู่ นจังหวัดนราธิวาส คือ ป่าพรุบาเจาะ และปา่ พรุโตะ๊ แดง โดยมคี วามหนาของช้นั ดินพรุอยู่ระหว่าง 0.5 – 5.0 เมตร ตามสภาพ
ความล่มุ ดอนของพนื้ ที่ อย่างไรก็ตามส่วนใหญแ่ ล้วชั้นดนิ พรุบาเจาะมีความหนาโดยเฉลี่ยประมาณ 0.5 เมตร ในขณะท่ีช้ันดินพรโุ ต๊ะแดง
มีความหนาโดยเฉลีย่ 0.5 – 1.0 เมตร
ในปที อี่ ากาศแหง้ แลง้ จดั หรอื มกี ารระบายนำ้� ออกจากปา่ พรุ จนระดบั นำ้� ในปา่ พรลุ ดตำ�่ ลงกวา่ ระดบั ผวิ ดนิ ทำ� ใหด้ นิ พรแุ หง้ และกลายเปน็
เชื้อเพลิงอย่างดี ก่อให้เกิดปัญหาไฟไหม้ป่าพรุตามมา เช่น ไฟที่ไหม้ป่าพรุครั้งใหญ่ในประเทศอินโดนีเซียในช่วงเดือนสิงหาคม ถึงเดือน
ธนั วาคมของปี 2540 ซง่ึ พน้ื ทปี่ า่ พรถุ กู ไฟไหมห้ ลายแสนไร่ กอ่ ใหเ้ กดิ ปญั หามลภาวะขา้ มพรมแดน โดยหมอกควนั จากไฟปา่ พรลุ อยปกคลมุ
ไปถงึ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซยี ประเทศฟิลิปปนิ ส์ ประเทศบรูไนดารซุ าลาม และหมอกควันไฟส่วนหนึ่งลอยมาปกคลมุ ภาคใต้
ประเทศไทย
สำ� หรบั ในประเทศไทย เคยเกดิ เหตุการณ์ไฟไหม้ปา่ พรหุ ลายครัง้ โดยครง้ั สำ� คัญเกิดในปี 2540 ท่ปี า่ พรบุ าเจาะ ซ่ึงมีพื้นทีพ่ รถุ กู ไฟไหม้
ประมาณ 7,000 ไร่ และในระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง มิถุนายนของปี 2541 ซ่งึ เกดิ ไฟไหมป้ ่าพรโุ ตะ๊ แดง เสียหายไปถึง 14,837 ไร่
โดยต้องใช้ระยะเวลาเกือบสองเดือนกว่าท่ีจะควบคุมไฟเอาไว้ได้ และเหตุไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งครั้งใหญ่ในปี 2562 ซ่ึงเกิดไฟไหม้กว่า
80 จดุ พ้ืนท่เี สยี หายเกือบ 20,000 ไร่ ใช้งบประมาณในการดบั ไฟไปกว่า 300 ลา้ นบาท
| 45
ขอ้ พึงสงั วรณ์ในการดับไฟป่าพรุ
ไฟที่ไหม้ปา่ พรุ มลี กั ษณะพิเศษ คือเป็นไฟกง่ึ ผวิ ดนิ กึ่งใต้ดิน (Semi-Ground Fire) ทีไ่ หม้ในสองมิติ คอื ส่วนหนึง่ จะไหม้ในแนวระนาบ
ไปตามผิวพื้นป่าเช่นเดียวกับไฟผิวดิน ในขณะท่ีอีกส่วนหน่ึงจะไหม้ในแนวดิ่งลึกลงไปในชั้นดินพรุ ซึ่งในเร่ืองนี้ ถึงแม้ช้ันดินพรุบางแห่ง
