The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การบริหารงบประมาณ นโยบาย ขอบข่าย การจัดทำและเสนองบประมาณภาษีอากร หลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และหลักการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากร การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มาตรการในการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากรของประเทศไทย การบริหารงานคลังสาธารณะ การกระจายอำนาจ
ทางการคลัง การคลังท้องถิ่น และวินัยทางการคลัง กฎเกณฑ์ ทางการคลังหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานสากล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by E-Book MCURK, 2021-01-15 06:15:16

การบริหารงบประมาณและการคลังสาธารณะ

การบริหารงบประมาณ นโยบาย ขอบข่าย การจัดทำและเสนองบประมาณภาษีอากร หลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และหลักการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากร การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มาตรการในการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากรของประเทศไทย การบริหารงานคลังสาธารณะ การกระจายอำนาจ
ทางการคลัง การคลังท้องถิ่น และวินัยทางการคลัง กฎเกณฑ์ ทางการคลังหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานสากล

Keywords: การบริหารงบประมาณ,การคลังสาธารณะ

๘๔

(๑) ระเบยี บกรมสรรพากรว่าด้วยการเรง่ รดั จัดเกบ็ ภาษอี ากรค้าง พ.ศ. ๒๕๔๕
(๒) ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการผอ่ นชำระภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๔๕
(๓) ระเบยี บกรมสรรพากรวา่ ด้วยการยดึ ทรพั ย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่ง
ประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๕๔๕
(๔) ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอายัดทรัพย์สินตามความในมาตรา ๑๒
แห่งประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๕๔๖
(๕) ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษี
อากร พ.ศ. ๒๕๕๓
(๖) ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการขอให้ช่วยเร่งรัดจัดเก็บหนี้ภาษีอากร
พ.ศ. ๒๕๓๙
(๗) ระเบียบกระทรวงการคลังวา่ ดว้ ยการจำหนา่ ยหน้ีภาษอี ากร พ.ศ. ๒๕๔๕
ทงั้ น้ี กฎหมายและระเบียบที่เก่ียวข้องดังกล่าวถอื เป็นแนวทางปฏบิ ตั ิของหน่วย
เร่งรัดได้แก่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ส่วนกฎหมายและเร่งรัดภาษอี ากรคา้ ง สำนักบริหาร
ภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ หรือหน่วยงานอื่นที่กรมสรรพากรกำหนด ที่กำหนดวิธีการเพื่อให้เจ้า
พนักงาน ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดกรมสรรพากรดำเนินการติดตามเร่งรัดหนี้ภาษีอากรค้าง
จากผู้ค้างภาษีอากร ตั้งแต่เริ่มกระบวนการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างไปจนถึงการสิ้นสุด
กระบวนการเรง่ รัดจดั เก็บภาษอี ากรคา้ ง

๕.๒ การเตอื นให้ชำระภาษีอากรค้าง

การเตือนให้ชำระภาษีอากรค้างเป็นกระบวนการเริ่มต้นของการเร่งรัดจัดเก็บ
ภาษีอากรค้างไม่ว่าหนี้ภาษีอากรค้างจะเกิดขึ้นจากการประเมินตนเองของผู้เสียภาษี หรือ
การประเมินโดยเจ้าพนักงานประเมิน กล่าวคือ เมื่อพ้นกำหนดชำระเงินตามใบแจ้งภาษี
อากรแล้ว หากผู้คา้ งภาษีอากรยงั ไม่นาเงินมาชำระ ใหเ้ จ้าพนกั งานจดั ทำหนังสือเตือนให้นำ
เงนิ ภาษอี ากรคา้ งไปชำระตามแบบ ภ.ส.๑๒ โดยเรว็ และตอ้ งใหเ้ วลาผคู้ า้ งภาษีอากรนำเงิน
มาชำระภายใน ๑๕ วนั นบั แต่วนั ได้รบั หนงั สือเตอื น

สำหรับวิธีการนำส่งหนังสือเตือนให้ชำระภาษีอากรค้างนั้น ให้เจ้าพนักงาน
นำส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือจะนำไปสง่ ด้วยตนเอง ณ ภูมิลำเนาหรือถ่นิ

๘๕

ที่อยู่ของผู้ค้างภาษีอากรก็ได้ ในกรณีที่ไม่สามารถนำส่งตามวิธีการดังกล่าวได้ ให้นา
บทบัญญัติในมาตรา ๘ แห่งประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับ๑ เช่นเดียวกับการส่งหมายเรียก
หนังสือแจง้ ให้เสยี ภาษีอากรหรอื หนังสืออ่ืน ๆ โดยให้ถือวา่ ผ้คู ้างภาษีอากรเปน็ อันไดร้ บั แล้ว
กล่าวคอื

(๑) ให้สง่ โดยทางไปรษณียล์ งทะเบยี นตอบรับ หรือ
(๒) ให้เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือถิน่ ที่อยู่ หรือสำนักงาน
ของบุคคลนั้นในระหวา่ งพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตยต์ ก หรอื ในเวลาทำการของบุคคลนั้น
ถา้ ไมพ่ บผรู้ บั ณ ภูมลิ ำเนาหรอื ถนิ่ ท่อี ยู่ หรอื สำนกั งานของผู้รับจะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุ
นติ ิภาวะแล้วและอยหู่ รอื ทำงานในบ้านหรอื สำนักงานทปี่ รากฏวา่ เปน็ ของผ้รู ับนัน้
(๓) กรณีไม่สามารถส่งตามวิธีการข้างต้นได้ หรือบุคคลนั้นออกไปนอก
ราชอาณาจักรให้ใช้วิธีปิดหนังสือเตือนให้ชำระภาษีอากรค้างในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ ที่อยู่
หรือสำนักงานของบุคคลนั้นหรือบ้านที่บุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วย
การทะเบยี นราษฎรครงั้ สุดท้าย หรอื
(๔) โฆษณาขอ้ ความย่อใหห้ นงั สอื พมิ พ์ท่ีจำหน่ายเปน็ ปกติในท้องท่นี ้ัน
ในกรณีหนี้ภาษีอากรค้างรายใดที่มีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ ๑ ล้านบาทขึ้นไป
ตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้าง พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้
เจ้าพนักงานต้องนำไปส่งด้วยตนเอง ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ของผู้ค้างภาษีอากร หากไม่
สามารถนำสง่ ตามวิธกี ารดงั กล่าวไดจ้ งึ ใหใ้ ชว้ ิธีปิดหนังสอื เตือนให้ชำระภาษีอากรค้างในที่ซ่ึง
เห็นไดง้ ่าย ณ ท่ีอยูห่ รอื สำนกั งานของบุคคลน้นั หรือบ้านท่ีบุคคลนั้นมชี ื่ออยู่ในทะเบียนตาม
กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรครั้งสุดท้ายหรือโฆษณาข้อความย่อให้หนังสือพิมพ์ท่ี
จำหนา่ ยเปน็ ปกตใิ นทอ้ งทน่ี น้ั แลว้ แตก่ รณี
เมื่อครบกำหนดเวลาให้นำเงินมาชำระตามหนังสือเตือนให้ชำระภาษีอากรค้าง
ให้เจา้ พนักงานปฏบิ ัตดิ ังต่อไปน้ี

๑ ระเบียบกรมสรรพากรวา่ ด้วยการเร่งรดั จดั เกบ็ ภาษอี ากรคา้ ง พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๑๑

๘๖

(๑) กรณีผู้ค้างภาษีอากรมาพบตามกำหนดเวลา และมีความประสงค์จะขอ
ผ่อนชำระให้ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการผ่อนชำระภาษีอากร ซึ่งจะได้กล่าวในหัวข้อ
ถัดไป

(๒) กรณีผู้ค้างภาษีอากรขอชำระภาษีอากรเพียงบางส่วน ให้เจ้าพนักงาน
บันทึกถอ้ ยคาและรายการทรพั ย์สินไว้เป็นหลักฐานพร้อมกับรับชำระภาษีอากรไว้ก่อน

(๓) กรณีผู้ค้างภาษีอากรไม่มาพบตามวันเวลาที่กำหนดไว้ หรือมาพบแต่ไม่
ยินยอมชำระภาษีอากรค้าง ให้เจ้าพนักงานบันทึกเหตุผลไว้เป็นหลกั ฐานแล้วจัดทำหนังสือ
เตือนให้นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระขึ้นอีกฉบับหนึ่ง โดยให้เจ้าพนักงานนำส่งด้วยตนเอง
หรอื อยูใ่ นดุลพินิจของเจ้าพนกั งานทจี่ ะนำสง่ ตามมาตรา ๘ แห่งประมวลรษั ฎากร ทัง้ น้ี ต้อง
ให้ระยะเวลาห่างจากวันที่ผู้ค้างภาษีอากรได้รับหนังเตือนให้ชำระภาษีอากรค้างครั้งแรกไม่
นอ้ ยกวา่ ๓๐ วนั ๒

อย่างไรก็ตาม ผู้ค้างภาษีอากรรายใดที่มีภาษีอากรค้างตั้งแต่ ๑ ล้านบาทขึ้นไป
สำหรับในท้องท่ีสำนักงานสรรพากรพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร และที่อยู่ภายใต้การ
บริหารการจัดเกบ็ ของสำนักบริหารภาษธี ุรกจิ ขนาดใหญ่ หรอื ผู้คา้ งภาษีอากรที่มีภาษีอากร
ค้างตั้งแต่ ๑ แสนบาทขึ้นไปสำหรับในท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่นอกเขต
กรุงเทพมหานคร หรือรายที่มีปัญหาในการเร่งรัดให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่หรือสำนัก
บริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ทำการควบคุมการเรง่ รัดโดยใกล้ชิด๓ และหากปรากฏว่าผู้ค้าง
ภาษีอากรย้ายภูมิลำเนาหรอื มีถิ่นที่อยูห่ รือ มีทรัพย์สินอยู่ในท้องท่ีของสำนักงานสรรพากร
พ้นื ทอ่ี ืน่ ใหห้ น่วยเร่งรดั ต้นทางขอให้หนว่ ยเรง่ รัดปลายทางช่วยดำเนินการเร่งรัดจัดเก็บหนี้
ภาษีอากร ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการขอให้ช่วยเร่งรัดจัดเก็บหนี้ภาษีอากร
พ.ศ. ๒๕๓๙ ทั้งน้ี หน่วยเร่งรัดต้นทางยังมีหน้าที่รับผิดชอบในการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากร
คา้ งตอ่ ไปจนถึงที่สุด๔

๒ ระเบยี บกรมสรรพากรวา่ ด้วยการเรง่ รัดจัดเกบ็ ภาษอี ากรค้าง พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๑๒
๓ ระเบียบกรมสรรพากรว่าดว้ ยการเร่งรดั จดั เก็บภาษอี ากรค้าง พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๑๖
๔ ระเบยี บกรมสรรพากรวา่ ดว้ ยการเรง่ รัดจัดเก็บภาษีอากรค้าง พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๒๒

๘๗

สำหรับการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างจากบุคคลธรรมดา ตามระเบียบ
กรมสรรพากรว่าด้วยการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้าง พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้เจ้าพนักงาน
ต้องดำเนินการดังต่อไปน้ี

(๑) การเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างกรณีสามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้
ซ่งึ สามมี หี น้าที่รบั ผดิ ชอบในการยืน่ รายการเสียภาษีอากร ถ้ามีภาษอี ากรคา้ งชำระให้แจ้งให้
ภริยาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วัน ในกรณีนี้ภริยาต้องร่วมรับผิดเสียภาษีอากรที่ค้าง
ชำระ โดยให้ทำการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างจากภริยาตามนัยมาตรา ๕๗ ตรี แห่ง
ประมวลรัษฎากร เว้นแต่ภาษีอากรค้างที่เกิดขึ้นจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑)
และเข้าลักษณะตามมาตรา ๕๗ เบญจ แห่งประมวลรษั ฎากร สามีหรือภริยาฝ่ายทีม่ ีเงินได้
คงตอ้ งรบั ผดิ ในหนภ้ี าษีอากรค้างนั้นแต่เพียงฝา่ ยเดยี ว

ปัจจุบันได้มีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับท่ี
๑๘) พ.ศ.๒๕๕๕ ใหย้ กเลิกบทบัญญัติมาตรา ๕๗ ตรี๕ และมาตรา ๕๗ เบญจ๖ และเพ่ิมเติม
บทบญั ญัตมิ าตรา ๕๗ ฉ๗ แห่งประมวลรัษฎากรใชแ้ ทนบทบัญญตั ิท่ีถูกยกเลิกไป กำหนดให้
สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินทุกประเภทที่ตน
ได้รบั ในระหว่างปีภาษีที่ลว่ งมาแลว้ โดยไม่จำ ต้องถอื เอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงิน
ได้ของสามีเช่นเดียวกับมาตรา ๕๗ ตรี (เดิม)แต่สามีและภริยาจะตกลงยื่นรายการและเสีย
ภาษรี วมกนั โดยให้ถือเอาเงนิ ได้พงึ ประเมนิ ของตนเป็นเงนิ ได้ของสามีหรือภริยาอีกฝ่ายหน่ึง
กไ็ ด้ ถ้ามภี าษอี ากรคา้ งชำระสามีและภรยิ าต้องร่วมรบั ผดิ ในการเสยี ภาษีท่ีคา้ งชำระน้นั

กรณีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าการเร่งรดั จัดเก็บภาษีอากรค้างกับสามีและ
ภริยานั้นจะต้องดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ เพราะกระบวนการในการเร่งรัดจดั เก็บภาษอี ากร
ค้างและการบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้าง ถือเป็นการใช้มาตรการบังคับทางปกครองตาม

๕ ระเบียบกรมสรรพากรวา่ ด้วยการเรง่ รัดจัดเก็บภาษอี ากรคา้ ง พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๒๔
๖ มาตรา ๕๗ เบญจ แหง่ ประมวลรษั ฎากร ยกเลิกโดยมาตรา ๕ แห่งพระราชกำหนดแก้ไข
เพ่มิ เตมิ ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๕๕
๗ มาตรา ๕๗ ฉ แห่งประมวลรัษฎากร เพิ่มเติมโดยมาตรา ๖ แห่งพระราชกำหนดแก้ไข
เพิ่มเตมิ ประมวลรัษฎากร (ฉบับท่ี ๑๘) พ.ศ. ๒๕๕๕

๘๘

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนั้น เมื่อมีหนี้ภาษีอากรค้าง
เกิดขึ้นเจ้าพนักงานต้องแจ้งให้สามีหรือภริยาอีกฝ่ายหนึ่งทราบเกี่ยวกับหนี้ภาษีอากรค้าง
ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วัน เพื่อให้ร่วมรับผิดเสียภาษีอากรที่ค้างชำระอยู่หรือไม่ หรือ
สามารถทำการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างจากสามีหรือภรยิ าอีกฝา่ ยหนึ่งได้ทันที หรือหาก
ได้ดำเนินการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างกับภริยาไว้แล้วก่อนมาตรา ๕๗ ฉ มีผลใช้บังคับ
ภรยิ ายังคงตอ้ งรว่ มรับผิดในหนภี้ าษอี ากรค้างอีกหรือไม่ เพยี งใด

(๒) การเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างกรณีผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตาม
ประมวลรัษฎากรมิได้หักหรือนาส่งหรือหักแต่นาเงินส่งไม่ครบถ้วน ให้ทำการเร่งรัดจัดเก็บ
ภาษีอากรค้างจากผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ตลอดจนยึดหรืออายัดและขายทอดตลาด
ทรพั ยส์ นิ ตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากรได้

(๓) การเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างกรณีผู้ค้างภาษีอากรเป็นผู้เยาว์ ผู้ที่ศาลสั่ง
ให้เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือผู้อยู่ในต่างประเทศ ให้ทำการ
เร่งรัดหรือทวงหนี้ภาษีอากรจากผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการ
กิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้น หากบุคคลดังกล่าวไม่ยอมชำระให้ทำการยึดหรือ
อายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผคู้ ้างภาษีอากรได้

(๔) การเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างกรณีผูค้ ้างภาษีอากรถึงแก่ความตายก่อนท่ี
ชำระภาษีอากรค้าง ให้เจ้าพนักงานทำการสอบสวนให้ได้ความก่อนว่า ผู้ตายได้ตายลง
เมื่อใด ใครเป็นผู้จัดการมรดก ใครเป็นทายาท หรือผู้ใดเป็นผู้ครอบครองมรดก ให้ทำการ
เร่งรัดภาษีอากรคา้ ง

ไปยังบุคคลเหล่านั้น หากอยู่ในระหว่างการร้องขอต่อศาลให้มีการจัดตั้ง
ผู้จัดการมรดกให้คอยติดตามคำสั่งศาล เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว
ให้ทำการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างไปยังบุคคลน้ัน หากบุคคลดังกลา่ วไม่ยอมชำระ ให้ทำ
การยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของกองมรดก ในกรณีที่กองมรดกของผู้ตาย
ยังมิได้แบ่ง หรือให้รายงานสำนักงานสรรพากรภาค เพื่อดำเนินคดีทางศาล ในกรณีที่กอง
มรดกของผู้ตายไดแ้ บง่ ไปยังทายาทแล้ว

อยา่ งไรก็ดี สิทธิเรยี กรอ้ งของเจ้าหน้ีอนั มีตอ่ เจา้ มรดกมีอายุความเพยี ง ๑ ปี นบั
แต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามนัยมาตรา ๑๗๕๔ แห่ง

๘๙

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงต้องรีบดำเนินการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างเป็น
กรณีพิเศษ

(๕) การเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้างกรณีกองมรดกเป็นผู้ค้างภาษีอากร ให้ทำ
การเร่งรัดภาษีอากรค้างไปยังผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก
แล้วแต่กรณี หากยังไม่ยอมชำระ ให้ทำการยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของ
กองมรดกได้ หากกองมรดกได้แบ่งแล้ว ให้รายงานสำนักงานสรรพากรภาคเพื่อดำเนินคดี
ทางศาล

๕.๓ การผอ่ นชำระภาษีอากรคา้ ง

ประมวลรัษฎากรมีบทบัญญัติผ่อนปรนให้ผู้เสียภาษีสามารถผ่อน ชำระภาษี
อากรได้ โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีท่ี
ต้องเสีย ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติตามมาตรา ๖๔ ท่ีกำหนดให้ผู้ต้องเสียภาษีซึ่งมีจำนวน
เงินภาษีอากรที่ต้องชำระตั้งแต่ ๓,๐๐๐ บาทขึ้นไป สามารถชำระภาษอี ากรเปน็ สามงวด ๆ
ละเทา่ ๆ กันได้ เว้นแตไ่ ม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนด ย่อมหมดสทิ ธิที่จะ
ชำระภาษีอากรเป็นรายงวดและต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา ๒๗ แห่งประมวลรัษฎากร
สำหรับงวดท่ีไม่ชำระและงวดถดั ไป

นอกจากการผ่อนชำระภาษีอากรดังกลา่ ว หากมีภาษีอากรค้างเกิดขึ้นไม่ว่าหนี้
นั้นจะเกิดขึ้นจากการยื่น แบบแสดงรายการประเมินตนเองและผิดนัดการผ่อนชำระตาม
มาตรา ๖๔ ข้างต้นหรือเกิดจากการชำระภาษีอากรบางส่วน และภายหลังจากพ้นกำหนด
ชำระเงนิ ตามใบแจ้งภาษีอากรเมื่อผู้คา้ งภาษีอากรไดร้ ับหนงั สือเตือนให้ชำระภาษีอากรค้าง
และมีความประสงค์ทจี่ ะขอผอ่ นชำระภาษีอากรค้าง ใหป้ ฏบิ ัติตามระเบียบกรมสรรพากรว่า
ด้วยการผ่อนชำระภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ทั้งนี้ภาษีอากรที่จะขอผ่อนชำระได้นั้นต้องเป็น
ภาษีอากรที่ตั้งค้างอยู่ในบัญชีลูกหนี้ค่าภาษีอากร๘ แต่ไม่รวมถึงภาษีอากรค้างที่เกิดจาก
การยื่นแบบแสดงรายการประเมินตนเอง และไม่ชำระภาษีหรือชำระไม่ครบหรือเช็คที่ใช้