จะหนาหลายเมตรกต็ าม แต่ไฟในแนวดง่ิ จะไหมล้ ึกลงไปไดเ้ พียงระดับหน่ึงเท่าน้ัน ทัง้ น้ีเนือ่ งจากย่ิงลกึ ปริมาณออกซิเจนจะยิ่งนอ้ ย และ
ย่ิงลกึ ก็จะย่งิ ใกล้ระดบั น้�ำใต้ดนิ ทำ� ใหค้ วามช้ืนมมี ากข้ึนตามระดบั ความลกึ ได้มีการศกึ ษาถึงระดับความลึกของไฟทีไ่ หมใ้ นปา่ พรใุ นเกาะ
สมุ าตราของประเทศอินโดนีเซยี พบว่าไฟไหม้ลกึ ลงไปโดยเฉลยี่ ประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร ซ่งึ ใกลเ้ คยี งกับท่ปี า่ พรโุ ต๊ะแดง จังหวดั
นราธวิ าส ซ่ึงประสบการณจ์ ากการดบั ไฟในป่าพรุดงั กลา่ วในปี 2541 พบวา่ ไฟไหมล้ กึ ลงไปโดยเฉลย่ี ไมเ่ กิน 30 เซนติเมตร
เน่ืองจากลักษณะเฉพาะของไฟป่าพรุท่ีแตกต่างไปจากไฟป่าบกโดยทั่วไป ท�ำให้วิธีการและกลยุทธ์ในการดับไฟป่าพรุมีความแตกต่างไป
จากการดับไฟป่าบกด้วยเช่นกนั อย่างไรกต็ ามการดบั ไฟป่าพรนุ น้ั มคี วามยากลำ� บากกวา่ การดบั ไฟปา่ บกหลายเทา่ ตัว เพราะตอ้ งตอ่ สกู้ บั
ไฟท้ังในแนวราบและแนวดิ่ง หาขอบเขตท่ีแท้จริงของไฟไดย้ าก เนอื่ งจากไฟมีควันมหาศาลแต่แทบจะไมม่ เี ปลวไฟใหเ้ ห็น ในขณะที่ไฟจะ
คุกรุน่ คบื คลานไปเร่อื ย ๆ ดังนนั้ ไฟทค่ี ิดวา่ ดับลงแล้วจงึ กลับคุข้นึ ใหมไ่ ด้โดยงา่ ย ทำ� ให้ผ้ทู ม่ี ปี ระสบการณใ์ นการดับไฟปา่ พรตุ ระหนักดวี า่
ไฟปา่ พรทุ ยี่ งั มขี นาดเลก็ เนอื้ ทเ่ี พยี งไมก่ ไี่ รเ่ ทา่ นนั้ จงึ จะสามารถดบั ไดอ้ ยา่ งเดด็ ขาด หากปลอ่ ยใหไ้ ฟลกุ ลามกนิ เนอื้ ทก่ี วา้ งขวางหลายพนั ไร่
เชน่ ไฟท่ไี หมบ้ ริเวณโคกกะหลาของป่าพรโุ ต๊ะแดง ในปี 2541 แล้ว การดับไฟใหไ้ ดอ้ ย่างเดด็ ขาดแทบจะเป็นไปไมไ่ ด้ หรอื ถ้าท�ำได้ก็จะ
ตอ้ งใชเ้ วลานานนับเดอื นและต้องสูญเสยี งบประมาณจ�ำนวนมหาศาลเกนิ กวา่ ทรี่ ฐั บาลจะใหก้ ารสนับสนนุ ได้
วธิ ีการและกลยุทธ์ในการดับไฟป่าพรุ
วิธีการและกลยุทธ์ในการดับไฟป่าพรุท�ำได้หลายวิธี แต่ส่วนใหญ่แล้วการดับไฟแต่ละครั้งจะต้องใช้หลายวิธีการและหลายกลยุทธ์
ผสมผสานกัน ดงั นี้
(1) การดับไฟทางตรง
พ้ืนที่พรุส่วนใหญ่จะเป็นท่ีลุ่มท่ีเป็นลอนคล่ืน ดังน้ันจึงมีท่ีดอนเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไปในพ้ืนที่ป่าพรุ หากไฟไหม้ขึ้นไปบนพ้ืนท่ีดอน
ไฟจะกลายเป็นไฟผิวดินซ่ึงมีความรุนแรงไม่มากนักสามารถดับไฟทางตรงโดยใช้ท่ีตบไฟและถังฉีดน�้ำดับไฟป่าได้ นอกจากน้ันบนที่ดอน
มกั จะเป็นสนั ทรายเดิม ดนิ เป็นทรายทะเลซ่งึ สามารถใชพ้ ลวั่ ไฟปา่ ตักทรายสาดกลบไฟไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
(2) การดบั ไฟทางอ้อมด้วยการขดุ ร่องเปน็ แนวกนั ไฟ
วิธีนี้ใช้หลักการเดียวกันกับการดับไฟทางอ้อมด้วยแนวกันไฟในป่าบก แต่ความแตกต่าง คือ แนวกันไฟที่ท�ำจะต้องขุดเป็นร่องคล้าย
สนามเพาะ ให้มีความลึกมากกว่าความลึกในแนวด่ิงของไฟ เสร็จแล้วต้องฉีดน�้ำหล่อเลี้ยงผนังร่องด้านในท่ีไฟก�ำลังลามเข้ามาหา ท้ังน้ี
สามารถหานำ�้ ในพน้ื ทไ่ี ดโ้ ดยการขดุ บอ่ ลงไปจนถงึ ระดบั นำ้� ใตพ้ รุ ซงึ่ การดบั ไฟทปี่ า่ พรโุ ตะ๊ แดงใน ปี 2541 ปรากฏวา่ พบนำ�้ ทรี่ ะดบั ความลกึ
ต้ังแต่ 0.5 - 2.0 เมตร อยา่ งไรกต็ ามหากจะให้แน่ใจว่ารอ่ งที่ขุดสามารถป้องกันไฟได้จริง ๆ จะต้องขดุ ร่องให้ลึกจนถึงชน้ั ดินเหนียวใต้
ชน้ั ดนิ พรุ หรอื ขดุ ใหล้ กึ จนกระทง่ั นำ้� ใตพ้ รซุ มึ เขา้ มาทว่ มรอ่ งทขี่ ดุ หรอื หากมแี หลง่ นำ�้ กใ็ หส้ บู นำ�้ เขา้ มาทว่ มรอ่ งทข่ี ดุ การขดุ รอ่ งแนวกนั ไฟ
ดงั กลา่ ว อาจใชแ้ รงงานคน โดยใชอ้ ปุ กรณท์ เี่ หมาะสมกบั การขดุ รอ่ ง เชน่ จอบหนา้ แคบ หรอื พลู าสก้ี ซง่ึ เปน็ อปุ กรณท์ อี่ อกแบบมาเพอื่ การ
ขดุ รอ่ งดบั ไฟปา่ โดยเฉพาะ หรอื ใชเ้ ครอ่ื งจกั รกล เชน่ รถตกั ดนิ (Back hoe) ซง่ึ มขี อ้ ไดเ้ ปรยี บคอื เปน็ รถทอี่ อกแบบมาเพอื่ งานขดุ โดยเฉพาะ
และสามารถใชแ้ ขนตกั ดนิ คำ้� ยนั ตน้ ไมเ้ พอ่ื การทรงตวั หรอื ยดึ ตวั รถไมใ่ หจ้ มลงไปในดนิ พรุ การเคลอ่ื นทเี่ ขา้ ไปในปา่ พรอุ าจใชว้ ธิ วี างแผน่ เหลก็
เป็นสะพาน หรือใช้แขนตักดินตีต้นไม้ให้ล้มลงขวางทิศทางท่ีรถจะเคลื่อนท่ีไป และใช้ต้นไม้ดังกล่าวเป็นสะพาน วิธีหลังน้ีสะดวกกว่า
แตจ่ ะตอ้ งสญู เสียต้นไม้จำ� นวนมากเพ่ือการน้ี
46 |
(3) การฉีดอดั น้ำ� ลงไปในดิน