๘ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการบัญชลี กู หนี้ค่าภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๔๗

๙๐

ชำระภาษอี ากรไม่สามารถเรยี กเก็บเงินได้ ได้แก่ แบบแสดงรายการภาษเี งินไดห้ ัก ณ ท่ีจ่าย
หรอื แบบแสดงรายการภาษีเงนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดาครึ่งปี๙

สำหรับขั้นตอนการผ่อนชำระภาษอี ากรค้างนั้น ผู้ค้างภาษีอากรตอ้ งย่ืน คำร้อง
ขออนุมัติผ่อนชำระภาษีอากรตามแบบ ท.ป.๒ พร้อมแนบเอกสารเกี่ยวกับหลักทรัพย์ หรือ
สถานะทางการเงนิ หรือสำเนารายการเงินฝากธนาคารทุกบัญชีท่มี ีอยู่นับแต่วันต้นปี ปฏิทิน
ถึงวนั ทีข่ อผอ่ นชำระและเอกสารดังกล่าวต้องมรี ะยะเวลาไม่น้อยกว่า ๖ เดอื น โดยให้ย่ืนคำ
รอ้ งตอ่ สรรพากรอำเภอ ณ

สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาตามที่ระบุในใบแจ้งภาษีอากรหรือที่ได้ ยื่น
แบบแสดงรายการภาษีไว้หรือยื่น คำร้องต่อสรรพากรพื้นท่ี ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่
สำหรับผู้ขอผ่อนชำระภาษีอากรในรายที่อยู่ภายใต้การบริหารการจัดเก็บภาษีอากรของ
สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ให้ยื่นคำร้องต่อผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจ
ขนาดใหญ่ ณ สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่แล้วแต่กรณี๑๐ ทั้งน้ี ผู้ขอผ่อนชำระภาษี
อากรต้องเสนอและจัดหาหลักประกนั การผ่อนชำระให้เพียงพอกับค่าภาษีอากรที่ต้องชำระ
เสนอหรือส่งมอบต่อผู้มีอำนาจอนุมัติให้ผ่อนชำระภาษีอากรภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่
ไดร้ ับอนมุ ตั ิให้ผ่อนชำระภาษอี ากร๑๑ ไดแ้ ก่

(๑) หนังสือค้า ประกันของธนาคาร (Bank Guarantees) ในกรณีที่ผู้ขอผ่อน
ชำระไม่ชำระภาษีอากรงวดใดงวดหนึ่งภายในกำหนดเวลา ผู้ขอผ่อนชำระภาษีอากรย่อม
หมดสิทธิผ่อนชำระและผู้ขอผ่อนชำระหรือผู้ค้า ประกันต้องชำระภาษีอากรที่ค้างอยู่ท้ัง
จำนวนพร้อมกบั เงนิ เพมิ่ ท่ตี อ้ งชำระตามกฎหมายทันที

(๒) พันธบัตรรฐั บาล ซงึ่ ต้องทำสญั ญาจำนำ ไว้ต่อกรมสรรพากร
(๓) ที่ดิน หรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งปลอดภาระผูกพันหรือภาระจำนอง
และมีราคาประเมินที่ใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตาม

๙ ระเบยี บกรมสรรพากรวา่ ด้วยการผอ่ นชา ระภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๕
๑๐ ระเบียบกรมสรรพากรว่าดว้ ยการผอ่ นชา ระภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๖.๑ ของขอ้ ๖
๑๑ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการผอ่ นชา ระภาษอี ากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๖.๒ ของข้อ ๖

๙๑

ประมวลกฎหมายที่ดินไม่ต่ำ กว่าค่าภาษีอากรที่ต้องชำระ โดยนา มาจดทะเบียนจำนองไว้
ต่อกรมสรรพากร

(๔) กรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุด ซึ่งปลอดภาระผูกพันหรือภาระจำนอง และ
มีราคาประเมนิ ทใ่ี ช้เรยี กเก็บคา่ ธรรมเนยี มในการจดทะเบียนสิทธแิ ละนิติกรรมตามประมวล
กฎหมายที่ดินไม่ต่ำ กว่าค่าภาษีอากรที่ต้องชำระ โดยนำมาจดทะเบียนจำนองไว้ต่อ
กรมสรรพากร

(๕) หลักประกันที่บุคคลอื่นนา ทรัพย์สินมาจดทะเบียนจำนำ หรือจำนองไว้ตอ่
กรมสรรพากรไดแ้ ก่ พันธบัตรรฐั บาล หรือที่ดนิ หรือที่ดนิ พร้อมส่ิงปลูกสรา้ ง หรอื กรรมสิทธิ์
ห้องชุดในอาคารชุดเป็นต้น นอกจากหลักประกันหรือทรัพย์สินดังกล่าวต้องปลอดภาระ
ผูกพันแล้ว เจ้าของทรัพย์สินซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อเป็นประกันหนี้ที่บุคคลอื่น
ต้องชำระ ไม่จา ต้องรบั ผดิ ในหนี้นน้ั เกินกว่าราคาทรัพย์สินที่จำนองแต่อย่างใด

(๖) ค้า ประกันโดยบุคคลผู้มีหลักทรัพย์หรือฐานะการเงินดี หรือเป็นบุคคลผู้มี
ช่ือเสียงเชือ่ ถือได้ โดยให้บุคคลดังกล่าวทา สญั ญาค้า ประกันระหว่างการชำระภาษดี ้วย๑๒

ในการจดทะเบยี นจำนองทรัพยส์ ินตาม (๓) หรือ (๔) ใหผ้ ไู้ ปจดทะเบยี นจำนอง
แทนอธบิ ดีกรมสรรพากรระบุข้อความว่า “ในกรณมี กี ารบังคับจำนองเอาทรัพย์สินท่ีจำนอง
ออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนีเ้ งนิ ยังขาดจำนวนเทา่ ใด ผู้จำนองยอมรับผิดใช้
หน้ที ี่ขาดจำนวนนัน้ ให้แก่ผ้รู ับจำนองจนครบ” ไว้ในสัญญาจำนองดว้ ย๑๓

สำหรับวิธีการผ่อนชำระภาษีอากร กรมสรรพากรกำหนดให้ทำการผ่อนชำระ
เป็นงวดรายเดือนเฉล่ียงวดละเท่า ๆ กัน เว้นแตง่ วดสุดท้ายอาจชำระนอ้ ยหรือมากกว่างวด
อื่นก็ได้ ซึ่งผู้ขอผอ่ นชำระต้องชำระภาษีอากรงวดแรกทันทีพรอ้ มกับการยื่น คำร้องขอผ่อน
ชำระภาษีอากรตามแบบท.ป.๒ เว้นแต่ผู้มีอำนาจอนุมัติให้ผ่อนชำระภาษีอากรจะสั่งเป็น
อย่างอื่น สำหรับการผ่อนชำระภาษีอากรในงวดถัดไป ผู้ขอผ่อนชำระต้องชำระภาษีอากร
ภายในหน่ึงเดอื นนับแตว่ นั ท่ตี ้องชำระในงวดก่อน โดยให้นา จำนวนเงนิ ที่ชำระไปหักจากตัว

๑๒ ระเบยี บกรมสรรพากรว่าดว้ ยการผอ่ นชา ระภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๘
๑๓ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการผ่อนชาระภาษีอากร (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๕
ใหย้ กเลิกความในขอ้ ๙ ของระเบยี บกรมสรรพากรว่าด้วยการผอ่ นชา ระภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๔๕ และให้
ใช้ความตอ่ ไปนีแ้ ทนในขอ้ ๙

๙๒

ภาษีก่อนจนหมดแลว้ จึงนำไปหักจากเงนิ เพ่มิ และเบีย้ ปรับตามลำดับ การไม่ชำระภาษีอากร
งวดใดงวดหนึ่งภายในกำหนดเวลา ผู้ขอผ่อนชำระย่อมหมดสิทธิการผ่อนชำระและต้อง
ชำระภาษีอากรที่ค้างอยู่ทั้งจำนวนพร้อมกับเงินเพิ่มที่ต้องชำระตามกฎหมายทันที๑๔ ทั้งนี้
แต่เดิมตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการผ่อนชำระภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ยัง
กำหนดให้ผู้ขอผ่อนชำระภาษีอากรที่ผิดนัดการผ่อนชำระไม่เกินหนึ่งงวด และได้นำเงิน
สำหรับงวดที่ผิดนัดมาชำระให้ครบถ้วนก่อนถึงกำหนดเวลาที่ต้องชำระในงวดถดั ไป ให้การ
ผ่อนชำระดำเนนิ ต่อไปไดโ้ ดยอนโุ ลม เสมือนหน่งึ วา่ มิได้มีการผิดนดั ผ่อนชำระภาษีอากรแต่
อยา่ งใด

อย่างไรก็ดี ปจั จบุ นั ไดม้ กี ารตราพระราชบญั ญตั แิ ก้ไขเพ่ิมตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ (ฉบับท่ี ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ เพื่อคุ้มครองสิทธิและสร้างความเป็นธรรมแก่
ผู้ค้า ประกันและผู้จำนองซึ่งมิใช่ลูกหนี้ชั้นต้นได้มากขึ้น โดยมีผลใช้บังคับในวันท่ี ๑๑
กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๘ กรณีจึงเป็นเหตุให้มีผลกระทบต่อกฎหมายลำดับรองซึ่งใช้บังคับ
อยู่ ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติเกี่ยวกับการผ่อนชำระภาษีอากรเป็นไปตามความเหมาะสม
และสอดคล้องกับกฎหมายแม่บทฉบับดังกล่าว กรมสรรพากรจึงได้กำหนดแนวทางปฏิบัติ
ไว้ตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการผ่อนชำระภาษีอากร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘
เพื่อให้หน่วยเร่งรัดถือปฏิบัติ โดยให้ยกเลิกความบางส่วนในข้อ ๗ ของระเบียบ
กรมสรรพากรว่าด้วยการผ่อนชำระภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๔๕ และกำหนดวิธีการผ่อนชำระ
ภาษีอากรในกรณีผูข้ อผ่อนชำระผดิ นัดไม่ชำระภาษีอากรงวดใดงวดหนง่ึ ภายในกำหนดเวลา
ให้ผู้ขอผ่อนชำระหมดสิทธิการผ่อนชำระและต้องชำระภาษีอากรที่ค้างอยู่ทั้งจำนวนพร้อม
กับเงินเพิ่มที่ต้องชำระตามกฎหมายทันที๑๕ หากบุคคลดังกล่าวมีความประสงค์ขอขยาย
เวลาการผ่อนชำระจะต้องให้ผู้ค้า ประกันทา ข้อตกลงในการขยายเวลาการผ่อนชำระภาษี

๑๔ ระเบียบกรมสรรพากรว่าดว้ ยการผอ่ นชา ระภาษอี ากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๗__
๑๕ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการผ่อนชาระภาษีอากร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๓
ใหย้ กเลิกความในขอ้ ๗ ของระเบียบกรมสรรพากรวา่ ดว้ ยการผ่อนชา ระภาษอี ากร พ.ศ. ๒๕๔๕ และให้
ใชค้ วามตอ่ ไปน้แี ทนในข้อ ๗.๒ ของขอ้ ๗

๙๓

อากรนั้นด้วย๑๖และหากผิดนัดการผ่อนชำระให้เจ้าพนักงานมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้า
ประกนั ภายใน ๖๐ วันนบั แต่วนั ทผ่ี ู้ขอผอ่ นชำระภาษอี ากรผิดนดั กรมสรรพากรจะเรียกให้
ผูค้ ้า ประกนั ชำระหนี้ก่อนท่ีหนังสือบอกกล่าวจะไปถึงหาได้ไม่ ทงั้ น้ี ไม่ตัดสิทธิผู้ค้า ประกัน
ทจ่ี ะชำระหนเ้ี มื่อหน้ีนัน้ ถึงกำหนดชำระ๑๗

นอกจากน้ี ในกรณีมกี ารบังคบั จำนองกับทรัพย์สนิ อนั เป็นหลักประกันการผ่อน
ชำระภาษีอากร เจ้าพนักงานต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ขอผ่อนชำระภาษีอากรก่อนวา่
ให้ชำระหนี้ภาษีอากรภายในเวลาอันสมควร ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับ
หนงั สอื บอกกล่าวหากยังคงเพิกเฉยไม่ปฏบิ ัติตามให้ฟ้องคดตี ่อศาลเพ่ือให้พิพากษาสั่งให้ยึด
และขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น สำหรับทรัพย์สินที่บุคคลอื่นนา มาจดทะเบียน
จำนองไว้ต่อกรมสรรพากรเพ่ือเป็นหลักประกนั การผ่อนชำระภาษีอากร เจ้าพนักงานต้องมี
หนังสือบอกกล่าวให้ผู้จำนองทราบภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ขอผ่อน
ชำระภาษีอากรทราบดว้ ย๑๘

ในกรณีที่ผู้ค้างภาษีอากรมีความประสงค์จะขอผ่อนชำระภาษีอากร แต่ไม่
สามารถจัดหาหลักประกันการผ่อนชำระภาษีอากรตามที่กล่าวมาข้างต้นได้ และสรรพากร
พื้นที่เห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีฐานะอันน่าเชื่อถือได้ อาจให้ผ่อนชำระภาษีอากรได้ไม่เกิน
๖ งวด โดยงวดแรกให้ชำระทันทีพร้อมกับการยื่น คำร้องขอผ่อนชำระภาษีอากรตามแบบ

๑๖ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการผ่อนชาระภาษีอากร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๓
ใหย้ กเลิกความในขอ้ ๗ ของระเบียบกรมสรรพากรวา่ ดว้ ยการผอ่ นชา ระภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๔๕ และให้
ใชค้ วามตอ่ ไปน้ีแทนในข้อ ๗.๕ ของข้อ ๗

๑๗ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการผ่อนชาระภาษีอากร (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๓
ใหย้ กเลิกความในขอ้ ๗ ของระเบียบกรมสรรพากรวา่ ด้วยการผ่อนชา ระภาษอี ากร พ.ศ. ๒๕๔๕ และให้
ใช้ความตอ่ ไปนแ้ี ทนในขอ้ ๗.๖ ของข้อ ๗

๑๘ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการผ่อนชาระภาษีอากร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๓
ใหย้ กเลกิ ความในข้อ ๗ ของระเบยี บกรมสรรพากรวา่ ด้วยการผ่อนชา ระภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๔๕ และให้
ใชค้ วามตอ่ ไปน้ีแทนในข้อ ๗.๗ ของข้อ ๗

๙๔

ท.ป.๒ และให้มีการออกเช็คของผู้ค้างภาษีอากร (เช็คประเภท ง.)๑๙ ลงวันที่ล่วงหน้าถัดไป
อีก ๕ ฉบับ ส่งมอบต่อผู้มีอำนาจอนุมัติให้ผ่อนชำระภาษีอากรไว้ในคราวเดียวกัน หากเช็ค
ลงวันที่ล่วงหน้าดังกล่าวขัดข้องไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ กรณีถือว่าไม่ชำระภาษี
อากรภายในกำหนดเวลา ผู้ขอผ่อนชำระภาษีอากรย่อมหมดสิทธิการผ่อนชำระ
แต่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขายังคงมีหน้าที่นา เช็คที่เหลือส่งเป็นรายได้แผ่นดินเท่ากับ
จำนวนภาษีอากรที่ค้างอยู่ตามกำหนดเวลาแต่ละงวด และให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ขอผ่อน
ชำระภาษีอากรตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔
ทุกกระทงความผิด๒๐ อนึง่ การผ่อนชำระภาษีอากรในกรณีน้ีไม่เป็นเหตุทจี่ ะให้เจ้าพนักงาน
ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากร ถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้
ดำเนินการไปก่อนแลว้ ๒๑

๕.๔ การสืบหาทรัพย์สินของผคู้ ้างภาษีอากร

ภายหลังจากทีเ่ จา้ พนกั งานได้มีหนงั สือเตือนให้ชำระภาษอี ากรคา้ ง หากปรากฏ
ว่าผู้ค้างภาษีอากรไม่นำเงินภาษีอากรค้างมาชำระให้ครบถ้วน ภายในกำหนดเวลา ๓๐ วัน
นับแต่วันพ้นกำหนดให้ชำระเงินตามหนังสือเตือนครั้งแรก ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วย
การเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้าง พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้เจ้าพนักงานดำเนินการสืบหา
ทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรตามที่เห็นสมควร๒๒ โดยพยายามทำการสอบสวนให้ถึงตัวผู้
ค้างภาษีอากรทุกรายและทรัพยส์ ินท้ังหมดของผู้ค้างภาษีอากร โดยไมค่ ำนึงว่าทรัพย์สินนั้น
จะสามารถดำเนินการยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดตามกฎหมายได้หรือไม่๒๓ ซึ่งในการ

๑๙ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการรับเงินภาษีอากรเป็นเช็ค พ.ศ. ๒๕๕๖ ข้อ ๕.๔ ของ
ขอ้ ๕ กำหนดวา่ เชค็ ทผี่ ูม้ หี นา้ ท่ชี า ระเงนิ ภาษอี ากรเป็นผ้เู ซน็ สง่ั จ่ายและใช้ชา ระโดยตรง (เช็คประเภท
ง.)

๒๐ ระเบยี บกรมสรรพากรวา่ ดว้ ยการผอ่ นชา ระภาษอี ากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๑๓
๒๑ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการผอ่ นชา ระภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๑๔
๒๒ ระเบียบกรมสรรพากรวา่ ด้วยการเร่งรัดจัดเกบ็ ภาษอี ากรค้าง พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๑๓
๒๓ ระเบยี บกรมสรรพากรว่าด้วยการเรง่ รัดจดั เกบ็ ภาษอี ากรค้าง พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๑๔

๙๕

สืบหาข้อมูลเกี่ยวกบั ทรัพยส์ นิ ของผู้ค้างภาษีอากร กรมสรรพากรอาจดำเนินการสืบหาจาก
ขอ้ มูลภายนอกหรอื จากตวั ผคู้ ้างภาษอี ากรโดยตรงก็ได้

สำหรับกำหนดเวลาการสืบหาทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรให้กระทำให้แล้ว
เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน นับแต่วันครบกำหนดให้นำเงินมาชำระตามหนังสือเตือนให้ชำระ
ภาษีอากรค้างถ้าไม่สามารถดำเนินการสอบสวนทรัพย์สนิ ให้เสร็จสิ้นไปภายในกำหนดเวลา
ดังกล่าว หน่วยเร่งรัดจะขอขยายระยะเวลาการสอบสวนทรัพย์สินเป็นคราว ๆ ก็ได้ ทั้งน้ี
โดยให้ขออนุมัติต่อสรรพากรภาคหรือผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่
แล้วแต่กรณี๒๔ ดังต่อไปนี้

๕.๔.๑ สบื หาทรพั ย์สินจากขอ้ มูลภายนอก
การสืบหาทรัพย์สินจากข้อมูลภายนอกนั้น กรมสรรพากรได้ทำความตกลงกับ
หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขอความร่วมมือในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ
ทรพั ย์สนิ หรอื สทิ ธิเรยี กร้องทีผ่ คู้ า้ งภาษีอากรเปน็ เจ้าของหรอื เจ้าของรว่ ม ดังต่อไปนี้
(๑) มีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินอำเภอ หรือสำนักงานที่ดินจังหวัดอันเป็น
ภูมลิ ำเนาของผู้ค้างภาษีอากร หรือกรมทีด่ ิน เพือ่ ขอทราบการถือครองหรือถือกรรมสิทธ์ิใน
อสังหาริมทรพั ย์ของผู้ค้างภาษีอากร พร้อมทงั้ ขอความร่วมมือให้ระงบั การทา นติ กิ รรมใด ๆ
เก่ยี วกับอสงั หาริมทรัพยน์ นั้
(๒) มีหนังสือถึงหน่วยราชการใด ๆ ซึ่งมีหน้าที่จดทะเบียนเกี่ยวกับ
สังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่น เช่น ที่ว่าการ
อำเภอ กรมการขนส่งทางบกกรมเจ้าท่า สำนักงานทะเบียนเครื่องจักรกลาง หรือกรม
โรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นต้น เพื่อเป็นหลักฐานในข้อสันนิษฐานว่า
ทรัพย์สินนัน้ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ค้างภาษีอากรพร้อมทั้งขอความร่วมมือใหร้ ะงับการทำนิติ
กรรมใด ๆ เก่ียวกบั สังหารมิ ทรพั ยน์ ้นั
(๓) ในกรณีทีส่ ืบทราบวา่ ผู้ค้างภาษีอากรถือหนุ้ หรือเป็นหุ้นสว่ นในนิติบุคคลใด
ให้มีหนังสือสอบถามไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทอันเป็นภูมิ ลำเนาของนิติบุคคลนั้น
เพอื่ ขอทราบจำนวนหุ้นท่ถี ือและการชำระมลู คา่ หุ้น หรอื จำนวนเงินทลี่ งหนุ้ ในนติ ิบุคคลนั้น

๒๔ ระเบยี บกรมสรรพากรวา่ ดว้ ยการเรง่ รัดจดั เก็บภาษอี ากรค้าง พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๑๔ (๓)_

๙๖

(๔) ขอสาเนาแบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นไว้มาประกอบการพิจาณา เช่น สา
เนาแบบ ภ.ง.ด.๙๐, ภ.ง.ด.๙๑, ภ.ง.ด.๑, ภ.ง.ด.๒ หรือ ภ.ง.ด.๓ ซึ่งจะเป็นแหล่งข้อมูลใน
การสืบหาชื่อ -นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมลย์ สถานที่ทำงาน และอาชีพของผู้
คา้ งภาษอี ากร รวมทั้งชือ่ ของคสู่ มรสและบุตรของผู้คา้ งภาษีอากร เป็นตน้

(๕) สอบสวนทรัพย์สินประเภทเงินสด เงินฝากธนาคาร บัญชีเงินฝากต่าง ๆ
จากธนาคารพาณชิ ยไ์ ทย

(๖) สอบสวนทรพั ย์สินประเภทพันธบัตรรฐั บาล จากธนาคารแห่งประเทศไทย
หรือบรษิ ทั หลกั ทรพั ย์ประเทศไทย จำกดั

(๗) ทำการสอบสวนทรัพย์สินโดยวิธกี ารอ่นื ตามท่เี ห็นสมควร
เมื่อได้ดำเนินการสอบสวนทรัพย์สินจากแหล่งข้อมูลดังกล่าวแล้วปรากฏว่า
ผู้ค้างภาษีอากรมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอยู่จริง ให้เสนอผู้มีอำนาจเพื่อออกคำสั่งยึดหรือ
อายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร ตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รัษฎากรต่อไป
๕.๔.๒ สบื หาทรัพยส์ นิ จากตัวผคู้ ้างภาษอี ากร
การสืบหาทรัพย์สินจากตัวผู้ค้างภาษีอากรนั้น ตามระเบียบกรมสรรพากรว่า
ด้วยการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรค้าง พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้เจ้าพนักงานพยายามทำการ
สอบสวนเกย่ี วกบั ทรัพยส์ ินให้ถึงตวั ผู้ค้างภาษีอากรทกุ ราย โดยให้ดำเนนิ การดงั ต่อไปน้ี
(๑) ในกรณที ่ีผูค้ ้างภาษีอากรไม่ยอมชำระภาษีอากรค้าง ใหเ้ จ้าพนักงานออกไป
ทำการสอบสวนทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ โดยพยายามทำ
การสอบสวนให้ถึงตัวผู้ค้างภาษีอากรทุกรายและสอบสวนทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ค้างภาษี
อากร เช่น ทรัพยส์ ินประเภทเงนิ สด เงินฝากธนาคาร บญั ชีเงินฝากต่าง ๆ หนุ้ เคร่ืองประดับ
ที่มีมูลค่า ลูกหนี้ เจ้าหนี้ลิขสิทธ์ิ หรือสิทธิต่าง ๆ ของผู้ค้างภาษีอากร ทั้งนี้ ให้รวมตลอดถงึ
เครอื่ งจกั รตา่ ง ๆ สินคา้ และวตั ถุดิบ เปน็ ตน้
(๒) บันทึกรายการทรัพย์สิน จำนวน ราคาของทรัพย์สิน และรายละเอียด
เกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธ์ิหรือไม่ จำนำ หรือจำนองไว้กับใคร
เป็นจำนวนเทา่ ใด ไวใ้ นรายงานแสดงการเรง่ รัดภาษอี ากรคา้ ง (แบบ ภ.ส.๑๖)

๙๗

(๓) บันทึกสภาพความเป็นอยู่ของผู้ค้างภาษีอากร เช่น อาชีพ รายได้ ผู้อยู่ใน
ความอุปการะเลย้ี งดู

(๔) ในกรณีไม่สามารถสอบสวนทรัพย์สินจากตัวผู้ค้างภาษีอากรได้ให้เจ้า
พนักงานทำการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือสภาพความเป็นอยู่ของผู้ค้างภาษี
อากร จากญาติหรือบุคคลในครอบครัวที่บรรลนุ ิติภาวะแล้วซึ่งอาศัยอยู่ภายในบ้านที่ผู้คา้ ง
ภาษีอากรมีชื่ออยู่ในทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร หรืออาจทำการไต่
สวนข้อเท็จจริงดังกล่าวจากกำนันผู้ใหญ่บ้าน นายจ้าง หรือบุคคลใด ๆ ที่เห็นว่าจะเป็น
ประโยชนแ์ กก่ ารจัดเกบ็ ภาษีอากรค้าง

นอกจากนี้ เจ้าพนักงานจะออกหมายเรยี กผู้ตอ้ งรับผิดชำระภาษีอากรค้างหรอื
บุคคลใดๆ ที่มีเหตุอันควรเช่ือว่าจะเป็นประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากรคา้ งมาให้ถ้อยคา
หรือ สั่งให้นาบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันจำเป็นแก่การจัดเก็บภาษีอากรค้างมาเพือ่
ทำการตรวจสอบ และต้องใหเ้ วลาล่วงหน้าไม่น้อยกวา่ ๗ วัน นับแต่วันได้รบั หมายเรียกหรือ
คำสั่ง หรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้น หรือยึดบัญชี
เอกสาร หรือหลักฐานอื่นของบุคคลใด ๆ ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่การ
จัดเก็บภาษีอากรแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ การออกหมายเรียกหรือคำสั่งให้ทำการตรวจค้นให้
ปฏิบัติตามระเบยี บว่าด้วยการออกคำส่ังทำการตรวจค้นและการออกหมายเรียกตามมาตรา
๑๒ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร๒๕เมื่อทำการสืบหาทรัพยส์ นิ แล้วปรากฏว่า ผคู้ า้ งภาษีอากรมี
กรรมสิทธ์ิในทรัพย์สินหรือมีสิทธิเรียกร้องต่อบุคคลใด ๆ ให้เจ้าพนักงานตรวจสอบว่า
ทรัพยส์ ินหรือ สิทธเิ รยี กร้องเป็นกรรมสิทธ์ิของผู้ค้างภาษีอากรจรงิ หรือไม่ โดยให้ตรวจสอบ
ขอ้ มลู จากหนว่ ยตรวจสอบก่อน เช่นเลขประจา ตัวประชาชน สำเนาทะเบยี นบา้ น หลักฐาน
การขอมเี ลขประจา ตวั ผเู้ สียภาษีอากรหลักฐานการขอจดทะเบียนสทิ ธแิ ละนิตกิ รรมในท่ีดิน
หรือหลักฐานเกีย่ วกบั ข้อมูลเฉพาะตัวอื่น ๆ และให้เจ้าพนักงานทำรายงานเสนอผู้มีอำนาจ
ตามมาตรา ๑๒ แหง่ ประมวลรัษฎากร เพ่ือสง่ั ยึดหรืออายัดทรัพย์สนิ และสิทธิเรียกร้องของ
ผู้ค้างภาษีอากร ภายในกำหนดเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันที่สอบสวนทรัพย์สินเสร็จ สำหรับ
วิธีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรให้ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการยึดหรือ

๒๕ ระเบยี บกรมสรรพากรว่าดว้ ยการเรง่ รดั จัดเกบ็ ภาษีอากรคา้ ง พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๑๕

๙๘

อายัดทรัพย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากรแล้วแต่กรณี๒๖ และให้
ดำเนนิ การขออนุมตั ิขายทอดตลาดทรัพยส์ ินที่ไดร้ บั อนุมตั ิให้ทำการยึดหรืออายัดน้ันภายใน
๓๐ วัน นับแต่วันที่ทำการยึดหรืออายัดเสร็จสิ้นลง โดยให้ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการ
ขายทอดตลาดทรัพยส์ นิ ของผู้คา้ งภาษีอากร๒๗ ซ่ึงจะได้กลา่ วในหวั ขอ้ ต่อไป

๕.๕ การบงั คับชำระหน้ีภาษอี ากรค้าง

เมื่อได้ทำการ สืบหาทรัพย์สินปรากฏว่าพบผู้ค้างภาษีอากรมีกรรม สิทธ์ิใน
ทรพั ย์สนิ หรือมีสิทธิเรยี กร้องอ่ืนใด ให้เจ้าพนกั งานดำเนินการบังคับชำระหน้ีภาษีอากรค้าง
กับทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์หรือสิทธิเรียกร้องของผู้ค้างภาษีอากร เพื่อนาเงินมาชำระค่า
ภาษีอากรคา้ ง โดยทำรายงานเสนอผู้มีอำนาจตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากรเพ่ือสั่ง
ยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร ทั้งนี้ กระบวนการในการ
บังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้างให้เจ้าพนักงานปฏิบัติตามระเบียบที่กรมสรรพากร กำหนด
ดงั ตอ่ ไปนี้

๕.๕.๑ การอายัดทรพั ยส์ นิ ของผูค้ า้ งภาษอี ากร
การอายัดทรพั ย์สิน คอื การสั่งหา้ มมใิ หผ้ ้คู า้ งภาษีอากรและหรือบุคคลภายนอก
จำหน่าย จ่าย โอน หรือกระทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่ได้สั่ง
อายัดไว้รวมทั้งสั่งห้ามมิให้บุคคลภายนอกนำส่งทรัพย์สินหรือชำระหนี้แก่ผู้ค้างภาษีอากร
นอกจากให้ส่งมอบหรือชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานเพื่อเป็นค่าภาษีอากร ณ ที่ซึ่งผู้มีอำนาจ
ออกคำสัง่ อายดั กำหนด
สำหรบั วิธีการอายดั ทรัพย์สิน ประมวลรษั ฎากรกำหนดใหป้ ฏิบัติตามระเบียบท่ี
อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ดังนั้น เพื่อให้การอายัดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร
เป็นไปด้วยความเหมาะสมและเป็นแนวทางเดียวกัน กรมสรรพากรจึงได้อาศัยอำนาจตาม
ความในมาตรา ๑๒ วรรคส่แี หง่ ประมวลรษั ฎากร ซ่ึงแกไ้ ขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไข

๒๖ ระเบยี บกรมสรรพากรว่าดว้ ยการเรง่ รัดจดั เก็บภาษอี ากรคา้ ง พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๑๗
๒๗ ระเบยี บกรมสรรพากรว่าด้วยการเร่งรดั จัดเก็บภาษอี ากรคา้ ง พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๑๘

๙๙

เพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่๑๑) พ.ศ. ๒๕๒๕ อธิบดีกรมสรรพากรโดยอนุมัติ
รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงการคลงั กำหนดระเบียบปฏบิ ตั ิไว้ดังต่อไปน้ี

๑. ผมู้ ีอำนาจออกคำส่งั อายดั ทรพั ยส์ ิน
สำหรับผู้มีอำนาจออกคำส่ังอายัดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรตามมาตรา ๑๒
แหง่ ประมวลรษั ฎากร ไดแ้ ก่บคุ คลดังตอ่ ไปนี้
(๑) อธิบดีกรมสรรพากร มีอำนาจออกคาสั่งอายัดทรัพย์สินสำหรับท้องท่ี
ท่ัวราชอาณาจักร
(๒) รองอธิบดีกรมสรรพากร ในกรณีที่อธบิ ดีมอบหมายและมีอำนาจออกคำสั่ง
อายัดทรัพย์สินสำหรับทอ้ งที่ท่ัวราชอาณาจกั ร
(๓) สรรพากรภาค ในกรณีที่อธิบดีมอบหมายและมีอำนาจออกคำสั่งอายัด
ทรัพย์สนิ สำหรบั ในเขตทอ้ งทขี่ องสำนกั งานสรรพากรภาคนนั้ ๒๘
๒. ทรัพยส์ ินแหง่ การอายดั
ทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับชำระหนี้ภาษีอากรโดยวิธีการอายัดนั้น อาจพิจารณา
ออกได้เป็น ๒ กรณี กลา่ วคอื ทรัพยส์ ินท่ีอายดั ได้ และทรพั ย์สนิ ท่อี ายัดไม่ได้ ดงั ต่อไปน้ี
๒.๑ ทรพั ยส์ ินท่ีอยูใ่ นบังคับแหง่ การอายัด
สำหรับทรัพย์สินที่กรมสรรพากรสามารถทำการอายัดเพื่อนา มาชำระหนี้ภาษี
อากรได้ต้องเป็นทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๘๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความแพง่ ไดแ้ ก่
(๑) สงั หาริมทรพั ย์อนั มีรปู ร่าง
(๒) อสงั หาริมทรพั ย์
(๓) สิทธิท้ังปวงอันมีอยูใ่ นทรพั ยส์ ิน
(๔) เงนิ

๒๘ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอายัดทรพั ย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รษั ฎากร พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๗

๑๐๐

นอกจากน้ี ทรัพย์สินที่มีสภาพหรือลักษณะที่ยึดได้ตามระเบียบกรมสรรพากร
ว่าดว้ ยการยึดทรพั ยส์ นิ ของผู้คา้ งภาษีอากรตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากรก็สามารถ
ทำการอายดั ได้เช่นเดียวกนั ๒๙

๒.๒ ทรพั ย์สินทีไ่ มอ่ ยู่ในบังคับแหง่ การอายดั
สำหรับทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในบังคับแห่งการอายัด ได้แก่ ทรัพย์สินหรือสิทธิ
เรียกร้องอันจำเป็นเพื่อการดา รงชีพหรือการประกอบวิชาชีพอันเป็นการเฉพาะตัวของผู้
คา้ งภาษีอากร กรมสรรพากรไมอ่ าจทำการอายดั เพื่อนา มาชำระหน้ภี าษีอากรได้ กลา่ วคือ
(๑) ทรัพย์สนิ ท่ีระบไุ วด้ งั ตอ่ ไปนี้

(ก) เครื่องนุ่งห่มหลับนอนหรือเครื่องใช้ในครัวเรือน โดยประมาณรวมกัน
ราคาไม่เกนิ ห้าพนั บาท

ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรจะกำหนดทรัพย์สินดังกล่าว ที่ราคาเกินห้าพัน
บาท ให้เป็นทรพั ยส์ ินที่ไม่ต้องอยใู่ นบังคับแห่งการอายดั ก็ได้ ทงั้ น้ี โดยคำนงึ ถึงความจำเป็น
ตามฐานะของผ้คู า้ งภาษีอากร

(ข) เครื่องมือเครื่องใช้ท่ีจำเป็นในการเลี้ยงชีพหรือประกอบวิชาชีพ
โดยประมาณรวมกันราคาไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท แต่ถ้าผู้ค้างภาษีอากรมีคำขอโดยทำเป็น
คำร้องต่ออธิบดีขออนญุ าตยดึ หน่วงและใช้เคร่ืองมือหรือเครื่องใชอ้ ันจำเป็นเพือ่ ดำเนินการ
เล้ียงชพี หรอื ประกอบวิชาชีพอันมีราคาเกนิ กว่าจำนวนราคาดังกล่าวแลว้ ให้อธิบดีมีอำนาจ
ทีจ่ ะใชด้ ุลพนิ ิจอนุญาตหรอื ไม่อนุญาตภายในบงั คับแห่งเง่ือนไขตามทเ่ี ห็นสมควร

(ค) วัตถุ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ท่ีจำเป็นต้องใช้ทำหน้าที่แทน หรือช่วย
อวัยวะของผู้คา้ งภาษอี ากร

(ง) ทรัพย์สินอย่างใดที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายย่อมไม่
อยู่ในความรับผิดแหง่ การบังคับคดี

๒๙ ระเบยี บกรมสรรพากรว่าดว้ ยการอายดั ทรพั ย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รัษฎากร พ.ศ. ๒๕๔๖ ขอ้ ๕

๑๐๑

(จ) ทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรที่ยึดหรืออายัดได้ แต่นำออกขาย
ทอดตลาดไม่ได้ ได้แก่ ทรัพย์สินอันมีลักษณะเป็นของส่วนตัวโดยแท้ เช่น หนังสือสำหรับ
วงศ์ตระกลู โดยเฉพาะจดหมายหรือสมดุ บญั ชีตา่ ง ๆ น้นั เปน็ ตน้

(๒) สิทธิเรียกร้องเป็นเงินของผู้ค้างภาษีอากร ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่ง
กฎหมายอน่ื ไดแ้ ก่

(ก) เบี้ยเลี้ยงชีพซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ และเงินรายได้เป็นคราว ๆ อัน
บุคคลภายนอกได้ยกให้เพื่อเลี้ยงชีพเป็นจำนวนตามที่อธิบดีเห็นสมควร ไม่น้อยกว่าอัตรา
เงินเดือนขั้นต่ำ สุดของข้าราชการพลเรือนในขณะนั้น ทั้งน้ี โดยคำนึงถึงฐานะในทาง
ครอบครัวของผู้ค้างภาษีอากรและจำนวนบุพการีและผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะ
ของผูค้ า้ งภาษีอากรด้วย

(ข) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ และเบี้ยหวัดของข้าราชการหรือ
ลูกจ้างของรัฐบาล และเงินสงเคราะห์หรือบำนาญที่รัฐได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมี
ชวี ติ ของบคุ คลเหลา่ น้ัน

(ค) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือเงินรายได้อื่นใน
ลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรอื คนงาน นอกจากทก่ี ล่าวไว้ใน (ข) ท่ีนายจ้างจ่าย
ให้แก่บุคคลเหล่านั้น หรือคู่สมรส หรือญาติที่ยังมชี วี ิตของบุคคลเหล่านัน้ เป็นจำนวนตามท่ี
อธิบดีเห็นสมควรไม่น้อยกว่าอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ สุดของข้าราชการพลเรือนในขณะนั้น
ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงฐานะในทางครอบครัวของผู้ค้างภาษีอากรและจำนวนบุพการีและ
ผสู้ ืบสันดานซึ่งอยู่ในความอปุ การะของผู้ค้างภาษีอากรด้วย

(ง) เงนิ ฌาปนกจิ สงเคราะห์ทผ่ี คู้ ้างภาษีอากรไดร้ ับอันเน่ืองมาจากความตาย
ของบุคคลอนื่ เป็นจำนวนตามทจี่ ำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพตามฐานะของผู้ตายที่
อธบิ ดีเห็นสมควร