ในพนื้ ทที่ รี่ ถบรรทกุ นำ�้ สามารถเขา้ ถงึ หรอื มแี หลง่ นำ้� ทจี่ ะสบู มาใชไ้ ดใ้ นปรมิ าณมาก การใชน้ ำ�้ ดบั ไฟปา่ พรเุ ปน็ วธิ ที ม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพมากทส่ี ดุ
อย่างไรก็ตาม เน่ืองจากไฟป่าพรุไม่มีเปลวและไหม้ลึกลงไปในดิน การใช้น้�ำดับไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องฉีดอัดน�้ำ (Injection)
ลงไปใต้ดินพรุให้น�้ำซึมลงไปลึกพอที่จะดับไฟทั้งหมดได้ การฉีดอัดน้�ำลงไปในดินพรุท�ำได้โดยการใช้ท่อเหล็กหรือท่อพีวีซีปักให้ลึกลงไป
ในดินพรุก่อน จากน้นั จงึ น�ำหวั ฉีดน�้ำเสียบลงไปในท่อดงั กล่าวแล้วจงึ ปลอ่ ยน�ำ้ ทม่ี แี รงดนั สงู ลงไป วิธีน้ใี ชไ้ ดผ้ ลดมี าแลว้ ในการดบั ไฟป่าพรุ
ท่ีประเทศบรไู น ในปี 2541
(4) การระบายนำ�้ เข้าไปทว่ มพรุ
วธิ นี ไ้ี ดผ้ ลดที สี่ ดุ และสามารถดบั ไฟปา่ พรไุ ดอ้ ยา่ งเดด็ ขาด โดยการสบู นำ�้ จากแหลง่ นำ�้ เขา้ ไปในพนื้ ทพี่ รทุ ถ่ี กู ไฟไหม้ จนกระทงั่ ระดบั นำ้� ทว่ มสงู
ผิวดิน ไฟก็จะดับลงอย่างสิ้นเชิง วิธีนี้มีข้อจ�ำกัด คือ สามารถใช้ได้เฉพาะในกรณีท่ีมีแหล่งน้�ำขนาดใหญ่อยู่ใกล้พื้นท่ีไฟไหม้ และต้องมี
เครื่องสบู น�ำ้ และงบประมาณเพยี งพอเทา่ น้ัน
กฎข้อบังคับในการใชน้ �้ำดับไฟป่า
จะเห็นได้ว่าการดับไฟป่าพรุเป็นงานที่ยากเข็ญ สิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาล และเป็นอันตรายต่อสุขภาพของพนักงานดับไฟป่าอย่าง
ร้ายแรง ในขณะทก่ี ารปอ้ งกันไม่ใหเ้ กิดไฟไหม้ป่าพรทุ �ำไดง้ า่ ยมาก คือ “อย่าปล่อยใหน้ ้ำ� ในปา่ พรแุ ห้ง”
น�้ำเป็นสารเคมีท่ีเหมาะสมท่ีสุดส�ำหรับการดับไฟป่า เพราะน้�ำมีความสามารถในการดูดซับความร้อนได้สูง มีราคาถูกที่สุด และไม่มีพิษ
ตกคา้ งตอ่ สงิ่ แวดลอ้ มแตอ่ ยา่ งไร ดงั นน้ั ในกรณที มี่ แี หลง่ นำ้� อยอู่ ยา่ งเหลอื เฟอื ความยากลำ� บากในการดบั ไฟปา่ กเ็ ปน็ เพยี งการฉดี นำ�้ ใหโ้ ดน
ตรงฐานของไฟอยา่ งแมน่ ย�ำเทา่ นั้น แต่สำ� หรบั ในป่าผลัดใบเขตรอ้ น ซ่ึงส่วนใหญ่ปกคลุมพ้นื ท่ีที่เปน็ ภูเขาสลบั ซบั ซอ้ น และมชี ว่ งฤดแู ลง้ ที่