(๓) ทรัพย์สินของกสิกรตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการยึด
ทรัพย์สินของกสกิ ร พ.ศ. ๒๔๗๕ ไดแ้ ก่

(ก) พืชผลท่ยี งั ไม่ถึงเวลาเกบ็ เกยี่ ว
(ข) พชื พันธุ์ทีใ่ ชใ้ นปี ต่อไปตามประมาณอันสมควร โดยเทยี บเคียงกับเน้ือท่ี
ท่กี สิกรได้ทา ในปีที่ล่วงมาแล้ว

๑๐๒

(ค) พืชผลทเี่ ก็บไว้สำหรับเลยี้ งตัวและครอบครวั ตามฐานานุรปู สำหรบั ปหี นึ่ง
(ง) สัตว์ และเครื่องมือประกอบอาชีพที่มีไว้พอควรแก่การดำเนินอาชีพ
ต่อไป
(๔) ทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ หรือไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม
กฎหมายอื่น เชน่
(ก) สิทธิที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดู ตามมาตรา ๑๕๙๘/๔๑ แห่งประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
(ข) ท่วี ดั และที่ธรณีสงฆ์ ตามกฎหมายว่าดว้ ยคณะสงฆ์
(ค) ทรัพยส์ นิ ตามกฎหมายอ่ืน เช่น ทรัพย์สนิ ตามกฎหมายว่าดว้ ยการรถไฟ
เป็นต้น๓๐
๓. วิธกี ารอายัดทรัพย์สนิ
เมื่อได้ดาเนินการสืบหาทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร ภายในกำหนดเวลา
๓๐ วัน นับแต่วันที่สอบสวนทรัพย์สินเสร็จ หากพบทรัพย์สินที่อาจทำการอายัดได้ ให้เจ้า
พนักงานทำรายงานเสนอผู้มีอำนาจตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อสั่งอายัด
ทรัพยส์ ินของผคู้ ้างภาษีอากรหรือบุคคลอืน่ ทีเ่ กย่ี วข้องเพื่อนา มาชำระหน้ีภาษอี ากร โดยให้
ปฏิบัตดิ งั ตอ่ ไปนี้๓๑
(๑) ให้สำนกั งานสรรพากรพนื้ ที่ หรอื สำนักบริหารภาษธี รุ กจิ ขนาดใหญ่ แล้วแต่
กรณีรายงานขออนุญาตอายัดทรัพย์สินพร้อมทั้งส่งรายงานแสดงการเร่งรัดภาษีอากรค้าง
ตามแบบ ภ.ส.๑๖ หลกั ฐานต่าง ๆ เกย่ี วกับการเร่งรัด และคำสง่ั อายัดตามมาตรา ๑๒ แห่ง
ประมวลรัษฎากร (แบบ ภ.ส.๑๗/๑) ไปยังผู้มีอำนาจออกคำสั่งอายัดทรัพย์สิน เมื่อได้ลง
นามในคำสั่งอายัดทรัพย์สินแล้ว ให้ส่งเรื่องคืนให้แก่หน่วยงานที่ขออนุมัติอายัดทรัพย์สิน
เพ่ือดำเนนิ การสง่ คำสงั่ อายัดใหแ้ กผ่ ูค้ ้างภาษีอากรและบุคคลซ่ึงต้องรบั ผดิ เพื่อชำระเงินหรือ
สง่ มอบส่ิงของนั้น

๓๐ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอายดั ทรพั ย์สนิ ตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รษั ฎากร พ.ศ. ๒๕๔๖ ขอ้ ๘

๓๑ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอายดั ทรัพย์สนิ ตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รัษฎากร พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๑๐

๑๐๓

(๒) การพิจารณาสั่งอายัดทรัพย์สิน ถ้าเป็นสิทธเิ รยี กร้องขอให้ชำระเงินหรอื ให้
ส่งมอบส่ิงของ นอกจากพันธบตั ร หลกั ทรัพยท์ เ่ี ปน็ ประกัน และตราสารท่ีเปลี่ยนมอื ได้ ให้ผู้
มีอำนาจออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินสั่งอายัดได้ ไม่ว่าหนี้ค่าภาษีอากรจะมีข้อโต้แย้งหรือข้อ
จำกัด หรือมีเงื่อนไขใด ๆหรือกำหนดจำนวนแน่นอนหรือไม่ก็ตาม โดยคำสั่งอายัดนั้นต้อง
ระบขุ อ้ ห้ามดงั น้ี

(ก) ห้ามผู้ค้างภาษีอากรจำหน่ายสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เวลาที่ได้ส่งคำสั่งอายัด
ทรัพยส์ ินนัน้

(ข) ห้ามบุคคลภายนอกชำระเงนิ หรอื ส่งมอบสิ่งของให้แก่ผู้คา้ งภาษอี ากร แต่ให้
ชำระหรือส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงาน ณ เวลา หรือภายในกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ใน
คำสัง่ อายัดทรัพยส์ ิน

(๓) ให้อายัดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรได้ไม่เกินหนี้ภาษีอากร โดยให้
คำนวณค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ เงินเพิ่มจนถึงวันชำระ รวมถึงภาษีตามกฎหมายว่าด้วย
รายไดข้ ององค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่ เว้นแตท่ รพั ย์สนิ ทอ่ี ายดั น้นั ไม่อาจแบ่งแยกได๓้ ๒

(๔) เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของผู้ค้าง
ภาษีอากรไว้แทนเจ้าหนี้ตามคา พิพากษาแล้ว ห้ามไม่ให้เจ้าพนักงานอายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำ
อีกแต่ให้ยื่น คำขอโดยคำเป็นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบงั คับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพยส์ ิน
น้นั ตามแบบท่ศี าลกำหนด เพอ่ื ขอเขา้ เฉล่ียในทรัพย์สนิ หรือเงินท่ขี ายหรือจำหน่ายทรัพย์สิน
นนั้ ๓๕ ตามมาตรา ๒๙๐ แหง่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง่

๔. วิธีการสง่ คำส่งั อายัดทรัพย์
การส่งคำสั่งอายัดทรัพย์สินให้แก่ผู้รับคำสั่งอายัดและผู้ค้างภาษีอากรนั้น ตาม
ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอายัดทรัพย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รัษฎากร พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้กำหนดวิธีการส่งไว้อันมีลักษณะคล้ายกับการส่งหมายเรียก

๓๒ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอายัดทรัพยส์ ินตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รัษฎากร พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๖ กำหนดว่า คา สั่งแจ้งการอายัดทรัพย์สิน ให้ใช้ตามแบบ ภ.ส.๑๗/๑ ท่ี
อธบิ ดีกำหนด

๑๐๔

หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากร หรือหนังสืออื่นใด ตามนัยมาตรา ๘ แห่งประมวลรัษฎากร
โดยให้เจา้ พนกั งานปฏิบัติดังตอ่ ไปนี้

(๑) ให้ส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้รับ ในระหว่างเวลา
พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกในวันทำการปกติการส่งคำสั่งอายัดทรัพย์สินที่อื่น
นอกจากสถานที่ดังกล่าว ใหใ้ ชไ้ ด้ต่อเม่อื

(ก) ผู้คา้ งภาษีอากรหรือผรู้ ับยอมรบั คำส่ังอายัดนัน้ ไว้ หรือ
(ข) การส่งคำส่งั อายัดนนั้ ได้กระทำ ในสำนักงานสรรพากรพ้ืนที่ หรือ
สำนักงานสรรพากรพ้ืนที่สาขา หรือสำนักบรหิ ารภาษธี ุรกิจขนาดใหญ่ แลว้ แต่กรณี
(๒) ถ้าไม่พบผู้ค้างภาษีอากรหรือบุคคลที่ระบุไว้ในคำสั่งอายัด ณ ภูมิลำเนา
หรือสำนักทำการงานของบุคคลนั้น ๆ ให้ส่งแก่บุคคลใด ๆ ที่มีอายุเกินยี่สิบปี ซึ่งอยู่หรือ
ทำงาน ในบา้ นเรอื น หรือสำนักทำการงานท่ปี รากฏว่าเป็นของผู้ค้างภาษีอากรหรือบุคคลที่
ระบไุ วใ้ นคำสงั่ เม่ือบุคคลนั้นเตม็ ใจรับไว้แทน
(๓) ถ้าผู้ค้างภาษีอากรหรือบุคคลที่ระบุไว้ในคำสั่งอายัดปฏิเสธไม่ยอมรับไว้
โดยปราศจากเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมาย ให้เจ้าพนักงานผู้ส่งคำสั่งอายัดขอให้พนักงาน
เจ้าหน้าท่ีฝา่ ยปกครองที่มีอำนาจ หรือเจ้าพนักงานตำรวจไปด้วยเพื่อเป็นพยาน ถ้าผู้นั้นยงั
ปฏิเสธไมย่ อมรับ กใ็ หว้ างคำสงั่ อายดั ไว้ ณ ท่ีนน้ั ตอ่ หนา้ เจ้าหนา้ ท่ดี งั กล่าว
(๔) ในกรณที ีผ่ ู้มีอำนาจออกคำสั่งอายัดสัง่ ให้สง่ โดยวิธใี ด ๆ แลว้ กใ็ หป้ ฏบิ ัติตาม
คำสั่งนั้น เช่น ให้จัดการส่งถึงผู้ค้างภาษีอากรหรือบุคคลที่ระบุไว้ในคาสั่งอายัดโดยทาง
ไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือโดยวิธีปิด ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานที่ระบุไว้ใน
คำสงั่ อายัดนน้ั ในท่เี ปิดเผยให้เห็นไดโ้ ดยง่าย หรอื โดยวธิ ีอื่นใด แล้วแต่กรณี๓๓
๕. การคัดค้านการอายดั ทรพั ยส์ นิ
เมื่อกรมสรรพากรได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินแล้ว ถ้าบุคคลภายนอก ซึ่งได้รับ
คำสั่งอายัดปฏิเสธหรือโต้แย้งหนี้ที่เรียกร้องเอาแก่ตน ให้เจ้าพนักงานร้องขอให้ผู้มีอำนาจ
ตามมาตรา ๑๒ ออกหมายเรยี กโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๒ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

๓๓ ระเบยี บกรมสรรพากรวา่ ดว้ ยการอายัดทรัพยส์ นิ ตามความในมาตรา ๑๒ แหง่ ประมวล
รัษฎากร พ.ศ. ๒๕๔๖ ขอ้ ๑๑

๑๐๕

เพื่อให้บุคคลดังกล่าวมาให้ถ้อยคา หรือเพื่อทำการไต่สวน ในกรณีที่มีความจำเป็นต้อง
ตรวจสอบบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันจำเป็นแก่การจัดเก็บภาษีอากรค้าง ให้ออก
หมายเรยี กหรอื ออกคำสั่งให้เจา้ พนักงานออกทำการตรวจค้นก็ได้

หากปรากฏแก่เจ้าพนักงานว่าหนี้ที่เรียกร้องนั้นมีอยู่จริง ให้ออกคำสั่งเตือนให้
บุคคลดังกล่าวปฏิบัติตามคำสั่งอายัดอีกครั้งหนึ่ง ถ้ายังคงดื้อดึงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอายัด
ให้เจ้าพนักงานรายงานผู้มีอำนาจออกคำสั่ง เพื่อพิจารณาดำเนินคดีอาญาตามมาตรา ๓๕
ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรและในขณะเดียวกันให้ดำเนินคดีแพ่งฟ้องร้องให้บุคคลนั้นรับผิด
เสมือนหนึ่งว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ค้างภาษีอากร ตลอดจนค่าแห่งความเสียหายใด ๆ ท่ี
เกิดขึ้นเพราะการไม่ปฏบิ ัตติ ามคำส่ังอายัดทรัพย์สินนนั้ พรอ้ มกันไปดว้ ย๓๔

๖. การถอนการอายดั ทรัพยส์ นิ
เมื่อกรมสรรพากรได้รับชำระหนี้ภาษีอากรค้างครบถ้วนแล้ว ไม่ว่าจากการ
อายัดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรหรือด้วยเหตุอื่นใด ให้เจ้าพนักงานทำรายงานเสนอผู้มี
อำนาจตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อออกคำสั่งถอนการอายัดตามแบบ ภ.ส.
๒๑/๑ ที่อธิบดีกำหนดและหากมที รพั ยส์ นิ อยู่กับเจา้ พนักงานกใ็ ห้คืนแก่ผู้ถกู อายดั ไป๓๕
๕.๕.๒ การยดึ ทรัพยส์ ินของผ้คู ้างภาษอี ากร
การยึดทรัพย์สิน คือ การกระทำการใด ๆ ต่อทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร
เพื่อให้ทรพั ย์สนิ นั้นได้เข้ามาอยู่ในความควบคมุ ดแู ลหรือครอบครองของเจา้ พนักงานหรอื ผู้
ทไี่ ด้รบั มอบหมาย
สำหรับวิธีการยึดทรัพย์สิน ประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ วรรคสี่ กำหนดให้
ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม เช่นเดียวกับการบังคับคดี
ตามคาพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนั้น เพื่อให้การยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรเป็นไปด้วย
ความเหมาะสมและเป็นแนวทางเดียวกัน กรมสรรพากรจึงได้กำหนดระเบียบปฏิบัติไว้
ดังตอ่ ไปนี้

๓๔ ๓๗ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอายัดทรัพย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่ง
ประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๑๒

๓๕ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอายดั ทรพั ย์สนิ ตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รัษฎากร พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๑๗

๑๐๖

๑. ผ้มู ีอำนาจออกคำส่ังและประกาศยดึ ทรัพยส์ ิน
สำหรับผู้มีอำนาจออกคำสั่งและประกาศยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรตาม
มาตรา ๑๒แห่งประมวลรษั ฎากร ไดแ้ ก่บคุ คลดังตอ่ ไปน้ี

(๑) อธิบดีกรมสรรพากร มีอำนาจออกคำสั่งและประกาศยึดทรัพย์สิน
สำหรบั ทอ้ งทท่ี วั่ ราชอาณาจกั ร

(๒) รองอธิบดีกรมสรรพากร ในกรณีที่อธิบดีมอบหมายและมีอำนาจออก
คำส่งั และประกาศยึดทรัพยส์ ินสำหรบั ทอ้ งท่ที ว่ั ราชอาณาจกั ร

(๓) สรรพากรภาค ในกรณีที่อธิบดีมอบหมายและมีอำนาจออกคำสั่งและ
ประกาศยดึ ทรัพย์สนิ สำหรับในเขตท้องท่ขี องสำนกั งานสรรพากรภาคนน้ั ๓๖

๒. ทรัพย์สนิ แหง่ การยดึ
ทรพั ย์สนิ ทอ่ี าจถูกบังคับชำระหนี้ภาษีอากรโดยวธิ ีการยึดนั้น อาจพิจารณาออก
ไดเ้ ปน็ ๒ กรณี กล่าวคือ ทรพั ยส์ ินทย่ี ึดได้ และทรพั ยส์ ินทย่ี ดึ ไมไ่ ด้ ดงั ต่อไปนี้
๒.๑ ทรัพย์สินทอ่ี ยูใ่ นบงั คบั แหง่ การยึด
สำหรับทรัพย์สินที่กรมสรรพากรสามารถทำการยึดเพื่อขายทอดตลาด นำเงิน
มาชำระหนี้ภาษีอากร ได้แก่ ทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร หรือทรัพย์สินของบุคคลอ่ืน
กล่าวคือ

(๑) ทรพั ยส์ ินของผคู้ ้างภาษีอากร ไดแ้ ก่
(ก) ทรัพยส์ ินทีเ่ ป็นกรรมสทิ ธ์ิหรือกรรมสิทธ์ิร่วมของผคู้ า้ งภาษีอากร
(ข) ทรัพย์สินทผ่ี ้คู ้างภาษีอากรเอาไปจำนำ จำนอง หรือประกนั หนีไ้ ว้
(ค) ทรัพย์สินที่ผู้ค้างภาษีอากรได้กรรมสิทธ์ิมาโดยการครอบครองปรปักษ์
ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ แม้จะยงั ไม่ได้จดทะเบยี นการได้มากต็ าม
(ง) ทีด่ นิ มือเปล่าซึง่ ผคู้ ้างภาษอี ากรมสี ิทธคิ รอบครอง

๓๖ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการยึดทรัพย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รษั ฎากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๕

๑๐๗

(จ) ที่ดินมีโฉนดแม้ผู้ค้างภาษีอากรจะโอนการครอบครองให้แก่กันแล้ว แต่
ยงั ไมไ่ ด้โอนใหถ้ ูกต้องตามกฎหมาย

(ฉ) กรณีมีการโอนโดยการฉอ้ ฉล เมื่อได้ฟ้องคดีและศาลมีคา พิพากษาหรือ
คำสัง่ ใหเ้ พิกถอนนติ ิกรรมอันเปน็ การฉ้อฉลน้ันแลว้

(๒) ทรัพย์สินของบุคคลอื่น คือ ทรัพย์สินที่คู่สมรสหรือบุตรผู้เยาว์ที่ชอบด้วย
กฎหมายของผู้คา้ งภาษอี ากรถอื กรรมสทิ ธิ์

(ก) ทรัพย์สินของคู่สมรส ได้แก่ สินสมรสและสินส่วนตัว ในกรณีหนี้ภาษี
อากรค้างนัน้ เปน็ หน้รี ว่ ม เชน่ หนี้ภาษีเงนิ ได้บคุ คลธรรมดาทสี่ ามแี ละภริยาตกลงย่นื รายการ
และเสียภาษีรวมกนั โดยใหถ้ ือเอาเงินได้พงึ ประเมนิ ของตนเปน็ เงินได้ของสามีหรือภริยาอีก
ฝ่ายหนึ่ง และเมื่อมีภาษีค้างชำระให้สามีและภริยาต้องร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้าง
ชำระนั้น ตามมาตรา ๕๗ ฉ แห่งประมวลรษั ฎากร

แต่ถ้าหนี้ภาษีอากรค้างนั้นเป็นหนี้ส่วนตัวของผู้ค้างภาษีอากร เช่น
ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรืออากรแสตมป์ เจ้าพนักงานจะทำ
การยึดสินส่วนตัวของคู่สมรสไม่ได้ คงยึดได้แต่เฉพาะสินสมรสในส่วนของผู้ค้างภาษีอากร
เทา่ นัน้

(ข) ทรัพย์สินของบุตรผู้เยาว์ ซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของ ผู้ค้าง
ภาษีอากร เช่น กรณีมีพฤติกรรมหรือการกระทำ ใด ๆ อันแสดงให้ปรากฏว่า ผู้ค้างภาษี
อากรได้เอาทรัพย์สินใส่ชื่อบุตรผู้เยาว์เป็นเจ้าของ โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงจากการถูกยึด
ทรัพย์สินดังกล่าว อันเป็นการทานิติกรรมอา พราง ย่อมถือว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นยงั
เปน็ ของผู้คา้ งภาษีอากรอยู่

(ค) ทรพั ย์สนิ อันอาจบงั คับเอาชำระหน้ีได้ เชน่ เคร่ืองประดบั อันมีค่าที่ผู้ค้าง
ภาษีอากรซ้อื ใหแ้ ก่บตุ รผเู้ ยาว์ของตน เปน็ ตน้ ๓๗

๒.๒ ทรัพย์สนิ ทไ่ี มอ่ ยู่ในบงั คบั แห่งการยึด

๓๗ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการยึดทรัพย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รัษฎากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๗

๑๐๘

สำหรบั ทรัพย์สนิ ที่ไม่อยู่ในบังคับแห่งการยึด ไดแ้ ก่ ทรพั ยส์ ินหรือสิทธิเรียกร้อง
อันจาเป็นเพื่อการดารงชีพหรือการประกอบวิชาชีพอันเป็นการเฉพาะตัวของผู้ค้างภาษี
อากรกรมสรรพากรไม่อาจทำการยึดเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากรได้
กลา่ วคอื

(๑) ทรพั ย์สนิ ทีร่ ะบไุ ว้ดงั ตอ่ ไปน้ี
(ก) เครื่องนุ่งห่มหลับนอน หรือเครื่องใช้ในครัวเรือน โดยประมาณรวมกัน

ราคาไม่เกนิ หา้ พันบาท
ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรจะกำหนดทรัพย์สินดังกล่าวที่ราคาเกินห้าพัน

บาท ให้เป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องอยู่ในบังคับแห่งการยึดก็ได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความจำเป็น
ตามฐานะของผคู้ า้ งภาษีอากร

(ข) เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพหรือประกอบวิชาชีพ
โดยประมาณรวมกันราคาไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท แต่ถ้าผู้ค้างภาษีอากรมีคำขอโดยทำเป็นคำ
ร้องต่ออธิบดีขออนุญาตยึดหน่วงและใช้เครื่องมือหรือเครื่องใช้อันจำเป็นเพื่อดำเนินการ
เล้ยี งชพี หรอื ประกอบวิชาชีพอันมีราคาเกนิ กว่าจำนวนราคาดังกล่าวแล้ว ให้อธิบดีมีอำนาจ
ท่ีจะใชด้ ุลพินิจอนญุ าตหรือไมอ่ นญุ าตภายในบังคับแห่งเงื่อนไขตามท่ีเห็นสมควร

(ค) วัตถุ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ท่ีจำเป็นต้องใช้ทำหน้าที่แทน หรือช่วย
อวัยวะของผูค้ ้างภาษอี ากร

(ง) ทรัพย์สินอย่างใดที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายย่อมไม่
อยู่ในความรับผดิ แห่งการบังคับคดี

(จ) ทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรที่ยึดหรืออายัดได้ แต่นาออกขาย
ทอดตลาดไม่ได้ได้แก่ ทรัพย์สินอันมีลักษณะเป็นของส่วนตัวโดยแท้ เช่น หนังสือสำหรับ
วงศ์ตระกูล โดยเฉพาะจดหมายหรือสมุดบญั ชีต่าง ๆ นั้น อาจยดึ มาตรวจดูเพอ่ื ประโยชน์ได้
ถ้าจำเปน็ แต่หา้ มนา ออกขายทอดตลาด เปน็ ต้น

(๒) สิทธิเรียกร้องเป็นเงินของผู้ค้างภาษีอากร ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่ง
กฎหมายอน่ื ได้แก่

(ก) เบี้ยเลี้ยงชีพซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ และเงินรายได้เป็นคราว ๆ อัน
บุคคลภายนอกได้ยกให้เพื่อเลี้ยงชีพเป็นจำนวนตามที่อธิบดีเห็นสมควร ไม่น้อยกว่าอัตรา

๑๐๙

เงินเดือนขั้นต่ำ สุดของข้าราชการพลเรือนในขณะนั้น ทั้งน้ี โดยคำนึงถึงฐานะในทาง
ครอบครัวของผู้ค้างภาษีอากรและจำนวนบุพการีและผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะ
ของผคู้ ้างภาษีอากรด้วย

(ข) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ และเบี้ยหวัดของข้าราชการหรือ
ลูกจ้างของรฐั บาล และเงนิ สงเคราะหห์ รือบำนาญที่รฐั ไดจ้ ่ายใหแ้ ก่ผู้ค้างภาษีอากรในฐานะ
เปน็ คสู่ มรสหรือญาติทยี่ ังมีชวี ติ ของบุคคลเหลา่ นน้ั

(ค) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นใน
ลกั ษณะเดียวกนั ของพนักงาน ลกู จา้ ง หรอื คนงาน นอกจากที่กล่าวไว้ใน (ข) ท่ีนายจ้างจ่าย
ใหแ้ กผ่ ู้ค้างภาษอี ากรในฐานะท่ีตนเป็นบุคคลเหล่าน้ัน หรือค่สู มรส หรอื ญาติที่ยังมีชีวิตของ
บคุ คลเหล่านน้ั เป็นจำนวนตามที่อธบิ ดเี หน็ สมควร ไม่นอ้ ยกวา่ อัตราเงนิ เดือนขั้นต่ำ สุดของ
ขา้ ราชการพลเรอื นในขณะนั้น ทั้งนี้ โดยคำนึงถงึ ฐานะในทางครอบครวั ของผูค้ ้างภาษีอากร
และจำนวนบพุ การแี ละผูส้ บื สนั ดานซึง่ อยใู่ นความอปุ การะของผู้ค้างภาษีอากรดว้ ย

(ง) เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ผู้ค้างภาษีอากรได้รับอันเนื่องมาแต่ความตาย
ของบุคคลอืน่ เป็นจำนวนตามทจี่ ำเป็นในการดำเนินการฌาปนกจิ ศพตามฐานะของผู้ตายที่
อธบิ ดเี หน็ สมควร

(๓) ทรัพย์สินของกสิกร ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการยึดทรัพย์สินของกสิกร
พ.ศ. ๒๔๗๕ ไดแ้ ก่

(ก) พืชผลที่ยังไม่ถงึ เวลาเกบ็ เกี่ยว
(ข) พืชพนั ธ์ุทใี่ ชใ้ นปี ต่อไปตามประมาณอนั สมควร โดยเทยี บเคียงกับเนื้อท่ี
ทก่ี สกิ รได้ทา ในปีทล่ี ่วงมาแลว้
(ค) พืชผลท่ีเก็บไว้สำหรบั เลยี้ งตัวและครอบครัวตามฐานานุรูปสำหรบั ปหี น่ึง
(ง) สัตว์ และเครื่องมือประกอบอาชีพที่มีไว้พอควรแก่การดำเนินอาชีพ
ต่อไป๓๘
๓. วธิ กี ารยดึ ทรัพยส์ นิ

๓๘ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการยึดทรัพย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รษั ฎากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๘

๑๑๐

เมื่อได้ดาเนินการสืบหาทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรตามที่กล่าวมาแล้ว ใน
หวั ขอ้ ที่

๓.๑.๓ ภายในกำหนดเวลา ๓๐ วัน นบั แตว่ นั ท่สี อบสวนทรัพยส์ ินเสร็จ หาก
พบทรัพย์สินที่อาจทำการยึดได้ ให้เจ้าพนักงานทำรายงานเสนอผู้มีอำนาจตามมาตรา ๑๒
แหง่ ประมวลรัษฎากร เพือ่ ส่ังยึดทรพั ย์สนิ ของผู้คา้ งภาษีอากรหรือบคุ คลอนื่ ทเี่ ก่ียวข้อง โดย
ใหป้ ฏิบตั ดิ ังตอ่ ไปนี้๓๙

(๑) ให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่
แล้วแต่กรณีรายงานขออนุมัติยึดทรัพย์สินพร้อมทั้งส่งรายงานแสดงการเร่งรัดภาษีอากร
ค้าง (แบบ ภ.ส.๑๖) หลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับการเร่งรัดภาษีอากรค้าง คำสั่งยึดทรัพย์สิน
(แบบ ภ.ส.๑๗) และประกาศยึดทรัพย์สิน (แบบ ภ.ส.๑๘) ตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รัษฎากร๔๐ไปยังผู้มีอำนาจออกคำสั่งยึดทรัพย์สิน เมื่อได้ลงนามในคำสั่งยึดทรัพย์สินและ
ประกาศยึดทรัพย์สินแล้ว ให้ส่งเรื่องคืนให้แก่หน่วยงานที่ขออนุมัติยึดทรัพย์สินเพื่อ
ดำเนนิ การตอ่ ไป ทง้ั น้ี ผู้มีอำนาจออกคำสั่งยดึ ทรัพย์สินจะเปน็ ผู้กำหนดตวั เจา้ พนักงานผู้ไป
ยึดทรพั ยส์ นิ

(๒) ก่อนออกไปทำการยดึ ทรัพยส์ ิน ใหเ้ จา้ พนกั งานผ้ไู ปทำการยดึ ตรวจสอบ
และทาความเข้าใจให้แน่ชัดว่าจะต้องยึดทรัพย์สินอะไรบ้าง ของใคร และจำนวนราคา
ทรัพย์สิน ที่จะยึดได้ตามกฎหมายมีประมาณเท่าใด โดยให้ไปทำการยึดทรัพย์สินตามวัน -
เวลาท่ีได้นัดหมาย พร้อมกับให้นา คำสั่งยึดทรัพย์สินและเครื่องมือสำหรับการยึดทรัพยส์ ิน
ตดิ ตัวไปดว้ ย เชน่ ครั่ง และตราตคี รั่ง เป็นตน้

(๓) ให้เจ้าพนักงานกระทำการยึดทรัพย์สินในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและ
พระอาทิตย์ตกในวันทำการปกติ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินโดยได้รับอนุญาตจากผู้มี

๓๙ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการยึดทรัพย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รษั ฎากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๑๐

๔๐ ๔๓ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการยึดทรัพย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่ง
ประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๖ กำหนดวา่ คา สง่ั และประกาศยึดทรัพย์สินให้ใชต้ ามแบบ ภ.ส.๑๗
และ ภ.ส.๑๘ ทอ่ี ธิบดกี ำหนด

๑๑๑

อำนาจออกคำสั่งยึดทรัพย์สินก็ให้กระทำ ได้ แต่ทั้งนี้ก่อนที่จะกระทำการยึดทรัพย์สิน ให้
เจ้าพนักงานแสดงคำสั่งยึดทรัพย์สินต่อผู้ค้างภาษีอากรหรือบุคคลที่ระบุไว้ในคำสั่งยึด
ทรัพย์สินนั้น ถ้าไม่ปรากฏตัวบุคคลดังกล่าวให้แสดงต่อบุคคลที่อยู่ในสถานที่นั้น ถ้ามีผู้
ขัดขวาง ให้เจ้าพนักงานชี้แจงว่ากล่าวแต่โดยดีก่อน ถ้าผู้นั้นยังคงขัดขวางอยู่อีก ให้เจ้า
พนักงานขอความช่วยเหลอื จากเจ้าพนักงานตำรวจเพ่ือดำเนินการยึดทรัพยส์ นิ จนได้

(๔) ในการยึดทรัพยส์ ินของผู้ค้างภาษีอากร ใหแ้ ต่เพยี งประมาณราคาที่ควร
จะขายทอดตลาดได้พอชำระหน้ีตามคำสัง่ ยดึ ทรัพยส์ ิน พร้อมทั้งค่าภาษีอากรตามประมวล
รัษฎากรค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการยึดทรัพย์สินและขายทอดตลาดกับเงินภาษีอากร
ค้างเท่านั้น แต่ถ้าผู้ค้างภาษีอากรมีทรัพย์สินซึ่งมีราคามากกว่าจำนวนเงินภาษีอากรค้าง
และไมอ่ าจแบ่งยึด โดยมใิ หท้ รัพยส์ ินนน้ั เสื่อมราคา ทัง้ ทรัพย์สินอืน่ ท่จี ะยึดให้พอคุ้มจำนวน
ภาษอี ากรค้างไมป่ รากฏด้วยแลว้ ให้ยึดทรัพย์สินท่ีว่าน้นั ออกขายทอดตลาด

สำหรับการประมาณราคาทรัพย์สินที่จะทำการยึดให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์
ดังนี้

(ก) ทรพั ยส์ ินประเภททดี่ นิ
- ราคาซื้อขายกันในทอ้ งตลาด โดยคำนึงถึงสภาพแหง่ ท่นี ้นั วา่ เป็นท่ีอะไร หรอื มี
ประโยชนร์ ายไดม้ ากน้อยเพยี งใด
- ราคาที่ดินตำบลนั้น หรือตำบลใกล้เคียงซึ่งเจ้าพนักงานเคยขายทอดตลาดไป
แล้ว
- ราคาซื้อขาย หรือจำนอง หรือขายฝากครั้งสุดท้ายของที่ดินที่ยึดและที่ดิน
ข้างเคียง
- ราคาประเมินที่ใช้เป็นทุนทรัพย์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามประมวล
กฎหมายท่ดี ิน
(ข) ทรพั ยส์ นิ ประเภทอน่ื นอกจากทด่ี นิ
- ราคาซื้อขายในทอ้ งตลาดตามสภาพความเก่าใหม่ของทรัพย์สิน
- กรณีทรัพย์สินท่มี กี ารจำนำ หรือจำนอง ให้ประมาณราคาตามราคาประเมินที่
ใช้เป็นทุนทรัพย์ หรือราคาซื้อขายในท้องตลาด แล้วแต่กรณี โดยให้หมายเหตุไว้ด้วยว่า

๑๑๒

จำนำ หรอื จำนองเมื่อใด ต้นเงนิ เท่าใด เพอื่ ประกอบดุลพินิจในการขายทอดตลาดทรัพย์สิน
นน้ั

นอกจากน้ี เจ้าพนักงานมีอำนาจเท่าที่มีความจำเป็นเพื่อที่จะค้นสถานที่ใด ๆ
อันเป็นของผู้ค้างภาษีอากร หรือที่ผู้ค้างภาษีอากรได้ครอบครองอยู่ เช่น บ้านที่อยู่
คลังสินค้า โรงงานและร้านค้าขาย อีกทั้งมีอำนาจที่จะยึดและตรวจสมุดบัญชีหรือ
แผ่นกระดาษ และกระทำการใด ๆตามสมควร หรือเพื่อเปิดสถานที่หรือบ้านที่อยู่หรือ
โรงเรือนดังกล่าวแลว้ รวมทั้งตูน้ ิรภัย ตู้ หรือทีเ่ ก็บของอื่น ๆ แลว้ รายงานให้ผู้มีอำนาจออก
คำสง่ั ยดึ ทรพั ย์สนิ ทราบ

(๕) เมื่อกระทำการยึดทรัพย์สินเสร็จแล้ว ให้เจ้าพนักงานปิดประกาศยึด
ทรัพย์สินไว้ ณ สถานที่ยึดโดยเปิดเผย และให้ทำรายงานและบัญชีทรัพย์สินที่ยึดเสนอผู้มี
อำนาจออกคำสั่งยึดทรัพย์สิน แต่ก่อนทำการยึดทรัพย์สินให้เจ้าพนักงานจะแจ้งการอายัด
ไปยังพนักงานผูร้ ับจดทะเบยี นสทิ ธิและนติ ิกรรมใหง้ ดการทา นติ ิกรรมเก่ยี วกบั ทรัพย์สินนั้น
ด้วยกไ็ ด้

เจ้าพนักงานต้องแสดงให้เห็นประจกั ษ์แจ้งตามวิธกี ารทีเ่ หน็ สมควรว่า ได้มีการ
ยึดทรัพย์สนิ แลว้ และใหแ้ จ้งการยดึ น้นั ไปยงั เจ้าพนักงานผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
หรือกรมเจ้าท่า หรือหัวหน้าเขต หรือนายทะเบียนแห่งทรัพย์สิน เพื่อทราบและดาเนนิ การ
ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนให้แจ้งการยึดให้ผู้ค้างภาษีอากรทราบ หากทรัพย์สินที่ยึดมี
บุคคลอื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธ์ิร่วม ให้แจ้งการยึดให้ผู้ถือกรรมสิทธ์ิร่วมทราบด้วย แต่ถ้าไม่
สามารถกระทำ ได้ให้ปิดประกาศแจ้งการยึดไว้ ณ สถานที่ที่ยึด ที่ว่าการอำเภอ หรือ
สำนักงานสรรพากรพื้นท่ี หรอื กรมสรรพากรและท่ีจำหน่ายทรัพย์สิน หรือประกาศแจ้งการ
ยึดทรพั ยส์ นิ ทางหนงั สือพมิ พ์รายวันไมน่ อ้ ยกวา่ ๗ วนั แลว้ แต่กรณี

ในการยดึ ทรพั ยส์ ินให้ยดึ เฉพาะสว่ นของผู้ค้างภาษีอากรเท่านั้น แต่ถ้าทรัพย์สิน
ที่จะทำการยึดมีบุคคลอื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย และไม่ปรากฏว่าส่วนใดเป็นของผู้ค้าง
ภาษอี ากรให้ยึดทรัพยส์ ินมาทัง้ หมด เพ่ือขายทอดตลาดนำเงินมาชำระภาษีอากรค้าง แต่ไม่
ตัดสิทธิบุคคลภายนอกที่จะร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานได้ยึดไว้ ตาม
ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ ทั้งนี้สิทธิของบุคคลภายนอกนั้น

๑๑๓

กฎหมายจะใหค้ วามคุ้มครองเพยี งใดก็ต้องแลว้ แต่ลกั ษณะของสิทธขิ องบคุ คลนั้น ๆ ด้วย๔๑
กลา่ วคือ ในกรณที ่ยี งั มิไดต้ กลงแบ่งแยกการครอบครองท่ีดนิ เป็นสัดสว่ น เจ้าของกรรมสิทธิ์
รวมอาจร้องขอกันส่วนในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดท่ีดินที่ยึดไว้ แต่ถ้าได้มีการตกลง
แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นสัดส่วนแล้ว เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอาจร้องขอกันส่วน
ที่ดนิ ในส่วนท่ตี นครอบครองกอ่ นขายทอดตลาดได้๔๒

การแบ่งแยกการครอบครองทรัพย์สินนั้น หากเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม
ในทรัพย์สินเป็นเพียงการตกลงภายในระหว่างกันเองว่าให้มีการแบ่งสัดส่วนกันอย่างไร
หาได้มีการแบ่งแยกการครอบครองอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนแล้ว แม้จะมีบันทึกข้อตกลง
แบง่ สัดส่วนของเจ้าของรวมทุกคนไว้ดว้ ย การกระทำ ดงั กลา่ วถือเปน็ เพียงการได้มาโดยนิติ
กรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เม่ือมิได้ทาเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อม
ไม่บริบูรณ์ และไม่อาจใช้ยันบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาได้ ตามประมวลกฎหมาย
แพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคแรก จงึ ต้องถือว่าเจ้าของรวมแต่ละคนไดค้ รอบครอง
ทรัพย์สินนั้นทุกส่วนร่วมกัน หาใช่เป็นกรณีที่มี การแบ่งแยกการครอบครองอย่างเป็น
สัดส่วนไม่ เจ้าของกรรมสิทธ์ิรวมจึงไม่อาจร้องขอกันส่วนท่ีดินในสว่ นที่ตนครอบครองก่อน
ขายทอดตลาดได้ คงมีสิทธิเพียงขอกันส่วนในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดไว้
เทา่ น้นั ๔๓๔๖

(๖) เมอื่ เจา้ พนกั งานบงั คบั คดไี ด้ยดึ ทรัพย์สนิ อยา่ งใดของผู้ค้างภาษีอากรไว้แทน
เจ้าหนี้ตามคา พิพากษาแล้ว ห้ามไม่ให้เจ้าพนักงานยึดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก แต่ให้ยื่น คำขอ
โดยทา เป็นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบงั คับคดีใหย้ ึดหรืออายัดทรพั ย์สินนนั้ ตามแบบท่ีศาล
กำหนด เพื่อขอเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สิน ก่อนส้ิน

๔๑ วิเชียร ดเิ รกอดุ มศกั ดิ์, กฎหมาย ว.ิ แพ่งพสิ ดาร เลม่ ๓, (Jurisprudence Group), หนา้
๒๕๑.