ชดั เจนและยาวนานเชน่ ในประเทศไทย โอกาสทจ่ี ะหาแหลง่ นำ้� ตามธรรมชาตเิ พอื่ ใชใ้ นการดบั ไฟปา่ นนั้ แทบจะไมม่ เี อาเลย พนกั งานดบั ไฟปา่
จงึ จ�ำเปน็ ต้องแบกนำ้� ทีบ่ รรจอุ ยู่ในถังฉดี น้�ำดับไฟป่าจำ� นวน 15 ลติ ร ซึง่ หนักถงึ 15 กโิ ลกรัม เปน็ ระยะทางไกลเพือ่ ไปใชใ้ นการดับไฟปา่
ในกรณีเช่นนี้ น้ำ� ทกุ หยดมีคุณค่าอย่างย่งิ การใช้นำ�้ จึงต้องปฏบิ ตั ติ ามกฎขอ้ บงั คบั โดยเคร่งครัด คอื
- ใช้น้ำ� ทกุ หยดอยา่ งประหยัดทสี่ ุด แตใ่ หเ้ กิดประโยชน์มากที่สุด
- นำ้� ไมไ่ ดม้ ไี วเ้ พอื่ ดบั ไฟ แตม่ ไี วเ้ พอ่ื ลดความรอ้ น ความสงู เปลวไฟ และลดอตั ราการลกุ ลามของไฟ เพอ่ื ใหเ้ ครอื่ งมอื ดบั ไฟปา่ ชนดิ อน่ื
เช่น ท่ตี บไฟ หรอื พลวั่ ไฟปา่ สามารถเขา้ ไปตบคลมุ ไฟจนดับในท่ีสดุ อยา่ พยายามดับไฟดว้ ยน้�ำเพยี งอยา่ งเดยี ว เพราะจะตอ้ ง
ใช้น�ำ้ จำ� นวนมาก
- ในการดับไฟทางตรง ถังฉีดน�้ำดับไฟและที่ตบไฟจะต้องท�ำงานร่วมกันเสมอ ในอัตราส่วน 2 ต่อ 1 การท�ำงานแยกกันจะลด
ประสิทธภิ าพของงานลงอย่างมาก และท�ำให้น�้ำหมดในเวลาอันรวดเรว็
- การฉีดน�้ำทุกครั้งต้องให้ตรงเป้าหมายไม่สูญเปล่า โดยฉีดน้�ำไปที่ฐานของไฟตรงบริเวณรอยต่อระหว่างเชื้อเพลิงท่ีก�ำลังติดไฟ
และเช้ือเพลงิ ที่ยังไม่ติดไฟ ถ้าเป็นกอหญา้ หรอื กอไม้พมุ่ ใหฉ้ ดี นำ�้ ไปทโ่ี คนของกอหญา้ หรือกอไม้พมุ่ นัน้ อยา่ ฉีดน�้ำไปที่เปลวไฟ
เพราะจะเป็นการสูญเปลา่ โดยสน้ิ เชงิ
- ก�ำหนดระยะทยี่ นื ฉีดน�้ำให้พอเหมาะ เพราะหากยนื หา่ งเกินไปนำ�้ จะเปน็ ฝอยมากจนไมม่ ผี ลต่อไฟ หรอื ถ้ายืนใกล้เกนิ ไปน้�ำจะ
รวมตัวกันเป็นลำ� แคบไม่กระจาย จงึ คลมุ พืน้ ท่ไี ด้น้อย ต้องสน้ิ เปลอื งน้�ำมากโดยใช่เหตุ
- น้ำ� มีความสำ� คัญตอ่ การยงั ชพี ในปา่ ของพนักงานดับไฟป่ามากกว่าความสำ� คัญในการดับไฟ ดังนัน้ ต้องสำ� รองน�้ำให้เพียงพอต่อ
การยังชพี ในระหวา่ งการปฏิบัตงิ านในป่าเสยี ก่อน ทเ่ี หลือจึงนำ� มาใชใ้ นการดบั ไฟ
| 47
การกวาดเกบ็
การกวาดเกบ็ (Mop up) เปน็ ขน้ั ตอนสดุ ทา้ ยในการดบั ไฟปา่ ดำ� เนนิ การภายหลงั จากทค่ี วบคมุ ไฟปา่ ไวไ้ ดแ้ ลว้ โดยการจดั การกบั เชอื้ เพลงิ