๔๒คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๘๘๓/๒๕๒๘, คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๓๑๓๙/๒๕๓๗, คำ
พิพากษาศาลฎีกาท๒ี่ ๔๕๑/๒๕๔๘ และคำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๒๔๓๗/๒๕๓๘

๔๓ คำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๖๗๕/๒๕๔๖ และคำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๓๘๓๒/๒๕๓๐

๑๑๔

ระยะเวลาสิบสี่วนั นับแต่วันทีม่ ีการขายทอดตลาดหรอื จำหน่ายทรัพย์สินนัน้ หรือนับแต่วนั
ยึด แล้วแต่กรณี๔๔

การที่เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรได้ยึดไว้ก่อนตามมาตรา ๑๒ แห่ง
ประมวลรัษฎากร มิใช่เป็นการยึดของเจ้าหนี้ตามคา พิพากษา และไม่ทำให้ทรัพย์ที่ยึด
กลายเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน กรรมสิทธ์ิในทรัพย์ที่ยึดยังเป็นของผู้ค้างภาษีอากรต่อไป
จนกว่าจะได้มีการขายทอดตลาด จึงไม่ห้ามเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะทำการยึดทรัพย์สิน
นั้นซ้ำ อีก ทั้งนี้เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ ท่ีกำหนด
ห้ามมิให้ยึดซ้ำ นั้นจะต้องเป็นการยึดทรัพย์ซ้ำ กันในระหว่างเจ้าหนี้ตามคา พิพากษา
ด้วยกันในทรัพย์รายเดียวกันของลูกหนี้ตามคา พิพากษาส่วนบทบัญญัติตามมาตรา ๑๒
แห่งประมวลรัษฎากร เป็นแต่เพียงให้อำนาจพิเศษแก่อธิบดีกรมสรรพากรที่จะสั่งยึดหรือ
อายดั ทรพั ยส์ ินของผคู้ า้ งภาษีอากรเพื่อขายทอดตลาดได้ โดยไม่ต้องฟ้องศาลเท่านนั้ ๔๕

๔. วิธีการส่งคำสั่งยึดทรัพยแ์ ละประกาศยึดทรัพยส์ นิ
การส่งคำสั่งและประกาศยึดทรัพย์สิน ตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วย การ
ยึดทรัพย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้กำหนดวิธีการ
ส่งไว้อันมีลักษณะคล้ายกับการส่งหมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากร หรือหนังสืออื่น
ใด ตามนัยมาตรา ๘ แหง่ ประมวลรัษฎากร โดยใหเ้ จา้ พนกั งานปฏิบตั ดิ ังต่อไปนี้
(๑) ให้ส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้ค้างภาษีอากรหรือผู้รับ ใน
ระหวา่ งเวลาพระอาทติ ย์ขน้ึ และพระอาทิตย์ตกในวันทำการปกติการส่งคำส่ังยึดทรัพย์หรือ
ประกาศยดึ ทรัพยส์ นิ ท่ีอน่ื นอกจากสถานท่ดี งั กลา่ ว ให้ใชไ้ ด้ต่อเม่ือ
(ก) ผคู้ า้ งภาษอี ากรหรอื ผูร้ ับยอมรบั คำสง่ั หรือประกาศยึดทรัพยส์ ิน น้ันไว้ หรอื
(ข) การส่งคำสั่งหรือประกาศยึดทรัพย์สินได้กระทำ ในสำนักงานสรรพากร
พื้นที่ หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ แล้วแต่
กรณี

๔๔ ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐
๔๕ คา พพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๑๐๙๔/๒๕๑๐

๑๑๕

(๒) ถ้าไม่พบผู้ค้างภาษอี ากรหรือบุคคลทีร่ ะบุไว้ในคำสั่งหรือประกาศยึดทรัพย์
ณ ภูมิลำเนา หรือสำนักทำการงานของบุคคลนั้น ๆ ให้ส่งแก่บุคคลใด ๆ ที่มีอายุเกินยี่สิบปี
ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือน หรือสำนักทำการงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้ค้างภาษีอากร
หรือบุคคลที่ระบไุ ว้ ในคำสั่งหรือประกาศยึดทรพั ยส์ ิน ในเม่อื บคุ คลน้นั เตม็ ใจรบั ไวแ้ ทน

(๓) ถ้าผู้ค้างภาษีอากรหรือบุคคลที่ระบุไว้ในคำสั่งหรือประกาศยึดทรัพย์สิน
ปฏิเสธไม่ยอมรับไว้ โดยปราศจากเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมาย ให้เจ้าพนักงานผู้ส่งคำสั่ง
หรอื ประกาศยึดทรัพยส์ นิ ขอให้พนักงานเจ้าหนา้ ที่ฝ่ายปกครองท่ีมีอำนาจ หรอื เจ้าพนักงาน
ตำวจไปด้วยเพื่อเป็นพยาน ถ้าผู้นั้นยังปฏิเสธไม่ยอมรับก็ให้วางคำสั่งหรือประกาศยึด
ทรัพยส์ นิ ไว้ ณ ทนี่ น้ั ต่อหนา้ เจา้ หน้าท่ีดงั กลา่ ว

(๔) ในกรณที ่ผี มู้ ีอำนาจออกคำส่ังหรือประกาศยึดทรัพยส์ ินส่ังให้สง่ โดยวิธีใด ๆ
แล้วก็ใหป้ ฏบิ ัตติ ามคำสงั่ นั้น เชน่ ใหจ้ ัดการส่งถงึ ผคู้ า้ งภาษีอากรหรือบคุ คลทรี่ ะบุไวใ้ นคำส่ัง
หรือประกาศยดึ ทรัพย์สินโดยทางไปรษณียล์ งทะเบียนตอบรับ หรือโดยวิธีปิด ณ ภูมิลำเนา
หรือสำนักทำการงานที่ระบุไว้ในคำสั่งหรือประกาศยึดทรัพย์สินนั้นในที่เปิดเผยให้เห็นได้
โดยงา่ ย หรอื โดยวิธีอน่ื ใด แล้วแต่กรณี๔๖

๕. การคัดค้านการยดึ ทรัพย์สิน
เมื่อกรมสรรพากรได้ทำการยึดทรัพย์สินไว้แล้วตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รษั ฎากรและก่อนท่ีได้เอาทรัพยส์ ินทีย่ ึดออกขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวธิ อี ่ืน ๆ หากมี
บุคคลใดกล่าวอ้างว่าผู้ค้างภาษีอากรไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานได้ ทำการยึดไว้
บุคคลนั้นอาจยื่น คำร้องคัดค้านการยึดทรัพย์สินต่อผู้มีอำนาจออกคำสั่งหรือประกาศยึด
ทรพั ยส์ ินเพ่ือขอให้มีคำส่ังปล่อยทรัพยส์ ินทยี่ ึดน้ัน เม่อื เจ้าพนักงานได้รับคำร้องขอดังกล่าว
ก็ให้งดการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินไว้ในระหว่างรอคา วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป๔๗
เว้นแต่

๔๖ ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการยึดทรัพย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รษั ฎากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๑๑

๔๗ การคัดค้านการยึดทรัพย์สินมีลักษณะเช่นเดียวกับการร้องขัดทรัพย์ ตามประมวล
กฎหมายวิธพี จิ ารณาความแพง่ มาตรา ๒๘๘

๑๑๖

(๑) หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูล และเป็นคำร้องที่
ยื่น เข้ามาเพื่อประวิงใหช้ ักช้า ผู้มีอำนาจออกคำส่ังหรือประกาศยดึ ทรัพยส์ ินมีอำนาจสั่งให้
ผู้ร้องวางเงินตามจำนวนเงินที่เห็นสมควรภายในเวลาท่ีกำหนด เพื่อเป็นประกันความ
เสียหายใด ๆ ท่อี าจไดร้ ับเน่อื งจากสาเหตุที่เนิ่นชา้ ในการขายทอดตลาดอนั เกิดแต่การยื่นคำ
ร้องขอนั้น ถ้าผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเช่นว่านั้น ให้ยกคำร้องนั้นเสีย และมีคำสั่งให้เจ้า
พนักงานดำเนนิ การต่อไป

(๒) ถ้าทรัพย์สินที่พิพาทนั้นเป็นสังหาริมทรัพย์และมีพยานหลักฐานเบื้องต้น
แสดงว่าคำร้องขอนั้นไม่มีเหตุอันควรฟัง หรือเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เก็บไว้นานไม่ได้ ผู้มี
อำนาจออกคำสั่งหรือประกาศยึดทรัพย์สินมีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานงานขายทอดตลาด
ทรัพย์สนิ ท่ยี ดึ น้นั โดยไม่ชกั ช้า๔๘

๕.๖ สรปุ

กรมสรรพากรเป็นหน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ
กระทรวงการคลัง โดยจัดตั้งขึ้นมาเพื่อจัดเก็บภาษีอากรมาใช้ในการพัฒนาประเทศรวมถึง
บริการสาธารณะต่างๆ เพื่อ ก่อใหเ้ กิดประโยชน์แก่ประชาชนท้ังประเทศ การจัดเก็บภาษีท่ี
อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมสรรพากรได้แก่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้
นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ และอื่น ซึ่งรัฐมีความจำเป็นที่
จะต้องหารายได้เพื่อใช้เป็นเงินงบประมาณสำหรับการ บริหารจัดการและพัฒนาประเทศ
รวมถึงสนองความต้องการของประชาชนภายในประเทศเช่น การสาธารณปู โภค สวัสดิการ
สังคม การศึกษาการรักษาพยาบาลเป็นต้น โดยที่แหล่งรายได้สำคัญของรัฐ ได้แก่
ภาษีอากรเงินกู้กำไรจากรัฐวสิ าหกิจค่าธรรมเนียมต่างๆ และส่วนใหญ่รายไดข้องรัฐมาจาก
การจัดเก็บภาษีอากรมากที่สุด ดังนั้นภาษีอากรจึงเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐ
นอกจากนี้ภาษีอากรยังเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโต
อย่างมั่นคงการที่ประชาชน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐโดยที่ประชาชนไม่ได้รับสิ่งตอบ

๔๘ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการยึดทรัพย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวล
รษั ฎากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ขอ้ ๑๒

๑๑๗

แทนแต่อย่างใดโดยตรงจากรัฐจึงทำให้ประชาชนมคี วามรู้สึกว่าไม่อยากเสียภาษีเพราะการ
เสียภาษีเป็นค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองไม่คุ้มค่ารัฐ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจบังคับจัด
เก็บภาษีอากรจากประชาชน แม้จะกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพในทางทรัพย์สินหรือประโยชน์
สว่ นไดเ้ สยี ของประชาชนกต็ าม และเมอื่ ใดทร่ี ัฐมี งบประมาณรายจา่ ยแผน่ ดินสงู มากขึน้ รัฐ
ก็ยง่ิ มีความจา เป็นท่ีจะต้องจัดเก็บภาษจี ากประชาชนมาก ยง่ิ ขนึ้ ตามไปด้วย ฉะนั้น เพื่อให้
การจดั เก็บภาษมี ปี ระสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รฐั จึงต้องหามาตรการ บงั คับจัดเก็บภาษเี ช่น การ
ออกกฎหมายเกีย่ วกบั การจดั เก็บภาษอี ากร เป็นต้น ประเทศไทยปัจจุบนั มกี ารตรากฎหมาย
เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากรเรียกว่า “ประมวลรัษฎากร” ซึ่งกำหนดวิธีการจัดเก็บภาษี
อากรประเภทตา่ งๆ รวมถึงวิธกี ารบังคบั จัดเกบ็ ภาษอี ากร กรณีผู้มหี นา้ ท่เี สียภาษีอากรไม่
เสียภาษีอากรหรือเสียภาษีอากรไม่ครบถ้วนเรียกว่า “ผู้ค้างภาษีอากร” ซึ่งประมวล
รัษฎากรมาตรา ๑๒ กำหนดวิธีการบังคับชำระภาษีอากรไว้ โดยกำหนดให้อธิบดี
กรมสรรพากรเปน็ ผู้มีอำนาจออกคำส่ังยดึ หรืออายัดและขายทอดตลาด ทรัพย์สินของผู้ค้าง
ภาษีอากรได้ทัน ทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมทางศาล เป็นการใช้ ๒ อำนาจรัฐ
ฝ่ายบริหารบังคับ เอากับทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรให้มีความ
สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการอำนวยประโยชน์ในภาคปฏิบัติหน้าที่ให้กับ
เจ้าหน้าที่ของรัฐได้เป็นอย่างมากกระบวนการสืบหาและรวบรวมทรัพย์สินของผู้ค้างภาษี
อากรเพื่อนำมาชำระภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากรนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับหนี้
สามัญทั่วไป กล่าวคือ กรมสรรพากรเจ้าหนี้ต้องสืบหาและรวบรวมบังคับเอากับทรัพย์สิน
ของผู้ค้างภาษีอากรตามวิธีการท่ี บัญญัติไว้ในกฎหมาย ได้แก่ การยึด อายัด และขาย
ทอดตลาดทรัพยส์ นิ ของผู้เสียภาษีอากรรวมถงึ การใชส้ ิทธิตามกฎหมายต่างๆ ดว้ ย

๑๑๓

บทท่ี ๖

การบริหารงานคลงั สาธารณะ

การบริหารการคลงั สาธารณะเปน็ เรื่องเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินหรอื
การบริหารงานของกระทรวง กรมต่างๆของรัฐบาลในเรื่องเกี่ยวกับรายได้กับรายจ่ายของ
ประเทศ รวมทั้งการงบประมาณแผ่นดินเป็นแผนงานทางการคลังของรัฐบาลจะกำหนด
รายละเอยี ดเก่ียวกบั แผนการหารายรบั และแผนการใชจ้ ่าย ซง่ึ รายละเอียดจะแสดงในบทน้ี

๖.๑ ความหมายของการบริหารงานคลัง

“งานคลังหรือการคลัง” ซึ่งตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “Finance” ถ้าใช้ใน
ความหมายของการบริหารงานคลังของรัฐบาลจะตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “Public
Finance Administration” ส่วนการบริหารงานคลังของเอกชนจะตรงกับคำใน
ภาษาอังกฤษว่า “Money Administration” หรือ “Finance” Otto Ecksteian๑ ได้ให้
ความหมายเกี่ยวกับการคลังของรัฐบาล หมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน
ภาษีอากร การใชจ้ ่ายของรัฐบาลและการก่อหน่ีสาธารณะ

Clifford L. James๒ ได้อธิบายเกี่ยวกับการคลังสาธารณะเป็นสาขาหนึ่งของ
เศรษฐศาสตร์ ซงึ่ ศกึ ษาเกี่ยวกับการแสวงหารายได้และการใชจ้ า่ ยเงินของรฐั บาล

พนู ศรี สงวนชพี ๓ ในภาษาไทยมีคำทเ่ี ก่ียวกบั งานคลังหรือการคลังอยู่หลายคำ
ด้วยกัน เช่น การบริหารงานคลังรัฐบาล การบริหารงานคลังสาธารณะ วิทยาการคลัง การ

๑ Otto Eckstein, Public Finance: Foundations of Modern Economics Series.

Englewood Cliffs, (N.J. : Prentice-Hall Inc, 1963), p.1.
๒ Clifford L. James, Principles of Economics, (New York : Barns& Noble, Inc.

1957), p.285.
๓ พูนศรี สงวนชีพ, การบริหารรัฐกิจเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งท่ี ๙. (กรุงเทพมหานคร :

สำนักพิมพ์มหาวิทยาลยั รามคำแหง, ๒๕๕๒), หนา้ ๒๖๐.

๑๑๔

บริหารการเงิน ถ้าใช้คำว่าการบริหารงานคลังรัฐบาล การบริหารงานคลังสาธารณะ และ
วทิ ยาการคลัง จะหมายถึง การใชจ้ ่าย การหารายได้ และการกอ่ หน้ีของรฐั บาล แต่ถ้าใช้คำ
ว่า การบริหารการเงิน จะหมายถึง การหารายได้ การใช้จ่าย และการกู้เงินของธรุ กิจเอกชน

ขอบเขตของการศึกษาวิชาการบริหารงานคลังสาธารณะ (Public Finance
Administration) มี ๔ ประการ ดังนี้

๑. ศึกษาบทบาทหน้าที่และการบริหารการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินของ
รฐั

๒. ศึกษาอำนาจหน้าที่ในการหารายได้หรือการจัดหาทรัพยากรเพื่อรองรับ
บทบาทหนา้ ท่ขี องรฐั เชน่ การจดั เกบ็ ภาษีอากรและคา่ ธรรมเนียมต่าง ๆ

๓. ศกึ ษาการบรหิ ารหนี้สาธารณะของรัฐ
๔. ศึกษาการบริหาร การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง
ของรฐั ใหม้ คี วามเหมาะสมตามสถานการณ์
สรุป วิชาการบริหารงานคลังของรัฐบาล (Public Finance Administration)
กค็ อื การศกึ ษาในทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกบั กิจกรรมของรฐั ตลอดจนทางเลอื กในด้านการ
คลังและการใช้จ่าย ซึ่งวิธีการบริหารงานคลังนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือวิชา
รัฐศาสตรเ์ ปน็ อยา่ งมาก
สาเหตุท่ีตอ้ งเรียนวิชาการบริหารงานคลังในสาขาการบริหารรัฐกิจ มดี งั น้ี
๑. การบรหิ ารงานคลงั ถือเปน็ กิจกรรมท่ีสำคัญของภาครฐั
๒. การบริหารงานคลงั ถือเปน็ ทางเลอื กในการตัดสินใจของรัฐ
๓. การบรหิ ารงานคลงั ถูกบรรจไุ วใ้ นวชิ าการบริหารรฐั กจิ
๔. การเมืองและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความเกี่ยวข้องกันอย่างเลี่ยง
ไมไ่ ด้
ประวตั ิความเป็นมาของวิชาเศรษฐศาสตร์
วิชาเศรษฐศาสตร์ (Economic) เดิมเป็นส่วนหนึ่งขององค์ความรู้ด้านปรัชญา
การเมืองที่เรียกว่า “เศรษฐศาสตร์การเมือง” (Political Economy) จนกระทั่งปลาย

๑๑๕

คริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ จึงสามารถพัฒนาองค์ความรู้ไปเป็น “เศรษฐศาสตร์บริสุทธ์ิ” (Pure
Economics) ซ่ึงเปน็ แนวคิดทไี่ ด้รับการยอมรับอย่างกวา้ งขวางและแพร่หลายจนกลายเป็น
แนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Mainstream Economics) ที่มีอิทธิพลครอบงำ
การศกึ ษาหาความรใู้ นแวดวงเศรษฐศาสตร์ นับตงั้ แต่นั้นเปน็ ตน้ มา

เศรษฐศาสตรก์ ระแสหลกั แบง่ แนวการศึกษาออกเป็น ๒ ส่วน คอื เศรษฐศาสตร์
จุลภาค (Micro Economics) และเศรษฐศาสตรม์ หภาค (Macro Economics)

เศรษฐศาสตร์กระแสหลักประกอบด้วยสำนักคิดที่สำคัญ ๓ สำนัก คือ
เศรษฐศาสตร์คลาสสิก (Classical Economics) เศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิก (Neo –
Classical Economics) และเศรษฐศาสตรแ์ บบเคนส์ (Keynesian Economics)