ท่ียังคุกรุน่ อย่ใู หด้ ับลงอยา่ งสน้ิ เชงิ ท้งั นี้เพอื่ ปอ้ งกนั มใิ ห้ไฟทีด่ ับไปแล้วกลับคขุ ึน้ มาอกี โดยการท�ำแนวดำ� รอบบริเวณทถ่ี กู ไฟไหม้ จากนัน้
ท�ำงานจากขอบแนวดำ� เข้าไปหาศนู ยก์ ลางของพน้ื ท่ีที่ถกู ไฟไหม้
การกวาดเกบ็ และการตรวจตราพน้ื ท่ีภายหลงั จากท่คี วบคุมไฟไว้ไดแ้ ล้วนน้ั เปน็ งานท่ตี อ้ งคลกุ อยกู่ บั เถา้ ถ่านทรี่ อ้ น สกปรก และอนั ตราย
ซ้�ำยังต้องท�ำทันทีในขณะท่ีทกุ คนเหน่ือยลา้ หลังจากการตรากตร�ำกับการดับไฟปา่ การกวาดเกบ็ จงึ เป็นงานที่พสิ ูจนส์ มรรถนะ และความ
รับผดิ ชอบของพนกั งานดบั ไฟป่า อยา่ งไรก็ตามหากเป็นไปได้ควรมกี ารสบั เปลยี่ นก�ำลงั ชดุ ใหม่เขา้ ไปทำ� การเก็บกวาดแทน การเก็บกวาด
ถือว่าเป็นขั้นตอนของการดับไฟป่าที่มีความส�ำคัญท่ีสุด และเป็นปัจจัยตัดสินความส�ำเร็จหรือล้มเหลวของการดับไฟป่าคร้ังน้ัน เพราะ
ถึงแมจ้ ะควบคมุ ไฟป่าไวไ้ ด้แลว้ หากไมม่ กี ารเกบ็ กวาดและตรวจตราพ้นื ที่อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ก็มโี อกาสสูงมากทีไ่ ฟจะกลับคขุ ้นึ มาใหม่
ท�ำใหค้ วามเหนือ่ ยยากและเสี่ยงอนั ตรายในการดับไฟปา่ คร้งั น้นั เป็นการสูญเปลา่ โดยสน้ิ เชิง
1) หลกั เกณฑ์ในการกวาดเก็บ
- หากเป็นไฟขนาดเลก็ จะตอ้ งจัดการกบั เชื้อเพลงิ หรอื บริเวณทีย่ ังคุกรนุ่ อยใู่ หด้ บั สนทิ ไมเ่ หลือควนั ไฟใด ๆ ท้งั ส้นิ
- หากเปน็ ไฟขนาดใหญ่ จะต้องทำ� แนวกนั ไฟรอบพนื้ ทที่ ถ่ี ูกไฟไหม้ โดยท�ำแนวตามแนวรอยต่อระหวา่ งพ้ืนท่ที ี่ถกู ไฟไหมไ้ ปแล้ว
และพ้ืนที่ท่ีไม่ถูกไฟไหม้ แนวกันไฟในการกวาดเก็บน้ีเรียกว่า แนวด�ำ (Black line) ปกติจะมีความกว้างประมาณ 30 เมตร
โดยดับไฟและควนั ในแนวด�ำให้หมดโดยสน้ิ เชิง
- ท�ำแนวด�ำโดยการคราดเชื้อเพลิงที่ยังคุกรุ่นทั้งหมดเข้าไปท้ิงในบริเวณท่ีถูกไฟไหม้แล้ว จากน้ันใช้น�้ำฉีดพรมหรือตักทรายกลบ
จนไม่มีควันไฟหลงเหลืออยู่ หากเป็นการกวาดเก็บในป่าพรุ แนวด�ำจะต้องท�ำโดยการขุดร่องรอบพ้ืนที่ไฟไหม้ให้ลึกลงไปถึง
ชัน้ ดนิ จริง (Mineral soil)
- กำ� จัดส่งิ ทเ่ี ป็นเชือ้ เพลงิ ทีอ่ ย่ใู กลแ้ นวด�ำใหห้ มด เช่น ไม้ยืนตน้ ตาย ขอนไม้ กิง่ ไม้แหง้ ทตี่ กลงมาคาอยตู่ ามคาคบไม้
- จดุ ไฟเผาเชอื้ เพลงิ ทเี่ หลือค้างอยเู่ ปน็ หย่อม ๆ ในพ้นื ที่ทีถ่ กู ไฟไหม้ให้หมด
- ในพ้ืนทล่ี าดชัน ต้องขดุ รอ่ งดักเช้ือเพลิงท่ีอาจกลิง้ ลงมาตามลาดเขา และระวังไมใ่ หม้ ลี ูกไฟปลวิ ขา้ มแนวดำ� ออกไป
- ไม้ขอนทย่ี ังตดิ ไฟครุกรุ่นอยู่ จะต้องถากส่วนทตี่ ดิ ไฟออก แล้วฉดี พรมดว้ ยนำ้� หรอื ใชด้ นิ ทรายสาดกลบเพอื่ ให้ไฟดับสนทิ
- ไมย้ นื ตายทตี่ ดิ ไฟ จะตอ้ งโคน่ ลงมาแลว้ จดั การดบั ใหส้ นทิ หากไมส่ ามารถโคน่ ลงมาได้ ใหใ้ ชน้ ำ�้ ฉดี หรอื ใชด้ นิ สาดเพอ่ื ดบั เปลไฟ
ใหห้ มดลงเสยี ก่อน จากน้นั จึงถากส่วนทตี่ ดิ ไฟนน้ั ออกและแกะเอาเปลอื กไม้ทผี่ อุ อกทิ้งให้หมด
- ตรวจดูว่ามไี ฟไหมอ้ ยใู่ นรอยแยกของไม้ หรือในโพรงไม้หรือไม่ ถา้ มตี อ้ งใชน้ �ำ้ ฉดี หรอื ใช้ดนิ ทรายสาดกลบจนไฟดับสนทิ
- หากโคนต้นไมย้ ังมเี ชือ้ เพลงิ เหลอื อยู่ ใหเ้ ผาท้ิงใหห้ มด
- ตรวจตราให้แน่ใจวา่ ไมม่ รี ากไมแ้ ผล่ อดใต้แนวดำ� ออกมา ถา้ มีต้องขดุ และตดั ทิ้ง
2) การตรวจตราภายหลงั การกวาดเกบ็
ภายหลังท�ำการกวาดเก็บเสร็จสิ้นแล้ว ยังจ�ำเป็นต้องท้ิงก�ำลังคนจ�ำนวนหนึ่งไว้ในพื้นที่อีกระยะหนึ่ง เพ่ือตรวจตราเฝ้าระวังไม่ให้ไฟคุ
ขน้ึ มาไดอ้ กี กบั ทง้ั ปอ้ งกนั ไมใ่ หล้ กู ไฟปลวิ ขา้ มแนวดำ� ออกไป การตรวจตราพน้ื ทหี่ ลงั ไฟไหมท้ ำ� ได้ 2 วธิ ี คอื จดั ชดุ ตรวจแนวดำ� พรอ้ มอปุ กรณ์
ดบั ไฟปา่ เดนิ ตรวจตราตามแนวดำ� เพอ่ื ตรวจเชค็ หาบรเิ วณทยี่ งั มคี วามรอ้ นสงู หรอื ยงั มเี ชอ้ื เพลงิ คกุ รนุ่ อยู่ หรอื ตรวจโดยใชจ้ ดุ ตรวจการณ์
ท่ีอาจเป็นหอดูไฟ หรือเนินสูงท่ีมองเห็นพื้นที่ไฟไหม้ได้อย่างชัดเจน โดยผู้ที่ท�ำหน้าท่ีตรวจตราเฝ้าระวังจะต้องมีอุปกรณ์การสื่อสาร
เพอื่ สามารถติดตอ่ กับหน่วยดับไฟปา่ ได้ทนั ทีหากไฟกลบั คขุ ้ึนอกี หรอื มีลกู ไฟปลวิ ข้ามแนวด�ำ