หลกั การและแนวคิดของเศรษฐศาสตร์กระแสหลกั มลี ักษณะสำคัญดงั นี้
๑. ความต้องการของมนุษย์มีไม่จำกัด ในขณะที่ทรัพยากร เช่น ข้อมูลข่าวสาร
น้ันมีจำกดั และถือเป็นตน้ ทนุ ทสี่ ำคัญ
๒. มนุษย์จะตัดสินใจอย่างมีเหตุผลทางเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการเห็นแก่
ผลประโยชน์ส่วนตัว เช่น ถ้าเป็นผู้บริโภคก็จะเน้นการสร้างอรรถประโยชน์สูงสุดในทาง
เศรษฐกจิ แตถ่ า้ เป็นผผู้ ลติ ก็จะเน้นการสร้างอรรถประโยชน์สูงสดุ ในทางเศรษฐกจิ แตถ่ า้ เป็น
ผ้ผู ลิตกจ็ ะเนน้ ประสิทธภิ าพในการผลิตเป็นเปา้ หมายหลัก เพอ่ื ใหไ้ ดม้ าซงึ่ ผลกำไรสงู สุด
๓. ระบบตลาดและกลไกราคาหรอื กลไกตลาดเปน็ เครอ่ื งมือสำคัญในการ
จัดสรรทรพั ยากรและการกระจายผลผลติ
๔. จำกัดบทบาทของรัฐบาลในการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจเฉพาะส่วนที่
จำเปน็ เทา่ นั้น
๕. ให้ความสำคัญกบั การค้าแบบเสรแี ละการแข่งขันกันอย่างเต็มท่ี
ประวัติการบริหารงานคลังของตะวนั ตก
ในยุคกรีกโรมัน และอียิปต์ มีการแย่งชิงความเป็นใหญ่ด้วยการต่อสู้เพื่อให้
ได้มาซึ่งทรัพยากร ต่อมาในคริสต์ศตวรรษท่ี ๑๖ เป็นยุคศักดินาที่ประชาชนต้องให้
ทรัพย์สินสิ่งของแก่รัฐเพื่อแลกกับความปลอดภัย แล้วพอในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ก็เริ่มมี
การจัดระบบภาษีขึ้นมาโดยมีการจัดเก็บภาษีอากรจากการมีที่ดินของประชาชน หลังจาก

๑๑๖

นั้น ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ หนังสือ “The Wealth of Nation” (๑๗๗๖) ของ Adam
Smith กก็ ลายมาเป็นจุดเรมิ่ ของแนวคดิ การบรหิ ารงานคลงั สมยั ใหม่

๖.๒ ประวัติการบรหิ ารงานคลังของประเทศไทย

สมัยสุโขทัย
ในสมยั สุโขทยั เป็นราชธานีนนั้ รัฐใชว้ ิธีการระดมทรัพยากรโดยใช้ระบบส่วย
อากร ๔ ชนิด ได้แก่
๑. จังกอบ คือ ภาษชี นดิ หนึง่ เช่น ภาษีปากเรอื
๒. อากร คือ ค่าธรรมเนยี มท่ีรัฐเก็บจากสง่ิ ท่ีเกดิ จากธรรมชาติหรือสิ่งทส่ี รา้ งขนึ้
เชน่ อากรรังนกนางแอน่ อากรมหรสพ
๓. ส่วย คือ ของทีเ่ รยี กเกบ็ จากทอ้ งถิ่นพน้ื เมืองเพ่ือเป็นค่าภาคหลวง เชน่ เงิน
ช่วยเหลอื ราชการ
๔. ฤชา คือ เงินทดแทนการเกณฑ์แรงงานไพร่ที่ผู้ครอบครองไพร่ทดแทนให้
หลวง ในด้านรายจ่ายไม่ปรากฏว่ามีการใช้จ่ายมากนัก มีการขุดคลองและสร้างถนน แต่
ค่าใช้จา่ ยตา่ ง ๆ ก็คงเป็นรปู ทีว่ ่า วสั ดุสิ่งของจดั หามาเองเพราะมีอยู่อุดมสมบูรณ์ แรงงานก็
คงมกี ารรว่ มแรงกนั และมกี ารเกณฑร์ าษฎร
สมัยอยธุ ยา
ในสมัยอยุธยาตอนต้นมีการจัดระเบียบการปกครองส่วนกลางเป็นแบบ
“จตุสดมภ์” ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา ต่อมาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ได้ปรับปรุงระบบ
บรหิ ารขน้ึ มาใหมโ่ ดยแยกการบรหิ ารราชการออกเปน็ ฝา่ ยพลเรือนและฝา่ ยทหาร คอื ใหส้ มุ
หนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือน ส่วนสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหารและการ
ป้องกันประเทศ ดงั น้ันจึงกลา่ วได้ว่าการปรับปรงุ ระเบยี บการบรหิ ารราชการแผ่นดินเกิดข้ึน
ครงั้ แรกในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ
สมัยรัตนโกสินทร์
ในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อย่หู ัว (รัชกาลที่ ๓) ประเทศไทยมีความ
จำเปน็ ตอ้ งใชเ้ งินเพื่อการสงครามเป็นจำนวนมาก ดงั นนั้ จงึ มกี ารเสนอให้นำเอาระบบ “เจ้า
ภาษีนายอากร” มาใช้เปน็ ครงั้ แรก ซงึ่ เทยี บได้กับการใหส้ ัมปทานบรกิ ารสาธารณะ (Public

๑๑๗

Concession) ในปัจจุบัน กล่าวคือ จะมีการมอบให้เจ้าภาษีชักประโยชน์จากการทำ
กิจกรรมบางอย่างของประชาชน กล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือ ให้ราษฎรรับสัมปทานบริการ
จดั เกบ็ ภาษแี ทนรฐั นั่นเอง

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี ๔) ไทยถูกบังคับให้
ยอมรับสนธสิ ัญญาเบาริ่ง ซ่งึ สนธสิ ัญญาดังกลา่ วอนุญาตให้ไทยจดั เกบ็ ภาษขี าเข้าไดใ้ นอัตรา
ไม่เกนิ รอ้ ยละ ๓ เทา่ น้ัน ส่วนภาษขี าออกจะตกลงกนั เป็นเรอื่ ง ๆ ไป

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระพุทธเจ้าหลวงหรือ
รัชกาลท่ี ๕) ได้ทรงโปรดให้ตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ขึ้นมาในปี พ.ศ. ๒๔๑๖ ด้วยเหตุผล ๔
ประการ คอื

๑. เจา้ ภาษนี ายอากรมพี ฤตกิ รรมไมเ่ หมาะสม
๒. อำนาจในการจัดเกบ็ ภาษอี ากรอย่ใู นอตั ตวิสยั ของเจ้านายบางคน
๓. ระบบบญั ชขี องกรมพระยาคลังไมเ่ ป็นระบบระเบยี บ
๔. วิกฤตทางการเงินของแผน่ ดิน
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี ๖) ได้มีการจัดทำ
พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ซึ่งถือเป็นประตูไปสู่การจัดทำ
กฎหมายการใช้จา่ ยในแต่ละปี
ในปัจจบุ นั หนา้ ทีใ่ นทางเศรษฐกจิ ของรัฐตามหลกั สากล มี ๔ ประการ ดงั น้ี
๑. การจดั สรรทรัพยากรของสังคม (Allocation Function)
๒. การกระจายทรพั ยากรของสงั คม (Distribution Function)
๓. การรกั ษาเสถียรภาพทางเศรษฐกจิ (Stabilization Function)
๔. การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Promotion of Economic
Growth)
บทบาทในทางเศรษฐกจิ การบริหารงานคลงั ของรัฐบาล
๑. เนื่องจากทรัพยากรของชาติมีจำกัด แต่ความต้องการของคนมีไม่สิ้นสุด
เพราะฉะนั้นจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยมีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรไปใช้เพื่อ
สนองความต้องการของคนในประเทศให้ได้รับความพอใจสูงสุด และมีประสิทธิภาพมาก
ท่สี ุด เพราะฉะนั้นรัฐบาลจำเปน็ ต้องเขา้ มาใชน้ โยบายการคลังเพอื่ จัดสรรทรัพยากรระหว่าง

๑๑๘

ภาครัฐบาลและภาคเอกชน ให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิด
ประโยชนแ์ กค่ นในสงั คมใหม้ ากทส่ี ดุ เทา่ ทีจ่ ะมากได้

๒. รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงโดยใช้นโยบายการคลังเพื่อทำให้คนใน
ประเทศมีความทัดเทียมกัน โดยการจัดสรรการกระจายรายได้ในสังคมให้มีความยุติธรรม
เท่าเทียมกัน รัฐบาลอาจใช้นโยบายการคลังให้มีผลกระทบต่อระดับรายได้ของคนมีรายได้
ตำ่ ให้มรี ายไดม้ ากขน้ึ เพื่อไม่ใหค้ นในสังคมมีความแตกต่างกนั หรือมีความเหล่ือมล้ำกันมาก
เกนิ ไป เช่น อาจใช้นโยบายภาษีโดยการจัดเก็บภาษจี ากคนรวยใหม้ ากขน้ึ เพื่อไม่ให้มรี ายได้
สูงมากเกินไป จนเกิดความแตกต่างเหลื่อมล้ำกันมากจนเกินไป และอาจจะ เก็บภาษี
นอ้ ยลง หรือยกเวน้ ลดหย่อนภาษีสำหรับคนจนเพื่อให้คนจนลืมตาอ้าปากได้

๓. รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาใช้นโยบายการคลังให้มีผลกระทบต่อการลงทุน
ระดับการผลิต การจ้างงาน และรายได้ประชาชาติใหส้ ูงข้ึนเรื่อยๆ เพื่อให้ระบบเศรษฐกจิ มี
ความเจริญเติบโตโดยรัฐอาจใช้นโยบายการคลัง คือการวางแผนการเปลี่ยนแปลงการใช้
จา่ ยของรฐั บาลและการจดั เก็บภาษี

๔. รัฐบาลจำเปน็ ต้องใชน้ โยบายการคลังเพ่ือให้ระบบเศรษฐกิจบรรลุเปา้ หมาย
มีเสถียรภาพของราคา ไม่ให้ระดับราคาเพิ่มสูงขึ้นมากเกินไป และอาจใช้นโยบายการคลัง
รักษาเสถียรภาพภายนอก เช่น ปัญหาดุลการค้า ดุลการชำระเงนิ อัตราแลกเปลี่ยนค่าของ
เงินบาท

๕. มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทที่เอกชนทำไม่ได้หรือไม่อยากทำ แต่มี
ความจำเป็นต้องมีในระบบเศรษฐกจิ เชน่ การป้องกันประเทศ การรกั ษาความปลอดภัยใน
ชวี ิตและทรพั ยส์ ิน เพราะฉะน้ันรฐั จึงต้องเขา้ มาจัดหาบริการเหล่านใี้ หแ้ ก่ประชาชน

๖. มีสินค้าและบริการบางอย่างที่ผลิตขึ้นมาแล้วก่อให้เกิดผลกระทบภายนอก
(Externality) กล่าวคือ อาจก่อให้เกิดผลดีหรือผลเสียต่อสังคมโดยส่วนรวม เช่น บริการ
การศึกษาการสาธารณสุข มิใช่จะเป็นผลดีต่อผู้ได้รับการศึกษาหรือการป้องกันโรคภัยไข้
เจ็บเทา่ น้ัน หากแตจ่ ะเป็นผลดตี ่อบคุ คลอน่ื ๆในสังคมอีกดว้ ย หรอื การผลิตเหล้าขายย่อมจะ
เป็นผลเสียต่อสงั คมสว่ นรวมเช่นกัน ฉะนนั้ รัฐบาลจงึ ตอ้ งเข้ามาแทรกแซงหรือ ควบคุมการ
ผลติ สนิ คา้ และบรกิ ารดงั กลา่ ว

๑๑๙

๗. กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่างต้องใช้จำนวนเงินทุนมหาศาลในการลงทุน
ผลิตเอกชนไม่สามารถทำได้ หรือทำได้แต่อาจจะต้องเป็นกจิ การผกู ขาด เชน่ การผลติ ไฟฟ้า
น้ำประปา เพราะฉะนั้นรัฐตอ้ งเข้ามาดำเนินการ

๘. ในกรณีทรี่ ะบบเศรษฐกจิ มผี ูผ้ ลิตรายเดียว หรือมีผผู้ ลิตนอ้ ยราย ตลาดสนิ ค้า
จะเป็นตลาดผูกขาดของผูข้ าย ผู้ผลิตสามารถที่จะกำหนดราคาตามใจชอบได้ อาจจะมีการ
เอากำไรจนเกินควร เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรเข้ามาดำเนินการและส่งเสริมให้เกิดการ
แข่งขนั ในระบบเศรษฐกิจ

การบรหิ ารงานคลงั แยกเปน็ นโยบายใหญ่ ๆ ได้ ๓ นโยบาย คอื
การบริหารงานคลังมีขอบเขตครอบคลมุ นโยบายในหลาย ๆ ดา้ น เช่น นโยบาย
การเงิน นโยบายการคลัง นโยบายเศรษฐกิจมหภาค นโยบายหนี้สาธารณะ นโยบายภาษี
อากร เปน็ ตน้ โดยสามารถจำแนกได้เปน็ ๓ นโยบายใหญๆ่ คือ
๑. นโยบายการเงิน เป็นนโยบายทีเ่ กี่ยวกับการกำหนดและควบคมุ ปรมิ าณเงิน
ให้พอเหมาะกับความต้องการและความจำเป็นในการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของ
ประเทศ ซึง่ รฐั บาลของประเทศต่าง ๆ จะดำเนนิ นโยบายการเงินผา่ นทางธนาคารกลาง
แนวทางในการดำเนนิ นโยบายทางการเงนิ มแี นวทางหลักๆ อยู่ ๒ แนวทาง คือ
๑) การควบคุมเชิงปริมาณ คือ การควบคุมปริมาณเงิน เช่น การเปลี่ยนแปลง
อตั ราเงนิ สดสำรองของธนาคารพาณชิ ย์ เปน็ ตน้
๒) การควบคุมเชิงคุณภาพ เช่น การจำกัดสินเชื่อ การเข้มงวดในการปล่อย
สินเชอื่ เป็นตน้
หน่วยงานหลักที่มีอำนาจหน้าที่และดูแลรับผิดชอบการบริหารงานคลังด้าน
นโยบายการเงินก็คือ ธนาคารแหง่ ประเทศไทย
๒. นโยบายเศรษฐกิจ เป็นนโยบายที่รัฐบาลกำหนดขึ้นเพื่อสร้างความ
เจรญิ กา้ วหน้าทางเศรษฐกิจโดยรวม เพอ่ื รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นให้เกิด
เสรีภาพทางเศรษฐกจิ และเพื่อรักษาความยุตธิ รรมทางเศรษฐกิจ
๓. นโยบายการคลงั แบง่ ออกเปน็ ๒ ภาค คอื
๑) ภาครายรบั จะเป็นเรื่องของภาษีอากร การค้ำประกัน การก่อหนี้สาธารณะ
การออกพนั ธบัตรรฐั บาล เป็นต้น

๑๒๐

๒) ภาครายจ่าย จะเป็นเรื่องของงบประมาณแผ่นดิน หรือแผนการใช้เงินซ่ึง
เป็นแผนเบด็ เสรจ็ ท่แี สดงโครงการในการดำเนินงาน เปา้ หมายวัตถปุ ระสงค์ และจำนวนเงิน
ทตี่ อ้ งการใช้ โดยมกี ารกำหนดระยะเวลาในการดำเนินงานดว้ ย

หน่วยงานหลักที่มีอำนาจหน้าที่และดูแลรับผิดชอบการบริหารงานคลังภาค
รายจ่าย คอื สำนักงบประมาณ

ส่วนหน่วยงานหลักที่มีอำนาจหน้าที่และดูแลรับผิดชอบการบริหารงานคลัง
ภาครายรบั ก็คือ กระทรวงการคลงั

ปจั จบุ นั วิชาการบรหิ ารงานคลังมคี วามสำคัญมากขน้ึ
เน่ืองมาจากสาเหตุ ๑๐ ประการ คอื
๑. ขอบเขตหนา้ ที่ของรัฐบาลใหญ่โตขึ้น
๒. โครงการใช้จ่ายของรัฐบาลกระทบกระเทือนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของ
ประเทศและกระทบกระเทือนการตัดสนิ ใจในการจา่ ยของเอกชนอย่างมาก
๓. รัฐบาลได้กลายเป็นผู้ใช้จ่ายเงินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งมีผลกระทบ
กระเทอื นตอ่ การจา้ งงานและการผลติ ภายในประเทศ
๔. การใช้จ่ายเงินของรัฐบาล มีส่วนสำคญั มากที่จะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อหรอื
เงนิ ฝดื
๕. รัฐใช้จ่ายมากจึงต้องเก็บภาษีจำนวนมาก ซึ่งเป็นการลดอำนาจซื้อหรือลด
สวสั ดกิ ารทางเศรษฐกิจของเอกชน
๖. การผันแปรทางเศรษฐกิจในปจั จบุ นั เป็นไปอยา่ งรนุ แรงกวา่ อดีต
๗. จำเป็นจะต้องยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนท่ีต่ำกว่ามาตรฐาน และ
สร้างความเจริญในประเทศดอ้ ยพฒั นา โดยการใช้จา่ ยหรอื การคลังของรฐั บาล
๘. รฐั บาลต้องใชจ้ า่ ยเงินมากข้ึนก็ต้องก่อหน้ีมากข้ึน ทำให้เกดิ ปัญหาแก่รัฐบาล
ประชาชนและอำนาจซือ้ ของเงินในอนาคตดว้ ย
๙. รัฐบาลจะต้องพยายามหาวิธีการที่เหมาะสมที่จะหารายได้ และใน
ขณะเดียวกนั กจ็ ะต้องพยายามไม่ให้มีการทำลายการทำงานและการลงทนุ ดว้ ย
๑๐. รัฐบาลจะต้องขจัดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในการแบ่งสรรรายได้และ
ทรพั ย์สินในสังคมให้เกิดความเป็นธรรม

๑๒๑

การบริหารงานคลังสาธารณะ
การบริหารงานคลังสาธารณะ แบง่ ออกเป็น ๗ หัวขอ้ คือ
๑. การบรหิ ารและการแบ่งส่วนราชการของกระทรวงการคลงั
๒. แหล่งทมี่ าของรายได้ของรัฐบาล
๓. การภาษอี ากร
๔. หนส้ี าธารณะ
๕. การงบประมาณแผน่ ดนิ

๖. การใช้จ่ายของรฐั บาล
๗. นโยบายการคลัง

๖.๓ การบริหารและการแบง่ สว่ นราชการของกระทรวงการคลัง

การบรหิ ารและการแบ่งสว่ นราชการของกระทรวงการคลงั แบ่งไดด้ งั น้ี
๑. สำนกั งานรฐั มนตรี
๒. สำนกั งานปลดั กระทรวง
๓. กรมธนารักษ์ มีหน้าที่เก็บรักษาแสตมป์ฤชาและทรัพย์สมบัติเงินคงคลัง
จัดทำเหรียญที่ระลึก เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซ่อมแซมห้องและตู้เซฟของคลังจังหวัดทั่ว
ประเทศ
๔. กรมบัญชีกลาง มีหน้าที่ดูแลควบคุมการรับจ่ายและการเก็บรักษาเงิน
แผ่นดิน ทั้งที่เป็นเงินในและนอกงบประมาณ การบริหารหนี้สาธารณะ ควบคุมรัฐวิสาหกิจ
เป็นตน้
๕. กรมศุลกากร มีหน้าที่เก็บภาษีขาเข้าและขาออก ป้องกันและปราบปราม
การลกั ลอบหนีภาษศี ุลกากร เปน็ ตน้
๖. กรมสรรพสามิต มีหน้าที่เก็บภาษีสุรา ยาสูบ น้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมัน
เครอ่ื งดม่ื ซีเมนต์ ไมข้ ีดไฟ ยานตั ถ์ุ ไพ่ เปน็ ตน้
๗. กรมสรรพากร มีหน้าที่ ๓ ประการ คือ

๑) จดั เก็บภาษีตามประมวลรษั ฎากร

๑๒๒

๒) จดั เกบ็ ภาษีตามกฎหมายอ่นื ทไี่ ด้รับมอบ
๓) ศกึ ษาค้นคว้าและปรับปรงุ การบริหารและการจดั เก็บภาษีอากร
๘. สำนกั งานคณะกรรมการนโยบายรัฐวสิ าหกิจ มหี นา้ ทีบ่ รหิ ารและกำกับดูแล
รายได้จากรัฐพาณิชย์ อันได้แก่ รายได้จากผลกำไร เงินปันผล จากองค์กรของรัฐบาล
รัฐวสิ าหกจิ องคก์ รท่รี ฐั กำกับดูแลหรอื ถือหนุ้ เกินกวา่ ร้อยละ ๕๐
๙. สำนกั บรหิ ารหน้ีสาธารณะ
๑๐. สำนักเศรษฐกิจการคลัง

๖.๔ ท่มี ารายไดข้ องรฐั บาล

ตามวิธีการงบประมาณของไทย รายรับของรัฐบาล (Government receipt)
จะ ประกอบด้วย ๓ ส่วน ได้แก๔่

๑. รายได้ของรัฐบาล (Government revenue) สามารถแบ่งเป็น ๒ ส่วน
ใหญ่ๆ

๑) รายได้จากภาษี (Tax income) เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีสรรพสามิต ภาษี
การค้า

๒) รายได้ทไี่ ม่ใช่จากภาษี (Non-Tax income) แบ่งได้ ๓ สว่ น
(๑) รายได้จากการขายสินค้าและบริการ เช่น รายได้จากการขายสินค้า

ของกรมราชทณั ฑ์ น่คี อื รายไดข้ องรัฐบาลจากการขายสนิ คา้
(๒) รายได้จากรัฐวิสาหกิจ หมายถึงรายได้จากกิจการที่รัฐมิหุ้นอยู่ เช่น

มีหุ้นอยูใ่ นธนาคารกรงุ ไทย
(๓) รายไดเ้ บ็ดเตล็ดอื่นๆ เชน่ ค่าปรบั ค่าแสตมป์

๒. เงนิ กู้ของรัฐบาล หรอื หนสี้ าธารณะ (Public Debt)
๓. เงินคงคลัง (Treasury cash balances)

๔ เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม, การคลังว่าด้วยการจัดสรรและการกระจาย, พิมพ์คร้ัง
ที่ ๘, (กรงุ เทพมหานคร : มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖), หน้า ๕๒.