ในกรณีทีเ่ ป็นไฟขนาดเล็ก หรือไฟทไี่ หมเ้ ชอื้ เพลงิ เบา จ�ำพวกหญ้าหรอื ใบไม้แห้ง การตรวจตราเฝา้ ระวงั อาจใชเ้ วลาเพียง 2 – 3 ชวั่ โมง
กเ็ พยี งพอ แต่ถ้าเป็นไฟขนาดใหญท่ ี่กนิ เนอ้ื ทก่ี วา้ งใหญ่ หรือไฟไหม้เช้อื เพลิงหนกั เชน่ ขอนไมข้ นาดใหญ่ หรือต้นไม้ การตรวจตรากอ็ าจ
ตอ้ งใชเ้ วลาหลายวนั กว่าจะแน่ใจได้ว่าไฟดบั สนิท และไมม่ ีโอกาสคุขึน้ มาใหม่ไดแ้ ลว้ จรงิ ๆ (ส�ำนกั งานคณะกรรมการการกระจายอ�ำนาจ
ให้แกอ่ งค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ , 2547, น.27–54)
48 |
5. การใชเ้ ครือ่ งมือและอุปกรณด์ บั ไฟป่า
ภาพที่ 8 แสดงเครอ่ื งมอื และอปุ กรณ์ดับไฟป่า
พนกั งานดบั ไฟป่า จะตอ้ งเลือกใชเ้ ครื่องมือและอุปกรณท์ ี่เหมาะสม ประกอบกบั ตอ้ งมที ักษะ และความเชี่ยวชาญในการใช้เครอื่ งมอื และ
อปุ กรณ์ดงั กลา่ ว เพ่อื ผลส�ำเร็จของงานและความปลอดภัยของตนเอง เพราะนอกจากเครื่องมือ และอปุ กรณ์ในการดบั ไฟป่าจะใชใ้ นการ
ดบั ไฟปา่ แลว้ ก็มบี ่อยครัง้ ทส่ี ามารถใชเ้ พ่ือป้องกนั ตัวของพนกั งานดบั ไฟปา่ เองให้รอดพน้ อันตรายจากไฟปา่
เคร่ืองมือดบั ไฟป่าดับไฟป่าแบง่ กว้าง ๆ ออกเป็น 2 ประเภท คือ เครอ่ื งมอื พน้ื ฐาน (Hand tool) ซึ่งสว่ นใหญ่จะพัฒนาหรือปรับปรงุ
มาจากเครื่องมือการเกษตร และเคร่ืองจักรกล (Machinery) โดยแต่ละชนิดแต่ละประเภท จะมีความเหมาะสมส�ำหรับการปฏิบัติงาน
ทีแ่ ตกต่างกนั ออกไป ทสี่ ำ� คัญ มีดงั นี้
1) ที่ตบไฟ
ทตี่ บไฟ (Fire swatter) เปน็ เครอื่ งมอื ดบั ไฟปา่ ทพ่ี ฒั นาขนึ้ โดยใชห้ ลกั การแยกออกซเิ จนออกจากองคป์ ระกอบของสามเหลยี่ มไฟ โดยการ
ตบคลุมไฟป้องกันไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปท�ำปฏิกิริยาสันดาป ไฟก็จะดับลง ที่ตบไฟน้ีพัฒนามาจากการภูมิปัญญาชาวบ้านท่ีใช้กิ่งไม้ซ่ึงมี
ใบหนาแน่นมาตบดับไฟ ลักษณะของที่ตบไฟคล้ายกับไม้กวาด ประกอบด้วยส่วนหัว ซึ่งทำ� จากผ้าใบหนาเคลือบด้วยยาง (ส่วนใหญ่ใช้
สายพานลำ� เลียงมาตดั ใหไ้ ดข้ นาดความยาวที่เหมาะแกก่ ารใชง้ าน) มีขนาดประมาณ 30 x 40 ซม. โดยต่อกบั สว่ นทเี่ ป็นด้ามยาวประมาณ
2 - 2.5 เมตร
| 49