๑๒๓

๒. เงินกู้ (Public debt) รัฐอาจกู้จากในประเทศ และต่างประเทศก็ได้ เช่น
การกูจ้ ากในประเทศ ก้โู ดยวิธี

๑) การขายพันธบัตรรัฐบาล
๒) การกู้จากธนาคารกลาง (ธนาคารแหง่ ประเทศไทย)
๓) การกู้จากธนาคารออมสินถ้ากู้จากต่างประเทศก็กู้ได้จากเอกชนหรือ
สถาบันการเงนิ ตา่ งประเทศ
๓. เงินคงคลัง (Treasury cash balances) ต้องดูที่เงินคงคลังตอนต้นปี และ
ปลายปีโดยเอาเงินคงคลังปลายปีตั้งแล้วลบด้วยเงินคงคลังต้นปี ก็จะได้เงินคงคลังท่ี
เปล่ยี นแปลงในรอบระยะ ๑ ปีนั้น ๑๒

๖.๕ ภาษีอากร (Taxation)

อรญั ธรรมโน ไดอ้ ธิบายเกีย่ วกับภาษีอากรว่า ภาษอี ากร คอื สง่ิ ที่รัฐบาลบังคับ
เก็บจากข้าราชการ โดยมิไดม้ สี ่งิ ตอบแทนแก่ผู้เสยี ภาษอี ากรโดยตรง

โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์๕ อธิบายว่าภาษีอากรคือเครื่องมือทางการคลังที่สำคัญ
ท่สี ุดของรัฐบาลในการหารายได้ เพ่ือการใชจ้ ่ายของรฐั บาล

รังสรรค์ ธนะพรพันธ์๖ ได้ให้ความหมายภาษีอากรไว้ว่า ภาษีอากรคือเงินที่
เรยี กเก็บจากบคุ คล ทรัพยส์ ินหรือธรุ กิจเพอื่ การสนับสนุนรัฐบาล

ภาษีอากร หมายถึง เงินที่รัฐบาลเรียกบังคับจัดเก็บจากประชาชนเพื่อนำไปใช้
จ่ายในกิจการสาธารณะหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของประเทศโดยส่วนรวม โดยรัฐไม่จำเป็น
จะตอ้ งมีส่งิ ตอบแทนโดยตรงแกผ่ ูช้ ำระภาษีอากร และเพอ่ื ท่จี ะลดการใชจ้ า่ ยของประชาชน
ดว้ ย ท้งั นี้ภาษอี ากรยังถือเปน็ เครือ่ งมอื หลกั ในการหารายไดข้ องรฐั อีกดว้ ย

๕ โฆษติ ปน้ั เปี่ยมรษั ฎ์, นโยบายภาษอี ากรและการพฒั นาเศรษฐกจิ , (กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพอ์ กั ษรสมั พันธ,์ ๒๕๕๕), หน้า ๓๑.

๖ รงั สรรค์ ธนะพรพันธ,์ ทฤษฎกี ารภาษอี ากร. (กรงุ เทพมหานคร : กรุงสยามการพมิ พ์,
๒๕๔๖), หนา้ ๑๐.

๑๒๔

ลักษณะสำคัญของภาษอี ากร คอื
๑. เปน็ การชำระส่งิ อันเป็นทรัพย์สิน เป็นเงนิ สดหรืออาจจะเป็นทรัพย์สินในรูป
อื่นก็ได้
๒. เป็นเครอื่ งมือทางการคลงั ทส่ี ำคญั ท่สี ุดในการหารายไดข้ องรัฐ
๓. เป็นแหลง่ รายได้หลกั ของรฐั
๔. รัฐมอี ำนาจบงั คับจัดเก็บโดยกฎหมายแตฝ่ ่ายเดียว
๕. รัฐไม่ต้องตอบแทนในเชงิ ประโยชนโ์ ดยตรงแก่ผบู้ งั คบั ใหเ้ สยี ภาษี
๖. ภาษอี ากรทไี่ ด้ รัฐจะนำไปใชเ้ พือ่ กจิ กรรมสาธารณะประโยชน์
๗. บุคคลเทา่ นน้ั ที่มีหนา้ ท่ใี นการเสยี ภาษใี นฐานะท่ีเปน็ ราษฎรของประเทศ
ความหมายต่าง ๆ ทเ่ี กี่ยวกบั การภาษีอากร
๑. หน้าที่ในการเสียภาษีอากร (Impact) คือ บุคคลที่มีหน้าที่ในการเสียภาษี
อากรตามกฎหมายกำหนด
๒. การผลักภาระภาษี (Shifting) หมายถึง ผู้ที่รับภาระในการเสียภาษี แต่
สามารถผลักหรอื ปดั ความรบั ผดิ ชอบในการเสียภาษไี ปใหผ้ ้อู ื่นเสียแทนได้
๓. ภาระของภาษีอากร (Incidence or Burden) คือ บุคคลที่จะต้องรับภาระ
ในการชำระภาษีอากรท่แี ท้จรงิ
๔. ผลทางเศรษฐกิจของการเก็บภาษีอากร (Economic Effect) หมายถึง การ
เกบ็ ภาษอี ากรแต่ละประเภทยอ่ มมีผลกระทบตอ่ เศรษฐกจิ ของภาคเอกชน
๕. ฐาน (Base) และอัตรา (Rate) ภาษีอากร ภาษีอากรแต่ละประเภทต้อองมี
ฐานและอัตราภาษีเพื่อนำไปใช้ในการเก็บภาษีอากร เช่น ภาษีเงินได้ก็มีจำนวนเงินได้เป็น
ฐานในการเรียกเก็บภาษีอากร อัตราก็ได้แก่ร้อยละของเงินได้ที่จะต้องเสียภาษีอากร เป็น
ตน้
วตั ถุประสงค์ของการเก็บภาษีอากร๗
๑. เพอื่ หารายได้

๗ อรัญ ธรรมโน, ความรู้ทั่วไปทางการคลัง, (กรุงเทพมหานคร : บรัษัท บพิธ จำกัด,
๒๕๔๘), หนา้ ๑๒๔-๑๒๗.

๑๒๕

๒. เพอ่ื การควบคุมและสง่ เสริม
๓. เพอ่ื การแบง่ กระจายทรพั ยากร
๔. เพอ่ื รักษาเสถยี รภาพทางเศรษฐกิจ
ประเภทของภาษีอากร
การแบง่ ประเภทของภาษอี ากรอาจจะแบ่งได้หลายวธิ ี๘ ดงั นี้
๑. การแบ่งประเภทของภาษีอากรตามลักษณะของการผลักภาระภาษีอากร ซง่ึ
โดยวิธีนอ้ี าจแบง่ ภาษีอากรออกเปน็ ๒ ประเภท คอื
๑) ภาษีทางตรง (Direct Tax) หมายถึง ภาษีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ไม่สามารถท่ี
จะผลักภาระไปยังบุคคลอื่น ๆ ได้ กลา่ วคือ ผ้มู หี นา้ ทใ่ี นการเสียภาษอี ากรตามกฎหมายต้อง
รบั ภาระภาษไี ว้เองทั้งหมด ภาษปี ระเภทน้ีได้แก่ ภาษีเงนิ ได้ ภาษีทรัพยส์ ิน ภาษีมรดก เป็น
ตน้
๒) ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) หมายถึง ภาษีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตาม
กฎหมายสามารถจะผลักภาระภาษีไปยังบุคคลอื่นๆ ได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้รัฐบาลไทยมีรายได้
มาจากการจัดเก็บภาษีทางอ้อมมากที่สุด ภาษีประเภทนี้ได้แก่ ภาษีการขาย ภาษี
สรรพสามิต ภาษีศุลกากร เปน็ ตน้
๒. การแบ่งประเภทของภาษีอากรตามลักษณะฐานของภาษีอากร กล่าวคือ
ภาษอี ากรแตล่ ะประเภทจะมฐี านะของมันโดยเฉพาะ เช่น ฐานของภาษเี งินได้ก็ได้แก่เงินได้
ฐานของภาษีการขายก็ได้แก่ มูลค่าของปริมาณสินค้าที่ขาย ฐานของภาษีมรดกก็ได้แก่
มลู คา่ มรดก เป็นตน้
๓. การแบ่งประเภทของภาษีอากรตามวิธีการประเมินภาษีที่ต้องเสีย แบ่ง
ออกเป็น ๒ ประเภท คอื
๑) ภาษีที่เก็บตามราคาหรือมูลค่า เช่น ภาษีรายได้ ภาษีการขาย ภาษีมรดก
เปน็ ตน้

๘ สมนึก แตงเจริญ, การศึกษาวิชาการคลัง ใน การคลังของประเทศไทย,
(กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พอ์ กั ษรสมั พนั ธ,์ ๒๕๔๕), หน้า ๕๓.

๑๒๖

๒) ภาษีที่เก็บตามปริมาณ น้ำหนัก หรือจำนวนสิ่งที่ต้องเสียภาษี เช่น อากร
แสตมป์

ข้อมลู เพิ่มเตมิ ภาษเี งินได้แบบตดิ ลบ (Negative Income Tax) เปน็ ระบบการ
จดั เก็บภาษที ชี่ ่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย โดยแทนทจ่ี ะเสียภาษีใหร้ ัฐ รัฐจะจ่ายเงินช่วยเหลือ
ให้แทน ซึ่งเริ่มโดยการกำหนดเส้นความยากจนขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงนำรายได้มาพิจารณา
ถ้ามีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจนก็จะต้องเสียภาษี แต่ถ้ามีรายได้น้อยกว่าเส้นความ
ยากจน รัฐก็จะจ่ายเงินช่วยเหลอื ให้

หลกั เกณฑ์สำคญั ในการจดั เก็บภาษีอากร มี ๒ ประการ คือ
๑. หลกั ประโยชน์ (Benefit Principle) เป็นหลักที่ถือวา่ บุคคลแตล่ ะบุคคลควร
จะรับภาระภาษีให้ได้สัดส่วนกับประโยชน์ที่ตนได้รับจากรัฐ ดังนั้นผู้ใดได้รับประโยชน์จาก
รัฐมากก็ควรเสียภาษีอากรมาก ผู้ใดได้รับประโยชน์จากรัฐน้อยก็ควรเสียภาษีอากรน้อย
ผู้ใดไม่ได้รบั ประโยชน์จากรัฐก็ต้องไม่ต้องเสยี ภาษีอากร
๒. หลกั ความสามารถ (Ability to Pay Principle) เป็นหลกั เกณฑ์ทยี่ อมรับกัน
โดยทั่วไปว่าเป็นธรรมที่สุด โดยถือว่าบุคคลทุกคนจะต้องเสียภาษีอากรเพื่อบำรุงรัฐตาม
ความสามารถของตน ซง่ึ วัดได้จากรายได้ ทรัพย์สิน และรายจา่ ยเพอ่ื การบริโภค
หลกั เกณฑส์ ำคญั ของภาษอี ากร ของ Adam Smith มี ๔ ประการ คือ
๑. หลกั ความยุติธรรม (Equity)
๒. หลักความแน่นอน (Certainty)
๓. หลกั ความสะดวก (Convenience)
๔. หลักประหยดั (Economy)

๖.๖ หนส้ี าธารณะ (Public Debt)

พูนศรี สงวนชีพ (๒๕๕๒: ๒๖๐) หนี้สาธารณะ หมายถึง ข้อผูกพันของรัฐบาล
ซ่ึงเกดิ จากการกู้ยืมโดยตรงและการคํ้าประกนั เงินก้โู ดยรัฐบาล รวมท้ังเงินปริวรรตที่รัฐบาล
รับรองดว้ ย การแบ่งประเภทของหนี้สาธารณะ

๑. แบง่ ตามระยะเวลาชำระหนี้สาธารณะ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภทคอื
๑) หนรี้ ะยะสนั้ คอื หนีท้ ่ีมีระยะเวลาการไถ่ถอนคืนไมเ่ กนิ ๑ ปี

๑๒๗

๒) หน้ีระยะกลาง คือ หนี้ท่ีมรี ะยะเวลาในการชำระหนค้ี นื ภายในระยะเวลา
๑ – ๕ ปี ๑๕
๓) หน้รี ะยะยาว คือ หน้ที ่ีมีระยะเวลาในการไถ่ถอน ตัง้ แต่ ๑๐ ปีข้ึนไป
๒. แบ่งตามแหลง่ ทีม่ าของเงนิ กู้ แบง่ ออกเปน็ ๒ ประเภท คือ
๑) หนภ้ี ายใน ไดแ้ ก่ หนท้ี ี่ก้จู ากผู้ทีอ่ ยใู่ นประเทศ
๒) หนภ้ี ายนอก ได้แก่ หนีท้ ่ีกจู้ ากเอกชนหรอื สถาบันการเงินต่างประเทศ
การกู้เงนิ ของรฐั บาลทม่ี ผี ลทำให้เกิดการขยายเครดิต ได้แก่
๑. การกู้เงินจากธนาคารพาณชิ ย์
๒. การกู้เงนิ จากธนาคารกลาง
๓. การกู้เงนิ สดจากภายนอกประเทศ
วตั ถปุ ระสงคข์ องการกูเ้ งนิ มีดงั นี้คือ
๑. เพื่อใช้จา่ ยในโครงการลงทนุ ของรฐั บาล
๒. เพราะเก็บรายไดไ้ มท่ นั กบั รายจา่ ย
๓. เพื่อรักษาดุลระหว่างรายได้กับรายจา่ ย
๔. เพื่อใช้จา่ ยในกรณที ม่ี คี วามจำเป็นอย่างเรง่ ด่วน
ภาระของหน้สี าธารณะ มอี ยู่ ๒ สว่ น คือ
๑. ภาระของการใช้คนื เงนิ ตน้
๒. ภาระของการใช้ดอกเบ้ีย

๖.๗ การงบประมาณแผ่นดนิ (Government Budgeting)

ความหมายของงบประมาณแผ่นดนิ
บุญชนะ อัตถากร๙ อธิบายว่า งบประมาณแผ่นดิน คือ แผนใหญ่ทางการคลัง
ของรฐั บาล ซงึ่ ประกอบด้วย
๑. รายไดซ้ งึ่ คาดว่าจะเก็บได้ คอื วธิ ีการทจี่ ะหาเงนิ มาใชจ้ ่ายในกิจกรรมตา่ ง ๆ
๒. รายจ่ายซ่งึ กำหนดวา่ จะจา่ ย คอื บญั ชีกำหนดกจิ กรรมต่าง ๆ ซึ่งจะกระทำ

๙ บญุ ชนะ อัตถากร, การคลงั , (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์,
๒๕๔๘), หน้า ๕๒.

๑๒๘

Otto Eckstein๑๐ อธิบายว่า งบประมาณแผ่นดิน คือ รายละเอียดเกี่ยวกับ
คา่ ใช้จ่ายและรายได้ท่คี าดหวงั ไวข้ องรฐั บาล

ไพศาล ชัยมงคล๑๑ อธิบายว่า งบประมาณแผ่นดิน คือ แผนเบ็ดเสร็จซึ่ง
แสดงออกในรปู ของตวั เงนิ แสดงโครงการดำเนินงานท้ังหมดในระยะเวลาหนง่ึ

ประเทศแรกที่ริเริ่มจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นมาคือ ประเทศอังกฤษ ส่วน
ประเทศไทยไดเ้ ร่ิมจดั ทำงบประมาณแผน่ ดินมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๓ ในสมยั รชั กาลท่ี ๕

เพราะฉะนั้นจึงอาจสรุปไดว้ า่ การงบประมาณแผ่นดนิ ประกอบด้วยสว่ นสำคญั
๒ สว่ นด้วยกนั คอื ๑๒

๑. แผนการหารายรบั ประกอบดว้ ย การหารายไดแ้ ละการกเู้ งนิ
๒. แผนการใช้จ่าย ได้แก่ การจัดทำแผนการใช้จ่ายโดยละเอียดตามโครงการ
ตา่ ง ๆ ทร่ี ฐั บาลคาดวา่ จะดำเนนิ การในปงี บประมาณนั้น ๆ
งบประมาณรายรบั และรายจา่ ยของรฐั บาล ตามปกตจิ ะมีชว่ งระยะเวลาเรียกว่า
ปีงบประมาณ (Fiscal Year) เช่น ปีงบประมาณของสหรัฐอเมริกาเริ่มตั้งแต่วันท่ี ๑
กรกฎาคมของปีปัจจุบนั ไปสิ้นสดุ ในวันที่ ๓๐ มิถุนายนของปีถดั ไป ส่วนปีงบประมาณของ
ไทยเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมของปีปจั จุบัน ไปสิ้นสดุ ในวันที่ ๓๐ กันยายนของปีถัดไป โดย
ใช้ชื่อปีถัดไปเป็นปีงบประมาณ (เช่น ปีงบประมาณ ๒๕๕๔ จะเริ่มวันท่ี ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓
ไปสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กนั ยายน ๒๕๕๔)
การดำเนินงานเกี่ยวกับการงบประมาณแผ่นดิน ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ
ดงั น้ี
๑. การจดั เตรยี มงบประมาณ (Budget Preparation)

๑๐ Otto Eckstein, Public Finance: Foundations of Modern Economics
Series. Englewood Cliffs, (N.J. : Prentice-Hall Inc, 1967), p.21.

๑๑ ไพศาล ชยั มงคล, งบประมาณแผ่นดนิ : ทฤษฎีและปฏิบตั ิ, (กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท
โรงพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช จำกดั , ๒๕๔๗), หน้า ๑๙.

๑๒ สมนึก แตงเจริญ, การศึกษาวิชาการคลัง ใน การคลังของประเทศไทย,
(กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์อกั ษรสมั พนั ธ,์ ๒๕๔๕), หน้า ๓๘.


Click to View FlipBook Version